e-wallet Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/e-wallet/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 04 Nov 2025 09:18:18 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ธปท. เร่งสกัด ‘เงินเทา’ สั่งแบงก์เข้มตรวจสอบข้อมูลลูกค้า สอดส่อง ‘บัญชีพนัน-สแกมเมอร์’ https://thestandard.co/bot-fights-illicit-funds-scams/ Tue, 04 Nov 2025 09:18:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1139641 ธปท.เร่งสกัด ‘เงินเทา’ สั่ง แบงก์เข้มตรวจสอบข้อมูลลูกค้า สอดส่อง ‘บัญชีพนัน-สแกมเมอร์’

ธปท. ยกระดับมาตรการสกัดเงินเทาให้เข้มข้นขึ้น ทั้งติดตาม […]

The post ธปท. เร่งสกัด ‘เงินเทา’ สั่งแบงก์เข้มตรวจสอบข้อมูลลูกค้า สอดส่อง ‘บัญชีพนัน-สแกมเมอร์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธปท.เร่งสกัด ‘เงินเทา’ สั่ง แบงก์เข้มตรวจสอบข้อมูลลูกค้า สอดส่อง ‘บัญชีพนัน-สแกมเมอร์’

ธปท. ยกระดับมาตรการสกัดเงินเทาให้เข้มข้นขึ้น ทั้งติดตามเส้นทางการรับโอนเงินต้องสงสัย และคุมเข้มผู้ให้บริการทางการเงินภายใต้การกำกับทุกราย รวม e-Wallet สั่งแบงก์เข้ม CDD สอดส่อง ‘บัญชีพนัน-สแกมเมอร์’

 

(4 พฤศจิกายน) วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศยกระดับกระบวนการติดตามและตรวจสอบธุรกรรมที่ไม่พึงประสงค์ให้เข้มข้นขึ้น เพื่อป้องกันและเร่งแก้ไขปัญหาทุนเทา รวมทั้งสกัดกั้นการใช้ระบบการเงินในกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย ได้แก่

 

(1) ยกระดับการติดตามและการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (Customer Due Diligence) ซึ่งรวมถึงการให้ธนาคารพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัยในการรับหรือโอนเงินจากบัญชีเงินฝาก อาทิ บัญชีที่ใช้ในการพนันออนไลน์ บัญชีที่ถูกใช้โดย scammer

 

พร้อมรายงานความผิดปกติให้ ธปท. ทราบ โดย ธปท. จะพิจารณาปรับปรุง/ออกคำสั่งและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการให้ชัดเจนขึ้น และช่วยสนับสนุนภารกิจของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ในระยะต่อไป

 

(2) ยกระดับการกำกับดูแลและตรวจสอบผู้ให้บริการทางการเงินภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทยให้เข้มงวดยิ่งขึ้น ซึ่งรวมถึง Authorized Money Transfer Agent, Authorized Money Changer, ผู้ให้บริการ e-Wallet และการตรวจสอบธุรกรรมทองคำที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำที่ผิดกฎหมาย เพื่อให้สามารถติดตามและตรวจสอบเส้นทางการเงินที่อาจเกี่ยวข้องกับการทุจริตได้อย่างครอบคลุม ทันต่อรูปแบบภัยทุจริตทางการเงินที่ปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง

 

นอกจากนี้ ธปท. ยังได้เร่งผลักดันการแลกเปลี่ยนข้อมูลและสนับสนุนการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานและคณะทำงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ในการป้องกันหรือจำกัดธุรกรรมที่ไม่พึงประสงค์ให้ได้ผลในวงกว้างและรวดเร็วขึ้นต่อไป

The post ธปท. เร่งสกัด ‘เงินเทา’ สั่งแบงก์เข้มตรวจสอบข้อมูลลูกค้า สอดส่อง ‘บัญชีพนัน-สแกมเมอร์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สวนทางยอด Mobile Banking อันดับ 1 โลก Beam สตาร์ทอัพฟินเทคไทย ชี้ SME ยังยุ่งยากเรื่องรับเงิน ส่ง Bolt+ เครื่องเดียวรับได้ทุกช่องทาง https://thestandard.co/bolt-plus-simplifies-sme-payments/ Tue, 28 Oct 2025 08:15:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1136535 สวนทางยอด Mobile Banking อันดับ 1 โลก Beam สตาร์ทอัพฟินเทคไทย ชี้ SME ยังยุ่งยากเรื่องรับเงิน ส่ง Bolt+ เครื่องเดียวรับได้ทุกช่องทาง

Beam สตาร์ทอัพฟินเทคด้านการชำระเงินในไทย ได้เปิดตัวโซลู […]

The post สวนทางยอด Mobile Banking อันดับ 1 โลก Beam สตาร์ทอัพฟินเทคไทย ชี้ SME ยังยุ่งยากเรื่องรับเงิน ส่ง Bolt+ เครื่องเดียวรับได้ทุกช่องทาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สวนทางยอด Mobile Banking อันดับ 1 โลก Beam สตาร์ทอัพฟินเทคไทย ชี้ SME ยังยุ่งยากเรื่องรับเงิน ส่ง Bolt+ เครื่องเดียวรับได้ทุกช่องทาง

Beam สตาร์ทอัพฟินเทคด้านการชำระเงินในไทย ได้เปิดตัวโซลูชันใหม่สำหรับหน้าร้านในชื่อ ‘Bolt+’ โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการและร้านค้าสามารถปรับตัวเข้าสู่สังคมไร้เงินสด ท่ามกลางแนวโน้มที่ผู้บริโภคหันมาใช้จ่ายผ่านธุรกรรมดิจิทัลมากขึ้น

 

การเปิดตัวครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ประเทศไทยมีอัตราการใช้งาน Mobile Banking สูงที่สุดในโลกถึง 97% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต (อ้างอิงข้อมูลจาก Visa)

 

วิน วารีเกษม ประธานกรรมการบริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง Beam กล่าวว่า บริษัทเชื่อว่าประเทศไทยมีศักยภาพที่จะก้าวสู่สังคมไร้เงินสดได้ถึง 90% ภายในปี 2030 โดยประเมินว่าหากบรรลุเป้าหมายดังกล่าว จะสามารถช่วยประหยัด ‘ต้นทุนเศรษฐกิจ’ ได้สูงถึง 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 48,341 ล้านบาท)

 

การเปลี่ยนแปลงนี้ยังอาจช่วยลดจำนวนเครื่องเก็บเงินสดและแคชเชียร์ลงได้กว่าครึ่ง ลดตู้ ATM ลงถึง 80% เหลือน้อยกว่า 20 เครื่องต่อประชากร 100,000 คน และลดอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดลงได้

 

ในฝั่งของผู้ประกอบการ การเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยลดต้นทุนธุรกรรมทางการเงินได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะต้นทุนที่เกิดจากการรองรับเงินสด เช่น การสูญหายหรือการนับผิด ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการเข้าถึงฐานลูกค้าใหม่ผ่านช่องทางดิจิทัล ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนในการเสริมศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจไทย

 

แม้ตลาดไทยจะมีการใช้ Mobile Banking สูง แต่ Beam ชี้ให้เห็นว่าผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME ยังคงประสบปัญหาในการบริหารจัดการการชำระเงิน ปัญหาหลักคือความยุ่งยากในการบริหารจัดการอุปกรณ์รับชำระเงินหลายเครื่องจากหลายผู้ให้บริการ ซึ่งนำไปสู่ความซับซ้อนในการกระทบยอดและการทำบัญชี

 

Bolt+ ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ปัญหานี้ โดยเป็นอุปกรณ์ขนาดพกพา (น้ำหนัก 150 กรัม) ที่รวมการรับชำระเงินทุกรูปแบบไว้ในเครื่องเดียว ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต/เดบิต, QR พร้อมเพย์, E-Wallet (รวมถึง Alipay และ WeChat Pay) และการผ่อนชำระจากธนาคารชั้นนำสูงสุด 7 แห่ง อุปกรณ์นี้สามารถใช้งานได้ทั้งแบบเดี่ยว หรือเชื่อมต่อกับระบบ POS และจุดชำระเงินอัตโนมัติ (Unattended) ที่มีอยู่เดิม

 

จุดแข็งหลักที่ Beam ใช้ในการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์คือความเป็น ‘กลาง’ โซลูชันนี้รองรับการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารใดก็ได้ที่ร้านค้าใช้งาน โดยไม่จำกัดอยู่กับธนาคารใดธนาคารหนึ่ง ทำให้ร้านค้ามีอิสระในการบริหารเงินที่ยืดหยุ่นกว่า นอกจากนี้ Bolt+ ยังสามารถเชื่อมต่อกับ Beam Checkout ซึ่งเป็นโซลูชันรับชำระเงินออนไลน์ของบริษัท ทำให้ร้านค้าสามารถจัดการยอดขายทั้งจากหน้าร้านและออนไลน์ได้ในแพลตฟอร์มเดียว

 

กลุ่มเป้าหมายหลักของบริษัทคือผู้ประกอบการ SME ในธุรกิจค้าปลีก โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 5,000 รายในปีแรก สำหรับโมเดลการกำหนดราคา Bolt+ ใช้วิธีการซื้อขาดในราคา 4,490 บาท ซึ่งต่างจากโมเดลการเช่าเครื่อง EDC ทั่วไป เพื่อให้ร้านค้าสามารถวางแผนต้นทุนได้ชัดเจนโดยไม่มีค่าใช้จ่ายคงที่รายเดือน

 

ในส่วนของค่าธรรมเนียมธุรกรรม QR พร้อมเพย์เริ่มต้นที่ฟรี และค่าธรรมเนียมบัตรเริ่มต้นที่ 1.8% Beam ระบุว่าโมเดลนี้ออกแบบมาเพื่อให้ร้านค้ามีต้นทุนการรับชำระเงินที่คุ้มค่า และสามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ได้เร็วขึ้น จากการรับชำระเงินที่ครบทุกช่องทางซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการขาย

 

สำหรับ Beam ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพฟินเทคสัญชาติไทยที่ได้รับการสนับสนุนจาก Sequoia Capital (Peak XV Partners) ระบุว่าวิสัยทัศน์ระยะยาวคือการเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบรับชำระเงินสำหรับธุรกิจในไทยและภูมิภาค โดยโมเดลรายได้หลักของบริษัทจะยังคงมาจากค่าธรรมเนียมธุรกรรม (Transaction Fees) และบริษัทยังเปิดรับความร่วมมือใหม่ๆ กับพาร์ทเนอร์ เพื่อขยายบริการทางการเงินในอนาคตด้วยเช่นกัน

The post สวนทางยอด Mobile Banking อันดับ 1 โลก Beam สตาร์ทอัพฟินเทคไทย ชี้ SME ยังยุ่งยากเรื่องรับเงิน ส่ง Bolt+ เครื่องเดียวรับได้ทุกช่องทาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา ‘ACU PAY E-Wallet’ ทางเลือกใหม่ของสังคมไร้เงินสด ด้วยประสบการณ์ที่แตกต่างผ่าน Ecosystem ที่ครอบคลุมทุกการใช้จ่าย [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/acu-pay-e-wallet/ Thu, 27 Mar 2025 10:00:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1056847

ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่ Cashless Society อย่างเต็มรูปแบ […]

The post จับตา ‘ACU PAY E-Wallet’ ทางเลือกใหม่ของสังคมไร้เงินสด ด้วยประสบการณ์ที่แตกต่างผ่าน Ecosystem ที่ครอบคลุมทุกการใช้จ่าย [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่ Cashless Society อย่างเต็มรูปแบบไปพร้อมๆ กับการพลิกโฉมวงการการเงินของไทยให้ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว

 

รายงานประจำปี 2565 เกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาระบบชำระเงินจากธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) พบว่า ผู้คนนิยมจับจ่ายใช้สอยด้วยการชำระเงินดิจิทัลมากขึ้นกว่า 5 เท่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

 

สอดคล้องกับการสำรวจทัศนคติการชำระเงินของผู้บริโภค (Visa Consumer Payment Attitudes Study) ประจำปี 2566 พบว่า คนไทยสามารถใช้ชีวิตในรูปแบบ Cashless ได้เฉลี่ยนานถึง 9.2 วัน

 

แม้ว่าตอนนี้ผู้เล่นรายใหญ่ในสมรภูมิ Cashless คือ Mobile Banking และ PromptPay แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า e-Wallet หรือกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ สร้างความตื่นตัวให้กับวงการการเงินไม่น้อย

 

โดยเฉพาะการมาถึงของผู้เล่นรายใหม่ในตลาด e-Wallet อย่าง ‘ACU PAY E-Wallet’ แอปพลิเคชัน e-Wallet ของบริษัท เอซียู เพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่นอกจากจะเป็นทางเลือกใหม่ให้คนไทยมีช่องทางการชำระเงินที่หลากหลายขึ้นภายใต้ Ecosystem ของ ACU PAY E-Wallet แล้ว ก็น่าจะเป็นตัวเร่งให้การยกระดับธุรกิจฟินเทคในประเทศไทยก้าวไปอีกขั้น

 

 

“Ecosystem ของ ACU PAY E-Wallet จะเป็นจุดแข็งที่สามารถต่อกรกับ Mobile Banking ได้” รองนะรงค์ ศศิพงศ์พรรณ กรรมการบริษัทและซีอีโอ บริษัท เอซียู เพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าว

 

อะไรทำให้ ACU PAY E-Wallet เป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจ

 

ACU PAY E-Wallet วางตัวเองเป็นแอปกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ใช้จ่ายสะดวก รวดเร็ว ทั้งการชำระเงิน, รับเงิน, เติมเงิน, ถอนเงิน, สแกนจ่าย และดูยอดธุรกรรมแบบเรียลไทม์ ทั้งยอดสะสมใช้จ่ายรายวัน, รายละเอียดของผู้รับเงิน, เวลา, ข้อมูลอื่นๆ รวมไปถึงโอนเงินระหว่างกันได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม

 

แอป ACU PAY E-Wallet

 

ฟีเจอร์ในแอป ACU PAY E-Wallet

 

  • รับและจ่ายได้ทันทีด้วย QR Code

 

  • โอนเงินทันใจเพียงแค่ใช้เบอร์โทรศัพท์

 

  • เติมเงินผ่านทุกช่องทางทั้ง Mobile Banking, Internet Banking, ATM, Counter Bank, Kiosk, ร้านค้าที่รับเติมเงิน หรือที่ ACU PAY และจุดเติมเงินต่างๆ ของ ACU PAY สามารถเติมเงินขั้นต่ำ 300 บาท ไม่จำกัดจำนวนครั้ง และไม่เสียค่าธรรมเนียมทุกธุรกรรม

 

  • ถอนเงินได้แบบเรียลไทม์ผ่านบัญชีที่ลงทะเบียน

 

  • เช็กประวัติการทำธุรกิจย้อนหลังสูงสุด 6 เดือนบนแอป ACU PAY

 

  • สะสมคะแนนแลกรับส่วนลดเงินสดและของรางวัลสุดพิเศษ

 

รองนะรงค์ย้ำชัดว่า การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้งานผ่าน Ecosystem ที่ครอบคลุมทุกการใช้จ่าย เป็นสิ่งที่เอซียู เพย์ (ไทยแลนด์) ให้ความสำคัญ เพราะคู่แข่งเบอร์หนึ่งในตลาด e-Wallet คือ Mobile Banking

 

“เราเชื่อว่าการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้งานรวมไปถึงร้านค้าพาร์ตเนอร์ จะนำไปสู่การใช้งาน ACU PAY E-Wallet ที่ยั่งยืน จุดแรกที่เราให้ความสำคัญคือการออกแบบ User Interface ที่เข้าใจง่าย”

 

 

จุดต่างต่อมาคือ ‘คะแนนสะสม’ ที่ให้กับผู้บริโภคและพาร์ตเนอร์

 

“ฝั่งของผู้บริโภค เราเอาเรื่องคะแนนสะสมและโปรโมชันมาเป็นจุดแข็ง ทุกการใช้จ่ายผ่าน ACU PAY E-Wallet 1 บาท เท่ากับ 1 พอยต์ สามารถนำมาแลกรับส่วนลดและสิทธิพิเศษต่างๆ จากร้านค้าที่ร่วมรายการได้ พร้อมโปรโมชันสุดคุ้มจากร้านค้าพันธมิตร ทั้ง McDonald’s, Major Cineplex Group, Blu-O, Sub-Zero, TAO BIN และ MRT สายสีม่วง”

 

รองนะรงค์กล่าวว่า ความท้าทายในการตีตลาด e-Wallet ไม่ได้อยู่ที่ผู้ใช้งานเท่านั้น แต่ยังต้องทำให้ร้านค้าพูดคำว่า “สแกนด้วย ACU PAY E-Wallet ไหมคะ?”

 

นี่คือสาเหตุที่ทำให้ ACU PAY E-Wallet พัฒนาแอป ACU PAY E-Wallet M สำหรับร้านค้าโดยเฉพาะ

 

“นอกจากจะโฟกัสไปที่ประสบการณ์การใช้งานของลูกค้า เรามองไปถึง Pain Point ของร้านค้า จึงพัฒนา ACU PAY E-Wallet M ไว้คอยซัพพอร์ต โดยมีระบบหลังบ้านที่ใช้งานง่ายและเครื่องมือการบริหารจัดการ Data เพื่อใช้วิเคราะห์และทำโปรโมชัน และทุกๆ การรับชำระเงิน 20,000 บาท เรามีคะแนนสะสมให้ร้านค้านำคะแนนไปเป็นคูปองส่วนลดเงินสดเพื่อมอบให้กับลูกค้าของร้าน และนำมาใช้จ่ายกับร้านค้าต่อไป เป็นการคืนกำไรให้กับลูกค้าอีกทาง”

 

 

ยิ่งไปกว่านั้น ACU PAY ยังสนับสนุนร้านค้าด้วยการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ และมอบรางวัลพิเศษให้กับร้านค้าที่มีผลประกอบการยอดเยี่ยมทั้งรายเดือนและรายปีอีกด้วย

 

“เรามองไปถึงผู้ประกอบการรายย่อยที่อาจจะยังไม่อยากลงทุนซื้อเครื่อง POS เพื่อยิง QR Code แค่มีแอป ACU PAY E-Wallet M ก็สมัครเป็นร้านค้าและใช้มือถือรับสแกนได้ทันที”

 

ปัจจุบัน ACU PAY E-Wallet มีร้านค้าพันธมิตรและจุดรับชำระเงินของ ACU PAY กว่า 7,600 จุดทั่วประเทศ เช่น McDonald’s กว่า 226 สาขา, กลุ่มธุรกิจในเครือ Major Group, Blu-O, Sub-Zero กว่า 190 สาขา และ TAO BIN 7,689 ตู้ ทุกจุดทั่วประเทศ

 

 

“เราจับมือกับ รฟม. มอบสิทธิประโยชน์ให้กับผู้โดยสาร MRT สายสีม่วง ที่ชำระเงินผ่าน ACU PAY รับส่วนลดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกเหรียญโดยสาร และบัตรโดยสาร MRT Plus คูปองส่วนลดเติมเงินในบัตรโดยสาร และการใช้คะแนนสะสมแทนเงินสด ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2568 และในอนาคตเตรียมขยายบริการไปยัง MRT สายสีน้ำเงินต่อไป” รองนะรงค์กล่าว

 

ที่สำคัญ ACU PAY E-Wallet ยังมีความยืดหยุ่นในการใช้งาน โดยนักท่องเที่ยวหรือชาวต่างชาติที่อาศัยในไทยก็สามารถใช้งานผ่านแอป ACU PAY E-Wallet นี้ได้เช่นกัน

 

“เรากำลังเตรียมขยายบริการให้ผู้ใช้งานสามารถสแกนจ่าย ณ จุดที่มีเครื่องหมาย VISA และ Mastercard ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้งานที่เป็นทั้งคนไทยและต่างชาติสามารถชำระเงินได้ทุกร้านค้าทั่วประเทศ”

 

ความปลอดภัยที่เชื่อถือได้

 

ย้ำอีกครั้ง ACU PAY E-Wallet อยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย จึงมั่นใจได้ว่าทุกธุรกรรมมีระบบรักษาความปลอดภัยระดับธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นการปกป้องข้อมูลด้วยการยืนยันตัวตนขั้นสูงผ่าน e-KYC, สแกนใบหน้าหรือลายนิ้วมือ และยืนยันทุกการทำรายการด้วยรหัส OTP รวมไปถึงการทำงานร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

 

“เอซียู เพย์ (ไทยแลนด์) เราเป็นบริษัทที่อยู่ภายใต้ ACU Group ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ฮ่องกง และหนึ่งในธุรกิจหลักของ ACU Group คือการทำระบบ Payment ให้กับธนาคารทั่วโลก โดยประเทศไทยถือเป็นสาขาแรกที่แต่งตั้งให้เป็นโมเดลนำร่อง ACU PAY E-Wallet”

 

e-Wallet ไทย

 

ตั้งเป้าเป็น 1 ใน 2 ของตลาด e-Wallet ไทย

 

ACU PAY E-Wallet เปิดให้ใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2567 จนถึงตอนนี้ (เดือนมีนาคม 2568) มียอดผู้ใช้งานแตะหลักหมื่นเป็นที่เรียบร้อย

 

“เป้าหมายของเราคือการให้ผู้ใช้บริการได้รับสิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่า ด้วยโปรโมชันและสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์ อีกทั้งยังมีการปรับปรุงและพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ สร้างประสบการณ์การใช้งานให้ดียิ่งขึ้น ตั้งเป้าภายในปี 2568 จะมีผู้ใช้งาน 2 ล้านคน ขยายเครือข่ายร้านค้าและพันธมิตรมากกว่า 20,000 จุดทั่วประเทศ

 

“และภายใน 3 ปี ACU PAY จะมีจุดรับชำระและผู้ใช้งานทั่วประเทศ มุ่งมั่นที่จะติด 1 ใน 2 ของตลาด e-Wallet พร้อมทั้งการขยายตลาดต่างประเทศ ตอนนี้กำลังนำโมเดลขยายไปแถบแอฟริกา เริ่มจากมาลาวีและแทนซาเนีย ส่วนในอาเซียนจะเริ่มโฟกัสที่ฮ่องกงและมาเลเซีย

 

“ACU PAY E-Wallet จะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนระบบฟินเทคของไทย พร้อมยกระดับประสบการณ์การใช้จ่ายแบบ Cashless ของผู้ใช้งานและร้านค้าให้เทียบเท่ากับประเทศอื่นๆ” รองนะรงค์กล่าวทิ้งท้าย

 

สำหรับผู้ที่สนใจ ดาวน์โหลดแอป ‘ACU PAY E-Wallet’ บนแพลตฟอร์ม iOS และ Android ได้ที่ App Store และ Google Play ตามลำดับ ตอนนี้ทาง ACU PAY มีแคมเปญ Friend Invite Friend ชวนเพื่อนดาวน์โหลดผ่านโค้ดเชิญเพื่อน รับส่วนลดเข้า e-Wallet สูงสุด 1,100 บาท (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด) เข้าร่วมสนุกได้ตลอดปี 2568



นอกจากนี้ยังมีแคมเปญพิเศษ ‘มหาเฮงเปย์ใหญ่! อั่งเปาล้านแตก ทองคำแจกจริง กับ เอซียู เพย์’ ที่ให้ผู้ใช้งาน ACU PAY ได้รับสิทธิ์ร่วมสนุกครั้งใหญ่ รับของรางวัลสุดพิเศษมากมาย ร่วมสนุกพร้อมกันเร็วๆ นี้ วันที่ 21 เมษายน 2568 เป็นต้นไป

 

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/acupaythailandewallet และ https://www.facebook.com/acupaythailand หรือเว็บไซต์ https://acuthai.com

 

สอบถามเพิ่มเติมที่ LINE Official @acupaythailand หรือ Contact Center โทร. 0 2114 3376 

 

อ้างอิง:

The post จับตา ‘ACU PAY E-Wallet’ ทางเลือกใหม่ของสังคมไร้เงินสด ด้วยประสบการณ์ที่แตกต่างผ่าน Ecosystem ที่ครอบคลุมทุกการใช้จ่าย [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
e-Wallet ไทยยังไม่เกิด เพราะมี Mobile Banking และ PromptPay ขวางอยู่ แต่ทำไม BigPay จากมาเลเซียถึงกล้าบุกเข้ามา? https://thestandard.co/thai-e-wallet-market-challenges-bigpay-entry/ Tue, 13 Aug 2024 07:39:50 +0000 https://thestandard.co/?p=970413 BigPay e-Wallet

เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้วที่กระแส e-Wallet เริ่มก่อตัวขึ้น […]

The post e-Wallet ไทยยังไม่เกิด เพราะมี Mobile Banking และ PromptPay ขวางอยู่ แต่ทำไม BigPay จากมาเลเซียถึงกล้าบุกเข้ามา? appeared first on THE STANDARD.

]]>
BigPay e-Wallet

เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้วที่กระแส e-Wallet เริ่มก่อตัวขึ้นในไทย หากมองย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้น หลายคนต่างคาดหวังว่านี่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะพลิกโฉมวงการการเงินไทยให้ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว

 

แต่จนถึงวันนี้ความฝันนั้นดูเหมือนจะยังเลือนรางเพราะ e-Wallet ในไทยยังคงอยู่ในสภาวะ ‘ไม่ปัง ไม่แป้ก’ ท่ามกลางคำถามที่ว่า ทำไม? อะไรคืออุปสรรคที่ขวางกั้นเส้นทางสู่ความสำเร็จของ e-Wallet ในไทย?

 

และในขณะที่ e-Wallet เจ้าถิ่นยังคง ‘คลำทางอยู่’ ก็มีผู้เล่นรายใหม่จากต่างแดนอย่าง BigPay จากมาเลเซีย ที่ข้ามพรมแดนมาท้าชิงตลาด e-Wallet ในไทย สร้างความตื่นตัวและตั้งคำถามใหม่ให้กับวงการว่า การมาของ BigPay จะเป็นตัวเร่งให้ e-Wallet ไทยแจ้งเกิด หรือจะเป็นเพียงแค่ ‘พลุ’ ที่สว่างวาบแล้วดับไป?

 

“ทุกคนต่างมองว่าพวกเรา (BigPay) เป็น ‘Latecomer’ ในตลาดฟินเทค หรือผู้เล่นที่เข้ามาช้าไป แต่ผมอยากจะบอกว่าเมื่อ 23 ปีที่แล้ว ตอนผมเริ่มตั้งบริษัทสายการบิน AirAsia ผมทำธุรกิจด้วยเครื่องบินแค่ 2 ลำ จนทุกวันนี้เราสามารถก้าวขึ้นมาเป็นสายการบินอันดับต้นๆ ของภูมิภาคเอเชียได้” โทนี เฟอร์นานเดส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แคปปิตอล เอ (Capital A) และ MOVE Digital ที่บินตรงมาจากมาเลเซีย กล่าวต่อหน้าสื่อมวลชนของไทย

 

“เรามั่นใจมากว่า BigPay จะทำแบบนั้นได้กับตลาดฟินเทค เพราะหลายครั้งเรามีความเข้าใจตลาดได้ดีกว่าผู้เล่นเดิมที่อยู่มานานกว่าเราเสียอีก”

 

 

ย้อนกลับไปวงการ e-Wallet ในบ้านเราเริ่มต้นด้วยยักษ์ใหญ่ในฝั่งโอเปอเรเตอร์เป็นกลุ่มแรกที่กระโดดเข้าสู่สังเวียนด้วยการเปิดตัว e-Wallet ของตัวเอง ทั้ง AIS ที่มี mPay ฟาก DTAC มี Jaew Wallet ส่วน True ก็มี TrueMoney และก็มีบริษัทอื่นๆ ตามมาอีก เช่น Rabbit LINE Pay และ Dolfin Wallet

 

แต่เกือบทั้งหมดได้ลาตลาดไปหมดแล้ว เหลือเพียง TrueMoney และ Rabbit LINE Pay ที่เปลี่ยนมาอยู่ภายใต้ LINE MAN Wongnai เมื่อปลายปีที่แล้ว

 

“กำแพงใหม่ที่ขวางไม่ให้ e-Wallet มี 2 ส่วนคือ Mobile Banking ที่แข่งกันพัฒนา และการเข้ามาของ PromptPay ที่ทำให้การจ่ายเงินนั้นสะดวกมากๆ สำหรับคนไทยทั่วไป” แหล่งข่าวในแวดวงเทคโนโลยีฟินเทคให้ความเห็นกับ THE STANDARD WEALTH

 

หลายค่ายมักเทียบไทยกับจีนว่า e-Wallet จะสามารถแจ้งเกิดได้เหมือนในแดนมังกร แต่จริงๆ แล้วแหล่งข่าวให้มุมมองที่น่าสนใจว่า การที่คนจีนนิยมใช้ e-Wallet เป็นเพราะ Mobile Banking นั้นไม่ได้มีฟีเจอร์ที่น่าสนใจ แทบกับของไทยที่ตอนนี้แทบจะทำได้ทุกอย่าง ดังนั้นคนจีนจึงต้องโยกเงินไปสู่ e-Wallet เพื่อใช้จ่าย

 

ยิ่งการมาถึงของ PromptPay ก็ยิ่งทำให้ความจำเป็นในการใช้ e-Wallet ของคนไทยนั้นลดลงไปเรื่อยๆ เพราะสามารถใช้จ่ายผ่าน Mobile Banking ได้ทันที

 

ข้อมูลจากบริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ จำกัด หรือ NITMX ผู้พัฒนาและให้บริการระบบการชำระเงินและการโอนเงินระหว่างธนาคารของไทย ซึ่งเป็นผู้พัฒนาระบบ PromptPay ระบุว่า ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียน PromptPay อยู่ที่ 71.31 ล้านหมายเลข ถือว่าครอบคลุมผู้ใช้งานทั้งประเทศ

 

ในปี 2566 จำนวนธุรกรรม PromptPay เพิ่มขึ้น 34% และมูลค่าธุรกรรม PromptPay เพิ่มขึ้น 9% เมื่อเทียบกับปี 2565 โดยมียอดธุรกรรมโอนเงินและชำระเงินผ่าน PromptPay ตลอดทั้งปีรวมทั้งสิ้น 18,362 ล้านรายการ คิดเป็นมูลค่า 46 ล้านล้านบาท โดยมีจำนวนธุรกรรมเฉลี่ยต่อวัน 58.23 ล้านรายการ และยังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

“เพราะความแข็งแกร่งของ Mobile Banking และ PromptPay ทำให้ e-Wallet ที่ยังอยู่ได้ล้วนมาจาก Ecosystem ของตัวเองทั้งนั้น” แหล่งข่าวระบุ

 

 

ภาพนี้เห็นได้ชัดเจนมากกับ TrueMoney ที่ได้อานิสงส์จาก 7-Eleven ที่มีตัวเลขกว่า 14,730 สาขา (ณ 31 มีนาคม 2567) ซึ่งการไม่รับ PromptPay รวมถึงการรูดบัตรเครดิตมีขั้นต่ำ ก็เป็นการบังคับกลายๆ ให้ลูกค้าที่ไม่พกเงินสดต้องจ่ายผ่าน TrueMoney ไปโดยปริยาย

 

ตัวเลขล่าสุดที่เปิดเผยในช่วงกลางปี 2566 TrueMoney ระบุว่า มีผู้ใช้ 27 ล้านราย ขณะที่จำนวน Active Users ราว 17-18 ล้านคนต่อเดือน มีจุดรับชำระของแพลตฟอร์มกว่า 7 ล้านจุดในร้านค้าออนไลน์กว่า 1.3 ล้านร้านค้าทั่วโลก และจ่ายในประเทศอื่นๆ อีกราว 40 ประเทศ

 

ขณะที่การเข้ามาของ BigPay อย่างเป็นทางการเมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ได้วางตัวเองเป็นแพลตฟอร์มกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet) สำหรับทำธุรกรรมใช้จ่ายในประเทศและระหว่างประเทศผ่านช่องทางบัตรเสมือน Visa (Visa Virtual Card) และบัตรพลาสติก Visa Platinum Prepaid Card

 

BigPay ระบุว่า แพลตฟอร์มของตัวเองนั้นสามารถใช้จ่ายกว่า 130 ล้านร้านค้าทั่วโลก ทั้งออนไลน์และร้านค้าทั่วไป

 

เพราะรู้ดีว่ามีกำแพงใหญ่ขวางแพลตฟอร์ม e-Wallet ดังนั้นการเข้ามาในไทยซึ่งเป็นประเทศที่ 3 ในแผนการขยายธุรกิจต่อจากมาเลเซียและสิงคโปร์ BigPay จึงต้องทำการบ้านมาเป็นอย่างดี

 

“เราต้องการจะจับลูกค้ากลุ่มที่ชอบเดินทางท่องเที่ยวเป็นกลุ่มหลักในช่วงเริ่มต้นก่อน เพราะเรามีข้อได้เปรียบเรื่องฐานข้อมูลอินไซต์ของลูกค้า AirAsia MOVE ที่ BigPay สามารถหยิบมาใช้เพื่อออกแบบบริการให้ตรงใจกลุ่มคนชอบเที่ยวได้อย่างคุ้มค่าที่สุด” เฟอร์นานเดสกล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ถึงความมั่นใจในการเข้ามาเปิดบริการที่ไทยว่า “ตอนนี้เราอยากจะสร้างระบบนิเวศสำหรับนักท่องเที่ยวในเอเชีย ซึ่ง BigPay ไม่จำเป็นต้องเป็นแอปพลิเคชันที่คนใช้งานทุกวัน แต่เราขอเป็นแอปเบอร์ 1 สำหรับนักเดินทาง”

 

 

วิธีคิดดังกล่าวคล้ายกับตอนที่เฟอร์นานเดสเริ่มทำธุรกิจสายการบินครั้งแรก โดยเขามักจะบอกพนักงานของตัวเอง ณ เวลานั้นว่า เราอย่าเพิ่งคิดไปไกลถึงธุรกิจที่จะก้าวไปเป็น ‘ผู้นำ’ ระดับโลก แต่ให้คิดแค่หาวิธีที่จะเป็น ‘คิง’ หรือเบอร์ 1 ในตลาดท้องถิ่นที่ตนเองอยู่ให้ได้ และนั่นก็เป็นแนวคิดที่ BigPay จะนำมาใช้ต่อยอดกลยุทธ์การเติบโตต่อจากนี้

 

อย่างไรก็ดี เฟอร์นานเดสย้ำชัดว่า BigPay ไม่ใช่แอปธนาคารดิจิทัลและไม่ได้ต้องการจะเข้ามาแข่งกับธนาคาร แต่เลือกที่จะจับมือกับธนาคาร โดยในกรณีของบริษัทตอนนี้ก็คือร่วมมือกับธนาคารกรุงเทพ (BBL) เพื่อผสานความเชี่ยวชาญระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์การเงินจาก BBL เข้ากับอินไซต์ตลาดท่องเที่ยว ให้ตอบโจทย์การเก็บเงินแพลนทริปของนักท่องเที่ยวมากขึ้น

 

การเลือกไทยเป็นแห่งที่ 3 เพราะมองพฤติกรรมผู้บริโภคหลายอย่างค่อนข้างคล้ายกับในมาเลเซียและสิงคโปร์ ซึ่งเป็น 2 ประเทศที่ BigPay ทำธุรกิจมาอยู่แล้วก่อนหน้านี้ อีกทั้งไทยยังเป็นตลาดอันดับ 2 ของสายการบิน AirAsia สื่อให้เห็นถึงการเดินทางที่เกิดขึ้นแทบจะตลอดเวลา ดังนั้นบริษัทมองว่า BigPay มีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมาก

 

การเปิดตัว e-Wallet ครั้งนี้ยังสอดคล้องกับเทรนด์ของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่อยากออกไปท่องเที่ยวนอกประเทศมากขึ้น โดยแผนเดินทางเยือนต่างประเทศของคนไทยโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 2.4 ทริปในปีนี้ และระหว่างทริป 81% ของผู้บริโภคชาวไทยเลือกที่จะใช้จ่ายโดยไม่พึ่งพาเงินสดเป็นตัวเลือกหลักจากผลสำรวจของ Visa

 

นอกจากการเป็นช่องทางชำระเงิน ฟีเจอร์หลักของ BigPay ยังมีตัวช่วยเก็บเงินอย่าง ‘Stash’ กระเป๋าเก็บเงินย่อย และ ‘Round-up’ ฟังก์ชันปัดเศษเงินทอนเพื่อเก็บเงินได้ทันที รวมถึง ‘Analytics’ เพื่อวิเคราะห์การใช้จ่ายแบบแบ่งประเภทสินค้า ทำให้ผู้ใช้งานเห็นและเข้าใจข้อมูลพฤติกรรมการใช้จ่ายของตนเอง

โดยเฟอร์นานเดสมองว่า BigPay จะเป็นเครื่องมือการเงินทางเลือกของคนไทย สำหรับบริหารการเงิน ทั้งการออม สะสมแต้ม หรือแม้แต่กู้ยืมเงิน โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ชื่นชอบการท่องเที่ยว

 

สำหรับเป้าหมายธุรกิจ อภิฤดี ปรัชญาเศรษฐ ผู้จัดการ BigPay ประจำประเทศไทย กล่าวว่า BigBay ตั้งเป้าจำนวนผู้ใช้งานไทยภายในสิ้นปีไว้ที่ 100,000 ราย และภายในอีก 2-3 ปี บริษัทหวังว่าจะสามารถแตะยอดผู้ใช้งาน 1 ล้านรายให้ได้ ซึ่งในอนาคต BigPay ก็มีแผนที่จะเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ เช่น โอนเงินทั้งในและต่างประเทศ, จ่ายเงินที่ร้านค้าผ่าน QR PromptPay, ชำระบิลค่าไฟ, เติมเงินมือถือ และบริการอื่นๆ ให้จบในแอปเดียว

 

บทสรุปของเรื่องราว e-Wallet ในไทยยังคงเขียนไม่จบ สงครามยังไม่สิ้นสุด และคำถามสำคัญยังคงไร้คำตอบที่แน่ชัดว่า BigPay จะสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการ e-Wallet ไทยได้หรือไม่? หรือจะกลายเป็นเพียงแค่ ‘สีสัน’ ชั่วคราวที่ถูกกลืนหายไปในกระแส Mobile Banking และ PromptPay ที่แข็งแกร่ง?

 

อนาคตของ e-Wallet ไทยยังคงเป็นปริศนาที่รอการคลี่คลาย ความสำเร็จของ BigPay หรือผู้เล่นรายอื่นๆ อาจเป็นตัวจุดประกายให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หรืออาจเป็นเพียงบทเรียนราคาแพงที่ตอกย้ำความจริงที่ว่า e-Wallet ไทยยังไม่พร้อมสำหรับการแจ้งเกิดอย่างเต็มตัว

 

 

เรื่อง: สรสิช ลีลานุกิจ, ถนัดกิจ จันกิเสน

The post e-Wallet ไทยยังไม่เกิด เพราะมี Mobile Banking และ PromptPay ขวางอยู่ แต่ทำไม BigPay จากมาเลเซียถึงกล้าบุกเข้ามา? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรูมันนี่ จับมืออาลีเพย์พลัส เปิดทางคนไทยใช้จ่ายในจีนผ่าน e-Wallet อิงอัตราแลกเปลี่ยนเรียลไทม์ ปลดล็อกขาดทุนค่าเงินขาแลกคืน https://thestandard.co/true-money-x-alipay-plus/ Fri, 22 Sep 2023 04:47:05 +0000 https://thestandard.co/?p=844605 ทรูมันนี่

ทรูมันนี่ ผู้นำด้านการให้บริการทางการเงินแบบดิจิทัลชั้น […]

The post ทรูมันนี่ จับมืออาลีเพย์พลัส เปิดทางคนไทยใช้จ่ายในจีนผ่าน e-Wallet อิงอัตราแลกเปลี่ยนเรียลไทม์ ปลดล็อกขาดทุนค่าเงินขาแลกคืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรูมันนี่

ทรูมันนี่ ผู้นำด้านการให้บริการทางการเงินแบบดิจิทัลชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดบริการให้คนไทยสามารถใช้จ่ายด้วยแอปพลิเคชันทรูมันนี่ที่ประเทศจีน ผ่านอาลีเพย์พลัส (Alipay+) แพลตฟอร์มการชำระเงินดิจิทัลและการตลาดข้ามพรมแดนระดับโลกของ Ant Group โดยทรูมันนี่จะช่วยให้นักท่องเที่ยวไทยสามารถนำไปสแกนจ่ายได้ที่ร้านค้ากว่าหลายสิบล้านจุดทั่วประเทศจีน แถมได้เรตดี สะดวก ปลอดภัยจากการใช้จ่ายแบบไร้เงินสด และได้รับสิทธิพิเศษหลากหลายจากอาลีเพย์พลัส รีวอร์ด (Alipay+ Rewards) ซึ่งเป็นศูนย์รวมสิทธิประโยชน์จากทั่วโลกในแอปทรูมันนี่

 

มนสินี นาคปนันท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด กล่าวว่า ทรูมันนี่ กับ Ant Group ได้ร่วมมือกันยกระดับบริการใช้จ่ายในต่างประเทศให้สะดวกสบายและเข้าถึงง่ายยิ่งขึ้นสำหรับคนไทย ไม่ต่างกับการใช้จ่ายในประเทศ ทั้งนี้ ประเทศจีนถือเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมในกลุ่มนักเดินทางไทย ทั้งกลุ่มนักธุรกิจและกลุ่มนักท่องเที่ยว 

 

“ด้วยความร่วมมือของเรากับ Ant Group ผู้ใช้สามารถสแกนจ่ายด้วยทรูมันนี่ผ่านโซลูชันและร้านค้าในเครือข่ายของ Alipay+ ในจีน ซึ่งครอบคลุมมากกว่าหลายสิบล้านจุดทั่วประเทศ เราเชื่อมั่นว่าบริการล่าสุดนี้จะตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวไทยและทำให้การเดินทางไปจีนของพวกเขายิ่งน่าประทับใจอย่างแน่นอน” มนสินีกล่าว 

 

นอกเหนือจากทรูมันนี่แล้ว ทาง Ant Group ยังได้ร่วมมือกับ e-Wallet และแอปชำระเงินชั้นนำอีก 6 ประเทศในเอเชีย ภายใต้โครงการ Alipay+-in-China (A+China program) เพื่อยกระดับบริการด้านการชำระเงินผ่านแอปในจีนให้มีความเป็นสากลขึ้น โดยการขยายบริการในครั้งนี้ทำให้มี e-Wallet และแอปชำระเงินรวมจาก 10 แอปจากต่างประเทศที่สามารถใช้จ่ายที่จีนได้

 

ดักลาส ฟีกิน รองประธานอาวุโส Ant Group และหัวหน้างานบริการ Mobile Payment ระหว่างประเทศ Alipay+ กล่าวว่า ด้วยเครือข่ายของ Alipay+ ผู้ใช้ทรูมันนี่สามารถใช้จ่ายที่ร้านค้าออนไลน์ทั่วโลก รวมถึงร้านค้าปลีกในประเทศ ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของคนไทย เช่น สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไปจนถึงสหราชอาณาจักร อิตาลี และฝรั่งเศส และการขยายบริการใช้จ่ายผ่านแอปสู่ประเทศจีนในครั้งนี้ก็ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการทำงานร่วมกันของทั้งสองบริษัท ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าจะดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องในอนาคต

 

ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวไทยที่ไปจีนมักประสบปัญหาไม่สามารถใช้จ่ายแบบไร้เงินสดได้ เนื่องจากมีบัตรเครดิตและเดบิตไม่มากที่เอาไปใช้ได้ และไม่ใช่ทุกร้านที่จะรับ ทำให้ต้องพึ่งพาการใช้เงินสดและการแลกธนบัตรสกุลเงินต่างประเทศ แต่วันนี้นักท่องเที่ยวไทยสามารถเอาแอปที่ใช้อยู่ทุกวันที่ไทยอย่างทรูมันนี่ไปสแกนจ่ายที่จีนได้อย่างปลอดภัยและสะดวกสบาย แถมได้เรตดี ดูได้แบบเรียลไทม์ เพียงเข้าไปที่หน้าแอปทรูมันนี่ ตรง QR ชำระเงิน เลือกแท็บ Alipay+ และประเทศที่ต้องการ ยอดเงินคงเหลือในบัญชีทรูมันนี่ก็จะถูกแปลงเป็นเงินหยวนและเงินสกุลอื่นๆ ตามประเทศที่เลือกให้เห็นและเอาไปสแกนจ่ายได้ทันทีที่ร้านค้าที่มีสัญลักษณ์ Alipay ทั่วจีน

 

“นับตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ทรูมันนี่ได้ขยายบริการใช้จ่ายในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครอบคลุมประเทศยอดนิยมในเอเชียของคนไทย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และมาเลเซีย ฯลฯ โดยการขยายบริการให้ครอบคลุมการใช้จ่ายในประเทศจีนในครั้งนี้เป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของทรูมันนี่ในการตอบโจทย์ความต้องการของคนไทยให้ใช้จ่ายได้ทุกที่ทุกเวลา โดยเรามีแผนที่จะขยายความร่วมมือกับ Ant Group ผ่านโซลูชันและเครือข่าย Alipay+ ในระดับโลกต่อไป เพื่อให้ทรูมันนี่สามารถเป็นแอปเดียวเที่ยวได้รอบโลกสำหรับนักเดินทาง” กรวุฒิ ปวิตรปก ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด กล่าวเสริม

 

ในช่วงก่อนการระบาดของโควิด จีนถือเป็น 1 ใน 5 ประเทศที่มีคนไทยไปพักอาศัยอยู่สูงสุดและนิยมไปเที่ยวมากที่สุด โดยหลังจากที่จีนได้ยกเลิกข้อจำกัดด้านการเดินทาง และเปิดให้นักท่องเที่ยวไทยสามารถขอวีซ่าเพื่อเดินทางเข้าประเทศได้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2566 เป็นต้นมา คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวไทย ทั้งกลุ่มที่เดินทางเพื่อการพักผ่อนและการทำธุรกิจ จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

The post ทรูมันนี่ จับมืออาลีเพย์พลัส เปิดทางคนไทยใช้จ่ายในจีนผ่าน e-Wallet อิงอัตราแลกเปลี่ยนเรียลไทม์ ปลดล็อกขาดทุนค่าเงินขาแลกคืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘กรุงไทย’ เปิดตัวดิจิทัลวอลเล็ต ‘เป๋าตังเปย์’ หวังเจาะฐานคนรุ่นใหม่ ตั้งเป้ามียอดผู้ใช้งานมากกว่า 5 ล้านรายในปีหน้า พร้อมศึกษาโอกาสปล่อยกู้ดิจิทัลเลนดิ้งบนแอปเป๋าตัง https://thestandard.co/new-digital-wallet-paotang-pay/ Tue, 13 Dec 2022 10:31:11 +0000 https://thestandard.co/?p=723239

ธนาคารกรุงไทย จับมือ อินฟินิธัส เปิดตัว ‘เป๋าตังเปย์’ ซ […]

The post ‘กรุงไทย’ เปิดตัวดิจิทัลวอลเล็ต ‘เป๋าตังเปย์’ หวังเจาะฐานคนรุ่นใหม่ ตั้งเป้ามียอดผู้ใช้งานมากกว่า 5 ล้านรายในปีหน้า พร้อมศึกษาโอกาสปล่อยกู้ดิจิทัลเลนดิ้งบนแอปเป๋าตัง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ธนาคารกรุงไทย จับมือ อินฟินิธัส เปิดตัว ‘เป๋าตังเปย์’ ซูเปอร์วอลเล็ตที่ให้บริการดิจิทัลเพย์เมนต์แบบครบวงจร ตั้งเป้ามีฐานผู้ใช้งานคนรุ่นใหม่กว่า 5 ล้านรายภายในปี 2566 พร้อมเดินหน้าอัดฉีดงบพัฒนานวัตกรรมด้านไอทีปีละ 1.1-1.2 ล้านบาท เล็งปล่อยกู้ดิจิทัลเลนดิ้งบนแอปเป๋าตังปีหน้า

 

ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกรุงไทยมียุทธศาสตร์ชัดเจนในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเงิน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ใน 5 อีโคซิสเต็มหลัก ทั้งบริการภาครัฐ การศึกษา การขนส่งมวลชน สุขภาพและการรักษาพยาบาล รวมถึงการชำระเงิน ซึ่งเป็นหนึ่งในบริการหลักของระบบธนาคาร และเป็นปัจจัยสนับสนุนทุกกิจกรรมในระบบเศรษฐกิจ โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา รูปแบบการชำระเงินของไทยเปลี่ยนแปลงไปสู่การชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือ Digital Payment อย่างชัดเจน จากการแพร่ระบาดของโควิดเป็นตัวเร่งให้ประชาชนหันมาใช้จ่ายผ่านช่องทางดิจิทัลแทนเงินสดมากขึ้น


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


จากข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย ล่าสุด ณ เดือนกันยายน 2565 การใช้จ่ายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) เพิ่มขึ้นเฉลี่ยที่ 400 รายการต่อคนต่อปี จากปี 2564 อยู่ที่ 312 รายการต่อคนต่อปี และปี 2563 อยู่ที่ 202 รายการต่อคนต่อปี โดยช่องทางที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ Internet & Mobile Banking มีจำนวนผู้ใช้งานกว่า 133 ล้านบัญชี มีปริมาณธุรกรรม 2,139 ล้านรายการ เพิ่มขึ้น 48.6% มูลค่ารวม 8.43 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.3% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา 

 

นอกจากนี้ ยังมีธุรกรรมที่เติบโตสูงคือ บริการชำระเงินผ่านกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet) ซึ่งเป็นการชำระเงินของคนรุ่นใหม่ มีไลฟ์สไตล์ชอบความสะดวก รวดเร็ว ทำธุรกรรมได้แบบเรียลไทม์บนมือถือ โดยมีจำนวนผู้ใช้งานถึง 122.6 ล้านบัญชี ปริมาณธุรกรรม 302 ล้านรายการต่อเดือน เพิ่มขึ้น 38.5% มูลค่ารวม 5.3 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมไร้เงินสดอย่างยั่งยืน ธนาคารจึงร่วมกับ บริษัท อินฟินิธัส บาย กรุงไทย พัฒนา ‘เป๋าตังเปย์’ (Paotang Pay) ให้เป็นซูเปอร์วอลเล็ตของคนไทย ช่วยเพิ่มศักยภาพดิจิทัลเพย์เมนต์บนแอป ‘เป๋าตัง’ ให้ครบวงจรมากขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจดิจิทัล โดยคาดว่าจะมีผู้ใช้งานกว่า 5 ล้านราย ภายในสิ้นปี 2566

 

“ปัจจุบันเรามีผู้ใช้งานแอปเป๋าตังอยู่ 40 ล้านคน และมีมูลค่าธุรกรรมในบริการพื้นฐานต่างๆ สูงกว่า 1 แสนล้านบาท แต่ผู้ใช้งานส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนอายุ 30 ปีขึ้นไป เรามองว่าเป๋าตังสามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้หากผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของเขา จึงมีการต่อยอดจากซูเปอร์แอปมาสู่ซูเปอร์วอลเล็ต ซึ่งเราคาดว่าภายใน 3 ปี เป๋าตังเปย์จะเป็นวอลเล็ตที่คนใช้งานมากที่สุด” ผยงกล่าว

 

ผยงกล่าวอีกว่า ปัจจุบันธนาคารใช้งบประมาณพัฒนาบริการด้านไอทีและนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ เฉลี่ยอยู่ที่ 1.1-1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งในปีหน้าก็จะยังให้ความสำคัญการพัฒนาบริการในส่วนนี้ต่อไปเพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางการเงินของคนไทย โดยหนึ่งในบริการที่อยู่ระหว่างศึกษาและอาจเกิดขึ้นในปีหน้าคือการปล่อยกู้ดิจิทัลเลนดิ้งบนแอปเป๋าตัง

     

ประราลี รัตน์ประสาทพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินฟินิธัส บาย กรุงไทย จำกัด ผู้พัฒนาแอปเป๋าตัง กล่าวว่า ทิศทางการชำระเงินในอนาคตมุ่งสู่ Digital Payment อย่างชัดเจน จากรายงาน Global Payments ของ World Pay ชี้ว่า ปัจจัยสนับสนุนคือ 

 

  1. ความนิยมซูเปอร์แอป หรือแอปที่รวมฟังก์ชันต่างๆ เข้าด้วยกัน เพราะช่วยให้ผู้บริโภคได้รับประสบการณ์การใช้จ่ายแบบครบวงจรจากแพลตฟอร์มเดียว 

 

  1. ผู้บริโภคชอบการชำระเงินที่มีความคล่องตัว ใช้งานง่ายและรวดเร็ว ไม่จำเป็นต้องพกเงินสด 

 

  1. ผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซชั้นนำต่างเปิดรับการชำระเงินด้วยวอลเล็ต รวมถึงเปิดวอลเล็ตของตัวเอง เพิ่มช่องทางการรับชำระค่าสินค้าและบริการให้ผู้บริโภค 

 

  1. มีช่องทางการเติมเงินเข้าวอลเล็ตที่หลากหลายขึ้น ทั้งบัตรเครดิต บัตรเดบิต บัญชีธนาคาร เป็นต้น 

 

  1. การชำระเงินแบบไร้สัมผัสมีการเร่งตัวขึ้น โดยผู้บริโภคเริ่มใช้เงินสดน้อยลงและใช้วอลเล็ตมากขึ้น 

 

จากทิศทางดังกล่าว บริษัทจึงพัฒนา ‘เป๋าตังเปย์’ ให้เป็นบริการอีกขั้นของการชำระเงินในรูปแบบซูเปอร์วอลเล็ตบนแอปเป๋าตังที่ผสานความสามารถของ Bank App และ e-Wallet เข้าด้วยกันให้บริการแบบ Open Loop เป็นวอลเล็ตแรก โดยใช้ QR พร้อมเพย์ เป็นตัวกลาง เปิดกว้างทุกการใช้จ่าย ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้จ่ายทุกร้านค้าได้อย่างอิสระ ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ มุ่งขยายฐานผู้ใช้งานกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และวัยเริ่มต้นทำงานที่มีเพียง 30% บนแอปเป๋าตังเป็นหลัก 

 

ประราลีระบุว่า ‘เป๋าตังเปย์’ ถูกออกแบบและพัฒนาโดยทีมคนรุ่นใหม่ INFINITAS NEXT GEN TEAM ภายใต้แนวคิด ‘เปย์ไปมีแต่ได้’ ครอบคลุมทั้งบริการโอนเงิน เติมเงิน สแกนจ่ายผ่าน QR PromtPay ได้ทุกธนาคาร และทุกร้านค้าทั่วไทย รวมถึงใช้ชำระบิลค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ บัตรเครดิต ประกัน หรือค่าธรรมเนียมหน่วยงานภาครัฐ ฯลฯ ซึ่งจะมาพร้อมสิทธิประโยชน์และภารกิจสนุกๆ เพื่อพิชิตคูปองส่วนลดมากมาย 

 

นอกจากนี้ เพื่อให้สามารถใช้จ่ายได้ทุกร้านทั่วไทยอย่างแท้จริง ยังได้เปิดตัวบัตรเพลย์ บัตรที่เชื่อมกับเป๋าตังเปย์ ผสานการใช้งานออนไลน์-ออฟไลน์ ใช้ชำระค่าโดยสารระบบขนส่งมวลชนแบบ Contactless แตะจ่ายได้ทั้งรถ ราง และทางด่วน ใช้ซื้อสินค้าออนไลน์ และรูดจ่ายผ่านเครื่อง EDC Payment ยกเว้นค่าธรรมเนียมในการออกบัตร เมื่อออกบัตรภายในวันที่ 31 มกราคม 2566 และใช้จ่ายผ่านบัตรเพลย์ ครบ 1,000 บาทต่อบัตรต่อเดือน รับสิทธิ์รับเครดิตเงินคืนเข้าเป๋าตังเปย์ 45 บาทต่อเดือน (จำกัด 1,000 สิทธิ์ต่อเดือน) ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2565 – 28 กุมภาพันธ์ 2566 

 

ด้าน สุพร สุนทรโรหิต Chief Business Innovation Officer บริษัท อินฟินิธัส บาย กรุงไทย จํากัด กล่าวว่า ผู้ที่สนใจใช้งาน ‘เป๋าตังเปย์’ สามารถสมัครใช้งานได้ทันทีบนแอปเป๋าตัง โดยไม่จำเป็นต้องมีบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย ด้วยขั้นตอนง่ายๆ เพียงกรอกข้อมูลบัตรประชาชนข้อมูล CDD (Customer Due Diligence) สแกนใบหน้ายืนยันตัวตน หากสมัครเป๋าตังเปย์สำเร็จ จะสามารถกดสมัครบัตรเพลย์บนแอปเป๋าตังได้ทันที สะดวก และสามารถเติมเงินได้หลายช่องทาง ทั้ง G-Wallet Krungthai NEXT และ Mobile Banking ของทุกธนาคาร หรือผ่าน QR Code รับเงิน โดยไม่มีค่าธรรมเนียม ซึ่งเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2565 

 

The post ‘กรุงไทย’ เปิดตัวดิจิทัลวอลเล็ต ‘เป๋าตังเปย์’ หวังเจาะฐานคนรุ่นใหม่ ตั้งเป้ามียอดผู้ใช้งานมากกว่า 5 ล้านรายในปีหน้า พร้อมศึกษาโอกาสปล่อยกู้ดิจิทัลเลนดิ้งบนแอปเป๋าตัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระแสซื้ออสังหาฯ ผ่านคริปโตฯ ยังได้ไปต่อ หลังคนรุ่นใหม่-ต่างชาติ นำเงินใน E-Wallet เข้าลงทุนเพิ่ม เตือนระวังความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน https://thestandard.co/buying-real-estate-through-crypto/ Mon, 25 Oct 2021 13:11:48 +0000 https://thestandard.co/?p=552160 real estate crypto

ต้องยอมรับว่าโควิดทำให้หลายภาคส่วนอุตสาหกรรมธุรกิจต่างไ […]

The post กระแสซื้ออสังหาฯ ผ่านคริปโตฯ ยังได้ไปต่อ หลังคนรุ่นใหม่-ต่างชาติ นำเงินใน E-Wallet เข้าลงทุนเพิ่ม เตือนระวังความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน appeared first on THE STANDARD.

]]>
real estate crypto

ต้องยอมรับว่าโควิดทำให้หลายภาคส่วนอุตสาหกรรมธุรกิจต่างได้รับผลกระทบกันเป็นอย่างมาก หนึ่งในนั้นก็มีภาคของอสังหาริมทรัพย์ที่ดูจะซบเซาต่อแรงซื้อขายค่อนข้างมาก การสร้างกลยุทธ์ทางการตลาดจึงเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะสามารถสร้างยอดขายได้คริปโตเคอร์เรนซี จึงกลายเป็นอีกหนึ่งกระแสที่มาแรงในช่วงที่ผ่านมาของภาคอสังหาริมทรัพย์

 

พรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ให้ข้อมูลกับทีมงาน THE STANDARD WEALTH ว่า ช่วงต้นปีผ่าน เริ่มมีผู้ประกอบการนำ คริปโตเคอร์เรนซีเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มทางการตลาดเข้ามาเป็นตัวช่วยเพิ่มช่องทางการซื้อมากขึ้น โดยการรับสกุลเงินดิจิทัลบางชนิด เช่น Bitcoin Ethereum เป็นต้น ซึ่งฐานลูกค้าจะเป็นคนรุ่นใหม่อายุน้อย โดยการจองหรือซื้อได้ทันที ต้องดูที่ตามเงื่อนไขของแต่ละบริษัทที่ออกมา 

 

แม้ว่าการซื้อบ้านหรือคอนโดผ่านคริปโตเคอร์เรนซีอย่าง Bitcoin จะสามารถทำให้การซื้อขายได้สะดวกและง่ายมากขึ้น แต่ต้องคำนึงถึงเรื่องอัตราแลกเป็นสิ่งสำคัญที่จะเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งคล้ายกับการนำเงินดอลลาร์สหรัฐมาซื้อก็ต้องดูเรื่องค่าเงินในแต่ละวัน สมมติวันนี้ค่าเงินบาท 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และอีก 2-3 วันขึ้นเป็น 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ฉะนั้นต้องดูเรื่องของความผันผวนเป็นหลัก หากพรุ่งนี้จะทำการซื้อบ้านและราคา Bitcoin ตกก็ต้องทำการประเมินวางแผนให้ดี ไม่เหมือนกับการนำเงินบาทมาซื้อเลยซึ่งไม่ต้องกลัวในเรื่องของความผันผวน

 

ทั้งนี้เพราะการเทรด Bitcoin ในประเทศไทย มีบริษัทที่ได้ไลเซนส์อยู่ไม่กี่ราย และยังเป็นการเทรดบนกระดาน โดยการเปิดบัญชี เมื่อลูกค้าโอนผ่านมือถือเข้ามาและสามารถแลกกลับมาเป็นเงินบาทได้ แต่ยังไม่เหมือนกับสหรัฐฯ หรือฮ่องกง ที่มีตู้เหมือน ATM ให้ลูกค้าสามารถเข้าไปกดแลกเปลี่ยนเงินได้เลย 

 

“การซื้ออสังหาริมทรัพย์ สำหรับต่างชาติที่นำ Bitcoin มาใช้ โดยเฉพาะคนจีนที่มีการลงทุนประเภทนี้เยอะ เนื่องจากหากย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว รัฐบาลจีนได้ออกกฎมาว่า ห้ามให้ประชาชนชาวจีนนำเงินหยวนออกไปซื้ออสังหาต่างชาติหรือแห่นำเงินออกนอกประเทศกัน จึงจำกัดวงเงินออกนอกประเทศได้แค่คนละ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปีต่อคนเท่านั้น แต่พอเป็น Bitcoin รัฐบาลจีนก็ไม่สามารถควบคุมได้ เพราะมองว่าคริปโตเคอร์เรนซีเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายไปแล้ว แต่ปรากฏว่า ทั้งคนจีนเอง และรัฐบาลจีนต่างมี Bitcoin เป็นจำนวนมาก”

 

สำหรับเทรนด์การลงทุนในปีหน้า หลังจากที่รัฐบาลได้ประกาศเปิดเมืองแล้วนั้น ต้องยอมรับว่า หลังจากที่มีการคลายล็อกดาวน์ ส่งผลให้ลูกค้าเข้ามาดูโครงการต่างๆ มากขึ้น โดยเฉพาะโครงการแนวราบ และกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสามารถซื้อบ้านในราคาแพงได้ และบางกลุ่มก็ยังสามารถซื้อเงินสดได้อยู่บ้าง ขณะที่ธนาคารพาณิชย์เองนั้นมีความเข้มงวดใส่หมวกกันน็อกในการปล่อยกู้สินเชื่อมากขึ้น เนื่องจากยังไม่มีความมั่นใจในเศรษฐกิจ

 

“หากย้อนกลับไปช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีการเปิดตัวโครงการบ้านประปรายไม่ได้หยุด ขณะที่คอนโดมิเนียมส่วนใหญ่เปิดขายราคาถูกไม่สูงมาก ในระดับราคาล้านต้นๆ มีหลายเจ้าออกมาเยอะ แต่ก็น้อยมากเมื่อเทียบกับการเปิดตัวใหม่ของอสังหาฯ ในทุกๆ ปี ปรับลงเยอะ 30-40% แต่ว่ายูนิตรวมมันจะไปลงที่แนวราบที่เปิดตัวกัน บางจังหวัดใหญ่ๆ หมู่บ้านจัดสรรเปิดตัวกันอย่างคึกคัก ราคาอยู่ที่ประมาณ 3 ล้านบาทขึ้นไป กลุ่มลูกค้าระดับกลาง”

 

ด้าน พีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับทีมงาน THE STANDARD WEALTH ว่า ปัจจุบันอสังหาริมทรัพย์และรถยนต์ถือเป็น Transaction ใหญ่ของคริปโตเคอร์เรนซีที่ได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงที่คริปโตเคอร์เรนซีมีราคาปรับขึ้นได้ดี นักลงทุนเองก็จะย้ายไปยังช่องทางการลงทุนอื่นๆ ได้อย่างสะดวกแบบไม่มีลิมิต สามารถโอนได้เป็น 1,000 ล้านบาท ภายใน 10 นาที จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่นักลงทุนจะนำเงินใน E-Wallet มาเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้

 

อย่างไรก็ดี ช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา บริษัท ได้ร่วมกับ บิทคับ (Bitkub) ให้ผู้บริโภคสามารถซื้อขายบ้านและคอนโดมิเนียมในเครือออริจิ้นทุกโครงการครอบคลุมทั้งกรุงเทพฯ และเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ผ่านสกุลเงินดิจิทัล หรือ คริปโตเคอร์เรนซี เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกรองรับนักลงทุนสายเทรด รวมถึงให้ชาวต่างชาติสามารถซื้อขายคอนโดมิเนียมในเครือออริจิ้นได้ง่ายขึ้น เนื่องจากการโอนเงินด้วยคริปโตเคอร์เรนซี มีขั้นตอนที่สะดวกกว่าและใช้เวลารวดเร็วกว่าการโอนเงินในสกุลปกติ เป็นการช่วยส่งเสริมให้เกิดการทำธุรกรรมแบบไร้พรมแดนอีกด้วย

 

โดยที่ผ่านมาบริษัทรองรับการซื้อขายบ้านและคอนโดมิเนียม ผ่านเหรียญ 3 สกุลที่ได้รับความนิยม ได้แก่ Ethereum (ETH) เทเทอร์ Tether USD (USDT) และ Bitcoin (BTC) โดยผู้ซื้อสามารถชำระผ่าน Wallet จากบัญชี Bitkub ปัจจุบันน่าจะมีประมาณ 10 รายที่เข้ามาซื้อแล้ว และส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักลงทุนคนรุ่นใหม่ อายุไม่เยอะแต่มีเงินเร็ว และกระจายพอร์ตไปลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งการที่นักลงทุนคนรุ่นใหม่เลือกที่จะซื้ออสังหาริมทรัพย์นั้นมองว่าเป็นการให้รางวัลชีวิต และยังสามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้

 

ทั้งนี้หลังจากที่รัฐบาลประกาศคลายล็อกดาวน์ มีการเปิดประเทศมากขึ้น ส่งผลให้ในปีหน้า Transaction ของคริปโตเคอร์เรนซี คงไม่ใช่แค่อสังหาริมทรัพย์หรือรถยนต์อีกต่อไป อาจจะมีเป็น Transaction ในเรื่องการจับจ่ายใช้สอยอื่นๆ ที่เหมือนกับการจ่ายเงินผ่าน QR Code ออนไลน์ เช่น ในบางประเทศ อย่างอเมริกาใต้ที่รับคริปโตเคอร์เรนซีแทนเงินแล้ว เริ่มเปลี่ยนเงินสกุลท้องถิ่นเป็นคริปโตเคอร์เรนซีไปเลย โดยไม่ต้องมาแปลงเป็นสกุลเงินดิจิทัล เช่น บาทเคอร์เรนซี หรือหยวนเคอร์เรนซีอีก ซึ่งก็ถือว่าเป็นนโยบายของแต่ละประเทศที่จะออกกฎมารองรับ

 

ขณะที่ภาพรวมของตลาดบ้านจัดสรรช่วงที่ผ่านมา แม้จะมีโควิดบ้านจัดสรรยังได้รับการตอบรับจากลูกค้า เนื่องจากหลายคนทำงานที่บ้านมากขึ้น จึงต้องการพื้นที่ใช้สอยเพิ่มขึ้น ขณะที่คอนโดมิเนียมแผ่วไปเพราะพื้นที่ส่วนใหญ่ต้องใช้ร่วมกันทำให้ไม่มีความเป็นส่วนตัว จึงทำให้ได้รับความนิยมลดลงไป

 

ส่วนในปีหน้าการเติบโตของบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียมจะมีการเติบโตเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะบ้านจัดสรร เพราะโควิดจะเป็นตัวเร่งให้คนอยู่บ้านมากขึ้น ทำงานที่บ้านมากขึ้น เพราะหลายบริษัทใหญ่ อย่างธนาคารใหญ่ๆ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมานั่งทำงานที่ออฟฟิศแล้ว อนุญาตให้ทำงานที่บ้านได้ ฉะนั้นบ้านจัดสรรก้ยังขายดีอยู่ ขณะที่คอนโดมิเนียม จะกลับมาเพราะว่าเปิดเมือง อีกทั้งคนที่บูสเตอร์โดส (Booster Dose) วัคซีนเข็ม 3 แล้วมีอัตราการติดน้อยลง ทำให้มีความกังวลน้อยลงก็จะกลับมาเป็นชุมชนเมืองมากขึ้น ยอดขายคอนโดก็จะกลับมาอีก

 

“สงครามการค้า หรือ เทรดวอร์ (Trade war) ช่วง 2-3 ปีที่ต่างชาติหายไป รวมถึงปัจจัยค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลง ในปีหน้าจะเป็นตัวแรงส่งให้ต่างชาติกลับมาถึงในระดับ 50,000 ล้านบาท เป็นยอดขายคอนโดมิเนียมในเมืองไทย เพราะในอดีตตลาดอสังหาริมทรัพย์เคยทำได้สูงสุดประมาณ 80,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 20% บวกกับที่รัฐบาลกระตุ้นให้เปิดคอนโดมากขึ้นด้วย”

 

และจากการที่มติ ครม. อนุมัติให้ชาวต่างชาติที่พำนักในไทย สามารถถือครองที่อยู่อาศัยได้ ในฐานะดีเวลลอปเปอร์มองว่า ประเทศเรามีประชากรน้อย เริ่มเข้าสู่สังคมสูงวัย การที่จะเพิ่มจำนวนประชากรที่ดีมีประสิทธิภาพ คนที่มีกำลังซื้อสูง เหมือนเราเพิ่มคนที่เป็น WEALTH เข้ามาผ่านการถือครองอสังหาริมทรัพย์ การเข้า Happy Retirement ในเมืองไทย ซึ่งถือว่าเป็นพื้นฐานอีกอย่างหนึ่งในการพัฒนาประเทศ เหมือนอย่างประเทศออสเตรเลียมีประเทศเท่ากับสหรัฐอเมริกา แต่มีประชากรแค่ 20-30 ล้านคน ซึ่งก็เปิดรับบุคคลากรที่มีคุณภาพมาขอสัญชาติออสเตรเลียอีกที

 

สำหรับแผนงานของบริษัท ในปีหน้าเราคงปรับตามตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น ตามกระแสความนิยมที่จะกลับมา การที่ต่างชาติเข้ามาซื้อคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ หรือบ้านพักต่างอากาศย่านต่างจังหวัด ในราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท ถือว่ายังคงมีกำลังซื้ออยู่ในปีหน้า รวมถึงมีการบุกเซกเมนต์ใหม่อย่างตลาดผู้สูงวัยรองรับการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุด้วยแบรนด์ใหม่ ออริจิ้น เวลเนส เรสซิเดนซ์ แบรนด์คอนโดมิเนียม Leasehold พร้อมโปรแกรมดูแลผู้สูงอายุ

 

โดยในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาบริษัทมียอดขายกว่า 23,000 ล้านบาท โตจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าราว 22% คิดเป็น 79% ขณะที่ไตรมาส 4/2564 บริษัทเปิดตัวโครงการใหม่มากที่สุดเช่นเดียวกับทุกปี คาดว่าจะเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้างยอดขายใหม่ในช่วงโค้งสุดท้าย หนุนภาพรวมยอดขายทั้งปีสร้างสถิติใหม่นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท (All Time High) ที่ 29,000 ล้านบาท ตามเป้าหมายที่วางไว้

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้ ครม. ไฟเขียวมาตรการช่วยเหลืออสังหาริมทรัพย์ภายใต้ Flexible Plus Program เพื่อเป็นการเปิดช่องต่างด้าวในการลงทุน พร้อมกันนั้น ล่าสุด รับข่าวดี ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV หรือ Loan to Value (มาตรการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยใช้กำหนดวงเงินที่ผู้กู้จะสามารถกู้ซื้อบ้านได้) ให้กู้ได้เต็ม 100% ถึงสิ้นปี 2565 หวังช่วยกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ฟื้นตัว สุดท้ายต้องจับตาดูว่าเซกเตอร์อสังหาริมทรัพย์ต่อจากนี้ไปจะมีความคึกคักมากแค่ไหน

 

real estate crypto

 

ภาพประกอบ: กริน วสุรัฐกร

The post กระแสซื้ออสังหาฯ ผ่านคริปโตฯ ยังได้ไปต่อ หลังคนรุ่นใหม่-ต่างชาติ นำเงินใน E-Wallet เข้าลงทุนเพิ่ม เตือนระวังความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม AirPay ถึงต้องรีแบรนด์ตัวเองเป็น ‘ShopeePay’? https://thestandard.co/airpay-to-shopeepay/ Thu, 25 Mar 2021 00:46:09 +0000 https://thestandard.co/?p=468665 ทำไม AirPay ถึงต้องรีแบรนด์ตัวเองเป็น ‘ShopeePay’?

6 ปีที่แล้ว AirPay เริ่มเปิดตัวให้บริการครั้งแรกในประเท […]

The post ทำไม AirPay ถึงต้องรีแบรนด์ตัวเองเป็น ‘ShopeePay’? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม AirPay ถึงต้องรีแบรนด์ตัวเองเป็น ‘ShopeePay’?

6 ปีที่แล้ว AirPay เริ่มเปิดตัวให้บริการครั้งแรกในประเทศไทยในฐานะ ‘e-Wallet’ หรือกระเป๋าสตางค์ออนไลน์ ซึ่งให้บริการภายใต้บริษัทแม่อย่าง Sea Group เติมเต็มการใช้งานด้วยบริการเกมออนไลน์ของบริษัทในเครืออย่าง Garena ที่มีอยู่อย่างมากมาย และประสบความสำเร็จเป็นจำนวนมาก

 

ก่อนที่อีก 1 ปีถัดมา บริการของ AirPay จะได้รับความนิยมในระดับที่เป็นที่รู้จักในวงกว้างอย่างทั่วถึงจากการที่เข้าไปจับโปรโมชันกับ ‘โรงภาพยนตร์’ จนทำให้ในช่วงเวลาดังกล่าวคนเริ่มเปิดใจและเปิดรับ (Adopted) ลองสมัครใช้งานวอลเล็ตของ AirPay กันอย่างแพร่หลาย

 

กระทั่ง Sea เริ่มเน้นทำตลาดแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ‘Shopee’ มากขึ้นเรื่อยๆ AirPay จึงได้เข้ามาเป็นอีกหนึ่งช่องทางการรับชำระเงินบนแพลตฟอร์มของพวกเขา เริ่มตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมา และทำให้ในที่สุดปี 2021 นี้ Sea จึงตัดสินใจรีแบรนด์ดิ้ง AirPay เป็น ShopeePay อย่างเป็นทางการ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา

 

คำถามสำคัญก็คือ ทำไม AirPay ที่ก็มีผู้ใช้งานมากระดับหนึ่งอยู่แล้วต้องรีแบรนด์ตัวเองเป็น ShopeePay ด้วย?

 

จุดประสงค์การเปลี่ยนจาก ‘ฟ้า’ เป็น ‘ส้ม’ ครั้งนี้แล้วเติมคำว่า ‘Pay’ พ่วงท้ายชื่อแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเดิมแบบดื้อๆ ของ ShopeePay ก็เพื่อเน้นปั้นแบรนด์ดิ้ง Shopee ให้เด่นชัดขึ้น เรียกง่ายๆ ว่าต่อไปนี้จะไม่มี AirPay อีกแล้ว ให้จำแค่ ‘One Brand’ คือ Shopee และวอลเล็ตของพวกเขาเท่านั้น 

 

ซึ่งการมี ShopeePay ก็จะทำให้ Ecosystem ของ Shopee แข็งแกร่งขึ้นรอบด้าน ครบครัน และมีอาวุธในการต่อกรกับคู่แข่งพร้อมมือ (อย่าลืมว่า Lazada วันนี้ก็มีระบบหลังบ้านทางการทำธุรกรรมที่หนุนหลังโดย AntGroup ส่วน Central JD ก็แน่นอนว่ามี JD Fintech เป็นอาวุธสำคัญ)

 

ส่วนอีกสาเหตุหนึ่งที่เราเพิ่งมาเปลี่ยนจาก AirPay เป็น ShopeePay ต่างจากประเทศอื่นๆ ที่ใช้ ShopeePay มาตั้งแต่ต้นก็เป็นเพราะว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่ Sea ส่งผลิตภัณฑ์อีวอลเล็ต (ตอนนั้นคือ AirPay) เข้ามาหยั่งเชิงในตลาดก่อนอีคอมเมิร์ซ (Shopee) นั่นเอง

 

ศุภวิทย์ หงส์อมรสิน ผู้อำนวยการ ช้อปปี้เพย์ ประเทศไทย ให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนว่า ภาพรวมการทำธุรกรรมผ่านอีวอลเล็ตของ ShopeePay ทั้งภูมิภาคอาเซียนในช่วงไตรมาส 4 ปี 2020 ที่ผ่านมาถือว่าอยู่ในระดับที่ดีมากๆ โดยมีมูลค่าการทำธุรกรรมรวมที่ 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีผู้ใช้งานรวมกว่า 23 ล้านราย และหากนับเฉพาะช่วงล็อกดาวน์จะพบว่าแพลตฟอร์มอีวอลเล็ตของพวกเขามีอัตราการเติบโตมากกว่า 4 เท่าตัวเลยที่เดียว

 

สำหรับเป้าหมายหลังจากรีแบรนด์เป็น ShopeePay ศุภวิทย์บอกไว้ว่า จะต้องดันอีวอลเล็ตของพวกเขาให้เติบโตขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของไทยให้ได้ภายใน 1-2 ปีนี้ โดยครอบคลุมทั้งในแง่จำนวนผู้ใช้งานและมูลค่าการทำธุรกรรมทั้งหมด และจะเน้นการทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์ร้านค้าออฟไลน์มากขึ้น เพื่อที่บริการของ ShopeePay จะได้ตอบสนองผู้บริโภคในวงกว้างมากที่สุด

 

ส่วนคำถามที่ว่า ‘สินเชื่อ’ จะเป็นอีกหนึ่งในสนามรบที่ ShopeePay จะบุกไปเหมือนอีวอลเล็ตเจ้าอื่นๆ หรือไม่นั้น หัวเรือใหญ่ ShopeePay บอกกับเราว่า “ยังไม่ได้มองในส่วนดังกล่าว” เนื่องจากตอนนี้จะเน้นให้ความสำคัญกับภาคดิจิทัลและการทำวอลเล็ตบนสมาร์ทโฟนเป็นหลัก

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ทำไม AirPay ถึงต้องรีแบรนด์ตัวเองเป็น ‘ShopeePay’? appeared first on THE STANDARD.

]]>
SABUY ร่วมมือ CIMBT เตรียมให้บริการโอนเงินไป 30 ประเทศทั่วโลก ในไตรมาส 2 ปีนี้ ดันรายได้เพิ่ม 2 ล้านบาทต่อเดือน https://thestandard.co/sabuy-x-cimbt/ Wed, 17 Feb 2021 08:36:16 +0000 https://thestandard.co/?p=455584 SABUY ร่วมมือ CIMBT

สบาย เทคโนโลยี และ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ประกาศความร่วมม […]

The post SABUY ร่วมมือ CIMBT เตรียมให้บริการโอนเงินไป 30 ประเทศทั่วโลก ในไตรมาส 2 ปีนี้ ดันรายได้เพิ่ม 2 ล้านบาทต่อเดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
SABUY ร่วมมือ CIMBT

สบาย เทคโนโลยี และ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ประกาศความร่วมมือในการให้บริการโอนเงินไปต่างประเทศกว่า 30 ประเทศทั่วโลก ผ่านระบบ SpeedSend ของธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย โดยจะเริ่มให้บริการในไตรมาส 2 ปี 2564 

 

ชูเกียรติ รุจนพรพจี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. สบาย เทคโนโลยี หรือ SABUY กล่าวว่า SABUY Ecosystem ทั้งหมดเชื่อมโยงต่อกันด้วย Sabuy Money ซึ่งเป็นบริการ E-Wallet Application ที่ได้รับใบอนุญาตครบทั้ง 4 License จากธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ผนึกความร่วมมือกับระบบ SpeedSend ของ CIMB Thai เพื่อขยายขีดความสามารถในการโอนเงินในประเทศได้อย่างสะดวกรวดเร็วขึ้น และภายในไตรมาส 2 ก็จะสามารถให้บริการการโอนเงินไปต่างประเทศกว่า 30 ประเทศทั่วโลก ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถให้บริการกลุ่มลูกค้าในวงกว้างขึ้น  

 

สำหรับ Sabuy Ecosystem ในปัจจุบัน ประกอบด้วยจุดบริการตู้เติมเงินออนไลน์กว่า 54,000 ตู้ทั่วประเทศ ภายใต้ชื่อ ‘เติมสบายพลัส’, ตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติเวนดิ้งพลัส และร้านสะดวกซื้อ 6.11 คอนเนอร์ ที่มีบริการตู้เวนดิ้งแมชชีนกว่า 6,000 ตู้ ใน 21 จังหวัด, Food Court System หรือระบบศูนย์อาหาร ภายใต้ชื่อ Sabuy Solutions ที่ให้บริการประชาชนในศูนย์อาหารของห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และบริการ Sabuy POS ระบบจัดการร้านค้า 

 

“จากการเชื่อมต่อกับ CIMB Thai ในครั้งนี้ นอกจากจะได้ความคล่องตัวในเรื่องระบบการรับเงิน-จ่ายเงินแล้ว CIMB Thai ยังสนับสนุนให้เราสามารถบริหารจัดการต้นทุนการให้บริการได้เป็นอย่างดีอีกด้วย 

 

ระบบการโอนเงินของกลุ่มสบายเปิดให้บริการแล้วผ่านทางตู้เติมสบายพลัส ปัจจุบันมีอัตราการเติบโตของธุรกรรมการโอนเงินมากถึง 51% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งตอนนี้จะมีเพิ่มขึ้นอีก 3 ธนาคารคือ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย

 

“บริษัทมองว่าการร่วมมือกับ CIMBT จะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ราว 30-50% ของต้นทุนค่าธรรมเนียมการโอนทั้งหมด และน่าจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับบริษัทด้วย เบื้องต้นประเมินว่าจะมีรายได้จากการดำเนินการดังกล่าวประมาณ 2 ล้านบาทต่อเดือน”

 

ด้าน ไพศาล ธรรมโพธิทอง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกรรมการเงิน ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ CIMBT กล่าวว่า ธนาคารมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้รับความไว้วางใจจาก SABUY ในการใช้บริการธุรกรรมการเงิน การรับเงิน จ่ายเงิน ที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจของ SABUY ให้ได้รับความสะดวกสบาย ง่าย และคล่องตัวมากยิ่งขึ้น 

 

โดยจุดเด่นของ SABUY คือความเป็น Tech Company ที่กำลังเติบโตและขยายการทำธุรกิจออกไปยังหลากหลายรูปแบบ เพื่อสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้า ขณะที่ฝั่งของธนาคารมีจุดเด่นคือการมี Customer Insight โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเป็นอย่างดี และยังมีเครือข่ายที่แข็งแกร่งระดับ Regional ด้วย

 

“เราพร้อมที่จะเติบโตไปพร้อมกับ SABUY พร้อมสนับสนุนทุกธุรกิจในอนาคตของพันธมิตรของเราทั้งในและต่างประเทศ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ด้านธุรกรรมการเงินของธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ที่ต้องการจะเป็นธนาคารของ Non-Bank และ Fintech”

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post SABUY ร่วมมือ CIMBT เตรียมให้บริการโอนเงินไป 30 ประเทศทั่วโลก ในไตรมาส 2 ปีนี้ ดันรายได้เพิ่ม 2 ล้านบาทต่อเดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
TrueMoney เปิดกลยุทธ์เบอร์ 1 e-Wallet ไทย พบ 7-Eleven ตัวกระตุ้นชั้นดี รุกคืบสินเชื่อรายย่อย ยืมเงินซื้อมือถือ https://thestandard.co/truemoney-top-e-wallet/ Thu, 12 Sep 2019 13:12:49 +0000 https://thestandard.co/?p=286832 e-Walle

ทุกวันนี้เราใช้ ‘e-Wallet’ บ่อยและถี่แค่ไหนในแต่ละวัน & […]

The post TrueMoney เปิดกลยุทธ์เบอร์ 1 e-Wallet ไทย พบ 7-Eleven ตัวกระตุ้นชั้นดี รุกคืบสินเชื่อรายย่อย ยืมเงินซื้อมือถือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
e-Walle

ทุกวันนี้เราใช้ ‘e-Wallet’ บ่อยและถี่แค่ไหนในแต่ละวัน

 

ข้อมูลล่าสุดจากธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า เดือนมีนาคม 2562 การทำธุรกรรมประเภทเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Money มีจำนวนอยู่ที่ประมาณ 166,793,000 ครั้ง เพิ่มขึ้น 43% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (หมายเหตุ: นับรวมธนาคารพาณิชย์และผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-bank) แต่ไม่รวมบัตรประเภท Top Up)

 

หากมองในเชิงภาพรวมจะพบว่า คนไทยในวันนี้ยังคงนิยมใช้ ‘เงินสด’ ทำธุรกรรมเป็นหลัก คิดเป็นสัดส่วน 90% ขณะที่สัดส่วนการทำธุรกรรมออนไลน์อยู่ที่ประมาณ 10% เท่านั้น แต่แนวโน้มการขยายตัวของเทรนด์โดยรวมยังอยู่ในทิศทางที่ดี

 

หนึ่งในผู้เล่นที่อยู่ในสังเวียน e-Payment มานานกว่า 16 ปี (ก่อตั้งบริษัทปี 2546) มีฐานผู้ใช้งาน e-Wallet มากสุดในไทยที่ 8.4 ล้านราย (เฉลี่ยทั้งปี) และมียอดดาวน์โหลดแอปฯ มากกว่า 19.8 ล้านครั้ง คือ ‘TrueMoney Wallet’ โดยปัจจุบันให้บริการครอบคลุม 6 ประเทศ นับรวมกัมพูชา, เวียดนาม, เมียนมา, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย (ส่วนใหญ่ในประเทศอื่นๆ ให้บริการในฐานะเอเจนต์รับจ่ายบิล, โอนและถอนเงิน)

 

ความจริงแล้ว TrueMoney Wallet เพิ่งจะเริ่มประเดิมให้บริการ ‘กระเป๋าสตางค์ออนไลน์’ ในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อปี 2016 หรือ 3 ปีที่แล้วโดยแอสเซนด์ มันนี่ จำกัด บริษัทภายใต้การร่วมทุนระหว่างเครือเจริญโภคภัณฑ์ (C.P. GROUP) และ Ant Financial (Alipay) จากจีน ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบที่ทำให้ TrueMoney ได้ Role Model ที่ประสบความสำเร็จมาเป็นต้นแบบในการทำแคมเปญและฟีเจอร์ต่างๆ

 

ข้อมูลที่น่าสนใจในเชิงอินไซต์ผู้ใช้งานพบว่า คนใช้ TrueMoney Wallet ส่วนใหญ่ในวันนี้อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดเท่าๆ กันที่ 51% และ 49% ตามลำดับ เป็นผู้ชาย 51% ผู้หญิง 49% อายุเฉลี่ย 27 ปี (กว่า 29% ของฐานผู้ใช้งานอยู่ในช่วงอายุ 22-29 ปี) โดยที่ 37% เป็นกลุ่มนักเรียนนักศึกษาและ First Jobber

 

นิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล ผู้อำนวยการฝ่ายพาณิชย์ บริษัท ทรู มันนี่ จำกัด ให้ข้อมูลกับ THE STANDARD ว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ TrueMoney Wallet มีอัตราการเติบโตในเชิงการใช้งานเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในทุกๆ เดือนจนทุกวันนี้มีจำนวนการทำธุรกรรมเกิดบนแพลตฟอร์มเฉลี่ย 8.8 ครั้ง/คน/เดือน มีมูลค่าการใช้จ่ายเฉลี่ย (Basket Size) อยู่ที่ 250-300 บาท/คน เป็นผลจากความนิยมของ 3 บริการหลัก ได้แก่ การเติมเงิน-ซื้อแพ็กเกจมือถือ, การซื้อดิจิทัล คอนเทนต์ และการใช้จ่ายที่ร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven (30% ของผู้ใช้งานคือกลุ่มที่ไม่ได้ใช้บริการของ TrueMove)

 

โดยเฉพาะ 7-Eleven ที่เริ่มให้บริการเป็นช่องทางชำระเงินครั้งแรกปี 2560 แต่ถือเป็นหนึ่งในตัวกระตุ้นชั้นดีที่ช่วยดึงดูดให้คนมาใช้งาน TrueMoney Wallet กันเพิ่มขึ้นคิดเป็นอัตราการเติบโตในเชิงการใช้งานเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น 61% 

 

ด้านกลยุทธ์หลักๆ ที่ TrueMoney Wallet จะเน้นต่อจากนี้คือการเดินหน้าสร้างพันธมิตรกับพาร์ตเนอร์กลุ่มออฟไลน์ ร้านค้าในกลุ่มรีเทล, 7-Eleven, ร้านอาหารชั้นนำหรือร้านโชห่วย โดยจะเร่งเพิ่มจำนวนจุดรับชำระในปัจจุบันของไทยจาก 200,000 จุดเป็น 300,000 จุดให้ได้ภายในสิ้นปี พร้อมๆ กับขยายความร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ออนไลน์ในกลุ่มผู้ให้บริการดิจิทัล คอนเทนต์ และการเพิ่มช่องทางการเติมเงิน 

 

ซึ่งในช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา TrueMoney Wallet ได้เปิดให้ผู้ใช้งานสามารถผูกบัตรเครดิตหรือเดบิตของ Visa, Mastercard และ JCB ได้แล้ว เพื่อแก้เพนพอยต์สำหรับคนที่ไม่ต้องการเติมเงินทิ้งไว้ใน Wallet โดยสามารถใช้จ่ายขั้นต่ำเริ่มต้นที่ 20 บาท (ในอนาคตจะปรับให้ตัวเลขการทำธุรกรรมเริ่มต้นถูกกว่าเดิม)

 

อีกหนึ่งเป้าหมายใหญ่ของ TrueMoney Wallet ในปีนี้นอกจากการขยายจุดรับชำระยังรวมถึงการเร่งเติมฐานผู้ใช้งานจาก 8.4 ล้านราย เป็น 14 ล้านราย และการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในกลุ่มสินเชื่อรายย่อยและบริการ Lending ในอนาคต ทั้งบริการยืมเงินผ่านมือถือ (Hero Cash), Personal Loan ยืมเงินซื้อมือถือที่ True Shop และสินเชื่อรายย่อย เครดิตพร้อมใช้สำหรับผู้ประกอบการ SME เพื่อซื้อสินค้าที่แม็คโคร

 

“สุดท้ายแล้วผมเชื่อว่าผู้เล่นในตลาด e-Wallet ที่ทำให้บริการของตัวเองมีฟีเจอร์การใช้งานครบครัน ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันมากที่สุดจะเป็นผู้ชนะในเกมนี้ โดยเป้าหมายของ TrueMoney Wallet คือการเป็นซูเปอร์แอปฯ (มียอดผู้ใช้เฉลี่ยอย่างน้อย 1 ล้านราย/วัน) มีบริการครอบคลุมไลฟ์สไตล์ผู้ใช้ พัฒนาบริการให้ใช้ได้ง่ายที่สุด ผมเชื่อว่าเรายังมีโอกาสเติบโตอีกมาก” นิรันดร์กล่าว

 

ทั้งนี้ ผู้อำนวยการฝ่ายพาณิชย์ บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด ให้ข้อมูลทิ้งท้ายว่า รายได้ส่วนใหญ่ในปัจจุบันของบริษัทยังคงมาจากการแบ่งค่าธรรมเนียมจากการทำธุรกรรมผ่านร้านค้าเป็นหลัก 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post TrueMoney เปิดกลยุทธ์เบอร์ 1 e-Wallet ไทย พบ 7-Eleven ตัวกระตุ้นชั้นดี รุกคืบสินเชื่อรายย่อย ยืมเงินซื้อมือถือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เซ็นทรัล เจดี รุกคืบแพลตฟอร์มดิจิทัล ‘ดอลฟิน’ อีวอลเล็ตที่มีทั้งสินเชื่อรายย่อยและประกัน https://thestandard.co/jd-central-dolfin-business-strategy/ Mon, 09 Sep 2019 12:58:25 +0000 https://thestandard.co/?p=285868 JD CENTRAL

ภาพของจิ๊กซอว์แพลตฟอร์มดิจิทัลขนาดยักษ์ที่เซ็นทรัลเริ่ม […]

The post เซ็นทรัล เจดี รุกคืบแพลตฟอร์มดิจิทัล ‘ดอลฟิน’ อีวอลเล็ตที่มีทั้งสินเชื่อรายย่อยและประกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
JD CENTRAL

ภาพของจิ๊กซอว์แพลตฟอร์มดิจิทัลขนาดยักษ์ที่เซ็นทรัลเริ่มต่อค้างเอาไว้ดูจะเริ่มชัดขึ้น เมื่อ ‘เซ็นทรัล เจดี ฟินเทค โฮลดิ้ง’ บริษัทภายใต้การร่วมทุนระหว่างเซ็นทรัลและเจดี ดอทคอม (JD.com) ด้วยมูลค่าการลงทุน 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7,660 ล้านบาท ได้เปิดตัว ‘ดอลฟิน’ (Dolfin) แพลตฟอร์มอัจฉริยะเพื่อตอบโจทย์บริการทางการเงินแบบครบวงจรอย่างเป็นทางการ

 

ดอลฟิน เป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เน้นการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่ของเซ็นทรัลและเจดี ให้ความสำคัญกับ 5 บริการ ได้แก่ 

  1. แพลตฟอร์มอีวอลเล็ตที่ใช้ทำธุรกรรมดิจิทัล (Smart Transaction)
  2. บริการสินเชื่อรายย่อย (Digital Lending)
  3. บริการประกันออนไลน์ (Digital Insurance)
  4. บริการบริหารสินทรัพย์ (Digital Wealth Management)
  5. บริการทำการตลาดเฉพาะกลุ่มของร้านค้าด้วย Big Data (Digital Marketing)

 

ช่วงแรกทางเซ็นทรัลและเจดีจะเริ่มต้นจากการให้บริการอีวอลเล็ตก่อนผ่านจุดรับชำระเงินดิจิทัลที่หลากหลายในระบบนิเวศ​ (โดยเฉพาะร้านค้าและแบรนด์ในเครือเซ็นทรัล) รวมกว่า 2,700 จุด แถมยังครอบคลุมจุดรับชำระของพร้อมเพย์ทุกธนาคารอีกกว่า 4.5 ล้านจุดในประเทศไทย 

 

ก่อนจะเริ่มขยายแพลตฟอร์มสู่การให้บริการด้านสินเชื่อในปีหน้า ตามด้วยบริการประกันออนไลน์ในช่วงปลายปี 2020 และคาดว่าบริการทั้งหมดบนดอลฟินน่าจะมาครบให้พร้อมใช้งานภายในช่วงปี 2022 ผ่านสินค้าและผลิตภัณฑ์ของพาร์ตเนอร์ธนาคารชั้นนำในประเทศไทย เช่น ไทยพาณิชย์, กสิกรไทย, ธนาคารกรุงเทพ, วีซ่า และมาสเตอร์การ์ด

 

ตลอด 1 เดือนของการให้บริการอย่างไม่เป็นทางการ รุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล เจดี ฟินเทค โฮลดิ้ง จำกัด เผยว่าดอลฟินมียอดการดาวน์โหลดแล้วรวมมากกว่า 1.4 แสนครั้ง พร้อมตั้งเป้าเพิ่ม 4-5 แสนครั้งให้ได้ภายในสิ้นปีนี้ 

 

ทั้งนี้รุ่งเรืองเชื่อว่าจุดแข็งทางเทคโนโลยีของบริษัทเจดีดี (JD Digits) โดยเฉพาะนวัตกรรมการยืนยันตัวตน E-KYC ครอบคลุมทั้งระบบการจดจำใบหน้าและการอ่านภาพจากตัวอักษร (OCR) เพื่อช่วยให้การสมัครเปิดใช้ดอลฟินง่ายขึ้น เมื่อผสมผสานกับความแข็งแกร่งของการเป็นผู้นำด้านธุรกิจค้าปลีกในไทยของเซ็นทรัล ก็จะช่วยให้ดอลฟินกุมความได้เปรียบในฐานะการเป็นผู้ให้บริการทางการเงินบนแพลตฟอร์มดิจิทัลได้ไม่ยาก

 

อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ทางดอลฟินจะให้ความสำคัญไม่แพ้กันคือการทำให้บริการ ‘ง่าย’ สำหรับผู้ใช้งาน และตอบโจทย์ความต้องการในไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนได้โดนใจมากที่สุด รวมถึงการทำระบบแบบ Open-loop ช่วยให้แพลตฟอร์มดอลฟินเชื่อมต่อได้กับทั้งเงินสด บัตรเครดิต และบัตรเดบิต

 

นอกจากนี้รุ่งเรืองยังให้ความสำคัญกับความร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ด้วย โดยบอกว่าแพลตฟอร์มของตนมุ่งมั่นที่จะรองรับการใช้งานได้หลากหลาย ไม่ได้ปิดกั้นแค่เซ็นทรัล เพราะที่ผ่านมาตนและดอลฟินก็ได้มีการพูดคุยในเชิงความร่วมมือกับรีเทลเจ้าอื่นๆ แล้ว รวมถึงบิ๊กซีและเดอะมอลล์ รวมทั้งความเป็นไปได้ในการเชื่อมต่ออีวอลเล็ตเข้าด้วยกันทั้งระบบ

 

“เราถือเป็นน้องใหม่ ถึงจะมีผู้ปกครองที่เข้มแข็ง มีเทคโนโลยีที่ดี แต่ก็ยังถือเป็นสตาร์ทอัพที่มุ่งมั่นจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ดีออกมาเรื่อยๆ นี่ยังเป็นแค่ก้าวแรก ในอนาคตยังมีอีกหลายบริการที่เราสามารถทำร่วมกันกับพาร์ตเนอร์ได้ เราเชื่อมั่นในการเป็นพันธมิตรที่ไม่ได้จำกัดแค่ในกลุ่มเครือเซ็นทรัล” รุ่งเรืองกล่าว

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post เซ็นทรัล เจดี รุกคืบแพลตฟอร์มดิจิทัล ‘ดอลฟิน’ อีวอลเล็ตที่มีทั้งสินเชื่อรายย่อยและประกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชีวิตการเงินคนไทยจะเปลี่ยนไป เมื่อ Face Payment ระบบจ่ายเงินด้วยใบหน้ามาถึงไทยแล้ว! [Advertorial] https://thestandard.co/face-recognition-central-jd-fintech/ https://thestandard.co/face-recognition-central-jd-fintech/#respond Thu, 27 Sep 2018 04:29:16 +0000 https://thestandard.co/?p=124206

จากการแสดงเทคโนโลยีจดจำใบหน้าหรือ Face Recognition ของบ […]

The post ชีวิตการเงินคนไทยจะเปลี่ยนไป เมื่อ Face Payment ระบบจ่ายเงินด้วยใบหน้ามาถึงไทยแล้ว! [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>

จากการแสดงเทคโนโลยีจดจำใบหน้าหรือ Face Recognition ของบริษัท Central JD Fintech ที่ได้รับกระแสตอบรับล้นหลามในงาน Digital Thailand Big Bang 2018 ที่ผ่านมา ยิ่งตอกย้ำว่า เทคโนโลยีนี้จะเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของเราแน่นอน

 

และนี่คือ 5 เหตุผลที่เราคิดว่าทำไม Face Recognition จะเป็น The Next Big Thing ที่พลิกโฉมวงการธุรกิจและการใช้ชีวิตของทุกคน

 

 

1. Face Recognition จะอยู่ในทุกที่

ทุกวันนี้เมืองทั่วโลกเริ่มผนวกเทคโนโลยี Face Recognition เข้ากับบริการสาธารณะ เพื่ออำนวยความสะดวกและความปลอดภัย โดยอาศัยข้อมูลทางกายภาพของบุคคล (Biometric Identification) ในการระบุตัวตนแบบอัจฉริยะ เช่น ม่านตา ใบหู ลายนิ้วมือ สิงคโปร์ได้ติดตั้งระบบจดจำใบหน้าในท่าอากาศยานชางงี หวังแก้ปัญหาผู้โดยสารตกค้าง และลดอัตราเที่ยวบินดีเลย์ ประเทศจีนเองก็เดินหน้าใช้งานเทคโนโลยีนี้เต็มรูปแบบ เช่น ระบบรักษาความปลอดภัยผ่านกล้องวงจรปิด เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกๆ ด้าน

 

2. การจ่ายเงินด้วยใบหน้าจะกลายเป็น New Normal

เทรนด์การจ่ายเงินผ่านการสแกนใบหน้ากำลังมาแรงและยกระดับประสบการณ์ช้อปปิ้งในจีนไปอีกขั้น JD Finance ผู้นำด้านฟินเทคในจีนได้เปิดตัว Face Payment บริการจ่ายเงินด้วยใบหน้า ซึ่งรองรับทั้งช่องทางออนไลน์ (E-Payment) กับออฟไลน์ เช่น Xmart ร้านสะดวกซื้อไร้พนักงาน (Unmanned Store) 7Fresh ซูเปอร์มาร์เก็ตอัจฉริยะ ไปจนถึง JD Home ร้านอุปกรณ์ไอทีของ JD.com และตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติตามออฟฟิศชั้นนำ บริการดังกล่าวยังช่วยลดความเสี่ยงและข้อผิดพลาดของการชำระสินค้า/บริการของธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งอาจเกิดจากความผิดพลาดของพนักงาน

 

3. ยกระดับความปลอดภัย ป้องกันการปลอมแปลงตัวตนด้วยระบบอัจฉริยะ

เบื้องหลังประสบการณ์จ่ายเงินแบบไร้รอยต่อคือ การพัฒนาเทคโนโลยี Deep Learning กับ Machine Learning อันทรงประสิทธิภาพ ผ่านการฝึกจากแบบจำลองกับข้อมูลนับสิบล้านชุด ทำให้มีความแม่นยำสูงถึง 99.99% ซึ่งแม่นยำกว่าสายตาคน หรือแม้แต่การระบุตัวตนด้วยรอยนิ้วมือ นอกจากนี้ ยังมีซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์สำหรับตรวจสอบข้อมูลตรงหน้าและแสดงผลแบบเรียลไทม์ (Live Detection) เพื่อเสริมความปลอดภัยและป้องกันการปลอมแปลงตัวตน (Face Anti-Counterfeiting) ปัจจุบันมีผู้ใช้เทคโนโลยีนี้ผ่านแอปพลิเคชัน JD Finance กว่า 10 ล้านคนในจีน!

 

4. เข้าใจลูกค้าด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและเรียลไทม์

ในยุคแห่งการแข่งขันด้วยข้อมูล ระบบวิเคราะห์ใบหน้า (Face Anlysis) จะเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการเก็บข้อมูลเชิงลึกของลูกค้า (Customer Onboarding) เช่น เพศ อายุ อารมณ์ หรือกระทั่งติดตามเส้นทางของผู้ใช้ (Customer Journey)

 

 

5. ตอบโจทย์ธุรกิจและการใช้ชีวิตในทุกด้าน

Face Recognition จะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ 4.0 และช่วยขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความเป็นอัจฉริยะ ตั้งแต่การตรวจสอบและยืนยันตัวตนบุคคลบนโลกออนไลน์ (Online Authentication) การล็อกอินแพลตฟอร์มต่างๆ การให้บริการของธนาคาร (Bank Lobby Service) หรือแม้แต่ในอาคารอัจฉริยะ (Smart Buildings)

 

ถามว่าประเทศไทยจะมีโอกาสได้ใช้บ้างไหม?

 

ปัจจุบันคนไทยนิยมใช้ E-Payment แทนเงินสดกันมากขึ้น นายกสมาคมการค้าผู้ให้บริการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ไทยคาดการณ์ว่า สัดส่วนของธุรกิจที่ใช้เงินสดจะลดลงจาก 90% ในปี 2017 เหลือ 50% ภายในเวลา 2 ปี

 

บริษัท Central JD Fintech มีแผนจะเปิดให้บริการด้าน E-Finance และ E-Payment Platform ที่สอดรับไลฟ์สไตล์ของคนไทย ทั้งกลุ่มลูกค้ารายย่อย ร้านค้า และซัพพลายเออร์ โดยต่อยอดจากความรู้ความเชี่ยวชาญเชิงลึกและประสบการณ์ของ JD Finance ในการพัฒนาบริการด้านฟินเทค ซึ่งเป็นบริการที่ได้รับการทดสอบ ยอมรับ และใช้จริงมาแล้ว มาให้คนไทยได้ใช้กัน

 

 

บริษัท Central JD Fintech เปิดเผยกับ THE STANDARD ว่า Central JD Fintech จะเปิดให้บริการ E-Wallet เป็นอันดับแรก โดยจะผนวกเทคโนโลยี Face Recognition ในการยืนยันตัวตนและการชำระเงิน ร่วมกับร้านค้าในเครือเซ็นทรัลและพันธมิตรนอกเครือเซ็นทรัล

 

เพื่อยกระดับประสบการณ์การชำระเงินให้สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ตลอดจนช่วยส่งเสริมระบบนิเวศของเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยให้สมบูรณ์

 

ยิ่งเป็นสัญญาณอันดีว่า เราคงมีโอกาสได้ใช้งานเทคโนโลยีนี้กันจริงๆ ในอนาคตอันใกล้อย่างแน่นอน เมื่อถึงเวลานั้นเราอาจเข้าสู่ยุคของ Walletless Society ที่ไม่จำเป็นต้องพกทั้งเงินสด บัตรเครดิต กระเป๋าสตางค์ หรือแม้แต่สมาร์ทโฟนกันอีกต่อไป

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

The post ชีวิตการเงินคนไทยจะเปลี่ยนไป เมื่อ Face Payment ระบบจ่ายเงินด้วยใบหน้ามาถึงไทยแล้ว! [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/face-recognition-central-jd-fintech/feed/ 0
TrueMoney Wallet เผย 8 เดือนแรกปี 61 ยอดทำธุรกรรมทะลุ 70,000 ล้านบาท ปีนี้เน้นออฟไลน์มากขึ้น https://thestandard.co/truemoney-wallet-turnover/ https://thestandard.co/truemoney-wallet-turnover/#respond Mon, 24 Sep 2018 10:03:29 +0000 https://thestandard.co/?p=123609

TrueMoney Wallet เผย ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมายอดผู้ใช้บนแพ […]

The post TrueMoney Wallet เผย 8 เดือนแรกปี 61 ยอดทำธุรกรรมทะลุ 70,000 ล้านบาท ปีนี้เน้นออฟไลน์มากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

TrueMoney Wallet เผย ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมายอดผู้ใช้บนแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้น 2 เท่าทะลุ 7 ล้านราย มียอดการทำธุรกรรมรวมทั้งหมด 70,000 ล้านบาท เผยกลยุทธ์ปีนี้เน้นขยายจุดรับชำระกับพาร์ตเนอร์ออฟไลน์มากขึ้น หลังปัจจุบันมีจุดรับชำระแล้วกว่า 100,000 จุด

 

วันนี้ (24 ก.ย.) บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด ผู้ให้บริการ TrueMoney Wallet ในประเทศไทย ได้จัดงานแถลงภาพรวมของบริษัทในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมาของปี 2561 (มกราคม-สิงหาคม) และพบว่าปัจจุบันมีผู้ใช้บริการบนแพลตฟอร์มรวมทั้งหมดมากกว่า 7 ล้านราย เพิ่มขึ้น 2 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว มียอดการทำธุรกรรมบนระบบราว 70,000 ล้านบาท พร้อมจุดรับชำระมากกว่า 100,000 จุด และจุดเติมเงินมากกว่า 400,000-500,000 จุดทั่วประเทศ

 

นายธัญญพงศ์ ธรรมาวรานุคุปต์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด กล่าวว่า TrueMoney Wallet เป็นบริการที่เกิดขึ้นเพื่อต้องการให้ทุกคนสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างเท่าเทียม (เริ่มต้นให้บริการครั้งแรกเมื่อปี 2556) เชื่อมต่อทั้งกลุ่มลูกค้าและฝั่งผู้ประกอบการธุรกิจเข้าด้วยกัน โดยตั้งเป้าไว้ว่าสิ้นปีนี้จะมีผู้ใช้เพิ่มเป็น 10 ล้านราย และเพิ่มจุดรับชำระเป็น 130,000 แห่ง ก่อนขยายฐานผู้ใช้เป็น 14 ล้านรายให้ได้ในปี 2562  

 

“เรานำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ปัญหาของคนส่วนใหญ่ที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินของสถาบันทางการเงินได้ ธุรกิจของเราเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อระหว่างลูกค้าและผู้ให้บริการ เดิมที TrueMoney Wallet เติบโตและเป็นที่รู้จักจากการเติมเงินในเกมออนไลน์ เป้าหมายต่อจากนี้คือทำให้แพลตฟอร์มเป็นวอลเล็ตอันดับ 1 ในการจับจ่ายใช้สอยทำธุรกรรมของคนไทย และจะเร่งขยายช่องทางรับชำระเงินแบบออฟไลน์มากขึ้น

 

“จุดเด่นที่ทำให้เราเหนือกว่าคู่แข่งรายอื่นๆ คือการเป็นวอลเล็ตที่มีบริการอื่นๆ ในระบบนิเวศครบครัน ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี ส่วนธนาคารเรามองว่าก็มีทั้งส่วนที่เป็นพาร์ตเนอร์ทำงานร่วมกัน (โอนเงินเข้าแพลตฟอร์ม) และเป็นคู่แข่งกันในการทำธุรกิจเป็นปกติ”

 

ปัจจุบันยอดการใช้งาน TrueMoney Wallet ของผู้ใช้งาน 1 คนและการทำธุรกรรมแต่ละครั้งจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 200 บาท เฉลี่ยประมาณ 7.2 ครั้งต่อเดือน กลยุทธ์ต่อจากนี้นอกเหนือจากการขยายช่องทางออฟไลน์ แอสเซนด์ มันนี่ มีแผนจะเปิดตัวบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ๆ เช่น บริการจ่ายเงินขึ้นเรือด่วน (เริ่มเดือนตุลาคมนี้), สินเชื่อรายย่อยออนไลน์, ผูกแพลตฟอร์มเพื่อเติมเงินใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT รวมถึงนำข้อมูลของผู้ใช้มาพัฒนารูปแบบบริการที่ตอบรับพฤติกรรมการใช้งานให้ดีมากยิ่งขึ้น

 

ขณะที่ภาพรวมการให้บริการกระเป๋าเงินออนไลน์ e-Wallet ของแอสเซนด์ มันนี่ ในภูมิภาคอาเซียนรวม 6 ประเทศ​ (ไทย, กัมพูชา,​ เวียดนาม, เมียนมา, ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย) พบว่ามียอดผู้ใช้งานรวม 21 ล้านราย มียอดทำธุรกรรมมากกว่า 140,000 ล้านบาท จากเครือข่ายตัวแทนท้องถิ่น 50,000 ราย (ไม่รวมประเทศไทย) โดยกัมพูชาถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพมาก เพราะมียอดผู้ใช้งานอยู่ที่ 1.5 ล้านราย คิดเป็น 10% จากประชากรทั้งประเทศ

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post TrueMoney Wallet เผย 8 เดือนแรกปี 61 ยอดทำธุรกรรมทะลุ 70,000 ล้านบาท ปีนี้เน้นออฟไลน์มากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/truemoney-wallet-turnover/feed/ 0
Cashless Society เมื่อการใช้เงิน(สด)ไม่ใช่สิ่งจำเป็นอีกต่อไป [Advertorial] https://thestandard.co/cashless-society/ https://thestandard.co/cashless-society/#respond Tue, 15 May 2018 03:25:44 +0000 https://thestandard.co/?p=88994

Cashless Society ไม่ใช่เรื่องไกลตัว หลายคนอาจจะยังสงสัย […]

The post Cashless Society เมื่อการใช้เงิน(สด)ไม่ใช่สิ่งจำเป็นอีกต่อไป [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>

Cashless Society ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

หลายคนอาจจะยังสงสัยกับคำว่า Cashless Society หรือ Cashless Economy (สังคมไร้เงินสด) คืออะไร หากพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือสังคมเศรษฐกิจที่มองว่าเงินสดที่จับต้องได้ในรูปแบบธนบัตรหรือเหรียญนั้นจะมีความสำคัญน้อยลง ซึ่งในปัจจุบันการใช้เงินในรูปแบบดังกล่าวนับเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลพยายามผลักดันให้มีระบบรองรับการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้มาตรฐานภายใต้นโยบาย National e-Payment ซึ่งระบบดังกล่าวนั้นสอดคล้องกับการใช้งานเทคโนโลยี โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือที่ขยายตัวมากขึ้น และมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งการที่เราโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันของธนาคารต่างๆ โอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) หรือการจองตั๋วเครื่องบิน ตั๋วหนังผ่านระบบออนไลน์แล้วชำระผ่านบัตรเดบิตหรือเครดิตก็คือส่วนหนึ่งของ Cashless Society นั่นเอง ยังไม่นับไปถึงการจ่ายเงินผ่าน QR Code หรือบัตรอิเล็กทรอนิกส์ประเภทต่างๆ รวมไปถึง e-Wallet ที่กำลังเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบัน

 

สังคมไร้เงิน(สด)ดีอย่างไร

แน่นอนว่าทำให้ไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้สะดวกสบายยิ่งขึ้น เพราะการทำธุรกรรมของเรานั้นไร้ข้อจำกัด เรียกว่าทำธุรกรรมได้แบบ Anywhere, Anytime and Anybody เพราะไม่ว่าใครก็สามารถโอน จ่าย เติม ได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านการทำธุรกรรมออนไลน์บนโทรศัพท์มือถือหรือเว็บไซต์ ไม่ต้องกังวลเรื่องการถือเงินสดเป็นจำนวนมากๆ ไว้กับตัว ไม่ต้องรอเงินทอน รวมถึงตัดปัญหาเรื่องธนบัตรปลอมที่มีข่าวออกมาเป็นระยะๆ ยิ่งในปัจจุบันการทำธุรกรรมออนไลน์นั้นง่ายขึ้นไปอีกขั้น เพราะธนาคารหลายแห่งได้พร้อมใจกันประกาศยกเว้นค่าธรรมเนียมในการโอน จ่าย เติม เมื่อทำธุรกรรมออนไลน์ผ่านระบบของธนาคารต่างๆ และเมื่อความนิยมในการใช้ e-Payment สูงขึ้น จะช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตและเพิ่มช่องทางการทำธุรกิจต่างๆ ให้กับองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งจะส่งผลต่อการเติบโตของ GDP ของประเทศในอนาคตอีกด้วย

 

ประเทศพี่ใหญ่อย่างจีนนั้น ประชากรแทบทุกคนในประเทศแทบจะไม่แตะเงินสดกันแล้ว ทุกคนมีสมาร์ทโฟนเพื่อใช้จ่ายผ่านระบบ Mobile Payments ยอดฮิตอย่าง WeChat หรือ Alipay เพียงแค่ใช้โทรศัพท์มือถือที่มีแอปพลิเคชันชำระเงินก็สามารถใช้ชำระค่าสินค้าและบริการตามร้านค้าปลีกเล็กๆ ริมถนนไปจนถึงห้างสรรพสินค้า รวมทั้งการจ่ายค่าตั๋วรถโดยสาร รถไฟระหว่างเมือง และขนส่งมวลชนรูปแบบต่างๆ ผ่าน QR Code ของร้านค้าที่มีไว้รับชำระเงินโดยเฉพาะ หากใครเดินทางไปประเทศจีน คุณจะรู้ทันทีว่าการใช้เงินสดนั้นลำบากกว่าการใช้จ่ายเงินผ่านแอปพลิเคชันชำระเงินหลายเท่าตัว

 

การรองรับ Cashless Society ของสถาบันการเงินและหน่วยงานต่างๆ

สถาบันการเงินต่างๆ ก็เร่งปรับรูปแบบเพื่อรองรับ Cashless Society กันหลากหลายช่องทาง ไม่ว่าเป็นการให้บริการในรูปแบบธุรกรรมออนไลน์ของ Internet Banking หรือ Mobile Application ต่างๆ ซึ่งเข้ามามีบทบาทในธุรกิจของ e-Commerce เป็นอย่างมาก ซึ่งธุรกรรมดังกล่าวก็ไม่ได้ถูกจำกัดไว้เฉพาะในภาคเอกชนเท่านั้น เพราะในปีนี้ส่วนราชการต่างๆ ก็มีการเริ่มปรับรูปแบบของการรับชำระเงินต่างๆ มาเพื่อรองรับ Cashless Society เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการชำระค่าภาษีต่างๆ การชำระค่าธรรมเนียมการต่อใบขับขี่ ชำระภาษีรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ ชำระค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมเกี่ยวกับที่ดิน การทำหนังสือเดินทาง (Passport) หรืออื่นๆ ก็ไม่จำเป็นต้องพกเงินสดไป เพราะสามารถใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ทั้งบัตรเดบิต บัตรเครดิต หรือใช้ Mobile Application ของธนาคารผ่านการสแกน QR Code เพื่อชำระค่าบริการต่างๆ ได้ทันที

 

บัตร ‘พร้อมจ่าย’ แม้ไม่มีบัญชีธนาคารก็พร้อมจ่ายได้ทันที

หลายคนที่ไม่มีบัญชีธนาคารหรือกังวลเรื่องความยุ่งยากในการไปเปิดบัญชีที่ธนาคารก็สามารถใช้งานบัตรอิเล็กทรอนิกส์แบบเติมเงินที่ชื่อว่า ‘บัตรพร้อมจ่าย’ ของธนาคารกรุงไทย ถือบัตรใบเดียวก็สามารถรูดใช้จ่ายกับหน่วยงานภาครัฐหรือราชการต่างๆ ได้แล้ว ซึ่งข้อดีของบัตรพร้อมจ่ายใบนี้ ได้แก่

 

 

 

เมื่อโลกเปลี่ยน เทรนด์ของรูปแบบการใช้เงินก็เปลี่ยนตามไปด้วย ซึ่งการก้าวเข้าสู่ Cashless Society อย่างสมบูรณ์แบบได้นั้นต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงธุรกิจรายใหญ่และรายย่อย ข้อดีของ Cashless Society มีมากมายขนาดนี้แล้ว คุณล่ะเตรียมพร้อมกับสังคมไร้เงิน(สด)แล้วหรือยัง

รายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.ktb.co.th/th/personal/cards/ktb-debit-card-privileges/308

The post Cashless Society เมื่อการใช้เงิน(สด)ไม่ใช่สิ่งจำเป็นอีกต่อไป [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/cashless-society/feed/ 0
Grab ชูวิสัยทัศน์แอปฯ สำหรับทุกวัน รอแบงก์ชาติอนุมัติลุย e-Wallet เล็งปล่อยเงินกู้ให้คนขับ https://thestandard.co/grab-daily-life-application-market/ https://thestandard.co/grab-daily-life-application-market/#respond Tue, 08 May 2018 10:12:31 +0000 https://thestandard.co/?p=89333

Grab ผู้ให้บริการไรด์แชริ่งเปิดวิสัยทัศน์สู่การเป็นแอปพ […]

The post Grab ชูวิสัยทัศน์แอปฯ สำหรับทุกวัน รอแบงก์ชาติอนุมัติลุย e-Wallet เล็งปล่อยเงินกู้ให้คนขับ appeared first on THE STANDARD.

]]>

Grab ผู้ให้บริการไรด์แชริ่งเปิดวิสัยทัศน์สู่การเป็นแอปพลิเคชันสำหรับทุกวันของผู้ใช้ (Everyday Application) มุ่งรวม 3 บริการครบจบในแอปฯ เดียว เปรยรอแบงก์ชาติอนุมัติลุยตลาดธุรกรรมเปิด e-Wallet และบริการปล่อยเงินกู้คนขับ เผยฟีดแบ็กหลังรวมกับ Uber จำนวนคนขับเพิ่มขึ้น 10-15% เชื่อไม่ผูกขาดตลาดเพราะผู้บริโภคมีทางเลือกหลากหลาย

 

วันนี้ (8 พ.ค.) Grab ประเทศไทย ได้เปิดแถลงการณ์ดำเนินธุรกิจตามวิสัยทัศน์การเป็น Everyday Application หรือแพลตฟอร์มแอปพลิเคชันสำหรับทุกวันของผู้ใช้ โดยจะรวมทุกบริการในปัจจุบันที่มีใน 3 หมวดหมู่ให้ครบครันและใช้งานได้ง่ายมากขึ้นผ่านแอปพลิเคชันของ Grab เพียงแอปฯ เดียว ได้แก่

  1. Transport Solutions (GrabTaxi, GrabCar, GrabBike (Win), GrabXL, GrabRent, GrabRoddaeng)
  2. Delivery Solution (ส่งของทางมอเตอร์ไซค์ (GrabBike, GrabFood)
  3. Payment Financial Solution (GrabPay (ลิงก์กับบัตรเครดิต), Grab Rewards)

 

ธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ Grab ประเทศไทย เผยว่า เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว หลังจากฉลองการให้บริการผู้โดยสารในโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครบหลัก 1 พันล้านครั้งตั้งแต่เปิดตัว บริษัทจึงได้ทำแบบสอบถามกับผู้ใช้ว่าต้องการเห็น Grab เป็นอย่างไรในอีก 10 ปีข้างหน้า และพบว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่อยากให้บริการของ Grab กลายเป็นแพลตฟอร์มที่ใช้งานได้ครบเบ็ดเสร็จในแอปฯ เดียว ด้วยเหตุนี้เอง Grab จึงมุ่งสู่การพัฒนาให้บริการแบบไร้รอยต่อพร้อมๆ ไปกับการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ

 

“นี่คือที่มาของแรงบันดาลใจที่ทำให้เราปรับปรุงแอปพลิเคชันหรือรวมทุกบริการให้อยู่ในแอปฯ เพียงแอปฯ เดียว หรือ Daily Life Application ของผู้ใช้บริการทุกคน ทำให้แอปฯ ออนไลน์ของเราตอบสนองการใช้ชีวิตออฟไลน์ของผู้บริโภคได้ครบทุกด้านในแอปฯ เดียว (O2O Market) ตัวอย่างเช่น สมมติในอนาคต การเดินทางไปสถานที่ใดสถานที่หนึ่งอาจจะจำเป็นต้องต่อระบบขนส่งมวลชนหลายต่อ แต่ Grab อยากให้ในอนาคตผู้ใช้สามารถจองบริการบนแอปฯ แค่ครั้งเดียวก็สามารถเดินทางได้ต่อเนื่องเลย เช่น สมมติเรียกบริการมอเตอร์ไซค์ไปสถานีรถไฟฟ้า เลือกไปสถานีที่ต้องการ พอลงมาก็ต่อมอเตอร์ไซค์ไปถึงที่หมายได้เลยทันที ทำทุกอย่างนี้ด้วยการบุ๊ก (จองบริการ) แค่ครั้งเดียว Grab จะช่วยคิดวิธีที่ง่ายที่สุดจองบริการครั้งเดียวไปได้ทั้ง Chain

 

“การเชื่อมโยงระบบขนส่งมวลชนต่างๆ เข้าด้วยกันคือเรื่องที่สำคัญ นั่นคือส่ิงที่เราคิดคร่าวๆ ว่าอยากให้เป็น เพราะว่ารัฐบาลในทุกประเทศแม้กระทั่งประเทศไทยควรจะให้ความสำคัญกับการสร้างโครงสร้างขั้นพื้นฐานการคมนาคมภายในประเทศ ทั้งสถานีขนส่งรถไฟ, สนามบิน, ท่าเรือ และสถานีรถไฟฟ้า เพื่อให้เชื่อมต่อเข้าถึงกัน ซึ่งเราจะพยายามสร้างบริการเพื่อแก้ Pain point การเดินทางของคนในสังคมวันนี้”

 

ส่วนการเปิดแพลตฟอร์มขยายไปบนบริการ Payment Financial Solution นั้น Grab บอกว่ากำลังรอให้ทางแบงก์ชาติดำเนินการอนุมัติออกใบอนุญาตให้อยู่ โดยปัจจุบัน Grab มี GrabPay (ยังต้องผูกกับบัตรเครดิต) และ GrabRewards แล้ว แต่ในอนาคตอยากเปิดให้บริการ Grab e-Wallet หรือกระเป๋าสตางค์ออนไลน์เป็นของตัวเอง และยังมีแพลนจะเปิด Better 365 บริการปล่อยเงินกู้สำหรับคนขับ Grab ในระบบอีกด้วย เนื่องจากการเข้าถึงธุรกรรมเงินกู้บนธนาคารยังเป็นเรื่องที่ทำได้ยากอยู่สำหรับใครหลายๆ คน

 

“วันนี้คนขับมอเตอร์ไซค์และแท็กซี่ส่วนใหญ่มักจะเลือกกู้เงินนอกระบบ หรือหากเป็นในระบบก็จะไม่ใช่ธนาคารและมีราคาสูง สร้างภาระการใช้ชีวิตของเขาเป็นอย่างยิ่ง สิ่งที่เราต้องการทำคือ ปกติถ้าพี่ๆ คนขับเหล่านี้จะขอกู้เงินจากธนาคารก็จะต้องมี Statement เงินเดือน ซึ่งส่วนใหญ่อาจจะไม่มี ดังนั้นสิ่งที่เรามีในตอนนี้คือ เมื่อคุณมาขับรถบนแพลตฟอร์ม Grab เราจะรู้เลยว่า Cash flow และรายรับที่คุณได้แต่ละวันเป็นอย่างไรบ้าง และจากข้อมูลเหล่านั้นเราสามารถนำมาใส่ในระบบ Scoring ของเราเพื่อช่วยตัดสินใจในการเลือกปล่อยกู้เพื่อให้ชีวิตพาร์ตเนอร์คนขับของเราดีขึ้นได้ นี่คือหนึ่งในวิสัยทัศน์ที่เราอยากเปิดเป็นบริการให้กับคนขับของเรา”

 

ขณะที่ภาพรวมหลังเข้าควบรวมกิจการกับ Uber เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ธรินทร์บอกว่า ในแง่การดำเนินการและการตอบรับเป็นไปด้วยดี เพราะพาร์ตเนอร์คนขับส่วนใหญ่ก็ใช้ทั้ง Grab และ Uber อยู่แล้ว เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลง คนขับหลายคนก็ให้ฟีดแบ็กว่าคล่องตัวขึ้น เพราะไม่ต้องสลับใช้หลายๆ แอปฯ โดยมีสัดส่วนคนขับเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดที่ 10-15% ส่วนคำถามที่ว่าผูกขาดการให้บริการหรือไม่ ตนไม่คิดว่าเป็นเช่นนั้น เนื่องจากผู้บริโภคมีทางเลือกบริการอยู่มากมายในปัจจุบัน แต่ผู้ให้บริการเองก็ต้องพัฒนาและปรับปรุงระบบของตนให้ดีด้วย

 

พร้อมกันนี้ Grab ยังได้เปิดตัว GrabFood บริการส่งอาหารอย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับผู้ใช้ ด้วยจำนวนร้านอาหารในระบบที่มีมากถึง 4,000 ร้าน และจำนวนคนขับส่งของที่มีอยู่มากมาย ผู้ใช้สามารถเลือกสั่งอาหารจากร้านในรัศมี 5 กิโลเมตรที่ตนอยู่ เพื่อให้ส่งอาหารได้รวดเร็ว และยังมีโปรโมชันต่างๆ ให้เลือกอีกมาก โดยจะประเดิมให้บริการในกรุงเทพฯ ก่อนมองถึงโอกาสความเป็นไปได้ขยายพื้นที่ให้บริการในอนาคต

The post Grab ชูวิสัยทัศน์แอปฯ สำหรับทุกวัน รอแบงก์ชาติอนุมัติลุย e-Wallet เล็งปล่อยเงินกู้ให้คนขับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/grab-daily-life-application-market/feed/ 0
Superrich สีเขียว ตั้งเป้าโต 20% ยอมรับคู่แข่งเยอะ พร้อมลุยตลาดดิจิทัล https://thestandard.co/superrich-target-growth-20-percent/ https://thestandard.co/superrich-target-growth-20-percent/#respond Tue, 08 May 2018 09:44:14 +0000 https://thestandard.co/?p=89322

ถือเป็นปีที่ท้าทายของธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ […]

The post Superrich สีเขียว ตั้งเป้าโต 20% ยอมรับคู่แข่งเยอะ พร้อมลุยตลาดดิจิทัล appeared first on THE STANDARD.

]]>

ถือเป็นปีที่ท้าทายของธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ หรือ เอ็มซี (Money Changer) ซึ่งปัจจุบันมีคู่แข่งมากกว่า 2 พันรายทั่วประเทศ ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคจากการขับเคลื่อนของเทคโนโลยีใหม่ ทำให้บรรดาเอ็มซีต่างต้องปรับตัวกันโดยด่วน

 

ธณัทร์ษริน สุสมาวัตนะกุล กรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนาองค์กร บริษัท ซุปเปอร์ริช (ไทยแลนด์) จำกัด ให้ข้อมูลว่า มูลค่าการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศปี 2560 ที่ผ่านมาคิดเป็น 1.12 แสนล้านบาท โดยที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศประมาณ 60% โดยสกุลเงินที่มีปริมาณซื้อขายสูงสุด 3 อันดับคือ ดอลลาร์สหรัฐ เยน และยูโร ส่วนอีก 40% เป็นชาวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวและต้องการแลกเงินบาทไทย โดยลูกค้ามีทั้งประเภทบุคคลและผู้ประกอบธุรกิจเอ็มซีด้วยกันเอง

 

 

ส่ิงที่เป็นแรงกดดันทางธุรกิจคือจำนวนคู่แข่งในตลาดมีมากกว่า 2 พันรายกระจายอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดย 50% ของจำนวนผู้ได้รับใบอนุญาตทั้งหมดอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยว ขณะที่อีก 40% จะอยู่ในพื้นที่ภาคกลางซึ่งมีมูลค่าการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศสูงที่สุด ไม่เพียงเท่านั้นขณะนี้บรรดาธนาคารพาณิชย์ที่กำลังปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจขนานใหญ่ก็หันมาเล่นตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศนี้เข้มข้นขึ้นด้วย จึงถือเป็นปัจจัยกดดันสำคัญให้ซุปเปอร์ริช (ไทยแลนด์) ต้องปรับตัว

 

ธณัทร์ษรินกล่าวกับสำนักข่าว THE STANDARD ว่า ความได้เปรียบทางการแข่งขัน (Competitive Advantage) ในขณะนี้คืออัตราแลกเปลี่ยนที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้าโดยการันตีเรตเดียวกันทุกสาขา ขณะเดียวกันก็เพิ่มคุณภาพด้านการบริการเพิ่มเข้าไปผ่าน 12 สาขาที่มีอยู่ในขณะนี้ และเป้าหมายปี 2561 คือดันปริมาณการซื้อขายเงินต่างประเทศโต 20% หรือกว่า 1.34 แสนล้านบาท โดยที่กำไร (Profit) ยังอยู่ที่ 15-20% แม้จะไม่มากนักแต่ก็ยังดำเนินธุรกิจต่อไปข้างหน้าได้

 

ส่วนการขยับไปในตลาดดิจิทัล ขณะนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยยังไม่อนุญาตให้เอ็มซีทำธุรกิจกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet) ซึ่งขณะนี้อยูระหว่างศึกษาความเป็นไปได้กับทางแบงก์ชาติในเรื่องดังกล่าว ขณะนี้จะมีแอปพลิเคชัน SuperRichTH เท่านั้นที่ใช้อัปเดตอัตราแลกเปลี่ยนแบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ยังมีโครงการพัฒนาธุรกิจร่วมกับธนาคารพาณิชย์ ผู้ให้บริการระบบการชำระเงิน รวมถึงแพลตฟอร์มขนาดใหญ่จากต่างชาติเพื่อต่อยอดโอกาสทางธุรกิจด้วย

 

แม้แบรนด์ซุปเปอร์ริชจะถือว่าแข็งแรงในสายตาผู้บริโภค แต่ก็ยังหนีเรื่องการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดทางธุรกิจไปไม่ได้ ในวันที่ข้อมูลข่าวสารทั่วถึง รวดเร็ว และข้อได้เปรียบเดิมอาจไม่ใช่จุดแข็งที่มีอยู่คนเดียวหรือใช้ไปได้ตลอดอีกต่อไป

 

อ้างอิง:

  • บริษัท ซุปเปอร์ริช (ไทยแลนด์) จำกัด

The post Superrich สีเขียว ตั้งเป้าโต 20% ยอมรับคู่แข่งเยอะ พร้อมลุยตลาดดิจิทัล appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/superrich-target-growth-20-percent/feed/ 0
อย่าเพิ่งเครียด สรรพากรย้ำกฎหมายใหม่เก็บเฉพาะธุรกรรมขารับ เริ่ม 1 ม.ค. 2562 ไม่ตรวจย้อนหลัง https://thestandard.co/rdserver-new-law-e-wallet/ https://thestandard.co/rdserver-new-law-e-wallet/#respond Sat, 07 Apr 2018 09:29:09 +0000 https://thestandard.co/?p=82726

กรมสรรพากรย้ำเรื่องความเป็นธรรมจัดเก็บภาษีมนุษย์เงินเดื […]

The post อย่าเพิ่งเครียด สรรพากรย้ำกฎหมายใหม่เก็บเฉพาะธุรกรรมขารับ เริ่ม 1 ม.ค. 2562 ไม่ตรวจย้อนหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>

กรมสรรพากรย้ำเรื่องความเป็นธรรมจัดเก็บภาษีมนุษย์เงินเดือน คนทำธุรกิจถูกต้องแบกภาระ ใครทำถูกต้องแล้วไม่ต้องจ่ายเพิ่ม ยังอยู่ระหว่างรับฟังความเห็น

 

จากกรณีที่กรมสรรพากรเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรเพื่อรองรับระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในช่วง 1-15 เมษายน 2561 มีรายละเอียดสำคัญคือ สถาบันการเงินและผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet) ส่งรายงานบุคคลผู้มีธุรกรรมตั้งแต่ 3 พันครั้งต่อปีขึ้นไป หรือมีธุรกรรมสองร้อยครั้งต่อปีขึ้นไป และมูลค่าธุรกรรมรวมทั้งหมด 2 ล้านบาทขึ้นไป ทำให้สังคมเกิดความกังวลว่าจะถูกตรวจสอบและต้องชำระภาษีเพิ่มเติมนั้น

 

แพตริเซีย มงคลวนิช รองอธิบดีและโฆษกกรมสรรพากรให้ข้อมูลกับสำนักข่าว THE STANDARD ว่า จุดประสงค์สำคัญของการปรับแก้กฎหมายครั้งนี้เพื่อสร้างความเป็นธรรมกับระบบภาษีของประเทศ เนื่องจากยังมีผู้ที่มีรายได้แต่อยู่นอกระบบภาษีอยู่จำนวนมาก ในขณะที่ผู้ที่ทำธุรกิจและค้าขายอย่างถูกต้อง รวมถึงมนุษย์เงินเดือนผู้มีรายได้ประจำเสียภาษีเข้ารัฐเพื่อนำมาพัฒนาประเทศ การเสียภาษีคือหน้าที่ของผู้มีเงินได้ทุกคนที่ต้องทำ และทุกวันนี้กลายเป็นผู้เสียภาษีแบกรับภาระทั้งหมดแทนผู้ที่หลบเลี่ยงการเสียภาษีด้วย

 

สำหรับรายละเอียดของร่างกฎหมายจะให้สถาบันการเงินและผู้ให้บริการ e-wallet ส่ง ‘ข้อมูลสรุป’ ของบุคคลที่มีลักษณะธุรกรรมดังกล่าวโดยจะนับเฉพาะธุรกรรมขารับเท่านั้น นั่นคือนับเฉพาะ ‘การรับฝากและรับโอนเงิน’ ไม่เกี่ยวข้องกับการโอนเงินไปที่บัญชีของตนเองและบุคคลอื่น โดยจะนับทุกช่องทางทั้งผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร ตู้เอทีเอ็ม และระบบ Internet Banking

 

กรมสรรพากรประเมินว่าผู้ที่รับโอนเงินตั้งแต่ 8 ครั้งต่อวันเป็นต้นไปถือว่าเป็นไปได้ที่จะทำอาชีพค้าขาย ไม่ใช่มนุษย์เงินเดือนทั่วไป ซึ่งถ้าเป็นพ่อค้าแม่ขายทั่วไปที่เสียภาษีถูกต้องอยู่แล้วก็ไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะต้องถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่ม และที่สำคัญคือขณะนี้ยังอยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นและยังต้องผ่านกระบวนการพิจารณาของทั้งคณะรัฐมนตรีและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หากประกาศใช้จะเริ่มเก็บข้อมูลธุรกรรมที่เกิดขึ้นตั้งแต่ 1 มกราคม 2562 เป็นต้นไป และสถาบันการเงินจะเริ่มส่งรายงานธุรกรรมตั้งแต่ 1 มกราคม 2563 ดังนั้นจะไม่ใช่การตรวจสอบย้อนหลังเพื่อเก็บภาษีเพิ่มตามที่บางส่วนเข้าใจ

 

ส่วนกรณีที่บางส่วนมองว่าจะทำให้ผู้ที่ค้าขายออนไลน์หรือผู้ที่ไม่ยอมเสียภาษีพยายามหลีกเลี่ยงการทำธุรกรรมผ่านระบบธนาคารและใช้เงินสดแทนนั้น โฆษกกรมสรรพากรให้ความเห็นว่าจะทำให้ขาดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินกู้เพื่อพัฒนาและขยายธุรกิจในอนาคต ซึ่งแนวโน้มการทำธุรกรรมกับภาคธุรกิจทั้งในและต่างประเทศก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงช่องทางของระบบธนาคารและ e-Wallet ไปได้

 

แพตริเซียเน้นว่า แนวคิดของการปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวพิจารณาจากกฎหมายในต่างประเทศทั้งสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย หรือกระทั่งสิงคโปร์ก็มีหลักการลักษณะดังกล่าว สำหรับร่างกฎหมายฉบับนี้หลังจากรับฟังความคิดเห็นแล้วยังสามารถปรับปรุงเนื้อหาให้เหมาะสมในอนาคตได้ทั้งจำนวนธุรกรรมและรายละเอียดอื่นๆ

 

ดังนั้นจะไม่ใช่การตรวจสอบย้อนหลังเพื่อเก็บภาษีเพิ่มตามที่บางส่วนเข้าใจ และรายชื่อบุคคลที่ส่งให้กับกรมสรรพากรก็ไม่จำเป็นต้องเสียภาษีเพิ่มทุกคน เพียงแต่เป็นการนำข้อมูลไปตรวจสอบตามขั้นตอนเท่านั้น

 

อ้างอิง:

The post อย่าเพิ่งเครียด สรรพากรย้ำกฎหมายใหม่เก็บเฉพาะธุรกรรมขารับ เริ่ม 1 ม.ค. 2562 ไม่ตรวจย้อนหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/rdserver-new-law-e-wallet/feed/ 0
มอง Alipay ในวันที่เป็นมากกว่าแอปฯ จ่ายเงินคนจีน และครูแนะแนวของ TrueMoney Wallet https://thestandard.co/alipay/ https://thestandard.co/alipay/#respond Tue, 19 Dec 2017 12:02:19 +0000 https://thestandard.co/?p=56505

14 ปีที่แล้ว ‘Alipay’ ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อเป็น Payment […]

The post มอง Alipay ในวันที่เป็นมากกว่าแอปฯ จ่ายเงินคนจีน และครูแนะแนวของ TrueMoney Wallet appeared first on THE STANDARD.

]]>

14 ปีที่แล้ว ‘Alipay’ ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อเป็น Payment Solution และให้บริการผู้บริโภคชาวจีนในฐานะแพลตฟอร์มอำนวยความสะดวกด้านการชำระเงินออนไลน์ภายใต้การบริหารโดย Ant Financial บริษัทลูกของ Alibaba

 

แต่ปัจจุบัน พิภาวิน สดประเสริฐ ผู้จัดการใหญ่ประจำบริษัท แอนท์ ไฟแนนเชียล เซอร์วิสเซส กรุ๊ป ประเทศไทย บอกว่า Alipay ได้ก้าวข้ามการเป็น Online Payment Platform ไปสู่การเป็นซูเปอร์แอปพลิเคชันระดับโลกที่ครอบคลุมไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในทุกๆ ด้านไปแล้ว

 

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ จากจุดเริ่มต้นของกระเป๋าสตางค์ออนไลน์ (e-Wallet) ทุกวันนี้ Alipay กลายเป็นทุกอย่างสำหรับคนจีนจริงๆ พูดง่ายๆ คือ มีความสำคัญมากถึงมากที่สุดในทุกอณูการใช้ชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ลุกจากที่นอนออกไปทำงานและกลับบ้านมาทิ้งตัวลงบนเตียง เปรียบเสมือนซูเปอร์แอปพลิเคชันที่ทุกคนต้องดาวน์โหลดติดโทรศัพท์มือถือไว้

 

พิภาวินเล่าเคสตัวอย่างการใช้งาน Alipay ให้ฟังว่า ทุกวันนี้บริการต่างๆ ในประเทศจีนส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่อยู่ภายใต้การบริหารของ Alibaba และ Ant Financial เกือบจะทั้งหมด ดังนั้น ระบบนิเวศต่างๆ จึงเอื้อประโยชน์ให้ผู้คนเรียนรู้การใช้ชีวิตในสังคมไร้เงินสดและทำธุรกรรมผ่าน Alipay จนคุ้นชินไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งส่วนหนึ่งก็นับเป็นโชคของจีนที่เริ่มต้น Cashless Society ในช่วงที่อีคอมเมิร์ซกำลังบูมพอดี

 

“ในเมืองจีนตอนนี้ถ้าใครไม่มี Alipay ก็ใช้ชีวิตลำบาก เพราะเขาคุ้นเคยกับการจ่ายเงินด้วย Mobile Payment และ QR Code กันไปแล้ว”

 

เธอพูดพลางฉายวิดีโอพรีเซนเทชันที่โชว์ให้เห็นว่าคนจีนไม่ได้ใช้ Alipay แค่จ่ายเงินซื้อของออนไลน์เท่านั้น แต่ใช้ทำธุรกรรมตั้งแต่จ่ายกับข้าวที่ตลาดสด, ชำระค่าน้ำค่าไฟ, ช้อปปิ้งในห้างสรรพสินค้า, ซื้อตั๋วภาพยนตร์, ช่วยหารค่าอาหารกับเพื่อนๆ, จองตั๋วเครื่องบิน ที่พัก, จ่ายค่าโดยสาร ไปจนถึงการลงทุนในกองทุนต่างๆ และยังสามารถใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลได้อีกด้วย (ยังจำกัดลักษณะการรักษาอยู่)

 

https://www.youtube.com/watch?v=MPptJps4gAk

 

มีการเปิดเผยตัวเลขยอดผู้ใช้งานผ่าน Alipay ล่าสุดพบว่า มีจำนวนผู้ใช้งานแบบ Active มากถึง 520 ล้านคนทั่วโลก และมีผู้ใช้งานมากกว่า 52% ของสัดส่วนตลาด โดย 80% ของผู้ใช้งานทั้งหมดนิยมใช้ผ่านมือถือ

 

ในช่วงเทศกาลคนโสดเมื่อวันที่ 11 เดือน 11 ที่ผ่านมา ซึ่งบรรดาอีคอมเมิร์ซในประเทศจีนจัดโปรโมชันลดแลกแจกแถมกันกระหน่ำ ก็กลายเป็นช่วงที่ Alipay ทำสถิติมียอดทำธุรกรรมสูงสุดต่อวินาทีอยู่ที่ประมาณ 256,000 ครั้ง! เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันเมื่อปีที่แล้วที่มียอดการทำธุรกรรมสูงสุดใน 1 วินาทีอยู่ที่ 120,000 ครั้ง

 

ด้านความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ เป็นที่ทราบกันดีว่าโดยปกติแล้วร้านค้าจีนอาจจะไม่ได้ขายสินค้าที่เป็นของแท้ทุกร้าน แต่การจะมีบัญชี Alipay ในประเทศจีนได้ก็จำเป็นจะต้องเปิดบัญชีธนาคารในประเทศและผูกเบอร์โทรศัพท์เข้ากับตัวระบบเสียก่อน ดังนั้น การติดตามตัวผู้ขายเพื่อเอาผิดจึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

 

ที่สำคัญ ปัจจุบันยังมีการนำระบบไบโอเมตริก 3 รูปแบบในการตรวจจับกล้ามเนื้อบนใบหน้า, เส้นเลือดบนใบหน้า และเส้นเลือดในตาขาวมาใช้ยืนยันตัวบุคคลเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้งานอีกด้วย

 

นี่คือหลักฐานที่ยืนยันภาพความเป็น Global Lifestyle Super Application ของ Alipay ในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

 

Photo: Wikimedia Commons

 

Alipay ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวประเทศไทยอย่างไร?

ถ้ามีโอกาสเข้าไปซื้อสินค้าที่ร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven หรือร้านสะดวกซื้อแบรนด์อื่นๆ แล้วเห็นป้ายสีฟ้าพร้อมข้อความตัวอักษรภาษาจีนบริเวณเคาน์เตอร์จ่ายเงินก็ไม่ต้องแปลกใจไป เพราะทุกวันนี้ร้านค้าส่วนใหญ่ในไทยมีช่องทางทำธุรกรรมผ่าน Alipay เป็นของตัวเองกันหมดแล้ว

 

ยิ่งถ้าไปตามจังหวัดเชียงใหม่ ภูเก็ต หรือสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของคนจีน ก็จะยิ่งเห็นป้าย ‘ที่นี่รับ Alipay’ ถี่ขึ้นกว่าเดิมไม่เว้นแม้แต่ร้านค้าเล็กๆ ริมถนน

 

ปีที่แล้วมีการเปิดเผยว่าพลเมืองจีนเดินทางออกมาเที่ยวนอกประเทศมากถึง 124 ล้านคน ขณะที่ปีนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยคาดการณ์ไว้ว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนมาเยือนไทยไม่ต่ำกว่า 9.5 ล้านคน

 

สะท้อนให้เห็นว่ารายได้จากนักท่องเที่ยวจีนคือหนึ่งในเม็ดเงินหลักช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจบ้านเรา ยิ่งเมื่อมองความจริงที่ว่าชาวจีนมีพฤติกรรมไม่ชอบพกเงินสด แต่ชอบทำธุรกรรมผ่าน e-Wallet ร้านค้าหลายๆ แห่งจึงผุดไอเดียนำเสนอช่องทางรับเงินรูปแบบนี้เหมือนๆ กัน

 

ส่วน Alipay เองก็มีความพยายามขยายขอบเขตการบริการให้ซัพพอร์ตคนจีนทั่วโลกอยู่แล้ว เมื่อความต้องการของผู้ให้บริการฝั่งร้านค้าไทยและจีนเดินมาบรรจบกัน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือแพลตฟอร์มชำระเงิน Alipay ที่แพร่หลายในไทย

 

ถ้าจะพูดถึงจุดเริ่มต้นของ Alipay ในประเทศไทยจริงๆ คงต้องย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว ที่ร้านค้าปลอดภาษี ‘คิง เพาเวอร์ (King Power)’ เป็นผู้ประกอบการรายแรกที่ติดต่อขอรับ Alipay เข้ามาใช้ ก่อนที่ร้านค้าและห้างสรรพสินค้าอื่นๆ จะเดินตามรอยทำเรื่องติดตั้งขอรับ Alipay มาใช้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

 

นอกจากนี้ในประเทศไทย Alipay ยังร่วมมือกับสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่หลายแห่ง (Licensed Acquirers) ทั้งธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารไทยพาณิชย์, เคาน์เตอร์เซอร์วิส ฯลฯ รวม 10 เจ้า ซึ่งพาร์ตเนอร์เหล่านี้ก็จะกลายเป็นตัวกลางประสานงานให้เงินจากลูกค้าจีนกลับเข้าสู่กระเป๋าสตางค์ผู้ค้าชาวไทยได้เร็วขึ้น ประมาณการอยู่ที่ราวๆ 1-2 วัน โดยคิดค่าธรรมเนียมการใช้เป็นเปอร์เซ็นต์ คล้ายๆ กับการรูดบัตรเครดิต และไม่ต้องไปเปิดบัญชีธนาคารในจีนให้วุ่นวาย

 

Alipay ยังเดินหน้าทำแคมเปญโฆษณาในตัวแอปฯ ช่วยโปรโมตนักท่องเที่ยวให้แวะมาที่ร้านค้าที่ใช้บริการเพื่อเพิ่มยอด Traffic หน้าร้านได้อีกด้วย ยิ่งร้านไหนที่มีโปรโมชันดี มีส่วนลดเยอะ อัลกอริทึมของ Alipay ก็จะดันลิงก์ร้านค้าให้ขึ้นไปอยู่ในหน้าแรกๆ ได้

 

สำหรับในประเทศไทย หากแบ่งตามธุรกิจที่มียอดการทำธุรกรรมผ่าน Alipay มากที่สุดจะจำแนกได้เป็น 3 อันดับ ได้แก่

  1. ร้านค้าปลอดภาษีคิง เพาเวอร์
  2. ร้านสะดวกซื้อ
  3. ร้านขายเครื่องสำอาง

 

ส่วนบริการในไทยที่นักท่องเที่ยวจีนอยากให้รองรับ Alipay มากที่สุดคือการคมนาคมและการขนส่งในไทยนอกเหนือจาก Grab และ Uber โดยทางพิภาวินเล่าถึงปัญหาว่า ปัจจุบันมีสหกรณ์แท็กซี่อยู่มากมายหลายค่าย ทำให้การพูดคุยไม่บังเกิดผลเสียที ขณะที่การร่วมงานกับรถไฟฟ้า BTS ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

 

แต่ในอนาคตอันใกล้นี้แว่วมาว่าทาง Alipay เตรียมหารือร่วมกับกรมสรรพากร ทำระบบ Tax Refund ช่วยอำนวยความสะดวกคืนภาษีนักท่องเที่ยวจีนแล้ว

 

 

ภารกิจปั้น TrueMoney Wallet ให้กลายเป็น Alipay ไทย

ตัวแทนจาก Alipay บอกว่า ทุกวันนี้มีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่เรียกร้องอยากใช้งาน Alipay แต่ติดปัญหาตรงที่แพลตฟอร์มของพวกเขาถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับผู้ใช้งานจากจีนเท่านั้น ทำได้เต็มที่ที่สุดก็คือสนับสนุนให้ผู้ค้าจากไทยมีช่องทางรับเงินของ Alipay

 

ด้วยเหตุนี้เองพวกเขาจึงเข้ามาลงทุนกับ True ด้วยการเซ็นสัญญาร่วมพัฒนาแพลตฟอร์ม TrueMoney Wallet เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว ผ่านการแลกเปลี่ยน Know How และประสบการณ์องค์ความรู้ในด้านต่างๆ ของบริษัท เพื่อให้ผู้ให้บริการ e-Wallet จากไทยรายนี้ได้รับความนิยมจนเปลี่ยนสถานะเป็น Alipay ของคนไทย

 

ปัจจุบัน Alipay และ TrueMoney Wallet ประสบความสำเร็จในการเป็นผู้ให้บริการกระเป๋าสตางค์ออนไลน์รายแรกและรายที่สองในโลกที่สามารถชำระเงินผ่านสโตร์ของบริษัท Apple โดยทาง Alipay ตั้งเป้าไว้ว่าภายใน 2 ปีข้างหน้า ผู้ใช้บริการพาร์ตเนอร์ในหลายๆ ประเทศอย่าง Paytm (อินเดีย), Kakao Pay (เกาหลีใต้) และ GCash (ฟิลิปปินส์) จะต้องสามารถทำธุรกรรมใช้จ่ายร่วมกันได้อย่างไร้ข้อจำกัด

 

 

อย่างไรก็ดีเมื่อเปรียบเทียบภาพรวมความนิยมในเชิงการใช้งานปัจจุบันต้องบอกว่าไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของสังคมไร้เงินสดเท่านั้น ขณะที่ประเทศจีนรุดหน้าไปไกลกว่านั้นมากๆ แล้ว

 

“อุปสรรคของไทยคือความคุ้นเคยและความลังเลในการใช้ e-Wallet ว่าจะสะดวกและปลอดภัยจริงหรือเปล่า? ซึ่งหากเปรียบเทียบกันตอนนี้ผู้บริโภคในไทยยังเป็นผู้ใช้งานระดับอนุบาลอยู่ ส่วนจีนเหมือนจบปริญญาเอกเป็นระดับด็อกเตอร์ไปแล้ว แต่คิดว่าถ้ามีกรณีการใช้งานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มันก็น่าจะเป็นส่วนช่วยให้คนหันมาใช้ e-Wallet ได้เยอะขึ้น” พิภาวินกล่าว

 

การจะผลักดันให้แพลตฟอร์มของตัวเองเป็นที่นิยมได้นั้น พิภาวินบอกว่าต้องปรับมุมคิดพอสมควร เนื่องจากผู้ให้บริการกระเป๋าสตางค์ออนไลน์ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะวัดความนิยมในการใช้งานหรือ KPI (Key Performance Indicator) ผ่านตัวเลขมูลค่าเงินหมุนเวียนในระบบเป็นหลัก ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วการวัดจากจำนวนการทำธุรกรรมจะทำให้เห็นภาพรวมที่ชัดกว่า ที่สำคัญผู้ให้บริการจะต้องไม่มองตัวเองเป็นแค่กระเป๋าสตางค์ แต่ต้องมองตัวเองให้เป็นแพลตฟอร์ม

 

“ผู้ให้บริการจะต้องทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้ผู้ใช้งานรู้สึกว่าแพลตฟอร์มธุรกรรมออนไลน์สร้างประโยชน์และอำนวยความสะดวกให้พวกเขาได้ เช่น ช่วยให้ไม่ต้องพกเงินเยอะๆ ลคความยากลำบากในการเข้าคิวจ่ายค่าบริการต่างๆ เพราะลำพังการให้ข้อมูลเรื่องการช่วยเหลือประเทศชาติประหยัดงบผลิตเงินสด คนก็ไม่รู้สึกว่าเป็นประโยชน์กับตัวเขาและช่วยจูงใจให้เปลี่ยนมาใช้ e-Wallet

 

“ส่วนตัวคิดว่าภายใน 2 ปีนับจากนี้ คนไทยก็น่าจะหันมาใช้ e-Wallet มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทยก็เริ่มให้การสนับสนุนมากขึ้นแล้วกับการทำธุรกรรมผ่าน Qr Code”

The post มอง Alipay ในวันที่เป็นมากกว่าแอปฯ จ่ายเงินคนจีน และครูแนะแนวของ TrueMoney Wallet appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/alipay/feed/ 0
ขายของออนไลน์ต้องเสียภาษีหรือไม่? กรมสรรพากรแจงออฟไลน์-ออนไลน์ต้องเท่าเทียมกัน https://thestandard.co/online-taxes/ https://thestandard.co/online-taxes/#respond Mon, 27 Nov 2017 11:06:17 +0000 https://thestandard.co/?p=50858

  หนึ่งในประเด็นคำถามที่คาใจพ่อค้าแม่ค้าไทยบนโลกโซ […]

The post ขายของออนไลน์ต้องเสียภาษีหรือไม่? กรมสรรพากรแจงออฟไลน์-ออนไลน์ต้องเท่าเทียมกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

หนึ่งในประเด็นคำถามที่คาใจพ่อค้าแม่ค้าไทยบนโลกโซเชียลมากที่สุดในระยะหลังๆ มานี้คือ การขายของออนไลน์ยังต้องเสียภาษีอยู่หรือไม่? เพราะฝั่งกรมสรรพากรโดยอธิบดี ‘ประสงค์ พูนธเนศ’ ก็มีความชัดเจนถึงการออกนโยบายการจัดเก็บภาษีกับผู้ค้าออนไลน์มาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้

 

แต่ที่สุดแล้วนโยบายที่ชัดเจนและเป็นทางการจากทางภาครัฐก็ยังไม่ได้ข้อสรุปเสียที สร้างความกังวลใจต่อผู้ค้าอีคอมเมิร์ซรายย่อยหลายๆ เจ้าอย่างต่อเนื่องทุกวี่วัน

 

กลางปีที่ผ่านมา THE STANDARD มีโอกาสสัมภาษณ์ ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย (Thai e-Commerce Association) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TARAD.com โดยภาวุธบอกว่าตนเห็นด้วยกับนโยบายจัดเก็บภาษีออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ประกอบการจากต่างประเทศอย่างเฟซบุ๊ก กูเกิล ที่ทำให้เกิดเงินรั่วไหลออกนอกประเทศมากกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท แต่สำหรับผู้ค้ารายเล็กๆ รัฐควรจะมีนโยบายที่ส่งเสริมมากว่าการ Disrupt (คลิกอ่านได้ที่นี่)

 

ขณะที่เมื่อติดต่อไปยัง ประสงค์ พูนธเนศ เพื่อขอทราบความชัดเจน รายละเอียด นโยบายจัดเก็บภาษีออนไลน์ที่จะเกิดขึ้น กลับได้รับคำตอบว่ายังไม่สะดวกเพราะมาตรการต่างๆ ยังอยู่ในวาระขั้นตอนการหารืออยู่

 

เมื่อวันศุกร์ที่ 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เราได้เข้าร่วมงาน ‘มหกรรมอีคอมเมิร์ซแห่งชาติ Thailand e-Commerce Week 2017’ ที่ทางสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ. (ETDA) เป็นผู้จัดขึ้น ซึ่งช่วงไฮไลต์ของงานอยู่ที่หัวข้อเสวนาเรื่องการจัดเก็บภาษีสำหรับผู้ค้าอีคอมเมิร์ซ

 

 

รองอธิบดีกรมสรรพากรชี้ขายของออนไลน์-ออฟไลน์ การจัดเก็บภาษีไม่ต่างกัน เพื่อความเสมอภาค

แพตริเซีย มงคลวนิช รองอธิบดีกรมสรรพากร กล่าวกลางวงเสวนาว่าการขายของออนไลน์และออฟไลน์จะต่างกันก็แค่ปัจจัยเรื่องช่องทางเท่านั้น เพราะฉะนั้นแนวทางในการจัดเก็บภาษีของผู้ค้าทั้ง 2 ประเภทนี้ก็คงไม่แตกต่างจากกันสักเท่าไร เพื่อให้เกิดความเสมอภาคและความยุติธรรมในการทำการค้า

 

“ไม่ว่าจะเป็นการค้าแบบออฟไลน์หรือออนไลน์สิ่งที่ต่างกันคือช่องทาง เพราะฉะนั้นมันก็ต้องมีความยุติธรรมเพื่อให้เกิด Fair game และการเก็บภาษีก็คงไม่ต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ค้า SME รายเล็กๆ บางรายหลังนำค่าใช้จ่ายมาหักลบแล้วอาจจะไม่ต้องเสียภาษีเลยด้วยซ้ำ

 

“การที่ผู้ประกอบการไม่ได้อยู่ในระบบภาษีในอนาคตจะโตยาก ไม่ว่าจะการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์หรือขอสินเชื่อก็จะเหนื่อยไปหมด กรมสรรพากรจึงอยากสนับสนุนให้ผู้ค้าทุกรายเข้าสู่ระบบการเสียภาษีอย่างถูกต้องเพื่อความสะดวกของตัวท่านเอง และเราก็ยินดีที่จะให้ความช่วยเหลือท่านเต็มที่อยู่แล้ว ที่สำคัญคือมั่นใจได้ว่าเมื่อท่านเข้าสู่ระบบการเสียภาษีแล้วนอกจากจะขยายธุรกิจได้อย่างไร้ปัญหาก็จะนอนหลับสบายแน่นอน”

 

ขณะที่เมื่อ สุรางคณา วายุภาพ ผอ. สพธอ. ซึ่งรับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการเสวนาในครั้งนี้ยกประเด็นเรื่องทิศทางการเติบโตของอีคอมเมิร์ซประเทศไทยที่คาดการณ์ว่าจบปี 2560 นี้ มูลค่าการค้าออนไลน์จะมีมากถึง 2.8 พันล้าน เช่นนั้นแล้วสรรพากรจะมีนโยบายพิเศษ หรือพอจะเป็นไปได้ไหมกับการจำกัดเพดานภาษีแบบเฉพาะเจาะจงกับผู้ค้าออนไลน์?

 

“ในความเป็นจริงเรา (กรมสรรพากร) ไม่สามารถออกภาษีให้เฉพาะเคสได้ ไม่สามารถเลือกได้ว่าผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซจะต้องเสียภาษีอีกแบบต่างจากการเสียภาษีของผู้ประกอบการทั่วๆ ไป แต่สำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนนิติบุคคลจัดตั้งบริษัทอาจจะได้รับประโยชน์มากกว่า

 

“ถ้าดูย้อนหลังไปสองปีก็จะพบว่าสรรพากรช่วยผู้ประกอบการเยอะมาก เราไม่เคยย้อนไปดูประวัติเก่าๆ เลย เพราะมีกฎหมายบังคับอยู่ และก็ไม่ได้เรียกเก็บภาษีย้อนหลังด้วย แต่สิ่งที่ท่านต้องทำตามต่อไปคือ ‘ต้อง’ แสดงรายรับและรายจ่ายที่ถูกต้อง สรรพากรสนับสนุนให้ผู้ค้าทุกท่านเข้าสู่ระบบภาษีอยู่แล้วเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเพื่อการเติบโตขององค์กรในขนาดที่ใหญ่ขึ้น”

 

เมื่อถามถึงแนวทางที่กรมสรรพากรจะใช้จัดการกับผู้ประกอบการสื่อรายใหญ่ๆ จากต่างประเทศอย่างเช่น เฟซบุ๊ก หรือกูเกิลที่เข้ามาทำธุรกิจในไทยโดยไม่ได้เข้าสู่ระบบการเสียภาษีอย่างถูกต้อง แพตริเซีย มองว่า

 

“ผู้ประกอบการรายยักษ์ขนาดนั้นพวกเขาไม่ได้ไม่เข้าสู่ระบบการเสียภาษี แต่พยายามใช้โครงสร้างบางอย่างในการออกจากระบบมากกว่า เพราะในหลายๆ ประเทศก็มีกฎหมายบังคับการดำเนินธุรกิจของพวกเขาอยู่ แต่ปัญหาของเราคือไม่ได้มีกฎหมายเหล่านั้น สิ่งที่เราทำคือพยายามจะแก้ไขกฎหมายเพื่อดำเนินการจัดเก็บภาษีกับผู้ค้าต่างประเทศที่เข้ามาให้บริการในประเทศไทย อย่าเข้าใจผิดว่าเราพยายามจะออกกฎหมายอีคอมเมิร์ซ เพราะเราไม่ได้ทำแบบนั้น เราแค่พยายามจะทำให้ผู้ค้าออนไลน์และออฟไลน์ปฏิบัติเหมือนกันในการเสียภาษี เพราะเราอยากเห็นการดำเนินธุรกิจที่ยุติธรรม ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยไม่ถูกบีบตายจากช่องว่างทางกฎหมายเรื่องภาษีที่ผู้ประกอบการต่างประเทศใช้ประโยชน์”

 

นอกจากนี้ แพตริเซีย ยังได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนถึงประเด็นดังกล่าวเพิ่มเติมว่า “ทุกประเทศก็เจอปัญหาการเรียกเก็บภาษีจากผู้ค้ารายใหญ่จากต่างประเทศเหมือนกันหมด (เฟซบุ๊ก, กูเกิล) และพวกเขาก็พยายามจะหาทางออกจากปัญหานี้อยู่เหมือนกัน ซึ่งกฎหมายที่ทางสรรพากรไทยกำลังร่างอยู่ในขณะนี้ก็อยู่ในขั้นตอนการนำเสนอตามขั้นตอนอยู่ แต่ประชาพิจารณ์น่าจะเห็นชัดขึ้นในช่วงต้นปีหน้า ส่วนผู้ประกอบการจากต่างประเทศก็ให้ความเห็นถึงความกังวลที่พวกเขามีต่อประชาพิจารณ์นี้เช่นกัน”

 

 

นายกสมาคมอีคอมเมิร์ซไทย เชื่อศึกอีคอมเมิร์ซไทยดุเดือดดีต่อประเทศ แต่ระยะยาวอาจไม่แน่ ด้านตัวแทน ธปท. แจง ‘พร้อมเพย์’ ปลอดภัย 100%

ในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมาเราจะเห็นได้ว่าวงการอีคอมเมิร์ซไทยดูจะคึกคักเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ประกอบการรายยักษ์จากจีนกระโจนเข้ามาบุกตลาดไทยมากขึ้น อย่างเช่น JD.com ที่จับมือกับกลุ่มเซ็นทรัล ในการทำตลาดในประเทศไทย

 

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ในฐานะของนายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย ให้ความเห็นต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตลาดอีคอมเมิร์ซไทยในปัจจุบันว่า การมีผู้ประกอบการยักษ์ใหญ่เข้ามา ถ้ามองในระยะสั้นและกลางถือว่าดีมาก เพราะเขาเทงบลงทุนด้านอีคอมเมิร์ซเป็นจำนวนมหาศาลซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงมาก แต่ถ้ามองในระยะยาวก็ต้องมาดูกันอีกทีว่าสุดท้ายแล้วผู้ประกอบการท้องถิ่นจะได้รับผลกระทบเดือดร้อนไหม?

 

“การแข่งขันตอนน้ีต้องยอมรับว่า Local Market Place จะสู้ได้ท้าทายมากขึ้น แต่พวกเขาก็จะต้องแตกต่างและมีลักษณะจำเพาะไม่เหมือนกับผู้ค้ารายใหญ่ๆ เหมือนกัน

 

“รัฐจะต้องดูให้ดีว่าจะเกิดการผูกขาดจากผู้ประกอบการยักษ์ใหญ่หรือเปล่า เพราะเมื่อระบบนิเวศ (Ecosystem) มันผูกด้วยกันทั้งหมด มันก็จะเกิดผลกระทบต่อทั้งภาคอุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่ฝั่งการค้าปลีกหรือฝั่งใดฝั่งหนึ่งเท่านั้น คงต้องดูว่ากฎหมายเรื่องการผูกขาดการค้าในไทยจะนำมาใช้ได้ไหม?”

 

ในงานเสวนายังมีการยกประเด็นเรื่องความเปลี่ยนแปลงในการทำธุรกรรมเชิงพาณิชย์ขึ้นมาขยายความด้วย จากการเปลี่ยนผ่านของการใช้เงินสด ธนบัตรเงินตรา ไปสู่การใช้ QR Code พร้อมเพย์ หรือที่เรียกรวมๆ ว่า ‘สังคมไร้เงินสด (Cashless Society)’ อีกด้วย

 

Photo: BOT

 

สิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายระบบการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงินกล่าวว่า “ธนาคารแห่งประเทศไทยเองก็มองเห็นทิศทางการเติบโตของอีคอมเมิร์ซเช่นกัน ซึ่งปัจจัยสนับสนุนด้านการชำระเงินก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการมีระบบชำระเงินที่สะดวกจะช่วยให้การค้าขายคล่องตัวมากขึ้น ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมมือกับสมาคมธนาคารพัฒนาระบบการชำระเงินที่ง่ายและดีมากขึ้น

“อย่างต้นปีเราก็ทำเรื่องพร้อมเพย์ที่ทำให้ประชาชนและนิติบุคคลสามารถชำระเงินและโอนเงินผ่านหมายเลขโทรศัพท์ได้ หลังจากนั้นเราก็พัฒนาให้ E-wallet สามารถโอนเงินเข้าสู่ธนาคารได้อีก

 

“ในเรื่องความปลอดภัยเรามีบริษัทดูแลที่เป็นมาตรฐานสากล และเราก็ยังตรวจเช็กมาตรฐานอยู่แล้วทุกปี จึงมั่นใจได้เรื่องความปลอดภัย และตั้งแต่ที่เราทำพร้อมเพย์มาก็ต้องเรียนย้ำอีกครั้งว่าสรรพกรไม่เคยขอเรียกดูข้อมูลผู้ใช้งานเลยสักครั้ง และก็ไม่สามารถทำได้ด้วย เนื่องจากพร้อมเพย์เป็นแค่ระบบการชำระเงิน

 

Photo: Pixabay

 

ส่วนการชำระเงินผ่านการสแกน QR Code ที่ธนาคารในประเทศไทยหลายแห่งตกลงปลงใจที่จะใช้ระบบนี้ร่วมกันเป็นมาตรฐานนั้น ทางสิริธิดาเล่าถึงที่มาว่าเกิดจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเล็งเห็นการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้จากโมเดลของธนาคารต่างประเทศหลายๆ แห่ง ซึ่งช่วยให้เกิดความสะดวกต่อทั้งตัวผู้ค้าและผู้ขายนั่นเอง

 

ภาพประกอบ: Pichamon Wannasan

The post ขายของออนไลน์ต้องเสียภาษีหรือไม่? กรมสรรพากรแจงออฟไลน์-ออนไลน์ต้องเท่าเทียมกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/online-taxes/feed/ 0
เทรนด์ E-Commerce 2018 ข้อมูลคือพระเจ้า สังคมไร้เงินสดมาแน่! https://thestandard.co/e-commerce-trends-2018/ https://thestandard.co/e-commerce-trends-2018/#respond Thu, 23 Nov 2017 12:13:23 +0000 https://thestandard.co/?p=50038

  ทุกวันนี้การช้อปสินค้าออนไลน์ หรือติดต่อซื้อขายส […]

The post เทรนด์ E-Commerce 2018 ข้อมูลคือพระเจ้า สังคมไร้เงินสดมาแน่! appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

ทุกวันนี้การช้อปสินค้าออนไลน์ หรือติดต่อซื้อขายสินค้าบริการผ่านโซเชียลคอมเมิร์ซ (Social Commerce: ซื้อสินค้าผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย) กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วสำหรับคนไทยส่วนใหญ่ สะท้อนให้เห็นว่าภาคผู้บริโภคในปัจจุบันมีพฤติกรรมความเชื่อมั่นและมุมมองการบริโภคที่เปลี่ยนไปพอสมควร

 

ปี 2017 นี้ ETDA คาดการณ์ว่า อีคอมเมิร์ซไทยน่าจะจบปีโดยมีมูลค่าอยู่ที่ 2,812,592.03 ล้านบาท และเทียบเป็นอัตราส่วนการเติบโตต่อปีอยู่ที่ 9.86% (ปี 2016-2017) ตอกย้ำความเชื่อที่ว่าอีคอมเมิร์ซไทยจะเติบโตต่อไปเรื่อยๆ

 

แต่คำถามก็คือ ในปี 2018 นี้มีข้อมูลอะไรบ้างที่ผู้ประกอบการทั้งขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ควรรู้ และมีกลยุทธ์ใดที่ควรยึดถือปฏิบัติตามเป็นพิเศษหรือไม่?

 

วันที่ 22 พฤศจิกายน Priceza ผู้ให้บริการเว็บไซต์และแอปพลิเคชันค้นหาสินค้าและเปรียบเทียบราคา ได้จัดงานประกาศรางวัล Priceza E-Commerce Awards 2017 ขึ้น โดยความพิเศษอยู่ที่เวทีเสวนา 3 หัวข้อสำคัญ ได้แก่ 1. ทิศทางอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย 2. แนวโน้มระบบอีโลจิสติกส์ในอนาคต และ 3. สถานการณ์ระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบัน เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการด้านอีคอมเมิร์ซไทยปี 2018

 

 

ผู้เชี่ยวชาญชี้ปีหน้าอีคอมเมิร์ซไทยแข่งกันดุเดือด ใครเก็บ ‘ข้อมูล’ เยอะได้เปรียบ  คาด C2C มาแรงสุด

เวทีเสวนาในหัวข้อทิศทางอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย ปี 2018 มีคนในวงการอีคอมเมิร์ซไทยอย่าง ศิวัตร เชาวรียวงษ์ ประธานกรรมการบริหาร กรุ๊ปเอ็ม (ประเทศไทย), ผรินทร์ สงฆ์ประชา ผู้ก่อตั้งและประธานบริหาร บริษัท นาสเกต รีเทล จำกัด, ศิวกร สิริวงศ์ภาณุพงศ์ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด และ ยุทธนา จิตจรุงพร รองประธานบริหารฝ่ายธุรกิจอีคอมเมิร์ซ เทสโก้ โลตัส เข้าร่วมเป็นวิทยากร โดยมี ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ไพรซ์ซ่า จำกัด รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการเสวนา

 

สำหรับ ศิวัตร ที่แม้จะไม่ได้เป็นผู้เล่นในตลาดอีคอมเมิร์ซโดยตรง แต่กรุ๊ปเอ็มซึ่งดำเนินธุรกิจด้านมีเดียเอเจนซีก็ถือว่ามีข้อมูลและได้สัมผัสพื้นโลกโซเชียลมีเดียอยู่บ้าง จึงพอจะทำให้เขาเห็นว่าอีคอมเมิร์ซไทยยุคนี้เฟื่องฟูเอามากๆ ทั้งในด้านการจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางโซเชียลคอมเมิร์ซ หรือแม้แต่บริการต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาและได้รับความนิยม เช่น GrabBike (Delivery) หรือ UberEATS

 

นอกจากนี้ศิวัตรยังบอกอีกด้วยว่า สาเหตุที่แบรนด์และผู้ประกอบการรายใหญ่ๆ เริ่มหันมาจับตลาดอีคอมเมิร์ซทำการตลาดบนโลกออนไลน์มากขึ้น ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้อาจจะไม่เคยทำมาก่อนเป็นเพราะพวกเขามองข้ามช็อตไปถึงการเก็บข้อมูลผู้บริโภค ซึ่งจะมีประโยชน์มากๆ กับการทำธุรกิจในภายภาคหน้า

 

“จริงๆ แบรนด์ใหญ่ก็หันมาศึกษาอีคอมเมิร์ซกันนานแล้วเพื่อเพิ่มเติมองค์ความรู้ ถึงแม้ยอดขายออนไลน์จะยังเทียบกับยอดขายออฟไลน์ไม่ได้ แต่สิ่งที่พวกเขาต้องการคือ ‘ข้อมูล’ ที่เก็บจากผู้บริโภค ซึ่งจะมีประโยชน์กับการทำธุรกิจในอนาคต

 

“การทำความรู้จักลูกค้าจะทำให้แบรนด์ต่างๆ ดำเนินธุรกิจและทำอีคอมเมิร์ซได้ยั่งยืน แบรนด์ใหญ่ๆ จะต้องเก็บลูกค้าด้วยวิธีใดๆ ก็ได้ เพราะยังไงก็จะต้องได้ใช้แน่นอน ไม่ว่าจะทำโปรโมชันหรือกิจกรรมส่งเสริมการขายใดๆ ก็ตาม สุดท้ายแล้วมันก็วนกลับมาอยู่ที่การรู้ข้อมูลอยู่ดี

 

ยุทธนา ตัวแทนจากห้างสรรพสินค้าเทสโก้ โลตัส กล่าวในทำนองเดียวกันว่า ข้อมูลเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ โดยเทคนิค 2 ประการที่จะทำให้แบรนด์จับลูกค้าในตลาดอีคอมเมิร์ซได้อยู่หมัด คือ ต้องรู้จักลูกค้าว่าเป็นคนอย่างไร และรู้จุดแข็งของตัวเองเพื่อที่จะนำไปตอบโจทย์ลูกค้าให้ได้

 

“ต้องถือว่าเราโชคดีที่เทสโก้ โลตัส เป็น Big Player ที่มีการเก็บฐานข้อมูลของลูกค้าค่อนข้างเยอะ ที่ผ่านมาเราเห็นการเติบโตของอีคอมเมิร์ซอย่างต่อเนื่อง และพบว่าสินค้าบางอย่างก็เหมาะที่จะขายออนไลน์ได้ เช่น สินค้าจำพวกอุปกรณ์เทคโนโลยี แต่บางอย่างก็ทำไม่ได้ สุดท้ายแล้วถ้าเราสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ทั้งเรื่องราคาและความพอใจ ประสบการณ์มันก็จะชนะทุกอย่าง

 

“ส่วนเทรนด์อีคอมเมิร์ซที่ผมมองว่าจะเกิดขึ้นในปีหน้าแน่นอน คือ การเติบโตของผู้เล่นระดับโลก (Global Player) ที่หลังจากนี้ก็จะสาดดีลและโปรโมชันกันกระจายแน่นอน ในทางกลับกันมันอาจจะเป็นผลเสียที่ผู้บริโภคจะยึดติดกับโปรโมชันส่วนลด และทำให้ผู้ประกอบการเจ้าเก่าๆ จะต้องลำบากมากขึ้นในการปรับตัวสู้กับผู้เล่นใหม่ๆ ที่มีทุนทำการตลาดหนากว่าในช่วงแรกๆ”

 

 

ด้าน ศิวกร จากช้อปปี้ เชื่อว่า ยิ่งมีผู้เล่นและผู้ประกอบการระดับโลกกระโจนเข้าสู่ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยในจำนวนที่เพิ่มขึ้นพร้อมๆ กับการแข่งขันที่ดุเดือด ไทยก็จะได้รับประโยชน์มากขึ้นตามไปด้วย

 

“ผมมองว่าเป็นผลดีต่อประเทศไทยนะ เพราะจะทำให้เกิดการแชร์ความรู้และประสบการณ์ของการช้อปออนไลน์ ซึ่งที่สุดแล้วจะนำไปสู่การพัฒนาด้านต่างๆ ทั้งการขนส่ง (Logistic) การทำธุรกรรม (Payment) รวมถึงการจ้างงานบุคลากรเพิ่มขึ้น และทั้งหมดก็จะช่วยให้ผู้คนมีความรู้ในการทำอีคอมเมิร์ซมากขึ้น”

 

อย่างไรก็ดี ด้วยการแข่งขันที่สูงขึ้นนี่เองที่ทำให้ ผรินทร์ จาก นาสเกต รีเทล เชื่อว่าผู้ที่จะได้รับผลกระทบและต้องปรับตัวมากที่สุดไม่ใช่ผู้ประกอบการรายใหญ่หรือรายเล็กอย่างที่หลายคนเข้าใจ หากแต่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางมากกว่าที่จะได้รับผลกระทบจากศึกที่กำลังจะเกิดขึ้น

 

“ผมเชื่อว่าผู้ประกอบการและแบรนด์เล็กๆ จะมีวิธีการทำตลาดที่สร้างสรรค์มากขึ้น เพราะฉะนั้นพวกเขาไม่จำเป็นต้องไปทำการตลาดแข่งกับแบรนด์ใหญ่ ที่ส่วนใหญ่จะทุ่มทำการตลาดโฆณากับสื่อออนไลน์อยู่แล้ว แต่ถ้าแบรนด์ระดับกลางๆ อาจจะต้องระวังให้ดี เพราะการแข่งขันจะสูงมากขึ้น”

 

ย้อนกลับไปที่ศิวัตรอีกครั้ง ในมุมมองของผู้ประกอบการด้านมีเดียเอเจนซี เขาเชื่อว่าในปี 2018 ที่จะถึงนี้ เทรนด์อีคอมเมิร์ซที่จะมาแรงแน่นอนคือกลยุทธ์การค้าแบบ C2C (Consumer to Consumer) หรือการซื้อขายระหว่างผู้บริโภคกับผู้บริโภค

 

“ผมรู้สึกว่า C2C หรือการซื้อขายกันเองระหว่างผู้บริโภค (ผู้ค้ารายย่อย) น่าจะเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดในปีหน้า เพราะปัจจุบันการทำธุรกรรมผ่านธนาคารและโทรศัพท์มือถือก็เริ่มพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ แล้ว เทคโนโลยีที่เรามีอยู่ในปัจจุบันจึงส่งเสริมให้คนประกอบอาชีพได้มากกว่าหนึ่งอาชีพ เช่น การขายของ แล้วพอ C2C มันคึกคัก เดี๋ยว B2C (Business to Consumer: การขายสินค้าไปยังผู้บริโภค) ก็จะตามไป”

 

 

‘โดรนและรถส่งสินค้าอัตโนมัติ’ เป็นไปได้กับเทรนด์อีโลจิสติกส์ปี 2018

ในยุคที่อีคอมเมิร์ซไทยเฟื่องฟูเช่นนี้ ก็ยิ่งส่งผลให้ผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซเจ้าใหม่ๆ เกิดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก เพื่อรองรับดีมานด์ที่มีอยู่อย่างล้นหลามในตลาดตามไปด้วย

 

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน คือ เมื่อดีมานด์ของผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้น ลูกค้าส่วนใหญ่ต่างก็อยากได้รับสินค้าในวันเดียวกันกับวันที่ชำระสินค้า และกดออร์เดอร์แทบจะทั้งนั้น บ่อยครั้งผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ก็ไม่สามารถตอบสนองความต้องการแบบ Same day delivery ให้กับลูกค้าทุกๆ คนได้พร้อมกันเพราะมีบุคลากรในจำนวนที่จำกัด (ต้องรอออร์เดอร์มาเป็นจำนวนมากเพื่อที่จะจัดเส้นทางการจัดส่งสินค้าให้คุ้มทุนที่สุดในคราวเดียว) นี่จึงเป็นหัวข้อและความท้าทายครั้งใหญ่ที่ภาคผู้ให้บริการจะต้องบรรลุผลให้ได้

 

สุทธิเกียรติ จันทรชัยโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชิปป๊อป จำกัด ให้ความเห็นว่า “ปัจจุบันร้านค้าไหนที่มีฟีเจอร์ส่งสินค้าแบบ Same day delivery ก็จะทำให้พวกเขาขายของได้ง่ายมากขึ้น มันจึงเป็นส่ิงที่ท้าทายเหมือนกัน เพราะนั่นเท่ากับว่ายิ่งมีดีมานด์เพิ่มขึ้นเท่าไร เราก็ต้องมีกำลังบุคลากร (ในการกระจายส่งสินค้า) เพิ่มมากขึ้นไปด้วย”

 

 

ส่วน โยจิ ฮามานิชิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี ยามาโตะ เอ็กซ์เพรส บอกว่า การนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการขนส่งสินค้าเป็นทางออกที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด เพราะบริษัทหลายๆ แห่งก็ไม่สามารถเพิ่มจำนวนบุคลากรได้ในระยะเวลาสั้นๆ

 

“เทคโนโลยีจำพวกโดรนหรือระบบส่งสินค้าอัตโนมัติ (รถยนต์ไร้คนขับ) น่าจะเข้ามามีบทบาทในอีคอมเมิร์ซมากขึ้น แต่อาจจะไม่ได้มาแทนที่แรงงานแบบเดิมไปหมดเลยซะทีเดียว มันมาแน่นอน แต่จะมาเมื่อไรและมาด้วยวิธีการไหนก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในขณะนั้น”

 

ต่อประเด็นเรื่องโดรนส่งสินค้านี้ สุทธิเกียรติ ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า น่าจะเกิดขึ้นในประเทศไทยได้อยู่แล้ว เพราะปีที่ผ่านมาก็มีผู้ประกอบธุรกิจโดรนส่งสินค้าเข้ามาคุยกับเขาอยู่เหมือนกัน แต่ติดปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย แต่หากสามารถดำเนินการให้เกิดขึ้นจริงได้ก็จะช่วยแก้ปัญหาการส่งสินค้าล่าช้าได้แน่นอน

 

ด้าน สันทิต จีรวงศ์ไกรสร ผู้อำนวยการประจำภูมิภาค ฝ่ายดำเนินงาน บริษัท ลาลาล่ามูฟ ประเทศไทย ทิ้งท้ายว่า ภาครัฐและเอกชนควรจะร่วมมือกันเพื่อนำเทคโนโลยีเข้ามาสร้างประโยชน์ขับเคลื่อนวงการโลจิสติกส์ไทยให้รุดหน้าให้ได้มากที่สุด

 

“การใช้โดรนยังติดเรื่องข้อกฎหมายอยู่ เพราะฉะนั้นมันก็ต้องมีภาครัฐมาช่วยกำกับด้วย เช่นเดียวกับกรณีของรถยนต์ไร้ขนขับส่งสินค้า ผมคิดว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้จริงนั้นก็ต้องอาศัยการทำงานร่วมกับรัฐและเอกชนในการพัฒนาร่วมกัน”

 

 

Cashless Society และพร้อมเพย์ สองเทรนด์สำคัญลดภาระต้นทุนการหมุนเวียนเงินสด

ขณะที่บนเวทีเสวนาเรื่องการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ ประเด็นเรื่องสังคมไร้เงินสด (Cashless Society) และพร้อมเพย์ดูจะเป็น 2 หัวข้อใหญ่ที่ได้รับความสนอกสนใจมากที่สุด

 

เพราะในปัจจุบันผู้ให้บริการทางการเงินและธนาคารหลายแห่งต่างก็พัฒนาวิธีการเพื่อให้ผู้ประกอบการหลายๆ ขนาดพึ่งพาการใช้เงินสดน้อยที่สุด เราจึงได้เห็นพ่อค้าแม่ค้าขายข้าวแกงและพี่วินมอเตอร์ไซค์เพิ่มช่องทางการจ่ายเงินด้วย QR Code อย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับเทรนด์ความนิยมของกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์หรือ E-Wallet ที่กำลังเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

 

 

สมคิด จิรานันตรัตน์ รองประธานบริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า หนึ่งในเหตุผลที่ภาครัฐและทางธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญกับเทรนด์สังคมไร้เงินสดนั้น เพราะเป็นการช่วยลดต้นทุนเสียเปล่าที่เกิดขึ้นจากกระบวนการหมุนเวียนเงินสดอย่างฟุ่มเฟือย

 

“ในแต่ละวันมีเงินสดหมุนเวียนในประเทศมากกว่าหลักแสนล้านบาท ซึ่งต้นทุนการหมุนเวียนเงินจำนวนนี้ถือว่าสูงมากๆ และน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าหากเอาต้นทุนที่ใช้ในการหมุนเวียนเหล่านั้นไปใช้พัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ แทน”

 

ฝั่ง สมหวัง เหลืองไพบูลย์ศรี ผู้จัดการ PayPal ประจำประเทศไทย ได้เปิดเผยผลสำรวจข้อมูลที่น่าสนใจและพบว่า 57% ของผู้ทำธุรกรรมส่วนใหญ่ในเอเชียยังยึดติดกับการใช้เงินสดอยู่ อย่างไรก็ดี จีนดูจะเป็นประเทศที่ทันสมัยและก้าวหน้ามากที่สุด เพราะมีจำนวนผู้ใช้เงินสดทำธุรกรรมเพียง 25% เท่านั้น ส่วนอีก 75% ที่เหลือหันไปใช้รูปแบบการชำระเงินแบบใหม่ๆ รวมถึง Alipay และ WeChat Pay

 

 

ส่วนประเทศไทยยังมีอัตราการใช้เงินสดทำธุรกรรมอยู่ที่ 70% แต่จำนวนดังกล่าวก็มีแนวโน้มจะลดลงได้ไม่ยาก โดย PayPal เชื่อว่าเทคโนโลยีและประสิทธิภาพการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่ทันสมัยจะมีส่วนช่วยให้ผู้บริโภคได้ทดลองการทำธุรกรรมรูปแบบใหม่ๆ มากขึ้น

 

ด้านวิธีการทำธุรกรรมรูปแบบใหม่ๆ ที่ผู้บริโภคชาวเอเชียรู้สึกคุ้นเคยมากที่สุด สามารถจำแนกตามลำดับได้ดังนี้

  1. 49% คุ้นเคยกับ E-Wallet หรือกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์
  2. 23% คุ้นเคยกับ Contactless Payment Via Cards หรือการทำธุรกรรมผ่านการแตะบัตรเข้ากับเครื่องแสกน
  3. 23% คุ้นเคยกับ Contactless Payment Via Mobiles หรือการทำธุรกรรมผ่านการแตะโทรศัพท์มือถือกับเครื่องสแกน
  4. 14% คุ้นเคยกับ In-App Payment System หรือการทำธุรกรรมผ่านแอปฯ มือถือ
  5. 11% คุ้นเคยกับ Digital Currency หรือการใช้สกุลเงินดิจิทัล
  6. 4% คุ้นเคยกับ Recharge Phone

 

สมหวังบอกว่า “ณ ปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปมาก ผู้ให้บริการด้านการเงินเองก็เปลี่ยนแปลงและปรับปรุงบริการของตนเพื่อให้ผู้บริโภคทำธุรกรรมได้สะดวกมากขึ้น ซึ่งแนวโน้มวิธีการชำระเงินของผู้บริโภคไทยก็จะเปลี่ยนไปมากขึ้นเช่นกัน อย่างที่พลเมืองจีนนิยมใช้ Alipay WeChat ในปัจจุบันกัน เราเองก็อาจจะเปลี่ยนรูปแบบไปคล้ายๆ กับเขาได้ในอนาคต ซึ่งพร้อมเพย์ในบ้านเราก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้ผู้ประกอบการแก้ปัญหาหรือส่งเสริมให้ทำธุรกรรมออนไลน์ได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมด้วยเช่นกัน”

 

ทุกวันน้ีประเด็นเรื่องการใช้พร้อมเพย์ยังกลายเป็นข้อถกเถียงเรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของผู้บริโภคอยู่ตลอดเวลา และดูเหมือนว่าคุยกี่ครั้งก็หาข้อสรุปไม่ได้เสียที แต่สำหรับสมคิดตัวแทนจากธนาคารกสิกรไทย เขาเชื่อว่า พร้อมเพย์จะทำให้ไลฟ์สไตล์ความเป็นอยู่ของผู้คนสะดวกและปลอดภัยมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ

 

“พร้อมเพย์ จะทำให้การใช้จ่ายข้ามธนาคารได้ง่ายมากขึ้น นอกจากนี้พร้อมเพย์ยังทำได้มากกว่าในแง่การทวงเงิน ซึ่งจะเป็นฟีเจอร์ที่เปิดตัวในปีหน้าและถือเป็นการเพิ่มความสะดวกให้ผู้บริโภค

 

“คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าพร้อมเพย์ไม่ปลอดภัยทำให้ไม่กล้าลงทะเบียน แต่ความจริงผมมองว่าคนที่ลงทะเบียนจะปลอดภัยกว่าด้วยซ้ำไป เพราะเป็นการยึดเลขโทรศัพท์กับเลขที่บัญชีเข้าด้วยกัน ซึ่งหมายความว่าจะไม่มีใครมาทำธุรกรรมแทนตัวคุณได้เลย”

 

ด้าน กิติพงศ์ มุตตามระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอดวานซ์ เอ็มเปย์ จำกัด ผู้ให้บริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์เชื่อว่า เทรนด์การใช้งานของ E-Wallet อาจจะเบียดคะแนนความนิยมจากการใช้เงินสดได้อย่างพอฟัดพอเหวี่ยง แต่การแข่งกับบัตรเครดิตยังเป็นเรื่องที่ทำได้ยากอยู่ เนื่องจากมีฟังก์ชันการใช้งานที่ต่างกัน

 

“E-Wallet แข่งกับเงินสดได้ แต่อาจะแข่งกับเครดิตการ์ดได้ยาก เพราะในเชิงกระบวนการ E-Wallet ต้องอาศัยการเติมเงินออนไลน์ลงไปก่อน ต่างจากเครดิตที่เป็นการใช้เงินก่อนแล้วค่อยจ่ายที่หลัง ที่สำคัญเขายังมีโปรโมชันส่งเสริมการขายของตัวเองด้วย ซึ่งต่างจากการทำการตลาดของ E-Wallet ในขณะนี้”

 

ขณะที่ ศุภวิทย์ หงส์อมรสิน ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ประจำประเทศไทย บริษัท แอร์เพย์ (ประเทศไทย) จำกัด อีกหนึ่งผู้ให้บริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่กำลังทำตลาดในไทยอย่างต่อเนื่อง ให้ความเห็นถึงประเด็นการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมไร้เงินสดว่า

 

“ถ้าทางธนาคารแห่งประเทศไทยผลักดันเรื่อง E-Wallet มากขึ้น ประชาชนก็จะหันมาใช้งานเทคโนโลยีแบบนี้มากขึ้น อย่างไรก็ดีมันจะเติบโตได้ก็ต้องมีการพัฒนาโครงสร้างการเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตภายในประเทศให้ดีควบคู่ไปด้วยเพื่อให้สังคมไร้เงินสดพัฒนาไปได้อย่างมีเสถียรภาพ”

 

ที่สุดแล้วไม่ว่าสังคมไทยจะผลัดใบจากเงินสดไปซบอกเงินดิจิทัลและเงินในโลกออนไลน์ได้จริงหรือไม่? กรุงเทพฯ จะมีโดรนส่งสินค้าบินว่อนกลางสยามไปยังพาหุรัดได้หรือเปล่า? และอีคอมเมิร์ซไทยจะเติบโตได้แค่ไหน? ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าการร่วมกันทำงานระหว่างภาครัฐและเอกชนมีผลเป็นอย่างมาก สิ่งที่ควรคาดหวังในตอนนี้คือการจับมือและหารือกันอย่างใกล้ชิดระหว่างฟันเฟืองสำคัญทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งจะสร้างประโยชน์ให้กับประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรมแน่นอน

 

อ้างอิง:

  • รายงานผลการสำรวจมูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย ปี 2560 (Value of e-Commerce Survey in Thailand 2017) โดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA)

The post เทรนด์ E-Commerce 2018 ข้อมูลคือพระเจ้า สังคมไร้เงินสดมาแน่! appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/e-commerce-trends-2018/feed/ 0