THE STANDARD WEALTH - สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ การเงิน และการลงทุน

×
THE STANDARD HOME ECONOMIC MARKET BUSINESS CRYPTOCURRENCY OPINION WEALTH MANAGEMENT WORK & LEADERSHIP LIFESTYLE & PASSION
ภาพกราฟแสดงการคาดการณ์ GDP โลกและไทยที่ชะลอตัวลง พร้อมผลกระทบจากเงินเฟ้อและนโยบายดอกเบี้ยของ Fed
EXCLUSIVE CONTENT BY SCB WEALTH

IMF หั่น GDP โลกปี 2026 รับมือ ‘ของแพง-เศรษฐกิจฝืด’ ขณะที่อินโนเวสท์ เอกซ์ คาด GDP ไทยโตต่ำเพียง 1.4% ชี้โจทย์หิน Fed อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยสวนทางตลาด หากเงินเฟ้อสงครามไม่จบ

... • 20 เม.ย. 2026

HIGHLIGHTS

  • สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าสหรัฐฯ และอิหร่าน ระยะสั้นมีแนวโน้มขยายการหยุดยิงชั่วคราว ซึ่ง บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มองว่าเป็นเพียง ‘ก้าวแรก’ สู่การเจรจาที่ครอบคลุม แต่ยังไม่ใช่บทสรุปของสันติภาพ
  • IMF หั่นเป้า GDP โลกปี 2026 เหลือ 3.1% ขณะที่เงินเฟ้อโลกพุ่งแตะ 4.4% สะท้อน Disruption ในตลาดพลังงานที่กลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างไปแล้ว
  • ส่วน GDP ไทย บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มองปี 2026 ต่ำกว่า IMF โดยประเมินไว้เพียง 1.4% จากแรงส่งการท่องเที่ยว-ส่งออกที่แผ่วลง และต้นทุนนำเข้าพลังงานที่กดดันภาคการผลิต
  • ความท้าทายที่ยังคงอยู่คือ สถานการณ์ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ตกที่นั่งลำบาก หากราคาน้ำมันส่งผ่านไปยัง Core Inflation (เงินเฟ้อพื้นฐาน) Fed อาจจำเป็นต้อง ‘ขึ้นดอกเบี้ย’ แม้เศรษฐกิจจะส่งสัญญาณชะลอตัวก็ตาม

ตลาดหุ้นโลกปรับตัวขึ้นได้ต่อเนื่อง แม้การเจรจาในช่วงสุดสัปดาห์ก่อนการเจรจายังไม่สามารถหาข้อสรุปกันได้ แต่สหรัฐฯ และอิหร่านมีข้อตกลงในหลักการที่จะเดินหน้าเจรจาต่อและอาจขยายระยะเวลาการหยุดยิงออกไป รวมถึงจะมีการเจรจารอบ 2 โดย ปธน. ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์กับหลายสื่อว่าสงครามที่ยืดเยื้อเกือบ 7 สัปดาห์ใกล้จะยุติแล้ว พร้อมกันนี้ยังเตรียมเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างถาวร และระบุว่าจีนตกลงจะไม่ส่งอาวุธให้อิหร่าน หนุนดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ระหว่างสัปดาห์

 

ด้านตัวเลขเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ เดือน มี.ค. +3.3%YoY ตามตลาดคาด และสูงสุดตั้งแต่ พ.ค. 2024 ตามราคาพลังงาน ด้าน PPI ขยายตัว +4.0%YoY จาก +3.4% เดือนก่อน

 

ด้าน IMF (เม.ย. 2026) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2026 ลงสู่ 3.1% จาก 3.3% ในประมาณการครั้งก่อน ในเดือน ม.ค. 2026 และปรับเพิ่มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปสู่ 4.4% จาก 3.8% ฉุดโดยสงครามในตะวันออกกลาง

 

ด้านผลประกอบการ TSMC ที่ดีกว่าคาดช่วยหนุนกลุ่มเทคฯ ปรับขึ้นได้ 6.2% WoW ขณะที่แรงหนุนบางส่วนยังมาจากการลงทุนด้าน AI และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายประเทศ

 

ด้านตลาดหุ้น EM ปรับตัวขึ้นเช่นกัน +4.4% WoW โดย GDP จีน 1Q26 ขยายตัว 5.0%YoY เร่งขึ้นจาก 4Q25 และสูงกว่าตลาดคาด ด้านตัวเลขเศรษฐกิจเดือน มี.ค. ส่งสัญญาณผสม โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 5.7%YoY สูงกว่าคาด แต่ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้นเพียง 1.7%YoY ต่ำกว่าคาดและชะลอลงจากเดือนก่อน การลงทุนสินทรัพย์ถาวร (YTD) เพิ่มขึ้น 1.7%YoY ต่ำกว่าคาด ด้านการส่งออก ขยายตัว +2.5%YoY ลดลงจากเดือนก่อน และต่ำกว่าตลาดคาด

 

ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรับลดลง 1% จากแรงกดดันจากหุ้น DELTA ที่เข้าข่ายมาตรการกำกับการซื้อขายระดับที่ 1 (Cash Balance) ด้านราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวลง 3.9% WoW

 

เศรษฐกิจโลกเปิดโหมด ‘Stagflation’ สงครามฉุด GDP แต่ดันเงินเฟ้อ

 

บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มองว่า สถานการณ์สหรัฐฯ และอิหร่านมีข้อตกลงในหลักการที่จะเจรจาต่อและอาจขยายการหยุดยิง บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มองว่า สถานการณ์ที่เป็นไปได้มากที่สุดในระยะสั้น คือการต่ออายุหยุดยิงชั่วคราวหรือข้อตกลงบางส่วน ซึ่งจะเป็นก้าวแรกสู่การเจรจาที่ครอบคลุมกว่าในระยะต่อไป

 

IMF ปรับลดคาดการณ์ GDP โลกปี 2026 ลงสู่ 3.1% (เดิม 3.3%) และเงินเฟ้อโลกคาดเพิ่มขึ้น 4.4% (เดิม 3.8%) สะท้อนผลกระทบจากสงครามสร้าง disruption เชิงโครงสร้างต่อตลาดพลังงาน

 

สำหรับไทย บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ประเมิน GDP ปี 2026 หลังสงครามยืดเยื้อที่ 1.4% ต่ำกว่า IMF ที่ 1.5% เล็กน้อย โดยคาดว่าแรงหนุนจากการท่องเที่ยวและส่งออกจะชะลอลง ขณะที่ต้นทุนพลังงานนำเข้ากดดันภาคการผลิตและ ธปท. อาจไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้แม้เศรษฐกิจชะลอ

 

ด้านเงินเฟ้อสหรัฐฯเร่งตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มองว่า ในส่วนของนโยบายการเงิน Fed อาจเผชิญการตัดสินใจที่ยากลำบากมากขึ้นว่าจะ ‘มองผ่าน’ (look through) แรงกระแทกพลังงานชั่วคราวนี้ หรือจะระมัดระวังมากขึ้นหากการส่งผ่านราคาสู่ core inflation เริ่มปรากฏในเดือนถัดๆ ไป โดยมองว่า Fed อาจมีเหตุผลเพียงพอที่จะอดทนรอได้จากตลาดแรงงานและยอดค้าปลีกที่ยังแข็งแกร่ง

 

อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ จะทำให้ราคาน้ำมันอยู่สูงยาวนานขึ้น และทำให้เงินเฟ้อส่งผ่านและทำให้ความคาดหวังเงินเฟ้อสูงขึ้น จนทำให้ Fed อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยหากเงินเฟ้อยังพุ่งขึ้นต่อเนื่อง

 

ด้านจีน GDP 1Q26 ได้แรงหนุนจากภาคการผลิตตามการส่งออก แต่มีแนวโน้มชะลอลงในไตรมาส 2 จากผลกระทบของสงคราม ซ้ำเติมอุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแอต่อเนื่อง

 

กลยุทธ์การลงทุนตลาดหุ้นไทย

 

นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ (มองบวกต่อการเจรจา): ให้ปรับพอร์ตตามกรอบเวลาและความผันผวน ดังนี้

 

  • ระยะสั้น (1-4 สัปดาห์): เล่นเก็งกำไรในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากน้ำมันปรับฐานและ Supply Chain ฟื้น อาทิ สายการบิน (AAV THAI) โรงไฟฟ้า (GPSC BGRIM) ท่องเที่ยว (CENTEL ERW MINT) รพ. (BH BDMS) ยานยนต์ (AH SAT) รวมทั้งหุ้น SET50 ที่เป็นเป้า Short Covering ได้แก่ BTS LH MINT AWC BDMS HMPRO OR CPALL
  • ระยะกลาง (3-6 เดือน): สะสมหุ้น Defensive ที่มี High Pricing Power รับมือเงินเฟ้อ (ADVANC TRUE BDMS BH CHG BCH CPALL CPAXT BJC CPN)
  • ระยะยาว (6-12 เดือน+): ลงทุนกลุ่มพลังงานสะอาดและนิคมฯ ตามเทรนด์ลดการพึ่งพาฟอสซิล (GULF GPSC BGRIM GUNKUL WHA AMATA)
  • นักลงทุนที่รับความเสี่ยงต่ำ (กังวลเจรจาล้มเหลว): เน้นถือเงินสด/ตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อลดผลกระทบ Bond Yield พุ่งและรอจังหวะซื้อเมื่อสถานการณ์ชัดเจน รวมทั้งทำ Strategic Hedging ในหุ้นน้ำมัน (PTTEP PTTGC) และหุ้น High Dividend (Yield > 5%) ก่อน XD เม.ย.-พ.ค. นี้ (KTB KTC KBANK KKP TISCO BAM AP TLI)
  • Trading Idea : หุ้น Rebound Play ซึ่งคาดหากสงครามจบ ราคาหุ้นจะฟื้นตัวเร็วหลังปรับลงแรงตั้งแต่เกิดสงครามตะวันออกกลาง ได้แก่ TIDLOR SAWAD CBG OSP และหุ้น Summer Play ที่ได้ประโยชน์จากความต้องการซื้อสินค้าคลายร้อนสูงขึ้น (เครื่องดื่ม เครื่องใช้ไฟฟ้ากลุ่มทำความเย็น) ได้แก่ ICHI HTC CPALL HMPRO GLOBAL

 

“ช่วงสั้นมอง SET จะเข้าสู่โหมดผันผวน โดยทิศทางดัชนีขึ้นอยู่กับผลเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านเป็นหลัก หากการเจรจามีพัฒนาการเชิงบวกก่อนเส้นตายหยุดยิงจะเป็นปัจจัยหนุนสำคัญที่หนุนให้สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกปรับเพิ่มขึ้น โดยคาด SET จะปรับตัวทะลุแนวต้านที่ 1,530-1,550 จุด จาก Fund Flow ที่ไหลกลับเข้าสู่ตลาด EM หลังคลายกังวลอุปทานน้ำมันชะงักงัน แต่หากการเจรจาล้มเหลวจนนำไปสู่การเผชิญหน้าทางทหาร จะส่งผลให้ตลาดปรับลดลง คาด SET จะปรับฐานลงแรงไปทดสอบแนวรับที่ 1,400-1,450 จุด จาก Fund Flow ที่ไหลออกตามความกังวลว่าราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจะฉุดเงินเฟ้อให้รุนแรงขึ้น” บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุไว้ในส่วนหนึ่งของบทวิเคราะห์

 

ปัจจัยต้องติดตามสัปดาห์นี้

 

  • ความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพรอบสองหระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน และสถานการณ์การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
  • การประกาศงบ 1Q26 ของบริษัทขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ อาทิ Tesla (TSLA) และ Alphabet (GOOGL)
  • ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ ยอดผลิตและส่งออกรถยนต์ มี.ค. ของไทย, ยอดค้าปลีก มี.ค. และ PMI เบื้องต้นภาคผลิตและบริการ เม.ย. ของสหรัฐฯ

 

หุ้นเด่นประจำสัปดาห์: CPN - กำไรยังแกร่ง ท่ามกลางสงคราม

 

แนะนำ บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา หรือ CPN เนื่องจากเหตุผลหลัก ดังนี้

 

  • เป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าปลีกรายใหญ่สุดในไทย โดยมีการผสมผสานทั้งส่วนค้าปลีก ที่อยู่อาศัย สำนักงาน และโรงแรมเข้าด้วยกัน อีกทั้งมีการใช้ประโยชน์จาก The 1 ซึ่งเป็น loyalty platform ของกลุ่มเซ็นทรัลที่มีฐานสมาชิกกว่า 20 ล้านราย ทำให้มีความได้เปรียบในการใช้ข้อมูลต่อยอดทางธุรกิจ
  • 1Q26 คาดกำไรโตดี YoY แรงหนุนจากฐานต่ำของธุรกิจที่อยู่อาศัยและแนวโน้มที่เป็นบวกของธุรกิจค้าปลีก ขณะที่การเติบโต QoQ จะมาจากค่าใช้จ่ายที่ลดลงตามฤดูกาล ส่วนปี 2026 คาดกำไรปกติเติบโต 9.6%YoY ซึ่งยังมี Upside risk จากขายสินทรัพย์ให้ CPNREIT ใน 2H26 และโอน Dusit Residences เร็วกว่าคาด
  • ผลการดำเนินงานแกร่งและได้รับผลกระทบจำกัดท่ามกลางสงครามตะวันออกกลาง สะท้อนได้จากจำนวนผู้ใช้บริการและยอดขายร้านค้าที่ยังเติบโตดี YTD ขณะที่ Valuation ยังไม่แพง โดยปัจจุบันซื้อขาย PER 26F ที่ 15.7 เท่า (-1SD.)
  • เราประเมินราคาเป้าหมายที่หุ้นละ 79 บาท อิงวิธี DCF และคาดมีเงินปันผลจ่ายจากกำไรปี 2026 หุ้นละ 2.53 บาท คิดเป็น Div. Yield ราวปีละ 4%

 

ธีมการลงทุนตลาดหุ้นโลก

 

ผลประกอบการ 1Q26 ของกลุ่มธนาคารใหญ่สหรัฐฯ มีกำไรสุทธิเติบโตแกร่ง และดีกว่าคาด หนุนโดยรายได้ตลาดทุนเป็นหลัก ขณะที่ NII ยังมีความทนทาน แม้ NIM จะมีทิศทางผสมผสาน ด้านคุณภาพสินทรัพย์ยังคงมีเสถียรภาพ เรายังมองบวกต่อกลุ่มที่มีรายได้ตลาดทุนสูงอย่าง JPM GS MS

 

  • ผลประกอบการธนาคารใหญ่สหรัฐฯ (JPM, BAC, C , GS, MS , WFC) เติบโตแกร่งหนุนโดยรายได้ตลาดทุน: กำไรสุทธิได้รับแรงส่งหลักจากการฟื้นตัวอย่างโดดเด่นของธุรกิจ Investment Banking และรายได้ Trading ที่ทำสถิติใหม่ นำโดย GS และ MS ขณะที่ NII ยังมีความทนทาน แม้ NIM จะมีทิศทางผสมผสาน ด้านคุณภาพสินทรัพย์ยังคงมีเสถียรภาพ โดยเฉพาะพอร์ตอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ (CRE) ที่เริ่มทรงตัว
  • การผ่อนปรนเกณฑ์เงินกองทุน: ข้อเสนอปรับลดระดับเงินกองทุนขั้นต่ำ (CET1) ถือเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงิน โดยเฉพาะธนาคารขนาดใหญ่ (G-SIBs) ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสในการเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผลและการซื้อหุ้นคืน (Share Repurchase) เพื่อยกระดับ ROE ในระยะยาว
  • ความเสี่ยงจากภาค Private Credit ยังอยู่ในวงจำกัด: แม้เกิดภาวะตึงตัวด้านสภาพคล่อง (Liquidity Mismatch) ในกลุ่ม Private Credit จากการระงับการไถ่ถอนเงิน แต่ประเมินว่ายังไม่เป็นความเสี่ยงเชิงระบบต่อธนาคารใหญ่ เนื่องจากมีสัดส่วนการปล่อยกู้ที่ต่ำ อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องระมัดระวัง WFC ที่มีสัดส่วนความเกี่ยวข้องในพอร์ตนี้สูงกว่ากลุ่ม
  • แนวโน้ม 2Q26 และกลยุทธ์การลงทุน: คาดกำไรขยายตัวต่อเนื่องตามการฟื้นตัวของดีล M&A และความผันผวนที่สูงภายใต้นโยบายรัฐบาลทรัมป์หนุนรายได้การเทรด ด้วยเหตุนี้ เรามองบวกในหุ้นที่มีสัดส่วนรายได้ตลาดทุนสูง ได้แก่ JPM, GS และ MS เนื่องจากมีปริมาณดีลในมือ (Backlog) ระดับสูง และได้รับประโยชน์จากความผันผวนของตลาดที่เอื้อต่อรายได้ Trading
  • ความเสี่ยงขาลง ได้แก่ เศรษฐกิจชะลอตัว, การชะลอตัวของการไหลเข้าของเงินทุน, การสูญเสียส่วนแบ่งการตลาด และภาวะตลาดที่ซบเซา

 

มุมมองการลงทุนต่อสินทรัพย์ต่างๆ โดย SCB CIO

 

เงินสด / สภาพคล่อง

 

ได้แรงหนุนจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-จีน และสงครามในตะวันออกกลาง สถานการณ์ล่าสุดบนช่องแคบฮอร์มุซค่อนข้างสับสน โดยอิหร่านบังคับใช้ข้อจํากัดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หลัง Trump ยังยืนยันการปิดล้อมท่าเรือ จนกว่าอิหร่านจะบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ รวมถึงโครงการนิวเคลียร์

 

ตราสารหนี้ / เงินฝากระยะยาว

 

UST Yield และ TH Bond Yield มีโอกาสทรงตัวถึงปรับลดลง จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีพัฒนาการเชิงบวก ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อ แม้คาดธนาคารกลางอาจชะลอการลดดอกเบี้ยออกไป เพื่อประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ ทั้งนี้ แนะนำลงทุนพันธบัตรระยะสั้น-กลาง เพื่อจำกัดความเสี่ยงบน Duration

 

U.S. Treasury & IG

 

แนะนำ UST และหุ้นกู้ US IG ระยะสั้น หลังผู้ว่าการ Fed ส่งสัญญาณว่าหากสงครามอิหร่านยุติได้เร็ว Fed อาจพิจารณาลดดอกเบี้ยในช่วงปลายปีนี้ แม้เงินเฟ้อจะเสี่ยงพุ่งขึ้นในระยะสั้นก็ตาม ในขณะที่ ควรหลีกเลี่ยงตราสารหนี้ระยะยาว จากความกังวลวินัยการคลังสหรัฐฯ และความเสี่ยงการแทรกแซงความเป็นอิสระของ Fed

 

High Yield Bond

 

ความเสี่ยงที่ HY Credit Spread จะกว้างขึ้นยังมีอยู่ จากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่อาจกดดันเศรษฐกิจสหรัฐฯ แม้รมว.คลังสหรัฐฯ จะคาด GDP สหรัฐฯ ปีนี้โตสูงถึง 3.0-3.5% ก็ตาม ทั้งนี้ เราคาดการณ์ความแตกต่างของผลตอบแทนระหว่างผู้ออกตราสารที่มีคุณภาพ Credit แข็งแกร่ง และอ่อนแอ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

 

สินทรัพย์ผสมกึ่งหนี้กึ่งทุนและ REITs

 

กองทุนสินทรัพย์ผสม ช่วยกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตลงทุน โดยลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท ลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดและสถานการณ์ภายนอก อีกทั้ง บริหารจัดการโดยผู้เชี่ยวชาญที่สามารถปรับสัดส่วนการลงทุนได้อย่างยืดหยุ่น ตามภาวะเศรษฐกิจ และ ความเสี่ยง

 

Asia REITs

 

REITs ในเอเชีย มีโอกาสฟื้นตัว ตามความกังวลต่อการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่เริ่มลดลง หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีพัฒนาการเชิงบวก ทั้งนี้ เรายังมีมุมมองบวกต่อ SG REITs โดยได้อานิสงส์จากแนวโน้มต้นทุนกู้ยืมที่ลดลง P/BV ที่ยังน่าสนใจ และ DPU ที่ยังเติบโต ขณะที่ TH REITs ยังมี Dividend Yield ในระดับที่สูง

 

Global Infrastructure

 

โครงสร้างพื้นฐานเป็นแรงขับเคลื่อนต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยวิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและอุปสงค์ที่เร่งตัวขึ้นจาก AI จะเป็นปัจจัยหนุนการลงทุนในพลังงานทางเลือกและระบบสายส่งไฟฟ้า นอกจากนี้ คุณสมบัติของโครงสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นตามเงินเฟ้อ ยังช่วยสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคงในระยะยาว

 

Private Asset *สำหรับนักลงทุน Ultra High Net Worth เท่านั้น

 

Private Credit ได้รับแรงกดดันด้านสภาพคล่อง การผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้น นักลงทุนบางส่วนถอนเงินลงทุน แนะนำคัดเลือกกองทุนที่ปล่อยสินเชื่อให้บริษัทใหญ่ ในฐานะเจ้าหนี้ที่มีสิทธิเรียกร้องหลักประกันเป็นลำดับแรก / Private Equity ได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของ IPO และ M&A คัดเลือกกองทุนที่กระจายความเสี่ยง และยืดหยุ่นสภาพคล่อง

 

หุ้นประเทศพัฒนาแล้ว

 

หุ้นสหรัฐฯ ได้อานิสงส์หลักจากพัฒนาการด้านเทคฯ และกำไรที่ยังขยายตัวดี / หุ้นยุโรปได้แรงหนุนจากลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และ ECB ที่อาจไม่รีบเร่งขึ้นดอกเบี้ย / หุ้นญี่ปุ่นได้แรงหนุนจากการปฏิรูปบรรษัทภิบาล และเสถียรภาพรัฐบาลที่เพิ่มขึ้น แม้ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง อาจยังสร้างความผันผวนระยะสั้น

 

หุ้นสหรัฐฯ

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ มีแนวโน้มได้แรงหนุนจาก 1) สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เริ่มคลี่คลาย 2) ผลประกอบการของบจ.ที่แข็งแกร่ง โดยกำไรกลุ่มธนาคารใน 1Q2569 ยังเติบโตโดดเด่น และ 3) หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ล่าสุด Meta ขยายข้อตกลงสั่งซื้อชิปปรับแต่งพิเศษ กับ Broadcom เพื่อรองรับการขยายตัวของ AI

 

หุ้นยุโรป

 

ดัชนีหุ้นยุโรปมีโอกาสฟื้นตัวตามความเสี่ยงขาลงของ EPS ที่ลดลง หากวิกฤตพลังงานคลี่คลาย ตามพัฒนาการเชิงบวกในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ การที่ราคาพลังงานปรับลดลง หลังการหยุดยิงและตัวเลขเงินเฟ้อไม่ได้เร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจน ยังช่วยลดความจำเป็นที่ ECB จะต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือน เม.ย.นี้

 

หุ้นญี่ปุ่น

 

ดัชนีหุ้นญี่ปุ่นฟื้นตัวขึ้นจากแรงขับเคลื่อนในหุ้นกลุ่มเทคฯ และเซมิคอนดักเตอร์เป็นหลัก ทว่า แนวโน้มกำไรของบจ. ญี่ปุ่นในระยะสั้นมีความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น แต่ในระยะยาวยังได้แรงหนุนจาก 1) มาตรการกระตุ้นการคลังภายใต้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ และ 2) การปฏิรูปธรรมาภิบาลหนุน ROE และ P/BV ผ่านการซื้อหุ้นคืนและจ่ายปันผล

 

หุ้นประเทศตลาดเกิดใหม่

 

ตลาดหุ้น EM เอเชีย ระยะสั้นอาจผันผวนตามพัฒนาการความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน–สหรัฐฯ และราคาน้ำมันดิบ เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าพลังงานอยู่สูง อย่างไรก็ดี ได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของกำไรที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะเอเชียเหนือ (เกาหลี–ไต้หวัน) จากอุปสงค์ด้าน AI และเซมิคอนดักเตอร์ ด้าน Valuation น่าสนใจเมื่อเทียบกับอดีตและภูมิภาค

 

หุ้นอินเดีย

 

ดัชนีหุ้นอินเดียยังเผชิญผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีต่อแนวโน้ม EPS อย่างไรก็ตาม เราคาดว่ารัฐบาลจะออกมาตรการทางการคลัง เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ในขณะที่ RBI ยังมีข้อจำกัดในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน หลังอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เดือนล่าสุด เร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ 3.4%YoY

 

หุ้นไทย

 

ดัชนีหุ้นไทย ได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มพลังงาน ที่ปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน ทำให้เผชิญแรงกดดันจากสงครามจำกัดกว่าตลาดหุ้นเอเชียอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ผลลบต่อเศรษฐกิจ และอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ โดยคาดว่า กนง.ยังมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยในปีนี้ ด้านกำไรของดัชนี SET ยังมีแนวโน้มเติบโต ต่ำกว่ากลุ่มประเทศเกิดใหม่โดยรวม และ ตลาดหุ้นโลก

 

หุ้นจีน All-Share

 

ดัชนีหุ้นจีนได้แรงหนุนจากนโยบายภาครัฐที่เน้นพัฒนาเทคโนโลยี โดยล่าสุด CSRC ออกแนวทางการปฏิรูปตลาด ChiNext เพื่อหนุนการจดทะเบียนในบริษัทกลุ่มอุตสาหกรรมเกิดใหม่และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ขณะที่ ผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลางต่อจีนยังจำกัด สะท้อนจาก GDP ใน 1Q2569 ที่เติบโต 5%YoY แข็งแกร่งกว่าที่คาด

 

หุ้นเกาหลีใต้

 

ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของกำไรที่แข็งแกร่ง (นำโดยกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ จากอุปสงค์ AI) และกำไรที่กว้างมากขึ้น สะท้อนคุณภาพของ Earnings cycle Valuation อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับอดีตและภูมิภาค Fund Flow ต่างชาติเริ่มกลับมาซื้อสุทธิ นอกจากนี้ ความคืบหน้าการปฏิรูปธรรมาภิบาลยังเป็นแรงหนุนในระยะกลาง-ยาว

 

สินค้าโภคภัณฑ์ - ทองคำ

 

ราคาทองคำ เผชิญแรงกดดันในระยะสั้นจาก US Bond Yield ที่ปรับเพิ่มขึ้น ตามคาดการณ์ว่า Fed จะยังคงดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง ขณะที่ระยะกลาง-ยาว ยังได้แรงหนุนจากอุปสงค์ในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ และแรงซื้อของธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลก แนะนำทยอยลงทุนในกองทุนทองคำ เพื่อใช้กระจายความเสี่ยงของพอร์ต

 

ทองคำ

 

ราคาทองคำยังคงผันผวน ตามพัฒนาการสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังไม่แน่นอนบนการเจรจา ซึ่งจะส่งผลต่อคาดการณ์เงินเฟ้อ ดอกเบี้ยนโยบาย และ Bond Yield อย่างไรก็ดี ตลาดได้ปรับลดคาดการณ์การลดดอกเบี้ยของ Fed ไปบ้างแล้ว เรามองหากสถานการณ์ขัดแย้งคลี่คลาย ทองคำมีแนวโน้มฟื้นตัว แนะนำทยอยลงทุนเมื่อย่อตัว

 

หุ้นกลุ่มธุรกิจพลังงานยั่งยืน

 

หุ้นกลุ่มพลังงานยั่งยืน ได้รับแรงหนุนจากการเป็นทางเลือกในภาวะวิกฤตพลังงาน แผนยุทธศาสตร์ระดับชาติเพื่อความมั่นคงทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะจีน และ อุปสงค์จากโครงสร้างพื้นฐานที่ขับเคลื่อนด้วย AI เช่น ความต้องการไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูล Data Center และการจัดหาพลังงานให้โรงงานผลิตชิป ซึ่งจะส่งผลบวกต่อการเติบโตของกำไร

 

หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์

 

หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ยังเติบโตสอดคล้องกับกระแสการลงทุนด้าน AI และ Data Center สะท้อนได้จาก ผลประกอบการใน 1Q2569 ของ ASML และ TSMC เติบโตดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และ ยังคงมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ตามอุปสงค์บนชิปหน่วยความจำที่ยังสูงกว่าอุปทาน ซึ่งช่วยหนุนอัตราทำกำไรของกลุ่มฯ ยังคงดีต่อเนื่อง

 

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลก

 

การปรับประมาณการ การเติบโตกำไรของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังคงโดดเด่น ถูกขับเคลื่อนจากธีมโครงสร้างระยะยาว เช่น AI และ Data Center ทั้งนี้ นักลงทุนเริ่มเจาะลึกและคัดกรองบริษัทมากขึ้น แนะนำลงทุนในกลุ่มฯ โดยเน้นกลยุทธ์แบบ Active เพื่อคัดเลือกหุ้นที่มีศักยภาพเติบโต ได้เปรียบเชิงโครงสร้าง และไม่ถูก Disrupt จาก AI อย่างชัดเจน

 

หุ้นตลาดเกิดใหม่ เอเชีย (ไม่รวมจีน)

 

เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นเกาหลีใต้และไต้หวัน ซึ่งได้อานิสงส์จากการเติบโตบนห่วงโซ่อุปทานด้าน AI นอกจากนี้ ยังมีบางประเทศ อาทิ บราซิล ที่ได้รับประโยชน์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลางคลี่คลายขึ้น หลังมีการเจรจากันอย่างเป็นทางการ แม้ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้

 

ภาพ: Billion Photos / Shutterstock

กรุณาเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความ EXCLUSIVE CONTENT ฟรี!

... • 20 เม.ย. 2026




Latest Stories