วันเลือกตั้ง

227384

คุยกับ จั๊ด-ธีมะ กาญจนไพริน ถึงบรรยากาศการเมืองโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 62

21.03.2019
  • LOADING...
  • Loading...
Judge Teemah

HIGHLIGHTS

13 Mins. Read
  • จั๊ด-ธีมะ กาญจนไพริน ยังคงทำหน้าที่ในฐานะผู้รายงานข่าวและพิธีกรข่าวทางช่อง one31 ได้อย่างโดดเด่น โดยเฉพาะในช่วงบรรยากาศเลือกตั้ง 2562 เขาเองก็ทำหน้าที่สื่อมวลชนผ่านรายการ จั๊ด ซัดทุกความจริง และยังคงมีแฟนติดตามอย่างเหนียวแน่น ขณะเดียวกันในฐานะคนคอการเมือง เขาก็วิเคราะห์และสรุปภาพรวมบรรยากาศการเลือกตั้ง 2562 ในช่วงโค้งสุดท้ายได้อย่างน่าสนใจ
  • “การเลือกตั้งครั้งนี้มีตัวหนึ่งที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงหน้าตาของการเลือกตั้งไปทั้งหมดเลยคือ ‘โซเชียลมีเดีย’ เมื่อก่อนเราจะรับรู้ข่าวสารบ้านเมืองจากรายการข่าวบนทีวี หนังสือพิมพ์ ป้ายหาเสียง แต่ทุกวันนี้ ทุกคนมีตัวตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ‘ทวิตเตอร์’ ทำให้จำนวนของความคิดเห็นที่มีต่อด้านการเมืองที่แต่ก่อนยังไม่มีใครพูด มันเกิดขึ้น”
  • “ในการเลือกตั้งปี 2562 เราจะเห็นความหลากหลายของนักการเมือง และเป็นความหลากหลายที่เหมือนสัญลักษณ์ของช่อง 7 สี คือเป็นวงกลมหลายวงที่มาซ้อนทับกัน แต่ละวงมีความต่างและเหมือนกัน ทั้งที่เป็นพันธมิตรกันและเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน แต่เชื่อไหมครับ มีบางนโยบายของสองพรรคนี้ที่มันทับกัน แล้วมันเป็นแบบนี้หลายครั้ง”

‘เลือกตั้ง 2562’ เดินทางเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายแล้ว ท่ามกลางการหาเสียงและกระแสดีเบตที่กำลังร้อนแรงและเต็มไปด้วย ‘มิติ’ ทั้งทางสังคมและการเมือง แตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา THE STANDARD POP ชวน จั๊ด-ธีมะ กาญจนไพริน ที่มีหมวกทั้งในฐานะอดีตคนการเมืองและพิธีกรข่าวที่ยังคงทำรายการ จั๊ด ซัดทุกความจริง ทางช่อง one31 ได้อย่างโดดเด่น มานั่งคุยอีกครั้งเกี่ยวกับบรรยากาศเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 5 ปีของไทย ที่คนทุกสังคม ทุกวงการกำลังเกาะติดและสนใจมากที่สุดในเวลานี้

 

Judge Teemah Judge Teemah

“ในการเลือกตั้งปี 2562 เราจะเห็นความหลากหลายของนักการเมือง และเป็นความหลากหลายที่เหมือนสัญลักษณ์ของช่อง 7 สี คือเป็นวงกลมหลายวงที่มาซ้อนทับกัน วงกลมนี้คือพรรคหนึ่ง วงกลมนี้คือพรรคหนึ่ง แล้วจริงๆ มันเป็นพรรคที่โคตรปฏิปักษ์กันเลย”

ประชาชนไทยรอการเลือกตั้งมานานกว่า 5 ปี ล่าสุดบรรยากาศการเมืองกำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ในสายตาคุณ มองภาพรวมบรรยากาศการเลือกตั้งปี 2562 อย่างไรบ้าง   

เท่าที่จำความได้นะครับ ผมเคยผ่านการเลือกตั้งมาตอนปี 2544 ตอนนั้นผมอายุ 18 ปีพอดี หลังจากนั้นก็มีการเลือกตั้งปี 2548 จนกระทั่งมาถึงการเลือกตั้งปี 2554 ส่วนการเลือกตั้งปี 2558 ไม่นับ เพราะเป็นโมฆะ จนกระทั่งมาถึงการเลือกตั้งครั้งนี้ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2562

 

ที่เล่าให้ฟังยาวแบบนี้ เนื่องจากต้องเทียบกับการเลือกตั้งที่ผมเคยเจอมา ซึ่งคือการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2540 กับการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2550 และครั้งนี้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 ที่ผมได้เจอ และเป็นการรีเซตระบบการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งต่างจากการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญสองฉบับที่ผ่านมามาก เนื่องจากมันเป็นการเลือกตั้งที่มีตัวรัฐบาลที่มาจาก คสช. เข้ามาเกี่ยวข้อง แล้วมันมีความแปลกประหลาดหลายอย่าง

 

ความประหลาดที่ว่านั่นก็คือ ตามปกติแล้ว เวลามีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปที่เพิ่งออกมา ทุกอย่างมันต้องฟรีแล้ว แต่กลายเป็นว่าครั้งนี้ก็ไม่ฟรี เพราะว่ามีปัจจัยหลายอย่าง ซึ่งจริงๆ แล้วผมเชื่อเหลือเกินว่า ถ้าเราจะเปิดบรรยากาศให้มันอิสระจริงๆ หลังจากมีพระราชกฤษฎีกาประกาศออกมา ทุกอย่างมันต้องฟรี

 

แต่ฟรีในที่นี้หมายความว่า ต้องตามกฎ แต่ถ้าไม่ตามกฎ กกต. ก็สอยภายหลัง แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่ กติกาที่ผมเห็นว่ามันมีปัญหาที่สุดนะครับ จริงๆ จะพูดว่ามันเป็นที่สุดก็ไม่ได้ แต่ว่ามันทำให้ชาวบ้านงง

 

เนื่องจากการเลือกตั้งครั้งนี้มันคือการเลือกตั้งที่มีความใหม่หลายอย่าง หนึ่งคือกติกาใหม่ กติกาใหม่นะครับ และเป็นกติกาที่ยากและซับซ้อน คือเราต้องเข้าใจอย่างนี้ครับว่า ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศไทย เอาที่ไม่รู้กฎหมายและไม่รู้เลยว่ากระบวนการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นอย่างไร ผมว่ามีเยอะโคตรๆ ผมเชื่อว่าเกิน 70% ของประเทศนี้ ไม่รู้ว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปที่เป็นแบบ ‘จัดสรรปันส่วนผสม’ (Mixed Member Apportionment System หรือ MMA) เป็นอย่างไร แม้กระทั่งคนที่มีการศึกษา เป็นระดับด็อกเตอร์ จบปริญญาโทหรือปริญญาตรีที่อยู่ในเมืองใหญ่เองก็ตาม

 

ถ้าอย่างนั้นในช่วงโค้งสุดท้ายนี้ ลองสรุปแบบที่ง่ายที่สุดตามสไตล์ จั๊ด ซัดทุกความจริง ให้หน่อยครับ ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้สำคัญกับประชาชนไทยอย่างเราๆ อย่างไรบ้าง

ผมเชื่อว่ามันสำคัญ เพราะว่ามันคือการเลือกตั้งที่ไม่มีมานาน แล้วก็มันไม่มีมานานเกินไป คือพูดตรงๆ เลย ถามว่าผมเห็นด้วยกับการรัฐประหารครั้งที่แล้วหรือเปล่า ถ้าย้อนกลับไปตอนปี 2554 ผมก็โล่งอกนะ ตอนที่เขารัฐประหาร

 

ผมบอกตามตรง เพราะผมคือส่วนหนึ่งของคนที่ลงไปเดินบนถนน ก่อนที่จะเกิดการรัฐประหาร แต่ถามว่าในใจลึกๆ เลย เราคิดว่าระหว่างเลือกตั้งกับรัฐประหารอันไหนดีกว่ากัน ผมคิดว่ายังไงการเลือกตั้งก็ต้องดีกว่า และธรรมชาติของการทำรัฐประหาร ถ้ามันเกิดขึ้นมันควรจะสั้น จริงๆ บางคนอาจจะบอกการรัฐประหารมันไม่ควรจะเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นแล้ว แต่ผมรู้สึกอย่างนี้นะฮะ คือเมื่อเกิดขึ้นแล้ว มันควรจะใช้เวลาให้สั้นกว่านี้ มันไม่ควรจะนาน และนานเกินหนึ่งสมัยของรัฐบาลปกติ

 

รัฐบาลปกติที่มาจากการเลือกตั้งอยู่ได้ 4 ปี แต่ตอนนี้เกินแล้วนะครับ ยังไม่ได้เปลี่ยน และคาดว่าจะต่ออายุไปอีกจากกติกาทั้งหมด ผมก็เชื่อว่า ด้วยความที่มันไม่มีมานาน นั่นหมายความว่าคนไทยที่อายุต่ำกว่า 25 ปี เขาไม่เคยเลือกตั้งเลย ผมหมายถึงการเลือกตั้งใหญ่นะครับ ไม่นับการเลือกตั้ง อบต. อบจ. หรือว่าการเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพฯ

 

ทีนี้ ถ้าเราจะบอกว่าประเทศไทยเรากับประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เราต้องเลือกตั้ง และด้วยความที่การเลือกตั้งมันไม่มีมานาน ครั้งนี้มันจะเป็นการเช็กกระแสของสังคมแบบใหม่ เพราะมันมีพลังใหม่เกิดขึ้นมา คือเป็นพลังของคนที่ยังไม่เคยใช้สิทธิ บวกกับพลังของคนที่เคยใช้สิทธิแล้วก็จะมีตัวเลือกเพิ่มมากขึ้น

 

Judge Teemah

“การเลือกตั้งครั้งนี้มีตัวหนึ่งที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงหน้าตาของการเลือกตั้งไปทั้งหมดเลยคือ ‘โซเชียลมีเดีย’ และทวิตเตอร์ทำให้จำนวนของความคิดเห็นที่มีต่อด้านการเมืองที่แต่ก่อนยังไม่มีใครพูด มันเกิดขึ้น”

ปัจจุบันนี้ในการเลือกตั้งปี 2562 เราจะเห็นความหลากหลายของนักการเมือง และเป็นความหลากหลายที่เหมือนสัญลักษณ์ของช่อง 7 สี คือเป็นวงกลมหลายวงที่มาซ้อนทับกัน แต่ละวงมีความต่างและเหมือนกัน ทั้งที่เป็นพันธมิตรกันและเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน แต่เชื่อไหมครับ มีบางนโยบายของสองพรรคนี้ที่มันทับกัน แล้วมันเป็นแบบนี้หลายครั้ง

 

พรรคที่มีต้นกำเนิดมาจากทหารและจะสืบทอดอำนาจ พรรคเก่าแก่ที่จุดยืนตอนนี้ยังไม่เลือกใคร แต่ก็กลายๆ ว่าปฏิเสธอำนาจทหาร แต่ก็มีสิทธิว่าจะได้ร่วมรัฐบาลด้วยก็ไปได้

 

พรรคที่ประกาศตัวเองเลยว่ายังไงกูก็จะอยู่ตรงกลาง แต่ถ้าใครจะชนะก็ตาม เอากูไปอยู่ด้วยนะ พรรคที่ประกาศชัดเลยว่ายังไงก็ไม่เอา ไม่เอาทักษิณด้วย และไม่เอาทหารด้วยก็มี พรรคที่ประกาศชัดเลยว่ากูจะเอาแต่ทหาร และพรรคที่ประกาศชัดเลยว่ากูจะเอาแต่ทักษิณ และกูเกลียดการรัฐประหารและทหาร

 

ลักษณะของพรรคการเมืองและจุดยืนของพรรคการเมืองมันมีความหลากหลายมากกว่าการเลือกตั้งแต่ก่อนเยอะ และการเลือกตั้งคราวนี้จะเป็นการเลือกตั้งที่สนุก ถามว่าทำไมผมถึงต้องชวนให้คุณติดตาม เนื่องจากย้อนกลับไป ไอ้สีเสื้อที่มาตั้งแต่ปี 2548-2549 เหลืองบ้าง แดงบ้าง ฟ้าบ้าง หลากสีบ้าง หรือบางคนก็ไม่สนเลยสีไหน แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ ทุกสีจะสั่นสะเทือน เพราะผมเชื่อว่าในกลุ่มแต่ละกลุ่มมันเกิดการแบ่งเป็นกลุ่มย่อยๆ

 

ผมยกตัวอย่างฝั่งที่เมื่อก่อนยังไงก็จะเลือกแต่พรรคฝั่งคุณทักษิณ ไม่ว่าจะเป็นไทยรักไทย พลังประชาชน เพื่อไทย ฯลฯ แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ เพราะมันเกิดการแตกออกมาอีกเป็นหลายกลุ่ม ซึ่งนั่นทำให้ประชาชนได้รู้จักตัวเองมากยิ่งขึ้น เขาจะไม่ใช่แค่สถาปนาตัวเองเข้าไปอยู่กับเสื้อสีกลุ่มไหน โดยที่คิดว่าพวกมากลากไป เพราะในกลุ่มคนเสื้อสีเดียวกัน ก็มีบางส่วนที่เห็นไม่ตรงกับเราในบางประเด็น คือชอยส์เล็กชอยส์น้อยมันเยอะขึ้น

  

แต่ก่อนคนเป็นแฟนประชาธิปัตย์ ยังไงก็จะไปเลือก แต่ตอนนี้บอกว่ากูจะไปเลือกพรรคคุณสุเทพ พรรครวมพลังประชาชาติไทยดีกว่าว่ะ อีกคนบอกไม่เอาดีกว่า เลือกพลังประชารัฐ เลือกลุงตู่ก็แล้วกัน เอ หรือจะไปเลือกพรรคพลังประชาชนปฏิรูป ขณะเดียวกันก็จะมีคนที่รู้สึกว่า ไม่เอา จะไปเลือกพรรคอนาคตใหม่ เพราะเป็นพรรคที่แนวทางเปลี่ยน คนรุ่นใหม่ทั้งนั้น

 

ฉะนั้น การเลือกตั้งครั้งนี้ ผมเชื่อว่า ประชาชนมองใจตัวเองดีๆ เราจะรู้ว่าจริงๆ แล้วจุดยืนทางการเมืองและเศรษฐกิจของเราคืออะไร พรรคการเมืองพรรคไหนที่ตอบสนองอุดมการณ์ข้างในของเรามากที่สุด และความคิดในลักษณะแบบนี้ จะทำให้คนไทยฉลาดขึ้นในทางการเมือง คือรู้เท่าทันการเมืองว่าเป็นอย่างไร

 

Judge Teemah

“อดีตนายทหารที่เป็นรัฐมนตรีทั้งหลายไม่เคยเจอเกมในสภาครับ และ ส.ส. ที่เป็นฝ่ายค้านเขี้ยวกว่าพวกเขาเยอะ และผมเชื่อครับว่าเขาจะต้องสติหลุด เมื่อเจอการกวนตีนของ ส.ส. ฝ่ายค้าน”

หลายคนเห็นตรงกันว่า การเลือกตั้งครั้งนี้แตกต่างจากการเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมาในหลายมิติ สำคัญที่สุด มันคือการเลือกตั้งที่เป็นเวทีสำหรับคนรุ่นใหม่ เพื่อที่จะกำหนดอนาคตของตัวเอง คุณเห็นด้วยกับเรื่องพวกนี้ไหม  

จริงๆ แล้วการเลือกตั้งยุคเก่าที่ผ่านมา กระทั่งมาสู่การเลือกตั้งครั้งนี้ มีตัวหนึ่งที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงหน้าตาของการเลือกตั้งไปทั้งหมดเลยคือ ‘โซเชียลมีเดีย’ พูดง่ายๆ เลยว่า เมื่อก่อนเราจะรับรู้ข่าวสารบ้านเมืองจากรายการข่าวบนทีวี หนังสือพิมพ์ ป้ายหาเสียง เรารู้เท่านี้ฮะ เราจะได้อ่านความคิดเห็นของคนที่มีต่อการเมืองผ่านคอลัมนิสต์ในหนังสือพิมพ์แต่ละเล่ม ไปจนถึงพิธีกรวิเคราะห์ข่าวอยู่ไม่กี่คนในวงการ แค่นี้จบแล้ว

 

แต่ทุกวันนี้ครับ คนทุกคนมีตัวตน และผมบอกเลยว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ‘ทวิตเตอร์’ มันทำให้จำนวนของความคิดเห็นที่มีต่อด้านการเมือง ที่แต่ก่อนยังไม่มีใครพูด มันเกิดขึ้น

 

ผมเชื่อว่า ข้อดีของมันคือ มันมีความหลากหลายทางความคิด คนทุกคนมีโอกาสจะมีปากมีเสียง แต่ก่อนเราเป็นคนรับฟังอย่างเดียว แล้วเราคิดในใจ แต่ตอนนี้เราสามารถจะเผยแพร่ทุกอย่างออกไปได้ แล้วเผลอๆ มีคนแชร์เยอะด้วย  

 

คุณไม่ต้องเป็นบุคคลสาธารณะ คุณไม่ต้องเป็นคนมีชื่อเสียง ถ้าข้อความคุณแม่งโดนและตรรกะนั้นถูกต้อง คนพร้อมจะแชร์ ซึ่งดีมากนะฮะ เพราะมันทำให้เกิดความหลากหลาย ทำให้เรามีพลังอำนาจในการสื่อสาร แล้วไม่ต้องเป็นสื่อมวลชนด้วย คำว่าสื่อมวลชนคือฐานันดรที่สี่ มันถูกเซาะ เพราะทุกคนมีสื่อเป็นของตัวเองได้

 

คราวนี้ข้อเสียของมันคืออะไร ข้อเสียของมันคือการถูกใช้เป็นเครื่องมือในการบิดเบือนความจริง โจมตี และใส่ร้ายกัน

 

เมื่อก่อนคนธรรมดาอย่างเราหรือว่ากองทัพหนึ่งที่จะตั้งขึ้นมาเป็นวอร์รูมในการโจมตี หรือผลิตวาทกรรมบางอย่างขึ้นมา เพื่อที่จะโจมตีอีกฝ่าย อีกฝั่งหนึ่ง ยากมากครับ แต่เดี๋ยวนี้คอมมูนิตี้ต่างๆ จัดตั้งง่ายมาก

 

คุณไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแนวร่วมของคุณเป็นใคร เพราะว่าบางทีบางแอ็กเคานต์ก็ใช้หน้าตาอวตาร แต่เออ มันคิดแบบเรา แล้วคนแบบนี้มันจะไปรวมกลุ่มกันอย่างอัตโนมัติในทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ก สุดท้ายกลายเป็นกองทัพใหม่ที่ค่าใช้จ่ายลดลง แล้วที่สำคัญคือ มีช่องทางในการปล่อยข้อมูลที่ตัวเองอยากปล่อยให้เข้าถึงคนเป็นล้านได้แบบฟรีๆ

 

ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งนี้เห็นไหมฮะว่าโคตรแตกต่างเลย คุณย้อนกลับไปในการเลือกตั้งปี 2554 ผมถามเถอะว่า มีนักการเมืองกี่คนที่มีแอ็กเคานต์โซเชียลมีเดีย นับหัวได้เลยครับ

 

Judge Teemah

“ผมเชื่อว่า รัฐธรรมนูญนี้ร่างมาเพื่อสืบทอดอำนาจ อันนี้ชัวร์ๆ ใครจะไม่เห็นด้วยกับผม ผมไม่ว่านะ แต่ว่าเท่าที่ผมอ่านรัฐธรรมนูญนี้มา มันเป็นแบบนั้น”

หลายคนบอกว่า นี่คือการเลือกตั้งที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ ‘ลุงตู่’ ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง พูดง่ายๆ ว่าเป็นกติกาที่ตั้งใจจะสืบทอดอำนาจ คสช. แต่เช่นเดียวกัน หลายคนบอกว่า วิธีการที่ทรงพลังที่สุดที่จะสกัดกั้นการสืบทอดอำนาจได้คือ การรวมพลังกันของคนรุ่นใหม่ผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างที่หลายๆ ประเทศเคยใช้ได้ผลมาแล้ว  

ผมเชื่อว่า รัฐธรรมนูญนี้ร่างมาเพื่อสืบทอดอำนาจ อันนี้ชัวร์ๆ ใครจะไม่เห็นด้วยกับผม ผมไม่ว่านะ แต่ว่าเท่าที่ผมอ่านรัฐธรรมนูญนี้มา มันเป็นแบบนั้น มันเป็นรัฐธรรมนูญที่ทำให้หลายอย่างย้อนหลัง มันเป็นรัฐธรรมนูญที่เหมือนกับรัฐธรรมนูญปี 2521 ที่วุฒิสมาชิกมีพาวเวอร์มาก ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะหาตรรกะอะไรมาอธิบายว่านี่คือสิ่งที่ถูกต้อง

 

บวกกับเรื่องที่ ส.ว. มีส่วนในการจัดตั้งรัฐบาล มีส่วนในการเลือกนายกฯ ด้วย ทั้งที่มาจากการแต่งตั้งโดย คสช. ซึ่งชัดเจนว่า เป็นกติกาที่ร่างมาให้ได้เปรียบ ต้องชื่นชมเวทีดีเบตของทุกๆ ช่อง เพราะผมเห็นจุดร่วมหลายอย่างที่เหมือนกันของหลายพรรคการเมือง เข้าไปแล้วก็แก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งทางเลือกของการที่จะแก้รัฐธรรมนูญ คุณไปดูเถอะครับ มีหลายพรรค และไม่ได้หมายความว่า คนที่อยากจะล้มทหารแม่งจะต้องไปเลือกพรรคของคุณทักษิณเท่านั้น เพราะมันมีจุดยืนของอีกหลายพรรคการเมืองที่เขาประกาศออกมาแล้วว่า อย่างไรก็ตามเขาก็ต้องแก้ แม้ว่าความพยายามนั้นจะโคตรยาก

 

ผมเชื่อว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพื่อนำไปสู่อีกหลายสิ่งหลายอย่าง และผมเชื่อว่าการเมืองในปลายปีนี้คือ ตั้งแต่จัดตั้งรัฐบาลปลายพฤษภาคม พอย่างเข้าหน้าฝน โอ้โห โคตรรุนแรง เชื่อผมเถอะครับ

 

พูดง่ายๆ คือ การเลือกตั้งเป็นเพียงจุดเริ่มต้น… แต่จุดเริ่มต้นของอะไรยังไม่รู้นะ ผมอาจจะทายผิดก็ได้ แต่ผมเชื่อว่า มันเป็นจุดเริ่มต้นของความไร้เสถียรของรัฐบาล เพราะอะไร จุดเริ่มต้นครั้งนี้มันไม่มีใครทายถูกเลย ไม่มีใครพยากรณ์ได้ แม้แต่นักวิชาการที่เก่งมากๆ เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับผลเลือกตั้ง

 

แต่ก่อน Exit Poll มันจะแม่นในระดับหนึ่ง แต่ครั้งนี้จะไม่แม่น เพราะมันคือการเลือกตั้งแบบใหม่ คนเดากันไม่ได้ เพราะที่นั่งของ ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์มาจากทุกคะแนนที่คนเลือก มันจะไม่มีคะแนนตกน้ำแบบเมื่อก่อนที่ใครชนะคือชนะ ส่วนอันดับสอง อันดับสามก็จบไป ปัดคะแนนทิ้ง ดังนั้น มันจะไม่มีใครเดาได้เลยว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคที่เราชอบจะได้ ส.ส. ไปกี่คน

 

คราวนี้พอหลังเลือกตั้ง โมเดลแรกที่จะเกิดขึ้นก็คือ ตั้งรัฐบาลได้ ตัวนายกรัฐมนตรีมาจากการสนับสนุนของ ส.ว. 250 คน บวกกับ ส.ส. อีกจำนวนหนึ่ง แต่คราวนี้เกิดอะไรขึ้น เมื่อตั้งรัฐบาลแบบนั้นได้แล้ว ส.ว. จะถูกตัดออกจากเกมสภา เพราะเขาไม่เกี่ยว เขามีหน้าที่ตรวจสอบกฎหมาย

 

กิจการที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ คือ ส.ส. ฝั่งรัฐบาล และ ส.ส. ฝ่ายค้าน นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีจะนั่งอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร แต่ละสัปดาห์ที่จะเกิดขึ้นก็คือ การตั้งกระทู้ถาม หรือมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล อดีตนายทหารที่เป็นรัฐมนตรีทั้งหลาย ไม่เคยเจอเกมในสภาครับ และ ส.ส. ที่เป็นฝ่ายค้านเขี้ยวกว่าพวกเขาเยอะ และผมเชื่อครับว่า เขาจะต้องสติหลุด เมื่อเจอการกวนตีนของ ส.ส. ฝ่ายค้าน

 

ผมบอกเลยนะครับว่า แต่ละพรรคการเมืองเขาจะวางตัวคนที่คอยยั่วอยู่ในนั้น คนพวกนี้จะเก่ง คอยกวนตีนประธานรัฐสภา คอยกวนตีนตัวนายกรัฐมนตรี คอยกวนตีนคณะรัฐมนตรี หรือบางคนมีหน้าที่คือ คอยยกมือประท้วงอย่างเดียว คอยอ่านข้อบังคับสภา แล้วก็ดูว่าอะไรบ้างที่จะเปิดช่องให้ประท้วง จากนั้นก็นั่งฟัง เอ้า เข้าข่ายผิดกฎ ช่องนี้กูยกมือเลย ประท้วงครับ!

 

ส.ส. บางคนทำหน้าที่เป็นองครักษ์พิทักษ์คนโน้นคนนี้ คณะรัฐมนตรีทุกคนเขาจะมี ส.ส. เป็นองครักษ์คอยพิทักษ์อยู่ข้างล่าง ไอ้คนประท้วงก็ประท้วงไป พออีกคนลุกขึ้นยืนด่า อีกคนยกมือตามเลย ค้านครับ ผิดข้อบังคับ สุดท้ายมันจะเกิดการมาคุขึ้นในสภา แล้วตัวลุงตู่ยั่วยุโคตรง่ายเลย ผมว่า ภาพลักษณ์เขาเสี่ยงต่อการเสียหายมาก ถ้าเขาไปเจอคนเหล่านั้น เพราะทุกวันนี้ไม่มีสภา

 

Judge Teemah

 

นั่นหมายความว่า ถ้าลุงตู่ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง นี่คือโลกจริงของการเมืองไทยครั้งแรกของเขาเหมือนกัน หลังจากอยู่ในการเมืองแบบทุ่งลาเวนเดอร์ที่มี ม.44 คอยบังคับใช้มาตลอด

ใช่ฮะ เขาลงมาแล้ว เขาต้องรับตรงนี้ให้ได้ เพราะถ้าเขารับตรงนี้ไม่ได้ เขาไม่ผ่าน ปีเดียวก็จะไม่ผ่านไป เพราะเขาเจออภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งเดียว เขาจบเลยนะฮะ การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเข้มข้นมาก มันทำกัน 3-8 วัน เลยนะฮะ มันต้องเอาทุกอย่างมาประกาศให้ได้ในสภา ต้องผ่านเกมวาทะในสภาของคนกวนส้นตีนอีกหลายๆ คนที่มันเป็นเกม

 

นี่เหมือนพูดว่า ถึงอย่างไรลุงตู่ก็ได้เป็นนายกฯ แน่ๆ

ถ้าถามคำถามนี้เมื่อช่วงปีใหม่ ผมจะตอบว่าใช่ แต่ถ้าถาม ณ ตอนนี้ ไม่แน่

 

ล่าสุดกระแสพรรคอนาคตใหม่ เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ เศรษฐกิจใหม่ ฯลฯ ดูดีมากในช่วงหาเสียง และเวทีดีเบตหลายครั้งที่ผ่านมา นาทีนี้คุณมองภาพรวมของทุกพรรคอย่างไรบ้าง

สำหรับพรรคอนาคตใหม่ ผมคิดว่าฟีดแบ็กของเขากระแสตอบรับดีมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก ซึ่งถ้าย้อนกลับไปผมคิดว่ามันคล้ายๆ กับการเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกา สมัยที่ บารัก โอบามา ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสมัยแรก ที่ไม่น่าเชื่อว่าสุดท้ายคะแนนเสียงจากโลกออนไลน์มันบิลด์จนทำให้คนคนหนึ่งกลายเป็นประธานาธิบดีได้

 

แต่การจะเอาสหรัฐอเมริกามาเทียบกับประเทศไทยเลยแบบเป๊ะๆ ผมว่ามันก็ยังไม่มีสถิติอะไรมารองรับ ดังนั้นผมถึงไม่สามารถฟันธงได้ครับว่า กระแสที่ดีมากๆ ในโลกโซเชียลมีเดีย สุดท้ายแล้วจะเปลี่ยนเป็นคะแนนกากบาทในคูหาเลือกตั้งได้แค่ไหน แต่ก็ต้องยอมรับว่ากระแสของผู้มีอิทธิพล รวมไปถึงสมาชิกในโลกโซเชียลมีเดียทั้งหลายเทไปให้เขาเยอะจริงๆ  

 

ส่วนพรรคเพื่อไทย จากทุกโพลต่างออกมาว่าพรรคเพื่อไทย ยังคงเป็นพรรคที่จะได้คะแนนเสียงอันดับหนึ่ง เนื่องจากว่าของเก่าที่เขาทำไว้ในช่วงที่ทักษิณยังมีอำนาจ รวมไปถึงผลงานอีกหลายๆ รัฐบาลหลังจากนั้น ทำให้เราปฏิเสธความจริงไม่ได้ว่า ฐานที่มั่นทางภาคเหนือและภาคอีสานของพรรคเพื่อไทยยังเหนียวแน่นอยู่มาก แต่ถ้าถามว่าในเชิงนโยบายมีอะไรแปลกใหม่ไหม ยังไม่ค่อยมีอะไรโดดเด่นเท่ากับตัวพรรคอนาคตใหม่ แต่เขาก็เป็นพรรคปีกเดียวกัน

 

คราวนี้เรามาว่าถึงพรรคประชาธิปัตย์บ้าง พรรคประชาธิปัตย์ก็มีความเปลี่ยนแปลงไปหลายอย่าง ในช่วงเวลาประมาณหนึ่งเดือนที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากการประกาศของหัวหน้าพรรคว่า สุดท้ายแล้วไม่เลือกที่จะยืนอยู่ข้างพรรคที่ทุจริต คอร์รัปชัน ข้อสองคือไม่สนับสนุนให้ พลเอก ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี

 

แล้วล่าสุดก็เพิ่งมีการประกาศออกมาว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นยังไม่ใช่มติของพรรค ดังนั้นผมเชื่อว่านี่คือทางออกสุดท้ายของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ได้วางหมากนโยบายการหาเสียงว่า จะเป็นการสู้อีกสักครั้งหนึ่ง

 

การสู้อีกครั้งหนึ่งของอภิสิทธิ์ที่ผมว่าก็คือ การทำให้ตัวเองเป็นทางเลือกที่ 3 จากเดิมตั้งแต่ปีใหม่เป็นต้นมา เรามักจะแบ่งบรรดาพรรคการเมืองในประเทศไทยออกเป็นสองปีก ปีกหนึ่งคือปีกที่สนับสนุนนายกรัฐมนตรีพลเอก ประยุทธ์ อีกปีกหนึ่งคือการต่อต้านรัฐประหาร คราวนี้ก่อนหน้านั้นประชาธิปัตย์ถูกรวมอยู่กับฝั่งที่จริงๆ แล้วสุดท้ายคือ ‘เอาบิ๊กตู่’

 

แต่คราวนี้ผมเชื่อว่าอภิสิทธิ์คงจะคิดแล้วครับ ว่าถ้าเป็นแบบนี้ผลการเลือกตั้งจะไม่ต่างจากเดิมเท่าไรนัก ดังนั้นต้องหาทางที่แปลกใหม่ ดังนั้นแนวทางใหม่ก็คือ ชูตัวเองขึ้นมาเป็นทางเลือกที่ 3 ก็ต้องดูกันว่าผลการตัดสินใจตรงนี้ถูกต้องหรือไม่

 

ส่วนพรรคเศรษฐกิจใหม่ ผมคิดแบบนี้ว่ากระแสในทีวีกับการดีเบตนั้นดี จากฝีไม้ลายมือของ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ แต่ด้วยขนาดของพรรค ด้วยจำนวน ส.ส. ในเขตที่ส่งลงสมัครแล้ว ผมเชื่อว่าก็อาจจะเป็นพรรคที่อาจจะได้ที่นั่ง ถ้าไม่เกินไปนั้นก็อาจจะเป็นหลักหน่วยครับ สำหรับพรรคนี้  

 

มองโหงวเฮ้ง อภิสิทธิ์ ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง สำหรับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

แต่ก่อนผมเชื่อว่าอภิสิทธิ์จะไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีนะครับ แต่คราวนี้ตั้งแต่เขาเปลี่ยนท่าที ผมคิดว่าตอนนี้อาจจะยังมีโอกาสเหลืออยู่บ้าง และผมเชื่อว่าที่อภิสิทธิ์เขากล้าประกาศจุดยืนของตัวเองออกมาช่วงท้ายๆ เพราะสมมติว่าถ้าเขาได้คะแนนเลือกตั้งเป็นอันดับสอง เขายังมีโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาล

 

ผมเชื่อว่าเขารู้แล้วว่าเป็นการยากมากที่ประชาธิปัตย์จะชนะเพื่อไทย แต่ถ้าเขาเป็นอันดับสอง เขาจะร่วมจัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคอื่นๆ ได้ เช่น พรรคพลังประชารัฐ และพรรคขนาดกลางทั้งหลาย แต่นั่นหมายถึงว่าต้องตัดพรรคอันดับหนึ่งทิ้ง ดังนั้นเขามีสิทธิในการจัดตั้งรัฐบาล และเป็นนายกรัฐมนตรี

 

แต่ขณะเดียวกัน สถานการณ์ต่างๆ มันจะต่างกันโคตรๆ เลยครับ ถ้าสมมติว่าประชาธิปัตย์ได้คะแนนเป็นอันดับสาม คือแพ้พรรคพลังประชารัฐ แน่นอนผมเชื่อว่าอภิสิทธิ์อาจจะต้องลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรค เพราะไม่สามารถพา ส.ส. ได้ที่นั่งในสภาฯ ได้มากกว่าร้อยที่นั่งตามที่ได้เคยประกาศไว้

 

แต่คราวนี้ การที่อภิสิทธิ์ออกมาประกาศจุดยืนในช่วงหลังๆ โอ้โห สังคมฮือฮามาก ส่วนหนึ่งด่าเละเลย แต่ผมเชื่อว่าอภิสิทธิ์เขาชั่งน้ำหนักมาแล้วครับว่ากระแสมันจะออกมาเป็นอย่างไร เพียงแต่มันไม่มีทางเลือกอะไรแล้ว นอกจากหวังที่จะเป็นพรรคอันดับสอง คือได้คะแนนเสียงเอาชนะพลังประชารัฐ แต่สุดท้ายจะกลับไปรวมกัน เพื่อที่จะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล นี่คือความคิดส่วนตัวของผมนะ

 

Judge Teemah

“ผมไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์นะครับ แล้วผมไม่ได้ทำงานกับพรรคประชาธิปัตย์มาปีกว่าแล้ว มากไปกว่านั้นก็คือ รัฐธรรมนูญใหม่ปี 2560 ที่ออกมา มีระเบียบ กกต. ว่าด้วยการห้ามในการหาเสียง ห้ามพิธีกร ดารา ศิลปิน สื่อมวลชน หรือเจ้าของธุรกิจที่เกี่ยวกับสื่อฯ สนับสนุนผู้สมัครจากพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ดังนั้นที่ผมพูดไป ผมพูดในฐานะประชาชนคนหนึ่ง”

ตรงนี้คุณวิเคราะห์ในฐานะประชาชนไทย ในฐานะสื่อมวลชน หรือคนที่เคยร่วมทำงานกับประชาธิปัตย์มาก่อน

ทุกสถานะ แต่ผมบอกแบบนี้ เดี๋ยวคนจะเข้าใจผิด ผมไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์นะครับ แล้วผมไม่ได้ทำงานกับพรรคประชาธิปัตย์มาปีกว่าแล้ว มากไปกว่านั้นก็คือ รัฐธรรมนูญใหม่ปี 2560 ที่ออกมา มีระเบียบ กกต. ว่าด้วยการห้ามในการหาเสียง ห้ามพิธีกร ดารา ศิลปิน สื่อมวลชน หรือเจ้าของธุรกิจที่เกี่ยวกับสื่อฯ สนับสนุนผู้สมัครจากพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง

 

ดังนั้น ที่ผมพูดไป ผมพูดในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ผมพูดในฐานะสื่อมวลชนคนหนึ่งที่อินการเมือง ถามว่าในแต่ละวันที่ผมเสพข่าว เวลาผมเปิดหนังสือพิมพ์ ผมเปิดเว็บไซต์ ผมก็เข้าคอลัมน์การเมืองก่อน อ่านการเมืองทุกอย่างให้จบจนหนำใจ แล้วผมค่อยไปเรื่องอื่น เพราะฉะนั้นสิ่งที่พูดมาทั้งหมด มันคือการคาดการณ์ของผม หลังจากที่ได้ติดตามข่าวสารทั้งหมดมาโดยตลอด

 

ถ้าอย่างนั้นถามจริงๆ ตอนนี้คุณคิดว่า ตัวเองเป็นสื่อมวลชนเต็มตัวแล้วหรือยัง

ผมว่าผมเต็มตัวนะ หลายคนอาจจะยังมองว่าไม่เต็มตัว เพราะที่ผ่านมายังติดภาพว่าผมยังเทกไซด์พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งอยู่ แล้วผมเชื่อว่า ภาพแบบนี้สลัดไม่หายจริงๆ ทั้งๆ ที่ผมก็พยายามนะ แล้วที่สำคัญก็คือ ผมอยากให้คุณผู้ชมได้ลองดูรายการข่าวของผมจริงๆ โดยวางอดีตทิ้งไว้ก่อน

 

และผมยังย้ำคำนี้นะว่า สื่อมวลชนทุกคนไม่เป็นกลางหรอก ในวันที่เขาไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เขาไม่เลือกสองพรรคหรือหลายพรรคนะฮะ เขาเลือกพรรคที่เขาชอบ คราวนี้มันก็จะมีสื่อมวลชนสองแบบ คือแบบที่พรีเซนต์ออกมาเลยว่าฉันเป็นแบบนี้ กับอีกแบบที่ข้างหน้าฉากเป็นกลาง แต่ก็แอบกระทำการบางอย่างอยู่เบื้องหลังที่มันก็ไม่ได้เป็นกลางหรอก

 

ผมกำลังจะบอกว่า ถ้าอย่างนั้นขอให้แยกชีวิตส่วนตัวของผม ซึ่งคุณก็รู้อยู่แล้วว่าผมออกจากบ้านไปวันที่ 24 มีนาคม ผมจะไปกาพรรคอะไร แต่ว่าเมื่ออยู่ตรงหน้าจอ ผมไม่มีสิทธิเขียนข่าวด้วยตัวผมเอง

 

รายการอ่านข่าวนะครับ ถ้าตัดช่วง จั๊ด ซัดทุกความจริง ตัดช่วง ข่าววันศุกร์ ออกไป การนั่งประกาศข่าวของผม ข่าวเที่ยง ข่าวเย็น แล้วก็ที่รายการทาง LINE สคริปต์ทั้งหมด มาจากกอง บ.ก. ต่อเติมให้นิดหน่อย แต่ไม่มาก และที่สำคัญผมเป็นคนให้เกียรติเพื่อนร่วมอาชีพ ผมไม่เคยอ่านข้ามหรือตัดออก ไม่ใช่ว่าพอมีสคริปต์ของพรรคการเมืองที่ตัวเองชอบ เขาไปทำเรื่องเสียๆ ถ้าอย่างนั้นกูอ่านข้าม แบบนั้นไม่มี ยกเว้นอีกหนึ่งนาทีต้องจบ เพราะจะเคารพธงชาติแล้ว ผมอาจจะข้ามบางเรื่อง แต่ปกติผมอ่านทั้งหมด ดังนั้น ณ หน้าจอ ผมทำหน้าที่อย่างเป็นกลางที่สุด และขอให้คุณติดตามดู

 

Judge Teemah

‘วินัยจราจร สะท้อนวินัยชาติ’ มันคลับคล้ายกับความเป็นนักการเมืองบางคนในตอนนี้ คือมันไม่มีกฎหมายไหนหรอกครับ ที่ร่างมาแล้วจะอุดทุกความชั่วของมนุษย์ได้ เพราะมนุษย์จะสามารถครีเอทความชั่วของตัวเองได้หลายแบบมาก

รอบปีที่ผ่านมา เกิดกระแสเรื่องเพลง ประเทศกูมี จนคุณประกาศยุติบทบาทการทำงานกับช่อง BlueSky คุณได้เรียนรู้อะไรจากเรื่องนั้นบ้าง

ได้เรียนรู้ว่า เป็นสิ่งที่ดีเมื่อทำแบบนั้น ผมขอชี้แจงก่อนนะเรื่องที่ผมวิจารณ์ ประเทศกูมี ถ้าคุณได้ไปดูคลิปเต็มที่ช่อง one นะ ผมบอกแบบ Insight ให้ได้ว่า ผมได้เวลานำเสนอช่วง จั๊ด ซัดทุกความจริง วันละห้ามเกิน 7 นาที เพราะฉะนั้นผมพูดถึง ประเทศกูมี ในช่อง one ผมพูด 7 นาที ในขณะที่ผมพูดถึง ประเทศกูมี ในอีกช่องหนึ่งคือ BlueSky ผมพูดได้เป็นชั่วโมง ไล่เลย เอาเป็นคำ แต่ถ้าคุณไปดูตอนสรุปของทั้งเทปที่ช่อง BlueSky และช่อง one ถ้าคุณดูถึงตอนจบ คุณจะรู้ว่า ผมบอกเหมือนกัน

 

สิ่งที่ผมบอกคือ คุณไม่ควรจะไปปิดกั้นการนำเสนอเพลงนี้ จุดประสงค์ของผมเหมือนกัน เพียงแต่ว่า คุณไปตัดตอน เอาบางช่วงบางตอนมาออก แล้วบิดว่าที่ BlueSky ผมพูดอย่างหนึ่ง ที่ช่อง one ผมพูดอย่างหนึ่ง

 

แน่นอน พูดไม่เหมือนกันหรอกครับ เพราะผมพูดช่องวัน 7 นาที ที่ BlueSky ผมพูดทั้งชั่วโมง แต่คุณต้องฟังที่หลักใหญ่ใจความของมันว่าผมกำลังจะสื่อสารอะไร แต่เอาเถอะ ผมจะมาแก้ไขตอนนี้มันก็สายไปแล้ว ซึ่งผมยอมรับว่า มันเป็นความผิดของผมจริงๆ

 

แล้วผมก็รู้สึกตัดสินใจถูกต้องที่ออกมาจากสื่อที่ชัดเจนว่า มันถูกคลุมโดยพรรคประชาธิปัตย์ แล้วก็ออกมาอยู่ตรงนี้ที่ช่อง one แล้วหนึ่งปีที่ผ่านมา ผมก็ปรับตัวได้เยอะ ใครอาจจะไม่รู้ แต่ก่อนผมดื้อมาก ในช่วงแรกๆ ที่ผมได้มาอยู่ที่นี่ ผมจะอ่านแต่ข่าวเครียด ผมรับไม่ได้กับการที่วันๆ หนึ่งผมต้องมานั่งอ่านข่าวงูเข้าบ้าน นั่งอ่านข่าวคนไหว้น้ำแดง ชาวบ้านไปตักโคลนมากิน เพราะเชื่อว่า ข้างล่างมีเจ้าบาดาลอยู่ เพราะเมื่อก่อนผมอ่านแต่ข่าวการเมือง ผมคิดว่า เราต้องอ่านข่าวที่มีสาระประโยชน์

 

แต่พอผมถอดตัวเองออกมาจากหมวกใบนั้น บวกกับประสบการณ์ที่มากขึ้น เราก็รู้ได้ว่า สถานีโทรทัศน์นั้นเป็นธุรกิจอย่างหนึ่งนะครับ ไม่มีสถานีโทรทัศน์ไหนหรอกครับที่ทำตามจรรยาบรรณของสื่อมวลชนในแบบที่เราเรียนนิเทศศาสตร์มา มันทำไม่ได้ เพราะถ้าทำแบบนั้นร้อยเปอร์เซ็นต์ อยู่ไม่ได้ในทางธุรกิจ และมากไปกว่านั้น สิ่งที่ผมคิดได้มากขึ้นก็คือ เราเป็นปลายทางที่สุดของสถานี ก่อนที่อะไรจะผ่านปากเราไป เราควรต้องคิดถึงทีมงานและครอบครัวของเขา

 

เพราะผมรู้สึกว่า ถ้าสมมติวันใดวันหนึ่งผมรู้สึกว่า จรรยาบรรณกูเป็นสื่อมวลชน กูต้องพูดแต่ความจริง แต่ความจริงที่ผมพูดไปทำให้สถานีอันตราย ฉับพลัน ถ้าสมมติผมโดน กสทช. จอดำ พนักงานช่อง one อีกเป็นร้อยคน แล้วครอบครัวของเขานั่นคือพันคน แม่งต้องเดือดร้อนเพราะผมพูดคนเดียว ดังนั้น ผมคิดมากขึ้นกับการพูดทุกอย่าง แล้วขอให้คุณรู้เถอะว่า ผมจะพยายามอย่างดีที่สุดในการที่จะทำให้ทุกอย่างมันปลอดภัย เป็นกลาง และนำเสนอความจริงด้วย แต่มันจะไปได้ไม่สุดอย่างที่ใจเราคิดหรอกครับ แต่นั่นเป็นหน้าที่ของผมที่ผมจะต้องหาวิธีการเอง ว่าผมอยากจะพูดความจริงอย่างไรให้ไม่อันตราย

 

หนึ่งปีที่ผ่านมา ผมเป็นแบบนั้น แต่ผมไม่คิดหรอกว่า ผมจะสลัดความเอียงข้างออกไปได้หมด ไม่ว่าผมจะพยายามเป็นกลางขนาดไหน คนก็รู้อยู่ดีว่าผมนั้นเอียงข้างไหน ซึ่งผมไม่รู้สึกท้อใจและไม่กลัว แล้วก็ไม่ได้รู้สึกลำบากใจนะ เพียงแต่ว่าผมก็จะไม่พยายามย้ำซ้ำว่า ผมเอียงข้างนั้น

 

Judge Teemah

 

เลือกตั้ง 2562 มีพรรคการเมืองใหม่ๆ เกิดขึ้นเยอะมากเลยนะ ไม่เคยคิดเปลี่ยนใจไปเลือกพรรคการเมืองใหม่ๆ นอกจากพรรคที่ตัวเองชอบอยู่ในเวลานี้บ้างเหรอ

สำหรับผมนะ ในอนาคตอาจจะเกิดขึ้น แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่ แล้วไม่ใช่ความใกล้ชิด ไม่ใช่เงิน และผลประโยชน์นะครับ เอาอย่างนี้ ตอนผมเป็นผู้ช่วยของ คุณกรณ์ จาติกวณิช สิ่งที่ผมได้คือเงินเดือนจากรัฐสภา เดือนหนึ่งประมาณ 15,000 บาท ไม่มีเอ็กซ์ตร้า ตอนที่ผมเป็นโฆษกคุณอภิสิทธิ์ในรัฐสภา ในฐานะโฆษกของผู้นำฝ่ายค้าน ผมได้เงินเดือนจากรัฐสภาเดือนหนึ่งประมาณ 4-5 หมื่นบาท แล้วนั่นไม่ได้หมายความว่า คุณอภิสิทธิ์หรือคุณกรณ์เอาเงินมาฟาดหัวผม เปรี้ยง! จั๊ดช่วยพรรคนะ ไม่ใช่ มันไม่ได้การซื้อกันด้วยเงิน มันไม่ใช่เรื่องของสายสัมพันธ์ มันไม่ใช่แบบนั้นนะครับ

 

เลือกตั้ง 2562 เป็นครั้งที่ประชาชนสนใจ ใส่ใจ และตั้งใจฟังนโยบายจากทุกพรรคมากอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ตอนนี้มีนโยบายจากพรรคไหนที่เข้าตาคุณบ้างแล้วหรือยัง หรือนโยบายอะไรจากพรรคการเมืองที่คุณอยากเห็นมากที่สุด

นโยบายที่ผมอยากเห็นที่สุดนะ อยากเห็นเรื่องการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันให้จริงจังและไม่เว้นหน้า ผมว่ามันต้องปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันแบบที่ไม่ไว้หน้าใคร แบบที่เราเห็นกันในประเทศจีนตอนนี้ ที่พอปราบปรามจริงๆ มันไม่สนใจเลยว่า หน้าไหนเป็นหน้าไหน ถ้ามีมูลมันเอาหมด แล้วเอาลงแบบแรงๆ ด้วย ผมอยากเห็นแบบนั้นเกิดขึ้นบ้าง ถ้าสมมติว่า ขึ้นไปเป็นรัฐมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรี แม่งมีรัฐมนตรีคนหนึ่งโกง นายกฯ ต้องลงโทษด้วยการไล่ออก

 

เวลาขับรถมักจะเจอคำขวัญว่า ‘วินัยจราจร สะท้อนวินัยชาติ’ ถ้าอย่างนั้นบรรยากาศการเมือง การเลือกตั้งในเวลานี้ สะท้อนการเมืองประเทศไทยได้อย่างไรบ้าง

ถ้าวินัยจราจร สะท้อนวินัยชาติ มันมีอย่างหนึ่งเลยก็คือ คนไทย รวมถึงผมเองด้วยนะในบางวัน (หัวเราะ) เราเก่งเรื่องอะไรรู้ไหมฮะ เราเก่งเรื่องการเป็นศรีธนญชัยทางกฎหมาย หมายความว่า เวลาเราอ่านกฎหมายกัน เรามักจะหาจุดโหว่ของมัน เพื่อรอดมันไป ผมยกตัวอย่าง ห้ามคุณวางของขายบนทางเท้า บางคนเขาก็มีถาดอันหนึ่งแล้วก็เอาแขวนคอ แล้วเขาก็บอกว่า ฉันไม่ได้ตั้งขายบนทางเท้า ฉันมายืนบนทางเท้าเฉยๆ ของที่ขายไม่ได้วางบนทางเท้า ฉันห้อยไว้ คือมันมีความบ้าๆ บอๆ แล้วมันเกิดขึ้นแบบนี้จริงๆ ในเมืองไทย

 

ดังนั้น คำว่า ‘วินัยจราจร สะท้อนวินัยชาติ’ มันคลับคล้ายกับความเป็นนักการเมืองบางคนในตอนนี้ คือมันไม่มีกฎหมายไหนหรอกครับ ที่มันร่างมาแล้วมันจะอุดทุกความชั่วของมนุษย์ได้ เพราะมนุษย์จะสามารถครีเอตความชั่วของตัวเองได้หลายแบบมาก

 

กฎหมายเขาก็เลยร่างไว้กว้างๆ แล้วคนมันก็ต้องมีจิตสำนึกเองว่า แม้ในกฎหมายจะไม่ได้บอกว่าผิด แต่มึงก็ไม่ควรทำ เช่นเดียวกันกับการพยายามหาเสียง กับการเอากติกาโน้นมาตุกติกกับกติกานี้ เหมือนนักการเมือง เช่นเดียวกัน ไม่ใช่แค่วินัยจราจร สิ่งที่บางทีนักการเมืองพยายามหาช่องโหว่เล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้รอดออกไป นั่นก็สะท้อนคุณภาพของชาติได้เช่นเดียวกัน

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

  • LOADING...
  • Loading...

READ MORE

FOLLOW US