อุตสาหกรรมพลังงาน Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/อุตสาหกรรมพลังงาน/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 26 Mar 2026 03:30:15 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 6 โรงกลั่นน้ำมันไทย อยู่ในมือใครบ้าง? สำรวจเส้นทางน้ำมันแต่ละลิตร ก่อนถึงมือผู้บริโภค https://thestandard.co/thai-oil-refinery-ownership/ Wed, 25 Mar 2026 10:36:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1191295 ภาพรวม โรงกลั่นน้ำมันไทย ขนาดใหญ่ พร้อมแผนผังการกระจายน้ำมันไปยังผู้บริโภค

ทำความรู้จัก 6 โรงกลั่นน้ำมันไทย ที่เป็นหัวใจความมั่นคง […]

The post 6 โรงกลั่นน้ำมันไทย อยู่ในมือใครบ้าง? สำรวจเส้นทางน้ำมันแต่ละลิตร ก่อนถึงมือผู้บริโภค appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรวม โรงกลั่นน้ำมันไทย ขนาดใหญ่ พร้อมแผนผังการกระจายน้ำมันไปยังผู้บริโภค

ทำความรู้จัก 6 โรงกลั่นน้ำมันไทย ที่เป็นหัวใจความมั่นคงพลังงานท่ามกลาง ราคาน้ำมันโลก ผันผวน

 

6 โรงกลั่นน้ำมัน ในประเทศไทย มีใครบ้าง

 

1. Thai Oil (TOP)

  • กลุ่ม PTT
  • อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เป็นโรงกลั่นใหญ่ที่สุดของไทย

 

2. IRPC

  • กลุ่ม PTT
  • จ.ระยอง
  • เป็นทั้งโรงกลั่น + ปิโตรเคมีครบวงจร

 

3. PTT Global Chemical (PTTGC)

  • กลุ่ม PTT
  • จ.ระยอง
  • เน้นการผลิตเชื่อมโรงกลั่นกับปิโตรเคมี

 

4. Bangchak Corporation (BCP)

  • กลุ่ม บางจาก
  • พระโขนง จ.กรุงเทพฯ 
  • โรงกลั่นใกล้เมือง ใช้น้ำมันชีวภาพผสมด้วย และเป็นโรงกลั่นน้ำมันแบบ Complex Refinery และ High Value Specialty Products Refinery 

 

5. Star Petroleum Refining (SPRC)

  • กลุ่ม เชฟรอน (สัญชาติอเมริกัน)
  • จ.ระยอง
  • เป็นโรงกลั่นขนาดใหญ่ เน้นผลิตน้ำมันสำเร็จรูป
  • SPRC เข้าซื้อธุรกิจปั๊มน้ำมันคาลเท็กซ์ (Caltex) ในไทยมาบริหารจัดการเอง

 

6. BSRC (เครือ Bangchak Corporation)

  • อ.ศรีราชา ชลบุรี
  • เป็นโรงกลั่นน้ำมันแบบ Complex Refinery เดิมเป็นของ ExxonMobil ปัจจุบันบางจากเข้าซื้อกิจการ

 

แต่ละวันทั้ง 6 โรงกลั่น จะมี กำลังผลิตรวมกว่า 175 ล้านลิตร/วัน ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศราวล้านบาเรลต่อวัน 

 

โดยทั้ง 6 โรงกลั่นจะผลิตครอบคลุมทั้งหมด ‘ไม่ได้ผลิตแค่น้ำมันเบนซิน ดีเซล’ แต่ยังมีการผลิตน้ำมันเครื่องบิน น้ำมันเตา และ LPG อื่นๆ เช่น ยางมะตอย น้ำมันหล่อลื่น อีกด้วย

 

ดังนั้น น้ำมัน 1 ลิตร ไม่ได้มาถึงเราตรงๆ แต่เริ่มจาก ‘โรงกลั่น’ ก่อนเข้าสู่ระบบกระจายสินค้า

 

ต้องผ่าน ผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ทำหน้าที่ผลิต/จัดหา ส่งต่อให้สถานีบริการแบรนด์ (ม.11) โดยตรง อีกเส้นทางผ่าน ‘มาตรา 10 (Jobber)’ กระจายต่อไปยังปั๊มรายย่อย ภาคอุตสาหกรรม ขนส่ง และเกษตร

 

โดยล่าสุด กรมธุรกิจพลังงานกำชับให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 เร่งบริหารจัดการสต็อกและกระจายน้ำมันผ่านเครือข่ายอย่างทั่วถึง รวมถึงให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และมาตรา 10 ต้อง ‘รายงานข้อมูลการค้า’ และ ‘ราคา’ ต่อภาครัฐทุกวันเพื่อความโปร่งใสและป้องกันการกักตุน

 

โดยสรุป 

  • ไทย นำเข้า → กลั่น → กระจาย → Jobber/Wholesale / ขายผ่านปั๊ม → ผู้บริโภค
  • สูตรการคิดราคาน้ำมัน = น้ำมัน + ต้นทุนโลก + ภาษี/กองทุน + ค่าการตลาด + VAT
  •  ‘ภาษีและกองทุน’ จึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ราคาหน้า ปั๊มสูงกว่าต้นทุนน้ำมันจริง

 

หากดูกราฟิก จะเห็นว่า กว่าจะถึงมือผู้บริโภค น้ำมันต้องผ่าน ‘หลายมือ’ สะท้อนโครงสร้างธุรกิจพลังงานไทยที่ ‘ซับซ้อน’ กว่าที่คิด

 

อย่างไรก็ตาม ทั้ง 6 โรงกลั่นน้ำมัน ย้ำว่า สถานการณ์การผลิตและการจัดสรรน้ำมันเชื้อเพลิงปัจจุบัน บริษัทฯ ดำเนินการผลิตและจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง เต็มกำลัง 

 

พร้อมบริหารจัดการกำลังการผลิตและวัตถุดิบที่มีอยู่เต็มศักยภาพ กระจายถึงผู้บริโภค ภายใต้ข้อจำกัดจากสถานการณ์ของพลังงานโลกที่มีความผันผวน ขณะที่ นายกรัฐมนตรี ส่งสัญญาณชัดว่าจะปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันตามกลไกตลาด

 

ภาพรวมโรงกลั่นน้ำมันไทย ขนาดใหญ่ พร้อมแผนผังการกระจายน้ำมันไปยังผู้บริโภค 1

 

ภาพ: ณัฏฐ์กานต์ ดวงมาตย์พล

The post 6 โรงกลั่นน้ำมันไทย อยู่ในมือใครบ้าง? สำรวจเส้นทางน้ำมันแต่ละลิตร ก่อนถึงมือผู้บริโภค appeared first on THE STANDARD.

]]>
GPSC ชี้ทางรอดความมั่นคงพลังงาน หากไร้ SMR ไทยเสี่ยงเสียเปรียบการค้าตามหลังเวียดนาม บนเส้นทาง Net Zero https://thestandard.co/gpsc-warns-thailand-nuclear-vietnam-net-zero/ Thu, 05 Feb 2026 06:54:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1174111 ภาพกราฟิกแสดงแนวคิดพลังงานหมุนเวียนและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อเป้าหมาย Net Zero

GPSC เดินหน้าขยายการลงทุนพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศ ข […]

The post GPSC ชี้ทางรอดความมั่นคงพลังงาน หากไร้ SMR ไทยเสี่ยงเสียเปรียบการค้าตามหลังเวียดนาม บนเส้นทาง Net Zero appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงแนวคิดพลังงานหมุนเวียนและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อเป้าหมาย Net Zero

GPSC เดินหน้าขยายการลงทุนพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศ ขยายพอร์ตอินเดีย ไต้หวัน ตั้งเป้าเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าในกลุ่ม Top 3 ของภูมิภาคอาเซียน พร้อมหนุนรัฐบาลใหม่เดินหน้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR โดยมองว่า หากไทยเดินช้า อาจเสียโอกาสและตามหลังคู่แข่งอย่างเพื่อนบ้านเวียดนาม ซึ่งกำลังจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ถึง 2 แห่งใน 5 ปี

 

ศิริเมธ ลี้ภากรณ์ ผู้จัดการใหญ่ และรักษาการประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่าความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำคัญในการรักษาเสถียรภาพระบบความมั่นคง พลังงาน ไทยและประเทศต่างๆ ปรับ เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเพิ่มมากขึ้น

 

ไทยเผชิญทาง 3 แพร่ง ท้าทายภาคพลังงาน

 

โดยโจทย์หลักที่สะท้อนภาพดังกล่าว คือ แนวคิด ‘Energy Trilemma’ ซึ่งประกอบด้วย 1.ความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า 2.ราคาไฟฟ้าที่ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถรับได้ และ 3.ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมที่ในอดีต ประเทศไทยให้ความสำคัญกับเพียงสองด้านแรก คือการมีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ มีเสถียรภาพ และมีต้นทุนที่เหมาะสม

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อโลกเข้าสู่ยุคภาวะโลกร้อนอย่างชัดเจน เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กลายเป็นองค์ประกอบที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ทำให้โจทย์พลังงานของประเทศซับซ้อนยิ่งขึ้น

 

ขณะที่ในความเป็นจริง ปัจจุบันยังไม่มีเทคโนโลยีใดที่สามารถตอบโจทย์ทั้ง 3 ด้าน

 

“โดยเฉพาะโครงสร้างระบบไฟฟ้าของไทยในปัจจุบันยังคงพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เป็นหลัก เนื่องจากเป็นแหล่งพลังงานที่ให้ความเสถียรสูง และมีต้นทุนอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ในภาวะปกติ อย่างไรก็ตาม ราคาก๊าซธรรมชาติยังมีความผันผวนตามสถานการณ์โลก อย่างในปี 2565 ที่เกิดสงคราม ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ”

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ขณะเดียวกัน โรงไฟฟ้าก๊าซยังมีข้อจำกัดด้านการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งขัดกับเป้าหมายการลดคาร์บอนในระยะยาวของประเทศ

 

มองพลังงานแสงอาทิตย์และลม ยังท้าทาย ‘เสถียรภาพไฟฟ้าไทย’

 

ศิริเมธ มองว่า ในฝั่งของพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม แม้จะมีจุดเด่นด้านความยั่งยืนและช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างชัดเจน แต่ยังมีข้อจำกัดสำคัญด้านเสถียรภาพ เนื่องจากไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง

 

ทำให้ไม่สามารถทำหน้าที่เป็นโรงไฟฟ้าฐานของระบบได้ เมื่อสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเพิ่มสูงขึ้น จะเกิดปรากฏการณ์ที่การผลิตไฟฟ้า ในช่วงกลางวันพุ่งสูงจากพลังงานแสงอาทิตย์

 

ส่งผลให้โรงไฟฟ้าก๊าซต้องลดหรือหยุดเดินเครื่องเพื่อป้องกันไฟฟ้าล้นระบบ ทำให้รูปแบบการใช้ไฟฟ้าของประเทศเปลี่ยนจากช่วงพีคกลางวันไปเป็นช่วงพีคในตอนเย็น เนื่องจากโซลาร์เซลล์ผลิตไฟได้มาก เมื่อแดดหมดแต่คนกลับบ้านใช้ไฟ ทำให้โรงไฟฟ้าหลักต้องเร่งผลิตไฟฟ้ากะทันหัน ซึ่งเป็นความท้าทายด้านเสถียรภาพระบบ ซึ่งเป็นลักษณะที่เรียกว่า ‘Duck Curve’

 

ภาพกราฟิกแสดงแนวคิดพลังงานหมุนเวียนและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อเป้าหมาย Net Zero 1

 

ตัวอย่างจากสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนอย่างจริงจัง สะท้อนให้เห็นว่าราคาไฟฟ้าในรัฐดังกล่าวสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากต้องลงทุนเพิ่มเติมทั้งในระบบสายส่ง โครงสร้างพื้นฐาน และระบบรักษาเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้า เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของพลังงานหมุนเวียน

 

สำหรับประเทศไทย ในระยะสั้นยังมีความจำเป็นต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าฐานเพื่อรักษาความมั่นคงของระบบ หากเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนโดยไม่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้เพียงพอ อาจนำไปสู่ปัญหาไฟฟ้าดับในวงกว้าง

 

เช่นกรณีที่เกิดขึ้นในเวียดนามและสเปน แม้เวียดนามจะมีค่าไฟฟ้าถูกกว่าไทย แต่เสถียรภาพของระบบไฟฟ้ายังไม่สามารถเทียบได้ ซึ่งในระยะยาวอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นและการตัดสินใจลงทุนของภาคอุตสาหกรรม

 

โลกมุ่งสู่ ‘พลังงานนิวเคลียร์’

 

ศิริเมธ มองว่า เมื่อพิจารณาโครงสร้างพลังงานของประเทศหลักทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ยุโรป จีน หรืออินเดีย ซึ่งต่างประกาศเป้าหมายเข้าสู่ Net Zero พบว่าทุกประเทศวางแผนจนถึงปี 2050 ให้มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นฐานสำคัญของระบบเพื่อรักษาเสถียรภาพควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์

 

การประเมินโดย BloombergNEF ระบุว่า หากประเทศไทยต้องการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 จำเป็นต้องเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเป็นประมาณ 75% ของพลังงานทั้งหมด อย่างไรก็ตาม แม้ในสถานการณ์ดังกล่าว ประเทศไทยยังคงต้องมีพลังงานนิวเคลียร์เป็นฐาน ไม่เช่นนั้น จะไม่สามารถรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าได้

 

ขณะเดียวกัน ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ ที่เอกชนเองก็รอความชัดเจน ก็มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ทั้งขยับเป้าหมายลดคาร์บอนให้เร็วขึ้น บรรจุความต้องการใช้ไฟฟ้าจากธุรกิจใหม่ เช่น ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) มาพิจารณา

 

“รวมถึงการกำหนดตัวชี้วัด Loss of Load Expectation (LOLE) ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่แผนยอมรับความเป็นไปได้ของการเกิดไฟฟ้าดับ โดยกำหนดกรอบไว้ไม่เกิน 0.7 วันต่อปี หรือประมาณ 16.8 ชั่วโมงต่อปี ถูกบรรจุไว้ด้วย”

 

ลุ้นคลอดแผน PDP เวอร์ชันใหม่

 

ภายใต้ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP) ที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาเทคโนโลยีใหม่ ทั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ Small Modular Reactor (SMR) และเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) เพื่อรองรับเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอนในระยะยาว

 

อย่างไรก็ตาม การประเมินระบบพลังงานจำเป็นต้องพิจารณาค่า Capacity Factor ซึ่งสะท้อนการผลิตไฟฟ้าได้จริงตลอดทั้งปี โดยพลังงานนิวเคลียร์มีค่าเฉลี่ยสูงถึงราว 90% โรงไฟฟ้าก๊าซอยู่ที่ประมาณ 85% พลังน้ำราว 50% ขณะที่พลังงานลมมีเพียงประมาณ 28% และพลังงานแสงอาทิตย์อยู่ที่ราว 17% เท่านั้น

 

ทว่า โครงสร้างเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าของไทยยังสะท้อน ให้เห็นแนวโน้มการพึ่งพาการนำเข้า LNG ที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากแหล่งก๊าซในอ่าวไทยและเมียนมาลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง LNG เป็นพลังงานที่ไม่สามารถควบคุมราคาได้ ส่งผลให้การตรึงค่าไฟฟ้าในระยะยาวมีความท้าทายมากขึ้น

 

ในด้านโครงสร้างการใช้ไฟฟ้า ภาคอุตสาหกรรมใช้ไฟฟ้าสูงถึง 41% และภาคธุรกิจอีก 24% ขณะที่ภาคครัวเรือนใช้เพียง 29%

 

“สะท้อนว่าความมั่นคงและต้นทุนพลังงานมีผลโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ”

 

ดังนั้น หากดูจากภาพรวม แม้ประเทศไทยจะประกาศเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 และตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 152 ล้านตันภายในปี 2035 แต่ความท้าทายสำคัญอยู่ที่การนำเป้าหมายไปสู่การปฏิบัติจริง

 

แม้ในปี 2050 ภาคไฟฟ้าของไทยอาจยังมีการปล่อยคาร์บอน เหลืออยู่ราว 41.5 ล้านตัน จะเทียบเท่ากำลังผลิตของโรงไฟฟ้าก๊าซประมาณ 12,000 เมกะวัตต์ หากต้องการทดแทนทั้งหมดด้วย SMR จะต้องมีโรงไฟฟ้า SMR ราว 60 ยูนิต ขนาดประมาณ 200 เมกะวัตต์ต่อยูนิต เข้าไป

 

รุกเพิ่มพอร์ตพลังงานหมุนเวียนอินเดีย-ไต้หวัน ตั้งเป้า Top 3 อาเซียน

 

ศิริเมธ กล่าวอีกว่า ปัจจุบัน GPSC เดินหน้าขยายการลงทุนพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศ โดยมีพอร์ตในอินเดียกว่า 6,000 เมกะวัตต์ คิดเป็นสัดส่วนการถือหุ้นประมาณ 2,400 เมกะวัตต์ ซึ่งธุรกิจในอินเดียไปได้ดีมาก และในไต้หวันอีกราว 200 เมกะวัตต์

 

“เราตั้งเป้าเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าในกลุ่ม Top 3 ของภูมิภาคอาเซียน โดยมีกำลังการผลิตจากพลังงานหมุนเวียนมากกว่าครึ่งหนึ่งของพอร์ตทั้งหมด”

 

อย่างไรก็ตาม GPSC ประเมินว่า หากประเทศไทยต้องการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายใต้เทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน

 

“โรงไฟฟ้า SMR เป็นทางเลือกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และจำเป็นต้องเร่งดำเนินการให้เร็วกว่าแผนเดิม ไม่เช่นนั้นนั้นอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันทางการค้า การลงทุน”

 

โดยเฉพาะภายใต้มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน หรือ CBAM ของสหภาพยุโรป (EU)

 

‘GPSC’ ชี้ทางรอดพลังงาน หากไร้นิวเคลียร์ ไทยอาจตามหลังเวียดนาม

 

โดยเฉพาะเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ซึ่งเมื่อเร็วๆนี้ รัฐบาลเวียดนาม ระบุว่า ได้จัดเตรียมพื้นที่สำหรับพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใน จังหวัด Ninh Thuan คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้

 

“เวียดนามเองก็พยายามฟื้นแผนพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 2 แห่ง หลังระงับไปเกือบ 10 ปีที่เป็นส่วนหนึ่งของความพยายาม ที่จะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

 

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ รัฐบาลระบุว่าคาดว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกที่จะมีกำลังการผลิตรวมสูงถึง 6.4 กิกะวัตต์ จะเปิดใช้งานได้ระหว่าง 5 ปี”

 

ภาพกราฟิกแสดงแนวคิดพลังงานหมุนเวียนและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อเป้าหมาย Net Zero 2

 

 

ทั้งนี้ นอกจากเพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) นักลงทุน โดยเฉพาะกลุ่ม Data Center และอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ซึ่งไม่ได้พิจารณาเพียงราคาไฟฟ้า แต่ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพของระบบ โครงสร้างพื้นฐาน และความสามารถในการเข้าถึงพลังงานสะอาดในระยะยาว

 

ฝากการบ้านรัฐบาลใหม่

 

ส่วนตัวมองว่า “นโยบายที่รัฐบาลซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง หรือ Direct PPA จะช่วยเสริมภาพลักษณ์ด้านพลังงานสะอาดได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถทดแทนไฟฟ้าฐานที่มีเสถียรภาพจากระบบหลักได้”

 

โดยบริษัทมองและวางทิศทางธุรกิจพลังงานในช่วง 3-5 ปี และระยะยาว 10 ปีข้างหน้า ยังมีศักยภาพเติบโตชัดเจน โดยได้วางกลยุทธ์รองรับไว้แล้ว โดยเฉพาะการพัฒนา พลังงานสะอาด (Green Power) เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าอุตสาหกรรมและกระแสการลงทุนจากต่างประเทศ

 

ปัจจุบัน GPSC มีพันธมิตรและพื้นที่ศักยภาพในประเทศไทย สำหรับพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนแล้วไม่ต่ำกว่า 1,000 เมกะวัตต์

 

”พร้อมเดินหน้าทันทีหากภาครัฐเปิดให้ใช้ระบบส่งไฟฟ้าแบบ Third Party Access ซึ่งจะช่วยให้สามารถส่งไฟฟ้าไปยังลูกค้าได้โดยตรง“

 

โดยจุดโฟกัสสำคัญคือการรองรับลูกค้าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในพื้นที่ มาบตาพุด จ.ระยอง ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง และให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาดมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ขณะเดียวกัน GPSC ยังทำงานร่วมกับกลุ่ม ปตท. ในการขับเคลื่อนพลังงานเพื่อการลดคาร์บอน (Decarbonization) โดยเทคโนโลยีอย่าง CCS และไฮโดรเจน จะเป็นการดำเนินงานแบบบูรณาการในระดับกลุ่ม เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ร่วมกัน

 

ศิริเมธ ย้ำว่า บริษัทมีความพร้อมด้านโครงสร้าง พื้นฐานไฟฟ้าเพื่อรองรับนักลงทุนต่างชาติ (FDI) แล้ว แต่ความชัดเจนด้านกติกาและนโยบายจากภาครัฐ จะเป็นปัจจัยสำคัญว่าศักยภาพเหล่านี้จะถูกนำมาใช้ได้เร็วเพียงใด

 

“ปัจจัยสำคัญ จึงอยู่ที่ว่า ประเทศไทยจะสามารถรักษาความมั่นคงทางพลังงาน ควบคุมต้นทุน และก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero ได้ทันเวลาหรือไม่ ซึ่งนับวันก๊าซธรรมชาติ (LNG) ในอ่าวไทยจะน้อยลง การพึ่งพานำเข้าก๊าซธรรมชาติ ที่โลกเผชิญภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ราคาผันผวน จะเป็นความท้าทาย หากไทยเดินหน้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR ให้เร็วจะยิ่งเป็นแต้มต่อศักยภาพของไทย ซึ่ง GPSC พร้อมลงทุน” ศิริเมธ กล่าวทิ้งท้าย

 

ภาพ: Sylvain Sonnet, NiseriN / Getty Images

The post GPSC ชี้ทางรอดความมั่นคงพลังงาน หากไร้ SMR ไทยเสี่ยงเสียเปรียบการค้าตามหลังเวียดนาม บนเส้นทาง Net Zero appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดกลยุทธ์ ‘เชลล์’ กับจุดแข็งแบรนด์น้ำมันพรีเมียม ที่ส่ง ‘Shell Helix Ultra’ บุกไทยตลาดเดียวอาเซียน ขยายฐานมอเตอร์สปอร์ต สู่วงการ EV-Data center https://thestandard.co/shell-helix-ultra-thailand-launch/ Sat, 30 Aug 2025 06:57:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1113549

‘เชลล์’ เดินเกมบุกตลาดน้ำมันเครื่องพรีเมียม เปิดตัว She […]

The post ถอดกลยุทธ์ ‘เชลล์’ กับจุดแข็งแบรนด์น้ำมันพรีเมียม ที่ส่ง ‘Shell Helix Ultra’ บุกไทยตลาดเดียวอาเซียน ขยายฐานมอเตอร์สปอร์ต สู่วงการ EV-Data center appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘เชลล์’ เดินเกมบุกตลาดน้ำมันเครื่องพรีเมียม เปิดตัว Shell Helix Ultra สูตรใหม่ล่าสุดในไทยเป็นแห่งแรกในอาเซียน ย้ำเบอร์ 1 ตลาดน้ำมันหล่อลื่น รุกขยายฐานวงการมอเตอร์สปอร์ต สู่ B2B กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมใหม่ AI-EV-Data center  พร้อมวางฉากทัศน์ (scenario) ระดับ Global ตั้งรับภาษีทรัมป์-ภูมิรัฐศาสตร์ 

 

การเปิดตัวในครั้งนี้เป็นอีกก้าวสำคัญของธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นของเชลล์ ซึ่งครองตำแหน่งแบรนด์น้ำมันหล่อลื่นอันดับ 1 ของโลกติดต่อกันเป็นปีที่ 18 ด้วยส่วนแบ่งตลาด 11.6% ในกลุ่มของน้ำมันที่ใช้กับรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ รถที่ใช้เพื่อการพาณิชย์ และในภาคอุตสาหกรรม  ผ่านกลยุทธ์ ‘Keep the World Progressing Today for Tomorrow’

 

ชูแบรนด์น้ำมันพรีเมียม ต่อยอดพันธมิตร Ferrari-BMW-Hyundai  

 

แมนซี ทรีพาธี กรรมการบริหารอาวุโส ฝ่ายธุรกิจน้ำมันหล่อลื่น บริษัท เชลล์ เอเชียแปซิฟิก จำกัด กล่าวว่า เชลล์มุ่งลงทุนด้านนวัตกรรมและการวิจัยระดับโลก เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ทันสมัย สอดคล้องเทรนด์ยั่งยืนให้แก่ลูกค้าในกว่า 175 ประเทศทั่วโลก 

 

ดังนั้น จึงพัฒนา ‘Shell Helix Ultra’ สูตรใหม่ ต่อยอดจากความร่วมมือระยะยาว อย่างพันธมิตรระดับโลก Ferrari, BMW และ Hyundai โดยเฉพาะความร่วมมือกับ Ferrari ที่ยาวนานกว่า 75 ปีซึ่งนับเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่แข็งแกร่งที่สุด ในวงการมอเตอร์สปอร์ต ซึ่งไทยเป็นตลาดที่แข็งแกร่ง มีการแข่งขันตลาดรถยนต์สูง

 

ซาร่า สมิทธิ์ กรรมการบริหาร ฝ่ายการตลาด ธุรกิจน้ำมันหล่อลื่น บริษัท เชลล์ อินเตอร์เนชั่นแนล ปิโตรเลียม จำกัด ระบุเสริมว่า Shell Helix Ultra พัฒนาด้วยเทคโนโลยี PurePlus เป็น ‘เอกสิทธิ์’ เฉพาะของเชลล์ เป็นการนำก๊าซธรรมชาติบริสุทธิ์มากลั่น เป็นน้ำมันพื้นฐานที่สะอาดถึง 99.5% และรองรับเครื่องยนต์สมรรถนะสูง ที่ใช้ระบบเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จแบบฉีดตรง ในกระบอกสูบ (Turbocharged Gasoline Direct Injection: TGDI) 

 

Shell Helix Ultra

 

ดึงอินฟลูเอนเซอร์ รุกสร้างแคมเปญ เจาะผู้ใช้รถรุ่นใหม่ 

 

นอกจากนี้ เชลล์เดินหน้าขยายตลาดใหม่ทั้งในเมืองหลักและเมืองรอง ผ่านกลยุทธ์การสื่อสารทางการตลาดทั้งสื่อ Outdoor และสื่อดิจิทัล การสร้างแคมเปญร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อเข้าถึงผู้ใช้รถรุ่นใหม่และผู้ที่เริ่มใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์เป็นครั้งแรก 

 

โดยน้ำมันหล่อลื่นที่ได้การรับรองมาตรฐานล่าสุดจาก 3 สถาบันชั้นนำระดับโลก ทั้งจาก API SQ, ACEA C6, ILSAC GF-7 และผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำ (OEMs) ทั่วโลก ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่ง ด้านเทคโนโลยีและคุณภาพ ระดับพรีเมียม 

ด้านกมลพัทธ์ พหลโยธิน กรรมการบริหาร ธุรกิจน้ำมันหล่อลื่น บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า เชลล์เป็นผู้นำตลาดน้ำมันเครื่อง สำหรับรถยนต์นั่ง (Passenger Car Motor Oil: PCMO) ทั้งด้านปริมาณและมูลค่า 

 

“การเปิดตัว Shell Helix Ultra สูตรใหม่ ซึ่งไทยเป็นตลาดประเทศแรกในภูมิภาคอาเซียน เพราะไทยมีการแข่งขันตลาดรถยนต์สูง ดังนั้นนี่คือสูตรเฉพาะ ที่มีจำหน่ายแค่ในไทยเท่านั้น”

 

ขยายฐานลูกค้ามอเตอร์สปอร์ต สู่อุตสาหกรรมใหม่ AI-EV-Data center 

 

เนื่องจากเรามีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง มีผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีที่เป็นจุดแข็ง และตอบโจทย์ลูกค้า ด้วยประสบการณ์กว่า 133 ปี ทำให้เชลล์มีพันธมิตร Business-to-Business (B2B) กว่าล้านราย ครอบคลุม 175 ประเทศทั่วโลก

ประกอบกับมีเครือข่ายผู้จัดจำหน่ายหลักราว 85 ราย และผู้จัดจำหน่าย 1,500 รายทั่วโลก ซึ่งไทยเป็นตลาดที่แข็งแกร่ง นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ เชลล์ยังคงเดินหน้าดำเนินธุรกิจและปักหมุดประเทศไทย เป็นตลาดหลักน้ำมันหล่อลื่น รวมถึงเป็นศูนย์กลางการผลิตระดับภูมิภาค

 

ขณะเดียวกัน เชลล์ มีความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งเป็นพาร์ตเนอร์ร่วมกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เช่น Intel, Microsoft, NVIDIA และขณะนี้อุตสาหกรรมใหม่ของไทยมีการลงทุนด้านนี้จำนวนมาก

 

ดังนั้น นอกจากจะเจาะตลาดลูกค้ากลุ่มมอเตอร์สปอร์ต จึงเห็นโอกาสในการเติบโตของกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และกลุ่ม Data Center ความต้องการใช้ AI ซึ่งผลิตภัณฑ์ Shell E-Fluids (Shell EV-Plus) ออกแบบมาเฉพาะสำหรับระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า (EV) ที่ใช้ในอุตสาหกรรมนี้

 

“นี่จึงเป็นโอกาสของรถยนต์ EV ด้วย แม้จะไม่มีความจำเป็นต้องใช้น้ำมัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว การใช้งานต้องพึ่งน้ำมันหล่อเย็น (Cooling Oil) น้ำมันเกียร์เป็นองค์ประกอบ หรือโรงงาน ที่เป็นอุตสาหกรรมใหม่ ที่มีการลงทุนในไทย ทำให้เราต่อยอดผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ ความต้องการของลูกค้ากลุ่ม B2B ได้อีกมาก”

 

‘เชลล์’ พร้อมวาง scenario  ระดับ Global ตั้งรับภาษีสหรัฐฯ-ภูมิรัฐศาสตร์ 

 

แมนซี ทิ้งท้ายว่า กรณีของ มาตรการกำแพงภาษี หรือภาษีตอบโต้ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นความท้าทาย แม้ไม่มีผลกระทบกับธุรกิจ แต่อย่างไรก็ตาม ได้เตรียมรับมือระดับ Global มีการติดตามและมอนิเตอร์สถานการณ์ใกล้ชิด  

 

“เราวางฉากทัศน์ (scenario) ครอบคลุมในกรณีที่มีกำแพงภาษีและไม่มีกำแพงภาษี รวมถึงประเมินผลกระทบจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ผลกระทบต่อธุรกิจในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อเพลิง (Fuels), น้ำมันหล่อลื่น ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี หรือก๊าซ LNG “

 

“แม้คู่ค้าบางรายอาจได้รับผลกระทบ บริษัทสามารถสื่อสาร และชี้แจงกับคู่ค้าได้อย่างชัด ขณะเดียวกันพร้อมวิเคราะห์สถานการณ์ ในแต่ละประเทศตามบริบทที่แตกต่างกัน เชลล์พร้อมปรับตัวและเดินเกมอย่างว่องไว รักษาการเติบโตของธุรกิจได้ดี” แมนซี กล่าว

The post ถอดกลยุทธ์ ‘เชลล์’ กับจุดแข็งแบรนด์น้ำมันพรีเมียม ที่ส่ง ‘Shell Helix Ultra’ บุกไทยตลาดเดียวอาเซียน ขยายฐานมอเตอร์สปอร์ต สู่วงการ EV-Data center appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากวันแรกในวงการสู่การก้าวข้ามผ่านวิกฤตพลังงานโลก ถอดบทเรียนความสำเร็จจาก ‘วุฒิกร สติฐิต’ ผู้บริหารแถวหน้าของ ปตท. [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/wuttikorn-stithit-success-lessons/ Mon, 25 Aug 2025 11:00:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1107371

หากพูดถึงการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมพลังงานไทย คงหนีไม่ […]

The post จากวันแรกในวงการสู่การก้าวข้ามผ่านวิกฤตพลังงานโลก ถอดบทเรียนความสำเร็จจาก ‘วุฒิกร สติฐิต’ ผู้บริหารแถวหน้าของ ปตท. [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

หากพูดถึงการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมพลังงานไทย คงหนีไม่พ้นภาพของ ‘วิกฤต’ ที่ผลักให้ต้องตั้งรับ และ ‘โอกาส’ ที่เปิดให้ไทยต้องพึ่งพาตัวเองมากขึ้น

 

วันนี้ THE STANDARD มีโอกาสพูดคุยกับ วุฒิกร สติฐิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้คร่ำหวอดในวงการพลังงานไทยมามากกว่า 30 ปี

 

ผู้เคยร่วมโต๊ะเจรจาระดับชาติ และร่วมพาองค์กรก้าวข้ามวิกฤตพลังงานมาครั้งแล้วครั้งเล่า

 

ชวนวุฒิกร ย้อนรอยประสบการณ์และถอดบทเรียนแห่งความสำเร็จในฐานะผู้บริหารแถวหน้าของ ปตท.

 

เขาพาองค์กรฝ่าวิกฤตพลังงานได้อย่างไร และได้เรียนรู้อะไรระหว่างทาง

 

จุดเริ่มต้นในวงการพลังงาน

 

“วันที่เข้ามาสัมภาษณ์ที่ ปตท. ครั้งแรก รู้สึกเหมือนได้รับภารกิจสำคัญ” 

 

วุฒิกรเริ่มเล่าถึงครั้งแรกที่เข้ามาพูดคุยก่อนตัดสินใจทำงานที่ ปตท. เขารู้สึกเหมือนได้รับภารกิจแห่งชาติ คือ การสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของไทยที่ตอนนั้นยังเป็นช่วงเริ่มต้น เขามองว่านี่คือโอกาสที่ดี ที่จะได้ทั้งพัฒนาทักษะของตัวเองและทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติไปพร้อมกัน

 

“ย้อนกลับไปสมัยปีพ.ศ. 2516 ถึง 2522 เป็นช่วงที่มีวิกฤตน้ำมันโลก เดิมไทยนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศมากกว่า 80% แต่วิกฤตในครั้งนั้นทำให้ไทยต้องเร่งหาแหล่งพลังงานภายในประเทศ” 

 

วุฒิกรเล่าถึงบริบทในช่วงนั้นว่าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติไม่ใช่สิ่งที่หาง่ายเหมือนปัจจุบัน เป็นที่มาของการก่อตั้งการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย หรือ ปตท. ในปี พ.ศ. 2521 และภารกิจที่ ปตท. ได้รับ ก็คือ การวางท่อส่งก๊าซธรรมชาติจากแหล่งผลิตอ่าวไทยไปขึ้นฝั่งที่ จ.ระยอง

 

 

“ ทุกอย่างเกิดจากการวางแผนล่วงหน้า การขับเคลื่อน ปตท. ใช้หน่วยงานแผนกลาง และยืนอยู่บนหลักการและเหตุผล” วุฒิกรกล่าวเสริมเกี่ยวกับแนวทางที่ยึดถือในช่วงเริ่มต้นทำงาน

 

การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมพลังงานไทย

 

เมื่อถามถึงการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมพลังงานไทยในภาพใหญ่ วุฒิกร ยอมรับว่าประเทศไทยมีพัฒนาการอย่างมาก โดยเฉพาะการลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ

 

“อุตสาหกรรมพลังงานไทยเติบโตขึ้นมาก จากเดิมที่พลังงานแทบทั้งหมดอยู่ในมือของต่างชาติ มีช่วงหนึ่งไทยเริ่มค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติภายในประเทศ และนำทรัพยากรมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างจริงจัง หรือเป็นยุคโชติช่วงชัชวาล จนวันนี้ก๊าซธรรมชาติกลายเป็นพลังงานหลักของประเทศไปแล้ว” 

 

อย่างไรก็ตามความมั่นคงด้านพลังงานของไทยยังคงเผชิญความไม่แน่นอนจากสถานการณ์โลกที่ผันผวนอย่างต่อเนื่อง

 

“จุดเปลี่ยนสำคัญของพลังงานไทยอีกครั้งเกิดขึ้นช่วงปี พ.ศ. 2562 ถึง 2564 ตอนนั้นเจอทั้งโควิด และต่อด้วยสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทั้ง 2 ช่วงมีความท้าทายต่างกัน ช่วงโควิดต้องปรับวิธีการทำงานใหม่หมด เนื่องจากความต้องการพลังงานลดลงมาก นอกจากนี้ยังต้องดูแลพนักงานให้ปลอดภัย ควบคู่ไปกับการดำเนินงานของ ปตท. ให้เดินหน้าต่อไปได้ ส่วนช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ต้องรับมือกับราคา spot LNG ที่พุ่งสูงขึ้นซึ่งก็มีความท้าทายมากเช่นเดียวกัน”

 

วุฒิกรเล่าว่า สิ่งหนึ่งที่ทำให้ไทยรอดพ้นจากวิกฤตพลังงานในช่วงนั้นได้ คือการเตรียมพร้อมล่วงหน้าของ ปตท. ที่มองเห็นสัญญาณ และวางแผนรับมือไว้ก่อนแล้ว

 

“ปตท. คาดการณ์สถานการณ์ไว้ล่วงหน้า เราเลยวางแผนตั้งแต่ต้น ทั้งการนำเข้าพลังงาน และการวางโครงสร้างพื้นฐานรองรับเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการจัดหา ทำให้แม้สถานการณ์โลกจะผันผวน แต่ประเทศไทยไม่ขาดแคลนพลังงาน”

 

เคล็ดลับบริหารองค์กรใหญ่ ฝ่าคลื่นแห่งความไม่แน่นอน

 

หลังจากพาองค์กรฝ่าวิกฤตพลังงานโลกมาแล้วหลายครั้ง วุฒิกร เล่าถึงหัวใจสำคัญในการบริหารองค์กรใหญ่อย่าง ปตท.ว่า ‘ต้องยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง และเตรียมพร้อมล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ’

 

“ปตท.ให้ความสำคัญกับการมองไกล มีการจัด Strategic Thinking Session สำหรับผู้บริหารอย่างสม่ำเสมอเพื่อวางแผน ประเมินโอกาสและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น แล้วหาวิธีรองรับความเสี่ยงก่อนที่จะกลายเป็นวิกฤตจริง”

 

 

ขณะเดียวกัน วุฒิกรก็ย้ำว่าองค์กรไม่อาจเติบโตได้ หากละเลยบทบาทที่มีต่อสังคม

 

“องค์กรจะโตอย่างเดียวไม่ได้ ต้องโตไปกับสังคม ถ้ายังจำกันได้ ปตท.เคยทำโครงการใหญ่อย่างการปลูกป่า 1 ล้านไร่ หรือการดูแลชุมชนรอบพื้นที่ปฏิบัติงาน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราทำต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ทำเพราะต้องทำ แต่ทำเพราะเราเชื่อว่าองค์กรต้องมีบทบาทในสังคมจริงๆ”

 

นอกจากวิสัยทัศน์และการบริหารเชิงกลยุทธ์แล้ว วุฒิกรยังให้ความสำคัญกับ วัฒนธรรมองค์กรในการสร้างคนที่พร้อมจะเติบโตไปกับองค์กรในระยะยาว

 

“ปตท. มีค่านิยม SPIRIT ที่พนักงานทุกคนต่างยึดถือ เราต้องเป็นทั้ง ‘คนดี’ และ ‘คนเก่ง’ อยู่รวมกัน นอกจากนี้ยังยอมรับความแตกต่าง ขณะเดียวกันก็ต้องมีวินัย ทำในสิ่งที่ถูกต้อง และตัดสินใจด้วยเหตุผลที่รอบด้าน เพราะเรามีกระบวนการและกฎระเบียบที่ชัดเจนกำกับอยู่ทุกขั้นตอน”

 

ทั้งหมดนี้ต้องดำเนินไปพร้อมกับความเข้าใจในพันธกิจที่สำคัญของ ปตท. ที่มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย

 

“เราต้องสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ แต่ก็ต้องทำธุรกิจให้เติบโตเพื่อผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นด้วย นอกจากนี้ยังต้องตอบสนองผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรอบด้าน ทั้งภาครัฐ ลูกค้า และสังคมให้ดี นี่คือความท้าทายที่องค์กรที่ต้องรับมือ”

 

ความภาคภูมิใจในฐานะคน ปตท.

 

เมื่อถามถึงสิ่งที่วุฒิกรภาคภูมิใจที่สุดตลอดเส้นทางการทำงานใน ปตท. เขาตอบโดยไม่ลังเลว่า “ปตท.เป็นองค์กรที่ให้โอกาสคน”

 

“สมัยนั้น ผู้ใหญ่ในองค์กรเปิดโอกาสให้เราค่อนข้างมาก ผมมีโอกาสได้รับมอบหมายดูแลงานใหญ่ ได้ร่วมโต๊ะพูดคุยกับผู้บริหารระดับสูง รวมถึงหน่วยงานรัฐในหลายระดับ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้ง่ายๆ”

 

เขาเชื่อว่า หากใครเข้ามาทำงานใน ปตท. ด้วยความใฝ่รู้และตั้งใจจริง องค์กรจะเปิดพื้นที่ให้ได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

โดยเขาเป็นผู้ที่อยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงของพลังงานไทยที่สำคัญ ทั้งการนำเข้า LNG เข้ามาใช้ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก การเปิดเสรีธุรกิจก๊าซธรรมชาติของประเทศไทย ที่เดิมมี ปตท. เป็นผู้ดำเนินธุรกิจอยู่เพียงเจ้าเดียว ต้องเข้าสู่ระบบแข่งขัน มีการเปิดให้มีผู้ประกอบการหลายรายเข้ามาดำเนินการในธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญของประเทศและปตท. ทั้งยังเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญการบริหารจัดการเพื่อแก้ไขวิกฤตพลังงาน ในหลายครั้งที่ผ่านมา เช่น เหตุการณ์หยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยและเมียนมา เหตุการณ์ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ทำให้ราคา LNG พุ่งสูงขึ้น หรือช่วงที่เกิดรอยต่อสัมปทานของแหล่งเอราวัณและบงกช

 

“การอยู่ใน ปตท. ต้องเปิดรับและพร้อมเรียนรู้ตลอดเวลา เพราะโลกไม่หยุดนิ่ง ถ้าเราตั้งใจ ผมเชื่อว่าทุกคนมีความสำคัญ และสามารถเป็นฟันเฟืองที่ช่วยขับเคลื่อนพลังงานของประเทศได้”

 

ด้วยแนวคิดที่เปิดรับสิ่งใหม่อยู่เสมอ วุฒิกรจึงมีอีกสิ่งที่ภาคภูมิใจไม่แพ้กัน นั่นคือการผลักดันโครงสร้างพื้นฐานพลังงานอย่าง Liquefied Natural Gas (LNG) หรือก๊าซธรรมชาติเหลวให้เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย และต่อมาได้ต่อยอดสู่โปรเจกต์นวัตกรรมหลากหลาย หนึ่งในนั้นคือ ‘Harumiki’ สตรอว์เบอร์รีสดๆ ที่ปลูกอย่างทะนุถนอมในโรงเรือนระบบปิดที่ใช้พลังงานความเย็นจาก LNG 

 

 

“เมื่อเริ่มทำ LNG เราพบว่าความเย็นที่ทำให้ LNG ที่เป็นของเหลวเปลี่ยนสภาพเป็นก๊าซ สามารถนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมและการเกษตรได้ จึงเป็นที่มาของร้าน Harumiki โดยใช้ความเย็นที่เกิดขึ้นจากกระบวนการแปรสภาพก๊าซ LNG นี้ ผสานกับความรู้ด้านการเกษตร เพื่อช่วยให้สตรอว์เบอร์รีเติบโตได้อย่างมีคุณภาพ และต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ภายในร้าน”

 

 

จากภารกิจแรกจนถึงวันนี้ วุฒิกรผ่านทั้งความสำเร็จ ความท้าทาย และบทเรียนที่หลากหลาย แต่สิ่งที่เขาอยากฝากถึงคนรุ่นใหม่ไม่ใช่เพียงเรื่องของความเก่ง หากคือความตั้งใจ และหัวใจที่ไม่ย่อท้อ

 

“อยากให้คนรุ่นใหม่เรียนรู้ว่าเราไม่จำเป็นต้องเพอร์เฟกต์หรือทำได้ดีทุกครั้งเสมอไป ขอแค่มีความตั้งใจ และเชื่อในสิ่งที่เราทำ ถ้าเรายอมเปิดใจ เรียนรู้จากคนอื่น และพร้อมปรับตัวอยู่เสมอ ผมเชื่อว่าทุกคนจะสำเร็จอย่างแน่นอน”

The post จากวันแรกในวงการสู่การก้าวข้ามผ่านวิกฤตพลังงานโลก ถอดบทเรียนความสำเร็จจาก ‘วุฒิกร สติฐิต’ ผู้บริหารแถวหน้าของ ปตท. [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
บางจากทุบสถิติใหม่กวาดรายได้ 5.8 แสนล้าน เผยยอดขายน้ำมันโต 61% รุกปรับโครงสร้างถอนหุ้น BSRC โรงกลั่นศรีราชาออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ https://thestandard.co/bangchak-record-revenue-2567/ Fri, 21 Feb 2025 08:20:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1044462

บางจากปรับโครงสร้างธุรกิจ เสนอซื้อหุ้นสามัญทั้งหมด ถอนห […]

The post บางจากทุบสถิติใหม่กวาดรายได้ 5.8 แสนล้าน เผยยอดขายน้ำมันโต 61% รุกปรับโครงสร้างถอนหุ้น BSRC โรงกลั่นศรีราชาออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>

บางจากปรับโครงสร้างธุรกิจ เสนอซื้อหุ้นสามัญทั้งหมด ถอนหุ้นโรงกลั่นศรีราชา หรือ BSRC ออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ แลกเป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบางจาก ด้วยอัตราการแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์ที่ 1 หุ้นสามัญเพิ่มทุนของบางจาก ต่อ 6.50 หุ้นสามัญของ BSRC พร้อมเผยรายได้ปี 2567 หลังควบรวมกิจการทุบสถิติใหม่ 5.8 แสนล้าน ยอดขายน้ำมันทะลุเป้า 13,814 ล้านลิตร เติบโต 61% สูงสุดเป็นประวัติการณ์

 

วันนี้ (21 กุมภาพันธ์​) บริษัท บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP รายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 3/2568 มีมติอนุมัติแผนการปรับโครงสร้างธุรกิจของกลุ่มบริษัทบางจาก ผ่านการทำคำเสนอซื้อหุ้นสามัญทั้งหมดของ บริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน) (BSRC) ที่ถือโดยผู้ถือหุ้นรายอื่น ไม่เกินจำนวน 631,859,702 หุ้น (คิดเป็น 18.3% ของหุ้นที่ออกจำหน่ายแล้วทั้งหมดของ BSRC)

 

โดยแลกกับหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบางจาก (Share Swap) ด้วยอัตราการแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์ที่ 1 หุ้นสามัญเพิ่มทุนของบางจาก ต่อ 6.50 หุ้นสามัญของ BSRC และ หากมีเศษหุ้นจากการคำนวณหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบางจาก จะมีการปัดเศษหุ้นนั้นทิ้ง 

 

การทำคำเสนอซื้อหุ้นสามัญดังกล่าว รวมคิดเป็นจำนวนหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบางจากไม่เกิน 97,209,185 หุ้น โดยจะไม่มีการชำระค่าตอบแทนในรูปแบบของตัวเงิน

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

อีกทั้งได้ประกาศแผนการเพิกถอนหุ้นของ BSRC จากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คาดว่าแผนการปรับโครงสร้างดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในปี 2568

 

ทั้งนี้ บริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน) (BSRC) เป็นผู้ดำเนินธุรกิจโรงกลั่นปิโตรเลียมและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมแบบครบวงจร (Integrated) ประกอบธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันและอะโรเมติกส์ที่ศรีราชา เครือข่ายคลังน้ำมัน และสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ

 

โดยข้อมูลสมุดทะเบียน ณ วันที่ 4 กันยายน 2567 มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 5 อันดับแรก ดังนี้

 

  1. บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 78.97%
  2. กองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่ง โดย บลจ.เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 4.08%
  3. กองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่ง โดย บลจ.กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 4.08%
  4. SOUTH EAST ASIA UK (TYPE C) NOMINEES LIMITED ถือหุ้น 1.22%
  5. กองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่ง ถือหุ้น 0.72%

 

ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แผนการปรับโครงสร้างกลุ่มบริษัทบางจาก จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัทบางจาก ให้เพิ่มความแข็งแกร่งของผลประกอบการทางการเงิน ทำให้โครงสร้างการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัทบางจากมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ลดความซับซ้อนของโครงสร้างการถือหุ้น และเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน ลดกระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อน

 

นอกจากนี้ การทำคำเสนอซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นของ BSRC ด้วยวิธีการแลกกับหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบางจาก เป็นการเปิดโอกาสให้แก่ผู้ถือหุ้น BSRC ได้ถือหุ้นบางจาก ซึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่มีความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงิน

 

ทั้งในด้านผลประกอบการที่เติบโตอย่างมั่นคง มี EBITDA ระดับ 4 หมื่นล้านบาทต่อเนื่อง และฐานะทางการเงินที่แข็งแรง โดยมีขนาดของสินทรัพย์ระดับกว่า 3 แสนล้านบาท ประกอบกับมีศักยภาพในการเติบโตจากธุรกิจหลักที่มีความหลากหลาย ภายใต้แนวคิด Bangchak 100X เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย EBITDA 1 แสนล้านบาท ภายในปี 2573 และการเติบโตเป็นองค์กรที่ยั่งยืน 100 ปีคู่สังคมไทย 

 

โดยผู้ถือหุ้น BSRC ยังคงมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ BSRC ในทางอ้อมผ่านการถือหุ้นในบางจาก พร้อมทั้งมีสภาพคล่องในการลงทุนที่สูงขึ้นจากมูลค่าตลาด (Market Capitalization) ที่ใหญ่ขึ้น

 

สำหรับธุรกรรมการปรับโครงสร้างผ่านการทำคำเสนอซื้อหุ้นสามัญทั้งหมดและเพิกถอนหุ้น BSRC ดังกล่าว อยู่ภายใต้เงื่อนไขต่างๆ รวมถึงการได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2568 ของบางจาก ในวันที่ 11 เมษายน 2568 และการได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2568 ของ BSRC ในวันที่ 9 เมษายน 2568

 

ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทบางจากรายงานผลการดำเนินงานปี 2567 สร้างสถิติใหม่ของรายได้จากการขายและการให้บริการ มีรายได้ 589,877 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 53% จากปีก่อน EBITDA 40,409 ล้านบาท พร้อมบันทึกรายได้และยอดปริมาณจำหน่ายน้ำมันสูงเป็นประวัติการณ์ 13.8 ล้านลิตร รวมถึงสามารถสร้าง Synergy สูงถึง 6,071 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายเท่าตัว โดยมีกำไรส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 2,184 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 1.30 บาท

 

 

ยอดขายน้ำมันโต 61% ท่ามกลางความท้าทายของราคาน้ำมันโลกผันผวน

 

ชัยวัฒน์เปิดเผยอีกว่า “แม้ปี 2567 จะเป็นปีที่เผชิญกับความผันผวนของราคาน้ำมัน และค่าการกลั่นที่อ่อนตัวลง ส่งผลให้กำไรปรับตัวลดลงจากปีก่อน กลุ่มบริษัทบางจากยังคงสร้างสถิติใหม่ของรายได้จากการขายและการให้บริการ 589,877 ล้านบาท เติบโตต่อเนื่อง 53% EBITDA 40,409 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (ที่ไม่รวมรายการพิเศษ) 6,120 ล้านบาท ผ่านการขับเคลื่อนของ 5 กลุ่มธุรกิจ

 

“โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจการตลาด ที่มีปริมาณการจำหน่ายน้ำมัน 13,814 ล้านลิตร เติบโตอย่างก้าวกระโดดกว่า 61% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ การรับรู้ Synergy สูงถึง 6,071 ล้านบาท เหนือกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 2,500 ล้านบาท หลังจากการควบรวมกิจการและรับรู้รายได้เต็มปีของบริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน) (BSRC)

 

ดังนั้นการดำเนินธุรกิจดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและประสิทธิภาพของกลยุทธ์ที่กลุ่มบริษัทได้วางไว้ ทั้งศักยภาพและความมุ่งมั่นในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน” ชัยวัฒน์กล่าว

 

ด้าน ภัทร์ภูรี ชินกุลกิจนิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบัญชีและการเงิน กล่าวว่า ในปี 2567 กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน มี EBITDA 5,006 ล้านบาท ปรับลดลง 62% มีอัตรากำลังการผลิตเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมาอยู่ที่ 258,000 บาร์เรลต่อวัน เติบโตกว่า 16% จากปีก่อน

 

แม้ว่าโรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง จะมีการปิดซ่อมบำรุงหน่วยกลั่นตามวาระ (Turnaround Maintenance) ในรอบ 3 ปี เมื่อเดือนพฤษภาคม 2567 แต่กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากโรงกลั่นศรีราชา สามารถดำเนินการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

โดยเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 147,800 บาร์เรลต่อวัน จากปี 2566 ที่ 101,900 บาร์เรลต่อวัน หนุนกำลังการผลิตของกลุ่มบริษัทบางจากเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความท้าทายของราคาน้ำมันที่ผันผวนจากความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว

The post บางจากทุบสถิติใหม่กวาดรายได้ 5.8 แสนล้าน เผยยอดขายน้ำมันโต 61% รุกปรับโครงสร้างถอนหุ้น BSRC โรงกลั่นศรีราชาออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลุ้น 2 ผู้ผลิตจีนยักษ์ใหญ่ ตั้งฐานผลิตอุตสาหกรรมต้นน้ำ ‘เซลล์แบตเตอรี่ EV’ ในไทย เฟสแรก 3 หมื่นล้านบาท https://thestandard.co/ev-battery-cells/ Thu, 18 Apr 2024 11:38:47 +0000 https://thestandard.co/?p=924236 EV battery cells

ไทยกับโอกาสในการเป็นฮับ EV คงอยู่ไม่ไกล หลังจากบีโอไอโร […]

The post ลุ้น 2 ผู้ผลิตจีนยักษ์ใหญ่ ตั้งฐานผลิตอุตสาหกรรมต้นน้ำ ‘เซลล์แบตเตอรี่ EV’ ในไทย เฟสแรก 3 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
EV battery cells

ไทยกับโอกาสในการเป็นฮับ EV คงอยู่ไม่ไกล หลังจากบีโอไอโรดโชว์นักลงทุนจีน ล่าสุดอาจมีลุ้นว่า ปีนี้ทุนยักษ์ใหญ่ 2 ราย พร้อมจะเข้ามาตั้งโรงงานในไทย โดยแต่ละรายจะมีกำลังการผลิตประมาณ 6-10 GWh มูลค่าเงินลงทุนเฟสแรกรวมกว่า 3 หมื่นล้านบาท 

 

นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า หลังจากที่บีโอไอพบผู้บริหารบริษัทผลิตแบตเตอรี่ชั้นนำระดับโลกจากจีน 7 ราย ได้แก่ CATL, CALB, IBT, Eve Energy, Gotion High-tech, Sunwoda และ SVOLT Energy Technology ที่มณฑลฝูเจี้ยนและมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน พบว่า ทุกบริษัทมองเห็นโอกาสทางธุรกิจในไทย และให้ความสนใจอย่างมากต่อมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อผลิตแบตเตอรี่ระดับเซลล์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบกักเก็บพลังงาน ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำที่ใช้เทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านเคมีและวัสดุศาสตร์ขั้นสูง ใช้เงินลงทุนสูง และเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า

 

“มาตรการของไทยให้สิทธิประโยชน์ ทั้งการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล การยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบ และเงินสนับสนุนจากกองทุน ค่าใช้จ่ายบางส่วนในการลงทุน การวิจัยและพัฒนา และการพัฒนาบุคลากร” 

 

เบื้องต้น ผู้ผลิตแบตเตอรี่ทั้ง 7 รายมองว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งหลายด้านจากตลาดยานยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด  

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้ความต้องการใช้แบตเตอรี่สำหรับระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS) เพิ่มสูงขึ้นมากในอนาคต ผู้ผลิตแบตเตอรี่จึงมองเห็นโอกาสที่จะเข้ามาผลิตเซลล์แบตเตอรี่ในประเทศไทย และบางรายจะผลิตต่อเนื่องไปถึงขั้นปลายคือ โมดูลและแพ็ก 

 

“ภายในปีนี้คาดว่าผู้ผลิตรายใหญ่อย่างน้อย 2 รายจะมีความชัดเจนในการเข้ามาลงทุนผลิตแบตเตอรี่ระดับเซลล์ในไทย โดยแต่ละรายจะมีขนาดกำลังการผลิตในเฟสแรกประมาณ 6-10 GWh มูลค่าเงินลงทุนเฟสแรกรวมกันกว่า 3 หมื่นล้านบาท” นฤตม์กล่าว

 

CATL เบอร์ 1 ผู้ผลิตเซลล์แบตเตอรี่ 

 

ปัจจุบันประเทศจีนเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ของโลก ผู้ผลิตแบตเตอรี่ระดับเซลล์จากจีนมีส่วนแบ่งตลาดรวมกันกว่าร้อยละ 60 โดย CATL มีส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ร้อยละ 37 

 

บริษัทเหล่านี้ไม่ได้ผลิตแบตเตอรี่ป้อนให้กับค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจีนเท่านั้น แต่ล้วนมีเครือข่ายระดับโลก และผลิตป้อนให้กับค่ายรถยนต์ชั้นนำทั่วโลกด้วย เช่น CATL ผลิตแบตเตอรี่ให้กับ Tesla, Ford, BMW, Mercedes-Benz, Volkswagen, Kia และเป็นพันธมิตรกับ Toyota ขณะที่ Gotion มี Volkswagen เข้าไปถือหุ้นใหญ่ เพื่อร่วมกันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ในอนาคต

 

ส่วน EVE Energy ผลิตป้อนให้กับ BMW และ SVOLT มีลูกค้าเป็นแบรนด์รถยนต์ชั้นนำ เช่น BMW และ Stellantis สำหรับ Sunwoda ก็ผลิตแบตเตอรี่ให้กับแบรนด์ชั้นนำจากหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น Renault, Nissan, Volkswagen, Volvo

 

ทั้งนี้ บริษัทเหล่านี้อยู่ในห้วงเวลาที่กำลังพิจารณาขยายฐานการผลิตออกนอกประเทศจีน เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากทั่วโลก รวมทั้งลดความเสี่ยงจากปัญหาความขัดแย้งระหว่าง

 

“ขั้วมหาอำนาจที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ซึ่งผู้ผลิตบางส่วนได้เริ่มลงทุนสร้างโรงงานแบตเตอรี่ในโซนยุโรปและสหรัฐอเมริกาแล้ว เป้าหมายต่อไปคือ ภูมิภาคอาเซียน ไทยจึงจำเป็นต้องเร่งดึงการลงทุนและสร้างความร่วมมือกับบริษัทกลุ่มนี้โดยเร็วที่สุด”

 

กลุ่ม AMATA เนื้อหอม ชี้ปี 2567 ปีทองรับทุนจีนย้ายฐานผลิต

 

โอซามู ซูโด รักษาการประธานเจ้าหน้าที่การตลาด AMATA กล่าวว่า ขณะนี้ลูกค้าให้ความสนใจซื้อที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมเพื่อลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยได้เข้ามาสำรวจที่ดินหลายราย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการจากจีน 

 

โดยนิคมอุตสาหกรรมที่กลุ่มนักลงทุนจีนให้ความสนใจเข้ามาสำรวจที่ดินคือ นิคมฯ ไทย-จีน ที่ตั้งอยู่ในอมตะซิตี้ ระยอง ทำให้แนวโน้มความต้องการซื้อที่ดินในจังหวัดระยองจากผู้ประกอบการจีนสูง โดยมีทั้งผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ผู้ผลิตรถยนต์ และผู้ผลิตอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีขั้นสูง ทำให้ในปีนี้ 2567 คาดว่าสัดส่วนลูกค้าจีนมากขึ้น 

 

“สาเหตุมาจากปัจจัยสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิต โดยประเทศกลุ่มอาเซียนถือเป็นเป้าหมายสำคัญ”   

 

The post ลุ้น 2 ผู้ผลิตจีนยักษ์ใหญ่ ตั้งฐานผลิตอุตสาหกรรมต้นน้ำ ‘เซลล์แบตเตอรี่ EV’ ในไทย เฟสแรก 3 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักลงทุนจีนปักหมุดนิคม ‘Smart Park’ เล็งเช่าพื้นที่แบบเหมาแปลงทั้งหมด ลงทุนชิ้นส่วน EV – พลังงาน https://thestandard.co/chinese-investors-smart-park/ Tue, 02 Apr 2024 11:03:13 +0000 https://thestandard.co/?p=918505 Smart Park

นักลงทุนจีนปักหมุดลงทุนกลุ่มอุตสาหกรรม Supply Chain ชิ้ […]

The post นักลงทุนจีนปักหมุดนิคม ‘Smart Park’ เล็งเช่าพื้นที่แบบเหมาแปลงทั้งหมด ลงทุนชิ้นส่วน EV – พลังงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Smart Park

นักลงทุนจีนปักหมุดลงทุนกลุ่มอุตสาหกรรม Supply Chain ชิ้นส่วนยานยนต์ EV และกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม Smart Park ขณะที่การก่อสร้างโครงการคืบหน้ากว่า 82.55% เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ สร้างเศรษฐกิจชุมชน เพิ่มรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่ ชูโปรโมชันยกเว้นค่าเช่าที่ดิน 1 ปี และยกเว้นค่าบริการบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวก 1 ปีแรกเพื่อจูงใจนักลงทุน

 

วีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันการก่อสร้างโครงการนิคมอุตสาหกรรม Smart Park มีความก้าวหน้ากว่า 82.55% (ณ วันที่ 18 มีนาคม 2567) และมีนักลงทุนสนใจเข้ามาลงทุนจากหลายประเทศ หลังจากที่ กนอ. มีการโรดโชว์ 

 

โดยล่าสุดกลุ่มนักลงทุนจากประเทศจีนแสดงความสนใจที่จะเช่าที่ดินแปลงใหญ่ในนิคมอุตสาหกรรม Smart Park เพื่อประกอบกิจการในกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า 

 

“ผมได้พูดคุยกับกลุ่มนักลงทุนชาวจีนที่สนใจจะลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม Smart Park เมื่อไม่นานมานี้ และมอบหมายให้กองการตลาดของ กนอ. พานักลงทุนกลุ่มนี้ลงพื้นที่ไปดูพื้นที่จริงที่นิคมอุตสาหกรรม Smart Park ซึ่งนักลงทุนชาวจีนให้ความสนใจอย่างมากในการเช่าพื้นที่แบบเหมาแปลงทั้งหมด โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเก็บข้อมูลเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการดำเนินธุรกิจ (Feasibility Study) ซึ่งจะมีการประชุมหารือร่วมกับ กนอ. ในรายละเอียดต่อไป” วีริศกล่าว

 

ทั้งนี้ โครงการนิคมอุตสาหกรรม Smart Park อยู่ในพื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง มีพื้นที่โครงการ 1,383.71 ไร่ ถือเป็นนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ที่ก้าวข้ามการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมในพื้นฐานเดิม โดยมีกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ (Aviation and Logistics), กลุ่มอุตสาหกรรมการแพทย์ (Medical Device), กลุ่มอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ (Robotics) และกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล (Digital) เพื่อเสริมสร้างความเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศที่ทันสมัย ปลอดภัย ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ ภายใต้แนวคิดนิคมอุตสาหกรรมที่มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ตามนโยบายของรัฐบาลที่กำหนดให้ต้องบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 

 

ทั้งนี้ หลังจากก่อสร้างแล้วเสร็จและดำเนินโครงการแล้ว จะเกิดการจ้างงานประมาณ 7,459 คน มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจพื้นที่ประมาณ 1,342 ล้านบาทต่อปี และยังสามารถสร้างเศรษฐกิจชุมชน ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่อีกด้วย คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ตามแผนที่วางไว้ในปี 2567

 

สำหรับมาตรการส่งเสริมการให้เช่าที่ดินในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม Smart Park ในพื้นที่เขตอุตสาหกรรมทั่วไป กำหนดระยะเวลามาตรการตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2566 ถึงวันที่ 27 ธันวาคม 2567 เพื่อสร้างแรงจูงใจให้นักลงทุนเข้ามาเช่าที่ดินในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเป็นฐานการผลิตและการลงทุน ประกอบด้วย การยกเว้นค่าเช่าที่ดินเป็นระยะเวลา 1 ปีนับจากวันที่ทำสัญญาเช่าที่ดิน และยกเว้นค่าบริการบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกใน 1 ปีแรกนับแต่วันที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ที่ดินเพื่อประกอบกิจการจาก กนอ. ทั้งนี้ หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการได้รับสิทธิประโยชน์ตามมาตรการส่งเสริมการเช่าที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม Smart Park จะเป็นไปตามที่ กนอ. กำหนด

 

The post นักลงทุนจีนปักหมุดนิคม ‘Smart Park’ เล็งเช่าพื้นที่แบบเหมาแปลงทั้งหมด ลงทุนชิ้นส่วน EV – พลังงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุดเริ่มต้นของจุดจบ! นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศยกให้ปี 2023 เป็นปีแห่งการสิ้นสุดยุคเชื้อเพลิงฟอสซิล https://thestandard.co/2023-marks-the-end-of-the-fossil-fuel-era/ Sun, 31 Dec 2023 10:55:57 +0000 https://thestandard.co/?p=883060

เมื่อไม่นานมานี้ องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกออกมาประเมินว่า […]

The post จุดเริ่มต้นของจุดจบ! นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศยกให้ปี 2023 เป็นปีแห่งการสิ้นสุดยุคเชื้อเพลิงฟอสซิล appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อไม่นานมานี้ องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกออกมาประเมินว่าในอีก 5 ปีข้างหน้านี้ โลกจะร้อนขึ้นและเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม ทำให้ระหว่างช่วงนี้มีโอกาสที่ใน 5 ปีข้างหน้า โลกจะทุบสถิติร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากภาคพลังงานพุ่งขึ้นไม่หยุด  

 

ทำให้นานาประเทศต่างพยายามตั้งเป้าลดการปล่อยคาร์บอน และทยอยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลลง หันไปผลิตเชื้อเพลิงจากพลังงานสะอาด โดยเฉพาะการหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ ณ เวลานี้ดีมานด์กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาครองสัดส่วนอุตสาหกรรมไปแล้วมากกว่า 50%  

 

สำนักข่าว ​​The guardian รายงานว่า นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศยกให้ปี 2023 ว่าเป็น ‘จุดเริ่มต้นของจุดจบ’ สำหรับยุคแห่งการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล โดยเชื่อว่าปี 2023 จะเป็นปีที่ถูกบันทึกว่ามีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประจำปีแตะระดับสูงสุด

 

ท่ามกลางความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วโลกมาโดยตลอด จะทยอยเริ่มลดการใช้ลงอย่างรวดเร็วในที่สุด และถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการผลักดันการปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 


 

โดยที่ผ่านมาบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศเตือนอยู่เสมอว่า หากผู้นำแต่ละประเทศมีเป้าหมายในการรักษาอุณหภูมิโลก 1.5 องศาเซลเซียส เหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม ต้องพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้มากที่สุดก่อนไปถึงปี 2030

 

Neil Grant ผู้จัดทำรายงานพลังงานฉบับนี้ ระบุว่า ขณะนี้เรากำลังเข้าใกล้จุดเปลี่ยนของพลังงานหมุนเวียนแซงหน้าการเติบโตของอุปสงค์ฟอสซิล ที่เริ่มเห็นการเข้ามาแทนที่ของถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ นี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบของเศรษฐกิจที่พึ่งพาฟอสซิล

 

ขณะที่ Ember หน่วยงานวิจัยด้านพลังงาน ระบุว่า การปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการผลิตไฟฟ้าได้แตะระดับสูงสุดในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ไปแล้ว และอาจเริ่มลดลงตั้งแต่ปีหน้า

 

โดยที่ผ่านมาจะพบว่าการผลิตไฟฟ้าของ 78 ประเทศซึ่งคิดเป็น 92% ของความต้องการไฟฟ้าทั่วโลกนั้น เป็นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้น 16% และจากพลังงานลมเพิ่มขึ้น 10%

 

นอกจากนี้ การใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลกคาดว่าจะเริ่มลดความต้องการเชื้อเพลิงรถยนต์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 50% ของความต้องการน้ำมันในประเทศพัฒนาแล้ว

 

Fatih Birol ผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ย้ำอีกว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด ยิ่งทำเร็วเท่าไรก็ยิ่งดีสำหรับเราทุกคน 

 

“It’s not a question of ‘if’, it’s just a matter of ‘how soon’ and the sooner the better for all of us” 

 

อย่างไรก็ตาม บางฝ่ายมองว่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนของทุกกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงานจะยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการน้ำมันทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นจนถึงปี 2050 โดยบรรดาประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) ยังคาดการณ์ด้วยว่าความต้องการน้ำมันของทั่วโลกจะยังคงเติบโตต่อไปจนถึงปี 2588 แม้ว่าจะมีอัตราที่แผ่วลงหากเทียบกับในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาก็ตาม

 

อ้างอิง: 

The post จุดเริ่มต้นของจุดจบ! นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศยกให้ปี 2023 เป็นปีแห่งการสิ้นสุดยุคเชื้อเพลิงฟอสซิล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภูมิอากาศทั่วโลกแปรปรวนหนัก ทำให้เกิด ‘ผู้ชนะ-ผู้แพ้’ ในหลายอุตสาหกรรม https://thestandard.co/winners-losers-extreme-weather/ Sun, 04 Jun 2023 05:56:42 +0000 https://thestandard.co/?p=799140

ภูมิอากาศที่กำลังแปรปรวนและคาดเดาได้ยากมากขึ้นเป็นหนึ่ง […]

The post ภูมิอากาศทั่วโลกแปรปรวนหนัก ทำให้เกิด ‘ผู้ชนะ-ผู้แพ้’ ในหลายอุตสาหกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>

ภูมิอากาศที่กำลังแปรปรวนและคาดเดาได้ยากมากขึ้นเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญที่บริษัทต่างๆ ต้องเผชิญ รวมทั้งภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นถี่มากขึ้นในระยะหลัง เช่น น้ำท่วม คลื่นความร้อน ก็ยิ่งทำให้ธุรกิจและบรรดาผู้บริหารกองทุนทั่วโลกรับมือได้ยากขึ้น

 

จากรายงานฉบับล่าสุดของ United Nations เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระบุว่า โลกเราจะเผชิญกับความร้อนที่เพิ่มสูงขึ้นมาก และจะเป็นเช่นนั้นอีกยาวนาน 

 

คลื่นความร้อนทั่วโลกทำให้รูปแบบของสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไป อย่างในสเปนและโปรตุเกสเพิ่งจะเผชิญกับเดือนเมษายนที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่อินเดียเผชิญกับอุณหภูมิสูงที่สุดในเดือนกุมภาพันธ์นับแต่ปี 1901 และยุโรปเริ่มต้นปี 2023 ด้วยวันปีใหม่ที่อุณหภูมิต่ำสุดเป็นสถิติใหม่ 

 

ความแปรปรวนของภูมิอากาศยังได้ส่งผลต่อธุรกิจประกัน เช่น Suncorp Group Ltd. ต้องเผชิญผลขาดทุนจากภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้น ขณะที่ธุรกิจเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เช่น Carnival Corp. ซึ่งเป็นบริษัทเดินเรือต้องยกเลิกการเดินทางเนื่องจากเฮอริเคนเมื่อปีก่อน ในมุมกลับกันบางธุรกิจก็อาจจะได้รับผลประโยชน์ในบางช่วงเวลา เช่น ผู้ผลิตกาแฟอย่าง CCL Products (India) Ltd. ที่ได้อานิสงส์จากการที่ผลผลิตออกมาน้อยกว่าปกติ ช่วยหนุนราคาขายและรายได้ 

 

Akshay Panth หัวหน้าฝ่ายบริหารการลงทุนของกองทุน Neev ซึ่งมีนโยบายลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับสภาพภูมิอากาศและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า “ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกลายเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับนักลงทุนทั่วโลกเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ เพราะสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงสุดขั้วสามารถทำให้ภาพธุรกิจเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ” 

 

ทั้งนี้ Bloomberg ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับอุตสาหกรรมบางส่วนที่อาจเป็นผู้ชนะและผู้แพ้จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ 

 

พลังงาน

 

บริษัทพลังงานหลายแห่งกำลังเป็นที่จับตามองในฟิลิปปินส์ เนื่องจากบางพื้นที่อาจจะร้อนขึ้นอย่างมาก เช่นเดียวกับในจีน อย่างเมืองเซี่ยงไฮ้ที่กำลังร้อนอบอ้าว หรือเมืองกวางตุ้ง มณฑลไห่หนานที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูง โดยจีนต้องการการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างรวดเร็วและมีนัยสำคัญเพื่อทดแทนการใช้ถ่านหิน 

 

Tim Chan นักกลยุทธ์ของ Morgan Stanley กล่าวว่า “การลงทุนในธีมการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านจะช่วยให้นักลงทุนสามารถป้องกันความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงและถี่มากขึ้นได้”

 

ภาวะแห้งแล้งอาจกระทบต่อพลังงานน้ำและนิวเคลียร์ เพราะจะทำให้น้ำที่จำเป็นต่อการผลิตลดลง อย่างที่เกิดขึ้นต่อบริษัท Electricite de France SA เมื่อปีก่อน อย่างไรก็ดี สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างหนักอาจหนุนความต้องการใช้พลังงานสะอาด ส่งผลดีต่อบริษัทอย่าง Scatec ASA ในยุโรป, First Solar Inc. ในสหรัฐอเมริกา และ Adani Green Energy Ltd. ในเอเชีย

 

ประกัน

 

อุตสาหกรรมประกันต่างกำลังติดปัญหาในการปรับตัวเข้ากับความปกติใหม่ ซึ่งผลขาดทุนเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยปัจจุบันคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี 

 

หุ้นของ Suncorp Group, Insurance Australia Group Ltd. และ QBE Insurance Group Ltd. ต่างถูกกระทบจากฝนตกหนักในนิวซีแลนด์จากผลของไซโคลนแกเบรียล 

 

ขณะที่บริษัทรับประกันภัยต่อซึ่งดีลกับอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์เริ่มมีความเสี่ยงมากขึ้นต่อความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ส่งผลให้บริษัทเหล่านี้ต้องเพิ่มค่าเบี้ยประกัน อย่างบริษัทประกันที่รับประกันบ้านในรัฐฟลอริดา เท็กซัส และรัฐอื่นๆ ที่อยู่ติดชายฝั่ง มีความเสี่ยงที่จะถูกกระทบจากพายุที่รุนแรง

 

อย่างไรก็ตาม Chamath De Silva กล่าวว่า “บริษัทประกันอาจได้รับผลกระทบในระยะสั้น ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของเหตุการณ์ แต่อาจได้ประโยชน์ในระยะยาวจากค่าเบี้ยที่สูงขึ้นหลังจากเหตุการณ์ผ่านไป” 

 

ท่องเที่ยว

 

บริษัทที่พึ่งพิงการท่องเที่ยวในฤดูร้อนอาจได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศร้อนจัด โดยเฉพาะหากราคาน้ำมันแพงขึ้นมากด้วย ซึ่งเหล่านี้อาจกระทบต่อกำไรของบริษัทสายการบินและบริษัทเดินเรือท่องเที่ยว เช่นเดียวกับการขับรถท่องเที่ยวก็อาจจะน้อยลง 

 

พายุฤดูร้อนอาจบังคับให้สายการบินและเรือต้องยกเลิกหรือเลื่อนการเดินทาง อย่าง Southwest Airlines ถูกกระทบจากสภาพอากาศเมื่อเดือนธันวาคม จนส่งผลให้เกิดผลขาดทุน 380 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสนั้น

 

หรือกรณีของเฮอริเคนเอียนเมื่อปีก่อน ทำให้บริษัทอย่าง Carnival และบริษัทเดินเรืออื่นๆ ต้องยกเลิกการเดินทาง และกระทบต่อราคาหุ้นของบริษัท 

 

เหมือง / สินค้าโภคภัณฑ์ / ก๊าซธรรมชาติ 

 

ประเทศอย่างออสเตรเลียที่มีทรัพยากรธรรมชาติค่อนข้างมาก แต่หลายบริษัทได้รับผลกระทบ เช่น Newcrest Mining ซึ่งทำเหมืองทองคำต้องปิดเหมืองประจำปีเร็วกว่าปกติ และกดดันราคาหุ้น เช่นเดียวกับเหมืองถ่านหินบางส่วนที่ผลิตได้น้อยลง หลังจากที่ไซโคลนลูกใหญ่กระทบฝั่งตะวันตกของออสเตรเลีย ตามมาด้วยฝนตกอย่างหนักและน้ำท่วม 

 

การที่พายุเกิดบ่อยและรุนแรงมากขึ้นในเม็กซิโกทำให้ราคาพลังงานในภูมิภาคสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตก๊าซธรรมชาติ ดีเซล และโพรเพน สูงขึ้นตาม ขณะที่อากาศที่ร้อนและแห้งมากขึ้นในแคนาดาเป็นสาเหตุของไฟป่า และกระทบต่อการผลิตก็ผลักให้ราคาพลังงานสูงขึ้น 

 

สินค้าเกษตร

 

นักกลยุทธ์ของ JPMorgan Chase & Co. มองความเสี่ยงจากภาวะเอลนีโญซึ่งวนกลับมาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงปี 2023 กระทบต่อผลผลิตการเกษตร การผลิตอุตสาหกรรม และบรรยากาศการลงทุน 

 

Rajiv Batra นักกลยุทธ์ของ JPMorgan กล่าวว่า “จากความไม่ปกติของอุณหภูมิ ผลกระทบส่วนมากจะตกกับสินค้าเกษตรของไทย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ขณะที่ฟิลิปปินส์อาจได้อานิสงส์จากไซโคลนที่เกิดน้อยลง”

 

ขณะที่อากาศร้อนในอินเดียที่ร้อนมากสุดในรอบศตวรรษ ทำให้วัวตายเป็นจำนวนมากและทำให้ผลผลิตภัณฑ์จากวัว เช่น นมวัว ลดลง เช่นเดียวกับราคากาแฟที่พุ่งขึ้นอย่างมากเพราะผลผลิตในเวียดนามและอินโดนีเซียลดลง ไม่ต่างจากน้ำตาลที่ผลผลิตในอินเดียและบราซิลลดลง จนราคาพุ่งขึ้นสูงสุดในรอบกว่า 10 ปี 

 

เคมิคัล / การขนส่งอุตสาหกรรม

 

Evgenia Molotova ผู้จัดการฝ่ายการลงทุนอาวุโสของ Pictet Asset Management กล่าวว่า “การเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานและการที่ไม่สามารถใช้แม่น้ำในการขนส่งได้อย่างที่เคยเป็นมา เป็นผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมและเคมิคัล”

 

เมื่อปีก่อนการที่ระดับน้ำในแม่น้ำไรน์ในเยอรมนีและเนเธอร์แลนด์ต่ำลงอย่างมาก ทำให้บริษัทต่างๆ ต้องลดปริมาณการขนส่งสินค้าลงจากปกติ และทำให้เกิดความล่าช้าในการขนส่งพร้อมกับต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้น โดย 80% ของการขนส่งทางน้ำในเยอรมนีต้องผ่านแม่น้ำสายนี้ 

 

อ้างอิง:

The post ภูมิอากาศทั่วโลกแปรปรวนหนัก ทำให้เกิด ‘ผู้ชนะ-ผู้แพ้’ ในหลายอุตสาหกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรงกลั่นน้ำมันกำลังเป็นธุรกิจขาลง แต่ธุรกิจนี้อาจกลายเป็น ‘เครื่องจักรผลิตเงินสด’ ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า https://thestandard.co/oil-refinery-business-downturn/ Wed, 05 Apr 2023 04:26:23 +0000 https://thestandard.co/?p=773156 โรงกลั่นน้ำมัน

อุตสาหกรรมพลังงานดั้งเดิม โดยเฉพาะน้ำมัน เป็นหนึ่งในอุต […]

The post โรงกลั่นน้ำมันกำลังเป็นธุรกิจขาลง แต่ธุรกิจนี้อาจกลายเป็น ‘เครื่องจักรผลิตเงินสด’ ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรงกลั่นน้ำมัน

อุตสาหกรรมพลังงานดั้งเดิม โดยเฉพาะน้ำมัน เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ถูกมองว่าอยู่ในช่วง Sunset หรือเข้าสู่วัฏจักรขาลง ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนผ่านด้านการใช้พลังงานของโลก จากพลังงานดั้งเดิมไปสู่พลังงานสะอาด 

 

อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าความต้องการใช้น้ำมันยังคงมีอยู่ค่อนข้างสูงในปัจจุบัน สะท้อนจากช่วงหลังการแพร่ระบาดของโควิด ซึ่งทำให้ความต้องการใช้น้ำมันฟื้นตัวกลับมาอย่างรวดเร็ว และด้วยสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ที่นำไปสู่ภาวะขาดแคลนพลังงานในบางช่วงเวลา ได้ผลักให้ราคาน้ำมันและต้นทุนพลังงานอื่นๆ พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก 

 

แม้ปลายทางของการใช้น้ำมันและพลังงานฟอสซิลจะค่อยๆ ลดลง แต่หากมองในระยะ 5-10 ปีข้างหน้านี้ ความต้องการอาจจะยังไม่ได้ลดลงเร็วมากนัก ขณะเดียวกันอุปทานใหม่ๆ ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากเช่นกัน ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน อาทิ โรงกลั่น อาจกลายเป็นเหมือน ‘เครื่องจักรผลิตเงินสด’ ท่ามกลางแนวโน้มธุรกิจที่กำลังเข้าสู่ขาลง 

 

หนึ่งในปัจจัยบวกต่อธุรกิจโรงกลั่นขณะนี้คือ ราคาน้ำมันที่แม้ว่าจะเริ่มลดลงมาแล้วจากจุดพีคเมื่อก่อนที่ประมาณ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เหลือประมาณ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ยังถือว่าเป็นระดับที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับในอดีต 

 

และการตัดสินใจเซอร์ไพรส์ตลาดของ OPEC+ ล่าสุด ด้วยการประกาศจะลดกำลังการผลิตลงกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้นักวิเคราะห์หลายรายคาดการณ์กันว่าราคาน้ำมันอาจกลับไปสู่ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง 

 

สำหรับอนาคตของธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในมุมมองของ นพดล ปิ่นสุภา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT มองว่า ความท้าทายของธุรกิจพลังงานดั้งเดิม รวมทั้งโรงกลั่น คือ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปและเทคโนโลยีพลังงานรูปแบบใหม่จะพัฒนาได้เร็วเพียงใด 

 

พลังงานทดแทนเข้ามาก็จริง แต่ยังไม่ได้เข้ามาตอบโจทย์ในทุกกลุ่มธุรกิจ อย่างเช่น กรณีของ EV ตอบโจทย์ในรถยนต์ส่วนบุคคล ซึ่งเดิมทีใช้น้ำมันเบนซินเป็นหลัก ทำให้น้ำมันเบนซินอาจได้รับผลกระทบ ซึ่งทางออกของผู้ผลิตน้ำมันเบนซินคือ การขยับไปเป็นวัตถุดิบ (Feedstock) สำหรับปิโตรเคมี

 

ส่วนกรณีของน้ำมันดีเซลเชื่อว่าอุปสงค์ยังค่อนข้างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในภาคขนส่ง ซึ่งอาจต้องรอการพัฒนาของเทคโนโลยีมากกว่านี้ รวมทั้งใช้เวลาในการปรับปรุงประสิทธิภาพ รวมทั้งภาคอุตสาหกรรมที่ยังจำเป็นต้องใช้น้ำมันดีเซล ขณะที่การขนส่งทางอากาศก็ยังต้องใช้น้ำมันเจ็ต 

 

“สิ่งสำคัญที่โรงกลั่นต้องปรับตัวคือ การบริหารต้นทุนช่วง Energy Transition ตอนนี้ โรงกลั่นที่มีต้นทุนสูงจะต้องปิดตัวไปก่อน ส่วนผู้ที่เหลืออยู่ต้องเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน 

 

“ก่อนหน้านี้หลายคนมีมุมมองว่า โรงกลั่นอาจเป็นขาลง เป็นธุรกิจ Sunset ทำให้อุปทานใหม่ไม่เกิดขึ้นมา ขณะที่อุปสงค์ยังไม่ได้หายไปทันที แม้จะเริ่มลดลงไปในบางกลุ่ม ทำให้ตลาดเริ่มหาจุดสมดุลใหม่” 

 

ช่วงที่ผ่านมาจะเห็นว่าการลงทุนใหม่ในธุรกิจโรงกลั่นมีน้อยมาก แม้แต่ในกลุ่ม ปตท. เองก็ด้วย ส่วนหนึ่งอาจเพราะผลกระทบจากโควิดทำให้อุปสงค์ลดลง แต่หลังจากผ่านช่วงโควิดไปแล้วก็ยังไม่ได้เห็นการลงทุนใหม่มากนัก 

 

“ถามว่าธุรกิจโรงกลั่นจะดีต่อไปอีกนานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมผู้บริโภคและเทคโนโลยีที่จะมาแทน แต่เชื่อว่าโรงกลั่นที่มีประสิทธิภาพดีจะเดินหน้าต่อไปได้ แม้จุดสูงสุดของราคาน้ำมันอาจผ่านไปแล้ว แต่อุปสงค์อาจจะพีคในปี 2573-2578” 

 

นพดลกล่าวต่อว่า หากมองภาพรวมในระยะสั้นของธุรกิจในกลุ่ม ปตท. เชื่อว่าโรงกลั่นจะยังเป็นธุรกิจที่มีผลประกอบการดี แต่ก็ต้องยอมรับว่าธรรมชาติของโรงกลั่นยังคงเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ ทำให้ความสามารถในการทำกำไรเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก แต่ปัจจัยหลักก็จะยังขึ้นอยู่กับเรื่องอุปสงค์และอุปทาน 

 

หากมองภาพในระยะยาว โรงกลั่นน้ำมันแต่ละแห่งคงต้องพยายามปรับตัวไปสู่การผลิตสินค้าปิโตรเคมีมูลค่าสูงมากขึ้น ซึ่งจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ยังมีความต้องการอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมพลังงาน และเติบโตไปตามสภาพเศรษฐกิจโลก ตราบใดที่เศรษฐกิจโลกยังเติบโต ความต้องการใช้ปิโตรเคมีก็จะยังคงเพิ่มขึ้น

 

“ปลายทางของโรงกลั่นคือ การพัฒนาไปสู่ Specialty Chemical แต่ต้องยอมรับว่าไม่ง่ายที่จะหนีออกจากการเป็น Commodity” นพดลกล่าวปิดท้าย


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post โรงกลั่นน้ำมันกำลังเป็นธุรกิจขาลง แต่ธุรกิจนี้อาจกลายเป็น ‘เครื่องจักรผลิตเงินสด’ ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุตสาหกรรมพลังงานลมนอกชายฝั่ง มูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์ คือต้นเหตุปัญหา ‘วาฬเกยตื้น’? https://thestandard.co/wind-power-industry-causes-whale-strands/ Sun, 19 Feb 2023 10:03:17 +0000 https://thestandard.co/?p=752497

นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกำลังกล่าวโทษ ‘อุตสาหกรรมพลังงานล […]

The post อุตสาหกรรมพลังงานลมนอกชายฝั่ง มูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์ คือต้นเหตุปัญหา ‘วาฬเกยตื้น’? appeared first on THE STANDARD.

]]>

นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกำลังกล่าวโทษ ‘อุตสาหกรรมพลังงานลมนอกชายฝั่ง’ ซึ่งมีมูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์ ว่าเป็นต้นเหตุของปัญหา ‘วาฬเกยตื้น’ ตามชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกของสหรัฐฯ

 

ตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา มีวาฬขนาดใหญ่เกือบ 24 ตัวเกยตื้นบนหรือใกล้กับชายหาดแถบชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกของสหรัฐฯ โดยจำนวนนี้ประมาณ 1 ใน 3 เกยตื้นบริเวณชายฝั่งของรัฐนิวเจอร์ซีย์ อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าอะไรคือสาเหตุ

 

กระนั้น กลุ่มสิ่งแวดล้อมท้องถิ่นและพิธีกรรายการโทรทัศน์หลายคน ได้พุ่งเป้าไปที่กังหันลมนอกชายฝั่ง พร้อมกล่าวโทษว่า โครงการสีเขียวเหล่านี้กำลังรบกวนชีวิตสัตว์ทะเล และมีส่วนทำให้วาฬตายจำนวนมากผิดปกติ

 

ด้านเจ้าหน้าที่รัฐและบริษัทเบื้องหลังโครงการพลังงานลมเหล่านี้ ยังคงยืนยันว่าไม่มีหลักฐานใดเชื่อมโยงระหว่าง ‘การตายของวาฬ’ และ ‘การพัฒนาพลังงานลมนอกชายฝั่ง’ พร้อมกล่าวว่า โครงการพลังงานลมนอกชายฝั่งรัฐนิวเจอร์ซีย์จะยังคงดำเนินต่อไปตามแผนที่วางไว้

 

JC Sandberg ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุนจาก American Clean Power Association กล่าวว่า กลุ่มอนุรักษ์ที่ต่อต้านการพัฒนาพลังงานสะอาดกำลังเผยแพร่ข้อมูลที่ผิด และพยายามยับยั้งโครงการพลังงานสะอาดตามแนวชายฝั่งตะวันออก

 

เดือนมกราคมที่ผ่านมา องค์กรอนุรักษ์ต่างๆ นำโดย Clean Ocean Action และแนวร่วมพันธมิตรนายกเทศมนตรีรัฐนิวเจอร์ซีย์หลาย 10 คน ได้เขียนจดหมาย (แยกกัน) เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลกลางยุติโครงการพัฒนาพลังงานลมนอกชายฝั่งใกล้กับรัฐนิวเจอร์ซีย์

 

ทำให้ประเด็นนี้ได้รับความสนใจในระดับประเทศ ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยสำนักข่าวหลายแห่งกำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงของแคมเปญนี้ ขณะที่พิธีกรรายการทอล์กโชว์อนุรักษนิยมหลายคน รวมถึง Tucker Carlson กล่าวโทษว่า โครงการกังหันลมกำลังฆ่าวาฬ

 

อย่างไรก็ตาม องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (The National Oceanic and Atmospheric Administration: NOAA) ออกมากล่าวว่า เหตุการณ์วาฬหลังค่อมตามชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ‘ตายอย่างผิดปกติ’ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2016 แล้ว ก่อนจะเริ่มโครงการพัฒนาพลังงานลมนอกชายฝั่งเสียอีก

 

โดยจากจำนวนวาฬเกยตื้นประมาณ 180 ตัวที่ NOAA ติดตามตั้งแต่นั้นมา เกือบครึ่งหนึ่งได้รับการตรวจสอบแล้ว โดยจำนวนนั้นประมาณ 40% มีหลักฐานว่าตายจากการชนของเรือ หรือถูกพันธนาการ (Entanglement) ด้วยเชือกหรือเครื่องมือประมง

 

และยังไม่มีหลักฐานการตายของวาฬที่เชื่อมโยงโดยตรงกับโครงการพัฒนาพลังงานลมนอกชายฝั่ง แต่นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลและกลุ่มต่อต้านด้านพลังงานลมบางคนแย้งว่า การขาดหลักฐานความเชื่อมโยงที่พิสูจน์แล้ว ไม่ได้หมายความว่าเหตุการณ์นี้จะไม่เกิดขึ้น

 

ขณะที่ Sean Hayes หัวหน้าสาขาสัตว์คุ้มครองที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การประมงภาคตะวันออกเฉียงเหนือของ NOAA เตือนหน่วยงานกำกับดูแลด้านพลังงานมหาสมุทรเมื่อปีที่แล้วว่า “เสียงจากการจราจรของเรือ และย้ายถิ่นที่อยู่อาศัย เนื่องจากกังหันลมนอกชายฝั่งอาจทำให้วาฬเกิดความเครียดมากขึ้น”

 

กลุ่มสิ่งแวดล้อมยังเน้นย้ำว่า แม้ว่าการเสียชีวิตล่าสุดจะไม่เชื่อมโยงกับกิจกรรมที่กำลังดำเนินอยู่ แต่จำเป็นต้องดำเนินการมากกว่านี้เพื่อปกป้องชีวิตสัตว์ทะเลจากภัยคุกคามต่างๆ รวมถึงการก่อสร้างฟาร์มกังหันลมในอนาคต 

 

Alison Chase นักวิเคราะห์นโยบายอาวุโสของ Natural Resources Defense Council กล่าวว่า อุตสาหกรรมมหาสมุทรทุกประเภทจะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้น สิ่งสำคัญอย่างยิ่งคือ การพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่นี้ด้วยวิธีที่ชาญฉลาด เพราะสิ่งมีชีวิตในท้องทะเลกำลังดิ้นรนเพื่อปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และกำลังเครียดจากมลพิษ รวมถึงการทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยมานานหลายทศวรรษ


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


อ้างอิง:

The post อุตสาหกรรมพลังงานลมนอกชายฝั่ง มูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์ คือต้นเหตุปัญหา ‘วาฬเกยตื้น’? appeared first on THE STANDARD.

]]>
IEA ชี้พลังงานหมุนเวียน ขึ้นแท่นอุตสาหกรรมดาวรุ่งตัวใหม่ ‘จีน’ รั้งเบอร์หนึ่งของโลกด้านการผลิต และการค้าเทคโนโลยีพลังงานสะอาด https://thestandard.co/iea-china-renewable-energy/ Fri, 13 Jan 2023 08:45:13 +0000 https://thestandard.co/?p=736898 IEA ชี้พลังงานหมุนเวียน

สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เปิดเผยรายงานการศึกษ […]

The post IEA ชี้พลังงานหมุนเวียน ขึ้นแท่นอุตสาหกรรมดาวรุ่งตัวใหม่ ‘จีน’ รั้งเบอร์หนึ่งของโลกด้านการผลิต และการค้าเทคโนโลยีพลังงานสะอาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
IEA ชี้พลังงานหมุนเวียน

สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เปิดเผยรายงานการศึกษาล่าสุดที่บ่งชี้ว่า โลกกำลังเข้าสู่ ‘ยุคอรุณรุ่งของอุตสาหกรรมใหม่’ ในการผลิตเทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 3 เท่าภายในปี 2030 และอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดจะกลายเป็นแหล่งสร้างงานนับล้านตำแหน่ง 

 

รายงานของ IEA ที่มีการเผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคมที่ผ่านมา ระบุว่า ตลาดโลกสำหรับเทคโนโลยีการผลิตพลังงานสะอาดหรือพลังงานหมุนเวียนที่สำคัญจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงแผงเซลล์แสงอาทิตย์ กังหันลม แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ปั๊มความร้อน และอิเล็กโทรไลเซอร์สำหรับไฮโดรเจน จะมีมูลค่าประมาณ 6.5 แสนล้านดอลลาร์ต่อปีภายในสิ้นทศวรรษนี้

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าระดับปัจจุบันมากกว่าสามเท่า อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์ดังกล่าวจะเป็นไปภายใต้เงื่อนไขว่าประเทศต่างๆ จะต้องปฏิบัติตามคำมั่นที่ให้สัญญาไว้เกี่ยวกับพลังงานและสภาพอากาศอย่างเต็มที่

 

ขณะเดียวกัน IEA ระบุว่า งานที่เกี่ยวข้องในการผลิตพลังงานสะอาดจะเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าจากหกล้านคนเป็นเกือบ 14 ล้านคนภายในปี 2030 และคาดว่าการเติบโตของอุตสาหกรรมและการจ้างงานจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในทศวรรษต่อๆ ไป เนื่องจากความคืบหน้าของการเปลี่ยนแปลง

 

แถลงการณ์ของ IEA กล่าวว่า อุตสาหกรรมพลังงานของโลกกำลังก้าวเข้าสู่อรุณรุ่งของยุคอุตสาหกรรมพลังงานใหม่ที่มุ่งเน้นเทคโนโลยีการผลิตพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก โดยจีนรั้งตำแหน่งเบอร์หนึ่งของโลกในการผลิตและการค้าเทคโนโลยีพลังงานสะอาด 

 

อย่างไรก็ตาม IEA เตือนว่าการสกัดทรัพยากรและการผลิตที่เข้มข้นจะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน โดยมี 3 ประเทศคือ จีน ออสเตรเลีย และชิลี มีสัดส่วนสูงถึง 70% ของกำลังการผลิตสำหรับเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม แบตเตอรี่ อิเล็กโทรไลเซอร์ และฮีตปั๊ม ซึ่งเมื่อเทียบใน 3 ประเทศ จีนถือเป็นเจ้าตลาดทั้งหมด 

 

ขณะที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกผลิตโคบอลต์มากกว่า 70% ของโลก ออสเตรเลีย ชิลี และจีน คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 90% ของการผลิตลิเทียมทั่วโลก โดยลิเทียมถือเป็นทรัพยากรสำคัญสำหรับแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า

 

รายงานของ IEA ยังระบุอีกว่า ความตึงเครียดในห่วงโซ่อุปทานเสี่ยงที่จะทำให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานทำได้ยากขึ้นและมีค่าใช้จ่ายสูง โดยราคาของแร่โคบอลต์ ลิเทียม และนิกเกิลที่เพิ่มขึ้นในปี 2022 ทำให้ราคาแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกเพิ่มขึ้นเกือบ 10%

 

ขณะเดียวกัน ต้นทุนของการสร้างกังหันลมนอกประเทศจีนก็พุ่งสูงขึ้นเช่นกันหลังจากราคาตกต่ำมาหลายปี ซึ่งแนวโน้มที่คล้ายกันกำลังส่งผลกระทบต่อแผงโซลาร์เซลล์ด้วยเช่นกัน 

 

รายงานกล่าวว่าผู้พัฒนาโครงการพลังงานสะอาดและนักลงทุนกำลังเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด สำหรับนโยบายที่สามารถทำให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยนโยบายของรัฐบาลและทิศทางการพัฒนาตลาดสามารถมีผล

 

Fatih Birol ผู้อำนวยการบริหารของ IEA ได้ออกโรงเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ กระจายห่วงโซ่อุปทาน โดยอ้างถึงการพึ่งพาก๊าซของรัสเซียในยุโรปว่า เป็นตัวอย่างที่สำคัญของความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการหยุดชะงักที่เกิดจากการพึ่งพาแหล่งซัพพลายเดียวมากเกินไป

 

Birol ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศ “เนื่องจากไม่มีประเทศใดที่เป็นเกาะแห่งพลังงาน และการเปลี่ยนถ่ายพลังงานจะมีค่าใช้จ่ายสูงและช้ากว่า หากประเทศต่างๆ ไม่ทำงานร่วมกัน”

 

ก่อนหน้านี้ในเดือนตุลาคม ทาง IEA กล่าวว่าการรุกรานยูเครนของรัสเซียมีแนวโน้มที่จะเร่งการเปลี่ยนแปลงของโลกไปสู่พลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากเชื้อเพลิงฟอสซิลให้เร็วขึ้น โดยความมั่นคงด้านพลังงานคือ ‘ตัวขับเคลื่อนที่ใหญ่ที่สุดของพลังงานหมุนเวียน’ ตามด้วยข้อผูกพันด้านสภาพอากาศ และนโยบายอุตสาหกรรมของภาครัฐ 

 

อ้างอิง:

The post IEA ชี้พลังงานหมุนเวียน ขึ้นแท่นอุตสาหกรรมดาวรุ่งตัวใหม่ ‘จีน’ รั้งเบอร์หนึ่งของโลกด้านการผลิต และการค้าเทคโนโลยีพลังงานสะอาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ธุรกิจไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกา’ น่าสนใจอย่างไร ทำไม ‘เอ็กโก กรุ๊ป’ ถึงเข้าไปลงทุนในช่วงเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมพลังงาน [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/why-egco-invest-in-usa/ Tue, 13 Dec 2022 05:19:18 +0000 https://thestandard.co/?p=722999

ถึง ‘บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน)’ หรือ ‘เอ็กโก กรุ๊ป […]

The post ‘ธุรกิจไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกา’ น่าสนใจอย่างไร ทำไม ‘เอ็กโก กรุ๊ป’ ถึงเข้าไปลงทุนในช่วงเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมพลังงาน [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ถึง ‘บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน)’ หรือ ‘เอ็กโก กรุ๊ป’ จะเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับไฟฟ้าที่เกิดขึ้นในไทยมานานกว่า 30 ปี และมีการเติบโตในด้านการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียนเป็นหลัก แต่ 2 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นการเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อไปลงทุนยัง ‘สหรัฐอเมริกา’ ซึ่งปัจจุบันมีการลงทุนแล้ว 3 โครงการ และได้มองหาโอกาสใหม่ๆ อย่างไม่หยุดนิ่ง

 

ตลาดพลังงานในสหรัฐอเมริกาน่าสนใจแค่ไหน ทำไม ‘เอ็กโก กรุ๊ป’ ต้องเดินทางไกลเพื่อไปลงทุน เราจะชวนทุกคนมาหาคำตอบจากบทความนี้กัน

 

โอกาสในการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาด รวมถึงโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงหลัก

“เอ็กโก กรุ๊ป เข้าไปลงทุนในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากมองเห็นโอกาสในการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาด รวมถึงโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงหลัก (Conventional Fuel) ซึ่งตอบโจทย์ช่วงเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมพลังงาน (Energy Transition)” เทพรัตน์ เทพพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็กโก กรุ๊ป ตอบเมื่อถูกถามว่าทำไมจึงสนใจสหรัฐอเมริกา

 

 

สหรัฐอเมริกามีพื้นที่ใหญ่กว่าประเทศไทย 18 เท่า และมีประชากรกว่า 300 ล้านคน ทำให้ที่นี่เป็นตลาดไฟฟ้าและพลังงานขนาดใหญ่ที่มีความต้องการไฟฟ้าสูง และมีกำลังผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวมประมาณ 1,000 กิกะวัตต์ ซึ่งกำลังผลิตส่วนใหญ่มาจากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและโรงไฟฟ้าถ่านหิน

 

สิ่งที่น่าสนใจคือดินแดนพญาอินทรีแห่งนี้มีการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมไฟฟ้าและพลังงานไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างจริงจังในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนที่จะปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีอยู่ในปัจจุบัน และแทนที่ด้วยโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน

 

รัฐบาลยังได้ตั้งเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้ได้ร้อยละ 40 ของกำลังผลิตทั้งหมดภายในปี 2573 และใช้มาตรการกำหนดสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้ประเทศบรรลุเป้าหมายพลังงานหมุนเวียนได้

 

นโยบายของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ที่ต้องการให้มีการใช้พลังงานสะอาดผลิตไฟฟ้า 100% ภายในปี 2578 หรือล่าสุดการออกกฎหมายว่าด้วยการปรับลดเงินเฟ้อ (Inflation Reduction Act) เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล พร้อมส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาด

 

ขณะเดียวกัน ตลาดไฟฟ้าและพลังงานในสหรัฐอเมริกาก็มีโมเดลธุรกิจที่แตกต่างจากตลาดอื่นๆ เช่น การลงทุนพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าเพื่อจำหน่าย หรือการให้บริการเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในรูปแบบต่างๆ เป็นต้น

 

“จากภาพรวมของตลาดสหรัฐอเมริกาตามที่กล่าวมา เอ็กโก กรุ๊ป เล็งเห็นศักยภาพการลงทุนในโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติที่เป็นพลังงานสะอาด และช่วยรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในช่วงเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน รวมถึงการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และระบบกักเก็บพลังงาน ซึ่งมีการประเมินว่าสหรัฐอเมริกาต้องการกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาดอีกเป็นจำนวนมาก เพื่อบรรลุเป้าหมายตามนโยบายของรัฐบาล”

 

เรื่องนี้สะท้อนได้จากการที่สหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในตลาดพลังงานหมุนเวียนที่มีกำลังผลิตไฟฟ้าติดตั้งจากพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์มากที่สุดในโลก และมีโอกาสในการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนอีกมาก โดยคาดว่าจะเข้าสู่ตลาดจำนวนกว่า 100,000 เมกะวัตต์ ในอีก 10 ปีข้างหน้า

 

เทพรัตน์ย้ำด้วยว่า เอ็กโก กรุ๊ป ยังเห็นโอกาสในการร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมพลังงานทางเลือกใหม่ๆ ในอนาคต รวมถึงใช้ประสบการณ์และโมเดลการลงทุนในตลาดสหรัฐอเมริกาไปพัฒนาการลงทุนในตลาดและประเทศอื่นๆ ต่อไป

 

เริ่มต้นด้วยโรงไฟฟ้าโคเจเนอเรชัน ‘ลินเดน โคเจน’

การก้าวสู่ดินแดนพญาอินทรีอย่างเป็นทางการของเอ็กโก กรุ๊ป เริ่มขึ้นเมื่อต้นปี 2564 ด้วยการซื้อหุ้น 28% ในโครงการโรงไฟฟ้าโคเจเนอเรชัน ‘ลินเดน โคเจน’ ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง กำลังผลิต 972 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ที่เมืองลินเดน รัฐนิวเจอร์ซีย์

 

 

ทำไมเอ็กโก กรุ๊ป ถึงยังสนใจโรงไฟฟ้าแบบดั้งเดิมที่ใช้ ‘เชื้อเพลิงฟอสซิล’ ทั้งที่ ‘พลังงานสะอาด’ กำลังเป็นสิ่งที่สหรัฐอเมริกากำลังมุ่งเดินหน้าจากแผนที่กล่าวไว้ข้างต้น

 

เรื่องนี้เทพรัตน์อธิบายไว้ได้อย่างน่าสนใจว่า โรงไฟฟ้าแบบดั้งเดิมยังมีความได้เปรียบจากการที่เสถียรภาพในการจ่ายไฟได้นิ่งๆ ตลอด 24 ชั่วโมง และสามารถปรับเพิ่ม-ลด กำลังผลิตตามความต้องการใช้ไฟฟ้าได้ ซึ่งทุกประเทศจะให้ความสำคัญกับเรื่องเสถียรภาพมาก เพราะถ้าไม่มีแล้วจะกลายเป็นความเสี่ยงในหลายๆ ด้าน ตัวอย่างเช่น ประเทศไหนที่ไฟตกหรือไฟดับบ่อยๆ อุตสาหกรรมต่างๆ จะไม่อยากมาลงทุน ด้วยไฟดับอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องกับเครื่องจักร โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์

 

ในขณะที่การใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างแสงอาทิตย์และลมจะให้พลังงานที่สะอาดกว่าก็จริง แต่ทั้ง 2 รูปแบบมีข้อจำกัดเรื่องการผลิตที่ต้องพึ่งแสงอาทิตย์และลมที่ยังมีความไม่แน่นอน ดังนั้นโรงไฟฟ้าแบบดั้งเดิมจึงยังมีความจำเป็นเพราะสามารถสั่งเดินเครื่องเมื่อไรก็ได้ และโรงไฟฟ้าแห่งนี้ยังผลิตไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยีคอมไบน์ไซเคิล (Combined Cycle) ซึ่งถือว่าดีกว่าโรงไฟฟ้าแบบเดิม ทำให้มีการใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติที่ได้ประสิทธิภาพสูงขึ้น

 

“โรงไฟฟ้าแบบดั้งเดิมจำเป็นต้องใช้ความเชี่ยวชาญในการเข้าไปบริหารจัดการ เนื่องจากมีความซับซ้อนของเครื่องจักรและระบบ นี่จึงเป็นจุดที่เอ็กโก กรุ๊ป ได้เปรียบ เพราะอยู่ในธุรกิจนี้มา 30 ปี จึงมีความเข้าใจเป็นอย่างดี”

 

โรงไฟฟ้าลินเดน โคเจน ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าลินเดน หน่วยที่ 1-5 กำลังผลิตรวม 800 เมกะวัตต์ ซึ่งขายไฟฟ้าและให้บริการเสริมความมั่นคงในระบบไฟฟ้าแก่ระบบและโครงข่ายไฟฟ้าในรัฐนิวยอร์ก (NY-ISO Zone J) และโรงไฟฟ้าลินเดน หน่วยที่ 6 กำลังผลิต 172 เมกะวัตต์ ซึ่งขายไฟฟ้าให้แก่ตลาดซื้อขายไฟฟ้าพีเจเอ็ม พีเอส นอร์ธ (PJM PS North) ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ ทั้งโครงข่ายไฟฟ้าในรัฐนิวยอร์กและตลาดซื้อขายไฟฟ้าพีเจเอ็ม พีเอส นอร์ธ เป็นตลาดไฟฟ้า 2 แห่งที่มีความต้องการไฟฟ้าและกำลังไฟฟ้าสำรองสูงที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกา

 

“โรงไฟฟ้าลินเดน โคเจน เป็นสินทรัพย์คุณภาพ ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ดี ใกล้กับแหล่งจ่ายก๊าซธรรมชาติ จึงทำให้มีต้นทุนเชื้อเพลิงต่ำ รวมทั้งขายไฟฟ้าให้กับรัฐนิวเจอร์ซีย์และนิวยอร์ก ซึ่งเป็นตลาดที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงที่สุดในสหรัฐอเมริกา และยังมีสัญญาขายไอน้ำและไฟฟ้าระยะยาวกับลูกค้ารายใหญ่”

 

โรงไฟฟ้าแห่งนี้ยังมีความพิเศษอีกตรงที่ในปี 2565 โรงไฟฟ้าลินเดน หน่วยที่ 6 ได้ถูกปรับปรุงให้สามารถรองรับก๊าซที่เกิดจากกระบวนการผลิตของโรงกลั่นที่มีองค์ประกอบเป็นไฮโดรเจน เพื่อนำมาผสมเป็นเชื้อเพลิงร่วมกับก๊าซธรรมชาติที่ใช้อยู่เดิม ส่งผลให้โรงไฟฟ้าลินเดน หน่วยที่ 6 สามารถรองรับการเผาไหม้เชื้อเพลิงผสมที่มีไฮโดรเจนผสมอยู่ได้สูงสุดถึง 40% ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 10% เมื่อเทียบกับปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่โรงไฟฟ้าลินเดน หน่วยที่ 6 ปลดปล่อยปกติในแต่ละปี

 

ขยับเข้าลงทุนใน ‘บริษัท เอเพ็กซ์ คลีน เอ็นเนอร์ยี โฮลดิ้ง’

ในปีเดียวกันนั้นเอง เอ็กโก กรุ๊ป ซื้อหุ้นในสัดส่วน 17.46% ใน ‘บริษัท เอเพ็กซ์ คลีน เอ็นเนอร์ยี โฮลดิ้ง’ ผู้พัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งสร้างรายได้รวมกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2552 และขายโครงการพลังงานสะอาดให้กับกลุ่มลูกค้าในตลาดพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

 

 

สิ่งที่ทำให้เอ็กโก กรุ๊ป สนใจในเอเพ็กซ์มาจากการมีโมเดลธุรกิจแบบใหม่ ซึ่งพัฒนาโครงการเพื่อเดินเครื่องเชิงพาณิชย์เอง 2 ใน 3 ส่วน และจำหน่ายโครงการออกไป 1 ใน 3 ส่วน

 

“เอเพ็กซ์จะมีการศึกษาวิจัยเพื่อหาพื้นที่ที่เหมาะสม ประเมินความคุ้มค่าในการลงทุน จากนั้นก็ลงทุนก่อสร้าง หากในระหว่างนี้มีผู้สนใจและประเมินแล้วว่ามีผลตอบแทนที่ดีก็สามารถขายได้เลย เพื่อนำกระแสเงินสดไปลงทุนในโครงการใหม่ๆ ส่วนโครงการอื่นๆ ที่ไม่ได้ขายก็เดินเครื่องเชิงพาณิชย์เพื่อจำหน่ายไฟฟ้าต่อไป”

 

เทพรัตน์ขยายความต่อว่า สิ่งที่เอ็กโก กรุ๊ป ได้เรียนรู้จากการเข้าไปลงทุนในสหรัฐอเมริกาคือ นอกจากการได้พาร์ทเนอร์ที่นำไปสู่การค้นหาโครงการที่เหมาะสมต่อการลงทุนแล้ว ยังได้เรียนรู้ระบบขายไฟฟ้าของสหรัฐอเมริกา ซึ่งที่นี่มีการแข่งขันด้านราคา ใครที่มีศักยภาพมากกว่าและมีต้นทุนที่ดีกว่าก็สามารถทำกำไรได้ดีกว่า ต่างจากไทยที่เป็นการตกลงราคาแบบมีระยะเวลาที่กำหนด

 

ปัจจุบันเอเพ็กซ์มีโครงการพลังงานสะอาดอยู่ใน Pipeline จำนวน 50,152 เมกะวัตต์ ส่วนใหญ่เป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงโครงการระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้าแบบเดี่ยว (Standalone Storage) อีกจำนวนหนึ่ง

 

โครงการต่างๆ ของเอเพ็กซ์จะทยอยแล้วเสร็จ จากนั้นจะจำหน่ายออกหรือเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (COD) เอง ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะทำให้เอ็กโก กรุ๊ป มีกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มขึ้นดังนี้

  • ปี 2565 จำนวน 51 เมกะวัตต์
  • ปี 2566 จำนวน 167 เมกะวัตต์
  • ปี 2567 จำนวน 450 เมกะวัตต์

นอกจากนี้ ในปี 2564 ยังได้ลงนามเป็นพันธมิตรกับบริษัท Bloom Energy Corporation ในการพัฒนาการใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าอีกด้วย

 

ซื้อหุ้นในโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง ‘ไรเซ็ก’

สำหรับปี 2565 เอ็กโก กรุ๊ป ได้ต่อยอดการลงทุนในสหรัฐอเมริกา ด้วยการลงนามในสัญญาซื้อหุ้นในสัดส่วน 49% ในโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง ‘ไรเซ็ก’ (RISEC) กำลังผลิต 609 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ในเมืองจอห์นสตัน รัฐโรดไอแลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยคาดว่าการซื้อขายหุ้นจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 1 ของปี 2566

 

 

การเข้าซื้อหุ้นในไรเซ็กนับเป็นการต่อยอดธุรกิจของเอ็กโก กรุ๊ป ในตลาดไฟฟ้าของประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจาก ‘ไรเซ็ก’ ใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักที่มีความจำเป็นต่อการสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในตลาดกลางซื้อขายไฟฟ้านิวอิงแลนด์ (ISO-NE) โดยเฉพาะด้านการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดในอนาคต

 

จุดเด่นของโรงไฟฟ้า ‘ไรเซ็ก’ เป็นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในระบบของ ISO-NE และตั้งอยู่ใกล้กับบริเวณที่มีความต้องการพลังงานไฟฟ้าสูงมากของเมืองบอสตันและเมืองโพรวิเดนซ์ โดยโรงไฟฟ้าอื่นเข้ามาในโซนนี้ยากและยังไม่มีโรงไฟฟ้าประเภทพลังงานหมุนเวียนที่จะเข้ามาตั้งใน ISO-NE โดย ‘ไรเซ็ก’ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มเนื่องจากมีศักยภาพในการลงทุนเพิ่มกำลังผลิตในพื้นที่ของโรงไฟฟ้าเดิมด้วยการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้า (Battery Energy Storage System) รวมถึงการใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงผสมในการผลิตไฟฟ้าอีกด้วย

 

ด้านผลประกอบการ ‘ไรเซ็ก’ มีแนวโน้มรายได้ที่มั่นคงและสม่ำเสมอ โดยได้ทำสัญญาขายกำลังผลิตพร้อมจ่ายทั้งหมดและให้บริการเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า Blackstart กับ ISO-NE ในขณะเดียวกันยังทำสัญญาจำหน่ายไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมดพร้อมทั้งให้บริการเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้าอื่นๆ กับบริษัท เชลล์ เอ็นเนอร์ยี่ นอร์ธ อเมริกา (Shell Energy North America) ซึ่งเป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าที่มีความน่าเชื่อถือด้านการลงทุนในระดับ A/A2 ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบรับจ้างแปลงพลังงาน (Energy Tolling Agreement)

 

“เอ็กโก กรุ๊ป ยังมองเห็นโอกาสต่อยอดความร่วมมือทางธุรกิจกับพันธมิตรที่ร่วมลงทุนในโรงไฟฟ้าแห่งนี้ รวมถึงโอกาสการลงทุนเพิ่มเติมในโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพสูงและโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกาในอนาคต”

 

สอดคล้องกับทิศทางมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

การลงทุนในสหรัฐอเมริกาของเอ็กโก กรุ๊ป เป็นหนึ่งในแผนกลยุทธ์ที่รับมือกับความท้าทายที่เกิดจากการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมพลังงาน ซึ่งได้ขับเคลื่อนองค์กรภายใต้แนวคิดการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ‘Cleaner, Smarter and Stronger to Drive Sustainable Growth’ ด้วยเป้าหมายมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่

 

  • เป้าหมายระยะกลาง คือการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็น 30% และลดการปล่อยปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้ลง 10% ภายในปี 2573
  • เป้าหมายระยะยาว คือการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ภายในปี 2593

 

ดังนั้นการลงทุนในสหรัฐอเมริกาจึงสอดคล้องกับทิศทางการดำเนินธุรกิจและตอบสนองต่อเป้าหมายการมุ่งสู่ Carbon Neutral ของเอ็กโก กรุ๊ป เนื่องจากการลงทุนในตลาดสหรัฐอเมริกาส่งผลให้เอ็กโก กรุ๊ป สามารถเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน มีโอกาสร่วมมือกับพันธมิตรศึกษา พัฒนา และลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกใหม่ๆ ตลอดจนขยายเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งในตลาดที่เป็นผู้นำการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

 

ทั้งหมดนี้จะส่งเสริมให้เอ็กโก กรุ๊ป สามารถบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutral ในระยะยาวได้สำเร็จ

 

 

อย่างไรก็ตาม สหรัฐอเมริกาเป็นตลาดที่มีโอกาสสูง แต่ก็มีการแข่งขันในระดับสูงเช่นกัน โดยเฉพาะผู้เล่นในระดับภูมิภาคและระดับโลก นอกจากนี้ตลาดมีรูปแบบและโมเดลทางธุรกิจที่ซับซ้อนและแตกต่างออกไป รวมถึงการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็มีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูง

 

ด้วยเหตุนี้เอ็กโก กรุ๊ป จึงต้องพิจารณาการลงทุนอย่างรอบคอบและรอบด้าน ด้วยการศึกษาและทำความเข้าใจการลงทุนแต่ละโครงการอย่างชัดเจน เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ รวมถึงต้องมีเครือข่ายพันธมิตรที่เข้มแข็ง เพื่อให้แน่ใจว่าการลงทุนแต่ละโครงการให้ผลตอบแทนที่ดีในการลงทุน สอดคล้องกับทิศทางอุตสาหกรรมพลังงาน ตอบโจทย์เป้าหมายการมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผู้มีส่วนได้เสียอย่างยั่งยืน

 

“ด้วยประสบการณ์ในธุรกิจไฟฟ้ามา 30 ปี ทำให้เรามีองค์ความรู้ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญที่จะทำให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าได้อย่างแข็งแรงและยั่งยืน เรามีโอกาสที่จะไปลงทุนทั่วโลก ซึ่งสิ่งที่ได้มา นอกจากผลตอบแทนแล้วยังมีโอกาสอื่นๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นพาร์ทเนอร์ การได้เห็นเทคโนโลยีใหม่ๆ ตลอดจนเข้าใจตลาดและระบบของธุรกิจในประเทศต่างๆ ซึ่งจะทำให้เราสามารถขยายธุรกิจออกไปได้มากขึ้นและเร็วขึ้น” เทพรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย

The post ‘ธุรกิจไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกา’ น่าสนใจอย่างไร ทำไม ‘เอ็กโก กรุ๊ป’ ถึงเข้าไปลงทุนในช่วงเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมพลังงาน [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับทิศอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในยุคพลังงานสะอาด https://thestandard.co/mining-industry-green-energy/ Wed, 14 Sep 2022 01:00:43 +0000 https://thestandard.co/?p=680985

ปัจจุบัน ‘พลังงานสะอาด’ หรือ ‘พลังงานสีเขียว’ (Green En […]

The post จับทิศอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในยุคพลังงานสะอาด appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปัจจุบัน ‘พลังงานสะอาด’ หรือ ‘พลังงานสีเขียว’ (Green Energy) กลายเป็นหนึ่งในเทรนด์สำคัญที่ภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกต่างให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ ที่หันมาผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (Electric Vehicle: EV) และอุตสาหกรรมพลังงาน ที่เปลี่ยนมาผลิตพลังงานทดแทนกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ และพลังงานลม 

 

นอกจากนี้ยังมีความต้องการพลังงานอีกหนึ่งประเภทที่กำลังปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือ พลังงานจากแร่ที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก (Critical Minerals) ซึ่งประกอบด้วยนิกเกิล ลิเธียม (ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของแบตเตอรี่สมาร์ทโฟน หรือรถยนต์ไฟฟ้า) และโคบอลต์ เพราะแร่เหล่านี้มีคุณสมบัติในการให้พลังงานที่มีคาร์บอนต่ำ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า สอดคล้องกับข้อมูลล่าสุดจากรายงาน Mine 2022: A critical transition ของ PwC ที่ระบุว่า อุตสาหกรรมเหมืองแร่ได้เปลี่ยนจากการพึ่งพาถ่านหิน ทองคำ และเหล็กเป็นหลัก เพราะกระแสของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องปรับองค์กรและรูปแบบการดำเนินธุรกิจ (Business Model) สู่การเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน (Energy Transition) ครั้งใหญ่ 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


ทั้งนี้ องค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) คาดการณ์ว่า ความต้องการแร่ธาตุจากเทคโนโลยีพลังงานสะอาดจะสูงเกิน 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือราว 147 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2050 ซึ่งเทียบเท่ากับรายได้ของตลาดถ่านหินรวมในปัจจุบัน 

 

ด้วยความต้องการที่เพิ่มขึ้นของพลังงานจากแร่ที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากนี้ ผู้ประกอบการจะต้องสามารถสร้างสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน ที่ย่อมจะส่งผลต่อต้นทุน การพัฒนาเหมือง และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี เพื่อเปลี่ยนสู่การใช้พลังงานสะอาดในระยะยาว

 

รายงานของ PwC ฉบับนี้ได้วิเคราะห์ผลประกอบการของบริษัทเหมืองแร่ที่ใหญ่ที่สุด 40 อันดับแรก (Top 40) ของโลก พบว่า ในปี 2021 รายได้รวมของผู้ประกอบการเติบโตแข็งแกร่งที่ 32% ขณะที่กำไรพุ่งสูงถึง 127% และมีมูลค่าตลาดรวมกันเพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อน อย่างไรก็ดี การที่ทั่วโลกจะบรรลุเป้าหมายการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ได้ อุตสาหกรรมเหมืองจะยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายหลากหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการต้องเร่งลงทุนและขยายกำลังการผลิตอย่างมีนัยสำคัญในระยะข้างหน้า ยกตัวอย่างเช่น การผลิตโซลาร์ฟาร์มสำหรับพลังงานแสงอาทิตย์ จะต้องใช้แร่ธาตุมากกว่าการสร้างโรงงานถ่านหินในขนาดเท่ากันถึง 3 เท่า หรือการสร้างฟาร์มกังหันลม จะต้องใช้ทรัพยากรแร่มากกว่าการสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้ามากถึง 13 เท่า ไม่รวมถึงการผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ที่ต่อไปจำเป็นจะต้องมีขนาดใหญ่และมีกำลังไฟมากกว่าในปัจจุบัน เป็นต้น

 

หากเรามาพิจารณาถึงการปรับตัวของอุตสาหกรรมเหมืองแร่จะพบว่า วันนี้มีผู้ประกอบการหลายรายหันไปจับมือกับโรงงานผลิตอุปกรณ์ดั้งเดิม และผู้ใช้งานจริง เพื่อเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจเดิมให้มีความทันสมัย และปรับสู่โมเดลการทำธุรกิจระหว่างผู้ค้าถึงลูกค้าหรือผู้บริโภค (Business to Consumer: B2C) เพื่อปิดช่องว่างระหว่างอุปสงค์และอุปทานในการเปลี่ยนไปสู่พลังงานสะอาดของอุตสาหกรรม เช่น บริษัทขุดเหมืองของออสเตรเลีย Lake Resources จับมือกับบริษัทรถยนต์ ฟอร์ด มอเตอร์ ในการส่งมอบแร่ลิเธียมจำนวน 25,000 เมตริกตันต่อปี จากโครงการ Kachi ในประเทศอาร์เจนตินา ขณะที่บริษัท Vale S.A. ของบราซิล ก็ได้ตกลงที่จะส่งมอบนิกเกิลให้กับ Northvolt AB บริษัทผู้พัฒนาแบตเตอรี่สวีเดน และผู้ผลิตที่เชี่ยวชาญในเทคโนโลยีลิเธียมไอออนสำหรับยานพาหนะไฟฟ้า เป็นต้น


ทั้งนี้ รายงานของ PwC ฉบับนี้ยังได้นำเสนอ 4 กลยุทธ์สำคัญในการปรับตัวของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ไว้ได้อย่างน่าสนใจ ดังต่อไปนี้

 

  1. ขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดพลังงานจากแร่ที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก ผู้ประกอบการควรมองหาแหล่งทรัพยากรที่จำเป็นต่อกระบวนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมพลังงานไปสู่การใช้พลังงานสะอาด โดยแสวงหาโอกาสในการจับมือกับพันธมิตร หรือนำเทคโนโลยีที่ปล่อยคาร์บอนต่ำมาใช้ในกระบวนการผลิต และมีส่วนร่วมในการพัฒนาโซลูชันโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น

 

  1. ใช้ประโยชน์จากความแข็งแกร่งทางการเงินขององค์กร ผู้ประกอบการธุรกิจเหมืองแร่ที่มีผลประกอบการที่แข็งแกร่ง พร้อมแหล่งเงินทุนและกระแสเงินสดที่เพียงพอ จะสามารถเผชิญกับความผันผวนของตลาดราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในระยะสั้นและความไม่แน่นอนอื่นๆ ได้ดีที่สุด แต่ไม่ว่าผู้ประกอบการจะมีขนาดใหญ่หรือเล็ก ก็ควรหมั่นแสวงหาโอกาสในการสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจในระยะยาว

 

  1. ทบทวนกลยุทธ์ในการควบรวม โดยต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานที่จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ การขยายเข้าสู่ตลาดใหม่ และกลยุทธ์ในระยะยาว รวมถึงต้องคำนึงถึงปัจจัยความไม่แน่นอนทั้งในระยะสั้นและระยะกลางด้วย เช่น ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความเสี่ยงจากการเกิดขึ้นของคู่แข่งใหม่ๆ เป็นต้น

 

  1. ลงทุนด้าน ESG สร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับสังคมและชุมชนในการรักษาสิทธิ์ในการดำเนินธุรกิจ (Licence to Operate) รวมถึงมองหาโอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะนำไปสู่การลดต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพในที่สุด

 


อ้างอิง:

The post จับทิศอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในยุคพลังงานสะอาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลกกำลังจัดระเบียบใหม่! มองอนาคต ‘ปตท.’ บนทางแยกครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมพลังงานโลก กับเป้าหมายกำไร 30% จากธุรกิจใหม่ https://thestandard.co/sustain-financing-ptt-energy-industry/ Mon, 05 Sep 2022 14:21:04 +0000 https://thestandard.co/?p=676758

ใครสักคนหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า ‘สิ่งเดียวที่แน่นอนคือการเป […]

The post โลกกำลังจัดระเบียบใหม่! มองอนาคต ‘ปตท.’ บนทางแยกครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมพลังงานโลก กับเป้าหมายกำไร 30% จากธุรกิจใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ใครสักคนหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า ‘สิ่งเดียวที่แน่นอนคือการเปลี่ยนแปลง’ ซึ่งก็รวมถึงภาคธุรกิจ ที่ไม่ว่าจะเป็นบริษัทขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ ก็จำเป็นจะต้องปรับตัวให้เข้ากับกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงไป 

 

ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมพลังงานถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่กำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญมากที่สุด ทำให้บริษัทพลังงานแต่ละแห่ง รวมทั้ง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ที่เรียกได้ว่าเป็นบริษัทพลังงานที่ใหญ่ที่สุดของไทย และมีอายุเกือบ 44 ปี ก็จำเป็นจะต้องเดินหน้าปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อเตรียมพร้อมกับระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนไป 

 

ทิศทางของอุตสาหกรรมพลังงานโลก

ระเบียบโลกใหม่ด้านพลังงานที่ว่านี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับประเด็นการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศของโลก ทำให้ทั่วโลกต้องหันกลับมาร่วมมือกันเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่สิ่งแวดล้อม 

 

อย่างในกลุ่มประเทศยุโรปมีเป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เหลือศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 ขณะที่ประเทศไทยเองก็มีการตั้งเป้าหมายดังกล่าวไว้ในปี 2065 

 

ปตท.

 

Albert Cheung หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ทั่วโลก BloombergNEF กล่าวว่า การลงทุนในด้านพลังงานสะอาดรูปแบบต่างๆ ของโลกได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อปี 2021 มูลค่าการลงทุนในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้พุ่งขึ้นแตะ 7.55 แสนล้านดอลลาร์ (ประมาณ 26.5 ล้านล้านบาท) อย่างไรก็ตาม หากทั่วโลกต้องการจะบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 อย่างที่ตั้งใจไว้ เราจำเป็นจะต้องเห็นการลงทุนทั่วโลกแตะระดับ 4 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ก่อนที่จะถึงปี 2030 

 

ส่วนแนวโน้มของอุตสาหกรรมน้ำมัน David Doherty หัวหน้าฝ่ายวิจัยด้านพลังงานน้ำมันของ BloombergNEF มองว่า อนาคตของความต้องการใช้น้ำมันมีความไม่แน่นอนสูงมากหลังจากนี้ จากการประเมินความเป็นไปได้ของแต่ละสถานการณ์ พบว่าความต้องการใช้น้ำมันอาจจะยังเพิ่มขึ้น 13 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรืออาจจะลดลงไปถึง 42 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในปี 2050 เทียบกับปี 2019 

 

ขณะที่องค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) มีมุมมองว่า หากสามารถบรรลุเป้าหมาย Net Zero ความต้องการใช้น้ำมันจะลดลงไป 74 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในปี 2050 เทียบกับปี 2019 

 

ความต้องการใช้น้ำมันที่มีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้บริษัทพลังงานทั่วโลกตั้งเป้าหมายในการปรับตัว ผ่านการลดการลงทุนในธุรกิจพลังงานดั้งเดิม และเปิดโอกาสลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ อย่างปี 2021 บริษัทน้ำมันและก๊าซลงทุนในพลังงานคาร์บอนต่ำกว่า 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ 

 

ปตท.

 

สำหรับ ปตท. ระหว่างปี 2015-2021 มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการลงทุน (CAPEX) อยู่ราว 6% ใกล้เคียงกับบริษัทพลังงานอย่าง Shell และ Eni จากการประเมินของ BloombergNEF 

 

การปรับตัวเพื่อเปลี่ยนผ่านของ ปตท.

จากจุดเริ่มต้นของ ปตท. เมื่อปี 1978 ซึ่งเป็นช่วงที่ทั่วโลกเผชิญกับวิกฤตด้านพลังงานในทศวรรษที่ 70 ปตท. เกิดขึ้นมาด้วยเป้าหมายสำคัญคือการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ 

 

และเมื่อ 1 ปีก่อน ปตท. ได้ประกาศปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์ครั้งสำคัญขององค์กรอีกครั้ง ด้วยวิสัยทัศน์ใหม่ภายใต้แนวคิด ‘ขับเคลื่อนทุกชีวิตด้วยพลังแห่งอนาคต (Powering Life with Future Energy and Beyond)’ 

 

“เราต้องการให้องค์กรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เพราะเราเดินมาเจอทางแยกแล้ว สิ่งแวดล้อมกำลังเปลี่ยนไปและบีบรัดเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ปตท. ก็ต้องเปลี่ยนลักษณะการทำธุรกิจเช่นกัน” อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น 

 

“ปตท. มีจุดเริ่มต้นจากปัญหาวิกฤตพลังงานในอดีต ทำให้เรามีภารกิจสำคัญคือการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ ซึ่งยังคงเป็นหัวใจสำคัญอยู่เช่นเดิมภายใต้วิสัยทัศน์ใหม่” 

 

ในส่วนของ Future Energy and Beyond จะเป็นสิ่งที่ผลักดันให้ ปตท. เติบโตไปข้างหน้า ผ่าน 9 หน่วยธุรกิจหลัก แบ่งเป็นกลุ่ม Future Energy ได้แก่ 1. Renewable 2. EV Value Chain 3. Energy Storage & System Related และ 4. Hydrogen ขณะที่กลุ่ม Beyond ได้แก่ 1. Life Science 2. Mobility & Lifestyle 3. High Value Business 4. Logistics & Infrastructure และ 5. AI, Robotics & Digitalization

 

ขณะที่แนวโน้มของความต้องการใช้พลังงานฟอสซิลอย่างถ่านหินและน้ำมัน เชื่อว่าความต้องการใช้ถ่านหินน่าจะผ่านจุดพีคไปแล้วตั้งแต่ช่วงปี 2017-2018 จึงเป็นที่มาของการตัดขายธุรกิจถ่านหินออกไป ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันก็มีแนวโน้มจะพีคในช่วงปี 2030-2032 ในขณะที่ก๊าซธรรมชาติจะเป็นพลังงานที่ดีที่สุด และมีความต้องการเพิ่มขึ้นในช่วงของการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานดั้งเดิมไปสู่พลังงานสะอาด

 

ปตท.

 

เป้าหมายของ ปตท. ในปี 2030 คือการมีสัดส่วนกำไร 30% จากธุรกิจ Future Energy and Beyond ซึ่งจะเป็นกำไรส่วนเพิ่มขึ้นมาจากธุรกิจพลังงานดั้งเดิมที่เชื่อว่าจะยังเติบโตต่อไปได้เช่นกัน 

 

“เราไม่ได้บอกว่าธุรกิจที่ทำอยู่เดิมจะหดตัวไป แต่ธุรกิจใหม่เหล่านี้จะงอกเงยและโตขึ้นจนมีสัดส่วนกำไร 30%” 

 

ผ่าแผนธุรกิจ Future Energy and Beyond ระยะแรก

นพดล ปิ่นสุภา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐานของปตท. เปิดเผยว่า ในช่วงแรกธุรกิจที่จะเป็นตัวนำในการสร้างกำไรให้กับกลุ่มธุรกิจใหม่จะเป็นส่วนของพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy), ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต (Life Science) อย่างไรก็ดี ปตท. ได้วางแผนสำหรับแต่ละทุกธุรกิจไว้แล้ว ซึ่งจะค่อยๆ มองเห็นพัฒนาการไปตามลำดับ 

 

ในกลุ่ม Future Energy บริษัทได้ปรับเพิ่มเป้าหมายของธุรกิจพลังงานหมุนเวียนจาก 8,000 เมกะวัตต์ เป็น 12,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2030 หลังจากที่การลงทุนประสบผลสำเร็จมากขึ้น โดยเฉพาะการให้บริษัทลูกอย่าง GPSC เข้าไปลงทุนในอินเดีย ช่วยให้ ปตท. มีสัดส่วนกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 2,000 เมกะวัตต์ จากปี 2020 ที่มีอยู่ 533 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ บริษัทยังได้มองหาโอกาสการลงทุนในประเทศอื่นๆ เช่น เวียดนาม ไต้หวัน และจีน 

 

ปตท.

 

“ในอินเดียตอนนี้พลังงานหมุนเวียนเป็นพลังงานหลักของประเทศไปแล้ว จากการที่รัฐบาลสนับสนุน ทำให้ต้นทุนสามารถแข่งขันได้ ขณะเดียวกัน ปตท. ก็มองหาโอกาสใหม่ๆ ทั้งในประเทศที่มีความต้องการมากขึ้น โดยเฉพาะบริษัทต่างชาติที่ต้องปรับนโยบายมาผลิตสินค้าจากพลังงานสะอาด” 

 

ส่วนธุรกิจ EV Value Chain เป็นการร่วมทุนกับบริษัท Foxconn สัญชาติไต้หวัน เพื่อตั้งโรงงานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในไทย ซึ่งในส่วนนี้บริษัทมองตัวเองเป็นผู้ให้บริการกับทุกแบรนด์ที่ต้องการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในไทย ช่วยเปิดโอกาสให้เราเข้าสู่ตลาดนี้ได้ง่ายกว่าและมีความเสี่ยงต่ำกว่าเมื่อเทียบกับการสร้างแบรนด์ EV ของตัวเอง 

 

เช่นเดียวกับธุรกิจผลิตแบตเตอรี่ ซึ่ง ปตท. ร่วมทุนกับ CATL ผู้ผลิตแบตเตอรี่เบอร์หนึ่งของโลก เพื่อร่วมกันพัฒนาโรงงานผลิตแบตเตอรี่ Cell-to-Pack (CTP) เพื่อซัพพลายให้กับผู้ผลิตรถ EV แต่ละแบรนด์ ซึ่งจะทำให้มีความต้องการมากเพียงพอที่จะลงทุน 

 

ปตท.

 

สำหรับธุรกิจพลังงานจากไฮโดรเจนจะเป็นโอกาสอนาคต และจะเริ่มเห็นภาพชัดเจนมากขึ้นหลังจากนี้ ซึ่งบริษัทมีเป้าหมายที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฮับของการผลิตพลังงานไฮโดรเจน ในเบื้องต้นบริษัทได้ร่วมมือกับซาอุดีอาระเบีย เพื่อต่อยอดเทคโนโลยีในด้านนี้ 

 

ส่วนธุรกิจ Life Science ซึ่งได้ลงทุนผ่านบริษัทย่อยอย่าง Innobic ปัจจุบันใช้เงินลงทุนไปแล้วกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท ผ่านบริษัทย่อย 13 บริษัท โดยหลักเป็นการลงทุนใน Lotus Pharmaceutical บริษัทผู้ผลิตยาในไต้หวัน ด้วยงบลงทุนราว 2 พันล้านบาท เพื่อถือหุ้น 30% 

 

นอกจากนี้ อีกหน่วยธุรกิจที่จะเริ่มเห็นพัฒนาการมากขึ้นคือ NRPT ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง ปตท. และ NRF เพื่อรุกธุรกิจด้านอาหาร Plant-based ซึ่งในส่วนนี้บริษัทได้ร่วมมือกับพันธมิตรจากประเทศอังกฤษอย่าง Wicked Kitchen และ Plant & Bean ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตอาหาร Plant-based อยู่ก่อนแล้ว 

 

ในเบื้องต้นบริษัทจะตั้งโรงงานผลิตอาหาร Plant-based ในไทย ด้วยกำลังการผลิต 3,000 ตันต่อปี ซึ่งเพียงพอจะทำให้เกิดการประหยัดต่อขนาดและส่งออกไปต่างประเทศได้ราว 40% และในระยะยาวบริษัทมีแผนจะเพิ่มกำลังการผลิตไปสู่ 15,000 ตันต่อปี 

 

ปตท.

 

การสร้างสมดุลในช่วงเปลี่ยนผ่าน 

“ในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา หรือเรียกได้ว่าตั้งแต่จัดตั้ง ปตท. ขึ้นมา ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่บริษัทใส่เงินลงทุนและขยายการลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ โดยเฉพาะธุรกิจ Low Carbon มากที่สุด” นพดลฉายภาพทิศทางการลงทุนของ ปตท. ในปัจจุบัน 

 

ช่วง 5 ปีข้างหน้า บริษัทตั้งงบลงทุนเฉพาะส่วนของ ปตท. 1.46 แสนล้านบาท และลงทุนผ่านบริษัทในเครืออีก 9.88 แสนล้านบาท จากทั้งหมดนี้จะเป็นการลงทุนในส่วนของ Future Energy and Beyond สัดส่วน 30% 

 

นพดลย้ำว่า ธุรกิจในส่วนของพลังงานฟอสซิลยังเติบโตได้ อย่างก๊าซธรรมชาติ (LNG) ถือเป็นพลังงานสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่าน ส่วนความต้องการใช้พลังงานฟอสซิลจะหมดไปเมื่อไร ขึ้นอยู่กับว่าเทคโนโลยีใหม่จะเข้ามาแทนที่ได้เร็วเพียงใด โดยเฉพาะเรื่องของต้นทุนพลังงานใหม่ที่ยังสูงอยู่ อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากสงครามรัสเซียและยูเครนก็เป็นตัวเร่งให้การเปลี่ยนผ่านเร็วยิ่งขึ้น 

 

ช่วง 1-2 ปีนี้ สัดส่วนกำไรจากธุรกิจใหม่จะยังไม่มากนัก คิดเป็นเพียง 3-4% เพราะเป็นช่วงของการเร่งลงทุน ขณะที่การลงทุนในพลังงานดั้งเดิมก็จะยังสูงอยู่ โดยเฉพาะส่วนของก๊าซธรรมชาติ เนื่องจากบริษัทยังมีหน้าที่ในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน อย่างไรก็ตาม การลงทุนเพิ่มเติมในส่วนของน้ำมันแทบจะไม่ได้เกิดขึ้นแล้ว 

 

“ในมิติของการดูเรื่องความมั่นคงด้านพลังงาน มันมีบางสิ่งบางอย่างที่ต้องทำมากกว่าแค่ธุรกิจพลังงาน ถ้าเราอยู่ในธุรกิจพลังงานอย่างเดียว ส่วนไหนไม่ดีเราก็พยายามขายออกไป แต่การที่เราดูเรื่องความมั่นคงด้วย ต่อให้ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันเป็น Sunset แต่เมื่อยังเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องใช้ เราก็ยังจำเป็นต้องทำและสร้างสมดุลระหว่างกัน” 

 

ที่ผ่านมาบริษัทอาจยังไม่มั่นใจนัก แต่หลังจากพยายามศึกษา ทำให้ตอนนี้ค่อนข้างมั่นใจแล้วว่าบริษัทเดินมาถูกทาง และหากเราไม่ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง ก็อาจเป็นการเสียโอกาสที่จะทำสิ่งที่ดีให้กับประเทศ 

 

“แต่เรื่องพวกนี้ต้องบาลานซ์ให้ดี บางอย่างต้องไม่เร็วจนเกินไป แต่ก็ต้องไม่ช้าจนเกินไป การบาลานซ์ที่ดีไม่ได้หมายความว่าอยู่เฉยๆ ยืนบาลานซ์อยู่กับที่ แต่ต้องเดินไปข้างหน้าอย่างสมดุล”  

 

นพดลกล่าวทิ้งท้ายว่า ทุกองค์กรต้องมีการปรับตัว สำหรับ ปตท. เราจะเห็นสัดส่วนของ Future Energy มากขึ้น ปตท. จะยังคงเป็นบริษัทพลังงาน แต่จะเป็นพลังงานรูปแบบใหม่

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post โลกกำลังจัดระเบียบใหม่! มองอนาคต ‘ปตท.’ บนทางแยกครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมพลังงานโลก กับเป้าหมายกำไร 30% จากธุรกิจใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปทุกความรู้ด้านพลังงาน และมองไปข้างหน้าอย่างเข้าใจ จากที่สุดแห่งเวทีวิเคราะห์สถานการณ์พลังงานในประเทศไทย 2021 The Annual Petroleum Outlook Forum: Global Climate Action for A Better World – ประสานพลัง สร้างโลกที่ดีกว่า [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/2021-the-annual-petroleum-outlook-forum/ Sun, 05 Dec 2021 04:00:12 +0000 https://thestandard.co/?p=567722 2021 The Annual Petroleum Outlook Forum

ก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 หรือ 1 ทศวรรษแล้ว สำหรับเวทีวิเคราะ […]

The post สรุปทุกความรู้ด้านพลังงาน และมองไปข้างหน้าอย่างเข้าใจ จากที่สุดแห่งเวทีวิเคราะห์สถานการณ์พลังงานในประเทศไทย 2021 The Annual Petroleum Outlook Forum: Global Climate Action for A Better World – ประสานพลัง สร้างโลกที่ดีกว่า [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
2021 The Annual Petroleum Outlook Forum

ก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 หรือ 1 ทศวรรษแล้ว สำหรับเวทีวิเคราะห์สถานการณ์พลังงานในประเทศไทย 2021 The Annual Petroleum Outlook Forum เวทีที่ผู้เชี่ยวชาญ นักวิเคราะห์ ผู้ประกอบการ ตลอดจนผู้ที่สนใจและเกี่ยวข้องกับธุรกิจอุตสาหกรรมพลังงาน จะมาแลกเปลี่ยนและให้ข้อมูลในทุกแง่มุมเกี่ยวเนื่องกับทิศทางและอนาคตของพลังงาน

 

โดยในปีนี้ ธีมหลักของเวที 2021 The Annual Petroleum Outlook Forum ก็คือ Global Climate Action for A Better World – ประสานพลัง สร้างโลกที่ดีกว่า มีแนวคิดจากสิ่งที่โลกต้องเผชิญกับความท้าทายหลักๆ สองประเด็น ประเด็นแรกคือสถานการณ์โควิด-19 ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต สังคม และเศรษฐกิจของโลกเป็นเวลายาวนานถึงเกือบ 2 ปี รวมกับประเด็นที่สองคือสถานการณ์สิ่งแวดล้อมที่นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ที่ทั้งหมดนี้นั้นล้วนมีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมพลังงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

นั่นเลยทำให้เวที 2021 The Annual Petroleum Outlook Forum ของปีนี้นั้นถือว่าเป็นปีที่เข้มข้นทั้งทางด้านเนื้อหาและการวิเคราะห์ ควรค่าเป็นอย่างยิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องกับธุรกิจและอุตสาหกรรมพลังงานจะเข้าร่วมรับฟังทุกความรู้ด้านพลังงาน และรวมประสานพลังมองไปข้างหน้าอย่างเข้าใจ

 

ทศวรรษแห่งความท้าทาย

อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่า นี่คือปีที่ 10 หรือ 1 ทศวรรษของเวที The Annual Petroleum Outlook Forum ซึ่งหลักๆ แล้วคือการวิเคราะห์สถานการณ์พลังงาน รวมถึงคาดการณ์ราคาน้ำมันที่น่าจะเป็นไปได้ผ่านความรู้และปัจจัยจากมุมมองในหลายสาขา ทั้งจากทีมงานของกลุ่ม ปตท. เอง และการร่วมมือกันกับภาคเอกชนอื่นๆ เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์, ความต้องการน้ำมัน, Demand & Supply และแม้กระทั่งจากมุมของผู้ผลิตเอง

 

ประโยชน์ของเวทีนี้ที่สำคัญมากๆ ก็คือการเป็นเวทีที่มอบความรู้ความเข้าใจในสถานการณ์พลังงาน ที่ช่วยกำหนดและวางแผนนโยบายพลังงานระดับประเทศท่ามกลางความท้าทายมากมายของโลกได้เป็นอย่างดี และส่งผลให้ความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศไทยเรานั้นเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย

 

 

OIL DEMAND: Sunrise Above The Clouds

เป็นที่ทราบกันดีว่า สถานการณ์ความต้องการน้ำมันนั้นต้องชะงักไปด้วยปัจจัยหลักๆ อันท้าทายมากๆ อย่างโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงอุตสาหกรรมพลังงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โควิด-19 ทำให้แทบทุกกิจกรรมของมนุษย์ต้องหยุดลง อัตราการว่างงานสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ปริมาณความต้องการน้ำมันที่กว่า 60% เป็นน้ำมันที่ใช้ในการขนส่งและการเดินทางลดต่ำลงเรื่อยๆ

 

ในช่วงก่อนโควิด-19 นั้น โลกของเราเคยมีปริมาณความต้องการน้ำมันสูงถึง 100 ล้านบาเรลต่อวัน แต่นับจากที่โลกต้องเผชิญกับสถานการณ์โลกระบาดและการล็อกดาวน์นั้น ทำให้ปริมาณความต้องการน้ำมันลดลงเรื่อยๆ จนแตะที่ 15 ล้านบาเรลต่อวันเท่านั้น อย่างไรก็ดีหลังจากที่พวกเรากำลังเข้าสู่ช่วงของ Post Lockdown Life ก็มีแนวโน้มและสัญญาณที่ดี ว่าปริมาณความต้องการน้ำมันจะค่อยๆ กลับมาจนเป็นปกติอีกครั้ง

 

 

ในส่วนของราคานั้น ช่วงก่อนโควิด-19 ราคาน้ำมัน Brent Price อยู่ที่ 64.3 ดอลลาร์ต่อบาเรล และราคาก็ลดลงเรื่อยๆ ไปในทิศทางเดียวกันกับความต้องการน้ำมัน แต่ที่น่าสนใจก็คือ ณ ปัจจุบันนี้ ราคาน้ำมัน Brent Price กลับสูงขึ้นถึง 80 ดอลลาร์ต่อบาเรล

 

ปัจจัยที่มีผลต่อราคาน้ำมัน Brent Price มีหลายประเด็นด้วยกัน เช่น เปอร์เซ็นต์จำนวนผู้ที่รับวัคซีนของโลกนั้น แม้ว่าจะอยู่ที่ราว 40% ของประชากรโลก หากแต่ในประเทศพัฒนาอย่างสหราชอาณาจักร เปอร์เซ็นต์ของผู้ได้รับวัคซีนจะอยู่ที่กว่า 70% แล้วก็ตาม อย่างไรก็ดี การระบาดระลอกใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นไปนั้น ก็ไม่ได้กระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมมากเท่ากับระลอกแรกๆ ของการระบาด ด้วยนโยบายการจัดการโรคระบาดที่ดี การเลือกล็อกดาวน์เป็นบางพื้นที่มากกว่าเลือกที่จะปิดประเทศ รวมถึงเปอร์เซ็นต์การฉีดวัคซีนที่สูงขึ้นเรื่อยๆ อัตราการจ้างงานค่อยๆ กลับมาเพิ่มขึ้น ก็เป็นเหตุปัจจัยให้ราคาน้ำมันที่แปรผันตรงกับความต้องการน้ำมันนั้นเพิ่มขึ้นตาม

 

แม้ว่าหลายประเทศกำลังดำเนินนโยบายเลือกที่จะอยู่กับโควิดด้วยการเปิดประเทศ ซึ่งประเมินตามอัตราการฉีดวัคซีนที่มากพอที่จะทำให้ระบบเศรษฐกิจกลับมาเป็นดังเดิมได้ หากแต่ประเทศมหาอำนาจยักษ์ใหญ่อย่างจีน ที่แม้ว่าจะมีเปอร์เซ็นต์การฉีดวัคซีนสูงถึง 77% แต่ก็ยังไม่มีท่าทีและสัญญาณใดๆ ที่จะบอกได้ว่าจีนมีแผนที่จะเปิดประเทศเลย ซึ่งจีนนั้นถือเป็นประเทศผู้มีความต้องการใช้น้ำมันสูงเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา และหากจีนยังคงดำเนินนโยบาย Zero COVID Strategy ยังไม่ยอมเปิดประเทศเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ย่อมส่งผลต่อความต้องการน้ำมันในระยะยาวแน่นอน

 

อีกหนึ่งปัจจัยที่น่าสนใจคือความต้องการน้ำมันจากการเดินทาง โดยเฉพาะการเดินทางทางอากาศ จะเห็นได้ว่าสถานการณ์การเดินทางหลังช่วงโควิด-19 นั้นเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติขึ้นเรื่อยๆ แล้ว แต่ถ้ามองในภาพใหญ่จะเห็นว่าการเดินทางทางอากาศระหว่างทวีปที่มีการเปิดประเทศมากอย่างฝั่งอเมริกา-ยุโรปนั้น น่าจะกลับมาสูงขึ้นที่อัตรา 65% ของเที่ยวบินทั้งหมดในปี 2022 แต่สำหรับฝั่งเอเชีย-ยุโรปนั้น คาดการณ์ไว้ว่าน่าจะกลับมาเพียงแค่ 23% เท่านั้น ด้วยเหตุผลสถานการณ์โควิด-19 ทางฝั่งเอเชียยังถือว่าไม่กลับมาอยู่ในอัตราที่ดีมากนัก

 

 

ในส่วนของสภาพเศรษฐกิจ หลายประเทศมหาอำนาจเริ่มใช้นโยบาย Stimulus Package หรือแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19 ด้วยยอดเงินจำนวนมหาศาล เพื่อผลักดันให้ GDP สูงขึ้น หลายประเทศเลือกแผน Stimulus Package ด้วยเม็ดเงินมหาศาล ตัวอย่างเช่นญี่ปุ่น ที่ใช้เงินจำนวนมากถึง 54% ของ GDP หรือเยอรมันที่มากถึง 35% ของ GDP รวมถึงแผนของการรวมกลุ่มประเทศอย่าง Next Generation EU 2021-2023 ที่ทั้งหมดนี้น่าจะเป็นสัญญาณที่ดีที่ทำให้เราพอจะมีหวังกับระบบเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลกระทบไปยังราคาน้ำมันได้

 

แต่สิ่งที่เราต้องระวังและเฝ้าติดตามกันอย่างใกล้ชิดก็คืออัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนน่าตกใจ แม้ธนาคารโลกจะกำหนดอัตราเงินเฟ้อโลกอยู่ที่ 2% แต่อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกาก็พุ่งสูงขึ้นถึง 6.2% เช่นกันกับฝั่งยุโรป ก็ยิ่งน่าจับตาดูกันว่าอัตราเงินเฟ้อเหล่านี้นี่แหละที่จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างไม่ยั่งยืน

 

ปัจจัยสำคัญอีกปัจจัยหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ ปัจจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศแบบสุดขั้วในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ส่งผลอัตราราคาของพลังงานต้องปรับตัวสูงขึ้นแบบยกแผง และเมื่อบวกเข้ากับสภาพภูมิอากาศหลังจากนี้ที่น่าจะเข้าสู่สถานการณ์หนาวนาน ความต้องการพลังงานจะยิ่งสูงขึ้น และทำให้อัตราราคาน้ำมันสูงเพิ่มขึ้นตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

 

โดยทางทีม PRISM คาดการณ์ว่า จากปัจจัยทั้งหมดนั้นจะทำให้ความต้องการใช้น้ำมันในปีหน้าเพิ่มขึ้นอีก 3 ล้านบาเรลต่อวัน แต่ทั้งหมดนี้อยู่บนพื้นฐานของการฉีดวัคซีนอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มขึ้นของอุตสาหกรรมการเดินทางและการขนส่ง รวมถึงการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

แต่ก็ต้องระวังปัจจัยไม่แน่นอนที่จะทำให้เกิดทั้ง Upside – การเพิ่มขึ้นอีกของการเดินทางและการขนส่ง การวิจัยและค้นพบยารักษาโควิด-19 และ Downside – การระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ๆ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อที่ไม่ยั่งยืน

 

 

OIL SUPPLY: Challenges Facing Oil Titans

จากสถานการณ์ความต้องการน้ำมัน มาดูกันที่สถานการณ์ในมุมมองของฝั่งผู้ผลิตกันบ้าง

 

เมื่อโลกต้องพบกับการระบาดของโควิด-19 ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว กลุ่ม OPEC+ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อรักษาสมดุลของตลาดผู้ผลิตน้ำมัน จึงจัดการประชุมเพื่อที่จะลดกำลังการผลิต หากแต่ไม่เป็นผลเมื่อทางรัสเซียกังวลเรื่อง Market Share จึงทำให้เกิดปัญหากำลังการผลิตล้นเกิน เกิดปัญหาสงครามราคา และส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบลดต่ำสุดไปอยู่ที่ 30 ดอลลาร์ต่อบาเรล ซึ่งถือว่าต่ำสุดในรอบ 20 ปี

 

หลังยุคโควิด-19 เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว ความต้องการใช้น้ำมันก็กลับมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และราคาก็กลับมาสูงขึ้นถึง 84 ดอลลาร์ต่อบาเรล แต่การกลับมาของผู้ผลิตยังคงล่าช้า จนทำให้หลายคนมองว่า นี่อาจเป็นเกมราคาที่น่าจับตามองกันแบบวันต่อวัน สัปดาห์ต่อสัปดาห์เลยทีเดียว

 

 

ผลจากวิกฤตราคาน้ำมันที่ลดลงต่ำสุดในช่วงโควิด-19 นั้น ทำให้ผู้ผลิตน้ำมันรายย่อยหลายรายต้องพยายามเอาตัวรอดจากหนี้สินมหาศาล และในที่สุดพวกเขาก็ล้มละลายไป ส่งผลให้กำลังการผลิตลดลงเรื่อยๆ ส่วนกลุ่มผู้ผลิตที่รอดมาได้ก็ต้องดิ้นรนด้วยกลยุทธ์ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุนโดยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน การรัดเข็มขัดเพื่อรักษากระแสเงินสด รวมถึงปัจจัยสำคัญที่เปรียบได้กับการช่วยชีวิต เมื่อกลุ่ม OPEC+ หันมาจับมือกันทำข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ ด้วยการลดกำลังการผลิตมากถึง 9.7 ล้านบาเรลต่อวันออกไป และนั่นก็ถือเป็นการสิ้นสุดสงครามราคาอย่างเป็นทางการ

 

โดยปกติแล้ว ราคาน้ำมันจะขึ้นอยู่กับสองปัจจัยหลักคือ Demand และ Supply เมื่อโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาหลังโควิด-19 และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้ความต้องการน้ำมันสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ในขณะที่ Supply หรือผู้ผลิตต้องล้มหายจากไปเป็นจำนวนมากอันเป็นผลมาจากวิกฤตโควิด-19 และแม้ว่าผู้ผลิตหลักๆ จะยังคงรักษาวินัยในการผลิตเป็นอย่างดี ซ้ำแล้วกำลังการผลิตที่ยังคงถูกจำกัดไว้อยู่ รวมไปถึงการลงทุนในอุตสาหกรรมน้ำมันที่หยุดชะงักอันเกิดมาจากความไม่แน่นอนและความลังเลใจของเหล่านักลงทุน และการเปลี่ยนถ่ายโลกที่กำลังจะเข้าสู่การใช้พลังงานสะอาดประเภทอื่นๆ ในอนาคต ทั้งหมดนี้จึงทำให้ Supply มีความตึงตัว และเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันสูงนั่นเอง

 

 

ผู้ผลิตกลุ่ม OPEC+ มีปริมาณการผลิตที่สูงที่สุดของโลกคือราว 50% ของ Global Supply ในขณะที่สหรัฐอเมริกาซึ่งอยู่นอกกลุ่ม OPEC+ ก็มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 12% รวมกันแล้วเป็น 62% ซึ่งถือเป็นเปอร์เซ็นต์ที่สูงมากๆ ดังนั้นทั้ง OPEC+ และสหรัฐอเมริกาจึงมีบทบาทสำคัญมากในฝั่งของผู้ผลิต

 

แม้ว่า Supply จะอยู่ในช่วงตึงตัว การผลิตน้ำมันของหลายประเทศในกลุ่ม OPEC+ ยังคงต่ำกว่าโควตากำลังการผลิต แต่ปัจจุบันกลุ่ม OPEC+ มีแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นในอัตราเดือนละ 4 แสนบาเรลต่อวัน ยาวไปจนถึงเดือนเมษายน 2022 และแม้ว่าแผนการผลิตระยะยาวของกลุ่ม OPEC+ จะมีไปถึงสิ้นปีหน้า แต่อย่างไรก็ดี ทาง OPEC+ จะยังคงจัดการประชุมกันในทุกเดือนเพื่อติดตามสถานการณ์โลกที่ยังคงไม่แน่นอน และวางแผนกำลังการผลิตอย่างใกล้ชิดและรัดกุมต่อไป

 

 

ที่น่าจับตามองก็คือปัญหาการคว่ำบาตรระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ที่ยืดเยื้อยาวนานมาตั้งปี 2018 และทำให้อิหร่านไม่สามารถส่งออกน้ำมันได้ แต่ในวันที่ 29 พฤศจิกายน จะมีการจัดประชุมระหว่างอิหร่านกับอีก 6 ประเทศมหาอำนาจเพื่อยกเลิกการคว่ำบาตร หรือผ่อนปรนให้ส่งออกน้ำมันได้ ซึ่งนั่นจะทำให้กำลังการผลิตน้ำมันโลกเพิ่มขึ้นได้มากอีกถึง 1.4 ล้านบาเรลต่อวันเลยทีเดียว

 

ฟากฝั่งอเมริกานั้นยังคงมีปริมาณการผลิตที่ลดลงอยู่ ปัญหาที่เกิดจากผู้ผลิตที่หายไปจำนวนหนึ่ง บวกกับนโยบายในยุคประธานาธิบดีโจ ไบเดน รวมถึงการกลับเข้าสู่ Paris Agreement และการดึงเอาน้ำมันสำรองใน Inventory ออกมาใช้ รวมถึงการปล่อยน้ำมันจากคลังสำรอง SPR เพื่อตอบสนองความต้องการน้ำมันที่สูงขึ้น และ Cool Down ราคาน้ำมัน ก็ล้วนแล้วแต่ทำให้คาดการณ์ได้ว่ากำลังการผลิตของสหรัฐฯ จะยังไม่กลับมาเท่ากับช่วงก่อนโควิด-19 แน่นอน

 

 

จากความตึงตัวของฝั่ง Supply การตัดสินใจเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ การปล่อยน้ำมันจากคลังสำรอง SPR ของสหรัฐอเมริกา คาดการณ์ว่าสถานการณ์ความต้องการน้ำมันและการผลิตน่าจะเริ่มคลี่คลายจนกลับมาเท่ากันเหมือนอย่างช่วงก่อนโควิด-19 ในราวๆ ปีหน้า และราคาน้ำมันดูไบในปีหน้าน่าจะอยู่ที่ 67-75 ดอลลาร์ต่อบาเรล

ยังมีอีกหลายประเด็นปัจจัยที่ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสถานการณ์ความไม่แน่นอนของการระบาดของโรคโควิด-19 สถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ความร่วมมือกันของ 23 ประเทศสมาชิกกลุ่ม OPEC+ การ Sanction ของสหรัฐอเมริกาที่มีต่อผู้ผลิตน้ำมันสำคัญอย่างอิหร่านและเวเนซุเอลา รวมถึง Environment Policy ที่เกิดขึ้นจำนวนมากระหว่างการประชุม COP26 ที่ผ่านมา

 

 

Global Climate Action for A Better World

 

 

ม.ล.ปีกทอง ทองใหญ่ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารกลยุทธ์กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงทิศทางและกลยุทธ์ของ กลุ่ม ปตท. ที่จะต้องรองรับทิศทางการใช้พลังงานในอนาคตว่า “ปตท. ได้มีการปรับวิสัยทัศน์ใหม่คือ ‘Powering Life with Future Energy and Beyond – ขับเคลื่อนทุกชีวิตด้วยพลังแห่งอนาคต’ เนื่องจากที่ทั่วโลกให้ความสำคัญในเรื่องสิ่งแวดล้อมจะส่งผลให้รูปแบบการใช้พลังงานเปลี่ยนแปลงไป Future Energy ต้องเป็นพลังงานที่สามารถสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมได้ กล่าวคือพลังงานต้องช่วยขับเคลื่อนธุรกิจให้สามารถเติบโตและแข่งขันได้ แต่ก็ยังต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน โดยกลุ่ม ปตท. ได้มุ่งพัฒนาธุรกิจที่สนับสนุนพลังงานสะอาด ไม่ว่าจะเป็น LNG, Renewable Energy, EV, Energy Storage System, Hydrogen เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ ตัวอย่างเช่น บริษัท อรุณ พลัส จำกัด (Arun Plus) ที่ทำธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า เพราะกลุ่ม ปตท. เชื่อว่าพลังงานไฟฟ้าจะมีบทบาทสำคัญในการใช้พลังงานในอนาคต โดยหน้าที่หลักของกลุ่ม ปตท. คือการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ ทุกบริษัทในกลุ่มฯ มุ่งพัฒนาธุรกิจที่จะช่วยให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิและยั่งยืน เพื่อร่วมผลักดันให้เกิด Low Carbon Society ตามที่ประเทศไทยได้ประกาศไว้ในที่ประชุม COP26 ว่าจะสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในภายในปี ค.ศ. 2050 และจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายใน ค.ศ. 2065”

 

และนี่คือสรุปทุกความรู้ด้านพลังงาน เพื่อช่วยให้ธุรกิจที่เกี่ยวโยงกับพลังงาน ประสานพลังเพื่อสร้างโลกที่ดีกว่า และมองไปข้างหน้าอย่างเข้าใจ

 

โดยทุกท่านสามารถรับชมสุดยอดเวทีวิเคราะห์สถานการณ์พลังงาน 2021 The Annual Petroleum Outlook Forum ย้อนหลังได้ทาง Facebook, YouTube และดาวน์โหลดเอกสารการบรรยายได้ที่ลิงก์ด้านล่าง

 

Facebook: https://fb.watch/9w8ofGU6iG/

YouTube: https://youtu.be/M46nwB6nvb4

เอกสารการบรรยาย: https://prism.pttgrp.com/en/events/detail/58

 

แล้วพบกันใหม่ปีหน้า กับ 2022 The Annual Petroleum Outlook Forum

The post สรุปทุกความรู้ด้านพลังงาน และมองไปข้างหน้าอย่างเข้าใจ จากที่สุดแห่งเวทีวิเคราะห์สถานการณ์พลังงานในประเทศไทย 2021 The Annual Petroleum Outlook Forum: Global Climate Action for A Better World – ประสานพลัง สร้างโลกที่ดีกว่า [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bloomberg เชื่ออีก 6 ปี รถไฟฟ้าจะมีต้นทุนการผลิต ‘ถูกกว่า’ รถเครื่องยนต์สันดาปทั่วไป https://thestandard.co/bloomberg-electric-cars-production-costs-cheaper-combustion-engine-car/ Mon, 10 May 2021 11:00:07 +0000 https://thestandard.co/?p=487079 รถไฟฟ้าจะมีต้นทุนการผลิต ‘ถูกกว่า’ รถเครื่องยนต์สันดาป

BloombergNEF หน่วยงานวิจัยข้อมูลสำหรับอุตสาหกรรมพลังงาน […]

The post Bloomberg เชื่ออีก 6 ปี รถไฟฟ้าจะมีต้นทุนการผลิต ‘ถูกกว่า’ รถเครื่องยนต์สันดาปทั่วไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
รถไฟฟ้าจะมีต้นทุนการผลิต ‘ถูกกว่า’ รถเครื่องยนต์สันดาป

BloombergNEF หน่วยงานวิจัยข้อมูลสำหรับอุตสาหกรรมพลังงาน เปิดเผยว่า ภายในปี 2027 หรืออีก 6 ปีต่อจากนี้ รถยนต์และรถตู้พลังงานไฟฟ้าจะมีต้นทุนในการผลิตถูกลงกว่าต้นทุนการผลิตสำหรับรถเครื่องยนต์สันดาปทั่วๆ ไปที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ขณะที่มาตรการที่เข้มงวดของรัฐบาลในประเทศต่างๆ ที่ว่าด้วยการบังคับใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า ลดละเลิกการใช้งานรถยนต์เชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วๆ ไป ก็จะเป็นอีกหนึ่งในส่วนสำคัญที่ขับเคลื่อนให้รถไฟฟ้าของส่วนแบ่งหลักๆ ในยอดขายทั้งตลาดได้ในอีก 5 ปีต่อจากนี้

 

โดย BloombergNEF มองว่า แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในปี 2026 หรืออีก 5 ปีนับจากนี้คือการที่รถไฟฟ้าขนาดใหญ่ๆ ทั้งรถซีดานทั่วไป และโมเดล SUV จะมีต้นทุนการผลิตถูก เทียบเท่ากับรถยนต์เชื้อเพลิงทั่วไปที่ใช้งานกัน ก่อนที่แนวโน้มเดียวกันจะเกิดขึ้นในรถยนต์ขนาดเล็กกว่าในอีกหนึ่งปีถัดมา หรือภายในปี 2027 นั่นเอง

 

สาเหตุสำคัญที่ทำให้รถไฟฟ้ามีต้นทุนการผลิตที่ถูกลง จะมาจากทั้งปัจจัยการผลิตเทคโนโลยีแบตเตอรี่รถไฟฟ้าในอนาคตที่น่าจะทำได้ถูกลงตามไปด้วย เช่นเดียวกับการเพิ่มขนาดการผลิตในสายพานของค่ายรถยนต์แต่ละเจ้า ซึ่งส่วนนี้ยังไม่นับรวมมาตรการการสนับสนุนจากภาครัฐบาลในประเทศต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาและแตกต่างกันออกไปด้วยซ้ำ

 

มีการประเมินเบื้องต้นว่า ปัจจุบันราคารถไฟฟ้าขนาดกลางจะอยู่ที่ประมาณ 33,300 ยูโร หรือราว 1.25 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าราคารถเชื้อเพลิงดีเซลในขนาดเดียวกันซึ่งมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 18,600 ยูโร หรือประมาณ 7 แสนบาทเท่านั้น ก่อนที่ในปี 2026 ราคาจำหน่ายของรถยนต์ทั้งสองชนิดจะขยับมาเท่ากันที่ราว 7.2 แสนบาท 

 

และในปี 2030 ราคาจำหน่ายรถไฟฟ้าก่อนรวมราคาภาษีจะอยู่ที่ 16,300 ยูโร หรือกว่า 6.17 แสนบาท ส่วนรถยนต์สันดาปจะอยู่ที่ราว 19,900 ยูโร หรือที่ประมาณ 7.53 แสนบาทนั่นเอง

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

อ้างอิง:

The post Bloomberg เชื่ออีก 6 ปี รถไฟฟ้าจะมีต้นทุนการผลิต ‘ถูกกว่า’ รถเครื่องยนต์สันดาปทั่วไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตีแผ่อุตสาหกรรมพลังงาน: น้ำมัน 1 ลิตร กำไรกี่บาท? https://thestandard.co/energy-industry-1-litters-equals-how-many-profit/ Fri, 22 May 2020 06:41:15 +0000 https://thestandard.co/?p=365930

“ทำไมเวลาลงน้อยจัง 40 สตางค์ แต่ตอนขึ้นนี่ขึ้นถี่แทบทุก […]

The post ตีแผ่อุตสาหกรรมพลังงาน: น้ำมัน 1 ลิตร กำไรกี่บาท? appeared first on THE STANDARD.

]]>

“ทำไมเวลาลงน้อยจัง 40 สตางค์ แต่ตอนขึ้นนี่ขึ้นถี่แทบทุกวัน แถมขึ้นครั้งละ 50-60 สตางค์” คำบ่นอันสุดแสนจะคุ้นชินของคนใช้รถยนต์ที่ต้องเติมน้ำมันทุกคน และยังคงเป็นสิ่งที่หลายคนค้างคาใจว่า ทำไม? จึงเป็นเช่นนั้น 

 

คำตอบของคำถามนี้ดูเหมือนง่าย แต่ความจริงแล้วนั้นยากและลึกลับซับซ้อน มาดูกันว่าโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงของไทยนั้น แต่ละหยด แต่ละลิตร ประกอบด้วยอะไรบ้าง และทำไมราคาจึงขึ้น-ลง แบบน่ากังขาเช่นนี้ 

 

ถอดโครงสร้างราคาน้ำมัน

ย้อนรอยทางถอดโครงสร้างราคาน้ำมันขั้นต้นกันด้วยข้อมูลจากราคาขายปลีก ตามข้อมูลของสำนักนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน จำแนกราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิดในแต่ละลิตร ประกอบไปด้วย 8 อย่าง (ดูตารางประกอบ) ได้แก่ ราคาหน้าโรงกลั่น, ภาษีสรรพสามิต, ภาษีมหาดไทย, เงินเก็บเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง, เงินเก็บเข้ากองทุนอนุรักษ์พลังงาน, ภาษีมูลค่าเพิ่มของราคาขายส่ง, ค่าการตลาด (กำไร) และภาษีมูลค่าเพิ่มของกำไร 

 

 

เมื่อดูตารางแล้ว เราจะเห็นเบื้องต้นว่าราคาหน้าโรงกลั่นหรือที่เราเรียกกันอีกอย่างว่าราคาเนื้อน้ำมันของน้ำมันเบนซิน 100% นั้น มีราคาถูกที่สุดคือ 8.3133 บาท ขณะที่ค่าการตลาดหรือกำไรของบริษัทจัดจำหน่ายน้ำมันและปั๊มน้ำมันรวมกันอยู่ที่ลิตรละ 3.7072 บาทต่อลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล์จะมีกำไรลิตรละ 2.1-2.29 บาท (ปั๊มน้ำมันจะได้ส่วนแบ่งจากกำไรนี้ราว 0.5-1.0 บาท ขึ้นกับเงื่อนไขสัญญาของแต่ละบริษัท)

 

ส่วนสิ่งที่หนักที่สุดในน้ำมันต่อลิตรที่เราจ่ายไปคือ ภาษีและเงินที่หลีกเลี่ยงการใช้คำว่าภาษี แต่เราต้องจ่ายให้รัฐนำไปใช้ ภายใต้ชื่อ ‘กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง’ และ ‘กองทุนอนุรักษ์พลังงาน’ 

 

โดยภาษีสรรพสามิตมีอัตราจัดเก็บถึงลิตรละ 6.5 บาท และภาษีมหาดไทย 0.65 บาท(10% ของภาษีสรรพสามิต) ส่วนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจัดเก็บที่ 6.58 บาทต่อลิตร แค่เพียงสามส่วนนี้รวมกันก็มากกว่าราคาเนื้อน้ำมันบวกกำไรเสียอีก ยังไม่นับรวมภาษีมูลค่าอีก 7% ที่เก็บจากทุกอย่าง

 

ทั้งนี้ แต่เดิมนั้นกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้นถูกตั้งขึ้นมาเพื่อรักษาระดับเสถียรภาพราคาน้ำมัน พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ ทำให้ราคาน้ำมันนั้นคงที่ ไม่ปรับเปลี่ยนไปมาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเวลาน้ำมันในตลาดโลกมีความผันผวนหรือราคาสูง เพื่อลดความเดือดร้อนของประชาชนในประเทศ 

 

แต่ปัจจุบัน กองทุนดังกล่าวกำลังทำอะไรอยู่…? 

 

 

‘แก๊สโซฮอล์’ คุณคือต้นเหตุน้ำมันแพงเกินความเป็นจริง

จากตาราง เราจะเห็นกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีการจัดเก็บทั้งบวกและลบ (คือจ่ายชดเชยให้) เงินส่วนนี้อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นผู้ดูแลสั่งการทั้งจัดเก็บและจัดการจ่ายชดเชย ตามนโยบายที่ถูกกำหนดโดยรัฐบาล

 

ปัจจุบันมีการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนจากน้ำมันเบนซิน 95 ถึงลิตรละ 6.58 บาท แต่กลับไปชดเชยให้กับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ชนิด E85 ถึงลิตรละ 7.13 บาท จึงทำให้ น้ำมันเบนซินมีราคาสูงกว่าแก๊สโซฮอล์ E85 

 

ทั้งที่ความเป็นจริง ราคาหน้าโรงกลั่นนั้นน้ำมันเบนซินถูกกว่าเกินครึ่งหนึ่ง เช่นเดียวกับน้ำมันดีเซลที่ไม่ผสมไบโอดีเซลนั้นมีราคาหน้าโรงกลั่นที่ถูกกว่า เพราะทั้งเอทานอลและไบโอดีเซลที่นำมาผสมมีราคาสูงกว่าน้ำมันที่กลั่นแล้ว

 

สิ่งนี้จะเรียกว่า ‘การบิดเบือนกลไกราคา’ และประชาชนต้องรับเคราะห์ ใช่หรือไม่…ใครรู้ช่วยตอบที 

 

นาทีนี้ ถ้ามีการเลิกใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ หรือเลิกเอาเอทานอลมาผสม แล้วไม่จำเป็นต้องเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันแพงๆ เพื่อชดเชยส่วนต่างราคาดังกล่าว น้ำมันจะมีราคาถูกลงได้ในทันที และใช่…นาทีนี้โทษแก๊สโซฮอล์ได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า คุณคือต้นเหตุน้ำมันแพงเกินความเป็นจริง

 

แล้วเราจะเลิกบิดเบือนกลไกราคา และให้กองทุนน้ำมันทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันไม่ให้ขึ้นลงมากหรือบ่อยเกินไปได้หรือไม่ ยังเป็นคำถามที่รอคำตอบจากผู้ที่เกี่ยวข้อง

 

 

‘ราคาหน้าโรงกลั่น’ อีกหนึ่งกลไกที่มีผลต่อราคา

แน่นอนว่าถ้าไม่มีการอุดหนุนหรือชดเชยราคาน้ำมันจากพลังงานทดแทน จะทำให้แก๊สโซฮอล์แพงกว่าราคาน้ำมันเบนซิน และราคาไบโอดีเซลจะสูงกว่าน้ำมันดีเซล ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้จะไม่มีใครใช้เชื้อเพลิงจากพลังงานทดแทน แล้วใครจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบ คำตอบคงเดาได้ไม่ยาก ‘บริษัทผู้ผลิตเอทานอลและไบโอดีเซล’ รวมถึง ‘บริษัทผู้ผลิตน้ำมัน’ ด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ยิ่งไปกว่านั้น ผลประโยชน์ของเอทานอลและไบโอดีเซล ที่ตั้งราคารับซื้อกันลิตรละ 23-25 บาทนั้นมีกำไรซ่อนอยู่ลิตรละกี่บาท ไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ แต่เป็นกำไรและต้นทุนที่เราประชาชนผู้ใช้รถยนต์ต้องเป็นคนจ่ายให้อย่างไม่ต้องสงสัย

 

เหนืออื่นใดปัจจัยที่ทำให้น้ำมันราคาสูงยังไม่จบแค่นั้น นับจากบรรทัดนี้จะเป็นอีกหนึ่งกลไกที่มีผลต่อราคา โดยจะพาไปค้นหาต้นทุนและกำไรของ ‘ราคาหน้าโรงกลั่น’ 

 

ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้นเราต้องมาทำความเข้าใจในเบื้องต้นสักนิดก่อนว่า ราคาหน้าโรงกลั่นนั้นคือน้ำมันสำเร็จรูปที่ได้มาจากการกลั่นน้ำมันดิบ โดยน้ำมันดิบนั้นจะจำหน่ายกันด้วยหน่วยเป็น ‘บาร์เรล’ ซึ่งในโลกนี้มีหลากหลายตลาด แต่จะมีอยู่ 3 ตลาดที่มีการซื้อขายน้ำมันดิบใหญ่ที่สุดในโลก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา (WTI), ยุโรป (BRENT) และตะวันออกกลาง (OPEC) แต่ละแห่งจะมีราคาขึ้นลงแตกต่างกันตามความต้องการของแต่ละตลาด

 

เพื่อให้เข้าใจง่ายๆ ราคาปัจจุบัน ณ วันที่เขียนบทความนี้ (20 พฤษภาคม 2563) ราคาน้ำมันตลาดอเมริกาอยู่ที่ 33 ดอลลาร์สหรัฐ, ยุโรป 35 ดอลลาร์สหรัฐ และตะวันออกกลาง 28 ดอลลาร์สหรัฐ

 

ทั้งนี้ เมื่อเกิดเหตุการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันลดลงจนถึงขนาดที่ตลาดอเมริกานั้น ราคาน้ำมันเคยติดลบ ณ วันสุดท้ายของสัญญาส่งมอบ (คือคนที่มีน้ำมันต้องจ่ายเงินให้กับคนซื้อ) เนื่องจากปริมาณคงคลังที่เหลือล้นจนทำให้ไม่มีที่เก็บเมื่อถึงวันส่งมอบ 

 

ซึ่งประเทศไทยซื้อน้ำมันจากตะวันออกกลาง โดย 1 บาร์เรลเท่ากับ 159 ลิตรโดยประมาณ นั่นหมายความว่าน้ำมันดิบ 1 ลิตร จะมีต้นทุนเท่ากับ  5.81 บาท แล้วเมื่อกลั่นแล้วจะมีราคาเท่าไร

 

น้ำมันดิบเมื่อเข้าสู่กระบวนการกลั่นจะได้ผลิตผลออกมาแตกต่างกันคือ น้ำมันเบนซิน , น้ำมันดีเซล , น้ำมันเครื่องบิน , น้ำมันเตา, ก๊าซแอลพีจี, น้ำมันหล่อลื่น และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีอื่นๆ โดยทั้ง 6 รายการนี้มีสัดส่วนมากกว่า 80% ของน้ำมันดิบทั้งหมด และไม่มีอะไรสูญเปล่าในกระบวนการกลั่น

 

สำหรับสัดส่วนของผลิตผลจากการกลั่น จะได้สิ่งใดมากหรือน้อยขึ้นกับคุณภาพของน้ำมันดิบ และชนิดของหอกลั่นว่ามีประสิทธิภาพเพียงใด ซึ่งจุดนี้เป็นความเสี่ยงในการทำกำไรหรือขาดทุนของธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน ที่มิได้เป็นผู้กำหนดราคาขายหน้าโรงกลั่นเอง

 

 

ราคาไทยอ้างอิงจากราคาของสิงคโปร์

เนื่องจากราคาหน้าโรงกลั่นนั้น ประเทศไทยอ้างอิงจากราคาของสิงคโปร์ ดังนั้นเราจึงได้เห็นราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นที่ลิตรละ 8.3 บาทสำหรับเบนซิน และ 9.3 บาท สำหรับดีเซล 

 

แม้ว่าประเทศไทยจะมีแหล่งน้ำมันดิบเป็นของตนเอง และซื้อน้ำมันดิบได้ในราคาต่ำจากตะวันออกกลางก็ตาม ต้นทุนปัจจุบันลิตรละ 5.81 บาท (อ้างอิงในเชิงการรักษาปริมาณน้ำมันคงคลังให้อยู่ในระดับเท่าเดิมตลอด ขายไปเท่าไร ซื้อกลับมาเตรียมผลิตเท่านั้น) 

 

สำหรับสาเหตุของการอ้างอิงราคาสิงคโปร์ หลายท่านทราบแล้วเราจะขอทบทวนสั้นๆ จากกระทรวงพลังงานระบุว่า “เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ผลิตน้ำมันในประเทศส่งออกน้ำมันไปขายที่สิงคโปร์ เพราะขายได้ราคามากกว่าหากไทยตั้งราคาขายถูกกว่านั่นเอง” 

 

แต่ความจริงสิงคโปร์กลั่นน้ำมันเพื่อส่งออกจำหน่ายโดยมีกำลังผลิตเหลือเพื่อส่งออกมากที่สุดในอาเซียน (ข้อมูลนี้จากกระทรวงพลังงานของไทยระบุไว้เช่นเดียวกัน) ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่สิงคโปร์จะสั่งซื้อน้ำมันสำเร็จรูปที่กลั่นแล้วจากประเทศไทย 

 

อย่างไรก็ตาม ราคาที่ท่านเห็นนี้คือราคาต้นทุน ณ ปัจจุบัน แต่น้ำมันดิบจะเป็นการสั่งซื้อล่วงหน้าและกำหนดวันส่งมอบ หมายความว่าน้ำมันที่เรากำลังใช้อยู่นั้นเป็นน้ำมันในคลังที่จบการซื้อขายไปเรียบร้อยแล้ว จึงเป็นคำถามที่ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ว่า เหตุใดราคาน้ำมันจึงปรับเปลี่ยนรายวัน ย้อนแย้งกันทั้งนโยบายกองทุนน้ำมันและต้นทุนราคาน้ำมันที่แท้จริง หรือจะเป็นเพราะ ‘แก๊สโซฮอล์’

 

 

สรุปปัจจัยแรกที่ทำให้น้ำมันราคาสูง คือการนำเอาส่วนผสมที่มีราคาแพงกว่าน้ำมันมาใส่แล้วขายตามนโยบายของรัฐ และปัจจัยที่สองคือการอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปในต่างประเทศที่มีราคาสูง 

 

ส่วนกำไรในน้ำมันเบนซิน 1 ลิตร จะมีกำไรที่มองเห็นตามประกาศ และกำไรที่ซ่อนอยู่ทั้งในกระบวนการกลั่น และการนำเชื้อเพลิงทดแทนมาผสม แต่ทั้งต้นทุนและกำไรรวมกันแล้วยังน้อยกว่า ‘เงินที่เราต้องจ่ายให้รัฐในการจัดเก็บ’

   

สุดท้ายกลายเป็นว่า ประชาชนต้องจ่ายให้รัฐเพื่อซื้อของแพงอย่างนั้นหรือ? 

 

อ้างอิง:

  • กระทรวงพลังงาน
  • ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
  • สำนักงานกองทุนเชื้อเพลิง
  • Wikipedia.org
  • oilprice.com

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

 


 

ห้ามพลาด! ฟอรัมที่เจาะลึก New Normal ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย จากวิทยากรระดับประเทศ 40 คน ซื้อบัตรงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM ที่ https://www.eventpop.me/e/8705-economic-forum

 

The post ตีแผ่อุตสาหกรรมพลังงาน: น้ำมัน 1 ลิตร กำไรกี่บาท? appeared first on THE STANDARD.

]]>