ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินว่าค่าเงินบาทในช่วงครึ่งปีแรกจะยังเผชิญแรงกดดันด้านแข็งค่าจากปัจจัยต่างประเทศและราคาทองคำ แต่มีแนวโน้มจะกลับมาอ่อนค่าได้ในช่วงครึ่งปีหลัง จากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังแกร่งและวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงที่สิ้นสุด
วชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ .ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า ความผันผวนของค่าเงินบาทที่กลับมาแข็งค่าในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะราคาทองคำที่พุ่งทำจุดสูงสุดใหม่ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับภาพปลายปีที่แล้วที่เงินบาทแข็งค่าพร้อมกับการขยับขึ้นของราคาทองคำ
นอกจากนี้ ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) เช่น ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน หรือข่าวเรื่องมาตรการกำแพงภาษี (Reciprocal Tariff) กับกลุ่มประเทศยุโรป ทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลและหันไปถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ส่งผลให้มีความต้องการทองคำและค่าเงินสวิสฟรังก์เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นแรงส่งให้เงินบาทแข็งค่าตามไปด้วย
จับตาทิศทางดอกเบี้ยเฟด มองลดเร็วกว่าตลาดคาด
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งตลาดมองว่าจะมีการลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ โดย SCB ประเมินสอดคล้องกับตลาดว่าจะลด 2 ครั้ง แต่คาดว่าจะเริ่มลดได้เร็วกว่า ที่ตลาดคาดการณ์ไว้เล็กน้อย โดยตลาดมองช่วงกลางปี แต่มองว่าไตรมาส 2 มีโอกาสเริ่มใลดดอกเบี้ย มุมมองนี้เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงและกดดันให้เงินบาทแข็งค่าในช่วงครึ่งปีแรก
ภาพครึ่งปีหลัง จุดเปลี่ยนสู่การ ‘อ่อนค่า’ ของเงินบาท
วชิรวัฒน์ชี้ว่า แม้ครึ่งปีแรกบาทจะแข็งค่า แต่ในช่วงครึ่งปีหลังภาพอาจพลิกกลับมาเป็นการอ่อนค่าได้ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังมีแนวโน้มเติบโตได้ดีจากกระแส AI และ Investment Cycle ซึ่งยังไม่เห็นสัญญาณฟองสบู่แตก
เมื่อประกอบกับวัฏจักรการลดดอกเบี้ย (Easing Cycle) ของเฟดที่น่าจะจบลงในช่วงปลายไตรมาส 3 หรือไตรมาส 4 จะทำให้ดอลลาร์สหรัฐมีโอกาสกลับมารีบาวด์ (Rebound) หรือแข็งค่าขึ้นได้ในช่วงปลายปี ส่งผลให้เงินบาทค่อยๆ กลับมาอ่อนค่าลง
ทฤษฎี Dollar Smile และเศรษฐกิจโลก
วชิรวัฒน์อธิบายปรากฏการณ์ Dollar Smile ซึ่งสะท้อนว่าดอลลาร์มักจะแข็งค่าใน 2 กรณี คือเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตโดดเด่น หรือเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ทำให้นักลงทุนต้องการถือดอลลาร์เพื่อความปลอดภัย
ข้อมูลจาก IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกปี 2025 จะโตประมาณ 3.2-3.3% ใกล้เคียงเดิม ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจชะลอลงเหลือ 2.1% ในปี 2025 ก่อนจะกลับมาฟื้นตัวดีขึ้นเป็น 2.4% ในปี 2026 ภาพการฟื้นตัวดังกล่าวทำให้มีโอกาสที่สินทรัพย์สหรัฐฯ จะกลับมาน่าสนใจและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนกลับไป
ความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ทองคำ’ และ ‘ค่าเงินบาท’
สำหรับราคาทองคำ ปีนี้มีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้สูงถึง 20% จากเดิมที่เคยมองไว้ 10-15% ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนให้บาทแข็งค่า แม้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีความพยายามออกมาตรการเพื่อลดทอนความสัมพันธ์ระหว่างราคาทองคำกับค่าเงินบาท แต่ปัจจุบันมาตรการยังอยู่ระหว่างการรับฟังความเห็น (Hearing) คาดว่าจะเริ่มเห็นผลในช่วงครึ่งปีหลัง หากมาตรการมีประสิทธิภาพ ก็จะช่วยลดแรงกดดันด้านแข็งค่าลงได้
ความเสี่ยงการเมืองไทยและสหรัฐฯ วชิรวัฒน์เตือนให้จับตาความผันผวนจากการเมืองในประเทศช่วง 2-3 สัปดาห์ต่อจากนี้ที่จะเข้าสู่ช่วงเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาล โดยมีสมมติฐาน ดังนี้
- กรณีพื้นฐาน (Base Case) หากจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว มีเสถียรภาพ (Stability) ผลกระทบต่อค่าเงินและตลาดการเงินจะมีน้อย
- กรณีเลวร้าย (Worst Case) หากมีความไม่แน่นอนหรือการประท้วงเกิดขึ้น ตลาดอาจเกิดอาการ Shock ซึ่งอาจเห็นเงินบาทอ่อนค่าได้มากกว่า 30 สตางค์ภายในวันเดียว
นอกจากนี้ ยังต้องจับตาการเมืองสหรัฐฯ เรื่องนโยบายภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่อาจถูกศาลตัดสินว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งจะสร้างความผันผวนให้ตลาดได้เช่นกัน
โดยสรุป SCB มองว่ากระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (Fund Flow) ที่เคยไหลเข้าตลาดเอเชียและไทยในปีที่แล้วจะเริ่มลดลงในปีนี้ เนื่องจากวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงในเอเชียใกล้สิ้นสุด ทำให้ประเมินว่าในช่วงครึ่งปีหลัง เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่ากลับขึ้นไปแตะระดับ 32-33 บาทต่อดอลลาร์ ได้
ภาพ: k-mookpan/Shutterstock


