×

2026 ปีแห่งความ ‘ความขัดแย้ง’ ที่ยังมีต่อไปในยุค ‘ทรัมป์’ กับอีก 11 นโยบายและความเสี่ยงทางกฎหมายที่ต้องจับตา

08.01.2026
  • LOADING...
2026 ปีแห่งความ ‘ความขัดแย้ง’ ที่ยังมีต่อไปในยุค ‘ทรัมป์’ กับอีก 11 นโยบายและความเสี่ยงทางกฎหมายที่ต้องจับตา

เปิดศักราชปี 2026 ด้วยความไม่แน่นอนตั้งแต่ต้นปี โดยเฉพาะประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และปฏิบัติการทางการทหารระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลา ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก

 

สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา นักกลยุทธ์อาวุโสตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ถึงทิศทางการลงทุน ท่ามกลางภูมิทัศน์โลกที่เปลี่ยนไป โดยประเมินว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลาไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ แต่เป็นความขัดแย้งสะสมมาอย่างยาวนาน โดยจุดเปราะบางเริ่มมาตั้งแต่ช่วงปี 2007 ที่มีการยึดคืนบริษัทจากฝั่งสหรัฐฯ ของรัฐบาลเวเนซุเอลา และเมื่อมาอยู่ในยุคที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ มีอำนาจมาก จึงเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้น

 

แม้สถานการณ์ดูดุดัน แต่สิทธิชัยมองว่าความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์นี้ จะไม่ปรับตัวลดลง แต่ก็ไม่ได้แย่ไปกว่าเดิม โดยจะเป็นปัจจัยความเสี่ยงที่ติดตัวการลงทุนไปตลอดทั้งปี 2026 หรือตลอดวาระของทรัมป์ เปรียบเสมือนปัญหาระหว่างประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอื่นที่คาราคาซังมานาน

 

จับตาราคาน้ำมัน ดีมานด์โลกชะลอ – ซัพพลายจ่อทะลัก

 

ประเด็นที่ตลาดกังวลว่าความขัดแย้งจะดันราคาพลังงานให้พุ่งสูงขึ้นนั้น สิทธิชัยชี้ว่าต้องมองปัจจัยพื้นฐาน (Supply-Demand) ประกอบด้วย ปัจจุบันความต้องการใช้น้ำมันชะลอตัวตามเศรษฐกิจโลก ทั้งจีนที่ฟื้นตัวช้า ยุโรปที่ฟื้นตัวน้อย และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันราคาน้ำมันอยู่แล้ว

 

ในทางกลับกัน สิ่งที่ทรัมป์ต้องการอาจเป็นการเข้าไปพัฒนาและฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานแหล่งน้ำมันในเวเนซุเอลา ซึ่งจะทำให้มีซัพพลายน้ำมันดิบกลับเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นอีกราว 1-2 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากปัจจุบันที่ผลิตได้ต่ำกว่า 1 ล้านบาร์เรล เนื่องจากการขุดเจาะน้ำมันหนืด (Extra Heavy Crude) ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงจากสหรัฐฯ

 

สำหรับผู้ที่ ได้ประโยชน์ จากสถานการณ์นี้ สิทธิชัยมองไปที่ 4 กลุ่มบริษัทหลัก ได้แก่

 

  • Chevron ซึ่งมีความพร้อมและยอมโอนอ่อนผ่อนตามเงื่อนไขรัฐบาลเวเนซุเอลามาก่อนหน้านี้ ทำให้สามารถเพิ่มกำลังการผลิต (Ramp up) ได้เร็วกว่ารายอื่นอย่าง ExxonMobil
  • Schlumberger (SLB) ได้ประโยชน์ในฐานะผู้ให้บริการซ่อมบำรุงแท่นขุดเจาะ
  • Valero Energy กลุ่มโรงกลั่นในโซน Texas ที่จะได้ต้นทุนค่าขนส่งที่ถูกลง

 

11 นโยบายและความเสี่ยงทางกฎหมายที่ต้องจับตาในปี 2026

 

นอกเหนือจากภูมิรัฐศาสตร์ สิทธิชัยแนะนำให้โฟกัสที่ “นโยบายภายในและการฟ้องร้อง” (Policy & Litigation) ซึ่งวิเคราะห์ได้แม่นยำกว่าการเดาใจเรื่องสงครามการค้า โดยมีประเด็นสำคัญในปีนี้ ได้แก่

 

  • ความเป็นอิสระของเฟด คดีความที่ทรัมป์พยายามปลด Lisa Cook หากเธอชนะคดี จะช่วยรักษาความเป็นอิสระของธนาคารกลางและอาจหนุนให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น
  • กฎหมาย AI และลิขสิทธิ์ ปี 2026 จะเป็นปีแห่งการต่อสู้ทางกฎหมายเรื่องลิขสิทธิ์ข้อมูลที่นำมาเทรน AI โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับ Anthropic, Meta, Google และ Amazon ซึ่งประเด็นนี้จะกระทบราคาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมากกว่าเรื่อง Geopolitics
  • การผูกขาดทางการค้า (Antitrust) ยุโรปจะมีมาตรการปรับ Google และ Meta เข้มข้นขึ้นกว่าปี 2025
  • การผูกขาดวีซ่า H1B หากมีการตัดสินจำกัดวีซ่า จะส่งผลให้ต้นทุนค่าจ้างบุคลากรไอทีของบริษัทเทคโนโลยีสูงขึ้น
  • การลดกฎระเบียบธนาคาร นโยบายผ่อนคลายของทรัมป์จะส่งผลดีต่อธนาคารใหญ่แห่งสหรัฐฯ อย่าง JP Morgan และ Bank of America ให้สามารถตั้งสำรองลดลง ซื้อหุ้นคืนได้ และจ่ายปันผลได้มากขึ้น
  • การเจรจาราคายา (Inflation Reduction Act) วันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ จะมีการประกาศรายชื่อยาที่ถูกกดราคา ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อหุ้นกลุ่มยาอย่าง GSK, Johnson & Johnson และ Novartis

 

กลยุทธ์การลงทุน ลดน้ำหนัก ‘Tech’ โยกเข้า ‘Non-Tech’

 

สำหรับภาพรวมการลงทุน สิทธิชัยมองว่าปี 2026 ยังเป็นปีที่ท้าทายแต่ยังลงทุนได้ โดยแนะนำให้เริ่ม ลดน้ำหนักหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เนื่องจากเริ่ม Underperform และต้นทุนวัตถุดิบ (Commodity) เช่น ทองคำ ทองแดง ที่ปรับตัวสูงขึ้น จะกระทบต่อกำไร (Margin) ของผู้ผลิตฮาร์ดแวร์และชิ้นส่วน AI ในระยะถัดไป

 

โดยธีมการลงทุนที่น่าสนใจ (Key Ideas) ในการหลบภัยความผันผวนและเน้นหุ้นกลุ่ม Non-Tech มีดังนี้:

 

  • กลุ่มยานยนต์ (Automotive) เน้นกลุ่มรถยนต์หรูแบบดั้งเดิม (Traditional Luxury) เช่น Volkswagen, Mercedes-Benz, BMW ภายใต้แนวคิด “คนรวยยิ่งรวยขึ้น” (Rich get richer) ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจมากนัก
  • สินค้าหรูหรา (Luxury Products) ได้อานิสงส์จากเศรษฐกิจจีนที่เริ่มมีเสถียรภาพและค่าเงินเยนที่อ่อนค่า
  • พลังงานสะอาด (Clean Energy) แม้นโยบายทรัมป์จะดูไม่สนับสนุน แต่ทิศทางโลกยังมุ่งไปทางนี้ ทั้งนิวเคลียร์และโซลาร์ฟาร์มยังมีความต้องการสูง
  • กลุ่มสุขภาพ (Healthcare) รอจังหวะเข้าซื้อหลังวันที่ 1 กุมภาพันธ์ (หลังข่าวเจรจาราคายา) โดยมองว่าเป็นกลุ่ม Defensive ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดได้
  • ค้าปลีกและเครื่องดื่ม (Retailers & Beverage) เป็นกลุ่มที่ราคาปรับลงมามากในปีที่แล้ว จึงเป็นจังหวะในการเข้าสะสม

 

สิทธิชัยทิ้งท้ายว่า ในช่วงที่ตลาดผันผวน การถือเงินสดไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนต่อเนื่อง การเลือกหุ้นรายตัวในกลุ่มอุตสาหกรรมที่กล่าวมาจะช่วยสร้างผลตอบแทนและป้องกันความเสี่ยงได้ดีกว่าการไล่ตามหุ้นเทคโนโลยีที่ร้อนแรงมาตลอด 3 ปีที่ผ่านมา

 

ภาพ: sameer madhukar chogale/Shutterstock

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising