×

Bitcoin จะร่วงไปถึงจุดไหน อะไรคือสาเหตุ? คริปโตมายด์มองแนวรับ 55,800 ดอลลาร์

12.02.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟแสดงราคา Bitcoin ร่วงลงและแนวรับที่สำคัญ

ราคาบิตคอยน์ปรับตัวลงอย่างรุนแรงช่วงวันที่ 5 – 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จนแตะระดับ 60,000 ดอลลาร์ สร้างความตื่นตระหนกให้กับนักลงทุนทั่วโลก

 

การร่วงลงอย่างหนักเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ส่งผลให้เกิดการขาดทุนที่รับรู้แล้ว (Realized Loss) ของบัญชีที่ลงทุนใน Bitcoin ครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ คิดเป็นมูลค่า 3.2 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 1 แสนล้านบาท

 

การขาดทุนดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงขาลงของตลาดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ข้อมูลจาก Glassnode ระบุว่า การขาดทุนที่รับรู้แล้วแบบปรับปรุงตามเอนทิตี (Entity-Adjusted Realized Loss) แตะระดับ 3.2 พันล้านดอลลาร์ โดยตัวชี้วัดนี้จะติดตามเฉพาะมูลค่าดอลลาร์สหรัฐของเหรียญที่ถูกเคลื่อนย้ายเพื่อขายในราคาที่ต่ำกว่าราคาต้นทุนที่ได้มา โดยกรองการโอนภายในระหว่างเอนทิตีเดียวกันออกไป

 

การขาดทุนรวมกันครั้งนี้รุนแรงกว่าช่วงที่บิตคอยน์ร่วงลงอย่างหนักเมื่อปี 2022 คิดเป็นมูลค่าการขาดทุน 2.7 พันล้านดอลลาร์ ที่บันทึกไว้ในช่วงการล่มสลายของ LUNA

 

ข้อมูลจากแพลตฟอร์ม Checkonchain ระบุว่า “การเทขาย Bitcoin เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เข้าข่ายเหตุการณ์ Capitulation ตามตำรา มันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยปริมาณการซื้อขายที่หนาแน่น และเป็นการขายขาดทุนจริงจากกลุ่มผู้ถือครองที่มีความเชื่อมั่นต่ำที่สุด”

 

คริปโตมายด์มองแนวรับ 55,800 ดอลลาร์ ต้นทุนเฉลี่ยบิตคอยน์ทั้งตลาด

 

สัญชัย ปอปลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และผู้ร่วมก่อตั้ง (Co-founder) บริษัท คริปโตมายด์ แอดไวเซอรี่ จำกัด ระบุผ่านบัญชี X ส่วนตัวว่า “คำถามคือ อะไรที่ทำให้ Bitcoin ร่วงได้ขนาดนี้ ? นี่เราอยู่ในตลาดหมีแล้วหรือ ? และมันจะร่วงลงไปถึงตรงไหน?”

 

1. 10/10 Liquidation Event

 

เหตุการณ์วันที่ 10 ตุลาคม นักลงทุนทั่วโลกถูกล้างพอร์ตรวมกันมากถึง 20,000 ล้านดอลลาร์ นี่คือตัวเลขทางการ ความเป็นจริงอาจสูงกว่านี้มาก เท่ากับว่ารายย่อยจำนวนมากที่เพิ่งเข้ามาในตลาดหายไปพร้อมกัน สภาพคล่องในตลาดก็หายตามไปด้วย

 

สิ่งที่น่ากังวลกว่านั้นคือ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลัง Bitcoin ทำสถิติสูงสุดใหม่ได้เพียง 6 วัน นี่คือบทเรียนที่สำคัญที่สุดของตลาดคริปโต ความโลภมักมากับความกลัว เมื่อตลาดขึ้นสูงมากๆ ทุกคนก็จะเริ่มใช้ leverage สูง คิดว่าจะทำกำไรได้เร็ว แต่พอตลาดกลับตัว leverage เหล่านั้นก็กลายเป็นมีดสองคม

 

2. Fed Policy & Kevin Warsh

 

ถึงแม้เฟดจะเลิกทำ QT และเริ่มทำ Reserve Management Purchases ที่ก็เป็นเหมือน QE กลายๆ แต่จากการประชุม FOMC ล่าสุด เฟดเริ่มมองว่าความเสี่ยงในตลาดแรงงานลดลงมาเท่าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อแล้ว

 

ผลที่ตามมาคือ เฟดตัดสินใจคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.50-3.75% ต่อไป ทีนี้ถ้าเราไปดู Reserve Balance ของธนาคารกลางสหรัฐฯ จะเห็นได้ว่าตอนนี้ลดลงมาเหลือต่ำกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ ถึงแม้จะทำการขยายงบดุลมา 3 สัปดาห์ติดต่อกันแล้ว

 

นอกจากนี้ Kevin Warsh ที่ได้รับการเสนอชื่อมาเป็นประธานเฟดคนใหม่ที่จะรับตำแหน่งต่อจาก Jerome Powell ในเดือนพฤษภาคมนี้ เคยแสดงความคิดเห็นว่า เฟดมีขนาดงบดุลที่ใหญ่เกินไป ทำให้ตลาดเกิดความกังวลว่า ถ้า Warsh ได้เข้ามาเป็นประธานเฟดจริง จะยิ่งทำให้งบดุลน้อยลงไปอีก

 

แล้วทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับบิตคอยน์ เพราะช่วงที่ผ่านมาบิตคอยน์มีการเคลื่อนไหวสอดคล้องตามขนาดของงบดุล เมื่อเฟดพิมพ์เงินบิตคอยน์ก็ขึ้น เมื่อเฟดลดงบดุล บิตคอยน์ก็ลง

 

3. หมดยุคเงินถูกจากญี่ปุ่น

 

ญี่ปุ่นเคยเป็นแหล่งเงินถูกของโลกมายาวนาน ด้วยดอกเบี้ยที่ต่ำมากๆ นักลงทุนทั่วโลกจึงกู้เงินเยนไปเล่น leverage ในตลาดต่างๆ หรือที่เราเรียกกันว่า Yen Carry Trade

 

แต่ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ญี่ปุ่นเริ่มเปลี่ยนทิศทาง ทั้งประกาศเพิ่มการใช้จ่ายของรัฐบาล, กระตุ้นการลงทุนในประเทศ และมีแผนที่จะลดภาษี ญี่ปุ่นกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคที่ใช้เงินมากขึ้น ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นเลยพุ่งสูง และเงินเยนก็แข็งค่าขึ้น

 

นักลงทุนจำนวนมากที่ทำ Yen Carry Trade ด้วย Leverage สูง ต่างก็ถูกเรียกให้เพิ่มหลักประกัน หรือ Margin Call จึงต้องขายสินทรัพย์ออกมา รวมถึงบิตคอยน์ด้วย สภาพคล่องในระบบที่จากเดิมก็น้อยอยู่แล้วยิ่งน้อยลงไปอีก

 

4. สถาบัน Risk-off

 

จากปัจจัยข้างต้นได้ส่งผลให้นักลงทุนระดับสถาบัน และ ETFs ได้ทำการลดความเสี่ยงลง หรือ Risk-Off ซึ่งตรงนี้นอกจากจะทำให้แรงซื้อที่ค่อยผลักดันตลาดหายไป ยังทำให้เกิดแรงขายจำนวนมหาศาลกดดันใส่โครงสร้างของบิตคอยน์อีกด้วย

 

5. แล้ว Bitcoin จะลงได้ถึงตรงไหน?

 

ข้อมูลจาก Cryptomind Advisory ตอนนี้มีก้อนแนวรับในระยะสั้นรออยู่ที่ 66,900 – 70,600 ดอลลาร์ แต่ต้องระวังบริเวณ 70,000 – 80,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นจุดที่นักลงทุนหน้าใหม่เข้าซื้อในช่วงที่ผ่านมา และถ้า 66,900 รับไม่อยู่ ก็ยังมีแนวรับสุดท้ายคือ Realized Price หรือต้นทุนเฉลี่ยของบิตคอยน์ทั้งหมดในตลาดที่ 55,800 ดอลลาร์

 

ณ จุด Realized Price ก็ควรจะเป็น Bottom ของตลาดหมีที่เราอยู่กันมาสักพักแล้ว และเป็นจุดที่นักลงทุนระยะยาวมีแนวโน้มที่จะเริ่มกลับมาเข้าซื้ออีกครั้ง

 

แต่ราคาบริเวณ Realized Price ก็ไม่ใช่จุดที่ลงไปแล้วจะเด้งขึ้นมาทันทีนะครับ

 

ในอดีตบิตคอยน์จะวนเวียนอยู่แถวนั้นอยู่สักพัก สร้างฐานราคา ก่อนที่จะเด้งกลับขึ้นมา

 

Binance TH เชื่อบิตคอยน์ไม่ได้เข้าสู่ขาลงถาวร

 

ดร.กร พูนศิริวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์และผู้อำนวยการโครงการ BINANCE TH Academy, ไบแนนซ์ ทีเอช บาย กัลฟ์ ไบแนนซ์ (BINANCE TH) เปิดเผยว่า หากพิจารณาอย่างเป็นระบบ การปรับฐานครั้งนี้อาจไม่ได้สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของบิตคอยน์ แต่เป็นผลจากความกลัวและความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงินในระดับมหภาคมากกว่า

 

คำถามสำคัญคือ ตลาดกำลังกลัวอะไรกันแน่ คำตอบไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขเศรษฐกิจระยะสั้น แต่เป็น ‘ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงิน’ หรือ policy uncertainty โดยเฉพาะกระแสข่าวเกี่ยวกับการเปลี่ยนตัวประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ซึ่งตลาดเริ่ม price-in ความเป็นไปได้ที่ประธานเฟดคนใหม่อาจมีท่าทีคุมเข้มนโยบายการเงินมากกว่าที่คาด

 

หนึ่งในชื่อที่ถูกพูดถึงมากคือ Kevin Warsh ซึ่งถูกมองว่าเป็นบุคคลที่มีจุดยืนชัดเจนในการต่อสู้กับเงินเฟ้อ ไม่สนับสนุนนโยบายการเงินผ่อนคลาย (QE) และไม่เป็นมิตรกับสินทรัพย์เสี่ยงในระยะสั้น

 

ความกลัวนี้ทำให้นักลงทุนสถาบันจำนวนมากเลือกลดความเสี่ยงล่วงหน้า โดยขายสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง เช่น หุ้นเทคโนโลยีและคริปโต แล้วโยกเงินไปยังพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและสินทรัพย์ปลอดภัยอื่นๆ นี่ไม่ใช่การหนีตาย แต่เป็นการปรับพอร์ตตามความเสี่ยง ในช่วงที่ทิศทางนโยบายยังไม่ชัดเจน

 

อีกปัจจัยหนึ่งที่ซ้ำเติมตลาดคือการปรับมูลค่าของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ในช่วงปี 2025 หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี, AI และอวกาศ ได้รับการประเมินมูลค่าล่วงหน้าจากความคาดหวังรายได้ในอีก 2–3 ปีข้างหน้า เมื่อแนวโน้มนโยบายเปลี่ยน มูลค่าเหล่านี้จึงถูกปรับลดลงมา

 

อย่างไรก็ตาม หากมองในเชิงโครงสร้าง เหตุการณ์ครั้งนี้แตกต่างอย่างชัดเจนจากวิกฤตในอดีตอย่างการล่มสลายของ FTX หรือ LUNA รอบนี้ไม่มีการล่มสลายของระบบ ไม่มีปัญหาสภาพคล่องไปทั้งระบบ และไม่มีกรณีการนำเงินลูกค้าไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ สภาพคล่องโลกยังอยู่ในระบบ โดยการถอดสภาพคล่อง (QT) ของ Fed ได้หยุดไปตั้งแต่ปีที่แล้ว และปริมาณเงิน M2 ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 

ในเชิงพื้นฐาน บิตคอยน์ยังไม่ได้เปลี่ยนไป Network ยังคงทำงานตามปกติ กองทุน ETF ยังคงถือครองบิตคอยน์ และบริษัทอย่าง MicroStrategy ยังไม่มีภาระหนี้ที่ต้องชำระในระยะสั้น ความเสี่ยงที่ตลาดกำลังกังวลจึงเป็น ‘ความกลัวล่วงหน้า’ มากกว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจริง

 

สุดท้าย การที่ราคาบิตคอยน์ปรับตัวลงมาแรงและรวดเร็ว ไม่ได้แปลว่าตลาดเข้าสู่ขาลงถาวร แต่สะท้อนถึงช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนที่นักลงทุนต้องการความชัดเจนด้านนโยบายมากขึ้น เมื่อใดที่ narrative เรื่อง Fed และทิศทางนโยบายการเงินเริ่มนิ่ง ตลาดมีโอกาสฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว สำหรับนักลงทุนระยะยาว การปรับฐานครั้งนี้อาจไม่ใช่สัญญาณจุดจบของบิตคอยน์ แต่เป็นบททดสอบของวินัยและมุมมองในช่วงที่ความกลัวครอบงำตลาดมากกว่า

 

ภาพ: Thomas Fuller/NurPhoto via Getty Images

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising