ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่เกิดขึ้นทั่วโลกตั้งแต่ต้นปี ไปเจาะลึกทิศทางการลงทุนที่น่าสนใจ โดยแม้ความเสี่ยงด้านภูมิศาสตร์จะปรับตัวสูงขึ้น แต่ในภาพรวมระยะยาวกลับส่งผลบวกต่อโครงสร้างเศรษฐกิจโลกในบางมิติ
ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM หัวหน้าทีมที่ปรึกษาการลงทุน SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ถึงทิศทางการลงทุนที่น่าสนใจ โดยชี้ให้เห็นว่าแม้ความเสี่ยงด้านภูมิศาสตร์จะปรับตัวสูงขึ้น แต่ในภาพรวมระยะยาวกลับส่งผลบวกต่อโครงสร้างเศรษฐกิจโลกในบางมิติ
น้ำมันล้นตลาด-ทองคำขาขึ้น สองด้านของความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์
ความขัดแย้งในหลายพื้นที่ ทั้งกรณีของเวเนซุเอลาที่จบลงอย่างรวดเร็ว หรือการประท้วงใหญ่ในอิหร่าน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะ ‘น้ำมัน’ ชาตรี โรจนอาภา วิเคราะห์ว่าปัจจุบันปริมาณการผลิตน้ำมัน (Supply) เกินกว่าความต้องการ (Demand) อยู่แล้วประมาณ 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน หากเวเนซุเอลากลับมาผลิตเพิ่มขึ้นได้ตามเป้าหมาย หรือหากมีการยกเลิกการคว่ำบาตรน้ำมันจากอิหร่าน จะยิ่งทำให้ปริมาณน้ำมันล้นตลาดมากขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันในระยะยาวมีแนวโน้มเป็นขาลง
ราคาน้ำมันที่ปรับลดลงนี้ถือเป็นผลบวกต่อประเทศเกิดใหม่ที่เป็นผู้นำเข้าน้ำมัน เช่น อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รวมถึงไทย ช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและปูทางให้ธนาคารกลางต่างๆ สามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อตลาดทุน
ในทางกลับกัน ‘ทองคำ’ ยังคงทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ที่ได้รับประโยชน์จากความไม่แน่นอน นอกเหนือจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์แล้ว ทองคำยังได้รับแรงหนุนจากการที่ธนาคารกลางหลายแห่งเริ่มลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และหันมาสะสมทองคำเป็นเงินทุนสำรองมากขึ้น รวมถึงนักลงทุนรายย่อยที่ให้ความสำคัญกับการจัดสรรทองคำในพอร์ตการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ส่องกลยุทธ์การลงทุน เอเชียคือสปอตไลท์ – สหรัฐฯ ต้องระวัง
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในปีนี้ ชาตรี ให้ความเห็นว่า ตลาดหุ้นเอเชียมีความน่าสนใจมากที่สุด เนื่องจากได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันขาลง และราคาหุ้นที่ยังคงตามหลัง (Laggard) ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และยุโรป นอกจากนี้ หลายประเทศในเอเชียยังเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ เช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ซึ่งยังมีระดับราคา (Valuation) ที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มเทคโนโลยีในตลาดพัฒนาแล้ว
ส่วน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ แม้กำไรสุทธิของบริษัทในดัชนี S&P 500 จะมีแนวโน้มเติบโตได้ดีกว่าปีที่ผ่านมา โดยคาดการณ์การเติบโตที่ 14-15% และเริ่มมีการกระจายตัวของกำไรไปยังกลุ่มอื่นๆ นอกเหนือจาก AI เช่น อุปโภคบริโภค การท่องเที่ยว และอสังหาริมทรัพย์ แต่ด้วยราคาที่พุ่งขึ้นแรงในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น
หุ้นไทย รอจุดเปลี่ยนความเชื่อมั่น
ในส่วนของ ตลาดหุ้นไทย ชาตรี โรจนอาภา ยอมรับว่าราคาหุ้นหลายตัวอยู่ในระดับที่ “ถูกเกินไป” เมื่อเทียบกับพื้นฐาน โดยค่า PE Ratio ของหุ้นใหญ่หลายตัวลดลงมาเหลือเพียง 10 เท่า อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักคือ “ความเชื่อมั่น” ที่ยังต่ำ ทั้งจากปัจจัยการเมืองและการขาดแรงกระตุ้นใหม่ๆ ตลาดหุ้นไทยจึงต้องการจุดเปลี่ยน (Catalyst) ที่ชัดเจน เช่น นโยบายรัฐบาลที่ทำได้จริง เพื่อดึงดูดความเชื่อมั่นจากนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศให้กลับมา
สินทรัพย์ที่น่าสนใจและปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม
ชาตรี สรุปคำแนะนำการลงทุนดังนี้
- ตราสารหนี้ มีความน่าสนใจ โดยเฉพาะตราสารหนี้สหรัฐฯ และ Mortgage-Backed Securities (MBS) เนื่องจากแนวโน้มเงินเฟ้อที่ลดลงและการที่เฟดอาจปรับลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ คาดการณ์จะอยู่ในช่วงเดือนมิถุนายนและกันยายนปีนี้
- เงินสด เป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจน้อยที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากผลตอบแทนต่ำและแพ้เงินเฟ้อ
- ความเสี่ยงที่ต้องระวัง คำพิพากษาของศาลสูงสุดสหรัฐฯ เกี่ยวกับการใช้อำนาจตั้งกำแพงภาษีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งหากรัฐบาลแพ้คดีอาจนำไปสู่การฟ้องร้องจำนวนมากและสร้างความผันผวนต่อตลาดในระยะสั้น รวมถึงประเด็นความขัดแย้งระหว่างจีนและไต้หวัน
โดยสรุป ภาพรวมการลงทุนในปีนี้ยังคงมีความสดใสในหลายกลุ่มสินทรัพย์ แต่ต้องอาศัยการจัดสรรพอร์ตอย่างระมัดระวังและติดตามสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิดเพื่อให้พอร์ตการลงทุนเติบโตได้อย่างยั่งยืน
ภาพ: Miha Creative/shutterstock


