ทองคำยังคงความร้อนแรงต่อเนื่อง ล่าสุด (21 มกราคม) ราคาพุ่งขึ้นไปทำสถิติใหม่ที่ 4,870 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้น 12.1% เช่นเดียวกับราคาทองคำไทย (ทองคำแท่ง 96.5%) ก็พุ่งแตะ 71,600 บาทต่อบาททองคำ เพิ่มขึ้นแล้ว 6,650 บาท จากปลายปีก่อน
เมื่อปี 2025 ราคาทองคำพุ่งทะยานถึง 63% และถ้านับตั้งแต่สิ้นปี 2019 เป็นต้นมา ราคาปรับตัวขึ้นไปแล้วประมาณ 210% จนทำให้ใครหลายคนที่กำลังให้ความสนใจกับทองคำมีคำถามขึ้นมาว่า ราคาทองคำจะวิ่งขึ้นไปถึงจุดไหน?
จากมุมมองของ 10 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ทำนายว่าราคาทองคำในปี 2026 มีโอกาสจะไปได้ถึง 6,600 ดอลลาร์ ส่วนคำทำนายต่ำสุดคือ 4,500 ดอลลาร์
ราคาทองคำจะวิ่งไปถึงจุดไหน?
หลังจากพุ่งขึ้นมากว่า 210% ตั้งแต่ปลายปี 2019 สู่ระดับ 4,870 ดอลลาร์ ขณะที่ทองคำไทยก็ทะยานแตะ 71,600 บาท ไปแล้ว
จากมุมมองของ 10 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ทำนายว่าราคาทองคำในปี 2026 มีโอกาสจะไปได้ถึง 6,600 ดอลลาร์ ส่วนคำทำนายต่ำสุดคือ 4,500 ดอลลาร์
ส่วนภาพระยะยาวกว่านั้น บางคนถึงขั้นมองว่าราคาทองคำจะไปถึง 8,000 – 10,000 ดอลลาร์ แต่ประวัติศาสตร์สอนเราอยู่เสมอว่า ทองคำไม่ได้มีแต่ขาขึ้น และเมื่อขาลงปรากฎ ราคาอาจจะร่วงลงได้ 40-60%
อะไรคือปัจจัยหนุนราคาทองคำตอนนี้ แล้วในอดีตอะไรคือสิ่งที่จะทำให้ราคาทองคำล่มสลายลง

ทองคำ 10,000 ดอลลาร์ เป็นไปได้แค่ไหน?
แต่หากมองไกลไปกว่าปี 2026 นักวิเคราะห์บางส่วนก็เชื่อว่ามีโอกาสที่จะเห็นราคาทองคำพุ่งขึ้นไปได้ถึงระดับ 8,000 – 10,000 ดอลลาร์
Juerg Kiener จาก Swiss Asia Capital บริษัทในสิงคโปร์ มองว่าทองคำจะแตะระดับ 8,000 ดอลลาร์ ในปี 2028 ขณะที่ Ed Yardeni ผู้บริหารของ Yardeni Research มองว่าทองคำมีโอกาสจะไปถึง 10,000 ดอลลาร์ ภายในปี 2030 โดยมีตัวการคือ การขาดดุลงบประมาณมหาศาลของรัฐบาลทั่วโลก, ความตึงเครียดระหว่างประเทศที่ต่อเนื่อง และธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ทำให้นโยบายนำไปสู่เงินเฟ้อ
อย่างไรก็ดี Charley Blaine บรรณาธิการข่าวสายการเงินของ TheStreet ระบุว่า ความเชื่อเดิมๆ เกี่ยวกับทองคำอาจเปลี่ยนแปลงได้ ในฐานะผู้ที่ทำข่าวเรื่องทองคำและโลหะมีค่ามานานกว่า 40 ปี “ผมจำได้ว่าเคยได้ยินข้อโต้แย้งแบบเดียวกันนี้ในปี 1980 ตอนนั้นเงินเฟ้อสูง ราคาน้ำมันพุ่ง และค่าเงินดอลลาร์ร่วง เมื่อทองคำแตะระดับ 850 ดอลลาร์ ผู้คนต่างพูดกันว่าเป้าหมายต่อไปคือ 1,000 ดอลลาร์”
แต่หลังจากนั้นราคากลับพังทลายลงและพังลงอย่างหนัก ทองคำร่วงลงกว่า 60% ไปอยู่ที่ 350 ดอลลาร์ภายในปี 1985 และไม่เคยกลับไปแตะระดับ 850 ดอลลาร์ได้อีกเลยจนกระทั่งเดือนเมษายนปี 2008
“ผมรู้ดีว่าสิ่งเลวร้ายสามารถเกิดขึ้นได้และจะเกิดขึ้น ทั้งกับทองคำและแร่เงิน ซึ่งช่วงหลังมานี้ราคาพุ่งขึ้นอย่างบ้าคลั่งยิ่งกว่าทองเสียอีก โดยเฉพาะในปี 2026 ปีเดียวราคาแร่เงินพุ่งไปแล้ว 23% คำถามเดียวคือ อะไรจะเป็นตัวจุดชนวน”
ด้าน JPMorgan Global Research คาดการณ์ว่าราคาทองคำปีนี้จะอยู่ที่ 5,055 ดอลลาร์ และจะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 5,400 ดอลลาร์ ภายในสิ้นปี 2027 โดยปกติแล้ว ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนตัวและอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่ต่ำลง จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย
นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์มักเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ เนื่องจากสถานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe-haven) และความสามารถในการรักษามูลค่าที่เชื่อถือได้ อีกทั้งทองคำยังมีความสัมพันธ์กับสินทรัพย์ประเภทอื่นต่ำ จึงทำหน้าที่เสมือนประกันความเสี่ยงในช่วงตลาดขาลงหรือยามเกิดความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ
สำหรับปี 2026 ความต้องการที่ยังคงแข็งแกร่งจากนักลงทุนและธนาคารกลาง ซึ่งคาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ราว 585 ตันต่อไตรมาส
จำเป็นต้องมีความต้องการสุทธิรายไตรมาสจากนักลงทุนและธนาคารกลางอยู่ที่ประมาณ 350 ตันขึ้นไป ราคาทองคำจึงจะปรับตัวขึ้นได้ และทุกๆ 100 ตันที่เกินระดับ 350 ตัน จะส่งผลให้ราคาทองคำปรับขึ้นราว 2% ต่อไตรมาส
“เมื่อมองไปในปี 2026 เราคาดว่าจะมีดีมานด์เฉลี่ยรวม 585 ตันต่อไตรมาส ประกอบด้วยจากธนาคารกลาง 190 ตัน, ทองคำแท่งและเหรียญ 330 ตัน และความต้องการรายปีจาก ETF และฟิวเจอร์สอีก 275 ตัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในช่วงต้นปีหน้า”
ย้อนรอยการพังทลายของราคาทองคำ
ตัวจุดชนวนการพังทลายของราคาทองคำในปี 1980 มาจาก 1.ตลาดซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ปรับขึ้นอัตราเงินวางประกัน (Margin rates) อย่างรุนแรง เพื่อสกัดกั้นการเก็งกำไรในทองคำและเงิน และ 2.เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสูงลิ่ว เพื่อปราบเงินเฟ้อ นโยบายนี้ทำเอานักเก็งกำไรเจ็บตัวอย่างหนัก
นักเก็งกำไรส่วนใหญ่มักกู้เงินมาเพื่อเปิดสถานะซื้อขาย และเมื่ออัตราดอกเบี้ยเงินกู้เหล่านั้นสูงขึ้น คุณจะเห็นเทรดเดอร์เทขายสถานะของตนทิ้งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ บางคนรอด แต่หลายคนไม่รอด
ส่วนปี 2013 ราคาพุ่งขึ้นอีกครั้งเพราะดูเหมือนว่าสหรัฐฯ กำลังมุ่งหน้าสู่การผิดนัดชำระหนี้ (Debt Default) แต่เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ เข้ามาแทรกแซง ประกอบกับรัฐบาลโอบามาและสภาคองเกรสที่ควบคุมโดยพรรครีพับลิกันหาทางออกร่วมกันได้ ราคาทองคำก็ร่วงลงถึง 40%
สำหรับปัจจุบัน การพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงของราคาทองคำมาจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะความต้องการซื้อจากทั่วโลกจำนวนมหาศาล ทั้งธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชีย กำลังไล่ซื้อทองคำเพื่อใช้เป็นเกราะป้องกัน (Hedge) ความเสี่ยงจากค่าเงินที่อ่อนตัวลง
รวมทั้งการซื้ออย่างบ้าคลั่งในจีนและอินเดีย ซึ่งในประเทศเหล่านี้ การครอบครองทองคำถือเป็นเรื่องสำคัญและยิ่งใหญ่มาก นอกจากนี้ กองทุนเฮดจ์ฟันด์กำลังเข้าซื้อเพื่อเพิ่มสินทรัพย์ประเภทใหม่เข้าไปในพอร์ตการลงทุน ซึ่งตามธรรมเนียมเดิมมักจะกระจุกตัวอยู่ในหุ้น พันธบัตร ตราสารหนี้รัฐบาล และระยะหลังรวมถึงอสังหาริมทรัพย์ เช่นเดียวกับนักลงทุนรายย่อย อย่างในสหรัฐอเมริกาและที่อื่นๆ สามารถหาซื้อทองคำได้แล้วที่ร้านค้าปลีกส่ง เช่น Costco Wholesale และร้านค้าปลีกทองคำและอัญมณีในท้องถิ่น
YLG ชี้ 3 ปัจจัยหนุนราคาทองคำขึ้นเร็วกว่าคาด
ด้าน YLG ฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน เเอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) เปิดเผยว่าตั้งแต่ต้นปี 2569 จนถึงวัน 20 มกราคมที่ผ่านมา ราคาทองคำในตลาดโลก (Gold Spot) พุ่งขึ้นมาทะลุระดับ 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้นกว่า 9% จากราคาเปิดต้นปี
“ราคาที่ปรับขึ้นมาในระดับนี้เพียง 20 วันถือว่าเป็นการปรับขึ้นที่เร็วกว่าคาดหมาย แถมยังเป็นการเปิด gap ในวันจันทร์ทุกสัปดาห์ ขานรับความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์”

ฐิภากล่าวต่อว่า ปัจจัยที่กระตุ้นให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นมาอย่างร้อนแรงมาจากปัจจัยหลัก 3 ด้าน ได้แก่
1. ทรัมป์เปิดศึกชิง ‘กรีนแลนด์’ และความเสี่ยงด้านสงครามการค้ากับยุโรป
ภายหลังจาก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขู่จะเก็บภาษีนำเข้าจาก 8 ประเทศในยุโรปสูงถึง 10-25% เนื่องจากกรณีที่ขัดขวางไม่ให้สหรัฐฯ ซื้อเกาะกรีนแลนด์ ส่งผลให้ผู้นำยุโรปกำลังจัดการประชุมด่วนสร้างความตึงเครียดทั้งภูมิภาค ส่งผลให้นักลงทุนเกิดความกังวลและหันมาซื้อทองคำที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) โดยทรัมป์กล่าวไว้ว่าแม้เน้นการเข้าปกครองด้วยการเจรจาทางการทูต แต่ก็ไม่ตัดวิธีการยึดครองด้วยกำลังทางทหาร
2. เงินดอลลาร์อ่อนค่า และเฟดส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย
ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (DXY) ร่วงฉับพลันจากความกังวลของตลาดที่คาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะต้องปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้มากกว่าที่แสดงใน Dot Plot ที่เพียง 1 ครั้ง หลังเกิดการปรับเปลี่ยนหลายตำแหน่งในเฟดโดยเฉพาะ เจอโรม พาวเวลล์ ที่จะหมดวาระประธานเฟดในเดือนพฤษภาคมนี้
อีกทั้ง เริ่มเกิดการคาดการณ์ว่าเฟดอาจจำเป็นต้องปรับลดดอกเบี้ย เพื่อรับมือกับสงครามการค้าที่ทรัมป์จุดชนวนขึ้น อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่จะต้องสกัดการเร่งตัวขึ้นของ Bond Yield สหรัฐ หากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐถูกเทขายจากประเทศในยุโรป หากความขัดแย้งปะทุรุนแรงมากขึ้น
3. ธนาคารกลางทั่วโลกแห่ตุนทอง
ธนาคารกลางหลายประเทศ โดยเฉพาะจีนและรัสเซียที่ยังคงโยกเงินออกจากดอลลาร์สหรัฐฯ ตามนโยบาย De-Dollarization มาซื้อทองคำเก็บไว้เป็นทุนสำรองฯ เพื่อป้องกันความไม่แน่นอนทางการเมืองของสหรัฐฯ แรงซื้อมหาศาลจากธนาคารกลางทั่วโลก เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง
อ้างอิง:
- https://www.jpmorgan.com/insights/global-research/commodities/gold-prices#section-header#0
- https://finance.yahoo.com/news/every-major-analysts-gold-price-030300244.html?guccounter=1&guce_referrer=aHR0cHM6Ly93d3cuZ29vZ2xlLmNvbS8&guce_referrer_sig=AQAAALvA-gqfcuDPK_8GwAkel6U31rHPfvG3afRm_gLLIu4Ju7dfXgSqx2oRDGR4jRPARCdgD2OraxZx574boLEHxJyUaE7HILC3XXzeBg6gEW35g_kKWe8jKQIqkdamJ5kvHBSqFujW-hDDt-zjC3X5hqzJiQZHUjTo63WtDmNfm4ZH


