เมธา พันธุ์วราทร – THE STANDARD https://thestandard.co/category/opinion/เมธา-พันธุ์วราทร/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 11 Jun 2026 10:54:00 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 รอยยิ้มของ ‘ราชาลูกหนัง’ ลิโอเนล เมสซี่ https://thestandard.co/messi-world-cup-dream-champion/ Thu, 11 Jun 2026 10:54:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1217299 ลิโอเนล เมสซี ยิ้มอย่างมีความสุขพร้อมชูถ้วยฟุตบอลโลก

“ข้อความจากผมถึงแฟนๆ ทุกคนคือ” ลิโอเนล เมสซี กล่าวด้วยส […]

The post รอยยิ้มของ ‘ราชาลูกหนัง’ ลิโอเนล เมสซี่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลิโอเนล เมสซี ยิ้มอย่างมีความสุขพร้อมชูถ้วยฟุตบอลโลก

“ข้อความจากผมถึงแฟนๆ ทุกคนคือ” ลิโอเนล เมสซี กล่าวด้วยสีหน้าที่สงบนิ่ง หลังจากที่อาร์เจนตินาแพ้ต่อซาอุดีอาระเบียแบบช็อกโลกในเกมแรกของพวกเขาของศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์

 

“ขอให้มีศรัทธา พวกเราจะไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง”

 

แต่เวลานั้นความพ่ายแพ้ในวันนั้นของอาร์เจนตินาไม่ได้ทำลายความศรัทธาของใคร ในทางตรงกันข้ามสำหรับคนอีกไม่น้อยที่รักในสีฟ้าขาวและราชาลูกหนังตัวน้อยของพวกเขากลับเข้าใจในความเป็นและไปของชีวิต

 

บางครั้งคนเราอาจเกิดมาเพื่อทำได้ทุกสิ่ง แต่อาจจะมีสักสิ่งนึงที่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็จะไม่มีวันทำได้

 

ไม่ว่าเมสซีจะเก่งกาจสักแค่ไหน บางทีเขาอาจจะไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นแชมป์โลก และเราอาจต้องยอมรับมันร่วมกัน

 

เพราะว่าด้วยขุมกำลังของอาร์เจนตินาในฟุตบอลโลก 2022 หากต้องยอมรับตามความเป็นจริงแล้วเมื่อเทียบกับทีมอย่างฝรั่งเศส สเปน เยอรมนี บราซิล หรืออังกฤษ พวกเขาก็ยังเป็นรอง ไม่ได้ให้ความรู้สึกว่าโดดเด่นหรือชวนให้เชื่ออยู่ลึกๆ ว่าเก่งและแกร่งพอจะเป็นแชมป์โลกได้

 

แต่ตรงนี้แหละที่ทำให้เรื่องราวนี้แสนพิเศษ

 

ลิโอเนล เมสซี ยิ้มอย่างมีความสุขพร้อมชูถ้วยฟุตบอลโลก 1

 

ลิโอเนล เมสซี เกิดในเมืองโรซาริโอ เมืองหนึ่งในอาร์เจนตินาที่มีความพิเศษบางอย่าง

 

คนฟุตบอลผู้เก่งกาจมักจะมาจากเมืองแห่งนี้

 

เมืองแห่งนี้มี ‘มาเอสโตร’ (Maestro) ผู้ยิ่งใหญ่ถึง 2 คน คือเซซาร์ หลุยส์ เมนอตติ โค้ชคนแรกผู้พาอาร์เจนตินาคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้สำเร็จในปี 1978 และ ‘เอล โลโค’ มาร์เซโล บิเอลซา หนึ่งในแรงบันดาลใจผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุคสมัยใหม่

 

นักฟุตบอล? โรซาริโอคือบ้านเกิดของมาริโอ เคมเปส, เนสเตอร์ เซนซินี, ฮอร์เก วัลดาโน, กาเบรียล บาติสตูตา, เมาริซิโอ โปเช็ตติโน เรื่อยมาจนถึงอังเคล ดิ มาเรีย, มักซี โรดริเกวซ, เมาโร อิคาร์ดี, เอเซเกวียล การาย

 

ผืนดินหรืออากาศหรืออะไรบางอย่างทำให้เมสซีมีความแตกต่างจากคนอื่น

 

เขาเกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ในการเล่นฟุตบอลในระดับฟ้าประทาน และนั่นนำไปสู่การเดินทางที่มหัศจรรย์ แม้ว่ามันจะเริ่มต้นด้วยอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่อย่างขีดจำกัดของร่างกายที่เกือบทำให้เขาต้องละทิ้งทุกอย่างไปแล้ว เพราะร่างกายของเขาจะไม่เติบโตและสูงใหญ่ด้วยภาวะขาดโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone Deficiency หรือ GHD)

 

แต่ด้วยความตั้งใจของทุกคนทั้งพ่อ ที่เริ่มสังเกตอาการก่อนจะขอรับคำปรึกษาจากคุณหมอและพบว่ามันมีหนทางที่พอจะรักษาอาการนี้ได้อยู่ เพียงแต่ราคาที่ต้องจ่ายนั้นสูง และสูงเกินกว่าที่ครอบครัวชนชั้นธรรมดาอย่างบ้านเมสซีจะสู้ไหว

 

ถึงอย่างนั้นฮอร์เก เมสซี ผู้เป็นพ่อก็สู้สุดใจ เพราะไม่อยากให้ทุกอย่างจบตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม

 

“หมอไม่สัญญาว่าหนูจะสูงขึ้นแค่ไหน แต่หนูจะสูงกว่ามาราโดนาแน่ๆ”

 

ยารักษาเข็มนั้นได้ผล ถึงเมสซีไม่ได้สูงใหญ่อะไรมากมายนักแต่อย่างน้อยเขาก็สูงกว่ามาราโดนาจริง (เมสซีสูง 5 ฟุต 7 นิ้ว ส่วนมาราโดนาสูง 5 ฟุต 5 นิ้ว) และทำให้พัฒนาการทางร่างกายของเขาเริ่มโตทันความสามารถทางการเล่นฟุตบอล

 

ขณะนั้นเมสซีอยู่ในระบบอคาเดมีของนีเวลล์ โอลด์ บอยส์ สโมสรฟุตบอลดังของโรซาริโอแล้ว แต่ฮอร์เกคิดว่าเขาจำเป็นจะต้องหาสโมสรที่สามารถช่วยออกค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้ด้วย และนั่นทำให้เกิดการเดินทางข้ามทวีปของ 2 พ่อลูกจากโรซาริโอไป บาร์เซโลนา ในการทดสอบฝีเท้าที่กลายเป็นตำนาน

 

ทั้งสองได้พบกับอีกคนที่สำคัญคือการ์เลส เรซัค ผู้อำนวยการสโมสรของบาร์เซโลนา ที่แม้จะภารกิจรัดตัวและบ่ายเบี่ยงจะมาดูฟอร์มการทดสอบฝีเท้าของเด็กคนนี้ซึ่งเดินทางข้ามโลกมารอเขาอยู่นานถึงร่วม 2 สัปดาห์แล้วที่ลามาเซีย (โดยที่ต้องบอกว่าเมสซีถล่มลามาเซียราบคาบไปนานแล้ว)

 

แต่แค่เพียงได้เห็นปราดเดียวเขาก็รู้ดีว่าเมสซีคือบางสิ่งบางอย่างที่พิเศษ การลงทุนดูแลเด็กคนนี้จะเป็นการลงทุนที่ดีที่สุดในโลก และเขาต้องรีบ!

 

ความรีบนั้นทำให้เรซัชใช้ปากกาเขียนอะไรบางอย่างลงบนกระดาษทิชชูแผ่นหนึ่งก่อนจะส่งมาให้ฮอร์เก เมสซี โดยข้อความบนกระดาษทิชชูแผ่นนั้นมีข้อความลายมือขยุกขยุยว่า “ที่บาร์เซโลนา วันที่ 14 ธ.ค. 2000 ข้าพเจ้าการ์เลส เรซัค ผู้อำนวยการสโมสรบาร์เซโลนา ขอรับรองการเซ็นสัญญากับลิโอเนล เมสซี ภายใต้ความรับผิดชอบของข้าพเจ้าเอง”

 

ลิโอเนล เมสซี ยิ้มอย่างมีความสุขพร้อมชูถ้วยฟุตบอลโลก 2

 

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่ประวัติศาสตร์ แต่เป็นตำนาน เมสซีกลายเป็นนักฟุตบอลผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรบาร์เซโลนาในปี 1899

 

ในสีเสื้อเบลากรานา เขากวาดแชมป์ทุกอย่างมาครองได้หมดแล้ว เช่นกันกับเกียรติประวัติส่วนตัวมากมายนับไม่หวาดไม่ไหว

 

อย่างไรก็ดีเมสซียังไม่อาจเทียบความสูงกับมาราโดนาได้ในเชิงที่ไม่ใช่สรีระ แต่เป็นความสูงของความยิ่งใหญ่ที่ไม่ว่าเขาจะคว้าแชมป์กับบาร์ซาได้สักกี่รายการ ได้บัลลงดอร์มาสักกี่ใบ ทำสถิติยิงประตูถล่มทลายแค่ไหน (เมสซีเคยยิงถึง 91 ประตูในปฏิทินเดียวมาแล้ว)

 

ตราบใดที่เขายังไม่เคยได้แชมป์ฟุตบอลโลก เขาก็ไม่มีสิทธิ์ยืนอยู่เคียงข้างเทพเจ้าลูกหนังของชาวอาร์เจนไตน์

 

เรื่องนี้กลายเป็นปมในใจของเมสซีมาตลอด เพราะไม่ว่าจะพยายามสักแค่ไหนเขาก็ไม่เคยได้รับความรักและการยอมรับจากคนในบ้านเกิด ด้วยข้อหาที่ไม่ยุติธรรมสักเท่าไรนัก เพราะชาวอาร์เจนไตน์มองว่าเมสซีเหมือนไม่ได้เป็นคนอาร์เจนไตน์

 

เขาแค่เป็นคนอาร์เจนไตน์ที่ไปได้ดีที่คาตาลัน ไม่ได้ผ่านตราประทับจากการเล่นฟุตบอลอาชีพในประเทศมาก่อน และเวลาเล่นในสีสีเสื้อ ‘อัลบิเชเลสเต’ ฟอร์มการเล่นก็ไม่เห็นเทพเหมือนเวลาเล่นในเสื้อสีเลือดหมูกรมท่าของบาร์ซา

 

ที่สำคัญที่สุดคือเขาไม่เคยพาอาร์เจนตินาคว้าแชมป์อะไรได้เลย

 

ในนามทีมชาติเมสซีเริ่มต้นประเดิมทัวร์นาเมนต์แรกกับทีมชาติชุดใหญ่ในฟุตบอลโลก 2006 ที่ประเทศเยอรมนี ในทีมชุดที่ขึ้นชื่อว่าดีที่สุดยุคหนึ่งของอาร์เจนตินาเลยก็ว่าได้ ด้วยขุนพลระดับอ๋องอย่าง ฮวน โรมัน ริเกลเม, ปาโบล ไอมาร์, คาร์ลอส เตเวซ, ฮาเวียร์ มาสเชราโน, ฮาเวียร์ ซาวิโอลา, เอสเตบัน กัมบิอัสโซ และหนึ่งในผู้เล่นธรรมดาไม่โดดเด่นแต่สำคัญกับเมสซีที่สุดในเวลาต่อมาคือ ลิโอเนล สกาโลนี

 

ครั้งนั้นเมสซียังเป็นเด็กดาวรุ่งอยู่ แต่ก็ได้รับยอมรับและการดูแลอย่างดีจากรุ่นพี่ เพียงแต่โอกาสในการลงสนามยังน้อยด้วยโค้ชอย่างโฮเซ เปเกร์มาน มีขุนพลเก่งกาจในมือมากมาย แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็เป็นคนที่ให้โอกาสเมสซีลงสนามจนได้ เป็นการสัมผัสกับฟุตบอลโลกหนแรก

 

ลิโอเนล เมสซี ยิ้มอย่างมีความสุขพร้อมชูถ้วยฟุตบอลโลก 3

 

โดยเขาได้โอกาสลงสนามในเกมกับเซอร์เบียที่ชนะถึง 6-0 หนึ่งในนั้นคือประตูที่สวยงามที่สุดของทัวร์นาเมนต์จากการต่อบอลทำทางของทั้งทีมและจบที่สกอร์ของกัมบิอัสโซ และอีกหนึ่งคือประตูของเมสซี ที่ได้โอกาสเปลี่ยนตัวลงสนามไปไม่กี่อึดใจก็ทำประตูได้เลย

 

อาร์เจนตินาชุดนั้นยอดเยี่ยมจริง เล่นสวยงาม แต่พวกเขาก็มาเสียท่าคู่ปรับเก่าอย่างเยอรมนีชาติ อดีตคู่ชิงชนะเลิศในฟุตบอลโลก 1986 และ 1990 (ขณะนั้นคือเยอรมนีตะวันตก) ที่ผลัดกันแพ้ชนะ โดยในรอบ 8 ทีมสุดท้ายขุนพลอินทรีเหล็กเอาชนะได้ในการดวลจุดโทษ

 

เพียงแต่เยอรมนีไม่ได้ทำแสบแค่ครั้งนั้น เพราะในอีก 4 ปีฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกา อาร์เจนตินาซึ่งได้ดีเอโก มาราโดนา มาเป็นโค้ชของทีมบนความหวังว่าบารมีของเอล ดิเอโก จะช่วยปลดล็อกเมสซีและทีมได้ ซึ่งก็ทำได้ดีชนะรวด 3 นัดในรอบแรกแบบสวยหรู แต่สุดท้ายโดนเยอรมนีที่กำลังสร้างทีมชุดใหม่ถล่มขาดลอยถึง 4-0

 

ร้ายกว่านั้นเมสซีที่รอเวลาถึง 4 ปี และอยู่ในช่วงที่สภาพร่างกายของเขาท็อปพีคที่สุด สามารถพาตัวเองและทีมในสภาพที่ไม่ได้ดูดีเท่าไรนักมาถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิลได้แล้ว เรียกว่าเข้าใกล้กับถ้วยฟุตบอลโลกสีทองมากที่สุดแล้ว

 

แต่สุดท้ายไม่ว่าจะพยายามสักแค่ไหนตลอดทั้งเกม เมสซีก็ทำได้แค่มองถ้วยที่มาราโดนาเคยถือไว้ เพราะเยอรมนีเอาชนะได้ในช่วงต่อเวลาพิเศษจากประตูชัยทีเด็ดของมาริโอ เกิตเซ

 

เวลานั้นโลกฟุตบอลเริ่มตั้งคำถามถึงสิ่งที่ยากจะอธิบายในทางวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่า ‘วาสนา’

 

เมสซีเหมือนไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นแชมป์กับอาร์เจนตินา ซึ่งสำหรับหลายคนมันเป็นเรื่องที่ยากจะเข้าใจได้ นักฟุตบอลผู้เก่งกาจที่สุดระดับประวัติการณ์ ทำได้ทุกอย่างในสนาม แต่เมื่อลงเล่นกับทีมชาติแล้วมันเหมือนมีอะไรบางอย่างที่ขัดและขืนเขาอยู่

 

ความเสียใจจากความผิดหวังก็ร้ายแล้ว ความชิงชังจากคนร่วมชาติยิ่งร้ายกว่า

 

เมสซีกลายเป็นจำเลยของชาวอาร์เจนไตน์ที่โกรธแค้น ไม่ให้การยอมรับ และมันเคยทำให้เมสซีคิดถอดใจถอดเสื้อฟ้าขาวเอาไว้ที่พื้นแล้ว โดยหลังจากที่พลาดแชมป์ฟุตบอลโลก 2014 และยังมาพลาดแชมป์โกปา อเมริกาอีก 2 ครั้งติดต่อกัน ฟางเส้นสุดท้ายของ ‘ลีโอ’ ก็ขาดลง

 

เขาทนกับความผิดหวังและแรงกดดันไม่ไหว ประกาศอำลาทีมชาติหลังแพ้ชิลีในนัดชิงโกปา อเมริกา 2016 ด้วยความรู้สึกไม่เอาแล้ว ไม่ทนแล้ว ไม่ไหวแล้ว

 

เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่ เป็นวาระระดับชาติ และเป็นครั้งแรกที่คนอาร์เจนตินาเริ่มหันกลับมาถามตัวเองว่าพวกเขาทำเกินไปหรือเปล่ากับเมสซี ในขณะที่หวังจะให้เขาพาทีมไปสู่ความสำเร็จ กลับตั้งคำถามมากมายที่มันดูไม่ยุติธรรมสักเท่าไร

 

การที่อาร์เจนตินาจะไม่ได้แชมป์อะไร ไม่ใช่ความผิดของเมสซีแค่คนเดียว

 

เพราะฟุตบอลคือกีฬาที่เล่นเป็นทีม

 

ลิโอเนล เมสซี ยิ้มอย่างมีความสุขพร้อมชูถ้วยฟุตบอลโลก 4

 

หลังใช้เวลารักษาใจห่างจากอาร์เจนตินาสักระยะ และด้วยความพยายามเกลี้ยกล่อมของคนมากมาย โดยเฉพาะเอ็ดการ์โด เบาซา ซึ่งได้ตำแหน่งโค้ชอัลบิเชเลสเต เดินทางไปเพื่อพบเป็นการส่วนตัวและขอร้องให้เมสซีกลับมา เขายอมกลับมาเล่นให้ทีมชาติอีกครั้งในฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก

 

โดยที่คราวนี้ไม่มีใครคาดหวังอะไรสักเท่าไรแล้ว เพราะด้วยวัยที่มากขึ้นของเมสซี และโดยเฉพาะอย่างยิ่งทีมอาร์เจนตินาเวลานั้นอ่อนแอเกินกว่าที่จะไปคาดหวังความสำเร็จอะไรได้อีกแล้ว ทีมขาดขุนพลชั้นยอดเหมือนในอดีตจากปัญหาการตกต่ำของลีกภายในประเทศ อคาเดมีขายผู้เล่นไปสโมสรต่างชาติก่อนเวลาอันควร

 

สุดท้ายถึงเมสซีจะกลับมา เขาก็อ่อนแอเกินกว่าจะแบกทั้งทีมได้ไหว อาร์เจนตินาไปได้แค่รอบ 16 ทีมสุดท้าย พวกเขาพ่ายต่อฝรั่งเศสด้วยลูกยิงสุดมหัศจรรย์ของเบนจาแมง ปาวาร์ แต่อย่างน้อยทีมเลส์ เบลอส์ชุดนั้นก็ไปถึงแชมป์ และพอจะเป็นเหตุผลปลอบใจได้

 

อย่างไรก็ดีเมสซีตัดสินใจขอห่างจากทีมชาติอีกครั้งหลังฟุตบอลโลก 2018

 

แต่ถึงตรงนั้นไม่มีใครคิดว่าเมสซีจะได้แชมป์โลกจริงๆ อีกแล้ว

 

ลิโอเนล เมสซี ยิ้มอย่างมีความสุขพร้อมชูถ้วยฟุตบอลโลก 5

 

ความพ่ายแพ้ในเกมกับซาอุดีอาระเบียยิ่งตอกย้ำความรู้สึกนี้ให้ชัดเจนขึ้น

 

อาร์เจนตินาชุดฟุตบอลโลก 2022 มีความแตกต่างจากเมื่อ 4 ปีก่อนหน้าบ้าง พวกเขามีสายเลือดใหม่ที่ก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักหลายคนไม่ว่าจะเป็น เอ็นโซ เฟอร์นันเดส, อเล็กซิส แม็คคัลลิสเตอร์ (ลูกชายของการ์ลอส หรือ “โกโล” แม็คคัลลิสเตอ์ ที่เคยเล่นกับมาราโดนาในฟุตบอลโลก 1982), โรดริโก เด ปอล, เลาตาโร มาร์ติเนซ และฮูเลียน อัลวาเรซ

 

แต่โดยรวมแล้วทีมก็ไม่ได้ชวนให้รู้สึกแข็งแกร่งขึ้นมากนักเมื่อเทียบกับทีมตัวเต็งอย่างฝรั่งเศส สเปน เยอรมนี อังกฤษ หรือบราซิล

 

อย่างไรก็ดี 1 ปีเศษก่อนหน้าจะถึงฟุตบอลโลก ทีมชุดนี้เพิ่งปลดล็อกได้สำเร็จด้วยการบุกไปคว้าแชมป์โกปา อเมริกา 2021 ได้ที่ประเทศบราซิล ในนัดชิงชนะเลิศที่เข้มข้นเพราะต้องเจอกับเจ้าภาพ (ซึ่งเดิมอาร์เจนตินาต้องเป็นเจ้าภาพแต่ภาวะโควิดในประเทศทำให้มีการเปลี่ยนแปลงเป็นบราซิล)

 

การดวลกันของเมสซีและเนย์มาร์ สองราชาไร้มงกุฎจบลงด้วยชัยชนะของเมสซี ซึ่งทิ้งตัวลงไปคุกเข่ากับพื้นด้วยน้ำตานองหน้า

 

แชมป์รายการนี้เป็นการปลดเปลื้องตัวเขาจากความรู้สึกผิดที่ติดตัวมาทั้งชีวิต

 

เมสซีให้อภัยตัวเองแล้ว และชาวอาร์เจนไตน์ที่ให้อภัยเขานานแล้วก็ตอบรับแชมป์นี้ด้วยความรัก โดยที่ไม่พยายามคาดหวังหรือคาดคั้นอะไรอีก

 

แต่ถึงอย่างนั้นการแพ้ซาอุดีอาระเบียเป็นการจี้ไปที่แผลเป็นซึ่งไม่เคยหายดี เมสซีพอจะรู้ว่าคนในบ้านเกิดจะรู้สึกอย่างไรและจะมีอะไรที่เกิดขึ้นตามมาบ้าง ถึงอย่างนั้นจิตใจของเขายังคงความสงบ เขารู้จักนักเตะในทีมนี้ดี เขารู้จักกับสกาโลนีเป็นอย่างดี และเพราะอดีตแบ็กขวาชุดปี 2006 คนนี้เองที่เป็นคนขอให้เขากลับมาอีกครั้งในฟุตบอลโลก 2022

 

การเต้นแทงโก้เป็นครั้งสุดท้ายของนายไงลีโอ

 

ถึงอย่างนั้นเมสซีรู้ว่าอาร์เจนตินาจะพลาดไม่ได้อีกแล้ว การแพ้หรือต่อให้เสมอก็อาจหมายถึงการตกรอบแรกได้ทันที ไม่ว่าจะอย่างไรเขายอมให้มันเกิดขึ้นไม่ได้

 

ในเกมต่อมากับเม็กซิโก เกมนี้คือจุดพลิกผันที่สำคัญที่สุด ขุนพลนักเตะจังโก้สู้ยิบตากับทีมฟ้าขาว เกมรับที่เหนียวแน่นของพวกเขา โดยเฉพาะไอคอนของฟุตบอลโลกอย่างกิลเยร์โม โอชัว ทำให้ความกดดันทับและถมจนเริ่มอึดอัดมองไม่เห็นความหวัง

 

เวลานั้นเองที่มีบางอย่างเกิดขึ้นกับเมสซี

 

ในวัย 34 ปี ไม่มีใครคาดหวังความเร็วและการกระชากบอลที่ครั้งหนึ่งไม่มีใครเคยหยุดได้ แต่สิ่งที่เมสซียังเหลืออยู่คือเท้าซ้ายที่มหัศจรรย์ และเท้าซ้ายนั้นถูกขัดเกลามาอย่างดีไม่ต่างอะไรจากยอดมือกระบี่ ไม่จำเป็นต้องออกท่วงท่ามากมาย ไม่จำเป็นต้องร่ายรำ แต่ขอแค่ครั้งเดียวที่จะปลิดชีพคู่แข่ง

 

ในนาทีที่ 64 ของการแข่งขันเมสซีได้บอลผ่านมาให้จากดิ มาเรีย คู่ขวัญของชีวิตที่ระยะราว 25 หลา เขาจับบอลได้นุ่มนวลก่อนที่จะตะบันด้วยซ้ายเต็มเหนี่ยวในจังหวะที่ไม่มีใครทันได้คิด ลูกบอลนั้นพุ่งไปข้างหน้าแม้ว่าจะเหมือนไม่แรงแต่มันแรงและแม่นยำพอที่จะเสียบเสาเข้าประตูไป

 

ประตูนี้เป็นประตูขึ้นนำ 1-0 ของอาร์เจนตินาที่ทลายกำแพงบางอย่างในใจของพวกเขา และเป็นการจุดประกายบางอย่างของเมสซีเป็นการส่วนตัว

 

ก่อนที่เราจะได้เห็นเมสซี ในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดที่มีมาในฟุตบอลโลกที่แม้จะไม่ได้รวดเร็วปราดเปรียวเท่าเก่า แต่ความเร็วของสมองทำให้เขาล้ำหน้าคู่แข่งเสมอ และเท้าซ้ายของเขาคือความมหัศจรรย์อย่างแท้จริงที่แสดงให้ทุกคนได้เห็นเต็มตา

 

ลูกทำชิ่งก่อนยิงประตูในเกมกับออสเตรเลีย การผ่านบอลด้วยทิศทางองศาที่ไม่มีใครอยากเชื่อว่าในเกมกับเนเธอร์แลนด์ให้กอนซาโล มอนทีลทำประตู จังหวะการโยกหลบยอสโก กวาร์ดิโอล กองหลังดาวรุ่งที่ทำผลงานดีที่สุดคนหนึ่งในฟุตบอลโลกครั้งนั้น

 

เมสซีอยู่ในห้วงอารมณ์ของเขา อารมณ์ของคนที่ไม่มีใครหยุดอยู่

 

แต่ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดจากฟุตบอลโลก 4 ครั้งก่อนหน้าคือการที่เขาไม่ได้สู้เพียงลำพัง เพราะเวลานี้เมสซีมีทีมที่พร้อมจะสู้เพื่อเขา เคียงข้างเขา และจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเขาอีกแล้ว

 

ลิโอเนล เมสซี ยิ้มอย่างมีความสุขพร้อมชูถ้วยฟุตบอลโลก 6

 

อาร์เจนตินาได้ล้างตากับฝรั่งเศสอีกครั้ง แต่คราวนี้เปลี่ยนเป็นนัดชิงชนะเลิศแทน ซึ่งโดยสภาพแล้วเลส์ เบลอส์ แชมป์เก่าเมื่อ 4 ปีก่อนแข็งแกร่งกว่ามากบนหน้ากระดาษ แต่อาร์เจนตินาฉวยจังหวะทำประตูขึ้นนำไปก่อนถึง 2 ลูก

 

เมสซียิงลูกจุดโทษเข้าไปก่อนตั้งแต่นาทีที่ 23 ก่อนที่ดิ มาเรีย ผู้มีปมจากการพลาดนัดชิงในปี 2014 ซึ่งสำหรับบางคนการหายไปของเขาในวันนั้น (เพราะการบาดเจ็บและการเตรียมย้ายออกจากเรอัล มาดริด) อาจหมายถึงการที่เมสซีไม่มี ‘Angel’ เทวดาคุ้มครอง แต่นัดชิงครั้งนี้ปีกที่ดีที่สุดคนหนึ่งตลอดกาลของอาร์เจนตินาก็เป็นอีกคนที่ปลดล็อกตัวเองได้สำเร็จโดยทำประตูหนีห่าง 2-0 ได้

 

มันเหมือนอาร์เจนตินาจะสมหวังสักที แต่คีลิยัน เอ็มบัปเป เพื่อนร่วมทีมปารีส แซงต์-แชร์แมงของเมสซีไม่ยอมง่ายๆ และเขาใช้เวลาแค่ 2 นาทีในการตามตีเสมอในช่วงท้ายของเกม โดยยิงจุดโทษตีเสมอในนาทีที่ 80 และโชว์ความพระกาฬด้วยการยิงวอลเล่ย์สุดสวยเข้าไปในนาทีที่ 81

 

ความรู้สึกเหมือนฝันร้ายกำลังจะตามกลับมาหลอกหลอน

 

แต่สิ่งที่อาร์เจนตินามีคือพวกเขามีเมสซีและมีทีมที่พร้อมจะเล่นเพื่อเมสซี อัลบิเชเลสเตประคองตัวจนจบปกติได้สำเร็จซึ่งสำคัญอย่างมากเพราะโอกาสเพลี่ยงพล้ำสูง ก่อนที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงของการต่อเวลาและลีโอก็มาทำประตูขึ้นนำได้อีกครั้งจากจังหวะการทำเกมบุกที่หาได้ยากยิ่ง โดยเป็นประตูจากการพยายามเซ็ตเกมกันขึ้นไป และจบที่การตามซ้ำของเมสซีหน้าปากประตู

 

มันไม่ใช่ประตูที่สวยงามแต่มันควรจะเป็นประตูที่พาเขาเป็นแชมป์โลกได้

 

แต่! ในช่วงสุดท้ายดูเหมือนเอ็มบัปเปจะจองเวรเขาเป็นพิเศษ อาร์เจนตินาเสียลูกจุดโทษก่อนหมดเวลาแค่ 2 นาที และเอ็มบัปเปเหี้ยมหาญพอที่จะยิงเข้าไปทำให้สกอร์กลับมาเสมอกันที่ 3-3 โดยที่เขากลายเป็นผู้เล่นคนที่ 2 ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกที่ยิงแฮตทริกได้ในนัดชิงชนะเลิศ

 

ไม่มีอะไรที่เมสซีทำได้อีกแล้วในเวลาที่เหลือนั้น และฝรั่งเศสก็เกือบจะพลิกชนะได้ด้วยเมื่อร็องดอลล์ โคโล-มัวนี กองหน้าร่างยักษ์ที่ลงมาสร้างปัญหาให้แนวรับอาร์เจนตินาได้โอกาสหลุดเดี่ยวเข้าไปดวลกับเอมิเลียโน มาร์ติเนซ

 

ลูกนี้ถ้าหากยิงเข้าไปประวัติศาสตร์จะพลิกไปอีกด้านทันที

 

แต่มาร์ติเนซออกมาป้องกันประตูได้ รักษาความหวังให้เมสซี ทีม และชาวอาร์เจนตินาได้ไปต่อในการดวลจุดโทษ

 

สิ่งสุดท้ายที่เมสซีทำได้ในวันนั้นคือการรับหน้าที่เป็นคนยิงจุดโทษคนแรกให้กับทีมหลังเอ็มบัปเปที่ขอยิงเป็นคนแรกให้ฝรั่งเศสนำไปก่อน และเขายังทำหน้าที่ได้ไม่ผิดพลาดเหมือนเดิม สกอร์ในการดวลจุดโทษกลับมาเสมอกัน 1-1

 

ส่วนที่เหลืออยู่ในมือของทุกคนแล้ว

 

และทุกคนก็ทำได้ มาร์ติเนซใช้เกมจิตวิทยาใส่คิงส์ลีย์ โกม็อง เหมือนที่เคยป่วนประสาทนักเตะ เนเธอร์แลนด์ ในการดวลจุดโทษรอบ 8 ทีมสุดท้ายจนประสาทเสีย ก็ทำได้สำเร็จอีกครั้ง เขาเซฟจุดโทษของโกม็องได้ ก่อนที่ เปาโล ดีบาลา จะยิงไม่พลาดให้ทีมได้เปรียบ 2-1 ตามด้วยการยิงออกของโอเลเรียง ชูอาเมนี ซึ่งเลอันโดร ปาเรเดส กองกลางที่เริ่มทัวร์นาเมนต์ในฐานะตัวจริงแต่เสียตำแหน่งในเวลาต่อมาแต่ทำหน้าที่ได้ยอดเยี่ยมในช่วงต่อเวลาพิเศษจะไม่ปล่อยโอกาสทองยิงเข้าไปให้อาร์เจนตินาหนีเป็น 3-1

 

โคโล-มัวนี อาจจะยิงไล่ตามมาเป็น 3-2 แต่มอนทีล แบ็กขวาผู้ยิงประตูในเกมกับเนเธอร์แลนด์แต่ทำพลาดเสียจุดโทษในนัดชิงชนะเลิศ จะแก้ตัวได้สำเร็จด้วยการยิงเบียดเสาเข้าไปให้อาร์เจนตินาชนะในการดวลจุดโทษ 4-2 โดยไม่จำเป็นต้องยิงกันถึงคนที่ 5

 

เมสซีทำทุกอย่างเพื่ออาร์เจนตินา

 

ถึงวันที่อาร์เจนตินาได้ทำเพื่อเมสซีบ้างแล้ว

 

ลิโอเนล เมสซี ยิ้มอย่างมีความสุขพร้อมชูถ้วยฟุตบอลโลก 7

 

ในขณะที่นักเตะฟ้าขาวหลายคนออกวิ่งเพื่อไปฉลองกับมอนทีล เมสซีทิ้งตัวลงคุกเข่ากับพื้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาไม่ได้ร้องไห้เหมือนคนที่ถูกปลดปล่อยแล้ว เพราะเขาถูกปลดปล่อยมาก่อนหน้านั้น แต่บนใบหน้านั้นคือรอยยิ้มของคนที่มีความสุขที่สุดในโลก ก่อนที่เพื่อนจะโผเข้ามาสวมกอดกันด้วยความดีใจ

 

สำหรับแฟนฟุตบอลมากมายทั่วโลก นี่คือ ‘ฉากจบ’ ที่สวยงามสำหรับหนึ่งในเรื่องราวที่ดีที่สุดเท่าที่โลกของฟุตบอลเคยมีมา

 

สำหรับแฟนบอลอีกหลายคน พวกเขาเชื่อว่าคำถามว่าใครคือผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลได้รับคำตอบแล้ว (แม้ว่าจะมีอีกส่วนที่ยังสนุกกับการโต้วาทีกัน)

 

แต่สำหรับเมสซี ชีวิตของเขาสมบูรณ์แล้ว และนั่นคือที่มาของรอยยิ้มนั้น

 

รอยยิ้มของ ‘ราชาลูกหนัง’

 

The post รอยยิ้มของ ‘ราชาลูกหนัง’ ลิโอเนล เมสซี่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพพอร์เทรตจิตรกรลูกหนัง และการเริงระบำครั้งสุดท้ายของ ซีเนดีน ซีดาน https://thestandard.co/zidane-last-dance-portrait/ Wed, 10 Jun 2026 05:29:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1216664 ซีเนดีน ซีดาน กำลังครองบอลในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2006 โดยแสดงลีลาการเล่นที่งดงามและเป็นที่จดจำในอาชีพค้าแข้งของเขา

“มันเหมือนมีเวทมนตร์ลอยอยู่ในอากาศวันนั้น”   ซีเนอ […]

The post ภาพพอร์เทรตจิตรกรลูกหนัง และการเริงระบำครั้งสุดท้ายของ ซีเนดีน ซีดาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีเนดีน ซีดาน กำลังครองบอลในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2006 โดยแสดงลีลาการเล่นที่งดงามและเป็นที่จดจำในอาชีพค้าแข้งของเขา

“มันเหมือนมีเวทมนตร์ลอยอยู่ในอากาศวันนั้น”

 

ซีเนอดีน ซีดาน บอกถึงความลับของสิ่งที่เกิดขึ้นของเกมฟุตบอลโลก 2006 รอบ 8 ทีมสุดท้ายระหว่างฝรั่งเศสและบราซิลที่สนามวาลด์สตาดิโอน ในเมืองแฟรงค์เฟิร์ต

 

เกมที่ศิลปินลูกหนังได้ย้ำเตือนถึงความเป็นอัจฉริยะของเขา ผู้แต่งแต้มลายเส้นและสีสันที่นุ่มนวล ลึกซึ้ง แต่ก็กร้าวแกร่งในคราวเดียวกัน ผู้ที่ไม่เคยมีใครที่เหมือนเขามาก่อนและยังไม่พบคนที่มีฝีแปรงในแบบเดียวกันนี้อีกเลยจนถึงปัจจุบัน

 

เกมที่ดีที่สุดในชีวิตของซีดาน

 

ในทัวร์นาเมนต์ที่เป็นดังบทเพลงอำลาที่ทั้งซึ้งและเศร้าในโน้ตเดียวกัน

 

ซีเนดีน ซีดาน กำลังครองบอลในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2006 โดยแสดงลีลาการเล่นที่งดงามและเป็นที่จดจำในอาชีพค้าแข้งของเขา 1

 

ต้นปี 2005 ฟิลิปป์ ปาร์เรโน และดักลาส กอร์ดอน นำเสนอไอเดียแปลกใหม่ในการถ่ายทำภาพยนตร์ฟุตบอลเรื่องหนึ่ง

 

ความแตกต่างระหว่างภาพยนตร์เรื่องนี้กับเรื่องอื่นคือไม่มีเส้นเรื่อง ไม่มีพล็อต ไม่มีสคริปต์ ไม่มีการจัดฉาก ไม่มีอะไรทั้งนั้น นอกจากตัวละครเอกเพียงคนเดียวคือซีเนอดีน ซีดาน นักฟุตบอลที่ได้รับการยกย่องว่าเก่งกาจที่สุดคนหนึ่งของยุคสมัยหรือตลอดกาลในแบบของเขาเอง

 

ทีมงานถ่ายทำใช้กล้องทั้งหมด 17 ตัวเพื่อจับทุกอิริยาบถของกองกลางชาวฝรั่งเศสเชื้อสายแอลจีเรียน ในเกมลาลีกาของฤดูกาล 2004/05 ระหว่างเรอัล มาดริดกับบียาร์เรอัล เพื่อให้ทุกคนได้เห็นซีดานในแบบชิดใกล้ ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสบอล สีหน้าแววตา ในจังหวะการหายใจ หรือการเคลื่อนไหวของมัดกล้ามเนื้อ

 

ภาพยนตร์เรื่องนี้มีชื่อว่า ‘Zidane, un portrait du 21e siècle’ หรือ ‘Zidane: A 21st Century Portrait’

 

ภาพพอร์เทรตแห่งศตวรรษที่ 21

 

โดยแนวคิดแล้วภาพยนตร์ลูกหนังเรื่องนี้ดีมากแล้ว และการถ่ายทำนั้นก็ยอดเยี่ยมมากเช่นกัน เพียงแต่สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดที่เราไม่อาจย้อนเวลากลับไปเพื่อแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้แล้ว คือการที่พวกเขาไม่รู้มาก่อนว่าฟุตบอลโลก 2006 จะเป็นการลงสนามครั้งสุดท้ายของซีดาน

 

และเกมกับบราซิลคือเกมที่ศิลปินลูกหนังคนนี้โลดแล่นเริงระบำอย่างมหัศจรรย์ที่สุด

 

ก่อนทัวร์นาเมนต์จะเริ่มขึ้นเป็นที่คาดหมายกันไม่ยากว่าซีดานในวัย 34 ปี ซึ่งอยู่ในวัยโรยราน่าจะรับใช้ทีม Les bleus เป็นครั้งสุดท้ายหลังจากที่ลงสนามให้กับฝรั่งเศสมายาวนานตั้งแต่ปี 1994 หรือเป็นเวลากว่า 12 ปี

 

การลงสนามครั้งแรกของเขากับทีมชาติเป็นความทรงจำที่รางเลือน แต่สำหรับคนที่ได้เห็นจะจำไม่มีวันลืม

 

ซีเนดีน ซีดาน กำลังครองบอลในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2006 โดยแสดงลีลาการเล่นที่งดงามและเป็นที่จดจำในอาชีพค้าแข้งของเขา 2

 

เกมนั้นไม่ได้เป็นเกมที่มีความหมายมากมายอะไรเป็นพิเศษ เป็นเพียงแค่เกมกระชับมิตรกับทีมชาติสาธารณรัฐเช็ก และเป็นเกมที่ฝรั่งเศสเล่นได้ย่ำแย่พอประมาณ พวกเขาเป็นฝ่ายตามหลังถึง 2 ประตูเมื่อหมดครึ่งเวลาแรก

 

ถ้ามันจะมีความหมายอะไรสักอย่างที่เหลืออยู่ ก็อาจเป็นแค่เรื่องของศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจ

 

ในช่วงพักครึ่งเวลา เอมเม ฌักเกต์ โค้ชคนใหม่ที่มารับช่วงต่อจากเชราร์ อุลลิเยร์ ตัดสินใจให้โอกาสเด็กหนุ่มวัย 22 ปีคนหนึ่งที่กำลังทำผลงานได้โดดเด่นกับบอร์กโดซ์ในช่วงเวลานั้นได้ประเดิมสนามในเกมทีมชาติ เพียงแต่สิ่งที่ปราชญ์ลูกหนังของชาวฝรั่งเศสไม่ได้คิดคือซีดานจะใช้เกมนี้ประกาศนามของตัวเองทันที

 

จังหวะหนึ่งของเกมโลร็องต์ บลองก์ ผ่านบอลขึ้นมาให้เขาจากตำแหน่งแบ็กขวา ซีดานร่ายมนตร์สะกดด้วยการหลอกเอาชนะกองหลังได้โดยไม่ได้สัมผัสบอลด้วยซ้ำ ก่อนที่จะพาบอลหนีตัวประกบได้อีกหนึ่ง และในระยะ 30 หลา เขาตัดสินใจยิงไกลด้วยเท้าซ้ายข้างที่ทุกคนเชื่อว่าเขาไม่ถนัด บอลพุ่งเสียบตาข่ายเข้าไปท่ามกลางเสียงโห่ร้องของกองเชียร์

 

ถ้ามันจะมีการเปิดตัวที่ดีที่สุดในทีมชาติ ประตูนี้ของซีดานคือหนึ่งในนั้น

 

แต่สิ่งที่เราประเมินนักฟุตอลคนนี้ต่ำไปหรือบางทีอาจเป็นเพราะความงดงามในการเล่นของเขาทำให้เราอาจจะลืมไปคือหัวใจและความกระหายใต้ความเงียบ หลังทำประตูได้ซีดานรีบเพื่อบอลกลับมาตั้งที่จุดกลางสนามเพื่อเริ่มเล่นกันใหม่ เขายังไม่ยอมแพ้และจะไม่ยอมให้ทีมแพ้

 

2 นาทีต่อมาฝรั่งเศสได้ลูกเตะมุม โจเซลีน อังโกลมา เปิดบอลด้วยเท้าขวาโค้งเข้ามาด้วยน้ำหนักที่สุดยอด กองกลางที่เพิ่งจะทำประตูสุดสวยจากการยิงไกลสร้างความตะลึงให้ทุกคนต่อด้วยการทะยานขึ้นโขกบอลเข้าไปอย่างงดงาม

 

ประตูนี้มันอาจจะเป็นประตูที่ทุกคนหลงลืมไปตามกาลเวลา

 

แต่มันคือประตูในแบบเดียวกับที่เขาทำได้ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 1998 ซึ่งไม่ใช่ทำได้แค่ครั้งเดียว แต่เขาโหม่งประตูจากลูกเตะมุมได้ถึง 2 ครั้ง

 

ศิลปะลูกหนังสำหรับไม่ได้หมายถึงแค่การเลี้ยงหลบด้วยท่ารูเล็ตต์หรือท่ากรรไกร หรือการแทงบอลทะลุช่องให้เพื่อนหรือยิงโค้งจากระยะไกล แต่มันมีความหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาในฐานะศิลปินปรารถนาจะทำในสนาม

 

และเพราะเขาฝรั่งเศสจึงได้ทั้งแชมป์ฟุตบอลโลกครั้งแรกในปี 1998 – แชมป์ที่มีความสำคัญต่อความเป็นชาติและหนึ่งเดียวกันของประเทศ เมื่อความหลากหลายทางเชื้อชาติในทีมชุดนั้นรวมหัวใจคนให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้

 

และหลังจากนั้นอีก 2 ปีคือแชมป์ฟุตบอลยูโร 2000

 

ซีเนดีน ซีดาน กำลังครองบอลในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2006 โดยแสดงลีลาการเล่นที่งดงามและเป็นที่จดจำในอาชีพค้าแข้งของเขา 3

 

 

ถึงอย่างนั้นการประกาศข่าวก่อนที่ฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมนีจะเริ่มขึ้นเพียงไม่ถึง 2 เดือนว่าเขาจะอำลาก็สร้างความตื่นตะลึงไม่ใช่น้อย

 

เพราะคำว่าอำลานี้ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การถอดเสื้อสีน้ำเงินออกจากกาย แต่หมายถึงการถอดรองเท้าฟุตบอลของเขาและแขวนเอาไว้บนฝาผนังของนักฟุตบอลผู้ยิ่งใหญ่ด้วย

 

“นี่คือการตัดสินใจของผม และมันคือที่สิ้นสุด” ซีดานประกาศผ่านสถานีโทรทัศน์ Canal+ ในวันที่ 26 เมษายน “หลังจบฟุตบอลโลกผมจะเลิกเล่น ฟุตบอลโลกคือเป้าหมายสุดท้ายของผม เป็นสิ่งเดียวที่ผมอยากจะทุ่มสมาธิลงไปให้กับมัน และผมอยากให้ทุกคนได้รู้เรื่องนี้ก่อนจะถึงฟุตบอลโลก”

 

อันที่จริงเขาเคยประกาศอำลามาแล้วครั้งหนึ่งในปี 2004 ซึ่งเป็นอีกรายการที่ฝรั่งเศสทำผลงานได้น่าผิดหวังต่อเนื่องจากฟุตบอลโลก 2002 แต่สุดท้ายเปลี่ยนใจกลับมารับใช้ให้ทีมชาติอีกครั้งร่วมกับโคลด มาเกเลเล และลิลิยอง ตูราม ซึ่งต้องขอบคุณพี่ชายของเขาที่โทรมาเกลี้ยกล่อมในตอนตี 3 ให้ทบทวนการตัดสินใจอีกครั้ง

 

เพียงแต่ครั้งนี้ไม่มีใครจะเปลี่ยนใจเขาได้อีกแล้ว

 

ส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาตัดสินใจแบบนี้เป็นเพราะในช่วง 18 เดือนก่อนนั้นซีดานประสบปัญหาอาการบาดเจ็บมากมายมาโดยตลอด เขายอมรับว่าเขาไม่เคยอยู่ในช่วงฟอร์มการเล่นที่ดีที่สุดเลย และนั่นเป็นเรื่องที่แย่เมื่อสโมสรที่เล่นให้คือเรอัล มาดริด กับชุดขาวที่สง่างามชุดนั้น

 

แต่นั่นก็เป็นเหตุผลที่ดีที่สุดสำหรับเขาเช่นกันในการที่จะแสดงให้ทุกคนได้เห็นถึงตัวตนที่แท้จริงของซีดานเป็นครั้งสุดท้าย และลบความทรงจำที่ไม่ดีจากฟุตบอลโลก 2002 และยูโร 2004 ที่น่าผิดหวังจนเกินใจจะยอมรับได้

 

อย่างไรก็ตามฝรั่งเศสภายใต้การนำของเรย์มงด์ โดเมอเน็ค ก็ยังดูปวกเปียกอย่างมากเมื่อเริ่มฟุตบอลโลก พวกเขาทำได้เพียงแค่เสมอกับสวิตเซอร์แลนด์และเกาหลีใต้ ทำให้ต้องเอาชนะโตโกให้ได้เพียงสถานเดียวเท่านั้นเพื่อเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย โดยที่ซีดานไม่สามารถลงสนามได้เพราะโดนแบนจากการสะสมใบเหลืองครบ 2 ใบตั้งแต่ 2 นัดแรก

 

โชคดีสำหรับพวกเขาที่ยังทำได้สำเร็จ โดยปาทริก วิเอรา ซึ่งได้รับปลอกแขนกัปตันทีมชาติฉลองวันเกิดครบ 30 ปี กับเธียร์รี อองรี อดีตเพื่อนร่วมทีมอาร์เซนอลช่วยกันทำคนละหนึ่งประตูให้เลส์ เบลอส์ผ่านเข้ารอบได้สำเร็จ

 

พวกเขาได้ไปต่อ และซีดานได้ไปต่อ

 

โดยที่การได้กลับมาลงสนามอีกครั้งในรอบน็อกเอาต์ เหมือนเป็นการหยุดนิ่งเพื่อสร้างสมาธิก่อนเปิดโหมดสุดท้ายของซีดาน

 

นักฟุตบอล ศิลปิน และเทพเจ้าที่ลงมาประทับพร้อมกัน?

 

ไม่หรอก ก็แค่เด็กเล็กๆที่ซ่อนอยู่ในตัวเขาที่ไม่อยากต้องออกจากสนามเพราะแพ้ใคร เหมือนในวันที่วิ่งไล่เตะบอลอยู่ข้างถนนในมาร์กเซย์เท่านั้น

 

ในเกมรอบ 16 ทีมสุดท้าย ฝรั่งเศสต้องเจอกับสเปนที่กำลังอยู่ในยุคสร้างตัวใหม่และทำผลงานได้ร้อนแรง ทีมของหลุยส์ อราโกนเญส เก็บชัยชนะรวด 3 นัดในรอบแรก ฟอร์มเป็นคนละเรื่องกับฝรั่งเศสเลย แถมยังมาได้ประตูขึ้นนำไปก่อนอีกด้วยเมื่อตูรามเสียท่าทำฟาวล์ ดาวิด บีญาในเขตโทษ หัวหอกหุ่นมะขามข้อเดียวยิงเข้าไปให้สเปนนำ 1-0

 

แต่ฝรั่งเศสปฏิเสธจะยอมแพ้ ในครึ่งหลังฟรองก์ ริเบรี ยิงประตูตีเสมอได้สำเร็จก่อนจะยื้อกันถึงช่วงของการต่อเวลา วิเอรามาทำประตูขึ้นนำได้ในช่วงนี้เอง แต่ส่วนที่ดีที่สุดของเกมเกิดขึ้นในช่วงต่อเวลาสุดท้ายที่ผ่านไปแล้ว 2 นาที เมื่อซีดานที่อยู่ในสนามโชว์ทักษะการคอนโทรลบอลหลอก 2 กองหลังก่อนหลอก อิเคร์ กาซียาส เพื่อนร่วมทีมจนเสียท่าและส่งบอลเข้าไปตุงตาข่ายอย่างเหนือชั้น

 

ลำพังแค่ประตูนี้ทุกคนก็แทบไม่มีอะไรคาใจหรือสงสัยกับซีดานแล้ว ต่อให้เกมต่อไปเขาจะแพ้และตกรอบเขาก็อยู่ในสถานะของตำนานที่จะได้รับการเชิดชู

 

ซีเนดีน ซีดาน กำลังครองบอลในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2006 โดยแสดงลีลาการเล่นที่งดงามและเป็นที่จดจำในอาชีพค้าแข้งของเขา 4

 

นั่นเป็นสิ่งที่ผู้คนรู้สึก แต่ดูเหมือนความรู้สึกของ “ซิซู” จะแตกต่างออกไป เขากลับมารู้สึกสดชื่น มีกำลังวังชา และที่สำคัญคือสัมผัสและความรู้สึกรวมถึงสมาธิของเขายามอยู่ในสนาม มันถูกขัดเกลาจนแหลมคมถึงที่สุด

 

และเราก็ได้เห็นร่างที่ดีที่สุดของซีดานในเกมต่อมากับบราซิล

 

‘ลา เซเลเซา’ ในเวลานั้นถือเป็นหนึ่งในตัวเต็งเช่นกัน พวกเขาเป็นแชมป์เก่าและเต็มไปด้วยซูเปอร์สตาร์มากมายทั้งตัวจริงและตัวสำรอง โรนัลโด, โรนัลดินโญ, ริคาร์โด กากา ไปจนถึงโรบินโญ และอาเดรียโน ที่ดูพร้อมสรรพกว่าในเชิงของขุมกำลัง

 

แต่ฝรั่งเศสกลับสอนบอลบราซิลชุดนี้

 

ไม่สิ ไม่ใช่ฝรั่งเศส เป็นซีดานคนเดียวที่สอนบอลบราซิลชุดนี้ด้วยฟอร์มการเล่นระดับเทวดาที่เตะฟุตบอลได้

 

การสัมผัสบอลที่นุ่มนวล การคอนโทรลบอลที่แน่นอน การเล่นที่ง่ายแต่เต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้ง การเลี้ยงบอลพาขึ้นมา การสับขาหลอกที่ไม่ใช่ทำเพื่อความสวยงาม การกระดกบอลข้ามหัวที่แสดงให้เห็นถึงชั้นเชิงที่สูงกว่า

 

การเล่นของซีดานในวันนั้นไม่เหมือนการเล่นฟุตบอล

 

มันคือการเริงระบำในสนามหรือการตวัดฝีแปรงของศิลปินเอก ในชุดสีขาวล้วนและรองเท้าสีทอง

 

ซีดานยังปลดล็อกบางอย่างด้วยการเปิดลูกฟรีคิกในนาทีที่ 57 ไปให้เธียร์รี อองรี กองหน้าที่อาจจะไม่ค่อยเข้ากันได้ดีนัก และไม่เคยผ่านบอลให้แก่กันและกันทำประตูมาก่อน เป็นประตูโทนที่ทำให้ฝรั่งเศสเอาชนะบราซิลและผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ

 

ในรอบรองชนะเลิศซีดานเป็นคนตัดสินเกมให้ทีมอีกครั้งจากการยิงลูกจุดโทษ ซึ่งเป็นประตูโทนให้เอาชนะโปรตุเกสได้ และได้ผ่านเข้าไปสู่รอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จอีกครั้งหลังจากการเข้าชิงครั้งแรกเมื่อ 8 ปีก่อนหน้านั้น

 

เกมสุดท้ายในชีวิตของซีดานจึงเป็นเกมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่ใครสักคนจะฝันถึงได้

 

ซีเนดีน ซีดาน กำลังครองบอลในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2006 โดยแสดงลีลาการเล่นที่งดงามและเป็นที่จดจำในอาชีพค้าแข้งของเขา 5

 

สิ่งที่น่าเศร้าคือบทสรุปของมันช่างโหดร้าย

 

ความจริงฝรั่งเศสเริ่มต้นได้ดีแล้ว เมื่อได้ลูกจุดโทษตั้งแต่ต้นเกม และซีดานก็แสดงให้เห็นถึงเชิงลูกหนังที่ถูกขัดเกลามาจนถึงระดับบรรลุโสดาบันทางการเล่นด้วยการยิงจุดโทษในแบบ ‘พาเนนกา’ ด้วยบอลที่น้ำหนักสมบูรณ์แบบที่สุดใส่ผู้รักษาประตูที่เก่งที่สุดของโลก ในเกมที่สำคัญที่สุดของชีวิต

 

หัวใจของเขาเต้นคนละจังหวะเดียวกับคนทั่วไปแล้ว

 

ถึงอย่างนั้นอิตาลีเองก็ยอดเยี่ยม พวกเขาตีเสมอได้จากการโขกของมาร์โก มาเตรัสซี ก่อนจะยื้อและยันกันไปจนหมดเวลาปกติ เป็นอีกเกมที่ต้องเข้าสู่ช่วงของการต่อเวลาพิเศษ ก่อนที่ในสถานการณ์บีบคั้นหัวใจ ซีดานทำในสิ่งที่ไม่มีใครเข้าใจ

 

ในนาทีที่ 5 ของการต่อเวลาพิเศษครึ่งหลัง หรือนาทีที่ 110 ภาพจับไปยังมาเตรัสซีที่ลงไปนอนกองกับพื้นด้วยอาการทุรนทุราย หลุยส์ เมดินา คันตาเลโฮ ผู้ช่วยผู้ตัดสินที่เห็นเหตุการณ์ได้รายงานต่อผู้ตัดสิน โฮราซิโอ เอลิซอนโดถึงเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากเชื่อ

 

ซีดานใช้ศีรษะโขกใส่กองหลังอิตาลีที่พยายามตามประกบติดและพูดจายั่วยุ

 

ผู้ตัดสินไม่มีทางเลือกนอกจากชูใบแดงไล่นักเตะที่ดีที่สุดของยุคสมัยออกจากสนาม ในเกมนัดสุดท้ายของเขา ปิดฉากชีวิตการเล่นด้วยเหตุการณ์อันด่างพร้อยนี้

 

ภาพของซีดานที่เดินผ่านถ้วยฟุตบอลโลก กลายเป็นภาพที่ทุกคนจดจำได้มากกว่าภาพของฟาบิโอ คันนาวาโรที่ได้ชูถ้วยแชมป์โลกสมัยที่ 3 ของอิตาลี หลังจากที่เกมจบลงด้วยการเสมอกันและต้องยิงจุดโทษตัดสิน ซึ่งอิตาลียิงได้แม่นกว่า

 

ในเวลาต่อมามีการเปิดเผยว่ามาเตรัสซี ใช้คำพูดยั่วยุรุนแรงเกินกว่าที่ซีดานจะรับได้ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะทำให้เขาขาดสติบันดาลโทสะใช้กำลังตอบโต้ในแบบนั้นได้

 

ถึงอย่างนั้นหากมองในอีกด้านเมื่อเวลาผ่านมา ฉากสุดท้ายของซีดานนั้นก็ไม่ต่างอะไรจากผลงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดของศิลปินคนหนึ่ง

 

มันไม่จำเป็นต้องดงามเสมอไป

 

ชีวิตคนเราในดีมีร้ายและในร้ายมีดีเสมอ

 

และซีดานทำให้เราได้เห็นเรื่องนี้ด้วยชีวิตและจิตวิญญาณของเขา

 

อ้างอิง

The post ภาพพอร์เทรตจิตรกรลูกหนัง และการเริงระบำครั้งสุดท้ายของ ซีเนดีน ซีดาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพื่อนเจ้าสาวแสนสวยในชุดสีส้ม ตำนานความงามที่ไม่มีวันตายของ ‘Total Football’ https://thestandard.co/total-football-netherlands-cruyff-legacy/ Tue, 09 Jun 2026 05:15:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1216181 ภาพโยฮัน ครอยฟ์ นักฟุตบอลทีมชาติฮอลแลนด์ในชุดสีส้ม

ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง เกมฟุตบอลกลับมา […]

The post เพื่อนเจ้าสาวแสนสวยในชุดสีส้ม ตำนานความงามที่ไม่มีวันตายของ ‘Total Football’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโยฮัน ครอยฟ์ นักฟุตบอลทีมชาติฮอลแลนด์ในชุดสีส้ม

ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง เกมฟุตบอลกลับมาเริ่มต้นกันใหม่อีกครั้ง ซึ่งในยุคนั้นทีมที่มีชื่อเสียงระบือลือลั่นที่สุดคือ ‘The Mighy Magyars’ ทีมชาติฮังการี ที่เขย่าวงการลูกหนังทั้งโลกด้วยการเล่นที่สุดแสนจะมหัศจรรย์

 

สิ่งที่น่าเสียดายคือตำนานความยิ่งใหญ่ของทีมที่คุมทัพโดยกุสตาฟ เซเบส และในสนามนำมาโดยเฟเรนซ์ ปุสกัส ไปไม่ถึงจุดสูงที่สุด เมื่อพวกเขาพลาดท่าเสียทีต่อเยอรมนีตะวันตกในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 1954 ที่สนามวังดอล์ฟสตาดิโอน ในกรุงแบร์น นครหลวงประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในเกมที่ถูกขนานนามว่า ‘ปาฏิหาริย์แห่งแบร์น’ (Miracle of Bern)

 

อย่างไรก็ดีอิทธิพลจากฟุตบอลที่ยอดเยี่ยมและแตกต่างของฮังการีในช่วงเวลานั้นได้ส่งอิทธิพลถึงฟุตบอลลีกในแถบทวีปยุโรปหลายประเทศ

 

หนึ่งในนั้นคือฮอลแลนด์ ที่ได้รับอิทธิพลมาและต่อยอดสู่การสร้างระบบการเล่นฟุตบอลแบบใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนในอดีต และหลังจากนั้นก็ยังไม่มีใครที่สามารถทำตามได้

 

ระบบฟุตบอลที่เรียกว่า ‘Totaalvoetbal

 

ภาพโยฮัน ครอยฟ์ นักฟุตบอลทีมชาติฮอลแลนด์ในชุดสีส้ม 1

 

แต่ดั้งเดิมแล้วฮอลแลนด์ไม่ได้เป็นชาติมหาอำนาจของเกมฟุตบอลมาก่อน ในทางตรงกันข้ามพวกเขาเป็นชนชาติที่เล่นฟุตบอลแบบล้าหลังกว่าชนชาติอื่นมากพอสมควร ทีมคู่แข่งสำหรับพวกเขาที่พอใกล้เคียงกันคือไซปรัส หรือไอซ์แลนด์ ไม่ใช่อังกฤษ อิตาลี หรือเยอรมนี

 

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่มีการแข่งขันที่จริงจังภายในประเทศ กว่าที่ลีกฟุตบอลอาชีพจะถือกำเนิดในแดนกังหันลมก็ต้องรอจนถึงปี 1954 แต่หลังจากการก่อตั้งลีกฟุตบอลอาชีพ เกมลูกหนังในฮอลแลนด์ก็เริ่มพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

คนที่มีความสำคัญอย่างมากคือรีนุส มิเคลส์ หรือที่คนไทยคุ้นชินกับชื่อ ไรนุส มิเชลส์

 

มิเคลส์ เป็นสายเลือดบริสุทธิ์ของไอแอ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม เพราะอยู่กับอคาเดมีของสโมสรมาตั้งแต่ปี 1940 และใช้ชีวิตในการเล่นเป็นนักฟุตบอลอาชีพถึง 13 ปีด้วยกัน (1945-1958) ซึ่งทำผลงานได้ไม่เลวนักในบทบาทของศูนย์หน้า ทำไป 122 ประตูจากการลงเล่น 264 นัด

 

เขาเป็นหนึ่งในขุนพลชุดแชมป์ลีกส์ดัตช์ของไอแอ็กซ์ 2 สมัย ครั้งแรกในช่วงฤดูกาล 1946/47 ซึ่งยังเป็นลีกสมัครเล่น และอีกครั้งในฤดูกาล 1956/57 ที่ลีกยกระดับเป็นฟุตบอลอาชีพแล้ว

 

แต่ถึงจะเป็นนักฟุตบอลที่ไม่ได้มีเทคนิคการเล่นสูงส่ง ออกแนวเป็นนักเตะในสไตล์จอมทุ่มเทสู้ไม่ถอยมากกว่า แต่ระบบความคิดวิเคราะห์ในเชิงฟุตบอลของมิเคลส์นั้นลึกล้ำอย่างมาก

 

โดยที่เขาได้วิชาความรู้มาจากชาวอังกฤษ 3 คนด้วยกัน

 

ภาพโยฮัน ครอยฟ์ นักฟุตบอลทีมชาติฮอลแลนด์ในชุดสีส้ม 2

 

คนแรกที่มีอิทธิพลต่อตัวเขาอย่างสูงคือ แจ็ค เรย์โนลด์ส ชายชาวอังกฤษผู้ที่เป็นดัง ‘บิดาของไอแอ็กซ์’ หลังมาใช้ชีวิตอยู่ในฮอลแลนด์ยาวนานถึง 3 ช่วง โดยที่นำความรู้วิทยาการทางเกมลูกหนังที่ล้ำยุคมาฝาก และเป็นองค์ความรู้ที่แตกต่างจากในอังกฤษบ้านเกิด ซึ่งไม่ยอมรับแนวทางของเขามากสักเท่าไร

 

เรย์โนลด์สมีส่วนในการถ่ายทอดวิชาความรู้ให้กับมิเคลส์ในช่วงบั้นปลายของการคุมทีมไอแอ็กซ์ในเวลาสั้นๆ หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เป็นช่วงเวลาที่ดีและมีความหมายอย่างมาก

 

ชายชาวอังกฤษคนที่ 2 คือวิค บัคกิงแฮม อดีตนักฟุตบอลระดับสตาร์ของอังกฤษที่โยกย้ายมาหากินในฮอลแลนด์ด้วยการเป็นโค้ชของไอแอ็กซ์ถึง 2 รอบในช่วงปี 1960

 

บัคกิงแฮม ก็ไม่ต่างจากเรย์โนลด์ส เขามาพร้อมกับวิธีการเล่นฟุตบอลที่แตกต่างและดูทันสมัย ซึ่งแม้กับไอแอ็กซ์จะไม่ได้ประสบความสำเร็จมากนัก แต่มิเคลส์ ซึ่งยังคงอยู่กับสโมสรได้รับการถ่ายทอดแนวคิดมาเต็มๆ และสำคัญที่สุดคือเขาเป็นคนที่รับงานคุมทีมต่อจากบัคกิงแฮมด้วย

 

คนสุดท้ายคือจิมมี โฮแกน โค้ชที่แฟนฟุตบอลบางคนอาจไม่เคยได้ยิน แต่อิทธิพลของเขาที่มีต่อโลกของฟุตบอลมากมายมหาศาล เพราะโฮแกนคือสุดยอดโค้ชที่มาก่อนกาล ด้วยแนวคิดฟุตบอลเล่นกับพื้นไม่สาดยาวไปลุ้นเอาข้างหน้าอย่างเดียว และเขาคิดวิธีนี้มาตั้งแต่ยุค 1910 แล้ว

 

โดยรากของวิธีการเล่นแบบนี้มาจากสไตล์ฟุตบอลแบบคนสกอตแลนด์ที่จะอาศัยการต่อบอลเล่นกันแบบสั้นๆ ที่เรียกว่า ‘Scottish combination game’

 

บอลเรียด เร็ว แม่นยำ และหมุนเวียนเปลี่ยนตำแหน่ง

 

โฮแกน ใช้เวลาชั่วชีวิตของเขาในการเดินทางไปถ่ายทอดวิชาความรู้นี้ให้แก่ชาติต่างๆ บนแผ่นดินยุโรป และอิทธิพลนั้นสูงถึงขั้นสามารถสร้างสุดยอดทีมแห่งยุคสมัยขึ้นมาได้ถึง 2 ทีมด้วยกัน หนึ่งคือ ‘Wünderteam’ หรือทีมมหัศจรรย์ ซึ่งหมายถึงทีมชาติออสเตรียในช่วงทศวรรษที่ 30 และอีกทีมคือ ‘The Mighty Magyars’ ฮังการี ซึ่งเป็นทีมที่มิเคลส์ประทับใจอย่างมาก

 

มากเสียจนเขาเริ่มคิดต่อถึงระบบการเล่นฟุตบอลที่จะดีกว่านี้

 

ระบบที่จะสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ

 

ภาพโยฮัน ครอยฟ์ นักฟุตบอลทีมชาติฮอลแลนด์ในชุดสีส้ม 3

 

ระบบการเล่นที่ว่าคือ ‘โททัลฟุตบอล’ (Totaalvoetbal) ซึ่งที่มาของชื่อจริงๆ นั้นไม่ได้มาจากการเรียกของตัวของมิเคลส์เอง

 

ในช่วงเวลานั้นในฮอลแลนด์มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทางสังคม หลังเจ้าหญิงเบียทริกซ์ ซึ่งเป็นมกุฎราชกุมารของราชวงศ์อภิเษกสมรสกับ เคลาส์ ฟอนส์ อัมแบร์ก ชาวเยอรมันที่มีประวัติเป็นสมาชิกของนาซี ในปี 1966

 

ด้วยบริบทของสังคมดัตช์ในช่วงเวลานั้น คำว่า ‘โททัล’ (Totaal) กลายเป็นคำที่ถูกนำมาใช้กับหลายสิ่งหลายอย่าง ซึ่งสำหรับเกมฟุตบอล ระบบการเล่นที่ไม่พึ่งพาใครเป็นหลัก ทุกคนมีสิทธิ มีอำนาจ มีเสรีภาพ

 

ฟุตบอลของมิเคลส์ถูกมองว่าสะท้อนถึงสิ่งนี้จึงถูกเรียกระบบวิธีการเล่นของเขาว่าโททัลฟุตบอล

 

อีกสิ่งที่แฟนฟุตบอลอาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อนไปคือระบบการเล่นนี้ไม่ได้ถูกคิดขึ้นมาในชั่วข้ามคืน

 

ในทางตรงกันข้ามมิเคลส์ใช้เวลาหลายปีในการคิด ปรับ ประยุกต์ใหม่ในระหว่างที่คุมไอแอ็กซ์ โดยมีเพื่อนคู่คิดอย่าง พีต ไคเซอร์ และสวาร์ค สวาร์ต ให้คำปรึกษาและช่วยเหลือ โดยระหว่างนั้นในวงการฟุตบอลดัตช์วิธีการเล่นแบบนี้เริ่มเป็นที่นิยม และมีทีมที่เล่นมากกว่าหนึ่ง

 

อย่างน้อยที่สุดมีฟายนอร์ด ร็อตเตอร์ดัม คู่ปรับสำคัญร่วมลีกที่นำมาโดย แอร์สต์ ฮัพเพิล ปรมาจารย์ลูกหนังชาวออสเตรีย – ผู้ที่แม้จะไม่ทันชุด Wünderteam แต่ก็ได้รับวิชามาจากจิมมี โฮแกน – ซึ่งฟุตบอลของพวกเขาถูกเรียกว่าโททัลฟุตบอลเช่นกันแต่เป็นอีกสายหนึ่งที่เน้นความแข็งแกร่งมากกว่า

 

แต่โลกเลือกที่จะจดจำโททัลฟุตบอลของไอแอ็กซ์ เพราะพวกเขายอดเยี่ยมและมีเสน่ห์มากกว่า

 

คนสำคัญที่สุดที่เป็นกุญแจสำหรับทุกสรรพสิ่งที่หากปราศจากเขาแล้วระบบโททัลฟุตบอลจะไม่มีวันเกิดขึ้นคือนักเตะดาวรุ่งคนหนึ่งที่ชื่อโยฮัน ครอยฟ์

 

กองหน้ารูปร่างผอมบางคนนี้คือนักฟุตบอลระดับอัจฉริยะในรอบ 100 ปี ที่มีความเข้าใจในเกมฟุตบอลอย่างปราดเปรื่อง เขาเข้าใจได้ทันทีถึงสิ่งที่เจ้านายกำลังคิดอยู่ และเป็นคนช่วยกำกับการเล่นของทีมในสนามอีกครั้ง

 

ภายในเวลาไม่กี่ปีไอแอ็กซ์กลายเป็นมหาอำนาจของฟุตบอลยุโรป ด้วยโททัลฟุตบอลทำให้พวกเขากวาดแชมป์ยูโรเปียน คัพ ได้ 3 สมัยติดต่อกันในระหว่างปี 1971-1973 แม้ว่ามิเคลส์จะอำลาทีมไปหลังได้แชมป์ในปี 1971 เพื่อไปคุมบาร์เซโลนาในสเปนต่อ

 

ก่อนที่เขาจะกลับมาบ้านเกิดพร้อมกับภารกิจสำคัญ คุมทีมชาติฮอลแลนด์ที่มีเป้าหมายเดียวในการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 1974 ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศเยอรมนีตะวันตกให้ได้

 

ภาพโยฮัน ครอยฟ์ นักฟุตบอลทีมชาติฮอลแลนด์ในชุดสีส้ม 4

 

ในฟุตบอลโลกครั้งนั้นสิ่งที่คนเข้าใจคือไม่มีใครหยุดฮอลแลนด์ ซึ่งเป็นส่วนผสมระหว่างนักเตะของไอแอ็กซ์กับฟายนอร์ดได้ ด้วยระบบการเล่นโททัลฟุตบอลที่ลื่นไหล ไร้หนทางจะจับได้ไล่ทัน

 

ความเป็นจริงแล้วฮอลแลนด์ไม่ได้ชนะรวดทุกนัดแต่อย่างใด เพราะสวีเดน สามารถยันเสมอกับพวกเขาได้สำเร็จในเกมที่ 2 ของรอบแบ่งกลุ่มแรก (ในครั้งนั้นจะมีรอบแบ่งกลุ่ม 2 ครั้ง) แต่ความสุดยอดของเนเธอร์แลนด์มาเริ่มชัดเอาในรอบแบ่งกลุ่มรอบที่ 2 นี้เอง

 

พวกเขาลงสนาม 3 นัดในรอบนี้โดยเจอกับทีมแข็งแกร่งอย่าง อาร์เจนตินา, เยอรมนีตะวันออก และแชมป์เก่าจากฟุตบอลโลก 1970 อย่างบราซิล โดยเอาชนะรวดได้ทั้ง 3 นัด ยิงประตูรวมได้ถึง 8 ประตูโดยที่ไม่เสียประตูเลย ได้ผ่านเข้าไปรอบชิงชนะเลิศ

 

โททัลฟุตบอลกลายเป็นความมหัศจรรย์ที่โลกถูกสะกดไม่ให้คลาดสายตา

 

ครอยฟ์เป็นศูนย์กลางของทุกอย่าง โดยที่รายรอบเขาเต็มไปด้วยสุดยอดผู้เล่นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โยฮัน นีสเกนส์ จอมแกร่งแดนกลาง, ร็อบ เรนเซนบลิงก์ และจอนนี เร็ป ปีกซ้ายและขวาตัวฉกาจ ที่จะเล่นสอดประสานกับรุด โครล และวิม ซูเบียร์ โดยมีอารี ฮาน กับวิม ไรส์เบอร์เกน เป็นคู่ปราการหลัง มีแยน ยองบลัด เฝ้าเสาประตู

 

คำว่าโททัลฟุตบอลโดยนิยามคือการที่ผู้เล่นแต่ละตำแหน่งสามารถสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันได้อย่างอิสระ ทุกคนสามารถเล่นตำแหน่งไหนก็ได้ โดยที่ระบบของทีมไม่เสีย ความลื่นไหลยังอยู่

 

ในความเป็นจริง รุด กุลลิท ตำนานดัตช์ในรุ่นต่อมาสรุปให้ฟังโดยเข้าใจง่ายที่สุดนั่นคือการที่ “ผู้เล่นแต่ละคนสามารถจะทดแทนตำแหน่งของเพื่อนที่ขยับเติมเกมไปได้ เช่น ถ้าแบ็กดันเกมสูง ปีกหรือกองกลางจะถอยลงมาทดแทน

 

เขียนและอ่านนั้นเหมือนง่าย แต่ปฏิบัติจริงยากแสนยาก เพราะนั่นหมายถึงความต้องการนักฟุตบอลที่เข้าใจเกมและมีฝีเท้าในระดับใกล้เคียงกันและดีพอที่จะทดแทนกันและกันได้

 

และสิ่งที่ไม่มีทีมไหนมีเหมือนคือฮอลแลนด์มีครอยฟ์ ซึ่งในเวลานั้นก้าวไปสู่จุดสูงสุดของโลกฟุตบอลแล้วทั้งในเชิงของฝีเท้าและความเข้าใจเกม

 

อิทธิพลของครอยฟ์ที่มีต่อทีมในเวลานั้นสูงในระดับที่แม้แต่มิเคลส์ก็ไม่กล้าขัด เห็นได้จากเรื่องเล็กๆ แต่สำคัญอย่างหมายเลขเสื้อ ซึ่งเดิมสหพันธ์ฟุตบอลฮอลแลนด์ต้องการให้ใช้หมายเลขเรียงตามลำดับอักษร ที่ครอยฟ์จะได้เสื้อหมายเลข 1 แทน แต่เขาขอปฏิเสธและเลือกหมายเลข 14 อันเป็นหมายเลขโปรดประจำตัวโดยที่ไม่มีใครขัดได้

 

นักเตะเจ้าของสมญา ‘นักเตะเทวดา’ (ตามการตั้งของบรมครูนักข่าวฟุตบอลไทย) ยังขอสิทธิ์ขาดในการ ‘สั่งการในสนาม’ (Inside the field) ที่เขาจะเป็นคนบอกทุกคนเองว่าจะให้เล่นแบบไหน โดยที่มิเคลส์มีอำนาจเพียงแค่การสั่งการนอกสนาม และพวกเขาจะไม่ก้าวก่ายกัน

 

ภาพโยฮัน ครอยฟ์ นักฟุตบอลทีมชาติฮอลแลนด์ในชุดสีส้ม 5

 

ด้วยความยอดเยี่ยมไร้เทียมทานทำให้ฮอลแลนด์ถูกยกให้เป็นตัวเก็งเหนือเยอรมนีตะวันตก ชาติเจ้าภาพที่ความจริงเพิ่งจะได้แชมป์ฟุตบอลยูโร 1972 มา และมีผู้เล่นระดับชั้นยอดหลายคนซึ่งก็ไม่ได้ไก่กา เพราะเป็นกำลังหลักของบาเยิร์น มิวนิคที่คว้าแชมป์ยูโรเปียน คัพ 3 สมัยติดต่อกันต่อจากไอแอ็กซ์

 

กุนเธอร์ เน็ตเซอร์ ขบถลูกหนังรุ่นแรกที่เป็นคีย์แมนในชุดแชมป์ยูโร 1972 ไม่ได้ร่วมทีมมาด้วยก็จริง เพราะโวล์ฟกัง โอเวอร์ราธ ถูกใจโค้ชอย่างเฮลมุต โชน มากกว่า แต่เยอรมนีตะวันตกยังมี ‘แดร์ บอมเบอร์’ แกร์ด มุลเลอร์ รวมถึง ‘แดร์ ไกเซอร์’ ฟรานซ์ เบ็คเคนเบาเออร์ และขุนพลอย่าง อูลี เฮอเนสส์, พอล ไบรท์เนอร์ และแบร์ตี โฟกต์ส

 

โดยที่ ‘Die Mannschaft’ เองก็อยู่ใต้ความกดดันและเดิมพันที่สูงเหมือนกัน เพราะก่อนหน้านั้น 2 ปีเกิดโศกนาฏกรรมสังหารหมู่นักกีฬาอิสราเอลในกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนที่มิวนิก ในสนามแห่งเดียวกันอย่างโอลิมปิกสตาดิโอน ในกรุงมิวนิคที่เป็นสังเวียนของเกมนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก

 

แค่ 2 นาทีฮอลแลนด์ก็ได้ประตูขึ้นนำทันทีเมื่อได้ลูกจุดโทษ หลังครอยฟ์พาบอลหนีโฟกต์สอย่างง่ายดายก่อนจะโดนเฮอเนสส์ สกัดทำฟาวล์ ผู้ตัดสินชี้ไปที่จุดโทษทันที และเป็นนีสเกนส์ ที่สังหารเข้าไปให้พวกเขานำ 1-0 โดยที่นักเตะเยอรมันยังไม่ได้สัมผัสโดนบอลแม้แต่ครั้งเดียว

 

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ทุกคนยิ่งมั่นใจว่าไม่มีใครจะหยุดยั้งเหล่า ‘ออรานเย’ ได้แล้ว และพวกเขาจะได้ครองแชมป์โลกอย่างแน่นอน

 

นักเตะในชุดส้มเองก็คงรู้สึกลำพองใจแบบนั้นเช่นกัน ความจริงในช่วงก่อนที่เกมจะเริ่มมีข่าวว่าพวกเขาปาร์ตี้กันอย่างหนักด้วย (ซึ่งเปิดเผยหลังจากนั้น) นั่นทำให้ช่วงหลังจากได้ประตูขึ้นนำฮอลแลนด์ ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การทำประตูเพิ่ม แต่ออกไปในทางเล่นอย่างเย่อหยิ่งเพื่อเย้ยหยันคู่แข่ง

 

และสำหรับผู้เล่นหลายคน พวกเขาผูกใจเจ็บกับเยอรมันมาตลอด วิลเลม ฟาน ฮานเกม หนึ่งในนักเตะที่ได้โอกาสลงสนามเวลานั้นยอมรับว่าเขาเกลียดคนเยอรมัน เพราะครอบครัวของเขาถูกสังหารเกือบทั้งหมดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

 

อย่างไรก็ดีเรื่องเหล่านี้เป็นเพียงแค่องค์ประกอบของการเปลี่ยนแปลงในเกม

 

หัวใจสำคัญที่ฮอลแลนด์ไม่ได้คาดคิดจะต้องเผชิญคือความเป็นนักสู้ที่อดทนของนักเตะอินทรีเหล็กที่ปักหลักต่อสู้อย่างไม่ยอมแพ้เด็ดขาด

 

ในเชิงของแท็คติก การตัดสินใจของครอยฟ์ที่จะถอยตัวเองลงมาต่ำเพื่อคุมจังหวะของเกมหลังได้ประตูนำก็ถูกมองว่ามีผลเช่นกัน เพราะการไม่มีเขาประจำการในแดนหน้าทำให้แนวรับของเยอรมันเจองานที่ง่ายและเบาลงมากพอสมควร

 

แล้วเยอรมนีตะวันตกก็ตีเสมอได้ในนาทีที่ 25 จากลูกจุดโทษเหมือนกัน วิม แยนเซน พลาดสกัดแบร์นด์ โฮลเซนไบน์ลงในกรอบเขตโทษ พอล ไบรท์เนอร์แบ็กซ้ายที่ไว้ใจได้เสมอทำประตูตีเสมอให้เกมกลับมาเสมอกันที่ 1-1

 

โดยที่สายลมของเกมได้เริ่มเปลี่ยนทิศแล้ว

 

ฮอลแลนด์ยังไม่ได้กลับมาขึงทำเกมบุกเหมือนเดิม ก่อนหมดครึ่งแรกแค่ 2 นาที ไรเนอร์ บอนโฮฟ ครอสบอลเข้ามาจากปีกขวาถึงมุลเลอร์ ก่อนที่เจ้าลูกระเบิดจะยิงเรียดผ่านมือของยองบลัดเข้าไป และประตูนี้เป็นเหมือนการทำลายความมั่นใจทั้งหมดที่เคยมีมาของทีมที่ใช้โททัลฟุตบอลไล่ต้อนคนอื่นมาตลอด

 

ตลอดทัวร์นาเมนต์ฮอลแลนด์ไม่เคยเจอกับความกดดันใดๆ การโดนเยอรมนีตะวันตกยิงแซงได้เป็นความกดดันแรกที่พวกเขาเผชิญ และสุดท้ายมันอาจจะมากเกินจะรับมือไหว

 

โททัลฟุตบอลที่ไร้เทียมทาน มีชะตากรรมไม่ต่างจากฮังการีผู้เกรียงไกรไม่แพ้ใครเลยตลอด 4 ปี แต่สุดท้ายทั้งสองทีมนี้พ่ายแพ้ให้กับเยอรมนีตะวันตกผู้มีหัวใจแข็งแกร่งกว่าเหมือนกัน

 

ภาพโยฮัน ครอยฟ์ นักฟุตบอลทีมชาติฮอลแลนด์ในชุดสีส้ม 6

 

‘The Beautiful Bridesmaids Dressed in Oranje’

 

คือชื่อหนังสือที่เขียนโดย Gary Thacker ว่าด้วยเรื่องราวที่เกิดขึ้นของฮอลแลนด์ในฟุตบอลโลก 1974 ที่สรุปทุกอย่างได้ภายในประโยคเดียว

 

เพื่อนเจ้าสาวแสนสวยในชุดสีส้ม

 

คนที่เป็นได้เพียงแค่เพื่อนของเจ้าสาว ไม่ได้สวมแหวนและจุมพิตในวันวิวาห์

 

แต่ถึงอย่างนั้นความสวยงามของเธอ – ออรานเย – ก็ยังคงเป็นที่เลื่องลือจากวันนั้น จนถึงในวันนี้ ที่ไม่ว่าเมื่อไรที่ใครสักคนพูดถึงโททัลฟุตบอล, โยฮัน ครอยฟ์, รีนุส มิเคลส์ (ซึ่งแก้ตัวได้สำเร็จในอีก 14 ปีต่อมาในฟุตบอลยูโร 1988 แชมป์ระดับชาติรายการเดียวของพวกเขา) และเหล่าอัศวินสีส้ม

 

ทุกคนก็พร้อมจะล้อมวงกันเข้ามา เพื่อฟังเรื่องเล่าเก่าๆ นี้แบบไม่รู้เบื่อ

 

อ้างอิง

 

The post เพื่อนเจ้าสาวแสนสวยในชุดสีส้ม ตำนานความงามที่ไม่มีวันตายของ ‘Total Football’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Ronaldo’s Redemption ทรงผมสุดมหัศจรรย์ และความจริงที่ซ่อนอยู่ในการคืนชีพของ ‘R9’ https://thestandard.co/ronaldo-redemption-haircut-world-cup/ Mon, 08 Jun 2026 05:39:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1215723 ภาพโรนัลโดในทรงผมสุดประหลาดที่ฟุตบอลโลก 2002

เมื่อภาพของโรนัลโดถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลก เสียงหัวเราะก็ […]

The post Ronaldo’s Redemption ทรงผมสุดมหัศจรรย์ และความจริงที่ซ่อนอยู่ในการคืนชีพของ ‘R9’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโรนัลโดในทรงผมสุดประหลาดที่ฟุตบอลโลก 2002

เมื่อภาพของโรนัลโดถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลก เสียงหัวเราะก็ดังขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงกัน

 

เพราะกองหน้าอันดับหนึ่งของบราซิลมาในผมทรงใหม่ที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน โดยทั้งศีรษะนั้นถูกโกนจนเกลี้ยงเป็นขาวทุกด้าน ยกเว้นเพียงแค่ด้านหน้าที่เหลือเป็นหย่อมเอาไว้หน่อยนึง

 

ทรงผมนี้เหมือนเป็นด้านตรงข้ามของทรงผมแบบซามูไรในช่วงยุคเอโดะซึ่งเรียกว่า ‘ชอนมาเกะ’ (丁髷) ซึ่งนักรบจะไว้ผมด้านข้างและด้านหลังให้ยาวแต่จะโกนศีรษะช่วงด้านบนจนเกลี้ยงใส เพื่อประโยชน์ในการสวมใส่หมวกนักรบคาบูโตะได้มั่นคง และยังเป็นเครื่องแสดงศักดินาฐานะของซามูไรด้วย

 

แต่สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือทรงผมสุดประหลาดนี้คือหนึ่งในการความอัจฉริยะโดยธรรมชาติของนักฟุตบอลที่เกิดมาเพื่อเป็นปรากฎการณ์

 

และด้วยผมทรงนี้นี่แหละที่ทำให้ ‘O Fenomeno’ กลับมาแก้ไขความผิดหวังที่เกิดขึ้นในฟุตบอลโลกที่ฝรั่งเศสได้สำเร็จ

 

ในฟุตบอลโลกหนแรกของโลกบนทวีปเอเชีย

 

ภาพโรนัลโดในทรงผมสุดประหลาดที่ฟุตบอลโลก 2002 1

 

ย้อนกลับไปในฟุตบอลโลก 1994 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากโรแบร์โต บาจโจ ยิงลูกจุดโทษพลาดและส่งบราซิลกลับคืนสู่การเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกอีกครั้งในรอบ 24 ปี เหล่าขุนพลเซเลเซาทยอยเดินขึ้นไปรับเหรียญรางวัลชนะเลิศและถ้วยโทรฟีสีทองที่ทุกคนหมายปองใบนั้น

 

หนึ่งในขุนพลนักเตะของบราซิลในเวลานั้นมีนักเตะดาวรุ่งคนหนึ่งที่ไม่มีใครเคยได้เห็นผลงานของเขาในสนามเลย เพราะไม่ได้ถูกส่งลงเล่นแม้แต่วินาทีเดียวในทัวร์นาเมนต์ปีนั้น

 

กองหน้าหมายเลข 20 คนนั้นมีชื่อว่าโรนัลโด แต่ถูกเรียกในเวลานั้นว่าโรนัลดินโญ หรือโรนัลโดน้อย

 

นั่นเพราะในทีมชาติบราซิลขณะนั้นไม่ได้มีโรนัลโดแค่คนเดียว แต่มีถึง 2 คน เพราะมีโรนัลโด โรดริเกวส เด เชซุส ปราการหลังตัวสำรองจอมแกร่งอีกคน ซึ่งตามธรรมเนียมแล้วในฐานะเป็นพี่ที่โตกว่าเขาจึงได้ชื่อว่าโรนัลเดา หรือโรนัลโดใหญ่แทน

 

สำหรับโรนัลดินโญในเวลานั้น แม้จะอายุเพียงแค่ 17 ปี แต่สร้างชื่อเสียงระบือในบ้านเกิดด้วยผลงานการถล่มประตูกับครูไซโร ทำไป 12 ประตูจากการลงเล่น 14 นัดในลีกบราซิล ทำให้คาร์ลอส อัลแบร์โต ปาร์เรยรา ตัดสินใจเรียกตัวติดทีมชาติในช่วงต้นปี 1994 ก่อนที่ทัวร์นาเมนต์จะเริ่มแค่ 3 เดือนในเกมอุ่นเครื่องกับอาร์เจนตินา และมาได้โอกาสอีกครั้งในเกมอุ่นเครื่องช่วงเดือนพฤษภาคมกับไอซ์แลนด์ ซึ่งคราวนี้เขาทำประตูแรกในทีมชาติได้ด้วย

 

โรนัลโดที่ยังผอมบางในเวลานั้น

 

ถึงจะยังอายุน้อยมากแต่ความเก่งกาจและพรสวรรค์เกินตัวของเขาทำให้เขาได้รับการเรียกตัวติดทีมไปตะลุยดินแดนแห่งเสรีภาพด้วย ไม่ใช่แค่ในฐานะของตัวสำรองกองหน้าระดับเทพอย่างโรมาริโอและเบเบโต ซึ่งเป็นคู่ศูนย์หน้าตัวจริงที่เก่งกาจและกลมกล่อม

 

แต่ไปในฐานะความหวังแห่งอนาคตของชาติ

 

ภาพโรนัลโดในทรงผมสุดประหลาดที่ฟุตบอลโลก 2002 2

 

หลังได้รับเหรียญแชมป์โลกครั้งแรกโดยไม่ได้ลงสนามแม้แต่นาทีเดียว 4 ปีนับจากนั้นของโรนัลโด คือช่วงเวลาที่ชีวิตของเขาพุ่งเหมือนจรวดขึ้นสู่อวกาศ

 

เขาถูกซื้อตัวมาอยู่กับพีเอสวี ไอนด์โฮเฟนในเนเธอร์แลนด์ด้วยค่าตัวราว 6 ล้านดอลลาร์ ตามคำแนะนำของโรมาริโอที่มีต่อต้นสังกัดเก่าว่าเด็กคนนี้มีความพิเศษอย่างยิ่ง

 

ความพิเศษในตัวของโรนัลโดนั้น เราสามารถบอกได้ว่านี่คือสิ่งที่ไม่เคยมีใครได้เห็นมาก่อน และจะเป็นสิ่งที่ไม่มีใครได้เห็นอีกหลังจากนั้น

 

เพราะเขาคือ ‘ปรากฏการณ์’

 

โรนัลโดกลายเป็นฝันร้ายของกองหลังในลีกดัตช์ที่ไม่รู้จะหาทางหยุดเขาได้อย่างไร เขายิงกระจาย เลี้ยงหลบทุกคน หลอกล่อและล่อหลอกราวกับผู้ใหญ่สอนบอลเด็ก ในฤดูกาลแรกเด็กหนุ่มอายุ 18 ปียิงไปถึง 30 ประตู และรวม 2 ฤดูกาลที่พีเอสวีเขายิงไปถึง 54 ประตูจากการลงเล่น 57 นัด

 

กองหน้าที่เร็วเหมือนสายฟ้า ทรงพลังเหมือนสัตว์ประหลาด เทคนิคการเล่นที่เหมือนมาจากดาวอีกดวง และการจบสกอร์ที่คมกริบ

 

“เขาเป็นเหมือนนักฟุตบอลที่อยู่ในเกมเพลย์สเตชัน” นักเขียนฟุตบอลเปรียบเปรยเอาไว้ให้เห็นภาพในเวลานั้น

 

ผลงานนั้นทำให้ลีกดัตช์คงจะเล็กและง่ายเกินไปสำหรับเขาแล้ว ถึงเวลาที่ต้องออกเดินทางอีกครั้ง และคราวนี้บาร์เซโลนาคือการผจญภัยในเวทีใหญ่อย่างลาลีกาสเปนกับบาร์เซโลนา ซึ่งในสีเสื้อเบลากรานา โรนัลโดยิ่งเก่งและดูแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก

 

ในฤดูกาล 1996/97 เป็นที่ยอมรับโดยดุษณีว่าไม่มีใครหยุดโรนัลโดที่เป็นเจ้าของค่าตัวสถิติโลก 19 5 ล้านเหรียญได้ เขาทำไปถึง 47 ประตูในฤดูกาลนั้น ซึ่งรวมถึงประตูระดับตำนาน แฮตทริกในเกมกับบาเลนเซีย ลูกแหวก 2 กองหลังเดปอร์ติโบ ลา คอรุญา และประตูทองคำในเกมกับกอมโปสเตลา

 

ประตูนี้ถึงขั้นถูกนำไปใช้ในฟุตเทจโฆษณาของ Nike ซึ่งเพิ่งเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนหลักให้ทีมชาติบราซิลในปี 1996 โดยมีการลงเสียงว่า “ลองจินตนาการว่าหากคุณขอพรจากพระเจ้าให้กลายเป็นสุดยอดนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและพระองค์ทรงรับฟัง”

 

ช่วงเวลานั้นโรนัลโดยังได้รางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของ FIFA ถึง 2 สมัยติดต่อกันในปี 1996 และ 1997 ได้รางวัลรองเท้าทองคำในฤดูกาล 1996/97

 

โลกฟุตบอลเริ่มพูดถึงเขาในฐานะนักฟุตบอลผู้ที่อาจก้าวขึ้นไปอยู่ในระดับเดียวกับเปเลและดีเอโก มาราโดนา

 

หรืออาจจะไปได้ไกลกว่านั้น

 

ภาพโรนัลโดในทรงผมสุดประหลาดที่ฟุตบอลโลก 2002 3

 

น่าเสียดายที่ความไม่ลงรอยกันในการเจรจาเรื่องสัญญาใหม่กับประธานสโมสรบาร์ซาในเวลานั้นอย่าง โจเซฟ หลุยส์ นูนเยซ ทำให้โรนัลโดตัดสินใจที่จะทิ้งบาร์เซโลนาทันทีเพื่อไปอยู่กับอินเตอร์ มิลาน ด้วยค่าตัว 27 ล้านเหรียญ ซึ่งก็เป็นสถิติโลกอีกเช่นเคย

 

และถึงแม้จะเล่นในลีกที่ขึ้นชื่อว่าดีที่สุด โหดที่สุด เล่นยากที่สุดอย่างเซเรีย อา ก็ไม่มีใครหยุดโรนัลโดได้

 

ตราประทับเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ผลงาน แต่มาจากเรื่องเล่าจากปากของมาร์กแซล เดอไซญี กองหลังทีมชาติฝรั่งเศสที่เล่นให้เอซี มิลานในขณะนั้นว่า ครั้งหนึ่งในเกมมิลานดาร์บี เปาโล มัลดินี ซึ่งเป็นหนึ่งในกองหลังที่เพียบพร้อมมากที่สุดที่โลกฟุตบอลเคยมีมาถึงกับหันมาบอกด้วยความรีบร้อนเพราะหวั่นเกรงความเหลือเชื่อของโรนัลโด

 

“มาร์กแซล อยู่ชิดๆ กันหน่อย ฉันต้องการให้นายช่วยด้วย”

 

โรนัลโดทำไป 25 ประตูในฤดูกาลแรกที่เซเรีย อา ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนจะทำได้ และพาอินเตอร์พิชิตยูเอฟา คัพ ในช่วงปลายฤดูกาล 1998/98

 

เขายังได้เกียรติยศชั้นสูงสุดคือรางวัลลูกบอลทองคำหรือบัลลงดอร์ (Ballon d’Or) เป็นครั้งแรกในช่วงปลายปี 1997 (หลังจากได้รางวัลที่ 2 เป็นรองแค่มัทธีอัส ซามเมอร์ เจ้าชายผมแดงที่เป็นเสาหลักทีมชาติเยอรมนีคว้าแชมป์ฟุตบอลยูโร 1996) ซึ่งมาจากผลงานที่ไร้คู่แข่ง

 

ทุกอย่างทำให้ทุกคนเชื่อว่าเขาจะสามารถพาบราซิลคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกใน 1998 ที่ประเทศฝรั่งเศสได้อย่างแน่นอน ในฐานะกองหน้าอันดับหนึ่งของโลก และนักฟุตบอลที่เก่งกาจที่สุดในโลกที่ไม่มีใครหยุดได้ทั้งนั้น

 

แต่ฟุตบอลโลกที่เมืองน้ำหอมกลับเป็นฝันร้ายและเป็นจุดเริ่มต้นของช่วงชีวิตที่พลิกผัน

 

ถึงแม้ว่าเขาจะทำผลงานได้ดีตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์ ในฐานะของสตาร์และในฐานะผู้นำของบราซิล เคียงข้างเบเบโต ศูนย์หน้ารุ่นพี่ที่อยู่ประคับประคองทีม พร้อมรองเท้าพลิกโฉมหน้าของประวัติศาสตร์รองเท้าฟุตบอลยุคใหม่ Nike Mercurial และสามารถพาทีมเข้ามาถึงรอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ

 

ก่อนเกมที่สตาด เดอ ฟรองซ์ กลับเกิดเรื่องราวใหญ่ขึ้น

 

ภาพโรนัลโดในทรงผมสุดประหลาดที่ฟุตบอลโลก 2002 4

 

มีรายงานวุ่นวายในช่วงก่อนที่เกมจะเริ่มขึ้นว่าโรนัลโดอาจจะไม่สามารถลงสนามได้หลังมีอาการป่วยเป็นลมชักและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล แคมป์ทีมชาติบราซิลเต็มไปด้วยความสับสนอลหม่าน

 

มาริโอ ซากัลโล ยอดกุนซือผู้เคยพาทีมคว้าแชมป์โลก 1970 ในยุคของเปเล, แจร์ซินโญ, ริเวลิโน ต้องตัดสินใจว่าเขาจะทำอย่างไร ซึ่งมีข่าวว่าเขาเลือกที่จะให้เอ็ดมุนโด กองหน้าตัวสำรองของทีมลงเล่นเป็นตัวจริงแทน แต่ก็เปลี่ยนใจในวินาทีสุดท้ายโดยยืนยันจะให้โรนัลโดที่ได้รับการตรวจและอนุญาตจากแพทย์ว่าลงสนามได้เป็นตัวจริงเหมือนเดิม

 

แต่ไม่มีอะไรที่เหมือนเดิมอีกแล้วสำหรับบราซิล พวกเขาพ่ายแพ้ขาดลอยถึง 3-0 ในนัดชิงที่กลายเป็นตำนานของซีเนอดีน ซีดานแทน

 

อาการป่วยของโรนัลโดกลายเป็นเรื่องปริศนาที่มีทฤษฎีสมคบคิดเกิดขึ้นมากมาย บ้างก็ว่าเขาถูกวางยา บ้างก็ว่าเขาโดนบังคับให้ลงเล่นโดย Nike ผู้จ่ายเงินมหาศาลให้บราซิล จนเจ้าตัวต้องไปให้การชี้แจงความจริงกับรัฐบาลของบราซิลถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และในเวลาต่อมาจะออกมาเปิดเผยด้วยตัวเองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือเขาเป็นลมชักในช่วงหลังรับประทานอาหารเช้าของวันแข่งขัน แต่ก็ปลอดภัยและได้รับอนุญาตว่าลงสนามได้ ซึ่งเขาปรารถนาที่จะลงไปเล่นมากกว่าจะนั่งอยู่ข้างสนาม

 

ในส่วนความพ่ายแพ้นั้นก็เป็นเพราะฝรั่งเศสเป็นทีมที่ดีกว่าจริงๆ

 

เพียงแต่มันยากจะปฏิเสธได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขา ส่งผลต่อสภาพจิตใจ บรรยากาศและสมาธิของทีมชาติบราซิลอย่างมหาศาล

 

มันคือปมใหญ่ในใจมานับจากนั้น

 

แต่เรื่องที่น่าเศร้ายิ่งกว่าคือหลังจากนั้นโรนัลโดได้รับบาดเจ็บรุนแรงที่เข่าถึง 2 ครั้ง ในช่วงที่เขากำลังจะไปถึงจุดที่พีคที่สุดของชีวิตการเล่น

 

ในครั้งแรกเขาได้รับบาดเจ็บในระหว่างเกมกับเลชเช ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 1999 โดยรู้สึกว่าเข่ามีอะไรที่ผิดปกติก่อนจะโดนเปลี่ยนตัวออกมาและตรวจพบว่าเอ็นหัวเข่าของเขาขาดและจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดทันที

 

การบาดเจ็บครั้งนี้ทำให้เขาต้องพักการเล่นเกือบครึ่งปี แต่ก็กลับมาลงสนามได้อีกครั้งในช่วงปลายฤดูกาลในเกมโคปปา อิตาเลีย นัดชิงชนะเลิศเลกแรกที่อินเตอร์ มิลานพบกับเลชเช ในวันที่ 12 เมษายน 2000

 

แต่หลังได้โอกาสลงสนามแค่ 6 นาที โรนัลโดก็ล้มลงไปกองกับพื้นอีกครั้งพร้อมกับกุมเข่าและร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร แฟนฟุตบอลในสนามและแฟนบอลทั่วโลกที่ได้ดูเกมนั้นอยู่รู้ทันทีว่าเขาบาดเจ็บหนักอีกครั้ง

 

สิ่งที่เราไม่รู้คือครั้งนี้เอ็นไขว้เข่าของเขาไม่ใช่แค่ขาด ตามคำของศัลยแพทย์ที่ดูแลอาการให้บอกว่าเข่าข้างขวาของเขา ‘ระเบิด’ ออก และเป็นหนึ่งในอาการบาดเจ็บของนักกีฬาที่เลวร้ายที่สุดที่เคยประสบมา

 

และสิ่งที่เรากลัวคือเราอาจจะไม่ได้เห็นเขากลับมาอีกแล้ว

 

ภาพโรนัลโดในทรงผมสุดประหลาดที่ฟุตบอลโลก 2002 5

 

ถึงแม้ว่าจะเป็นนักเตะเจ้าสำราญ ขึ้นชื่อว่าใช้ชีวิตอย่างสุดโต่งทั้งสุรา นารี และชีวิตยามค่ำคืน ตามประสานักเตะจากประเทศที่ให้ค่าแก่ความสุขของวันเวลานี้และสิ่งรอบตัวในหลักปรัชญา ‘Ginga’ แต่โรนัลโดไม่เคยยอมแพ้ที่จะกลับมาอีกครั้ง

 

เพราะเขายังมีสิ่งที่อยากทำให้สำเร็จด้วยตัวเอง

 

หลังการผ่าตัด 2 ครั้งและพักการเล่นไปเกือบ 2 ปี โรนัลโดที่ต่อสู้อย่างยากลำบากในการฟื้นฟูสภาพร่างกายของเขาก็กลับมาได้ทันสำหรับศึกฟุตบอลโลก 2002 ซึ่งเป็นหนแรกที่มาจัดในทวีปเอเชีย และเป็นครั้งแรกที่มีเจ้าภาพร่วม 2 ชาติคือเกาหลีใต้และญี่ปุ่น

 

ทีมชาติบราซิลในช่วงเวลาแม้จะมีนักเตะระดับสตาร์หลายคนทั้งริวัลโด, โรนัลดินโญ แต่ทีมของหลุยส์ เฟลิเป สโคลารี ก็ดูแย่มาก ทิม วิคเคอรี นักเขียนผู้เชี่ยวชาญด้านฟุตบอลละตินเปรียบเปรยว่า ลา เซเลเซาที่ไม่มีโรนัลโดนั้นคือหายนะ

 

ถึงจะไม่มั่นใจนักกับนักเตะที่หายไปถึง 2 ปี แต่ ‘เฟลิเปา’ ก็ตัดสินใจเดิมพันกับนักฟุตบอลที่ดีที่สุดของบราซิลด้วยการใส่ชื่อในทีมชุดลุยฟุตบอลโลกด้วย

 

และมันกลายเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดของเขาและของชาวบราซิลทุกคน

 

โรนัลโดกลับมาคืนฟอร์มเก่งของเขาได้อย่างน่าประทับใจตลอดทัวร์นาเมนต์ โดยแม้ว่าจะดูรู้ว่าสภาพร่างกายของเขาไม่ได้เป็นสัตว์ประหลาดเหมือนในช่วง 4-5 ปีก่อนหน้านั้นแล้ว เข่าของเขาแทบจะใช้การได้ข้างเดียว แต่นี่แหละคือความสุดยอดเพราะว่าแค่เข่าข้างเดียวของเขาก็เพียงพอแล้ว

 

เขาคือผู้นำของ ‘Three Rs’ ร่วมกับริวัลโดและโรนัลดินโญ หรือโรนัลโด เด อักซิสที่รับสืบทอดชื่อนี้และกลายเป็นชื่อจำไปแทน และพาบราซิลสยบคู่แข่งทั้งจีน, คอสตาริกา, เบลเยียม ในรอบแรกโดยทำประตูได้ทุกนัด ยกเว้นแค่เกมกับอังกฤษในรอบ 8 ทีมสุดท้ายเท่านั้นที่เขาทำประตูไม่ได้

 

อย่างไรก็ดีในช่วงก่อนเกมที่จะพบกับตุรกี ม้ามืดของการแข่งขันในเวลานั้นที่นำมาโดยนักเตะชั้นดีหลายคนอย่าง ฮาคาน ซูเคอร์, ฮาซาน ซาส, เอ็มเร เบโลโซกลู และนายทวารฮีโร่ผู้ป้ายสีดำใต้ตา รุสตู เร็คบอร์ เกิดกระแสข่าวลือสะพัดว่าโรนัลโดมีอาการบาดเจ็บรบกวนอีกแล้วที่ขาหนีบ

 

จากประสบการณ์เมื่อ 4 ปีก่อนโรนัลโดรู้ดีว่าข่าวพวกนี้มีผลอย่างไรต่อบรรยากาศภายในทีม เพราะอาการบาดเจ็บของคนอย่างเขามันสามารถทำให้ทั้งทีมเสียสมาธิได้อย่างเหลือเชื่อ เช่นกันกับสื่อที่จะจับจ้องและสนใจแต่เรื่องนี้

 

เขาคิดหาทางที่จะรับมือกับเรื่องนี้ และได้ไอเดียที่น่าเหลือเชื่อออกมา

 

ในช่วงพักก่อนแข่งโรนัลโดไปตัดผม เพียงแต่ครั้งนี้เขาไม่ได้ขอทรงสกินเฮดหรือโกนหัวเกลี้ยงเหมือนทุกครั้ง แต่ขอให้ช่างโกนให้เกลี้ยงทั่วศีรษะยกเว้นด้านหน้าที่ขอให้เหลือผมหย่อมนึงเอาไว้

 

ที่แคมป์บราซิล ทุกคนหัวเราะลั่นหลังได้เห็นเขากลับมาฝึกซ้อมด้วยผมทรงใหม่ที่ไม่มีใครเข้าใจ เช่นกันแฟนๆ ฟุตบอลและสื่อทั่วโลกที่ล้อเลียนผมทรงนี้กันอย่างสนุกสนาน

 

ภาพโรนัลโดในทรงผมสุดประหลาดที่ฟุตบอลโลก 2002 6

 

ทรง ‘ไดโกโระ’ คือชื่อที่ใครสักคนเรียก ขณะที่อีกกระแสบอกว่ามันเป็นทรงผมที่ชื่อ ‘Cascao’ มาจากตัวการ์ตูนในเรื่อง Monica & Friends

 

แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม นั่นหมายถึงการที่โรนัลโดทำสำเร็จแล้วในการเบี่ยงเบนความสนใจ ทำให้ทุกคนลืมเรื่องการบาดเจ็บของเขา ซึ่งทำให้ตัวเขาเองผ่อนคลายและกลับมามีสมาธิตั้งใจฝึกซ้อมเตรียมความพร้อมก่อนลงสนามในเกมกับตุรกีอีกครั้ง

 

และมันก็เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดของโรนัลโดและบราซิลด้วยในฟุตบอลโลกหนนั้น

 

เติร์กอันตรายกลายเป็นเหยื่อของโรนัลโดจนได้ในรอบรองชนะเลิศ โดยแม้ว่าฮาซาน ซาสจะยิงประตูขึ้นนำไปก่อนแต่ ‘อิล เฟโนเมโน’ ตามการเรียกของสื่ออิตาลี แสดงความเป็นอัจฉริยะของเขาด้วยการลากจี้ใส่แนวรับตุรกีจนเข้ามาในกรอบเขตโทษก่อนยิงด้วยวิธีการดีดหัวเกือก ที่ทำให้ประตูที่เหนียวหนึบสุดๆ อย่างรุสตูเสียท่า เป็นประตูตีเสมอ 1-1 ก่อนที่บราซิลจะได้จุดโทษในช่วงท้ายเกมและเป็นริวัลโดที่ยิงประตูชัยให้ทีม

 

ความมหัศจรรย์คือทรงผมตลกๆ นี้กลายเป็น ‘ฟีเวอร์’ ไปทั่วโลก ลูกเด็กเล็กแดง วัยรุ่นตัดกันตามโรนัลโดกันอย่างสนุกสนาน และความสนุกสนานความผ่อนคลายก็กลายเป็นจุดสำคัญ เพราะโรนัลโดดูผ่อนคลายสบายใจไม่กดดันแม้ว่าจะมีแผลเป็นจากนัดชิงที่สตาด เดอ ฟรองซ์มาก่อน

 

ที่โยโกฮามา สเตเดียม การเจอกับเยอรมนีที่ไม่ได้แข็งแกร่งนักกลายเป็นเรื่องที่ง่ายดาย

 

โรนัลโดทำคนเดียว 2 ประตูในเกมนั้น หนึ่งในนั้นคือลูกยิงประจำตัวด้วยการลากหลบโอลิเวอร์ คาห์น ทำเอาสุดยอดนายทวารจอมกร้าวแกร่งกลายเป็นแค่เด็กน้อย ก่อนจะวิ่งฉลองประตูด้วยรอยยิ้มกว้างและสดใส

 

หลังฝันร้ายเมื่อ 4 ปีก่อน และคำสาปทางเกมลูกหนังที่ทำให้เขาไม่มีวันกลับมาสมบูรณ์แบบได้เหมือนเดิมอีกเลย แต่อย่างน้อยที่สุดโรนัลโดก็ได้ทำสิ่งที่เขาต้องการ และทำคำทำนายของทุกคนให้กลายเป็นความจริงได้สำเร็จ

 

คาฟู กัปตันทีมวันนั้นคือผู้ชูถ้วยแชมป์โลก แต่คนที่พาบราซิลเป็นแชมป์โลกคือกองหน้าผู้เกิดมาเป็นปรากฏการณ์ ที่แม้แต่การตัดทรงผมตลกๆ ก็เปลี่ยนแปลงเรื่องราวได้อย่างยิ่งใหญ่

 

แม้ว่ามันอาจจะไม่ถูกใจคุณแม่ทั่วโลกนักก็ตาม

 

“จริงๆ มันเป็นทรงผมที่แย่มาก ผมอยากขอโทษคุณแม่ทุกๆ คนด้วยในเวลานั้นด้วย”

 

อ้างอิง

 

The post Ronaldo’s Redemption ทรงผมสุดมหัศจรรย์ และความจริงที่ซ่อนอยู่ในการคืนชีพของ ‘R9’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แชมป์ยุโรป 2 สมัยติด เปิดวิธีสร้างสุดยอดทีมเปแอสเช ฉบับหลุยส์ เอ็นริเก https://thestandard.co/luis-enrique-transforms-psg-champions/ Sun, 31 May 2026 10:33:27 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1213099 หลุยส์ เอ็นริเก กุนซือเปแอสเช กำลังฉลองชัยชนะกับลูกทีม

ถึงแม้จะไม่ได้เป็นชัยชนะที่สวยหรูอะไรนัก รูปเกมในสนามก็ […]

The post แชมป์ยุโรป 2 สมัยติด เปิดวิธีสร้างสุดยอดทีมเปแอสเช ฉบับหลุยส์ เอ็นริเก appeared first on THE STANDARD.

]]>
หลุยส์ เอ็นริเก กุนซือเปแอสเช กำลังฉลองชัยชนะกับลูกทีม

ถึงแม้จะไม่ได้เป็นชัยชนะที่สวยหรูอะไรนัก รูปเกมในสนามก็ไม่ได้ตื่นเต้นเร้าใจ เราแทบไม่ได้เห็นลีลาความมหัศจรรย์ของผู้เล่นที่คาดหวังจะได้เห็น

 

แต่อย่างน้อย ‘เปแอสเช’ ปารีส แซงต์-แชร์แมง ทำสิ่งที่ยอดเยี่ยมได้อีกครั้งด้วยการคว้าแชมป์ยุโรป ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ได้สำเร็จเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน หลังจากที่โชว์ความแกร่งของจิตใจในการดวลจุดโทษเฉือนเอาชนะ อาร์เซนอล ได้อย่างหวุดหวิด

 

ความสำเร็จของทีมจากฝรั่งเศสในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นแค่ความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ และไม่ได้เป็นแค่ประวัติศาสตร์หน้าหนึ่ง

 

แต่มันคือตราประทับสำหรับหลุยส์ เอ็นริเก ผู้เปลี่ยนแปลง DNA ของสโมสรฟุตบอลที่เคยถูกมองว่าเป็นแค่แหล่งรวมตัวของเหล่านักเตะซูเปอร์ สตาร์ท ที่มาเพื่อเงินตรามากกว่าความสำเร็จ ให้กลายเป็นทีมที่นอกจากจะกระหายชัยชนะแล้วยังกลายเป็นสุดยอดทีมที่แฟนบอลทั่วโลกต่างพร้อมจะปันใจเพื่อเฝ้าดูการเล่นสุดมันของพวกเขา

 

กุนซือชาวสเปนคนนี้มีอะไรที่แตกต่างจากคนอื่น?

 

เอ็นริเก ไม่ใช่ตัวเลือกที่ถูกมองว่าใช่นักสำหรับเปแอสเช หลังจากที่เขาได้รับการทาบทามให้มารับตำแหน่งนายใหญ่คนใหม่แห่งปาร์ค เดส์ แพรงซ์ เมื่อปี 2023

 

ก่อนหน้านี้ทีมอันดับหนึ่งแห่งนครหลวงของความรัก Paris je t’aime เคยพยายามมาแล้วมากมายกับยอดกุนซือหลายต่อหลายคน

 

คาร์โล อันเชล็อตติ, โลร็องต์ บลองก์, อูไน เอเมรี, เมาริซิโอ โปเช็ตติโน, และโธมัส ทูเคิล

 

ไม่ใช่คนเหล่านี้จะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะอย่างน้อยการคว้าแชมป์รายการภายในประเทศไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรนักสำหรับสโมสรที่มีเงินทุนมหาศาลมากที่สุดและมีขุมกำลังที่เหนือกว่าทีมอื่นไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า

 

แต่ไม่มีสักคนที่จะสามารถสร้างทีมในฝันแบบที่ คัลดูล อัล-เคไลฟี นายเหนือหัวแห่ง Qatar Sports Investment (QSI) ทุนที่อยู่เบื้องหลังความยิ่งใหญ่ของเปแอสเช หลังเข้ามาเทคโอเวอร์กิจการของสโมสรแห่งนี้เมื่อ 15 ปีก่อนอยากเห็น

 

ทีมที่เล่นฟุตบอลได้ ไม่ใช่แค่ดี แต่มหัศจรรย์ และเป็นที่รักของแฟนบอลทุกคน

 

ตลอดการเดินทาง 15 ปี เปแอสเช ไม่ได้ลงทุนแค่กับการเฟ้นหาโค้ชในระดับหัวแถว พวกเขาลงทุนกับนักเตะอย่างมหาศาล ซูเปอร์สตาร์ลูกหนังตบเท้าเข้ามาอยู่ในรั้วของเปแอสเชนับไม่ถ้วน เป็นท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวเหมือนในเพลง A Sky Full of Stars ของ Coldplay

 

ยกตัวอย่าง เช่น

 

ซลาตัน อิบราฮิโมวิช, เอดินสัน คาวานี, อังเคล ดิ มาเรีย, มาร์โก แวร์รัตติ ในระลอกแรก

 

เนย์มาร์ และคิลียัน เอ็มบัปเป เขย่าวงการด้วยค่าตัวแพงที่สุดของโลกฟุตบอลจนถึงปัจจุบัน

 

แม้แต่ลิโอเนล เมสซี ก็เคยมาอยู่ที่นี่

 

ในหลายครั้งหลายช่วงเวลาที่เปแอสเชเล่นได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ดูเหมือนพวกเขาจะยังขาดบางสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการเป็นทีมที่จะยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกฟุตบอล

 

มันไม่ใช่แค่เรื่องของความสามารถเฉพาะตัว ไม่ใช่แค่เรื่องของแท็กติกการเล่น แต่เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนกว่านั้นคือเรื่องวัฒนธรรมในองค์กร

 

มันคือสิ่งที่อาธอส, ปอร์ธอส, อารามิส และดาตาญังน้อยชูดาบขึ้นฟ้าแล้วบอกว่า ‘Unus pro omnibus, omnes pro uno’

 

All for one, one for all

 

สำหรับเอ็นริเก เขาเองก็รับรู้ถึงปัญหาภายในสโมสรของเปแอสเชเป็นอย่างดี และ ยอมรับแบบตรงไปตรงมาว่านี่ก็ไม่ใช่สโมสรสำหรับเขาเหมือนกัน เพราะแนวทางฟุตบอลของเขาไม่ได้เน้นการพึ่งพานักเตะในระดับซูเปอร์สตาร์ แต่เน้นในเรื่องของทีมเวิร์ก

 

ถึงเขาจะเคยคุมบาร์เซโลนาที่มี ‘MSN’ เมสซี-ซัวเรซ-เนย์มาร์ ซึ่งยิงประตูไปกว่า 363 ประตูใน 3 ฤดูกาลที่พวกเขาร่วมเล่นด้วยกัน และเคยพิชิตแชมป์ยูโรปมาแล้วในปี 2015 แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะอยากได้ทีมที่มี เนย์มาร์-เมสซี-เอ็มบัปเป อยู่ด้วยกันอีก

 

แต่หลังการพูดคุยกันและได้รับการยืนยันจากเปแอสเชว่า แนวทางของสโมสรจะเปลี่ยนแปลงไปแล้ว นับจากนี้เปแอสเชจะไม่ได้เป็นทีมที่เน้นซื้อซูเปอร์สตาร์อีกต่อไป ก็ทำให้เอ็นริเกเริ่มใจอ่อน และตกปากรับคำในที่สุด

 

เปแอสเชไม่ได้พูดปากเปล่าแต่พวกเขาให้การหนุนหลังอย่างจริงจังผ่าน หลุยส์ กัมโปส ผู้อำนวยการสโมสรคนใหม่ที่ถูกดึงมาแทนที่ของเลโอนาร์โด เจ้าของตำแหน่งคนก่อนที่แม้จะเป็นที่ชื่นชอบของนักเตะจากความเป็นอดีตแข้งระดับสตาร์ในอดีต แต่ก็ไม่เข้มงวดมากพอกับนักเตะสตาร์ที่ใช้ชีวิตอย่างสบายในปารีส

 

เมสซีและเนย์มาร์ รวมถึงเซร์คิโอ รามอส ถูกปล่อยตัวไปจากสโมสรเมื่อเอ็นริเกเข้ามา โดยที่สโมสรยังลงทุนอยู่และไม่ใช่น้อย แต่เป็นที่สังเกตว่านักเตะที่ซื้อเข้ามาไม่ได้มีซูเปอร์สตาร์ในระดับหัวแถวเข้ามาอีก

 

ในทางตรงกันข้ามมีกลุ่มนักเตะอนาคตไกลอย่าง อูโก เอคิติเก, อีคังอิน, แบรดลีย์ บาโกลา ที่ถูกดึงมาพร้อมกับสตาร์ที่พอมีชื่ออย่างรองดอลล์ โคโล-มัวนี, กอนซาโล รามอส และอุสมาน เดมเบเล

 

ฤดูกาลแรกของเอ็นริเกกับเปแอสเชอาจจะจบด้วยการคว้า 3 แชมป์ในแดนน้ำหอมได้หมด แต่บนเวทียุโรปแล้วพวกเขาถูกหยุดแค่รอบรองชนะเลิศ โดยไปพ่ายต่อโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

 

แต่อย่างน้อยมันทำให้บอสชาวสเปนมองเห็นว่าเขาต้องทำอะไรในขั้นต่อไป

 

ไม่ใช่แค่วิธีการเล่น แต่เป็นระบบความคิด การตัดสินใจ ทัศนคติ ทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับการจะไปสู่ทีมที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง

 

เป็น ‘Blueprint’ ที่เปลี่ยนแปลงเปแอสเชไปตลอดกาล

 

และโชคดีสำหรับเขาที่เอ็มบัปเปตัดสินใจจะไปจากสโมสรแห่งนี้ ซึ่งแม้มันจะน่าเจ็บปวดสำหรับคนลงทุนอย่าง QSI และอัล-เคไลฟี ที่ประคบประหงมมานาน แต่สำหรับเอ็นริเกมันคือช่วงจังหวะเวลาดีที่สุดที่เขาจะรีเซ็ตทุกอย่างในทีมนี้

 

ให้เป็นแบบ Clean install

 

ฤดูกาล 2024-25 คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญอย่างแท้จริงสำหรับเปแอสเช เมื่อเอ็นริเกค้นพบเสาหลักในทีมที่ชัดเจนครบแทบทุกจุด จากแนวรับที่ยังมี มาร์ควินญอส ค้ำยันเอาไว้ มาถึงแดนกลางที่วิตินญา กับชูเอา เนเวส ผนึกกำลังกันได้ราวกับเห็น ชาบี-อิเนียสตาในสนามอีกครั้ง

 

และแดนหน้าที่มีเดมเบเล ซึ่งเปลี่ยแปลงตัวเองไปแบบคนละคนหลังได้รับการชี้แนะจากเอ็นริเก

 

การชี้แนะของกุนซือเชื้อสายอัสตูเรียนสำคัญอย่างมาก เพราะนอกจากจะถ่ายทอดฟุตบอลในแบบฉบับที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน เป็นฟุตบอลในแบบที่เขาคิดค้นเพื่อเปแอสเชทีมนี้ทีมเดียว เอ็นริเกยังถ่ายทอดวิธีการคิด และสำคัญที่สุดคือเขาแสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างด้วย

 

ในขณะที่โค้ชที่เคยเป็นอดีตนักเตะหลายคนเมื่อมาจับงานคุมทีมอาจจะไม่ได้มีเวลาดูแลสภาพร่างกายของตัวเองมากนัก แต่เอ็นริเกกลับดูแลตัวเองอย่างดี ร่างกายของเขาฟิตและเฟิร์ม ลีนไม่ต่างจากสมัยเป็นผู้เล่น ซึ่งเป็นผลมาจากการลงแข่งขันในรายการระดับ Iron Man หรือ Quebrantahuesos การขี่จักรยานขึ้นเขา Gran Fondo และ Pyrenees

 

โค้ชใช้ชีวิตแบบจริงจังขนาดนี้ ลูกทีมก็ต้องจริงจังตามไปด้วย เป็นการกำหนดสภาพของสิ่งแวดล้อม (Environment) ภายในสโมสรให้สะอาด ปราศจากความเป็นพิษ​ (Toxic)

 

การที่ไม่มีนักเตะสตาร์ระดับนามอุโฆษยังส่งผลให้บรรยากาศในห้องแต่งตัวควบคุมได้ง่ายขึ้น หรือพูดง่ายๆ คือ ‘ว่าง่ายขึ้น’ สอนอะไรก็พร้อมจะเข้าใจและยินดีรับฟัง ต่อให้แท็กติกการเล่นจะละเอียดและยากขนาดไหนก็ตาม

 

และมันสำคัญอย่างมากกับกลุ่มนักเตะรุ่นใหม่ที่อาจจะไม่ได้เป็นสตาร์มาตั้งแต่แรก แต่มีศักยภาพที่จะไปได้ไกล

 

นอกจากวิตินญา, เนเวส ยังมีนูโน เมนเดส, วิลเลียม ปาโช, บาโกลา ไปจนถึงเดซิเร ดูเอ ที่ย้ายมาในฤดูร้อน 2024

 

นักเตะเหล่านี้เมื่อเห็นตัวอย่างที่ดี อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี และได้เล่นกับนักเตะระดับสุดยอดทุกวันก็ยิ่งเติบโตอย่างดี

 

แต่มันยังมีบางอย่างที่ขาดหายไป

 

สตาร์!

 

เพียงแต่สตาร์ในความหมายใหม่ของเปแอสเชและเอ็นริเก ไม่ใช่นักเตะขี้แอ็กจอมโวยที่ขี้เกียจวิ่งเหมือนในอดีตแล้ว

 

สตาร์ของพวกเขาที่โชคชะตาส่งมาให้คือนักเตะที่นอกจากจะเก่งกาจ เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ เล่นด้วยความรู้สึกที่เร่าร้อน ยังสู้จนหยดสุดท้ายด้วย

 

การได้ควิชา ควารัตสเกเลีย มาจากนาโปลี ในช่วงตลาดฤดูหนาว 2025 เปลี่ยนทีมนี้ไปอย่างสิ้นเชิง เป็นเหมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่ทำให้เปแอสเช ซึ่งครึ่งฤดูกาลแรกของฤดูกาล 2024/25 ยังดูงงๆเหมือนหาอะไรไม่เจอ กลายเป็นทีมที่ลงตัวทุกอย่าง

 

‘ควารา’ (โดนา) พิสูจน์ให้เห็นอย่างรวดเร็วว่าเขาเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกด้วยการเล่นที่เร่าร้อน ดุดัน และสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นในสนามได้อย่างรวดเร็ว และปลดปล่อยเดมเบเลให้เป็นอิสระสามารถเล่นตามจินตนาการดังใจนึก และเป็นแบบอย่างที่ดีของดูเอที่พัฒนาตัวเองขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

 

ครึ่งหลังของฤดูกาล 2024/25 กลายเป็นช่วงเวลาที่เปแอสเชเขย่าวงการได้อย่างมหัศจรรย์ พวกเขากวาดเกือบครบทุกแชมป์ยกเว้นแค่รายการชิงแชมป์สโมสรโลกที่เสียท่าและเสียหน้าให้เชลซีนิดหน่อย

 

โดยที่นอกจากวิธีการเล่นฟุตบอลแบบเกมรุกที่รวดเร็ว ดุดัน อันตราย ยากที่จะหาวิธีรับมือได้แล้ว

 

สิ่งที่เอ็นริเกใส่ลงไปให้กับทีมคือทัศนคติของนักสู้ที่อยากจะเอาชนะให้ได้ด้วยวิธีที่เหมาะสม เล่น Good football และชนะแบบ Proper way ด้วย

 

สิ่งเหล่านี้ค่อยๆทำให้พวกเขาชนะใจแฟนฟุตบอลทั่วโลกที่กลายเป็นต้องรอดูเกมของเปแอสเช โดยเฉพาะในรายการสโมสรยุโรป (แม้ว่าจะถูกค่อนแคะว่าพวกเขาเอาจริงแค่รายการนี้ รายการในประเทศใช้ตัวสำรองลงเล่น)

 

และเรื่องนี้คือสิ่งที่ทำให้เอ็นริเกดีใจและภูมิใจ เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่ทุกคนหลงรักเปแอสเชไม่ใช่ตัวซูเปอร์สตาร์ แต่เป็นการเล่นเป็นทีม

 

ในมุมของเจ้าของสโมสรอย่าง อัล-เคไลฟี และ QSI แล้ว ฟุตบอลในแบบนี้เป็นผลดีต่อ ‘แบรนดิ้ง’ ของสโมสรอย่างมาก

 

แต่ถึงอย่างนั้นในเกมฟุตบอลสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือถ้วยรางวัล

 

และการที่เอาชนะทีมคู่แข่งที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างอาร์เซนอลในเกมที่ต้องเจอกับความยากลำบากโดยเฉพาะเกมรับที่แกร่งเหมือนกำแพงที่ไม่มีวันเจาะเข้าได้สำเร็จนั้น ก็เป็นอีกบททดสอบที่เอ็นริเกและลูกทีมสอบผ่านได้อย่างน่าประทับใจ

 

โดยที่ถึงวันนี้แล้ว แม้เจ้าตัวจะยกย่องว่าไม่มีใครบนโลกใบนี้จะยิ่งใหญ่และเก่งกาจเท่า เป๊ป กวาร์ดิโอลา

 

แต่ในความรู้สึกของใครหลายคน

 

นี่แหละคือสุดยอดกุนซือเบอร์หนึ่งของโลกในเวลานี้ ต่อให้เจ้าตัวจะไม่อยากรับไว้ก็ตาม

The post แชมป์ยุโรป 2 สมัยติด เปิดวิธีสร้างสุดยอดทีมเปแอสเช ฉบับหลุยส์ เอ็นริเก appeared first on THE STANDARD.

]]>
It’s done สิ้นสุดฤดูกาลแห่งความทุกข์ทน สู่รุ่งอรุณใหม่ที่เอมิเรตส์ สเตเดียม https://thestandard.co/arsenal-it-is-done/ Wed, 20 May 2026 07:01:21 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1209208 นักเตะอาร์เซนอลฉลองชัยชนะหลังคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก

ประตูของเออร์ลิง ฮาแลนด์ที่ไวทาลิตี สเตเดียม อาจจะทำให้ […]

The post It’s done สิ้นสุดฤดูกาลแห่งความทุกข์ทน สู่รุ่งอรุณใหม่ที่เอมิเรตส์ สเตเดียม appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักเตะอาร์เซนอลฉลองชัยชนะหลังคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก

ประตูของเออร์ลิง ฮาแลนด์ที่ไวทาลิตี สเตเดียม อาจจะทำให้หวั่นไหวบ้าง แต่ก็เพียงแค่เล็กน้อยเพราะมันสายเกินไปที่ แมนเชสเตอร์ ซิตีจะหาทางกลับมาเอาชนะบอร์นมัธได้

 

และนั่นหมายถึงอาร์เซนอล คือ แชมป์ พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาล 2026/27

 

หลังการรอคอยที่ยาวนานถึง 22 ปี ในที่สุดความเจ็บปวด ความผิดหวัง การทนทุกข์ทรมาน เสียงเย้ยหยันต่างๆ มันถึงเวลาสิ้นสุดลงสักที

 

“I told you all…It’s done” เดแคลน ไรซ์ ยอดกองกลางคนสำคัญของทีมโพสต์ข้อความลงบนช่องทางโซเชียลมีเดียของตัวเอง เพื่อล้อไปกับคำประกาศกร้าวที่กลายเป็นหนึ่งในประโยคสำคัญระดับประวัติศาสตร์ของอาร์เซนอล หลังเกมที่พ่ายต่อแมนเชสเตอร์ ซิตีที่เอติฮัด สเตเดียมว่า “It’s not done”

 

คำพูดของไรซ์ที่พยายามปลุกเร้าเพื่อนในวันนั้นเป็นหนึ่งในกระบวนการขั้นสุดท้าย กระบวนการอันยาวนานที่จะพาอาร์เซนอลกลับคืนสู่สถานะที่พวกเขาควรจะอยู่อีกครั้ง

 

กระบวนการที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ในปี 2019

 

บางทีเราควรจะได้ร่วมกันย้อนเวลากลับไปในจุดนั้นอีกสักครั้งกันไหมครับ เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมความสำเร็จในครั้งนี้จึงมีกลิ่นหอมหวานปานดอกไม้สวยที่ซ่อนตัวอยู่ในป่า

 

นักเตะอาร์เซนอลฉลองชัยชนะหลังคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 1

 

20 ธันวาคม 2019 มิเคล อาร์เตตา นั่งลงต่อหน้ากล้อง ใบหน้าของเขายังอ่อนเยาว์ แววตายังมีความสดใสและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นหลังจากที่เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าโค้ชคนใหม่ของอาร์เซนอลแทนที่อูไน เอเมรี งานการคุมทีมฟุตบอลสโมสรอย่างจริงจังเป็นครั้งแรกในชีวิต

 

แต่ถึงจะไร้ประสบการณ์ใดๆ นอกเหนือจากการได้ลองเป็นมือขวาของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา สุดยอดโค้ชของโลกยุคสมัยใหม่ ด้วยความสัมพันธ์ที่เห็นหน้ากันมาตั้งแต่ครั้งที่อาร์เตตาได้มีโอกาสเข้ามาในลามาเซีย และกวาร์ดิโอลายังเป็นหนึ่งในนักเตะประสบการณ์สูงของคัมป์ นู กุนซือคนหนุ่มกลับมาพร้อมกับแผนที่ยิ่งใหญ่

 

“มีบางอย่างที่จำเป็นจะต้องมีพิมพ์เขียว” อาร์เตตาบอกในวันนั้น ก่อนจะบอกถึงสิ่งที่เขาต้องการจะเห็นจากทีม

 

“เราจะต้องมี Passion เราต้องเล่นแบบครองเกม เราต้องเล่นอย่างดุดัน และบุกเข้าไปเล่นในแดนของคู่แข่งให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” อาร์เตตาฟุ้งถึงฟุตบอลในความฝันของเขา

 

เพียงแต่ความฝันกับชีวิตจริงมันต่างกันมาก และไม่นานนักอาร์เตตาก็พบว่าหนึ่งในสิ่งที่เขาฝันว่าจะเปลี่ยนแปลงคือ ‘วัฒนธรรม’ (Culture) ภายในทีมที่เขาอยากเห็น เป็นสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับความเป็นจริงมาก

 

จริงอยู่ที่ช่วง ‘น้ำผึ้งพระจันทร์’ อาร์เตตาจะพาทีมคว้าแชมป์รายการแรกได้อย่างรวดเร็วในถ้วยเอฟเอ คัพ ในปี 2020 เพียงแต่การจะไปถึงเป้าหมายที่แท้จริงอย่างการกลับมาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกให้ได้อีกครั้ง ยิ่งเวลาผ่านก็ยิ่งพบว่ามันยากขึ้นเรื่อยๆ

 

อาร์เซนอลเป็นทีมที่เต็มไปด้วยบรรยากาศเป็นพิษ มีความ Toxic อยู่ภายใน

 

ด้วยมวลพลังงานแบบนี้ไม่อาจพาทีมไหนหรือองค์กรไหนไปถึงวันที่สวยงามได้ทั้งนั้น

 

และนั่นนำไปสู่การตัดสินใจที่เด็ดขาดของเขา ผู้ที่จะไม่ยอมให้พิษร้ายแทรกซึมภายในสโมสรอีกต่อไปอย่างเด็ดขาด

 

การแตกหักกับปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยัง กองหน้าผู้สวมปลอกแขนกัปตันทีมแต่กลับไร้ซึ่งระเบียบวินัย และขับให้พ้นจากสโมสรไปเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่กล้าหาญของอาร์เตตา

 

ต่อด้วยเมซุต โอซิล ซูเปอร์สตาร์เพลย์เมกเกอร์ผู้เป็นที่รักของแฟนๆ และนักเตะรายอื่นๆ ที่ทยอยถูกปล่อยตัวออกจากทีมไป โดยที่อาร์เตตา ร่วมกับเอดู ผู้อำนวยการสโมสรที่เป็นคนตัดสินใจดึงตัวเขามารับงานใหญ่ทั้งๆ ที่ไม่มีประสบการณ์ หานักเตะที่ตอบโจทย์เข้ามาทีละคนสองคน

 

โดยนอกจากฝีเท้าแล้ว สิ่งที่อาร์เตตามองหาจากคนที่จะมาเป็นลูกทีมคือเรื่องของนิสัยใจคอ การรักษาระเบียบวินัย ทัศนคติทั้งในการเล่นและการใช้ชีวิต

 

แม้ว่ามันอาจจะต้องใช้เวลาบ้าง เพราะปัญหานั้นถูกหมักหมมมาตั้งแต่ยุคของอาร์แซน เวนเกอร์ แต่อย่างน้อยที่สุดอาร์เซนอลก็มีวัฒนธรรมองค์กรในแบบที่อาร์เตตาต้องการ

 

“Trust the Process” คือคำที่เขามักจะบอกย้ำกับทุกคนเสมอตั้งแต่ช่วงปี 2020

 

ถึงอย่างนั้นมันก็มีช่วงเวลาที่เขาเผชิญกับเครื่องหมายคำถาม ว่าตกลงแล้วนี่คือคนที่ใช่ คนที่เหมาะสม คนที่จะพาอาร์เซนอลไปให้ถึงวันแห่งชัยชนะได้ใช่ไหม?

 

โชคดีสำหรับอาร์เตตาที่เขามีเอดู คนสำคัญอีกคนของเรื่องราว

 

นักเตะอาร์เซนอลฉลองชัยชนะหลังคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 2

 

อดีตกองกลางผู้อยู่ในยุค ‘The Invincibles’ แชมป์พรีเมียร์ลีกหนสุดท้ายของอาร์เซนอล ถูกสโมสรดึงตัวจากตำแหน่งหน้าที่ในสหพันธ์ฟุตบอลบราซิลเพื่อกลับมาช่วยงานใหญ่ในการวางรากฐานของอาร์เซนอลให้กลับมาเป็นสโมสรฟุตบอลที่ดีอีกครั้ง หลังจากที่มองเห็นแล้วว่าพวกเขาถูกแมนฯ ซิตี และลิเวอร์พูล สองสโมสรที่แย่งความยิ่งใหญ่ในเวลานั้นทิ้งห่างไปไกล

 

ถึงจะเป็นงานที่ยากมหันต์ แต่เอดูก็ตอบรับงานนี้ และเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงอาร์เซนอลจากโครงสร้างภายใน

 

ทีมแมวมองที่อยู่กันมายาวนานกลายเป็นเรื่องในอดีตเมื่อเอดูสร้างทีม Football Intelligence ซึ่งไม่ได้มีหน้าที่แค่เรื่องของการเฟ้นหานักเตะ แต่เป็นการวาดภาพของเกมฟุตบอลอังกฤษในอนาคต โดยที่ในภาพนั้นอาร์เซนอลจะต้องเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จ

 

Big data ข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ถูกนำมาประมวลถึงสิ่งที่อาร์เซนอลต้องทำ ไปจนถึงการวาดภาพอนาคตถึงโอกาสที่คู่แข่งจะเริ่มตกต่ำลงตาม ‘วงรอบ’ (Cycle)

 

ข้อมูลบอกว่าบรรดาคู่แข่งจะเริ่มตกต่ำลงอย่างแน่นอน และ ‘โอกาส’ สำหรับอาร์เซนอลอยู่ในช่วงระหว่างปี 2023-2027

 

และมันก็เกิดขึ้นจริงดังคาด ไม่ว่าจะเป็นการถดถอยของนักเตะอย่างเควิน เดอ บรอยเนอ, โม ซาลาห์ ไปจนถึงการตัดสินใจวางมือของเยอร์เกน คล็อปป์ หรือเป๊ป กวาร์ดิโอลา ซึ่งข้อมูลบ่งบอกว่าเป็นสิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นสูง

 

งานสำหรับเอดูคือการช่วยสร้างทีมจะไป ‘พร้อม’ และ ‘พีค’ ในช่วงเวลานั้นให้ได้ โดยที่คนที่จะต้องเป็นผู้นำของทีมคืออาร์เตตา ที่เขาเชื่อว่าเป็นคนที่มีความเหมาะสมในทุกด้าน

 

เพียงแต่จากผลงานที่เริ่มสะดุด อาร์เซนอลเริ่มตกเป็นทีมกลางตารางในปี 2020 ทำให้เครื่องหมายคำถามเกิดขึ้น โดยเฉพาะต่อสแตน ครองเก เจ้าของสโมสรที่ต้องการสอบถามความชัดเจนจากเอดู ว่าตกลงแล้วกุนซือคนหนุ่มคนนี้ยังไหวไหม?

 

อดีตกองกลางชาวบราซิลเดินทางไปเดนเวอร์เพื่อเข้าพบ นอกจากจะซื้อเวลาให้กับอาร์เตตาแล้ว ยังได้บอกถึงสิ่งที่สโมสรต้องทำ ซึ่งไม่ใช่แค่การโละนักเตะเก่า เติมนักเตะใหม่ที่อายุน้อยใช้งานได้อีกไกล แต่รวมถึงการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างการบริหารของสโมสรที่มีปัญหาด้วย

 

การเดินทางไปครั้งนั้นของเอดูสำคัญอย่างมากต่อปัจจุบันของอาร์เซนอล และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่ออาร์เตตาที่รู้ว่าอย่างน้อยเขามีเวลา

 

มีคนที่พร้อมจะอดทนในกระบวนการเปลี่ยนผ่านที่ยาวนานไปกับเขา

 

และสิ่งที่ดีที่สุดคืออาร์เตตาไม่ได้มีแค่เอดู

 

เขามี ‘แบ็ก’ อีกคนที่สำคัญและใหญ่กว่าด้วย

 

นักเตะอาร์เซนอลฉลองชัยชนะหลังคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 3

 

จุดอันตรายที่สุดสำหรับอาร์เตตาเกิดขึ้นในช่วงเปิดฤดูกาล 2021/22 เมื่ออาร์เซนอลพ่ายแพ้ 3 นัดรวด และมองไม่เห็นว่าทีมจะกลับมาประสบความสำเร็จได้อย่างไร

 

“Arteta Out!” แฟนบอลอาร์เซนอลเริ่มตะโกนขับไล่เขา

 

แต่ในครั้งนั้นคนที่ช่วย ‘เซฟ’ อาร์เตตาคือจอช ครองเก “คนเดียวที่คุณเชื่อใจได้ก็คือคนที่อยู่ในห้องกับคุณตอนนี้” เจ้าของร่วมทีมอาร์เซนอลบอกกับอาร์เตตา ซึ่งมีการบันทึกไว้ในสารคดี All-or-Nothing “เชื่อใจผมนะ ผมเชื่อในตัวคุณ”

 

สำหรับคนทำงาน ไม่มีอะไรดีไปกว่าการที่จะมีใครสักคนที่พร้อมเชื่อใจแม้ในเวลาที่บางคนอาจไม่เชื่อใจตัวเองเลย

 

ในที่สุดเมล็ดพันธุ์ที่อาร์เตตา เอดู ไปจนถึงทีม Football Intelligence ช่วยกันหว่านเอาไว้ก็เริ่มออกดอกออกผล อาร์เตตาพบนักเตะที่เขาต้องการอย่าง มาร์ติน โอเดอการ์ดที่ยืมตัวมาจากเรอัล มาดริด, กาเบรียล มาร์กัลเญส กองหลังจอมแกร่งจากลีลล์ และบูกาโย ซากา เพชรเม็ดงามจากเฮลเอนด์

 

แม้ว่าตอนจบของฤดูกาล 2021/22 จะน่าผิดหวังเมื่อพลาดโดนท็อตแนม ฮอตสเปอร์แซงคว้าโควต้าแชมเปียนส์ ลีกไป แต่สิ่งสำคัญที่สุดคืออาร์เตตาและทีมงานรู้ว่าพวกเขากำลังมาถูกทาง

 

ฤดูกาล 2022/23 คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เป็นการ Coming of Age ของอาร์เซนอล ที่ก้าวขึ้นมากลายเป็นทีมลุ้นแชมป์ได้แบบที่ไม่มีใครคาดฝัน พวกเขาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเหนือความคาดหมายตลอดทั้งฤดูกาล ด้วยสไตล์การเล่นที่น่าตื่นเต้น ใครเห็นก็อยากเอาใจช่วยเชียร์

 

เพียงแต่อาการบาดเจ็บของวิลเลียม ซาลิบา ในช่วงปลายฤดูกาล และเกมสำคัญที่พ่ายต่อแมนฯ ซิตี ที่พิสูจน์ให้เห็นถึงประสบการณ์ที่สูงกว่า ทำให้อาร์เซนอลลิ้มรสความผิด

 

ความผิดหวังในครั้งนั้นเป็นบทเรียนที่ล้ำค่า ที่ทำให้อาร์เตตาและทีมรู้ว่าหากอยากเห็นทีมที่ประสบความสำเร็จพวกเขาต้องทำอย่างไร?

 

จากทีมที่เล่นอย่างไร้รอยต่อ อาร์เตตาเปลี่ยนอาร์เซนอลให้กลายเป็นทีมที่นอกจากจะดีขึ้นด้วยผู้เล่นฝีเท้าดีหลายคน โดยเฉพาะ เดแคลน ไรซ์ กองกลางระดับท็อปสุดของอังกฤษที่คว้าตัวมาจากเวสต์แฮมด้วยค่าตัว 100 ล้านปอนด์ พวกเขายังเล่นเขี้ยวขึ้น เน้นผลการแข่งขันมากขึ้น เลิกทำตัวเป็นเด็กอมมือ และนั่นทำให้พวกเขาก้าวขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิง (Title contender) ที่คู่ควร

 

แต่ถึงอย่างนั้นมันก็มีบางสิ่งที่ขาดหาย

 

ในเกมสำคัญที่จะชี้ชะตากับแมนฯ ซิตี อาร์เซนอลในฟอร์มการเล่นที่ดีกว่ากลับเลือกที่จะเล่นอย่างรัดกุมและเหมือนพอใจกับผลเสมอ แต่ผลจากเกมนัดนี้ส่งผลต่อบรรยากาศการลุ้นแชมป์ในช่วงหลังจากนั้นโดยตรง และสุดท้ายตอนจบก็เป็นแบบเดิมเมื่อซิตีปาดหน้าคว้าแชมป์ไปครองอีกสมัย

 

ที่เจ็บที่สุดคือการออกมาตอกย้ำโดยโรดรี กองกลางคีย์แมนของซิตีที่ถูกถามว่าอะไรคือความแตกต่างระหว่างที่ทำให้ซิตีเป็นแชมป์และอาร์เซนอลได้แค่รองแชมป์

 

“ตรงนี้” เขาชี้ไปที่ศีรษะ สื่อถึงสิ่งที่อยู่ในกระบวนการความคิด ว่าในขณะที่พวกเขาคิดถึงชัยชนะ ทีมของอาร์เตตากลับไม่ได้คิดถึงชัยชนะในเกมที่พบกัน

 

อาร์เตตาและทีมก็รู้เช่นกันในตอนนั้นครับว่าสิ่งที่มียังไม่พอ

 

นักเตะอาร์เซนอลฉลองชัยชนะหลังคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 4

 

ความผิดหวังซ้ำสองไม่ร้ายเท่าความผิดหวังซ้ำสาม เมื่ออาร์เซนอลได้เป็นแค่ ‘พระรอง’ อีกครั้งในฤดูกาล 2024/25

 

ส่วนหนึ่งคือลิเวอร์พูลในยุคอาร์เนอ สลอต ทำผลงานได้อย่างร้อนแรงเหลือเชื่อโดยที่แทบไม่สะดุดพลาด หรือหากสะดุดพลาดคู่แข่งก็พร้อมสะดุดตามทำให้แทบไม่เจอกับสถานการณ์ที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันเลย

 

แต่อีกส่วนคือการกรำศึกหนักของผู้เล่นที่ใช้งานต่อเนื่องทำให้นักเตะตัวหลักผลัดกันบาดเจ็บแทบทั้งทีม

 

แรงกดดันหนักขึ้น แฟนบอลเริ่มกลับมาตั้งคำถามกับอาร์เตตาอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อสไตล์การเล่นที่ไม่ใช่ในแบบที่อยากเห็นมากสักเท่าไรนัก เมื่อเน้นความแน่นอนมากเกินไป และพึ่งพาลูกเซตเพลย์ซึ่งได้นิโคลัส โจเวอร์ มาช่วยออกแบบการเล่นให้เป็นอาวุธหนักที่แทบจะเป็นอาวุธหลัก

 

สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อพวกเขามากพอสมควร ไม่ใช่แค่ในฤดูกาล 2024/25 ที่จบลงด้วยการเป็นที่ 2 แต่ถูกส่งต่อมาถึงฤดูกาล 2025/26 ที่แม้จะเสริมขุมกำลัง ได้ตัวที่ดีอย่าง วิคเตอร์ ยอเคอเรส, เอเรเบชี เอเซ, มาร์ติน ซูบิเมนดี เข้ามาเสริม ยังคงเก็บชัยชนะได้สม่ำเสมอ มีคะแนนนำมาโดยตลอด แต่ก็ยังไม่เพียงพอ หรือในความเป็นจริงคือมันไม่เคยเพียงพอสำหรับแฟนๆ

 

แรงกดดันนั้นส่งผลต่อทีมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงอ่อนไหวโค้งสุดท้ายของฤดูกาลนี้ ที่แม้แต่อาร์เตตาเองก็ดูกดดันอย่างมาก

 

เพราะมันควรจะถึงเวลาแล้ว และถ้ายังไปไม่ถึงฝันอีก ไม่แปลกเลยหากทุกคนจะคิดว่าอาร์เตตาอาจจะไม่ใช่คนที่ใช่

 

และในช่วงเวลาที่วิกฤติที่สุดอาร์เตตาได้แสดงให้เห็นว่าเขาก้าวผ่านกำแพงได้แล้ว

 

หลังเกมที่พ่ายต่อซิตี อาร์เซนอลเฉือนเอาชนะนิวคาสเซิลได้ 1-0 อย่างยากลำบาก แต่ในเกมต่อมาซึ่งเป็นช่วงจังหวะสำคัญอย่างยิ่งเพราะโปรแกรมเป็นใจให้ได้ลงสนามก่อนคู่แข่ง อาร์เตตาตัดสินใจปรับเปลี่ยนบางอย่างภายในทีมในเกมที่พบกับฟูแลม

 

เขาพักซูบิเมนดี ที่ฟอร์มการเล่นตกต่ำและให้โอกาสไมล์ส์-ลูอิส สเคลลี ไอ้หนูดาวรุ่งได้โอกาสยืนตำแหน่งกองกลางที่เป็นตำแหน่งธรรมชาติของเขา ร่วมกับไรซ์ และเอเซ ที่ได้ลงสนามก่อนมาร์ติน โอเดอการ์ด กัปตันทีม

 

การเปลี่ยนแปลงจุดนี้สำคัญเพราะทำให้เกมของอาร์เซนอลกลับมาไหลลื่นอีกครั้ง และการกลับมาของซากาที่มีอาการบาดเจ็บรบกวนมาระยะหนึ่ง กลายเป็นการจุดประกายใหม่ให้กับทีมด้วยการทำ 2 ประตูและ 1 แอสซิสต์

 

มันทำให้นอกจากจะทิ้งห่างในตาราง ยังทำให้ทีมสำเร็จการศึกษาบทเรียนสุดท้าย นอกจากกระบวนการ ‘ชนะให้ได้ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม’ ที่พิสูจน์ตลอด 2 ปีหลังแล้ว

 

สิ่งที่ทำให้ทุกอย่างสมบูรณ์คือการยอม ‘เชื่อ’ สักทีว่าพวกเขาดีพอที่จะเป็นแชมป์ และโยนความกดดันให้กับซิตี ซึ่งได้ผลเพราะทีมของเป๊ป กวาร์ดิโอลา สะดุดในเกมไปเยือนเอฟเวอร์ตันจนได้

 

ก่อนที่โอเดอการ์ด จะทำแอสซิสต์สำคัญให้เลอันโดร ทรอสซาด์ ยิงประตูในเกมกับเวสต์แฮมในช่วงท้ายเกม และอีกฟากของสนามดาวิด รายา ผู้รักษาประตูที่อาร์เตตาโชว์ความเด็ดขาดด้วยการดึงตัวมาแทนที่ของอารอน แรมส์เดลในปี 2024 เพราะแม้ประตูทีมชาติอังกฤษจะเป็นที่รักของแฟนแต่ไม่มีความสามารถพอจะพาทีมเป็นแชมป์ ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเรื่องนี้ถูกต้องด้วยการช่วยทีมตลอดทั้งฤดูกาล รวมถึงจังหวะชี้ชะตาที่แขนของปาโบล ไปรั้งแขนของเขาไว้จนทำให้ประตูตีเสมอถูกริบคืน

 

จังหวะนั้นคือจังหวะตัดสินที่แท้จริงของฤดูกาล โดยที่อาร์เซนอลยังไม่พลาดในเกมกับเบิร์นลีย์แม้จะไม่ได้เล่นดีมากนักก็ตาม

 

ก่อนที่ซิตีจะสะดุดอีกครั้งกับบอร์นมัธ

 

 

การรอคอยที่ยาวนาน 22 ปี ความอดทนอดกลั้นต่อเสียงถากถางเย้ยหยัน (ขวดน้ำตาขวดนั้น) ความกล้าหาญในการเผชิญหน้ากับปัญหา การวางแผนระยะยาวที่รอบคอบ การใส่ใจในรายละเอียดทุกอย่าง (แม้แต่การหาเพลงประจำสโมสรไว้เปิดก่อนเกม ซึ่งก็ได้ North London Forever ที่กลายเป็นเพลงหมายเลขหนึ่งตอนนี้) ความเชื่อและความไว้วางใจ ไปจนถึงการกลับมาลุกขึ้นใหม่ในวันที่เป็นผู้แพ้

 

ทั้งหมดคือสิ่งที่ทำให้อาร์เซนอลได้พบกับชัยชนะที่พวกเขารอคอย

 

จากวันที่แทบมองไม่เห็นความเป็นไปได้ จนถึงวันนี้ที่ผู้เชี่ยวชาญมองความเป็นไปได้สูงที่มันจะยังเป็นช่วงเวลาของพวกเขาอีกหลายปี เพราะขุมกำลังที่มีในเวลานี้ยังอายุน้อยแต่เรียนรู้และเติบโตมากพอแล้วที่จะเป็นทีมของผู้ชนะ ในขณะที่คู่แข่งยังอยู่ระหว่างการสร้างทีมกันใหม่ และคู่แข่งตัวฉกาจอย่างเป๊ป ผู้เป็นครูของอาร์เตตาก็ตัดสินใจที่จะวางมือแล้วหลัง 10 ปีกับซิตี

 

แต่ให้เป็นเรื่องของอนาคตเถอะ

 

สำหรับเวลานี้ ในจังหวะเข็มนาฬิกานี้ ขอให้ทำตามคำของอาร์แซน เวนเกอร์ เมธีลูกหนังผู้เป็นที่รักของกูนเนอร์สที่ฝากข้อความมาให้ พร้อมแก้วไวน์ (ที่ถ่ายทำในประเทศไทย!)

 

“พวกคุณทำได้แล้ว แชมเปี้ยนยังไปต่อในเวลาที่ทุกคนยอมแพ้แล้ว นี่คือเวลาของพวกคุณแล้ว ไปซะ ไปมีความสุขกับช่วงเวลานี้”

The post It’s done สิ้นสุดฤดูกาลแห่งความทุกข์ทน สู่รุ่งอรุณใหม่ที่เอมิเรตส์ สเตเดียม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพราะทุกก้าวของ ‘มาราธอนเนอร์’ มีเหตุผล ซ่อนอยู่ในนั้น https://thestandard.co/marathon-fridge-fundraising-dementia-story/ Sun, 03 May 2026 02:29:39 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1203444 ภาพนักวิ่งสองคนแบกตู้เย็นขนาดใหญ่บนหลังขณะวิ่งมาราธอน เพื่อระดมทุนวิจัยโรคสมองเสื่อม

สำหรับนักวิ่งทุกคน… คุณออกวิ่งมาราธอนด้วยเหตุผลอะ […]

The post เพราะทุกก้าวของ ‘มาราธอนเนอร์’ มีเหตุผล ซ่อนอยู่ในนั้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนักวิ่งสองคนแบกตู้เย็นขนาดใหญ่บนหลังขณะวิ่งมาราธอน เพื่อระดมทุนวิจัยโรคสมองเสื่อม

สำหรับนักวิ่งทุกคน… คุณออกวิ่งมาราธอนด้วยเหตุผลอะไรกัน?

 

สัปดาห์ที่แล้วโลกของนักวิ่งเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาลจากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เมื่อมีนักวิ่งคนแรก และ คนที่ 2 ที่ตามมาติดๆ สามารถทำสถิติวิ่งมาราธอนจบได้ภายในเวลาต่ำกว่า 2 ชั่วโมงได้ในการแข่งขันอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก

 

แต่สำหรับใครอีกหลายคน ภาพของนักวิ่งธรรมดาคนหนึ่งที่วิ่งด้วยการแบกตู้เย็นหลังใหญ่น้ำหนักถึง 25 กิโลกรัม กลับเป็นภาพที่จับหัวใจไม่แพ้กัน

 

อะไรคือ ‘เหตุผล’ ที่ทำให้เขาทำแบบนั้น?

 

ในการแข่งขันรายการวิ่งมาราธอนระดับโลก เป็นเรื่องปกติที่จะมีความ ‘แฟนซี’ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ผ่านการแต่งกาย หรือการทำอะไรสักอย่าง (ขอแค่ไม่เดือดร้อนนักวิ่งคนอื่น)

 

สำหรับบางคนไม่มีอะไรมากไปกว่าแค่ความสนุกสนาน

 

แต่สำหรับพี่น้องอดัมส์ จอร์แดนและไซแอน การวิ่งโดยมีตู้เย็นหลังโตหนักถึง 25 กิโลกรัมอยู่บนหลังตลอดระยะทางการวิ่ง 42.125 กิโลเมตร ไม่ได้เป็นเรื่องของความสนุกสนาน

 

เหตุผลของพวกเขานั้นมีอยู่ 2 อย่างด้วยกัน

 

หนึ่งเพื่อเป็นการเชิญชวนให้ผู้คนร่วมบริจาคให้กับการค้นคว้าวิจัยโรคอัลไซเมอร์แก่องค์กร Alzheimer’s Research UK ผ่าน GoFundMe โดยสิ่งที่พวกเขาเสนอเพื่อจะแลกมากับเงินบริจาคคือการท้าทายด้วยการวิ่งมาราธอนพร้อมกับตู้เย็นบนหลัง

 

ภาพนักวิ่งสองคนแบกตู้เย็นขนาดใหญ่บนหลังขณะวิ่งมาราธอน เพื่อระดมทุนวิจัยโรคสมองเสื่อม 1

 

ไอเดียนี้สองพี่น้องได้มาในตอนเดือนพฤศจิกายน ว่าพวกเขาอยากจะหาทางช่วยระดมทุนให้กับการวิจัยด้วยการแบกสิ่งของเครื่องใช้ภายในบ้านไประหว่างการวิ่งมาราธอนด้วย และไม่มีรายการไหนจะดีเท่ากับลอนดอน มาราธอนอีกแล้ว

 

น้ำหนักของตู้เย็นบนหลัง แลกกับเงินบริจาคได้มากถึง 550,000 ปอนด์ มากกว่าเป้าหมายที่เคยตั้งไว้ 450,000 ปอนด์

 

แต่น้ำหนักของสิ่งที่อยู่ในใจนั้นหน่วงยิ่งกว่า

 

เพราะจอร์แดน และไซแอน เกิดมาพร้อมกับสิ่งที่อาจจะใกล้เคียงกับคำว่าคำสาปทางสายเลือด เพราะครอบครัวชาวไอริชของพวกเขามีความเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรค ‘Frontotemporal Dementia’ (FTD) หรือ โรคสมองเสื่อมส่วนหน้าและส่วนขมับ

 

ทั้งคู่ได้รับยีนที่ส่งต่อจากคุณแม่ที่จากพวกเขาไปด้วยโรคนี้ในปี 2010 ด้วยวัย 47 ปี ซึ่งในทางการแพทย์มีความเป็นไปได้ที่ทั้งสองจะเป็นโรคนี้สูงมากถึง 99 เปอร์เซ็นต์

 

ในขณะที่ทุกคนมีเข็มนาฬิกาที่เดินไปเพื่อวันข้างหน้า จอร์แดนและไซแอนตระหนักดีว่าเข็มนาฬิกาชีวิตของพวกเขากำลังเดินถอยหลัง

 

“เรารู้ดีว่าเรากำลังใช้ชีวิตสวนทางกับนาฬิกา”

 

เพราะไม่อยากใช้จ่ายวันเวลาอย่างไร้คุณค่า ไม่ว่าเวลาของพวกเขาจะเหลืออีกกี่สักมากน้อย จอร์แดนในวัย 30 กำลังจะครบ 31 ปี ผู้แบกหลังตู้เย็น และไซแอนน้องชายในวัย 26 ปีที่วิ่งไปด้วยกัน เลือกแล้วว่าพวกเขาอยากจะใช้มาราธอนเพื่อทำอะไรสักอย่าง

 

ไม่ใช่แค่ให้โลกได้ตระหนัก รับรู้ และจดจำ

 

แต่เพื่อแม่และญาติๆ อีกรวม 12 ความทรงจำที่จากไปเพราะโรค FTD – ซึ่งในเวลานี้มีคนอีกจำนวนมากมายทั่วโลกที่รู้จักโรคร้ายที่ไม่มีทางรักษานี้ดียิ่งขึ้น

 

ภาพนักวิ่งสองคนแบกตู้เย็นขนาดใหญ่บนหลังขณะวิ่งมาราธอน เพื่อระดมทุนวิจัยโรคสมองเสื่อม 2

 

การวิ่งเพื่อใครสักคนเป็นหนึ่งในเหตุผล (ซึ่งในงานลอนดอน มาราธอน ก็มี Daddy Pig จากเรื่อง Peppa Pig วิ่งเพื่อระดมทุนให้แก่องค์กร National Deaf Children’s Society คล้องไปกับเรื่องที่ George Pig เจ้าตัวเล็กของบ้านมีปัญหาทางการได้ยิน) ของเหล่ามาราธอนเนอร์

 

แต่มันยังมีอีกหลายเหตุผลสำหรับใครสักคนที่ตัดสินใจจะวิ่งมาราธอน

 

สำหรับคนจำนวนไม่น้อย มาราธอนคือจุดสตาร์ทชีวิตครั้งที่ 2

 

ไม่ว่าคุณจะใช้ชีวิตแรกมาอย่างไร จะบาดเจ็บ ผิดพลาด ล้มเหลว ยับเยินขนาดไหน การตัดสินใจเพื่อวิ่งระยะทาง 42.125 กิโลเมตรคือการเริ่มต้นชีวิตครั้งใหม่ของทุกคนได้เสมอ

 

เพราะการวิ่งมาราธอน ไม่ได้หมายถึงแค่มาเพื่อทน แต่มันดีพอที่จะเป็นการ ‘รีเซ็ต’ ทั้งชีวิตและจิตใจได้พร้อมกัน และมันเริ่มตั้งแต่วินาทีที่ตัดสินใจว่า “เอาละ ฉันจะลงแข่งมาราธอนดูสักครั้ง”

 

ก่อนจะลงแข่งได้ มันมีสิ่งต่างๆ ที่ต้องทำมากมาย เริ่มตั้งแต่ ‘วินัย’ ในการลุกจากเตียงเพื่อซ้อมวิ่งในทุกเช้า การเผชิญกับความเจ็บปวด เหน็ดเหนื่อย อ่อนล้า เผชิญหน้ากับช่วงเวลาที่ร่างกายอ่อนแอจนถึงที่สุด เผชิญกับช่วงเวลาที่คิดว่าจะไม่ไหวแล้ว ยอมแพ้เถอะ

 

แต่ถ้าผ่านมันไปได้ ก้าวต่อไปได้ ทุกก้าวหลังจากนั้นคือเหรียญรางวัลที่แม้จะมองไม่เห็นแต่ก็สัมผัสได้

 

มาราธอนสอนอะไรได้หลายอย่าง เช่น ถ้าคุณไม่เตรียมตัว คุณเตรียมตัวที่จะแพ้, การพัฒนาต้องใช้เวลา, ไม่ว่ามันจะยากลำบากแค่ไหนก็ต้องวิ่งต่อไป

 

ไปจนถึงบนโลกใบนี้จะมีใครสักคนที่วิ่งได้เร็วกว่าหรือดีกว่าเราเสมอ

 

ภาพนักวิ่งสองคนแบกตู้เย็นขนาดใหญ่บนหลังขณะวิ่งมาราธอน เพื่อระดมทุนวิจัยโรคสมองเสื่อม 3

 

บทเรียนระหว่างการย่างก้าวจะค่อยๆ เปลี่ยนเราให้กลายเป็นคนใหม่ ที่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามย่อมเป็นคนใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน

 

โดยไม่ทันรู้ตัว ในย่างก้าวนั้นเราก็ได้กลายเป็นคนใหม่แล้ว

 

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความลับของโลก แต่เป็นความจริงที่เราเคยได้เห็น ได้ยินผ่านหูและตามาตลอด เรื่องราวของใครสักคนที่ตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองและเริ่มต้นใหม่ด้วยการออกวิ่งระยะทางไกลที่ครั้งหนึ่งเคยคิดว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไรที่คนเราจะวิ่งไกลและนานขนาดนั้น

 

แต่ลึกๆ ในใจของใครหลายคนฝันถึงการท้าทายตัวเองดูสักครั้ง

 

ก่อนจะพบปัญหาใหม่สำหรับการวิ่งมาราธอน คือคำว่าครั้งเดียวไม่มีอยู่จริง

 

เพราะในวันแข่งจริง ถึงเราจะวิ่งเพียงลำพัง แต่ในความเป็นจริงแล้วเราไม่เคยออกวิ่งตามลำพัง

 

ข้างหน้าเรามีใครสักคนที่ออกวิ่งด้วยเหตุผลอะไรสักอย่างที่สำคัญกับเขาไม่แตกต่างกัน ไม่ว่าเหตุผลนั้นจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม

 

ข้างหลังเราก็ไม่แตกต่างกัน เขาอาจจะอยากวิ่งเพื่อเริ่มต้นใหม่ หรืออาจจะใช้การวิ่งเพื่อลืมใครสักคน

 

ข้างๆ นั้นเต็มไปด้วยผู้คนอีกมากมายที่อาจจะไม่ได้วิ่งด้วย แต่พวกเขามาพร้อมกับกำลังใจที่ไม่มีวันหมด พร้อมจะเติมพลังให้คนลงแข่งขันทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม โดยไม่เกี่ยวกับเชื้อชาติ ศาสนา สีผิว เพศ หรืออะไรทั้งนั้น

 

ถ้ากำลังวิ่งอยู่ตรงนั้น จงวิ่งต่อไป ทุกคนอยู่เคียงข้างเสมอ

 

เสียงเชียร์ มือที่ยื่นมา อ้อมกอด แตงโมเย็นๆ สักชิ้น หรือแม้แต่การให้ยืมรองเท้าวิ่งสักข้างแม้ไม่รู้ว่าจะได้คืนกลับมาไหม

 

การวิ่งมาราธอนสามารถเชื่อมโยงทุกคนเข้าด้วยกันได้อย่างมหัศจรรย์ และสายใยนั้นลึกซึ้งถึงระดับจิตวิญญาณ โดยที่เราต่างไม่รู้ตัว

 

นี่คือความงดงามของสิ่งที่ว่ากันว่าบนโลกนี้มีคนเพียงแค่ 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ได้ลองทำดู

 

ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ไม่จำเป็นต้องทำตามกระแส เพราะถ้ามันถึงเวลา ไม่ว่าจะเป็นเพราะอะไรก็ตาม เราจะรู้ได้ทันทีว่ามันถึงเวลาที่เราจะต้องหยิบรองเท้าและออกไปวิ่งแล้ว

 

เพราะในทุกก้าวมีเหตุผลซ่อนอยู่

 

โดยไม่สำคัญเลยว่าจะมีคำตอบอยู่ในนั้นไหม

The post เพราะทุกก้าวของ ‘มาราธอนเนอร์’ มีเหตุผล ซ่อนอยู่ในนั้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
รถถังไม่เหมือนเดิม? บทเรียนจากความพ่ายแพ้ สู่คำถามเรื่องความเป็นมืออาชีพ https://thestandard.co/rodtang-defeat-professionalism-lessons/ Thu, 30 Apr 2026 05:41:28 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1202648 ภาพ รถถัง จิตรเมืองนนท์ นักมวยไทยในสังเวียน สะท้อนคำถามถึงความเป็นมืออาชีพ

ความพ่ายแพ้ของรถถัง จิตรเมืองนนท์ ต่อทาเครุ เกซาวา เมื่ […]

The post รถถังไม่เหมือนเดิม? บทเรียนจากความพ่ายแพ้ สู่คำถามเรื่องความเป็นมืออาชีพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ รถถัง จิตรเมืองนนท์ นักมวยไทยในสังเวียน สะท้อนคำถามถึงความเป็นมืออาชีพ

ความพ่ายแพ้ของรถถัง จิตรเมืองนนท์ ต่อทาเครุ เกซาวา เมื่อคืนที่ผ่านมากลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงกันอย่างมาก โดยเฉพาะบนสื่อสังคมออนไลน์

 

ทั้งแฟนมวย ไปจนถึงเหล่าผู้มีความรู้ – และบางคนที่อาจจะไม่ได้สันทัดมากนัก – ต่างร่วมแสดงความคิดเห็นกันอย่างมากมาย มีทั้งดอกไม้และก้อนหิน

 

โดยส่วนตัวผมเองไม่ได้ถนัดนักกับเรื่องของหมัดมวย แต่ก็ผ่านตาและผ่านหูมาบ้างกับเรื่องราวของศึก ‘One Samurai 1’ ซึ่งเป็นความพยายามครั้งล่าสุดในการเปิดตลาดใหม่แบบจริงจังในแดนอาทิตย์อุทัย โดยที่คู่เอกของศึกเปิดหัวคือการรีแมตช์กันระหว่างคู่ปรับเก่าที่ ‘คาใจ’ กันระหว่างรถถังกับทาเครุ

 

เพียงแต่ก็ไม่ต่างอะไรจากทุกคน เพราะสิ่งที่ได้เห็นและได้ยิน โดยเฉพาะจากฝั่งของนักชกขวัญใจคนไทยไม่ได้เป็นเรื่องราวของการเตรียมขึ้นเวทีรายการใหญ่อย่างที่ควรจะเป็น

 

กลับเป็นเรื่องดราม่า กรณีปัญหาที่นำไปสู่คดีความ ที่สุดท้ายมีความพยายามจากหลายฝ่ายในการช่วยสะสางให้ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี

 

แต่จุดนี้เองที่สำคัญ

 

ภาพ รถถัง จิตรเมืองนนท์ นักมวยไทยในสังเวียน สะท้อนคำถามถึงความเป็นมืออาชีพ 1

 

นักมวยที่ไม่ได้มีจิตใจจดจ่อกับการขึ้นชก อย่าว่าแต่กำลังหมัดที่จะออกไปเพื่อซัดคู่ชกให้ร่วงลงไปกองกับพื้นเลย กำลังใจที่เขาจะเดินขึ้นไปอยู่บนเวทีนั้นเหลือมากน้อยแค่ไหน?

 

คนเดียวที่รู้คือตัวของรถถังเอง และบางทีต่อให้เขาไม่บอก เราก็เห็นได้จากสภาพการณ์ในการชก 5 ยกที่อาริอาเกะ สเตเดียมแล้วว่านี่ไม่ใช่รถถังคนที่พวกเราเคยรู้จัก

 

รถถัง จิตรเมืองนนท์ ที่ทุกคนรู้จักและหลงรัก คือยอดมวยที่ไม่ได้เพียงแค่ฝีมือดี หมัดหนัก แต่ยังหมัดหนัก น้ำอดน้ำทนสูง

 

ที่สำคัญคือมุ่งมั่นเต็มร้อยหรือเกินร้อย ห้าวหาญ ไม่เกรงไม่กลัวใครทั้งนั้น

 

เจอมวยแบบนี้ ต่อให้หัวใจแข็งแค่ไหนแฟนมวยก็ละลายทุกคน ไม่มีใครไม่รักมวยนักสู้หรอกจริงไหม?

 

เพียงแต่ในช่วงที่ผ่านมาดูเหมือนรถถังจอมแกร่งคนนั้นเปลี่ยนไปในสายตาและการรับรู้ของคนภายนอก เพราะได้เห็นตัวรถถังเองจริงจังกับหลายสิ่งหลายอย่างที่อาจจะไม่ใช่วิถีของนักมวยอาชีพที่ดีมากสักเท่าไร

 

คนพูดถึงกันเยอะเรื่องของการงานอดิเรกอย่างการเตะฟุตบอล (จนบางคนแซวว่าเป็นนักฟุตบอลที่พอจะต่อยมวยเป็นนิดหน่อย)

 

คนพูดถึงกันเยอะในเรื่องของไลฟ์สไตล์

 

คนพูดถึงกันเยอะในอีกหลายๆ อย่าง

 

และมันไม่ใช่แค่คนที่พูดถึงกัน รถถังตกตาชั่งถึง 2 ครั้งและป่วยไม่อยู่ในสภาพที่พร้อมขึ้นชกอีก 1 ครั้ง มันเลี่ยงไม่ได้ที่จะเผชิญกับคำถามในเรื่องสำคัญๆ อย่างเรื่องของความเป็นมืออาชีพที่พาดพิงไปถึงภรรยาด้วยว่าอาจจะมีผลหรือเปล่า

 

ถ้ายังจำกันได้ครั้งหนึ่งรถถังเคยออกมาชี้แจงในประเด็นนี้ในวันที่ตกตาชั่งเสียแชมป์โลก (2024)

 

“ใช่.. คุณด่าได้เต็มที่เลยว่าผมไม่มืออาชีพ แต่อยากบอกอะไรให้นะ คุณมาลองอยู่กับผมสักไฟต์สิ ว่าผมทำอะไรบ้างแต่ละวัน ผมแม่งโคตรอยากทำให้ได้เลย ผมอยากไลฟ์สดให้ดูเลยว่าผมต้องอดทนขนาดไหน ผมแม่งโคตรอยากรักษาเข็มขัดเส้นนี้ไว้ให้นานเลยพวกคุณรู้มั้ย

 

“คุณลองมาเป็นผมดูมั้ย ก่อนที่จะด่าจะว่าอะไรออกมา เคยลองคิดกลับไปมองตัวเองมั้ยว่าด่าเขาแล้วผมจะทำได้มั้ย ผมไม่เคยด่าเลยนะ เพราะผมรู้ว่าถ้าผมอยู่จุดแต่ละคนแล้วผมคงทำไม่ได้แน่ สักวันคุณจะเข้าใจ และขอฝากไว้นะครับ ทุกวันนี้ผมทำเพื่อครอบครัวและประเทศไทยจริงๆ มวยไทยผมรักมากที่สุด ขอบคุณที่ทนอ่านนะครับ และขอร้องอย่าเมนต์เสียๆ หายๆ ว่าเมียผมเลย เขาคือคนที่ให้กำลังใจผมตลอดเวลา”

 

วันนั้นได้อ่านคำชี้แจงของ ‘บังถัง’ แล้ว หลายคนอาจจะเข้าใจ แต่อีกหลายคนก็อาจจะไม่เข้าใจ

 

ก็ไม่เป็นไร

 

แต่วันนี้หลายคนพอจะเข้าใจ

 

รถถังไม่ใช่คนเดิมแล้ว

 

เพียงแต่มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ทุกคนต่างก็เติบโตและเปลี่ยนแปลงทั้งนั้น ไม่ใช่หรือ?

 

ภาพ รถถัง จิตรเมืองนนท์ นักมวยไทยในสังเวียน สะท้อนคำถามถึงความเป็นมืออาชีพ 2

 

สิ่งที่ผมเห็นใจในความพ่ายแพ้ของรถถังคือการที่เขาต้องขึ้นเวทีโดยที่หัวใจไม่ได้พร้อมนัก และมีหลายเรื่องหลายราวรบกวนทั้งหัวและหัวใจของเขามากเกินไป

 

โดยที่เป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธหรือเลี่ยงได้เลย เพราะเรื่องมันใหญ่และสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่

 

สำหรับนักกีฬาอาชีพ โดยเฉพาะกีฬานักสู้แบบนี้ เรื่องของสมาธิและกำลังใจมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในระดับที่อาจจะเปลี่ยนแปลงผลการแข่งขันได้เลยทีเดียว ซึ่งเราได้เห็นภาพสะท้อนในมุมตรงข้ามกับการชกที่ยอดเยี่ยมของทาเครุที่เตรียมมาอย่างดีทั้งตัวและหัวใจ

 

ใช่ เมื่อวานบนเวทีขนาดหัวใจมันต่างกัน

 

พูดให้ตรงและชัด รถถังมาในสภาพนี้ ขึ้นเวทีก็เหมือนขึ้นไปเพื่อยอมรับการเป็นผู้แพ้ ต่อให้จะไม่อยากยอมรับก็ตาม

 

แต่กีฬามันก็แบบนี้ครับ มีวันที่เราชนะ และมีวันที่เราแพ้

 

คำถามสำคัญสำหรับรถถังมันอยู่ที่หลังจากวันนี้ ว่าตัวของเขา ใจของเขา อยากจะก้าวเดินและเติบโตไปในทิศทางไหนต่อไป

 

ถ้าอยากจะกลับมาเป็นยอดมวย โคตรมวย เป็นขวัญใจของคนทั้งชาติอีกครั้ง

 

เขารู้ดีที่สุดว่าเขาต้องทำอะไร

 

แต่มันอาจจะดีกว่านี้ถ้ารถถังได้เจอกับใครสักคนที่ช่วยชี้แนะและดูแลเขาในฐานะของนักกีฬาอาชีพที่มีศักยภาพของการเป็นนักกีฬาระดับโลก เพราะด้วยวัย 28 ปี ยังมีเวลาที่เขาจะกลับลุกขึ้นมาใหม่ได้อีกครั้ง และหากกลับมาได้โอกาสที่จะไปได้ไกลยิ่งกว่าเดิมมีแน่ๆ

 

แต่ถ้าคิดว่าพอใจแล้วกับสิ่งที่ได้มาในวันนี้ ซึ่งความจริงแค่นี้ก็นับว่าเด็กชายทินกรคนนั้นมาได้ไกลเกินกว่าที่ใครจะคิดฝันแล้ว

 

นอกจากชื่อเสียงและเงินทอง รถถังมีครอบครัวที่เขารัก และใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความรักที่โอบล้อมจากพรรคพวก ซึ่งหลังความพ่ายแพ้คนเหล่านี้ยังยืนอยู่เคียงข้างให้กำลังใจ ตบบ่า และบอกกับไอ้เด็กคนนี้ว่า “พวกเราอยู่ตรงนี้เสมอ”

 

สำหรับมนุษย์สักคน เราจะต้องการอะไรมากไปกว่านี้อีก?

 

จริงอยู่ที่นักกีฬาบางคนอาจจะต้องการความสำเร็จ ต้องการเกียรติยศ ต้องการชัยชนะ แต่สำหรับบางคนซึ่งก็มีอยู่จริงในวงการที่เมื่อถึงจุดหนึ่ง สิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุดคือความเป็นอยู่ที่ดีของครอบครัวและคนที่รัก

 

เรื่องแบบนี้มันอาจจะขัดใจกับแฟนกีฬาบ้าง แต่ถ้าเรามองอย่างเข้าใจ เราก็จะเข้าใจ

 

ภาพ รถถัง จิตรเมืองนนท์ นักมวยไทยในสังเวียน สะท้อนคำถามถึงความเป็นมืออาชีพ 3

 

นี่คือ ‘Final Fight’ การชกครั้งสุดท้ายของรถถัง ที่คู่ชกไม่ใช่ใคร แต่เป็นตัวและหัวใจของเขาเอง

 

แต่ในยามหัวใจแตกสลายแบบนี้ ผมไม่คาดหวังว่ารถถังจะมานั่งอ่านความคิดเห็นอะไรจากคนไกลตัวให้มันหน่วงหัวใจ

 

เพราะดอกไม้บางครั้งก็มีพิษ ส่วนก้อนอิฐก็ไม่ได้แปลว่าจะหมายมุ่งจะทำร้ายกันเสมอไป

 

พร้อมแล้วค่อยเปิดใจแล้วรับฟัง

 

ตอนนี้อยากให้เขาได้ใช้เวลากับตัวเองเยอะๆ ก่อน ไม่ต้องสนใจใครทั้งนั้น ค่อยๆ หาคำตอบ

 

ไม่ต้องรีบร้อน

 

บางครั้งล้มไม่ต้องรีบลุก

 

เป็นกำลังใจให้รถถังนะครับ จากใจจริง ด้วยรักและหวังดีเสมอในฐานะแฟนชาวไทยคนนึง 🙂

The post รถถังไม่เหมือนเดิม? บทเรียนจากความพ่ายแพ้ สู่คำถามเรื่องความเป็นมืออาชีพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตื่น 7 โมง, มื้อเช้าไร้กลูเตน สูตรสร้างยอดมนุษย์โอลิมปิก ฉบับโยฮันเนส ฮอสโฟลต เคลโบ https://thestandard.co/johannes-hoesflot-klaebo-olympic-success/ Sun, 26 Apr 2026 08:52:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1201364 โยฮันเนส ฮอสโฟลต เคลโบ นักสกีโอลิมปิกชาวนอร์เวย์ กำลังแข่งขันสกีครอสคันทรีด้วยความมุ่งมั่น

ถ้าไมเคิล เฟลป์ส คือสุดยอดตำนานโอลิมเปียนผู้ยิ่งใหญ่ที่ […]

The post ตื่น 7 โมง, มื้อเช้าไร้กลูเตน สูตรสร้างยอดมนุษย์โอลิมปิก ฉบับโยฮันเนส ฮอสโฟลต เคลโบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โยฮันเนส ฮอสโฟลต เคลโบ นักสกีโอลิมปิกชาวนอร์เวย์ กำลังแข่งขันสกีครอสคันทรีด้วยความมุ่งมั่น

ถ้าไมเคิล เฟลป์ส คือสุดยอดตำนานโอลิมเปียนผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลของโลกฤดูร้อน

 

โยฮันเนส ฮอสโฟลต เคลโบ นักสกีชาวนอร์เวย์ก็มีสถานะที่เท่าเทียมกัน ต่างกันแค่เปลี่ยนเป็นสุดยอดโอลิมเปียนแห่งโลกฤดูหนาว

 

6 เหรียญทองในการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวล่าสุดที่ ‘มิลาน-คอร์ตินา’ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา (รายการเดียวกับที่โลกทั้งใบเผลอหลงรักความสดใสของอลิซา เหลียว) ทำให้เคลโบกลายเป็นเจ้าของนักกีฬาที่คว้าเหรียญทองมากที่สุดตลอดกาล ด้วยสถิติ 11 เหรียญทองนับตั้งแต่ได้เหรียญคล้องคอเหรียญแรกในโอลิมปิกฤดูหนาวปี 2018

 

ดังนั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่หลายคนสนใจใคร่รู้ว่าในแต่ละวันเคลโบใช้ชีวิตอย่างไรถึงได้เปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นยอดมนุษย์แบบนี้

 

โยฮันเนส ฮอสโฟลต เคลโบ นักสกีโอลิมปิกชาวนอร์เวย์ กำลังแข่งขันสกีครอสคันทรีด้วยความมุ่งมั่น 1

 

พื้นที่เล็กๆ

 

ในบทสัมภาษณ์ขนาดไม่สั้นไม่ยาวกับทาง Wall Street Journal เคลโบเปิดเผยวิถีชีวิตของเขา ซึ่งปัจจุบันไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเกิดที่นอร์เวย์ แต่อยู่ในเมืองพาร์ค ซิตี รัฐยูทาห์

 

ไม่ใช่ว่าไม่รักบ้าน แต่เป็นเพราะการใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกาเป็นเรื่องที่ง่ายกว่ามาก เขาสามารถเดินไปไหนมาไหนบนท้องถนนได้โดยที่แทบไม่มีใครสังเกตเห็นว่าคุณกำลังเดินสวนกับสุดยอดนักกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ในบ้านเกิด

 

“ไม่มีใครจำผมได้” เคลโบเคยบอกไว้ในรายการพอดแคสต์ FasterSkier “ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี”

 

การได้ใช้ชีวิตอย่างสงบในทุกวันคือจุดเริ่มต้นที่ดี โดยเฉพาะสำหรับนักกีฬาที่ต้องการสมาธิเพื่อทุ่มลงไปในการฝึกซ้อม ซ้อม และซ้อมในทุกวัน ทลายขีดจำกัดของตัวเองและลดข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นให้ได้มากจนใกล้เคียงกับคำว่าสมบูรณ์แบบมากที่สุด

 

ชีวิตที่ไม่มีใครในชีวิตเลย – นอกจากเพื่อนนักกีฬากับโค้ช – เป็นเรื่องที่ดีมาก

 

“การไม่มีใครให้คุยด้วย ทำให้เราได้อยู่ในพื้นที่ของเราเอง”​ เคลโบ ซึ่งมาเช่าบ้านอยู่ในยูทาห์ตั้งแต่ปี 2022 บอก “วันๆ ของผมมีแค่การกิน ซ้อม และนอนหลับ”

 

โยฮันเนส ฮอสโฟลต เคลโบ นักสกีโอลิมปิกชาวนอร์เวย์ กำลังแข่งขันสกีครอสคันทรีด้วยความมุ่งมั่น 2

 

ตื่น 7 โมงและมื้อเช้าที่ไม่มีกลูเตน

 

ชีวิตประจำวันของเคลโบทุกวันจะเริ่มในเวลาเดียวกันหมด คือการตื่นนอนในเวลา 7 โมงเช้า

 

“ผมตื่น 7 โมงตลอดทั้งปี”

 

ในความเป็นสุดยอดนักกีฬาระดับโลก จินตนาการของเราอาจคิดไปไกลว่าเขาจะต้องนอนในเตียงที่พิเศษ สภาพแวดล้อมที่พิเศษ ไปจนถึงเมื่อตื่นนอนแล้วก็จะมีเชฟที่จัดเตรียมอาหารเช้าให้ตามตารางโภชนาการที่ร่างกายต้องการในช่วงเวลานั้น ในแบบที่ ‘ซูเปอร์นักกีฬา’ เขาทำกัน

 

แต่สำหรับเคลโบแล้วชีวิตของเขาเรียบง่ายมาก

 

“กิจวัตรประจำวันของผมคือการกินมื้อเช้า แล้วก็รีบไปซ้อม ปกติเวลาที่อยู่บ้านผมจะทำแพนเค้กกิน แต่เป็นแบบไม่มีกลูเตนนะ กินกับโอ้ต ไม่มีไข่ แล้วก็โปะด้วยบราวน์ชีส ผมทำของผมเอง อร่อยมาก”

 

เคลโบบอกว่าเขาไม่อยากทำอะไรเยอะแยะในแต่ละวัน

 

อ้อ! อีกสิ่งที่สำคัญสำหรับยามเช้าคือการออกไปเดินรับแสงบ้าง

 

ส่วนมื้อกลางวันเขาจะกินอาหารอุ่นๆ อย่างข้าว ไก่ และผักนิดหน่อย ซึ่งมื้อเย็นก็กินไม่ต่างกับมื้อกลางวัน (อ้าว) แต่อาจจะเปลี่ยนเป็นมันฝรั่งกับสเต็กแทน

 

แต่โดยหลักการแล้วเขาจะเติมคาร์บเข้าไป 60 กรัมสำหรับเวลาการซ้อมทุก 1 ชั่วโมง

 

ที่เหลือหลังจากมื้อเย็นพักผ่อนและนอนหลับ เป็นอันจบสูตรชีวิตสุดยอดนักกีฬาโอลิมปิกในแบบของเคลโบ

 

เรียบและง่ายจริงๆ

 

โยฮันเนส ฮอสโฟลต เคลโบ นักสกีโอลิมปิกชาวนอร์เวย์ กำลังแข่งขันสกีครอสคันทรีด้วยความมุ่งมั่น 3

 

ของขวัญในวันคริสต์มาส

 

แต่ในความเรียบง่ายของการใช้ชีวิตเพื่อเตรียมตัวสำหรับการแข่งขัน สิ่งสำคัญที่ซ่อนไว้คือ ‘วินัย’ ของเคลโบ

 

วินัยที่ทำให้สามารถใช้ชีวิตแบบซ้ำๆ แบบเดิมได้ทุกวันโดยไม่เบื่อ

 

คนสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเขาคือ คาเร ฮอสโฟลต คุณตาผู้ที่มอบของขวัญวันคริสต์มาสเป็นไม้สกีชุดแรกตั้งแต่อายุได้แค่ 2 ขวบ และยังคงเฝ้าดูแลหลานคนนี้อย่างใกล้ชิดเสมอแม้ว่าปัจจุบันจะอยู่ในวัย 82 ปีแล้วก็ตาม

 

“คุณตานี่แหละคือเคล็ดลับของผม” เคลโบน้อย ผู้ที่เคยมีความฝันอยากจะเป็นนักฟุตบอล เป็นแฟนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และมีเพื่อนสนิทเล่นเป็นกองหน้าให้กับแอตเลติโก มาดริด (อเล็กซานเดอร์ โซลอธ) บอก

 

ความจริงคาเร ไม่ได้สอนมาแค่หลานชาย คนที่ได้วิชามาก่อนหน้าคือเอลิซาเบธ ซึ่งก็คือคุณแม่ของแชมป์โอลิมปิกตลอดกาลคนนี้นั่นเอง เรียกได้ว่ามันเป็นสายสัมพันธ์ที่พิเศษของครอบครัว

 

แต่สำหรับโยฮันเนส คุณตามีความสัมพันธ์ที่พิเศษในอีกแบบตั้งแต่ลืมตา ไม่ว่าหลานจะอยู่ที่ไหนก็จะไปอยู่ใกล้ๆ เสมอเพื่อคอยช่วยดูแล

 

“ในตอนที่ผมคิดจะเอาจริงในทางนี้ (สกี) ผมไปปรึกษาว่าผมอยากจะมีคนกำหนดแผนให้ ว่าจะต้องทำอย่างไรถึงจะคว้าแชมป์โลกได้เร็วที่สุด ซึ่งแผนนั้นไม่ใช่แค่ปีเดียว แต่เป็นแผนระยะยาว 5 ปี” เคลโบเล่าและเดาได้ไม่ยากใช่ไหมว่าใครที่เป็นคนที่ยื่นมือช่วยเหลือ โดยไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว

 

ตารางการฝึกซ้อมและทุกอย่างในชีวิตของโยฮันเนส คุณตาคาเร จะเข้ามาช่วยดูให้ทุกอย่าง คอยดูแลถามไถ่ไม่ว่าอยู่ใกล้หรืออยู่ไกล และการร่วมมือกันแบบสองรวมเป็นหนึ่งทำให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างมหัศจรรย์

 

แต่เหนืออื่นใดสำหรับเคลโบ เขาไม่เคยเรียกคุณตาว่าโค้ชสักครั้ง

 

สำหรับเขา ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม คุณตาก็ยังเป็นคุณตาเสมอ ไม่เคยเปลี่ยน

 

และบางทีนี่อาจเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องราวของยอดมนุษย์นักกีฬา เมื่อความเข้มแข็งที่แท้จริงอาจไม่ใช่แค่เรื่องของพลังกาย

 

แต่เป็นพลังใจที่รู้ว่ายังมีใครสักคนอยู่เคียงข้างเสมอ

 

#THESTANDARDSport #JohannesKlaebo #Olympics #Mindset #AthleteLifestyle

 

อ้างอิง

 

 

The post ตื่น 7 โมง, มื้อเช้าไร้กลูเตน สูตรสร้างยอดมนุษย์โอลิมปิก ฉบับโยฮันเนส ฮอสโฟลต เคลโบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
PIF ขายอัล-ฮิลาล จุดจบลูกหนังซาอุ? https://thestandard.co/pif-sells-al-hilal-saudi-football-investment/ Fri, 17 Apr 2026 06:57:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1198549 กองทุน PIF แห่งซาอุดีอาระเบียและสโมสรอัล-ฮิลาล ท่ามกลางกระแสข่าวการขายหุ้นและอนาคตของฟุตบอลซาอุฯ

ขณะที่โลกของกอล์ฟกำลังจับตามองสถานการณ์รายการแข่งขัน LI […]

The post PIF ขายอัล-ฮิลาล จุดจบลูกหนังซาอุ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทุน PIF แห่งซาอุดีอาระเบียและสโมสรอัล-ฮิลาล ท่ามกลางกระแสข่าวการขายหุ้นและอนาคตของฟุตบอลซาอุฯ

ขณะที่โลกของกอล์ฟกำลังจับตามองสถานการณ์รายการแข่งขัน LIV กอล์ฟ ที่เริ่มสั่นคลอนหลังเกิดกระแสข่าวว่าทุนใหญ่ที่ให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลังพร้อมที่จะถอนสมอ

 

ความสั่นไหวเดินทางมาถึงเกมฟุตบอลต่อทันที เมื่อทางด้าน Public Investment Fund (PIF) กองทุนความมั่งคั่งแห่งซาอุดีอาระเบียประกาศขายหุ้นของสโมสรอัล-ฮิลาล จำนวน 70 เปอร์เซ็นต์ออกไป

 

เรื่องนี้มีนัยสำคัญต่ออนาคตของวงการลูกหนังแดนทะเลทรายที่พยายามสร้างโปรไฟล์ของตัวเองขึ้นมาด้วยการทุ่มเงินไม่อั้นเพื่อซื้อซูเปอร์สตาร์ลูกหนังระดับโลกเข้ามารวมตัวกันหรือไม่?

 

กองทุน PIF แห่งซาอุดีอาระเบียและสโมสรอัล-ฮิลาล ท่ามกลางกระแสข่าวการขายหุ้นและอนาคตของฟุตบอลซาอุฯ 1

 

กรณีการที่ PIF ขายหุ้นของอัล-ฮิลาล ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นข่าวที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อวงการฟุตบอลซาอุดีอาระเบีย

 

เหตุผลนั้นไม่ใช่เพราะอัล-ฮิลาล เป็นหนึ่งในสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศ ที่กวาดแชมป์มากถึง 19 สมัย โดยเฉพาะนับตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมาครองแชมป์ลีกซาอุดีอาระเบียถึง 6 สมัย เรียกได้ว่าแทบจะผูกขาดแต่เพียงสโมสรเดียว

 

แต่เป็นเพราะสโมสรแห่งนี้เป็นหนึ่งในทีมที่มีสถานะทางการเงินเข้มแข็งที่สุดด้วย โดยปัจจุบันมีผู้เล่นระดับสตาร์ที่ย้ายมาจากลีกยุโรปมากมายหลายคน

 

ไม่ว่าจะเป็นคาริม เบนเซมา อดีตกองหน้าทีมชาติฝรั่งเศส เจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ 2022 ซึ่งเพิ่งจะซื้อตัวมาจากอัล-อิตติฮัด สโมสรคู่แข่งร่วมลีกในช่วงตลาดการซื้อขายรอบเดือนมกราคมที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมี ดาร์วิน นูนเยซ อดีตศูนย์หน้าของทีมลิเวอร์พูล, รูเบน เนเวส กองกลางทีมชาติโปรตุเกส และคาลิดู คูลิบาลี กองหลังตัวแกร่งทีมชาติเซเนกัล

 

โดยที่โค้ชก็เป็นตัวท็อปของวงการคนหนึ่งอย่าง ซิโมเน อินซากี และในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาก็เพิ่งมีข่าวว่าต้องการได้ ริชาร์ด ฮิวจ์ส ผู้อำนวยการสโมสรของลิเวอร์พูล เข้ามาร่วมงานด้วยเพื่อวางรากฐานของสโมสรในอนาคต

 

การตัดสินใจขายหุ้นใหญ่ 70 เปอร์เซ็นต์ออกไปของ PIF จึงย่อมนำมาซึ่งคำถามเกี่ยวกับอนาคตของสโมสรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มาอย่างคาดไม่ถึงและการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเกินคาด

 

ก่อนหน้านี้ PIF ในฐานะเครื่องจักรขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แห่งชาติของซาอุดีอาระเบีย ตัดสินใจที่จะเข้ามาร่วมลงทุนกับสโมสรด้วยการซื้อหุ้นใหญ่ของ 4 สโมสรใหญ่ในลีกของประเทศพร้อมกันในปี 2023 โดยนอกจากอัล-ฮิลาล แล้วยังมีอัล-นาสเซอร์, อัล-อาห์ลี และอัล-อิตติฮัด

 

การเข้ามาของ PIF เป็นไปตามยุทธศาสตร์การใช้กีฬาเป็นหนึ่งในเครื่องมือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างภาพลักษณ์ให้แก่ประเทศ ตาม ‘VISION 2030’ และทำให้ลีกฟุตบอลซาอุดีอาระเบีย กลายเป็นลีกที่คึกคักน่าจับตามอง

 

เพราะทั้ง 4 สโมสรที่ได้รับการหนุนหลังจาก PIF กวาดซูเปอร์สตาร์ลูกหนังระดับโลกมาร่วมทีมอย่างต่อเนื่องตั้งแต่คริสเตียโน โรนัลโด, คาริม เบนเซมา, เอ็นโกโล ก็องเต, รูเบน เนเวส, ริยาด มาห์เรซ,​ ซาดิโอ มาเน, โรแบร์โต เฟียร์มิโน, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ฟาบินโญ และอีกมากมาย

 

ในระยะสั้นแล้วนักเตะเหล่านี้สามารถยกระดับลีกของซาอุดีอาระเบียได้อย่างรวดเร็ว อย่างน้อยสร้างการรับรู้ในวงกว้างมากขึ้น โดยคาดหวังว่าอนาคตระบบเยาวชนภายในประเทศจะสามารถผลิตนักฟุตบอลของตัวเองได้ในระยะยาว

 

ถึงแม้ว่าหุ้น 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 373 ล้านดอลลาร์ (1.19 หมื่นล้านบาท) จะถูกขายให้กับบริษัท Kingdon Holding Company ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกองทุนที่บริหารโดยเจ้าชายอัลวาลีด บิน ทาลาล นักธุรกิจมหาเศรษฐีและเป็นหนึ่งในเชื้อพระวงศ์ ที่เหมือนจะไม่ไกลจากเดิม

 

แต่การตัดสินใจขายหุ้นของอัล-ฮิลาลของ PIF ยังเป็นการเคลื่อนไหวที่ส่งสัญญาณบางอย่างอยู่ดี

 

กองทุน PIF แห่งซาอุดีอาระเบียและสโมสรอัล-ฮิลาล ท่ามกลางกระแสข่าวการขายหุ้นและอนาคตของฟุตบอลซาอุฯ 2

 

สัญญาณนั้นอาจจะมาจากการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงแนวทางการ ‘ปรับพอร์ต’ ของ PIF เกี่ยวกับกีฬาใหม่ ตามยุทธศาสตร์สำหรับช่วงปี 2026-2030 ที่เพิ่งมีการประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันพุธที่ผ่านมา

 

โดยในช่วงเวลานี้ PIF ต้องการกลับมาเน้นในเรื่องของการพัฒนาภายในประเทศ และการสร้างผลตอบแทนอย่างเต็มที่ในการลงทุน ลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และเน้นการเข้าร่วมของภาคเอกชน ซึ่งจะโฟกัสไปที่ 3 ส่วนด้วยกัน คือVision Portfolio, Strategic Portfolio และ Financial Portfolio

 

ในแถลงการณ์ของ PIF ไม่มีคำว่า ‘กีฬา’ (Sport) อยู่ในนั้นแม้แต่คำเดียว

 

และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้มีกระแสข่าวว่า PIF เตรียมปรับพอร์ตกีฬาใหม่ หลังจากที่ลงทุนมหาศาลกับวงการนี้มานานหลายปี ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนซื้อสโมสรฟุตบอลนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด, การอัดเม็ดเงินไปกับการสร้างลีกภายในประเทศ ไปจนถึงรายการกอล์ฟ LIV, เทนนิส และอื่นๆอีกมากมายในช่วงที่ผ่านมา

 

โดยในรายการกอล์ฟ LIV ซึ่งถือเป็นรายการ ‘ขบถ’ ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2022 เพื่อท้าชนกับ PGA Tour และสร้างแรงสั่นสะเทือนได้อย่างมากในช่วงที่ผ่านมา เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนในเวลานี้ แม้จะมีการยืนยันว่าจะยังคงเดินหน้าต่ออย่างน้อยจนถึงสิ้นปีก็ตาม

 

ขณะที่ฟุตบอลซาอุดีอาระเบีย หลังการขายหุ้นของอัล-ฮิลาลแล้ว ต้องจับตาดูต่อว่าจะมีการขายหุ้นของอีก 3 สโมสรที่ถืออยู่ไว้หรือไม่ และหากมีการเปลี่ยนแปลง ใครจะเป็นผู้ที่มารับหุ้นต่อ จะยังคงเป็นเครือข่ายเดียวกันหรือไม่

 

แม้ว่าทาง PIF จะออกแถลงว่าช่วงที่ผ่านมาเป็นการเข้ามาเพื่อช่วยสนับสนุนใน ‘ช่วงเปลี่ยนผ่าน’ และทำให้อัล-ฮิลาล เข้มแข็งขึ้นอย่างมากในระดับโครงสร้างและการบริหารก็ตาม

 

และหาก PIF ตัดสินใจถอนตัวออกทั้งหมดกับอีก 3 สโมสรที่เหลือ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ จะส่งผลกระทบอย่างไรต่อลีกซาอุดีอาระเบียหรือไม่ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าหากไม่มีเม็ดเงินที่เข้ามาสนับสนุนผ่าน PIF หรือรัฐบาลแล้ว สโมสรฟุตบอลในซาอุดีอาระเบียไม่มีศักยภาพที่จะดึงนักฟุตบอลระดับโลกเข้ามาได้มากขนาดนี้อย่างแน่นอน

 

 

กองทุน PIF แห่งซาอุดีอาระเบียและสโมสรอัล-ฮิลาล ท่ามกลางกระแสข่าวการขายหุ้นและอนาคตของฟุตบอลซาอุฯ 3

 

แต่ในอีกทางหนึ่งการเปลี่ยนมือจากกองทุนที่ขึ้นตรงกับรัฐบาล มาเป็นกองทุนเอกชน (แม้จะยังคงเชื่อมโยงกับราชวงศ์) ก็อาจจะให้ผลที่ดีกว่าในความเป็นอิสระ เกิดการแข่งขันอย่างแท้จริงมากขึ้น

 

บิน ทาลาล กล่าวในแถลงการณ์ยืนยันว่าทางด้าน Kingdom Holding Company มีความพร้อมที่จะ ‘ปลดล็อก’ อัล-ฮิลาล ซึ่งถือเป็นสมบัติแห่งชาติที่ชาวซาอุดีอาระเบียภูมิใจให้ก้าวไปสู่อนาคต

 

ตรงนี้ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดกันต่อไป เพราะอย่าลืมว่าซาอุดีอาระเบีย ก็เพิ่งได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลโลก 2034 เพียงชาติเดียว และเตรียมจะลงทุนมหาศาลกับทั้งสนามกีฬาไปจนถึงระบบคมนาคมขนส่ง สาธารณูปโภคต่างๆด้วย

 

เรียกว่าทุกอย่างอยู่ระหว่างทาง และซาอุดีอาระเบียไม่น่าที่จะทิ้งทุกอย่างในเวลานี้

 

อย่างไรก็ดีตามรายงานข่าวจาก The Athletic ทางด้าน PIF จะยังคงเดินหน้าต่อกับการสนับสนุนนิวคาสเซิล และการแข่งขัน F1 ต่อไป

 

โดยเฉพาะกับนิวคาสเซิล ซึ่งถือครองสโมสรมาตั้งแต่ปี 2021 และสามารถทำให้ทีมกลับมามีศักยภาพในการแข่งขันที่ดีได้อีกครั้ง และเตรียมที่จะเดินหน้าสู่ขั้นต่อไปในการลงทุนที่เพิ่มสูงยิ่งขึ้นให้ทีมมีโอกาสแข่งขันลุ้นประสบความสำเร็จในอนาคต ซึ่งคาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในช่วงปิดฤดูกาลนี้

 

เป้าหมายยังอยู่ที่การทำให้ทีมจากนอร์ธอีสต์เป็นทีมระดับท็อปของฟุตบอลอังกฤษให้ได้อีกครั้ง ซึ่งหากไม่ต้องกระจายสมาธิไปกับ 4 สโมสรในลีกซาอุดีอาระเบีย PIF อาจจะโฟกัสกับนิวคาสเซิลได้จริงจังยิ่งขึ้น

 

แบบนั้นอาจจะเป็นผลดีมากกว่าต่อทุกฝ่าย ก็เป็นไปได้เหมือนกัน

 

อ้างอิง

The post PIF ขายอัล-ฮิลาล จุดจบลูกหนังซาอุ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
อิตาลีไม่ได้ไปฟุตบอลโลก 3 สมัยติด ยอมรับได้ยาก แต่เข้าใจได้ง่าย https://thestandard.co/italy-miss-world-cup/ Wed, 01 Apr 2026 06:03:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1193598 ภาพนักฟุตบอลทีมชาติอิตาลีแสดงความผิดหวังหลังตกรอบฟุตบอลโลก

ไม่มีปาฏิหาริย์ใดๆสำหรับ ‘อัซซูรี’ พวกเขาไม่ผ่านเข้าสู่ […]

The post อิตาลีไม่ได้ไปฟุตบอลโลก 3 สมัยติด ยอมรับได้ยาก แต่เข้าใจได้ง่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนักฟุตบอลทีมชาติอิตาลีแสดงความผิดหวังหลังตกรอบฟุตบอลโลก

ไม่มีปาฏิหาริย์ใดๆสำหรับ ‘อัซซูรี’ พวกเขาไม่ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายของฟุตบอลโลกเป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน

 

ย้อนกลับไปในปี 2018 เป็นครั้งแรกในรอบ 60 ปีที่อิตาลีไม่ได้ปรากฏตัวในศึกฟุตบอลโลก หลังจากที่พวกเขาพ่ายแพ้ให้แก่ทีมชาติสวีเดนในรอบเพลย์ออฟ ซึ่งในครั้งนั้น คาร์โล ตาเวคคิโอ ประธานสหพันธ์ฟุตบอลอิตาลีในขณะนั้นเปรียบเปรยการไม่ได้ไปฟุตบอลโลกของพวกเขาว่าเป็นเหมือน ‘วันสิ้นโลก’

 

หลังจากนั้นแม้จะได้แชมป์ฟุตบอลยูโร 2020 (ที่ต้องแข่งในปี 2021 จากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19) อย่างเซอร์ไพรส์เพราะไม่ได้เป็นตัวเต็งอะไรกับเขา อิตาลีก็ตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอีกครั้งเมื่อพลาดท่าให้กับนอร์ทมาซิโดเนีย ในเกมเพลย์ออฟ รอบรองชนะเลิศ

 

จนกระทั่งถึงวันนี้อิตาลี ที่หมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายให้ได้ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม แต่สุดท้ายพวกเขาก็พ่ายให้กับบอสเนีย-เฮอร์เซโกวินา ชาติเล็กๆที่แยกตัวจากยูโกสลาเวียที่เคยยิ่งใหญ่ ในการดวลจุดโทษ

 

ในความรู้สึกของแฟนฟุตบอลอัซซูรี และคนที่อยากเห็นชาติมหาอำนาจลูกหนังอย่างอิตาลี ซึ่งมีศักดิ์ศรีเป็นถึงแชมป์โลก 4 สมัยกลับมาวาดลวดลายในศึกฟุตบอลโลกอีกครั้ง มันเป็นเรื่องยากที่จะทำใจยอมรับได้

 

เพียงแต่หากเรามองลึกลงไปในเรื่องราวที่ผ่านมา การตกรอบอีกครั้งของอิตาลีเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่ายมาก

 

ภาพนักฟุตบอลทีมชาติอิตาลีแสดงความผิดหวังหลังตกรอบฟุตบอลโลก 1

 

ความล้มเหลวของทีมชาติอิตาลีไม่ได้เกิดจากเหตุผลอื่น นอกจากความล้มเหลวของการบริหารจัดการฟุตบอลภายในประเทศ

 

3-4 ทศวรรษที่แล้ว อิตาลีคือชาติที่มีลีกฟุตบอลอันดับหนึ่งของโลก ทุกคนยกย่องว่ากัลโช เซเรีย อา คือลีกฟุตบอลที่ดีที่สุด แข็งแกร่งที่สุด และมีเฉพาะแค่เหล่าสุดยอดนักฟุตบอลของโลกเท่านั้นที่จะย้ายมาค้าแข้งที่ดินแดนแห่งนี้ได้

 

ความแข็งแกร่งของฟุตบอลอิตาลีไม่ได้เกิดจากการทุ่มทุนสร้างเพื่อซื้อซูเปอร์สตาร์เข้ามาอย่างเดียว แต่เกิดจากพื้นฐานการพัฒนาเกมฟุตบอลที่ดี แข็งแกร่งจากพื้นฐาน และด้วยกฎระเบียบลูกหนังดั้งเดิมที่จำกัดจำนวนผู้เล่นต่างชาติไว้แค่ 3 คนต่อทีม ทำให้มีพื้นที่และโอกาสสำหรับเหล่าดาวรุ่งในประเทศที่จะได้ลงสนามเคียงข้างกับทั้งเหล่ารุ่นพี่ ไปจนถึงเหล่าซูเปอร์สตาร์ระดับโลก

 

โดยเฉพาะในช่วงกลางยุค 80 หลังจากที่ลิเวอร์พูลมหาอำนาจลูกหนังอังกฤษก่อเรื่องในเหตุ ‘โศกนาฏกรรมที่เฮย์เซล’ ที่ทำให้สโมสรฟุตบอลเมืองผู้ดีโดนหางเลขถูกลงโทษแบนห้ามแข่งขันในเกมยุโรปนานถึง 5 ปี เป็นช่วงเวลาที่กัลโช เซเรีย อา ยกระดับลีกการแข่งขันของตัวเองขึ้นมา โดยเฉพาะนโยบายการซื้อผู้เล่นระดับซูเปอร์สตาร์ที่ดีที่สุด ผ่านการคัดเกรดเท่านั้น

 

รุด ฮุลลิท, แฟรงค์ ไรจ์การ์ด และมาร์โค ฟาน บาสเทน ทยอยตบเท้าย้ายสร้างตำนาน ‘สามทหารเสือชาวดัตช์’ ที่เอซี มิลาน (ก่อนจะมีเดยัน ซาวิเซวิช ฯลฯ ตามมาในเวลาต่อมา) ที่อินเตอร์ มิลานทีมร่วมเมืองที่ใช้สนามเดียวกันมี โลธาร์ มัทเธอุส, เยอร์เกน คลินส์มันน์ และอันเดรียส เบรเม เป็น ‘สามทหารเสือชาวด็อยช์’

 

นาโปลี พวกเขามีดีเอโก มาราโดนา นักเตะต่างชาติเพียงคนเดียวที่พาทีมคว้า ‘สคูเด็ตโต’ (แชมป์ฟุตบอลอิตาลี) ได้สมัยแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสรในปี 1986 ก่อนจะมี กาเรกา และอเลเมา สองนักเตะบราซิลเข้ามาผนึกกำลังในการคว้าสคูเด็ตโตสมัยที่ 2 ในปี 1989

 

แต่ในเวลาเดียวกันพวกเขาก็สร้างนักเตะอย่าง โรแบร์โต มันชินี, จิอันลูกา วิอัลลี, ฟาบริซิโอ ราวาเนลลี, เปาโล มัลดินี, อเลสซานโดร คอสตาร์คูตา, เดเมตเรโอ อัลแบร์ตินี, จิอันฟรังโก โซลา และโรแบร์โต บาจโจ ขึ้นมาในช่วงเวลานั้นเพื่อทาบรัศมีนักเตะต่างชาติ

 

อิตาลีจึงเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยนักเตะที่ดีที่สุดของโลก ที่ซูเปอร์สตาร์ลูกหนังต่างชาติหลายต่อหลายคนได้โอกาสมาทดสอบฝีเท้าที่นี่ แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอดจำนวนมากมาย

 

แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไปหลัง ‘กฎบอสแมน’

 

กฎที่ไม่ได้ให้แค่อิสระแก่นักฟุตบอลที่สามารถโยกย้ายได้อย่างอิสระภายในสหภาพยุโรป แต่ยังเป็นการทลายกรอบบางอย่างไปด้วย โดยเฉพาะการซื้อขายย้ายทีม

 

หลังปี 1995 ที่มีการตัดสินคดีของฌอง-มาร์ค บอสแมน ระบบการซื้อขายย้ายทีมของโลกก็ถูกเปลี่ยนแปลงไม่ต่างอะไรจากการเปิดกล่องของ ‘แพนโดรา’

 

อิตาลีในฐานะลีกที่ดีที่สุดของโลกก็ยิ่งอู้ฟู่มากกว่าเดิม ทุกสโมสรลงทุนกับการซื้อผู้เล่นมาเสริมทีมแบบไร้ขีดจำกัด ซึ่งไม่ได้สงวนสิทธิ์เอาไว้แค่ทีมดังที่มีฐานแฟนฟุตบอลใหญ่อย่างยูเวนตุส, เอซี มิลาน, อินเตอร์ มิลาน หรือโรมาและลาซิโอ สองทีมดังแห่งเมืองหลวง

 

แม้แต่ปาร์มา ทีมเล็กๆ ก็ยังรวบรวมสตาร์ผู้เล่นในระดับน้องๆ เวิลด์คลาสเอาไว้เต็มทีมไปหมด จนกลายเป็นทีมในความทรงจำของแฟนฟุตบอลในยุค 90

 

ภาพนักฟุตบอลทีมชาติอิตาลีแสดงความผิดหวังหลังตกรอบฟุตบอลโลก 2

 

ในความ ‘ลักชัวรี’ ของฟุตบอลอิตาลีที่น่าอิจฉา มันกลับกลายเป็นระเบิดเวลาที่ทำลายฟุตบอลอิตาลีจากภายในให้ตายอย่างช้าๆ

 

1. สโมสรฟุตบอลในอิตาลีทยอยประสบปัญหาทางการเงินอย่างร้ายแรง พวกเขาใช้เงินมากเกินกว่าที่จะหารายได้เข้ามาอุดได้ไหว

 

เรื่องนี้เป็นปัญหาในระยะยาวที่บ่อนทำลายฟุตบอลภายในประเทศจนขาดการลงทุน ขาดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และทำให้ฟุตบอลอิตาลีค่อยๆ กลายสภาพกลายเป็นสินค้าที่ล้าหลัง ทีมและลีกฟุตบอลของพวกเขากลายเป็นของเกรดสอง หรืออาจจะมองเป็นระดับ 3-4 ก็ได้

 

เพราะทีมก็ไม่ได้มีสตาร์น่าดึงดูด สนามฟุตบอลก็เก่าขาดการปรับปรุง แม้แต่ซาน ซิโรที่เคยยิ่งใหญ่ในเวลานี้ก็เป็นแค่สนามแก่ๆ ที่ทรุดโทรมแทบนึกไม่ออกถึงความเกรียงไกรในอดีต

 

2. การหลั่งไหลของซูเปอร์สตาร์ในช่วงหลังกฎบอสแมน ทำลายการพัฒนาฟุตบอลในระดับเยาวชนของอิตาลีลงอย่างราบคาบ

 

หนึ่งในฐานรากสำคัญที่ทำให้อิตาลี ยังเป็นทีมที่แข็งแกร่งในช่วงยุค 90 ต่อจนถึงช่วงปี 2000 ซึ่งพวกเขาคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2006 อันเป็นแชมป์สมัยที่ 4 เป็นรองเพียงแค่บราซิลชาติเดียวได้ มาจากการพัฒนาฟุตบอลเยาวชนที่เข้มแข็ง

 

อิตาลี ภายใต้การนำของเซซาเร มัลดินี ผู้ล่วงลับคว้าแชมป์ยุโรปในระดับ U-21 มาครองได้ถึง 3 สมัยติดต่อกันในช่วงปี 1992-1996

 

มันเป็นช่วงที่อิตาลีผลิตนักเตะอย่าง ฟาบิโอ คันนาวาโร, คริสเตียน ปานุชช, ฟิลิปโป อินซากี, คริสเตียน วิเอรี, อเลสซานโดร เนสตา, และฟรานเชสโก ต็อตตี ขึ้นมาในทีมชุดนั้น โดยที่ยังไม่นับจิอันลุยจิ บุฟฟอน และอเลสซานโดร เดล ปิเอโร ที่แจ้งเกิดในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน

 

แต่หลังจากนั้นนักเตะอิตาลีประสบปัญหาในเรื่องของโอกาสในการลงสนามมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะทุกทีมต่างเลือก ‘ทางลัด’ ในการซื้อผู้เล่นต่างชาติที่ใช้งานได้เลยมากกว่าที่จะให้โอกาสเด็กๆ ได้ลองผิดลองถูกในสนาม

 

สุดท้ายเกมฟุตบอลในระดับเยาวชนถูกละเลย ทิ้งขว้าง อิตาลีทำได้เพียงแค่กินบุญเก่ามาเรื่อยๆ และบุญนั้นก็หมดลง

 

หลักฐานที่มองเห็นได้ไกลจากยอดอัฒจันทร์คือหากเรามองรายชื่อของทีมชาติอิตาลีชุดที่ลงสนามกับบอสเนีย-เฮอร์เซโกวินา เมื่อคืนนี้ อิตาลีแทบไม่มีนักเตะที่จะเป็นความหวังให้กับทีมได้ในอดีตเลย

 

ทั้งๆ ที่พวกเขาเคยมีนักเตะในระดับอัจฉริยะมากมายเต็มไปหมด เพราะคนอิตาลีโดยเลือดเนื้อเชื้อไขเป็นศิลปินทั้งนั้นไม่ว่าจะเรื่องของศิลปะ การแสดง หรือแม้แต่การทำอาหารของเหล่า ‘นอนนา’ (คุณย่าคุณยาย) ในตำรับดั้งเดิมก็เป็นศิลปะของการใช้ชีวิต

 

และเอาจริงๆ อิตาลีก็ไม่ควรทำให้ตัวเองต้องลำบากถึงขั้นมาเพลย์ออฟเป็นหนที่ 3 ติดต่อกันด้วยซ้ำไป ถ้าพวกเขาเก่งและดีพอจริง

 

 

ภาพนักฟุตบอลทีมชาติอิตาลีแสดงความผิดหวังหลังตกรอบฟุตบอลโลก 3

 

เหตุผลหลักๆ เหล่านี้คือเหตุผลที่ทำให้เข้าใจได้ไม่ยากว่าทำไมอิตาลีถึงไม่ได้ไปฟุตบอลโลกเป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน ไม่ใช่ว่าโลกจะแตกตรงหน้าเสียเมื่อไร

 

สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือผลของการกระทำในอดีต อดีตอันยิ่งใหญ่มันคือวันเวลาที่เลยผ่านไปไกลแล้ว

 

หากพวกเขาต้องการที่กลับมายิ่งใหญ่ – ซึ่งไม่ใช่แค่การจะไปฟุตบอลโลกให้ได้อีกครั้ง – มีสิ่งต่างๆ มากมายที่คนอิตาลีต้องช่วยกันทำ ถอดบทเรียนความล้มเหลวจากอดีต วางแผนการไปสู่อนาคตอย่างสร้างสรรค์

 

แต่แน่ละกรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว การจะฟื้นฟูฟุตบอลอิตาลีอีกครั้งอาจจะใช้เวลายาวนาน ห้าปี สิบปี หรืออาจจะนานกว่านั้น

 

ขึ้นอยู่กับพวกเขาเองแล้วว่าจะนั่งถอนหายใจทิ้งไปกับความผิดหวัง หรือรีบลุกขึ้นมาเริ่มต้นกันใหม่ให้เร็วที่สุด

The post อิตาลีไม่ได้ไปฟุตบอลโลก 3 สมัยติด ยอมรับได้ยาก แต่เข้าใจได้ง่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
130R โค้งซ้ายในตำนานของ ‘อลอนโซ’ กับการแซงที่เปลี่ยนแปลงยุคสมัย https://thestandard.co/alonso-130r-overtake-f1-suzuka/ Sun, 29 Mar 2026 05:30:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1192447 ภาพเฟอร์นันโด อลอนโซ กำลังขับรถแข่ง F1 ทีม Renault บนสนามซูซูกะ โดยมีมิชาเอล ชูมัคเกอร์ ตามหลังในโค้ง 130R

สนามแข่งรถซูซูกะ นอกจากชิงช้าสวรรค์ขนาดยักษ์และการเป็นส […]

The post 130R โค้งซ้ายในตำนานของ ‘อลอนโซ’ กับการแซงที่เปลี่ยนแปลงยุคสมัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเฟอร์นันโด อลอนโซ กำลังขับรถแข่ง F1 ทีม Renault บนสนามซูซูกะ โดยมีมิชาเอล ชูมัคเกอร์ ตามหลังในโค้ง 130R

สนามแข่งรถซูซูกะ นอกจากชิงช้าสวรรค์ขนาดยักษ์และการเป็นสนามรูปเลข 8 (Figure-Eight Design) ซึ่งเป็นสนามแห่งเดียวในฟอร์มูลาวันที่มีทางข้าม

 

สนามแห่งนี้ยังเป็นที่จดจำในฐานะหนึ่งในสนามแข่งระดับตำนานที่เป็นสนามแข่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ด้วยความเป็นสนามที่ผ่านการออกแบบมาอย่างดีและมีทางโค้งที่ทำความเร็วได้สูง รวมถึงโค้งรูปตัว ’S’ ที่ต้องใช้ทักษะการขับขี่ในระดับสุดยอด

 

แต่ในบรรดาโค้งทั้ง 18 โค้งในสนามแห่งนี้ ไม่มีโค้งไหนที่จะโด่งดังมากไปกว่าโค้ง ‘130R’

 

โค้งซ้ายในตำนานที่ทำให้แฟนเอฟวันทั่วโลกเคยเอามือปิดปากพร้อมกันทั้งโลกมาแล้ว กับการดวลกันสุดระห่ำระหว่าง มิชาเอล ชูมัคเกอร์ และเฟร์นานโด อลอนโซ ที่เป็นจุดตัดสินแชมป์โลกในปี 2005

 

ที่ได้รับการจดจำว่าเป็นหนึ่งในการแซงที่สุดยอดและสำคัญที่สุดตลอดกาล

 

ภาพเฟอร์นันโด อลอนโซ กำลังขับรถแข่ง F1 ทีม Renault บนสนามซูซูกะ โดยมีมิชาเอล ชูมัคเกอร์ ตามหลังในโค้ง 130R 1

 

พูดถึงสนามแข่งรถในญี่ปุ่นแล้ว อดคิดถึงเรื่องราวของ เจมส์ ฮันต์ และนิกิ เลาดา ที่เคยเล่าให้อ่านกันไปเมื่อหลายเดือนก่อน

 

การขับเคี่ยวระหว่างสองนักขับที่ดีที่สุดของยุค 70 ที่กลายเป็นแรงบันดาลใจของภาพยนตร์รถซิ่งที่ไม่ว่าจะหยิบมาดูเมื่อไรหัวใจก็ร้อนเป็นไฟเสมออย่าง ‘Rush’ (2013)

 

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของภาพยนตร์คือการวัดกันตัวต่อตัวระหว่างฮันต์และเลาดา ในสนามฟูจิ สปีดเวย์ ในฤดูกาลแข่ง 1976 ซึ่งกลายเป็นจุดตัดสินแชมป์โลกในฤดูกาลนั้น ท่ามกลางสายฝนที่โหมกระหน่ำลงมา

 

ครั้งนั้นเลาดา ซึ่งเพิ่งผ่านประสบการณ์เฉียดตายและกลับมาขับรถได้อีกครั้งเหนือยิ่งกว่าปาฏิหาริย์ ตัดสินใจที่จะถอนตัวในช่วงสุดท้ายของการแข่ง ทำให้ฮันต์ได้กลายเป็นแชมป์โลกในปีนั้น

 

หลังจากนั้นญี่ปุ่นไม่ได้เป็นเจ้าภาพการแข่งรถเอฟวันอีกหลายปีทีเดียวครับ กว่าที่จะได้กลับมาจัดการแข่งขันอีกครั้งในปี 1987 เพียงแต่ครั้งนี้ไม่ได้จัดกันที่ฟูจิ สปีดเวย์แล้ว แต่เป็นสนามซูซูกะ (Suzuka Circuit) แทน

 

สนามแห่งนี้ได้รับการออกแบบมาอย่างดีโดย ยอห์น ‘ฮันส์’ ฮูเกินโฮลซ์ นักออกแบบสนามรถแข่งระดับตำนาน ซึ่งได้รังสรรค์ให้สนามแห่งนี้ของญี่ปุ่นมีคุณสมบัติของการเป็นสนามแข่งรถที่ยอดเยี่ยม สามารถแข่งขันกันได้อย่างสนุก รวมถึงการใส่ความเหนือชั้นเอาไว้เล็กๆ ด้วยการออกแบบให้เป็นสนามระดับ Grade 1 แห่งเดียวในปัจจุบันที่มีทางข้าม ทำให้สนามวนกันเป็นเลข 8 (อีกแห่งคือฟิโอราโน ในประเทศอิตาลี ปัจจุบันอยู่ในระดับเกรด B)

 

แต่สิ่งที่เป็นที่จดจำสำหรับแฟนๆ มากกว่าคือโค้งที่มีชื่อว่า ‘130R’ ซึ่งตั้งตามรัศมีเดิมของโค้งที่ 130 องศา โดยเป็นโค้งที่ 15 ซึ่งอยู่ในช่วงท้ายของรอบก่อนที่จะเข้าเส้น

 

โค้งนี้เป็นโค้งที่มีลักษณะพิเศษในความธรรมดา กล่าวคือเป็นโค้งซ้ายที่รถแข่งสามารถอัดความเร็วสูงได้ถึง 310 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือแรง G มหาศาลที่จะกระทำต่อนักแข่งและรถตั้งแต่ 3.5-5 G เลยทีเดียว

 

เมื่อรวมถึงกับการที่เป็นโค้งที่แม้จะเหมือนวิ่งได้หลายไลน์แต่ถ้าพลาดเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้นก็มีโอกาสที่รถจะเสียการควบคุมและไถลออกไป การเข้าโค้งนี้ด้วยความเร็วสูงจึงเป็นเรื่องที่ต้องชั่งน้ำหนักหัวใจอยู่ไม่น้อย ว่านักขับคนนั้นกล้าพอไหม?

 

และนั่นทำให้โค้งนี้ที่ซูซูกะได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในโค้งระดับตำนานเทียบเคียงกับโค้งบลองชิมงต์ (Blanchimont) ที่สนามสปา

 

ภาพเฟอร์นันโด อลอนโซ กำลังขับรถแข่ง F1 ทีม Renault บนสนามซูซูกะ โดยมีมิชาเอล ชูมัคเกอร์ ตามหลังในโค้ง 130R 2

 

อย่างไรก็ดีในการแข่งเจแปนีส กรังด์ปรีซ์ ในปี 2005 ได้เกิดตำนานบทหนึ่งขึ้นที่โค้ง 130R นี้

 

ในฤดูกาลนั้นเป็นฤดูกาลแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวของนักขับที่กำลังพุ่งแรงชาวสเปนอย่าง เฟร์นานโด อลอนโซ แห่งทีม Renault ซึ่งก้าวขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงบัลลังก์ราชาเอฟวันคนใหม่จากจักรพรรดิแดงอย่าง มิชาเอล ชูมัคเกอร์ แห่งทีม Ferrari

 

ตลอดฤดูกาลนั้นอลอนโซ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนคว้าแชมป์โลกมาครองได้สำเร็จ ก่อนเดินทางมาถึงซูซูกะในฐานะ ‘แชมป์โลกคนใหม่’ ที่เพิ่งสร้างประวัติศาสตร์อายุน้อยที่สุดที่บราซิลในสนามก่อนหน้า ขณะที่ ‘ชูมี’ และเฟอร์รารี ตกอยู่ในสภาวะฟอร์มดิ่งลงอย่างมีนัยสำคัญ จนหมดสิทธิ์ป้องกันแชมป์โลกสมัยที่ 6 ติดต่อกันไปเรียบร้อยแล้ว

 

ถึงอย่างนั้นบารมีของชูมัคเกอร์ยังคงปกคลุมเหนือวงการอยู่เสมอ และมันเป็นความท้าทายของนักขับรุ่นต่อไปที่หากคิดจะก้าวขึ้นมาแทนที่ก็ต้องสำแดงอะไรให้เห็นสักอย่างว่าไม่ว่าชูมัคเกอร์จะยิ่งใหญ่ เก๋าเกมมากขนาดไหน

 

ไม่มีใครที่จะอยู่ค้ำฟ้า และมันถึงเวลาที่เขาควรคิดวางมือได้แล้ว

 

แต่ใครล่ะที่จะกล้าทำแบบนั้น?

 

แน่นอนมันก็ต้องเป็นคนห้าวอย่าง ‘อลอนโซ’ อยู่แล้ว!

 

โดยในการแข่งที่สนามซูซูกะในวันนั้น นักขับชาวสเปนออกสตาร์ตจากกริดท้ายไกลถึงอันดับที่ 16 ขณะที่ชูมัคเกอร์อยู่ในอันดับที่ 14 ก็ขับไล่แซงรถคันอื่นขึ้นมากันเรื่อยๆ จนกระทั่งเริ่มเห็นแววว่าทั้งสองน่าจะต้องวัดฝีมือกันอย่างเลี่ยงไม่ได้

 

จนกระทั่งถึงรอบที่ 19 ก็มาถึงจุดสำคัญ

 

ในเวลานั้นอลอนโซ ควบตะบึง Renault R25 ของเขาอย่างเมามันและเริ่มไล่จี้ชูมัคเกอร์จนเข้าใกล้ขึ้นเรื่อยๆ แต่ด้วยศักดิ์ศรีของแชมป์โลกและเบอร์หนึ่งตลอดกาล ชูมีไม่ยอมให้นักขับรุ่นน้องผ่านเขาไปได้ง่ายๆ

 

การบังไลน์ของชูมีปิดทางเข้าโค้ง 130R เอาไว้ได้อย่างสวยงามแล้ว การจะแซงผ่านเขาไปเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้

 

แต่อลอนโซกลับทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ขึ้นมา

 

โดยแทนที่จะผ่อนคันเร่งเพื่อตามไปก่อนในโค้งนี้ สิ่งที่นักขับกระทิงดุทำกลับเป็นการกระทืบคันเร่งต่อเพื่อแซงจากด้านนอกแทน ซึ่งเป็นสิ่งที่แม้แต่นักพากย์ผู้มีประสบการณ์ก็แทบไม่อยากจะเชื่อสายตา

 

เพราะอย่างที่บอกว่าโค้ง 130R เป็นโค้งปราบเซียน มันไม่ใช่ว่าคิดอยากจะเข้าโค้งด้วยความเร็วก็ทำได้เลย แต่ต้องใช้ทั้งการคำนวณที่แม่นยำ การตัดสินใจในเสี้ยววินาที และที่สำคัญที่สุดคือมันวัดหัวใจของนักขับคนนั้นด้วยว่าใหญ่แค่ไหน

 

สำหรับชูมัคเกอร์ เขาทำในสิ่งที่เขาต้องทำและทำได้อย่างไร้ที่ติแล้ว

 

แต่โชคร้ายที่อลอนโซ ทำในสิ่งที่ใกล้เคียงกับความมหัศจรรย์ ด้วยการเข้าโค้งที่ความเร็ว 208 ไมล์/ชั่วโมง (335 กม./ชั่วโมง) โดยสามารถแซงจากด้านนอกก่อนจะผ่านชูมีไปได้อย่างชนิดที่ไม่มีใครอยากจะเชื่อสายตา

 

มันเป็นการแซงทางโค้ง 130R ที่บ้าระห่ำที่สุดเท่าที่โลกเคยเห็นมาเลยทีเดียว

 

ภาพเฟอร์นันโด อลอนโซ กำลังขับรถแข่ง F1 ทีม Renault บนสนามซูซูกะ โดยมีมิชาเอล ชูมัคเกอร์ ตามหลังในโค้ง 130R 3

 

ทั้งนี้แม้ว่าการแซงโค้งนี้จะเป็นแค่เหตุการณ์หนึ่งในการแข่งวันนั้น ซึ่งสำหรับอีกหลายคนอาจจะจดจำการขับสุดมหัศจรรย์ของ คิมี ไรโคเนน จากทีม McLaren ที่ออกสตาร์ทด้วยกริด 17 ก่อนจะผ่านธงตราหมากรุกเข้าเส้นชัยได้เป็นคนแรก

 

แต่โค้งนี้ของอลอนโซ สำหรับผู้เจนวงการ พวกเขามองว่ามันคือช่วงเวลาของการ ‘ผลัดใบ’

 

ยุคสมัยได้เปลี่ยนแปลงในโค้งนั้นเอง

 

จักพรรดิ์แดงผู้ยิ่งใหญ่ได้ถูกโค่นด้วยไอ้หนุ่มเลือดร้อนชาวสเปน ผู้ซึ่งก้าวสู่การเป็นแชมป์โลกในเวลาต่อมาได้สำเร็จ

 

สิ่งที่น่าสนใจที่หลายคนอยากรู้คืออลอนโซ คิดอะไรอยู่ในเวลานั้น? ทำไมเขาถึงกล้าที่จะทำอะไรที่มันบ้าระห่ำขนาดนี้?

 

คำตอบของเขาที่บอกกับ ไนเจล โรบัค นักข่าวอาวุโสสายเอฟวันคือ “ในเวลาเช่นนั้น ผมจำได้เสมอว่ามิชาเอลมีลูก 2 คน”

 

ลูก 2 คนนั้นคือ ‘เบรกที่มองไม่เห็น’ สำหรับชูมัคเกอร์ ที่ทำให้เขาไม่กล้าที่จะวัดกับอลอนโซในจังหวะแบบนั้น ทั้งๆ ที่ตลอดมาเขาเป็นคนที่พร้อมจะบดขยี้คู่แข่งเสมอ

 

และมันทำให้คนที่ยังไม่มีลูกอย่างอลอนโซไม่ลังเลที่จะไปข้างหน้าเพราะไม่มีใครที่ต้องห่วง

 

เพียงแต่มาถึงตอนนี้อลอนโซ ซึ่งคิดแล้วก็น่าเหลือเชื่อที่ยังลงแข่งขันอยู่เลย และวันนี้เขาได้กลายเป็น ‘Papi’ บ้างแล้ว

 

ลูกของเขาเพิ่งคลอดและการลงสนามที่ซูซูกะวันนี้อาจจะทำให้เขาได้หวนคิดถึงเหตุการณ์เมื่อ 21 ปีที่แล้วและอาจจะเข้าใจความรู้สึกของชูมัคเกอร์มากขึ้น

 

เป็นการเดินทางที่ครบรอบวงโคจรได้อย่างน่ามหัศจรรย์

 

เหมือนเลข 8 ที่หากมองอีกมุมคือ ‘Infinity’ หรือนิรันดร์ ของสนามในตำนานแห่งนี้

The post 130R โค้งซ้ายในตำนานของ ‘อลอนโซ’ กับการแซงที่เปลี่ยนแปลงยุคสมัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก่อนที่บัลลังก์สีแดงจะว่างเปล่า https://thestandard.co/salah-liverpool-exit-legacy/ Wed, 25 Mar 2026 06:13:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1191077 โมฮัมหมัด ซาลาห์ ในชุดลิเวอร์พูล สะท้อนเรื่องราวการอำลาบัลลังก์สีแดง

ความจริงหากคิดถึงตัวตนและต้นกำเนิด หากจะตั้งยศให้อย่างถ […]

The post ก่อนที่บัลลังก์สีแดงจะว่างเปล่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
โมฮัมหมัด ซาลาห์ ในชุดลิเวอร์พูล สะท้อนเรื่องราวการอำลาบัลลังก์สีแดง

ความจริงหากคิดถึงตัวตนและต้นกำเนิด หากจะตั้งยศให้อย่างถูกต้องแล้วบางทีการเรียกเขาว่า ‘ฟาโรห์’ อาจจะถูกต้องมากกว่า

 

และถึงที่นี่จะเป็นเมอร์ซีย์ไซด์ แดนดินของผู้คนที่ไม่ได้อีนังขังขอบกับเรื่องราวของราชวงศ์อังกฤษมากนัก แต่ผู้คนก็ยินดีที่จะขนานนามเขาว่า ‘The Egyptian King’ ราชาชาวอียิปต์ ผู้ได้รับเกียรติให้เป็นราชาคนต่อมาของแอนฟิลด์ต่อจาก ‘King’ เคนนี ดัลกลิช

 

แค่นี้ก็พอที่จะบอกอะไรได้มากมายโดยไม่ต้องเอ่ยเรื่องราวว่าโมฮัมหมัด ซาลาห์ มีความหมายมากแค่ไหนต่อลิเวอร์พูล

 

เพียงแต่การประกาศอำลาทีมหลังสิ้นสุดฤดูกาลของเขา ที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้นในเวลานี้ ในช่วงเวลาสุกดิบที่หลายอย่างยังคลุมเครือและมีสิ่งที่ต้องทำอีกพอสมควรก่อนจะสิ้นสุดฤดูกาลนี้ เป็นการกระตุกต่อมให้หลายคนได้คิดและทบทวนถึงเรื่องราวของซาลาห์ที่ผ่านมาอีกครั้ง

 

ว่าเราอยากจะจดจำเขาในรูปแบบไหน

 

การบอกรักและบอกลาของซาลาห์ ซึ่งเป็นการประกาศร่วมกันระหว่างตัวของเขาเองและสโมสรในช่วงกลางดึกของคืนวันอังคารที่ผ่านมา (หรือหัวค่ำตามเวลาอังกฤษ) ถือเป็นข่าวใหญ่ที่เซอร์ไพรส์โลกของฟุตบอลอยู่พอสมควร

 

ในวงเล็บว่าความจริงมันก็ไม่ได้ถึงกับเซอร์ไพรส์มากขนาดนั้น เพราะมี ‘สัญญาณ’ หลายอย่างที่บ่งบอกว่าบางทีมันอาจจะถึงเวลาที่เหมาะสมสำหรับซูเปอร์สตาร์ลูกหนังชาวอียิปต์คนนี้แล้ว

 

ซาลาห์แถลงถึงการตัดสินใจ – หรือการตัดใจ – ที่จะอำลาลิเวอร์พูลหลังสิ้นสุดฤดูกาลนี้ โดยที่เห็นร่วมกันกับสโมสรในการที่จะยกเลิกสัญญาที่ยังเหลือจนถึงปี 2027 เอาไว้เพียงแค่นี้

 

ไม่มีพันธะใดๆ ต่อกัน ไม่ต้องจ่ายเงินชดเชยและจะไม่เหนี่ยวรั้งกันไว้ด้วยเรื่องของเงินค่าตัว

 

มองในแง่ของธุรกิจ เรื่องนี้คือดีลในแบบ ‘ข้อตกลงของสุภาพบุรุษ’ (Gentlemen’s agreement) ที่ไม่จำเป็นต้องงัดหลักกฎหมายหรือข้อผูกมัดใดๆ มาให้ปวดหัว คุยกันแบบตรงไปตรงมา ใช้ความรู้สึกและความเป็นสุภาพบุรุษนำ

 

ซาลาห์มองว่าถึงเวลาที่เหมาะสมที่เขาจะต้องไปจากสโมสร และเขาขอเป็นฝ่ายที่จะเลือกเวลาที่จะไปจากสโมสรเอง มากกว่าที่จะปล่อยให้สถานการณ์มาบีบและกำหนดโดยที่เขาอาจจะไม่ได้เต็มใจมากนัก

 

สำหรับลิเวอร์พูลในฐานะต้นสังกัด แม้จะมีสัญญาของซาลาห์ที่ทำกันไว้จนถึงปี 2027 หลังจากเพิ่งต่อสัญญาในช่วงปลายฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งสโมสรมีโอกาสที่จะทำเงินจากการขายเขาออกไปให้กับสโมสรอื่นที่สนใจ แต่ด้วยสิ่งที่นักเตะทำเพื่อทีมตลอด 9 ปีที่ผ่านมา การเปิดทางให้ไปแบบนี้ถือว่าเป็นการบอกลาจากกันด้วยดี

 

ไม่มีอะไรที่ติดค้างต่อกัน

 

โมฮัมหมัด ซาลาห์ ในชุดลิเวอร์พูล สะท้อนเรื่องราวการอำลาบัลลังก์สีแดง 1

 

ในเชิงของการบริหารลิเวอร์พูลจะคล่องตัวมากขึ้น เพราะซาลาห์เป็นผู้เล่นที่ได้รับค่าตอบแทนสูงที่สุดของสโมสรมากกว่า 400,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ โดยไม่นับเงินโบนัสต่างๆ ด้วย เงินจำนวนนี้มหาศาลและสามารถนำไปเล่นแร่แปรธาตุในการลงทุนกับทีมได้อีกมากมาย

 

ยังไม่นับในเรื่องของ ‘อิทธิพล’ (Influence) ที่ซาลาห์มีต่อทีม ซึ่งความสำคัญของเขาสัมพันธ์กับทีมอย่างรุนแรง และเราได้เห็นเรื่องนี้ในการพยายามดร็อปเขาออกจากทีมของอาร์เนอ สลอต ในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

 

สิ่งที่ดีที่สุดในเรื่องนี้คือการที่ทั้งสองฝ่ายยินดีที่จะหาทางออกร่วมกัน มากกว่าจะแตกหักกันซึ่งไม่มีประโยชน์อันใด

 

ในอดีตเคยมีหลายสโมสรที่ประสบปัญหาในรูปแบบคล้ายคลึงกัน นักฟุตบอลยิ่งใหญ่เกินกว่าจะเอาลงได้ง่าย และบทสรุปสุดท้ายคือความเจ็บปวด

 

ซาลาห์ตระหนักในเรื่องนี้ และเขารู้ตัวดีว่าหากอยู่ต่อไปนานกว่านี้ ทุกสิ่งดีๆ ที่เคยทำมาอาจจะถูกลดทอนลงไปจนแทบไม่เหลืออะไรให้จดจำ

 

ความงดงามที่สุดของความรักคือการรู้จักที่จะปล่อยมือ เพื่อให้อีกฝ่ายได้เดินต่อไปข้างหน้า

 

เขาเลือกที่จะทำแบบนี้

 

และเพราะการเลือกแบบนี้ของซาลาห์ มันจึงทำให้เขาคู่ควรที่จะได้รับความรักตอบแทนกลับมาจากแฟนบอลที่เขารักเช่นกัน

 

โมฮัมหมัด ซาลาห์ ในชุดลิเวอร์พูล สะท้อนเรื่องราวการอำลาบัลลังก์สีแดง 2

 

ตลอด 1 ปีที่ผ่านมาซาลาห์ เผชิญกับกระแสวิจารณ์อย่างรุนแรง ด้วยผลงานของเขาตกต่ำลงแบบน่าใจหาย เฉพาะในฤดูกาลนี้ผลประกอบการของเขาเหลือเพียงแค่การทำได้ 10 ประตูและอีก 9 แอสซิสต์ ซึ่งแม้เทียบกับนักเตะคนอื่นมันจะเป็นผลงานที่ดีมากแล้ว แต่สำหรับคนที่เคยทำได้ดีกว่านี้มาก มันเป็นตัวเลขที่สะท้อนความจริงของชีวิต

 

ว่าแม้แต่ราชาชาวอียิปต์ผู้ที่เป็นบุคคลต้นแบบในเรื่องของความเป็นมืออาชีพ ดูแลร่างกายและเตรียมจิตใจของตัวเองเอาไว้อย่างดีที่สุดตลอดอาชีพการค้าแข้ง เขาเองก็หนีวงล้อของชีวิตที่ร่างกายย่อมเสื่อมตามกาลเวลาไม่พ้น

 

ไม่ใช่แค่ความเร็วและพละกำลังที่ลดลง

 

ผมขาวที่แซมขึ้นมา ผมที่เคยหนากลับบางลงไป รอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า

 

ซาลาห์ต้องพบเจอความจริงของชีวิตในทุกนัดที่ลงสนามในฤดูกาลนี้ และในระยะหลังสิ่งที่เขาทำคือการส่ายหน้าที่ไม่ได้แปลว่าไม่เห็นด้วย แต่เป็นการยอมรับความจริงว่าเขาไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว และนั่นคือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผลงานของลิเวอร์พูลตกลง

 

เพราะที่ผ่านมาพวกเขามีคนที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงผลการแข่งขันให้กับทีมได้เสมอ

 

เมื่อซาลาห์ไม่สามารถทำแบบนั้นได้อีกแล้ว ลิเวอร์พูลก็เจอกับความจริงที่ยากจะยอมรับได้เช่นเดียวกันว่าพวกเขาอาจจะไม่ได้เป็นทีมที่ดีขนาดนั้น เพราะสุดท้ายคนที่เป็นคนแบก เป็นคนตัดสินทุกอย่างให้กับทีมก็คือนักเตะหมายเลข 11 ที่ดูเล่นเห็นแก่ตัวและอีโก้สูงคนนี้

 

คนที่ถูกซื้อตัวมาร่วมทีม ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นตัวเลือกแรกด้วยซ้ำไป

 

โมฮัมหมัด ซาลาห์ ในชุดลิเวอร์พูล สะท้อนเรื่องราวการอำลาบัลลังก์สีแดง 3

 

ย้อนกลับไปในปี 2017 ลิเวอร์พูลกำลังมองหาผู้เล่นแนวรุกที่จะเข้ามาเสริมกำลังของทีม หลังจากที่ประสบความสำเร็จกับการได้ตัวซาดิโอ มาเน มาเล่นร่วมกับโรแบร์โต เฟียร์มิโน

 

คนที่พวกเขาหมายตาก่อนและเป็นคนที่เยอร์เกน คล็อปป์อยากได้คือ ยูเลียน บรันดท์ ดาวเด่นจากบุนเดสลีกา แต่ความพยายามของทีมวิเคราะห์หลังบ้านทำให้สุดท้ายซาลาห์ถูกผลักดันขึ้นมาจนเจรจาคว้าตัวมาจากโรมาได้สำเร็จด้วยเงินค่าตัวไม่มากไม่มาย 34.3 ล้านปอนด์

 

โดยที่เดอะ ค็อปทั่วโลกไม่มั่นใจนัก เพราะซาลาห์ ซึ่งเคยมีข่าวเชื่อมโยงกับลิเวอร์พูลมีช่วงเวลาที่ล้มเหลวกับเชลซีมาก่อน

 

ไม่มีใครรู้ในเวลานั้นว่าลิเวอร์พูลกำลังจะถูกหวยรางวัลใหญ่

 

ซาลาห์สร้างปรากฏการณ์ในฤดูกาล 2017/18 ด้วยการทำคนเดียว 44 ประตู และเป็นองค์ประกอบสุดท้ายที่ของ ‘SMF’ 3 ประสานในแนวรุกที่เร็วและอันตรายที่สุดในประวัติศาสตร์แอนฟิลด์ ความเร็วจัดจ้านของเขาเข้ากันได้ดีกับความดิบและแกร่งของมาเน และมันสมองกับเซนส์ฟุตบอลของเฟียร์มิโน

 

ปีนั้นเขาพาลิเวอร์พูลไปไกลถึงการเข้าชิงแชมเปียนส์ ลีก แม้จะจบลงแบบเจ็บปวดเพราะถูกเซร์จิโอ รามอส เล่นงานจนเจ็บไหล่ต้องเปลี่ยนตัวออกมาทั้งน้ำตา สุดท้ายทีมพ่ายแพ้ด้วย

 

หลายคนปรามาสว่าซาลาห์จะเป็น ‘One season wonder’ หรือความมหัศจรรย์ชั่วคราวเพียงฤดูกาลเดียวเหมือนนักเตะดาวดังในอดีตหลายคน แต่เขาแสดงให้เห็นว่าความมหัศจรรย์นั้นไม่ได้เป็นแค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆ

 

ฤดูกาลแล้วฤดูกาลเล่าที่เขาสำแดงเดชให้เห็นว่านี่คือของจริง

 

ซาลาห์ เป็นผู้เล่นในแบบ Wing-forward ที่ดีที่สุดของโลก ที่อาจจะไม่ได้มีลีลาหรือการเล่นหวือหวาในทุกนัดที่ลงสนาม แต่เขาสร้างโอกาสและทำประตูให้กับทีมได้ เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่มีผลประกอบการสูงที่สุดของโลกในทศวรรษที่ผ่านมา

 

แต่ความมหัศจรรย์ที่สุดของเขาคือการที่พร้อมจะลงสนามเสมอ (Availability) ตลอด 9 ปีที่ในแอนฟิลด์แทบจะไม่มีอาการบาดเจ็บเลย ร่างกายฟิตพร้อมที่จะลงเล่นแทบตลอดทั้งเกมได้ทุกนัด จนเป็นการการันตีตำแหน่งไปโดยปริยาย

 

ในรายชื่อของทีมจะมีซาลาห์เสมอ คือสิ่งที่คุ้นชิน

 

 

9 ปีที่ผ่านมาซาลาห์ยังทำหน้าที่ในฐานะความหวังของทีมได้อย่างยอดเยี่ยม ในแบบที่คนไม่เคยแบกความคาดหวังมาก่อนย่อมยากจะเข้าใจว่าสิ่งนี้มันยากและหนักหนาสักแค่ไหน

 

ประตูสำคัญมากมายเกิดขึ้นจากเขา

 

โดยเฉพาะประตูในเกมแดงเดือด ที่เขาได้บอลเปิดยาวจากอลีซง เบ็คเกอร์ ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บก่อนจะลากเดี่ยวเข้าไปยิงผ่านดาวิด เด แฮ ให้ลิเวอร์พูลชนะ 2-0

 

มันคือประตูที่ทำให้เดอะ ค็อปในแอนฟิลด์ได้ร้องเพลง “We’re gonna win the league” กันเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี

 

ซาลาห์ยังมีประตูระดับสุดยอดอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการลากเลาะแนวรับไปแบบดื้อๆ หลายครั้ง เช่นในเกมกับเอฟเวอร์ตัน, สเปอร์ส, วัตฟอร์ด

 

หรือแม้แต่แมนเชสเตอร์ ซิตี ในช่วงเวลาที่เป๊ป กวา์ดิโอลา ขันเกมรับมาแน่นหนาเป็นพิเศษ แต่เขาก็แหวกฝ่าดงนักเตะสุดยอดของคู่แข่งเข้าไปยิงได้อย่างสุดมหัศจรรย์

 

ต่อให้ไม่ได้ลงสนาม เขาก็เป็นแรงบันดาลใจของทีมได้เหมือนการใส่เสื้อที่มีข้อความ ’Never Give Up’ ในเกมกับบาร์เซโลนา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเกมสำคัญในความทรงจำของยุคสมัยที่ผ่านมา

 

รวมถึงในฤดูกาลที่แล้วที่ซาลาห์ตั้งใจที่สุดในการที่จะพาลิเวอร์พูลคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกให้ได้อีกสักสมัย

 

ไม่ใช่เพียงเพื่อการเฉลิมฉลองด้วยกันอีกสักครั้ง แต่เพื่อ ‘ส่งต่อ’ สิ่งสำคัญให้กับคนรุ่นต่อไป

 

หัวใจของคนที่จะได้ชัยชนะ มันต้องใหญ่แบบนี้

 

การจากลาของซาลาห์ ในทางหนึ่งจึงเป็นความสูญเสียที่แอบน่าเศร้า

 

นักฟุตบอลระดับนี้ ถ้างดงามที่สุดควรได้อยู่กับสโมสรจนถึงวันสุดท้ายของชีวิตการเล่น

 

แต่เพราะเกมฟุตบอลสมัยใหม่ เรื่องความภักดีสุดหัวใจเป็นเรื่องยาก การตัดสินใจและตัดใจบอกลากันวันนี้เป็นการส่งต่อความปรารถนาดีอย่างที่สุดให้แก่กัน

 

คุณไปเริ่มต้นยุคใหม่เถอะ ผมจะไปตามทางของผม

 

แล้วเรามาทำช่วงเวลาที่เหลือให้ดีที่สุดไปด้วยกัน

 

ซาลาห์อยากบอกแบบนี้และอยากทำแบบนี้ เพื่อเป็นการบอกรักและบอกลากันเป็นครั้งสุดท้าย

 

สิ่งที่เดอะ ค็อปจะทำได้ดีที่สุดคือร้องเพลงของเขาให้ดังที่สุดไปจนถึงเวลานั้นที่บัลลังก์สีแดงจะว่างเปล่า

 

Mo Salah, Mo Salah, Mo Salah running down the wing!

 

Salah, la, la, la, the Egyptian King!

The post ก่อนที่บัลลังก์สีแดงจะว่างเปล่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
STAY HARD เดวิด ก็อกกินส์ ‘ฅนเหล็ก’ ผู้สังหาร ‘ความอ่อนแอ’ ในตัวเองด้วยวินัย https://thestandard.co/david-goggins-stay-hard-mindset/ Sun, 22 Mar 2026 06:46:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1189981 ภาพ เดวิด ก็อกกินส์ นักวิ่งอัลตรามาราธอน อดีตหน่วยซีล ผู้สร้างแรงบันดาลใจด้วยวินัยเหล็กกล้า

ช่วงนี้กระแส ‘Hyrox’ กำลังพุ่งถึงขีดสุดในบ้านเราจากการแ […]

The post STAY HARD เดวิด ก็อกกินส์ ‘ฅนเหล็ก’ ผู้สังหาร ‘ความอ่อนแอ’ ในตัวเองด้วยวินัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ เดวิด ก็อกกินส์ นักวิ่งอัลตรามาราธอน อดีตหน่วยซีล ผู้สร้างแรงบันดาลใจด้วยวินัยเหล็กกล้า

ช่วงนี้กระแส ‘Hyrox’ กำลังพุ่งถึงขีดสุดในบ้านเราจากการแข่งขัน ‘HYROX Bangkok 2026’ ที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากคนมากมาย

 

ภาพของนักกีฬาที่ไม่ได้มีแค่เหล่าคนดัง แต่เป็นใครก็ได้ที่ลงไปแข่งขันเพื่อแสดงความแข็งแกร่งทั้งทางร่างกายและจิตใจของตัวเอง โดยที่นอกจากจะแข่งกับคนอื่นเป็นของแถมแล้ว หัวใจสำคัญคือการแข่งขันกับตัวเองว่าตอนนี้ความแข็งแกร่งอยู่ในจุดไหน

 

และไม่ว่าผลการแข่งขันมันจะออกมาเป็นอย่างไร ทุกคนคือผู้ชนะในแบบของตัวเอง เพราะมันคือรางวัลของ ‘ผู้มีวินัย’ ที่พยายามฝึกฝนตนเองอย่างหนักหน่วงตลอดระยะเวลาแรมเดือนแรมปี

 

คำว่าผู้มีวินัยนี่เองที่ทำให้ชวนคิดถึงชายธรรมดาที่ไม่ธรรมดาคนหนึ่ง ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นชายผู้แข็งแกร่งที่สุดคนหนึ่งของโลก และกลายเป็นแรงบันดาลใจของผู้คนอีกมากมาย

 

ทั้งๆ ที่จุดเริ่มต้นชีวิตของเขาติดลบยิ่งกว่าลบไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของร่างกายหรือจิตใจ

 

เดวิด ก็อกกินส์ เปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้อย่างไร?

 

ภาพ เดวิด ก็อกกินส์ นักวิ่งอัลตรามาราธอน อดีตหน่วยซีล ผู้สร้างแรงบันดาลใจด้วยวินัยเหล็กกล้า 1

 

เรื่องราวของก็อกกินส์ ถือเป็นหนึ่งในตำราวิชาแรงบันดาลใจของโลกมาหลายปี

 

อดีตหน่วย SEAL นักวิ่งอัลตรามาราธอน และผู้ครองสถิติความอึดความถึกความแกร่งอีกมากมายหลายอย่าง หนึ่งในคนที่มีระเบียบวินัยสูงที่สุดในโลก และเข้าใจคำว่า ‘แกร่ง’ อย่างถ่องแท้ที่สุด

 

แต่ก่อนจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของใครมากมาย จุดเริ่มต้นของเขาคือการเป็นเด็กที่มีปัญหาครอบครัวอย่างรุนแรงมาก่อน

 

ครอบครัวของก็อกกินส์อาศัยอยู่ในย่านบัฟฟาโล ในนิวยอร์ก ในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายเพราะหัวหน้าครอบครัวอย่างพ่อเป็นพวกขี้เหล้าที่เมื่อเมาแล้วก็ใช้กำลังทำร้ายร่างกายและจิตใจของคนในบ้านเสมอ ซึ่งรวมถึงตัวของเขาเองด้วย

 

ก็อกกินส์เติบโตมากับความหวาดกลัวแบบนี้อยู่ยาวนาน ลำพังนอกจากจะไม่กล้าที่จะมีปากมีเสียงกับพ่อซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวแล้ว เขายังกลัวไปถึงสุดขั้วหัวใจด้วยว่าหากเขายืนหยัดขึ้นมาแล้วมันอาจจะนำไปสู่สิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม

 

จนถึงจุดนึงที่เขารับไม่ไหวอีกแล้ว เมื่อได้เห็นพ่อตีแม่จนสลบ

 

“ผมกลัวคนคนนี้สุดชีวิตเพราะเขาตีผมมาตั้งแต่จำความได้ แต่ครั้งนี้ผมตัดสินใจจะลงไปช่วยแม่ ผมกระโดดขี่หลังเขา ก่อนที่พ่อจะตีผมตั้งแต่คอลงไปถึงข้อเท้า” ก็อกกินส์เปิดเผยความทรงจำเลวร้ายในวัยเด็ก ซึ่งครั้งนั้นเขาปกป้องแม่เอาไว้ได้สำเร็จ แต่บาดแผลที่ได้รับนั้นรุนแรงอย่างมากจนแม่ที่ฟื้นมาเห็นก็กลัว

 

ภาพของแม่ที่เสียขวัญกลายเป็น ‘รอยสัก’ ที่ถูกสักไว้ในสมองของเขา

 

หลังจากนั้นถึงแม่จะพาเขาและพี่น้องย้ายไปอยู่ในบราซิลแต่เรื่องราวเลวร้ายก็ยังเกิดขึ้นต่อเนื่องกับเขา ตั้งแต่การโดนข่มขู่ การต้องเห็นภาพเด็กนักเรียนตัวเล็กๆ โดนรถทับ ไปจนถึงคู่หมั้นคนรักใหม่ของแม่ถูกฆาตกรรม

 

สิ่งเหล่านี้ป่นหัวใจเขาจนแทบไม่เหลือชิ้นดี ก็อกกินส์อยู่ในสภาวะจิตใจที่เลวร้ายที่สุด และมันเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่ายมากหากก็อกกินส์จะกลายเป็นผลผลิตความล้มเหลวของสังคมและโลกใบนี้

 

แต่แทนที่จะยอมกลายเป็นคนขี้แพ้ เขาตัดสินใจได้ในวันนึงที่จะลุกขึ้นเพื่อต่อสู้อีกครั้ง

 

คราวนี้ไม่ใช่การต่อสู้กับพ่อหรือใคร แต่เป็นการต่อสู้กับหัวใจตัวเองล้วนๆ เลิกที่จะโทษคนอื่นและยืนหยัดรับผิดชอบทุกอย่างในการกระทำของตัวเขาเองให้ได้

 

ก็อกกินส์ยืนอยู่หน้ากระจกในบ้าน มองดูภาพของตัวเขาที่แม้แต่ตัวเองยังเกลียดชังไม่อยากมองเลย แต่นี่แหละคือคนเดียวที่จะช่วยเขาได้ให้มีชีวิตที่ดีต่อไปในวันข้างหน้า ไม่ใช่คนอื่น มีเพียงแกเท่านั้นแหละก็อกกินส์เอ๋ย

 

ภาพ เดวิด ก็อกกินส์ นักวิ่งอัลตรามาราธอน อดีตหน่วยซีล ผู้สร้างแรงบันดาลใจด้วยวินัยเหล็กกล้า 2

 

สิ่งนี้คือกระจกแห่งความรับผิดชอบ (Accountability Mirror) ที่เป็นจุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา ที่เขาจะมายืนอยู่หน้ากระจกมองตัวเองทุกวันและบอกกับตัวเองถึงสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นในชีวิตนั้นเกิดขึ้นเพราะเขาเองไม่ใช่คนอื่น

 

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาจากเด็กอ้วนเผละคนหนึ่ง ก็อกกินส์ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นคนใหม่

 

เขาเริ่มลดน้ำหนักอย่างบ้าคลั่งโดยอาศัยแรงบันดาลใจจากสารคดีหน่วย SEAL ซึ่งการจะสมัครเข้ารับคัดเลือกให้ติดหน่วยที่แกร่งและโหดที่สุดนั้นต้องผ่านการทดสอบและเกณฑ์หลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือเรื่องของยน้ำหนักที่จะต้องไม่เกินกว่ากำหนด

 

ก็อกกินส์ทำในสิ่งที่เหลือเชื่อได้ด้วยการลดน้ำหนักถึง 106 ปอนด์ หรือ 48 กิโลกรัมได้ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 3 เดือน นอกจากนี้ยังฝึกโหดทั้งการวิ่ง การว่ายน้ำ การยกน้ำหนัก ซึ่งเป็นด่านในการทดสอบความเป็นยอดมนุษย์ของเหล่านาวิกโยธินหน่วยนี้

 

ถึงอย่างนั้นมันก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เขาผ่านการทดสอบได้ในครั้งแรก รวมถึงในครั้งที่ 2 ด้วย

 

สำหรับบางคนความล้มเหลวอาจจะทำให้ท้อ หรือยอมรับในขีดความสามารถของตัวเอง แต่ก็อกกินส์ปฏิเสธที่จะยอมแพ้ เขาสู้ต่ออีกครั้งและสามารถผ่านการคัดเลือกสู่หน่วย Navy SEAL ของกองทัพสหรัฐอเมริกาได้สำเร็จ

 

มันเป็นวันแห่งชัยชนะที่หอมหวาน

 

แต่ในเวลาเดียวกันมันก็ทำให้เขามองหาเส้นชัยต่อไปของชีวิต

 

 

ภาพ เดวิด ก็อกกินส์ นักวิ่งอัลตรามาราธอน อดีตหน่วยซีล ผู้สร้างแรงบันดาลใจด้วยวินัยเหล็กกล้า 3

 

ก็อกกินส์เดินหน้าสู่ความเป็นยอดมนุษย์ในเวลาต่อมาครับ เขาผ่าน ‘สมรภูมิ’ ที่ว่าโหดที่สุดของเหล่าคนเหล็กมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการแข่งระดับอัลตรามาราธอนถึง 60 รายการ รวมถึง 1 ใน 5 สุดยอดรายการที่โหดที่สุดในระดับ Elite ของคนเหล็กอย่าง Badwater 135

 

เขายังสร้างสถิติโลกด้วยการการดึงข้อ 4,030 ครั้งในระยะเวลา 17 ชั่วโมง เมื่อปี 2013

 

และในสายทหารเขาเป็นคนแรกและคนเดียวที่ผ่านการทดสอบของหน่วยสุดโหดทั้ง 3 ครบถ้วนทั้ง Navy Seal, Army Ranger และ Air Force Tactical Air Controller

 

แต่สิ่งที่ดีที่สุดที่ก็อกกินส์ได้ทำ อาจจะเป็นการที่เขาได้นำเรื่องราว ประสบการณ์ และบทเรียนที่ใช้ชีวิตและหัวใจไปแลกมาเอามาถ่ายทอดให้กับคนทั่วโลก

 

เขากลายเป็นหนึ่งใน Speakers นักพูดเพื่อสร้างแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลกที่เคยมีมา เขียนตำราชีวิตมากมายให้คนได้เรียนรู้ และถอดบทเรียนเอามาให้หลายคนได้ใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็น

 

กฎ 40 เปอร์เซ็นต์ (40% Rule) ที่บอกว่าไม่ว่าสมองจะบอกว่าเราทำอะไรได้สำเร็จแล้ว แต่ความจริงเราเพิ่งจะทำได้เพียงแค่ 40 เปอร์เซ็นต์ของสิ่งที่เราสามารถทำได้เท่านั้น ซึ่งเขาใช้สิ่งนี้ในการย้ำเตือนตัวเองในช่วงของการฝึกฝนหนักเหมือนตกนรก (Hell week) ในช่วงซ้อมไปแข่งอัลตรามาราธอน

 

กฎโถคุกกี้ (Cookie Jar) ทุกเรื่องราวหนักหน่วงในชีวิตที่ผ่านมา ให้ถือว่าเป็นเหมือนการเก็บมันไว้ในโถคุกกี้ในใจของเรา เวลาที่เจอกับความท้าทายใหม่ที่มันดูยากจนเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ ก็ให้กลับไปหาโถคุกกี้นี้เพื่อเตือนใจว่าเฮ้ย เราผ่านมาได้มาแล้วทั้งนั้นแหละ

 

กฎหัวใจด้านชา (Callousing the Mind) เวลาที่เราทำงานหนักมา มือของเราก็จะด้านชาขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ก็อกกินส์เชื่อว่าหัวใจของเราก็เช่นกัน ถ้าไม่เคยผ่านอะไรหนักหนามาเลยมันก็นุ่มนิ่ม แต่ถ้าเราผ่านอะไรยากๆ หนักๆ มา หัวใจเราจะแกร่งขึ้นเองตามธรรมชาติ

 

ภาพ เดวิด ก็อกกินส์ นักวิ่งอัลตรามาราธอน อดีตหน่วยซีล ผู้สร้างแรงบันดาลใจด้วยวินัยเหล็กกล้า 4

 

สิ่งเหล่านี้เป็นแค่บทเรียนเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นที่ก็อกกินส์ค้นพบและสรุปให้กับตัวเองและแบ่งปันให้กับคนทั้งโลกได้คิดตามไปด้วย ซึ่งสามารถลองค้นหาหนังสือของเขา หรือลองค้นหาวิดีโอสัมภาษณ์ หรือการพูดเพื่อสร้างแรงบันดาลใจได้ทั่วไป

 

สิ่งที่ยากแต่สำคัญที่สุดคือ เมื่อคุณได้อ่านแล้ว เมื่อคุณได้ฟังแล้ว คุณจะรู้สึกอยากลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นคนใหม่ที่ดีขึ้นกว่าคนที่คุณเห็นอยู่ตรงหน้ากระจกบ้างไหม

 

ถ้าคุณลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ ก็ถือว่าสิ่งที่ก็อกกินส์ได้ทำหน้าที่ของเขาสำเร็จแล้ว

 

เหมือนที่เขาลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองหน้ากระจกในวันนั้น

The post STAY HARD เดวิด ก็อกกินส์ ‘ฅนเหล็ก’ ผู้สังหาร ‘ความอ่อนแอ’ ในตัวเองด้วยวินัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เห็ดแดง กระดองน้ำเงิน Mario Kart และความในใจของ Mad Max https://thestandard.co/max-verstappen-f1-mario-kart-new-cars/ Fri, 13 Mar 2026 12:29:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1187232 แม็กซ์ แวร์สเตปเพน นักแข่ง F1 พร้อมภาพรถแข่งและตัวละครจากเกม Mario Kart

“ผมว่าผมเจอทางที่ประหยัดกว่าแล้ว” แม็กซ์ แวร์สเตปเพนให้ […]

The post เห็ดแดง กระดองน้ำเงิน Mario Kart และความในใจของ Mad Max appeared first on THE STANDARD.

]]>
แม็กซ์ แวร์สเตปเพน นักแข่ง F1 พร้อมภาพรถแข่งและตัวละครจากเกม Mario Kart

“ผมว่าผมเจอทางที่ประหยัดกว่าแล้ว” แม็กซ์ แวร์สเตปเพนให้สัมภาษณ์ในช่วงก่อนการลงแข่งในรายการไชนีส กรังด์ปรีซ์ ที่เซี่ยงไฮ้ เกี่ยวกับเรื่องการฝึกซ้อมด้วยเครื่อง ‘ซิม’ หรือซิมูเลเตอร์ ที่จำลองการขับรถที่เป็นหนึ่งในสิ่งที่แชมป์โลก 4 สมัยทำเสมอในเวลาที่ว่างหรือแม้แต่คืนก่อนแข่งขัน

 

“ผมเปลี่ยนจากซิมูเลเตอร์มาเล่นเกม Mario Kart บน Nintendo Switch แทน” เจ้าของสมญา ‘Mad Max’ บอกก่อนจะหยอกซ้ำ “ผมใช้เห็ดเก่งนะ แต่ยังไม่ถนัดกระดองสีน้ำเงินเท่าไร”

 

เห็ด (Mushroom) ที่แวร์สเตพเพนพูดถึงหมายถึง “ไอเทม” ที่ผู้เล่นเกม Mario Kart ไม่ว่าคุณจะเลือกตัวละครไหนและรถแบบใดก็ตาม ถ้าขับผ่านกล่องไอเทมปริศนาแล้วสุ่มได้เห็ด จะสามารถกดใช้เพื่อเร่งความเร็วขึ้นมาได้ชั่วครู่

 

ส่วนกระดองสีน้ำเงิน (Blue shell หรือชื่อจริงๆ Spinny shell) อันนี้ถือเป็นทีเด็ดเพราะถ้าได้มาแล้วกดใช้จะเป็นการปล่อย “เต่าบิน” ลอยไปเพื่อเป้าหมายเพียงอย่างเดียวคือเล่นงานรถที่นำเป็นอันดับ 1 ในเวลานั้นเท่านั้น

 

แนวคิดการใช้ไอเทมแบบสุ่มนี้เป็นหนึ่งในสิ่งที่ชิเงรุ มิยาโมโตะ ในฐานะ ‘บิดาแห่งวิดีโอเกมสมัยใหม่’ ร่วมกับทีมพัฒนาเกมที่รู้ใจกันของค่าย Nintendo ช่วยกันคิดเพื่อให้เกมรถแข่งใหม่ของพวกเขาสนุกยิ่งขึ้นไปอีก และกลายเป็นหนึ่งในหัวใจของเกม Mario Kart ที่ออกวางจำหน่ายครั้งแรกในปี 1992 บนเครื่องซูเปอร์แฟมิคอม (Super Famicom ในญี่ปุ่น และ Super Nintendo Entertainment System หรือ SNES ในสหรัฐอเมริกา)

 

นับจากนั้นมาแม้จะไม่ได้เป็นเกมที่นำเสนอการแข่งรถที่จริงจังแต่ Mario Kart ก็เป็นหนึ่งในเกมรถแข่งของทุกคนตลอดมา เพราะเป็นเกมที่เล่นได้ทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน แค่ได้หยิบเกมนี้มาเล่นกันก็สนุกเสมอ

 

โดยเฉพาะการเล่น “แข่งกับเพื่อน” ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์หลักที่ Nintendo สร้างเกมนี้ขึ้นมา เพราะเกม F-Zero ที่เปิดตัวพร้อมเครื่องเกมรุ่นใหม่ ไม่สามารถทำได้

 

การได้ปาเต่าใส่เพื่อนที่เสียหลักตกข้างทางเป็นความสุขและเรียกเสียงหัวเราะลั่นได้เสมอ

 

แต่การที่สุดยอดนักขับแห่งทีม Red Bull พูดว่าเขาจะหันมาใช้การเล่นเกม Mario Kart เพื่อเตรียมตัวแทนเครื่องซิมูเลเตอร์นั้นอาจจะไม่ได้มาพร้อมกับรอยยิ้มสักเท่าไร

 

จริงอยู่ เราต่างรู้กันว่าเขาคงไม่ได้จะเล่น Mario Kart แทนเครื่องซิมจริงๆ หรอก (หรือจะจริงก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ไม่มั้ง…) แต่มันก็เป็นเครื่องสะท้อนถึงความรู้สึกบางอย่างที่เต็มไปด้วยความอัดอั้นตันใจของหนึ่งในนักแข่งรถที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกเอฟวัน

 

ถึงในรายการออสเตรเลียน กรังด์ปรีซ์ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่สนามอัลเบิร์ต พาร์ค แม็กซ์จะสำแดงเดชจากการออกสตาร์ตในอันดับสุดท้ายเพราะรถประสบเหตุจนไม่ทันได้ขับทำเวลาในรอบคัดเลือก แต่ก็มาได้ไกลถึงอันดับที่ 6

 

แต่ในความรู้สึกของเขา รถแข่งรุ่นใหม่มันไม่จอยสักเท่าไร และความจริงก็บ่นเรื่องนี้มาก่อนแล้วในช่วงของการทดสอบรถว่าเหมือนรถ “ฟอร์มูลาอีที่ฉีดสเตียรอยด์”

 

สำหรับเขา มันเหมือนไม่ใช่รถแข่ง ขับไม่สนุก อาจจะสู้กับการเล่นเกม Mario Kart ไม่ได้ด้วยซ้ำไป

 

เรื่องนี้ไม่ใช่เขาพูดอยู่คนเดียว เพราะแลนโด นอร์ริส แชมป์โลกคนปัจจุบันเองก็บ่นว่ารถแข่งในปีนี้ของ McLaren เปลี่ยนแปลงจากรถแข่งที่ดีที่สุดคันหนึ่งในประวัติศาสตร์กลายมาเป็นรถแข่งที่แย่ที่สุดแทน

 

อย่างที่รู้ครับ ด้วยการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบจากทาง FIA ทำให้ฤดูกาล 2026 เป็นฤดูกาลที่มีการเปลี่ยนแปลงกันมากที่สุดในรอบนับสิบปี

 

ไม่ใช่แค่ตัวถังแต่รวมถึงเครื่องยนต์และระบบพลังงาน ซึ่งในปัจจุบันเครื่องยนต์แทบจะไม่ต่างจากรถยนต์แบบไฮบริดที่ใช้พลังงานน้ำมันและพลังงานไฟฟ้าอย่างละ 50-50 (และเป็นเหตุผลที่แม็กซ์เปรียบรถใหม่กับฟอร์มูลาอี ซึ่งเป็นการแข่งขันรถพลังงานไฟฟ้าล้วน)

 

การเปลี่ยนแปลงครั้งมโหฬารนี้ทำให้ไม่ใช่แค่ทีมวิศวกรที่ต้องหาทางสร้างรถแข่งที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดและเร็วที่สุดให้ได้

 

นักแข่งเองก็ต้องปรับตัวมหาศาล และเราได้เห็นกันค่อนข้างชัดแล้วว่ามันมีผลต่อเรื่องของการแข่งขันมากพอสมควรสำหรับนักแข่งหลายคน

 

โดยเฉพาะในเรื่องของการเรียกพลังงานไฟฟ้ากลับมาในแบบที่เรียกกันง่ายๆ ว่า ‘รีเจน’ ผ่านการเบรก ซึ่งก็เป็นหลักการเดียวกับรถยนต์ไฮบริดหรือรถ EV ทั่วไปที่ถ้าเราผ่อนคันเร่งหรือเหยียบเบรก เครื่องยนต์จะได้พลังงานไฟฟ้ากลับมา

 

ผมในฐานะคนขับรถน้ำมันมาก่อน และเพิ่งเปลี่ยนมาขับรถ EV พอจะเข้าใจในเรื่องของการรีเจนพลังงานกลับมาอยู่บ้าง และถึงจะเป็นแค่รถบ้านธรรมดา เรื่องการรีเจนมีผลต่อการคำนวนในการขับขี่พอสมควร แค่เรื่องระยะเบรก โหมดของการเรียกพลังงานคืน ฯลฯ

 

นับประสาอะไรกับนักแข่งรถในสนาม พวกเขาคิดเยอะกว่านี้ร้อยเท่าแน่ๆ ในระดับมิลลิวินาที

 

จุดนี้กำลังกลายเป็น ‘ภาระทางความคิด’ ของนักแข่งที่ต้องปรับตัวไปสู่การขับขี่ในรูปแบบที่แตกต่างจากเดิมมากเกินไปหรือไม่? เพราะต้องพะวงกับเรื่องของการดึงพลังงานกลับมาให้เพียงพอ มากกว่าที่จะคิดถึงการทำความเร็วสูงสุดหรือการคิดหาทางแซงคู่แข่ง

 

ยิ่งสำหรับหลายทีมที่รถแข่งยังจูนกันไม่เข้าที่เข้าทาง ก็เป็นเรื่องเข้าใจได้ที่นักแข่งจะรู้สึกผิดหวัง เฟลกับรถแข่งและเฟลกับกฎกติกาใหม่ที่เปลี่ยนแปลง ที่พาลทำให้คิดว่ามันกำลังทำให้ ‘เสน่ห์’ ของการแข่งรถ F1 หายไปหรือเปล่า

 

รถแข่งสุดเท่ เสียงเครื่องยนต์กระหึ่ม ความกล้ากล้าบิ่น ทักษะการควบคุมรถของนักขับ การตัดสินใจในเสี้ยววินาที การวิเคราะห์สถานการณ์ของทีมงาน การถอดและเปลี่ยนล้อใน 2 วินาทีของทีมใน Pit stop กำลังถูกแทนที่ด้วยการคิดและคำนวนซ้ำแล้วซ้ำอีก ความพะวง ความรอบคอบ เพราะการตัดสินใจผิดพลาดนิดเดียวอาจหมายถึงต้องออกจากการแข่งขันได้เลย

 

อย่างไรก็ดีหากสังเกตจะมีนักแข่งหลายคนที่สนุกกับรถแข่งแบบใหม่เช่นกัน ซึ่งหลักๆ คือ 2 ทีมที่เปิดฤดูกาลมาได้ค่อนข้างสวยงามอย่าง Mercedes และ Ferrari ที่จบอันดับ 1-2 และ 3-4 ตามลำดับในออสซี จีพี เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

 

ชาร์ลส เลอแคลร์ ซึ่งจบด้วยการเป็นอันดับ 3 เองก็พูดถึงเกม Mario Kart เหมือนกันและพูดก่อนแม็กซ์ด้วย แต่ในแบบที่แตกต่าง เพราะเขารู้สึกชอบใจกับปุ่ม ‘Boost’ บนแป้นพวงมาลัยที่เมื่อกดแล้วรถจะเร่งความเร็วขึ้นทันที

 

เสียงในวิทยุสื่อสารระหว่างนักขับสุดหล่อที่เพิ่งเข้าพิธีวิวาห์ที่มีการเปิดเผยออกมา “พอผมกดไป มันเหมือนกับได้เห็ดใน Mario Kart เลย”

 

ก่อนที่ไบรอัน บอสซี วิศวกรประจำทีมจะบอกว่า “เยี่ยมเลย”

 

เช่นกันกับเซอร์ ลูอิส แฮมิลตัน ที่กลับมามีความสุขกับรถอีกครั้งหลังจากที่มีปัญหาหนักจนแทบจะซัดกับวิศวกรประจำทีมตลอดทุกเรซ ซึ่งหมายความว่าในขณะที่แวร์สเตพเพน และนอร์ริส อาจจะไม่มีความสุขมากนักกับรถของตัวเองเวลานี้

 

ถ้ารถของพวกเขาถูกปรับจูนให้เข้าที่เข้าทางและทำความเร็วได้มากอย่างที่หวัง มันก็เป็นไปได้ที่พวกเขาจะกลับมาสนุกกับการแข่งขันอีกครั้ง

 

ว่ากันจากใจก็หวังว่าทุกอย่างมันจะเข้าที่เข้าทางกันอีกครั้ง และหากไม่มองในแง่ร้ายเกินไปในเรซแรกหนึ่งในสิ่งที่ดีคือเราได้เห็นว่านักขับปรับตัวและเรียนรู้กับรถใหม่ของพวกเขาในการแข่งจริงได้มากกว่าในช่วงการลองรถก่อนเปิดฤดูกาลได้ไวพอสมควร

 

เป็นไปได้ที่เรซ 2 มันจะดีขึ้นไปอีก เข้าใจรถมากขึ้น และรีดศักยภาพของมันออกมาได้เต็มที่มากกว่าเดิม

 

เพราะสำหรับแวร์สเตพเพน (และอาจรวมถึงนอร์ริสด้วย)​ เขาไม่ได้ต้องการอะไรมากกว่าการอยากขับรถแข่งสนุกๆ ในสนามอีกครั้ง

 

ถึงจะเคยบอกให้ทุกคนรู้ว่าเขาคิดถึง Bucket list ของนักแข่งรถไม่ว่าจะเป็น นูร์เบิร์กริง (ซึ่งไปมาแล้วในนาม ฟรานซ์ เฮอร์มาน), สปา และเลอ มังส์

 

แต่คำพูดจากใจของแม็กซ์เขาตอบคำถามที่ทุกคนสงสัย

 

“ผมไม่ได้อยากจะไปไหนหรอกจริงๆ แล้ว”

 

ก็ถ้ารถมันขับสนุก แข่งขันกันสนุก แข่งกันในแบบรถแข่งและนักแข่งรถจริงๆ เขาจะตีจากรักแรกของเขาไปทำไม?

 

ระหว่างนี้ก็เล่น Mario Kart แก้เบื่อไปพลางๆ ก่อนนะ

 

เราก็อยากเห็นนายกลับมาสนุกอีกครั้งเหมือนกัน เพราะมีนายก็หมายถึงความสนุกของ F1 ด้วย

 

.

 

#TheStandardSport #F1 #MaxVerstappen

The post เห็ดแดง กระดองน้ำเงิน Mario Kart และความในใจของ Mad Max appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Peacemaker ดิดิเยร์ ดร็อกบา ยอดนักเตะผู้หยุดสงคราม? https://thestandard.co/didier-drogba-peacemaker-ivory-coast/ Wed, 11 Mar 2026 03:00:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1186392 ดิดิเยร์ ดร็อกบา และเพื่อนร่วมทีมไอวอรีโคสต์กำลังคุกเข่าร้องขอสันติภาพท่ามกลางบรรยากาศการเฉลิมฉลอง

บางครั้งนักฟุตบอลไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่งานของตัวเองที่ […]

The post The Peacemaker ดิดิเยร์ ดร็อกบา ยอดนักเตะผู้หยุดสงคราม? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดิดิเยร์ ดร็อกบา และเพื่อนร่วมทีมไอวอรีโคสต์กำลังคุกเข่าร้องขอสันติภาพท่ามกลางบรรยากาศการเฉลิมฉลอง

บางครั้งนักฟุตบอลไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่งานของตัวเองที่อยู่ในสนามเท่านั้น

 

เพราะบางครั้งพวกเขามีความหมายมากกว่านั้นมากนัก

 

เสียงของนักเตะคนหนึ่งอาจดังถึงหัวใจของผู้คนได้มากกว่าเสียงของผู้นำหรือนักการเมืองหรือแม่ทัพนายกองทั้งหลาย

 

เหมือนเรื่องราวในตำนานของ ดิดิเยร์ ดร็อกบา ศูนย์หน้ามหากาฬของทีมชาติโกตดิวัวร์ หรือที่เรายังคงคุ้นเคยกับชื่อ ไอวอรีโคสต์

 

นักฟุตบอลผู้ยุติสงครามได้

 

เพียงแต่เรื่องเล่านี้เป็นความจริงหรือไม่?

 

เพื่อจะค้นหาความจริงในเรื่องนี้ต้องขอพาทุกคนขึ้นรถ DeLorean คันเก่งเพื่อเดินทางย้อนเวลากลับไปเมื่อ 20 ปีที่แล้วที่สนาม อัล-เมอร์ริคห์ สเตเดียม สนามฟุตบอลในเมืองใหญ่ลำดับที่ 2 ของประเทศซูดาน

 

สนามเล็กๆที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่ มีชื่อเสียง ประวัติความเป็นมาอะไรมากมายนักนอกจากชื่อที่ชาวซูดานเรียกขานสนามแห่งนี้ว่า ‘ปราสาทสีแดง’

 

แต่ที่นี่ได้เกิดเรื่องราวใหญ่ยิ่งในความรู้สึกและความทรงจำ

 

วันที่ 8 คุลาคม 2005 ทีมชาติไอวอรีโคสต์ เดินทางยกพลไปเยือนปราสาทสีแดงแห่งนี้ด้วยความหวังเต็มเปี่ยม

 

สถานการณ์ในตารางคะแนนวางเงื่อนไขเอาไว้แบบไม่ต้องทำความเข้าใจอะไรให้มากมาย หากแคเมอรูน ทีมคู่แข่งของพวกเขาชนะอียิปต์ได้ทีม ‘หมอผี’ ก็จะได้ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายของฟุตบอลโลกเป็นสมัยที่ 6

 

แต่ถ้าพวกเขาชนะไม่ได้ ไอวอรีโคสต์จะต้องการเพียงแค่แต้มเดียวเท่านั้นเพื่อจะเข้าสู่รอบสุดท้ายได้สำเร็จ

 

ทีม ‘คชสาร’ ในเวลานั้นเป็นทีมที่แข็งแกร่งอย่างมาก และได้รับการยกย่องว่าเป็นทีมในยุคทองของวงการฟุตบอลไอวอรีโคสต์ ด้วยขุนพลที่อยู่ในระดับสโมสรชั้นนำของยุโรปมากมาย

 

โคโล ตูเร, ดิดิเย์ โซโกรา, เอ็มมานูเอล เอบูเอ และดิดิเยร์ ดร็อกบา เปล่งประกายในพรีเมียร์ลีก ลีกฟุตบอลอังกฤษที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในโลก ขณะที่ยายา ตูเร น้องชายของโคโล กำลังใกล้แจ้งเกิดอยู่กับโอลิมเปียกอส ในลีกกรีก

 

ด้วยขุนพลระดับนี้ทำให้พวกเขาถูกจับตามองมาสักพักว่าจะเป็นหนึ่งในทีมที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต

 

แต่ความยิ่งใหญ่มันต้องมาพร้อมกับเรื่องราว ซึ่งสำหรับพวกเขาแล้วหากนี่คือนิทานมันก็ยังขาดตอนจบที่ทำให้ทุกคนมีรอยยิ้ม

 

ฟุตบอลโลกคือสิ่งที่ทุกคนฝัน

 

ดิดิเยร์ ดร็อกบา และเพื่อนร่วมทีมไอวอรีโคสต์กำลังคุกเข่าร้องขอสันติภาพท่ามกลางบรรยากาศการเฉลิมฉลอง 2

 

เกมตัดสินชะตาว่าใครจะได้ไปฟุตบอลโลกเริ่มลงสนามในเวลาเดียวกัน ระหว่างแคเมอรูนกับอียิปต์ในเมืองยาอุนเด และซูดานกับไอวอรีโคสต์ที่ปราสาทสีแดงในซูดาน

 

วันนั้นไอวอรึโคสต์ ไม่ได้พบกับความยากลำบากมากนัก ระดับฝีเท้าของพวกเขาเหนือกว่าซูดาน ทีมที่อยู่ในอันดับรองบ๊วยของกลุ่มมาก

 

เกมจบลงด้วยชัยขนะของนักเตะตราช้าง ที่มารวมตัวที่ข้างสนาม นำโดยดร็อกบาที่รวบรวมเพื่อนทุกคนมายืนล้อมวงกัน

 

นั่นเพราะเกมที่ยาอุนเดยังไม่จบ แคเมอรูนออกนำไปก่อนก็จริงในเกมนั้นแต่อียิปต์ไล่ตามตีเสมอได้ 1-1 จากโมฮัมเหม็ด ชอว์คี ซึ่งหากเกมจบลงแบบนี้ หมายถึงไอวอรีโคสต์จะได้ตั๋วเดินทางไปฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่ประเทศเยอรมนี ในปี 2006

 

ห้วงเวลานั้นแค่ไม่กี่นาที แต่ยาวนานเหมือนนิรันดร์

 

ทุกคนที่ยืนล้อมกันอยู่ตรงกัน ฟังการบรรยายจากวิทยุไปด้วยกันและหวังว่ามันจะจบลงที่สกอร์นี้ แต่ในช่วงของการทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 4 เสียงบรรยายก็รายงานขึ้นมา

 

“แคเมอรูนได้จุดโทษ มันเป็นจุดโทษที่ให้ง่ายเกินไป”

 

หัวใจของไอวอรีโคสต์ถูกบีบรัดจนแทบไม่อยากจะเต้นต่อไป ถ้าแคเมอรูนยิงเข้าความฝันอันยาวนานของพวกเขาก็จะล่มสลายและต้องเริ่มต้นกันใหม่อย่างบอบช้ำ

 

แต่เหมือนพระเจ้ากำหนดตอนจบมาแล้ว

 

ปิแอร์ โวเม เพชฌฆาตทำผิดพลาด เขาปลิดชีพคู่แข่งอย่างอียิปต์ไม่ได้ ลูกยิงนั้นไปชนเสาก่อนหลุดกรอบออกไปไกล และนั่นหมายถึงการที่ไอวอรีโคสต์จะได้ไปฟุตบอลโลก

 

เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของพวกเขา

 

ดิดิเยร์ ดร็อกบา และเพื่อนร่วมทีมไอวอรีโคสต์กำลังคุกเข่าร้องขอสันติภาพท่ามกลางบรรยากาศการเฉลิมฉลอง 3

 

มันกลายเป็นช่วงเวลาของการเฉลิมฉลองของคนไอวอรีโคสต์

 

รอยยิ้มที่หายไปกลับมาอีกครั้ง

 

และมันเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ทุกคนไม่ได้คิดถึงเรื่องของการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ไม่มีพวกมึง ไม่มีพวกกู มีแต่พวกเรา เราในความหมายของไอวอรีโคสต์เท่านั้น

 

เพราะในช่วงเวลานั้น ไอวอรีโคสต์ อยู่ในภาวะสงครามกลางเมือง ​(Civil war) ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2002 และทำให้ประเทศถูกแบ่งแยกออกเป็น 2 ฝัก 2 ฝ่าย

 

ทางตอนใต้อยู่ในการปกครองของรัฐบาลภายใต้การนำของ โลร็องต์ บักโบ

 

ขณะที่ฝั่งเหนืออยู่ใต้อาณัติการปกครองของ กิลเญม โซโร ผู้นำกองกำลังปฏิวัติ

 

เสียงปืนดังตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2002 จากการบุกจู่โจมหลายเมืองสำคัญโดยคณะปฏิวัติ ไม่มีคืนใดที่ชาวไอวอรีโคสต์จะนอนหลับได้อย่างมีความสุข

 

เพราะถึงเสียงปืนจะเงียบลงในเวลาไม่นาน แต่การแบ่งฝ่ายหมายความว่ามันอาจจะมีเสียงปืนดังขึ้นอีกเมื่อไร วันไหน ที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น

 

ความพยายามในการหาทางออกจบลงที่การยุติสงครามในช่วงปี 2004 แต่สถานการณ์ยังคงตึงเครียดและปะทุขึ้นมาอีกครั้งในปี 2005 โดยที่ยังไม่มีทีท่าว่าทุกอย่างจะสงบจริงๆ

 

ไม่มีใครรู้ว่าจะทำอย่างไร ใครจะหยุดสงครามระหว่างคนสายเลือดเดียวกันได้?

 

ดิดิเยร์ ดร็อกบา และเพื่อนร่วมทีมไอวอรีโคสต์กำลังคุกเข่าร้องขอสันติภาพท่ามกลางบรรยากาศการเฉลิมฉลอง 4

 

 

คำถามนี้นำไปสู่เรื่องราวอันเป็นตำนาน

 

หลังพาไอวอรีโคสต์ไปฟุตบอลโลกได้สำเร็จ การเฉลิมฉลองในสนามถูกถ่ายทอดยาวไปจนถึงในห้องแต่งตัวของทีมภายในสนาม อัล-เมอร์ริคห์

 

ที่นั่นเอง ดร็อกบาได้ฉวยคว้าไมโครโฟนของผู้สื่อข่าวที่ตามเข้าไปในห้องแต่งตัวมา

 

เขาไม่ได้เอามาเพื่อจะประกาศชัยชนะอย่างที่ใครคิด แต่เขาทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น

 

“ชายและหญิงแห่งไอวอรีโคสต์” เขาบอกด้วยสีหน้าที่จริงจัง “จากเหนือ ใต้ กลาง และตะวันตก วันนี้พวกเราได้แสดงให้เห็นแล้วว่าชาวไอวอเรียนอยู่ร่วมกันได้ และลงสนามด้วยกันโดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการไปฟุตบอลโลก”

 

“เราเคยให้สัญญากับทุกคนว่าการเฉลิมฉลองจะทำให้ผู้คนเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้ง และวันนี้เราขอคุกเข่าเพื่อขอร้องทุกคน”

 

จบประโยคนี้ดร็อกบาและนักเตะทุกคนที่ล้อมรอบเขาก็คุกเข่าลงกับพื้น

 

“ประเทศหนึ่งในแอฟริกาที่รุ่มรวยด้วยสิ่งต่างๆมากมายไม่ควรจมอยู่กับสงคราม”

 

“ได้โปรดเถอะ วางอาวุธของพวกคุณลง จัดการเลือกตั้ง”

 

“เราอยากจะมีความสุขกัน ดังนั้นหยุดยิงกันได้แล้ว”

 

 

สิ่งที่อาจจะแตกต่างจากความเข้าใจของทุกคน เพราะเรื่องเล่ามันอาจจะถูกบิดเบือนไปตามกาลและเวลาคือ สงครามกลางเมืองในไอวอรีโคสต์ไม่ได้ยุติลงทันทีหลังการร้องขอขอดร็อกบาง

 

เขาไม่ได้หยุดสงครามได้ด้วยตัวคนเดียวทันทีในวันนั้น

 

เช้าวันรุ่งขึ้น ไอวอรีโคสต์ก็ยังแบ่งแยกเป็นสองอยู่เหมือนเดิม

 

เพียงแต่ภาพเหตุการณ์ในห้องแต่งตัวนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก แม้ว่าในยุคสมัยนั้นโซเชียลมีเดียจะยังไม่เกิด แต่มันก็ถูกนำไปฉายวนซ้ำๆในทุกสื่อของไอวอรีโคสต์

 

หากน้ำหยดลงบนหินทุกวันหินยังกร่อน คำขอร้องของดร็อกบาและเพื่อน การคุกเข่าลงของชายชาตรีผู้ทำความฝันของทุกคนในชาติให้เป็นความจริงก็ค่อยๆซึมเข้าความคิดและจิตใจ

 

การเปลี่ยนแปลงในไอวอรีโคสต์เกิดขึ้นอย่างช้าๆ

 

โดยไม่ทันรู้ตัว การเจรจาสันติภาพระหว่างสองฝ่ายก็เกิดขึ้นในเวลาต่อมา

 

ก่อนจะนำไปสู่เหตุการณ์ต่อมาในปี 2007 ช่วงที่ดร็อกบากำลังอยู่ในห้วงเวลาที่พีคที่สุดของชีวิต ได้รางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของทวีปมาครอง

 

ทีมชาติไอวอรีโคสต์มีกำหนดการจะพบกับมาดากัสการ์ในวันที่ 3 มิถุนายน ที่สนามในเมืองอาบิดจาน

 

แต่มีการเปลี่ยนแปลงสนามแข่งขันใหม่ ตามคำขอของดร็อกบาที่ขอให้ไปแข่งกันทางตอนเหนือที่บูอาเก ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเหล่ากองทัพปฏิวัติ

 

การปรากฏตัวของดร็อกบาและนักเตะทีมชาติในพื้นที่ของคณะปฏิวัติ หากย้อนกลับไป 2 ปี เป็นสิ่งที่อยู่เหนือจินตนาการไม่มีวันจะเกิดขึ้นได้ แต่กองหน้าเชลซีผู้ที่ความจริงแล้วเป็นคนตอนใต้ด้วย สามารถทำให้มันเกิดขึ้นได้จริง

 

แม้ว่าภาพในสนามจะน่ากลัว เพราะมีกองกำลังทหารคอยคุ้มกันทีมตลอดตั้งแต่การเดินทางจนถึงในสนาม แต่ทุกคนที่อยู่ที่นั่นในวันนั้นรู้ดีว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก

 

เพราะไม่มีใครคิดจะถือปืนใส่กันแล้ว

 

ทุกคนอยากจะดูฟุตบอล และเชียร์ไปด้วยกันทั้งนั้น

 

ดร็อกบาผู้ยิงประตูที่ 5 ในเกมนี้ท่ามกลางเสียงเชียร์กึกก้องราวช้างกระทืบปฐพี ได้รับการอารักขาก่อนออกจากสนามไป

 

โดยที่หลายคนคิดว่าสายลมของการเปลี่ยนแปลงพัดมาถึงไอวอรีโคสต์แล้ว

 

ดิดิเยร์ ดร็อกบา และเพื่อนร่วมทีมไอวอรีโคสต์กำลังคุกเข่าร้องขอสันติภาพท่ามกลางบรรยากาศการเฉลิมฉลอง 5

 

แต่สายลมนั้นพัดมาเพียงชั่วคราวแล้วก็ผ่านไป

 

ไอวอรีโคสต์กลับมาแตกแยกกัน หนักขึ้นยิ่งกว่าเก่า เสียงปืนดังขึ้นอีกครั้ง

 

5 ปีถัดมามีผู้เสียชีวิตถึง 3,000 คนจากความรุนแรงภายในประเทศ คนไอวอรีโคสต์เข่นฆ่ากันเองอีกครั้ง และยังไม่มีวี่แวว่าสงครามภายในจะจบลงเมื่อไร

 

แต่อย่างน้อย

 

ถึงจะไม่ได้หยุดสงคราม แต่ดร็อกบาก็ทำให้ชาวไอวอรีโคสต์ทุกคนได้สัมผัสกับความรู้สึก ณ ชั่วขณะเวลาหนึ่ง

 

ถึงความสงบ ความสุข สันติภาพ

 

และความหวังว่าสักวัน ไอวอรีโคสต์จะเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้ง

 

The post The Peacemaker ดิดิเยร์ ดร็อกบา ยอดนักเตะผู้หยุดสงคราม? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Save Our Girls ปฏิบัติการช่วยเหลือนักเตะหญิงอิหร่าน สำคัญกว่าคำว่าถูกผิดคือชีวิตของพวกเธอ https://thestandard.co/iranian-girls-rescue-mission/ Tue, 10 Mar 2026 06:12:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1186170 ภาพนักฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่านที่ได้รับการช่วยเหลือและลี้ภัยในออสเตรเลีย

เสียงกู่ร้องดังขึ้นด้วยน้ำเสียงอันแหบพร่าและแตกร้าว &nb […]

The post Save Our Girls ปฏิบัติการช่วยเหลือนักเตะหญิงอิหร่าน สำคัญกว่าคำว่าถูกผิดคือชีวิตของพวกเธอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนักฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่านที่ได้รับการช่วยเหลือและลี้ภัยในออสเตรเลีย

เสียงกู่ร้องดังขึ้นด้วยน้ำเสียงอันแหบพร่าและแตกร้าว

 

“ช่วยชีวิตเด็กสาวเหล่านี้ด้วย”

 

คนที่กู่ร้องขอเหล่านี้ไม่ได้เป็นใครที่ใกล้ชิด พวกเขาเป็นแค่แฟนฟุตบอลธรรมดาที่เข้ามาติดตามชมและเชียร์ในสนามธรรมดาๆ แต่เมื่อในใจตระหนักว่าเมื่อสิ้นเสียงนกหวีดสุดท้ายของเกมการแข่งขันแล้ว โชคชะตาของเหล่าเด็กสาวที่มาพร้อมกับความหวังและความฝันอาจจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

 

มันเป็นไปได้ถึงการที่พวกเธออาจจะไม่เหลือแม้แต่ลมหายใจเมื่อกลับถึงบ้าน

 

เกิดอะไรขึ้นที่ออสเตรเลีย และจะเกิดอะไรขึ้นกับเหล่านักเตะสาวน้อยทีมชาติอิหร่าน?

 

นับจากระเบิดลูกแรกที่ถล่มกรุงเตหะราน ทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไป

 

อย่างที่ทุกคนรับรู้ว่าขณะนี้เกิดสงครามที่รุนแรงระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ที่กำลังส่งผลกระทบไม่เพียงแค่ในอิหร่านหรือประเทศใกล้เคียงในแถบอาหรับ แต่ผลกระทบกำลังจะทวีความรุนแรงถึงชีวิตของผู้คนทั่วโลก

 

เพียงแต่สงครามครั้งนี้มีความอ่อนไหวและเปราะบาง มีเส้นคั่นตรงกลางระหว่างความรู้สึกที่ทำให้เป็นการยากที่จะบอกว่าสิ่งใดถูกและสิ่งใดผิด

 

โดยเฉพาะกับชาวอิหร่านผู้เป็นเหยื่อของสงครามเต็มรูปแบบ แต่ในความรู้สึกของผู้คนจำนวนไม่น้อยพวกเขาและเธอมองว่าการสิ้นสุดยุคสมัยของอายะตุลลอฮ์ อะลี คอเมเนอี ผู้นำสูงสุดของประเทศ อาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสำหรับอนาคตที่ดีกว่า

 

และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดภาพที่น่าสนใจในการแข่งขันฟุตบอลหญิง เอเอฟซี วีเมน เอเชียน คัพ 2026 ที่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งความจริงก็เป็นเพียงแค่รายการแข่งขันฟุตบอลธรรมดารายการหนึ่งของแม่สาวยอดนักเตะแห่งเอเชียทั้งหลาย

 

แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในภายในประเทศทำให้ภายในอิหร่านจับตามองการแสดงออกของพวกเธอมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในช่วงเวลาสำคัญของการแสดงความภาคภูมิใจในชาติของตัวเองอย่างการร้องเพลงชาติก่อนเกม

 

ปรากฏว่ามีภาพของนักเตะทีมชาติอิหร่านที่ปฏิเสธจะร้องเพลงชาติของพวกเธอในเกมเปิดสนามที่พบกับออสเตรเลียในวันที่ 2 มีนาคม ซึ่งถูกตีความว่าเป็นการแสดงออกเพื่อประท้วงรัฐบาลที่ตลอดมากดขี่สิทธิสตรีในประเทศอย่างร้ายกาจมายาวนาน

 

อย่างไรก็ดีมันย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย การที่พวกเธอปฏิเสธที่จะร้องเพลงชาติทำให้ถูกสื่อฝ่ายรัฐบาลในประเทศประณามอย่างรุนแรง

 

ภาพนักฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่านที่ได้รับการช่วยเหลือและลี้ภัยในออสเตรเลีย 1

 

“นี่คือพวกคนทรยศชาติแม้ในยามสงคราม”

 

ข้อกล่าวหานี้ร้ายแรงและรุนแรงอย่างมาก ไม่ต่างอะไรจากห่ากระสุนและมิสไซล์ที่ถล่มเตหะรานอย่างไม่ลืมหูลืมตา

 

และมันอาจมีส่วนในการที่ทำให้พวกเธอกลับมาร้องเพลงชาติในการลงสนามอีก 2 นัดต่อมา แต่ก็ถูกจับตามองว่าสีหน้าและอาการอาจจะดูไม่ได้เต็มใจเท่าไรนัก

 

เป็นไปได้ที่อาจจะถูกกดดันหรือกระทั่งข่มขู่เพื่อให้แสดงออกในสิ่งที่ไม่ต้องการทำ

 

เรื่องที่น่ากลัวที่สุดจึงไม่ได้อยู่ที่ชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ในสนามอีกต่อไป

 

เพราะหลังสิ้นเสียงนกหวีดสุดท้าย สิ่งที่อาจรอพวกเธออยู่คือ “ความตาย”

 

นั่นคือเหตุผลที่ทำให้หลังจบเกมการแข่งขันจะมีกลุ่มแฟนฟุตบอลที่ออกมาเรียกร้องขอความช่วยเหลือให้แก่เด็กสาวเหล่านี้ ซึ่งจับภาพได้ขณะอยู่บนรถบัสที่เดินทางกลับที่พักว่าบางคนส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือด้วยสีหน้าที่สิ้นหวัง

 

แฟนบอลบางคนถึงขั้นยอมเอาตัวขวางรถเพื่อไม่ให้ไปเลยทีเดียว

 

ก่อนที่เสียงเพรียกจะดังขึ้นอีกจากหลายมุมของโลก แม้กระทั่ง เจ.เค. โรวลิง ผู้ประพันธ์วรรณกรรมเยาวชนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่าง Harry Potter เองก็ออกมาร่วมเรียกร้องขอให้ช่วยปกป้องเด็กสาวเหล่านี้ ให้ความปลอดภัยที่พวกเธอต้องการอย่างที่สุด

 

ประเด็นนี้ยิ่งถูกจับตามองมากขึ้นภายหลังจากจบเกมที่อิหร่านพ่ายแพ้ต่อฟิลิปปินส์และหมายถึงการที่พวกเธอได้เวลาต้องกลับบ้าน

 

แม้จะเป็นผู้กดปุ่มเริ่มสงครามแต่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ยังมีความกังวลมากพอที่จะส่งสัญญาณถึงรัฐบาลออสเตรเลียว่าการบังคับให้นักเตะอิหร่านชุดนี้เดินทางกลับบ้าน อาจจะหมายถึงการส่งพวกเธอไปตาย

 

“มันจะเป็นความผิดพลาดทางมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง” ทรัมป์กล่าว ก่อนจะบอกต่อว่า “ถ้าพวกคุณไม่ช่วย พวกเราอาจจะช่วยเอง”

 

ประเด็นละเอียดอ่อนคือหากต้องการที่จะลี้ภัย ผู้นั้นต้องแสดงความประสงค์ด้วยตัวเอง และตามกฎหมายของออสเตรเลียนั้นอาจจะต้องถูกคุมตัวหรือถูกสั่งให้อาศัยในเกาะที่ห่างไกล

 

ที่สำคัญคือมันอาจจะหมายถึงการที่พวกเธอจะไม่มีวันได้กลับบ้านอีกแล้ว

 

ไม่ใช่การตัดสินใจที่ง่ายเลย

 

ภาพนักฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่านที่ได้รับการช่วยเหลือและลี้ภัยในออสเตรเลีย 2

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นไม่นานนัก ทรัมป์ได้เปิดเผยความคืบหน้าในการหารือกับแอนโธนี แอลบานีส นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือแก่เหล่านักเตะทีมชาติอิหร่าน โดยทางรัฐบาลออสเตรเลียยืนยันว่าพร้อมที่จะขยายความช่วยเหลือที่จำเป็นให้ รวมถึงการให้สิทธิ์ผู้ลี้ภัยแก่นักฟุตบอลเหล่านี้ด้วยหากต้องการ

 

“ความช่วยเหลืออยู่ตรงนี้”

 

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของปฏิบัติการความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมที่สำคัญและมีความหมาย ที่สำคัญที่สุดคือรวดเร็ว

 

ไม่กี่ชั่วโมงหลังการหารือกันของสองฝ่าย ความช่วยเหลือได้เดินทางถึงที่พักของนักเตะอิหร่านในเมืองบริสเบนทันทีโดยมีนักฟุตบอล 5 รายที่ร้อขอสถานะผู้ลี้ภัย หลังจากที่ได้มีการพูดคุยกับทางด้านเจ้าหน้าที่ ก่อนที่ทั้ง 5 คนจะถูกพาตัวจากแคมป์ของทีมไปยังที่ปลอดภัย

 

“พวกเธอจะปลอดภัยที่นี่ และอยากให้พวกเธอรู้สึกว่าเหมือนอยู่ที่บ้านที่นี่”

 

เรซา ปาห์ลาวี บุตรชายแห่งชาห์คนสุดท้ายของอิหราน ซึ่งลี้ภัยทางการเมืองเช่นกัน เป็นหนึ่งในผู้ที่ออกมาเรียกร้องขอความช่วยเหลือให้แก่เด็กสาวเหล่านี้เปิดเผยว่าตอนนี้ทัง 5 ซึ่งประกอบไปด้วย ฟาตีมาห์ พาซานดีเดห์, ซาห์รา กันบารี,​ ซาห์รา ซาร์บาลี, อาเตฟาห์ รามาซันซาเดห์ และโมนา ฮามูดี ได้เข้าร่วมกับองค์กร Lion and Sun Revolution ด้วย

 

แล้วคนที่เหลือ?

 

ทางการออสเตรเลียยืนยันว่าความช่วยเหลือในแบบเดียวกันยังรออยู่เสมอ และพร้อมที่จะยื่นมือเข้ามาทันที ซึ่งทางด้านประธานาธิบดีทรัมป์ยืนยันว่า “คนที่เหลือกำลังจะตามไป”

 

แต่ล่าสุดตามรายงานจากสื่อต่างประเทศในขณะที่จิ้มแป้นคีย์บอร์ดอยู่นี้ – แม้จะมีความพยายามขัดขวางมากสักแค่ไหน – รถบัสของนักเตะทีมอิหร่านได้ออกจากโรงแรมที่พักเดินทางมาถึงสนามบินโกลด์โคสต์แล้ว

 

รถถูกนำมาจอดไว้ด้านหลังของอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ ไกลจากสายตาของผู้คน ถึงอย่างนั้นก็มีสื่อที่สังเกตเห็นว่ามีผู้เล่นที่เดินลงจากรถเข้าไปยังภายในอาคารผู้โดยสาร โดยในอาคารนั้นมีสื่อและผู้ประท้วงจำนวนหนึ่ง รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ล้อมอาคารไว้

 

ถ้าเปรียบเป็นเกมฟุตบอล นี่คือช่วงทดเวลาบาดเจ็บแล้ว

 

ประตูในช่วงเวลานี้อาจหมายถึงประตูที่นำชัยชนะและเกียรติยศความยิ่งใหญ่มาสู่ทีมและทุกคนได้

 

แต่สำหรับพวกเธอเหล่านี้ มันคือนาทีของชีวิต

 

ไม่มีใครบอกได้ว่าพวกเธอเหล่านี้คิดอะไร ต้องการอะไร อยากได้ความช่วยเหลือไหม หรืออยากจะกลับบ้าน

 

ไม่มีใครพูดได้เต็มปากว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกหรือผิด

 

แต่บางครั้งและบางครั้ง สิ่งสำคัญที่สุดบนโลกใบนี้อาจไม่มีอะไรมากกว่าการรักษาชีวิตเอาไว้ และหวังว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ พวกเธอจะปลอดภัยไม่เป็นอันตราย

The post Save Our Girls ปฏิบัติการช่วยเหลือนักเตะหญิงอิหร่าน สำคัญกว่าคำว่าถูกผิดคือชีวิตของพวกเธอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
การวิ่งครั้งสุดท้ายของ เจฟฟ์ แกลโลเวย์ ผู้คิดวิธี ‘Jeffing’ วิธีวิ่งที่เปลี่ยนโลกทั้งใบให้ใครมากมาย https://thestandard.co/jeff-galloway-jeffing-method/ Fri, 27 Feb 2026 03:58:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1182266 ภาพ เจฟฟ์ แกลโลเวย์ นักวิ่งโอลิมปิกผู้คิดค้นวิธี ‘Jeffing’ ยืนยิ้มให้กำลังใจนักวิ่ง

ที่เส้นชัย เหล่านักวิ่งมากมายที่ไม่ได้มีร่างกายแข็งแกร่ […]

The post การวิ่งครั้งสุดท้ายของ เจฟฟ์ แกลโลเวย์ ผู้คิดวิธี ‘Jeffing’ วิธีวิ่งที่เปลี่ยนโลกทั้งใบให้ใครมากมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ เจฟฟ์ แกลโลเวย์ นักวิ่งโอลิมปิกผู้คิดค้นวิธี ‘Jeffing’ ยืนยิ้มให้กำลังใจนักวิ่ง

ที่เส้นชัย เหล่านักวิ่งมากมายที่ไม่ได้มีร่างกายแข็งแกร่งกำลังพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะพาตัวเองไปให้ถึงปลายทางของการวิ่งให้ได้

 

เรื่องเวลาหรือสถิติไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาจะคิดถึงอยู่แล้วตั้งแต่ก้าวแรก มันไม่ได้สลักสำคัญอะไร ขอแค่เข้าเส้นชัย จะเมื่อไรก็เมื่อนั้น ไม่มีใครมาสนใจอะไรหรอก

 

แต่ที่เส้นชัยนั้นเองยังมีใครคนหนึ่งที่ยืนรอนักวิ่งเหล่านี้ด้วยแววตาที่เปล่งประกายกับรอยยิ้มที่สดใสเหมือนดวงอาทิตย์

 

“ขอบคุณที่มอบของขวัญในการวิ่งให้นะ” ใครคนหนึ่งกล่าวเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่เหนื่อยอ่อน

 

“ถ้าไม่มีคุณ ฉันคงไม่มีวันทำอะไรแบบนี้ได้” เสียงของหญิงสาวสูงวัยที่เดินผ่านเส้นชัยในระยะ 42.195 กิโลเมตร บอกกับชายคนนั้น

 

เขาไม่ได้พูดอะไรมาก ได้แค่ยิ้มตอบ

 

สำหรับ จอห์น เอฟ. ‘เจฟฟ์’ แกลโลเวย์ การได้เห็นคนธรรมดาๆ กล้าหาญที่จะออกวิ่งในการแข่งสุดทรหดด้วยวิธีการที่เขาคิดค้นขึ้นเพื่อทุกคน ไม่มีอะไรดีไปกว่านี้อีกแล้ว

 

เจฟฟ์ แกลโลเวย์ ชาวอเมริกันเป็นนักวิ่งระดับโอลิมปิกแต่บอกตัวเองว่าเขาเป็นนักวิ่งที่ดูเหมือนไม่เหมือนนักกีฬาโอลิมปิก

 

ความจริงเขาไม่ได้คิดที่จะเป็นนักกีฬาอะไร เพราะไม่ได้มีแววหรือพรสวรรค์เรื่องอะไรเลยสักนิดในตอนเด็ก

 

ตอนเรียนเกรด 8 เจฟฟ์เคยบอกว่าเขาผ่านการย้ายโรงเรียนมาแล้วถึง 14 ครั้ง เป็นเด็กอ้วนที่เล่นกีฬาอะไรก็ไม่เป็นสักอย่าง แถมยังทึ่มสุดๆ ด้วย เรียกว่าถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปเขาก็คงจะเป็นประชากรที่ไม่ได้คุณภาพสักเท่าไรของโลกใบนี้

 

แต่การได้วิ่งครั้งนึงที่เป็น ‘ครั้งหนึ่ง’ ของเจฟฟ์ ได้เปลี่ยนแปลงเรื่องราวทุกอย่างในชีวิตของเขาไปตลอดกาล

 

มันเป็นการวิ่งแบบครอสคันทรีที่ทำให้เขาค้นพบว่า การวิ่งมันสามารถช่วยจิตใจและสมองของเขาได้ การวิ่งคือความหวังของชีวิต

 

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาเขาไม่เคยหยุดวิ่งอีกเลย

 

จากการวิ่งในระดับโรงเรียน (และการเรียนที่ดีขึ้นเพราะสมองปลอดโปร่ง) สู่การวิ่งในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งแม้การเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยคอนเน็คติคัต จะไม่มีทีมหรือโปรแกรมการวิ่งที่เข้มข้นแต่ก็เป็นสถานที่ที่ทำให้เขารวมถึง แอมบี เบอร์ฟุต และบิลล์ ร็อดเจอร์ส อีกสองนักวิ่งครอสคันทรี และแฟรงค์ ชอร์เตอร์ ที่ซ้อมวิ่งอินดอร์ด้วยกัน – ที่ต่อมากลายเป็นมิตรแท้ชั่วชีวิต – ได้มาพบกัน

 

เพียงแต่แกลโลเวย์พบว่าเขารักการวิ่งแบบโรดเรซ และมันก็นำพาเขาไปสู่จุดที่สูงขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าจะต้องใช้เวลามากสักหน่อยในการพัฒนายกระดับขีดความสามารถของตัวเองขึ้นมาก็ตาม

 

12 ปีของการวิ่งอย่างช้าๆ แต่ไม่เคยหยุดฝึกฝน แกลโลเวย์ คว้าแชมป์รายการวิ่งแรกได้ในรายการ พีชทรี 10K ในแอตแลนตา ปี 1970 ก่อนที่เขาจะเริ่มฉายแสงในวงกว้างด้วยการเข้าอันดับที่ 11 ในรายการบอสตัน มาราธอน ในปี 1971 และทำได้ดีขึ้นในปี 1972 ด้วยการจบอันดับที่ 7

 

โดยอีกครึ่งของชีวิตที่ไม่ใช่นักวิ่ง เขายังทำงานพาร์ตไทม์ในร้านขายแซนด์วิชไปด้วย

 

ก่อนที่สงครามเวียดนามจะเริ่มต้น เขาเข้ารับราชการทหารเป็นเวลา 3 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เขาเริ่มคิดว่าเขาอยากจะใช้ชีวิตในฐานะคุณครู แต่อีกครึ่งใจเขายังอยากทดสอบขีดความสามารถของตัวเองในการเป็นนักวิ่งด้วย

 

จะไปได้ไกลถึงไหนกันนะ?

 

เมื่อเสร็จภารกิจรับใช้ชาติ 3 ปี เขากลับมาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยฟลอริดา ได้พบกับเพื่อนเก่าอย่างชอร์เตอร์ และแจ็ค บาชเลอร์ ในชมรม Florida Track Club ซึ่งที่นี่เอง เจฟฟ์ ผู้วิ่งสัปดาห์ละ 140 ไมล์ สามารถพัฒนาตัวเองขึ้นมาอย่างก้าวกระโดด

 

จนถึงวันที่เขาเข้าคัดตัวไปโอลิมปิกที่เขาสร้างตำนานบทแรกของชีวิตด้วยการวิ่งเป็น Pacer ให้กับเพื่อนรักอย่างบาชเลอร์ ที่เขาเชื่อว่าหากได้อยู่ในทีมวิ่งโอลิมปิกจะเป็นผลดี มาตลอดระยะ 10,000 เมตร ก่อนที่จะหลีกทางให้เพื่อนได้โควต้าไปแข่งโอลิมปิก 1972 ที่มิวนิค

 

แต่สุดท้ายเขาก็ได้สิทธิ์ไปแข่งอยู่ดี แม้จะต้องผิดหวังในการแข่งขันจริงเมื่อไม่ผ่านเข้าสู่การแข่งรอบสุดท้ายก็ตาม

 

ถึงอย่างนั้นเขาค้นพบอะไรบางอย่างจากการฝึกฝนที่ผ่านมา

 

อย่างแรกการวิ่งไม่จำเป็นที่จะต้องเริ่มวิ่งออกตัวด้วยความเร็วเสมอไป สำหรับเจฟฟ์เขาเลือกที่จะออกตัวอย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไปแต่สม่ำเสมอ เหมือนเต่าที่ค่อยๆ ย่างก้าวเพื่อไล่ตามกระต่าย สุดท้ายเขาสามารถที่จะไล่ทันนักวิ่งที่ออกตัวเร็วแต่หมดแรงได้ทัน

 

อย่างที่สองคือในช่วงของการคัดตัวไปโอลิมปิก ในช่วงเวลาที่เพื่อนอย่างบาชเลอร์เริ่มอ่อนล้า เขาพยายามให้กำลังใจ ให้คำปรึกษา ผ่านเรื่องราวช่วงชีวิตที่ตกต่ำของตัวเอง และสิ่งนี้ช่วยทำให้เพื่อนกลับมาฮึดได้สำเร็จ

 

สองสิ่งนี้คือสิ่งที่เจฟฟ์ แกลโลเวย์ อยากจะทำ

 

เรื่องราวหลังจากนั้นคือการที่เขาได้ก่อตั้งร้านสำหรับนักวิ่ง เป็น Specialty running store ที่ชื่อ ‘Phidipides’ ซึ่งมาจากชื่อของผู้ส่งสารอันเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานนักวิ่งแห่งทุ่งมาราธอน ในปี 1973 และเริ่มทำอะไรอีกหลายอย่างเกี่ยวกับวงการวิ่ง

 

ไม่ว่าจะเป็นการก่อตั้งกลุ่ม ชมรม การส่งต่อความรู้ การจัดการแข่งขัน และอะไรอีกหลายอย่างมากมาย

 

รวมถึงผลงานชิ้นสำคัญที่สุดของชีวิต คือการคิดค้นวิธีการวิ่งแบบใหม่ที่ไม่ต้องสับ

 

‘Run-Walk-Run’ การวิ่งสลับเดิน สำหรับคนที่รู้สึกเหนื่อยเกินไปเมื่อต้องวิ่งอย่างต่อเนื่อง ก็ขอให้ลองวิ่งในแบบนี้

 

มือใหม่เริ่มจากวิ่ง 30 วินาทีแล้วสลับไปเดิน 1 นาที เมื่อเริ่มรู้สึกดีแล้วก็ค่อยๆ เพิ่มสัดส่วนเวลาในการวิ่ง ไปจนถึงระดับวิ่ง 4 นาที เดิน 1 นาที

 

ที่ทำแบบนี้เพราะการออกตัววิ่งอย่างรวดเร็วจะทำให้ระดับของเสียในกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และมันจะส่งผลเสียตามมาอีกมากมาย แต่ถ้าลองเปลี่ยนเป็นวิ่งสลับกับการเดินแทนร่างกายจะรู้สึกดีกว่า คุมอัตราจังหวะการเต้นของหัวใจให้อยู่ในโซนที่สบายได้ และที่สำคัญช่วยป้องกันอาการบาดเจ็บได้ด้วย

 

วิธีการวิ่งแบบนี้ – ซึ่งต่อมาถูกเรียกว่า ‘Jeffing’ ตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้คิดค้น – ได้สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้คนมากมาย ให้เกิดความกล้าหาญที่จะลุกขึ้นมาออกกำลังกายกันอีกครั้ง

 

เพราะการวิ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุด เงื่อนไขน้อยที่สุด ข้อจำกัดไม่มี ขอเพียงแค่คุณใส่รองเท้า ผูกเชือก และออกจากบ้านแค่นั้น เพียงแต่สำหรับบางคนที่ร่างกายไม่แข็งแรงเพราะขาดการออกกำลังกาย หรือคิดว่าอายุมากเกินกว่าที่จะออกกำลังกาย ปัญหาใหญ่คือเรื่องของใจ

 

Jeffing ช่วยทลายกำแพงใหญ่นี้สำหรับผู้คน มีคนนับไม่ถ้วนที่ได้รู้จักวิธีการวิ่งแบบนี้จากเรื่องราวที่ เจฟฟ์ บอกเล่าผ่านหนังสือของเขา ซึ่งกลายเป็น ‘เพื่อนที่ปรึกษา’ ที่ดีที่สุดในการวิ่งสำหรับหลายๆ คน

 

สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือผู้คนหันมาออกวิ่งกัน โดยไม่จำเป็นต้องสนใจว่าจะต้องวิ่งให้เร็ว วิ่งให้ไว ขอแค่วิ่งให้ไหว (ไม่ไหวก็สลับเดิน) ก็เพียงพอแล้ว มันจึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนของคนจำนวนมากมายมหาศาล ที่ได้ชีวิตใหม่กลับคืนมาอีกครั้ง หลังจากที่เคยหมดหวังกับชีวิตไปแล้ว

 

สำหรับเด็กอ้วนทึ่มๆ คนหนึ่งที่เคยคิดว่าชีวิตนี้ไม่น่าจะมีอะไรดีแล้ว การที่วิธีการวิ่งที่เขาคิดค้นขึ้นสามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้มากมาย สร้างแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ให้กับโลกใบนี้

 

ไม่มียอดเยี่ยมไปกว่านี้อีกแล้ว

 

เจฟฟ์ แกลโลเวย์ ยังคงออกวิ่งอย่างสม่ำเสมอแม้จะอายุมากขึ้น เช่นกับการพบปะผู้คน ให้กำลังใจ ด้วยรอยยิ้มและประกายในแววตาของเขา คนที่ยินดีจะเป็นผู้ให้

 

ก่อนที่จะตัดสินใจลงทะเบียนวิ่งในรายการสุดท้าย เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

 

รายการวิ่งนี้เขาไปได้แค่คนเดียว ไม่มีใครไปด้วยได้

 

แต่มันจะไม่เหงาหรอก เพราะยังมีคนอีกมากมายที่ยังส่งความคิดถึงให้ ไม่ว่าเจฟฟ์จะเดินทางไปไกลสักแค่ไหนก็ตาม

The post การวิ่งครั้งสุดท้ายของ เจฟฟ์ แกลโลเวย์ ผู้คิดวิธี ‘Jeffing’ วิธีวิ่งที่เปลี่ยนโลกทั้งใบให้ใครมากมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘Blade Angels’ นางฟ้านักสเกต USA ที่ Taylor Swift อยากแนะนำให้โลกได้รู้จัก! https://thestandard.co/blade-angels-taylor-swift-olympics/ Wed, 18 Feb 2026 12:27:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1179796 ภาพนักสเกตหญิง ‘Blade Angels’ ทีมชาติสหรัฐฯ ที่ Taylor Swift แนะนำ

“ท่านสุภาพบุรุษและคุณสุภาพสตรีคะ” เสียงใสและสวยของหญิงส […]

The post ‘Blade Angels’ นางฟ้านักสเกต USA ที่ Taylor Swift อยากแนะนำให้โลกได้รู้จัก! appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนักสเกตหญิง ‘Blade Angels’ ทีมชาติสหรัฐฯ ที่ Taylor Swift แนะนำ

“ท่านสุภาพบุรุษและคุณสุภาพสตรีคะ” เสียงใสและสวยของหญิงสาวที่ฟังคุ้นหูดังขึ้น

 

“ดิฉันอยากจะแนะนำให้ทุกท่านได้รู้จักกับ”

 

เสียงนั้นคือเสียงของ Taylor Swift ศิลปินสาวเบอร์หนึ่งของโลกคนปัจจุบันที่บอกเล่าถึงเรื่องราวของเด็กสาวทั้ง 3 คนโดยมีเพลง ‘Opalite’ เปิดคลอเบาๆตามไปด้วย

 

เด็กสาวทั้ง 3 คนนี้คือ…

 

แอมเบอร์ เกล็นน์

 

อลีซา ลิว

 

และอิซาโบ เลวิโต

 

นักกีฬาสเกตหญิงทีมชาติสหรัฐอเมริกา กับชื่อทีมของพวกเธอ (ที่พวกเธอตั้งกันเองด้วย) ว่า ‘Blade Angels’

 

สาวๆเหล่านี้เป็นใคร ทำไมพี่เทย์ถึงต้องมาแนะนำตัวให้ และพวกเธอกำลังเป็น ‘ปรากฏการณ์’ ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว 2026 ที่มิลาน คอร์ตินา ได้อย่างไร?

 

เรื่องราวสนุกๆน่าประทับใจของการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว 2026 ยังมีให้เห็นต่อเนื่อง หลังจากที่วันก่อนเราได้รู้จักกับ เบอร์นัวต์ ริโชด์ โค้ชจอมเปลี่ยนชุดผู้อยู่เบื้องหลังนักกีฬาที่ลงแข่งขันฟิกเกอร์สเกตในโอลิมปิกครั้งนี้ถึง 16 คนจาก 13 ทีมชาติแล้ว

 

ภาพนักสเกตหญิง ‘Blade Angels’ ทีมชาติสหรัฐฯ ที่ Taylor Swift แนะนำ 1

 

ตอนนี้นักกีฬาที่กำลังถูกพูดถึงอย่างมากบนโซเชียลมีเดียคือสาวๆ ‘Blade Angels’ ที่ทำเอาแฟนกีฬาทุกคน (โดยเฉพาะหนุ่มๆ) ใจเต้นรัว

 

เพราะไม่ใช่แค่ความเก่งกาจ แต่สาวๆ 3 คนนี้ยังหน้าตาดีด้วย!

 

แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ทำให้พวกเธอน่าสนใจหรอก เพราะสิ่งที่ดียิ่งกว่าหน้าตาคือเรื่องราวของสาวๆทั้ง 3 คนที่ทำให้แม้แต่ Taylor Swift ยังยินดีจะแนะนำพวกเธอให้แฟนกีฬาทั่วโลกได้รู้จักเผื่อจะเปิดประตูหัวใจหลงรักไปด้วยเหมือนกัน

 

โดยในคลิปแนะนำ Blade Angels ที่นักร้องสาวคนดังลงเสียงบอกเล่าเรื่องราว (ในสไตล์ของเธอผู้ซึ่งเป็น Storyteller ผู้เก่งกาจ) Taylor ค่อยๆ พูดถึงสาวๆ ทีละคน

 

เริ่มจาก แอมเบอร์ เกล็นน์ นักสเก็ตสาวที่เป็นพี่ใหญ่ของทีม เพราะตอนนี้เธออายุ 26 ปีแล้ว มีประสบการณ์ในการแข่งขันสูงมาก เช่นกันกับดีกรีมากมายนับไม่ถ้วน โดยเฉพาะตำแหน่งแชมป์ของสหรัฐฯ 3 ปีติดต่อกัน (2024, 2025, 2026)

 

“แอมเบอร์ คือคนแรกที่จะบอกทุกคนให้ได้รู้ว่าเธอต่อสู้มามากแค่ไหนและทำไมทุกครั้งที่เธอแพ้มันถึงมีความหมายมากเท่ากับที่เธอชนะ”

 

“พลังพิเศษของเธอในตอนนี้คือการพร้อมที่จะรับมือกับการต่อสู้และท้าทายกับโลกเพื่อทดสอบความเชื่อของตัวเอง”

 

ต่อด้วยสาวคนที่ 2 ผู้ที่เป็นความหวัง อลิซา ลิว สาววัย 20 ปีดีกรีระดับแชมป์โลก 2025 และอีกมากมาย ผู้แจ้งเกิดในการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาว 2022 ที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งก่อนหน้านี้เธอประกาศอำลาวงการไปแล้ว แต่สุดท้ายเธอก็กลับมาอีกครั้งด้วยความตั้งใจของเธอเอง

 

“สำหรับอลิซา เธอลาวงการสเก็ตไปตอนอายุ 16 แต่ก็กลับมาด้วยความตั้งใจของเธอเอง”

 

“ความสุขคือพลังของเธอในตอนนี้ การกระโดดทุกครั้งคือการเฉลิมฉลอง การแสดงทุกหนคือสัญญาของความงามในการรู้จักตัวตนของเราเอง”

 

ก่อนที่จะถึงคนสุดท้ายน้องเล็กของทีม อิซาโบ เลวิโต สาวน้อยวัย 18 ปี เจ้าของแชมป์สหรัฐฯ และแชมป์รายการที่ฝรั่งเศสในปี 2023 ผู้สืบสายเลือดจากครอบครัวชาวอิตาลี โดยที่คุณย่าของเธอยังอยู่ในเมืองมิลาน ไม่ไกลจากสนามแข่ง

 

“และมาถึงอิซาโบ คนที่ฉันว่าเป็นพรหมลิขิต” Taylor บอก “แม่ของเธอโตที่เมืองมิลานและ Nonna คุณย่าของเธอน่ะ ก็อาศัยอยู่ห่างจากสนามแข่งโอลิมปิกเพียงแค่ 13 นาทีเท่านั้น การที่เราลงไปแข่งโดยที่มีความหมายพิเศษคือความสนุกของประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นเสมอ”

 

แต่สิ่งสำคัญที่ Taylor ช่วยย้ำอีกทีคือความพิเศษจริงๆ สำหรับสาวๆ Blade Angels ไม่ใช่แค่เรื่องของรูปลักษณ์หรือความเป็นมาของแต่ละคน

 

เพราะสิ่งที่มีความหมายมากกว่านั้นคือเรื่องของมิตรภาพ

 

ภาพนักสเกตหญิง ‘Blade Angels’ ทีมชาติสหรัฐฯ ที่ Taylor Swift แนะนำ 3

 

“พวกเธอคือเพื่อนร่วมทีม คือเพื่อน และบางครั้งพวกเธอก็เรียกตัวเองว่า Blade Angels”

 

ทั้ง 3 รู้จักและเป็นเพื่อนกันมายาวนานในวงการนี้ และเป็นเพื่อนที่คอยสนับสนุน ชื่นชมกันและกัน และเติมพลังใจให้กันเสมอ ทั้งแอมเบอร์, อลีซา และอิซาโบ ไม่เคยต้องการที่จะโดดเด่นเหนือคนอื่น หากจะมีแสงส่องลงมาพวกเธอก็อยากให้แสงนั้นส่องลงมาทั้ง 3 คนเลยไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่ง

 

เพราะแบบนี้เองที่ทำให้เมื่อมีการประกาศว่าทั้ง 3 คนจะได้เป็นตัวแทนของสหรัฐฯ มาลงแข่งขันที่มิลาน คอร์ตินา พวกเธอก็เลยมาคิดกันว่าจะใช้ชื่อเรียกทีมของทั้ง 3 อย่างไรดี

 

ตอนแรกอลีซาคิดถึงชื่อ ‘Blades of Glory’ ซึ่งมาจากหนังตลกเกี่ยวกับสเก็ตในปี 2007 ที่นำแสดงโดย Will Ferrell และ Jon Heder แต่ก็มีคนแนะนำให้ลองเปลี่ยนเป็น ‘Babes of Glory’ แทน เพียงแต่สาวๆ ก็กลัวว่าเดี๋ยวจะมีประเด็นเรื่องลิขสิทธิ์อะไรหรือเปล่า

 

ทีนี้น้องสาวคนเล็ก อิซาโบ ชอบการ์ตูนเรื่อง ‘Powerpuff Girls’ แต่ก็กลัวจะโดนปัญหาเดียวกัน สุดท้ายอลิซามาปิ๊งไอเดียว่างั้นลองเอาชื่อ ‘Blades of Glory’ มาผสมกับ ‘Charlie’s Angels’ (ซึ่งเป็นหนังตระกูลดังในอดีตที่มีตัวเอกเป็นสาวๆ 3 คนในแบบเดียวกับ Powerpuff Girls ที่อิซาโบชอบ)

 

นำชื่อมาเบลนด์รวมกันได้ออกมาเป็น ‘Blade Angels’

 

งานนี้สาวๆ ชอบใจโหวตตกลงกันโดยไม่ต้องนับคะแนนใหม่

 

ภาพนักสเกตหญิง ‘Blade Angels’ ทีมชาติสหรัฐฯ ที่ Taylor Swift แนะนำ 2

 

อิซาโบ เลวิโต น้องสาวคนเล็กที่มีบุคลิกน่ารักเรียบร้อยในแบบสาวใสหัวใจอินโนเซนต์พูดถึงทีมที่น่ารักแต่แข็งแกร่งของเธอ “ฉันชอบที่เราแตกต่างกัน เราต่างมีความเข้มแข็งและบุคลิกของตวัเองในแนวทางของเราเองที่อยากให้แสดงให้ทุกคนเห็น ฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะในขณะเดียวกันเราก็มีความหลงใหลในกีฬาและเราก็มีเป้าหมายเดียวกัน”

 

ที่สาววัย 18 ปีพูดไม่เกินจากความจริง เพราะแต่ละคนก็มีความเป็นตัวเองสูง เช่น อลิซา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นนักกีฬาระดับ ‘ปรากฏการณ์’ ก่อนจะอำลาวงการเพราะรู้สึก ‘เกลียดการเล่นสเก็ต’ ย้อมผมสองสีตัดกัน ใส่ตุ้มหูเก๋ๆ จนถูกมองว่าเป็นตัวแทนของกลุ่มเด็กที่ชอบความแตกต่าง ความพังค์ และเด็กที่มีความเป็นอีโม ซึ่งก็เป็นบุคลิกและตัวตนของเธอเช่นเดียวกัน

 

ขณะที่แอมเบอร์ พี่ใหญ่นั้นนอกจากจะเป็นนักกีฬาที่มีประสบการณ์สูงที่สุด ยังเป็นคนกล้าแสดงออกที่สุด เป็นนักรณรงค์สิทธิให้แก่ชาว LGBTQ+ และพร้อมแสดงความคิดเห็นในทุกเรื่องตั้งแต่การเมืองในประเทศไปจนถึงเรื่องการเทรดการ์ด ‘Magic: The Gathering’ และทำให้เธอเป็นหนึ่งในคนที่มีแฟนๆ ติดตามเยอะมากที่สุดด้วย

 

สิ่งสำคัญคือสาวๆ Blade Angles ทั้ง 3 คน กำลังเป็น Role model รุ่นใหม่สำหรับเด็กสาวในสหรัฐอเมริกา ด้วยบุคลิกที่แตกต่าง สวย สง่า น่ารัก แต่ก็เปี่ยมด้วยอารมณ์ขัน (โดยเฉพาะน้องเล็กที่ลุคใสๆ นี่ตัวดีเลย!) มีความเข้มแข็ง มีน้ำใจ และกล้าหาญที่จะแสดงออกในสิ่งที่รู้สึก

 

นี่แหละคือเหตุผลที่ทำให้ Taylor Swift ถึงยินดีจะช่วยเป็นคนแนะนำสาวๆ ทั้ง 3 ให้โลกได้รู้จัก

 

เพราะการตกหลุมรักคนสวยไม่เคยเป็นเรื่องยาก แต่มันจะดีกว่ามากถ้าเราจะได้รู้จักคุณค่าและตัวตนที่แท้จริงของพวกเธอ

 

อ้างอิง

The post ‘Blade Angels’ นางฟ้านักสเกต USA ที่ Taylor Swift อยากแนะนำให้โลกได้รู้จัก! appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบอนัวต์ ริโชด์ โค้ชจอมเปลี่ยนชุดแห่งโอลิมปิกฤดูหนาว คนเดียวสอน 16 นักกีฬา จาก 13 ทีมชาติ แล้วทำไมถึงไม่ผิดกติกา? https://thestandard.co/benoit-richaud-winter-olympics-coach/ Mon, 16 Feb 2026 08:26:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1178994 เบอนัวต์ ริโชด์ โค้ชฟิกเกอร์สเกต ผู้เปลี่ยนชุดเพื่อโค้ชนักกีฬา 16 คน จาก 13 ทีมชาติ ในโอลิมปิกฤดูหนาว

ในการแข่งขันที่ร้อนแรงท่ามกลางอากาศที่เย็นยะเยือกของโอล […]

The post เบอนัวต์ ริโชด์ โค้ชจอมเปลี่ยนชุดแห่งโอลิมปิกฤดูหนาว คนเดียวสอน 16 นักกีฬา จาก 13 ทีมชาติ แล้วทำไมถึงไม่ผิดกติกา? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบอนัวต์ ริโชด์ โค้ชฟิกเกอร์สเกต ผู้เปลี่ยนชุดเพื่อโค้ชนักกีฬา 16 คน จาก 13 ทีมชาติ ในโอลิมปิกฤดูหนาว

ในการแข่งขันที่ร้อนแรงท่ามกลางอากาศที่เย็นยะเยือกของโอลิมปิกฤดูหนาว 2026 ที่มิลาน คอร์ตินา เราได้เห็นฝีไม้ลายมือของเหล่าสุดยอดนักกีฬามากมายหลายคนที่กลายเป็นขวัญใจของแฟนๆ ทั่วโลก

 

แต่สำหรับโอลิมปิกฤดูหนาวครั้งนี้ นอกจากเหล่านักกีฬาซูเปอร์สตาร์ของโลกน้ำแข็งแล้ว ได้มีอีกคนปรากฏตัวและกลายเป็นจุดสนใจขึ้นมา

 

กับภาพของโค้ชคนหนึ่งในโซนที่เรียกว่า ‘Kiss-and cry-box’ (โซนที่นักกีฬาจะนั่งรอลุ้นคะแนน) ที่ตอนแรกใส่เสื้อแจ็กเกตของทีมชาติหนึ่ง แต่ไม่กี่นาทีต่อมาก็เปลี่ยนเสื้อใหม่เป็นอีกตัวของอีกทีมเฉยเลย ที่ทำเอาแฟนกีฬาทั่วโลกถึงกับฉงนระคนฉงายกับคำถามที่ดังรัวๆ เป็น Notification ในสมอง

 

ทำแบบนี้ได้ด้วยเหรอ?

 

แล้วคุณน้าคนนี้เขาคือใครกันนะ?

 

เบอนัวต์ ริโชด์ โค้ชฟิกเกอร์สเกต ผู้เปลี่ยนชุดเพื่อโค้ชนักกีฬา 16 คน จาก 13 ทีมชาติ ในโอลิมปิกฤดูหนาว 1

 

ย้อนกลับไปในวันศุกร์ที่ผ่านมาในการแข่งขันรายการฟรีสเกตในโอลิมปิกฤดูหนาว 2026 ในขณะที่เหล่านักกีฬาต่างพยายามวาดลวดลายสุดวิจิตรบนฟลอร์น้ำแข็ง ที่ข้างสนามเราได้เห็นภาพของโค้ชคนหนึ่งที่นั่งลุ้นเอาใจช่วยอยู่ในสีเสื้อของทีมชาติจอร์เจีย ซึ่งเป็นแจ็คเก็ตสีขาวแถบแดง

 

โค้ชคนนั้นกำลังลุ้นไปกับการลงแข่งของ นิกา เอกาดเซ นักกีฬาของจอร์เจีย

 

แต่แล้วจู่ๆ ก็เปลี่ยนเสื้อแจ็กเกตใหม่เป็นอีกตัว คราวนี้เป็นลายของทีมชาติสหรัฐอเมริกาบ้าง เพื่อเชียร์ มักซิม เนามอฟ ที่ลงแข่งต่อ แต่ก็ยังไม่จบแค่นั้น เพราะหลังจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นเสื้อแจ็กเกตของทีมชาติแคนาดา และทีมชาติฝรั่งเศสต่อ

 

การเปลี่ยนเสื้อของโค้ชคนนี้ทำให้เกิดเป็นคำถามในโลกโซเชียลขึ้นมาว่าคุณน้าคนนี้เขาคือใครกันนะ ทำไมเขาถึงเปลี่ยนเสื้อไปมาแบบนี้ หรือมันเป็นแค่เรื่องล้อกันเล่นสร้างสีสันในการแข่งขันเฉยๆ?

 

อย่างแรกเลยคือนี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น คุณน้าคนนี้ชื่อเบอนัวต์ ริโชด์ และแกเป็นโค้ชจริงๆ

 

อย่างต่อมาคือที่เปลี่ยนเสื้อไปมานั้นไม่ได้เป็นเพราะมีเสื้อหลายตัวหรือเชียร์หลายทีม แต่เป็นเพราะแกเป็นโค้ชที่ฝึกสอนให้กับนักกีฬามากถึง 16 คนจาก 13 ประเทศที่เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวในปีนี้!

 

แน่นอนว่าคุณน้าคนนี้ไม่ธรรมดา!

 

เบอนัวต์ ริโชด์ โค้ชฟิกเกอร์สเกต ผู้เปลี่ยนชุดเพื่อโค้ชนักกีฬา 16 คน จาก 13 ทีมชาติ ในโอลิมปิกฤดูหนาว 2

 

ในวัย 38 ปี ริโชด์ ชาวฝรั่งเศสไม่ได้เป็นเพียงแค่โค้ช (Coach) แต่ยังเป็นผู้ออกแบบการแสดง (Choreographer) ชื่อดังในระดับโลกของการแข่งขันฟิกเกอร์สเกต ที่เราได้เห็นลีลาการแสดงสวยงามของนักกีฬาที่แสนอ่อนช้อยและวิจิตรของนักกีฬาหลายคน มาจากการออกแบบท่าของเขา

 

ชื่อเสียงของเขาในวงการนี้ถือว่าไม่เป็นสองรองใคร และการที่มีนักกีฬาในระดับโลกถึง 16 คนจาก 13 ชาติมาขอให้เขาช่วยฝึกสอนและออกแบบการแสดงให้ ถือเป็นตราประทับความสามารถที่ชัดเจนอยู่แล้ว และทำให้เขาเป็นที่ต้องการของทีมชาติและนักกีฬาจำนวนมาก

 

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาริโชด์ เป็นหนึ่งในโค้ชที่งานชุกมากที่สุด และจะใช้เวลาในทุกช่วงฤดูร้อนเช่าศูนย์กีฬา Courmayeur Sport Centre ที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอิตาลี ในการเทรนให้กับนักกีฬาแบบ ‘One-on-one’

 

ฝึกจนกว่าจะเป๊ะ!

 

โดยจุดสำคัญคืออย่าลืมว่านักกีฬาแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ไม่ใช่แค่เรื่องความสามารถ แต่ยังมีเรื่องของขีดความสามารถทั้งร่างกายและจิตใจ ไปจนถึงภูมิหลังที่ไม่เหมือนกันเลยแม้แต่คนเดียว ลำพังการดูแลใครสักคนก็เป็นเรื่องที่ยากมากอยู่แล้ว

 

การที่ริโชด์ดูแลเด็กมากถึง 16 คนที่ลงแข่งทั้งในประเภทเดี่ยวและคู่ เป็นงานที่ไม่อยากเชื่อว่าจะมีคนทำได้

 

“โอลิมปิกเป็นเหมือนจอกศักดิ์สิทธิ์ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ดังนั้นผมต้องการที่จะมาพร้อมกับความแตกต่าง” ริโชด์ บอกกับ Olympics

 

“ผมอยากจะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่สำหรับวงการฟิกเกอร์สเก็ต ผมอยากจะนำสิ่งที่ลึกซึ้งและยิ่งใหญ่ยิ่งขึ้นมาให้แก่ผู้ชมทั้งคนที่ติดตามอยู่แล้วและคนที่อาจจะยังไม่ได้ติดตาม ผมอยากเชื่อมโยงการเล่นสเก็ตเข้ากับความเป็นศิลปะ”

 

เบอนัวต์ ริโชด์ โค้ชฟิกเกอร์สเกต ผู้เปลี่ยนชุดเพื่อโค้ชนักกีฬา 16 คน จาก 13 ทีมชาติ ในโอลิมปิกฤดูหนาว 3

 

โดยที่ริโชด์บอกว่างานของเขาไม่ได้เป็นแค่คนออกแบบการแสดง แต่เขายังเป็นผู้กำกับรวมถึงเป็นคนเขียนบทด้วย หรือพูดง่ายๆ คือเขาเป็น Storytelling นักเล่าเรื่องที่ผ่านนักกีฬาอีกทอดหนึ่ง ที่เขาต้องการให้เล่าเรื่องราวผ่านอารมณ์ ความรู้สึก และจิตวิญญาณ ถ้าทำได้อย่างที่เขาต้องการ การแสดงนั้นจะจับใจผู้คนที่ได้ชมอย่างแน่นอน

 

เหมือนการแสดงที่กลายเป็นไวรัลอย่างการแสดงชุด ‘Minions’ ของ โตมัส-ลอเรนซ์ กัวริโน ซาบาเต นักกีฬาทีมชาติสเปนที่ได้รับเสียงปรบมืออย่างล้นหลาม ก็มาจากการออกแบบและผลักดันของริโชด์ที่ต้องการให้นักกีฬาของเขาทลายขีดจำกัดของกรอบบางอย่าง

 

จะแสดงแต่ท่าเดิมๆ เพลงซ้ำๆ ทำไม เมื่อบนฟลอร์นั้นคือพื้นที่สำหรับจินตนาการ

 

ขอแค่มีใจและความกล้าที่จะแต่งแต้มระบายสีอะไรลงไปก็ได้ ไม่มีคำว่าผิดหรือถูก มีแต่คำว่าสนุก

 

นักกีฬาเองก็ชื่นชอบที่จะได้ร่วมงานกับริโชด์ ทุกคนมองว่าเขาไม่ได้เป็นเพียงแค่โค้ชที่ฝึกสอน แต่ยังเป็นที่พึ่งทางใจสำหรับพวกเขาด้วย

 

การปรากฏตัวที่ข้างสนามของเขา จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การทำตามหน้าที่ แต่เป็นการมาเพื่อช่วยนักกกีฬาในเชิงของการกระตุ้นจิตวิทยา ทำให้นักกีฬาสงบและมีสมาธิสำหรับการเริงระบำบนฟลอร์น้ำแข็งได้อย่างเต็มที่ตามที่ได้มีการซักซ้อมกันมา

 

ขณะที่การสอนหลายคนและหลายทีม เรื่องนี้ไม่ได้เป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหรือกติกาใดๆ เขาได้รับอนุญาตให้สามารถทำได้

 

ก็จะคล้ายกับในวงการแบดมินตันที่บางครั้งโค้ชคนเดียวแต่สอนนักกีฬาหลายคน บางครั้งนักกีฬาที่เป็นลูกศิษย์ต้องมาห้ำหั่นกันเองก็มี เพียงแต่โค้ชจะวางตัวเป็นกลางไม่เข้ามาแทรกแซงเพื่อให้การแข่งขันระหว่างทั้งสองเป็นไปอย่างยุติธรรม

 

ส่วนเรื่องที่ถูกตั้งคำถามถึงการเปลี่ยนเสื้อไปมา จนกล้องจับภาพได้ สำหรับเขาไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องโตอะไรเลย มันเป็นสิ่งที่เขาทำมานานและชำนาญ

 

“มันก็เหมือนกับงานมิลานแฟชั่นวีกนั่นแหละ” ริโชด์พูดถึงความคล่องในการเปลี่ยนชุดของเขา ซึ่งปกติแล้วนางแบบ/นายแบบ ในงานแฟชั่นวีกจะต้องพยายามเปลี่ยนชุดให้เร็วที่สุดเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเดินแบบบนรันเวย์

 

“ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น” เขาบอกอย่างพอใจ โดยเคล็ดลับอยู่ที่นักกีฬาจะช่วยเก็บเสื้อผ้าของเขาเอาไว้ให้ หรือบางครั้งเมื่อถึงคิวของทีมไหนก็จะมีตัวแทนของทีมนั้นเอาเสื้อแจ็กเก็ตมาให้เขาสวมด้วย

 

เพียงแต่สำหรับริโชด์ (ที่จะอยู่ในชุดสีดำเสมอ) แล้ว การเปลี่ยนชุดของเขาไม่ได้หมายถึงแค่เปลี่ยนแค่ชุด แต่เป็นการ ‘ถอด’ ทั้งจิตและวิญญาณสำหรับนักกีฬาและทีมหนึ่งออกใหม่เพื่อนักกีฬาและทีมอีกทีมหนึ่งที่ถึงคิวต้องลงแข่งขันต่อ

 

โดยที่ไม่มีใครกังขาว่าเขาจะเข้าข้างใครเป็นพิเศษหรือเปล่า

 

เพราะสำหรับโค้ชมหัศจรรย์คนนี้ ทุกคนรู้ดีว่าเขาเต็มที่จริงจังและจริงใจกับทุกคนและทุกทีมเสมอ

 

และสิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่ชื่อเสียง เงินทอง หรือความสำเร็จ

 

แต่เป็นความสุขของนักกีฬาและผู้ชมผ่านการแสดงระดับสุดยอดที่ไม่ได้มอบเพียงแค่ความสุขและรอยยิ้ม แต่มอบความทรงจำและประสบการณ์ที่ไม่รู้ลืม

 

สำหรับครูที่เป็นผู้ให้

 

ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่และสำคัญไปกว่านี้อีกแล้ว

 

อ้างอิง

The post เบอนัวต์ ริโชด์ โค้ชจอมเปลี่ยนชุดแห่งโอลิมปิกฤดูหนาว คนเดียวสอน 16 นักกีฬา จาก 13 ทีมชาติ แล้วทำไมถึงไม่ผิดกติกา? appeared first on THE STANDARD.

]]>