×

ปิดฉากสันตินิยม? LDP กับภารกิจแก้ไขรัฐธรรมนูญญี่ปุ่น ปูทาง SDF ถูกกฎหมาย ทำได้หรือไม่?

13.02.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกประกอบข่าวการแก้ไขรัฐธรรมนูญญี่ปุ่น โดยพรรค LDP เพื่อให้สถานะของกองกำลังป้องกันตนเอง (SDF) ชัดเจนตามกฎหมาย ท่ามกลางการถกเถียงเรื่องหลักสันติวิธีมาตรา 9

การแก้ไขรัฐธรรมนูญกำลังเป็นวาระร้อนแรงในหน้าการเมืองญี่ปุ่น หลังพรรคเสรีประชาธิปไตยญี่ปุ่น (Liberal Democratic Party: LDP) ชนะการเลือกตั้งระดับประเทศแบบแลนด์สไลด์เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยคว้าที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรได้ถึง 316 ที่นั่ง หรือมากกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด

 

ชัยชนะดังกล่าวเปิดทางให้รัฐบาล ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงจากพรรค LDP ผลักดันกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 4 ประเด็นสำคัญ โดยหนึ่งในนั้นคือการบัญญัติสถานะของกองกำลังป้องกันตนเอง (Self-Defense Forces: SDF) ให้มีความชัดเจนในกฎหมายสูงสุดของประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวอยู่ในข้อถกเถียงทางการเมืองและกฎหมายมาโดยตลอด ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจกระทบอัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือ ‘รัฐธรรมนูญมาตรา 9’ กรอบแนวคิดสันติวิธี (Pacifism) ว่าด้วยญี่ปุ่นจะไม่ครอบครองกองกำลังที่มีศักยภาพในการทำสงคราม และสละสิทธิในการประกาศสงครามในฐานะรัฐอธิปไตย

 

คำถามสำคัญคือ ญี่ปุ่นจะขยับจากการตีความทางกฎหมายไปสู่การแก้ไขตัวบทจริงได้หรือไม่ แล้วอะไรคือเงื่อนไขทางการเมืองและข้อจำกัดในทางปฏิบัติ? THE STANDARD พูดคุยกับ ผศ.ดร.ธีวินท์ สุพุทธิกุล หัวหน้าภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อประมวลความเป็นไปได้

 

แก้รัฐธรรมนูญมาตรา 9 ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ทำได้จริงหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

 

ผศ.ดร.ธีวินท์มองว่า ชัยชนะของพรรค LDP อย่างท่วมท้นไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมาย โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากคะแนนนิยมของทาคาอิจิในช่วงที่ผ่านมา เช่น ผลสำรวจของ JNN ระบุว่า ผู้นำหญิงมีคะแนนสนับสนุน 69.9% แม้จะลดลง 8.2% จากก่อนหน้านี้ แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับแข็งแกร่ง และเหนือกว่ากลุ่มฝ่ายค้านอย่าง Centrist Reform Alliance (CRA)

 

อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญที่ตามมาหลังจากการเลือกตั้ง คือ เมื่อรัฐบาลพรรค LDP ครองเสียงข้างมากในสภาเกิน 2 ใน 3 ของสภา (Supermajority) ซึ่งรวมเสียงกับพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคนิปปอนอิชชิน (Nippon Ishin) คิดเป็น 352 ที่นั่งจาก 465 ที่นั่ง โอกาสแก้รัฐธรรมนูญจะเป็นไปได้หรือไม่

 

ก่อนจะวิเคราะห์ความเป็นไปได้ ผศ.ดร.ธีวินท์ชวนทำความเข้าใจก่อนว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยรัฐบาล ชินโซ อาเบะ อดีตผู้นำจากพรรค LDP ทว่าแผนการดังกล่าวสะดุดจากวิกฤตโควิด-19 ทำให้รัฐบาลไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ แม้จะประกาศอย่างเป็นทางการต่อสาธารณะ และมีร่างกฎหมายชัดเจนประกอบด้วย 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

 

  • การเพิ่มบทบัญญัติ ‘ภาวะฉุกเฉิน’ (Emergency Clause) เปิดทางให้ฝ่ายบริหารใช้อำนาจพิเศษเพื่อจัดการกับวิกฤตอย่างโรคระบาดหรือภัยพิบัติ เช่น ให้อำนาจขยายวาระ สส. หากญี่ปุ่นจัดการเลือกตั้งไม่ได้ในภาวะฉุกเฉิน
  • การบัญญัติสิทธิใหม่ในยุคดิจิทัล และการปรับเขตเลือกตั้งเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านจำนวนประชากร
  • การส่งเสริมการศึกษาภาคบังคับในรัฐธรรมนูญ
  • การบัญญัติสถานะ SDF ให้ชัดเจน กล่าวคือ ไม่ต้องแก้ไขมาตรา 9 โดยตรง แต่เพิ่มวรรคใหม่ว่า SDF มีสถานะอย่างไร โดยยังคง 2 วรรคเดิมของมาตรา 9 ไว้ คือ ญี่ปุ่นจะสละสิทธิทำสงครามและการไม่มีกองกำลังทหารเชิงรุก

 

ทั้งนี้ การเปิดทางแก้ไขรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นปี 1947 ต้องผ่าน 2 ด่านใหญ่ คือ

 

  • ผ่านเสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 สภา ทั้ง สส. (สภาล่าง) และวุฒิสภา (สภาบน)
  • ผ่านการเห็นชอบประชามติระดับชาติ ซึ่งต้องจัดขึ้นภายใน 60-180 วัน หลังสภาเห็นชอบ โดยพิจารณาจากเสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิ

 

จากสมการดังกล่าว ผศ.ดร.ธีวินท์มองว่า ทุกฝ่ายเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะประเด็นการเพิ่มบทบัญญัติอำนาจฉุกเฉินของรัฐบาล ทว่าจุดที่เป็นข้อถกเถียงกันมากที่สุด คือ การบัญญัติสถานะของ SDF ในรัฐธรรมนูญ

 

“สิ่งที่ SDF เผชิญมาตลอดคือข้อถกเถียงทางกฎหมายว่า ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะฉะนั้น พรรค LDP จึงต้องการเขียนให้ชัดไปเลยว่า SDF สามารถมีอยู่ได้โดยไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่คำถามคือจะใช้ถ้อยคำแบบไหน อันนี้คงต้องถกเถียงกันละเอียดในทางกฎหมายอีกมาก”

 

ทำความเข้าใจก่อนว่า SDF เกิดขึ้นจากการตีความรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นปี 1947 ที่ร่างขึ้นภายใต้การยึดครองของสหรัฐอเมริกาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีสาระสำคัญในมาตรา 9 คือ ห้ามญี่ปุ่นทำสงคราม และห้ามคงไว้ซึ่งศักยภาพทางทหาร (หรือไม่มีกองทัพ)

 

อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อโลกเข้าสู่บริบทสงครามเย็น สหรัฐฯ ปรับยุทธศาสตร์และวางญี่ปุ่นเป็นฐานสำคัญในนโยบายปิดล้อม (Containment Policy) กลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์ในเอเชีย-แปซิฟิก ทำให้ญี่ปุ่นต้องฟื้นฟูขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศในระดับจำกัด เริ่มจากการจัดตั้งกองกำลังตำรวจสำรองแห่งชาติ (National Police Reserve) ในปี 1950 ก่อนพัฒนาเป็น SDF ในปี 1954

 

อนึ่ง กระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้การตีความของรัฐบาล ชิเงรุ โยชิดะ อดีตนายกฯ ซึ่งเห็นว่า การป้องกันตนเองเป็นสิทธิพื้นฐานของรัฐอธิปไตย และไม่ขัดต่อเจตนารมณ์ของมาตรา 9 หากจำกัดอยู่ในระดับขั้นต่ำที่จำเป็น

 

อย่างไรก็ดี การจัดตั้ง SDF ต้องเผชิญแรงต่อต้านจากกลุ่มฝ่ายซ้าย รวมถึงกระแสสังคมส่วนหนึ่งที่เข็ดหลาบต่อสงคราม โดยถูกมองว่า การมีอยู่ของกองกำลังดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ

 

[หมายเหตุ: บทบาทของ SDF ยังขยายความการตีความตามบริบทระหว่างประเทศ เช่น ออกปฏิบัติการรักษาสันติภาพ (Peacekeeping Operation) ภายใต้กฎหมายปี 1992 หรือใช้สิทธิป้องกันตนเองร่วมกับชาติพันธมิตรภายใต้กฎหมายความมั่นคงปี 2015]

 

มติมหาชนและโลกระหว่างประเทศ ตัวแปรสำคัญในการแก้ไขรัฐธรรมนูญญี่ปุ่น

 

อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.ธีวินท์มองว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้อาจไม่ถึงขั้น ‘ยกเลิกมาตรา 9’ แต่เป็นการแก้ไขเชิงพิธีการมากกว่า เพราะที่ผ่านมา SDF ก็เกิดขึ้นจากการตีความตามรัฐธรรมนูญ ขณะที่ก็มีบทบาทก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ต้องแก้ไขตัวบทใด

 

“พูดง่ายๆ คือ (การแก้ไขรัฐธรรมนูญ) ไม่ได้จะล้มหลักสันติวิธี แต่ต้องการทำให้สถานะของ SDF ชัดเจนในตัวบท แทนที่จะพึ่งพาการตีความเหมือนที่ผ่านมา” ผศ.ดร.ธีวินท์ระบุ

 

สำหรับแนวโน้มการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผศ.ดร.ธีวินท์วิเคราะห์ว่า ในสภาล่างมีโอกาสเปิดมากขึ้น เพราะรัฐบาลถือเสียงข้างมากถึง 352 เสียง ขณะที่พรรคอื่นอย่างพรรคประชาธิปไตยเพื่อประชาชน (Democratic Party For the People: DPFP) หรือพรรคซันเซโต (Sanseito) ก็ยังเปิดโอกาสอยู่

 

ส่วนพรรคที่ไม่เห็นด้วย หรือมีแนวโน้มระมัดระวัง ได้แก่ พันธมิตร CRA และพรรคคอมมิวนิสต์ญี่ปุ่น ขณะที่พรรคนิปปอนอิชชิน พรรคร่วมรัฐบาลเสนอแนวทางสุดโต่ง คือ ลบวรรคที่ 2 ของมาตรา 9 และเปิดทางใช้สิทธิป้องกันตนเองแบบไม่จำกัด

 

จากตัวเลขดังกล่าว แม้พรรค LDP ไม่ได้ครองเสียงในสภาสูง แต่ผู้เชี่ยวชาญการเมืองญี่ปุ่นมองว่า ตัวเลขในสภาเอื้อให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ในทางทฤษฎี

 

อนึ่ง Nikkei Asia ระบุว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญในด่านแรก ก็อาจมีปัญหาบางอย่างได้แบบไม่คาดคิด เช่น ในยุคอาเบะแม้รัฐบาลจะครองเสียง 2 ใน 3 ของสภาหลังเลือกตั้งปี 2016 จนมีการเผยร่างแก้ไขในปี 2018 แต่การอภิปรายหยุดชะงักจากคดีอื้อฉาวทางการเงิน และท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาลในขณะนั้น อย่างพรรคโคเมที่สนับสนุนให้ญี่ปุ่นยึดหลักป้องกันตนเองเท่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.ธีวินท์ย้ำว่า ส่วนที่เป็นปัญหาในทางปฏิบัติคือการลงประชามติ เพราะสุดท้ายรัฐบาลต้องอาศัยมติข้างมากจากมหาชน คำถามที่ตามมา คือ ประชาชนจะเห็นด้วยมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะกับมาตรา 9 ที่เป็นประเด็นอ่อนไหวและถกเถียงมาเนิ่นนาน

 

“พรรคการเมืองอาจต้องคิดเหมือนกันว่า การเปิดประเด็นนี้ขึ้นมาให้สังคมถกเถียงครั้งใหญ่ คุ้มค่าหรือไม่ เพราะในทางปฏิบัติ ญี่ปุ่นก็สามารถขยายบทบาทด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศได้มากอยู่แล้วโดยไม่ต้องแก้ตัวบท

 

“ถ้าการแก้เป็นเพียงเชิงสัญลักษณ์หรือเชิงพิธีการ แต่กลับต้องทำให้สังคมแบ่งขั้วถกเถียงหนัก ก็อาจไม่เหมาะในบริบทภูมิภาคที่ยังตึงเครียด”

 

ผศ.ดร.ธีวินท์ยังฉายภาพถึงมิติที่มองไม่เห็น แต่จะส่งผลกระทบโดยตรงอย่างมาก คือ ประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 9 สร้างภาพลักษณ์ให้ญี่ปุ่นเป็นรัฐสันติ ซึ่งสร้างข้อได้เปรียบในเวทีระหว่างประเทศ

 

อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นอธิบายว่า หากญี่ปุ่นแก้ไขรัฐธรรมนูญจริง จะส่งผลต่อการรับรู้ของนานาชาติ โดยเฉพาะจีนที่มักใช้วาทกรรมโจมตีว่า ญี่ปุ่นกำลังหวนกลับสู่รัฐทหาร โดยเหตุการณ์นี้อาจกลายเป็นเหตุผลให้ปักกิ่งเพิ่มท่าทีเชิงรุกในเอเชียตะวันออก

 

“ในอีกมุมหนึ่งญี่ปุ่นก็อาจโต้กลับว่า การขยายบทบาทด้านความมั่นคงเป็นผลจากสภาพแวดล้อมความมั่นคงรอบตัว กล่าวคือ เพราะบริบทเปลี่ยน ญี่ปุ่นจึงต้องป้องกันตนเองมากขึ้น ดังนั้นภาพมันอาจกลายเป็นวงจรโต้กันไปมา ทั้งในเชิงวาทกรรมและเชิงยุทธศาสตร์” ผศ.ดร.ธีวินท์ ทิ้งท้าย

 

แฟ้มภาพ: Kyodo via Reuters

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising