ทุกวันนี้ พนักงานจำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามว่า ‘สิ่งที่ทำ’ คุ้มกับ ‘สิ่งที่เสีย’ หรือไม่ โดยเฉพาะสุขภาพจิตในวันที่โลกหมุนเร็วจนหัวใจตามไม่ทัน ความปลอดภัยที่เคยมีถูกแทนที่ด้วยความกังวล เช่น AI จะมาแทนที่เมื่อไหร่ เศรษฐกิจจะพังลงตอนไหน
ท่ามกลางพายุเหล่านี้ สิ่งที่พนักงานต้องการอาจไม่ใช่หัวหน้าที่เก่งที่สุด แต่คือผู้นำที่เป็น ‘ที่พึ่งทางใจ’ และเป็นพื้นที่หายใจสุดท้ายในวันที่ทุกอย่างดูไม่น่าไว้วางใจ
🟡 ทำไมคนทำงานยุคนี้ถึงพร้อม ‘ปิดสวิตช์’ ตัวเองตลอดเวลา
Edelman Trust Barometer 2026 รายงานว่า โลกกำลังเผชิญ ‘วิกฤตความเงียบ’ ที่น่าเป็นห่วง คนกว่า 70% เลือกจะไม่แสดงความเห็น ไม่ใช่เพราะโกรธ แต่เพราะ ‘เหนื่อย’ ที่ต้องอธิบายตัวตนในสังคมที่ความเชื่อใจพังทลาย
McKinsey Health Institute พบว่า Gen Z มีระดับสุขภาวะจิตใจต่ำที่สุดใน 26 ประเทศ ส่วนหนึ่งเพราะพวกเขาตระหนักรู้เรื่องสุขภาพจิตมากกว่ารุ่นก่อน จึงกล้าพูดถึงความทุกข์ได้เร็วกว่า และยังต้องรับมือกับ ‘Poly-crisis Anxiety’ ทั้งเศรษฐกิจผันผวน ภูมิอากาศวิกฤต และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงเร็วแบบไม่รอใคร
เมื่อสถาบันหลักพึ่งพาไม่ได้ ‘ที่ทำงาน’ จึงกลายเป็นปราการสุดท้ายที่พนักงานยังเหลือไว้สำหรับความเชื่อใจ
🟡 ทีมท้อใจ ผู้นำทำไงต่อ
ในวันที่ทีมเริ่มไปต่อไม่ไหว ผู้นำต้องเปลี่ยนจาก ‘คนสั่ง’ เป็น ‘โช้คอัพ’ ที่ช่วยดูดซับแรงสั่นสะเทือน ผ่านแนวคิด Adaptive Leadership หรือ ‘ภาวะผู้นำเชิงปรับตัว’ ซึ่งไม่ได้ตอบโจทย์ด้วยการมีคำตอบทุกข้อ แต่ด้วยการชวนทีมตั้งคำถาม กล้าปรับเปลี่ยน และเรียนรู้ไปด้วยกัน เพราะบางครั้งสิ่งที่ทีมต้องการไม่ใช่คำสั่ง แต่คือความชัดเจน การฟัง และความเชื่อใจที่ไม่แค่แก้ปัญหาทางเทคนิค แต่เข้าใจความเปราะบางทางอารมณ์ไปพร้อมกัน
สิ่งสำคัญคือการ ‘คืนงานให้พนักงาน’ (Give the work back) อย่างเหมาะสม ให้พวกเขายังรู้สึกมีอำนาจในการตัดสินใจ ไม่ใช่เพียงเบี้ยที่ต้องรอคำสั่ง ผู้นำที่ดีจะรักษาความตึงเครียดในทีมให้ พอดี ไม่เร่งจนตื่นตระหนก ไม่เฉยชาจนหมดไฟ
🟡 เปลี่ยนผู้นำธรรมดาให้เป็นเสาหลัก ด้วยโมเดล SCARF
สมองมนุษย์ตีความ ‘ความไม่ยุติธรรม’ เหมือนการถูกทำร้ายร่างกาย SCARF Model จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเป็นที่พึ่งทางใจ:
🔸 S – Status (ทำให้เขามีตัวตน): หมั่นให้ Feedback ชื่นชมสิ่งเล็กน้อย เพื่อย้ำว่า “คุณสำคัญกับทีม”
🔸 C – Certainty (สร้างความชัดเจน): ลดความกลัวด้วยการสื่อสารอย่างโปร่งใส แม้ไม่รู้ทุกอย่าง ก็บอกตรงๆ ได้
🔸 A – Autonomy (ให้อิสระที่อุ่นใจ): มอบอำนาจในขอบเขตที่เหมาะสม ให้เขาควบคุมงานได้ โดยมีคุณเป็น ‘ตาข่ายรองรับ’
🔸 R – Relatedness (สร้างความเชื่อมโยง): เปลี่ยน ‘ฉัน’ เป็น ‘เรา’ สร้างเป้าหมายร่วมที่เชื่อมคนหลากหลายให้กลายเป็นทีมเดียวกัน
🔸 F – Fairness (ยุติธรรมเสมอ): ตัดสินใจอย่างโปร่งใส เพราะความรู้สึกไม่ยุติธรรมคือชนวนให้พนักงานลาออกทางใจ
ในปี 2026 คนทำงานไม่ได้ต้องการหัวหน้าที่รู้ทุกอย่าง แต่ต้องการหัวหน้าที่เป็นเหมือน ‘นั่งร้าน’ ให้พวกเขาพิงพักในวันที่โลกเปราะบาง หากองค์กรใดสร้างที่แบบนี้ได้ ไม่ใช่แค่จะได้งานที่ดี แต่จะได้ ‘ใจ’ ของคนทำงานเป็นรากฐานที่มั่นคงที่สุดในอนาคต
#TheSecretSauce


