Thailand – THE STANDARD ข่าวออนไลน์เชิงสร้างสรรค์ ข่าวในประเทศ ข่าวจริง https://thestandard.co/category/news/thailand/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 18 Oct 2026 04:04:28 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 กองขยะปนเปื้อนเกลื่อนปราจีนฯภัยเงียบที่กำลังคุกคามชุมชน https://thestandard.co/prachinburi-illegal-industrial-waste-hazard/ Sun, 18 Oct 2026 04:04:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1269392 ขยะปราจีน

“นอกจากคนผิดลอยนวลแล้ว คนที่แจ้งเบาะแสก็เริ่มมีปัญหา เพ […]

The post กองขยะปนเปื้อนเกลื่อนปราจีนฯภัยเงียบที่กำลังคุกคามชุมชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ขยะปราจีน

“นอกจากคนผิดลอยนวลแล้ว คนที่แจ้งเบาะแสก็เริ่มมีปัญหา เพราะมีคนมาตามว่าใครเป็นคนพูด ใครเป็นคนบอก”

 

ภาพชุดนี้เผยให้เห็นพื้นที่โล่งกว้างในจังหวัดปราจีนบุรี ที่แปรสภาพเป็นกองขยะเถื่อน ที่มีคนแอบเอาขยะอิเล็กทรอนิกส์ ขยะอุตสาหกรรมที่มีสารเคมีปนเปื้อนหนัก มาทิ้งสะสมไว้เป็นจำนวนมาก จนกลายเป็นภาพชินตาของชาวปราจีนฯ

ดูภาพข่าว 

กองกากขยะอุตสาหกรรมในลักษณะนี้ไม่ได้มีแค่แห่งเดียว แต่พบได้ทั่วปราจีนบุรี เมื่อมองด้วยตาจะเห็นเศษซากสิ่งของมากมาย ทั้งเศษสายไฟป่นที่ถูกแบ่งไปแจกชาวบ้านโดนอ้างว่าเป็น ‘ดินฟรี’ กล่องทินเนอร์ ขยะจากโรงงาน ถุงมือยาง ขวดแก้วที่มีลักษณะเหมือนบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในสถานพยาบาล ไปจนถึงบ่อน้ำขุ่นข้นดูอันตราย มีฟองผุดขึ้นมาเป็นระยะ และผิวน้ำมีคราบสีรุ้ง ยิ่งเมื่อฝนตกหนัก ก็ส่งกลิ่นฉุนตีเข้าจมูกจนทีมข่าวรู้สึกเวียนหัว

 

ทันทีที่ปราจีนบุรีเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ บ่อขยะบางแห่งที่อยู่บนพื้นที่สูง ก็ถูกน้ำไหลพาทุกอย่างในบริเวณนั้นลงสู่พื้นที่ต่ำ ไหลไปยังนา คลองชลประทาน ชุมชน และแม่น้ำในบริเวณใกล้เคียง

 

กลายเป็นว่าชาวบ้านในพื้นที่รอบๆ ต้องอยู่กับความไม่แน่นอน น้ำที่ใช้ ดินที่ทำกิน หรือแหล่งอาหารใกล้บ้านจะได้รับผลกระทบมากแค่ไหน และบางคนเคยเล่าว่า หลังใช้น้ำแล้วมีอาการคัน ขณะที่หลายพื้นที่ยังต้องรอผลตรวจเพื่อยืนยันว่า มีสารอะไรตกค้างอยู่บ้าง

 

หลายครั้งคนในพื้นเห็นความผิดปกติ และแจ้งข้อมูลให้เจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบ แต่แหล่งข่าวของ THE STANDARD เล่าว่า พอแจ้งเบาะแสแล้วชาวบ้านกลับรู้สึกไม่สบายใจ เพราะมีคนมาตามถามว่า “ใครเป็นคนพูด” หรือ “ใครเป็นคนบอก” จนคนที่กำลังเดือดร้อนจากมลพิษจากกองขยะเถื่อนอยู่แล้ว ยังต้องคิดอีกว่าจะพูดเรื่องนี้ได้มากแค่ไหน

 

พอเกิดสถานการณ์แบบนี้ ยิ่งทำให้ต้องย้อนกลับไปดูว่า ทำไมของเสียพวกนี้ถึงหลุดมาอยู่ในที่ที่ไม่ควรอยู่ได้ อีกทั้งสิ่งที่ต้องตามต่อมีทั้งการหาต้นทางของขยะ การเอาผิดผู้เกี่ยวข้อง และการฟื้นฟูพื้นที่ให้คนในชุมชนกลับมาใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องกังวลกับขยะปนเปื้อนสารเคมีอันตรายที่ถูกทิ้งไว้ในพื้นที่

 

 

 

ขยะเถื่อน ปราจีนบุรี ขยะเถื่อน ปราจีนบุรี ขยะเถื่อน ปราจีนบุรี ขยะเถื่อน ปราจีนบุรี ขยะเถื่อน ปราจีนบุรี ขยะเถื่อน ปราจีนบุรี ขยะเถื่อน ปราจีนบุรี ขยะเถื่อน ปราจีนบุรี ขยะเถื่อน ปราจีนบุรี ขยะเถื่อน ปราจีนบุรี ขยะเถื่อน ปราจีนบุรี ขยะเถื่อน ปราจีนบุรี ขยะเถื่อน ปราจีนบุรี ขยะเถื่อน ปราจีนบุรี ขยะเถื่อน ปราจีนบุรี ขยะเถื่อน ปราจีนบุรี ขยะเถื่อน ปราจีนบุรี ขยะเถื่อน ปราจีนบุรี ขยะเถื่อน ปราจีนบุรี ขยะเถื่อน ปราจีนบุรี  

 

 

 

The post กองขยะปนเปื้อนเกลื่อนปราจีนฯภัยเงียบที่กำลังคุกคามชุมชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เชียงใหม่จัดใหญ่ ‘American Fair’ ฉลอง 250 ปี สหรัฐอเมริกา ชูความสัมพันธ์-วัฒนธรรมสองชาติ https://thestandard.co/chiang-mai-is-hosting-a-grand-american-fair/ Fri, 16 Oct 2026 12:49:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1269158 บรรยากาศพิธีเปิดงาน Freedom 250: American Fair Chiang Mai ที่สวนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่

วันนี้ (16 ตุลาคม) ช่างภาพข่าว The standard ลงพื้นที่สว […]

The post เชียงใหม่จัดใหญ่ ‘American Fair’ ฉลอง 250 ปี สหรัฐอเมริกา ชูความสัมพันธ์-วัฒนธรรมสองชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรยากาศพิธีเปิดงาน Freedom 250: American Fair Chiang Mai ที่สวนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่

วันนี้ (16 ตุลาคม) ช่างภาพข่าว The standard ลงพื้นที่สวนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ อำเภอเมืองเชียงใหม่ เป็นไปอย่างคึกคัก เต็มไปด้วยประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ทยอยเดินทางเข้าร่วมงาน ‘Freedom 250: American Fair Chiang Mai’ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-18 ตุลาคม 2569

ดูภาพข่าว 

งานดังกล่าวจัดโดยสถานกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกาประจำจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 250 ปี การประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา โดยจังหวัดเชียงใหม่ถือเป็น 1 ใน 4 พื้นที่ของประเทศไทยที่มีการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ในครั้งนี้

 

สำหรับพิธีเปิดงานได้รับเกียรติจาก เคเลีย คัมมินส์ กงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกาประจำจังหวัดเชียงใหม่, ทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และ พิชัย เลิศพงษ์อดิศร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

 

ภายในงานประกอบด้วยโซนกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ไฮไลต์สำคัญคือ ‘โซนยานยนต์’ ที่รวบรวมแบรนด์สัญชาติอเมริกันมาจัดแสดง ทั้งรถจักรยานยนต์ Harley-Davidson, รถยนต์ Ford, Tesla, Jeep และรถแทรกเตอร์ John Deere

 

ขณะที่เวทีดนตรีเต็มไปด้วยสีสันของการผสมผสานทางวัฒนธรรม ผ่านการแสดงของนักเรียนจากโรงเรียนดาราวิทยาลัยและโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย ที่ร่วมแสดงกับ Carolina Jazz Ensemble วงดนตรีที่บินตรงมาจากเมืองเซาท์พอร์ต รัฐนอร์ทแคโรไลนา

 

นอกจากนี้ ในพื้นที่นิทรรศการยังมีการโชว์บอลลูน บูธอาหาร และกิจกรรมเวิร์กช็อปศิลปะโดยพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยใหม่เอี่ยม รวมถึงการย้อนรอยประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมไทย-สหรัฐฯ ผ่านเรื่องราวของ จิม ทอมป์สัน ในภาคเหนือ และประวัติศาสตร์ขบวนการเสรีไทย

 

อีกหนึ่งความน่าสนใจคือบูธจากหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มาร่วมให้ความรู้และจัดกิจกรรม อาทิ สำนักงานปราบปรามยาเสพติดสหรัฐฯ (DEA), สำนักงานทูตเกษตรสหรัฐฯ (USDA), หน่วยรักษาความปลอดภัยนาวิกโยธินสหรัฐฯ และ EducationUSA

 

งาน ‘Freedom 250: American Fair Chiang Mai’ เปิดให้ผู้ที่สนใจเข้าชมฟรี โดยวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม จัดขึ้นเวลา 17.00-21.00 น., วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม เวลา 12.00-21.00 น. และวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม เวลา 12.00-20.00 น.

 

 

บรรยากาศพิธีเปิดงาน Freedom 250: American Fair Chiang Mai ที่สวนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ 1บรรยากาศพิธีเปิดงาน Freedom 250: American Fair Chiang Mai ที่สวนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ 2บรรยากาศพิธีเปิดงาน Freedom 250: American Fair Chiang Mai ที่สวนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ 3บรรยากาศพิธีเปิดงาน Freedom 250: American Fair Chiang Mai ที่สวนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ 4บรรยากาศพิธีเปิดงาน Freedom 250: American Fair Chiang Mai ที่สวนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ 5บรรยากาศพิธีเปิดงาน Freedom 250: American Fair Chiang Mai ที่สวนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ 6บรรยากาศพิธีเปิดงาน Freedom 250: American Fair Chiang Mai ที่สวนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ 7บรรยากาศพิธีเปิดงาน Freedom 250: American Fair Chiang Mai ที่สวนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ 8บรรยากาศพิธีเปิดงาน Freedom 250: American Fair Chiang Mai ที่สวนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ 9บรรยากาศพิธีเปิดงาน Freedom 250: American Fair Chiang Mai ที่สวนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ 10

The post เชียงใหม่จัดใหญ่ ‘American Fair’ ฉลอง 250 ปี สหรัฐอเมริกา ชูความสัมพันธ์-วัฒนธรรมสองชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ชัชชาติ’ ร่วมเวที World Bank ถกความร่วมมือนานาชาติ ดึงทุนเอกชนยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน-ระบบจัดการน้ำ https://thestandard.co/chadchart-world-bank-water-infrastructure/ Fri, 16 Oct 2026 12:30:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1269142 ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ร่วมเวทีเสวนาในการประชุม World Bank ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

วันนี้ (16 ตุลาคม ) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุ […]

The post ‘ชัชชาติ’ ร่วมเวที World Bank ถกความร่วมมือนานาชาติ ดึงทุนเอกชนยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน-ระบบจัดการน้ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ร่วมเวทีเสวนาในการประชุม World Bank ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

วันนี้ (16 ตุลาคม ) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมเวทีอภิปรายในกิจกรรมคู่ขนาน หัวข้อ “Working Together to Make Cities Investable – Mobilising Private Capital for Urban and Water Infrastructure” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างการประชุมประจำปีธนาคารโลก (World Bank Annual Meeting) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

 

ในโอกาสนี้ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้เข้าหารือร่วมกับ รีม อาลาบาลี ราโดวาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาเยอรมนี เพื่อหาแนวทางสนับสนุนและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จากนั้นได้ร่วมอภิปรายบนเวทีเสวนาหัวข้อ “Enabling Change Through Policy, Partnerships and Multi-level Action” ร่วมกับผู้บริหารระดับสูงจากนานาชาติ ประกอบด้วย เอเลโอนอร์ การัว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศฝรั่งเศส, ปาสคาล โดโนโฮ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่ด้านองค์ความรู้ กลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) และ เว็มปี สาปุตรา รองประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) โดยมุ่งแลกเปลี่ยนความร่วมมือในทางปฏิบัติระหว่างรัฐบาลกลาง เมือง และหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา เพื่อค้นหารูปแบบที่เหมาะสมในการระดมทุนจากภาคเอกชน สำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระดับเมืองและระบบจัดการน้ำ

 

กิจกรรมเสวนาคู่ขนานดังกล่าวจัดโดย Office of the Executive Director for Germany at the World Bank Group มีวัตถุประสงค์เพื่อเน้นย้ำความสำคัญของการลงทุนพัฒนาเมืองขนาดใหญ่ พร้อมนำเสนอคุณค่าของการทำงานร่วมกันเชิงระบบระหว่างธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคี (MDBs) องค์การสหประชาชาติ (UN) และภาคส่วนพัฒนาอื่น ๆ ในการระดมทุนภาคเอกชนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำในเมือง ซึ่งสอดรับกับการประชุม UN-Water Conference ที่กำลังจะมาถึง ตลอดจนแสดงแนวทางปฏิบัติจริงในการประสานงานระหว่างรัฐบาลและหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและความน่าลงทุนให้กับเมืองต่าง ๆ อย่างยั่งยืน

The post ‘ชัชชาติ’ ร่วมเวที World Bank ถกความร่วมมือนานาชาติ ดึงทุนเอกชนยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน-ระบบจัดการน้ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยปิดดีล World Bank คว้าเงินให้เปล่ากว่า 80 ล้านบาท ปูทางบังคับใช้ พ.ร.บ. ลดโลกร้อน สู่เป้าหมาย Net Zero https://thestandard.co/thailand-world-bank-climate-grant/ Fri, 16 Oct 2026 12:22:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1269139 ผู้แทนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมเจรจากับผู้บริหารธนาคารโลกในการประชุมประจำปี

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินหน้าขับเคลื่อ […]

The post ไทยปิดดีล World Bank คว้าเงินให้เปล่ากว่า 80 ล้านบาท ปูทางบังคับใช้ พ.ร.บ. ลดโลกร้อน สู่เป้าหมาย Net Zero appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้แทนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมเจรจากับผู้บริหารธนาคารโลกในการประชุมประจำปี

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งสำคัญ หลังเจรจาปิดดีลรับเงินสนับสนุนแบบให้เปล่า (Grant) จากธนาคารโลก (World Bank) มูลค่ากว่า 80 ล้านบาท เพื่อปูทางสร้างความพร้อมรองรับการบังคับใช้ (ร่าง) พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในปี 2570 และก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 อย่างเป็นรูปธรรม

 

สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หรือ ‘กรมลดโลกร้อน’ เร่งระดมทุนจากต่างประเทศเพื่อนำมาสนับสนุนการพัฒนากลไกราคาคาร์บอน สร้างความพร้อมให้กับทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยการปิดดีลเงินสนับสนุนจากธนาคารโลกซึ่งเป็นสถาบันการเงินระดับโลกที่มีความพร้อมทั้งด้านทุน บุคลากร และองค์ความรู้ จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถขับเคลื่อนและบังคับใช้กฎหมายลดโลกร้อนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

ด้าน ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า ความร่วมมือด้านการเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Finance) ถือเป็นวาระเร่งด่วนที่ไทยต้องดำเนินการ เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมาย NDC 3.0 และ Net Zero ภายในปี 2050 โดยเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม (Just Transition) ที่ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อแรงงาน ผู้ประกอบการ SMEs ชุมชน และกลุ่มเปราะบาง ซึ่งการได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโลกในครั้งนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่าทิศทางการทำงานของไทยสอดคล้องกับมาตรฐานโลก

 

ขณะที่ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เผยถึงความสำเร็จจากการประชุมประจำปี IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 เมื่อวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา ว่าไทยได้เจรจาทวิภาคีร่วมกับ เจมี เฟอร์กุสสัน ผู้อำนวยการด้านภูมิอากาศ และ จูเลีย เอ็ม. เฟรเซอร์ ผู้อำนวยการระดับภูมิภาคด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ของธนาคารโลก จนนำมาสู่การปิดดีลเงินสนับสนุนแบบให้เปล่ารวม 81.6 ล้านบาท (2.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อ

 

เดินหน้า 2 โครงการสำคัญ ได้แก่

 

  1. โครงการ Partnership for Market Implementation (PMI): วงเงิน 68 ล้านบาท มุ่งศึกษาการพัฒนาเครื่องมือกำหนดราคาคาร์บอน (Carbon Pricing Instruments) ออกแบบกลไกทางเศรษฐศาสตร์ที่เหมาะสมกับไทย เพื่อสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกและเตรียมนำมาใช้ภายใต้กรอบกฎหมายในอนาคต
  2. โครงการ Thailand’s Long-Term Climate Strategies (LTS): วงเงิน 13.6 ล้านบาท มุ่งพัฒนาแบบจำลองทางเศรษฐกิจ เพื่อวิเคราะห์เส้นทางสู่ Net Zero ควบคู่กับการวางแผนการลงทุนระยะยาว ช่วยให้ไทยมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจจัดลำดับความสำคัญของมาตรการต่างๆ

 

ดร.พิรุณ ย้ำว่า เม็ดเงินกว่า 80 ล้านบาทนี้ สะท้อนให้เห็นว่าธนาคารโลกเชื่อมั่นในศักยภาพและความมุ่งมั่นของไทยในการสร้างกลไกทางกฎหมาย ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ไทยได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อพัฒนาระบบ Climate Finance ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

 

ในตอนท้าย สุชาติยังได้ตอกย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นธรรม ต้องอาศัยกลไกทางการเงินเพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจปรับตัว พัฒนาทักษะแรงงาน และสร้างโอกาสให้ชุมชน โดยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งในและต่างประเทศ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ไทยบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม ไปพร้อมกับการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างยั่งยืน

The post ไทยปิดดีล World Bank คว้าเงินให้เปล่ากว่า 80 ล้านบาท ปูทางบังคับใช้ พ.ร.บ. ลดโลกร้อน สู่เป้าหมาย Net Zero appeared first on THE STANDARD.

]]>
UNDP ห่วงคนรุ่นใหม่ 1.2 พันล้านคนตกงาน เตือนไทยเร่งสร้างทักษะ AI https://thestandard.co/undp-youth-unemployment-ai-skills/ Fri, 16 Oct 2026 11:30:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1269112 นีฟ คอลิเออร์-สมิธ ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD

นีฟ คอลิเออร์-สมิธ (Niamh Collier-Smith) ผู้แทนโครงการพ […]

The post UNDP ห่วงคนรุ่นใหม่ 1.2 พันล้านคนตกงาน เตือนไทยเร่งสร้างทักษะ AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
นีฟ คอลิเออร์-สมิธ ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD

นีฟ คอลิเออร์-สมิธ (Niamh Collier-Smith) ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD ระหว่างการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 โดยแสดงความกังวลต่ออนาคตการจ้างงานของคนรุ่นใหม่ หลังผลการประเมินชี้ว่า โลกอาจมีตำแหน่งงานรองรับคนหนุ่มสาว 1.2 พันล้านคน ไม่พอในช่วงหลายปีข้างหน้า เสี่ยงทำให้คนรุ่นใหม่เผชิญปัญหาการว่างงาน และมีคุณภาพชีวิตแย่กว่าคนรุ่นพ่อแม่

 

 

นอกจากนี้ UNDP ยังเตือนว่า ปัญหาความยากจนทั่วโลกกำลังกลับมารุนแรงขึ้นจากวิกฤตหลายด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งผลกระทบจากโควิด-19 สงคราม และความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลและสถาบันการเงินระหว่างประเทศเร่งลงทุนสร้างงาน โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาและพื้นที่เปราะบาง

 

สำหรับประเทศไทย คอลิเออร์-สมิธมองว่า การลงทุนพัฒนาทักษะของประชาชนจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต พร้อมแนะนำให้คนรุ่นใหม่ก้าวจากการเป็นผู้ใช้งาน AI ไปสู่การมีส่วนร่วมออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อสร้างธุรกิจและอาชีพใหม่ที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจไทย

 

เตือนคนรุ่นใหม่เสี่ยงมีคุณภาพชีวิตแย่กว่าพ่อแม่

 

คอลิเออร์-สมิธระบุว่า หนึ่งในความกังวลสำคัญของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน คือ ความไม่แน่นอนว่า พวกเขาจะสามารถสร้างชีวิตและความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้เหมือนคนรุ่นก่อนหรือไม่ โดยมีความเสี่ยงที่คนรุ่นนี้อาจกลายเป็นคนรุ่นแรกที่มีฐานะความเป็นอยู่แย่กว่าพ่อแม่

 

อย่างไรก็ตาม เธอย้ำว่า ความกังวลดังกล่าวยังไม่ใช่ข้อสรุปว่า อนาคตจะต้องเป็นเช่นนั้นเสมอไป เพราะรัฐบาลและองค์กรระหว่างประเทศยังสามารถออกแบบนโยบายเพื่อป้องกันปัญหาได้

 

คอลิเออร์-สมิธอ้างอิงถึงการประเมินของ IMF และ World Bank ว่า ในช่วงหลายปีข้างหน้า จะมีคนรุ่นใหม่ประมาณ 1.2 พันล้านคนที่ต้องการเข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่ตำแหน่งงานที่คาดว่า จะรองรับได้อยู่ที่ประมาณ 400 ล้านตำแหน่ง สะท้อนช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างความต้องการทำงานกับโอกาสในการจ้างงาน

 

คอลิเออร์-สมิธ จึงกังวลว่า หากโลกไม่เร่งรับมือ ปัญหาดังกล่าวอาจทำให้ความเชื่อที่สังคมปลูกฝังมาหลายชั่วอายุคนว่า การตั้งใจเรียน เข้ามหาวิทยาลัย และได้รับปริญญาจะนำไปสู่การมีงานทำ เริ่มไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

 

UNDP จับมือธนาคารโลก เร่งสร้างงานในประเทศเปราะบาง

 

สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหา คอลิเออร์-สมิธมองว่า อุปสรรคสำคัญของการสร้างงานในประเทศกำลังพัฒนาและพื้นที่เปราะบางคือความเสี่ยงจากวิกฤตและการขาดความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเฉพาะประเทศที่เผชิญสงครามหรือความไม่มั่นคงทางการเมือง ซึ่งนักลงทุนกังวลถึงความไม่แน่นอนของกฎระเบียบและสภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจ ส่งผลให้เงินทุนไม่ไหลเข้าไปยังพื้นที่ที่มีความจำเป็นต้องสร้างงานมากที่สุด

 

UNDP จึงพยายามลดความเสี่ยงในการลงทุน ผ่านการทำงานร่วมกับรัฐบาล ธนาคารท้องถิ่น และกองทุนพัฒนาเงินทุนแห่งสหประชาชาติ (UNCDF) เพื่อสนับสนุนเงินทุนให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ โดยหนึ่งในแนวทาง คือ การใช้กลไกค้ำประกันความเสียหายส่วนแรกจากการลงทุน เพื่อช่วยให้ธนาคารกล้าปล่อยสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง

 

คอลิเออร์-สมิธยกตัวอย่างว่า การสร้างงานในประเทศเปราะบางอาจเริ่มต้นจากเงินลงทุนเพียง 10,000 ดอลลาร์สหรัฐให้กับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ แทนที่จะต้องพึ่งพาโครงการลงทุนขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว

 

เธอยังยกตัวอย่างการดำเนินงานของ UNDP ในอัฟกานิสถาน ซึ่งได้ทำงานร่วมกับผู้ประกอบการประมาณ 80,000 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก หลายกิจการสามารถจ้างแรงงานเพิ่มเติมได้สูงสุด 10 คน รวมถึงประชาชนที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ

 

แนวทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามขยายการสร้างงานผ่านโครงการ Jobs for Prosperity ของ UNDP ขณะที่องค์กรยังได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับธนาคารโลก เพื่อทดลองรูปแบบการทำงานร่วมกันใน 5 ประเทศ โดยประเทศที่กล่าวถึง ได้แก่ เนปาล เยเมน เฮติ และเลบานอน

 

ความร่วมมือนี้มุ่งเชื่อมศักยภาพด้านเงินทุนของธนาคารโลกและสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนา เข้ากับเครือข่ายการทำงานระดับชุมชนของ UNDP เพื่อให้การลงทุนสามารถสร้างงานและเข้าถึงผู้คนในพื้นที่ได้จริง

 

UNDP เตือนความยากจนทั่วโลกกลับมาเพิ่มขึ้น

 

อีกหนึ่งประเด็นที่คอลิเออร์-สมิธแสดงความกังวล คือ สถานการณ์ความยากจนทั่วโลก โดยระบุว่า รายงานดัชนีความยากจนหลายมิติ (Multidimensional Poverty Index) ฉบับล่าสุดพบว่า จำนวนประชากรที่เผชิญความยากจนหลายมิติกำลังเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบประมาณ 10 ปี

 

เธออธิบายว่า สถานการณ์ดังกล่าวเป็นผลจากวิกฤตหลายด้านที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ทั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งบางครอบครัวยังไม่สามารถฟื้นตัวได้เต็มที่ ตลอดจนผลกระทบของสงครามและความขัดแย้งที่สร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงทางพลังงาน

 

คอลิเออร์-สมิธยังยกตัวอย่างผลการวิเคราะห์ผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งพบว่า ภายในเวลาเพียง 5 สัปดาห์ของความขัดแย้ง มีประชาชนประมาณ 3.6 ล้านคนเสี่ยงสูญเสียงาน โดยตัวเลขดังกล่าวเทียบเท่ากับจำนวนตำแหน่งงานที่สร้างขึ้นในปีก่อนหน้าในพื้นที่ที่ศึกษา

 

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ความขัดแย้งสามารถทำลายความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและการจ้างงานที่ใช้เวลาสร้างมานานได้อย่างรวดเร็ว ฉะนั้น การรับมือปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างรัฐบาล สถาบันการเงิน และองค์กรระหว่างประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนในมนุษย์และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจควบคู่กันไป

 

แนะไทยอย่าเป็นแค่ผู้ใช้ AI ต้องร่วมออกแบบเทคโนโลยี

 

สำหรับประเทศไทย คอลิเออร์-สมิธมองว่า ไทยมีความตื่นตัวและให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์ ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างงานและเพิ่มศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจระยะยาว

 

เธอยังกล่าวถึงความร่วมมือของ UNDP กับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และพันธมิตรในประเทศไทย เพื่อพัฒนาแนวทางฝึกอบรมและเสริมสร้างทักษะแห่งอนาคต โดยมุ่งทำงานร่วมกับสถาบันวิจัยนโยบาย ภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากประเทศต่างๆ และออกแบบทักษะที่ตลาดแรงงานไทยต้องการ

 

ความร่วมมือที่ผู้แทน UNDP เน้นย้ำ คือ ประเด็นด้าน AI เนื่องจากกำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานทั่วโลก โดยคอลิเออร์-สมิธมองว่า การเตรียมพร้อมของเยาวชนไทยควรเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทในการออกแบบและพัฒนา AI ด้วย

 

หนึ่งในตัวอย่างที่เธอเสนอ คือ การพัฒนาโมเดล AI ภาษาไทย เพื่อให้เทคโนโลยีสามารถเข้าใจบริบททางภาษาและตอบสนองความต้องการของประเทศไทยได้ดียิ่งขึ้น แทนการพึ่งพาโมเดลที่พัฒนาขึ้นโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก

 

เธอย้ำว่า หากเยาวชนและนักพัฒนาไทยสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบเทคโนโลยี ก็จะช่วยเปิดโอกาสให้เกิดผู้ประกอบการและธุรกิจรูปแบบใหม่ในอนาคต ขณะที่ระบบการศึกษาไทยควรส่งเสริมให้นักเรียนและนักศึกษาใช้ AI เพื่อคิดค้นนวัตกรรมและสร้างอาชีพแห่งอนาคต โดยบูรณาการทักษะดังกล่าวเข้ากับหลักสูตรการเรียนการสอนในโรงเรียน มหาวิทยาลัย ตลอดจนการเรียนรู้ตลอดชีวิต

 

อนึ่ง คอลิเออร์-สมิธย้ำว่า AI จะเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของโลกอย่างมีนัยสำคัญ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเร่งปรับระบบการเรียนรู้ เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและการจ้างงานในอนาคต

The post UNDP ห่วงคนรุ่นใหม่ 1.2 พันล้านคนตกงาน เตือนไทยเร่งสร้างทักษะ AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยเร่งเข้า OECD ปี 2571 ปิยะชาติเตือน อย่ามุ่งเป็นประเทศรายได้สูง จนลืมสร้างเศรษฐกิจคุณภาพ https://thestandard.co/thailand-oecd-piyachart-quality-economy/ Fri, 16 Oct 2026 10:56:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1269106 ปิยะชาติ อิศรภักดี ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD ถึงการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย

ปิยะชาติ อิศรภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และผู้ […]

The post ไทยเร่งเข้า OECD ปี 2571 ปิยะชาติเตือน อย่ามุ่งเป็นประเทศรายได้สูง จนลืมสร้างเศรษฐกิจคุณภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปิยะชาติ อิศรภักดี ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD ถึงการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย

ปิยะชาติ อิศรภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และผู้ก่อตั้ง BRANDi and Companies ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD ระหว่างการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 โดยมองว่า ประเทศไทยเดินหน้าเข้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ในทิศทางที่ถูกต้องแล้ว แต่เตือนว่า ไทยไม่ควรมุ่งเป้าเป็นประเทศรายได้สูงจนมองข้ามการสร้างเศรษฐกิจที่มีคุณภาพ

 

 
 

นอกจากนี้ ปิยะชาติยังเสนอ 5 แนวทางยกระดับประเทศไทย ตั้งแต่การกระจายความมั่งคั่ง การปฏิรูปภาครัฐ ไปจนถึงการเตรียมรับมือความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก โดยย้ำว่า การปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานสากลอาจมีต้นทุนในระยะแรก แต่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในระยะยาว

 

OECD มองบวกต่อไทย แต่เป้าหมายปี 2571 ยังท้าทาย

 

ปัจจุบัน ประเทศไทยตั้งเป้าหมายเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 โดยปิยะชาติเปิดเผยว่า เลขาธิการ OECD เข้าร่วมงาน Future Ready Economy 2026 ซึ่งเป็นงานคู่ขนานกับการประชุม IMF–World Bank และแสดงท่าทีเชิงบวกต่อความพยายามของประเทศไทย

 

เขาระบุว่า เลขาธิการ OECD มองด้วยความหวังว่า ไทยมีความสามารถที่จะดำเนินการตามข้อกำหนดและมาตรฐานขององค์กรได้ ขณะที่รัฐบาลไทยและ OECD กำลังทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อผลักดันกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก

 

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายปี 2571 ถือเป็นกรอบเวลาที่ท้าทาย ขณะที่เลขาธิการ OECD ยังไม่ได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่า ไทยจะสามารถเข้าเป็นสมาชิกได้ตามกำหนดหรือไม่ โดยปิยะชาติอธิบายว่า ความสำคัญของการเข้า OECD อยู่ที่การยกระดับประเทศไทยให้มีมาตรฐานสากล โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยได้รับความสนใจจากนานาชาติผ่านการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF–World Bank ซึ่งอาจนำไปสู่โอกาสทางการค้าและการลงทุน

 

อย่างไรก็ตาม การได้รับความสนใจจากต่างชาติ ยังต้องตามมาด้วยการสร้างความเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยมีมาตรฐานที่เหมาะสมสำหรับการดำเนินธุรกิจและการลงทุนระยะยาว ซึ่งการเข้า OECD จะเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยผลักดันการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

 

เตือนอย่าเร่งเป็นประเทศรายได้สูง จนลืมสร้างเศรษฐกิจคุณภาพ

 

แม้ไทยจะมีความคืบหน้าในการเดินหน้าเข้าสู่ OECD แต่ปิยะชาติแสดงความกังวลว่า ประเทศไทยอาจให้ความสำคัญกับการยกระดับรายได้มากเกินไป โดยยังไม่ได้สร้างรากฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเพียงพอ

 

เขามองว่า การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจต้องพิจารณาด้วยว่า รายได้และความมั่งคั่งที่เกิดขึ้นสามารถกระจายกลับมาสู่คนไทยได้มากน้อยเพียงใด

 

ปิยะชาติยังหยิบยกประเด็นจากงาน Future Ready Economy 2026 ว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความท้าทายจากศักยภาพการเติบโตที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะช่วยเพิ่มผลผลิตและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ความต้องการด้านการจ้างงาน การศึกษา ที่อยู่อาศัย และสุขภาพของประชากรโลกก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน

 

เขาอธิบายว่า หากศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจลดลงต่อเนื่อง ในอนาคตอาจเกิดสถานการณ์ที่แม้เศรษฐกิจจะเติบโตเต็มศักยภาพแล้ว ก็ยังไม่เพียงพอรองรับความต้องการของประชากร

 

ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงควรให้ความสำคัญกับการเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการเติบโตในระยะยาว เพื่อให้สามารถรับมือกับความท้าทายที่กำลังเกิดขึ้นได้

 

เปิด 5 แนวทาง ยกระดับไทยสู่ประเทศเศรษฐกิจคุณภาพ

 

ทั้งนี้ ปิยะชาติเสนอว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีคุณภาพควรประกอบด้วยปัจจัยสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่

 

  1. การสร้างแหล่งรายได้ที่หลากหลายและมีมูลค่าเพิ่มสูง เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิเศรษฐศาสตร์ โดยเตือนว่า แม้ประเทศไทยพยายามวางตัวเป็นกลางระหว่างมหาอำนาจ แต่ในโลกที่แบ่งขั้วทางเศรษฐกิจมากขึ้น ไทยอาจหลีกเลี่ยงแรงกดดันให้เลือกข้างได้ยาก
  2. การสร้างกลไกกระจายความมั่งคั่งอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้รายได้จากการเติบโตทางเศรษฐกิจกลับมาสู่คนไทย โดยเฉพาะการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งหากประเทศไทยยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยี องค์ความรู้ และทรัพยากรจากต่างชาติเป็นหลัก มูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นก็อาจไม่ได้ตกอยู่กับคนไทยมากเท่าที่ควร
  3. การพัฒนาโครงสร้างภาครัฐและสถาบันให้มีประสิทธิภาพ ปิยะชาติมองว่า การปฏิรูปภาครัฐไม่จำเป็นต้องหมายถึงการลดขนาดรัฐเสมอไป เพราะการลดจำนวนบุคลากรอาจก่อให้เกิดปัญหาใหม่ สิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือประสิทธิภาพในการบริหารและการใช้ทรัพยากรสาธารณะให้คุ้มค่า
  4. การเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่การใช้พลังงานทางเลือก การปรับตัวของแรงงานให้สามารถทำงานร่วมกับ AI ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงระบบการค้าโลกที่มีแนวโน้มแบ่งออกเป็นกลุ่มเศรษฐกิจมากขึ้น
  5. การสร้างความสามารถในการรับมือกับวิกฤต (Resilience) เพื่อให้ประเทศไทยสามารถยืนหยัดได้เมื่อเผชิญแรงกระแทกจากภายนอก โดยต้องรักษาความสามารถในการเติบโตควบคู่กันไปด้วย

 

ปิยะชาติมองว่า ปัจจัยทั้ง 5 ด้านจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาไปสู่ประเทศรายได้สูง โดยไม่ต้องเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างและภาระหนี้ที่อาจบั่นทอนความสามารถในการเติบโตในอนาคต

 

เตือนปฏิรูปประเทศต้องยอมรับต้นทุนระยะแรก

 

สำหรับสิ่งที่ประเทศไทยต้องดำเนินการต่อเพื่อเข้าเป็นสมาชิก OECD ปิยะชาติเน้นย้ำว่า การได้รับมาตรฐานจากองค์กรเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ความท้าทายอยู่ที่การนำมาตรฐานเหล่านั้นมาปรับใช้ให้เกิดผลจริง โดยเฉพาะการบริหารจัดการภาครัฐ การแก้ปัญหาคอร์รัปชัน และการปรับปรุงระบบภาษี

 

เขายอมรับว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจทำให้ภาคธุรกิจและประชาชนต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นในช่วงแรก ทั้งจากการปรับกฎหมาย กฎระเบียบ และวิธีดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

 

อย่างไรก็ตาม ปิยะชาติมองว่า ต้นทุนดังกล่าวมีความจำเป็น หากประเทศไทยต้องการเพิ่มความน่าเชื่อถือและสร้างความมั่นใจให้กับคู่ค้าและนักลงทุนต่างชาติ พร้อมยังเสนอให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนร่วมมือกันผลักดันการเปลี่ยนแปลง และย้ำถึงความสำคัญของการสื่อสารให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าใจเหตุผลและประโยชน์ของการปฏิรูป

 

ปิยะชาติอธิบายว่า ที่ผ่านมา กฎหมายหลายฉบับอาจมีเจตนาที่ดี แต่เมื่อผู้ได้รับผลกระทบไม่เข้าใจเหตุผลของการเปลี่ยนแปลง ก็อาจเกิดแรงต่อต้านจนทำให้การดำเนินนโยบายไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ ดังนั้น การผลักดันมาตรฐาน OECD จึงต้องสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนควบคู่ไปกับการปรับปรุงกฎหมาย เพื่อให้ทุกฝ่ายมองเห็นเป้าหมายร่วมกันว่า การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะช่วยยกระดับประเทศอย่างไร

 

อนึ่ง ผู้ก่อตั้ง BRANDi and Companies ยังทิ้งท้ายว่า แม้การปฏิรูปอาจต้องยอมรับความยากลำบากในช่วงแรก แต่ประเทศไทยจำเป็นต้องเดินหน้าต่อไป โดยมีเป้าหมายระยะยาว คือ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างรายได้ที่สูงขึ้น และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย

 

The post ไทยเร่งเข้า OECD ปี 2571 ปิยะชาติเตือน อย่ามุ่งเป็นประเทศรายได้สูง จนลืมสร้างเศรษฐกิจคุณภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมัชชาคนจน-เครือข่ายเกษตรกรนานาชาติ เดินขบวนประชิดศูนย์สิริกิติ์ ค้านเวที World Bank-IMF อ่าน 6 ข้อเรียกร้องทวงคืนอธิปไตยทางอาหาร https://thestandard.co/the-assembly-of-the-poor-and-the-international/ Fri, 16 Oct 2026 09:52:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1269096 กลุ่มสมัชชาคนจนและเครือข่ายเกษตรกรเดินขบวนมุ่งหน้าศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เพื่อคัดค้าน World Bank และ IMF

วันนี้ (16 ตุลาคม) กลุ่มสมัชชาคนจน นัดหมายรวมตัวกันที่บ […]

The post สมัชชาคนจน-เครือข่ายเกษตรกรนานาชาติ เดินขบวนประชิดศูนย์สิริกิติ์ ค้านเวที World Bank-IMF อ่าน 6 ข้อเรียกร้องทวงคืนอธิปไตยทางอาหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มสมัชชาคนจนและเครือข่ายเกษตรกรเดินขบวนมุ่งหน้าศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เพื่อคัดค้าน World Bank และ IMF

วันนี้ (16 ตุลาคม) กลุ่มสมัชชาคนจน นัดหมายรวมตัวกันที่บริเวณประตู 1 สวนลุมพินี ก่อนเคลื่อนขบวนฝ่าเส้นทางถนนวิทยุ สุขุมวิท และเข้าสู่ถนนรัชดาภิเษก มุ่งหน้าไปยังศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้แคมเปญ ‘ปฏิบัติการสากลเพื่ออธิปไตยด้านอาหาร’ เพื่อคัดค้านการดำเนินงานและการประชุมของธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) โดยมีมวลชนและตัวแทนเกษตรกรจากเครือข่ายนานาชาติ เช่น ตัวแทนชาวนาจากภูมิภาคละตินอเมริกา เข้าร่วมแสดงพลังกว่า 500 คน

 

บรรยากาศการชุมนุมบริเวณแยกอโศกมนตรี ถนนรัชดาภิเษก ในช่วงบ่ายเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แกนนำสำคัญอย่าง บารมี ชัยรัตน์ และ ไพฑูรย์ สร้อยสด ได้สลับกันขึ้นปราศรัยทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ เพื่อสะท้อนปัญหาและผลกระทบที่ภาคการเกษตรได้รับจากนโยบายของธนาคารโลกและ IMF

 

ก่อนที่ในช่วงเย็น ผู้ชุมนุมจะร่วมกันอ่านแถลงการณ์ 6 ข้อเรียกร้องสำคัญ ประกอบด้วย:

 

  1. ยกเลิกหนี้สิน: เรียกร้องให้ยกเลิกหนี้ 60% สำหรับประเทศรายได้ต่ำ และ 30% สำหรับประเทศรายได้ปานกลาง เพื่อหยุดวงจรความหิวโหยและความเหลื่อมล้ำ ปลดล็อกทรัพยากรมาลงทุนสร้างอธิปไตยทางอาหาร
  2. ตรวจสอบหนี้ต่างประเทศ: เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบหนี้สาธารณะที่รัฐบาลก่อไว้ เพื่อความโปร่งใสและหาผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดกับชุมชน
  3. ยุติการอุดหนุนกลุ่มทุนบรรษัท: ให้นำงบประมาณที่เคยสนับสนุนระบบอุตสาหกรรมเกษตรที่ผูกขาด หันมาสนับสนุนระบบ ‘เกษตรนิเวศ’ และอธิปไตยทางอาหารแทน
  4. เพิ่มรายได้รัฐผ่านการเก็บภาษี: ปฏิรูประบบภาษีแบบก้าวหน้า โดยเก็บภาษีกำไรบรรษัทในอัตราที่เหมาะสม และจัดเก็บภาษีความมั่งคั่งจากกลุ่มมหาเศรษฐี
  5. สร้างประชาธิปไตยในธนาคารกลาง: ธนาคารกลางต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของคนทำงานมากกว่าการรับใช้กลุ่มทุนใหญ่
  6. ยึดประชาชนและโลกเป็นศูนย์กลาง: การประเมินนโยบายเศรษฐกิจต้องไม่มองแค่ตัวเลข GDP หรือตัวชี้วัดตลาด แต่ต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต การลดความเหลื่อมล้ำ และความสามารถของระบบนิเวศ

 

ด้านการรักษาความปลอดภัย กองบัญชาการตำรวจนครบาลได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่หมุนเวียนกว่า 800 นาย คุมเข้มพื้นที่รอบศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยไม่อนุญาตให้ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องรวมถึงกลุ่มผู้ชุมนุมเข้าใกล้บริเวณสถานที่จัดการประชุม

 

ขณะเดียวกัน พล.ต.ท. สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้ลงพื้นที่ตรวจความเรียบร้อย พร้อมประสานทีมแพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจเข้าดูแลสุขภาพของผู้ชุมนุม รวมถึงสนับสนุนน้ำดื่มเพื่อลดความตึงเครียด โดยภาพรวมการชุมนุมตลอดทั้งวันดำเนินไปอย่างสันติ และไม่ส่งผลกระทบต่อการสัญจรของประชาชนทั่วไป ก่อนที่กลุ่มสมัชชาคนจนจะประกาศยุติการชุมนุมในช่วงเย็น

The post สมัชชาคนจน-เครือข่ายเกษตรกรนานาชาติ เดินขบวนประชิดศูนย์สิริกิติ์ ค้านเวที World Bank-IMF อ่าน 6 ข้อเรียกร้องทวงคืนอธิปไตยทางอาหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
AI เก่งแค่ไหน ก็แทนที่เด็กที่มี EF ไม่ได้! พ่อแม่ยุคใหม่ต้องรู้ สร้างทักษะให้ลูกพร้อมรับโลกอนาคตวันนี้ [Advertorial] https://thestandard.co/ai-ef-children-future-skills/ Fri, 16 Oct 2026 09:30:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1268716 ภาพเด็กผู้หญิงกับกราฟิกสมอง สื่อถึงทักษะ EF ในยุค AI

ความกังวลของพ่อแม่ยุคใหม่ที่ลูกต้องเติบโตในยุคที่ AI เป […]

The post AI เก่งแค่ไหน ก็แทนที่เด็กที่มี EF ไม่ได้! พ่อแม่ยุคใหม่ต้องรู้ สร้างทักษะให้ลูกพร้อมรับโลกอนาคตวันนี้ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเด็กผู้หญิงกับกราฟิกสมอง สื่อถึงทักษะ EF ในยุค AI

ความกังวลของพ่อแม่ยุคใหม่ที่ลูกต้องเติบโตในยุคที่ AI เป็นมากกว่าแค่เครื่องมือค้นหาข้อมูล แต่เริ่มแทรกตัวเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของเด็กๆ คือ

 

“AI กำลังแย่งชิงทักษะการคิด กระทบพัฒนาการด้านอารมณ์และปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์หรือไม่?”

 

ผลสำรวจจาก Lurie Children’s โรงพยาบาลเด็กและสถาบันการแพทย์เฉพาะทางชั้นนำของสหรัฐอเมริกา พบว่าผู้ปกครอง 3 ใน 4 กังวลผลกระทบจากการใช้ AI ของเด็กในหลายด้าน โดยเรื่องที่กังวลมากที่สุดคือ ทักษะการคิดวิเคราะห์ที่อาจลดลง 30% รองลงมาคือการได้รับข้อมูลบิดเบือน 23% และการใช้ AI จนขาดปฏิสัมพันธ์กับคนจริง 17%

 

โจทย์สำคัญของพ่อแม่ต่อจากนี้ คือการสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ที่แข็งแรง เพื่อให้ลูกรับมือกับความท้าทายและพร้อมปรับตัวได้ในทุกสถานการณ์

 

แม้ไม่มีใครตอบได้ว่า AI จะพัฒนาไปไกลแค่ไหนในอนาคต แต่พ่อแม่สามารถเตรียมความพร้อมให้ลูกได้ตั้งแต่วันนี้ด้วยการสร้าง ‘ทักษะ EF (Executive Functions) หรือ ทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ’ ซึ่งเป็นรากฐานของการคิดวิเคราะห์ขั้นสูง ช่วยให้เด็กคัดกรอง ประเมิน และดึงประโยชน์จากข้อมูลที่ AI ให้มาได้อย่างชาญฉลาด พร้อมปรับตัว และเติบโตในยุค AI ได้อย่างมั่นคง

 

ในวันที่ AI คิดได้มากขึ้น ทำไมเด็กยิ่งต้องมีทักษะ EF

 

ในยุคที่ AI ประมวลผลและตอบทุกคำถามได้ภายในไม่กี่วินาที เด็ก Gen Alpha ไม่จำเป็นต้องแข่งกัน “หาคำตอบ” อีกต่อไป เพราะข้อมูลทุกอย่างอยู่แค่ปลายนิ้ว

 

ประเด็นสำคัญคือ คำตอบที่ได้มานั้น เด็กจะรู้ได้อย่างไรว่าคำตอบไหนน่าเชื่อถือ ควรนำไปใช้อย่างไร และจะปรับตัวเดินหน้าต่ออย่างไรเมื่อเจออุปสรรค

 

‘กระบวนการคิด’ จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดเมื่อต้องเผชิญกับสิ่งที่ไม่รู้ การสร้างทักษะ EF จะช่วยให้เด็กประเมิน วิพากษ์ และสังเคราะห์ข้อมูล รวมถึงการใช้ AI อย่างมีจริยธรรม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่สุดในการเติบโตของเด็ก Gen Alpha เพื่อให้พวกเขาสามารถจัดการทุกความท้าทายด้วยการคิดวิเคราะห์ ปรับตัว และพลิกแพลงสถานการณ์ได้ดี

 

สอดคล้องกับ Dunedin Study งานวิจัยระยะยาวในนิวซีแลนด์ที่พบว่า เด็กที่มี EF มีแนวโน้มเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดี มีความมั่นคงทางการเงิน และปลอดภัยในชีวิต เหนือกว่าปัจจัยด้าน IQ หรือภูมิหลังทางสังคม

 

ศูนย์ Center on the Developing Child ของ Harvard University อธิบายว่า EF คือชุดทักษะการทำงานระดับสูงของสมองที่ทำหน้าที่เสมือน ‘หอบังคับการบิน’ คอยกำกับความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมให้บรรลุเป้าหมาย ทักษะเหล่านี้เริ่มสร้างได้ตั้งแต่วันแรกของชีวิต ผ่านกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การเล่น การรอ กินข้าวเอง หรือการเก็บของเล่น และยังพัฒนาได้ตลอดชีวิตผ่านสภาพแวดล้อม ความสัมพันธ์ และกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กฝึกฝนอย่างเหมาะสม โดยจะทำงานร่วมกันผ่าน 3 ทักษะหลัก

 

  • สมองจำดี (Working Memory): ความสามารถในการเก็บและจดจำข้อมูล พร้อมดึงมาเชื่อมโยงและประมวลผลใช้งาน เช่น การจำคำสั่งหลายขั้นตอน การคิดตามโจทย์โดยไม่ลืมเป้าหมายที่กำลังทำอยู่
  • ยั้งคิดไตร่ตรอง (Inhibitory Control): ทำหน้าที่เหมือน ‘ระบบเบรก’ ทางความคิด ช่วยให้เด็กหยุดคิดก่อนลงมือทำ ควบคุมแรงกระตุ้น รู้จักการรอคอย และเลือกทำสิ่งที่เหมาะสมแทนการตอบสนองทันทีตามอารมณ์
  • ความคิดยืดหยุ่น (Cognitive Flexibility): ความสามารถในการมองปัญหาจากหลายมุมมอง กล้าเปลี่ยนวิธีคิดเมื่อวิธีเดิมไม่ได้ผล และปรับตัวได้รวดเร็วเมื่อต้องเผชิญกับกติกาหรือสถานการณ์ใหม่ๆ

 

ภาพเด็กผู้หญิงกับกราฟิกสมอง สื่อถึงทักษะ EF ในยุค AI 1

 

EF ทักษะสำคัญ ที่ทำให้เด็กเหนือกว่า AI

 

รศ. นพ.เทอดพงศ์ ทองศรีราช กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปรียบเทียบว่า

 

“AI กำลังทำให้ ‘เครื่องยนต์’ ของโลกนี้แรงขึ้นมาก เราเข้าถึงข้อมูลได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องจำทุกอย่างไว้ในหัว แต่ยิ่งเครื่องยนต์แรงขึ้นเท่าไร ระบบควบคุมของเด็กยิ่งต้องดีขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะรากฐานที่เริ่มสร้างตั้งแต่ช่วง 0–3 ปี”

 

ช่วงเวลาทองของการพัฒนาสมอง คือช่วง 1,000 วันแรกของชีวิต เริ่มตั้งแต่คุณแม่ตั้งครรภ์ จนถึงลูกอายุ 2 ขวบปี เป็นช่วงเวลาที่สมองจะมีการพัฒนาสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเซลล์สมอง และการเชื่อมต่อระหว่างเซลล์สมอง ก่อให้เกิดโครงข่ายเส้นประสาทนับล้าน ที่จะช่วยส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการทั้งด้านการเรียนรู้ ความจำ รวมถึง EF ทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ

 

ภาพเด็กผู้หญิงกับกราฟิกสมอง สื่อถึงทักษะ EF ในยุค AI 2

 

รศ. นพ.เทอดพงศ์ เน้นย้ำว่า จุดที่ EF เข้ามามีบทบาทสำคัญที่สุดคือ ความยั้งคิดไตร่ตรอง (Inhibitory control) เหมือนเบรก ที่ช่วยหยุด รอ และไม่ตอบสนองตามสิ่งเร้าทันที สิ่งต่อมาคือ ความคิดยืดหยุ่น (Cognitive flexibility) เหมือนพวงมาลัย ที่ช่วยเปลี่ยนทิศ ปรับตัว และลองวิธีใหม่เมื่อโลกเปลี่ยนเร็วขึ้น สุดท้ายคือ สมองจำดี (Working memory) เหมือนพื้นที่ทำงานของสมอง ที่ดึงข้อมูล ความคิด กติกา และเป้าหมายหลายอย่างมาวางไว้พร้อมกัน เพื่อคิด วางแผน และแก้ปัญหา

 

“แม้ในอนาคตเด็กอาจต้องจำข้อมูลน้อยลง แต่เขายิ่งต้องเก่งในการจัดการกับข้อมูลและกำกับตัวเองมากขึ้น เพราะถ้าเครื่องยนต์แรงมาก แต่เบรกไม่ดี พวงมาลัยไม่แม่น และพื้นที่คิดทำงานไม่พอ ต่อให้มีข้อมูลหรือ AI ที่เก่งเพียงใด ก็อาจพาเด็กไปได้เร็ว แต่ไม่แน่ว่าจะไปถูกทาง”

 

ภาพเด็กผู้หญิงกับกราฟิกสมอง สื่อถึงทักษะ EF ในยุค AI 3

 

กุญแจสำคัญสู่การสร้างทักษะ EF ที่เหนือกว่า ตั้งแต่เริ่มแรกของชีวิต

 

พ่อแม่หลายคนมักเข้าใจผิดว่าการสร้าง EF ต้องรอเข้าอนุบาล แต่จริง ๆ แล้ว 0–3 ขวบคือช่วงวางรากฐานที่สำคัญที่สุด โดยงานวิจัย (Duncan et al., 2024) ยืนยันว่า EF ในขวบปีแรกส่งผลต่อความพร้อมในการเรียน พัฒนาการ และสุขภาพจิตระยะยาว

 

EF ในเด็กเล็กพัฒนาผ่าน 2 ปัจจัยหลัก คือ ปฏิสัมพันธ์โต้ตอบ (Serve-and-Return) เช่น การส่งเสียง สบตา หรือโอบอุ้มตอบรับ ซึ่งงานวิจัยจาก Harvard พบว่าช่วยกระตุ้นวงจรประสาท EF ได้ทรงพลังที่สุด และ การเรียนรู้ผ่านสัมผัสและการเคลื่อนไหว (Sensory-Motor Integration) ผ่านการจับทราย ปีนป่าย หรือหยอดบล็อกไม้ ซึ่งเป็นการฝึก Cognitive Flexibility หรือความยืดหยุ่นทางความคิดผ่านการลองผิดลองถูกขั้นแรกสุดของชีวิต

 

แม้สมองส่วนหน้าวัย 0–3 ขวบจะยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ แต่สมองกำลังสร้าง ‘ทักษะตั้งต้น EF’ ผ่าน 3 ช่วงวัย ได้แก่

 

  • 0–12 เดือน ฝึกจดจ่อและตัดสิ่งเร้าผ่านการมองตามสิ่งที่พ่อแม่ชี้ (Joint Attention)
  • 7–12 เดือน เริ่มดึงความทรงจำมาใช้จากการเข้าใจว่าของยังอยู่แม้มองไม่เห็น เช่น การเล่นซ่อนหา (Object Permanence)
  • 1–3 ขวบ เรียนรู้การคุมอารมณ์และยับยั้งชั่งใจจากการ ‘ยืมระบบประสาท’ ผ่านอ้อมกอดและการปลอบประโลมของพ่อแม่ (Co-regulation)

 

หัวใจสำคัญในวัยนี้ไม่ใช่การเร่งให้คิดเก่ง แต่คือการสร้างระบบพื้นฐานให้เด็กจดจ่อเป็น รอคอยได้ จัดการความตื่นเต้นหรืออารมณ์หงุดหงิด และกล้ากลับมาลองใหม่ ผ่านการให้มีส่วนร่วมในกิจวัตรประจำวัน เช่น ช่วยจัดโต๊ะอาหาร เก็บของเล่น เลือกเสื้อผ้า ช่วยเตรียมของออกจากบ้าน

 

ภาพเด็กผู้หญิงกับกราฟิกสมอง สื่อถึงทักษะ EF ในยุค AI 4

 

MFGM สารอาหารที่พิสูจน์แล้วว่า ช่วยเพิ่ม EF สูงขึ้นได้จริง

 

นอกจากการเลี้ยงดูจะเป็นสิ่งสำคัญต่อการพัฒนาสมองของเด็กแล้ว ‘โภชนาการช่วงแรกของชีวิต’ ยังเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยวางพื้นฐานการสร้างพัฒนาการที่ดี โดยเฉพาะ โภชนาการในช่วง 1,000 วันแรกของชีวิต

 

สารอาหารสำคัญที่มีบทบาทต่อการพัฒนาสมองในช่วงวัยเด็กคือ MFGM (Milk Fat Globule Membrane) หรือ เยื่อหุ้มอนุภาคไขมันในนมแม่ โดย MFGM มีหลักฐานงานวิจัยรองรับมากกว่า 2,000 ฉบับ ซึ่ง MFGM คือแหล่งรวมสารอาหารกว่า 150 ชนิด ที่สำคัญต่อสมอง เช่น สฟิงโกไมอีลิน (Sphingomyelin), แกงกลิโอไซด์ (Gangliosides), ฟอสโฟลิปิด (Phospholipids) และ อัลฟา-แลคตาลบูมิน (Alpha-lactalbumin)

 

มีงานวิจัยพิสูจน์ว่าเด็กที่ได้รับ MFGM จากนมแม่จะมีระดับคะแนนสติปัญญา (IQ) และทักษะ EF สูงกว่าเด็กที่ไม่ได้รับ MFGM อย่างมีนัยสำคัญ

 

การส่งเสริมพัฒนาการสมองต้องส่งเสริมอย่างเป็นระบบครบวงจรที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของการเพิ่มจำนวนเซลล์ประสาทเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องให้ความสำคัญกับการส่งสัญญาณประสาทอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย ซึ่ง MFGM มีบทบาทในการสนับสนุนกระบวนการสำคัญของสมอง คือ

 

  • Myelination: การสร้างปลอกไมอีลินหุ้มเส้นใยประสาท ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการส่งสัญญาณประสาท
  • Synaptogenesis: การเชื่อมต่อสัญญาณระหว่างเซลล์ประสาทกว่า 1,000,000 ล้านเซลล์ ช่วยส่งเสริมความจำและความคิดที่ยืดหยุ่นดียิ่งขึ้น

 

ภาพเด็กผู้หญิงกับกราฟิกสมอง สื่อถึงทักษะ EF ในยุค AI 5

 

เราไม่รู้ว่าในอนาคต AI จะพัฒนาไปไกลแค่ไหน แต่สิ่งที่พ่อแม่สร้างให้ลูกได้ตั้งแต่วันแรกของชีวิตคือ “ทักษะ EF” และ MFGM คือกุญแจสำคัญเพื่อสร้างทักษะ EF ที่เหนือกว่า

 

เพราะในโลกอนาคต คนที่ได้เปรียบที่สุดไม่ใช่คนที่รู้คำตอบมากที่สุด แต่คือคนที่ “รู้จักคิด เลือก ปรับตัว และใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีเป้าหมาย การสร้าง EF ให้ลูกตั้งแต่แรกเริ่ม จึงเป็นของขวัญที่มีค่าที่สุดสำหรับอนาคตของพวกเขา เริ่มสร้างทักษะ EF ให้ลูกวันนี้เลย

 

เรียนรู้เพิ่มเติม: ทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ Executive Function #ทักษะสมองเพื่อความสำเร็จEF #EFสร้างได้MFGMสร้างให้

 

อ้างอิง:

The post AI เก่งแค่ไหน ก็แทนที่เด็กที่มี EF ไม่ได้! พ่อแม่ยุคใหม่ต้องรู้ สร้างทักษะให้ลูกพร้อมรับโลกอนาคตวันนี้ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปิดฉากชุมนุมต้านธนาคารโลก-IMF เครือข่ายประชาชนประกาศ ‘ปฏิญญาคลองเตย’ จี้รื้อโครงสร้างอำนาจ-เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ https://thestandard.co/protest-against-world-bank-imf-ends/ Fri, 16 Oct 2026 09:15:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1269083 บรรยากาศการชุมนุมของเครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลก-ไอเอ็มเอฟ บริเวณแยกถนนพระรามที่ 4

วันนี้ (16 ตุลาคม) เวลา 15.12 น. บริเวณแยกถนนพระรามที่ […]

The post ปิดฉากชุมนุมต้านธนาคารโลก-IMF เครือข่ายประชาชนประกาศ ‘ปฏิญญาคลองเตย’ จี้รื้อโครงสร้างอำนาจ-เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรยากาศการชุมนุมของเครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลก-ไอเอ็มเอฟ บริเวณแยกถนนพระรามที่ 4

วันนี้ (16 ตุลาคม) เวลา 15.12 น. บริเวณแยกถนนพระรามที่ 4 เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลก-ไอเอ็มเอฟ (People’s Network Against World Bank-IMF) ได้ประกาศยุติการชุมนุมในวันที่สอง ภายใต้กิจกรรม ‘ฉีกบิลทุนล้างโลกต้านระบอบสีน้ำเงิน ประชาชนกำหนดอนาคต’ พร้อมอ่านแถลงการณ์ ‘ปฏิญญาคลองเตย’ เพื่อแสดงจุดยืนเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

 

บรรยากาศก่อนการยุติการชุมนุม ผู้เข้าร่วมได้ร่วมกันแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อต่อต้านสิ่งที่เรียกว่า ‘ทุนล้างโลกและระบอบสีน้ำเงิน’ โดยมีการวางดอกไม้จันทน์เพื่อเป็นสักขีพยาน และการทาสีแดงลงบนตัวหมูสีชมพู เพื่อสะท้อนเสียงเรียกร้องจากประชาชนหลากหลายกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐ ขณะที่ตัวแทนเครือข่ายแต่ละกลุ่มได้ผลัดเปลี่ยนกันตอกย้ำจุดยืน โดยระบุข้อความสำคัญ เช่น “ที่ดินเป็นป่าไม่ใช่ทรัพย์สิน” และ “เราไม่ได้ขอความเมตตา แต่วันนี้เราออกมาปกป้องที่อยู่อาศัย” พร้อมย้ำว่าธนาคารโลกไม่ใช่ผู้กำหนดชะตาชีวิต แต่อำนาจที่แท้จริงต้องเป็นของประชาชน

 

ไฮไลต์สำคัญของการชุมนุมคือการอ่านแถลงการณ์ ‘ปฏิญญาคลองเตย สร้างบ้านเมืองจากสองมือสองตีนของประชาชน’ เนื้อหาหลักชี้ให้เห็นว่า นโยบาย โครงการพัฒนา และกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ไม่ว่าจะมาจากรัฐบาลไทย ธนาคารโลก หรือไอเอ็มเอฟ (IMF) ล้วนมีแนวคิดที่ส่งเสริมกันในการเปลี่ยนประโยชน์สาธารณะและสวัสดิการที่รัฐพึงมีหน้าที่ดูแลคุ้มครอง ให้กลายเป็นสินค้าของกลุ่มทุน

 

แถลงการณ์ระบุว่า แม้ปัจจุบันประเทศไทยอาจไม่ได้มีภาระหนี้สินมหาศาลกับสถาบันการเงินทั้งสองแห่งเหมือนช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ทว่าสิ่งที่น่ากังวลกว่าคือ ‘อิทธิพลทางความคิด’ ซึ่งเครือข่ายมองว่ามีพลังมากกว่ากระสุนปืน การแทรกซึมทางความคิดเหล่านี้ทำให้รัฐและระบบราชการนำพาสังคมไทยตกอยู่ภายใต้อาณานิคมทางเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตของประชาชน ตั้งแต่อากาศ แหล่งน้ำ ไปจนถึงผืนป่าทำกิน

 

เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลก-ไอเอ็มเอฟ ประเมินว่า การที่ประเทศไทยจะหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางและก้าวสู่ประเทศรายได้สูงตามที่ประชุมวาดหวังไว้ ย่อมไม่มีทางเป็นไปได้ หากยังไม่มีการรื้อถอนโครงสร้างคอร์รัปชันและอำนาจศักดินาในสังคมไทยให้สิ้นซาก

 

ในช่วงท้าย แกนนำได้ย้ำว่า การชุมนุมต่อต้านธนาคารโลกในครั้งนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการต่อสู้ระหว่างทาง โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ ‘การเขียนรัฐธรรมนูญใหม่’ เพื่อให้ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง พร้อมวิพากษ์วิจารณ์ถึง ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ว่าเป็นผู้ควบคุมกลไกทั้ง สส. สว. องค์กรอิสระ และสถาบันเหนือรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการขัดขวางการเปลี่ยนแปลง

 

ทั้งนี้ เครือข่ายฯ ได้ให้คำมั่นผ่านปฏิญญาคลองเตยว่าจะเดินหน้าเกาะเกี่ยวขบวนการประชาชนกลุ่มต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อสานต่อภารกิจในการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ก้าวหน้าด้วยพลังของประชาชน ก่อนประกาศยุติการชุมนุมอย่างเป็นทางการในเวลา 15.12 น.

The post ปิดฉากชุมนุมต้านธนาคารโลก-IMF เครือข่ายประชาชนประกาศ ‘ปฏิญญาคลองเตย’ จี้รื้อโครงสร้างอำนาจ-เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เก่ง’ อย่างเดียวอาจไม่พอ: โรงพยาบาลกรุงเทพกับ Creative Marketing ที่ชวนคนมาหาก่อนป่วย https://thestandard.co/bangkok-hospital-creative-marketing/ Fri, 16 Oct 2026 08:30:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1268540 ภาพประกอบการตลาดเชิงสร้างสรรค์ของโรงพยาบาลกรุงเทพ

ในวันที่โรงพยาบาลเอกชนแทบทุกแห่งพูดถึง ‘ความเป็นเ […]

The post ‘เก่ง’ อย่างเดียวอาจไม่พอ: โรงพยาบาลกรุงเทพกับ Creative Marketing ที่ชวนคนมาหาก่อนป่วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการตลาดเชิงสร้างสรรค์ของโรงพยาบาลกรุงเทพ

ในวันที่โรงพยาบาลเอกชนแทบทุกแห่งพูดถึง ‘ความเป็นเลิศ’ ด้วยประโยคเดียวกัน โรงพยาบาลกรุงเทพเลือกเปลี่ยนคำถามตั้งต้นของการตลาด จาก ‘จะพิสูจน์ว่าเราเก่งได้อย่างไร’ เป็น ‘จะทำให้คนเปิดใจตั้งแต่ก้าวแรกได้อย่างไร’ และคำตอบนั้นพาให้ผลงานของทีมคว้ารางวัลจาก The Work และ Marketing Excellence Awards ติดต่อกันสองปีซ้อน

 

หมอเก่ง เครื่องมือทันสมัย มาตรฐานระดับสากล

 

ลองไล่ดูการสื่อสารของโรงพยาบาลเอกชนแทบทุกแห่ง เราจะเจอสามวลีนี้วนซ้ำไปมา จนมันกลายเป็นสิ่งที่คน ‘คาดหวังอยู่แล้ว’ มากกว่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ใครสักคนเลือกโรงพยาบาลหนึ่งเหนืออีกแห่ง โจทย์ที่ใหญ่กว่านั้นคือ ในสายตาคนส่วนใหญ่ โรงพยาบาลยังเป็นสถานที่ที่ไปเฉพาะตอนป่วย รักษาเสร็จก็กลับบ้าน สิ่งที่ทำให้คนยังไม่เริ่มดูแลสุขภาพจึงอาจไม่ได้อยู่ที่ฝีมือแพทย์ แต่อยู่ที่เรื่องสุขภาพดูไกลตัว ยุ่งยาก และน่าเบื่อ จนกลายเป็นเรื่องที่ ‘ไว้ค่อยทำ’ อยู่เสมอ

 

เมื่อเป็นแบบนี้ การตลาดที่เอาแต่ตอกย้ำว่า ‘เราเก่ง’ จึงแก้โจทย์นี้ไม่ได้

 

จาก ‘เราเก่ง’ สู่ ‘เข้าหาง่าย’

 

ทีมการตลาดของโรงพยาบาลกรุงเทพจึงตั้งต้นใหม่จากความเชื่อว่า ความรู้สึก ‘เข้าหาง่าย’ คือจุดเริ่มต้นของความไว้ใจ ไม่ว่าจะกับคนไข้ชาวไทยหรือชาวต่างชาติ ทุกจุดที่คนจะได้สัมผัสกับโรงพยาบาล ตั้งแต่คอนเทนต์บนโซเชียล ฟีเจอร์บนเว็บไซต์ ไปจนถึงกิจกรรมที่โรงพยาบาลจัดขึ้น ต่างถูกออกแบบจากโจทย์เดียวกันนี้

 

“ความเป็นเลิศทางการแพทย์คือพื้นฐานที่ต้องมี แต่มันเป็นแค่จุดสตาร์ท ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เราแตกต่าง เพราะใคร ๆ ก็พูดแบบนี้” คุณเจียระไน บุญประสาทสุข ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ กล่าว “เราอยากให้การตลาดเชิงสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์จริง ๆ ที่ทำให้คนอยากใส่ใจสุขภาพทุกวัน ไม่ใช่แค่ตอนป่วย”

 

แนวคิดนี้ถูกแปลงออกมาเป็นผลงานหลากหลายรูปแบบ โจทย์ของแต่ละชิ้นไม่เหมือนกัน แต่วิธีคิดเหมือนกันทุกครั้ง คือไม่รอให้คนเดินเข้ามา แต่ไปหาเขาในที่ที่เขาอยู่ ด้วยภาษาที่เขาคุ้นเคย

 

คู่แข่งของคอนเทนต์สุขภาพ ไม่ใช่โรงพยาบาลอื่น แต่คือซีรีส์

 

ข้อสังเกตแรกของทีมเรียบง่าย คนไม่ได้ปฏิเสธความรู้เรื่องสุขภาพ แค่ไม่อยากดูอะไรที่ยากและไกลตัว ในโลกที่คนเลื่อนฟีดผ่านทุกอย่างที่ไม่สนุก คอนเทนต์ของโรงพยาบาลจึงต้องแย่งความสนใจกับความบันเทิง ไม่ใช่กับโรงพยาบาลด้วยกันเอง

 

คำตอบคือ ‘ยัยสมองวุ่นวายกับเจ้าชายกระดูก’ ซีรีส์โรแมนติกคอมเมดี้ความยาว 4 ตอน ว่าด้วยเรื่องสมองและกระดูก ถ่ายในรูปแบบแนวตั้งแบบเดียวกับที่คนดูกันอยู่แล้วบนโซเชียล ข้อมูลเรื่องอาการและวิธีรักษาถูกสอดแทรกไว้ในเนื้อเรื่องโดยไม่ยัดเยียด

 

ผลลัพธ์คือยอดชมทะลุ 10 ล้านวิว และรางวัลเงิน สาขา Excellence in Content Marketing จาก MEA 2026 แต่ตัวเลขที่น่าสนใจกว่ายอดวิว คือกลุ่มคนดู ซีรีส์นี้เข้าถึงคนที่ปกติไม่เคยเปิดดูคอนเทนต์โรงพยาบาลมาก่อน โดยเฉพาะ Gen Z ที่ติดตามดูทีละตอน

 

เมื่อพูดตรง ๆ ไม่ได้ ก็เปลี่ยนวิธีพูด

 

ต่อมลูกหมากโตเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้ชายวัย 50 ปีขึ้นไป และอาการปัสสาวะไม่พุ่งคือหนึ่งในสัญญาณสำคัญ แต่ผู้ชายส่วนใหญ่ไม่อยากเอ่ยถึง ทั้งกับคนรอบตัวและกับแพทย์

 

สำหรับการสื่อสารแพ็กเกจที่ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจคัดกรอง การรักษา จนถึงการดูแลหลังรักษา ทีมจึงเลือกทิ้งศัพท์แพทย์ทั้งหมด แล้วหยิบหนังแอ็กชันที่ผู้ชายรุ่นนี้โตมาด้วยอย่างเจมส์ บอนด์ และ Mission: Impossible มาเล่าแทน ฉากในตำนานถูกตีความใหม่ให้กลายเป็นภาพเปรียบเปรยของอาการ ดูแล้วเข้าใจทันที จำได้ และหยิบไปคุยต่อได้โดยไม่ต้องเขิน

 

ผลงาน ‘Mission Possible’ คว้า 2 รางวัลจาก The Work 2026 (Asia+Australia) ในสาขา Entertainment Branded Content และ Health & Pharma

 

โจทย์ยากอีกชิ้นหนึ่งคือการโปรโมตศูนย์รักษาภาวะมีบุตรยากในตลาดจีน เพราะแพลตฟอร์มโซเชียลและระบบโฆษณาของจีนหลายเจ้าจำกัดหรือห้ามโฆษณาในหมวดนี้

 

แทนที่จะพยายามหาช่องโหว่ของกฎ ทีมเลือกเปลี่ยน ‘คำ’ แทน ออกมาเป็นแคมเปญ ‘Mangu Mango’’ (曼谷芒果 หรือ ‘มะม่วงกรุงเทพ’) ที่เล่นกับเสียงพ้องกันระหว่าง 曼谷 (Màngǔ) ชื่อกรุงเทพฯ ในภาษาจีน กับ 芒果 (mángguǒ) ที่แปลว่ามะม่วง ผลไม้ไทยที่คนจีนชื่นชอบเป็นพิเศษ

 

งานภาพสไตล์จีนเป็นรูปคู่รักอุ้มมะม่วงที่ห่อผ้าแบบเด็กอ่อน มองแวบแรกเห็นได้ทั้งเด็กและมะม่วงในภาพเดียว สื่อสารเรื่องการมีบุตรได้ชัดโดยไม่ต้องเอ่ยถึงตรง ๆ

 

แคมเปญยังออกมาอยู่บนท้องถนน ด้วยรถตุ๊กตุ๊กกว่า 10 คันที่ห่อด้วยสีเหลืองมะม่วงสด ให้บริการรับส่งฟรีตลอด 24 ชั่วโมงจากย่านห้วยขวาง ซึ่งเป็นย่านที่มีคนจีนอาศัยและท่องเที่ยวหนาแน่น มายังโรงพยาบาลกรุงเทพ กลายเป็นภาพที่ใครเห็นก็อยากหยิบมือถือขึ้นมาถ่าย และช่วยกระจายแคมเปญต่อโดยไม่ต้องพึ่งพื้นที่โฆษณา แคมเปญนี้เพิ่งเริ่มเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569

 

เปลี่ยน ‘ป่วยค่อยไปหาหมอ’ สู่การดูแลตัวเองทีละนิดทุกวัน

 

หากคอนเทนต์คือประตูบานแรก สิ่งที่ทีมต้องตอบต่อคือ ทำอย่างไรให้คนกลับมาหาโรงพยาบาลอีก โดยไม่ต้องรอให้ป่วย

 

Better Club คือคำตอบในรูปแบบโปรแกรมสมาชิก ที่ทำให้การดูแลสุขภาพกลายเป็นกิจวัตรที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ทั้งตอบควิซประจำวัน อ่านบทความสุขภาพ หรือเช็กอินบนเว็บไซต์ง่าย ๆ ทุกกิจกรรมได้คะแนนสะสม ซึ่งนำไปแลกเป็นการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ฟรี 15 นาที หรือส่วนลดแพ็กเกจสุขภาพได้

 

Better AI เข้ามาเติมช่วงเวลาที่คนเพิ่งเริ่มสงสัยว่าตัวเองเป็นอะไร ผู้ใช้เพียงเล่าอาการ ก็จะได้สรุปข้อมูลสุขภาพ รายชื่อแพทย์เฉพาะทางที่ตรงกับอาการ และจองคิวได้ทันที ผลสรุปยังแชร์ต่อเป็นลิงก์ได้ เพราะทีมพบว่าคนที่หาข้อมูลสุขภาพจำนวนไม่น้อยคือลูก ๆ ที่หาให้พ่อแม่

 

ส่วนแคมเปญเปิดตัว ‘Better AI – Prompting Healthcare’ เลือกเล่าด้วยอารมณ์ขัน ล้อคำตอบเกินจริงที่ AI ทั่วไปมักให้เมื่อถูกถามเรื่องอาการป่วย โดย Better AI คว้ารางวัลทองแดง สาขา Excellence in AI-Powered Storytelling จาก MEA 2025 มาได้

 

ล่าสุด ทั้ง Better AI และ Better Club ยังผ่านเข้ารอบสุดท้ายของ NEXT Awards Thailand 2026 ในหมวด AI, Gamification และ Loyalty Marketing ซึ่งจะประกาศผลในเดือนพฤศจิกายนนี้

 

นอกโลกออนไลน์ ก็ครีเอทีฟได้

 

ความคิดสร้างสรรค์ของโรงพยาบาลกรุงเทพไม่ได้หยุดอยู่แค่บนหน้าจอ ‘Run with the Flow 2024’ ชวนคนทั่วประเทศออกมาวิ่งเพื่อสุขภาพหัวใจและสมอง พร้อมนำรายได้มอบให้มูลนิธิเวชดุสิต งานนี้คว้ารางวัลเงิน สาขา Excellence in Event Marketing จาก MEA 2025

 

ความต่างที่ไม่ได้อยู่ที่คำว่า ‘เก่ง’

 

เมื่อมองภาพรวม ผลงานทั้งหมดนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อบอกว่าโรงพยาบาลเก่งแค่ไหน แต่เพื่อลดระยะห่างระหว่างคนกับโรงพยาบาลในทุกจังหวะ ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่รู้สึกว่าต้องสนใจสุขภาพ ตอนที่อายจะพูดถึงอาการ ตอนที่เพิ่งเริ่มสงสัย ไปจนถึงตอนที่อยากดูแลตัวเองให้ต่อเนื่อง

 

ความเป็นเลิศทางการแพทย์ยังคงเป็นรากฐานที่ไม่เปลี่ยน แต่ในตลาดที่ทุกแบรนด์พูดเหมือนกันหมด สิ่งที่ทำให้คนเลือกอาจไม่ใช่ว่าใครเก่งกว่า แต่เป็นว่าที่ไหนเข้าหาง่าย และคุยด้วยแล้วสบายใจกว่า

 

“เป้าหมายของเราไม่ซับซ้อน คืออยากให้คนนึกถึงโรงพยาบาลกรุงเทพไม่ใช่แค่ตอนป่วย แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพทุกวัน” คุณเจียระไน กล่าวทิ้งท้าย “และความคิดสร้างสรรค์คือทางที่จะพาเราไปถึงตรงนั้น”

The post ‘เก่ง’ อย่างเดียวอาจไม่พอ: โรงพยาบาลกรุงเทพกับ Creative Marketing ที่ชวนคนมาหาก่อนป่วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤตน้ำเสียคลองสองทำปลาตายเกลื่อน เร่งเก็บซาก-ตีน้ำเพิ่มออกซิเจน เตือน ปชช. ห้ามสัมผัสเด็ดขาด https://thestandard.co/khlong-song-fish-kill-pollution/ Fri, 16 Oct 2026 08:22:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1269026 เจ้าหน้าที่และจิตอาสาเร่งเก็บกู้ซากปลาที่ลอยตายเกลื่อนผิวน้ำบริเวณคลองสอง จังหวัดปทุมธานี

วันนี้(16 ตุลาคม) จากกรณีที่ปลาตายจำนวนมากลอยเกลื่อนผิว […]

The post วิกฤตน้ำเสียคลองสองทำปลาตายเกลื่อน เร่งเก็บซาก-ตีน้ำเพิ่มออกซิเจน เตือน ปชช. ห้ามสัมผัสเด็ดขาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่และจิตอาสาเร่งเก็บกู้ซากปลาที่ลอยตายเกลื่อนผิวน้ำบริเวณคลองสอง จังหวัดปทุมธานี

วันนี้(16 ตุลาคม) จากกรณีที่ปลาตายจำนวนมากลอยเกลื่อนผิวน้ำบริเวณคลองสอง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ล่าสุดเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานพร้อมด้วยจิตอาสาพระราชทาน ได้ระดมกำลังลงพื้นที่เร่งเก็บกู้ซากปลาทั้งหมด โดยตั้งเป้าดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในวันนี้ พร้อมออกประกาศเตือนประชาชนงดสัมผัสน้ำและห้ามนำปลาตายไปบริโภคโดยเด็ดขาด ระหว่างรอผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำและซากปลาอย่างละเอียด

 

คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี เปิดเผยว่า เดิมทีบริเวณประตูระบายน้ำวัดแสงสรรค์ถูกตั้งเป็นศูนย์บริหารจัดการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม แต่เมื่อระดับน้ำในคลองเริ่มลดลง น้ำท่วมขังภายในบ้านเรือนประชาชนซึ่งเป็นน้ำเน่าเสียได้ไหลลงสู่คลอง ประกอบกับการเร่งสูบน้ำจากคลองระพีพัฒน์ ทำให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดต่ำลงจนเป็นสาเหตุให้ปลาตาย ปัจจุบันเจ้าหน้าที่มุ่งเน้นการเก็บกู้ซากปลาให้หมด ก่อนรับน้ำสะอาดจากคลองระพีพัฒน์เพื่อระบายสู่คลองรังสิตประยูรศักดิ์ต่อไป เนื่องจากหากปล่อยให้น้ำเน่าเสียไหลไปในสภาพปัจจุบัน จะยิ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง

 

ด้าน วิมลชญาน์ สถิตสุนทรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 6 กรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า การลดลงของระดับน้ำในคลองสองทำให้น้ำเสียจากชุมชนไหลลงคลอง ส่งผลให้ปริมาณออกซิเจนละลายน้ำค่อนข้างต่ำและไม่เพียงพอต่อการหายใจของปลา โดยวันนี้กรมควบคุมมลพิษได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำเพื่อตรวจหาสารปนเปื้อน เช่นเดียวกับกรมประมงที่เข้าเก็บตัวอย่างปลาตายไปตรวจสอบ พร้อมย้ำเตือนประชาชนให้งดสัมผัสน้ำและห้ามนำปลาที่ตายไปรับประทานอย่างเด็ดขาด

 

ขณะที่ ยุทธศักดิ์ ชูประเสริฐ นายกเทศมนตรีเมืองคลองหลวง กล่าวถึงแนวทางการจัดการว่า ภารกิจหลักในวันนี้คือการเก็บกู้ซากปลาให้แล้วเสร็จ จากนั้นจะนำไปฝังกลบที่บ่อขยะด้านหลังกองช่าง พร้อมโรยปูนขาวสลับชั้นเพื่อฆ่าเชื้อ ซึ่งสถานที่ดังกล่าวมีพื้นที่เพียงพอรองรับ ส่วนการบำบัดน้ำในคลองขั้นต้น ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำที่วัดกล้าชอุ่มเพื่อหมุนเวียนน้ำและเพิ่มปริมาณออกซิเจน ระหว่างรอกรมชลประทานปล่อยน้ำดีลงมาผลักดันน้ำเสียต่อไป

The post วิกฤตน้ำเสียคลองสองทำปลาตายเกลื่อน เร่งเก็บซาก-ตีน้ำเพิ่มออกซิเจน เตือน ปชช. ห้ามสัมผัสเด็ดขาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
สปส. เตือนประชาชนตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ช่วงเลือกตั้งบอร์ด ย้ำเผยแพร่ข่าวเท็จเสี่ยงผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ https://thestandard.co/sso-warns-fake-news-board-election/ Fri, 16 Oct 2026 07:22:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1268992 สำนักงานประกันสังคมเตือนประชาชนตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ช่วงเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม

สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ออกประกาศเตือนประชาชนให้ระมั […]

The post สปส. เตือนประชาชนตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ช่วงเลือกตั้งบอร์ด ย้ำเผยแพร่ข่าวเท็จเสี่ยงผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำนักงานประกันสังคมเตือนประชาชนตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ช่วงเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม

สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ออกประกาศเตือนประชาชนให้ระมัดระวังและใช้วิจารณญาณในการรับรวมถึงส่งต่อข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมย้ำเตือนว่าการนำเข้าและเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จอาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย

 

ในช่วงสัปดาห์ที่มีการจัดการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม พบว่ามีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์เป็นจำนวนมาก ซึ่งมีทั้งข้อมูลที่เป็นประโยชน์และข้อมูลบางส่วนที่อาจก่อให้เกิดความสับสนหรือความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสังคม สำนักงานประกันสังคมจึงขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อเท็จจริงและแหล่งที่มาให้ชัดเจนก่อนทำการเผยแพร่ต่อ เพื่อป้องกันการส่งต่อข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

 

สำหรับกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อความซึ่งสำนักงานประกันสังคมระบุว่าเป็นข้อมูลบิดเบือนและไม่ตรงกับข้อเท็จจริงนั้น ผู้ดูแลระบบของหน่วยงานได้เข้าไปดำเนินการชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว พร้อมทั้งขอความร่วมมือให้ผู้เผยแพร่ลบข้อความดังกล่าว เพื่อหยุดยั้งการส่งต่อข้อมูลที่อาจทำให้สาธารณชนเข้าใจผิด

 

สำนักงานประกันสังคมยังระบุถึงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องว่า การนำเข้าหรือเผยแพร่ข้อมูลเท็จผ่านระบบคอมพิวเตอร์อาจมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หากเข้าข่ายองค์ประกอบความผิด การนำเข้าข้อมูลเท็จอาจเกี่ยวข้องกับมาตรา 14 (1) ในขณะที่การเผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลโดยที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลเท็จ อาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 14 (5)

 

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาความผิดทางกฎหมายนั้นจะต้องพิจารณาจากเนื้อหา เจตนา และข้อเท็จจริงของแต่ละกรณีประกอบกัน โดยไม่ได้หมายความว่าข้อมูลที่คลาดเคลื่อนทุกกรณีจะถือเป็นความผิดตามกฎหมายโดยอัตโนมัติ

 

ท้ายที่สุด สำนักงานประกันสังคมได้ขอความร่วมมือประชาชนให้ตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ หรือตรวจสอบผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนการเผยแพร่ หากพบข้อความที่น่าสงสัยหรือยังไม่มีหลักฐานยืนยัน ขอให้งดการส่งต่อจนกว่าจะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างชัดเจน เพื่อร่วมกันลดปัญหาการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและสร้างความเข้าใจที่ตรงกันในสังคม

The post สปส. เตือนประชาชนตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ช่วงเลือกตั้งบอร์ด ย้ำเผยแพร่ข่าวเท็จเสี่ยงผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมัชชาคนจนเดินขบวนค้านเวที World Bank-IMF ทวงคืนอธิปไตยทางอาหาร จี้รัฐแก้หนี้-หยุดอุ้มทุนใหญ่ https://thestandard.co/the-assembly-of-the-poor-marched-in-protest/ Fri, 16 Oct 2026 06:56:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1268961 ขบวนผู้ชุมนุมกลุ่มสมัชชาคนจนถือป้ายและฟางข้าวเดินขบวนบนถนนมุ่งหน้าแยกอโศกมนตรี

วันนี้ (16 ตุลาคม ) กลุ่มสมัชชาคนจน นำโดย บารมี ชัยรัตน […]

The post สมัชชาคนจนเดินขบวนค้านเวที World Bank-IMF ทวงคืนอธิปไตยทางอาหาร จี้รัฐแก้หนี้-หยุดอุ้มทุนใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ขบวนผู้ชุมนุมกลุ่มสมัชชาคนจนถือป้ายและฟางข้าวเดินขบวนบนถนนมุ่งหน้าแยกอโศกมนตรี

วันนี้ (16 ตุลาคม ) กลุ่มสมัชชาคนจน นำโดย บารมี ชัยรัตน์ และ ไพฑูรย์ สร้อยสด พร้อมเครือข่ายเกษตรกรจำนวนมาก รวมตัวทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์คัดค้านการดำเนินงานของธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ภายใต้ชื่อกิจกรรม ‘ปฏิบัติการสากลเพื่ออธิปไตยทางอาหาร’ โดยเริ่มต้นตั้งขบวนที่สวนลุมพินี ประตู 1 ก่อนเคลื่อนขบวนไปตามถนนวิทยุและถนนสุขุมวิท มุ่งหน้าไปยังศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุมสภาการธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ รวมระยะทางกว่า 3 กิโลเมตร

ดูภาพข่าว 

ตลอดการเดินขบวน กลุ่มผู้ชุมนุมได้แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ผ่านป้ายข้อความ ธงสีเขียว และฟางข้าว พร้อมกับการร้องรำทำเพลงและแห่กลองยาวเพื่อสะท้อนวิถีชีวิตเกษตรกรไทย

 

ไพฑูรย์ สร้อยสด หนึ่งในแกนนำ ระบุว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่มีการยื่นหนังสือเรียกร้องอย่างเป็นทางการ แต่ต้องการส่งเสียงสะท้อนไปถึงธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟ และรัฐบาลไทย ให้ตระหนักถึงผลกระทบจากนโยบายที่ผ่านมา

 

ไพฑูรย์ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบเชิงโครงสร้างจากคำแนะนำของไอเอ็มเอฟและธนาคารโลกที่ตกอยู่กับภาคประชาชน ทั้งการตัดลดสวัสดิการรัฐ เช่น การตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แนวคิดการร่วมจ่ายในระบบบัตรทองเพื่อนำงบประมาณไปชำระหนี้ ไปจนถึงความล้มเหลวของโครงการขนาดใหญ่อย่างเขื่อนปากมูลที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ

 

นอกจากนี้ นโยบายส่งเสริมการปลูกพืชเชิงเดี่ยวและการเปิดตลาดการค้าเสรีที่อนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน ยังส่งผลให้เกษตรกรรายย่อยต้องแบกรับหนี้สินและเผชิญกับโครงสร้างราคาที่ไม่เป็นธรรมอย่างเรื้อรัง

 

ทางกลุ่มสมัชชาคนจนได้ยื่นข้อเรียกร้องเชิงโครงสร้าง ประกอบด้วย

 

  • ยกเลิกหนี้สินเกษตรกร เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดในการสร้างอธิปไตยทางอาหาร เนื่องจากปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงจมอยู่กับสภาวะหนี้สิน

 

  • สร้างความโปร่งใสในการกู้ยืม ประชาชนต้องมีส่วนร่วมตัดสินใจว่ารัฐบาลกู้เงินไปดำเนินการสิ่งใด และผู้มีอำนาจตัดสินใจต้องรับผิดชอบหากโครงการส่งผลกระทบต่อชุมชน

 

  • ยุติการอุดหนุนกลุ่มทุน รัฐต้องยกเลิกการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและโครงสร้างพื้นฐานแก่บริษัทเกษตรอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และนำงบประมาณมาสนับสนุนเกษตรกรรมเชิงนิเวศ

 

  • จัดเก็บภาษีความมั่งคั่ง บังคับใช้มาตรการทางภาษีกับกลุ่มทุนที่ได้ประโยชน์จากเงินกู้เหล่านี้ เพื่อนำรายได้กลับมาสนับสนุนเกษตรกรผู้ผลิตอาหาร

 

  • ยึดประชาชนและสิ่งแวดล้อมเป็นศูนย์กลาง นโยบายเศรษฐกิจต้องไม่มองเพียงตัวเลขจีดีพี แต่ต้องคำนึงถึงชีวิตผู้ได้รับผลกระทบ ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องกระจายการสนับสนุนให้ครอบคลุมถึงเกษตรกรรายย่อยอย่างเสมอภาค

 

ต่อมาในเวลา 11.10 น. ขบวนสมัชชาคนจนเดินทางมาถึงบริเวณแยกอโศกมนตรี ถนนรัชดาภิเษก (ข้างตึก Exchange Tower) ตัวแทนกลุ่มได้เข้าเจรจากับ พ.ต.อ.รัฐธนนท์ เอกฐิติกุลพัทธ์ ผู้กำกับการ สน.ทองหล่อ เพื่อขอใช้พื้นที่ชุมนุมและปราศรัยจนถึงเวลา 16.00 น. โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและสำนักงานเขตวัฒนาอนุญาตให้ใช้พื้นที่บริเวณริมทางเท้าและพื้นผิวการจราจรบางส่วนระยะทางประมาณ 150 เมตร

 

บรรยากาศการชุมนุมโดยรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แกนนำสลับกันขึ้นปราศรัยอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีการสกัดกั้นจากเจ้าหน้าที่ ด้านมาตรการรักษาความปลอดภัย ตำรวจได้แจ้งประกาศ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ให้ผู้ชุมนุมรับทราบ

 

พร้อมจัดวางกำลังเจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเครื่องแบบกว่า 800 นาย รั้วแผงเหล็ก โล่ตำรวจ รถควบคุมผู้ต้องหา และตู้คอนเทนเนอร์เป็นด่านสุดท้ายเพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์ โดยมีตำรวจจราจรคอยอำนวยความสะดวกเพื่อให้ประชาชนที่ใช้เส้นทางถนนสุขุมวิทสามารถสัญจรได้ตามปกติและได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

 

 

ขบวนผู้ชุมนุมกลุ่มสมัชชาคนจนถือป้ายและฟางข้าวเดินขบวนบนถนนมุ่งหน้าแยกอโศกมนตรี 1ขบวนผู้ชุมนุมกลุ่มสมัชชาคนจนถือป้ายและฟางข้าวเดินขบวนบนถนนมุ่งหน้าแยกอโศกมนตรี 2ขบวนผู้ชุมนุมกลุ่มสมัชชาคนจนถือป้ายและฟางข้าวเดินขบวนบนถนนมุ่งหน้าแยกอโศกมนตรี 3ขบวนผู้ชุมนุมกลุ่มสมัชชาคนจนถือป้ายและฟางข้าวเดินขบวนบนถนนมุ่งหน้าแยกอโศกมนตรี 4ขบวนผู้ชุมนุมกลุ่มสมัชชาคนจนถือป้ายและฟางข้าวเดินขบวนบนถนนมุ่งหน้าแยกอโศกมนตรี 5ขบวนผู้ชุมนุมกลุ่มสมัชชาคนจนถือป้ายและฟางข้าวเดินขบวนบนถนนมุ่งหน้าแยกอโศกมนตรี 6ขบวนผู้ชุมนุมกลุ่มสมัชชาคนจนถือป้ายและฟางข้าวเดินขบวนบนถนนมุ่งหน้าแยกอโศกมนตรี 7ขบวนผู้ชุมนุมกลุ่มสมัชชาคนจนถือป้ายและฟางข้าวเดินขบวนบนถนนมุ่งหน้าแยกอโศกมนตรี 8ขบวนผู้ชุมนุมกลุ่มสมัชชาคนจนถือป้ายและฟางข้าวเดินขบวนบนถนนมุ่งหน้าแยกอโศกมนตรี 9ขบวนผู้ชุมนุมกลุ่มสมัชชาคนจนถือป้ายและฟางข้าวเดินขบวนบนถนนมุ่งหน้าแยกอโศกมนตรี 10ขบวนผู้ชุมนุมกลุ่มสมัชชาคนจนถือป้ายและฟางข้าวเดินขบวนบนถนนมุ่งหน้าแยกอโศกมนตรี 11ขบวนผู้ชุมนุมกลุ่มสมัชชาคนจนถือป้ายและฟางข้าวเดินขบวนบนถนนมุ่งหน้าแยกอโศกมนตรี 12ขบวนผู้ชุมนุมกลุ่มสมัชชาคนจนถือป้ายและฟางข้าวเดินขบวนบนถนนมุ่งหน้าแยกอโศกมนตรี 13ขบวนผู้ชุมนุมกลุ่มสมัชชาคนจนถือป้ายและฟางข้าวเดินขบวนบนถนนมุ่งหน้าแยกอโศกมนตรี 14ขบวนผู้ชุมนุมกลุ่มสมัชชาคนจนถือป้ายและฟางข้าวเดินขบวนบนถนนมุ่งหน้าแยกอโศกมนตรี 15ขบวนผู้ชุมนุมกลุ่มสมัชชาคนจนถือป้ายและฟางข้าวเดินขบวนบนถนนมุ่งหน้าแยกอโศกมนตรี 16ขบวนผู้ชุมนุมกลุ่มสมัชชาคนจนถือป้ายและฟางข้าวเดินขบวนบนถนนมุ่งหน้าแยกอโศกมนตรี 17ขบวนผู้ชุมนุมกลุ่มสมัชชาคนจนถือป้ายและฟางข้าวเดินขบวนบนถนนมุ่งหน้าแยกอโศกมนตรี 18

The post สมัชชาคนจนเดินขบวนค้านเวที World Bank-IMF ทวงคืนอธิปไตยทางอาหาร จี้รัฐแก้หนี้-หยุดอุ้มทุนใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วีลแชร์บาสฯ ไทย เปิดฉากเกมแรกชนะ คูเวต 72-44 เอเชียนพาราเกมส์ https://thestandard.co/thai-wheelchair-basketball-beats-kuwait/ Fri, 16 Oct 2026 04:33:36 +0000 https://thestandard.co/thai-wheelchair-basketball-beats-kuwait/ การแข่งขันวีลแชร์บาสเกตบอลชายทีมชาติไทยพบทีมชาติคูเวตในเอเชียนพาราเกมส์

ทีมวีลแชร์บาสเกตบอลชายทีมชาติไทย เปิดฉากการแข่งขันเอเชี […]

The post วีลแชร์บาสฯ ไทย เปิดฉากเกมแรกชนะ คูเวต 72-44 เอเชียนพาราเกมส์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
การแข่งขันวีลแชร์บาสเกตบอลชายทีมชาติไทยพบทีมชาติคูเวตในเอเชียนพาราเกมส์

ทีมวีลแชร์บาสเกตบอลชายทีมชาติไทย เปิดฉากการแข่งขันเอเชียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 5 ‘ไอจิ-นาโกยา 2026’ ได้อย่างยอดเยี่ยม หลังโชว์ฟอร์มเอาชนะทีมชาติคูเวต 72-44 คะแนน ประเดิมชัยชนะนัดแรกได้สำเร็จ เมื่อวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2569

 

โดยเกมต่อไป ทีมบาสเกตบอลพาราไทย ต้องลงสนามพบกับเจ้าภาพญี่ปุ่น ในวันที่ 17 ตุลาคมนี้ เวลา 18.00 น. ตามเวลาไทย

 

การแข่งขันวีลแชร์บาสเกตบอลชายทีมชาติไทยพบทีมชาติคูเวตในเอเชียนพาราเกมส์ 1การแข่งขันวีลแชร์บาสเกตบอลชายทีมชาติไทยพบทีมชาติคูเวตในเอเชียนพาราเกมส์ 2การแข่งขันวีลแชร์บาสเกตบอลชายทีมชาติไทยพบทีมชาติคูเวตในเอเชียนพาราเกมส์ 3การแข่งขันวีลแชร์บาสเกตบอลชายทีมชาติไทยพบทีมชาติคูเวตในเอเชียนพาราเกมส์ 4การแข่งขันวีลแชร์บาสเกตบอลชายทีมชาติไทยพบทีมชาติคูเวตในเอเชียนพาราเกมส์ 5การแข่งขันวีลแชร์บาสเกตบอลชายทีมชาติไทยพบทีมชาติคูเวตในเอเชียนพาราเกมส์ 6การแข่งขันวีลแชร์บาสเกตบอลชายทีมชาติไทยพบทีมชาติคูเวตในเอเชียนพาราเกมส์ 7

The post วีลแชร์บาสฯ ไทย เปิดฉากเกมแรกชนะ คูเวต 72-44 เอเชียนพาราเกมส์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นิด้าออกแถลงการณ์ฉบับ 2 เร่งสอบข้อเท็จจริงอาจารย์โพสต์กระทบความรู้สึกสังคม ย้ำจุดยืนเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ https://thestandard.co/nida-second-statement-lecturer-investigation/ Fri, 16 Oct 2026 01:31:24 +0000 https://thestandard.co/nida-second-statement-lecturer-investigation/ เอกสารแถลงการณ์ฉบับที่ 2 ของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ นิด้า ชี้แจงกรณีตรวจสอบอาจารย์ของสถาบัน

วานนี้(15 ตุลาคม) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) […]

The post นิด้าออกแถลงการณ์ฉบับ 2 เร่งสอบข้อเท็จจริงอาจารย์โพสต์กระทบความรู้สึกสังคม ย้ำจุดยืนเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกสารแถลงการณ์ฉบับที่ 2 ของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ นิด้า ชี้แจงกรณีตรวจสอบอาจารย์ของสถาบัน

วานนี้(15 ตุลาคม) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 แสดงความเสียใจและรับทราบข้อกังวลของสังคม จากกรณีที่มีอาจารย์ของสถาบันแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนในวงกว้าง

 

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากที่กลุ่มผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ได้เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนอย่างเป็นทางการ เพื่อขอให้ทางสถาบันตรวจสอบจรรยาบรรณของอาจารย์คนดังกล่าว ซึ่งนิด้าได้รับเรื่องไว้พิจารณาและเตรียมดำเนินการตามขั้นตอนอย่างเร่งด่วน

 

สำหรับกระบวนการหลังจากนี้ สถาบันได้มอบหมายให้คณะกรรมการพิจารณาข้อร้องเรียนดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยอาศัยอำนาจตามประกาศของสถาบันฯ พ.ศ. 2561 จากนั้นผลการตรวจสอบทั้งหมดจะถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการธรรมาภิบาลและจริยธรรม เพื่อพิจารณาด้านจรรยาบรรณทางวิชาชีพตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหากผลการวินิจฉัยพบว่ามีการกระทำผิดจริยธรรมหรือผิดทางวินัยจริง สถาบันจะเดินหน้าเอาผิดตามกระบวนการระเบียบข้อบังคับต่อไป

 

ในช่วงท้ายของแถลงการณ์ นิด้าได้เน้นย้ำถึงจุดยืนในการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลและระบอบประชาธิปไตย โดยระบุว่าทางสถาบันเคารพในสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชน พร้อมยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อร้องเรียนนี้ด้วยความรอบคอบ เป็นธรรม และโปร่งใสที่สุด

The post นิด้าออกแถลงการณ์ฉบับ 2 เร่งสอบข้อเท็จจริงอาจารย์โพสต์กระทบความรู้สึกสังคม ย้ำจุดยืนเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก้าวสู่เวทีโลก กรุงเทพฯ เปิดยุทธศาสตร์ 5R ท้าชิงบาร์เซโลนา จัด WorldPride 2030 https://thestandard.co/bangkok-bids-for-worldpride-2030/ Fri, 16 Oct 2026 01:31:11 +0000 https://thestandard.co/bangkok-bids-for-worldpride-2030/ งานแถลงข่าวเปิดยุทธศาสตร์ 5R และแคมเปญเสนอตัวกรุงเทพฯ ชิงเจ้าภาพจัดงาน WorldPride 2030 ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

กรุงเทพมหานครร่วมกับบริษัท นฤมิตไพรด์ จำกัด ผู้จัดงานบา […]

The post ก้าวสู่เวทีโลก กรุงเทพฯ เปิดยุทธศาสตร์ 5R ท้าชิงบาร์เซโลนา จัด WorldPride 2030 appeared first on THE STANDARD.

]]>
งานแถลงข่าวเปิดยุทธศาสตร์ 5R และแคมเปญเสนอตัวกรุงเทพฯ ชิงเจ้าภาพจัดงาน WorldPride 2030 ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

กรุงเทพมหานครร่วมกับบริษัท นฤมิตไพรด์ จำกัด ผู้จัดงานบางกอกไพรด์ เฟสติเวล และเครือข่าย Pride City Network จาก 58 เมืองทั่วประเทศ ประกาศความพร้อมครั้งประวัติศาสตร์ในการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลก WorldPride 2030 แข่งขันกับนครบาร์เซโลนา ประเทศสเปน ผ่านการเปิดตัว “Bidbook Road to Bangkok WorldPride 2030” และแคมเปญ “100 Voices: Road to Bangkok WorldPride 2030” ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ในช่วง 30 วันสุดท้ายก่อนการพิจารณาคัดเลือกเจ้าภาพ

 

การเสนอตัวครั้งนี้ขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “Until All of Us Are Free” มุ่งผลักดันให้กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ปลอดภัยและศูนย์กลางการขับเคลื่อนสิทธิมนุษยชนระดับโลก พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุว่า กทม. พร้อมสนับสนุนการสร้างพื้นที่ปลอดภัย (Safe Space) ที่ทุกคนสามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างภาคภูมิใจ พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่เปิดรับความหลากหลาย เพื่อรองรับผู้มาเยือนจากทั่วโลกและสร้างรากฐานที่มั่นคงสู่การเป็นเจ้าภาพอย่างยั่งยืน

 

ด้าน อรรณว์ ชุมาพร ผู้ก่อตั้งและประธานจัดงานบางกอกไพรด์ ย้ำว่าปี 2030 ไม่ใช่แค่ปีที่มุ่งหวังจะเป็นเจ้าภาพ แต่เป็นหมุดหมายสำคัญที่จะพิสูจน์ว่าความก้าวหน้าทางกฎหมายอย่างสมรสเท่าเทียม ได้เปลี่ยนเป็นคุณภาพชีวิต ศักดิ์ศรี และเสรีภาพที่สัมผัสได้จริง การนำ WorldPride มาสู่เอเชีย ซึ่งเป็นภูมิภาคที่สิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศถูกจำกัดมากที่สุดแห่งหนึ่ง จะเป็นการเปิดพื้นที่ให้เสียงจากเอเชียเป็นศูนย์กลางของบทสนทนาระดับโลก

 

ไฮไลต์สำคัญของงานคือปรากฏการณ์ 100+ Voices ที่รวมพลังเสียงจากทุกภาคส่วน ครอบคลุมตั้งแต่นักสิทธิมนุษยชน ภาครัฐ ภาคธุรกิจ สื่อมวลชน ไปจนถึงศิลปินและเครือข่าย Pride ทั่วประเทศ นำโดยบุคคลสำคัญจากหลากหลายวงการ อาทิ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์, ศุภลักษณ์ อัมพุช, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, ชนิดา คล้ายพันธ์, อนุชา บุญยวรรธนะ รวมถึงตัวแทนภาคประชาชนอย่าง สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย มูลนิธิเอ็มพลัส และสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย ที่มาร่วมถ่ายทอดเจตนารมณ์ด้านความเท่าเทียมสู่ประชาคมโลก

 

ยุทธศาสตร์สำคัญที่กรุงเทพฯ ใช้เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนสู่ WorldPride 2030 ตั้งอยู่บนหลักการ 5R ได้แก่

 

  • ROOTS (รากฐาน): สานต่อมรดก 32 ปีของการขับเคลื่อนสิทธิความหลากหลายในไทย
  • REACH (การเข้าถึง): เชื่อมโยงโลกสู่ใจกลางเอเชีย ขยายเสียงที่หลากหลายและสร้างความสมานฉันท์ข้ามพรมแดน
  • RIGHTS (สิทธิ): มุ่งสู่วาระครบรอบ 5 ปีของกฎหมายสมรสเท่าเทียม เพื่อเป็นมาตรฐานทองคำด้านสิทธิพลเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • RESILIENCE (ความเข้มแข็ง): สอดคล้องกับเป้าหมายระดับโลกในการยุติปัญหาเอดส์ภายในปี 2030 ชูระบบสาธารณสุขถ้วนหน้าที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
  • RESPONSIBILITY (ความรับผิดชอบ): ตอบรับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความมั่นใจว่าความก้าวหน้านี้จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

 

งานแถลงข่าวเปิดยุทธศาสตร์ 5R และแคมเปญเสนอตัวกรุงเทพฯ ชิงเจ้าภาพจัดงาน WorldPride 2030 ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร 1งานแถลงข่าวเปิดยุทธศาสตร์ 5R และแคมเปญเสนอตัวกรุงเทพฯ ชิงเจ้าภาพจัดงาน WorldPride 2030 ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร 2งานแถลงข่าวเปิดยุทธศาสตร์ 5R และแคมเปญเสนอตัวกรุงเทพฯ ชิงเจ้าภาพจัดงาน WorldPride 2030 ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร 3งานแถลงข่าวเปิดยุทธศาสตร์ 5R และแคมเปญเสนอตัวกรุงเทพฯ ชิงเจ้าภาพจัดงาน WorldPride 2030 ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร 4งานแถลงข่าวเปิดยุทธศาสตร์ 5R และแคมเปญเสนอตัวกรุงเทพฯ ชิงเจ้าภาพจัดงาน WorldPride 2030 ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร 5งานแถลงข่าวเปิดยุทธศาสตร์ 5R และแคมเปญเสนอตัวกรุงเทพฯ ชิงเจ้าภาพจัดงาน WorldPride 2030 ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร 6งานแถลงข่าวเปิดยุทธศาสตร์ 5R และแคมเปญเสนอตัวกรุงเทพฯ ชิงเจ้าภาพจัดงาน WorldPride 2030 ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร 7งานแถลงข่าวเปิดยุทธศาสตร์ 5R และแคมเปญเสนอตัวกรุงเทพฯ ชิงเจ้าภาพจัดงาน WorldPride 2030 ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร 8งานแถลงข่าวเปิดยุทธศาสตร์ 5R และแคมเปญเสนอตัวกรุงเทพฯ ชิงเจ้าภาพจัดงาน WorldPride 2030 ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร 9

The post ก้าวสู่เวทีโลก กรุงเทพฯ เปิดยุทธศาสตร์ 5R ท้าชิงบาร์เซโลนา จัด WorldPride 2030 appeared first on THE STANDARD.

]]>
MRT สถานีศูนย์ประชุมสิริกิติ์ ปิดให้บริการ 16 ต.ค. เวลา 09.00–16.00 น. รองรับประชุม IMF–World Bank https://thestandard.co/mrt-qsncc-station-temporary-closure/ Fri, 16 Oct 2026 01:30:26 +0000 https://thestandard.co/mrt-qsncc-station-temporary-closure/ ขบวนรถไฟฟ้า MRT และบรรยากาศภายในสถานีศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM […]

The post MRT สถานีศูนย์ประชุมสิริกิติ์ ปิดให้บริการ 16 ต.ค. เวลา 09.00–16.00 น. รองรับประชุม IMF–World Bank appeared first on THE STANDARD.

]]>
ขบวนรถไฟฟ้า MRT และบรรยากาศภายในสถานีศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM แจ้งปิดให้บริการรถไฟฟ้า MRT สถานีศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ชั่วคราว ในวันที่ 16 ตุลาคม 2569 เวลา 09.00–16.00 น. ตามที่ได้รับการขอความร่วมมือด้านมาตรการรักษาความปลอดภัยในการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 โดยผู้โดยสารยังสามารถใช้บริการรถไฟฟ้า MRT สถานีอื่นๆ ได้ตามปกติ

 

ขณะเดียวกัน คณะจัดงานประชุมแจ้งปิดการจราจรถนนรัชดาภิเษกทั้งสองฝั่ง ตั้งแต่แยกอโศกมนตรีถึงแยกพระราม 4 เพื่อยกระดับความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกในการประชุมระดับสูง โดยประกาศดังกล่าวยังไม่ได้ระบุช่วงเวลาปิดการจราจรบนถนนรัชดาภิเษก

 

นอกจากนี้ มีประกาศปิดการจราจรถนนเพลินจิตขาออก ตั้งแต่แยกเพลินจิตถึงแยกนานา ในวันที่ 16 ตุลาคม เวลา 08.00–13.00 น. ห้ามรถทุกชนิดผ่าน เพื่อความปลอดภัย เนื่องจากมีการเดินขบวนชุมนุมสาธารณะที่เกี่ยวเนื่องกับการประชุมธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ

 

การปิดถนนเพลินจิตส่งผลให้รถโดยสารประจำทางสาย 2, 40, 48, 501, 508, 511 และสายอื่นๆ ต้องปรับเปลี่ยนเส้นทาง โดยรถที่มาจากถนนเพลินจิตขาออกจะเลี้ยวซ้ายที่แยกเพลินจิตเข้าสู่ถนนวิทยุ มุ่งหน้าเหนือไปยังถนนเพชรบุรี ก่อนเลี้ยวขวาที่แยกมิตรสัมพันธ์เข้าสู่ซอยสุขุมวิท 3 หรือนานาเหนือ จากนั้นเลี้ยวซ้ายที่แยกนานาเพื่อกลับเข้าสู่ถนนสุขุมวิทขาออก

 

สำหรับพื้นที่รอบศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ คณะจัดงานระบุว่า ผู้พักอาศัยและผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ยังสามารถเดินทางเข้าออกได้ตามปกติ ส่วนผู้เข้าร่วมประชุมที่มีบัตรประจำตัวผู้เข้าร่วมงาน (Badge) และรถที่ได้รับอนุญาตซึ่งมีบัตรผ่านรถ (Placard) สามารถเข้าพื้นที่ได้ตามจุดที่กำหนด ขณะที่รถยนต์ส่วนบุคคลและรถแท็กซี่สามารถรับส่งผู้เข้าร่วมประชุมได้ ณ จุดรับส่งผู้โดยสารที่กำหนดนอกแนวรักษาความปลอดภัย

 

ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนและสื่อมวลชนวางแผนการเดินทางล่วงหน้าและหลีกเลี่ยงเส้นทางที่ปิดการจราจร โดยติดตามข้อมูลจราจรล่าสุดผ่าน Facebook และ X: 1197 สายด่วนจราจร ส่วนผู้เข้าร่วมประชุมสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เพจ AM2026 Thailand

The post MRT สถานีศูนย์ประชุมสิริกิติ์ ปิดให้บริการ 16 ต.ค. เวลา 09.00–16.00 น. รองรับประชุม IMF–World Bank appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก้าวต่อไปของ MIS กับการรักษากระดูกสันหลัง เปิดใจ อ.นพ.วิทย์ โคธีรานุรักษ์ กับการยกระดับ Endo – Fusion สู่มาตรฐานใหม่การผ่าตัด https://thestandard.co/endo-fusion-spine-surgery/ Thu, 15 Oct 2026 11:53:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1268761 ภาพ อ.นพ.วิทย์ โคธีรานุรักษ์ ศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง อธิบายเทคนิค Endo-Fusion

ปวดหลัง ปวดคอ อาการชา หรืออาการปวดร้าวตามแขนขา อาจเป็นอ […]

The post ก้าวต่อไปของ MIS กับการรักษากระดูกสันหลัง เปิดใจ อ.นพ.วิทย์ โคธีรานุรักษ์ กับการยกระดับ Endo – Fusion สู่มาตรฐานใหม่การผ่าตัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ อ.นพ.วิทย์ โคธีรานุรักษ์ ศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง อธิบายเทคนิค Endo-Fusion

ปวดหลัง ปวดคอ อาการชา หรืออาการปวดร้าวตามแขนขา อาจเป็นอาการที่หลายคนคุ้นเคยและเลือกที่จะ ‘ทน’ หรือคิดว่าเป็นเพียงอาการเมื่อยล้าจากการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน แต่เมื่ออาการเหล่านี้รบกวนการเคลื่อนไหว การทำงาน หรือคุณภาพชีวิต ปัญหากระดูกสันหลังอาจไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไป

 

 
 

ปัญหาสุขภาพของกระดูกสันหลังเป็นหนึ่งในภาระสุขภาพที่สำคัญของคนทั่วโลก โดยเฉพาะอาการปวดหลังส่วนล่าง ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของภาวะทุพพลภาพ และสามารถเกิดขึ้นได้กับคนหลากหลายช่วงวัย ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในผู้สูงอายุ

 

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ World Spine Day ซึ่งตรงกับวันที่ 16 ตุลาคมของทุกปี มีขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพกระดูกสันหลัง ตั้งแต่การป้องกัน การดูแลรักษา ไปจนถึงการเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสมเมื่อเกิดปัญหา

 

เมื่อการรักษาจำเป็นต้องไปถึงขั้นตอนการผ่าตัด คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง ‘แผลเล็กแค่ไหน’ แต่คือ ‘ทำอย่างไรให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสมและกลับไปใช้ชีวิตได้เร็วที่สุด โดยลดผลกระทบจากการผ่าตัดให้มากที่สุด’

 

ท่ามกลางความก้าวหน้าของการผ่าตัดแผลเล็ก (MIS, Minimally Invasive Surgery) ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แนวคิดนี้ได้ผลักดันการผ่าตัดกระดูกสันหลังให้พัฒนาไปอีกขั้นจาก MIS แบบดั้งเดิม สู่การผ่าตัดผ่านกล้องเอนโดสโคป หรือที่เรียกว่า Endo-Fusion ซึ่งกำลังกลายเป็นหนึ่งในเทคนิคสำคัญของศัลยแพทย์กระดูกสันหลังยุคใหม่

 

หนึ่งในแพทย์ผู้ผลักดันแนวทางนี้ในประเทศไทยและในระดับนานาชาติ คืออ.นพ.วิทย์ โคธีรานุรักษ์ ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง ภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แห่ง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

 

จากแรงบันดาลใจในครอบครัว สู่สนามผ่าตัดที่ท้าทายที่สุด

 

ด้วยการเติบโตมาในครอบครัวแพทย์ ทำให้อาชีพนี้ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นแรงบันดาลใจ ‘การช่วยเหลือคนสร้างความสุขได้จริง’ จึงเป็นจุดเริ่มต้น

 

เมื่อเข้าสู่สายศัลยกรรมกระดูก เขาเลือก ‘กระดูกสันหลัง’ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสาขาที่ท้าทายที่สุด เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับเส้นประสาทไขสันหลังที่ละเอียดอ่อน

 

“ถ้ามีความผิดพลาดเพียงเล็กน้อย คนไข้อาจสูญเสียความสามารถในการใช้แขนขาได้ นี่คือความกดดันที่เราต้องจัดการอยู่เป็นประจำ”

 

จุดเปลี่ยน: เมื่อ MIS เปลี่ยนโลกการผ่าตัด

 

ภาพจำเดิมของการผ่าตัดกระดูกสันหลังคือแผลใหญ่ เสียเลือดมาก ต้องพักฟื้นเป็นสัปดาห์ และใช้เวลานานกว่าจะกลับมาใช้ชีวิตปกติได้

 

แต่เมื่อได้มาดูการผ่าตัดแผลเล็ก (MIS) ที่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ภาพนั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

 

คนไข้สามารถลุกเดินได้ในวันถัดมา เจ็บแผลน้อยมาก อาการเจ็บปวดต่างๆหายไป และกลับบ้านไปใช้ชีวิตตามเดิมได้ภายใน 1-2 วัน

 

สำหรับเขา นี่คือ ‘การเปลี่ยนแปลงการผ่าตัดอย่างสิ้นเชิง’

 

ภาพ อ.นพ.วิทย์ โคธีรานุรักษ์ ศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง อธิบายเทคนิค Endo-Fusion 1

 

Endo-Fusion: แผลเล็กที่สุด แต่เป้าหมายใหญ่เท่าเดิม

 

นพ.วิทย์ โคธีรานุรักษ์ ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง จาก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า การผ่าตัด Endo-Fusion เป็นการสอดกล้องขนาดไม่ถึง 1 เซนติเมตร ผ่านกล้ามเนื้อเข้าสู่ตำแหน่งที่กดทับเส้นประสาท โดยไม่เลาะกล้ามเนื้อแกนกลางของหลัง จากนั้นจึงขยายช่องโพรงประสาท คลายการกดทับ และใส่หมอนรองกระดูกเทียมเข้าไปทดแทนหมอนเดิมที่เสื่อมสภาพ พร้อมเสริมความมั่นคงให้โครงสร้างกระดูกสันหลังในขั้นตอนเดียวกัน

 

ขนาดแผลอาจเล็กเพียงปลายนิ้ว แต่ภายในคือการทำงานกับโครงสร้างที่ละเอียดที่สุดส่วนหนึ่งของร่างกาย

 

“เป้าหมายของทุกเทคนิคเหมือนกัน แต่ Endo-Fusion คือการเลือกเส้นทางที่เล็กที่สุดแต่แม่นยำ และบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อน้อยที่สุด”

 

โดยผลลัพธ์ทางคลินิกไม่ต่างจากการผ่าตัดเปิด แต่สิ่งที่ได้เพิ่มคือ

 

  • เสียเลือดน้อย
  • อัตราการติดเชื้อต่ำ
  • ฟื้นตัวเร็ว
  • ลดความเจ็บปวดหลังผ่าตัดอย่างชัดเจน

 

ภาพ อ.นพ.วิทย์ โคธีรานุรักษ์ ศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง อธิบายเทคนิค Endo-Fusion 2

ภาพ อ.นพ.วิทย์ โคธีรานุรักษ์ ศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง อธิบายเทคนิค Endo-Fusion 3

 

ทำไม Endo-Fusion ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือ Learning Curve

 

แม้เทคโนโลยีจะพร้อม แต่ Endo-fusion ไม่ใช่เทคนิคที่แพทย์จบใหม่จะทำได้ทันที โดยเฉพาะการผ่าตัดแบบ ‘1 รู’ ที่ศัลยแพทย์ต้องทำงานภายใต้ภาพจากจอภาพของ Endoscopic

 

การขยับเพียงเล็กน้อยต้องผ่านการฝึกซ้ำหลายสิบครั้ง

 

การสร้างความนิ่งของมือ และความเข้าใจเชิงมิติในพื้นที่ที่จำกัด คือหัวใจสำคัญ

 

“ข้อจำกัดของ Endo-Fusion ไม่ใช่เครื่องมือ แต่คือ Skill ของศัลยแพทย์”

 

แพทย์ต้องผ่านเคสหลายสิบหรือหนึ่งร้อย จึงจะเริ่มเข้าสู่จุดที่ผลลัพธ์นิ่งและภาวะแทรกซ้อนต่ำ

 

นี่คือเหตุผลที่แม้เทคนิคนี้จะได้รับความนิยมมากขึ้นในเอเชีย แต่การยอมรับยังคงขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้ผ่าตัดเป็นหลัก

 

ภาพ อ.นพ.วิทย์ โคธีรานุรักษ์ ศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง อธิบายเทคนิค Endo-Fusion 4

 

ใครเหมาะกับ Endoscopic Spine Surgery

 

ปัจจุบันสามารถใช้ได้กับโรคกระดูกสันหลังเกือบทุกชนิดตั้งแต่หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ไปจนถึงการผ่าตัดแบบ Endoscopic Fusion ในผู้ป่วยที่กระดูกสันหลังไม่มั่นคง

 

ยกเว้นบางกรณี เช่น กระดูกคดขนาดใหญ่ ที่ยังจำเป็นต้องผ่าตัดเปิด ที่น่าสนใจคือ เทคโนโลยีนี้ยังช่วยให้ผู้สูงอายุจำนวนมากสามารถผ่าตัดภายใต้ยาชาเฉพาะที่ ลดความเสี่ยงจากการดมยาสลบ

 

เมื่อคนไข้รู้สึก ‘เหมือนไม่ได้ผ่าตัด’

 

หนึ่งในเคสที่สร้างความประทับใจ คือการผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกแบบ Endoscopic Fusion แม้ขั้นตอนภายในจะเป็นการใส่อุปกรณ์เพื่อเสริมความมั่นคงของกระดูกสันหลัง

 

แต่คนไข้สามารถลุกเดินได้ในวันเดียวกัน “ผ่าเช้า บ่ายลุกเดินได้เอง เขาบอกว่ารู้สึกเหมือนไม่ได้ผ่าตัด ทั้งที่จริงเราใส่อุปกรณ์เข้าไปแล้ว” ความรู้สึกของคนไข้คือ ‘ไม่เจ็บ ไม่ช้ำ ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลหลายวัน’ แต่ในมุมของศัลยแพทย์ นั่นคือการทำงานในพื้นที่จำกัดระดับมิลลิเมตร ด้วยความแม่นยำสูงสุดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ทำให้อาการผิดปกติของคนไข้หายสนิทที่สุด

 

ภาพ อ.นพ.วิทย์ โคธีรานุรักษ์ ศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง อธิบายเทคนิค Endo-Fusion 5

 

ก้าวต่อไปของ MIS ในประเทศไทย

 

ปัจจุบันการผ่าตัดกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทั้งระบบนำวิถี (Navigation), หุ่นยนต์ผ่าตัด, AR/VR และ 3D Printing เพื่อเพิ่มความแม่นยำ และเปิดโอกาสให้การวางแผนและการผ่าตัดมีความเฉพาะเจาะจงกับผู้ป่วยแต่ละรายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดยังต้องอาศัยทั้งข้อบ่งชี้ที่ถูกต้อง และความเชี่ยวชาญของผู้ผ่าตัด

 

“เพราะไม่ใช่ทุกคนต้องผ่าตัด Endo-Fusion และการผ่าตัดต้องตรงกับปัญหาจริงๆ”

 

ด้วยประสบการณ์และการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการผ่าตัดกระดูกสันหลังอย่างต่อเนื่อง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จึงมุ่งนำเทคโนโลยีและเทคนิคการผ่าตัดสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับการรักษากระดูกสันหลังให้ก้าวไปอีกขั้น และเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผ่าตัดกระดูกสันหลัง MIS ครบวงจรในประเทศไทยเทียบเท่านานาชาติ

 

ภาพ อ.นพ.วิทย์ โคธีรานุรักษ์ ศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง อธิบายเทคนิค Endo-Fusion 6

The post ก้าวต่อไปของ MIS กับการรักษากระดูกสันหลัง เปิดใจ อ.นพ.วิทย์ โคธีรานุรักษ์ กับการยกระดับ Endo – Fusion สู่มาตรฐานใหม่การผ่าตัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
โอกาสทองธุรกิจไทย! รู้จัก ‘IFC Oman’ สะพานเชื่อมเงินทุนตะวันออกกลางสู่ตลาดเกิดใหม่ https://thestandard.co/ifc-oman-middle-east-emerging-markets/ Thu, 15 Oct 2026 11:46:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1268752 ภาพประกอบข่าว IFC Oman ศูนย์กลางการเงินโอมานและโอกาสธุรกิจไทย

โอมานจัดตั้ง ‘ศูนย์การเงินระหว่างประเทศ’ แห่งใหม่ เพื่อ […]

The post โอกาสทองธุรกิจไทย! รู้จัก ‘IFC Oman’ สะพานเชื่อมเงินทุนตะวันออกกลางสู่ตลาดเกิดใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าว IFC Oman ศูนย์กลางการเงินโอมานและโอกาสธุรกิจไทย

โอมานจัดตั้ง ‘ศูนย์การเงินระหว่างประเทศ’ แห่งใหม่ เพื่อดึงดูดนักลงทุนทั่วโลกท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยศูนย์กลางแห่งนี้มีความเป็นอิสระด้านกฎระเบียบ การศาล และมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ยาวนานหลายสิบปี

 

 
 

นอกจากนี้ โอมานยังมุ่งมั่นสร้าง เครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ รวมถึงการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและการลงทุนกับประเทศไทยในด้านพลังงาน โลจิสติกส์ และการท่องเที่ยว พร้อมทั้งใช้เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยขับเคลื่อนระบบการดำเนินงานเพื่อให้เกิดความคล่องตัวสูงสุด

 

การพัฒนาครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ ‘วิสัยทัศน์โอมาน 2040’ ที่ต้องการลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ผ่านการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือสำหรับธุรกิจระดับโลก

 

‘IFC Oman’ คืออะไร

 

IFC Oman เป็นศูนย์กลางทางการเงินและการลงทุนระดับสากลแห่งใหม่ของประเทศโอมาน ตั้งอยู่ที่กรุงมัสกัต (Muscat) เมืองหลวงของโอมาน โดยได้รับการจัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกา (Royal Decree) เมื่อช่วงต้นปี 2026 เพื่อทำหน้าที่เป็นเขตเศรษฐกิจและการเงินอิสระที่มุ่งดึงดูดทุนและสถาบันการเงินจากทั่วโลก

 

อัล ฮุสเซน อัล กัลฮาตี รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ศูนย์การเงินระหว่างประเทศแห่งโอมาน (IFC Oman) ให้สัมภาษณ์ THE STANDARD ในช่วงการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ที่จัดขึ้นที่ กรุงเทพฯ วันนี้ (15 ตุลาคม)

 

โดย อัล กัลฮาตี ระบุว่า ศูนย์การเงินนี้ มีโครงสร้างการกำกับดูแลที่เป็นอิสระจากกฎหมายท้องถิ่นของโอมานอย่างสิ้นเชิง โดยมีหน่วยงานจดทะเบียนบริษัทที่เป็นอิสระ มีหน่วยงานกำกับดูแลที่ออกใบอนุญาตและตรวจสอบสถาบันการเงินและกิจกรรมทางการเงินโดยเฉพาะ รวมถึงมีศาลอิสระที่ใช้ระบบกฎหมาย Common Law พร้อมด้วยศูนย์อนุญาโตตุลาการของตนเอง

 

และเนื่องจากเป็นศูนย์กลางการเงินที่สร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด จึงไม่มีข้อจำกัดจากระบบโครงสร้างพื้นฐานเดิม โดยมีการนำ AI เข้ามาใช้อย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่เริ่มต้น ทั้งในกระบวนการจดทะเบียนบริษัท การกำกับดูแลและตรวจสอบสถาบันการเงิน รวมถึงการบริหารจัดการข้อมูลลูกค้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการดำเนินงานภายใน IFC Oman

 

สิทธิประโยชน์ทางภาษีและความยืดหยุ่นทางธุรกิจ

 

อัล กัลฮาตี ระบุว่า IFC Omanจะมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษี สำหรับกิจกรรมที่เข้าเกณฑ์ (Qualified Activities) สูงสุดนานถึง 50 ปี รวมถึงยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับกิจการที่ดำเนินกิจกรรมตามเกณฑ์ และยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับพนักงาน

 

นอกจากนี้ ยังไม่มีการเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) สำหรับการรับบริการจากต่างประเทศ และมีโครงสร้างนิติบุคคลที่หลากหลาย รองรับโครงสร้างทางกฎหมายทุกรูปแบบตามความต้องการของธุรกิจ เช่น บริษัทโฮลดิ้ง (Holding Company) หรือนิติบุคคลเฉพาะกิจ (SPVs) เพื่ออำนวยความสะดวกในการร่วมลงทุน

 

จุดยืนเชิงยุทธศาสตร์ ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

 

ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความแตกแยก (Fragmentation) และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ จาก IFC Oman กล่าวว่า โอมานวางตำแหน่งเป็นศูนย์กลางที่มีความมั่นคง ปลอดภัย (Safe & Trusted Platform) และมุ่งส่งเสริมสันติภาพ

 

อัล กัลฮาตียังเน้นย้ำว่า ที่ผ่านมาโอมานรักษาความสัมพันธ์อันดีและยาวนานกับหลายภูมิภาค ทั้งกลุ่มประเทศ GCC ยุโรป จีน อินเดีย แอฟริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Markets) ที่ต้องการเงินทุน กับแหล่งเงินทุนระดับโลก โดยที่การดำเนินงานและแผนงานของโอมานดำเนินไปตามกลยุทธ์ที่วางไว้อย่างมั่นคง โดยไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในภูมิภาค

 

สถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ดังกล่าวกลับเป็นปัจจัยสนับสนุนที่ช่วยขับเน้นบทบาทของโอมาน และ IFC Oman ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น เนื่องจากภาคธุรกิจและสถาบันการเงินระหว่างประเทศยังคงเชื่อมั่นและมีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง แต่เริ่มมองหาการกระจายความเสี่ยง (Diversification) และให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity) สูงสุด ด้วยเสถียรภาพ ความปลอดภัย และนโยบายที่ส่งเสริมสันติภาพ โอมานจึงกลายเป็น ‘ตัวเลือกตามธรรมชาติ’ (Natural Option) ที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจที่ต้องการตั้งหลักแหล่งในแพลตฟอร์มที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ เพื่อเข้าถึงตลาดระดับโลกและตลาดเกิดใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง

 

โอกาสและความร่วมมือระหว่างโอมาน-ไทย-อาเซียน

 

อัล กัลฮาตีมองว่า ไทยและโอมานมีความสัมพันธ์ทางการค้าที่แน่นแฟ้นอยู่แล้วในภาคพลังงาน โลจิสติกส์ และการท่องเที่ยว ความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจึงเป็นการต่อยอดความร่วมมือเดิม อีกทั้งการเปิดตัว IFC Oman ยังจะเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพภาคการเงินระหว่างกัน

 

โดยที่ธุรกิจไทยและเอเชียสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากกลุ่มประเทศ GCC และสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ผ่านแพลตฟอร์มของ IFC Oman เพื่อนำไปขยายธุรกิจได้ และนักลงทุนไทยก็มีโอกาสเข้าไปลงทุนในโครงการตามแผนยุทธศาสตร์ชาติของโอมาน

 

การเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจตามวิสัยทัศน์ ‘Oman Vision 2040’

 

Oman Vision 2040 คือ แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระยะยาวของประเทศโอมาน ที่จัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นแม่บทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศ ตั้งแต่ปี 2021 ไปจนถึงปี 2040 โดยกรอบยุทธศาสตร์นี้เปรียบเสมือน ‘แผนที่เดินทาง’ (Roadmap) ที่มุ่งหวังเปลี่ยนผ่านประเทศโอมาน จากการพึ่งพารายได้จากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ไปสู่การเป็น เศรษฐกิจฐานความรู้และนวัตกรรมที่ยั่งยืน (Knowledge-Based Economy)

 

วิสัยทัศน์นี้วางอยู่บน 4 เสาหลัก (Core Pillars) ครอบคลุมทุกมิติของการพัฒนา ได้แก่

 

  1. มนุษย์และสังคม (People and Society) ที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต การศึกษา ระบบสาธารณสุข และการเพิ่มการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ในตลาดแรงงาน
  2. เศรษฐกิจและการพัฒนา (Economy and Development) ที่มุ่งลดการพึ่งพาน้ำมัน โดยส่งเสริม 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ การขนส่งและโลจิสติกส์, การท่องเที่ยว, การผลิต (Manufacturing), ประมง-เกษตรกรรม และการเงิน-การบริการ ซึ่งรวมถึงการจัดตั้ง IFC Oman)
  3. การบริหารจัดการและธรรมาภิบาล (Governance and Institutional Performance) ที่มุ่งปฏิรูประบบราชการ เพิ่มความโปร่งใส ปรับปรุงกฎหมายให้เป็นสากล เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ (FDI)
  4. สิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน (Environmental Sustainability) ผ่านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ มุ่งสู่การใช้พลังงานสะอาด และรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

อัล กัลฮาตีกล่าวว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โอมานปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และมุ่งสู่การกระจายตัวทางเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้นการดึงดูด FDI ในภาคโลจิสติกส์, การขนส่งทางเรือ, ภาคการเงิน, การท่องเที่ยว, พลังงานสะอาด, ไฮโดรเจน และการลงทุนตามแนวทาง ESG

 

การก้าวขึ้นมาของ IFC Oman จึงไม่ได้เป็นเพียงการตั้งศูนย์การเงินแห่งใหม่ของภูมิภาคเท่านั้น แต่คือหมุดหมายสำคัญของโอมานในการพลิกโฉมเศรษฐกิจตามวิสัยทัศน์ ‘Oman Vision 2040’ ท่ามกลางโลกที่ผันผวนและแตกแยก โอมานได้ใช้จุดแข็งด้านเสถียรภาพ ความเป็นกลาง และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงเงินทุนคุณภาพจากทั่วโลกเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ ซึ่งไม่เพียงแต่จะเปิดประตูสู่โอกาสการเติบโตอย่างยั่งยืนของภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่ยังเป็น ‘จังหวะก้าวสำคัญ’ สำหรับภาคธุรกิจและนักลงทุนไทยในการเข้าถึงแหล่งทุนและสร้างพันธมิตรระดับสากลในระยะยาว

The post โอกาสทองธุรกิจไทย! รู้จัก ‘IFC Oman’ สะพานเชื่อมเงินทุนตะวันออกกลางสู่ตลาดเกิดใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บทเรียนจากดราม่าโกคาร์ท: การแข่งขันต้องเป็นธรรม สุขภาพใจเด็กต้องไม่ถูกมองข้าม https://thestandard.co/lessons-from-the-go-kart-drama-competition-must/ Thu, 15 Oct 2026 10:32:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1268738 รถโกคาร์ทกำลังแข่งขันในสนามแข่ง

การลงแข่งขันกีฬาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้และเติบโตของ […]

The post บทเรียนจากดราม่าโกคาร์ท: การแข่งขันต้องเป็นธรรม สุขภาพใจเด็กต้องไม่ถูกมองข้าม appeared first on THE STANDARD.

]]>
รถโกคาร์ทกำลังแข่งขันในสนามแข่ง

การลงแข่งขันกีฬาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้และเติบโตของเด็ก แต่เมื่อผลการแข่งขันกลายเป็นประเด็นที่คนจำนวนมากเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์ ประสบการณ์ในสนามที่ควรเต็มไปด้วยความสนุกและการพัฒนาตัวเอง ก็อาจมาพร้อมแรงกดดันที่เกินกว่าการแข่งขันตามปกติ

 

 
 

สืบเนื่องจากกรณีการประท้วงผลการแข่งขันรถคาร์ทรุ่น Cadet-B รายการ Super Kart Thailand Championship 2026 ซึ่งมีชื่อของ ‘น้องพายุ’ รังษีสิงห์พิพัฒน์ ลูกชายของชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต เข้ามาเกี่ยวข้อง อยากชวนให้สังคมมองมากกว่าเรื่องแพ้ชนะ เพราะนอกจากคำถามเกี่ยวกับกติกาแล้ว ยังมีประเด็นเรื่องการแสดงความคิดเห็นต่อผู้เกี่ยวข้องตามมาด้วย

 

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับกติกา การประท้วงและตรวจสอบ ย่อมเป็นสิ่งจำเป็น นักแข่งทุกคนควรอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน และผู้จัดการแข่งขันมีหน้าที่ชี้แจงข้อเท็จจริงเมื่อเกิดปัญหา อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบผลการแข่งขันกับการวิพากษ์วิจารณ์ตัวนักแข่งเป็นคนละเรื่องกัน และควรแยกออกจากกันให้ชัดเจน

 

ล่าสุด เมื่อช่วงบ่ายวันนี้ (15 ตุลาคม) ราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมกีฬา ชี้แจงว่าได้เรียกผู้จัดการแข่งขันเข้าให้ข้อมูลแล้ว โดยกรณีนี้เป็นข้อสงสัยเกี่ยวกับกติกาและเทคนิค ไม่ใช่การประท้วงตัวนักแข่ง ทั้งนี้ สมาคมจะตรวจสอบตามกระบวนการที่เกี่ยวข้อง โดยพิจารณากติกาทั้งในประเทศและต่างประเทศประกอบกัน

 

พฤฒิรัตน์ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ นายกสมาคมฯ กล่าวว่า “ถามว่าวันนี้ผิดไหม ผิด แต่เราไม่ได้เป็นผู้จัด เมื่อผิด เราก็จะส่งผลไปให้ผู้จัด โดยเป็นเรื่องของการแข่งขัน เราดูในเรื่องกติกาเท่านั้น”

 

ขณะที่ DT Motorsport ซึ่งเป็นทีมแข่งของ ‘น้องพายุ’ ได้โพสต์ข้อความผ่าน Facebook น้อมรับคำตัดสินของสมาคมโดยไม่มีข้อโต้แย้ง พร้อมขอโทษทุกฝ่ายจากการตีความเอกสารรับรองมาตรฐาน (Homologation Form) ที่ไม่ตรงกับเจตนาของโรงงาน IAME

 

DT Motorsport ระบุว่า ความผิดพลาดดังกล่าวเป็นความรับผิดชอบของทีม ไม่ใช่ของน้องพายุ ซึ่งเป็นเด็กที่ขับรถตามที่ทีมเตรียมให้ พร้อมชี้แจงว่า ข้อความในเอกสารจากโรงงานทำให้เกิดความสับสนทั้งกับผู้จัดการแข่งขันและทีมตรวจสภาพจากโรงงาน IAME ซึ่งมีความเข้าใจไปในทิศทางเดียวกับทีมเช่นกัน โดยยืนยันว่าไม่มีเจตนาสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

 

ทีมยังระบุว่า จะเพิ่มความระมัดระวังในการตีความกติกา โดยจะสอบถามผู้จัดการแข่งขัน ผู้ควบคุมกติกา และโรงงานผู้ผลิตเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนดำเนินการใดๆ เพื่อให้เข้าใจข้อกำหนดอย่างชัดเจน

 

พร้อมขอโทษครอบครัวของน้องพายุ นักแข่งคนอื่นๆ และครอบครัว ผู้ติดตามและให้กำลังใจน้องพายุ ตลอดจน ร.ย.ส.ท. ผู้จัดการแข่งขัน คณะกรรมการ และทุกครอบครัวในรุ่น Cadet B ที่ได้รับผลกระทบจากความสับสนและความวุ่นวายที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ ทีมยังแสดงความยินดีกับนักแข่งทุกคนที่ประสบความสำเร็จในการแข่งขันครั้งนี้

 

แม้ข้อพิพาทจะได้รับคำชี้แจงและทีมที่เกี่ยวข้องจะแสดงความรับผิดชอบแล้ว แต่สิ่งที่ควรพิจารณาควบคู่กันคือ เด็กที่อยู่ในเหตุการณ์จะได้รับผลกระทบจากกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร เพราะการตรวจสอบความถูกต้องของการแข่งขันเป็นเรื่องหนึ่ง ขณะที่

 

การแสดงความคิดเห็นต่อเด็กที่เกี่ยวข้องเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

 

เมื่อผลการแข่งขันไม่ใช่สิ่งเดียวที่เด็กต้องเผชิญ

 

แนวคิดการเลี้ยงดูเชิงบวก (Positive Parenting) ของสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ตามโปรแกรม Triple P ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก การฝึกทักษะทางสังคม การจัดการอารมณ์ และการแก้ปัญหา โดยผู้ปกครองมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้เด็กเรียนรู้และเติบโตอย่างเหมาะสมกับวัย

 

เมื่อนำแนวคิดนี้มาพิจารณาในบริบทของการแข่งขันกีฬา การสนับสนุนเด็กจึงไม่ควรจำกัดอยู่ที่การผลักดันให้ทำผลงานได้ดีหรือคว้าชัยชนะ แต่ควรเปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้จากทั้งความสำเร็จและความผิดหวัง ฝึกจัดการอารมณ์ และเข้าใจว่าผลการแข่งขันเพียงครั้งเดียวไม่ได้เป็นตัวกำหนดคุณค่าของตัวเอง

 

ขณะเดียวกัน ผู้ใหญ่ควรช่วยให้เด็กแยกแยะระหว่างข้อผิดพลาดที่สามารถเรียนรู้และแก้ไขได้ กับความคิดเห็นจากภายนอกที่ไม่จำเป็นต้องนำมาเป็นเครื่องตัดสินตัวเอง ส่วนสังคมก็สามารถตั้งคำถามต่อกติกาหรือการทำงานของผู้จัดได้ โดยไม่จำเป็นต้องโจมตีตัวนักแข่งหรือด่วนตัดสินก่อนทราบข้อเท็จจริง

 

ความเข้มแข็งทางใจ ไม่ได้เกิดขึ้นจากการต้องอดทนเพียงลำพัง

 

กรมสุขภาพจิตอธิบายไว้ใน คู่มือสร้างสรรค์พลังใจให้วัยทีน (ฉบับปรับปรุง) ว่า ความเข้มแข็งทางใจ (Resilience Quotient: RQ) เกี่ยวข้องกับความสามารถในการปรับตัวและรับมือกับความยากลำบาก โดยการพัฒนาทักษะดังกล่าวต้องอาศัยการฝึกฝน รวมถึงการสนับสนุนจากคนรอบข้าง โดยเฉพาะครอบครัวและครูที่มีส่วนสำคัญต่อการเติบโตของเด็ก

 

แนวคิดนี้สะท้อนว่า การช่วยให้เด็กผ่านสถานการณ์ที่ยากลำบากไม่ได้หมายถึงการสอนให้เด็กอดทนหรือจัดการทุกอย่างด้วยตัวเองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการมีคนที่พร้อมรับฟัง ให้คำแนะนำ และช่วยให้เด็กมองเห็นทางออกเมื่อเผชิญปัญหา สภาพแวดล้อมที่เด็กได้รับการดูแลและสนับสนุนจึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเข้มแข็งทางใจ

 

สำหรับการแข่งขันกีฬา เด็กอาจต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับผลการแข่งขัน ทำความเข้าใจกับข้อผิดพลาด และพัฒนาตัวเองต่อไป แต่การเรียนรู้เหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากสังคมที่เกินความจำเป็น ผู้ใหญ่สามารถเปิดโอกาสให้เด็กเผชิญความผิดหวังตามวัย พร้อมช่วยให้เด็กเข้าใจและจัดการกับความรู้สึกของตัวเอง โดยไม่ปล่อยให้ข้อพิพาทของผู้ใหญ่กลายเป็นภาระที่เด็กต้องรับไว้เพียงลำพัง

 

ในกรณีที่เกิดข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการแข่งขัน การตรวจสอบตามกติกายังคงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะความเป็นธรรมเป็นพื้นฐานของกีฬา แต่การตรวจสอบควรมุ่งไปที่ข้อเท็จจริง หลักฐาน และความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้อง ไม่ใช่การขยายความขัดแย้งไปสู่การตัดสินตัวเด็ก ขณะเดียวกัน ผู้ปกครอง ผู้จัดการแข่งขัน และผู้ชมต่างมีส่วนช่วยสร้างบรรยากาศที่ทำให้เด็กยังรู้สึกปลอดภัยที่จะเรียนรู้และพัฒนาความสามารถของตัวเอง

 

เพราะในความเป็นจริง กีฬาไม่ควรเป็นเพียงพื้นที่พิสูจน์ว่าใครชนะหรือแพ้ แต่ควรเป็นพื้นที่ที่เด็กได้เรียนรู้เรื่องวินัย ความรับผิดชอบ การเคารพกติกา และการรับมือกับความผิดหวังด้วย ความเป็นธรรมในการแข่งขันกับการคำนึงถึงสภาพจิตใจของเด็กไม่ใช่สิ่งที่ต้องเลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง สังคมสามารถเรียกร้องให้การแข่งขันโปร่งใสและตรวจสอบได้ พร้อมกับเคารพสิทธิและพัฒนาการของเด็กที่เกี่ยวข้องไปพร้อมกัน

 

ภาพ: DT Motorsport-Facebook

The post บทเรียนจากดราม่าโกคาร์ท: การแข่งขันต้องเป็นธรรม สุขภาพใจเด็กต้องไม่ถูกมองข้าม appeared first on THE STANDARD.

]]>