Olaf Scholz Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/olaf-scholz/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 17 Dec 2024 07:16:07 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 จะเกิดอะไรหลังจากนี้ เมื่อนายกฯ เยอรมนีถูกโหวตไม่ไว้วางใจ https://thestandard.co/whats-next-germany-pm-vote-no-confidence/ Tue, 17 Dec 2024 07:16:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1020467

ประเทศเยอรมนีมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของยุโรปและเป็นเสา […]

The post จะเกิดอะไรหลังจากนี้ เมื่อนายกฯ เยอรมนีถูกโหวตไม่ไว้วางใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ประเทศเยอรมนีมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของยุโรปและเป็นเสาหลักความมั่นคงสำคัญของภูมิภาค จะต้องจัดการเลือกตั้งก่อนกำหนดในปีหน้า หลังรัฐสภาเยอรมนีมีมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี โอลาฟ ชอลซ์ ด้วยคะแนนเสียง 394 เสียง โดยไว้วางใจ 207 เสียง และงดออกเสียงอีก 116 เสียง

 

จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้

 

หลังจากนี้ประธานาธิบดี ฟรังค์-วัลเทอร์ ชไตน์ไมเออร์ จะต้องประกาศยุบสภาภายใน 21 วัน และจัดการเลือกตั้งใหม่ภายใน 60 วันหลังการยุบสภา ซึ่งจะทำให้กำหนดการเลือกตั้งครั้งต่อไปอาจมีขึ้นในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2025

 

ใครคือแคนดิเดตที่น่าจับตา

 

เยอรมนีมีพรรคการเมืองหลักอยู่ทั้งสิ้น 7 พรรค โดยปัจจุบันมี 4 พรรคที่ประกาศรายชื่อออกมาแล้วว่าใครจะเป็นแคนดิเดตชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีบ้าง

 

สำหรับ 2 พรรคที่ครองอำนาจในเกมการเมืองของเยอรมนีมาอย่างเหนียวแน่น ได้แก่ พรรคฝ่ายอนุรักษนิยมอย่าง พรรคคริสเตียนเดโมแครต และพรรคคริสเตียนโซเชียลยูเนียน (CDU/CSU) และพรรคโซเชียลเดโมแครต (SPD) ซึ่งปัจจุบันมีนโยบายที่เน้นความเท่าเทียมในสังคม

 

เมื่อพิจารณาจากระบบการเลือกตั้งของเยอรมนี การจัดตั้งรัฐบาลมักจะเกิดขึ้นในรูปแบบรัฐบาลผสม ซึ่งโดยปกติแล้วจะมีพรรค CDU/CSU หรือ SPD เป็นแกนนำ โดยพรรคที่ชนะจะมองหาพันธมิตรเพื่อจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก และตั้งแต่ปี 2021 พรรค SPD ของชอลซ์จัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคฟรีเดโมแครต (FDP) และพรรคกรีน 

 

มาครั้งนี้ พรรค CDU/CSU จะนำโดย ฟรีดริช เมิร์ซ ผู้นำฝ่ายค้านสายอนุรักษนิยม ส่วนพรรค SPD จะนำโดยชอลซ์ ซึ่งสูญเสียคะแนนนิยมไปอย่างหนัก สำหรับพรรคกรีนส่ง โรเบิร์ต ฮาเบ็ค ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเศรษฐกิจของประเทศมาร่วมชิงชัย ขณะแคนดิเดตจากพรรคขวาจัด​ อัลเทอร์เนทีฟฟูร์ดอยช์แลนด์ (AfD) คือ อลิซ ไวเดล

 

ทั้งนี้ หากดูจากผลสำรวจความคิดเห็นจากหลายสำนักจะเห็นว่าเมิร์ซจากพรรค CDU/CSU ถือเป็นตัวเต็งที่ได้คะแนนนิยมนำมาเป็นอันดับ 1 หรือเขาอาจเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของเยอรมนีก็เป็นได้ โดยผลสำรวจความคิดเห็นทั่วประเทศระบุว่า พรรค CDU/CSU มีคะแนนสนับสนุนสูงกว่าพรรคอื่นๆ อย่างมากที่ 32% ขณะพรรค AfD อยู่อันดับ 2 ด้วยคะแนน 18% และพรรค SPD อยู่ในอันดับ 3 ด้วยคะแนน 16% และพรรคกรีนได้คะแนนไป 14% ตามลำดับ

 

ประชาชนอยากให้รัฐบาลแก้ปัญหาอะไรบ้าง

 

ประเด็นปัญหาที่ประชาชนให้ความสำคัญมากที่สุดหนีไม่พ้นเรื่องของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเศรษฐกิจเยอรมนีชะลอตัวในยุคของชอลซ์ 

 

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ธนาคารกลางเยอรมนีปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจลง 0.2% โดยระบุว่า “เศรษฐกิจของเยอรมนีมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงในช่วงฤดูหนาวของปี 2024-2025 และจะเริ่มฟื้นตัวอย่างช้าๆ ในช่วงปี 2025”

 

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่เกี่ยวพันกับเรื่องเศรษฐกิจคือการฟื้นฟูอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ ธนาคารกลางระบุว่า ปัญหาภายในอุตสาหกรรมนั้นเป็น ‘ปัญหาเชิงโครงสร้าง’ ซึ่งฉุดให้เศรษฐกิจตกต่ำลง ขณะที่บริษัทยานยนต์รายใหญ่ รวมถึง Volkswagen ก็กำลังเผชิญกับการเลิกจ้างครั้งใหญ่ รวมถึงการปิดโรงงาน

 

นอกจากเรื่องเศรษฐกิจแล้ว ประเด็นผู้อพยพก็นับว่ามีความสำคัญยิ่ง ซึ่งพรรค AfD ประกาศตัวชัดเจนว่าพวกเขาต่อต้านผู้อพยพ โดยสำนักข่าว CNN สัมภาษณ์ ลีโอนี ฟอน รันโดว์ นักข่าวสายการเมืองของสถานีโทรทัศน์ WELT TV ของเยอรมนีระบุว่า “การเลือกตั้งครั้งนี้น่าจะมาในช่วงเวลาที่เหมาะเจาะมากสำหรับพรรค AfD เพราะนี่เป็นช่วงเวลาที่คนส่วนใหญ่ไม่พอใจรัฐบาล ดังนั้นพวกเขาจึงอยากจะแสดงจุดยืนของตัวเองและลงคะแนนให้กับพรรคการเมืองสุดโต่งเพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่พอใจแค่ไหน”

 

การล่มสลายของระบอบการปกครองของประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาด ในซีเรีย ก็อาจเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเลือกตั้งครั้งนี้ เนื่องจากเยอรมนีรับผู้อพยพชาวซีเรียมากกว่าประเทศอื่นๆ ในยุโรปในช่วงที่ซีเรียเผชิญสงครามกลางเมือง ฉะนั้นประเด็นผู้อพยพจึงเป็นหนึ่งในเรื่องที่ต้องจับตาว่าแต่ละพรรคจะงัดนโยบายใดมาใช้เรียกคะแนนเสียงจากประชาชน

 

ภาพ: Lisi Niesner / Reuters 

อ้างอิง:

The post จะเกิดอะไรหลังจากนี้ เมื่อนายกฯ เยอรมนีถูกโหวตไม่ไว้วางใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟิลิปปินส์ แหล่งผลิตพยาบาลของโลก กับปัญหา ‘สมองไหล’ ที่แก้ไม่ตก เพราะอยู่ในบ้านเกิดต้องทำงานหนักแต่เงินน้อย https://thestandard.co/filipino-nurses-labor-shortage/ Mon, 18 Mar 2024 09:52:59 +0000 https://thestandard.co/?p=912473 พยาบาลฟิลิปปินส์

เยอรมนีประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์อย่างหนัก และ […]

The post ฟิลิปปินส์ แหล่งผลิตพยาบาลของโลก กับปัญหา ‘สมองไหล’ ที่แก้ไม่ตก เพราะอยู่ในบ้านเกิดต้องทำงานหนักแต่เงินน้อย appeared first on THE STANDARD.

]]>
พยาบาลฟิลิปปินส์

เยอรมนีประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์อย่างหนัก และวางแผนดึงตัวพยาบาลจากฟิลิปปินส์เพื่ออุดช่องว่างนี้ โดยเยอรมนีอาจเดินตามรอยสหราชอาณาจักรที่พึ่งพิงพยาบาลฟิลิปปินส์เป็นจำนวนมาก

 

ประเด็นความร่วมมือด้านแรงงานคือหัวข้อสำคัญที่ผู้นำเยอรมนี โอลาฟ โชลซ์ และประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ หารือร่วมกัน โดยโชลซ์ย้ำว่าฟิลิปปินส์คือแหล่งบุคลากรที่มีฝีมือ ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบสาธารณสุขเยอรมนี และมีความปรารถนาจะเพิ่มความร่วมมือในด้านนี้อย่างเป็นรูปธรรม

 

ฟิลิปปินส์ถือเป็นแหล่งสำคัญของแรงงานทักษะสูงของเยอรมนี โดยเยอรมนีต้องการตัวเลขพยาบาลเพิ่มขึ้นอย่างมากเพื่อรับมือกับสังคมผู้สูงอายุ ขณะที่เงินที่ชาวฟิลิปปินส์ในต่างแดนส่งกลับช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

 

ปัจจุบันมีพยาบาลชาวฟิลิปปินส์ราว 6,000 คนที่ทำงานอยู่ในเยอรมนี ซึ่งจำนวนนี้ราว 2,000 คน มาผ่านโครงการร่วมของรัฐบาลทั้งสองประเทศที่ช่วยเตรียมความพร้อมและหาตำแหน่งงานในเยอรมนีให้

 

ฟิลิปปินส์คือผู้ส่งออกพยาบาลรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีพยาบาลทำงานอยู่ราว 620,000 คน แต่กว่าครึ่งหนึ่งทำงานอยู่ในต่างประเทศ ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนีระบุว่า ความร่วมมือนี้จะไม่นำไปสู่ภาวะสมองไหลของฟิลิปปินส์

 

อย่างไรก็ตาม ฟิลิปปินส์เองก็ขาดแคลนพยาบาลเช่นกัน โดยข้อมูลปี 2022 ชี้ว่า ระบบสาธารณสุขมีตำแหน่งว่างกว่า 106,000 ตำแหน่ง โดยอัตราส่วนพยาบาลต่อคนไข้ที่เหมาะสมคือ 1:12 แต่ในความเป็นจริงกลับอยู่ที่ 1:20 หรือหนักกว่านั้นคือ 1:40

 

หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ โดยเยอรมนีเป็นเพียงหนึ่งในนั้น นอกจากนี้ยังมีสหราชอาณาจักร (มีพยาบาลฟิลิปปินส์ทำงานราว 40,000 คน) สหรัฐฯ แคนาดา ออสเตรเลีย และอื่นๆ ที่ต่างแข่งขันกันดึงดูดพยาบาลฟิลิปปินส์ด้วยค่าตอบแทนและสวัสดิการที่ดีกว่ามาก

 

พยาบาลที่ทำงานในระบบของรัฐในฟิลิปปินส์ได้รับค่าตอบแทนราว 36,000 เปโซ (ประมาณ 22,000 บาท) ต่อเดือน ซึ่งต่ำกว่าต่างประเทศมาก ขณะที่ในภาคเอกชนอาจได้ค่าแรงขั้นต่ำเพียง 15,000 เปโซเท่านั้น

 

นอกจากค่าตอบแทนต่ำแล้ว พยาบาลฟิลิปปินส์ยังต้องทำงานหนักเกินมาตรฐานและดูแลคนไข้จำนวนมากเกินกว่าที่จะปลอดภัย สภาพการทำงานที่ย่ำแย่เช่นนี้ผลักดันให้บุคลากรที่มีฝีมือเลือกไปสร้างอนาคตในต่างประเทศแทน

 

ภาพ: Basilio H. Sepe / Majority World / Universal Images Group via Getty Images

อ้างอิง:

The post ฟิลิปปินส์ แหล่งผลิตพยาบาลของโลก กับปัญหา ‘สมองไหล’ ที่แก้ไม่ตก เพราะอยู่ในบ้านเกิดต้องทำงานหนักแต่เงินน้อย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เยอรมนีสู้ศึกชิปขาดแคลน ดึง Intel สร้างโรงงานผลิตชิปในประเทศมูลค่ากว่า 3.3 หมื่นล้านดอลลาร์ รัฐบาลช่วยสมทบ 1 ใน 3 https://thestandard.co/germany-invite-intel-build-semiconductor-factory/ Wed, 21 Jun 2023 02:47:06 +0000 https://thestandard.co/?p=805991 Intel

Intel และรัฐบาลเยอรมนี ร่วมลงนามในข้อตกลงที่จะสร้างโรงง […]

The post เยอรมนีสู้ศึกชิปขาดแคลน ดึง Intel สร้างโรงงานผลิตชิปในประเทศมูลค่ากว่า 3.3 หมื่นล้านดอลลาร์ รัฐบาลช่วยสมทบ 1 ใน 3 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Intel

Intel และรัฐบาลเยอรมนี ร่วมลงนามในข้อตกลงที่จะสร้างโรงงานผลิตชิปในเมือง Magdeburg ทางตะวันออกของประเทศเยอรมนี มูลค่ามากกว่า 3.28 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยที่รัฐบาลเยอรมันพร้อมสมทบทุน 1 ใน 3 ของเงินลงทุนทั้งหมด หรือราว 9,900 ล้านยูโร 

 

รายงานระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่นายกรัฐมนตรี Olaf Scholz ของเยอรมนี ได้พบกับ Pat Gelsinger ซีอีโอของ Intel ในกรุงเบอร์ลิน เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (19 มิถุนายน)

 

ขณะนี้ Intel ได้ซื้อที่ดินสำหรับโรงงานเซมิคอนดักเตอร์ 2 แห่งในเมือง Magdeburg เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายนที่มา พร้อมคาดการณ์ว่าโรงงานจะสามารถเริ่มการผลิตได้ในอีก 4-5 ปีข้างหน้า 

 

Robert Habeck รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ และรองนายกรัฐมนตรีของเยอรมนี กล่าวว่า การลงทุนในเยอรมนีหมายถึงการขยายกำลังการผลิตของ Intel ในยุโรปอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดที่บริษัทต่างชาติเคยทำในเยอรมนี

 

กระนั้น แผนการร่วมลงทุนดังกล่าวจะต้องได้รับการอนุมัติจากฝ่ายบริหารของสหภาพยุโรป เพื่อให้แน่ใจว่าข้อตกลงจะไม่ทำให้ Intel มีข้อได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรมเหนือคู่แข่ง

 

สำหรับโครงการ ‘Silicon Junction’ ในเมือง Magdeburg เป็นการเพิ่มแผนของ Intel สำหรับโรงงานประกอบและทดสอบใกล้กับ Wroclaw ประเทศโปแลนด์ และโรงงานชิปที่มีอยู่แล้วในไอร์แลนด์

 

ด้านนายกรัฐมนตรี Scholz ได้เน้นย้ำถึงความพยายามในการส่งเสริมการผลิตชิปในยุโรป ลดการพึ่งพาชิปนำเข้าและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกในประเทศเยอรมนี และหากแผนการลงทุนทั้งหมดที่กำลังพิจารณาได้รับการดำเนินการ เยอรมนีจะกลายเป็นหนึ่งในโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขนาดใหญ่ระดับโลก

 

อ้างอิง:

The post เยอรมนีสู้ศึกชิปขาดแคลน ดึง Intel สร้างโรงงานผลิตชิปในประเทศมูลค่ากว่า 3.3 หมื่นล้านดอลลาร์ รัฐบาลช่วยสมทบ 1 ใน 3 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เยอรมนีเตรียมออกวีซ่าให้ ‘ชาวอินเดีย’ ที่เก่งด้านไอทีเข้าประเทศได้สะดวกขึ้น ท่ามกลางปัญหาการขาดแคลนแรงงานฝีมือดี https://thestandard.co/germany-visas-for-it-savvy-indians/ Tue, 28 Feb 2023 08:16:44 +0000 https://thestandard.co/?p=756655

สำนักข่าว AP รายงานว่า โอลาฟ โชลซ์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี […]

The post เยอรมนีเตรียมออกวีซ่าให้ ‘ชาวอินเดีย’ ที่เก่งด้านไอทีเข้าประเทศได้สะดวกขึ้น ท่ามกลางปัญหาการขาดแคลนแรงงานฝีมือดี appeared first on THE STANDARD.

]]>

สำนักข่าว AP รายงานว่า โอลาฟ โชลซ์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี เผยแผนความร่วมมือกับรัฐบาลอินเดียในการออกวีซ่าเปิดทางให้บุคลากรชาวอินเดียที่มีทักษะความชำนาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) ให้เดินทางมาทำงานในเยอรมนีได้อย่างสะดวกง่ายดายขึ้น ท่ามกลางปัญหาการขาดแคลนแรงงานฝีมือดีของเยอรมนี 

 

ทั้งนี้ โชลซ์ย้ำว่าการปรับปรุงกรอบกฎหมายเพื่อให้เยอรมนีมีความน่าสนใจมากขึ้นสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์และผู้มีทักษะการพัฒนาด้านไอทีเป็นสิ่งสำคัญสำหรับรัฐบาลของตนในปีนี้ 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

คำกล่าวดังกล่าวมีขึ้นระหว่างที่นายกรัฐมนตรีเยอรมนีเดินทางเยือนเบงกาลูรู ศูนย์กลางเทคโนโลยีขั้นสูงของอินเดีย ภายหลังพบปะกับนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดีของอินเดีย เพื่อหารือเกี่ยวกับผลกระทบจากสงครามในยูเครน

 

นายกรัฐมนตรีเยอรมนียังกล่าวอีกว่า นอกเหนือจากการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัยแล้ว เยอรมนียังต้องมีการปรับปรุงกระบวนการของระบบราชการทั้งหมดให้ทันสมัยด้วยเช่นกัน

 

ขณะเดียวกันโชลซ์ยังให้กำลังใจคนงานที่จะเดินทางมาทำงานที่เยอรมนี แต่พูดภาษาเยอรมันไม่ได้ว่า ไม่ควรปล่อยให้ภาษากลายเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงโอกาส โดยคนที่จะเดินทางทำงานในเยอรมนีต้องสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ระดับดีก่อนแล้วค่อยมาเรียนภาษาเยอรมันในภายหลังได้ 

 

อ้างอิง: 

The post เยอรมนีเตรียมออกวีซ่าให้ ‘ชาวอินเดีย’ ที่เก่งด้านไอทีเข้าประเทศได้สะดวกขึ้น ท่ามกลางปัญหาการขาดแคลนแรงงานฝีมือดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เยอรมนีเผย เตรียมส่งรถถัง Leopard ล็อตแรกให้ยูเครนเร็วๆ นี้ https://thestandard.co/germany-deliver-leopard-tanks-to-ukraine-soon/ Sat, 18 Feb 2023 08:54:49 +0000 https://thestandard.co/?p=752215

โอลาฟ ชอลซ์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี เปิดเผยว่า เยอรมนีจะสาม […]

The post เยอรมนีเผย เตรียมส่งรถถัง Leopard ล็อตแรกให้ยูเครนเร็วๆ นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

โอลาฟ ชอลซ์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี เปิดเผยว่า เยอรมนีจะสามารถจัดส่งรถถัง Leopard ล็อตแรกให้กับยูเครนได้ในเร็วๆ นี้

 

ผู้นำเยอรมนีเปิดเผยข่าวดังกล่าวในขณะที่เข้าร่วมการประชุมความมั่นคงมิวนิก (Munich Security Conference) ซึ่งมีขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนที่สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนจะครบรอบ 1 ปีในวันที่ 24 กุมภาพันธ์นี้ 

 

การประชุมครั้งนี้ได้รวบรวมผู้นำ เจ้าหน้าที่ และนักการทูตระดับโลกเอาไว้มากมาย รวมถึง คามาลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และ แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ตลอดจนผู้นำจากยุโรปอีกเกือบ 30 ชีวิต

 

ชอลซ์กล่าวว่า “เป็นการฉลาดที่เราทุกฝ่ายจะเตรียมการรับมือกับสงครามที่กินระยะเวลายาวนาน” และแสดงออกให้ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินแห่งรัสเซียเห็นว่า เยอรมนีและชาติพันธมิตรจะไม่ทอดทิ้งยูเครน หลังจากในช่วงที่ผ่านมา ทางฝั่งของยูเครนได้เรียกร้องให้ชาติตะวันตกจัดส่งอาวุธหนักมาให้เป็นการเร่งด่วน รวมถึงรถถังที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ซึ่งอาจช่วยเสริมกำลังให้ยูเครนพลิกกลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบในสมรภูมิรบ และยึดเมืองที่สำคัญกลับคืนมาได้

 

โดยเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เยอรมนีประกาศตกลงที่จะจัดส่งรถถังให้กับยูเครน รวมถึงอนุญาตให้ชาติอื่นๆ สามารถส่งรถถัง Leopard 2 ให้กับยูเครนได้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากตามระเบียบแล้ว การส่งออกรถถังที่ผลิตในเยอรมนีไปยังประเทศที่สามโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเบอร์ลินนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย ชาติใดๆ ที่ลงนามเพื่อครอบครองอาวุธจากผู้ผลิตสัญชาติเยอรมันหรือคลังอาวุธของเยอรมนี จะต้องขอใบอนุญาตส่งออกไปยังประเทศที่สามอย่างถูกต้องจากรัฐบาลเสียก่อน

 

นอกจากนี้ ชอลซ์ยังได้พบปะกับ หวังอี้ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกิจการต่างประเทศแห่งคณะกรรมการกลางของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) นอกรอบการประชุมความมั่นคงมิวนิก โดยหวังอี้กล่าวในประเด็นยูเครนว่า ทั้งจีนและเยอรมนีต่างมีภาระความรับผิดชอบเดียวกัน นั่นคือการรักษาสันติภาพของโลกและรับมือกับความท้าทายระดับโลกต่างๆ โดยจีนสนับสนุนให้ยูเครนและรัสเซียเปิดการเจรจากันอย่างสันติ และเรียกร้องให้มีการหยุดยิงโดยเร็ว พร้อมแสดงความหวังว่าเยอรมนีจะเป็นชาติที่มีบทบาทสำคัญในการบรรเทาสถานการณ์ที่กำลังตึงเครียด

 

ด้านประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส กล่าวว่า ช่วงเวลาในอีก 1-2 สัปดาห์ข้างหน้าจะเป็นตัวตัดสินชะตาของสงคราม พร้อมระบุว่า ชาติพันธมิตรควรยกระดับความช่วยเหลือให้กับยูเครน เพื่อให้สามารถตอบโต้การโจมตีของรัสเซียได้ และนั่นจะทำให้ยูเครนมีอำนาจในการเจรจากับรัสเซียมากขึ้น

 

ภาพ: Sven Hoppe / picture alliance via Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post เยอรมนีเผย เตรียมส่งรถถัง Leopard ล็อตแรกให้ยูเครนเร็วๆ นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตากระแสกดดันเยอรมนีต่อวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน รอยร้าวที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งใน NATO https://thestandard.co/germany-russia-ukraine-crisis-nato/ Mon, 23 Jan 2023 10:38:23 +0000 https://thestandard.co/?p=740899

ขณะนี้สงครามรัสเซีย-ยูเครนดำเนินมานานเกือบ 1 ปีเต็ม และ […]

The post จับตากระแสกดดันเยอรมนีต่อวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน รอยร้าวที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งใน NATO appeared first on THE STANDARD.

]]>

ขณะนี้สงครามรัสเซีย-ยูเครนดำเนินมานานเกือบ 1 ปีเต็ม และดูเหมือนว่าบรรดาชาติในยุโรปจะสามารถก้าวข้ามสงครามพลังงานกับรัสเซียไปได้ หลังจากที่รัสเซียตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกด้วยการระงับส่งก๊าซธรรมชาติและเชื้อเพลิงไปยังยุโรป นับตั้งแต่ช่วงต้นฤดูหนาวที่ผ่านมา โดยหวังให้ประเทศเหล่านี้เผชิญกับภาวะขาดแคลนพลังงานในช่วงที่สภาพอากาศหนาวเย็นอย่างยากลำบาก

 

แต่อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เศรษฐกิจและการเมืองยุโรปมีเสถียรภาพและแข็งแรงมากเพียงพอที่จะรับมือกับมาตรการเชิงรุกของรัสเซีย คำถามสำคัญที่พวกเขากำลังเผชิญคือ พวกเขาต้องการให้ยูเครนชนะสงครามครั้งนี้หรือไม่ อย่างไร 

 

  • จุดยืนที่แตกต่างกันของเยอรมนีและพันธมิตร NATO

 

จากการตั้งคำถามที่ว่า เวลานี้ยุโรปกำลังพึ่งพาสหรัฐอเมริกาให้เป็นตัวหมากสำคัญในกระดานความมั่นคงของภูมิภาคยุโรปมากเกินไปหรือไม่ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นหากในวันหนึ่งสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นมหาอำนาจนอกภูมิภาค ตัดสินใจลดการสนับสนุนแก่ทางการยูเครนลง ในขณะที่การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 2024 อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทิศทางนโยบายไม่มากก็น้อย ความกังวลเหล่านี้สร้างแรงกดดันแก่บรรดาชาติยุโรป และผลักดันให้พวกเขาดำเนินมาตรการที่มีแนวโน้มรุนแรงและแข็งกร้าวมากยิ่งขึ้น 

 

จุดยืนที่แตกต่างกันของเยอรมนีและบรรดาชาติพันธมิตรในองค์การ NATO รวมถึงสหรัฐฯ ต่อกรณีการจัดหารถถังสัญชาติเยอรมนีอย่าง Leopard 2 ให้แก่กองทัพยูเครนนั้น สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่แตกต่างกันของบรรดาผู้นำชาติตะวันตกที่มีต่อการเดิมพัน และการประเมินความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในสงครามรัสเซีย-ยูเครนครั้งนี้

 

โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารมองว่า รถถัง Leopard 2 อาจไม่ได้มีความสำคัญต่อกองทัพยูเครนมากขนาดนั้น แต่รถถังเหล่านี้ได้กลายเป็น ‘สัญลักษณ์ทางการเมือง’ ที่จะชี้ให้เห็นว่ายุโรปยังเต็มใจสนับสนุนยูเครนมากเพียงพอที่จะทำให้ยูเครนชนะสงครามครั้งนี้หรือไม่

 

ทางการเยอรมนีพิจารณาประเด็นการส่งมอบอาวุธหนักให้แก่ยูเครนอย่างระมัดระวัง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเมืองภายในประเทศ และความกังวลใจว่าสิ่งนี้อาจยิ่งทำให้สงครามรัสเซีย-ยูเครนยกระดับและขยายขอบเขตยิ่งขึ้น จนอาจนำไปสู่การทำสงครามนิวเคลียร์ในท้ายที่สุด 

 

ท่าทีและจุดยืนดังกล่าวนี้เองทำให้เยอรมนีในฐานะประเทศพี่ใหญ่ในยุโรป เผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากบรรดาประเทศต่างๆ ในแถบยุโรปเหนือและยุโรปตะวันออก ที่รู้สึกว่าการส่งมอบความช่วยเหลือทางด้านการทหารแก่ยูเครนเป็นวาระเร่งด่วนอย่างมาก หลังจากที่รัสเซียและยูเครนต่างเตรียมพร้อมรับมือกับภาวะสงครามที่อาจรุนแรงขึ้น ภายหลังฤดูหนาวนี้ผ่านพ้น

 

  • ความกังวลใจที่เร่งเร้ากับเงื่อนไขของเยอรมนี

 

จากบรรดาความกังวลใจที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เป็นแรงขับสำคัญที่ทำให้หลายประเทศในยุโรปเร่งการส่งมอบความช่วยเหลือทางด้านการทหารให้แก่ยูเครนโดยเร็ว ขณะที่เยอรมนีกลับยื่นเงื่อนไข โดยจะส่งมอบรถถัง Leopard 2 ให้แก่กองทัพยูเครน ก็ต่อเมื่อทางการสหรัฐฯ ตัดสินใจส่งมอบรถถังประจัญบานหลักอย่างรถถัง Abrams ให้แก่ยูเครนเสียก่อน ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ฝรั่งเศสที่เปรียบเสมือนเป็นอีกหนึ่งเสาหลักของยุโรปไม่พอใจเป็นอย่างมาก พร้อมกับตั้งคำถามสำคัญว่า ถึงเวลาที่ยุโรปจำเป็นต้องทำอะไรบางอย่างมากกว่านี้ เพื่อความปลอดภัยของตนเองแล้วหรือไม่

 

ตลอดช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลหลายชาติในยุโรปต่างกังวลว่า พวกเขาจะสามารถรักษานโยบายสนับสนุนยูเครนและดำเนินมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียให้นานกว่านี้ได้หรือไม่ หลังจากที่สงครามพลังงานของรัสเซียมีแนวโน้มที่จะทำให้ยุโรปเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ และกระตุ้นให้เกิดกระแสต่อต้านในสังคมที่ประชาชนอาจต้องดิ้นรนจ่ายค่าพลังงานในอัตราที่สูงขึ้น

 

แต่อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่ากลยุทธ์ที่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซียหวังจะใช้ภาวะขาดแคลนพลังงานในช่วงฤดูหนาวเป็นเครื่องมือสร้างความบอบช้ำให้กับบรรดาชาติในยุโรปอาจไม่ได้ผลตามที่เขาคาดหวังไว้ หลังจากยุโรปสามารถหาแหล่งพลังงานทดแทนได้ ขณะที่ราคาเชื้อเพลิง โดยเฉพาะน้ำมันก็มีแนวโน้มปรับตัวลดลง และสภาพอากาศที่เคยหนาวเหน็บก็กำลังเข้าสู่ระดับที่ไม่รุนแรงอีกครั้ง ก่อนที่จะผ่านพ้นไปในที่สุด 

 

ทางด้าน แอนดรูว์ เคนนิงแฮม หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ยุโรปจาก Capital Economics ในกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ชี้ว่าเรารู้สึกประหลาดใจอย่างมากที่เศรษฐกิจ (ยุโรป) ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว อันเป็นผลมาจากสภาพอากาศที่เอื้อต่อความพยายามในการลดใช้พลังงาน และรัฐบาลต่างๆ ก็ทุ่มงบประมาณจำนวนมาก เพื่อปกป้องภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมจากค่าไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ควบคู่ไปกับการเร่งสร้างโครงสร้างขั้นพื้นฐานด้านพลังงานอย่างจริงจัง จึงมีโอกาสมากพอสมควรที่เราจะไม่เจอสถานการณ์ Price Shock อย่างที่เคยเกิดขึ้นในปี 2022

 

นอกจากนี้ภาวะเงินเฟ้อที่นำไปสู่การนัดหยุดงานและการประท้วงใหญ่ในหลายประเทศตะวันตก ไม่ได้นำไปสู่การเรียกร้องให้ยุติการสนับสนุนยูเครนของบรรดาสาธารณชนยุโรป โดยผลสำรวจล่าสุดของ Eurobarometer ที่สำรวจความคิดเห็นของพลเมืองยุโรปจำนวน 26,000 คนชี้ว่า พลเมืองยุโรปส่วนใหญ่ราว 3 ใน 4 ยังคงสนับสนุนนโยบายส่งมอบความช่วยเหลือด้านการเงินและการทหารแก่ยูเครน รวมถึงสนับสนุนนโยบายคว่ำบาตรต่อรัสเซีย มีเพียงชาติเล็กๆ ในยุโรปอย่างกรีซและสโลวาเกีย ที่ประชาชนส่วนใหญ่ต่อต้านการดำเนินนโยบายดังกล่าว แม้ในฮังการีที่ผู้นำอย่างนายกรัฐมนตรีวิกเตอร์ ออร์บาน พยายามขัดขวางการส่งมอบอาวุธหนักและมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย แต่ประชาชนส่วนใหญ่ในฮังการีก็สนับสนุนความพยายามของชาติในยุโรปที่จะช่วยเหลือยูเครนและคว่ำบาตรรัสเซีย 

 

ทางด้าน นาตาลี ทอคซี หัวหน้าสถาบันด้านการระหว่างประเทศในกรุงโรม อิตาลี ชี้ว่า บรรดารัฐบาลยุโรปส่วนใหญ่ไม่ได้รับเสียงทัดทานจากฝ่ายค้านในประเด็นนี้แต่อย่างใด พร้อมกับระบุว่า เสียงที่เคยสนับสนุนให้ยุโรปเจรจากับรัสเซียนั้นมีแนวโน้มลดลง หลังจากผู้คนมองเห็นว่า รัสเซียยังคงเดินหน้าทำสงครามในสมรภูมิยูเครนอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าปูตินอาจพยายามจะไล่ตามเป้าหมายที่จะคว้าชัยทางการทหาร มากกว่าที่จะหันมาผลักดันข้อตกลงสันติภาพ

 

ขณะที่ยูเครนได้ร้องขอความช่วยเหลือทางด้านการทหารจากบรรดาชาติพันธมิตรโดยเร็ว เนื่องจากความล่าช้าในการตัดสินใจ อาจหมายถึงความตายของผู้คนในประเทศนี้ พร้อมทั้งประกาศเตือนว่า สงครามในครั้งนี้อาจนองเลือดและยืดเยื้อมากยิ่งขึ้น เว้นเสียแต่ว่ากองกำลังยูเครนจะสามารถจัดการกับการรุกรานของรัสเซียได้อย่างเด็ดขาด

 

  • รอยร้าวครั้งใหม่ในยุโรปและ NATO

 

นายกรัฐมนตรีโอลาฟ โชลซ์ ของเยอรมนีได้เน้นย้ำว่า เป้าหมายคือการไม่ให้รัสเซียได้รับชัยชนะในสงครามครั้งนี้ สำคัญกว่าการสร้างหลักประกันว่า ยูเครนจะสามารถเอาชนะในสงครามนี้ได้ จุดยืนของเยอรมนีภายใต้การนำของโชลซ์ยิ่งทำให้ตัวเขาถูกโดดเดี่ยวจากบรรดาผู้นำชาติอื่นๆ ในยุโรป รวมถึงประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครงของฝรั่งเศส ที่เพิ่งประกาศสนับสนุนยูเครนให้คว้าชัยในสงครามรัสเซีย-ยูเครน 

 

การดำเนินมาตรการที่ระแวดระวังของโชลซ์ได้ปลุกกระแสความไม่ไว้วางใจที่มีต่อรัฐบาลเยอรมนีมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในหมู่ประเทศแถบยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก ซึ่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลยุโรปจำนวนไม่น้อยต่างตำหนิท่าทีที่ไม่แข็งกร้าวและเด็ดขาดของเยอรมนี ว่ามีส่วนสนับสนุนให้รัสเซียตัดสินใจรุกรานยูเครน โดยเฉพาะในสมัยของอดีตนายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เคิล ที่บริหารจัดการความเสี่ยงช่วงที่ยุโรปเผชิญหน้ากับวิกฤตยูโรใกล้ล่มสลาย เมื่อปี 2010-2012 ได้อย่างไม่เป็นที่น่าพอใจ ทั้งยังไม่สามารถป้องปรามการทำสงครามยึดครองและผนวกรวมแหลมไครเมียของรัสเซียเมื่อปี 2014 อีกด้วย

 

ความคับข้องใจดังกล่าวบดบังข้อเท็จจริงที่ว่า ที่ผ่านมาเยอรมนีเองก็เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักทางด้านการทหารของยูเครนในยุโรป เช่นเดียวกับสหราชอาณาจักร แม้สหรัฐฯ จะเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่สุดในช่วงเวลานี้ก็ตาม

 

โดยทางการเยอรมนีได้ให้เหตุผลหลายประการที่จะไม่ส่งมอบรถถัง Leopard 2 ให้แก่กองทัพยูเครน ตั้งแต่ข้อจำกัดเรื่องโลจิสติกส์ ความคิดเห็นของสาธารณชน รวมถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดสงครามนิวเคลียร์ขึ้น พร้อมกับเน้นย้ำว่า เยอรมนีจะส่งมอบรถถังเหล่านี้ให้กับยูเครนก็ต่อเมื่อสหรัฐฯ ส่งมอบรถถัง Abrams ให้แก่ยูเครนเสียก่อน ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ ชี้แจงว่า เงื่อนไขดังกล่าวนี้อาจไม่เป็นผลดีต่อยูเครน และสหรัฐฯ ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้

 

ท่าทีที่นิ่งเฉยของเยอรมนีต่อแรงรบเร้าของบรรดาชาติในยุโรป ซึ่งจำนวนไม่น้อยล้วนแล้วแต่เป็นสมาชิก NATO เช่นเดียวกับเยอรมนี อาจยิ่งทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจ และเกิดรอยร้าวครั้งใหม่ในยุโรปและในองค์การ NATO ขึ้นได้ ท้ายที่สุดยุโรปจะก้าวข้ามภาวะติดหล่ม และบริหารจัดการความเสี่ยงของสงครามรัสเซีย-ยูเครนครั้งนี้อย่างไร ต้องติดตาม

 

ภาพ: Gabriel Bouys / AFP

อ้างอิง:

The post จับตากระแสกดดันเยอรมนีต่อวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน รอยร้าวที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งใน NATO appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำเยอรมนีได้อะไรจากการเยือนจีน https://thestandard.co/olaf-scholz-china-visit/ Fri, 11 Nov 2022 09:52:00 +0000 https://thestandard.co/?p=707923 Olaf Scholz

การที่ โอลาฟ โชลซ์ นายกรัฐมนตรีของเยอรมนี ซึ่งเป็นประเท […]

The post ผู้นำเยอรมนีได้อะไรจากการเยือนจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Olaf Scholz

การที่ โอลาฟ โชลซ์ นายกรัฐมนตรีของเยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 1 ของสหภาพยุโรป และเป็นหนึ่งในกลุ่ม G7 ตัดสินใจเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งของจีนอย่างเป็นทางการเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจากบริษัทองค์กรธุรกิจเยอรมนี ทำให้หลายฝ่ายจับตามองและวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น 

 

แม้เป็นทริประยะเวลาสั้นๆ เพียง 12 ชั่วโมง แต่อาจกล่าวได้ว่าส่งผลอย่างมากต่อทั้งเยอรมนี จีน และสหภาพยุโรป ท่ามกลางคำถามจากทั้งในและนอกเยอรมนีว่า อะไรคือเหตุผลที่แท้จริงของการเดินทางไปจีน และเยอรมนีรวมถึงกลุ่มประเทศ EU จะได้อะไรจากการเยือนจีนในครั้งนี้ 

 

ในเยอรมนีมีเสียงต่อต้านไม่น้อย เพราะเวลานี้เยอรมนีและ EU กำลังหาทางลดการพึ่งพาจีนที่มากเกินไปในแง่ของเศรษฐกิจ เนื่องจากไม่อยากเจอปัญหาซ้ำรอยการขาดแคลนซัพพลายพลังงาน เฉกเช่นเดียวกับที่เผชิญปัญหานี้จากรัสเซีย หลังยุโรปพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียเป็นหลัก และเมื่อเกิดวิกฤตความขัดแย้งยูเครน-รัสเซียขึ้น ก็ส่งผลให้การจ่ายก๊าซจากรัสเซียหยุดชะงักด้วยเหตุผลทางการเมือง 

 

ที่สำคัญคือ โชลซ์เคยสัญญาก่อนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเยอรมนีว่า จะปรับแก้นโยบายในการพึ่งพาจีน แต่กลับกลายเป็นว่าเขาเริ่มออกห่างจากเป้าหมายที่เคยสัญญาเอาไว้ มิหนำซ้ำรัฐบาลของโชลซ์ยังอนุมัติให้บริษัท COSCO (China Ocean Shipping Group Corporation) บริษัทขนส่งสินค้าของรัฐบาลจีน เข้าซื้อหุ้น 24.9% ของท่าเรือบรรทุกสินค้า 1 ใน 3 แห่งของท่าเรือฮัมบูรก์ ซึ่งเป็นท่าเรือสำคัญของเยอรมนี ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์และความวิตกกังวลอย่างมาก ด้วยเกรงว่าจีนจะมีอิทธิพลเหนือเยอรมนีมากยิ่งขึ้น เพราะการอนุญาตให้บริษัทจีนเข้ามาถือครองหุ้นโครงสร้างพื้นฐานในประเทศและเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและการค้า ดูจะขัดแย้งกับนโยบายลดการพึ่งพาจีนอย่างสิ้นเชิง

 

ทำไมโชลซ์ตัดสินใจเยือนจีนโดยไม่สนเสียงทัดทาน แม้อาจเป็นชนวนสั่นคลอนเก้าอี้ของเขาได้?

 

แค่เรื่องของ ‘ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การค้า และตลาดจีน’ เท่านั้นหรือไม่?

 

สานสัมพันธ์เพื่อเศรษฐกิจและการค้า เป็นหนึ่งในเหตุผลและเป้าหมายพื้นฐานอย่างชัดแจ้ง

ย้อนไปเมื่อสมัยผู้นำหญิงแห่งเยอรมนีอย่าง อังเกลา แมร์เคิล ก็เคยเดินทางไปเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ด้วยจุดมุ่งหมายสานสัมพันธ์กับจีน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยการค้า 

 

แน่นอนว่าการเดินทางเยือนของโชลซ์ พร้อมกับคณะนักธุรกิจเยอรมันจากบริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น BioNTech, Volkswagen, BMW และ Deutsche Bank ย่อมสะท้อนว่า มีประเด็นของเศรษฐกิจและการค้าเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ต่างจากครั้งการเยือนของแมร์เคิล โดยโชลซ์น่าจะใช้การเยือนจีนนี้ช่วยสานสัมพันธ์และเจรจาทางการค้าและเศรษฐกิจกับจีน ด้วยเศรษฐกิจของเยอรมนีและยุโรปตอนนี้ชะลอตัวลงจากกรณีการระบาดของโควิด และยิ่งบอบช้ำหนักจากวิกฤตยูเครน-รัสเซีย (ไม่ใช่แค่เยอรมนีและยุโรปเท่านั้น ทั่วโลกต่างเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ ไม่เว้นแม้แต่สหรัฐอเมริกาและจีน) 

 

สำหรับเยอรมนีแล้ว จีนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งมานานแล้ว ซึ่งถ้าจีนแย่ เยอรมนีก็แย่ตามไปด้วย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ พอเศรษฐกิจจีนชะงักจากโควิด เยอรมนีก็ได้รับผลกระทบไปด้วย ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่หลายฝ่ายต้องการให้โชลซ์รีบแก้ไขนโยบายที่พึ่งพาจีนมากเกินไป

 

อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์สามารถมองได้ว่า การที่โชลซ์ยังคงเดินหน้าเข้าหาจีนเป็นเพราะมองว่าตลาดจีนยังมีศักยภาพ เพราะรัฐบาลจีนยังอยู่ในเส้นทางปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับการบริโภคภายในประเทศ เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนหลักในอนาคต 

 

แม้เศรษฐกิจจีนอาจชะลอตัวไปบ้าง แต่ก็ยังเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ซึ่งสร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วทุกภูมิภาค รวมถึงเยอรมนีเอง โดยจีนพยายามพัฒนาเศรษฐกิจของตนเองแบบ ‘เศรษฐกิจวงจรคู่’ เน้นที่การพัฒนาตลาดและเศรษฐกิจภายในประเทศให้แข็งแกร่ง ลดการพึ่งพาการส่งออก เนื่องจากดีมานด์ลดลงอย่างมากในช่วงที่เกิดการระบาดของโควิดและสงครามการค้าจีน-อเมริกา 

 

หากพิจารณาถึงโอกาสทางการค้า จีนพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศ ไม่ใช่สร้างผลดีต่อจีนเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำหรับการลงทุนจากต่างประเทศในจีน จีนยังคงเปิดรับเม็ดเงินจากธุรกิจข้ามชาติ โดยเยอรมนีเข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง และเคมีภัณฑ์เป็นหลัก โชลซ์พากลุ่มนักธุรกิจสำคัญของเยอรมนีเข้าไป แม้เป็นธุรกิจที่ไม่ได้เจาะจงเซ็กเตอร์ใดเป็นพิเศษ แต่ก็นับว่าเป็นการส่งสารถึงจีนว่า “เยอรมนียังต้องการทำการค้าและร่วมมือทางเศรษฐกิจกับจีน” 

 

การเดินทางครั้งนี้ของโชลซ์ทำให้เกิดข้อตกลงทางการค้าที่เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจเยอรมนี อย่างดีลวัคซีนโควิดของ BioNTech ที่รอคอยมานานว่าจะเป็นเช่นไรนั้น โชลซ์เผยหลังการคุยกับผู้นำจีนว่า วัคซีนของ BioNTech จะได้รับอนุมัติให้ใช้สำหรับชาวต่างชาติในจีนได้ และอีกหนึ่งดีลใหญ่คือ ภาคธุรกิจการบินในจีนได้สั่งซื้อเครื่องบิน 140 ลำ มูลค่า 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐจาก Airbus

 

หยั่งเชิงท่าทีการเมืองระหว่างประเทศของผู้นำจีน หลังเปลี่ยนคณะผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดใหม่ 

การเดินทางเยือนจีนของโชลซ์อาจไม่ใช่ด้วยเหตุผลแค่เรื่องเศรษฐกิจและการค้าเท่านั้น แต่เป็นการเข้าไปสังเกตการณ์และหาคำตอบให้กับตนเอง ก่อนจะพิจารณานโยบายต่างๆ ที่มีต่อคู่ค้ารายใหญ่อย่างจีนว่าควรเป็นไปในแนวทางใด หลังจีนเพิ่งแสดงจุดยืนด้านนโยบายภายใต้การนำของผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์สมัยที่ 3 ว่าจะเปิดรับความร่วมมือกับต่างประเทศมากขึ้น

 

ด้วยเหตุนี้จึงเป็นโอกาสเหมาะที่ผู้นำเยอรมนีจะรีบไปเยือน เพื่อดูท่าทีของผู้นำจีนว่าเปิดกว้างเพียงใด ซึ่งจะนำไปสู่การต่อรองผลประโยชน์ของเยอรมนีเอง ตามคำกล่าวของโซลช์ที่ว่า “หากจีนเปลี่ยนไป แนวปฏิบัติของเราที่มีต่อจีนก็ต้องเปลี่ยนตามไปด้วย”

 

จากข้างต้นจึงมองได้ว่า การไปเยือนปักกิ่งของโชลซ์อาจมีประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างประเทศด้วย

 

โชลซ์และทีมคงทำการบ้านมาค่อนข้างดี มองลึกลงไปถึงจุดประสงค์ทางการค้าที่จีนมักจะดีลกับประเทศอื่น ไม่ใช่แค่เรื่องการค้าและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่จีนมักใช้การสานสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าเชื่อมโยงไปถึงความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างประเทศ 

 

ข้อนี้ได้รับการยืนยันจากบางส่วนของการสนทนาระหว่าง หลี่เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน และโชลซ์ ณ กรุงปักกิ่ง โดยนายกฯ หลี่ กล่าวชัดว่า “พื้นฐานความสัมพันธ์ของความร่วมมือทวิภาคีของสองประเทศคือการค้าและเศรษฐกิจ” 

 

การเดินทางไปเยือนจีนครั้งนี้ของผู้นำเยอรมนีจึงหวังผลความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างประเทศด้วยผ่านฉากหน้าคือการค้า เพื่อเป็นใบเบิกทางให้มีการพูดคุยและต่อรองกัน

 

ต้องการดูท่าทีของจีนในวิกฤตยูเครน-รัสเซีย

เยอรมนีและ EU ประกาศคว่ำบาตรรัสเซียกรณีส่งทหารบุกยูเครนเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ โดยจีนเป็นประเทศที่แสดงจุดยืนคัดค้านการใช้มาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย (ไม่ใช่แค่รัสเซีย แต่จีนเน้นจุดยืนมาโดยตลอดว่าการใช้มาตรการคว่ำบาตรเป็นการกระทำแบบแบ่งฝักฝ่ายที่มีแต่ผลเสีย) โดยจีนเน้นเรื่องนี้มาเป็นหนึ่งในประเด็นต่อต้านอเมริกา เนื่องจากจีนเองก็เผชิญกับมาตรการนี้จากอเมริกาอยู่ไม่น้อย เช่น เรื่องการค้าและเทคโนโลยีขั้นสูง

 

นอกจากนี้ในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีการลงมติประณามรัสเซียกรณีผนวกดินแดนของยูเครนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของตน ซึ่งจีนก็เป็นหนึ่งในประเทศที่งดออกเสียง (ไทยก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย) 

 

ท่าทีของจีนทำให้สหรัฐฯ และพันธมิตร รวมถึง EU มองว่า จีนเป็นฝ่ายสนับสนุนรัสเซียหรือไม่? แม้จีนจะยืนยันบนเวทีโลกเสมอมาว่า จีนสนับสนุนการแก้ปัญหายูเครน-รัสเซียด้วยสันติวิธีผ่านการเจรจา แต่หลายประเทศก็ยังคงคลางแคลงใจจีน

 

โชลซ์เองก็อาจสงสัยในจุดยืนของจีนต่อวิกฤตยูเครน-รัสเซีย ดังนั้นการเดินทางไปจีนจึงเพื่อ ‘หยั่งเชิง’ ท่าทีของจีนในเรื่องนี้ด้วย

 

อาจกล่าวได้ว่า โชลซ์ประสบความสำเร็จในเป้าหมายข้อนี้ทีเดียว 

 

การสนทนาระหว่างโชลซ์และประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ที่มหาศาลาประชาคม กรุงปักกิ่ง มีประเด็น ‘การใช้อาวุธนิวเคลียร์’ เป็นหนึ่งในหัวข้อสนทนาสำคัญของผู้นำทั้งสอง และจากการเผยแพร่ผ่านสื่อของทางการจีนที่นำเสนอไปต่างประเทศ ก็ได้ยกประเด็นนี้เป็น Key Message สำคัญ ซึ่งสามารถพิจารณาได้ว่า จีนต้องการย้ำจุดยืนและลดแรงเสียดทาน รวมถึงลดความคลางแคลงใจของต่างประเทศ เพื่อให้นโยบายการร่วมมือกับโลกของจีนเป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งเยอรมนีกับ EU คือด่านสำคัญที่ต้องผ่านให้ได้ 

 

สีจิ้นผิง ยืนยันกับโชลซ์ระหว่างพบปะกันต่อหน้า มีใจความสำคัญว่า “ขอเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศสนับสนุนการยุติวิกฤตยูเครนด้วยสันติวิธี และขอต่อต้านการคุกคามหรือใช้อาวุธนิวเคลียร์ โดยจีนไม่สนับสนุนการทำสงครามนิวเคลียร์ และขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันป้องกันวิกฤตนิวเคลียร์ในยูเรเชีย” 

 

แม้ สีจิ้นผิง จะไม่ได้เอ่ยชื่อรัสเซียออกมาตรงๆ แต่จากคำขู่ของรัสเซียที่เคยเตือนถึงการใช้อาวุธทำลายล้างหลายชนิด รวมถึงอาวุธนิวเคลียร์ในสงครามยูเครน-รัสเซียนั้นก็อาจตีความได้ว่า จีนกำลังส่งสารไปยังประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียด้วย

 

อย่างไรก็ตาม สีจิ้นผิง ไม่ได้แสดงท่าทีในหลายประเด็นที่ EU กังวล เช่น การขอให้รัสเซียถอนทัพจากยูเครน และการที่ปูตินไม่ยอมเปิดทางให้ยูเครนส่งออกธัญพืช 

 

เจรจาในประเด็นที่ EU และนานาประเทศสงสัยในจีน 

ข้อนี้นับว่าเป็นประโยชน์ของจีนที่จะแสดงจุดยืนและตอบข้อสงสัยของโลกผ่านทางเยอรมนีด้วย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนในซินเจียงอุยกูร์ ประเด็นโลกร้อน และขาดไม่ได้คือประเด็นไต้หวัน ซึ่งมีการพูดคุยในประเด็นเหล่านี้ระหว่างโชลซ์และผู้นำจีนด้วย โดยโชลซ์เปรียบเหมือนตัวแทนของโลกในการเข้าไปเจรจาและดูท่าทีของจีนต่อประเด็นต่างๆ เหล่านี้

 

ทริปเยือนจีน 12 ชั่วโมงของโชลซ์จบลงไปแล้ว ทีนี้ก็ต้องรอดูต่อไปว่า โชลซ์จะจัดการกับปัญหาที่บ้านอย่างไร รวมถึงไขข้อแคลงใจของ EU ที่มีต่อตัวโชลซ์ และที่น่าสนใจอีกเรื่องคือนโยบายของเยอรมนีที่มีต่อจีนหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร 

 

ภาพ: Kay Nietfeld / POOL / AFP

อ้างอิง:

The post ผู้นำเยอรมนีได้อะไรจากการเยือนจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา โอลาฟ โชลซ์ เดินทางพบ สีจิ้นผิง ส่งสัญญาณเยอรมนีหันพึ่งพาจีนหรือไม่ https://thestandard.co/olaf-scholz-xi-jinping-beijing/ Fri, 04 Nov 2022 05:46:28 +0000 https://thestandard.co/?p=704270

โอลาฟ โชลซ์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี เดินทางเข้าพบประธานาธิบ […]

The post จับตา โอลาฟ โชลซ์ เดินทางพบ สีจิ้นผิง ส่งสัญญาณเยอรมนีหันพึ่งพาจีนหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

โอลาฟ โชลซ์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี เดินทางเข้าพบประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนในวันนี้ (4 พฤศจิกายน) ซึ่งถือเป็นผู้นำจากกลุ่ม G7 คนแรกที่เดินทางเยือนปักกิ่ง นับตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด อย่างไรก็ตาม ทริปการเดินทางเยือนครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในเยอรมนี รวมถึงประเทศอื่นๆ ในยุโรปด้วย

 

โดยเมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคมรัฐบาลเยอรมนีได้อนุมัติให้บริษัท คอสโก (Cosco) ของจีน เข้าซื้อหุ้น 24.9% ของท่าเทียบเรือบรรทุกสินค้า 1 ใน 3 แห่งของท่าเรือฮัมบวร์ค (Hamburg) ซึ่งเรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากทั้งภาคการเมืองของเยอรมนีเอง และพันธมิตรต่างชาติรวมถึงสหรัฐอเมริกา เนื่องจากข้อตกลงดังกล่าวจะทำให้จีนมีอิทธิพลอย่างมากต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเยอรมนี 

 

แม้จะเผชิญกับแรงต้านอย่างหนัก แต่ผู้นำเยอรมนียังคงเดินหน้าผลักดันดีลดังกล่าว ทำให้หลายฝ่ายอดสงสัยไม่ได้ว่า ข้อตกลงที่เกิดขึ้นอาจเป็นเสมือน ‘ของขวัญ’ ให้กับสีจิ้นผิง ก่อนที่โชลซ์จะปรากฏตัวในจีน โดยเขาได้ตัดสินใจนำคณะผู้บริหารธุรกิจชาวเยอรมันไปร่วมในทริปการเดินทางครั้งนี้ด้วย ซึ่งเหมือนกับแนวปฏิบัติในยุคของอดีตผู้นำหญิง อังเกลา แมร์เคิล ที่เน้น ‘สร้างความเปลี่ยนแปลงด้วยการค้า’ โดยเชื่อว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจอาจส่งอิทธิพลไปถึงความสัมพันธ์ทางการเมืองกับประเทศต่างๆ อย่างจีนและรัสเซีย ซึ่งการเดินทางเยือนของโชลซ์ได้ตอกย้ำว่า เขาต้องการที่จะแสวงหาความร่วมมือทางเศรษฐกิจต่อจีนมากขึ้นอีกระดับ

 

การเดินทางเยือนของโชลซ์โดนกระแสวิจารณ์จากพรรคร่วมรัฐบาลอย่างมาก โดยเฉพาะพรรคกรีน ซึ่งเมื่อไม่กี่วันก่อน อันนาเลนา แบร์บ็อก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจากพรรคกรีน ได้กล่าวเตือนผู้นำเยอรมนีอย่างเปิดเผยว่า ที่เขาขึ้นเป็นผู้นำรัฐบาลได้ ส่วนหนึ่งก็เพราะเคยสัญญาว่าจะปรับแก้นโยบายที่มีต่อจีนใหม่ โดยพรรคกรีนนั้นได้สนับสนุนให้ใช้แนวทางเข้มงวดต่อจีนมากขึ้นมานานแล้ว

 

ส่วน เฟลิกซ์ บานาซสาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคกรีน ก็ได้กล่าวเตือนว่า เยอรมนีควรเรียนรู้จากบทเรียนในอดีต อย่างเช่นการพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียมากเกินไป โดยระบุว่า “เราต้องทำให้เยอรมนีเป็นอิสระจากแต่ละประเทศให้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากประเทศเหล่านี้เป็นรัฐที่ไม่ได้ยึดถือค่านิยมเดียวกันกับเรา”

 

แต่ถึงเช่นนั้นก็ไม่สามารถตัดทิ้งความเป็นจริงที่ว่า จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของเยอรมนี (แม้ตัวเลขการนำเข้าของเยอรมนีจะมากกว่าการส่งออกก็ตาม) โดยตำแหน่งงานกว่า 1 ล้านตำแหน่งในเยอรมนีนั้นเดิมพันอยู่กับความสัมพันธ์ที่มีต่อจีน ยกตัวอย่างเช่น Daimler ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ มียอดขายรถยนต์กว่า 1 ใน 3 ที่มาจากตลาดจีน ขณะในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ธุรกิจสัญชาติเยอรมันก็เพิ่มการลงทุนในจีนมากกว่าที่เคยเป็นมา โดยบริษัทเคมีภัณฑ์ BASF เพิ่งเปิดโรงงานแห่งใหม่ทางตอนใต้ของจีน และคาดว่าจะลงทุน 1 หมื่นล้านยูโร (9.9 พันล้านดอลลาร์) ในจีนภายในสิ้นทศวรรษนี้

 

ก่อนหน้าการเดินทางเยือน ประธานสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งเยอรมนีชี้ว่า เยอรมนีพึ่งพาวัตถุดิบจากจีนอย่างมาก และเตือนว่า Decoupling หรือการแยกเศรษฐกิจหรือห่วงโซ่การผลิตออกจากอีกประเทศหนึ่งอย่างสิ้นเชิง เพื่อลดการพึ่งพาประเทศนั้นๆ อาจกลายเป็นความผิดพลาดทั้งทางเศรษฐกิจและภูมิศาสตร์ก็เป็นได้

 

ขณะที่ประธานสมาคมธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมกล่าวว่า “คำแนะนำคือ อย่าทุบเครื่องลายครามจีนในขณะนี้”

 

ทั้งนี้ การเดินทางเยือนปักกิ่งของผู้นำเยอรมนีมีกำหนดระยะเวลาเพียงไม่ถึง 12 ชั่วโมง โดยโชลซ์กล่าวก่อนออกเดินทางว่า ทริปการเยือนครั้งนี้มีขึ้นเพราะเขาต้องการแสวงหาความร่วมมือในด้านต่างๆ ที่เป็นไปได้กับจีน เนื่องจาก “โลกต้องการจีน” เพื่อต่อสู้กับโรคระบาดและปัญหาโลกรวน

 

“หากจีนเปลี่ยนไปแล้ว แนวปฏิบัติของเราที่มีต่อจีนก็ต้องเปลี่ยนตาม” โชลซ์กล่าว

 

ภาพ: Kay Nietfeld/picture alliance via Getty Images

อ้างอิง:

The post จับตา โอลาฟ โชลซ์ เดินทางพบ สีจิ้นผิง ส่งสัญญาณเยอรมนีหันพึ่งพาจีนหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ เยอรมนี ต้อนรับผู้นำ G7 ร่วมประชุมสุดยอด ในวาระการประชุมเกี่ยวกับสงครามรัสเซีย-ยูเครน และผลสืบเนื่อง https://thestandard.co/german-answered-g7-leader-to-join-meeting/ Sun, 26 Jun 2022 12:35:12 +0000 https://thestandard.co/?p=646731 Olaf Scholz

วันนี้ (26 มิถุนายน) โอลาฟ ชอลซ์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ต้ […]

The post นายกฯ เยอรมนี ต้อนรับผู้นำ G7 ร่วมประชุมสุดยอด ในวาระการประชุมเกี่ยวกับสงครามรัสเซีย-ยูเครน และผลสืบเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Olaf Scholz

วันนี้ (26 มิถุนายน) โอลาฟ ชอลซ์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ต้อนรับผู้นำกลุ่มประเทศ G7 สู่การประชุมสุดยอดเป็นเวลา 3 วัน สำนักข่าว Reuters ระบุว่า การประชุมนี้ถูกบดบังด้วยสงครามในยูเครนและผลที่ตามมามากมาย ตั้งแต่การขาดแคลนพลังงานไปจนถึงวิกฤตอาหาร โดยองค์การสหประชาชาติเตือนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ถึงวิกฤตความหิวโหยทั่วโลกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

 

ขณะที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, การที่จีนแสดงออกอย่างแข็งขันมากขึ้น ตลอดจนการเพิ่มขึ้นของอำนาจนิยม ก็ถูกกำหนดให้อยู่ในวาระการประชุมด้วยเช่นกัน

 

ผู้นำ G7 ถูกคาดว่าจะพยายามแสดงแนวร่วมในการสนับสนุนยูเครนให้นานตราบเท่าที่จำเป็น และเพิ่มความกดดันต่อรัสเซีย แม้ว่าพวกเขาจะต้องการหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตรที่อาจกระตุ้นภาวะเงินเฟ้อ และทำให้วิกฤตค่าครองชีพที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนของพวกเขาเองนั้นรุนแรงขึ้นก็ตาม

 

แหล่งข่าวระบุกับ Reuters ว่า หุ้นส่วนในกลุ่ม G7 พร้อมที่จะตกลงห้ามการนำเข้าทองคำจากรัสเซีย และแหล่งข่าวของรัฐบาลเยอรมนีกล่าวในภายหลังว่า บรรดาผู้นำกำลังมีการสนทนาที่สร้างสรรค์เกี่ยวกับเพดานราคาที่เป็นไปได้สำหรับการนำเข้าน้ำมันรัสเซีย

 

นอกจากนี้คาดว่าผู้นำ G7 ยังจะหารือเกี่ยวกับทางเลือกในการจัดการกับราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นและการแทนที่การนำเข้าน้ำมันและก๊าซของรัสเซีย และนี่ก็จะเป็นโอกาสที่ โอลาฟ ชอลซ์ นายกฯ เยอรมนี จะใช้ประโยชน์จากการเป็นเจ้าภาพ โดยแสดงความเป็นผู้นำที่แสดงออกมากขึ้นในวิกฤตยูเครน

 

ชอลซ์ได้ให้คำมั่นว่า จะปฏิวัตินโยบายการต่างประเทศและการป้องกันประเทศของเยอรมนีหลังการรุกรานของรัสเซียในเดือนกุมภาพันธ์ โดยให้คำมั่นว่าจะสนับสนุนกองทัพด้วยกองทุน 1 แสนล้านยูโร และส่งอาวุธไปยังยูเครน แต่นักวิจารณ์กล่าวหาว่า เขาจงใจถ่วงเวลาและส่งสารอันหลากหลาย จากการเตือนว่า  รัสเซียอาจมองว่า NATO เป็นฝักฝ่ายในสงคราม และเน้นย้ำถึงความเสี่ยงของสงครามนิวเคลียร์

 

การประชุมผู้นำ G7 ในครั้งนี้เกิดขึ้นที่รีสอร์ตชลอสส์เอลมาว เชิงเขาซุกสปิตเซที่สูงที่สุดของเยอรมนี ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกับที่เคยถูกใช้เมื่อครั้งเยอรมนีเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกลุ่ม G7 ครั้งล่าสุดเมื่อปี 2015 และในปีนี้ชอลซ์ได้เชิญประเทศหุ้นส่วนอย่างเซเนกัล ในฐานะประธานสหภาพแอฟริกา, อาร์เจนตินา ที่เป็นผู้นำประชาคมลาตินอเมริกาและแคริบเบียน (Community of Latin American and Caribbean States: CELAC), อินโดนีเซียและอินเดีย ในฐานะเจ้าภาพการประชุม G20 ในครั้งนี้และครั้งหน้า ตลอดจนแอฟริกาใต้ด้วย

 

“การประชุมต้องไม่เพียงส่งข้อความว่า NATO และ G7 กำลังสามัคคีกันมากกว่าที่เคยเท่านั้น แต่ยังต้องให้ประเทศประชาธิปไตยของโลกยืนหยัดร่วมกันต่อต้านลัทธิจักรวรรดินิยมของปูติน เช่นเดียวกับที่พวกเขาทำในการต่อสู้กับความหิวโหยและความยากจน” ชอลซ์ระบุกับรัฐสภาเยอรมนีในสัปดาห์นี้

 

เจ้าหน้าที่ของสหภาพยุโรปรายหนึ่งยังระบุว่า กลุ่ม G7 จะพยายามทำความเข้าใจกับประเทศหุ้นส่วนว่า การเพิ่มขึ้นของราคาอาหารที่ส่งผลกระทบต่อพวกเขาเป็นผลจากปฏิกิริยาของรัสเซีย และไม่มีการคว่ำบาตรที่มุ่งเป้าไปที่อาหาร นอกจากนี้การมองว่าสงครามยูเครนเป็นเรื่องท้องถิ่น ก็เป็นความผิดพลาดเช่นกัน

 

G7 ก่อตั้งขึ้นในปี 1975 เพื่อเป็นเวทีสำหรับชาติที่ร่ำรวยที่สุด เพื่อหารือเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ต่างๆ เช่น การห้ามส่งออกน้ำมันของกลุ่ม OPEC และกลายมาเป็น G8 หลังรัสเซียเข้าเป็นสมาชิกหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตได้ 6 ปี แต่สมาชิกภาพของรัสเซียก็ถูกระงับในปี 2014 หลังรัสเซียผนวกดินแดนไครเมียจากยูเครน

 

ล่าสุดมีรายงานว่า ชาติสมาชิก G7 จะมีการประกาศแบนการนำเข้าทองคำจากรัสเซีย โดย Reuters รายงานอ้างคำกล่าวจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐฯ ว่า จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการในวันอังคารนี้

 

ภาพ: Sean Gallup / Getty Images

อ้างอิง:

The post นายกฯ เยอรมนี ต้อนรับผู้นำ G7 ร่วมประชุมสุดยอด ในวาระการประชุมเกี่ยวกับสงครามรัสเซีย-ยูเครน และผลสืบเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ เยอรมนีเดินทางถึงยูเครน ก่อนเดินทางต่อไปรัสเซีย หวังคลายความตึงเครียด https://thestandard.co/ukraine-crisis-scholz-heads-to-kyiv-amid-fears-invasion/ Mon, 14 Feb 2022 09:33:19 +0000 https://thestandard.co/?p=594224 โอลาฟ ชอลซ์

วันนี้ (14 กุมภาพันธ์) โอลาฟ โชลซ์ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ขอ […]

The post นายกฯ เยอรมนีเดินทางถึงยูเครน ก่อนเดินทางต่อไปรัสเซีย หวังคลายความตึงเครียด appeared first on THE STANDARD.

]]>
โอลาฟ ชอลซ์

วันนี้ (14 กุมภาพันธ์) โอลาฟ โชลซ์ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของเยอรมนี เดินทางถึงกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครนแล้ว เพื่อเข้าพบประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน ก่อนมีกำหนดการเดินทางต่อไปยังรัสเซีย เพื่อเข้าพบประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน หวังคลี่คลายความตึงเครียดภายในภูมิภาค

 

โดยเยอรมนีถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่เปรียบเสมือนเป็นเสาหลักของสหภาพยุโรปร่วมกับฝรั่งเศส การเดินทางเยือนของนายกรัฐมนตรีเยอรมนีในครั้งนี้มีขึ้นหลังจากการเดินทางเยือนยูเครนและรัสเซียของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีโชลซ์เผชิญหน้ากับกระแสแรงกดดัน หลังจากที่หลายฝ่ายมองว่าท่าทีของเขาดูจะไม่แข็งกร้าวและไม่ได้แสดงบทบาทนำอย่างที่ควรจะเป็น เมื่อเทียบกับสมัยของ อังเกลา แมร์เคิล อดีตนายกรัฐมนตรีเยอรมนีคนก่อนหน้านี้

 

โชลซ์ระบุก่อนออกเดินทางว่า “ในกรณีการรุกรานทางทหารต่อยูเครนที่ถือเป็นการคุกคามบูรณภาพแห่งดินแดนและอำนาจอธิปไตย เหตุการณ์ดังกล่าวจะนำไปสู่การดำเนินมาตรการคว่ำบาตรอย่างรุนแรงที่เราได้เตรียมการไว้อย่างรอบคอบและสามารถบังคับใช้ได้ทันที”

 

นอกจากนี้ผู้นำของยูเครนเองก็ได้ส่งสัญญาณมองหาพื้นที่เจรจากับทางฝั่งรัสเซียและประเทศที่เกี่ยวข้องภายใน 48 ชั่วโมง หวังหาทางออกที่เป็นรูปธรรม ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นตามแนวชายแดน โดยเฉพาะฝั่งที่ติดกับรัสเซีย 

 

ทางด้าน วาดิม ปริสไทโก เอกอัครราชทูตยูเครน ประจำสหราชอาณาจักร ให้สัมภาษณ์กับ BBC ระบุว่า หนึ่งในทางออกที่สำคัญตอนนี้คือ ยูเครนอาจจำเป็นต้องทบทวนความต้องการที่จะสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ใหม่อีกครั้งในช่วงเวลานี้ เพื่อไม่กระตุ้นให้ทางการรัสเซียตัดสินใจใช้วิธีการทางทหาร ก่อนที่โฆษกของประธานาธิบดียูเครนจะเน้นย้ำว่า ความปรารถนาของยูเครนที่จะสมัครเข้าเป็นสมาชิก NATO และสหภาพยุโรป (EU) ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญและยังคงเป็นเป้าหมายที่สำคัญสุดของประเทศ 

 

บทความที่เกี่ยวข้อง: 

 

ภาพ: Kay Nietfeld / picture-alliance via Getty Images

อ้างอิง:

The post นายกฯ เยอรมนีเดินทางถึงยูเครน ก่อนเดินทางต่อไปรัสเซีย หวังคลายความตึงเครียด appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรรค SPD ประกาศชัยชนะเลือกตั้งเยอรมนีเหนือพรรค CDU ของ ‘แมร์เคิล’ แล้ว จับตาอีกสองพรรคตัวแปรสำคัญตั้งรัฐบาล https://thestandard.co/german-spd-seeks-three-way-alliance-to-succeed-merkel/ Tue, 28 Sep 2021 01:12:42 +0000 https://thestandard.co/?p=541321

พรรค Social Democrats (SPD) ประกาศชัยชนะในการเลือกตั้งส […]

The post พรรค SPD ประกาศชัยชนะเลือกตั้งเยอรมนีเหนือพรรค CDU ของ ‘แมร์เคิล’ แล้ว จับตาอีกสองพรรคตัวแปรสำคัญตั้งรัฐบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>

พรรค Social Democrats (SPD) ประกาศชัยชนะในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของเยอรมนี โดย โอลาฟ ชอลซ์ หัวหน้าพรรค ระบุว่า เขาได้รับมอบอำนาจอย่างชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาล และระบุว่า ถึงเวลาแล้วสำหรับการจัดตั้งพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคกรีนและพรรคสายเสรีนิยมอย่าง Free Democrats (FDP) ขณะที่ อาร์มิน ลาเชต คู่แข่งจากพรรคอนุรักษนิยมอย่าง Christian Democratic Union (CDU) ซึ่งเป็นทายาททางการเมืองของ อังเกลา แมร์เคิล นั้นยืนยันว่าจะยังคงพยายามจัดตั้งรัฐบาลต่อไป

 

การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการแข่งขันที่เข้มข้นที่สุดในรอบหลายปี ผลการเลือกตั้งเบื้องต้นชี้ว่า พรรค SPD ซึ่งได้ที่นั่งไป 206 ที่นั่ง และได้สัดส่วนคะแนนเสียงที่สองที่ใช้ในการเลือก ส.ส. บัญชีรายชื่อที่ร้อยละ 25.7 นั้นมีชัยเหนือพรรค CDU (เมื่อรวมกับเสียงของพรรคแนวร่วมอย่าง Christian Social Union หรือ CSU) อยู่เล็กน้อย โดยแนวร่วม CDU-CSU ได้ไป 196 ที่นั่ง มีคะแนนเสียงที่สองรวมกันที่ร้อยละ 24.1 ผลการเลือกตั้งเบื้องต้นดังกล่าวยังถือเป็นผลที่ย่ำแย่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาของแนวร่วม CDU-CSU เลยทีเดียว และถือเป็นสัญญาณของการฟื้นตัวของพรรคที่มีแนวคิดซ้ายกลางในหลายส่วนของยุโรปหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ โจ ไบเดน ได้รับชัยชนะเมื่อปีที่แล้ว

 

ส่วนพรรคกรีนและพรรค FDP ได้รับการสนับสนุนส่วนใหญ่จากผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 30 ปี โดยพรรคกรีนสร้างประวัติศาสตร์คว้าคะแนนเสียงไปได้ถึงร้อยละ 14.8 แม้ว่าจะยังห่างไกลกับความคาดหวังของทางพรรคก็ตาม โดยการเลือกตั้งครั้งนี้มีประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเป็นหัวข้อที่โดดเด่น ท่ามกลางข้อเสนอในการจัดการปัญหาที่แตกต่างกันออกไป

 

ชอลซ์ระบุกับผู้ชมการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ว่า ผู้ลงคะแนนเสียงได้มอบหมายงานให้เขาจัดตั้งรัฐบาลที่ดีและเน้นการปฏิบัติในเยอรมนี เขาบอกว่า มีอยู่สามพรรคที่ประสบความสำเร็จ อันได้แก่ พรรค SPD ของเขาเอง, พรรคกรีน และพรรค FDP และนี่เป็นเวลาที่พรรค CDU จะต้องยอมรับความพ่ายแพ้ อย่างไรก็ตาม พรรค CDU ชี้ว่า นี่เป็นเรื่องของการแสวงหาพันธมิตร ไม่ใช่การได้เสียงส่วนใหญ่ตามการคำนวณทางคณิตศาสตร์

 

ทั้งนี้ แม้พรรค SPD และ CDU-CSU จะยังสามารถจับมือกันเป็นพันธมิตรในการจัดตั้งรัฐบาลได้เหมือนดังเช่นระยะเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2013 แต่จากการที่ทั้งสองพรรคต่างให้คำมั่นว่าจะสร้างรัฐบาลชุดต่อไป ก็มีความเป็นไปได้ที่พรรคกรีนและพรรค FDP ซึ่งได้ที่นั่งรวมกันเกินกว่า 1 ใน 4 จะเป็นกลุ่มที่สามารถจะรวมเสียงกับ SPD หรือ CDU-CSU เพื่อช่วยในการจัดตั้งรัฐบาลได้เช่นกัน

 

ชอลซ์ยังบอกว่า เขาหวังที่จะหาพันธมิตรในการจัดตั้งรัฐบาลให้สำเร็จก่อนคริสต์มาส ‘หากเป็นไปได้’ และบรรดาพรรคต่างๆ จะเริ่มสำรวจความเห็นในการหาพันธมิตรจัดตั้งรัฐบาลกันในวันจันทร์นี้ในการหารือกันอย่างไม่เป็นทางการ

 

สำหรับพรรคฝ่ายซ้ายและขวาจัด ผลการเลือกตั้งที่ออกมาก็ดูไม่น่าพอใจนัก พรรคซ้ายจัดอย่าง Die Linke นั้นยังได้รับการจัดสรร ส.ส. บัญชีรายชื่อ เพราะแม้จะมีคะแนนเสียงที่สองที่ใช้เลือก ส.ส. ในระบบบัญชีรายชื่อน้อยกว่าร้อยละ 5 แต่ก็ยังผ่านเกณฑ์​ที่ได้ ส.ส. แบบแบ่งเขตจำนวน 3 คน ส่วนคะแนนเสียงของพรรคขวาจัดอย่าง Alternative for Germany (AfD) นั้นดูจะมีสัดส่วนที่ลดลงทั่วประเทศ แต่ก็ยังเป็นพรรคที่ใหญ่ที่สุดในรัฐทางตะวันออกอย่าง Saxony และ Thuringia อยู่

 

ภาพ: Carstensen – Pool / Getty Images

อ้างอิง:

The post พรรค SPD ประกาศชัยชนะเลือกตั้งเยอรมนีเหนือพรรค CDU ของ ‘แมร์เคิล’ แล้ว จับตาอีกสองพรรคตัวแปรสำคัญตั้งรัฐบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>