ความเท่าเทียมทางเพศ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ความเท่าเทียมทางเพศ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 22 Mar 2026 07:09:45 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 นายกรัฐมนตรีปราศรัยเนื่องในวันน้ำโลก 2569 ชูแนวคิด ‘น้ำและความเท่าเทียมทางเพศ’ https://thestandard.co/world-water-day-gender-equality/ Sun, 22 Mar 2026 07:09:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1189997 อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวปราศรัยที่โพเดียมในงานวันน้ำโลก 2569

วันนี้ (22 มีนาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวค […]

The post นายกรัฐมนตรีปราศรัยเนื่องในวันน้ำโลก 2569 ชูแนวคิด ‘น้ำและความเท่าเทียมทางเพศ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวปราศรัยที่โพเดียมในงานวันน้ำโลก 2569

วันนี้ (22 มีนาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวคำปราศรัยเนื่องในโอกาสวันน้ำโลก ประจำปี 2569 ว่า ในนามของรัฐบาล ขอเชิญชวนประชาชนชาวไทยทุกคนร่วมตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานของการดำรงชีวิต และเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างยั่งยืน

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า วันน้ำโลกในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘น้ำและความเท่าเทียมทางเพศ’ ซึ่งในหลายพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำสะอาด ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อผู้หญิงและเด็กผู้หญิงมากเป็นพิเศษ จึงจำเป็นที่ทุกคนจะต้องสามารถใช้ประโยชน์และมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นเพศหรือช่วงวัยใด

 

ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันส่งผลให้ภัยพิบัติด้านน้ำเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และมีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งภัยแล้ง อุทกภัย และมลพิษทางน้ำ ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางอาหาร ตลอดจนความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกภาคส่วน

 

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียมกัน หลายพื้นที่ยังขาดแคลนสิ่งพื้นฐานที่สุดอย่างน้ำสะอาด และระบบสุขาภิบาลที่ปลอดภัย ซึ่งทำให้ความเหลื่อมล้ำทวีความรุนแรง โดยเฉพาะต่อผู้หญิง ซึ่งมักต้องรับภาระในการจัดหาน้ำ ดูแลครอบครัว และเผชิญความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัย

 

“รัฐบาลขอยืนยันถึงความสำคัญของการเข้าถึงน้ำสะอาด และการสุขาภิบาล ในฐานะสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน ตามเป้าหมายที่ประชาคมโลกมีร่วมกัน โดยได้มีนโยบายและดำเนินมาตรการช่วยเหลือประชาชน ควบคู่กับการวางแนวทางพัฒนาในระยะยาว ผ่านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและโครงสร้างพื้นฐานอย่างเป็นระบบ”

 

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความร่วมมือกับประชาคมโลก ทั้งในระดับภูมิภาค และระดับนานาชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และแนวปฏิบัติที่ดีด้านการบริหารจัดการน้ำ รวมทั้งส่งเสริมความสมดุลทางเพศในเวทีความร่วมมือด้านน้ำ เพื่อร่วมกับสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ และสังคมที่เท่าเทียมสำหรับทุกคน

 

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวเชิญชวนประชาชน และทุกภาคส่วนร่วมกันตระหนักถึงคุณค่า และความสำคัญของทรัพยากรน้ำ ร่วมมือกันอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และช่วยกันดูแลรักษาทรัพยากรน้ำของชาติให้คงอยู่อย่างยั่งยืนสืบไป

The post นายกรัฐมนตรีปราศรัยเนื่องในวันน้ำโลก 2569 ชูแนวคิด ‘น้ำและความเท่าเทียมทางเพศ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชยิกาเพื่อไทยพร้อมสานต่อนโยบายสตรีจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์-แพทองธาร เพื่อผู้หญิงและทุกเพศสภาพ https://thestandard.co/chayika-pheu-thai-women-policy/ Sun, 08 Mar 2026 04:04:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1185519 ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ แถลงนโยบายสานต่อเพื่อผู้หญิงและทุกเพศสภาพของพรรคเพื่อไทย

วันนี้ (8 มีนาคม) ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ อดีตที่ปรึกษาของร […]

The post ชยิกาเพื่อไทยพร้อมสานต่อนโยบายสตรีจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์-แพทองธาร เพื่อผู้หญิงและทุกเพศสภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ แถลงนโยบายสานต่อเพื่อผู้หญิงและทุกเพศสภาพของพรรคเพื่อไทย

วันนี้ (8 มีนาคม) ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ อดีตที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงความสำคัญของวันสตรีสากล และนโยบายสร้างโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้หญิงของพรรคเพื่อไทยว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ได้เห็นความก้าวหน้าของผู้หญิงในหลายด้าน ทั้งโอกาสทางการศึกษา รายได้ สิทธิ และการรวมตัวของเครือข่ายผู้หญิงที่เข้มแข็งมากขึ้น

 

ขณะเดียวกัน โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และความขัดแย้ง ก็ทำให้ปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงและทุกเพศสภาพเปลี่ยนรูปแบบไปเช่นกัน แต่ประเทศไทย ก็มีนโยบายสำคัญที่ช่วยสร้างโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้หญิงอย่างเป็นรูปธรรม และนโยบายเหล่านี้ก็เกิดขึ้นจากการทำงานอย่างมุ่งมั่นและต่อเนื่องของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย

 

ทั้ง “กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี” ที่ริเริ่มโดย “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของผู้หญิง ด้วยความเชื่อว่า หากผู้หญิงยังไม่สามารถยืนบนลำแข้งของตัวเองได้ ก็ยากที่จะต่อยอดไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตในด้านอื่น ๆ กองทุนนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างโอกาส สร้างรายได้ และสร้างความเข้มแข็งให้ผู้หญิงทั่วประเทศ ด้วยงบกองทุนหมุนเวียน จังหวัดละ 100 ล้าน 77 จังหวัด จนมีเครือข่ายกองทุนสตรีฯมากกว่า 14 ล้านคน

 

ถึงวันนี้นโยบายดังกล่าวก็ยังได้รับการสานต่อโดย “รัฐบาลแพทองธาร” ด้วยงบประมาณกองทุนหมุนเวียน 1,500 ล้านบาท พร้อมต่อยอดไปสู่การสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้ผู้หญิงรุ่นใหม่ อย่างโครงการ “Empower Young Women” ที่เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาหญิงได้เรียนรู้การเป็นผู้ประกอบการ ได้คิดโมเดลธุรกิจ ลงมือทำ และได้เห็นศักยภาพของตัวเองในฐานะพลังสำคัญของเศรษฐกิจและสังคมไทย จึงขอบคุณกรมพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ที่ยังดำเนินนโยบายดีๆ ต่อเนื่องเพื่อผู้หญิง

 

นอกจากนั้น ใน “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” ยังได้ริเริ่มแนวคิด “One Stop Crisis Center” หรือ OSCC ที่บูรณาการความช่วยเหลือผู้ถูกกระทำความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และผู้สูงอายุ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การคุ้มครองผู้หญิงต้องไม่ใช่เพียงหลักการที่พูด แต่ต้องเป็นระบบที่เข้าถึงได้จริง ทันท่วงที และเท่าทันกับความรุนแรงในรูปแบบใหม่ๆ

 

ชยิกายังระบุว่า นี่เป็นเพียง 2 นโยบายตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมเพื่อผู้หญิง และเชื่อว่า ภารกิจเพื่อผู้หญิงและทุกเพศสภาพยังไม่จบ เพราะยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำอีกหลายด้านที่ต้องช่วยกันแก้ไข ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย และระบบคุ้มครองที่ต้องทำงานได้จริง

 

ชยิกากล่าวว่า ในฐานะแม่คนหนึ่ง อยากเห็นสังคมที่เปิดโอกาส มีความปลอดภัย และมีความเป็นธรรมมากกว่านี้สำหรับลูกสาวและคนรุ่นต่อไป และในฐานะคนทำงานการเมืองผู้หญิง รู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันนโยบายเพื่อผู้หญิงมาตลอด เพราะตนเชื่อเสมอว่า เมื่อผู้หญิงคนหนึ่งได้รับโอกาส โอกาสนั้น จะไม่หยุดอยู่แค่คนคนเดียว แต่จะส่งต่อเป็นพลังใจ เป็นความเข้มแข็ง และเป็นความหวังไปถึงผู้หญิงอีกหลายคน ครอบครัวอีกหลายครอบครัว และสังคมโดยรวม

 

“ดีใจที่เห็นผู้นำและผู้บริหารพรรคเพื่อไทย พร้อมสานต่อภารกิจนี้อย่างเต็มกำลัง เพื่อให้ผู้หญิงและทุกเพศสภาพได้มีโอกาส เติบโตอย่างมั่นคง ใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย และได้รับการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม” ชยิการะบุ

The post ชยิกาเพื่อไทยพร้อมสานต่อนโยบายสตรีจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์-แพทองธาร เพื่อผู้หญิงและทุกเพศสภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นิเทศ จุฬาฯ ร่วมมือกับ UNESCO และสมาคมนักข่าวฯ ผลักดันวัฒนธรรมการสื่อสารด้วยความยินยอมทางเพศ ยุติการรายงานข่าวแบบโทษเหยื่อ https://thestandard.co/chula-unesco-sexual-consent-journalism/ Fri, 14 Nov 2025 13:40:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1143544 นิเทศ จุฬาฯ ร่วมมือ กับ UNESCO และสมาคมนักข่าวฯ ผลักดันวัฒนธรรมการสื่อสารด้วยความยินยอมทางเพศ ยุติการรายงานข่าวแบบโทษเหยื่อ

วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา คณะนิเทศศาสตร์ […]

The post นิเทศ จุฬาฯ ร่วมมือกับ UNESCO และสมาคมนักข่าวฯ ผลักดันวัฒนธรรมการสื่อสารด้วยความยินยอมทางเพศ ยุติการรายงานข่าวแบบโทษเหยื่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นิเทศ จุฬาฯ ร่วมมือ กับ UNESCO และสมาคมนักข่าวฯ ผลักดันวัฒนธรรมการสื่อสารด้วยความยินยอมทางเพศ ยุติการรายงานข่าวแบบโทษเหยื่อ

วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนา From Headlines to Sexual Consent Culture: สื่อมวลชนจะร่วมสร้างวัฒนธรรมการสื่อสารความยินยอมทางเพศได้อย่างไร

 

การเสวนาจัดขึ้นเพื่อเป็นแนวทางร่วมสร้างวัฒนธรรมการสื่อสารความยินยอมทางเพศแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประเด็นการสื่อสารด้วยความยินยอมทางเพศ สิทธิมนุษยชน และความเท่าเทียมทางเพศ ภายใต้ความร่วมมือกับ UNESCO และสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

 

วิทยากรร่วมเสวนา ได้แก่ นัยนา สุภาพึ่ง มูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ ดร.ชเนตตี ทินนาม คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ดร.โกสุม โอมพรนุวัฒน์ วิทยาลัยสหวิทยาการ ธรรมศาสตร์ อ.พิมพ์พจี เย็นอุรา คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ธรรมศาสตร์ ธารารัตน์ ปัญญา ทนายความและผู้ก่อตั้ง Feminist Legal Support (FLS) ดลยณา บุนนาค ผู้ประกาศข่าว Thai PBS World และพีร์ญาดา ประสูตร์แสงจันทร์ นักข่าวจากโพสต์ทูเดย์

 

ดร.ชเนตตี ทินนาม อาจารย์ภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สื่อไทยไม่เคยมีส่วนร่วมอย่างชัดเจนในการทำความเข้าใจเรื่องการยินยอมทางเพศในกระแสหลัก การรายงานข่าวส่วนใหญ่ใช้การกล่าวโทษเหยื่อที่เป็นผู้เสียหาย การตั้งข้อสันนิษฐานในรายงานข่าวส่วนใหญ่ ว่าเหยื่อเป็นผู้หญิงที่สมยอม การที่ผู้เสียหายบางคนเคยมีความสัมพันธ์ฉันท์คนรักกับผู้ชายมาก่อนทำให้การนำเสนอข่าวมีน้ำหนักไปที่การกล่าวโทษเหยื่อ การละเลยที่จะรับรู้ว่าการยินยอมหรือไม่ยินยอมในเรื่องเพศเป็นกระบวนการสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งอาจนำไปสู่การยุติหรือรักษาความสัมพันธ์ทางเพศไว้ได้ตลอดเวลา

 

“หลักสูตรการฝึกอบรมสื่อมวลชนเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมการสื่อสารด้วยความยินยอมทางเพศมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมการสื่อสารความยินยอมทางเพศ ถือเป็นความท้าทายที่จะเปลี่ยนมุมมองของสื่อมวลชนที่มี ต่อเรื่องเพศ ในบริบทของการสื่อสาร “จากหัวใจสู่หัวใจ” หมายถึงการใส่ใจและคำนึงถึงความต้องการของผู้อื่น โดยอาศัยหลักการของความเท่าเทียมกันของอำนาจระหว่างผู้ชายและผู้หญิง เพื่อสนับสนุนให้สื่อมวลชนสามารถสร้างการยินยอมทางเพศให้เป็นค่านิยมใหม่ของสังคมในประเทศไทย” ดร.ชเนตตี กล่าว อีกทั้งยังพูดถึงประเด็นด้าน Sexual Consent ว่า ความยินยอมคือการสื่อสารกันอย่างเท่าเทียมหรือ Gender Equality

 

Sexual consent ไม่ใช่แค่ประเด็นกฎหมาย แต่เป็นเรื่องคุณภาพชีวิต สุขภาวะทางกายและใจ ความสัมพันธ์ และการเคารพความเป็นมนุษย์ สังคมที่ตระหนักเรื่อง sexual consent คือสังคมที่เคารพความเป็นมนุษย์โดยแท้จริง

 

นิเทศ จุฬาฯ ร่วมมือ กับ UNESCO และสมาคมนักข่าวฯ ผลักดันวัฒนธรรมการสื่อสารด้วยความยินยอมทางเพศ ยุติการรายงานข่าวแบบโทษเหยื่อ 1

 

ทางด้าน ดร.โกสุม โอมพรนุวัฒน์ ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาโท สาขาวิชาสตรี เพศสถานะ และเพศวิถีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนของการสร้าง “วัฒนธรรมการสื่อสารความยินยอม” (Consent Communication Culture) ในสังคมไทย โดยเฉพาะในองค์กรสื่อ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำหนดกรอบการรับรู้เรื่องเพศ อำนาจ และความรุนแรงทางเพศ ดร.โกสุมกล่าวว่า “ความยินยอม” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องเพศสัมพันธ์ แต่คือรากฐานของความสัมพันธ์ที่เท่าเทียมในทุกมิติของชีวิต เพื่อการอยู่ร่วมกันบนฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน เป็นการเปลี่ยนผ่านจาก “วัฒนธรรมแห่งการควบคุม” ไปสู่ “วัฒนธรรมแห่งการเคารพและการฟัง”

 

ในเวทีเสวนา ดร.โกสุม ได้มีการยกกรณีศึกษาจากต่างประเทศ เช่น องค์กรสื่อสาธารณะ National Public Radio (NPR) ของสหรัฐอเมริกา ที่นำแนวคิด workplace consent มาปรับใช้หลังเกิดเหตุอื้อฉาวทางเพศภายในองค์กร ซึ่งนำไปสู่การสร้างระบบร้องเรียนที่ปลอดภัย การอบรมพนักงานเรื่องความยินยอม และการส่งเสริมวัฒนธรรมการสื่อสารอย่างเปิดเผย ดร.โกสุม เสนอว่า แนวทางเช่นนี้ควรถูกนำมาปรับใช้กับบริบทไทย เพื่อให้สื่อมวลชนไม่เพียงเป็นผู้รายงานข่าว แต่ยังเป็น “ผู้สร้างวัฒนธรรมแห่งความยินยอม” ที่ส่งเสริมการเคารพศักดิ์ศรีของผู้คนในทุกมิติของการสื่อสาร

 

“วัฒนธรรมการสื่อสารความยินยอม” จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือป้องกันการล่วงละเมิด แต่คือกรอบคิดใหม่ของการทำงานสื่อและสังคม ที่ยอมรับว่า ทุกเสียงมีคุณค่าเท่ากัน และการฟังกันด้วยความเคารพคือพื้นฐานของการ อยู่ร่วมกันอย่างมีศักดิ์ศรีและความรับผิดชอบต่อกันในสังคมร่วมสมัย ดร.โกสุมกล่าวทิ้งท้าย

 

ด้านธารารัตน์ ปัญญา ทนายความและผู้ก่อตั้ง Feminist Legal Support กล่าวว่าจากประสบการณ์การทำงานให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายในคดีความรุนแรงทางเพศ หนึ่งในความท้าทายสำคัญคือความเข้าใจเรื่อง ‘ความยินยอม’ ที่ยังคลาดเคลื่อนในสังคม รวมถึงในกระบวนการยุติธรรมเอง หลายครั้งคนจำนวนมาก รวมถึงเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมเองมองไม่เห็นอำนาจที่ไม่เท่าเทียมในสถานการณ์ความรุนแรง ขณะเดียวกัน สื่อมวลชนยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเข้าใจ เพราะการนำเสนอข่าวที่โทษผู้เสียหายหรือมองปัญหาแบบผิวเผิน ยิ่งทำให้ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความยินยอมและความรุนแรงทางเพศฝังรากลึกในสังคม พร้อมยกตัวอย่างกฎหมายของฝรั่งเศสที่ให้นิยามความยินยอมต้องเป็นอิสระ และได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วน เฉพาะเจาะจง ล่วงหน้า และยกเลิกได้ ซึ่งอาจเป็นแบบอย่างให้ประเทศอื่นว่าเราควรพิจารณาองค์ประกอบอะไรบ้าง เพื่อเขียนนิยาม Consent ไว้ในกฎหมาย

 

นิเทศ จุฬาฯ ร่วมมือ กับ UNESCO และสมาคมนักข่าวฯ ผลักดันวัฒนธรรมการสื่อสารด้วยความยินยอมทางเพศ ยุติการรายงานข่าวแบบโทษเหยื่อ 2

 

ด้านนัยนา สุภาพึ่ง จากมูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นักกฎหมายผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ กล่าวว่า หลายคนออกมาจากความรุนแรงไม่ได้เพราะเราคือส่วนหนึ่งของการยินยอมนั้น ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจในรูปแบบต่างๆ เช่น ครอบครัว สามี-ภรรยา เจ้านาย-ลูกน้อง อาจารย์-ลูกศิษย์ เป็นต้น ดังนั้นการสร้างความเข้าใจและตระหนักรู้เรื่องความยินยอมให้เป็นวัฒนธรรมในการพูดคุยและยอมรับได้ จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะแก้ไขปัญหาความรุนแรงทางเพศ อีกทั้งความรุนแรงทางเพศในครอบครัวเป็น ‘พื้นที่มืด’ ที่สังคมมองไม่เห็น ปัญหาความรุนแรงทางเพศจำนวนมากเกิดใน “ครอบครัว” แต่สังคมและคนรอบตัวมักให้คุณค่ากับ “รักษาครอบครัวไว้” มากกว่าความปลอดภัยของเหยื่อ ส่งผลให้ผู้เสียหายต้องทนอยู่ในสถานการณ์รุนแรง ดังนั้นการเปลี่ยนวัฒนธรรมสำคัญกว่าการแก้กฎหมายอย่างเดียว ต้องสื่อสารเรื่องเพศบนความเท่าเทียม ต้องเลิกโทษเหยื่อ และต้องให้สังคมเข้าใจว่า sexual consent คือเรื่องสิทธิ ความปลอดภัย สุขภาวะ และความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่แค่คดีอาญา

 

นิเทศ จุฬาฯ ร่วมมือ กับ UNESCO และสมาคมนักข่าวฯ ผลักดันวัฒนธรรมการสื่อสารด้วยความยินยอมทางเพศ ยุติการรายงานข่าวแบบโทษเหยื่อ 3

 

ด้าน ดลยณา บุนนาค ผู้ประกาศข่าส Thai PBS World และพีร์ญาดา ประสูตร์แสงจันทร์ นักข่าวจากโพสต์ทูเดย์ ซึ่งเป็นสองผู้เข้าร่วมกิจกรรม “หลักสูตรการฝึกอบรมสื่อมวลชนเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมการสื่อสารด้วยความยินยอมทางเพศ” (Workshop for the Media to Promote a Culture of Sexual Consent Communications) กล่าวว่าหนึ่งในบทเรียนสำคัญจากโครงการอบรมครั้งนี้ คือแนวคิดเรื่อง Deep Listening หรือการฟังเชิงลึก ซึ่งหมายถึงการฟังโดย “ละตัวตนของผู้สื่อข่าวออกไป” อยู่กับประสบการณ์ของผู้เสียหายโดยไม่ด่วนตัดสิน ไม่มองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นเพียงดราม่าส่วนตัว หากแต่ทำหน้าที่ช่วยสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างและสภาพจิตใจของผู้เสียหายที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นั้นไปพร้อมกัน

 

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวยังมีบทบาทสำคัญในการให้ความรู้เรื่อง “ความยินยอมทางเพศ” ผ่านการนำเสนอข่าวความรุนแรงทางเพศอย่างรอบด้านและรับผิดชอบ เพื่อช่วยให้สังคมเข้าใจประเด็นนี้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ไม่ใช่เพียงรายงานเหตุการณ์แล้วปล่อยให้เรื่องราวจบลงไปตามกระแสข่าวเท่านั้น

 

นิเทศ จุฬาฯ ร่วมมือ กับ UNESCO และสมาคมนักข่าวฯ ผลักดันวัฒนธรรมการสื่อสารด้วยความยินยอมทางเพศ ยุติการรายงานข่าวแบบโทษเหยื่อ 4

 

 

The post นิเทศ จุฬาฯ ร่วมมือกับ UNESCO และสมาคมนักข่าวฯ ผลักดันวัฒนธรรมการสื่อสารด้วยความยินยอมทางเพศ ยุติการรายงานข่าวแบบโทษเหยื่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
New Era of Japan? ก้าวต่อไปของการเมืองญี่ปุ่น ในวันที่ (อาจ) ได้นายกฯ หญิงคนแรก https://thestandard.co/japan-first-female-prime-minister/ Tue, 14 Oct 2025 05:39:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1130179 New Era of Japan? ก้าวต่อไปของการเมืองญี่ปุ่น ในวันที่ (อาจ) ได้นายกฯ หญิงคนแรก

ขวาจัด-หัวก้าวหน้า, มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ แห่งญี่ปุ่น และ […]

The post New Era of Japan? ก้าวต่อไปของการเมืองญี่ปุ่น ในวันที่ (อาจ) ได้นายกฯ หญิงคนแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
New Era of Japan? ก้าวต่อไปของการเมืองญี่ปุ่น ในวันที่ (อาจ) ได้นายกฯ หญิงคนแรก

ขวาจัด-หัวก้าวหน้า, มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ แห่งญี่ปุ่น และหญิงเหล็ก คือหลากคำนิยามตัวตนของ ซานาเอะ ทาคาอิจิ ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกแห่งญี่ปุ่น หลังใช้ระยะเวลาเกือบ 5 ปี ในการขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตยญี่ปุ่น (LDP) หรือผู้นำประเทศคนใหม่โดยพฤตินัย ซึ่งคาดการณ์ว่า จะมีการประชุมสภาสมัยวิสามัญ เพื่อลงคะแนนเสียงเลือกเธออย่างเป็นทางการภายในสัปดาห์นี้

 

ท่ามกลางความปีติยินดีว่า ‘สังคมชายเป็นใหญ่’ ระดับเข้มข้นอย่างญี่ปุ่น กำลังจะได้นายกฯ หญิงคนแรกอย่างไม่น่าเป็นไปได้ ยังมีความท้าทายที่ทาคาอิจิต้องเผชิญในเก้าอี้นายกฯ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาปากท้อง การเมืองระหว่างประเทศ หรือแม้แต่ภารกิจกอบกู้ความแตกแยกภายในพรรค LDP ที่ผู้นำหลายคนล้มเหลวมานับต่อนับ

 

THE STANDARD พาทุกคนสำรวจการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของญี่ปุ่นว่า เพราะเหตุใดผู้หญิงคนนี้จึงได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้นำ รวมถึงประมวลความท้าทายและก้าวต่อไปสังคมญี่ปุ่นนับต่อจากนี้คืออะไรบ้าง

 

ความสามารถ ความไว้วางใจ และความเป็น ‘ผู้ชาย’ คือเหตุผลทำให้ทาคาอิจินั่งเก้าอี้ผู้นำ

 

“แทนที่จะรู้สึกความสุข ฉันรู้สึกว่า มันยากมากกว่าจะมาถึงจุดนี้”

 

เป็นคำพูดของทาคาอิจิในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด หลังจากวนเวียนในสังเวียนเก้าอี้ผู้นำ LDP ตั้งแต่ปี 2021 หรือคิดเป็นระยะเวลานานถึง 5 ปี เธอต้องพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้กับผู้ชายในพรรค ไม่ว่าจะเป็น ฟุมิโอะ คิชิดะ และ ชิเงรุ อิชิบะ จนมาถึงวันนี้ ทาคาอิจิสามารถเอาชนะ ชินจิโร โคอิซูมิ (Shinjiro Koizumi) รัฐมนตรีกระทรวงการเกษตรญี่ปุ่น ในการลงคะแนนเสียงรอบสองไปที่คะแนน 185 โหวต ต่อ 156 โหวต

 

นับได้ว่าความพยายามอยู่คู่กับทาคาอิจิมาตลอด หากย้อนดูเส้นทางการเมืองของเธอ โดยเริ่มจากการท้าชิงตำแหน่ง สส. ในนามผู้สมัครอิสระจากเขตนารา (Nara) ในปี 1992 แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จนกระทั่งปีถัดมา เธอได้รับเลือกเป็น สส. ครั้งแรก และทำงานร่วมกับ ชินโซ อาเบะ อดีตนายกฯ จากพรรค LDP ผู้ล่วงลับอย่างใกล้ชิด

 

แม้ในปี 1994 ทาคาอิจิเข้าร่วมพรรคก้าวหน้าใหม่ (New Frontier Party) แต่เวลาของเธอกับพรรคนี้สั้นมาก เพราะต่อมาในปี 1996 เธอได้เข้าร่วมกับพรรค LDP และอยู่ในฝ่ายสนับสนุนอาเบะ ซึ่งได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสำคัญตลอดทั้ง 2 ทศวรรษ ได้แก่ 

 

  • รัฐมนตรีกระทรวงกิจการโอกินาวา และดินแดนทางตอนเหนือ
  • หัวหน้าของสภาวิจัยนโยบายหญิงคนแรก
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารหญิงคนแรก
  • รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม
  • รัฐมนตรีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

 

ผศ. ดร. ธีวินท์ สุพุทธิกุล ผู้เชี่ยวชาญการเมืองญี่ปุ่น เอเชียตะวันออก และหัวหน้าภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ว่า ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด ที่ทาคาอิจิได้รับความไว้วางใจ และแรงสนับสนุนจากผู้ใหญ่หรือนักการเมืองชายในพรรค LDP เพราะเธอมีความสามารถ ประสบการณ์การทำงาน และมีความอาวุโส แม้จะมีตัวเก็งสูสีก็ตาม

 

“เราอาจจะคิดว่า เธอเป็นผู้หญิง และพรรค LDP ไม่พร้อมมีนายกฯ หญิง ก็ถือว่าเป็นความแปลกใหม่ เพราะทุกครั้งที่ทาคาอิจิพลาดชิงตำแหน่ง หรือตกรอบชิง ก็จะมีข้อโต้แย้งว่า เธอขึ้นมาเป็นผู้นำไม่ได้ เพราะเป็นผู้หญิง”

 

อย่างไรก็ตาม ผศ. ดร ธีวินท์มองว่า สถานการณ์ตรงนี้ ‘ก้ำกึ่ง’ แม้ทาคาอิจิเป็นผู้หญิง แต่ไม่ได้มีนโยบายสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศและสิทธิสตรี โดยเธอยังคงจะดำเนิน ‘แบบแผน’ (Playbook) ของพรรค LDP ที่รักษาขนบธรรมเนียมดั้งเดิมไว้

 

มิกิโกะ เอโตะ (Mikiko Eto) ศาสตราจารย์ด้านเพศสภาพและการเมืองจาก Hosei University ตั้งข้อสังเกตกับ TIME ไว้ว่า ทาคาอิจิมีบุคลิกและวางตัวเหมือน ‘ผู้ชาย’ ซึ่งมักแสดงท่าทีต่อต้านประเด็นเรื่องเพศสภาพและกระแสสตรีนิยม ต่างจาก โยโกะ คามิคาวะ (Yoko Kamikawa) รักษาการรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศหญิงวัย 71 ปี ที่เป็นดาวเด่นในพรรค และมีนโยบายเป็นมิตรกับผู้หญิงมากกว่า

 

เช่นเดียวกับ เจฟฟ์ คิงสตัน (Jeff Kingston) ศาสตราจารย์ด้านเอเชียศึกษาและประวัติศาสตร์จาก Temple University ที่ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AP ว่า ทาคาอิจิไม่เคยมีประวัติด้านบวกกับประเด็นความเท่าเทียมทางเพศ นโยบายครอบครัว หรือแม้แต่การเสริมสร้าง (Empowerment) พลังหญิง

 

ในช่วงที่ผ่านมา ทาคาอิจิมีภาพลักษณ์ ‘หญิงเหล็ก’ ในหน้าสื่อ จากบุคลิกดุดันและไลฟ์สไตล์ส่วนตัว เช่น การเป็นอดีตมือกลองวงเฮฟวีเมทัล และผู้คลั่งไคล้รถ ขณะที่ด้านการดำเนินนโยบายทางการเมือง ทาคาอิจิสนับสนุนประเด็นด้านความมั่นคง บทบาทของกองทัพที่เข้มแข็ง และต่อต้านนโยบายรับผู้อพยพ สมรสเท่าเทียม การเปลี่ยนแปลงกฎมณเทียรบาลที่ให้ผู้หญิงขึ้นเป็นกษัตริย์ รวมถึงไม่สนับสนุนให้ผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว เลือกใช้นามสกุลเองได้

 

แต่ก็ไม่ใช่ว่า ทาคาอิจิจะละทิ้งนโยบายสำหรับผู้หญิงทั้งหมด เพราะเธอสนับสนุนสวัสดิการรักษาสุขภาพผู้หญิง และการรักษาภาวะมีบุตรยาก ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายของพรรค LDP เป็นทุนเดิม หากแต่เน้นย้ำบทบาทสตรีในฐานะ ‘แม่’ และ ‘ภรรยา’ ที่ดี

 

นอกจากนี้ ทาคาอิจิยังให้คำมั่นสัญญาว่า จะเพิ่มจำนวนรัฐมนตรีหญิงในคณะรัฐมนตรีของเธอ หากแต่นักวิเคราะห์จาก AP มองว่า แนวโน้มดังกล่าวเกิดขึ้นได้ยาก เพราะเธอต้องแสดงความ ‘ภักดี’ ต่อผู้ชายที่มีอิทธิพลในพรรค ซึ่งมีผลต่อการนั่งเก้าอี้ผู้นำระยะยาว

 

สังคมญี่ปุ่นมองการได้นายกฯ หญิงอย่างไรบ้าง

 

แม้ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายมองว่า การมาของทาคาอิจิไม่ได้ช่วยสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศในสังคมญี่ปุ่นให้ดีขึ้น แต่ ผศ. ดร. ธีวินท์มองว่า เป็น ‘นิมิตหมายใหม่’ อันดี ถือเป็นก้าวแรกที่ญี่ปุ่นยอมรับให้ผู้หญิงเป็นผู้นำทางการเมือง โดยเฉพาะหากเทียบกับ 10-20 ปีก่อน ที่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

 

“ก็ต้องยอมรับว่า สังคมญี่ปุ่นมีการถกเถียง และเปลี่ยนแนวคิดเรื่องความเท่าเทียมพอสมควร เป็นการสั่งสมความเชื่อของคนญี่ปุ่น ที่ยอมรับให้ผู้หญิงเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ตั้งแต่นโยบายเศรษฐกิจของอาเบะที่ให้ผู้หญิงได้ ‘เฉิดฉาย’ โดยพยายามดึงแรงงานสตรีที่แฝงอยู่ในสังคม เข้ามาอยู่ในระบบเศรษฐกิจ (Womenomics) มากขึ้น”

 

อย่างไรก็ตาม อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รัฐศาสตร์ จุฬาฯ มองว่า หากประเมินจากกระแสโซเชียลฯ ของญี่ปุ่น ความเห็นของผู้คนก็ยังอยู่ในระดับก้ำกึ่ง ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ที่ทาคาอิจิเป็นนายกฯ

 

“ถ้าดูจากเสียงในโซเชียลมีเดียของคนญี่ปุ่น เขาก็ให้ความคิดเห็นในลักษณะก้ำกึ่ง จนถึงเชิงต่อต้านด้วยซ้ำว่า ทาคาอิจิเป็นผู้หญิงก็จริง แต่อย่าคิดว่า มันจะทำให้ญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลงขนาดนั้น”

 

ผศ. ดร. ธีวินท์ยังระบุว่า ภายในพรรค LDP ก็ยังมีการต่อสู้กระแสธารทางความคิดอยู่ ซึ่งเราอาจจะเห็นปรากฏการณ์นี้ภายในพรรคมากขึ้น ท่ามกลางสภาพแวดล้อมสังคมญี่ปุ่น ที่ยังไม่เปิดกว้างความเท่าเทียมทางเพศ และมีความท้าทายต่อบทบาทของผู้หญิงในพื้นที่ทางสังคมอยู่

 

อนึ่งน่าสนใจว่า ผลสำรวจจาก Pew Research Center ในปี 2023 ระบุว่า คนญี่ปุ่นถึง 86% เชื่อว่า ผู้หญิงและผู้ชายต่างก็เป็นผู้นำที่ดีได้เหมือนกัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากที่สุดในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก

 

อย่างไรก็ดี เอโตะ ผู้เชี่ยวชาญด้านเพศสภาพให้สัมภาษณ์กับ TIME ว่า สำหรับพรรค LDP ผู้หญิงเป็นเพียงไม้ประดับเชิง ‘สัญลักษณ์’ เท่านั้น พร้อมยกตัวอย่างเหตุการณ์เหยียดเพศในหน้าการเมืองปี 2021 หลัง โทชิฮิโระ นิไค (Toshihiro Nikai) อดีตรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ เสนอให้ผู้หญิงเข้าไปร่วมประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคได้ ตราบใดที่พวกเธอ ‘เงียบ’ ไม่แสดงความคิดเห็นอะไร

 

ขณะที่ ฮิโรโกะ ทาเคดะ (Hiroko Takeda) อาจารย์ด้านรัฐศาสตร์จาก Nagoya University วิเคราะห์ว่า LDP เป็นโลกคู่ขนานของญี่ปุ่น โดยมองตำแหน่งทางการเมืองเป็น ‘การสืบทอด’ ภายในตระกูล ทำให้ผู้หญิงมักไม่ได้รับตำแหน่งสำคัญมากนัก

 

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นมีสถิติรั้งท้ายด้านความเท่าเทียมทางเพศในกลุ่มประเทศ G7 คือ 118 ประเทศจาก 148 ประเทศ ขณะที่ในปี 2021 มีเพียงผู้หญิงญี่ปุ่น 13.2% ที่มีบทบาทในตำแหน่งผู้บริหารเท่านั้น ซึ่งต่ำสุดในบรรดากลุ่มประเทศ OECD

 

ความท้าทายและก้าวต่อไปของญี่ปุ่น ในมือว่าที่นายกฯ หญิง

 

กล่าวได้ว่า การขึ้นมาเป็นนายกฯ หญิงคนแรก และคนใหม่ของญี่ปุ่น คือ ส่วนที่ง่ายที่สุดของทาคาอิจิในวันนี้ เพราะยังมีความท้าทายนับไม่ถ้วน ที่เธอต้องแก้ไขโดยเร่งด่วน โดย ผศ. ดร. ธีวินท์ วิเคราะห์สิ่งที่ทาคาอิจิต้องทำหลังจากนี้ ได้แก่

 

  1. ภารกิจกอบกู้รอยร้าวพรรค LDP – ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองญี่ปุ่นมองว่า ปัญหาดังกล่าวเรื้อรังตั้งแต่การเลือกผู้นำครั้งที่ผ่านมา สะท้อนจากการมีแคนดิเดตถึง 9 คนที่เสนอตัวท้าชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคปี 2024 ซึ่งปรากฏการณ์นี้บอกได้ว่า ภายในพรรค LDP แบ่งออกเป็นหลายฝ่าย ที่ต่างมีผู้สนับสนุนเป็นของตนเอง

 

ผศ. ดร. ธีวินท์ยังเสริมประเด็นต่อว่า LDP มีความหลากหลายสูง ทั้งอุดมการณ์หัวก้าวหน้า กลาง และขวาจัด ดังนั้นภารกิจใหญ่ของทาคาอิจิ คือ ทำอย่างไรให้คนในพรรคอยู่ร่วมกันโดยไม่แตกแยก รวมถึงกระจายตำแหน่งผู้บริหารภายในพรรคด้วย

 

อนึ่ง วิกฤตศรัทธาพรรค LDP ยังเกิดขึ้นกับประชาชน จากข้อกล่าวหาว่านักการเมืองในพรรคซุกเงินระดมทุนไว้ใช้ส่วนตัว โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มก้อนของอาเบะ และเป็นสาเหตุทำให้รัฐบาลของคิชิดะมีคะแนนเสียงตกต่ำถึง 17% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี

 

  1. ภาวะเสียงข้างน้อยในสภา ซ้ำเติมด้วยพันธมิตรเดิมถอนตัว – ผศ. ดร. ธีวินท์มองว่า โจทย์ของพรรค LDP และทาคาอิจิ คือ ทำอย่างไรให้รัฐบาลเสียงข้างน้อยมีเสถียรภาพ และผลักดันวาระสำคัญของตนเองได้ ขณะที่หลีกเลี่ยงสถานการณ์เลวร้ายที่สุด คือ การถูกโหวตอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือล้มงบประมาณประจำปี

 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ล่าสุดน่ากังวล หลังวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา พรรคโคเม (Komeito) พันธมิตรเก่าแก่ของ LDP ร่วม 25 ปี ประกาศถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เนื่องจากไม่พอใจที่พรรค LDP กำลังหันเหไปในแนวทางขวาจัดภายใต้ทาคาอิจิ ซึ่งขัดกับพรรคโคเมที่มีอุดมการณ์สายกลาง-เอียงซ้าย และยึดแนวทางสันตินิยม เช่น การไม่สนับสนุนให้แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 9 หรือ ‘บทบัญญัติสันติภาพ’ ที่ทำให้ญี่ปุ่นสามารถกลับมาใช้กำลัง เข้าร่วมสงครามได้ตามปกติ รวมถึงการมีกองทัพเป็นของตนเอง

 

อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ หมายเหตุไว้ว่า สาเหตุที่ต้องเรียกทาคาอิจิว่า ‘ขวาจัด’ เพราะเธอมีแนวทางเดียวกับอาเบะ คือ การไปเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิ (Yasukuni Shrine) เพื่อสักการะทหารญี่ปุ่นที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นประเด็นถกเถียงในหมู่ประเทศเพื่อนบ้านเอเชียตะวันออกว่า ทหารเหล่านี้คืออาชญากรสงครามที่รุกราน และเข่นฆ่าผู้คนมากมาย การไปสักการะบุคคลเหล่านี้ จึงเปรียบเสมือนว่า ผู้นำญี่ปุ่นไม่รู้สึก ‘สำนึกผิด’ ต่อเหตุการณ์ในอดีต

 

ทั้งนี้ ผศ. ดร. ธีวินท์คาดว่า วิธีการจัดการปัญหาเสียงข้างน้อยของพรรค LDP มี 2 วิธี คือ

 

  1. ยุบสภาและจัดการเลือกตั้งฉับพลัน (Snap Election) ซึ่งเป็นการเดินหมากรูปแบบเดียวกันกับอิชิบะ โดยช่วงชิงความนิยมของประชาชนในช่วงแรก หรือ Honeymoon Period
  2. หาพรรคฝ่ายค้านมาร่วมรัฐบาลให้เสียงได้เกินกึ่งหนึ่ง ซึ่งเต็งโผคือพรรคที่ได้คะแนนเสียงรองลงมา คือ พรรค DPP (Democratic Party for the People) 28 เสียง และพรรคนิปปอนอิชิน (Nippon Ishin) ที่มี 38 เสียง แต่ ผศ. ดร. ธีวินท์มองว่า เป็นเรื่องยากมากที่ LDP จะได้เสียง 2 พรรคมาร่วมรัฐบาล

 

อนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองญี่ปุ่นจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า มีแนวโน้มที่สถานการณ์อาจ ‘พลิก’ ทำให้ญี่ปุ่นไม่ได้นายกฯ หญิงคนแรก

 

ทั้งนี้ Nikkei Asia และ Bloomberg รายงานสถานการณ์ล่าสุดว่า พรรคประชาธิปไตยรัฐธรรมนูญญี่ปุ่น (Constitutional Democratic Party of Japan: CDP) พรรคแกนนำฝ่ายค้าน กำลังวางแผน ‘จัดตั้งรัฐบาลผสม’ แข่งกับพรรค LDP พร้อมเสนอชื่อของ ยูจิโร ทามากิ (Yuichiro Tamaki) หัวหน้าพรรค CDP เป็นนายกฯ พร้อมเปิดกว้างเจรจากับพรรคนิปปอนอิชิน และพรรค DPP หากแต่ติดที่ประเด็นความแตกต่างด้านนโยบายและอุดมการณ์

 

  1. วิกฤตเงินเฟ้อในภาคเศรษฐกิจ – ขณะนี้ ญี่ปุ่นเผชิญภาวะเงินเฟ้อสูงในรอบ 10 ปี ทำให้กำลังซื้อของภาคประชาชนต่ำลง โดย ผศ. ดร. ธีวินท์วิเคราะห์ว่า รัฐบาลของทาคาอิจิมีนโยบายอัดฉีดการใช้จ่ายของประชาชน เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งก็เป็นแนวทางของ LDP ในทุนเดิม
  2. ปัญหาการต่อต้านผู้อพยพ – ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ มองว่า ปัญหานี้เป็นภาวะเรื้อรัง เพราะแต่เดิม ญี่ปุ่นไม่ได้มีชื่อเสียงดีในด้านภาพลักษณ์เป็นมิตรกับคนต่างชาติ แต่ด้วยภาวะสังคมผู้สูงอายุ และอัตราการเกิดต่ำ ทำให้ญี่ปุ่นไม่มีทางเลือกนัก ผู้อพยพและคนต่างชาติจึงเป็นกำลังสำคัญในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ

 

สำหรับในหน้าการเมืองญี่ปุ่น พรรคซันเซโตะ (Sanseito) ถือเป็นหัวหอกสำคัญในการสนับสนุนนโยบายต่อต้านผู้อพยพ โดยใช้สโลแกน ‘คนญี่ปุ่นต้องมาก่อน’ (Japanese First) และเชื่อว่า คนต่างถิ่นเข้ามาทำลายเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสังคมญี่ปุ่น

 

  1. ความท้าทายด้านการต่างประเทศ – ผศ. ดร. ธีวินท์ระบุว่า เรื่องหลักของการต่างประเทศญี่ปุ่น คือ การรักษาพันธมิตรกับสหรัฐฯ ในฐานะเสาหลักด้านความมั่นคง เพื่อรักษากลไกป้องปราม (Deterrence) จากช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญมาตรา 9 แม้ว่า การขึ้นมาของทรัมป์ แปรเปลี่ยนให้มหามิตร ดู ‘เอาแต่ใจ’ ซึ่งญี่ปุ่นก็ต้องประนีประนอมกับสหรัฐฯ ต่อไป

 

“ญี่ปุ่นก็มองพันธมิตรญี่ปุ่น-สหรัฐ เป็นเสาหลักในการรักษาเสถียรภาพและความสงบในพื้นที่ เพื่อที่จะป้องปรามไม่ให้จีนกระทำบุ่มบ่าม หรือว่าใช้กำลังในเรื่องต่างๆ ”

 

อีกประเด็นหนึ่งที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองญี่ปุ่นตั้งข้อสังเกต คือ ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออก อาจกลับมาร้าวฉานอีกครั้ง โดยพูดถึงประเด็นการเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิ ที่มักถูกท้วงติงจากจีนและเกาหลีใต้ ประเทศคู่กรณีเสมอ

 

‘ญี่ปุ่น’ โอกาสของไทยในวิกฤตไทย-กัมพูชา

 

แต่ในเรื่องดีที่ยังคงอยู่เหมือนเดิมไม่ว่ารัฐบาลชุดไหน คือ ความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น ผศ. ดร. ธีวินท์มองว่า ญี่ปุ่นก็ยังให้ความสำคัญกับประเทศอาเซียนไม่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่มีข้อพิพาททะเลจีนใต้กับจีน เช่น ญี่ปุ่นเคยส่งเรือปลดระวางให้ฟิลิปปินส์และเวียดนาม

 

ยิ่งกว่านั้น ไทย-ญี่ปุ่นสามารถร่วมมือประเด็นความมั่นคงกันได้มากขึ้น ท่ามกลางความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ซึ่งไทยและญี่ปุ่นมีข้อตกลงแลกเปลี่ยนอาวุธ หรือ Defense Equipment Transfer

 

“ผมคิดว่าเป็นโอกาสของไทย ซึ่งก็เหมาะกับญี่ปุ่นด้วย เพราะญี่ปุ่นก็คงอยากจะสานสัมพันธ์ประเด็นด้านความมั่นคง เพื่อถ่วงดุลอำนาจกับจีน เหมือนกับเป็นการส่งสัญญาณว่า มีหลายประเทศที่อยู่ข้างญี่ปุ่น และไม่อยากเห็นจีนสร้างความปั่นป่วนในภูมิภาค”

 

ภาพ: YUICHI YAMAZAKI / Reuters

อ้างอิง:

The post New Era of Japan? ก้าวต่อไปของการเมืองญี่ปุ่น ในวันที่ (อาจ) ได้นายกฯ หญิงคนแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
JPMorgan คาดความเท่าเทียมทางเพศจะเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ ต้องใช้เวลาอีก 134 ปี https://thestandard.co/jpmorgan-gender-equality-134-years/ Sat, 08 Mar 2025 05:13:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1049915

ความก้าวหน้าด้าน ความเท่าเทียมทางเพศ หยุดชะงัก คาดใช้เว […]

The post JPMorgan คาดความเท่าเทียมทางเพศจะเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ ต้องใช้เวลาอีก 134 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

ความก้าวหน้าด้าน ความเท่าเทียมทางเพศ หยุดชะงัก คาดใช้เวลาอีก 134 ปีถึงจะบรรลุความเสมอภาคอย่างสมบูรณ์

 

JPMorgan Chase & Co. เปิดเผยรายงานล่าสุดระบุว่า ความก้าวหน้าด้านความเท่าเทียมทางเพศทั่วโลกกำลังชะลอตัวลง และหากยังคงดำเนินไปในอัตราเช่นนี้จะต้องใช้เวลาถึง 134 ปี กว่าที่โลกจะบรรลุความเสมอภาคทางเพศอย่างสมบูรณ์

 

แม้ว่าการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในตลาดแรงงานทั่วโลกจะเพิ่มขึ้น รวมถึงอัตราการจ้างงานของผู้หญิงในสหรัฐฯ ที่แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่จำนวนผู้หญิงที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำระดับสูงยังคงอยู่ในระดับต่ำเพียง 32% ทั่วโลก จากข้อมูลของ JPMorgan

 

รายงานระบุว่า ในสหรัฐอเมริกา ผู้ชายผิวขาวยังคงครองตำแหน่งงานที่มีรายได้สูงที่สุด ขณะที่ผู้หญิงยังคงมีบทบาทที่จำกัดในตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับอำนาจการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ขององค์กร

 

ช่องว่างค่าจ้างระหว่างเพศยังคงเป็นปัญหาสำคัญ โดยความเหลื่อมล้ำของค่าจ้างระหว่างผู้ชายและผู้หญิงในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 17% ในปีที่แล้ว ในขณะที่ในยุโรป ช่องว่างค่าจ้างยังคงอยู่ที่ระดับเกือบ 13% โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง

 

JPMorgan เตือนว่า หากแนวโน้มปัจจุบันยังคงดำเนินต่อไป การบรรลุความเท่าเทียมทางเพศทั่วโลกอาจต้องรอจนถึงศตวรรษที่ 22

 

“หมายความว่า เด็กผู้หญิงที่เกิดในวันนี้ อาจต้องรอจนถึงวันเกิดปีที่ 97 ของเธอ ซึ่งเกินกว่าค่าเฉลี่ยอายุขัยของประชากรในทุกประเทศ กว่าที่เธอจะได้เห็นโลกที่มีความเสมอภาคทางเพศอย่างแท้จริง” รายงานระบุ

 

อ้างอิง:

The post JPMorgan คาดความเท่าเทียมทางเพศจะเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ ต้องใช้เวลาอีก 134 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิสาระดีได้รับเลือกนั่ง กมธ.สหภาพรัฐสภาสตรี หวังขับเคลื่อนความเท่าเทียมทางเพศระดับนานาชาติ https://thestandard.co/wisaradee-was-elected-to-the-womens-parliamentary-union-committee/ Fri, 25 Oct 2024 09:46:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1000104

วานนี้ (24 ตุลาคม) วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ สส. จังหวัดเช […]

The post วิสาระดีได้รับเลือกนั่ง กมธ.สหภาพรัฐสภาสตรี หวังขับเคลื่อนความเท่าเทียมทางเพศระดับนานาชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วานนี้ (24 ตุลาคม) วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ สส. จังหวัดเชียงราย เขต 4 พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานชมรมสมาชิกรัฐสภาสตรีไทย กล่าวถึงกรณีที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สหภาพรัฐสภาสตรี (Inter-Parliamentary Union’s Bureau of Women Parliamentarians) ในสัดส่วนของประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งได้รับเลือกในที่ประชุมสมัชชาสหภาพรัฐสภา ครั้งที่ 149 เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2024 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส

 

วิสาระดีกล่าวว่า ขอขอบคุณสหภาพรัฐสภา (Inter-Parliamentary Union: IPU) ที่เลือกให้ตนรับตำแหน่งนี้ และยืนยันว่าจะใช้โอกาสดังกล่าวเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนของชมรมสมาชิกรัฐสภาสตรีไทยอย่างเต็มที่ตลอดระยะเวลาดำรงตำแหน่งทั้ง 2 ปีครึ่ง จะมุ่งมั่นส่งเสริมให้มีการยกระดับบทบาทของสตรีไทยและสตรีในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาการเมือง การปกครอง และเศรษฐกิจ ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระดับนานาชาติ

 

วิสาระดีกล่าวต่อว่า ตั้งแต่ที่ตนได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานชมรมสมาชิกรัฐสภาสตรีไทยเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2024 ตนก็ได้ผลักดันประเด็นในมิติต่างๆ โดยเฉพาะการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในที่ทำงานเพื่อคนทุกเพศสภาพ ควบคู่ไปกับการสร้างความเสมอภาคทางเพศในสังคมผ่านกิจกรรมเสวนาที่ร่วมมือกับหน่วยงานระหว่างประเทศมาโดยตลอด เช่น Westminster Foundation for Democracy (WFD), United Nations Development Programme (UNDP) และ United Nations Entity for Gender Equality and the Empowerment of Women (UN Women)

 

นอกจากนี้ชมรมสมาชิกรัฐสภาสตรีไทยยังร่วมมือกับสถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย และคณะ กมธ.ความปลอดภัยทางอิเล็กทรอนิกส์ (eSafety Commissioner) ของประเทศออสเตรเลีย ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการป้องกันตัวของสตรีผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อส่งเสริมให้เกิดการตระหนักรู้ถึงผลกระทบที่ร้ายแรงอันเกิดจากโครงสร้างทางสังคมที่กดขี่สตรีเพศ

 

วิสาระดีกล่าวทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันในภาพรวมรัฐสภาทั่วโลกจากผลสำรวจของสหภาพรัฐสภาในปี 2023 ยังคงมีเพศหญิงที่เป็นสัดส่วนน้อยเพียงแค่ 26.5% ดังนั้นจึงมีช่องว่างอีกมากในการผลักดันสิทธิต่างๆ ควบคู่ไปกับนโยบายของพรรคเพื่อไทยในด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อความเท่าเทียมทางเพศที่จะส่งเสริมการใช้วิทยาการที่ก้าวหน้าเพื่อขจัดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางเพศ และพร้อมที่จะผลักดันให้เกิดการฟื้นฟูบทบาทกองทุนพัฒนาสตรีต่อรัฐบาลต่อไป

 

ทั้งนี้ กมธ.สหภาพรัฐสภาสตรี ก่อตั้งขึ้นในปี 1990 ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการทำให้เกิดความตระหนักรู้เกี่ยวกับประเด็นทางเพศ และชี้แนะการทำงานในการขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าวของกลุ่มประเทศสมาชิกที่มาจาก 6 ภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก พร้อมทั้งยังทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างประเทศและร่วมกันจัดทำรายงานต่อสหภาพรัฐสภา

The post วิสาระดีได้รับเลือกนั่ง กมธ.สหภาพรัฐสภาสตรี หวังขับเคลื่อนความเท่าเทียมทางเพศระดับนานาชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปี 2024 ชาติไหนประกาศใช้ ‘สมรสเท่าเทียม’ แล้วบ้าง https://thestandard.co/equal-marriage-2024/ Mon, 03 Jun 2024 03:58:44 +0000 https://thestandard.co/?p=940602 สมรสเท่าเทียม

หลายชาติในประชาคมโลกต่างทยอยเปิดพื้นที่และโอบรับความแตก […]

The post ปี 2024 ชาติไหนประกาศใช้ ‘สมรสเท่าเทียม’ แล้วบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมรสเท่าเทียม

หลายชาติในประชาคมโลกต่างทยอยเปิดพื้นที่และโอบรับความแตกต่างหลากหลายในสังคมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในมิติของความหลากหลายทางเพศและความเท่าเทียมทางเพศ นับตั้งแต่ปี 2001 จนถึงปัจจุบัน มีอย่างน้อย 37 ชาติทั่วโลกที่ประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียม อนุญาตให้คู่รักเพศเดียวกันสามารถสมรสกันได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายเช่นเดียวกับคู่รักชายหญิง

 

เนเธอร์แลนด์ถือเป็นประเทศแรกในโลกที่ประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2001 ก่อนที่จะตามมาอีกหลายๆ ชาติในยุโรปและลาตินอเมริกา ในขณะที่เอเชียมีเพียงไต้หวันและเนปาลเท่านั้นที่ประกาศใช้กฎหมายนี้

 

กลุ่มนักเคลื่อนไหว ผู้สนับสนุนสิทธิความหลากหลายทางเพศ และคู่รัก LGBTQIA+ ในไทยกำลังร่วมกันเฉลิมฉลองช่วงเวลาประวัติศาสตร์ หลังสมาชิกวุฒิสภา (สว.) มีมติเห็นชอบร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมในวันนี้ (18 มิถุนายน) โดยมีความเป็นไปได้ที่ไทยอาจบังคับใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมภายในช่วงปลายปีนี้ และจะทำให้ไทยเป็นชาติแรกในอาเซียนและชาติที่ 3 ในเอเชียที่ผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียมจนเป็นผลสำเร็จ

 

ขณะที่ลิกเตนสไตน์ก็จะเป็นอีกหนึ่งชาติในประชาคมโลกที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม 2025

 

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

The post ปี 2024 ชาติไหนประกาศใช้ ‘สมรสเท่าเทียม’ แล้วบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Kristen Stewart รู้สึกว่าฮอลลีวูดชอบทำตัวปลอมเปลือกตอนพยายามให้เกิดความเท่าเทียมทางเพศ https://thestandard.co/kristen-stewart-hollywoods-phony-gender-equality/ Thu, 23 May 2024 01:00:14 +0000 https://thestandard.co/?p=936584 Kristen Stewart

Kristen Stewart ออกมาวิจารณ์เรื่องที่ฮอลลีวูดพยายามแสดง […]

The post Kristen Stewart รู้สึกว่าฮอลลีวูดชอบทำตัวปลอมเปลือกตอนพยายามให้เกิดความเท่าเทียมทางเพศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Kristen Stewart

Kristen Stewart ออกมาวิจารณ์เรื่องที่ฮอลลีวูดพยายามแสดงให้เห็นถึงการสร้างความเท่าเทียมทางเพศในอุตสาหกรรม โดยเธอเผยว่าเธอรู้สึกว่ามันปลอมเปลือก

 

Kristen Stewart พูดคุยผ่านนิตยสาร PORTER และเผยมุมมองที่ฮอลลีวูดพยายามสร้างภาพยนตร์ที่กำกับโดยผู้กำกับหญิง เพื่อทำให้อัตราความแตกต่างระหว่างการผลิตผลงานของผู้กำกับหญิงและชายลดน้อยลงบ้าง

 

“มันมีความคิดที่ว่าถ้าเราสามารถทำตามกระบวนการเล็กๆ เหล่านี้ และลบล้างระบบชายเป็นใหญ่ไปเสีย เราก็จะทำให้เกิดความเท่าเทียมในฮอลลีวูดสำเร็จได้ มันง่ายที่พวกเขาจะบอกว่า ‘ดูสิว่าเราทำอะไรอยู่ เรากำลังทำหนังของ Maggie Gyllenhaal นะ เรากำลังทำหนังของ Margot Robbie ด้วย! ฉันว่า เออ ก็เจ๋งดี คุณเลือกทำตั้ง 4 เรื่องแน่ะ’” Kristen Stewart พูดประชดถึงการที่ฮอลลีวูดผลิตหนังเรื่อง The Lost Daughter ที่กำกับโดย Maggie Gyllenhaal ในขณะที่ Margot Robbie ก็ขึ้นแท่นเป็นโปรดิวเซอร์มือฉมังจากการทำหนังเรื่อง Barbie, Promising Young Woman และ I, Tonya

 

“ฉันทึ่งกับผู้หญิงเหล่านี้ ฉันรักพวกเธอทั้งหมด แต่มันรู้สึกปลอมเปลือก ถ้าหากว่าเราแสดงความยินดีต่อกันในเรื่องที่เราปรับเปลี่ยนทัศนคติและมุมมองของคนในวงการได้ทั้งที่เรายังทำมันไม่มากพอด้วยซ้ำ นั่นก็หมายความว่าเราหยุดการปรับเปลี่ยนนั้นกันเรียบร้อยแล้ว”

 

ภาพ: Jon Kopaloff / WireImage

อ้างอิง: 

The post Kristen Stewart รู้สึกว่าฮอลลีวูดชอบทำตัวปลอมเปลือกตอนพยายามให้เกิดความเท่าเทียมทางเพศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พบกับงานสัมมนาแห่งปี ‘สื่อสารอย่างไรให้เท่าเทียม: สิทธิของ LGBTQIAN+ กับการเปิดรับของสังคม’ จากมุมมองของผู้มีความหลากหลายทางเพศ https://thestandard.co/seminar-on-lgbtqian-rights/ Fri, 29 Mar 2024 07:25:40 +0000 https://thestandard.co/?p=917071

วันนี้ (29 มีนาคม) หลักสูตรผู้บริหารยุทธศาสตร์การสื่อสา […]

The post พบกับงานสัมมนาแห่งปี ‘สื่อสารอย่างไรให้เท่าเทียม: สิทธิของ LGBTQIAN+ กับการเปิดรับของสังคม’ จากมุมมองของผู้มีความหลากหลายทางเพศ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (29 มีนาคม) หลักสูตรผู้บริหารยุทธศาสตร์การสื่อสารมวลชนระดับสูง (บยสส.) รุ่นที่ 3 ร่วมกับสถาบันอิศรา เชิญผู้สนใจเข้าร่วมฟังการสัมมนาหัวข้อ ‘สื่อสารอย่างไรให้เท่าเทียม: สิทธิของ LGBTQIAN+ กับการเปิดรับของสังคม’

 

เวทีที่เปิดเพื่อให้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และมุมมองจากผู้มีความหลากหลายทางเพศ การถอดบทเรียนบทบาทสื่อ และการระดมความคิดเห็นเพื่อหาแนวทางในการสร้างความเท่าเทียมในสังคมของกลุ่ม LGBTQIAN+

 

รับฟังหลากหลายมุมมองจาก ณชเล บุญญาภิสมภาร นักรณรงค์เคลื่อนไหวข้ามเพศ, ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ผู้กำกับซีรีส์ ร่วมด้วยนักแสดง รัศมีแข ฟ้าเกื้อล้น และ นุ่น-ดารัณ ฐิตะกวิน

 

ดำเนินรายการโดย วศิน บุณยาคม จากช่อง 9 MCOT HD และ อังคนางค์ จิตรกร จากช่อง AMARIN TV ในวันเสาร์ที่ 20 เมษายนนี้ เวลา 09.00-12.00 น. ณ Hall 1-2 ชั้น 10 อาคารอเนกประสงค์ เอสซีจี สำนักงานใหญ่ บางซื่อ

 

พินิจ จารุสมบัติ ประธานผู้เข้าอบรม บยสส. รุ่นที่ 3 เปิดเผยว่า แม้ปัจจุบันสังคมไทยจะมีการเปิดรับความหลากหลายทางเพศ หรือ LGBTQIAN+ แต่ก็ยังพบว่ามีการเลือกปฏิบัติและความเหลื่อมล้ำในหลายๆ เรื่อง เช่น การถูกปฏิเสธโอกาสในการทำงานบางประเภท การถูกกีดกันจากสิทธิสวัสดิการจากรัฐ และการเป็นเหยื่ออาชญากรรมจากความเกลียดชัง

 

คณะผู้เข้าอบรม บยสส. รุ่นที่ 3 จึงร่วมกับสถาบันอิศรา จัดงานสัมมนา ‘สื่อสารอย่างไรให้เท่าเทียม: สิทธิของ LGBTQIAN+ กับการเปิดรับของสังคม’ ขึ้น ด้วยเล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างพื้นที่ให้กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศได้สื่อสารสะท้อนตัวตนสู่สาธารณะผ่านสื่อแขนงต่างๆ

 

โดยสร้างความเข้าใจให้แก่สังคมว่าความหลากหลายทางเพศเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย เคารพในความแตกต่างหลากหลาย และส่งเสริมสังคมที่ทุกคนมีศักดิ์ศรีและสิทธิอันเท่าเทียมกัน

 

“สัมมนาครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่สังคมจะได้รับฟังเรื่องราวจากกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศโดยตรง เพื่อสร้างความเข้าใจและส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติในวงกว้าง ซึ่งเชื่อมั่นว่าผลที่ได้จากการแลกเปลี่ยนความเห็นบนเวทีแห่งนี้ จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างสังคมที่เคารพและให้คุณค่ากับการเปิดรับความหลากหลายทางเพศอย่างแท้จริง” พินิจกล่าว

 

ผู้สนใจเข้าร่วมสัมมนา ‘สื่อสารอย่างไรให้เท่าเทียม: สิทธิของ LGBTQIAN+ กับการเปิดรับของสังคม’ ในวันเสาร์ที่ 20 เมษายนนี้ เวลา 09.00-12.00 น. ณ Hall 1-2 ชั้น 10 อาคารอเนกประสงค์ เอสซีจี สำนักงานใหญ่ บางซื่อ ลงทะเบียนเข้าร่วมสัมมนาล่วงหน้าได้ที่ https://forms.gle/RhNeDZokEjNRn8Xb7 งานนี้ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

The post พบกับงานสัมมนาแห่งปี ‘สื่อสารอย่างไรให้เท่าเทียม: สิทธิของ LGBTQIAN+ กับการเปิดรับของสังคม’ จากมุมมองของผู้มีความหลากหลายทางเพศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมรสเท่าเทียมเข้าสภา 27 มี.ค. ผลักดันเพื่อสร้างความเท่าเทียมทางเพศทุกมิติ https://thestandard.co/marriage-equality-enter-council-27-mar/ Tue, 26 Mar 2024 02:01:45 +0000 https://thestandard.co/?p=915439 สมรสเท่าเทียม

วันนี้ (26 มีนาคม) ความเคลื่อนไหวล่าสุดของการพิจารณาร่า […]

The post สมรสเท่าเทียมเข้าสภา 27 มี.ค. ผลักดันเพื่อสร้างความเท่าเทียมทางเพศทุกมิติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมรสเท่าเทียม

วันนี้ (26 มีนาคม) ความเคลื่อนไหวล่าสุดของการพิจารณาร่างกฎหมาย สมรสเท่าเทียม ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะรองประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. หรือร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม เปิดเผยว่า ร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมจะเข้าสู่การพิจารณาของสภา วาระ 2-3 ในวันที่ 27 มีนาคมนี้ เชื่อว่ากฎหมายผ่านสภาแน่นอน ที่ผ่านมาการทำงานใน กมธ. เป็นไปด้วยดี เนื้อหาสาระในร่างที่ กมธ. ปรับแก้ไข สอดคล้องกับร่างของพรรคก้าวไกล เช่น การแก้ไขอายุขั้นต่ำในการสมรส จากเดิม 17 เป็น 18 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก หรือการให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ทันทีหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา 120 วัน 

 

อย่างไรก็ตาม ประเด็นหนึ่งที่ยังมีความเห็นต่างกันว่าควรแก้ไขในกฎหมายฉบับนี้หรือไม่ คือเรื่องที่ภาคประชาชนเสนอให้เพศใดก็ได้สามารถเป็น ‘บุพการีลำดับแรก’ มีสิทธิและหน้าที่เทียบเท่าบิดามารดา พรรคก้าวไกลเห็นด้วยในหลักการที่จะให้เกิดการสร้างครอบครัวอย่างเต็มรูปแบบของผู้มีความหลากหลายทางเพศ เพียงแต่เห็นว่าเรื่องนี้ควรมีการแก้ไขในกฎหมายอื่นๆ เช่น พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558 และกฎหมายอัตลักษณ์ทางเพศ เพื่อให้บุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศสามารถเป็นบิดามารดาได้ และสามารถนิยามเพศของตนตามกฎหมายอัตลักษณ์ทางเพศได้ อย่างไรก็ดี กฎหมายสมรสเท่าเทียมร่างนี้ให้สิทธิในการรับอุปการะบุตรบุญธรรมแล้ว 

 

ธัญวัจน์กล่าวต่อว่า เป็นทิศทางที่ดีที่สังคมทุกภาคส่วนให้การตอบรับร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม เสมือนประตูบานแรกที่เปิดไปสู่การสร้างความเท่าเทียมทางเพศในสังคมไทย แต่เราต้องไม่ลืมว่ามีอีกหลายประเด็นความท้าทายที่ต้องขับเคลื่อนรณรงค์ เช่น คำนำหน้านามตามความสมัครใจ เพื่อให้ทุกคนแสดงเจตจำนงเพศของตนเองได้ ซึ่งน่าเสียดายที่ก่อนหน้านี้สภาปัดตกร่างของพรรคก้าวไกล ดังนั้นสมรสเท่าเทียมเป็นก้าวที่สำคัญมาก แต่ยังมีอีกหลายก้าวต้องผลักดันต่อ เพื่อสร้างความเท่าเทียมและความเสมอภาคทางเพศในสังคมไทยทุกมิติ

The post สมรสเท่าเทียมเข้าสภา 27 มี.ค. ผลักดันเพื่อสร้างความเท่าเทียมทางเพศทุกมิติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตัวแทนประชาชนเสนอร่าง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ต้องยึดหลัก ‘ความเท่าเทียมในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์’ ขอให้เป็นร่างที่ใช่ ใช้ได้จริง ใช้ได้เลย https://thestandard.co/equal-marriage-and-equality-in-human-dignity/ Thu, 21 Dec 2023 09:04:03 +0000 https://thestandard.co/?p=879481

วันนี้ (21 ธันวาคม) ที่ประชุมรัฐสภา ในส่วนวาระการนำเสนอ […]

The post ตัวแทนประชาชนเสนอร่าง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ต้องยึดหลัก ‘ความเท่าเทียมในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์’ ขอให้เป็นร่างที่ใช่ ใช้ได้จริง ใช้ได้เลย appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (21 ธันวาคม) ที่ประชุมรัฐสภา ในส่วนวาระการนำเสนอการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) (ภาคประชาชน) หรือร่าง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ภาคประชาชน 

 

อรรณว์ ชุมาพร ตัวแทนของผู้เสนอร่างฯ กล่าวว่า ในลำดับแรกต้องขอขอบพระคุณทุกท่านที่อำนวยความสะดวก จนทำให้ประชาชนอย่างพวกเราสามารถเดินทางมาเพื่อเสนอกฎหมายได้ในวันนี้ ตนคิดว่าวันนี้เป็นปรากฏการณ์สำคัญที่ร่างกฎหมายของประชาชนจะได้รับการพิจารณา เหมือนประชาชนได้ส่งเสียงของประชาชนเอง

 

ตลอดระยะเวลาที่คณะขับเคลื่อนทำงานมา 15 ปีในการพูดคุยเรื่องการจัดตั้งครอบครัว หลักการที่นำให้เรามาถึงจุดนี้ หลักการที่เสนอต่อหน้ารัฐ ต่อหน้าระบบราชการ ต่อหน้าศาล ต่อหน้ากระบวนการยุติธรรม และต่อหน้าประชาชน ตลอดเวลาที่ผ่านมา คือหลักการความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมาย 

 

อรรณว์ได้ยกวิทยานิพนธ์ของ ชวินโรจน์ ธีรพัชรพร มานำเสนอต่อที่ประชุม พร้อมระบุว่า วิทยานิพนธ์เล่มนี้เขียนมาตั้งแต่ปี 2559 ได้รับรางวัลวิทยานิพนธ์ดีเด่นในปี 2560

 

การมีงานวิจัยที่ดีขนาดนี้ทำให้จุดตั้งต้นของเรามีความเข้มแข็ง วิทยานิพนธ์เล่มนี้ชื่อว่า ‘สิทธิความเสมอภาคในการสมรสของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทย’ หลักการคือการให้ประชาชนได้ใช้กฎหมายสมรสเสมอกับกฎหมายที่ทุกคนใช้ก่อนหน้า

 

การที่ตนหยิบยกวิทยานิพนธ์นี้มาพูด เพราะอยากให้ทุกคนได้ไปศึกษาข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง หลักการนี้สอดคล้องกับหลักการของสหประชาชาติกฎบัตรข้อ 1 ที่ระบุว่า ทุกคนเกิดมามีอิสระความเท่าเทียมในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

 

‘Born Free Equal and Divinity’ เป็นสิ่งที่เราชี้แจงตลอดระยะเวลาการทำงานตลอด 15 ปีที่ผ่านมา พร้อมไปกับต่อสู้คดีทางการเมืองที่มีการเรียกร้องการสมรสเท่าเทียมถึง 24 คน ซึ่งเมื่อ 2 ปีที่แล้วเราต้องเดินทางไปที่สถานีตำรวจนครบาลแห่งหนึ่ง เพียงเพราะเราลุกขึ้นมาพูดเรื่องสมรสเท่าเทียมบนท้องถนน

 

อรรณว์กล่าวต่อว่า ระยะเวลาการทำงานของพวกเราที่ผ่านมามีความหมายเสมอ เพราะเราได้เคยเจอเรื่องเล่าและชีวิตจริง ในเรื่องหนึ่งที่ตนจะเล่าคือ เมื่อประมาณ 12 ปีที่ผ่านมา ตนได้ทำงานองค์กรหญิงรักหญิง โดยกรณีแรกที่เจอคือผู้หญิงคนหนึ่งชื่อหนิง หนิงมีแฟนเป็นผู้หญิง หนิงทำหน้างานเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ แฟนของหนิงต้องรักษาพยาบาล สิ่งที่เกิดขึ้นคือหนิงเดินทางไปที่โรงพยาบาลเอกชน ไม่สามารถเซ็นเอกสารรักษาพยาบาลได้ จากนั้นไม่ถึง 10 วันแฟนของหนิงเสียชีวิต

 

หนิงได้พูดคุยและตั้งคำถามว่า ทำไมวันนั้นถึงเซ็นเอกสารไม่ได้ ถ้าเซ็นเอกสารได้แฟนเขาจะรอดใช่ไหม สิ่งนั้นทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่สามารถจะหยุดการเดินทางของการทำงานเรื่องที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้ได้

 

ด้าน ณชเล บุญญาภิสมภาร ตัวแทนประชาชน ได้อ่านหลักการและเหตุผลของ พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ฉบับประชาชน ต่อที่ประชุม โดยระบุว่า

 

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดให้บุคคลเพศชายและเพศหญิงตามเพศกำเนิดเท่านั้นที่จะจดทะเบียนสมรสเป็นคู่สมรสตามกฎหมาย ทำให้บุคคลที่มีรสนิยมทางเพศต่างออกไป ไม่ว่าจะเป็นบุคคลที่รักเพศเดียวกัน บุคคลข้ามเพศ บุคคลที่รักทั้งสองเพศ หรือบุคคลเพศหลากหลาย ไม่สามารถจดทะเบียนสมรสและเป็นคู่สมรสกันได้ตามกฎหมาย

 

ทำให้บุคคลเหล่านั้นประสบปัญหาจากการขาดการรับรองสิทธิต่างๆ ที่เกิดจากจดทะเบียนสมรส เช่น สิทธิในการรับบุตรบุญธรรมร่วมกัน สิทธิในการจัดการทรัพย์สินในการเป็นทายาทโดยธรรมในการรับมรดกจากคู่ชีวิต จึงจำเป็นจะต้องแก้ไขโดยใช้ภาษาที่เป็นกลางทางเพศภาวะ

 

ในการยินยอมให้บุคคลทุกเพศกำเนิด ทุกรสนิยมทางเพศ และทุกอัตลักษณ์ทางเพศ สามารถเข้าถึงและจดทะเบียนสมรส เป็นคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมายได้ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมายและหลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ โดยที่ พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ฉบับภาคประชาชน ได้ถูกร่างภายใต้หลักการทั้งหมด 6 หลักการ

 

ณชเลกล่าวว่า หลักการแรกให้บุคคลสองคน ทั้งคู่รักต่างเพศ คู่รักเพศเดียวกัน และคู่รักเพศหลากหลาย สามารถจดทะเบียนสมรสได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในมาตรา 1448 

 

หลักการที่ 2 ให้บุคคลสองคน ทั้งคู่รักต่างเพศ คู่รักเพศเดียวกัน และคู่รักเพศหลากหลาย สามารถจดทะเบียนสมรสได้ และเมื่อนายทะเบียนได้บันทึกความยินยอมแล้ว ให้บุคคลสองคน ทั้งคู่รักต่างเพศ คู่รักเพศเดียวกัน และคู่รักเพศหลากหลาย เป็นคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในมาตรา 1458

 

หลักการที่ 3 ให้บุคคลสองคน ทั้งคู่รักต่างเพศ คู่รักเพศเดียวกัน และคู่รักเพศหลากหลาย ที่จดทะเบียนสมรสร่วมกันแล้วต้องอยู่กินด้วยกันฉันคู่สมรสตามมาตรา 1461 

 

หลักการที่ 4 ให้คู่สมรสที่รับผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นบุพการีที่ชอบด้วยกฎหมาย 

 

หลักการที่ 5 ให้บุคคลทั้งสองคน ทั้งคู่รักต่างเพศ คู่รักเพศเดียวกัน และคู่รักเพศหลากหลาย ที่จดทะเบียนสมรสเป็นคู่สมรสตามกฎหมาย สามารถรับผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมร่วมกันได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีสิทธิหน้าที่ของบิดา มารดา และบุพการี

 

และหลักการสุดท้าย ให้บุคคลสองคน ทั้งคู่รักต่างเพศ คู่รักเพศเดียวกัน และคู่รักเพศหลากหลาย ซึ่งจดทะเบียนสมรสเป็นคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย มีสิทธิหน้าที่ต่างๆ เช่นเดียวกับคู่สมรสชายและหญิง 

 

และบัญญัติให้คู่สมรสเพศเดียวกันที่จดทะเบียนสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ถือเป็นคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมายบทบัญญัติใดๆ ตามประมวลกฎหมาย พระราชบัญญัติ กฎกระทรวง และอื่นๆ ที่บัญญัติให้สิทธิแก่สามีภรรยา คู่สมรส หรือบิดามารดา ให้หมายความรวมถึงคู่สมรสและบุพการีตามมาตรา 1598/42 และมาตรา 1598/43 

 

“หากรัฐสภาโปรดรับร่างหลักการ พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ภาคประชาชน รัฐสภาแห่งนี้ไม่เพียงแต่จะมอบความสุขให้แก่คู่รักที่เป็นคู่รักเพศเดียวกันและคู่รักเพศหลากหลายเท่านั้น แต่รัฐสภายังจะมอบความสุขให้คนที่เป็นพ่อ คนที่เป็นแม่ คนที่เป็นคนรอบข้างคน นั่นถึงจะเป็นของขวัญรับปีใหม่ 2567 ให้กับประชาชนที่กำลังสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ภาคประชาชนนี้” ณชเลกล่าว

 

ด้าน นัยนา สุภาพึ่ง กล่าวว่า ที่สำคัญคือร่างดังกล่าวต้องเป็นร่างที่ใช่ ใช้ได้จริง ใช้ได้เลย ร่างประมวลกฎหมายฉบับนี้ในกฎหมายรองต้องมีการระบุให้ชัดเจน เช่น คำว่าบุพการี ผู้ปกครอง ต้องหมายถึงคู่รักเพศเดียวกัน คู่รักเพศหลากหลายด้วย

 

ตนอยากให้เพิ่มหลักการที่สำคัญในร่างกฎหมาย เพราะเมื่อมีประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาแล้วจะได้ให้มีผลบังคับใช้ได้ทันที และในฐานะรัฐบาลที่มีอำนาจในการบัญชาการควรสั่งให้หน่วยราชการเตรียมพร้อมใช้ร่างกฎหมายหลังประกาศราชกิจจานุเบกษา

The post ตัวแทนประชาชนเสนอร่าง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ต้องยึดหลัก ‘ความเท่าเทียมในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์’ ขอให้เป็นร่างที่ใช่ ใช้ได้จริง ใช้ได้เลย appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ มั่นใจกฎหมายสมรสเท่าเทียมจะผ่านรัฐสภา หนุนสิทธิ LGBTQIA+ พร้อมเสนอกรุงเทพฯ เป็นเจ้าภาพ World Pride 2028 https://thestandard.co/srettha-is-confident-equal-marriage-law-will-pass/ Sat, 18 Nov 2023 03:06:58 +0000 https://thestandard.co/?p=867032

วานนี้ (17 พฤศจิกายน) ที่เมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา […]

The post นายกฯ มั่นใจกฎหมายสมรสเท่าเทียมจะผ่านรัฐสภา หนุนสิทธิ LGBTQIA+ พร้อมเสนอกรุงเทพฯ เป็นเจ้าภาพ World Pride 2028 appeared first on THE STANDARD.

]]>

วานนี้ (17 พฤศจิกายน) ที่เมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมให้สัมภาษณ์กับ Michelle Meow จาก The Commonwealth Club of California, World Affairs และ InterPride ในประเด็นสิทธิของคนเพศหลากหลาย และการเสนอให้กรุงเทพมหานครเป็นเจ้าภาพการจัดงาน World Pride ในปี 2028 

 

เศรษฐายังได้พบปะบุคคลสำคัญด้าน LGBTQIA+ เช่น Natalie Thompson หนึ่งในสมาชิกประธานผู้บริหารของ InterPride และ ตุ๊กตา ท็อปไลน์ นักร้องไทยแนวเพลงลูกทุ่งหมอลำ ที่ผลิตเพลงสนับสนุนกฎหมายสมรสเท่าเทียม 

 

เศรษฐากล่าวว่า มี 3 นโยบายที่มุ่งเน้นการส่งเสริมสิทธิของชุมชน LGBTQIA+ ในประเทศไทย ได้แก่ 

 

  1. พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม  
  2. พ.ร.บ.รับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ 
  3. การยกเลิก พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีฯ 

 

ในส่วนร่าง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ใกล้เข้าสู่ช่วงการเสนอกฎหมายเข้าสู่รัฐสภา คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนธันวาคมนี้  

 

ขณะที่เศรษฐายังได้แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจว่ารัฐสภาจะสามารถโหวตผ่านร่างกฎหมายนี้ ด้วยเพราะเสียงสนับสนุนที่เพิ่มมากขึ้นจากประชาชนไทยที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องสิทธิของชุมชน LGBTQIA+ ในช่วงระยะเวลา 1-2 ปีมานี้

 

ส่วนวิสัยทัศน์สำหรับงาน Bangkok World Pride ในปี 2028 คือการทำให้ประเทศไทยเป็นผู้นำและเป็นประตูสู่การเฉลิมฉลอง ทั้งด้านความหลากหลาย ความเท่าเทียม การรวมความหลากหลายของบุคคล และการยอมรับความเป็นตัวตนของบุคคล เศรษฐาเล็งเห็นว่าเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการสนับสนุนสิทธิ LGBTQIA+ และความหลากหลายของกลุ่มนี้บนเวทีโลก

 

เศรษฐาระบุอีกว่า การเคลื่อนไหวในครั้งนี้สำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพื่อที่จะสร้างสังคมที่โอบรับความหลากหลายทางเพศ ขณะที่กรุงเทพฯ กำลังเตรียมตัวสำหรับเทศกาล Pride Parade ในปี 2024 ซึ่งจะเป็นหมุดหมายครั้งสำคัญในการแสดงศักยภาพงานไพรด์ เพื่อแสดงถึงคุณสมบัติในการเสนอกรุงเทพฯ เข้าชิงการเป็นเจ้าภาพของ World Pride ในปี 2028 ซึ่งการตัดสินจะมีขึ้นในช่วงเดือนตุลาคม

 

อ้างอิง: 

The post นายกฯ มั่นใจกฎหมายสมรสเท่าเทียมจะผ่านรัฐสภา หนุนสิทธิ LGBTQIA+ พร้อมเสนอกรุงเทพฯ เป็นเจ้าภาพ World Pride 2028 appeared first on THE STANDARD.

]]>
หลากกลุ่มสตรีพบเศรษฐา ขอฟื้นกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ส่งเสริมบทบาทและสิทธิสตรีบนความเท่าเทียม https://thestandard.co/various-groups-of-women-meet-srettha/ Thu, 07 Sep 2023 05:16:45 +0000 https://thestandard.co/?p=838542 กลุ่มสตรี พบ เศรษฐา

วันนี้ (7 กันยายน) เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนต […]

The post หลากกลุ่มสตรีพบเศรษฐา ขอฟื้นกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ส่งเสริมบทบาทและสิทธิสตรีบนความเท่าเทียม appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มสตรี พบ เศรษฐา

วันนี้ (7 กันยายน) เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต้อนรับคณะนักธุรกิจและสมาคมสตรีจากภาคส่วนต่างๆ เข้ามาร่วมแสดงความยินดีกับเศรษฐาในฐานะนายกรัฐมนตรี พร้อมเสนอให้นายกรัฐมนตรีส่งเสริมบทบาทสตรี และหาทางออกของปัญหาที่เกิดจากสถาบันครอบครัวที่ไม่ได้รับการแก้ไข

 

รวมทั้งขอให้ฟื้นกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ซึ่งเป็นกองทุนส่งเสริมอาชีพของสตรีที่เกิดขึ้นช่วงรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งการส่งเสริมบทบาทสตรีอย่างเท่าเทียมจะส่งผลดีในภาพรวมของประเทศต่อไป พร้อมแสดงความเชื่อมั่นในความรู้ความสามารถของนายกรัฐมนตรีว่าความแข็งแกร่งทุกด้านจะนำพาประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤต ขอให้กำลังใจนายกรัฐมนตรีในการทำงานเพื่อประเทศชาติให้สำเร็จลุล่วงต่อไป

 

ด้านเศรษฐากล่าวว่า ขอกราบขอบพระคุณสำหรับคำอวยพรที่ยิ่งใหญ่ สำหรับภารกิจที่หนักหนาขนาดนี้ ดีใจที่ในภาคของสตรีเข้าใจว่ารัฐบาลของประชาชนที่เข้ามาบริหารจัดการในขณะนี้เราพิจารณาเรื่องความเท่าเทียมและสิทธิของสตรีด้วย ขณะนี้เราไม่ได้ดูเพียงเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่เรายังมีปัญหาเรื่องความเท่าเทียม มีเรื่องสิทธิของสตรี ขณะนี้ประเทศประสบปัญหาเยอะ ไม่ใช่แต่เศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว เรื่องความเหลื่อมล้ำ ความไม่เสมอภาค ความเท่าเทียม ถือว่าเราต้องเยียวยาจิตใจของพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วน รัฐบาลของเรา รัฐบาลของประชาชน มีความตั้งใจจริงที่จะนำมาซึ่งความเสมอภาคและความเท่าเทียม ซึ่งภาคของสตรีเป็นภาคหนึ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญ

 

สำหรับกลุ่มที่เข้าพบเศรษฐาในวันนี้มีทั้งหมด 14 กลุ่ม ดังนี้

 

  1. สมาคมสตรีไทยดีเด่นแห่งชาติ
  2. สมาคมชาวเหนือแห่งประเทศไทย
  3. สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย-นครปฐม
  4. สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย-เพชรบุรี
  5. สมาคมไหหลำ
  6. มูลนิธิกฤตานุสรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
  7. มูลนิธิพัฒนาวิชาชีพสตรี
  8. กลุ่มแอมเฟรม
  9. ศาลแรงงานภาค 3
  10. กงสุลกิตติมศักดิ์ สหรัฐเม็กซิโก ประจำจังหวัดภูเก็ต เขตกงสุลภูเก็ต พังงา กระบี่
  11. ซอนต้า 8
  12. บริษัท สมพลเบดดิ้ง แอนด์ แมทเทรส อินดัสตรี จำกัด
  13. ชมรมเพลินไทยสมัยนิยม
  14. เยาวเรศ ชินวัตร

 

The post หลากกลุ่มสตรีพบเศรษฐา ขอฟื้นกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ส่งเสริมบทบาทและสิทธิสตรีบนความเท่าเทียม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ออนส์ จาเบอร์ หวังผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลงของสังคมผู้หญิงในซาอุ หลัง WTA Finals อาจโยกไปจัดที่นั่น https://thestandard.co/jabeur-pushing-for-change-saudi/ Sat, 26 Aug 2023 05:18:37 +0000 https://thestandard.co/?p=834010

วันนี้ (26 สิงหาคม) สำนักข่าว BBC และ Reuters รายงานว่า […]

The post ออนส์ จาเบอร์ หวังผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลงของสังคมผู้หญิงในซาอุ หลัง WTA Finals อาจโยกไปจัดที่นั่น appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (26 สิงหาคม) สำนักข่าว BBC และ Reuters รายงานว่า ออนส์ จาเบอร์ นักเทนนิสมือ 5 ของโลกจากตูนิเซีย หวังผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมผู้หญิงของซาอุดีอาระเบีย หลังเทนนิสหญิงรายการใหญ่ส่งท้ายปีอย่าง WTA Finals อาจจะโยกไปจัดการแข่งขันที่นั่นแทนที่จีน

 

ก่อนหน้านี้ สตีฟ ไซมอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร WTA เปิดเผยว่า ซาอุดีอาระเบียสนใจจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเทนนิสหญิงรายการใหญ่ของ WTA แต่เขายังไม่ได้ตอบรับเพราะกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านสิทธิสตรีและ LGBTQIA ซึ่งอาจจะนำไปสู่ข้อกล่าวหาการใช้กีฬาฟอกขาว หรือคือการสนับสนุนทีมกีฬาหรืออีเวนต์ต่างๆ ของโลกกีฬา เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากการประพฤติแย่ๆ ด้านอื่น กลยุทธ์นี้มักถูกใช้โดยบริษัทและประเทศต่างๆ ที่มีประวัติลบด้านสิทธิมนุษยชน 

 

อย่างไรก็ตาม ไซมอนเชื่อว่า WTA จะสามารถใช้โอกาสดังกล่าวในการสร้างแรงบันดาลใจ และเปลี่ยนแปลงมุมมองของผู้หญิงในซาอุดีอาระเบียได้ หากมีการจัดทัวร์นาเมนต์ของ WTA เกิดขึ้นที่นั่นจริง

 

ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นจุดสนใจและได้รับการตอบรับในหลายแง่มุมจากนักเทนนิสหลายคน โดยหนึ่งในนั้นคือ ออนส์ จาเบอร์ ที่เชื่อว่าเธอและกีฬาของเธอสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่นั่นได้จริง

 

จาเบอร์กล่าวว่า “ในฐานะผู้เล่นชาวอาหรับ ฉันรู้สึกตื่นเต้นมากที่จะได้เล่นที่นั่น

 

“ฉันเป็นคนที่ผลักดันการเปลี่ยนแปลงในประเทศ ผลักดันให้เพื่อให้ทุกคนโอกาสมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิง”

 

“ฉันรู้ว่าในซาอุดีอาระเบีย พวกเขากำลังเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ และพวกเขากำลังพัฒนา

 

“ฉันเคยไปที่นั่นเมื่อปีที่แล้วเพื่อกล่าวสุนทรพจน์และให้สัมภาษณ์ที่นั่น เป็นเรื่องดีมากที่ได้พบกับผู้หญิงที่น่าทึ่งมากมายที่นั่น สำหรับฉัน ฉันพยายามผลักดันให้มีการแข่งขันเทนนิสในซาอุดีอาระเบีย

 

“ฉันคิดว่ามันเป็นก้าวที่ยอดเยี่ยม ฉันคิดว่ามันเป็นสิ่งที่สามารถช่วยให้โลกอาหรับมีนักเทนนิสมากขึ้น และมีส่วนร่วมในกีฬามากขึ้น

 

“ถ้าพวกเขาเล่นที่นั่นจริง และหวังว่าถ้าฉันผ่านเข้ารอบที่นั่น มันจะเป็นเกียรติและโอกาสที่ดีสำหรับฉันที่ได้ไปเล่นที่นั่น”

 

ขณะที่ เจสซิกา เปกูลา นักเทนนิสหญิงมือ 1 ของอเมริกา มองการไปจัดทัวร์นาเมนต์ที่ซาอุว่า “มีข้อดีหลายอย่างมากกว่าข้อเสียจึง ฉันจึงรู้สึกสบายใจที่จะไปที่นั่น

 

“มันจะต้องมีการจัดการที่ถูกต้อง แล้วเราถึงจะรู้ว่าเราจะไปที่นั่นหรือไม่ เราต้องการทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น และคุณ (ซาอุดีอาระเบีย) ต้องช่วยเราทำสิ่งนั้น”

 

อย่างไรก็ตาม มีคนไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้เช่นกัน โดย มาร์ตินา นาฟราติโลวา อดีตนักเทนนิสหญิงมือ 1 ของโลกกล่าวว่า เธอจะไม่ไปแข่งขันในซาอุดีอาระเบียหากเธอยังเล่นอยู่ 

 

เช่นเดียวกับ คริสทีน เอเวิร์ต นักวิเคราะห์เทนนิสชื่อดังจาก ESPN ที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้เช่นกัน โดยกล่าวว่า “ฉันไม่อยากให้ WTA ไปที่ซาอุดีอาระเบีย เห็นได้ชัดว่าพวกเขามีปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนและอีกหลายสิ่งหลายอย่าง เช่นเดียวกับวิธีที่พวกเขาปฏิบัติต่อผู้หญิง ฉันจะต่อต้านมัน แต่ฉันไม่มีสิทธิ์ที่จะไปตัดสินใจแทน WTA หรอก”

 

อ้างอิง: 

The post ออนส์ จาเบอร์ หวังผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลงของสังคมผู้หญิงในซาอุ หลัง WTA Finals อาจโยกไปจัดที่นั่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
Gucci ได้รับการรับรองให้เป็นแบรนด์ลักชัวรีเจ้าแรกของอิตาลีที่มีความเสมอภาคทางเพศ https://thestandard.co/gucci-gender-parity/ Thu, 13 Jul 2023 00:38:11 +0000 https://thestandard.co/?p=816140 gucci เสมอภาคทางเพศ

บริษัทตรวจสอบชื่อดัง Bureau Veritas ให้การรับรองว่า Guc […]

The post Gucci ได้รับการรับรองให้เป็นแบรนด์ลักชัวรีเจ้าแรกของอิตาลีที่มีความเสมอภาคทางเพศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
gucci เสมอภาคทางเพศ

บริษัทตรวจสอบชื่อดัง Bureau Veritas ให้การรับรองว่า Gucci เป็นแบรนด์ที่มีความเสมอภาคทางเพศ (Gender Parity) อย่างเป็นทางการ โดยแบรนด์ได้เผยรายงาน Gucci Equilibrium Impact Report ฉบับที่ 3 ที่แสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าในการลดการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนอันเป็นสิ่งที่ Gucci ได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้และเริ่มปฏิบัติมาหลายปีแล้ว

 

ไม่ใช่แค่เรื่องของสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่รายงาน Gucci Equilibrium Impact Report ยังเผยถึงความก้าวหน้าของแบรนด์ในด้านสังคม การครอบคลุมความหลากหลายและความเท่าเทียมทางเพศ ซึ่ง Gucci ได้กลายเป็นแบรนด์ลักชัวรีรายแรกในอิตาลีที่ได้รับการรับรองให้เป็นแบรนด์ที่มีความเสมอภาคทางเพศอย่างเป็นทางการ

 

Bureau Veritas ได้ทำการประเมินความคืบหน้าของ Gucci ในเรื่องของการหล่อหลอมให้แบรนด์มีความเสมอภาคทางเพศ โดยแบ่งออกเป็น 6 ด้าน ได้แก่ วัฒนธรรมและกลยุทธ์, การปกครอง, กระบวนการจัดการทรัพยากรมนุษย์, โอกาสในการเติบโตด้านการงานของผู้หญิง, รายได้ที่เท่าเทียมทุกเพศและการสนับสนุนการเลี้ยงดูบุตร และความสมดุลในการทำงาน ซึ่งผลการประเมินก็ออกมาในทิศทางบวก โดยในปี 2022 Gucci มีแรงงานผู้หญิงทั้งหมด 63.1% ในขณะที่พนักงานหญิงตำแหน่งระดับผู้บริหารนั้นอยู่ที่ 57%

 

โดยนโยบายการลางานเพื่อเลี้ยงดูบุตรของ Gucci ที่อนุญาตให้พนักงานลางานได้ 14 สัปดาห์โดยที่ยังได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน 100% รวมไปถึงการสร้างโมเดลการทำงานแบบ Hybrid Working ของบริษัทนั้นสร้างความประทับใจให้กับ Bureau Veritas เป็นอย่างมาก นอกเหนือไปจากนโยบายเหล่านี้แล้ว Gucci ยังเป็นผู้ริเริ่มโครงการมากมาย อาทิ โปรแกรม Chime For Change ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2013 เพื่อสร้างความตระหนักและเรี่ยไรสำหรับการสนับสนุนและปกป้องผู้หญิงในทุกแง่มุม ซึ่งโปรแกรมนี้ก็ช่วยให้ผู้หญิงทั่วโลกกว่า 635,000 คนสามารถตั้งตัวได้ พร้อมด้วยครอบครัวกว่า 3 ล้านครัวเรือนที่ได้รับประโยชน์จากการช่วยเหลือเหล่านั้นด้วยเช่นกัน โดยในปี 2022 มีผู้หญิงจาก 20 ประเทศที่ได้รับการช่วยเหลือจากโปรแกรม Chime for Change ทั้งหมด 3,297 คน

 

ภาพ: Scott Barbour / Getty Images

อ้างอิง:

The post Gucci ได้รับการรับรองให้เป็นแบรนด์ลักชัวรีเจ้าแรกของอิตาลีที่มีความเสมอภาคทางเพศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมบรรยากาศควันหลงเทศกาลไพรด์ ส่งท้ายเดือนมิถุนายน 2023 https://thestandard.co/pride-month-2023-around-the-world/ Mon, 03 Jul 2023 07:46:13 +0000 https://thestandard.co/?p=811159

ประมวลภาพบรรยากาศควันหลงของการจัดงานไพรด์ ส่งท้ายเดือนม […]

The post ชมบรรยากาศควันหลงเทศกาลไพรด์ ส่งท้ายเดือนมิถุนายน 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ประมวลภาพบรรยากาศควันหลงของการจัดงานไพรด์ ส่งท้ายเดือนมิถุนายน 2023 ที่จัดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศในแถบลาตินอเมริกา เพื่อใช้เป็นพื้นที่และเป็นกระบอกเสียงสำคัญในการโอบรับความแตกต่างหลากหลายในสังคม 

 

บรรดานักเคลื่อนไหวและผู้สนับสนุนสิทธิความหลากหลายทางเพศต่างต้องการให้การรณรงค์เกี่ยวกับสิทธิของกลุ่ม LGBTQIAN+ ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นเฉพาะในเดือนมิถุนายนของทุกปี แต่ควรเป็นสิ่งที่ได้รับการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง โดยไม่จำกัดช่วงระยะเวลา พร้อมมุ่งหวังที่จะสร้างสังคมที่ปราศจากอคติ และไม่เลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ

 

โคลอมเบีย

ภาพ: Juan Barreto / AFP

 

โบลิเวีย

ภาพ: Jorge Bernal / AFP

 

สหราชอาณาจักร 

ภาพ: Henry Nicholls / AFP

 

ปานามา 

ภาพ: Roberto Cisneros / AFP

 

สเปน

ภาพ: Javier Soriano / AFP

 

เวเนซุเอลา

ภาพ: Magda Gibelli / AFP

 

เกาหลีใต้

ภาพ: Anthony Wallace / AFP

The post ชมบรรยากาศควันหลงเทศกาลไพรด์ ส่งท้ายเดือนมิถุนายน 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ม.เชียงใหม่ จัดกิจกรรมส่งท้ายเดือน Pride Month 2023 ส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ แสดงออกอย่างสร้างสรรค์ https://thestandard.co/cmu-pride-month-2023-photos/ Sat, 01 Jul 2023 02:40:18 +0000 https://thestandard.co/?p=810148

วานนี้ (30 มิถุนายน) บริเวณศูนย์อาหารภายในมหาวิทยาลัยเช […]

The post ม.เชียงใหม่ จัดกิจกรรมส่งท้ายเดือน Pride Month 2023 ส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ แสดงออกอย่างสร้างสรรค์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วานนี้ (30 มิถุนายน) บริเวณศูนย์อาหารภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์สื่อสารองค์กรและนักศึกษาเก่าสัมพันธ์ร่วมกับกองพัฒนานักศึกษาและสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่จัดกิจกรรม ‘Equality Unleashed: Embracing Equality and Inclusion at CMU’ ส่งท้ายเดือน Pride Month ประจำปี 2023

 

เนื่องจากปัจจุบันได้เปิดกว้างและยอมรับความแตกต่าง ความหลากหลายของมนุษย์ ทั้งด้านเชื้อชาติ ศาสนา และโดยเฉพาะเรื่องความหลากหลายทางเพศ โดยเดือนมิถุนายนของทุกปีถูกกำหนดให้เป็นเดือนแห่งความหลากหลายทางเพศ หรือ ‘Pride Month’ ผู้คนและองค์กรต่างๆ ทั่วโลกจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมความหลากหลายที่เกิดขึ้นในยุคนี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จึงจัดให้มีกิจกรรมต่างๆ เช่น นิทรรศการ การเสวนา ขบวนพาเหรด การประกวดเครื่องแต่งกาย เป็นต้น

  

ด้าน ผศ.ดร.ชัยณรงค์ เหลืองวิลัย ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญอย่างเท่าเทียมกันของคนทุกเพศ และให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางเพศ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยได้จัดกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น ให้นักศึกษาและบุคลากรสามารถแต่งกายตามเพศสภาวะที่แสดงออก อนุญาตให้นักศึกษาแต่งเครื่องแบบนักศึกษาชายและหญิงตามอัตลักษณ์ทางเพศเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ 

 

นอกจากนี้ยังได้สนับสนุนการจัดกิจกรรม CMU Pride Month ส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศและการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์มาโดยตลอด ส่งผลให้ SDG 5 Gender Equality ด้านความเท่าเทียมทางเพศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้รับการจัดอันดับเป็นที่ 1 ของโลก จากทั้งหมด 938 มหาวิทยาลัยเข้าร่วม ซึ่งเป็นการจัดอันดับมหาวิทยาลัยระดับโลกโดย The Times Higher Education Impact Rankings 2022 

 

สำหรับกิจกรรม ‘Equality Unleashed: Embracing Equality and Inclusion at CMU’ จะเป็นการสร้างการยอมรับ เพิ่มความเข้าใจ และสนับสนุนสิทธิความเท่าเทียมให้แก่ LGBTQIA+ ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และสังคมอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น มหาวิทยาลัยขอสนับสนุนให้ทุกคนเป็นคนดีในรูปแบบของตัวเอง ร่วมสร้างสีสันความหลากหลายอย่างสร้างสรรค์ให้แก่มหาวิทยาลัยและสังคมอีกทางหนึ่งด้วย

 

The post ม.เชียงใหม่ จัดกิจกรรมส่งท้ายเดือน Pride Month 2023 ส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ แสดงออกอย่างสร้างสรรค์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ม.ราชภัฏ 38 แห่งทั่วประเทศ และ ม.สวนดุสิต อนุญาตให้บัณฑิตแต่งกายตามเพศสภาพเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรได้เป็นปีแรก https://thestandard.co/rajabhat-university-dress-according-gender-receive-diploma/ Mon, 26 Jun 2023 08:56:31 +0000 https://thestandard.co/?p=807774 ม.ราชภัฏ

วันนี้ (26 มิถุนายน) ชมพิ้งค์-จิรภัทร ตรงจิตต์รักษา อดี […]

The post ม.ราชภัฏ 38 แห่งทั่วประเทศ และ ม.สวนดุสิต อนุญาตให้บัณฑิตแต่งกายตามเพศสภาพเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรได้เป็นปีแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ม.ราชภัฏ

วันนี้ (26 มิถุนายน) ชมพิ้งค์-จิรภัทร ตรงจิตต์รักษา อดีตนิสิตข้ามเพศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเคยเรียกร้องสิทธิในการแต่งกายตามเพศสภาพ เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศไทย 38 แห่ง และมหาวิทยาลัยสวนดุสิต อนุญาตให้บัณฑิตสามารถแต่งกายตามเพศสภาพได้ในการเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร

 

สำหรับการเปิดโอกาสให้แต่งกายตามเพศสภาพเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรถือเป็นปีแรก ซึ่งชมพิ้งค์ระบุว่า เป็นประวัติศาสตร์สีรุ้งหน้าใหม่ของประเทศไทยและวงการการศึกษาที่มหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศไทย 38 แห่ง และมหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดโอกาสให้บัณฑิตแต่งกายตามเพศสภาพด้วยชุดครุยวิทยฐานะในการเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรได้ 

 

ชมพิ้งค์ระบุด้วยว่า กรณีดังกล่าวเป็นการส่งเสริมความเสมอภาคและความเท่าเทียม รวมถึงเป็นการคุ้มครองและส่งเสริมให้บุคคล ชุมชนคนข้ามเพศ และสังคมไทย ก้าวสู่ความเป็นสากลทัดเทียมนานาอารยประเทศได้อย่างเต็มภาคภูมิ โดยตระหนักถึงสิทธิการเข้าถึงความยุติธรรมและได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558

The post ม.ราชภัฏ 38 แห่งทั่วประเทศ และ ม.สวนดุสิต อนุญาตให้บัณฑิตแต่งกายตามเพศสภาพเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรได้เป็นปีแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาวอุดรม่วนคัก พร้อมใจเดินขบวนอุดรไพรด์ส่งท้าย Pride Month https://thestandard.co/udon-on-pride-2023/ Mon, 26 Jun 2023 00:24:33 +0000 https://thestandard.co/?p=807471

ชาวอุดรธานีพร้อมใจเฉลิมฉลองส่งท้าย Pride Month (เดือนแห […]

The post ชาวอุดรม่วนคัก พร้อมใจเดินขบวนอุดรไพรด์ส่งท้าย Pride Month appeared first on THE STANDARD.

]]>

ชาวอุดรธานีพร้อมใจเฉลิมฉลองส่งท้าย Pride Month (เดือนแห่งความภาคภูมิใจของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือ LGBTQIA+) จัดกิจกรรมและการเดินขบวนพาเหรดงานไพรด์ ‘UDON On Pride’ เป็นปีที่สองอย่างคึกคัก มีทั้งประชาชนทุกเพศทุกวัย ภาครัฐและเอกชนร่วมงานพร้อมเรียกร้องให้อุดรธานีเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่โอบรับทุกคนอย่างเท่าเทียมในวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนมิถุนายน (25 มิถุนายน)

 

งาน UDON Pride หรือ ‘อุดรไพรด์’ ถือเป็นงานไพรด์เพื่อประชาชน โดยเกิดจากความร่วมมือของเครือข่ายภาคประชาชนหลากหลายกลุ่มภายในจังหวัดอุดรธานีและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยกลุ่มอุดรพอกันทีเป็นแม่งานหลัก ซึ่งผู้เข้าร่วมงานเยาวชนชาวอุดรธานีบอกว่าดีใจที่อุดรธานีมีงานไพรด์ภายในจังหวัดของตนเอง

 

ขบวนพาเหรดอุดรไพรด์เริ่มเดินขบวนจากทุ่งศรีเมืองไปสู่พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี (ข้างหนองประจักษ์) ซึ่งเป็นสถานที่จัดกิจกรรมหลักของงานวันนี้ ภายในขบวนนั้นประชาชนหลากหลายเพศและวัยเข้าร่วม ทั้งกลุ่มนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี กลุ่มนักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชน กลุ่ม TRAns Man Peers (TRAMP) กลุ่มอุดรพอกันที เครือข่ายความหลากหลายทางเพศอีสาน (IGDN) กลุ่ม ทีค – พลังทรานส์ (TEAK) มูลนิธิเอ็มเฟรนด์ เทศบาลนครอุดรธานี โรงพยาบาลอุดรธานี พรรคก้าวไกล และภาคเอกชน พร้อมใจกันมาร่วมเดินพาเหรดในวันนี้

 

หนึ่งในข้อเรียกร้องของคณะผู้จัดงานอุดรไพรด์ก็คือจังหวัดอุดรธานีต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยโอบรับบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQIA+) และบุคคลทุกกลุ่มว่าเป็นประชาชนคนไทยที่สามารถใช้ชีวิตอย่างเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ ความพิการ ชาติพันธุ์ เป็นต้น ทุกคนสามารถมีความภาคภูมิใจในตนเองได้ นอกจากนี้คณะผู้จัดงานหวังว่างานไพรด์จะเป็นวาระสำคัญประจำจังหวัดที่จะเกิดขึ้นทุกปี และร่วมผลักดันกฎหมายสิทธิความเท่าเทียมทางเพศของไทย

 

The post ชาวอุดรม่วนคัก พร้อมใจเดินขบวนอุดรไพรด์ส่งท้าย Pride Month appeared first on THE STANDARD.

]]>
รายงาน UN ชี้ อคติทางเพศแทบจะไม่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขในช่วงทศวรรษที่ผ่านมานี้ https://thestandard.co/un-gender-biases-not-improved/ Mon, 12 Jun 2023 09:53:52 +0000 https://thestandard.co/?p=802200

รายงานวิจัยล่าสุดโดยองค์การสหประชาชาติที่ได้เผยแพร่วันน […]

The post รายงาน UN ชี้ อคติทางเพศแทบจะไม่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขในช่วงทศวรรษที่ผ่านมานี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

รายงานวิจัยล่าสุดโดยองค์การสหประชาชาติที่ได้เผยแพร่วันนี้ (12 มิถุนายน) ชี้ว่า ภาพรวมในประเด็นด้านอคติทางเพศแทบจะยังไม่ได้รับการแก้ไขปรับปรุงให้อยู่ในจุดที่น่าพอใจมากนักในช่วงตลอดทศวรรษที่ผ่านมานี้ 

 

โดยการเลือกปฏิบัติอย่างอคติและแรงกดดันทางด้านวัฒนธรรมยังคงขัดขวางการส่งเสริมอำนาจและความเสมอภาคให้แก่ผู้หญิง ซึ่งอาจทำให้ประชาคมโลกไม่สามารถบรรลุเป้าหมายความเสมอภาคทางเพศของสหประชาชาติได้ภายในปี 2030

 

แม้ที่ผ่านมากลุ่มสิทธิมนุษยชน กลุ่มสิทธิสตรี และขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมต่างๆ อย่าง Time’s Up และ MeToo จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในหลากหลายสังคม โดยเฉพาะในสังคมสหรัฐอเมริกา แต่บรรทัดฐานทางสังคมที่มีอคติและวิกฤตการพัฒนามนุษย์ที่ขยายวงกว้างขึ้นจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิดในช่วงหลายปีมานี้ ทำให้ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยสูญเสียรายได้และโอกาสต่างๆ มากมาย ทั้งยังทำให้ความคืบหน้าเกี่ยวกับความเท่าเทียมทางเพศหยุดชะงักลงอีกด้วย

 

รายงานฉบับนี้ติดตามประเด็นนี้ผ่านดัชนีบรรทัดฐานทางสังคมว่าด้วยเรื่องเพศ ซึ่งใช้ข้อมูลจากโครงการ World Values Survey (WVS) ที่สำรวจและเก็บข้อมูลเกี่ยวกับอคติทางเพศในช่วงปี 2010-2014 และ 2017-2022 จากประเทศและดินแดนต่างๆ ที่ครอบคลุม 85% ของประชากรทั่วโลก

 

งานวิเคราะห์ฉบับล่าสุดนี้สะท้อนให้เห็นว่า เกือบ 9 ใน 10 ของผู้ชายและผู้หญิงมีอคติพื้นฐานต่อผู้หญิง และอคติดังกล่าวนั้นแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา 

 

ทางด้าน เฮริเบอร์โต ตาเปีย ที่ปรึกษาด้านการวิจัยและความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ของ UNDP และผู้ร่วมเขียนรายงานฉบับดังกล่าวนี้ ระบุว่า ระดับของการปรับปรุงแก้ไขเกี่ยวกับอคติทางเพศในช่วงทศวรรษที่ผ่านมานั้นเป็นเรื่องที่น่าผิดหวัง 

 

ผลการสำรวจในรายงานยังระบุอีกด้วยว่า เกือบครึ่งหนึ่งของคนทั่วโลกคิดว่าผู้ชายสามารถเป็นผู้นำทางการเมืองได้ดีกว่าเพศอื่น ในขณะที่อีก 43% มองว่าผู้ชายก็สามารถเป็นผู้บริหารธุรกิจได้ดีกว่าเพศอื่นเช่นเดียวกัน

 

ขณะที่ อาโรอา ซานติเอโก ผู้เชี่ยวชาญด้านเพศภาวะของ UNDP ชี้ว่า เราจำเป็นต้องเปลี่ยนอคติทางเพศและบรรทัดฐานทางสังคม แต่เป้าหมายสูงสุดของเราคือการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างผู้หญิงและผู้ชาย รวมถึงระหว่างผู้คนด้วยกันเองอีกด้วย

 

รายงานยังระบุอีกว่า แม้ว่าการศึกษามักจะถูกยกย่องว่าเป็นกุญแจสำคัญในการปรับปรุงผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจสำหรับผู้หญิง แต่ผลสำรวจก็เผยให้เห็นถึงความย้อนแย้งที่สวนทางกันระหว่างช่องว่างทางการศึกษาและรายได้ โดยมีช่องว่างทางรายได้เฉลี่ยมากถึง 39% แม้แต่ใน 57 ประเทศที่ผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ได้รับการศึกษามากกว่าผู้ชายก็ตาม

 

นอกจากนี้ UNDP ยังชี้ว่า การใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิงเป็นอันตรายอย่างมากต่อสวัสดิภาพและการใช้ชีวิตของพวกเขาในสังคม โดยมากกว่า 1 ใน 4 คนเชื่อว่า การที่ผู้ชายทุบตีภรรยาของเขาถือเป็นสิ่งที่กระทำได้และเป็นเรื่องที่ชอบธรรม ทำให้ประเด็นด้านอคติทางเพศจึงเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ยังรอการปรับปรุงแก้ไขให้เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในทุกๆ สังคมทั่วโลกในขณะนี้

 

แฟ้มภาพ: Hyejin Kang / Shutterstock

อ้างอิง:

The post รายงาน UN ชี้ อคติทางเพศแทบจะไม่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขในช่วงทศวรรษที่ผ่านมานี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>