THE STANDARD WEALTH - สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ การเงิน และการลงทุน

×
THE STANDARD HOME ECONOMIC MARKET BUSINESS CRYPTOCURRENCY OPINION WEALTH MANAGEMENT WORK & LEADERSHIP LIFESTYLE & PASSION
กราฟตลาดหุ้นไทยผันผวน ลุ้นผลดีลสันติภาพ สหรัฐฯ-อิหร่าน ชี้ชะตาก่อนหยุดยาวสงกรานต์
EXCLUSIVE CONTENT BY SCB WEALTH

จับตา ‘เดิมพันหยุดยาว’ ดีลสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่านที่อิสลามาบัดชี้ชะตาหุ้นไทย! ลุ้น Short Covering ดันดัชนีแตะ 1,530 จุด หรือเสี่ยงดิ่งรับสงกรานต์เลือดหากเจรจาล้มเหลว

... • 12 เม.ย. 2026

HIGHLIGHTS

  • 11 เม.ย. วันชี้ชะตา การเจรจานำโดย JD Vance ที่กรุงอิสลามาบัด คือ ‘Trigger’ สำคัญของตลาดหุ้นโลกสัปดาห์นี้ หากผลออกมาบวก จะเกิดแรงซื้อคืน (Short Covering) มหาศาล
  • ทฤษฎี ‘Nash Equilibrium’ นักวิเคราะห์มองว่าคู่ขัดแย้งเริ่มถึงจุด ‘ต้นทุนสูงกว่าประโยชน์’ ทำให้การเปลี่ยนจากสนามรบสู่โต๊ะต่อรอง 10 ข้อเสนอมีโอกาสเป็นไปได้จริง
  • น้ำมันดิบเข้าสู่จุดเปลี่ยน การหยุดยิงชั่วคราวฉุดราคา Brent ร่วงแรง 12% เปิดโอกาสให้หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า การบิน และท่องเที่ยว กลับมาเป็น ‘ผู้นำตลาด’ (Sector Leader)
  • เวียดนาม ‘Star of EM’ การประกาศอัปเกรดสู่ Emerging Market ในปี 2026 ของ FTSE Russell คือสัญญาณบวกระยะยาวที่จะดึงเม็ดเงิน 6 พันล้านดอลลาร์เข้าภูมิภาค

ตลาดหุ้นโลกปรับเพิ่มขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา ปัจจัยหนุนหลักมาจากการที่สหรัฐฯ และอิหร่านเห็นชอบแผนหยุดยิง 2 สัปดาห์ เพื่อเปิดทางเจรจา โดยสหรัฐฯ ได้รับข้อเสนอ 10 ข้อจากอิหร่านเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นสำหรับการพูดคุย คณะเจรจานำโดย JD Vance รองปธน. สหรัฐฯ เตรียมเปิดการเจรจาที่กรุงอิสลามาบัด ทำให้ราคาน้ำมันอ่อนตัวลงแรงต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ฉุดหุ้นกลุ่มพลังงานลง 2.2% WoW ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ Brent ที่ร่วงลง 12.0% WoW

 

 
 

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อย หลังข่าวอิสราเอลละเมิดเงื่อนไขการหยุดยิงโดยยังคงโจมตีในเลบานอน นอกจากนั้น การโจมตีในภูมิภาคยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง ทั้งในอ่าวเปอร์เซีย เลบานอน และโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน เช่น ท่อส่งน้ำมันในซาอุฯ แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ก็ตาม

 

ด้าน Fed Minutes รอบการประชุมเดือน มี.ค. ระบุเจ้าหน้าที่บางส่วนกังวลว่าสงครามอิหร่าน อาจดันเงินเฟ้อเพิ่ม ทำให้อาจต้องขึ้นดอกเบี้ย หากเงินเฟ้อยังสูงกว่ากรอบเป้าหมาย อย่างไแรก็ตาม เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่เห็นว่า หากสงครามยืดเยื้ออาจกระทบตลาดแรงงานและเศรษฐกิจจนต้องลดดอกเบี้ยแทน

 

ขณะที่เงินเฟ้อ Core PCE เดือน ก.พ. ออกมา 3% YoY ตามที่ตลาดคาด ส่วน ISM Services PMI เดือน มี.ค. อยู่ที่ 54.0 ต่ำกว่าคาดและชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้า

 

ตลาดหุ้น EM ปรับขึ้น 5.4% WoW นำโดยตลาดหุ้นเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น 10% ตลาดหุ้นเวียดนามปรับตัวขึ้น 2.5% WoW ได้แรงหนุนเพิ่มเติมจากข่าว FTSE Russell ประกาศปรับเพิ่มสถานะเวียดนามจาก Frontier Market สู่ Emerging Market ในเดือนกันยายน 2026 โดยจะทยอยรวมเข้าดัชนีเป็น 4 ระยะ จนแล้วเสร็จในปี 2027 ซึ่งจะดึงเม็ดเงินลงทุนจากกองทุน Passive ทั่วโลกเข้าสู่ตลาดหุ้นเวียดนามสูงถึงประมาณ 6 พันล้านดอลลาร์

 

ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นโลก และมาตรการกระตุ้นการบริโภคระยะสั้นของรัฐบาล

 

ลุ้น Short Covering ดันดัชนีแตะ 1,530 จุด

 

บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มองว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางเริ่มมีแนวโน้มผ่อนคลายหลังข่าวหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แต่ความไม่แน่นอนยังอยู่ในระดับสูง เนื่องจากการเจรจายังเป็นเพียงจุดเริ่มต้น และยังไม่ชัดว่าจะนำไปสู่ข้อตกลงถาวรได้หรือไม่

 

โดยข้อเสนอ 10 ข้อของอิหร่านสะท้อนว่าเป้าหมายหลักครอบคลุมทั้งความมั่นคงของระบอบ การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และบทบาทเหนือช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่บางข้อที่ปฏิบัติจริงได้ยาก เช่นการเรียกเก็บค่าผ่านทาง 2 ล้านดอลลาร์ต่อลำ เรามองว่าเป็นเพียงราคาตั้งต้นเพื่อเจรจาทำให้สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนจากการเผชิญหน้าไปสู่การต่อรองมากขึ้น

 

บล.อินโนเวสท์ มองว่า dynamic ปัจจุบันเข้าใกล้ Nash Equilibrium มากขึ้น เนื่องจากทั้งสองฝ่ายมีต้นทุนจากสงครามสูงกว่าประโยชน์ ทำให้การเจรจาเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล และเพิ่มโอกาสที่สถานการณ์จะ de-escalate ใน 1-2 เดือนข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงยังอยู่ที่ปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะบทบาทของอิสราเอล ซึ่งอาจกระทบเสถียรภาพของการเจรจาและทำให้ความไม่แน่นอนยังคงอยู่

 

มุมมองนโยบายการเงิน แม้สถานการณ์มีแนวโน้มผ่อนคลาย แต่ Fed ยังไม่จำเป็นต้องเร่งลดดอกเบี้ย และยังคงยึดแนวทาง data-dependent โดยในระยะต่อไปจะให้น้ำหนักกับเงินเฟ้อคาดหวังมากกว่าราคาน้ำมัน หากเงินเฟ้อคาดหวังยังยึดเหนี่ยวใกล้ 2% Fed จะสามารถตรึงดอกเบี้ยได้ แต่หากเริ่มส่งผ่านไปสู่พฤติกรรมการตั้งราคา อาจต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น

 

กลยุทธ์การลงทุนตลาดหุ้นไทย

 

นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ (มองบวกต่อการเจรจา): ให้ปรับพอร์ตตามกรอบเวลาและความผันผวน ดังนี้

 

  • ระยะสั้น (1-4 สัปดาห์): เล่นเก็งกำไรในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากน้ำมันปรับฐานและ Supply Chain ฟื้น อาทิ สายการบิน (AAV THAI) โรงไฟฟ้า (GPSC BGRIM) ท่องเที่ยว (CENTEL ERW MINT) รพ. (BH BDMS) ยานยนต์ (AH SAT) รวมทั้งหุ้น SET50 ที่เป็นเป้า Short Covering ได้แก่ BTS LH MINT AWC BDMS HMPRO OR CPALL
  • ระยะกลาง (3-6 เดือน): สะสมหุ้น Defensive ที่มี High Pricing Power รับมือเงินเฟ้อ (ADVANC TRUE BDMS BH CHG BCH CPALL CPAXT BJC CPN)
  • ระยะยาว (6-12 เดือน+): ลงทุนกลุ่มพลังงานสะอาดและนิคมฯ ตามเทรนด์ลดการพึ่งพาฟอสซิล (GULF GPSC BGRIM GUNKUL WHA AMATA)
  • นักลงทุนที่รับความเสี่ยงต่ำ (กังวลเจรจาล้มเหลว): เน้นถือเงินสด/ตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อลดผลกระทบ Bond Yield พุ่งและรอจังหวะซื้อเมื่อสถานการณ์ชัดเจน รวมทั้งทำ Strategic Hedging ในหุ้นน้ำมัน (PTTEP PTTGC) และหุ้น High Dividend (Yield > 5%) ก่อน XD เม.ย.-พ.ค. นี้ (KTB KTC KBANK KKP TISCO BAM AP TLI)
  • Trading Idea : หุ้นที่ได้ประโยชน์จากมาตรการภาครัฐระยะสั้น โดยเน้นกลุ่มสินค้าจำเป็นซึ่งบริหารต้นทุนได้ดีท่ามกลางวิกฤตพลังงาน ได้แก่ CPALL CPAXT BJC TNP และหุ้น Summer Play ที่ได้ประโยชน์จากความต้องการซื้อสินค้าคลายร้อนสูงขึ้น (เครื่องดื่ม เครื่องใช้ไฟฟ้ากลุ่มทำความเย็น) ได้แก่ ICHI HTC CPALL HMPRO GLOBAL

 

“ช่วงสั้นมอง SET จะผันผวนตามสถานการณ์ตะวันออกกลางเป็นหลัก โดยแม้มีข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หนุนให้ดัชนีฟื้นตัวกลับมาปิดเหนือระดับ 1,480 จุด แต่ตลาดยังเฝ้าระวังเส้นตายและเงื่อนไขการเจรจาอย่างใกล้ชิด ทำให้ภาพรวมการลงทุนยังเปราะบางสูง โดยหากการเจรจาคืบหน้าเชิงบวกในช่วงหยุดยาวสงกรานต์ คาดมีโอกาสเห็นการทำ Short Covering หนุนให้ดัชนีปรับขึ้นไปทดสอบที่ 1,500-1,530 จุด แต่หากการเจรจาล้มเหลว คาดดัชนีมีความเสี่ยงถูกเทขายลงไปทดสอบจุดต่ำสุดเดิมที่ 1,320-1,350 จุด” บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุไว้ในส่วนหนึ่งของบทวิเคราะห์

 

ปัจจัยต้องติดตามสัปดาห์นี้

 

  • การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะมีขึ้นในวันเสาร์ที่ 11 เม.ย. รวมถึงแนวโน้มอิสราเอลและเลบานอนจะทำการเจรจาในสัปดาห์หน้า
  • การประชุม ครม. นัดแรกในวันเสาร์ที่ 11 เม.ย. เพื่อพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางท่ามกลางวิกฤตพลังงาน
  • ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ GDP 1Q26 ของจีน, PPI มี.ค. ของสหรัฐฯ, ส.อ.ท. แถลงดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมไทยในเดือน มี.ค. 26

 

หุ้นเด่นประจำสัปดาห์: AP - มีแรงส่งจากปันผลเด่น กำไรแกร่ง

 

แนะนำ บมจ. เอพี (ไทยแลนด์) หรือ AP เนื่องจากเหตุผลหลัก ดังนี้

 

  • เป็นหนึ่งในบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย ซึ่งมีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ (อาทิ ทาวน์โฮม บ้านเดี่ยว บ้านแฝด และคอนโดมิเนียม ภายใต้ 18 แบรนด์์) และกลุ่มลูกค้า จึงทำให้สามารถกระจายความเสี่ยงได้ในภาวะตลาดขาลง
  • ปี 2026 คาดกำไรปกติ 5.1 พันลบ. เติบโตเด่น 19.3%YoY แรงหนุนจากคาดรับรู้ backlog ราว 3.0 หมื่นลบ. เป็นรายได้ในปีนี้ โดยส่วนใหญ่จะรับรู้ใน 2H26 ขณะที่มีคอนโดใหม่ 5 โครงการที่มีกำหนดส่งมอบปีนี้ ซึ่งโครงการใหญ่สุด คือ Rhythm เจริญนคร ไอคอนิค (มูลค่า 5.0 พันลบ. ขายได้แล้ว 86%) จะเริ่มโอนใน 3Q26
  • เป็นหุ้น High Dividend ที่สร้างกระแสเงินสดและเป็นหลุมหลบภัยให้แก่พอร์ตลงทุนได้ โดยมีประวัติจ่ายปันผลต่อเนื่อง 24 ปี ด้วย Div. Yield สูงจูงใจราวปีละ 6% อีกทั้งราคาหุ้นผันผวนต่ำและกำไรยังมีโมเมนตัมเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง
  • เราประเมินราคาเป้าหมายไว้ที่หุ้นละ 10.50 บาท อิง PER 6.5 เท่า และมีเงินปันผลจ่ายจากกำไรปี 2025 หุ้นละ 0.52 บาท (XD 6 พ.ค.) คิดเป็น Div. Yield 6.2%

 

ธีมการลงทุนตลาดหุ้นโลก

 

สหรัฐฯ ดัน MATCH Act บีบพันธมิตรหยุดขายและซ่อมเครื่องผลิตชิปให้จีน พร้อมผนึกยักษ์ใหญ่ AI สกัดโมเดลจีนจากเทคฯโลก ด้านจีนโต้ด้วยกฎความมั่นคงซัพพลายเชนให้อำนาจรัฐคุมเทคฯและเร่งพึ่งเทคฯในประเทศเต็มรูปแบบ ภาพนี้เร่งการทดแทนเทคฯต่างชาติ ส่งผลบวกต่อกลุ่ม China AI Supply Chain อย่าง SMIC และ NAURA รวมถึงกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานอย่าง BABA, TENCENT และ GDS

 

  • สหรัฐฯ เสนอร่างกฎหมาย MATCH Act ซึ่งมุ่งควบคุมการส่งออกอุปกรณ์ผลิตชิปไปยังจีน ซึ่งหากอนุมัติอาจส่งผลต่อ ASML ทำให้ไม่สามารถให้บริการซ่อมเครื่อง DUV แก่ผู้ผลิตรายใหญ่ของจีน เช่น SMIC และ Huawei ได้อีกต่อไป ระยะสั้นมองเป็นแรงกดดันกลุ่มเซมิฯ โดยเฉพาะในฝั่งยุโรป ASML
  • นอกจากนี้บริษัทชั้นนำอย่าง OpenAI, Anthropic และ Google ร่วมมือกันผ่าน Frontier Model Forum เพื่อป้องกันไม่ให้จีนดึงความสามารถของโมเดล (Distillation) ไปสร้างของเลียนแบบต้นทุนต่ำ ซึ่งจะทำให้จีนจะเข้าถึงโมเดลระดับโลกได้ยากขึ้น บังคับให้บริษัทจีนต้องเร่งพัฒนา Domestic Models และโครงสร้างพื้นฐาน AI ของตนเองอย่างรวดเร็ว
  • ด้านจีนยกระดับซัพพลายเชนเป็นเรื่องความมั่นคงแห่งชาติ ให้อำนาจรัฐตรวจสอบและตอบโต้ประเทศที่กีดกันทางการค้า เช่น จำกัดส่งออกหรือคว่ำบาตร พร้อมตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้าตามความเสี่ยงด้านวัตถุดิบ เทคฯ และอุตฯสำคัญ
  • ผู้นำจีนส่งสัญญาณสองด้าน คือ 1.เร่งพึ่งตนเองด้านเทคฯและซัพพลายเชน และ 2. เน้นร่วมมือ การค้าเสรี และดึงดูดการลงทุนต่างชาติ โดยชูศักยภาพตลาดภายในประเทศและการบริโภคเป็นเครื่องยนต์หลัก

 

ภาพรวม เราเห็นแนวโน้มการพึ่งพาเทคฯในประเทศของจีนมากขึ้น ทำให้การลงทุนธีม China AI Supply Chain Self-Reliance ชัดเจนขึ้น ซึ่งจะกระจายตัวไปทั่วทั้ง Value Chain ไม่ใช่แค่ชิป แต่รวมถึง Memory และอุปกรณ์การผลิต โดยกลุ่มที่ได้รับประโยชน์คือบริษัทที่เน้นการทดแทนเทคโนโลยีต่างชาติ และมี Scale ที่แข็งแกร่ง 1) ต้นน้ำ - อุปกรณ์และชิป: SMIC, Huahong, NAURA, Cambricon, Biren 2) โครงสร้างพื้นฐานและแอปพลิเคชัน: GDS (Data Center), BABA, TENCENT, SenseTime, Horizon Robotics 3) อุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง: CATL (แบตเตอรี่/พลังงานสำหรับ AI) และ GigaDevice (Memory)

กรุณาเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความ EXCLUSIVE CONTENT ฟรี!

... • 12 เม.ย. 2026




Latest Stories