พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/พิพัฒน์-กระแจะจันทร์/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 06 May 2025 09:32:10 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 การประมูลสิ่งอุทิศให้กับพระบรมสารีริกธาตุเป็นเรื่องถูกต้องหรือไม่ https://thestandard.co/buddhist-offering-auction-religious-issue/ Tue, 06 May 2025 02:27:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1071386 พระบรมสารีริกธาตุ

สิ่งอุทิศที่พบร่วมกับพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าสาม […]

The post การประมูลสิ่งอุทิศให้กับพระบรมสารีริกธาตุเป็นเรื่องถูกต้องหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พระบรมสารีริกธาตุ

สิ่งอุทิศที่พบร่วมกับพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าสามารถประมูลได้หรือไม่?

 

เป็นคำถามที่กำลังถกเถียงและพูดถึงเป็นวงกว้างในหมู่ชาวพุทธและไม่พุทธทั่วโลกว่า ถึงความเหมาะสมต่อบริษัทประมูลชื่อดัง Sotheby’s ว่า อัญมณีและสิ่งอุทิศที่พบร่วมกันกับพระบรมสารีริกธาตุ หรือจริงๆ แล้วเป็นส่วนหนึ่งของพระบรมสารีริกธาตุสมควรถูกตีราคาให้เป็นเงินหรือไม่ เพราะนี่คือการลดทอนคุณค่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นหัวใจของชาวพุทธแบบหนึ่ง

 

พระบรมสารีริกธาตุในโลกนี้มีมากมาย แต่เชื่อกันว่าพระบรมสารีริกธาตุนี้เป็นของแท้ เพราะพบในโกศที่จารึกอักษรพราหมีสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชระบุว่า “พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า” 

 

พระบรมสารีริกธาตุนี้เกี่ยวข้องกับประเทศไทยอย่างมาก คงต้องขอเล่าสั้นๆ สักนิด กล่าวคือ หลังจาก วิลเลียม เปปเป้ (William C. Peppé) ค้นพบพระบรมสารีริกธาตุนี้เมื่อ ค.ศ. 1898 (พ.ศ. 2441) ได้เป็นข่าวใหญ่โตทั่วอินเดีย จนท้ายที่สุดทราบไปถึงพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ ซึ่งบวชอยู่ที่ลังกา และเคยรู้จักกับลอร์ดเคอร์ซันข้าหลวงใหญ่แห่งอังกฤษที่ปกครองอินเดีย จึงได้ทูลขอพระบรมสารีริกธาตุนี้ เมื่อรัชกาลที่ 5 ทรงทราบเรื่อง จึงได้ส่งเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ไปอัญเชิญพระบรมธาตุนี้มาเมื่อ พ.ศ. 2442 และได้บรรจุยัง “ภูเขาทอง” หรือ พระบรมบรรพต สืบมาจนถึงทุกวันนี้

 

เรื่องนี้จึงเกี่ยวข้องกับชาวพุทธไทยโดยตรง!

 

สิ่งอุทิศที่พบร่วมที่กำลังจะประมูลโดย Sotheby’s นี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของ “พระธาตุ” นั่นเอง ไม่ใช่ “อัญมณี” เฉยๆ ตามที่บริษัทประมูลพยายามแปลงความหมาย

 

ชาวพุทธไทยควรเพิกเฉยต่อปัญหานี้หรือไม่ในเมื่ออีกไม่กี่วันนี้วันวิสาขบูชากำลังจะมาถึง??? 

 

ในขณะที่ทั่วโลกกำลังส่งเสียง แต่น่าแปลกใจที่ชาวพุทธไทยและสมาคมพุทธศาสนาในไทยกลับเงียบงัน?

 

การประมูลครั้งนี้ของบริษัทคือการเพิกเฉยและละเลยไม่สนใจศรัทธาของพุทธศาสนิกชนโดยแท้ ไม่สนใจต่อข้อวิพากษ์ของคนทั่วโลก และเป็นเหมือนการปล่อยให้อำนาจของเจ้าอาณานิคมยังคงดำรงอยู่

 

ไม่เพียงเท่านั้น การนำสิ่งอุทิศนี้มาประมูลยังเกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาระดับโลกคือ การทวงคืน-ส่งคืนวัตถุ (repatriation) อย่างชัดเจน เพราะเป็นการนำวัตถุจากดินแดนอาณานิคมออกขายทอดตลาด ซึ่งนี่คือการทำให้ “วัตถุศักดิ์สิทธิ์” กลายเป็นเพียง “สิ่งของ” หรือเป็นเพียง “งานศิลปะ” เพื่อการประมูลเท่านั้น 

 

สิ่งอุทิศที่เป็นอัญมณีพบร่วมกับพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า (อ้างอิง: www.piprahwa.com/thejewels)

 

โกศทั้งห้าที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า (อ้างอิง: en.wikipedia.org/wiki/Piprahwa#Excavation_by_William_Claxton_Peppé)

 

ต่อประเด็นเรื่องนี้ ศาสตราจารย์แอชลีย์ ทอมป์สัน (Ashley Thompson) แห่งโซแอส มหาวิทยาลัยลอนดอน และ โคนัน จาง (Conan Cheong) นักศึกษาปริญญาเอกที่โซแอส ก็มีทัศนะไม่เห็นด้วยกับการประมูลพระบรมสารีริกธาตุครั้งนี้ ปรากฏอยู่ในบทความเรื่อง Selling the Buddha’s Relics Today ตีพิมพ์ในวารสารจริยธรรมพุทธศาสตร์ (Journal of Buddhist Ethics) ในที่นี้ขอสรุปสาระสำคัญของบทความตามนี้ 

 

ชาวพุทธทั่วโลกต่างวิตกตกใจเมื่อทราบว่า ในวันพุธที่ 7 พฤษภาคมนี้ บริษัท Sotheby’s ฮ่องกง จะทำการประมูล ‘อัญมณีในพระบรมสารีริกธาตุ’ ที่ขุดพบจากสถูปปิประห์วา (Piprahwa) ซึ่งพบในปี 1898 สถูปนี้ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเมืองลุมพินี ในรัฐอุตตรประเทศของอินเดีย แต่พระบรมสารีริกธาตุนี้ได้พบร่วมกับสิ่งอุทิศอันสูงค่าอีกด้วย ปัจจุบันพระบรมสารีริกธาตุนี้ส่วนหนึ่งยังได้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ยังภูเขาทองที่วัดสระเกศอีกด้วย 

 

สถูปปิประห์วาที่ขุดพบพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า (อ้างอิง: en.wikipedia.org/wiki/Piprahwa#Excavation_by_William_Claxton_Peppé)

 

ย้อนกลับไป พระบรมสารีริกธาตุและสิ่งอุทิศที่ขุดพบในอินเดียนี้ได้พบบรรจุภายในกล่องหินขนาดใหญ่ ซึ่งถูกขุดขึ้นมาจากภายในสถูปตามคำสั่งของเจ้าที่ดินในยุคอาณานิคมของอังกฤษ ภายในสถูปผู้ขุดค้นได้พบพระบรมสารีริกธาตุและสิ่งอุทิศ (อัฐิธาตุ) ที่ทำจากหินกึ่งรัตนชาติและคริสตัล ซึ่งทั้งหมดบรรจุอยู่ในกล่องหินเดียวกัน หนึ่งในจารึกที่พบบนโกศหินได้ปรากฏจารึกว่าหนึ่งในสมาชิกของศากยะวงศ์ได้เป็นผู้ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุนี้ในรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราชด้วยตนเอง 

 

สิ่งอุทิศที่เป็นอัญมณีที่ถูกนำมาประมูลในครั้งนี้ จึงสามารถพิจารณาได้ว่าเป็นของถวายอันล้ำค่าแก่พระบรมสารีริกธาตุ หรือเป็นส่วนหนึ่งของพระบรมสารีริกธาตุก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นเช่นไร อัฐิทั้งหมดนี้ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดสำหรับชาวพุทธทั่วโลก เนื่องจากความใกล้ชิดกับร่างของพระพุทธเจ้า

 

อีกทั้งสิ่งอุทิศดังกล่าวยังมีความสัมพันธ์เป็นพิเศษกับชาวพุทธไทยอีกด้วย ในช่วงเวลาที่ค้นพบพระบรมสารีริกธาตุนี้ กฎหมายอาณานิคมของอังกฤษกำหนดให้องค์กรโบราณคดีต้องส่งมอบของโบราณให้กับรัฐบาลอาณานิคมอังกฤษ เจ้าของที่ดินและผู้ค้นพบร่วมกันตัดสินใจแยก “อัญมณี” ออกจาก “กระดูกและเถ้าถ่าน” โดยมองว่าเฉพาะ “อัญมณี” เท่านั้นที่เป็นสิ่งที่ชาวยุโรปสนใจ ส่วนหนึ่งของอัฐิบัติอัญมณีถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์อาณานิคมที่กัลกัตตา อีกส่วนหนึ่งได้มอบให้กับเจ้าของที่ดินซึ่งลูกจ้างของเขาเป็นผู้พบ ด้าน “กระดูกและเถ้าถ่าน” ได้ถูกส่งมอบเป็นของขวัญทางการทูตแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะนั้นพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ ซึ่งเป็นพระภิกษุ ได้เดินทางไปทำพิธีแสวงบุญยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในอินเดีย เมื่อทราบเรื่องพระบรมสารีริกธาตุ พระองค์จึงทรงยื่นหนังสือร้องขอต่อรัฐบาลอังกฤษเพื่อขอให้ส่งอัฐิที่ไม่เป็นที่สนใจของชาวยุโรปกลับมาให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า พระองค์ทรงบรรจุอัฐิเหล่านี้ไว้ในกรุงเทพฯ และต่อมาได้แจกจ่ายส่วนหนึ่งของอัฐิเหล่านี้ให้กับสถาบันพุทธศาสนาในทั่วโลก

 

เป็นทายาทของเจ้าของที่ดินในอาณานิคมปี 1898 ที่ขณะนี้กำลังพยายามขายสิ่งอุทิศที่เป็นอัญมณีในมูลค่า ประมาณ 10 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ให้แก่ผู้เสนอราคาสูงสุด 

 

เรื่องนี้ชาวพุทธจึงควรคัดค้าน! ทำไมในศตวรรษที่ 21 มรดกจากอาณานิคมของอังกฤษถึงสามารถสร้างรายได้หลายล้านจากการขายสิ่งอุทิศร่วมกับพระบรมสารีริกธาตุเหล่านี้ได้กันนะ? แล้วจะไม่มีกรรมอันน่าหลอกหลอนตามมาสำหรับทั้งผู้ซื้อและผู้ขายหรือ? พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ศิลปะหรือสินค้าที่ควรเอามาหมุนเวียนในตลาดการเงินโลก การซื้อขายครั้งนี้ภายใต้การประณามของชาวพุทธทั่วโลกจะหยุดยั้งการกระทำครั้งนี้ได้หรือไม่? ในขณะที่เรารอวันวิสาขบูชา 2568 พ.ศ. นี้ เรามามองดูงานเฉลิมฉลองศาสนาของเวียดนามเพื่อเป็นแรงบันดาลใจที่จะแสดงให้เห็นว่าพระบรมสารีริกธาตุจากสารนาถมีคุณค่าเท่าใดต่อผู้แสวงบุญจากทั่วทุกสารทิศเข้ามากราบไหว้ ชาวพุทธไทยควรเรียกร้องให้สิ่งอุทิศร่วมกับพระบรมสารีริกธาตุควรได้กลับมารวมกับพระบรมสารีริกธาตุเพื่อให้ชาวพุทธทั่วโลกสามารถกราบไหว้และนับถือได้

 

ทองคำที่พบร่วมกับพระบรมสารีริกธาตุ (อ้างอิง: www.piprahwa.com/thejewels)

 

ในที่นี้ขอเพิ่มเติมในส่วนที่เป็นบทความภาษาอังกฤษด้วย เพื่อให้รับรู้ในระดับนานาชาติ

 

Protest Sotheby’s Auction of Buddha Relics

 

Thai Buddhists have been shocked to learn that, on Wednesday, May 7, Sotheby’s Hong Kong is set to sell the ‘gem relics’ of Piprahwa. These relics were found in 1898 in a stupa at Piprahwa, just south of Lumbini, in today’s Uttar Pradesh, India. But they were not found there alone: they were mixed in with the relics now enshrined and venerated atop the Golden Mount of Wat Saket. They were dug up from inside the stupa on the orders of a British colonial landowner. Inside the stupa the diggers found a set of stone and crystal reliquaries, all encased together inside a large stone box. One of the reliquaries bares an inscription which provides incontrovertible evidence that members of the Sakya clan, descendants of the Buddha, deposited these relics of the Buddha himself during the Ashokan era. The ‘gem relics’ now being put up for auction may have been considered Buddha relics, or precious offerings made to the Buddha relics. In any case, all these relics are of the highest sacred order to Buddhists worldwide for their intimate association with the Buddha’s body.

 

They also have a special relationship to Thai Buddhists. At the time of their find, British colonial law required that archaeological finds be transferred to the British colonial government. The landowner-finder and his colonial peers decided to separate the ‘gems’ out from the ‘bones and ash’, determining that only the ‘gems’ were of interest to Europeans. A portion of the ‘gem relics’ were deposited in the colonial museum in Kolkata; another portion was granted to the landowner whose workers had found them. The ‘bones and ash’ were offered as a diplomatic gift to King Chulalangkorn.  Thai royal monastic Prince Prisdang Chumsai was at the time making pilgrimage to sacred Buddhist sites in India. Having seen the relics, he successfully petitioned the British crown government to send to King Chulalangkorn those relics which were deemed of no interest to Europeans. King Chulalangkorn enshrined them in Bangkok and subsequently distributed portions of them to Buddhist institutions around the world. 

 

It is the descendants of the 1898 colonial landowner who are now seeking to make an estimated $10 million in selling the relics to the highest bidder. Thai Buddhists protest! How is it that in the 21st century British colonial inheritors can make millions off the sale of precious relics? Will there not be horrific karmic retribution for both buyer and seller? Buddha relics are neither art nor commodity for circulation on global money markets. Can this sale be stopped in the name of Buddhists worldwide? As we anticipate Vesak Day 2568 B.E, let’s look to the holy celebrations in Vietnam to admire how the relics of Sarnath are made available to pilgrims from far and wide. Thai Buddhists demand that the ‘gem relics’ be reunited with the other relics to be made available for veneration to Buddhists everywhere.

The post การประมูลสิ่งอุทิศให้กับพระบรมสารีริกธาตุเป็นเรื่องถูกต้องหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
6 เหตุผลที่ ‘เมืองโบราณศรีเทพ’ ได้มรดกโลก (ตอนที่ 2) https://thestandard.co/si-thep-historical-park-2/ Tue, 19 Sep 2023 07:30:03 +0000 https://thestandard.co/?p=843096 เมืองโบราณศรีเทพ

ในเวลานี้คงไม่มีใครไม่รู้จักเมืองโบราณศรีเทพที่จังหวัดเ […]

The post 6 เหตุผลที่ ‘เมืองโบราณศรีเทพ’ ได้มรดกโลก (ตอนที่ 2) appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมืองโบราณศรีเทพ

ในเวลานี้คงไม่มีใครไม่รู้จักเมืองโบราณศรีเทพที่จังหวัดเพชรบูรณ์ มีเหตุผลหลายประการที่ศรีเทพสมควรได้เป็นมรดกโลก ซึ่งคณะกรรมการที่ร่างข้อเสนอไปนั้นได้ให้เห็นผล 3 ประการหลัก และเป็นที่ยอมรับจากยูเนสโก แต่ในที่นี้ผมขอเสนอความเห็นของผมเพิ่มเติมเข้าไป เพื่อชี้ให้เห็นความสำคัญที่น่าสนใจ ดังนี้

 

ข้อที่ 1 เมืองศรีเทพมีการเลือกตั้งถิ่นฐานอย่างชาญฉลาด ซึ่งสะท้อนความเข้าใจระบบน้ำและพื้นที่ของที่ราบลุ่มป่าสัก ดังนั้น จึงมีการขุดคูเมืองขนาดใหญ่ อีกทั้งมีการสร้างคันดินบังคับน้ำทางด้านเหนือและตะวันออกของเมืองอีกด้วย อีกทั้งยังตั้งเมืองอยู่ในพื้นที่ระหว่างที่ราบภาคกลางและที่ราบสูงโคราช ทำให้กลายเป็นจุดเชื่อมต่อเส้นทางการค้า ในความเห็นผมแล้วคิดว่าไม่เพียงเท่านั้น แม่น้ำป่าสักยังเป็นเส้นทางการค้าระหว่างลุ่มน้ำโขงกับป่าสัก สอดคล้องกับชุมชนโบราณทวารวดีในเขตภูเรือและวังสะพุง 

 


 

บทความที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ข้อที่ 2 ศรีเทพมีระบบการจัดการน้ำเพื่อให้เหมาะกับการอาศัยอยู่ในเขตพื้นที่แห้งแล้ง ดังนั้น ถ้าหากไปเมืองศรีเทพจะพบว่าในเขตเมืองในเต็มไปด้วยสระน้ำ หรือบารายขนาดเล็กใหญ่จำนวนประมาณ 70 สระ ส่วนเมืองนอกมีทั้งหมดประมาณ 30 แห่ง รวมถึงยังมีสระน้ำใหญ่เล็กนอกคูเมืองอีก การปรับตัวเข้ากับความแห้งแล้งนี้เองที่ทำให้เกิดการตั้งข้อสันนิษฐานว่า สาเหตุที่เมืองศรีเทพถูกทิ้งร้างไปอาจเกิดจากภัยแล้งที่รุนแรง (Megadroughts) ที่เกิดขึ้นหลัง ค.ศ. 1300 อย่างไรก็ตาม น่าแปลกใจว่าเมืองแห่งนี้กลับไม่พบร่องรอยงานก่อสร้างสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (ค.ศ. 1181-1218) ดังนั้น อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างก่อนหน้ารัชกาลนี้ จนทำให้เกิดการทิ้งร้างเมืองศรีเทพไป ซึ่งน่าจะมีการวิจัยกันในอนาคต 

 

ข้อที่ 3 เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมและศาสนาที่หลากหลาย ประกอบไปด้วยโบราณสถานในวัฒนธรรมทวารวดีกำหนดอายุในช่วงพุทธศตวรรษที่ 11-16 ได้แก่ เขาคลังใน เขาคลังนอก และโบราณสถานขนาดเล็กอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งโบราณสถานเหล่านี้สะท้อนศาสนาพุทธเถรวาทและมหายาน 

 

ต่อมาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ยกกองทัพมาตีเมืองละโว้ (ลพบุรี) และเข้ายึดได้ราว พ.ศ. 1568 เป็นไปได้ว่ามีการยกกองทัพขึ้นมายังเมืองศรีเทพ ทำให้เมืองแห่งนี้เกิดการสร้างสถาปัตยกรรมแบบเขมรขึ้น ได้แก่ ปรางค์ศรีเทพ ปรางค์สองพี่น้อง และปรางค์กู่ฤๅษี โดยมีการรื้ออิฐเก่าของวัดสมัยทวารวดีมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการก่อสร้างอาคารด้วย 

 

ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ในยุคต้นๆ ของเมืองศรีเทพมีลัทธิการนับถือพระสุริยเทพ หรือ ลัทธิเสารยะ ซึ่งพระสุริยเทพแห่งเมืองศรีเทพนี้ถือว่าเจอมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีทั้งหมด 8 องค์ มีบางองค์ที่ทราบตำแหน่งชัดเจน เช่น มีองค์หนึ่งพบในทางเดิน/อาคารรูปกากบาทหน้าปรางค์สองพี่น้อง แสดงถึงการนับถือสืบเนื่องจากสมัยต้นๆ จนถึงในช่วงวัฒนธรรมเขมร 

 

ข้อที่ 4 มีงานศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์ เป็นสกุลช่างเฉพาะ ดังที่ศาสตราจารย์ฌอง บัวเซลิเยร์ (Jean Boisselie) นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสให้ความเห็นว่า ศิลปะของเมืองโบราณศรีเทพมีความโดดเด่นแตกต่างจากศิลปะประติมากรรมเขมรโบราณอย่างสิ้นเชิง 

 

ข้อคิดเห็นของ ฌอง บัวเซลิเยร์ นั้น สังเกตได้จากพระพุทธรูปและเทวรูปหลายองค์ที่ยืนในลักษณะ ‘ตริภังค์’ คือการเอียงสามส่วน สังเกตได้ชัดจากการยืนเอียงให้สะโพกเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง ซึ่งถือเป็นสุนทรียศาสตร์ความงามที่ได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย โดยเฉพาะพระวิษณุศรีเทพที่มีลักษณะการยืนเอียงคล้ายกันกับพระวิษณุที่โบราณสถานในเมืองมามัลลปุรัม (มหาพลีปุรัม) และสวมหมวกทรงกระบอก (กิรีฏมงกุฎ) ความคล้ายคลึงของศิลปะนี้เองที่ช่วยอธิบายได้ว่า ทำไมจึงพบการใช้ตัวอักษรปัลลวะและภาษาสันสกฤตที่เมืองศรีเทพ และเป็นไปได้ว่ามีพวกพราหมณ์จากอินเดียใต้มาอาศัยอยู่ที่เมืองนี้ด้วย 

 

นอกจากนี้แล้ว ยังมีเทวรูปพระสุริยเทพดังที่กล่าวไปแล้วที่มีใบหน้า (พระพักตร์) ที่เป็นเอกลักษณ์ สะท้อนหน้าตาแบบคนเปอร์เซีย ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เข้ามาตั้งการค้าเป็นชุมชนในอินเดียใต้สมัยโบราณ สอดคล้องกับการขุดพบเครื่องถ้วยสีเขียวแบบเปอร์เซีย (Basra ware) ที่เมืองศรีเทพ 

 

ภาพวาดเทพเจ้าในศาสนาพุทธตามแนวคิดแบบมัณฑละ มีอายุในคริสต์ศตวรรษที่ 17 (อ้างอิง: https://en.wikipedia.org/wiki/Mandala

 

ข้อที่ 5 ขาคลังนอกสะท้อนระบบความเชื่อมณฑลจักรวาล หรือ ‘มัณฑละ’ (Mandala) อย่างชัดเจน ความเชื่อนี้มีรากมาจากพุทธศาสนามหายานนิกายตันตระ ซึ่งเชื่อว่าอาณาจักรของพระพุทธเจ้าหรือเทพทางพุทธประทับอยู่ในพระราชวังหรือวิมานบนเขาพระสุเมรุ ลักษณะของพระราชวังนี้มีแผนผังเป็นสี่เหลี่ยม มีประตูทางเข้าสี่ด้าน ในแต่ละทิศมีเทพองค์รองคอยพิทักษ์ ด้วยเหตุนี้เอง จะเห็นได้ชัดว่าแผนผังของเขาคลังนอกมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมยกเก็จ เรียงซ้อนชั้นกันขึ้นไปเหมือนภูเขา ยอดสุดเป็นสถูปขนาดใหญ่ มีเจดีย์บริวารทั้งสี่มุม ทั้งหมดนี้แทนสัญลักษณ์ของเขาพระสุเมรุที่มีทวีปทั้งสี่ล้อมรอบ นอกจากนี้แล้ว ยังมีเจดีย์บริวาร 3 องค์ในแต่ละด้านที่ด้านหน้าทางเข้าทั้งสี่ทิศ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับหลักตรีกาย (นิรมาณกาย สัมโภคกาย ธรรมกาย)

 

ต่อมาในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งอาจราวพุทธศตวรรษที่ 16-17 ทางขึ้นทางทิศเหนือ ใต้ และตะวันออกถูกปิด ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับปัญหาทางโครงสร้าง แต่น่าจะเป็นเหตุผลจากการเข้ามาของลัทธิอมิตาภะ (Amitabha Cult) ที่เชื่อว่าดินแดนสุขาวดีของพระอมิตาภะอยู่ทางทิศตะวันตก ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีการขุดค้นทางโบราณคดีเมื่อปี 2551 จึงมีการค้นพบพระพุทธรูปประทับยืนองค์หนึ่งติดกับฐานของสถูปทางด้านทิศตะวันตก คำถามคือดินแดนของสุขาวดีอยู่ที่ไหน ดินแดนนั้นอาจอยู่ที่เขาถมอรัตน์ 

 

เขาถมอรัตน์ ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของเมืองศรีเทพ

 

ข้อที่ 6 มีเขาถมอรัตน์เป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของเมือง เมื่อขึ้นไปบนเขาคลังนอกแล้วมองไปทางทิศตะวันตกจะเห็นเขาถมอรัตน์อย่างชัดเจน (ต้นไม้บังในบางมุม) ดังนั้น จึงอาจเป็นดินแดนสุขาวดี บนยอดเขาแห่งนี้มีถ้ำ ซึ่งสลักพระพุทธรูป พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร และพระโพธิสัตว์เมตไตรย (ศรีอาริย์) ดังนั้น พระพุทธรูปดังกล่าวนี้จึงอาจเป็นพระอมิตาภะ เพราะมีพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเป็นบริวารที่จะนำสรรพสัตว์ข้ามสังสารวัฏ

 

การจัดวางโบราณสถานต่างๆ ของเมืองศรีเทพนี้เหมือนจะให้ความสำคัญกับเขาถมอรัตน์เป็นพิเศษ เห็นได้จากปรางค์ศรีเทพและปรางค์สองพี่น้องล้วนหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นที่ตั้งของเขาถมอรัตน์ และยังมีปรางค์ฤๅษีที่อยู่ในแกนทิศตะวันตก-ตะวันออก แม้จะไม่ตรงกับเขาคลังนอกร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ทำให้เห็นแนวคิดเรื่องแผนผังจักรวาล 

 

ดังนั้น เมืองศรีเทพจึงเป็นเมืองที่สะท้อนถึงแนวคิดของคนโบราณที่ให้ความสำคัญกับภูมิวัฒนธรรม (Cultural Landscape) และทำให้เมืองศรีเทพกลายเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ (Sacred Space) ที่คนที่อยู่อาศัยเปรียบเสมือนกับอยู่ในเมืองของเทพ 

The post 6 เหตุผลที่ ‘เมืองโบราณศรีเทพ’ ได้มรดกโลก (ตอนที่ 2) appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศรีเทพ เขาศักดิ์สิทธิ์ ด็อกเตอร์สเตรนจ์ และมณฑลจักรวาล (ตอนที่ 1) https://thestandard.co/si-thep-historical-park/ Sat, 16 Sep 2023 02:54:13 +0000 https://thestandard.co/?p=842247 เมืองโบราณศรีเทพ

พื้นที่แห่งใดที่ได้เป็นมรดกโลกมักส่งผลให้เศรษฐกิจในพื้น […]

The post ศรีเทพ เขาศักดิ์สิทธิ์ ด็อกเตอร์สเตรนจ์ และมณฑลจักรวาล (ตอนที่ 1) appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมืองโบราณศรีเทพ

พื้นที่แห่งใดที่ได้เป็นมรดกโลกมักส่งผลให้เศรษฐกิจในพื้นที่นั้นๆ ดีขึ้นอย่างชัดเจน เพราะทำให้คนรู้จักกันทั่วโลก ข้อสรุปนี้มาจากงานวิจัยหลายชิ้น เชื่อว่าเมืองโบราณศรีเทพ มรดกโลกแห่งใหม่ของประเทศไทยคงจะมีส่วนกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวมากขึ้น 

 

ในขณะเดียวกัน ประวัติศาสตร์โบราณคดีสมัยทวารวดี-ก่อนทวารวดี รวมถึงเขมร จะมีผู้คนค้นคว้าศึกษากันมากขึ้น อาจมีผิดบ้างถูกบ้างเป็นเรื่องปกติ ต้องไม่หวงห้าม เพราะจะได้เปิดโอกาสให้คนได้คิดและจินตนาการ 

 

คำถามสำคัญตอนนี้คือ ทำไมศรีเทพถึงได้เป็นเมืองสำคัญในสมัยโบราณ 

 

ถ้าหากจำภาพยนตร์เรื่อง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้ มีตัวแสดงคนหนึ่งที่มีบทบาทพอสมควรคือ ‘พระศรีถมอรัตน์’ (ต่อมาแต่งตั้งเป็นพระยาศรีไสยณรงค์) ชื่อนี้สำคัญ เพราะสะท้อนว่าในความทรงจำของราชสำนักอยุธยาที่ยังคงจดจำเขาถมอรัตน์ ภูเขาศักดิ์สิทธิ์เมื่อ 600-700 ปีก่อนสมัยสมเด็จพระนเรศวร ซึ่งเชื่อมโยงกับเมืองโบราณศรีเทพในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อในคติศาสนาพุทธมหายาน

 

เขาถมอรัตน์ ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของเมืองศรีเทพ 

 

ภาพพระโพธิสัตว์ พระพุทธเจ้า ที่สลักภายในถ้ำ (อ้างอิง: ยุทธนา ผิวขม แอดมินเพจ FaithThaiStory)

เขาถมอรัตน์เป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรม (Cultural Landscape) ของเมืองศรีเทพ ตั้งอยู่ทิศตะวันตกของเมือง เนื่องจากบนยอดเขามีถ้ำขนาดเล็ก แต่สลักภาพพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร พระโพธิสัตว์ศรีอริยเมตไตรย และพระพุทธเจ้า (อาจมีพระโพธิสัตว์มหาสถามปราปต์ด้วย) สะท้อนคติความเชื่อในศาสนาพุทธมหายาน เห็นได้จากการนับถือพระโพธิสัตว์ ซึ่งคนโบราณเชื่อว่าจะเป็นผู้ที่ช่วยพาสัตว์ทั้งหลายข้ามสังสารวัฏ และยังอาจเกี่ยวข้องกับลัทธิตันตระที่เชื่อในเรื่องความลี้ลับ ถ้ำบนยอดเขาจึงอาจตอบสนองต่อความเชื่อนี้

 

รูปแบบศิลปะของพระโพธิสัตว์ในถ้ำบนเขาถมอรัตน์นี้คล้ายกับพระโพธิสัตว์สำริดกลุ่มประโคนชัยที่พบในจังหวัดบุรีรัมย์ เทียบศิลปะได้กับศิลปะไพรกเมง-กำพงพระของกัมพูชา จึงกำหนดอายุแคบๆ ว่า พระโพธิสัตว์และพระพุทธรูปที่เขาถมอรัตน์นี้คงสลักเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 14

 

เขาคลังนอก มหาสถูปที่สร้างขึ้นเนื่องในศาสนาพุทธมหายาน

 

เขาถมอรัตน์เชื่อมโยงกับโบราณสถานแห่งหนึ่งที่สำคัญในเมืองศรีเทพคือเขาคลังนอก ซึ่งถือเป็นมหาสถูปที่ใหญ่ที่สุดในไทยในโลกยุคโบราณ คือมีขนาดฐาน 60×60 เมตร (ถ้าไม่นับรวมพระปฐมเจดีย์ที่ไม่ทราบขนาดแน่นอน) ลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่เขาคลังนอกคล้ายกับโบราณสถานในแถบอินเดียใต้ที่ชอบตกแต่งฐานด้วยซุ้มบัญชรทรงสูงขนาดเล็ก เทียบได้กับศิลปะเกรละ (Kerala) บางคนให้ความเห็นว่าอาจได้แรงบันดาลใจจากศิลปะจาลุกยะ (Chalukya) ด้วยเช่นกัน 

 

เทวสถานในศิลปะเกรละ อินเดียใต้ (อ้างอิง: https://twitter.com/templefable/status/947720947183763456)

 

แต่ถ้าเทียบกันแล้วก็จะเห็นได้ว่ามีข้อต่างอยู่อย่างหนึ่ง เพราะเขาคลังนอกไม่ได้ยกอินเดียใต้มาทั้งดุ้น แต่เป็นการผสมกันระหว่างศิลปะอินเดียใต้คือส่วนฐาน กับอินเดียเหนือจากราชวงศ์ปาละในส่วนยอดที่เป็นเจดีย์ ดูเผินๆ คล้ายกับมหาสถูปบุโรพุทโธบนเกาะชวา แต่ย่อมกว่ามาก 

 

การผสมผสานศิลปะเช่นนี้ เขาคลังนอกจึงสะท้อนให้เราเห็นถึงเครือข่ายการค้าและศาสนาในช่วงราวต้นพุทธศตวรรษที่ 14 หรืออาจราว พ.ศ. 1300-1400 หลังจากนั้นอาจมีการต่อเติมและปรับเปลี่ยนให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของศาสนา 

 

เขาคลังนอกเปรียบได้กับพีระมิดจริงหรือ ความจริงแล้วอาจเปรียบเทียบได้ในเชิงรูปทรงที่ก่อเป็นชั้นฐานขึ้นไป แต่ถ้ามองจากแนวคิดในการสร้างแล้วถือว่าคนละเรื่อง เพราะเขาคลังนอกสร้างขึ้นจากแนวคิดเขาพระสุเมรุผสมกับมณฑลจักรวาล 

 

ในภาพยนตร์ของ Marvel เรื่อง Doctor Strange พระเอกของเรามือหักเพราะขับรถโดยประมาท จนต้องดั้นด้นหาวิธีรักษาถึงเนปาล จนได้เจอกับ Ancient One สุดท้ายได้รับวิชามา และสามารถสร้างโล่สีส้มๆ ของจอมเวทได้เวลาต้องต่อสู้กับศัตรู โล่นี้เรียกว่า ‘Tao Mandala’ ซึ่งลัทธิเต๋าแบบ Marvel นั้นก็ปนๆ กันกับศาสนาพุทธมหายานลัทธิตันตระ 

 

 

มัณฑละของด็อกเตอร์สเตรนจ์ (อ้างอิง: https://marvelcinematicuniverse.fandom.com/wiki/Tao_Mandalas)

 

ไม่ว่าด็อกเตอร์สเตรนจ์จะมีความเข้าใจต่อมัณฑละอย่างไร แต่โดยทั่วไปแล้ว มัณฑละ (Mandala) หรือมณฑลจักรวาลตามความเชื่อของศาสนาพุทธมหายานนั้น พัฒนาขึ้นมาจากการวาดยันต์ (Yantra) ต่อมาเชื่อว่ายันต์ดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์อันเป็นที่สถิตของเทพเจ้า จึงทำให้ยันต์เกิดความซับซ้อนขึ้นและกลายเป็นความศักดิ์สิทธิ์ 

 

มัณฑละอันเป็นที่สถิตของเทพเจ้านี้จึงเริ่มวาดให้กลายเป็นพระราชวัง ซึ่งปกติจะมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีประตูทางเข้า 4 ด้านหันไปทิศทั้งสี่ หรือมุมของโลกทั้งสี่ ซึ่งจะช่วยปกป้องไม่ให้สิ่งชั่วร้ายหรือปีศาจเข้ามา และเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ แผนผังของมัณฑละนี้อาจดูได้จากในศิลปะทิเบต ที่บางครั้งมองอย่างเร็วๆ จะเห็นได้ว่าคล้ายกับแผนผังของเขาคลังนอก

 

เหตุผลที่เขาคลังนอกต้องก่อฐานสูงขึ้นไปเป็นชั้นๆ นั้น เพราะเขาคลังนอกคือการจำลองเรือนฐานันดรสูงของพระเจ้า จึงเต็มไปด้วยซุ้มบัญชรมากมาย และสามารถตีความได้เช่นกันว่า การก่อสร้างเขาคลังนอกนั้นต้องการให้เกิดความรู้สึกว่าเขาคลังนอกคือภูเขาศักดิ์สิทธิ์ คือเขาพระสุเมรุ ซึ่งถือเป็นแกนกลางของโลกและจักรวาล ซึ่งเป็นที่อยู่ของทวยเทพ ซุ้มบัญชรคือตัวแทนบ้านของพระเจ้าที่สถิตอยู่ตามเขาพระสุเมรุนั่นเอง 

 

แผนผังมัณฑละมีหลากหลายรูปแบบ แต่มีระบบระเบียบทำเป็นรูปทรงเรขาคณิต ปกติแล้วพื้นที่รอบนอกของมัณฑละจะทำเป็นวงแหวนไฟ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของแสงสว่างและปัญญา เมื่อพ้นวงแหวนเข้าไปมักจะทำเป็นรูปสี่เหลี่ยมซับซ้อน ซึ่งบริเวณนี้ถือเป็นพระราชวังหรือวิมานของเทพและพระพุทธเจ้า มีการวาดรูปเชิงสัญลักษณ์ต่างๆ แทรกเข้าไป เช่น ดอกบัว หมายถึงปัญญาหรือการสั่งสอน และ เพชร / วัชระ หมายถึงจิตใจอันบริสุทธิ์ ระหว่างที่พระสงฆ์วาดภาพของมณฑลจักรวาลนี้ เช่น ในทิเบต ปกติแล้วจะต้องมีการทำพิธีกรรม สวดมนต์และคาถาเพื่อให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ ผู้ที่วาดจะได้รับพลังที่สถิตเข้ามาภายในกาย 

 

ภาพวาดเทพเจ้าในศาสนาพุทธตามแนวคิดแบบมัณฑละ มีอายุในคริสต์ศตวรรษที่ 17 (อ้างอิง: https://en.wikipedia.org/wiki/Mandala

 

เมื่อเปลี่ยนจากแผนผังมัณฑละตามความเชื่อมาสู่การสร้างศาสนสถานบนภูมิศาสตร์ตามจริงแล้ว ก็คงไม่สามารถสร้างมัณฑละอย่างสมบูรณ์ได้ด้วยเงื่อนไขหลายอย่าง แต่เห็นชัดว่าเขาคลังนอกมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยม เปรียบได้กับวิมานหรือพระราชวังของเทพเจ้าหรือพระพุทธเจ้าในคติมหายาน 

 

ฐานของอาคารทำเป็นฐานยกขึ้นไป 2 ชั้น แต่ละชั้นประดับด้วยซุ้มบัญชร ด้านบนทำเป็นลานรูปสี่เหลี่ยม เดิมทีมีระเบียงคดล้อมรอบเจดีย์ ยังเห็นรอยหลุมเสาใช้สำหรับเดินประทักษิณ (บูชาเจดีย์) 

 

ถัดไปจากตัวเขาคลังนอกที่เป็นฐานขนาดใหญ่พบว่าในแต่ละด้านมีการสร้างเจดีย์ขนาดเล็ก 3 องค์ สะท้อนแนวคิดเรื่องแผนผังจักรวาลได้เป็นอย่างดี เจดีย์ทั้ง 3 องค์นี้อาจเป็นตัวแทนของโลกทั้งสาม หรือความเชื่อเรื่องตรีกายของมหายาน ได้แก่ ธรรมกาย (พระธรรม) สัมโภคกาย (กายทิพย์ของพระพุทธเจ้า) และนิรมาณกาย (ขันธ์ 5)  

 

1 ใน 3 เจดีย์ขนาดเล็กที่เรียงออกไปจากเขาคลังนอก

 

เมื่อขึ้นไปบนลานประทักษิณของเขาคลังนอกแล้วมองไปทางทิศตะวันตกจะมองเห็นเขาถมอรัตน์ตั้งสูงเด่น ในขณะที่ทางทิศใต้จะเป็นตำแหน่งของเขาคลังใน การวางแผนผังให้โบราณสถานแต่ละแห่งอยู่ในแกนทิศตะวันออก-ตะวันตก แกนทิศเหนือ-ใต้ จึงเป็นความจงใจเพื่อสร้างแผนผังจักรวาลนั่นเอง ทำให้พื้นที่ทั้งเมืองศรีเทพกลายเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ครอบคลุมพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่กว้างใหญ่มหาศาล 

 

อย่างไรก็ตาม พบว่าในช่วงเวลาหนึ่ง เขาคลังนอกถูกปรับปรุงดัดแปลงด้วยการปิดทางเข้า 3 ด้าน คือ ประตูทิศเหนือ ทิศใต้ และทิศตะวันออก ขึ้นได้ทางเดียวคือทิศตะวันตก ซึ่งก็คือทิศเดียวกับที่เป็นที่ตั้งเขาถมอรัตน์ เรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธนิกายสุขาวดี

 

นิกายสุขาวดีเป็นนิกายที่ได้รับความนิยมในจีน โดยเฉพาะในสมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618-907) นับถือพระพุทธเจ้าอมิตาภะ (1 ใน 5 พระพุทธเจ้าสำคัญของมหายาน) เชื่อว่าดินแดนของพระองค์อยู่ทางทิศตะวันตก เมื่อใครก็ตามตายจะไปเกิดใหม่ยังดินแดนสุขาวดี (Pure Land Sukhavati) เพียงแค่คนคนนั้นท่องชื่อพระอมิตาภะเท่านั้น ไม่แปลกที่นิกายนี้มีโอกาสจะมาจากจีน เนื่องจากที่เมืองศรีเทพมีการพบพระพิมพ์ดินเผา 2 องค์ที่มีจารึกด้านหลังเป็นภาษาจีนว่า ‘ภิกขุเหวินเซียง’ อยู่ด้วย อายุราวพุทธศตวรรษที่ 14 ดังนั้นในครั้งหนึ่งศรีเทพคงเป็นที่จาริกแสวงบุญสำคัญ

 

พระพุทธรูปปางแสดงธรรมสองพระหัตถ์ พบจากเขาคลังนอก ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ จังหวัดลพบุรี (อ้างอิง: กรมศิลปากร, 2551) 

 

จากการขุดค้นทางโบราณคดีได้พบพระพุทธรูปทำปางแสดงธรรมสองพระหัตถ์ (วิตรรกมุทรา) แบบที่นิยมกันในศิลปะทวารวดี โดยพบอยู่ติดกับฐานของเจดีย์และอยู่ในทิศตะวันตก จึงทำให้เคยมีนักวิชาการบางท่านเชื่อว่าปางแบบนี้เป็นปางตอนพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากดาวดึงส์ เนื่องจาก พิริยะ ไกรฤกษ์ นักประวัติศาสตร์ศิลปะอาวุโส เคยเสนอว่า พระพุทธรูปที่ทำปางคล้ายกันนี้พบในศิลปะจีนสมัยราชวงศ์สุย อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้ เชษฐ์ ติงสัญชลี นักประวัติศาสตร์ศิลปะ ได้เสนอว่า พระพุทธรูปวิตรรกมุทราสองพระหัตถ์แบบนี้คงได้รับแรงบันดาลใจมาจากศิลปะอมราวดี-อนุราธปุระ (อินเดียใต้-ศรีลังกา) เสียมากกว่า 

 

ไม่ว่าพระพุทธรูปองค์นี้จะเป็นพระอมิตาภะหรือไม่ ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่เขาคลังนอกในสมัยหลังให้ความสำคัญกับทิศตะวันตกเป็นอย่างมาก ซึ่งถือเป็นดินแดนของพระอมิตาภะ เมื่อพิจารณาภาพสลักบนยอดเขาถมอรัตน์แล้วจะพบว่าประกอบด้วยรูปพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร และพระศรีอริยเมตไตรย (อาจมีพระโพธิสัตว์มหาสถามปราปต์ด้วย) ดังนั้นจึงเชื่อได้ว่าพระพุทธเจ้านี้คงเป็นพระอมิตาภะ ในขณะที่พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรถือเป็นผู้ช่วยของพระอมิตาภะ 

 

ส่วนพระศรีอริยเมตไตรยนั้น ความจริงแล้วก็เป็นผู้ที่สถิตยังดินแดนอันบริสุทธิ์ (Pure Land of Maitreya) เช่นกัน แต่เมื่อนิกายสุขาวดีได้รับความนิยมมากขึ้นในจีน จึงทำให้นิกายของพระศรีอริยเมตไตรยถูกวิพากษ์วิจารณ์ เพราะพระองค์ยังไม่ใช่พระพุทธเจ้าที่แท้จริง ต่างจากพระอมิตาภะที่เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ว่าคนจะไม่นับถือพระองค์ เพราะก็ยังหวังพึ่งพาโลกในอนาคตที่พระองค์จะกลายเป็นพระพุทธเจ้า นี่อาจเป็นคำอธิบายได้ว่าทำไมภาพสลักบนเขาถมอรัตน์จึงมีพระศรีอริยเมตไตรยอยู่ด้วย 

 

อาจสรุปได้ว่า เขาคลังนอกเป็นเสมือนสถานที่จาริกแสวงบุญที่คนโบราณเดินประทักษิณรอบพระสถูปเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า แต่ในขณะเดียวกันก็สวดภาวนาว่าถ้าหากตนตายจะได้ไปอยู่ยังดินแดนสุขาวดีของพระอมิตาภะ หรือไปอยู่ยังดินแดนอันบริสุทธิ์ของพระศรีอาริย์ด้วยไปพร้อมกัน ความหมายเชิงสัญลักษณ์เช่นนี้ และภูมิทัศน์วัฒนธรรมที่วางผังให้ศรีเทพกลายเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ ในยุคหนึ่งคงดึงดูดให้ผู้คนเดินทางมายังเมืองแห่งนี้ในฐานะศูนย์กลางของศาสนาพุทธมหายานที่สำคัญเป็นแน่ 

 

อ้างอิง:

  • Choe Yeonshik. “The Cult of the Pure Land of Maitreya in Paekche and Silla in the Three Kingdoms Period,” Journal of Korean Religions. Vol. 6, No. 1, pp. 13-36.
  • Mahayana Buddhism To Mandala. Available at: http://what-when-how.com/buddhism/mahayana-buddhism-to-mandala/
  • Pure Land Buddhism. Available at: https://en.wikipedia.org/wiki/Pure_Land_Buddhism
  • กรมศิลปากร. รายงานการขุดค้นขุดแต่งโบราณสถานเขาคลังนอก บ้านสระปรือ ตำบลศรีเทพ อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์. กรุงเทพฯ: สำนักศิลปากรที่ 4 ลพบุรี, 2551. 
  • เชษฐ์ ติงสัญชลี. การวิเคราะห์การแสดงวิตรรกมุทราสองพระหัตถ์ของพระพุทธรูปในศิลปะทวารวดี. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยศิลปากร, 2544. 
  • พิริยะ ไกรฤกษ์. ประวัติศาสตร์ศิลปะในประเทศไทยฉบับคู่มือนักศึกษา. กรุงเทพฯ : อมรินทร์การพิมพ์, 2528.
  • อนุรักษ์ ดีพิมาย. โบราณสถานเขาคลังนอก: ลำดับอายุสมัยและแนวคิดในการก่อสร้าง. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยศิลปากร, 2557.

The post ศรีเทพ เขาศักดิ์สิทธิ์ ด็อกเตอร์สเตรนจ์ และมณฑลจักรวาล (ตอนที่ 1) appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีทองแห่งศรัทธา ความย่อยยับของพระพุทธรูปโบราณ https://thestandard.co/opinion-the-golden-faith/ Sat, 26 Aug 2023 02:30:57 +0000 https://thestandard.co/?p=833856

กว่า 6 ปีแล้วที่สีทองแห่งศรัทธาได้ระบาดไปทั่วประเทศ พระ […]

The post สีทองแห่งศรัทธา ความย่อยยับของพระพุทธรูปโบราณ appeared first on THE STANDARD.

]]>

กว่า 6 ปีแล้วที่สีทองแห่งศรัทธาได้ระบาดไปทั่วประเทศ พระพุทธรูป วิหารอุโบสถหลายแห่งถูกทาด้วยสีทองสังเคราะห์สมัยใหม่ ในมุมมองของผู้ศรัทธานั้น นี่คือความสวยงามและการทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา ดีกว่าปล่อยให้เสื่อมโทรม แต่ในมุมมองของนักอนุรักษ์แล้วนี่คือการทำลายพระพุทธรูปและอาคารเก่า ซึ่งตอนนี้ได้เป็นที่ประจักษ์ชัดเป็นรูปธรรมแล้วในหลายวัดหลายอารามด้วยกัน

 

ทำไมพระพุทธรูปต้องสีทอง? ผมคิดว่าเราควรเริ่มต้นจากคำถามนี้ก่อน ซึ่งเป็นเหตุจูงใจให้พระพุทธรูปต้องเป็นสีทอง เรื่องนี้สามารถเข้าใจได้จากความเชื่อว่าพระพุทธเจ้าประกอบด้วยลักษณะของมหาบุรุษ เรียกกันว่า ‘มหาบุรุษลักษณะ 32 ประการ’ โดยใน พระปฐมสมโพธิกถา พระนิพนธ์ในสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส ได้พรรณนาไว้ว่า พระฉวี (ผิว) ของพระพุทธเจ้ามีสีเหลืองงาม “ดังสีทองทั่วทั้งพระกาย ครุวนาดุจรูปทองทั้งแท่ง อันนี้จัดเป็นพระมหาบุรุษลักษณะคำรบ 11” 

 

อย่างไรก็ดี ซุนยิงกัง (Sun Yinggang) เสนอว่า ผิวกายสีทองของพระพุทธเจ้าที่อธิบายในมหาบุรุษลักษณะ 32 ประการนี้อาจมีที่มาจากคัมภีร์ของนิกายมหายานในสมัยคันธาระ เพื่อยกย่องความยิ่งใหญ่และเหนือมนุษย์ของพระพุทธเจ้า นอกจากนี้ ผิวกายสีทองของพระพุทธเจ้าอาจเกี่ยวข้องกับปรัชญาในระดับลึกอีกด้วย ฟิลลิส กรานอฟฟ์ (Phyllis Granoff) เสนอว่า ผิวกายสีทองเป็นสัญลักษณ์แทนสวรรค์ สุขภาพ และทรัพย์สมบัติ ซึ่งจะทำให้ผู้บูชารู้สึกเปี่ยมไปด้วยความสุข ในขณะที่ชาวพุทธในทิเบตเชื่อว่าการปิดทองคำให้กับพระพุทธรูปนั้นจะทำให้เมื่อเกิดใหม่ในชาติหน้ามีผิวพรรณผุดผ่องราวกับทองคำ และบางกรณีจะทำให้เกิดเป็นเศรษฐีที่ร่ำรวยอีกด้วย 

 


 

บทความที่เกี่ยวข้อง 

 


 

ภายใต้ความเชื่อเช่นนี้เองที่ทำให้การปิดทองคำเปลวบนองค์พระพุทธรูปกลายเป็นประเพณีสำคัญแพร่กระจายในทุกประเทศที่นับถือศาสนาพุทธ บ้างอาจปิดทองทั้งองค์ บ้างปิดทองแค่บางส่วน และนี่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้นิยมสร้างพระพุทธรูปด้วยสำริดหรือทองเหลือง กระทั่งทองคำ 

 

แต่ทั้งการปิดทองคำเปลวและการสร้างด้วยสำริดต่างมีราคาแพงมาก ถ้าไม่ใช่เศรษฐีหรือกษัตริย์ก็ยากที่จะทำได้โดยง่าย สถานการณ์ดังกล่าวไม่ต่างจากในปัจจุบัน ครั้งหนึ่งผมเคยเดินสำรวจพระพุทธรูปที่ระเบียงคดวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร บังเอิญได้พบกับช่างที่กำลังปิดทองคำเปลวพระพุทธรูป จึงทำให้ผมทราบราคาว่าพระพุทธรูปประทับนั่งความสูงราว 80 เซนติเมตร มีค่าใช้จ่ายในการปิดทองราว 1 แสนบาท! 

 

ด้วยเงื่อนไขเรื่องราคาที่แสนแพงนี้เอง ผู้ที่ศรัทธาและพระสงฆ์ก็คงไม่สามารถปิดทองคำเปลวพระพุทธรูปได้ตามตั้งใจ ในขณะที่สีทองที่มาจากการสังเคราะห์จึงกลายเป็นคำตอบของเรื่องนี้ เพราะกระป๋องหนึ่งมีราคาตั้งแต่ 1,000-3,000 กว่าบาท ขึ้นอยู่กับคุณภาพสี แถมกระป๋องเดียวยังทาพระพุทธรูปได้หลายองค์อีกด้วย 

 

ในเมื่อเงื่อนไขทางเศรษฐกิจสวนทางกับศรัทธาจึงทำให้สีทองเข้ามามีบทบาทเช่นนี้ 

 

อะไรคือปัญหาของสีทองวิทยาศาสตร์? 

 

สีทองสังเคราะห์แตกต่างไปจากทองคำเปลว เนื่องจากมีส่วนผสมของน้ำมัน ทำให้เมื่อทาลงไปยังพระพุทธรูปโดยเฉพาะที่ทำจากหิน สีน้ำมันจะเคลือบผิวและปิดรูพรุนของหินหมด ทำให้ความชื้นจากบรรยากาศและที่ซึมขึ้นมาจากพื้นไม่สามารถผ่านออกไปได้อีก ความชื้นนี้เองที่เป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้หินทรายหรือปูนเสื่อมสภาพ 

 

โดยปกติแล้วกระบวนการเกิดหินทรายขึ้นมาประกอบด้วย 3 กระบวนการหลัก คือ การระเหยไปของน้ำและความชื้น (Evaporation) กระบวนการบีบอัด (Compaction) และกระบวนการเชื่อมประสาน (Cementation) ซึ่งมีแร่ธาตุสำคัญคือแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) ที่มาจากหินปูน หินอ่อน เปลือกหอย หรือกระดูก ซึ่งน้ำสามารถทำให้แคลเซียมคาร์บอเนตสลายตัว

 

เมื่อเป็นเช่นนั้น หินทรายจะค่อยๆ แตกออกจากกัน คืนสภาพกลับกลายเป็นทราย เช่นเดียวกับปูนโบราณที่ใช้ฉาบผนังและเชื่อมอิฐก็จะสลายตัวลงจากความชื้นที่สะสม 

 

ผลที่ตามมาจากการทาสีทองจึงทำให้พระพุทธรูปหลายวัด โดยเฉพาะพระพุทธรูปหินทรายศิลปะเขมรและอยุธยาเกิดการแตกสลายและผุพังเพราะปิดกั้นความชื้น เมื่อกักอยู่ภายในองค์พระนานๆ ปริมาณน้ำก็จะมากขึ้น ทำให้เป็นตัวทำละลายแคลเซียมคาร์บอเนต 

 

ปรากฏการณ์นี้จะเห็นมากในกลุ่มของพระพุทธรูปหินทรายในสมัยก่อนอยุธยา (อโยธยา) และอยุธยาที่นิยมใช้หินทรายสีแดง ซึ่งเป็นหินทรายเนื้ออ่อนที่ง่ายต่อการสลายตัวอย่างมาก เนื่องจากเกิดขึ้นจากแรงบีบอัดที่ไม่มากและมีแร่เหล็ก (Hematite) เป็นองค์ประกอบ จึงทำให้ง่ายต่อการสลายตัวเข้าไปอีก พระพุทธรูปแบบนี้นิยมทำกันมากในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาและภาคตะวันตกของไทยแถบจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และเพชรบุรี ซึ่งมีแหล่งที่มาของหินทรายจากบริเวณอำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี 

 

ต่างจากการปิดทองแบบโบราณที่ใช้ยางรักเคลือบบนพระพุทธรูปหินทราย ซึ่งยางรักเป็นสารอินทรีย์จึงมีคุณสมบัติคลายความชื้นได้ เช่นเดียวกับการปิดทองที่เป็นทองคำเปลวก็มีคุณสมบัติยอมให้น้ำผ่านได้ตามรอยต่อของแผ่นดินและรูพรุน 

 

กรณีของพระพุทธรูปในวัดที่มีการแชร์ในโลกโซเชียลกันมากคือกรณีของวัดแจงร้อน เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร ซึ่งผมเคยไปดูเมื่อ 4 ปีก่อน ตอนนั้นสภาพก็เริ่มผุพังและเสื่อมไปมาก มาเห็นภาพอีกครั้งในโลกโซเชียลแล้วก็ยิ่งใจหาย เพราะเสื่อมสภาพมากขึ้นไปอีก จนเศียรพระบางรูปหลุดออกมา บ้างหินทรายผุพัง คงเหลือเฉพาะสีทองที่เคลือบเป็นเปลือกอยู่ภายนอก

 

พระพุทธรูปที่วัดแจงร้อนเกิดการเสื่อมสภาพจากการทาสีทอง

 

พระพุทธรูปที่วัดแจงร้อนเกิดการเสื่อมสภาพจากการทาสีทอง

 

วัดบางแห่งตอนนี้เรียกร้องให้กรมศิลปากรและองค์กรต่างๆ เข้าช่วยเหลือเพื่อลอกสีทองออก เพราะไม่มีงบประมาณมากพอจะแก้ไขด้วยการลอกสี ซึ่งการลอกสีนี้ดูเหมือนจะง่ายแต่ก็ยาก เพราะต้องค่อยๆ ลอก ไม่เช่นนั้นผิวหินจะหลุด แต่ที่สำคัญคือการเอาสีน้ำมันออกจากรูพรุนของหินนี่สิครับที่เป็นเรื่องยากมาก บางคนบอกว่าเป็นราคาที่วัดต้องจ่ายและจัดการเอง ซึ่งความจริงก็ควรเป็นเช่นนั้น ยิ่งวัดที่มีเงินทำบุญมากๆ ก็ควรต้องออกงบประมาณเอง ไม่ควรเรียกร้องงบจากหน่วยงานไหน ควรเรียกร้องเพียงให้มีผู้เชี่ยวชาญมาให้คำปรึกษาหรือสาธิตให้ดูเสียมากกว่า 

 

ส่วนวัดที่ทำด้วยความไม่รู้และไม่มีงบ เรื่องนี้อาจต้องพึ่งพาคนทั่วไปหรือชุมชนให้ความช่วยเหลือ แต่ชุมชนจะมาช่วยก็นับเป็นเรื่องยาก เพราะในปัจจุบันวัดหลายแห่งไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งและยึดโยงกับชุมชนมานานแล้ว คงต้องให้หน่วยงานรัฐที่พอมีกำลังเข้าไปช่วยเหลือ

 

เรื่องทาสีทองนี้ไม่ได้เป็นปัญหาเพียงแค่เรื่องการทำลายพระพุทธรูปหรืออุโบสถวิหารอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ พูดอีกแบบคือทำไปโดยขาดความรู้ มีแต่ศรัทธาเท่านั้น หากแต่มีความเกี่ยวพันกับปัญหาการจัดการมรดกทางวัฒนธรรมด้วย แม้กรมศิลปากรจะจัดอบรมให้ความรู้กับพระสงฆ์ หรือเรียกว่าสังฆาธิการ หรือการอบรมเจ้าอาวาสให้มีความรู้เรื่องการอนุรักษ์มาโดยตลอด 

 

แต่ปัญหาซ้ำซากนี้ก็เกิดขึ้นเสมอ เพราะไม่ได้มีเพียงพระเท่านั้นที่ขาดความรู้ แต่ญาติโยมผู้ศรัทธาที่ขาดความรู้ และในโลกอัลกอริทึมของโซเชียลมีเดีย นับว่ามีอิทธิพลอย่างมากที่ทำให้สีทองนี้แพร่หลายในกลุ่มญาติโยม เพราะพวกเขาจะเห็นแต่คนที่ไปทำบุญด้วยการทาสีทอง ไม่ได้เห็นถึงปัญหา ซึ่งก็นับว่าน่าเห็นใจเป็นอย่างมาก แทนที่จะได้บุญแต่กลับเป็นการทำลายพระพุทธศาสนาโดยไม่รู้ตัว 

 

ทางแก้เบื้องต้นคือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงต้องเผยแพร่ความรู้เรื่องการอนุรักษ์ให้มากขึ้น ติดป้ายตามวัดและโบราณสถานห้ามไม่ให้ทาสีทองหรือใช้สีน้ำมัน หรือกระทั่งประกาศและลงโทษอย่างจริงจังเพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าว หรือคุยกับบริษัทสีให้ตระหนักถึงปัญหา เพื่อให้ทำฉลากติดคำเตือนข้างกระป๋องสี

The post สีทองแห่งศรัทธา ความย่อยยับของพระพุทธรูปโบราณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครูกายแก้ว วิกฤตการเมืองและสังคมไทย https://thestandard.co/kru-kai-kaew-thai-political-and-social-crisis/ Tue, 15 Aug 2023 12:54:28 +0000 https://thestandard.co/?p=829676 ครูกายแก้ว

ทุกครั้งที่สังคมไทยเผชิญกับวิกฤตทางสังคม การเมือง และเศ […]

The post ครูกายแก้ว วิกฤตการเมืองและสังคมไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครูกายแก้ว

ทุกครั้งที่สังคมไทยเผชิญกับวิกฤตทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ มักจะปรากฏการบูชาภูตผีปีศาจหรือเทพเจ้าที่ทรงอิทธิฤทธิ์แทบจะทุกครั้ง 

 

‘ครูกายแก้ว’ เป็นใครมาจากไหนไม่มีใครทราบ 

 

ตามประวัติเชิงตำนานเล่ากันว่า มีพระธุดงค์จากลำปางไปนั่งสมาธิที่ปราสาทนครวัด นครธม กัมพูชา และได้ครูกายแก้วมา ซึ่งเชื่อว่าเป็นครูของศาสตร์และศิลป์ทั้งปวงในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จากนั้นได้มอบให้ลูกศิษย์มีชื่อว่า พ่อหวิน เป็นอดีตทหารกองดุริยางค์ทหารในสมัยก่อน

 


 

บทความที่เกี่ยวข้อง

 


 

จากนั้นมีอาจารย์ท่านหนึ่งได้รับมอบครูกายแก้วต่อมาอีกที ซึ่งครูกายแก้วได้ปรากฏกายให้เห็น ท่านจึงได้หล่อเป็นองค์สำริดยืน คล้ายคนแก่ มีลักษณะเป็นผู้บำเพ็ญเพียร มีปีกด้านหลัง กึ่งมนุษย์กึ่งนก มีเขี้ยวทอง รูปลักษณ์ของครูกายแก้วนี้ได้อ้างอิงว่ามาจากภาพสลักบนกำแพงปราสาทบายน 

 

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ย่อมสวนทางกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี โอภาส จริยพฤติ หรือ ไกด์โอ พาเที่ยว ได้ให้ความเห็นว่า ที่ปราสาทบายนไม่มีภาพสลักของครูกายแก้ว แต่ภาพสลักที่คล้ายกับครูกายแก้วนั้นอยู่ที่ระเบียงคดปราสาทนครวัดด้านทิศเหนือฝั่งตะวันออก และครูของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ก็ไม่ใช่ครูกายแก้ว ภาพที่คล้ายกับครูกายแก้วนั้นคือ ‘ท้าวพาณอสูร’ ซึ่งได้ไปเข้าเฝ้าขอความอนุเคราะห์ต่อพระศิวะที่ประทับที่เขาไกรลาส

 

ถ้าวิเคราะห์กันในเชิงเรื่องเล่าไม่ต้องสนใจข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ เราจะเห็นกระบวนการที่ทำให้รูปเคารพสักองค์หนึ่งศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาผ่านเรื่องเล่าในเชิงลี้ลับ แบบเดียวกับไอ้ไข่ แบบเดียวกับจตุคามรามเทพ และที่เสริมให้ครูกายแก้วศักดิ์สิทธิ์ขึ้นไปนั้นจะเห็นได้ว่ามาจากพื้นที่ที่ในสำนึกของคนไทยแล้วเชื่อว่าเต็มไปด้วยเวทมนตร์คาถาของขลังคือ เขมร ทั้งๆ ที่ถ้าหากคุณได้รู้จักเขมรในทางวัฒนธรรมจะพบว่า คนเขมรไม่ได้คลั่งเครื่องรางของขลังแบบที่ไทยเป็นเลย 

 

นอกจากนี้แล้ว ความศักดิ์สิทธิ์ของครูกายแก้วยังเพิ่มขึ้นผ่านกระบวนการส่งต่อจากอาจารย์ที่เป็นทหาร ซึ่งสังคมไทยมักมองเป็นอำนาจพิเศษชนิดหนึ่ง และส่งต่อมายังมือของจอมขมังเวทย์อีกทอดหนึ่งด้วย 

 

แต่ความน่าสนใจของปรากฏการณ์ครูกายแก้วนี้ ผมคิดว่ามีความคล้ายคลึงกันมากกับปรากฏการณ์ของการบูชาภูตผีปีศาจและเทพเจ้าของไทยในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมา 

 

จตุคามรามเทพได้รับความนิยมสูงสุดในปี 2550 หลังเหตุการณ์รัฐประหารปี 2549 ทักษิณ ชินวัตร ผู้เป็นสัญลักษณ์ของความเจริญก้าวหน้าของเศรษฐกิจไทยถูกถอดถอน ดังนั้น สังคมจึงรู้สึกสั่นไหวกับเรื่องนี้ ส่งผลทำให้จตุคามแทบทุกรุ่นมีชื่อรุ่นที่เกี่ยวข้องกับความมั่งคั่งร่ำรวย 

 

ราวปี 2559 ได้เกิดปรากฏการณ์ร่างทรงขึ้น ปรากฏการณ์นี้เป็นผลพวงมาจากการรัฐประหารปี 2557 ที่ทำให้สังคมรู้สึกถึงความสั่นคลอนไม่มั่นคง และยังทำให้ขาดความเชื่อมั่นในทางเศรษฐกิจอีกด้วย ปรากฏการณ์ร่างทรงนี้ค่อยๆ ซาลงในกระแสโซเชียลมีเดีย แต่ยังคงมีและบูมอีกครั้งในช่วงสั้นๆ เมื่อปี 2561 ซึ่งเป็นช่วงที่สังคมกำลังเผชิญปัญหาและตั้งคำถามกับรัฐบาล คสช. ในเรื่องของการคอร์รัปชัน รวมถึงตำรวจ และพระสงฆ์ที่เป็นข่าวในทางเสื่อมเสีย ซึ่งอย่างหลังนี้ทำให้สังคมขาดที่พึ่งทางใจ ดังนั้น จึงหวังพึ่งพาอำนาจผี บรรพกษัตริย์ และเทพฮินดูที่มีอำนาจและสามารถบันดาลอำนาจคุ้มครองและความร่ำรวยให้ได้

 

ในแง่เศรษฐกิจ เมื่อ 2 ปีที่แล้วก็ได้เกิดปรากฏการณ์ไอ้ไข่ วัดเจดีย์ เกิดจากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ขนาบซ้ำเติมด้วยปัญหาโควิดที่ยิ่งทำให้เศรษฐกิจตกต่ำมากขึ้นไปอีก ซึ่งทั้งหมดนี้นำมาซึ่งความรู้สึกไม่มั่นคงในการใช้ชีวิต ร้อยละร้อยที่ไปไหว้ไอ้ไข่จึงหวังความร่ำรวย ที่น่าสนใจด้วยคือ เครื่องแบบที่ไอ้ไข่ชอบนั้นคือเครื่องแบบทหาร ซึ่งสะท้อนถึงสำนึกในเรื่องอำนาจนิยมในสังคมไทยที่ทหารก่อสำนึกอำนาจนิยมนี้ลงในสังคมกระทั่งในผีเด็ก

 

หรือล่าสุดคือ ปรากฏการณ์ท้าวเวสสุวรรณที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งชัดเจนว่าเกี่ยวข้องกับการบูชาเพื่อหวังในเรื่องความร่ำรวย แม้ว่าคนจำนวนมากจะไม่ทราบว่า แท้จริงแล้วท้าวเวสสุวรรณเป็นใครก็ตาม เพราะรูปลักษณ์คล้ายกับยักษ์วัดแจ้งมากกว่าจะคล้ายกับท้าวเวสสุวรรณหรือท้าวกุเวร เทพเจ้าแห่งความมั่งคั่งแบบดั้งเดิมที่มีรูปกายอ้วนแสดงความอุดมสมบูรณ์ ประดับพร้อมกับหม้อเงินหม้อทองก็ตาม แต่ประเด็นเรื่องประติมานวิทยานั่นไม่ใช่สิ่งที่เรื่องสำคัญมาก ตราบใดที่อำนาจของเทพหรือยักษ์สามารถบันดาลให้ร่ำรวยได้ ซึ่งพระพุทธรูปไม่สามารถเป็นที่พึ่งในลักษณะดังกล่าว

 

เช่นเดียวกันกับเทพและผีองค์อื่นๆ ปรากฏการณ์ครูกายแก้วนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองที่ไม่มีใครแน่ใจว่าทิศทางของบ้านเมืองจะเดินไปทางไหน การเมืองในระดับสถาบันก็มีความอึมครึม และเศรษฐกิจของไทยที่อาจไม่ได้ดีจริงตามที่เห็น ผู้คนจึงแห่กันไปบูชาครูกายแก้วเพื่อหวัง ‘การเงิน การงาน และโชคลาภ’ อำนาจของครูกายแก้วนี้ดูจะมีจุดร่วมกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผ่านมาอีกประการหนึ่งคือ เป็นอำนาจที่ยึดโยงตนเองเข้ากับอำนาจของกษัตริย์โบราณ ซึ่งคือแหล่งของอำนาจที่ทั้งน่าใกล้ชิดและร้อนดังดวงตะวัน 

 

ถ้าครูกายแก้วจะเป็นผีป่าก็จะวิ่งมาสิงเมืองดังเช่นที่หลายท่านกล่าวถึงกัน แต่คำถามคืออะไรเป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้ผีป่าวิ่งเข้าสิงเมืองได้ง่ายดายเช่นนี้มาร่วมเกือบสองทศวรรษแล้ว ผีตัวจริงจึงอาจไม่ใช่ครูกายแก้วอย่างที่คิดครับ

The post ครูกายแก้ว วิกฤตการเมืองและสังคมไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เสียงจากคนในและนักอนุรักษ์ในเมืองสงขลา กับปัญหาการบุกรุกพื้นที่โบราณสถาน https://thestandard.co/songkhla-and-problem-of-invasion-of-ancient-sites/ Sat, 26 Mar 2022 02:59:39 +0000 https://thestandard.co/?p=610258 เขาแดง เขาน้อย สงขลา

การทำลายพื้นที่เขาน้อย-เขาแดง เพื่อประโยชน์ของนายทุนและ […]

The post เสียงจากคนในและนักอนุรักษ์ในเมืองสงขลา กับปัญหาการบุกรุกพื้นที่โบราณสถาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เขาแดง เขาน้อย สงขลา

การทำลายพื้นที่เขาน้อย-เขาแดง เพื่อประโยชน์ของนายทุนและนักการเมืองท้องถิ่นในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการสร้างบาดแผลทางใจให้กับสงขลามากทีเดียว เป็นที่ชัดเจนว่าสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ภูมิทัศน์ ถูกทำลาย โบราณสถานได้รับผลกระทบ จนน่ากังวลต่อการพังทลาย 

 

ดินลูกรังที่ถูกตักไปขายเป็นจำนวนมากมายมหาศาล เท่าที่ประเมินกว่า 25 ล้านบาท เงินไปเข้ากระเป๋าใคร ยังเป็นปริศนาต่อสังคมภายนอก แต่เข้าใจได้สำหรับคนภายใน 

 


 

บทความที่เกี่ยวข้อง

 


 

ชาวสงขลาหลายคนที่ผมรู้จักต่างลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบผลกระทบ เรียกร้องความถูกต้องอย่างไม่เกรงกลัวกับอำนาจและอิทธิพล เพื่อไม่ให้เขาน้อย-เขาแดงถูกทำลายไปมากกว่าที่เป็นอยู่ และต้องได้รับการแก้ไขโดยเร็ว 

 

เสียงคนในพื้นที่มักไม่ดังพอ ไม่ใช่ว่าเขาไม่เห็นด้วย แต่สังคมแบบไทยๆ เป็นสังคมมาเฟีย สังคมระบบอุปถัมภ์ ไม่ค่อยเห็นกับประโยชน์สาธารณะ บทความนี้จึงไม่มีอะไรมากไปกว่าให้เห็นเสียงของคนภายในสงขลา และข้าราชการน้ำดี ที่กำลังเผชิญกับอำนาจแบบไทยๆ และชี้ให้เห็นคุณค่าของการอนุรักษ์แหล่งทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ

 

ความน่าอาย

“ผมรู้สึกอายที่เขาแดงถูกทำลาย มันมองเห็นได้จากศาลากลางจังหวัด มันมากเกินไป” เป็นคำพูดของ บรรจง นะแส ผู้ทำงานด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทะเลไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสูงต่อการเคลื่อนไหว เรียกร้องให้เกิดการแก้ไขปัญหาการทำลายหัวเขาแดง ถึงขนาดที่มีนักการเมืองท้องถิ่นที่วันนี้ขยับขึ้นเป็นนักการเมืองระดับชาติของพรรคเก่าแก่บางคนฟ้องร้องเขาในข้อหาหมิ่นประมาท  

 

บรรจงเป็นคนตระกูลเก่าของคนสงขลาที่สามารถสืบย้อนกลับไปได้ถึงในสมัยอยุธยาตอนปลาย ตระกูลทางฝ่ายแม่แซ่เฮ่า (ต่อมาเปลี่ยนเป็น ณ สงขลา) เป็นจีนชาวฮกเกี้ยน อาศัยกันอยู่แถบเขาน้อย บรรพบุรุษช่วยรบปกป้องเมืองสงขลาและช่วยสร้างเมือง ทำให้บรรจงมีความผูกพันต่อพื้นที่และโบราณสถาน ในมุมมองของท่านมองว่า “โบราณสถานบ่งบอกถึงพัฒนาการของชุมชนและสังคม เป็นอารยธรรมของมนุษยชาติ ทำให้รู้ที่มาที่ไปของชุมชน เป็นที่บ่มเพาะจิตวิญญาณของชุมชน” 

 

เขาแดง เขาน้อย สงขลา

 

พื้นที่ทางด้านขวาล่างเป็นการขุดดินลูกรังใกล้กับโบราณสถานเขาน้อยมากจนเสี่ยงต่อความเสียหาย ซึ่งโบราณสถานบนเขาแดงก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน

 

เมื่อวันที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมา ทางคุณบรรจงได้นำนักวิชาการด้านการอนุรักษ์ โดยเฉพาะนักธรณีวิทยาไปวิเคราะห์ผลกระทบต่อโบราณสถาน พบว่าระยะห่างระหว่างโบราณสถานที่เขาน้อยกับจุดที่มีผู้มีอิทธิพลขุดดินลูกรังไปนั้นห่างเพียง 40 เมตร (ไม่ใช่ 60 เมตร) ถือว่าใกล้มาก แถมยังอยู่ในที่ลาดชันซึ่งเสี่ยงที่ดินจะถล่ม (Landslide) เท่าที่ผมตามข่าว ถือเป็นเรื่องน่าตลกเรื่องหนึ่งที่มีนักการเมืองท้องถิ่นระดับจังหวัดท่านหนึ่งเคยหาเสียงว่าจะเป็นหนึ่งในผู้ที่ช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของชาวเมืองสงขลา แต่สิ่งที่เห็นกลับตรงกันข้ามกัน

 

เขาแดง เขาน้อย สงขลา

บรรจง นะแส กำลังชี้ให้เห็นสภาพของเขาน้อยที่ถูกขุดดินทำลาย ซึ่งเกิดความเสียหายอย่างรุนแรง

ภาพ: บรรจง นะแส

 

เขาแดง เขาน้อย สงขลา

สภาพของดินที่ถูกขุดทำลายเพื่อปรับเป็นถนน ทั้งๆ ที่ไม่มีหน่วยงานราชการไหนที่มีแผนทำถนนขึ้นยังเขาน้อยเลย ย่อมสะท้อนอิทธิพลอย่างมหาศาลของนายทุนและนักการเมืองที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

ภาพ: บรรจง นะแส

 

แต่ที่สังคมต้องตั้งคำถามด้วยก็คือ ดินลูกรังที่ถูกขุดออกไปนี้ตั้งแต่ปี 2547 ใครเป็นคนอนุญาตให้ขุด เพราะว่าไม่ใช่ที่เอกชน รายได้จากดินลูกรัง 25-30 ล้านบาทนั้นไปเข้ากระเป๋าของใคร คุณบรรจงได้ตั้งข้อสังเกต ซึ่งการตั้งคำถามเช่นนี้เองที่ทำให้บรรจงต้องถูกฟ้องร้อง 

 

ความจริงแล้วถ้าว่ากันตามกฎหมาย ลักษณะเช่นนี้หน่วยงานเช่น DSI ควรเข้าตรวจสอบ และ ปปง. ควรเข้ามาดำเนินการตามกฎหมาย เนื่องจากปกติแล้ว ปปง. มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบและยึดทรัพย์สินของบุคคลที่นำเอาทรัพยากรธรรมชาติของสังคมโดยส่วนรวมไปเป็นของตัวเอง ดังนั้นการบุกรุกขุดดินในเขตแหล่งโบราณสถานและเป็นที่เอกชนไม่มีสิทธิครอบครองจึงเข้าเกณฑ์ที่จะถูกตรวจสอบได้ 

 

คุณค่าของเมืองถูกให้ค่าผิด

“การสูญเสียอะไรที่สิงหนครนั้น ไม่ใช่เพิ่งโดนทำลาย แต่ทำลายต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน ประมาณ 30 ปีมาแล้ว” เจริญพงศ์ พรหมศร นักสันติวิธีที่เข้ามาพัวพันกับประเด็นปัญหาการบุกรุกพื้นที่โบราณสถานเขาน้อย-เขาแดง ทำให้ผู้สัมภาษณ์อย่างผมต้องตั้งคำถามว่า ทำไมจึงเกิดการทำลายมายาวนานเช่นนี้ ทั้งๆ ที่เป็นโบราณสถานที่สำคัญอย่างมากต่อประวัติศาสตร์ในคาบสมุทรภาคใต้

 

เหตุที่ทำให้เจริญพงศ์มองเห็นว่าประวัติศาสตร์นั้นมีคุณค่านั้น เริ่มต้นมาตั้งแต่เด็ก “ผมอินกับประวัติศาสตร์ เพราะว่าทวดชอบเล่าประวัติศาสตร์ของต้นตระกูลให้ฟังตั้งแต่เด็ก เช่น เรื่องตระกูลเป็นหมอยาในวังที่เมืองนครฯ ทำให้สนใจประวัติศาสตร์ และอ่านหนังสือประวัติศาสตร์มาเรื่อยๆ” จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่ง ปวีณา ประยุกต์วงษ์ ได้ให้ช่วยเก็บข้อมูลประวัติศาสตร์ในเขตเขาแดง จึงเขียนหนังสือชื่อว่า ซิงกอร่า: สิงหนคร เรื่องราวชุมชนในขุนเขา บนเมือง แหลมสน หัวเขา สทิงหม้อ ตีพิมพ์เมื่อปี 2561 

 

เขาแดง เขาน้อย สงขลา

เจริญพงศ์ พรหมศร นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นกับผลงานเรื่อง ซิงกอร่า: สิงหนคร เรื่องราวชุมชนในขุนเขา บนเมือง แหลมสน หัวเขา สทิงหม้อ

 

คนสงขลาหลายคนนั้นเห็นคุณค่าในโบราณสถาน แต่เจริญพงศ์ให้ความเห็นเรื่องปัญหาการอนุรักษ์ในเมืองสงขลาว่า “คุณค่าของเมืองถูกให้ค่าผิด คุณค่าประวัติศาสตร์ไม่ถูกใช้” โดยน้ำหนักของการพัฒนาเมืองนั้นเทไปที่เรื่องของการพัฒนาเมืองให้ทันสมัยเป็นแหล่งเศรษฐกิจไปเสียหมด ยิ่งเมื่อท่าเรือน้ำลึกเข้ามาด้วยแล้ว ทำให้คนหันไปมองผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ราคาที่ดินราคาสูงขึ้น เกิดการกว้านซื้อแพง ทำให้เกิดการรุกล้ำพื้นเมืองโบราณโดยกลุ่มนายทุน 

 

เจริญพงศ์กล่าวว่า เดิมทีเรื่องโบราณสถานเรื่องประวัติศาสตร์ของเขาแดง-เขาน้อย “มันอยู่ไกลจากคำว่าปากท้อง” แต่ในปัจจุบันหลังจากเริ่มมีการพัฒนาเมืองและการท่องเที่ยวมากขึ้น ทำให้ชาวบ้านเริ่มมองเห็นคุณค่าของเขาแดง-เขาน้อย เจริญพงศ์เล่าต่อว่า สมัยก่อนบางจุดเป็นแหล่งที่คนมาเสพยา บางจุดมีขยะเต็มไปหมด แต่หลังจากที่เริ่มนำนักท่องเที่ยวมามากขึ้นก็พบว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ด้วย “การจัดการขยะได้สำเร็จแล้ว ชาวบ้านเริ่มคุยกัน มันต้องดูแล ต้องทำให้สวยงาม” เพราะถือว่านี่คือทุนทางวัฒนธรรมที่จะอยู่ต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน 

 

มีเรื่องควรสังเกตอย่างหนึ่ง ถ้าใครติดตามเรื่องการเคลื่อนไหวในงานด้านการอนุรักษ์เมืองเก่าเมืองสงขลาจะเห็นได้ว่ามันช่างเป็นภาพที่แตกต่างคอนทราสต์เสียเหลือเกิน เพราะในขณะที่ฝั่งบ่อยาง (อยู่ฝั่งตรงข้ามกับเขาแดง) มีกิจกรรมมากมาย มีการจัดแสดงงานศิลปะ มีการวางแผนพัฒนาเมืองเก่า แต่กลับค่อนข้างตรงข้ามกับพื้นที่หัวเขาแดงและเขาน้อยที่อยู่ในภาวะวิกฤตที่กำลังถูกทำลาย กลุ่มผู้มีอิทธิพลและมีอำนาจในเขตเขาแดง-เขาน้อยควรต้องกลับมาทบทวนตัวเองว่าจะให้สงขลาเป็นเมืองเช่นไรในอนาคต   

 

ปัญหาการอนุรักษ์ในเมืองสงขลานั้นมีความซับซ้อน แต่จะผลักภาระให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่ได้ เจริญพงศ์กล่าวว่า กรมศิลปากรต้องคิดในการทำงานเชิงรุกเพื่อสื่อสารกับคนให้มากขึ้น เพื่อที่เขาจะได้เห็นคุณค่า เมื่อเห็นคุณค่าก็จะนำไปสู่การอนุรักษ์อย่างยั่งยืน แต่ในขณะเดียวกันจะผลักภาระให้กับหน่วยงานราชการเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องสองทาง คือ ชาวเมืองสงขลาเองก็ต้องช่วยกันอนุรักษ์เช่นกัน ไม่เช่นนั้นแล้วจะไม่มีทางประสบความสำเร็จ 

 

ชีวิตและผู้คน  

ไม่เพียงแต่โบราณสถานที่ได้รับผลกระทบ คนที่อยู่ตามเชิงเขาก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน สามารถ สาเร็ม นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นชาวสงขลา ถึงอายุยังน้อย แต่ถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งเลยทีเดียว สามารถเล่าให้ผมฟังว่า ตรงที่ขุดดินลูกรังกัน ต่ำลงมามีบ้านบ่อสวน ไม่มีใครเคยไปถามว่าเขากลัวไหม ได้รับผลกระทบไหม เรื่องดินถล่มในพื้นที่แถบนี้เคยเกิดขึ้นจริง ในปี 2553 เคยเกิดดินถล่ม ทั้งๆ ที่มันไม่มีการขุดเขา” ดังนั้นการขุดเขาแถบนี้จริงๆ แล้วน่ากังวล 

 

เขาแดง เขาน้อย สงขลา

สามารถ สาเร็ม ระหว่างเก็บข้อมูลที่มัสยิดยามาอาติซอลาตินเอาวาลู

ภาพ: สุรเชษฐ์ แก้วสกุล

 

ผู้เขียนได้ฟังมาจากแหล่งข่าวหลายคนว่านักการเมืองท้องถิ่นในเขตนั้นมีอิทธิพลกับคนในพื้นที่มาก ดังนั้นในช่วงที่เกิดการประท้วงเกี่ยวกับโบราณสถานจึงไม่มีใครกล้าออกมาพูดอะไร

 

คนในเขตเขาแดงคือใคร สามารถเล่าให้ฟังว่า “ในตำบลหัวเขามีชาวมุสลิม 90% และคนไทยจีน 10% มุสลิมเป็นคนเก่าแก่ยาวนานจากยุคสุลต่านสุลัยมาน สมัยกรุงศรีอยุธยา” ชาวมุสลิมที่เชิงเขาแดงจึงเป็นกลุ่มคนเก่าแก่ ไม่ใช่ย้ายมาใหม่ สามารถอธิบายด้วยว่า ด้วยความผูกพันกับพื้นที่มานาน ชาวมุสลิมในย่านเขาแดงจึงมองว่าเขาแดง-เขาน้อยเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญและหวงแหน 

 

นอกจากไปจากชุมชนที่ได้รับผลกระทบแล้ว แต่อำนาจปิดปากให้พูดอะไรมากไม่ได้ พื้นที่ตามเชิงเขาของเขาแดง-เขาน้อยยังมีสุสานของสุลัยมานเจ้าเมืองสงขลา ซึ่งอยู่ในสถานะที่กำลังถูกบุกรุก มีสุสานหรือกุโบร์ของชาวมุสลิมอื่นๆ มีสุสานของชาวฮอลันดาที่เคยเข้ามาตั้งสถานีการค้าสมัยอยุธยา และสุสานของชาวจีน สิ่งเหล่านี้ถือว่าสำคัญ เพราะบอกประวัติศาสตร์และความหลากหลายของคนในสงขลาได้เป็นอย่างดี ดังนั้นการบุกรุกพื้นที่ภูเขานี้ ในด้านความเชื่อแล้วก็คือการทำลายความสงบของคนตาย ในอีกด้านที่น่ากังวลก็คือดินที่อาจถล่มในอนาคตจะส่งผลกระทบต่อสุสานพวกนี้หรือไม่ 

 

ในเชิงภูมิทัศน์ที่สัมพันธ์กับประวัติศาสตร์แล้ว การทำลายเขาน้อย-เขาแดง และสร้างผลกระทบนี้ สามารถมองว่า “มันกลายเป็นทัศนอุจาดไปเลย สมัยก่อนมีปลูกยางพารามันก็น่าเกลียดแล้ว แต่ตอนนี้มันสามารถมองเห็นจากฝั่งอำเภอเมืองสงขลา เวลาไปพักโรงแรม ตอนนี้พอเปิดออกไปเห็นเป็นภูเขาแหว่ง ทำให้ทัศนียภาพเสียหมด” 

 

สร้างจิตสำนึกสาธารณะคือกุญแจของการอนุรักษ์

“เมื่อตอน 10 โมง มีเสียงปืน 10 นัด ระหว่างที่กำลังตรวจพื้นที่ พื้นที่นี้ไม่ปลอดภัย ไม่รู้ใครยิง ยิงทำไมเวลามีคนนอกเข้ามา มีการสื่อสารแจ้งลงไปในพื้นที่แล้วว่าจะมีข้าราชการลงมาตรวจ แบบนี้จะมีใครกล้าเอาเด็กมาเรียนรู้แหล่งประวัติศาสตร์” พงศ์ธันว์ สำเภาเงิน ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 11 สงขลา ให้สัมภาษณ์กับผมถึงสถานการณ์ในพื้นที่ ฟังดูแล้วก็น่ากังวล 

 

เขาแดง เขาน้อย สงขลา

ภาคประชาชนมาให้กำลังใจ พงศ์ธันว์ สำเภาเงิน ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 11

ภาพ: Hatyai Focus

 

ความปลอดภัยถือเป็นเรื่องสำคัญต่อการจัดการมรดกทางวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้อย่างหนึ่ง แต่ตอนนี้ในพื้นที่เขาแดง-เขาน้อยนั้น ตลอดช่วงเกือบเดือนที่ผ่านมา ผมมักได้ยินเรื่องทำนองนี้เสมอ ปืนอาจจะยิงด้วยเหตุผลอื่น เป็นความบังเอิญ แต่ก็ไม่ควรได้ยินในพื้นที่กลางเมือง ไม่ควรได้ยินในพื้นที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งเรื่องนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งเข้าไปดำเนินการ อย่าปล่อยให้อำนาจอยู่เหนือกฎหมาย

 

เมื่อถามถึงแนวทางที่ทางกรมศิลปากรจะดำเนินการต่อไปนั้น พงศ์ธันว์ได้เล่าว่า สิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งเลยก็คือต้อง “บังคับใช้ พ.ร.บ.โบราณสถานฯ เพื่อให้กฎหมายมันจะศักดิ์สิทธิ์ แต่ก็ต้องให้เป็นธรรมที่สุดทั้งกับตัวแหล่ง และผู้ต้องสงสัย กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้วย” จากนั้นต้องเร่งยุติปัญหาโดยเร็ว จากนั้นต้องมาคิดถึงเรื่องการลดผลกระทบ กำหนดมาตรการฟื้นฟู ผ่อนหนักให้เป็นเบาได้อย่างไร และกำหนดมาตรการในการป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโบราณสถาน

 

ในแง่ของการจัดการกับความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น พงศ์ธันว์มองว่าเรื่องการแก้ไขปัญหาชั้นดินลูกรังที่ถูกขุดออกไปนั้นไม่น่ากังวลมาก มีเทคโนโลยีมีวิธีการมากมายที่ช่วยได้ แต่นี่คือการจัดการปัญหาเฉพาะหน้า แต่สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปคือเรื่องการเผยแพร่ การปลุกให้คนมีสำนึก มีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้นในการอนุรักษ์ ที่สำคัญด้วยคืออย่าคิดว่านี่คือหน้าที่ของกรมศิลปากรหรือหน่วยงานภาครัฐอย่างเดียว แต่ต้องเข้ามาช่วยสนับสนุนด้านการอนุรักษ์ โดยให้มองว่านี่คือหน้าที่ของพลเมืองไทย สำนึกสาธารณะเช่นนี้เป็นเรื่องสำคัญ ต้องเข้ามาช่วยกัน 

 

พงศ์ธันว์ทิ้งท้ายว่า หากไม่เร่งจัดการและยุติปัญหาต่างๆ ในวันนี้ การจะทำให้สงขลากลายเป็นเมืองมรดกโลกนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย “คนสงขลาควรต้องเหลียวมองกลับมาที่รากเหง้าของตัวเอง” นี่คือเรื่องสำคัญ

 

ลำพังการอนุรักษ์เพื่อให้ทันกับการพัฒนานั้นแก้ไขไม่ยาก แต่ที่ยากคือการจัดการกับกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่ยังไม่เข้าใจคุณค่าของการอนุรักษ์ ในต่างประเทศหลายแห่ง เช่น อังกฤษ อิตาลี อียิปต์ มีการวิจัยทางด้านเศรษฐศาสตร์ซึ่งพบว่าพื้นที่ที่มีโบราณสถานที่ได้รับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวนั้น มีส่วนทำให้เศรษฐกิจของท้องถิ่นเติบโตหลายเท่าตัวและเกิดการกระจายรายได้ไปยังคนกลุ่มต่างๆ ในขณะเดียวกันก็ช่วยเสริมความสัมพันธ์และความสุขของคนในชุมชน เพราะมีแหล่งที่บ่งบอกความเป็นมาและรากเหง้า ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจในท้องถิ่น และยังมีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจไม่ต่างจากสวนสาธารณะ 

 

ผมคิดว่านายทุนและนักการเมืองท้องถิ่นควรต้องกลับมาทบทวนตนเอง มองเห็นประโยชน์ของคนส่วนรวมและลูกหลานในอนาคตของตนเองให้มากขึ้น เพราะการรุกล้ำเขตโบราณสถานก็ดี หรือทรัพยากรธรรมชาติก็ดี คือการทำลายทุนแบบหนึ่งคือทุนทางวัฒนธรรมของคนในอนาคต 

 

ประชาสัมพันธ์ 

วันที่ 27 มีนาคมนี้ ทางภาคพลเมืองและภาคนักวิชาการเมืองสงขลา ได้เปิดเวที เรื่อง ‘ปกป้องหัวเขาแดง: SaveSingora’ เวลา 16.00-19.00 น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จ.สงขลา ในงานมีการอ่านบทกวีโดย อ.สดใส ขันติวรพงศ์ และ อ.จรูญ หยูทอง 

 

จากนั้นมีเสวนาโดย พงศ์ธันว์ สำเภาเงิน ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 11 เล่าข้อเท็จจริงต่างๆ เกี่ยวกับการบุกรุกพื้นที่โบราณสถาน, มุมมองด้านเศรษฐศาสตร์ โดย ดร.สินาด ตรีวรรณไชย, ประเด็นเรื่องความกระทบกระเทือนด้านสถาปัตยกรรม โดย ดร.จเร สุวรรณชาต และสุดท้าย ความรู้เชิงประวัติศาสตร์ โดย อ.บุญเลิศ จันทระ

 

คำบรรยายภาพเปิด: หมู่บ้านชาวประมงที่หัวเขาแดง สะท้อนชีวิตของชาวสงขลาที่ผูกพันกับประมงและเขาแดง โดย สุรเชษฐ์ แก้วสกุล

The post เสียงจากคนในและนักอนุรักษ์ในเมืองสงขลา กับปัญหาการบุกรุกพื้นที่โบราณสถาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บุกรุกเขาน้อย-เขาแดง คือความพินาศของภูมิวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของเมืองสงขลา https://thestandard.co/invade-khao-noi-khao-daeng/ Sat, 05 Mar 2022 02:04:54 +0000 https://thestandard.co/?p=601924 เขาแดง สงขลา

การบุกรุกทำลายพื้นที่รอบโบราณสถานโดยนายทุนและนักการเมือ […]

The post บุกรุกเขาน้อย-เขาแดง คือความพินาศของภูมิวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของเมืองสงขลา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เขาแดง สงขลา

การบุกรุกทำลายพื้นที่รอบโบราณสถานโดยนายทุนและนักการเมืองเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทย ล่าสุดกรณีพื้นที่ของเขาน้อยและเขาแดง อ.สิงหนคร จ.สงขลา ซึ่งมีโบราณสถานสมัยศรีวิชัยเพียงไม่กี่แห่งในคาบสมุทรภาคใต้ กลุ่มโบราณสถานในสมัยอยุธยา ซึ่งสะท้อนรากเหง้าและตัวตนของสงขลา ถือเป็นภูมิทัศน์วัฒนธรรมชั้นยอด มีสภาพน่าเป็นห่วง ถูกบุกรุกจนเกือบประชิดโบราณสถาน โดยเฉพาะวัดเขาน้อย โบราณสถานสมัยศรีวิชัย ที่กลุ่มทุนไถปรับที่ห่างเพียง 60 เมตรเท่านั้น! 

 

พงศ์ธันว์ สำเภาเงิน ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 11 สงขลา ได้ให้ข่าวกับไทยพีบีเอสว่า เมื่อได้รับแจ้งเหตุจึงเข้าไปตรวจสอบ แต่ผลคือถูกข่มขู่กลับมา เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะมีอำนาจเถื่อนเข้ามาเกี่ยวข้อง แม้ว่าบางหน่วยงานจะออกมาแก้ข่าวว่าไม่มีการข่มขู่ก็ตาม ถ้าบุกรุกทำลายพื้นที่กันได้ขนาดนี้ ผู้อ่านจะเชื่อไหมครับ 

 


 

บทความที่เกี่ยวข้อง

 


 

แต่เรื่องนี้สะท้อนว่าปัญหาการบุกรุกโบราณสถานไม่ใช่เรื่องที่แก้ปัญหาได้ง่ายด้วยหน่วยงานราชการเพียงแห่งเดียว แต่ต้องช่วยกันหลายภาคส่วน เพราะการต่อสู้ระหว่างฝ่ายอนุรักษ์กับฝ่ายที่เห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัว ไร้สำนึก ไม่คำนึงว่าโบราณสถานนั้นคือสมบัติของชาวเมืองสงขลาและคนทั้งประเทศ เป็นเรื่องยากมาก 

 

เขาน้อย-เขาแดง สงขลา

สภาพของเขาน้อยที่ถูกบุกรุกพื้นที่ในปัจจุบัน บนยอดเขานั้นคือที่ตั้งของโบราณสถานเขาน้อย

 

เขาน้อย-เขาแดง สงขลา

ภาพถ่ายเก่า ทำให้เห็นสภาพของเขาน้อยเมื่อ 40 กว่าปีก่อน ยังมีสภาพสมบูรณ์ ไม่ถูกบุกรุกและทำลาย

 

เขาน้อย-เขาแดงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในสมัยโบราณ เพราะสามารถเห็นทัศนียภาพได้ไกล เหมาะกับการควบคุมเรือ พื้นที่บริเวณทางเหนือของเขาน้อย-เขาแดงเป็นที่ตั้งของเมืองสทิงพระ พบคูน้ำล้อมรอบเป็นรูปสี่เหลี่ยมด้านไม่เท่า มีอายุตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 11 รุ่งเรืองในสมัยศรีวิชัย (พุทธศตวรรษที่ 13-17) และสืบเนื่องมาจนถึงสมัยอยุธยา 

 

เขาน้อย-เขาแดง สงขลา

สภาพโบราณสถานวัดเขาน้อยในปัจจุบัน สร้างขึ้นในสมัยศรีวิชัย และได้รับการบูรณะในสมัยอยุธยา (ภาพจาก ลักษณ์ บุญเรือง ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา)

 

จากการสำรวจและขุดค้น ทำให้บริเวณนี้พบโบราณวัตถุหลากหลายชนิดที่สะท้อนถึงการติดต่อค้าขายกับอาณาจักรบ้านเมืองต่างๆ เช่น ประติมากรรมแบบศรีวิชัย จาม เขมร มีทั้งรูปพระโพธิสัตว์ สะท้อนการนับถือศาสนาพุทธมหายาน พระพุทธรูป ท้าวกุเวร พระคเณศ เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ถัง, ซ่ง, หยวน และหมิง อีกด้วย 

 

ในขณะที่โบราณสถานวัดเขาน้อยเป็นเจดีย์เก่าแบบศรีวิชัยก่อด้วยอิฐ มีซุ้มจระนำโดยรอบส่วนฐานที่ยกเก็จ (ภาษาช่าง ยกเก็จ แปลว่าการเพิ่มของมุมฐานของเจดีย์) ภายในซุ้มจระนำนี้ประดับพระพุทธรูป ซึ่งช่างในสมัยอยุธยาได้เข้ามาดัดแปลงปั้นพระพุทธรูปแบบอยุธยาแทน การประดับพระพุทธรูปมากมายนี้ต้องการสื่อถึงคติมณฑลจักรวาลของศาสนาพุทธมหายาน ที่ถือว่าพระพุทธเจ้านั้นมีจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน ซึ่งคอยช่วยคุ้มครองมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลาย 

 

นอกจากนี้แล้ว จากการขุดค้นเมื่อ 40 กว่าปีก่อนยังได้พบประติมากรรมประดับเจดีย์ทำจากดินเผาและหลักฐานอื่นๆ อีกมากมาย เมื่อมีเจดีย์ตั้งบนยอดเขา ย่อมจะต้องมีกุฏิ อาคารประกอบ และชุมชนอยู่อาศัยอีกด้วย ซึ่งคงอยู่ไม่ห่างจากเจดีย์ ดังนั้น การบุกรุกพื้นที่ห่างจากโบราณสถานเพียง 60 เมตร จึงเป็นเรื่องน่ากังวลอย่างมาก 

 

เขาน้อย-เขาแดง สงขลา

สภาพของโบราณสถานเขาน้อยภายหลังการบูรณะเมื่อ 40 กว่าปีก่อน (ภาพจาก ลักษณ์ บุญเรือง ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา)

 

ปัจจัยที่ทำให้เมืองสทิงพระและเมืองตรงเขาแดงสำคัญขึ้นมานั้น เพราะตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าข้ามคาบสมุทรจากสงขลาไปตรัง หรือไปไทรบุรี (เคดาห์) ได้สะดวก ไม่ต้องอ้อมช่องแคบมะละกา ในบันทึกของฝรั่งเศสระบุว่า สงขลายังเป็นเมืองที่ตั้งติดต่อทำการค้ากับจีน บอร์เนียว และมะนิลา ทำให้ฝรั่งเศสเชื่อว่าเมืองนี้จะสามารถพัฒนาขึ้นเป็นเมืองท่าชั้นนำได้ในอนาคต อีกทั้งยังสามารถควบคุมการค้าเครื่องเทศ โดยเฉพาะพริกไทยได้ ที่สำคัญคือสงขลามีพื้นที่เหมาะกับการปลูกข้าวเพื่อเลี้ยงประชากร

 

เขาน้อย-เขาแดง สงขลา

ภาพถ่ายมุมสูงแสดงให้เห็นชัดว่า โบราณสถานเขาน้อยกำลังถูกรุกคืบอย่างหนัก มีการถางป่าและทำลายพื้นที่อย่างรุนแรง (ภาพจาก สามารถ สาเร็ม นักวิชาการท้องถิ่น)

 

อย่างไรก็ตาม ด้วยการตั้งเมืองอยู่บนสันทรายโบราณใกล้ชายฝั่ง ทำให้ไม่มีน้ำจืดเพียงพอ ชาวเมืองจึงต้องขุด ‘พัง’ หรือสระน้ำ ทำให้พบสระน้ำอยู่หลายแห่งรอบเมือง เช่น พังสายหมาน พังหลุง พังแขกชีใต้ ดังนั้นบริเวณรอบพังจึงพบร่องรอยของชุมชนอยู่ด้วย เห็นได้จากเศษภาชนะดินเผา ประติมากรรมทางศาสนา เช่น ท้าวกุเวร พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร  

 

เขาน้อย-เขาแดง สงขลา

กุฑุ หรือซุ้มประดับภาพของเทวดาในศิลปะศรีวิชัย ทำจากหินทรายสีแดง พบที่โบราณสถานเขาน้อย ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา

 

ความจริงแล้วสทิงพระก็เป็นพื้นที่ที่น่าเป็นห่วง เพราะทุกวันนี้ยังมีกระบวนการขุดลักลอบโบราณวัตถุ ทำให้แหล่งโบราณคดีเสียหายไปมาก ทางการและประชาชนอาจต้องช่วยกัน เพราะสงขลาเป็นเมืองที่มีศักยภาพต่อการยกเป็นมรดกโลก

 

ในสมัยอยุธยาตอนกลาง-ปลาย สงขลากลายเป็นเมืองท่าการค้าสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อกลุ่มชาวมลายูมุสลิม (บางหลักฐานว่าเป็นชวา แต่ที่ไม่ค่อยน่าเชื่อถือคือเป็นชาวเปอร์เซีย) นำโดย ดาโต๊ะ โมกอล ได้ตั้งเมืองขึ้นที่บริเวณหัวเขาแดงเมื่อ พ.ศ. 2162-2185 ตรงกับสมัยพระเจ้าทรงธรรม (ข้อมูลบางแหล่งว่าตั้งสมัยพระเอกาทศรถก็มี) โดยขึ้นกับเมืองนครศรีธรรมราช

 

แต่ด้วยความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของอยุธยา ที่ตั้งราชวงศ์ใหม่คือ ราชวงศ์ปราสาททอง จึงทำให้สุลต่านสุลัยมานแข็งเมือง ประกอบกับเผชิญกับโจรสลัดที่เข้าปล้นเมือง เป็นเหตุผลทำให้มีการสร้างป้อมกำแพงเมืองล้อมรอบเมืองและภูเขาบนเขาแดง ในจังหวะเดียวกันนี้ ทางบริษัทการค้าของอังกฤษ (EIC) พยายามเข้าไปแทรกแซงการเมืองของสงขลาด้วยการไปช่วยซ่อม สร้างป้อมปราการให้แก่เจ้าเมืองสงขลาเมื่อราว พ.ศ. 2223 เพราะหวังจะเข้าไปมีผลประโยชน์ทางการค้า

 

เขาน้อย-เขาแดง สงขลา

ป้อมหมายเลข 9 เมืองสงขลาเก่า จากลักษณะเป็นงานก่อสร้างสมัยก่อนลามาร์และคงได้รับการปรับปรุงใหม่โดยลามาร์ (อ้างอิง: ชนาธิป ไชยานุกิจ, 2559)

 

แต่แล้ว ในปี พ.ศ. 2223 สมเด็จพระนารายณ์ทรงส่งกองทัพมาปราบสุลต่านสุลัยมาน (ซึ่งถือเป็นกบฏ) ได้สำเร็จ ทำให้ในครั้งนั้นพระองค์สั่งให้รื้อป้อมกำแพงเมืองลงหลายจุด ดังที่ มองซิเออ เวเรต์ ได้บันทึกไว้ในจดหมายลงวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 1685 (พ.ศ. 2228) ว่า “…แต่ก่อนนี้เมืองสงขลาเปนบ้านเมืองมีป้อมคูประตูหอรบ แต่พระเจ้ากรุงสยามได้โปรดให้ทำลายเสียประมาณ 3 หรือ 4 ปีมาแล้ว (พ.ศ.2223) เพราะเหตุว่าได้เกิดมีพวกขบถไปยึดเมืองสงขลาไว้ และพระเจ้ากรุงสยามก็ต้องทำศึกปราบพวกขบถเหล่านี้มากว่า 30 ปีแล้ว…” (หอสมุดพระวชิรญาณ 2470ก, 114-115) 

 

ตัวแปรใหม่ที่เข้ามาคือ ฝรั่งเศสได้พยายามโน้มน้าวสมเด็จพระนารายณ์ให้เห็นประโยชน์ของการยอมยกเมืองสงขลาให้กับตน โดยใช้เหตุผลว่า ฮอลันดากำลังขยายอิทธิพลควบคุมการค้าในอ่าวไทย หากฮอลันดาคิดจะใช้เรือรบปิดปากอ่าวก็ย่อมทำได้ไม่ยาก ดังนั้นถ้าหากเมืองสงขลาเป็นของฝรั่งเศสก็จะมีคนมาคอยคุ้มกันเมืองให้กับทางอยุธยา (หอสมุดพระวชิรญาณ 2470ข, 62-63) ผลก็คือ สมเด็จพระนารายณ์ทรงเห็นด้วย จึงส่งนายช่างฝรั่งเศสลงไปปรับปรุงป้อมกำแพงเมือง

 

เขาน้อย-เขาแดง สงขลา

แผนผังเมืองสงขลาและทะเลสาบสงขลา วาดโดยลามาร์ เมื่อ พ.ศ. 2230 รูปสี่เหลี่ยมคางหมูคือแนวกำแพงเมืองสงขลา เขาน้อยและเขาแดงนั้นอยู่ทางด้านทิศใต้ อนึ่ง ภาพนี้วาดใหม่ตามของเดิมโดยเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร (อ้างอิง: ชนาธิป ไชยานุกิจ, 2559)

 

เขาน้อย-เขาแดง สงขลา

สภาพบางส่วนของเขาแดงที่ถูกระเบิดเขาน้อยจนกลายเป็นทะเลสาบ

 

มองซิเออร์ เดอ ลามาร์ วิศวกรฝรั่งเศส ได้ลงไปราว พ.ศ. 2229-30 จากบันทึกของลามาร์ พบว่าเขาได้วางแผนการสร้างป้อมกำแพงเมืองสงขลาไว้อย่างดี เพื่อให้มีสภาพเป็นเมืองป้อมบนภูเขา กำแพงเมืองกับป้อมมีความหนาและความสูงมากเป็นพิเศษ กระจายไปทั่วหัวเขาแดง เพื่อสามารถต่อสู้กับปืนใหญ่จากเรือได้ ส่วนยอดหัวเขาแดงยังสร้างป้อมรูปดาว (fort en étoile) ไว้ด้วย เพื่อใช้ควบคุมเรือในทะเลและเมืองด้านล่างไปพร้อมกัน เพื่อให้เป็นเมืองป้อมที่ทหารประจำการได้อย่างยาวนาน ยังสร้างแท็งก์น้ำก่อด้วยหินให้กับทหารประจำบนป้อมอีกด้วย   

 

เขาน้อย-เขาแดง สงขลา

ป้อมใกล้ชายฝั่งทะเลของเมืองสงขลาเก่า (อ้างอิง: ชนาธิป ไชยานุกิจ, 2559)

 

จากการสัมภาษณ์ ชนาธิป ไชยานุกิจ นักโบราณคดีประจำสำนักศิลปากรที่ 13 สงขลา รายงานว่า เดิมทีป้อมมีทั้งหมด 15 ป้อม โดยอยู่บนบก 14 ป้อม และบนเกาะเล็กๆ ในทะเล 1 ป้อม ซึ่งปัจจุบันมองไม่เห็นแล้ว (เนื้อหาเกี่ยวกับเมืองสงขลา หัวเขาแดงนี้ บางส่วนปรับปรุงมาจากบทความเรื่อง ‘สร้างป้อม สร้างกำแพงเมือง ขอบเขตอยุธยา ปัญหาการเมืองและการค้าในสมัยสมเด็จพระนารายณ์’ เขียนโดย พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ ใน Ayutthaya Underground ประวัติศาสตร์อยุธยาจากวัด วัง ชั้นดิน และสิ่งของ. กรุงเทพฯ: มติชน, 2562) 

 

นอกเหนือไปจากความสำคัญทางประวัติศาสตร์แล้ว เขาแดงยังมีความสำคัญทางด้านจิตวิญญาณของคนสงขลาอีกด้วย ชาวจีนและชาวไทยต่างมีความเชื่อต่อ ‘ทวดเขาแดง’ ว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยปกปักรักษาเมืองสงขลา เชื่อว่าทุกที่มีเจ้าที่ประจำอยู่ตามป่าเขา ตามสุสาน ตามสะพาน เจดีย์ ดังนั้นทุกปีจึงมีพิธีกรรมบูชาสมโภชปู่ทวดหัวเขาแดง นอกจากนี้แล้ว ในพิธีเก่าแก่คือโนราโรงครู ยังมีการเรียกวิญญาณทวดเขาแดงให้มาลงทรงอีกด้วย เช่นเดียวกับชาวมุสลิมที่เชื่อว่า ครั้งหนึ่ง ‘โต๊ะผ้าแดง’ ได้เคยมาช่วยพัดลมพายุไม่ให้เข้าเมืองสงขลา

 

แม้ว่าตัวโบราณสถานที่เป็นสิ่งก่อสร้างยังไม่ถูกทำลายโดยตรงก็ตาม แต่การบุกรุกของนายทุนบนเขาน้อย-เขาแดงนี้ถือเป็นการทำลายสิ่งที่เรียกว่า ‘ภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรม’ (Cultural Landscape) ที่เกี่ยวเนื่องกับโบราณสถาน ทำให้โบราณสถานนั้นเสื่อมคุณค่าไปอย่างน่าเสียดาย ไม่ต่างจากกรณีของหมู่บ้านป่าแหว่ง ดอยสุเทพ ส่งผลทำให้คุณค่าของพื้นที่ทางประวัติศาสตร์โบราณคดีนั้นเสื่อมลง 

 

ที่สำคัญคือ การบุกรุกทำลายอย่างโจ่งแจ้งนี้ยังเป็นการทำลายสิ่งที่เรียกว่า ‘จิตวิญญาณ’ อันเป็นหัวใจของทั้งเมืองและผู้คนอีกด้วย เพราะโบราณสถานไม่ใช่แค่ ‘วัตถุ’

 

มองกันให้ลึกขึ้น ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทยเกิดปัญหาเรื่องการจัดการมรดกทางวัฒนธรรมนี้ เกิดจากปัญหาของโครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรมที่สั่งสมมายาวนาน โดยเฉพาะระบบอุปถัมภ์และระบบพวกพ้อง จนทำให้ระบบมาเฟียยิ่งใหญ่เหนือกฎหมายและความถูกต้อง การจะแก้ไขเรื่องนี้จึงไม่ง่าย ขอให้กำลังใจกับสำนักศิลปากรที่ 11 สงขลา และภาคประชาสังคมที่พยายามเคลื่อนไหวกดดัน เพื่อให้ได้คำตอบของเรื่องนี้ที่ชัดเจนเพื่อวางมาตรการแก้ไขในอนาคต 

 

คำอธิบายภาพเปิด: ภาพมุมสูงแสดงตำแหน่งของโบราณสถานเขาน้อยและเขาแดง จะเห็นได้ว่าพื้นที่ใกล้กับโบราณสถานเขาน้อยนั้นถูกบุกรุกอย่างหนัก (ภาพจาก สามารถ สาเร็ม นักวิชาการท้องถิ่น)

 

ขอขอบคุณ: 

  • ลักษณ์ บุญเรือง ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา กรมศิลปากร 
  • สามารถ สาเร็ม นักวิชาการท้องถิ่นสงขลา

 

อ้างอิง:

The post บุกรุกเขาน้อย-เขาแดง คือความพินาศของภูมิวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของเมืองสงขลา appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ไอ้ไข่’ ลัทธิแห่งความหวัง และความร่ำรวย ของสังคมที่เต็มไปด้วยปัญหา https://thestandard.co/ai-kai-cult-of-hope-and-wealth-that-full-of-problems/ Mon, 31 Aug 2020 13:30:02 +0000 https://thestandard.co/?p=393305 ไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์ รูปปั้นไอ้ไข้ ปิดทอง

บทความนี้ไม่ได้มาใบ้เลขเด็ด แต่ต้องการชวนมองปรากฏการณ์ […]

The post ‘ไอ้ไข่’ ลัทธิแห่งความหวัง และความร่ำรวย ของสังคมที่เต็มไปด้วยปัญหา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์ รูปปั้นไอ้ไข้ ปิดทอง

บทความนี้ไม่ได้มาใบ้เลขเด็ด แต่ต้องการชวนมองปรากฏการณ์ ‘ไอ้ไข่’ ว่าสะท้อนสังคมไทยได้อย่างไรบ้าง 

 

ผู้คนหลายสิบคนในชุดขาววิ่งกรูไปยังรถยนต์ของพระรูปหนึ่ง เมื่อไปถึงหน้ารถ ชาวบ้านทุกคนต่างหยิบมือถือขึ้นมาเพื่อถ่ายรูปทะเบียนรถ นักข่าวย้ำว่าอีกวันสองวันนี้หวยจะออกแล้ว ภาพข่าวแช่ทะเบียนรถอยู่นาน นานพอที่จะให้คนจดจำได้ แล้วก็เล่าถึงเรื่องไอ้ไข่ ในขณะที่มีโฆษณาขายไอ้ไข่ทางทีวี ไม่ต่างจากสินค้าชนิดหนึ่ง 

 

นอกจากเรื่องลุงพล น้องชมพู่ และเด็กชูสามนิ้วแล้ว ไอ้ไข่เป็นอีกเรื่องที่ผู้คนพูดถึงและอยากจะลองไปกันสักครั้ง ยิ่งใกล้วันหวยออกด้วยแล้ว ชื่อนี้น่าฟังมากกว่าชื่ออื่นๆ เป็นไหนๆ เรื่องนี้ฟังดูเป็นธรรมชาติของสังคมไทย แต่ก็มากกว่าปกติ

 

บางคนเปรียบเทียบว่า ‘ปรากฏการณ์ไอ้ไข่’ นี้ไม่ได้แตกต่างกันมากนักกับจตุคามรามเทพที่เคยเกิดขึ้นเมื่อต้นปี 2550 ถึงจะมีอะไรร่วมๆ กันอยู่บ้างก็ตาม แต่ไอ้ไข่กับจตุคามรามเทพนั้นมีความแตกต่างกันตรงที่ ไอ้ไข่นี้มีสถานะเป็นผี ไม่ใช่เทพ คนบูชาเพื่อขอหวยเป็นหลักชัดแจ้ง ที่สำคัญไอ้ไข่เกิดขึ้นในยุคโซเชียลมีเดียและการค้าออนไลน์อย่างเข้มข้น เรื่องของไอ้ไข่จึงเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจอย่างมากในความคิดผม เพราะมันกำลังสะท้อนปัญหาหลายๆ อย่างในสังคมไทย 

 

ไอ้ไข่

 

ไอ้ไข่เป็นใคร เกี่ยวข้องกับหลวงปู่ทวดได้อย่างไร 

ไอ้ไข่เป็นความเชื่อท้องถิ่น ไม่ใช่ความเชื่อในศาสนาพุทธ หลังๆ มีคนยกย่องไม่เรียก ‘ไอ้’ แต่เรียก ‘ตา’ แทน เพราะถือว่าเป็นดวงวิญญาณที่มีอายุมากแล้ว และยังเป็นที่นับถือของคนทั่วไป แต่ทางวัดพอใจกับการให้เรียกว่าไอ้ไข่มากกว่า เพราะไม่ถือว่าไม่สุภาพ และเป็นการรักษาตำนานไว้ด้วย ส่วนชื่อ ‘ไข่’ ไม่ใช่ชื่อของ ‘ไอ้ไข่’ แต่เป็นคำที่คนทางภาคใต้ใช้เรียกเด็กเล็กๆ เพราะเชื่อกันว่าไอ้ไข่มีอายุสัก 9-10 ขวบ ไอ้ไข่จึงไว้จุก ซึ่งเป็นภาพจำของเด็กไทยโบราณ หรือกุมารทอง 

 

ตำนานเกี่ยวกับเรื่องไอ้ไข่นั้น มีคนเขียนและเล่ากันมาก แต่คนที่เล่าได้รายละเอียดดีที่สุดเห็นจะเป็นหมอบัญชา พงษ์พานิช คหบดีชาวนครศรีธรรมราช และผู้อำนวยการบริหารมูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ แต่ในที่นี้ผมขอผสมกับข้อมูลจากแหล่งอื่นด้วย และจัดเรียงลำดับเรื่องราวเสียใหม่ 

 

ในความทรงจำของท้องถิ่นบอกต่อกันมาว่า เดิมทีวัดเจดีย์เป็นวัดร้าง มีเด็กอยู่คนหนึ่งที่คอยติดตามขรัวทอง อดีตเจ้าอาวาสวัด ที่ไม่ทราบว่าตายเมื่อไร แต่ชาวบ้านนับถือกัน เพราะเป็นที่พึ่งของใครต่อใครเมื่อของหาย วัวควายหาย ก็ไปขอร้องบนบาน 

 

 

แต่สาเหตุที่ทำให้คนทั่วไปเริ่มรู้จักไอ้ไข่มากขึ้นนั้นเกิดขึ้นช่วงทศวรรษ 2510/2520 (โดยส่วนตัวคิดว่าคงก่อน 2523 เล็กน้อย) ซึ่งเป็นยุคของการเคลื่อนไหวของผู้คิดเห็นต่าง ทำให้มีทหาร และ ตชด. เข้ามาตั้งแคมป์อยู่ที่วัดร้าง เลยเริ่มมีเรื่องเล่ากันว่า ชอบมีเสียงของคนเดิน แกล้งทหาร แกว่งเปล วางปืนไว้ก็ถูกทำให้ไม่เป็นระเบียบบ้าง คล้ายกับมีเด็กมาเล่นมาแกล้ง เลยเริ่มเกิดเรื่องเล่าว่า ‘ไอ้ไข่ชอบทหาร’ ซึ่งกลายเป็นที่มาของรูปไอ้ไข่ใส่เสื้อชุดทหารทุกวันนี้ (แต่เป็นการใส่ให้ตอนหลัง ไม่ใช่ตั้งแต่ในสมัยนั้น) 

 

ต่อมาผู้ใหญ่เที่ยง เมืองอินทร์ เกิดนิมิตว่ามีเด็กแก้ผ้ากับพระจีวรสีคล้ำเอ่ยปากบอกให้สร้างรูปของเราที เพื่อจะได้อยู่เป็นหลักแหล่ง ในนิมิตผู้ใหญ่เที่ยงได้ถามว่าเป็นใคร เด็กจึงได้ตอบไปว่าเป็น ‘ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์’ เมื่อราวปี พ.ศ.2523-24 ซึ่งน่าจะเป็นเหตุที่ทำให้ไอ้ไข่เริ่มมีตัวตนแบบจับต้องได้ ผู้ใหญ่เที่ยงไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็นผู้มีวิชาอาคม เล่ากันว่าหักเหล็กได้ ยิ่งทำให้รูปแกะสลักนี้ยิ่งศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น 

 

หมอบัญชาได้เล่าว่า ไอ้ไข่ได้รับการปรังปรุงสถานะในสมัยที่อาจารย์เทิ่ม พระเกจิท้องถิ่นย่านท่าศาลา-สิชล ซึ่งได้ปลีกวิเวกมาบำเพ็ญเพียรที่วัดเจดีย์ร้าง เมื่อราว พ.ศ. 2495 (ถ้าจำตัวเลขไม่ผิด) และรู้เรื่องไอ้ไข่ จึงได้ทำเหรียญไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์ขึ้นเป็นรุ่นแรกเมื่อ พ.ศ. 2526 แต่หลังจากนั้นไม่นาน อาจารย์เทิ่มก็ย้ายวัด เหรียญก็แจกๆ กันแต่ไม่ได้โด่งดังอะไร ยังเป็นเรื่องเฉพาะถิ่น

 

ส่วนเรื่องที่ไอ้ไข่กลายเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่ทวดนั้นเริ่มต้นจากขุนพันธรักษ์ราชเดช ได้ไปร่วมพิธีปลุกเสกที่วัดช้างไห้ จึงได้ยินเรื่องของคนทางนั้นเล่าว่า หลวงปู่ทวดมีเกลออยู่ทางเหนือ และมีเด็กวัดอยู่คนหนึ่ง สุดท้ายขุนพันธ์ท่านก็เลยมาผูกกันว่าหลวงปู่ทวดนั้นคือ ขรัวทอง และเด็กวัดที่ว่านั้นคือ ไอ้ไข่ (เรื่องเล่าทำนองนี้พบได้หลายท้องที่ในไทย ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งที่ศาสนาพุทธผนวกความเชื่อท้องถิ่นเข้าไป บ้างผี บ้างปราบยักษ์) 

 

ในทัศนะของหมอบัญชา สาเหตุที่ทำให้ไอ้ไข่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ไม่ใช่เรื่องของท้องถิ่นและคนเล่นของแล้ว เป็นผลมาจากการจัดการของท่านแว่น (พระครูพุทธเจติยาภิมณฑ์) เจ้าอาวาสวัดเจดีย์ ท่านเป็นคนเมืองนคร บวชเป็นพระเมื่อ พ.ศ. 2540 หลังจากบวชได้สองพรรษา ปรากฏว่าทางวัดเจดีย์ขาดเจ้าอาวาส ชาวบ้านจึงได้นิมนต์ให้มาเป็นเจ้าอาวาส จึงได้เริ่มคิดพัฒนาปรับปรุงวัด 

 

เมื่อคิดดังนั้นจึงต้องหาบางสิ่งบางอย่างมาล่อใจให้คนเข้าวัด ท่านจึงเอาเรื่องไอ้ไข่มาเป็นเครื่องประกอบ และคิดเรื่องประชาสัมพันธ์ด้วยการไปทำข้อตกลงกับทางหลวง แล้วขึ้นป้าย วัดเจดีย์ (ไอ้ไข่)เป็นป้ายแบบทางหลวง ป้ายชุดแรกทำจากประจวบคีรีขันธ์ลงไปจนถึงปัตตานี ทำให้คนเมื่อขับรถผ่านไปผ่านมาสงสัย และแวะเข้าไปวัด นานวันเข้าคนก็ไปกันมากขึ้น มีบางคนถูกหวย ก็ปากต่อปากจนทำให้ชื่อเสียงของไอ้ไข่เริ่มโด่งดังเมื่อสัก 5-6 ปีที่ผ่านมา จนป้ายไปถึงเชียงใหม่แล้ว 

 

สาเหตุอีกอย่างที่ทำให้ไอ้ไข่โด่งดังมากก็มาจากรายการทีวีต่างๆ โดยเฉพาะของมดดำเมื่อ 3 ปีก่อน การไปแก้บนของขอหวยของดารา พวก influencer และการใช้โซเชียลมีเดียเช่น เฟซบุ้ค ของคนในทุกระดับที่เพิ่มขึ้นด้วย

 

โดยสรุปแล้ว เดิมทีไอ้ไข่เป็นเพียงความเชื่อในระดับท้องถิ่น แต่การที่ทำให้ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาอย่างมากมายได้นั้นเป็นผลมาจากการผูกโยงเรื่องราวเข้ากับบุคคลศักดิ์สิทธิ์ระดับชาติคือ หลวงปู่ทวด ประกอบกับแผนประชาสัมพันธ์ที่ทำให้วัดเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป แต่ไอ้ไข่จะดังไม่ได้เลยหากไม่มีเงื่อนไขทางสังคมก็คือ วิกฤตเศรษฐกิจและการเมืองที่ทำให้ไอ้ไข่คือความหวัง 

 

ไอ้ไข่

 

หวย ไอ้ไข่ และลัทธิแห่งความหวัง   

เท่าที่ผมจำได้เมื่อเทียบกันแล้ว คนมาบูชาไอ้ไข่มีวัตถุประสงค์ชัดเจนคือ ขอเลขเด็ดเอาไปแทงหวย ในขณะที่คนบูชาจตุคามรามเทพนั้น อาจมีขอหวยกันบ้าง แต่ก็น้อยเต็มที โดยมากแล้วต้องการเช่ามาบูชาเพื่อให้ทำมาค้าขายดี เป็นเศรษฐีร่ำรวย มีโชคลาภ และมีเสน่ห์ให้คนรักเพื่อจะได้เจรจาธุรกิจได้ดี ซึ่งทั้งหมดนี้เราสามารถสังเกตได้จากชื่อรุ่นต่างๆ ของจตุคามรามเทพ เช่น รุ่นมหาเศรษฐีพันล้าน รวยทันใจ 

 

เช่นเดียวกันกับไอ้ไข่ที่มีออกมามากมายหลายรุ่น เช่น รุ่นคลังเศรษฐี รุ่นทรัพย์เหลือล้น รุ่นซูเปอร์รวย บ้างเป็นการโฆษณาในลักษณะของการบอกสรรพคุณ เช่น เป็นกุมารเรียกทรัพย์ บูชาแล้วจะทำให้ค้าขายร่ำรวย เจริญทรัพย์ ให้เงินทองไหลมาเทมา ส่วนรุ่นก็มีชื่ออื่นที่ไม่สื่อในทางนี้สักเท่าไร เช่น ที่ทางวัดทำเองมี ‘รุ่นสรงน้ำ’ มีทั้งในรูปของเหรียญ เนื้อผง รูปหล่อขนาดเล็ก-ใหญ่ ไม้สลัก ตะกรุด และยันต์ เรียกว่ามีโปรดักต์ทุกอย่างให้คนที่นิยมในทางนี้ได้บูชา 

 

ถึงจะมีรุ่น และรูปแบบของวัตถุมงคลอันหลากหลายนี้ แต่คนที่บูชาโดยมากก็หวังในเรื่องขอหวยอยู่ดี ทำไมต้องเป็นหวย คิดกันง่ายๆ เลยว่า หวยเป็นการลงทุนที่น้อยที่สุด แต่ได้รับผลตอบแทนหลายเท่า ถ้าโชคดีก็กลายเป็นเศรษฐีในชั่วข้ามวัน เคยมีคนคนหนึ่งโพสต์บอกว่า ทำไมคนจนไม่คิดเก็บเงินเอาไปลงทุนขายของ และเขาก็มีทัศนะว่าถ้าซื้อหวยเอาเงินไปเล่นหุ้นดีกว่า คิดแบบนี้ก็ไม่ผิด แต่คิดจากฐานของต้นทุนชีวิตที่ไม่เท่ากัน ผิดกับหวยที่ไม่ได้ต้องลงทุน ไม่ต้องใช้ความรู้อะไรมาก 

 

สังเกตว่าช่วงที่ไอ้ไข่โด่งดังจริงๆ นั้นก็ในช่วงโควิด-19 ระบาด ส่งผลกระทบทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ และไม่รู้ว่าสถานการณ์เช่นนี้จะจบลงเมื่อไร ทำให้ผู้คนในสังคมไร้ความหวัง ครั้นจะลงทุนทำอะไรสักอย่างมันก็เสี่ยงมาก แน่นอนครับ การซื้อหวยมีความเสี่ยง แต่ถ้าไม่ถูกอย่างมากก็แค่เจ็บใจ และปลอบใจตัวเองว่างวดหน้ายังมีหวัง ดังนั้น คำตอบมันจึงมาจบลงที่หวยครับ 

 

หลายปีแล้ว ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักประวัติศาสตร์คนสำคัญของไทย ได้ให้ข้อสังเกตว่า การบูชาจตุคามรามเทพนั้นเข้ากันได้ดีกับอุดมคติของคนชั้นกลางที่มุ่งแสวงหาการบูชาวัตถุมงคล ซึ่งเป็นการบริโภคเชิงสัญญะ เพื่อใช้สัญญะนั้นไปสู่การครอบครองทางรูปธรรมอีกทอดหนึ่ง ซึ่งถือเป็นลักษณะของลัทธิบริโภคนิยมแบบหนึ่ง ดังนั้น การบูชาจตุคามรามเทพจึงไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับศีลธรรม และไม่เกี่ยวกับพุทธศาสนา หากแต่เป็น ‘ศาสนารวย’ ที่ตอบสนองกับชนชั้นกลาง ขณะเดียวกันก็สะท้อนถึงภาวะความอ่อนแอของศาสนาพุทธ (อ่านได้ในประชาไท)

 

ลัทธิไอ้ไข่ก็มีอะไรหลายๆ อย่างละม้ายคล้ายกับจตุคามรามเทพ หากแต่มีความต่างตรงที่ไม่ใช่เป็นการบูชาเฉพาะชนชั้นกลางเท่านั้น ยังรวมถึงชนชั้นล่างในสังคมด้วย เพราะไม่ได้บูชาเพื่อหวังความร่ำรวยจากการลงทุนแบบชนชั้นกลาง หากแต่เป็นการเสี่ยงโชคด้วยทุนเพียงหลักร้อย ซึ่งชนชั้นล่าง (กระทั่งชนชั้นกลาง) พอมีเงินแบบนี้กำอยู่ในมือโดยไม่เสียดายอะไร 

 

และเมื่อลองพิจารณาถึงโครงสร้างทางสังคมเศรษฐกิจบ้านเราแล้ว ผมว่าคนจนแทบจะไม่มีโอกาสร่ำรวยได้ง่ายๆ ในเมื่อพวกเขาต้องตกอยู่ภายใต้งานที่มีค่าแรงแสนถูก การสะสมทุนจึงไม่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ เมื่อยิ่งนึกถึงประเทศที่เศรษฐกิจเอื้อให้กับทุนใหญ่และอยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ด้วยแล้ว ชนชั้นล่างในบ้านเรานี่แทบจะหาโอกาสขยับฐานะทางสังคมไม่ได้

 

 

เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงทำให้คนจำนวนมากแห่แหนกันไปบูชาไอ้ไข่ ยอมซื้อบัตรคิวในราคาสูง เบียดเสียดกันชนิดจะเหยียบกันตาย ยอมเดินทางไกลๆ เพื่อไปที่วัด ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นการลงทุนแบบหนึ่ง ทำให้ลัทธิบูชาไอ้ไข่มีสถานะเป็นทุนนิยม เพราะตั้งอยู่บนแนวคิดว่ายิ่งลงทุนมากก็ยิ่งน่าจะได้รับผลตอบแทนมากเช่นกัน 

 

ไม่ว่าจะมีความแตกต่างอย่างไรระหว่างจตุคามรามเทพและไอ้ไข่ในแง่ของวิชาการ แต่จุดร่วมสำคัญของปรากฏการณ์ทั้งสองนี้คือ การบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อหวังความร่ำรวยและโชคลาภ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาที่สังคมเผชิญกับวิกฤตทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ไอ้ไข่จึงเป็นความหวัง และความร่ำรวย 

 

 

ติดสินบนผี ไก่กู้ชาติ/ชีพ และเสียงแห่งความหวัง  

การแก้บนเป็นพิธีกรรมที่มีมาช้านาน เริ่มต้นจากความคิดที่ต้องการส่งอาหารให้กับผู้ตายที่เป็นปู่ย่าตายายหรือพ่อแม่ แต่บางครั้งเมื่อเกิดเหตุไม่สบายใจ หรือไม่สามารถแก้ปัญหาได้ จึงหวังพึ่งพลังของผี ทำให้มีการบนบานศาลกล่าวด้วยอาหารและสิ่งของต่างๆ ที่ผู้ตายชอบ ด้วยแนวคิดนี้เองที่ทำให้เกิดการเซ่นไหว้ ถวายเครื่องเซ่นต่างๆ ความสัมพันธ์ดังกล่าวนี้เราอาจมองว่าเป็นเรื่องปกติ แต่สาเหตุที่เราต้องพึ่งอำนาจของผีนั้น ก็เป็นผลมาจากการที่โครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจนั้นไม่เอื้อต่อปัจเจกชนในการต่อสู้ 

 

ดังนั้น ภายใต้ระบบของสังคมแบบนี้ ถ้าหากคุณไม่มีความสามารถอันโดดเด่น มีโอกาส และเส้นสายที่ดีพอก็เป็นเรื่องยากที่จะทำธุรกิจจนประสบความสำเร็จได้ ยิ่งเศรษฐกิจในช่วงไม่กี่ปีมานี้ที่ตกต่ำลงหลังการปฏิวัติและซ้ำเติมด้วยโควิด-19 ด้วยแล้ว ก็มีโอกาสยากมากที่จะร่ำรวยขึ้นมาได้ (ต่อให้เชื่อมั่นในศักยภาพความเป็นมนุษย์เท่าใดก็ตาม) ทำให้คนต้องพึ่งพาสิ่งที่เรียกว่าเป็น โชค หรือ ลาภลอย จากอำนาจที่มีอยู่เหนือมนุษย์ ซึ่งปุถุชนมีอำนาจมากพอที่สามารถจะต่อรองได้ โดยสามารถยื่นข้อเสนอที่เราเรียกกันว่า ‘เครื่องเซ่น’ หรือ ‘ของแก้บน’ ให้ โดยที่ยังไม่ต้องให้ไปก็ได้หากไม่สำเร็จ ซึ่งต่างจากการระบบเส้นสายและระบบอุปถัมภ์ที่อาจต้องให้ของไปก่อน โดยที่ไม่รู้ว่าจะได้ผลตอบแทนกลับมาคุ้มหรือไม่ และอาจเสี่ยงต่อชีวิตอีกต่างหาก ข้อตกลงเช่นนี้เองที่ทำให้การบนบานและติดสินบนกับอำนาจเหนือธรรมชาติได้รับความนิยมในสังคมไทย

 

ตามซุ้มจำหน่ายของแก้บนในวัดเจดีย์ (หรือวัดอื่นๆ ด้วย) จะเห็นป้ายมักมีการระบุว่าไอ้ไข่นั้นชอบอะไรบ้าง ป้ายบางอันเขียนว่า ของที่ไอ้ไข่ชอบมีน้ำแดง ชุดทหาร ตำรวจ ขนมเปี๊ยะ ประทัด ไก่ปูนปั้น หนังสติ๊ก และลูกแก้ว ของพวกนี้ขายกันมาเกือบ 10 ปีแล้วที่หน้าวัด จนขยับกันไปสู่ร้านค้าออนไลน์ที่โฆษณากันมากมายไปกว่านี้ เช่น ไอ้ไข่ชอบนม นมเปรี้ยวยิ่งดี ชอบการละเล่นพื้นบ้านทุกชนิด ไม่ทราบว่าใครเป็นคนกำหนด แต่เหมือนจะเป็นเรื่องเล่าที่คาดเดากันจากเรื่องเล่าของไอ้ไข่และความเป็นเด็กว่าเด็กชอบอะไรบ้าง เครื่องเซ่นเหล่านี้ถ้ามองกันภายใต้กรอบของวัฒนธรรมไทยแล้ว นี่ก็เป็นผลประโยชน์ต่างตอบแทนกันภายใต้โครงสร้างของระบบอุปถัมภ์ที่คนหนึ่งใช้อำนาจ อีกฝ่ายลงทุนด้วยสิ่งของเงินทองเพื่อเป็นการตอบแทน ปริมาณของการบนบานที่มากมายเหลือล้นที่วัดเจดีย์และที่อื่นๆ จึงเป็นสภาพสะท้อนของความคุ้นชินต่อระบบอุปถัมภ์ของคนไทย แต่ก็อาจจะสบายใจมากกว่าการติดสินบนคน เพราะติดสินบนกับผีแล้วจบ แต่คนอาจไม่จบง่ายๆ และบางครั้งอาจลำเลิกบุญคุณอีกด้วย 

 

ถ้าดูจากรูปสลักดั้งเดิม คือ เป็นเด็กแก้ผ้า แบบเด็กไทยสมัยก่อน มีรูปภาพรูปหนึ่งที่วาดขึ้นภายหลัง ให้ไอ้ไข่สวมผ้า เป็นผ้าสะพายเหน่ง (ผ้าพาดตัว) จนกระทั่งเมื่อไอ้ไข่เริ่มโด่งดังเมื่อ 3-4 ปีมานี้ เมื่อมีคนไปขอหวยและถูกจึงไปแก้บนด้วยการถวายชุดทหารให้ ซึ่งทางวัดก็นำไปสวมให้กับไอ้ไข่ ไม่ช้าหลายคนก็เชื่อกันว่า ถ้าจะแก้บนไอ้ไข่นั้นต้องเอาชุดทหารไปถวาย จากนั้นจึงตามมาด้วยของเล่นต่างๆ อีกมากมาย ทั้งปืนเด็กเล่น รถถัง และของเล่นของผู้ชายต่างๆ ซึ่งล่าสุดก็คือมีข่าวลือว่าไอ้ไข่ชอบตัวละครในการ์ตูน/ภาพยนตร์เรื่อง The Avengers จึงมีคนเอาไปถวายกันมากมาย เมื่อพิจารณาจากเรื่องนี้แล้ว แสดงว่าในสมัยเมื่อผู้ใหญ่เที่ยงแกะสลักรูปไอ้ไข่นั้นยังไม่ได้มีจินตนาการที่ยึดโยงกับทหาร เรื่องการแกล้งทหารเป็นเรื่องเล่าที่บ่งบอกอิทธิฤทธิ์ของไอ้ไข่ที่สามารถแกล้งคนมีอำนาจได้ แต่การสวมชุดทหารนี้ก็เป็นเหมือนกับการ Embodiment (การแปลงรูป) ให้ไอ้ไข่เป็นส่วนหนึ่งของทหาร และการบูชาทหารไปพร้อมกัน (โดยจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม)  

 

 

นอกจากชุดทหารแล้ว ของแก้บนอีกอย่างที่นิยมกันมากคือ ไก่ชน ไก่ชนแก้บนนี้เริ่มต้นมาจากการใช้แก้บนสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แล้วจึงลามมายังพระเจ้าตากสินมหาราช เพราะถือว่าเป็นผู้กู้ชาติเช่นกัน (มีเรื่องเล่าของทหารเรือว่าพระเจ้าตากก็ชอบการชนไก่เช่นกัน) ส่งผลทำให้ไก่ชนได้กลายเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของการแก้บน ซึ่งโยงกันได้ดีกับลัทธิการบูชาวีรบุรุษที่มีสถานะเกี่ยวข้องกับทหาร แต่ที่เพิ่มเติมเข้ามาในกรณีของไอ้ไข่ก็คือ มีการคิดทำไก่เงินไก่ทองขึ้นมา ซึ่งสื่อถึงเรื่องความร่ำรวย ทำให้ไก่ชนบางตัวมีการเขียนคำว่า รวยเงิน รวยทอง หรือมั่งมีเงินทอง จากไก่กู้ชาติจึงเปลี่ยนสถานะไปสู่ไก่ในลัทธิทุนนิยมและบริโภคนิยม 

 

 

มีอีกสิ่งหนึ่งที่นิยมเอาไปแก้บนคือ ประทัด ชาวบ้านเล่ากันว่าไอ้ไข่ชอบประทัด เหมือนเด็กทั่วไปที่ชอบเล่นกัน ประทัดนี้ผูกโยงเข้ากับการเสี่ยงโชคด้วย เพราะมีตัวเลขอยู่ในกล่อง เอาไปซื้อหวยได้ มีเรื่องเล่าว่าคนถูกหวยกันทุกงวด ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจจากปริมาณของประทัด แน่นอนว่าจำนวนของประทัดมากมายราวภูเขานี้เป็นตัวบ่งบอกถึงการลงทุนและความสำเร็จ แต่ก็ชี้ให้เห็นว่าสังคมนี้ผู้คนใช้ความหวังกันมากเท่าใด เสียงดังของประทัดจึงเป็นเสียงแห่งความหวังที่ไม่น่ารำคาญเอาเสียเลย  

 

เป็นเรื่องที่ชัดเจนว่า การบูชาไอ้ไข่เป็นสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องในศาสนาพุทธ เพราะศาสนาพุทธเองนั้นโดยรากฐานเป็นศาสนาที่ปฏิเสธความมั่งคั่งจากวัตถุ (Anti-materialism) ดังเช่นที่ จอห์น คีสเชกค์ (John Kieschnick) นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาได้อธิบายว่า พระพุทธศาสนาแสดงทัศนะอย่างชัดเจนถึงการปฏิเสธและโจมตีต่อโลกวัตถุ (Material World) โดยให้ความสำคัญกับความเจริญทางด้านจิตใจและปัญญาเสียมากกว่า ดังเห็นได้จากในพุทธประวัติของศากยมุนีที่หนีห่างจากชีวิตของเจ้าชาย ความร่ำรวย และความพึงพอใจจากวัตถุ ทั้งนี้ก็เพื่อแสวงหาการตรัสรู้ และยกระดับของจิตวิญญาณ 

 

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าพุทธศาสนาจะปฏิเสธวัตถุไปเสียทั้งหมด หากแต่วัตถุดังกล่าวนั้นต้องมีหน้าที่ตามประโยชน์ใช้สอยอย่างพอเหมาะ และมีหน้าที่อันสัมพันธ์กับศาสนา ตัวอย่างเช่น กุฏิที่ทำขนาดพอดีตัว ระฆังที่ใช้ในพิธีกรรม ลูกปัดเพื่อใช้ในการสวดมนต์ คัมภีร์เพื่อใช้ในการร่ำเรียน พระพิมพ์พระเครื่องเพื่อใช้ระลึกถึงพระพุทธเจ้าหรือขจัดความชั่วร้าย ที่สำคัญด้วยวัตถุพวกนี้จึงแนบไปพร้อมกับความหมายทางปรัชญา ไม่ใช่แค่เพื่อความสวยงามและการอวดความยิ่งใหญ่ 

 

ปรากฏการณ์แบบไอ้ไข่เกิดขึ้นในสังคมไทยมาแล้วหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการบูชาจตุคามรามเทพ  เทพทันใจ คนทรงเจ้า การบูชาพระพรหม พระคเณศ หรือไลลา ทั้งหมดเกิดขึ้นในยามที่สังคมนั้นเกิดวิกฤตทางด้านเศรษฐกิจ ทำให้คนหวังโชคลาภและความร่ำรวย แต่เมื่อพิจารณากันให้ลึกขึ้นแล้วจะพบว่า วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งนั้นล้วนสัมพันธ์กับการเมือง เช่น คนทรงเจ้าเกิดขึ้นหลังปฏิวัติปี 2557, ไลลานิยมในหมู่คนเจนใหม่ที่หวังความร่ำรวยอย่างรวดเร็วในช่วง 4-5 ปีที่แล้ว ในยุคทหารครองเมือง, จตุคามรามเทพเกิดขึ้นหลังจากการปฏิวัติปี 2549 เป็นต้น 

 

ผมคงไม่สามารถเรียกร้องอะไรได้ และไม่มีปัญหาอะไรกับความเชื่อ แต่ถ้าอยากให้สังคมไทยไม่ติดอยู่กับลัทธิของการบูชาความร่ำรวยแล้ว ผมว่ามี 3 สิ่งที่เราจำเป็นต้องปรับปรุงและจัดการคือ 1) การพัฒนาระบบการเมืองที่ดี ไม่ให้ชีวิตแขวนอยู่กับการปฏิวัติ 2) การสร้างระบบเศรษฐกิจที่เอื้อให้คนจนและชนชั้นกลางสามารถลืมตาอ้าปากได้ ไม่ใช่ปล่อยให้นายทุน (ทั้งเอกชน ทหาร และอภิสิทธิ์ชน) ครอบครองระบบเศรษฐกิจ 3) การทำให้ศาสนาพุทธหรือศาสนาใดก็ตามเป็นที่พึ่งทางปัญญาและใจได้ครับ 

 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

The post ‘ไอ้ไข่’ ลัทธิแห่งความหวัง และความร่ำรวย ของสังคมที่เต็มไปด้วยปัญหา appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สรรพเสียง’ ของประชาชน ในนิทรรศการล่องรอยราชดำเนินฯ นิทรรศการที่ทำให้คนตัวเล็กมีตัวตนในประวัติศาสตร์ https://thestandard.co/traces-of-ratchadamnoen/ Wed, 26 Aug 2020 11:34:26 +0000 https://thestandard.co/?p=391886 โมเดล อนุเสาวรีย์ นิทรรศการที่มีชื่อว่า ‘ล่องรอยราชดำเนิน: นิทรรศการผสานวัย’ ที่มิวเซียมสยาม

เสียงของประชาชนนั้นมักจะหายไปในประวัติศาสตร์บ้าง เพราะม […]

The post ‘สรรพเสียง’ ของประชาชน ในนิทรรศการล่องรอยราชดำเนินฯ นิทรรศการที่ทำให้คนตัวเล็กมีตัวตนในประวัติศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โมเดล อนุเสาวรีย์ นิทรรศการที่มีชื่อว่า ‘ล่องรอยราชดำเนิน: นิทรรศการผสานวัย’ ที่มิวเซียมสยาม

เสียงของประชาชนนั้นมักจะหายไปในประวัติศาสตร์บ้าง เพราะมันไม่ถูกให้ความสำคัญ แต่หลักๆ แล้วก็เป็นเพราะความเข้าใจต่อประวัติศาสตร์ของเรานั้นมันถูกฟอร์แมตมาว่าจะต้องเป็นเรื่องสำคัญต่อชาติ และเป็นเรื่องของวีรบุรุษหรือทรราชเท่านั้น 

 

เกือบสองสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้มีโอกาสไปเดินชมนิทรรศการที่มีชื่อว่า ‘ล่องรอยราชดำเนิน: นิทรรศการผสานวัย’ ที่มิวเซียมสยาม ซึ่งก่อนหน้าไปชม ผมก็ไม่ค่อยสนใจมาก เพราะรู้สึกว่าก็คงเป็นนิทรรศการแบบเดิมๆ ที่ว่าด้วยการเมือง แต่เมื่อเข้าไปดูจริงๆ แล้ว ต้องเอ่ยปากชมทางผู้จัดทำนิทรรศการนี้ว่า เป็นหนึ่งในนิทรรศการที่ผมว่าดีมาก เพราะมันมีจุดเด่นที่ทำให้เราได้เห็นถึง ‘สรรพเสียง’ (Multiple Voices) ของคนตัวเล็ก ผ่านกลวิธีการเดินเรื่อง (Narrating) และยังเชื่อมโยงกับแนวคิดทฤษฎีทางประวัติศาสตร์โบราณคดีหลายๆ อย่าง ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้เพิ่งจะมีคนเขียนถึงไป ดังนั้นผมจึงอยากจะชี้ให้เห็นถึงแง่มุมอื่นๆ ในเชิงทฤษฎีทางประวัติศาสตร์แทน ซึ่งน่าจะเป็นแว่นสำคัญต่อการมองนิทรรศการอื่นๆ ได้ด้วย 

 

สรรพเสียงในนิทรรศการ 

ความรู้มักถูกครอบงำโดยกลุ่มคนที่มีอำนาจกลุ่มเดียว ด้วยเหตุนี้จึงทำให้แนวคิดเรื่อง ‘สรรพเสียง’ (Multiple Voices) ได้รับความสนใจจากนักคิดหลังสมัยใหม่ (Postmodernism) ที่มองว่าประวัติศาสตร์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมีปัญหาอย่างหนึ่งคือ เป็นการเล่าเรื่องราวต่างๆ ผ่านเสียงของบุคคลเพียงบุคคลเดียว ซึ่งมักเป็นวีรบุรุษในประวัติศาสตร์ ปัญหาของมันจึงอยู่ตรงที่เหตุการณ์สักช่วงเวลาหนึ่งในประวัติศาสตร์นั้นมันมีหลากหลายมุมมองและแง่มุม และมีตัวแสดงเป็นจำนวนมาก ซึ่งประวัติศาสตร์ชาตินั้นไม่ได้ให้ความสำคัญกับเสียงของคนตัวเล็กหรือ ‘ประชาชน’ ที่มีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงทางประเทศมากนัก 

 

เอียน ฮอดเดอร์ (Ian Hodder) นักโบราณคดีหลังสมัยใหม่ มองว่า การอธิบายอดีตนั้นมีปัญหา เพราะให้ความสำคัญกับเสียงกับหลักฐานจากชนชั้นปกครองเป็นหลัก และเป็นเสียงจากนักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์เพียงฝ่ายเดียว หากแต่ยังมีเสียงอีกมากมายที่สามารถมองผ่านหลักฐานทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ได้ ไม่ว่าจะเป็นจากไพร่ ประชาชน หรือกระทั่งนักวิชาการที่มีความคิดที่แตกต่างกัน เพราะหากอดีตมีเสียงมากกว่าหนึ่ง ก็ย่อมหมายถึงว่าจะไม่มีใครที่สามารถผูกขาดความถูกต้องได้เพียงฝ่ายเดียว 

 

‘เสียง’ ที่ว่านี้ไม่ใช่เสียงแบบที่เราเข้าใจกันทั่วไป หากหมายถึง ‘เรื่องเล่า’ (Narrative) ซึ่งคำนี้กินความกว้าง โดยหมายถึงเรื่องราวในอดีต เรื่องเล่าที่ต่างมุมมอง เรื่องราวในชีวิตของคนที่อาจไม่ได้ถูกมองว่าเป็นประวัติศาสตร์ ซึ่งในบางกรณีคำนี้ก็ถูกนำมาใช้เพื่อลดทอนอำนาจของประวัติศาสตร์ ที่มักสถาปนาว่าเรื่องราวของตัวเองนั้นเป็นความจริงหรือเรื่องจริงแท้ในอดีต ทั้งๆ ที่เรื่องจริงที่ว่านี้มาจากมุมมองของคนเพียงคนเดียวหรือกลุ่มเดียว ตัวอย่างที่ใกล้ตัวที่สุดก็เช่นเรื่องในสงครามยุทธหัตถีของสมเด็จพระนเรศวรนั้น ที่เอกสารฝ่ายไทยบอกว่าพระมหาอุปราชขาดคอช้างด้วยพระแสงของ้าว แต่เอกสารต่างชาติบันทึกว่าสิ้นพระชนม์ด้วยปืน 

 

 

ภายใต้แนวคิดดังกล่าว เมื่อเข้าไปชมนิทรรศการล่องรอยราชดำเนินฯ จึงทำให้ผมค่อนข้างทึ่งกับแนวคิดในการเดินเส้นเล่าเรื่องในนิทรรศการ ที่ไม่ได้เป็นลักษณะการเล่าเรื่องแบบเส้นตรง (Linear Narrating) และเป็นระนาบแบนๆ แต่มีกรอบของโครงเรื่องว่าต้องการเล่าเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์บนถนนราชดำเนิน ทั้งเรื่องของคนตัวใหญ่และคนตัวเล็ก ยังรวมถึงเหตุการณ์สำคัญหรือ ‘ไม่สำคัญ’ ทางประวัติศาสตร์ โดยใช้เรื่องราวชีวิตของคนจำนวน 8 ตัวละคร (Actor) ซึ่งก็เป็นเหมือนกับตัวแทน (Agency) แบบหนึ่ง ภายใต้โครงสร้างทางประวัติศาสตร์หลักที่ว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครองและเหตุการณ์ทางการเมืองต่างๆ 

 

8 ตัวละครที่ถูกสมมติขึ้นนี้จะมาเล่าเรื่องราวต่างๆ จำนวน 8 ธีม (เรื่องเล่า) หลัก ซึ่งทางผู้จัดนิทรรศการได้ใช้เส้นเสียงจำนวน 8 ‘เส้นทางเรื่องราว’ โดยแบ่งเป็นสีต่างๆ เพื่อใช้ในการเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในถนนราชดำเนินตลอดระยะเวลา 121 ปี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวัยรุ่นยุค 70 การประท้วงของประชาชน เรื่องของคนไร้บ้าน คนกวาดถนน อาหารกับประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรมบนถนนราชดำเนิน เป็นต้น 

 

ด้วยเส้นเสียงทั้ง 8 เรื่องราวนี้เอง มันจึงทำให้ไม่มีทางเลยที่คุณจะชมนิทรรศการเพียงไม่กี่นาทีแล้วเดินออก คุณอาจจะเลือกฟังบางเส้นทางเรื่องราวก็ได้ หรือถ้าต้องการฟังทั้งหมดก็อาจถ่ายภาพ QR Code แล้วเก็บไว้ไปฟังที่บ้าน หรือฟังออนไลน์ได้ที่นี่

 

การสร้างเส้นทางเรื่องราวทั้งหมดนี้ เปรียบดั่งการสร้างพล็อตเรื่องและตัวละครในนิยาย ส่วนหนึ่งได้มาจากการสืบค้นเอกสารประวัติศาสตร์ อีกส่วนหนึ่งมาจากไอเดียของผู้จัดนิทรรศการ โดยมี ทวีศักดิ์ วรฤทธิ์เรืองอุไร เป็นหัวหน้าโปรเจกต์ และทีมงานคนอื่นๆ ที่ช่วยกันรังสรรค์นิทรรศการนี้ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น กฤษตฤณ วีระฉันทะชาติ, วริศรา เชื้อพราหมณ์, รัชนก พุทธสุธา และ สรวิชญ์ ฤทธิ์จรุญโรจน์ โดยมีกระบวนการสำคัญด้วยคือ การรับสมัครภัณฑารักษ์วัยเก๋าจำนวน 16 คน ผู้ซึ่งมีประสบการณ์ตรงกับถนนราชดำเนิน และมองเห็นความเปลี่ยนแปลงของถนนสายนี้มาอย่างยาวนาน ทำให้นิทรรศการนี้เป็นเสมือนกับประวัติศาสตร์บอกเล่าที่มีชีวิต ไม่แบนราบ และมีเฉพาะเรื่องการเมืองเท่านั้น 

 

โฉมหน้าของทีมงานผู้จัดนิทรรศการล่องรอยราชดำเนินฯ

 

ภัณฑารักษ์วัยเก๋าผู้เก็บรวบรวมข้อมูลและบอกเล่าเรื่องราวในความทรงจำต่างๆ

 

ตัวละครที่เล่าในนิทรรศการล่องรอยราชดำเนินฯ นี้ เท่าที่สังเกตสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม ซึ่งผู้จัดดูจะเน้นไปที่กลุ่มชนชั้นกลางและกลุ่มชนชั้นล่าง (Subaltern) ในสังคมไทย ในขณะที่ชนชั้นสูงนั้นมีเพียงเรื่องของพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์เท่านั้น 

 

กลุ่มแรก เป็นกลุ่มของเสียงจากชนชั้นล่าง เป็นเรื่องของคนไร้บ้านและคนสวนของ กทม. คนไร้บ้านนายหนึ่ง (เล่าเรื่องด้วยเส้นสีม่วง) ใช้ชีวิตอยู่ที่สนามหลวง ทำอาชีพเก็บของเก่า ทั้งนี้เพราะไม่สามารถหางานทำได้ เรื่องราวของชายคนนี้อาจไม่สำคัญ ไม่เรียกว่าประวัติศาสตร์ก็จริง แต่กลับสะท้อนให้เห็นว่าสนามหลวงและราชดำเนินเป็นพื้นที่แห่งชีวิต ไม่ใช่พื้นที่ของชนชั้นสูงเท่านั้น 

 

อีกเสียงหนึ่งเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่กวาดถนนของ กทม. (เล่าด้วยเส้นสีเขียว) ใช้ธีมเรื่องว่า ‘ตามรายทาง’ หญิงกวาดถนนคนนี้ได้เล่าเรื่องของต้นไม้ต่างๆ ในสนามหลวง เช่น ต้นมะขามและต้นราชพฤกษ์ในสนามหลวง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ราชดำเนินและให้ร่มเงากับคนยาก อีกทั้งยังเล่าถึงบรรยากาศเก่าๆ ของตลาดนัดหนังสือ คนมาเล่นว่าว การนำอาหารเซ่นไหว้จากพระแม่ธรณีมากิน และกิจกรรมอื่นๆ ในสนามหลวง เรื่องทั้งหมดนี้นัยว่าคนจัดนิทรรศการต้องการสะท้อนถึงปัญหาเรื่องพื้นที่สาธารณะของสนามหลวง รวมถึงราชดำเนินที่ไม่มีที่พักให้กับคนทั่วไป อีกทั้งยังมีการไล่หาบเร่แผงลอย ซึ่งเป็นที่พึ่งของคนรายได้น้อยอีกด้วย

 

กลุ่มที่สอง เป็นเรื่องของชนชั้นกลาง ผ่าน 5 ตัวละคร ตัวละครแรก (เส้นสีชมพู) เป็นการเล่าเรื่องผ่านธีมเรื่อง ‘บทเพลงราชดำเนิน’ ซึ่งเป็นเรื่องของชายคนหนึ่งที่พบรักที่โรงหนังศาลาเฉลิมไทย และตกหลุมรักหญิงสาวคนหนึ่งในยุค 70 ซึ่งทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงเพลงป๊อป อบอวลด้วยความรักและความสนุกสนาน แต่ต้องปิดท้ายด้วยโศกนาฏกรรมในเดือนตุลาคม 2516 และ 2519 ซึ่งเปลี่ยนจากเสียงเพลงป๊อปเป็นเสียงปราศรัย การประท้วง กระสุนปืน และความตาย 

 

 

ตัวละครที่สอง (เส้นสีฟ้า) เป็นเรื่องของสาววัยรุ่นนักอ่านคนหนึ่ง ที่เล่าเรื่องของราชดำเนินผ่านนิยาย เรื่องราวของนักคิดและร้านหนังสือต่างๆ เช่น ร้านก็องดิด ความน่าสนใจของการเล่าเรื่องตอนนี้อยู่ที่การอ้างอิงหนังสือ เช่น ฉันจึงมาหาความหมาย ทำให้เห็นประวัติศาสตร์ ปรัชญา และความหมายแฝงของถนนสายนี้ ซึ่งผู้จัดนิทรรศการคงต้องการสื่อว่า การอ่านหนังสือคือกุญแจสำคัญของความรู้และเข้าใจความหมายของถนนสายนี้

 

นิทรรศการนี้ยังพยายามนำเสนอชีวิตของผู้คนในชุมชนต่างๆ อีกด้วย 

 

ตัวละครที่สาม (เส้นสีแดง) มีชื่อว่า ‘อย่าได้อ้างว่าฉันเป็นผู้หญิงของเธอ’ เป็นเรื่องราวชีวิตของนักเรียนหญิงที่มีพี่สาวเป็นนักศึกษาหญิงช่วงเดือนตุลาคมที่ต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นญวนและคอมมิวนิสต์ จึงถูกเรียกว่า ‘ทหารหญิงแดง’ ชีวิตของนักเรียนคนนี้ก็คล้ายกับเด็กนักเรียนจำนวนมากทุกวันนี้ ที่ต้องไปเรียนติวที่ราชดำเนิน โดยมีความคาดหวังของครอบครัวและสังคมที่มองว่า อาชีพสายวิทย์ดีกว่าสายอื่น จนวันหนึ่งเธออยากรู้เรื่องเพศ จึงอ่านหนังสือปกขาว มีแฟน และถูกชายของเธอจำกัดเสรีภาพด้วยการอ้างว่าเป็นผู้หญิงของเขา เรื่องนี้ผลักดันให้เธอสนใจปัญหาด้านสตรี ความยากจน และความรุนแรงที่เกิดจากผู้ชาย ดังนั้นประเด็นสำคัญของเรื่องเล่านี้ก็เพื่อสื่อให้เห็นว่าบนถนนสายปฏิวัตินั้นมีผู้หญิงอยู่ด้วย 

 

ตัวละครที่สี่ (เส้นสีเหลือง) เป็นเรื่องของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งเล่าเรื่องของสถาปัตยกรรมบนถนนราชดำเนิน ไม่ว่าจะเป็นบ้านของขุนนาง เจ้านาย ประชาชน ศาลฎีกา ซึ่งอาคารหลายแห่งนั้นมีรูปทรงเป็นเรขาคณิต ตามแบบสถาปัตยกรรมแบบ Art Deco และโมเดิร์น เดิมทีอาคารเหล่านี้ล้วนถูกใช้งาน แต่ในภายหลังกลับไม่หลงเหลือบรรยากาศแบบนั้นอีก ทำให้มันกลายเป็นสถาปัตยกรรมที่ขาดชีวิตและไม่คงไว้ซึ่งวิถีประชา 

 

ตัวละครที่ห้า (เส้นสีเขียวสด) มีชื่อว่า ‘รสชาติแห่งยุคสมัย’ เป็นเรื่องของชายคนหนึ่งที่เล่าเรื่องร้านอาหารต่างๆ บนถนนราชดำเนิน ไม่ว่าจะเป็นร้านที่ตรอกสาเก ข้าวต้มบวร ร้าน Sky High ภัตตาคารผ่านฟ้า ร้านบราวน์ชูก้า ร้านคูลบาร์ ร้านศรแดง ลิขิตไก่ย่าง ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์บนถนนสายนี้ได้ด้วย เพราะอาหารคือประวัติศาสตร์ และเป็นรสชาติแห่งยุคสมัย ซึ่งคนในแต่ละช่วงเวลาย่อมมีรสนิยมและความชอบต่อรสชาติต่างกัน 

 

 

กลุ่มที่สาม เป็นเรื่องของชนชั้นสูง ถึงแม้ว่าผู้จัดนิทรรศการจะให้น้ำหนักกับเรื่องราวและเสียงของคนทั่วไปมากกว่า แต่ก็มองว่าชนชั้นสูงก็เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์บนถนนสายนี้เช่นกัน เรื่องของชนชั้นสูงนี้เป็นการเล่าผ่านหนังสือที่มีชื่อเสียงของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ เรื่อง เกิดวังปารุสก์ ซึ่งเล่าเรื่องของพระองค์นับแต่เกิดจนถึงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ผ่านวังของพระองค์ ทั้งวังปารุสก์ และบ้านจุลจักรพงษ์ รวมถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนถนนราชดำเนิน สนามหลวง พระบรมมหาราชวัง พระราชวังดุสิต สะพานมัฆวานรังสรรค์ และป้อมมหากาฬ ซึ่งสถานที่ต่างๆ เหล่านี้เต็มไปด้วยเหตุการณ์และเทศกาลต่างๆ มากมาย เช่น งานรัฐธรรมนูญ งานวัดที่ภูเขาทอง การใช้ถนนราชดำเนินเป็นที่ทดสอบรถแข่งของพระองค์เจ้าพีระ ซึ่งใช้ป้อมพระมหากาฬเป็นที่นั่งให้คนระดับวีไอพี 

 

เรื่องเล่าที่แตกต่างกันจากเสียงของคนทั้ง 8 นี้เอง ที่ทำให้ราชดำเนินเป็นถนนที่มีชีวิตและหาอ่านไม่ได้จากหนังสือประวัติศาสตร์เล่มใด เพราะหลายเรื่องเป็นเรื่องของคนตัวเล็กๆ (ที่อาจถูกนิยามว่าปราศจากประวัติศาสตร์) แต่เรื่องเหล่านี้เองที่เป็นประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตครั้งหนึ่งของถนนราชดำเนิน 

 

ความทรงจำคือประวัติศาสตร์  

ความยากของการเขียนประวัติศาสตร์คือ จะทำอย่างไรที่จะสามารถร้อยเรื่องราวจากประสบการณ์ของคนจำนวนมากมายให้กลายเป็นประวัติศาสตร์สักเรื่องหนึ่ง เส้นทางเรื่องราวทั้ง 8 เส้นนั้นจึงอาศัย ‘เทศะ’ (Space) คือสนามหลวงและถนนราชดำเนิน เป็นพื้นที่ที่ทำให้ความทรงจำของปัจเจก (Individual Memory) ได้มีที่ทางของมัน ซึ่งมักมีการถกเถียงเสมอว่าความทรงจำในระดับปัจเจกนั้นจะสามารถเป็นประวัติศาสตร์ได้หรือไม่ 

 

เมื่อพูดถึงความทรงจำปัจเจกแล้ว คนแต่ละคนล้วนมีความทรงจำและความชอบแตกต่างกันไป นิทรรศการนี้จึงได้นำหีบใบใหญ่ที่ภัณฑารักษ์วัยเก๋าได้ทดลองสร้างวัตถุจัดแสดงและเรื่องราวต่างๆ ที่เก็บเกี่ยวได้มาแสดงในหีบ นัยว่าเป็นการแสดงให้เห็นว่า หีบนั้นคือกล่องที่ผู้คนต่างๆ เก็บความทรงจำเอาไว้ และได้ใช้ชีวิตอย่างไรบนถนนสายนี้ ที่ผมชอบคือเรื่อง ลมหายใจ… บางส่วนที่หายไป (ของฉัน) โดย บุญช่วย เทพสงเคราะห์ ซึ่งในกล่องได้จัดแสดงถึงกิจกรรมหลายๆ อย่างที่เคยเกิดขึ้นในสนามหลวงที่หายไปแล้ว เธอได้เขียนคำบรรยายไว้ว่า “เป็นความทรงจำของการใช้ชีวิตของคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่เรียบง่าย จากสิ่งที่คุ้นเคยในวัยเด็กที่เคยใช้ชีวิตบนถนนราชดำเนิน ตลอดระยะเวลา 16 ปี สิ่งที่ผูกพันมากจะเป็นตลาดนัดสนามหลวง ซึ่งจะมีทุกวันเสาร์และอาทิตย์ มีสิ่งของให้เลือกซื้อมากมายแบ่งเป็นโซนต่างๆ… แต่สิ่งเหล่านี้บางส่วนได้หายไปเหลือเป็นเพียงความทรงจำ” 

 

หีบที่จัดแสดงให้เห็นว่าสนามหลวงครั้งหนึ่งเคยเป็นตลาดและพื้นที่สาธารณะของผู้คนทุกชนชั้น

 

ในเมื่อทุกคนต่างมีความทรงจำแบบปัจเจกต่อราชดำเนินด้วยกันนั้น นิทรรศการนี้จึงได้จัดการกับปัญหาดังกล่าวด้วยการใช้ ‘เส้นทางเรื่องราว’ ทั้ง 8 เส้น ที่บางช่วงเวลาของชีวิตมนุษย์นั้นได้เคยใช้พื้นที่บางแห่งร่วมกัน เช่น ตัวละครในบทเพลงราชดำเนิน และนักเรียนหญิงเคยใช้ชีวิตการประท้วงต่อต้านรัฐบาลเผด็จการบนถนนราชดำเนิน เช่นเดียวกับพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ที่มองความเปลี่ยนแปลงในช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งเส้นทางเรื่องราวของตัวละครนี้จะตัดกันบนพื้นทางเดินในนิทรรศการ การตัดกันนี้เองที่ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘ความทรงจำร่วม’ (Collective Memory) ขึ้น ซึ่งความทรงจำร่วมนี้เองที่เป็นที่มาของสิ่งที่เราเรียกกันว่า ‘ประวัติศาสตร์’

 

เส้นสายบนพื้นที่ต่างสีที่ตัดกัน คือประวัติศาสตร์ร่วมกันของปัจเจกชน

 

ผังนิทรรศการเรื่อง ‘อยู่ราชดำเนิน’ จะเห็นได้ว่าเส้นสีม่วงนี้ตัดกับเส้นสีต่างๆ ซึ่งทำให้เกิดความทรงจำร่วม

 

ดังนั้นประวัติศาสตร์จึงไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องของบุคคลสำคัญอย่างที่เรามักเข้าใจกัน แต่หมายถึงความทรงจำของคนหลายๆ คนบนพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยมันสามารถบอกเล่าเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในพื้นที่แห่งนั้นได้ และสามารถมีมุมมองที่แตกต่างกันต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ด้วย 

 

เวทีของการต่อสู้ ความเปลี่ยนแปลงจึงเกิดประวัติศาสตร์ 

เป็นที่ทราบกันดีว่าถนนราชดำเนินนั้นเป็นพื้นที่ของการประท้วง การปฏิวัติ และการต่อสู้ระหว่างขั้วอำนาจสองขั้วตลอดช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ของมัน ไม่ว่าจะเป็นขั้วเจ้า vs. คณะราษฎร ขั้วรัฐบาลเผด็จการ vs. ประชาชน ขั้วเสื้อเหลือง vs. เสื้อแดง 

 

นิทรรศการนี้จึงเริ่มต้นทางเข้าชมด้วยการนำกระสอบทรายมาขวางทางเข้า ซึ่งก็ดูจะสอดคล้องกันดีกับการที่ถนนแห่งนี้มีเวทีมวยราชดำเนินอยู่ด้วย รวมถึงการเล่าเรื่องเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์อย่างสนุกสนานผ่านเสียงการพากย์มวย นัยว่าต้องการสะท้อนให้เห็นว่า ถนนราชดำเนินนี้เป็นพื้นที่สำคัญต่อการทำความเข้าใจเรื่องพื้นที่ของการปะทะการประชัน (Contested Space) กันระหว่างขั้วอำนาจ 

 

 

การปะทะกันระหว่างขั้วอำนาจนี้เองที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคม ซึ่งเป็นเกณฑ์อย่างหนึ่งที่นักประวัติศาสตร์ใช้สำหรับการแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ (Historical Periodization) ดังนั้นเมื่อดู ฟัง และอ่านนิทรรศการนี้ จึงน่าจะช่วยทำให้เกิดคำถามมากมายว่า ทำไมการปะทะกันของขั้วอำนาจทางการเมืองจำนวนมากมายหลายครั้ง จึงมีบางครั้ง บางเหตุการณ์เท่านั้นที่ถูกยกระดับให้เป็นประวัติศาสตร์ และเลือกให้ประชาชนจำนวนมากรับรู้ ในขณะที่การปะทะกันอีกมากมายนั้นกลับไม่ถูกเลือกและหายไปจากประวัติศาสตร์ 

 

 

ความจริงยังมีรายละเอียดเล็กๆ ที่ทำให้นิทรรศการนี้มีชีวิตและส่งเสียงได้ ไม่ว่าจะเป็นการให้ผู้ชมเขียนความคิดเห็นต่อถนนราชดำเนินแปะลงไปในโพสต์อิต, การที่ผู้จัดนิทรรศการมาเดินเล่าเรื่องกึ่งซักถามชวนคุยประสบการณ์ต่อถนนราชดำเนิน ซึ่งทำให้นิทรรศการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ชม ชวนให้เราคิดว่าหน้าที่ของภัณฑารักษ์ที่ดีนั้นควรเป็นแบบนี้ ไม่ควรเป็นการสื่อสารทางเดียวเท่านั้น, การให้ผู้ชมสามารถหยิบจับของในหีบ เพื่อรู้สึกถึงผัสสะต่อวัตถุ และความทรงจำ, การเล่นกงล้อเวียนวนที่เปรียบเปรยเหมือนกับประวัติศาสตร์ของราชดำเนินนั้นเป็นดั่งวัฏจักรและเหมือนไม่ไปไหนสักที, การให้ผู้ชมโยงใยเส้นเชือกว่าตัวเองนั้นเคยมีความทรงจำร่วมใดบ้างกับราชดำเนิน เรียกได้ว่าเป็นนิทรรศการที่อัดแน่นไปด้วยแนวคิดที่น่าสนใจและอาจดีที่สุดของปีนี้ 

 

ถึงแม้ว่านิทรรศการนี้จะเปิดพื้นที่และให้เสียงอันหลากหลายกับประชาชนอย่างมาก ซึ่งนับเป็นหมุดหมายที่ดีต่อนิทรรศการทางประวัติศาสตร์ แต่ก็ไม่ใช่ว่ามันจะสามารถเล่าเรื่องทุกอย่างได้ เพราะตราบใดที่ประวัติศาสตร์ยังให้เราเลือกที่จะจดจำประวัติศาสตร์บางเรื่อง ประวัติศาสตร์บาดแผล และเรื่องราวอันเลวร้ายของผู้มีอำนาจนั้นก็คงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ทั้งๆ ที่มันจะเป็นบทเรียนที่สำคัญต่ออนาคตของคนไทย 

 

นิทรรศการล่องรอยราชดำเนินตอนนี้กำลังจัดอยู่ที่อาคารจัดนิทรรศการหลังเล็กอีกไม่กี่วัน จากนั้นจะย้ายไปจัดที่หอสมุดเมืองกรุงเทพมหานคร นับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายนนี้ อยากให้ไปดูกันครับ รับรองว่าไม่เสียเวลาเลยสักนิด

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

  • Ian Hodder and Scott Hudson. 2003. Reading the Past: Current Approaches to Interpretation in Archaeology, Third edition. Cambridge: Cambridge University Press.

The post ‘สรรพเสียง’ ของประชาชน ในนิทรรศการล่องรอยราชดำเนินฯ นิทรรศการที่ทำให้คนตัวเล็กมีตัวตนในประวัติศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไม่มี อีชาง ใน Kingdom ก็ต้องสวดมนต์ไล่ ทำไมเมื่อเกิดวิกฤตเรามักหันหน้าไปพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ https://thestandard.co/in-times-of-crisis-we-often-turn-to-rely-on-sacred-things/ Fri, 03 Apr 2020 14:25:55 +0000 https://thestandard.co/?p=350193

ในขณะที่ ซอบี หมอหญิงในเรื่อง Kingdom พยายามหาทางรักษาโ […]

The post ไม่มี อีชาง ใน Kingdom ก็ต้องสวดมนต์ไล่ ทำไมเมื่อเกิดวิกฤตเรามักหันหน้าไปพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในขณะที่ ซอบี หมอหญิงในเรื่อง Kingdom พยายามหาทางรักษาโรคด้วยความรู้ทางการแพทย์ ทว่าตัดภาพไปอีกฉาก ชาวเมืองฮันยางกำลังเอาเลือดวัว เอาดินขาว แขวนยันต์ พรมน้ำมนต์ เพื่อป้องกันโรคระบาด 

 

ผมว่าฉากทั้งสองนี้มันเป็นอะไรที่แตกต่างกันมาก มันชี้ให้เราเห็นถึงโลกทางความคิดที่มีความแตกต่างกันระหว่างมนุษย์ที่เชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ กับมนุษย์ที่หวังพึ่งอำนาจที่มองไม่เห็นเพื่อมาชนะโรคร้าย เรื่องนี้คงไม่ต่างจากสังคมไทยตอนนี้ที่คนบางกลุ่มกระทั่งรัฐ ที่ต้องหันไปพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 

เอาเป็นว่าในช่วงนี้ที่สังคมไทยกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตจากโรคระบาดโควิด-19 นี้จะเห็นได้ว่ามีปรากฏการณ์ 2 อย่างที่น่าสนใจคือ ปรากฏการณ์แรก การพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรืออำนาจเหนือธรรมชาติ ปรากฏการณ์ที่สองคือ ภาวะการโหยหาอดีต 

 

พึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อำนาจเหนือธรรมชาติ 

การไลฟ์ของกาละแมร์ที่เป็นกระแสก็สะท้อนความคิดเช่นนั้น กาละแมร์พูดกับทุกคนว่า ประเทศไทยมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีพระโพธิสัตว์ มีเทพยดาคุ้มครอง อะไรก็สุดแล้วแต่จะอาราธนามานั้น จะทำให้คนไทยผ่านพ้นวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 เหมือนทุกครั้งที่เกิดวิกฤตที่ผ่านมาได้ 

 

คราวนี้ถ้าสมมติว่ากาละแมร์เป็นตัวแทนของชนชั้นกลางกลุ่มหนึ่งในสังคมไทย การชักจูงประชาชนให้เชื่อว่าประเทศไทยจะรอดวิกฤตครั้งนี้ไปเพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นอาจจะช่วยให้คนบางกลุ่มรู้สึกบรรเทาความสิ้นหวังไปได้บ้างก็จริง แต่ถึงเวลานั้น เราคงจะถูกซอมบี้กัดคอกันหมด ใช่ครับ เดี๋ยวปัญหาต่างๆ มันก็ผ่านไป เพราะเวลาไม่เคยหยุดอยู่กับที่ แต่เราจะผ่านไปแบบไหน ผ่านไปแบบรอคอยฟ้าฝนหรือเทพยดา

 

แต่สิ่งที่ผมว่าดาราหรือไลฟ์โค้ชทั้งหลายควรตระหนักนั้น ไม่ใช่แค่ออกมาบอกว่าให้ดูแลตัวเองให้ดี (พูดอีกแบบคือพึ่งตนเอง) หรือให้ภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้สู้ๆ หรือด้วยคำสวยหรูใดก็แล้วแต่ของมนุษย์ที่อยู่บนยอดพีระมิด แต่ต้องพยายามมองให้ลึกลงไปถึงปัญหาในระดับโครงสร้างและตั้งคำถามแบบมนุษย์ มิใช่ศาสดา เช่น ปัญหาความไร้ประสิทธิภาพต่อการจัดการโรคระบาดที่เกิดขึ้นนี้มันสัมพันธ์กับระบอบการเมืองที่นำไปสู่การได้คนไร้ความสามารถมานั่งในตำแหน่งสำคัญหรือไม่ การตัดสินใจแก้ปัญหาโดยอิงกับการเมืองนั้นมันสร้างความเสียหายมากแค่ไหน ถ้ารัฐบริหารจัดการดี เราจำเป็นต้องพึ่งพาตนเองดิ้นรนหาหน้ากาก หาแอลกอฮอล์กันเช่นนี้หรือไม่ หรือถ้ารัฐบริหารจัดการดี เราจำเป็นต้องพึ่งอำนาจของสิ่งที่เรามองไม่เห็น  หรือถึงจะมีตัวตนอยู่ราวกับเทพ แต่ก็ไม่มีประโยชน์อะไรให้ต้องระลึกถึงหรือไม่ อย่าทำให้ปัญหาโรคภัยครั้งนี้ถูกผลักไปว่าเป็นปัญหาในระดับปัจเจก ที่ชีวิตของคนระดับปัจเจกต้องประสบเคราะห์กรรมครั้งนี้มันเป็นปัญหาในระดับโครงสร้าง พูดง่ายๆ คือรัฐหรือสังคมนั่นแหละครับ

 

ความจริงแล้วค่อนข้างเป็นเรื่องปกติทีเดียวในหลายสังคมที่เมื่อการแก้ปัญหาด้วยวิธีการทางโลกไม่สามารถใช้ได้ผล คนก็มักจะหันไปพึ่งพาอำนาจที่เหนือกว่า ในหนังสือเรื่อง Ancient Chamorro Society เขียนโดย ลอว์เรนซ์ คันนิงแฮม (Lawrence J. Cunningham) ได้อธิบายว่า สาเหตุที่คนเราเชื่อในอำนาจเหนือธรรมชาตินั้นก็เพราะต้องการใช้อำนาจนั้นให้มาช่วยควบคุมสถานการณ์อันไม่ปกติ ทั้งนี้ก็เพื่อทั้งแก้ไข ผ่อนคลายความตึงเครียดของสังคมในช่วงชีวิตอันเป็นวิกฤต (Life Crisis) ในขั้นตอนนี้หมอผีจะเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการติดต่อกับอำนาจเหนือธรรมชาติ และถ้าหากพิธีกรรมไม่สำเร็จก็จะอธิบายว่าเพราะอำนาจของสิ่งชั่วร้ายนั้นมีมากกว่า 

เมื่อหลายปีก่อน สังคมไทยก็เผชิญวิกฤตเช่นกัน จนต้องพึ่งอำนาจเหนือธรรมชาติ ถ้ายังจำกันได้ หลังรัฐประหารได้เกิดปรากฏการณ์ร่างทรง มีทั้งที่ทรงแบบปกติ เช่น ทรงเทพฮินดู ทรงพระนเรศวร ทรงพระเจ้าตาก และที่ทรงแบบแหวกแนวหน่อย เช่น ผีเสื้อสมุทร ขุนช้าง ไจแอนด์จากการ์ตูนโดราเอมอน เป็นต้น 

 

 

Photo: Silapawattanatham – ศิลปวัฒนธรรม / Facebook

 

ต่อประเด็นเรื่องนี้ผมเคยเขียนบทความเรื่อง ‘รัฐประหาร ร่างทรง ถึงวีรบุรุษในประวัติศาสตร์ไทย’ ลงในนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม เมื่อปี 2559 ซึ่งปรากฏการณ์ร่างทรงในครั้งนั้นสะท้อนถึงภาวะที่สังคมรู้สึกถึงการขาดความมั่นใจต่ออนาคต เพราะไม่รู้ว่าการเมืองในอนาคตหรือประเทศจะเป็นอย่างไร ในขณะเดียวกันเศรษฐกิจในเวลานั้นก็ย่ำแย่ด้วย เพราะนักลงทุนขาดความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลทหาร มีนายทุนบางกลุ่มเท่านั้นที่ได้รับผลประโยชน์ และยังถูกกระหน่ำด้วยภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอีกด้วย ทั้งหมดนี้เองทำให้ผู้ที่ศรัทธาต่อร่างทรงมักมาขอหวย ขอเลขเด็ด และขอคำทำนายต่อหน้าที่การงานในอนาคต 

 

ในช่วงนั้นจึงมีการลงทุนกับความเชื่อกันมากในหมู่ดาราและคนมีฐานะ เช่น การบูชาตุ๊กตาลูกเทพ ที่ราคาต่อตัวไม่ใช่น้อย เพราะเชื่อว่าจะช่วยทำให้ตัวเองมีเงินทองเพิ่มขึ้น ถ้าย้อนกลับไปไกลขึ้นอีก ก็จะเห็นได้จากปรากฏการณ์การบูชาจตุคามรามเทพหลังการรัฐประหารปี 2549 เช่นกัน ซึ่งสาเหตุที่บูชากันมากก็เพราะความรู้สึกขาดความมั่นคงทั้งทางเศรษฐกิจและชีวิต 

 

การบูชาพระเครื่องพระพิมพ์ก็เป็นปรากฏการณ์แบบเดียวกันนี้ ซึ่งเริ่มต้นเกิดขึ้นอย่างจริงจังนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง หรือยุคสงครามเย็นเป็นต้นมาเช่นกัน เพราะโจรและอาวุธนั้นหาง่ายเสียเหลือเกิน ในเมื่อประชาชนไม่อาจพึ่งพิงเจ้าหน้าที่รัฐ ตำรวจ ทหารได้ พวกเขาก็ต้องหาวัตถุมงคลมาบูชา พื้นที่ไหนโจรชุมจึงเกิดเกจิขึ้นมากมาย เพื่อจะได้มีอะไรสักอย่าง (คืออำนาจ) มาคุ้มครองชีวิต

 

ปรากฏการณ์ของความไม่มั่นคงในชีวิตนี้ยังเห็นได้จากช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ที่คนกรุงเทพฯ ใส่สร้อยข้อมือนำโชคที่เรียกว่า ‘ไลลา’ ซึ่งมีให้เลือกหลายรูปแบบหลายเป้าหมาย เช่น ให้ร่ำรวยเงินทอง ประสบความเร็จในหน้าที่การงาน ให้สุขภาพแข็งแรง เพิ่มเสน่ห์ เป็นต้น ไลลานี้ก็คือเครื่องรางที่ทำให้สวยเพื่อเหมาะกับคนเมืองที่มักแสดงท่าทีปฏิเสธไสยศาสตร์แต่เชื่ออย่างสุดใจ เพราะพวกเขาล้วนรู้สึกถึงความไม่มั่นใจ หรือไม่ก็คือต้องการควบคุมให้อนาคตมาอยู่ในมือของตนเองด้วยพลังเหนือธรรมชาติ

 

การบรรเทาวิกฤตและความไม่มั่นคงทำนองนี้เห็นได้จากการสวดมนต์ไล่โควิด-19 แน่นอนมีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ความจริงเรื่องการสวดมนต์ไล่โรคระบาดนี้ไม่ใช่เป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้น มีหลายคนอ้างถึงการสวดมนต์แบบนี้ที่มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล สมัยอยุธยา เรื่อยมาจนในสมัยรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะเหตุการณ์ในสมัยรัชกาลที่ 2 ที่ทรงประกอบพิธีอาพาธพินาศ แต่แทนที่โรคระบาดจะหายไป แต่คนที่ร่วมกระบวนแห่นั้นกลับป่วยเพิ่มขึ้น จนเป็นอันทำให้พิธีนี้เลิกไป 

 

ด้วยการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ของสังคมไทย เพื่อจัดการกับโรคระบาด ทำให้ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้พัฒนาระบบสาธารณสุขสมัยใหม่ขึ้นแทน ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนผ่านของสังคมจากระบบความคิดต่อการรักษาโรคจากสังคมแบบจารีต หรือสังคมโบราณมาสู่สังคมสมัยใหม่ ดังนั้นการย้อนกลับไปสวดมนต์เพื่อเป้าหมายของอาพาธพินาศนั้น ด้านหนึ่งอาจทำให้ความรู้สึกสิ้นหวังนั้นบรรเทาลง แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้ชวนคิดด้วยว่ากระบวนทัศน์ของสังคมไทยนั้นเป็นเช่นไร 

 

หวนหาอดีตอันเคยสงบสุขเมื่อคราวที่พ่ออยู่

ช่วงหลายวันมานี้ ผมมักเห็นข้อความใน LINE กลุ่ม เห็นโพสต์ใน Facebook ที่เขียนว่า “ถ้าเป็นเมื่อก่อน…” หลายครั้งมาก โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดวิกฤตเรื่องการขาดแคลนหน้ากากอนามัยและแอลกอฮอล์ พร้อมกับประเด็นที่นักการเมืองถูกกล่าวหาว่ากักตุนหน้ากากอนามัย 

ความรู้สึกที่หวนรำลึกถึงความช่วยเหลือจากรัชกาลที่ 9 นี้จัดได้ว่าเป็นปรากฏการณ์โหยหาอดีต (Nostalgia) ความรู้สึกของการโหยหาอดีตนี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราเกิดความรู้สึกว่าไม่มีความสุขหรือทนทุกข์กับปัจจุบัน ทำให้อยากย้อนเวลาหรือสถานที่กลับไปสู่อดีต ซึ่งเราจะเข้าใจความหมายของคำว่า ‘Nostalgia’ ได้ดียิ่งขึ้น เมื่อดูจากรากศัพท์นี้ในภาษากรีกนั้นมาจากคำว่า ‘Homecoming’ (nóstos) และ ‘Pain’ (álgos) คือการกลับบ้าน ซึ่งก็คือพื้นที่ที่เรารู้สึกมีความสุขและปลอดภัย เพื่อหลีกเร้นจากความเจ็บปวด อันจะนำเราไปสู่วันคืนอันแสนสุข หรือความรู้สึกอันอบอุ่นครั้งวัยเด็ก 

แน่นอนด้วยสถานการณ์โรคระบาดนี้มันทำให้เกิดความรู้สึกว่าปัจจุบันไม่น่าพิสมัย อนาคตเองก็มืดมน นักวิชาการบางคนอาจมองว่าคนกลุ่มนี้ถูกวาทกรรมหรือสังคมหล่อหลอม แต่มันก็คงเป็นพื้นที่เดียวและห้วงเวลาเดียว ณ ตอนนี้สามารถหลบไปพักอาศัยอยู่ได้อย่างปลอดภัย 

 

นักจิตวิทยาบางคนมองว่า ภาวะการโหยหาอดีตนี้ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย แต่มันช่วยทำให้คนที่โหยหาอดีตนี้กลับไปเติมพลังทางด้านบวก เพื่อมาสู้กับโลกในปัจจุบัน และทำให้คนกลุ่มนี้รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยมากขึ้นถ้าพวกเขาพบว่ามีคนที่คิดถึงบ้านหลังเดียวกัน เสริมความมั่นใจในตัวเอง และบรรเทาความรู้สึกเครียดและกดดัน อย่างไรก็ตาม บางครั้งอดีตที่โหยหานี้ก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือของ ‘นักการเมือง’ ที่นำมาใช้เพื่อชักจูงให้ประชาชนรู้สึกว่า ถ้าอยากมีอดีตที่มีความสุขนั้น (พวก) เขาคือต้นแบบของอดีตนั้น ตัวอย่างเช่นที่จอมพลสฤษดิ์เปรียบตัวเองเป็นพ่อขุนรามคำแหง เป็นต้น หรือบางครั้งก็อ้างอดีตของบรรพชนเพื่อให้สำนึกถึงบุญคุณต่อตนเอง ทั้งๆ ที่ความดีและความสุขนั้นไม่อาจถ่ายทอดผ่านสายเลือดลงมาได้ เพราะความสุขปัจจุบันย่อมไม่ใช่ของอดีต 

 

Photo: www.ch3thailand.com

 

ปรากฏการณ์โหยหาอดีตอันแสนหวานนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกในสังคมไทย ทุกครั้งที่สังคมเกิดวิกฤต เราก็มักจะเห็นปรากฏการณ์ทำนองนี้อยู่เสมอ อย่างเช่นในปีที่ผ่านมา ละคร บุพเพสันนิวาส ได้กลายเป็นละครที่ดังอย่างมากในไทย ปฏิเสธไม่ได้ว่าละครเรื่องนี้มีความสนุกและความน่ารัก แต่ถ้าเราดูวิธีการเล่าอดีตของละครแล้วก็จะพบว่า นางเอกเป็นคนในปัจจุบันที่ย้อนกลับไปในอดีตและเกิดหลงรักกับพระเอก ซึ่งนั่นก็คือความหลงใหลต่ออดีต หรือหลงใหลความสุขแบบหนึ่ง ถึงแม้ว่าละครเรื่องนี้จะนำเสนอเรื่องความขัดแย้งในสังคมสมัยอยุธยาด้วยก็ตาม แต่จะมีประโยชน์อันใดเมื่อความสุขต่อความรักนั้นสำคัญกว่า มันจึงทำให้คนจำนวนมากที่ไปเที่ยวอยุธยาต้องการจำแลงตนเองด้วยการใส่ชุดไทยโบราณ เพื่อไปอยู่กับอดีตอันแสนหวานนั้น ในช่วงที่สังคมไทยกำลังเปลี่ยนผ่านทางการเมือง

 

ผมมักเชื่อเสมอว่า ในสังคมที่มองไม่เห็นอนาคตที่ชัดเจนนั้นมักจะต้องพึ่งเครื่องมือในการทำนายอนาคต ต้องหวังพึ่งอำนาจเหนือธรรมชาติที่มองไม่เห็น หรือไม่ก็คือใช้วิธีการย้อนกลับไปในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของอดีตที่ทำให้รู้สึกว่าตนเองปลอดภัยและมีความสุข เพราะการอยู่กับปัจจุบันนั้นมันลำบากและเจ็บปวด 

 

แน่นอนว่าพวกเราจะต้องพยายามอยู่กับปัจจุบันไปให้ได้ แต่ในเมื่อชีวิตของพวกเรานั้นจะต้องมีอนาคตอีกยาวไกล ผมอยากให้ลองหวนมองอดีต (เรียกว่าประวัติศาสตร์) ในทุกแง่มุม ทั้งดีและร้าย แล้วประมวลผลกับสิ่งที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน เพื่อมองต่อไปในอนาคตว่า หลังจากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายแล้ว พวกเราจะกำหนดอนาคตอย่างไร เพราะ อีชาง ไม่มีอยู่ในโลกความเป็นจริง 

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ไม่มี อีชาง ใน Kingdom ก็ต้องสวดมนต์ไล่ ทำไมเมื่อเกิดวิกฤตเรามักหันหน้าไปพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความน่าเป็นห่วงต่อโบราณสถานบนพื้นที่ดอยสุเทพ ภูเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งเชียงใหม่ https://thestandard.co/doi-suthep-archaeological-site/ Tue, 31 Mar 2020 03:17:42 +0000 https://thestandard.co/?p=348415 โบราณสถาน ดอยสุเทพ

เหตุไฟไหม้ดอยสุเทพ-ปุย ครั้งนี้นับว่าน่าเป็นห่วงมาก เพร […]

The post ความน่าเป็นห่วงต่อโบราณสถานบนพื้นที่ดอยสุเทพ ภูเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งเชียงใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โบราณสถาน ดอยสุเทพ

เหตุไฟไหม้ดอยสุเทพ-ปุย ครั้งนี้นับว่าน่าเป็นห่วงมาก เพราะก่อให้เกิดฝุ่นควันพิษปกคลุมไปทั่วแอ่งเชียงใหม่-ลำพูน ค่ามลพิษสูงที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ซ้ำเติมจากควันที่มีอยู่แล้วจากการเผาไร่เพื่อทำการเกษตร ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างรุนแรง 

 

แม้หมู่บ้านป่าแหว่งที่เป็นประเด็นเมื่อปีก่อน ก็ได้ข่าวว่าไฟเกือบลามเข้าไปในหมู่บ้าน จนกลายเป็นภาระให้กับหน่วยงานต่างๆ ต้องช่วยป้องกันไม่ให้ไฟลามเข้าไป ซึ่งหลายคนเคยเตือนมาแล้วว่า ถ้าเกิดไฟป่าขึ้นหมู่บ้านนี้จะถูกไฟไหม้ไปด้วย และไม่สามารถพักอาศัยได้ เพราะเต็มไปด้วยควันพิษ 

 

แต่ที่น่าเห็นใจที่สุดตอนนี้ คือเจ้าหน้าที่ของสถานีควบคุมไฟป่าบนดอยสุเทพที่มีอยู่เพียงหน่วยเดียว และนักผจญเพลิงอาสาสมัคร ซึ่งมีทั้งกำลังคนและเครื่องมือจำกัด ซึ่งต้องขอเป็นกำลังใจให้ครับ 

 

ความจริงเรื่องปัญหาฝุ่นควันพิษในภาคเหนือนี้จะว่าไปก็เกิดขึ้นซ้ำทุกปี โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีหลังมานี้ที่หนักมากขึ้น แต่ดูรัฐบาลก็ยังไม่ได้จัดการอะไรจริงจัง มีเพียงกรมอุทยานฯ ที่ต้องมารับผิดชอบ ทั้งๆ ที่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะส่งผลกระทบกับคนเป็นวงกว้าง มันจึงไม่ใช่เรื่องเฉพาะหน่วยงานท้องถิ่นจะจัดการได้เพียงอย่างเดียว แต่มันเป็นปัญหาระดับชาติ และจำเป็นต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัย เช่น เครื่องบินสำหรับดับไฟป่า ซึ่งสามารถโปรยน้ำได้อย่างมหาศาล การจัดซื้อเครื่องไม้เครื่องมือแบบนี้ดูจะเป็นความจำเป็นเร่งด่วนเสียยิ่งกว่าการจัดสรรงบประมาณไปซื้ออาวุธของกองทัพ และค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยอื่นๆ เสียอีก 

 

ไฟไหม้ครั้งนี้คงไม่ได้สร้างความเสียหายให้เฉพาะต้นไม้และสัตว์ป่าเท่านั้น หากแต่น่าจะกระทบต่อแหล่งโบราณคดีบนดอยสุเทพด้วย เพราะมีเส้นทางวัฒนธรรมหลายเส้นที่มุ่งไปสู่พระธาตุดอยสุเทพ ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 13 เป็นต้นมา เมื่อหลายปีก่อนผมเคยสำรวจดอยสุเทพ ร่วมกับ อุดมลักษณ์ ฮุ่นตระกูล ภายใต้การกำกับของสำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ และ หจก.โบราณนุรักษ์ ได้เคยไปสำรวจแหล่งโบราณคดีตามเส้นทางที่ขึ้นไปสู่พระธาตุดอยสุเทพ ซึ่งพบหลายสิบแห่ง ในบทความนี้จึงจะชวนชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของดอยสุเทพ ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์เป็นอย่างยิ่ง เพราะถ้าอยากให้เมืองเชียงใหม่เป็นมรดกโลก การอนุรักษ์ดอยสุเทพนั้นคือเรื่องสำคัญ 

 

ดอยสุเทพ ถิ่นฐานเดิมของชาวลัวะ

ก่อนคนไทเคลื่อนย้ายอพยพมา รอบดอยสุเทพเป็นถิ่นฐานและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวลัวะ ลัวะเป็นกลุ่มชนดั้งเดิมที่พูดภาษาตระกูลมอญ-เขมร ในสาขาปะหล่อง ปัจจุบันยังอยู่อาศัยมากตามเขตภูเขาแถบเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน 

 

ในตำนานพระธาตุดอยสุเทพระบุว่า ครั้งหนึ่ง ปู่แสะย่าแสะได้อาศัยอยู่ที่ดอยคำ ชอบจับมนุษย์กินเป็นอาหาร วันหนึ่งพระพุทธเจ้าได้มาธุดงค์ และปราบปู่แสะย่าแสะได้ อนุญาตให้กินได้แค่เนื้อควายปีละครั้งเท่านั้น ส่วนลูกชายได้ขอบวชเป็นพระ แต่ทนกับการถือศีลไม่ไหว จึงสึกแล้วบวชเป็นฤษีมีชื่อว่า ‘วสุเทวะ’ หรือ ‘วาสุเทพ’ ไปอาศัยอยู่ที่ดอยอ้อยช้าง ทำให้ดอยแห่งนี้มีชื่อใหม่ว่า ดอยสุเทพ 

 

ทุกวันนี้จึงยังมีพิธีเลี้ยงดง หรือ เลี้ยงผี ที่เชิงดอยคำ เพื่อเป็นการบูชาปู่แสะย่าแสะ ฤษีวาสุเทพ และขุนหลวงวิลังคะ รวมถึงกลุ่มผีบรรพบุรุษระดับผู้นำของชาวลัวะตนอื่นๆ อีก ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นตัวแทนของพลังแห่งภูเขาและป่า ไม่ต่างจากเมืองสุโขทัยที่มีพระขพุงผีที่เป็นผีใหญ่แห่งภูเขา พิธีนี้จะจัดขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายนของทุกปี เดิมเป็นพิธีปิด แต่ทุกวันนี้มีเรื่องการท่องเที่ยวเข้ามาเสริม

 

ดอยสุเทพ

ถ้ำฤษีบนดอยสุเทพ ภาพซ้ายเป็นภาพของเทวรูปฤษีวาสุเทพ (ทำใหม่) ภาพขวาเป็นพระธุดงค์ที่มาอาศัยถ้ำฤษีนั่งกรรมฐาน

 

ใกล้กับพระธาตุดอยสุเทพ มีเพิงผาอยู่แห่งหนึ่งชื่อว่า ‘ถ้ำฤษี’ เป็นแหล่งท่องเที่ยวร่วมร้อยปี ที่นี่เคยเจอพระรอดลำพูน ปัจจุบันยังคงเหลือเศษอิฐที่บ่งบอกว่าคงเคยมีเจดีย์ขนาดเล็กแต่ถูกทำลายไปแล้ว ที่เพิงผาแห่งนี้ผม และอุดมลักษณ์ ได้ทำการขุดค้นทางโบราณคดีได้พบว่า อาจมีการเข้ามาใช้พื้นที่ตั้งแต่ยุคหินใหม่เมื่อสัก 3,000-4,000 ปีมาแล้ว เห็นได้จากการพบกำไลหินขัด และเศษภาชนะดินเผาแบบเก่า แต่ไม่พบหลักฐานจากการขุดค้นที่เชื่อมโยงโดยตรงกับฤษีวาสุเทพ 

 

เรื่องของฤษีวาสุเทพนี้เกิดขึ้นเมื่อไรนั้น สันนิษฐานว่าคงเมื่อสักราวพุทธศตวรรษที่ 13 เพราะฤษีวาสุเทพนี้เองที่สร้างเมืองหริภุญไชย และได้เชื้อเชิญให้พระนางจามเทวีขึ้นมาเป็นกษัตรีย์ (บางตำราว่าครองราชย์เมื่อ พ.ศ. 1205) การเชิญพระนางจามเทวีมาปกครองนี้ ทำให้เกิดความขัดแย้งกับขุนหลวงวิลังคะ ซึ่งเป็นผู้นำชาวลัวะเช่นกันแต่นับถือผี ในขณะที่ฤษีวาสุเทพนับถือพุทธ-พราหมณ์-ผี ผลก็คือเกิดการรบพุ่งกัน ขุนหลวงวิลังคะพ่ายแพ้จนต้องหนีขึ้นไปทางเหนือเข้าไปในป่าเขารกชัฏ 

 

โบราณสถาน ดอยสุเทพ

โบราณสถานกู่ดินขาว อาจสร้างในสมัยหริภุญไชย (พุทธศตวรรษที่ 13-17) ตั้งอยู่ในเขตสวนสัตว์เชียงใหม่

 

มีโบราณสถานอยู่ 2 แห่งที่อาจจะสร้างในสมัยหริภุญไชย คือ โบราณสถานกู่ดินขาว ที่ปัจจุบันตั้งอยู่ในสวนสัตว์เชียงใหม่ ลักษณะของโบราณสถานนี้เป็นอิฐก้อนใหญ่เผาอย่างดี ซึ่งไม่ใช่ลักษณะของอิฐล้านนา อีกทั้งจากการขุดค้นขุดแต่งยังพบพระพิมพ์แบบพระแปดแบบหริภุญไชยอีกด้วย อีกแห่งหนึ่งคือ โบราณสถานสันกู่ ซึ่งมีการขุดค้นพบพระพุทธรูปศิลปะหริภุญไชย แม้ว่าจะเป็นเจดีย์สมัยล้านนาก็ตาม (ข้อมูลการขุดค้นขุดแต่งทั้งสองแห่งนี้สามารถอ่านได้จาก พาสุข ดิษยเดช, สายันต์ ไพรชาญจิตร์ และประทีป เพ็งตะโก 2527; ไกรสิน อุ่นใจจินต์ 2544) นอกจากนี้ ถ้าหากเดินทางขึ้นดอยสุเทพจะพบ ‘กู่’ หรือเจดีย์หลายแห่งที่มีชื่อว่า ‘กู่ลัวะ’ อีกด้วย ซึ่งสะท้อนว่าพื้นที่นี้เคยเป็นถิ่นฐานดั้งเดิมของชาวลัวะมาก่อน

 

สถาปนาพระธาตุดอยสุเทพเป็นศูนย์กลางจักรวาล

พระธาตุดอยสุเทพได้รับการสถาปนาขึ้นในรัชสมัยพญากือนา เมื่อพระสุมนเถระอัญเชิญพระธาตุมาจากเมืองสุโขทัยเมื่อ พ.ศ. 1913 ในตำนานพระธาตุดอยสุเทพได้กล่าวว่า ในคืนหนึ่งพระสุมนเถระฝันว่า เทวดาได้มาบอกให้ไปนำเอาพระธาตุจากเจดีย์องค์หนึ่งในเมืองปางจา ซึ่งเจดีย์องค์นั้นได้พังลง เพื่อเอาพระธาตุไปประดิษฐานที่เมืองเชียงใหม่ ครั้นรุ่งขึ้นพระสุมนเถระจึงได้เดินไปเมืองศรีสัชนาลัย เพื่อเข้าพบพญาลือไทย เมื่อพญาลือไทยทราบความตามที่พระสุมนเถระได้เล่าให้ฟัง จึงได้สั่งให้คนไปช่วยพระสุมนเถระขุดบูชาพระธาตุที่เมืองปางจา พระสุมนเถระจึงได้พระธาตุจากเจดีย์องค์หนึ่ง 

 

กษัตริย์เมืองสุโขทัยจึงให้พระสุมนเถระเก็บพระธาตุไว้กับตัวเอง จนกระทั่ง พ.ศ. 1913 พญากือนาได้ไปอาราธนาพระสุมนเถระจากเมืองสุโขทัยมายังเมืองเชียงใหม่ เพื่อเผยแผ่ศาสนาพุทธนิกายลังกาวงศ์ พระสุมนเถระจึงได้นำพระธาตุติดตัวมาด้วย โดยมาพำนักที่วัดพระยืนเมืองลำพูนก่อน จากนั้นจึงมาประทับยังเวียงสวนดอกที่พญากือนาทรงสั่งให้สร้าง เพื่อเป็นที่พำนักของพระสุมนเถระ เมื่อ พ.ศ. 1915 พญากือนาพร้อมด้วยพระสุมนเถระได้ก่อเจดีย์ในวัดสวนดอกไม้หลวงเพื่อประดิษฐานพระธาตุ  

 

เหตุการณ์ตอนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับดอยสุเทพคือ เมื่อ ‘ปีล่วงไก๊ศกได้ 733 ตัว’ พญากือนาและพระสุมนเถระต้องการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุไปประดิษฐานยังสถานที่แห่งใหม่เพื่อเป็นการสืบศาสนา ‘จิรกาลนานตราบ 5,000 พระวัสสา’ เพราะเชื่อกันว่าเมื่อถึง พ.ศ. 5000 ศาสนาพุทธจะเสื่อมลงจนไม่เป็นที่รู้จัก และจะมีพระพุทธเจ้าองค์ใหม่เกิดขึ้นมา ซึ่งเป็นความคิดที่ผลักดันให้ชาวพุทธเร่งทำบุญด้วยการสร้างพระพุทธรูป พระพิมพ์ และเจดีย์จำนวนมากมาย ด้วยเหตุนี้ พญากือนาและพระสุมนเถระจึงดำริหาสถานที่ที่สามารถประดิษฐานพระธาตุได้อย่างมั่นคงถาวรเพื่อสืบศาสนา ทั้งสองจึงได้นำพระธาตุขึ้นช้างมงคลนามว่า ‘พวงคำ’ เสี่ยงทายหาสถานที่ที่เหมาะกับการประดิษฐานพระธาตุโดยให้เทวดานำทาง 

 

พระธาตุได้บรรจุในโกศแก้วขึ้นทรงบนช้างพวงคำ มีเศวตฉัตร พัด และจามร ซึ่งเป็นเครื่องสูงของกษัตริย์กางกั้นไปด้วย พร้อมทั้งมีดุริยดนตรีขับกล่อม และโปรยข้าวตอกดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมขจรขจายไปทั่ว พญากือนาได้ตั้งจิตอธิษฐานต่อเทวดา เมื่อช้างมงคลถูกปล่อยได้ร้องขึ้น 3 ทีแล้วก็เดินออกประตูหัวเวียง ก่อนจะมุ่งหน้าเดินไปยังดอยสุเทพ โดยมีขบวนของพญากือนาและพระสุมนเถระเดินตามหลัง

 

ช้างมงคลเดินมาจนถึงตีนดอยสุเทพ ได้มาหยุดตรงที่ดอยใหญ่ลูกหนึ่ง เพื่อหยุดพักหรือ ‘หนุน’ ที่ภูเขาลูกนี้ ทำให้ภายหลังดอยลูกนี้ได้รับการเรียกว่า ‘ดอยหมากขนุน’ (ตำนานพระธาตุดอยสุเทพ 2510:51) จากการสำรวจพบว่าดอยหมากขนุนนี้ปัจจุบันชาวบ้านเรียกกันว่า ‘ดอยหมากหนุน’ ดอยลูกนี้ปัจจุบันตั้งอยู่ใกล้กับวัดฝายหิน ซึ่งค้นพบโบราณสถานร้างสมัยล้านนาเช่นกัน 

 

โบราณสถาน ดอยสุเทพ

วัดฝายหินที่เชิงดอยสุเทพ มีเจดีย์ประธานแบบล้านนาอยู่องค์หนึ่ง

 

จากนั้นช้างได้เดินขึ้นไปจนถึงยอดดอยลูกหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเป็นพื้นที่ราบดี พญากือนาและพระสุมนเถระจึงหมายจะประดิษฐานพระธาตุที่บริเวณนั้น แต่ปรากฏว่าช้างมงคลก็ไม่ยอมหยุด แต่ยังบ่ายหน้าเดินต่อไป บริเวณนั้นจึงถูกเรียกว่า ‘สนามยอดดอยงาม’ แต่ต่อมาภายหลังเรียกกันว่า ‘สามยอด’ (ตำนานพระธาตุดอยสุเทพ 2510:51) จากการสำรวจพบว่าพื้นที่บริเวณสามยอดตรงกับวัดร้างแห่งหนึ่งที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ‘วัดสามยอด’ เป็นวัดขนาดใหญ่มาก มีพื้นที่ราบเรียบดี ตรงกับที่ตำนานพระธาตุดอยสุเทพกล่าวถึง และเส้นทางนี้ยังเป็นเส้นทางโบราณที่สามารถเดินไปยังวัดผาลาดได้ 

 

ดอยสุเทพ

โบราณสถานวัดสามยอดในตำนานพระธาตุดอยสุเทพ ก่อด้วยหินทั้งหมด เดิมคงมีโครงสร้างเครื่องไม้ ผู้เขียนกำลังยืนอยู่หน้าบันไดหินทางเข้าวิหาร

 

โบราณสถาน ดอยสุเทพ

โบราณสถานที่วัดผาลาด ดอยสุเทพ ภาพนี้ถ่ายในช่วงหน้าแล้ง ซึ่งถ้าหากไฟไหม้เข้าวัดคงได้รับความเสียหายอย่างมาก

 

ช้างมงคลได้เดิน ‘ไต่ราวดอย’ หรือสันเขาสูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงยอดดอยสุเทพ เมื่อถึงยอดดอยช้างมงคลได้เดินเวียนประทักษิณ 3 รอบ แล้วจึงคุกเข่าทั้ง 4 ขาอยู่เหนือยอดดอย เมื่อพญากือนาและพระสุมนเถระนำพระธาตุลงจากหลังช้างแล้ว ช้างมงคลเชือกนั้นก็ตาย ซึ่งปัจจุบันที่วัดพระธาตุดอยสุเทพจะมีรูปปั้นของช้างเชือกนี้ให้เห็นอยู่ 

 

เมื่อนั้นพญากือนาและพระสุมนเถระจึงได้ให้คนขุดดินลึกลงไป 3 ศอก (1.5 เมตร) แล้วเอาแท่งหินใหญ่ 7 ก้อนมาทำเป็นหีบหินขนาดใหญ่วางลงไปในหลุมที่ขุดแล้ว จึงอาราธนาพระธาตุที่บรรจุอยู่ใน ‘โกศ’ ลงในหีบหินนั้น จากนั้นจึงให้คนนำหินมาถมเป็นจำนวนมาก แล้วให้คนแปงที่เป็นที่ราบเพื่อก่อเจดีย์ขึ้นองค์หนึ่งมีความสูง 5 วา (ตำนานพระธาตุดอยสุเทพ 2510:52) ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นพระธาตุดอยสุเทพ 

 

สำหรับรูปแบบของเจดีย์ที่สร้างขึ้นในเวลานั้น เป็นไปได้ว่าเป็นเจดีย์ทรงระฆังกลม คล้ายคลึงกับเจดีย์ประธานของวัดสวนดอกในปัจจุบัน เพราะเจดีย์แบบนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของคณะสงฆ์นิกายลังกาวงศ์ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเจดีย์ประธานของวัดพระธาตุดอยสุเทพเป็นเจดีย์สำคัญ จึงผ่านการบูรณะซ่อมแซมมาโดยตลอด ซึ่งการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่เกิดขึ้นในสมัยของครูบาศรีวิชัย เพราะฉะนั้นเจดีย์ประธานองค์นี้จึงมีรูปแบบที่ต่างออกไปจากเจดีย์ทรงระฆังในสมัยพญากือนา 

 

หลังจากนั้นตำนานพระธาตุดอยสุเทพได้กล่าวว่า นับตั้งแต่สมัยของพญากือนาเป็นต้นมา กษัตริย์ที่ครองราชย์เมือง ‘นพบุรีศรีมหานครเมืองพิงค์เชียงใหม่’ ได้มานมัสการ ‘พระมหาธาตุเจ้าสุเทพ’ โดยตลอด จนเมื่อในสมัยของพระเมืองแก้ว (ท้าวแก้ว) ซึ่งถือเป็นยุคทองของล้านนาอีกช่วงเวลาหนึ่ง ลูกของพระองค์ชื่อท้าวอ้าย (ลูกคนโต) ได้อาราธนาพระมหาญาณมงคลโพธิเจ้าแห่งวัดอโสการาม มาซ่อมแซมบูรณะเจดีย์พระธาตุดอยสุเทพอีกครั้งหนึ่ง และต่อมาได้มีการหุ้มแผ่นทองจังโกที่องค์พระธาตุ รวมถึงการก่อสร้างอาคารต่างๆ เช่น พระวิหาร ต่อเติมเรื่อยมา นอกจากนี้ ผู้เขียนตำนานพระธาตุดอยสุเทพยังเชื่ออีกด้วยว่า ในอนาคตนั้นไม่ว่าพระพุทธเจ้าองค์ใดจะปรากฏขึ้นบนโลกในกัปใดก็ตาม เช่น พระศรีอริยเมตไตรย พระธาตุของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์จะบรรจุที่พระธาตุดอยสุเทพแห่งนี้ (ตำนานพระธาตุดอยสุเทพ 2510:52-57)

 

เส้นทางโบราณขึ้นนมัสการพระธาตุดอยสุเทพ

ทุกปี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จะมีประเพณีรับน้องขึ้นดอย รุ่นน้องจะต้องเดินขึ้นไปตามถนนสายหลักปัจจุบัน แต่รุ่นพี่มักแอบลักไก่ด้วยการใช้เส้นทางวัดผาลาด ซึ่งจะย่นระยะทางได้กว่าครึ่งหนึ่ง ซึ่งเส้นทางนี้เป็นเส้นทางโบราณตั้งแต่สมัยพญากือนา หรือก่อนหน้านั้น เส้นทางนี้จะเริ่มต้นที่วัดฝายหิน ผ่านโบราณสถานต่างๆ ตามตำนานที่ว่ามาที่สำคัญคือ วัดสามยอด วัดผาลาด และโบราณสถานร้างแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่าวัดต้นหนุน แล้วจึงตัดขึ้นไปยังพระธาตุดอยสุเทพ 

 

ด้วยความสำคัญของพระธาตุดอยสุเทพที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ จึงทำให้มีเส้นทางโบราณอีกหลายเส้นที่ใช้ขึ้นดอยสุเทพ ซึ่งพบโบราณสถานอีกหลายแห่ง เส้นทางอีกเส้นทางหนึ่งพบว่า เริ่มต้นจากวัดอุโมงค์ จากนั้นตัดขึ้นไปบริเวณจุดชมวิว (ที่คนชอบไปดูวิวดาวบนดิน) จากนั้นเดินขึ้นไปยังโบราณสถานร้างริมห้วยอุโมงค์ และขึ้นไปยังวัดร้างแห่งหนึ่งตรงโบสถ์เซนต์หลุยส์ (โบราณสถานนี้อยู่ใกล้กับโค้งสปิริต) แล้วค่อยขึ้นไปนมัสการพระธาตุดอยสุเทพ

 

ดอยสุเทพ

แผนที่นี้แสดงเส้นทางเดินสมัยโบราณที่ใช้ขึ้นดอยสุเทพ ประกอบด้วยเส้นทางผาลาด และเส้นทางห้วยอุโมงค์ ซึ่งพื้นที่บางส่วนตอนนี้กำลังโดนไฟป่าไหม้อยู่

 

เส้นทางสุดท้ายคือ เส้นทางขุนช่างเคี่ยน เส้นทางนี้ยังมีการสำรวจกันน้อย จุดเริ่มต้นน่าจะอยู่แถวๆ หมู่บ้านป่าแหว่ง หรือแถวห้วยตึงเฒ่า ไต่สันดอยขึ้นไปก็จะพบโบราณสถานอยู่ในเขตสวนลิ้นจี้ที่บ้านขุนช่างเคี่ยน จากนั้นก็ค่อยๆ เดินทางไปตามสันเขาก็จะถึงพระธาตุดอยสุเทพ เส้นทางนี้ยังไม่มีการสำรวจทางโบราณคดีมากเท่าไรนัก (ในสมัยนั้นกันดารมาก ปัจจุบันไม่ทราบ)

 

ในอนาคตหากเส้นทางโบราณที่ใช้ขึ้นดอยสุเทพนี้ได้รับการรื้อฟื้นเพื่อจัดทำเส้นทางการท่องเที่ยวทางเลือกคงเป็นเรื่องดีไม่น้อย เสียดายที่ไฟป่าครั้งนี้คงสร้างความเสียหายให้กับต้นไม้ที่เคยร่มรื่นบนดอยสุเทพไปมากพอสมควร ดังนั้น การป้องกันไฟป่าจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะไม่ได้แค่เพียงคืนปอดและอากาศบริสุทธิ์ให้กับคนเชียงใหม่-ลำพูนเท่านั้น แต่ยังช่วยอนุรักษ์เส้นทางธรรมชาติและวัฒนธรรมอีกด้วย การป้องกันไฟป่าในอนาคตจึงเป็นเรื่องท้าทายอย่างมาก

 

ภาพเปิด: Chiang Mai News

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

  • ไกรสิน อุ่นใจจินต์. 2544. วัดกู่ดินขาว-เวียงเจ็ดลิน. เชียงใหม่: สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 6 เชียงใหม่ (เอกสารอัดสำเนา). 
  • พาสุข ดิษยเดช, สายันต์ ไพรชาญจิตต์ และประทีป เพ็งตะโก. 2527. โบราณสถานสันกู่ ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ รายงานเบื้องต้นการขุดแต่ง-ศึกษาและวิเคราะห์ทางโบราณคดี. เชียงใหม่: หน่วยศิลปากรที่ 4 เชียงใหม่ โครงการโบราณคดีประเทศไทย (ภาคเหนือ) กองโบราณคดี กรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ (เอกสารอัดสำเนา).
  • ห้างหุ่นส่วนจำกัด โบราณนุรักษ์ และ กรมศิลปากร. 2553. รายงานการสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดี โครงการสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดีในพื้นที่ดอยสุเทพ. เชียงใหม่: สำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ กรมศิลปากร, นักโบราณคดีผู้ปฏิบัติงานและจัดทำรายงาน พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ และ อุดมลักษณ์ ฮุ่นตระกูล. 

The post ความน่าเป็นห่วงต่อโบราณสถานบนพื้นที่ดอยสุเทพ ภูเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งเชียงใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาติพันธุ์ของริชชี่ ‘มูเซอ’ ผู้ลงมาจากหลังคาโลก รุ่นแรกมาในสมัยรัชกาลที่ 5 https://thestandard.co/richy-ethnic-from-lahu-people/ Sat, 15 Feb 2020 04:13:35 +0000 https://thestandard.co/?p=331368

ถ้า ม้า อรนภา แค่ไล่ริชชี่ให้กลับบ้าน ไม่ใช่กลับดอย คงไ […]

The post ชาติพันธุ์ของริชชี่ ‘มูเซอ’ ผู้ลงมาจากหลังคาโลก รุ่นแรกมาในสมัยรัชกาลที่ 5 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ถ้า ม้า อรนภา แค่ไล่ริชชี่ให้กลับบ้าน ไม่ใช่กลับดอย คงไม่เป็นกระแสดราม่าเท่านี้ เพราะคำว่า ‘ดอย’ นั้นมันสื่อถึงการเป็นบ้านนอก เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน ดังนั้น เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังในการใช้ถ้อยคำ

 

ในยุคสมัยหนึ่งช่วงกระแสคอมมิวนิสต์แรงๆ คนไทยเหยียดชาวเขาชาวดอยมาก บางคนถึงกับมองว่า ‘ชาวเขา’ นั้นไม่ใช่ ‘ชาวเรา’ เพราะเอาคำมาเล่นกับความหมาย มายาคติเช่นนี้ ยังคงพบได้ในสังคมไทยทุกวันนี้ ล่าสุดก็เรื่องม้ง เป็นต้น ความไม่ละเอียดอ่อนมากพอต่อถ้อยคำ และการไม่เข้าใจเรื่องชาติพันธุ์นั้นเป็นปัญหาอย่างหนึ่งของสังคมไทยที่ต้องค่อยๆ แก้ไขในอนาคต อาจไม่สำเร็จในคนรุ่นเรา ก็อาจจะเป็นคนรุ่นหน้า 

 

ริชชี่นั้นบ้านอยู่ดอยจริงๆ แหละครับ เพราะน้องเป็นชาติพันธุ์มูเซอแดง หรือ ลาหู่ญี ผมเข้าใจว่าตระกูลของเธอคงอยู่ที่นี่มานานเป็นร้อยปี ไม่ใช่มูเซอที่เพิ่งอพยพเข้ามาใหม่ในช่วงสงครามเย็น เพราะมีบันทึกเก่าๆ มากมายที่ระบุว่า แถบดอยปู่หมื่น แถบดอยผ้าห่มปก มีชาวมูเซอแดงอยู่มานานแล้ว

 

ภาพหมู่ชายหญิงชาวมูเซอ (ลาหู่) ดำ และมูเซอแดง เมื่อครั้งที่ลงมารับเสด็จรัชกาลที่ 7 เมื่อ พ.ศ. 2469 ที่เชียงใหม่ ในภาพนี้มีชาวมูเซอ 2 เผ่า คือ มูเซอดำ ได้แก่ ผู้หญิงสองคนที่สวมเสื้อยาวมีลายแถบขาว และโพกผ้าที่ศีรษะ และมูเซอแดง ได้แก่ ผู้หญิงที่สวมเสื้อสั้น และนุ่งซิ่น (ที่มาของภาพ: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

 

จะฟะ คุณตาของริชชี่

เท่าที่ทราบผ่านสื่อ ต้นตระกูลของ ริชชี่-อรเณศ ดีคาบาเลส นั้นอยู่ในไทยมานานมาก ริชชี่เป็นเหลนทวดของ ‘ปู่หมื่น’ ผู้นำบนดอยปู่หมื่น สะท้อนว่าปู่ของริชชี่เป็นผู้นำคนสำคัญและมีบารมีมาก ไม่เช่นนั้นชื่อของปู่จะไม่ได้ถูกตั้งเป็นชื่อดอยได้เลย ในขณะที่ ‘จะฟะ ไชยกอ’ (ชาวมูเซอชอบตั้งชื่อผู้ชายด้วยคำนำหน้าว่า จะ หรือ จา แปลว่า นาย) ตาของริชชี่เคยเป็นผู้ที่เคยได้รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระพันปีหลวง เมื่อ พ.ศ. 2513 และได้รับพระราชทานต้นชาอัสสัม ซึ่งทุกวันนี้กลายมาเป็นอาชีพของชาวมูเซอบนดอยสามหมื่น 

 

ก่อนหน้านั้น ใน พ.ศ. 2507 จะฟะยังได้รับการคัดเลือกจากกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนเขต 5 ให้เป็นหัวหน้าฝ่ายพัฒนาหมู่บ้านดอยปู่หมื่น ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ตาของเธอจะได้เข้าเฝ้า รัชกาลที่ 9 เมื่อ พ.ศ. 2513 

 

นอกจากต้นชาแล้วที่สำคัญคือ รัชกาลที่ 9 ยังได้พระราชทานเงินทุนให้กับจะฟะ เพื่อเป็นทุนจัดตั้งร้านค้าชาวเขาในพระบรมราชานุเคราะห์ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ร้านค้าเป็นตัวแทน ศูนย์กลางจัดจำหน่ายสินค้าพื้นเมืองหัตถกรรม และรับซื้อผลผลิตจากราษฎรชาวเขา นอกจากนี้ จะฟะยังมีบทบาทในเรื่องการสนับสนุนให้ชาวเขาเลิกตัดต้นไม้ ทำไร่เลื่อนลอย และปลูกฝิ่นอีกด้วย ดังนั้น จึงเป็นตระกูลที่ใกล้ชิดกับระบบราชการอย่างมาก

 

มูเซอ หรือ ลาหู่

ชาวมูเซอเป็นใครมาจากไหนนั้น ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า นามชาติพันธุ์ที่เรียกว่า ‘มูเซอ’ นั้นเป็นชื่อที่ชาวพม่าและไทใหญ่เรียก แปลว่า ‘พรานป่า’ เนื่องจากเป็นกลุ่มคนที่ชำนาญด้านการล่าสัตว์เป็นอย่างยิ่ง ทำให้สมัยหนึ่งทางการไทยหวาดกลัวว่าคนกลุ่มนี้จะเข้าร่วมกับคอมมิวนิสต์เลยทีเดียว แต่ชาวมูเซอเรียกตนเองว่า ‘ลาหู่’ หรือ ‘ลาฮู’ แต่จะเรียก มูเซอ หรือ ลาหู่ ก็ได้ทั้งสองชื่อ เพราะชื่อมูเซอไม่ได้เป็นคำเหยียดเหมือนกับชื่อชาวเขาบางกลุ่มที่คนภายนอกเรียก

 

ความจริงแล้ว ชาวมูเซอในจีนมีหลากหลายกลุ่ม ที่พบในไทยมีอยู่ 4 กลุ่มหลักๆ คือ มูเซอดำ (ลาหู่นะ), มูเซอแดง (ลาหู่ญี / ลาหู่ยี ซึ่งคำว่า ญี นี้คงหมายถึงบุตรชายคนที่สอง), มูเซอเชเล (ลาหู่เชเล), และมูเซอกุ้ย (ลาหู่ชี / มูเซอเหลือง) ทั้งหมดพูดภาษาสาขาโลโล-พม่า กลุ่มโล-โล (Lo-lo) ชื่อโล-โลนี้เป็นชื่อที่คนจีนใช้เรียกชาวมูเซอ 

 

หญิงชาวมูเซอเหลืองเและลูกน้อยที่ดอยตุง จังหวัดเชียงราย ภาพถ่ายก่อนปี ค.ศ.1930 เล็กน้อย โดย มิสเตอร์ อาร์. ดับเบิ้ลยู. มัวร์ (ที่มาของภาพ: Seidenfaden 1930: 86-87)

 

ทั้งหมดมีความต่างกันของภาษาพูดเพียงเล็กน้อย แต่ก็สามารถสื่อสารเข้าใจกันได้ และมีเครื่องแต่งกายที่แตกต่างกันในรายละเอียด เช่น มูเซอดำ เน้นแต่งกายด้วยสีดำเป็นพื้น และตกแต่งด้วยผ้าสีขาว มูเซอแดงเน้นตกแต่งเครื่องแต่งกายด้วยสีแดงและน้ำเงิน มีสีสันสดใสบนพื้นเสื้อสีดำ (หรือมีสีน้ำเงิน เขียว บ้างในปัจจุบัน) ซึ่งกลุ่มหลังนี้เองที่เป็นชาติพันธุ์ของริชชี่ 

 

มูเซอลงมาจากหลังคาโลก 

ประวัติความเป็นมาของชาวมูเซอยังเป็นเรื่องเหมือนจะชัดเจนแต่ก็คลุมเครือ และแต่ละหมู่บ้านก็มีประวัติความเป็นมาต่างกัน บางหมู่บ้านอยู่มานานเป็น 100-150 ปีขึ้นไป บางแห่งเพิ่งตั้งเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้ อันเป็นผลมาจากการลี้ภัยทางการเมืองจากประเทศเพื่อนบ้าน ผมยังไม่เคยมีโอกาสไปสัมภาษณ์ชาวมูเซอที่ดอยปู่หมื่น แต่คิดว่าชาวมูเซอที่ดอยนี้อยู่มานานมากแล้วนับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 

 

ในสมัยรัชกาลที่ 5 พระวิภาคภูวดล (เจมส์ แมคคาร์ธี) เจ้ากรมแผนที่คนแรกของสยาม ได้พบกับ ‘ชาวมูเซอ’ เมื่อขึ้นไปสำรวจทำแผนที่บนดอยผ้าห่มปก ซึ่งดอยปู่หมื่นนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของดอยผ้าห่มปก โดยบันทึกว่าได้พบกับชาวมูเซอกลุ่มใหญ่ ซึ่งอาศัยอยู่ที่ระดับความสูงเหนือระดับน้ำทะเลกว่า 5,000 ฟุต รูปร่างหน้าตาและการแต่งกายของชาวมูเซอในสมัยนั้น “ผู้หญิงไว้ผมยาว เกล้ามวยใช้ผ้าโพกศีรษะ ต่างหูเงินทำเป็นบ่วง เส้นผ่านศูนย์กลาง 3 หรือ 4 นิ้ว หนา 3/4 นิ้ว ที่คอสวมห่วงเงินและเครื่องประดับที่ทำจากหวาย ถือว่า เป็นเครื่องประดับที่ผู้หญิงทุกคนต้องสวมใส่ หากไม่มีผีร้ายจะลักพาตัวไปได้ ผู้หญิงสวมเสื้อคลุมและนุ่งซิ่นที่เย็บแถบผ้าประดับอย่างงดงาม หากมีฐานะก็ติดกระดุมเงินเม็ดใหญ่บนเสื้อ” (แมคคาร์ธี 2562: -125-126) จากคำบรรยายนี้น่าจะเป็นชาวมูเซอแดง เพราะสวมเสื้อคลุมและนุ่งซิ่นที่เย็บแถบผ้าอย่างงดงาม 

 

ชายชาวมูเซอ ถ่ายภาพที่เชียงราย เมื่อ พ.ศ. 2469 อยากให้สังเกตคนที่สองจากซ้าย ชายชราคนนี้ถูกถ่ายภาพหลายภาพมาก เข้าใจว่าคงจะเป็นผู้นำของชาวมูเซอ (ที่มาของภาพ: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

 

อีริค ไซเดนฟาเดน อดีตประธานสยามสมาคม ได้ให้ข้อมูลว่า ชาวมูเซอ หรือ ลาหู่ “ลงมาจากหลังคาโลก” นานมาแล้ว “ด้วยแรงกดดันจากจีนและการรีดไถ่พืชผลทางการเกษตร” เชื่อกันว่าถิ่นกำเนิดเดิมของมูเซออยู่ด้านตะวันออกของที่ราบสูงทิเบตติดกับยูนนาน จากนั้นเมื่อราว 2 พันกว่าปีก่อนจึงได้เคลื่อนย้ายลงมายังมณฑลยูนนาน ทำให้ภาษามูเซอเป็นหนึ่งในภาษากลางของคนบนพื้นที่สูงแถบนั้น แต่แล้วในช่วงราวคริสต์ศตวรรษที่ 18 ชาวมูเซอได้ทำการปฏิวัติต่อชาวจีน แต่พ่ายแพ้ ทำให้บางส่วนอพยพหนีลงมาทางใต้ ประกอบกับแรงจูงใจด้านการปลูกฝิ่น จึงได้อพยพเข้าสู่ประเทศสยามในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งถือเป็นพื้นที่สงบกว่าที่อื่นๆ ในภูมิภาค (Hays 2014) ทำให้ชาวมูเซอ และกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ เช่น ลีซู ต้องอพยพและเคลื่อนย้ายลงมาทางตอนเหนือของรัฐฉาน รัฐคะฉิ่น และบางส่วนเข้ามาทางเหนือของประเทศไทย คือที่เมืองฝางที่ดอยผ้าห่มปก (Seidenfaden 1958: 127-129) 

 

รับเสด็จรัชกาลที่ 7 ที่เชียงราย

นอกจากชาวมูเซอดำและมูเซอแดงจะเคยเข้าเฝ้ารัชกาลที่ 9 แล้ว เมื่อ พ.ศ. 2469 พวกเขายังเคยเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 อีกด้วย ในครั้งนั้น พระองค์พร้อมคณะได้เสด็จฯ เลียบมณฑลฝ่ายเหนือ 

 

การเสด็จพระราชดำเนินเลียบมณฑลฝ่ายเหนือของรัชกาลที่ 7 นี้เอง ที่ทำให้จังหวัด โดยเฉพาะเชียงใหม่ และเชียงราย ได้กะเกณฑ์ให้ชาวเขากลุ่มต่างๆ มารับเสด็จ และจัดเป็นกระบวนแห่ ที่จังหวัดเชียงราย พระองค์ได้มีพระราชดำรัสตอบสำหรับเมืองเชียงราย ความว่า “…เราจะถือเอาโอกาสนี้ ขอแสดงความขอบใจจนถึงคนทั้งหลายซึ่งพากันต้อนรับเราโดยนิยมยินดี เห็นประจักษ์แก่ตาเราตลอดทางที่มาตั้งแต่เมืองนครลำปาง และขอบใจชาวเชียงรายทั้งพวกที่อยู่ในบ้านเมือง และจำพวกต่างๆ ซึ่งอุตส่าห์มาแต่ถิ่นฐาน อันอยู่บนภูเขาลำเนาป่าดง ด้วยประสงค์จะแสดงความภักดีต่อตัวเราในที่นี้” (กมล มโนชญากร 2474: 77-78)

 

ชาวมูเซอที่เชียงราย ถ่ายภาพเมื่อ พ.ศ. 2469 (ที่มาของภาพ: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

 

กระบวนแห่รับเสด็จรัชกาลที่ 7 ของชาวมูเซอดำ มูเซอแดง ที่เชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2469 (ที่มาของภาพ: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

 

ในครั้งนั้นได้มีการถ่ายภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบันภาพบางส่วนเก็บไว้ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ หนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ที่มารับเสด็จในเวลานั้นคือ ชาวมูเซอแดง ผมได้แต่เดาๆ ว่าบรรพบุรุษของน้องริชชี่คงจะลงมารับเสด็จ และอยู่ในภาพพวกนี้ด้วยแหละครับ 

 

ศาสนาของชาวมูเซอ

หมู่บ้านดอยปู่หมื่นทุกวันนี้มีการนับถือศาสนาคริสต์ แต่เดิมทีเดียว ชาวมูเซอนั้นนับถือศาสนาผีกัน ในวิทยานิพนธ์ปริญญาโทของพยุงศักดิ์ ไชยกอ (2544: 17) เข้าใจว่าเป็นเครือญาติของริชชี่ ได้กล่าวว่า เดิมทีชาวมูเซอดำส่วนใหญ่จะเชื่อในผีและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ ผีที่มีอำนาจมากที่สุดได้แก่ ผีฟ้า มีชื่อเรียกว่า ‘งือซา’ เปรียบได้กับพระเจ้า และเชื่อว่าผีฟ้านี้เป็นผู้สร้างสรรสรรพสิ่งที่ดีงามในโลก 

 

กลุ่มของมิชชันนารีอเมริกันก็นับว่าเป็นกลุ่มที่บันทึก และศึกษาเรื่องราวของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ไว้เป็นจำนวนมากเช่นกัน และมีบทบาทอย่างสูงต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชาวเขา หนึ่งในบุคคลที่สำคัญคือ ศาสนาจารย์เดเนียล แมคกิลวารี ซึ่งได้บันทึกเรื่องของชาวมูเซอ และคนกลุ่มต่างๆ ระหว่างการเดินทางไปเชียงราย เพื่อเตรียมเผยแผ่ศาสนาคริสต์ โดยเมื่อ ค.ศ. 1892 (พ.ศ. 2435) ท่านได้เล็งเห็นว่า มูเซอเป็นเผ่าที่มีความสำคัญต่อการเผยแผ่ศาสนาคริสต์เป็นอย่างมาก ทั้งนี้เพราะ “…เนื่องจากพวกเขาไม่ผูกมัดกับประเพณีเซ่นไหว้บรรพบุรุษ หรือผูกมัดกับองค์การศาสนาใดๆ ไม่ว่าจะเป็นศาสนาพุทธหรือศาสนาพราหมณ์ ชาวเขาส่วนใหญ่จึงรับพระวจนะได้รวดเร็ว” (แมคกิลวารี 2544: 354-355) 

 

สาเหตุที่แมคกิลวารีเชื่อว่าจะเผยแผ่ศาสนาในหมู่ชาวมูเซอได้ง่ายนั้น เนื่องจากชาวตะวันตกในเวลานั้นมองว่า ผีไม่ใช่ศาสนา ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นการง่ายที่จะเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในหมู่ชาวเขา อนึ่ง เท่าที่ผู้เขียนมีความรู้เกี่ยวกับชาวมูเซอนั้น ถึงแม้ว่าภายนอกจะดูว่าชาวมูเซอแดงนับถือผี แต่ความจริงแล้วในศาสนาของพวกเขามีส่วนผสมของศาสนาพุทธเข้าไปปะปนอยู่พอสมควร ดังเห็นได้จากชื่อพระเจ้าของมูเซอเรียกว่า ‘ฟู’ คล้ายกับที่จีนเรียกพระพุทธเจ้าว่า ‘โฝ’ (佛) และยังมีรายละเอียดของพิธีกรรมอื่นๆ อีก การผสมผสานของความเชื่อนี้ถือเป็นเรื่องปกติในกลุ่มชาติพันธุ์ ไม่ต่างจากคนในสังคมไทยที่นับถือพุทธปนผี ปนฮินดู 

 

ภาพปกหนังสือ 30 ชาติในเชียงราย

 

ชาวมูเซอแดงใน 30 ชาติในเชียงราย

บุญช่วย ศรีสวัสดิ์ นักชาติพันธุ์วิทยาคนสำคัญของไทย ได้เขียนเรื่องของชาวมูเซอแดงไว้ในหนังสือที่มีชื่อเสียงของเขาชื่อว่า 30 ชาติในเชียงราย ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2493 ตอนที่ผมหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา และพลิกไปที่บทของมูเซอแดงแล้วตกใจเล็กน้อยในประโยคเปิด บุญช่วยได้เขียนว่า “มูเซอแดงเป็นชนชาวเขาเผ่าหนึ่งซึ่งมีความเกียจคร้านเป็นนิสัยประจำชาติ” (2547: 459) 

 

ความเข้าใจดังกล่าวนี้นับว่าเป็นความเข้าใจผิด และเป็นมุมมองจากคนภายนอกที่ไม่เข้าใจวัฒนธรรมมาก เพราะชาวมูเซอในอดีตนั้นไม่ได้ทำงานเพื่อสะสมทุนแบบปัจจุบัน จึงไม่ต้องเร่งรีบใดๆ และต้องทำไร่เป็นพื้นที่กว้างเพื่อให้ได้เงินมา ที่สำคัญในสมัยนั้นการปลูกฝิ่น (ซึ่งในสมัยนั้นถูกกฎหมาย) ก็มีรายได้เพียงพอกับการครองชีพแล้ว ความเข้าใจผิดต่อกลุ่มชาติพันธุ์นั้นยังมีให้เห็นอีกมาก กระทั่งในปัจจุบัน 

 

ข้อมูลที่ผมเขียนมาบางส่วนนี้ยกมาจากหนังสือที่ผมกำลังเขียนอยู่ชื่อว่า พลเมืองสยาม (ขอแอบขายของหน่อยนะบรรณาธิการ) ซึ่งพยายามรวบรวมภาพถ่ายเก่า และเรื่องราวของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในแง่ของประวัติศาสตร์ ทั้งนี้เพื่อหวังว่าจะช่วยทำให้สังคมไทยมีความเข้าใจกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น 

 

เราไม่ควรไล่ใครกลับไปไหนครับ ไม่ว่าจะไปอยู่บนดอย นอกประเทศ หรือดาวอังคาร การไล่คนไปอยู่ให้ไกลจากตัวเราย่อมสะท้อนถึงปัญหาความคิดในการแบ่งแยก และการขาดความอดทนอดกลั้น (Tolerance) ซึ่งนับเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่สำคัญต่อการอยู่ร่วมกับคนอื่น เช่นเดียวกันกับที่สังคมไทยต้องเรียนรู้เรื่องราว และวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศ ซึ่งจะเป็นหนทางหนึ่งที่จะทำให้เกิดการเคารพทางชาติพันธุ์ซึ่งกันและกัน 

 

ภาพเปิด: Richy Oranate D.caballes / Facebook 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

  • Seidenfaden, Eirk. 1930. “The Gospel of ST. Marc in Musso,” Journal of the Siam Society. Vol.16.1, pp. 84-87.
  • คารร์, เอ, นายแพทย์ และ ไซเดนฟาเดน, อี, พันตรี. ชาติพันธุ์วิทยาว่าด้วยชนชาติเผ่าต่างๆ ในประเทศไทย. ใน ประมวลพระบรมราชาธิบายเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สยาม พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และ ชาติพันธุ์วิทยาว่าด้วยชนชาติเผ่าต่างๆ ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2515.
  • บุญช่วย ศรีสวัสดิ์. 2547 [2493]. 30 ชาติในเชียงราย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ศยาม.
  • ประชาชาติธุรกิจ. “รู้จัก ‘วิถีลาหู่ ยอดดอยปู่หมื่น’ บ้าน ‘ริชชี่ อรเณศ’,” Available at: www.prachachat.net/social-media-viral/news-419082
  • พยุงศักดิ์ ไชยกอ. 2544. ความต้องการในการพัฒนาอาชีพการเกษตรของชาวเขาเผ่ามูเซอดำ หมู่บ้านดอยปู่หมื่นใน ตำบลแม่สาว อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่. เชียงใหม่: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. 
  • แมคกิลวารี, ดี. ดี., เดเนียล. 2544 [2454]. กึ่งศตวรรษในหมู่คนไทยและคนลาว อัตชีวประวัติของศาสนาจารย์เดเนียล แมคกิลวารี ดี. ดี., พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: มติชน.

The post ชาติพันธุ์ของริชชี่ ‘มูเซอ’ ผู้ลงมาจากหลังคาโลก รุ่นแรกมาในสมัยรัชกาลที่ 5 appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรคระบาดมีมาตั้งแต่ยุคหิน นับตั้งแต่มนุษย์เริ่มรวมกลุ่มกันเป็นสังคมหมู่บ้าน https://thestandard.co/disease-exist-since-stone-age/ Mon, 27 Jan 2020 18:00:05 +0000 https://thestandard.co/?p=325075

โรคระบาดไม่ได้เกิดขึ้นในสมัยประวัติศาสตร์เท่านั้น หากแต […]

The post โรคระบาดมีมาตั้งแต่ยุคหิน นับตั้งแต่มนุษย์เริ่มรวมกลุ่มกันเป็นสังคมหมู่บ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>

โรคระบาดไม่ได้เกิดขึ้นในสมัยประวัติศาสตร์เท่านั้น หากแต่ได้ทิ้งร่องรอยให้เราเห็นในช่วงก่อนประวัติศาสตร์เช่นกัน โดยทางทฤษฎีแล้ว โรคระบาดรุนแรงมักเกิดขึ้นในสังคมที่คนรวมกลุ่มกันหนาแน่น โดยเฉพาะนับตั้งแต่ยุคหินใหม่เป็นต้นไป เพราะเป็นยุคแรกเริ่มที่มนุษย์เริ่มอยู่กันเป็นสังคมในระดับหมู่บ้าน บ้างมีขนาดเล็ก บ้างมีขนาดใหญ่ ต่างจากในสมัยก่อนหน้านี้ที่เป็นสังคมในระดับครอบครัวเท่านั้น โรคระบาดจึงไม่รุนแรงด้วยจำกัดอยู่ในวงแคบ 

 

การรวมกลุ่มกันได้นี้หมายความว่า จะต้องมีความมั่นคงด้านอาหาร ดังนั้น แนวคิดที่น่าเชื่อถือที่สุดคือ เป็นผลมาจากการค้นพบวิธีการเพาะปลูกหรือทำกสิกรรม ส่งผลทำให้ชุมชนมีอาหารมากพอที่จะเลี้ยงประชากร และไม่จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายหาอาหารอีก นี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของโรคระบาด นอกจากนี้ในสังคมยุคหินใหม่นี้ เป็นช่วงเวลาที่มนุษย์เริ่มพัฒนาศาสนาแบบรวมกลุ่มกันขึ้น ดังนั้น จึงเกิดการทำพิธีกรรม มีพื้นที่กลางทางศาสนา เมื่อมีคนป่วยไข้กันมากๆ คนก็จะมารวมกลุ่มกันทำพิธีกรรม ซึ่งนี่เองที่ผลักดันให้คนมาอยู่รวมกันในพื้นที่เดียว และติดโรคระบาดกันเป็นวงกว้าง

 

ย้อนกลับไปในสมัยดึกดำบรรพ์ โรคระบาดที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่มีหลักฐานคือ โรคคุดทะราด (Yaws Bacteria) ค้นพบในกลุ่มสายพันธุ์มนุษย์โฮโม อีเร็กตัส ซึ่งมีอายุ 1,500,000 ปีมาแล้วในแอฟริกา เมื่อมนุษย์สายพันธุ์นี้อพยพเคลื่อนย้ายออกจากทวีปแอฟริกา จึงทำให้ต่อมาพบว่ามันแพร่กระจายไปยังอิตาลีเมื่อ 500,000 ปีมาแล้ว 

 

โรคระบาดที่ทำให้คนตายเป็นจำนวนมากในเวลาต่อมานั้นคือ ฝีดาษ (Smallpox) เกิดขึ้นเมื่อราว 11,000-10,000 ปีมาแล้ว โดยการค้นพบเก่าที่สุดที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของแอฟริกา จากนั้นคงแพร่กระจายออกไปยังที่ต่างๆ โดยในอินเดียพบโครงกระดูกที่มีอายุราว 10,000 ปีมาแล้ว ฝีดาษนี้เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสที่มาจากหนู เป็นไปได้ว่ามนุษย์คงจะไปสัมผัสกับเชื้อจากหนู หรือกินหนูตัวนั้นเข้าไป จากนั้นก็ป่วย แล้วแพร่กระจายโรคไปในชุมชน 

 

ขอข้ามเวลามาหน่อย เมื่อเข้าสู่ยุคโลหะที่มนุษย์รวมกลุ่มเป็นสังคมหมู่บ้านขนาดใหญ่ แล้วพบว่าโรคฝีดาษนี้ได้แพร่กระจายเป็นวงกว้างมากขึ้น อันเป็นผลมาจากการค้า ดังนั้น เมื่อราว 3,500 ปีมาแล้ว ได้พบในมัมมี่หลายศพของอียิปต์ที่ติดเชื้อดังกล่าว ซึ่งพ่อค้าชาวอียิปต์นี้เองที่เป็นผู้แพร่กระจายโรคฝีดาษไปยังเมืองต่างๆ ทั้งในเขตอาระเบียจนถึงอินเดีย เช่นเดียวกับในกรุงเอเธนส์ของกรีก ที่พบโรคฝีดาษระบาดเมื่อ 430 ปีก่อน ค.ศ. จนส่งผลกระทบต่อกองทัพของชาวกรีก และมีประชากรตายเป็นจำนวนมหาศาล 

 

ในทางโบราณคดีแล้ว เมื่อคนตั้งถิ่นฐานถาวรจึงเกิดการทิ้งขยะ และยังมีข้าวในนาที่ทำให้หนูเข้ามาอยู่ตามบ้านคน จนนำไปสู่การเกิดโรคระบาด ในช่วงเวลาเดียวกันนี้คือเมื่อราว 10,000 ปีมาแล้ว ในเขตลุ่มน้ำไนล์ ประชากรได้เพิ่มมากขึ้น และอยู่รวมกันเป็นสังคมหมู่บ้านหนาแน่น หลักฐานจากโครงกระดูกพบว่า ได้เกิดโรคระบาดจากเชื้อไวรัสใหม่ๆ ขึ้นได้แก่ โรคคางทูม โรคหัดเยอรมัน และโรคโปลิโอ 

 

ปรากฏการณ์หนึ่งที่พบด้วยในระยะราว 10,000 ปีมาแล้วคือ การติดโรคจากสัตว์เลี้ยง ตัวอย่างเช่น ในเขตเมดิเตอร์เรเนียน มนุษย์เริ่มนำสัตว์ป่ามาเป็นสัตว์เลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นหมู วัว แพะ แกะ ม้า อูฐ แมว และหมา ทำให้เชื้อโรคจากสัตว์นั้นเริ่มติดมาสู่คน แต่อัตราการติดจากสัตว์ไปสู่คนนั้นก็ไม่ได้สูงจนน่ากลัว เพราะเชื้อโรค เช่น ไวรัส ยังไม่สามารถปรับตัวเข้ากับร่างกายมนุษย์ได้ และในเวลานั้นประชากรก็ยังไม่หนาแน่นมากจนเชื้อโรคสามารถติดต่อไปได้เรื่อยๆ 

 

ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้เริ่มมีโรคระบาดเพิ่มขึ้นหลายชนิด เพราะมนุษย์เริ่มอยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ขึ้น อันเป็นผลมาจากเริ่มมีความรู้ในเรื่องของการทำไร่และเพาะปลูก ปรากฏว่าช่วงเวลานี้ได้เกิดโรคระบาดชนิดใหม่ขึ้นคือ มาลาเรีย (Malaria) ซึ่งได้สังหารคนไปมากถึง 2 ล้านคนในแอฟริกา สาเหตุที่ทำให้โรคนี้ระบาดมาก เพราะบ้านของคนมักขุดบ่อน้ำเอาไว้ ทำให้ยุงไปวางไข่ และเกิดการแพร่กระจายของโรคไปอย่างรวดเร็ว 

 

เมื่อไม่นานมานี้มีนักวิจัยชาวยุโรปค้นพบว่า โรคระบาดที่รุนแรงและแพร่กระจายไปเป็นวงกว้างนั้น เกิดขึ้นในยุโรปก่อนเพื่อน โดยพบหลักฐานการเกิดกาฬโรคระบาดตั้งแต่ปลายสมัยยุคหินถึงสมัยสำริด หรือราว 5,700-4,800 ปีมาแล้ว จากการศึกษาโครงกระดูกมนุษย์โบราณกว่า 500 ตัวอย่างจากทั่วยุโรป พบว่ามีร่องรอยของการป่วยเป็นกาฬโรคจำนวน 6 โครง ซึ่งโครงกระดูกทั้ง 6 โครงนี้มีอายุอยู่ในช่วงปลายยุคหินใหม่ต่อกับสมัยสำริด โดยเป็นโครงกระดูกจากรัสเซีย เยอรมนี ลิทัวเนีย เอสโตเนีย และโครเอเชีย ซึ่งเชื่อว่ากาฬโรคที่ระบาดนี้มีแนวโน้มว่าแพร่กระจายมาจากตะวันออกไกล 

 

อเล็กซานเดอร์ เฮอร์บิ๊ก แห่งสถาบันแม็ค พลังค์ ประเทศเยอรมนี ได้ให้ข้อมูลอีกด้วยว่า โครงกระดูก 2 โครงจากรัสเซียและโครเอเชีย ซึ่งถือเป็นโครงกระดูกที่พบว่าเป็นกาฬโรคที่เก่าที่สุดนั้นพบว่า มีอายุร่วมสมัยกันกับโครงกระดูกที่พบในเขตภูเขาอัลไตของไซบีเรีย 

 

กาฬโรคที่คนในยุโรปสมัยโบราณเป็นนี้จัดเป็นแบคทีเรียสายพันธุ์ ‘เยอร์ซิเนีย เพสติส’ (Yersinia Pestis) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดโรคระบาดอย่างรุนแรงในหลายช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ ที่สำคัญเช่น การระบาดของกาฬโรคในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14 ซึ่งคาดการณ์กันว่าทำให้คนในยุโรปตายไปถึง 30-60% 

 

นอกจากนี้ จากการที่โครงกระดูกทั้ง 6 โครงอยู่ในช่วงอายุที่แตกต่างกัน และคนละพื้นที่ สะท้อนว่ากาฬโรคนี้มีการระบาดหลายระลอก ระลอกแรกๆ คงเกิดขึ้นเมื่อราว 4,800 ปีมาแล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนในเขตยุโรปเริ่มติดต่อทำการค้ากับคนในเขตทุ่งหญ้าสเตปป์ แต่การระบาดครั้งใหญ่อาจเกิดขึ้นเมื่อคนจากเขตทุ่งหญ้าสเตปป์แถบแคสเปียน-พอนติก ได้อพยพเข้าไปยังรัสเซียและยูเครน คาดการณ์กันว่ามีคนอพยพเข้ามามากถึง 10,000-20,000 คน ซึ่งคนกลุ่มนี้มีดีเอ็นเอที่แตกต่างไปจากชาวยุโรป และทำให้เกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ขึ้น ดังนั้น นักวิจัยจึงสามารถชี้ชัดลงไปได้ว่า กาฬโรคนี้เริ่มต้นมาจากกลุ่มชนที่เป็นบรรพชนในเขตทุ่งหญ้าสเตปป์นั่นเอง 

 

เมื่อเป็นเช่นนี้นักวิจัยจึงมีข้อสมมติฐานด้วยว่า สาเหตุที่ทำให้โรคระบาดแพร่กระจายเข้ามายังยุโรป คงเป็นเพราะกลุ่มชนในเขตทุ่งหญ้าสเตปป์นี้ประสบเคราะห์กรรมจากโรคระบาดอย่างรุนแรง ทำให้หนีออกมาทางยุโรป จนโรคระบาดนี้แพร่กระจายมายังพื้นที่ยุโรป ถึงจะฟังดูร้ายแรง แต่อย่างน้อยก็ทำให้เราได้รู้ว่าโรคระบาดนั้นมีส่วนผลักดันต่อการอพยพของมนุษย์ในสมัยโบราณเป็นอย่างมาก 

 

ความจริง ประวัติศาสตร์ของโรคระบาดในโลกนี้ยังมีรายละเอียดอีกมาก ผมเพียงคัดเฉพาะบางเรื่องบางตอนออกมาเท่านั้น เพื่อชี้ให้เห็นว่า โรคระบาดนั้นเกิดขึ้นในสังคมที่มนุษย์รวมอยู่กันเป็นกลุ่มนับตั้งแต่เริ่มรู้จักการเพาะปลูก และอยู่กันเป็นสังคมเมือง ผลจากการตั้งถิ่นฐานถาวรและเลี้ยงสัตว์นี้เอง ที่ทำให้มีโรคระบาดหลากหลายชนิดขึ้น และเริ่มเกิดโรคที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน 

 

ในกรณีของโรคปอดอักเสบจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นั้น ก็จะเห็นได้ว่ามันรุนแรงในจีนมาก อันเป็นผลมาจากการมีประชากรหนาแน่น ก็ไม่แปลกเลยที่จีนจะต้องออกมาตรการมากมายเพื่อจำกัดวงของการระบาด หวังว่าโรคระบาดจะไม่แพร่กระจายไปมากกว่านี้ และรักษาได้ทันท่วงทีครับ ส่วนในไทย ประชาชนก็คงได้แต่ต้องระมัดระวังตัว และป้องกันเอาเอง ในเมื่อรัฐมนตรีของเรามองมันเป็นแค่เพียงไข้หวัดธรรมดาเท่านั้น

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

The post โรคระบาดมีมาตั้งแต่ยุคหิน นับตั้งแต่มนุษย์เริ่มรวมกลุ่มกันเป็นสังคมหมู่บ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โบราณคดีเมืองละแวก สำรวจเมืองที่พระนเรศวรเคยยกทัพไปตี https://thestandard.co/longvek/ Mon, 20 Jan 2020 08:01:09 +0000 https://thestandard.co/?p=322316

ผมเชื่อว่า คนไทยหลายคนรู้จักเมืองละแวกผ่านตำราเรียนวิชา […]

The post โบราณคดีเมืองละแวก สำรวจเมืองที่พระนเรศวรเคยยกทัพไปตี appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผมเชื่อว่า คนไทยหลายคนรู้จักเมืองละแวกผ่านตำราเรียนวิชาประวัติศาสตร์และภาพยนตร์ว่า เมืองนี้เป็นเมืองที่สมเด็จพระนเรศวรทรงยกทัพไปตีเมื่อ พ.ศ. 2136 แล้วทรงประกอบพระราชพิธีปฐมกรรม ซึ่งคนไทยมักเข้าใจกันไปตามพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาว่า เป็นการประหารพระยาละแวก (นักพระสัตถา) แล้วเอาโลหิตมาล้างพระบาท 

 

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันแทบไม่มีนักประวัติศาสตร์เชื่อตามพงศาวดารนี้แล้ว เนื่องจากพงศาวดารของกัมพูชาและบันทึกของสเปนระบุชัดว่า พระเจ้าแผ่นดินกับราชบุตรหนีไปอยู่ที่เมืองสตรึงเตรง และพิธีปฐมกรรมเองก็เป็นพิธีเกี่ยวกับช้าง ดังนั้น ความเข้าใจที่เชื่อว่า ปฐมกรรมเป็นพระราชพิธีประหารชีวิตนั้น จึงเป็นปัญหาความคลาดเคลื่อนของการบันทึกพงศาวดารฝ่ายไทย 

 

ภาพจิตรกรรมเล่าเรื่องพระราชพิธีปฐมกรรมที่พระอุโบสถสุวรรณดาราราม วาดโดยพระยาอนุศาสน์จิตรกร

 

ไม่ว่าข้อถกเถียงข้างต้นนี้จะเป็นอย่างไร สาเหตุที่ผมสนใจเมืองนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องของพระนเรศวรโดยตรง แต่สนใจหลักฐานทางโบราณคดีของกัมพูชาในช่วงสมัยหลังเมืองพระนคร (Post-Angkorian Period) (คือสมัยที่เขมรย้ายเมืองหลวงออกไปจากเขตนครวัด-นครธม) ว่ามีหน้าตาเป็นอย่างไร สัมพันธ์กับสมัยปลายสุดของเมืองพระนครอย่างไรบ้าง เรื่องที่เขียนต่อไปนี้เป็นประสบการณ์จากการไปสำรวจในพื้นที่ดังกล่าว เลยอยากจะเอาสิ่งที่เห็นและสัมผัสมาแบ่งปันเป็นความรู้ให้กับผู้อ่าน

 

 

ความก้าวหน้าล่าสุดของโบราณคดีเมืองละแวก 

ช่วงสมัยที่เรียกว่า ‘หลังเมืองพระนคร’ นี้ บางครั้งเรียกว่า ‘ยุคกลาง’ ตกอยู่ในช่วงราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 15-19 หรือในสมัยเมื่อเมืองพระนคร (ที่ตั้งนครวัด-นครธม) เสื่อมลง จนถึงเมื่อฝรั่งเศสเข้ามาปกครองเป็นอาณานิคมเมื่อ ค.ศ. 1893 ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเกิดขึ้นหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือ การเปลี่ยนแปลงทางศาสนาที่ศาสนาพุทธนิกายเถรวาทได้มาแทนที่ศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธนิกายมหายาน ยังไม่นับการเปลี่ยนแปลงทางด้านศิลปะ ซึ่งสัมพันธ์กับความเชื่ออีกด้วย

 

แนวคูเมืองและกำแพงเมืองชั้นในของเมืองละแวก

 

ถึงแม้ว่าช่วงเวลาดังกล่าวราว 400 ปีนี้จะสำคัญมาก แต่ถ้าเทียบกัน ประวัติศาสตร์โบราณคดีสมัยเมืองพระนครนั้นได้รับการค้นคว้าวิจัยมากกว่าหลายเท่าตัว จึงมีการวิพากษ์กันในหมู่นักวิชาการ จนอาจกล่าวได้ว่า ‘ยุคกลาง (Middle Age)’ ของกัมพูชานั้นถือเป็นยุคมืดของความรู้ และสาเหตุที่คนมุ่งสนใจเฉพาะสมัยเมืองพระนครมากกว่านั้น ส่วนหนึ่งต้องยอมรับในความยิ่งใหญ่อลังการของนครวัด-นครธมด้วย

 

เพื่อนชาวอเมริกันคนหนึ่งบอกติดตลกว่า ถ้าเขียนขอทุนวิจัยเกี่ยวกับนครวัด จะได้ง่ายกว่ามาก เพราะนครวัดนั้น ‘เซ็กซี่’ แต่อีกส่วนหนึ่งที่เป็นอย่างนั้น ถ้าพูดกันในเชิงวิพากษ์หน่อยก็ต้องบอกว่า เพราะเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสมองว่า ช่วงเวลาดังกล่าวถือเป็นยุคคลาสสิก เป็นช่วงที่จัดเป็นยุคสมัยแห่งอารยธรรม (ดังนั้น ก็จะเห็นหนังสือหลายเล่มตั้งชื่อว่า Khmer Civilisation) ซึ่งการที่ฝรั่งเศสสามารถครอบครองดินแดนที่เคยมีอารยธรรมระดับโลกนี้ได้ ก็เท่ากับแสดงให้ชาติอื่นๆ เห็นว่า ฝรั่งเศสนั้นเหนือกว่านั่นเอง ถึงจะมีปัญหาในเชิงคอนเซปต์อยู่บ้าง แต่ก็ต้องยอมรับว่า ฝรั่งเศสนั้นได้สร้างองค์ความรู้ไว้อย่างมหาศาล ทำให้ยุคสมัยอันพร่าเลือนและสับสนนั้นเป็นระเบียบขึ้น ซึ่งนักประวัติศาสตร์ศิลปะกัมพูชา ไทย และที่อื่นๆ ก็ยังคงสืบทอดความรู้จากเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส และปรับปรุงกันเรื่อยมา 

ด้วยปัญหาข้างต้น ทำให้ในรอบ 10 ปีมานี้ นักประวัติศาสตร์โบราณคดีต่างชาติหลายคนจึงเริ่มหันมาให้ความสนใจกับประวัติศาสตร์โบราณคดีของเมืองละแวกมากขึ้น หนึ่งในงานวิจัยที่สำคัญก็คือ การทำงานโบราณคดีของ ดร.มาร์ติน พอลคิงฮอร์น แห่งมหาวิทยาลัยฟลินเดอร์ ออสเตรเลีย ซึ่งได้ขุดค้นทางโบราณคดีในเมืองละแวกหลายจุดและต่อเนื่องมาหลายปี 

 

จนนำไปสู่ข้อสรุปเบื้องต้นว่า เมืองนี้มีการค้าและติดต่อกับโลกภายนอกอย่างกว้างขวางและรุ่งเรืองมาก่อน ดังเห็นได้จากเศษภาชนะดินเผาหรือเครื่องถ้วยที่พบจากการขุดค้น ไม่ว่าจะเป็น จากจีน เวียดนาม ญี่ปุ่น ยุโรป และไทย เช่น จากเตาบ้านบางระจัน (แม่น้ำน้อย) เตาศรีสัชนาลัย เตาชีปะขาวหาย (พิษณุโลก) โดยเฉพาะกับจีน ซึ่งขุดพบเครื่องถ้วยสมัยราชวงศ์หมิงตอนปลาย ทั้งจากแหล่งเตาในมณฑลฝูเจี้ยน เตาจิงเต๋อเจิ้น ฯลฯ กำหนดอายุในเบื้องต้นตกอยู่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 15-17  

 

อย่างไรก็ดี ความจริงแล้วเมืองแห่งนี้ไม่ใช่เป็นเมืองใหม่ แต่พบร่องรอยการเข้ามาใช้พื้นที่สร้างศาสนสถานตั้งแต่สมัยเมืองพระนครแล้ว ซึ่งปรากฏหลักฐานที่วัดตระแลงแกง (วัดกลางเมือง) ดังนั้น การเลือกมาตั้งเมืองที่นี่จึงไม่ใช่การสำรวจเพื่อสร้างบ้านเมืองใหม่เสียทีเดียวของพระองค์จันที่ 1 (เจ้าพญาจันทราชา) เมื่อ พ.ศ. 2059 แต่มีชุมชนดั้งเดิมมาก่อนแล้ว 

 

นอกจากนี้แล้ว ในเขตเมืองยังขุดพบตะปูเหล็ก ซึ่งเกี่ยวข้องกับอาคารที่สร้างด้วยไม้ที่มักไม่ใช่ของสามัญชน และพบแนวอิฐในเขตโรงงานทำอิฐ ซึ่งจุดนี้เป็นอีกจุดหนึ่งที่ได้ดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดี และพบเศษภาชนะดินเผาจากที่ต่างๆ 

โดยสรุปแล้วผลจากการขุดค้นทางโบราณคดีนี้เองที่ได้นำไปสู่มุมมองใหม่ทางประวัติศาสตร์ว่า ช่วงสมัยที่เรียกกันว่าเป็นยุคมืดนั้น แท้จริงแล้วการค้ากับต่างชาติกลับรุ่งเรือง และเป็นการถือกำเนิดใหม่ของอารยธรรมเขมร ซึ่งถือได้ว่าเป็นยุคที่นักโบราณคดีกัมพูชายังไม่ได้ให้ความสนใจเท่าที่ควร 

 

ตามรอยไปสำรวจโบราณคดีที่เมืองละแวก

ปกติแล้วถ้าดำเนินการสำรวจทางโบราณคดีในต่างแดนอย่างจริงจังนั้น จำเป็นจะต้องได้รับการอนุญาตจากทางหน่วยงานที่มีอำนาจของประเทศนั้นเสียก่อน แต่ในครั้งนี้ผมไปในลักษณะเหมือนนักท่องเที่ยว แวะไปตามวัดและจุดต่างๆ ที่สามารถเข้าถึงได้ไม่ยาก เป็นการสำรวจคร่าวๆ เพื่อให้เข้าใจหรือรับรู้ภูมิศาสตร์ของเมืองละแวกหรือหลักฐานในช่วงสมัยหลังเมืองพระนครให้มากขึ้นเท่านั้น เพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของการเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก

 

คราวนี้เวลาสำรวจทางโบราณคดี สิ่งที่จะต้องเตรียมพร้อมไปก็มีกล้องถ่ายรูป สมุดบันทึก ตลับเมตรสำหรับถ่ายรูป และอื่นๆ ถ้าไม่คุ้นเคยกับสถานที่และวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ ควรไปหลายๆ คน ไปกับคนท้องถิ่น ไม่ควรไปคนเดียว แต่งวดนี้ผมเดินสำรวจคนเดียว เพราะคุ้นเคยกับพื้นที่และผู้คน อีกอย่างคนกัมพูชามักคิดว่าผมเป็นคนกัมพูชาด้วย (แบบฮาตัวเอง)

 

สมุดบันทึกภาคสนามในช่วงที่สำรวจเมืองละแวกของผู้เขียน ความจริงการโพสต์ภาพในเฟซบุ๊กก็นับเป็นการบันทึกข้อมูลแบบหนึ่งได้นะครับ แต่ถ้าเป็นสมุดก็จะสะดวกในการจดและวาดอะไรเล็กๆ ประกอบไปด้วย

 

เวลาสำรวจนี้สิ่งที่สายตาของนักโบราณคดีจะมองหาคือ ถ้าเป็นวัดเก่า จะมองหาใบเสมา เพราะมักสร้างขึ้นพร้อมกับตัววัด จากนั้นก็มองหาพระพุทธรูปเก่า ซึ่งอาจสังเกตได้จากรูปแบบศิลปะหรือจากคำบอกเล่าของชาวบ้าน โชคดีที่คนขับรถของผมเป็นคนเขมร สามารถพูดภาษาอังกฤษและภาษาไทยได้นิดหน่อย จึงช่วยแปลได้ (ถ้าเทียบกันแล้ว คนทางกัมพูชานั้นพูดได้หลายภาษา และได้เปรียบเรื่องนี้กว่าคนไทยมาก) สุดท้ายคือ การมองหาหลักฐานที่อยู่บนพื้นผิวดิน เช่น เศษภาชนะดินเผา เศษกระเบื้องมุงหลังคา และอื่นๆ ซึ่งจะช่วยบอกได้ว่า พื้นที่บริเวณนี้มีการอยู่อาศัยของคนและอายุสักประมาณเท่าไร 

 

สำหรับเมืองละแวกนั้นตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงพนมเปญ 35 กิโลเมตร ทางตะวันตกของโตนเลสาบ ตัวเมืองมีกำแพงเมืองหรือคันดิน 3 ชั้น (ถ้าไทยก็จะเรียก ตรีบูร) ปัจจุบันหลงเหลือเฉพาะแนวทางด้านทิศเหนือ ใต้ และตะวันตก ที่กำแพงเมืองชั้นนอกนี้ยังปรากฏแนวคูเมืองอีกด้วย คูเมืองกว้างราว 6-8 เมตร สภาพปัจจุบันตื้นเขิน บางส่วนชาวบ้านใช้เป็นพื้นที่ปลูกข้าวไปแล้ว

 

ผมเริ่มต้นสำรวจจากวัดกลางเมืองก่อน วัดนี้มีชื่อว่า วัดตระแลงแกง วัดนี้คงเป็นวัดที่เก่าที่สุดในพื้นที่ มีชื่อในพงศาวดารกัมพูชาว่า ‘พระวิหารจตุรมุขมหาปราสาท’ เป็นวัดสำคัญ จึงได้รับการบูรณะมาอย่างต่อเนื่อง วัดนี้ตั้งอยู่บนภูเขาเตี้ยๆ เกือบกลางเมือง คงสัมพันธ์กับความเชื่อเดิมที่ให้เขาพนมบาแคงของเมืองพระนคร ซึ่งเปรียบได้กับศูนย์กลางของจักรวาล จากการสำรวจรอบวัด ใบเสมาเป็นสิ่งที่สังเกตได้ง่ายที่สุด พระในวัดให้ความเห็นว่าเก่าที่สุดในละแวกนี้ ซึ่งเท่าที่ผู้เขียนดูก็จัดได้ว่าเป็นใบเสมาในสมัยละแวก เพราะมีการแกะสลักลวดลายสวยงาม และมีความคล้ายคลึงกับวิธีการวางลายของใบเสมาอยุธยาตอนกลาง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะนักองค์จันที่ 1 นั้นเคยเสด็จไปพำนักที่อยุธยา 

 

ใบเสมาที่วัดตระแลงแกง แกะสลักลวดลายสวยงาม วางลวดลายคล้ายกับเสมาสมัยอยุธยาตอนกลาง

 

พระพุทธรูปประทับยืนหลังชนกัน 4 องค์ ทั้งหมดเป็นตัวแทนของอดีตพุทธเจ้า ใต้ฐานของพระพุทธรูปองค์นี้พบพระบาทพระพุทธรูปทำจากหินทรายขนาดใหญ่ 4 คู่

 

ที่สำคัญภายในวิหารทรงจตุรมุขมีพระพุทธรูปยืนหันหลังชนกัน 4 องค์ จากรูปแบบของพระพุทธรูปก็อยู่ในสมัยหลังแล้ว และได้รับอิทธิพลพระทรงเครื่องจากอยุธยาตอนปลายหรือรัตนโกสินทร์ตอนต้น แต่ที่น่าสนใจคือ ส่วนพระบาทของพระพุทธรูปขนาดใหญ่มาก (ยาวสักประมาณ 1.5 เมตร) จำนวน 4 คู่ ทำจากหินทราย แสดงว่า เคยมีพระพุทธรูปยืนขนาดใหญ่อยู่ ชาวบ้านในแถบนั้นเล่าว่า ชิ้นส่วนพระวรกายและเศียรนั้นถูกเคลื่อนย้ายไปเมื่อนานมาแล้ว ไปยังพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งในเขตทะเลสาบเขมร ถ้าพระบาทนี้คือ พระพุทธรูปยืนขนาดใหญ่ 4 องค์ ก็จะไปเหมือนกับพระพุทธรูปที่วัดจตุรมุข หน้าปราสาทพระขรรค์กำปงสวาย กำหนดอายุอยู่ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (ค.ศ. 1181-1218) หรือหลังจากนั้นเล็กน้อย ดังนั้น จึงสอดคล้องกับภายในวิหารวัดตระแลงแกงที่พบพระพุทธรูปนาคปรกเป็นที่สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ด้วย 

 

พระบาทของพระพุทธรูปทำจากหินทราย มีขนาดใหญ่ ยาวประมาณ 1.5 เมตร

 

วัดจตุรมุข ศิลปะเขมรสมัยบายน สร้างโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 18

 

จากวัดตระแลงแกง ผมก็ออกเดินทางต่อไปยังวัดโสพิรังสี ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับมุมตะวันออกเฉียงเหนือของกำแพงเมืองชั้นใน วัดนี้มีสิ่งที่น่าสนใจคือ เสมาหินทราย ใช้ระบบเสมาคู่คือ ในแต่ละมุมแต่ละด้านจะปักใบเสมา 2 ใบ ใบหนึ่งสูง ใบหนึ่งต่ำ ใบเสมาคล้ายแบบอยุธยา แต่ก็มีลักษณะแบบเขมรคือ การตกแต่งยอดเป็นรูปกลีบบัว และเดิมอาจเคยมีจุกอยู่ด้วย แต่หักไปทั้งหมด 

 

ผมพยายามเดินรอบวัดเพื่อหาหลักฐานอื่นๆ แต่ไม่พบ ปัญหาอย่างหนึ่งของการสำรวจวัดในกัมพูชาคือ พระพุทธรูปและสิ่งก่อสร้างต่างๆ มักได้รับการบูรณะจนดูเหมือนใหม่ทั้งหมด ยิ่งพระพุทธรูปจะถูกทาสี วาดคิ้ว วาดปาก จนหาลักษณะดั้งเดิมไม่ได้ ด้านหนึ่งนั้นก็น่าเสียดาย แต่อีกด้านหนึ่งแล้วก็เป็นวิถีทางศาสนาที่ต้องเข้าใจ 

 

โบสถ์วัดโสพิรังสี ตั้งอยู่บนเนินดินเตี้ยๆ รอบโบสถ์พบใบเสมาสมัยละแวก

 

ใบเสมาสมัยละแวกที่วัดโสพิรังสี แสดงถึงลักษณะที่ได้รับอิทธิพลจากเสมาแบบอยุธยา

 

ถัดมาเราขับรถลงไปทางใต้ไปที่วัดพระอินเทพ ตั้งอยู่ใกล้กับมุมกำแพงเมืองทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมือง มีของ 2 สิ่งที่เก่า คือ ใบเสมาที่ล้อมรอบอุโบสถ (ความจริงในระบบวัดของกัมพูชานั้นอุโบสถเรียกว่า วิหาร) เป็นใบเสมาสมัยละแวกที่สะท้อนอิทธิพลอยุธยาคือ มีเส้นนูนที่กึ่งกลางของใบเสมา ทรวดทรงก็เป็นแบบอยุธยา ต่างแค่ยอดใบเสมามีกลีบบัว และอาจเคยมีจุกแต่หักหายไป 

 

ส่วนในตัวอุโบสถนั้นก็พบพระพุทธรูปประธาน คนที่ดูแลวัดพูดเป็นภาษาเขมร เท่าที่ผมพอจับใจความได้คือ พระพุทธรูปประธานองค์ใหญ่นี้เป็นพระพุทธรูป ‘สมัยลุงเวก อายุ 500 ปี มาแล้ว’ คำบอกเล่าดังกล่าวก็สอดคล้องกับประวัติศาสตร์ของเมืองได้เป็นอย่างดี

 

พระพุทธรูปประธาน วัดพระอินเทพ ลักษณะพระพุทธรูปแบบเขมรมักจะทำรัศมีเป็นรูปดอกบัวตูม พระพักตร์เป็นเหลี่ยม ในสมัยหลังหรือปัจจุบันหลายวัดมักเอาสีทองไปทาและวาดคิ้ว ปาก ตา อย่างสวยงาม และชอบนำรัศมีทรงกลมที่มีไฟกะพริบมาติด

 

ถัดจากวัดสำคัญ 3 แห่งนี้แล้ว ด้วยเวลาที่มีจำกัด ผมก็ต้องเดินทางกลับไปเมืองเสียมเรียบ ซึ่งขาออกนั้นจะต้องผ่านแนวกำแพงและคูเมืองชั้นใน จุดที่พอจะสังเกตเห็นได้ชัด และสามารถเดินได้นั่นคือ มุมกำแพงเมืองทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งมีถนนดินแคบๆ ที่พอจะเข้าไปถึงได้

 

ลักษณะของกำแพงเมืองเป็นคันดินสูงประมาณ 5-6 เมตร ด้านนอกเป็นคูเมืองกว้างสัก 7-8 เมตร แนวกำแพงเมืองนี้ไม่พบอิฐ จึงเข้าใจว่า เดิมคงใช้ไม้ปักเป็นแนวกำแพง คูเมืองปัจจุบันตื้นเขินไปแล้ว กลายเป็นที่สำหรับปลูกข้าวของชาวบ้าน ผมเดินสำรวจข้ามเข้าไปยังเมืองด้านใน ไปพบหลุมคล้ายกับบ่อน้ำ แต่ตอนหลังมาเดาว่าอาจเป็นหลุมขุดค้นทางโบราณคดี จุดนี้พบเศษภาชนะดินเผาเนื้อดิน และเศษเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์หมิงจากเตาจิงเต๋อเจิ้น ก็สอดคล้องกับงานวิจัยของ ดร.มาร์ติน 

 

หลังจากนั้นก็ลองเดินไปรอบๆ แถวนั้น เพื่อดูว่าบนพื้นผิวดินมีโบราณวัตถุ (โบราณคดีเรียกว่า Surface Finds) บ้างหรือไม่ ผลคือไม่พบ อาจเพราะบางส่วนเป็นหญ้าและต้นไม้ที่ขึ้นปกคลุม แต่ถ้าเทียบกับประสบการณ์การเดินสำรวจในเมืองโบราณหลายๆ ที่ ก็นับว่าโบราณวัตถุเบาบาง ไม่หนาแน่นเท่ากับเช่นที่อยุธยาหรือสุโขทัย ดังนั้น จึงเป็นไปได้ว่า ประชากรในเมืองละแวกนั้นคงไม่หนาแน่นมาก หรือมีการอยู่อาศัยในช่วงเวลาที่ไม่ยาวนานนัก ซึ่งก็น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะการอยู่อาศัยในเขตเมืองนี้ ถ้าพิจารณาตามเอกสารประวัติศาสตร์แล้วก็ราว 100-200 ปีเท่านั้นเอง 

 

แผนผังเมืองละแวกในปัจจุบัน ผมได้ลากเส้นผังเมืองและลงตำแหน่งของโบราณสถานสำคัญลงไปด้วย (ปรับปรุงจาก Google และ The Phnom Penh Post)

 

เศษเครื่องถ้วยจีนจากเตาจิงเต๋อเจิ้น กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 21 ผู้เขียนพบระหว่างการสำรวจในเมือง

 

มีเรื่องหนึ่งที่ควรกล่าวด้วยคือ การสำรวจครั้งนี้ รวมถึงใครอีกหลายคนนั้นก็ไม่เคยพบเงินอัฐที่ยัดใส่กระสุนปืนใหญ่ตามที่พงศาวดารไทยเล่าไว้ ซึ่งเรื่องเล่าดังกล่าวนี้คงเป็นเรื่องเชิงสัญลักษณ์เสียมากกว่า เช่น อาจหมายถึงปัญหาการแตกความสามัคคี หรือกบฏที่เกิดขึ้นภายในเมืองละแวกก่อนเสียเมือง เป็นต้น 

 

แนวคูเมืองละแวกที่กลายเป็นนาข้าวไปแล้ว ซ้ายมือที่เห็นเป็นแนวต้นไม้ต้นไผ่นั่นคือ กำแพงเมืองชั้นในของเมืองละแวก

 

ถ้าใครสนใจจะไปเที่ยวเมืองละแวกนั้น ผมว่ายังค่อนข้างยากอยู่ ไม่ใช่เพราะไกล แต่ถนนหนทางนั้นยังไม่ค่อยดี และยังมีปัญหาเรื่องการจัดการ ไม่มีป้ายบอกว่าที่ใดคือสถานที่สำคัญ ถึงจะมีการออกข่าวเกี่ยวกับการขุดค้นทางโบราณคดี แต่ก็ไม่มีการเผยแพร่ความรู้ให้กับคนในท้องถิ่นหรือทำป้ายข้อมูลบอกไว้ ดังนั้น จึงเป็นเมืองที่ยังต้องการการปรับปรุงและจัดการทรัพยากรทางวัฒนธรรมอีกมาก

 

โดยสรุปแล้ว เมืองละแวกไม่ได้เป็นเมืองในยุคมืดหรือยุคกลาง (ซึ่งยุคกลางก็เป็นการนิยามแบบตะวันตกที่มองว่า เป็นยุคของความไม่รุ่งเรือง) หากแต่เป็นเมืองที่มีการค้าที่ติดต่อกับประเทศต่างๆ อย่างกว้างขวาง ไม่เช่นนั้นครั้งหนึ่งสเปนคงไม่หมายจะยึดเมืองนี้ไว้เป็นแน่ และคงเป็นเหตุผลอย่างหนึ่งที่ทำให้พระนเรศวรต้องยกทัพไปตีคือ เป็นทั้งการกำจัดคู่แข่งทางการค้า และปัญหาที่เขมรชอบมากวาดต้อนคนไป

 

เรื่องการย้ายเมืองหลวงจากเมืองพระนครมายังเมืองละแวกนั้น เดิมทีนักประวัติศาสตร์ชาตินิยมของกัมพูชามักวิเคราะห์ว่า เป็นผลมาจากอยุธยายกทัพไปตีในสมัยสมเด็จเจ้าสามพระยา หากแต่หลังจากนั้นแล้วก็พบว่า ยังมีกษัตริย์เขมรปกครองเมืองพระนครต่อมาอีก โดยขึ้นตรงกับกรุงศรีอยุธยา ก่อนที่จะย้ายเมืองหลวงไป ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีนักประวัติศาสตร์คนอื่นเสนอว่า การย้ายเมืองหลวงลงไปทางใต้นั้นเป็นเหตุผลมาจากการค้าทางทะเลที่ขยายตัวในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21 อันเป็นผลมาจากการเข้ามาของชาวตะวันตก ซึ่งเมืองละแวกนั้นสามารถออกทะเลได้สะดวก ไม่ห่างจากทะเลสาบเขมร โดยยังอาศัยโตนเลสาบ ซึ่งเป็นเส้นทางทั้งลำเลียงข้าวและอาหารจากตอนในของแผ่นดินได้ อีกทั้งยังติดต่อกับทางกรุงศรีอยุธยาได้โดยสะดวกอีกด้วย 

 

ภาพเปิด: แผนที่เมืองละแวกโดยชาวสเปน (Johannes Vingboons / Wikipedia)

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

  • บุญเตือน ศรีวรพจน์. “พระนเรศวร ตีละแวกแล้วทำ “พิธีปฐมกรรม” นำ “เลือดศัตรูล้างพระบาท” จริงหรือ?,” ศิลปวัฒนธรรม, กันยายน 2543. Available at: www.silpa-mag.com/history/article_26637
  • Alessandro Marazzi Sassoon. “Long thought to have been Cambodia’s capital during a ‘dark age’, digs are unearthing Longvek’s place as a centre of global trade,” The Phnom Penh Post, 19 February 2018. Available at:
  • www.phnompenhpost.com/national-post-depth/long-thought-have-been-cambodias-capital-during-dark-age-digs-are-unearthing
  • รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง และ ศานติ ภักดีคำ. ศิลปะเขมร, พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: มติชน, 2561.

The post โบราณคดีเมืองละแวก สำรวจเมืองที่พระนเรศวรเคยยกทัพไปตี appeared first on THE STANDARD.

]]>
2020 ปีที่เทคโนโลยีจะช่วยในการค้นพบทางโบราณคดี จนอาจนำไปสู่การเขียนประวัติศาสตร์กันใหม่ https://thestandard.co/now-next-2020-technology-and-archaeological-discoveries/ Fri, 03 Jan 2020 04:25:49 +0000 https://thestandard.co/?p=317273

ตลอดปีที่ผ่านมา มีการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีใหม่ๆ ที่น่ […]

The post 2020 ปีที่เทคโนโลยีจะช่วยในการค้นพบทางโบราณคดี จนอาจนำไปสู่การเขียนประวัติศาสตร์กันใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลอดปีที่ผ่านมา มีการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีใหม่ๆ ที่น่าสนใจมากมายทั้งในไทยและต่างประเทศ หลักฐานบางอย่างสามารถช่วยไขปริศนาประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติให้ชัดขึ้น จนต้องเขียนประวัติศาสตร์กันใหม่ทีเดียว ในขณะที่บางอย่างคงต้องทำการค้นคว้ากันต่อไป เพราะประวัติศาสตร์ของมนุษย์นั้นยาวนานนับแสนนับล้านปี 

บทความนี้นอกจากผมจะสรุปว่ามีอะไรใหม่ๆ ที่ค้นพบบ้างในไทย ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในโลกนี้ ซึ่งแน่นอนว่าคงต้องเลือกเฉพาะเรื่องที่สำคัญในสายตาของผม โดยจะพยายามชี้เห็นถึงประเด็นเชิงลึกบางอย่างไปพร้อมกันด้วย จากนั้นจะลองเอาการค้นพบต่างๆ มาประมวลเพื่อทำนายว่า แล้วปี 2020 นั้นงานโบราณคดีจะเป็นอย่างไร

 

Now: 2019 ปีแห่งการค้นพบ ที่อาจนำไปสู่การเขียนประวัติศาสตร์กันใหม่

 

ในไทย: 

 

ถ้าเริ่มจากในไทยก่อน อันดับแรกๆ ที่ผมคิดว่าสำคัญคือ การค้นพบแหล่งถลุงเหล็กที่ใหญ่ที่สุดและเก่าที่สุดในภาคเหนือที่อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน โดยสำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ โดยมีนักโบราณคดีคนใต้นาม ยอดดนัย สุขเกษม เป็นผู้บุกป่าฝ่าดงไปสำรวจพบร่วมกับประชาชนในเมืองลี้ สิ่งที่น่าตื่นเต้นคือ ผลจากการกำหนดอายุทางวิทยาศาสตร์ พบว่า แหล่งโบราณคดีแห่งนี้มีอายุมากถึง 2,500-2,700 ปีมาแล้ว หรือก่อนหน้าการตั้งรัฐหริภุญไชยถึงพันปี นับว่าเก่าแก่มาก จนต้องทำให้มาพิจารณาถึงทฤษฎีการรับเทคโนโลยีการถลุงเหล็กว่ามาจากจีน เวียดนาม หรือที่อื่นกันเลยทีเดียว 

 

 

พิธีกรรมเลี้ยงผีบ่อเหล็กของชาวลัวะ ที่มีขึ้นเพื่อบูชาและขอพรผีหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์​ที่รักษาแหล่งทรัพยากรแร่เหล็ก ให้ได้พบสายแร่เหล็กที่มีคุณภาพดี สามารถนำมาถลุงเหล็กออกมาได้ในปริมาณมาก

Photo: Archaeology 7 Chiang Mai / Facebook

 

นอกจากนี้แล้ว ยอดดนัยยังได้ทำการสำรวจแหล่งแร่เหล็ก หรือแหล่งถลุงเหล็กอีกหลายแห่งในภาคเหนือ เรียกได้ว่าเป็น ‘Iron Man’ ตัวจริงกันเลยทีเดียว พื้นที่ที่ผมว่าน่าสนใจที่สำรวจพบกิจกรรมการถลุงโลหะสมัยโบราณอีกคือ ในเขตบ้านแม่โถ​ ตำบลบ่อสลี​ อำเภอฮอด​ จังหวัดเชียงใหม่​ จากหลักฐานที่ปรากฏ​ สันนิษฐานว่าชุมชนถลุงเหล็กโบราณแห่งนี้​เกิดขึ้นระหว่างราว​ 300-450​ ปีมาแล้ว หรือตกในสมัยล้านนา  จุดที่น่าสนใจคือ พื้นที่บริเวณดังกล่าวนี้ปัจจุบันและย้อนกลับไปในอดีตเป็นพื้นที่ของชนพื้นเมืองดั้งเดิมที่เรียกว่า ‘ลัวะ’ (หรือ ละเวือะ) นี่จึงเท่ากับเป็นการเปิดหน้าใหม่ๆ ของประวัติศาสตร์โบราณคดีล้านนากันเลยทีเดียว เพราะเดิมเรามักรู้จักประวัติศาสตร์ล้านนาในเฉพาะส่วนของคนเมืองเท่านั้น

 

การขุดค้นอีกแห่งที่นับว่าสำคัญมากในไทยคือ การขุดค้นโบราณสถานวัดพระงามที่นำไปสู่การค้นพบจารึกหลักใหม่สมัยทวารวดีเมื่อไม่นานมานี้ โดยเป็นโครงการของสำนักศิลปากรที่ 2 สุพรรณบุรี โบราณสถานแห่งนี้ตั้งอยู่ริมทางรถไฟกลางเมืองนครปฐม เป็นเนินโบราณสถานขนาดใหญ่ ดูคล้ายภูเขาย่อมๆ ลูกหนึ่ง ก่อนหน้าที่จะพบจารึก ได้มีการขุดค้นพบประติมากรรมดินเผารูปอสูร ซึ่งแสดงอิทธิพลของศิลปะอินเดียแห่งราชวงศ์วากาตะกะผสมผสานกับศิลปะแบบพื้นเมือง 

 

Photo: สำนักศิลปากรที่ 2 สุพรรณบุรี กรมศิลปากร / Facebook

 

หลังจากนั้นไม่นานในวันที่ 2 ตุลาคม ได้มีการขุดค้นพบศิลาจารึกหลักหนึ่ง ในเฟซบุ๊กของสำนักศิลปากรที่ 2 สุพรรณบุรี ได้ระบุว่า จารึกหลักนี้มีตัวอักษรเพียงด้านเดียว จำนวน 6 แถว เป็นอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 11-12 มีข้อความบางส่วนที่สามารถอ่านได้อย่างชัดเจน กล่าวถึงคำว่า ‘ทวารวตีวิภูติ’ เป็นเบื้องต้น

 

สิ่งที่ทำให้นักโบราณคดีและนักภาษาโบราณตื่นเต้นกันมากกับจารึกหลักนี้ก็คือ ปัญหาเกี่ยวกับข้อถกเถียงว่า ศูนย์กลางของรัฐทวารวดีนั้นอยู่ที่ไหน ซึ่งการค้นพบจารึกหลักนี้ที่มีคำว่า ‘ทวารวดี’ อาจเป็นเครื่องยืนยันอย่างหนึ่งว่า นครปฐมเป็นเมืองศูนย์กลางที่สำคัญของรัฐทวารวดีในยุคต้นก็เป็นได้ ดังนั้น โบราณสถานวัดพระงามจึงสำคัญมากๆ ชนิดที่ควรต้องเร่งอนุรักษ์และพัฒนากัน

 

Photo: กองโบราณคดีใต้น้ำ กรมศิลปากร / Facebook

 

ข่าวสุดท้ายในช่วงปี 2019 คือ กองโบราณคดีใต้น้ำ กรมศิลปากร ได้ขุดซากเรืออินเดียโบราณ อายุ 2,100 ปี ที่ปากคลองกล้วย จังหวัดระนอง ซากเรือนี้ค้นพบมาแล้วตั้งแต่ปี 2559 โดยชาวประมงละแวกดังกล่าว จากการตรวจสอบของกรมศิลปากรพบว่า ซากเรือนี้ยาวประมาณ 19 เมตร กว้าง 4.50 เมตร ไม้ที่ใช้ทำเรือมีความหนา 10-15 เซนติเมตร เทคนิคการต่อเรือเป็นแบบอินเดียโบราณคือ การยึดแผ่นไม้ด้วยเดือยแล้วตอกลูกประสักไม้ยึดแผ่นไม้กับเดือยเข้าไว้ด้วยกัน โชคร้ายที่ซากเรือนี้ได้มีชาวบ้านมาขุดหาสิ่งของมีค่าต่างๆ ไป ซึ่งชาวบ้านระบุว่าได้ภาชนะดินเผา ลูกปัด เศษทอง และเหรียญโรมันไป

 

Photo: กองโบราณคดีใต้น้ำ กรมศิลปากร / Facebook

 

Photo: กองโบราณคดีใต้น้ำ กรมศิลปากร / Facebook

 

ความสำคัญของการค้นพบซากเรือดังกล่าวนี้มี 3 ประการคือ 

 

  1. อย่างน้อยเมื่อ 2,100 ปีมาแล้ว ภาคใต้หรือสุวรรณภูมิได้ติดต่อทำการค้ากับอินเดียตามเส้นทางการค้าสายไหมทางทะเล 
  2. การรับเทคโนโลยีระดับสูงเพื่อการผลิตลูกปัดเข้ามายังภูมิภาคแห่งนี้  
  3. การเข้ามาของอินเดียนี้คงเข้ามาพร้อมกับความเชื่อทางศาสนาพุทธในยุคก่อนการสร้างพระพุทธรูป เพราะที่แหล่งโบราณคดีไม่ห่างกันคือ ภูเขาทอง มีการค้นพบลูกปัดตรีรัตนะ (สัญลักษณ์มงคลในพระพุทธศาสนา) และอาจรวมถึงการรับความเชื่อเรื่องการปกครองโดยกษัตริย์เข้ามาด้วย ซึ่งส่งผลทำให้เกิดรัฐขึ้นในภาคใต้ และดินแดนต่างๆ 

 

จากที่กล่าวมานี้ เท่าที่สังเกต ความก้าวหน้าทางด้านโบราณคดีในไทยส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากความสนใจเชิงปัจเจกหรือความหลงใหลส่วนบุคคลของนักโบราณคดี หรือการค้นพบหลักฐานโดยบังเอิญแล้วนักโบราณคดีคนนั้นๆ นำไปศึกษาต่อยอด หรืออีกทางก็คือเป็นงานในเชิงพันธกิจตามการจัดสรรงบประมาณในแต่ละปี ในขณะที่โครงการวิจัยระยะยาวและเชิงลึกยังมีค่อนข้างน้อย ที่เป็นเช่นนี้เกิดจากเงื่อนไขหลายเหตุผล เช่น การโยกย้ายราชการประจำปี ขาดแคลนแหล่งทุนวิจัย หรือขาดการวางธีมการวิจัยไว้ในแต่ละปี เป็นต้น แต่เอาเป็นว่าเมื่อเทียบจำนวนบุคลากรกับภารกิจแล้ว ก็นับว่านักโบราณคดีในกรมศิลปากรนั้นยังมีจำนวนน้อยเกินไป 

 

ในต่างประเทศ: 

 

Photo: Ratno Sardi / Griffith University / AFP / Getty Images

 

ที่ใกล้ตัวเรากันหน่อยก็คือการค้นพบภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ 44,000 ปีที่เกาะสุลาเวสี อินโดนีเซีย เมื่อเร็วๆ นี้ โดย อดัม บรูมม์ นักโบราณคดีแห่งมหาวิทยาลัยกริฟฟิธ ซึ่งถือเป็นฉากการล่าสัตว์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ภาพดังกล่าวมีความยาว 4.5 เมตร วาดเป็นภาพของนายพรานกำลังล่าสัตว์ ได้แก่ หมูและควาย ภาพพวกนี้คงวาดขึ้นเพื่อใช้ในวัตถุประสงค์ของพิธีกรรมก่อนการออกไปล่าสัตว์ 

 

สาเหตุที่นักโบราณคดีทั่วโลกตื่นเต้นกับอายุของภาพวาดก่อนประวัติศาสตร์ที่เกาะสุลาเวสีนี้ เพราะโดยปกติแล้วมีทฤษฎี (ซึ่งกลายเป็นความเชื่อไปแล้ว) ว่าภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ในแอฟริกา ออสเตรเลีย และเอเชียนั้นมีอายุน้อยกว่ายุโรป นั่นหมายความว่าจะต้องเขียนเรื่องพัฒนาการของศิลปะสมัยก่อนประวัติศาสตร์ของโลกกันใหม่ 

 

Photo: www.cambridge.org

 

ใกล้ขึ้นมาอีกนิด ข่าวการค้นพบเมืองโบราณบนเขาพนมกุเลนถือเป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน เมืองบนภูเขานี้ตั้งอยู่บนภูเขาที่มีชื่อว่า ‘มเหนทรบรรพต’ หรือรู้จักกันในปัจจุบันว่าพนมกุเลน สร้างโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 แห่งกัมพูชา (พ.ศ. 1345-1378) ความน่าสนใจของการค้นพบเมืองนี้อยู่ตรงที่การใช้เทคโนโลยีเลเซอร์ที่เรียกว่า ‘ไลดาร์’ (LiDAR) สแกนหาเมืองที่ปกคลุมอยู่ใต้ผืนป่า ส่งผลทำให้เห็นแนวถนน คูเมือง คันคลอง อ่างเก็บน้ำ และสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่วางแผนผังอย่างเป็นระบบในตารางกริด ขนาดไม่น้อยกว่า 50 ตารางกิโลเมตร การศึกษาครั้งนี้ดำเนินการโดยทีมนักโบราณคดีของสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพาทิศ (EFEO) นำโดย ดร.เดเมียน อีวานส์ 

 

Photo: www.cambridge.org

 

การค้นพบเมืองโบราณบนเขาพนมกุเลนนี้นับว่าสำคัญมากต่อประวัติศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะช่วยทำให้ตำนานเกี่ยวกับกษัตริย์ผู้ก่อตั้งอาณาจักรเขมร และสถาปนาลัทธิเทวราชาขึ้นบนมเหนทรบรรพตเพื่อประกาศความเป็นราชาแห่งภูเขานั้นกลายเป็นเรื่องจริงขึ้นมา และสะท้อนด้วยว่าเมื่อราว พ.ศ.1350 อาณาจักรเขมรได้พัฒนาระบบการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจขึ้นแล้ว 

 

 

อาจกล่าวได้ว่าความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีนี้เองที่นำไปสู่การค้นพบที่สำคัญมากมายในปีนี้ เมื่อไม่นานมานี้ก็มีข่าวว่า มาซาโตะ ซากาอิ นักโบราณคดีชาวญี่ปุ่นได้ค้นพบภาพลายเส้นนาซกาที่ประเทศเปรูเพิ่มเติมมากถึง 143 ภาพ ด้วยการใช้ AI (Artificial Intelligence) หรือปัญญาประดิษฐ์ค้นหา ช่วยประมวลผลจากภาพถ่ายทางอากาศ และสร้างภาพที่สังเกตได้ยากขึ้นมา ทำให้นักโบราณคดีเห็นถึงความยิ่งใหญ่ของวัฒนธรรมนี้มากขึ้น

 

Photo: University of Copenhagen / Theis Jensen / AFP

 

ข่าวด้านโบราณคดีที่ออกจะเหลือเชื่อสักหน่อยส่งท้ายปีนี้คือ การถอดรหัสดีเอ็นเอจากหมากฝรั่ง อายุ 5,700 ปี นำโดย ฮันเนส ชโรเดอร์ นักมานุษยวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน ซึ่งได้ทำการสกัดดีเอ็นเอจากยางไม้ชนิดหนึ่งที่ใช้เป็นหมากฝรั่ง ซึ่งพบว่าเจ้าของหมากฝรั่งชิ้นนี้เป็นผู้หญิงผิวคล้ำ ผมสีเข้ม และตาสีฟ้า 

 

การค้นพบดังกล่าวนี้นับว่าสำคัญในแง่ที่ทำให้เห็นถึงการเคลื่อนย้ายของประชากรในยุโรป เพราะผลจากการวิเคราะห์ดีเอ็นเอยังทำให้พบว่า เจ้าของหมากฝรั่งนี้เป็นกลุ่มคนในสังคมล่าสัตว์หาของป่าจากภาคพื้นแผ่นดินใหญ่ของยุโรป ไม่ได้เป็นคนที่อาศัยอยู่แถบตอนกลางของสแกนดิเนเวีย (จุดที่พบหมากฝรั่งนี้อยู่บนเกาะของเดนมาร์ก) 

 

ความจริงยังมีการค้นพบหลักฐานใหม่ๆ อีกมากมาย เช่น การค้นพบกัญชาในพิธีศพที่มีอายุมากถึง 2,500 ปีในแถบเทือกเขาทางตะวันตกของจีน, การค้นพบกะโหลกของมนุษย์โฮโมเซเปียนส์ที่กรีซที่มีอายุมากถึง 210,000 ปี, ส่วนในอียิปต์ก็ค้นพบโลงศพของนักบวช มัมมี่สัตว์ และพื้นที่เวิร์กช็อปของคนงานที่สร้างสุสานในหุบเขากษัตริย์ เป็นต้น เรียกได้ว่าปีนี้มีการค้นพบหลักฐานใหม่ๆ ที่สำคัญทั่วโลกไม่น้อยกว่าร้อยแห่งเลยทีเดียว 

 

Next: 2020 ปีแห่งการค้นพบหลักฐานใหม่ที่เก่าแก่ขึ้นด้วยเทคโนโลยี และคำถามถึงความยั่งยืนทางด้านโบราณคดี 

เป็นเรื่องคาดการณ์ได้ยากทีเดียว แต่จากแนวโน้มของการค้นพบสิ่งต่างๆ ในปี 2019 นี้ ในกรณีของไทยเชื่อได้ว่า บราณคดีโลหกรรม (Archaeometallurgy) ในภาคเหนือจะก้าวหน้าขึ้น อันเป็นผลมาจากการสำรวจ ขุดค้น และการส่งตัวอย่างถ่านที่พบไปกำหนดอายุ ซึ่งจะช่วยทำให้สามารถเรียงลำดับพัฒนาการของเทคโนโลยีด้านโลหกรรมในภาคเหนือได้ชัดเจนขึ้น 

เรื่องการค้นคว้าโลหกรรมในภาคเหนือนี้ไม่ได้สำคัญเฉพาะในแง่ที่ผมว่ามา แต่ยังรวมถึงการนำข้อมูลที่ได้ไปวิพากษ์และทบทวนงานโบราณคดีโลหกรรมที่ผ่านมาที่มักให้ความสำคัญในเขตภาคกลางและภาคอีสานอีกด้วย โดยเฉพาะในภาคอีสานที่ความรู้นั้นถูกสร้างขึ้นโดยนักโบราณคดีชาวอเมริกันนับแต่สมัยสงครามเย็น 

 

งานโบราณคดีที่ว่าด้วยการติดต่อกับอินเดียในยุคต้นๆ ในเขตภาคใต้และภาคกลางจะขยายตัวมากขึ้น อันเป็นผลมาจากในช่วงหลายปีมานี้มีการค้นพบเรือโบราณ ลูกปัด จารึก และอื่นๆ กันมากขึ้น จนทำให้ต้องมาพิจารณาเรื่องการค้าและการติดต่อของคนในภูมิภาคนี้กับอินเดีย 

 

การพัฒนาของสังคมเมืองที่เกิดขึ้นทั่วในประเทศไทยนั้น ย่อมส่งผลกระทบต่อแหล่งโบราณคดีและโบราณสถาน ดังนั้น ผมเชื่อว่าในปีหน้าและอีกหลายปีถัดไป งานโบราณคดีเมือง (Urban archaeology) จะทวีความสำคัญมากขึ้น เพื่อใช้ในการกู้ภัยแหล่งโบราณคดี รวมถึงการพัฒนาพื้นที่บางแห่งให้กลายเป็นแหล่งความรู้ของท้องที่หรือชุมชน แต่ปัญหาที่อาจตามมา ซึ่งคงเหมือนพิพิธภัณฑ์ที่มีมากมายในไทยคือ จะทำอย่างไรให้เกิดความยั่งยืน  

 

 

 

นอกจากนี้จากการประกาศให้เมืองศรีเทพและพนมรุ้งอยู่ในรายชื่อที่มีแนวโน้มจะได้ขึ้นเป็นมรดกโลก (Tentative List) นั้น ก็จะทำให้เกิดการวิจัยและศึกษาเกี่ยวกับเมืองโบราณทั้งสองแห่งกันเพิ่มขึ้น แต่ระดับของการศึกษานั้นจะเป็นแบบใด จะเป็นสหวิทยาการมากน้อยแค่ไหนนั้น ก็คงต้องรอติดตามกันต่อไป ในมุมมองของผม เมืองศรีเทพนั้นต้องเน้นการศึกษาอิทธิพลของศาสนาพุทธมหายานในเชิงลึกและเชื่อมโยงในระดับภูมิภาคทั้งกับจีน ทิเบต และอินโดนีเซียให้มากขึ้น ส่วนพนมรุ้งต้องเน้นเรื่องความสัมพันธ์ทางเครือญาติของกลุ่มเมืองในเขตเทือกเขาพนมดงรักกับเมืองในเขตทะเลสาบเขมร การเชื่อมโยงระดับภูมิภาคนี้จะเป็นหนทางที่ช่วยย้ำความสำคัญของเมืองโบราณทั้งสองแห่งว่าเป็นสมบัติของมนุษยชาติอย่างน้อยก็ในเอเชีย

 

งานโบราณคดีนั้นไม่ใช่มีเฉพาะเรื่องการค้นพบหลักฐานใหม่ๆ เท่านั้น แต่ยังมีส่วนที่เป็นเรื่องของการพัฒนาความรู้ทางด้านแนวคิดและทฤษฎีอีกด้วย ในรอบหลายปีที่ผ่านมาด้วยการเติบโตของโซเชียลมีเดีย และการรับความรู้หลังสมัยใหม่ ทำให้มีนักโบราณคดีจำนวนหนึ่งที่หันมาสนใจแนวคิดทฤษฎีเชิงวิพากษ์ ทั้งนี้เพื่อเข้าใจถึงการก่อร่างความรู้ของโบราณคดี อำนาจของความรู้ทางโบราณคดีที่มีต่อสังคมการเมืองในปัจจุบัน หรือชาตินิยมในงานโบราณคดี เป็นต้น นั่นหมายความว่าจะมีงานศึกษาด้านโบราณคดีที่ไม่ได้เป็นเรื่องการศึกษาเพื่อเข้าใจอดีตเท่านั้น แต่ยังเข้าใจปัจจุบันอีกด้วย เช่น บทบาทของโบราณสถานหรืออุทยานประวัติศาสตร์ที่มีต่อการสร้างชาติ เป็นต้น สรุปสั้นๆ ก็คือ จะมีนักโบราณคดีที่สนใจแนวคิดโบราณคดีหลังสมัยใหม่กันมากขึ้น จนนำไปสู่การทบทวนความรู้ที่ผ่านมาในอีกหลายปีข้างหน้า

 

Photo: Grand Egyptian Museum / Facebook

 

ส่วนในต่างประเทศนั้น เชื่อได้เลยว่าทั้งนักโบราณคดีและผู้คนทั่วโลกจะมาสนใจอารยธรรมอียิปต์กันมากขึ้นไปอีก ทั้งนี้เป็นผลมาจากการเปิด Grand Egyptian Museum ในปีหน้า ซึ่งคงมีโบราณวัตถุแปลกตาและล้ำค่ามาจัดแสดงมากมาย จนกระตุ้นให้เกิดการศึกษาในเชิงลึกกันอีกครั้ง และอาจมีภาพยนตร์แนวอียิปต์ออกมาเช่นกัน 

 

 

ด้วยการเรียกร้องและทวงคืนโบราณวัตถุที่เกิดขึ้นในรอบหลายปีที่ผ่านมา เชื่อได้ว่าพิพิธภัณฑ์ในต่างประเทศจะเริ่มคิดและทบทวนเรื่องการคืนของที่ซื้อมา ได้มา หรือขโมยมาในช่วงสงครามโลก หรือในช่วงอาณานิคมคืนให้กับประเทศต่างๆ กันมากขึ้น มีผู้เสนอว่าการคืนโบราณวัตถุนี้อาจเป็นไปได้ เพราะปัจจุบันมีการพัฒนาเครื่องปรินต์แบบสามมิติ (3D Printing) ที่ก้าวหน้ามากและสามารถจำลองวัตถุได้เหมือนจริง ดังนั้น ก็อาจไม่จำเป็นต้องเอาของจริงมาตั้งอีกในอนาคต ซึ่งไม่รู้ว่านี่จะเป็นความฝันหรือไม่นะครับ เพราะพิพิธภัณฑ์บางที่ก็อาจจะไม่ต้องการคืนก็ได้ 

 

ในส่วนของเพื่อนบ้านนั้น งานโบราณคดีจะมีความก้าวหน้ามากขึ้น เพราะมีนักโบราณคดีต่างชาติเช่น อเมริกา ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย เข้าไปศึกษาวิจัยและให้เงินทุนนักโบราณคดีท้องถิ่นไปเรียนต่อ ซึ่งจะกลายเป็นกำลังสำคัญของการพัฒนาในอนาคต ดังนั้นปีหน้าองค์ความรู้เกี่ยวกับทุ่งไหหินน่าจะพัฒนาขึ้นอีก เช่นเดียวกับงานโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ในพม่า โดยเฉพาะในเขตพุกามจะเติบโตขึ้น และขยายไปถึงในเขตชนกลุ่มน้อย เช่น ในเขตรัฐกะเหรี่ยง เป็นต้น ส่วนในกัมพูชาจะมีการวิจัยและขุดค้นในเขตเทือกเขาพนมกุเลนและเมืองละแวกกันมากขึ้น ด้วยเป็นเพราะต้องการเข้าใจเรื่องการกำเนิดเมืองพระนคร และยุคสมัยหลังเมืองพระนครที่ไม่ได้รับความสนใจมาช้านาน สุดท้ายในเขตอินโดนีเซียและคาบสมุทรมลายูจะมีนักโบราณคดีสนใจและตั้งคำถามเกี่ยวกับเส้นทางการเคลื่อนย้ายของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์กันมากขึ้น อันเป็นผลมาจากการค้นพบภาพเขียนสีอายุ 4 หมื่นปีล่าสุด 

 

โดยสรุปก็คือ งานโบราณคดีในปี 2020 จะมีการค้นหาหลักฐานใหม่ที่เก่าแก่ขึ้น การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยมากขึ้น การพัฒนาเทคนิคการกำหนดอายุ และในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้าเราอาจจะต้องมาเริ่มต้นทำความเข้าใจพัฒนาการของมนุษย์นับตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ถึงประวัติศาสตร์กันใหม่ รวมถึงแนวโน้มของการตระหนักรู้ต่อปัญหาการนำโบราณคดีมารับใช้การเมืองในปัจจุบันอีกด้วย 

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง: 

The post 2020 ปีที่เทคโนโลยีจะช่วยในการค้นพบทางโบราณคดี จนอาจนำไปสู่การเขียนประวัติศาสตร์กันใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมบัติฟาโรห์ตุตันคาเมน เวิลด์ทัวร์ครั้งสุดท้ายที่ลอนดอน ก่อนกลับไปไคโร https://thestandard.co/tutankhamun-treasures-of-the-golden-pharaoh/ Sat, 07 Dec 2019 06:24:57 +0000 https://thestandard.co/?p=310431 Tutankhamun

ปี 1922 นับเป็นศักราชเริ่มต้นของความหลงใหลต่ออารยธรรมอี […]

The post สมบัติฟาโรห์ตุตันคาเมน เวิลด์ทัวร์ครั้งสุดท้ายที่ลอนดอน ก่อนกลับไปไคโร appeared first on THE STANDARD.

]]>
Tutankhamun

ปี 1922 นับเป็นศักราชเริ่มต้นของความหลงใหลต่ออารยธรรมอียิปต์ที่แพร่กระจายไปทั่วโลก อันเป็นผลมาจากการค้นพบสุสานของฟาโรห์ตุตันคาเมน และยังเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานเกี่ยวกับคำสาปของฟาโรห์อีกด้วย 

 

เมื่อเร็วๆ นี้ ‘สมบัติของฟาโรห์ตุตันคาเมน’ จำนวนมากถึง 150 ชิ้นได้เดินทางเวียนมาจัดแสดงที่ซาตชีแกลเลอรี (Saatchi Gallery) กรุงลอนดอน ภายใต้ชื่อนิทรรศการว่า ‘Tutankhamun: Treasures of the Golden Pharaoh’ ซึ่งทางผู้จัดบอกว่าเป็นเวิลด์ทัวร์ครั้งสุดท้ายแล้ว หลังจากเดินทางจัดแสดงมาหลายประเทศ (ก่อนหน้านี้จัดแสดงที่ปารีส) ถ้าพลาดก็จะต้องตามไปดูกันที่พิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปต์ ซึ่งจะเปิดปลายปีหน้านี้แทน

 

Tutankhamun

หน้ากากทองคำของฟาโรห์ตุตันคาเมน จัดแสดงอยู่ที่กรุงไคโร 

Photo: Roland Unger/wikipedia

 

แน่นอนว่า ‘โบราณวัตถุ’ หรือ ‘ศิลปวัตถุ’ ถือว่างดงามมาก และสะกดให้ทุกคนที่เข้าชมอยู่ในภวังค์ ตกตะลึงกับความมั่งคั่งร่ำรวย ความสามารถทางศิลปะ และความลึกซึ้งต่อความเชื่อหลังความตายของอียิปต์เมื่อกว่า 3,000 ปีมาแล้ว (ในใจผมคิดเปรียบเทียบกับประเทศไทยว่าตอนนั้นยังอยู่เป็นยุคสำริด คนอยู่กันในหมู่บ้านขนาดเล็ก ยังเพาะปลูกและล่าสัตว์กันอยู่เลย) 

 

แต่เมื่อเก็บเอาความทึ่งไว้ในใจแล้ว สิ่งที่ผมตั้งคำถามไปพร้อมกันก็คือทำไมโบราณวัตถุของตุตันคาเมนถึงได้ตะลอนเดินทางจัดแสดงไปทั่วโลก ทำไมผู้คนทั่วโลกจึงสนใจความยิ่งใหญ่ของอียิปต์ และอะไรเป็นปรากฏการณ์ที่ตามมาหลังการค้นพบสุสานของตุตันคาเมน

 

คาร์เตอร์ผู้ค้นพบ

นิทรรศการเริ่มต้นจากการอธิบายพระราชประวัติของฟาโรห์ตุตันคาเมน ความเชื่อหลังความตายของอียิปต์ และประวัติของการค้นพบสุสานแห่งนี้เมื่อปี 1922 โดย ฮาเวิร์ด คาร์เตอร์ นักสำรวจชาวอังกฤษ ซึ่งมี ลอร์ด คาร์นาร์วอน เป็นผู้สนับสนุนทางการเงิน เพื่อให้ผู้ชมเข้าใจภาพรวมก่อนเข้าชมศิลปวัตถุหรือ ‘สมบัติ’ ของฟาโรห์ที่อุทิศให้กับพระองค์เพื่อนำไปใช้ยังโลกหน้า 

 

Tutankhamun

ลอร์ด คาร์นาร์วอน (ซ้ายสุด) และฮาเวิร์ด คาร์เตอร์ (ขวาสุด) ผู้ค้นพบสุสานตุตันคาเมน
Photo: Harry Burton/wikipedia 

 

เรื่องของคาร์เตอร์นั้นถูกให้น้ำหนักค่อนข้างมาก และให้เครดิตเขาในฐานะที่เป็นผู้ที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับงานโบราณคดีภาคสนามด้วยการบันทึกของที่พบทุกอย่างอย่างละเอียด เช่น การทำทะเบียน การถ่ายรูป และจดบันทึกต่างๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นหลังอย่างมาก และนับเป็นครั้งแรกที่การศึกษาเรื่องอียิปต์ไม่ได้เป็นการศึกษาเฉพาะตัววัตถุ แต่ทุกคนสามารถศึกษาสุสานของพระองค์ได้ทุกแง่มุมเหมือนได้เปิดสุสานด้วยตัวเอง  

 

เรื่องการค้นพบสุสานของตุตันคาเมนนั้น ผมได้ไปหาอ่านเพิ่มเติมมาจากหนังสือ Tutankhamun: Egypt’s Most Famous Pharaoh เขียนโดย บิล ไพรซ์ ซึ่งได้เล่าไว้ว่า ในวันที่ 4 พฤศจิกายน คนงานได้ขุดค้นพบบันไดทางลงไปสู่สุสาน ซึ่งทีแรกเขาคิดว่ามันอาจเป็นสุสานที่ยังสร้างไม่เสร็จหรืออาจถูกลักลอบขุดไปแล้วในสมัยโบราณ แต่เมื่อขุดลึกลงไปอีก คาร์เตอร์ได้เห็นตราของหลุมศพของราชวงศ์ ภาพของสุนัข และสัญลักษณ์ของเทพอานูบิส ซึ่งทั้งหมดนี้ชี้ชัดว่าเป็นสมาชิกของราชวงศ์ที่ 18 แต่เขายังไม่พบชื่อของฟาโรห์ จึงคิดว่าเป็นขุนนางชั้นสูง อีกทั้งยังมีร่องรอยการเปิดสุสานแล้วครั้งหนึ่งหลังจากที่สุสานแห่งนี้ถูกผนึกเอาไว้ 

 

คาร์เตอร์ได้แจ้งข่าวไปยังคาร์นาร์วอน ทำให้เขาและคณะได้เดินทางมาถึงยังสุสานในวันที่ 24 พฤศจิกายน ซึ่งทางเข้าสุสานได้ถูกขุดค้นเข้าไปยังประตูชั้นที่หนึ่งเป็นที่เรียบร้อย และทำให้คาร์เตอร์ได้พบตราประทับพระนามของฟาโรห์ตุตันคาเมนเหนือกรอบประตู นอกจากนี้แล้วยังพบของอื่นๆ ที่มีชื่อของตุตันคาเมน 

 

ในวันที่ 26 พฤศจิกายน คาร์เตอร์ได้เจาะเข้าไปยังประตูชั้นที่สอง ในบันทึกของเขาได้เขียนว่า เมื่อแสงเทียนสาดส่องเข้าไป ตาทั้งสองข้างของเขาได้มองเห็นประติมากรรมรูปสัตว์ คน และเทพเจ้าทั่วทุกแห่งสุกอร่ามไปด้วยทองคำจนรู้สึกตกตะลึง เช่นเดียวกับคาร์นาร์วอนที่กล่าวว่ามันน่ามหัศจรรย์อย่างมากจนแทบไม่อาจยืนอยู่ได้

 

Tutankhamun

ศาลบูชาขนาดเล็กปิดด้วยทองคำ แกะสลักเป็นภาพของตุตันคาเมนและพระราชินีของพระองค์เมื่อครั้งยังดำรงพระชนม์ชีพ ซึ่งศาลบูชานี้เองที่ทำให้คาร์เตอร์ต้องตกตะลึงกับแสงทองคำที่สะท้อนกลับมา

 

พวกเขาเตรียมความพร้อมอยู่ 2 วัน ในวันที่ 29 พฤศจิกายน เป็นวันที่เปิดผนึกสุสานของฟาโรห์อย่างเป็นทางการ แต่ความจริงแล้วทั้งคาร์เตอร์ คาร์นาร์วอน และบุคคลผู้มีชื่อเสียงจำนวนหนึ่งได้ลอบเข้าไปดูสุสานก่อนแล้ว พวกเขาได้พบกับสิ่งของต่างๆ ที่อุทิศให้กับฟาโรห์ ทั้งยังพบประตูที่ปิดผนึกไว้อีกสองประตู ห้องหนึ่งเก็บของ อีกห้องหนึ่งเป็นสุสาน ที่ห้องสุสานนี้มีประติมากรรมสองตัวทำหน้าที่เป็นทวารบาล แต่การลอบเข้าไปยังห้องเก็บศพของฟาโรห์นี้ ภายหลังได้รับการตั้งคำถามอย่างมากถึงจริยธรรมว่าพวกเขาได้หยิบสมบัติอะไรออกไปบ้างหรือไม่ ไม่ว่าจะถูกหรือผิด เอาเป็นว่าในวันที่ 29 พฤศจิกายนนั้น ประตูของสุสานได้ถูกเปิดอย่างเป็นทางการ และข่าวการค้นพบสุสานของตุตันคาเมนนี้ได้เผยแพร่ไปทั่วโลก และทำให้คาร์เตอร์มีชื่อเสียงโด่งดังอย่างมาก 

 

เพื่อจัดการกับโบราณวัตถุในสุสาน คาร์เตอร์ได้เชิญนักโบราณคดีอเมริกันและอังกฤษเข้ามาช่วยเพื่อศึกษาวัตถุต่างๆ และอนุรักษ์ จากนั้นได้เชิญให้ แฮร์รี เบอร์ตัน มาถ่ายรูปตลอดการทำงาน และให้ อาร์เธอร์ แชนเลนเดอร์ ซึ่งเป็นวิศกรและสถาปนิกมาช่วยเคลื่อนย้ายเปิดหีบพระศพ (โลงศพ) และเปิดฝาโลง ซึ่งมีน้ำหนักมากและยังอยู่ในที่แคบอีกด้วย

 

จากข่าวที่ออกไปทำให้คลื่นมหาชนรวมถึงนักข่าวมายังสุสานเป็นจำนวนมากและก่อให้เกิดความเสียหายขึ้น เมื่อเป็นเช่นนั้นคาร์เตอร์จึงตัดสินใจขายภาพสุดเอ็กซ์คลูซีฟให้กับหนังสือพิมพ์ The Times และเพื่อให้ได้เงินมาขุดค้นทางโบราณคดีด้วย 

 

จุดเริ่มต้นของคำสาปฟาโรห์

แต่แล้วในปี 1923 ได้เกิดความขัดแย้งกันขึ้นระหว่างคาร์เตอร์กับคาร์นาร์วอน ด้วยเป็นเพราะมีข้อตกลงว่าถ้าหากพบสมบัตินั้นในสภาพดั้งเดิม สมบัตินั้นจะต้องตกเป็นของรัฐบาลอียิปต์ ทำให้เกิดการถกเถียงกันอย่างรุนแรงระหว่างคาร์เตอร์ซึ่งต้องการมอบสมบัติให้กับรัฐบาลอียิปต์ ในขณะที่คาร์นาร์วอนนั้นไม่เห็นด้วย เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อจิตใจของคาร์นาร์วอน ประกอบกับร่างกายที่ไม่แข็งแรง เมื่อถูกยุงกัดจึงติดเชื้อและเสียชีวิตเมื่อวันที่ 5 เมษายนในปีเดียวกัน 

 

การตายของคาร์นาร์วอนนี้เองที่ถูกแต่งเติมสีสันจากนักหนังสือพิมพ์ว่าเป็นคำสาปของฟาโรห์ อันเป็นผลจากการรบกวนหลุมฝังพระศพของกษัตริย์ นอกจากนี้ยังแต่งเติมไปอีกว่าในช่วงเวลาที่คาร์นาร์วอนเสียชีวิตนั้นได้มีแสงพุ่งออกมาจากกรุงไคโร และยังมีไฟดับเกิดขึ้นอีกด้วย (สมัยนั้นเหตุไฟดับเป็นเรื่องปกติมาก) อีกทั้งสุนัขของคาร์นาร์วอนยังตายในเวลาเดียวกันอีก 

 

คาร์เตอร์ได้กลับไปเปิดฝาโลงพระศพของตุตันคาเมนซึ่งหนักเป็นตันออก สิ่งแรกที่พบคือใต้ฝาโลงเป็นผ้าลินิน และเมื่อเอาออกก็พบกับโลงพระศพรูปคนที่ตกแต่งเป็นรูปร่างหน้าตาของตุตันคาเมน ในวันถัดมาคาร์เตอร์ตั้งใจที่จะให้ภรรยาและครอบครัวของคนที่ทำงานในสุสานในฐานะที่เป็นไกด์ทัวร์ได้ดูโลงพระศพ แต่ก็ถูกห้ามโดยกระทรวงแรงงานของอียิปต์ และยังถูกสั่งห้ามไม่ให้ดำเนินการขุดค้นอีกด้วย 

 

ในเวลานี้คาร์เตอร์ไม่มีคาร์นาร์วอนให้ความช่วยเหลืออีก และไม่มีเส้นสายกับนักการเมือง แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไป รัฐบาลอียิปต์มองเห็นว่าไม่มีใครที่จะทำงานนี้ได้ดีเท่ากับคาร์เตอร์อีกแล้ว พวกเขาจึงยอมให้คาร์เตอร์กลับมาทำงานภายใต้ข้อตกลงใหม่ และเลดี้คาร์นาร์วอนก็ได้ให้เงินทุนสนับสนุนต่อเป็นจำนวนมากถึง 36,000 ปอนด์ 

 

คาร์เตอร์กลับมาเริ่มงานอีกครั้งในปี 1925 ในปีต่อมาฝาโลงชั้นในได้ถูกเปิดขึ้น ซึ่งเผยให้เห็นหน้ากากทองคำและมัมมี่ของตุตันคาเมน คาร์เตอร์ยังคงทำงานอยู่ที่นั่นจนถึงปี 1932 สมบัติทั้งหมดถูกเคลื่อนย้ายไปยังพิพิธภัณฑ์กรุงไคโร ยกเว้นเพียงโลงพระศพเท่านั้น 

 

Tutankhamun

หน้ากากทองคำของตุตันคาเมนเมื่อแรกเปิดหีบพระศพออกมาครั้งแรกเมื่อปี 1925

Photo: Harry Burton/wikipedia 

 

หลังจากงานขุดค้นเสร็จสิ้น คาร์เตอร์ได้เดินทางกลับไปยังอังกฤษ และใช้ชีวิตอีก 7 ปีที่เหลืออยู่เพื่อเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับตุตันคาร์เมน ตีพิมพ์รายงานขุดค้น และเลกเชอร์ให้กับมหาวิทยาลัยต่างๆ และแล้วเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 1932 คาร์เตอร์ก็ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบโดยปราศจากสารแสดงความอาลัยทั้งจากรัฐบาลอังกฤษและรัฐบาลอียิปต์ในความสำเร็จดังกล่าว ซึ่งช่วยทำให้อังกฤษและอียิปต์มีชื่อเสียงต่อการค้นพบอันยิ่งใหญ่ของโลก 

 

หลังจากคาร์เตอร์เสียชีวิตไปแล้ว งานค้นคว้าเกี่ยวกับตุตันคาเมนยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และมีการเชื่อมโยงอุบัติเหตุต่างๆ เข้ากับคำสาปฟาโรห์ เช่น นักโบราณคดีด้านอียิปต์ที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งคือ ซาฮี ฮาวาสส์ ได้ประสบอุบัติเหตุเมื่อต้องไปสำรวจที่หุบเขากษัตริย์ หรืออยู่ๆ เครื่องซีทีสแกนก็ทำงานไม่ได้เมื่อต้องสแกนพระศพของตุตันคาเมน ทุกวันนี้ก็ยังคงมีคนเชื่อว่าคำสาปฟาโรห์นั้นเป็นจริง

 

ศิลปวัตถุอันล้ำค่าในห้องจัดแสดง

ชาวอียิปต์มีความเชื่อในชีวิตอมตะ ดังนั้นความตายเป็นเพียงสิ่งชั่วคราวเท่านั้น ไม่ใช่จุดจบสุดท้ายของชีวิต เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องนับแต่มีชีวิตจนถึงหลังความตาย ชาวอียิปต์จึงบูชาเทพเจ้า และเมื่อพวกเขาตายลงจึงได้นำร่างมาทำเป็นมัมมี่เพื่อหวังให้ดวงวิญญาณ (ในความเชื่อของอียิปต์ วิญญาณแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ บา กา และอัคห์) กลับเข้ามาในร่าง จะได้กลับมาหายใจและมีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง 

 

ด้วยเหตุนี้ ข้าวของเครื่องใช้ อาหาร และเครื่องดื่มจึงถูกนำมาอุทิศให้กับผู้ตายโดยวางอยู่บนโต๊ะในห้องหนึ่งที่แยกออกมาต่างหากจากห้องเก็บโลงศพ เพื่อให้ผู้ตายมีสิ่งที่จำเป็นไว้กินใช้สำหรับโลกหลังความตาย พร้อมทั้งมีการเขียนตัวอักษรที่เป็นคาถา มนตรา หรือบทสวดเพื่อช่วยชี้ทางไปสู่โลกหน้า แต่คาถาพวกนี้จะมีพลังได้ก็ต่อเมื่ออ่านออกเสียง ซึ่งนักบวชจะทำหน้าที่ตรงนี้

 

ด้วยระบบความเชื่อดังกล่าว ‘สมบัติ’ ของตุตันคาเมนจึงเป็นของที่อุทิศให้ผู้ตายไว้ใช้ในโลกหลังความตายเพื่อรอว่าวันหนึ่งกษัตริย์หนุ่มจะกลับมาคืนชีพนั่นเอง สุสานของพระองค์จึงถูกแบ่งออกเป็น 3 ห้องหลักคือ ห้องสำหรับเก็บข้าวของเครื่องใช้ (Antechamber และ Annexe) เช่น โต๊ะ เก้าอี้ หีบใส่ของ อาวุธต่างๆ เมื่อเดินสุดห้องนี้ก่อนเข้าไปยังห้องเก็บหีบพระศพจะมีประติมากรรมทวารบาลสองคนเฝ้าอยู่ ห้องถัดมาเป็นห้องเก็บหีบพระศพ (Burial Chamber) และสุดท้ายเป็นห้องเก็บสมบัติ (Treasury) ซึ่งทางเข้าห้องนี้ต้องเดินผ่านห้องเก็บหีบพระศพ พอเข้าไปจะเจอสุนัขดำ ซึ่งคือเทพอานูบิส เป็นเทพแห่งความตาย

 

Tutankhamun

แจกันสำหรับใส่น้ำมันเพื่อให้แสงสว่างไปสู่โลกหลังความตาย แกะสลักจากหินแคลไซต์ ประดับด้วยหินสีมีค่า

 

Tutankhamun

ภาชนะที่เป็นสัญลักษณ์ของการรวมอียิปต์ตอนบนกับอียิปต์ตอนล่าง ทำจากหินแคลไซต์

 

เมื่อเดินเข้าไปในห้องนิทรรศการที่จัดแสดง ‘สมบัติ’ ต่างๆ พูดตรงๆ ว่าผมรู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะนี่คือครั้งแรกที่ได้เห็นของจริง หลังจากที่ตอนเด็กอ่านต่วยตูนมานาน มีเรื่องหนึ่งที่ผมต้องขออภัยคือภาพที่นำมาลงในบทความนี้ผมใช้กล้องมือถือถ่ายเอาเท่านั้น ทำให้ภาพไม่ค่อยชัดเท่าไรนัก 

 

สำหรับสิ่งของจัดแสดงในห้องแรกของนิทรรศการมีหลายชิ้น ชิ้นที่น่าสนใจเป็นภาชนะสำหรับบรรจุน้ำมัน เพราะเชื่อว่า เทพเร (เทพแห่งแสงสว่าง) จะใช้นำทางตุตันคาเมนท่ามกลางความมืดมิดสู่โลกหลังความตาย ในตู้เดียวกันมีแจกันตั้งบนฐานเก้าอี้ที่สลักจากหินแคลไซต์ ชิ้นนี้น่าสนใจตรงที่ระบบสัญลักษณ์ Shen Ring หรือห่วงที่มีขีด เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นนิรันดร์ ดอกบัวเป็นสัญลักษณ์ของอียิปต์ตอนบน (Upper Egypt) ในขณะที่ปาปิรุสเป็นสัญลักษณ์ของอียิปต์ตอนล่าง (Lower Egypt) ซึ่งหมายความว่าตุตันคาเมนจะรวมอียิปต์ทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน

 

อย่างที่กล่าวว่าอาหารเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตหลังความตาย ในตู้จัดแสดงใบหนึ่งจึงมีกล่องสำหรับเก็บอาหาร 4 กล่องจัดแสดง มีอยู่ใบหนึ่งที่ถ้าเดาจากรูปทรงภายนอกคงจะต้องเป็นพวกสัตว์ปีก อาจเป็นไก่หรือห่าน

 

Tutankhamun

ภาชนะสำหรับบรรจุอาหารที่อุทิศให้กับตุตันคาเมน

 

ประติมากรรม 3 ชิ้นที่ผมรู้สึกตื่นเต้นและชอบมากคือ 1. ประติมากรรมปิดทองรูปตุตันคาเมนกำลังถือฉมวกยืนอยู่บนเรือขนาดเล็ก สังเกตว่ามงกุฎนี้เป็นของอียิปต์ตอนล่าง 2. ประติมากรรมปิดทองรูปตุตันคาเมนกำลังก้าวเดินเพื่อไปสู่โลกหลังความตาย ส่วนมงกุฎเป็นของอียิปต์ตอนบน 3. ประติมากรรมปิดทองรูปตุตันคาเมนยืนอยู่บนหลังเสือดำ เสือดำนี้เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของฟาโรห์ และเป็นพาหนะพาพระองค์ไปสู่ดินแดนแห่งความตาย 

 

Tutankhamun

ประติมากรรมจำลองรูปตุตันคาเมนขณะกำลังยืนอยู่บนเรือและขว้างฉมวก

 

Tutankhamun

ประติมากรรมปิดทองรูปตุตันคาเมนกำลังก้าวเดินเพื่อไปสู่โลกหลังความตาย

 

Tutankhamun

ประติมากรรมปิดทองรูปตุตันคาเมนยืนอยู่บนหลังเสือดำ

 

ชีวิตของตุตันคาเมนนั้นเต็มไปด้วยความหรูหราตามอย่างฟาโรห์ของอียิปต์ ในสุสานของพระองค์จึงเต็มไปด้วยเครื่องประดับที่ทำจากอัญมณีและหินมีค่านานาชนิด เพื่อที่ว่าเมื่อพระองค์ฟื้นคืนชีพจะได้มีเครื่องประดับไว้ใช้สมกับฐานะความเป็นฟาโรห์

 

ไฮไลต์หนึ่งของวัตถุจัดแสดงในนิทรรศการนี้ก็คือเครื่องประดับที่ใช้ตกแต่งพระศพชั้นในของตุตันคาเมนซึ่งได้นำมาเพียงบางส่วน และน่าเสียดายที่หน้ากากทองคำจริงไม่ได้นำมาจัดแสดงด้วย เพราะจัดแสดงที่ไคโร มีเพียงหน้ากากจำลองที่จัดแสดงไว้ในห้องขายของที่ระลึกเท่านั้น 

 

Tutankhamun

ทวารบาลที่ทำหน้าที่คุ้มครองทางเข้าสู่ห้องเก็บหีบพระศพของตุตันคาเมน

 

Tutankhamun

เครื่องประดับบางส่วนของหีบพระศพชั้นในของตุตันคาเมน

 

Tutankhamun

ปลอกมือทองคำของตุตันคาเมนซึ่งในพระหัตถ์กำลังถืออาวุธ ระหว่างมือมีแมลงสการับ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการกำเนิดใหม่อยู่ด้วย

 

Tutankhamun

สร้อยคอทองคำรูปนกเหยี่ยว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระราชอำนาจที่ปกครองอียิปต์ทั้งมวล

 

Tutankhamun

สร้อยคอทำจากอัญมณีและหินกึ่งรัตนชาติของตุตันคาเมน ประดับด้วยแมลงสการับ (แทนสัญลักษณ์ของการกำเนิดใหม่) และเหยี่ยว (แทนสัญลักษณ์ของกษัตริย์)

 

‘Tutmania’ หรือความคลั่งไคล้ตุตันคาเมน

ระยะหลังมานี้ผมเห็นพิพิธภัณฑ์ในอังกฤษหลายแห่งให้ความสำคัญกับ ‘วัฒนธรรมร่วมสมัย’ หรือป๊อปคัลเจอร์กันมากขึ้น เช่น ที่ British Museum หรือที่ Natural History Museum ในกรณีของตุตันคาเมนนั้น ตั้งแต่ปี 1922 เป็นต้นมา ผู้คนทั่วโลกต่างคลั่งไคล้ในอารยธรรมของอียิปต์อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน มีทั้งการสร้างภาพยนตร์ โฆษณา หนังสือพิมพ์ ขนม และอีกมากมาย ที่นำเรื่องราวของตุตันคาเมนหรือบางเอเลเมนต์ของตุตันคาเมนไปใช้เผยแพร่จนได้รับความนิยมไปทั่วโลก ลักษณะเช่นนี้เองที่เรียกว่าป๊อปคัลเจอร์ (คล้ายกับกรณีของ บุพเพสันนิวาส) 

 

Tutankhamun

วิดีโอกำลังฉายกระแสของ ‘ตุตันมาเนีย’ หรือความคลั่งไคล้ต่อตุตันคาเมนที่เกิดขึ้นหลังจากการค้นพบสุสาน

 

ดังนั้นในนิทรรศการตุตันคาเมนในห้องท้ายๆ จึงมีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘Tutmania’ หรือความคลั่งไคล้ตุตันคาเมนเสริมเข้ามาด้วย เพื่อให้คนดูรู้สึกว่าเรื่องของตุตันคาเมนนั้นไม่ใช่แค่เรื่องของอดีตหรือเรื่องเก่าๆ เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องที่ใกล้ชิดกับคนปัจจุบันด้วย ซึ่งผมคิดว่านี่คือรหัสอย่างหนึ่งของการจัดนิทรรศการในปัจจุบันที่จะดึงคนให้รู้สึกผูกพันกับอดีต

 

กระแสความนิยมคลั่งไคล้ตุตันคาเมนนี้เองที่จากเดิมตุตันคาเมนเป็นฟาโรห์ที่ถูกลืมและไม่ได้มีชื่อเสียงอะไร กลับกลายเป็นว่าตุตันคาเมนได้กลายเป็นฟาโรห์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดพระองค์หนึ่งในโลก จะว่าไปปรากฏการณ์นี้เองที่ทำให้ตุตันคาเมนกลับมาฟื้นคืนชีพจากความตาย โลกหลังความตายของพระองค์จึงไม่ใช่โลกบาดาล (Netherworld) อันลี้ลับ แต่กลับเป็นโลกสมัยใหม่ (Modern world) อันทันสมัย และทำให้พระองค์เป็นที่จดจำของคนทั้งโลก นี่เองที่คือความเป็นอมตะ 

 

ความคลั่งไคล้ต่ออียิปต์ยังส่งผลไปยังงานด้านโบราณคดีอีกด้วย จากเดิมที่งานโบราณคดีเป็นเรื่องของผู้มั่งมีหรือเป็นงานวิชาการ แต่ส่งผลให้คนนับล้านคนทั่วโลกสนใจต่องานโบราณคดีและอารยธรรมโบราณอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน จนเกิดกระแสอีกอันที่ตามมาด้วยคือ ‘Egyptomania’ หรือความคลั่งไคล้ต่ออียิปต์ ซึ่งแพร่กระจายไปทั่วยุโรป ความคลั่งไคล้นี้เห็นได้ใกล้ๆ เช่น ถ้าใครเคยไปห้างแฮร์รอดส์ในกรุงลอนดอน ที่ชั้นล่างและบันไดเลื่อนจะตกแต่งด้วยเสา ภาพวาด และตัวอักษรแบบอียิปต์ กระทั่งในไทยเองก็มีกระแสความคลั่งไคล้อียิปต์เช่นกัน (แต่ยังไม่ได้มีการศึกษาในเรื่องนี้มากนัก)

 

ใครที่มีโอกาสไปลอนดอนช่วงนี้แนะนำให้ไปดูกันนะครับ แต่ถ้าพลาดก็ไม่เป็นไร ปลายปีหน้าสมบัติของตุตันคาเมน 150 ชิ้นนี้และอีกเกือบ 5,000 ชิ้นจะจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ใหม่ในกรุงไคโรที่ผู้คนทั่วโลกกำลังเฝ้ารอคอย แต่มีเรื่องหนึ่งที่ผมอยากให้สังเกตด้วยคือการจัดแสดงสมบัติของตุตันคาเมนที่เวียนไปทั่วโลกนี้ ผมคิดว่าไม่ได้แตกต่างไปจากสมบัติของสุสานของจิ๋นซีฮ่องเต้เท่าไรนัก ในแง่ที่ว่าสมบัติพวกนี้ได้ช่วยสะท้อนให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองของอียิปต์และจีนในอดีต ซึ่งเกิดขึ้นภายใต้บริบทที่ทั้งสองประเทศต้องการเปิดประเทศหลังปัญหาทางการเมือง กรณีอียิปต์นั้นก็เกิดขึ้นภายหลังจากตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษและถูกชาติต่างๆ ดูแคลนมานาน กรณีของจีนก็เกิดขึ้นในช่วงที่ต้องการเปิดประเทศให้โลกรู้ว่าจีนนั้นไม่ใช่มังกรที่หลับใหลอีกต่อไปหลังจากที่เคยตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษเช่นกัน

 

ดังนั้นเวลาที่ไปดูนิทรรศการอะไรหรือพิพิธภัณฑ์ไหนก็ตาม ผมอยากชวนให้ผู้อ่านพยายามมองทะลุให้เกินวัตถุ แต่เห็นบริบทการเมืองที่โอบล้อมอยู่ด้วย นี่คือสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งของการอ่านนิทรรศการครับ 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง:

The post สมบัติฟาโรห์ตุตันคาเมน เวิลด์ทัวร์ครั้งสุดท้ายที่ลอนดอน ก่อนกลับไปไคโร appeared first on THE STANDARD.

]]>
โบราณคดีจากฟากฟ้า: รอยเท้าบนดวงจันทร์ การสืบค้นมนุษย์ต่างดาว และนาซกาไลน์ https://thestandard.co/xenoarchaeology-space-archaeology/ Fri, 22 Nov 2019 14:40:35 +0000 https://thestandard.co/?p=306550 Xenoarchaeology Space Archaeology

นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา เทคโนโลยีแล […]

The post โบราณคดีจากฟากฟ้า: รอยเท้าบนดวงจันทร์ การสืบค้นมนุษย์ต่างดาว และนาซกาไลน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Xenoarchaeology Space Archaeology

นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ได้ก้าวหน้าไปอย่างก้าวกระโดด รายงานแปลกๆ เกี่ยวกับการเห็นมนุษย์ต่างดาวเริ่มมีมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อยานอพอลโล 11 ได้นำมนุษย์คนแรกไปเหยียบบนพื้นผิวดวงจันทร์ หลังจากนั้นก็ปรากฏรายงานการเห็นจานบินและมนุษย์ต่างดาวเพิ่มมากขึ้นอย่างผิดหูผิดตา พร้อมกับมีทฤษฎีใหม่ๆ ที่เชื่อว่า ปิรามิดก็ดี สโตนเฮนจ์ก็ดี ไม่ได้สร้างโดยฝีมือมนุษย์ หากแต่สร้างโดยมนุษย์ต่างดาว! 

 

จินตนาการว่าด้วยมนุษย์ต่างดาวนี้เองที่ทำให้โบราณคดีในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมา ไม่ใช่วิชาที่ว่าด้วยการศึกษาอดีตของมนุษย์ผ่านวัตถุเท่านั้น แต่ได้ขยายไปสู่การศึกษาร่องรอยของมนุษย์ต่างดาวด้วย และมีความคิดกันว่า สักวันหนึ่งนักโบราณคดีจะเดินทางไปขุดค้นและรวบรวมหลักฐานบนดวงจันทร์และดาวอังคารกัน 

 

Xenoarchaeology Space Archaeology

 

‘Xenoarchaeology’ สืบร่องรอยของมนุษย์ต่างดาว 

ถ้าไปดูหนังหรืออ่านนิยายอิงวิทยาศาสตร์บางเรื่อง มักมีตัวแสดงที่เป็นนักโบราณคดีหรือมีงานโบราณคดีเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย เรื่องที่ผมเชื่อว่าผู้อ่านคงคุ้นเคยกันมากที่สุดคือ Star Wars ซึ่งมี เจได ที่เป็นนักโบราณคดีอยู่ มิชชันหนึ่งของพวกนี้ก็คือ การท่องอวกาศเพื่อหาอารยธรรมของมนุษย์ต่างดาวที่สาบสูญไป แล้วนำความรู้ที่ได้มาพัฒนาประวัติศาสตร์ของจักรวาล ความจริงแล้ววิธีคิดเช่นนี้ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากการทำงานของนักโบราณคดีเท่าไร เพียงแต่เปลี่ยนสเกลจากโลกเป็นจักรวาลเท่านั้น

 

สาขาวิชาโบราณคดีที่ว่าด้วยการศึกษามนุษย์ต่างดาวนี้ ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Xenoarchaeology มีรากศัพท์มาจากคำ 2 คำ คำแรกคือ Xeno แปลว่า คนต่างด้าว (กลายมาเป็นมนุษย์ต่างดาว) และ Archaeology แปลว่า โบราณคดี เป้าหมายหนึ่งของงานสาขานี้ก็คือ การศึกษาวัฒนธรรมหรืออารยธรรมของมนุษย์ต่างดาว เพื่อทำให้เห็นว่า มนุษย์นั้นมีพัฒนาการร่วมกับมนุษย์ต่างดาวทั้งในอดีตและปัจจุบันอย่างไร 

 

ผู้อ่านอาจจะรู้สึกว่า เรื่องนี้คงเป็นการสร้างสาขาวิชาแบบที่ดูเหลวไหลไปสักหน่อย แต่ปรากฏว่า ใน ค.ศ. 1997 ได้มีการประชุมทฤษฎีทางด้านโบราณคดีว่า ควรมีการถกกันในเรื่องโบราณคดีในงานนิยายอิงวิทยาศาสตร์ และใน ค.ศ. 2004 ก็มีพูดถึงมานุษยวิทยาและโบราณคดีกับการสื่อสารกับต่างดาวอีกด้วย แน่นอน ฟังดูแล้วเพ้อเจ้อ และยังห่างไกลจากความเป็นจริง แต่จริงๆ แล้วโดยพื้นฐานของงานโบราณคดีแล้วก็คือ วิชาว่าด้วยการศึกษาคนอื่น แต่เปลี่ยนจากอารยธรรมอื่นเป็นมนุษย์ต่างดาวเท่านั้นเอง

 

Xenoarchaeology Space Archaeology

ภาพถ่ายเงาของ นีล อาร์มสตรอง ที่ตกกระทบบนดวงจันทร์โดยฝีมือของ นีล อาร์มสตรอง เอง (Photo: NASA)

 

รอยเท้านั้น และโบราณคดีบนดวงจันทร์

ในช่วงวาระครบรอบ 50 ปี ของการลงจอดยานอพอลโลบนดวงจันทร์ เมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1969 นักโบราณคดีหลายคนออกมาพูดถึงโครงการขุดค้นบนดวงจันทร์กัน เพราะดวงจันทร์ไม่ใช่แค่เป็นเรื่องของนิทาน หรือไม่ใช่เรื่องของดาราศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ของโลกด้วย อลิซ กอร์มัน นักโบราณคดีอวกาศแห่งมหาวิทยาลัยฟินเดอร์ส ออสเตรเลีย ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ว่า นับแต่มนุษย์ได้ลงไปเหยียบดวงจันทร์ มีเอกสาร วัตถุที่ถูกทิ้งไว้ และร่องรอยของมนุษย์บนดวงจันทร์ไม่น้อยเลย แน่นอน มีภาพถ่ายและรายงานอะไรต่างๆ มากมายที่ออกมาจากนาซา รัสเซีย หรือจีน แต่ก็มีสิ่งอื่นที่นักโบราณคดีให้ความสนใจอีกด้วย 

 

อลิซกล่าวว่า ถึงแม้ว่าจะมีภาพถ่ายรอยเท้าของนักบิน นีล อาร์มสตรอง และนักบินอวกาศคนอื่นๆ มากมายบนดวงจันทร์ แต่ก็ไม่มีใครศึกษาว่า รอยเท้านั้นได้ทิ้งร่องรอยบางอย่างที่นักบินอวกาศอาจไม่ทันได้รู้ตัวเอาไว้ ซึ่งเชื่อว่า ถ้าหากลงไปศึกษารอยเท้าต่างๆ บนดวงจันทร์ของนักบินอวกาศนับจากอพอลโล 11-17 จะช่วยทำให้เราเข้าใจอะไรได้มากขึ้น  

 

ในขณะที่นักโบราณคดีบางคนมองว่า ในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา ทุกวันนี้มียานอวกาศมากมายที่ลงจอด (หรือชน) บนดวงจันทร์ ดาวอังคาร ดาวศุกร์ ดาวพฤหัสบดี และดาวเสาร์ ทั้งหมดนี้ถือเป็นร่องรอยของมนุษย์ที่สามารถบ่งบอกประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติได้ และควรจะต้องรวบรวมกันในอนาคต 

 

Xenoarchaeology Space Archaeology

 

นาซกา ส่องร่องรอยอารยธรรมจากฟากฟ้า

ถึงแม้ว่า ตอนนี้นักโบราณคดีจะยังไม่ได้ไปขุดค้นบนดวงจันทร์ ไม่ได้ค้นพบอารยธรรมของมนุษย์ต่างดาว แต่ก็ทำงานเกี่ยวข้องกับอวกาศอยู่เสมอ โดยมีสาขาหนึ่งที่เรียกว่า Space Archaeology ไม่รู้จะแปลเป็นภาษาไทยอย่างไรดีไม่ให้ฟังดูแปลกๆ แต่น่าจะเป็นโบราณคดีจากฟากฟ้า น่าจะเข้าท่ามากกว่าโบราณคดีอวกาศ 

 

ตัวอย่างของการทำงานโบราณคดีจากฟากฟ้าก็คือ การค้นพบนาซกาไลน์เป็นจำนวนถึง 143 รูป มีทั้งรูปคน รูปนก และรูปสัตว์ ที่ทะเลทรายทางตอนใต้ของประเทศเปรู โดยทีมนักวิจัยชาวญี่ปุ่น การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นจากการใช้เทคโนโลยี AI เข้าช่วยประมวลผลและค้นหา ซึ่งเป็นการศึกษาตั้งแต่ ค.ศ. 2016-2018 และเพิ่งจะเปิดเผยเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมานี้เอง ภาพพวกนี้กระจายตัวอยู่ในรัศมี 10 กิโลเมตรจากทางเหนือและทางใต้ของที่ราบสูง คาดการณ์กันว่า อายุของภาพนาซกานี้คงอยู่ราว 100 ปีก่อน ค.ศ. ถึง ค.ศ. 500 แล้วจึงหายไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ 

 

นักโบราณคดีและนักมานุษยวิทยาต่างพยายามตีความว่า นาซกาไลน์นี้สร้างขึ้นเพื่ออะไร แต่ก็ยังคงเป็นปริศนา หลายคนคาดว่า คงสร้างขึ้นเพื่อใช้สื่อสารกับเทพเจ้าบนท้องฟ้า บางคนมองว่า เป็นการจำลองดวงดาวตามจินตนาการของคนในยุคนั้น ที่อาจเห็นหมู่ดาวเป็นรูปคน รูปลิง รูปสัตว์ต่างๆ ลงมายังพื้นดิน หรือสร้างขึ้นบูชาเทพเจ้าภูเขาหรือดวงดาว แต่แน่นอนว่า มีคนบางกลุ่มที่มองว่า ชาวนาซกาอาจต้องการสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาว เพราะมีภาพบางภาพ เช่น ภาพ The Giant ที่มีรูปร่างเหมือนกับ ET หรือมนุษย์ต่างดาวเอามากๆ 

 

Xenoarchaeology Space Archaeology

ภาพ The Giant ที่บางคนเชื่อว่าเป็นมนุษย์ต่างดาว ซึ่งจะจริงหรือไม่จริงอย่างไรก็คงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง (Photo: Diego Delso / wikipedia)

 

ผมเชื่อว่า หลายคนคงเชื่อว่ามนุษย์เราคงไม่ได้เป็นสิ่งมีชีวิตเพียงชนิดเดียวในจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ มันน่าจะมีสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นอยู่ร่วมกับเราด้วย เพียงแต่เทคโนโลยีของเราทุกวันนี้ยังก้าวไปไม่ถึง

 

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร การลงจอดของยานอพอลโลและรอยเท้าของ นีล อาร์มสตรอง ก็เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ จนอาจเรียกได้ว่า นับจาก ค.ศ. 1969 เป็นต้นมานั้น มนุษย์ได้เข้าสู่ ‘ยุคอวกาศ (Space Age)’ แล้ว และมันได้ส่งผลสะเทือนต่อจินตนาการของมนุษย์ต่ออวกาศอย่างอักโข  

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

The post โบราณคดีจากฟากฟ้า: รอยเท้าบนดวงจันทร์ การสืบค้นมนุษย์ต่างดาว และนาซกาไลน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทวงคืนโมอาย รูปปั้นหินแห่งจิตวิญญาณ หรือเพียงวัตถุจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ https://thestandard.co/moai-statue/ Fri, 01 Nov 2019 15:04:15 +0000 https://thestandard.co/?p=300388 โมอาย

กระแสการทวงคืนโบราณวัตถุตามมิวเซียมต่างๆ ในต่างประเทศยั […]

The post ทวงคืนโมอาย รูปปั้นหินแห่งจิตวิญญาณ หรือเพียงวัตถุจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โมอาย

กระแสการทวงคืนโบราณวัตถุตามมิวเซียมต่างๆ ในต่างประเทศยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากการตระหนักรู้ถึงสิทธิของชนพื้นเมืองหรือประเทศภายใต้อาณานิคมที่มากขึ้น 

เมื่อหลายเดือนก่อน ที่บริติช มิวเซียม ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากบ้านพักผมที่ลอนดอน ผมได้ข่าวว่า มีชนพื้นเมืองจากเกาะอีสเตอร์มาทำพิธีกรรมขอทวงคืนประติมากรรมขนาดยักษ์ที่คนทั่วโลกรู้จักกันในชื่อ ‘โมอาย (Moai)’ ซึ่งตัวที่จัดแสดงที่บริติช มิวเซียมนี้มีชื่อว่า ‘โฮอา ฮากานานาอิอา (Hoa Hakananai’a)’ ตอนนั้นไม่ได้มีโอกาสไปดู แต่ผมว่ามันเป็นประเด็นที่น่าสนใจดี ทั้งในแง่มุมของโบราณคดีและการท้าทายต่อสิทธิอันชอบธรรมของมิวเซียม (พิพิธภัณฑ์) ในการเก็บโบราณวัตถุของชนพื้นเมืองจากดินแดนอันห่างไกลเอาไว้ 

 

โมอาย

โมอาย โฮอา ฮากานานาอิอา ซึ่งตั้งจัดแสดงอยู่ในห้อง Welcome Gallery 

ของบริติช มิวเซียม กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

 

โมอายคืออะไร 

นับจากโมอายเป็นที่รู้จักของชาวยุโรปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เริ่มเกิดจินตนาการว่า โมอายทำขึ้นโดยมนุษย์ต่างดาว บ้างก็ใช้สื่อสารกับมนุษย์ต่างดาว ไม่ต่างจากพีระมิด ทั้งหมดนี้จินตนาการล้วนๆ 

 

‘โมอาย (Moai)’ หรือโมอายอิ เป็นประติมากรรมรูปเคารพศักดิ์สิทธิ์ของชาวราปานุย แกะสลักขึ้นจากหินบะซอลต์ (หินภูเขาไฟ) ประเมินกันว่ามีรูปโมอายทั่วเกาะสัก 900 รูป สลักขึ้นโดยบรรพบุรุษชาวราปานุยที่ยังอาศัยอยู่บนเกาะอีสเตอร์ ไม่ใช่คนจากที่อื่น ไม่ใช่มนุษย์ต่างดาว มีเรื่องเล่าว่า ผู้สลักเป็นช่างชั้นสูง ซึ่งในแต่ละกลุ่มตระกูลจะมีช่างของตนเอง

 

เมื่อราว ค.ศ. 1000-1600 ได้เกิดความเชื่อในกลุ่มชาวราปานุยว่า เมื่อบรรพบุรุษตายไปแล้วจะกลายเป็น ‘พระเจ้า’ หรือ ‘เทพบรรพบุรุษ’ แต่ก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าพวกเขาบูชาโมอายเพื่อวัตถุประสงค์ใด อาจเพื่อความอุดมสมบูรณ์ การเกิด การตาย หรือการภาวนาให้คนตายยกระดับกลายเป็นเทพ 

 

โมอาย

ด้านหน้าและด้านหลังของโฮอา ฮากานานาอิอา จัดแสดงในบริติช มิวเซียมปัจจุบัน

 

การบูชาโมอายเป็นเรื่องของกลุ่มตระกูล ซึ่งกลุ่มตระกูลของชาวราปานุยมีทั้งหมด 10 ตระกูล (หรือเผ่า) กลุ่มตระกูลที่ถือเป็นชนชั้นสูงมีชื่อว่า ‘มิรุ’ ซึ่งถือเป็นเจ้าแห่งขุนเขา และเป็นผู้นำทุกกลุ่มตระกูล จึงได้ครอบครองที่ดินที่ดีบนเกาะ แต่ทั้งหมดก็ถือกันว่าเป็นลูกเป็นหลานของ ‘โฮตู มาตูอา’ ทำให้ตีความได้ด้วยว่า โมอายก็คือต้นตระกูล หรือบรรพบุรุษที่เป็นเทพ 

 

โมอาย

โมอาย 

 

เมื่อแกะสลักเสร็จ โมอายจะถูกเคลื่อนย้ายไปยัง ‘อาฮู (ahu)’ หรือแท่นสำหรับตั้งโมอาย ซึ่งถือเป็นพื้นที่ของศาสนสถานด้วย ซึ่งในหมู่นักโบราณคดีก็ถกเถียงกันมาตลอดว่า ชาวราปานุยเคลื่อนย้ายมันอย่างไร เพราะบางรูปมีขนาดใหญ่มาก โมอายที่สูงที่สุดมีชื่อว่า ‘ปาโร’ มีความสูง 10 เมตร และหนักถึง 82 ตัน

 

อาฮูส่วนมากจะตั้งอยู่ใกล้กับชายฝั่งหรืออ่าว ซึ่งถือเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของแต่ละสายตระกูล อาฮูบางแห่งมีรูปโมอาย 1 รูป หรืออาจมีมากถึง 15 รูป ด้วยเหตุนี้จึงทำให้พื้นที่ทั่วทั้งเกาะถือเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไปด้วย 

 

มีความเป็นไปได้ที่ความเชื่อในการบูชาโมอายนี้หายไปจาก 2 สาเหตุ 

 

โมอาย

 

อย่างแรกคือ เมื่อตะวันตกเข้ามา ทำให้เกิดการสนับสนุนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว จนต้นไม้ถูกตัด สภาพแวดล้อมบนเกาะเปลี่ยน จึงเกิดความแห้งแล้ง ทำให้การบูชาต่อโมอายเสื่อมศรัทธาไป เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อราว ค.ศ. 1600 ซึ่งสอดคล้องกับชนิดของละอองเกสรดอกไม้ที่เปลี่ยนไปในช่วงนี้เช่นกัน

 

อย่างที่สองคือ เกิดความเชื่อใหม่ขึ้นมาคือ การบูชาเทพเจ้านก (Birdman) หรือในภาษาพื้นเมืองเรียกว่า ‘ตันกาตะ มานุ’ ทำให้ความเชื่อเรื่องโมอายจางหายไป 

 

การเดินทางของโฮอา ฮากานานาอิอา มายังบริติช มิวเซียม 

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ค.ศ. 1868 พลเรือจัตวา โพเวลล์ ผู้บังคับการเรือเฮชเอ็มเอส  โทปาซ ได้บันทึกว่า ได้นำประติมากรรมรูปหนึ่งมาจากเกาะราปานุย (ต่อมาเรียกเกาะอีสเตอร์) ในบันทึกโพเวลล์ได้กล่าวว่า ประติมากรรมชิ้นนี้มีสัญลักษณ์แปลกๆ อยู่ด้านหลัง 

 

หลังจากรอนแรมในมหาสมุทร เรือก็มาเทียบท่าที่เมืองพอร์ตเมาท์ (บางทีออกเสียงเป็นพอร์ตมัท) เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ค.ศ. 1869 ในช่วงปลายฤดูร้อน พร้อมกับนำประติมากรรมชิ้นนั้นขึ้นบนฝั่ง โดยมีผืนผ้าใบเขียนไว้ว่า โฮอา-ฮากา-นานา-อิอา จาก ตาอู-รา-เรงา เต ราโน ราปา-นุย  ซึ่งสร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้มาเยี่ยมชมและสื่อเป็นอย่างมาก 

 

 

โมอาย

โฮอา ฮากานานาอิอา ขณะกำลังขนย้ายมาบนเรือและนำลงบนท่าเรือเมื่อ ค.ศ. 1869 (Photo: imaginaisladepascua.com)

 

โมอาย

สังเกตได้ว่าที่ด้านหลังของโฮอา ฮากานานาอิอา สลักสัญลักษณ์ต่างๆ 

โดยมีเชือกผูกรัดเอวรูปนกอยู่ 3 ตัว (นกเป็นสัญลักษณ์ของนกส่งวิญญาณ) 

และหัวของมนุษย์อยู่ส่วนยอดของทรงผม (Photo: www.raspberrypi.org)

 

ในวันเดียวกันนั้น หน่วยงานด้านกองทัพเรือของอังกฤษได้เขียนจดหมายถึง จอห์น วินเทอร์ โจนส์ เจ้าหน้าที่ของบริติช มิวเซียม ว่า “ข้าพเจ้าได้ถวายประติมากรรมนี้ให้กับสมเด็จพระราชินีวิกตอเรีย ซึ่งได้รับคำตอบกลับมาว่า ควรจะส่งมอบให้กับบริติช มิวเซียม” (Tilburg 2004:7) 

 

เมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าหน้าที่กองทัพได้จัดส่งประติมากรรมดังกล่าวให้กับทางพิพิธภัณฑ์ โดยแจ้งว่า ไม่ได้มีแค่ตัวเดียว แต่มีอีกตัวหนึ่งมาพร้อมกันด้วย (ซึ่งปัจจุบันประติมากรรมชิ้นหลังนี้ถูกนำไปจัดแสดงไว้ยังแมนเชสเตอร์ มิวเซียม มีชื่อว่า ‘โมอาย ฮาวา’ เพิ่งนำไปจัดแสดงเมื่อวันที่ 20 มีนาคม ค.ศ. 2015)

 

นับตั้งแต่ประติมากรรมดังกล่าวถูกนำมาจัดแสดงยังบริติช มิวเซียม มันได้กลายเป็นวัตถุจัดแสดงที่โดดเด่น จนเป็นที่รู้จักโดยทั่วไปของชาวลอนดอน และตามมาด้วยคำถามมากมายว่า ผู้สร้างประติมากรรมพวกนี้คือใคร และมีความหมายอย่างไร 

 

โฮอา ฮากานานาอิอาจัดแสดงที่บริติช มิวเซียมเรื่อยมา จนกระทั่ง ค.ศ. 1940 จึงได้ถูกเคลื่อนย้ายไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์มนุษยชาติ เพื่อหลบภัยจากสงคราม และเพิ่งจะเคลื่อนย้ายกลับจัดแสดงที่บริติช มิวเซียมอีกครั้งเมื่อ ค.ศ. 2000 โดยเลือกจัดแสดงในจุดที่โดดเด่นที่นักท่องเที่ยวนับพันเดินผ่าน 

 

ในหนังสือเรื่อง โฮอา ฮากานานาอิอา เป็นการเฉพาะนั้น ได้บรรยายว่า ทุกวันนี้โฮอา ฮากานานาอิอา ได้ทำหน้าที่เป็นเหมือนทูตที่ทำให้คนทั่วโลกรู้จักกับศิลปวัฒนธรรมของราปานุย ด้วยเป็นเพราะตั้งอยู่ในพื้นที่ที่โดดเด่นเป็นอย่างมาก (Tilburg 2004:10)

 

อยากให้ผู้อ่านสังเกตว่า คำพูดทำนองแบบนี้มักใช้เป็นข้ออ้างเสมอของมิวเซียมในยุโรปและอเมริกาที่เราอาจจะพูดได้หลายแบบ เช่น นำไป ขโมยไป หรือเอาไปโดยความไม่เต็มใจของชนพื้นเมือง เพื่อยื้อเอาไว้ให้จัดแสดงที่มิวเซียมของตนเองต่อไป 

 

โมอาย

ชาวราปานุย ภาพถ่ายเมื่อ ค.ศ. 1914 (Photo: wikipedia)

 

ทวงคืนโมอาย

ด้วยกระแสการทวงคืนโบราณวัตถุที่เกิดขึ้นทั่วโลกในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนปีที่แล้ว ตัวแทนของชาวราปานุยและรัฐมนตรีของชิลีได้เดินทางมาเจรจากับทางบริติช มิวเซียม เพื่อขอโมอาย โฮอา ฮากานานาอิอา กลับคืนไปยังเกาะอีสเตอร์ หลังจากที่ได้ถูกเคลื่อนย้ายมานานถึง 150 ปี 

 

โดยให้เหตุผลว่า นี่คือจิตวิญญาณของชาวราปานุย และ “โมอายคือครอบครัวของพวกเรา, ไม่ใช่เพียงแค่ก้อนหิน. สำหรับพวกเรา ประติมากรรมพวกนี้คือ พี่น้อง; แต่สำหรับพวกเขา (นักท่องเที่ยว) โมอายเป็นแค่ของที่ระลึก หรือสิ่งของที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว”, พูดโดย อนาเกนา มานูโตมาโตมา ข้าราชการบนเกาะอีสเตอร์ (The Guardian 16/11/2018)

 

ก่อนที่การเจรจาจะเกิดขึ้น กลุ่มของผู้แทนได้มาทำพิธีกรรมบูชา นำของมาถวาย เต้นรำ และร้องเพลงที่รูปสลักโฮอา ฮากานานาอิอา โดยหวังว่าจะให้การเจรจาเป็นไปด้วยมิตรภาพและเป็นไปในทางบวก 

 

ข้อเสนอของชาวราปานุยก็คือ เป็นไปได้หรือไม่ที่ทางบริติช มิวเซียมจะจัดแสดงของที่ทำจำลองขึ้นมาใหม่แทนที่ของจริง โดยจะให้ เบเนดิกโต ตูกิ ช่างชาวราปานุยที่มีชื่อเสียง เป็นคนแกะสลัก โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังเสนอให้ทางบริติช มิวเซียมไปดูงานและเจรจายังเกาะอีสเตอร์ เพื่อให้เกิดความเข้าใจอันดีต่อกันอีกด้วย 

จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีข้อยุติที่ชัดเจนแต่อย่างใดว่าทางบริติช มิวเซียมจะคืนให้หรือไม่ เช่นเดียวกับวัตถุอีกหลายๆ ชิ้น เพราะหากบริติช มิวเซียมเริ่มคืนไป ก็อาจก่อให้เกิดกระแสการทวงคืนโมอายตามมิวเซียม มหาวิทยาลัยในอเมริกา และวัตถุสะสมส่วนตัวของเศรษฐีที่ครอบครองไว้ทั่วโลกอีกถึง 79 ตัว 

กระแสการทวงคืนพวกนี้เกิดขึ้นจากการตระหนักรู้ในเรื่องของสิทธิชนพื้นเมือง (Indigenous Rights) ที่เริ่มจริงจังเมื่อราว ค.ศ. 2007 โดยยูเอ็น (เรียกประกาศนี้ว่า UNDRIP) ซึ่งส่งผลทำให้เกิดความตระหนักรู้ในเรื่องของสิทธิดั้งเดิมของชนพื้นเมืองในดินแดนที่คนขาวเคยเข้าไปแสวงหาประโยชน์ หรือครอบครองในฐานะอาณานิคม หรือใช้อำนาจด้วยทางใดทางหนึ่ง

 

กระแสการตระหนักรู้ในสิทธินี้เองที่นับเป็นเรื่องท้าทายต่อ ‘สิทธิ’ อันชอบธรรมของมิวเซียมต่างๆ ในการครอบครองโบราณวัตถุที่ได้มาด้วยหลายวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการนำมาด้วยกำลัง ความไม่เต็มใจ หรือเต็มใจในสมัยที่ชนพื้นเมืองยังไม่เข้าใจเรื่องสิทธิ หรือกระทั่งขโมยมาในสมัยอาณานิคม หรือในสมัยสงครามเย็นก็ดี 

 

คงเป็นเรื่องยากในการหาข้อสรุป ในความเห็นของผมคือ ‘ควรคืน’ เพราะวัตถุจัดแสดงในมิวเซียมนั้น ถึงจะมีความสำคัญและมีผู้คนมาเยี่ยมชมมากมาย แต่หากวัตถุนั้นขาดบริบทคือสถานที่ที่วัตถุนั้นเคยอยู่ ขาดคนบูชา ก็เท่ากับขาดซึ่งจิตวิญญาณ ดังเช่นที่ชาวราปานุยได้กล่าวเอาไว้ 

 

เรื่องนี้ไม่ต่างจากในบ้านเรา ที่พระพุทธรูปเมื่อเข้าไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ แล้วก็เปลี่ยนความหมายเป็น ‘วัตถุจัดแสดง’ หรือ ‘ศิลปวัตถุ’ เท่านั้น เพราะขาดคนบูชา (อาจมีคนเอาดอกไม้ไปวางบ้างแต่ก็น้อยมาก) ยังไม่นับรวมถึงปัญหาของอาณานิคมภายในที่ชนชั้นนำสยามนำวัตถุไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์อีกด้วย (แต่ต้องแยกให้ออกระหว่างสำนึกในสมัยจารีตกับสมัยใหม่) 

ดังนั้น ทางออกของเรื่องนี้อย่างหนึ่งคือ ผมคิดว่า ผู้ชมนั้นนับว่ามีส่วนสำคัญทีเดียว ที่วันหนึ่งจะต้องยอมรับต่อการดูวัตถุจัดแสดงที่ทำเลียนแบบ ไม่ยึดติดกับการดูของจริงเท่านั้น โดยต้องมองคุณค่าและความหมายของวัตถุเป็นสำคัญมากกว่าความสวยงามและความจริงแท้แบบ Masterpiece ที่โลกของนักสะสมนิยมของเก่าได้สร้างคุณค่าไว้แต่สมัยอาณานิคม 

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

The post ทวงคืนโมอาย รูปปั้นหินแห่งจิตวิญญาณ หรือเพียงวัตถุจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถ้าคนไทยไม่ได้มาจากเทือกเขาอัลไต แล้วมีใครอยู่ที่นั่น? https://thestandard.co/altai-mountains-question-of-thai-tai-origins/ Fri, 25 Oct 2019 10:29:11 +0000 https://thestandard.co/?p=298252 เทือกเขาอัลไต

ความเชื่อเรื่องคนไทยมาจากเทือกเขาอัลไตนั้นถือเป็นนิทานห […]

The post ถ้าคนไทยไม่ได้มาจากเทือกเขาอัลไต แล้วมีใครอยู่ที่นั่น? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทือกเขาอัลไต

ความเชื่อเรื่องคนไทยมาจากเทือกเขาอัลไตนั้นถือเป็นนิทานหลอกเด็กที่ทรงอิทธิพลต่อสังคมไทยอย่างมาก ดังเห็นได้จากเมื่อไม่กี่ปีก่อนนี้ นายกฯ ก็ยังเชื่อว่า คนไทยมาจากที่นั่น กระทั่งปัจจุบันทหารบางหน่วยงานก็ยังเที่ยวตระเวนไปอบรมเผยแพร่ความเชื่อผิดๆ ให้กับครูและนักเรียนทั่วประเทศอย่างน่าเป็นห่วง 

 

ความเชื่อว่า คนไทยมาจากเทือกเขาอัลไตนี้มีต้นทางมาจากหนังสือเรื่อง หลักไทย พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2471 เขียนโดย ขุนวิจิตรมาตรา เป็นหนังสือที่ทำให้ชนชั้นนำสยามในเวลานั้นตื่นเต้นมาก เพราะช่วยตอบคำถามคาใจมานานว่า คนไทยมีจุดกำเนิดจากแผนที่ตรงไหนของโลก ทำให้ความเชื่อดังกล่าวเผยแพร่ลงสู่หนังสือแบบเรียน และกระจายไปในสังคม 

 

อย่างไรก็ตาม จนกระทั่งเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา เมื่อบรรยากาศทางการเมืองดีขึ้น จีนเปิดประเทศ และมีความก้าวหน้าของความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์โบราณคดีเพิ่มขึ้น จึงเกิดการค้นคว้าเรื่องคนไทยขึ้นอีกครั้ง นักวิชาการที่ออกมาโต้แย้งอย่างแข็งขันในเวลานั้นคือ สุจิตต์ วงษ์เทศ ว่าไม่มีร่องรอยของคนไทยหรือคนที่พูดภาษาตระกูลไทอยู่แถบเทือกเขาอัลไตเลย เพราะเป็นภูเขาน้ำแข็ง ไม่มีผู้คนอยู่อาศัย 

 

แต่ในความเป็นจริงแล้ว เทือกเขาอัลไตนั้นไม่ใช่ภูเขาน้ำแข็งที่ไม่มีผู้คนตั้งถิ่นฐานอยู่เลย คือจะไม่มีก็เฉพาะส่วนยอดเขา หากแต่พื้นที่รอบๆ นั้นมีหลักฐานทางโบราณคดีมากมาย โดยเฉพาะหลุมฝังศพแบบเนินดินรูปวงกลม ที่ทางรัสเซียเรียกว่า курга́н หรือเคอกัน (Kurgan) ซึ่งภายใต้บรรจุไปด้วยทรัพย์สมบัติมีค่าที่อุทิศให้กับผู้ตาย 

 

ซิเถียน ชนเผ่าโบราณแห่งเทือกเขาอัลไต

เรื่องราวของชาวซิเถียนค่อยๆ เลือนลางไปจากความทรงจำของคน จนกระทั่งในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 ซึ่งชาวยุโรปกำลังตื่นตัวกับการสะสมของเก่า (เรียกว่าพวก Antiquarian) ทำให้เกิดการออกสำรวจ เพื่อหาต้นกำเนิดของชาวยุโรป ส่งผลทำให้ค้นพบสุสานโบราณของชาวซิเถียนที่เรียกว่า ‘เคอกัน’ 

 

ในยุคนั้นจักรพรรดิปีเตอร์มหาราชของรัสเซีย เป็นหนึ่งในผู้ที่สะสมวัตถุล้ำค่าของชาวซิเถียนไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบันจัดแสดงของพวกนี้ในพิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจ กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก หลังจากนั้นจึงทำให้นักโบราณคดีรัสเซียค้นคว้าโบราณคดีในเขตเทือกเขาอัลไต เช่นเดียวกับนักโบราณคดีจีนและมองโกเลีย 

 

เทือกเขาอัลไต

หวีทองคำพบในสุสานของชาวซิเถียน หวีนี้ทำโดยช่างชาวกรีก ปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจ

(Photo: Wikipedia)

 

ในอดีต เทือกเขาอัลไตไม่ได้เป็นดินแดนที่ร้างผู้คน หากแต่เคยมีชาวซิเถียน (Scythians) บางครั้งถูกเรียกว่า ศะกะ (Saka) อาศัยอยู่ ซึ่งพวกเขาเป็นชนเผ่าที่ใช้ชีวิตบนหลังม้า เป็นนักรบที่กล้าหาญ เลี้ยงสัตว์ และร่ำรวยจากเส้นทางสายไหม โดยทำหน้าที่เป็นตัวกลางขนถ่ายสินค้าระหว่างกรีก เปอร์เซีย อินเดีย และจีน 

 

แต่จีนไม่ได้เรียกคนกลุ่มนี้ว่า ซิเถียน หากแต่เรียกว่า ซงหนู (ดังปรากฏในบันทึกของ ซือหม่า เชียน นักประวัติศาสตร์ชาวจีนสมัยราชวงศ์ฮั่น แปลว่า พวกป่าเถื่อนบนภูเขา) ซึ่งขอให้เข้าใจว่าคำว่า ซงหนู เป็นคำกว้างที่จีนใช้เรียกพวกป่าเถื่อนเร่ร่อนทางเหนือ คนกลุ่มนี้จึงมีหลากหลายชาติพันธุ์อย่างมาก และก็เป็นคู่ปรับคู่แค้นของชาวจีนมาตลอด จนกระทั่งจิ๋นซีฮ่องเต้ต้องสร้างกำแพงเมืองจีนมาป้องกัน

 

สอดคล้องกับที่นักประวัติศาสตร์กรีก เฮโรโดตัส ได้กล่าวว่า พวกซิเถียนประกอบด้วย 4 กลุ่มย่อย คือ อุชาเต้, คาเทียรอย, ทราสเปียนส์ และพาราลาเต ซึ่งกลุ่มหลังนี้ถือว่าเป็นพวกที่มีเลือดกษัตริย์ 

 

แต่เอาเป็นว่านักโบราณคดีหลายคนเชื่อกันว่า ชาวซิเถียนนี้พูดภาษาในตระกูลอิหร่าน (ไม่ใช่ไทแน่ๆ) และเร่ร่อนในเขตทุ่งหญ้าสเตปแถบเทือกเขาอัลไตระหว่าง 800-300 ปีก่อนคริสตกาล (หรือก็คือเมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว) ถึงหลังจากนั้นจะมีคนกลุ่มอื่นๆ เคลื่อนย้ายเข้ามาในพื้นที่นี้ แต่ก็ไม่มีกลุ่มคนไทเลย

 

ด้วยความเป็นกลุ่มชนบนหลังม้า ทำให้เคลื่อนย้ายถิ่นฐานได้ในระยะทางไกลและรวดเร็ว จากหลักฐานเท่าที่คนกลุ่มนี้เดินทางเข้าไปยังยุโรปโดยข้ามเทือกเขาคอเคซัส และเข้าไปยังเขตตะวันออกกลาง โดยเข้าไปมีบทบาททั้งในทางการเมืองและสงคราม ดังเห็นได้จากมีภาพสลักของชาวซิเถียน (ศะกะ) บนภาพแกะสลักหินในสุสานของกษัตริย์เปอร์เซีย (อิหร่าน) ในราชวงศ์อคิเมนิด เมื่อ 480 ปีก่อนคริสต์ศักราช 

 

ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้หลักฐานของพวกซิเถียนไม่พบเฉพาะในเขตเทือกเขาอัลไตเท่านั้น หากกระจายไปหลายภูมิภาค โดยมีหลักฐานสำคัญที่แสดงร่องรอยของพวกเขาคือ หลุมฝังศพแบบเคอกัน และเครื่องประดับรูปสัตว์

 

เจ้าหญิงในหลุมฝังศพน้ำแข็งที่เทือกเขาอัลไต

หลุมฝังศพของพวกซิเถียนหรือซงหนูมักทำเป็นเนินดินรูปวงกลมแล้วเอาหินมาทับไว้ด้านบน เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์หรือคนขุดลงไป ขนาดของหลุมศพมีหลากหลาย แตกต่างไปตามฐานะของผู้ตาย บางที่มีขนาดกว้างแค่ 5 เมตร แต่บางแห่งใหญ่มากถึง 40 เมตรก็มี 

 

เทือกเขาอัลไต

เนินฝังศพรูปวงกลม หรือเคอกัน ที่เมืองซาเคอ์ข่าน ประเทศมองโกเลีย (Sabloff 2009:fig.9.1)

 

โลงศพไม้หรือหินจะใช้บรรจุร่างของผู้ตาย โดยฝังลึกอยู่กลางเนิน โดยมากฝังศพในท่านอนหงายเหยียดยาว แต่ก็มีบางศพที่ถูกจัดท่าแบบนอนงอเข่า มักหันศพไปทางทิศตะวันตกหรือตะวันออก

 

สิ่งของที่อุทิศให้กับศพมักประกอบไปด้วยอาวุธ เครื่องประดับ หัวเข็มขัด ภาชนะดินเผา อุปกรณ์การกิน เพื่อให้ไปใช้โลกหน้า และเหล็กปากม้าด้วย บางแห่งพบการฆ่าม้าบูชายัญลงไปกับผู้ตายด้วย ซึ่งถือได้ว่าเป็นลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของวัฒนธรรมชาวซิเถียน เช่นเดียวกับเครื่องประดับ ซึ่งมักพบว่า นิยมทำเป็นรูปสัตว์ เช่น กวาง เสือ หรือทำเป็นฉากของสัตว์กำลังต่อสู้กัน เช่น ภาพหมาป่ากำลังกระโจนกัดม้า เป็นต้น

 

เทือกเขาอัลไต

หัวเข็มขัดรูปหมาป่ากำลังกัดม้า อายุประมาณ 400 ปีก่อนคริสต์ศักราช ชาวซิเถียนนิยมเครื่องประดับแบบนี้ เพราะสะท้อนถึงความกล้าหาญ 

(Photo: wikipedia)

 

จากการสำรวจของนักโบราณคดีนานาชาติพบว่า หลุมฝังศพแบบเคอกันนี้กระจุกตัวอย่างมากในเขตภาคกลางของมองโกเลีย และทางตอนใต้ของไซเบียเรีย โดยมักมีขนาดใหญ่มากเป็นพิเศษ จนบางครั้งถึงกับเรียกว่า เป็นหลุมฝังศพของพวกข่าน เช่น สุสานที่เมืองดนยอน อูอุล หมายเลข 2 ทำให้นักโบราณคดีบางคนเชื่อว่า พื้นที่ทั้งสองแห่งนี้เป็นศูนย์กลางอำนาจของพวกซิเถียน และอาจมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกัน

เทือกเขาอัลไต

หลุมฝังศพแบบสุสานขนาดใหญ่ที่โนยอน อูอุล (Noyon Uul) (Brosseder 2009)

 

ด้วยความหนาวเย็นทำให้ศพถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีในน้ำแข็ง เนินฝังศพเคอกันบางแห่งจึงพบศพของผู้ตายที่มีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ ที่มีชื่อเสียงอย่างมากคือ มนุษย์น้ำแข็งไซบีเรีย หรือรู้จักกันในชื่อ ‘เจ้าหญิงแห่งเทือกเขาอัลไต (Altai Princess)’ 

 

เจ้าหญิงตายเมื่อราว 500 ปีก่อนคริสต์ศักราช โดยนักโบราณคดีได้ขุดค้นพบเมื่อ ค.ศ. 1993 ในเนินฝังศพเคอกัน เขตที่ราบสูงอูโคก สาธารณรัฐอัลไต ประเทศรัสเซีย ใกล้กับชายแดนจีน นักโบราณคดีที่ขุดค้นคือ นาตาเลีย โปโลสมาก ระบุว่า เจ้าหญิงมีเชื้อสายผสมกันระหว่างซิเถียนกับไซบีเรีย จากการศึกษาด้านวงปีไม้จากโลงศพของเธอพบว่า เธอถูกฝังในช่วงฤดูร้อน

 

เทือกเขาอัลไต

ศพของเจ้าหญิงแห่งเทือกเขาอัลไต สังเกตด้วยว่า มีการสักบนร่างกายด้วย ซึ่งถือเป็นวัฒนธรรมเด่นของชาวซิเถียน 

(Photo: wikipedia)

 

จากการศึกษากายภาพของเธอพบว่า เจ้าหญิงน่าจะตายเมื่ออายุราว 20-30 ปี แต่ไม่ทราบสาเหตุของการตาย อาจเป็นโรคมะเร็งเต้านม ไม่ห่างจากศพ พบกัญชาและฝิ่น ซึ่งคงใช้สำหรับบรรเทาอาการเจ็บปวดก่อนที่เสียชีวิต จึงมีการฝังลงไปด้วย รวมถึงยังมีเมล็ดพืชวางอยู่บนจานหิน ซึ่งคนรักของเธอคงหวังให้นำไปใช้ในโลกหน้า เพื่อบรรเทาความเจ็บป่วย 

 

ในหลุมฝังศพของเจ้าหญิงค้นพบโต๊ะไม้ขนาดเล็ก 2 ตัว ซึ่งใช้วางอาหารและเครื่องดื่ม เนื้อม้าและแกะ โยเกิร์ตถูกนำใส่ไว้ในถ้วยไม้ และเครื่องดื่มบางอย่างบรรจุอยู่ในแก้วเขาสัตว์ ส่วนตัวเธอสวมเสื้อผ้าของชนชั้นสูง เสื้อผ้าขนสัตว์ มีคันฉ่องสำริดที่แกะสลักรูปกวาง เครื่องประดับศีรษะที่มีความสูงถึง 3 ฟุต ซึ่งทำด้วยทองคำ รวมถึงยังประดับด้วยของมีค่าอื่นๆ อีก ทั้งหมดนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้นักโบราณคดีลงความเห็นว่า เธอคือเจ้าหญิง (ความจริงเรื่องการค้นพบและการเก็บรักษาร่างของเจ้าหญิงนี้นับว่าดราม่ามากพอดูในหมู่ของนักโบราณคดี ถ้ามีโอกาสจะเล่าให้ฟังครั้งหน้าๆ)

 

เทือกเขาอัลไต

ภาพสันนิษฐานของเจ้าหญิงแห่งอัลไต และรอยสักบนร่างกายของเธอ 

(Photo: www.stormfront.org)

 

นอกจากหลุมฝังศพแล้ว ในเขตอัลไตยังพบหลักฐานโบราณคดีประเภทอื่นๆ ที่สัมพันธ์กับพวกซิเถียนอีกหลายอย่าง ได้แก่ ภาพสลักหินรูปสัตว์ ซึ่งมักชอบสลักเป็นภาพของกวาง วัว และม้า โดยมักพบว่า ภาพพวกนี้มักสลักใกล้กันกับจุดที่สามารถล่าสัตว์ได้ดีที่สุด สะท้อนว่า ภาพวาดพวกนี้คงเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมล่าสัตว์ หรือมีพิธีกรรมการปักหินที่เรียกว่า หินตั้ง (Megalithic) เพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมบวงสรวงเทพเจ้าอีกด้วย 

 

ทุกวันนี้ยังมีปริศนามากมายให้ค้นหาเกี่ยวกับร่องรอยของมนุษย์ในเขตเทือกเขาอัลไต แต่การสืบค้นยังเป็นไปได้ยาก เพราะปีหนึ่งจะทำงานได้แค่ไม่กี่เดือน เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว พื้นที่จะหนาวเหน็บและเป็นน้ำแข็ง ทำให้ไม่สามารถขุดค้นทางโบราณคดีได้ตลอดทั้งปี 

 

บางครั้งผมก็อดแปลกใจไม่ได้ว่า ในโลกทุกวันนี้ที่เราสามารถสืบค้นอะไรได้ง่ายขึ้น แต่ทำไมจึงยังมีคนเชื่อความรู้ทางประวัติศาสตร์แบบเก่าๆ กันอยู่อีก หรือเป็นเพราะเขาไม่ติดตามความเปลี่ยนแปลงของความรู้ หรือเป็นเพราะมันยังมีประโยชน์ทางการเมืองต่อพวกเขา หรือพวกเขาไม่อยากให้จินตนาการของความเป็นไทยในอุดมคติถูกท้าทาย 

 

แต่ที่แน่ๆ คือ ไม่มีคนไทยที่เทือกเขาอัลไต เหมือนอย่างที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ชาติไทยรุ่นเก่าครับ 

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง

  • Archaeology and Landscape in the Altai Mountains of Mongolia. Available at: mongolianaltai.uoregon.edu/altai_region.php
  • Brosseder, Ursula. 2009. “Xiongnu Terrace Tomb and Their Interpretation as Elite Burials,” in Current Archaeological Research in Mongolia, Pp. 247–280. Germany: Rheinische Friedrich-Wilhelms-Universitat Bonn.
  • Sima, Qian. 1961. Records of the Grand Historian of China, translated from the Shih Chi of Ssu-Ma Ch’ien
  • Sabloff, Paula L. W., ed. 2009. Mapping Mongolia : Situating Mongolia in the World from Geologic Time to the Present. Philadelphia: University of Pennsylvania, Nuseum of Archaeology and Anthropology, Philadelphia. lib.sac.or.th/Catalog/BibItem.aspx?BibID=b00079971, accessed January 4, 2017.
  • UNESCO. 2008. Preservation of the Frozen Tombs of the Altai Mountains. UNESCO. 
  • en.wikipedia.org/wiki/Siberian_Ice_Maiden
  • en.wikipedia.org/wiki/Scythian_art

The post ถ้าคนไทยไม่ได้มาจากเทือกเขาอัลไต แล้วมีใครอยู่ที่นั่น? appeared first on THE STANDARD.

]]>
การงดและรื้อฟื้นเรือพระราชพิธีหลัง 2475: นัยของอำนาจและความศักดิ์สิทธิ์ของชนชั้นนำ https://thestandard.co/royal-barge-procession-after-2475/ Fri, 18 Oct 2019 11:19:08 +0000 https://thestandard.co/?p=296719 เรือพระราชพิธี

โจเอล ฟรานซิส เบอร์เดน (1999) นักประวัติศาสตร์ ได้อธิบา […]

The post การงดและรื้อฟื้นเรือพระราชพิธีหลัง 2475: นัยของอำนาจและความศักดิ์สิทธิ์ของชนชั้นนำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรือพระราชพิธี

โจเอล ฟรานซิส เบอร์เดน (1999) นักประวัติศาสตร์ ได้อธิบายไว้ว่าพิธีกรรมไม่ได้มีเพียงแค่หน้าที่ของการทำให้สังคมเกิดความเป็นปึกแผ่นหรือเกิดสำนึกร่วมกัน ดังเช่นที่ เอมิล เดอร์คาม นักปรัชญา เคยได้กล่าวไว้เท่านั้น หากยังมีหน้าที่ช่วยให้กลุ่มที่มีอำนาจนำในสังคมยังคงสามารถรักษาสถานะอันสูงเด่นของตนเองไว้ได้ ความเชื่อ อุดมการณ์ และอำนาจอันชอบธรรมจะถูกสื่อสารผ่านพิธีกรรม เช่น การเชื่อว่ากษัตริย์เป็นองค์อวตารของเทพฮินดู การเป็นผู้มีบุญตามแนวคิดทางพระพุทธศาสนา และอื่นๆ อำนาจและความศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างผ่านความเชื่อ (Ideology) นี้เองที่เป็นพลังอันสำคัญต่อการควบคุมคนในสังคม ดังนั้นเราสามารถมองได้ด้วยว่าแท้จริงแล้วพิธีกรรมเป็นเครื่องมือทางการเมืองแบบหนึ่งที่ช่วยสถาปนาอำนาจและความศักดิ์สิทธิ์ของชนชั้นนำให้เกิดขึ้น 

 

ในงานของ ชาตรี ประกิตนนทการ (2552) และปราการ กลิ่นฟุ้ง (2556) หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 คณะราษฎรได้ระงับพระราชพิธีหลายอย่าง ทั้งนี้เพื่อลดทอนพระราชอำนาจและสถานภาพอันศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันกษัตริย์ เช่น การยกเลิกพระราชพิธีแรกนาขวัญ พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา และที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้ก็คือการยกเลิกพระราชพิธีแห่เรือ ซึ่งใช้ในพระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน

 

เรือพระราชพิธี

 

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2509 หม่อมทวีวงศ์ถวัลยศักดิ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และเลขาธิการพระราชวัง ได้บรรยายเรื่อง ‘พระราชพิธีประจำปีในรัชกาลปัจจุบัน’ ณ กระทรวงการต่างประเทศ โดยได้กล่าวถึงการหยุดไปของพระราชพิธีถวายผ้าพระกฐินทางชลมารค ความว่า 

 

“ตั้งแต่เปลี่ยนการปกครองเป็นต้นมา เราไม่เคยได้เห็นกฐินขบวนพยุหยาตราทั้งทางบกและทางเรือ จนกระทั่งเมื่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้เสด็จพระราชดำเนินไปที่โรงเก็บเรือพระราชพิธีในคลองบางกอกน้อย ทอดพระเนตรเห็นเรืออยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรม จึงทรงมีพระราชดำริว่าถ้าจะโปรดให้มีการฟื้นฟูประเพณีการเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคขึ้นก็ดูจะไม่เป็นการสิ้นเปลืองอะไรนัก เพราะคนใช้กำลังทหารเรือ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายทำขึ้นครั้งเดียวก็ใช้ได้นานปี 

 

ส่วนประโยชน์ที่จะพึงได้รับนั้นมีอยู่มากมายและหลายทางด้วยกัน เช่น เรือพระราชพิธีต่างๆ อันสวยงามและทรงคุณค่าในทางศิลปะอย่างยิ่งนั้นก็จะได้รับการดูแลรักษาและบูรณะซ่อมแซมให้ดีอยู่เสมอ เป็นการรักษาสมบัติอันมีค่าของชาติให้มีอายุยืนยาวออกไป 

 

ทั้งจะได้เป็นการฟื้นฟูขนบประเพณีอันดีที่บรรพชนของเราได้กระทำมาแล้วแต่ปางก่อนให้ดำรงอยู่เป็นที่เชิดหน้าชูตาของชาติ เป็นการบำรุงขวัญและก่อให้เกิดความภาคภูมิใจของคนไทย ทั้งยังเป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมของชาติไทยที่มีมาแต่โบราณกาลให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของชาวต่างประเทศอยู่ตลอดกาลด้วย 

 

นี่เป็นสาเหตุที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการฟื้นฟูประเพณีการเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคขึ้น (หน้า 21-22) 

 

เรือพระราชพิธี

 

การเสด็จพระราชดำเนินไปที่โรงเก็บเรือนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2490 ซึ่งเป็นระยะเวลาหลังจากที่โรงเก็บเรือพระราชพิธีได้รับผลกระทบจากการทิ้งระเบิดเมื่อปี 2487 ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 หม่อมทวีวงศ์ถวัลยศักดิ์ได้เล่าไว้ ความว่า 

 

“แต่เนื่องจากเรือพระราชพิธีของเราชำรุดเสียมากแล้ว และเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ถูกระเบิดเสียหาย ซ่อมไม่ได้หลายลำ ดังนั้นการจัดขบวนเสด็จพระราชดำเนินจึงจัดเพียงเท่าที่จะทำได้ จะเป็นพยุหยาตราใหญ่ก็ไม่ใช่ เพราะไม่มีเรือจะจัดเป็นขบวน 4 สายได้ จะเป็นขบวนพยุหยาตราน้อยก็ไม่ใช่อีก เพราะใช้เรือรูปสัตว์ ซึ่งเป็นเรือขบวนพยุหยาตราใหญ่มาสมทบเข้าในขบวนด้วย ด้วยเหตุนี้ในหมายกำหนดการพระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน สำนักพระราชวังจึงไม่เรียกว่าเป็นขบวนพยุหยาตราใหญ่หรือน้อยดังหมายกำหนดการครั้งก่อน แต่เรียกว่าขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเท่านั้น” (หน้า 22)

 

เรือที่โดนระเบิดจากสงครามในเวลานั้นมีหลายลำ ตัวอย่างเช่น เรือเอกไชยหลาวทอง และเรือกระบี่ปราบเมืองมาร ซึ่งต้องตัดส่วนหัวและท้ายเรือเก็บไว้ยังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเมื่อปี 2491 กว่าจะสร้างขึ้นใหม่ก็ตกในปี 2508 และ 2510 ตามลำดับ 

 

เรือพระราชพิธี

 

การบูรณะเรือพระราชพิธีเหล่านี้ ทางสำนักพระราชวังและกองทัพเรือได้มอบหมายให้กรมศิลปากรดำเนินการ หลังจากนั้นจำนวนเรือพระราชพิธีจึงค่อยๆ เพิ่มจำนวนมากขึ้นจนสามารถจัดริ้วขบวนได้ดังปัจจุบัน 

 

รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล (อาจารย์ด้านประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง) ได้ให้ความเห็นว่า การรื้อฟื้นเรือพระราชพิธีนี้เกิดขึ้นในช่วงที่สถาบันกษัตริย์เริ่มกลับมามีอำนาจอีกครั้ง โดยเฉพาะนับจากสมัยรัฐบาลของ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นต้นมา ถ้าไม่นับกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคในการฉลอง 25 พุทธศตวรรษ เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2500 แล้ว จะเห็นได้ว่าเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2502 ได้มีการจัดกระบวน (ขบวน) พยุหยาตราทางชลมารคเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวรารามเป็นครั้งแรก ซึ่งตรงกับสมัยที่ จอมพล สฤษดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้นจึงได้มีการเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐินอีกในปี 2504, 2505, 2507, 2508 และ 2510 แล้วจึงเว้นว่างไป 15 ปี และมาจัดกระบวนพยุหยาตราชลมารค (ใหญ่) ในโอกาสที่กรุงรัตนโกสินทร์มีอายุครบ 200 ปี ทั้งนี้เพื่อเสด็จพระราชดำเนินไปบวงสรวงสมเด็จพระบูรพมหากษัตริย์เจ้า เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2525 

 

เรือพระราชพิธี

เรือพระราชพิธี

 

มีเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะให้สังเกตด้วยในกระแสรับสั่งของรัชกาลที่ 9 ที่มีต่อเรือพระราชพิธี กล่าวคือต้องเข้าใจว่าเดิมทีในสมัยโบราณ เรือพระราชพิธีนั้นเป็นสมบัติของพระเจ้าแผ่นดิน ราชสำนัก หรืออาณาจักร ไม่ใช่เป็นของชาติ (Nation) ในความหมายที่หมายรวมถึงประชาชนที่มีสิทธิในการเข้าถึงมรดกทางวัฒนธรรมนี้ในรูปแบบของการเป็นเจ้าของ (Belonging) ซึ่งความคิดที่สมบัติของสถาบันกษัตริย์เริ่มกลายเป็นของสาธารณชนทั่วไปนี้ ผมคาดว่าคงเกิดขึ้นอย่างจริงจังหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 (แน่นอนว่าก่อนหน้านี้มีการสร้างให้ประชาชนรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของชาติตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 แล้ว) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ดังกล่าวนี้เองนับเป็นเรื่องน่าสนใจที่จะทำวิจัยต่อ เพราะส่งผลทำให้เรือพระราชพิธีไม่ใช่เรื่องของสถาบันกษัตริย์เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กลายเป็นเรื่องของประชาชน กลายเป็นเรื่องของชาติไปด้วย 

 

ดังนั้นการขยายพระราชพิธีให้ใหญ่โตในเชิงพื้นที่ (Space) ที่ไม่ใช่พื้นที่เชิงกายภาพ แต่เป็นพื้นที่ทางสังคม หมายถึงขยายเป็นเรื่องของทั้งชาติทั้งสังคมนี้ นับเป็นอะไรที่ค่อนข้างใหม่ทีเดียว ซึ่งเรื่องนี้ทำให้นึกถึงแนวคิดสำคัญเรื่องหนึ่งคือ ‘ประเพณีประดิษฐ์’ (Invented Tradition) การประดิษฐ์ที่ว่านี้ไม่ได้หมายถึงของที่ทำขึ้นมาใหม่ และไม่ใช่ว่าพระราชพิธีแห่เรือเป็นของใหม่นะครับ อย่าเข้าใจผิด เป็นของเก่าที่มีรากเหง้ามาอย่างยาวนานแน่นอน 

 

แต่หมายถึงประเพณีหรือพิธีบางอย่างที่ถูกอธิบายใหม่และทำให้กลายเป็นประเพณีระดับชาติ (National Tradition) โดยมีวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งในปัจจุบัน เช่น ทำให้คนในชาติรู้สึกถึงการมีรากร่วมกันผ่านประเพณีสักอย่างหนึ่ง การสร้างรากร่วมกันนี้มีประโยชน์มากต่อการสร้างความรู้สึกผูกพันต่อกันของคนในชาติ และการจะทำให้รู้สึกถึงการมีรากร่วมกันได้ก็จำเป็นต้องมีการค้นคว้าและเขียนประวัติศาสตร์ให้กับประเพณี ตัวอย่างเช่น ในเอกสารของทางการให้น้ำหนักว่าประวัติที่แน่ชัดของเรือพระราชพิธีเริ่มต้นในสมัยสุโขทัย ดังปรากฏเรื่องกระบวนเรือรับเสด็จหลานพ่อขุนผาเมืองและในหนังสือนางนพมาศ เป็นต้น เหตุที่ต้องเริ่มจากสมัยสุโขทัยก็เพราะสุโขทัยเป็นรัฐในอุดมคติที่เป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นไทยนั่นเอง 

 

เรือพระราชพิธี

 

ดังนั้นเรือพระราชพิธีจึงไม่ได้เป็นเพียงเรือที่ใช้สำหรับในงานบุญ อันได้แก่ การถวายผ้าพระกฐิน หรือในสมัยอยุธยานั้นมีการใช้เป็นเรือไปเสด็จนมัสการพระพุทธบาท หรือหน้าที่อื่นอีก เช่น เป็นเรือรบ (?) และใช้ในงานพระราชพิธีอื่นๆ เท่านั้น

 

หากผมอยากจะชวนให้มองถึงนัยที่สัมพันธ์กับประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสมัยหลัง การเป็นสัญลักษณ์ของพระราชอำนาจและความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันกษัตริย์ และการเคลื่อนความหมายจากพระราชพิธีของกษัตริย์มาสู่การเป็นรัฐพิธีในระดับชาติ ซึ่งเราต้องพินิจเรือพระราชพิธีให้ซับซ้อนขึ้นไปอีกชั้น 

 

ภาพเปิด: shutterstock

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง:

  • กรมศิลปากร. 2558. เรือพระราชพิธี. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร. 
  • ชาตรี ประกิตนนทการ. 2552. ศิลปะสถาปัตยกรรมคณะราษฎร: สัญลักษณ์ทางการเมืองในเชิงอุดมการณ์. กรุงเทพฯ: มติชน. 
  • ปราการ กลิ่นฟุ้ง. 2556. “ให้ชาวนาเป็นผู้แรกนา: ข้อเสนอปรับเปลี่ยนพิธีแรกนาขวัญในสมัยรัฐบาลคณะราษฎรยุคต้น,” ประชาไท, Available at: prachatai.com/journal/2013/05/46660
  • รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล. 2558. “เรือส่งวิญญาณ เรือพระราชพิธี จากอดีตถึงปัจจุบัน,” ใน ลอยกระทง เรือพระราชพิธี วัฒนธรรมน้ำร่วมราก. กรุงเทพฯ: สพฐ. 
  • Burden, Joel Francis. 1999. Rituals of Royalty: Prescription, Politics and Practice in English Coronation and Royal Funeral Rituals c. 1327 to c. 1485. A Doctoral thesis in Philosophy in Medieval Studies, University of York, Centre for Medieval Studies, December 1999. 
  • Eric Hobsbawm & Terence Ranger, ed. 1983. The Invention of Tradition. Cambridge University Press.

The post การงดและรื้อฟื้นเรือพระราชพิธีหลัง 2475: นัยของอำนาจและความศักดิ์สิทธิ์ของชนชั้นนำ appeared first on THE STANDARD.

]]>