Thailand – THE STANDARD ข่าวออนไลน์เชิงสร้างสรรค์ ข่าวในประเทศ ข่าวจริง https://thestandard.co/category/news/thailand/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 07 May 2026 01:17:15 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 วิกฤตซ้อนวิกฤต เมื่อค่าสนามบิน 1,120 บาท มาพร้อมน้ำมันแพง https://thestandard.co/thailand-airport-fee-oil-crisis/ Thu, 07 May 2026 01:17:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1204566 ภาพอินโฟกราฟิกสรุปดราม่าค่าบริการผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศเพิ่มเป็น 1,120 บาท ของ AOT

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกหยิบยกกลับมาวิพากษ์วิจารณ์อย่า […]

The post วิกฤตซ้อนวิกฤต เมื่อค่าสนามบิน 1,120 บาท มาพร้อมน้ำมันแพง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกสรุปดราม่าค่าบริการผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศเพิ่มเป็น 1,120 บาท ของ AOT

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกหยิบยกกลับมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักบนโลกโซเชียลมีเดียเมื่อคืนวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา สำหรับกระแสข่าวที่ว่าบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เตรียมขยับราคาค่าใช้จ่ายในการเดินทางต่างประเทศจนทะลุหลักพันบาท

 

แม้ประกาศดังกล่าวจะมีมาตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 แล้วก็ตาม แต่เมื่อใกล้ถึงกำหนดการบังคับใช้จริงในเดือนมิถุนายนนี้ ประกอบกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่ตึงเครียด ทำให้สังคมกลับมาตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและความโปร่งใสอีกครั้ง

 

ข้อมูลที่แชร์กันอย่างกว้างขวางระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป AOT จะปรับอัตรา ค่าบริการผู้โดยสารขาออก (Passenger Service Charge: PSC) สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศใหม่เป็น 1,120 บาทต่อคน จากเดิมที่จัดเก็บในอัตรา 730 บาท

 

การปรับขึ้นครั้งนี้มีผลเฉพาะผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ ณ ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ สุวรรณภูมิ, ดอนเมือง, เชียงใหม่, แม่ฟ้าหลวง เชียงราย, ภูเก็ต และหาดใหญ่ ส่วนเส้นทางภายในประเทศยังคงตรึงราคาไว้ที่ 130 บาทเพื่อพยุงการท่องเที่ยวไทย

 

ปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ AOT ได้เคยชี้แจงยืนยันว่า ค่าบริการ PSC นี้ ไม่ใช่ภาษี และไม่ใช่รายได้เพื่อแสวงหากำไรส่วนเกิน แต่เป็นรายได้ที่นำไปใช้เฉพาะในกิจการที่เกี่ยวข้องกับสนามบินตามหลักเกณฑ์สากลของ ICAO โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นจะถูกนำไปลงทุนในโครงการสำคัญ เช่น อาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (SAT-1) และการนำระบบบริการอัตโนมัติ (CUPPS) มาใช้เพื่อยกระดับความรวดเร็วและความปลอดภัยให้ทัดเทียมมาตรฐานโลก

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้กระแสดราม่าครั้งนี้ทวีความรุนแรงกว่าปกติ คือปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้อย่าง วิกฤตราคาน้ำมันโลก จากชนวนเหตุความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปะทุรุนแรงในปี 2569 นี้ ส่งผลให้ราคาต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนสายการบินต่างๆ จำเป็นต้องปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมน้ำมัน (Fuel Surcharge) ในตั๋วเครื่องบินไปก่อนหน้านี้แล้ว การที่ PSC มาขยับขึ้นซ้ำเติมอีกจึงกลายเป็น ‘เคราะห์ซ้ำกรรมซัด’ สำหรับผู้บริโภค

 

เมื่อพิจารณาในมุมมองวิชาการ ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เคยออกมาโพสต์ข้อมูลเปรียบเทียบก่อนหน้านี้ โดยระบุว่าการปรับขึ้น PSC ครั้งนี้สูงถึง 53% และเมื่อเทียบกับสนามบินระดับโลก พบว่าสุวรรณภูมิจะเก็บค่าธรรมเนียมแพงกว่าสนามบินชั้นนำอย่าง อินชอน (เกาหลีใต้), ฮาเนดะ และนาริตะ (ญี่ปุ่น) ทั้งที่อันดับโลกของสนามบินไทยยังคงอยู่อันดับที่ 39 ซึ่งตามหลังสนามบินเหล่านี้อยู่มาก

 

ดร.สามารถ ตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อจ่ายระดับโลก แล้วผู้โดยสารจะได้รับบริการระดับไหน เพราะต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้จะถูกบวกเข้าไปในตั๋วเครื่องบินโดยตรง โดยเฉพาะเที่ยวบิน Low Cost ที่ราคาเฉลี่ย 4,000-5,000 บาท หากต้องจ่ายเพิ่มอีกเกือบ 400 บาท จะทำให้ราคาตั๋วแพงขึ้นทันที 7-10% ซึ่งอาจส่งผลให้นักท่องเที่ยวหันไปเลือกจุดหมายปลายทางอื่นที่มีต้นทุนต่ำกว่าแทน

 

นอกจากนี้ ดร.สามารถยังกังวลว่าวิกฤตราคาน้ำมันจากตะวันออกกลางจะกลายเป็นตัวเร่งให้การท่องเที่ยวไทยซบเซาลง หาก AOT ยังคงยืนยันที่จะปรับราคา แม้เงินที่ได้มาจะนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจริง แต่หากไม่มีผู้โดยสารมาใช้งานเนื่องจากแบกรับค่าตั๋วไม่ไหว การลงทุนเหล่านั้นก็อาจไม่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์

 

ในส่วนของเสียงสะท้อนจากโซเชียลมีเดีย ผู้ใช้งานส่วนใหญ่แสดงความกังวลและไม่พอใจ พร้อมตั้งคำถามถึงการพัฒนาบริการอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การลดคิวตรวจคนเข้าเมือง หรือการปรับปรุงห้องน้ำและพื้นที่พักคอยให้เพียงพอ ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่ผู้โดยสารต้องเผชิญมานานหลายปี

 

บทสรุปของประเด็นนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ว่าขึ้นราคาเท่าไหร่ แต่อยู่ที่ความคุ้มค่าและจังหวะเวลา การที่ประกาศนี้มีมานานแล้วไม่ได้หมายความว่าเสียงคัดค้านจะเบาลง หาก AOT ไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของบริการที่ชัดเจนท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและน้ำมันที่แพงหูฉี่เช่นนี้ วันที่ 20 มิถุนายน 2569 อาจเป็นวันเริ่มต้นของบททดสอบครั้งใหญ่ของท่าอากาศยานไทย

 

สุดท้ายแล้ว การปรับขึ้นราคาในจังหวะที่มีวิกฤตราคาน้ำมันโลกซ้อนเข้ามาแบบนี้ จะส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางไปต่างประเทศของคุณมากน้อยเพียงใด?

The post วิกฤตซ้อนวิกฤต เมื่อค่าสนามบิน 1,120 บาท มาพร้อมน้ำมันแพง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สปสช. เตรียมพร้อมส่งต่อดูแลผู้ใช้สิทธิบัตรทอง 4.1 หมื่นราย หลังรพ.บางนา 1-มิตรประชา ถอนตัว มีผล 1 มิ.ย.นี้ https://thestandard.co/nhso-gold-card-patient-transfer/ Wed, 06 May 2026 13:32:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1204530 ภาพการประชุม สปสช. เตรียมส่งต่อผู้ป่วยบัตรทอง 4.1 หมื่นคน หลัง รพ.บางนา 1-มิตรประชา ถอนตัว

วันนี้ (6 พฤษภาคม) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สป […]

The post สปสช. เตรียมพร้อมส่งต่อดูแลผู้ใช้สิทธิบัตรทอง 4.1 หมื่นราย หลังรพ.บางนา 1-มิตรประชา ถอนตัว มีผล 1 มิ.ย.นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการประชุม สปสช. เตรียมส่งต่อผู้ป่วยบัตรทอง 4.1 หมื่นคน หลัง รพ.บางนา 1-มิตรประชา ถอนตัว

วันนี้ (6 พฤษภาคม) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 13 กรุงเทพมหานคร ร่วมกับรพ.พระมงคลเทพมุนี รพ.ราชพิพัฒน์ (สำนักการแพทย์) และ รพ.กล้วยน้ำไท 3 จัดประชุมเตรียมความพร้อม เพื่อรองรับการดูแลประชาชน ผู้มีสิทธิ และเตรียมประสานส่งต่อข้อมูลผู้ป่วยที่ต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง กรณีมีการเปลี่ยนแปลงเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิในพื้นที่เขตบางนา และเขตภาษีเจริญ ผ่านระบบออนไลน์

 

ภายหลังโรงพยาบาลมิตรประชา และโรงพยาบาลบางนา 1 ยกเลิกสถานะการเป็นหน่วยบริการประจำและหน่วยบริการปฐมภูมิในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) แต่ยังคงเป็นโรงพยาบาลรับส่งต่อ โดยการเปลี่ยนแปลงสิทธิ จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

 

สปสช. ได้ร่วมวางแผนกับทุกหน่วยบริการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประชาชนยังคงเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างต่อเนื่อง ไร้รอยต่อ และไม่เกิดผลกระทบต่อการรักษาของผู้ป่วย

 

น.ท.หญิงจุไรพร นรินทร์สรศักดิ์ ผู้อำนวยการกลุ่มขับเคลื่อนระบบบริการ สปสช. เขต 13 กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การดำเนินการครั้งนี้ เป็นการเตรียมความพร้อมร่วมกับหน่วยบริการที่เกี่ยวข้องทุกแห่ง เพื่อให้ประชาชนผู้มีสิทธิบัตรทองทุกคน มีหน่วยบริการรองรับการดูแลสุขภาพ และได้รับบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการรักษา ผู้ป่วยที่มีนัดตรวจติดตาม หรือผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ที่ต้องได้รับการดูแลต่อเนื่อง จัดให้มีระบบการประสานส่งต่อข้อมูลระหว่างหน่วยบริการ เพิ่มประสิทธิภาพและความสะดวกในการเข้ารับบริการของประชาชน

 

สำหรับผู้มีสิทธิที่ขึ้นทะเบียนกับโรงพยาบาลมิตรประชา ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร จำนวน 18,831 คน สปสช. จะดำเนินการโอนย้ายสิทธิไปยังโรงพยาบาลพระมงคลเทพมุนี โดยมีโรงพยาบาลราชพิพัฒน์เป็นหน่วยบริการรับส่งต่อ

 

ส่วนผู้มีสิทธิที่ขึ้นทะเบียนกับโรงพยาบาลบางนา 1 จำนวน 22,365 คน ซึ่งอยู่ในพื้นที่แขวงบางนาใต้ เขตบางนา กรุงเทพมหานคร สปสช. จะโอนย้ายสิทธิไปยังโรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 3 ซึ่งเป็นหน่วยบริการในพื้นที่ใกล้เคียง และมีความพร้อมทั้งในฐานะหน่วยบริการประจำ หน่วยบริการปฐมภูมิ และหน่วยบริการรับส่งต่อ

 

น.ท.หญิงจุไรพร กล่าวว่า เพื่อเป็นการลดผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่าน สปสช. ขอความร่วมมือจาก รพ.มิตรประชา และรพ.บางนา 1 ในการส่งต่อผู้ป่วยที่มีนัดตรวจติดตาม ในช่วงวันที่ 1-15 มิถุนายน 2569 ไปยังโรงพยาบาลตามที่ระบุในใบนัด ทั้งนี้ ขอให้ผู้ป่วยขอประวัติการรักษาจาก รพ.เดิมของท่าน และไปติดต่อที่หน่วยบริการแห่งใหม่ตามสิทธิ เพื่อวางแผนการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป

 

ทั้งนี้ ประชาชนยังไม่จำเป็นต้องรีบดำเนินการย้ายสิทธิด้วยตนเอง เนื่องจาก สปสช. จะดำเนินการจัดเครือข่ายหน่วยบริการรองรับ เพื่อให้ประชาชนยังสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างต่อเนื่อง และจะมีการส่ง sms แจ้งข่าวและช่องทางการติดต่อให้กับประชาชนผู้มีสิทธิ ที่มีข้อมูลเบอร์โทรศัพท์มือถือในระบบของ สปสช.

 

อย่างไรก็ตาม ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้จากโรงพยาบาล หรือ สปสช. โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีนัดรักษา หรือ ใช้ยาต่อเนื่อง เพื่อรับคำแนะนำในการเข้ารับบริการในช่วงเปลี่ยนผ่าน ทั้งนี้ โรงพยาบาลทั้ง 2 แห่ง ยังคงให้บริการประชาชนผู้มีสิทธิตามปกติจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569

The post สปสช. เตรียมพร้อมส่งต่อดูแลผู้ใช้สิทธิบัตรทอง 4.1 หมื่นราย หลังรพ.บางนา 1-มิตรประชา ถอนตัว มีผล 1 มิ.ย.นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
“เราจะเถียงกันจนไม่มีอากาศหายใจหรือ?” ฟังเสียงจากโลกของไฟและไฟฟ้า ในวันที่วิกฤตฝุ่นที่ยังไร้ทางออก https://thestandard.co/pm25-clean-air-policy-conflict/ Wed, 06 May 2026 13:29:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1204526 ภาพผู้ร่วมเสวนาด้านสิ่งแวดล้อม (บก.ลายจุด, อ.เชน, ชาวเขา) โดยมีฉากหลังเป็นภาพไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ที่ปกคลุมท้องฟ้า

ในวันที่ท้องฟ้าภาคเหนือกลายเป็นสีเทาหม่นและเครื่องวัดค่ […]

The post “เราจะเถียงกันจนไม่มีอากาศหายใจหรือ?” ฟังเสียงจากโลกของไฟและไฟฟ้า ในวันที่วิกฤตฝุ่นที่ยังไร้ทางออก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้ร่วมเสวนาด้านสิ่งแวดล้อม (บก.ลายจุด, อ.เชน, ชาวเขา) โดยมีฉากหลังเป็นภาพไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ที่ปกคลุมท้องฟ้า

ในวันที่ท้องฟ้าภาคเหนือกลายเป็นสีเทาหม่นและเครื่องวัดค่าฝุ่นส่งสัญญาณสีแดงฉาน ความขัดแย้งเรื่อง PM2.5 ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องแล็บหรือหน้าจอแอปพลิเคชัน แต่มันคือการปะทะกันของ ‘ความจริง’ สองชุดที่ต่างกันสุดขั้ว ระหว่างคนในเมืองที่โหยหาอากาศสะอาด กับคนในป่าที่ชีวิตยังต้องพึ่งพาเปลวไฟ

 

 
 

เวทีเสวนา ‘ผนึกกำลังผ่านทางออกวิกฤตฝุ่น PM2.5: การคุ้มครองสิทธิและก้าวต่อไปของกฎหมายอากาศสะอาด’ โดยสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กลายเป็นกระจกสะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำและรูรั่วของกฎหมายไทยได้อย่างน่าสนใจ เมื่อร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ถูกส่งกลับเข้าสภาอีกครั้ง ท่ามกลางคำถามว่า นี่คือทางออกจริง หรือเป็นเพียงแค่การซื้อเวลา

 

‘โลกของไฟ’ ที่ถูกตีตราว่าผิดกฎหมายตั้งแต่เกิด

 

“ผมเกิดมาจากเตาไฟ แม่คลอดลูกแล้วอยู่ไฟ ดมควันมาตั้งแต่เด็ก”

 

พฤ โอ่โดเชา แกนนำชาวปกาเกอะญอจากบ้านป่าคา จังหวัดเชียงใหม่ เริ่มต้นเล่าด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่หนักแน่น เขาฉายภาพชีวิตของคนที่อยู่ใน ‘โลกของไฟ’ ขณะที่คนส่วนใหญ่ในประเทศก้าวไปสู่ ‘โลกของไฟฟ้า’ นานแล้ว

 

สำหรับพฤและพี่น้องบนดอย ไฟไม่ใช่แค่เครื่องมือเผาป่า แต่มันคือวิถีชีวิตและการอยู่รอด เขาอธิบายว่า การทำไร่หมุนเวียน คือการบริหารจัดการไฟที่ละเอียดอ่อน มีการล็อกพื้นที่ไม่ให้ลาม และการจุดไฟสวนเพื่อสร้างแนวกันไฟในพื้นที่สูงชันที่เทคโนโลยีเข้าไม่ถึง

 

ทว่าในสายตาของกฎหมายสมัยใหม่และคนในเมือง ทุกควันที่ลอยขึ้นจากป่าคืออาชญากรรม พฤตัดพ้อว่า ชาวบ้านถูกล้อมด้วยกฎหมายจนเหมือน “ผิดตั้งแต่วันที่ลืมตาดูโลก” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่อยู่อาศัย หรืออาชีพการงาน และเมื่อความรู้ใหม่จากเมืองเข้าปะทะกับความรู้เก่าของบรรพบุรุษ ความรู้ที่มีอำนาจมากกว่าย่อมเป็นฝ่ายชนะเสมอ แม้ว่าสุดท้ายไฟจะลามข้ามเขาจนไม่มีใครดับได้ก็ตาม

 

ป่าผลัดใบ: ระเบิดเวลาที่สะสมเชื้อเพลิง

 

หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกมาถกเถียงคือธรรมชาติของป่าไม้ไทย ซึ่งมีผลต่อการเกิดฝุ่นและความร้อนต่างกัน ‘ป่าผลัดใบ’ เช่น ป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ คือพื้นที่เป้าหมายหลัก เนื่องจากใบไม้ที่ร่วงหล่นในหน้าแล้งกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดี หากไม่บริหารจัดการเผาตามจังหวะเวลาที่เหมาะสม ป่าเหล่านี้จะสะสมเชื้อเพลิงจนหนาแน่น

 

แต่ต้นตอของ PM2.5 ไม่ได้มีเพียงความร้อนสะสม และการลักลอบเผา ปริศนา พรหมมา สภาลมหายใจเชียงใหม่ กล่าวว่า 2-3 ปีที่ผ่านมาข้อถกเถียง มีความก้าวหน้า แต่ตอนนี้กลับวนไปสู่จุดเดิมหลายเรื่อง เนื่องจากกระบวนทัศน์ในการมองไฟที่แตกต่างกัน และพบว่า แหล่งเกิดมลภาวะอันดับสองของแต่ละเมืองมักเป็นสิ่งที่เราละเลย เชียงใหม่ในชั่วโมงเร่งด่วนค่าฝุ่นขึ้น ลำพูนมีนิคมอุตสาหกรรม ลำปางมีโรงไฟฟ้าแม่เมาะ สิ่งเหล่านี้มีผลกระทบต่อมะเร็งปอดสูงเพราะมีโลหะหนักมากกว่าชีวมวลอินทรีย์ แต่ได้รับการพูดถึงน้อยมาก

 

เดโช ไชยทัพ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ภาคเหนือ) มองว่าปัญหาใหญ่คืออำนาจการจัดการที่ยังรวมศูนย์ การห้ามเผาอย่างเด็ดขาดอาจเป็นการสะสมความเสี่ยง เมื่อเกิดไฟขึ้นมาจริงๆ จะรุนแรงจนควบคุมไม่ได้ แม้ไทยจะเริ่มมีพัฒนาการเชิงบวกทุกๆ 10 ปี ในการแก้ไขแหล่งกำเนิดฝุ่น แต่ก็ยังไม่ก้าวหน้าเพียงพอ

 

  • ปี 2530: ไฟป่าเป็นหน้าที่ของกรมป่าไม้และกรมอุทยานในการดำเนินการ
  • ปี 2540: เกิด พ.ร.บ.ใหม่ ขึ้นมาทำให้จังหวัดเริ่มมีงบประมาณ
  • ปี 2547-2550: ส่วนภูมิภาคเริ่มมีบทบาทในการแก้ไขไฟป่า
  • ปี 2562: พ.ร.บ.ป่าชุมชน เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญ

 

เดโชยังชี้ให้เห็นถึงความลักลั่นในพื้นที่ป่าสงวนและอุทยานกว่า 15-20 ล้านไร่ที่ชุมชนดูแลอยู่ ว่าหากสถานะที่ดินยังไม่ชัดเจน ชาวบ้านก็ไม่กล้าขออนุญาตใช้ไฟอย่างถูกกฎหมาย สุดท้ายจึงจบลงที่การ ‘ลักลอบเผา’ ซึ่งสร้างมลพิษรุนแรงกว่าเดิม

 

กว่า 20-30 ปี มีสิ่งที่เป็นข้อถกเถียงที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ คือ ความรู้ที่แตกต่างกันในการจัดการเชื้อเพลิงเพื่อลดการเผาไหม้ การชิงเผาหรือการห้ามเผาอย่างเด็ดขาดที่เป็นโจทย์ใหญ่ รวมถึงการจัดสรรงบประมาณที่อยากให้ถึงมือท้องถิ่นซึ่งเป็นหน่วยงานสุดท้ายที่อยู่หน้างานจริงๆ

 

เมื่อธุรกิจห่วงผลกำไร มากกว่าปอดของประชาชน

 

ในฟากฝั่งของนโยบาย พรประไพ กาญจนรินทร์ ประธาน กสม. เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า ในช่วงต้นปีที่ผ่านมามีสัญญาณว่ารัฐบาลอาจไม่ผลักดันกฎหมายอากาศสะอาด เนื่องจากรัฐมนตรีบางท่านกังวลว่าภาคธุรกิจจะต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่าย

 

“เราพบว่ามีความห่วงใยภาคธุรกิจมากกว่าห่วงสุขภาพของประชาชน” พรประไพกล่าว พร้อมย้ำว่าอากาศสะอาดคือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่องค์การสหประชาชาติรับรอง และในระยะยาว หากไทยไม่แก้ปัญหานี้ จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนและการเข้าเป็นสมาชิก OECD อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ทางสายกลางที่ชื่อว่า ‘การจัดการ’

 

ด้าน สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด ผู้อำนวยการมูลนิธิกระจกเงา ผู้ลงพื้นที่ดับไฟป่าในเชียงรายอย่างต่อเนื่อง ยอมรับว่าการจัดการไฟป่าในปีนี้ยากลำบากเพราะสภาพอากาศที่แห้งแล้งจัดและฝนทิ้งช่วง

 

สมบัติเสนอให้รัฐเลิกใช้วิธีสั่งการจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว แต่ต้องลงทุนกับ ‘หน่วยดับไฟมืออาชีพ’ ในท้องถิ่น และยอมรับความจริงเรื่องการใช้ไฟในภาคเกษตร เราต้องมีวิธีการเผาที่ควันน้อยและควบคุมได้ ไม่ใช่แค่การห้ามอย่างเดียว

 

เขายังตั้งข้อสังเกตเรื่อง ‘แนวกันไฟ’ ที่ทำกันทุกปี แต่ไฟป่าก็ยังข้ามได้ เพราะขาดการถอดบทเรียนทางเทคนิคและการสนับสนุนอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น การอนุญาตให้ทำเส้นทางขนาดเล็กเพื่อให้จักรยานยนต์สายตรวจเข้าถึงจุดเกิดเหตุได้รวดเร็วก่อนไฟจะขยายวงกว้าง

 

คำมั่นจากรัฐบาล เปลี่ยน ‘ภาระ’ เป็น ‘โอกาส’

 

ในมุมของภาครัฐที่ถูกตั้งคำถามถึงความจริงจังในการแก้ปัญหา ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะตัวแทนรัฐบาล ยอมรับว่า ข้อมูลตัวเลขเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ หากปราศจากการเข้าใจบริบทของพื้นที่อย่างแท้จริง

 

ศ.ดร.ยศชนันระบุว่า รัฐบาลกำลังพยายามเปลี่ยน ‘ภาระ’ ให้กลายเป็น ‘โอกาสทางเศรษฐกิจ’ ผ่านแนวคิด Circular Economy โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน เพื่อหาทางจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรแทนการเผา และย้ำว่าการแก้ปัญหาฝุ่นต้อง ก้าวข้ามเงื่อนไขทางการเมือง ส่วนตัวรู้สึกได้ว่าในการลงพื้นที่คนจะมองว่าตนมาหาเสียง แต่อยากให้ก้าวข้ามสิ่งนี้ เพื่อมุ่งไปที่ความเดือดร้อนของประชาชนเป็นสำคัญ

 

“ผมขอโอกาสพิสูจน์ความตั้งใจจริง แม้ที่ผ่านมาอาจมีความไม่มั่นใจในการสื่อสารกับภาครัฐ แต่หากเราทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด จะทำให้การตัดสินใจเชิงนโยบายมีความแม่นยำและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย”

 

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมผลักดันการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และ พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเป็นเครื่องมือระยะยาวในการปกป้องสิทธิในอากาศสะอาดของประชาชน

 

บทสรุปที่ยังค้างคา

 

วิกฤต PM2.5 ในประเทศไทยจึงไม่ใช่แค่เรื่องของสภาพอากาศ แต่มันคือการปะทะกันระหว่างทุนนิยม พืชเศรษฐกิจอย่างข้าวโพด ภูมิปัญญาท้องถิ่น และระบบราชการที่อุ้ยอ้าย

 

คำถามของ เดโช จากเวทีเสวนาที่ว่า “เราจะเถียงกันจนไม่มีอากาศหายใจแล้วหรือ?” ดูจะเป็นคำถามที่สะกิดใจที่สุด ตราบใดที่ในทุกปีต้องวกวนมาเถียงกันถึงต้นตอของไฟป่า จุดฮอตสปอตที่แยกไม่ออกว่าเป็นไฟธรรมชาติ หรือไฟจากมือมนุษย์ ความไม่เข้าใจก็จะยังวนเวียน

 

เพราะตราบใดที่ ‘โลกของไฟ’ และ ‘โลกของไฟฟ้า’ ยังไม่สามารถหาจุดสมดุลในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ หมอกควันพิษเหล่านี้ก็จะยังคงทำหน้าที่เป็นม่านบังตาที่พรากอนาคตและลมหายใจของคนไทยไปทุกปีอย่างไม่มีวันจบสิ้น

The post “เราจะเถียงกันจนไม่มีอากาศหายใจหรือ?” ฟังเสียงจากโลกของไฟและไฟฟ้า ในวันที่วิกฤตฝุ่นที่ยังไร้ทางออก appeared first on THE STANDARD.

]]>
สัญญาณบวกเศรษฐกิจ ‘อนุทิน’ ชี้มูดี้ส์มองไทยน่าลงทุน หนุน FDI ไหลเข้า https://thestandard.co/anutin-moodys-thailand-investment-fdi/ Wed, 06 May 2026 13:20:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1204521 อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขณะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วันนี้ (6 พฤษภาคม) เวลา 18.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิ […]

The post สัญญาณบวกเศรษฐกิจ ‘อนุทิน’ ชี้มูดี้ส์มองไทยน่าลงทุน หนุน FDI ไหลเข้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขณะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วันนี้ (6 พฤษภาคม) เวลา 18.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังหารือกับเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถึงกรณีบริษัทจัดอันดับเครดิต มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ออกรายงานระบุว่า ประเทศไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีกันชน (Buffer) รองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจได้เข้มแข็งที่สุดในโลกว่า ถือเป็นข่าวดีต่อเนื่อง หลังจากมูดี้ส์ได้ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยจากเชิงลบ (Negative) เป็นมีเสถียรภาพและน่าลงทุน

 

อนุทินกล่าวว่า ปัจจัยดังกล่าวช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วโลก โดยมูดี้ส์ไม่ได้พิจารณาเฉพาะด้านเศรษฐกิจ แต่รวมถึงหลายมิติ เช่น การอำนวยความสะดวก ความโปร่งใส ความรวดเร็วในการดำเนินงาน และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

 

เมื่อถามว่า มูดี้ส์แนะนำให้ไทยสนับสนุนการลงทุนเพิ่มเติมหรือไม่ อนุทินกล่าวว่า ล่าสุดคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้อนุมัติคำขอส่งเสริมการลงทุนกว่า 9 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อประเทศไทย จากการวางรากฐานและการสร้างความน่าเชื่อถือในเวทีโลก โดยเป็นความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ใช่ผลงานของรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว

 

“ต้องขอขอบคุณประชาชนทุกคน เพราะเรื่องนี้เป็นสิ่งที่คนไทยต้องช่วยกันสนับสนุน ไม่ใช่เพียงวิพากษ์วิจารณ์ด้วยอคติ สิ่งที่ถูกวิจารณ์ในอดีต วันนี้ถูกพิสูจน์ด้วยข้อเท็จจริงจากการจัดอันดับของสถาบันระดับโลก ซึ่งไม่มีใครสามารถวิ่งเต้นได้ ทุกอย่างต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้” อนุทินกล่าว

 

เมื่อถามถึงข้อกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับไฟฟ้าสะอาดและสาธารณูปโภคพื้นฐาน อนุทินกล่าวว่า รัฐบาลเตรียมดำเนินการเป็นระยะ เพื่อเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าสีเขียว รองรับการลงทุนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะดาต้าเซนเตอร์ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง

 

ทั้งนี้ แนวโน้มของประเทศจะลดการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิล และเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดให้มากขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของรัฐบาล ภายใต้กลยุทธ์ 5T ได้แก่ Targeted, Transition, Transform, Transparency และ Together ที่เอกนิติวางไว้เพื่อขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว

The post สัญญาณบวกเศรษฐกิจ ‘อนุทิน’ ชี้มูดี้ส์มองไทยน่าลงทุน หนุน FDI ไหลเข้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ชัชชาติ’ ชูวิสัยทัศน์สร้าง Concert Hall มาตรฐานสากลใจกลางเมือง จ่อชงรัฐบาลผลักดันแลนด์มาร์กใหม่ ย้ำชัดไม่ใช่คาสิโน https://thestandard.co/chatchart-concert-hall-bangkok-landmark/ Wed, 06 May 2026 11:38:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1204499 ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ชูวิสัยทัศน์สร้าง Concert Hall ระดับโลกใจกลางกรุงเทพฯ

วันนี้ (6 พฤษภาคม) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุง […]

The post ‘ชัชชาติ’ ชูวิสัยทัศน์สร้าง Concert Hall มาตรฐานสากลใจกลางเมือง จ่อชงรัฐบาลผลักดันแลนด์มาร์กใหม่ ย้ำชัดไม่ใช่คาสิโน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ชูวิสัยทัศน์สร้าง Concert Hall ระดับโลกใจกลางกรุงเทพฯ

วันนี้ (6 พฤษภาคม) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ถึงวิสัยทัศน์และทิศทางการพัฒนากรุงเทพมหานครในระยะต่อไป เพื่อยกระดับให้เป็นมหานครระดับโลกที่ตอบโจทย์ทั้งด้านคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจเมือง นอกเหนือจากการสานต่อนโยบายเส้นเลือดฝอยแล้ว ทาง กทม. ยังมีแนวคิดในการสร้างแลนด์มาร์กแห่งใหม่ เพื่อดึงดูดการลงทุนและกระตุ้นความคึกคักให้กับเมือง โดยหนึ่งในโครงการสำคัญที่เตรียมผลักดันคือ การก่อสร้าง Symphony Hall หรือ Concert Hall ระดับมาตรฐานสากล

 

ชัชชาติระบุว่า ปัจจุบันกรุงเทพมหานครยังคงขาดแคลนพื้นที่สาธารณะขนาดใหญ่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อการจัดแสดงดนตรีหรือคอนเสิร์ตโดยเฉพาะ ที่ผ่านมาการจัดงานอีเวนต์หรือคอนเสิร์ตระดับโลกมักต้องใช้พื้นที่สนามกีฬาแทน ซึ่งอาจไม่ตอบโจทย์ด้านระบบเสียงอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันสนามกีฬาที่อยู่ใจกลางเมืองก็มีข้อจำกัดเรื่องขนาดความจุ ส่วนสถานที่จัดงานสเกลใหญ่อย่างราชมังคลากีฬาสถานก็ตั้งอยู่ค่อนข้างไกลจากศูนย์กลางเมืองและระบบขนส่งมวลชนหลัก

 

จากข้อจำกัดดังกล่าว ทาง กทม. จึงเล็งเห็นศักยภาพของพื้นที่บริเวณหลังห้างสรรพสินค้ามาบุญครอง (MBK Center) ในย่านปทุมวัน ซึ่งเป็นทำเลทองใจกลางเมือง และเป็นจุดตัดของการเดินทางที่ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกสบาย ว่ามีความเหมาะสมอย่างยิ่งในการพัฒนาเป็นพื้นที่จัดแสดงศิลปวัฒนธรรมแห่งใหม่

 

อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าฯ กทม. ยอมรับว่าเมกะโปรเจกต์ระดับนี้ เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่เกินขอบเขตอำนาจหน้าที่และข้อจำกัดด้านงบประมาณของกรุงเทพมหานครเพียงหน่วยงานเดียว ดังนั้น กลไกสำคัญที่จะทำให้โครงการนี้เกิดขึ้นจริงได้คือ การบูรณาการความร่วมมือกับรัฐบาลกลาง โดย กทม. เตรียมนำเสนอแนวคิดดังกล่าวเพื่อหารือกับรัฐบาล ในการเป็นพันธมิตรร่วมลงทุนและผลักดันโครงสร้างพื้นฐานด้านวัฒนธรรมนี้ให้เป็นรูปธรรม แต่ทั้งนี้ยืนยันว่าไม่ใช่เกี่ยวกับคาสิโน แต่เป็นพื้นที่จัดคอนเสิร์ตโดยเฉพาะ

 

ชัชชาติ กล่าวว่า หากโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลและผลักดันจนสำเร็จ จะเป็นการอุดช่องโหว่ด้านพื้นที่ทางวัฒนธรรมของไทย อีกทั้งยังเป็นการสร้างแลนด์มาร์กแห่งใหม่ที่จะช่วยดึงดูดงานอีเวนต์ระดับโลก ดึงดูดกลุ่มคนเก่ง และเม็ดเงินมหาศาลเข้าสู่ประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีชีวิตชีวา คึกคัก และเต็มไปด้วยโอกาสทางเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์การพัฒนาเมืองในอนาคต

The post ‘ชัชชาติ’ ชูวิสัยทัศน์สร้าง Concert Hall มาตรฐานสากลใจกลางเมือง จ่อชงรัฐบาลผลักดันแลนด์มาร์กใหม่ ย้ำชัดไม่ใช่คาสิโน appeared first on THE STANDARD.

]]>
MOU 44 กับ UNCLOS จากความประนีประนอมทางการเมืองสู่ความชัดเจนทางกฎหมาย https://thestandard.co/mou-44-unclos-maritime-border-thailand/ Wed, 06 May 2026 10:44:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1204470 โลโก้ UNCLOS บนพื้นหลังธงชาติไทยและกัมพูชา สื่อถึงความขัดแย้งเขตแดนทางทะเล

ความขัดแย้งด้านเขตแดนทางทะเลในอ่าวไทยถือเป็นปัญหาที่ซับ […]

The post MOU 44 กับ UNCLOS จากความประนีประนอมทางการเมืองสู่ความชัดเจนทางกฎหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ UNCLOS บนพื้นหลังธงชาติไทยและกัมพูชา สื่อถึงความขัดแย้งเขตแดนทางทะเล

ความขัดแย้งด้านเขตแดนทางทะเลในอ่าวไทยถือเป็นปัญหาที่ซับซ้อน ระหว่างมรดกทางประวัติศาสตร์ วิวัฒนาการของกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ และการอ้างสิทธิ์ที่ทับซ้อนกันของรัฐ

 

 
 

เป็นเวลาหลายทศวรรษที่ไทยและกัมพูชา พยายามแก้ปัญหาการอ้างสิทธิ์ที่ทับซ้อนกันในอ่าวไทย ผ่านกรอบความร่วมมือทวิภาคี โดยล่าสุดมีเอกสารที่สำคัญคือ บันทึกความเข้าใจ (MOU) พ.ศ. 2544 (หรือที่มักเรียกกันว่า MOU 44)

 

อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์โดยยึดตามหลักการของ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ปี 2525 (UNCLOS, 1982) และคำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก (International Court of Justice – ICJ) และศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (International Tribunal for the Law of the Sea – ITLOS) ในคดีต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีประวัติศาสตร์อย่าง North Sea Continental Shelf Cases, ICJ 1969 ชี้ให้เห็นว่า ผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศไทยจะได้รับการคุ้มครองได้ดีกว่ามาก หากไทยยึดมั่นใน UNCLOS อย่างเคร่งครัด แทนที่จะพึ่งพาการประนีประนอมทางการเมือง ซึ่งเป็นนัยหลักของ MOU 44

 

ความขัดแย้งด้านเขตแดนทางทะเลในอ่าวไทยถือเป็นปัญหาที่ซับซ้อน ระหว่างมรดกทางประวัติศาสตร์ วิวัฒนาการของกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ และการอ้างสิทธิ์ที่ทับซ้อนกันของรัฐ

 

เป็นเวลาหลายทศวรรษที่ไทยและกัมพูชา พยายามแก้ปัญหาการอ้างสิทธิ์ที่ทับซ้อนกันในอ่าวไทย ผ่านกรอบความร่วมมือทวิภาคี โดยล่าสุดมีเอกสารที่สำคัญคือ บันทึกความเข้าใจ (MOU) พ.ศ. 2544 (หรือที่มักเรียกกันว่า MOU 44)

 

อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์โดยยึดตามหลักการของ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ปี 2525 (UNCLOS, 1982) และคำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก (International Court of Justice – ICJ) และศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (International Tribunal for the Law of the Sea – ITLOS) ในคดีต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีประวัติศาสตร์อย่าง North Sea Continental Shelf Cases, ICJ 1969 ชี้ให้เห็นว่า ผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศไทยจะได้รับการคุ้มครองได้ดีกว่ามาก หากไทยยึดมั่นใน UNCLOS อย่างเคร่งครัด แทนที่จะพึ่งพาการประนีประนอมทางการเมือง ซึ่งเป็นนัยหลักของ MOU 44

 

ข้อจำกัดของ MOU 44 เทียบกับความแข็งแกร่งของ UNCLOS

 

MOU 44 ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นกรอบในการกำหนดเขตไหล่ทวีป (continental shelf) และการพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน (Joint Development Area – JDA) ซึ่งแม้ว่าจะเป็นความพยายามในเชิงปฏิบัติ เพื่อก้าวข้ามสภาวะชะงักงันระหว่างไทยและกัมพูชา แต่บันทึกดังกล่าวก็มีจุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่สำคัญ และมีผลกระทบในทางลบค่อนข้างสูงสำหรับไทย นั่นคือการยอมรับโดยนัยต่อการให้มี “พื้นที่พัฒนาร่วม” (JDA) ไทย-กัมพูชา โดยอ้างอิงจากเส้นเขตแดนซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศแต่อย่างใด

 

ในทางตรงกันข้าม การอ้างสิทธิ์โดยยึดตาม UNCLOS โดยตรง โดยเฉพาะมาตรา 74 และ 83 จะเปลี่ยนจุดเน้นจากการเจรจาทางการเมืองไปสู่หลักการ “เส้นมัธยะ และสถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง” (equidistance/relevant circumstances) ทั้งนี้ คดี North Sea Continental Shelf Cases ได้วางบรรทัดฐานว่าการแบ่งเขตทางทะเลต้องตั้งอยู่บน “หลักการที่เท่าเทียมและเป็นธรรม” (equitable principles) โดยคำนึงถึงการขยายตัวตามธรรมชาติของดินแดนทางบก

 

สำหรับประเทศไทย หลักการของ UNCLOS จะช่วยกำหนดระเบียบวิธีที่เป็นมาตรฐานและเป็นรูปธรรมในการแบ่งเขตแดน ซึ่งเอื้อต่อความเป็นจริงทางภูมิศาสตร์ของไทยมากกว่าการอ้างสิทธิ์ฝ่ายเดียวที่กัมพูชาทำขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1970 และใช้เป็นพื้นฐานในการกำหนด “พื้นที่ทับซ้อน” ใน MOU 44

 

ปัจจัย “เกาะกูด” และหลักการเส้นมัธยะ

 

ข้อได้เปรียบหลักของประเทศไทยภายใต้ UNCLOS อยู่ที่การพิจารณาว่า ควรจะปฏิบัติอย่างไรในกรณีของเกาะในทะเล ในขณะที่ เส้นอ้างสิทธิ์ของกัมพูชา ในปี 1972 ลากตัดผ่านกลาง เกาะกูด ซึ่งเป็นเกาะภายใต้อธิปไตยของไทย มีประชากรไทยอาศัยอยู่อย่างถาวร และไทยมีอำนาจอธิปไตยเหนือเกาะดังกล่าวอย่างชัดเจน ซึ่งภายใต้ UNCLOS มาตรา 121 เกาะมีสิทธิที่จะมีอาณาเขตทางทะเล (territorial sea) เขตต่อเนื่อง (contiguous zone) เขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) และไหล่ทวีป (continental shelf) ของตนเอง

 

เส้นอ้างสิทธิ์ของกัมพูชาซึ่งเจตนาละเลยสิทธิทางกฎหมายของเกาะกูดนั้น ไม่สอดคล้องอย่างยิ่งกับหลักการทางกฎหมายของ UNCLOS ซึ่งที่ผ่านมาคำตัดสินของ ICJ และ ITLOS ในคดีต่างๆ อาทิ Nicaragua v. Colombia (ICJ, 2023) ได้มีการกำหนดหลักการไว้อย่างชัดเจนและคงเส้นคงวา ว่าเกาะต่างๆ ไม่สามารถถูกละเลยหรือถูก “ปิดล้อม” (enclaved) ได้ หากเป็นภูมิประเทศที่มีความสำคัญ (islands cannot be simply ignored or “enclaved” if they are significant features) ดังนั้น การที่ไทยจะยึดถือหลักการดังกล่าว และหันมาใช้ UNCLOS จะทำให้ไทยสามารถโต้แย้งเรื่อง เส้นมัธยะ (Equidistance line) หรือเส้นกึ่งกลางที่ทุกจุดมีระยะห่างเท่ากันจากจุดฐาน (baseline) ของไทยและกัมพูชา ได้อย่างหนักแน่น

 

โลโก้ UNCLOS บนพื้นหลังธงชาติไทยและกัมพูชา สื่อถึงความขัดแย้งเขตแดนทางทะเล 1

 

ทั้งนี้ หากลากเส้นมัธยะโดยใช้เกาะกูดเป็นจุดฐาน เส้นเขตแดนที่ได้จะขยับไปทางทิศตะวันออกอย่างมีนัยสำคัญซึ่งเป็นประโยชน์ต่อไทย การอ้างสิทธิ์ของกัมพูชาที่อาศัยสนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยาม (ค.ศ. 1907) ซึ่งเน้นเรื่องดินแดนทางบกเป็นหลักนั้น ยากที่จะยืนหยัดได้ในทางกฎหมายเมื่อเทียบกับ “หลักการระยะทาง” (distance principle) ที่บัญญัติไว้ใน UNCLOS

 

การพิจารณาบริบททางภูมิศาสตร์ในภาพรวม: การมีส่วนร่วมของเวียดนาม

 

อ่าวไทยเป็นทะเลกึ่งปิด และข้อตกลงทวิภาคีใดๆ ระหว่างไทยและกัมพูชาย่อมไม่สมบูรณ์หากไม่พิจารณาการอ้างสิทธิ์ของเวียดนาม ทั้งนี้ พื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอ่าวไทยเป็นพื้นที่ “จุดร่วมสามฝ่าย” (triple-point) ที่ผลประโยชน์ของทั้งสามประเทศมาบรรจบกัน

 

การพึ่งพา MOU ทวิภาคี (เช่น MOU 44) มีความเสี่ยงเพราะไม่สามารถผูกพันบุคคลที่สาม (เวียดนาม) ได้ ภายใต้คำวินิจฉัยคดี North Sea Continental Shelf Cases “ความได้สัดส่วน” (proportionality) ของแนวชายฝั่งต่อพื้นที่ทางทะเลที่ได้รับ เป็นปัจจัยสำคัญในการบรรลุทางออกที่เป็นธรรม หากไทยและกัมพูชาแบ่งพื้นที่ตาม MOU 44 ทั้งสองประเทศจะพบว่าเขตแดนที่ “ตกลงกันแล้ว” มีแนวโน้มจะถูกคัดค้านโดยเวียดนามเนื่องจาก MOU 44 ไม่ได้ยึดถือหลักการของ UNCLOS

 

ด้วยเหตุผลทั้งหมดข้างต้น การใช้ UNCLOS จะเป็นภาษาสากล ที่ช่วยให้ไทยได้เปรียบในบริบทสามฝ่ายดังนี้

 

1.ความสอดคล้อง: ป้องกันไม่ให้ไทยต้องติดอยู่ระหว่างมาตรฐานทางกฎหมายที่แตกต่างกันที่กัมพูชาและเวียดนามใช้

 

2.ข้อโต้แย้งเรื่อง “ความเว้า” (Concavity): UNCLOS, ICJ และ ITLOS ยอมรับว่าในแนวชายฝั่งที่มีลักษณะเว้า (เช่น อ่าวไทย) เส้นมัธยะที่เคร่งครัดเกินไปอาจทำให้ประเทศใดประเทศหนึ่งถูก “ตัดขาด” จากเขตทางทะเลของตนอย่างไม่เป็นธรรม อาทิ ในคดี Bangladesh/Myanmar case, 2012 ซึ่งในเรื่องนี้ ไทยสามารถใช้หลักกฎหมายดังกล่าว ในการป้องกันว่า การอ้างสิทธิ์ทั้งโดยกัมพูชาและเวียดนาม จะไม่บีบช่องทางออกสู่ทะเล (disproportionately squeeze) ของไทยมากจนเกินไป

 

3.ความมั่นคง: การระงับข้อพิพาทโดยอิงตามหลักการของ UNCLOS มีแนวโน้มที่จะได้รับการยอมรับจากนานาชาติมากกว่า การตกลงทางการเมืองแบบทวิภาคี ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุน ในการลงทุนระยะยาวในโครงการพลังงานนอกชายฝั่ง เนื่องจากนักลงทุนย่อมต้องการความชัดเจนทางกฎหมาย

 

ข้อได้เปรียบของ “หลักการที่เป็นธรรม”

 

คดี North Sea Continental Shelf Cases ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “ความยุติธรรมไม่ได้หมายถึงความเท่าเทียมเสมอไป” (equity does not necessarily imply equality) ประเทศไทยมีแนวชายฝั่งตามแนวอ่าวไทยที่ยาวกว่ากัมพูชา ภายใต้หลัก ความได้สัดส่วน (proportionality) ประเทศไทยมีสิทธิที่จะได้รับพื้นที่ทางทะเลที่สะท้อนถึงความยาวของแนวชายฝั่งของตน ดังนั้น การที่มีผู้กล่าวว่า หากมี “พื้นที่ทับซ้อน” ทางออกคือการแบ่งพื้นที่ดังกล่าวกัน “คนละครึ่ง” นั้น เท่ากับเป็นการทำให้ไทยสูญเสียสิทธิทางอธิปไตย

 

การอ้างสิทธิ์ในปี 1972 ของกัมพูชานั้นถือเป็นกรณีที่ผิดปกติ (outlier) เนื่องจากไม่ได้ลากตามแนวชายฝั่งของตน อีกทั้งยังละเลยสิทธิของไทยเหนือเกาะกูด ทำให้เป็นการอ้างสิทธิ์ในพื้นที่ที่ไม่เป็นสัดส่วนกับความยาวชายฝั่งของกัมพูชา ดังนั้น การที่ไทยจะก้าวข้ามจาก MOU 44 และเปลี่ยนไปสู่การยึดถือหลักการของ UNCLOS จะเป็นการบังคับให้มีการประเมินเขตแดนใหม่ตามหลักการ “แนวทางสามขั้นตอน” (Three-Stage Approach) ที่ ITLOS นำมาใช้ในการพิจารณาคดีในปัจจุบัน คือ:

 

(1) การลากเส้นมัธยะชั่วคราว (drawing a provisional equidistance line);

 

(2) การปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง ในกรณีนี้ คือการมีเกาะกูด ของไทยอยู่ในทะเล (adjustments for relevant circumstances)

 

(3) การทดสอบความได้สัดส่วน (conducting a proportionality test)

 

กล่าวโดยสรุปคือ แม้ว่า MOU 44 จะเป็นความพยายามที่สะดวกและรวดเร็ว ในการแบ่งปันทรัพยากรระหว่างสองประเทศ แต่แนวคิดดังกล่าวกลับทำให้ไทยต้องติดอยู่ในกรอบที่ให้คุณค่ากับการอ้างสิทธิของกัมพูชา โดยไม่มีพื้นฐานทางกฎหมายใดๆ รองรับ ซึ่งการหันมายึดถือหลักการของ UNCLOS และบรรทัดฐานพร้อมบทเรียนจากคดี North Sea Continental Shelf Cases และคดีอื่นๆ หลังจากนั้น จะทำให้ไทยเปลี่ยนจากฐานะของผู้ประนีป

 

และที่สำคัญคือ UNCLOS จะเป็นกลไกที่จะช่วยให้ไทยสามารถปกป้องอธิปไตยของไทยเหนือเกาะกูด และสิทธิของเกาะกูดในการมีอาณาเขตทางทะเลของตนเอง นอกจากนี้ UNCLOS ยังจะช่วยให้ไทยสามารถขยายพื้นที่ EEZ ของตนให้ได้มากที่สุด โดยอาศัยหลักเส้นมัธยะ และหลักการสนับสนุนอื่นๆ และท้ายที่สุดคือ ช่วยสร้างสันติภาพ ความมั่นคง และสภาพแวดล้อมทางทะเลในอ่าวไทยแบบไตรภาคี และมีความยั่งยืน บนพื้นฐานของกฎหมายที่มีความเป็นสากล ร่วมกับกัมพูชาและเวียดนาม

 

 

อ้างอิง:

  • ISP Occasional Paper – สถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ (Institute for Strategic Peace: ISP)

 

The post MOU 44 กับ UNCLOS จากความประนีประนอมทางการเมืองสู่ความชัดเจนทางกฎหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภมาสลุยตรวจโรงงานปลากระป๋อง เผยใช้ปลานิลแทนแมคเคอเรลนับหมื่นกระป๋อง อ้างเป็นล็อตทดลอง ขณะ อย. ชี้เข้าข่ายอาหารปลอม https://thestandard.co/supamas-canned-fish-tilapia-mackerel-fraud-2/ Wed, 06 May 2026 09:50:55 +0000 https://thestandard.co/supamas-canned-fish-tilapia-mackerel-fraud-2/ ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานผลิตปลากระป๋อง

วันนี้ (6 พฤษภาคม) ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักน […]

The post ศุภมาสลุยตรวจโรงงานปลากระป๋อง เผยใช้ปลานิลแทนแมคเคอเรลนับหมื่นกระป๋อง อ้างเป็นล็อตทดลอง ขณะ อย. ชี้เข้าข่ายอาหารปลอม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานผลิตปลากระป๋อง

วันนี้ (6 พฤษภาคม) ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นำคณะลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานผลิตปลากระป๋องในจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อติดตามข้อเท็จจริงกรณีการร้องเรียนเรื่องวัตถุดิบไม่ตรงตามฉลาก โดยระบุว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นไปตามความห่วงใยของนายกรัฐมนตรีที่มีต่อผู้บริโภค โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 เพื่อตรวจสอบกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นทางว่าดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

 

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบความผิดที่กระทบต่อสิทธิพื้นฐานของผู้บริโภคอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการได้รับข้อมูลสินค้าที่ไม่ถูกต้อง และการจำกัดอิสระในการเลือกซื้อสินค้า เนื่องจากหากผู้บริโภคทราบข้อเท็จจริงว่าเป็นปลานิล ย่อมมีสิทธิที่จะเลือกซื้อในราคาที่ถูกกว่า หรือตัดสินใจเลือกซื้อยี่ห้ออื่นได้ตามความเหมาะสม ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เสียหายต่อไป

 

ศุภมาสเปิดเผยเพิ่มเติมว่า แม้ผู้ประกอบการจะอ้างว่าความผิดเกิดขึ้นเพียงเรื่องเดียวคือการใช้ปลาไม่ตรงตามที่ขออนุญาตไว้ แต่ในทางกฎหมายถือว่าเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานและกฎหมายหลายฉบับ ทั้งในส่วนของ พ.ร.บ.อาหาร และกฎหมายโรงงานเกี่ยวกับการขออนุญาตจัดตั้งสถานประกอบการ ซึ่งได้สั่งการให้อุตสาหกรรมจังหวัดตรวจสอบความถูกต้องของโรงงาน พร้อมประสานไปยังศูนย์ดำรงธรรมและ สคบ. ทั่วประเทศ เพื่อรับข้อมูลจากผู้เสียหายเพิ่มเติม โดยเชื่อว่าจากจำนวนปลากระป๋องที่อายัดไว้กว่า 10,000 กระป๋อง น่าจะมีผู้ได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก

 

ทั้งนี้ เมื่อสอบถามถึงสาเหตุของการเปลี่ยนชนิดปลา ผู้ประกอบการอ้างว่าเป็นเพียงล็อตทดลอง เพื่อหาวัตถุดิบอื่นมาทดแทน แต่เกิดความผิดพลาดในกระบวนการ ซึ่งศุภมาสตั้งข้อสังเกตว่าคำชี้แจงดังกล่าวดูไม่สมเหตุสมผล เนื่องจากมีการผลิตออกมาเป็นจำนวนมากถึงหลักหมื่นกระป๋อง อีกทั้งความผิดพลาดนี้ได้ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของผู้บริโภคในวงกว้างและกระทบต่อผู้ผลิตรายอื่น

 

ส่วนประเด็นเรื่องต้นทุนที่อ้างว่าไม่ต่างกันแต่เลือกใช้ปลานิลเพราะยังไม่มีจำหน่ายในท้องตลาดนั้น ทางเจ้าหน้าที่จะนำมาพิจารณาอย่างละเอียดอีกครั้งว่าสอดคล้องกับข้อเท็จจริงหรือไม่

 

ทางด้าน ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ระบุว่า ขณะนี้ได้ดำเนินการอายัดสินค้าทุกชนิดที่ต้องสงสัยว่าวัตถุดิบไม่ตรงตามฉลาก พร้อมสั่งการให้ผู้ประกอบการเรียกคืนสินค้าทั้งหมดจากท้องตลาดทันที

 

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเอกสารการจัดซื้อปลานิลไม่สอดคล้องกับใบอนุญาตผลิตปลากระป๋องยี่ห้อดังกล่าวที่ระบุว่าเป็นปลาแมคเคอเรล ขณะนี้ได้ส่งตัวอย่างไปให้กรมประมงวิเคราะห์สายพันธุ์และให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจสอบการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์และโลหะหนัก รวมถึงตรวจสอบมาตรฐานสุขลักษณะ (GMP) ของสถานที่ผลิต ซึ่งพบว่าไม่ได้ดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ได้รับอนุญาตไว้

 

สำหรับบทลงโทษนั้น ผู้ประกอบการรายนี้จะถูกดำเนินคดีในข้อหาผลิตอาหารปลอมตาม พ.ร.บ.อาหาร ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 10 ปี ปรับตั้งแต่ 5,000 ถึง 100,000 บาท รวมถึงข้อหาแสดงฉลากไม่ถูกต้อง มีโทษปรับไม่เกิน 30,000 บาท และสถานที่ผลิตไม่ถูกสุขลักษณะซึ่งมีโทษปรับตามกฎหมาย โดยเน้นย้ำว่าความผิดดังกล่าวเป็นคดีอาญาที่ยอมความไม่ได้ หากผลการตรวจวิเคราะห์พบการปนเปื้อนเพิ่มเติมก็จะถูกดำเนินคดีซ้ำตามกฎหมายต่อไป

 

ทั้งนี้ ขอให้ผู้บริโภคที่พบว่าปลากระป๋องยี่ห้อนี้เป็นปลานิลหรือชนิดอื่นที่ไม่ใช่แมคเคอเรล สามารถติดต่อเรียกร้องค่าเสียหายได้ที่ อย. และ สคบ. ทุกแห่งทั่วประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม เจ้าของโรงงานได้เข้าชี้แจงต่อศุภมาส พร้อมระบุว่า สินค้าขายได้ไม่ดี จากสภาพเศรษฐกิจ พร้อมได้ยกมือไหว้ขอโทษ และกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ว่าทางบริษัทต้องขอโทษกับข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น ซึ่งบริษัทไม่ได้นิ่งนอนใจ เบื้องต้นได้ติดต่อเจรจาพูดคุย และเยียวยาผู้เสียหายที่เป็นเจ้าของโพสต์ร้องเรียนแล้ว

 

เจ้าของโรงงานยืนยันด้วยว่า ตลอดระยะเวลาที่ดำเนินกิจการมาตั้งแต่ปี 2554 รวมระยะเวลา 15 ปี บริษัทตั้งใจผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ราคาเข้าถึงง่าย เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถจับต้องได้ โดยบริษัทเป็นลักษณะธุรกิจครอบครัวขนาดเล็กที่สืบทอดต่อจากบิดา โดยมีการส่งสินค้าไปจำหน่ายตามร้านขายส่ง ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครและใกล้เคียง แต่ไม่ได้ส่งไปจำหน่ายทั่วประเทศ และไม่ได้ส่งไปจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อ

 

ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานผลิตปลากระป๋อง 1ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานผลิตปลากระป๋อง 2ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานผลิตปลากระป๋อง 3ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานผลิตปลากระป๋อง 4ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานผลิตปลากระป๋อง 5ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานผลิตปลากระป๋อง 6ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานผลิตปลากระป๋อง 7ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานผลิตปลากระป๋อง 8ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานผลิตปลากระป๋อง 9

The post ศุภมาสลุยตรวจโรงงานปลากระป๋อง เผยใช้ปลานิลแทนแมคเคอเรลนับหมื่นกระป๋อง อ้างเป็นล็อตทดลอง ขณะ อย. ชี้เข้าข่ายอาหารปลอม appeared first on THE STANDARD.

]]>
กทม. รื้อระบบ EIA ดึง AI ช่วยอนุมัติไว-ลดเอกสาร 90% ปิดช่องโหว่ทุจริต ดีเดย์เต็มรูปแบบปี 71 https://thestandard.co/bma-eia-ai-faster-approval/ Wed, 06 May 2026 09:21:01 +0000 https://thestandard.co/bma-eia-ai-faster-approval/ ภาพ กทม. ปรับปรุงระบบ EIA ดึง AI ช่วยอนุมัติ ลดเอกสาร ป้องกันทุจริต

วันนี้ (6 พฤษภาคม) เอกวรัญญู อัมระปาล โฆษกของกรุงเทพมหา […]

The post กทม. รื้อระบบ EIA ดึง AI ช่วยอนุมัติไว-ลดเอกสาร 90% ปิดช่องโหว่ทุจริต ดีเดย์เต็มรูปแบบปี 71 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ กทม. ปรับปรุงระบบ EIA ดึง AI ช่วยอนุมัติ ลดเอกสาร ป้องกันทุจริต

วันนี้ (6 พฤษภาคม) เอกวรัญญู อัมระปาล โฆษกของกรุงเทพมหานคร ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการปรับปรุงกระบวนการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญทางกฎหมายในการประเมินผลกระทบของโครงการพัฒนาต่างๆ ที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน ก่อนที่จะมีการอนุมัติดำเนินโครงการ เพื่อเป็นการป้องกันผลกระทบในระยะยาว

 

โฆษก กทม. ระบุว่า นับตั้งแต่กรุงเทพมหานครได้รับการถ่ายโอนภารกิจขั้นตอน การพิจารณารายงานสำหรับโครงการด้านอาคาร ที่อยู่อาศัย และบริการชุมชน มาตั้งแต่ปี 2559 กระบวนการพิจารณา EIA ได้เผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งปัญหาความล่าช้า ความไม่สม่ำเสมอในการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ตลอดจนข้อร้องเรียนที่บานปลายนำไปสู่คดีความ

 

ด้วยเหตุนี้ กทม. จึงได้เร่งพัฒนาระบบอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังจากที่มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ ในช่วงปี 2567 ที่ผ่านมา

 

ความเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมและเห็นผลชัดเจนที่สุดในปี 2569 คือ การลดปริมาณการใช้เอกสารลงกว่าร้อยละ 90 จากเดิมที่การเสนอหนึ่งโครงการต้องใช้เอกสารมากถึง 15 ชุด น้ำหนักชุดละ 15 กิโลกรัม รวมน้ำหนักเอกสารกว่า 200 กิโลกรัม ปัจจุบันได้ปรับลดเหลือเพียง 1 ชุด ควบคู่กับการใช้ไฟล์ดิจิทัล

 

ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนได้อย่างมหาศาลแล้ว ยังเพิ่มความคล่องตัวและความรวดเร็วในการพิจารณา นอกจากนี้ กทม. ยังได้พัฒนาแบบบันทึกการตรวจสอบ (Checklist) มาตรฐานโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพื่อให้คณะกรรมการมีแนวทางการพิจารณาที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งช่วยลดความคลาดเคลื่อนจากการใช้ดุลพินิจส่วนบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

สำหรับการขับเคลื่อนในระยะต่อไป กรุงเทพมหานครได้กำหนดแผนพัฒนา EIA แบบเร่งรัด (Acceleration Plan) โดยร่นระยะเวลาจากแผนเดิม 8 ปี เหลือเพียง 5 ปี ซึ่งมีกรอบการพัฒนาตามลำดับขั้น

 

  • ปี 2567 (ตั้งต้น–รับฟัง–กำหนดทิศทาง): วางรากฐาน จัดสัมมนารับฟังปัญหา และกำหนดเป้าหมายในการสร้างระบบ EIA ที่ โปร่งใส มืออาชีพ ตรวจสอบได้
  • ปี 2568 (เริ่มปรับระบบ–ลดขั้นตอน): ลดความซ้ำซ้อนในกระบวนการ ปรับรูปแบบจากระบบเอกสารกระดาษสู่ระบบดิจิทัล ทำให้เริ่มเห็นผลลัพธ์ด้านความรวดเร็ว
  • ปี 2569 (เห็นผลจริง–เปิดใช้ AI): บรรลุเป้าหมายการลดกระดาษกว่า 90% นำ Checklist มาตรฐานมาใช้ และเริ่มต้นนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาเป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่
  • ปี 2570 (ทดลองใช้จริง–ขยายสู่ภาคเอกชน): นำระบบ AI เข้ามาประยุกต์ใช้ในกระบวนการจริงแบบเต็มระบบในส่วนของภาครัฐ พร้อมทดลองกับโครงการนำร่อง และเริ่มเปิดเผยข้อมูลบางส่วนให้ประชาชนเข้าถึงได้
  • ปี 2571 (ระบบสมบูรณ์–เปิดข้อมูลสาธารณะ): พัฒนาเต็มรูปแบบสู่ Digital EIA และ AI พร้อมเปิดข้อมูลสู่สาธารณะ (Open Data) และขยายขอบเขตการทำงานไปสู่การกำกับติดตามโครงการหลังได้รับการอนุมัติ

 

ในส่วนของการดำเนินงานระยะต่อไป กทม. เตรียมที่จะเปิดเผยข้อมูลโครงการ EIA ให้ภาคประชาชนสามารถเข้าถึงได้มากยิ่งขึ้น ภายใต้กรอบของกฎหมายและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการนำเสนอความก้าวหน้าและทิศทางการพัฒนาดังกล่าว กรุงเทพมหานครเตรียมจัดงานเสวนาใหญ่ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นี้ เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน พร้อมทั้งนำเสนอเครื่องมือใหม่ๆ ที่อยู่ระหว่างการพัฒนา

 

“เป้าหมายสำคัญของเรา คือการทำให้ EIA เป็นระบบที่มีความโปร่งใส รวดเร็ว และเป็นธรรม ลดการใช้ดุลพินิจลงให้มากที่สุด พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งภาคประชาชนและกลุ่มผู้ประกอบการ ซึ่งเรามุ่งหวังที่จะก้าวขึ้นเป็นต้นแบบของการทำระบบ EIA ดิจิทัลในระดับภูมิภาคต่อไป” เอกวรัญญู กล่าว

The post กทม. รื้อระบบ EIA ดึง AI ช่วยอนุมัติไว-ลดเอกสาร 90% ปิดช่องโหว่ทุจริต ดีเดย์เต็มรูปแบบปี 71 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สิริพงศ์แจงกู้ 4 แสนล้านไม่ใช่เช็คเปล่า คมนาคม พร้อมนำการศึกษาแลนด์บริดจ์ เมินขุดคลองไทย https://thestandard.co/siripong-loan-land-bridge-thai-canal/ Wed, 06 May 2026 07:08:50 +0000 https://thestandard.co/siripong-loan-land-bridge-thai-canal/ ภาพ สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ขณะให้สัมภาษณ์ประเด็นเงินกู้และแลนด์บริดจ์

วันนี้ (6 พฤษภาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล สิริพงศ์ อังคสกุลเก […]

The post สิริพงศ์แจงกู้ 4 แสนล้านไม่ใช่เช็คเปล่า คมนาคม พร้อมนำการศึกษาแลนด์บริดจ์ เมินขุดคลองไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ขณะให้สัมภาษณ์ประเด็นเงินกู้และแลนด์บริดจ์

วันนี้ (6 พฤษภาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านวิพากษ์วิจารณ์การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่าเป็นการตีเช็คเปล่าว่า คงไม่ใช่การตีเช็คเปล่า แต่อาจเป็นสิ่งที่เขาไม่คุ้นเคย ที่ผ่านมารัฐบาลบางยุคจะกู้เงินมาทำโครงการ แต่ครั้งนี้เงินจะลงไปถึงประชาชนทั้งหมด ไม่ได้มาในรูปแบบทำถนนเส้นนั้นเส้นนี้ เป็นรูปแบบที่ไม่เคยทำ จึงทำให้เกิดข้อสงสัย

 

นายกรัฐมนตรีพูดชัดเจนว่า 2 แสนล้านบาทจะไปช่วยประชาชน ลดภาระค่าใช้จ่าย ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำมันแพง โดยเงินจะอุดหนุนไปที่ตัวประชาชน ผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส ส่วนรายละเอียดให้รอกระทรวงการคลังชี้แจง อีก 2 แสนล้านบาทจะช่วยลดภาระการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาด โดยรัฐจะสนับสนุน เช่น ช่วยดอกเบี้ยคนละครึ่ง หรือช่วยติดโซลาร์รูฟท็อป ซึ่งที่ผ่านมาเงินกู้มักนำไปทำโครงสร้างพื้นฐาน แต่ครั้งนี้จะส่งตรงถึงประชาชนทั้งหมด

 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ฝ่ายค้านตั้งคำถามถึงความฉุกเฉินจำเป็น และเร่งด่วน สิริพงศ์กล่าวว่า ขณะนี้งบกลางที่เหลือต้องสำรองไว้ด้านความมั่นคง และมีไม่เพียงพอ กว่างบประมาณปี 2570 จะใช้ได้ก็เดือนตุลาคม 2569 คำถามคือประชาชนได้รับผลกระทบแล้วหรือยัง เดือดร้อนหรือยัง และสมควรดำเนินการหรือไม่ หากได้รับผลกระทบแล้ว และไม่รู้ว่าสถานการณ์จะจบเมื่อใด ก็ถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ

 

เมื่อถามว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ 4 แสนล้านบาทที่กู้มาจะเพียงพอหรือไม่ และต้องกู้เพิ่มหรือไม่ สิริพงศ์กล่าวว่า ต้องประเมินอีกครั้ง แต่เชื่อว่า 2 แสนล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แม้สถานการณ์ยืดเยื้อ ก็จะช่วยให้ประชาชนลดการใช้พลังงานลงอย่างมีนัยสำคัญ เท่ากับลดรายจ่ายโดยตรง และลดการพึ่งพาพลังงานแบบเดิม ประชาชนจะสัมผัสได้ แม้สถานการณ์จะยาวนาน สิ่งสำคัญคือต้องดำเนินการให้ทัน เพื่อช่วยประชาชนในระยะยาว

 

เมื่อถามถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญ สิริพงศ์กล่าวว่า เป็นสิทธิ แต่เชื่อว่าสิ่งที่นายกรัฐมนตรีนำเสนอ และฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลพิจารณาแล้ว เข้าเงื่อนไขการออก พ.ร.ก.ครบถ้วนทุกประการ

 

สิริพงศ์ ยังกล่าวถึงการศึกษาโครงการโครงการแลนด์บริดจ์ ของคณะกรรมการชุดที่มี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน จะนำผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) มาร่วมพิจารณาด้วยหรือไม่ นั้น

 

สิริพงศ์ ระบุว่า รัฐบาลจะนำรายงานของ สนข. เข้ามาประกอบการพิจารณาร่วมด้วย เนื่องจากที่ผ่านมา สนข. ได้มีรายงานฉบับเดิมและรายงานฉบับใหม่ ซึ่งรายงานฉบับใหม่ได้นำที่ปรึกษาเอกชนมาช่วยในการศึกษาด้วย ซึ่งที่ผ่านมาโครงการแลนด์บริดจ์อาจจะพูดถึงเพียงระบบรางเท่านั้น

 

แต่ไม่ได้พูดถึงระบบท่อขนส่งน้ำมันและการ์ด ซึ่งเรื่องนี้จะช่วยลดระยะเวลาในการขนส่งอย่างมีนัยยะสำคัญ เพราะเดิมทีเรามีการขนส่งน้ำมันและก๊าซเฉพาะฝั่งตะวันออก แต่ถ้ามีโครงการดังกล่าว เราจะมีในฝั่งตะวันตกด้วย ซึ่งผลการศึกษาล่าสุดจะทำให้เห็นประโยชน์ของท่าเรือน้ำลึก การขนส่งที่เชื่อมโยงกันได้มากขึ้น

 

เมื่อถามว่า สำหรับข้อเสนอให้ทำเฟสย่อย ของโครงการแลนด์บริดจ์ โดยเริ่มจากท่าเรือบางฝั่งก่อน รัฐบาลจะตัดสินใจอย่างไร นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ข้อเสนอต่างๆ มีความเป็นไปได้ทั้งหมดเนื่องจากการลงทุน รัฐไม่ได้เป็น ผู้ลงทุนแต่ฝ่ายเดียวแต่เป็นการร่วมลงทุนกับภาคเอกชน (การลงทุนแบบ PPP) โดยการลงทุนของภาคเอกชนรัฐบาลไม่ได้กำหนดว่าจะเป็นการลงทุนเฉพาะต่างชาติหรือนักลงทุนจากไทย ซึ่งเป็นเอกชนรายใดก็ได้ทั้งไทยและต่างประเทศที่มีความสนใจในโครงการนี้ ซึ่งเอกชนจะเข้ามาศึกษารายละเอียดและความเป็นไปได้ สิ่งที่รัฐบาลจะพิจารณาเมื่อดูตัวเลขทั้งหมด รัฐบาลจะกำหนดรูปแบบของการลงทุนแบบ PPP ว่าการลงทุนจะเป็นรูปแบบไหน

 

“การลงทุนจะเป็นรูปแบบไหน รัฐบาลไม่ได้ตัดสินใจโดยลำพัง จะต้องมีทั้งบริษัทที่ปรึกษา ผู้ที่สนใจลงทุน มาดำเนินการศึกษาเรื่องนี้ร่วมกัน ซึ่งเราก็ฟังข้อเสนอของทุกฝ่าย“ สิริพงศ์กล่าว

 

เมื่อถามว่า ข้อกังวลที่มองว่าหากโครงการแลนด์บริดจ์ ไม่คุ้มทุน แล้วจะมีการขุดคลองไทยเพื่อเชื่อมสองฝั่งทะเล เหมือนโครงการคลองปานามาหรือไม่ นายสิริพงศ์ ชี้แจงว่า คงไม่มีการดำเนินการในรูปแบบนั้น เนื่องจากผลการศึกษาที่ออกมาพบว่าโครงการคลองไทย ใช้งบประมาณมากกว่าโครงการแลนด์บริดจ์ มากกว่าหนึ่งเท่าตัว โดยโครงการแลนด์บริดจ์ ใช้เงินลงทุนประมาณ 900,000 ล้านบาท ส่วนโครงการคลองไทยใช้โครงการ 2,000,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อดูความคุ้มค่าและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ จากการศึกษาพบว่าโครงการแลนด์บริดจ์ มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (FIRR) ดีกว่า

 

เมื่อถามย้ำว่า โครงการคลองไทยเป็นการปิดประตูไปเลยใช่หรือไม่ นายสิริพงศ์ ตอบว่า ณ วันนี้เท่าที่ดู เมื่อเปรียบเทียบกันระหว่างสองโครงการแลนด์บริดจ์ มีความคุ้มค่ามากกว่า และถ้าต้องเลือกโครงการคลองไทย ถือว่าเป็นทางเลือกสุดท้ายเพราะมีความคุ้มค่าน้อยกว่า

The post สิริพงศ์แจงกู้ 4 แสนล้านไม่ใช่เช็คเปล่า คมนาคม พร้อมนำการศึกษาแลนด์บริดจ์ เมินขุดคลองไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัตราเงินเฟ้อไทยสูงขึ้น 2.80% ในเม.ย. สูงสุดรอบ 38 เดือน ผลจากสงครามตะวันออกกลางดันราคาพลังงานพุ่ง https://thestandard.co/thai-inflation-april-highest-38-months/ Wed, 06 May 2026 07:01:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1204294 ภาพกราฟิกแสดงอัตราเงินเฟ้อไทยพุ่ง 2.80% ในเดือนเมษายน ซึ่งสูงสุดรอบ 38 เดือน มีข้อความระบุว่า "สงครามดัน อัตราเงินเฟ้อไทย สูงสุดรอบ 38 เดือน! เพิ่มขึ้น 2.80% ในเม.ย."

อัตราเงินเฟ้อไทยในเมษายน 2569 พลิกบวก 2.80% YoY สูงสุดใ […]

The post อัตราเงินเฟ้อไทยสูงขึ้น 2.80% ในเม.ย. สูงสุดรอบ 38 เดือน ผลจากสงครามตะวันออกกลางดันราคาพลังงานพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงอัตราเงินเฟ้อไทยพุ่ง 2.80% ในเดือนเมษายน ซึ่งสูงสุดรอบ 38 เดือน มีข้อความระบุว่า "สงครามดัน อัตราเงินเฟ้อไทย สูงสุดรอบ 38 เดือน! เพิ่มขึ้น 2.80% ในเม.ย."

อัตราเงินเฟ้อไทยในเมษายน 2569 พลิกบวก 2.80% YoY สูงสุดในรอบ 38 เดือน จากผลของราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง คาดเงินเฟ้อทั้งปีอยู่ที่ 1.5% – 2.5% ยันไทยมีความเสี่ยง แต่ยังไม่เข้า Stagflation

 

 
 

วันนี้ ( 6 พฤษภาคม) นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เผยว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) ในเดือนเมษายน 2569 สูงขึ้น 2.89% YoY สูงที่สุดในรอบ 38 เดือน จากผลของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตามสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

 

ขณะเดียวกัน ราคาอาหารสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้นจากการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการไปยังราคาจำหน่าย รวมถึงราคาผักสดปรับสูงขึ้นจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก

 

อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งเป็นอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก สูงขึ้น 0.83% YoY เร่งตัวขึ้นจากเดือนมีนาคม 2569 ที่สูงขึ้น 0.57% YoY

 

สำหรับดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป เฉลี่ย 4 เดือน (มกราคม – เมษายน) ของปี 2569 เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 สูงขึ้น 0.32% AoA

 

คาดการณ์แนวโน้มเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569

 

สนค.แบ่งคาดการณ์แนวโน้มเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 ไว้ 2 กรณี แบ่งตามสมมติฐานตามการปรับตัวของราคาพลังงาน ซึ่งได้รวมผลของมาตรการภาครัฐ เช่น โครงการ คนละครึ่ง พลัสไว้แล้วทั้ง 2 กรณี

 

โดยกรณีที่ 1 คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบจะปรับตัวสูงถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นาน 2 เดือน ในเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคม ก่อนจะปรับลดลงมาอยู่ที่ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหลังจากนั้น ทำให้การส่งผ่านต้นทุนมายังราคาอาหารจานเดียวอยู่ที่ 3% และมีแนวโน้มเงินเฟ้อทั้งปีที่ 1.5% – 2.5%

 

ส่วนกรณีที่ 2 คาดว่า ราคาน้ำมันดิบดูไบจะปรับตัวสูงถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นาน 3 เดือน ในเดือนเมษายน ถึงเดือนมิถุนายน ก่อนจะปรับลดลงมาอยู่ที่ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหลังจากนั้น ทำให้การส่งผ่านต้นทุนมายังราคาอาหารจานเดียวอยู่ที่ 6% และมีแนวโน้มเงินเฟ้อทั้งปีที่ 2.5% – 3.5%

 

ปิดประมาณการเงินเฟ้อรายเดือนปี 2569

 

ทั้งนี้ สนค. อิงกรณีที่ 1 เป็นกรณีฐาน โดยคาดการณ์แนวโน้มเงินเฟ้อรายเดือนไว้ ดังนี้

 

  • มกราคม -0.66% (ตัวเลขจริง)
  • กุมภาพันธ์ -0.88 (ตัวเลขจริง)
  • มีนาคม -0.08 (ตัวเลขจริง)
  • เมษายน 2.89% (ตัวเลขจริง)
  • พฤษภาคม 3.06%
  • มิถุนายน 3.27%
  • กรกฎาคม 3.49%
  • สิงหาคม 3.58%
  • กันยายน 3.78%
  • ตุลาคม 4.05%
  • พฤศจิกายน 3.85%
  • ธันวาคม 3.60%

 

สำหรับอัตราเงินเฟ้อในเดือนพฤษภาคม ที่มีแนวโน้มสูงขึ้น โดย สนค.คาดว่าจะอยู่ที่ 3.06% ซึ่งสูงกว่ากรอบเป้าหมายนโยบายการเงินที่ 1% – 3% นันทพงษ์กล่าวว่า เงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น เป็นจาก 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น กับต้นทุนการขนส่งที่ไม่สามารถยับยั้งไว้ได้ จนถูกส่งผ่านไปยังราคาวัตถุดิบ

 

ส่วนอัตราเงินเฟ้อในเดือนตุลาคมที่พุ่งสูงถึง 4.05% นันทพงษ์ระบุว่า เป็นผลของฐานเงินเฟ้อในเดือนตุลาคมปีก่อนที่อยู่ในระดับต่ำ แม้แนวโน้มเงินเฟ้อในช่วงปลายปีจะเติบโตใกล้เคียงกันก็ตาม

 

เดือนเมษายน คนไทยค่าโดยสารพุ่ง 8.82%

 

จากรายการสินค้าในตะกร้าเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นในเดือนเมษายน พบว่า อาหารพร้อมทานมีราคาสูงขึ้น 2.51% น้ำมันเชื้อเพลิง มีราคาสูงขึ้น 30.23% และค่าโดยสารสาธารณะ มีราคาสูงขึ้น 8.82% หากแบ่งประเภทค่าโดยสารสาธารณะ จะได้ดังนี้

 

  • ค่าโดยสารรถเมล์เล็ก 1 / รถสองแถว เพิ่มขึ้น 9.24%
  • ค่าโดยสารรถจักรยานยนต์รับจ้าง เพิ่มขึ้น 4.94%
  • ค่าโดยสารเรือ เพิ่มขึ้น 11.14%
  • ค่าโดยสารรถตู้ ระหว่างอำเภอ เพิ่มขึ้น 3.26%
  • ค่าโดยสารรถประจำทางปรับอากาศชั้น 1 เพิ่มขึ้น 6.68%
  • ค่าโดยสารรถตู้ระหว่างจังหวัด เพิ่มขึ้น 10.12%
  • ค่าโดยสารเครื่องบิน (ต่างประเทศ) เพิ่มขึ้น 24.09%

 

ส่วนรายการที่ได้รับผลกระทบไม่มากได้แก่ เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ราคาสูงขึ้น 1.35% เครื่องประกอบอาหาร ราคาลดลง 4.66% สิ่งที่เกี่ยวกับทำความสะอาด ราคาสูงขึ้น 0.04% ค่าของใช้ส่วนบุคคล ราคาลดลง 2.33%

 

สำหรับสินค้าในกลุ่มอาหารจานเดียว ซึ่งประกอบด้วย อาหารจานเดียว 7 รายการ ได้แก่ ข้าวผัด ผัดซีอิ๊ว/ราดหน้า ข้าวหมูแดง ข้าวมันไก่ ส้มตำ ก๋วยเตี๋ยว ข้าวราดกะเพรา พบว่า อาหารจานเดียวในกลุ่มราคาระดับต่ำ (31-40 บาท) มีการปรับราคาสูงขึ้น 20.64% ระดับกลาง (41-50 บาท) มีการปรับราคาสูงขึ้น 13.36% และระดับสูง (51-60 บาท) มีการปรับราคาสูงขึ้น 16.16%

 

ทั้งนี้ นันทพงษ์ชี้ว่า ราคาอาหารยังไม่นับรวม อาหารฟาสต์ฟูด และอาหารที่บริการผ่านรถรับส่งเดลิเวอรี เนื่องจากยังไม่มีการขึ้นราคา และมีการออกโปรโมชันดูแลผู้บริโภค

 

ไทยมีความเสี่ยง แต่ยังไม่เข้า Stagflation

 

สำหรับความกังวลเรื่อง เศรษฐกิจชะลอตัว แต่เงินเฟ้อสูง (Stagflation) นันทพงษ์ ชี้ว่า ไทยมีความเสี่ยง แต่ยังไม่เข้าสู่ภาวะ Stagflation โดยพาสำรวจ 3 องค์ประกอบของ Stagflation เทียบสถานการณ์เศรษฐกิจไทย ซึ่งประกอบด้วย

 

  • เศรษฐกิจหยุดชะงัก (Stagnation) ซึ่งเป็นภาวะเศรษฐกิจเติบโตต่ำหรือหยุดชะงักยาวนาน
  • ภาวะเงินเฟ้อสูง (Inflation) โดยมีราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • ภาวะว่างงานสูง หรือการจ้างงานลดลง

 

เมื่อเทียบกับเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1 นันทพงษ์ชี้ว่า การส่งออกยังคงเติบโต 17.8% เช่นกันกับการบริโภคภาคเอกชนที่ยังเติบโต 4.7% ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 12.4% ด้วยแรงหนุนจากการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ส่วนอัตราว่างงานในเดือนมีนาคม อยู่ที่ 0.96% เท่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยระยะต่อไปยังคงมีแนวโน้มชะลอลง จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลต่ออุปสงค์จากต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้การส่งออกสินค้าและภาคการท่องเที่ยวชะลอลง ประกอบกับอุปสงค์ในประเทศที่มีแนวโน้มต่ำลง จากการส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น

 

“ดังนั้น เมื่อถามว่ามีสิทธิเข้าสู่ภาวะ Stagflation หรือไม่ ก็มีความเสี่ยง แต่ ณ ปัจจุบันยังไม่เป็นอย่างนั้น” นันทพงษ์กล่าว

 

เชื่อคนละครึ่งช่วยหนุนกำลังซื้อคนไทย

 

เมื่อถูกถามถึง ภาวะกำลังซื้อคนไทยในปัจจุบัน สนค. ชี้ว่า การบริโภคภาคเอกชนในไตรมาสแรกของปียังคงเป็นบวก แต่ต้องจับตาดูผลกระทบต่อไปว่าจะมีการชะลอตัวลงมากน้อยเพียงใดหลังจากนี้ อย่างไรก็ตาม สนค.คาดว่า มาตรการคนละครึ่งระยะ 4 เดือน ที่รัฐบาลเตรียมไว้ จะช่วยหนุนการบริโภคภาคเอกชนได้

 

นันทพงษ์กล่าวว่า ผู้บริโภคในปัจจุบัน ทำให้ร้านค้าหรือผู้ประกอบการไม่อาจส่งผ่านต้นทุนราคาได้ง่าย จนอาจส่งผลให้กิจการมีกำไรน้อยลง ด้วยเหตุนี้ มาตรการภาครัฐจึงมีความสำคัญในการช่วยกระตุ้นการบริโภคของภาคเอกชนได้ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวในจังหวัดต่างๆ

 

“ตอนนี้ ผู้บริโภค หรือประชาชนทั่วไปมักคิดเยอะเวลาใช้จ่าย สะท้อนได้ตามข่าวต่างๆ ว่า ไม่ว่าจะเป็นคาเฟ่ หรือร้านอาหาร ตอนนี้มีต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่กลับปรับราคาขึ้นได้ยาก ก็เป็นส่วนที่ทำให้กำไรน้อยลง มาตรการภาครัฐจึงมีความสำคัญที่จะช่วยกระตุ้น โดยเฉพาะจังหวัดต่างๆ รวมถึงการท่องเที่ยว” นันทพงษ์กล่าว

The post อัตราเงินเฟ้อไทยสูงขึ้น 2.80% ในเม.ย. สูงสุดรอบ 38 เดือน ผลจากสงครามตะวันออกกลางดันราคาพลังงานพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ เตือนภัยมัลแวร์ ‘JSceal’ แฝงตัวในระบบ Windows ดูดเงินสูญกว่า 10 ล้านบาท แนะวิธีป้องกันขั้นเด็ดขาด https://thestandard.co/jsceal-malware-windows-fraud-prevention/ Wed, 06 May 2026 05:01:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1204214 ภาพประกอบเตือนภัยมัลแวร์ JSceal แฝงตัวในระบบ Windows พร้อมวิธีป้องกันการดูดเงิน

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เตือนภัยประชาชนให้เ […]

The post ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ เตือนภัยมัลแวร์ ‘JSceal’ แฝงตัวในระบบ Windows ดูดเงินสูญกว่า 10 ล้านบาท แนะวิธีป้องกันขั้นเด็ดขาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบเตือนภัยมัลแวร์ JSceal แฝงตัวในระบบ Windows พร้อมวิธีป้องกันการดูดเงิน

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เตือนภัยประชาชนให้เฝ้าระวังมัลแวร์อันตรายชื่อว่า ‘JSceal’ ซึ่งกำลังแพร่ระบาดและแฝงตัวอยู่ในอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ใช้งานระบบปฏิบัติการ Windows ล่าสุดพบผู้เสียหายแล้วร่วม 10 ราย ที่ถูกแฮกเกอร์ลักลอบขโมยข้อมูลและทำธุรกรรมทางการเงิน ส่งผลให้เกิดความเสียหายรวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท

 

จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบว่ามัลแวร์ JSceal มีความสามารถในการแฝงตัวเข้าสู่อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายได้อย่างแนบเนียน โดยจะทำงานอยู่เบื้องหลังตลอดเวลาและยากต่อการสแกนตรวจจับ มัลแวร์ชนิดนี้ทำงานผ่านระบบที่เรียกว่า C2 Server ซึ่งเอื้อให้แฮกเกอร์สามารถเข้ามาควบคุมและจัดการอุปกรณ์จากระยะไกลได้เสมือนนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายเอง

 

แฮกเกอร์จะทำการดึงข้อมูลสำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรหัสผ่านที่บันทึกไว้ ประวัติการท่องเว็บไซต์ รวมถึงข้อมูลกระเป๋าเงินดิจิทัล (คริปโตเคอร์เรนซี) และส่งกลับไปยังเซิร์ฟเวอร์ของตนเองอย่างไร้ร่องรอย ทำให้ผู้เสียหายส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าคอมพิวเตอร์ของตนถูกเจาะระบบ จนกระทั่งพบความผิดปกติเมื่อเกิดความสูญเสียทรัพย์สินไปแล้ว

 

สำหรับช่องทางหลักที่มัลแวร์ JSceal ใช้ในการแพร่กระจายเข้าสู่อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ได้แก่:

 

  • การดาวน์โหลดและติดตั้งโปรแกรมที่ไม่ได้รับอนุญาต หรือซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์
  • การเข้าใช้งานเว็บไซต์ที่มีความเสี่ยง หรือการคลิกลิงก์จากโฆษณาที่ไม่น่าเชื่อถือ
  • การใช้งานโปรแกรมหรือไฟล์ที่คัดลอกมาจากอุปกรณ์อื่น ซึ่งอาจมีมัลแวร์แฝงตัวอยู่ก่อนแล้ว

 

จากการสืบสวนเพิ่มเติมพบว่า แฮกเกอร์ไม่ได้หยุดเพียงแค่การขโมยรหัสผ่านในคอมพิวเตอร์ แต่ยังสามารถเข้าถึง รหัส OTP (One Time Password) ที่ส่งผ่านระบบข้อความ (Google Messages) ในโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายได้ด้วย เนื่องจากผู้เสียหายมักมีการเปิดระบบซิงค์ (Sync) ข้อความระหว่างโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ไว้ ช่องโหว่นี้เองที่เปิดทางให้แฮกเกอร์นำรหัส OTP ไปใช้ยืนยันการทำธุรกรรมทางการเงินและโอนเงินออกจากบัญชีได้อย่างสมบูรณ์

 

เพื่อเป็นการตัดวงจรความเสียหายและป้องกันภัยคุกคามดังกล่าว ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) จึงขอแนะนำให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งานอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โดยหลีกเลี่ยงการติดตั้งโปรแกรมจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ ห้ามปิดการทำงานของโปรแกรมป้องกันไวรัส (Antivirus) หมั่นอัปเดตระบบปฏิบัติการให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด ตรวจสอบการอนุญาตเข้าถึงอุปกรณ์ของแอปพลิเคชันต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ และแนะนำให้ใช้โปรแกรมเฉพาะทาง เช่น Malwarebytes ในการสแกนหาและกำจัดภัยคุกคาม

 

เจ้าหน้าที่ขอเน้นย้ำให้ผู้ใช้งานทำการ ปิดการซิงค์ข้อความไปยังอุปกรณ์อื่น เพื่อป้องกันไม่ให้แฮกเกอร์เข้าถึงรหัส OTP ได้ โดยสามารถตั้งค่าได้ดังนี้:

 

สำหรับผู้ใช้ระบบปฏิบัติการ Android (ปิดการซิงค์ข้อความ Google Messages):

 

  • เปิดแอปพลิเคชัน Google Messages
  • กดที่รูปโปรไฟล์บริเวณมุมขวาบน
  • เลือก ‘การตั้งค่า Messages’ (Messages settings)
  • เลือก ‘แชท RCS’ (RCS chats)
  • กดปิดการใช้งาน RCS

 

สำหรับผู้ใช้ระบบปฏิบัติการ iOS (ปิดการ Backup บน iCloud):

 

  • เข้าไปที่เมนู ‘ตั้งค่า’ (Settings)
  • กดที่ชื่อ Apple Account ของผู้ใช้
  • เลือกเมนู ‘iCloud’
  • เลือก ‘iCloud Backup’ และทำการกดปิด

 

ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เน้นย้ำว่า การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในครั้งนี้ ดำเนินการไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ เพื่อสร้างการตระหนักรู้และให้ประชาชนรู้เท่าทันรูปแบบภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่เปลี่ยนแปลงไป

 

อ้างอิง: ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC)

The post ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ เตือนภัยมัลแวร์ ‘JSceal’ แฝงตัวในระบบ Windows ดูดเงินสูญกว่า 10 ล้านบาท แนะวิธีป้องกันขั้นเด็ดขาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ชัชชาติ’ เดินหน้ากางแผน 1 ปี พลิกโฉม กทม. สู่เมืองแห่งสิทธิมนุษยชน ดูแลตั้งแต่คนไร้บ้านถึงผู้สูงวัย เชื่อม Traffy Fondue คุ้มครองกลุ่มเปราะบาง https://thestandard.co/chadchart-bangkok-human-rights-plan/ Wed, 06 May 2026 03:37:18 +0000 https://thestandard.co/chadchart-bangkok-human-rights-plan/ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ นั่งเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พัฒนา กทม. สู่เมืองแห่งสิทธิมนุษยชน

วานนี้ (4 พฤษภาคม) ที่ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช […]

The post ‘ชัชชาติ’ เดินหน้ากางแผน 1 ปี พลิกโฉม กทม. สู่เมืองแห่งสิทธิมนุษยชน ดูแลตั้งแต่คนไร้บ้านถึงผู้สูงวัย เชื่อม Traffy Fondue คุ้มครองกลุ่มเปราะบาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ว่าฯ ชัชชาติ นั่งเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พัฒนา กทม. สู่เมืองแห่งสิทธิมนุษยชน

วานนี้ (4 พฤษภาคม) ที่ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เขตพระนคร และผ่านระบบการประชุมทางไกล ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนากรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองแห่งสิทธิมนุษยชน ครั้งที่ 1/2569 เพื่อติดตามความคืบหน้าและกำหนดทิศทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาเมือง

 

ในการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาและมีมติเห็นชอบ แผนปฏิบัติการเร่งด่วน (ระยะ 6 เดือน – 1 ปี) ซึ่งประกอบด้วย 3 ประเด็นสำคัญ

 

  • การประกาศนโยบาย: การบริหารราชการและการให้บริการประชาชนโดยยึดหลักสิทธิมนุษยชนเป็นแกนกลาง
  • การจัดทำแนวทางปฏิบัติงาน (Human Rights Guidelines): เพื่อเป็นคู่มือสำหรับเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานคร โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนหลักการสิทธิมนุษยชนที่เป็นนามธรรม ให้กลายเป็นแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนและสามารถตรวจสอบได้ เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนทุกคนจะได้รับการบริการที่เคารพศักดิ์ศรีและได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม
  • การยกระดับเครื่องมือรับเรื่องร้องเรียน: พัฒนาระบบ SoSafe ให้บูรณาการและเชื่อมโยงข้อมูลกับระบบ Traffy Fondue เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลคุ้มครองสิทธิและความปลอดภัย โดยเฉพาะการรับเรื่องร้องเรียนและส่งต่อการแก้ไขปัญหาในมิติทางสังคมโดยตรง

 

การขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการเร่งด่วนดังกล่าว เป็นการดำเนินงานที่สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 ซึ่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้ประกาศเจตนารมณ์ในการนำพากรุงเทพมหานครก้าวสู่การเป็นเมืองสิทธิมนุษยชน (Bangkok Human Rights City) เพื่อเป้าหมายสูงสุดในการเป็นเมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน โดยมุ่งหวังให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเสมอภาค และให้หน่วยงานในสังกัดมีมาตรฐานการปฏิบัติงานที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

 

ทั้งนี้ รายละเอียดของนโยบายจะครอบคลุมตั้งแต่ การยึดหลักความเท่าเทียมและไม่เลือกปฏิบัติ การปรับปรุงงานบริการ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างทั่วถึง การสร้างวัฒนธรรมการเคารพสิทธิ ไปจนถึงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน

 

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบรายงานผลความคืบหน้าการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนในมิติต่าง ๆ ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ได้แก่ การสร้างกลไกและเครื่องมือเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์, การพัฒนาศักยภาพบุคลากร ทั้งกลุ่มข้าราชการกรุงเทพมหานครและครู, การยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เช่น เด็ก เยาวชน สตรี ผู้พิการ ผู้สูงอายุ คนไร้บ้าน และกลุ่มเปราะบางอื่น ๆ เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศและสังคม

 

ตลอดจนความสำเร็จในการเป็นเจ้าภาพร่วมจัดการประชุมระดับภูมิภาคอาเซียนในหัวข้อ Human Rights Cities in ASEAN: Localising Human Rights for Inclusive Development

The post ‘ชัชชาติ’ เดินหน้ากางแผน 1 ปี พลิกโฉม กทม. สู่เมืองแห่งสิทธิมนุษยชน ดูแลตั้งแต่คนไร้บ้านถึงผู้สูงวัย เชื่อม Traffy Fondue คุ้มครองกลุ่มเปราะบาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท กระทบเศรษฐกิจ-ประชาชน-ธุรกิจ-นักลงทุนแค่ไหน https://thestandard.co/government-emergency-loan-economy-impact/ Tue, 05 May 2026 13:32:58 +0000 https://thestandard.co/government-emergency-loan-economy-impact/ ภาพเงินธนบัตรปลิวว่อน พร้อมข้อความ 'รัฐกู้เงินเพิ่ม 4 แสนล้าน กระทบเศรษฐกิจ ปากท้องประชาชน และต้นทุนธุรกิจแค่ไหน?' แสดงผลกระทบ พ.ร.ก. กู้เงิน

วันนี้ (วันที่ 5 พฤษภาคม) คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติอน […]

The post รัฐบาลออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท กระทบเศรษฐกิจ-ประชาชน-ธุรกิจ-นักลงทุนแค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเงินธนบัตรปลิวว่อน พร้อมข้อความ 'รัฐกู้เงินเพิ่ม 4 แสนล้าน กระทบเศรษฐกิจ ปากท้องประชาชน และต้นทุนธุรกิจแค่ไหน?' แสดงผลกระทบ พ.ร.ก. กู้เงิน

วันนี้ (วันที่ 5 พฤษภาคม) คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติอนุมัติ ‘ร่างพระราชกําหนดให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. ….’ (ร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ในวงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท บทความฉบับนี้จะพาไปวิเคราะห์ว่า การตัดสินใจของรัฐบาลครั้งนี้จะส่งผลต่อเศรษฐกิจ ประชาชน ภาคธุรกิจ และนักลงทุนแค่ไหน

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

ทำไมต้องรัฐบาลต้องกู้เงิน?

 

1. ไทยเจอวิกฤต 3 ระลอก: โดยแถลงการณ์ของกระทรวงการคลังระบุว่า ปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยกำลังกับคลื่นความเสี่ยง 3 ระลอก ได้แก่

  • ระลอกแรก: ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • ระลอกสอง: ต้นทุนการผลิตสินค้าและอาหารขยับตัวสูงตามค่าพลังงาน
  • ระลอกสาม: รายได้และกำลังซื้อของประชาชนจ่อลดลงตาม ทำให้เศรษฐกิจไทยเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ ‘ชะลอตัวภายใต้เงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจตกต่ำ’ (Stagflation)

2. วิกฤตครั้งนี้มีลักษณะ ‘เร่งด่วน’ แต่รัฐบาลไม่มีเงิน

  • รัฐบาลย้ำว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่สามารถรองบประมาณปี 2570 ในอีก 5 เดือนได้ (งบประมาณปี 2570 เริ่มในตุลาคม)
  • ขณะที่งบประมาณประจำปี 2569 ก็ถูกจัดสรรเต็มแล้ว โดยกรอบการกู้ชดเชยขาดดุลเกือบเต็มเพดานตามกฎหมายเช่นกัน
  • นอกจากนี้ โดยก่อนหน้านี้รัฐบาลได้พยายามบริหารงบประมาณที่มีแล้ว (ผ่านการโอนงบ/พ.ร.บ.โอนฯ) แต่ยังไม่เพียงพอ เช่นเดียวกับงบกลาง ฉุกเฉินฯ ที่ไม่เพียงพอ

 

ดังนั้น รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องตราพระราชกำหนด เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่ยากต่อการแก้ไขในภายหลัง

 

โดยในแถลงการณ์จากกระทรวงการคลังได้ยืนยันว่า การออกร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ นี้ถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากเป็น “กรณีฉุกเฉิน ที่มีความจําเป็นรีบด่วน อันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ” โดยเป็นการตราพระราชกําหนดตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และสอดคล้องกับมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561

 

รัฐบาลวางแผนเอาเงินกู้ไปทำอะไรบ้าง?

 

สำหรับวัตถุประสงค์ในการใช้จ่ายเงินกู้ประกอบด้วย 2 แผนงานหลัก ดังนี้

 

แผนงานที่ 1: ช่วยเหลือและบรรเทา วงเงิน 200,000 ล้านบาท

 

  • บรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และเกษตรกร
  • ช่วยเหลือผู้ประกอบการให้ดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

 

แผนงานที่ 2 : ปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่าน วงเงิน 200,000 ล้านบาท

 

  • ลดการใช้พลังงานฟอสซิล ส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต
  • ส่งเสริมการใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสนับสนุนการติดตั้งสถานีประจุไฟฟ้า
  • การพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมสําหรับรองรับการปรับโครงสร้างพลังงานและการสร้างเศรษฐกิจใหม่

 

ภาพเงินธนบัตรปลิวว่อน พร้อมข้อความ 'รัฐกู้เงินเพิ่ม 4 แสนล้าน กระทบเศรษฐกิจ ปากท้องประชาชน และต้นทุนธุรกิจแค่ไหน?' แสดงผลกระทบ พ.ร.ก. กู้เงิน 1

 

เปิด ‘ไทม์ไลน์’ เงินกู้รอบนี้จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเมื่อไหร่?

 

  • วันนี้ (5 พฤษภาคม 2569) – ครม.อนุมัติ ร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ พร้อมส่งร่าง พ.ร.ก.กู้เงินฯ ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเร่งตรวจสอบความถูกต้องของข้อกฎหมาย
  • 7 พฤษภาคม 2569 – สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) จัดประชุมคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ (คนน.) เพื่อพิจารณาบรรจุวงเงินกู้ที่จำเป็นเหมาะสมตาม พ.ร.ก.
  • 12 พฤษภาคม 2569 – กระทรวงการคลังบรรจุแผนการก่อหนี้ที่ได้รับการพิจารณาแล้ว เสนอเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.
  • 14 พฤษภาคม 2569 – นำ พ.ร.ก. กู้เงินฯ เข้าชี้แจงในการประชุมสภา ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งเป็นการเปิดประชุมสภาวาระแรก
  • ช่วงกลางเดือนพฤษภาคม หลัง พ.ร.ก. กู้เงินฯ ลงราชกิจจานุเบกษาแล้ว จะเริ่มมีการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองนโยบายการใช้เงินกู้ ซึ่งมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการ
  • 19 พฤษภาคม 2569 (หรือภายใน 26 พฤษภาคมเป็นอย่างช้า) – หลังจากผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้แล้ว ครม. จะพิจารณาอนุมัติโครงการต่างๆ เช่น โครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’
  • 1 มิถุนายน 2569 – สบน. เริ่มกู้เงินระยะสั้น โดยจะเป็นการทยอยกู้เงินในประเทศ ตามความจำเป็นของโครงการที่ ครม. อนุมัติ ไม่ได้เป็นการกู้เงินมากองทิ้งไว้
  • สำหรับโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ (ซึ่งเป็นการรวมโครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ เข้ากับ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า มีความตั้งใจจะเริ่มให้ทันภายในวันที่ 1 มิถุนายนนี้

 

เปิดแผน ‘บริหารจัดการ’ เงินกู้ 4 แสนล้านบาท

 

สำหรับแผนการบริหารจัดการเงินกู้ จินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า แหล่งเงินกู้จะมาจากการกู้เงิน ‘ในประเทศ’ เป็นหลัก เนื่องจากปัจจุบันต้นทุนการกู้ยืมในประเทศยังต่ำ โดยอัตราผลตอบแทนดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล 10 ปียังอยู่ที่ระดับกว่า 2% นอกจากนี้ไทยยังมีสภาพคล่องส่วนเกินอยู่ในระบบค่อนข้างมาก

 

ดร.เอกนิติย้ำว่า รัฐบาลจะยึดแนวทาง ‘ทยอยกู้’ ตามความจำเป็นและความต้องการของแต่ละโครงการ โดยในช่วงแรกจะเน้นการกู้ระยะสั้นไปก่อน จะไม่มีการกู้เงินทั้งก้อนมากองทิ้งไว้ โดยจะดำเนินการผ่าน คณะกรรมการกลั่นกรองฯ ที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน พิจารณาความเหมาะสมของโครงการต่างๆ ที่แต่ละกระทรวงเสนอเข้ามา ว่าตรงตามวัตถุประสงค์ของการกู้เงินหรือไม่ เมื่อคณะกรรมการพิจารณาผ่านแล้ว จึงจะส่งให้ ครม. อนุมัติ จากนั้น สบน. จึงจะเริ่มกู้เงินเพื่อนำมาสนับสนุนโครงการนั้นๆ

 

รัฐบาลคาด พ.ร.ก.กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาทคาดกระตุ้น GDP ได้ 0.8%

 

โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ประเมินผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจจากพ.ร.ก.เงินกู้ฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่า เงินกู้ 400,000 ล้านบาท (ซึ่งคิดเป็น 2.1% ของ GDP) จะช่วยให้ GDP เติบโตเพิ่มอีก 0.8% ตลอดทั้งโครงการ จากฐานเศรษฐกิจเดิม โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าจะต้องมีการใช้จ่ายเงินกู้จนครบเต็มวงเงิน 400,000 ล้านบาท และอาจจะไม่ได้มีการเบิกจ่ายเม็ดเงินหมดภายในปีเดียว

 

อย่างไรก็ตาม ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ย้ำว่า การผลักดันตัวเลข GDP ไม่ใช่วัตถุประสงค์หลักของการกู้เงินครั้งนี้ แต่เป็นการนำเงินไปบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนกลุ่มเปราะบางที่เผชิญวิกฤตพลังงาน และนำไปลงทุนเพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างด้านพลังงานของประเทศ (Energy Transition) ให้พึ่งพาพลังงานสะอาดมากขึ้นในระยะยาว

 

ประเมิน พ.ร.ก.กู้เงินฯ มีความคุ้มค่าแค่ไหน?

 

ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH โดยระบุว่า หากประเมินความคุ้มค่าของการกู้เงินในมุมว่าเงิน 1 บาทสร้าง GDP ได้เท่าไหร่นั้นอาจตอบได้ยากว่าคุ้มค่าที่สุดหรือไม่ แต่หากมองในมิติว่า พ.ร.บ.เงินกู้นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประคองเศรษฐกิจไม่ให้เสียหายไปมากกว่านี้ ก็อาจจะมีความคุ้มค่า เพราะ หากปล่อยให้เศรษฐกิจแย่ลงไป ต้นทุนในการใช้เงินเพื่อฟื้นฟูในอนาคตจะสูงกว่าการกู้มาดูแลในตอนนี้มาก

 

ตามการประเมินของ KResearch มองว่า โครงการ ‘คนละครึ่ง’ ซึ่งคาดว่า จะใช้งบประมาณราว 1 แสนล้านบาท เมื่อรวมกับส่วนที่ประชาชนออกเอง 40% ก็คาดว่า เม็ดเงินที่จะไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอยู่ที่ประมาณ 1.6 แสนล้านบาท สะท้อนว่าโครงการดังกล่าวน่าจะช่วยกระตุ้น GDP ได้เพิ่มขึ้นประมาณ 0.2- 0.3% (ซึ่งยังไม่รวมกับผลจากโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และงบลงทุนอีก 2 แสนล้านบาท)

 

สำหรับผลต่อเศรษฐกิจจากงบการลงทุน 2 แสนล้านบาท ณัฐพรกล่าวว่า ต้องรอดูว่า รัฐบาลจะแบ่งระยะ (เฟส) การลงทุนลงไปปีนี้หรือเหลือไว้ปีถัดไปมากน้อยแค่ไหน อย่างไรก็ตาม การนำเม็ดเงินไปใช้ในโครงสร้างพื้นฐานจะมีตัวทวีคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier) มากกว่า 1 เท่า ซึ่งหมายความว่าเงินทุกๆ 1 บาทที่อัดฉีดเข้าไป จะช่วยหมุนเวียนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจได้มากกว่า 1 บาท สูงกว่าเงินโอนที่ให้ผลไม่ถึง 1 เท่า

 

รัฐบาล ‘มองบวก’ คาดหนี้สาธารณะยังอยู่ ‘ใต้เพดาน’

 

ดร.เอกนิติ ยืนยันว่า แม้รัฐบาลจะกู้เงินเพิ่ม 4 แสนล้านบาท แต่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะยังไม่เกินเพดานที่ 70% ตามที่กฎหมายกำหนด โดยจากการประมาณการล่าสุดพบว่า สัดส่วนหนี้จะขยับขึ้นไปแตะระดับสูงสุด (Peak) ที่ประมาณ 69% ในช่วงปี 2571 หลังจากนั้นจะค่อยๆ ปรับตัวลดลง

 

“หนี้สาธารณะต่อ GDP ณ ล่าสุด ณ วันนี้ ยังไม่เกิน 70% รวมแผนกู้ในปี 2570 แล้วด้วย โดยจะขึ้นไปสูงสุดประมาณ 69% ในปี 2571 แล้วจะค่อยๆ ลง” ดร.เอกนิติกล่าว

 

สำหรับวงเงินกู้ที่ตัดสินใจปรับลดลงเหลือ 400,000 ล้านบาท จากเดิมที่มีกระแสข่าวว่าจะใช้กรอบ 500,000 ล้านบาทนั้น ดร.เอกนิติเผยว่าเป็นผลมาจากการพิจารณาอย่างรอบคอบภายใต้กรอบความยั่งยืนและวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัด ซึ่งรัฐบาลต้องการตรวจสอบให้แน่ใจว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะยังคงอยู่ภายใต้เพดานที่กฎหมายกำหนด

 

“ทุกคนเคยได้ยิน 500,000 ล้าน ตัวเลขวันนี้เราลดมา 400,000 ล้าน ถามว่าทำไม เพราะว่าเราเอามาดูกรอบความยั่งยืนทางการคลัง วินัยทางการคลัง หนี้สาธารณะต่อ GDP” ดร.เอกนิติกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ประมาณการดังกล่าวของรัฐบาลนับว่ามองแง่ดีมากกว่า KResearch ซึ่งคาดว่า สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยจะชนเพดานภายในปีงบประมาณ 2570 ซึ่งยังไม่ได้รวมพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทรอบนี้เข้าไป

 

ณัฐพรกล่าวต่อว่า ประมาณหนี้สาธารณะต่อ GDP ของ KResearch นี้อยู่ภายใต้สมมติฐานที่ว่า GDP ไทยจะเติบโตไม่ถึง 2% ต่อปี และโครงสร้างภาษียังเป็นแบบเดิม ดังนั้น หากรวมพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทนี้เข้าไปก็อาจยิ่งทำให้หนี้สาธารณะชนเพดานเร็วขึ้น

 

กู้เงินรอบนี้ส่ง ‘ผลดี-ผลเสีย’ ต่อประชาชน-ภาคธุรกิจอย่างไร?

 

ณัฐพร ยังอธิบายถึงผลดีและผลเสียจาก พ.ร.บ.กู้เงินรอบนี้ว่า ผลดีต่อประชาชนคือ เงินกู้รอบนี้อาจช่วยประคองภาคธุรกิจไว้ได้ รักษาการจ้างงาน และช่วยลดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะ Stagflation ตามวัตถุประสงค์ที่รัฐบาลระบุในแถลงการณ์

 

อย่างไรก็ตาม ในด้านผลเสียจากการกู้เงินคือ ในระยะยาวอาจทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) ระยะยาวขยับ ‘สูงขึ้น’ ซึ่งจะทำให้ธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดใหญ่มีต้นทุนสูงขึ้นและอาจส่งผลกระทบมาถึงประชาชนในท้ายที่สุด นอกจากนี้ หนี้ที่เพิ่มขึ้นจะตามมาด้วยความเสี่ยงด้านการคลัง ทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยมีความเปราะบางมากขึ้น ซึ่งอาจจะกระทบต่อความเชื่อมั่นในระยะข้างหน้าได้

 

โดยปัจจุบัน กสิกรไทยประเมินว่า บอนด์ยีลด์ไทยอายุ 10 ปี ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ระดับประมาณ 2.3% น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 2.5% ในช่วงปลายปี

 

‘ตลาดเงิน-ตลาดทุน’ ตอบรับกับข่าวการกู้เงินอย่างไร?

 

สงวน จุงสกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH โดยมองว่า ผลกระทบจากพ.ร.บ.กู้เงินต่อตลาดเงินและตลาดทุน ‘มีอยู่อย่างจำกัด’ ปนไปกับผลกระทบจากสงครามอิหร่าน เนื่องจากตลาดได้รับรู้ข่าวนี้มาตั้งแต่ช่วง 2-3 สัปดาห์ก่อนหน้า ที่มีกระแสข่าวการขยายเพดานหนี้ สาธารณะจาก 70% เป็น 75% แล้ว

 

สงวนกล่าวต่อว่า การที่รัฐบาลกู้เงินจะทำให้มีอุปทานพันธบัตรในตลาดมากขึ้น ซึ่งจะกดดันอัตราผลตอบแทนให้ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้คาดว่าผลกระทบจะไม่รุนแรงเท่ากับเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เนื่องจากตลาดรับรู้ผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วตามลำดับ ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield)​ ระยะยาวปรับตัวสูงขึ้นกว่าพันธบัตรระยะสั้น โดยปัจจุบันพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ผลตอบแทนปรับขึ้นมาอยู่ที่ราว 2.2% ซึ่งยังต่ำกว่าจุดสูงสุดในเดือนมีนาคมที่ 2.3% สะท้อนความกังวลของนักลงทุน ที่คาดว่ารัฐบาลจะกู้เงินผ่านการจำหน่ายพันธบัตรระยะยาว

 

ในระยะข้างหน้า สงวนคาดว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี จะปรับตัวขึ้นไม่เกินจุดสูงสุดในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาที่ระดับ 2.3% เนื่องจากผลตอบแทนปรับสูงขึ้น ใกล้เคียงกับช่วงปี 2565 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 2.5% ซึ่งช่วงนั้นไทยต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อรุนแรงระดับ 8% สะท้อนว่า Bond Yield ปัจจุบันสะท้อนความเสี่ยงเงินเฟ้อล่วงหน้าไปแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม ในไตรมาสที่ 3/2569 เมื่อผลกระทบจากสงครามอิหร่านเบาบางลง คาดว่า เงินเฟ้อจะปรับสูงขึ้นไม่เกิน 3% ซึ่งเป็นกรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้ กนง.ไม่มีความจำเป็นที่จะขึ้นดอกเบี้ย เมื่อดอกเบี้ยไม่ปรับขึ้น ส่งผลให้ระดับความชันของ Yield Curve ที่ระดับ 2.3% ถือว่าชันมากแล้ว ทั้งนี้ ในกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case) คาดว่าผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลจะปรับสูงขึ้นไม่เกิน 2.5%

 

ปัจจุบันนักลงทุนอยู่ในโหมดระมัดระวัง โดยเลือกที่จะเก็บสภาพคล่องเตรียมความพร้อม เอาไว้ล่วงหน้า เพื่อรองรับการกู้เงินของรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นจริงในช่วงไตรมาสที่ 3 ซึ่งจะช่วยดูดซับแรงกดดันจากอุปทานพันธบัตรใหม่ที่เพิ่มเข้ามาได้

 

สำหรับผลกระทบต่อตลาดหุ้น คาดว่า พ.ร.ก. เงินกู้ฯ ในระยะสั้นจะเป็นผลบวกต่อตลาดหุ้น เนื่องจากเม็ดเงินจากการกู้ยืมของรัฐบาล จะถูกนำมาใช้พยุงเศรษฐกิจและกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งจะช่วยประคองผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มอุปโภคบริโภค

 

ในทางกลับกันหากรัฐบาลไม่กู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ตลาดหุ้นอาจจะเผชิญกับสถานการณ์ที่แย่กว่านี้

 

ส่วนผลกระทบทางอ้อม อาจทำให้ต้นทุนการกู้ยืมเงินของภาคเอกชนและบริษัทต่างๆ ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งจะกดดันผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน เนื่องจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ถือเป็นต้นทุนอ้างอิง (Benchmark) ของระบบเศรษฐกิจ โดยบริษัทที่มีสัดส่วนหนี้สินสูงมากเป็นพิเศษ จะต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ในขณะที่บริษัทที่มีการกู้เงินน้อยหรือมีหนี้สินไม่มาก จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า

The post รัฐบาลออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท กระทบเศรษฐกิจ-ประชาชน-ธุรกิจ-นักลงทุนแค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฮุน มาเนต ประกาศใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยภาคบังคับภายใต้ UNCLOS หาทางออกข้อพิพาทอย่างเป็นทางการ หลังไทยยกเลิก MOU 44 https://thestandard.co/hun-manet-unclos-thailand-mou/ Tue, 05 May 2026 13:25:33 +0000 https://thestandard.co/hun-manet-unclos-thailand-mou/ ภาพ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ขณะประกาศใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยภาคบังคับ UNCLOS

ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ข้อความผ่าน Facebook […]

The post ฮุน มาเนต ประกาศใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยภาคบังคับภายใต้ UNCLOS หาทางออกข้อพิพาทอย่างเป็นทางการ หลังไทยยกเลิก MOU 44 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ขณะประกาศใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยภาคบังคับ UNCLOS

ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ข้อความผ่าน Facebook ประกาศอย่างเป็นทางการ ว่ารัฐบาลกัมพูชาตัดสินใจใช้ ‘กระบวนการไกล่เกลี่ยภาคบังคับ’ ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS (United Nations Convention on the Law Of the Sea) เพื่อหาทางออกข้อพิพาทในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างกัมพูชาและไทย หลังรัฐบาลไทยประกาศยกเลิก MOU 2544 หรือบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลในไหล่ทวีป ปี พ.ศ. 2544

 

พร้อมทั้งแสดงความเสียใจต่อการถอนตัวของไทยออกจาก MOU 2544 ที่มีบทบาทสำคัญในฐานะกรอบความร่วมมือทวิภาคีที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันมานานกว่า 25 ปี

 

โดยเนื้อหาในคำประกาศทั้งหมดมีดังนี้

 

เรียนพี่น้องร่วมชาติทุกท่าน

 

วันนี้ รัฐบาลกัมพูชาได้ตัดสินใจที่จะใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เพื่อหาทางออกอย่างสันติบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศสำหรับข้อพิพาทในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างกัมพูชาและไทย หลังจากที่ประเทศไทยได้ประกาศถอนตัวฝ่ายเดียวจากบันทึกความเข้าใจระหว่างกัมพูชาและไทย หรือที่รู้จักกันในชื่อ MOU 2544

 

บันทึกความเข้าใจฉบับนี้มีบทบาทสำคัญในฐานะกรอบความร่วมมือทวิภาคีที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันมานานกว่า 25 ปี เพื่อแก้ไขปัญหาข้อพิพาทในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล การมีผลบังคับใช้ของบันทึกความเข้าใจฉบับนี้สะท้อนให้เห็นถึงจิตวิญญาณแห่งความร่วมมือและความปรารถนาดีต่อกัน

 

เป็นเรื่องน่าเสียใจที่ประเทศไทยได้ตัดสินใจถอนตัวฝ่ายเดียวจากบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ สำหรับกัมพูชา เราให้ความสำคัญกับกลไกแบบทวิภาคีตามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้มาโดยตลอด เพื่อจัดการกับปัญหาในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล การถอนตัวฝ่ายเดียวจากบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ จะเท่ากับการปฏิเสธข้อตกลงทวิภาคีเพียงฉบับเดียว ซึ่งเป็นกรอบการทำงานแบบทวิภาคีเพียงกรอบเดียวที่ทั้งสองฝ่ายยึดถือมานานกว่าสองทศวรรษ

 

ในกรณีนี้ ในฐานะรัฐที่เคารพและยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศและการระงับข้อพิพาทอย่างสันติ กัมพูชาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องพึ่งพากฎหมายระหว่างประเทศและอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลไกการไกล่เกลี่ยโดยบังคับภายใต้อนุสัญญานี้

 

ในโอกาสนี้ ผมขอชี้แจงว่า กลไกการไกล่เกลี่ยโดยบังคับนี้จัดตั้งขึ้นโดย UNCLOS เพื่อช่วยเหลือรัฐภาคีในการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติตามกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้น การตัดสินใจของกัมพูชาสะท้อนให้เห็นถึงความหวังอย่างจริงใจของเราว่า ทั้งสองประเทศจะสามารถบรรลุข้อตกลงที่เป็นธรรมและยั่งยืน สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนของเราอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีเสถียรภาพ และกลมกลืน

The post ฮุน มาเนต ประกาศใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยภาคบังคับภายใต้ UNCLOS หาทางออกข้อพิพาทอย่างเป็นทางการ หลังไทยยกเลิก MOU 44 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยถอนตัวลุ้นเจ้าภาพ Youth Olympic 2030 เหตุข้อจำกัดด้านงบประมาณ https://thestandard.co/thailand-withdraws-youth-olympic-2030-bid/ Tue, 05 May 2026 12:02:25 +0000 https://thestandard.co/thailand-withdraws-youth-olympic-2030-bid/ ประเทศไทยถอนตัวจากการเป็นเจ้าภาพยูธโอลิมปิก 2030 เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ

แม้ก่อนหน้านี้คณะทำงานจาก IOC จะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถาน […]

The post ไทยถอนตัวลุ้นเจ้าภาพ Youth Olympic 2030 เหตุข้อจำกัดด้านงบประมาณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประเทศไทยถอนตัวจากการเป็นเจ้าภาพยูธโอลิมปิก 2030 เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ

แม้ก่อนหน้านี้คณะทำงานจาก IOC จะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานที่สำคัญในประเทศไทย เพื่อประเมินความพร้อมในการเสนอตัวจัดการแข่งขัน Youth Olympic Games 2030 และฝ่ายกีฬาไทยก็แสดงศักยภาพในการเป็นเจ้าภาพอย่างชัดเจน

 

แต่ล่าสุด สุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ภายหลังประเทศไทยผ่านเข้าสู่รอบ 3 ประเทศสุดท้าย ในการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันมหกรรมกีฬา Youth Olympic Games 2030 ร่วมกับประเทศชิลีและปารากวัยนั้น

 

รัฐบาลได้มีการหารือร่วมกันอย่างรอบคอบแล้ว โดยเห็นว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินของประเทศในปัจจุบัน ยังไม่มีความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพ เนื่องจากการจัดการแข่งขันดังกล่าวต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ประมาณ 5,000 ล้านบาท

 

ส่วนหนังสือรับรองความพร้อมการเป็นเจ้าภาพที่คณะกรรมการโอลิมปิกสากล หรือ IOC ได้กำหนดให้ประเทศไทยยืนยันภายในสัปดาห์หน้า โดยรัฐบาลจะยังไม่ดำเนินการจัดส่งหนังสือยืนยัน เนื่องจากประเทศยังไม่มีความพร้อมในด้านต่างๆ ในขณะนี้

The post ไทยถอนตัวลุ้นเจ้าภาพ Youth Olympic 2030 เหตุข้อจำกัดด้านงบประมาณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. ไฟเขียวเลิก 8 ระเบียบสำนักนายกฯ ล้าสมัย-ลดซ้ำซ้อน เดินหน้าปฏิรูปกฎหมายตามนโยบายรัฐบาล https://thestandard.co/cabinet-cancels-outdated-regulations/ Tue, 05 May 2026 07:45:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1204022 ภาพอินโฟกราฟิกแสดงมติ ครม. ยกเลิก 8 ระเบียบสำนักนายกฯ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและปฏิรูประบบราชการ

วันนี้ (5 พฤษภาคม) รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐ […]

The post ครม. ไฟเขียวเลิก 8 ระเบียบสำนักนายกฯ ล้าสมัย-ลดซ้ำซ้อน เดินหน้าปฏิรูปกฎหมายตามนโยบายรัฐบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงมติ ครม. ยกเลิก 8 ระเบียบสำนักนายกฯ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและปฏิรูประบบราชการ

วันนี้ (5 พฤษภาคม) รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการยกเลิกระเบียบที่ไม่เหมาะสมแก่กาลสมัย รวม 8 ฉบับ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการปฏิรูปกฎหมายที่แถลงไว้เมื่อเมษายน 2569 โดยมุ่งเน้นการลดขั้นตอนกระบวนงานที่ซ้ำซ้อนและปรับปรุงกฎหมายลำดับรองให้ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ดังนี้

 

  • ระเบียบว่าด้วยการเร่งรัดการปฏิบัติราชการ พ.ศ. 2521 เนื่องจากปัจจุบันมี พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐไว้อย่างครอบคลุมแล้ว เช่นเดียวกับ 2. ระเบียบว่าด้วยการอำนวยการจัดระบบศูนย์ราชการ ที่บรรลุเป้าหมายการจัดตั้งแล้ว จึงส่งต่อให้กระทรวงมหาดไทยดูแลในรูปแบบประกาศระดับกระทรวงแทน
  • ระเบียบว่าด้วยการเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ และ 4. ระเบียบว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน เนื่องจากมีความทับซ้อนกับภารกิจของกระทรวงวัฒนธรรม และคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ซึ่งมีกฎหมายเฉพาะที่ทันสมัยและมีมาตรการกระจายการถือครองที่ดินที่ชัดเจนรองรับอยู่แล้วในปัจจุบัน

 

ด้านเศรษฐกิจและสิทธิมนุษยชน มีการยกเลิก 5. ระเบียบว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ และ 6. ระเบียบว่าด้วยการติดตามคนหายและการพิสูจน์ศพนิรนาม โดยให้โอนย้ายภารกิจไปอยู่ในความดูแลของกรมทรัพย์สินทางปัญญา และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ตามลำดับ เพื่อให้การทำงานมีเอกภาพภายใต้กฎหมายหลักของแต่ละหน่วยงาน

 

นอกจากนี้ ยังมีการยกเลิก 7. ระเบียบว่าด้วยการบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษถนนราชดำเนิน เนื่องจากโครงการบรรลุวัตถุประสงค์แล้ว และ 8. ระเบียบว่าด้วยการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พ.ศ. 2545 ซึ่งซ้ำซ้อนกับบทบาทของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ภายใต้ พ.ร.บ.เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันฯ พ.ศ. 2560

 

การยกเลิกระเบียบทั้ง 8 ฉบับนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูประบบราชการเพื่อให้คงเหลือคณะกรรมการเท่าที่จำเป็น ช่วยลดภาระงบประมาณแผ่นดิน และเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยยึดหลักการตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้รัฐพึงจัดทำกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็นและยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็น

 

โฆษกรัชดาย้ำว่า การปรับปรุงกฎหมายในครั้งนี้จะช่วยให้ภาคประชาชนและเอกชนได้รับบริการจากภาครัฐที่รวดเร็วขึ้น ลดความสับสนจากเกณฑ์การปฏิบัติที่ทับซ้อนกันระหว่างหน่วยงาน และเป็นการยกระดับมาตรฐานทางกฎหมายของไทยให้เทียบเท่าระดับสากล สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมในยุคปัจจุบัน

 

ทั้งนี้ รัฐบาลจะยังคงเดินหน้าตรวจสอบและทบทวนกฎหมายลำดับรองอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการทำงานของรัฐบาลมีความกระชับ ทันสมัย และเอื้อต่อการพัฒนาประเทศในทุกมิติอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดตามยุทธศาสตร์ชาติที่วางไว้

The post ครม. ไฟเขียวเลิก 8 ระเบียบสำนักนายกฯ ล้าสมัย-ลดซ้ำซ้อน เดินหน้าปฏิรูปกฎหมายตามนโยบายรัฐบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรรคเพื่อไทยอนุญาตผู้สมัคร ส.ก. หาเสียงในนามพรรคได้ ธีรรัตน์ชี้ ยืนหยัดทำงานไม่ว่าประชาชนจะเลือกหรือไม่ https://thestandard.co/pheu-thai-bma-council-campaign/ Tue, 05 May 2026 07:30:46 +0000 https://thestandard.co/pheu-thai-bma-council-campaign/ ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวเรื่องผู้สมัคร ส.ก.

แม้เดิมทีพรรคเพื่อไทยเคยประกาศว่า อาจจะไม่ส่งผู้สมัครสม […]

The post พรรคเพื่อไทยอนุญาตผู้สมัคร ส.ก. หาเสียงในนามพรรคได้ ธีรรัตน์ชี้ ยืนหยัดทำงานไม่ว่าประชาชนจะเลือกหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวเรื่องผู้สมัคร ส.ก.

แม้เดิมทีพรรคเพื่อไทยเคยประกาศว่า อาจจะไม่ส่งผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) รวมถึงผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ล่าสุดวันนี้ (5 พฤษภาคม) ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ เผยว่า มี ส.ก. เดิมในนามพรรคเพื่อไทยที่ยืนยันว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งต่อในสมัยนี้ และได้ขออนุญาตใช้โลโก้ของพรรคเพื่อไทย

 

ธีรรัตน์ระบุว่า ทางพรรคเพื่อไทยไม่ได้ติดขัดและไม่ได้ปฏิเสธ โดยอนุญาตให้สามารถใช้โลโก้ลงสมัคร ส.ก. ในนามของพรรคเพื่อไทยได้

 

อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยจะไม่ได้ส่ง ส.ก. ครบทั้ง 50 เขต โดยธีรรัตน์กล่าวว่า แม้เราจะมีบุคลากรอยู่ แต่ก็ต้องประเมินความแตกต่างในแต่ละพื้นที่ ซึ่ง ส.ก. เดิมของพรรคเพื่อไทย 20 คน ก็มีทั้งคนที่ยังอยู่ และคนที่เปลี่ยนไปลงสมัครในนามอิสระหรือกลุ่มอื่นๆ แล้ว ดังนั้น จะมีคัดทั้งผู้สมัครเดิมและผู้สมัครใหม่ที่จะเข้ามาเสริม โดยจะพยายามเคาะรายชื่อใหม่โดยเร็วที่สุด

 

“คิดว่าขณะนี้หลายๆ กลุ่มอยู่ระหว่างการทำงาน แต่ในเบื้องต้น อย่างน้อย ส.ก. เดิมที่ไม่มีชื่อไปไหน ยังยืนยันที่จะอยู่ต่อ คร่าวๆ มีอยู่ 20 รายชื่อ แต่เป็นเฉพาะคนที่ทำงานอยู่กับพรรค ทั้ง ส.ก. ปัจจุบัน และผู้ที่เสนอตัวเข้ามาเป็นผู้แทนในระดับท้องถิ่น” ธีรรัตน์กล่าว

 

ทั้งนี้ ธีรรัตน์ยังคงเชื่อมั่นในจุดเด่นของพรรคเพื่อไทยคือ การทำงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เข้าถึงประชาชน นำปัญหาเข้าไปสู่กระบวนการการแก้ไข หน้าที่หลักของ ส.ก. อย่างหนึ่งคือ การพิจารณากฎหมายส่วนของ สภา กทม. หลายเรื่องและหลายนโยบายที่เคยประกาศไว้เมื่อปี 2565 ก็สามารถผลักดันได้ และคิดว่าผลงานต่างๆ ที่ได้ดำเนินการมาก็จะได้รับการตอบรับจากประชาชน

 

“แต่คงต้องแยกกับการออกมาใช้สิทธิในการเลือกตั้ง สส. ที่ผ่านมา เนื่องจาก ส.ก. กับ สส. มีตัวแปรที่แตกต่างกัน”

 

ธีรรัตน์ยืนยันว่า ยังคงต้องยึดหลักในการทำหน้าที่เพื่อประชาชน ส่วนเรื่องการตอบรับยังคงต้องมุ่งหวังว่า จะต้องเดินในทางที่ถูกต้องหรือทางที่ควรจะเป็น พรรคเพื่อไทยเป็นสถาบันการเมืองที่ต้องยืนหยัดทำงานต่อ ไม่ว่าประชาชนจะเลือกหรือไม่ก็ตาม

 

ด้าน ประเสริฐ จันทรรวงทอง ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ก็ได้ยืนยันกรณีดังกล่าวเช่นกันว่า ในเบื้องต้นพรรคเพื่อไทยไม่มีนโยบายส่งผู้สมัคร ส.ก. แต่ยอมรับว่ามีผู้สมัคร ส.ก. ที่มีความประสงค์ที่จะใช้ชื่อพรรคในการหาเสียง ซึ่งทางพรรคก็ไม่ขัดข้อง

 

ประเสริฐย้ำว่า เปิดให้สมาชิกพรรคลงในนามสมาชิกพรรคได้ แต่ไม่ได้เป็นการส่งผู้สมัคร ส.ก. อย่างเป็นทางการจากพรรคเพื่อไทย ก่อนอธิบายเพิ่มเติมว่า คนที่จะลงเป็นสมาชิกพรรคอยู่แล้ว เขาอยากสู้ในนามพรรค เราก็ไม่ขัดข้อง

The post พรรคเพื่อไทยอนุญาตผู้สมัคร ส.ก. หาเสียงในนามพรรคได้ ธีรรัตน์ชี้ ยืนหยัดทำงานไม่ว่าประชาชนจะเลือกหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยุทธศาสตร์แลนด์บริดจ์ ประตูเชื่อมภูมิภาค: ทางออกที่ยั่งยืนเหนือคลองไทยและสะพานน้ำ https://thestandard.co/land-bridge-alternative-thai-canal/ Tue, 05 May 2026 07:16:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1203983 แผนผังยุทธศาสตร์แลนด์บริดจ์ และแนวคิดโครงการคลองไทย สะพานน้ำ

ตลอดระยะเวลากว่าสามศตวรรษ แนวคิดในการดัดแปลงภูมิศาสตร์ข […]

The post ยุทธศาสตร์แลนด์บริดจ์ ประตูเชื่อมภูมิภาค: ทางออกที่ยั่งยืนเหนือคลองไทยและสะพานน้ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผนผังยุทธศาสตร์แลนด์บริดจ์ และแนวคิดโครงการคลองไทย สะพานน้ำ

ตลอดระยะเวลากว่าสามศตวรรษ แนวคิดในการดัดแปลงภูมิศาสตร์ของคาบสมุทรมลายูเพื่อสร้างเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก เป็นความฝันที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงในสังคมไทยอย่างไม่รู้จบ นับตั้งแต่แนวคิดดั้งเดิมในสมัยกรุงศรีอยุธยาอย่างการขุด ‘คลองคอคอดกระ’ หรือ ‘คลองไทย’ มาจนถึงข้อเสนอเชิงวิศวกรรมล้ำยุคอย่างการสร้าง ‘สะพานน้ำสำหรับเรือเดินสมุทร’ (Navigable Aqueduct) วาทกรรมที่หล่อเลี้ยงโครงการเหล่านี้คือความเชื่อที่ว่า ประเทศไทยสามารถสร้าง ‘ทางลัด’ เพื่อแข่งขันและแย่งชิงสัดส่วนการเดินเรือมาจากช่องแคบมะละกาได้

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเราพิจารณาผ่านกรอบการวิเคราะห์ด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ลอจิสติกส์เชิงลึก และภูมิรัฐศาสตร์โลก วาทกรรมดังกล่าวอาจเป็น ‘กับดักทางความคิด’ ที่ทำให้การออกแบบยุทธศาสตร์ของประเทศเดินหลงทาง การดันทุรังสร้างเมกะโปรเจกต์ที่ฝืนกฎทางธรรมชาติและฟิสิกส์ ไม่ว่าจะเป็นคลองขุดหรือสะพานน้ำ ล้วนนำมาซึ่งมหาวิบัติทางสิ่งแวดล้อมและหลุมดำทางการเงิน ในทางตรงกันข้าม โครงการ ‘แลนด์บริดจ์’ (Land Bridge) ถือเป็นทางเลือกที่มีความเป็นไปได้สูงที่สุดและมีผลกระทบทางลบน้อยที่สุด หากรัฐบาลสามารถปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการเป็นเพียง ‘ทางผ่าน’ ข้ามคอคอดกระ ไปสู่การเป็น ‘ประตูการค้า’ (Macro-Regional Gateway) ที่เชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตของจีนและอาเซียนภาคพื้นทวีปออกสู่สองมหาสมุทร

 

บทความนี้จะทำการชำแหละข้อจำกัดของโครงสร้างข้ามคาบสมุทรทุกรูปแบบ พร้อมทั้งนำเสนอแนวทางที่รัฐบาลต้องปฏิบัติ เพื่อให้แลนด์บริดจ์กลายเป็นโครงการระดับโลกที่สง่างาม โปร่งใส และสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติอย่างแท้จริง

 

ส่วนที่ 1: ภาพลวงตาของ ‘ทางลัด’ และฝันร้ายของ ‘Double Handling’

 

เหตุผลสำคัญที่สายการเดินเรือระดับโลกตั้งคำถามกับความคุ้มค่าของแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) ในฐานะเส้นทางทดแทนช่องแคบมะละกา คือปัญหาทางเทคนิคและต้นทุนแฝงที่เรียกว่า Double Handling (การยกขนสินค้าซ้ำซ้อน) ซึ่งเป็น “จุดตาย” ทางลอจิสติกส์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

 

ในโลกของการขนส่งทางทะเลยุคใหม่ “ระยะทางที่สั้นกว่า” ไม่ได้แปลว่า “ใช้เวลาน้อยกว่า” เสมอไป หากเรากางตัวเลขเปรียบเทียบกระบวนการขนส่ง จะเห็นภาพความซับซ้อนที่ชัดเจนดังนี้:

 

1.1 ขีดความสามารถที่ไม่สมมาตร (Asymmetric Capacity)

 

  • ฝั่งทะเล: ปัจจุบันเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่พิเศษ (Ultra Large Container Vessel – ULCV) สามารถบรรทุกสินค้าได้ถึง 20,000 – 24,000 TEU (ตู้ขนาด 20 ฟุต) ต่อลำ
  • ฝั่งราง: รถไฟบรรทุกสินค้า (Freight Train) 1 ขบวนที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถขนตู้คอนเทนเนอร์ได้เพียงประมาณ 100 – 200 TEU เท่านั้น
  • คอขวดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้: การจะระบายสินค้าจากเรือ ULCV เพียง 1 ลำให้หมดเพื่อข้ามฝั่ง ต้องใช้ขบวนรถไฟมากถึง 120 – 200 ขบวน นี่คือฝันร้ายของการบริหารจัดการพื้นที่ลานกองตู้สินค้า (Yard Management) และตารางการเดินรถไฟ (Train Scheduling)

 

1.2 การสูญเสียเวลาในทุกจุดเชื่อมต่อ (Time Lost in Transitions)

 

หากเรือสินค้าเลือกแล่นผ่านช่องแคบมะละกา ระยะทางที่เพิ่มขึ้นราว 1,200 กิโลเมตร จะใช้เวลาเดินทางเพิ่มขึ้นเพียง 1.5 ถึง 2.5 วัน โดยเป็นการเดินทางแบบไร้รอยต่อ (Seamless Transit) แต่หากเลือกใช้ Land Bridge ระยะเวลาที่สูญเสียไปในแต่ละขั้นตอนจะประกอบด้วย:

 

  • การรอคิวเทียบท่า (Berthing Wait Time): 12 – 24 ชั่วโมงในฝั่งแรก
  • การขนถ่ายสินค้าลงจากเรือ (Unloading): แม้จะใช้เครนหน้าท่า (Gantry Crane) ที่ทันสมัยที่สุดที่มีความเร็ว 30-40 Moves/Hour/Crane การยกตู้ระดับหมื่นตู้ลงลานกองต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 วัน
  • การรอคิวจัดขบวนรถไฟ (Train Marshalling): การยกตู้จากลานกองขึ้นรถไฟกว่าร้อยขบวน และเดินทางข้ามระยะทาง 90 กิโลเมตร อาจใช้เวลาอีก 1-2 วัน เป็นอย่างน้อย
  • การขนถ่ายสินค้าขึ้นเรือฝั่งตรงข้าม (Reloading): เมื่อถึงฝั่งตรงข้าม ต้องรอเรือแม่ลำใหม่มารับ และใช้เวลายกตู้ขึ้นเรืออีก 2-3 วัน

 

สรุปต้นทุนเวลา: การผ่าน Land Bridge แบบ Double Handling อาจใช้เวลาเบ็ดเสร็จ 6-9 วัน ในขณะที่การอ้อมช่องแคบมะละกาใช้เวลาเพียง 2-3 วัน นี่ยังไม่นับรวม “ต้นทุนค่ายกตู้” (Handling Charge) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลจากการทำงานซ้ำซ้อนสองฝั่งท่าเรือ สายการเดินเรือจึงไม่มีแรงจูงใจใดๆ ที่จะหยุดเรือเพื่อย้ายของ หากเป้าหมายคือการขนส่งจากมหาสมุทรอินเดีย (ยุโรป, เอเซียใต้, ตะวันออกกลาง) ไปและกลับมหาสมุทรแปซิฟิก (อาเซียน, จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี)

 

ส่วนที่ 2: คลองไทย (Thai Canal) – จากภาพฝันบนหน้ากระดาษ สู่มหาวิบัติของชาติ

 

การขุดคลองในศตวรรษที่ 21 เพื่อดึงดูดสายการเดินเรือหลัก หมายความว่าคลองไทยจะต้องรองรับเรือ ULCV ที่มีความยาวกว่า 400 เมตร (เทียบเท่ากับความยาวมากกว่า 4 สนามฟุตบอล) กว้างกว่า 60 เมตร (เทียบเท่าถนนขนาด 10-12 เลน) และมีระยะกินน้ำลึกถึง 16-17 เมตร (เท่ากับตึก 5 ชั้น) ความต้องการนี้ได้สร้างโจทย์ทางวิศวกรรม สิ่งแวดล้อม และภูมิรัฐศาสตร์ที่ล้มเหลวในทุกมิติ

 

2.1 ฝันร้ายทางวิศวกรรม (The Engineering Nightmare)

 

2.1.1 เขื่อนกันคลื่นขนาดยักษ์ (The Mega-Breakwaters) และปัญหาทางธรณีสัณฐาน

 

ภูมิประเทศใต้น้ำของสองฝั่งทะเลไทยมีความแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว ฝั่งทะเลอันดามันมีพื้นทรายใต้ทะเลที่มีความลาดชันสูง (Steep Slope) ทำให้ระดับน้ำลึกอย่างรวดเร็วเมื่อห่างจากฝั่ง แต่ในทางกลับกัน ฝั่งอ่าวไทยเป็นทะเลเปิดที่ตื้นเขินและมีความลาดชันของพื้นทรายใต้ทะเลที่ความลาดชันต่ำมาก (Shallow Slope)

 

  • ความจำเป็นของร่องน้ำลึก: เพื่อให้เรือ ULCV แล่นผ่านได้โดยไม่เกิดปรากฏการณ์ Squat Effect (แรงดูดพลศาสตร์ที่ทำให้ท้ายเรือจมลึกลงไปอีกเมื่อวิ่งในน้ำตื้น ซึ่งอาจทำให้เรือกระแทกพื้นทราย) ร่องน้ำทางเดินเรือจะต้องขุดให้ลึกอย่างน้อย 20-25 เมตร
  • อภิมหาโครงสร้างในอ่าวไทย: การจะรักษาความลึก 25 เมตรในอ่าวไทย วิศวกรจะต้องขุดลอกพื้นทะเลออกไปเป็นระยะทางไกลมาก และเพื่อป้องกันไม่ให้กระแสน้ำและคลื่นพัดพาทรายกลับมาถมร่องน้ำที่ขุดไว้ จะต้องมีการสร้าง “เขื่อนกันคลื่น” (Breakwaters) เป็นกำแพงคอนกรีตขนาบข้างร่องน้ำยื่นออกไปในทะเลอ่าวไทยยาวถึง 20 ถึง 30 กิโลเมตร โครงสร้างแข็งขนาดยักษ์ที่ยาวขนาดนี้ถือเป็นสิ่งปลูกสร้างทางทะเลที่ใหญ่และเสี่ยงที่สุดในโลก และต้องใช้งบประมาณบำรุงรักษามหาศาลในทุกๆ ปี

 

2.1.2 ความขัดแย้งของระดับน้ำและกระแสน้ำ (Tidal Range & Hydrodynamic Chaos)

 

แม้ระดับน้ำทะเลปานกลาง (Mean Sea Level) ของทั้งสองฝั่งจะใกล้เคียงกัน (หลักการฟิสิกส์ที่ว่า “น้ำย่อมรักษาระดับเท่ากันเสมอ” เรียกว่า หลักของภาชนะเชื่อมต่อ Communicating Vessels Principle) แต่ปัญหาที่แท้จริงคือ “พิสัยระดับน้ำทะเลช่วงน้ำขึ้น-น้ำลง” (Tidal Range)

 

  • ทะเลอันดามันมีช่วงน้ำขึ้นน้ำลงแตกต่างกันสูงถึง 3-4 เมตร
  • อ่าวไทยมีความแตกต่างเพียง 1-1.5 เมตร
  • วงรอบเวลา (Tidal Cycle) ของการขึ้นลงก็ไม่พร้อมกัน

 

หากใช้วิธีขุดคลองเจาะทะลุภูเขาให้เป็น คลองระดับน้ำทะเล (Sea-level Canal) แบบคลองสุเอซ ความแตกต่างของระดับน้ำนี้จะสร้าง “กระแสน้ำเชี่ยวจัด” (Tidal Currents) ที่ไหลกระแทกไปมาภายในคลองด้วยความเร็วอาจสูงถึง 5-7 นอต (Knots) กระแสน้ำที่เชี่ยวและผันผวนเช่นนี้จะทำให้เรือยักษ์ที่มีมวลมหาศาลสูญเสียการควบคุมทิศทาง (Steering Control) และพุ่งชนตลิ่งหรือชนกันเองได้ง่ายดาย

 

2.1.3 ทางตันของระบบประตูน้ำ (The Lock System Dead-end)

 

เพื่อแก้ปัญหากระแสน้ำเชี่ยว วิธีเดียวในทางวิศวกรรมคือการสร้าง ระบบประตูควบคุมน้ำ (Lock Systems) ขนาดยักษ์ที่ปากคลองทั้งสองฝั่ง (คล้ายคลองปานามา) แต่การทำเช่นนี้จะทำลายจุดเด่นเรื่อง “คลองลัด” ทันที เพราะ:

 

  • ข้อจำกัดด้านเวลา (Transit Time): เรือ ULCV จะต้องเสียเวลาจอดรอคิวหน้าปากคลอง และใช้เวลาหลายชั่วโมงในการค่อยๆ ปรับระดับน้ำเพื่อผ่านประตูน้ำแต่ละชั้น กระบวนการนี้อาจทำให้เรือเสียเวลาผ่านคลองรวม 1-2 วัน ซึ่งเมื่อหักลบกับระยะทางที่ประหยัดได้ 1,200 กิโลเมตร (เทียบกับการอ้อมมะละกาที่เรือวิ่งฉิวต่อเนื่อง) จะพบว่าแทบไม่ได้ประหยัดเวลาเลย
  • ต้นทุนมหาศาล: การสร้างและบำรุงรักษาประตูกั้นน้ำขนาด ULCV สองฝั่งมหาสมุทร จะดึงให้ต้นทุนการก่อสร้างทะลุ 2-3 ล้านล้านบาท นำไปสู่การต้องตั้ง “ค่าผ่านคลอง” ในอัตราที่แพงลิ่วจนไม่สามารถแข่งขันกับค่าผ่านช่องแคบมะละกา (ซึ่งแล่นผ่านฟรี) ได้เลย

 

2.2 มหาวิบัติทางระบบนิเวศ (Ecological Catastrophe)

 

การใช้โครงสร้างทางวิศวกรรมดัดแปลงธรรมชาติขั้นรุนแรง เพื่อเชื่อมสองมหาสมุทรที่มีนิเวศวิทยาต่างกัน จะสร้างปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างไม่อาจฟื้นคืนได้ (Irreversible Damage)

 

2.2.1 การพังทลายของชายฝั่งแบบโดมิโน (Catastrophic Coastal Erosion)

 

อ่าวไทยมีระบบ “กระแสน้ำเลียบชายฝั่ง” (Longshore Current) ที่ทำหน้าที่พัดพาทรายตามธรรมชาติจากทิศหนึ่งไปสู่อีกทิศหนึ่ง การสร้างเขื่อนกันคลื่นยาว 30 กิโลเมตรเพื่อปกป้องร่องน้ำ จะทำหน้าที่เป็น “กำแพงดักทราย” ขนาดมหึมา

 

  • ฝั่งหัวน้ำ (Updrift): ทรายจะทับถมจนตื้นเขิน
  • ฝั่งท้ายน้ำ (Downdrift): ชายหาดจะขาดแคลนทรายมาเติมเต็ม และถูกคลื่นกัดเซาะอย่างรุนแรง ชายหาดที่สวยงามของภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยจะถูกน้ำตีกินลึกเข้ามาในแผ่นดินเป็นระยะทางหลายสิบกิโลเมตร (หากรับรวมกับฝั่งอันดามัน ชายั่งอาจจะถูกกัดเซาะอย่างรุนแรงร่วมร้อยกิโลเมตร) รัฐจะต้องทุ่มงบประมาณนับแสนล้านเพื่อสร้างกำแพงกันคลื่นคอนกรีตที่น่าเกลียดตลอดแนวชายฝั่ง ซึ่งเป็นการทำลายทัศนียภาพทางธรรมชาติอย่างถาวร และจะลดทอนศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

 

2.2.2 พายุตะกอนและสุสานปะการัง (Sediment Plumes and Mass Coral Mortality)

 

การขุดลอกพื้นทะเลปริมาณหลายร้อยล้านลูกบาศก์เมตร จะทำให้เกิดตะกอนแขวนลอยในน้ำ (Sediment Plumes) ที่หนาแน่นและแผ่ขยายครอบคลุมพื้นที่กว้างขวาง

 

  • ตะกอนเหล่านี้จะทำให้น้ำทะเลขุ่นมัว บดบังแสงแดดที่ใช้ในการสังเคราะห์แสงของสาหร่ายเซลล์เดียวในเนื้อเยื่อปะการัง (Zooxanthellae)
  • เมื่อตะกอนตกตะกอน มันจะทับถมและอุดตันอวัยวะกรองกินอาหารของสิ่งมีชีวิตหน้าดิน ทำให้ปะการังน้ำตื้นและหญ้าทะเลตายลงอย่างรวดเร็ว (ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว) นำไปสู่การพังทลายของระบบนิเวศทั้งหมด

 

2.2.3 การรุกรานของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น (Marine Bio-Invasion)

 

วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตในอ่าวไทย (มหาสมุทรแปซิฟิก) และทะเลอันดามัน (มหาสมุทรอินเดีย) ถูกแยกออกจากกันด้วยแผ่นดินมานานหลายล้านปี การเปิดช่องทางเชื่อมต่อจะก่อให้เกิด การอพยพข้ามถิ่น (Lessepsian Migration) ดังที่คลองสุเอซเคยประสบปัญหาที่ปลาจากทะเลแดงอพยพไปทำลายระบบนิเวศในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน สายพันธุ์ที่แข็งแกร่งกว่าจากฝั่งหนึ่งจะเข้าไปล่าหรือแย่งอาหารสายพันธุ์ท้องถิ่นอีกฝั่งจนสูญพันธุ์ ทำลายความสมดุลของสายใยอาหาร (Food Web) อย่างรุนแรง

 

2.2.4 หายนะของน้ำจืดและภาคการเกษตร (Saline Intrusion)

 

การขุดคลองที่ลึกถึง 25 เมตร ตัดผ่านใจกลางแผ่นดิน ซึ่งน้ำในคลองลัดจะเป็นน้ำเค็ม (น้ำทะเล) จะตัดผ่านชั้นหินอุ้มน้ำ (Aquifers) และระบบน้ำบาดาล แหล่งน้ำใต้ดินของภาคใต้ของประเทศไทย ทำให้น้ำทะเลที่มีความเค็มสูงซึมแทรกเข้าสู่แหล่งน้ำจืดใต้ดิน รวมถึงแม่น้ำลำคลองสาขาที่เชื่อมต่อ แหล่งน้ำจืดเพื่อการอุปโภคบริโภคและพื้นที่เกษตรกรรมนับล้านไร่จะปนเปื้อนความเค็มจนไม่สามารถใช้เพาะปลูกหรือดำรงชีวิตได้ นำไปสู่ภาวะล่มสลายของชุมชนคนใต้สองฝั่งคลอง ลองนึกภาพสวนผลไม้ที่อำเภอหลังสวนที่ปลูกผลไม้ได้ดีที่สุดของประเทศที่ต้องล่มสลายทั้งหมดหากคลองผ่านในบริเวณนั้น

 

2.3 ความพังทลายทางเศรษฐกิจและสังคม (Socioeconomic Devastation)

 

เมื่อรากฐานทางนิเวศวิทยาพังทลาย ผลกระทบย่อมสะท้อนกลับมาสู่เศรษฐกิจฐานรากและวิถีชีวิตของผู้คนอย่างรุนแรง มูลค่าความสูญเสียเหล่านี้มักถูก “ประเมินต่ำกว่าจริง” (Underestimated) ในรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Studies) ที่มองเห็นแต่ตัวเลขผลตอบแทนจากการขนส่ง

 

2.3.1 จุดจบของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวระดับโลก (The End of World-Class Tourism)

 

โครงสร้างเศรษฐกิจของภาคใต้และของประเทศไทย พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวทางทะเลปีละหลายแสนล้านบาท หากชายหาดถูกกัดเซาะหายไป แนวปะการังเสื่อมโทรม น้ำทะเลขุ่นมัวตลอดปีจากการขุดลอกและการสัญจรของเรือน้ำมันและเรือสินค้า จุดขายของการเป็นสวรรค์เขตร้อน (Tropical Paradise) จะมลายหายไป ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร บริการดำน้ำ และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง จะเผชิญภาวะล้มละลาย นำไปสู่การเลิกจ้างงานมหาศาล

 

2.3.2 หายนะของความมั่นคงทางอาหารและอุตสาหกรรมประมง (Collapse of Food Security)

 

ป่าชายเลน หญ้าทะเล และแนวปะการัง คือ “แหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ” (Nursery Grounds) ที่สำคัญที่สุดของภูมิภาค เมื่อระบบนิเวศหน้าดินถูกทำลายจากการตีตะกอน ปริมาณสัตว์น้ำตามธรรมชาติจะลดลงอย่างฮวบฮาบ กระทบโดยตรงต่อชาวประมงพื้นบ้านหลายหมื่นครัวเรือน ไปจนถึงอุตสาหกรรมประมงพาณิชย์และโรงงานแปรรูปอาหารทะเล ห่วงโซ่อุปทานอาหารของประเทศจะได้รับความเสียหายอย่างหนัก

 

2.3.3 การสูญเสียที่ดินทำกินและการถูกแช่แข็งทางสังคม (Displacement and Social Division)

 

การเวนคืนที่ดินเพื่อขุดคลองขนาดกว้างกว่า 1 กิโลเมตรยาวนับร้อยกิโลเมตร รวมถึงพื้นที่ทิ้งดิน (Spoil Grounds) และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ จะทำให้ประชาชนนับหมื่นครัวเรือนต้องถูกบังคับย้ายถิ่นฐาน (Forced Displacement) สูญเสียที่ดินทำกินและรากเหง้าทางวัฒนธรรม

 

นอกจากนี้ การมี “รอยแยกขนาดยักษ์” ผ่ากลางประเทศ จะสร้างอุปสรรคในการเดินทางไปมาหาสู่กัน การสร้างสะพานข้ามคลองเพื่อให้เรือ ULCV ลอดผ่านได้ ต้องมีความสูงสุทธิถึง 70-80 เมตรเหนือระดับน้ำ ซึ่งต้องใช้โครงสร้างทางลาดเชื่อมต่อที่ยาวและมีราคาแพงมหาศาล รัฐจะสร้างสะพานข้ามได้เพียงไม่กี่แห่ง ทำให้แผ่นดินภาคใต้ตอนล่างถูก “ตัดขาด” ออกจากตอนบนโดยพฤตินัย สร้างความเหลื่อมล้ำและปัญหาทางสังคมที่ซับซ้อนตามมา

 

2.4 ภาพลวงตาทางภูมิรัฐศาสตร์และหลุมพรางทางยุทธศาสตร์โลก (Geopolitical and Supply Chain Illusion)

 

หากพิจารณาผ่านแว่นตาของเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ (International Political Economy) และภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) โครงการคลองไทยไม่ได้ตอบโจทย์การเป็นศูนย์กลางการค้า แต่กลับเป็น “จุดอ่อนทางยุทธศาสตร์” ที่พร้อมจะลากประเทศไทยเข้าสู่หลุมพรางของมหาอำนาจ

 

2.4.1 หนี้สินสาธารณะและกับดักการลงทุน (The Debt Trap and White Elephant Project)

 

ด้วยความซับซ้อนทางวิศวกรรม งบประมาณการสร้างคลองไทยอาจบานปลายไปถึง 2.5 – 3 ล้านล้านบาท ยังไม่รวมค่าดอกเบี้ยและค่าบำรุงรักษาระบบประตูน้ำและเขื่อนกันคลื่นในแต่ละปีที่มหาศาล

 

  • เพื่อให้คุ้มทุน คลองไทยจะต้องเก็บ “ค่าผ่านคลอง” (Toll Fee) ในอัตราที่สูงมาก
  • แต่หากตั้งราคาแพงเกินไป สายการเดินเรือระดับโลกก็จะเลือกเดินเรือผ่าน ช่องแคบมะละกา (Malacca Strait) ตามเดิม เนื่องจากเป็นเส้นทางธรรมชาติที่ใช้ฟรีและมีศูนย์กลางลอจิสติกส์อย่างสิงคโปร์รองรับอยู่แล้ว
  • ความเสี่ยงที่คลองไทยจะกลายเป็น “Mega White Elephant” (โครงสร้างพื้นฐานขนาดยักษ์ที่ไร้ประโยชน์และขาดทุนย่อยยับ) จึงมีสูงมาก นำประเทศไปสู่สภาวะล้มละลายและติดกับดักหนี้ต่างประเทศ

 

2.4.2 การทำลายความเป็นแกนกลางของอาเซียน (Disrupting ASEAN Centrality)

 

การวางตำแหน่งคลองไทยเพื่อแข่งขันแบบ “Zero-sum Game” หรือหมายมั่นจะ “ฆ่า” ท่าเรือของสิงคโปร์และมาเลเซีย เป็นแนวคิดที่ขัดต่อหลักการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียน การกระทำเช่นนี้จะสร้างความบาดหมาง แข่งขันกันหั่นราคา และทำลายความร่วมมือระดับภูมิภาค

 

ยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องสำหรับประเทศไทย คือการพัฒนาให้ภาคใต้เป็น “ประตูเชื่อมต่อพื้นที่ตอนใน” (Gateway of the Mainland) โดยใช้ระบบราง (Railways) และศูนย์กระจายสินค้าเชื่อมโยง สปป.ลาว กัมพูชา เมียนมา และภาคใต้ของจีน ให้มีทางออกสู่สองมหาสมุทร ซึ่งเป็นการเชื่อมโยง (Complement) ห่วงโซ่อุปทาน มากกว่าการแย่งชิงปริมาณเรือผ่านแดน

 

2.4.3 ศูนย์กลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการสูญเสียอธิปไตย (The Epicenter of Geopolitical Conflict & Erosion of Sovereignty)

 

นี่คือวิกฤตขั้นสูงสุดและอันตรายที่สุด หากคลองไทยถูกขุดขึ้นสำเร็จ โครงสร้างนี้จะยกระดับสถานะของแหลมมลายูให้กลายเป็น “จุดยุทธศาสตร์คอขวดมหาสมุทร” (Strategic Maritime Choke Point) แห่งใหม่ของโลกทันที แทนที่สิ่งนี้จะนำมาซึ่งอำนาจต่อรอง กลับจะนำพาประเทศไทยไปยืนอยู่เป็นเป้านิ่งใจกลางสมรภูมิสงครามเย็นยุคใหม่ (New Cold War)

 

  • ความขัดแย้งของมหาอำนาจ: สหรัฐอเมริกาภายใต้ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Strategy) และจีนภายใต้แนวคิดริเริ่มแถบและเส้นทาง (BRI) รวมถึงการแก้ปัญหา Malacca Dilemma ย่อมเล็งเห็นถึงความจำเป็นขั้นเด็ดขาดในการขอเข้ามาตั้งฐานทัพ จุดส่งกำลังบำรุง หรือจุดสดับตรับฟังทางทหาร เพื่อควบคุมเส้นทางยุทธศาสตร์นี้
  • สภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก (Strategic Dilemma) หากมหาอำนาจขอตั้งฐานทัพในประเทศ:
  • หากไทย “ไม่อนุญาต”: ไทยย่อมเผชิญกับความกดดันทางการทูต การถูกแทรกแซงทางการเมืองภายใน หรือแม้แต่มาตรการคว่ำบาตรกีดกันทางเศรษฐกิจจากมหาอำนาจที่ไม่พอใจ
  • หากไทย “อนุญาต”: ประเทศไทยจะก่อให้เกิดวิกฤตความมั่นคงขั้นวิกฤตกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะมาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งไม่มีทางยอมรับการมีอยู่ของกองเรือรบและฐานทัพของมหาอำนาจที่เข้ามาประชิดน่านน้ำและจ่อคอหอยประเทศของตน การกระทำเช่นนี้จะทำลายเสถียรภาพและระเบียบของอาเซียนจนย่อยยับ
  • การสูญเสียเอกราช: เมื่อคลองไทยถูกทวีความสำคัญจนเป็นเรื่องระดับโลก ผลกระทบจะลุกลามเมื่อชาติมหาอำนาจอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น หรืออินเดีย (ซึ่งมีกองบัญชาการอันดามัน-นิโคบาร์ดักอยู่ปากทาง) ต่างก็จะอ้างความชอบธรรมในการส่งกองเรือรบเข้ามาลาดตระเวนเพื่อรักษาสมดุลอำนาจ (Balance of Power) เมื่อถึงจุดนั้น อำนาจอธิปไตยของไทย (Thai Sovereignty) เหนืออาณาบริเวณคลองจะถูกลิดรอนโดยพฤตินัย ประเทศไทยจะสูญเสียความสามารถในการดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบยืดหยุ่น และตกเป็นรัฐกันชน (Buffer State) ในความขัดแย้งของมหาอำนาจอย่างสมบูรณ์แบบ

 

ส่วนที่ 3: สะพานน้ำ (Navigable Aqueduct) – โครงการที่ฝืนกฎฟิสิกส์และเศรษฐศาสตร์

 

เมื่อคลองขุดมีปัญหา จึงมีผู้เสนอแนวคิดการสร้าง “สะพานน้ำสำหรับเรือเดินสมุทร” (Navigable Aqueduct) เพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมบนพื้นดิน แต่เมื่อมองผ่านเลนส์ของวิศวกรรมศาสตร์เชิงปฏิบัติ สะพานน้ำคือ “ความฝันที่เป็นไปไม่ได้”

 

การจะสร้าง “รางน้ำลอยฟ้า” ให้ครอบคลุมการสัญจรของอสูรกายเหล็ก-คอนกรีตเหล่านี้ หมายความว่าคลองบนสะพานนั้นจะต้องมีความลึกอย่างน้อย 20-25 เมตร เพื่อป้องกันไม่ให้เรือที่ยาวกว่า 4 สนามฟุตบอล, กว้างเท่ากับถนน 10 เลน และ กินน้ำลึกเท่ากับตึก 5 ชั้น เกิดปรากฏการณ์ Squat Effect ซึ่งเป็นแรงดูดพลศาสตร์ที่เกิดขึ้นเมื่อเรือขนาดใหญ่วิ่งในน้ำตื้น ทำให้ตัวเรือจมลึกลงไปกว่าปกติจนอาจขูดกับพื้นคลองได้

 

ยิ่งไปกว่านั้น หากต้องการให้คลองนี้คุ้มค่าและเรือสามารถแล่นสวนทางกันได้ สะพานน้ำจะต้องมีความกว้างไม่ต่ำกว่า 150-200 เมตร และต้องตั้งอยู่บนเสาตอม่อที่สูงพอจะให้ความเจริญเบื้องล่าง (ถนน ทางรถไฟ ชุมชน) ดำเนินต่อไปได้ตามปกติ โครงสร้างที่ต้องรองรับความต้องการเหล่านี้ ถือเป็นการท้าทายกฎแห่งฟิสิกส์อย่างรุนแรง

 

หากขนาดของเรือทำให้คุณทึ่งแล้ว ปัญหาทางวิศวกรรมที่จะตามมานั้นเรียกได้ว่าเป็น “ฝันร้าย” ของผู้รับเหมาและผู้ออกแบบทั่วโลก

 

3.1 น้ำหนักมหาศาลที่โลกไม่เคยแบกรับ (The Massive Weight)

 

น้ำเป็นสสารที่หนักมาก น้ำเพียง 1 ลูกบาศก์เมตร มีน้ำหนักถึง 1 ตัน ลองจินตนาการถึงสะพานน้ำที่กว้าง 150 เมตร และลึก 25 เมตร น้ำหนักของน้ำต่อความยาวสะพานเพียง 1 เมตร จะสูงถึง 3,750 ตัน

 

หากเราต้องสร้างสะพานนี้ตัดข้ามคาบสมุทรด้วยระยะทางสมมติประมาณ 100 กิโลเมตร น้ำหนักของน้ำเพียงอย่างเดียว (ไม่รวมเรือ) จะสูงถึง 375,000,000 ตัน (375 ล้านตัน) นี่คือน้ำหนักพอๆ กับบรมบรรพต (ภูเขาทอง) จำนวน 2,000 เจดีย์รวมกัน นี่ยังไม่รวมถึงน้ำหนักของคอนกรีตเสริมเหล็กพิเศษที่ต้องใช้สร้างเป็น “ราง” ขนาดมหึมา และเสาตอม่อที่ต้องปักลงไปในสภาพธรณีวิทยาที่ซับซ้อนของภาคใต้ การออกแบบฐานรากให้รับน้ำหนักระดับมหากาฬนี้ตลอดแนว 100 กิโลเมตร โดยไม่ให้เกิดการทรุดตัวแม้แต่เซนติเมตรเดียว เป็นเรื่องที่ขีดความสามารถทางวิศวกรรมโยธาในปัจจุบันยากจะการันตีความปลอดภัย

 

3.2 การยืดหดตัวจากความร้อน (Thermal Expansion)

 

วัสดุก่อสร้างทุกชนิดย่อมขยายตัวเมื่อเจอความร้อนและหดตัวเมื่อเจอความเย็น โครงสร้างคอนกรีตและเหล็กที่ยาวติดกัน 100 กิโลเมตร ภายใต้แดดจัดของเส้นศูนย์สูตร จะมีการยืดและหดตัวในระดับที่รุนแรงมาก ในการสร้างสะพานทั่วไป วิศวกรจะใช้รอยต่อเพื่อการขยายตัว (Expansion Joints) เพื่อแก้ปัญหานี้ (แบบเดียวกับที่เราเห็นคานของระบบทางด่วนที่จะมีรอยต่อในระหว่างคานแต่ละคาน บนตอม่อ) แต่สำหรับสะพานน้ำ รอยต่อเหล่านี้ต้องรับน้ำหนักแรงกดทับมหาศาล และที่สำคัญที่สุดคือ ห้ามรั่วซึมโดยเด็ดขาด การหาเทคโนโลยีซีลกันน้ำที่ทนทานต่อการขยับตัวของโครงสร้างเหล็กขนาดยักษ์ตลอดระยะทาง 100 กิโลเมตร เป็นโจทย์ที่ยังไม่มีใครตอบได้ในสเกลนี้

 

3.3 พลศาสตร์ของกระแสน้ำ (Hydrodynamics) และแรงสั่นสะเทือน

 

เมื่อเรือน้ำหนักกว่า 240,000 ตัน แล่นเข้าสู่สะพานน้ำที่มีพื้นที่จำกัด เรือจะทำหน้าที่เหมือนลูกสูบขนาดยักษ์ สร้างคลื่นกระแทกหน้าเรือ (Bow Wave) (เหมือนในช่วงมหาอุทกภัย ปี 2554 ที่เราเกณฑ์เรือเพื่อผลักดันน้ำให้ไหลลงทะเล) และแรงดูดมหาศาลที่ท้ายเรือ มวลน้ำมหาศาลจะถูกผลักไปกระแทกกับผนังสะพานอย่างรุนแรง พฤติกรรมของน้ำในรางปิดยาว 100 กิโลเมตรจะสร้างแรงสั่นสะเทือน (Vibration) ส่งผ่านไปยังโครงสร้างคอนกรีตและตอม่ออย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจนำไปสู่การร้าวและพังทลายของโครงสร้างในที่สุด

 

3.4 หลุมดำทางการเงิน: งบประมาณที่อาจซื้อประเทศได้ทั้งประเทศ

 

เมื่อวิศวกรรมเผชิญทางตัน ต้นทุนทางการเงินจึงพุ่งทะยานสู่จุดที่ไร้เหตุผล เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน เราสามารถเปรียบเทียบกับสะพานน้ำมักเดบูร์ก (Magdeburg Water Bridge) ในประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นสะพานน้ำที่ยาวที่สุดในโลกปัจจุบัน (918 เมตร) สร้างขึ้นเพื่อรองรับเรือบรรทุกสินค้าในแม่น้ำขนาดเล็กเท่านั้น โครงการนี้ใช้งบประมาณราว 500 ล้านยูโร (ประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท) ในปี 2003

 

หากต้องขยายสเกลความยาวขึ้นอีกกว่า 100 เท่า และขยายความกว้าง-ความลึกเพื่อรองรับเรือ ULCV ที่ใหญ่กว่าเรือแม่น้ำหลายสิบเท่า งบประมาณการก่อสร้างอาจพุ่งสูงทะลุหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นตัวเลขที่อาจสูงกว่า GDP ของหลายประเทศในอาเซียนรวมกัน สายการเดินเรือระดับโลกไม่มีทางยอมจ่ายค่าผ่านทางที่แพงหูฉี่เพื่อชดเชยต้นทุนการสร้างสะพานนี้ และรัฐบาลใดที่กล้าลงทุนก็จะเผชิญกับสภาวะล้มละลายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ส่วนที่ 4: Land Bridge ในฐานะ “ทางเลือกทางยุทธศาสตร์” (Strategic Alternative) และระเบียงเศรษฐกิจเชื่อมจีนและอาเซียนภาคพื้นทวีป (The Hinterland Connection)

 

แม้ Land Bridge จะล้มเหลวหากมองในมุมของการ “ทดแทน” แต่โครงการนี้จะทรงคุณค่ามหาศาลหากถูกวางตำแหน่งให้เป็น “ทางเลือกทางยุทธศาสตร์” (Strategic Alternative) ช่องแคบมะละกาในปัจจุบันรองรับปริมาณการค้าราว 25-30% ของโลก และการขนส่งน้ำมันกว่า 60% ของเอเชีย แต่ช่องแคบนี้กำลังเผชิญกับความเสี่ยงระดับวิกฤต (Chokepoint Risks) ไม่ว่าจะเป็นความหนาแน่นของการจราจรทางน้ำ ภัยคุกคามทางความมั่นคง หรือแม้แต่อุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน (เช่น กรณีเรือ Ever Given ขวางคลองสุเอซ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อห่วงโซ่อุปทานโลกนับพันล้านดอลลาร์ต่อวัน)

 

ในบริบทนี้ การมี Land Bridge จะทำหน้าที่เสมือน “ระบบประกันภัยทางลอจิสติกส์ของโลก” เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน (Food and Energy Security) หากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ช่องแคบมะละกาหรือทะเลจีนใต้ถูกปิดกั้น Land Bridge ของไทยจะเป็นเส้นทางเดียวที่สามารถรักษาระบบการไหลเวียนของสินค้าจำเป็นให้กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกได้

 

และเพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดของ Double Handling ยุทธศาสตร์หลักของ Land Bridge ต้องเปลี่ยนจากการเป็น “ทางผ่านชั่วคราว” ไปสู่การเป็น “จุดกำเนิดและจุดหมายปลายทาง” (Origin & Destination Hub) ของสินค้า ซึ่งหมายถึงการดึงเอาพื้นที่ตอนใน (Hinterland) ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาเชื่อมต่อกับโครงข่ายนี้ แผนยุทธศาสตร์ลอจิสติกส์ระยะยาวต้องดำเนินการดังต่อไปนี้:

 

4.1 การเชื่อมต่อโครงข่ายรางระดับทวีป (Pan-Asian Railway Network Integration)

 

Land Bridge ต้องไม่สิ้นสุดแค่ระนองและชุมพร แต่ต้องเชื่อมโยงกับระบบรถไฟทางคู่ ซึ่งปัจจุบันมีรถไฟทางคู่ลงใต้จากกรุงเทพถึงชุมพรแล้ว และในระยะยาวต้องเชื่อมต่อกับระบบรถไฟความเร็วสูงที่พาดผ่านแนวยาวของประเทศ จากภาคใต้ขึ้นสู่กรุงเทพมหานคร อย่างไรก็ตามในระยะสั้นและระยะเร่งด่วน ต้องใช้ระบบถนนที่ประเทศไทยมีระบบเชื่อมโยงถนนดีที่สุดในภูมิภาคอาเซียนภาคพื้นทวีป และต้องเร่งสร้างและอัปเกรดสถานีและท่าบกเพื่อเชื่อมต่อหนองคาย กับ สปป.ลาว เพื่อใช้ระบบรางรถไฟลาว-จีน ไปจนถึงนครคุนหมิง (มณฑลยูนนาน) พื้นที่ภาคตะวันตกของจีน และทุกพื้นที่ในเอเชีย-ยุโรปโดยระบบของรางที่โครงการความริเริ่มแถบและเส้นทางที่ปัจจุบันเชื่อม 200 เมืองใหญ่ทั่วยุโรปได้แล้ว

 

4.2 ปลดล็อกศักยภาพ Mainland ASEAN

 

สินค้าอุตสาหกรรมและเกษตรแปรรูปจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทั่วทุกภาคของไทย สปป.ลาว เวียดนาม กัมพูชา และจีนตอนใต้ สามารถใช้เส้นทางรางมุ่งตรงสู่ท่าเรือฝั่งอันดามัน (ระนอง) เพื่อส่งออกไปยังตลาดเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และยุโรปได้โดยตรง โดยไม่ต้องอ้อมลงไปถึงท่าเรือแหลมฉบัง หรืออ้อมช่องแคบมะละกา นี่คือจุดที่ Land Bridge จะประหยัดเวลาและต้นทุนได้อย่างแท้จริง เพราะสินค้าถูกบรรจุใส่ตู้ตั้งแต่ต้นทาง และทำการยกขึ้นเรือ (Single Handling) เพียงครั้งเดียวที่ท่าเรือระนอง

 

4.3 เชื่อมโยง SEC กับ EEC อย่างไร้รอยต่อ

 

เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC ชุมพร-ระนอง-สุราษฏร์ธานี-นครศรีธรรมราช) จะต้องทำหน้าที่เป็นพื้นที่ปรับแต่งสินค้า (Customization) ประกอบชิ้นส่วน หรือแปรรูปขั้นสุดท้าย ก่อนส่งออก และต้องมีโครงข่ายลอจิสติกส์ที่เชื่อมโยงกับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC ฉะเชิงเทรา-ชลบุรี-ระยอง) อย่างแข็งแกร่ง เพื่อให้ไทยกลายเป็นฐานการผลิตที่สามารถกระจายสินค้าออกได้ทั้งสองมหาสมุทร (Two-Ocean Gateway) ได้อย่างคล่องตัว และในอนาคตต้องเร่งแผนแม่บทโลจิสติกส์ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีในการสร้างจุดเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจภาคกลาง, ภาคอีสาน และภาคเหนือ เพื่อเชื่อมโยงเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (SEZs) 10 จังหวัดชายแดน (เชียงราย, ตาก, กาญจนบุรี, สงขลา, หนองคาย, นครพนม, มุกดาหาร, สระแก้ว, ตราด และนราธิวาส) เพื่อเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตในภูมิภาคอาเซียนภาคพื้นทวีปได้อย่างแท้จริง

 

ส่วนที่ 5: ยุทธศาสตร์การลงทุนเพื่อถ่วงดุลมหาอำนาจ (Multinational Consortium)

 

ในยุคที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Fragmentation) และสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนทวีความรุนแรง โครงสร้างพื้นฐานระดับนี้ย่อมหนีไม่พ้นการถูกมองเป็นเครื่องมือขยายอิทธิพลทางการเมือง

 

หากประเทศไทยพึ่งพิงเงินทุนจากมหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่งเพียงชาติเดียว (เช่น การพึ่งพาข้อริเริ่ม Belt and Road Initiative – BRI ของจีนทั้งหมด) อาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านอธิปไตยทางเศรษฐกิจ (Debt-trap Diplomacy) และก่อให้เกิดความหวาดระแวงจากมหาอำนาจขั้วตรงข้าม ซึ่งรวมถึงอินเดีย ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา

 

การออกแบบโมเดลการลงทุนแบบ “กลุ่มทุนผสมผสาน” (Multinational Consortium): ไทยต้องใช้นโยบายการทูตเชิงเศรษฐกิจ (Economic Diplomacy) และหลักการความเป็นแกนกลางของอาเซียน (ASEAN Centrality) เข้ามาบริหารจัดการโครงการ รัฐบาลควรเปิดประมูลและจัดตั้งกลุ่มร่วมทุนระดับนานาชาติที่ประกอบด้วย:

 

  • จีน: ในฐานะผู้ใช้บริการหลักจากพื้นที่ตอนล่างของประเทศ และผู้นำด้านเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐาน
  • อินเดีย: ภายใต้นโยบาย Act East เพื่อให้ฝั่งอันดามันเชื่อมโยงกับโครงการ Trilateral Highway (ไทย-เมียนมา-ภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย) อย่างเป็นรูปธรรม สร้างฐานตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในอนาคต (อาเซียน+เอเซียใต้ โดยมีกรอบความร่วมมือ BIMSTEC เป็นแกนกลางที่เชื่อมโยงกับระบบโลจิสติกส์ในประเทศไทย)
  • ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้: ในฐานะเจ้าของเทคโนโลยีอุตสาหกรรมขั้นสูงและนักลงทุนหลักใน EEC เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านมาตรฐานและธรรมาภิบาล
  • สหรัฐฯ และยุโรป: เพื่อดึงดูดเทคโนโลยีสีเขียว (Green Port) และรักษาดุลยภาพทางยุทธศาสตร์ความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Strategy)

 

โมเดลการลงทุนแบบพหุภาคีนี้ จะทำให้มหาอำนาจทุกฝ่ายมี “ผลประโยชน์ร่วมกัน” (Vested Interests) ในการปกป้องและรักษาเสถียรภาพของ Land Bridge ของไทย แทนที่จะใช้เป็นพื้นที่ประลองกำลัง

 

ส่วนที่ 6: เงื่อนไขชี้ชะตา หากโครงการนี้จะเกิดขึ้นจริง

 

หากประเทศไทยต้องการยกระดับโครงการแลนด์บริดจ์ให้เป็นเมกะโปรเจกต์ต้นแบบระดับนานาชาติ รัฐบาลมีความจำเป็นขั้นเด็ดขาดที่จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข 2 ประการดังต่อไปนี้:

 

6.1 แสดงความจริงใจและยึดมั่นในข้อมูลเชิงประจักษ์:

 

รัฐบาลต้องลบล้างภาพจำของกระบวนการ EIA ที่ฉาบฉวยในอดีต ต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนนักวิจัยให้ลงพื้นที่ศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรทางทะเล แหล่งน้ำ และวิถีชีวิตชุมชนอย่างลึกซึ้งและเป็นอิสระ รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลทางวิศวกรรม สถิติตัวเลข และแผนการเวนคืนที่ดินอย่างตรงไปตรงมา ตลอดจนจัดกระบวนการรับฟังประชาพิจารณ์ (Public Hearing) อย่างแท้จริง โดยเคารพสิทธิของประชาชนในพื้นที่ ไม่ใช่เพียงการทำเอกสารเพื่อผ่านกระบวนการทางกฎหมาย

 

6.2 ความโปร่งใสและธรรมาภิบาลระดับสูงสุด (Zero Corruption):

 

โครงการระดับแสนล้านย่อมเป็นที่จับตามองของประชาคมโลก การที่กลุ่มทุนข้ามชาติแบบพหุภาคี (Multinational Consortium) จะกล้านำเม็ดเงินมาลงทุน รัฐบาลต้องทำให้โครงการนี้มีความโปร่งใสในทุกขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการสรรหาที่ปรึกษา การออกแบบ การประมูลจัดซื้อจัดจ้าง ไปจนถึงการให้สัมปทานบริหารท่าเรือและระบบราง โครงการต้องปราศจากการคอร์รัปชัน การล็อกสเปก และการเอื้อประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) การยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด จะเป็นเกราะป้องกันข้อครหา และเป็นการประกาศศักยภาพของประเทศไทยในการบริหารโครงการระดับโลกได้อย่างภาคภูมิ

 

บทสรุป ยุทธศาสตร์แลนด์บริดจ์ (Land Bridge) เพื่อวางตำแหน่งประเทศไทยเป็นประตูเชื่อมภูมิภาคสู่มหาสมุทรโลก

 

ในภาวะที่ประเทศไทยกำลังอ่อนล้าจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โตช้า ประเทศไทยต้องการอภิมหาโครงการที่หากทำได้สำเร็จประเทศไทยจะสามารถพลิกโฉมปฏิวัติเศรษฐกิจของไทยให้กลายเป็นจุดศูนย์กลางการเชื่อมโยงภูมิภาคอาเซียนภาคพื้นทวีปสู่มหาสมุทรโลก ยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องสำหรับการพัฒนาคาบสมุทรไทย ไม่ใช่การสร้างอภิมหาโปรเจกต์อย่างคลองขุดหรือสะพานน้ำที่ฝืนข้อจำกัดทางวิศวกรรม ทำลายสมดุลทางธรรมชาติ และตั้งเป้าเพื่อแย่งชิงสัดส่วนมาจากช่องแคบมะละกาอย่างสูญเปล่า รวมทั้งยังนำพาให้ประเทศไทยเข้าไปยืนอยู่ในจุดศูนย์กลางของความขัดแย้งสมุททานุภาพโลก

 

หากแต่ยุทธศาสตร์ที่สมควรพิจารณาอย่างย่ิง คือ การพัฒนา “แลนด์บริดจ์” ให้เป็น “Gateway of the Mainland” ประตูบานใหญ่ที่เชื่อมทรัพยากร ทุน และเทคโนโลยีจากแผ่นดินใหญ่ของเอเชีย (ไทย จีน และอาเซียนภาคพื้นทวีป) ออกสู่สองมหาสมุทร หากรัฐบาลสามารถดำเนินงานบนพื้นฐานของข้อมูลที่แท้จริง เปิดรับฟังเสียงประชาชน และบริหารจัดการด้วยความโปร่งใสสูงสุด โครงการนี้จะก้าวข้ามทุกภาพลวงตาทางการเมือง และกลายเป็นเครื่องยนต์ตัวใหม่ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยและภูมิภาคให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืนในเวทีโลก

The post ยุทธศาสตร์แลนด์บริดจ์ ประตูเชื่อมภูมิภาค: ทางออกที่ยั่งยืนเหนือคลองไทยและสะพานน้ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กัมพูชาเตรียมเดินหน้ากลไกไกล่เกลี่ยภาคบังคับภายใต้อนุสัญญา UNCLOS หากไทยยกเลิก MOU 44 จะเกิดอะไรขึ้น? https://thestandard.co/cambodia-unclos-maritime-dispute-mou/ Tue, 05 May 2026 07:13:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1203978 ภาพประกอบข่าว: กัมพูชาเตรียมใช้กลไกไกล่เกลี่ยภาคบังคับของ UNCLOS หากไทยยกเลิก MOU 2544 แสดงถึงความขัดแย้งพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล

กัมพูชาประกาศเจตนารมณ์ที่จะเดินหน้าใช้กลไกการไกล่เกลี่ย […]

The post กัมพูชาเตรียมเดินหน้ากลไกไกล่เกลี่ยภาคบังคับภายใต้อนุสัญญา UNCLOS หากไทยยกเลิก MOU 44 จะเกิดอะไรขึ้น? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าว: กัมพูชาเตรียมใช้กลไกไกล่เกลี่ยภาคบังคับของ UNCLOS หากไทยยกเลิก MOU 2544 แสดงถึงความขัดแย้งพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล

กัมพูชาประกาศเจตนารมณ์ที่จะเดินหน้าใช้กลไกการไกล่เกลี่ยภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS (United Nations Convention on the Law Of the Sea)หากไทยดำเนินการตามแผนยกเลิก MOU 2544 หรือบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลในไหล่ทวีป ที่มีการลงนามในปี พ.ศ. 2544 ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนจากการเจรจาทวิภาคีไปสู่ช่องทางกฎหมายระหว่างประเทศ

 

 
 

ภายใต้กลไกการไกล่เกลี่ยภาคบังคับนี้ มีข้อกำหนดและใจความสำคัญอย่างไร และไทยจะได้หรือเสียประโยชน์จากกลไกนี้ ซึ่งมี ‘ฝ่ายที่ 3’ เข้ามามีส่วนร่วมในการไกล่เกลี่ยด้วย

 

กัมพูชาผิดหวังไทยถอนตัว MOU 44 เดินหน้าไกล่เกลี่ยภาคบังคับ

 

กง ฟก (Kung Phoak) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา ให้สัมภาษณ์พิเศษสถานีโทรทัศน์แห่งรัฐของกัมพูชา (TVK) เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยแสดงความ “ผิดหวังอย่างยิ่ง” ต่อรายงานที่ว่า รัฐบาลไทยกำลังเตรียมที่จะยกเลิก MOU 2544 หรือบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลในไหล่ทวีป ที่มีการลงนามในปี พ.ศ. 2544

 

“เรารู้สึกผิดหวังอย่างยิ่งที่ฝ่ายไทยกำลังพิจารณาที่จะถอนตัวออกจาก MOU 2544 เพียงฝ่ายเดียว” เขากล่าว และอธิบายว่ากรอบดังกล่าวเป็นพื้นฐานของการเจรจาทางทะเลระหว่างสองประเทศ ที่ทั้งสองฝ่ายยึดถือมานานกว่า 2 ทศวรรษ เพื่อจัดการกับพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทย

 

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา เตือนว่าการถอนตัวฝ่ายเดียวจะเป็นการทำลายกลไกที่มีมายาวนาน ซึ่งมีรากฐานมาจาก “ความร่วมมือและความปรารถนาดีต่อกัน” อย่างสิ้นเชิง และอาจทำให้เกิดความไม่แน่นอนเกี่ยวกับวิธีการจัดการข้อพิพาทในอนาคต พร้อมส่งสัญญาณว่ากัมพูชาจะไม่มีทางเลือกและต้องพึ่งพากฎหมายระหว่างประเทศ โดยใช้กลไกการไกล่เกลี่ยภาคบังคับภายใต้ UNCLOS ในการระงับข้อพิพาท

 

“หากฝ่ายไทยถอนตัวออกจากบันทึกความเข้าใจฉบับนี้เพียงฝ่ายเดียว กัมพูชาจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องพึ่งพากฎหมายระหว่างประเทศ นี่สะท้อนถึงความหวังอย่างจริงใจของเราว่า ทั้งสองประเทศจะสามารถบรรลุข้อตกลงที่เป็นธรรม ยุติธรรม และยั่งยืน สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ” เขากล่าว และเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของกัมพูชาในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ

 

การไกล่เกลี่ยภาคบังคับของ UNCLOS คืออะไร?

 

การไกล่เกลี่ยภาคบังคับเป็นกระบวนการภายใต้ UNCLOS (ภาคผนวก 5 มาตรา 2) ซึ่งคณะผู้ไกล่เกลี่ยจะช่วยเหลือรัฐคู่กรณีในการหาข้อตกลงอย่างสันติเพื่อยุติข้อพิพาท

 

กระบวนการนี้สามารถใช้ได้ในกรณีที่ไม่มีข้อตกลงระหว่างรัฐเพื่อนบ้าน และรัฐหนึ่งได้ประกาศยกเว้นอำนาจศาลของหน่วยงานระงับข้อพิพาทที่มีผลผูกพันเกี่ยวกับเขตแดนทางทะเล

 

ดร.ภัทรพงษ์ แสงไกร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายว่า UNCLOS ให้อำนาจรัฐคู่กรณีในการระงับข้อพิพาทด้วยการฟ้องคดี ทั้งศาลโลก, ศาลระหว่างประเทศว่าด้วยกฎหมายทะเล (ITLOS) หรืออนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ แต่ประเทศไทยในฐานะรัฐภาคีของ UNCLOS ก็มีสิทธิ์ตั้งข้อสงวนตามมาตราที่ 298 เพื่อที่จะไม่เข้าสู่กระบวนการแก้ไขข้อพิพาทในกลไกเหล่านี้เช่นกัน

 

อย่างไรก็ตาม ดร.ภัทรพงษ์ ชี้ว่า ต่อให้มีการตั้งข้อสงวน แต่ในอนุสัญญาฯ ยังกำหนดให้รัฐภาคีระงับข้อพิพาทด้วยการไกล่เกลี่ยภาคบังคับ โดยการให้รัฐคู่พิพาทตั้ง ‘บุคคลที่ 3’ คือ คณะกรรมการไกล่เกลี่ยระหว่างประเทศ ซึ่งจะมีทั้งสิ้น 5 คน มาจากคู่พิพาท 2 ฝ่าย ที่เลือกมาฝ่ายละ 2 คน และเลือกประธานร่วมกัน

 

การทำหน้าที่ของคณะกรรมการไกล่เกลี่ย จะมีความคล้ายกระบวนการในศาล ต่างกันที่คณะกรรมการไกล่เกลี่ยไม่มีอำนาจทำคำตัดสินที่มีผลชี้ขาด แต่จะจัดทำรายงานที่มีลักษณะเป็นข้อแนะนำให้แล้วเสร็จภายใน 12 เดือน นับแต่ตั้งคณะกรรมการ เพื่อให้คู่พิพาทนำไปใช้เป็นฐานในการเจรจาระงับข้อพิพาทต่อไป

 

ดร.ภัทรพงษ์ ชี้ว่าการให้บุคคลที่สาม อย่างคณะกรรมการไกล่เกลี่ยเข้ามาเกี่ยวข้องนั้น แม้จะมีข้อดี คือ ช่วยขับเคลื่อนให้กระบวนการเจรจาเดินหน้าไปได้ แต่ก็มีข้อเสีย คือผลลัพธ์ที่ออกมาไม่อาจคาดการณ์ได้ทั้งหมด

 

โดยการตัดสินของ UNCLOS จะยึดหลักการ ‘ทางแก้ไขที่เที่ยงธรรม (Equitable Solution)’ แต่ไม่ใช่ ‘ความเท่าเทียม’ แบบการกำหนดเขตแดนโดยขีดเส้นตรงกลางแล้วแบ่งกัน ซึ่ง ดร.ภัทรพงษ์ มองว่ามีความเป็นไปได้ ที่หากตัดสินบนหลักการนี้ กัมพูชาอาจจะได้ผลประโยชน์มากขึ้น เนื่องจากข้อต่อสู้ของกัมพูชาคือ การเป็นประเทศเล็ก ประเทศกำลังพัฒนา และมีทางออกทะเลที่ติดกับเวียดนามค่อนข้างน้อย ในขณะที่ไทยเป็นประเทศที่พัฒนามากกว่า

 

เทียบกรณีติมอร์เลสเต-ออสเตรเลีย

 

ที่ผ่านมาเคยมีแค่กรณีเดียวที่รัฐภาคี UNCLOS ใช้กลไกการไกล่เกลี่ยภาคบังคับ คือกรณีของติมอร์ เลสเต กับออสเตรเลีย ซึ่งมีข้อพิพาทเรื่องผลประโยชน์ทรัพยากรทางทะเล โดยเฉพาะแหล่งขุดน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหนือทะเลติมอร์ ที่ชื่อ Greater Field Sunrise

 

การไกล่เกลี่ยภาคบังคับเป็นหนทางเดียวที่ติมอร์ เลสเตสามารถใช้ในการเจรจากับออสเตรเลียเกี่ยวกับเขตแดนถาวรได้ เนื่องจากในเดือนมีนาคมปี 2002 หรือ 2 เดือนก่อนที่ติมอร์-เลสเตจะได้รับเอกราช และเตรียมให้สัตยาบันในอนุสัญญา UNCLOS รัฐบาลออสเตรเลียตัดสินใจประกาศไม่รับอำนาจอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ และศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ในเรื่องที่เกี่ยวกับการกำหนดเขตแดนทางทะเล ส่งผลให้เมื่อติมอร์ ให้สัตยาบันและเข้าเป็นรัฐภาคีใน UNCLOS แล้ว จึงได้เริ่มใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยภาคบังคับในปี 2016

 

ภายใต้กระบวนการไกล่เกลี่ยภาคบังคับ ติมอร์ เลสเตและออสเตรเลียได้ยื่นข้อเสนอต่อคณะกรรมาธิการและเข้าร่วมกระบวนการเจรจาไกล่เกลี่ยจนสามารถตกลงกันเกี่ยวกับเขตแดนทางทะเลถาวรได้ ก่อนจะมีการลงนามในสนธิสัญญาร่วม ที่ทำให้ติมอร์ เลสเต ได้ส่วนแบ่งรายได้จากแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ สูงถึง 70% จากเดิมที่ต้องแบ่งเท่ากันทั้ง 2 ประเทศ ขณะที่ออสเตรเลียสูญเสียอำนาจทางกฎหมายและการบริหารจัดการในแหล่งน้ำมัน

 

อ้างอิง:

 

The post กัมพูชาเตรียมเดินหน้ากลไกไกล่เกลี่ยภาคบังคับภายใต้อนุสัญญา UNCLOS หากไทยยกเลิก MOU 44 จะเกิดอะไรขึ้น? appeared first on THE STANDARD.

]]>
​รมว.ศธ. เผยจ่อออกมาตรการช่วยเหลือผู้ปกครอง ระบุชุดนักเรียน-กระเป๋า-รองเท้า ใช้ของเดิมได้ ส่วนชุดลูกเสือเนตรนารี ไม่บังคับซื้อเต็มรูปแบบ https://thestandard.co/education-ministry-aid-parents-uniforms/ Tue, 05 May 2026 04:15:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1203898 ประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. แถลงมาตรการช่วยเหลือผู้ปกครองลดภาระค่าใช้จ่ายชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนก่อนเปิดเทอม

วันนี้ (5 พฤษภาคม) ​ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการ […]

The post ​รมว.ศธ. เผยจ่อออกมาตรการช่วยเหลือผู้ปกครอง ระบุชุดนักเรียน-กระเป๋า-รองเท้า ใช้ของเดิมได้ ส่วนชุดลูกเสือเนตรนารี ไม่บังคับซื้อเต็มรูปแบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. แถลงมาตรการช่วยเหลือผู้ปกครองลดภาระค่าใช้จ่ายชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนก่อนเปิดเทอม

วันนี้ (5 พฤษภาคม) ​ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ โรงเรียนใกล้เปิดเทอม เป็นช่วงที่ผู้ปกครองต้องเตรียมตัว นำบุตรหลานเข้าโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการ ได้มีมาตรการออกมา เพื่อให้ผู้ปกครองได้เตรียมตัวในช่วงก่อนเปิดเทอม คือมาตรการลดค่าครองชีพที่จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคน้ำมันแพง

 

ประเสริฐกล่าวต่อว่า เรื่องที่หลายคนถามเข้ามาคือเรื่องชุดนักเรียน ชุดลูกเสือเนตรนารี จะเอาอย่างไรแน่ โดยเรื่องชุดนักเรียน มีการอนุโลมให้สามารถใช้ชุดเดิมได้ แม้จะเลื่อนชั้นหรือย้ายโรงเรียน

 

ส่วนชุดลูกเสือเนตรนารี ไม่ได้บังคับจัดซื้อเต็มรูปแบบ สามารถใช้ผ้าพันคอกับหมวก ร่วมกับชุดนักเรียนหรือชุดพละได้ เช่นเดียวกันกับกระเป๋าและรองเท้าก็สามารถใช้ของเดิมได้แม้จะย้ายโรงเรียนก็ใช้ได้

 

นอกจากนี้ เรื่องการลดค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ไม่จำเป็น เช่นค่าบำรุงห้องสมุด ค่าบำรุงการเป็นสมาชิกชมรมต่างๆ ก็ลดได้ โดยมอบอำนาจให้ผู้อำนวยการโรงเรียน ได้ออกมาตรการที่จำเป็นเหมาะสมกับบริบท ในแต่ละเรื่องต่อไป ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และอาชีวะได้ออกหนังสือไปตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และโรงเรียนต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางให้ปฏิบัติให้ชัดเจนต่อไป

The post ​รมว.ศธ. เผยจ่อออกมาตรการช่วยเหลือผู้ปกครอง ระบุชุดนักเรียน-กระเป๋า-รองเท้า ใช้ของเดิมได้ ส่วนชุดลูกเสือเนตรนารี ไม่บังคับซื้อเต็มรูปแบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>