การนอนหลับ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/การนอนหลับ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 04 Sep 2026 06:12:23 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 รวมช่องยูทูบ White Noise และ Deep Sleep Sounds ที่ช่วยให้สมองผ่อนคลายและหลับดีขึ้น https://thestandard.co/life/youtube-sleep-sounds-white-noise/ Fri, 04 Sep 2026 06:12:23 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1250722 ภาพคนกำลังนอนหลับอย่างสงบพร้อมหูฟัง แสดงถึงการใช้เสียงช่วยผ่อนคลาย

คืนไหนที่ร่างกายเหนื่อยมาก แต่สมองกลับไม่ยอมปิด ลองเปลี […]

The post รวมช่องยูทูบ White Noise และ Deep Sleep Sounds ที่ช่วยให้สมองผ่อนคลายและหลับดีขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพคนกำลังนอนหลับอย่างสงบพร้อมหูฟัง แสดงถึงการใช้เสียงช่วยผ่อนคลาย

คืนไหนที่ร่างกายเหนื่อยมาก แต่สมองกลับไม่ยอมปิด ลองเปลี่ยนจากการไถหน้าจอมาเป็นการ “ฟัง” อะไรเบาๆ แทน เพราะเสียงที่สม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นดนตรีช้า เสียงฝน White Noise หรือ Pink Noise อาจช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพักผ่อน และช่วยกลบเสียงรบกวนรอบตัวได้

 

เรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ความรู้สึก งาน Cochrane Review ปี 2022 ที่รวบรวมการศึกษา 13 งาน ผู้เข้าร่วมกว่า 1,000 คน พบว่า การฟังดนตรีอาจช่วยให้ผู้ใหญ่ที่มีอาการนอนไม่หลับรู้สึกว่าคุณภาพการนอนของตัวเองดีขึ้น แม้หลักฐานด้านตัวชี้วัดการนอนแบบ objective ยังไม่ชัดเจน และคุณภาพหลักฐานโดยรวมยังไม่สูงนัก

 

อีก Systematic Review ที่ศึกษาการใช้ White Noise และ Pink Noise พบผลลัพธ์ที่น่าสนใจ โดย 9 จาก 11 การศึกษาเกี่ยวกับ Pink Noise รายงานผลเชิงบวกต่อการนอน แต่ผู้วิจัยยังย้ำว่าหลักฐานโดยรวมยังไม่แข็งแรงพอที่จะสรุปว่าเสียงเหล่านี้รักษาปัญหาการนอนได้ แม้ว่า Deep Sleep Sounds ไม่ใช่ยานอนหลับในรูปของเสียง แต่สำหรับบางคน มันอาจทำหน้าที่ เหมือนม่านเสียงที่ค่อยๆ ลดสิ่งรบกวน ทำให้เราผ่อนคลาย และส่งสัญญาณให้สมองรู้ว่า “วันนี้พอแล้ว ได้เวลานอน”

 

รู้จัก 7 ช่องยูทูบที่อยากชวนเปิดฟังก่อนนอน

 

1. Yellow Brick Cinema เปิดยาวแล้ววางมือถือได้เลย
รุ่นใหญ่ของสาย Sleep Music มีทั้ง Ambient, Nature Sounds, Meditation Music และ Binaural Beats คลิป Deep Sleep Music รุ่นคลาสสิกมียอดชมมากกว่า 15 ล้านครั้ง เหมาะกับคนที่อยากได้ Background Sound ยาวๆ เปิดแล้วไม่ต้องคอยเปลี่ยนเพลงกลางคืน

 

2. Jason Stephenson สำหรับคนที่อยากให้หัวค่อยๆ เบาลง
หนึ่งในชื่อดังของสาย Sleep & Meditation เสียงจะออกแนวดนตรี Ambient นุ่มๆ มากกว่า Noise ล้วน เพลง Deep Sleep Music: Deeper Relaxation มียอดเล่นบน YouTube Music ราว 37 ล้านครั้ง เหมาะกับคืนที่ไม่ได้มีเสียงรบกวน แต่ “ความคิดในหัวดังเกินไป”

 

3. SleepTube – Hypnotic Relaxation สาย Binaural Beats
ถ้าอยากลองโลกของ Binaural Beats ช่องนี้น่าสนใจมาก เพราะผสม Ambient Music เข้ากับ Binaural Beats และ Isochronic Tones เช่นคลิป Back to Sleep ที่มียอดชมกว่า 11 ล้านครั้ง อย่างไรก็ตาม งานวิจัยเรื่อง brainwave entrainment และ Binaural Beats ยังให้ผลคละกัน จึงควรมองเป็นเสียงเพื่อการผ่อนคลายมากกว่า “เทคโนโลยีปรับคลื่นสมอง” ที่ได้รับการพิสูจน์แน่นอน

 

4. Soothing Relaxation เหมือนพาตัวเองไปนอนกลางธรรมชาติ
ถ้าชอบเสียง Piano, Flute, Harp ผสมบรรยากาศธรรมชาติ ช่องนี้ฟังง่ายมาก คลิป The Hidden Valley มียอดชมประมาณ 48 ล้านครั้ง ขณะที่เพลงบรรยากาศยาว 8 ชั่วโมงอีกคลิปมียอดชมกว่า 13 ล้านครั้ง เหมาะกับคนที่ White Noise แข็งเกินไปและอยากได้เสียงที่มี melody บางๆ

 

5. Meditation Relax Music สำหรับคืนที่อยากได้ Delta-Wave Mood
คลิป Relaxing Music for Deep Sleep. Delta Waves มียอดชมประมาณ 75 ล้านครั้ง เป็นแนว Ambient ยาวๆ ที่แทบไม่มีจังหวะมารบกวนความสนใจ แต่คำว่า “Delta Waves” ในชื่อคลิปไม่ควรตีความว่าเสียงจะสามารถบังคับให้สมองเข้าสู่ Deep Sleep ได้โดยอัตโนมัติ หลักฐานเรื่อง auditory entrainment ยังไม่ชัดเจน

 

6. Meditative Mind โลกของ Frequency Sounds
ใครเคยเห็นตัวเลข 432 Hz, 528 Hz, 639 Hz หรือ 741 Hz บน YouTube น่าจะเคยผ่านช่องนี้ มีคลิปหลายตัวที่ยอดชมหลักล้าน เช่น 741 Hz มากกว่า 7 ล้านวิว จุดนี้ต้องติดดาวไว้ว่า คำกล่าวอ้างประเภท “DNA repair”, “detox” หรือ frequency หนึ่งสามารถรักษาอวัยวะเฉพาะ ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่แข็งแรงรองรับ ถ้าชอบเสียงก็ฟังเพื่อ relaxation ได้ แต่อย่าใช้แทนการรักษา

 

7. Relaxing White Noise สำหรับคนแพ้เสียงรบกวน
ช่องสาย White Noise และ Nature Sounds โดยตรง มีตั้งแต่เสียงพัดลม ฝน เครื่องบิน ไปจนถึงเสียงธรรมชาติแบบยาว 10 ชั่วโมง คลิป Fall Asleep Fast! 10 Hours of White Noise Sleep Sounds มียอดชมมากกว่า 13 ล้านครั้ง จุดเด่นคือเสียงคงที่ ช่วย mask เสียงแวดล้อม เช่น รถวิ่ง เสียงห้องข้างๆ หรือเสียงแอร์กระตุกได้ดี

 

ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากคำถามว่า 432 Hz หรือ 528 Hz อันไหนดีที่สุด เพราะจากหลักฐานปัจจุบัน สิ่งที่สำคัญกว่าอาจเป็นว่าเสียงนั้นทำให้ คุณรู้สึกผ่อนคลาย ไม่ดึงความสนใจ และกลบเสียงรบกวนได้หรือไม่ งาน meta-analysis พบว่าประโยชน์ของการฟังดนตรีต่อการนอนอาจชัดขึ้นเมื่อทำต่อเนื่องประมาณ 3 สัปดาห์ขึ้นไป

 

ดังนั้นคืนนี้ลองเลือกเสียงที่สมองไม่ต้องพยายามฟัง ลดระดับเสียงให้เบาสบาย ตั้ง Sleep Timer แล้ววางโทรศัพท์ให้พ้นมือ บางทีสิ่งที่เราต้องการก่อนหลับอาจไม่ใช่ความเงียบสนิท แต่เป็นเสียงบางอย่างที่ทำให้โลกข้างนอกค่อยๆ เบาลง

The post รวมช่องยูทูบ White Noise และ Deep Sleep Sounds ที่ช่วยให้สมองผ่อนคลายและหลับดีขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Power of Sleep ทำไมนักกีฬาอาชีพยุคนี้ ให้ความสำคัญกับ ‘การนอน’ พอๆ กับการซ้อม https://thestandard.co/pro-athletes-sleep-performance/ Wed, 29 Jul 2026 02:00:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1235959 นักเทนนิสหญิงนอนพักอยู่กลางสนาม

การนอนมีประโยชน์กว่าที่หลายคนคิด โดยเฉพาะสำหรับนักกีฬาอ […]

The post The Power of Sleep ทำไมนักกีฬาอาชีพยุคนี้ ให้ความสำคัญกับ ‘การนอน’ พอๆ กับการซ้อม appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักเทนนิสหญิงนอนพักอยู่กลางสนาม

การนอนมีประโยชน์กว่าที่หลายคนคิด โดยเฉพาะสำหรับนักกีฬาอาชีพที่ต้องแข่งขันกันด้วยรายละเอียดเพียงเล็กน้อย

 

หลายคนอาจมองว่าการซ้อมคือปัจจัยสำคัญที่สุดของความสำเร็จ

 

แต่ปัจจุบันหลายทีมกีฬาและนักกีฬาระดับโลกกลับให้ความสำคัญกับ ‘การนอน’ พอๆ กับโปรแกรมฝึกซ้อม

 

เพราะช่วงเวลาที่ร่างกายได้พัก คือช่วงที่กล้ามเนื้อฟื้นตัว สมองประมวลผล และเตรียมพร้อมสำหรับการลงสนามในวันถัดไป

 

แล้วทำไมการนอนจึงกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่นักกีฬาอาชีพยุคใหม่ไม่มองข้าม?

 

นักเทนนิสหญิงนอนพักอยู่กลางสนาม 1นักเทนนิสหญิงนอนพักอยู่กลางสนาม 2นักเทนนิสหญิงนอนพักอยู่กลางสนาม 3นักเทนนิสหญิงนอนพักอยู่กลางสนาม 4นักเทนนิสหญิงนอนพักอยู่กลางสนาม 5นักเทนนิสหญิงนอนพักอยู่กลางสนาม 6นักเทนนิสหญิงนอนพักอยู่กลางสนาม 7

 

อ้างอิง:

The post The Power of Sleep ทำไมนักกีฬาอาชีพยุคนี้ ให้ความสำคัญกับ ‘การนอน’ พอๆ กับการซ้อม appeared first on THE STANDARD.

]]>
นอนครบชั่วโมง แต่ทำไม Deep Sleep ต่ำ ตื่นมาไม่สดชื่น? https://thestandard.co/life/deep-sleep-low-not-refreshed/ Sat, 18 Jul 2026 02:37:10 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1232125 ภาพ AI แสดงคนนอนหลับแต่ดูไม่สดชื่น

หลายคนคงเคยได้ยินคำแนะนำว่า ควรนอนให้ครบ 7-9 ชั่วโมงต่อ […]

The post นอนครบชั่วโมง แต่ทำไม Deep Sleep ต่ำ ตื่นมาไม่สดชื่น? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ AI แสดงคนนอนหลับแต่ดูไม่สดชื่น

หลายคนคงเคยได้ยินคำแนะนำว่า ควรนอนให้ครบ 7-9 ชั่วโมงต่อคืน เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ แต่ในความเป็นจริง หลายคนกลับพบว่าแม้นอนครบตามเกณฑ์แล้ว ตื่นเช้ามาก็ยังรู้สึกไม่สดชื่น ไม่มีแรง หรือเหมือนได้นอนไม่เต็มอิ่ม และสำหรับใครที่มี Smartwatch ก็มักจะพบว่า ค่า Deep Sleep (ช่วงหลับลึก) มีเพียงไม่กี่นาที จนอดสงสัยไม่ได้ว่า “หรือเรากำลังมีปัญหาการนอนจริงๆ…?”

 

ความจริงแล้ว Deep Sleep ไม่ใช่ตัวชี้วัดทั้งหมดของคุณภาพการนอน และข้อมูลจากอุปกรณ์สวมใส่ก็เป็นเพียงการประเมิน ไม่ใช่การวินิจฉัยทางการแพทย์

 

แต่ถึงอย่างนั้น ช่วงการนอนนี้ก็มีบทบาทสำคัญต่อการฟื้นฟูร่างกาย การซ่อมแซมเนื้อเยื่อ การทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และการจัดระเบียบความทรงจำของสมอง โดยทั่วไป ผู้ใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 10-25% ของเวลานอนทั้งหมดอยู่ในช่วงหลับลึก

 

หากคุณนอนครบชั่วโมง แต่ Deep Sleep ต่ำอยู่บ่อยครั้ง ก็อาจมีปัจจัยบางอย่างกำลังรบกวนคุณภาพการนอนของคุณอยู่

 

เมื่อสมองยังไม่ยอมปิดโหมดตื่นตัว

 

สาเหตุที่ทำให้ Deep Sleep ลดลงมีได้หลายอย่าง ตั้งแต่ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea: OSA) การดื่มคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์ในช่วงเย็น ไปจนถึงสิ่งที่คนเมืองจำนวนมากเผชิญร่วมกัน นั่นคือ ‘ความเครียดสะสม’

 

เมื่อเราเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล ทำให้ระบบประสาทตกอยู่ในภาวะตื่นตัว (Hyperarousal) แม้ว่าเราจะปิดไฟและล้มตัวลงนอนแล้วก็ตาม ผลที่ตามมาคือ หัวใจยังคงเต้นเร็ว สมองไม่ยอมพัก ทำให้เราหลับยาก ตื่นกลางดึกบ่อย และจมอยู่กับช่วงหลับตื้นเป็นส่วนใหญ่ สุดท้ายต่อให้นอนครบชั่วโมง ร่างกายก็ไม่ได้ฟื้นฟูอย่างที่ควรจะเป็น

 

4 วิธีช่วยให้ร่างกายพร้อมเข้าสู่การหลับลึก

 

  • ถอดสมองทิ้งไว้

 

เขียนสิ่งที่กังวลหรือสิ่งที่ต้องทำในวันรุ่งขึ้นลงบนกระดาษ การระบายเรื่องค้างคาออกจากหัวจะช่วยลดการคิดวน และทำให้สมองยอมปล่อยวางเมื่อถึงเวลาเข้านอน

 

  • สร้าง Wind-down Routine

 

เผื่อเวลาสักหนึ่งชั่วโมงก่อนนอนในการผ่อนจังหวะชีวิต ลดการทำงานและงดไถโซเชียล แล้วเปลี่ยนเป็นกิจกรรมเบาๆ อย่างการอ่านหนังสือ ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ หรือฟังเพลงคลอ

 

  • ฝึกหายใจแบบ 4-7-8

 

เมื่อล้มตัวลงนอนแล้ว ให้ลองหายใจเข้า 4 วินาที กลั้นหายใจ 7 วินาที และผ่อนลมหายใจออกยาวๆ 8 วินาที วิธีนี้จะช่วยปรับระบบประสาทและดึงร่างกายเข้าสู่โหมดพักผ่อนทันที

 

  • ทำห้องนอนให้มืด เงียบ เย็น

 

บรรยากาศที่เอื้อต่อการหลับลึกควรมืดสนิท เงียบ และมีอุณหภูมิที่เย็นสบาย เพื่อช่วยลดอุณหภูมิแกนกลางของร่างกายและกระตุ้นการหลั่งเมลาโทนินตามธรรมชาติ

 

Smartwatch เป็นเครื่องมือที่ดีสำหรับติดตาม ‘แนวโน้ม’ ของการนอน แต่ไม่ควรยึดติดกับตัวเลข Deep Sleep เพียงอย่างเดียว เพราะอุปกรณ์แต่ละรุ่นมีวิธีประเมินที่แตกต่างกัน และยังไม่สามารถใช้แทนการตรวจการนอนหลับได้

 

หากคุณนอนครบชั่วโมงแต่ยังตื่นมาไม่สดชื่นต่อเนื่อง หลับๆ ตื่นๆ เป็นประจำ ง่วงมากผิดปกติในเวลากลางวัน หรือมีอาการกรนเสียงดังร่วมกับสะดุ้งหายใจขณะหลับ ควรปรึกษาแพทย์หรือแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การนอนหลับ เพื่อประเมินว่าจำเป็นต้องตรวจการนอนหลับหรือไม่

 

เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเลขบนหน้าจอ คือการตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกว่าร่างกายและสมองได้พักผ่อนอย่างแท้จริง

 

ภาพ: AI-generated

อ้างอิง:

 

The post นอนครบชั่วโมง แต่ทำไม Deep Sleep ต่ำ ตื่นมาไม่สดชื่น? appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก Sleepmaxxing เทรนด์ดังจาก TikTok ที่ยกระดับการนอนหลับให้ถึงขีดสุด https://thestandard.co/life/sleepmaxxing-tiktok-sleep-optimization/ Fri, 19 Jun 2026 00:57:02 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1220317 ภาพประกอบแสดงการนอนหลับอย่างมีคุณภาพตามเทรนด์ Sleepmaxxing

ถ้าอยากเข้าวงการนี้ แค่เตียงกับหมอนธรรมดาอาจยังไม่พอ เพ […]

The post รู้จัก Sleepmaxxing เทรนด์ดังจาก TikTok ที่ยกระดับการนอนหลับให้ถึงขีดสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงการนอนหลับอย่างมีคุณภาพตามเทรนด์ Sleepmaxxing

ถ้าอยากเข้าวงการนี้ แค่เตียงกับหมอนธรรมดาอาจยังไม่พอ เพราะชาว TikTok เขายกระดับขึ้นไปอีกขั้นด้วยไอเท็มเหล่านี้

 

  • Sleep Trackers สุดล้ำ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทวอทช์ หรือแหวนอัจฉริยะ เพื่อตรวจเช็ก Deep Sleep และ REM Sleep แบบละเอียดทุกค่ำคืน
  • ปลอกหมอนและผ้าปิดตาผ้าไหมแท้ 100% ถือเป็นไอเท็ม Must-have ของสายบิวตี้ เพราะผ้าไหมช่วยลดแรงเสียดทานบนใบหน้า ไม่ทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย และไม่แย่งความชุ่มชื้นไปจากสกินแคร์ แถมผ้าปิดตาเนื้อนุ่มยังช่วยบล็อกแสงได้อย่างสมบูรณ์แบบ
  • หมอนเพื่อสุขภาพ (Ergonomic Pillows) หมอนที่รองรับสรีระ คอ บ่า ไหล่ ได้อย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันการตื่นมาพร้อมอาการปวดเมื่อย
  • เทปแปะปาก (Mouth Taping) หนึ่งในเทรนด์ย่อยที่ฮิตมาก เพื่อบังคับให้ตัวเองหายใจทางจมูกขณะหลับ ซึ่งช่วยลดอาการปากแห้งและส่งเสริมระบบทางเดินหายใจที่ดีขึ้น (แต่ต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยสำหรับการแปะปากโดยเฉพาะนะ)

 

ทำไม Sleepmaxxing ถึงเป็นที่สุดของการดูแลผิวพรรณ (Beauty Sleep ที่แท้จริง)

 

เพราะการนอนหลับที่มีคุณภาพคือ Natural Skincare ที่ดีที่สุดและแพงที่สุด เพราะในช่วงที่เราหลับลึก ร่างกายจะหลั่ง Growth Hormone ออกมาซ่อมแซมเซลล์ผิวที่สึกหรอ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนที่ควบคุมความอยากอาหารอีกด้วย

 

การทำ Sleepmaxxing ควบคู่ไปกับ Nighttime Skincare Routine ที่เข้มข้น จึงเป็นการล็อกความอ่อนเยาว์และตื่นมาพร้อมกับผิวที่โกลวใส ร่างกายฟื้นฟูเต็มร้อย พร้อมลุยวันใหม่อย่างสดชื่น ถ้าคืนนี้ยังไม่มีแพลน ลองปิดหน้าจอสมาร์ตโฟน งด Doomscrolling แล้วหันมาจัดห้องนอนให้มืดสนิท ปรับอุณหภูมิให้เย็นสบาย แล้วมาเริ่มต้นทำ Sleepmaxxing ไปพร้อมๆ กันเลย!

The post รู้จัก Sleepmaxxing เทรนด์ดังจาก TikTok ที่ยกระดับการนอนหลับให้ถึงขีดสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Omazz เปิดตัวแคมเปญ “The Journey of Peace” ในนิวยอร์กและกรุงเทพฯ ชวนกลับมาให้คุณค่ากับสุขภาพ และความสงบ https://thestandard.co/omazz-journey-peace-sonya-singha/ Wed, 17 Jun 2026 12:00:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1218997 ซอนญ่า สิงหะ ในแคมเปญ Omazz The Journey of Peace พร้อมวิวเมือง

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นิยามของความหรูหราได้เปลี่ยนไป จา […]

The post Omazz เปิดตัวแคมเปญ “The Journey of Peace” ในนิวยอร์กและกรุงเทพฯ ชวนกลับมาให้คุณค่ากับสุขภาพ และความสงบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซอนญ่า สิงหะ ในแคมเปญ Omazz The Journey of Peace พร้อมวิวเมือง

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นิยามของความหรูหราได้เปลี่ยนไป จากการถือครองทรัพย์สินจำนวนมาก เปลี่ยนเป็นการมีเวลาพักผ่อน มีสุขภาพดี และมีพื้นที่ให้ตัวเองหยุดพักจากโลกที่วุ่นวายภายนอก

 

Omazz แบรนด์ลักชัวรีด้านการนอนหลับและการพักผ่อนจากสหรัฐอเมริกาเห็นทิศทางที่เปลี่ยนไปจึงออกแคมเปญ “The Journey of Peace” ที่พูดถึงการให้คุณค่ากับสุขภาพ คุณภาพชีวิต และการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย โดยได้ซอนญ่า สิงหะ มาเป็น Omazz Brand Ambassador 2026 พร้อมเปิดตัวแคมเปญบนแลนด์มาร์กของสองเมืองใหญ่ของโลกที่วุ่นวาย ได้แก่มหานครนิวยอร์ก และกรุงเทพมหานคร

 

ซอนญ่า สิงหะ ในแคมเปญ Omazz The Journey of Peace พร้อมวิวเมือง 1

 

สำหรับ Omazz การเลือกสื่อสารพร้อมกันในสองมหานคร ไม่ได้เป็นเพียงการขยายการรับรู้ของแบรนด์ แต่เป็นการสะท้อนความเชื่อว่า ไม่ว่าผู้คนจะอยู่ในนิวยอร์ก กรุงเทพฯ หรือเมืองใดของโลก ต่างกำลังเผชิญความท้าทายที่คล้ายกัน นั่นคือ การค้นหาสมดุลระหว่างความสำเร็จ การทำงาน สุขภาพ และคุณภาพชีวิต และนี่คือการชักชวนจาก Omazz ให้ผู้คนที่อยู่ท่ามกลางจังหวะอันเร่งรีบ ได้กลับมาเห็นคุณค่าของความสงบทางจิตใจ  

 

ซอนญ่า สิงหะ ในแคมเปญ Omazz The Journey of Peace พร้อมวิวเมือง 2

 

Omazz ยังต่อยอดแนวคิด “The Journey of Peace” ด้วยการเปิดตัว Omazz PRIVÉ พื้นที่แห่งประสบการณ์สำหรับลูกค้าคนสำคัญของแบรนด์ ภายใต้แนวคิด “A Private World of Peace” โดยสมาชิกจะได้รับโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมด้าน Wellness, Lifestyle และ Community Experiences ที่ได้รับการออกแบบขึ้นเป็นพิเศษ รวมถึงกิจกรรมกับซอนญ่า สิงหะ และ Omazz Ambassadors เพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพและการใช้ชีวิตอย่างสมดุล ตอกย้ำปรัชญา “Peace is True Happiness” ที่ Omazz ยึดถือมาตลอด 

 

The Journey of Peace จึงไม่ใช่เพียงแคมเปญการสื่อสาร แต่เป็นการสะท้อนมุมมองของแบรนด์ต่อโลกยุคใหม่ โลกที่ผู้คนไม่ได้แสวงหาความสำเร็จเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลังมองหาความหมาย ความสมดุล และความสงบในการใช้ชีวิต

 

และอาจไม่มีภาพใดสะท้อนแนวคิดนี้ได้ชัดเจนไปกว่าการพูดถึง “ความสงบ” พร้อมกันในสองมหานครที่เต็มไปด้วยพลัง ความเคลื่อนไหว และความทะเยอทะยานอย่างนิวยอร์กและกรุงเทพมหานคร

The post Omazz เปิดตัวแคมเปญ “The Journey of Peace” ในนิวยอร์กและกรุงเทพฯ ชวนกลับมาให้คุณค่ากับสุขภาพ และความสงบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Ener-Qi Massage ทรีตเมนต์ปลดล็อกระบบประสาทที่คนนอนหลับแย่ควรลอง https://thestandard.co/life/ener-qi-massage-unlock-nervous-system/ Mon, 15 Jun 2026 00:41:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1218324 ภาพการทำทรีตเมนต์ Ener-Qi Massage เพื่อปลดล็อกระบบประสาทและปรับสมดุลร่างกาย

ครั้งสุดท้ายที่คุณหัวถึงหมอนแล้วสลบไสล หลับลึกต่อเนื่อง […]

The post Ener-Qi Massage ทรีตเมนต์ปลดล็อกระบบประสาทที่คนนอนหลับแย่ควรลอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการทำทรีตเมนต์ Ener-Qi Massage เพื่อปลดล็อกระบบประสาทและปรับสมดุลร่างกาย

ครั้งสุดท้ายที่คุณหัวถึงหมอนแล้วสลบไสล หลับลึกต่อเนื่องได้เป็นชั่วโมง แถมตื่นมาพร้อมความสดชื่นไม่เพลียคือเมื่อไร?

 

หากคุณเองก็จำไม่ได้… อยากบอกว่าเราคือเพื่อนกัน ทว่าล่าสุดเราได้ค้นพบว่า หนึ่งในตัวการสำคัญที่คอยขัดขวางคุณภาพการนอนหลับก็คือ ‘ความตึงเครียดของระบบประสาท’ ที่สะสมมาจากความกดดัน ความเครียด และสภาวะทางอารมณ์ในแต่ละวัน และหนึ่งในวิธีที่จะช่วยเยียวยาปัญหานี้ได้อย่างตรงจุดคือ ‘การนวดปรับสมดุลแบบชิ’ (Ener-Qi Massage)

 

ทรีตเมนต์สุดพิเศษนี้ได้รับการออกแบบโดยธนา จินดาโชตินันท์ หรือที่รู้จักกันในนาม ‘Harmony Healer’ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเพื่อการจัดการบำบัดอาการบาดเจ็บ (Pain Management) ด้วยประสบการณ์กว่า 31 ปี รวมถึงศาสตร์ในการบำบัดด้านไทชิระดับมืออาชีพและศาสตร์การบำบัดแบบชี่กงกว่า 14 ปี ที่มามอบประสบการณ์การฟื้นฟูระดับลึก ณ Sindhorn Wellness by Resense โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ในช่วงเดือนมิถุนายนนี้

 

ภาพการทำทรีตเมนต์ Ener-Qi Massage เพื่อปลดล็อกระบบประสาทและปรับสมดุลร่างกาย 1

 

ปลดล็อกระบบประสาท เชื่อมกาย-ใจให้เป็นหนึ่ง

 

จุดเด่นของ Ener-Qi Massage คือการผสมผสานศาสตร์การบำบัดด้วยการนวดกดจุดเพื่อคลายความตึงเครียดของระบบประสาทโดยเฉพาะ ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต พร้อมเชื่อมโยงร่างกายและจิตใจให้กลับคืนสู่ความสงบ 

 

ภาพการทำทรีตเมนต์ Ener-Qi Massage เพื่อปลดล็อกระบบประสาทและปรับสมดุลร่างกาย 2

 

“ร่างกายของเราเวลาที่มีความเครียด มันจะไปสะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ อย่าง ‘ท้อง’ จะเป็นด่านแรกเลย เพราะเวลาเครียดเราจะกินข้าวไม่ลง ท้องบีบตัว แล้วบุคลิกภาพจะเสีย พอนั่งห่อตัว ท้องก็จะตึงไปหมด 

 

ภาพการทำทรีตเมนต์ Ener-Qi Massage เพื่อปลดล็อกระบบประสาทและปรับสมดุลร่างกาย 3

 

ทรีตเมนต์นี้จึงเข้าไปแตะที่จุดระบบประสาทอัตโนมัติ โดยเฉพาะจุดที่เกี่ยวกับระบบหายใจและการย่อยอาหารเพื่อทำให้ระบบประสาทผ่อนคลายลง

 

คีย์หลักคือช่วยให้หลับและพักผ่อนได้ลึกขึ้น คลายอาการปวดตามตัวทั้งที่หลังและคอ ทำให้หายใจโล่งขึ้น การย่อยดีขึ้น ไม่มีแก๊สสะสม เมื่อระบบประสาทสงบและร่างกายเกิดสเปซแล้ว ทุกอย่างก็จะกลับมารักษาตัวเองตามธรรมชาติ” – ธนา จินดาโชตินันท์

 

ในทรีตเมนต์ยังมีการเลือกใช้อุปกรณ์อย่าง ‘กัวซา’ ควบคู่ไปกับผลิตภัณฑ์นวดคลายกล้ามเนื้อสูตรร้อน-เย็น เพื่อบำบัดในบริเวณที่มีความปวดตึงสะสมได้อย่างล้ำลึกยิ่งขึ้น

 

ภาพการทำทรีตเมนต์ Ener-Qi Massage เพื่อปลดล็อกระบบประสาทและปรับสมดุลร่างกาย 4

 

“ความตึงเครียดของร่างกายที่มันค้างอยู่ตามมัดกล้ามเนื้อหรือเส้นประสาทจะถูกผ่อนคลายออกไป ทำให้เวลาที่เราต้องเจอความเครียดหรือภาวะกระทบกระเทือนใจหลังจากนี้ ร่างกายเราจะมีภูมิคุ้มกัน มีพื้นที่ในการหายใจได้มากขึ้น หัวใจไม่เต้นรัวเท่าเดิม” – ธนา จินดาโชตินันท์

 

ภาพการทำทรีตเมนต์ Ener-Qi Massage เพื่อปลดล็อกระบบประสาทและปรับสมดุลร่างกาย 5

 

สิ่งที่เราค่อนข้างประทับใจเป็นพิเศษคือ ความแม่นยำในการหาจุดที่ปวดตึงสะสมของเราได้อย่างรวดเร็วและนวดเคลียร์ออกได้อย่างถูกจุด รวมถึงความรู้สึกเบาสบายตัวอย่างเห็นได้ชัด โล่ง และหายใจได้เต็มปอดขึ้นหลังจบทรีตเมนต์ทันที 

 

*ที่สำคัญคือผลลัพธ์ที่วัดค่าได้จริง จากเดิมที่ลองเช็กผ่าน Sleep Tracker แล้วพบว่าในแต่ละคืนมีชั่วโมงการหลับลึก (Deep Sleep) เพียงไม่กี่นาที แต่ในคืนหลังจากที่ได้ทำ Ener-Qi Massage เราสามารถหลับลึกยาวนานได้เกินชั่วโมง โดยไม่ต้องพึ่งพาอาหารเสริมใดๆ ถือเป็นศาสตร์ทางเลือกที่น่าสนใจและเห็นผลลัพธ์ค่อนข้างเร็ว

 

อย่างไรก็ตาม การหมั่นบริหารความเครียดและทำจิตใจให้ผ่อนคลายในทุกๆ วัน ก็ยังคงเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยส่งเสริมคุณภาพการนอนหลับที่ดีในระยะยาว

 

นอกจากโปรแกรม Ener-Qi Massage แล้ว ที่นี่ยังมีทรีตเมนต์อื่นๆ ที่เน้นการปรับสมดุลผ่านศาสตร์ไทชิ ชี่กง และการกดจุดบำบัดที่น่าสนใจอีกมากมาย 

 

สำหรับใครที่กำลังมองหาทางออกให้ร่างกายและจิตใจที่เหนื่อยล้า สามารถแวะมาสัมผัสโปรแกรมการฟื้นฟูแบบองค์รวม Tai Chi in the City Retreat Programme ได้ที่ Sindhorn Wellness by Resense ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2569  

 

*ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละบุคคล

The post Ener-Qi Massage ทรีตเมนต์ปลดล็อกระบบประสาทที่คนนอนหลับแย่ควรลอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพื่อนคู่คนไทย 19 ล้านคนที่นอนไม่หลับ เปิดกลยุทธ์ G’nite ส่ง Gummy สูตรน้ำตาล 0% [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/g-nite-gummy-insomnia-strategy/ Fri, 15 May 2026 10:13:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1206715 G’nite ส่ง G’nite Gummy

“การนอนหลับ” ที่ควรจะเป็นกลไกธรรมชาติที่ง่า […]

The post เพื่อนคู่คนไทย 19 ล้านคนที่นอนไม่หลับ เปิดกลยุทธ์ G’nite ส่ง Gummy สูตรน้ำตาล 0% [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
G’nite ส่ง G’nite Gummy

“การนอนหลับ” ที่ควรจะเป็นกลไกธรรมชาติที่ง่ายที่สุดของมนุษย์ในการพักผ่อน เพื่อให้ร่างกายพร้อมเริ่มต้นวันถัดไป แต่ปัจจุบัน การนอนหลับกลับกลายเป็นโจทย์ยากที่คนวัยทำงานและคนรุ่นใหม่แก้ไม่ตก

 

จุดนี้คือจุดที่แบรนด์​อย่าง G’nite (จีไนท์) แบรนด์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารช่วยการนอนหลับจากสารสกัดธรรมชาติ เห็นโอกาสในการมาเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปของคนไทย นั่นคือสร้างการนอนหลับที่มีคุณภาพให้แก่คนไทย

 

คนไทยกำลังเผชิญปัญหานอนไม่หลับ

 

การนอนไม่หลับกำลังเป็นโจทย์ใหญ่ที่แก้ไม่ตกของคนไทย โดยข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันมีคนไทยถึง 19 ล้านคนที่เผชิญภาวะนอนไม่หลับ นอกจากนี้ รายงานจาก Frontiers ระบุว่าการมองหน้าจอก่อนนอน โดยเฉพาะบนเตียง เพิ่มความเสี่ยงนอนไม่หลับถึง 59% เพราะแสงจากหน้าจอขัดขวางเมลาโทนิน ทำให้เวลานอนลดลงเฉลี่ย 24 นาทีต่อคืน และคุณภาพการนอนแย่ลง

 

วิถีชีวิตแบบ Hustle Culture หรือวิถีชีวิตที่ทุกอย่างเร่งรีบ ที่บีบให้เราต้องโปรดักทีฟและรับข้อมูลข่าวสารตลอดเวลา ทำให้หลายคนตกอยู่ในสภาวะ “ร่างกายอยากพัก แต่สมองไม่ยอมหยุด” แม้จะถึงเวลานอนแต่ระบบประสาทยังคงสแตนด์บายทำงานต่อ ผลลัพธ์ที่ตามมาคือการพักผ่อนที่ไม่ได้คุณภาพ และตื่นเช้ามาพร้อมกับความเหนื่อยล้าที่ถูกทบต้นไปเรื่อย ๆ

 

ผลิตภัณฑ์ G’nite Gummy สูตรน้ำตาล 0% ตอบโจทย์คนไทย 19 ล้านคนที่นอนไม่หลับ 2

 

จึงเป็นเหตุผลที่คนไทยยุคใหม่มองหาตัวช่วยที่ปลอดภัย มาจากธรรมชาติ และเข้ากับกิจวัตรก่อนนอน หรือ Night Routine มากกว่าที่จะพึ่งพายานอนหลับ อินไซต์เหล่านี้คือจุดที่ G’nite มองเห็นและต้องการยกระดับการนอนหลับให้มีคุณภาพ และเข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์คนไทยในทุก ๆ Night Routine

 

ยกระดับสมุนไพรทางเลือกสู่แบรนด์ที่กวาดยอดขาย 300 ล้านชิ้น

 

G’nite (จีไนท์) ภายใต้การดูแลของบริษัท แซนด์-เอ็ม โกลบอล (SAND-M Global) ได้พัฒนาภายใต้โจทย์และอินไซต์ดังกล่าว ด้วยแนวคิดที่ต้องการเปลี่ยนเรื่องการนอนหลับที่ยุ่งยาก ให้กลายเป็นเรื่องง่ายและปลอดภัยที่สุด แทนที่จะใช้สารเคมี แต่ G’nite เลือกหยิบเอา “สมุนไพรจากธรรมชาติ” อย่างคาโมมายล์และเห็ดหลินจือ ที่มีสรรพคุณโดดเด่นเรื่องการคลายความวิตกกังวลและช่วยให้หลับลึก มาบรรจุลงใน G’nite Capsule (จีไนท์ แคปซูล) เพื่อเป็นทางเลือกแรก ๆ ให้กับคนที่อยากหลีกหนีจากผลข้างเคียงของยานอนหลับ

 

ต่อมาพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป มองว่าไม่อยากรับประทานแคปซูลที่ทำให้เหมือนตัวเองรับประทานยานอนหลับ ทำให้ G’nite ปรับกลยุทธ์ ทลายภาพจำอาหารเสริมแบบแคปซูล ที่ดูเหมือนยา ด้วยการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์เป็น เครื่องดื่มช็อต เจลลี่ และกัมมี่ เพื่อให้กลายเป็นไอเทมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่สร้าง Night Routine ก่อนนอนที่สนุกและเข้าถึงง่ายขึ้น ไม่ว่าผู้บริโภคจะถนัดดื่ม เคี้ยว หรือทานแบบเจลลี่ ก็พร้อมเข้าสู่โหมดพักผ่อนได้ง่าย

 

และกลยุทธ์นี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ทำให้ G’nite ขยับจากแบรนด์ทางเลือก สู่การเป็น Top of Mind ในใจคนเมืองที่ต้องการการพักผ่อน และก้าวขึ้นแท่นแบรนด์ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนที่การันตีความสำเร็จด้วยตัวเลขยอดขายทะลุ 300 ล้านชิ้นไปเป็นที่เรียบร้อย

 

วิสัยทัศน์ผู้บริหารกับการเป็นเพื่อนคู่ใจเรื่องการนอน

 

คุณจิรัชยา สุทธานุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารแบรนด์ G’nite เล็งเห็นว่า คนส่วนใหญ่มักมองการนอนหลับเป็นเพียงแค่การจบวัน หรือพยายามฝืนนอนให้จบๆ ไปเพื่อให้ร่างกายได้พัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว G’nite ต้องการพลิกมุมมองนี้ใหม่ทั้งหมด โดยเชื่อว่าการนอนหลับที่มีคุณภาพ คือ “รากฐานและจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพในวันถัดไป” 

 

ผลิตภัณฑ์ G’nite Gummy สูตรน้ำตาล 0% ตอบโจทย์คนไทย 19 ล้านคนที่นอนไม่หลับ 3

 

เมื่อแบรนด์ตีโจทย์การนอนเป็นจุดเริ่มต้นของสุขภาพที่ยั่งยืน วิธีการสื่อสารจึงเปลี่ยนไป G’nite เลือกที่จะไม่ใช้ความกลัวเรื่องปัญหาสุขภาพมาขู่ หรือใช้ท่าทีฮาร์ดเซลเพื่อเร่งเร้าให้คนมาซื้อ แต่เลือกที่จะวางตัวเองเป็น “เพื่อน” ที่เข้าใจอินไซต์คนทำงาน ด้วยโทนเสียงที่จริงใจ สื่อสารอย่างตรงไปตรงมา และชวนให้ทุกคนกลับมาใส่ใจตัวเองง่าย ๆ ผ่านการสร้าง Night Routine ที่ทำได้จริงในทุกคืน

 

คุณจิรัชยามองว่า เพื่อตอบโจทย์การดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน (Sustainable Health) และกลุ่มคนที่ใส่ใจสุขภาพ (Health Consciousness) ที่ต้องการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม สินค้ากลุ่มกัมมี่ในตลาดที่มีน้ำตาลอาจทำให้คนลังเล G’nite จึงท้าทายตัวเอง พัฒนาผลิตภัณฑ์กัมมี่สูตรใหม่ที่เน้นการนอนหลับที่มีคุณภาพและดีต่อสุขภาพแบบ 100% เพื่อลบภาพจำเดิม ๆ และเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นล่าสุดที่น่าจับตามอง

 

ปิดสวิตช์ออฟสมองอย่างตรงจุด ด้วยนวัตกรรมใหม่ สูตรเฉพาะของแบรนด์  “G’nite Gummy สูตรน้ำตาล 0% ”

 

จากอินไซต์และวิสัยทัศน์ จึงนำมาสู่ “G’nite Gummy สูตรน้ำตาล 0%” โปรดักต์ที่เข้ามาเติมเต็ม Night Routine ให้กับสายเฮลตี้โดยเฉพาะ ด้วยการนำน้ำตาลออกจนเหลือ 0% ทลายกรอบเดิมของกัมมี่ที่มักมาพร้อมความหวาน มีน้ำตาล และแคลอรีส่วนเกิน และตั้งใจทำให้ผู้บริโภคสามารถเคี้ยวกัมมี่ก่อนนอนได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกังวลเรื่องสุขภาพ

 

ผลิตภัณฑ์ G’nite Gummy สูตรน้ำตาล 0% ตอบโจทย์คนไทย 19 ล้านคนที่นอนไม่หลับ 4

 

ไฮไลต์ของ Gummy สูตรน้ำตาล 0% ไม่ได้มีแค่เรื่องของสูตรไร้น้ำตาล แต่ยังมีนวัตกรรมส่วนผสม ‘MagniNite’ (แมกนิไนท์) สูตรเฉพาะของแบรนด์ ที่มีแมกนีเซียมในรูปแบบเฉพาะ (Magnesium Bisglycinate Chelate) ที่ร่างกายสามารถดูดซึมนำไปใช้งานได้ดีกว่าแมกนีเซียมทั่วไป หน้าที่หลักของสารสกัดตัวนี้เปรียบเสมือน ‘สวิตช์’ ที่คอยสั่งการปิดการทำงานของสมองที่แล่นไม่หยุด ช่วยคลายความตึงเครียดของระบบประสาทและกล้ามเนื้อโดยตรง ตอบโจทย์คนที่มีภาวะสมองตื่นตัวก่อนนอนได้อย่างเห็นผล

 

สูตรนี้ยังคง DNA ของแบรนด์ไว้ครบถ้วน ด้วยการผสานพลังของสมุนไพรระดับตำนานอย่าง เห็ดหลินจือ ที่ช่วยปรับสมดุลร่างกาย ลดความอ่อนล้าสะสม ทำให้การนอนหลับนั้นลึกและมีคุณภาพมากขึ้น ทำงานร่วมกับ คาโมมายล์ สารสกัดยอดฮิตที่ช่วยลดความวิตกกังวล สร้างความรู้สึกผ่อนคลาย พาให้ร่างกายเข้าสู่โหมดพักผ่อนและหลับได้ง่ายขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

 

ทั้งหมดนี้ถูกอัดแน่นอยู่ในกัมมี่ รสมิกซ์เบอร์รี่ ที่เคี้ยวเพลิน อร่อย และทานง่าย เพียงแค่เคี้ยว 2 ชิ้นก่อนนอน ก็ช่วยให้ค่ำคืนที่แสนวุ่นวายสงบลง ช่วยให้หลับสนิท ตื่นมาด้วยความรู้สึกสดชื่น ไม่เบลอ และพร้อมใช้ชีวิตในวันถัดไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

 

เริ่มต้น Night Routine ที่ง่ายที่สุดในคืนนี้

 

การดูแลตัวเองและการมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากขั้นตอนที่ยุ่งยากเสมอไป แต่สามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ จากค่ำคืนนี้ ผ่านการปิดสวิตช์ออฟสมองและพักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม

 

สำหรับใครที่อยากเปลี่ยนการนอนให้เป็นจุดเริ่มต้นของวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า สามารถหาซื้อ G’nite Gummy สูตรน้ำตาล 0% ได้แล้ววันนี้ ในราคาเข้าถึงง่ายเพียง 40 บาท (1 ซอง บรรจุ 4 ชิ้น) ที่ร้าน 7-Eleven ทุกสาขา (โซนอาหารเสริม) รวมถึงช่องทางออนไลน์ผ่านแอป 7-Delivery (All Online), Shopee และ Lazada (Official Store ของ Sand-M) และห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ให้คุณเริ่มสร้าง Night Routine ที่ดีต่อสุขภาพได้ทุกที่ทุกเวลา

 

อ้างอิง

The post เพื่อนคู่คนไทย 19 ล้านคนที่นอนไม่หลับ เปิดกลยุทธ์ G’nite ส่ง Gummy สูตรน้ำตาล 0% [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Dry Float เทคโนโลยีที่เมื่อขึ้นไปนอน 30 นาที ได้ผลเหมือนนอน 2 ชั่วโมง https://thestandard.co/dry-float-technology-health-recovery/ Mon, 11 May 2026 07:46:42 +0000 https://thestandard.co/dry-float-technology-health-recovery/ การทำงานของเตียง Dry Float ที่ช่วยให้ร่างกายจมลงในน้ำอุ่นใต้แผ่นพลาสติก

โลกกีฬาได้นำเทคโนโลยี Dry Float เข้ามาใช้เพื่อฟื้นฟูสมร […]

The post Dry Float เทคโนโลยีที่เมื่อขึ้นไปนอน 30 นาที ได้ผลเหมือนนอน 2 ชั่วโมง appeared first on THE STANDARD.

]]>
การทำงานของเตียง Dry Float ที่ช่วยให้ร่างกายจมลงในน้ำอุ่นใต้แผ่นพลาสติก

โลกกีฬาได้นำเทคโนโลยี Dry Float เข้ามาใช้เพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพนักกีฬาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แล้วเทคโนโลยีในการดูแลร่างกายและจิตใจตัวนี้คืออะไร THE STANDARD SPORT มีคำตอบมาให้แล้วในโพสต์นี้

 

#TheStandardSport #DryFloat #Innovation #SportInnovation

 

การทำงานของเตียง Dry Float ที่ช่วยให้ร่างกายจมลงในน้ำอุ่นใต้แผ่นพลาสติก 1การทำงานของเตียง Dry Float ที่ช่วยให้ร่างกายจมลงในน้ำอุ่นใต้แผ่นพลาสติก 2การทำงานของเตียง Dry Float ที่ช่วยให้ร่างกายจมลงในน้ำอุ่นใต้แผ่นพลาสติก 3การทำงานของเตียง Dry Float ที่ช่วยให้ร่างกายจมลงในน้ำอุ่นใต้แผ่นพลาสติก 4การทำงานของเตียง Dry Float ที่ช่วยให้ร่างกายจมลงในน้ำอุ่นใต้แผ่นพลาสติก 5การทำงานของเตียง Dry Float ที่ช่วยให้ร่างกายจมลงในน้ำอุ่นใต้แผ่นพลาสติก 6

The post Dry Float เทคโนโลยีที่เมื่อขึ้นไปนอน 30 นาที ได้ผลเหมือนนอน 2 ชั่วโมง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Google เปิดตัว Fitbit Air อุปกรณ์สวมใส่ไร้หน้าจอ ราคาเริ่ม 3,218 บาท ท้าชน Whoop แบบไม่ต้องจ่ายสมาชิกรายปี https://thestandard.co/google-fitbit-air-launch-competes-whoop/ Fri, 08 May 2026 10:19:54 +0000 https://thestandard.co/google-fitbit-air-launch-competes-whoop/ ภาพ Google เปิดตัว Fitbit Air อุปกรณ์สวมใส่ไร้หน้าจอ

Google เปิดตัว Fitbit Air อุปกรณ์สวมใส่เพื่อสุขภาพแบบไม […]

The post Google เปิดตัว Fitbit Air อุปกรณ์สวมใส่ไร้หน้าจอ ราคาเริ่ม 3,218 บาท ท้าชน Whoop แบบไม่ต้องจ่ายสมาชิกรายปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ Google เปิดตัว Fitbit Air อุปกรณ์สวมใส่ไร้หน้าจอ

Google เปิดตัว Fitbit Air อุปกรณ์สวมใส่เพื่อสุขภาพแบบไม่มีหน้าจอ ราคา 100 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,218 บาท) เมื่อวันพฤหัสบดี (7 พ.ค.) ที่ผ่านมา ถือเป็นการขยับเข้าชนกับ Whoop และผู้ผลิตอุปกรณ์ติดตามสุขภาพแบบไร้หน้าจอรายอื่นๆ โดยตรง

 

 

Fitbit Air มาพร้อมฟีเจอร์ติดตามสุขภาพและการออกกำลังกายครบถ้วน ทั้งการวัดอัตราการเต้นของหัวใจตลอด 24 ชั่วโมง, การตรวจจับจังหวะหัวใจพร้อมแจ้งเตือนภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (A-fib), ระดับออกซิเจนในเลือด, อัตราการเต้นของหัวใจขณะพัก, ความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจ ตลอดจนระยะและช่วงการนอนหลับ

 

Google ระบุในบล็อกโพสต์ว่า อุปกรณ์ตัวนี้ออกแบบมาสำหรับคนที่มองว่าอุปกรณ์สวมใส่ทั่วไปเทอะทะ, ใช้งานยุ่งยาก หรือราคาแพง พร้อมเน้นว่า Fitbit Air นั้นเรียบง่าย, ราคาเอื้อมถึงได้ และสวมใส่สบายพอที่จะใส่ตลอด 24 ชั่วโมง

 

เล็กลงกว่ารุ่นพี่ครึ่งหนึ่ง แบตอึดทั้งสัปดาห์

 

Fitbit Air ขนาดเล็กลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า โดยเล็กกว่า Fitbit Luxe 25% และเล็กกว่า Inspire 3 ถึง 50% สอดคล้องกับชื่อ ‘Air’ ที่ใช้ ตัวอุปกรณ์มีน้ำหนัก 12 กรัม (รวมสาย) และ 5.2 กรัม (ไม่รวมสาย)

 

การใช้งานนั้นตัวอุปกรณ์จะตรวจจับและบันทึกกิจกรรมต่างๆ ได้อัตโนมัติ พร้อมเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ใช้และปรับให้เป็นส่วนตัวมากขึ้นเมื่อใช้นานขึ้น แบตเตอรี่ใช้งานได้นานสูงสุด 1 สัปดาห์ และระบบชาร์จเร็วสามารถเติมพลังงานสำหรับ 1 วันได้ในเวลาเพียง 5 นาที กันน้ำได้ลึกถึง 50 เมตร

 

เนื่องจากไม่มีหน้าจอและปุ่มกด Fitbit Air จึงใช้การสั่นเตือนสำหรับฟังก์ชันนาฬิกาปลุก พร้อมไฟดวงเล็กที่ใช้บอกสถานะแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่ นอกจากนี้ยังรองรับการบันทึกกิจกรรมและมื้ออาหารผ่านเสียงพูด แต่ไม่สามารถตอบกลับด้วยเสียงเหมือนสมาร์ตโฟนหรือสมาร์ตวอตช์

 

ตัวอุปกรณ์มี 4 สีให้เลือก ได้แก่ Obsidian, Fog, Lavender และ Berry และเปิดตัวพร้อมสายรัด 3 แบบ คือ ‘Performance Loop Band’ ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลและระบายอากาศได้ดี, ‘Active Band’ กันน้ำ และ ‘Elevated Modern Band’ ที่เน้นความเรียบหรู โดยสายรัดเพิ่มเติมราคา 35 ดอลลาร์ (ราว 1,126 บาท)

 

Fitbit Air ยังจับคู่กับ Pixel Watch ได้ ผู้ใช้สามารถใส่ Pixel Watch ในระหว่างวัน และเปลี่ยนมาใส่ Fitbit Air ตอนกลางคืนหรือระหว่างออกกำลังกาย เพื่อความสบายมากขึ้น โดยเปิดให้พรีออเดอร์แล้ว และจะเริ่มวางขายในวันที่ 26 พฤษภาคมนี้

 

โมเดลธุรกิจที่ต่างจาก Whoop

 

หน้าตาของ Fitbit Air ละม้ายคล้ายกับอุปกรณ์ของ Whoop คือเป็นสายผ้านุ่มที่มีชุดแบตเตอรี่และเซ็นเซอร์ติดอยู่ด้านล่าง แต่ความแตกต่างใหญ่อยู่ที่โมเดลธุรกิจ Google เก็บค่าฮาร์ดแวร์ครั้งเดียว พร้อมค่าสมัครสมาชิก Google Health แบบไม่บังคับ เดือนละ 10 ดอลลาร์ (ราว 322 บาท) ขณะที่ Whoop ไม่คิดค่าฮาร์ดแวร์ แต่เก็บค่าสมาชิกรายปี เริ่มต้นที่ 200 ดอลลาร์ (ราว 6,436 บาท)

 

เมื่อเทียบกับคู่แข่งรายอื่น Fitbit Air ยังมีราคาต่ำกว่า Oura Ring จาก Oura Health ที่เริ่มต้น 349 ดอลลาร์ (ราว 11,231 บาท) และ Apple Watch SE 3 รุ่นถูกที่สุดของ Apple ที่ 249 ดอลลาร์ (ราว 8,013 บาท) รวมถึง Pixel Watch 4 ของ Google เองที่ราคา 349 ดอลลาร์ (ราว 11,231 บาท)

 

Google ยังเปิดตัว Google Health Coach โค้ชด้านฟิตเนส, การนอน และสุขภาพแบบครบในที่เดียวที่ขับเคลื่อนด้วย Gemini ซึ่งเปิดให้ใช้สำหรับสมาชิก Google Health Premium ทำหน้าที่ออกแบบโปรแกรมการออกกำลังกายเฉพาะบุคคล วิเคราะห์พฤติกรรมการนอน และอื่นๆ โดยจะเปิดอย่างเป็นทางการวันที่ 19 พฤษภาคม

 

ริชิ จันทรา ผู้ดูแลธุรกิจอุปกรณ์สวมใส่และสุขภาพของ Google ระบุในการสัมภาษณ์ว่า การเปิดตัว Fitbit Air คือจุดเริ่มต้นการกลับมาของ Fitbit หลังเงียบหายไปหลายปี โดยเขามอง Fitbit เป็นแบรนด์ที่จะใช้ทำตลาดกับผู้บริโภคทั่วไป ซึ่งใช้งานได้ทั้งบน iOS และ Android ส่วน Pixel Watch จะวางตัวให้กับกลุ่มผู้ใช้ที่ผูกพันกับ Pixel และ Android อยู่แล้ว

 

“เราเชื่อว่าคลื่นนวัตกรรมต่อไปของเทคโนโลยีสวมใส่ จะก้าวข้ามจากการให้ข้อมูลเฉยๆ ไปสู่การช่วยให้คุณตีความและลงมือทำตามข้อมูลเหล่านั้นได้” จันทรากล่าว

 

ตลาดอุปกรณ์ติดตามแบบไร้หน้าจอกำลังบูม

 

การเปิดตัว Fitbit Air เกิดขึ้นในจังหวะที่ตลาดอุปกรณ์ติดตามสุขภาพแบบไร้หน้าจอกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดย Oura ผู้ผลิตสมาร์ตริง ระดมทุนได้มากกว่า 900 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.89 หมื่นล้านบาท) ขณะที่ Whoop ระดมทุนได้ 575 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.85 หมื่นล้านบาท) เมื่อเดือนมีนาคม โดยทั้งสองบริษัทมีมูลค่ากิจการเกิน 1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 3.22 แสนล้านบาท)

 

ข้อมูลจาก Circana บริษัทวิจัยตลาดระบุว่า ยอดซื้ออุปกรณ์ติดตามฟิตเนสในสหรัฐฯ เติบโต 88% ระหว่างปี 2024-2025 โดยเฉพาะกลุ่มสมาร์ตริงที่เติบโตถึง 195%

 

จากข้อมูลของ IDC ในตลาดสายรัดข้อมือทั่วโลกปี 2025 พบว่า Fitbit ครองส่วนแบ่งราว 6% และ Whoop 2% ขณะที่ผู้ผลิตจีนยังครองตลาดอย่างเหนียวแน่น โดย Xiaomi กินส่วนแบ่งราวครึ่งหนึ่ง ตามด้วย Huawei ราว 25% และ Samsung 10%

 

วิลล์ อาห์เหม็ด ซีอีโอของ Whoop เคยกล่าวว่า อุปกรณ์ติดตามแบบสวมใส่ตลอด 24 ชั่วโมงจะช่วยตรวจจับ “ความผิดปกติเล็กๆ ที่ส่งผลต่อสุขภาพ” ซึ่งการตรวจสุขภาพประจำปีไม่สามารถมองเห็นได้ เพราะเป็นเพียงภาพ ณ ช่วงเวลาหนึ่งโดยปราศจากบริบท

 

เมื่อไม่มีหน้าจอ แบตเตอรี่จึงใช้พลังงานเฉพาะเซ็นเซอร์ ทำให้อุปกรณ์เหล่านี้ใช้งานได้นานกว่า Apple Watch มาก โดย Fitbit Air ใช้งานได้ 1 สัปดาห์ Oura Ring อยู่ที่ราว 8 วัน ส่วน Whoop 5.0 ใช้งานได้นานถึง 2 สัปดาห์

 

ฮอลลี เชลตัน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Oura กล่าวว่า “ผู้คนกำลังมองหาประโยชน์จากเทคโนโลยีสุขภาพ โดยไม่ต้องถูกหน้าจออีกชิ้นดึงดูดความสนใจตลอดเวลา” และเมื่อไม่มีการแจ้งเตือน ผู้ใช้สามารถเลือกเองได้ว่าจะดูข้อมูลบ่อยแค่ไหนก็ได้

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.18 บาท ณ วันที่ 8 พฤษภาคม 2569

 

ภาพ : Courtesy of Google

 

อ้างอิง:

 

 

 

The post Google เปิดตัว Fitbit Air อุปกรณ์สวมใส่ไร้หน้าจอ ราคาเริ่ม 3,218 บาท ท้าชน Whoop แบบไม่ต้องจ่ายสมาชิกรายปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมอนามัยเตือนวัยทำงานพฤติกรรม ‘ตรงเวลางานแต่เลื่อนเวลานอน’ เสี่ยงสมองเสื่อม-โรค NCDs แนะจัดตารางพักผ่อนให้เหมือนนัดสำคัญ https://thestandard.co/health-warns-work-sleep-ncds/ Mon, 04 May 2026 05:27:35 +0000 https://thestandard.co/health-warns-work-sleep-ncds/ ภาพประกอบเตือนภัยวัยทำงานเลื่อนเวลานอน เสี่ยงสมองเสื่อม-โรค NCDs

วันนี้ (4 พฤษภาคม) กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยข้ […]

The post กรมอนามัยเตือนวัยทำงานพฤติกรรม ‘ตรงเวลางานแต่เลื่อนเวลานอน’ เสี่ยงสมองเสื่อม-โรค NCDs แนะจัดตารางพักผ่อนให้เหมือนนัดสำคัญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบเตือนภัยวัยทำงานเลื่อนเวลานอน เสี่ยงสมองเสื่อม-โรค NCDs

วันนี้ (4 พฤษภาคม) กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยข้อมูลที่น่าเป็นห่วงเกี่ยวกับพฤติกรรมรูปแบบใหม่ของกลุ่มคนวัยทำงานในปัจจุบัน ที่พบว่ามีความเคร่งครัดและตรงต่อเวลาเป็นอย่างมากเมื่อเป็นการนัดหมายหรือตารางการทำงาน แต่ในทางกลับกัน เมื่อถึงเวลาที่ต้องพักผ่อนนอนหลับ กลับมักจะเลื่อนเวลาออกไปและไม่ตรงต่อเวลา

 

ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างร้ายแรงโดยไม่รู้ตัว ทั้งความเสี่ยงในการเกิดกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และภาวะสมองเสื่อมในระยะยาว กรมอนามัยจึงออกโรงเตือนให้ประชาชนหันมาให้ความสำคัญกับเวลานอน ให้เทียบเท่ากับการนัดหมายสำคัญในชีวิต

 

แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า ปัจจุบันกลุ่มคนทำงานสามารถบริหารจัดการเวลาเรื่องงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่กลับละเลยเวลานอน โดยมักนำเวลาพักผ่อนไปทำกิจกรรมอื่นทดแทน เช่น การเล่นโทรศัพท์มือถือ หรือการเสพสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การนอนหลับถือเป็นช่วงเวลาวิกฤตที่ร่างกายจะทำงานเพื่อฟื้นฟูตนเองอย่างเข้มข้น สมองจะทำหน้าที่กำจัดของเสียที่สะสมมาตลอดทั้งวัน

 

หากกระบวนการนี้ถูกรบกวน จะส่งผลกระทบต่อระบบประสาท และเชื่อมโยงไปสู่ความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะสมองเสื่อมเมื่อมีการสะสมในระยะยาว นอกจากนี้ ในขณะหลับ ร่างกายยังได้ปรับสมดุลฮอร์โมน ลดการอักเสบ และช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ อีกด้วย

 

ทางด้าน นายแพทย์ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย ได้กล่าวเสริมว่า กลุ่มวัยทำงานถือเป็นฟันเฟืองและกำลังหลักที่สำคัญทั้งในการดูแลครอบครัวและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องดูแลสุขภาพให้สมบูรณ์ทั้งทางร่างกายและจิตใจ การนอนหลับพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ

 

จะส่งผลให้เกิดอาการสมองล้า สมาธิลดลง อารมณ์แปรปรวน และหงุดหงิดง่าย หากพฤติกรรมนี้สะสมอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ระดับฮอร์โมนความเครียดในร่างกายเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลตามมาคืออาการหิวบ่อย รับประทานอาหารมากขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันลดลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรค NCDs เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ

 

เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาสุขภาพดังกล่าว กรมอนามัยจึงมีข้อแนะนำให้วัยทำงานปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยให้ความสำคัญกับเวลานอนเสมือนเป็นเวลานัดหมายที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ควรตั้งเป้าหมายการนอนหลับให้ได้ 7–9 ชั่วโมงต่อคืน กำหนดเวลาเข้านอนให้ตรงเวลาและสม่ำเสมอ ลดการใช้หน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก่อนเข้านอน และอาจใช้ตัวช่วยอย่างการตั้งนาฬิกาเตือนเวลาเข้านอน

 

นอกจากนี้ ควรดูแลสุขภาพในมิติอื่นควบคู่ไปด้วย เช่น การออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดอาหารรสหวาน มัน เค็ม ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดอัตราการลาป่วย ขาดงาน หรืออุบัติเหตุจากการทำงานเท่านั้น แต่ยังถือเป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงและยั่งยืนในระยะยาวอีกด้วย

The post กรมอนามัยเตือนวัยทำงานพฤติกรรม ‘ตรงเวลางานแต่เลื่อนเวลานอน’ เสี่ยงสมองเสื่อม-โรค NCDs แนะจัดตารางพักผ่อนให้เหมือนนัดสำคัญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไขรหัสลับ ‘สมดุลฮอร์โมน’ กุญแจสร้างพลังขับเคลื่อนทุกจังหวะชีวิต สู่เป้าหมายสุขภาพดีแบบ Longevity [Advertorial] https://thestandard.co/unlock-hormone-balance-longevity/ Thu, 30 Apr 2026 03:00:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1201897 ภาพประกอบฮอร์โมน สมดุลชีวิต และสุขภาพดีแบบยั่งยืน

เวลาพูดถึง ‘ฮอร์โมน’ คนทั่วไปมักเชื่อมโยงกับเรื่องใกล้ต […]

The post ไขรหัสลับ ‘สมดุลฮอร์โมน’ กุญแจสร้างพลังขับเคลื่อนทุกจังหวะชีวิต สู่เป้าหมายสุขภาพดีแบบ Longevity [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบฮอร์โมน สมดุลชีวิต และสุขภาพดีแบบยั่งยืน

เวลาพูดถึง ‘ฮอร์โมน’ คนทั่วไปมักเชื่อมโยงกับเรื่องใกล้ตัวอย่างฮอร์โมนที่ทำให้เกิดสิว ฮอร์โมนความสุข รวมไปถึง ฮอร์โมนเพศ แต่ความจริงแล้วฮอร์โมนในร่างกายมีมากกว่า 50 ชนิด ทำหน้าที่เป็นผู้ส่งสารเคมีจากต่อมต่างๆ เพื่อประสานการทำงานของเซลล์ อวัยวะ และระบบต่างๆ ให้สมดุล ตั้งแต่การนอนหลับ การเติบโต การย่อยอาหาร ไปจนถึงอารมณ์ หากฮอร์โมนเกิดความไม่สมดุล อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพและส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันโดยที่เราไม่รู้ตัว  

 

ลองสังเกตดูก็ได้ว่า พออายุเปลี่ยนไป จากที่เคยมีพลังทำงานติดต่อกันหลายชั่วโมง กลายเป็นหมดพลังตั้งแต่บ่าย หรือจากที่เคยหลับสนิทก็ตื่นกลางดึกอยู่บ่อยๆ ไปจนถึงสายออกกำลังกายอาจเริ่มสังเกตว่าการสร้างกล้ามเนื้อเป็นเรื่องที่ยากขึ้นมากๆ เพราะหนึ่งในตัวแปรสำคัญคือ ‘ฮอร์โมน’ ที่เปลี่ยนแปลงไป

 

การเข้าใจและรู้จัก ‘ฮอร์โมน’ อย่างลึกซึ้ง จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้เราสามารถวางแผนสุขภาพและออกแบบชีวิตได้อย่างที่ต้องการ โดยเฉพาะปัจจุบัน คนให้ความสำคัญกับสุขภาพของตัวเองในเชิงรุกมากขึ้น หันมาดูแลสุขภาพแบบองค์รวมทั้งกายและใจที่เน้นการป้องกันก่อนป่วย ‘Longevity’ จึงกลายเป็นเรื่องของคนทุกวัยที่อยากมีคุณภาพชีวิตที่ดี

 

ภาพประกอบฮอร์โมน สมดุลชีวิต และสุขภาพดีแบบยั่งยืน 1

 

ภัทราลักษณ์ คงถาวร ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท  เบซินส์ เฮลธ์แคร์ (ไทยแลนด์) จำกัด บอกว่า โจทย์ที่ท้าทายคือ ทำอย่างไรเราถึงจะมีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ

 

“เวลาที่เราพูดว่า ป้องกันย่อมดีกว่ารอให้เจ็บป่วยค่อยรักษา หัวใจสำคัญคือ การทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของร่างกายก่อน ซึ่งตัวชี้วัดสุขภาพและคุณภาพชีวิตเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เรามักมองข้าม ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพการนอน สมดุลของอารมณ์ พลังงานในร่างกาย และพลังใจในการใช้ชีวิต ซึ่ง ‘สมดุลของฮอร์โมน’ คือหนึ่งในกลไกสำคัญที่เกี่ยวข้อง และเป็นเทรนด์สุขภาพที่กำลังถูกพูดถึงในวงกว้าง”

 

เมื่อเทรนด์ขยับมาในทิศทางนี้ทำให้ ‘นิยามของสุขภาพที่ดี’ และรูปแบบการดูแลตัวเองของคนยุคนี้ มองลึกไปกว่าร่างกายที่ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ แต่ต้องเต็มเปี่ยมไปด้วย ‘พลังกาย’ และ ‘พลังใจ’ ในการใช้ชีวิต

 

“สมัยก่อนเราบอกว่า การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ แต่ตอนนี้มันคือการใช้ชีวิตได้ตามที่ต้องการ เช่น ออกไปเที่ยวได้นานๆ ออกกำลังกายได้ยาวๆ พลังในการทำงานไม่ลด เพราะหลายคนเจอกับสภาวะที่ ‘ใจสู้แต่กายไม่ไหว’ ตรงนี้เองที่ทำให้เราต้องย้อนกลับมาตั้งคำถามว่า สาเหตุที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเหนื่อยล้าเหล่านั้นคืออะไร”

 

 

‘ฮอร์โมน’ รหัสลับสุขภาพที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด  

 

ภัทราลักษณ์ บอกว่า อารมณ์ คุณภาพการนอน พลังกาย สมาธิ หรือน้ำหนักตัว ล้วนได้รับอิทธิพลจากฮอร์โมน

 

ยกตัวอย่าง ‘ฮอร์โมนความสุข’ ที่เราได้ยินกันบ่อยๆ เช่น โดปามีน เซโรโทนิน ออกซิโทซิน และเอ็นดอร์ฟิน นอกจากนี้ยังมี ฮอร์โมนเพศ ทั้งฮอร์โมนเอสโตรเจน ที่เสมือนน้ำพุแห่งความเยาว์วัยของผู้หญิง และฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน หรือฮอร์โมนพลังหนุ่มของผู้ชาย เมื่อไรก็ตามที่ฮอร์โมนเหล่านี้ไม่สมดุลอาจส่งผลให้รู้สึกซึมเศร้า เบื่อหน่าย อ่อนเพลีย หรือหงุดหงิดง่ายโดยไม่มีเหตุผล ส่งผลกระทบไปถึงคุณภาพการนอน ความอยากอาหาร สมาธิ ระดับพลังงานในร่างกาย และความสัมพันธ์

 

“เราเชื่อเสมอว่าฮอร์โมนเป็นตัวแปรสำคัญที่เชื่อมโยงกับปัจจัยพื้นฐานของชีวิต แต่ในประเทศไทยยังมีข้อจำกัดของความรู้เรื่องฮอร์โมนเยอะมาก โดยเฉพาะเมื่อคนคิดว่าฮอร์โมนเกี่ยวข้องแค่วัยที่เปลี่ยนไป และการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนขึ้นอยู่กับอายุที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่จริงๆ แล้ว ยังเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่เร่งรีบ ความเครียด และการพักผ่อนไม่เพียงพอ ก็ส่งผลกระทบต่อสมดุลของฮอร์โมนด้วยเช่นกัน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มักจำกัดอยู่แค่บุคลากรทางการแพทย์ หรือข้อมูลที่เผยแพร่ออกไปตามโซเชียลมีเดียก็ไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง และไม่เป็นปัจจุบัน”

 

ภัทราลักษณ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า ‘ฮอร์โมนบำบัด’ จะถูกแยกออกเป็น 2 แกน คือ เรื่องของการรักษา เช่น การประคับประคองการตั้งครรภ์ อีกส่วนคือการ ‘คงไว้ซึ่งพลังของชีวิต’ ที่ประกอบด้วยร่างกาย อารมณ์ และจิตใจ หรือการเติมฮอร์โมนในกรณีที่จำเป็น   

 

จุดเริ่มต้นคือการเข้าใจก่อนว่าฮอร์โมนมีบทบาทอย่างไร สิ่งที่เราเรียกว่า ‘สุขภาพดี’ หรือ ‘คุณภาพชีวิตที่ดี’ หมายถึงการใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพ ทั้งร่างกายและจิตใจ เช่น อยากออกกำลังกายต่ออีก 20 นาที หรือจากเดิน 40 นาที พัฒนาไปเป็นวิ่งได้ 40 นาที นั่นคือการเพิ่มพลังกายและพลังใจให้สอดคล้องกัน

 

ฮอร์โมนที่เบซินส์ เฮลธ์แคร์ผลิต วิจัย และพัฒนา มีบทบาทตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ วัยเจริญพันธุ์ ไปจนถึงวัยหมดประจำเดือนในผู้หญิง ในส่วนฮอร์โมนในผู้ชายเอง ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

 

“ปัญหาคือผู้ชายมักขาดข้อมูลหรือไม่สนใจว่าพลังงานที่ถดถอยนั้นเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนตัวเองด้วย แต่ถ้าเรามีความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับฮอร์โมนมากขึ้น ก็สามารถใช้ข้อมูลเหล่านั้นปรึกษากับบุคลากรทางการแพทย์ แล้วนำฮอร์โมนมาเป็นส่วนหนึ่งของการบำบัดเพื่อเสริมคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น”

 

ภาพประกอบฮอร์โมน สมดุลชีวิต และสุขภาพดีแบบยั่งยืน 3

 

‘เบซินส์ เฮลธ์แคร์’ ยกระดับ Quality of Life ภายใต้ ‘Standard of Care’  

 

เมื่อ ‘ฮอร์โมน’ เป็นเรื่องที่คนทุกช่วงวัยต้องทำความเข้าใจอย่างถูกต้องเพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ของการดูแลสุขภาพเชิงลึกในระยะยาวและเป็นพื้นฐานของ Well‑being

 

เบซินส์ เฮลธ์แคร์ ดำเนินงานโดยยึดองค์ความรู้ด้านฮอร์โมนที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องมากกว่าศตวรรษ จึงมุ่งมั่นที่จะสร้างความเข้าใจถึงความสำคัญของฮอร์โมนทั้งในการรักษาและส่งเสริมคุณภาพชีวิต โดยทำงานร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์ ส่งเสริมการสื่อสารที่ถูกต้อง เพื่อให้คนไทยดูแลตัวเองได้เหมาะสมและยั่งยืน

 

ภัทราลักษณ์ บอกว่า การพูดถึงฮอร์โมนจะไม่ใช่แค่เรื่องทางการแพทย์ซับซ้อนอีกต่อไป แต่จะยกระดับเป็นมิติไลฟ์สไตล์และคุณภาพชีวิต (Quality of Life) ในวงกว้าง เพื่อให้ทุกคนออกแบบชีวิตให้สมดุลและมีพลังได้จริง

 

“สิ่งที่เรายึดถือคือการทำงานตาม Standard of Care ในระดับสากล ที่รวมองค์ความรู้ด้านข้อมูลเข้ากับการดูแลแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Care) เลือกใช้ฮอร์โมนที่เหมาะกับความต้องการของแต่ละบุคคล เพื่อคืนสมดุลคุณภาพชีวิตให้พวกเขากลับมาใช้ชีวิตได้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน”

 

เบซินส์ เฮลธ์แคร์ ยังวางตัวเองเป็น ‘Hormone Partner’ ที่แตกต่างจากคู่แข่งในตลาดด้วยผลิตภัณฑ์กลุ่ม Body-identical Hormone ซึ่งมีโครงสร้างเหมือนกับฮอร์โมนตามธรรมชาติของมนุษย์ นอกจากนี้ยังเป็นผู้บุกเบิกนวัตกรรมฮอร์โมนชนิดทารายแรก ได้รับความไว้วางใจและวางจำหน่ายในสถานพยาบาลครอบคลุมทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล โรงเรียนแพทย์ โรงพยาบาลรัฐบาล โรงพยาบาลเอกชน และคลินิกชั้นนำ 

 

“นอกจากการส่งมอบความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเรื่องฮอร์โมน หัวใจสำคัญที่เราพยายามสื่อสารคือ ความเชื่อมโยงระหว่างฮอร์โมนกับสุขภาพแบบองค์รวม (Well-being) เราอยากให้คนปรับมุมมองใหม่ว่า การดูแลฮอร์โมนคือส่วนหนึ่งของแนวคิด Health Span หรือการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ เพราะหากรอจนร่างกายทรุดโทรมแล้วค่อยมารักษา นั่นอาจไม่ใช่คำตอบของ Longevity เราอยากให้ทุกคนเริ่มสังเกตตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ ว่าอาการผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ นั้นเกี่ยวข้องกับสมดุลฮอร์โมนหรือไม่ สำหรับคนที่ใส่ใจสุขภาพ นอกเหนือจากการตรวจเช็กระดับน้ำตาลหรือไขมันในเลือดแล้ว คุณควรตั้งคำถามกับตัวเองด้วยว่า ตอนนี้สภาวะฮอร์โมนของฉันยังสมดุลหรือไม่?

 

เพื่อช่วยให้คนทั่วไปเข้าถึงความรู้เรื่องฮอร์โมนได้ง่ายขึ้น เบซินส์ เฮลธ์แคร์ จึงพัฒนา เว็บไซต์ besins-healthcare.co.th พร้อม ‘แบบประเมินสุขภาพฮอร์โมนเบื้องต้น’ สำหรับผู้ชายและผู้หญิง ซึ่งข้อมูลและเกณฑ์การวัดผลทั้งหมดมาจาก Standard of Care หรือมาตรฐานการดูแลฮอร์โมนทั้งชายและหญิง โดยเราทำงานร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์อย่างใกล้ชิดเพื่อใช้เป็นเครื่องมือที่ช่วยสังเกตอาการและวินิจฉัยสภาวะฮอร์โมนเพศในเบื้องต้นได้อย่างน่าเชื่อถือ

 

“บทบาทของเราไม่ได้จบลงแค่การให้ข้อมูล แต่เราต้องการนำทางไปสู่ช่องทางที่ถูกต้อง หลังทำแบบทดสอบเสร็จ ระบบจะช่วยชี้เป้าโรงพยาบาลหรือคลินิกที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านสุขภาพชาย-หญิงใกล้บ้าน เพื่อให้เขาได้รับการปรึกษาจากแพทย์ที่มีความชำนาญการในการใช้ฮอร์โมนโดยตรง”

 

และในวัน ‘World Hormone Day’ ซึ่งตรงกับวันที่ 24 เมษายนของทุกปี ก็เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของ เบซินส์ เฮลธ์แคร์ ที่จะส่งต่อความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของฮอร์โมนให้ครอบคลุม ทั้งในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์และบุคคลทั่วไปที่สนใจดูแลตัวเอง

 

“เนื่องในโอกาส World Hormone Day เราเดินหน้ารณรงค์ให้คนไทยตระหนักถึงความสำคัญของฮอร์โมนภายใต้แคมเปญ ‘Hormones Matter’ สุขภาพดีเริ่มที่ใส่ใจฮอร์โมน โดยกิจกรรมหลักของเราเน้นไปที่การขับเคลื่อนผ่าน 3 องค์ประกอบสำคัญ คือ การทำงานร่วมกับทีมแพทย์ตั้งแต่ระดับพื้นฐาน การจัดเวิร์กชอปเพื่อถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้ที่สนใจโดยตรง และการผลิตคอนเทนต์ที่น่าเชื่อถือ มีความถูกต้องทางวิชาการ แต่ย่อยง่ายและเข้าถึงได้จริง เช่น วิดีโอ Animation ซีรีส์วิดีโอ Podcast ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาให้ความรู้และคำแนะนำอย่างเข้าใจง่าย การผสมผสานทั้ง 3 องค์ประกอบนี้ จะช่วยให้ผู้คนเกิดความตระหนักรู้และเข้าใจเรื่องฮอร์โมนในเชิงลึก จนสามารถนำไปปรับใช้กับการดูแลร่างกายของตัวเองได้อย่างเป็นรูปธรรม”  

 

ภาพประกอบฮอร์โมน สมดุลชีวิต และสุขภาพดีแบบยั่งยืน 4

 

ตั้งเป้าเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่เติมเต็ม Health Ecosystem ของไทย โดยเฉพาะเรื่อง ‘ฮอร์โมน’

 

ภัทราลักษณ์ บอกว่า ความท้าทายในฐานะ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท  เบซินส์ เฮลธ์แคร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ยังคงเป็นเรื่องของการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องทั้งฝั่งผู้บริโภคและบุคลากรทางการแพทย์

 

“เรื่องแรกคือ การต่อสู้กับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องบนโซเชียลมีเดีย เช่น อายุเยอะฮอร์โมนเปลี่ยนไม่ต้องปรับอะไรแค่ทำใจรับสภาพ หรืองานวิจัยปี 2000 ที่บอกว่าฮอร์โมนทำให้เกิดมะเร็งในผู้หญิง ปัจจุบันสิ่งเหล่านี้ถูกพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้เกิดกับทุกฮอร์โมน  แต่เฉพาะที่ไม่ใช่ Body-identical Hormone

 

 จากงานวิจัยขนาดใหญ่ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการใช้ฮอร์โมนทดแทนในผู้หญิง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทางการแพทย์ในปัจจุบันชี้ให้เห็นว่า ความเสี่ยงดังกล่าวไม่ได้เกิดกับฮอร์โมนทุกชนิด แต่ขึ้นอยู่กับชนิดของฮอร์โมน ขนาด วิธีการใช้ ระยะเวลา และความเหมาะสมของแต่ละบุคคล 

 

อีกทั้ง US FDA หรือ องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา ก็เพิ่งมีการยกเลิกคำเตือน Black Box Warnings ที่เคยติดบนยาในกลุ่มฮอร์โมนทดแทนมากว่า 20 ปี โดยยืนยันว่าฮอร์โมนทดแทนไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ มะเร็งเต้านม หรือภาวะสมองเสื่อม เมื่อตรวจประเมินและใช้ในกลุ่มที่เหมาะสม 

 

การใช้ฮอร์โมนทดแทนมีประโยชน์มาก เมื่อเทียบกับความเสี่ยงของโรคบางอย่าง อาทิ โรคกระดูกบาง กระดูกพรุน หัวใจหลอดเลือด เมตาโบลิกหรือโรคอ้วน เป็นต้น นั่นคือการบ้านที่ต้องแก้ก่อนว่า หนึ่ง ฮอร์โมนปลอดภัย สอง สามารถเลือกใช้โดยปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทำ Personalized Hormone จะยิ่งเพิ่มความปลอดภัย ซึ่งฮอร์โมนทุกประเภทต้องใช้ภายใต้คำแนะนำแพทย์ เพื่อความเหมาะสมและผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในแต่ละบุคคล”

 

“อีกเรื่องคือ ในฐานะบริษัทเวชภัณฑ์ ต้องทำงานกับบุคลากรทางการแพทย์ด้วยการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อสร้าง Health literacy ที่มีคุณภาพ ถูกต้อง เข้าใจได้ง่ายและเข้าถึงได้เพื่อส่งเสริมการตัดสินใจด้านสุขภาพที่ดี ระหว่างบุคลากรทางการแพทย์และผู้รับคำปรึกษา”  

 

เมื่อถามถึงเป้าหมายของ เบซินส์ เฮลธ์แคร์ ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ภัทราลักษณ์บอกว่า ตั้งเป้าที่จะเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่เติมเต็ม Health Ecosystem ของไทย โดยเฉพาะเรื่อง ‘ฮอร์โมน’ อันเป็นกลไกที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของสุขภาพ

 

“นอกจากจะเป็น ‘Hormone Partner’ เรายังอยากพัฒนาบทบาทไปสู่การเป็น ‘Reference Point’ เรื่องการใช้ฮอร์โมน เมื่อคนไทยต้องการข้อมูลเชิงลึก พวกเขาจะนึกถึงเราก่อนเสมอ ทั้งความรู้ที่ถูกต้อง แนวทางการดูแลที่เหมาะสม และการเข้าถึงบริการร่วมกับแพทย์อย่างมีมาตรฐาน”

 

“เป้าหมายของเรายังสอดคล้องกับพันธกิจขององค์กร ‘By your side, for life’ พร้อมเคียงข้างทุกมิติของชีวิต เพราะการใช้ชีวิตเต็มที่ในแบบที่ตัวเองเลือกเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด หากทุกคนเข้าใจว่าสมดุลฮอร์โมนช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างไร ก็จะมีสุขภาพดีได้ยาวนานและมีคุณภาพในทุกวัย” ภัทราลักษณ์กล่าวทิ้งท้าย

The post ไขรหัสลับ ‘สมดุลฮอร์โมน’ กุญแจสร้างพลังขับเคลื่อนทุกจังหวะชีวิต สู่เป้าหมายสุขภาพดีแบบ Longevity [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 วิธียืด Hair Healthspan ให้เส้นผมหนาอยู่กับเราไปนานๆ https://thestandard.co/life/5-ways-to-extend-hair-healthspan/ Mon, 20 Apr 2026 01:00:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1198908 ภาพประกอบ AI แสดง 5 วิธีดูแล Hair Healthspan เพื่อสุขภาพเส้นผมที่แข็งแรงและหนาแน่น

เราต่างรู้ดีว่าผิวหน้ามักร่วงโรยไปตามกาลเวลา แต่หลายคนอ […]

The post 5 วิธียืด Hair Healthspan ให้เส้นผมหนาอยู่กับเราไปนานๆ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบ AI แสดง 5 วิธีดูแล Hair Healthspan เพื่อสุขภาพเส้นผมที่แข็งแรงและหนาแน่น

เราต่างรู้ดีว่าผิวหน้ามักร่วงโรยไปตามกาลเวลา แต่หลายคนอาจลืมไปว่า ‘เซลล์รากผม’ ก็มีอายุขัยที่ไม่ต่างกัน ในโลกของ Longevity Science วันนี้ เราจึงไม่ได้พูดถึงแค่การมีผมสวยชั่วคราว แต่กำลังโฟกัสไปที่ Hair Healthspan หรือการรักษาชีวิตของรากผมให้ยืนยาวที่สุด

 

  

แม้พันธุกรรมจะเป็นตัวกำหนดโครงสร้างเส้นผมมาตั้งแต่เกิด แต่รู้ไหมว่า ‘ไลฟ์สไตล์’ คือตัวแปรสำคัญที่คอยเร่งให้รากผมเสื่อมสภาพเร็วกว่าที่ควร และนี่คือ 5 วิธีการดูแลตัวเองที่จะช่วยยืดอายุเซลล์รากผมให้เสื่อมช้าลง เพื่อรักษาความหนาแน่นของเส้นผมให้อยู่กับเราไปนานที่สุด

1. ปรับการกิน ลดการอักเสบสะสมจากภายใน

 

การอักเสบเรื้อรังระดับต่ำที่สะสมตามวัย หรือที่เรียกว่า Inflammaging คือตัวการเงียบที่เข้าไปขัดขวางการทำงานของเซลล์รากผมโดยตรง ลองเริ่มจากการปรับอาหารการกินง่ายๆ ด้วยการลดของหวาน เครื่องดื่มน้ำตาลสูง และไขมันทรานส์ ซึ่งเป็นตัวเร่งการอักเสบชั้นดี แล้วหันมาเติม ‘Superfood’ อย่างผักใบเขียวหรือผลไม้ตระกูลเบอร์รีที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เพื่อช่วยปกป้องเซลล์รากผมไม่ให้เสื่อมสภาพก่อนวัย

 

2. กระตุ้นรากผมด้วยการนวดหนังศีรษะ

 

นอกจากการนวดหนังศีรษะจะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายหลังวันที่เหนื่อยล้าแล้ว ปัจจุบันยังมีผลการศึกษาที่น่าสนใจพบว่า การนวดอย่างสม่ำเสมอเพียงวันละ 4 นาที มีส่วนช่วยกระตุ้นยีนที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตของเส้นผม ซึ่งอาจช่วยให้เส้นผมมีขนาดหนาขึ้นได้เมื่อทำต่อเนื่องในระยะยาว

 

นับเป็นทางเลือกง่ายๆ ที่ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนเลือดให้ส่งสารอาหารไปเลี้ยงรากผมได้ดียิ่งขึ้น

 

3. จัดการความเครียดและพักผ่อนให้เพียงพอ

 

เมื่อเราเครียด ร่างกายจะหลั่งคอร์ติซอล (Cortisol) ฮอร์โมนที่นอกจากจะทำให้เราดูแก่โทรมแล้ว หากมีระดับสูงต่อเนื่องยังอาจเข้าไปรบกวนโปรตีนที่สั่งการให้ผมแบ่งตัวและเติบโตได้

 

การหาเวลาทำสมาธิผ่อนคลายจิตใจ ควบคู่ไปกับการนอนหลับที่มีคุณภาพ 7-9 ชั่วโมง จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายจัดการฮอร์โมนความเครียดได้ดีขึ้น พร้อมทั้งรักษาระยะงอกใหม่ (Anagen) ของเส้นผมให้ยาวนานและมั่นคง

 

4. เติม ‘Bio-actives’ สารอาหารเฉพาะจุดเพื่อความยั่งยืนของรากผม

 

เนื่องจากเซลล์รากผมมีการแบ่งตัวสูงที่สุดจุดหนึ่งในร่างกาย จึงต้องการการบำรุงที่ตรงจุดเพื่อให้วงจรชีวิตเส้นผมทำงานได้อย่างต่อเนื่อง

 

  • Vitamin D: สารสำคัญที่ช่วยส่งสัญญาณให้รากผมเริ่มวงจรการงอกใหม่ (Anagen) หากร่างกายขาดสารนี้ รากผมจะเข้าสู่ระยะพักตัวได้เร็วขึ้น
  • Redensyl: สารสกัดจากไม้สนและใบชาเขียว ที่ช่วยดูแลเซลล์รากผมให้ทำงานตามวงจรธรรมชาติ และรักษาความหนาแน่นของผมในระยะยาว
  • Capixyl: สารสกัดจากดอก Red Clover และเปปไทด์เข้มข้น ที่ช่วยดูแลปัญหารากผมฝ่อจากฮอร์โมน พร้อมเสริมความแข็งแรงให้รากผมยึดเกาะกับหนังศีรษะได้ดีและหลุดร่วงยากขึ้น

 

ด้วยคุณสมบัติที่เป็นสารสกัดทางเลือกซึ่งมีความอ่อนโยนสูง จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลตัวเองที่บ้านได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว โดยช่วยลดความกังวลเรื่องผลข้างเคียงเมื่อเทียบกับการใช้ยาควบคุม

 

5. ปกป้องหนังศีรษะจากแสงแดด เช่นเดียวกับผิวหน้า

 

เรามักทากันแดดที่หน้า แต่เผลอละเลยหนังศีรษะ ซึ่งรังสี UV คือตัวการสร้างความเครียดให้เซลล์ที่รุนแรงไม่แพ้ผิวหน้า และยังสามารถทำลายโครงสร้างลึกถึงระดับ DNA ของรากผม ส่งผลให้ผมเส้นเล็กลงและหงอกก่อนวัย

 

การปรับพฤติกรรมง่ายๆ อย่างการสวมหมวกหรือพกร่มเวลาออกแดด จึงเป็นขั้นตอนสำคัญในการลดความเสื่อมและรักษาความหนาของเส้นผมในระยะยาว

 

อ้างอิง:

The post 5 วิธียืด Hair Healthspan ให้เส้นผมหนาอยู่กับเราไปนานๆ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาว Gen Z เกือบ 70% นอนไม่หลับเพราะเรื่องเงิน – ตอบ 10 คำถามการเงินที่จะช่วยให้หลับเต็มอิ่ม https://thestandard.co/gen-z-money-insomnia-tips/ Sun, 05 Apr 2026 11:59:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1195049 ภาพหญิงสาวนอนไม่หลับ แสดงถึงความกังวลจากความเครียดเรื่องเงินของ Gen Z

อยู่ๆ ก็มีเรื่องราวให้นอนไม่หลับ ให้กลับมาคิดวกวนทั้งคื […]

The post ชาว Gen Z เกือบ 70% นอนไม่หลับเพราะเรื่องเงิน – ตอบ 10 คำถามการเงินที่จะช่วยให้หลับเต็มอิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพหญิงสาวนอนไม่หลับ แสดงถึงความกังวลจากความเครียดเรื่องเงินของ Gen Z

อยู่ๆ ก็มีเรื่องราวให้นอนไม่หลับ ให้กลับมาคิดวกวนทั้งคืนวุ่นวาย…

 

ตีหนึ่งแล้วแต่ยังตาสว่าง จ้องเพดานที่ว่างเปล่า ไม่ใช่เพราะตกอยู่ในห้วงรัก แต่กำลังหนักใจว่า ‘พรุ่งนี้จะเอาเงินที่ไหนใช้?’ หรือ ‘ชาตินี้เราจะมีปัญญาซื้อบ้านไหม?’

 

ข่าวดีคือเราไม่ได้เป็นคนเดียวที่นอนไม่หลับ แต่ชาว Gen Z อีกเกือบ 70% ก็นอนไม่หลับเพราะปัญหาเรื่องการเงินเหมือนกัน

 

ทำไมชาวเจน Z ถึงแพนิกเรื่องเงินอย่างหนักจนส่งผลกระทบต่อการนอน แล้วเราจะแก้ปมการเงินนี่ยังไง ให้กลับมานอนหลับสนิททั้งคืนได้อีกครั้ง

 

Gen Z กับการนอนหลับและความกังวลเรื่องเงิน

 

ความเครียดเรื่องเงินของชาว Gen Z ไม่ใช่แค่เรื่องการจัดการเงินไม่เป็น แต่เกิดจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่กดดันขั้นสุด ทั้งค่าครองชีพที่พุ่งทะยาน สวนทางกับรายได้ที่เติบโตไม่ทัน เมื่อความกังวลสะสมจนถึงขีดสุด มันจึงไประเบิดออกในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นเวลาที่สมองควรจะได้พักผ่อน

 

ผลสำรวจล่าสุดจาก Amerisleep ที่ทดสอบจากกลุ่มตัวอย่างชาวอเมริกา 1,002 คน เกี่ยวกับความเครียดเรื่องการเงินที่กระทบต่อการนอนหลับ พบว่ากลุ่ม Gen Z กลุ้มใจเรื่องเงินจนนอนไม่หลับมากที่สุด

 

  • นอนคิดมากเรื่องเงิน: 69% ของ Gen Z ยอมรับว่านอนลืมตาตื่นอยู่บนเตียงเพราะคิดเรื่องเงิน (เป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับคนเจนอื่น)
  • กังวลเรื่องความมั่นคงในหน้าที่การงาน: 47% ของ Gen Z มีปัญหาการนอน เพราะกังวลเรื่องความมั่นคงของงาน (เทียบกับ Millennials 38% และ Gen X 35%)
  • กังวลเรื่องค่าบ้าน/ค่าเช่า: 47% ของ Gen Z เครียดเรื่องค่าที่อยู่อาศัยและค่าเช่าสูงที่สุดในบรรดาทุกเจน
  • เครียดจากข่าวเศรษฐกิจ: 46% ของ Gen Z เกิดความกังวลหลังจากอ่านพาดหัวข่าวเกี่ยวกับเศรษฐกิจ

 

ถ้าสู้ไม่ไหว ก็ขอนอนเปื่อยๆ ปล่อยจอยให้โลกแตกไปเลย

 

เมื่อรู้สึกว่าควบคุมอนาคตไม่ได้ Gen Z หลายคนจึงเลือกใช้กลไกการหนีปัญหา ที่กลายเป็นเทรนด์น่าเป็นห่วง

 

  • ไถโซเชียลมีเดีย: 57% ของ Gen Z เลือกที่จะไถโซเชียลมีเดียเมื่อความคิดเรื่องเงินรบกวนการนอน (เป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในทุกกลุ่มอายุ) ผลคือยิ่งไปเจอข่าวเศรษฐกิจแย่ๆ หรือเห็นภาพชีวิตดี๊ดีของคนอื่น ก็ยิ่งเกิดการเปรียบเทียบและรู้สึกแย่กับตัวเองหนักกว่าเดิม
  • การนอนเปื่อย (Bed Rotting): 37% (มากกว่า 1 ใน 3) ของ Gen Z ใช้พฤติกรรม Bed Rotting หรือการนอนแช่อยู่บนเตียงเป็นเวลานานโดยไม่มีเป้าหมาย เพื่อรับมือกับความเครียดทางการเงิน ซึ่งเป็นเทรนด์เฉพาะตัวที่พบมากในวัยผู้ใหญ่ตอนต้นกลุ่มนี้

 

และเมื่อเจน Z เครียดสะสมไปนานๆ ก็อาจนำไปสู่การใช้จ่ายประชดชีวิตที่ในเมื่อเป้าหมายใหญ่ เช่น ซื้อบ้าน เป็นไปไม่ได้ ก็ขอรูดบัตรซื้อของแบรนด์เนม ดื่มกาแฟแก้วละร้อย หรือจองตั๋วเที่ยวเพื่อซื้อความสุขชั่วคราว แต่สุดท้ายก็ต้องมานั่งกุมขมับตอนบิลบัตรเครดิตมาส่ง กลายเป็นเครียดเรื่องเงินวนลูปไปอีก

 

แต่เชื่อเถอะว่า การวิ่งหนีไม่ได้ช่วยให้เราหลับสบายขึ้น วิธีเดียวที่จะหลุดพ้นจากลูปนรกนี้คือการหันกลับมาเผชิญหน้ากับมัน เพราะเอาเข้าจริง ความกลัวมักจะใหญ่กว่าความจริงเสมอ ทันทีที่เราเลิกหนี กางปัญหาออกมาดู แล้วเริ่มวางแผน ความกังวลในหัวจะลดลงไปเกินครึ่ง

 

และเพื่อไม่ให้เราต้องเริ่มจัดการปัญหาแบบงงๆ ต่อจากนี้คือ 10 ยานอนหลับชั้นดี ที่จะช่วยเคลียร์ความกังวล จัดระเบียบสมอง และตอบทุกคำถามการเงินที่คาใจ เพื่อให้คืนนี้เราหลับได้สนิทขึ้น

 

ตอบ 10 คำถามการเงินที่คาใจ แก้อาการนอนไม่หลับ

 

  • อายุ 25 ควรมีเงินเก็บเท่าไหร่ถึงจะอุ่นใจ?

 

เลิกเปรียบเทียบตัวเองกับคนใน TikTok ที่มีเงินล้านตอนอายุ 20 ได้แล้ว เป้าหมายแรกที่ควรทำเพื่อให้นอนหลับ คือการมี เงินสำรองฉุกเฉิน

 

เริ่มจากเก็บให้พอใช้ 1 เดือนก่อน แล้วค่อยๆ ขยับเป็น 3-6 เดือน และถ้าเป็นไปได้ ในยุคที่โลกไม่แน่นอนแบบนี้ลองชาเลนจ์ตัวเองให้เก็บเงินสำรองได้ถึง 12 เดือน เช่น ค่าใช้จ่ายต่อเดือนเราคือ 10,000 เงินสำรอง 12 เดือน ก็คือ 120,000 บาท ถ้ามีถึงจุดนี้ได้ความเครียดเรื่องเงินที่กดทับเราตลอดเวลาก็จะเบาลง เพราะมีเงินก้อนนี้ไว้เป็นตาข่ายรองรับเวลาตกงานแล้ว

 

  • จะ ‘ลงทุน’ หรือ ‘ใช้หนี้’ ก่อนดี?

 

ทริกง่ายๆ คือให้ดูที่ ความโหดของดอกเบี้ย ถ้าเป็นหนี้ดอกเบี้ยต่ำ (เช่น กยศ. หรือบ้าน) แนะนำให้ ทำคู่กันไป แบ่งเงินจ่ายหนี้และเจียดมาลงทุน การเห็นพอร์ตเติบโตจะช่วยฮีลใจได้ดีกว่าก้มหน้าใช้หนี้อย่างเดียว แต่ถ้าเป็นหนี้บัตรเครดิตหรือหนี้นอกระบบที่ดอกเบี้ยโหดจัด ให้ทุ่มเงินปิดหนี้ก้อนนี้ให้จบก่อนเป็นอันดับแรก เพราะขืนทำคู่กันไป กำไรจากการลงทุนยังไงก็วิ่งตามดอกเบี้ยมหาโหดไม่ทันแน่ๆ

 

  • มีเงินหลักร้อยจะเริ่มลงทุนได้ยังไง?

 

ยุคนี้ไม่ต้องมีเงินก้อนก็รวยขึ้นได้ หัวใจคือ ความสม่ำเสมอ การลงทุนแบบ DCA (Dollar Cost Averaging) ในกองทุนรวมหรือแอปลงทุนต่างๆ เริ่มต้นแค่เดือนละ 500-1,000 บาท พลังของดอกเบี้ยทบต้นจะทำงานแทนเราเอง ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งได้เปรียบ

 

  • กฎ 50/30/20 ยังขลังอยู่ไหม?

 

กฎนี้คือ Needs 50% / Wants 30% / Savings 20% ในยุคที่ค่าเช่าหอพักพุ่งสูง กฎนี้อาจจะตึงไปนิดสำหรับบางคน แนะนำว่า ปรับได้แต่ต้องมีสัดส่วน ถ้า Needs พุ่งไป 60% ก็ต้องลด Wants เหลือ 20% หัวใจสำคัญคือต้องรู้ว่าเงินไหลออกไปทางไหนบ้าง

 

  • Credit Score ต่ำ แก้ยังไง?

 

เครดิตสกอร์คือใบเบิกทางสู่การซื้อบ้านและรถในอนาคต วิธีแก้ง่ายที่สุดแต่วินัยต้องสูงคือ จ่ายให้ตรงเวลา และ อย่าใช้จนเต็มวงเงิน การรักษาประวัติให้สะอาดจะช่วยลดความเครียดเวลาต้องทำธุรกรรมใหญ่ๆ ได้มหาศาล

 

  • หุ้นรายตัว vs กองทุนดัชนี (Index Funds) อันไหนนอนหลับฝันดีกว่า?

 

ถ้าเราไม่ใช่สายเทรดที่อยากจ้องกราฟทั้งวัน กองทุนดัชนี (เช่น S&P 500 หรือ SET50) คือคำตอบที่สะดวกเหมือนกัน เพราะมันคือการซื้อหุ้นชั้นนำหลายร้อยตัวในครั้งเดียว กระจายความเสี่ยงได้ดีกว่า และสถิติระยะยาวมักจะให้ผลตอบแทนที่ชนะเงินเฟ้อเสมอ

 

  • จำเป็นต้องมี ‘ที่ปรึกษาทางการเงิน’ ไหม?

 

ถ้าพอร์ตยังไม่ใหญ่มาก ศึกษาเองผ่าน YouTube หรือใช้ Robo-advisor ก็เพียงพอ แต่ถ้าเริ่มมีทรัพย์สินเยอะ หรืออยากวางแผนภาษีแบบจริงจัง การจ้างผู้เชี่ยวชาญจะช่วยประหยัดเวลาและลดความผิดพลาดได้มาก

 

  • เงินเฟ้อน่ากลัวแค่ไหน แล้วจะสู้ยังไง?

 

เงินเฟ้อคือ ‘โจร’ ที่ขโมยค่าของเงินในบัญชีออมทรัพย์เราไปเงียบๆ วิธีสู้คือต้องเอาเงินไปไว้ในสินทรัพย์ที่ชนะเงินเฟ้อในระยะยาว เช่น หุ้น ทองคำ หรืออสังหาริมทรัพย์ อย่าปล่อยให้เงินนอนแช่จนเน่า เหมือนที่เรานอนเปื่อยบนเตียงเลยนะ

 

  • ต้องรีบเก็บเงินเกษียณตั้งแต่อายุเท่านี้เลยเหรอ?

 

คำตอบคือ ใช่ ยิ่งเริ่มตอนอายุ 20 ต้นๆ เราจะใช้เงินต้นน้อยกว่าการเริ่มตอนอายุ 40 ถึงหลายเท่าตัว ‘เวลา’ คือเพื่อนที่ดีที่สุดของการลงทุน ยิ่งให้เวลามันทำงานนานเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเกษียณได้เร็วเท่านั้น

 

  • จัดการกับความเครียดเรื่องเงินยังไงดี?

 

เวลาหัวถึงหมอนแล้วเครียดเรื่องเงิน ลองโฟกัสแค่ สิ่งที่ควบคุมได้ เลิกแพนิกกับเรื่องที่คุมไม่ได้อย่างเศรษฐกิจ หรือความสำเร็จของคนอื่นในโซเชียล แล้วหันมาจัดการสิ่งเล็กๆ ที่เราทำได้จริงแทน เช่น คุมงบกินข้าวพรุ่งนี้ หรือตั้งหักเงินออมอัตโนมัติ พอสมองรับรู้ว่าเราคุมสถานการณ์ได้ ความกังวลจะลดลง ช่วยให้ปล่อยจอยและหลับสบายขึ้น

 

สุดท้ายแล้ว ยิ่งเครียดเรื่องเงินก็ยิ่งนอนไม่หลับ พอนอนน้อยร่างกายก็พัง สมองเบลอ จนวนลูปกลับมาซ้ำเติมปัญหาการเงินให้แย่ลงไปอีก

 

วิธีตัดวงจรท็อกซิกนี้คือ เลิกหนีความจริง ลองกำหนดเวลาสัก 15-20 นาทีตอนกลางวัน เปิดแอปธนาคารดูตัวเลขจริงๆ และเริ่มจดบันทึกรายจ่าย แล้วลิสต์ปัญหาการเงินและเขียนวิธีแก้ พอหมดเวลาก็พับเก็บไปทำอย่างอื่น เพื่อให้ตอนกลางคืนเราล้มตัวลงนอนได้แบบสบายใจว่า ‘วันนี้ได้จัดการปัญหาไปบ้างแล้ว’ โดยไม่ต้องเก็บไปคิดฟุ้งซ่านต่อ

 

อย่าเพิ่งเอาเป้าหมายใหญ่อย่างซื้อบ้านมาแบกไว้ แค่เริ่มแก้ไปทีละเปลาะ ทำทีละสเตปเหมือนเคลียร์เควสต์ย่อยในเกม วันนี้จดรายจ่าย พรุ่งนี้ลดสั่งชานมไข่มุก เพื่อดึงความรู้สึกว่าเราควบคุมเงินได้กลับมา แค่นี้ก็เก่งมากๆ แล้วในยุคที่เศรษฐกิจสู้กลับเบอร์นี้

 

ขอเป็นกำลังใจให้ชาว Gen Z ทุกคน คืนนี้วางมือถือ หายใจลึกๆ แล้วอนุญาตให้ตัวเองได้พักผ่อนชาร์จแบตจริงๆ จังๆ ซะที พรุ่งนี้ตื่นมาหัวโล่งๆ ค่อยมาเริ่มลุยเกมการเงินกันใหม่

 

ท่องไว้ ทำได้! ทำได้! ทำได้!

 

ภาพ: Pormezz / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post ชาว Gen Z เกือบ 70% นอนไม่หลับเพราะเรื่องเงิน – ตอบ 10 คำถามการเงินที่จะช่วยให้หลับเต็มอิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
Garmin x Pokémon เปลี่ยนการนอนให้สนุกขึ้นด้วยโปเกมอน https://thestandard.co/life/garmin-pokemon-sleep-smartwatch/ Tue, 17 Mar 2026 05:03:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1188402 ภาพหน้าปัดสมาร์ตวอตช์ Garmin ธีมโปเกมอน แสดงตัวละครโปเกมอนที่เปลี่ยนไปตามระดับพลังงาน

Garmin จับมือกับแอป Pokémon Sleep เปิดตัวหน้าปัดสมาร์ตว […]

The post Garmin x Pokémon เปลี่ยนการนอนให้สนุกขึ้นด้วยโปเกมอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพหน้าปัดสมาร์ตวอตช์ Garmin ธีมโปเกมอน แสดงตัวละครโปเกมอนที่เปลี่ยนไปตามระดับพลังงาน

Garmin จับมือกับแอป Pokémon Sleep เปิดตัวหน้าปัดสมาร์ตวอตช์ธีมโปเกมอน เพื่อต้อนรับ World Sleep Day และชวนผู้ใช้งานหันมาใส่ใจคุณภาพการนอนมากขึ้น โดยหน้าปัดใหม่นี้ออกแบบมาเพื่อทำให้การติดตามการนอนและระดับพลังงานของร่างกายในแต่ละวันดูเข้าใจง่ายและสนุกขึ้นผ่านตัวละครโปเกมอนยอดนิยม ซึ่งจะเปลี่ยนไปตามระดับพลังงานในฟีเจอร์ Body Battery ของ Garmin ตั้งแต่ท่าทางสดใสเมื่อพลังงานเต็ม ไปจนถึงอาการง่วงหรืออ่อนล้าเมื่อร่างกายต้องการพักผ่อน

 

ภาพหน้าปัดสมาร์ตวอตช์ Garmin ธีมโปเกมอน แสดงตัวละครโปเกมอนที่เปลี่ยนไปตามระดับพลังงาน 1

 

หน้าปัดดังกล่าวมีให้เลือก 2 แบบ ได้แก่ Pokémon Sleep: Snorlax & Friends ที่มาพร้อมโปเกมอนยอดนิยมอย่าง Bulbasaur, Charmander, Squirtle, Pikachu และ Snorlax บนฉาก Greengrass Isle และ Pokémon Sleep: I Choose You ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้เลือกโปเกมอนที่ชื่นชอบได้จากทั้งหมด 48 ตัวละคร 

 

ภาพหน้าปัดสมาร์ตวอตช์ Garmin ธีมโปเกมอน แสดงตัวละครโปเกมอนที่เปลี่ยนไปตามระดับพลังงาน 2

 

นอกจากนี้ยังมี Night Mode ที่จะเปิดใช้งานอัตโนมัติประมาณ 90 นาทีก่อนเวลานอนที่ตั้งค่าไว้ เพื่อช่วยเตือนให้ผู้ใช้เริ่มผ่อนคลายและเตรียมตัวเข้านอนมากขึ้น ส่วนรุ่นที่รองรับ เช่น fēnix, Forerunner, Venu และ vívoactive สามารถดาวน์โหลดได้แล้วตั้งแต่วันนี้ผ่านแอป Connect IQ Store

The post Garmin x Pokémon เปลี่ยนการนอนให้สนุกขึ้นด้วยโปเกมอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
มายด์ WJmild กับ 6 Wellness ที่เธอเลือกในการดูแลตัวเอง https://thestandard.co/life/mind-wj-mild-6-wellness-self-care/ Mon, 09 Mar 2026 01:00:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1184871 มายด์ WJmild ในอิริยาบถที่ดูผ่อนคลาย สะท้อนการดูแลตัวเองแบบองค์รวม

ในวัย 31 ปี ของมายด์ WJmild เธอมีความเชื่อว่าผลลัพธ์ที่ […]

The post มายด์ WJmild กับ 6 Wellness ที่เธอเลือกในการดูแลตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
มายด์ WJmild ในอิริยาบถที่ดูผ่อนคลาย สะท้อนการดูแลตัวเองแบบองค์รวม

ในวัย 31 ปี ของมายด์ WJmild เธอมีความเชื่อว่าผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในเรื่องสุขภาพและความงามไม่เคยเกิดจากการทำสิ่งเดียว แต่มาจากหลายสิ่งที่ทำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง จากประสบการณ์ลองผิดลองถูกที่ผ่านมา ทำให้เธอเรียนรู้ด้วยตัวเองแล้วว่าไม่มีทางลัดสำหรับการดูแลตัวเอง สุขภาพที่ดีต้องมาจากหลายองค์ประกอบ ไม่ใช่แค่การเลือกผลิตภัณฑ์ที่ใช่ หรือออกกำลังกายเป็นครั้งคราว แต่คือการเซ็ตระบบทั้งชีวิตให้มันทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง นี่คือ 6 wellness ที่เธออยากแชร์

 

1. นอนให้เพียงพอ เพราะทุกอย่างเริ่มที่การพักผ่อน

 

“สำหรับมายด์คิดว่าการนอนหลับพักผ่อนคือรากฐานของทุกสิ่งค่ะ เพราะผลกระทบมันชัดมากๆ ถ้าเราพักผ่อนไม่เพียงพอต่อเนื่องเป็นเวลานาน ร่องรอยจะปรากฏให้เห็นทันทีทั้งที่ผิวหน้าและรอบดวงตา โดยเฉพาะฮอร์โมนที่แปรปรวนและส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อสุขภาพในด้านอื่นๆ ตามมาด้วย”

 

2. เลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ

 

“เน้นการเลือกกินสิ่งที่ดีต่อร่างกายเสมอค่ะ มายด์มองว่าอาหารที่เรากินเข้าไปในแต่ละวันเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่ต้องทำงานร่วมกับสิ่งอื่นๆ เพราะไม่มีอะไรที่ทำอย่างเดียวแล้วจะเห็นผลได้จริง”

 

3. จัดการกับความเครียด ก่อนที่มันจะจัดการผิวหน้าเรา

 

“มายด์ว่าผู้หญิงรู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้วว่าเมื่อไหร่ที่ความเครียดเข้ามา ฮอร์โมนก็จะแกว่ง และผลที่ตามมาคือสิวฮอร์โมน รูขุมขนขยาย และผิวที่ดูหมองลงอย่างเห็นได้ชัด การจัดการความเครียดจึงไม่ใช่แค่เรื่องของจิตใจ แต่ส่งผลต่อผิวโดยตรง พยายามทำให้ตัวเองอารมณ์ดีเข้าไว้ค่ะ”​

 

4. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยเฉพาะ Pilates ที่เธอหลงรัก

 

“กีฬาที่มายด์คลั่งไคล้อยู่ตอนนี้คือ Pilates ค่ะ มันไม่เหมือน Cardio หรือ Weight Training ที่เคยทำ เพราะ Pilates เข้าถึงกล้ามเนื้อมัดเล็กที่การออกกำลังกายแบบอื่นไม่สามารถทำได้ มายด์ชอบมากเพราะมันเหมือนเอาโยคะมาผสมกับ Weight Training แล้วก็มี Cardio นิดหน่อย รู้สึกว่าได้ครบมากจริงๆ นอกจากนี้การกำหนดลมหายใจระหว่าง Pilates ยังทำหน้าที่เหมือนการทำสมาธิ ส่งผลให้ร่างกายผ่อนคลาย และช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้นด้วยค่ะ”

 

5.เลือกผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับผิวตัวเอง

 

“เมื่อก่อนมายด์จะคิดว่าใช้ครีมทั่วไปทาทั้งหน้าก็พอ แต่พอเข้าสู่วัย 30+ ก็เริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงรอบดวงตา ทั้งริ้วรอย ความหมองคล้ำที่มากขึ้น นั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้หันมาใส่ใจการดูแลผิวรอบดวงตาเป็นพิเศษ อย่างการเลือกอายครีมที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับบริเวณนั้น เช่น The NEW Rejuvenating Eye Cream ครีมบำรุงผิวรอบดวงตาตัวใหม่ของ La Mer ที่ช่วยดูแลผิวรอบดวงตาได้ 360 องศา ทำให้ดวงตาของเราไม่โทรม แลดูกระจ่างใสสุขภาพดี”

 

6. ดูแล Mental Health ไปพร้อมกับร่างกาย

 

“เรื่องสุขภาพใจ มายด์คิดว่าทุกอย่างมันเชื่อมกัน ร่างกายดี จิตใจก็ดีตาม และจิตใจที่สงบก็ส่งผลกลับมาที่ร่างกายเช่นกัน Pilates ที่มายด์เล่นคือตัวอย่างที่ชัดที่สุด มันไม่ได้ให้แค่รูปร่างที่ดีขึ้น แต่ยังช่วยให้นอนหลับลึกขึ้น และทำให้สมองโล่งขึ้นทุกครั้งหลังออกกำลังกายด้วยค่ะ”

The post มายด์ WJmild กับ 6 Wellness ที่เธอเลือกในการดูแลตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Disciplined Habits: ส่องเคล็ดลับความงามด้าน Wellness กับ เจสซี่ กิระนา ในวัย 27 ปี https://thestandard.co/life/jazzy-chewter-wellness-habits/ Sun, 01 Mar 2026 01:55:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1182895 Disciplined Habits: ส่องเคล็ดลับความงามด้าน Wellness กับ เจสซี่ กิระนา ในวัย 27 ปี

เจสซี่-กิระนา จัสมิน ชูว์เทอร์ นักแสดงและนางแบบในวัย 27 […]

The post Disciplined Habits: ส่องเคล็ดลับความงามด้าน Wellness กับ เจสซี่ กิระนา ในวัย 27 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Disciplined Habits: ส่องเคล็ดลับความงามด้าน Wellness กับ เจสซี่ กิระนา ในวัย 27 ปี

เจสซี่-กิระนา จัสมิน ชูว์เทอร์ นักแสดงและนางแบบในวัย 27 ปี ไม่เพียงแต่ดูดีขึ้นทุกวัน แต่ยังมีองค์ความรู้เรื่องการดูแลตัวเองที่น่าทึ่งมาก โอกาสนี้ LIFE ได้พูดคุยกับเธอในงาน La Mer และได้เคล็ดลับที่เธอสั่งสมมาตลอดหลายปี ตั้งแต่การนอน อาหาร การขยับร่างกาย ไปจนถึงวินัยเล็กๆ ที่เธอเชื่อว่าคือรากฐานของความงามที่แท้จริง

 

เพราะสำหรับเจสซี่ ความงามไม่ได้เริ่มต้นจากการใช้ครีมราคาแพงเสมอไป แต่มาจากสิ่งที่เราทำซ้ำๆ ทุกวันอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการนอนหลับให้พอ การเลือกกินอาหารที่ดีต่อลำไส้ หรือแม้แต่การล้างหน้าก่อนนอนในวันที่เหนื่อยที่สุด สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เธอเรียกว่า Disciplined Habits วินัยขั้นต่ำที่ทำได้ทุกวัน และนี่คือความรักที่มีให้ตัวเองในแบบที่จริงที่สุด และทุกคนสามารถยึดเป็น Habits ที่ทำตามกันได้เลย

 

บทเรียนสำคัญในวัย 27 ปี “การนอนสำคัญที่สุด”

 

เจสซี่เล่าว่าเส้นทางการดูแลผิวของเธอมีทั้งผิดและถูก แต่สิ่งที่ค้นพบว่าสำคัญที่สุดกลับเป็นเรื่องพื้นฐานที่หลายคนมองข้าม

 

“สิ่งที่เจสซี่เห็นว่าสำคัญที่สุดเลยคือการนอน เพราะมันส่งผลกระทบทั้ง Mood ทั้งผิว และระบบฮอร์โมนของเรา ไม่ว่าจะเป็นคอร์ติซอลของเรา เมลาโทนินของเรา ทั้ง Estrogen หรือ Progesterone ทุกฮอร์โมนมันกระทบหมดกับการนอน ถ้าเราแก้ไขจากเซลล์ภายในด้วยการนอนที่เพียงพอ มันจะสะท้อนมาถึงผิวได้”

 

Internal Care ดูแลผิวจากข้างในจนเป็นนิสัย

 

นอกจากการนอน เจสซี่ยังให้ความสำคัญกับสิ่งที่ใส่เข้าร่างกายในทุกวัน โดยเน้นวิธีง่ายๆ ที่ไม่ต้องพึ่งผลิตภัณฑ์เสริมอาหารราคาแพง

 

“เจสซี่อินกับการทานกระเจี๊ยบมากๆ ค่ะ เพราะประโยชน์ของกระเจี๊ยบช่วยเรื่องการขับถ่าย ส่วนพรีไบโอติกกับโพรไบโอติกก็จะทานทุกเช้า และ Oilive Oil จะทานหนึ่งช็อตทุกเช้า เพื่อช่วยเคลียร์ลำไส้ในแต่ละวัน ซึ่งเป็นตัวช่วยสำคัญที่ดูแลระบบขับถ่ายและลำไส้ในทุกเช้า”

 

Movement และ Disciplined วินัยเล็กๆ ที่ทรงพลัง

 

เจสซี่เชื่อว่าการขยับร่างกายสม่ำเสมอสำคัญกว่าการออกกำลังกายหนักแค่ครั้งเดียว และเธอมีคำที่ชอบคำหนึ่งที่สะท้อนปรัชญาการดูแลตัวเองได้ชัดเจนที่สุด

 

“คำที่เจสซี่ชอบมากคือ Disciplined Habits คือในวันที่เราเหนื่อยหรือท้อ เรายังต้อง
ฮึบร่างกายตัวเองออกมาทำในสิ่งที่รู้ว่ามันดีต่อตัวเอง ออกไปเที่ยวหนักแค่ไหน ก็อย่าลืมล้างหน้า อย่าลืมทาครีม เพราะนี่คือการสะท้อนถึงความรักที่เรามีให้ตัวเองได้ดีมากๆ”

 

ให้ความสำคัญกับการทา Eye Cream ตั้งแต่เนิ่นๆ

 

“มีคนชอบบอกเจสซี่ว่า ‘ยังเด็กอยู่เลย ไม่ต้องทาอายครีมก็ได้’ แต่เจสซี่อยากเถียงเลยค่ะ เพราะที่เจสซี่แฮปปี้กับผิวตัวเองมากในวัย 27 ก็เพราะเริ่มดูแลมาตั้งแต่เด็กนี่แหละ สำหรับเจสซี่มันคือเรื่องของ Longevity หรือการดูแลให้ผิวดูดีในระยะยาว เราต้องเน้น ‘Prevent’ (ป้องกัน) มากกว่าแค่ตามแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะความชุ่มชื้นคือพื้นฐานของการยืดหยุ่นผิว ถ้าผิวเรายืดหยุ่นดี พวกริ้วรอย ฝ้า หรือกระ ก็จะเกิดได้ยากขึ้น

 

อย่างผลิตภัณฑ์กลุ่ม Eye Cream และ Contour ของ La Mer เจสซี่ใช้เกือบทุกตัวเลยค่ะ โดยเฉพาะเทคนิคที่เจสซี่ชอบมากคือการใช้คู่กับอุปกรณ์ช่วยนวด (Eye Tool) ในลักษณะคล้ายการ ‘กัวซา’ เพื่อช่วยผลักน้ำเหลือง มันจะสร้าง Lifting Effect ที่ชัดเจนมาก ทั้งช่วยยกใต้ตา เปลือกตา และช่วงโหนกคิ้ว ยิ่งถ้าใช้ก่อนแต่งหน้าตอนเช้า จะรู้สึกเลยว่าตาดูตื่นและเป๊ะขึ้นมากจริงๆ ค่ะ”

 

เจสซี่ กิระนา นักแสดงและนางแบบ ส่องเคล็ดลับความงามและ wellness ด้วย disciplined habits 1เจสซี่ กิระนา นักแสดงและนางแบบ ส่องเคล็ดลับความงามและ wellness ด้วย disciplined habits 2เจสซี่ กิระนา นักแสดงและนางแบบ ส่องเคล็ดลับความงามและ wellness ด้วย disciplined habits 3เจสซี่ กิระนา นักแสดงและนางแบบ ส่องเคล็ดลับความงามและ wellness ด้วย disciplined habits 4เจสซี่ กิระนา นักแสดงและนางแบบ ส่องเคล็ดลับความงามและ wellness ด้วย disciplined habits 5เจสซี่ กิระนา นักแสดงและนางแบบ ส่องเคล็ดลับความงามและ wellness ด้วย disciplined habits 6เจสซี่ กิระนา นักแสดงและนางแบบ ส่องเคล็ดลับความงามและ wellness ด้วย disciplined habits 7เจสซี่ กิระนา นักแสดงและนางแบบ ส่องเคล็ดลับความงามและ wellness ด้วย disciplined habits 8เจสซี่ กิระนา นักแสดงและนางแบบ ส่องเคล็ดลับความงามและ wellness ด้วย disciplined habits 9เจสซี่ กิระนา นักแสดงและนางแบบ ส่องเคล็ดลับความงามและ wellness ด้วย disciplined habits 10เจสซี่ กิระนา นักแสดงและนางแบบ ส่องเคล็ดลับความงามและ wellness ด้วย disciplined habits 11

The post Disciplined Habits: ส่องเคล็ดลับความงามด้าน Wellness กับ เจสซี่ กิระนา ในวัย 27 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Circadian Rhythm: รู้จักนาฬิกาชีวภาพที่กำหนดพลังงาน อารมณ์ และการนอน https://thestandard.co/life/circadian-rhythm-biological-clock/ Tue, 24 Feb 2026 10:49:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1181392 ภาพประกอบแสดงนาฬิกาชีวภาพ (Circadian Rhythm) ที่ควบคุมจังหวะการตื่น การนอน พลังงาน และอารมณ์ของร่างกายมนุษย์

ชวนสังเกตพลังงานว่าทำไมบางช่วงเราคึก บางช่วงเราเฉื่อย ค […]

The post Circadian Rhythm: รู้จักนาฬิกาชีวภาพที่กำหนดพลังงาน อารมณ์ และการนอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงนาฬิกาชีวภาพ (Circadian Rhythm) ที่ควบคุมจังหวะการตื่น การนอน พลังงาน และอารมณ์ของร่างกายมนุษย์

ชวนสังเกตพลังงานว่าทำไมบางช่วงเราคึก บางช่วงเราเฉื่อย

ความรู้สึกตื่นตัวและอ่อนล้าในแต่ละวันไม่ได้เกิดแบบลอยๆ แต่มาจากฮอร์โมนที่นาฬิกาชีวภาพควบคุม Cortisol จะสูงขึ้นในช่วงเช้าเพื่อช่วยให้เราตื่นและพร้อมเริ่มวันใหม่ ขณะที่ Melatonin จะค่อยๆ เพิ่มในช่วงค่ำเพื่อส่งสัญญาณให้ร่างกายผ่อนคลายและเตรียมเข้านอน ในคนส่วนใหญ่ พลังงานมักพีกช่วงสายถึงเที่ยง และอีกครั้งในช่วงบ่ายต้นๆ ขณะที่ช่วงหลังอาหารกลางวันหลายคนจะรู้สึกง่วงเล็กๆ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติของร่างกาย ไม่ได้เกิดจากการกินเยอะอย่างเดียว แต่เป็นจังหวะ circadian ที่ลดลงชั่วคราว แน่นอนว่าทุกคนมีจังหวะไม่เหมือนกัน คนตื่นเช้าและคนนอนดึกมี chronotype ต่างกัน แต่หลักการใหญ่ยังเหมือนเดิม คือร่างกายต้องการจังหวะที่สม่ำเสมอ

 

รู้จักความเกี่ยวข้องระหว่างนาฬิกาชีวภาพกับใจของเรา


Circadian Rhythm ไม่ได้ดูแลแค่การนอน แต่ยังเกี่ยวข้องกับอารมณ์อย่างลึกซึ้ง งานวิจัยจำนวนมากพบว่าการนอนผิดเวลา การทำงานกะกลางคืน หรือการใช้หน้าจอก่อนนอนบ่อยๆ มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงของภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล และ mood disorders หนึ่งในเหตุผลคือ Serotonin ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความสุขก็ได้รับอิทธิพลจากแสงเช่นกัน แสงธรรมชาติในตอนเช้าช่วยกระตุ้นการผลิต serotonin ซึ่งอธิบายได้ว่าทำไมแค่การออกไปโดนแดดอ่อนๆ ตอนเช้าก็สามารถทำให้รู้สึกดีขึ้นอย่างมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์

 

เมื่อผิวก็มีนาฬิกาของตัวเอง


ผิวหนังเองก็มี circadian rhythm ในระดับเซลล์ที่เรียกว่า peripheral clock ซึ่งทำงานประสานกับนาฬิกาแม่ในสมอง ช่วงกลางวันผิวจะอยู่ในโหมดปกป้องตัวเอง เสริม skin barrier สร้าง antioxidant และผลิต sebum เพื่อรับมือแสงแดดและมลภาวะ เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางคืน โดยเฉพาะระหว่างการนอนหลับ ผิวจะเปลี่ยนเป็นโหมดซ่อมแซม กระบวนการฟื้นฟู เซลล์ใหม่ และ DNA repair จะทำงานมากขึ้น นี่คือเหตุผลที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังแนะนำให้ใช้ active ingredients อย่าง retinol, peptide หรือ AHA ในตอนกลางคืน เพราะเป็นช่วงที่ผิวตอบสนองต่อการบำรุงได้ดีที่สุด

 

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อนาฬิกาชีวภาพเสียจังหวะ


ชีวิตสมัยใหม่เต็มไปด้วยสิ่งที่รบกวนนาฬิกาชีวภาพ แสงสีฟ้าจากหน้าจอที่กดการหลั่ง melatonin การนอนดึกแบบไม่สม่ำเสมอ การกินอาหารผิดเวลา หรือความเครียดเรื้อรัง เมื่อจังหวะนี้ถูกรบกวน ผลที่เกิดขึ้นอาจเริ่มจากความง่วงและสมาธิลดลง แต่ระยะยาวสามารถกระทบการเผาผลาญ ภูมิคุ้มกัน สุขภาพผิว และสุขภาพใจได้

 

วิธีดูแลนาฬิกาชีวภาพแบบทำได้จริง


หนึ่งในวิธีที่ง่ายและทรงพลังที่สุดคือการรับแสงธรรมชาติในช่วงเช้าหลังตื่นนอน เพราะแสงช่วย reset นาฬิกาชีวภาพให้เริ่มต้นวันใหม่อย่างชัดเจน การพยายามนอนและตื่นให้ใกล้เคียงเวลาเดิมในแต่ละวัน แม้เป็นวันหยุด การลดแสงสว่างก่อนนอน รวมถึงการกินอาหารให้เป็นเวลา ล้วนช่วยให้ระบบภายในร่างกายซิงก์กันดีขึ้น อย่าลืมว่านาฬิกาชีวภาพไม่ใช่สิ่งที่ต้องควบคุมอย่างเข้มงวด แต่เป็นจังหวะธรรมชาติที่เราสามารถฟังได้มากขึ้น แค่สังเกตว่าเมื่อไหร่ร่างกายตื่นตัว เมื่อไหร่เริ่มอ่อนล้า แล้วค่อยๆ ปรับพฤติกรรมให้สอดคล้อง ชีวิตก็จะไหลลื่นขึ้น ทั้งพลังงาน อารมณ์ และผิวพรรณในแบบที่ไม่ต้องฝืนตัวเองจนเกินไป

 

The post Circadian Rhythm: รู้จักนาฬิกาชีวภาพที่กำหนดพลังงาน อารมณ์ และการนอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดื่มอย่างไรไม่ให้โดนขโมย ‘Deep Sleep’ เมื่อการดื่ม (อาจไม่) เท่ากับการนอนพัง https://thestandard.co/life/save-deep-sleep/ Fri, 20 Feb 2026 08:57:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1180411 ภาพผู้คนกำลังสังสรรค์ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในยามค่ำคืน แต่ยังใส่ใจเรื่องคุณภาพการนอนหลับ

เผลอแปบๆ วันศุกร์อีกแล้ว และเย็นวันศุกร์มักมาคู่กับการด […]

The post ดื่มอย่างไรไม่ให้โดนขโมย ‘Deep Sleep’ เมื่อการดื่ม (อาจไม่) เท่ากับการนอนพัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้คนกำลังสังสรรค์ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในยามค่ำคืน แต่ยังใส่ใจเรื่องคุณภาพการนอนหลับ

เผลอแปบๆ วันศุกร์อีกแล้ว และเย็นวันศุกร์มักมาคู่กับการดื่ม!

 

ในยุคที่ผู้คนหันมาดูแลตัวเอง เราต่างรู้ดีกว่าแอลกอฮอล์เป็นศัตรูตัวฉกาจของการนอนหลับ แต่เราชาว LIFE ผู้เชื่อว่าสุขภาพที่ดีไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตต้องเคร่งครัดแบบไม้บรรทัด เพราะความสนุกเองก็เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลใจ คำถามคือ ถ้าคืนนี้อยากออกไปปาร์ตี้ อยากไปดื่มไปดริงก์กับเพื่อนฝูง เราจะดื่มอย่างไรไม่ให้ ‘การนอน’ ของเราพังไม่ท่า

 

จริงๆ แล้วหลายคนมีประสบการณ์เหมือนกัน คือ แม้จะดื่มเล็กน้อย แต่เช้าวันถัดมากลับตื่นมาไม่สดชื่น ตอนกลางคืนก็หลับๆ ตื่นๆ หรือฝันแปลกๆ ทั้งคืน หรือบางคนนอนนานแต่กลับรู้สึกเหมือนไม่ได้พักจริงๆ ทั้งที่เมื่อคืนดูเหมือนจะหลับเร็วกว่าเดิมด้วยซ้ำ

 

ความจริงคือ แอลกอฮอล์อาจช่วยให้เราง่วงและหลับง่ายขึ้นในช่วงแรก แต่กลับเป็นตัวรบกวน ‘คุณภาพการนอนหลับ’ ในช่วงสำคัญที่สุดของคืน โดยเฉพาะช่วงหลับลึก (Deep Sleep) และช่วง REM Sleep ซึ่งเป็นเวลาที่ร่างกายฟื้นฟูตัวเอง และสมองจัดการความทรงจำรวมถึงอารมณ์

 

ข่าวดีคือ ถ้าเรารู้จังหวะและวิธีดื่มให้เหมาะ ก็สามารถลดผลกระทบต่อการนอนได้มากกว่าที่คิด

 

ภาพผู้คนกำลังสังสรรค์ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในยามค่ำคืน แต่ยังใส่ใจเรื่องคุณภาพการนอนหลับ 1

 

ทำไมแอลกอฮอล์ถึงทำให้หลับไม่ลึก?

 

เวลาที่เราดื่มร่างกายจะเข้าสู่โหมด ‘กำจัดแอลกอฮอล์’ ทันที เพราะมันถูกมองว่าเป็นสารที่ต้องรีบจัดการ ส่งผลให้ร่างกายยังคงทำงานอยู่ในช่วงที่ควรพัก

 

ผลที่มักเกิดขึ้นคือ

 

  • ช่วงแรกอาจหลับเร็วขึ้น (เหมือนหลับง่าย)
  • แต่ช่วงครึ่งหลังของคืนมักตื่นง่ายขึ้น
  • ช่วงหลับลึก (Deep Sleep) มีแนวโน้มถูกรบกวน
  • REM Sleep มักถูกกดในช่วงแรก และบางคนอาจฝันชัดหรือฝันเยอะหลังฤทธิ์หมด
  • ตื่นกลางดึกง่ายขึ้น หัวใจเต้นแรงขึ้น เหงื่อออกมากขึ้น

 

หลายคนจึงรู้สึกว่า ‘หลับครบชั่วโมง แต่เหมือนไม่ได้พัก’

 

ภาพผู้คนกำลังสังสรรค์ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในยามค่ำคืน แต่ยังใส่ใจเรื่องคุณภาพการนอนหลับ 2

 

แล้วถ้าอยากดื่ม แต่ไม่อยากทำร้ายการนอน ควรทำอย่างไร?

 

1. ดื่มให้เร็วขึ้น ไม่ใช่ดื่มให้น้อยลงอย่างเดียว

 

หลายคนเข้าใจว่าปัญหาอยู่ที่ ‘ปริมาณ’ อย่างเดียว แต่ความจริงแล้ว ‘เวลา’ สำคัญพอๆ กัน เพราะร่างกายต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการกำจัดแอลกอฮอล์ออกจากระบบ ถ้าเราดื่มชิดเวลานอนมากเท่าไร ร่างกายก็ยิ่งรบกวนการนอนมากเท่านั้น

 

ทริกง่ายๆ คือ พยายามหยุดดื่มก่อนเข้านอนอย่างน้อย 3-4 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายมีเวลาปิดจ็อบก่อนถึงเวลาหลับจริง ฉะนั้น ถ้าเรารู้ว่าจะนอนเที่ยงคืน ก็ควรจบการดื่มประมาณ 20.30-21.00 น. เป็นอย่างน้อย

 

2. เลือก ‘ปริมาณที่พอดี’ แทนการดื่มจนเมา

 

แอลกอฮอล์ยิ่งมาก ยิ่งมีแนวโน้มรบกวน Deep Sleep และ REM Sleep มากขึ้น โดยทั่วไป บางคนดื่ม 1 ดริงก์อาจแทบไม่รู้สึกถึงผลกระทบมากนัก แต่เมื่อเพิ่มเป็น 2–3 ดริงก์ขึ้นไป คุณภาพการนอนมักเริ่มตกลงแบบรู้สึกได้ แนวคิดคือ ดื่มพอสนุก กรึ่มเล็กๆ พอ อย่าไต่ไปถึงจุดเมาหนัก เพราะยิ่งเมาหนัก ร่างกายก็ยิ่งต้องทำงานหนักขึ้น แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปพักกัน

 

ภาพผู้คนกำลังสังสรรค์ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในยามค่ำคืน แต่ยังใส่ใจเรื่องคุณภาพการนอนหลับ 3

 

3. เลี่ยงเครื่องดื่มที่ทำให้หลับยากกว่าเดิม

 

ไม่ใช่แอลกอฮอล์ทุกแบบส่งผลเท่ากัน แน่นอนว่าแอลกอฮอล์นั้นว่าร้ายแล้ว แต่ถ้ามีลูกสมุนอื่นที่รบกวนการนอนมากขึ้นยิ่งไปกันใหญ่ เช่น ค็อกเทลหวานจัด น้ำตาลสูง ทำให้ตื่นง่าย, เครื่องดื่มผสมคาเฟอีนอย่าง Espresso Martini ที่อาจทำให้หลับยากขึ้นไปอีก หรือลักษณะการดื่มหนักแบบรวดเร็ว จะส่งผลให้หัวใจทำงานหนักเต้นแรงตอนดึก ถ้าเลือกได้ เราแนะนำให้ดื่มเบาๆ เช่น Low-ABV Cocktail หรือไวน์แก้วเดียว มักเป็นมิตรกับการนอนมากกว่า

 

4. กินอะไรเล็กน้อยก่อนดื่ม ไม่ดื่มตอนท้องว่าง

 

การดื่มตอนท้องว่างทำให้แอลกอฮอล์เข้าสู่กระแสเลือดเร็ว ผลคือ เมาเร็ว หลับเร็ว แต่หลับไม่ดี การกินอะไรรองท้องก่อนดื่ม จะช่วยชะลอแอลกอลฮอล์เข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งอาหารที่ช่วยได้ ก็อย่างเช่น โปรตีนเบาๆ ไขมันดีเล็กน้อย หรืออาหารไม่เผ็ดจัด และอย่ากินจนแน่นท้องเกินไป เพราะแทนที่จะชวนให้ร่างกายจัดระเบียบแอลกอฮอล์ได้ดีขึ้น กลับทำให้ร่างกายทำงานหนัก รบกวนการนอนยิ่งกว่าเดิม

 

5. ดื่มน้ำสลับไปด้วย

 

นี่ไม่ใช่แค่คำปลอบใจ แต่เป็นวิธีที่ช่วยร่างกายที่ง่ายและได้ผลที่สุด แอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายขาดน้ำ และความขาดน้ำนี่เองที่ทำให้ตื่นมาเพลีย ปากแห้ง ปวดหัว ทริกง่ายๆ คือ แอลกอฮอล์ 1 แก้ว = น้ำ 1 แก้ว ช่วยให้หลับต่อได้ดีขึ้น และลดการตื่นกลางคืน

 

ภาพผู้คนกำลังสังสรรค์ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในยามค่ำคืน แต่ยังใส่ใจเรื่องคุณภาพการนอนหลับ 4

 

6. คืนนี้ดื่มแล้ว…เช้าวันรุ่งขึ้นแก้เกมอย่างไรดี?

 

ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ลองช่วยร่างกายแบบนี้

 

  • รับแสงแดดตอนเช้าเพื่อรีเซ็ตนาฬิกาชีวภาพ
  • ดื่มน้ำมากขึ้น
  • งีบสั้นไม่เกิน 20 นาที
  • คืนถัดไปนอนให้พอ อย่าดื่มซ้ำติดกันหลายวัน

 

การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำแน่นอนว่าไม่ใช่สิ่งที่ดีต่อร่างกาย แต่ถ้าวันใดที่คุณอยากปาร์ตี้กับเพื่อน อยากออกไปดริงก์ที่ไม่กวนสุขภาพมากนัก ลองเอาวิธีการนี้ไปใช้ดู เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือ เวลา ปริมาณ และความตั้งใจ ถ้าเรารู้จังหวะ รู้ขีดจำกัด และเลือกดูแลตัวเองระหว่างทางได้ คืนที่อยากชนแก้ว กับเช้าที่อยากตื่นมาสดใส…ก็อาจไปด้วยกันได้เหมือนกัน

 

ภาพ: Shutterstock, พรวลี จ้วงพุฒซา

The post ดื่มอย่างไรไม่ให้โดนขโมย ‘Deep Sleep’ เมื่อการดื่ม (อาจไม่) เท่ากับการนอนพัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Better Sleep: การนอนหลับที่ดี คือของขวัญที่เราค่อยๆ สร้างให้ตัวเองได้ https://thestandard.co/life/better-sleep-tips-guide/ Sun, 01 Feb 2026 07:51:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1172188 ภาพประกอบการสร้างการนอนหลับที่ดี เพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

“นอนนาน ไม่ได้แปลว่าคุณจะนอนดี” การนอนหลับที่ดี ก็ไม่ได […]

The post Better Sleep: การนอนหลับที่ดี คือของขวัญที่เราค่อยๆ สร้างให้ตัวเองได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการสร้างการนอนหลับที่ดี เพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

“นอนนาน ไม่ได้แปลว่าคุณจะนอนดี”
การนอนหลับที่ดี ก็ไม่ได้เริ่มต้นตอนเราปิดตาลงเท่านั้น แต่มันเริ่มตั้งแต่วินาทีที่เราเดินเข้าห้องของตัวเองเลยล่ะ คำแนะนำจาก Headspace บอกว่าห้องนอนคือพื้นที่แรกที่สมองรับรู้ก่อนจะพัก ถ้าสายตาเราเจอกองของรก ความยุ่งเหยิง หรือสิ่งที่ค้างคาใจ สมองก็จะยังอยู่ในโหมดคิด ไม่ใช่โหมดพัก การจัดห้องให้โล่ง ไม่ได้ทำเพื่อความสวยอย่างเดียว แต่มันคือการบอกตัวเองว่า “วันนี้พอแล้วนะ”

 

ก่อนเข้านอนหนึ่งชั่วโมง ลองถอดปลั๊กชีวิตออกจากหน้าจอ แสงสีฟ้าจากมือถือและจอคอมพิวเตอร์ทำให้สมองเข้าใจผิดว่ายังเป็นเวลากลางวัน ร่างกายจึงยังไม่ยอมปล่อยให้เราง่วง การวางโทรศัพท์ไว้ไกลตัว คือการให้สัญญาณกับร่างกายว่า ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว ไม่ต้องรับรู้อะไรเพิ่ม

 

ช่วงบ่ายที่ง่วงๆ กับกาแฟแก้วนั้น อาจดูเหมือนเป็นตัวช่วย แต่คาเฟอีนในช่วงท้ายวันสามารถรบกวนวงจรการนอนโดยไม่รู้ตัว บางครั้งการเลือกไม่ดื่ม คือการเลือกนอนหลับให้ลึกขึ้นในคืนนี้ ไม่ว่าช่วงเวลาไหนของวัน การทำสมาธิเล็กๆ ก็ช่วยได้
เพราะการนอนหลับที่แท้จริง ต้องเริ่มจากใจที่ได้พักก่อน เมื่อความคิดช้าลง ใจสงบลง ร่างกายก็จะค่อยๆ ตามมาเอง

 

และเมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ลองลดแสงไฟใหญ่ในบ้าน เปลี่ยนเป็นแสงโคมอุ่นๆ เพื่อให้ร่างกายรับรู้ว่ากลางคืนมาถึงแล้ว จังหวะของแสงมีผลกับนาฬิกาชีวิตมากกว่าที่เราคิด ในตอนกลางวัน อย่าลืมออกไปรับแสงแดดบ้างแสงธรรมชาติช่วยตั้งเวลานาฬิกาในร่างกายให้ตรง เมื่อกลางวันชัด กลางคืนก็จะชัดตามไปด้วย ทั้งหมดนี้ไม่ใช่กฎเคร่งครัด แต่คือการดูแลตัวเองแบบอ่อนโยน เพื่อบอกใจและร่างกายว่าเรารักร่างกายของเรามากแค่ไหน

The post Better Sleep: การนอนหลับที่ดี คือของขวัญที่เราค่อยๆ สร้างให้ตัวเองได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
มนุษย์ค้างคาวเสี่ยงหัวใจพัง! วิจัยชี้คนนอนดึกสุขภาพแย่กว่าคนทั่วไป 79% เผยตัวการร้ายไม่ใช่ ‘เวลาตื่น’ แต่คือบุหรี่และมื้อดึก https://thestandard.co/night-owls-heart-risk-79-percent/ Sat, 31 Jan 2026 08:59:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1171818 ภาพประกอบคนนอนดึกกำลังพักผ่อน สะท้อนปัญหาสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดที่อาจเกิดขึ้น

ผลการศึกษาล่าสุดที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสารของสมาคมแพทย์โรค […]

The post มนุษย์ค้างคาวเสี่ยงหัวใจพัง! วิจัยชี้คนนอนดึกสุขภาพแย่กว่าคนทั่วไป 79% เผยตัวการร้ายไม่ใช่ ‘เวลาตื่น’ แต่คือบุหรี่และมื้อดึก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบคนนอนดึกกำลังพักผ่อน สะท้อนปัญหาสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดที่อาจเกิดขึ้น

ผลการศึกษาล่าสุดที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสารของสมาคมแพทย์โรคหัวใจอเมริกัน (Journal of the American Heart Association) เมื่อวันพุธ (28 พ.ย.) ที่ผ่านมา ได้เปิดเผยข้อเท็จจริงที่น่ากังวลสำหรับชาว ‘Night Owls’ หรือมนุษย์ค้างคาวที่ชอบนอนดึกตื่นสายตามธรรมชาติ โดยระบุว่ากลุ่มคนเหล่านี้มีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคหลอดเลือดสมองสูงกว่าคนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ

 

งานวิจัยชิ้นนี้ถือเป็นการศึกษาขนาดใหญ่ โดยทีมวิจัยได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสำรวจและข้อมูลทางชีวภาพของผู้ใหญ่ชาวอังกฤษกว่า 320,000 คน ที่เข้าร่วมในโครงการ UK Biobank ซึ่งเป็นฐานข้อมูลการวิจัยที่ครอบคลุม โดยผู้เข้าร่วมมีอายุเฉลี่ย 57 ปี (ช่วงอายุระหว่าง 39 ถึง 74 ปี)

 

ทีมวิจัยให้ผู้เข้าร่วมระบุพฤติกรรมการนอนของตนเองว่าเป็นประเภท ตื่นเช้าแน่นอน, นอนดึกแน่นอน หรือ อยู่กึ่งกลางระหว่างทั้งสอง ซึ่งผลปรากฏว่าคนส่วนใหญ่กว่า 67% จัดอยู่ในกลุ่มกึ่งกลาง ในขณะที่มีเพียง 24% ที่เป็นคนตื่นเช้า และ 8% ที่ระบุตัวตนชัดเจนว่าเป็นคนนอนดึก

 

ในการประเมินสุขภาพหัวใจ ทีมวิจัยใช้เกณฑ์ ‘Life’s Essential 8’ (LE8) ของสมาคมแพทย์โรคหัวใจอเมริกัน ซึ่งครอบคลุม 8 ปัจจัยชี้วัดความชราทางชีวภาพ ได้แก่ พฤติกรรมสุขภาพ 4 ด้าน (คุณภาพอาหาร, กิจกรรมทางกาย, ระยะเวลาการนอนหลับ และการสัมผัสกับนิโคติน) และปัจจัยสุขภาพร่างกาย 4 ด้าน (ความดันโลหิต, ดัชนีมวลกาย, ระดับน้ำตาลในเลือด และระดับไขมันในเลือด)

 

ผลลัพธ์ที่ได้จากการติดตามผลนานกว่า 14 ปี พบว่าคนที่เป็นประเภทนอนดึกมีความเสี่ยงที่จะมีสุขภาพหัวใจโดยรวมย่ำแย่กว่ากลุ่มคนที่มีพฤติกรรมแบบกึ่งกลางถึง 79% ในขณะที่คนตื่นเช้ากลับมีแต้มต่อทางสุขภาพที่ดีกว่า โดยมีความเสี่ยงที่จะสุขภาพแย่ต่ำกว่ากลุ่มกึ่งกลางประมาณ 5%

 

ตัวเลขที่น่าตกใจที่สุดคือ คนนอนดึกมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมองสูงขึ้นถึง 16% เมื่อเทียบกับคนกลุ่มกึ่งกลาง อย่างไรก็ตาม ดร. ชาดี อะโบฮาเชม (Shady Abohashem) หัวหน้าการทดลองภาพถ่ายทางหัวใจจากโรงพยาบาล Massachusetts General กล่าวปลอบใจว่า “การเป็นคนนอนดึก ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องจบลงด้วยการป่วยเป็นโรคหัวใจเสมอไป” เพราะความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นนี้ไม่ได้เกิดจากการนอนดึกเพียงอย่างเดียว แต่ประมาณ 75% ของความเสี่ยงนั้นอธิบายได้ด้วยปัจจัยอื่นๆ ที่ควบคุมได้

 

ปัจจัยตัวร้ายที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพหัวใจของคนนอนดึกมากที่สุดคือ ‘การใช้นิโคติน’ หรือการสูบบุหรี่ ซึ่งอธิบายความเชื่อมโยงระหว่างการนอนดึกกับโรคหัวใจได้สูงถึง 34% รองลงมาคือระยะเวลาการนอนหลับที่ไม่เพียงพอ (14%) ระดับน้ำตาลในเลือดสูง (12%) รวมถึงปัญหาน้ำหนักตัวและพฤติกรรมการกินอาหาร (อย่างละประมาณ 11%)

 

ดร. คริสเตน นัตสัน (Kristen Knutson) ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับและนาฬิกาชีวิต อธิบายปรากฏการณ์นี้ว่า “การเป็นคนนอนดึกไม่ใช่ปัญหาในตัวมันเอง แต่ผมคิดว่าการเป็นคนนอนดึกที่พยายามใช้ชีวิตในโลกของคนตื่นเช้า ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างนาฬิกาชีวิตภายในกับนาฬิกาทางสังคม” ความขัดแย้งนี้เองที่นำไปสู่พฤติกรรมทำลายสุขภาพ เช่น การกินดึก หรือการพักผ่อนไม่เพียงพอ

 

นอกจากนี้ งานวิจัยยังเจาะลึกไปถึงความแตกต่างระหว่างเพศ และพบว่า ‘ผู้หญิง’ ได้รับผลกระทบทางพฤติกรรมจากการนอนดึกมากกว่าผู้ชายอย่างชัดเจน โดยผู้หญิงที่นอนดึกมีแนวโน้มที่จะมีคะแนนสุขภาพหัวใจต่ำกว่าเกณฑ์ถึง 96% เมื่อเทียบกับผู้ชายที่อยู่ที่ 67%

 

ดร. โซเนีย โทลานี (Sonia Tolani) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจ ให้ความเห็นว่าความเครียดอาจเป็นตัวแปรสำคัญ “ผู้หญิงต้องแบกรับความเครียดสะสมมากกว่า เพราะแม้ธรรมชาติของพวกเธอจะชอบนอนดึก แต่ภาระหน้าที่ในการดูแลครอบครัวมักบีบบังคับให้พวกเธอต้องตื่นเช้าอยู่ดี” ทำให้ร่างกายไม่ได้พักผ่อนตามนาฬิกาชีวิตที่ควรจะเป็น

 

แล้วคนนอนดึกควรปรับตัวอย่างไร? ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าไม่จำเป็นต้องฝืนธรรมชาติเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นคนตื่นเช้า แต่ควรตั้งเป้าเป็น ‘นกฮูกที่ยืดหยุ่น’ (Flexible Owl) โดยโฟกัสไปที่การปรับเปลี่ยนปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้แทน

 

ดร. ฟิลลิส ซี (Phyllis Zee) ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์การนอนหลับ แนะนำเทคนิคง่ายๆ ว่า “แม้แต่คนนอนดึก ก็ควรหยุดกินอาหารตอน 2 ทุ่ม หรืออย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน” และที่สำคัญคือการจัดการกับแสงสว่าง ทุกคนควรได้รับ ‘แสงแดดธรรมชาติ’ ในช่วงเช้าเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว และลดแสงไฟลงให้สลัวในช่วง 2-3 ชั่วโมงก่อนนอน เพื่อให้ฮอร์โมนเมลาโทนินทำงานได้ตามปกติ

 

ดร. มาฮา อัลลัตตาร์ (Maha Alattar) แพทย์ผู้อำนวยการศูนย์การนอนหลับ VCU Health กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า สังคมมักตีตราคนนอนดึกว่าเป็นคนขี้เกียจ ซึ่งนั่นไม่ยุติธรรมเลย “พวกเขาไม่ได้ขี้เกียจ เพียงแค่จังหวะชีวิตของพวกเขาไม่ตรงกับคนส่วนใหญ่เท่านั้น”

 

ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดคือการปรับไลฟ์สไตล์เล็กๆ น้อยๆ เช่น การเดินออกกำลังกายวันละ 10 นาที การลดเค็ม หรือการเลิกสูบบุหรี่ สิ่งเหล่านี้คือเกราะป้องกันโรคหัวใจที่ดีที่สุด ไม่ว่าคุณจะเข้านอนกี่โมงก็ตาม

 

ภาพ : DimaBerlin / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post มนุษย์ค้างคาวเสี่ยงหัวใจพัง! วิจัยชี้คนนอนดึกสุขภาพแย่กว่าคนทั่วไป 79% เผยตัวการร้ายไม่ใช่ ‘เวลาตื่น’ แต่คือบุหรี่และมื้อดึก appeared first on THE STANDARD.

]]>