Thailand – THE STANDARD ข่าวออนไลน์เชิงสร้างสรรค์ ข่าวในประเทศ ข่าวจริง https://thestandard.co/category/news/thailand/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 17 Jun 2026 09:39:05 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สำรวจโค้งสุดท้าย ‘เมืองเก่าเชียงใหม่’ ก่อนประเมินมรดกโลก ท่ามกลางร่องรอยสตรีทอาร์ตหลังปมจับกุมศิลปินดัง https://thestandard.co/chiang-mai-world-heritage-street-art/ Wed, 17 Jun 2026 09:39:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1219639 ภาพสตรีทอาร์ตบนกำแพงในเขตเมืองเก่าเชียงใหม่

วันนี้ (17 มิถุนายน) ช่างภาพทีมข่าว THE STANDARD ลงพื้น […]

The post สำรวจโค้งสุดท้าย ‘เมืองเก่าเชียงใหม่’ ก่อนประเมินมรดกโลก ท่ามกลางร่องรอยสตรีทอาร์ตหลังปมจับกุมศิลปินดัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสตรีทอาร์ตบนกำแพงในเขตเมืองเก่าเชียงใหม่

วันนี้ (17 มิถุนายน) ช่างภาพทีมข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สำรวจความพร้อมบริเวณเขตเมืองเก่า (ด้านในคูเมือง) จังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนรับการตรวจประเมินเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์กรณีการจับกุม ‘MUEBON’ ศิลปินสตรีทอาร์ตและกราฟิตี้ชื่อดังระดับนานาชาติ

ดูภาพข่าว ▼ 

ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจและถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคม เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญที่ทางจังหวัดกำลังเดินหน้าผลักดันพื้นที่เมืองประวัติศาสตร์เข้าสู่กระบวนการพิจารณาขององค์การยูเนสโก

 

​จากการลงพื้นที่สำรวจพบว่า ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่บริเวณเขตเมืองเชียงใหม่ได้กลายเป็นพื้นที่แสดงออกทางศิลปะของกลุ่มศิลปินสตรีทอาร์ตอย่างแพร่หลาย ทั้งในรูปแบบของภาพวาดฝาผนัง งานศิลปะร่วมสมัย และศิลปะกราฟิตี้ที่ปรากฏอยู่ตามอาคารพาณิชย์ กำแพง และพื้นที่สาธารณะหลายแห่ง จนสิ่งเหล่านี้ได้หลอมรวมกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพจำและเสน่ห์ของเมืองที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว ตลอดจนผู้ที่ชื่นชอบงานศิลปะแขนงนี้ไปโดยปริยาย

 

​อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการดำเนินการทางกฎหมายกับศิลปินชื่อดังไปแล้ว แต่จากการสำรวจสภาพแวดล้อมภายในตัวเมืองและย่านเมืองเก่าในปัจจุบัน ยังคงพบเห็นผลงานศิลปะแนวสตรีทอาร์ตและกราฟิตี้ รวมถึงร่องรอยการขีดเขียนและการติดสติกเกอร์ข้อความต่างๆ กระจายตัวอยู่ทั่วทุกมุมเมือง

 

ภาพสะท้อนดังกล่าวแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า วัฒนธรรมการแสดงออกทางศิลปะบนพื้นที่สาธารณะได้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่เติบโตควบคู่ไปกับพลวัตของเมืองเชียงใหม่อย่างต่อเนื่อง แม้จะอยู่ในช่วงการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นเมืองมรดกโลกก็ตาม

 

 

ภาพสตรีทอาร์ตบนกำแพงในเขตเมืองเก่าเชียงใหม่ 1ภาพสตรีทอาร์ตบนกำแพงในเขตเมืองเก่าเชียงใหม่ 2ภาพสตรีทอาร์ตบนกำแพงในเขตเมืองเก่าเชียงใหม่ 3ภาพสตรีทอาร์ตบนกำแพงในเขตเมืองเก่าเชียงใหม่ 4ภาพสตรีทอาร์ตบนกำแพงในเขตเมืองเก่าเชียงใหม่ 5ภาพสตรีทอาร์ตบนกำแพงในเขตเมืองเก่าเชียงใหม่ 6ภาพสตรีทอาร์ตบนกำแพงในเขตเมืองเก่าเชียงใหม่ 7ภาพสตรีทอาร์ตบนกำแพงในเขตเมืองเก่าเชียงใหม่ 8ภาพสตรีทอาร์ตบนกำแพงในเขตเมืองเก่าเชียงใหม่ 9

The post สำรวจโค้งสุดท้าย ‘เมืองเก่าเชียงใหม่’ ก่อนประเมินมรดกโลก ท่ามกลางร่องรอยสตรีทอาร์ตหลังปมจับกุมศิลปินดัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: กฎหมายยุคใหม่ต้องเป็นแบบไหน? | KEY MESSAGES https://thestandard.co/thai-law-behavioral-science/ Wed, 17 Jun 2026 09:25:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1219622 ภาพประกอบแนวคิดกฎหมายยุคใหม่ที่เข้าใจพฤติกรรมมนุษย์และพฤติกรรมศาสตร์

ทำไมกฎหมายหลายฉบับบังคับใช้มานานเป็นสิบปี แต่ปัญหาที่ตั […]

The post ชมคลิป: กฎหมายยุคใหม่ต้องเป็นแบบไหน? | KEY MESSAGES appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิดกฎหมายยุคใหม่ที่เข้าใจพฤติกรรมมนุษย์และพฤติกรรมศาสตร์

ทำไมกฎหมายหลายฉบับบังคับใช้มานานเป็นสิบปี แต่ปัญหาที่ตั้งใจแก้กลับยังแก้ไม่ได้?

 

ไม่ใช่เพราะบทลงโทษไม่หนักพอ แต่อาจเป็นเพราะกฎหมายเหล่านี้ถูกออกแบบมาโดยไม่เคยเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์เลยตั้งแต่ต้น

 

ทำไมกฎหมายที่ใช้ได้ผลต้องเริ่มจากการเข้าใจคนก่อนเป็นอันดับแรก และประเทศไทยจะหยิบแนวคิดพฤติกรรมศาสตร์มาเปลี่ยนกฎหมายให้กลายเป็นเครื่องมือช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนได้อย่างไร?

The post ชมคลิป: กฎหมายยุคใหม่ต้องเป็นแบบไหน? | KEY MESSAGES appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ พระราชทานลายพระหัตถ์ขอบใจทีมแพทย์-พยาบาล รพ.จุฬาฯ หลังดูแลพระญาติผู้ป่วยตลอด 3 ปี ทรงยกย่องความเสียสละและความอดทน https://thestandard.co/princess-sirivannavari-thanks-chula-hospital/ Wed, 17 Jun 2026 08:31:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1219552 ลายพระหัตถ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เผยแพร่ลายพระหัตถ์ของ ส […]

The post เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ พระราชทานลายพระหัตถ์ขอบใจทีมแพทย์-พยาบาล รพ.จุฬาฯ หลังดูแลพระญาติผู้ป่วยตลอด 3 ปี ทรงยกย่องความเสียสละและความอดทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลายพระหัตถ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เผยแพร่ลายพระหัตถ์ของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่พระราชทานถึงผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2569 เพื่อทรงแสดงความขอบใจต่อคณะแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทุกระดับของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ฯ ที่ได้ทุ่มเทดูแลพระญาติผู้ป่วยตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา

 

ในลายพระหัตถ์ ทรงมีพระดำรัสขึ้นต้นถึงผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ฯ ทั้งท่านเก่าและท่านใหม่ โดยทรงระบุว่า ในฐานะญาติผู้ป่วย ขอขอบคุณคณะแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังทุกคน ที่ได้สละเวลา แรงกาย แรงใจ ความคิด ความสามารถ ความอดทน และความเข้าใจในการดูแลรักษา

 

พระองค์ทรงกล่าวถึง “ความหวังเล็กๆ น้อยๆ” และการทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถของบุคลากรทางการแพทย์ โดยทรงขอบคุณจากพระทัยต่อความทุ่มเทของทีมแพทย์และพยาบาลทุกคน พร้อมสะท้อนถึงความยากลำบากตลอดช่วงเวลากว่า 3 ปีที่ผ่านมา ที่ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับทั้งผู้รักษาและครอบครัวผู้ป่วย

 

ตอนหนึ่งของลายพระหัตถ์ ทรงมีพระดำรัสว่า ทรงทราบดีว่าการดูแลผู้ป่วยในระยะเวลายาวนานเป็นภารกิจที่หนักหน่วง และทรงซาบซึ้งต่อความเอาใจใส่ที่บุคลากรทุกฝ่ายมีต่อพระญาติและครอบครัวมาโดยตลอด

 

นอกจากนี้ ยังทรงขอให้บุคลากรทางการแพทย์ทุกคนช่วยเหลือประชาชนต่อไปเช่นเดียวกับที่ได้ดูแลพระญาติของพระองค์ พร้อมมีพระประสงค์ให้ทุกคนมีสุขภาพแข็งแรงและมีความสุขทั้งตนเองและครอบครัว

 

ช่วงท้ายของลายพระหัตถ์ ทรงมีพระดำรัสว่า “รัก รพ.จุฬาฯ มากค่ะ” และทรงขอบคุณคณะแพทย์และพยาบาลทุกคน พร้อมทรงระบุว่าทรงทราบดีถึงความเหน็ดเหนื่อยและการเสียสละของบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างหนัก

 

การพระราชทานลายพระหัตถ์ในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งพระกรุณาธิคุณที่สะท้อนถึงความใส่พระทัยต่อบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด และเป็นกำลังสำคัญของระบบสาธารณสุขไทย

 

อ้างอิง:

 

ภาพ: โลโก้ และวันที่ให้ใส่ไว้ด้านล่างภาพ

The post เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ พระราชทานลายพระหัตถ์ขอบใจทีมแพทย์-พยาบาล รพ.จุฬาฯ หลังดูแลพระญาติผู้ป่วยตลอด 3 ปี ทรงยกย่องความเสียสละและความอดทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.ยุติธรรม เตรียมแถลงใหญ่ทลายแชร์ลูกโซ่ ‘Forex24’ เปิดผังโยงนักการเมือง-ดาราดัง หลังดีเอสไอปูพรมยึดทรัพย์ 24 จุด https://thestandard.co/forex24-pyramid-scheme-dsi-seize-assets/ Wed, 17 Jun 2026 07:29:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1219506 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมแถลงข่าวคดีแชร์ลูกโซ่ Forex24

กระทรวงยุติธรรมร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรีย […]

The post รมว.ยุติธรรม เตรียมแถลงใหญ่ทลายแชร์ลูกโซ่ ‘Forex24’ เปิดผังโยงนักการเมือง-ดาราดัง หลังดีเอสไอปูพรมยึดทรัพย์ 24 จุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมแถลงข่าวคดีแชร์ลูกโซ่ Forex24

กระทรวงยุติธรรมร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมเปิดเผยแผนผังเครือข่ายแชร์ลูกโซ่ระดับชาติ ‘Forex24’ หลังขยายผลสืบสวนเชิงลึกพบเส้นทางการเงินฟอกเงินรายใหญ่เชื่อมโยงถึงกลุ่มนักการเมืองและบุคคลในวงการบันเทิง โดยมีรายงานว่า พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มีกำหนดนำทีมแถลงข่าวใหญ่ในวันที่ 19 มิถุนายน 2569 เพื่อเปิดเผยรายชื่อบุคคล นิติบุคคล และบริษัทเอกชนทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับขบวนการนี้อย่างเป็นทางการ

 

ความคืบหน้าดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังปฏิบัติการกวาดล้างครั้งใหญ่ Shutdown the Laundering เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษได้บูรณาการกำลังร่วมกับ 4 หน่วยงานหลัก ประกอบด้วย กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม และธนาคารแห่งประเทศไทย

 

เข้าปูพรมตรวจค้นเป้าหมายรวม 24 จุด ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร ผลการปฏิบัติการสามารถตรวจยึดและอายัดทรัพย์สินมูลค่ามหาศาล ประกอบด้วย เงินสดกว่า 65 ล้านบาท รถยนต์ซูเปอร์คาร์ 5 คัน ทองคำแท่ง โลหะเงินแท่ง เครื่องประดับ กระเป๋าแบรนด์เนม อาวุธปืน รวมถึงฮาร์ดแวร์วอลเล็ต (Hardware wallet) คอมพิวเตอร์ และเซิร์ฟเวอร์ นอกจากนี้ยังได้อายัดบัญชีธนาคารที่เกี่ยวพันในเครือข่ายอีกจำนวน 70 ถึง 77 บัญชี

 

สำหรับพฤติการณ์ของเครือข่าย Forex24 มีลักษณะประทุษกรรมคล้ายคลึงกับคดีแชร์ลูกโซ่ชื่อดังในอดีตอย่าง Forex-3D โดยกลุ่มขบวนการได้ชักชวนผู้เสียหายหลายร้อยคนให้ร่วมลงทุนซื้อขายเงินตราต่างประเทศผ่านแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ของนิติบุคคลหลายแห่ง พร้อมทั้งอวดอ้างว่าจะได้รับผลตอบแทนในอัตราสูง ซึ่งในช่วงแรกผู้ลงทุนจะได้รับเงินปันผลจริงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและจูงใจให้มีการระดมเงินลงทุนเพิ่มมากขึ้น ก่อนที่แพลตฟอร์มดังกล่าวจะเริ่มผิดนัดจ่ายผลตอบแทนและปิดตัวหลบหนีไป

 

ทั้งนี้ จากการสืบสวนขยายผลพบว่าเส้นทางการเงินของเครือข่ายนี้เชื่อมโยงไปถึงบุคคลหลายระดับ โดยปรากฏข้อมูลว่าเป็นกลุ่มนักการเมืองที่ไม่ได้อยู่ในฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาล และบุคคลที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักดีในวงการบันเทิงเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องและรับผลประโยชน์จากขบวนการดังกล่าว

 

ทางด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมยืนยันว่า จะดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดทุกคนอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่มีข้อยกเว้นไม่ว่าจะเป็นบุคคลใด พร้อมกันนี้ ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือให้ประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อจากการลงทุนในแพลตฟอร์ม Forex24 ผ่านช่องทางต่างๆ เข้าแจ้งความร้องทุกข์และให้เบาะแสแก่เจ้าหน้าที่ เพื่อเร่งตรวจสอบเส้นทางการเงินและดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

The post รมว.ยุติธรรม เตรียมแถลงใหญ่ทลายแชร์ลูกโซ่ ‘Forex24’ เปิดผังโยงนักการเมือง-ดาราดัง หลังดีเอสไอปูพรมยึดทรัพย์ 24 จุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
บ้านสมเด็จโพลล์สะท้อนคนกรุงฯ เกินครึ่งหนุนโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ดันเม็ดเงินสู่ผู้ค้ารายย่อย https://thestandard.co/bansomdej-poll-thai-chuay-plus/ Wed, 17 Jun 2026 06:34:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1219463 ป้ายโครงการไทยช่วยไทยพลัส

ศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ […]

The post บ้านสมเด็จโพลล์สะท้อนคนกรุงฯ เกินครึ่งหนุนโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ดันเม็ดเงินสู่ผู้ค้ารายย่อย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ป้ายโครงการไทยช่วยไทยพลัส

ศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จพระยา ได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในกรุงเทพมหานครเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างพฤติกรรมการบริโภคและการจัดสรรสภาพคล่องทางการเงินของประชาชน

 

โดยมาตรการดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านการเปลี่ยนเป้าหมายการซื้อสินค้าจากห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อไปสู่ร้านค้ารายย่อยและตลาดสดในสัดส่วนที่สูง ขณะเดียวกันผลสำรวจยังสะท้อนความท้าทายในด้านการควบคุมราคาสินค้าของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สิงห์ สิงห์ขจร ประธานคณะกรรมการศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ ให้ข้อมูลภาพรวมของโครงการไทยช่วยไทยพลัสว่าเป็นมาตรการที่รัฐบาลร่วมสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการในสัดส่วน 60% และประชาชนจ่ายสมทบเอง 40% กำหนดวงเงินสูงสุดไว้ที่ 4,000 บาทต่อคน โดยมีระยะเวลาการใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน 2569 สามารถใช้สิทธิได้ระหว่างเวลา 06:00 – 23:00 น. ของทุกวัน

 

เงื่อนไขการใช้สิทธิถูกจำกัดวงเงินไว้ที่ 1,000 บาทต่อเดือน และรัฐบาลจะช่วยจ่ายให้สูงสุดวันละ 200 บาท โดยกรณีที่สิ้นเดือนแล้วยังใช้สิทธิในเดือนนั้นไม่หมด ยอดเงินจะถูกตัดทันทีโดยไม่มีการสะสมหรือทบไปให้ในเดือนถัดไป ประชาชนสามารถใช้งานระบบผ่าน G-Wallet บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง ซึ่งมาตรการนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดภาระค่าครองชีพและสร้างเงินหมุนเวียนในกลุ่มร้านค้ารายเล็กและผู้ประกอบการท้องถิ่นทั่วประเทศ

 

ผลการสำรวจด้านความพึงพอใจของประชาชนต่อรูปแบบใหม่ของโครงการไทยช่วยไทยพลัส พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในระดับมาก คิดเป็น 55.4% รองลงมาคือระดับปานกลาง 41.4% และระดับน้อย 3.2% เมื่อให้กลุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบระหว่างโครงการไทยช่วยไทยพลัส (สัดส่วน 60/40) กับโครงการคนละครึ่ง (สัดส่วน 50/50) ในอดีต

 

พบว่ากลุ่มตัวอย่างนิยมโครงการไทยช่วยไทยพลัสมากกว่า คิดเป็น 46.9% ขณะที่กลุ่มตัวอย่าง 37.3% รู้สึกไม่แตกต่างกันมากนัก และมีเพียง 15.8% ที่ชอบโครงการคนละครึ่งรูปแบบเดิมมากกว่า

 

สำหรับการประเมินประสิทธิภาพในการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน กลุ่มตัวอย่างระบุว่าสามารถช่วยบรรเทาภาระได้ในระดับมากที่สุด 37.1% ระดับปานกลาง 29.9% ระดับมาก 28.6% ระดับน้อย 3% และระบุว่าช่วยไม่ได้เลย 1.4%

 

โครงการดังกล่าวส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพคล่องทางการเงินของประชาชน โดยกลุ่มตัวอย่าง 33.2% ระบุว่าทำให้สามารถซื้อของได้ในปริมาณที่มากขึ้นกว่าเดิม รองลงมา 25.4% ระบุว่าทำให้มีเงินเหลือพอไปจ่ายหนี้สินหรือบิลค่าน้ำค่าไฟได้ตรงเวลา อีก 19.2% ระบุว่าทำให้มีเงินเหลือเก็บออมเพิ่มขึ้น และ 15.4% ระบุว่าทำให้กล้าซื้ออาหารหรือของใช้ที่มีคุณภาพดีขึ้น ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่รู้สึกว่าไม่ได้มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมีสัดส่วนอยู่ที่ 6.8%

 

เมื่อพิจารณาถึงการจัดการเงินส่วนที่ประหยัดได้จากโครงการ พบว่ากลุ่มตัวอย่าง 53.7% เลือกที่จะนำเงินส่วนต่างไปใช้จ่ายซื้อสินค้าอื่นเพิ่มเติม รองลงมาคือการนำไปเก็บออม 20.7% นำไปชำระหนี้ 16.9% และระบุว่าไม่แน่ใจ 8.7%

 

มาตรการนี้ส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกใช้บริการร้านค้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยกลุ่มตัวอย่าง 44.8% เปลี่ยนมาซื้อของจากร้านค้ารย่อยหรือตลาดสดแทนการเข้าห้างสรรพสินค้าหรือร้านสะดวกซื้อ ขณะที่ 38.7% เลือกซื้อร้านค้ารายย่อยสลับกับร้านสะดวกซื้อตามปกติ และมีเพียง 16.5% ที่ยังคงซื้อสินค้าจากร้านเดิมที่เคยซื้ออยู่แล้วโดยเปลี่ยนเฉพาะวิธีการชำระเงิน

 

ในส่วนของประเภทสินค้าที่ประชาชนนิยมใช้สิทธิมากที่สุด ได้แก่ อาหารปรุงสำเร็จ อาหารตามสั่ง และเครื่องดื่ม คิดเป็น 33.9% รองลงมาคือของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น สบู่ ยาสีฟัน และผงซักฟอก 31.3% วัตถุดิบสำหรับการทำอาหาร เช่น เนื้อสัตว์ ผัก และผลไม้ 29% และยารักษาโรคหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์พื้นฐาน 5.8%

 

จากการสำรวจความเห็นเกี่ยวกับปัญหาที่พบในการร่วมโครงการ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 31.4% ระบุว่าไม่พบปัญหาใดๆ อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ถูกสะท้อนออกมามากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งคือ การที่ร้านค้าฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าหรือคิดค่าบริการเพิ่ม ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 26.7% ตามมาด้วยปัญหาระบบแอปพลิเคชันขัดข้อง สแกนจ่ายยาก หรือระบบทำงานช้า 18% การหาร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการยาก 10.8% การจำกัดสิทธิไม่ครอบคลุมสินค้าที่จำเป็นบางประเภท 10.5% และพบพฤติกรรมการทุจริตหรือการรับแลกสิทธิเป็นเงินสด 2.6%

 

โครงการสำรวจนี้จัดทำขึ้นโดยการเก็บข้อมูลจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 1,134 กลุ่มตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 6 – 9 มิถุนายน 2569 โดยใช้เกณฑ์ตารางสำเร็จรูปของ Taro Yamane คำนวณจากฐานประชากรที่เกิน 100,000 คน ภายใต้ระดับความเชื่อมั่น 95% และความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 3% ซึ่งกำหนดสัดส่วนขั้นต่ำไว้ที่ 1,111 กลุ่มตัวอย่าง

 

โครงสร้างข้อมูลประชากรศาสตร์ของกลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย เพศชาย 51.6% เพศหญิง 43.5% และไม่ระบุเพศ 4.9% เมื่อจำแนกตามช่วงอายุ พบว่าเป็นกลุ่มอายุ 18 – 25 ปี 32.1% กลุ่มอายุ 26 – 35 ปี 31.2% กลุ่มอายุ 36 – 45 ปี 25.3% กลุ่มอายุ 46 – 55 ปี 6.8% และกลุ่มที่มีอายุมากกว่า 55 ปีขึ้นไป 4.6%

 

ด้านการจำแนกตามโครงสร้างอาชีพ พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็น นักเรียน นิสิต หรือนักศึกษา 27.2% พนักงานบริษัทเอกชน 23.5% ผู้ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป 15.9% ข้าราชการ พนักงานของรัฐ หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ 13.9% นักธุรกิจหรือเจ้าของกิจการส่วนตัว 10.4% และกลุ่มแม่บ้านหรือพ่อบ้าน 9.1%

The post บ้านสมเด็จโพลล์สะท้อนคนกรุงฯ เกินครึ่งหนุนโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ดันเม็ดเงินสู่ผู้ค้ารายย่อย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรือด่วนเจ้าพระยาประกาศปรับลดค่าโดยสารทุกประเภทลง 1 บาท หลังน้ำมันดีเซลเหลือ 40.80 บาท https://thestandard.co/chao-phraya-express-boat-cuts-fare/ Wed, 17 Jun 2026 06:11:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1219446 เรือด่วนเจ้าพระยากำลังแล่นอยู่บนแม่น้ำเจ้าพระยา

วันนี้ (17 มิถุนายน) นาวาตรี เจริญพร เจริญธรรม กรรมการผ […]

The post เรือด่วนเจ้าพระยาประกาศปรับลดค่าโดยสารทุกประเภทลง 1 บาท หลังน้ำมันดีเซลเหลือ 40.80 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรือด่วนเจ้าพระยากำลังแล่นอยู่บนแม่น้ำเจ้าพระยา

วันนี้ (17 มิถุนายน) นาวาตรี เจริญพร เจริญธรรม กรรมการผู้จัดการบริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์พลังงานพบว่าราคาน้ำมันดีเซลได้ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 40.80 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา

 

ทางบริษัทฯ ในฐานะผู้ให้บริการเดินเรือโดยสารในเส้นทางระหว่างท่าเรือปากเกร็ดถึงท่าเรือวัดราชสิงขร จึงได้ดำเนินการปรับลดอัตราค่าโดยสารเรือทุกประเภทลง 1 บาท โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งมีรายละเอียดอัตราค่าโดยสารใหม่จำแนกตามประเภทสีธงดังนี้

 

สำหรับ เรือธงส้ม ในเส้นทางนนทบุรี – วัดราชสิงขร ปรับลดจากราคา 19 บาท เหลือ 18 บาทตลอดสาย ด้าน เรือธงเหลือง เส้นทางนนทบุรี – สาทร ปรับลดจากราคา 24 บาท เหลือ 23 บาทตลอดสาย ขณะที่ เรือธงเขียวเหลือง มีการปรับลดตามระยะทาง ประกอบด้วย ช่วงเส้นทางปากเกร็ด – นนทบุรี ปรับลดจาก 17 บาท เหลือ 16 บาท, ช่วงนนทบุรี – สาทร ปรับลดจาก 24 บาท เหลือ 23 บาท และช่วงยาวปากเกร็ด – สาทร ปรับลดจาก 36 บาท เหลือ 35 บาท ส่วน เรือธงแดง (ประเภทปรับอากาศ) ในเส้นทางนนทบุรี – สาทร มีการปรับราคาลดลงจาก 33 บาท เหลือ 32 บาท

 

ทั้งนี้ กรรมการผู้จัดการบริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางบริษัทฯ จะยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์และดัชนีราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด โดยในกรณีที่ราคาน้ำมันดีเซลมีการปรับลดลงอีกในอนาคต บริษัทฯ ก็พร้อมที่จะดำเนินการปรับลดอัตราค่าโดยสารลงตามสัดส่วนที่เหมาะสมต่อไป เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนพลังงานที่แท้จริงและเกิดความเป็นธรรมสูงสุดต่อผู้ใช้บริการสัญจรทางน้ำ

The post เรือด่วนเจ้าพระยาประกาศปรับลดค่าโดยสารทุกประเภทลง 1 บาท หลังน้ำมันดีเซลเหลือ 40.80 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
HugHeartYai x Agoda ส่งต่อเฟอร์นิเจอร์คุณภาพ ฟื้นฟูโรงเรียนและชุมชนหาดใหญ่หลังน้ำท่วม https://thestandard.co/hugheartyai-agoda-hatyai-flood-recovery/ Wed, 17 Jun 2026 06:00:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1219412 ตัวแทน HugHeartYai และ Agoda ร่วมมอบเฟอร์นิเจอร์ให้โรงเรียนและหน่วยงานที่ประสบภัยน้ำท่วมในหาดใหญ่

หลังเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในอำเภอหาดใหญ่ จังหว […]

The post HugHeartYai x Agoda ส่งต่อเฟอร์นิเจอร์คุณภาพ ฟื้นฟูโรงเรียนและชุมชนหาดใหญ่หลังน้ำท่วม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตัวแทน HugHeartYai และ Agoda ร่วมมอบเฟอร์นิเจอร์ให้โรงเรียนและหน่วยงานที่ประสบภัยน้ำท่วมในหาดใหญ่

หลังเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อปลายปี 2568 ความเสียหายไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับบ้านเรือนของประชาชน แต่ยังส่งผลกระทบต่อโรงเรียน ห้องสมุด ศูนย์การเรียนรู้ และหน่วยงานสาธารณะจำนวนมากที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนในเมือง

 

จากความท้าทายดังกล่าว จึงเกิดโครงการ HugHeartYai x Agoda – Resource Reallocation Initiative ความร่วมมือระหว่าง Agoda, Hatyai Connext, ภาคีเครือข่ายในพื้นที่ และ THE STANDARD เพื่อส่งต่อเฟอร์นิเจอร์สำนักงานคุณภาพสูงที่ยังอยู่ในสภาพดีจากการย้ายสำนักงานของ Agoda ไปยังโรงเรียนและหน่วยงานสาธารณะในหาดใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

 

ตัวแทน HugHeartYai และ Agoda ร่วมมอบเฟอร์นิเจอร์ให้โรงเรียนและหน่วยงานที่ประสบภัยน้ำท่วมในหาดใหญ่ 1ตัวแทน HugHeartYai และ Agoda ร่วมมอบเฟอร์นิเจอร์ให้โรงเรียนและหน่วยงานที่ประสบภัยน้ำท่วมในหาดใหญ่ 2

 

โครงการนี้มีแนวคิดสำคัญคือ “Resource Reallocation with Intention” หรือการเปลี่ยนทรัพยากรที่ไม่ได้ใช้งานแล้วให้กลายเป็นเครื่องมือฟื้นฟูเมือง โดยไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการบริจาคสิ่งของ แต่เป็นการออกแบบกระบวนการฟื้นฟูที่เชื่อมโยงผู้คน ทักษะ และโอกาสทางเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน

 

เฟอร์นิเจอร์หลายร้อยชิ้น ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะทำงาน เก้าอี้สำนักงาน ตู้เก็บเอกสาร และโต๊ะอเนกประสงค์ ถูกลำเลียงจากกรุงเทพฯ สู่หาดใหญ่ ผ่านความร่วมมือของ Pas409, Creful, BUILK One, N&N และมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ซึ่งสนับสนุนพื้นที่สำหรับจัดเก็บ ตรวจนับ และกระจายทรัพยากรอย่างเป็นระบบ

 

ตัวแทน HugHeartYai และ Agoda ร่วมมอบเฟอร์นิเจอร์ให้โรงเรียนและหน่วยงานที่ประสบภัยน้ำท่วมในหาดใหญ่ 3ตัวแทน HugHeartYai และ Agoda ร่วมมอบเฟอร์นิเจอร์ให้โรงเรียนและหน่วยงานที่ประสบภัยน้ำท่วมในหาดใหญ่ 4

 

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของโครงการ คือการเปิดโอกาสให้นักเรียนและนักศึกษาสายอาชีวศึกษาในพื้นที่จำนวน 30 คน ได้เข้าร่วมการฝึกอบรมและลงมือประกอบ ติดตั้งเฟอร์นิเจอร์จริงภายใต้การดูแลของช่างผู้เชี่ยวชาญ นอกจากจะช่วยฟื้นฟูโรงเรียนและหน่วยงานสาธารณะแล้ว ยังเป็นการสร้างทักษะวิชาชีพ สร้างรายได้ และสร้างความภาคภูมิใจให้เยาวชนได้มีส่วนร่วมในการฟื้นฟูบ้านเกิดของตนเอง

 

ตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการ เฟอร์นิเจอร์ได้ถูกส่งมอบให้แก่หน่วยงานรวม 17 แห่งในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ ครอบคลุมทั้งโรงเรียนเทศบาล ศูนย์ ICT ห้องสมุดประชาชน สนามกีฬา ศาสนสถาน และสถานศึกษาเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัย

 

ตัวแทน HugHeartYai และ Agoda ร่วมมอบเฟอร์นิเจอร์ให้โรงเรียนและหน่วยงานที่ประสบภัยน้ำท่วมในหาดใหญ่ 5

 

โครงการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การฟื้นฟูเมืองหลังภัยพิบัติไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากทรัพยากรใหม่เสมอไป แต่สามารถเกิดขึ้นได้จากการเชื่อมโยงทรัพยากรที่มีอยู่ให้ไปถึงผู้ที่ต้องการใช้งานจริง ผ่านกระบวนการที่โปร่งใส เป็นธรรม และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนในระยะยาว

 

HugHeartYai x Agoda ยังเป็นตัวอย่างของความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา ภาครัฐท้องถิ่น และสื่อมวลชน ที่ร่วมกันสร้างต้นแบบการกระจายทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ (Responsible Redistribution) เพื่อให้การช่วยเหลือหลังวิกฤตไม่ได้หยุดอยู่เพียงการบรรเทาความเสียหาย แต่สามารถต่อยอดไปสู่การฟื้นฟูการศึกษา เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

 

เพราะเมืองที่ฟื้นตัวได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงเมืองที่สิ่งปลูกสร้างกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง แต่คือเมืองที่ระบบในชีวิตประจำวันของผู้คนกลับมาทำงานได้อีกครั้งเช่นกัน

The post HugHeartYai x Agoda ส่งต่อเฟอร์นิเจอร์คุณภาพ ฟื้นฟูโรงเรียนและชุมชนหาดใหญ่หลังน้ำท่วม appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ชัชชาติ’ ยอมรับปัญหาเก็บส่วยเทศกิจมีอยู่จริง ชูจัดระเบียบพื้นที่ค้าขายด้วยความโปร่งใส ย้ำต้องสร้างระบบที่ตรวจสอบได้ https://thestandard.co/chatchat-admits-hawker-bribes/ Wed, 17 Jun 2026 05:31:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1219434 ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. กล่าวบนเวทีดีเบต

วานนี้ (16 มิถุนายน) บนเวทีดีเบตผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ […]

The post ‘ชัชชาติ’ ยอมรับปัญหาเก็บส่วยเทศกิจมีอยู่จริง ชูจัดระเบียบพื้นที่ค้าขายด้วยความโปร่งใส ย้ำต้องสร้างระบบที่ตรวจสอบได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. กล่าวบนเวทีดีเบต

วานนี้ (16 มิถุนายน) บนเวทีดีเบตผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 2569 รายการ BATTLE FOR BANGKOK เกมเปลี่ยนกรุง ของ THE STANDARD ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 9 กล่าวถึงประเด็นข้อกล่าวหาเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์จากผู้ค้าหาบเร่แผงลอยของเจ้าหน้าที่เทศกิจ โดยยอมรับว่าเป็นปัญหาที่สังคมรับรู้และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขผ่านการปรับปรุงระบบบริหารจัดการให้มีความโปร่งใสมากขึ้น

 

ชัชชาติระบุว่า ปัญหาการเก็บส่วยไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ แต่เป็นผลจากการที่การจัดระเบียบพื้นที่ค้าขายขาดความชัดเจนและเปิดช่องให้เกิดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ในบางกรณี ดังนั้น การแก้ปัญหาจึงไม่สามารถมุ่งจัดการเฉพาะตัวบุคคลได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องปรับปรุงกลไกการทำงานทั้งระบบ

 

การจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยจำเป็นต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างสิทธิในการประกอบอาชีพของประชาชน กับสิทธิของประชาชนทั่วไปในการใช้พื้นที่สาธารณะอย่างปลอดภัยและเป็นระเบียบ โดยต้องกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่า พื้นที่ใดสามารถค้าขายได้ พื้นที่ใดไม่สามารถดำเนินการได้ รวมถึงกำหนดเงื่อนไขในการใช้พื้นที่อย่างเป็นธรรม

 

ชัชชาติกล่าวว่า กรุงเทพมหานครได้ดำเนินการปรับปรุงระบบการบริหารจัดการพื้นที่ค้าขายมาอย่างต่อเนื่อง โดยพยายามลดการพึ่งพาการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และเพิ่มขั้นตอนที่สามารถตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ พร้อมกันนี้ ย้ำว่า หากพบเจ้าหน้าที่เทศกิจหรือบุคลากรของกรุงเทพมหานครเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเรียกรับผลประโยชน์ จะต้องมีการดำเนินการทางวินัยและทางกฎหมายอย่างจริงจัง โดยไม่มีการละเว้น

 

“ปัญหานี้แก้ได้ด้วยการทำให้ระบบมีความชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพราะเมื่อกฎกติกาไม่ชัด การใช้ดุลพินิจก็จะเพิ่มขึ้น และนั่นคือช่องว่างที่นำไปสู่ปัญหาคอร์รัปชัน” ชัชชาติกล่าว

 

ชัชชาติยังระบุว่า การแก้ปัญหาหาบเร่แผงลอยและการจัดระเบียบพื้นที่ค้าขาย จำเป็นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย ทั้งผู้ค้า ประชาชนในพื้นที่ และหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้เกิดแนวทางที่สามารถปฏิบัติได้จริงและอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล

 

ทั้งนี้ ประเด็นเรื่องความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เทศกิจ และการบริหารจัดการพื้นที่ค้าขายในกรุงเทพมหานคร กลายเป็นอีกหนึ่งหัวข้อสำคัญในการดีเบตผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เนื่องจากเกี่ยวข้องโดยตรงกับคุณภาพชีวิตของประชาชน การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจระดับฐานราก และความเชื่อมั่นของสังคมต่อระบบราชการท้องถิ่นของเมืองหลวง

The post ‘ชัชชาติ’ ยอมรับปัญหาเก็บส่วยเทศกิจมีอยู่จริง ชูจัดระเบียบพื้นที่ค้าขายด้วยความโปร่งใส ย้ำต้องสร้างระบบที่ตรวจสอบได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘อนุชา’ ประกาศรื้อระบบปราบคอร์รัปชัน กทม. ชี้ 90% ของโครงการจัดซื้อจัดจ้างใช้วิธีเฉพาะเจาะจง พร้อมดันปฏิรูปใบอนุญาตก่อสร้างให้โปร่งใส https://thestandard.co/anucha-bkk-corruption-procurement/ Wed, 17 Jun 2026 05:01:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1219430 อนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. กล่าวบนเวทีดีเบต

วานนี้ (16 มิถุนายน) บนเวทีดีเบตผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ […]

The post ‘อนุชา’ ประกาศรื้อระบบปราบคอร์รัปชัน กทม. ชี้ 90% ของโครงการจัดซื้อจัดจ้างใช้วิธีเฉพาะเจาะจง พร้อมดันปฏิรูปใบอนุญาตก่อสร้างให้โปร่งใส appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. กล่าวบนเวทีดีเบต

วานนี้ (16 มิถุนายน) บนเวทีดีเบตผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 2569 รายการ BATTLE FOR BANGKOK เกมเปลี่ยนกรุง ของ THE STANDARD อนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 5 จากพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศจุดยืนด้านการบริหารกรุงเทพมหานคร โดยยืนยันว่าจะเดินหน้าสานต่อนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ขณะเดียวกันจะเร่งรื้อระบบที่เปิดช่องให้เกิดความไม่โปร่งใสและการทุจริตคอร์รัปชันภายในองค์กร

 

อนุชากล่าวว่า หากได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จะไม่ยกเลิกทุกนโยบายของผู้บริหารชุดก่อน แต่จะพิจารณาจากประโยชน์ที่ประชาชนได้รับเป็นสำคัญ “อะไรที่ดีอยู่แล้วเนี่ย ผมก็จะต้องต่อยอดให้มันดีขึ้น แต่อะไรที่ต้องรื้อเนี่ย ผมก็ต้องเข้ามาเพื่อจัดการอย่างเด็ดขาด”

 

อย่างไรก็ตาม ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า สิ่งที่ตนเองไม่สามารถยอมรับได้คือปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน พร้อมส่งสัญญาณว่าหากเข้ามาบริหาร กทม. จะมีการตรวจสอบและปฏิรูประบบที่อาจมีความเสี่ยงต่อการเอื้อประโยชน์หรือขาดความโปร่งใส

 

อนุชายังเปิดเผยว่า ปัจจุบันตนได้ใช้ข้อมูลจากแพลตฟอร์มส่องรัฐ ในการติดตามการใช้งบประมาณและกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของกรุงเทพมหานคร โดยพบข้อมูลเบื้องต้นที่เห็นว่าควรได้รับการตรวจสอบเพิ่มเติม

 

“ตอนนี้ผมมีข้อมูลในเบื้องต้นก็คือว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา 40,000 กว่าโครงการ มูลค่ากว่า 50,000 ล้านบาท ที่จัดซื้อจัดจ้างหรือว่าทำสัญญาไปแล้ว 90 กว่าเปอร์เซ็นต์เป็นแบบเฉพาะเจาะจง ตรงนี้ก็ต้องมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น” อนุชากล่าว

 

นอกจากนี้ อนุชายังยกตัวอย่างโครงการขนาดใหญ่ของกรุงเทพมหานครมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประมูลเพียง 2 ราย และเสนอราคาห่างกันเพียงประมาณ 1 ล้านบาท โดยเห็นว่าประเด็นดังกล่าวควรได้รับการตรวจสอบเพื่อสร้างความชัดเจนแก่สังคม

 

ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ยังหยิบยกประเด็นความไม่โปร่งใสในการขอใบอนุญาตก่อสร้างในกรุงเทพมหานครขึ้นมาอภิปราย โดยระบุว่าได้รับการสะท้อนปัญหาจากภาคส่วนต่างๆ และมีข้อเสนอที่เคยส่งมอบให้ฝ่ายบริหารกรุงเทพมหานครพิจารณามาแล้วก่อนหน้านี้

 

“มีผู้ใหญ่มาฝากผม ก็คือเรื่องของการที่ว่ามีความไม่โปร่งใสในการขอใบอนุญาตก่อสร้างใน กทม. แล้วเขาก็เลยบอกผมให้มาช่วยถามด้วยว่า เขาส่งมอบให้อาจารย์(ชัชชาติ สิทธิพันธุ์) ไปแล้วเมื่อ 3 ปีที่แล้ว แต่ว่ายังไม่ดำเนินการอะไรเลยสักเรื่องเดียว” อนุชากล่าว

 

อนุชาย้ำว่า หากได้รับเลือกตั้ง จะเข้าไปทบทวนและปรับปรุงกระบวนการอนุญาตก่อสร้างทั้งหมดของกรุงเทพมหานคร เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และลดโอกาสในการเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบ

 

พร้อมระบุว่า แนวทางการปฏิรูปดังกล่าวมีรายละเอียดและข้อเสนอเชิงนโยบายรองรับอยู่แล้ว โดยได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งนักวิชาการและองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านการต่อต้านการทุจริต

 

“จริงๆ แล้วตรงนี้มีรายละเอียดหมดแล้วนะครับ TDRI เข้าร่วมกัน พิจารณา องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ผมเอานี่แหละครับจะมาเป็นมาสเตอร์แพลน ในการที่จะทำให้การก่อสร้างในกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะใบอนุญาต โปร่งใสมากขึ้น ไร้ทุจริตคอร์รัปชัน” อนุชากล่าว

 

ทั้งนี้ ประเด็นเรื่องความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง การกำกับดูแลโครงการขนาดใหญ่ รวมถึงการปฏิรูประบบการออกใบอนุญาตก่อสร้าง ถือเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญของการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครครั้งนี้ ท่ามกลางความคาดหวังของประชาชนที่ต้องการเห็นการบริหารงานที่ตรวจสอบได้ และการใช้งบประมาณของเมืองหลวงเป็นไปอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวม

The post ‘อนุชา’ ประกาศรื้อระบบปราบคอร์รัปชัน กทม. ชี้ 90% ของโครงการจัดซื้อจัดจ้างใช้วิธีเฉพาะเจาะจง พร้อมดันปฏิรูปใบอนุญาตก่อสร้างให้โปร่งใส appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ชัชชาติ’ ชูแนวคิดแบ่งกรุงเทพฯ 425 บล็อก บริหารเมืองด้วยข้อมูล แก้ปัญหาตรงจุดถึงระดับชุมชน https://thestandard.co/chadchart-bangkok-425-blocks-data/ Wed, 17 Jun 2026 04:21:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1219400 ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กำลังกล่าวบนเวที

วานนี้ (16 มิถุนายน) บนเวทีดีเบตผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ […]

The post ‘ชัชชาติ’ ชูแนวคิดแบ่งกรุงเทพฯ 425 บล็อก บริหารเมืองด้วยข้อมูล แก้ปัญหาตรงจุดถึงระดับชุมชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กำลังกล่าวบนเวที

วานนี้ (16 มิถุนายน) บนเวทีดีเบตผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 2569 รายการ BATTLE FOR BANGKOK เกมเปลี่ยนกรุง ของ THE STANDARD ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครหมายเลข 9 ในนามอิสระ ได้เสนอแนวคิดการบริหารจัดการเมืองด้วยข้อมูลระดับพื้นที่ หรือการแบ่งกรุงเทพมหานครออกเป็น 425 บล็อก เพื่อให้การแก้ไขปัญหามีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ประชาชนในแต่ละพื้นที่มากขึ้น

 

ชัชชาติ กล่าวว่า ในอนาคต กรุงเทพมหานครจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการมองเมืองทั้งเมืองเป็นภาพรวม ไปสู่การบริหารจัดการในระดับพื้นที่ย่อย เนื่องจากปัญหาที่ประชาชนเผชิญในแต่ละชุมชนมีลักษณะแตกต่างกัน

 

“อนาคตเราจะแบ่งกรุงเทพฯ ออกเป็น 425 บล็อก” ชัชชาติกล่าว พร้อมอธิบายว่า แต่ละบล็อกจะมีข้อมูลเฉพาะของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นสภาพทางเท้า จุดเสี่ยงน้ำท่วม ปัญหาขยะ ความปลอดภัย การจราจร รวมถึงข้อมูลด้านสังคมและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

 

แนวคิดดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้หน่วยงานของกรุงเทพมหานครสามารถวางแผนและจัดลำดับความสำคัญของปัญหาได้อย่างแม่นยำมากขึ้น แทนการใช้นโยบายแบบเดียวกันกับทุกพื้นที่ ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับบริบทและความต้องการที่แท้จริงของประชาชน

 

นอกจากนี้ การแบ่งพื้นที่ออกเป็นบล็อกย่อยยังจะช่วยให้การติดตามผลการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยสามารถกำหนดตัวชี้วัดเฉพาะพื้นที่ และประเมินได้ว่าปัญหาในแต่ละบล็อกได้รับการแก้ไขหรือพัฒนาไปในทิศทางใด

 

ชัชชาติยังมองว่า การเปิดเผยข้อมูลและผลการดำเนินงานในแต่ละพื้นที่ จะช่วยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและเสนอแนะแนวทางการพัฒนาเมืองได้มากขึ้น อันจะนำไปสู่รูปแบบการบริหารมหานครที่โปร่งใสและยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

 

ทั้งนี้ แนวคิดการบริหารเมืองในระดับพื้นที่ย่อยถือเป็นแนวทางที่หลายมหานครทั่วโลกนำมาใช้ โดยอาศัยฐานข้อมูลและเทคโนโลยีเพื่อทำความเข้าใจปัญหาเฉพาะจุด ก่อนออกแบบมาตรการแก้ไขที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละชุมชน สำหรับกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเมืองที่มีประชากรกว่า 5 ล้านคน และมีความหลากหลายทางเศรษฐกิจและสังคมสูง การแบ่งพื้นที่ออกเป็น 425 บล็อกจึงถูกนำเสนอในฐานะเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนผ่านการบริหารเมืองจากรูปแบบรวมศูนย์ ไปสู่การบริหารที่ละเอียด ลึกถึงระดับชุมชน และสามารถตอบสนองต่อปัญหาของประชาชนได้อย่างตรงจุดมากยิ่งขึ้น

The post ‘ชัชชาติ’ ชูแนวคิดแบ่งกรุงเทพฯ 425 บล็อก บริหารเมืองด้วยข้อมูล แก้ปัญหาตรงจุดถึงระดับชุมชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เด็กสาย Creative ภาคเหนือว่างมั้ย กับงาน Awesome Skills Project วัยรุ่น ‘เทสดี’ มาลอง ‘เทสดิ’ https://thestandard.co/awesome-skills-project-youth/ Wed, 17 Jun 2026 03:47:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1219377

เด็กสาย Creative ภาคเหนือว่างมั้ย?   ถ้ายังไม่รู้ว […]

The post เด็กสาย Creative ภาคเหนือว่างมั้ย กับงาน Awesome Skills Project วัยรุ่น ‘เทสดี’ มาลอง ‘เทสดิ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เด็กสาย Creative ภาคเหนือว่างมั้ย?

 

ถ้ายังไม่รู้ว่าชอบอะไร? ก็มาลอง ‘เทส’ ดิ! 👀
กับงาน Awesome Skills Project วัยรุ่น ‘เทสดี’ มาลอง ‘เทสดิ’ 💥

 

เรายกโลก Creative มาให้น้อง ๆ ได้ลองของจริง
ทั้งฟังเรื่องจริง ลองทำจริง และเจอตัวจริงในวงการสร้างสรรค์ 🔥

 

พบกันที่ 📍มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะสื่อสารมวลชน ห้อง MCB2301
🗓 วันที่ 1 กรกฎาคมนี้ (เวลา 10.00 – 17.00 น.)

 

ไฮไลต์โดนๆ ภายในงาน
📌 ‘เทส’ TALK: ฟังจากพี่ที่เทสมาแล้ว “ดี”
📌 ‘เทส’ ให้ดู: เปิดเบื้องหลังงานจริงที่ “ทำถึง”
📌 ‘เทส’ ที่ใช่: Exhibition เปิดแมพอาชีพสาย Creative
📌 ‘เทส’ ระบบ: คุยกับตัวจริง ว่าเส้นทางนี้ “ใช่” ยัง?

และ ☄ ‘เทส’ LAB: Workshop สุดพิเศษจาก Canva Thailand 🎨

 

ชวนน้องมาลอง ‘เทส’ สกิลจริง ฝึกใช้เครื่องมือ ฝึกออกแบบ เพื่อทดลองเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นงานสร้างสรรค์แบบจับต้องได้

 

พร้อมเจอรุ่นพี่ตัวจริงในวงการ
🎬 ณฐพล บุญประกอบ ผู้กำกับภาพยนตร์
📚 ณชนก ยุวภูมิ (นักเขียนเจ้าของผลงานที่ติด Longlist รางวัลซีไรต์ถึง 3 เล่ม)
✍ จิตติณัฏฐ์ งามหนัก (นักเขียนนิยายวายที่ถูกพัฒนาเป็นซีรีส์ GMMTV เช่น ทฤษฎีจีบเธอ, คั่นกู)
💡 ธนชาติ ศิริภัทราชัย (ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้กำกับ Salmon House)

 

พร้อมชวนมาเปิดโลกการเล่าเรื่อง การคิดไอเดีย และเส้นทางการทำงานสร้างสรรค์แบบที่ไม่มีในห้องเรียน กับ WORKSHOP เติมสกิลจากทีมงาน CANVA ✨

 

👤 งานนี้เหมาะกับใคร?
นักเรียน / นักศึกษา • คนที่สนใจสาย Creative • Creator รุ่นใหม่ • First Jobber
หรือคนที่ยังไม่แน่ใจว่า “ตัวเองชอบอะไร” ก็มาได้

 

📢 งานนี้เข้าร่วมฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย ลงทะเบียนที่  ticketmelon.com ›

The post เด็กสาย Creative ภาคเหนือว่างมั้ย กับงาน Awesome Skills Project วัยรุ่น ‘เทสดี’ มาลอง ‘เทสดิ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
DSI เปิดปฏิบัติการ ‘Shutdown the Laundering’ ลุย 24 จุด ทลายเครือข่าย Forex เถื่อน คาดโยงนักการเมือง-คนบันเทิง https://thestandard.co/dsi-shutdown-laundering-forex-network/ Wed, 17 Jun 2026 02:48:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1219355 dsi

วันนี้ (16 มิถุนายน) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) บูรณาการกำ […]

The post DSI เปิดปฏิบัติการ ‘Shutdown the Laundering’ ลุย 24 จุด ทลายเครือข่าย Forex เถื่อน คาดโยงนักการเมือง-คนบันเทิง appeared first on THE STANDARD.

]]>
dsi

วันนี้ (16 มิถุนายน) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) บูรณาการกำลังร่วมกับ 4 หน่วยงาน ประกอบด้วย กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ระทรวงยุติธรรม และธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดปฏิบัติการ ‘Shutdown the Laundering’ ตรวจค้นเครือข่ายชักชวนลงทุนและซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (Forex) โดยไม่ได้รับอนุญาต ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร รวม 24 จุด

ดูภาพข่าว ▼ 

การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ การป้องกันความเสียหายทางการเงิน และการสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจและการเงินของประเทศ โดยมีการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งรัดการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

 

DSI ระบุว่า จากข้อมูลการสืบสวนพบความเชื่อมโยงไปถึงบุคคลหลายกลุ่ม โดยคาดว่ามีนักการเมืองและบุคคลในวงการบันเทิงเข้าไปเกี่ยวข้องกับเครือข่ายดังกล่าว จึงได้ขยายผลเข้าตรวจค้นและรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม

 

ผลการตรวจค้นสามารถอายัดบัญชีธนาคารของนิติบุคคลและบุคคลที่เกี่ยวข้องได้มากกว่า 77 ราย พร้อมตรวจยึดทรัพย์สินมูลค่าสูงจำนวนมาก อาทิ เงินสดกว่า 65 ล้านบาท รถยนต์ซูเปอร์คาร์ 5 คัน ทองคำแท่ง โลหะเงินแท่ง เครื่องประดับ กระเป๋าแบรนด์เนม อาวุธปืน Hardware Wallet คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เซิร์ฟเวอร์ และเอกสารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับคดี

 

ทั้งนี้ DSI ระบุว่าจะดำเนินการสรุปผลการปฏิบัติการ พร้อมแถลงรายละเอียดและความคืบหน้าของคดีต่อสาธารณชนในลำดับต่อไป

 

สำหรับประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากการถูกชักชวนให้ลงทุนหรือซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (Forex) ผ่านเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน หรือช่องทางอื่น ๆ โดยไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่กล่าวอ้าง สามารถเข้าร้องทุกข์หรือแจ้งเบาะแสเพื่อให้ DSI ตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายต่อไปได้

 

 

DSI Forex DSI Forex

The post DSI เปิดปฏิบัติการ ‘Shutdown the Laundering’ ลุย 24 จุด ทลายเครือข่าย Forex เถื่อน คาดโยงนักการเมือง-คนบันเทิง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประวัติและเส้นทางการทำงาน ประยูร ครองยศ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 11 https://thestandard.co/prayoon-krongyot-bkk-governor-candidate/ Wed, 17 Jun 2026 01:16:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1219340 ภาพถ่ายบุคคล ประยูร ครองยศ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 11

ในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หนึ่งในผู้สมัคร […]

The post ประวัติและเส้นทางการทำงาน ประยูร ครองยศ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 11 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพถ่ายบุคคล ประยูร ครองยศ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 11

ในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หนึ่งในผู้สมัครในนามอิสระคือ ประยูร ครองยศ ซึ่งได้ลงสมัครรับเลือกตั้งอย่างเป็นทางการโดยได้รับหมายเลข 11 ชูจุดเด่นด้วยปูมหลังการเป็นข้าราชการระดับสูงของกรุงเทพมหานครที่มีประสบการณ์บริหารงานส่วนท้องถิ่นมายาวนาน

 

ประยูร ครองยศ ปัจจุบันอายุ 66 ปี เกิดเมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2503 สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (มศ.5) จากโรงเรียนบาลีเตรียมอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย จากนั้นเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาสำเร็จปริญญาตรีจากคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ต่อมาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท 2 หลักสูตร จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แก่ ครุศาสตรมหาบัณฑิต และรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์ ก่อนจะสำเร็จการศึกษาระดับสูงสุด ปริญญาเอก ศึกษาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย

 

ในส่วนของประวัติอาชีพและการทำงานทั่วไป ประทีปเติบโตในสายงานด้านการศึกษาและการบริหารงานส่วนท้องถิ่นของกรุงเทพมหานครมาโดยตลอด โดยเริ่มต้นอาชีพจากการเป็นครูโรงเรียนวัดคลองเตย ก่อนจะก้าวเข้าสู่สายงานบริหารในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารการศึกษา 6 และผู้ช่วยศึกษาธิการเขต สำนักงานเขตประเวศ

 

จากนั้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายการศึกษา สำนักงานเขตบางกะปิ และศึกษาธิการเขต สำนักงานเขตวัฒนา รวมถึงสำนักงานเขตบางกะปิ นอกจากนี้ ยังเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองพัฒนาการข้าราชการครู สังกัดสำนักการศึกษา และปฏิบัติหน้าที่ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตในหลายพื้นที่ ได้แก่ สำนักงานเขตบางกะปิ, สำนักงานเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย และสำนักงานเขตประเวศ

 

สำหรับประวัติการดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงและบทบาทการทำงานในโครงสร้างของกรุงเทพมหานคร ประยูรเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการเขตคลองสาน ต่อมาได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร เมื่อปี พ.ศ. 2563 และเกษียณอายุราชการในตำแหน่งผู้ตรวจราชการสูง สังกัดสำนักปลัดกรุงเทพมหานคร

The post ประวัติและเส้นทางการทำงาน ประยูร ครองยศ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 11 appeared first on THE STANDARD.

]]>
คึกคักก่อนดีเบต ‘อนุชา-ชัชชาติ-ชัยวัฒน์’ แท็กทีมนั่งมูฟมี ลุยด่านแรกดีเบต THE STANDARD https://thestandard.co/bangkok-debate-candidates-muvmi/ Wed, 17 Jun 2026 00:31:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1219260 ภาพผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. อนุชา ชัชชาติ และชัยวัฒน์ ขณะนั่งรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้ามูฟมีเพื่อสำรวจปัญหาเมือง

วันนี้ (16 มิถุนายน) ประมวลภาพบรรยากาศก่อนเริ่มเวทีดีเบ […]

The post คึกคักก่อนดีเบต ‘อนุชา-ชัชชาติ-ชัยวัฒน์’ แท็กทีมนั่งมูฟมี ลุยด่านแรกดีเบต THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. อนุชา ชัชชาติ และชัยวัฒน์ ขณะนั่งรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้ามูฟมีเพื่อสำรวจปัญหาเมือง

วันนี้ (16 มิถุนายน) ประมวลภาพบรรยากาศก่อนเริ่มเวทีดีเบต #BattleForBangkok เกมเปลี่ยนกรุง จัดโดยสำนักข่าว THE STANDARD โดยผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครทั้ง 3 ท่าน อนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครหมายเลข 5 จากพรรคประชาธิปัตย์, ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครหมายเลข 9 ในนามอิสระ และ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครหมายเลข 10 จากพรรคประชาชน ได้เดินทางร่วมกันด้วยรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า 100% ‘มูฟมี’ (MuvMi) ในรูปแบบ Ride Sharing หรือระบบทางเดียวกันไปด้วยกัน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรูปแบบการเชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชนสำหรับการเดินทางระยะสั้นของคนเมืองในปัจจุบัน

ดูภาพข่าว ▼ 

แคนดิเดตทั้ง 3 ได้ร่วมกันปฏิบัติภารกิจแรกในรอบ Station 1 : THE GROUND TRUTH ประจันหน้าปัญหาเมือง ซึ่งกำหนดให้ผู้สมัครต้องเดินสำรวจกายภาพของเมืองบริเวณถนนกำแพงเพชร พร้อมทั้งบันทึกภาพปัญหาต่างๆ ที่พบในพื้นที่จริงด้วยตนเอง เพื่อนำชุดข้อมูลและภาพถ่ายดังกล่าวไปใช้เป็นประเด็นหลักในการอภิปรายและนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาเมืองในรอบถัดไป ภายใต้ชื่อ Station 2 : THE CITY DECODE ถอดรหัสเมือง แผนเปลี่ยนกรุง

 

สำหรับบรรยากาศของการลงพื้นที่เป็นไปอย่างคึกคักและราบรื่น โดยผู้สมัครทั้ง 3 ได้ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น พร้อมทั้งสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของกรุงเทพมหานครตลอดเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสายไฟฟ้าและสายสื่อสารที่รกรุงรังและไม่เป็นระเบียบ สภาพผิวถนนและทางเท้าที่ไม่ราบเรียบซึ่งส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการสัญจร ปัญหาศักยภาพของท่อระบายน้ำในการรองรับปริมาณน้ำฝน ตลอดจนข้อจำกัดทางกายภาพบริเวณจุดตัดทางรถไฟใจกลางเมือง ซึ่งประเด็นท้าทายทั้งหมดนี้จะถูกนำไปร่วมดีเบตเพื่อแสดงวิสัยทัศน์และนโยบายในการพลิกโฉมกรุงเทพมหานครบนเวทีต่อไป

 

 

ภาพผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. อนุชา ชัชชาติ และชัยวัฒน์ ขณะนั่งรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้ามูฟมีเพื่อสำรวจปัญหาเมือง 1ภาพผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. อนุชา ชัชชาติ และชัยวัฒน์ ขณะนั่งรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้ามูฟมีเพื่อสำรวจปัญหาเมือง 2ภาพผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. อนุชา ชัชชาติ และชัยวัฒน์ ขณะนั่งรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้ามูฟมีเพื่อสำรวจปัญหาเมือง 3ภาพผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. อนุชา ชัชชาติ และชัยวัฒน์ ขณะนั่งรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้ามูฟมีเพื่อสำรวจปัญหาเมือง 4ภาพผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. อนุชา ชัชชาติ และชัยวัฒน์ ขณะนั่งรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้ามูฟมีเพื่อสำรวจปัญหาเมือง 5ภาพผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. อนุชา ชัชชาติ และชัยวัฒน์ ขณะนั่งรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้ามูฟมีเพื่อสำรวจปัญหาเมือง 6ภาพผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. อนุชา ชัชชาติ และชัยวัฒน์ ขณะนั่งรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้ามูฟมีเพื่อสำรวจปัญหาเมือง 7ภาพผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. อนุชา ชัชชาติ และชัยวัฒน์ ขณะนั่งรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้ามูฟมีเพื่อสำรวจปัญหาเมือง 8ภาพผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. อนุชา ชัชชาติ และชัยวัฒน์ ขณะนั่งรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้ามูฟมีเพื่อสำรวจปัญหาเมือง 9ภาพผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. อนุชา ชัชชาติ และชัยวัฒน์ ขณะนั่งรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้ามูฟมีเพื่อสำรวจปัญหาเมือง 10ภาพผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. อนุชา ชัชชาติ และชัยวัฒน์ ขณะนั่งรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้ามูฟมีเพื่อสำรวจปัญหาเมือง 11ภาพผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. อนุชา ชัชชาติ และชัยวัฒน์ ขณะนั่งรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้ามูฟมีเพื่อสำรวจปัญหาเมือง 12ภาพผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. อนุชา ชัชชาติ และชัยวัฒน์ ขณะนั่งรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้ามูฟมีเพื่อสำรวจปัญหาเมือง 13ภาพผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. อนุชา ชัชชาติ และชัยวัฒน์ ขณะนั่งรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้ามูฟมีเพื่อสำรวจปัญหาเมือง 14ภาพผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. อนุชา ชัชชาติ และชัยวัฒน์ ขณะนั่งรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้ามูฟมีเพื่อสำรวจปัญหาเมือง 15ภาพผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. อนุชา ชัชชาติ และชัยวัฒน์ ขณะนั่งรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้ามูฟมีเพื่อสำรวจปัญหาเมือง 16

The post คึกคักก่อนดีเบต ‘อนุชา-ชัชชาติ-ชัยวัฒน์’ แท็กทีมนั่งมูฟมี ลุยด่านแรกดีเบต THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดแผนแก้ ‘รถติด’ 3 ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ใครตอบโจทย์คนกรุง? https://thestandard.co/bkk-election-traffic-plans/ Wed, 17 Jun 2026 00:27:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1219213 อินโฟกราฟิกสรุปแผนแก้รถติดของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. 3 คน

รถติดและระบบขนส่งสาธารณะที่ไร้รอยต่อ เป็นอีกกลุ่มปัญหาท […]

The post เปิดแผนแก้ ‘รถติด’ 3 ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ใครตอบโจทย์คนกรุง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินโฟกราฟิกสรุปแผนแก้รถติดของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. 3 คน

รถติดและระบบขนส่งสาธารณะที่ไร้รอยต่อ เป็นอีกกลุ่มปัญหาที่ท้าทายและกินเวลาชีวิตของคนกรุงเทพฯ มายาวนาน ‘นโยบายคมนาคมและการจราจร’ จึงเป็นอีกหมุดหมายสำคัญและเกณฑ์ชี้วัดที่คนกรุงจะใช้ตัดสินใจเลือกผู้นำเมืองหลวง เข้ามาสางปมเรื้อรังนี้

 

THE STANDARD สรุปแนวทางแก้ปัญหาจราจรของ 3 ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. มาให้พิจารณา ตั้งแต่ความแตกต่างการรื้อระบบโครงสร้างพื้นฐาน การชูเทคโนโลยีทันสมัย ไปจนถึงการบูรณาการโครงข่ายเส้นเลือดฝอย เพื่อเป็นคู่มือประกอบการตัดสินใจก่อนเข้าคูหา 28 มิถุนายน 2569 นี้

 


 

อินโฟกราฟิกสรุปแผนแก้รถติดของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. 3 คน 1

 

ภาพประกอบ : สุภาวิดา สุขวัฒน์

The post เปิดแผนแก้ ‘รถติด’ 3 ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ใครตอบโจทย์คนกรุง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
KResearch มองเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2 ปีนี้ เตือนแม้สหรัฐฯ-อิหร่านบรรลุดีลพักรบ ราคาพลังงานยังทรงตัวสูง ดันเงินเฟ้อพุ่งปลายปี https://thestandard.co/kresearch-thai-economy-inflation-energy/ Tue, 16 Jun 2026 12:51:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1219189 ภาพกราฟิกแสดงคำถามจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจไทย

KResearch จะคงประมาณการ GDP ไทยปี 2569 ไว้ที่ 2.0% ท่าม […]

The post KResearch มองเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2 ปีนี้ เตือนแม้สหรัฐฯ-อิหร่านบรรลุดีลพักรบ ราคาพลังงานยังทรงตัวสูง ดันเงินเฟ้อพุ่งปลายปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงคำถามจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจไทย

KResearch จะคงประมาณการ GDP ไทยปี 2569 ไว้ที่ 2.0% ท่ามกลางข่าวการเจรจายุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน โดยมองว่า เศรษฐกิจไทยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2 ของปีนี้ อย่างไรก็ตาม ยังเตือนว่า ราคาพลังงานที่ไม่ลดลงเร็ว จะทำให้เงินเฟ้อในช่วงครึ่งปีหลังเร่งตัวขึ้นต่อ ไปแตะระดับสูงสุด (Peak) หรือราว 5% ในไตรมาส 3-4 ของปีนี้ ส่วนทิศทางค่าเงินบาทอาจ ‘อ่อนค่า’ ลงจากปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย

 

 

วันนี้ (16 มิถุนายน) ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) เปิดเผยว่า KResearch ตัดสินใจคงประมาณการ GDP ไทยปี 2569 ไว้ที่ 2.0% โดยมองว่า เศรษฐกิจไทยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาส 2/2569 และทยอยฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะใน
ไตรมาส 3/2569 จากแรงหนุนของมาตรการภาครัฐ ขณะที่ความเสี่ยงเศรษฐกิจยังอยู่ที่ความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งอาจกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยในช่วงที่เหลือของปี

 

โดยแม้ภาคการส่งออกครึ่งแรกของปีนี้คาดว่า จะขยายตัวได้ดีถึงประมาณ 14% โดยได้รับแรงหนุนจากการเร่งนำเข้า (Front Loading) และสินค้ากลุ่ม AI อย่างไรก็ตาม ในครึ่งปีหลัง KResearch คาดว่า การส่งออกจะเติบโตต่ำกว่าครึ่งปีแรกอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากปัจจัยหนุนเริ่มหายไป และยังมีความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ เช่น มาตรา 301 เพิ่มเติมด้วย ส่งผลให้การส่งออกทั้งปีนี้คาดว่าจะโตที่ 8.2%

 

ภาพกราฟิกแสดงคำถามจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจไทย 1

 

สำหรับประเด็นการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในเมษายนที่ขาดดุลสูงสุด ตั้งแต่ช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งเกิดจากการนำเข้าที่เร่งตัวสูงกว่าการส่งออก ทั้งจากการนำเข้าพลังงาน การนำเข้าวัตถุดิบเพื่อผลิตส่งออก และการนำเข้าสินค้าจีน ในระยะสั้นอาจยังไม่ใช่เรื่องน่ากังวลหากราคาพลังงานเริ่มลดลง แต่ในระยะกลางจะเป็นโจทย์ท้าทายถึงความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกของไทย

 

ภาพกราฟิกแสดงคำถามจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจไทย 2

 

เตือน! แม้อิหร่าน-สหรัฐฯ บรรลุดีลสันติภาพ แต่ราคาพลังงานจะยังไม่ลงเร็ว

 

ณัฐพรกล่าวต่อว่า แม้สถานการณ์ระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ มีทิศทางที่เป็นข่าวดีมากขึ้น แต่ราคาพลังงานโลกก็คาดว่าจะไม่ลดลงเร็วมากนัก ทำให้การส่งผ่านต้นทุนราคาผู้ผลิตไปยังตะกร้าสินค้าผู้บริโภคจะยังคงมีต่อเนื่อง โดยคาดว่า จะยังเห็นเงินเฟ้อทั่วไปเร่งตัวต่อเนื่อง ไปแตะระดับสูงสุด (Peak) ใกล้ระดับ 5% ในไตรมาส 3-4 ของปีนี้ ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อทั้งปีอยู่ที่ 3.1% เทียบกับระดับ -0.1% ในปี 2568

 

อย่างไรก็ตาม ณัฐพรยังย้ำว่า ดีลสหรัฐฯ-อิหร่านเบื้องต้น เป็นลักษณะดีลพักรบ 60 วัน ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนอีกมาก โดยมองว่า ยังมีความเสี่ยงสำคัญที่อาจเป็นจุดที่ทำให้ดีลนี้สะดุดได้ คือ ประเด็นการครอบครองยูเรเนียม ที่เห็นไม่ตรงกันระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และประเด็นสินทรัพย์ของอิหร่านที่ถูกคว่ำบาตร (Sanction) อยู่

 

ภาพกราฟิกแสดงคำถามจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจไทย 3

 

ครึ่งปีหลังจ่อเห็นผลกระทบต่อภาคธุรกิจ ‘ชัดขึ้น’ แม้สงครามอาจยุติ

 

เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีหลังจะเห็นผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่กระทบภาคธุรกิจชัดเจนขึ้น แม้มีสัญญาณบวกแต่กว่าสถานการณ์จะเป็นปกติยังต้องใช้เวลา โดยการผลิตสินค้าส่วนใหญ่จะแผ่วลง (YoY) หลักๆ จากการแบกรับต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบปิโตรเคมีที่สูงขึ้น ผลจากภาษีสหรัฐฯ และการแข่งขันกับสินค้านำเข้า ส่งผลให้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) หดตัวเป็นปีที่ 4 ที่ -0.5%

 

ภาพกราฟิกแสดงคำถามจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจไทย 4

ภาพกราฟิกแสดงคำถามจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจไทย 5

 

ขณะเดียวกัน การปรับลดเที่ยวบินที่ยังเกิดขึ้น จะกระทบธุรกิจท่องเที่ยวโดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 3 ก่อนที่การเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลกจะช่วยหนุนการฟื้นตัวในไตรมาสสุดท้าย 
โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 30 ล้านคน แม้ยังมีโอกาสเพิ่มได้ แต่ยังต่ำกว่าระดับ 33 ล้านคนในปีก่อน เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวจากจีน อาจไม่พอชดเชยตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกลส่วนใหญ่ที่ลดลง

 

ภาพกราฟิกแสดงคำถามจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจไทย 6

 

‘เงินบาท’ ยังมีแนวโน้ม ‘อ่อนค่า’ จากปัจจัยพื้นฐานอ่อนแอ

 

ขณะที่ นางสาวธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า การเจรจายุติสงครามคาดว่า จะช่วยหนุนให้ดอลลาร์สหรัฐฯ กลับมาแข็งขึ้น ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยที่ยังค่อนข้างอ่อนแอ เช่น (1) อัตราการเติบโต GDP ที่ต่ำ (2) การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และ (3) อัตราดอกเบี้ยที่คาดว่าจะทรงตัวตลอดทั้งปี ทำให้มองว่า เงินบาทยังคงมีความเสี่ยงขาอ่อนค่าอยู่ (Downside) โดย KResearch มองว่า ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐจะปิดสิ้นปี 2569 ที่ 32.80 บาท จากระดับประมาณ 32.50-32.60 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในปัจจุบัน

 

ทั้งนี้ ตามประมาณการปัจจุบัน KResearch คาดว่า กนง.น่าจะรอติดตามสถานการณ์และเลือกคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.0% ไว้ตลอดทั้งปี

 

ภาพกราฟิกแสดงคำถามจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจไทย 7

 

นอกจากนี้ ธัญญลักษณ์กล่าวถึงแนวโน้มสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในช่วงครึ่งปีหลังว่า มีโอกาสฟื้นตัวอย่างจำกัด โดยแม้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจะปรับตัวเลขประมาณการสินเชื่อทั้งปี 2569 จากเดิมที่คาดว่าจะหดตัว -0.7% มาเป็นการขยายตัวเล็กน้อยที่ราว 0.5% แต่ก็เป็นการสะท้อนแรงส่งจากการเติบโตของสินเชื่อที่ขับเคลื่อนจากสินเชื่อภาครัฐ และธุรกิจรายใหญ่ มากกว่ารายย่อย

 

นอกจากนี้ ประเด็นที่ต้องติดตามเพิ่มเติมสำหรับภาคธุรกิจ ได้แก่ ต้นทุนการระดมทุนที่ยังมีแนวโน้มทรงตัวสูง และประเด็นความสำเร็จในการระดมทุนผ่านตลาดหุ้นกู้ ตลอดจนปัญหาหนี้เสีย (NPL) ของระบบธนาคารไทยที่ปัจจุบันอาศัยการปรับโครงสร้างหนี้และบริหารจัดการหนี้เชิงรุกในการประคองภาพรวมเอ็นพีแอลไม่ให้ถดถอยลงเร็ว

 

ภาพกราฟิกแสดงคำถามจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจไทย 8

The post KResearch มองเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2 ปีนี้ เตือนแม้สหรัฐฯ-อิหร่านบรรลุดีลพักรบ ราคาพลังงานยังทรงตัวสูง ดันเงินเฟ้อพุ่งปลายปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมช.ศธ. ถก สมศ. นำร่อง รร.ขนาดเล็ก ดึงระบบคลาวด์ช่วยครูลดเอกสารซ้ำซ้อน คืนเวลาจัดการสอน https://thestandard.co/education-cloud-teachers-paperwork/ Tue, 16 Jun 2026 11:40:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1219172 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการและผู้อำนวยการ สมศ. ประชุมหารือแนวทางลดภาระครู

วันนี้ (16 มิถุนายน) อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรี […]

The post รมช.ศธ. ถก สมศ. นำร่อง รร.ขนาดเล็ก ดึงระบบคลาวด์ช่วยครูลดเอกสารซ้ำซ้อน คืนเวลาจัดการสอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการและผู้อำนวยการ สมศ. ประชุมหารือแนวทางลดภาระครู

วันนี้ (16 มิถุนายน) อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ และภาควัต ศรีสุรพล ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้การต้อนรับ ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) พร้อมคณะ เพื่อหารือแนวทางและปรับทิศทางการขับเคลื่อนระบบประกันคุณภาพภายนอกรูปแบบใหม่ร่วมกัน ที่กระทรวงศึกษาธิการ

 

อัครนันท์เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับนโยบายลดภาระครูเป็นอันดับต้น โดยเฉพาะครูสังกัด สพฐ. ที่ยังคงต้องจัดทำรายงานและเตรียมหลักฐานเชิงประจักษ์จำนวนมาก ซึ่งแม้การประเมินคุณภาพจะยังเป็นสิ่งจำเป็น แต่ขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนต้องได้รับการปรับลด โดยแนวทางที่พิจารณาอยู่คือการพัฒนาระบบดิจิทัลที่เชื่อมโยงฐานข้อมูลสารสนเทศจากคลาวด์โดยตรง รวบรวมข้อมูลทั้งหมดไว้ในที่เดียว ไม่ต้องกรอกซ้ำหลายรอบ ทั้งนี้ จะนำเรียนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและหารือร่วมกับเลขาธิการ กพฐ. เพื่อผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรมต่อไป โดยยืนยันว่าจะยึดมั่นในมาตรฐานคุณภาพทางวิชาการเช่นเดิม เพียงแต่ปรับกระบวนการให้กระชับขึ้น เพื่อคืนเวลาให้ครูได้ทุ่มเทกับการจัดการเรียนการสอนอย่างเต็มที่

 

ด้าน ศ.ดร.องอาจ กล่าวว่า สมศ. พร้อมขับเคลื่อนนโยบายภายใต้แนวคิด ONESQA Synergy โดยจะปรับบทบาทจากผู้ประเมินมาเป็นผู้ชี้แนะเพื่อการพัฒนา พร้อมนำระบบประเมินแบบกลุ่มพื้นที่ (Cluster-Based Assessment) มาใช้แก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กที่มีครูจำกัด ช่วยลดความซ้ำซ้อนในการประเมิน และเปิดให้ผู้บริหารเห็นภาพรวมการพัฒนาได้อย่างชัดเจน ซึ่งโมเดลนี้ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าได้ผล และจะเป็นกลไกสำคัญในการตอบสนองนโยบายลดภาระครูอย่างยั่งยืน

The post รมช.ศธ. ถก สมศ. นำร่อง รร.ขนาดเล็ก ดึงระบบคลาวด์ช่วยครูลดเอกสารซ้ำซ้อน คืนเวลาจัดการสอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘โตโยต้า’ ขับเคลื่อนโครงการ TRUST นำร่อง ‘ฉะเชิงเทรา’ สร้างต้นแบบถนนปลอดภัยอย่างยั่งยืน [Advertorial] https://thestandard.co/toyota-trust-chachoengsao-road-safety/ Tue, 16 Jun 2026 09:00:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1217645 ภาพโครงการ TRUST ของโตโยต้า เพื่อสร้างถนนปลอดภัยในจังหวัดฉะเชิงเทรา

ศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุ ThaiRSC เผยสถิติผู้เสียชีวิตสะสมจ […]

The post ‘โตโยต้า’ ขับเคลื่อนโครงการ TRUST นำร่อง ‘ฉะเชิงเทรา’ สร้างต้นแบบถนนปลอดภัยอย่างยั่งยืน [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโครงการ TRUST ของโตโยต้า เพื่อสร้างถนนปลอดภัยในจังหวัดฉะเชิงเทรา

ศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุ ThaiRSC เผยสถิติผู้เสียชีวิตสะสมจากอุบัติเหตุทางถนนในปี 2567 ที่สูงถึง 14,177 ราย ขณะที่ปี 2568 ตัวเลขลดลงเหลือ 12,537 ราย (ลดลง 11% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า)

 

แต่ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ตัวเลขสะสมจากอุบัติเหตุทางถนนตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤษภาคม 2569 กลับพบยอดผู้เสียชีวิตสะสมแล้วกว่า 5,130 ราย

 

ภาพโครงการ TRUST ของโตโยต้า เพื่อสร้างถนนปลอดภัยในจังหวัดฉะเชิงเทรา 1

 

แม้ประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าในการยกระดับความปลอดภัยทางถนน แต่อัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนยังคงอยู่ในระดับสูง สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการความปลอดภัยในปัจจุบันยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด

 

หลายหน่วยงานให้ความสนใจในการดำเนินงานด้านความปลอดภัยบนท้องถนน หนึ่งในนั้นคือ โตโยต้า โดยโครงการ TRUST (Thailand Road Users Safety through Technology)

 

จุดเริ่มต้นมาจากการประชุม Tateshina* ที่ญี่ปุ่น โดยมีเป้าหมายเพื่อมุ่งสู่ ‘Vision Zero’ หรือเป้าหมายลดอุบัติเหตุทางถนนให้เหลือศูนย์ในระดับโลกมาลงมือปฏิบัติจริง ผ่านแนวทางการใช้ข้อมูลเชิงลึกมาวิเคราะห์สาเหตุของอุบัติเหตุ 

 

นำมาสู่การผลักดันการดำเนินงานในประเทศไทยเป็นพื้นที่เป้าหมายแห่งแรก ในการยกระดับความปลอดภัยทางถนนอย่างยั่งยืน ผ่านความร่วมมือระหว่าง มูลนิธิโตโยต้า โมบิลิตี้ (TMF) และ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด (TMT)

 

โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ในฐานะเจ้าบ้านซึ่งมีประสบการณ์ในการส่งเสริมความปลอดภัย ลดอุบัติเหตุบนท้องถนนประเทศไทย ภายใต้โครงการ ‘โตโยต้า ถนนสีขาว’ มากว่า 38 ปี ด้วยความมุ่งมั่นในการสร้าง “สังคมคนขับรถดี” ดำเนินงานครอบคลุมในทุกมิติ ได้แก่ “คน รถ ถนน” จึงเดินหน้าร่วมมือพันธมิตรมากมายทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน

 

โครงการ TRUST เฟส 1 นำร่อง จังหวัดฉะเชิงเทรา

 

จังหวัดฉะเชิงเทราได้รับการคัดเลือกให้เป็นพื้นที่นำร่องของโครงการ TRUST เพื่อยกระดับความปลอดภัยทางถนนอย่างเป็นรูปธรรม โดยโครงการได้ผสานความร่วมมือกับนักวิชาการจากศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ปัญหาในพื้นที่ได้อย่างตรงจุด 

 

เพื่อให้ผลลัพธ์ครอบคลุมที่สุด โครงการได้บูรณาการข้อมูลจากหลายแหล่ง (Multi-source Data Integration) ทั้งจากระบบบริหารจัดการข้อมูลอุบัติเหตุบนทางหลวง Highway Accident Information Management System (HAIMS) และฐานข้อมูลอุบัติเหตุระดับประเทศ จาก บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด (RVP) เพื่อเจาะลึกกลุ่มพื้นที่เกิดเหตุซ้ำซ้อน จนสามารถระบุ 5 จุดเสี่ยงอันตรายสูงสุด ที่มีความถี่และความรุนแรงของอุบัติเหตุระหว่างรถจักรยานยนต์และยานพาหนะอื่น

 

ภาพโครงการ TRUST ของโตโยต้า เพื่อสร้างถนนปลอดภัยในจังหวัดฉะเชิงเทรา 2

 

นันทวัฒน์ ศรีวรัตน์อัชกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เผยว่าหัวใจสำคัญของโครงการ TRUST คือ การขับเคลื่อนแนวคิด Data-Driven มาสนับสนุนการวางแผนความปลอดภัยเชิงคาดการณ์ (proactive safety planning) โดยนำข้อมูล Probe Data จากกล่อง L-DCM ในรถยนต์โตโยต้า มาวิเคราะห์พฤติกรรมเสี่ยง เช่น การเบรกกะทันหัน การเร่งกระชาก หรือการเข้าโค้งรุนแรง ผ่านการตีค่า G-Value ด้วยเทคโนโลยี AI จาก AIT ทำให้สามารถระบุพฤติกรรมเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ เพื่อนำไปปรับปรุงและแก้ไขปัญหาเฉพาะจุด โดยเฉพาะพัฒนา ‘ถนน’ ให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น 

 

นันทวัฒน์เน้นย้ำว่า โครงการให้ความสำคัญกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Privacy) ของผู้ใช้รถโตโยต้าเป็นอย่างมาก โดยข้อมูลที่ใช้ทั้งหมดเป็นข้อมูลแบบไม่ระบุตัวตน (Anonymous Data) จึงไม่สามารถเชื่อมโยงเพื่อระบุถึงเจ้าของรถได้

 

ภาพโครงการ TRUST ของโตโยต้า เพื่อสร้างถนนปลอดภัยในจังหวัดฉะเชิงเทรา 3

 

ถอดบทเรียนพื้นที่นำร่อง ‘จุดกลับรถหน้าวัดดอนทอง’

 

จากการวิเคราะห์ข้อมูลอุบัติเหตุร่วมกับการสำรวจภาคสนาม โครงการได้เลือก ‘จุดกลับรถหน้าวัดดอนทอง’ เป็นพื้นที่นำร่อง เนื่องจากเป็นจุดที่มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุสูงที่สุดในบรรดา 5 จุดเสี่ยงที่ศึกษา โดยลักษณะความเสี่ยงสำคัญเกิดจากการกลับรถกะทันหันเพื่อเข้าซอย ซึ่งเป็นเส้นทางสัญจรหลักของชุมชน

 

AIT ได้นำเทคโนโลยี Data from Sky มาวิเคราะห์ภาพวิดีโอจากโดรนผ่านค่า TTC (Time to Collision) 2.0 วินาที ร่วมกับข้อมูล Probe Data จากรถยนต์โตโยต้าในพื้นที่ ทำให้สามารถระบุปัจจัยเสี่ยงและพฤติกรรมที่นำไปสู่อุบัติเหตุได้อย่างชัดเจน

 

ปัญหาที่พบจากการวิเคราะห์ข้อมูล

  • ผู้ขับขี่มีระยะเปลี่ยนเลนเข้าสู่จุดกลับรถสั้นเกินไป ทำให้เกิดการตัดหน้ากระชั้นชิด
  • มีการใช้ความเร็วสูงก่อนเข้าสู่จุดกลับรถ ส่งผลให้เกิดการเบรกกะทันหันในช่วงเวลาเร่งด่วน
  • ทัศนวิสัยบริเวณหน้าซอยวัดดอนทองมีจำกัด ทำให้ประเมินระยะและความเร็วของรถคันอื่นได้ยาก
  • พบเหตุการณ์เฉียดอุบัติเหตุ (Near Miss) จำนวนมาก แม้ยังไม่เกิดการชนจริง

 

จากข้อมูลดังกล่าว โตโยต้าและภาคีเครือข่ายจึงดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบใน 3 มิติ ได้แก่

  1. การปรับปรุงพื้นที่ (Engineering)
  • ทาสีเครื่องหมายชะลอความเร็วบริเวณก่อนถึงจุดกลับรถ
  • จัดทำทางม้าลายเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้แก่คนเดินเท้า
  • ติดตั้งป้ายจราจร ป้ายจำกัดความเร็ว และป้ายตรวจจับความเร็วอัจฉริยะ เพื่อแจ้งเตือนผู้ขับขี่แบบเรียลไทม์

 

ภาพโครงการ TRUST ของโตโยต้า เพื่อสร้างถนนปลอดภัยในจังหวัดฉะเชิงเทรา 4

 

  1. การสร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัย (Education)
  • จัดกิจกรรมภายใต้โครงการ ‘โตโยต้าขับขี่ปลอดภัย (Toyota Mobility Driving)’ ถ่ายทอดความรู้ภายใต้แนวคิด ‘เซฟชีวิต เซฟพลังงาน’ ให้แก่โรงเรียนพนมอดุลวิทยา โรงเรียนวัดดอนทอง และชุมชนตำบลท่าถ่าน
  • ส่งเสริมความตระหนักรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมเสี่ยงและการใช้ถนนอย่างปลอดภัยในชีวิตประจำวัน

 

ภาพโครงการ TRUST ของโตโยต้า เพื่อสร้างถนนปลอดภัยในจังหวัดฉะเชิงเทรา 5

 

  1. การติดตามและประเมินผล (Evaluation)
  • ติดตามผลหลังการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
  • ประเมินประสิทธิผลของมาตรการโดยใช้ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์
  • ดำเนินงานร่วมกับ AIT และหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อนำบทเรียนที่ได้ไปพัฒนาเป็นต้นแบบสำหรับขยายผลสู่พื้นที่อื่นในอนาคต

 

โครงการปรับปรุงจุดกลับรถหน้าวัดดอนทองได้ส่งมอบให้แก่จังหวัดฉะเชิงเทราอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา โดยมี นางสาวฉัตรประอร นิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นผู้รับมอบ เพื่อเดินหน้าสร้างความปลอดภัยทางถนนให้กับชุมชนในระยะยาว

 

ภาพโครงการ TRUST ของโตโยต้า เพื่อสร้างถนนปลอดภัยในจังหวัดฉะเชิงเทรา 6

 

“ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่มีเป้าหมายเดียวกัน คือการลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน และโครงการฯ จะนำผลลัพธ์ที่ได้ไปพัฒนาเป็นต้นแบบเพื่อขยายผลสู่พื้นที่อื่น ๆ ต่อไป” นันทวัฒน์กล่าว

 

เดินหน้าโครงการ TRUST เฟส 2 ปักธงเขตจตุจักร

 

ภาพโครงการ TRUST ของโตโยต้า เพื่อสร้างถนนปลอดภัยในจังหวัดฉะเชิงเทรา 7

 

สำหรับโครงการ TRUST เฟส 2 อยู่ระหว่างการดำเนินงานในพื้นที่เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นย่านเศรษฐกิจสำคัญของกรุงเทพฯ ที่มีปริมาณการจราจรหนาแน่นและมีสถิติอุบัติเหตุสูงกว่าเขตอื่น โดยมุ่งเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกไปสู่การปฏิบัติจริงเพื่อแก้ปัญหารอบด้าน ทั้งมิติพฤติกรรมมนุษย์ โครงสร้างพื้นฐาน และยานพาหนะ พร้อมบูรณาการมาตรการแก้ไขควบคู่ไปกับกิจกรรมรณรงค์ด้านความปลอดภัยทางถนน เพื่อลดความสูญเสียในระยะยาว

 

“หวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการ TRUST จะเป็นอีกกลไกหนึ่งในการสนับสนุนเป้าหมายของประเทศในการลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนลงให้เหลือไม่เกิน 12 คนต่อแสนประชากร ภายในปี 2570 เพื่อสร้าง ‘สังคมคนขับรถดี’ เพื่อความปลอดภัยที่ยั่งยืน” นันทวัฒน์กล่าวทิ้งท้าย

 

อ้างอิง

 

*การประชุม Tateshina Meeting จัดขึ้นครั้งแรกในปี 2019 เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนแนวคิดและความร่วมมือระหว่างผู้บริหารในอุตสาหกรรมยานยนต์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนให้เป็นศูนย์การประชุมจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเทศกาลฤดูร้อน วัดโชโคจิ (Shoko-ji Temple) บนภูเขา Tateshina โดยในปี 2023 ได้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการย่อยเพิ่มเติม เพื่อเสริมประสิทธิภาพของมาตรการด้านความปลอดภัยทางถนนอย่างต่อเนื่อง

The post ‘โตโยต้า’ ขับเคลื่อนโครงการ TRUST นำร่อง ‘ฉะเชิงเทรา’ สร้างต้นแบบถนนปลอดภัยอย่างยั่งยืน [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. เห็นชอบปรับ กม. เพิ่มข้อกำหนดเปลี่ยนสินค้า-ยกเลิกสัญญาหากสินค้าชำรุด พร้อมขยายเวลาคุมกระดาษสัมผัสอาหารอีก 1 ปี https://thestandard.co/cabinet-consumer-law-product-defect/ Tue, 16 Jun 2026 08:09:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1219066 ภาพประกอบแสดงสิทธิผู้บริโภคในการเปลี่ยนหรือคืนสินค้าชำรุด

วันนี้ (16 มิถุนายน) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำน […]

The post ครม. เห็นชอบปรับ กม. เพิ่มข้อกำหนดเปลี่ยนสินค้า-ยกเลิกสัญญาหากสินค้าชำรุด พร้อมขยายเวลาคุมกระดาษสัมผัสอาหารอีก 1 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงสิทธิผู้บริโภคในการเปลี่ยนหรือคืนสินค้าชำรุด

วันนี้ (16 มิถุนายน) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. …. ตามที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เสนอ ซึ่งผ่านการตรวจพิจารณาจากคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) แล้ว เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับความรับผิดจากความชำรุดบกพร่องของสินค้าให้มีความชัดเจน สอดคล้องกับสภาพการซื้อขายในปัจจุบัน และเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองสิทธิของผู้ซื้อและผู้ขาย ลดข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้นจากการซื้อขายสินค้า

 

ลลิดากล่าวว่า ปัจจุบันบทบัญญัติเรื่องความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ยังมีรายละเอียดไม่เพียงพอสำหรับการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะกรณีสินค้าที่ไม่สามารถตรวจพบความชำรุดบกพร่องได้ในขณะซื้อขายหรือส่งมอบ

 

ร่างกฎหมายฉบับนี้จึงกำหนดหลักเกณฑ์เพิ่มเติมเกี่ยวกับลักษณะของความชำรุดบกพร่อง สิทธิและบทสันนิษฐานความชำรุดบกพร่อง โดยให้บังคับกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายสินค้าทั่วไป ทั้งในรูปแบบผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภค (B2C) และผู้ประกอบธุรกิจกับผู้ประกอบธุรกิจ (B2B) รวมถึงสัญญาเช่าซื้อ การจัดไฟแนนซ์ และสัญญาแลกเปลี่ยนสินค้า โดยไม่ใช้บังคับกับสินค้ามือสอง สัตว์มีชีวิต และสินค้าบางประเภทที่กำหนดในกฎกระทรวง

 

สำหรับสาระสำคัญในเรื่องสิทธิและการคุ้มครอง ร่างกฎหมายกำหนดให้หากสินค้าปรากฏความชำรุดบกพร่องภายในระยะเวลาที่กำหนด จะสันนิษฐานไว้ก่อนว่าสินค้านั้นชำรุดตั้งแต่ส่งมอบ (สินค้าทั่วไปและรถจักรยานยนต์ภายใน 6 เดือน, รถยนต์ภายใน 1 ปี) โดยผู้ซื้อสินค้าทั่วไปสามารถขอเปลี่ยนสินค้าได้หากชำรุดในสาระสำคัญ และมีสิทธิเลิกสัญญาหากเปลี่ยนไม่ได้ ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องยนต์ หากพบความชำรุดบกพร่องในสาระสำคัญภายใน 14 วันนับแต่วันรับมอบสินค้า มีสิทธิขอเปลี่ยนสินค้าได้ทันที

 

ในกรณีรถยนต์และรถจักรยานยนต์ มีมาตรการคุ้มครองเฉพาะเพิ่มเติม โดยหากพบความชำรุดบกพร่องที่กระทบต่อความปลอดภัยและไม่สามารถแก้ไขให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ ผู้ซื้อมีสิทธิขอเปลี่ยนรถคันใหม่หรือเลิกสัญญาได้ รวมทั้งกำหนดให้ผู้ขายต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายหรือจัดหาประโยชน์ทดแทนระหว่างการซ่อมแซม ทั้งนี้ ร่างกฎหมายยังเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อสามารถเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติมได้ โดยกำหนดอายุความในสินค้าทั่วไป 1 ปี

 

ส่วนรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้ามีอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่พบความชำรุดบกพร่องหรือวันที่ผู้ขายยอมรับที่จะดำเนินการแก้ไข ซึ่งรัฐบาลภายใต้การนำของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้บริโภคและการสร้างมาตรฐานความรับผิดชอบในการประกอบธุรกิจ เพื่อประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นในระยะยาว

 

ด้าน พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม. มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกระดาษสัมผัสอาหารต้องเป็นไปตามมาตรฐาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ โดยร่างกฎกระทรวงดังกล่าวเป็นการขยายเวลาการใช้บังคับกฎกระทรวงกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกระดาษสัมผัสอาหารต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. 2568 จากเดิมที่จะมีผลใช้บังคับในวันที่ 22 มิถุนายน 2569 แก้ไขเป็นให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2570 เป็นต้นไป (ขยายระยะเวลาออกไปอีก 1 ปี)

 

ทั้งนี้ การขยายระยะเวลาบังคับใช้กฎกระทรวงดังกล่าวจะช่วยป้องกันไม่ให้ธุรกิจขนาดเล็กต้องปิดตัวลง เนื่องจากไม่สามารถปฏิบัติตามกฎกระทรวงได้ทันท่วงที นอกจากนี้ยังช่วยให้ประชาชนไม่ต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากการปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์อย่างกะทันหันในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังปรับตัว และป้องกันการขาดแคลนผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกระดาษสัมผัสอาหารในท้องตลาด

The post ครม. เห็นชอบปรับ กม. เพิ่มข้อกำหนดเปลี่ยนสินค้า-ยกเลิกสัญญาหากสินค้าชำรุด พร้อมขยายเวลาคุมกระดาษสัมผัสอาหารอีก 1 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดผลงาน 4 ปี ส.ก. ทำอะไรเพื่อคนกรุงเทพฯ ? เมื่อปัญหาคนชายขอบถูกละเลย และผลโหวตยังถูกปิดลับ https://thestandard.co/bma-councilors-performance-bangkok/ Tue, 16 Jun 2026 06:34:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1218938 ภาพกราฟิกสรุปผลงาน 4 ปีของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และประเด็นสำคัญในการเลือกตั้ง กทม. 2569

นับถอยหลังอีกไม่ถึง 2 สัปดาห์ก็จะเข้าสู่สมรภูมิการเลือก […]

The post เปิดผลงาน 4 ปี ส.ก. ทำอะไรเพื่อคนกรุงเทพฯ ? เมื่อปัญหาคนชายขอบถูกละเลย และผลโหวตยังถูกปิดลับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกสรุปผลงาน 4 ปีของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และประเด็นสำคัญในการเลือกตั้ง กทม. 2569

นับถอยหลังอีกไม่ถึง 2 สัปดาห์ก็จะเข้าสู่สมรภูมิการเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงการกากบาทเลือกผู้นำเมืองหลวงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเลือกตั้ง สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร หรือ ส.ก. ซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนระดับเขตของคนกรุงเทพฯ อีกด้วย

 

 
 

เพื่อทำความเข้าใจบทบาทของผู้แทนระดับเส้นเลือดฝอย โครงการความร่วมมือระหว่าง WeVis และ The Active ได้ทำการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการดำเนินงานของ ส.ก. ชุดปัจจุบันตลอดระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2565 – 2569) พร้อมมุมมองเชิงวิเคราะห์จาก พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อสำรวจว่าที่ผ่านมาพวกเขาทำอะไร และทิศทางใดที่สภา กทม. ควรปรับปรุง

 

เปิดสถิติ 4 ปี ส.ก. ขับเคลื่อนกลไกสภาอย่างไร?

 

ตามกฎหมาย ส.ก. มีหน้าที่หลัก 4 ประการ ได้แก่ การตรวจสอบฝ่ายบริหาร, การศึกษาและให้ข้อเสนอแนะ, การเสนอและพิจารณาข้อบัญญัติ และการพิจารณางบประมาณ ซึ่งจากการรวบรวมข้อมูลบนเว็บไซต์ของสภา กทม. ตลอด 4 ปี พบสถิติการใช้กลไกต่างๆ ดังนี้

 

  • ตั้งกระทู้ถาม: 130 เรื่อง โดยส่วนใหญ่ ส.ก. มักใช้กลไกนี้เพื่อสะท้อนปัญหาเฉพาะในเขตของตนเอง
  • เสนอญัตติ: 211 เรื่อง ซึ่งมักเป็นประเด็นภาพรวมที่ครอบคลุมทั้ง กทม.
  • การศึกษาและติดตาม: ศึกษาเรื่องในอำนาจ กทม. 386 เรื่อง และเรื่องทั่วไป 35 เรื่อง
  • ด้านข้อบัญญัติและงบประมาณ: มีการศึกษาร่างข้อบัญญัติ 31 ฉบับ และอนุมัติงบประมาณสูงถึงราว 90,000 ล้านบาทต่อปี แต่กลับมีการเสนอร่างข้อบัญญัติใหม่เพียง 14 ฉบับเท่านั้น

 

ต่อประเด็นการเสนอร่างข้อบัญญัติที่ดูน้อย พิชญ์ ให้ความเห็นว่า กทม. มีข้อบัญญัติเดิมรองรับอยู่มาก จึงไม่จำเป็นต้องออกข้อบัญญัติใหม่เสมอไป แต่สิ่งที่สังคมควรตั้งคำถามคือ สภาได้มีการถกเถียงเพื่อแก้ไขข้อจำกัดในข้อบัญญัติเก่ามากน้อยเพียงใด และที่น่าสังเกตที่สุดคือ สภา กทม. ไม่เคยเปิดเผยผลการลงมติให้สาธารณชนรับทราบ ซึ่ง พิชญ์ มองว่าเรื่องนี้ประชาชนควรต้องกดดันให้มีการแก้ไขระเบียบ เพื่อให้คนกรุงเทพฯ ได้รู้ว่า ส.ก. แต่ละคนโหวตอย่างไร

 

10 อันดับวาระฮอต และ เสียงที่หายไป ในสภาเสาชิงช้า

 

จากการแยกประเด็นการหารือรวม 51 ประเด็น พบว่าเรื่องที่ ส.ก. ให้ความสำคัญสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่

 

  • ค่าใช้จ่าย การเงิน งบประมาณ (101 เรื่อง)
  • กิจการภายใน กทม. (99 เรื่อง)
  • มาตรฐานการก่อสร้าง (59 เรื่อง)
  • ขยะมูลฝอย (42 เรื่อง)
  • การระบายน้ำ (39 เรื่อง)
  • กีฬา (38 เรื่อง)
  • รถติด (31 เรื่อง)
  • อุบัติเหตุ (30 เรื่อง)
  • การพัฒนาชุมชน (30 เรื่อง)
  • ที่ดิน (28 เรื่อง)

 

สถิติชี้ให้เห็นว่างานพื้นฐานอย่างงบประมาณ โครงสร้างพื้นฐาน และปัญหาซ้ำซากอย่างรถติดและน้ำท่วม ครองพื้นที่สภาอย่างชัดเจน แต่ในทางกลับกัน ประเด็นเกี่ยวกับกลุ่มคนชายขอบ กลับกลายเป็นพื้นที่สุญญากาศ โดยมีการพูดถึงปัญหาคนไร้บ้านเพียง 3 เรื่อง, คนพิการ 2 เรื่อง และคนจนเมืองเพียง 1 เรื่องเท่านั้น

 

พิชญ์ วิเคราะห์ว่า แม้ กทม. จะดูแลประชากรแฝงจำนวนมากผ่านระบบสาธารณสุข แต่การที่ ส.ก. ไม่นำเรื่องคนชายขอบเข้าสภา สะท้อนให้เห็นว่า ส.ก. มักจะมุ่งให้ความสำคัญเฉพาะกลุ่มผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งตนเองในพื้นที่เป็นหลัก ขาดการมองภาพรวมของเมือง

 

นอกจากนี้ เรื่องสำคัญอย่างการทุจริตคอร์รัปชัน ก็แทบไม่ปรากฏคำว่า ทุจริต หรือ สินบน ในชื่อเรื่องของการประชุมสภาเลย แต่อาจถูกซ่อนไว้ภายใต้การอภิปรายตรวจสอบงบประมาณกว้างๆ แทน

 

ตัวแทนระดับเส้นเลือดฝอย เมื่อ กทม. ไร้กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน

 

บทบาทของ ส.ก. นอกสภากลับมีความผูกพันกับวิถีชีวิตคนเมืองอย่างลึกซึ้ง พิชญ์ อธิบายว่า ส.ก. คือข้อต่อสำคัญระหว่างประชาชนกับระบบราชการ เนื่องจากกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่เมือง 100% จึงไม่มีกำนันหรือผู้ใหญ่บ้าน ส.ก. จึงต้องลงไปทำหน้าที่ดูแลตั้งแต่เรื่องศูนย์เด็กเล็ก ฉีดพ่นยุงลาย สุนัขจรจัด ไปจนถึงการช่วยประสานงานเมื่อมีคนเสียชีวิตที่บ้าน และการเป็นประธานงานศพ

 

อย่างไรก็ตาม บทบาทนี้ก็ไม่ครอบคลุมประชากรทุกกลุ่ม พิชญ์ แบ่งภูมิทัศน์ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเป็นกลุ่มต่างๆ โดยพบว่ากลุ่มบ้านมีรั้วและคอนโดมิเนียม มักไม่ค่อยพึ่งพา ส.ก. เพราะมีนิติบุคคลคอยจัดการให้ ในขณะที่ชุมชนและตลาด-ตึกแถว คือกลุ่มหลักที่ต้องวิ่งหาบริการสาธารณะและต้องพึ่งพา ส.ก. โดยตรง

 

วิกฤตโครงสร้าง ถึงเวลา ส.ก. บัญชีรายชื่อ ?

 

ข้อจำกัดสำคัญประการหนึ่งของ ส.ก. ชุดปัจจุบันคือการต้องทำงานแบบฉายเดี่ยว หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำรัฐประหาร และได้มีการยกเลิกสมาชิกสภาเขต (ส.ข.) ทำให้ข้อต่อสำคัญที่คอยเชื่อมระดับชุมชนหายไป การตรวจสอบผู้อำนวยการเขตจึงอ่อนแอลง

 

นอกจากนี้ การแบ่งเขตเลือกตั้งในปัจจุบันยังทำให้เกิดความลักลั่น โดยกำหนดให้ 1 เขต มี ส.ก. 1 คนเท่ากันทั้งหมด ส่งผลให้เขตขนาดเล็กอย่างพระนคร มีจำนวนผู้แทนเท่ากับเขตที่มีประชากรหนาแน่นมหาศาลอย่างสายไหมหรือหนองจอก

 

เพื่อยกระดับกลไกนี้ พิชญ์ ได้เสนอแนวคิดที่น่าสนใจว่า กทม. อาจต้องพิจารณาระบบตัวแทนใหม่ โดยดึงโมเดลแบบมหานครลอนดอนมาปรับใช้ นั่นคือการจัดให้มีทั้ง ส.ก. ระดับเขต และ ส.ก. บัญชีรายชื่อ (Party-list) เพื่อให้มีคณะทำงานที่สามารถขับเคลื่อนนโยบายภาพรวมของทั้งมหานครไปพร้อมๆ กับการแก้ปัญหาระดับเส้นเลือดฝอย

 

การเลือกตั้ง กทม. ไม่ได้มีแค่การเลือกผู้ว่าฯ ฉะนั้นข้อมูล 4 ปีที่ผ่านมาจึงเป็นเสมือนกระจกสะท้อนให้คนกรุงเทพฯ ได้ตั้งคำถามว่า ตัวแทนที่เรากำลังจะเดินเข้าคูหาไปเลือกในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ คือคนที่ใช่สำหรับการผลักดันเมืองหลวงแห่งนี้ให้เดินหน้าต่อไปแล้วหรือไม่

 

ข้อมูลอ้างอิงจากการรวบรวมและจัดทำโดย WeVis ร่วมกับ The Active (ศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ ไทยพีบีเอส)

The post เปิดผลงาน 4 ปี ส.ก. ทำอะไรเพื่อคนกรุงเทพฯ ? เมื่อปัญหาคนชายขอบถูกละเลย และผลโหวตยังถูกปิดลับ appeared first on THE STANDARD.

]]>