Thailand – THE STANDARD ข่าวออนไลน์เชิงสร้างสรรค์ ข่าวในประเทศ ข่าวจริง https://thestandard.co/category/news/thailand/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 07 Sep 2026 11:38:58 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 อธิบดี คพ. ลงพื้นที่แก้ไขปมน้ำมันรั่วดาต้าเซ็นเตอร์ย่านพระราม 9 ยืนยันค่าก๊าซพิษเป็นศูนย์ เตรียมหารือกรมอนามัยประเมินผลกระทบสุขภาพประชาชน https://thestandard.co/pcd-oil-leak-data-center-rama-9/ Mon, 07 Sep 2026 11:38:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1251804 สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ลงพื้นที่ตรวจสอบปมน้ำมันรั่ว

วันนี้ (7 กันยายน) สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมล […]

The post อธิบดี คพ. ลงพื้นที่แก้ไขปมน้ำมันรั่วดาต้าเซ็นเตอร์ย่านพระราม 9 ยืนยันค่าก๊าซพิษเป็นศูนย์ เตรียมหารือกรมอนามัยประเมินผลกระทบสุขภาพประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ลงพื้นที่ตรวจสอบปมน้ำมันรั่ว

วันนี้ (7 กันยายน) สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยความคืบหน้ากรณีตรวจพบคราบและกลิ่นน้ำมันดีเซลภายในท่อระบายน้ำ บริเวณใกล้อาคารดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ย่านพระราม 9 ซึ่งสร้างผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่องว่า ขณะนี้ค่าปริมาณสารอินทรีย์ระเหยง่าย หรือ VOCs ในจุดที่ประชาชนกังวลตรวจพบเป็นศูนย์แล้ว จากที่ก่อนหน้านี้เคยตรวจพบในบริเวณโรงงานที่ 6 ppm และจุดด้านหน้า 3 ppm ขณะที่ค่าก๊าซไข่เน่าลดลงเหลือ 1 และค่าระดับการติดไฟ (LEL) อยู่ที่ศูนย์ จึงยืนยันได้ว่าไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้

 

สำหรับกระบวนการฟื้นฟู บริษัทต้นทางอยู่ระหว่างเร่งทำความสะอาดและบำบัดน้ำปนเปื้อน โดยใช้จุลินทรีย์ชีวภาพที่สามารถย่อยสลายน้ำมันได้และไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งคาดว่าหากดำเนินการครบทุกจุด สถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติและประชาชนจะไม่ต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องกลิ่นอีก

 

จากการตรวจสอบสาเหตุเบื้องต้น บริษัทให้ข้อมูลว่าเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลเกิดขึ้นช่วงกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ระหว่างการทดสอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator) โดยบริษัทได้จ้างผู้รับเหมาช่วงเข้ามาดำเนินการเนื่องจากยังไม่ได้รับใบอนุญาต ระหว่างนั้นเกิดน้ำมันรั่วบริเวณหัวปะเก็น และผู้ปฏิบัติงานได้ใช้น้ำฉีดล้างทำความสะอาดหลายรอบ ทำให้น้ำมันบางส่วนไหลปนเปื้อนออกสู่ระบบระบายน้ำภายนอก

 

สุรินทร์เน้นย้ำว่า เหตุการณ์นี้ไม่ควรเกิดขึ้น เนื่องจากระบบดังกล่าวควรถูกออกแบบให้เป็นระบบปิด (Closed System) ทั้งนี้ ยังไม่มีการระบุปริมาณน้ำมันที่รั่วไหลอย่างแน่ชัด และต้องรอการตรวจสอบข้อเท็จจริงเชิงลึกเพิ่มเติม

 

ในด้านข้อกฎหมายและการดำเนินคดี อธิบดีกรมควบคุมมลพิษระบุว่า ปัจจุบันอาคารดาต้าเซ็นเตอร์ยังไม่เข้าข่ายเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษตามกฎหมายของกรมฯ การจัดการจึงต้องพิจารณาจากผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมและประชาชนเป็นหลัก โดยมุ่งเน้นให้ผู้ประกอบการเร่งแก้ไขปัญหาโดยเร็วที่สุด ส่วนประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนสามารถใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 96 และ 97

 

ขณะที่กรุงเทพมหานครได้ออกคำสั่งให้ผู้ประกอบการดำเนินการปรับปรุงแก้ไขพื้นที่ให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน โดยผู้ประกอบการจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาดทั้งหมด และจะมีเจ้าหน้าที่จากกรมควบคุมมลพิษลงพื้นที่กำกับดูแลและตรวจวัดค่ามลพิษอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะเข้าสู่เกณฑ์มาตรฐานที่ปลอดภัย

 

ส่วนประเด็นที่ประชาชนมีความกังวลเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพจากการสูดดมกลิ่นสารระเหยมานานกว่า 2 เดือนนั้น สุรินทร์ กล่าวว่า แม้ค่าที่ตรวจวัดได้ล่าสุดจะยังไม่สูงถึงระดับที่กฎหมายกำหนดให้เป็น ‘เหตุเดือดร้อนรำคาญ’ แต่กรมควบคุมมลพิษเตรียมนำผลการตรวจวัดทั้งหมดไปหารือร่วมกับกรมอนามัยและผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีวเวชศาสตร์ เพื่อประเมินผลกระทบด้านสุขภาพอย่างละเอียดต่อไป

 

ภายหลังจากการให้สัมภาษณ์ สุรินทร์ได้เดินเข้าไปพูดคุยกับกลุ่มประชาชนที่มารวมตัวกันในบริเวณดังกล่าว พร้อมยกมือไหว้กล่าวขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และให้คำมั่นกับชาวบ้านว่า ตนเองจะอยู่ติดตามการทำงานในพื้นที่จนกว่าจะสามารถเคลียร์พื้นที่ให้กลับมาสะอาดและปลอดภัยได้อย่างแท้จริง

 

The post อธิบดี คพ. ลงพื้นที่แก้ไขปมน้ำมันรั่วดาต้าเซ็นเตอร์ย่านพระราม 9 ยืนยันค่าก๊าซพิษเป็นศูนย์ เตรียมหารือกรมอนามัยประเมินผลกระทบสุขภาพประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
UPOV 1991 เมื่อสิทธิในเมล็ดพันธุ์ปะทะสิทธิชนพื้นเมืองและสิทธิธรรมชาติ https://thestandard.co/upov-1991-seed-indigenous-rights-thailand/ Mon, 07 Sep 2026 11:27:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1251797 ภาพมือที่กำลังถือเมล็ดพันธุ์พืช สื่อถึงสิทธิในเมล็ดพันธุ์และวิถีชีวิตชนพื้นเมือง

การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรปที่กำลัง […]

The post UPOV 1991 เมื่อสิทธิในเมล็ดพันธุ์ปะทะสิทธิชนพื้นเมืองและสิทธิธรรมชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมือที่กำลังถือเมล็ดพันธุ์พืช สื่อถึงสิทธิในเมล็ดพันธุ์และวิถีชีวิตชนพื้นเมือง

การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรปที่กำลังเข้าสู่โค้งสุดท้าย ได้นำข้อตกลง UPOV 1991 กลับมาเป็นประเด็นถกเถียงที่สำคัญอีกครั้ง ด้วยความกังวลว่ากฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่นี้จะเข้ามาจำกัดสิทธิของเกษตรกรในการเข้าถึง เก็บรักษา และแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

บทความโดย ดร.กฤษฎา บุญชัย ผู้ประสานงาน Thai Climate Justice for All (TCJA) หรือเครือข่ายความเป็นธรรมสภาพภูมิอากาศ เสนอให้ประเทศไทยพิจารณาอย่างรอบคอบว่า จะยอมรับพันธกรณีที่อาจเปลี่ยนโครงสร้างระบบนิเวศและสังคม หรือจะสงวนพื้นที่เชิงนโยบายเพื่อปกป้องวิถีชีวิตและความหลากหลายทางชีวภาพ

 

UPOV 1991 เมื่อสิทธิในเมล็ดพันธุ์ปะทะสิทธิชนพื้นเมืองและสิทธิธรรมชาติ

 

ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป หรือ FTA ไทย–EU การเจรจารอบที่ 9 ในเดือนมิถุนายน 2569 สามารถสรุปผลได้แล้ว 15 จาก 24 บท หรือประมาณสองในสามของการเจรจาทั้งหมด และกำลังเข้าสู่การเจรจารอบที่ 10 ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ขณะที่ประเด็นทรัพย์สินทางปัญญายังอยู่ในกลุ่มประเด็นสำคัญที่ต้องเจรจาต่อไป

 

ในช่วงที่การเจรจากำลังเข้าสู่โค้งสุดท้าย ประเด็นการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง

 

ในการหารือระหว่างผู้แทนการค้าไทยกับองค์กรภาคประชาสังคม นักวิชาการ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 มีการหยิบยกเรื่องสิทธิเกษตรกรในการเข้าถึงและเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ การขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชพื้นเมือง และความมั่นคงทางอาหารขึ้นมาพิจารณาโดยตรง รัฐบาลเองระบุถึงความจำเป็นในการรักษาพื้นที่เชิงนโยบายเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการค้า การลงทุน และการคุ้มครองคุณภาพชีวิตของประชาชน

 

บริบทดังกล่าวทำให้ UPOV 1991 ซึ่งเป็นมาตรฐานระหว่างประเทศด้านการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่มีความสำคัญต่อการถกเถียงสาธารณะอีกครั้ง ข้อความสุดท้ายของ FTA ไทย–EU ยังอยู่ระหว่างการเจรจา จึงเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยยังสามารถพิจารณาผลกระทบและกำหนดพื้นที่เชิงนโยบายของตนเองได้

 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เครือข่ายเกษตรกร นักวิชาการ และภาคประชาสังคมไทยได้ทำให้สังคมเห็นความสำคัญของสิทธิเกษตรกรในการเก็บ ใช้ แลกเปลี่ยน และพัฒนาเมล็ดพันธุ์ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายพันธุ์พืชกับโครงสร้างอำนาจในระบบเมล็ดพันธุ์และอาหาร การต่อสู้เหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งและยังคงเป็นหัวใจของข้อถกเถียงเรื่อง UPOV 1991

 

ในสังคมที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ เมล็ดพันธุ์ยังมีความหมายอีกชุดหนึ่งซึ่งควรนำเข้ามาพิจารณาควบคู่กัน สำหรับชุมชนจำนวนมาก เมล็ดพันธุ์เชื่อมโยงกับผืนดิน ความทรงจำ ภาษา พิธีกรรม บรรพบุรุษ ระบบความรู้ และความรับผิดชอบต่อคนรุ่นต่อไป

 

เมื่อกฎหมายกำหนดว่าอะไรคือ พันธุ์’ ใครคือ ‘ผู้ปรับปรุงพันธุ์’ ใครเป็น ‘ผู้ทรงสิทธิ’ และกิจกรรมใดต้องได้รับ ‘การอนุญาต’ กฎหมายจึงกำลังจัดระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตขึ้นมาชุดหนึ่งด้วย

 

คำถามเกี่ยวกับ UPOV 1991 จึงลึกไปถึงเรื่องที่ว่า กฎหมายแบบใดกำลังเดินเข้าไปอยู่ในโลกความสัมพันธ์แบบใด และเมื่อกฎหมายชุดใหม่มีอำนาจเหนือความสัมพันธ์ที่ผู้คนกับธรรมชาติสร้างร่วมกันมาหลายชั่วอายุคน อะไรจะได้รับการคุ้มครอง อะไรจะถูกทำให้มองไม่เห็น และใครจะมีอำนาจกำหนดความสัมพันธ์กับชีวิตในอนาคต

 

โลกของไล่โว่และเกาะจำ

 

งานศึกษาสิทธิธรรมชาติบนวิถีชาติพันธุ์ร่วมกับชุมชนกะเหรี่ยงโผล่ว ตำบลไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี และชุมชนอูรักลาโว้ยบนเกาะจำ จังหวัดกระบี่ เปิดให้เห็นโลกความสัมพันธ์ที่แตกต่างจากวิธีแบ่งธรรมชาติออกเป็นทรัพยากรประเภทต่าง ๆ ตามระบบกฎหมายและการบริหารสมัยใหม่

 

ในโลกของชาวโผล่วไล่โว่ ป่าเป็นภูมิทัศน์ที่มนุษย์ สัตว์ พืช ดิน น้ำ ลม ไฟ และจิตวิญญาณดำรงอยู่ภายในความสัมพันธ์เดียวกัน ความเข้าใจที่ชุมชนถ่ายทอดผ่านแนวคิด ‘เว๊าะก์เถาะตุงเหมี่ยะตา’ วางมนุษย์ไว้เป็นสมาชิกหนึ่งของชุมชนแห่งชีวิต สิทธิในการใช้จึงดำเนินควบคู่กับหน้าที่ในการดูแล การเว้น การเคารพข้อห้าม และการเปิดพื้นที่ให้สิ่งอื่นฟื้นตัว

 

ไร่หมุนเวียนแสดงความสัมพันธ์ดังกล่าวผ่านการปฏิบัติจริง ไฟทำหน้าที่ในช่วงเวลาหนึ่งของวงจรการผลิต ดินได้รับเวลาฟื้นตัว ป่ารุ่นใหม่เกิดขึ้นในพื้นที่พักฟื้น พืชและเมล็ดพันธุ์หลากหลายชนิดเติบโตอยู่ร่วมกัน ขณะที่ความรู้เรื่องฝน ดิน น้ำ พืช สัตว์ และฤดูกาลได้รับการส่งต่อผ่านการทำงานของคนหลายรุ่น

 

ข้าวแต่ละพันธุ์จึงมีประวัติศาสตร์อยู่ภายในภูมิทัศน์ บางพันธุ์เหมาะกับพื้นที่บางลักษณะ บางพันธุ์สัมพันธ์กับอาหารหรือพิธีกรรม การคัดเลือก เก็บรักษา และแบ่งปันเมล็ดทำให้ความหลากหลายเดินทางผ่านฤดูกาลและคนหลายรุ่น เมล็ดข้าวหนึ่งกำมือจึงบรรจุทั้งพันธุกรรมและประวัติศาสตร์ของความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับผืนดินไว้พร้อมกัน

 

โลกของอูรักลาโว้ยบนเกาะจำเปิดความเข้าใจเดียวกันผ่านภูมิทัศน์ทะเล ชีวิตเชื่อมโยงกับคลื่น ลม กระแสน้ำ ดาว หาด หิน หญ้าทะเล สัตว์น้ำ เกาะ บรรพบุรุษ และโลกทางจิตวิญญาณ

 

ความรู้เรื่องทะเลเกิดจากการอ่านความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเหล่านี้ ทั้งทิศทางลม สีของน้ำ การขึ้นลงของน้ำ ฤดูกาลของสัตว์น้ำ และลักษณะของพื้นที่ ชื่อเรียกเกาะ อ่าว หาด หัวแหลม และหินจึงทำหน้าที่เสมือนแผนที่ทางวัฒนธรรมที่บันทึกความทรงจำ การเดินทาง การทำมาหากิน และความสัมพันธ์กับสถานที่

 

เมื่อหญ้าทะเลลดลง สัตว์น้ำเปลี่ยนแปลง หรือพื้นที่ชายฝั่งถูกจำกัด สิ่งที่เปลี่ยนตามไปด้วยคือความรู้เรื่องฤดูกาล ภาษาอาหาร เส้นทางการเดินเรือ และความสามารถของคนรุ่นหนึ่งในการถ่ายทอดโลกที่ตนรู้จักไปยังคนอีกรุ่นหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงทางนิเวศและการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมจึงเกิดขึ้นภายในกระบวนการเดียวกัน

 

ประสบการณ์จากไล่โว่และเกาะจำทำให้ความหมายของ “วิถีชีวิต” ชัดขึ้น วิถีชีวิตคือความสามารถของผู้คนในการดำรง สร้าง และส่งต่อความสัมพันธ์กับโลกที่ตนเป็นส่วนหนึ่ง

 

เมล็ดพันธุ์ในฐานะความสัมพันธ์ที่มีชีวิต

 

เมื่อนำความเข้าใจดังกล่าวกลับมามองเมล็ดพันธุ์ เราจะเห็นสิ่งที่กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญามองเห็นได้ยาก เมล็ดพันธุ์หนึ่งกำมือเชื่อมคนปลูกกับผืนดิน ฤดูกาล ครอบครัว เพื่อนบ้าน ผู้สูงวัย พิธีกรรม อาหาร และคนรุ่นถัดไป

 

การเลือกเมล็ดจากต้นที่เหมาะสมไว้ปลูกต่อเป็นทั้งกระบวนการทางชีววิทยาและกระบวนการใช้ความรู้ การแลกเปลี่ยนเมล็ดระหว่างครัวเรือนเป็นทั้งการกระจายพันธุกรรมและการสร้างความมั่นคงร่วมของชุมชน

 

ความหลากหลายทางชีวภาพจึงดำรงอยู่ผ่านความสัมพันธ์พอ ๆ กับการดำรงอยู่ของสารพันธุกรรม ธนาคารพันธุกรรมสามารถเก็บเมล็ดไว้ในสภาพควบคุม แต่ความหลากหลายที่มีชีวิตต้องอาศัยผู้คนที่ยังปลูก คัดเลือก ทดลอง แลกเปลี่ยน ตั้งชื่อ ปรุงอาหาร ประกอบพิธี และส่งต่อความหมายของพันธุ์เหล่านั้น

 

ประสบการณ์ของ Potato Park ในเทือกเขาแอนดีสของเปรูสะท้อนหลักการเดียวกัน ชุมชนเกชัวรักษามันฝรั่งพื้นเมืองจำนวนมากผ่านระบบที่เชื่อมการเพาะปลูกเข้ากับการตอบแทน ความสมดุล และความสัมพันธ์ระหว่างโลกมนุษย์ โลกธรรมชาติ และโลกศักดิ์สิทธิ์ การส่งคืนมันฝรั่งพื้นเมืองกว่า 400 พันธุ์จากศูนย์มันฝรั่งนานาชาติสู่ชุมชนในปี 2547 จึงช่วยฟื้นทั้งพันธุกรรม ความรู้ และระบบความสัมพันธ์ที่ทำให้พันธุ์เหล่านั้นมีชีวิตอยู่ต่อไป

 

ประสบการณ์เหล่านี้ยังทำให้คำว่า ‘นวัตกรรม’ มีความหมายกว้างขึ้น พันธุ์พื้นบ้านจำนวนมากเป็นผลจากการสังเกต คัดเลือก ทดลอง และแลกเปลี่ยนของผู้คนหลายรุ่นร่วมกับกระบวนการทางนิเวศ พันธุ์หนึ่งจึงอาจไม่มีผู้สร้างคนเดียวและไม่มีช่วงเวลาหนึ่งที่สามารถประกาศได้อย่างง่ายดายว่าเป็นจุดกำเนิด ความรู้ของผู้หญิง ผู้สูงวัย เกษตรกร และผู้ดูแลเมล็ดพันธุ์เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวิวัฒน์ของพืชตลอดเวลา

 

การคุ้มครองเมล็ดพันธุ์ในโลกเช่นนี้จึงหมายถึงการรักษาความสามารถของสังคมและระบบนิเวศในการสร้างความหลากหลายขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่อง

 

UPOV 1991 กับการจัดระเบียบความสัมพันธ์ใหม่

 

UPOV 1991 สร้างระบบสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาพันธุ์ใหม่ สำหรับวัสดุขยายพันธุ์ของพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครอง กิจกรรมสำคัญหลายประเภทต้องได้รับอนุญาตจากผู้ทรงสิทธิ ได้แก่ การผลิตหรือขยายพันธุ์ การเตรียมเพื่อการขยายพันธุ์ การเสนอขาย การจำหน่ายหรือทำตลาด การส่งออก การนำเข้า และการเก็บไว้เพื่อกิจกรรมเหล่านั้น

 

ส่วนการนำผลผลิตที่เกษตรกรได้จากการปลูกพันธุ์คุ้มครองกลับมาใช้เพื่อขยายพันธุ์ในพื้นที่ของตนเองเป็นข้อยกเว้นที่ประเทศสมาชิกอาจกำหนดได้ ภายในขอบเขตอันสมควรและโดยคำนึงถึงประโยชน์อันชอบธรรมของนักปรับปรุงพันธุ์

 

ระบบดังกล่าวมีตรรกะที่ชัดเจน คือการสร้างสิทธิให้ผู้ปรับปรุงพันธุ์สามารถควบคุมการใช้พันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองในขอบเขตที่กฎหมายกำหนด เพื่อสร้างแรงจูงใจต่อการพัฒนาพันธุ์ใหม่ ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การนำระบอบสิทธิชุดหนึ่งเข้าไปอยู่ร่วมกับระบบเมล็ดพันธุ์อีกหลายแบบที่มีตรรกะทางสังคมและนิเวศแตกต่างกัน

 

ระบบเมล็ดพันธุ์ของชุมชนจำนวนมากจัดความสัมพันธ์ผ่านการดูแลร่วม การแบ่งปัน การสืบทอด การตอบแทน และหน้าที่ต่อคนรุ่นต่อไป เมื่อระบอบที่จัดความสัมพันธ์ผ่านผู้ทรงสิทธิและการอนุญาตเข้ามามีสถานะทางกฎหมายเหนือกว่า ความสัมพันธ์เดิมบางประเภทอาจถูกบีบให้ต้องปรับตัวตามนิยามและขอบเขตของกฎหมายใหม่

 

นี่คือปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญของ UPOV 1991 เมื่อมองจากสิทธิชนพื้นเมืองและสิทธิธรรมชาติ เพราะกฎหมายกำลังเข้าไปกำหนดว่าใครมีอำนาจสร้างข้อจำกัดต่อการใช้ชีวิตที่สามารถสืบพันธุ์ได้ และความสัมพันธ์กับชีวิตรูปแบบใดจะได้รับสถานะทางกฎหมายมากกว่ากัน

 

หลักความแตกต่าง ความสม่ำเสมอ และความคงตัวที่ใช้ในระบบคุ้มครองพันธุ์พืชยิ่งทำให้เห็นความแตกต่างของวิธีให้คุณค่าต่อความหลากหลาย พันธุ์พื้นบ้านจำนวนหนึ่งมีความแปรผันภายในสูงและเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องตามการคัดเลือกของเกษตรกร ดิน ฝน โรค และระบบนิเวศ

 

ความแปรผันดังกล่าวมีความสำคัญมากขึ้นในโลกภูมิอากาศผันผวน เพราะช่วยให้ประชากรพืชมีพื้นที่สำหรับตอบสนองต่ออุณหภูมิ ฝน โรค และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง

 

ความสม่ำเสมอเป็นคุณสมบัติที่มีคุณค่าในระบบการปรับปรุงพันธุ์แบบหนึ่ง ขณะที่ความหลากหลายภายในพันธุ์และความสามารถในการเปลี่ยนแปลงมีคุณค่าอย่างสูงในระบบเกษตรอีกแบบหนึ่ง ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อระบบใดระบบหนึ่งมีอำนาจกำหนดมาตรฐานของ “พันธุ์” และ “นวัตกรรม” ให้กลายเป็นมาตรฐานกลางของสังคมทั้งหมด

 

สิทธิชนพื้นเมืองและสิทธิธรรมชาติมาบรรจบกันที่ความสัมพันธ์

 

เมื่อมองจากไล่โว่และเกาะจำ สิทธิชนพื้นเมืองหมายถึงความสามารถของชุมชนในการดำรงและกำหนดความสัมพันธ์กับผืนดิน น้ำ ป่า ทะเล เมล็ดพันธุ์ ความรู้ และโลกทางจิตวิญญาณของตนเอง สิทธิในทรัพยากรจึงสัมพันธ์กับสิทธิในวัฒนธรรม ความรู้ และการกำหนดอนาคต

 

ปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนพื้นเมืองวางหลักสำคัญไว้ในมาตรา 31 โดยรับรองสิทธิของชนพื้นเมืองในการธำรง ควบคุม คุ้มครอง และพัฒนามรดกทางวัฒนธรรม ความรู้ดั้งเดิม และทรัพยากรที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเมล็ดพันธุ์ ยา และความรู้เกี่ยวกับคุณสมบัติของพืชและสัตว์ เมล็ดพันธุ์จึงอยู่ภายในขอบเขตของสิทธิในการกำหนดวิถีชีวิตและอนาคตของชุมชน

 

กรณีโคลอมเบียทำให้หลักการนี้มีรูปธรรมทางกฎหมายอย่างมาก ในปี 2555 ศาลรัฐธรรมนูญโคลอมเบียวินิจฉัยว่ากฎหมายที่ให้ความเห็นชอบต่อ UPOV 1991 ขัดรัฐธรรมนูญ เนื่องจากรัฐไม่ได้ดำเนินการปรึกษาหารือล่วงหน้ากับชุมชนชาติพันธุ์ที่อาจได้รับผลกระทบ คำวินิจฉัยให้ความสำคัญกับผลกระทบที่ระบอบดังกล่าวอาจมีต่อวิถีชีวิต ความรู้ดั้งเดิม และบทบาทของชุมชนในการอนุรักษ์และพัฒนาความหลากหลายทางชีวภาพ

 

กรณีนี้ทำให้เห็นว่าการพิจารณา UPOV สามารถเข้าสู่พื้นที่ของสิทธิชนพื้นเมืองและสิทธิทางวัฒนธรรมได้โดยตรง สิทธิธรรมชาติเปิดอีกด้านหนึ่งของความสัมพันธ์นี้ โลกทัศน์ที่พบในไล่โว่และเกาะจำทำให้การใช้ธรรมชาติสัมพันธ์อยู่กับหน้าที่ การใช้ป่ามาพร้อมช่วงเวลาที่ป่าฟื้น การใช้ไฟสัมพันธ์กับฤดูกาลและพื้นที่ การจับสัตว์น้ำสัมพันธ์กับจังหวะของทะเล และพื้นที่บางแห่งได้รับการเว้นไว้ผ่านข้อห้ามหรือความสัมพันธ์ทางจิตวิญญาณ

 

เมื่อนำหลักสิทธิธรรมชาติมาพิจารณา เมล็ดพันธุ์จึงปรากฏในฐานะชีวิตที่มีความสามารถในการสืบพันธุ์ กลายพันธุ์ แลกเปลี่ยนสารพันธุกรรม ปรับตัว และวิวัฒน์ร่วมกับสภาพแวดล้อม การรักษาความหลากหลายจึงครอบคลุมทั้งพันธุกรรมที่มีอยู่ในปัจจุบันและกระบวนการวิวัฒน์ที่จะสร้างความแตกต่างขึ้นใหม่ในอนาคต

 

สิทธิชนพื้นเมืองและสิทธิธรรมชาติจึงมาบรรจบกันตรงความสัมพันธ์ ด้านหนึ่งคือสิทธิของผู้คนในการดำรงและกำหนดความสัมพันธ์กับโลกที่ตนเป็นส่วนหนึ่ง อีกด้านหนึ่งคือความสามารถของชีวิตและระบบนิเวศในการดำรง ฟื้นตัว สืบพันธุ์ ปรับตัว และวิวัฒน์ ความสัมพันธ์ดังกล่าวทำให้ ‘สิทธิ’ มีความหมายควบคู่กับ ‘หน้าที่’ และทำให้การกำกับชีวิตแตกต่างจากการกำกับทรัพย์สินทั่วไป

 

พัฒนาการของอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพและกรอบความหลากหลายทางชีวภาพโลกคุนหมิง–มอนทรีออลเคลื่อนเข้าหาความเข้าใจเช่นนี้มากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับความรู้ การใช้ทรัพยากรตามจารีต สิทธิในที่ดิน ดินแดน และทรัพยากร ตลอดจนการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น

 

เป้าหมายที่ 21 กำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการเข้าถึงความรู้ดั้งเดิมโดยเชื่อมกับความยินยอมโดยเสรี ล่วงหน้า และมีข้อมูลเพียงพอ ตามถ้อยคำและเงื่อนไขที่กรอบกำหนดและตามกฎหมายของประเทศ

 

ขณะที่เป้าหมายที่ 22 ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอย่างเต็มที่ เท่าเทียม ครอบคลุม และมีประสิทธิผล พร้อมการเคารพวัฒนธรรมและสิทธิในที่ดิน ดินแดน ทรัพยากร และความรู้ดั้งเดิม

 

พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ทำให้บริบททางกฎหมายของประเทศไทยเปลี่ยนไป

 

การมีผลใช้บังคับของ พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ทำให้ประเทศไทยมีฐานกฎหมายภายในประเทศชุดใหม่สำหรับการพิจารณานโยบายที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ กฎหมายวางหลักการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิต ความเสมอภาค ศักดิ์ศรี วัฒนธรรม และการมีส่วนร่วม พร้อมสร้างกลไกในระดับนโยบายและพื้นที่

 

ความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ต่อการพิจารณา UPOV อยู่ที่ความหมายของคำว่า ‘วิถีชีวิต’ ซึ่งมีฐานทางนิเวศรองรับอยู่เสมอ วัฒนธรรมข้าวดำรงอยู่ผ่านพันธุ์ข้าว ผืนดิน น้ำ ความรู้ พิธีกรรม และผู้ปลูก วิถีไร่หมุนเวียนดำรงอยู่ผ่านวงจรพื้นที่ ป่า ไฟ เมล็ดพันธุ์ และระยะเวลาการฟื้นตัว วิถีทะเลดำรงอยู่ผ่านทะเลที่มีชีวิต หญ้าทะเล สัตว์น้ำ ชายหาด เส้นทางเดินเรือ และการถ่ายทอดความรู้ระหว่างรุ่น

 

สิทธิทางวัฒนธรรมจึงมีฐานทางนิเวศรองรับ

 

การคุ้มครองวิถีชีวิตจึงครอบคลุมเงื่อนไขที่ทำให้วัฒนธรรมสามารถสืบทอด ปรับตัว และสร้างตัวเองขึ้นใหม่ ในความหมายนี้ ระบบเมล็ดพันธุ์ของชุมชนเป็นส่วนหนึ่งของฐานทางนิเวศและวัฒนธรรมของวิถีชีวิต การเปลี่ยนแปลงกฎหมายหรือพันธกรณีระหว่างประเทศที่ส่งผลต่อการเก็บ ใช้ แลกเปลี่ยน พัฒนา หรือส่งต่อเมล็ดพันธุ์ จึงควรถูกพิจารณาผ่านผลกระทบต่อวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ด้วย

 

กลไกพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์มีศักยภาพสำคัญในเรื่องนี้ แนวทางที่ได้รับการพัฒนาในประเทศไทยเชื่อมการคุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรมเข้ากับการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างสมดุลและยั่งยืน และให้ความสำคัญกับพื้นที่ทางจิตวิญญาณควบคู่กับพื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน พื้นที่ใช้ประโยชน์ และพื้นที่อนุรักษ์

 

บทเรียนจากไล่โว่ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การคุ้มครองวิถีชีวิตของชาวโผล่วสัมพันธ์กับไร่หมุนเวียน พันธุ์ข้าว ป่า น้ำ ไฟ และระบบความรู้ที่เชื่อมองค์ประกอบเหล่านี้เข้าด้วยกัน ในทางนโยบาย พื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตจึงสามารถพัฒนาให้ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ความหลากหลายทางชีววัฒนธรรม ซึ่งชุมชนมีบทบาทในการดูแลระบบนิเวศ เมล็ดพันธุ์ ระบบอาหาร และความรู้ไปพร้อมกัน ผ่านธนาคารเมล็ดพันธุ์ที่มีชีวิต การปรับปรุงพันธุ์โดยชุมชน พิธีสารชีววัฒนธรรม ระบบข้อมูลที่ชุมชนกำกับการเข้าถึง และกติกาชุมชนเกี่ยวกับทรัพยากรพันธุกรรม

 

แนวคิด ‘พื้นที่ความหลากหลายทางชีววัฒนธรรม’ ในที่นี้เป็นข้อเสนอในการพัฒนานโยบายจากฐานของกฎหมาย มิใช่ชื่อประเภทพื้นที่ที่ตัว พ.ร.บ.บัญญัติไว้โดยตรง

 

การมี พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์จึงทำให้การพิจารณา UPOV 1991 ของประเทศไทยมีบริบททางกฎหมายเปลี่ยนไป การเจรจาการค้าและการกำหนดนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาควรพิจารณาความสอดคล้องกับกฎหมายภายในประเทศที่มุ่งคุ้มครองวิถีชีวิตและความหลากหลายทางวัฒนธรรม เพื่อให้พันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยรับเข้ามาสามารถดำรงอยู่ร่วมกับเจตนารมณ์ของกฎหมายภายในประเทศได้

 

ประเทศไทยควรทบทวน UPOV 1991 ก่อนสร้างพันธกรณีระยะยาว

 

เมื่อพิจารณาร่วมกันทั้งสิทธิเกษตรกร สิทธิชนพื้นเมือง สิทธิธรรมชาติ พันธกรณีด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และ พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ การตัดสินใจของประเทศไทยต่อ UPOV 1991 จึงควรผ่านการทบทวนอย่างรอบด้านก่อนสร้างพันธกรณีระหว่างประเทศที่อาจจำกัดพื้นที่ทางกฎหมายของประเทศในอนาคต

 

รัฐบาลไทยควรทบทวนท่าทีต่อการรับพันธกรณี UPOV 1991 ในการเจรจา FTA ไทย–EU โดยครอบคลุมผลกระทบต่อสิทธิเกษตรกร สิทธิชนพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ ระบบเมล็ดพันธุ์ชุมชน ความหลากหลายทางชีววัฒนธรรม และความสามารถของธรรมชาติในการสืบพันธุ์ ปรับตัว และวิวัฒน์ รวมทั้งตรวจสอบความสอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ กรอบคุนหมิง–มอนทรีออล และกฎหมายคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ของประเทศไทย

 

ประเทศไทยควรพัฒนา การประเมินผลกระทบต่อสิทธิ วิถีชีวิต และความหลากหลายทางชีววัฒนธรรม ก่อนการรับพันธกรณีหรือแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ UPOV 1991 โดยให้ชุมชนที่อาจได้รับผลกระทบมีบทบาทร่วมกำหนดขอบเขตและเกณฑ์การประเมินตั้งแต่ต้น การประเมินควรครอบคลุมระบบการเก็บ ใช้ แลกเปลี่ยน และพัฒนาพันธุ์พื้นบ้าน การหมุนเวียนเมล็ดพันธุ์ระหว่างครอบครัวและชุมชน การถ่ายทอดความรู้ บทบาทของผู้หญิงและผู้สูงวัย ความมั่นคงทางอาหาร ความสามารถในการปรับตัวต่อภูมิอากาศ ตลอดจนผลต่อภาษา พิธีกรรม และความสัมพันธ์กับผืนดิน

 

หัวใจของกระบวนการดังกล่าวอยู่ที่อำนาจของชุมชนในการร่วมกำหนดว่า ‘ผลกระทบ’ หมายถึงอะไร เพราะสิ่งที่ระบบเศรษฐกิจประเมินเป็นต้นทุนหรือผลประโยชน์สามารถปรากฏในชีวิตของชุมชนในรูปของการสูญเสียพันธุ์ การขาดช่วงของความรู้ การเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างรุ่น หรือการอ่อนแรงของกติกาการแบ่งปันที่ดำรงมาหลายชั่วอายุคน

 

พร้อมกันนั้น ประเทศไทยควรสร้างสถานะทางกฎหมายที่ชัดเจนให้ระบบเมล็ดพันธุ์ชุมชน พัฒนากลไกคุ้มครองความรู้และทรัพยากรพันธุกรรมตามกติกาของชุมชน และเชื่อมระบบเหล่านี้กับการดำเนินงานตาม พ.ร.บ.ชาติพันธุ์และพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิต เพื่อให้สิทธิทางวัฒนธรรมได้รับการคุ้มครองพร้อมกับฐานชีวภาพที่ทำให้วัฒนธรรมนั้นดำรงอยู่

 

หลักการสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ภาระในการแสดงความสอดคล้องควรอยู่กับข้อเสนอที่จะสร้างพันธกรณีใหม่ ก่อนประเทศไทยยอมรับ UPOV 1991 ฝ่ายที่เสนอให้ประเทศรับพันธกรณีดังกล่าวควรแสดงให้เห็นด้วยหลักฐานและมาตรการทางกฎหมายที่ชัดเจนว่า UPOV 1991 สามารถดำรงอยู่ร่วมกับสิทธิเกษตรกร สิทธิของชนพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ ระบบเมล็ดพันธุ์ชุมชน พันธกรณีด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และ พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ได้จริง

 

ตราบใดที่ประเทศไทยยังไม่มีหลักประกันดังกล่าว รัฐบาลควรรักษาพื้นที่เชิงนโยบายของประเทศไว้ และไม่รับพันธกรณี UPOV 1991 ไว้ในความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป

 

ข้อเสนอนี้มุ่งสร้างเงื่อนไขให้การปรับปรุงพันธุ์ นวัตกรรม และความร่วมมือทางการค้าระหว่างประเทศดำเนินไปพร้อมกับการรักษาระบบนวัตกรรมอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งสร้างความหลากหลายของพืชผ่านการดูแลร่วมของผู้คนและธรรมชาติมาหลายชั่วอายุคน

 

เมล็ดพันธุ์หนึ่งกำมือมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าผู้ถือมันอยู่ในวันนี้ ภายในเมล็ดเหล่านั้นมีการคัดเลือกของคนหลายรุ่น ความทรงจำของฤดูกาล การเดินทางระหว่างชุมชน ความรู้ของผู้สูงวัย การทำงานของผู้หญิง การเปลี่ยนแปลงของดินและภูมิอากาศ รวมทั้งความเป็นไปได้ของชีวิตที่ยังมาไม่ถึง เมื่อกฎหมายเข้าไปกำหนดความสัมพันธ์กับเมล็ดพันธุ์ กฎหมายจึงกำลังเข้าไปสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์และอนาคตเหล่านี้ด้วย

 

สิทธิชนพื้นเมืองทำให้เราเห็นสิทธิของผู้คนในการดำรงและกำหนดความสัมพันธ์กับโลกของตนเอง สิทธิธรรมชาติทำให้เราเห็นความสามารถของชีวิตในการดำรง ฟื้นตัว สืบพันธุ์ ปรับตัว และวิวัฒน์ ส่วน พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ทำให้การคุ้มครองวิถีชีวิตมีฐานอยู่ในระบบกฎหมายไทยแล้ว

 

เมื่อนำทั้งสามมาวางร่วมกัน คำถามต่อ UPOV 1991 จึงมีความหมายมากกว่าการเลือกระหว่างสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์กับสิทธิของเกษตรกร หากเป็นคำถามว่า กฎหมายของเราจะจัดความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับชีวิตอย่างไร และจะยอมให้ระบอบสิทธิแบบหนึ่งมีอำนาจเปลี่ยนแปลงโลกของความสัมพันธ์ที่สร้างความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรมมาหลายชั่วอายุคนเพียงใด

 

การตัดสินใจเรื่อง UPOV 1991 จึงเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจว่าเราจะส่งต่อโลกแบบใดไปยังคนรุ่นหลัง โลกที่ความหลากหลายได้รับการเก็บรักษาไว้ในฐานะทรัพยากรพันธุกรรมสำหรับการใช้ประโยชน์ หรือโลกที่ผู้คนยังสามารถปลูก แบ่งปัน เรียนรู้ และสร้างความหลากหลายขึ้นใหม่ร่วมกับธรรมชาติได้

 

สิทธิชนพื้นเมืองและสิทธิธรรมชาติชี้ไปยังโลกที่เมล็ดพันธุ์ยังสามารถเดินทางจากมือหนึ่งสู่อีกมือหนึ่ง จากผืนดินหนึ่งสู่อีกผืนดินหนึ่ง และจากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง พร้อมกับความรู้ ความทรงจำ และความรับผิดชอบที่จะส่งต่อโลกซึ่งยังมีความหลากหลายของชีวิตให้แก่ผู้ที่เกิดมาภายหลังเรา

 

ภาพ: UPOV 1991 สิทธิในเมล็ดพันธุ์

The post UPOV 1991 เมื่อสิทธิในเมล็ดพันธุ์ปะทะสิทธิชนพื้นเมืองและสิทธิธรรมชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไวท์ไลน์ แอคทิเวชัน เปิด “หมอลำ Creator Camp” ปั้นศิลปิน 150 คนจาก 7 วง สู่นักขายออนไลน์ เจาะตลาดอีสาน 22 ล้านคน https://thestandard.co/molam-creator-camp-isan-online-selling/ Mon, 07 Sep 2026 10:45:18 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1251573 ภาพกลุ่มศิลปินหมอลำและผู้จัดงาน "หมอลำ Creator Camp"

บริษัท ไวท์ไลน์ แอคทิเวชัน จำกัด ผู้ให้บริการด้าน O2O M […]

The post ไวท์ไลน์ แอคทิเวชัน เปิด “หมอลำ Creator Camp” ปั้นศิลปิน 150 คนจาก 7 วง สู่นักขายออนไลน์ เจาะตลาดอีสาน 22 ล้านคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกลุ่มศิลปินหมอลำและผู้จัดงาน "หมอลำ Creator Camp"

บริษัท ไวท์ไลน์ แอคทิเวชัน จำกัด ผู้ให้บริการด้าน O2O Marketing และ E-Commerce เปิดตัวโครงการ “หมอลำ Creator Camp” แคมป์ฝึกทักษะ Affiliate Marketing ครั้งแรกของไทยสำหรับวงการหมอลำ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม – 2 กันยายน 2569 ที่ Graph Hotel รัชดา รวมศิลปินกว่า 150 คน จาก 7 คณะหมอลำทั่วประเทศ ได้แก่ ประถมบันเทิงศิลป์ อีสานนครศิลป์ ไหทองคำ หมอลำไอดอล สาวน้อยเพชรบ้านแพง แก่นนครบันเทิงศิลป์ และโฟล์คพระนคร รัชดา รวมถึงผู้เข้าแข่งขันจากรายการบัลลังก์หมอลำ

 

รูปแบบแคมป์จัดขึ้น 3 วัน 3 คืน ให้ศิลปินเรียนรู้ทักษะการขายของออนไลน์ จากผู้เชี่ยวชาญ อาทิ ค่าย MCN Infinite Novaa และ Shopgenix, คุณพ่อมดติ๊กต็อกผู้เชี่ยวชาญ Video Clip Content, คุณปัง รณกร และ คุณ สิงโต สถาปนิกไลฟ์ นักไลฟ์มืออาชีพที่เชี่ยวชาญ Live Content และทีมเมนเทอร์มากประสบการณ์

 

ภาพกลุ่มศิลปินหมอลำและผู้จัดงาน

 

“Isan White Space” ตลาดที่แบรนด์เข้าไม่ถึง

 

ตามข้อมูลของบริษัท GMV จาก TikTok Shop ในตลาด E-Commerce ไทยปี 2567 ทะลุ 700,000 ล้านบาท ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอาเซียน และโตเกือบเท่าตัวในปี 2568 ปัจจุบันมีครีเอเตอร์ที่ขายของบนแพลตฟอร์มนี้มากกว่า 10 ล้านคน แต่ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในเมืองและหมวดหมู่สินค้าเดิมๆ ทำให้แบรนด์ต้องแย่งชิงครีเอเตอร์กลุ่มเดิม และต้นทุน Affiliate Marketing สูงขึ้นทุกปี บริษัทจึงมองเห็นโอกาสในตลาดอีสาน ซึ่งมีประชากรกว่า 22 ล้านคน หรือ 1 ใน 3 ของประเทศ แต่ยังไม่มีแบรนด์ใดเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคนี้ได้ลึกพอ

 

เตชนันท์ ตั้งเทวนนท์ Chief Marketing Officer ของไวท์ไลน์ แอคทิเวชัน มองว่าการให้ศิลปินหมอลำเป็นครีเอเตอร์จะทำให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคชนบทได้ เพราะศิลปินหมอลำมีฐานแฟนคลับในกลุ่มนี้อย่างหนาแน่น และมีทีท่าที่ผู้บริโภคกลุ่มนี้รู้สึกเข้าถึงได้ “ถ้าคนกันเอง เพื่อนกันเอง คุยกันเอง ผู้บริโภคก็จะมีโอกาสตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น” เตชนันท์กล่าว

 

หมอลำ Creator Camp

 

มุมมองของศิลปิน กับโอกาสจากการร่วมแคมป์

 

สุชาติ อินทร์พรหม ผู้ร่วมก่อตั้งคณะหมอลำอีสานนครศิลป์และผู้ผลิตรายการหมอลำไอดอล มองว่าทักษะจากแคมป์นี้เป็นอาวุธเสริมให้ศิลปิน เพราะช่วยให้ต่อยอดอาชีพในระยะยาวได้ และสร้างโอกาสให้ศิลปินหารายได้ด้วยตัวเอง “มันจะเปลี่ยนจากรายได้ที่ต้องรอคนอื่นอนุญาต เป็นรายได้ที่ตัวเองเปิดเองได้ทุกวัน” สุชาติระบุ

 

หมอลำ Creator Camp

 

ด้าน วนิดา สิมเสน หัวหน้าคณะและผู้บริหารคณะหมอลำประถมบันเทิงศิลป์ เสริมว่าเธอไม่กังวลว่าการขายของออนไลน์จะกระทบภาพลักษณ์ศิลปิน เพราะหมอลำยังคงเป็นอาชีพหลักของเด็กในสังกัด ส่วนการขายของเป็นเพียงการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ “การขายของออนไลน์มันไม่ใช่เรื่องน่าอาย” เธอกล่าว พร้อมคาดหวังว่าหลังจากที่ศิลปินร่วมแคมป์นี้ ทุกคนจะได้ทักษะความกล้าแสดงออกและความมั่นใจในตัวเองติดตัวกลับไป

 

หมอลำ Creator Camp

 

รัตนรัตน์ เนาวรัตน์ ผู้จัดการค่ายไหทองคำ มองว่าการรวมตัวของศิลปินในแคมป์ครั้งนี้นอกจากจะเป็นพื้นที่ที่ช่วยค้นหาและดึงจุดเด่นของศิลปินแต่ละคนออกมาให้แฟนๆ ได้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นแล้ว ยังเป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมฐานแฟนคลับของศิลปินจากแต่ละคณะให้เข้าถึงกันมากขึ้น “การที่ศิลปินจากหลายคณะได้มาอยู่ร่วมกัน ทำกิจกรรมและสร้างคอนเทนต์ด้วยกัน ถือเป็นการเปิดโอกาสให้แฟนคลับได้รู้จักศิลปินคนอื่นๆ มากขึ้น จากเดิมที่อาจติดตามเพียงคนเดียว พอได้เห็นศิลปินอีกคนทำงานร่วมกับคนที่ตัวเองชื่นชอบ ก็อาจเกิดความสนใจและเริ่มติดตามกันต่อไป ซึ่งเป็นการขยายฐานแฟนคลับให้กับศิลปินทุกฝ่าย” เธอกล่าว พร้อมมองว่าจุดนี้อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดกระแสในวงกว้างขึ้นได้

 

หมอลำ Creator Camp

 

หลังจบแคมป์ ศิลปินจะยังทำแคมเปญต่อเนื่องอีกราว 3-4 เดือน ครอบคลุมช่วงเทศกาลช้อปปิ้ง 9.9, 10.10, 11.11 และ 12.12 ก่อนจะถึงงานประกวดและประกาศรางวัลใหญ่ที่โฟล์คพระนครในวันที่ 12 เดือนธันวาคมนี้

 

[PR NEWS]

The post ไวท์ไลน์ แอคทิเวชัน เปิด “หมอลำ Creator Camp” ปั้นศิลปิน 150 คนจาก 7 วง สู่นักขายออนไลน์ เจาะตลาดอีสาน 22 ล้านคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
UNICEF จับมือเครือข่ายอากาศสะอาด เปิดตัว ‘BEAT TO BREATHE’ ปลุกพลังแรป ชวนคนไทยลุกขึ้นปกป้องสิทธิเด็กในอากาศสะอาด https://thestandard.co/unicef-clean-air-children-rights-rap/ Mon, 07 Sep 2026 09:55:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1251763 ภาพเด็กและเยาวชนร่วมกิจกรรมแคมเปญ ‘BEAT TO BREATHE’ ของ UNICEF และเครือข่ายอากาศสะอาด

วันนี้ (7 กันยายน) เนื่องในวันอากาศสะอาดสากล (Internati […]

The post UNICEF จับมือเครือข่ายอากาศสะอาด เปิดตัว ‘BEAT TO BREATHE’ ปลุกพลังแรป ชวนคนไทยลุกขึ้นปกป้องสิทธิเด็กในอากาศสะอาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเด็กและเยาวชนร่วมกิจกรรมแคมเปญ ‘BEAT TO BREATHE’ ของ UNICEF และเครือข่ายอากาศสะอาด

วันนี้ (7 กันยายน) เนื่องในวันอากาศสะอาดสากล (International Days of Clean Air and Blue Skies) องค์การUNICEF (UNICEF) ประเทศไทย และเครือข่ายอากาศสะอาด เปิดตัว ‘BEAT TO BREATHE’ (บีท ทู บรีธ) แคมเปญที่หยิบเอาพลังของเพลงแรป ชวนเด็ก เยาวชน และสังคมลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิในอากาศสะอาดให้กับเด็กทุกคน พร้อมสร้างความตระหนักถึงผลกระทบของฝุ่น PM 2.5 ที่มีต่อเด็ก และผลักดันให้เกิดการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ในช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าพิจารณาร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด

 

หัวใจของแคมเปญคือ เพลง ‘ปอดเทส’ (Lung Test) ผลงานของ TangBadVoice หรือ ตะวันวาด วนวิทย์ แรปเปอร์ชาวไทย ซึ่งหยิบ ‘ลมหายใจ’ มาเป็นส่วนหนึ่งของจังหวะและเนื้อเพลงเพื่อเล่าเรื่องฝุ่น PM2.5 ผ่านเรื่องใกล้ตัวที่กระทบชีวิตและสุขภาพของทุกคน โดยเน้นย้ำว่า “ถ้าไม่แก้ตอนนี้ มันก็คงสายไป อากาศเดียวทุกคนใช้ ทุกคนต้องหายใจ”

 

สำหรับ TangBadVoice ฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เขาเติบโตในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเผชิญปัญหา PM2.5 อย่างรุนแรงในช่วงฤดูฝุ่น เขากล่าวว่า “ตั้งแต่เด็ก เราเรียนรู้แค่ที่จะปรับตัวให้อยู่กับปัญหา ทั้งอยู่ในห้องปิดหน้าต่าง เปิดเครื่องฟอกอากาศ หลีกเลี่ยงการออกไปข้างนอก หรือใส่หน้ากากเมื่อต้องออกนอกบ้าน แต่เมื่อได้มาทำเพลง ‘ปอดเทส’ ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ และนั่นทำให้ผมได้รู้ว่า จริง ๆ แล้วอากาศที่ดีเป็นสิ่งที่เราเลือกได้และสร้างได้ เพียงแต่ที่ผ่านมาเราไม่เคยรู้ว่ามีทางเลือกอื่น จนในที่สุด การอยู่กับอากาศที่ไม่ดีต่อสุขภาพก็กลายเป็นเรื่องปกติที่เรายอมรับโดยไม่รู้ตัว”

 

 

แคมเปญ BEAT TO BREATHE ยังชวนเด็กๆ และทุกคนมาร่วมกิจกรรม Beat Test Challenge ลองแรปเพลง ‘ปอดเทส’ และทดสอบการควบคุมลมหายใจของตัวเอง โดยได้แรงบันดาลใจจากแนวคิด Maximum Phonation Time หรือระยะเวลาที่คนเราสามารถเปล่งเสียงต่อเนื่องด้วยลมหายใจเดียว

 

ในประเทศไทย UNICEF ระบุว่า เด็กประมาณ 11 ล้านคน กำลังเผชิญกับฝุ่น PM2.5 ในระดับสูง ซึ่งมากกว่าจำนวนเด็กที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม คลื่นความร้อน หรือภัยแล้ง ในขณะที่ทั่วโลก รายงานสภาวะอากาศโลกฉบับที่ 5 ในปี 2567 ชี้ว่ามลพิษทางอากาศกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับที่สองของการเสียชีวิตของประชากรทั่วโลก โดยได้คร่าชีวิตผู้คนถึง 8.1 ล้านคนในปี 2564 ในจำนวนนี้เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีกว่า 700,000 คน ซึ่งกว่าร้อยละ 90 มีสาเหตุมาจากฝุ่น PM2.5

 

เด็กมีความเปราะบางต่อมลพิษทางอากาศเป็นพิเศษ เนื่องจากปอด ร่างกาย และสมองยังพัฒนาไม่เต็มที่ อีกทั้งยังอาจได้รับมลพิษมากกว่า เพราะหายใจรับอากาศในปริมาณมากกว่าเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัว การได้รับฝุ่น PM2.5 เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ เช่น โรคหอบหืด ปอดอักเสบ และโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรังในเด็ก และยังเชื่อมโยงกับโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคเบาหวาน และมะเร็งปอดในผู้ใหญ่

 

เซเวอรีน เลโอนาร์ดี รักษาการผู้อำนวยการ องค์การ UNICEF ประเทศไทย กล่าวว่า “มลพิษทางอากาศอาจมองไม่เห็น แต่ผลกระทบที่มีต่อเด็กนั้นชัดเจน ทุกลมหายใจที่มีมลพิษจะสะสมผลกระทบไปเรื่อยๆ จากอาการไอในวันนี้ สู่ปัญหาสุขภาพในวันข้างหน้า และสำหรับเด็กจำนวนมากคือการต้องใช้ชีวิตอยู่แต่ในบ้านในวันที่อากาศไม่ดี แคมเปญ BEAT TO BREATHE ต้องการให้เด็กและทุกคนเข้าใจว่าปัญหานี้กระทบชีวิตของพวกเขาอย่างไร ให้พวกเขาได้มีพื้นที่ส่งเสียง และมีส่วนร่วมผลักดันนโยบายที่ทำให้เด็กทุกคนมีอากาศสะอาดหายใจได้จริง เราไม่ควรต้องรอให้เด็กป่วยก่อนจึงจะลงมือแก้ปัญหา”

 

เลโอนาร์ดี กล่าวเสริมว่า ในขณะที่ไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) การยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการมลพิษทางอากาศยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นในระดับนโยบาย

 

รายงาน OECD Economic Surveys: Thailand 2025 ให้ความสำคัญกับปัญหามลพิษทางอากาศ โดยชี้ว่า การยกระดับมาตรฐานการปล่อยมลพิษและการจัดทำกฎหมายอากาศสะอาดจะเป็นพัฒนาการที่สำคัญของไทย พร้อมเสนอให้ไทยเพิ่มความเข้มงวดของกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยมลพิษจากภาคการขนส่ง และดำเนินมาตรการอื่นๆ เพื่อยกระดับคุณภาพอากาศ และเพื่อให้เห็นผลกระทบของฝุ่น PM2.5 ต่อสุขภาพเด็กอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ในเดือนพฤศจิกายนนี้ UNICEF และเครือข่ายอากาศสะอาดจะร่วมกับทีมแพทย์ลงพื้นที่ในโรงเรียนนำร่อง 6 แห่งในกรุงเทพฯ เพื่อพัฒนาให้ครูและเด็กๆ สามารถคัดกรองเด็กที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพ และส่งต่อเพื่อรับการดูแลที่เหมาะสม ข้อมูลจากการคัดกรอง รวมถึงเสียงและประสบการณ์ของเด็ก จะนำไปใช้ผลักดันนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศในระยะยาวต่อไป

 

ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. มีจุดเริ่มต้นสำคัญในปี 2565 เมื่อเครือข่ายอากาศสะอาดริเริ่มเสนอร่างกฎหมายอากาศสะอาดฉบับประชาชนเป็นฉบับแรก ก่อนจะมีร่างกฎหมายอีก 6 ฉบับเสนอโดยพรรคการเมืองและคณะรัฐมนตรี และนำมาพิจารณาร่วมกันเป็นร่างกฎหมายฉบับเดียว หลังผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ร่างกฎหมายดังกล่าวได้รับการแก้ไขเพิ่มเติมโดยวุฒิสภา อย่างไรก็ตาม เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่เห็นชอบกับส่วนที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติม ด้วยคะแนนเสียง 414 ต่อ 2 เสียง และมีมติให้ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันของทั้งสองสภาจำนวน 20 คน เพื่อพิจารณาหาข้อยุติและจัดทำร่างกฎหมายที่ทั้งสองสภาเห็นชอบร่วมกันต่อไป

 

กัญฐณา อภิรภากรณ์ หัวหน้าฝ่ายสื่อสาร เครือข่ายอากาศสะอาด กล่าวว่า “ในแต่ละปี มะเร็งปอดคร่าชีวิตคนไทยกว่าหมื่นคน และสิ่งที่น่าสะเทือนใจคือ เรายังพบผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะลุกลามในกลุ่มคนอายุน้อยและผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่ มลพิษทางอากาศเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคนี้ ฝุ่นพิษ PM2.5 จึงไม่ใช่เพียงหมอกจาง ๆ ที่มาเยือนตามฤดูกาล แต่เป็นวิกฤตสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เพราะมันกระทบต่อสิทธิในการมีชีวิตและมีสุขภาพที่ดีของทุกคนอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะเด็กซึ่งไม่ได้เป็นผู้ก่อปัญหา แต่ต้องแบกรับผลกระทบไปตลอดชีวิต

 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาคประชาชนได้ร่วมกันผลักดันร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด จนเกิดร่างกฎหมายที่เป็นความหวังของสังคม แต่การมีกฎหมายไม่ได้หมายความว่าภารกิจจะสิ้นสุดลง ตรงกันข้าม วันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้จะเป็นจุดเริ่มต้นของงานที่สำคัญยิ่งกว่า นั่นคือ การร่วมกันผลักดันให้กฎหมายถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเกิดผลจริงในทุกพื้นที่ ขณะเดียวกัน สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการสร้างความรู้และความตระหนักเรื่องสิทธิในอากาศสะอาดให้แก่คนทุกระดับ ตั้งแต่การปลูกฝังความเข้าใจให้เด็กในห้องเรียน การเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนได้ส่งเสียงและมีส่วนร่วม ไปจนถึงการสร้างความรับผิดชอบร่วมกันในหมู่ผู้ใหญ่ ชุมชน ภาคธุรกิจ และผู้กำหนดนโยบาย”

 

ภาพ: UNICEF ประเทศไทย

The post UNICEF จับมือเครือข่ายอากาศสะอาด เปิดตัว ‘BEAT TO BREATHE’ ปลุกพลังแรป ชวนคนไทยลุกขึ้นปกป้องสิทธิเด็กในอากาศสะอาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดรายชื่อ 12 ศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2568 ไมตรี ลิมปิชาติ-หมอลำอังคนางค์ ได้รับยกย่อง https://thestandard.co/national-artists-2568-announced/ Mon, 07 Sep 2026 07:39:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1251692 ภาพประกอบ ไมตรี ลิมปิชาติ และ อังคนางค์ ศิริมณี ศิลปินแห่งชาติประจำปี 2568

วันนี้ (7 กันยายน) ที่กระทรวงวัฒนธรรม ศุภจี สุธรรมพันธุ […]

The post เปิดรายชื่อ 12 ศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2568 ไมตรี ลิมปิชาติ-หมอลำอังคนางค์ ได้รับยกย่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบ ไมตรี ลิมปิชาติ และ อังคนางค์ ศิริมณี ศิลปินแห่งชาติประจำปี 2568

วันนี้ (7 กันยายน) ที่กระทรวงวัฒนธรรม ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ พร้อมด้วย ประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และโชติกา อัครกิจโสภากุล อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม แถลงผลการคัดเลือกศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2568 รวม 12 คน จากผู้ได้รับการเสนอชื่อทั้งหมด 595 คน

 

ศุภจีกล่าวว่า คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติได้ดำเนินการคัดเลือกบุคคลผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะอันทรงคุณค่าต่อสังคมและประเทศชาติ เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติใน 3 สาขา ได้แก่ ทัศนศิลป์ วรรณศิลป์ และศิลปะการแสดง โดยผู้ได้รับการยกย่องประจำปี 2568 ประกอบด้วย

 

สาขาทัศนศิลป์ จำนวน 4 คน

 

  • พีระพงษ์ ดวงแก้ว สาขาประติมากรรม
  • ชัยโรจน์ มหาดำรงค์กุล สาขาภาพถ่าย
  • พรธรรม ธรรมวิมล สาขาภูมิสถาปัตยกรรม ผู้ถวายงานพระเมรุมาศรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระพันปีหลวง
  • วีรธรรม ตระกูลเงินไทย สาขาการออกแบบประณีตศิลป์

 

สาขาวรรณศิลป์ จำนวน 2 คน

 

  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์ศิวกานท์ ปทุมสูติ
  • ไมตรี ลิมปิชาติ

 

สาขาศิลปะการแสดง จำนวน 6 คน

 

  • สมศักดิ์ ทัดติ สาขานาฏศิลป์ไทย -โขน
  • ตรึก ปลอดฤทธิ์ สาขาลิเกป่า
  • อังคนางค์ ศิริมณี สาขาหมอลำ – ลำเพลิน
  • วิชัย ปุญญะยันต์ สาขาดนตรีไทยสากล
  • ณัฐ ยนตรรักษ์ สาขาดนตรีสากล
  • ศาสตราจารย์กิตติคุณ สุรพล วิรุฬห์รักษ์ สาขาภาพยนตร์และละคร

 

สำหรับผู้ได้รับการยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ จะได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 25,000 บาทตลอดชีวิต รวมถึงสิทธิด้านการรักษาพยาบาลภายในวงเงินไม่เกิน 100,000 บาทต่อปีงบประมาณ เงินช่วยเหลือกรณีประสบสาธารณภัยตามความเสียหายจริงไม่เกิน 50,000 บาทต่อครั้ง และค่าของเยี่ยมเมื่อเจ็บป่วยหรือในโอกาสสำคัญไม่เกิน 3,000 บาทต่อครั้ง

 

กรณีศิลปินแห่งชาติเสียชีวิต จะได้รับเงินช่วยเหลือในการบำเพ็ญกุศลศพ 20,000 บาท และเงินช่วยเหลือค่าจัดทำหนังสือเผยแพร่ผลงานตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 150,000 บาท

 

กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม จะจัดทำหนังสือกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาส นำศิลปินแห่งชาติประจำปี 2568 เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เพื่อรับพระราชทานโล่และเข็มเชิดชูเกียรติ ตามวันและเวลาที่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

 

นับตั้งแต่เริ่มโครงการเมื่อปี 2528 จนถึงปี 2568 มีผู้ได้รับการยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติแล้วรวม 1 พระองค์ และ 389 คน แบ่งเป็นสาขาทัศนศิลป์ 1 พระองค์ และ 116 คน สาขาวรรณศิลป์ 67 คน และสาขาศิลปะการแสดง 206 คน

The post เปิดรายชื่อ 12 ศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2568 ไมตรี ลิมปิชาติ-หมอลำอังคนางค์ ได้รับยกย่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สนธิ’ เปิดแนวรบ ทวงคืนประเทศไทย นัดหน้าสถานทูตอิสราเอล 10 ก.ย. จี้กวาดล้างทุนเทา ขีดเส้น กกต. ปม ฮั้วสว. ขู่ยกระดับชุมนุมใหญ่ https://thestandard.co/sonthi-limthongkul-protest-thailand/ Mon, 07 Sep 2026 06:44:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1251678

วันนี้ (7 กันยายน) สนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประ […]

The post ‘สนธิ’ เปิดแนวรบ ทวงคืนประเทศไทย นัดหน้าสถานทูตอิสราเอล 10 ก.ย. จี้กวาดล้างทุนเทา ขีดเส้น กกต. ปม ฮั้วสว. ขู่ยกระดับชุมนุมใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (7 กันยายน) สนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมด้วย นิติธร ล้ำเหลือ (ทนายนกเขา) และ พิชิต ไชยมงคล แกนนำกลุ่มคปท. ร่วมแถลงข่าวประกาศทิศทางการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งใหม่ ภายใต้แคมเปญ ‘เอาประเทศไทยของเราคืนมา’ โดยวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการการกระทรวงมหาดไทย พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันและการขยายอิทธิพลของกลุ่มทุนสีเทาต่างชาติในไทย

ดูภาพข่าว 

สนธิระบุว่า ตลอดการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดนี้ ปรากฏข้อกังขาและปัญหามากมาย ตั้งแต่การกักตุนสินค้า ปัญหาน้ำท่วมที่เยียวยาไม่ทั่วถึง การทุจริตสอบข้าราชการมูลค่าหลายพันล้านบาทที่หาผู้กระทำผิดได้เพียงระดับอธิบดี แต่ไม่สาวถึงนักการเมือง รวมถึงการจัดการคดีเขากระโดงที่ยืดเยื้อ และโครงการดาต้าเซ็นเตอร์หมื่นล้านบาทที่มองว่าประเทศไทยเสียเปรียบ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่สามารถรักษาหลักนิติรัฐและนิติธรรมไว้ได้

 

ประเด็นสำคัญที่นำมาสู่การเคลื่อนไหว คือกรณีการสืบสวนคดีฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) สนธิอ้างว่ามีหลักฐานทั้งคลิปเสียงและข้อความที่เชื่อมโยงถึงผู้บริหารพรรคการเมืองใหญ่ แต่กลับมีการโยกย้ายเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ที่รับผิดชอบคดีดังกล่าว จึงประกาศขีดเส้นตายในวันที่ 14 กันยายนนี้ หากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตัดตอนคดีและไม่ส่งฟ้อง จะมีการยกระดับการเคลื่อนไหวไปสู่การชุมนุมใหญ่ทันที

 

สำหรับก้าวแรกของการเคลื่อนไหว สนธิประกาศนัดหมายมวลชนรวมตัวกันที่หน้าสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ในวันที่ 10 กันยายนเวลา 09.30 น. เพื่อแสดงจุดยืนเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการกับกลุ่มทุนสีเทาข้ามชาติ ทั้งทุนจีน ยิว อินเดีย รัสเซีย รวมถึงทุนไทยสีเทาอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ยังเตรียมเปิดโปงระเบียบใหม่ของกระทรวงพาณิชย์ ที่ระบุว่าเป็นการเปิดทางให้ต่างชาติเข้ามาทำลายผู้ประกอบการ SME ของไทย

 

สนธิย้ำว่า การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้ต้องการขับไล่รัฐบาลให้พ้นจากตำแหน่ง แต่ต้องการกดดันให้รัฐบาลหยุดพฤติกรรมที่สร้างความเสียหาย และหันมาทำเพื่อประชาชนทั้งประเทศอย่างแท้จริง โดยจะมีการเดินสายไปตามภาคต่างๆ เพื่อให้ข้อมูลแก่ประชาชน

 

“ถ้าต้องตายในระหว่างการเรียกร้องให้ประเทศไทยกลับมาเป็นของเรา ผมยอมตาย ตอนนี้ผมอายุ 72 ปีแล้ว หลายคนด้อยค่าว่าม็อบผมเป็นม็อบน้ำหมาก แต่ก็ไม่เป็นไร หากศรัทธาในสิ่งที่พูดก็ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งสิ้น ต่อให้มีผมคนเดียวผมก็จะสู้” สนธิกล่าว

 

ในช่วงท้าย สนธิได้กล่าวไปถึงนายกรัฐมนตรีว่า หากมั่นใจในความถูกต้อง ขอให้ออกมาไลฟ์สดชี้แจงข้อเท็จจริงทุกวัน ซึ่งตนเองก็พร้อมที่จะไลฟ์ชนเพื่อจับโกหกเช่นเดียวกัน พร้อมยืนยันว่าการต่อสู้ครั้งนี้ไม่ได้พึ่งพิงหรือหวังให้ทหารออกมากระทำการรัฐประหาร แต่เชื่อมั่นในพลังของประชาชนที่ทนไม่ไหวกับความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม

 

 

สนธิ ลิ้มทองกุล แถลงข่าวเปิดแนวรบ สนธิ ลิ้มทองกุล แถลงข่าวเปิดแนวรบ สนธิ ลิ้มทองกุล แถลงข่าวเปิดแนวรบ สนธิ ลิ้มทองกุล แถลงข่าวเปิดแนวรบ สนธิ ลิ้มทองกุล แถลงข่าวเปิดแนวรบ สนธิ ลิ้มทองกุล แถลงข่าวเปิดแนวรบ สนธิ ลิ้มทองกุล แถลงข่าวเปิดแนวรบ สนธิ ลิ้มทองกุล แถลงข่าวเปิดแนวรบ สนธิ ลิ้มทองกุล แถลงข่าวเปิดแนวรบ สนธิ ลิ้มทองกุล แถลงข่าวเปิดแนวรบ สนธิ ลิ้มทองกุล แถลงข่าวเปิดแนวรบ สนธิ ลิ้มทองกุล แถลงข่าวเปิดแนวรบ

The post ‘สนธิ’ เปิดแนวรบ ทวงคืนประเทศไทย นัดหน้าสถานทูตอิสราเอล 10 ก.ย. จี้กวาดล้างทุนเทา ขีดเส้น กกต. ปม ฮั้วสว. ขู่ยกระดับชุมนุมใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดแผนฝ่าวิกฤต SMEs ไทย เติมทุน–ปรับหนี้–ติดปีกธุรกิจ รับกติกาโลกใหม่ https://thestandard.co/industry-smes-crisis-global-rules/ Mon, 07 Sep 2026 06:41:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1250286 ภาพนายวราวุธ ศิลปะอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กำลังให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับแผนช่วยเหลือ SMEs

ปฏิเสธไม่ได้ว่า SMEs ไทย คือรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจและกา […]

The post กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดแผนฝ่าวิกฤต SMEs ไทย เติมทุน–ปรับหนี้–ติดปีกธุรกิจ รับกติกาโลกใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนายวราวุธ ศิลปะอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กำลังให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับแผนช่วยเหลือ SMEs

ปฏิเสธไม่ได้ว่า SMEs ไทย คือรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจและการจ้างงาน แต่ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ส่งผลกระทบให้ผู้ประกอบการ SMEs ต่างกำลังเผชิญความท้าทายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

THE STANDARD มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่จะมาฉายภาพถึงนโยบายช่วยเหลือและสนับสนุน SMEs ไทย รวมถึงวิธีรับมือกับความท้าทายที่มีอยู่รอบด้าน

 

วราวุธ

 

เปิดวิสัยทัศน์หนุน SMEs ไทย สร้างภูมิคุ้มกันธุรกิจฝ่าวิกฤตโลก

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เริ่มฉายภาพให้เห็นว่า ในความเป็นจริงแล้ว SMEs ไทย จะเปรียบเสมือนรากฐานและพลังขับเคลื่อนหลักที่คอยอุ้มชูอัตราการจ้างงานและระบบเศรษฐกิจไทย เอาไว้มหาศาล แต่ด้วยจุดเปราะบางพื้นฐานของธุรกิจขนาดเล็กที่มักจะขาดแคลน ‘เงินทุน’ และ ‘องค์ความรู้’ ทั้งในมิติของเทคโนโลยีสมัยใหม่และกติกาโลกที่เปลี่ยนไป

 

ส่งผลให้เมื่อมีปัจจัยภายนอกเข้ามาซ้ำเติม ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือมาตรการทางการค้าใหม่ๆ เข้ามา ทำให้ SMEs ไทยต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างหนักและเสี่ยงต่อการปิดตัวได้ง่าย ถ้าเทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่

 

SME D Bank นำทัพสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ ช่วย SMEs ไทย ฝ่าวิกฤต

 

ด้วยเหตุนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้วางยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อเข้ามาเป็นพลังหนุนหลังให้แก่ผู้ประกอบการ โดยมอบหมายนโยบายให้ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank ซึ่งเป็นสถาบันการเงินภายใต้กำกับ เดินหน้าสนับสนุนและยกระดับผู้ประกอบการ SMEs ให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้น พร้อมก้าวสู่ธุรกิจยุคใหม่ที่สอดคล้องแนวโน้มเทรนด์ธุรกิจของโลกในปัจจุบันและอนาคต

 

วราวุธ

 

นอกจากนี้ SME D Bank ยังทำหน้าที่เป็นหัวหอกหลัก ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในสังกัด เช่น กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.), กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) และกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) เป็นต้น เพื่อเข้ามาดูแลและแก้ปัญหาให้แก่ SMEs ในรูปแบบบูรณาการ โดยเฉพาะการปลดล็อกปัญหาด้านสภาพคล่อง ผ่านการเข้าถึงแหล่งทุน ใน 3 ผลิตภัณฑ์สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ เพียง 3% ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกัน ได้แก่

 

  • สินเชื่อ ‘SME Green Productivity’ สำหรับสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการลงทุนติดตั้งระบบอุปกรณ์ ปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต เครื่องจักร อุปกรณ์ เพื่อใช้พลังงานสะอาด และมุ่งสู่อุตสาหกรรมสีเขียว เช่น ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในภาคผลิตหรือบริการสีเขียว รวมถึงปรับกระบวนการผลิตหรือเทคโนโลยีเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงลงทุนรถไฟฟ้า หรือเปลี่ยนมาใช้ยานพาหนะพลังงานสะอาด เป็นต้น เหมาะสำหรับธุรกิจหลากหลาย ทั้งโรงงาน ร้านอาหาร และโรงแรม ฯลฯ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว ด้วยวงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี ปลอดชำระหนี้เงินต้นสูงสุด 12 เดือน

 

เรียกได้ว่าโครงการนี้มีผู้สนใจอย่างล้นหลาม และปัจจุบันมีตัวอย่างการใช้งานจริงแล้ว เช่น ผู้ประกอบการโรงสีข้าวที่กู้เงินไปเปลี่ยนรถกระบะขนส่งเดิมเป็นใช้รถ EV กว่า 10 คัน หรือบางรายกู้เงินไปซื้อรถแบ็กโฮไฟฟ้า มาใช้งานในกิจการ ซึ่งสามารถช่วยลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจได้

 

2 สินเชื่อ ‘ปลุกพลัง SME’ สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายเล็ก นำไปใช้ลงทุน ขยาย ปรับปรุงกิจการ หรือปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจ รวมถึงหมุนเวียน และ เสริมสภาพคล่องในธุรกิจ เช่น ร้านโชห่วย/ค้าปลีก ร้านอาหาร ธุรกิจดิจิทัล/อิเล็กทรอนิกส์ ร้านขายยา และ แฟรนไชส์รายย่อย เป็นต้น วงเงินกู้ต่อราย สูงสุด 1 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก ผ่อนชำระนาน สูงสุด 10 ปี ปลอดชำระหนี้เงินต้นสูงสุด 12 เดือน

 

และ 3 สินเชื่อ ‘Beyond ติดปีก SME’ สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการยกระดับเพื่อเพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจ สามารถนำไปเสริมสภาพคล่อง ลงทุน ขยาย ปรับปรุงกิจการ ปรับเปลี่ยนทรัพย์สินหรือเครื่องจักร เช่น เกษตรแปรรูป อาหารเพื่อสุขภาพ Wellness ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ที่พัก และ ร้านอาหารขนาดใหญ่ สามารถติดตั้งเครื่องจักร หรือลงทุนขยายกิจการ เป็นต้น วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี ปลอดชำระหนี้เงินต้นสูงสุด 12 เดือน

 

นอกจากมาตรการอัดฉีดเงินทุนใหม่แล้ว กระทรวงอุตสาหกรรมยังให้ความสำคัญกับกลุ่มธุรกิจที่อยู่ในสภาวะ ‘จมูกปริ่มน้ำ’ หรือกลุ่มที่กำลังประสบปัญหาขาดสภาพคล่องอย่างหนัก ผ่านมาตรการดูแลกลุ่มเปราะบางของ SME D Bank ที่ช่วยปรับโครงสร้างหนี้ บรรเทาภาระ ผ่อนปรนเงื่อนไข ทั้งการลดเงินต้น, การลดอัตราดอกเบี้ย, การยืดระยะเวลาชำระหนี้ และการปรับลดค่างวดชำระลง

 

เช่น ในบางกรณีสามารถช่วยลดค่างวดจากที่ต้องจ่าย 7-8 หมื่นบาทต่อเดือน ให้เหลือเพียงหมื่นกว่าบาทต่อเดือนเท่านั้น ทั้งนี้ เป้าหมายสูงสุดของ SME D Bank ไม่ได้ทำเพื่อสร้างผลกำไรสุทธิสูงสุด แต่ความสำเร็จคือต้องทำให้ SMEs ไทยอยู่รอด และสามารถลุกขึ้นมาเติบโตต่อไปได้

 

วราวุธ

 

นอกเหนือจากการแก้ปัญหาเรื่องเงินทุนแล้ว รมว. วราวุธยังกล่าวต่อว่า ผู้ประกอบการไทยไม่ว่าจะรายเล็กหรือรายใหญ่ ยังต้องเตรียมรับมือกับกติกาการค้าระดับโลกใหม่ ที่กำลังเข้ามามีบทบาทอย่างมาก ดังนั้นมองว่าในอนาคต จุดขายเรื่องของราคาและคุณภาพสินค้าอาจไม่ใช่ปัจจัยเดียวในการตัดสินใจซื้ออีกต่อไป

 

แต่ต่างชาติจะหันมาพิจารณาเงื่อนไขทางสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTB) เป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น CBAM หรือมาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดนของยุโรป ตามด้วย EUBR กฎระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปราศจากการตัดไม้ทำลายป่า หรือ Cyber Resilience Act กฎหมายความปลอดภัยทางไซเบอร์ของยุโรปที่จะเริ่มบังคับใช้ในเดือนตุลาคมปี 2570

 

แม้การประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์และการปฏิบัติตามเงื่อนไขเหล่านี้จะเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในตอนแรก แต่ รมว วราวุธ ซึ่งมีประสบการณ์ตรงจากการทำงานในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ชี้ให้เห็นมุมมองใหม่ว่า สิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือน ‘พาสปอร์ตหรือวีซ่า’ ที่จะช่วยให้สินค้าไทยขยายตลาด สามารถส่งออกไปขายได้ทั่วโลก ทั้งยุโรป อเมริกา, ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เป็นต้น ที่สำคัญ ยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าไทยในระยะยาวอีกด้วย

 

ยิ่งไปกว่านั้น กระทรวงอุตสาหกรรมยังได้นำบทเรียนจากการบริหารจัดการวิกฤต เช่น สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดน่าน มาถอดบทเรียนเป็นแนวปฏิบัติ 3 ช่วง ได้แก่ ก่อนวิกฤต เน้นการประเมินความปลอดภัยของสถานประกอบการ และแนะนำให้จัดทำกระเป๋าฉุกเฉิน Go Bag ที่จะบรรจุสิ่งของจำเป็น เช่น อาหาร, ยา, ไฟฉาย, เอกสารสำคัญ, เงินสด และวิทยุทรานซิสเตอร์ AM/FM เผื่อระบบดิจิทัลล่มระหว่างวิกฤต เป็นต้น

 

พร้อมเน้นให้เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือตามกำลัง เพื่อไม่ให้ตนเองกลายเป็นภาระแก่หน่วยกู้ภัย และหลังวิกฤต เร่งส่งเจ้าหน้าที่ออกสำรวจความเสียหาย ตรวจสอบระบบความปลอดภัย และให้ SME D Bank เข้าไปดูแล ช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ด้วยมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อลดภาระ หรือสนับสนุนเงินทุนในการซ่อมแซมโรงงานทันที

 

SMEs ยิ่งเล็ก ยิ่งต้องใช้ AI พลิกข้อจำกัดสู่ความได้เปรียบ

 

ในส่วนของการปรับตัวด้านเทคโนโลยี ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่า

 

AI ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกภาคส่วน ยิ่งบริษัทมีขนาดเล็กเท่าไร

 

AI ยิ่งมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเท่านั้น เพราะจะช่วยทุ่นแรง ประหยัดเวลา และลดต้นทุนแรงงานได้มหาศาล ทั้งในเรื่องงานบัญชี การออกแบบ และการจัดการสายการผลิต

 

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังต้องใช้อย่างรอบคอบ ควรตรวจสอบข้อมูลแบบข้ามแพลตฟอร์ม เพื่อป้องกันความผิดพลาดและระมัดระวังเรื่องภัยไซเบอร์ควบคู่กันไป

 

ขณะเดียวกันเพื่อปกป้อง SMEs ไทย จากสินค้าไม่ได้มาตรฐานและสินค้าออนไลน์ราคาถูก กระทรวงอุตสาหกรรม โดย สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้เชื่อมโยงระบบ API ร่วมกับแพลตฟอร์ม E-commerce โดยเริ่มปลั๊กอินกับ Shopee แล้ว และอยู่ระหว่างเจรจากับ Lazada และ Amazon เพื่อคัดกรองสินค้าก่อนวางขาย

 

พร้อมตั้งเป้าผลักดันให้มีสัญลักษณ์ ‘ติ๊กถูกสีเขียว’ บนหน้าเว็บเพื่อยืนยันมาตรฐานความปลอดภัยแก่ผู้บริโภค ป้องกันเหตุสลดจากสินค้าด้อยคุณภาพภายใต้แนวคิด ‘ของดีไม่มีถูก ของถูกไม่มีดี ของฟรีไม่มีในโลก’

 

เดินหน้า Upskill–Reskill ปั้นแรงงานจบแล้วมีงานทำ

 

สุดท้ายแล้ว การสร้างความยั่งยืนให้แก่ SMEs ไทยจะสำเร็จได้ ต้องอาศัยการยกระดับทักษะบุคลากรและการสร้างความร่วมมือเชิงโครงสร้าง ซึ่งหน่วยงานภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม เช่น การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.), กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) รวมถึง SME D Bank เป็นต้น ได้มีการจัดอบรม Upskill & Reskill อย่างต่อเนื่อง เช่น การนำ Influencer มาสอนเทคนิคการไลฟ์สดขายของ เป็นต้น

 

พร้อมกันนี้ ยังได้จัดทำโครงการนำร่องร่วมกับวิทยาลัยเทคนิคและอาชีวศึกษาในจังหวัดสุพรรณบุรี และจังหวัดอื่นๆ เพื่อผลิตแรงงานให้ตรงกับความต้องการของนิคมอุตสาหกรรม เรียนจบแล้ว มีงานรองรับทันทีตามโมเดลของประเทศญี่ปุ่น ตลอดจนการเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติ ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องเกิดการจ้างงานคนไทยและใช้ Supply Chain ในประเทศอย่างเป็นธรรม

 

รมว. กระทรวงอุตสาหกรรม ทิ้งท้ายว่า หากผู้ประกอบการท่านใดต้องการคำปรึกษาหรือประสบปัญหาในการดำเนินธุรกิจ สามารถติดต่อกระทรวงอุตสาหกรรมได้ที่ “สายด่วน 1564” ที่พร้อมให้บริการเคียงข้าง SMEs ไทยในทุกสถานการณ์

 

The post กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดแผนฝ่าวิกฤต SMEs ไทย เติมทุน–ปรับหนี้–ติดปีกธุรกิจ รับกติกาโลกใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ ฝาก วปอ. เป็นเครือข่ายแห่งความเข้าใจ-ลงมือทำ ช่วยสื่อสารทิศทางประเทศ หวังไทยกำหนดอนาคตตัวเอง ปราศจากแรงกดดันภายนอก https://thestandard.co/anutin-wpo-thailand-future/ Mon, 07 Sep 2026 05:33:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1251612 อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดกิจกรรม NDC’68 Symposium ของ วปอ.

วันนี้ (7 กันยายน) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐ […]

The post นายกฯ ฝาก วปอ. เป็นเครือข่ายแห่งความเข้าใจ-ลงมือทำ ช่วยสื่อสารทิศทางประเทศ หวังไทยกำหนดอนาคตตัวเอง ปราศจากแรงกดดันภายนอก appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดกิจกรรม NDC’68 Symposium ของ วปอ.

วันนี้ (7 กันยายน) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเป็นประธานการจัดกิจกรรม NDC’68 Symposium ภายใต้แนวคิด ‘Resilient Thailand’ ของหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68 ที่สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ

 

ทันทีที่เดินทางถึง นายกรัฐมนตรีได้รับชมการนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ก่อนร่วมถ่ายภาพที่ระลึกบริเวณบูธถ่ายภาพโปสเตอร์ลายหนังสือพิมพ์ หลังจากนั้นได้รับฟังรายงานการดำเนินงานจากผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (ผอ.วปอ.)

 

จากนั้นนายกรัฐมนตรีรับฟังผลการศึกษาและข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติจากนักศึกษา วปอ. รุ่นที่ 68 และกล่าวเปิดกิจกรรม NDC’68 Symposium ภายใต้แนวคิด ‘Resilient Thailand’ ว่า รู้สึกยินดีที่ได้กลับมาเยือน วปอ. อีกครั้ง และในฐานะศิษย์เก่า ตระหนักดีว่าสิ่งสำคัญที่ได้รับจากหลักสูตรไม่ใช่เพียงความรู้ในห้องเรียน แต่คือการได้เห็นประเทศไทยในหลายมิติ และสร้างเครือข่ายคนที่จะร่วมกันรับผิดชอบอนาคตประเทศ

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า วปอ. รุ่นที่ 68 เป็นรุ่นแรกของตนเอง และได้ให้คนที่มีชื่อออกไปแล้วกลับเข้ามาใหม่ เพื่อไม่ให้เรื่องของการเมืองหรืออารมณ์ใดที่ทำให้เกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของ วปอ. ได้รับผลกระทบ เนื่องจากเป็นเรื่องของความมั่นคง เป็นเรื่องที่คณะกรรมการ กองบัญชาการทหารสูงสุด และกระทรวงกลาโหม กลั่นกรองมาเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น เรื่องอะไรที่นอกเหนือจากนี้ คนนอกไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง และควรให้เกียรติกับผู้ที่ได้รับการกลั่นกรองมาแล้ว ในฐานะศิษย์เก่าของ วปอ.

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า แนวคิด ‘Resilient Thailand’ สอดคล้องกับทิศทางการทำงานของรัฐบาล ท่ามกลางโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ กติกาการค้า เทคโนโลยี AI พลังงาน และโครงสร้างประชากร ดังนั้น ประเทศไทยต้องไม่เพียงอยู่รอด แต่ต้องสามารถก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคงและแข็งแกร่ง

 

ขณะที่ความมั่นคงของประเทศในวันนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงการป้องกันภัยจากประเทศเพื่อนบ้านหรือภัยคุกคาม แต่หมายถึงการทำให้ประเทศไทยมีความพร้อมจากภายใน สามารถรับมือกับทุกความเปลี่ยนแปลงและอิทธิพลจากภายนอกได้ โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์โลกมีความผันผวน ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ การค้า เทคโนโลยี AI พลังงาน และโครงสร้างประชากร

 

รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับ 3 เรื่องหลัก คือ การเปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจ การปฏิรูประบบราชการ และการพัฒนาคนหรือพัฒนาทุนมนุษย์ โดยการเปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจ รัฐบาลต้องการสร้างเครื่องยนต์ใหม่ควบคู่กับการเสริมความแข็งแกร่งของเครื่องยนต์เดิม โดยส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งดิจิทัล AI เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ยานยนต์แห่งอนาคต พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ อาหาร การแพทย์ รวมถึงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเอง ซึ่งความมั่นคงทางเศรษฐกิจมีความสำคัญไม่แพ้ความมั่นคงทางทหาร

 

โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยเผชิญความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน รัฐบาลเข้ามาทำงานในช่วงที่ความขัดแย้งรุนแรงถึงขั้นมีการใช้กำลังปะทะกัน สิ่งที่รัฐบาลและกองทัพต้องทำคือการเตรียมความพร้อมด้านการป้องกันประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่มีภูมิลำเนาอยู่ใน 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งได้รับผลกระทบและมีความกังวลมากกว่าประชาชนในพื้นที่ชั้นใน เพราะไม่รู้ว่าจะมีเหตุการณ์หรือเสียงปะทะเกิดขึ้นใกล้บ้านอีกเมื่อใด

 

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลมีหน้าที่ทำให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัย และหากมีการรุกรานหรือเกิดเหตุการณ์ขึ้นอีก ประเทศไทยก็ต้องมีความพร้อมในการตอบสนอง เพื่อไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามเข้าใจผิดว่าสามารถเข้ามารุกรานประเทศไทยได้โดยไม่มีผลกระทบ พร้อมยืนยันว่า สิ่งที่รัฐบาลและกองทัพดำเนินการด้านการป้องกันประเทศตลอดช่วงที่ผ่านมาเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นและเหมาะสมกับสถานการณ์ และจำเป็นต้องรักษาความพร้อมดังกล่าวต่อไป เพราะความสัมพันธ์ทางการทูตยังไม่กลับคืนสู่ภาวะปกติ

 

แม้ประเทศจะต้องเตรียมพร้อมด้านความมั่นคง แต่ประชาชนและภาคเอกชนยังสามารถใช้ชีวิตและดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ตามปกติ ทั้งการลงทุน การขยายธุรกิจ และการวางแผนพัฒนาประเทศ เพราะประเทศไทยต้องรักษาสมดุลระหว่างการรับมือกับภัยคุกคามและการเดินหน้าเศรษฐกิจ

 

ส่วนการปฏิรูประบบราชการไม่ใช่เพียงการลดจำนวนข้าราชการ แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงาน และบทบาทของภาครัฐ โดยนำเทคโนโลยีมาช่วยลดขั้นตอนและภาระประชาชน ขณะเดียวกัน รัฐต้องเข้มแข็งและทำงานได้รวดเร็วในภารกิจที่จำเป็น

 

สำหรับการพัฒนาคน รัฐบาลต้องการให้คนไทยก้าวทันเทคโนโลยี ไม่ใช่เพียงเป็นแรงงานในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ แต่ต้องเป็นวิศวกร เป็นนักพัฒนาระบบ เป็นผู้ประกอบการ และสามารถนำโครงสร้างพื้นฐานใหม่มาสร้างธุรกิจ และทำให้ประเทศมีรายได้สูงขึ้น จึงต้องเดินหน้าการอัปสกิล รีสกิล

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ประเทศไทยต้องไม่ปิดตัวเองจากโลก แต่ต้องเปิดประเทศ เชื่อมโยงกับโลก ดึงเทคโนโลยี ความรู้ และคนเก่งเข้ามา พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลจะรับผลการศึกษาของ วปอ. รุ่นที่ 68 ให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องนำไปพิจารณาต่อยอดเป็นนโยบายของรัฐบาล

 

พร้อมอยากเห็น วปอ. เป็นมากกว่าเครือข่ายผู้นำ แต่เป็นเครือข่ายแห่งความเข้าใจและเครือข่ายแห่งการลงมือทำ พร้อมฝากให้ทุกคนช่วยสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจว่าประเทศไทยกำลังเดินไปในทิศทางใด เมื่อเกิดความเข้าใจแล้ว ความร่วมมือต่าง ๆ ก็จะเกิดขึ้นและบรรลุตามเป้าหมาย

 

หากทุกคนช่วยกัน เชื่อว่าประเทศไทยไม่เพียงแต่จะรับมือกับภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ของโลกได้ แต่จะเป็นผู้กำหนดอนาคตของประเทศไทย โดยปราศจากแรงกดดันจากภายนอก และเดินไปข้างหน้าด้วยความแข็งแกร่ง

 

ภายหลังประธานนักศึกษา วปอ. รุ่นที่ 68 ได้มอบของที่ระลึกให้กับนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเสื้อแจ็กเก็ตรุ่น วปอ. 68 โดยที่แถบด้านขวาติดแถบสัญลักษณ์ วปอ. 61 ซึ่งเป็นรุ่นของนายกรัฐมนตรี พร้อมกับตราสัญลักษณ์หมู่นกหัวขวานที่แขนเสื้อด้านซ้าย ซึ่งเป็นหมู่ที่นายอนุทินสังกัดอยู่ในสมัยเรียน วปอ. 61

The post นายกฯ ฝาก วปอ. เป็นเครือข่ายแห่งความเข้าใจ-ลงมือทำ ช่วยสื่อสารทิศทางประเทศ หวังไทยกำหนดอนาคตตัวเอง ปราศจากแรงกดดันภายนอก appeared first on THE STANDARD.

]]>
กิจกรรม ‘Out Draw’ นัดวาดหมู่ หอพักอ่างแก้ว ท่ามกลางการรื้อถอน https://thestandard.co/out-draw-ang-kaew-dorm-demolition/ Sun, 06 Sep 2026 11:59:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1251515 ภาพผู้เข้าร่วมกิจกรรม ‘Out Draw’ กำลังวาดภาพหอพักอ่างแก้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ท่ามกลางการรื้อถอน

วันนี้ (6 กันยายน) ช่างภาพ THE STANDARD เดินทางไปยังบริ […]

The post กิจกรรม ‘Out Draw’ นัดวาดหมู่ หอพักอ่างแก้ว ท่ามกลางการรื้อถอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้เข้าร่วมกิจกรรม ‘Out Draw’ กำลังวาดภาพหอพักอ่างแก้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ท่ามกลางการรื้อถอน

วันนี้ (6 กันยายน) ช่างภาพ THE STANDARD เดินทางไปยังบริเวณหอพักอ่างแก้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อเก็บภาพบรรยากาศกิจกรรม ‘Out Draw’ นัดวาดหมู่ ซึ่งชวนผู้เข้าร่วมถ่ายทอดมุมมองและความประทับใจที่มีต่อหอพักอ่างแก้วผ่านการวาดภาพ ท่ามกลางบรรยากาศการรื้อถอนอาคารในพื้นที่

ดูภาพข่าว 

บรรยากาศการจัดกิจกรรมมีการสอนและสาธิตการวาดภาพโดย ผศ. ดร.สุรชัย จงจิตงาม อาจารย์ประจำคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และ สรพงษ์ สีชมภู ศิลปินผู้เขียนภาพมุมต่างๆ ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ด้วยสีน้ำมัน โดยผู้ร่วมกิจกรรมทำการเขียนภาพอาคารในมุมมองที่แต่ละคนประทับใจ โดยสามารถเลือกใช้ทั้งดินสอ สเกตช์ และสี เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกและมุมมองออกมาเป็นผลงานศิลปะ

 

ผศ. ดร.สุรชัย กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้ต้องการให้ผู้เข้าร่วมเดินซึมซับบรรยากาศบริเวณโดยรอบหอพักอ่างแก้วเท่าที่สามารถเดินได้ แม้จะไม่สามารถเข้าไปภายในอาคารได้ แต่ยังสามารถมองเห็นรายละเอียดและแง่มุมที่สวยงาม ซึ่งแต่ละคนอาจมองเห็นแตกต่างกัน จึงต้องการให้ถ่ายทอดมุมมองเหล่านั้นออกมาเป็นงานศิลปะ

 

แม้จะมีข้อจำกัดจากสภาพพื้นที่ในปัจจุบัน ซึ่งเต็มไปด้วยเครื่องจักรและซากจากการรื้อถอน อาจทำให้ไม่สามารถมองเห็นรายละเอียดของตัวอาคารได้ทั้งหมด แต่ข้อจำกัดดังกล่าวสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างสรรค์ได้ นั้นหมายถึง ‘วิกฤตคือโอกาส’ ที่แม้จะมีสิ่งบดบังสายตาหรือทำให้ไม่สามารถเห็นรายละเอียดของอาคารได้ทั้งหมด แต่หากมีความคิดสร้างสรรค์ ก็ยังสามารถมองเห็นแง่มุมของความงามที่ถูกปกปิดหรือซ่อนเร้น และถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานศิลปะได้

 

อย่างไรก็ตาม ขณะทำกิจกรรมพบว่าคนงานยังคงดำเนินการล้อมรั้วโดยรอบบริเวณหอพักอ่างแก้ว โดยมีการติดตั้งแนวกั้นรอบพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และคาดว่าการล้อมรั้วจะแล้วเสร็จภายในวันนี้

 

 

ภาพผู้เข้าร่วมกิจกรรม ‘Out Draw’ กำลังวาดภาพหอพักอ่างแก้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ท่ามกลางการรื้อถอน 1ภาพผู้เข้าร่วมกิจกรรม ‘Out Draw’ กำลังวาดภาพหอพักอ่างแก้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ท่ามกลางการรื้อถอน 2ภาพผู้เข้าร่วมกิจกรรม ‘Out Draw’ กำลังวาดภาพหอพักอ่างแก้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ท่ามกลางการรื้อถอน 3ภาพผู้เข้าร่วมกิจกรรม ‘Out Draw’ กำลังวาดภาพหอพักอ่างแก้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ท่ามกลางการรื้อถอน 4ภาพผู้เข้าร่วมกิจกรรม ‘Out Draw’ กำลังวาดภาพหอพักอ่างแก้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ท่ามกลางการรื้อถอน 5ภาพผู้เข้าร่วมกิจกรรม ‘Out Draw’ กำลังวาดภาพหอพักอ่างแก้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ท่ามกลางการรื้อถอน 6ภาพผู้เข้าร่วมกิจกรรม ‘Out Draw’ กำลังวาดภาพหอพักอ่างแก้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ท่ามกลางการรื้อถอน 7ภาพผู้เข้าร่วมกิจกรรม ‘Out Draw’ กำลังวาดภาพหอพักอ่างแก้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ท่ามกลางการรื้อถอน 8ภาพผู้เข้าร่วมกิจกรรม ‘Out Draw’ กำลังวาดภาพหอพักอ่างแก้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ท่ามกลางการรื้อถอน 9ภาพผู้เข้าร่วมกิจกรรม ‘Out Draw’ กำลังวาดภาพหอพักอ่างแก้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ท่ามกลางการรื้อถอน 10ภาพผู้เข้าร่วมกิจกรรม ‘Out Draw’ กำลังวาดภาพหอพักอ่างแก้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ท่ามกลางการรื้อถอน 11ภาพผู้เข้าร่วมกิจกรรม ‘Out Draw’ กำลังวาดภาพหอพักอ่างแก้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ท่ามกลางการรื้อถอน 12

The post กิจกรรม ‘Out Draw’ นัดวาดหมู่ หอพักอ่างแก้ว ท่ามกลางการรื้อถอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
คพ. ติดตามกำจัดน้ำมันปนเปื้อน Data Center พระราม 9 ป้องกันไหลลงคลอง พร้อมตรวจซ้ำหลังทำความสะอาด https://thestandard.co/oil-spill-data-center-rama9/ Sun, 06 Sep 2026 04:20:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1251387 เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบและกำจัดน้ำมันปนเปื้อนที่ Data Center พระราม 9

วันนี้ (6 กันยายน) ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุ […]

The post คพ. ติดตามกำจัดน้ำมันปนเปื้อน Data Center พระราม 9 ป้องกันไหลลงคลอง พร้อมตรวจซ้ำหลังทำความสะอาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบและกำจัดน้ำมันปนเปื้อนที่ Data Center พระราม 9

วันนี้ (6 กันยายน) ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยว่า กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ร่วมกับสำนักงานเขตห้วยขวาง ติดตามการดำเนินการบำบัดและกำจัดน้ำเสียและตะกอนดินที่ปนเปื้อนน้ำมัน บริเวณศูนย์ข้อมูล DAMAC Digital Thailand (BKK 01) ย่านพระราม 9 หลังพบการปนเปื้อนบริเวณบ่อพักน้ำทิ้งภายในบริษัทและท่อระบายน้ำสาธารณะภายนอก ซึ่งมีความเสี่ยงไหลลงสู่คลองพระราม 9

 

ดร.สุรินทร์ กล่าวว่า ศูนย์ข้อมูลฯ ได้ว่าจ้างบริษัท เจนโก้ จำกัด ดำเนินการบำบัดและกำจัดของเสียที่ปนเปื้อนน้ำมันทั้งหมด สำหรับการดำเนินการภายในบริษัท จะใช้กระสอบทรายกั้นบริเวณที่มีน้ำและตะกอนปนเปื้อน พร้อมใช้สารสำหรับกำจัดคราบน้ำมันทำความสะอาด จากนั้นดูดน้ำเสียทั้งหมดขึ้นรถเพื่อนำไปบำบัดและกำจัดอย่างถูกต้อง

 

ส่วนบริเวณภายนอกบริษัท ได้ดำเนินการใช้กระสอบทรายกั้นและสกัดบริเวณท่อระบายน้ำก่อนเข้าสู่คลองพระราม 9 พร้อมทำความสะอาดคราบน้ำมันที่ติดอยู่ภายในท่อ และดูดน้ำทั้งหมดออกจากระบบเพื่อนำไปบำบัดและกำจัด ทั้งนี้ บริษัท เจนโก้ ยืนยันว่า น้ำที่เกิดจากกระบวนการทำความสะอาดคราบน้ำมันทั้งภายในและภายนอกบริษัท จะถูกดูดไปบำบัดและกำจัดทั้งหมด โดยจะไม่มีการปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม

 

ภายหลังการดำเนินการแล้วเสร็จ คพ. จะเข้าตรวจวัดสภาพแวดล้อมซ้ำบริเวณบ่อพักน้ำทิ้งภายในบริษัทและท่อระบายน้ำภายนอก โดยตรวจวัดสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H₂S) และค่าการลุกติดไฟ (LEL) เพื่อประเมินความปลอดภัยและยืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม

The post คพ. ติดตามกำจัดน้ำมันปนเปื้อน Data Center พระราม 9 ป้องกันไหลลงคลอง พร้อมตรวจซ้ำหลังทำความสะอาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาพันธ์ SME ไทย เซ็น MOU กับ สจล. ดัน ‘งานวิจัยสู่ธุรกิจ’ จริงสร้าง Next Gen และเปิดโอกาส MSME เข้าถึงนวัตกรรม https://thestandard.co/sme-kmitl-mou-research-business/ Sat, 05 Sep 2026 13:04:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1251315 ภาพผู้บริหารสมาพันธ์ SME ไทย และ สจล. ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ

สมาพันธ์ SME ไทย จับมือ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าค […]

The post สมาพันธ์ SME ไทย เซ็น MOU กับ สจล. ดัน ‘งานวิจัยสู่ธุรกิจ’ จริงสร้าง Next Gen และเปิดโอกาส MSME เข้าถึงนวัตกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บริหารสมาพันธ์ SME ไทย และ สจล. ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ

สมาพันธ์ SME ไทย จับมือ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ เดินหน้าสร้างความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคธุรกิจ มุ่งนำองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมไปต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ พร้อมสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และเพิ่มโอกาสให้ MSME ไทยเข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่นำไปใช้ได้จริง

 

การลงนามครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย และ รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือหัวใจสำคัญคือการ เชื่อมงานวิจัยและนวัตกรรมกับความต้องการของภาคธุรกิจ ผลักดันงานวิจัยที่มีศักยภาพไปพัฒนาและต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ บริการ และโอกาสทางธุรกิจ สร้างเส้นทางจาก “Research to Market”

 

ขณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายมุ่งร่วมกัน สร้างและพัฒนาผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (Next Gen) ผ่านการเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์จากภาคธุรกิจ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้ประกอบการในอนาคต

 

อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญ คือ ส่งเสริมให้ MSME เข้าถึงองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมจาก สจล. โดยเชื่อมโยงความต้องการของผู้ประกอบการกับศักยภาพด้านวิชาการ เพื่อให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์และตอบโจทย์ธุรกิจได้จริง

 

ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นการสร้างสะพานจากมหาวิทยาลัยสู่ภาคธุรกิจ ผลักดันงานวิจัยให้เกิดมูลค่า สร้างผู้ประกอบการ Next Gen และเปิดโอกาสให้ MSME ไทยเข้าถึงนวัตกรรม เพื่อยกระดับขีดความสามารถและสร้างโอกาสใหม่ให้ธุรกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม

The post สมาพันธ์ SME ไทย เซ็น MOU กับ สจล. ดัน ‘งานวิจัยสู่ธุรกิจ’ จริงสร้าง Next Gen และเปิดโอกาส MSME เข้าถึงนวัตกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
กทม. เปิดสถิติสุขภาพจิตคนเมือง พบวัย 15-34 ปี เสี่ยงซึมเศร้าพุ่ง ชูแพลตฟอร์ม ‘Bangkok Mind’ รุกคัดกรอง-ดูแลครบวงจร https://thestandard.co/bangkok-youth-depression-risk/ Sat, 05 Sep 2026 08:12:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1251266 ภาพสะท้อนปัญหาสุขภาพจิตของคนเมืองในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะกลุ่มวัย 15-34 ปี

วันนี้ (5 กันยายน) พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัดกร […]

The post กทม. เปิดสถิติสุขภาพจิตคนเมือง พบวัย 15-34 ปี เสี่ยงซึมเศร้าพุ่ง ชูแพลตฟอร์ม ‘Bangkok Mind’ รุกคัดกรอง-ดูแลครบวงจร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสะท้อนปัญหาสุขภาพจิตของคนเมืองในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะกลุ่มวัย 15-34 ปี

วันนี้ (5 กันยายน) พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธานเปิดงาน POWER TO LIVE #2 2026 ภายใต้แนวคิด เมื่ออ่อนล้าจะคอยรับฟัง ถ้าหมดหวังจะส่งพลังให้กัน ซึ่งจัดโดยสมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย เนื่องในวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก ที่ ศูนย์การค้า ICONSIAM เพื่อสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมสังคมที่พร้อมรับฟังและช่วยเหลือผู้เผชิญวิกฤตทางใจ

 

พญ.เลิศลักษณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์สุขภาพจิตในพื้นที่กรุงเทพมหานครว่า วิถีชีวิตที่เร่งรีบและการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้คนกรุงเทพฯ มีความชุกของโรคซึมเศร้าสูงถึงร้อยละ 5 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ (ร้อยละ 2.7)

 

กทม. จึงปรับยุทธศาสตร์จากเชิงรับเป็นเชิงรุก ผ่านโครงการตรวจสุขภาพประชาชน 1 ล้านคน จากการคัดกรองเชิงลึกพบข้อมูลที่น่าสนใจ

 

  • ผู้รับการประเมินกว่า 70% มีภาวะเครียด
  • กลุ่มอายุ 15–34 ปี มีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าสูงสุด (ร้อยละ 21.25)
  • กลุ่มอายุ 35–49 ปี มีความเสี่ยงร้อยละ 13.35
  • กลุ่มอายุ 50–59 ปี มีความเสี่ยงร้อยละ 9.86

 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงข้อมูลความเสี่ยงเพื่อการติดตาม ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะป่วยเป็นโรคซึมเศร้า

 

กทม. ขับเคลื่อนงานภายใต้แนวคิด ไม่รอให้ป่วยแล้วมารักษา แต่เดินทางไปหาประชาชน โดยพัฒนาระบบ Bangkok Mind ซึ่งเชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่การคัดกรอง การรักษา และการส่งต่อ ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น LINE OA, Chatbot (DMind) และสายด่วน 1323 เพื่อให้ประชาชนประเมินตนเองได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

 

นอกจากนี้ กทม. ยังเดินหน้าสร้างภูมิคุ้มกันทางใจ (Mental Fitness & Resilience) ผ่านเครือข่ายมดงาน ทั้งครู อสส. กว่า 2,000 คน และขยายคลินิกสุขภาพจิตในศูนย์บริการสาธารณสุข 69 แห่ง พร้อมนำระบบ Telemedicine มาใช้เพื่อลดข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการ

 

“เป้าหมายสำคัญคือการสร้าง One Bangkok Mental Health Data System ที่เชื่อมโยงข้อมูลทั้งระบบ ตั้งแต่บ้าน โรงเรียน ชุมชน ไปจนถึงโรงพยาบาล เพื่อให้คนกรุงเทพฯ ทุกคนได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” รองปลัด กทม. กล่าวย้ำ

The post กทม. เปิดสถิติสุขภาพจิตคนเมือง พบวัย 15-34 ปี เสี่ยงซึมเศร้าพุ่ง ชูแพลตฟอร์ม ‘Bangkok Mind’ รุกคัดกรอง-ดูแลครบวงจร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้แทนการค้าไทยโชว์วิสัยทัศน์เวที GCNT EXPO 2026 พลิกเกมการค้าโลกใหม่ เปลี่ยนกฎกติกาสีเขียวเป็นแต้มต่อแข่งขัน เร่งยกระดับ FTA ไทย-EU https://thestandard.co/thai-trade-green-rules-fta-eu/ Sat, 05 Sep 2026 06:50:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1251254 ผู้แทนการค้าไทยกล่าวปาฐกถาบนเวที GCNT EXPO 2026

วีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษในหั […]

The post ผู้แทนการค้าไทยโชว์วิสัยทัศน์เวที GCNT EXPO 2026 พลิกเกมการค้าโลกใหม่ เปลี่ยนกฎกติกาสีเขียวเป็นแต้มต่อแข่งขัน เร่งยกระดับ FTA ไทย-EU appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้แทนการค้าไทยกล่าวปาฐกถาบนเวที GCNT EXPO 2026

วีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ไทยในระเบียบการค้าโลกใหม่: เปลี่ยน Green Transition สู่ความได้เปรียบในการแข่งขัน” ในพิธีเปิดงานสัมมนาประจำปี GCNT EXPO 2026 เมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นงานที่จัดขึ้นโดยสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (Global Compact Network Thailand: GCNT) ภายใต้แนวคิด “From SHOCK To SHIFT: Thailand’s Sustainable Transition in a Fractured World (จากวิกฤตโลก สู่ธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน)” ณ True Digital Park กรุงเทพฯ เวทีสำคัญที่ระดมผู้นำจากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ องค์การระหว่างประเทศ ภาคการเงิน และคนรุ่นใหม่ ร่วมหาทางออกให้กับเศรษฐกิจไทย

 

วีระพงษ์ ชี้ว่า ระเบียบการค้าโลกใหม่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยราคาและแต้มต่อภาษีอย่างเดียวเช่นในอดีต แต่ก้าวสู่ยุคที่กฎเกณฑ์และมาตรฐานด้านความยั่งยืนเป็นกติกากำหนดการเข้าสู่ตลาด ธุรกิจไทยที่จะอยู่รอดและเติบโตได้ต้องอาศัย 4 ปัจจัยสำคัญ คือ ประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุน (Efficiency) การมีมาตรฐานความยั่งยืนที่พิสูจน์ได้ (Sustainability) การสร้างความน่าเชื่อถือกับพันธมิตรธุรกิจ (Trust and Reliability) และการกระจายความเสี่ยงออกสู่ตลาดใหม่เพื่อลดการพึ่งพิงตลาดเดิม (Diversification)

 

สหภาพยุโรป (EU) คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการบังคับใช้มาตรฐานด้านความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ที่กำหนดให้ธุรกิจวัด พิสูจน์ และจ่ายค่าธรรมเนียมตามปริมาณคาร์บอนในสินค้า กฎระเบียบสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ที่เรียกร้องความโปร่งใสและการตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งที่มาของวัตถุดิบว่าไม่เกิดจากการตัดไม้ทำลายป่า ตลอดจนกฎหมายออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน (ESPR) ที่ใช้ระบบหนังสือเดินทางดิจิทัลของผลิตภัณฑ์ (Digital Product Passport) เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์จะสามารถ recycle ได้จริง ด้วยเหตุนี้ ความยั่งยืนจึงไม่ใช่ทางเลือกของธุรกิจอีกต่อไป แต่เป็นเงื่อนไขในการเข้าสู่ตลาดโลกโดยตรง

 

เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจโดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สามารถปรับตัวรับมือและเปลี่ยนข้อจำกัดให้เป็นความสามารถในการแข่งขัน รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเร่งสร้างระบบนิเวศผ่าน 4 ด้านสำคัญ ตั้งแต่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด (Power Infrastructure) ผ่านกลไกการเปิดสายส่งไฟฟ้าให้บุคคลที่สามเข้าใช้ (Third-Party Access) และการซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวโดยตรง (Direct PPA) ภายใต้แผนพัฒนาโครงสร้างพลังงานสะอาดล่าสุด (PDP) ที่ปักหมุดสัดส่วนไฟฟ้าสะอาดไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ภายในปี 2580 ควบคู่กับการยกระดับความโปร่งใสด้านคาร์บอน (Carbon Transparency) เพื่อช่วยให้ SMEs ทำบัญชีคาร์บอน (Carbon Accounting) และวัดผลได้อย่างเป็นระบบ

 

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเชื่อมโยงแหล่งเงินทุนเปลี่ยนผ่านสีเขียว (Green Finance) ผ่านแนวคิดพี่ช่วยน้อง (Big Brother Mandate) เชื่อมโยงธุรกิจเล็กเข้ากับธุรกิจใหญ่ โครงการสนับสนุนเงินทุนเปลี่ยนผ่านสีเขียวของธนาคารแห่งประเทศไทย (Financing the Transition Program) และมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพสีเขียว SME Green Productivity ของ สสว. ตลอดจนการใช้ความตกลงทางการค้าเสรี เช่น FTA ไทย-EU เพื่อเปิดตลาดสีเขียวและสร้างแต้มต่อให้ธุรกิจไทยในเวทีโลก

 

วีระพงษ์กล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลมีหน้าที่สร้างสะพานเชื่อมโอกาส ขจัดอุปสรรคทางกติกา และอำนวยความสะดวกในการเปลี่ยนผ่าน เพื่อผลักดันให้ธุรกิจไทยก้าวขึ้นเป็นผู้ร่วมกำหนดกติกา ไม่ใช่เพียงผู้รับกติกา และเปลี่ยนกระแสกฎกติกาสีเขียวให้กลายเป็นแต้มต่อทางการแข่งขันให้กับธุรกิจไทยในเวทีการค้าโลก

 

อ้างอิง:

 

The post ผู้แทนการค้าไทยโชว์วิสัยทัศน์เวที GCNT EXPO 2026 พลิกเกมการค้าโลกใหม่ เปลี่ยนกฎกติกาสีเขียวเป็นแต้มต่อแข่งขัน เร่งยกระดับ FTA ไทย-EU appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ซาบีดา’ เปิดงานประเพณีแข่งเรือยาวพิจิตร ปี 69 ชูมรดกวิถีชีวิตสายน้ำ ยกระดับวัฒนธรรมท้องถิ่นสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน https://thestandard.co/sabida-phichit-long-boat-race-culture-economy/ Sat, 05 Sep 2026 06:44:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1251250 ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดงานประเพณีแข่งเรือยาวพิจิตร

วานนี้ (4 กันยายน) ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทร […]

The post ‘ซาบีดา’ เปิดงานประเพณีแข่งเรือยาวพิจิตร ปี 69 ชูมรดกวิถีชีวิตสายน้ำ ยกระดับวัฒนธรรมท้องถิ่นสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดงานประเพณีแข่งเรือยาวพิจิตร

วานนี้ (4 กันยายน) ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดงานประเพณีแข่งขันเรือยาวจังหวัดพิจิตร ประจำปี 2569 อย่างยิ่งใหญ่ ณ วัดท่าหลวง พระอารามหลวง จังหวัดพิจิตร โดยมี ภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย สส.พิจิตร ได้แก่ วินัย ภัทรประสิทธิ์ และศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ เข้าร่วมพิธีเปิด พร้อมรับชมการแสดงแสง สี เสียง ที่ถ่ายทอดประวัติความเป็นมาของประเพณีแข่งขันเรือยาวอันทรงคุณค่า

 

ซาบีดา เปิดเผยว่า รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานเปิดงานในครั้งนี้ โดยเน้นย้ำว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการส่งเสริมคุณค่าความเป็นไทยและความหลากหลายทางวัฒนธรรม โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกระดับ โดยเฉพาะมิติด้านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตท้องถิ่น

 

​การจัดงานประเพณีแข่งขันเรือยาวของจังหวัดพิจิตรในวันนี้ ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ช่วยยกระดับงานประเพณีท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างโอกาสและกระจายรายได้สู่พี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

 

สำหรับประเพณีการแข่งขันเรือยาว ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแข่งขันกีฬา แต่เป็นประเพณีที่มีคุณค่าทางสังคมและจิตใจ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของวิถีชีวิตที่ผูกพันกับสายน้ำธรรมชาติ และได้รับการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาอย่างยาวนาน ยิ่งไปกว่านั้น การแข่งขันเรือยาวจังหวัดพิจิตร ยังได้รับการประกาศขึ้นบัญชีเป็น มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำปี 2557 ในประเภทกีฬาพื้นบ้าน สาขาการเล่นพื้นบ้าน กีฬาพื้นบ้าน และศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวอีกด้วย

 

​รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้กล่าวเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและต่างชาติ ให้มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ทางวัฒนธรรมภายในงาน ร่วมจับจ่ายใช้สอยอุดหนุนสินค้าชุมชน และซึมซับมนต์เสน่ห์ของวิถีชีวิตริมน้ำที่ถูกรวบรวมไว้ตามคำขวัญของเมืองพิจิตรอย่างครบถ้วน

The post ‘ซาบีดา’ เปิดงานประเพณีแข่งเรือยาวพิจิตร ปี 69 ชูมรดกวิถีชีวิตสายน้ำ ยกระดับวัฒนธรรมท้องถิ่นสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
BDE เผยยอด ‘TH-AI Passport’ ทะลุ 1.4 ล้านคน โชว์จ่ายงบตามใช้งานจริง 24.6 บาท/เดือน หวังลดเหลื่อมล้ำเทคโนโลยี https://thestandard.co/bde-thai-passport-users/ Sat, 05 Sep 2026 05:35:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1251239 ภาพผู้ใช้งานกำลังใช้คอมพิวเตอร์แสดงผลเกี่ยวกับ AI

วันนี้ (5 กันยายน) เวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการสำนักงาน […]

The post BDE เผยยอด ‘TH-AI Passport’ ทะลุ 1.4 ล้านคน โชว์จ่ายงบตามใช้งานจริง 24.6 บาท/เดือน หวังลดเหลื่อมล้ำเทคโนโลยี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้ใช้งานกำลังใช้คอมพิวเตอร์แสดงผลเกี่ยวกับ AI

วันนี้ (5 กันยายน) เวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) เปิดเผยถึงความคืบหน้าของโครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย หรือ โครงการ TH-AI Passport

 

จากข้อมูลสถิติล่าสุด ณ วันที่ 3 กันยายน 2569 โครงการดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม โดยมีประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมแล้วกว่า 1.47 ล้านคน และมีการป้อนคำสั่งใช้งาน (Prompt) เข้าสู่ระบบแล้วมากกว่า 4,000,000 ครั้ง

 

ในด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พบว่ามีผู้ใช้งานที่เรียนจบบทเรียนใดบทเรียนหนึ่งไปแล้วจำนวน 722,030 ราย และมีผู้ที่เรียนจบครบทั้งหลักสูตรตามเงื่อนไขจนได้รับใบประกาศนียบัตรแล้วจำนวน 113,758 ราย

 

สำหรับประเด็นด้านการบริหารจัดการงบประมาณ เวทางค์ ชี้แจงว่า โครงการนี้ใช้หลักเกณฑ์การคำนวณค่าใช้จ่ายแบบ Pay per Active User ซึ่งเป็นการจ่ายเงินแปรผันตามจำนวนผู้ใช้งานจริงตามสัญญาใหม่

 

นิยามของผู้ใช้งานจริง (Active User) ถูกกำหนดไว้อย่างรัดกุมว่า ต้องเป็นผู้ใช้งานระดับสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ที่มีการเข้าใช้บริการแพลตฟอร์ม Generative AI อย่างน้อย 1 ครั้งต่อเดือน โดยต้องเข้าเรียนในระบบและมีคะแนนสะสมผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งรัฐจะจ่ายเงินให้ผู้รับจ้างในอัตรา 24.6951 บาท/คน/เดือน เท่านั้น เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดต่อภาษีของประชาชน

 

ในส่วนของการประชาสัมพันธ์โครงการ ก่อนหน้าที่จะมีการเปิดใช้งานจริงในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ทางหน่วยงานได้มีการส่งหนังสือแจ้งเวียนไปยังหน่วยงานราชการทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2569 ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติปกติของภาครัฐ เพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้างให้เข้าถึงบุคลากรและประชาชนอย่างทั่วถึง

 

นอกจากนี้ BDE ยังได้กำชับไปยังบริษัทผู้รับจ้าง ให้เร่งดำเนินการจัดทำระบบหน้าปัดแสดงผล (Dashboard) เพื่อแสดงความเคลื่อนไหวของจำนวนผู้ลงทะเบียนและผู้ที่ผ่านการอบรมแบบเรียลไทม์ ซึ่งทาง BDE จะติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด

 

“การจัดทำโครงการดังกล่าว ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างทักษะการใช้งานเทคโนโลยี AI ให้กับประชาชนในวงกว้าง ผ่านการใช้งาน AI หลากหลายโมเดล เป้าหมายสำคัญคือการลดความเหลื่อมล้ำด้านเทคโนโลยี และเตรียมความพร้อมให้บุคลากรของประเทศสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน” เวทางค์ กล่าว

The post BDE เผยยอด ‘TH-AI Passport’ ทะลุ 1.4 ล้านคน โชว์จ่ายงบตามใช้งานจริง 24.6 บาท/เดือน หวังลดเหลื่อมล้ำเทคโนโลยี appeared first on THE STANDARD.

]]>
โค้งสุดท้าย ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ รัฐบาลเร่ง 26 ล้านสิทธิใช้จ่ายก่อนหมดเขต โชว์ยอดเงินหมุนเวียนทะลุ 1.3 แสนล้านบาท https://thestandard.co/thai-chuay-thai-plus-stimulus-deadline/ Sat, 05 Sep 2026 02:21:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1251174 ภาพประกอบโครงการไทยช่วยไทย พลัส แสดงการใช้จ่ายเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

วันนี้ (5 กันยายน) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนัก […]

The post โค้งสุดท้าย ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ รัฐบาลเร่ง 26 ล้านสิทธิใช้จ่ายก่อนหมดเขต โชว์ยอดเงินหมุนเวียนทะลุ 1.3 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบโครงการไทยช่วยไทย พลัส แสดงการใช้จ่ายเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

วันนี้ (5 กันยายน) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยช่วยไทย พลัส ภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยรัฐบาลได้ออกมาเชิญชวนให้ประชาชนที่ได้รับสิทธิ เร่งตรวจสอบวงเงินคงเหลือและใช้สิทธิในช่วงเดือนสุดท้ายของโครงการ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพและกระจายรายได้ลงสู่เศรษฐกิจฐานราก

 

จากข้อมูลล่าสุด (วันที่ 4 กันยายน 2569) โครงการนี้มีประชาชนได้รับสิทธิทั้งสิ้น 26,040,623 ราย และมีร้านค้ารายย่อยที่ผ่านการตรวจสอบเข้าร่วมโครงการถึง 1,192,565 ราย ทั่วประเทศ โดยรูปแบบโครงการเป็นลักษณะร่วมจ่าย (Co-pay 60/40) ซึ่งสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจสะสมไปแล้วสูงถึง 138,379.3 ล้านบาท

 

สำหรับรายละเอียดการใช้จ่ายสะสม สามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก

 

  • ส่วนที่รัฐบาลสนับสนุน: รวม 79,505.2 ล้านบาท (แบ่งเป็นการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 76,604.2 ล้านบาท และแพลตฟอร์ม Food Delivery 2,901.0 ล้านบาท)
  • ส่วนที่ประชาชนร่วมจ่าย: รวม 58,874.1 ล้านบาท (แบ่งเป็นการใช้จ่ายผ่านร้านค้าปกติ 56,618.5 ล้านบาท และแพลตฟอร์ม Food Delivery 2,255.6 ล้านบาท)

 

ทั้งนี้ เมื่อเจาะลึกลงไปที่หมวดหมู่ฟู้ดเดลิเวอรี (Food Delivery) พบว่ามีเม็ดเงินหมุนเวียนรวมกันกว่า 5,156.6 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการบริโภคยุคใหม่ ซึ่งโครงการนี้มีส่วนช่วยเพิ่มช่องทางการขายและสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการร้านอาหารรายย่อยบนโลกออนไลน์ได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

ลลิดา เน้นย้ำว่า ขณะนี้โครงการได้ก้าวเข้าสู่เดือนสุดท้ายแล้ว จึงขอให้ประชาชนวางแผนการใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการตามความจำเป็น เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดก่อนสิ้นสุดระยะเวลาที่กำหนด

 

“ทุกการใช้จ่ายไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระในกระเป๋าของท่านเอง แต่ยังเป็นการส่งต่อสายป่านทางเศรษฐกิจไปยังร้านค้ารายย่อย ร้านอาหาร และผู้ประกอบการในชุมชน ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนต่อในระบบเศรษฐกิจ และกระจายตัวลงสู่พื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศในช่วงโค้งสุดท้ายของมาตรการอย่างแท้จริง” ลลิดา กล่าว

The post โค้งสุดท้าย ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ รัฐบาลเร่ง 26 ล้านสิทธิใช้จ่ายก่อนหมดเขต โชว์ยอดเงินหมุนเวียนทะลุ 1.3 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
โฆษก ตร. ลงพื้นที่ สน.ทองหล่อ แจ้งความ 3 ข้อหาณัฐวุฒิทำร้ายร่างกายสมชัยพร้อมสั่งคุมเข้มห้ามคู่กรณีเผชิญหน้าบนโรงพัก https://thestandard.co/police-charges-nattawut-somchai-assault/ Fri, 04 Sep 2026 12:17:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1251086 พล.ต.ท. ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวที่ สน.ทองหล่อ

วันนี้ (4 กันยายน) พล.ต.ท. ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแ […]

The post โฆษก ตร. ลงพื้นที่ สน.ทองหล่อ แจ้งความ 3 ข้อหาณัฐวุฒิทำร้ายร่างกายสมชัยพร้อมสั่งคุมเข้มห้ามคู่กรณีเผชิญหน้าบนโรงพัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.ต.ท. ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวที่ สน.ทองหล่อ

วันนี้ (4 กันยายน) พล.ต.ท. ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เดินทางลงพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ เพื่อติดตามความคืบหน้ากรณีเหตุความวุ่นวายและการทำร้ายร่างกายที่เกิดขึ้นระหว่าง ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม และ สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมเปิดเผยถึงแนวทางการดำเนินคดีทางกฎหมาย

 

พล.ต.ท. ไตรรงค์ เปิดเผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด เบื้องต้นทราบว่าผู้เสียหายได้แจ้งความดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุ (ที่มีพฤติการณ์ผลักอก) ใน 3 ฐานความผิดหลัก

 

  • ข้อหาทำร้ายร่างกาย
  • ข้อหาดูหมิ่นซึ่งหน้า
  • ข้อหาทำให้เสียทรัพย์

 

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่าเมื่อพบเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เชิญตัวผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาดำเนินการสอบสวนทันที ล่าสุดทราบว่าทางฝั่งผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ต้องหา ได้ใช้สิทธิ์ยื่นขอประกันตัวตามขั้นตอนทางกฎหมายแล้ว ซึ่งการจะพิจารณาให้ประกันตัวหรือไม่นั้น ขอให้เป็นไปตามดุลพินิจของพนักงานสอบสวน อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่ากระบวนการทำคดีทั้งหมดจะเป็นไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

 

สำหรับมาตรการป้องกันเหตุความวุ่นวายในระยะยาว พล.ต.ท. ไตรรงค์ เน้นย้ำว่า หลังจากนี้ทางสถานีตำรวจจะต้องเพิ่มความเข้มงวดและมีมาตรการป้องกัน ไม่ให้คู่กรณีเกิดการเผชิญหน้ากันจนนำไปสู่เหตุการณ์กระทบกระทั่งในลักษณะนี้ได้อีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานีตำรวจซึ่งถือเป็นสถานที่ราชการ จะต้องมีความปลอดภัยและเป็นพื้นที่สำหรับการแก้ไขปัญหา ไม่ใช่พื้นที่สร้างความขัดแย้งเพิ่มเติม

The post โฆษก ตร. ลงพื้นที่ สน.ทองหล่อ แจ้งความ 3 ข้อหาณัฐวุฒิทำร้ายร่างกายสมชัยพร้อมสั่งคุมเข้มห้ามคู่กรณีเผชิญหน้าบนโรงพัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สุชาติ’ แจงปมทนายผลัก ‘สมชัย’ ล้ม ชี้ไม่ใช่ลูกน้อง เป็นเพียงผู้รับจ้าง ไม่สนับสนุนความรุนแรง https://thestandard.co/suchart-denies-lawyer-push/ Fri, 04 Sep 2026 12:10:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1251082 สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วันนี้ (4 กันยายน) สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวง […]

The post ‘สุชาติ’ แจงปมทนายผลัก ‘สมชัย’ ล้ม ชี้ไม่ใช่ลูกน้อง เป็นเพียงผู้รับจ้าง ไม่สนับสนุนความรุนแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วันนี้ (4 กันยายน) สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ทนายความ ก่อเหตุทำร้ายร่างกาย สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยระบุว่า ตนได้รับทราบข่าวเหตุการณ์ดังกล่าวแล้วขณะปฏิบัติภารกิจอยู่ต่างประเทศ พร้อมยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับตนแต่อย่างใด เป็นเพียงความขัดแย้งส่วนตัวระหว่างณัฐวุฒิกับสมชัยเท่านั้น

 

สุชาติ ชี้แจงถึงความสัมพันธ์กับณัฐวุฒิว่า สังคมอาจมองว่ามีความใกล้ชิดกัน แต่ในความเป็นจริง ณัฐวุฒิไม่ใช่ผู้ใต้บังคับบัญชา ที่ปรึกษา หรือคณะทำงานส่วนตัว แต่เป็นเพียงทนายความจากสำนักงานกฎหมายที่ตนเสียค่าใช้จ่ายว่าจ้างมาเพื่อดูแลคดีความ เมื่อคดีสิ้นสุดก็ถือว่าจบภารกิจ ไม่เคยมีความสนิทสนมส่วนตัวถึงขั้นร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน

 

สำหรับการว่าจ้างในอนาคตนั้น ปัจจุบันไม่ได้ใช้บริการสำนักงานกฎหมายของณัฐวุฒิแล้ว เนื่องจากยังมีสำนักงานกฎหมายที่มีความรู้ความสามารถอีกจำนวนมาก จึงไม่มีความจำเป็นต้องผูกขาดการว่าจ้างกับสำนักงานแห่งนี้เพียงแห่งเดียว

 

เมื่อถามถึงภาพเหตุการณ์ที่ณัฐวุฒิปรี่เข้าผลักอกสมชัยจนล้มหงายหลัง ว่าเป็นการกระทำที่รุนแรงเกินไปหรือไม่ สุชาติระบุว่า ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบหรือตัดสินแทนได้ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายอาจมีความขัดแย้งสะสมและมีการตอบโต้ด้วยวาทกรรมกันมาอย่างต่อเนื่อง หากใครกระทำผิดก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย

 

“ผมก็เหมือนประชาชนทั่วไปที่ใช้บริการสำนักงานกฎหมาย เมื่อคดีที่ว่าจ้างจบลงก็คือจบกันไป ผมไม่ได้สนับสนุนให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงเช่นนี้ แต่จะให้ไปห้ามปรามก็พูดไม่ได้ เพราะถือเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา” สุชาติ กล่าวย้ำทิ้งท้าย

The post ‘สุชาติ’ แจงปมทนายผลัก ‘สมชัย’ ล้ม ชี้ไม่ใช่ลูกน้อง เป็นเพียงผู้รับจ้าง ไม่สนับสนุนความรุนแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทัพเรือยืนยันเฮลิคอปเตอร์ไทยไม่ล้ำแดนกัมพูชา ย้ำยึดมั่นถ้อยแถลงร่วมมุ่งให้ชายแดนกลับคืนสู่สันติภาพ https://thestandard.co/thai-helicopter-cambodia-border/ Fri, 04 Sep 2026 11:24:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1251074 ภาพเฮลิคอปเตอร์ทหารไทยบินใกล้แนวชายแดนไทย-กัมพูชา

วันนี้ (4 กันยายน) พล.ร.ต. ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทั […]

The post กองทัพเรือยืนยันเฮลิคอปเตอร์ไทยไม่ล้ำแดนกัมพูชา ย้ำยึดมั่นถ้อยแถลงร่วมมุ่งให้ชายแดนกลับคืนสู่สันติภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเฮลิคอปเตอร์ทหารไทยบินใกล้แนวชายแดนไทย-กัมพูชา

วันนี้ (4 กันยายน) พล.ร.ต. ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยถึงกรณีปรากฏรายงานจากสื่อฝ่ายกัมพูชาว่า เฮลิคอปเตอร์ของฝ่ายไทยอาจบินข้ามแนวเขตแดนเข้าสู่พื้นที่กัมพูชา เมื่อช่วงเช้าวันที่ 3 กันยายน 2569 ว่า กองทัพเรือโดยกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ได้ตรวจสอบข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดแล้ว ยืนยันว่าเฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวไม่ได้บินล้ำแนวเขตแดนเข้าสู่พื้นที่กัมพูชาแต่อย่างใด

 

เฮลิคอปเตอร์ดังกล่าวปฏิบัติภารกิจสนับสนุนการเดินทางของผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนาและคณะ ซึ่งเดินทางมาตรวจติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างรั้วความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณหลักเขตแดนถาวรที่ 52-59 ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี

 

ขณะที่ เฮลิคอปเตอร์กำลังนำคณะเดินทางถึงฐานปฏิบัติการของหน่วยนาวิกโยธิน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้แนวชายแดน เฮลิคอปเตอร์ได้ทำการตีวงเลี้ยวตามขั้นตอนการบินเพื่อลงจอดตามขั้นตอนความปลอดภัย ซึ่งจากมุมมองภาคพื้นดินในบางตำแหน่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจว่าอากาศยานเข้าใกล้หรือข้ามแนวเขตแดน

 

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบข้อมูลเส้นทางการบินที่บันทึกด้วยระบบ GPS ของอากาศยานยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า ตลอดช่วงเวลาดังกล่าวเฮลิคอปเตอร์ยังคงทำการบินอยู่ในเขตประเทศไทย และไม่ได้บินล้ำแนวเขตแดนเข้าสู่พื้นที่กัมพูชา

 

นอกจากนี้ ตลอดการปฏิบัติการบินไม่ปรากฏการแจ้งเตือนจากศูนย์ควบคุมบินของกองทัพอากาศ ว่าอากาศยานลำดังกล่าวออกนอกเส้นทางหรือล้ำแนวเขตแดนแต่อย่างใด นอกจากนี้ นักบินผู้ควบคุมอากาศยานเป็นผู้บังคับฝูงบินจากกรมแผนที่ทหาร ซึ่งมีประสบการณ์ในการปฏิบัติการบินและมีความเข้าใจต่อการปฏิบัติในพื้นที่ใกล้แนวชายแดนเป็นอย่างดี

 

สำหรับภาพที่ปรากฏจากฝั่งกัมพูชา กองทัพเรือเข้าใจว่า การสังเกตอากาศยานจากภาคพื้นดิน โดยเฉพาะในพื้นที่ใกล้แนวชายแดน อาจทำให้เกิดความกังวลหรือความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ เนื่องจากการประเมินจากภาพหรือด้วยสายตาเพียงอย่างเดียวไม่สามารถระบุตำแหน่งพิกัดทางอากาศได้อย่างแม่นยำ จึงจำเป็นต้องตรวจสอบประกอบกับข้อมูลเส้นทางการบินและพิกัดที่บันทึกไว้

 

ทั้งนี้ ภายหลังเกิดข้อสงสัยดังกล่าว หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรีได้ประสานกับกองกำลังของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่โดยตรง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข้อเท็จจริง ซึ่งทั้งสองฝ่ายมีความเข้าใจตรงกันเรียบร้อยแล้ว และไม่มีปัญหาหรือเหตุการณ์ต่อเนื่องใดๆ ในพื้นที่ สถานการณ์ตามแนวชายแดนบริเวณดังกล่าวยังคงเป็นปกติ

 

โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า ฝ่ายไทยไม่ประสงค์ให้เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นประเด็นตอบโต้หรือสร้างความตึงเครียดระหว่างกัน โดยเห็นว่าการสื่อสารโดยตรงระหว่างหน่วยในพื้นที่ และการใช้ข้อมูลข้อเท็จจริงที่สามารถตรวจสอบได้ เป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ความเข้าใจคลาดเคลื่อนขยายตัวเป็นปัญหาระหว่างสองประเทศ

 

“ข้อเท็จจริงจากข้อมูลเส้นทางการบินยืนยันว่าเฮลิคอปเตอร์ของฝ่ายไทยไม่ได้ล้ำแดน และในระดับพื้นที่หน่วยของทั้งสองฝ่ายได้พูดคุยทำความเข้าใจกันเรียบร้อยแล้ว ไม่มีปัญหาใดๆ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า หากเราสื่อสารกันโดยตรงและใช้ข้อเท็จจริงเป็นพื้นฐาน ความเข้าใจคลาดเคลื่อนก็สามารถคลี่คลายได้ โดยไม่จำเป็นต้องกลายเป็นความตึงเครียดระหว่างกัน”

 

กองทัพเรือขอยืนยันว่า ฝ่ายไทยยึดมั่นและปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมระหว่างไทย-กัมพูชาอย่างเคร่งครัดในทุกข้อ เนื่องจากมีความจริงใจและต้องการเห็นสถานการณ์ตามแนวชายแดนกลับคืนสู่สันติภาพโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ประชาชนของทั้งสองประเทศสามารถดำรงชีวิตได้อย่างสงบและปลอดภัย

 

ในขณะเดียวกัน ฝ่ายไทยขอเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชายึดมั่นและปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมในทุกข้ออย่างเคร่งครัดเช่นเดียวกัน เพราะข้อตกลงร่วมจะเกิดผลอย่างแท้จริงได้ ก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายเคารพและปฏิบัติตามสิ่งที่ได้ตกลงกันไว้ด้วยความจริงใจ

 

“เป้าหมายของฝ่ายไทยไม่ใช่การสร้างความได้เปรียบหรือเพิ่มความตึงเครียด แต่คือการทำให้ชายแดนกลับคืนสู่สันติภาพโดยเร็ว ไทยจะปฏิบัติตามสิ่งที่ได้ตกลงกันไว้อย่างเคร่งครัด และคาดหวังว่าฝ่ายกัมพูชาจะยึดมั่นในข้อตกลงทุกข้อเช่นเดียวกัน เพราะสันติภาพตามแนวชายแดนจะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยความจริงใจและความร่วมมือจากทั้งสองฝ่าย” โฆษกกองทัพเรือกล่าว

 

กองทัพเรือจะยังคงปฏิบัติภารกิจในการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติอย่างเต็มกำลัง ควบคู่กับการปฏิบัติด้วยความระมัดระวัง การเคารพอธิปไตยของประเทศเพื่อนบ้าน และการใช้กลไกที่มีอยู่ในการแก้ไขปัญหาบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง เพื่อร่วมกันรักษาความสงบและเสถียรภาพตามแนวชายแดนอย่างยั่งยืนต่อไป

The post กองทัพเรือยืนยันเฮลิคอปเตอร์ไทยไม่ล้ำแดนกัมพูชา ย้ำยึดมั่นถ้อยแถลงร่วมมุ่งให้ชายแดนกลับคืนสู่สันติภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปลดล็อกเกณฑ์ดึงบริษัท New Economy จำนวน 10 กลุ่ม ดึงบริษัทต่างชาติทำ IPO ในตลาดหุ้นไทย เริ่มใช้ 11 ก.ย. นี้ https://thestandard.co/set-unlock-new-economy-foreign-ipo/ Fri, 04 Sep 2026 11:14:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1251059 ภาพแสดงข้อมูลบนแดชบอร์ดที่มีกราฟและแผนภูมิ

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปรับเกณฑ์เข้าจดทะเบียนให้สอด […]

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปลดล็อกเกณฑ์ดึงบริษัท New Economy จำนวน 10 กลุ่ม ดึงบริษัทต่างชาติทำ IPO ในตลาดหุ้นไทย เริ่มใช้ 11 ก.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงข้อมูลบนแดชบอร์ดที่มีกราฟและแผนภูมิ

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปรับเกณฑ์เข้าจดทะเบียนให้สอดรับบริบทเศรษฐกิจใหม่และเป็นสากล เปิดกว้างให้บริษัท New Economy ใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ อุตสาหกรรมการต่อยอดทางการแพทย์และสุขภาพ ยานยนต์สมัยใหม่ และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ทั้งในและต่างประเทศ บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI และ EEC รวมถึงบริษัทต่างประเทศชั้นนำ เข้าระดมทุนในตลาดทุนไทยได้มากขึ้น โดยยังคงมาตรฐานด้านคุณภาพ ฐานะการเงิน และการเปิดเผยข้อมูลในระดับเดิม

 

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา โครงสร้างธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนในตลาดทุนไทยแทบไม่เปลี่ยนแปลง ขณะที่อุตสาหกรรม New Economy กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดและต้องการแหล่งทุนที่เข้าถึงได้จริง การปรับปรุงเกณฑ์รับหลักทรัพย์ในครั้งนี้ จึงถือเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับตลาดทุนไทยตามแผนกลยุทธ์ 3 ปี (2569-2571) ภายใต้วิสัยทัศน์ “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” โดยเกณฑ์ใหม่จะเปิดทางให้บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI และ EEC ตลอดจน บริษัทต่างประเทศชั้นนำ เข้าระดมทุนในตลาดทุนไทยได้สะดวกรวดเร็วขึ้น โดยยังคงยึดมาตรฐานด้านคุณภาพไว้เช่นเดิม และที่สำคัญ คือเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนไทยได้เติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเหล่านี้ด้วย

 

ทั้งนี้ เกณฑ์ดังกล่าวผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. แล้ว มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2569 โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

 

  • ปรับปรุงเกณฑ์คุณสมบัติสำหรับบริษัทใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ (New Economy) เพื่อเพิ่มความน่าสนใจในการระดมทุนและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์ที่มีความเหมาะสมกับลักษณะธุรกิจ (Special Track) สำหรับบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
  • ปรับเกณฑ์การเสนอขายหุ้นต่อประชาชนสำหรับบริษัทต่างประเทศที่มีการระดมทุนและจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศอยู่แล้ว ให้สามารถใช้เกณฑ์ Secondary Listing ได้ สอดคล้องกับความจำเป็นในการระดมทุนของบริษัทในกลุ่มนี้ โดยยังคงสัดส่วนหุ้นของบริษัทต่างประเทศให้มีปริมาณการซื้อขายและมีสภาพคล่องที่เพียงพอในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งนี้ บริษัทต่างประเทศที่จดทะเบียนอยู่ใน Unrecognized Country ยังคงต้องมีคุณสมบัติอื่น ๆ เช่นเดียวกับบริษัทไทย ทั้งด้านคุณภาพ ฐานะการเงิน ผลประกอบการ รวมถึงการกระจายการถือหุ้นโดยผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float) และการเปิดเผยข้อมูลตามเกณฑ์ปัจจุบัน
  • ปรับปรุงเงื่อนไขการห้ามขายหุ้นภายหลังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (Silent Period) ทั้งด้านสัดส่วนและระยะเวลาของ Silent Period สำหรับทุกบริษัทที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลยิ่งขึ้น โดยยังคงกำหนดให้ผู้ที่มีส่วนร่วมในการบริหาร (Strategic Shareholders) ต้องถือหุ้นในบริษัทต่อเนื่องในระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุน

 

ดูรายละเอียดเกณฑ์ที่มีการปรับปรุงได้ที่เว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯhttps://www.set.or.th/th/rules-regulations/circulars ภายใต้หัวข้อ “กฎเกณฑ์/การกำกับ” และ “กฎเกณฑ์ – หนังสือเวียนส่วนที่เกี่ยวกับหลักทรัพย์จดทะเบียน” เรื่อง “การปรับปรุงเกณฑ์เพื่อดึงดูดบริษัทที่มีศักยภาพเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย”

 

หมายเหตุ: 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New Economy) ได้แก่ 1. การเกษตรและอาหารขั้นสูง (Advanced Agriculture & Food) 2. เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ (Biofuels & Biochemical) 3. การต่อยอดทางการแพทย์และสุขภาพ (Medical and Health Advances) 4. การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Creative Tourism) 5. ยานยนต์สมัยใหม่ (Next-Generation Automotive) 6. การบินและโลจิสติกส์ (Aviation & Logistics) 7. ดิจิทัลและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Digital & E-Commerce) 8. อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronics)
9. หุ่นยนต์ (Robotics) 10. การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ได้แก่ Biotechnology, Nanotechnology, Digital Technology และ Advanced Material Technology

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปลดล็อกเกณฑ์ดึงบริษัท New Economy จำนวน 10 กลุ่ม ดึงบริษัทต่างชาติทำ IPO ในตลาดหุ้นไทย เริ่มใช้ 11 ก.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>