SEC Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/sec/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 29 Jun 2026 05:25:21 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘ทองคำดิจิทัล’ ที่ไม่ใช่ทอง: รู้จัก Bitcoin ETF ก่อนตัดสินใจ https://thestandard.co/bitcoin-etf-digital-gold-investment/ Mon, 29 Jun 2026 05:25:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1224494 โลโก้ Bitcoin บนหน้าจอดิจิทัลพร้อมฉากหลังเมือง

คนไทยผูกพันกับทองคำมายาวนาน ทั้งซื้อเก็บไว้ยามฉุกเฉินแล […]

The post ‘ทองคำดิจิทัล’ ที่ไม่ใช่ทอง: รู้จัก Bitcoin ETF ก่อนตัดสินใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ Bitcoin บนหน้าจอดิจิทัลพร้อมฉากหลังเมือง

คนไทยผูกพันกับทองคำมายาวนาน ทั้งซื้อเก็บไว้ยามฉุกเฉินและลงทุนผ่านกองทุนที่อิงราคาทองโดยไม่ต้องถือทองแท่ง ทองจึงได้ชื่อว่าเป็น ‘สินทรัพย์ปลอดภัย’ ที่ไว้ใจได้มานานหลายทศวรรษ หลายปีมานี้ Bitcoin ถูกเรียกขานว่า ‘ทองคำดิจิทัล’ เพราะมีคุณสมบัติบางอย่างคล้ายทอง แต่เมื่อลงไปดูข้อมูลจริง ภาพที่ได้กลับต่างจากคำเรียกนั้นอย่างมีนัยสำคัญ และนำไปสู่คำถามที่นักลงทุนควรตอบให้ได้ก่อนตัดสินใจ

 

 

Bitcoin เหมือนทองตรงไหน?

 

ความเชื่อว่า Bitcoin คือ ‘ทองคำดิจิทัล’ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ มีเหตุผลรองรับอยู่จริง ข้อแรก ปริมาณ Bitcoin ถูกกำหนดเพดานไว้ตายตัวที่ 21 ล้านเหรียญ คล้ายทองคำที่มีอยู่จำกัดในโลก ข้อสอง ไม่มีรัฐบาลหรือธนาคารกลางใดควบคุม ทำให้บางคนมองว่าเป็นเครื่องป้องกันความเสี่ยงจากนโยบายการเงินและเงินเฟ้อ เช่นเดียวกับบทบาทที่ทองเคยทำมา แต่ข้อมูล 5 ปีกำลังบอกเรื่องราวที่ต่างออกไป เมื่อนำข้อมูลราคาย้อนหลัง 5 ปี (มกราคม 2564 – มีนาคม 2569) มาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์ต่างๆ พบสิ่งที่ประหลาดใจ ความสัมพันธ์ระหว่าง Bitcoin กับทองคำอยู่ที่เพียง 0.06–0.11 ซึ่งแปลว่าแทบไม่มีความสัมพันธ์กันเลย ในวันที่ทองคำขึ้น Bitcoin ไม่ได้ขึ้นตาม และในวันที่ทองคำลง Bitcoin ก็ไม่ได้ลงตาม ในทางกลับกัน ความสัมพันธ์ระหว่าง Bitcoin กับดัชนีหุ้น S&P 500 ของสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 0.35–0.41 ซึ่งสูงกว่ามาก

 

ภาพที่เห็นจากข้อมูลจึงชัดเจน Bitcoin ขึ้นลงตามอารมณ์ของตลาดหุ้นมากกว่าตามราคาทอง พฤติกรรมใกล้เคียงกับ ‘หุ้นเทคโนโลยีที่มีความผันผวนสูง’ มากกว่า ‘สินทรัพย์ปลอดภัย’ นั่นหมายความว่าในช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตและตลาดหุ้นไปได้ดี Bitcoin มักให้ผลตอบแทนสูง แต่ในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวหรือมีวิกฤต Bitcoin จะร่วงลงพร้อมกับหุ้น ไม่ใช่ที่หลบภัยเหมือนทองคำ

 

หลักฐานที่ชัดที่สุดคือปี 2565 เมื่อดอกเบี้ยพุ่งจนตลาดหุ้นทั่วโลกปรับฐาน Bitcoin ดิ่งถึง -64% ภายในปีเดียว ขณะที่ทองคำลดลงเพียงเล็กน้อย ผู้ที่ซื้อ Bitcoin ด้วยหวังให้ช่วยพยุงพอร์ตยามวิกฤต จึงได้ผลตรงข้ามกับที่คาด

 

Bitcoin ETF คืออะไร และทำไมถึงเปลี่ยนเกม

 

กองทุน ETF (Exchange-Traded Fund) หรือ ‘กองทุนที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์’ คือกองทุนที่รวบรวมเงินจากนักลงทุนหลายคนไปลงทุนในสินทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น หุ้น ทองคำ หรือพันธบัตร แล้วแบ่งออกเป็น ‘หน่วยลงทุน’ ให้ซื้อขายได้สะดวกเหมือนหุ้นตัวหนึ่งในตลาด จุดเด่นของ ETF คือซื้อขายผ่านบัญชีหุ้นปกติได้ทันที ราคาขยับขึ้นลงตามราคาสินทรัพย์ที่กองทุนถืออยู่ และผู้ลงทุนไม่ต้องไปถือสินทรัพย์นั้นด้วยตัวเอง ตัวอย่างที่คนไทยคุ้นที่สุดคือ ETF ทองคำ ที่ให้ผลตอบแทนตามราคาทองโดยที่เราไม่ต้องซื้อทองแท่งมาเก็บในตู้เซฟ พูดง่ายๆ คือ ETF ทำให้การลงทุนในสินทรัพย์ที่เคยยุ่งยาก กลายเป็นเรื่องง่ายเหมือนซื้อหุ้นตัวหนึ่ง

 

ย้อนไปปี 2547 การเปิดตัวกองทุน SPDR Gold Trust (GLD) ในสหรัฐฯ เปลี่ยนวิธีที่คนทั้งโลกลงทุนในทองไปตลอดกาล ก่อนหน้านั้นต้องซื้อทองแท่งหรือเหรียญมาเก็บเอง แต่หลัง GLD เปิดตัว นักลงทุนซื้อทองได้ผ่านบัญชีหุ้นปกติ

 

วันนี้ Bitcoin กำลังถึงจุดเปลี่ยนแบบเดียวกัน Bitcoin ETF ทำงานเหมือน ETF ทองทุกประการ กล่าวคือ กองทุนซื้อ Bitcoin จริงมาเก็บ แล้วขายหน่วยลงทุนให้ผู้ลงทุน ผู้ถือได้รับผลตอบแทนตามราคา Bitcoin โดยไม่ต้องเปิดบัญชีกับแพลตฟอร์มคริปโต ไม่ต้องจัดการ Private Key และไม่ต้องเสี่ยง ‘ลืมรหัส’ จนเงินหาย

 

จุดเปลี่ยนมาถึงเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2567 เมื่อ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) อนุมัติ Bitcoin ETF แบบ Spot เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ วันแรกที่เปิดซื้อขายมีมูลค่าซื้อขายรวมกว่า 4.6 พันล้านดอลลาร์ และภายใน 50 วัน กองทุน iShares Bitcoin Trust ของ BlackRock กวาดสินทรัพย์ได้ถึง 10,000 ล้านดอลลาร์ สถิติที่ GLD เคยใช้เวลาถึง 817 วัน หรือเร็วกว่ากัน 16 เท่า

 

หลัง ETF อนุมัติ: สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

 

แม้ Bitcoin จะไม่ใช่ทองดิจิทัล แต่นับจาก SEC อนุมัติ Bitcoin ETF มีสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนชัดเจน นั่นคือการเข้าถึงและหน้าตาของกลุ่มผู้ถือรายใหญ่ของตลาด Bitcoin BlackRock บริษัทจัดการกองทุนใหญ่ที่สุดในโลก ปัจจุบันถือ Bitcoin ผ่าน iShares Bitcoin Trust มูลค่ากว่า 1.54 ล้านล้านบาท ตามด้วย Fidelity, Goldman Sachs และกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ขณะนี้มีสถาบันการเงินกว่า 1,800 แห่งทั่วโลกเปิดเผยว่าถือ Bitcoin ETF ในพอร์ตอย่างเป็นทางการ

 

ที่น่าจับตาคือสัดส่วนของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund) ที่เพิ่มต่อเนื่อง สะท้อนมุมมองระยะยาวมากกว่าการเก็งกำไรสั้นๆ ความเปลี่ยนแปลงนี้สำคัญกว่าที่เห็น เพราะสถาบันเหล่านี้มีกระบวนการตัดสินใจเข้มงวด มีคณะกรรมการลงทุน และกรอบความเสี่ยงชัดเจน การที่พวกเขาเลือกถือ Bitcoin จึงผ่านการวิเคราะห์มาแล้ว ไม่ใช่การซื้อตามกระแส

 

อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของสถาบันก็ไม่ควรถูกตีความว่า Bitcoin กลายเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยโดยอัตโนมัติ หรือเป็นสินทรัพย์ที่เหมาะกับนักลงทุนทุกคน บางสถาบันอาจถือเพื่อการจัดสรรสินทรัพย์ระยะยาว ขณะที่บางส่วนอาจใช้เพื่อกลยุทธ์การซื้อขายหรือการบริหารส่วนต่างราคา

 

แล้วควรมีไว้ในพอร์ตไหม?

 

คำถามที่นักลงทุนทั่วไปอยากรู้ที่สุดคือ ‘สรุปแล้วควรลงทุนไหม’ ผลทดสอบพอร์ตแบบผสมที่มีทั้งหุ้น พันธบัตร ทองคำ และสินค้าโภคภัณฑ์ ในช่วงปี 2567–2569 พบว่าการเติม Bitcoin ในสัดส่วน 5% ของพอร์ตให้ผลดีที่สุด คือผลตอบแทนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ความเสี่ยงรวมของพอร์ตเพิ่มเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อเพิ่มเกิน 10% ความเสี่ยงกลับพุ่งเร็วกว่าผลตอบแทนที่ได้

 

สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ Bitcoin ให้ผลดีในช่วงเศรษฐกิจเติบโตและตลาดหุ้นขาขึ้น แต่ทำหน้าที่ได้ไม่ดีนักยามเศรษฐกิจชะลอหรือเกิดวิกฤต การถือ Bitcoin ควรถูกมองเป็นสินทรัพย์เสี่ยงสูงที่อาจมีบทบาทเสริมในพอร์ตมากกว่าจะเป็นสินทรัพย์หลัก การลงทุนในสัดส่วนเล็กน้อยอาจเหมาะกับผู้ที่มีระยะเวลาลงทุนยาว รับความผันผวนระยะสั้นได้ สำหรับผู้สนใจ จุดเริ่มต้นที่เหมาะสมน่าจะอยู่ที่ 1–5% ของพอร์ต มากพอจะได้ประโยชน์จากการกระจายความเสี่ยง แต่ไม่มากจนกลายเป็นภาระเกินรับไหวเมื่อตลาดผันผวน

 

บทสรุป

 

Bitcoin อาจไม่ใช่ทองคำดิจิทัลอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่มันมีธรรมชาติเฉพาะตัว และกำลังมีที่ยืนชัดเจนขึ้นในพอร์ตระยะยาว การมาถึงของ ETF ทำให้เข้าถึงง่ายกว่าเดิมมาก เช่นเดียวกับที่กองทุนทองเคยเปิดทางให้คนทั่วไปลงทุนในทองโดยไม่ต้องถือทองแท่ง ประวัติศาสตร์บอกว่า GLD ใช้เวลาหลายปีกว่าจะกลายเป็นกระแสหลัก Bitcoin ETF กำลังเดินบนเส้นทางเดียวกัน เพียงแต่เร็วกว่ามาก ข้อมูลไม่ได้บอกว่าทุกคนต้องมี Bitcoin แต่บอกว่า สำหรับผู้ที่เข้าใจธรรมชาติแท้จริงของมัน การถือไว้ในสัดส่วนเล็กน้อยอาจเป็นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผลกว่าที่คิด

 

ภาพ: Rokas Tenys / Shutterstock

The post ‘ทองคำดิจิทัล’ ที่ไม่ใช่ทอง: รู้จัก Bitcoin ETF ก่อนตัดสินใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Michael Burry เตือนนักลงทุน ลดพอร์ต ‘หุ้นเทค’ ชี้ฟองสบู่ AI ส่อซ้ำรอยวิกฤตดอตคอม https://thestandard.co/michael-burry-warns-investors-tech-bubble/ Tue, 12 May 2026 04:44:43 +0000 https://thestandard.co/michael-burry-warns-investors-tech-bubble/ ไมเคิล เบอร์รี นักลงทุนชื่อดัง

Michael Burry นักลงทุนชื่อดัง ออกมาเตือนให้นักลงทุนลดสั […]

The post Michael Burry เตือนนักลงทุน ลดพอร์ต ‘หุ้นเทค’ ชี้ฟองสบู่ AI ส่อซ้ำรอยวิกฤตดอตคอม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไมเคิล เบอร์รี นักลงทุนชื่อดัง

Michael Burry นักลงทุนชื่อดัง ออกมาเตือนให้นักลงทุนลดสัดส่วนการถือครองหุ้นเทคโนโลยีที่กำลังพุ่งสูงขึ้น โดยระบุว่าสภาวะตลาดในปัจจุบันได้มาถึงจุดที่อันตรายอย่างยิ่งในหน้าประวัติศาสตร์ ซึ่งทำให้นึกถึงฟองสบู่เก็งกำไรในอดีต

 

Burry ผู้สร้างชื่อจากการทำนายวิกฤตซับไพรม์ปี 2008 ได้กล่าวเตือนให้นักลงทุน ‘ละทิ้งความโลภ’ ในขณะที่ความตื่นเต้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแรงซื้อตามโมเมนตัมกำลังดันมูลค่าหุ้นให้พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง

 

“วิธีที่ง่ายกว่าสำหรับคนส่วนใหญ่คือการลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้น โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยี สำหรับหุ้นตัวไหนที่กราฟพุ่งขึ้นแบบพาราโบลา (Parabolic) ควรลดสถานะลงเกือบทั้งหมด” Burry ระบุในโพสต์บน Substack เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

 

Burry ได้ออกมาเตือนหลายเดือนแล้วว่า การที่ตลาดหุ้นหมกมุ่นอยู่กับกระแส AI นั้น มีความคล้ายคลึงกับช่วงท้ายของยุคฟองสบู่ดอตคอมมากขึ้นเรื่อยๆ สัปดาห์ที่แล้ว เขาได้เปรียบเทียบทิศทางล่าสุดของดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ (SOX) กับช่วงขาขึ้นก่อนที่หุ้นเทคโนโลยีจะพังทลายในเดือนมีนาคม ปี 2000 โดยกล่าวว่า สภาพแวดล้อมในปัจจุบันให้ความรู้สึกเหมือน “ช่วงเดือนสุดท้ายของฟองสบู่ปี 1999-2000”

 

Burry กล่าวว่า เขายังคงรักษาสถานะ Short โดยใช้เลเวอเรจในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ เพื่อป้องกันความเสี่ยงกับหุ้นที่เขาถืออยู่ที่มองว่ามีราคาถูก ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่คล้ายคลึงกับที่เขาเคยใช้ในปี 2000

 

อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่าการเดิมพันสวนทางกับตลาดขาขึ้นด้วยการทำ Short Selling โดยตรงนั้น เป็นเรื่องเสี่ยงและไม่เหมาะสำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้นทุนของการทำกำไรขาลงมีราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ

 

“การ Short ไม่ใช่คำตอบ และไม่ใช่สิ่งที่คนส่วนใหญ่ควรทำ ตอนนี้การซื้อ Put Options โดยทั่วไปมีราคาแพง และการ Short หุ้นโดยตรงก็ยังคงสามารถสร้างความเจ็บปวดได้อย่างมหาศาล” Burry กล่าว

 

ความคิดเห็นดังกล่าวเป็นการเติมเชื้อไฟให้กับการถกเถียงที่กำลังก่อตัวขึ้นในวอลล์สตรีท ว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่พุ่งขึ้นจากกระแส AI นั้นได้หลุดลอยไปจากปัจจัยพื้นฐานแล้วหรือไม่ ดัชนีตลาดหุ้นหลักๆ ยังคงเดินหน้าทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง แม้จะมีวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง เนื่องจากนักลงทุนต่างแห่เข้าไปลงทุนในผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์และบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่

 

“แนวคิดในตอนนี้คือการถือเงินสดให้มากขึ้น และเตรียมพร้อมที่จะนำมันกลับไปลงทุนเมื่อสถานการณ์มีความสมเหตุสมผลมากกว่านี้” เบอร์รี ระบุ

 

“ประวัติศาสตร์บอกเราว่า ต่อให้งานปาร์ตี้จะดำเนินต่อไปอีกหนึ่งสัปดาห์ หนึ่งเดือน สามเดือน หรือหนึ่งปี แต่จุดจบของมันคือราคาที่จะปรับตัวลดลงอย่างหนัก” Burry กล่าว

 

ภาพ: Astrid Stawiarz / Stringer / GettyImages

อ้างอิง:

 

The post Michael Burry เตือนนักลงทุน ลดพอร์ต ‘หุ้นเทค’ ชี้ฟองสบู่ AI ส่อซ้ำรอยวิกฤตดอตคอม appeared first on THE STANDARD.

]]>
​ ศูนย์ ACSC เปิดสถิติอาชญากรรมไซเบอร์ 120 วันแรกปี 2569 กวาดความเสียหาย 7.4 พันล้านบาท เปิด 3 กลโกงหลักเตือนประชาชน https://thestandard.co/cybercrime-statistics-thailand-2025/ Mon, 11 May 2026 08:36:10 +0000 https://thestandard.co/cybercrime-statistics-thailand-2025/ ภาพกราฟิกแสดงสถิติอาชญากรรมไซเบอร์

วันนี้ (11 พฤษภาคม) ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) […]

The post ​ ศูนย์ ACSC เปิดสถิติอาชญากรรมไซเบอร์ 120 วันแรกปี 2569 กวาดความเสียหาย 7.4 พันล้านบาท เปิด 3 กลโกงหลักเตือนประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงสถิติอาชญากรรมไซเบอร์

วันนี้ (11 พฤษภาคม) ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ฯ และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์ฯ ได้เปิดเผยผลการวิเคราะห์สถานการณ์อาชญากรรมทางเทคโนโลยีและแผนประทุษกรรมของกลุ่มมิจฉาชีพในรอบ 120 วัน หรือระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 30 เมษายน 2569

 

โดยพบว่ามีสถิติการรับแจ้งความคดีออนไลน์รวมทั้งสิ้น 121,921 คดี สร้างมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 7.48 พันล้านบาท ซึ่งจากการวิเคราะห์เชิงลึก สามารถแบ่งรูปแบบการหลอกลวงออกเป็น 3 กลุ่มหลักที่มีลักษณะเฉพาะตัวแตกต่างกัน

 

กลุ่มที่ 1: การหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ (ปริมาณคดีสูงสุด)

 

การหลอกลวงในกลุ่มนี้มีจำนวนคดีสูงที่สุดถึง 85,215 คดี หรือคิดเป็นร้อยละ 69.9 ของคดีทั้งหมด โดยมีมูลค่าความเสียหายเฉลี่ยอยู่ที่ 15,727 บาทต่อคดี สถิติพบว่ามีการผันผวนตามเทศกาลหรือฤดูกาลจับจ่ายใช้สอย ซึ่งพุ่งสูงสุดในเดือนมีนาคมด้วยจำนวนกว่า 22,000 คดี ก่อนจะปรับตัวลดลงในเดือนเมษายน

 

ซึ่งเป็นผลสัมฤทธิ์จากมาตรการเตือนภัยของภาครัฐ รูปแบบที่พบมากที่สุดคือการหลอกลวงผู้ซื้อ ซึ่งครองสัดส่วนถึงร้อยละ 93 โดยมิจฉาชีพจะสร้างเพจหรือบัญชีโซเชียลมีเดียปลอมเพื่อขายสินค้ายอดนิยม พร้อมโพสต์รีวิวเท็จเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และเมื่อเหยื่อโอนเงินให้ก็จะทำการบล็อกช่องทางติดต่อทันที นอกจากนี้ ยังมีการหลอกเก็บค่าบริการหรือค่าธรรมเนียมพัสดุปลอม โดยการส่งข้อความแอบอ้างเป็นบริษัทขนส่งชื่อดัง เพื่อหลอกให้เหยื่อกดลิงก์ชำระเงิน ซึ่งพบว่าสร้างความเสียหายเฉลี่ยต่อคดีสูงกว่าการหลอกลวงผู้ซื้อหลายเท่า รวมถึงเริ่มพบกลวิธีหลอกลวงผู้ขายด้วยการใช้สลิปโอนเงินปลอมที่แนบเนียนขึ้น

 

กลุ่มที่ 2: การหลอกลวงเชิงผลประโยชน์และการลงทุน (มูลค่าความเสียหายสูงสุด)แม้กลุ่มนี้จะมีจำนวนคดีน้อยกว่า แต่กลับสร้างมูลค่าความเสียหายรวมสูงสุดถึง 5,997.7 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 80.2 ของความเสียหายทั้งหมด ด้วยมูลค่าความเสียหายเฉลี่ยสูงถึง 166,449 บาทต่อคดี ซึ่งสูงกว่ากลุ่มแรกราว 10 เท่า

 

อย่างไรก็ตาม สถิติในกลุ่มนี้มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องถึงร้อยละ 34.5 ตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมายและการทำงานร่วมกันของศูนย์ ACSC และศูนย์ AOC 1441 รูปแบบที่พบมากที่สุดคือการหลอกให้ทำงานเสริม เช่น การกดไลก์หรือรับออเดอร์สินค้า โดยจะหลอกล่อด้วยการจ่ายเงินจริงในรอบแรก ก่อนจะเร่งให้ลงทุนเพิ่มและอ้างสารพัดค่าธรรมเนียมเมื่อเหยื่อต้องการถอนเงิน รองลงมาคือการหลอกลงทุนผ่านแพลตฟอร์มปลอม ซึ่งสร้างความเสียหายเฉลี่ยสูงสุดในกลุ่มถึง 3.46 แสนบาทต่อคดี

 

นอกจากนี้ ยังมีการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ข่มขู่ว่าเหยื่อพัวพันคดีอาญาเพื่อบังคับให้โอนเงินมาตรวจสอบ ตลอดจนการหลอกให้รักแล้วชวนลงทุน ซึ่งใช้วิธีการผสมผสานเชิงจิตวิทยา

 

กลุ่มที่ 3: การโจมตีทางเทคนิคเชิงรุกและฉ้อโกงเทคโนโลยี (ภัยคุกคามขั้นสูง) สำหรับกลุ่มนี้ถือเป็นภัยคุกคามที่ต้องอาศัยทักษะทางเทคนิคของคนร้าย แม้จะมีปริมาณคดีน้อยที่สุดเพียง 673 คดี (ร้อยละ 0.55) แต่กลับมีมูลค่าความเสียหายเฉลี่ยต่อคดีพุ่งสูงสุดถึง 211,686 บาท และมีแนวโน้มขยายตัวอย่างน่าวิตก

 

โดยเฉพาะในเดือนมีนาคม รูปแบบการโจมตีครอบคลุมตั้งแต่การข่มขู่เปิดโปงข้อมูลจากแอปพลิเคชันเงินกู้นอกระบบ ที่มักส่งข้อความประจานเพื่อกดดันเหยื่อ ไปจนถึงการเจาะระบบและการขโมยข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งสร้างความเสียหายเฉลี่ยเกือบ 4 แสนบาทต่อคดี ที่น่ากังวลที่สุดคือการโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) ที่พุ่งเป้าไปยังกลุ่มผู้ประกอบการ SME และภาคธุรกิจ โดยทำการเจาะฐานข้อมูลองค์กรแล้วเรียกค่าไถ่ ซึ่งสร้างมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 50.6 ล้านบาท

 

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ได้ออกข้อแนะนำย้ำเตือนพี่น้องประชาชนให้ยกระดับความระมัดระวังขั้นสูงสุด โดยห้ามกดลิงก์หรือกรอกข้อมูลส่วนตัวจากข้อความที่ส่งมาทางแอปพลิเคชันโดยเด็ดขาด หากพบการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือหน่วยงานเอกชน ขอให้ติดต่อสอบถามไปยังต้นสังกัดโดยตรงทุกครั้ง

 

นอกจากนี้ ก่อนการลงทุนใดๆ ควรตรวจสอบรายชื่อบริษัทผ่านเว็บไซต์ของสำนักงาน ก.ล.ต. (SEC Check First) และตรวจสอบบัญชีปลายทางอย่างรัดกุมก่อนทำธุรกรรม เพื่อป้องกันการโอนเงินเข้าบัญชีม้า โดยขอให้ยึดหลัก มีสติ ไม่เชื่อ ไม่โอน อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของทรัพย์สินของตนเอง

The post ​ ศูนย์ ACSC เปิดสถิติอาชญากรรมไซเบอร์ 120 วันแรกปี 2569 กวาดความเสียหาย 7.4 พันล้านบาท เปิด 3 กลโกงหลักเตือนประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
หรือแลนด์บริดจ์เราต่างกัน? ย้อนรอยมหากาพย์ 40 ปี จากฝันคลองไทยสู่เกมเดิมพันยุคอนุทิน 2 เข็นต่อหรือพอแค่นี้ https://thestandard.co/thailand-land-bridge-history-future/ Thu, 07 May 2026 10:26:28 +0000 https://thestandard.co/thailand-land-bridge-history-future/ ภาพจำลองโครงการแลนด์บริดจ์เชื่อมระหว่าง จังหวัดชุมพร กับ จังหวัดระนอง เพื่อยกระดับการขนส่ง

โครงการ ‘แลนด์บริดจ์’ ถูกผลักดันเป็นแผนแม่บท มาตั้งแต่ป […]

The post หรือแลนด์บริดจ์เราต่างกัน? ย้อนรอยมหากาพย์ 40 ปี จากฝันคลองไทยสู่เกมเดิมพันยุคอนุทิน 2 เข็นต่อหรือพอแค่นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพจำลองโครงการแลนด์บริดจ์เชื่อมระหว่าง จังหวัดชุมพร กับ จังหวัดระนอง เพื่อยกระดับการขนส่ง

โครงการ ‘แลนด์บริดจ์’ ถูกผลักดันเป็นแผนแม่บท มาตั้งแต่ปี 2528 ในฐานะทางเลือกเชื่อมอ่าวไทย-อันดามัน เพื่อลดการพึ่งพาช่องแคบมะละกาและยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์โลก แต่ยังเผชิญข้อถกเถียงเรื่องความคุ้มค่า ต้นทุน และผลกระทบสิ่งแวดล้อมมาต่อเนื่องกว่า 40 ปี

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

ปัจจุบันด้วยภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนสงครามการค้า วิกฤตตะวันออกกลาง รัฐบาล ‘อนุทิน 2’ หยิบโครงการกลับมาศึกษาใหม่ในรูปแบบ PPP โดยคาดว่าจะใช้งบราว 9 แสนล้านบาท พร้อมโครงสร้างท่อพลังงาน-รถ-เรือ-ราง

 

โดยย้ำว่า ‘แลนด์บริดจ์’ ใช้งบน้อย-คุ้มกว่า ‘คลองไทย’ จะช่วยลดเวลาขนส่งและต้นทุนได้ราว 15% และมีเอกชนต่างชาติสนใจ

 

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีเสียงสะท้อน นักวิชาการและภาคเอกชน ยังตั้งคำถามว่า เมื่อรวมต้นทุนการขนถ่ายซ้ำซ้อนและดีมานด์จริง อาจไม่ประหยัดเวลาอย่างที่คาด และอาจไม่คุ้มเชิงพาณิชย์ในระยะยาว

 

ย้อนรอย 40 ปี แผนแม่บท ‘แลนด์บริดจ์’

 

‘แลนด์บริดจ์’ เป็นหนึ่งในโครงการขนาดใหญ่ที่ถูก หยิบยกขึ้นมาปัดฝุ่นในหลายรัฐบาล เรียกได้ว่าเป็นโครงการมหากาพย์ของไทย นับตั้งแต่เริ่มมีการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ตั้งแต่ปี 2528

 

ในขณะนั้นก็วางเป้าหมายไว้ว่าเพื่ออำนวยความสะดวกในการขนถ่ายสินค้า ช่วยร่นระยะทางข้ามทะเลอันดามัน-อ่าวไทย ให้เป็นที่ตั้งศูนย์กลางด้านธุรกิจพลังงานและอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเพิ่มอัตราการจ้างงานในภูมิภาค

 

ทว่า การสร้างแลนด์บริดจ์ ต้องใช้งบประมาณในการลงทุนมหาศาล บวกกับศึกษาความคุ้มค่าที่ต้องแลกด้วยผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพราะฉะนั้นในอดีตที่ผ่านมา แลนด์บริดจ์จึงเป็นเพียงภาพฝันที่ผ่านมา แล้วก็ผ่านไปในหลายรัฐบาล

 

เริ่มมาตั้งแต่ 2536 ญี่ปุ่นให้ทุนสนับสนุนในการศึกษาความเป็นไปได้ ต่อมารัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ก็ได้ยกโครงการแลนด์บริดจ์ให้บริษัทดูไบเวิลด์ไปศึกษา จนมาถึงรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปลุกโครงการขึ้นมาอีกครั้งและนำโครงการนี้บรรจุไว้ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

 

จนถึงช่วงปี 2566 รัฐบาลเศรษฐาก็กลับมาพัฒนาแผนและโรดโชว์ดึงดูดนักลงทุนต่างประเทศอย่างจีน ซาอุดิอาระเบีย ก็ยังไม่สำเร็จ

 

สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า “แนวคิดเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะคนไทยได้ยินการพูดถึง ‘คลองไทย’ หรือ ‘คอคอดกระ’ มาตั้งแต่หลายสิบปีก่อน มีการศึกษาและถกเถียงกันมาอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่ในช่วงหลังเรื่องเงียบหายไป”

 

ภาพจำลองโครงการแลนด์บริดจ์เชื่อมระหว่าง จังหวัดชุมพร กับ จังหวัดระนอง เพื่อยกระดับการขนส่ง 1

 

ชี้ปรับแผนรับบริบทภูมิรัฐศาตร์และความไม่แน่นอนตะวันออกกลาง

 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์โลกในปัจจุบัน โดยเฉพาะวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ปัญหาการควบคุมเส้นทางเดินเรือสำคัญ เช่น คลองปานามา ช่องแคบฮอร์มุซ และความกังวลเกี่ยวกับช่องแคบมะละกา ทำให้ประเทศไทยกลับมาทบทวนอีกครั้งว่า ควรมีโครงสร้างพื้นฐานทางเลือกเพื่อรองรับการค้าระหว่างประเทศหรือไม่

 

“แนวคิดของ แลนด์บริดจ์ คือ การเชื่อมท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามันเข้ากับฝั่งอ่าวไทย เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการค้าและโลจิสติกส์ของประเทศ”

 

โดยในรอบนี้ โครงการไม่ได้มีเพียงระบบถนนและรางเท่านั้น แต่ยังรวมถึงระบบท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติด้วย เพื่อให้สามารถขนส่งพลังงานข้ามฝั่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

เมื่อคำถามว่า เหตุใดจึงไม่เลือก ‘ขุดคลอง’ แบบคลองสุเอซหรือคลองปานามา

 

สิริพงษ์ ระบุว่า รูปแบบการลงทุนต่างกันอย่างสิ้นเชิง การขุดคลองไทยต้องใช้งบประมาณมหาศาล โดยผลศึกษาก่อนหน้านี้ประเมินไว้ราว 2 ล้านล้านบาท

 

ขณะที่โครงการแลนด์บริดจ์ ล่าสุดใช้งบประมาณประมาณ 9 แสนล้านบาท และสามารถดำเนินการในรูปแบบ PPP หรือการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนได้

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

 

ปรับแผนรับทั้งระบบ ‘ถนน เรือ ราง ท่อส่งน้ำมันและก๊าซ’ ย้ำใช้งบน้อยกว่าคลองไทย

 

ในโมเดลนี้ ภาครัฐจะรับหน้าที่จัดเตรียมที่ดินและโครงสร้างพื้นฐานบางส่วน ส่วนเอกชนจะเข้ามาลงทุนและบริหารจัดการ ทั้งท่าเรือ ระบบราง และระบบขนส่งต่าง ๆ ซึ่งช่วยลดภาระหนี้ของภาครัฐได้มาก

 

อีกเหตุผลสำคัญคือ ภูมิประเทศภาคใต้ของไทยมีลักษณะเป็นภูเขาจำนวนมาก การขุดคลองจึงมีความซับซ้อนสูง ทั้งด้านวิศวกรรมและต้นทุน

 

ประเด็นที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุด คือ ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เพราะการขนส่งผ่าน แลนด์บริดจ์ดูเหมือนจะมีขั้นตอนเพิ่มขึ้น ทั้งการขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์จากเรือขึ้นรถหรือรถไฟ ก่อนส่งต่อไปยังอีกฝั่งเพื่อโหลดขึ้นเรืออีกครั้ง

 

ดึงบริษัทระดับโลก Royal Haskoning เนเธอร์แลนด์ ศึกษาความคุ้มค่าลงทุน

 

ทั้งนี้ ปัจจุบัน สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้ศึกษาร่วมกับบริษัทที่ปรึกษาระดับโลกอย่าง Royal Haskoning เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมและการบริหารโครงการระดับโลกจากเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการประเมินโครงการลักษณะนี้

 

โดยผลการศึกษาล่าสุดระบุว่า ตัวเลขผลตอบแทนทางการเงิน (FIRR) อยู่ที่ประมาณ 11.8% และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) ราว 8.7% ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถลงทุนได้

 

นอกจากนี้ ยังมีการหารือกับบริษัทเดินเรือและผู้เชี่ยวชาญจากดูไบและจีน เพื่อประเมินศักยภาพในการดำเนินงานจริง

 

ผลศึกษาแลนด์บริดจ์ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์สูง 15%

 

โดยมุมมองของผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศยังเชื่อว่า “แม้จะต้องมีการเปลี่ยนถ่ายสินค้า แต่ก็ช่วยประหยัดต้นทุนได้ เมื่อเทียบกับการเดินเรืออ้อมช่องแคบมะละกา ซึ่งอาจใช้เวลามากกว่าเดิมถึง 4 วัน”

 

สำหรับการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ มีการประเมินว่าการใช้ แลนด์บริดจ์อาจช่วยลดต้นทุนได้ประมาณ 15% ขณะที่การขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติผ่านระบบท่อ จะช่วยลดต้นทุนได้มากกว่านั้นอีก

 

อย่างไรก็ตาม ยังมีเสียงวิจารณ์ว่า ผลการศึกษาของหลายหน่วยงานให้ตัวเลขแตกต่างกัน ทั้งจาก สนข. และจากงานศึกษาของสถาบันการศึกษา เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

สิริพงษ์ ยอมรับว่า ตัวเลขบางส่วนอาจคลาดเคลื่อน เพราะมีการนำผลศึกษาคนละโครงการมาเปรียบเทียบกัน เช่น ตัวเลข 2 ล้านล้านบาทที่ถูกพูดถึงนั้น เป็นของ ‘คลองไทย’ ไม่ใช่แลนด์บริดจ์

 

ขณะนี้ รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาโครงการอย่างรอบด้าน ภายในระยะเวลา 90 วัน โดยมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อพิจารณาทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และผลกระทบต่อประชาชน

 

อย่างไรก็ตาม สิริพงษ์ ย้ำว่า รัฐบาลไม่ได้ตั้งใจจะนำงบประมาณแผ่นดินจำนวนมหาศาลมาลงทุนเอง แต่จะใช้บทบาทของรัฐในการจัดทำข้อมูล ศึกษาความเป็นไปได้ และเชิญชวนภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน ซึ่งหากเอกชนสนใจลงทุนจริง ความเสี่ยงทางการเงินก็จะไม่ตกอยู่กับภาครัฐโดยตรง

 

สำหรับความสนใจจากภาคเอกชน ในปี 2567 กระทรวงคมนาคมเคยจัดโรดโชว์และได้รับความสนใจจากบริษัทเดินเรือชั้นนำระดับโลกกว่า 400 บริษัท ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกต่อการเดินหน้าโครงการ แต่หลังจากผลศึกษาฉบับใหม่เสร็จสิ้น ก็จะต้องมีการเปิดหารือและเชิญชวนผู้ลงทุนอีกครั้ง

 

อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงคือ เรื่องภูมิรัฐศาสตร์และความเป็นกลางของไทย จุดแข็งสำคัญของประเทศไทยคือ ‘ความเป็นกลาง’ และรัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก

 

ทั้งกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหมต่างมีส่วนร่วมในการพิจารณา “โครงการนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะเศรษฐกิจ แต่ยังเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ความมั่นคงระหว่างประเทศด้วย”

 

เข็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ (พ.ร.บ. SEC) รูปแบบ EEC

 

ขณะเดียวกัน ในด้านไทม์ไลน์จากนี้ ขั้นตอนแรก คือการผลักดันกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือ พ.ร.บ. SEC ในลักษณะใกล้เคียงกับ EEC เพื่อกำหนดสิทธิประโยชน์ด้านภาษี เงื่อนไขการลงทุน และมาตรการจูงใจต่าง ๆ สำหรับนักลงทุน

 

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยืนยันว่าจะต้องนำบทเรียนจาก EEC มาปรับใช้ โดยเฉพาะเรื่องผลกระทบต่อชุมชน วิถีชีวิต และการกระจายประโยชน์ให้คนในพื้นที่ได้รับประโยชน์สูงสุด

 

หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน และมีเอกชนตัดสินใจลงทุนจริง โครงการอาจเริ่มดำเนินการได้เร็วที่สุดในปี 2573

 

ทั้งนี้ ยังต้องติดตามผลการศึกษาฉบับใหม่อย่างใกล้ชิด เพราะแม้ฝ่ายสนับสนุนจะมองว่าแลนด์บริดจ์ เป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในยุคภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ แต่อีกหลายฝ่ายก็ยังตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า ความเป็นไปได้ทางธุรกิจ และผลกระทบระยะยาว ซึ่งทั้งหมดจะเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสิน อนาคตของโครงการนี้ต่อไป

 

“จุดแข็งที่สุดของประเทศไทย คือความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ และเราต้องรักษาสิ่งนี้ไว้ให้ได้ เพราะในวันที่โลกเปลี่ยน เส้นทางการค้าก็กำลังเปลี่ยนเช่นกัน ประเทศไทยจึงไม่ควรพลาดโอกาสครั้งสำคัญนี้”

 

แลนด์บริดจ์ ไม่ได้เป็นเพียงถนนหรือรถไฟ แต่คือการเชื่อมเศรษฐกิจ พลังงาน และอนาคตใหม่ของประเทศเข้าด้วยกัน

 

ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ไม่ได้ตั้งใจนำเงินภาษีประชาชนมาลงทุนทั้งหมด หากแต่มีหน้าที่สร้างข้อมูลที่รอบด้าน โปร่งใส และเปิดทางให้ภาคเอกชนตัดสินใจลงทุนอย่างมั่นใจ

 

ท้ายที่สุด “โครงการจะเดินหน้าหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกระแสหรือความคาดหวัง แต่ต้องตอบคำถามเรื่องความคุ้มค่าให้สังคมเห็นอย่างชัดเจนที่สุด”

 

ภาพจำลองโครงการแลนด์บริดจ์เชื่อมระหว่าง จังหวัดชุมพร กับ จังหวัดระนอง เพื่อยกระดับการขนส่ง 2

 

อีกหนึ่งมุมมองสำคัญต่อโครงการ แลนด์บริดจ์ มาจากภาคเอกชน THE STANDARD WEALTH พูดคุยกับ ดร.ธนิต โสรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ชั้นนำ ประธานกรรมการกลุ่ม V-SERVE GROUP และอดีตคณะทำงานด้านความมั่นคง อนุกรรมการที่ปรึกษาและจัดการความมั่นคงผลประโยชน์ทางทะเล สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)

 

มองต่าง ความคุ้มค่า ‘คลองไทย’ สู่ ‘แลนด์บริดจ์’

 

โครงการลงทุนแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง มูลค่าลงทุนมากกว่า 1 ล้านล้านบาท โครงการนี้ผลักดันมาหลายรัฐบาล กลับมาฟื้นคืนชีพพร้อมกับเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) เดิมพันภาคใต้จะกลายเป็นเส้นทางเดินเรือข้ามทวีประดับโลก โดยมีท่าเรือขนาดใหญ่กว่าแหลมฉบังเกือบสองเท่าทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน

 

ทั้งนี้ คาดหวังว่าจะเป็นแม่เหล็กดึงการลงทุนและสร้างงาน 2.8 แสนตำแหน่ง คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 1 ใน 4 ของแรงงานจังหวัดชลบุรี มูลค่าทางเศรษฐกิจปีละ 5 แสนล้านบาท รัฐบาลอนุทิน ชาญวีระกูล ประกาศเป็นนโยบายเรือธงของพรรคภูมิใจไทยเดินหน้าเร่งผ่านครม.เพื่อเปิดเฟสแรกปี 2573

 

หากโครงการเสร็จในอีก 5 ปีข้างหน้าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 5% จากค่าเฉลี่ย 2.5% และภาคใต้เศรษฐกิจอาจขยายตัว 9 -10% จากปัจจุบัน 2.0%

 

ดร.ธนิต สะท้อนมุมมองอย่างตรงไปตรงมาว่า มีความเห็นต่างจากหลายฝ่ายที่กำลังผลักดันโครงการนี้ เพราะตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ได้ศึกษาและบรรยายเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล รวมถึงแนวคิดเรื่อง ‘คลองไทย’ และ ‘แลนด์บริดจ์’ มาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเคยมีส่วนร่วมในคณะทำงานด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้องโดยตรง

 

โดยย้อนให้เห็นว่า แนวคิดแลนด์บริดจ์ เป็นการต่อยอดมาจากโครงการคลองไทยที่มีการศึกษามาตั้งแต่หลายสิบปีก่อน

 

แต่สุดท้ายก็ไม่ผ่านการพิจารณา กระทั่งในยุครัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน แนวคิดนี้ถูกผลักดันกลับมาอีกครั้ง ภายใต้กรอบ ‘Southern Economic Corridor’ หรือระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ ซึ่งรัฐบาลมองว่าเป็นโครงการระดับโลกด้านการขนส่งทางทะเล

 

ดร.ธนิต อธิบายว่า หากโครงการเกิดขึ้นจริง ไทยกำลังจะสร้างท่าเรือขนาดมหึมา ระดับรองรับตู้คอนเทนเนอร์ได้ถึง 20 ล้าน TEU ต่อปี หรือประมาณ ‘ครึ่งหนึ่งของสิงคโปร์’ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดของโลก และมีขนาดใหญ่กว่าท่าเรือแหลมฉบังในปัจจุบันถึงราว 2 เท่า

 

“นี่ไม่ใช่โครงการขนาดเล็ก แต่เป็นเมกะโปรเจกต์ระดับโลก ที่จะเปลี่ยนภูมิทัศน์ของทั้งจังหวัดชุมพรและระนองอย่างมหาศาล”

 

ถามรัฐ ‘ความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์’ คุ้มจริงหรือ?

 

แม้แนวคิดหลักของแลนด์บริดจ์ คือการลดระยะเวลาเดินเรือ โดยไม่ต้องอ้อมช่องแคบมะละกาที่มีระยะทางราว 930 กิโลเมตร แต่ ดร.ธนิต มองว่า ข้อมูลเรื่องการประหยัดเวลาอาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในปัจจุบัน

 

ในอดีตเรือเดินสมุทรมีความเร็วเฉลี่ยเพียงประมาณ 15 นอต แต่ปัจจุบันเรือขนาดใหญ่สามารถวิ่งได้ถึง 20 นอต ทำให้เวลาที่ประหยัดได้จริงอาจเหลือเพียงไม่ถึง 2 วัน ไม่ใช่ 4 วันอย่างที่มีการกล่าวอ้าง

 

ผู้เชี่ยวชาญโลจิสติกส์แนะหัวใจของโครงการ คือ ‘Time Economy’ เศรษฐศาสตร์เวลา

 

ทั้งนี้ หัวใจของโครงการนี้คือ Time Economy หรือเศรษฐศาสตร์ของเวลา “ถ้าประหยัดเวลาได้ไม่มากพอ ความคุ้มค่าทางธุรกิจก็จะลดลงทันที” ดร.ธนิต กล่าว

 

ขณะเดียวกัน แม้จะลดเวลาเดินเรือได้บางส่วน แต่กลับมีต้นทุนใหม่จำนวนมากเกิดขึ้น ทั้งค่าขนถ่ายสินค้า ค่าขนส่งทางรางและถนน ค่าผ่านทาง รวมถึงต้นทุนด้านเวลารอคอยในการถ่ายลำสินค้า

 

ดร.ธนิต ยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า การขนส่งผ่านแลนด์บริดจ์ เปรียบเสมือนการต่อเครื่องบินระหว่างประเทศ แม้ปลายทางจะใกล้ขึ้น แต่ก็ต้องเสียเวลารอเปลี่ยนเที่ยวบิน เช่นเดียวกับเรือสินค้าที่อาจต้องรอจังหวะการขนถ่ายระหว่างสองฝั่งทะเล

 

เรือไม่ได้มารอพร้อมกันพอดีทุกลำ

 

นอกจากนี้ เรือไม่ได้มารอพร้อมกันพอดีทุกลำหากระบบไม่ไหลลื่นเพียงพอ ต้นทุนเวลาและต้นทุนพื้นที่ คือ พื้นที่ภาคใต้ของไทยยังไม่ได้มีฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่รองรับเพียงพอ

 

จึงเกิดคำถามว่า เมื่อเรือมาส่งสินค้าแล้ว จะมีสินค้าอะไรส่งกลับหรือไม่ เพราะหากไม่มี ‘Demand Base’ ที่แข็งแรง โครงการก็อาจไม่สามารถสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

 

หากประเมินทั้งเรื่องต้นทุน เวลา และอุปสงค์ทางเศรษฐกิจร่วมกันแล้ว ‘โครงการยังไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์’

 

ทรัพยากรทางทะเลและการท่องเที่ยวเสี่ยงกระทบรุนแรง

 

นอกจากมิติด้านเศรษฐกิจ ยังแสดงความกังวลเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะพื้นที่อันดามันและจังหวัดระนอง ซึ่งมีทรัพยากรทางทะเลและการท่องเที่ยวที่สำคัญ หากเกิดอุบัติเหตุทางทะเลหรือการรั่วไหลของน้ำมัน อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศและเศรษฐกิจท้องถิ่น

 

รัฐควรสร้าง ‘Local Port’ รองรับเศรษฐกิจในประเทศให้แข็งแรงก่อน

 

อย่างไรก็ตาม ดร.ธนิต ไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดแต่อย่างใด แต่มองว่า “หากรัฐต้องการยกระดับโลจิสติกส์ของประเทศจริง ควรพัฒนาในระดับที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่มากกว่า เช่น การสร้าง Local Port” เพื่อรองรับเศรษฐกิจภายในประเทศ หรือการพัฒนาท่าเรือด้านพลังงานและปิโตรเคมี ซึ่งอาจตอบโจทย์ได้มากกว่าในเชิงเศรษฐกิจ

 

หากรัฐบาลจะเดินหน้าโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘อย่าใช้เงินภาครัฐลงทุนทั้งหมด’ แต่ควรเปิดให้เอกชนที่เชื่อมั่นในศักยภาพของโครงการเข้ามารับความเสี่ยงเอง และต้องออกแบบสัญญาให้รัดกุม เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาโครงการถูกทิ้งกลางทางเหมือนหลายกรณีในอดีต

 

ทั้งหมดนี้คืออีกหนึ่งมุมมองจากภาคเอกชนและผู้ที่คลุกคลีอยู่กับธุรกิจเดินเรือและความมั่นคงทางทะเลมาอย่างยาวนาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า โครงการ Land Bridge ยังมีทั้งโอกาส ความหวัง และคำถามสำคัญที่สังคมไทยต้องร่วมกันพิจารณาอย่างรอบด้านต่อไป

 

ภาพจำลองโครงการแลนด์บริดจ์เชื่อมระหว่าง จังหวัดชุมพร กับ จังหวัดระนอง เพื่อยกระดับการขนส่ง 3

 

มองอีกมุม ผ่านเลนส์ ‘สภาพัฒน์-จุฬาฯ’ ชี้อาจได้ไม่คุ้มเสีย

 

ล่าสุด โครงการศึกษาความเป็นไปได้ ในการเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งทางทะเลฝั่งอ่าวไทยและอันดามันของประเทศไทย (รายงานฉบับสมบูรณ์) โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกับศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยแพร่เมื่อเดือน เม.ย.2568 ระบุว่า เมื่อพิจารณาด้านระยะเวลาในการขนส่ง ก็พบว่า การขนส่งผ่านสะพานเศรษฐกิจทางบก ‘ไม่ได้ช่วยประหยัดเวลารวมของการเดินเรือ’

 

เนื่องจากถึงแม้การขนส่งผ่านสะพานเศรษฐกิจทางบกจะใช้ระยะทางการเดินเรือในทะเลที่สั้นกว่าและอาจประหยัดเวลาของเรือไปได้สูงสุดประมาณ 2 วัน

 

แต่การใช้สะพานเศรษฐกิจทางบกจะต้องมีเรือมาเสียเวลาเทียบท่าขนถ่ายสินค้าฝั่งละประมาณ 1 วัน เท่ากับเสียเวลารวมทั้งหมดในการเทียบท่าไม่น้อยกว่า 2 วัน

 

อีกทั้ง การเสียเวลาของเรือในการเทียบท่าขนถ่ายสินค้าและการเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจำนวนมากจากการขนถ่ายซ้ำซ้อน (Double Handling) จะเกิดกับเรือทุกประเภท ไม่ได้เป็นเฉพาะกับสินค้าตู้คอนเทนเนอร์เท่านั้น

 

ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากทั้งค่าใช้จ่ายและระยะเวลาจะเห็นว่า เรือที่แล่นผ่านช่องแคบมะละกาที่ไม่มีความจำเป็นต้องแวะเทียบท่า จะไม่มาเดินเรือผ่านโครงการสะพานเศรษฐกิจทางบกเลย

 

‘เอกนิติ’ นั่งหัวโต๊ะ ศึกษาทุกมิติ ขีดเส้น 90 วัน

 

หลังจากนี้ คงต้องติดตาม เมื่ออนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้มีคำสั่งแต่งตั้ง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะกรรมการศึกษา

 

โดยย้ำว่าต้อง สร้างความชัดเจนให้กับสังคมในมิติทางเศรษฐกิจภาพรวม เนื่องจากสถานการณ์โลกในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จำเป็นต้องมีการศึกษาที่ครอบคลุมมิติที่กว้างขึ้น 90 วัน

 

ภาพ: Nature’sLens21 / Shutterstock

The post หรือแลนด์บริดจ์เราต่างกัน? ย้อนรอยมหากาพย์ 40 ปี จากฝันคลองไทยสู่เกมเดิมพันยุคอนุทิน 2 เข็นต่อหรือพอแค่นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. เงาสีส้ม ชี้ พ.ร.ก. กู้เงินฯ 4 แสนล้าน ไม่แก้วิกฤตระยะยาว ห่วงแลนด์บริดจ์เป็นเหตุพึ่งพามหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง https://thestandard.co/shadow-cabinet-loan-landbridge-crisis-warning/ Wed, 06 May 2026 06:55:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1204284 ภาพกลุ่มคณะรัฐมนตรีเงาของพรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แถลงข่าวประเด็น พ.ร.ก. กู้เงิน และโครงการแลนด์บริดจ์

การประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม. เงา) ของพรรคประชาชนนัดแรก […]

The post ครม. เงาสีส้ม ชี้ พ.ร.ก. กู้เงินฯ 4 แสนล้าน ไม่แก้วิกฤตระยะยาว ห่วงแลนด์บริดจ์เป็นเหตุพึ่งพามหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกลุ่มคณะรัฐมนตรีเงาของพรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แถลงข่าวประเด็น พ.ร.ก. กู้เงิน และโครงการแลนด์บริดจ์

การประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม. เงา) ของพรรคประชาชนนัดแรก นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้เสนอแนวทางการบริหารประเทศโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง พร้อมประเมินนโยบายของรัฐบาลในปัจจุบัน

 

 
 

ครม. เงาได้หยิบยกประเด็นผลกระทบระดับมหภาคที่สำคัญขึ้นมานำเสนอ ได้แก่ ความเสี่ยงจากการออกพระราชกำหนดกู้เงิน 400,000 ล้านบาท โครงการแลนด์บริดจ์ที่เชื่อมโยงกับความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ และการจัดสรรงบประมาณเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานในภาคการขนส่งและประมง

 

ห่วง พ.ร.ก. กู้เงินฯ 4 แสนล้าน เพียงหวังคะแนนนิยม

 

ในประเด็นการเตรียมออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ณัฐพงษ์ระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะเป็นการใช้งบประมาณระยะสั้นโดยปราศจากหลักการ เพื่อหวังผลด้านคะแนนนิยม และขาดการเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์สงครามที่อาจยืดเยื้อ โดยเสนอให้รัฐบาลดำเนินการอย่างโปร่งใส ไม่ใช้งบประมาณแบบหว่านแห และแสดงแผนการชำระหนี้ต่อสาธารณะ

 

ศิริกัญญา ตันสกุล สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ขยายความว่า แผนการจัดสรรงบประมาณ 200,000 ล้านบาทในโครงการคนละครึ่ง เป็นการเยียวยาที่ไม่มีการคัดกรอง ทำให้ผู้ที่เดือดร้อนจริงอาจไม่ได้รับความช่วยเหลือ ในขณะที่โครงการไทยช่วยไทยพลัสมีแผนการใช้งบประมาณทั้งหมดภายในระยะเวลา 4 เดือน ซึ่งหากวิกฤตพลังงานยังคงยืดเยื้อ รัฐบาลจะไม่มีข้อต่อรองทางการคลังสำหรับการกู้ยืมครั้งใหม่

 

ส่วนงบประมาณอีก 200,000 ล้านบาทที่จัดสรรสำหรับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจนั้น คณะรัฐมนตรีเงาประเมินว่าไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนถึงขั้นต้องออกเป็น พ.ร.ก. และเสนอให้รัฐบาลทบทวนรายละเอียดเพื่อนำเสนอเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ผ่านสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาพิจารณาไม่เกิน 3 เดือน

 

ศิริกัญญาเปิดเผยด้วยว่า พรรคประชาชนอยู่ระหว่างการปรึกษากันภายในว่าจะมีการยื่นส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความหรือไม่ โดยได้รับทราบมาว่า พรรคประชาธิปัตย์จะขอเสียงในการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความด้วย คงจะต้องมีการพูดคุยกันระหว่างพรรค เพราะตอนนี้ยังไม่เห็นตัวคำร้อง ต้องดูว่าเห็นตรงกันหรือไม่ในแต่ละประเด็น ก่อนที่จะมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญ

 

อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อที่จะอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงินฯ ในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ หากมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญก่อน ก็อาจจะมีการชะลอการนำ พ.ร.ก.เข้ามาให้อนุมัติเห็นชอบในสภาฯ

 

หวั่นแลนด์บริดจ์ซ้ำรอย EEC เตือนอย่าทิ้งไพ่ให้มหาอำนาจฝ่ายเดียว

 

สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ ณัฐพงษ์แสดงข้อห่วงใยว่าโครงการนี้อาจสร้างปัญหาซ้ำรอยโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และอาจพาประเทศไทยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของมหาอำนาจหากรัฐบาลตัดสินใจบนปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์เพียงอย่างเดียว เนื่องจากขาดความคุ้มค่าทางการเงิน

 

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า แม้รัฐบาลจะมอบหมายให้ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ศึกษาโครงการเพิ่มเติมเป็นเวลา 90 วัน เพื่อลดแรงเสียดทาน แต่โครงการดังกล่าวยังอยู่ภายใต้ร่าง พ.ร.บ. ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ซึ่งเป็นการให้อำนาจพิเศษข้ามผ่านกฎหมายเดิมและมีความเสี่ยงที่จะขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน

 

ในด้านการเงิน โครงการนี้มีอัตราผลตอบแทนเพียง 4% และมีมูลค่าปัจจุบันสุทธิติดลบ 40,000 ล้านบาท รัฐบาลจึงควรพิจารณาปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างรอบคอบ และกระจายความเสี่ยงโดยการร่วมลงทุนด้านเทคโนโลยีกับหลายประเทศแทนการพึ่งพามหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่ง

 

ขณะที่ ภคมน หนุนอนันต์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ กล่าวเสริมว่า รัฐบาลควรชี้แจงเป้าหมายที่แท้จริงของการสร้างนิคมอุตสาหกรรมภายใต้ร่าง พ.ร.บ. SEC และระบุให้ชัดเจนว่าเม็ดเงินทางเศรษฐกิจจะตกสู่กลุ่มใด พร้อมเปิดเผยข้อมูลว่าในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีการกว้านซื้อที่ดินจำนวน 500 ไร่โดยบริษัทตัวแทนที่คนในพื้นที่รู้จักในนาม ‘อาม่า’

 

นอกจากนี้ ภคมนยังกล่าวถึงกรณีที่ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยกเลิกการลงพื้นที่รับฟังปัญหาของประชาชน และวิจารณ์การชี้แจงของนายกรัฐมนตรีที่ใช้ภาพลักษณ์ส่วนตัวมารับประกันว่าจะไม่มีการเอื้อผลประโยชน์ให้ทุนต่างชาติเช่าที่ดิน ว่าเป็นการชี้แจงที่ขาดความรับผิดชอบและขาดข้อเท็จจริงรองรับ

 

ด้าน พิศาล มาณวพัฒน์ ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน เสนอว่า รัฐบาลต้องใช้จุดยุทธศาสตร์ที่ตั้งของประเทศเป็นเครื่องมือในการต่อรอง หากมีมหาอำนาจพร้อมลงทุนในโครงการที่ไม่คุ้มค่าทางการเงิน รัฐบาลต้องสามารถตอบคำถามได้ว่าโครงการแลนด์บริดจ์จะช่วยเพิ่มอำนาจการต่อรอง ทำให้ไทยเป็นแหล่งดึงดูดเทคโนโลยี และเพิ่มความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายต่างประเทศได้จริงหรือไม่

 

ภาพกลุ่มคณะรัฐมนตรีเงาของพรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แถลงข่าวประเด็น พ.ร.ก. กู้เงิน และโครงการแลนด์บริดจ์ 1

ภาพกลุ่มคณะรัฐมนตรีเงาของพรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แถลงข่าวประเด็น พ.ร.ก. กู้เงิน และโครงการแลนด์บริดจ์ 2

ภาพกลุ่มคณะรัฐมนตรีเงาของพรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แถลงข่าวประเด็น พ.ร.ก. กู้เงิน และโครงการแลนด์บริดจ์ 3

ภาพกลุ่มคณะรัฐมนตรีเงาของพรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แถลงข่าวประเด็น พ.ร.ก. กู้เงิน และโครงการแลนด์บริดจ์ 4

ภาพกลุ่มคณะรัฐมนตรีเงาของพรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แถลงข่าวประเด็น พ.ร.ก. กู้เงิน และโครงการแลนด์บริดจ์ 5

ภาพกลุ่มคณะรัฐมนตรีเงาของพรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แถลงข่าวประเด็น พ.ร.ก. กู้เงิน และโครงการแลนด์บริดจ์ 6

ภาพกลุ่มคณะรัฐมนตรีเงาของพรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แถลงข่าวประเด็น พ.ร.ก. กู้เงิน และโครงการแลนด์บริดจ์ 7

ภาพกลุ่มคณะรัฐมนตรีเงาของพรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แถลงข่าวประเด็น พ.ร.ก. กู้เงิน และโครงการแลนด์บริดจ์ 8

ภาพกลุ่มคณะรัฐมนตรีเงาของพรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แถลงข่าวประเด็น พ.ร.ก. กู้เงิน และโครงการแลนด์บริดจ์ 9

ภาพกลุ่มคณะรัฐมนตรีเงาของพรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แถลงข่าวประเด็น พ.ร.ก. กู้เงิน และโครงการแลนด์บริดจ์ 10

ภาพกลุ่มคณะรัฐมนตรีเงาของพรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แถลงข่าวประเด็น พ.ร.ก. กู้เงิน และโครงการแลนด์บริดจ์ 11

ภาพกลุ่มคณะรัฐมนตรีเงาของพรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แถลงข่าวประเด็น พ.ร.ก. กู้เงิน และโครงการแลนด์บริดจ์ 12

ภาพกลุ่มคณะรัฐมนตรีเงาของพรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แถลงข่าวประเด็น พ.ร.ก. กู้เงิน และโครงการแลนด์บริดจ์ 13

ภาพกลุ่มคณะรัฐมนตรีเงาของพรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แถลงข่าวประเด็น พ.ร.ก. กู้เงิน และโครงการแลนด์บริดจ์ 14

The post ครม. เงาสีส้ม ชี้ พ.ร.ก. กู้เงินฯ 4 แสนล้าน ไม่แก้วิกฤตระยะยาว ห่วงแลนด์บริดจ์เป็นเหตุพึ่งพามหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ก.ล.ต. – สอบสวนกลาง’ ยกระดับผนึกข้อมูลเชิงรุก สกัดช่องโหว่ทุนเทาฟอกเงินผ่าน ‘หุ้น-คริปโต’ โชว์ผลงานอายัดทรัพย์แล้วกว่า 2 หมื่นล้านบาท ลั่นใช้ Data บูรณาการข้ามหน่วยงาน บังคับใช้กฎหมายให้จบในที่เดียว https://thestandard.co/sec-cib-stop-grey-capital-crypto/ Thu, 16 Apr 2026 06:02:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1198332 ก.ล.ต. และสอบสวนกลางร่วมมือเชื่อมข้อมูล เพื่อทลายทุนเทาและอายัดทรัพย์ 2 หมื่นล้านบาท

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล […]

The post ‘ก.ล.ต. – สอบสวนกลาง’ ยกระดับผนึกข้อมูลเชิงรุก สกัดช่องโหว่ทุนเทาฟอกเงินผ่าน ‘หุ้น-คริปโต’ โชว์ผลงานอายัดทรัพย์แล้วกว่า 2 หมื่นล้านบาท ลั่นใช้ Data บูรณาการข้ามหน่วยงาน บังคับใช้กฎหมายให้จบในที่เดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. และสอบสวนกลางร่วมมือเชื่อมข้อมูล เพื่อทลายทุนเทาและอายัดทรัพย์ 2 หมื่นล้านบาท

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง มุ่งประสานการทำงานเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลการกระทำความผิดอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อสกัดกั้นและยับยั้งช่องทางของทุนเทาในทุกมิติ

 

ตามที่การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นวาระแห่งชาติ และทุกหน่วยงานมุ่งปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการฟอกเงินเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน โดยบูรณาการกระบวนการสืบสวนสอบสวนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขยายผลไปยังทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด

 

การประสานความร่วมมือหลายหน่วยงานในการเชื่อมโยงข้อมูลและติดตามเส้นทางการเงิน เป็นปัจจัยสำคัญในการสกัดกั้นและยับยั้งการโยกย้ายทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด เนื่องจากอาจเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดที่เข้าข่ายเป็นความผิดมูลฐานในหลายกฎหมาย ก.ล.ต. และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง จึงมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและทำงานร่วมกัน นำไปสู่การดำเนินการกับทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สิน รวมมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งได้มีการแถลงความคืบหน้าของคดีเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 โดย ก.ล.ต. และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง มีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการสกัดกั้นทุนเทาและอาชญากรรมทางเทคโนโลยี อันเป็นการปกป้องและดูแลประชาชน

 

พลตำรวจโท ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) กล่าวว่า กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางมุ่งเน้นการสืบสวนสอบสวนคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและการเงินที่มีความซับซ้อน โดยเฉพาะคดีที่มีการนำทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิดเข้าสู่ตลาดทุนและสินทรัพย์ดิจิทัล จึงได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับ ก.ล.ต. อย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้การสืบสวนขยายผลเป็นไปอย่างรวดเร็วและครอบคลุม จนนำไปสู่การประสานงานกับหน่วยงานอื่น เช่น ปปง. ซึ่งสามารถยึดและอายัดทรัพย์สินรวมมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาทในช่วงที่ผ่านมา กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางพร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือในลักษณะนี้กับทุกหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีเอกภาพและเกิดผลเป็นรูปธรรม

 

พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ก.ล.ต. มีการเชื่อมโยงข้อมูลกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อให้การตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีเอกภาพและเกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง เพราะข้อมูลในส่วนของ ก.ล.ต. สามารถนำไปใช้ดำเนินการภายใต้ความผิดหลายกฎหมาย ขณะเดียวกันข้อมูลหรือการกระทำความผิดในกฎหมายอื่นๆ เช่น ความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน ก็สามารถนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ได้เช่นกัน ทั้งในส่วนของผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุน ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล และบริษัทจดทะเบียน

 

ทั้งนี้ ก.ล.ต. พร้อมดำเนินการในทุกมิติเพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด และบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นหนึ่งใน 5 มาตรการสกัดกั้นทุนเทาของ ก.ล.ต. เพื่อให้มั่นใจว่า สามารถสกัดกั้นและยับยั้งช่องทางของทุนเทาหรืออาชญากรรมทางการเงิน รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นและความโปร่งใสให้ตลาดทุนไทยในระยะยาว

 

The post ‘ก.ล.ต. – สอบสวนกลาง’ ยกระดับผนึกข้อมูลเชิงรุก สกัดช่องโหว่ทุนเทาฟอกเงินผ่าน ‘หุ้น-คริปโต’ โชว์ผลงานอายัดทรัพย์แล้วกว่า 2 หมื่นล้านบาท ลั่นใช้ Data บูรณาการข้ามหน่วยงาน บังคับใช้กฎหมายให้จบในที่เดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
SpaceX ตั้งเป้ามูลค่าบริษัททะลุ 65 ล้านล้านบาท เตรียมทำ IPO ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ แซงหน้า Meta และ Tesla ของมัสก์เอง https://thestandard.co/spacex-ipo-2-trillion/ Sun, 05 Apr 2026 08:27:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1194976 SpaceX เตรียมทำ IPO ครั้งใหญ่ มูลค่าทะลุ 65 ล้านล้านบาท

SpaceX ได้ปรับเพิ่มเป้าหมาย ‘มูลค่าบริษัท’ […]

The post SpaceX ตั้งเป้ามูลค่าบริษัททะลุ 65 ล้านล้านบาท เตรียมทำ IPO ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ แซงหน้า Meta และ Tesla ของมัสก์เอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
SpaceX เตรียมทำ IPO ครั้งใหญ่ มูลค่าทะลุ 65 ล้านล้านบาท

SpaceX ได้ปรับเพิ่มเป้าหมาย ‘มูลค่าบริษัท’ ที่จะใช้ในการเสนอขายหุ้น IPO ให้สูงทะลุ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 65.26 ล้านล้านบาท) ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทสตาร์ทอัพที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดตัวในตลาดหุ้นที่อาจยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

 

Bloomberg News รายงานว่า อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีเจ้าของบริษัทจรวด ดาวเทียม และเทคโนโลยี AI พร้อมด้วยทีมที่ปรึกษา กำลังนำเสนอตัวเลขดังกล่าวแก่นักลงทุน โดยการนำเสนอข้อมูลเบื้องต้นนี้น่าจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการประเมินมูลค่า ก่อนที่จะมีการประชุมอย่างเป็นทางการในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

 

ใหญ่กว่า Magnificent 7

 

มูลค่าบริษัทที่พุ่งสูงกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐนี้ถือเป็นการเพิ่มขึ้นเกือบ 2 ใน 3 ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน หลังจากที่ Bloomberg News เคยรายงานเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่าการเข้าซื้อกิจการ xAI ทำให้บริษัทควบรวมมีมูลค่าอยู่ที่ 1.25 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 40.78 ล้านล้านบาท)

 

หากประเมินจากตัวเลขนี้ SpaceX จะมีมูลค่าแซงหน้าบริษัทเกือบทั้งหมดในดัชนี S&P 500 โดยเป็นรองเพียง 5 บริษัทเท่านั้น ซึ่งได้แก่ Nvidia Corp, Apple Inc, Alphabet Inc, Microsoft Corp และ Amazon.com Inc ทำให้บริษัทมีขนาดใหญ่กว่า Meta Platforms Inc และ Tesla Inc ของมัสก์เอง ซึ่งทั้งสองบริษัทนี้เป็นสมาชิกในกลุ่มหุ้นที่เรียกว่า Magnificent 7 เช่นกัน

 

SpaceX ได้ยื่นเอกสารการทำ IPO แบบเป็น ‘ความลับ’ กับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกาแล้ว คาดว่าการจดทะเบียนอาจเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน ซึ่งอาจทำให้บริษัทกลายเป็นรายแรกในกลุ่ม ‘เมกะไอพีโอ’ ตามมาด้วย OpenAI และ Anthropic PBC

 

ส่วนในแง่ของตัวเลข ‘การระดมทุน’ ซึ่งแยกต่างหากจากมูลค่าบริษัทนั้น การ IPO ครั้งนี้อาจกวาดเม็ดเงินได้สูงถึง 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.44 ล้านล้านบาท) หากเป็นไปตามเป้า ตัวเลขนี้จะทำให้การ IPO ของ SpaceX ใหญ่กว่าสถิติเดิมของ Saudi Aramco ที่เคยระดมทุนได้ 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9.46 แสนล้านบาท) ในปี 2019 อย่างมาก

 

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของการเสนอขายหุ้นยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เนื่องจากกระบวนการพิจารณายังคงดำเนินอยู่

 

เชื่อมโยง AI เข้ากับอวกาศ

 

บริษัทตั้งเป้าที่จะนำเงินทุนที่ได้ไปต่อยอดวิสัยทัศน์ของมัสก์ในการสร้างศูนย์ข้อมูล AI บนอวกาศรวมถึงการตั้งฐานผลิตบนดวงจันทร์ นอกจากนี้เขายังมักพูดถึงความทะเยอทะยานที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นอย่างการสร้างเมืองที่พึ่งพาตนเองได้บนดาวอังคาร แม้ผู้เชี่ยวชาญหลายคนจะมองว่าอาจเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้เกิดขึ้นจริงก็ตาม

 

มัสก์ได้กล่าวเมื่อเดือนมีนาคมว่าโครงการ Terafab ซึ่งจะผลิตชิปสำหรับหุ่นยนต์ AI และศูนย์ข้อมูลบนอวกาศ จะถูกบริหารงานร่วมกันระหว่าง Tesla และ SpaceX โดยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา Tesla เปิดเผยว่าได้ลงทุนมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.52 หมื่นล้านบาท) ใน xAI

 

จอร์จ เฟอร์กูสัน และ เวย์น แซนเดอร์ส นักวิเคราะห์จาก Bloomberg Intelligence ชี้ว่า SpaceX เป็นผู้นำด้านการปล่อยจรวดและบริการบรอดแบนด์วงโคจรต่ำ ธุรกิจปล่อยจรวดและ Starlink ยังคงเป็นแหล่งรายได้หลัก โดยคาดว่าจะทำรายได้เข้าใกล้ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.52 แสนล้านบาท) ในปี 2026 ขณะที่ xAI น่าจะทำรายได้น้อยกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.26 หมื่นล้านบาท)

 

เอมิลี เจิ้ง นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Pitchbook มองว่าการดึง xAI เข้ามาอยู่ภายใต้ร่มเงาเดียวกันช่วยให้มัสก์สามารถแสดงเรื่องการรวมศูนย์ต้นทุนต่อนักลงทุน

 

ขณะเดียวกันการนำบริษัทเข้าตลาดหุ้นยังอาจทำให้มัสก์อยู่ในเส้นทางที่จะก้าวขึ้นเป็น ‘เศรษฐีล้านล้าน’ คนแรกของโลก หากมูลค่าของบริษัททะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 32.63 ล้านล้านบาท) ตามความคาดหมาย

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.63 บาท ณ วันที่ 5 เมษายน 2569

 

ภาพ: Samuel Boivin / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post SpaceX ตั้งเป้ามูลค่าบริษัททะลุ 65 ล้านล้านบาท เตรียมทำ IPO ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ แซงหน้า Meta และ Tesla ของมัสก์เอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. เตรียมคลอดเกณฑ์ Travel Rule ใช้ตรวจสอบฟอกเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล https://thestandard.co/sec-travel-rule-digital-assets-money-laundering/ Tue, 10 Mar 2026 11:50:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1186312 ภาพประกอบ ก.ล.ต. เตรียมประกาศใช้เกณฑ์ Travel Rule เพื่อตรวจสอบการฟอกเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล […]

The post ก.ล.ต. เตรียมคลอดเกณฑ์ Travel Rule ใช้ตรวจสอบฟอกเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบ ก.ล.ต. เตรียมประกาศใช้เกณฑ์ Travel Rule เพื่อตรวจสอบการฟอกเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อหลักการกำหนดหลักเกณฑ์การรับส่งข้อมูลประกอบการโอนสินทรัพย์ดิจิทัล (Travel Rule) โดยมุ่งให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลมีข้อมูลประกอบการตรวจสอบและบริหารความเสี่ยงด้านการฟอกเงินที่เพียงพอ สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และสนับสนุนการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ

 

ตามที่ ก.ล.ต. ได้บูรณาการกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันและยับยั้งอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รวมทั้งในประชุมคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย เมื่อเดือนมกราคม 2569 ได้มีมติให้ ก.ล.ต. ร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ออกแนวปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบธุรกิจฯ ในระหว่างที่ ปปง. เตรียมความพร้อมเพื่อออกกฎเกณฑ์ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินต่อไป

 

ภายหลังจากประสานงานกับ ปปง. แล้ว ก.ล.ต. เห็นควรกำหนดหลักเกณฑ์ระบบบริหารความเสี่ยงของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ให้มีข้อมูลประกอบการโอนสินทรัพย์ดิจิทัลในทุกธุรกรรม เพื่อสนับสนุนการติดตามตรวจสอบและป้องกันการนำสินทรัพย์ดิจิทัลไปใช้ในอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีหลักการที่เป็นสาระสำคัญ ดังนี้

 

(1) ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลต้องกำหนดนโยบายหรือขั้นตอนการปฏิบัติเกี่ยวกับการรับและส่งข้อมูลการโอนสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อลูกค้า รวมทั้งมีหน้าที่รวบรวมข้อมูลธุรกรรม ข้อมูลของลูกค้าและคู่ธุรกรรมของลูกค้า เพื่อนำมาตรวจสอบและบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง และเก็บข้อมูลประกอบการโอนสินทรัพย์ดิจิทัลในทุกธุรกรรมอย่างน้อย 5 ปี

 

(2) ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลผู้ส่งคำสั่งโอน (Ordering Digital Asset Operator) ต้องส่งข้อมูลธุรกรรม ข้อมูลของผู้โอนและผู้รับโอน พร้อมกับคำสั่งโอนสินทรัพย์ดิจิทัลให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่รับคำสั่งโอน (Beneficiary Digital Asset Operator)

 

(3) ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลต้องมีมาตรการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการโอนหรือรับโอน DA ตามที่กำหนด

 

พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า “การดำเนินการดังกล่าวจะทำให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการตรวจสอบและป้องกันการนำสินทรัพย์ดิจิทัลไปใช้ในอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามเอาคืนทรัพย์สิน ตลอดจนเป็นการป้องกันมิให้มีการใช้ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นช่องทางในการฟอกเงินผิดกฎหมาย สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ยิ่งไปกว่านั้นยังถือเป็นหนึ่งในการดำเนินการที่สำคัญของ ก.ล.ต. ซึ่งมุ่งเน้นในเชิงป้องกันก่อนเกิดความเสียหาย ผ่านการยกระดับการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้นสำหรับผู้ประกอบธุรกิจตัวกลาง ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ ก.ล.ต.”

 

ก.ล.ต. จึงเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อหลักการข้างต้น โดยได้เผยแพร่เอกสารรับฟังความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าวบน

 

1. เว็บไซต์ ก.ล.ต. : https://www.sec.or.th/TH/Pages/PB_Detail.aspx?SECID=1144

 

2. ระบบกลางทางกฎหมาย : https://law.go.th/listeningDetail?survey_id=NjY0M0RHQV9MQVdfRlJPTlRFTkQ=

 

ผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้สนใจสามารถแสดงความคิดเห็นได้ที่เว็บไซต์ หรือทาง e-mail: [email protected] [email protected] และ [email protected] จนถึงวันที่ 25 มีนาคม 2569

The post ก.ล.ต. เตรียมคลอดเกณฑ์ Travel Rule ใช้ตรวจสอบฟอกเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: หุ้นเทคจีนร่วงระนาว หลังใช้กฎหมายถอดหุ้นออกจากตลาดสหรัฐฯ https://thestandard.co/morning-wealth-26032021-4/ Fri, 26 Mar 2021 06:00:35 +0000 https://thestandard.co/?p=469252 หุ้นเทคจีนร่วงระนาว หลังใช้กฎหมายถอดหุ้นออกจากตลาดสหรัฐฯ

คริสตาลินา จอร์เจียวา ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างปร […]

The post ชมคลิป: หุ้นเทคจีนร่วงระนาว หลังใช้กฎหมายถอดหุ้นออกจากตลาดสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นเทคจีนร่วงระนาว หลังใช้กฎหมายถอดหุ้นออกจากตลาดสหรัฐฯ
  • คริสตาลินา จอร์เจียวา ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวระหว่างเข้าร่วมการประชุม Munich Security Conference ว่า ภายใน 2 สัปดาห์ข้างหน้าคือช่วงเวลาสำคัญในการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากโควิด-19 โดยจะเริ่มศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นในจีน ในฐานะที่พบการระบาดของไวรัสเป็นแห่งแรกของโลก และช่วงเวลาที่โรงงานในประเทศกลับมาทำงานอีกครั้ง ช่วยให้ IMF ได้ทำความเข้าใจต่อสภาวะความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจจีน
  • ราคาหุ้นของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ชั้นนำของจีนปรับตัวลงอย่างรุนแรงในการซื้อขายในตลาดภูมิภาคเอเชียเมื่อวานนี้ (25 มีนาคม) หลังจาก ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) เริ่มใช้มาตรการตามกฎหมายใหม่ที่อาจจะถอดหุ้นของบริษัทจีนออกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ หากบริษัทเหล่านั้นไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานด้านการตรวจสอบบัญชีของสหรัฐฯ

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: หุ้นเทคจีนร่วงระนาว หลังใช้กฎหมายถอดหุ้นออกจากตลาดสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. สหรัฐฯ แนะยักษ์เทคโนโลยีจ่ายลูกจ้างฟรีแลนซ์ด้วยหุ้น หวัง Gig Worker มีส่วนร่วมการเติบโตของบริษัท https://thestandard.co/us-tech-firms-can-compensate-gig-workers-with-equity-under-sec-proposal/ Wed, 25 Nov 2020 07:57:27 +0000 https://thestandard.co/?p=424920 Gig Worker

คณะกรรมการบริหารกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ (SEC) […]

The post ก.ล.ต. สหรัฐฯ แนะยักษ์เทคโนโลยีจ่ายลูกจ้างฟรีแลนซ์ด้วยหุ้น หวัง Gig Worker มีส่วนร่วมการเติบโตของบริษัท appeared first on THE STANDARD.

]]>
Gig Worker

คณะกรรมการบริหารกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ (SEC) ได้ยื่นเสนอโครงการนำร่องทดลองที่จะเปิดทางให้บรรดาบริษัทด้านเทคโนโลยีทั้งหลาย อย่าง Uber และ Lyft สามารถจ่ายค่าตอบแทนรายปีให้กับลูกจ้างฟรีแลนซ์ หรือ Gig Worker ของบริษัทด้วยหุ้นของบริษัทไม่เกิน 15% แทนเงินสดได้

 

แถลงการณ์ของ SEC ระบุว่า เหล่าบริษัทที่ขับเคลื่อนด้วยการอิงกับระบบอินเทอร์เน็ตในสหรัฐฯ อาจเพิ่มแรงจูงใจด้วยการเสนอค่าตอบแทนในรูปแบบหุ้นให้แก่ฟรีแลนซ์ เหมือนที่ให้กับลูกจ้างประจำของบริษัท โดยย้ำว่า ข้อเสนอดังกล่าวไม่ได้มุ่งให้บริษัทกำหนดปริมาณเงินค่าจ้างที่จะต้องจ่าย แต่เป็นการสร้างทางเลือกที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ระหว่างการจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินสดหรือเป็นตัวหุ้น

 

ข้อเสนอครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการเติบโตอย่างรวดเร็วของบรรดาลูกจ้างอิสระในตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิแรงงานต่างออกโรงวิพากษ์วิจารณ์ว่า การจ้างงานในรูปแบบ Gig Worker ถือเป็นการเอารัดเอาเปรียบในรูปแบบหนึ่ง เพราะแรงงานในกลุ่มนี้ขาดความมั่นคงและไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ด้านอื่นๆ เช่น ประกันสุขภาพ และการหยุดพักร้อนที่บริษัทยังต้องจ่ายเงินเดือนให้ 

 

Jay Clayton ประธาน SEC สหรัฐฯ กล่าวว่า ความสัมพันธ์ในที่ทำงานมีวิวัฒนาการตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และแรงงานที่อยู่ใน Gig Economy ก็เริ่มมีบทบาทความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในการผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในวงกว้าง

 

โดยข้อเสนอชั่วคราวนี้จะเปิดทางให้บรรดาฟรีแลนซ์สามารถมีส่วนร่วมกับการเติบโตของบริษัท ซึ่งเกิดขึ้นได้ส่วนหนึ่ง เพราะความพยายามของลูกจ้างแรงงานในกลุ่มนี้ โดยค่าตอบแทนคิดในสัดส่วนรายปีไม่เกิน 15% หรือเทียบเท่า 75,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในระยะเวลา 3 ปี

 

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวได้รับเสียงคัดค้านจากส่วนหนึ่งที่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องจำกัดอยู่แค่ลูกจ้างฟรีแลนซ์ของบริษัทด้านเทคโนโลยีเท่านั้น ทั้งๆ ที่มีลูกจ้างฟรีแลนซ์ หรือลูกจ้างประเภทสัญญาระยะสั้นทำงานอยู่ในแทบทุกแวดวงอุตสาหกรรมและธุรกิจของสหรัฐฯ

 

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

อ้างอิง:

The post ก.ล.ต. สหรัฐฯ แนะยักษ์เทคโนโลยีจ่ายลูกจ้างฟรีแลนซ์ด้วยหุ้น หวัง Gig Worker มีส่วนร่วมการเติบโตของบริษัท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ก.ล.ต. สหรัฐฯ แนะยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีจ่ายลูกจ้างฟรีแลนซ์ด้วยหุ้น | HIGHLIGHT 25 พฤศจิกายน 2563 https://thestandard.co/morning-wealth-25112020-5/ Wed, 25 Nov 2020 05:47:58 +0000 https://thestandard.co/?p=424846

คณะกรรมการบริหารกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ (SEC) […]

The post ชมคลิป: ก.ล.ต. สหรัฐฯ แนะยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีจ่ายลูกจ้างฟรีแลนซ์ด้วยหุ้น | HIGHLIGHT 25 พฤศจิกายน 2563 appeared first on THE STANDARD.

]]>
  • คณะกรรมการบริหารกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ (SEC) ได้ยื่นเสนอโครงการนำร่องเปิดทางให้บริษัทด้านเทคโนโลยีทั้งหลาย สามารถจ่ายค่าตอบแทนรายปีให้กับลูกจ้างฟรีแลนซ์ หรือ Gig Workers ของบริษัท ด้วยหุ้นของบริษัทไม่เกิน 15% แทนเงินสดได้

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ก.ล.ต. สหรัฐฯ แนะยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีจ่ายลูกจ้างฟรีแลนซ์ด้วยหุ้น | HIGHLIGHT 25 พฤศจิกายน 2563 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กัญชาเข้าตลาดหุ้น! บริษัทกัญชาเตรียมเข้าตลาดหุ้นของสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ https://thestandard.co/marijuana-company-cronos-group-lists-on-nasdaq/ https://thestandard.co/marijuana-company-cronos-group-lists-on-nasdaq/#respond Tue, 27 Feb 2018 05:18:59 +0000 https://thestandard.co/?p=73438

บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการผลิตและจัดจำหน่ายกัญชาถูกกฎหมายสั […]

The post กัญชาเข้าตลาดหุ้น! บริษัทกัญชาเตรียมเข้าตลาดหุ้นของสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการผลิตและจัดจำหน่ายกัญชาถูกกฎหมายสัญชาติแคนาดาอย่าง Cronos Group เปิดเผยว่าบริษัทกำลังจะได้รับการจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ของสหรัฐฯ เป็นครั้งแรก หลังได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) เป็นที่เรียบร้อย โดยจะใช้ชื่อย่อในตลาดหลักทรัพย์ว่า ‘CRON’

 

แม้กัญชาจะถือว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมายของสหรัฐฯ แต่เนื่องจาก Cronos เป็นบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตจากประเทศแคนาดาที่สามารถผลิตและจัดจำหน่ายกัญชาเพื่อการสันทนาการได้ในอนาคตอันใกล้ Cronos จึงไม่ถูกกีดกันการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ โดยจะเปิดโอกาสให้นักลงทุนสหรัฐฯ ร่วมลงทุนในบริษัทกัญชานี้ได้ จากเดิมที่นักลงทุนจะถือหุ้นในบริษัทกัญชาผ่านทางกองทุนรวม ETFMG ที่เปิดให้บริการเมื่อช่วงปลายเดือนธันวาคม ปี 2017 ที่ผ่านมา

 

ทางด้านธนาคารเพื่อการลงทุน Cowen & Co เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีทั้งหมด 9 รัฐและกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ที่อนุญาตให้มีการซื้อขายกัญชาเพื่อการสันทนาการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ในขณะที่มีมากถึง 29 รัฐที่อนุญาตให้ซื้อขายกัญชาได้เพื่อประโยชน์ทางด้านการแพทย์ ซึ่งมีมูลค่าซื้อขายรวมกว่า 6 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีการคาดการณ์ว่ามูลค่าการซื้อขายกัญชาในตลาดสหรัฐฯ จะเพิ่มสูงขึ้นถึง 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.56 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2026

 

แม้ว่าในระยะแรก Cronos อาจจะไม่ได้รับส่วนแบ่งตลาดกัญชาในสหรัฐฯ มากนัก แต่นี่คือจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะทำใ้ห้ผู้คน รวมถึงนักลงทุนต่างๆ รู้จักแบรนด์ Cronos เพิ่มมากขึ้นเพื่อผลประโยชน์ในระยะยาว ซึ่งในปัจจุบัน Cronos มีมูลค่าตลาดราว 1.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ ที่ทำหน้าที่จัดจำหน่ายกัญชาให้แก่แคนาดา เยอรมนี ออสเตรเลีย รวมถึงอิสราเอล

 

อ้างอิง:

The post กัญชาเข้าตลาดหุ้น! บริษัทกัญชาเตรียมเข้าตลาดหุ้นของสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/marijuana-company-cronos-group-lists-on-nasdaq/feed/ 0