Last Call for Festive! คริสต์มาสและคืนส่งท้ายปี คุณมีที […]
The post Last Call for Festive! 7 ร้านอาหารเติมความสุขคืนคริสต์มาสและส่งท้ายปี appeared first on THE STANDARD.
]]>
Last Call for Festive! คริสต์มาสและคืนส่งท้ายปี คุณมีที่ฉลองหรือยัง?
ใกล้ถึงวันคริสต์มาสและปีใหม่แล้ว! เรารู้ว่าหลายคนมัวแต่ทำงาน ทำงาน และทำงาน เพื่อที่จะเคลียร์ทุกอย่างให้เสร็จก่อนปีใหม่ แต่คุณอย่าลืมว่าช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาแห่งงานเทศกาลและความสุข ใครที่ไม่ได้วางแผนเดินทางไปเคานต์ดาวน์ต่างประเทศ และกำลังมองหามื้อพิเศษ (แบบนาทีสุดท้าย) ในค่ำคืนแห่งคริสต์มาสและปีใหม่ คลิกเข้าไปดูเลย เพราะนี่คือ 7 ร้านอาหารที่เรารวบรวมไว้ให้เป็นไอเดียสำหรับการเฉลิมฉลองช่วงเวลาพิเศษส่งท้ายปี

เริ่มต้นที่แรกด้วย Tenko ห้องอาหารญี่ปุ่นโอมากาเสะต้นตำรับแห่ง Pullman Bangkok King Power ที่ปีนี้จัดโปรพิเศษผ่านมื้อโอมากาเสะคริสต์มาสคอร์สพิเศษ 25 รายการ ในวันคริสต์มาสและคริสต์มาสอีฟ และมื้อโอมากาเสะต้อนรับปีใหม่ กับเมนู ‘โอเซจิเรียวริ’ 16 คอร์ส รายการอาหารแห่งการเฉลิมฉลองตามประเพณีดั้งเดิม พร้อมความหมายแฝงความสิริมงคลตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่น พร้อมรับของขวัญชิ้นพิเศษที่จัดเตรียมไว้ให้แขกโดยเฉพาะ
Location: Pullman Bangkok King Power
Cost: เซ็ตคริสต์มาส 25 รายการ ราคาท่านละ 6,990 บาทสุทธิ และเซ็ตโอเซจิเรียวริ 16 คอร์ส ราคาท่านละ 8,888 บาทสุทธิ
Contact: www.pullmanbangkokkingpower.com/festive-season-promotions/christmas-restaurant-promotions

แม้จะเพิ่งเปิดให้บริการไม่ถึงเดือน แต่ AVA Brasserie ก็มีคอร์สอาหารพิเศษในวันคริสต์มาสอีฟไปจนถึงปีใหม่ เริ่มตั้งแต่บุฟเฟต์อาหารมื้อสายวันคริสต์มาสอีฟและคริสต์มาสที่มีเมนูซิกเนเจอร์สั่งได้ไม่จำกัด บาร์หอยนางรมสดใหม่ ไปจนถึงเหล่าชีส โคลด์คัต ฟัวกราส์ และเมนูคลาสสิกประจำช่วงคริสต์มาสอย่างไก่งวง ช่วงเวลาส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กับมื้อค่ำในธีม The Great Gatsby เต็มอิ่มกับเมนูทุกรายการ สเต๊กชั้นเลิศ หอยนางรมสดใหม่ ชีสและโคลด์คัตมากมาย ซีฟู้ดสดๆ ซูชิ ซุป และพาสต้าแบบโฮมเมด ฯลฯ หากยังไม่จุใจ มื้อสายต้นปีใหม่ยังมีบรันช์ให้ต่ออีกจุกๆ อิ่มรับปี 2024
Location: InterContinental Bangkok Sukhumvit
Cost: 3,899++ บาทต่อท่าน (วันคริสต์มาส), 4,999++ บาทต่อท่าน (วันส่งท้ายปีเก่า) และ 3,999++ บาทต่อท่าน (วันแรกของปี 2024)
Contact: https://avabrasserie.com

ใครที่อยากฉลองคริสต์มาสและปีใหม่ในบรรยากาศสนุกๆ เฮฮากับแก๊งเพื่อน Gaysorn Village เปลี่ยนพื้นที่บริเวณ the Cocoon Courtyard ให้กลายเป็น Outdoor Bar สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่พร้อมให้ทุกคนได้ออกมาแฮงเอาต์ปลดปล่อยความเหนื่อยล้า และดื่มด่ำบรรยากาศแห่งการพักผ่อนหลังเลิกงานได้อย่างมีความสุข โดยรวมเอาอาหารหลากสัญชาติไว้ในที่แห่งเดียว ทั้งอเมริกัน อังกฤษ และเยอรมัน เช่น เมนูไก่งวงย่างเสิร์ฟพร้อมกับซอสแครนเบอร์รีและเกรวี แฮมอบน้ำผึ้งเสิร์ฟพร้อมซอสสูตรพิเศษ ช็อกโกแลตฟองดูว์สุดคลาสสิก และเมนูเครื่องดื่มสุดพิเศษที่เหมาะแก่การแพริ่งมากมาย
Location: ชั้น G Gaysorn Village
Cost: เริ่มต้นที่ 500-1,000 บาทต่อคน
Contact: www.facebook.com/GaysornVillage

หากคุณเป็นพวกเลือกไม่ได้ สองจิตสองใจว่าอันนั้นก็ดีอันนี้ก็ใช่ ในช่วงคริสต์มาสอีฟและคืนส่งท้ายปี Café@2 ของโรงแรม Conrad Bangkok นำเมนูเด่นจากทุกร้านดังในโรงแรมมาเสิร์ฟพร้อมกันในแห่งเดียว ทั้งเมนูอาหารทะเลสไตล์ Seafood on Ice ยอดนิยมจากห้องอาหารหลิวและห้องอาหารคิซาระ มุมโคลด์คัตและชีสพรีเมียม ซุ้มอาหารนานาชนิดที่มีเชฟยืนปรุงแบบจานต่อจาน ไก่งวงตามเทศกาล และปลาแซลมอนตัวใหญ่ยักษ์ เนื้อวัว เนื้อหมู และเนื้อแกะพรีเมียมในสไตล์ BBQ นั่นยังไม่รวมเมนูอื่นๆ ทั้งคาวหวาน ตลอดจนกิจกรรมและเกมสำหรับเด็กเพื่อลุ้นรับของขวัญประจำปีติดไม้ติดมือกลับบ้านด้วย
Location: Conrad Bangkok
Cost: 2,200++ บาท สำหรับผู้ใหญ่ และ 1,100++ บาท สำหรับเด็ก
Contact: www.conradbangkok.com

หนึ่งในห้องอาหารระดับแถวหน้าของเอเชียที่จัดเทสติ้งเมนูเซ็ตพิเศษเพื่อคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่โดยเฉพาะ โดยมีเมนูไฮไลต์อย่าง ‘แสร้งว่ากุ้งมังกรเจ็ดสี’ กุ้งมังกรส่งตรงจากภูเก็ตนำไปย่างจนสุกหอม เติมรสชาติด้วยมะขามเปียก ขิง และส้มซ่า ตามติดด้วย ‘หลนข้าวหมากกุ้งกับปลาส้ม’ หลนกุ้งที่ได้ความเข้มข้น หอมมันด้วยกะทิและข้าวหมาก เสริมรสจัดจ้านด้วยปลาส้ม ปิดท้ายด้วยของหวานสุดสร้างสรรค์อย่าง ‘สละพันตาล’ ที่เชฟพิมได้รับแรงบันดาลใจมาจากการออกสำรวจสวนตาล
Location: COMO Metropolitan Bangkok
Cost: มื้อดินเนอร์ 6,499 บาทต่อท่าน
Contact: www.comohotels.com/thailand/como-metropolitan-bangkok/offers/festive

ใครที่เป็นแฟนห้องอาหารเก่าแก่อย่าง Fireplace Grill and Bar ในคืนวันคริสต์มาสและคริสต์มาสอีฟปีนี้ ทางร้านเสิร์ฟคอร์สอาหารพิเศษ 5 รายการให้ลิ้มลอง เริ่มตั้งแต่หอยเชลล์ฮอกไกโดย่าง ตับห่านทอด ไก่งวงอบแบบดั้งเดิม และสเต๊กเนื้อสันในนำเข้าจากฟาร์ม Rangers Valley ปิดท้ายด้วยของหวานเป็นช็อกโกแลตที่มีส่วนผสมของส้ม บรั่นดี และคาราเมล
และหากคุณลังเล ในคืนส่งท้ายปีเก่ายังจัดคอร์สพิเศษอีก 6 รายการให้ชิมกันแบบปริ่มเปรม เช่น ราวิโอลีลาวากับบอสตันล็อบสเตอร์, เนื้อสันในจากฟาร์ม Rangers Valley ย่างเสิร์ฟพร้อมกับมันฝรั่งทอดและเห็ดทรัฟเฟิล, ปลาหิมะย่างเสิร์ฟพร้อมหน่อไม้ฝรั่ง แครอตบด ซอสครีมตะไคร้และใบโหระพา หรือเนื้อซี่โครงแกะเสิร์ฟพร้อมกับแก่นตะวันย่าง มันฝรั่งอบ เยลลี่มินต์ และซอสเห็ดมอเรล ปิดท้ายค่ำคืนต้อนรับปีใหม่ด้วยของหวานอย่างครีมไวต์ช็อกโกแลตเสิร์ฟพร้อมกับลูกแพร์และส้มตุ๋น
Location: InterContinental Bangkok
Cost: 4,600++ บาทต่อท่าน สำหรับคริสต์มาสและคริสต์มาสอีฟ และ 5,900++ บาทต่อท่าน สำหรับคืนส่งท้ายปี
Contact: https://www.ihg.com/intercontinental/hotels/gb/en/bangkok/bkkhb/hoteldetail

ฉลองคืนส่งท้ายปีด้วยอาหารสเปนในสไตล์คาตาลันแบบดั้งเดิมกับ Cap d’Any 2023 เซ็ตเมนู 11 คอร์ส จากการสร้างสรรค์ของเชฟ Ferran Tadeo เชฟมากฝีมือที่สนใจในอาหารสเปนและเมดิเตอร์เรเนียนร่วมสมัย แถมยังเคยร่วมงานกับร้านมิชลิน 3 ดาวมาแล้ว อาหารของเชฟส่วนใหญ่ได้แรงบันดาลใจมาจากวัยเด็ก ปรุงขึ้นจากวัตถุดิบท้องถิ่นและตามฤดูกาล รับรองว่ากินสนุก เข้าใจง่าย ยิ่งแพริ่งกับเครื่องดื่มด้วยแล้วทำให้ค่ำคืนสุดท้ายของปีนี้พิเศษกว่าปีไหนๆ
Location: Park Hyatt Bangkok
Cost: 6,800++ บาท เฉพาะอาหาร และ 10,300++ บาท รวมการเลือกของซอมเมอลิเยร์
ภาพ: Courtesy of Brands
The post Last Call for Festive! 7 ร้านอาหารเติมความสุขคืนคริสต์มาสและส่งท้ายปี appeared first on THE STANDARD.
]]>
หนึ่งอีเวนต์อาหารที่คนรักการดื่มกินไม่ควรพลาด! &n […]
The post เปิดประสบการณ์การชิมไวน์โลกใหม่ และคานาเป้แบบไทยๆ กับร้าน nahm และ Wine Haus appeared first on THE STANDARD.
]]>
หนึ่งอีเวนต์อาหารที่คนรักการดื่มกินไม่ควรพลาด!
COMO Metropolitan Bangkok ร่วมกับ Wine Haus ชวนคุณมาสร้างค่ำคืนสุดพิเศษช่วงสิ้นปี เปิดประสบการณ์ชิมไวน์ในแบบใหม่คู่กับคานาเป้สไตล์ไทย จากรสมือเชฟร้าน nahm ห้องอาหารระดับมิชลินสตาร์หนึ่งดาว 5 ปีซ้อน โดยครั้งนี้ Wine Haus ได้เตรียมไวน์มาด้วยกันถึง 6 ตัวมาให้ลิ้มลอง มีทั้งไวน์แบบเนเชอรัล, ออร์แกนิก และไบโอไดมาติก ฯลฯ เพื่อแพริ่งกับอาหารแบบไทยๆ
สำหรับไวน์และอาหาร 6 คู่ที่นักชิมจะได้ลิ้มลอง ได้แก่ คู่แรก ขนมเบื้องกุ้ง ที่มีรสชาติหวานเค็มกินคู่กับ Can Sumoi Ancestral Montònega 2021 สปาร์กลิงไวน์คาแรกเตอร์หอมสดชื่น ต่อด้วยคู่ที่สองเป็น ปูซ่อนกลิ่น หนึ่งในเมนูซิกเนเจอร์ของห้องอาหาร nahm จับคู่กับ VOL Libellule Blanc 2020 ไวน์ที่เก็บเกี่ยวด้วยมือให้อารมณ์ฟรุตตี้และฟลอรัล คู่ที่สามฟังแล้วอาจจะตกใจเล็กน้อยเพราะเป็นการจับคู่กันของ เมี่ยงนพเก้า กินคู่กับ VOL De L’Hermitage Rosé 2020 ถือว่าเป็นการจับคู่กันที่เกิดรสชาติหลายมิติมาก
หลังจากนั้นเป็นการแพริ่งกับอาหารที่ดูเป็นตะวันตกมากขึ้น โดยคู่ที่สี่จะเป็นการจับคู่กันของ Tomato Feta Bruschetta และ VOL Barre Gentillot Vintage Rosé 2020 ซึ่งมีรสบางเบาเข้าคู่กับฟรุตตี้ของโรเซ่ได้ดี คู่ที่ห้านั่น Manchego and Chorizo Skewers กับ Enderle & Moll Pinot Noir Basis 2020 คาแรกเตอร์ความ Earthy และกลิ่นธรรมชาติ มาพร้อมรสชาติของผลไม้ตระกูลเชอร์รีและแครนเบอร์รี จึงเข้ากันได้ดีกับชีสมันเชโกและไส้กรอกโชรีโซ
และคู่สุดท้ายที่เป็นของหวาน Chocolate Truffle กินคู่กับไวน์คาแรกเตอร์ออกหวานอย่าง Cabidos St Clement Petit Manseng 2016 ถือว่าเป็นการปิดท้ายมื้อได้อย่างดีเยี่ยม
สำหรับไวน์เทสติ้งที่เป็นการร่วมมือกันจากบ้าน Wine Haus และร้านอาหาร nahm จะเปิดให้เทสต์ 2 รอบด้วยกันคือ วันอังคารที่ 13 ธันวาคม และวันพุธที่ 14 ธันวาคม (จำกัดวันละ 25 คน) ตั้งแต่เวลา 19.00-21.00 น. ที่ห้อง COMO Suite โรงแรม COMO Metropolitan Bangkok สามารถเข้าไปซื้อบัตรและสำรองที่นั่งได้ที่ www.eventpop.me/e/14129/comometropolitanbangkok-winehaus
ภาพ: Courtesy of Brand
The post เปิดประสบการณ์การชิมไวน์โลกใหม่ และคานาเป้แบบไทยๆ กับร้าน nahm และ Wine Haus appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังปิดปรับปรุงมาเป็นเวลาหลายเดือนจนหลายคนบ่นคิดถึง ตอน […]
The post ห้องอาหารดาวมิชลิน Nahm พร้อมเปิดครัวต้อนรับคนชอบอาหารไทยอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังปิดปรับปรุงมาเป็นเวลาหลายเดือนจนหลายคนบ่นคิดถึง ตอนนี้ได้เวลาที่ห้องอาหารน้ำ (Nahm) ที่โรงแรมโคโม เมโทรโพลิแทน กรุงเทพฯ กลับมาเปิดประตูต้อนรับนักกินอีกครั้ง โดยครั้งนี้ เชฟพิม เตชะมวลไววิทย์ ยังคงหยิบเอาความทรงจำในอดีตที่เคยได้ลิ้มรสชาติอาหารไทยจากฝีมือของคนในครอบครัวที่ปรุงแต่งมาอย่างใส่ใจเพื่อให้ลูกหลานได้กินอาหารก้นครัวที่เรียบง่าย ทว่ามีรสชาติที่เอร็ดอร่อยคุ้นลิ้นมานำเสนอแก่ลูกค้าที่ก้าวเข้าร้าน โดยเลือกเฟ้นวัตถุดิบชั้นยอดมานำเสนอให้ลูกค้าทั้งไทยและต่างชาติได้สัมผัสกับรสชาติอาหารเหล่านั้นอีกครั้ง
โดยที่ยังคงเมนูดั้งเดิมที่สร้างชื่อให้กับห้องอาหารแห่งนี้ เช่น ขนมจีนน้ำพริก ที่เธอเรียนรู้มาจากคุณยาย หรือกุ้งแม่น้ำผัดชะคราม ที่เป็นหนึ่งในเมนูโปรดของเธอ แต่ครั้งนี้เชฟพิมได้เพิ่มเมนูใหม่ที่คัดสรรขึ้นตามวัตถุดิบประจำฤดูกาล ซึ่งจะเวียนเปลี่ยนทุกๆ 2-3 เดือนเพื่อให้มั่นใจว่าวัตถุดิบที่นำมาใช้นั้นมีความสดใหม่และผ่านการแปรรูปน้อยที่สุด ดังเช่นเมนูเหล่านี้อย่าง น้ำพริกไหม้ใส่มะขามป้อม, ยำผักผลไม้อย่างทวาย, แกงป่าหมูสมุนไพรใส่ข้าวคั่ว, ปลาอินทรีสะเออะ หรือกะปิพล่าพริกไทยอ่อน ที่วัตถุดิบส่วนใหญ่ล้วนนำมาจากแหล่งที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดในเมืองไทย

ปลาอินทรีสะเออะ

แกงป่าหมูสมุนไพรใส่ข้าวคั่ว
สิ่งที่เราชอบในตัวเชฟพิมคือการปรุงแต่งอาหารไทยที่มีรสชาติตามจริตของอาหารจานนั้นๆ เช่น อาหารจานไหนที่เผ็ด รสชาติก็ต้องออกมาเผ็ดร้อนอย่างไม่ประนีประนอมต่อต่อมรับรสของคนไม่กินเผ็ดหรือชาวต่างชาติ รวมถึงเมนูน้ำพริกที่ไม่ได้เป็นน้ำพริกยอดนิยมที่ชาวไทยคุ้นเคย แต่เชฟพิมเลือกที่จะนำเสนอเมนูน้ำพริกแปร่งหูที่เราอาจไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อน และแน่นอนว่าไม่ใช่เมนูน้ำพริกที่เราจะพบเห็นได้ตามอาหารไทยระดับไฟน์ไดนิ่ง และแม้ทุกจานจะมีความเรียบง่าย แต่ถ้าได้ลิ้มรสชาติหรือสำรวจวัตถุดิบที่นำมาใช้แล้วจะพบว่าเชฟเลือกใช้วัตถุดิบที่ดีมีคุณภาพมาเป็นตัวชูโรง ซึ่งนั่นก็ทำให้เราได้มาพบพานกับเมนูอาหารที่แม้ชื่อฟังดูพื้นๆ แต่ด้วยความพิถีพิถันในการเลือกใช้วัตถุดิบชั้นดี จุดนี้เองที่ช่วยเสริมให้รสชาติและหน้าตาของจานอาหารนั้นๆ พิเศษกว่าอาหารไทยทั่วไปและคุ้มค่ากับการมาลิ้มลองสักครั้ง เพราะสิ่งที่เราจะได้รับกลับไปจากการมาเยือนห้องอาหาร Nahm อาจไม่ใช่เพียงอาหารไทยรสชาติดี หากแต่เป็นการเปิดลิ้นให้กับอาหารไทยที่รังสรรค์โดยเชฟคนไทยที่สื่อต่างชาติหัวใหญ่ๆ ต่างให้การยอมรับในทักษะการทำอาหารและรสชาติ รวมถึงการเป็นหนึ่งในตัวแทนคนไทยที่ช่วยเผยแพร่อาหารไทยให้เป็นที่ประจักษ์ไปทั่วโลก
ภาพ: Courtesy of Nahm
พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์
The post ห้องอาหารดาวมิชลิน Nahm พร้อมเปิดครัวต้อนรับคนชอบอาหารไทยอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังวางมือจาก Nahm ร้านอาหารไทยระดับมิชลิน เชฟเดวิด ทอม […]
The post Someday Everyday ร้านข้าวแกงฝีมือเชฟมิชลินผู้ปลุกปั้น Nahm appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังวางมือจาก Nahm ร้านอาหารไทยระดับมิชลิน เชฟเดวิด ทอมป์สัน ชาวออสเตรเลีย และเชฟปริญญ์ ผลสุข พ่อครัวคนสนิท ออกมาสร้างชื่อของตัวเองกับอาหารไทยในรูปแบบที่แตกต่างไป โดยยกครัวความอร่อยแบบ ‘ข้าวแกง’ มาขึ้นร้าน ณ Warehouse 30 แต่รสชาติข้าวแกงระดับเชฟมิชลินจะเป็นอย่างไร พิเศษแค่ไหน เราบอกได้เพียงว่าข้าวแกงธรรมดานี้ ‘ไม่ธรรมดา’
Someday Everyday (ซัมเดย์ เอฟวรีเดย์) ร้านข้าวแกงหน้าตาเก๋ไก๋โมเดิร์นที่นำโดยเชฟปริญญ์ ตั้งอยู่ด้านหน้า Warehouse 30 ข้าง Maison Chatenet ซึ่งต้องขอบคุณ ดวงฤทธิ์ บุนนาค ที่ทำให้โปรเจกต์นี้สำเร็จขึ้นมาได้ พร้อมกับการตกแต่งภายในที่น่าสนใจ สบายตัวสบายตากว่าร้านข้าวแกงติดแอร์ทั่วไป

มองภายนอกอาจไม่รู้ แต่นี่คือร้านข้าวแกงระดับติดดาวมิชลิน
The Vibe
ด้านหน้าร้านเป็นกระจกใสแผงใหญ่ เผยให้เห็นรายละเอียดของบาร์กับข้าว ป้ายราคาแผ่นหราติดผนัง และครัวเปิดที่อยู่ถัดเข้าไปด้านใน ส่วนที่นั่งรับประทานข้าวอยู่ชั้น 2 ให้อารมณ์โรงอาหารเบาๆ แต่กว้างขวางและโดดเด่นด้วยโคมไฟซิกเนเจอร์ ลายเซ็นของชายที่ชื่อดวงฤทธิ์

บรรยากาศสบายๆ ภายใน Warehouse 30
ด้วยความที่เป็นร้านข้าวแกง การบริการที่นี่จึงเป็นแบบร้านข้าวแกงให้จิ้มเลือกกับข้าวที่เคาน์เตอร์ จากนั้นหยิบใส่ถาดไม้และยกไปจ่ายเงินที่แคชเชียร์ แล้วยกขึ้นไปเองที่โต๊ะชั้นบน น้ำเปล่ามีบริการให้ฟรี และเมื่อรับประทานเสร็จก็ยกจานชามและถาดไปวางไว้ที่จุดพักจานเป็นอันจบ

อยากรับประทานกับข้าวกี่อย่าง เลือกกันได้เลย
The Dishes
เมนูอาหารส่วนใหญ่ แน่นอนว่าเป็นกับข้าวที่เราคุ้นเคยกันดี แต่บางอย่างก็หารับประทานได้ยาก ส่วนเรื่องของรสชาตินั้น เชฟปริญญ์ยืนหยัดความเป็นรสอาหารไทยจัดจ้าน หมดห่วงเรื่องความเป็นข้าวแกงไฮโซติดรสฝรั่งไปได้เลย ทั้งยังใช้วัตถุดิบคุณภาพ และมีเมนูหมุนเวียนตามความเหมาะสม โดยราคาข้าวราดแกงของที่นี่เริ่มต้นที่ 90 บาท กับข้าวจานละ 100 บาท เครื่องเคียงอย่างละ 60 บาท และของหวานอย่างละ 50 บาท

ผักโสภณผัดลูกชิ้นกุ้ง
กับข้าวสำหรับคนไม่รับประทานเผ็ดที่เราอยากแนะนำเพราะหารับประทานนอกบ้านได้ยากคือ ผักโสภณผัดลูกชิ้นกุ้ง (100 บาท) เมนูนี้คนไทยโดยเฉพาะบ้านที่มีเชื้อสายจีนน่าจะคุ้นเคยกันดี ผักโสภณส่วนใหญ่เรามักจะเห็นในสภาพที่ผ่านการแปรรูปเป็นผักดอง แต่ขอให้ได้ลองชิมผักโสภณสดๆ ที่นำไปผัดดูแล้วคุณอาจติดใจ เมนูนี้เชฟปริญญ์เลือกจับคู่กับลูกชิ้นกุ้ง คู่แท้สุดคลาสสิกสำหรับผักโสภณที่ร้านทั่วไปนำไปผัด ก้านผักสดกรอบ มีรสขมนิดๆ เสริมกลิ่นด้วยกระเทียมทุบแกะเปลือก รับประทานสลับกับอาหารจานอื่นจะช่วยตัดรสชาติได้ดี

(บนซ้าย) หมูแดด, (บนขวา) แกงระแวงเนื้อ, (ล่าง) ซี่โครงหมูต้มมะดัน
ผัดเผ็ดไก่ใส่หน่อไม้ (100 บาท) หน่อไม้ดองฝานบางกำลังดีผัดกับพริกเหลือง ใบกะเพรา และไก่ชิ้น รสจัดจ้านและเผ็ดร้อน รับประทานกับข้าวสวยแค่นี้ก็เอาอยู่ ใครมองหาแกงราดข้าวสวยร้อนๆ โปรดลอง แกงระแวงเนื้อ (100 บาท) หลายคน (รวมถึงผู้เขียน) ไม่คุ้นเคยกับแกงชื่อนี้มาก่อน หน้าตามีความขลุกขลิก มันแผล็บ และโดดเด่นด้วยขมิ้นกับพริกชี้ฟ้า เนื้อสัมผัสของแกงใกล้เคียงแกงเขียวหวาน แต่น้ำขลุกขลิกแบบพะแนง โรยหน้าด้วยขมิ้น แม้แลดูเผ็ดร้อน แต่รสชาติไม่ชวนหน้าแดง ให้ทั้งความเค็ม เผ็ด หวานผสมกัน ตักเนื้อพร้อมแกงขลุกขลิกราดข้าวแล้วลองชิมด้วยตัวเองดูได้เลย

หมูแดดชิ้นเบิ้มๆ และกับข้าวที่หารับประทานนอกบ้านได้ยาก
อีกเมนูที่น่าสนใจคือ ซี่โครงหมูต้มมะดัน (100 บาท) ซุปใสรสเปรี้ยวนำช่วยตัดเลี่ยนที่ได้ความเปรี้ยวมาจากใบมะดัน เคี้ยวทั้งใบพร้อมกระดูกอ่อนก็ยิ่งดี หรือใครจะลองเมนูเบสิกๆ อย่าง ไข่พะโล้ (100 บาท) เมนูภาคบังคับสำหรับร้านข้าวแกงทั่วราชอาณาจักรเช่นเดียวกับที่ Someday Everyday แต่ไฮไลต์ไม่ได้อยู่ที่น้ำพะโล้หรือเท็กซ์เจอร์เหนียวกรุบของตัวไข่ด้านนอก แต่กลับเป็นไข่แดงยางมะตูมที่เจาะแล้วเยิ้มได้ใจ ตักรับประทานพร้อมซดน้ำพะโล้ได้เพลินอย่าบอกใครเชียว!
ที่นี่ยังมีจานเครื่องเคียงให้มาแบ่งกันเคี้ยวเล่น ซึ่งเราขอเทใจให้กับ หมูแดด (60 บาท) หมูแดดเดียวเสียบไม้ทอดหน้าตาแสนธรรมดา แต่ได้ชิมแล้วต้องอยากสั่งเพิ่มอีกสัก 5 ไม้ สัดส่วนของหมูและมันมาในอัตราส่วนที่พอดี กัดเข้าไปแล้วได้เนื้อติดมันและมันติดเนื้อ ผิวนอกแห้ง แต่ด้านในมีความนุ่ม บอกแล้วว่าสั่งไม้เดียวไม่น่าจะพอ

ล้างปากด้วยเหนียวเปียกลำไย วุ้นใบเตย หรือทองหยิบทองหยอดดี?
แม้จะเป็นร้านข้าวแกง แต่ก็ครบเครื่องความเป็นอาหารไทย ปิดท้ายด้วยขนมหวาน เหนียวเปียกลำไย (50 บาท) ขนมไทยแสนอร่อยที่แนะนำให้สั่งพร้อมอาหารตั้งแต่แรก เนื่องจากหมดไวมาก ด้วยความที่เป็นเหนียวเปียกลำไย ทำด้วยข้าวเหนียวดำที่ให้สัมผัสละมุนลื่นคอ ภายใต้ความนุ่มก็ยังมีสัมผัสกรุบนิดๆ ตามฉบับเสน่ห์ข้าวเหนียวดำ ส่วนลำไยหวานฉ่ำ ผสมกับความเค็มอ่อนๆ จากกะทิ หรือจะลอง วุ้นใบเตย (50 บาท) ที่เหมาะสำหรับคนไม่ปลื้มรสหวาน ได้ความกรอบของมะพร้าวขูดและความกรอบของวุ้นเข้าปากไปเต็มๆ เหมาะสำหรับการล้างปากฟินๆ แบบไทย
What You Should Know
Someday Everyday
Open: เปิดบริการวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 11.00-20.00 น.
Address: Warehouse 30 ถนนเจริญกรุง ซอย 30 แขวงบางรัก เขตบางรัก กรุงเทพฯ
Budget: 100-300 บาท
Contact: www.facebook.com/somedayeverydayrestaurant
Map:
พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์
The post Someday Everyday ร้านข้าวแกงฝีมือเชฟมิชลินผู้ปลุกปั้น Nahm appeared first on THE STANDARD.
]]>
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2000 ที่ลอนดอน เชฟชาวออสเตรเลียนามว่า […]
The post จากจัดจ้านสู่ความกลม (กล่อม) สำรวจรสไทยที่ Nahm ในยุคหลังจาก เดวิด ทอมป์สัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2000 ที่ลอนดอน เชฟชาวออสเตรเลียนามว่า เดวิด ทอมป์สัน (David Thompson) ได้เปิดโลกทัศน์อาหารไทยให้ทั่วโลกรู้จักผ่านร้านอาหารของเขาในชื่อ Nahm (น้ำ) ณ โรงแรม COMO The Halkin ด้วยความที่เชฟเดวิดศึกษาเรื่องของอาหารไทยและพำนักในไทยมากว่า 30 ปี เรื่องอาหารไทยและการปรุงให้ได้รสอย่างที่ควรจะเป็น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับชาวออสเตรเลียเช่นเขา แต่เชฟกลับทำอาหารไทยออกมาได้อย่างน่าทึ่ง และพา Nahm ร้านอาหารไทยไฟน์ไดนิ่งที่ลอนดอนได้รับ 1 ดาวมิชลิน หลังเปิดภายใน 6 เดือนเท่านั้นในปี 2001 ทำให้ Nahm เป็นร้านอาหารไทยร้านแรกที่ได้รับดาวมิชลินจากทั่วโลก และสร้างชื่อเสียงให้เขาเป็นที่รู้จักในฐานะ ‘เชฟอาหารไทย’ ผู้ปักหมุดอาหารไทยให้ไปคว้าดาวมิชลินระดับโลก

Nahm (น้ำ)
ปี 2010 เชฟเดวิดได้ย้ายร้าน Nahm จากความผู้ดีอังกฤษของมหานครลอนดอนมาสู่เมืองหลวงของอาหารไทยอย่างกรุงเทพฯ ณ โรงแรม COMO Metropolitan Bangkok ที่ฝีไม้ลายมือของเชฟกลายเป็นที่รู้จักปากต่อปากอย่างรวดเร็ว และ Nahm ฉบับกรุงเทพฯ ก็เริ่มติดอันดับร้านอาหารแนะนำจากหลายสำนัก โดยติดอันดับ 49 ของร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลก จากการจัดอันดับ The World’s 50 Best Restaurants ประจำปี 2018 และไปคว้าดาวมิชลินดวงแรกๆ ของประเทศไปครองถึง 2 สมัยในปี 2018 และ 2019

เดวิด ทอมป์สัน ชายผู้ยกระดับอาหารไทยรสบ้านๆ ให้กู่ไกลระดับโลก
และเมื่อเดือนเมษายน ปี 2018 เชฟเดวิด ทอมป์สัน ตัดสินใจโบกมือลาร้านอาหารลูกรักท่ีเขาปั้นเองกับมือ เพื่อเตรียมทำโปรเจกต์ใหม่ ‘Mahanathi’ โดยส่งไม้ต่อให้กับ เชฟพิม เตชะมวลไววิทย์ ได้มารับช่วงต่อ สืบทอดตำนานอาหารไทยของ Nahm
แต่เชฟพิมหาใช่หน้าใหม่ในวงการอาหาร ก่อนที่เธอจะมากุมบังเหียนต่อจากเชฟชาวออสเตรเลีย เธอได้สร้างชื่อให้กับแวดวงอาหารไทยในซานฟรานซิสโกมาแล้วกับร้านอาหารไทย Kin Khao (กินข้าว) ในซานฟรานซิสโก ซึ่งติดดาวมิชลินมาตั้งแต่ปี 2016 จนถึงปัจจุบัน เชฟพิมยังคงเดินทางไปมาระหว่างสหรัฐอเมริกากับไทย เพื่อดูแลร้านอาหารทั้งสองไปพร้อมกัน โดยฝากรสมือไว้กับ เชฟแจน-สุรชา เรื่องนุกูลกิจ เฮดเชฟ อดีตนักเรียนก้นครัวผู้เรียนรู้ เปิดตำรารสครัวไทยมากับเชฟเดวิดมานานตั้งแต่สมัยที่เขายังเป็นคนดูแลควบคุมคุณภาพและรสชาติของอาหารอย่างใกล้ชิด

เชฟพิม เตชะมวลไววิทย์ ผู้สืบช่วงต่อ สืบทอดตำนานอาหารไทยให้กับ Nahm และงบทะเลที่เสิร์ฟในใบตอง
The Chefs
เชฟแจน อดีต Key Account Manager บริษัทมีเดียเอเจนซี ผู้ผันไปจับงานครัว เรียนทำอาหารที่โรงเรียนวิชาการโรงแรมแห่งโรงแรมโอเรียนเต็ล (OHAP) จนได้เริ่มงานที่ห้องอาหารฝรั่งเศส Le Normandie เธอพกความรู้อันประดิดประดอยแบบครัวแดนน้ำหอมจากร้านอาหารอันดับต้นๆ ของประเทศไทย มาทำงานที่ Nahm ร่วมกับเชฟเดวิด เพียงเพื่อมาเริ่มเรียนรู้ว่า ต้องเริ่มใหม่ สลัดความเป็นครัวฝรั่งเศสทิ้งไปเสีย เพื่อเรียนรู้การปรุง วัตถุดิบ รสชาติ และสารพัดเรื่องราวของอาหารไทยตั้งแต่ศูนย์ โดยมีเชฟเดวิดเป็นครู
“เชฟเดวิดให้เราอ่านหนังสือตำราอาหารเก่า พวกหนังสือแจกงานฌาปนกิจของคนใหญ่คนโต ที่ตีพิมพ์สาระความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่คนรุ่นหลัง ซึ่งหลายตระกูลเอาสูตรอาหาร ตำรับตำราการทำเครื่องคาวหวาน มารวบรวมและจัดพิมพ์ หรือหนังสือคู่มือการทำอาหารไทยเล่มโบราณจากคอลเล็กชันหนังสืออาหารไทย ที่เชฟเดวิดชอบสะสมเป็นการส่วนตัวด้วย” เชฟแจนย้อนความหลังถึงกระบวนการเรียนรู้ผ่านการสอนของเชฟเดวิด

เชฟแจน-สุรชา เรื่องนุกูลกิจ เฮดเชฟ อดีตนักเรียนก้นครัวผู้เรียนรู้ เปิดตำรารสครัวไทยมากับเชฟเดวิด
หลังลองถอดสูตรจากตำราเล่มเก่าให้ออกมาเป็นอาหาร และพบว่า ปัญหาหลักของการทำตามสูตรดั้งเดิมคือ หน่วยชั่งตวงวัด ที่ทำให้ต้องจินตนาการถึงปริมาณที่พอเหมาะในระหว่างการปรุงอาหารเอง เชฟแจนยังพบอีกว่า การตีความอาหารไทยและรสชาติอย่างไทยของ Nahm ค่อยๆ เปลี่ยนไปจากอิทธิพลของพ่อครัวและแม่ครัว นี่คือยุคผลัดเปลี่ยนรส จากความเป็นเชฟชื่อดังแบบ ‘เดวิด ทอมป์สันนิสม์’ (David Thompson-ism) ที่ค่อยๆ ผ่านพ้นไปสู่ยุคของเชฟพิม เชฟอาหารไทย ชาวไทย
แท้จริงแล้วการตีความอาหารไม่ได้เป็นเรื่องของความถูกผิด ไทยมากหรือไทยไม่มาก คงไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่รสมือปรุงต่างหากที่เปลี่ยนไป จาก Nahm ในยุคแรกของเชฟเดวิด ที่เน้นความจัดจ้านชัดเจน ขณะที่ยุคหลังภายใต้การปรุงของเชฟพิม เธอเน้นไปที่ความกลม (กล่อม) หรือรสนวล และมีการเพิ่มเมนูใหม่ๆ ที่ให้คนรักรสชาติได้ค้นหากันต่อ

The Vibe
พื้นที่ของ Nahm ภายในชั้น 1 ของโรงแรม COMO Metropolitan Bangkok รองรับแขกได้กว่าร้อยท่าน ตกแต่งด้วยบรรยากาศอบอุ่น ใช้แสงไฟสีน้ำผึ้ง ประดับประดาด้วยอิฐมอญตามเสา ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากวัดเก่าในสมัยอยุธยา ผนังตัดสีทองให้ความรู้สึกโอ่อ่า พื้นที่โดยรอบร้านมีงานไม้แกะสลักฝีมือช่างศิลป์ หากต้องการความเป็นส่วนตัวยิ่งขึ้นก็มีห้องรับรองพิเศษ ส่วนบริเวณด้านนอกริมสระว่ายน้ำก็มีที่นั่งรับรองรับลมธรรมชาติที่เป็นทางการน้อยกว่า

การตีความอาหารไทยแบบใหม่ของเชฟพิม
The Ingredients
Nahm เน้นเรื่องความหลากหลายของวัตถุดิบ ซึ่งวัตถุดิบชนิดเดียวกันนั้นมาจากหลายแหล่งที่มา เนื่องด้วยอาหารเหมาะที่จะใช้วัตถุดิบจากต่างที่กันในแต่ละจานตามความเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ พืชผัก ผลไม้ สมุนไพร เครื่องปรุงรส โดยคัดเลือกใช้เฉพาะของคุณภาพดีที่สุดจากทั้งไทยและเทศ ทั้งยังร่วมมือกับเกษตรกรและผู้ผลิตอาหารท้องถิ่นมากฝีมือทั่วประเทศไทย เพื่อนำเสนอวัตถุดิบจากทุกภูมิภาคในทุกจานอาหารอีกด้วย

งบทะเลที่ย่างจนส่งกลิ่นหอมฉุย
The Dishes
เมนูอาหารของ Nahm ไม่ได้โฟกัสที่ภาคไหนเป็นพิเศษ แต่นำเสนออาหารทั้ง 4 ภาค ครบรส ครบเครื่อง และมีเมนูกับวัตถุดิบตามฤดูกาล ลองสั่ง งบทะเล (840 บาท) เมนูนี้มีความคล้ายห่อหมก พริกแกงรสจัดจ้านผสมกับเนื้อปลา กุ้ง ปู ห่อใบตอง แล้วนำไปย่างจนส่งกลิ่นหอมฉุย กินกับข้าวตัง
ลาบคั่วไก่ต๊อก (790 บาท) แต่เดิมเป็นลาบคั่วนกพิราบ แต่เชฟดัดแปลงด้วยการใช้ไก่ต๊อกแทน เนื่องด้วยให้กลิ่นและรสชาติที่ดีกว่า โดยใช้ไก่ต๊อกโคราชที่เลี้ยงในฟาร์มเปิด เนื้อนุ่มแน่น ส่วนอกนำไปรมควันให้ผิวตึง แล้วเจี๋ยนในน้ำมันหมู ส่วนอื่นของไก่นำไปกงฟีต์กับน้ำมันรำข้าว จากนั้นใส่ผงลาบคั่ว คลุกเคล้ากับผักสมุนไพร กินพร้อมใบชะพลู หรือจะลอง น้ำพริกหมากหมาด (640 บาท) น้ำพริกโบราณของไทย ทำจากมะหมากหมาดหรือมะแขว่น กินกับแก้มหมูย่างและผักสด แสร้งว่าปลาดุกฟู (820 บาท) น้ำยำใสใส่กุ้งจากสงขลา ปรุงรสด้วยมะขาม ขิงอ่อน และส้มซ่า ราดปลาดุกฟู แล้วกินกับผักแนม

ใครอยากชิมปูซ่อนกลิ่นบ้าง?
นอกจากนั้นยังมี แกงรัญจวน (400 บาท) ซุปรสเปรี้ยวแปลกที่หลายคนอาจยังไม่เคยชิม เป็นแกงชาววังตำรับ หม่อมหลวงเนื่อง นิลรัตน์ ที่ดัดแปลงจากซุปใส แล้วใส่น้ำพริกกะปิเพิ่มเข้าไป โรยหน้าด้วยใบโหระพาและพริกชี้ฟ้า รับประกันความนัวและเข้มข้น เผลอตัวอีกทีอาจหมดชามก็เป็นได้ และอย่าพลาดเมนูเด็ด ต้มเนื้อเรียง (480 บาท) ซุปเนื้อน้ำใสชื่อแปลก มีที่มาจากก๋วยเตี๋ยวเนื้อเรียง ซึ่งเป็นอาหารที่นิยมรับประทานในจังหวัดจันทบุรี ในน้ำซุปจะใส่เร่ว สมุนไพรคล้ายข่า ให้กลิ่นหอม ดับความสาบคาวของเนื้อสัตว์ เชฟเลือกใส่เนื้อวากิวส่วนแก้ม เพราะให้สัมผัสนุ่มกำลังดี และเนื้อไม่เยอะเกินไปจนเหมือนเนื้อลูกเต๋า ซุปตัดเลี่ยนและเพิ่มรสชาติให้กับมื้ออาหารโดยรวม

กุ้งแม่น้ำผัดชะครามและลาบคั่ว
หรือจะลอง ต้มส้มปลา (450 บาท) ซุปใสอ่อนๆ เบาๆ ไว้ซดตัดรสชาติอาหารจานอื่น และแน่นอนว่า ต้องมีแกงแก้วตาอย่าง แกงมัสมั่นแกะ (980 บาท) แกงมัสมั่นแบบที่ไม่ใส่ถั่วลิสง น่าสนใจตรงที่จับคู่แกะกับลำไย ผสานรสชาติอันเข้มข้นของแกงมัสมั่นเข้ากับความหวานฉ่ำที่ได้จากเนื้อลำไย เนื้อแกะเปื่อยนุ่มล่อนเลาะกินได้ง่ายอย่างที่ควรจะเป็น อาหารของ Nahm ไม่ได้เจาะจงเฉพาะภาค จึงอย่าแปลกใจที่ได้เห็นอาหารอย่าง ไตปลาทรงเครื่อง (720 บาท) เข้ามาแซมในเมนูด้วยเช่นกัน ซึ่งแกงไตปลาที่นี่จะไม่เผ็ดแหลมแบบแกงไตปลาทั่วไป แต่ยังคงความเข้มข้นของพริกแกงไตปลา สมุนไพรได้อย่างครบถ้วน

ลองส้มฉุนและขนมหวานสร้างสรรค์อื่นๆ กันด้วย
นอกจากนั้นยังมี เนื้อผัดพิโรธ (820 บาท) เนื้อวากิวผัดยอดมะพร้าวอ่อน ใบโหระพา และพริกไทยอ่อน กุ้งแม่น้ำผัดชะคราม (880 บาท) กุ้งแม่น้ำตัวโตผัดขลุกขลิกในซอสชะครามกับหอมใหญ่ กระเทียม และถั่วลิสง และปิดท้ายมื้อค่ำด้วย ส้มฉุน (350 บาท) ของหวานไทยๆ ที่เข้ากับหน้าร้อนเป็นอย่างดี ใช้ส้มซ่ากับผลไม้ตามฤดูกาล ก่อนที่จะโรยหน้าด้วยขิงอ่อนกับหอมเจียว ให้รสหวานเย็นชื่นใจ
ไม่เพียงแต่อาหารไทยที่ขึ้นชื่อ ที่นี่ยังมีซิกเนเจอร์ค็อกเทลสร้างสรรค์ให้ชวนจิบ จับความเผ็ดร้อนของต้มยำมาใส่ในแก้วนี้ กับ Tom Yumtini (350 บาท) ที่เบสด้วยวอดก้า และใส่เครื่องเคราสมุนไพรแบบเดียวกับต้มยำน้ำใส

Korn-Kanok ค็อกเทลสีเหลืองอำพัน
Blue Flower Gimlet (390 บาท) แก้วนี้ใช้เหล้าจินผสมกับดอกอัญชันและน้ำมะนาว ให้รสชาติสดชื่นตัดความเผ็ดร้อนของอาหารได้ดี หรือจะเป็น Korn-Kanok (390 บาท) ค็อกเทลสีเหลืองอำพัน ที่ใช้เหล้าแม่โขงผสมน้ำเสาวรส น้ำผึ้ง แล้วท็อปด้วยจิงเจอร์เอล
เสน่ห์อันเป็นตำนานอาหารไทยในแบบของของ Nahm ยังคงคุกรุ่นอยู่ในทุกจานที่เสิร์ฟ ทุกรายละเอียดของวัตถุดิบและที่มายังคงมีเรื่องเล่าไม่รู้จบ แม้ เดวิด ทอมป์สัน จะปิดฉากหน้าที่ของเขาไปแล้ว พร้อมเดินจากไปกับรสชาติเอกลักษณ์อันเป็นลายเซ็น ที่ทำให้น้ำกลายเป็น ‘Nahm’ แต่สิ่งชัดเจนที่หลงเหลือและคงไม่เหือดหาย คือบทเรียนระดับชั้นครูที่เขาได้สืบทอดให้กับคนครัวที่ปลุกปั้นขึ้นมา กับแนวคิดที่ว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ทำอาหารไทยให้อร่อยได้ และอาหารไทยพื้นบ้านขึ้นโต๊ะไฟน์ไดนิ่งได้อย่างไม่มีเคอะเขิน ที่ยังคงสืบสานต่อ แม้จะเปลี่ยนทิศทางของรสชาติให้กลมขึ้นบ้าง แต่ Nahm ยังคงเป็นร้านอาหารไทยระดับแถวหน้าที่ไปไกลระดับโลกอย่างที่ยากจะเปลี่ยน
What You Should Know:
Nahm
Open: ทุกวัน จันทร์-ศุกร์ เวลา 12.00-14.00 น., 18.30-22.15 น.
เสาร์-อาทิตย์ เวลา 18.30-22.15 น.
Address: COMO Metropolitan Bangkok ถนนสาทรใต้ กรุงเทพฯ
Budget: 1,600-2,800 บาท
Contact: โทร. 0 2625 3388
Website: www.comohotels.com/en/metropolitanbangkok/dining/nahm
Map:
ภาพ: วรรษมน ไตรยศักดา, Courtesy of COMO Metropolitan Bangkok
พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล
The post จากจัดจ้านสู่ความกลม (กล่อม) สำรวจรสไทยที่ Nahm ในยุคหลังจาก เดวิด ทอมป์สัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
มิชลิน ไกด์ ฉบับกรุงเทพฯ ภูเก็ต และพังงา ประจำปี 2019 เ […]
The post ประกาศแล้ว เปิดรายชื่อสุดยอดความอร่อย มิชลิน ไกด์ ฉบับกรุงเทพฯ ภูเก็ต และพังงา ปี 2019! appeared first on THE STANDARD.
]]>
มิชลิน ไกด์ ฉบับกรุงเทพฯ ภูเก็ต และพังงา ประจำปี 2019 เปิดตัวแล้ว โดยถือเป็นมิชลิน ไกด์ฉบับที่ 2 ของเมืองไทย โดยหลังจากฉบับปฐมฤกษ์เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งมีการจัดลิสต์เฉพาะเพียงร้านอาหารในเขตกรุงเทพมหานคร ปีนี้พิเศษยิ่งขึ้น ด้วยการเสริมรายชื่อร้านอาหารในจังหวัดทางภาคใต้ ด้วยการเสริมจังหวัดภูเก็ตและพังงาเข้าด้วยกัน นับเป็นการสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงอาหารให้มาแรงยิ่งขึ้นตามนโยบายของ ททท.
งานเปิดตัวและประกาศรายชื่อร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในลิสต์ของสมุดปกแดงเล่มนี้ จัดขึ้น ณ โรงแรม Park Hyatt กรุงเทพฯ ซึ่งมีทั้งเชฟชื่อดังและคนทำงานในอุตสาหกรรมร้านอาหารมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง รวมถึง นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งเคยกล่าวว่า “การมาถึงของมิชลิน ไกด์ ฉบับกรุงเทพฯ นั้นเป็นหมุดหมายที่สำคัญด้านการท่องเที่ยวและอาหารของประเทศไทย” ทำให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ทุ่มทุนถึง 143.50 ล้านบาทในการตีพิมพ์มิชลิน ไกด์ บุ๊ก ดังกล่าว โดยมีกรอบระยะเวลา 5 ปี จนถึงปี 2021
จากปี 2018 ที่มีร้านที่ได้รับการติดดาวมิชลินทั้งหมด 17 ร้าน (นับรวมร้านที่ได้ดาว 2 ดวง และ 1 ดวง อ่านรายละเอียดได้ที่ เปิดตัวแล้ว มิชลิน ไกด์ ฉบับกรุงเทพฯ!)
ส่วนร้านที่ได้รับการติดดาวอันเป็นสัญลักษณ์ความอร่อยจากมิชลินในมิชลิน ไกด์ ฉบับกรุงเทพฯ ภูเก็ต และพังงา ปี 2019 ที่เพิ่งประกาศไปสดๆ ร้อนๆ มีดังนี้
ร้านมิชลิน 1 ดาว หรือร้านอาหารที่อาหารได้มาตรฐานสูงอย่างต่อเนื่อง และเป็นร้านอาหารที่ควรแวะไปชิม (A good place to stop on the journey) มีจำนวน 23 ร้าน ดังนี้
ร้านมิชลิน 2 ดาว หรือร้านที่อาหารผ่านการปรุงอย่างดีเลิศ คุ้มค่า แม้จะต้องอ้อมเส้นทางไปลิ้มลอง โดยคุณภาพอาหารมีความประณีตและโดดเด่น (Worth a detour) มีจำนวน 4 ร้าน ได้แก่
โดยสรุปแล้วปีนี้มีร้านที่ได้รับการติดดาวมิชลินเข้าใหม่มาในโผจำนวน 10 ร้าน
นอกจากร้านที่ได้รับการติดดาวแล้ว ยังได้มีร้านที่ได้รับการจัดหมวดให้อยู่ภายในเล่มอีกหลายประเภท อาทิ บิบ กูร์มองด์ รางวัลสำหรับร้านอาหารที่มีรสชาติที่ดี รับประทานง่าย และราคาสบายกระเป๋า และ มิชลิน เพลท รางวัลที่มอบให้กับร้านอาหารคุณภาพดีที่ใช้วัตถุดิบคุณภาพสดใหม่และปรุงอย่างพิถีพิถัน ซึ่งโดยรวมแล้วมีร้านอาหารอยู่ในลิสต์ทั้งหมดจำนวนมากถึง 217 ร้านเลยทีเดียว
ทั้งนี้คาดว่ามิชลิน ไกด์เล่มนี้จะสามารถช่วยกระตุ้นตัวเลขการท่องเที่ยวตามนโยบายการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) ของกระทรวงการท่องเที่ยว โดยผู้ตรวจสอบของมิชลินทำงานอย่างไม่เปิดเผยตัว เนื่องจากเป็นกฎเหล็กของบริษัท และไม่ใช่เพียงแค่ร้านอาหารที่ไปชิมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงครอบครัว คนใกล้ชิด และสื่อมวลชน กระทั่งผู้บริหารระดับสูงของมิชลินเองก็ยังไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ให้คะแนน
กรรมการทำงานนอกสถานที่เดือนละ 3 สัปดาห์ ผู้ตรวจสอบเดินทางราว 30,000 กิโลเมตรในฐานะลูกค้าคนหนึ่งเพื่อชิมอาหาร 250 มื้อ และเช็กอินในโรงแรมกว่า 160 แห่ง เพื่อจัดทำหนังสือมิชลิน ไกด์ เล่มดังกล่าว
ผู้ทำการตรวจสอบไม่จำเป็นต้องเป็นชาติเจ้าของอาหารเสมอไป แต่ต้องมีความรู้เรื่องอาหาร และต้องเข้าใจในรสอาหารของชาติที่ไปตรวจสอบ
สามารถเปิดดูรายชื่อร้านอาหารที่มิชลินระบุในไกด์บุ๊กได้เต็มๆ ในมิชลิน ไกด์ กรุงเทพฯ ภูเก็ต และพังงา ประจำปี 2019 ได้ตามร้านหนังสือทั่วไป และทาง guide.michelin.com/th/bangkok
อ่านเรื่อง ชำแหละดาวมิชลิน ตอนที่ 1 กับเหตุผลที่การท่องเที่ยวไทยอยากได้มิชลิน ไกด์ ฉบับกรุงเทพฯ ได้ที่นี่
อ่านเรื่อง อร่อยระดับโลก แต่ราคาฟู้ดคอร์ต! บิบ กูร์มองด์ รางวัลมิชลินสำหรับอาหารบ้านๆ ที่คนไทยเอื้อมถึงได้ที่นี่
พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า
The post ประกาศแล้ว เปิดรายชื่อสุดยอดความอร่อย มิชลิน ไกด์ ฉบับกรุงเทพฯ ภูเก็ต และพังงา ปี 2019! appeared first on THE STANDARD.
]]>
“Wonderfruit คืองานเฉลิมฉลองที่เน้นวิถีความยั่งยืน หรือ […]
The post Wonder Feasts จาก Wonderfruit มื้ออาหารสุดพิเศษ เติมเต็มบรรยากาศแห่งความสุขกับวิถีชีวิตที่ยั่งยืน [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.
]]>
“Wonderfruit คืองานเฉลิมฉลองที่เน้นวิถีความยั่งยืน หรือ sustainability นำเสนอในรูปแบบของงานเทศกาลที่จัด 4 วัน 4 คืน หลายคนถามว่ามันเป็นมิวสิกเฟสติวัลใช่ไหม? ผมว่าจะเรียกว่าเป็นไลฟ์สไตล์เฟสติวัลก็ได้ ซึ่งเรามี 6 พิลลาร์ด้วยกันคือ Arts & Architecture, Music, Farm to Feasts, Wellness, Talks & Workshops และ Family” นี่คือนิยามที่เราเคยได้พูดคุยกับพ่องาน Wonderfruit อย่าง พีท-ประณิธาน พรประภา (อ่านเพิ่มเติม thestandard.co/wonderfruit-festival)
มนต์เสน่ห์ของเทศกาล Wonderfruit กำลังจะกลับมาอีกครั้ง และความพิเศษที่อยากพูดถึงสำหรับ THE STANDARD คือ พิลลาร์ Farm to Feasts กับ วันเดอร์ ฟีสต์ (Wonder Feasts) ที่เหล่าเชฟซูเปอร์สตาร์ได้นำซิกเนเจอร์การปรุงอาหารของตนเอง มาสร้างสรรค์เป็นมื้ออาหารสุดพิเศษ เติมเต็มบรรยากาศแห่งความสุขภายในงาน Wonderfruit ที่ความสนุกของการดื่มกินก็สามารถมาพร้อมกับสุขภาพที่ดีได้
ก่อนหน้านี้ถ้าใครเคยไปสัมผัสงาน Wonderfruit คงได้เคยสัมผัสเมนูพิเศษของเชฟชื่อดังอย่าง เชฟเดวิด ทอมป์สัน แห่งร้าน Nahm เชฟกากั้น อนันต์ แห่งร้าน Gaggan เชฟโบและเชฟดีแลน แห่งร้าน Bo.Lan และ Err รวมทั้งมิกโซโลจิสต์มือรางวัลอย่าง Shingo Gokan เจ้าของร้าน Speak Low ในเซี่ยงไฮ้
และข่าวดีที่พิเศษของงานปีนี้ที่กำลังจะมาถึง วันเดอร์ ฟีสต์ ได้เหล่าเชฟมาร่วมงานให้มื้ออาหารคึกคักกว่าเดิม ลองดูตารางอาหารเรียกน้ำย่อยกันก่อน

โบ-ดวงพร ทรงวิศวะ และดีแลน โจนส์
เริ่มด้วยมื้อค่ำของวันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม กับการกลับมาอีกครั้งของเชฟโบ-ดวงพร ทรงวิศวะ และเชฟดีแลน โจนส์ แห่งร้าน Bo.Lan ร้านอาหารไทยที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 50 ร้านอาหารที่ดีที่สุดในเอเชีย กับเมนูมื้อค่ำสุดพิเศษที่ร้อยเรียงวัตถุดิบจากธรรมชาติไว้ด้วยกัน
แน่นอนว่าความพิเศษยังไม่หยุดเท่านี้ หลังจากจะได้สัมผัสมื้อค่ำไปแล้ว ในวันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม เมนูพิเศษกับมื้อกลางวันที่เราจะได้พบการรวมตัวของสุดยอดเชฟอย่าง เชฟชาลี กาเดอร์ เจ้าของร้านอาหารชื่อดังมากมาย ทั้ง 100 มหาเศรษฐ์ และ Surface พร้อมเหล่าเพื่อนอย่าง เชฟปริญญ์ ผลสุข แห่งร้าน Nahm ผู้สร้างสรรค์สำรับสำหรับไทย เชฟหนุ่ม-วีระวัฒน์ ตริยเสนวรรธน์ แห่งร้าน Samuay & Sons
ทั้งสามพร้อมสร้างสรรค์อาหารที่นำเสนอคอนเซปต์ความเป็นไทย ต้นตำรับสไตล์สตรีทฟู้ดที่เรียบง่าย แต่ซ่อนไว้ซึ่งเอกลักษณ์และความพิเศษ กับเมนูปิ้งย่างเสิร์ฟคู่น้ำพริกสูตรต่างๆ พร้อมข้าวสวยร้อนๆ หอมกรุ่นความอิ่มอร่อยที่ลงตัวแบบไทยๆ และในความอร่อยลงตัวนี้ ทุกคนยังได้ร่วมเรียนรู้แหล่งที่มาของเมล็ดข้าวของไทย

การิมา อโรรา
หลังจากอิ่มท้องกับมื้อกลางวันและอิ่มเอมกับความสนุกในงานแล้ว ในมื้อค่ำคุณจะได้สัมผัสกับดินเนอร์สุดอบอุ่นจากเชฟการิมา อโรรา แห่ง Gaa เชฟที่มีจุดเด่นจากความมุ่งมั่นในการสรรหาวัตถุดิบ ที่จะมาพร้อมเมนูฟิวชันสุดพิเศษ ที่จะรังสรรค์จากวัตถุดิบรอบตัวที่นำมาผสมผสานเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ของรสชาติอาหารอย่าง Corn เมนูของข้าวโพดจิ๋วพอดีคำ ที่มาพร้อมกับดิปของ Milk Corn และเมนูหลักอย่างกะเพราเนื้อเสือร้องไห้ ปิดท้ายของหวานกับ Soft Serve Ice Cream แสนละมุน


เรายังไม่หยุด เราจะพาไปต่อ เพราะวันสุดท้ายของงานยังคงมีเมนูส่งท้ายกับบรันช์สบายๆ ช่วงบ่ายๆ ของวันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม ที่ 2 เชฟคู่หู เชฟเปาโล วิตาเลติ แห่ง Appia และ Peppina เชฟจาร์เร็ตต์ วริสลีย์ แห่ง Appia จะกลับมาอีกครั้งพร้อมเพื่อนเชฟอีกคับคั่ง ที่จะมอบเมนูในคอนเซปต์ ‘We’re on a mission from god’ ไอเดียเก๋กับเมนูสารภาพบาปในบ่ายวันอาทิตย์

และนี่คือไฮไลต์ความสนุกของอาหารจากวันเดอร์ ฟีสต์ ที่รังสรรค์โดย Wonderfruit นอกจากเมนูพิเศษจากเชฟมากฝีมือ Wonderfruit ยังคงเน้นการนำเสนอรูปแบบการใช้ชีวิตที่ยั่งยืน ตั้งแต่การให้ความสำคัญถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบ ผลผลิตจากเกษตรอินทรีย์ โดยในปีนี้เราจะได้พบกับโซน Patom Organic Village ของกลุ่ม Patom Organic Living และมูลนิธิสังคมสุขใจ วันเดอเรอร์สามารถเยี่ยมชม กิน ดื่ม ซื้อของใช้ที่เป็นผลิตผลออร์แกนิกจากเกษตรกรตามต้นแบบ ‘สามพรานโมเดล’ โมเดลการใช้ชีวิตเพื่อความยั่งยืน

ก่อนจะจบบทความนี้ เราขอแถมให้คุณอีกนิดกับสิ่งที่จะไม่พูดถึงไม่ได้คือ อีกหนึ่งความพิเศษของ Theatre of Feasts โครงสร้างของสถาปัตยกรรมที่ Wonderfruit ได้ทำงานร่วมกับนักออกแบบชื่อดังจากลอนดอนอย่าง เอ๊บ โรเจอร์ส แห่ง Ab Rogers Design ที่ออกแบบและสร้างผลงานด้วยคอนเซปต์ Circling Flows โดยเหล่าวันเดอเรอร์จะได้ดื่มด่ำกับมื้ออาหารผ่านรูปแบบการนำเสนอที่แปลกออกไป
แล้วเราไปร่วมดื่มด่ำทั้งอาหารพิเศษให้อิ่มท้องและดนตรีพิเศษให้อิ่มใจด้วยกันที่งาน Wonderfruit 13-16 ธันวาคมนี้
ดูข้อมูลเพิ่มเติม และสำรองที่นั่ง Wonder Feasts ได้ที่ www.wonderfruit.co/eats
พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า
The post Wonder Feasts จาก Wonderfruit มื้ออาหารสุดพิเศษ เติมเต็มบรรยากาศแห่งความสุขกับวิถีชีวิตที่ยั่งยืน [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.
]]>
เดวิด ทอมป์สัน (David Thompson) เชฟชาวออสเตรเลียที่สร้า […]
The post เดวิด ทอมป์สัน โบกมือลา Nahm ร้านอาหารไทยที่ไปไกลระดับโลก appeared first on THE STANDARD.
]]>
เดวิด ทอมป์สัน (David Thompson) เชฟชาวออสเตรเลียที่สร้างชื่อจากร้านอาหารไทยชื่อดังที่คว้า 1 ดาวมิชลินอย่าง Nahm เตรียมโบกมือลาร้านอาหารที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในไทย โดยร้านอาหารจะอยู่ภายใต้การดูแลของเขาจนถึงวันที่ 30 เมษายนนี้

เชฟเดวิดเป็นที่รู้จักในแวดวงอาหารของออสเตรเลียและในระดับโลก เขาเริ่มสร้างชื่อเสียงในฐานะเชฟอาหารไทยจากร้านอาหาร Darley Street Thai ในซิดนีย์ ที่เปิดตัวในปี 1992 และร้าน Sailors Thai ในปี 1995 หลังจากได้ทำงานและใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยมาหลายปีจนได้ร่วมงานกับเครือโรงแรม COMO และเปิด Nahm ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งที่กรุงลอนดอนในปี 2001 ที่ทำให้เขาได้รับ 1 ดาวมิชลินหลังจากเปิดภายใน 6 เดือนเท่านั้น และนับเป็นร้านอาหารไทยร้านแรกที่ได้รับดาวมิชลินจากทั่วโลก
Nahm สาขาที่ 2 เปิดตัวในกรุงเทพฯ ที่โรงแรม COMO Metropolitan บนถนนสาทร เมื่อปี 2010 และได้รับ 1 ดาวมิชลินจากมิชลิน ไกด์ เล่มแรกของกรุงเทพฯ และได้รับการจัดอันดับเป็น 1 ในร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลก โดยการจัดอันดับของ 50 Best Restaurants โดยเป็นอันดับ 3 ของเอเชียในปี 2013 และอันดับ 10 ในปี 2018

ร้านอาหารไทยน้องใหม่ล่าสุดของเชฟเดวิดคือ Long Chim ที่เน้นอาหารริมทางแบบไทยๆ เช่น ผัดไทย แหนมชุบแป้งทอด เนื้อปิ้ง ตีนไก่ซูเปอร์ ฯลฯ โดยมีสาขาในสิงคโปร์ เพิร์ท เมลเบิร์น และซิดนีย์
เดวิด ทอมป์สัน เคยให้สัมภาษณ์ว่า “สิ่งหนึ่งที่เป็นเหมือนรางวัลจากการได้เห็นร้าน Nahm เติบโตคือยังสามารถคงความสนุกไว้ไม่มีเปลี่ยน แม้จะกลายเป็นธุรกิจที่เติบใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และยังคงเรื่องของคุณภาพในงานครัวได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ไม่มีวันลืม เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ร้านอาหารจะทำได้ในระดับนั้น”

เว็บไซต์ Gourmet Traveller รายงานว่า เชฟเดวิดยังไม่วางแผนรีไทร์จากงานครัว และยังคงมองว่ากรุงเทพฯ เป็นเสมือนบ้านของเขาเสมอ ทั้งยังวางแผนทำอะไรที่ใหญ่กว่าเดิมอีกด้วย
ร้าน Nahm จะดำเนินภายใต้การดูแลของเดวิด ทอมป์สัน ไปจนถึงวันที่ 30 เมษายนนี้
อ้างอิง:
The post เดวิด ทอมป์สัน โบกมือลา Nahm ร้านอาหารไทยที่ไปไกลระดับโลก appeared first on THE STANDARD.
]]>
โรงแรมเพนนินซูลา กรุงเทพฯ ร่วมกับ 3 […]
The post ตัวเต็งดาวมิชลินกรุงเทพฯ มาทั้งนั้น อิ่มอร่อย ได้บุญ กับงาน Eat Drink Pink appeared first on THE STANDARD.
]]>
โรงแรมเพนนินซูลา กรุงเทพฯ ร่วมกับ 30 ร้านอาหารชื่อดัง นำความอร่อยของอาหารผสมผสานกับความรักและเอื้ออาทรของเพื่อนมนุษย์มาเป็นกุญแจสำคัญเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมในงาน ‘Eat Drink Pink’ ซึ่งปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 3 งานนี้นำเสนอร้านอาหารชั้นนำและร้านเครื่องดื่มที่มีชื่อเสียง มาร่วมกันระดมทุนสนับสนุน ‘บ้านพิงพัก’ ซึ่งจะเป็นที่พักพิงของผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมแห่งแรกของโลก
ปีนี้โรงแรมเพนนินซูลา กรุงเทพฯ ร่วมกับ สายการบิน Turkish Airlines เป็นเจ้าภาพจัดงาน Eat Drink Pink 2017 ซึ่งทางโรงแรมได้ร่วมมือกับร้านอาหารชั้นนำที่มีชื่อเสียงทั้งในประเทศและต่างประเทศ จัดงานออกร้านนำเสนออาหารเมนูสร้างสรรค์เพื่อระดมทุนหารายได้มอบให้แก่การกุศล
โดยในปีนี้จะมีร้านอาหารมากกว่า 30 ร้าน เข้าร่วมงานการกุศลในครั้งนี้ อาทิ Err, Lenzi Tuscan Kitchen, Bunker, Sensi, Quince, Water Library, La Casa Nostra, Little Beast, Vesper, Baan และ Blue Elephant รวมถึงร้านอาหารที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นร้านอาหารที่ดีที่สุดในเอเชียประจำปี 2560 อย่าง Le Du, Eat Me, Nahm และ Suhring

ในงานนี้แขกผู้มาร่วมงานจะได้ลิ้มรสอาหารและเครื่องดื่มเมนูสร้างสรรค์ ที่รังสรรค์ขึ้นโดยบรรดาเชฟและบาร์เทนเดอร์ที่มีชื่อเสียงในกรุงเทพฯ ซึ่งต่างก็พร้อมใจกันมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานด้วยความเอื้ออาทรที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ โดยรายได้จากการจัดงาน ซึ่งจะไม่มีการหักค่าใช้จ่ายใดๆ จะสมทบรวมกับเงินบริจาคที่ได้จากกิจกรรมระดมทุนกิจกรรมอื่นๆ เพื่อบริจาคมอบให้แก่มูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ ในการก่อสร้าง ‘บ้านพิงพัก’ ซึ่งจะเป็นที่พักพิงของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแห่งแรกของโลก
THE STANDARD เห็นว่างานนี้น่าสนใจ เพราะมีหลายร้าน อาทิ Il Fumo, Eat Me, Nahm, Le Du และ Suhring ที่เป็นตัวเต็งที่น่าจะได้ประดับดาวมิชลินจากคู่มือมิชลินฉบับกรุงเทพฯ ซึ่งกำลังจะประกาศผลกันในวันที่ 6 ธันวาคมนี้ ดังนั้น นี่จึงเป็นทั้งงานที่รวบรวมความอร่อยมาไว้ที่เดียว แถมยังได้บุญที่เหล่าฟู้ดดี้ชาวไทยไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง
บัตรเข้าร่วมงาน Eat Drink Pink ราคา 3,000 บาทต่อคน โดยงานจะมีขึ้นในวันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2560 นอกจากอาหารจากร้านต่างๆ ที่เข้าร่วมงาน แขกผู้มีเกียรติยังสามารถร่วมทำบุญด้วยการซื้อบัตรจับรางวัลและลุ้นรางวัลที่น่าสนใจมากมาย อาทิ รางวัลตั๋วเครื่องบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-ฮ่องกง 2 ที่นั่ง โดยสายการบิน Cathay Pacific พร้อมที่พัก ณ โรงแรมเพนนินซูลา ฮ่องกง รางวัลที่พัก ณ โรงแรมในเครือเพนนินซูลา เช่น เพนนินซูลา ปักกิ่ง, เพนนินซูลา เซี่ยงไฮ้, เพนนินซูลา นิวยอร์ก รวมทั้งรางวัลสปาทรีตเมนต์ แน่นอนว่ารายได้ย่อมบริจาคให้กับการก่อสร้างบ้านพิงพัก
ใครอยากทั้งอิ่มอร่อยแถมยังได้บุญ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและจองบัตรเข้าร่วมงาน Eat Drink Pink 2017 ได้ที่ โรงแรมเพนนินซูลา กรุงเทพฯ โทร. 0 2020 2888 หรือ อีเมล [email protected]
Photo: Courtesy of Eat Drink Pink
The post ตัวเต็งดาวมิชลินกรุงเทพฯ มาทั้งนั้น อิ่มอร่อย ได้บุญ กับงาน Eat Drink Pink appeared first on THE STANDARD.
]]>