เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักข่าว Bloomberg เผยแพร่บทความที่มีใจความสำคัญว่า “ความล้มเหลวในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของไทย ส่งผลให้ตลาดหุ้นและพันธบัตรตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก นั่นคือ มีราคาถูก แต่กลับไม่เป็นที่ต้องการ และกำลังลดความสำคัญลงเรื่อยๆ ในสายตานักลงทุน”
ประเด็นเหล่านี้อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็เป็นการตอกย้ำความจริงให้ประเทศไทยต้องกลับมาทบทวนตัวเอง และต้องช่วยกันพลิกฟื้นตลาดทุนอย่างจริงจัง สำหรับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ที่อาจเรียกได้ว่ามีความรับผิดชอบโดยตรง นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ และเร่งประสานความร่วมมือจากทุกฝ่าย
ย้อนมองความเห็นต่างชาติ เมินหุ้นไทย ไร้เชื่อมั่นการเลือกตั้ง
Bloomberg ระบุว่า ผู้จัดการกองทุนรายใหญ่ระดับโลกบางรายระบุว่า การเลือกตั้งทั่วไปของประเทศไทยที่จะเกิดขึ้นวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้พวกเขาต้องจำกัดสัดส่วนการลงทุนในไทย เนื่องจากมองว่าผลการเลือกตั้งอาจจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาเดิมที่มีอยู่แล้ว เช่น หนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ แรงกดดันเหล่านี้ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่ทำผลงานแย่ที่สุดในโลกเมื่อปีที่ผ่านมา ขณะที่ตลาดพันธบัตรก็ให้ผลตอบแทนตามหลังกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ส่วนใหญ่ในปี 2026
บรรยากาศการลงทุนสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่น้อยมาก ว่าผู้นำคนที่ 4 ในรอบ 3 ปีของไทย จะสามารถผลักดันการปฏิรูปที่จำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลที่อ่อนแอและนโยบายที่ไร้ทิศทางได้ นักลงทุนมองว่า ผลที่ตามมาคือเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield Curve) อาจมีความชันมากขึ้น จากแรงขับเคลื่อนของการลดอัตราดอกเบี้ยและความคาดหวังเรื่องการใช้จ่ายของภาครัฐ ในขณะที่ตลาดหุ้นจะยังคงซบเซาเนื่องจากเม็ดเงินลงทุนไหลออกไปยังตลาดอื่น
Christopher Leow ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Principal Asset Management ในสิงคโปร์ กล่าวว่า “ในแง่ของมูลค่าหุ้นไทยดูเหมือนจะมีราคาถูก แต่แค่ราคาถูกอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ”
ด้าน Leonard Kwan ผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอจาก T. Rowe Price ในฮ่องกงกล่าวว่า ประเทศไทยยังพอมีกำลังที่จะใช้จ่ายได้ แต่คำถามสำคัญคือประสิทธิภาพในการใช้เงินเหล่านั้น
รั้งธุรกิจไทยไอพีโอในประเทศ
ช่วงที่ผ่านมามีกระแสข่าวว่าธุรกิจไทยใหม่ๆ หลายรายที่เติบโตจนขึ้นมาเป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ และต้องการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ อาจเลือกไม่จดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย แต่กำลังพิจารณาตลาดหุ้นอื่นๆ ทั้งฮ่องกง สิงคโปร์ หรือสหรัฐฯ อาทิเช่น LINE MAN Wongnai และ เจี้ยนชา เป็นต้น
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง ธุรกิจไทยสนใจออกไปจดทะเบียนในตลาดหุ้นต่างประเทศมากขึ้น แต่ยืนยันว่ากำลังเร่งปรับปรุงในหลายส่วน เพื่อดึงดูดให้บริษัทเหล่านี้กลับมาจดทะเบียนในไทย
ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ วิเคราะห์ว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจไทยอยากออกไปจดทะเบียนในตลาดต่างประเทศ มาจากหลายส่วน ทั้งเรื่องการประเมินมูลค่าและสภาพคล่อง
อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อธิบายว่า ดัชนีหุ้นไทยจากที่เคยเทรด P/E ระดับ 15-16 เท่า ขณะนี้กลับหล่นมาอยู่ที่ 14 เท่า และ 30 ปีที่ผ่านมา อันดับบริษัทจดทะเบียนใน SET มีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก ส่วนใหญ่เปลี่ยนแปลงจากการควบรวมไม่ใช่จากธุรกิจ ไม่เหมือน S&P 500 ที่ในช่วงเวลาเดียวกัน อันดับของบริษัทจดทะเบียนเปลี่ยนไปมากกว่า 90%
ปัจจุบัน valuation ของตลาดหุ้นไทยได้เปลี่ยนแปลงไป ระดับดัชนีก่อนหน้านี้เคยอยู่ที่ระดับ 1,500-1,600 จุด มูลค่าซื้อขายเคยสูงถึงระดับ 5-6 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกันพบว่าเกณฑ์การรับหลักทรัพย์มีความเข้มข้นเกินไป ภายใต้การแข่งขันรุนแรงของตลาดหุ้นในภูมิภาคนี้
สิ่งที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งทำในเวลานี้คือ การปฏิรูปกฎเกณฑ์ โดยทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อลดขั้นตอนการทำงานให้กระชับขึ้น ให้บริษัทเข้าตลาดได้เร็วขึ้น ลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ และเปลี่ยนไปเน้นการเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล รวมถึงเปรียบเทียบเกณฑ์ของตลาดหุ้นไทย กับคู่แข่งอย่าง ตลาดหุ้นฮ่องกง และสิงคโปร์ เพื่อปิดจุดอ่อนและปรับปรุงให้แข่งขันได้
ดึงเม็ดเงินลงทุนระยะยาวกลับมา
อัสสเดชกล่าวต่อว่า โครงการ Jump+ เป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนกลับมาลงทุนสร้างการเติบโต หาวิธีสร้างรายได้-กำไรใหม่ๆ อย่างไรก็ตามตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่สามารถบังคับบริษัทให้ลงทุนอะไรใหม่ๆ ได้ แต่การที่พาบริษัทในโครงการไปเจอนักลงทุนจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจ สนับสนุนให้บริษัทเปิดรับโอกาสใหม่ๆ
“ตลท.เชื่อว่าสิ่งที่จะดึงให้ตลาดหุ้นไทยกลับมา คือฟันด์โฟลว์ หลังจากการเลือกตั้งแล้วเสร็จ เกิดการจัดตั้งรัฐบาล ตลท.จะนำทีมบจ.ไปโรดโชว์ต่างประเทศ สิงคโปร์ ฮ่องกง ลอนดอนเพื่อดึงเงินลงทุนระยะยาวกลับมา” อัสสเดชกล่าว
นอกจากนี้ การจะดึงมูลค่าการซื้อขายให้กลับมาได้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ มองว่า TISA หรือบัญชีเงินออมเพื่อการลงทุนในหุ้นจะมีส่วนช่วยผลักดัน รวมถึงการเพิ่มสินค้าใหม่ที่มีศักยภาพผ่านโครงการ BOI to IPO ส่วนเกณฑ์การรับหลักทรัพย์ที่มีความเข้มข้นเกินไปนั้น จะเร่งหารือกับ ก.ล.ต. เพื่อหาแนวทางร่วมกัน
อีกประเด็นหนึ่งที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างการพิจารณาคือ การปลดล็อกข้อจำกัดของต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนในหุ้นไทย อย่างกรณีของหุ้นกลุ่มธนาคารไทยซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของนักลงทุนต่างชาติ แต่ด้วยหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่จำกัดสัดส่วนการถือหุ้นนักลงทุนต่างชาติ ไว้ที่ 25% หากถือครบกำหนด (Foreign Limit) จะไม่สามารถซื้อหุ้นตัวนั้นในกระดานหลักได้อีก แต่ต้องซื้อผ่านกระดานต่างประเทศ หรือ NVDR แทน ซึ่งนักลงทุนต่างชาติมองว่าเป็นอุปสรรค
“หุ้นในกลุ่มแบงก์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่นักลงทุนต่างประเทศให้ความสนใจลงทุน ทางตลท.อาจเข้าหารือกับธปท. (ธนาคารแห่งประเทศไทย) เพื่อขอให้ขยายเพดานการลงทุนเพิ่มขึ้น แม้แต่การพิจารณาถึงการเพิ่มระยะเวลาซื้อขายในช่วงบ่ายก่อนหน้านี้ ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ เพราะไม่ต้องการสร้างภาระให้อุตสาหกรรม เท่าที่รับฟังความคิดเห็นของหลายฝ่าย มีความเป็นไปได้ว่าอาจปรับเวลากลับไปให้ซื้อขายในช่วงเวลาเดิม”
หากอยากเพิ่มน้ำหนักตลาดหุ้นไทยใน MSCI จากการศึกษาของตลาดหลักทรัพย์ฯ พบว่าวิธีที่ดีที่สุด จะต้องเพิ่มกำไรบริษัทจดทะเบียน โดยบริษัทจดทะเบียนต้องเพิ่มความคาดหวังต่อตัวเอง เพื่อดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาซื้อ ผลักดัน P/E และมูลค่าตลาดให้สูงขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดการซื้อขายหุ้นรายตัวเพิ่มขึ้น ช่วยให้หุ้นไทยเป็นที่พักพิงและหลบความผันผวน
ด้านกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า หากต้องการให้ต่างชาติลงทุนในหุ้นไทยมากขึ้น จะต้องปลดล็อกหุ้นบุริมสิทธิ, Dual Class Shares อนุญาตให้ต่างชาติหุ้นไทย โดยไม่จำกัดสัดส่วน แต่คนไทยยังมีสิทธิควบคุมอำนาจการตัดสินใจในบริษัท ป้องกันนักลงทุนต่างชาติตั้งบริษัทนอมินีมาถือหุ้น แก้ปัญหาทุนเทา ซึ่งจะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้น
ส่วนประเด็นความเสี่ยงที่ไทยอาจถูก MSCI ปรับลดสถานะ คล้ายกับตลาดหุ้นอินโดนีเซียที่มีกระแสข่าว เสี่ยงถูกลดสถานะจากตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ลงสู่ตลาดชายขอบ (Frontier Market) เนื่องจากมีปัญหาสภาพคล่อง (Free float) และสัดส่วนการถือหุ้นของรายย่อยที่ต่ำ
ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ฯ เชื่อมั่นว่า หลักเกณฑ์ของตลาดหุ้นไทยค่อนข้างเป็นที่ยอมรับในระดับสากล จึงไม่ได้มีปัญหา ทั้งนี้มูลค่าตลาด (Market Cap) และสภาพคล่องหุ้นรายตัว เป็น 2 ปัจจัยหลักที่ใช้เป็นเกณฑ์พิจารณาน้ำหนักดัชนี MSCI
ภาพ: Amphol Thongmueangluang/SOPA Images/LightRocket via Getty Images
อ้างอิง:


