Thailand – THE STANDARD ข่าวออนไลน์เชิงสร้างสรรค์ ข่าวในประเทศ ข่าวจริง https://thestandard.co/category/news/thailand/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 27 May 2026 12:41:36 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ราชพัสตราสู่สากล: แฟชั่น การทูต และความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส บทใหม่ https://thestandard.co/royal-thai-dress-diplomacy-france/ Wed, 27 May 2026 12:32:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1211651 ฉลองพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดแสดงในนิทรรศการ La Mode en Majesté ที่กรุงปารีส

ค่ำคืนหนึ่งปลายเดือนพฤษภาคม กรุงปารีสกำลังเข้าสู่ต้นฤดู […]

The post ราชพัสตราสู่สากล: แฟชั่น การทูต และความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส บทใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฉลองพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดแสดงในนิทรรศการ La Mode en Majesté ที่กรุงปารีส

ค่ำคืนหนึ่งปลายเดือนพฤษภาคม กรุงปารีสกำลังเข้าสู่ต้นฤดูร้อน แสงสีอุ่นสะท้อนผิวหินสีครีมของ Musée des Arts Décoratifs พิพิธภัณฑ์ศิลปะการตกแต่งที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกับพระราชวังลูฟวร์ แขกจากแวดวงการเมือง การทูต ศิลปะ วัฒนธรรม และแฟชั่น ค่อยๆ ทยอยเดินขึ้นบันไดหินขนาดใหญ่เข้าสู่โถงหลัก เบื้องหน้าคือชื่อ La Mode en Majesté ที่ส่องแสงอยู่เหนือศีรษะ

 

 
 

ฉลองพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดแสดงในนิทรรศการ La Mode en Majesté ที่กรุงปารีส 1

 

ภายในห้องจัดแสดง แสงถูกควบคุมให้ตกกระทบฉลองพระองค์ ผ้าไหมไทย และงานหัตถศิลป์แต่ละชิ้นอย่างพอดี ราวกับวัตถุเหล่านี้ไม่ได้ถูกจัดแสดงในฐานะเครื่องแต่งกาย หากเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิต

 

เมื่อสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จขึ้นกล่าวเปิดนิทรรศการ La Mode en Majesté – Royal Thai Dress: From Tradition to Modernity หรือ ‘ราชพัสตราสู่สากล’ ภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการเปิดนิทรรศการแฟชั่นไทยในต่างแดน แต่คือช่วงเวลาที่ราชพัสตราไทยเดินเข้าสู่หนึ่งในเวทีวัฒนธรรมที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก

 

ในเวลาไล่เลี่ยกัน อีกฟากหนึ่งของเมือง ณ Palais de l’Élysée ทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศส นายกรัฐมนตรีไทย อนุทิน ชาญวีรกูล กำลังหารือกับประธานาธิบดี Emmanuel Macron ในอีกชุดภาษาหนึ่ง ตั้งแต่การค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป การลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ไปจนถึงประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค

 

สองเหตุการณ์นี้ดูเผินๆ เหมือนเป็นคนละเรื่อง แต่หากมองให้ลึกขึ้น มันอาจกำลังเล่าเรื่องเดียวกัน นั่นคือประเทศไทยกำลังพยายามนิยามความสัมพันธ์กับฝรั่งเศสใหม่ ผ่านทั้งวัฒนธรรม การทูต และเศรษฐกิจ

 

นิทรรศการที่ไม่ได้เป็นแค่งานแฟชั่น

 

ฉลองพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดแสดงในนิทรรศการ La Mode en Majesté ที่กรุงปารีส 2

 

La Mode en Majesté อาจดูเป็นนิทรรศการเฉลิมฉลองความงามของเครื่องแต่งกายไทยในวาระครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ฝรั่งเศส แต่นั่นคือการอ่านเพียงชั้นแรก เพราะในโลกแฟชั่นระดับสูง ‘สถานที่’ สำคัญไม่แพ้ ‘เนื้อหา’

 

Musée des Arts Décoratifs หรือ MAD ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ธรรมดา หากเป็นหนึ่งในสถาบันด้านศิลปะประยุกต์ การออกแบบ และแฟชั่นที่ทรงอิทธิพลที่สุดของฝรั่งเศส การได้พื้นที่ที่นี่จึงไม่ต่างจากการได้รับตรารับรองเชิงวัฒนธรรมจากโลกแฟชั่นเอง

 

ฉลองพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดแสดงในนิทรรศการ La Mode en Majesté ที่กรุงปารีส 3

 

สรรพสิทธิ์ ฟุ้งเฟื่องเชวง ภัณฑารักษ์อิสระที่ร่วมทำงานในโครงการนี้ เล่าว่า จุดเริ่มต้นของโครงการไม่ได้ใหญ่ขนาดนี้ ในตอนแรก ทางพิพิธภัณฑ์เสนอพื้นที่ดาดฟ้าให้สำหรับการจัดแสดง ซึ่งเพียงแค่นั้นก็ถือเป็นโอกาสสำคัญแล้ว แต่เมื่อทีมฝรั่งเศสได้เห็นเนื้อหา คอลเลกชัน และศักยภาพของเรื่องเล่าจากฝั่งไทย ข้อเสนอค่อยๆ เปลี่ยน จากดาดฟ้าสู่แกลเลอรีหลัก พื้นที่เดียวกับที่แบรนด์ระดับโลกอย่าง Dior Couture เคยใช้จัดนิทรรศการมาแล้ว

 

ฉลองพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดแสดงในนิทรรศการ La Mode en Majesté ที่กรุงปารีส 4

 

จากบทสัมภาษณ์พระราชทานพิเศษ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงเปิดเผยว่า โครงการนี้ใช้เวลาเตรียมงานมากกว่าหนึ่งปี จุดเริ่มต้นมาจากวาระเฉลิมฉลอง 170 ปีความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส และจากความตั้งพระทัยที่จะนำเสนอวัฒนธรรมไทยในรูปแบบที่ชาวฝรั่งเศสสามารถเข้าถึงได้ ไม่หนักเกินไป แต่มีรสนิยมและความลึกทางประวัติศาสตร์

 

แกนสำคัญของนิทรรศการคือฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเฉพาะช่วงเวลาที่พระองค์ทรงร่วมงานกับ Pierre Balmain ดีไซเนอร์ชั้นสูงของฝรั่งเศส และ Maison Lesage โรงปักระดับตำนานของปารีส

 

ฉลองพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดแสดงในนิทรรศการ La Mode en Majesté ที่กรุงปารีส 5

ฉลองพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดแสดงในนิทรรศการ La Mode en Majesté ที่กรุงปารีส 6

ฉลองพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดแสดงในนิทรรศการ La Mode en Majesté ที่กรุงปารีส 7

 

หนึ่งในหมุดหมายสำคัญคือการได้รับพระบรมราชานุญาตให้นำฉลองพระองค์ของสมเด็จพระพันปีหลวงมาจัดแสดงนอกประเทศไทย ซึ่งถือเป็นครั้งแรก พระองค์หญิงตรัสว่า

 

“ต้องไปขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต จากทูลกระหม่อมพ่อซึ่งก็ลุ้นมาก ๆ เพราะนี่คือครั้งแรกที่นำฉลองพระองค์ของสมเด็จย่ามาจัดแสดงนอกประเทศไทย ซึ่งผลออกมาก็ดีใจมาก เมื่อทูลกระหม่อมพ่อพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้สามารถนำฉลองพระองค์ของสมเด็จย่ามาจัดแสดงที่ปารีสได้”

นิทรรศการรวบรวมวัตถุจัดแสดงเกือบ 200 ชิ้น ตั้งแต่ชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ ฉลองพระองค์โดย Balmain และ Lesage ผ้ายก ผ้ามัดหมี่ เครื่องประดับ ภาพถ่ายประวัติศาสตร์ ไปจนถึงผลงานของนักออกแบบไทยร่วมสมัย

 

ผศ.ดร.อนุชา ทรีคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย(องค์การมหาชน) หรือ SACIT หน่วยงานสำคัญที่ร่วมจัดงานนี้ มองว่า จุดสำคัญของนิทรรศการนี้คือการทำให้โลกเห็นว่างานหัตถศิลป์ไทยไม่ใช่เพียงของสวยงามเชิงพื้นบ้าน แต่คือองค์ความรู้ งานฝีมือ และเครื่องมือในการยกระดับงานคราฟต์ไทยจากการเป็นเพียง ‘ของที่ระลึก’ ไปสู่การเป็น ‘ทรัพย์สินทางวัฒนธรรมระดับหรู’

 

ฉลองพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดแสดงในนิทรรศการ La Mode en Majesté ที่กรุงปารีส 8

 

ระหว่างการทำงาน คณะผู้จัดยังพบหลักฐานสำคัญในจดหมายผลลัพธ์เหตุแฟชั่นของฝรั่งเศส ทั้งฉลองพระองค์ของสมเด็จพระพันปีหลวงที่อยู่ในทะเบียนของพิพิธภัณฑ์ MAD และกล่องประวัติศาสตร์ที่ Maison Lesage ซึ่งระบุพระนาม “Queen Sirikit” พร้อมงานปักลายพระราชลัญจกรและรูปช้างอันวิจิตร

 

การค้นพบเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงรายละเอียดเบื้องหลังนิทรรศการ หากเป็นหลักฐานว่าแฟชั่นไทยเคยเข้าไปอยู่ในความทรงจำของสถาบันแฟชั่นฝรั่งเศสมานานแล้ว เพียงแต่วันนี้มันถูกนำกลับมาเล่าใหม่ ด้วยบริบทใหม่ และต่อหน้าผู้ชมรุ่นใหม่

 

ราชินีผู้เปลี่ยนแฟชั่นให้เป็นการทูต

 

หากต้องเข้าใจความหมายที่ลึกกว่าของนิทรรศการนี้ เราต้องย้อนกลับไปยังทศวรรษ 1960 ช่วงเวลาที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เสด็จเยือนยุโรปและสหรัฐอเมริกาเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

 

ในเวลานั้น โลกอยู่ท่ามกลางสงครามเย็น ประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่งกำลังพยายามนิยามตัวเองต่อสายตาตะวันตก ไทยเองยังไม่ได้เป็นประเทศที่โลกเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ภาพจำจำนวนมากยังเป็นภาพของดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ห่างไกล แปลกใหม่ และ exotic มากกว่าจะเป็นประเทศสมัยใหม่ที่มีอารยธรรม วัฒนธรรม และศักยภาพของตนเอง

 

ฉลองพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดแสดงในนิทรรศการ La Mode en Majesté ที่กรุงปารีส 9

 

คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยจะปรากฏตัวต่อโลกอย่างไรให้ดูร่วมสมัย โดยไม่สูญเสียรากเหง้า

 

คำตอบหนึ่งคือแฟชั่น และลึกไปกว่านั้นคือการร่วมงานกับ Pierre Balmain

 

การทำงานกับดีไซเนอร์ haute couture ระดับตำนานของฝรั่งเศสไม่ใช่เพียงการเลือกเสื้อผ้าสวยงาม แต่คือการออกแบบภาษาทางการทูตชุดใหม่ให้กับประเทศไทย

 

โครงสร้างเสื้อผ้าแบบตะวันตกทำให้ภาพลักษณ์ของไทยดูร่วมสมัย ขณะที่ผ้าไทย ผ้าไหม และลวดลายพื้นถิ่น ทำให้ไทยยังคงอัตลักษณ์ของตัวเองไว้อย่างสง่างาม

 

พระองค์ทรงใช้แฟชั่นเป็นเครื่องมือสื่อสารว่า ไทยไม่ใช่เพียงประเทศเล็กในเอเชีย แต่เป็นประเทศที่มีรสนิยม มีประวัติศาสตร์ และสามารถสนทนากับโลกสมัยใหม่ได้อย่างเท่าเทียม

 

ฉลองพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดแสดงในนิทรรศการ La Mode en Majesté ที่กรุงปารีส 10

 

Balmain เคยกล่าวไว้ว่า “A queen’s wardrobe goes with her country’s history.” ตู้เสื้อผ้าของราชินีเดินทางไปพร้อมประวัติศาสตร์ของประเทศ

 

ประโยคนี้อธิบายนิทรรศการที่ปารีสได้อย่างชัดเจน เพราะสิ่งที่ถูกจัดแสดงไม่ใช่แค่เสื้อผ้า แต่คือภาพจำของชาติที่ถูกตัดเย็บขึ้นจากผ้าไหม งานปัก ความทรงจำ และยุทธศาสตร์ทางวัฒนธรรม

 

จากแวร์ซายส์ถึงปารีส ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกว่ามิตรภาพ

 

เมื่อเดินเข้ามาห้องแรกของนิทรรศการ ภาพแรกที่ผู้เข้าชมจะได้เห็นคือวีดิทัศน์ประวัติศาสตร์ตั้งแต่ 340 ปีที่แล้ว ยุคคณะทูตสยามในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเดินทางสู่ราชสำนักพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ณ พระราชวังแวร์ซาย ก่อนที่อีกเกือบ 200 ปีต่อมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) จะทรงลงนามสนธิสัญญาทางไมตรี พาณิชย์ และการเดินเรือกับฝรั่งเศสในปี 1856 เปิดบทใหม่ของการแลกเปลี่ยนระหว่างสองอารยธรรม

 

ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศนี้ไม่ได้เป็นเรื่องราวของมิตรภาพอันราบรื่น หากเป็นประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อน

 

ปี 1686 คณะราชทูตสยามนำโดยออกพระวิสุทธสุนทร หรือที่รู้จักในชื่อโกษาปาน เดินทางไปยังราชสำนักแวร์ซายส์ ภาพขุนนางสยามในเครื่องแต่งกายอันวิจิตรกลายเป็นที่ตื่นตะลึงในสังคมฝรั่งเศส และเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ทางการทูตที่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ยุโรปอย่างชัดเจน

 

ฉลองพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดแสดงในนิทรรศการ La Mode en Majesté ที่กรุงปารีส 11

ฉลองพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดแสดงในนิทรรศการ La Mode en Majesté ที่กรุงปารีส 12

 

แต่ความสัมพันธ์นั้นไม่ได้มีเพียงความชื่นชมทางวัฒนธรรม หากแฝงด้วยผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ สยามต้องการถ่วงดุลอำนาจยุโรป ส่วนฝรั่งเศสต้องการขยายบทบาทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความใกล้ชิดจึงมาพร้อมความหวาดระแวง และจบลงด้วยความปั่นป่วนทางการเมืองในปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์

 

เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 19 ฝรั่งเศสกลับมาในฐานะจักรวรรดิที่ขยายอำนาจในอินโดจีน สยามกลายเป็นรัฐกันชนระหว่างมหาอำนาจอังกฤษและฝรั่งเศส วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 ในปี 1893 กลายเป็นบาดแผลสำคัญในความทรงจำของไทย เมื่อฝรั่งเศสนำเรือรบเข้าสู่ปากแม่น้ำเจ้าพระยาและกดดันให้สยามต้องยอมเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง

 

ฉลองพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดแสดงในนิทรรศการ La Mode en Majesté ที่กรุงปารีส 13

 

จากคณะทูตสยามที่เดินทางไปแวร์ซายส์ สู่ราชพัสตราไทยที่เดินทางกลับมายังปารีส ความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศสจึงไม่ใช่เส้นตรงของมิตรภาพ หากเป็นเรื่องราวของประเทศขนาดกลางที่พยายามหาตำแหน่งของตัวเองท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

 

อีกฟากหนึ่งของปารีส

 

ขณะที่ฟากหนึ่งของปารีส ความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศสกำลังถูกพูดถึงด้วยภาษาของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์

 

การหารือระหว่าง นายกรัฐมนตรีไทยกับ ประธานาธิบดีฝรั่งเศสส่งสัญญาณว่า ความสัมพันธ์ในอนาคตไม่ได้จำกัดอยู่ที่วัฒนธรรม แต่กำลังขยายไปสู่การแข่งขันด้านอุตสาหกรรมขั้นสูง ห่วงโซ่อุปทานใหม่ พลังงานทางเลือก อวกาศและการบิน โครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ และความมั่นคงไซเบอร์

 

ฉลองพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดแสดงในนิทรรศการ La Mode en Majesté ที่กรุงปารีส 14

ฉลองพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดแสดงในนิทรรศการ La Mode en Majesté ที่กรุงปารีส 15

 

ในเวลาเดียวกัน ฝรั่งเศสยังแสดงการสนับสนุนต่อการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป ซึ่งหากสำเร็จ อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่บริษัทข้ามชาติกำลังปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน และมองหาฐานการลงทุนใหม่ในเอเชีย

 

ภาพดังกล่าวชัดขึ้นเมื่อทีมเศรษฐกิจไทยเข้าหารือกับผู้บริหารระดับสูงของ 5 บริษัทชั้นนำของฝรั่งเศส ได้แก่ Airbus, EssilorLuxottica, Imerys, Thales และ IN Groupe

 

รายชื่อเหล่านี้บอกอะไรบางอย่างอย่างชัดเจน ไทยไม่ได้ไปปารีสเพื่อขายภาพของประเทศต้นทุนต่ำ หรือประเทศปลายทางของการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่กำลังพยายามวางตำแหน่งตัวเองใหม่ในฐานะฐานการผลิตขั้นสูง ศูนย์กลางบริการ และหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ของยุโรปในอาเซียน

 

ฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในพันธมิตรเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทยในสหภาพยุโรป ด้วยมูลค่าการค้าราว 1.6 แสนล้านบาทในปี 2568 ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา บริษัทฝรั่งเศสยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในไทยเกือบ 100 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 29,000 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ฝรั่งเศสยังเป็นตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกลอันดับ 5 ของไทย

 

นี่คือจุดที่วัฒนธรรมและเศรษฐกิจมาบรรจบกัน

 

170 ปีถัดไป

 

เช้าวันถัดมา แสงอาทิตย์ส่องลงบน Musée des Arts Décoratifs ผู้เข้าชมเริ่มต่อคิวรอเข้านิทรรศการ ภาพนี้ดูเหมือนฉากธรรมดาของเมืองที่เต็มไปด้วยพิพิธภัณฑ์ แต่สำหรับไทย มันคือภาพที่มีความหมาย

 

ฉลองพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดแสดงในนิทรรศการ La Mode en Majesté ที่กรุงปารีส 16

 

ปารีสครั้งนี้อาจดูเหมือนเพียงสัปดาห์แห่งพิธีการ แต่หากมองให้ลึกลงไป มันคือช่วงเวลาที่ไทยกำลังทดลองใช้ทุกเครื่องมือที่มี ทั้งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม การทูต และเศรษฐกิจ เพื่อกำหนดตำแหน่งของตัวเองใหม่บนเวทีโลก

 

จากโกษาปานสู่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ สู่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ จากแวร์ซายส์สู่ปารีส จากเรือรบสู่ราชพัสตรา และจากแฟชั่นสู่ปัญญาประดิษฐ์ ความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศสกำลังเดินทางเข้าสู่บทใหม่

 

ฉลองพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดแสดงในนิทรรศการ La Mode en Majesté ที่กรุงปารีส 17

 

“นิทรรศการนี้ไม่ได้โชว์แค่ความงามของฉลองพระองค์ แต่โชว์องค์ความรู้เบื้องหลังทั้งหมด ตั้งแต่วัตถุดิบ งานฝีมือ ไปจนถึงความยากของการสร้างสรรค์ผ้าหนึ่งผืน” สรรพสิทธิ์ ภัณฑารักษ์อิสระที่ร่วมโครงการกล่าว

 

“ความหวังคือให้โลกเห็นว่านี่ไม่ใช่แค่ความงามทางวัฒนธรรม แต่คือทุนทางปัญญาและงานฝีมือที่สามารถต่อยอดไปสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนได้”

 

ในโลกที่ห่วงโซ่อุปทานกำลังเปลี่ยนเส้นทาง ภูมิรัฐศาสตร์กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าการค้าโลก และการแข่งขันดึงดูดเงินทุนรุนแรงขึ้นทุกวัน ความสัมพันธ์ทางการทูตที่ดีเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น

 

คำถามสำคัญคือ ไทยจะเปลี่ยนโมเมนตัมครั้งนี้ให้กลายเป็นการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และขีดความสามารถทางการแข่งขันระยะยาวได้จริงอย่างไร

 

The post ราชพัสตราสู่สากล: แฟชั่น การทูต และความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส บทใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงยุติธรรมกางข้อกฎหมายเอกสิทธิ์ สส. จับตาที่ประชุมสภา 28 พ.ค. โหวตชี้ขาดส่งตัว ‘ชนนพัฒฐ์’ ให้ DSI สอบคดีอาชญากรรมข้ามชาติ https://thestandard.co/mp-chonnanpat-dsi-vote-crime/ Wed, 27 May 2026 12:10:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1211606 ภาพประกอบข่าว ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

วันนี้ (27 พฤษภาคม) จากกรณีที่ พ.ต.ต. ยุทธนา แพรดำ อธิบ […]

The post กระทรวงยุติธรรมกางข้อกฎหมายเอกสิทธิ์ สส. จับตาที่ประชุมสภา 28 พ.ค. โหวตชี้ขาดส่งตัว ‘ชนนพัฒฐ์’ ให้ DSI สอบคดีอาชญากรรมข้ามชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าว ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

วันนี้ (27 พฤษภาคม) จากกรณีที่ พ.ต.ต. ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ทำหนังสือส่งถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขออนุญาตตามมาตรา 125 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในการออกหมายเรียก ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดสงขลา มารับทราบข้อกล่าวหาและทำการสอบสวนปากคำตามข้อสั่งการของอัยการสูงสุด

 

ซึ่งสืบเนื่องมาจากการขยายผลในคดีพิเศษที่ 150/2568 (เดิมคือคดีพิเศษที่ 5/2566) กรณีกลุ่มบุคคลมีพฤติการณ์จัดให้มีการเล่นการพนันอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ได้รับอนุญาต และต่อมาพบหลักฐานว่าเป็นความผิดที่กระทำลงนอกราชอาณาจักร (ตั้งฐานปฏิบัติการในประเทศเพื่อนบ้าน)

 

อัยการสูงสุดจึงได้มอบหมายให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมในฐานความผิดร่วมกันเป็นอั้งยี่ และร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ นั้น

 

มีรายงานข่าวจากกระทรวงยุติธรรมได้ออกมาชี้แจงถึงความคืบหน้าและขั้นตอนทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยระบุว่า วาระการพิจารณาอนุญาตให้ DSI เรียกตัวชนนพัฒฐ์เข้ารับทราบข้อกล่าวหานั้น ได้ถูกบรรจุเป็นเรื่องด่วน ในระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนดังกล่าวถือเป็นกระบวนการปกติทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ

 

เนื่องจาก สส. ได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครองในระหว่างสมัยประชุมสภา เพื่อป้องกันผลกระทบต่อการพิจารณากฎหมายสำคัญที่ต้องอาศัยเสียงลงมติของสมาชิกรัฐสภา การที่พนักงานสอบสวนต้องปฏิบัติตามขั้นตอนนี้ จึงมิได้หมายความว่าผู้ถูกกล่าวหามีเจตนาประวิงเวลาหรือดื้อดึงที่จะไม่เข้าพบพนักงานสอบสวนแต่อย่างใด

 

รายงานข่าวยังได้อธิบายถึงแนวทางการดำเนินการภายหลังการลงมติของสภาผู้แทนราษฎรในวันพรุ่งนี้ โดยแบ่งออกเป็น 2 แนวทาง ดังนี้

 

  • กรณีที่สภาฯ มีมติเห็นชอบ: คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะดำเนินการประสานนัดหมายกับชนนพัฒฐ์ เพื่อกำหนดวันเวลาในการเข้ารับทราบข้อกล่าวหา เมื่อผู้ถูกกล่าวหาเดินทางมาปรากฏตัวต่อหน้าพนักงานสอบสวน จะไม่มีเหตุให้ต้องควบคุมตัว โดยพนักงานสอบสวนจะแจ้งข้อกล่าวหา สอบสวนปากคำ รับฟังคำชี้แจง และสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการคดีพิเศษต่อไป
  • กรณีที่สภาฯ มีมติไม่เห็นชอบ: พนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะต้องรอจนกว่าจะสิ้นสุดสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่ 1 (วันที่ 11 กรกฎาคม 2569) ซึ่งเอกสิทธิ์คุ้มครอง สส. จะสิ้นสุดลง จึงจะสามารถออกหมายเรียกผู้ถูกกล่าวหามารับทราบข้อกล่าวหาได้ตามปกติ ทั้งนี้ หากระหว่างนั้นพบพฤติการณ์ว่าผู้ถูกกล่าวหาเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือมีเจตนาหลบหนี พนักงานสอบสวนก็สามารถรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับได้ทันที

 

สำหรับคดีพิเศษที่ 150/2568 กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ DSI พบว่ามีผู้ต้องหารวมทั้งสิ้น 27 ราย โดยมีพฤติการณ์ร่วมกันเป็นนายทุนและดำเนินกิจการเครือข่ายเว็บไซต์พนันออนไลน์ พร้อมนำทรัพย์สินเข้าสู่กระบวนการฟอกเงินผ่านบัญชีม้า คณะพนักงานสอบสวนได้สรุปสำนวนส่งอัยการสูงสุดไปแล้วเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ในความผิดฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนัน ร่วมกันฟอกเงิน อั้งยี่ และองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ

 

ปัจจุบันเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาได้แล้ว 1 ราย (แอดมินเว็บพนัน) อยู่ระหว่างหลบหนีหมายจับ 25 ราย และอีก 1 ราย คือ ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ซึ่งอยู่ภายใต้เอกสิทธิ์คุ้มครอง สส. ทำให้ทุกฝ่ายต้องจับตาผลการลงมติของสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 28 พฤษภาคมนี้ ว่าจะมีทิศทางเป็นเช่นไรในการเปิดทางให้กระบวนการยุติธรรมเดินหน้าต่อไป

The post กระทรวงยุติธรรมกางข้อกฎหมายเอกสิทธิ์ สส. จับตาที่ประชุมสภา 28 พ.ค. โหวตชี้ขาดส่งตัว ‘ชนนพัฒฐ์’ ให้ DSI สอบคดีอาชญากรรมข้ามชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดสมุดพกประเมินต้านโกง กทม. 4 ปี ‘ชัชชาติ’ ได้ 8 เต็ม 10 รื้อระบบเก่าได้ แต่ยังพ่ายส่วย-อุปถัมภ์ https://thestandard.co/chadchart-act-anti-corruption-evaluation/ Wed, 27 May 2026 12:02:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1211601 ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. พร้อมสมุดพกประเมินผลงานต้านโกง

ย้อนกลับไปวันแรกที่ชัชชาติชนะการเลือกตั้ง ท่าทีแรกที่สะ […]

The post เปิดสมุดพกประเมินต้านโกง กทม. 4 ปี ‘ชัชชาติ’ ได้ 8 เต็ม 10 รื้อระบบเก่าได้ แต่ยังพ่ายส่วย-อุปถัมภ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. พร้อมสมุดพกประเมินผลงานต้านโกง

ย้อนกลับไปวันแรกที่ชัชชาติชนะการเลือกตั้ง ท่าทีแรกที่สะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักรู้ในปัญหาคอร์รัปชัน คือการนำคณะผู้บริหารเดินทางไปที่องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ทันที เพื่อแลกเปลี่ยนและขอคำแนะนำว่า กทม. ควรมีวิธีการแก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างไร มีเรื่องใดเป็นเรื่องร้อน เรื่องด่วน และเรื่องที่จำเป็นต้องเอาชนะให้ได้

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

ซึ่งทาง ACT ได้ให้ข้อคิดเห็นและฝากข้อเรียกร้องทั้งหมด 5 ข้อ ประกอบด้วย กำหนดนโยบาย No Gift Policy โดยห้ามข้าราชการและผู้บริหาร กทม. ทุกระดับรับของขวัญหรือของกำนัลทุกชนิด , ประกาศไม่รับค่าคอมมิชชันยา โดยให้โรงพยาบาลในสังกัด กทม. ทั้งหมดให้สัตยาบันปฏิเสธเงินกินเปล่าจากบริษัทจัดจำหน่ายเวชภัณฑ์, ฟื้นโครงการใบอนุญาตยิ้ม เพื่อปรับระบบการขออนุญาตก่อสร้างและต่อเติมบ้านให้ผ่านระบบออนไลน์ ช่วยลดดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่และตัดวงจรการเรียกรับสินบน

 

, ผลักดันบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด เข้าแนวร่วม CAC รวมถึงการกำหนดให้คู่ค้ารายใหญ่ของบริษัทที่เป็นแขนขาการลงทุนของ กทม. ต้องเข้าร่วมแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันด้วย และ สร้างเมืองต้นแบบความโปร่งใสร่วมกับประชาชน บรรจุหลักสูตรต้านโกงในโรงเรียนสังกัด กทม. และเปิดช่องทางให้ประชาชนร่วมแจ้งเบาะแสทุจริตอย่างปลอดภัยผ่านระบบเทคโนโลยี

 

ซึ่ง 5 ข้อนี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่อาจารย์มานะนำมาใช้เป็นเกณฑ์ในการตรวจการบ้านชัชชาติในวันนี้

 

สอบผ่านผู้นำไร้รอยด่างพร้อย แต่สอบตกคอร์รัปชันระดับท้องถิ่น

 

ตลอดระยะเวลาการทำงาน ทางคณะผู้บริหารของ กทม. ได้เข้ามาอัปเดตความคืบหน้าให้ ACT ฟังเป็นระยะ สิ่งที่ค้นพบและถือเป็นความสำเร็จในระดับนโยบายคือ ไม่มีข่าวการคอร์รัปชันโดยตัวผู้ว่าฯ กทม. คณะผู้บริหาร หรือทีมงานบุคลากรระดับบน

 

อย่างไรก็ตาม หากมองลึกลงไปในระดับปฏิบัติการ ปัญหาคอร์รัปชันใน กทม. ยังคงมีลักษณะคล้ายคลึงกับอดีต ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมของนักการเมืองท้องถิ่น สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) หรือการทุจริตของเจ้าหน้าที่ตามเขตและสำนักงานต่างๆ

 

“เรายังพบว่าการทุจริตตามเขตต่างๆ ยังมีอยู่ ซึ่งจุดนี้เป็นเรื่องที่ท่านผู้ว่าฯ ต้องรับผิดชอบ ที่ยังไม่สามารถบริหารจัดการหรือแก้ไขปัญหาในระดับนี้ให้หมดไปได้” อาจารย์มานะ สะท้อน

 

8 เต็ม 10 คะแนน ความพยายามนำ ‘ระบบใหม่’ ครอบ ‘ระบบเก่า’

 

เมื่อถามถึงคะแนนภาพรวมตลอด 4 ปี ACT ให้คะแนนการทำงานด้านการต่อต้านคอร์รัปชันในยุคของชัชชาติไว้ที่ 8 เต็ม 10 คะแนน เหตุผลสำคัญเบื้องหลังคะแนนที่ค่อนข้างสูงนี้ ไม่ใช่เพราะ กทม. ไร้ซึ่งการทุจริต แต่เป็นเพราะ ACT มองเห็นความมุ่งมั่นตั้งใจ ในการผลักดันกลไกใหม่ๆ เข้ามาแก้ไขปัญหาที่ยากและต้องใช้เวลา

 

“ท่านมีความพยายามที่จะผลักดันกลไกใหม่ๆ ไปครอบระบบเก่าที่มันถูกจำกัดด้วยกฎหมาย และวัฒนธรรมการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ กทม. แม้ส่วนใหญ่จะยังมีความมุ่งมั่นเสมอต้นเสมอปลาย แต่หลายๆ อย่างก็ยังไม่สามารถเอาชนะได้ ซึ่งตรงนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญให้กับคนที่เสนอตัวมารับการเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ คนใหม่”อาจารย์มานะ กล่าว

 

อุปสรรคสำคัญอย่างข้อจำกัดด้านกฎระเบียบของ กทม. เอง กฎหมายของกระทรวงมหาดไทย การขออนุญาตก่อสร้างอาคารที่ซับซ้อน หรือแม้แต่จำนวนข้าราชการและลูกจ้าง กทม. ที่มีมากถึงกว่า 90,000 คน ต้องไม่ถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้าง ว่าไม่สามารถควบคุมคนได้ หรือมองไม่เห็นปัญหาที่ถูกปกปิดไว้ คนที่อาสาเข้ามาทำงานการเมืองต้องทราบข้อจำกัดเหล่านี้ดีอยู่แล้ว

 

Traffy Fondue และ อาสาสมัคร อาวุธใหม่ที่สร้างแรงกระเพื่อม

 

หนึ่งในผลงานที่ประธาน ACT มองว่าว้าว และสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเป็นรูปธรรม คือการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการให้บริการประชาชน ผ่านระบบ Traffy Fondue และ BMA OSS ระบบเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับคนกรุงเทพฯ แต่ยังเป็นแบบอย่างให้กับผู้นำทั่วประเทศ เพราะไม่ใช่แค่ช่องทางรับฟังเสียงประชาชน แต่เป็นเครื่องมือประสานงานที่มีการบันทึกประวัติ ทำให้สามารถตรวจสอบแทรกย้อนหลังได้ว่า ปัญหาของประชาชนเกิดจากหน่วยงานใด ละเลย เชื่องช้า หรือมีการคอร์รัปชันเกิดขึ้นหรือไม่

 

นอกจากนี้ การดึงอาสาสมัคร จำนวนมากเข้ามามีส่วนร่วม ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด “คนๆ เดียวคิด คนๆ เดียวทำ ไม่มีทางเก่งอย่างรอบด้าน การที่มีคนจำนวนมากเข้ามาช่วยคิดช่วยทำเพื่อพัฒนากรุงเทพฯ เป็นเรื่องที่ดีมาก สะท้อนให้เห็นว่าท่านใส่ใจเรื่องการสร้างการมีส่วนร่วม”

 

แผลลึกฝังราก เครื่องออกกำลังกาย ส่วย และการรีดไถ

 

แม้จะมีความก้าวหน้าเชิงเทคโนโลยี แต่ตลอด 4 ปี กทม. ก็ไม่อาจหลีกหนีรอยแผลเรื่องคอร์รัปชันที่ปรากฏให้เห็นตามหน้าสื่อ ทั้งประเด็นความไม่โปร่งใสในการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย ไปจนถึงพฤติกรรมการเรียกรับผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่

 

อาจารย์มานะฉายภาพแผลฝังลึกเหล่านี้ว่า พฤติกรรมคอร์รัปชันโดยรวมยังเหมือนเดิมก่อนที่ชัชชาติจะเข้ามาทำงาน เช่น การขอใช้ที่สาธารณะหรือบริเวณรอบห้างสรรพสินค้าเพื่อทำตลาดนัด ทั้งที่พื้นที่เหล่านั้นมีไว้เพื่อความปลอดภัยยามเกิดเหตุฉุกเฉิน

 

“คอร์รัปชันในการจัดซื้อจัดจ้างยังมีอยู่กระจัดกระจายตามเขตต่างๆ เรายังได้ยินว่าเจ้าหน้าที่เรียกรับผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นนายช่างโยธา การอนุญาตก่อสร้างอาคาร หรืองานจัดเก็บรายได้และภาษี ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก รูปแบบพฤติกรรมไม่ได้แตกต่างจากเดิม และเรายังไม่สามารถเอาชนะสิ่งเหล่านี้ได้”

 

ปรากฏการณ์งบเหลือ 5 พันล้าน และหลัก 3 จริง

 

อย่างไรก็ตาม ข่าวการจัดเก็บรายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้น จน กทม. มีงบประมาณเหลือกว่า 5 พันล้านบาท ถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ ACT วิเคราะห์ว่าเม็ดเงินที่เหลือนี้มาจาก 2 ทาง คือ ฝ่ายรายได้ที่จัดเก็บได้มากขึ้น และฝ่ายรายจ่ายที่ประหยัดได้จากการประมูลงานและจัดซื้อจัดจ้างที่ลดการคอร์รัปชันลง

 

อาจารย์มานะกล่าวว่าความสำเร็จนี้เกิดขึ้นจากสิ่งที่เรียกว่า ระบบ 3 จริง

 

  • เปิดเผยข้อมูลจริง: แม้กฎหมายจะบังคับให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องเปิดเผยข้อมูลอยู่แล้ว แต่เมื่อผู้บริหารลงมือทำอย่างจริงจัง ประชาชนตรวจสอบได้ “อะไรที่สว่าง อะไรที่คนเข้าไปตรวจ คนโกงจะโกงยากขึ้น”
  • ตรวจสอบจริง: มีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดว่าการใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ของ กทม. ต้องได้ประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ
  • ลงโทษจริง: กทม. ได้ดำเนินคดีกับข้าราชการและลูกจ้างที่กระทำผิดหลายรายในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง

 

ทุบหม้อข้าวส่วยอุปถัมภ์ รื้อ ‘ระบบนิเวศคอร์รัปชัน’

 

เมื่อบทสนทนาดำเนินมาถึงประเด็นคำว่าส่วย และ ระบบอุปถัมภ์ ที่ฝังรากลึกในสังคมไทย ACT มีมุมมองว่า “เราจะบอกคนรุ่นใหม่ว่ามันเป็นเรื่องปกติไม่ได้เด็ดขาด”

 

ประเทศไทยกำลังเตรียมตัวเข้าเป็นสมาชิก OECD (องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา) ซึ่งเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจและศักดิ์ศรีของประเทศ แต่จะสำเร็จอย่างสง่างามได้ ไทยต้องเอาชนะปัญหาคอร์รัปชันให้ได้ การเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม และการบริหารงานภาครัฐ ล้วนต้องมีธรรมาภิบาลเป็นรากฐาน

 

ปัญหาของข้าราชการ กทม. คือความคุ้นเคยที่สะสมมานานนับสิบปี โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุราชการนานๆ จะรู้กันดีว่าตำแหน่งไหน ‘กิน’ อะไรได้บ้าง ตำแหน่งไหนได้ผลประโยชน์เท่าไร และต้องส่งส่วยให้ใคร

 

“ถ้าเราหยุดปัญหาเชิงโครงสร้างตรงนี้ได้ ถ้าทุกคนรู้ว่าไม่ต้องส่งส่วยให้กับเบื้องบน ไม่ว่าระดับไหน ข้าราชการก็จะมีความทุกข์น้อยลง ดิ้นรนหาเงินน้อยลง โดยเฉพาะเงินส่วย เมื่อเจ้านายไม่เรียกรับ จำนวนเงินที่ต้องหามาก็ลดลง เขาจะมีความสุขมากขึ้นและโกงน้อยลง”

 

นอกจากนี้อาจารย์มานะ ยังขยายความถึงคำว่า ระบบนิเวศที่ต่อต้านการทุจริต ว่า ข้าราชการไม่ได้ทำงานอยู่โดดๆ แต่เกี่ยวพันกับความต้องการของประชาชน นักธุรกิจ และปัจจัยซัพพลายเชน หากการจัดซื้อจัดจ้าง เช่น เครื่องออกกำลังกาย มีราคาแพงระดับมหาเศรษฐีใช้ หรือหากเจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจตามกฎหมายแบบตึงเป๊ะจนขาดความยืดหยุ่น ประชาชนก็เข้าถึงบริการยาก นำไปสู่การวิ่งเต้น

 

ที่สำคัญคือวัฒนธรรมการเอาใจนาย หากข้าราชการผู้ใหญ่ยังชินกับการรับของขวัญช่วงปีใหม่ สงกรานต์ วันเกิด หรือการเอารถหลวงมาใช้งานส่วนตัว ระบบเส้นสายก็จะยังคงอยู่ และข้าราชการน้ำดีที่ตั้งใจทำงานเพื่อประชาชนก็จะหมดโอกาสและเบื่อหน่ายไปในที่สุด

 

การบ้านถึง ‘ผู้ว่าฯ คนใหม่’ และพลังของทุกคะแนนเสียง

 

สำหรับสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่กำลังจะมาถึงอาจารย์มานะคาดหวังนโยบายปราบโกงที่จับต้องได้ โดยเฉพาะการเดินหน้าเรื่องเทคโนโลยี การเปิดเผยข้อมูลการใช้งบประมาณและอำนาจรัฐ รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมกำหนดงบประมาณและการพัฒนาเมือง

 

และเพื่อให้ได้คะแนนการประเมินจาก ACT 10 เต็ม 10 ผู้ว่าฯ คนใหม่ต้องมีความมุ่งมั่นและเข้าถึงธรรมชาติของบุคลากร กทม. เพื่อหาทางป้องกันไม่ให้คนนอกเข้ามาวิ่งเต้น และต้องใช้งบประมาณอย่างมีสติปัญญาใช้เท่าไรแล้วประชาชนมีความสุขมากขึ้น อันนั้นคือภารกิจที่ผู้ว่าฯ กทม. ต้องทำให้ได้

 

ในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ได้ฝากข้อคิดถึงคนกรุงเทพฯ และว่าที่ผู้ว่าฯ คนใหม่

 

“การเลือกตั้งมีความสำคัญมาก สิทธิของประชาชนสามารถพลิกชีวิตเมืองได้มหาศาล คุณอาจได้คนที่มีความมุ่งมั่น หรืออาจได้คนที่ผูกติดกับผลประโยชน์พรรคพวก ซึ่งถ้าเป็นอย่างหลัง ถือเป็นความผิดพลาดของเราเองที่ไปลงคะแนนให้เขา

 

ดังนั้น ทุกเสียงที่ออกไปโหวต หากมีจำนวนมากเท่าไร มันจะเป็นภาระที่กดทับบนหลังของคนที่ชนะการเลือกตั้ง เขาจะได้ตระหนักว่าเขาได้รับการสนับสนุนจากประชาชน และเตือนตัวเองตลอดเวลาว่าต้องทำงานอย่างซื่อสัตย์ ไม่คดโกง”

 

พร้อมทิ้งท้าว่า ไม่ว่าใครจะชนะการเลือกตั้ง หากต้องการแลกเปลี่ยนวิธีการหรือกลยุทธ์ในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) พร้อมต้อนรับเสมอ

The post เปิดสมุดพกประเมินต้านโกง กทม. 4 ปี ‘ชัชชาติ’ ได้ 8 เต็ม 10 รื้อระบบเก่าได้ แต่ยังพ่ายส่วย-อุปถัมภ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐมนตรีฝ่ายกิจการอินโด-แปซิฟิกอังกฤษเยือนไทย ผลักดันความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ https://thestandard.co/uk-thailand-strategic-partnership/ Wed, 27 May 2026 08:40:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1211508 ซีมา มัลโฮตรา รัฐมนตรีอังกฤษ หารือกับเจ้าหน้าที่ไทย

สหราชอาณาจักรกระชับความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อันยาว […]

The post รัฐมนตรีฝ่ายกิจการอินโด-แปซิฟิกอังกฤษเยือนไทย ผลักดันความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีมา มัลโฮตรา รัฐมนตรีอังกฤษ หารือกับเจ้าหน้าที่ไทย

สหราชอาณาจักรกระชับความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อันยาวนานกับประเทศไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในโอกาสที่ ซีมา มัลโฮตรา รัฐมนตรีฝ่ายกิจการอินโด-แปซิฟิก กระทรวงการต่างประเทศและการพัฒนาของสหราชอาณาจักร เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในสัปดาห์นี้

 

รัฐมนตรีมัลโฮตราเยือนประเทศไทยระหว่างวันที่ 25 ถึง 26 พฤษภาคม 2569 เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ สภาพภูมิอากาศและพลังงาน ความมั่นคง สุขภาพ เทคโนโลยี และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน โดยเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของสหราชอาณาจักรต่อประเทศไทยในฐานะหุ้นส่วนสำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอาเซียน

 

โดยหัวใจสำคัญของการเยือนในครั้งนี้ รัฐมนตรีได้ร่วมเป็นประธานการประชุมหารือเชิงยุทธศาสตร์สหราชอาณาจักร–ไทย ครั้งที่ 6 กับ วิชาวัฒน์ อิศรภักดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ในการหารือนี้ได้ทบทวนถึงความคืบหน้าภายใต้แผนงานหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย–สหราชอาณาจักร ปี 2567 ‘UK–Thailand Strategic Partnership Roadmap – GOV.UK’ และมุ่งเน้นลำดับความสำคัญสำหรับความร่วมมือในระยะต่อไป ประเด็นที่หารือรวมถึงการค้าและการลงทุน สภาพภูมิอากาศและพลังงาน ตลอดจนการดำเนินการร่วมกันต่อต้านการลักลอบขนกัญชาและศูนย์หลอกลวง

 

สหราชอาณาจักรยืนยันความมุ่งมั่นต่อแผนงานและเน้นย้ำการเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านการค้าเสรีและการเพิ่มขึ้นของการลงทุน มูลค่าการค้าโดยรวมระหว่างสหราชอาณาจักรกับไทยอยู่ที่ 7.9 พันล้านปอนด์ต่อปี ซึ่งสนับสนุนการจ้างงานหลายพันตำแหน่งในทั้งสองประเทศ

 

ดิจิทัล วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เป็นสาขาสำคัญที่มีการเติบโตสูง ก่อนสัปดาห์เทคโนโลยีลอนดอน (8 – 12 มิถุนายน) รัฐมนตรีมัลโฮตราได้พบกับผู้นำด้านเงินร่วมลงทุนของไทย เพื่อเน้นย้ำจุดแข็งของสหราชอาณาจักรในฐานะศูนย์กลางนวัตกรรมระดับโลก และหารือโอกาสความร่วมมือระหว่างสหราชอาณาจักรกับไทยในด้านปัญญาประดิษฐ์หรือ AI และด้านการลงทุน

 

รัฐมนตรีมัลโฮตราได้กล่าวกับผู้แทนอุตสาหกรรมที่เข้าร่วมประชุมว่า “AI ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นของ ‘ภาคเทคโนโลยี’ อีกต่อไป” แต่เป็น “ประเด็นทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์สำหรับทุกประเทศ” พร้อมเสริมว่าสหราชอาณาจักรพร้อมที่จะเป็นพันธมิตรกับประเทศไทยในการแบ่งปันขีดความสามารถและความเชี่ยวชาญด้าน AI”

 

สหราชอาณาจักรและไทยยังตกลงที่จะต่อยอดความร่วมมือด้านการค้าในกรอบ Enhanced Trade Partnership รวมถึงความคืบหน้าในการเสริมสร้างความร่วมมือด้านกฎระเบียบในสาขาที่มีความสำคัญ เช่น อุปกรณ์ทางการแพทย์และพลังงานหมุนเวียน

 

โอกาสนี้รัฐมนตรีมัลโฮตรายังได้เยี่ยมชมเครือข่ายห้องปฏิบัติการสาธารณสุขระดับภูมิภาค เพื่อดูว่าความร่วมมือด้านความมั่นคงทางสุขภาพอาเซียน–สหราชอาณาจักร กำลังเสริมสร้างความพร้อมของภูมิภาคในการรับมือกับภัยคุกคามด้านสุขภาพในอนาคตอย่างไร

 

ในฐานะที่มีบทบาทเพิ่มเติมซึ่งเป็นรัฐมนตรีด้านความเท่าเทียม รัฐมนตรีมัลโฮตราได้พบกับสมาชิกรัฐสภาสตรีของไทยและเป็นเจ้าภาพจัดรายการพอดแคสต์ Women in Power ของ UN Women เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการส่งเสริมการมีส่วนร่วมและความเป็นผู้นำทางการเมืองของผู้หญิง ตอกย้ำความมุ่งมั่นของสหราชอาณาจักรต่อการบริหารที่ครอบคลุมและความเป็นหุ้นส่วนที่ตั้งอยู่บนคุณค่าในภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก

 

ภายหลังจากการเจรจา รัฐมนตรีมัลโฮตรากล่าวว่า “เห็นได้อย่างชัดเจนกว่าเคยว่าทั้งสหราชอาณาจักรและไทยต้องเผชิญกับความท้าทายระดับโลกเดียวกัน ตั้งแต่การหยุดชะงักของการค้าบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว

 

ในโลกปัจจุบัน ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจไม่สามารถแยกออกจากความมั่นคงได้อีกต่อไป นั่นคือเหตุผลที่เราทำงานร่วมกันเพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุน พัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและพลังงานสะอาด และปกป้องประชาชนของเราจากการฉ้อโกงทางออนไลน์”

 

สหราชอาณาจักรยินดีต่อข้อตกลงในการจัดการประชุมหารือด้านความมั่นคงไทย–สหราชอาณาจักรครั้งต่อไป เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคง ปกป้องผลประโยชน์ร่วมกัน และยึดมั่นในค่านิยมที่มีร่วมกัน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมโลกและภูมิภาคที่มีความโกลาหลเพิ่มมากขึ้น

 

การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังเสร็จสิ้นการเฉลิมฉลองครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสหราชอาณาจักรและไทย ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นร่วมกันเพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนที่แข็งแกร่งและมุ่งสู่อนาคตยิ่งขึ้น

 

ภาพ: สถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย

The post รัฐมนตรีฝ่ายกิจการอินโด-แปซิฟิกอังกฤษเยือนไทย ผลักดันความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทีมกู้ภัยไทย-ต่างชาติ เร่งช่วย 7 ชาวบ้านติดในถ้ำเหมือง สปป.ลาว กว่า 1 สัปดาห์ หลังสำรวจทองเจอน้ำป่าทะลัก https://thestandard.co/thai-laos-cave-mine-rescue/ Wed, 27 May 2026 07:30:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1211487 ทีมกู้ภัยไทยและต่างชาติกำลังปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยในถ้ำเหมือง สปป.ลาว

ทีมกู้ภัยไทยและ สปป.ลาว พร้อมด้วยทีมนักประดาน้ำถ้ำทั้งช […]

The post ทีมกู้ภัยไทย-ต่างชาติ เร่งช่วย 7 ชาวบ้านติดในถ้ำเหมือง สปป.ลาว กว่า 1 สัปดาห์ หลังสำรวจทองเจอน้ำป่าทะลัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทีมกู้ภัยไทยและต่างชาติกำลังปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยในถ้ำเหมือง สปป.ลาว

ทีมกู้ภัยไทยและ สปป.ลาว พร้อมด้วยทีมนักประดาน้ำถ้ำทั้งชาวไทยและต่างชาติที่เคยปฏิบัติภารกิจถ้ำหลวง เร่งทำงานแข่งกับเวลาเพื่อช่วยชีวิตชาวลาว 7 คน ที่ประสบเหตุติดอยู่ภายในถ้ำเหมือง ในเมืองล่องแจ้ง แขวงไชยสมบูรณ์ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ดูภาพข่าว ▼ 

โดยข้อมูลจากคลิปวิดีโอที่มีการเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดียระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นหลังบริษัททุนจีน ว่าจ้างชาวบ้านประมาณ 10 คน เข้าไปสำรวจพื้นที่หาแร่ทองคำภายในถ้ำ แต่เกิดฝนตกหนักและน้ำป่าไหลเข้าท่วม ซึ่งคนงาน 3 คน หนีออกมาได้ทัน แต่อีก 7 คน ยังติดอยู่ภายในถ้ำ

 

ทีมเจ้าหน้าที่กู้ภัยและอาสาสมัครของไทยจากหลายหน่วยงาน รวม 26 คน ได้รับหนังสือประสานงานขอความช่วยเหลือจากทางการ สปป.ลาว เพื่อเข้าร่วมภารกิจค้นหาและช่วยเหลือครั้งนี้

 

ขณะที่การช่วยเหลือเป็นไปอย่างลำบากท่ามกลางสภาพอากาศเลวร้าย โดยมีฝนตกซ้ำ ทำให้น้ำไหลกลับเข้าถ้ำเพิ่ม อีกทั้งสภาพพื้นที่ภายในถ้ำมีหลายจุดที่ค่อนข้างแคบ ซึ่งจุดที่กว้างที่สุดมีขนาดเพียง 50 เซนติเมตร และมีโถงถ้ำบางจุดที่น้ำท่วมมิดเพดาน โดยเจ้าหน้าที่ต้องขนอุปกรณ์เครื่องสูบน้ำ ถังอากาศ สายไฟ ผ่านทางแคบทีละชิ้น

 

อย่างไรก็ตาม ทางด้านลาวโทรคมได้ให้การสนับสนุนอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โดยส่งเจ้าหน้าที่ลากสายสัญญาณขึ้นภูเขามายังบริเวณหน้าถ้ำ ก่อนที่ทีมกู้ภัยจะทำการติดตั้งระบบสัญญาณอินเทอร์เน็ต โดยวางสาย LAN เข้าไปภายในถ้ำ เพื่อใช้ส่งภาพและวิดีโอจากจุดปฏิบัติงาน ช่วยให้การประสานงานของทีมกู้ภัยเป็นไปแบบเรียลไทม์และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

ทั้งนี้ ปฏิบัติการช่วยเหลือเมื่อคืนที่ผ่านมา (26 พฤษภาคม) พบว่ามีฝนตกหนักทำให้น้ำไหลกลับเข้าพื้นที่ปฏิบัติการภายในถ้ำอีกครั้ง ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งถอนกำลังออกจากถ้ำ และหยุดปฏิบัติการชั่วคราวในเวลา 23.40 น. ก่อนที่จะเริ่มปฏิบัติการอีกครั้งช่วงเช้าวันนี้ (27 พฤษภาคม)

 

โดยความคืบหน้าล่าสุด พบว่าทีมกู้ภัยน่าจะอยู่ห่างจากตำแหน่งที่คาดว่า ผู้ประสบภัยติดอยู่อีกเพียงประมาณ 11–15 เมตร แต่ยังไม่มีการยืนยันสัญญาณชีพ โดยเจ้าหน้าที่ประเมินว่า น่าจะใกล้ถึงแล้ว และพยายามที่จะรักษาระยะเพื่อให้มีความปลอดภัยมากที่สุด ซึ่งก่อนหน้านี้ทีมนักประดาน้ำถ้ำ ยังได้ลองดำน้ำผ่านช่องในส่วนที่แคบที่สุดโดยเข้าไปได้ราว 5 เมตร แต่ต้องถอยออกมาเนื่องจากไม่มีออกซิเจนเพียงพอ

 

ส่วนแผนปฏิบัติการต่อไปของทีมกู้ภัย คือการทำแผนที่ 3 มิติ และโรยตัวจากยอดเขา เพื่อหาปล่องที่ตรงกับโถงด้านในถ้ำและหาจุดน้ำไหลเข้าที่อยู่สูงกว่าปากถ้ำเพื่อเบี่ยงทางน้ำออกและลดระดับน้ำภายในถ้ำ รวมถึงใช้โพรงอากาศใกล้ปากถ้ำประมาณ 5 จุด เพื่อลองหย่อนอาหาร น้ำ ไฟ และอุปกรณ์สื่อสารลงไปหากโครงสร้างมีความแข็งแรงพอ

 

ทั้งนี้ ศรสวรรค์ อุทธาเครือ วิศวกรธรณีและนักธรณีวิทยาให้ความเห็นหลังวิเคราะห์ข้อมูลจากแผนที่ตัดขวาง ภาพถ่ายและข้อมูลภาคสนามพบว่า ลักษณะของถ้ำเหมืองของ สปป.ลาวแห่งนี้ มีความแตกต่างจากถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน ในจังหวัดเชียงรายของไทย โดยเป็นชั้นหินที่ค่อนข้างเปราะบาง ระบายน้ำยาก และน้ำสะสมภายในถ้ำได้ง่ายอีกทั้งยังมีความเสี่ยงต่อการพังถล่มได้มากกว่าถ้ำหลวง โดยเฉพาะหากมีฝนตกหนักช่วงไม่กี่วันข้างหน้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทั้งผู้ประสบภัยและทีมเจ้าหน้าที่กู้ภัย

 

 

ทีมกู้ภัยไทยและต่างชาติกำลังปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยในถ้ำเหมือง สปป.ลาว 1ทีมกู้ภัยไทยและต่างชาติกำลังปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยในถ้ำเหมือง สปป.ลาว 2ทีมกู้ภัยไทยและต่างชาติกำลังปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยในถ้ำเหมือง สปป.ลาว 3ทีมกู้ภัยไทยและต่างชาติกำลังปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยในถ้ำเหมือง สปป.ลาว 4ทีมกู้ภัยไทยและต่างชาติกำลังปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยในถ้ำเหมือง สปป.ลาว 5ทีมกู้ภัยไทยและต่างชาติกำลังปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยในถ้ำเหมือง สปป.ลาว 6ทีมกู้ภัยไทยและต่างชาติกำลังปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยในถ้ำเหมือง สปป.ลาว 7ทีมกู้ภัยไทยและต่างชาติกำลังปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยในถ้ำเหมือง สปป.ลาว 8ทีมกู้ภัยไทยและต่างชาติกำลังปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยในถ้ำเหมือง สปป.ลาว 9ทีมกู้ภัยไทยและต่างชาติกำลังปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยในถ้ำเหมือง สปป.ลาว 10

The post ทีมกู้ภัยไทย-ต่างชาติ เร่งช่วย 7 ชาวบ้านติดในถ้ำเหมือง สปป.ลาว กว่า 1 สัปดาห์ หลังสำรวจทองเจอน้ำป่าทะลัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปผลสอบเครนถล่มทับรถไฟสีคิ้ว รฟท. สั่งรื้อระบบคุมงานก่อสร้างทั่วประเทศ จ่อฟันผู้รับจ้างละเมิดกฎความปลอดภัย https://thestandard.co/srt-crane-collapse-investigation-safety/ Wed, 27 May 2026 06:31:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1211462 เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบซากเครนก่อสร้างที่ถล่มทับรางรถไฟ

วานนี้ (26 พฤษภาคม) กระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไท […]

The post สรุปผลสอบเครนถล่มทับรถไฟสีคิ้ว รฟท. สั่งรื้อระบบคุมงานก่อสร้างทั่วประเทศ จ่อฟันผู้รับจ้างละเมิดกฎความปลอดภัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบซากเครนก่อสร้างที่ถล่มทับรางรถไฟ

วานนี้ (26 พฤษภาคม) กระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) นำโดย จิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมด้วยปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง และอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกันแถลงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีอุบัติเหตุในโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ช่วงสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา จากเหตุการณ์อุปกรณ์เครนก่อสร้างหล่นทับขบวนรถด่วนพิเศษที่ 21 (สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ – อุบลราชธานี) บริเวณระหว่างสถานีหนองน้ำขุ่นและสถานีสีคิ้ว เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา

 

จิระพงศ์ เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 45 วัน คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ดำเนินการตรวจสอบอย่างรอบด้าน ทั้งการลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ การทดสอบวัสดุทางวิศวกรรม การตรวจสอบชิ้นส่วนเหล็กด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน การจัดทำแบบจำลองเพื่อวิเคราะห์กลไกการพังทลาย รวมถึงการสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

 

ผลการตรวจสอบสรุปได้อย่างชัดเจนว่า อุบัติเหตุดังกล่าวเกิดจากหลายปัจจัยประกอบกัน โดยเฉพาะความบกพร่องในกระบวนการปฏิบัติงานของอุปกรณ์ Launching Gantry ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับยกติดตั้งชิ้นส่วนคอนกรีตขนาดใหญ่ ที่ในวันเกิดเหตุมีการปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามขั้นตอนทางวิศวกรรมและข้อกำหนดด้านความปลอดภัย ส่งผลให้เกิดการรับน้ำหนักเกินพิกัดในจุดรองรับด้านหน้า จนชิ้นส่วนรับแรงเกิดความเสียหายและโครงสร้างพังทลายลงสู่พื้นที่ทางรถไฟในจังหวะเดียวกับที่ขบวนรถโดยสารวิ่งผ่าน

 

นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังพบข้อบกพร่องร้ายแรงด้านการกำกับดูแลพื้นที่ก่อสร้าง อาทิ การไม่ขออนุญาตปิดการเดินรถ (Window Time) การลักลอบปฏิบัติงานก่อนได้รับการอนุมัติ การละเลยการตรวจสอบอุปกรณ์ตามวงรอบ และการขาดความต่อเนื่องในการควบคุมงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้เสนอแนะให้มีการเพิ่มประสิทธิภาพระบบกำกับดูแล จัดสรรบุคลากรให้เหมาะสม และยกระดับการตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานภายนอกอย่างเร่งด่วน

 

ทางด้านรักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้กล่าวชี้แจงถึงแนวทางการดำเนินการแก้ไขและป้องกันปัญหาในระยะยาว โดยระบุว่า ขณะนี้ รฟท. ได้รับรายงานผลการสอบสวนเรียบร้อยแล้ว และกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการทางกฎหมายและเงื่อนไขสัญญากับผู้ที่เกี่ยวข้อง ควบคู่ไปกับการประเมินมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อระบบโครงสร้างพื้นฐาน ทรัพย์สิน และการเดินรถ เพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบอย่างตรงไปตรงมาและเป็นธรรม

 

พร้อมกันนี้ รฟท. ได้ประกาศยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงสุดในทุกโครงการก่อสร้างทั่วประเทศ โดยกำหนดเงื่อนไขเด็ดขาดให้การปฏิบัติงานในระยะใกล้เขตทางรถไฟ จะต้องได้รับอนุญาตปิดการเดินรถเป็นลายลักษณ์อักษรจาก รฟท. ทุกครั้ง และสั่งยกเลิกระบบการอนุมัติงานล่วงหน้าหรือย้อนหลังโดยสิ้นเชิง

 

นอกจากนี้ รฟท. ได้วางมาตรการควบคุมเชิงรุก โดยกำหนดให้ที่ปรึกษาควบคุมงาน (CSC) ต้องอนุมัติการทำงานแบบรายวันพร้อมแนบหลักฐานภาพถ่ายหน้างาน และต้องมีวิศวกรพร้อมเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยประจำพื้นที่ตลอดเวลา หากพบการฝ่าฝืนจะถูกสั่งระงับงานทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น ในส่วนของเครื่องจักรและอุปกรณ์ จะต้องมีการตรวจสอบเครน Launching Gantry ทุกชุดโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระ (Third Party) พร้อมกำหนดมาตรฐานอายุการใช้งานของเหล็กยึด PT Bar ให้ใช้ได้ไม่เกิน 60 รอบและห้ามนำกลับมาใช้ซ้ำเด็ดขาด

 

รวมถึงให้มีการติดตั้งระบบเฝ้าระวังแบบเรียลไทม์ (Real-time) เช่น ระบบตรวจวัดความเอียง แรงดึง และกล้องวงจรปิด เพื่อให้สามารถสั่งหยุดงานได้ทันทีเมื่อพบความผิดปกติ ทั้งนี้ รฟท. ยืนยันว่าจะนำบทเรียนจากอุบัติเหตุครั้งนี้ ไปทบทวนหลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้รับจ้างในอนาคต โดยจะให้น้ำหนักกับประสบการณ์และมาตรฐานความปลอดภัยเหนือกว่าการพิจารณาด้านราคา พร้อมเพิ่มบทลงโทษที่รุนแรงขึ้น เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นและสร้างความปลอดภัยสูงสุดแก่ประชาชนและผู้ใช้บริการต่อไป

The post สรุปผลสอบเครนถล่มทับรถไฟสีคิ้ว รฟท. สั่งรื้อระบบคุมงานก่อสร้างทั่วประเทศ จ่อฟันผู้รับจ้างละเมิดกฎความปลอดภัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดกำหนดการ ‘ชัชชาติ’ ลุยศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เตรียมจับหมายเลข 28 พ.ค. นี้ ก่อนเดินสายหาเสียง-ปราศรัยใหญ่นโยบายวันแรก https://thestandard.co/chadchart-bkk-election-schedule/ Wed, 27 May 2026 06:24:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1211449 ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กำลังหาเสียง

วันนี้ (27 พฤษภาคม) ทีมงานของชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่าที่ […]

The post เปิดกำหนดการ ‘ชัชชาติ’ ลุยศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เตรียมจับหมายเลข 28 พ.ค. นี้ ก่อนเดินสายหาเสียง-ปราศรัยใหญ่นโยบายวันแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กำลังหาเสียง

วันนี้ (27 พฤษภาคม) ทีมงานของชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เปิดเผยกำหนดการสำคัญในวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นวันแรกของการเปิดรับสมัครและจับสลากหมายเลขผู้สมัคร

 

โดยชัชชาติจะเริ่มต้นภารกิจในช่วงเช้าเวลา 06.00 น. เดินทางมาถึงศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง) เพื่อพบปะสื่อมวลชนก่อนเข้าสู่กระบวนการจับหมายเลขผู้สมัคร จากนั้นในเวลา 08.00 – 10.30 น. จะเป็นการให้สัมภาษณ์พิเศษแก่สื่อมวลชนอย่างเป็นทางการภายหลังจากได้รับหมายเลขประจำตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ชัชชาติและคณะจะลงพื้นที่หาเสียงอย่างเต็มรูปแบบ โดยในเวลา 10.45 น. จะขึ้นรถแห่รณรงค์หาเสียงเดินทางไปยังบริเวณสกายวอล์ก (Skywalk) อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อเดินเท้าพบปะพี่น้องประชาชนในพื้นที่

 

ต่อมาในช่วงเที่ยงเวลา 12.15 น. ชัชชาติจะเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางโดยใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) จากสถานีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มุ่งหน้าสู่สถานีอโศก เพื่อเดินเท้าต่อไปยังตลาดรวมทรัพย์และตลาดนัดมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ประสานมิตร เพื่อพบปะพูดคุยกับกลุ่มผู้ค้าและนิสิตนักศึกษา พร้อมทั้งรับประทานอาหารกลางวันที่โรงอาหารภายในมหาวิทยาลัย

 

สำหรับภารกิจในช่วงบ่ายเวลา 14.30 น. ชัชชาติจะเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทางสาย 236 หรือรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า มูฟมี (MuvMi) มุ่งหน้าสู่พื้นที่ย่านคลองเตย เพื่อเยี่ยมเยียนมูลนิธิดวงประทีปและพูดคุยรับฟังปัญหาจากชาวชุมชน ณ บริเวณโดมกีฬาชุมชน 70 ไร่ ก่อนที่ในช่วงเย็นเวลา 17.00 น. จะเดินทางด้วยรถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) จากสถานีคลองเตยไปยังสถานีสามย่าน และใช้บริการรถจักรยานสาธารณะ (Bike Sharing) ปั่นไปยังบริเวณสเตเดียมวัน (Stadium One) ถนนบรรทัดทอง ซึ่งเป็นจุดไฮไลต์สำคัญของวัน

 

โดยชัชชาติมีกำหนดการขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่เพื่อแถลงนโยบายการบริหารกรุงเทพมหานครเป็นครั้งแรกในเวลา 17.00 – 19.30 น. อย่างไรก็ตาม ทีมงานระบุว่ากำหนดการทั้งหมดอาจมีการปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมของสถานการณ์ในพื้นที่

The post เปิดกำหนดการ ‘ชัชชาติ’ ลุยศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เตรียมจับหมายเลข 28 พ.ค. นี้ ก่อนเดินสายหาเสียง-ปราศรัยใหญ่นโยบายวันแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
คำต่อคำ ถ้อยแถลงสีหศักดิ์ ในการอภิปรายเปิดของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ https://thestandard.co/sihasak-unsc-thailand-speech/ Wed, 27 May 2026 06:17:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1211441 สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการก […]

The post คำต่อคำ ถ้อยแถลงสีหศักดิ์ ในการอภิปรายเปิดของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางไปร่วมการประชุมอภิปรายเปิดของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ที่นิวยอร์ก ตามคำเชิญของหวังอี้ ในฐานะประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติประจำเดือนพฤษภาคม

 

และนี่คือถ้อยแถลงฉบับแปลไทย ซึ่งสีหศักดิ์ได้กล่าวในหัวข้อ “การธำรงรักษาวัตถุประสงค์และหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ และการส่งเสริมระบบระหว่างประเทศที่มีสหประชาชาติเป็นแกนกลาง” ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา

 

………………………

 

ท่านประธาน หวังอี้

 

เลขาธิการสหประชาชาติ

 

ก่อนอื่น ไทยขอแสดงความยินดีกับบทบาทนำของจีนในช่วงดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติประจำเดือนนี้ และขอชื่นชมข้อริเริ่มของจีนในการจัดการอภิปรายหัวข้อนี้ในเวลาที่เหมาะสมนี้

 

เมื่อ 80 ปีก่อน ขณะที่สหประชาชาติถือกำเนิดขึ้นจากเถ้าธุลีของสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้ก่อตั้งองค์กรแห่งนี้ได้ตระหนักถึงบทเรียนสำคัญประการหนึ่งว่า เมื่อการแข่งขันระหว่างประเทศต่างๆ ไม่มีการควบคุม ในที่สุดแล้ว ทุกคนจะรู้สึกมั่นคงน้อยลง รวมถึงผู้ที่มีอำนาจด้วย

 

ด้วยเหตุนี้ จึงได้มีการสร้างระบบระหว่างประเทศที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของอำนาจ แต่อยู่บนกฎเกณฑ์ และไม่ใช่เพียงเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติ แต่ยังรวมถึงความเข้าใจร่วมกันว่า ความร่วมมือย่อมตอบสนองผลประโยชน์ของทุกฝ่ายได้ดีกว่าการขาดความร่วมมือระหว่างกัน

 

ปัจจุบัน ความท้าทายมิได้อยู่เพียงแค่ความขัดแย้งและความไร้เสถียรภาพ แต่อยู่บนข้อเท็จจริงที่ว่าความเชื่อมั่นต่อระบบระหว่างประเทศที่มีสหประชาชาติเป็นแกนกลางได้ค่อยๆ ถูกบั่นทอนลงด้วย เมื่อแนวคิดที่ว่า “อำนาจกำหนดความถูกต้อง” และการคำนวณผลประโยชน์แทนที่กฎเกณฑ์และหลักการที่เป็นที่ยอมรับร่วมกัน ความไว้วางใจต่อกันเริ่มอ่อนแอลง และท้ายที่สุด รากฐานของระเบียบระหว่างประเทศเริ่มแตกร้าว

 

ในความเป็นจริง การเคารพกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติจะต้องไม่เป็นเพียงวาทกรรม หรือเป็นเครื่องมือเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ฝ่ายเดียว ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่สำคัญ คือ ความไว้วางใจ ความเชื่อมั่น และความสุจริตใจ ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างสันติและยุติความขัดแย้งอย่างยั่งยืน

 

ท่านประธาน

 

ไทยเชื่อมั่นอย่างหนักแน่นว่า สหประชาชาติต้องยังเป็นรากฐานสำคัญของระบบระหว่างประเทศ และเป็นพื้นฐานสำหรับระเบียบโลกและระบบพหุภาคีนิยม

 

เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว เราควรมุ่งเน้นแนวทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม 3 ประการ ดังนี้

 

ประการแรก รัฐสมาชิกต้องแสดงความรับผิดชอบร่วมกันมากขึ้น โดยการใช้ความอดกลั้น และการยึดมั่นในกฎเกณฑ์และหลักการที่เป็นรากฐานของสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ มหาอำนาจแบกรับความรับผิดชอบนี้เป็นพิเศษ การกระทำของประเทศเหล่านี้สร้างความเชื่อมั่นต่อระบบระหว่างประเทศ แต่ประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กจะต้องมีเสียงในการปกป้องหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติร่วมกันมากขึ้น ความชอบธรรมของระบบระหว่างประเทศไม่อาจตั้งอยู่บนความต้องการของประเทศที่มีอำนาจเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาคมระหว่างประเทศในวงกว้างด้วย

 

แม้ในปัจจุบัน สหประชาชาติจะมีข้อบกพร่องหลายด้าน แต่ก็ยังคงมีความสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ ไทยยังคงสนับสนุนบทบาทของสหประชาชาติ ผ่านการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม การพัฒนาที่ยั่งยืน ความมั่นคงทางอาหาร และความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งรวมถึงการต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (online scam) ตลอดระยะเวลา 80 ปีที่ผ่านมา การดำเนินการเหล่านี้สะท้อนการเป็นรัฐสมาชิกของสหประชาชาติที่มีความรับผิดชอบของไทย

 

ประการที่สอง เราต้องปฏิรูปและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันพหุภาคี ไทยสนับสนุนการปฏิรูปสหประชาชาติที่มีความหมายและมองไปข้างหน้า เพื่อประกันว่า สหประชาชาติสามารถปรับตัวได้อย่างคล่องตัว มีประสิทธิภาพ มีความยืดหยุ่น และตอบสนองต่อความท้าทายที่ซับซ้อนหลากหลายมิติได้ดียิ่งขึ้น

 

เราชื่นชมบทบาทนำของเลขาธิการสหประชาชาติในการปฏิรูประบบสหประชาชาติ ซึ่งรวมถึงข้อริเริ่ม UN80 เราหวังว่า คุณูปการของท่านจะส่งต่อไปยังเลขาธิการสหประชาชาติคนใหม่

 

การปฏิรูปคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติมีความสำคัญยิ่ง ที่ประชุมแห่งนี้ไม่ควรกลายเป็นสถานที่ที่ความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ถูกฉายซ้ำ หากแต่ควรเป็นสถานที่ที่ความแตกต่างได้รับการบริหารจัดการก่อนจะลุกลามไปสู่การเผชิญหน้า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ จำเป็นต้องเสริมสร้างความน่าเชื่อถือ ความโปร่งใส ความสามารถในการตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ และความเป็นตัวแทนของประเทศกำลังพัฒนา ในขณะเดียวกัน สมาชิกถาวรทั้งห้าประเทศ (P5) จำเป็นต้องแสดงความรับผิดชอบและตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการใช้สิทธิยับยั้ง (veto) โดยเฉพาะการทารุณกรรมหมู่ (mass atrocities) ตลอดจนกระบวนการคัดเลือกเลขาธิการสหประชาชาติคนใหม่

 

ประการที่สาม เราควรตระหนักว่า ระบบภูมิภาคนิยมและความร่วมมือแบบกลุ่มเล็กที่เข้มแข็งสามารถช่วยเสริมสร้างระบบพหุภาคีนิยมได้ ความร่วมมือในรูปแบบกลุ่มขนาดเล็ก มีความยืดหยุ่น และมุ่งเน้นประเด็นเฉพาะ มักสามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า

 

ในภูมิภาคของเรา ประสบการณ์ของอาเซียนแสดงให้เห็นว่า ความร่วมมือระดับภูมิภาคสามารถช่วยลดความตึงเครียด เสริมสร้างความยืดหยุ่น และธำรงรักษาการเจรจา แม้ในช่วงเวลาที่มีความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ในวงกว้าง กรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคและการรวมกลุ่มขนาดเล็ก ควรช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระเบียบระหว่างประเทศในวงกว้าง ไม่ใช่การทำให้แตกแยก และนี่คือระบบพหุภาคีนิยมอย่างเป็นรูปธรรมที่เกิดขึ้นจริง

 

ท่านประธาน

 

สหประชาชาติอาจไม่สามารถแก้ไขทุกปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่ได้ แต่หากปราศจากสหประชาชาติ โลกจะมีความอันตราย ความแตกแยก และไม่สามารถคาดการณ์ได้ยิ่งกว่ามาก

 

คำถามที่แท้จริงสำหรับพวกเรา จึงมิใช่ว่าประเทศต่างๆ จะดำเนินการตามผลประโยชน์แห่งชาติของตนหรือไม่ เพราะย่อมเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว หากแต่ว่า เราจะสามารถสร้างระบบที่ทำให้ความร่วมมือสามารถตอบสนองผลประโยชน์แห่งชาติได้ดีกว่าการเผชิญหน้ากันได้หรือไม่

 

ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องร่วมกันฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อระบบระหว่างประเทศ เสริมสร้างความเข้มแข็ง และปรับระบบดังกล่าวให้สอดคล้องกับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

 

ในฐานะหุ้นส่วนที่เชื่อถือได้และสมาชิกที่มีความรับผิดชอบของสหประชาชาติ ประเทศไทยพร้อมทำงานร่วมกับรัฐสมาชิกทุกประเทศ เพื่อประกันว่า สหประชาชาติจะยังคงน่าเชื่อถือ สำคัญ และสามารถสร้างสันติภาพ การพัฒนา และการเคารพสิทธิมนุษยชนให้แก่ทุกคน

 

เรียนท่านประธาน สุดท้ายนี้ ในประเด็นความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ซึ่งผู้แทนกัมพูชาได้กล่าวพาดพิงก่อนหน้านี้ กระผมขอยืนยันว่า ไทยยึดมั่นอย่างเต็มที่ต่อข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยกับกัมพูชา และการก้าวข้ามข้อตกลงหยุดยิงเพื่อนำไปสู่การสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน

 

อย่างไรก็ดี การมีสันติภาพที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นต่อเมื่อเราสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและทำงานร่วมกันด้วยความสุจริตใจ เพื่อนำไปสู่การสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่บนพื้นฐานของการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ

 

กระผมขอย้ำอีกครั้งว่า ไทยไม่มีความมุ่งหมายในการอ้างสิทธิในดินแดนของประเทศใดทั้งสิ้น

 

ขอบคุณมากครับ

 

ภาพ: กระทรวงการต่างประเทศ

The post คำต่อคำ ถ้อยแถลงสีหศักดิ์ ในการอภิปรายเปิดของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Land Bridge : Bridge over Troubled Water ! https://thestandard.co/land-bridge-thailand-troubled-water/ Wed, 27 May 2026 06:12:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1211435 แผนที่ประเทศไทยแสดงแนวคิดโครงการแลนด์บริดจ์เชื่อมสองฝั่งทะเล

ท้องทะเลคือ เส้นพรมแดนชนิดหนึ่งของประเทศ   Al […]

The post Land Bridge : Bridge over Troubled Water ! appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผนที่ประเทศไทยแสดงแนวคิดโครงการแลนด์บริดจ์เชื่อมสองฝั่งทะเล

ท้องทะเลคือ เส้นพรมแดนชนิดหนึ่งของประเทศ 

 Alfred T. Mahan

The Influence of Sea Power Upon History 1690-1783

 

ผู้ที่ปรารถนาจะใช้พลังอำนาจทางทะเลให้มีอิทธิพลต่อประวัติศาสตร์ได้นั้น จะต้องตระหนักในรายละเอียดว่า แล้วพวกเขาจะลงมือทำเรื่องนี้ [ให้ประสบความสำเร็จ] ได้จริงอย่างไร

Thomas M. Kane

Strategy (2013)

 

ที่ตั้งของดินแดนแห่งชาตินั้น มีความสำคัญอย่างยิ่ง เช่นเดียวกับเรื่องของระยะทาง … [ดังนั้น] ความหมายทางยุทธศาสตร์ของภูมิศาสตร์จึงเน้นเฉพาะในบริบททางการเมือง

Colin S. Gray

Maritime Strategy, Geopolitics, and the Defense of the West (1986)

 

 

 

หมายเหตุผู้เขียน:

 

ผมอยากจะขออนุญาตตั้งชื่อบทความเป็นภาษาอังกฤษ เพราะวันนี้เมกะโปรเจ็กต์ที่รู้จักันในชื่อของ “โครงการแลนด์บริดจ์” นั้น พวกเราในสังคมไทยเรียกทับศัพท์ และเป็นที่เข้าใจกันได้โดยทั่วไป จะไม่ขอเรียกว่า “โครงการสะพานทางบก” แม้ในทางความคิดจะเป็นสะพานเช่นนั้นก็ตาม

 

ส่วนชื่อรองของบทความนั้น ก็จะขออนุญาตยืมเอาชื่อเพลงดังสมัยทศวรรษ 1970 ของ “Simon & Garfunkel” มาเป็นภาพสะท้อนถึงสถานะของโครงการนี้ ซึ่งเชื่อว่า ผู้อ่านหลายท่านน่าจะพอคุ้นเคยกับบทเพลงนี้อยู่บ้าง อยากชวนว่า นอกจากอ่านบทความแล้ว ลองฟังเพลงดังในยุค 70 ของคนรุ่นผมด้วยนะครับ และเพลงนี้ถือเป็นเพลงดังข้ามศตวรรษ เพราะได้รับการยกย่องอีกครั้งจาก The Guardian ในปี 2017 และจาก The Independent ในปี 2020 … ต้องถือว่าเป็นเพลงที่ไพเราะทั้งทำนองและเนื้อหาเพลงหนึ่งเลยครับ

 

แม้เนื้อหาของเพลงอาจจะไม่ได้สอดรับโดยตรงกับโครงการ Land Bridge ของไทย แต่ก็อยากขอถือโอกาสชวนฟังเพลงนี้นำร่อง เพราะมีสาระในการให้กำลังใจกันในยามที่ยากลำบาก เนื่องจาก หากรัฐบาลตัดสินใจทำโครงการนี้แล้ว เราคงต้องร้องเพลงนี้เป็นกำลังใจให้กับประเทศไทย ซึ่งประเทศน่าจะเผชิญกับผลที่ตามมาอย่างน่ากังวลในอนาคต เสมือนเป็น “bridge over troubled water” ฉันใด ฉันนั้น

 

แต่หากไม่ตีความจากสาระของเพลงแล้ว ผมอยากจะเรียกสถานะของโครงการนี้ว่า “สะพานทางบก: สะพานเหนือมหานทีแห่งความปั่นป่วน” เพราะการผลักดันเมกะโปรเจ็กต์นี้ จะเป็นหนึ่งใน “มหานทีแห่งความปั่นป่วน” ทางการเมืองสำหรับรัฐบาลอย่างแน่นอน

 

เกริ่นนำ

 

อัลเฟรด ที. มาฮาน นักยุทธศาสตร์ทางทะเลคนสำคัญของโลก เริ่มต้นบทแรกของหนังสือที่ถือเป็นต้นทางของ “สำนักยุทธศาสตร์ทางทะล” (Maritime School) ว่า ทะเลในมุมมองทางการเมืองและสังคมนั้น เป็นดัง “มหาทางหลวง” คือเป็น “Great Highway” ที่ผู้คนต้องใช้สัญจรผ่านไปมา และเส้นทางการสัญจรเช่นนี้เอง ที่ทำให้เกิดการเดินทางและการท่องเที่ยว การเชื่อมต่อทางการค้า และการส่งผ่านทางวัฒนธรรม

 

ด้วยเส้นทางสัญจรทางทะเลเช่นนี้ ผู้เดินทางอาจจะต้องเผชิญกับความอันตรายจากความผันแปรของท้องทะเล ทั้งที่มนุษย์เคยชินและไม่เคยชิน แต่ประวัติศาสตร์ในอีกด้าน ก็ตอบเราว่า ทะเลเป็นเส้นทางที่ง่ายที่สุดและถูกที่สุดในการเดินทางและขนส่งสินค้า

 

สำหรับประเทศไทยที่มีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่มีชายฝั่งทะเลของ 2 มหาสมุทร จึงเป็นความท้าทายต่อรัฐบาลในการกำหนดยุทธศาสตร์ทางทะเล ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจและทางทหารเป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือ รัฐบาลไทยจะใช้ประโยชน์จากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่มีทะเล 2 ด้านของประเทศอย่างไร

 

คำตอบของการใช้ประโยชน์นี้ ตรงไปตรงมา ดังปรากฏจากข้อเสนอของรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีในการลงทุนเพื่อทำถนนเชื่อมชายฝั่งทะเลระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับอ่าวไทย หรือที่รู้จักกันในชื่อของ “โครงการ Land Bridge” นั้น ได้กลายเป็นข้อถกเถียงอย่างมีนัยสำคัญในสังคมไทย และกลายเป็น “อภิมหาโปรเจ็กต์” ที่สังคมต้องสนใจด้วยมูลค่าของเงินลงทุนมหาศาล อันทำให้เกิดคำถามที่ตามมาในหลายๆ ด้าน ทั้งในเรื่องของการใช้ประโยชน์ได้จริง และความคุ้มค่าที่เกิดขึ้นในอนาคต

 

ดังนั้น บทความนี้จะทดลองนำเสนอข้อพิจารณาบางประการ โดยจะเน้นในเรื่องของความมั่นคงเป็นประเด็นสำคัญ ด้วยข้อสังเกต 3 ส่วนที่สำคัญดังต่อไปนี้

 

ข้อสังเกตทางภูมิรัฐศาสตร์

 

  • สถานการณ์สงครามอิหร่านสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของภูมิศาสตร์ทางทะเลของโลกในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะพื้นที่ทางทะเลที่มีความสำคัญทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ จะมีความเป็น “ทะเลทางยุทธศาสตร์” ในตัวเอง และอำนาจในการ “ควบคุมทะเล” (Command of the Sea) จะมีความสำคัญต่ออำนาจของรัฐทั้งในยามสันติและยามสงคราม ดังนั้น ผู้นำประเทศควรจะต้องมีข้อพิจารณาถึงยุทธศาสตร์ของประเทศในมิติทางทะเล ซึ่งประเด็นเช่นนี้เป็นเสมือนการเชิญชวนให้พวกเราต้องหันกลับมาเป็น “นักเรียนน้อย” ของนักยุทธศาสตร์อย่าง “มาฮาน” กันอีกครั้ง

 

  • ในบริบทของเศรษฐศาสตร์การเมืองนั้น ใครที่คิดว่า ทะเลไม่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ในโลกยุคปัจจุบันแล้ว อาจจะต้องคิดใหม่ทั้งหมด แม้ระบบการขนส่งสินค้าและบริการสมัยใหม่ทั้งระบบถนน ระบบราง และระบบเดินอากาศจะมีความก้าวหน้าอย่างมากก็ตาม เพราะอย่างน้อยสงครามอิหร่านเป็นคำตอบในตัวเองถึง ความสำคัญของทะเลต่อปัจจัยเศรษฐกิจและการเมืองในสถานการณ์ความขัดแย้งปัจจุบัน เพราะในโลกสมัยใหม่ ทะเลไม่ใช่เป็นเพียง “Highway” ของโลกเท่านั้น หากยังเป็น “Super Highway” ของโลกในศตวรรษที่ 21 อีกด้วย

 

  • การควบคุมทะเลมีนัยอย่างมากถึงการควบคุมจุดยุทธศาสตร์ของเส้นทางคมนาคมทางทะเล (Sea Lanes of Communication- SLOC) ที่แทบจะไม่แตกต่างจากยุคอาณานิคม ดังเห็นได้จากการขยายอำนาจของจักรวรรดิอังกฤษผ่านการควบคุมและใช้ประโยชน์ทางทะเลในบริบททางประวัติศาสตร์ และด้วยการสร้างอำนาจผ่านทะเลเช่นนี้ จึงทำให้จักรวรรดิอังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศที่เป็นเกาะ แต่กลับสามารถขยับบทบาทของตนเองขึ้นเป็นมหาอำนาจใหญ่ของโลก และดำรงสถานะของความเป็น “เจ้าทะเล” ที่มีอิทธิพลเหนือรัฐมหาอำนาจอื่นๆ ทั้งยังนำไปสู่การขยายจักรวรรดิในดินแดนโพ้นทะเล จนจักรวรรดิอังกฤษได้รับการขนานนามว่าเป็นดินแดนที่ “พระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน” เพราะอังกฤษครอบครองดินแดนอาณานิคมทั่วโลก

 

  • ในบริบททางเศรษฐกิจและการค้า ทะเลเป็นฐานรองรับต่อการขยายตัวของการค้าระหว่างประเทศนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน หรือในอีกทางหนึ่ง ทะเลคือ เส้นเลือดของการเชื่อมต่อการผลิตของระบบทุนนิยมโลก หรือสำหรับชีวิตทางเศรษฐกิจปัจจุบัน ทะเลเป็นเส้นทางของห่วงโซ่อุปทานของโลก ดังนั้น เราจึงอาจกล่าวได้ว่า ทะเลก็คือ “ถนนซูเปอร์ไฮเวย์” ของยุคโลกาภิวัฒน์นั่นเอง

 

  • จุดยุทธศาสตร์สำคัญคือ “คอขวด” ทางทะเล (choke points) ที่จะควบคุมการเดินทางผ่านเข้าออกพื้นที่จากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งในทะเล คอขวดเช่นนี้จึงมีความสำคัญโดยตรงต่อยุทธศาสตร์ทางทะเล โดยเฉพาะในกรณีของรัฐมหาอำนาจ ซึ่งในอดีตเราเคยเห็นการควบคุมคอขวดเช่นนี้ของจักรวรรดิอังกฤษมาแล้ว ดังนั้น สงครามอิหร่านจึงสะท้อนให้เห็นอีกครั้งของความเป็นจุดยุทธศาสตร์ของคอขวดที่ช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ต่างจากที่มาฮานกล่าวถึง ความสำคัญในการควบคุมที่ตั้งสำคัญทางทะเลที่มีคุณค่าในทางยุทธศาสตร์

 

  • เงื่อนไขทางภูมิศาสตร์เช่นนี้ตอบเราว่า ยังไม่มีปัจจัยทางภูมิศาสตร์ใดที่จะทดแทนต่อการปิดช่องแคบได้จริง แม้จะมีการก่อสร้างทางบกเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะกระทบต่อการสัญจร แต่สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นก็ไม่ใช่สิ่งที่จะทดแทนการผ่านช่องแคบได้จริง ปัญหาเช่นนี้ส่งผลให้การปิดช่องแคบคือ “หายนะของเศรษฐกิจโลก” ดังเช่นที่ปรากฏให้เห็นจากสงครามอิหร่าน และส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมมากกว่าที่เราคิด สภาวะเช่นนี้ในโลกยุคปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่า ความพยายามในการแก้ปัญหาการปิดล้อมทางทะเล ด้วยการสร้างท่อส่งน้ำมันผ่านเส้นทางทางบกนั้น ยังไม่สามารถตอบโจทย์ได้จริง

 

  • ในสภาวะของการแข่งขันทางภูมิศาสตร์เช่นปัจจุบัน การควบคุมทะเลและบรรดาคอขวดจึงเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันดังกล่าว และอำนาจในการควบคุมทะเลและจุดคอขวดของโลก เป็น “อำนาจทางยุทธศาสตร์” ในตัวเอง และบทเรียนของจักรวรรดิอังกฤษตอบเราจนถึงปัจจุบันว่า ไม่มีรัฐมหาอำนาจใดไม่สร้างอำนาจทางทะเล แต่ก็มิใช่การสร้างอำนาจเช่นนี้จะเป็นไปอย่างไร้ทิศทาง เพราะการลงทุนในการสร้างสมุททานุภาพนั้น มีค่าใช้จ่ายในการลงทุนสูง จึงต้องการการพิจารณาในเรื่องนี้ด้วยการมียุทธศาสตร์ทางทะเลที่ชัดเจน และต้องตระหนักว่า การสร้างอำนาจทางทะเลจะต้องไม่ยึดติดเพียงการมีเรือรบจำนวนมากเท่านั้น เพราะอำนาจในบริบททางทะเลมีองค์ประกอบอื่นๆ

 

  • การสร้างอำนาจในยุทธศาสตร์ทางทะเลนั้น มีองค์ประกอบดังคำสอนที่นักยุทธศาสตร์เรียกว่า “หลัก 6 ประการ” ของมาฮานคือ 1] ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ 2] ลักษณะทางกายภาพของประเทศในบริบททางทะเล 3] ขนาดของดินแดน 4] จำนวนประชากร 5] คุณลักษณะของประชาชนภายในชาติ และ 6] คุณลักษณะของรัฐบาล ซึ่งหลัก 6 ประการเช่นนี้ เป็นคำตอบในตัวเองที่รัฐบาลจะต้องนำมาประยุกต์ใช้ในการสร้างอำนาจทางทะเลของรัฐ

 

  • ในสถานการณ์การเมืองโลกปัจจุบันนั้น หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่รัฐมหาอำนาจใหญ่ของโลกจะต้องสร้างอำนาจในการควบคุมทะเล ฉะนั้น การแข่งขันของรัฐมหาอำนาจใหญ่จึงมีเรื่องของ “การแข่งขันทางทะเล” เป็นองค์ประกอบสำคัญเสมอ ดังเช่นบทเรียนของการแข่งขันทางทะเลในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ระหว่างจักรวรรดิอังกฤษกับเยอรมนี การแข่งขันการสร้างกองเรือรบขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ และจีนอาจไม่แตกต่างจากการแข่งขันสะสมอาวุธทางทะเลในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 นั่นเอง

 

  • ในความขัดแย้งระหว่างประเทศนั้น การควบคุมจุดยุทธศาสตร์ของเส้นทางทางทะเลที่สำคัญในภูมิภาค ดังเช่นการควบคุมของช่องแคบยิบรอลตาร์ แหลมกู๊ดโฮป คลองปานามา หรือคลองสุเอซ เป็นตัวอย่างในประวัติศาสตร์ และการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซในยุคปัจจุบันคือ การย้อนรอยประวัติศาสตร์สงครามทางทะเลของโลกในอดีต

 

ข้อสังเกตทางยุทธศาสตร์ของไทย

 

  • ผู้นำไทยคิดอย่างไรกับทะเลในมิติทางยุทธศาสตร์ หรืออะไรคือ “วิสัยทัศน์ทางยุทธศาสตร์” ในเรื่องทางทะเล ที่ไม่ใช่มีแต่เรื่องของการซื้ออาวุธเท่านั้น ประเด็นเช่นนี้อาจจะดูเป็นเรื่องซับซ้อน แต่โลกในอนาคตที่ความสำคัญของทะเล/มหาสมุทรไม่ได้เปลี่ยนแปลงนั้น รัฐชายฝั่งอย่างไทยที่มีที่ตั้งในลักษณะ “รัฐ 2 ฝั่งทะเล” จะใช้ประโยชน์จากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อย่างไร เป็นประเด็นที่ต้องคิดในมิติทางยุทธศาสตร์

 

  • ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้ารัฐไม่มียุทธศาสตร์ทางทะเลรองรับบริบทของที่ตั้งทางภูมิศาสตร์เช่นนั้น หรืออย่างน้อย จะต้องมีความชัดเจนในทางความคิดว่า รัฐไทยจะใช้ประโยชน์จากบริบทของที่ตั้ง 2 ชายฝั่งทะเลอย่างไร หรือในอีกด้านหนึ่ง รัฐไทยมีแผนทางยุทธศาสตร์ในการพัฒนาภาคใต้อย่างไร และแผนนี้จะต้องไม่ทำแบบ “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” ที่ไม่ได้มีความเป็นแผนยุทธศาสตร์อะไร นอกจากการเป็น “เอกสารโครงการเย็บเล่ม” ที่ให้หน่วยราชการมาแสดงความจำนงในการทำโครงการใน กรอบเวลา 20 ปี

 

  • การคิดในเรื่อง Land Bridge ของรัฐบาล จะบอกอะไรในมิติของการใช้ทะเลในมิติทางยุทธศาสตร์ เพราะการเชื่อม 2 ฝั่งทะเลต้องคิดให้ได้มากกว่าเรื่องทางเศรษฐกิจ หรือคำถามคือ ไทยต้องการอะไรจากโครงการนี้ในทางยุทธศาสตร์ คำถามนี้ อาจจะดูเป็นข้อเรียกร้องทางวิชาการ แต่การคิดโครงการขนาดใหญ่ของระบบคมนาคม โดยไม่คำตอบทางยุทธศาสตร์นั้น ระบบคมนาคมดังกล่าวอาจจะไม่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศอย่างแท้จริง หรืออย่างน้อยต้องตอบให้ได้ว่า ไทยต้องการ Land Bridge ไปเพื่อทำอะไร หรืออะไรคือวัตถุประสงค์ทางยุทธศาสตร์ของโครงการนี้

 

  • มีคำถามสำคัญในทางเศรษฐศาสตร์อีกด้วยว่า Land Bridge จะให้ผลตอบแทนอย่างมากแก่ประเทศนั้น เป็นความจริงเพียงใด ดังนั้น การศึกษาความคุ้มค่า จะต้องไม่ใช่ “การปั้นตัวเลข” หรือ “การแต่งบัญชีปลอม” โดยเฉพาะตัวเลขของระยะเวลาที่มักจะหยิบยกขึ้นมาเป็นข้ออ้างเสมอว่า การเดินทางผ่านช่องแคบมะละกาจะมากกว่าการใช้เส้นทางผ่านไทยถึง 4 วัน มีคำถามในสังคมอย่างมากว่า เป็นความจริงเพียงใด หรือตัวเลขจริงอาจใช้มากกว่าเพียง 2 วันเท่านั้น

 

  • ความคุ้มค่าในอีกส่วนมีนัยโดยตรงถึงการต้องยกสินค้าขึ้นลง 2 ครั้ง คือย้ายจากเรือทางฝั่งทะเลหนึ่ง ไปสู่อีกฝั่งทะเลหนึ่ง ซึ่งคิดค่าใช้จ่ายในความเป็นจริงแล้ว ไม่น่าจะเป็นความคุ้มค่าในทางเศรษฐกิจ เพราะมีค่าใช้จ่ายถึง 2 ครั้ง และต้องเสียเวลาในการโยกย้ายสินค้า ซึ่งเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่อาจจะง่ายกว่า และคุ้มค่ามากกว่า ที่จะเดินทางผ่านช่องแคบมะละกา ตรงไปยังประเทศปลายทางผ่านทะเลจีนใต้ แทนเลือกการเดินทางผ่านเส้นทางไทย

 

  • การทำ “อภิมหาโปรเจ็กต์” นั้น รัฐบาลไม่อาจคิดด้วยความฝัน เนื่องจากเป็นโครงการที่มีการลงทุนมหาศาล และความผิดพลาดอาจส่งผลกระทบกับสถานะด้านการคลังของประเทศในระยะยาว และการศึกษาในการจัดทำโครงการเช่นนี้ จะต้องไม่เริ่มต้นด้วยการเอาความต้องการของฝ่ายการเมืองเป็นวัตถุประสงค์หลัก และถ้าจะให้การศึกษาเช่นนี้มีความรอบครอบ ฝ่ายการเมืองไม่ควรเริ่มต้นด้วยประกาศ “ชี้นำ” ถึงความต้องการอย่างออกหน้า เสมือนประกาศว่า “ทุกอย่างดีหมด รัฐบาลจะทำ … สังคมควรต้องยอมตาม” ทั้งที่การศึกษาที่มีมาก่อน ไม่มีความชัดเจน

 

  • ต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “ความคาดหวังในทางภูมิศาสตร์ที่ไม่เป็นจริง” ของไทย กล่าวคือ Land Bridge อาจไม่สามารถทดแทนต่อการเดินทางผ่านช่องแคบมะละกาได้เช่นที่ฝ่ายการเมืองพยายามนำเสนอขายในเวทีสาธารณะ และต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่า การจราจรทางทะเลผ่านช่องแคบมะละกานั้น มีปริมาณและขนาดใหญ่เกินกว่าที่จะทดแทนด้วย Land Bridge ของไทย

 

  • การประกอบสร้างแนวคิดว่าด้วย ไทยควรเร่งลงทุนในการสร้าง Land Bridge เพราะช่องแคบมะละกาอาจจะถูกปิดด้วยปัญหาความขัดแย้งของรัฐมหาอำนาจใหญ่ โดยอ้างอิงจากปัญหาการปิดช่องแคบฮอร์มุซมาเป็นตัวอย่าง และนำเสนอต่อว่า ถ้ามะละกาถูกปิดแล้ว การจราจรทางทะเลจะย้ายจากมะละกามาใช้เส้นทางของ Land Bridge แต่ในความเป็นจริง เราอาจต้องตระหนักว่า รัฐชายฝั่งของช่องแคบมะละกาไม่ได้มีปัญหาเช่นในแบบของสถานการณ์ความขัดแย้งแบบอิหร่าน การปิดช่องแคบมะละกาจากเหตุผลของรัฐชายฝั่งจึงดูจะไม่มีน้ำหนักอะไร และอาจต้องกล่าวในทางวิชาการว่า เป็นคำอธิบายที่อาจไม่เป็นจริงในทางการเมืองระหว่างประเทศ

 

  • ทฤษฎี “การปิดช่องแคบมะละกา” อาจมาจากความกังวลทางยุทธศาสตร์ของจีน ที่กังวลถึงการที่สหรัฐฯ จะปิดช่องแคบนี้ จนเรือขนส่งน้ำมันและสินค้าของจีน ไม่สามารถผ่านเส้นทางนี้ได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การปิดเช่นนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายทั้งในทางทฤษฎีและปฏิบัติ เพราะผลกระทบใช่ว่าจะเกิดกับจีนเท่านั้น หากยังเกิดกับญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ และทั้งเวียดนาม และกัมพูชาด้วย

 

  • ในอีกด้านหนึ่งของปัญหา น่าตั้งคำถามว่า ทำไมรัฐบาลไทยจึงเชื่อเรื่อง “การปิดช่องแคบมะละกา” อย่างง่ายๆ นักการเมืองไทยได้ศึกษาถึงปัญหาของยุทธศาสตร์ทางทะเลของช่องแคบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพียงใด เพราะในภูมิภาคมิใช่มีแต่ช่องแคบมะละกาเท่านั้น หากยังมีช่องแคบซุนดา และลอมบอก ที่ใช้เป็นเส้นทางเดินเรือผ่านจากมหาสมุทรอินเดียออกไปยังทะเลจีนใต้

 

  • ในการดำเนินการ การลงทุนต้องมีความคุ้มค่า และต้องคุ้มค่าใน 3 ส่วนคือ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และความมั่นคง ดังที่กล่าวแล้วว่า ความเป็น “อภิมหาโปรเจ็กต์” นั้น ทำให้ตัวโครงการมีความเกี่ยวข้องใน 3 ส่วนที่สำคัญ ดังนั้น โครงการจะต้องตอบให้ได้ในผลกระทบทั้ง 3 ส่วน โดยเฉพาะในโลกปัจจุบันนั้น ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่รวมถึงสิทธิของชุมชนในเรื่องทรัพยากรเป็นประเด็นที่รัฐไม่อาจละเลยได้

 

  • อะไรคือผลตอบแทนที่แท้จริงต่อไทย และผลตอบแทนต้องชัดเจนใน 2 ส่วนคือ เศรษฐกิจ และความมั่นคง ดังนั้น ถ้าตัดสินใจทำโครงการแล้ว ไทยจะมีฐานะทางเศรษฐกิจที่มั่งคั่งขึ้นตามที่รัฐได้โฆษณาไว้ หรือทำแล้ว ไทยจะกลายเป็น “รัฐลูกหนี้” ที่ถูกควบคุมโดยรัฐมหาอำนาจเจ้าของเงินกู้ อันมีนัยของการสูญเสียอธิปไตย อันเป็นผลจากการ “ติดกับดักหนี้” (debt trap) ที่ไทยไม่มีความสามารถในการจ่ายคืนเงินลงทุน และดอกเบี้ยให้แก่รัฐเจ้าของเงินกู้ได้ และเพื่อป้องกันการล้มละลายทางเศรษฐกิจ รัฐผู้กู้จึงต้องยอมสละอำนาจอธิปไตยของดินแดนบางส่วนให้แก่รัฐเจ้าของเงิน เงื่อนไขเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไทยต้องระมัดระวังให้มาก

 

  • รัฐบาลไทยมีความเข้าใจและความตระหนักในปัญหา “กับดักหนี้” เช่นนี้เพียงใด เพราะความผิดพลาดและข้อจำกัดของเศรษฐกิจไทย อาจนำไปสู่การพาประเทศไปติด “กับดักหนี้” ได้เช่นที่เกิดขึ้นกับหลายประเทศในเวทีโลก ซึ่งไม่ต่างอะไรกับ “การขายชาติ” ในอีกรูปแบบหนึ่ง เพราะผลที่ตามมาคือ การสูญเสียอธิปไตยของรัฐ (น่าแปลกใจที่รัฐบาลนี้ ประกาศตัวเป็น “รัฐบาลชาตินิยม-อนุรักษนิยม” แต่กลับละเลยปัญหาผลกระทบต่อประเด็นอธิปไตยของประเทศ หรือจะเป็นรัฐบาลชาตินิยมในกรณีกัมพูชา เพื่อใช้หาเสียงเท่านั้น)

 

  • ต้องพิจารณาถึงข้อจำกัด 4 ประการของไทยคือ “ปัญหา 4 ไม่” ได้แก่ ไม่มีทุน ไม่มีแรงงาน ไม่มีเทคโนโลยีในการก่อสร้าง ไม่มีทักษะการบริหารจัดการ ทำให้ไทยต้องพึ่งต่างชาติเจ้าของเงินกู้อย่างมากใน 4 ปัจจัยดังกล่าว หรือพื้นที่ส่วนนี้ถูกควบคุมโดยรัฐมหาอำนาจเจ้าของเงินด้วยการเป็น “พื้นที่สัมปทาน” ดังเช่นกรณีสัมปทานของจีนในโครงการรถไฟความเร็วสูงในลาว ดังนั้น ไทยจะต้องไม่พาตัวเองด้วยความต้องการที่ไม่ชัดเจน เพื่อเข้าไป “ติดกับดักสัมปทานจีน” เช่นในตัวอย่างของลาว

 

  • รัฐบาลจะตัดสินใจพึ่งพาประเทศใดในทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ถ้าพึ่งจีน ต้องระมัดระวังไม่เข้าสู่ “กับดักหนี้จีน” ดังที่กล่าวแล้ว แต่ในอีกด้านของปัญหาทางการเมืองระหว่างประเทศคือ ทำอย่างไรที่รัฐบาลไทยจะต้องสร้าง “สมดุลทางภูมิรัฐศาสตร์” ในการทำโครงการนี้ให้ได้ มิเช่นนั้นแล้ว การทำโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ จะกลายเป็นการเลือกข้างทางการเมืองในเวทีโลก

 

ข้อพิจารณาเพิ่มเติมบางประการ

 

  • รัฐบาลต้องตระหนักถึง การทำโครงการให้โปร่งใส และแสดงให้เห็นผลได้ที่ชัดเจน มิฉะนั้น โครงการจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของการ “หากิน” ของกลุ่มผู้มีอำนาจในรัฐบาล เพราะภาพลักษณ์จากวิกฤตน้ำมัน ทำให้เกิด “วิกฤตศรัทธา” และต้องระวังไม่ให้โครงการนี้กลายเป็น “วิกฤตศรัทธา” ซ้ำรอย และต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดสภาวะ “อภิมหาโปรเจ็กต์=อภิมหาคอร์รัปชัน” อันจะทำลายความเชื่อมั่นของสังคมต่อรัฐบาล

 

  • สังคมไม่อยากเห็นการเริ่มต้นเมกาโปรเจ็กต์ด้วยปัญหาการแสวงหาผลประโยชน์ของนักการเมือง เช่น โครงการเริ่มต้นด้วยการปั่นราคาที่ดิน หรือเริ่มด้วยการกว้านซื้อที่ดิน และทั้งไม่อยากเห็นโครงการดังกล่าวกลายเป็น “EEC 2” ที่สุดท้ายแล้ว โครงการดังกล่าวมีแต่คำสัญญา และความฝันที่เลื่อนลอย (ภาษาชาวบ้านคือ “ฝันเพ้อเจ้อ”) เพราะแทบไม่มีอะไรเป็นจริง เสมือนการทำโครงการเพียงเพื่อหาประโยชน์คนบางกลุ่มบางคน แต่คนในพื้นที่ไม่ได้รับผลตอบแทน และต้องทนรับกับสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น

 

  • หันทิศทางความคิดเรื่อง Land Bridge ใหม่ โดยใช้โครงการนี้ในการเชื่อมต่อพื้นที่ตอนในของภูมิภาค และเมืองท่าตามแนวชายฝั่งของอ่าวไทย ทั้งไทย กัมพูชา และเวียดนาม (บางส่วน) ไม่ใช่การขนสินค้าข้ามฝั่งแบบที่คิด เพราะการทำเช่นนั้น มีค่าใช้จ่ายสูงเกินความจำเป็น และโครงการอาจจะไม่ต้องใหญ่และมีมูลค่าสูงเช่นที่รัฐบาลนำเสนอ

 

  • เร่งพัฒนาระบบรางด้วยรถไฟความเร็วสูงเชื่อมเมืองท่าด้านฝั่งตะวันตกของประเทศ เพื่อก่อให้เกิดการส่งสินค้าเข้าสู่พื้นที่ตอนในของภูมิภาคในอนาคต และท่าเรือนี้อาจไม่จำเป็นต้องอยู่ในไทย เช่น กรณีของท่าเรือทวาย ที่เอกชนไทยเคยเข้าไปลงทุน แต่ไม่มีขีดความสามารถจริง จึงทำให้โครงการดังกล่าวของไทยต้องล้มลง และเป็นการเสียโอกาสครั้งสำคัญของไทยในมิติของการขนส่ง ซึ่งวันนี้ แทบจะไม่มีใครกล่าวถึงโครงการทวายแล้ว

 

  • การทำอภิมหาโปรเจ็กต์เช่นนี้ รัฐบาลควรหาบุคคลคนที่มี “เครดิต” ทางการเมืองในการสื่อสารกับประชาชน นักการเมืองบางคนที่ออกมาโฆษณาและ “เสนอขาย” โครงการนั้น หมดสิ้นสภาพไปตั้งแต่ “วิกฤตน้ำมัน” ในสังคมไทยแล้ว ข้อเสนอจึงก่อให้เกิดความแคลงใจ มากกว่าจะสร้างความมั่นใจ อีกทั้ง รัฐบาลควรหาองค์กรที่มี “ความน่าเชื่อถือ” ในการสำรวจวิจัยในเรื่องที่เกี่ยวข้อง เพราะต้องยอมรับว่า ผู้คนในสังคมไทยวันนี้ ทั้งไม่เชื่อใจและไม่มั่นใจกับรัฐบาลในภาวะเช่นนี้ เพราะต้องยอมรับว่า ในมิติทางการเมืองนั้น รัฐบาลเองก็เผชิญกับ “วิกฤตศรัทธา” อยู่พอสมควร

 

ท้ายบท

 

บทความนี้ อยากขอปิดท้ายด้วยข้อความของ Hammond Innes ในหนังสือเรื่อง The Wreck of the Mary Deare (1956) ว่า “คนที่ถูกทะเลกล่อมจนมีความรู้สึกผิดพลาดด้านความมั่นคงคือ คนที่กำลังตกอยู่ในอันตรายอย่างใหญ่หลวง” … ก็หวังว่า คนในรัฐบาลไทยจะไม่ใช่พวกที่ถูกทะเลกล่อมจนเกิดความรู้สึกที่ผิดพลาดเช่นนั้นนะครับ !

 

ภาพ: Yakcuteboy via ShutterStock

The post Land Bridge : Bridge over Troubled Water ! appeared first on THE STANDARD.

]]>
กทม. เปิดขั้นตอนรับสมัครและจับสลากหมายเลขผู้ว่าฯ-ส.ก. เตรียมความพร้อมบุคลากรกว่า 1,500 นาย คุมเข้มความเรียบร้อย 28 พ.ค. – 1 มิ.ย. นี้ https://thestandard.co/bkk-election-application-lottery/ Wed, 27 May 2026 05:03:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1211369 เจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครเตรียมความพร้อมสำหรับการรับสมัครและจับสลากหมายเลขผู้สมัครผู้ว่าฯ-ส.ก.

วันนี้ (27 พฤษภาคม) กรุงเทพมหานครเปิดเผยขั้นตอนการรับสม […]

The post กทม. เปิดขั้นตอนรับสมัครและจับสลากหมายเลขผู้ว่าฯ-ส.ก. เตรียมความพร้อมบุคลากรกว่า 1,500 นาย คุมเข้มความเรียบร้อย 28 พ.ค. – 1 มิ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครเตรียมความพร้อมสำหรับการรับสมัครและจับสลากหมายเลขผู้สมัครผู้ว่าฯ-ส.ก.

วันนี้ (27 พฤษภาคม) กรุงเทพมหานครเปิดเผยขั้นตอนการรับสมัครและจับสลากหมายเลขประจำตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม ถึง 1 มิถุนายน 2569 เวลา 08.30-16.30 น. ที่ ห้องบางกอก ชั้น B2 อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง)

 

โดยกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนเพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรม สำหรับผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่เดินทางมาถึงสถานที่รับสมัครก่อนเวลา 08.30 น. เจ้าหน้าที่จะให้ผู้สมัครเป็นผู้ลงลายมือชื่อและระบุเวลาด้วยตนเองในใบลงทะเบียน ณ จุดตรวจเอกสารบริเวณด้านซ้ายก่อนเข้าห้องบางกอก ซึ่งมีการเปิดโต๊ะรับสมัครจำนวน 4 โต๊ะ เมื่อถึงกำหนดเวลา 08.30 น. เจ้าหน้าที่จะทำการขีดเส้นแดงใต้รายชื่อสุดท้าย เพื่อให้ถือว่าผู้สมัครในกลุ่มดังกล่าวเดินทางมาถึงพร้อมกัน และมีสิทธิเจรจาตกลงลำดับการยื่นใบสมัครและหมายเลขที่จะใช้ในการหาเสียง

 

หากไม่สามารถตกลงกันได้ ปลัดกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร จะเป็นผู้ชี้แจงและนำเข้าสู่กระบวนการจับสลาก 2 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 จะเป็นการจับสลากเพื่อกำหนดลำดับผู้มีสิทธิจับหมายเลข และครั้งที่ 2 ผู้สมัครจะทำการจับสลากหมายเลขประจำตัวเพื่อใช้ในการยื่นสมัครและนำไปใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งต่อไป

 

ในส่วนของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) จะใช้ขั้นตอนการจับสลากในลักษณะเดียวกัน แต่จะมอบหมายให้ประธานอนุกรรมการประจำเขตเป็นผู้ดำเนินการจับสลากในกรณีที่ผู้สมัครไม่สามารถตกลงลำดับกันได้

 

โดยกรุงเทพมหานครได้จัดเตรียมจุดลงทะเบียนและตรวจเอกสารเบื้องต้นแยกตามเขตทั้ง 50 เขตไว้ภายในห้องบางกอก เพื่อลดความแออัดและระยะเวลาในการรอคอย ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

 

กรุงเทพมหานครได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเกือบ 1,500 นาย แบ่งเป็นฝ่ายรับสมัคร ตรวจสอบเอกสาร อำนวยความสะดวก และรักษาความปลอดภัย พร้อมกำหนดมาตรการเข้าพื้นที่อย่างเข้มงวด โดยผู้ที่จะผ่านเข้าพื้นที่ต้องลงทะเบียนและมีบัตรอนุญาตเท่านั้น อนุญาตให้ผู้สมัครมีผู้ติดตามได้เพียง 1 คน ตลอดจนมีการกำหนดแนวปฏิบัติสำหรับสื่อมวลชน เพื่อมิให้รบกวนกระบวนการรับสมัครและสามารถปฏิบัติงานได้อย่างเหมาะสม

 

พร้อมกันนี้ กรุงเทพมหานครได้ย้ำเตือนให้ผู้ประสงค์จะสมัครรับเลือกตั้ง ตรวจสอบคุณสมบัติและจัดเตรียมเอกสารประกอบการสมัครให้ครบถ้วน โดยผู้สมัคร ส.ก. ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี ไม่จำกัดวุฒิการศึกษา ขณะที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า โดยทั้งสองตำแหน่งจะต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตกรุงเทพมหานครติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ปี นับถึงวันเลือกตั้ง และต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น

 

สำหรับหลักฐานสำคัญที่ต้องนำมาแสดง ประกอบด้วย ใบสมัครรับเลือกตั้ง รูปถ่าย สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน ใบรับรองแพทย์ หลักฐานการศึกษา (สำหรับผู้สมัครผู้ว่าฯ) และหลักฐานการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาย้อนหลัง 3 ปี หรือหนังสือยืนยันกรณีไม่ได้เสียภาษี พร้อมทั้งชำระค่าธรรมเนียมการสมัครสำหรับตำแหน่ง ส.ก. จำนวน 10,000 บาท และตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จำนวน 50,000 บาท

The post กทม. เปิดขั้นตอนรับสมัครและจับสลากหมายเลขผู้ว่าฯ-ส.ก. เตรียมความพร้อมบุคลากรกว่า 1,500 นาย คุมเข้มความเรียบร้อย 28 พ.ค. – 1 มิ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผบ.ตร. ออกคำสั่งด่วนที่สุด คุมเข้มภาพลักษณ์ตำรวจบนโซเชียลมีเดีย กำชับสวมเครื่องแบบ-ทรงผมเป๊ะ ห้ามแสดงกิริยาไม่เหมาะสม https://thestandard.co/police-social-media-conduct-order/ Wed, 27 May 2026 03:17:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1211324 ภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบ

วานนี้ (26 พฤษภาคม) พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บ […]

The post ผบ.ตร. ออกคำสั่งด่วนที่สุด คุมเข้มภาพลักษณ์ตำรวจบนโซเชียลมีเดีย กำชับสวมเครื่องแบบ-ทรงผมเป๊ะ ห้ามแสดงกิริยาไม่เหมาะสม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบ

วานนี้ (26 พฤษภาคม) พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้ลงนามในหนังสือวิทยุสั่งการด่วนที่สุด เรื่อง การประพฤติตนอย่างเหมาะสมของข้าราชการตำรวจเมื่อแต่งเครื่องแบบ โดยส่งตรงถึงผู้บังคับบัญชาระดับสูง ตั้งแต่ระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จเรตำรวจ ผู้บัญชาการ และผู้บังคับการทุกหน่วยทั่วประเทศ เพื่อกำชับแนวทางการปฏิบัติตนและรักษาภาพลักษณ์อันดีงามขององค์กร

 

สาระสำคัญของหนังสือสั่งการดังกล่าว ระบุถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่มีข้าราชการตำรวจจำนวนมากปฏิบัติหน้าที่และปรากฏตัวผ่านสื่อสาธารณะ สื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงการทำหน้าที่เป็นอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) เพื่อช่วยขับเคลื่อนงานด้านการประชาสัมพันธ์ เสริมสร้างภาพลักษณ์ และสร้างความเข้าใจในภารกิจของเจ้าหน้าที่ตำรวจให้แก่ประชาชน ซึ่งส่งผลดีต่อการสื่อสารองค์กรให้เป็นที่เข้าใจมากยิ่งขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้เน้นย้ำว่า เมื่อข้าราชการตำรวจปรากฏตัวต่อสาธารณชนในขณะสวมเครื่องแบบ จำเป็นต้องรักษาเกียรติยศและความสง่างามของเครื่องแบบอย่างเคร่งครัด โดยจะต้องแต่งกายให้เป็นระเบียบเรียบร้อย และไว้ทรงผมให้ถูกต้องตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการปฏิบัติตนของข้าราชการตำรวจเมื่อแต่งเครื่องแบบ พ.ศ. 2566

 

ดังนั้น เพื่อให้การสื่อสารข้อมูลข่าวสารหรือการปฏิบัติหน้าที่ผ่านสื่อสาธารณะเป็นแบบอย่างที่ดีและมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงสั่งการให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้น กำกับดูแลข้าราชการตำรวจในสังกัดที่ปฏิบัติหน้าที่หรือทำประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะเรื่องการแต่งกายและทรงผม พร้อมทั้งให้หลีกเลี่ยงการแสดงกิริยาท่าทางที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กร

 

รวมทั้งได้มอบหมายให้หน่วยงานจเรตำรวจ (จต.) ทำหน้าที่สอดส่อง ดูแล และให้คำแนะนำการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจในกรณีดังกล่าวอย่างใกล้ชิดต่อไป

The post ผบ.ตร. ออกคำสั่งด่วนที่สุด คุมเข้มภาพลักษณ์ตำรวจบนโซเชียลมีเดีย กำชับสวมเครื่องแบบ-ทรงผมเป๊ะ ห้ามแสดงกิริยาไม่เหมาะสม appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ คุยมาครง ปมชายแดนกัมพูชา ย้ำไทยปกป้องอธิปไตย ไม่ใช่ผู้รุกราน ขอยูเนสโก สำรวจมรดกโลกฝั่งไทยด้วย https://thestandard.co/anutin-macron-cambodia-border-unesco/ Wed, 27 May 2026 02:13:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1211306 อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หารือกับ เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส

วานนี้ (26 พฤษภาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐ […]

The post นายกฯ คุยมาครง ปมชายแดนกัมพูชา ย้ำไทยปกป้องอธิปไตย ไม่ใช่ผู้รุกราน ขอยูเนสโก สำรวจมรดกโลกฝั่งไทยด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หารือกับ เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส

วานนี้ (26 พฤษภาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการหารือกับเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส โดยระบุว่า เมื่อมีคำถามมา รัฐบาลจึงตอบไปในบริบทของเรา ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ดีที่ตนได้เป็นนายกรัฐมนตรีในช่วงที่มีความขัดแย้ง มีการโต้กันทั้งทางกำลังและทางการทูต

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า ตนจะใช้เวลาในพื้นที่ชายแดนมากเป็นพิเศษ เนื่องจากในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือที่เรียกว่าพื้นที่ทางการเมืองในแทบทุกจังหวัดตามแนวชายแดน ทั้งจังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี ตราด จันทบุรี สระแก้ว และปราจีนบุรี

 

จึงใช้เวลาเดียวกันตลอด 8 เดือน ในฐานะนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลความมั่นคง ไปคลุกคลีกับผู้ปฏิบัติงานด้านความมั่นคง การปกครอง และการสาธารณสุข มีโอกาสยืนอยู่ในจุดสู้รบ ซึ่งผู้นำหรือตัวแทนของประเทศอื่นๆ จะใช้การรายงานผลจากเจ้าหน้าที่ที่ส่งไป แต่สำหรับประเทศไทย ตนคือเจ้าหน้าที่คนนั้น

 

ดังนั้นเมื่อมีการกล่าวหาประเทศไทยว่าทำอะไร หรือมีการรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่าเรา ตนจะสามารถชี้แจงได้โดยที่นัยน์ตาของตนไม่หลบใครเลย เป็นการชี้แจงด้วยความมั่นใจ มีหลักฐานจากการถ่ายภาพด้วยตัวเองทั้งหมด ซึ่งได้นำภาพถ่ายจากโทรศัพท์มือถือส่วนตัวชี้แจงให้กับประธานาธิบดีฝรั่งเศสว่า มีความจริงเท็จอย่างไร ทุกประเทศที่เคยได้มาพบกับตนก็จะได้รับข้อมูลการชี้แจง มีความมั่นใจว่าประเทศไทยดำรงสถานะด้วยความเหมาะสมทุกประการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยต้องทำในการรักษาอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน

 

ทั้งนี้ การเดินทางเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสครั้งนี้ มีโอกาสหารือกับองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) หรือยูเนสโก โดยยูเนสโกกล่าวกับตนว่า ประเทศกัมพูชาได้ร้องขอให้ไปสำรวจวัดที่ขึ้นทะเบียนมรดกโลก ว่าจะได้รับผลกระทบจากการโจมตีทางทหารของไทยหรือไม่

 

ตนจึงระบุกลับไปว่า เป็นเรื่องที่ยินดี เห็นว่ามีความสมเหตุสมผลที่ทุกประเทศจะร้องขอจากองค์กรนานาชาติได้ แต่หากไปในเรื่องการสำรวจความเสียหายของมรดกโลกจากเหตุการณ์สู้รบ ตนก็ขอให้มาสำรวจที่ประเทศไทยด้วยเช่นกัน อย่าไปสำรวจที่ประเทศนั้นเพียงอย่างเดียว จึงจะได้เห็นว่าไม่ใช่เรื่องของการโจมตีเพียงฝ่ายเดียว

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำกับประธานาธิบดีฝรั่งเศสว่า ประเทศไทยดำรงตนเป็นผู้ปกป้องอธิปไตย หรือเป็นฝ่ายปกป้องตนเองมากกว่า แต่แน่นอนว่าหากมีการรุกราน เราก็จัดเต็ม นี่จึงถือเป็นอีกเรื่องที่รัฐบาลได้มีโอกาสชี้แจงกับต่างประเทศ

 

 

The post นายกฯ คุยมาครง ปมชายแดนกัมพูชา ย้ำไทยปกป้องอธิปไตย ไม่ใช่ผู้รุกราน ขอยูเนสโก สำรวจมรดกโลกฝั่งไทยด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผบ.ตร. สั่งปูพรมจัดระเบียบจุดตัดทางรถไฟทั่วประเทศ พบทางลักผ่าน 249 จุด https://thestandard.co/police-chief-railway-crossing-crackdown/ Wed, 27 May 2026 01:56:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1211298 ภาพมุมกว้างจุดตัดทางรถไฟที่ไม่มีเครื่องกั้น มีรถยนต์จอดรอรถไฟวิ่งผ่าน

วานนี้ (26 พฤษภาคม) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแ […]

The post ผบ.ตร. สั่งปูพรมจัดระเบียบจุดตัดทางรถไฟทั่วประเทศ พบทางลักผ่าน 249 จุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมกว้างจุดตัดทางรถไฟที่ไม่มีเครื่องกั้น มีรถยนต์จอดรอรถไฟวิ่งผ่าน

วานนี้ (26 พฤษภาคม) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ/โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนการบริหารราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติด้านการจราจร เพื่อวางแนวทางในการป้องกันอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดทางรถไฟ

 

จากข้อมูลผลการสำรวจจุดตัดทางรถไฟทั่วประเทศของกองบัญชาการตำรวจนครบาล และตำรวจภูธรภาค 1-9 พบว่า ปัจจุบันมีจุดตัดทางรถไฟรวมทั้งสิ้น 1,478 แห่งทั่วประเทศ โดย ผบ.ตร. ได้แสดงความห่วงใยเป็นพิเศษต่อปัญหาทางลักผ่าน (ทางที่ประชาชนทำขึ้นเองโดยไม่ได้รับอนุญาต) ซึ่งจากการสำรวจพบว่ามีจำนวนสูงถึง 249 จุด โดยจุดเหล่านี้ไม่มีสัญญาณเตือนหรือเครื่องกั้นที่เป็นมาตรฐาน ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดอุบัติเหตุรุนแรง

 

ผบ.ตร. ได้สั่งการ 4 มาตรการ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาและป้องกันอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดทางรถไฟเป็นรูปธรรม ดังนี้

 

  • บูรณาการแก้ไขปัญหาทุกภาคส่วน : ประสานงานร่วมกับกรุงเทพมหานคร การรถไฟแห่งประเทศไทย องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดมาตรการ วางระบบเครื่องกั้นทางรถไฟ กล้องวงจรปิด และการปล่อยรถไฟในจุดตัดต่าง ๆ โดยเฉพาะการเข้าไปจัดการจุดที่เป็นทางลักผ่าน ให้มีความปลอดภัยตามมาตรฐาน หรือพิจารณาปิดจุดที่เสี่ยงอันตรายเกินไป
  • การประชาสัมพันธ์เชิงรุก : มุ่งให้ความรู้เรื่องข้อกฎหมายและผลกระทบจากอุบัติเหตุ โดยเฉพาะความเสี่ยงบริเวณทางลักผ่าน เพื่อสร้างความตระหนักรู้และภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น
  • การบังคับใช้กฎหมายเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ : เข้มงวดให้ผู้ขับขี่ลดความเร็วของรถ และหยุดรถให้ห่างจากทางรถไฟไม่น้อยกว่า 5 เมตร รวมทั้งห้ามหยุดหรือจอดรถคร่อมทางรถไฟ หรือบนเครื่องหมายเส้นทแยงเหลืองโดยเด็ดขาด
  • นำเทคโนโลยีมาใช้ในการตรวจสอบและป้องกัน : ติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อตรวจสอบสภาพการจราจร และแจ้งเตือนเมื่อมีรถไฟหรือยานพาหนะเข้ามาในเขตอันตรายแบบ Real-time

 

ผบ.ตร. เน้นย้ำว่า ความปลอดภัยบริเวณจุดตัดทางรถไฟเป็นเรื่องเร่งด่วน โดยเฉพาะทางลักผ่านที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ จึงสั่งการให้ทุกหน่วยเร่งประสานหน่วยงานในพื้นที่ กำหนดมาตรฐานการปฏิบัติร่วมกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสีย และในกรณีที่เกิดเหตุ ให้ผู้กำกับการทุกสถานีตำรวจบริหารจัดการสถานการณ์ให้คลี่คลายโดยเร็ว

The post ผบ.ตร. สั่งปูพรมจัดระเบียบจุดตัดทางรถไฟทั่วประเทศ พบทางลักผ่าน 249 จุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
มหาดไทยสั่งทุกอำเภอลงพื้นที่ด่วน ช่วยประชาชน-ร้านค้า ลงทะเบียน ‘ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)’ https://thestandard.co/interior-districts-help-thai-chuay-thai-plus/ Tue, 26 May 2026 10:35:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1211205 เจ้าหน้าที่กำลังช่วยเหลือประชาชนและร้านค้าลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทย พลัส

กรมการปกครองสั่งการด่วนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ […]

The post มหาดไทยสั่งทุกอำเภอลงพื้นที่ด่วน ช่วยประชาชน-ร้านค้า ลงทะเบียน ‘ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่กำลังช่วยเหลือประชาชนและร้านค้าลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทย พลัส

กรมการปกครองสั่งการด่วนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เร่งให้อำเภอและฝ่ายปกครองลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการร้านค้า ลงทะเบียนโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)’ หลังพบปัญหาการใช้งานระบบจำนวนมาก ทั้งการยืนยันตัวตนผ่าน G-Wallet ไม่สำเร็จ ขาดความเข้าใจในการใช้งานแอปฯ และประชาชนแห่ติดต่อธนาคารพร้อมกันจนเกิดความแออัด

 

วันนี้ (26 พฤษภาคม) นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เปิดเผยว่า ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 อนุมัติโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)’ เพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน พบว่าปัจจุบันมีประชาชนจำนวนมากประสบปัญหาในการใช้งานระบบ อาทิ การสแกนใบหน้าเพื่อยืนยันตัวตนบน G-Wallet ผ่านแอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ ไม่สำเร็จ รวมถึงขาดความรู้ความเข้าใจในการใช้งานแอปพลิเคชัน

 

นอกจากนี้ ยังพบปัญหาประชาชนเดินทางไปติดต่อธนาคารกรุงไทยพร้อมกันจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดความแออัดในหลายพื้นที่

 

อธิบดีกรมการปกครองจึงได้ลงนามในหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด กำชับให้อำเภอทั่วประเทศเร่งลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการร้านค้า ในการสมัครและใช้งานแอปพลิเคชัน ‘ถุงเงิน’ เพื่อเข้าร่วมโครงการอย่างใกล้ชิด

 

พร้อมมอบหมายให้ปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และคณะกรรมการหมู่บ้าน (กม.) บูรณาการร่วมกับหน่วยงานราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ลงพื้นที่เชิงรุก เพื่อให้คำแนะนำ อำนวยความสะดวก และช่วยเหลือประชาชนกับร้านค้าที่สนใจเข้าร่วมโครงการ

 

สำหรับผู้ประกอบการร้านค้าที่มีคุณสมบัติตามเงื่อนไขโครงการ สามารถทยอยลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้อย่างต่อเนื่อง โดยร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ สามารถยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการได้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 ส่วนร้านค้าที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการ สามารถลงทะเบียนได้ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569

 

ทั้งนี้ กรมการปกครองยังขอให้ร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว ตรวจสอบการยินยอมและการรับทราบเงื่อนไขผ่านแอปพลิเคชัน ‘ถุงเงิน’ ให้ครบถ้วน เพื่อให้การลงทะเบียนเสร็จสมบูรณ์

 

ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถศึกษาหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์โครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’

The post มหาดไทยสั่งทุกอำเภอลงพื้นที่ด่วน ช่วยประชาชน-ร้านค้า ลงทะเบียน ‘ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบื้องหลังนิทรรศการ: โปรเจ็กต์ที่ใช้เวลากว่าหนึ่งปี และการนำฉลองพระองค์ออกนอกประเทศเป็นครั้งแรก https://thestandard.co/royal-thai-dress-exhibition-paris/ Tue, 26 May 2026 09:39:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1211179 ฉลองพระองค์จัดแสดงในนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส 5

จากบทสัมภาษณ์พระราชทานพิเศษ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้า […]

The post เบื้องหลังนิทรรศการ: โปรเจ็กต์ที่ใช้เวลากว่าหนึ่งปี และการนำฉลองพระองค์ออกนอกประเทศเป็นครั้งแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฉลองพระองค์จัดแสดงในนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส 5

จากบทสัมภาษณ์พระราชทานพิเศษ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเปิดเผยว่า โครงการนี้ใช้เวลาเตรียมงานมากกว่าหนึ่งปี โดยจุดเริ่มต้นมาจากการเตรียมงานเฉลิมฉลอง 170 ปีความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส

 

พระองค์ทรงระบุว่า ด้วยความที่เคยทรงศึกษาและใช้ชีวิตในฝรั่งเศส ทำให้ทรงเข้าใจรสนิยมและบริบทของผู้ชมในประเทศนี้ จึงเห็นว่าการนำเสนอผ่านแฟชั่นและศิลปวัฒนธรรมไทยจะเป็นรูปแบบที่เหมาะสม

 

แนวคิดสำคัญของนิทรรศการคือการทำให้ผู้ชมต่างชาติเห็นว่า มรดกแฟชั่นไทย งานหัตถศิลป์ และอัตลักษณ์ไทย สามารถยืนอยู่บนเวทีโลกได้อย่างร่วมสมัย

 

พระองค์ยังทรงเปิดเผยว่า หนึ่งในหมุดหมายสำคัญคือการได้รับพระบรมราชานุญาตให้นำ ฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ มาจัดแสดงนอกประเทศไทย ซึ่งถือเป็นครั้งแรก

 

หลังจากนั้น ทีมงานจากไทยและฝรั่งเศสร่วมทำงานอย่างใกล้ชิด โดยภัณฑารักษ์ของ MAD Paris เดินทางมาศึกษาคอลเลกชันในประเทศไทย พร้อมร่วมกันวางโครงสร้างนิทรรศการในแต่ละ section

 

นอกจากฉลองพระองค์และสิ่งทอประวัติศาสตร์แล้ว ยังมีผลงานจาก SIRIVANNAVARI Atelier & Academy รวมถึงแบรนด์ไทยร่วมสมัย เช่น TIRAPAN, ASAVA, VATIT ITTHI, WISHARAWISH และ MESHMUSEUM

 

ฝั่งงานหัตถศิลป์ยังรวมถึง ลิเภา, เครื่องถม, เบญจรงค์ และงานคราฟต์ไทยจากหลายภูมิภาค โดยบางส่วนเชื่อมโยงกับคอลเลกชันของพิพิธภัณฑ์ฝรั่งเศสเอง

 

พระองค์ทรงระบุว่า กระบวนการทำงานเต็มไปด้วยการค้นคว้าเชิงลึก การหารือ และการถกเถียงด้านการจัดวางและการตีความ เพื่อให้การนำเสนอมีความสมบูรณ์ที่สุด

 

หนึ่งในห้องที่ทรงโปรดเป็นพิเศษคือห้อง Brocade หรือห้องผ้ายก ซึ่งมีการออกแบบพื้นที่ด้วยโทนสีชมพูเพื่อขับให้ฉลองพระองค์โดดเด่น โดยเป็นผลจากการร่วมปรับแนวคิดกับทีมพิพิธภัณฑ์หลายรอบ

 

พระองค์ยังตรัสถึงผลตอบรับจากต่างประเทศว่า สื่อต่างชาติระดับโลกอย่าง WWD และ Vogue USA ให้ความสนใจและนำเสนอเรื่องราวของนิทรรศการ ขณะที่มีผู้เข้าชมชาวต่างชาติรอต่อคิวเข้าชมตั้งแต่วันแรก

 

พระองค์ตรัสว่า นิทรรศการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการนำเสนอแฟชั่นไทย แต่ยังสะท้อนบทบาทของแฟชั่นในฐานะบันทึกประวัติศาสตร์ของชาติ และเป็นเครื่องมือทางการทูตวัฒนธรรม

 

“ถ้าใครมีโอกาสมาปารีส ก็อยากให้มาดู เพราะเชื่อว่าคนไทยที่ได้ชมจะภูมิใจในความเป็นไทย”

 

สำหรับนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté – Royal Thai Dress: From Tradition to Modernity’ เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 1 พฤศจิกายน 2569 ณ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการทูตวัฒนธรรมไทยบนเวทีโลก ผ่านพลังของแฟชั่น สิ่งทอ และภูมิปัญญาหัตถศิลป์ไทยร่วมสมัย

 

ฉลองพระองค์จัดแสดงในนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส

ฉลองพระองค์จัดแสดงในนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส 1ฉลองพระองค์จัดแสดงในนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส 2ฉลองพระองค์จัดแสดงในนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส 3ฉลองพระองค์จัดแสดงในนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส 4

The post เบื้องหลังนิทรรศการ: โปรเจ็กต์ที่ใช้เวลากว่าหนึ่งปี และการนำฉลองพระองค์ออกนอกประเทศเป็นครั้งแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จเปิดนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่ปารีส ฉลอง 170 ปีสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส นำราชพัสตราไทยสู่เวทีโลก https://thestandard.co/sirivannavari-paris-thai-dress-exhibition/ Tue, 26 May 2026 09:28:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1211170 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเปิดนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส

วานนี้ (25 พฤษภาคม) สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณ […]

The post เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จเปิดนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่ปารีส ฉลอง 170 ปีสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส นำราชพัสตราไทยสู่เวทีโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเปิดนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส

วานนี้ (25 พฤษภาคม) สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปยัง Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส เพื่อทรงเป็นประธานในงานเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 170 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและฝรั่งเศส พร้อมทรงเปิดนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté – Royal Thai Dress: From Tradition to Modernity’ หรือ ‘ราชพัสตราสู่สากล’ ซึ่งจัดขึ้นภายใต้พระอุปถัมภ์ เพื่อถ่ายทอดคุณค่าและวิวัฒนาการของเครื่องแต่งกายไทยสู่สายตานานาชาติ

 

นิทรรศการครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่าง สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย, พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ, สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส และ Musée des Arts Décoratifs โดยจัดแสดงผลงานกว่า 200 รายการ ทั้งฉลองพระองค์ ผ้ายกโบราณ เครื่องประดับ งานหัตถศิลป์ และผลงานออกแบบร่วมสมัยของนักออกแบบไทย เพื่อสะท้อนการเดินทางของ ‘ราชพัสตราไทย’ จากรากวัฒนธรรมสู่เวทีแฟชั่นโลก

 

ภายในพิธีเปิด Ms. Bénédicte Gady ผู้อำนวยการใหญ่ของพิพิธภัณฑ์ กล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ ก่อนที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ จะทรงมีพระราชดำรัสเปิดงาน และเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรนิทรรศการทั้ง 7 ห้องจัดแสดง ซึ่งถ่ายทอดพัฒนาการของเครื่องแต่งกายไทยตั้งแต่ยุคสมัยกรุงศรีอยุธยา จนถึงแฟชั่นร่วมสมัยในปัจจุบัน

 

หนึ่งในแกนสำคัญของนิทรรศการ คือการนำเสนอบทบาทของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการพัฒนาชุดไทยพระราชนิยมสมัยใหม่ โดยเฉพาะความร่วมมือกับ Pierre Balmain ดีไซเนอร์ระดับตำนานชาวฝรั่งเศส ซึ่งมีส่วนสำคัญในการผลักดันภาพลักษณ์ “ชุดไทย” ให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ

 

นิทรรศการยังเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส ตั้งแต่ยุคคณะราชทูตสยามในสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เดินทางไปยังราชสำนักของ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ณ พระราชวังแวร์ซาย ในช่วงปี 1685-1686 จนถึงความร่วมมือทางวัฒนธรรมร่วมสมัยในปัจจุบัน

 

ภายหลังเสร็จสิ้นการชมนิทรรศการ มีการจัดเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อถ่ายทอดเอกลักษณ์ความเป็นไทยแก่แขกจากนานาประเทศ โดยเมนูอาหารรังสรรค์โดย CODA Bangkok ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งเจ้าของรางวัลมิชลิน 1 ดาว ที่นำเสนอวัตถุดิบไทยผ่านเทคนิคการปรุงอาหารสมัยใหม่ ขณะที่การตกแต่งโต๊ะอาหารใช้ผลงานหัตถศิลป์ไทยจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ทั้งกล่องย่านลิเภา ตะกร้าสานเงิน และประติมากรรมเครื่องเงินฝีมือช่างชาวเขา สะท้อนภาพลักษณ์หัตถศิลป์ไทยในมิติร่วมสมัย

 

ภายในงานมีบุคคลสำคัญจากทั้งไทยและต่างประเทศเข้าร่วมอย่างคับคั่ง อาทิ อนุทิน ชาญวีรกูล, สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, ซาบีดา ไทยเศรษฐ์, ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์, เศรษฐา ทวีสิน, นวลพรรณ ล่ำซำ รวมถึงบุคคลในแวดวงแฟชั่น ศิลปะ และการทูตจากหลายประเทศ

 

สำหรับนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté – Royal Thai Dress: From Tradition to Modernity’ เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 1 พฤศจิกายน 2569 ณ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการทูตวัฒนธรรมไทยบนเวทีโลก ผ่านพลังของแฟชั่น สิ่งทอ และภูมิปัญญาหัตถศิลป์ไทยร่วมสมัย

 

ภาพ: ไม่ต้องใส่โลโก้

 

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเปิดนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส 1สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเปิดนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส 2สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเปิดนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส 3สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเปิดนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส 4สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเปิดนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส 5สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเปิดนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส 6สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเปิดนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส 7สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเปิดนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส 8สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเปิดนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส 9สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเปิดนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส 10สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเปิดนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส 11สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเปิดนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส 12สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเปิดนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส 13สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเปิดนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส 14สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเปิดนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส 15สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเปิดนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส 16สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเปิดนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส 17สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเปิดนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส 18สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเปิดนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส 19สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเปิดนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส 20

The post เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จเปิดนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่ปารีส ฉลอง 170 ปีสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส นำราชพัสตราไทยสู่เวทีโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาคมทีวีดิจิทัลจี้ กสทช. คลอดแผนแม่บทหลังหมดอายุใบอนุญาตปี 72 ด้าน กสทช. ยันพิจารณาทันกำหนด-เล็งใช้วิธีประมูลพร้อมปรับราคาให้สอดคล้องเศรษฐกิจ https://thestandard.co/digital-tv-nbct-master-plan-auction/ Tue, 26 May 2026 05:06:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1210963 ตัวแทนสมาคมทีวีดิจิทัลยื่นหนังสือถึงประธาน กสทช. เรียกร้องแผนแม่บท

วันนี้ (26 พฤษภาคม)สมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย) […]

The post สมาคมทีวีดิจิทัลจี้ กสทช. คลอดแผนแม่บทหลังหมดอายุใบอนุญาตปี 72 ด้าน กสทช. ยันพิจารณาทันกำหนด-เล็งใช้วิธีประมูลพร้อมปรับราคาให้สอดคล้องเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตัวแทนสมาคมทีวีดิจิทัลยื่นหนังสือถึงประธาน กสทช. เรียกร้องแผนแม่บท

วันนี้ (26 พฤษภาคม)สมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย) นำโดยเดียว วรตั้งตระกูล เลขานุการสมาคม ชาคริต ดิเรกวัฒนชัย อุปนายก และนันท์พันธ์ แสงไชย กรรมการและเหรัญญิก พร้อมด้วยตัวแทนผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อเรียกร้องให้ กสทช. เร่งปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายในการออกประกาศแผนแม่บทกิจการโทรทัศน์ ภายหลังการสิ้นสุดอายุใบอนุญาตประกอบกิจการในปี 2572

 

เดียว ได้สะท้อนถึงปัญหาความล่าช้าว่า ที่ผ่านมาทางสมาคมฯ และกลุ่มผู้ประกอบการได้พยายามนำเสนอข้อมูลและข้อเสนอเชิงนโยบายต่อ กสทช. มาอย่างต่อเนื่อง พร้อมเรียกร้องให้บรรจุเรื่องดังกล่าวเข้าสู่วาระการพิจารณาของคณะกรรมการ แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการประกาศแนวทางที่ชัดเจน ความไม่แน่นอนนี้ส่งผลให้ผู้ประกอบการไม่สามารถวางแผนการดำเนินธุรกิจในระยะยาวได้ ซึ่งอาจลุกลามเป็นผลกระทบวงกว้าง

 

ไม่เพียงแต่ในมิติของภาคธุรกิจหรือวิชาชีพสื่อมวลชน แต่ยังรวมถึงภาคสังคมและประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากการเข้าถึงเนื้อหาที่ขาดคุณภาพ ตลอดจนภาคสถาบันการศึกษาที่ไม่สามารถปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนด้านการสื่อสารมวลชนระดับชาติให้สอดคล้องกับอนาคตได้

 

ด้วยเหตุนี้ สมาคมฯ จึงเรียกร้องให้ กสทช. เร่งจัดทำและประกาศ แผนแม่บทและแผนที่นำทาง (Roadmap) กิจการโทรทัศน์ภายหลังปี 2572 โดยให้ครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ รูปแบบการอนุญาต โครงสร้างการให้บริการในทุกแพลตฟอร์ม มาตรการคุ้มครองสิทธิประชาชนในการเข้าถึงฟรีทีวี หลักเกณฑ์การแข่งขันที่เป็นธรรม รวมถึงแผนการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยีและโครงข่าย ทั้งนี้ หากจำเป็นต้องเปิดประมูลใบอนุญาตใหม่ ผู้ประกอบการก็พร้อมให้ความร่วมมือ แต่ต้องการความชัดเจนในเงื่อนไขล่วงหน้า

 

นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังเสนอให้มีการกำกับดูแลผู้ให้บริการผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล (OTT) ให้มีมาตรฐานและภาระต้นทุนที่เท่าเทียมกับผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ภายใต้กฎหมายปัจจุบัน พร้อมทั้งเรียกร้องให้ กสทช. กำหนดกรอบเวลาประกาศแผนแม่บทให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถเตรียมความพร้อมได้อย่างเหมาะสม

 

ด้าน พันตำรวจเอก ประเวศน์ มูลประมุข เลขานุการประจำประธาน กสทช. ในฐานะตัวแทนรับมอบหนังสือ ได้ออกมาชี้แจงว่า ประธาน กสทช. ได้เร่งรัดและดำเนินการเรื่องนี้ด้วยความเปิดเผยโปร่งใสมาโดยตลอด โดยวาระการพิจารณาแผนแม่บทและการประมูลคลื่นความถี่ได้ถูกบรรจุเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการ กสทช. มาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว รวมถึงในการประชุมวันนี้ด้วย

 

แต่เนื่องจากมีวาระเร่งด่วนอื่นที่ต้องพิจารณาก่อน โดยเฉพาะประเด็นข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีความสำคัญระดับประเทศ หากการพิจารณาวาระดังกล่าวลุล่วงและองค์ประชุมครบถ้วน ก็สามารถหยิบยกเรื่องทีวีดิจิทัลขึ้นมาพิจารณาได้ทันที

 

สำหรับความกังวลกรณีที่อาจดำเนินการไม่ทันก่อนใบอนุญาตหมดอายุนั้น พันตำรวจเอก ประเวศน์ ยืนยันว่ากระบวนการทั้งหมดจะแล้วเสร็จทันเวลาอย่างแน่นอน โดยจะไม่มีผลกระทบที่สร้างความเสียหายต่อผู้ประกอบการ และเมื่อแผนแม่บทมีความชัดเจน จะมีระยะเวลาให้ผู้ประกอบการเตรียมตัวอย่างครบถ้วน

 

ทั้งนี้ เบื้องต้นคาดว่ากระบวนการพิจารณาต่อใบอนุญาตครั้งต่อไปน่าจะใช้วิธีการประมูล ซึ่งจะต้องมีการปรับปรุงรายละเอียดและเงื่อนไขราคาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ สภาพเศรษฐกิจ และต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงไป กสทช. ตระหนักดีว่าภูมิทัศน์สื่อจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในอีก 2 ปีข้างหน้า และสื่อโทรทัศน์ย่อมได้รับผลกระทบ

 

โดยเฉพาะจากพฤติกรรมการรับชมผ่านโทรศัพท์มือถือ ซึ่ง กสทช. จะนำปัจจัยเหล่านี้มาพิจารณาเพื่อวางมาตรการป้องกันและเยียวยาอย่างรัดกุม ควบคู่ไปกับการยืนยันว่าสื่อโทรทัศน์กระแสหลักยังคงมีความจำเป็นต่อสังคมไทย

 

ตัวแทนสมาคมทีวีดิจิทัลยื่นหนังสือถึงประธาน กสทช. เรียกร้องแผนแม่บท 1ตัวแทนสมาคมทีวีดิจิทัลยื่นหนังสือถึงประธาน กสทช. เรียกร้องแผนแม่บท 2ตัวแทนสมาคมทีวีดิจิทัลยื่นหนังสือถึงประธาน กสทช. เรียกร้องแผนแม่บท 3ตัวแทนสมาคมทีวีดิจิทัลยื่นหนังสือถึงประธาน กสทช. เรียกร้องแผนแม่บท 4

The post สมาคมทีวีดิจิทัลจี้ กสทช. คลอดแผนแม่บทหลังหมดอายุใบอนุญาตปี 72 ด้าน กสทช. ยันพิจารณาทันกำหนด-เล็งใช้วิธีประมูลพร้อมปรับราคาให้สอดคล้องเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมช.คมนาคม เผยกรมรางดำเนินคดีรถทุกคันที่จอดทับรางรถไฟ ฐานฝืนกฎจราจร นำร่องติดสัญญาณเตือน-ไม้กั้นอัตโนมัติแก้จุดตัดข้ามรถไฟ https://thestandard.co/railway-crossing-safety-enforcement/ Tue, 26 May 2026 04:33:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1210938 ภาพจุดตัดทางรถไฟที่มีไม้กั้นอัตโนมัติและสัญญาณเตือน

วันนี้ (26 พฤษภาคม) สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่ […]

The post รมช.คมนาคม เผยกรมรางดำเนินคดีรถทุกคันที่จอดทับรางรถไฟ ฐานฝืนกฎจราจร นำร่องติดสัญญาณเตือน-ไม้กั้นอัตโนมัติแก้จุดตัดข้ามรถไฟ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพจุดตัดทางรถไฟที่มีไม้กั้นอัตโนมัติและสัญญาณเตือน

วันนี้ (26 พฤษภาคม) สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงการเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหาย และได้รับความสูญเสียจากเหตุรถไฟชนรถประจำทาง เมื่อ 17 พฤษภาคม ที่ผ่านมาว่า ขณะนี้การเยียวยาผู้เสียชีวิตจากเหตุดังกล่าว ได้มีการอนุมัติเงินเยียวยาแล้ว จำนวน 6 ราย จากทั้งหมด 8 ราย โดยองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้เยียวยา 2,900,000 บาท และจะมีอีก 300,000 บาท จากกองทุนคุ้มครองสิทธิ์ ซึ่ง ขสมก. และ รฟท. จะดำเนินการขออนุมัติต่อไป เช่นเดียวกับผู้บาดเจ็บได้มีการไปเยี่ยม และเยียวยาในเบื้องต้นแล้ว ส่วนผู้เคราะห์ร้ายอื่นๆ จะดำเนินการต่อไป

 

ส่วนขั้นตอนการดำเนินคดีนั้น สิริพงศ์เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางราง ได้แจ้งความร้องทุกข์ เพื่อดำเนินคดีกับผู้ขับรถไฟฐานประมาท และได้มีการดำเนินคดีกับรถทุกคัน ที่จอดทับบริเวณรางรถไฟ ฐานฝ่าฝืนกฎจราจร ซึ่งพนักงานสอบสวน หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็จะดำเนินการต่อไป

 

ส่วนกระทรวงคมนาคมจำเป็นจะต้องมีการถอดบทเรียนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือไม่นั้น สิริพงศ์ชี้แจงว่า การถอดบทเรียนนั้นกระทรวงคมนาคมไม่เคยพูดถึง เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นควรจะดำเนินการมานานแล้ว ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็ถือเป็นเหตุที่รอการเกิด และปัญหาเหล่านี้จำเป็นจะต้องมีการจัดการ และหลายจุดที่เป็นทางลัดข้ามระหว่างทางรถไฟ และชุมชน ซึ่งมีอุปกรณ์ความปลอดภัยไม่ครบถ้วน ก็จะต้องแก้ไขทันที ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้มีการพูดคุยกับสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) หรือ สอทร. เรียบร้อยแล้ว โดยจะนำงบประมาณจากกองทุนเลขทะเบียนสวย ไปจัดการกับปัญหาจุดตัดทางรถไฟ ซึ่งจะนำร่องในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ก่อนจะขยายไปทั่วประเทศ ให้มีอุปกรณ์ความปลอดภัย และสัญญาณแจ้งเตือน ทั้งไฟเตือน เสียงหวูดแจ้งเตือนให้ครบถ้วน ซึ่งในอนาคตอาจจะมีไม้กั้นอัตโนมัติ มีระบบการตรวจจับ เพื่อลดความผิดพลาดจากมนุษย์

 

ส่วนที่สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ สหภาพการรถไฟ สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะคนบริหารจัดการไม่เพียงพอ จะต้องมีการรับเจ้าหน้าที่เพิ่มนั้น สิริพงศ์ระบุว่า ถือเป็นข้อเสนอหนึ่งของสหภาพการรถไฟ แต่เชื่อว่า เทคโนโลยีสามารถทดแทนได้ ซึ่งที่ผ่านมา มีการลดคนแต่ไม่ได้มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ หรือหากจะต้องเพิ่มบุคลากร ก็อาจจะต้องเปลี่ยนรูปแบบการจ้าง เพื่อไม่ให้เป็นภาระผูกพันงบประมาณในระยะยาว

The post รมช.คมนาคม เผยกรมรางดำเนินคดีรถทุกคันที่จอดทับรางรถไฟ ฐานฝืนกฎจราจร นำร่องติดสัญญาณเตือน-ไม้กั้นอัตโนมัติแก้จุดตัดข้ามรถไฟ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมอนามัยชูผลสำเร็จ ‘หวาน 50%’ คนไทยตื่นตัวสั่งหวานน้อย-ไม่หวานเพิ่มขึ้น ลุยขยายผลครอบคลุม 3 หมื่นสาขา https://thestandard.co/doh-sweet-50-campaign-success/ Tue, 26 May 2026 04:29:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1210934 ป้ายสัญลักษณ์แคมเปญ 'หวาน 50%' ของกรมอนามัย

วันนี้ (26 พฤษภาคม) แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดี […]

The post กรมอนามัยชูผลสำเร็จ ‘หวาน 50%’ คนไทยตื่นตัวสั่งหวานน้อย-ไม่หวานเพิ่มขึ้น ลุยขยายผลครอบคลุม 3 หมื่นสาขา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ป้ายสัญลักษณ์แคมเปญ 'หวาน 50%' ของกรมอนามัย

วันนี้ (26 พฤษภาคม) แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยถึงความคืบหน้าการขับเคลื่อนนโยบายด้านสุขภาพของประชาชน ว่า ปัจจุบันมีภาคธุรกิจเครื่องดื่มรายใหญ่ให้ความสนใจและเข้าร่วมขับเคลื่อนแคมเปญ หวานปกติ = หวาน 50% เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยขยายตัวจากเดิม 7 บริษัทในช่วงเริ่มต้น เพิ่มขึ้นเป็น 11 บริษัท ซึ่งครอบคลุมจุดจำหน่ายมากกว่า 30,000 สาขาทั่วประเทศ

 

ความร่วมมือดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมทางอาหาร (Food Environment) ที่เอื้อต่อการดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม จากข้อมูลการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคของหลายบริษัทพบว่า ผู้บริโภคเริ่มมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสั่งเครื่องดื่มอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในเมนูที่เข้าร่วมโครงการ รวมถึงมีสถิติการสั่งเมนูหวานน้อย (ระดับความหวานร้อยละ 25) และเมนูไม่หวาน เพิ่มสูงขึ้น

 

สถิติดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยเริ่มคุ้นชินกับรสชาติที่หวานน้อยลงและเปิดรับทางเลือกเพื่อสุขภาพมากขึ้น โดยป้ายสัญลักษณ์ของแคมเปญที่กรมอนามัยให้การสนับสนุน มีส่วนสำคัญในการสร้างการรับรู้และกระตุ้นให้ผู้บริโภคปรับลดระดับความหวานลงโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนสามารถตัดสินใจเลือกบริโภคสิ่งที่ดีต่อสุขภาพได้โดยไม่ต้องใช้มาตรการบังคับทางกฎหมาย

 

ทางด้าน นายแพทย์ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย ได้กล่าวเสริมถึงความสำเร็จของแคมเปญนี้ว่า ไม่ได้เกิดจากการบังคับห้ามบริโภคความหวาน แต่เป็นการปรับเปลี่ยนค่าความหวานเริ่มต้น ให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น ภายใต้แนวคิดไม่ต้องเลิกหวาน แค่ลดลงครึ่งเดียวก็พอ ซึ่งเป็นกุศโลบายที่ช่วยให้ประชาชนสามารถลดปริมาณการบริโภคน้ำตาลในชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น

 

นอกจากนี้ ภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการยังได้นำเสนอแนวทางในการขยายผลไปยังเมนูเครื่องดื่มประเภทอื่นๆ ควบคู่ไปกับการจัดโปรโมชันส่งเสริมการขาย การสื่อสารสร้างความเข้าใจผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และการอบรมพนักงานหน้าสาขา เพื่อร่วมกันผลักดันให้ระดับความหวาน 50% กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ (New Standard) ของสังคมไทยในอนาคต

 

ทั้งนี้ หลายบริษัทยังมีแผนการเตรียมขยายเมนูเครื่องดื่มในแคมเปญเพิ่มขึ้น และเตรียมต่อยอดความร่วมมือไปยังกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารและขนมที่ลด หวาน มัน เค็ม ตามเกณฑ์เมนูชูสุขภาพและเมนูทางเลือกสุขภาพของกรมอนามัย

 

ซึ่งกรมอนามัยยืนยันที่จะเดินหน้าสนับสนุนการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ ทั้งในมิติของอาหาร เครื่องดื่ม และการปรับพฤติกรรม เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และสร้างเสริมสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืนให้กับประชาชนชาวไทย โดยเชื่อมั่นว่าสุขภาพที่ดี สามารถเริ่มต้นได้จากการลดความหวานลงในชีวิตประจำวัน

The post กรมอนามัยชูผลสำเร็จ ‘หวาน 50%’ คนไทยตื่นตัวสั่งหวานน้อย-ไม่หวานเพิ่มขึ้น ลุยขยายผลครอบคลุม 3 หมื่นสาขา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตร. ช่วย 4 ชาวจีนเหยื่อคอลเซ็นเตอร์เมียนมา เร่งล่าแก๊งนายหน้า-จ่อฟันแอปฯ รถเถื่อน https://thestandard.co/police-rescue-chinese-call-center-victims/ Tue, 26 May 2026 04:16:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1210930 ตำรวจแถลงข่าวการช่วยเหลือชาวจีน 4 ราย เหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์เมียนมา

วันนี้ (26 พฤษภาคม) ที่ศูนย์คัดแยกและส่งต่อผู้เสียหายระ […]

The post ตร. ช่วย 4 ชาวจีนเหยื่อคอลเซ็นเตอร์เมียนมา เร่งล่าแก๊งนายหน้า-จ่อฟันแอปฯ รถเถื่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจแถลงข่าวการช่วยเหลือชาวจีน 4 ราย เหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์เมียนมา

วันนี้ (26 พฤษภาคม) ที่ศูนย์คัดแยกและส่งต่อผู้เสียหายระดับชาติ (ดอนเมือง) พลตำรวจเอก ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศตคม.ตร.) เป็นประธานการประชุมและแถลงผลการช่วยเหลือชาวจีนจำนวน 4 ราย ที่ถูกหลอกลวงไปบังคับใช้แรงงานในเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ณ ประเทศเมียนมา

 

การแถลงข่าวครั้งนี้สืบเนื่องมาจากการที่ ศตคม.ตร. ได้รับการประสานงานจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย แจ้งเหตุชาวจีนถูกกักขังในประเทศเมียนมา นำมาสู่การสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่จังหวัดตากและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งสืบสวนและประสานความร่วมมือระหว่างทางการไทย จีน และเมียนมา เพื่อกดดันเครือข่ายดังกล่าวอย่างหนัก จนกระทั่งชาวจีนทั้ง 4 รายได้รับการปล่อยตัวอย่างปลอดภัยเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา

 

จากการสืบสวนขยายผลและตรวจสอบเส้นทางการเดินทางของเจ้าหน้าที่พบว่า เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 ชาวจีนกลุ่มนี้ได้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมายผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยให้การว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาลู่ทางประกอบธุรกิจในจังหวัดเชียงใหม่ ตามการชักชวนของเพื่อนชาวจีน ซึ่งเป็นผู้อำนวยความสะดวกและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเดินทางและที่พักให้ทั้งหมด

 

ในเวลาต่อมา บุคคลกลุ่มนี้กลับถูกพาเดินทางมุ่งหน้าไปยังพื้นที่จังหวัดตาก และข้ามพรมแดนไปยังประเทศเมียนมาผ่านยานพาหนะที่เครือข่ายจัดเตรียมไว้ อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดและพยานหลักฐานในเบื้องต้น ยังไม่พบร่องรอยการถูกลักพาตัว กักขัง หรือใช้กำลังบังคับควบคุมตัวในระหว่างที่อยู่บนผืนแผ่นดินไทย

 

ปัจจุบันผู้เสียหายทั้ง 4 รายอยู่ระหว่างการเข้าสู่กระบวนการคัดแยกและคุ้มครองตามกลไกการส่งต่อระดับชาติ (National Referral Mechanism: NRM) เพื่อประเมินสถานะและพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงว่าเข้าข่ายความผิดฐานค้ามนุษย์หรือไม่ โดยมีเจ้าหน้าที่จากสถานเอกอัครราชทูตจีนเข้าร่วมสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด

 

พลตำรวจเอก ธัชชัย ได้เน้นย้ำถึงมาตรการเชิงรุกในการป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติว่า แม้ประเทศไทยจะมีสภาพภูมิศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางการคมนาคมและมีพรมแดนธรรมชาติที่ง่ายต่อการลักลอบเดินทาง แต่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของไทยได้ยกระดับการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด และจะไม่ยินยอมให้ผู้กระทำความผิดใช้ดินแดนไทยเป็นทางผ่านหรือส่วนหนึ่งของกระบวนการกระทำความผิดโดยเด็ดขาด

 

นอกจากนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังเตรียมบูรณาการความร่วมมือกับกรมการขนส่งทางบก เพื่อพิจารณาดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับแอปพลิเคชันและรถยนต์รับจ้างที่ไม่มีใบอนุญาต เพื่อตัดวงจรการขนส่งที่อาจเข้าข่ายสนับสนุนการค้ามนุษย์

 

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้กล่าวให้ความมั่นใจว่า ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมเตือนภัยผู้ที่ประสงค์จะเดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทย ให้ดำเนินการขอวีซ่าทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และพึงระมัดระวังข้อเสนอการจ้างงานที่อำนวยความสะดวกเรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมดโดยให้เดินทางด้วยวีซ่าท่องเที่ยวหรือสิทธิยกเว้นการตรวจลงตรา (Free Visa) เพราะอาจตกเป็นเหยื่อของขบวนการหลอกลวงได้

 

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันจุดยืนในการให้ความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อปราบปรามการค้ามนุษย์อย่างจริงจัง โดยคดีนี้จะไม่สิ้นสุดเพียงการช่วยเหลือผู้เสียหาย แต่จะเดินหน้าสืบสวนขยายผลร่วมกับทางการจีน เพื่อนำตัวผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด ตั้งแต่ผู้จัดหา ผู้รับส่ง ไปจนถึงผู้สั่งการ มาดำเนินคดีตามกฎหมายขั้นสูงสุดต่อไป

The post ตร. ช่วย 4 ชาวจีนเหยื่อคอลเซ็นเตอร์เมียนมา เร่งล่าแก๊งนายหน้า-จ่อฟันแอปฯ รถเถื่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>