×

ทำไมราคาทองคำพุ่งทะลุ 5,000 ดอลลาร์? ถอดรหัสสัญญาณ ‘กติกาโลกเปลี่ยน’ ในมุมมอง Ray Dalio

06.02.2026
  • LOADING...
ทำไมราคาทองคำพุ่งทะลุ 5,000 ดอลลาร์?

ในวันที่ราคาทองคำโลกพุ่งทะยานทะลุ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และทองคำแท่งในไทยขยับขึ้นไปยืนเหนือระดับ 74,500 บาท แล้วก็หักลงมาแตะระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในไม่กี่วัน ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขที่น่าตื่นเต้น แต่คือ ‘สัญญาณไฟกะพริบ’ ที่เตือนว่าโลกกำลังสูญเสียความมั่นใจกับกติกาการเงินเดิมมากขึ้นเรื่อย ๆ

 

Ray Dalio ผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates เฮดจ์ฟันด์ระดับโลก มองว่าทองคำไม่ใช่แค่เครื่องมือเก็งกำไร แต่เป็นสินทรัพย์ที่สะท้อนถึงรอยร้าวในระบบดอลลาร์ และเป็นตัวชี้วัดว่าความมั่งคั่งของโลกกำลังถูกจัดระเบียบใหม่ โดยใช้คำว่า ‘The monetary order is breaking down.’ หรือระเบียบการเงินโลกแบบดั้งเดิมกำลังล่มสลาย 

 

ทำไมวันนี้ทองคำพุ่งแรง

 

สาเหตุหลักที่ผลักดันให้ทองคำพุ่งแรงรอบนี้ คือสิ่งที่ Dalio เรียกว่าความเสื่อมถอยของระบบ ‘เงินกระดาษ’ และหนี้รัฐบาลที่เคยถูกมองว่ามั่นคงที่สุด 

 

ในขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกหันมากวาดซื้อทองคำเข้ากรุต่อเนื่องเกินกว่า 1,000 ตันต่อปี เป็นปีที่สามติดต่อกัน นี่คือการขยับหมากครั้งใหญ่ของมหาอำนาจฝั่งเอเชียและตะวันออกกลางที่ต้องการลดการพึ่งพาระบบเดิม และหันมาถือครองสินทรัพย์ที่มี ‘มูลค่าจริง’ ในตัวเองแทนคำสัญญาในกระดาษ

 

ข้อมูลจาก World Gold Council ระบุว่าธนาคารกลางยังคงเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่เข้าซื้อทองคำ โดยหลังจากปี 2568 ยังเข้าซื้อทองคำ 863 ตัน และเม็ดเงิน Fund Flow ที่ยังไหลเข้าอีทีเอฟทองคำในปีนี้ 74.8 ตัน (ณ 23 ม.ค 69) ถือครองทองคำ 4,099 ตัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ ซึ่งปี 2568 Fund Flow ไหลเข้าสูงถึง 801 ตัน เป็นปีที่แข็งแกร่งอันดับ 2 ในประวัติการณ์

 

เบื้องหลังที่อาจทำให้ธนาคารเริ่มตุนทองคำ

 

หากจะเข้าใจว่าทำไมทองคำถึงพุ่งทะลุ 5,000 ดอลลาร์ เราต้องย้อนไปดู ‘กติกา’ ที่โลกเคยใช้ในหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นช่วงที่เงินดอลลาร์ทุกใบถูกผูกไว้กับทองคำจริงๆ ใครถือดอลลาร์จึงมั่นใจได้ว่ามันมีมูลค่าหนุนหลังจับต้องได้

 

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 1971 เมื่อประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ประกาศ ‘Nixon Shock’ หักดิบยกเลิกการผูกดอลลาร์กับทองคำ แล้วเปลี่ยนมาใช้เพียง ‘ความเชื่อมั่นในอเมริกา’ เป็นหลักประกันแทน ตั้งแต่วันนั้น อเมริกาจึงได้รับสิทธิพิเศษในการพิมพ์เงินออกมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้แบบไม่จำกัด

 

นักวิเคราะห์เปรียบเปรยว่า พฤติกรรมนี้เหมือนการ ‘เสพติดการอัดยา’ เพราะทุกครั้งที่เศรษฐกิจป่วย แทนที่จะปล่อยให้พักฟื้นตามกลไกธรรมชาติ พวกเขากลับเลือกฉีดยาแรงด้วยการพิมพ์เงินดอลลาร์เข้าระบบซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนมาถึงปี 2026 ที่คนเริ่มตั้งคำถามว่ายาที่ฉีดเข้าไปกำลังทำร้ายร่างกายหรือไม่ และดอลลาร์มหาศาลที่ล้นโลกอยู่นั้นยังมีค่าจริงหรือเปล่า?

 

เมื่อคำสัญญาในกระดาษเริ่มสั่นคลอน ธนาคารกลางทั่วโลกจึงหันกลับไปสะสมทองคำ สินทรัพย์ที่ไม่มีใครเสกขึ้นมาได้เองตามใจชอบ ไม่ยึดโยงกับใคร นี่ไม่ใช่แค่การเก็งกำไร แต่มันคือการเตรียมพร้อมรับ ‘ระเบียบโลกใหม่’ ที่ความมั่งคั่งต้องวางอยู่บนฐานของมูลค่าที่แท้จริงเท่านั้น

 

ทองลงเกิดจากอะไร 

 

การทิ้งตัวของราคาทองคำกว่า 10% จากจุดสูงสุด ลงมาเคลื่อนไหวในระดับ 4,800–4,900 ดอลลาร์ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มีชนวนเหตุสำคัญจากการเปิดตัว Kevin Warsh ผู้ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนใหม่

 

ทันทีที่มีข่าวการแต่งตั้ง ตลาดกลับไม่ได้มองแค่ความใกล้ชิดทางการเมือง แต่ตีความว่าในฐานะประธาน Fed คนใหม่ Warsh จำเป็นต้องพิสูจน์ความเป็นอิสระในช่วงเริ่มต้นตำแหน่ง เขาจึงไม่สามารถรีบลดดอกเบี้ยได้ทันทีเพราะต้องควบคุมเงินเฟ้อให้เด็ดขาดก่อน และต้องคุมบังเหียนดอกเบี้ยนโยบายที่ยังคงสูงกว่า 5% ต่อไปเพื่อไม่ให้เงินเฟ้อกลับมาปะทุ  ผลลัพธ์คือ ตลาดเลื่อนคาดการณ์การลดดอกเบี้ยออกไป ดอลลาร์จึงแข็งค่าขึ้นและดึงดูดเงินออกจากทองคำในระยะสั้น

 

ดอลลาร์จึงแข็งค่าขึ้นทันที และส่งผลให้ทองคำซึ่งไม่ให้ดอกเบี้ยถูกเทขายออกมาอย่างรุนแรง

 

เป้าหมาย 6,000 ดอลลาร์ คือ ‘โอกาส’ หรือ ‘บททดสอบ’

 

เป้าหมาย 6,000 ดอลลาร์ อาจฟังดูเหมือนตัวเลขในฝัน แต่มันคือ ‘The Next Frontier’ ที่เหล่านักวิเคราะห์เริ่มขยับเส้นชัยออกไปตามความร้อนแรงของตลาด โดยมี Goldman Sachs เป็นหัวขบวนในการปรับเป้าหมายระยะสั้นขึ้นไปที่ 5,400 ดอลลาร์ 

 

อย่างไรก็ตาม การเดินทางสู่ยอดเขาใหม่ไม่เคยเป็นเส้นตรง ดร.พิบูลย์ฤทธิ์ วิริยะผล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ เตือนให้เรามองเห็นทั้งสองด้าน จังหวะที่โลกผ่อนคลายความตึงเครียด หรือมีการเจรจาภูมิรัฐศาสตร์ อาจเกิด ‘แรงเทขายทำกำไร’ จนราคาปรับฐานแรงๆ แต่นั่นอาจหมายถึงจุดพักตัวเพื่อ ‘สะสมพลัง’ ก่อนจะไปต่อตามกติกาโลกใหม่ที่ทองคำมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ลงทุนทองอย่างไรให้ไม่ตายเอง

 

ท่ามกลางเสียงเชียร์ราคาที่พุ่งทะยาน อีกหนึ่งแง่คิดที่น่าสนใจมาจากมุมมองของนักลงทุนอย่าง ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ที่ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ในรายการ Morning Wealth ในสภาวะที่กติกาโลกเริ่มสั่นคลอน ปรัชญาการลงทุนนี้กลับถูกปรับจูนใหม่ ไม่ใช่เพื่อความมั่งคั่ง แต่เพื่อ ‘ความอยู่รอด’

  • ทองคำคือ ‘ประกัน’ ไม่ใช่ ‘การเก็งกำไร’: ไม่ได้ซื้อเพื่อให้รวยขึ้น แต่ซื้อไว้ประมาณ 2-5% ของพอร์ตเพื่อป้องกัน ‘หายนะ’ ในวันที่ระบบการเงินล่มสลายหรือเงินกระดาษด้อยค่า จนหุ้นหรือทรัพย์สินอื่นไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้
  • ต้องเป็น ‘ทองคำแท่ง’: ในวันที่โลกเผชิญความไม่แน่นอนสูง การถือทองในมือหรือเก็บไว้ในตู้เซฟอุ่นใจกว่าทองกระดาษหรือดิจิทัล เพราะหากเกิดวิกฤตระบบล่มสลาย ทองที่จับต้องได้จริงจะเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยให้เรามีเงินใช้ชีวิตต่อไปได้
  • กลยุทธ์ ‘รอให้ตลาดวาย’: ดร.นิเวศน์มองว่าราคาทองที่ผันผวนรุนแรงในระดับ 5,000 ดอลลาร์นั้นแพงเกินไป และไม่เหมาะกับการไล่ราคา ให้รอราคากลับมานิ่งจนคนส่วนใหญ่เมิน เมื่อนั้นจึงจะเป็นจังหวะที่ปลอดภัยในการทยอยสะสม

 

ในท้ายที่สุด ทองคำไม่ได้แพงขึ้นเพราะโลกแข็งแรงขึ้น แต่มันแพงขึ้นเพราะโลกกำลัง ‘ไม่แน่ใจ’ ในกติกาเดิม การมีทองคำไว้ในพอร์ตจึงไม่ใช่แค่การเล็งกำไรระยะสั้น แต่คือการซื้อตั๋วเครื่องบินเพื่อย้ายความมั่งคั่งข้ามระบบ ไปสู่โลกใหม่ที่ยังเอาแน่เอานอนไม่ได้

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising