อุณหภูมิโลกเดือดปะทุขึ้นตั้งแต่เปิดต้นศักราชปีม้าไฟ เมื่อผู้นำสหรัฐฯ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ก่อหวอด ‘สงครามแย่งชิงทรัพยากร’ กับประเทศเพื่อนบ้านด้วยกันเองในทวีปอเมริกา เป็นประเด็นความเสี่ยงใหม่ที่โลกจับตาอย่างใกล้ชิด
‘สงครามแย่งชิงทรัพยากร’ กำลังจะถูกเชื่อมโยงผูกไปกับ ‘สงครามภูมิรัฐศาสตร์’ ที่รุนแรงในคู่ขัดแย้งหลายประเทศในหลายปีที่ผ่านมา
ปี 2026 เป็นอีกปีที่โลกสุ่มเสี่ยงจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ซึ่งจะเกิดรูปแบบไหน เป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดเดาล่วงหน้าได้ครับ ผลกระทบต่อโลกการลงทุนจะเป็นอย่างไรบ้าง ตลาดหุ้นจะร่วงรุนแรงเหมือนสงครามภาษีในเดือนเมษายน ‘Liberation Day’ ที่เกิดขึ้นในปีที่แล้วหรือไม่
คำถามต่างๆ นี้ ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ไม่มีใครคาดเดาล่วงหน้าได้ และไม่มีใครควบคุมได้ครับ เพราะฉะนั้น เราควรจัดการในสิ่งที่ควบคุมได้ คือ การจัดพอร์ตลงทุนให้รอดครับ
แต่ก่อนอื่นผมขอพูดถึงกระแสใหญ่ที่เข้มข้นและโลกให้น้ำหนักการเฝ้าระวังในปีนี้ก่อนครับ
จับตาจุดเดือดโลกใต้เงา ‘ทรัมป์’ ผู้นำสหรัฐฯ
สำนักข่าวสื่อต่างๆ ทั่วโลก จับตา 4 จุดเดือดปี 2026 จะเป็นสงครามจริงหรือเกมมหาอำนาจ?
จุดเดือดแรก สหรัฐฯ รุกเกมมหาอำนาจโลก จู่ๆ ต้นปีเกิดข่าวร้ายเมื่อวันที่ 3 มกราคมสหรัฐฯ บุกเวเนซุเอลาและจับกุมผู้นำประเทศ พร้อมกับเข้าปกครองชั่วคราว ยึดอำนาจการขายน้ำมันมาดูแลจัดการเอง ซึ่งจะต้องติดตามต่อไป
‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังประกาศจะเข้ายึดอีกหลายๆ ประเทศที่อยู่ใกล้เคียง รวมถึงกรีนแลนด์ซึ่งเป็นเกาะของเดนมาร์ก เนื่องจากเกาะนี้มีแร่ธาตุต่างๆ อยู่จำนวนมาก รวมถึงแร่ธาตุหายาก (แรร์เอิร์ธ) ที่ยังไม่ถูกเปิดเผยออกมา
เพราะทรัมป์มองว่า หากสหรัฐฯ ไม่เข้าควบคุม ‘กรีนแลนด์’ เอง อาจจะถูก รัสเซียหรือจีนเข้ามายึดแทนได้
ปมร้อนระอุขึ้นไปอีก เมื่อสหรัฐฯ ยึดเรือขนส่งน้ำมันสัญชาติรัสเซียบริเวณกรีนแลนด์
จุดเดือดที่สอง สงครามภูมิรัฐศาสตร์ โลกยังไฮไลท์คู่ขัดแย้งอันดับหนึ่ง คือ สงครามอิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งตอนนี้อิสราเอลกำลังขอให้สหรัฐฯ เข้ามาช่วยจัดการกับอิหร่าน หลังจากปีที่แล้ว อิสราเอลกับอิหร่านทำสงครามกันและสหรัฐฯ เข้ามาห้ามทัพ ส่วนปีนี้ ความตึงเครียดของ ‘อิสราเอล-อิหร่าน’ ยังคุกรุ่นมีโอกาสเกิดขึ้นเป็นระยะ และอาจจะทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งอิหร่านมีความแข็งแกร่งทางการทหารโดยเฉพาะขีปนาวุธที่ทำให้สหรัฐฯ ยังไม่กล้าเข้ามาร่วมด้วย จึงต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด และอิหร่านมีพันธมิตรอย่างซีเรีย ฮิซบอลลาห์ และแม้แต่รัสเซียเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
สงครามรัสเซีย-ยูเครน:สงครามนี้ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2022 และทวีความรุนแรงขึ้นโดยยังไม่มีทางออกที่ชัดเจน การสนับสนุนจากยุโรปตะวันตกยังคงช่วยเสริมกำลังการต่อต้านของยูเครน ทำให้โลกมีความไม่แน่นอนอยู่ต่อไป
จุดเดือดที่สาม ‘ญี่ปุ่น’ ขัดแย้งกับจีน หลังจากนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นแสดงความคิดเห็นเชิงลบต่อจีนเรื่องไต้หวันในปีที่แล้ว เพิ่มความเสี่ยงเกิดการปะทะขึ้นในฝั่งเอเชีย โดยท่าทีของญี่ปุ่นกระชับความสัมพันธ์กับเกาหลีใต้และมีสหรัฐฯ หนุน ขณะที่จีนมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้นำเกาหลีเหนือ นอกจากนี้ยังมีพันธมิตร ‘ประธานาธิบดีรัสเซีย’ จะเห็นว่า ปมโยงใยระหว่างประเทศมหาอำนาจหลายขั้วโลกพร้อมระเบิดเสมอ
จุดเดือดที่ 4 สงครามการค้าและสงครามเทคโนโลยี ยังคงเป็นไม้ตายของทรัมป์ที่จะคิดจะออกมาตรการกีดกันการค้าใดๆอีก เป็นเรื่องที่ไม่สามารถคาดเดาล่วงหน้าได้จริงๆ ครับ
สงครามเทคโนโลยี: การแข่งขันด้านเทคโนโลยี AI ระหว่างเบอร์ 1 และ 2 ของโลกอย่างสหรัฐฯ และจีน คาดว่าจะดุเดือดขึ้นมาเรื่อยๆ แม้ว่า สหรัฐฯ เลื่อนการเก็บภาษีชิปกับจีนไปถึงกลางปี 2027 โดยปัจจุบันอัตราภาษีอยู่ที่ 0% แต่ทรัมป์ อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็ได้เช่นกัน ซึ่งรัฐบาลจีนมีแผนรับมืออยู่เช่นกัน
โลกจับตาหากใครเป็นผู้นำเทคโนโลยี ประเทศนั้น คือ ‘ผู้ชนะสงครามโลกครั้งที่ 3’ และจะได้เป็นผู้นำ New World Order จะได้เข้ามากำหนดกฎระเบียบใหม่ของโลกใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่ยังเชื่อมั่นว่า สหรัฐฯ ยังครองความเป็นเจ้าเทคโนโลยี และทิ้งห่างจากจีนอยู่มาก
จาก 3-4 จุดเดือดนี้ อาจนำมาสู่สงครามลูกผสม (Hybrid Warfare) ที่ไม่ได้จำกัดแค่การแข่งขันทางอาวุธหรือสงครามตัวแทน แต่ยังรวมถึงสงครามแข่งขันเป็นเจ้าเทคโนโลยี แย่งชิงกรรมสิทธิ์เข้าถึงทรัพยากรสำคัญโดยเฉพาะแรร์เอิร์ธที่ประเทศต่างๆ ต้องการครอบครองเช่นกัน
นักวิเคราะห์ทั่วโลกประเมินว่า หากผนวกความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในยุโรปและเอเชีย สงครามทางไซเบอร์ และความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ และการแข่งขันแย่งชิงทรัพยากรแล้ว เราอาจพบว่าความตึงเครียดระดับโลกเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ความพยายามทางการทูตที่กำลังดำเนินอยู่เพื่อหลีกเลี่ยงสงครามขนาดใหญ่
พลวัตทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่า ภัยคุกคามจากความขัดแย้งยังคงสูงอยู่ สำหรับผลกระทบที่จะเกิดตามมา คือ ‘วิกฤติเศรษฐกิจ’ และตลาดหุ้นสินทรัพย์เสี่ยงต่างๆ ที่ปรับตัวลงตามปัจจัยพื้นฐานที่เกิดในเวลานั้นๆ ซึ่งจะต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและตลาดหุ้นกลับมาใหม่ตามวัฏจักร
ผมฉายภาพการประเมินความเสี่ยงการเกิดสงครามโลกนี้ อาจจะเกิดหรือไม่เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นครับ จริงๆ แล้วกว่าโลกจะมาถึงจุดทำสงครามนั้น ยังมีเครื่องมือทางการทูตในการเจรจาครับ ที่แน่ๆ สงครามโลกครั้งที่ 3 ไม่ใช่รูปแบบสู้รบทหารแนวหน้า แต่จะเป็นการสู้รบด้วยเศรษฐกิจและข้อมูลครับ
การเปิดเกมดุเดือดของทรัมป์ตั้งแต่ต้นปี แต่ด้วยความเป็นนักธุรกิจนักเจรจาต่อรอง และเขามักเลือกจังหวะในการคลี่คลายสถานการณ์ในแบบฉบับให้อเมริกาได้ประโยชน์สูงสุดครับ คล้ายกับบทเรียนสงครามภาษีที่พวกเราเจอกันเมื่อปีที่แล้ว
ทุกคนคงจำกันได้ บทเรียนจากสงครามภาษีตอบโต้เมื่อเดือนเมษายน 2025 ‘Liberation Day’ กดดันตลาดหุ้นทั่วโลกแดงเดือด ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงกว่า 30% แต่หลังจากตลาดรับรู้ข่าวร้าย และสถานการณ์คลี่คลาย ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกฟื้นกลับมาอย่างรวดเร็วและปรับตัวขึ้นทำ All Time High ไม่หยุดจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ทั้งนั้น ได้รับแรงส่งจากผลประกอบการของบริษัทในตลาดและอารมณ์ความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก
มุมมองของ IMF ชี้ว่า แม้เศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งปีแรกยังคงทรงตัวได้ดี แต่แนวโน้มโดยรวมยังคงเปราะบาง โดยมีความเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตาในปี 2026 ได้แก่ การขยายตัวของเทคโนโลยี AI ที่อาจเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง ปัญหาเชิงโครงสร้างในเศรษฐกิจจีน แรงกดดันทางการคลังของหลายประเทศที่เริ่มสะสม ทิศทางหรือนโยบายเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และความน่าเชื่อถือของสถาบันสำคัญทั่วโลกที่เริ่มถูกตั้งคำถาม รวมถึงนโยบายการเงินที่แต่ละประเทศดำเนินแตกต่างกันไป เช่น สหรัฐฯ ที่คาดปรับลดดอกเบี้ย สวนทางกับญี่ปุ่นที่คาดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย
สำหรับปี 2026 ยังคงเป็นปีที่คาดเดาไม่ได้ว่า โลกจะพลิกผันอย่างไร ความไม่แน่นอนที่มากขึ้น จะยิ่งทำให้สินทรัพย์ต่างๆ ผันผวนสูงขึ้น โดยเฉพาะสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง หุ้น ทองคำ บิทคอยน์ ที่จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการลงทุน
การเตรียมตัวล่วงหน้าทำการบ้านศึกษาข้อมูลสินทรัพย์ที่สนใจลงทุนให้เข้าใจมากขึ้น และติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดการเงินโลกอย่างใกล้ชิด คือ กุญแจสำคัญที่จะช่วยให้นักลงทุนสามารถรับมือกับความผันผวนและคว้าโอกาสการลงทุนได้อย่างมั่นใจ
ผมเป็นคนที่ชอบมองหาโอกาสในวิกฤติครับ ยิ่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตลาดหลักที่นักลงทุนต้องมีติดไว้ในพอร์ต ผมดูสถิติของดัชนี S&P 500 ย้อนหลังช่วงระยะเวลา 150 ปี พบว่า ปีที่ทำผลตอบแทนบวก ‘เกิดขึ้นมากกว่า’ ปีที่ติดลบ โดยปีที่ทำผลตอบแทนเป็นบวกมีสัดส่วน 64% เพราะฉะนั้น หากลงทุนในดัชนีฯ S&P 500 ถือระยะยาว 10 ปี จะมีปีที่ผลตอบแทนบวกมากกว่าลบ
ประเด็นที่สอง การทำผลตอบแทนของ S&P 500 ในช่วง 150 ปีย้อนหลัง พบว่า ปีที่ S&P 500 ทำกำไรระดับ 0-10% จะเกิดขึ้นได้ 20% ของจำนวนปีทั้งหมด เมื่อดูอีกด้านคือปีที่ขาดทุน 0 ถึง -10% มีโอกาสเกิด 16% ของจำนวนปีทั้งหมด ซึ่งจำนวนปีที่เป็นบวกและลบไม่ได้ต่างกันมากนัก อยู่ราว 16%-20%
ส่วนปีที่ตลาดหุ้นบวกที่ระดับ 10-20% คิดเป็นประมาณ 21%ของปีทั้งหมด แต่ถ้าดูปีที่ตลาดหุ้นติดลบ -10 ถึง -20% คิดเป็น 12%ของปีทั้งหมด หมายความว่า ปีที่ S&P บวก 10-20% มีโอกาสเกิดเป็น ‘สองเท่า’ ของจำนวนปีที่ติดลบครับ
ปีที่ตลาดหุ้นกำไร 20-30% คิดเป็นประมาณ 14% ของเวลาทั้งหมด ปีที่ตลาดหุ้นติดลบ 20-30% มีโอกาสเกิดเพียง 4.6% ของเวลาทั้งหมด หมายความว่า คนที่ถือเป็นระยะเวลานานพอจะมีโอกาสกำไร 20% มากถึง 3 เท่าของจำนวนปีที่ติดลบ 20%
เพราะฉะนั้น หากเจอช่วงตลาดหุ้นสหรัฐฯ ติดลบ 20% เป็นโอกาสในการลงทุนดัชนี S&P500 ครับ เพราะใน 100 ปี จะมีแค่ 4-5 ปีที่ติดลบเกิน 20%
ในเวลาที่ตลาดหุ้นตกแรงๆ ผมมักแนะนำลูกค้าว่า ควรแบ่งไม้ลงทุน คือ หากหุ้นตก 20% แนะใส่เงินไม้แรกราว 20% ของเงินลงทุน ถ้าตกเกิน 30% ให้ใส่ไม้สอง 30% และถ้าตกหนักอีก ให้ใส่ไม้ 3 ผมเชื่อว่าใส่เงินลงทุนแค่ 3 ไม้นี้ เมื่อตลาดฟื้นมาคุณจะมีโอกาสกำไรมากกว่าครับ
นอกจากนี้ พบว่า ในอดีตช่วงที่เริ่มต้นสงคราม ตลาดหุ้นจะผันผวนรุนแรงที่สุด แต่หลังจากทำสงครามเริ่มต้น เมื่อสถานการณ์ชัดเจนขึ้น ทุกอย่างก็จะค่อยๆ กลับมาเป็นปกติ และไม่ว่าจะกี่สงครามในอดีต สุดท้ายตลาดหุ้นก็ยังสามารถกลับมาเติบโตได้ เราได้เห็นตลาดหุ้นเวเนซุเอลาเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน หลังผ่านเหตุการณ์ระทึกขวัญ ตลาดหุ้นดีดขึ้นมาแรง 100% ไปแล้วครับ
ในช่วงเวลาที่ตลาดเจอวิกฤติใดๆ คนที่ ‘ลงทุนเป็น’ มักจะรอเข้าลงทุนช่วง ‘วิกฤติ’ เพราะคุณสามารถเป็น ‘นักเลือก’ ซื้อของ (หุ้น) ถูกได้ การเลือกหาธุรกิจที่เป็นผู้ชนะในอุตสาหกรรม แต่ราคากลับร่วงเยอะเพราะเจออารมณ์นักลงทุนตกใจเทขายหุ้นออกมา
ในจังหวะนี้บางคนที่ลงทุนไม่เป็นก็จะเครียดที่ได้เห็นหุ้นตกหนักๆ และสุดท้าย อดทนไม่ไหวขายออกมาตอนราคาถูก เพราะไหลตามอารมณ์ตลาด ตามกระแสข่าวรายวัน และแย่สุดๆ คือ คุณไม่ทำการบ้านก่อนขายว่า สินทรัพย์ที่ถืออยู่นั้น ยังดีมีคุณภาพอยู่หรือไม่
เป็นเรื่องปกติที่ตลาดจะกวาดคนที่อดทนน้อยออกไปครับ และนั่นคือเวลาที่นักเลือกจะได้รับรางวัลของความอดทนนั่นเองครับ
‘กระจายเสี่ยง-DCA’ ฝ่าสงครามซับซ้อน
ปีนี้ ทุกคนต้องหมั่นทบทวนสุขภาพพอร์ตลงทุนของตัวเองนะครับ เพราะเราไม่สามารถหาคำตอบที่แน่นอนได้ว่า สงครามโลกครั้งที่ 3 ที่เหมือนความกังวลจะซาลงบ้างแล้ว แต่ใครจะรู้ว่าจะเกิดได้หรือไม่ เกิดรูปแบบไหน แม้แต่ตลาดหุ้นไหนจะเกิดฟองสบู่หรือจะแตกเมื่อไหร่ เศรษฐกิจโลกจะชะลอรุนแรงแค่ไหน แต่ละประเทศขยายตัวแบบ K-Shape ล้วนมีแต่สัญญาณความเสี่ยงสูงขึ้นกว่าปีที่แล้ว
ผมคงแนะนำง่ายๆ ยึดหลักจัดพอร์ต ‘Core & Satellite’ มุ่งกระจายลงทุนสินทรัพย์ทั่วโลก (Asset Allocation) ไม่ว่าจะลงทุนพันธบัตร หุ้นกู้ หุ้น หรือสินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ ที่สร้างผลตอบแทนให้ในระยะยาว
กรอบการลงทุนใน ‘Core’ หรือ ‘พอร์ตหลัก’ มุ่งเน้นลงทุนทรัพย์สินที่เงินต้นมั่นคงปลอดภัยความเสี่ยงต่ำ โดยที่ยังสามารถสร้างผลตอบแทนแม้ไม่สูงมากแต่มีเข้ามาเรื่อยๆ ในระยะยาว ยกตัวอย่างสินทรัพย์ที่ใส่ในพอร์ตนี้จะเป็นพันธบัตรสัดส่วนสูง หุ้นกู้ หุ้นสหรัฐฯ และกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น อาจจะใส่หุ้นกำลังพัฒนาที่เป็นพี่ใหญ่อย่างเช่น จีน ร่วมด้วยก็ได้ เพราะไม่ว่า สหรัฐฯ หรือ จีน ถือว่ายังเป็นเบอร์หนึ่งเบอร์สองของโลก จะทำให้พอร์ตมีผลตอบแทนที่เติบโตเกาะเศรษฐกิจทั้งสองประเทศนี้ในระยะยาวได้ตลอด
‘Satellite’ หรือ พอร์ตรอง เน้นลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนสูง อาจเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่หวือหวา ก่อนหน้านี้ ผมจะแนะนำตลาดหุ้นรายประเทศ แต่ปีนี้ มีแนวโน้มอุณหภูมิโลกกำลังอยู่ในจุดเดือดของความขัดแย้งที่สูงขึ้นและกระจายหลายประเทศ ดังนั้น จึงแนะนำให้เลือกลงทุนในธีมอุตสาหกรรม หรือเมกะเทรนด์หลักๆของโลก อาทิ เมกะเทรนด์ AI Healthcare ตอนนี้น้ำหนักของพอร์ตรองที่ลงทุนยังปลอดภัยดีหรือไม่ หากมีกำไรสูงมากๆ ควรทำกำไรและลดสัดส่วนลงมาครับ เพื่อจำกัดความเสี่ยงขาลงในปีนี้
การจัดสัดส่วนลงทุนของทั้ง 2 พอร์ตโดยทั่วไปสัดส่วน 80-20% หากใครที่มีพอร์ตรองสูงกว่า 20% ก็ควรทำการบ้านว่ายังไหวหรือไม่ทั้งผลตอบแทนและความเสี่ยง หรือจะ Rebalance เพื่อตุนเงินไว้รอลงทุนช่วงตลาดขาลง
อีกการลงทุนแบบถัวเฉลี่ย หรือ DCA ยังเป็น Super Safe ช่วยลดความผันผวนของพอร์ตให้ต่ำกว่าตลาดได้แน่ๆ
คนที่จัดพอร์ต Core & Satellite จำเป็นต้องตรวจสุขภาพพอร์ตเป็นประจำ โดยต้องดูว่าสินทรัพย์ที่ลงทุนยังเป็นไปตามแผนและเป้าหมายการลงทุนหรือไม่ หากสัดส่วนของพอร์ตเปลี่ยนแปลงมากเกินไป คุณจะต้อง “Rebalance” สินทรัพย์ที่ขึ้นมากเกินไป การขายทำกำไรเป็นการลดสัดส่วนให้กลับมาสู่ระดับเดิม และนำเงินไปลงทุนในพันธบัตรหรือจะถือเงินสดเพื่อรอโอกาสลงทุนใหม่ การ “Rebalance” จะช่วยรักษาความแข็งแกร่งพอร์ตให้อยู่รอดได้ทุกวิกฤติครับ
‘มือใหม่’ ไม่แนะนำเริ่มต้นที่หุ้น เน้นลงทุนปลอดภัย
ผมขอพูดถึงนักลงทุนมือใหม่หรือคนที่อยากจะกลับมาลงทุนอีกครั้งในปี 2026 นี้ ผมไม่แนะนำเริ่มต้นลงทุนหุ้นในปีนี้ ซึ่งไม่ใช่เพราะคุณเลือกหุ้นไม่เก่ง แต่จริงๆแล้ว ปัญหาของคนส่วนมากมักอยู่ที่ ‘การรับมือกับความผันผวน’ หรือ ‘ดูแลสภาวะจิตใจอารมณ์ของตัวเอง’ ในการลงทุนมากกว่า
โดยหลักการ ถ้าคุณเลือกลงทุนหุ้นรายตัว สิ่งที่คุณต้องเก่งมีสองสามอย่าง คือ
1. วิเคราะห์หุ้นให้ถูก 2. เลือกหุ้นหรือบริษัทที่มีนโยบายที่ดีที่ใช่ และ 3. ต้องเข้าใจธุรกิจที่กำลังลงทุนและซื้อหุ้นในราคาที่ไม่แพงเกินไป ธุรกิจที่มีมูลค่าเพิ่มหรือ Margin of Safety (MOS) ซึ่งผู้ลงทุนมือใหม่เข้าใจกันว่าเป็นเรื่องที่ยากที่สุดเพราะต้องอ่านงบการเงิน รายงานประจำปีเพื่อเลือกหุ้นนั้นๆ ให้ได้ดีที่สุด แต่จริงๆ ไม่ใช่เรื่องยากที่สุดครับ เพราะหากคุณมีเวลาอ่าน จะมีความเข้าใจลงทุนที่มากขึ้น
แต่สิ่งที่ยากมากกว่า คือ วินัยในการลงทุนและการควบคุมอารมณ์ของตัวเอง เพราะโดยธรรมชาติของตลาดหุ้นอยู่คู่กับความเสี่ยง ความผันผวนอยู่แล้ว ตลาดหุ้นจึงไม่เคยปรานีใครและไม่เคยสนว่า คุณจะคิดถูกหรือผิด โดยเฉพาะช่วงระยะสั้นๆ ดังนั้น ต่อให้คุณคิดถูก แต่เห็นทุกคนขายหุ้น หุ้นก็ร่วง คุณจะเกิด Bias ไหลตามอารมณ์ตลาด ทั้งๆ ที่หุ้นหรือบริษัทที่คุณลงทุนก็ยังมีอนาคตและยังอยู่ได้ในระยะยาว เพียงแต่เจอราคาเหวี่ยงจะเกิดอารมณ์ขึ้นมา ตามมาด้วยตัดสินใจ (ขาย) ทั้งที่ขาดทุน
นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ไม่ว่าเราจะตัดสินใจในตอนนั้นได้ถูกต้องแค่ไหน แต่เมื่อเห็นพอร์ตติดลบ หากควบคุมอารมณ์ไม่เป็นหรือทำใจไม่ได้ พอร์ตเป๋หรือพังได้ครับ
คุณคงอยากรู้ว่า ควรทำยังไงไม่ให้พอร์ตพัง เพื่อให้เงินลงทุนอยู่ได้นาน และมีพลังสร้างผลตอบแทนทบต้นในระยะยาวได้
การจัดพอร์ตที่ดี คือ ต้องสร้างพอร์ตหลัก (Core) ให้มั่นคงก่อน โดยเน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำแต่ยังสามารถสร้างผลตอบแทนทบต้นได้เรื่อยๆ ยาวๆ อาจจะมากบ้างน้อยบ้างก็ไม่เป็นไรครับ พอร์ตหลักจะเป็นพอร์ตที่ไม่จำเป็นต้องเติบโตหวือหวา
ลูกค้า Jitta Wealth จะสร้างพอร์ตแรกด้วยการลงทุนใน Global ETF เพราะกระจายลงทุนทั่วโลกทั้งหุ้น พันธบัตรของประเทศหลักๆ ซึ่งพันธบัตรจะเป็นกันชนความเสี่ยงที่สำคัญ ยามที่ตลาดหุ้นสวิงลง ก็ยังมีพันธบัตรคงที่ให้ดอกเบี้ย หากสนใจไส้ในการจัดพอร์ตสามารถสอบถามได้นะครับ ทั้งนี้ น้ำหนักของหุ้น พันธบัตรจะขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงที่รับได้
คุณปู่ Warren Buffett บอกเสมอว่า “โลกนี้จะคาดเดาตลาดให้ถูกต้องทุกครั้ง คงเป็นไปไม่ได้”
ทางที่ดี เราควรทำสิ่งที่ควบคุมได้ คือ พอร์ตหลักควรลงทุนกระจายความเสี่ยง เช่น ลงทุนตลาดหุ้นทั่วโลกจะดีที่สุด และการมีวินัยการลงทุน ได้แก่ เพิ่มทุน จะด้วยการ DCA หรือ Stay Invest ช่วยให้เราไม่ต้องคาดเดาจังหวะหรือปรับพอร์ตตลอดเวลา
“เมื่อไหร่หุ้นตก ก็ขายพันธบัตรไปซื้อหุ้น เมื่อไหร่หุ้นขึ้น ก็ขายหุ้นไปซื้อพันธบัตร” โดยให้น้ำหนักสินทรัพย์ที่ลงทุนอยู่ในสัดส่วนตามเป้าหมายสร้างผลตอบแทนระยะยาวที่วางไว้ และอยู่ในระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมที่รับไหวครับ
เพราะฉะนั้น นักลงทุนที่ดี นอกจากมีความรู้ในหลักการลงทุนที่ถูกต้อง ยังต้องรู้ขีดจำกัดของตัวเอง โดยเฉพาะการมีสติและจิตใจที่หนักแน่นจะเป็นเส้นทางลงทุนที่ประสบความสำเร็จตามนักลงทุนชื่อดังของโลก
บทสุดท้ายของพอร์ตการลงทุนจะเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจโลก พอร์ตของคุณได้รับประโยชน์จากความผันผวนของตลาดอย่างเต็มที่ เพราะทุกวันนี้มีนักลงทุนอีกมากเมื่อเจอหน้างานเห็นหุ้นลงหนักๆ คนมักจะขาย ตอนหุ้นขึ้นแรงๆ ก็ซื้อเพิ่มทุน ซึ่ง “คุณกำลังโดนตลาดหุ้นวางกับดักหลอกอยู่”
ผมมีอีกคาถาให้ท่องไว้ “จงโลภเมื่อคนอื่นกลัว จงกลัวเมื่อคนอื่นโลภ” จะพาคุณหลุดจากอารมณ์ตลาดได้แน่นอน
Step ต่อไป การสร้างพอร์ตรอง มือใหม่ที่อยากลงทุนหุ้นหวือหวา จำเป็นต้องมีความรู้และเข้าใจวัฏจักรตลาดอย่างมาก เพราะหากเข้าลงทุนผิดจังหวะจะมีโอกาสขาดทุนอยู่มาก เช่น ซื้อตอนราคาที่ขึ้นสูงมากแล้ว หรือราคาสูงเกินไป (Over Value) ถือเป็นจุดที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดครับ
ส่วนตัวผมมีกรอบความคิดที่ใช้ลงทุนมาตลอดและปีนี้ก็ใช้ต่อไป นั่นก็คือ “ในการลงทุนถ้าเสี่ยงแล้วได้ ก็รวยขึ้น แต่ถ้าเสี่ยงแล้วผิดพลาดชีวิตเราต้องไม่กระทบ และชีวิตเรายังเดินไปบนเส้นทางการเงินที่มั่นคงอย่างสม่ำเสมอ”
สรุป ถ้าจะต้องลงทุนใหม่ในปีนี้ ผมจะไม่เริ่มต้นลงทุนจากหุ้นรายตัว แต่จะเริ่มจากการลงทุนในระบบที่มั่นใจว่า เงินลงทุนจะอยู่รอดปลอดภัย โดยเฉพาะปีนี้เป็นปีที่เศรษฐกิจ ตลาดหุ้นมีความผันผวนที่สูง เนื่องจากหลายๆ ตลาดทั่วโลก ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาในช่วง 2-3 ปีติดต่อกันแล้ว
ที่สำคัญ โลกมีแต่ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศ และความวุ่นวายในแต่ละประเทศ สงครามแย่งทรัพยากรที่ผูกกับสงครามภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนของตัวผู้นำสหรัฐฯ ‘ทรัมป์’
ผมจึงย้ำว่า การลงทุนสินทรัพย์ต่างๆ กระจายความเสี่ยงในพอร์ต จะทำให้เราอยู่รอดและเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจโลกแบบนี้ ภายใต้ความเสี่ยงที่รับได้ ทำให้เรากินอิ่มนอนหลับสบายใจครับ ขอให้ทุกท่านดูแลตัวเองและอย่าลืมลงทุนกับความรู้และสุขภาพไปด้วยกันนะครับ


