TheSecretSauce Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/podcast_tag/thesecretsauce/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 04 Jul 2018 10:35:04 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าฯ เชียงราย กับความสำเร็จในภารกิจระดับ The Impossible Job! https://thestandard.co/podcast/thesecretsauce32/ Wed, 04 Jul 2018 10:07:59 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=104253

อะไรคือสิ่งที่ผู้นำควรเรียนรู้จากผู้ว่าราชการจังหวัดเชี […]

The post ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าฯ เชียงราย กับความสำเร็จในภารกิจระดับ The Impossible Job! appeared first on THE STANDARD.

]]>

อะไรคือสิ่งที่ผู้นำควรเรียนรู้จากผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และอะไรทำให้ท่านสามารถทำ The Impossible Job ให้เป็น The Possible Job ได้!

The Secret Sauce ตอนพิเศษ​ เคน-นครินทร์ วิเคราะห์การทำงานของนายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ผู้บังคับบัญชาการภารกิจค้นหา 13 ชีวิตที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน

 


 

ตลอดระยะเวลาที่ประชาชนคนไทยและทั่วโลกได้ติดตามข่าวสารการปฏิบัติภารกิจค้นหาทีมหมูป่าอะคาเดมีแม่สาย 13 ชีวิตที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน เราได้เห็นการทำงานอันโดดเด่นและน่าจับตามองของผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายที่มีความเด็ดขาด ชัดเจน น่านับถือ มีคุณสมบัติเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับผู้นำทุกหน่วยทุกองค์กร ปัจจัยแห่งความสำเร็จของภารกิจครั้งนี้มาจากหลักทำงานสำคัญ 6 ข้อ ดังนี้

 

1. มีเป้าหมายและแผนการทำงานชัดเจน

ทุกครั้งที่ฟังท่านให้สัมภาษณ์ เราจะเข้าใจถึงแผนทำงานที่ชัดเจน เป็นระบบ มีหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรงที่คอยรายงานสถานการณ์ทุกวัน ปัจจัยเหล่านี้ทำให้งานคืบหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว และมีส่วนช่วยให้ค้นหาน้องๆ เจอในที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งที่ท่านเองก็ได้ถอดรหัสความสำเร็จของตนเอง และออกมาแถลงการณ์ในเช้าวันที่ 3 กรกฎาคม ดังนี้

ท่านจะเห็นว่าผมยืนอยู่ในปัจจัยความสำเร็จเสมอ คือ ความชัดเจนของแผนงาน เมื่อเรามีแผนงาน เรากระจายงานออกเป็นแผน หนึ่ง สอง สาม เรามอบหมายงานให้ผู้ใดแล้ว เราต้องติดตามอย่างสม่ำเสมอ นั่นคือสิ่งที่เป็นปัจจัยแห่งสำเร็จที่ชัดเจน

2. ทดลอง เรียนรู้และทำซ้ำ

ท่านมองเห็นความสำคัญของภารกิจมากกว่าแค่การค้นหาทั้ง 13 ชีวิตให้พบ แต่มองลึกถึงขั้นต่อไปในการปฏิบัติหน้าที่ ที่จะต้องพาพวกเขาออกมาอย่างปลอดภัย ฟื้นฟูสภาพจิตใจจนสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้ โดยมีการฝึกซ้อมจริงจัง พร้อมทั้งสรุปปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างทำงาน จัดการหาวิธีแก้ไข ถือเป็นความรอบคอบและใส่ใจในรายละเอียดที่คนทำงานควรยกเป็นตัวอย่าง

การทำงานวันนี้เราก้าวไปอีกขั้น 1. ค้นหา 2. กู้ภัย 3. ส่งกลับ เราต้องซ้อมทั้ง 3 อย่างนี้ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดในวันเวลาจริง

3. รู้ว่าอะไรดีหรือไม่ดีสำหรับองค์กร

หัวใจสำคัญของการทำงานที่ผู้นำทุกคนควรรู้มีอยู่ด้วยกัน 2 ข้อ คือ รู้ว่าอะไรที่ต้องทำให้สำเร็จ และรู้ว่าอะไรที่ดีกับองค์กร

 

ในกรณีของท่านผู้ว่าฯ เรามักเห็น 2 ข้อนี้ผ่านการทำงานของท่านเสมอ ท่านรู้ดีว่าสิ่งที่ต้องทำให้สำเร็จคือการช่วยเหลือน้องๆ และท่านชัดเจนว่าทุกอุปกรณ์ทุกความช่วยเหลือไม่ได้ส่งผลดีกับภารกิจเสมอไป อะไรที่ใช้ไม่ได้ก็ต้องบอกว่าไม่ได้ ต้องเลือกใช้เฉพาะสิ่งที่เป็นประโยชน์ เหมาะสมกับการทำงานตรงหน้าเท่านั้น

บางครั้งในเชิงวิชาการอะไรก็เป็นไปได้ แต่ในหน้างานคนต้องเห็น หน้างานเรามีโดรน เรามีเรือดำน้ำเพียบ ไม่ใช่เราไม่มีอุปกรณ์ แต่มาจอดรออยู่ เพราะมันทำอะไรไม่ได้

4. โฟกัสกับโอกาสมากกว่าปัญหา

ผู้นำที่ดีต้องทำมากกว่าแค่แก้ปัญหา แต่ต้องพลิกปัญหานั้นกลับมาเป็นโอกาส เราเห็นคุณสมบัติข้อนี้ของท่านผู้ว่าฯ จากวิธีจัดระบบการนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชน ที่ในช่วงแรกมีปัญหาข่าวมั่ว ข่าวปลอม ข่าวกระจัดกระจาย เนื่องจากมีสื่อสมัครเล่น และสื่อกระแสหลักทำงานกันหลายหน่วย สุดท้ายท่านจึงจัดระเบียบสื่อฯ ตั้งศูนย์กลางกระจายข้อมูลที่เชื่อถือได้ ทำเป็นเอกสาร press release แจกทุกวัน ทำแผนที่กราฟิกสวยงามตามความเป็นจริงออกมาเพื่อให้ทุกคนได้เห็นภาพชัดเจนตรงกัน พร้อมทั้งเปิด LINE official accounts ข่าวจริงประเทศไทย ให้ประชาชนติดตามอย่างใกล้ชิด ถือเป็นตัวอย่างในการพลิกวิกฤตเป็นโอกาสอย่างแท้จริง


5. เห็นอกเห็นใจรับฟังปัญหา

แม้ภายนอกท่านอาจดูเป็นคนดุดัน แต่เรามักได้เห็นความห่วงใยที่ส่งไปถึงครอบครัวของน้องๆ ทั้ง 13 คนอยู่เสมอ ท่านไปเยี่ยมพวกเขาวันละ 2 ครั้งเพื่อรับฟังปัญหา ใครอยากได้อะไรก็จัดให้ รวมถึงมีความใส่ใจไปถึงนักข่าวที่ครั้งหนึ่งต้องยืนสัมภาษณ์ขณะตากฝน ท่านก็ถามไถ่ให้หยุดรอจนกว่าฝนจะหยุด เป็นอีกหนึ่งเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่คนเป็นผู้นำไม่ควรมองข้าม

 

6. ทำให้เห็น ไม่ใช่ดีแต่พูด

ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เราได้เห็นความทุ่มเทในการทำงานของท่านผู้ว่าฯ ที่ยืนอยู่ข้างลูกน้องทุกคนตลอด 24 ชั่วโมงอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย ทำให้ทุกคนมีแรงฮึกเหิมพร้อมทำงานเต็มที่

ทำไมผมต้องยืนอยู่ตรงนี้ตลอด ผมบอกว่าเราเหมือนแม่ทัพ รบแล้วกำลังจะพ่ายแพ้ กำลังจะเสียพื้นที่ ถ้าเราไม่ยืนอยู่ข้างหน้า ใครจะไปช่วยแม่ทัพรบ เหน็ดเหนื่อยอย่างไรเราก็จะสู้

ท้ายที่สุดจากความทุ่มเทของท่านผู้ว่าฯ และทีมงานช่วยเหลือทุกภาคส่วน ในคืนวันที่ 2 กรกฎาคม เราได้ฟังข่าวดีว่ามีการยืนยันพบตัวทีมหมูป่าอะคาเดมีแม่สายทั้ง 13 ชีวิต และทุกคนปลอดภัยดี แต่ทั้งนี้ท่านผู้ว่าฯ ก็ยืนยันว่าภารกิจยังไม่จบ จนกว่าน้องๆ จะได้ออกมาจากถ้ำ พร้อมพานำกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ

ประวัติศาสตร์ครั้งนี้เราจะเรียน เราจะถอดบทเรียน และเราจะนำไปให้ทุกๆ ภาคส่วนได้ศึกษาว่าบทเรียนนี้สอนอะไรกับเราบ้าง อย่างน้อยที่สุดน้องเขาจะรู้ว่าไม่มีใครทิ้งเขา สมกับที่เราบอกว่าคนไทยจะไม่ทิ้งกัน


ฟังรายการ The Secret Sauce พอดแคสต์ โดยแอปฯ Podcasts (สำหรับผู้ใช้ iOS), Podbean และแอปฯ ประเภท Podcast Player ยี่ห้อใดก็ได้ (สำหรับผู้ใช้ Android) หรือฟังทาง SoundCloud และ YouTube ก็ได้เช่นกัน

 

 


 

Credits

 

The Host นครินทร์ วนกิจไพบูลย์


Show Creator นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

Episode Producer & Editor ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic

The post ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าฯ เชียงราย กับความสำเร็จในภารกิจระดับ The Impossible Job! appeared first on THE STANDARD.

]]>
Readery เมื่อการอ่านไม่ใช่เรื่องเดียวดาย และการขายหนังสือไม่ได้มีแค่วิธีเดียว https://thestandard.co/podcast/thesecretsauce31/ Mon, 25 Jun 2018 17:00:42 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=100769

อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จของ Readery ร้านหนังสือออนไลน์ […]

The post Readery เมื่อการอ่านไม่ใช่เรื่องเดียวดาย และการขายหนังสือไม่ได้มีแค่วิธีเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>

อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จของ Readery ร้านหนังสือออนไลน์เจ้าของสโลแกน Reading is sexy. ร้านหนังสือที่ทำให้แวดวงการอ่านกลับมาคึกคัก โดดเด่นด้วยการสร้างคอมมูนิตี้ มีกิจกรรม book club และการทำคอนเทนต์ในการขายหนังสืออย่างสร้างสรรค์

 

จุดเริ่มต้นเป็นมาอย่างไร แนวคิดในการทำงานและเบื้องหลังการสร้างแบรนดิ้งมีอะไรบ้าง

 

เคน นครินทร์ คุยกับ คุณโจ้ วรรณพิณ และคุณเน็ต นัฎฐกร สองผู้ก่อตั้ง ในพอดแคสต์ The Secret Sauce      

 


 

“…มีบางสิ่งบางอย่างเปลี่ยนไปนับจากเมื่อวาน การอ่านของคุณไม่โดดเดี่ยวเหมือนเดิมแล้ว…”

 

ประโยคนี้เป็นจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจในการสร้างชุมชนคนรักหนังสือของพวกเรา มีที่มาจากนวนิยายอิตาลีชื่อ หากค่ำคืนหนึ่งในฤดูหนาว นักเดินทางคนหนึ่ง เขียนโดย อิตาโล คัลวีโน มันทำให้เราได้กลับมาทบทวนถึงสิ่งที่ชอบคุยกันบ่อยๆ ว่าจริงๆ แล้วการอ่านเป็นสิ่งที่ต้องทำคนเดียวจริงไหม เพราะเราเป็นคนชอบอ่านหนังสือแล้วมาคุยและถกกันต่อ เหมือนเวลาคนดูหนังจบ ออกจากโรงหนังแล้วอยากหาเพื่อนคุย เพียงแต่หนังสือมันหาคนคุยด้วยยากกว่า เพราะจะหาคนที่ชอบหนังสือเล่มเดียวกันมันไม่ใช่เรื่องง่าย จากไอเดียนี้ พวกเราเลยอยากทำให้การอ่านไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอีกต่อไป แต่กลายเป็นสิ่งที่อวดกันได้ แชร์กันได้ คุยกันต่อได้

 

เราเคยเห็นตัวอย่าง book club ของกลุ่มแม่บ้านในหนังฝรั่ง หรือเคยเห็นคนตั้งกระทู้พันทิปชวนคนไม่รู้จักมาอ่านหนังสือด้วยกัน เลยเริ่มโปรเจกต์แรกที่มีชื่อว่า Biblio Club คอมมูนิตี้ที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับหนังสือไทยและต่างชาติ จนพัฒนาต่อมาเป็นโปรเจกต์ที่สอง คือ 100 Books ร้านหนังสือออนไลน์ที่ขายทุกเล่มราคาเพียง 100 บาท แต่ด้วยประสบการณ์ที่ยังไม่เชี่ยวชาญเรื่องการขายมากพอ และยังไม่ได้เข้าใจโลกออนไลน์อย่างลึกซึ้ง เลยมีช่วงหนึ่งที่หยุดพักโปรเจกต์ต่างๆ เพื่อไปศึกษาวงการนี้ให้มากขึ้น

 

ตอนนั้นเราเริ่มใช้เฟซบุ๊กในการเข้าถึงคนอ่าน ทำให้เจอคนที่ชอบสิ่งเดียวกัน ทั้งคนขาย นักเขียนและสำนักพิมพ์ เกิดเป็นกลุ่มเพื่อนที่ช่วยสนับสนุน จนถึงวันที่ทุกอย่างพร้อม เว็บไซต์หนังสือออนไลน์ Readery จึงเกิดขึ้น


จุดเปลี่ยนสำคัญ

ช่วงแรกมีหนังสือขายในเว็บประมาณ 30 ปก ก็พอขายได้บ้าง แต่ยังไม่ถึงกับขายดี
เป็นแบบนี้อยู่ประมาณ 2 ปี สำนักพิมพ์ที่ขายกับเราอยู่แล้ว ก็เริ่มแนะนำสำนักพิมพ์ใหม่ๆ ให้มาวางขายกับเรา กลุ่มลูกค้าเลยขยายใหญ่ขึ้นตามจำนวนหนังสือที่มีให้เลือกเยอะขึ้น

 

จนถึงวันที่หนังสือขายดีมาก ถึงขั้นที่ว่าตี 4 แล้วพวกเราก็ยังต้องแพ็กหนังสือส่งลูกค้าอยู่ เพราะทำกันแค่สองคนในบ้าน ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีนะ แต่มันก็ทำให้ต้องกลับมาคุยกันอีกครั้งว่า ที่ทำอยู่มันใช่สิ่งที่ต้องการจริงหรือเปล่า อยากจะจริงจังขึ้นกว่าเดิมไหม สุดท้ายจึงตัดสินใจขยายทีมเพิ่มขึ้น

 

กลุ่มคนรักหนังสือที่ทำงานกันเหมือนเพื่อน

คำว่า ‘เพื่อน’ คือคีย์เวิร์ดสำคัญของเราตั้งแต่ยุคก่อตั้ง และเมื่อต้องรับสมัครทีมงานใหม่ พวกเราก็มองหาคนที่พร้อมเข้ามาช่วยกันทำงานเหมือนเป็นกลุ่มเพื่อน เราตั้งโพสต์ประกาศออกไปว่า ‘ต้องการพนักงานขายหนังสือที่เป็นคนรักหนังสือ’ คุณสมบัติเรียบง่ายและชัดเจนแค่นี้ ซึ่งมีคนสมัครเข้ามาเยอะมาก

 

จนถึงวันนี้เรามีพนักงานทั้งหมด 5 คน ทุกคนไม่มีตำแหน่งตายตัว ช่วยกันทำงานเหมือนเป็นรายงานกลุ่ม ซึ่งเราเองได้เอาหลักการนี้ไปใช้ต่อคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นซัพพลายเออร์ บริษัทขนส่ง หรือลูกค้า ถ้าเขาซื้อหนังสือที่ Readery จะมีคนคอยแนะนำตลอด บางทีลูกค้าทักแชตมาตอนตี 3 ว่าอ่านเล่มนี้จบแล้วอ่านอะไรต่อดี หรือบางทีลูกค้าซื้อหนังสือซ้ำไป พวกเราก็ยินดีเปลี่ยนให้ เพราะทุกคนเป็นเพื่อนกันและพร้อมจะช่วยเหลือกันเสมอ

บ่อยครั้งที่ Readery ได้รับคำชมเรื่องการแพ็กและจัดส่งที่รวดเร็ว เพราะเรามองว่าคนอ่านคือเพื่อน เมื่อไรที่เขาซื้อเล่มไหนไป เราก็อยากรีบส่งให้เหมือนเป็นของขวัญที่จะถึงมือเขาโดยเร็วที่สุด

ร่วมงานกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ธุรกิจมีประสิทธิภาพ

เรื่องการส่งสินค้า พวกเรามองหาสตาร์ทอัพที่เข้าใจตรงกัน เพื่อช่วยแบ่งเบาในสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัด และประหยัดพลังของทีมงานเพื่อไปทำในสิ่งที่เชี่ยวชาญ การทำงานกับพาร์ตเนอร์แบบนี้ ทำให้ธุรกิจได้ใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพครบทุกขั้นตอน เพราะการทำร้านหนังสือออนไลน์ มันต่างจากร้านหนังสือธรรมดาทั่วไป ตรงที่หน้าร้านลูกค้าสามารถเดินเข้ามาหยิบหนังสือเอง แล้วจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ได้เลย แต่พอเป็นออนไลน์ พนักงานต้องเป็นคนหยิบหนังสือแต่ละเล่มมาแพ็กส่งให้พวกเขา และจำนวนหนังสือของ Readery ไม่ใช่หลักร้อยหลักพัน ลองจินตนาการห้องที่มีหนังสือมากถึงหมื่นปกไม่ซ้ำกัน แต่ละปกมีจำนวนตั้งแต่ 5-500 เล่ม ด้วยจำนวนที่มากขนาดนั้น จะทำอย่างไรให้ขั้นตอนการเดินไปหยิบหนังสือแต่ละเล่มใช้เวลาน้อยที่สุด ในเส้นทางที่สั้นที่สุด เพื่อลดขั้นตอนที่ทำให้เสียเวลาออก ฉะนั้นระบบการจัดการสำคัญมาก พวกเราเลยกำลังคุยกับสตาร์ทอัพเก่งๆ เพื่อนำแพลตฟอร์มบางอย่างมาช่วยตรงนี้

 

รู้ใจคนอ่านด้วยฐานข้อมูลที่เป็นประโยชน์

ยุคนี้คนทำธุรกิจควรให้ความสำคัญกับ Big Data เพราะมันคือคลังข้อมูลที่มีประโยชน์อย่างมาก Readery มองเห็นโอกาสในการย่อยคอนเทนต์ต่างๆ ในหนังสือให้ไปแมตช์กับความชอบของกลุ่มเป้าหมาย เหมือนเป็น Spotify ในโลกการอ่าน ซึ่งวิธีคิดของการต่อยอดไอเดียนี้ ผมอยากเอาเนื้อหาในหนังสือแต่ละเล่มมาสับให้เป็นคีย์เวิร์ดย่อยๆ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่คอยเสิร์ชดูว่าตัวเองอยากอ่านอะไร เพราะปัญหาของคนซื้อหนังสือ บางทีเขาไม่รู้จะซื้อเล่มไหน ถ้ามีใครสักคนที่เป็นเพื่อนคอยแนะนำเขาได้ เช่น ถ้าชอบเล่มนี้ น่าจะอ่านเล่มนี้ต่อนะ หรือถ้าวันนี้ฝนตก แล้วมู้ดคุณเป็นแบบนี้ ลองเลือกจากลิสต์ดูไหมว่าเล่มไหนจะเหมาะสม ถ้าทำได้จริง ผมว่าคงเป็นเรื่องที่ดีกับทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย

 

หนังสือไม่ได้มีไว้อ่านอย่างเดียว แต่มีไว้เริ่มต้นความสัมพันธ์

คนส่วนใหญ่เวลาพูดถึงหนังสือ มักพูดถึงแค่ด้านที่มันให้ความรู้ แต่พวกเขามักลืมไปว่าหนังสือเองก็เป็นสิ่งที่ให้ความสุขได้เหมือนกัน เราอยากเปลี่ยนภาพจำที่คนมักคิดว่าการอ่านเป็นเรื่องจริงจัง เหมือนสมัยที่เราเป็นเด็ก แล้วผู้ใหญ่บอกให้อ่านเยอะๆ จะได้เรียนเก่งๆ แต่ในความเป็นจริง หนังสือหลายเล่มไม่ได้ทำให้เราเก่ง แต่ทำให้สนุกเพลิดเพลินได้ เหมือนสโลแกนของ Readery ที่ว่า

 

Reading is sexy มีที่มาจากเราเห็นคนนั่งอ่านหนังสือบนบีทีเอส แล้วรู้สึกว่าคนกลุ่มนี้ดูเซ็กซี่น่าทำความรู้จัก หลักการง่ายๆ เหมือนเวลาผู้ชายอยากจีบผู้หญิง แล้วเริ่มต้นเข้าหาด้วยการถามเธอว่า อ่านหนังสืออะไรอยู่ หลังจากนั้นก็ต่อบทสนทนาได้ยาวแล้ว

 

แม่สื่อระหว่าง ‘คนอ่าน’ และ ‘หนังสือ’

ความฝันของพวกเราคือการมีหนังสือทุกเล่มในประเทศไทยขายอยู่ในเว็บ แต่ที่เราเน้นขายวรรณกรรมเป็นหลักมันเป็นการสร้างแบรนดิ้ง เพราะพวกเราเคยคิดกันเล่นๆ ว่ายังเหลือหนังสือประเภทไหนให้เป็นที่จดจำของแบรนด์ ถ้าเป็นประเภทวิชาการ how to ธุรกิจ ธรรมะ นิยายรัก ก็มีหลายร้านให้นึกถึงแล้ว แต่ถ้าเป็นวรรณกรรม คนอ่านต้องเดินทางไปซื้อตามร้านหนังสืออิสระ ผมเลยคิดต่อว่าคนที่อยู่ต่างจังหวัดเขาจะทำอย่างไร หาซื้อที่ไหน มันยังไม่มี พอเห็นช่องว่างทางการตลาดนี้ เราเลยเอาไอเดียของการเป็นร้านหนังสือเล็กๆ มาขายในช่องทางออนไลน์เพื่อกระจายไปถึงคนวงกว้าง


ถึงแม้หนังสือประเภทนี้ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะขายหมด และยอดพิมพ์ออกมาแต่ละครั้งไม่สูงมากนัก แต่ด้วยความชอบส่วนตัวของผม และความเชื่อที่ว่าเราคงหาคนชอบเหมือนกันได้ไม่ยาก ถ้าหนังสือตีพิมพ์ออกมา 3,000 เล่ม ผมแค่ต้องหาคนอ่าน 3,000 คนนั้นจาก 60 ล้านคนให้เจอ มันเป็นความท้าทายที่พวกเราอยากทำให้ได้


สร้างคอนเทนต์ที่เชื่อมโยงทุกโมเมนต์กับหนังสือ

การสร้างเรื่องราวเพื่อส่งเสริมการขาย มันสามารถทำอะไรได้มากกว่าแค่โชว์ความสวยงามของปก และเล่าเรื่องย่อเพื่อดึงดูดความสนใจ เพราะยังมีเรื่องราวอีกมากมายรายล้อมรอบหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลของนักเขียน การออกแบบหน้าปก เหตุการณ์ที่เป็นปรากฏการณ์ของหนังสือตามยุคสมัย Readery หยิบเรื่องราวเหล่านี้มาผสมกับความครีเอทีฟและนำเสนอออกมาเป็นคอนเทนต์ในแบบฉบับของตัวเอง เช่น ดึงบทเพลงในหนังสือมาเชื่อมโยงเป็นเรื่องเล่า หยิบเอาเมกอัพของตัวละครมาสร้างเป็นสีสัน หรือแนะนำเน้นๆ ไปเลยว่าถ้าคุณจะไปเที่ยวควรอ่านหนังสือเล่มไหน ทุกอย่างทำเพื่อย้อนกลับไปนำเสนอไลฟ์สไตล์ของคนอ่านหนังสือคนหนึ่ง แสดงให้คนอื่นเห็นว่านอกจากหนังสือแล้วเขายังมีชีวิตด้านอื่นอยู่นะ เพียงแต่ทุกโมเมนต์มันก็มีหนังสือเป็นส่วนประกอบด้วยเสมอ

วิธีขายหนังสือของเรา คือการหยิบเอาเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในรายละเอียดมานำเสนอ เพื่อสร้างบรรยากาศการอ่านที่ดี

หัวใจสำคัญที่ทำให้ Readery ประสบความสำเร็จ

 

1. เลือกทำธุรกิจจากสิ่งที่เป็นความชอบอย่างแท้จริง  

เราสองคนจะทำเว็บไซต์ขายอะไรก็ได้ เพราะมีทักษะเรื่องการสร้างเว็บไซต์อยู่แล้ว แต่ในการทำธุรกิจอะไรสักอย่าง เราต้องเอาตัวเองไปอยู่กับมันตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน ถ้าใจไม่รักจริง มันคงเหนื่อยและไม่มีความสุขแบบนี้

 

2. ทำงานอย่างมีความสุข

ผมสังเกตดูว่าถ้าวันไหนพวกเรามีความสุข วันนั้นหนังสือจะขายดีเป็นพิเศษ พูดไปดูเหมือนเป็นความเชื่อ แต่ลองคิดดูว่าการขายหนังสือของเราคือการสร้างคอนเทนต์ อารมณ์ความรู้สึกมันถูกใส่ไปในเรื่องราวทั้งหมด ฉะนั้นจึงไม่แปลกเลยที่อารมณ์ดีของคนเขียนจะถูกส่งต่อไปถึงคนรับสาร และเป็นพลังงานที่เขารู้สึกได้ จนเกิดเป็นการซื้อขายต่อมาในที่สุด

 

3. อย่าทำทุกอย่างด้วยตัวคนเดียว

เป็นธรรมดาที่มนุษย์ต้องมีอารมณ์ขึ้นลง การมีเพื่อนช่วยคิดทำให้พวกเราแบ่งรับสถานการณ์ต่างๆ ได้ดีกว่า และอย่าลืมเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จากคนรอบตัวด้วย

 


พิเศษสำหรับผู้ฟัง The Secret Sauce โดยเฉพาะ เมื่อซื้อหนังสือที่ readery.co แล้วกรอกรหัสคูปอง THESECRETSAUCE รับส่วนลด on top ทันที 5% ไม่จำกัดจำนวนเล่ม และจำนวนครั้งที่ใช้ ตั้งแต่วันนี้ – 8 กรกฎาคม 2561


 

ฟังรายการ The Secret Sauce พอดแคสต์ โดยแอปฯ Podcasts (สำหรับผู้ใช้ iOS), Podbean และแอปฯ ประเภท Podcast Player ยี่ห้อใดก็ได้ (สำหรับผู้ใช้ Android) หรือฟังทาง SoundCloud และ YouTube ก็ได้เช่นกัน

 

 


 

Credits

 

The Host นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

The Guest โจ้ วรรณพิณ, นัฎฐกร ปาระชัย


Show Creator นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

Episode Producer ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Episode Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Graphic Design Interns ธัญญา ศิริสัมพันธ์, พันธิตรา หอมเดชนะกุล

Proofreader ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic

The post Readery เมื่อการอ่านไม่ใช่เรื่องเดียวดาย และการขายหนังสือไม่ได้มีแค่วิธีเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุทธิชัย หยุ่น ตำนานสื่อสารมวลชนไทย กับการเกิดใหม่ในโลก Live! https://thestandard.co/podcast/thesecretsauce30/ Mon, 11 Jun 2018 17:01:14 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=96767

อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จของ สุทธิชัย หยุ่น คนข่าวระดับ […]

The post สุทธิชัย หยุ่น ตำนานสื่อสารมวลชนไทย กับการเกิดใหม่ในโลก Live! appeared first on THE STANDARD.

]]>

อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จของ สุทธิชัย หยุ่น คนข่าวระดับตำนานในรอบ 40 ปีของไทย เป็นผู้ก่อตั้งเครือ The Nation ซึ่งถือเป็นสถาบันการทำข่าวและสื่อสารมวลชนที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ

 

แต่เมื่อช่วงต้นปี 2561 คุณสุทธิชัย หยุ่น ได้ลาออกจากเครือเนชั่นที่ก่อตั้งเองมากับมือเพื่อเริ่มบทใหม่ของชีวิตในวัย 72 ปี กับการทำ Suthichai Live อะไรทำให้เขายังไม่ยอมเกษียณตัวเองและยังรักอาชีพสื่อสารมวลชน และทำไมเขาถึงมองว่าการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีในยุคนี้คือโอกาสครั้งสำคัญ

 

เคน นครินทร์ คุยกับ สุทธิชัย หยุ่น ในพอดแคสต์ The Secret Sauce     

 


 

 

ตอนนี้คุณสุทธิชัยทำอะไรอยู่

สถานภาพปัจจุบันคือบทใหม่ของชีวิต ถ้ายุคสมัยไม่เปลี่ยนแปลงเร็วขนาดนี้ ผมอาจเกษียณเต็มตัวมาอยู่บ้านเฉยๆ แต่เพราะปัจจุบันมีโซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ทำให้คนทำสื่อตั้งแต่ยุคโบราณอย่างผม ที่เคยใช้พิมพ์ดีดเขียนข่าว ส่งหนังสือพิมพ์ไปตามบ้าน เกิดความรู้สึกตื่นเต้นและกระตือรือร้นที่จะทำข่าวเป็นอย่างมาก ผมจึงเปิดเป็นบริษัท กาแฟดำ จำกัด สร้างคอนเทนต์ของตัวเองกับทีมงานเล็กๆ ขึ้นมา

 

ทำไมถึงสนุกกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี

เพราะผมคือคนทำคอนเทนต์ แต่ก่อนการทำสื่อเป็นไปด้วยความยากลำบาก เปรียบเหมือนถนนลูกรังที่มีแต่ความขรุขระ ต่อมาจึงค่อยๆ มีถนนลาดยางมะตอย ตามมาด้วยถนนคอนกรีต จนถึงยุคนี้ที่เป็นทางซูเปอร์ไฮเวย์ ทุกอย่างรวดเร็ว อยากไปไหนเมื่อไรก็ได้ หลายคนอาจมองว่านี่คืออุปสรรค แต่สำหรับผมมันคือสิ่งที่สวรรค์ส่งมาให้ สมัยก่อนมีปัญหาเยอะมาก ต้องรับโทรศัพท์ตอนดึกตลอด เจอปัญหาเรื่องแท่นพิมพ์เสีย ต้องตัดสินใจตัดบางหน้าออก ฝนตกก็ต้องออกไปส่งหนังสือพิมพ์ บางครั้งมีคนโทรมาบ่น เพราะคนไม่ได้รับหนังสือพิมพ์ หรือรับแล้วเปียกแฉะ

 

ผมได้เรียนรู้อะไรมากมายเวลารับโทรศัพท์ มีอยู่วันหนึ่ง มีคนโทรมาบอกว่า “ผมบอกสายส่งของคุณกี่ครั้งแล้วว่า อย่าโยนหนังสือพิมพ์เข้ามา เพราะหมามันคาบเอาไป” เขาไม่รู้ว่าผมเป็นใคร ผมก็ได้แต่ “ครับๆ ล่าสุดเป็นยังไงครับ” เขาบอก “เช้านี้เอง หมามันก็ยังคาบหนังสือพิมพ์ไปอยู่เลย” ผมเลยแก้ปัญหาให้เขาไปว่า “ถ้าคุณตื่นก่อนหมา คุณจะไม่โดนคาบไปนะครับ” (หัวเราะ)

 

ได้ไอเดียสร้างสรรค์สิ่งใหม่จากการรับโทรศัพท์

การรับโทรศัพท์ในห้องข่าวทำให้ผมได้ไอเดียใหม่ๆ เยอะเลย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เกิดจากปลายสายที่อยากรู้ข้อมูลตลาดหุ้นที่นิวยอร์ก เพื่อจะได้มาซื้อหุ้นในประเทศไทยถูก ผมรับสายประเภทนี้บ่อยๆ ทำให้รู้ว่าคนอ่านอยากรู้ข้อมูลพวกนี้ มันแฟร์กับพวกเขาถ้าได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ จึงเกิดเป็นหนังสือพิมพ์รายวันที่ชื่อว่า กรุงเทพธุรกิจขึ้นมา ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากทุกคน

ถามว่าทำไมพวกเขาถึงคัดค้านผม เพราะคนอื่นเชื่อว่ามีข่าวธุรกิจแค่สัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอแล้ว แต่ผมเห็นว่าต่างประเทศมีไฟแนนเชียลไทมส์ หรือวอลล์สตรีท ที่เป็นหนังสือพิมพ์รายวัน บ้านเราเองก็น่าจะมีบ้าง แถมตอนนั้นคนส่วนใหญ่ในทีมงานคือกองบรรณาธิการ The Nation เขากลัวเปิดหนังสือพิมพ์อีกหัวแล้วมันเจ๊ง จะไปดึงทุนตัวอื่นๆ แต่ผมก็ไม่สน ตัดสินใจเปิดตัวในที่สุด

 

วิธีคิดที่สำคัญที่สุดในการทำข่าว

สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงคือหลักในการทำข่าว ต้องถูกต้อง ยุติธรรม และไร้อคติ ผมไม่เคยใช้คำว่า เป็นกลาง เพราะมันไม่มีอยู่จริง เป็นกลาง คือคนเขียนต้องไม่ใส่อารมณ์ความรู้สึกอะไรเลย ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ เพราะทุกคนเป็นมนุษย์ แต่สิ่งสำคัญคือคุณต้องนำเสนอครบทุกมุม ให้โอกาสทุกฝ่ายได้พูดในมุมตัวเอง ดังนั้นผมเลยเป็นคนที่เล่นโซเชียลมีเดียด้วยความระมัดระวังมาก ไม่ไลก์หรือแชร์ไปเรื่อยๆ แต่จะเป็นคนทำข่าวให้คนอื่นแชร์ต่อมากกว่า

สมัยทำโทรทัศน์ก็เหมือนกัน ถึงแม้ว่าเวลามีคนตอบในสิ่งที่ผมรู้อยู่แล้วว่ามันไม่ใช่ ไม่จริง ไม่ถูกต้อง แต่ผมจะไม่แสดงออก และเปลี่ยนวิธีเป็นการตั้งคำถามต่อไปเพื่อให้ความจริงประจักษ์ โดยไม่เป็นคนพูดเองว่าเขากำลังโกหกหรือลำเอียง การทำแบบนี้คนดูจะรู้เองว่าอะไรเป็นอะไร ฉะนั้นไม่ว่ารูปแบบสื่อจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่ความถูกต้องต้องไม่เปลี่ยน

 

 

ความล่มสลายของมาตรฐานวิชาชีพสื่อ

การที่ผู้ประกาศข่าวยุคนี้พยายามทำสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อหา แต่ใช้ลีลาเพื่อเรียกเรตติ้ง ผมว่ามันเป็นความล่มสลายของมาตรฐานวิชาชีพสื่อ ผมมักพยายามบอกเสมอว่ามันเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ เพราะทำให้คนดูเห็นว่าคนทำสื่อไม่รับผิดชอบอีกต่อไปแล้ว

สมัยก่อนเวลาผมสัมภาษณ์คนที่เข้ามาทำสื่อ ผมมักถามว่าเพราะอะไรถึงอยากทำงานนี้ ถ้ามีคนตอบว่า “ผมอยากทำสื่อเพราะอยากเปลี่ยนแปลงสังคมครับ” สำหรับผมนั่นคือสิ่งสุดยอดเลย เพราะงานนี้เป็นงานที่เงินเดือนน้อย งานหนัก ไม่มีเวลาให้ตัวเอง แต่ต้องมีแพสชันแรงกล้า มีความรักที่จะทำข่าว เอาความจริงเข้ามาเปลี่ยนแปลงสังคม ยกย่องคนดี เปิดโปงคนชั่ว ถ้าหากบรรยากาศเป็นเช่นนี้ คนทำข่าวจะมีคุณภาพ ไม่ได้ต้องการเข้ามาเพื่อความฮือฮาหวือหวาแต่อย่างใด เป็นคนแบบที่เราอยากได้มาเป็นกระบอกเสียงให้คนด้อยโอกาส และคอยตรวจสอบคนที่เอาเปรียบสังคม เหมือนเป็นหมาเฝ้าบ้านให้ประชาชน

แต่ปัจจุบันเจ้าของสื่อคือกลุ่มทุน เข้ามาเพื่อเหตุผลทางธุรกิจ พวกเขาไม่ได้เข้ามาเพื่อยกระดับมาตรฐานวิชาชีพแน่นอน ฉะนั้นคนที่ยังอยู่ในวงการก็ต้องยอม หลายคนอาจอึดอัด หรือเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง แต่จริงๆ แล้วผมว่าทางแก้ของเรื่องนี้คือเปลี่ยนวิธีคิด จากแต่ก่อนที่สื่อต้องทำทุกอย่างครบวงจร ตอนนี้สื่อควรรวมกลุ่มทำเฉพาะสิ่งที่เชี่ยวชาญ เปรียบเหมือนสตาร์ทอัพสื่อ เพราะสูตรมันชัดเจนแล้วว่าถ้าคุณยังทำสิ่งทั่วไปที่ใครๆ ก็มี มันอยู่ไม่รอด

 

ทางเลือกเพื่อความอยู่รอดของคนทำสื่อ

ผมว่าคนทำข่าวควรรวมกลุ่มกัน ทำเฉพาะเรื่องอย่างเจาะลึกที่มีกลุ่มคนพร้อมสนับสนุน วิเคราะห์เข้มข้นไปเลย สมมติว่าเป็นข่าวกีฬา คุณต้องทำมากกว่าแค่รายงานผล วิเคราะห์เกมเน้นๆ ให้คนเห็นหลายมิติ หรืออย่างเพจ ลงทุนแมน เขาเขียนข่าวทั่วไปแต่เล่าให้เข้าใจง่าย อ่านสนุก ก็อยู่ได้ บางบทความได้เงินเป็นแสนด้วยซ้ำ

คนยุคนี้ที่ยังอยู่ในสื่อแบบเดิม ผมเปรียบเหมือนเรือเอี้ยมจุ๊น ผู้โดยสารแน่นไปหมด แถมยังเจอพายุหนัก ซ้าย ขวา หน้า หลัง ยังไงก็ไม่รอด แต่ผู้โดยสารกลับเชื่อว่ารอดน่า กัปตันยังอยู่ ยังไงก็รอด เอาจริงๆ มันไม่รอดแล้ว ทางออกคือคุณต้องหาทางโดดลงมาอยู่ในเรือชูชีพลำเล็กๆ ใครชอบแบบไหนไปด้วยกัน และรอเจอกันใหม่ข้างหน้าถ้าโชคดี

Suthichai Live

ผมทำเฟซบุ๊กไลฟ์วันละ 2 ครั้ง คล้ายการเขียนคอลัมน์ทุกวันสมัยทำหนังสือพิมพ์ เรื่องที่ผมนำมาเล่ามีความเจาะลึกเฉพาะเรื่องที่ผมสนใจและถนัด ไม่ต้องทำทุกอย่าง แต่ถ้าเป็นเรื่องข่าวต่างประเทศที่กำลังร้อน อย่างเกาหลีเหนือ โดนัลด์ ทรัมป์ สงคราม เรื่องพวกนี้ ผมพร้อมติดตามและรายงานให้ตลอด โดยไม่เคยคิดว่าคนดูเยอะหรือน้อย เพราะถ้ามัวแต่สนใจตัวเลขเหล่านั้น ผมจะไม่กล้าทำบางอย่าง กลัวตัวเองเสียความรู้สึก ดังนั้นคนที่ติดตามผม เชื่อได้เลยไม่ว่ากี่โมงกี่ยาม ผมจะตามให้ รวมถึงเรื่องในประเทศ ผมทำเฉพาะข่าวที่ผมเชื่อว่าจะเปลี่ยนแปลงสังคมได้ เน้นนำเสนอความคิดเห็นของผม มากกว่ารายงานว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะเจ้าอื่นทำเรื่องพวกนั้นได้ดีกว่าผมอยู่แล้ว

 

 

การเตรียมข้อมูลก่อนไลฟ์

ข้อมูลต่างๆ ที่ผมหยิบมาเล่าเกิดจากการอ่านหนังสือและประสบการณ์ที่สะสมมา ผมอาจได้เปรียบในแง่ของความรู้ที่เป็นสีสัน จริงๆ เรื่องนี้ใครๆ ก็ทำได้ เพราะโลกอินเทอร์เน็ตมีทุกอย่าง แต่ถ้าคนยังมัวแต่คิดว่าแล้วคนจะดูไหม หนักไปหรือเปล่า ต้องทำทุกวันเลยเหรอ มันก็ไม่ได้เริ่มต้นสักที

สำหรับตัวผม ถ้าไม่ได้ทำสิ่งนี้ ชีวิตคงจะโหวงเหวง ไม่รู้จะทำอะไรในแต่ละวัน ดังนั้นคนทำสื่อต้องมีแพสชัน แล้วเงินจากโฆษณาย่อยๆ จะมาเอง คนยุคนี้โชคดีที่ต้นทุนน้อยลงกว่าเดิมเยอะ รายได้ไม่ต้องสูงมากก็ได้ ขอแค่คุณยอมอดทน เปลี่ยนวิธีคิดในการทำงาน ไม่มีวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เข้านอน 3 ทุ่ม

สิ่งที่คุณสุทธิชัยเพิ่งเรียนรู้ในการทำงานยุคนี้

ช่องทางที่ทำให้ผมได้รู้จักตัวตนของคนดู และเห็นผลตอบรับที่เกิดขึ้นได้ทันที จากอินบ็อกซ์หรือคอมเมนต์ ถ้าเป็นสื่อสมัยก่อนอย่างพวกหนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์ มันเห็นผลตอบรับยากมาก แต่ตอนนี้ด้วยความใกล้ชิดของเทคโนโลยี ทำให้ผมสามารถชวนคนไทยเก่งๆ ที่ไปทำงานต่างประเทศมาไลฟ์ให้แรงบันดาลใจกับเยาวชนคนไทยรุ่นใหม่ได้เห็นเป็นตัวอย่าง

 

มองอนาคตของตัวเองอย่างไร ไม่อยากเกษียณจริงหรือ

คำว่าเกษียณคงอยู่ที่คนจะตีความ แต่ผมคงไม่สามารถละทิ้งความเป็นคนบ้าข่าวได้ สุดแล้วแต่ว่าเทคโนโลยีในอนาคตจะอำนวยความสะดวกให้ผมทำงานต่อไปอย่างไร ถ้าให้ผมกลายเป็นคนที่อยู่เฉยๆ หรือเดินทางเพื่อเที่ยวเฉยๆ มันคงโหวงเหวงมาก ผมยังคงต้องเดินทางเพื่อคุยกับชาวบ้าน ทำรายงาน วิเคราะห์ความเป็นไปตามสไตล์ของเรา การทำงานทุกวันแบบนี้ทำให้สุขภาพผมดีขึ้น ผมออกกำลังกาย เล่นบาสฯ วิ่งทุกวัน เป็นกิจกรรมที่ทำไปพร้อมฟังข่าว (หัวเราะ)

ความสุขในการทำงานของผมทุกวันนี้ คือการที่ผมได้ทำหน้าที่ เพื่อให้คนติดตามได้รู้เท่าทันและมีความรู้มากขึ้น เท่านี้เลย เพราะมันไม่มีเรื่องของเงินทองหรือตำแหน่งเข้ามาเกี่ยวข้องอีกแล้ว


ฟังรายการ The Secret Sauce พอดแคสต์ โดยแอปฯ Podcasts (สำหรับผู้ใช้ iOS), Podbean และแอปฯ ประเภท Podcast Player ยี่ห้อใดก็ได้ (สำหรับผู้ใช้ Android) หรือฟังทาง SoundCloud และ YouTube ก็ได้เช่นกัน

 

 


 

Credits

 

The Host นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

The Guest สุทธิชัย หยุ่น


Show Creator นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

Episode Producer ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Episode Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic

The post สุทธิชัย หยุ่น ตำนานสื่อสารมวลชนไทย กับการเกิดใหม่ในโลก Live! appeared first on THE STANDARD.

]]>
JSL ต้นตำรับของรายการทีวีเมืองไทย กับการเปิดสาขาใหม่สู่โลกออนไลน์ https://thestandard.co/podcast/thesecretsauce29/ Mon, 28 May 2018 17:01:43 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=93739

อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จของ JSL ผู้ผลิตรายการทีวีที่ทำ […]

The post JSL ต้นตำรับของรายการทีวีเมืองไทย กับการเปิดสาขาใหม่สู่โลกออนไลน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จของ JSL ผู้ผลิตรายการทีวีที่ทำมาแล้วไม่ต่ำกว่า 100 รายการ ไม่ว่าจะเป็นเกมโชว์ ทอล์กโชว์ วาไรตี้โชว์ สารคดี และอีกหลายรูปแบบ


ถ้าใครเกิดทันคงน่าจะรู้จักกันตั้งแต่รายการ พลิกล็อก, ยุทธการขยับเหงือก ไปจนถึง เจาะใจ และปัจจุบันยังมีรายการที่ได้รับความนิยมอย่าง กิ๊กดู๋ สงครามเพลงเงาเสียง, กิ๊กดู๋ ซุปตาร์เงินล้าน และ Perspective

 

ในช่วงพีกสุดเคยมีรายการออกอากาศถึง 20 รายการต่อสัปดาห์ มาถึงตอนนี้พวกเขายืนระยะมาแล้วถึง 37 ปี และในยุคที่คนดูทีวีน้อยลง พวกเขาเปลี่ยนวิธีคิดในการทำคอนเทนต์มากน้อยแค่ไหน ปรับโมเดลธุรกิจอย่างไร และทำไมถึงเลือกคอร์สออนไลน์มาเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ   

 

เคน นครินทร์ คุยกับ คุณอั๋น-วัชระ แวววุฒินันท์ กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการบริษัท เจ เอส แอล โกลบอล มีเดีย จำกัด

 


 

 

จุดเริ่มต้น

ยุคแรกเราวางตัวเป็นองค์กรที่ผลิตรายการทีวี มีคุณต้น-ลาวัลย์ กันชาติ และคุณหน่อย-จำนรรค์ ศิริตัน เป็นผู้ก่อตั้ง ทั้งสองท่านมีวิสัยทัศน์กว้างไกลและทันสมัยมาก ยุคนั้นท่านดึงเอาเด็กสถาปัตย์ จุฬาฯ มาร่วมงานทั้งที่ยังเรียนไม่จบ ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เพราะท่านมองเห็นความสามารถของคนรุ่นใหม่ อยากให้พวกเราได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้กับวงการบันเทิง

 

พวกเราให้ความสำคัญกับการทำคอนเทนต์มาตั้งแต่ยุคนั้นแล้ว สมัยก่อนรายการทีวีบ้านเรายังไม่หวือหวามาก จนกระทั่งมี JSL เข้ามาทำรายการเกมโชว์ บางรายการก็สร้างสรรค์ขึ้นมาเอง บางรายการก็ไปเห็นต้นแบบมาจากเมืองนอก (ในยุคนั้นยังไม่มีการซื้อขายลิขสิทธิ์จากเมืองนอกอย่างจริงจัง) ประกอบกับงานเรื่องโปรดักชัน แสง สี เสียง ที่มีความสดใหม่ เราเลยได้เสียงตอบรับและคำชื่นชมจากคนดูอย่างล้นหลาม

แหล่งบ่มเพาะคนคุณภาพประดับวงการทีวี

JSL สร้างคนคุณภาพมานับไม่ถ้วน ที่รู้จักกันดีคือ คุณต๋อย ไตรภพ คุณตา ปัญญา รวมถึงสมาชิกกลุ่มเสนาทั้งหลาย คุณโน้ส คุณหอย คุณเปิ้ล หรือกลุ่มพิธีกรรุ่นหลังๆ อย่างคุณซี ศิวัฒน์ คุณป๋อ ณัฐวุฒิ รวมถึงกลุ่มคนที่ทำงานเบื้องหลังอย่าง คุณจิก ประภาส คุณดี้ นิติพงษ์ ทั้งหมดเคยเป็นลูกหม้อของ JSL ทั้งสิ้น

 

ผู้อยู่เบื้องหลังคือคุณหน่อย จำนรรค์ ที่เรียนจบการละคร จากอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ท่านเอาสิ่งที่ได้เล่าเรียนมาปรับกับทักษะการเป็นพิธีกร และมีความสุขกับการได้สอนได้สร้างคนใหม่ๆ มาประดับวงการ

 

งานแรกของพี่อั๋น วัชระ

ผมเข้ามาทำงานด้วยตำแหน่งแรกคือครีเอทีฟฟรีแลนซ์ ทำรายการเกมโชว์ชื่อ พลิกล็อก รายการเกี่ยวกับตัวเลข ที่ให้ทาย ‘มากกว่า’ หรือ ‘น้อยกว่า’ และก่อนจะถึงรอบโบนัส จะมีโชว์สั้นๆ จากเด็กสถาปัตย์ จุฬาฯ ใครคิดโชว์อะไรได้ก็ลงมือทำเลย เช่น ละครสั้น การแสดงล้อเลียนโฆษณา เพลงดัดแปลง ซึ่งปกติพวกเราทำกันเองขำๆ อยู่ในวงเหล้า หรือละครเวทีประจำคณะอยู่แล้ว พอได้มาทำบนทีวีที่เป็นสื่อใหญ่มากในสมัยนั้น มันถือว่ายิ่งใหญ่มากสำหรับนักศึกษาอย่างพวกเรา

 

วิธีสร้างสรรค์รายการใหม่

รายการที่ผมเป็นคนคิดและสร้างความฮือฮาคือ ยุทธการขยับเหงือก ในยุคนั้นคนดูให้นิยามว่ามันคือรายการตลกปัญญาชน พวกเสนาที่เป็นตัวดำเนินรายการก็โด่งดังกันถ้วนหน้า

 

 

ต่อมามี คอนเสิร์ต คอนเทสต์ รายการแข่งร้องเพลงที่ออกอากาศทุกสัปดาห์รายการแรกของเมืองไทย เพราะปกติรายการประเภทนี้ส่วนใหญ่จะทำเป็นอีเวนต์ รูปแบบรายการคือให้คนที่ไม่มีชื่อเสียงมาแข่งประกวดร้องเพลงกึ่งจัดคอนเสิร์ตของตัวเอง ต้องมีเต้นมีโชว์ใส่เข้าไปด้วย

 

ทุกรายการเกิดจากประสบการณ์ที่ผมสะสมมาเรื่อยๆ ผมเป็นคนชอบอ่าน เลยได้รู้อะไรเยอะ ผมเป็นคนชอบดู เลยได้เปิดโลกใหม่อยู่ตลอดเวลา และสุดท้ายผมเอาสิ่งที่เคยเห็น เคยอ่าน เคยดู มาทดลองสร้างโชว์ตั้งแต่สมัยเรียนสถาปัตย์แล้ว เทสต์ดูว่าทำแบบนี้แล้วคนดูชอบไหม จังหวะไหนทำแล้วคนเซอร์ไพรส์ ทุกอย่างผมเก็บเป็นข้อมูลไว้ พอถึงเวลาทำงานจริง ผมก็ลองหยิบมาใช้ปรุงเป็นรสชาติใหม่ให้เป็นรายการทีวีที่คนชอบ

จุดร่วมสำคัญของการทำเกมโชว์ให้คนดูรัก คือการแข่งขันมีกฎกติกาเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน มีจุดไคลแมกซ์ ทำให้คนดูร่วมลุ้นและเล่นสนุกตามได้

จุดเปลี่ยน

หลังจากหมดยุคเกมโชว์ พวกเราก็โตขึ้นตามวัย หันมาสนใจพวกรายการวาไรตี้และทอล์กโชว์ที่มีความเข้มข้นขึ้น เจาะใจ เลยถือกำเนิดขึ้น ไอเดียคือรายการทอล์กโชว์ที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ชมและสร้างประโยชน์เพื่อสังคม เพราะพวกเราเชื่อว่าสื่อมีอิทธิพลในการเปลี่ยนแปลงโลก ดังนั้นถ้าจะสร้างคอนเทนต์อะไรอย่างน้อยต้องไม่ทำร้ายคนดู และจะดียิ่งขึ้นอีกถ้ามันให้สาระความรู้ด้วย

 

 

เปลี่ยนวิธีคิดเพื่อความอยู่รอด

ในยุควิกฤตต้มยำกุ้ง ถึงเราจะไม่ใช่บริษัทที่ลงทุนทางการเงิน แต่พอหน่วยธุรกิจอื่นๆ ได้รับผลกระทบ แบรนด์สินค้าต่างๆ ที่เคยเป็นสปอนเซอร์ก็ระวังเรื่องใช้เงินโฆษณาไปด้วย จุดนั้นเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ทีมงานเปลี่ยนวิธีคิดจากการเอาโปรดักชันนำ มาเป็นใช้มาร์เก็ตติ้งนำ คิดถึงลูกค้าที่เป็นแบรนด์ก่อน บางรายการต้องทำขึ้นเพื่อสินค้าบางอย่างเลยก็มี แต่ภายใต้เงื่อนไขว่าเราต้องทำรายการให้สนุกเหมือนเดิม

 

คิดอย่างไรในช่วงที่คนบอกว่าสื่อทีวีกำลังจะตาย

แต่ก่อน JSL บอกว่าตัวเองทำรายการทีวี ตอนนี้เราเปลี่ยนเป็นคนทำคอนเทนต์แล้ว เราสร้างเนื้อหาที่ดีเพื่ออยู่ในทุกแพลตฟอร์ม อย่าง เจาะใจ ออนไลน์  เนื้อหาจะแตกต่างจากในทีวี มีอิสระมากขึ้น พูดถึงแง่มุมหลากหลาย เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่อาจไม่เคยรู้จัก เจาะใจ ได้ลองดูคอนเทนต์ของเรา

ผมเชื่อว่ายังไงทีวีก็ไม่ตาย เพียงแค่มันอาจไม่ใช่สื่อหลักเหมือนเดิม กลายเป็นสื่อเสริมประกอบกับออนไลน์ หรือแพลตฟอร์มอื่นๆ สำคัญที่ว่าคนทำจะปรับตัวอย่างไร

ผมเคยคุยกับเพื่อนเล่นๆ ว่า ทำไมเราต้องเหนื่อยเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ตลอดเวลาขนาดนี้ อายุก็จะ 60 ปีแล้ว แต่พฤติกรรมคนดูเปลี่ยนเแปลงเร็วมาก แต่ก่อนทำรายการทีวีปรับเปลี่ยนปีละครั้ง ต่อมาต้องปรับทุก 6 เดือน ตอนนี้อย่าว่าแต่รายเดือนเลย เราเปลี่ยนกันทุกรายสัปดาห์แล้ว อะไรมันจะเร็วขนาดนั้น ต้องคอยหาลูกสะดุ้งใหม่ๆ มาเซอร์ไพรส์คนดูตลอด

สัดส่วนรายได้

เดี๋ยวนี้เป้าหมายรายได้จากทีวีถูกปรับสัดส่วนจาก 100% เหลือแค่ 50% นอกนั้นมาจากงานอื่นๆ เช่น สายงานอีเวนต์มาแรง เราทำครีเอทีฟอยู่แล้ว จากการคิดรายการทีวีให้ลูกค้า ก็เปลี่ยนไปทำอีเวนต์ให้เขาแทน ทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน แต่ยังไงรายการทีวีของเราก็เป็นตัวสำคัญที่จะสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้คนจดจำและต่อยอดไปสู่สื่ออื่นอยู่ดี

 

 

ธุรกิจเชิงการศึกษาที่มาในรูปแบบออนไลน์

แต่ก่อนคนเราต้องเข้าไปเรียนมหาวิทยาลัยเพื่อเอาความรู้มาประกอบวิชาชีพ แต่หลายครั้งการเรียนรู้และการทำงานก็ไม่ได้สัมพันธ์กันจริงๆ อย่างผมเรียนจบสถาปัตย์มาทำงานในวงการบันเทิง ผมเลยมีความคิดว่าทุกคนควรได้แสวงหาความรู้ที่เหมาะกับตัวเองและเอาไปใช้งานจริงได้ บวกกับสมัยนี้คนดูสื่อออนไลน์เยอะ เราเลยต่อยอดทำคอร์สออนไลน์ เสนอองค์ความรู้ให้คนได้สมัครเข้ามาเรียนและพัฒนาตัวเอง ชื่อว่า My One Class

 

My One Class

คอร์สออนไลน์ไม่ใช่ของใหม่ แต่เมื่อ JSL จะสร้างคอร์สของตัวเองขึ้นมา เราถนัดงานด้านสื่อสารมวลชน แต่ละคลาสที่เปิดมาจึงสอนเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ อย่างคลาสสอนการพูด โดยคุณตุ้ม-ผุสชา โทณะวณิก ตัวจริงที่สอนพิธีกรหลายคนหลายรุ่น หรือคอร์สเขียนเพลงกับคุณดี้-นิติพงษ์ ห่อนาค คอร์สสอนการแสดงกับคุณหนิง-พันพัสสา ธูปเทียน และอีกมาก

 

วิธีการสมัครเรียนง่ายมาก ถ้าสนใจคอร์สไหน เพียงแค่โอนเงินสมัครเข้ามา ทางทีมงานจะส่งรหัสกลับไปให้ และสามารถเอาไปใช้ดูซ้ำกี่รอบก็ได้ผ่านช่องทางออนไลน์ของ My One Class

 

วิธีคิดในการบริหารองค์กร

ผมเชื่อว่า ผู้นำต้องทำให้ทุกคนเป็นทีมเดียวกัน มีเป้าหมายเดียวกัน และทุ่มสุดกำลังเพื่อไปให้ถึงจุดนั้น และคำว่าทีมในความหมายของผม รวมไปถึงพาร์ตเนอร์นอกบริษัทด้วย เราต้องจับมือกับกลุ่มคนหรือองค์กรที่ความเชี่ยวชาญด้านต่างๆ เพื่อช่วยกันผลักดันให้งานแต่ละโปรเจกต์สำเร็จ

 

เป้าหมายในอนาคตของ JSL

ในยุคที่สอง JSL เปลี่ยนชื่อเป็น JSL Global Media เพื่อเป้าหมายที่ว่า วันหนึ่งเราอาจส่งออกคอนเทนต์ที่มีอยู่ไปต่างประเทศได้ เพราะออนไลน์กลายเป็นช่องทางที่เชื่อมโลกไปแล้ว

 

 


ฟังรายการ The Secret Sauce พอดแคสต์ โดยแอปฯ Podcasts (สำหรับผู้ใช้ iOS), Podbean และแอปฯ ประเภท Podcast Player ยี่ห้อใดก็ได้ (สำหรับผู้ใช้ Android) หรือฟังทาง SoundCloud และ YouTube ก็ได้เช่นกัน

 

 


Credits

 

The Host นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

The Guest วัชระ แวววุฒินันท์


Show Creator นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

Episode Producer ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Episode Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader พรนภัส ชำนาญค้า

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic

The post JSL ต้นตำรับของรายการทีวีเมืองไทย กับการเปิดสาขาใหม่สู่โลกออนไลน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
LINE Thailand กับกลยุทธ์ที่พิสูจน์ว่า ใครรู้จักคนไทยดีกว่าคนนั้นชนะ https://thestandard.co/podcast/thesecretsauce28/ Mon, 14 May 2018 17:01:50 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=90493

อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จของ LINE แพลตฟอร์มที่ทรงพลังมา […]

The post LINE Thailand กับกลยุทธ์ที่พิสูจน์ว่า ใครรู้จักคนไทยดีกว่าคนนั้นชนะ appeared first on THE STANDARD.

]]>

อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จของ LINE แพลตฟอร์มที่ทรงพลังมากที่สุดในประเทศไทย มีคนไทยใช้งานอยู่ถึง 42 ล้านคน จากเดิมที่เป็นแค่แอปพลิเคชันแชตจากญี่ปุ่น LINE Thailand คิดค้นบริการใหม่ๆ เองจนเกิดเป็น LINE MAN บริการจัดส่งอาหาร LINE TV แพลตฟอร์มดูรายการทีวีย้อนหลัง เรื่อยไปจนถึง LINE TODAY, LINE Pay และ LINE TAXI

 

ที่สำคัญ บริการเหล่านี้ล้วนมีเจ้าอื่นทำมาก่อนแล้วทั้งสิ้น LINE Thailand มีวิธีอะไร ที่ทำให้คนไทยค่อยๆ หันมาใช้จนเป็นเบอร์หนึ่งไปแล้วหลายบริการ

 

เคน-นครินทร์ คุยกับ คุณบี๋-อริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการ LINE Thailand เพื่อหาคำตอบมาให้คุณ    

 


นิยามของ LINE และจุดยืนในประเทศไทย

LINE เป็นแพลตฟอร์มรวมบริการที่มีประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันของผู้คน เรามีบริการที่หลากหลาย ใครอยากดูรายการทีวีย้อนหลังมาก็ที่ LINE TV ใครอยากอ่านข่าวเปิด LINE TODAY ใครอยากสั่งอาหารก็ใช้ LINE MAN หรือแม้แต่เรื่อง Payment ก็มี LINE Pay จะเห็นว่าเราแตกธุรกิจออกไปในทุกๆ ด้าน เพื่อย้ำในจุดยืนเรื่องการให้ประโยชน์กับผู้บริโภค

 

เมื่อประมาณปี 2559 ตอนที่สร้าง LINE MAN ขึ้นมา เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันจะมาถึงวันนี้ เช่นเดียวกันกับตอนสร้าง LINE TV ทุกครั้งที่เราสร้างอะไรใหม่ก็เป็นความท้าทาย มันเป็นโอกาสที่ต้องใช้เวลา แต่ส่วนใหญ่ 1-2 ปี ก็เห็นภาพแล้วว่าบริการไหนมีแนวโน้มค่อนข้างดี

 

กลยุทธ์ในการทำธุรกิจ

LINE แตกต่างจากบริษัทเทคโนโลยีอื่นตรงที่เรารู้ว่าถ้าจะแข่งกับธุรกิจที่คล้ายกัน สิ่งที่เราต้องทำคือการใช้กลยุทธ์แบบ Hyper Local หมายความว่า ตอนเราคิดอะไรใหม่ ผมมีหน้าที่ดูตลาดในประเทศไทย เพื่อให้บริการนั้นรองรับผู้บริโภคในประเทศ เรามีความยืดหยุ่นและอิสระในการสร้างบริการใหม่ ต่างจากบริษัทอื่นที่ต้องคอยให้ Headquater ออกคำสั่งถึงจะทำได้

 

LINE MAN คือบริการที่คนไทยคิดเอง

LINE MAN เป็นบริการที่ทีมไทยคิดขึ้นเอง ช่วงนั้นเราพยายามหาบริการที่สร้างอิมแพ็ก ผมกับทีมงานเลยลองออกไปดูตามสถานที่ต่างๆ ในกรุงเทพฯ แล้วทำความเข้าใจว่า ส่ิงที่เห็นในชีวิตประจำวันของคนมีอะไรบ้าง จนพบว่า 2 สิ่งที่จะพบได้เสมอคือ วินมอเตอร์ไซค์และอาหาร จึงรวมกันมาเป็นจุดกำเนิดของ LINE MAN ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ และสามารถเติบโตได้  

 

จริงๆ แล้ว ธุรกิจ Food Delivery ในประเทศไทย LNE MAN ไม่ได้มาเจ้าแรก แต่เราเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค เจ้าอื่นจะเน้นร้านอาหารในระดับราคาปานกลางถึงแพง เพราะรายได้จากธุรกิจของเขามาจากค่าคอมมิชชันตามตกลงกับร้านอาหาร เพราะฉะนั้นยิ่งอาหารที่สั่งมีราคาสูง ผู้ให้บริการยิ่งได้เงินเยอะตามไปด้วย LINE MAN เลยหันไปเจาะตลาดร้านสตรีทฟู้ดแทน เพราะมันคือสิ่งที่คนไทยอยากกินทุกวัน

 

“ไม่ใช่เฉพาะลูกค้า แต่ LINE MAN แก้ปัญหาให้ร้านอาหารด้วย”

Pain Point ของกลุ่มลูกค้าคือ ปัญหารถติด ต้องรอคิวนาน ไม่ได้กินสิ่งที่อยากทันที เราเห็นโอกาสที่จะช่วยแก้ปัญหาจุดนี้ และอยากช่วยแก้ Pain Point ให้ทางฝั่งร้านอาหารด้วย เพราะร้านเหล่านี้เป็นธุรกิจที่ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครรับ-ส่งอาหารให้ เหล่าพ่อค้าแม่ค้าไม่สะดวกทำด้วยตัวเอง เราเลยเข้าไปช่วยแก้โดยการไม่ชาร์จค่าคอมมิชชันจากพวกเขาเลยสักบาท ซึ่งต่างจากโมเดลของ Food Delivery เจ้าอื่นที่จะชาร์จ 20-30%

 

เราอยากให้ทุกคนคิดว่า ‘เทคโนโลยีเป็นเรื่องง่าย’ ผมบอกได้เลยว่า ถ้าวันแรกทีมงานไปบอกร้านอาหารว่า เขาต้องใช้สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตเพื่อรับออร์เดอร์ ต้องทำทุกอย่างผ่านโทรศัพท์มือถือ ผมว่า LINE MAN ไม่มีทางเกิด มันยากเกินไป เหมือนเราพยายามไปเปลี่ยนวิถีชีวิตและการทำธุรกิจของเขา

 

สิ่งที่เราทำคือ ปล่อยให้เราเป็นผู้ดูแลเรื่องเทคโนโลยี ร้านอาหารยังได้รับเงินสดเหมือนเดิม และรับออร์เดอร์จากพนักงานส่งอาหารเหมือนเวลาลูกค้ามาสั่งปกติ นั่นแปลว่า เราแทบไม่ได้ยุ่งกับวิธีบริหารของฝั่งร้านอาหารเลย เราใช้เทคโนโลยีอำนวยความสะดวกสบายให้ผู้บริโภคและส่งทราฟฟิก ร้านอาหารก็ได้ลูกค้าและรายได้เพิ่ม

ทำธุรกิจในวงการเทคโนโลยี ผมไม่ได้ดูแค่ระยะสั้น แต่มองไกลไปถึงระยะยาว เวลาสร้างบริการ สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผมคือ การสร้างฐานลูกค้าที่ใหญ่ที่สุดให้ได้ก่อน แล้วเดี๋ยวโอกาสในเชิงธุรกิจจะมาเอง

 

LINE TAXI ที่ไม่เคยคิดจะทำมาก่อน

เราไม่คิดจะทำ LINE TAXI มาก่อน แต่จังหวะและโอกาสมันเข้ามาพอดี เมื่อประมาณช่วงไตรมาส 2 ของปี 2560 สหกรณ์แท็กซี่เข้ามาคุยกับ LINE ว่าพวกเราพอจะทำอะไรร่วมกันได้บ้าง เราถึงได้รู้ความจริงว่า กรุงเทพฯ มีคนขับแท็กซี่ประมาณ 90,000 ราย ในจำนวนนี้สังกัดกับสหกรณ์แท็กซี่ประมาณ 60,000 คน เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงมีโครงข่ายที่ค่อนข้างใหญ่

 

พอได้ศึกษาและวิจัยจึงพบ Pain Point ของผู้บริโภค คือทั้งที่มีคนขับค่อนข้างเยอะ แต่กลับเรียกแท็กซี่ไม่ค่อยได้ ส่วน Pain Point ของฝั่งคนขับคือ วันหนึ่งพวกเขาขับรถประมาณ 12 ชั่วโมง ได้เงินสุทธิมาประมาณ 400 บาท มันเป็นชั่วโมงการทำงานที่ไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับผลตอบแทน หลายคนที่ใช้บริการแท็กซี่อาจมีอคติกับคนขับ แต่ถ้าเราได้ลองเข้าไปคลุกคลี มันทำให้เรารู้ถึงปัญหาที่ต่างมุมออกไปของทั้ง 2 ฝ่าย

 

หลังจากนั้น ผมและทีมงานก็มาคิดต่อว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไรดี และได้ข้อสรุปกันว่าตัว LINE เองมีผู้ใช้บริการแอปฯ แชตทั้งคนขับและผู้บริโภค เราเชื่อว่าจำนวนแท็กซี่ในสังกัดสหกรณ์ เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค เพราะฉะนั้นถึงคนขับคนแรกจะไม่สะดวกรับผู้โดยสาร แต่อย่างน้อยต้องมีคนขับอีกคนพร้อมรับผู้โดยสารแน่นอน มันคือ Demand และ Supply วันนี้เราพยายามสร้าง Supply ของฝั่งคนขับแท็กซี่ด้วยการเป็นพันธมิตรกับสหกรณ์ ซึ่งถือว่าสำคัญมาก

 

 

แนวโน้มของบริการใหม่ๆ จาก LINE  

ผมมองว่า แม้วันนี้การทำธุรกรรมออนไลน์ยังไม่เป็นที่นิยมเท่าที่ควร แต่อีกไม่กี่ปี คุณจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในวงการการทำธุรกรรมโดยสิ้นเชิง ปัจจุบันในประเทศจีนเขาไม่ใช้เงินสดกันแล้ว คนส่วนใหญ่หันไปใช้ Alipay กับ WeChat Pay กันหมด ทั้งๆ ที่เมื่อไม่กี่ปีที่แล้วเขายังใช้เงินสดกันอยู่เลย เพราะฉะนั้นเราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมและธุรกิจที่ค่อนข้างเร็ว

กราฟการเติบโตในวงการเทคโนโลยีไม่ได้เป็นแบบเส้นตรงไปเรื่อยๆ ถึงจุดหนึ่งที่เราสามารถปลดล็อก สร้างสิ่งที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค เส้นกราฟการเติบโตมันจะดีดตัวขึ้นทันที นี่คือส่ิงสำคัญที่เราต้องเข้าใจธุรกิจเทคโนโลยี

พลังของ Data ในยุค 4.0

LINE ให้ความสนใจกับ Data ถึงแม้ว่าช่วงนี้จะมีกระแสลบ (กรณีข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้เฟซบุ๊กกว่า 87 ล้านรายถูกดึงไปยัง (Cambridge Analytica) แต่เราเชื่อว่า ข้อมูลคือน้ำมันและทองของยุค 4.0 ยกตัวอย่างว่าวันนี้ประเทศไทยมีคนที่ Unbank (คนที่ไม่สามารถมีบัญชีหรือทำบัตรเครดิตได้ เพราะไม่ได้ทำงานประจำ หรือไม่มีงานที่มั่นคงในความเข้าใจของธนาคาร) พวกเขาไม่สามารถไปกู้เงินได้หากต้องการ แต่ลองคิดดูว่าถ้าเรามีข้อมูลที่บอกได้ว่า พวกเขามียอดขายหรือรายได้เท่าไร เติบโตเท่าไร  ทำธุรกิจนี้มากี่ปี เหล่านี้เป็นข้อมูลที่เอามาประเมินผลต่อได้ และอาจช่วยในเรื่องกู้เงินได้สำเร็จ ดังนั้นในยุค 4.0 มันมีข้อมูลมากมายที่เราสามารถเข้าถึง และช่วยเหลือผู้บริโภคที่สมัยก่อนไม่สามารถทำได้

 

 

เป้าหมายในอนาคตของ LINE Thailand

ตอนนี้ทุกแพลตฟอร์มในโลกโซเชียลกำลังพยายามแตกไลน์ธุรกิจ และเข้าไปเล่นในสิ่งที่ตัวเองถนัด ผมมองว่าการทำเช่นนี้เป็นอนาคตของเรา เพราะถ้าดูพฤติกรรมของผู้บริโภค 42 ล้านคน เขาใช้สมาร์ทโฟนฉลี่ยวันละ 4 ชั่วโมง 1 ใน 3 ของเวลานั้นอยู่กับ LINE เท่ากับว่าถ้าเขาใช้เวลาอยู่กับเราแล้ว ทำไมต้องเสียเวลาเพิ่มเพื่อออกจากแอปฯ ไปดาวน์โหลดแอปฯ อื่น ผมเลยตั้งคำถามว่า เราสามารถให้บริการเหล่านั้นมาอยู่ที่ LINE เลยได้ไหม เป็นการใช้วิธีคิดโดยมองจากมุมของผู้บริโภค

 

ส่วนในมุมของเรา ความสำเร็จของ LINE อยู่ที่ผู้ใช้ หากวันไหนเราผิดใจกับผู้บริโภค เราจะเสียฐานลูกค้าทันที และเขาจะเปลี่ยนไปใช้บริการของที่อื่น ดังนั้นเราจะไม่เอาเปรียบพวกเขาเด็ดขาด และจะพยายามสร้างโอกาสใหม่ๆ เพื่อทำให้ธุรกิจมีความยั่งยืน

 

เคล็ดลับที่ทำให้ LINE ประสบความสำเร็จในประเทศไทย

1. เข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคในประเทศอย่างแท้จริง
2. สร้างบริการที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค
3. สำหรับผม ทีมงานเป็นสิ่งสำคัญ เพราะมันทำให้เห็นว่าคนไทยมีศักยภาพ เราอยู่ในวงการเทคโนโลยี ที่ทำได้ดีไม่แพ้ต่างชาติ มีความใกล้ชิดกับตลาด เข้าใจความเป็นไปในบ้านเราได้ดีอีกด้วย

 

 

วัฒนธรรมองค์กร

พนักงานของเราถูกเรียกว่า Tech Millennials คือเป็นคนกลุ่มมิลเลนเนียลส์ที่ถนัดด้านเทคโนโลยี อายุเฉลี่ยของพนักงานที่นี่คือ 31 ปี อายุนี้แน่นอนว่าไม่ใช่เด็ก พวกเขาบริหารธุรกิจที่ใหญ่มาก เราต้องการคนที่เต็มไปด้วยความสามารถ เต็มไปด้วยไอเดียสดใหม่ ทุกคนมีโอกาสคิดบริการที่มาจากไอเดียของตัวเอง

 

ออฟฟิศของเรามีพื้นที่ให้พนักงานผ่อนคลายเยอะ มี Informal Meeting Space คือห้องประชุมที่ไม่เหมือนห้องประชุม เป็นบรรยากาศสบายๆ ให้พนักงานได้สร้างสรรค์ รวมถึงมีสิ่งบันเทิงที่ให้พวกเขาเล่นสนุก มี Nap Pod มีบริการนวด มีอาหารเช้าและกลางวันให้กินฟรี พยายามทำให้เขารู้สึกสนุกและสบายเหมือนมีองค์กรคอยดูแลตลอดเวลา

พนักงานสามารถพักผ่อนได้ตลอดทั้งวัน ไม่จำกัดเวลา ไม่มีการแอบดูว่าเข้าไปนอนนานเท่าไร คนเราเวลาเครียดคิดงานยังไงก็คิดไม่ออก เพราะฉะนั้นพักเถอะ

 

อริยะ พนมยงค์ เป็นหัวหน้าสไตล์ไหน

ผมเชื่อใจลูกน้องของตัวเอง เพราะเชื่อว่าความไว้วางใจเป็นสิ่งสำคัญ ผมพยายามแบ่งเวลาให้กับทุกธุรกิจ ธุรกิจไหนอยู่ในช่วงเวลาสำคัญ หรือเขาต้องการความช่วยเหลือจากเรา ก็จะไปเน้นมากหน่อย และกับบางอันที่ไม่มีอะไรก็จะคอยอัปเดตกัน

 

คุณสมบัติการเป็นผู้นำที่ดีสำหรับผมคือการบริหารคน ผมให้ความสำคัญกับการสร้างทีม เพราะการสร้างธุรกิจมันคือหน้าที่ แต่จะสร้างมันให้ดีได้ต้องเริ่มจากทีมงาน ตั้งแต่ขั้นตอนการคัดคนเข้ามาและสไตล์การทำงาน เราพยายามสร้างวิธีการทำงานแบบใหม่คือ ไม่ต้องบอกลูกน้องว่าต้องทำอะไร แต่เขาต้องเดินมาบอกผมเองว่าอยากสร้างอะไร

 

 


ฟังรายการ The Secret Sauce พอดแคสต์ โดยแอปฯ Podcasts (สำหรับผู้ใช้ iOS), Podbean และแอปฯ ประเภท Podcast Player ยี่ห้อใดก็ได้ (สำหรับผู้ใช้ Android) หรือฟังทาง SoundCloud และ YouTube ก็ได้เช่นกัน

 

 


Credits

 

The Host นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

The Guest อริยะ พนมยงค์


Show Creator นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

Episode Producer ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Episode Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Photographer ปฏิพล รัชตอาภา

Music Westonemusic

The post LINE Thailand กับกลยุทธ์ที่พิสูจน์ว่า ใครรู้จักคนไทยดีกว่าคนนั้นชนะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
genie records กับปรัชญาการทำค่ายเพลงร็อกให้ศิลปินถูกรัก https://thestandard.co/podcast/thesecretsauce27/ Mon, 30 Apr 2018 17:01:21 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=87519

อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จของ genie records ค่ายเพลงร็อก […]

The post genie records กับปรัชญาการทำค่ายเพลงร็อกให้ศิลปินถูกรัก appeared first on THE STANDARD.

]]>

อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จของ genie records ค่ายเพลงร็อกอันดับหนึ่งของประเทศ ที่มีศิลปินในค่ายอย่าง Bodyslam, Big Ass, Labanoon, Cocktail, Klear และอีกมาก


เรื่องราวการก่อตั้งค่ายเพลงเป็นมาอย่างไร มีวิธีคัดเลือกและบริหารศิลปินอย่างไร เคยเจอช่วงวิกฤตไหม และทำค่ายเพลงอย่างไรให้อยู่ได้มาถึงยุคนี้


เคน นครินทร์ คุยกับ นิค-วิเชียร ฤกษ์ไพศาล ผู้ก่อตั้งค่ายเพลง genie records    

 


 

 

genie records เริ่มต้นอย่างไร

ผมเรียนจบรัฐศาสตร์ แต่สนใจงานด้านนิเทศศาสตร์ เริ่มต้นมาจากคนธรรมดาที่อยากเป็นครีเอทีฟ อาชีพแรกคือทำงานเป็น Best Boy ในกองถ่ายรายการเพลง มีหน้าที่ซื้อของตามสั่งจากทีมงานคนอื่นเพื่อเอามาประกอบฉาก จนกระทั่งแกรมมี่เริ่มมีค่ายเพลง ยุคนั้น พี่เต๋อ-เรวัต พุทธินันทน์ เข้ามาร่วมงานกับบริษัท ก่อตั้งเป็น Grammy Entertainment ตอนนั้นผมเริ่มขยับมาอยู่เบื้องหน้า ทำงานเป็นพิธีกรรายการเพลง ชื่อว่า ยิ้มใส่ไข่ พิธีกรร่วมของผมในสมัยนั้น ทุกวันนี้กลายเป็นกรุ๊ปซีอีโอกันหมดแล้ว นำทีมโดย คุณเล็ก-บุษบา ดาวเรือง และคุณภิญโญ รู้ธรรม

ยุคต่อมาแกรมมี่ใหญ่ถูกผ่าเป็นค่ายเพลงต่างๆ เช่น Grammy Grand, Grammy  Gold มีค่าย Green Beans ที่ทำเพลงวัยรุ่นอย่าง คูณ 3 ซูเปอร์แก๊งค์ และทาทา ยัง มีค่ายเพลงร็อกที่บริหารโดยคุณอัสนี โชติกุล ส่วนผมถูกส่งให้ไปทำค่ายเพลงรวมฮิตชื่อ Grammy Big ทำเรื่องคัดเลือกศิลปิน ทำรายการเพลง ได้ลองทำหลายอย่าง แต่ใจจริงอยากเปิดค่ายเพลงของตัวเองที่สุด เพราะคิดว่าเป็นสิ่งที่ทำได้ดี เลยพยายามไปเดินผ่านหน้าห้องอากู๋และเปรยเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ

 

จนในที่สุดก็ได้เปิดค่าย genie records ถ้าเทียบกับสมัยนี้ ผมว่าจีนี่เหมือนสตาร์ทอัพ อากู๋สั่งแค่อย่างเดียวคือห้ามเจ๊ง เพราะผมเปิดทีหลังสุด ศิลปิน โปรดิวเซอร์ คนทำงาน มีค่ายอื่นดึงตัวไปหมดแล้ว


ศิลปินคนแรกของค่าย

เป็นศิลปินดูโอชื่อว่า สุเมธแอนด์เดอะปั๋ง เป็นพนักงานธรรมดาของแกรมมี่ที่ชอบแต่งเพลงและร้องเอง ด้วยคาแรกเตอร์ภายนอกอาจดูไม่ค่อยเหมือนคนอื่นสักเท่าไร พวกเขาเลยไม่ได้ถูกทรีตเหมือนเป็นศิลปิน ไม่รู้จะส่งไปอยู่ค่ายไหนดี สุดท้ายเลยมาอยู่กับค่ายผม เพราะผมวางภาพไว้แล้วแต่แรกว่าค่ายเราอะไรก็ได้ ขอแค่เป็นตัวจริง ผมบริหารไปเรื่อยๆ จนในปีต่อมาวงนี้ก็ดังได้สำเร็จ

 

รู้ได้อย่างไรว่าเพลงไหนจะดังหรือดับ

ผมฟังเพลงมาตั้งแต่เด็ก ฟังเพราะชอบ ไม่มีเก๊กหล่อ เพราะก็บอกว่าเพราะ ไม่ชอบก็บอกว่าไม่ชอบ ผมว่าการฟังแบบนักดนตรีที่มีความเอาใจช่วย มันจะรู้สึกชื่นชมในผลงานเขาไปหมด แต่สุดท้ายเพลงขายไม่ได้จริงๆ เลยฟังแบบคนธรรมดาทั่วไป ฟังไปทำอย่างอื่นไป ไม่ได้ฟังในฐานะโปรดิวเซอร์ที่จริงจังและเข้าข้างศิลปินตัวเอง

 

 

คนทำค่ายเพลงที่ดีต้องเป็น A&R Man คือ Artists and Repertoire ดูให้ออกว่าใครจะดัง ฟังให้ออกว่าเพลงไหนจะฮิต ครั้งแรกที่ผมเจอพลพล ภายนอกเขาเป็นผู้ชายอ้วนดำ หน้าตาไม่ดี แต่ลองมองดีๆ ทำไมคนรักเขาเยอะมาก เพราะข้างในที่ดีของเขามันส่งออกมาหมด ผมรู้เลยว่าคนนี้เป็นศิลปินได้แน่นอน หรืออย่างวง Paradox เจอครั้งแรกเหมือนโรคจิตเลยด้วยซ้ำ (หัวเราะ) จำได้เลย ผมถามเขาว่าอยากรวยหรืออยากดัง ต้า (นักร้องนำ) ตอบว่าอยากดัง ผมบอก เออ ทำได้ เพราะเพลงเอ็งมันแหวกมาก ผมเชื่อว่าเพลงแบบนี้มันต้องมีในวงการบ้าง ก็ปั้นมาจนประสบความสำเร็จในที่สุด

 

 

เกณฑ์ในการคัดเลือกศิลปิน

ผมเปรียบศิลปินเป็นเพชร บางคนอาจคิดว่าการเป็นนักร้องใครก็เป็นได้ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลยครับ คนเป็นนักร้องต้องมีคุณสมบัติและความสามารถ ต้องอึด อดทน ดังนั้นผมจะไม่มองคนฉาบฉวย แต่มองคนที่เติบโตได้ ไปดูได้เลย วง Bodyslam เข้าวงการปี 2539 แต่กว่าจะดังจริงคือปีไหน เพชรแต่ละเม็ดมีความแตกต่างกันออกไป จะไม่มี Bodyslam ที่ 2 เพราะคนที่ร้องตามพี่ตูนได้ก็เป็นแค่ก๊อบปี้ ดังนั้นศิลปินค่ายผม 20 วง 20 คาแรกเตอร์ ไม่มีการซ้ำรอย ถึงแม้จะมีแนวทางคล้ายกัน อย่างวง Retrospect กับ Sweet Mullet แต่ผมก็ดีไซน์วงออกมาให้แตกต่างกันว่าวงหนึ่งคือมารดำ อีกวงคือมารขาว อย่างนี้เป็นต้น

หลักการเลือกศิลปินของผมคือคัดเพชร อย่าโกยหิน คุณเจียระไนหินเท่าไร สุดท้ายมันก็ยังเป็นหินอยู่ดี เต็มที่ก็เป็นได้แค่หินที่สวย ไม่ใช่ไร้คุณค่านะ แต่มันไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการเท่านั้นเอง


หลักการทำงาน

รากเหง้าของจีนี่คือความอ่อนน้อมถ่อมตน (humble) ผมเจอกวีบทหนึ่งบอกว่า ต่ำต้อยจึงยิ่งใหญ่ น้ำค้างจากยอดหญ้าบนที่สูงยังไหลมารวมกันที่ทะเล ผมเอาปรัชญานี้มาใช้ในการทำงาน ดูตัวอย่างพี่ตูนได้ ไหว้จนจะถึงพื้นอยู่แล้ว (หัวเราะ) ศิลปินของผมจะเป็นแบบนี้ เป็นคนอ่อนน้อม ไม่หยิ่งยโส ผมปกครองโดยไม่ปกครอง

ผมไม่ตีเส้นให้ศิลปินไต่ แต่จะสร้างถนนใหญ่ให้ศิลปินเดิน และมุ่งสู่ปลายทางที่เป็นเป้าหมายเดียวกัน

หมายความว่าผมไม่ได้บังคับให้ใครต้องเดินทางไหน แต่ให้อิสระในการตัดสินใจของแต่ละวง และให้มองไปในเป้าหมายเดียวกันคือความสำเร็จ

 

 

จีนี่เจอช่วงวิกฤตบ้างไหม

ตอนที่วิทยุบูม ตอนนั้นวิทยุเปิดเฉพาะเพลงฮิต แต่ไม่เปิดเพลงใหม่ และช่องทางเจอคนฟังสมัยนั้นยังไม่หลากหลายเท่าสมัยนี้ ผมเลยแก้ปัญหาด้วยการไปเปิดที่ต่างจังหวัดก่อน เพราะคลื่นพวกนั้นยังยินดีเปิดให้เราอยู่ เหมือนป่าล้อมเมือง ค่อยๆ เข้ามาหากรุงเทพฯ จนถึงยุคนี้เราเป็นเจ้าของสื่อได้ด้วยตัวเองแล้ว เผยแพร่เพลงผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ยูทูบ เฟซบุ๊ก ไม่ค่อยได้ยุ่งกับคลื่นวิทยุเท่าไร แต่ก็ยังพึ่งพาอาศัยกันอยู่

 

พอยุคที่แผ่นซีดีเริ่มขายยาก เราก็หาวิธีปรับตัวอย่างไม่ค่อยรู้ตัว อะไรเข้ามาเราก็เล่นตามเขาหมด จีนี่เล่นโซเชียลฯ เยอะมาก ผมค้นพบว่าถึงแม้เพลงจะขายยากขึ้น แต่คนก็ยังฟังเพลงอยู่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ขายได้คือแบรนดิ้งของศิลปิน เพราะมันขโมยกันไม่ได้ ภาพที่เห็นชัดคือกลุ่มแฟนคลับที่ยอมไปยืนรอที่สนามราชมังฯ เพื่อดูคอนเสิร์ตตั้งแต่เที่ยงวันยันเที่ยงคืน ดังนั้นกลุ่มคนที่เราให้ความสำคัญมากคือแฟนคลับ กลุ่มคนที่มีกำลังพร้อมซัพพอร์ต

แฟนเพลงกับแฟนคลับต่างกัน แฟนเพลงคือกลุ่มคนที่ชอบฟังเพลง จะเป็นเพลงของใครก็ได้ทั้งนั้น แต่แฟนคลับคือคนที่รักศิลปินจริงๆ และพร้อมซัพพอร์ตมากกว่า ตัวอย่างที่เห็นชัดเลยคือเหล่านุชของคุณหลวงเป๊ก ผลิตโชค

https://www.instagram.com/p/Be2NLSUnc3q/?taken-by=nickgenie


สร้างแบรนดิ้งให้ศิลปินอย่างไร

ธรรมชาติของเพลงมีขึ้นมีลง มีร้อยล้านและไม่ถึงร้อยล้าน ผมไม่อยากให้ศิลปินซีเรียส อย่างเพลงใหม่ของปาล์มมี่ที่ชื่อ แม่เกี่ยว รู้อยู่แล้วว่าไม่มีทางดังแบบรวยๆ แน่นอน แต่ผมอยากให้ทำ เพราะมันมีคุณค่า เป็นการสร้างแบรนด์ให้ตัวศิลปิน

 


เพลงมีขึ้นมีลง แต่แบรนดิ้งศิลปินต้องขึ้นอย่างเดียว ถ้าลงมันหมายถึงคุณไปทำเรื่องไม่ดีมา แต่ถ้าขึ้นแปลว่าคุณต้องไปทำอะไรดีสักอย่าง เช่น เรื่องฝีมือที่ไปได้รางวัล ทัศนคติที่แสดงออกมา บุคลิก เสื้อผ้าหน้าผม สิ่งที่ทำให้คนรู้สึกโดยไม่เกี่ยวกับเพลงคือแบรนดิ้งหมด อย่างคุณแพท วง Klear ตอนนี้มีภาพลักษณ์เป็นที่ปรึกษาเหมือนพี่อ้อย-พี่ฉอด เขียนบทความเกี่ยวกับผู้หญิงต่างๆ ผมไม่เคยไปบอกใครให้ทำแบบไหน แต่จะคอยเสริมและชี้แนะตลอด

 

 

กลยุทธ์ในการโปรโมตเพลง

เมื่อก่อนเราจะรู้ว่าเพลงไหนฮิตจากการโดนเปิดจากที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร หรือแม้กระทั่งเพื่อนข้างบ้าน แต่เดี๋ยวนี้ทุกคนมีเพลย์ลิสต์อยู่ในหูฟังของตัวเอง ดังนั้นเราต้องดึงดูดคนเข้ามาฟังเพลงให้ได้มากที่สุด

 

วิธีคิดของผมคือ จงทำเรื่องของเขา อย่าเอาแต่ทำเรื่องของเรา เพราะถ้าเอาแต่พูดเรื่องของเรา เขาอาจไม่สนใจ หรือถ้าจะพูดเรื่องของตัวเอง ก็ต้องมาคิดต่อว่าจะทำยังไงให้เข้ากับเขา ยกตัวอย่างมิวสิกวิดีโอเพลง เชือกวิเศษ ของวง Labanoon มันจะเล่าเรื่องออกมายังไงก็ได้เลย แต่ตอนนั้นเรารู้ว่าแฟนคลับของ Labanoon กำลังสนใจเรื่องฟุตบอล เลยเอาตัง-สารัช อยู่เย็น มาเล่น ทำให้เกิดเป็นกระแสและมีคนสนใจขึ้นมาเป็นจำนวนมาก และคนก็ต่างรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง

 

 

หัวใจสำคัญในการทำงาน

ผมใช้หลัก 3S ในการทำงาน ตัวแรกคือ Start ทุกครั้งที่เริ่มต้นทำอะไรใหม่ เราให้ความสำคัญกับมันเสมอ และผมเชื่อว่า No way is no way ทุกอย่างมีทางไปเสมอ เราพร้อมทำทุกอย่างด้วยความไม่กลัวไปก่อน สองคือ Sustain ปีแรกเรามีไท ธนาวุฒิ ความยั่งยืนของเราคือทุกๆ ปีเราต้องมี ไท ธนาวุฒิ คนใหม่เกิดขึ้นตลอด เหมือนมีดาวดวงใหม่ของเราเสมอ และสุดท้าย Never Stop เราต้องปรับตัวและไม่หยุดเรียนรู้สิ่งใหม่ ทำตัวเป็นวัยรุ่นเสมอ

 

 


ฟังรายการ The Secret Sauce พอดแคสต์ โดยแอปฯ Podcasts (สำหรับผู้ใช้ iOS), Podbean และแอปฯ ประเภท Podcast Player ยี่ห้อใดก็ได้ (สำหรับผู้ใช้ Android) หรือฟังทาง SoundCloud และ YouTube ก็ได้เช่นกัน

 

 


 

Credits

 

The Host นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

The Guest วิเชียร ฤกษ์ไพศาล


Show Creator นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

Episode Producer ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Episode Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic

The post genie records กับปรัชญาการทำค่ายเพลงร็อกให้ศิลปินถูกรัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซูเปอร์จิ๋ว ปรับอย่างไรให้ SUPER 10 และ SUPER 60+ ฮิตถล่มทลายได้ทุกแพลตฟอร์ม https://thestandard.co/podcast/thesecretsauce26/ Mon, 16 Apr 2018 17:01:00 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=83632

อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จของ ซูเปอร์จิ๋ว รายการเด็กที่ย […]

The post ซูเปอร์จิ๋ว ปรับอย่างไรให้ SUPER 10 และ SUPER 60+ ฮิตถล่มทลายได้ทุกแพลตฟอร์ม appeared first on THE STANDARD.

]]>

อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จของ ซูเปอร์จิ๋ว รายการเด็กที่ยืนระยะมาได้ถึง 27 ปี ที่ตอนนี้กลายมาเป็นรายการ SUPER 10 ในช่องเวิร์คพอยท์ และต่อยอดไปทำรายการ SUPER 60+ อัจฉริยะพันธุ์เก๋า

 

จากรายการเด็กที่ทำไปก็ฮิตยาก แต่รายการของซูเปอร์จิ๋ว กลับได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นหลังจากปรับเปลี่ยนรูปแบบ  จนนำมาซึ่งเรตติ้งอันดับหนึ่ง และโกยยอดวิวไปรวมๆ แล้วเกือบ 1,000 ล้านวิวในยูทูบ   

 

เคน นครินทร์ คุยกับ พี่ซุป-วิวัฒน์ วงศ์ภัทรฐิติ ในวันที่บริษัทซูเปอร์จิ๋วไม่ได้ผลิตแค่รายการเด็ก แต่มีอีกกว่า 6 รายการที่น่าสนใจ พี่ซุปคิดรายการอย่างไร กว่าจะปรับได้จนลงตัวยากแค่ไหน และการทำอีเวนต์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทได้อย่างไร 

 


ตอนนี้บริษัท ซูเปอร์จิ๋ว ทำอะไรอยู่บ้าง

ตามโครงสร้างของบริษัทแบ่งงานออกเป็น 2 ส่วนคือ อีเวนต์และโทรทัศน์ เรามีรายการทางช่องเวิร์คพอยท์ คือ SUPER 10, SUPER 60+, คิด(ส์)กระหึ่มโลก รายการที่เปิดโอกาสให้เด็กได้มีจินตนาการมาจากอีเวนต์ก่อน เป็นโครงการของลูกค้าที่ประกวดจินตนาการเด็ก และรายการ คิด(ส์)Stronger อยู่ในช่วงระหว่างถ่ายทำ รูปแบบคือหาเด็กที่มีความแข็งแกร่งทางด้านร่างกาย ส่วนรายการที่ทำกับช่องไทยพีบีเอส คือ นโยบาย By ประชาชน เน้นให้คนได้แสดงความคิดเห็น ท้าให้อ่าน รายการที่ออกแบบให้เด็กเป็นคนรักการอ่าน

 

ส่วนอีเวนต์ 30% ยังคงเป็นเรื่องเกี่ยวกับเด็ก ส่วนที่เหลือไม่ใช่ เราวางตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอีเวนต์ เน้นความหลากหลายและความพร้อม มีทีมงานทุกแผนกเหมือน One Stop Service รับทำงานครบวงจร มาคุยกับเราสามารถจบงานได้เลย เพราะฉะนั้นถ้าลูกค้าต้องการงานด่วน ถ้าเจ้าอื่นทำให้เขาไม่ได้ แต่ทีมของผมทำได้

จุดเปลี่ยนที่ทำให้เกิดรายการ SUPER 10

ผู้ใหญ่ของเวิร์คพอยท์บอกว่า การทำรายการเด็กจะยากขึ้น เพราะอุตสาหกรรมนี้แข่งขันกันดุเดือด รายการที่มีผู้ชมน้อยอาจต้องออกอากาศเช้าขึ้นเรื่อยๆ เราก็กลับมาคิดว่าควรจะตอบแทนสถานีที่ให้โอกาสอย่างไร ไปพร้อมกับได้ทำในสิ่งที่รัก เลยตั้งโจทย์ใหม่ตั้งใจทำรายการเด็กเพื่อทุกคน ทุกเพศทุกวัยสามารถสนุกไปด้วยกันได้

 

ถึงแม้โครงสร้างรายการเดิมของผมจะแข็งแรงอยู่แล้ว มีลูกค้าสนับสนุน และยืนระยะมาได้ถึง 26 ปี แต่พอต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ทั้งหมด สิ่งที่เกิดขึ้นคือลูกค้าไม่ตามมา เพราะเขางงว่าเรากำลังทำอะไร ใช่แบบที่เคยทำไหม กลุ่มเป้าหมายจะเหมือนเดิมหรือเปล่า ไม่ใช่เขาไม่เชื่อใจนะ แต่ขอดูท่าทีเราก่อน ดังนั้นอุปสรรคแรกที่มีคือ การเริ่มต้นแบบขาดทุน

ตอนนั้นโปรดักชันของเรามีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น เพราะรายการสำหรับผู้ใหญ่จะมีมาตรฐานสูงกว่ารายการเด็ก เราต้องทำให้ถึงจุดนั้น ดังนั้นต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่าครึ่งต่อเทป ในขณะที่ขายลูกค้าราคาเท่าเดิม ฝ่ายการตลาดก็งงเพราะมันขาดทุนแน่นอน

 

เด็กเป็นกลุ่มเป้าหมายขนาดเล็ก ต่อให้ทำรายการดีแค่ไหนเรตติ้งมันก็ยังน้อยมาก ยิ่งในยุคที่โทรทัศน์มี 20 กว่าช่อง ดังนั้นผมเลยมีความฝันส่วนตัว อยากเห็นเรตติ้งรายการตัวเองขึ้นถึงเลขตัวเดียวสักครั้งก่อนตาย เราเลยท้าทายตัวเองในรายการ SUPER 10 รายการค้นหา 10 สุดยอดอัจฉริยะพันธ์ุจิ๋ว

 

ความฝันเป็นสิ่งที่ตัดทิ้งไม่ได้

ผมเคยคิดกับตัวเองว่าต้นทุนของรายการ SUPER 10 มันเยอะไป เราควรตัดเรื่องความฝันของเด็กหรือเปล่า แค่ให้มาโชว์แล้วจบไปจะดีกว่าไหม เพราะความฝันเป็นสิ่งที่ควบคุมรายจ่ายไม่ค่อยได้แน่นอน แต่สุดท้ายผมเชื่อว่าเด็กดีต้องได้รางวัล สมัยก่อนเคยอยากทำห้องของขวัญสำหรับเด็กที่ทำความดี ไม่ว่าจะเรื่องเล็กน้อยอย่างแค่เรียนเก่ง ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน หรือเก็บสตางค์ได้ตามที่สาธารณะ เขาสามารถเดินเข้าห้องนี้ไปหยิบของขวัญได้เลย แต่พอมายุคนี้ห้องนั้นถูกสร้างไว้ในอากาศ พอทีมงานได้พูดคุยกับเด็กไปสักพัก จะจับประเด็นได้ว่าความฝันเขาคืออะไร และเราอยากให้สิ่งนั้นกลับไป มันสำคัญไปถึงความรู้สึกร่วมของคุณผู้ชม เพราะเขาจะรู้สึกดีใจเมื่อเด็กดีใจ ดังนั้นรูปแบบรายการเราจึงเน้นไปที่การสร้างแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของเด็ก

 

เชื่อว่ามันจะประสบความสำเร็จไหม

ผมทำงานกับเด็กมานานจนรู้ดีว่าเด็กมีความสามารถ แต่เวทีให้เขาแสดงออกมันน้อย เช่น เรามีเวทีให้เด็กโชว์เตะบอลและร้องเพลง แต่ถ้าเขาไม่ถนัดสิ่งนี้ บางคนอาจสรุปเอาเองเลยว่าเด็กคนนี้ไม่มีความสามารถ ทั้งที่เขาอาจยิงหนังสติ๊กเก่งมากก็ได้ เราเลยตั้งใจทำเวทีที่แสดงความสามารถอะไรก็ได้ ให้เด็กที่มีความเชื่อว่านี่คือต้นทุนของเขาและอยากแสดงออกให้คนอื่นเห็น

 

ตอนแรกรายการจะออกอากาศเช้ามาก แต่เมื่อผมส่งเทปแรกไปและมีผู้ใหญ่ได้ดู เขาบอกว่ารายการเราออกอากาศตอนเย็นได้เลยนะ กลายเป็นว่าผมได้เวลา 5 โมงเย็นวันเสาร์ กลุ่มคนดูเปลี่ยนเลย

 


เด็กคนแรกของรายการเราคือน้องพี น้องชอบฟุตบอล แต่ไม่เคยมีลูกบอลของตัวเอง วันแคสติ้งน้องเก่งมาก แต่พอซ้อมก่อนเข้ารายการจริงเตะเท่าไรก็เตะไม่โดน เราก็เอาวะ เตะเลยแล้วกัน สรุปน้องทำได้ดีมาก คนในห้องส่งตื่นเต้นกันหมด ยอดแชร์คลิปถล่มทลาย ผมเองยังตกใจเลย

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความโชคดีที่อยู่บนพื้นฐานการวางแผน เราคิดอยู่แล้วว่าทุกวันนี้ไม่ได้ทำแค่รายการโทรทัศน์ แต่เราทำคอนเทนต์ที่ไปได้หลายแพลตฟอร์ม ดังนั้นคลิปสั้นแยกที่ตั้งใจตัดมันกระจายเร็วมาก วันแรกได้ 5 ล้านวิว ไปในทุกช่องทุกสื่อ และจากที่เคยบอกว่าอยากได้เรตติ้ง 1 เทปแรกเปิดมาที่ 1.49 ผมและทีมงานดีใจมาก มันเกินฝันไปแล้ว

เป้าหมายในวันนี้

ทางสถานีอยากให้รักษาคุณภาพนี้ไว้ ทุกสัปดาห์เขาจะส่งตัวเลขเรตติ้งมาให้ดู พร้อมเปรียบเทียบกับช่องอื่นที่ออกอากาศในเวลาเดียวกัน ช่วงแรกเราอยู่อันดับ 2 ในระยะหลังเราขยับไปที่ 1 ด้วย แต่รายการ SUPER 60+ มาวันแรกเราได้ที่ 1 เลย

 

ถามว่ารายการ SUPER 60+ มีที่มายังไง หลังจากทำรายการแรกได้ไป 4 เดือน ผมไปเจอพี่จิก ประภาส และบอกเขาว่า ผมเชื่อว่ารายการใหม่ SUPER 60+ ทำได้ เวลาไล่อ่านคอมเมนต์จากรายการ SUPER 10 มันจะเห็นพลังจากคนดู เห็นกลุ่มเป้าหมายที่โตขึ้น 10 เท่า เริ่มตั้งแต่เด็ก 5 ขวบไปจนถึงผู้ใหญ่ เป็นการไล่จากล่างขึ้นบน ผมเลยอยากลองทำรายการที่ไล่จากบนลงล่างดูบ้าง คือเล่าถึงคนที่ผ่านเรื่องราวชีวิตมา 60 ปี คนที่ถูกเรียกว่าไม้ใกล้ฝั่ง คนที่กำลังจะมาเป็นคนจำนวนมากในประเทศเราไม่อีกกี่ปีข้างหน้า เขาเหล่านั้นเป็นคนที่สิ้นไร้พลังจริงหรือ หรือยังคงสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนได้

 

 

รายการนี้รายละเอียดจะเยอะกว่า เพราะชีวิตคนกลุ่มนี้ผ่านอะไรมามาก อย่างเทปที่เพิ่งออกอากาศไป คุณตาอายุ 80 ปีอยู่กับคุณยายมา 63 ปี ไม่เคยให้ของมีค่าอะไรกับยายเลย ไม่ใช่ว่างก แต่มันไม่มีจริงๆ ทุกวันนี้ยังคงออกไปหาปลาดูแลครอบครัว ได้เงินเท่าไรให้ยายทั้งหมด ทีมงานเลยจัดแหวนทองเกลี้ยงให้พวกเขา สิ่งที่สามีภรรยาคู่นี้พูดเหมือนกันคือ ‘อย่าเพิ่งตายจากกันหนา ให้อยู่ด้วยกันนานๆ ตลอดไป’ มันเป็นความรักที่มีอยู่จริง และทำให้คนดูได้กลับมานึกถึงตัวเอง

 

วิธีการทำงานเพื่อให้ได้มาแต่ละเทป

SUPER 10 คือโรงเรียนที่ทำให้ผมและทีมงานได้เรียนรู้ถูกผิด ช่วงแรกเราใช้งบประมาณไปกับการเฟ้นหาเด็กที่จะมาออกรายการ กล้าพูดเลยว่าครั้งแรกที่ลงทุนไป 200,000 บาท ผมไม่ได้เด็กกลับมาสักคนเลย ด้วยเรื่องราวชีวิตและความสามารถที่ยังไม่ถึงเกณฑ์ บวกกับโปรดักชันในการเล่าเรื่องเรายังไม่ดีมากนัก แต่พอมาเป็น SUPER 60+ เรารู้เลยว่าอยากได้ใคร คู่รักที่อยู่ด้วยกันมายืนยาว คนเล่นกีฬาเปตอง คนที่มีความสามารถมหัศจรรย์ไม่เคยเห็นมาก่อน พอรู้แล้วเราก็ไปเจาะในสถานที่ที่คิดว่าจะเจอพวกเขาเหล่านั้น รวมถึงเราจะประชุมกันในทีมอีกด้วย

 

โชคดีที่เรามีสปอนเซอร์เข้ามาสนับสนุนความฝันของแขกรับเชิญ แต่ทั้งนี้บางครั้งก็ต้องดูความเหมาะสมและโอกาสในการเป็นไปได้ เด็กบางคนอยากได้ MacBook มันก็อาจดูเป็นของฟุ่มเฟือยเกินไป แต่ถ้าเด็กอยากได้กล้องดูดาว ผมให้ได้เลย เพราะฉะนั้นทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานที่เราออกแบบมาแล้ว

 

เคล็ดลับความสำเร็จ

เราทำงานหนักและคัดกรองกันมาดีก่อนเริ่ม ประสบการณ์จากการทำงานมันสอนเรา ถ้าผมย้อนกลับไปทำเทปแรกได้อีกครั้งมันจะดีกว่านี้เยอะเลย

 

หัวใจหลักที่ทำให้ประสบความสำเร็จคือ เราเลือกที่จะทำงานยาก ไม่กลัวที่จะทำงานหนัก และใช้ประสบการณ์ที่ผ่านมาสั่งสอนตัวเอง

 

ต้องไม่ลืมสิ่งที่ทำผิดพลาด และพยายามทำสิ่งใหม่ให้ดีขึ้นเสมอ เรานึกถึงแง่ของคนดู ถ้าเรากำลังดูเด็กที่อยูในที่ห่างไกลมาก ชีวิตเขามันจะน่าเอาใจช่วยเป็นพิเศษ เพราะตัวเขามันเรียลมาก และอาจไปโดนใจคนดูเพราะเป็นมุมที่เขาเคยเจอตอนเด็ก หรือไม่ได้เห็นมานานแล้ว

 

จุดร่วมที่ทำให้รายการสำเร็จ

สำคัญมากคือเข้าใจ Insight ของคนดู ผมทำรายการเด็กมาโดยตลอด มันจะมีพฤติกรรมที่แสดงออกไปโดยไม่รู้ตัว คือเราอยากสอน แต่ลืมไปว่าเขาอยากรับไหม เพราะเด็กโดนสอนจากที่โรงเรียนมาทั้งวันแล้ว เราสอน 100% อาจจะเยอะไป สอนแค่ 20-50% อาจจะดีกว่า และใช้รูปแบบการนำเสนอผ่านโทรทัศน์ ไม่ต้องดูตั้งใจมากเกินไป เหมือนเวลาทำอาหาร เราจะเสิร์ฟรสชาติที่ตัวเองชอบคนเดียวไม่ได้ เราต้องคำนึงถึงรสชาติที่คนกินชอบด้วย แต่เราสามารถเลือกส่วนผสมและวัตถุดิบได้

 

วิธีตรวจสอบ Insight คือการทำรายการไลฟ์ มันจะเห็นทันทีว่าอันไหนใช่ อันไหนไม่ใช่ คอมเมนต์มันจะบอกทันที จังหวะนี้คนดูเข้าใจที่เราพยายามนำเสนอ จังหวะนี้คนดูไม่เคลียร์ ทุกอย่างมันบอกหมดเลย เพราะจริงๆ การทำรายการโทรทัศน์เป็นเรื่องของรสนิยม แม้กระทั่งทีมงานทีมเดียวกันก็ยังชอบไม่เหมือนกัน แต่คนดูจะเป็นคนบอกเองว่าสิ่งที่เราคิดมันดีหรือไม่อย่างไร

 

หัวใจที่ทำให้รายการของพี่ซุปยืนระยะมาได้ 27 ปี

ก่อนที่จะมาเป็นรายการ SUPER 10 รายการของซูเปอร์จิ๋วขาดทุนมาโดยตลอด บางปีคนอื่นแย่ เราก็แย่ บางปีคนอื่นได้ เราก็ได้บ้าง ผมเปรียบการทำงานของตัวเองเหมือนการพายเรือ แค่เจอคลื่นจากเรือลำใหญ่ที่ผ่านเข้ามาเราก็แทบไม่ไหวแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้อยู่ได้จนถึงทุกวันนี้คือความบ้าคลั่ง หลงใหลในงานที่ทำ มันเป็นมากกว่างาน เราอยากทำสิ่งนี้ให้นานที่สุดเท่าที่ทำไหว

ถ้าเป็นพื้นที่สำหรับเด็กและครอบครัว ไม่ใช่พี่ซุปใครจะทำ ดังนั้นเราไม่ได้เอาเรื่องตัวเลขมากำหนด แต่ให้ความสำคัญกับแพสชันอันเข้มข้นในงานทุกวันนี้

 

ทีวีคือฝันของเรา แต่อีเวนต์คือฝันของลูกค้า

คนทำรายการโทรทัศน์เป็นคนที่ทำงานเบื้องหลัง ใช้ความรู้ เทคนิค ประสบการณ์ในการนำเสนอเมสเสจบางอย่างไปสู่กลุ่มคน ซึ่งคล้ายกับงานด้านอีเวนต์เอเจนซี คือการสื่อสารเมสเสจบางอย่างจากลูกค้าไปถึงกลุ่มเป้าหมาย แต่ต่างตรงที่ทีวีคือฝันของเรา แต่อีเวนต์คือฝันของลูกค้า

 

ข้อดีของอีเวนต์คือเราจะไม่ขาดทุน เพราะบริหารงบตามลูกค้า ดังนั้นอีเวนต์จะวัดผลกันที่ KPI ดูว่าจัดงานแล้วคนมามากน้อยแค่ไหน ผู้เข้าร่วมงานเข้าใจสิ่งที่งานกำลังสื่อสารไหม ยอดลูกค้าเป็นอย่างไร มันก็จะมีสูตรในการวัดผลงานอยู่

 

เป้าหมายในอนาคต

20 กว่าปีที่ผ่านมาเราก็ทำงานหนักมาโดยตลอด และผมภูมิใจที่ปีกว่ามานี้สิ่งที่เราทำเป็นที่ตอบรับกับคนมากขึ้น อยากรักษาคุณภาพของงานไปเรื่อยๆ ทำงานที่มีประโยชน์ ผู้ชมรู้สึกร่วมจริงๆ และได้ทำงานที่มีคนดู เพราะถ้าไม่มีคนรับสารที่เราตั้งใจสื่อ กำลังใจมันคงไม่ดีเท่านี้

 

เด็กคือทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของประเทศ บางประเทศมีทองคำ บางประเทศมีเพชร บางประเทศมีน้ำมัน แต่ทุกประเทศมีเด็ก ซึ่งเด็กแต่ละคน เราบอกไม่ได้เลยว่าโตขึ้นเขาจะเป็นอะไร เพราะเขาจะเป็นอะไรก็ได้ทุกอย่าง ผมจึงมีความเชื่อว่า ต้องมีพื้นที่สำหรับพวกเขาในการค้นหาตัวเอง รู้จักภาคภูมิใจในตัวเอง และมีแรงบันดาลใจในชีวิต


ฟังรายการ The Secret Sauce พอดแคสต์ โดยแอปฯ Podcasts (สำหรับผู้ใช้ iOS), Podbean และแอปฯ ประเภท Podcast Player ยี่ห้อใดก็ได้ (สำหรับผู้ใช้ Android) หรือฟังทาง SoundCloud และ YouTube ก็ได้เช่นกัน

 


Credits

 

The Host นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

The Guest วิวัฒน์ วงศ์ภัทรฐิติ

 

Show Creator นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

Episode Producer ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Episode Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader พรนภัส ชำนาญค้า

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic

The post ซูเปอร์จิ๋ว ปรับอย่างไรให้ SUPER 10 และ SUPER 60+ ฮิตถล่มทลายได้ทุกแพลตฟอร์ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เฮียนพ หมูนุ่ม กับสูตรหมูปิ้งที่หมักด้วยสตอรีในแบบที่ใครก็ก๊อบปี้ไม่ได้ https://thestandard.co/podcast/thesecretsauce25/ Mon, 26 Mar 2018 17:02:53 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=79886

เฮียนพ หมูนุ่ม จากชายที่จบการศึกษาเพียง ม.3 ฝ่าฟันความย […]

The post เฮียนพ หมูนุ่ม กับสูตรหมูปิ้งที่หมักด้วยสตอรีในแบบที่ใครก็ก๊อบปี้ไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เฮียนพ หมูนุ่ม จากชายที่จบการศึกษาเพียง ม.3 ฝ่าฟันความยากลำบากมาสารพัดงานจนเข้าสู่วงการหมูปิ้ง และเป็นเจ้าพ่อตัวจริงของเมืองไทย เขามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร การสร้างโรงงานสำคัญแค่ไหน กลัวคนอื่นก๊อบแบรนด์ไหม และทำอย่างไรจึงยืนระยะมาได้ถึง 10 ปี

 

เคน นครินทร์ คุยกับ เฮียนพ-ชวพจน์ ชูหิรัญ ถึงการขยับขยายกิจการ สร้างแบรนด์ และการทำธุรกิจแบบเน้นๆ

 

(หากคุณยังไม่ได้ติดตามเรื่องราวชีวิตของเฮียนพในตอนแรก เข้าไปฟัง/อ่านก่อน ได้ที่ เฮียนพ หมูนุ่ม ทางชีวิตที่ไม่มีเส้น ก่อนจะมาเป็นเจ้าพ่อหมูปิ้ง 200 ล้าน)


จุดเปลี่ยนสำคัญ

หลังจากได้สูตรหมูปิ้งและหมักหมูเสียบไม้ขายกับน้องสาว เฮียนพเริ่มไปแนะนำให้ป้าที่ขายไอศกรีมอยู่หน้าโรงเรียนหอวังลองขายหมูปิ้ง เผื่อเด็กนักเรียนหิวจะได้ซื้อใส่กระเป๋าไปกินที่โรงเรียน ป้าคนนั้นก็เชื่อและลองขายจนมีผู้ปกครองมากินแล้วชอบ พอชอบมากๆ เข้าเขาก็ลองสั่งหมูปิ้งของเฮียไปขายเองบ้าง ปรากฏว่าผู้ปกครองคนนี้ขายดีมาก สั่งหมูปิ้งตลอด ตอนนั้นเฮียนพได้เงินสดกลับบ้านทุกวัน วันละ 4,000 บาท เฮียทำบัญชีไม่เป็น ไม่เคยติดเครดิตใคร สั่งซื้ออะไรมาก็จ่ายเงินสดเลย มันดีตรงที่พอจ่ายหมดแล้ว เราได้รู้ว่าวันนั้นเหลือเงินเท่าไร

 

ตอนเริ่มธุรกิจหมูปิ้งจริงก็ลุยเองแบบบ้านๆ ไปแถวดอนเมือง จ้างทำสติกเกอร์ ‘หมูปิ้งปากเกร็ด’ (ยังไม่กล้าใส่ชื่อตัวเอง) พ่วงด้วยเบอร์โทรศัพท์ ไปขอติดตามรถสองแถว รถแท็กซี่ ตู้โทรศัพท์ ก็มีคนโทรมาบ้าง หรือบางทีขับรถผ่านที่ไหน เห็นใครมีแผงขายอาหารปิ้งย่างก็เอาหมูปิ้งไปเสนอ พยายามเอาข้อดีของสินค้าเราไปโน้มน้าว “หมูปิ้งไม่ต้องมีผักแนม ไม่ต้องทำน้ำจิ้ม ขายคู่กับข้าวเหนียว ได้กำไรดี” เราเอาสิ่งนี้ไปพูดกับพ่อค้าแม่ค้า บางคนที่เชื่อก็สั่งไปขายแล้วติดใจ เขาก็กลับมาสั่งเราใหม่อยู่เรื่อยๆ

 

น้ำจะท่วมก็ขาย ม็อบสีอะไรก็ขาย

ปี 2554 กลุ่มแม่บ้านตำรวจที่เคยขายหมูปิ้งประจำหยุดร้านกันหมด เพราะกลัวน้ำท่วม เฮียนพเป็นเจ้าเดียวในละแวกนั้นที่ไม่หยุด เพราะเห็นโอกาสในการขาย ใครเรียกให้ไปขายที่ไหนก็ไปหมด เอาง่ายๆ เฉพาะแค่งานม็อบทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดงขายได้วันละเป็นหมื่นไม้ ไหนจะกลุ่มร่วมด้วยช่วยกัน กลุ่ม จส.100 ที่สั่งสินค้าเราไปแจกชาวบ้านที่โดนผลกระทบจากน้ำท่วม เรียกได้ว่าขายดีจนทำไม่ทัน

 

ช่วงนั้นเฮียนพเอาเงินสดหยอดตู้ทุกวัน หลับหูหลับตาทำงาน ไม่เคยเช็กยอดรวมว่าเก็บได้เท่าไร จนถึงวันที่ตัดสินใจจะซื้อรถใหม่ มาดูอีกทีพบว่ามีเงินอยู่ในธนาคารประมาณ 3 ล้านกว่าบาท อิ่มเอมใจมาก ตั้งใจเอาเงินไปไถ่ที่ที่เคยโดนยึดก่อน หลังจากนั้นก็ไปซื้อที่ดินแปลงใหม่ แล้วค่อยซื้อรถกระบะเพื่อทำมาหากินต่อ

 

ขยายกิจการจนต้องสร้างโรงงาน

ปี 2555 ทางสถานีตำรวจปากเกร็ดเริ่มเรียกไปคุย เพราะใช้พื้นที่เขาทำมาหากินมาหลายปี ประกอบกับเริ่มมีนักธุรกิจมาเจรจาอยากเอาสินค้าเราไปกระจายขายส่งให้ปั๊มน้ำมันทั่วประเทศ เขาต้องการจำนวน 30,000-40,000 ไม้ต่อวัน แต่เฮียยังไม่มีบริษัท ไม่มีเครดิต ไม่มีเงินสำรองหลายล้าน เขาเลยไม่มั่นใจว่าจะผลิตได้ไหม เฮียนพจึงขอต่อรองด้วยสัจจะของตัวเอง บอกไปว่าขอให้ค่อยๆ สั่งสินค้าเรา เราจะส่งให้ได้วันละ 20,000 ไม้ ค่อยๆ ส่งจนเกิดเป็นความเชื่อถือ เฮียตั้งใจทำให้ได้ตามสัญญา วันไหนตอนเช้าส่งได้แค่ 15,000 ไม้ ตอนเย็นเราต้องรีบตามไปส่งอีก 5,000 ไม้ ต้องทำ ทำให้สำเร็จ

ถ้าเราอยากรวย เราต้องง้อคน แต่ถ้าอยากจน เราไม่ต้องไปง้อใคร

เฮียนพมีเงินในบัญชีอยู่ 5 ล้านบาท เลยไปดูที่ใกล้ๆ สถานีตำรวจปากเกร็ด กะว่าจะซื้อมาทำเป็นโรงงาน แต่ปรากฏว่าราคามันอยู่ที่ 5.5 ล้าน เฮียนพเลยไปขอติดเงินร้านขายเนื้อหมูที่ซื้ออยู่เป็นประจำ เพราะเขาเชื่อใจ จึงมีเงินมาซื้อที่ได้สำเร็จ แต่หลังจากนั้นไม่มีเงินมาทำโรงงานหรอก ไปเรียกช่างก่อสร้างมาทำ บอกช่างไปว่าวันไหนเฮียมีเงินก็มาทำ วันไหนไม่มีเงินให้ก็ไปรับงานที่อื่นแล้วกลับมานอนที่นี่ได้

 

ตอนไปจดทะเบียนสร้างโรงงานเขาก็ขำกันนะ ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ไม่รู้ต้องตั้งชื่อว่าอะไรดี สุดท้ายได้จดมาว่า ‘โรงงานทำหมูเสียบไม้’

 

กลุ่มลูกค้าของ เฮียนพ หมูนุ่ม

1. พ่อค้าแม่ค้าทั่วไป กลุ่มคนหาเช้ากินค่ำ ไม่ได้ตั้งใจทำให้เป็นธุรกิจจริงจัง

 

2. ตัวแทนจำหน่าย นำสินค้าไปวางกระจายตามจังหวัดต่างๆ ในประเทศไทยเพื่อให้เข้าถึงคนหลากหลายพื้นที่มากขึ้น

 

3. ร้านที่อยากสร้างแบรนด์ของตัวเอง เราเป็นเจ้าแรกที่ไม่กำหนดแฟรนไชส์ ไม่บังคับให้ผู้ซื้อต้องติดแบรนด์เรา สามารถไปติดเป็นชื่อแบรนด์ของเขาได้เลย และช่วงหลังมาเราเริ่มรับจ้างผลิตด้วย บางคนอาจบอกว่าสูตรหมูปิ้งของเฮียนพไม่อร่อยถูกปาก ถ้าเขามีสูตรดั้งเดิมของตัวเองอยู่แล้ว โรงงานเราก็ยินดีผลิตตามสูตรของเขาให้

 

4. Modern trade หรือกลุ่มห้างสรรพสินค้า เป็นการขายส่งในทีละจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นรายได้ 60% ในตอนนี้ เพราะมันเข้าถึงผู้บริโภคได้ทั่วทุกจุดของประเทศไทย  

 

แนวคิดในการแบ่งกลุ่มลูกค้า

ทุกอย่างเริ่มต้นจากการไปเห็นปัญหา อย่างพ่อค้าแม่ค้าที่รับสินค้าของเราไปปิ้งขายในย่านต่างๆ อย่างเก่งขายได้เต็มที่ช่วงเช้าก็วันละ 2,000 ไม้ ด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลาและกำลัง เราเลยลองเสนอให้เขารับหมูปิ้งไปขายส่งเพื่อเพิ่มรายได้ จนสุดท้ายก็เกิดเป็นตัวแทนจำหน่าย

 

เรื่องที่เราไม่กำหนดติดแบรนด์เฮียนพหมูปิ้งมาจากคนที่รับไปขายส่งกลัวว่าผู้ซื้อรู้แหล่งแล้วจะไม่ซื้อที่เขา แต่ตรงมาซื้อที่โรงงานด้วยตัวเอง เลยแนะนำให้เขาเอาหมูเฮียนพไปติดเป็นแบรนด์ตัวเองได้เลย เพื่อให้ได้ทั้งขายปลีกและขายส่ง

 

ตอนแรกมีแค่ 3 กลุ่ม แต่สุดท้ายกลุ่มที่ 4 ก็เพิ่มเข้ามา เฮียนพคิดว่าตลาด SMEs ไทยไม่ค่อยเติบโต เพราะมันมีเกิดการลอกเลียนแบบ ปีแรกที่ทำธุรกิจคุณอาจได้เงิน แต่หลังจากที่สินค้าได้รับความนิยม เริ่มมีการลอกเลียนแบบ ผลสุดท้ายของล้นตลาด เจ้าแรกก็ไปต่อไม่รอด ดังนั้นทุกธุรกิจควรเดินเข้าหากฎหมาย ทำสินค้าให้มีมาตรฐาน สร้างโรงงานผลิตจริงจัง กระจายสินค้าให้เข้าถึงทุกกลุ่ม ถ้ามัวแต่ขายอยู่แค่ 3 กลุ่มแรกจะไม่เติบโต เพราะมันไม่เป็นสากล สินค้าต้องมี อย. รับรอง เพราะเวลาเราเอาสินค้าไปวางตาม Modern trade เขาไม่คุยกับเรา แต่จะคุยกับนิติบุคคล ทุกอย่างจึงต้องตรวจสอบได้

หมูปิ้งของเฮียนพต่างจากเจ้าอื่นอย่างไร

ถึงแม้หมูปิ้งจะเป็นสินค้าสะดวกซื้อ แต่เฮียนพทำให้มันมีมาตรฐานเพื่อประโยชน์ต่อผู้บริโภค คนกินต้องรู้ว่ากำลังกินหมูที่มาจากแหล่งไหน สิ่งเหล่านี้ทำให้หมูปิ้งของเฮียนพแตกต่างจากเจ้าอื่นๆ ทุกอย่างที่พิสูจน์ได้ของเราทำให้เริ่มมีกลุ่มลูกค้าเจ้าใหญ่เข้าหา หรือมีสื่อมาขอสัมภาษณ์

 

นอกจากมาตรฐานที่สำคัญ การตลาดก็เป็นสิ่งที่ต้องไปคู่กัน หมูปิ้งของเฮียนพอาจไม่ใช่หมูปิ้งที่อร่อยที่สุด การมี อย. ไม่ได้ทำให้สินค้าเราอร่อยกว่าเจ้าอื่น แต่สิ่งที่เรามีคือแบรนด์ คนกินหมูปิ้งบางคนเพราะศรัทธาการต่อสู้ของเฮียนพ


สุดท้าย อายุของธุรกิจเป็นสิ่งสำคัญ บางคนขายก๋วยเตี๋ยวแค่ 2 เดือน แต่อยากขายดีเหมือนร้านในเยาวราชที่ขายมา 50 ปี มันเป็นไปไม่ได้ ธุรกิจต้องผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านปัญหามามากมายจึงมีวันนี้ได้ จริงๆ ใครที่มีเงิน 5-10 ล้านก็ทำโรงงานหมูปิ้งแบบเฮียนพได้ ทำให้ดีกว่าก็ยังได้ แต่สิ่งที่เขาจะตามเฮียนพไม่ทันคืออายุและเรื่องราวของแบรนด์

 

ชีวิตเจ้าของโรงงานหมูปิ้งในทุกวันนี้

เฮียนพยังนอนแค่วันละ 3-4 ชั่วโมง มีบ้านเอื้ออาทร แต่ไม่ค่อยได้กลับไป นอนที่โรงงานเลย สะดวกกว่า เป็นห้องทำงานเล็กๆ มีห้องน้ำในตัว เวลาหิวก็สั่งข้าวกล่องกินเหมือนคนทั่วไป

บางคนถามว่าทำไมเฮียนพไม่ไปซื้อบ้านเดี่ยวหรือที่อยู่อาศัยให้สะดวกสบาย เฮียมักตอบกลับว่า จริงๆ บ้านใหญ่โตมันก็เป็นเรื่องดี แต่สำหรับเฮีย บ้านใหญ่แต่นอนไม่หลับมันก็แค่นั้น เราแค่อยากได้ความสุขจากการหลับจริงๆ ก็เพียงพอ

ความสุขในการทำงาน

1. เรื่องธุรกิจ ความสุขที่ได้เป็นเจ้าของกิจการ ได้ตัดสินใจเอง แก้ปัญหาเอง

 

2. เรื่องความรับผิดชอบ ทุกวันนี้ขายหมูได้เยอะๆ มันเป็นการเบียดเบียนชีวิตสัตว์ เหมือนเอาชีวิตเขามาต่อชีวิตเรา เลยตั้งใจทำบุญ สร้างโครงการเรื่องเด็กกำพร้า และบริจาคต่างๆ อยู่ตลอด

 

3. เรื่องการได้ช่วยเหลือคนอื่น เฮียนพดีใจที่ได้ให้งานคนอื่นทำ พ่อค้าแม่ค้ามีเงินผ่อนรถ ผ่อนบ้าน เด็กๆ ที่มาอยู่กับเราได้มีหน้าที่การงานที่ดี ก็เป็นความสุขอย่างหนึ่ง


ฟังรายการ The Secret Sauce พอดแคสต์ โดยแอปฯ Podcasts (สำหรับผู้ใช้ iOS), Podbean และแอปฯ ประเภท Podcast Player ยี่ห้อใดก็ได้ (สำหรับผู้ใช้ Android) หรือฟังทาง SoundCloud และ YouTube ก็ได้เช่นกัน

 


Credits

 

Show Creator นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

The Guest ชวพจน์ ชูหิรัญ

 

Episode Producer ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Episode Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic

The post เฮียนพ หมูนุ่ม กับสูตรหมูปิ้งที่หมักด้วยสตอรีในแบบที่ใครก็ก๊อบปี้ไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เฮียนพ หมูนุ่ม ทางชีวิตที่ไม่มีเส้น ก่อนจะมาเป็นเจ้าพ่อหมูปิ้ง 200 ล้าน https://thestandard.co/podcast/thesecretsauce24/ Mon, 26 Mar 2018 17:01:18 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=79821

หมูปิ้งที่คุณกินอยู่ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะตามข้างทางไปจนถึง […]

The post เฮียนพ หมูนุ่ม ทางชีวิตที่ไม่มีเส้น ก่อนจะมาเป็นเจ้าพ่อหมูปิ้ง 200 ล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>

หมูปิ้งที่คุณกินอยู่ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะตามข้างทางไปจนถึงในห้างสรรพสินค้า รู้ไหมว่าอาจจะมาจากโรงงานเดียวกัน นั่นคือโรงงานของ เฮียนพ หมูนุ่ม ผู้บุกเบิกโรงงานหมูปิ้งเสียบไม้ที่แรกของเมืองไทย ผลิตหมูปิ้งได้วันละหลักแสนไม้ มียอดขายปีหนึ่งกว่า 200 ล้านบาท

 

สิ่งที่น่าสนใจมากของเจ้าพ่อหมูปิ้งคนนี้ คือประวัติชีวิต จากคนที่เรียนจบแค่ ม.3 ทำงานมาแล้วแบบมนุษย์ร้อยอาชีพ ตั้งแต่ก่อสร้าง ทาสี ขี่วิน ขับแท็กซี่ เป็นยาม ที่ต้องนอนในป้อมยามเพราะบ้านโดนยึด ก็ผ่านมาหมดแล้ว

 

เคน นครินทร์ คุยกับ เฮียนพ-ชวพจน์ ชูหิรัญ ถึงการฝ่าฟันความยากลำบาก ทัศนคติในช่วงที่ล้มลุกคลุกคลาน และการก้าวผ่านความเหน็ดเหนื่อยท้อใจก่อนจะประสบความสำเร็จ   


ก่อนจะมาเป็นเจ้าพ่อหมูปิ้ง เฮียนพเคยทำอะไรมาแล้วบ้าง?

 

เป็นคนงานก่อสร้าง

เฮียนพเป็นคนนครสวรรค์ มีพี่น้อง 4 คน พ่อเสียชีวิตตั้งแต่อายุ 11 ปี ส่วนแม่ทำอาชีพค้าขาย เฮียนพไม่มีสมบัติอะไรเลย เรียนจบ ม.3 ก็เริ่มเข้ามาทำงานก่อสร้างในกรุงเทพฯ งานแรกคือสร้างตึกอาคาร 7 ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ทำจนเสร็จ 3 เดือน เฮียนพก็ขอเถ้าแก่ทำงานต่อ ถึงแม้จะได้แค่วันละ 80-90 บาท แต่ก็ทำให้มีเงินกินเงินใช้

 

ทำงานโรงงาน

หลังจากนั้นเฮียนพก็ทำงานทาสีก่อสร้างมาโดยตลอด ค่ำไหนนอนนั่น นอนตามแคมป์คนงาน จนกระทั่งวันหนึ่งมีคนที่เฮียนพไปช่วยทาสีบ้าน เห็นว่าหน่วยก้านดูดี น่าจะทำงานที่มันเป็นหลักเป็นแหล่ง เลยแนะนำให้ไปทำงานที่โรงงาน ถึงแม้ค่าแรงจะน้อยกว่า แต่ด้วยสวัสดิการต่างๆ ที่โรงงานมี ก็ทำให้ชีวิตเฮียนพมีความมั่นคงมากขึ้น แถมตอนนั้นเฮียนพเริ่มมีคนรัก จึงไม่อยากให้คู่ชีวิตลำบาก

 

แต่ชีวิตเฮียก็ต้องเจออุปสรรคในปี 2540 ช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ด้วยสภาพเศรษฐกิจบ้านเมืองที่ไม่ดี โรงงานที่ทำมากว่า 10 ปี ก็ให้เฮียนพลาออก ช่วงนั้นชีวิตลำบากมาก เพราะอายุ 30 กว่าแล้ว (สมัยก่อนสมัครงานโรงงานรับช่วงอายุแค่ 18-25 ปี) แถมจบแค่ ม.3 ไปสมัครงานที่ไหนก็ไม่มีใครรับ เฮียเลยตัดสินใจทำธุรกิจส่วนตัว

 

ทำธุรกิจส่วนตัว

เฮียสู้ชีวิต ลองทำธุรกิจทุกอย่าง ตั้งแต่ขายต้นไม้มงคลที่ไม่ค่อยได้กำไร ทำน้ำยาล้างจานไปเสนอขายตามโรงงานก็ไม่มีใครซื้อ ทำกรอบรูปวิทยาศาสตร์ รับเสื้อผ้าไปขายต่อในตลาด แต่ไม่มีธุรกิจไหนเลยที่ประสบความสำเร็จ เฮียนพต้องดิ้นรนต่อ เพราะมีภาระหนี้สินเรื่องบ้านที่เคยซื้อไว้สมัยทำโรงงาน แต่ด้วยรายรับที่ไม่แน่นอน แถมรายจ่ายยังมีเข้ามาตลอด เงินที่เคยได้ก็เริ่มร่อยหรอ จึงต้องกลับไปพึ่งพาบริษัทเก่า และขอสมัครเป็นยาม

 

เป็นยาม

ที่เฮียนพตัดสินใจมาทำงานนี้เพราะมันใช้แต่แรง ไม่ต้องลงทุนอะไร ได้เงินวันละ 200 กว่าบาท ทำตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น เฮียนพต้องขอเบิกล่วงหน้าตลอด เบิกจนเจ้านายด่า แต่เพราะไม่มีกินจริงๆ ไม่มีเงินให้ลูกเมีย ก็ต้องอดทน

 

ช่วงนั้นแทบไม่ได้กลับบ้านเลย เฮียนพจะรอจังหวะที่มีคนขอลา แล้วควบกะ ทั้งกะเช้าและกะดึก ถึงจะได้เงินเพิ่ม เป็นยามอยู่เกือบ 2 ปี สุดท้ายบ้านที่เคยซื้อก็ถูกยึด เพราะไม่มีเงินส่ง ชีวิตลำบากกว่าเดิม ลูกเมียต้องไปเช่าบ้านอยู่ใกล้โรงเรียนลูก เพราะกลัวครอบครัวลำบาก ส่วนเฮียนพอาศัยนอนป้อมยาม เอากระดาษลังมาปูอยู่ใต้เคาน์เตอร์ วันดีคืนดี มีคนของโรงงานมาตรวจ พอเห็นเฮียนอนเขาก็ไม่พอใจ จะไล่ออก เฮียนพต้องขอร้องกราบไหว้แทบตาย จนสุดท้ายก็ต้องไปขออาศัยอยู่กับน้องสาวที่แฟลตตำรวจแถวโรงพักปากเกร็ด เฮียนพมีน้องเขยเป็นตำรวจ น้องสาวขายอาหารอยู่แถวแฟลต กลางวันเฮียก็ไปช่วยล้างถ้วยชาม กลางคืนกลับไปเป็นยาม ห้องที่อาศัยก็เล็กมาก อยู่กัน 5 คน ตอนนั้นเฮียต้องนั่งหลับเอา เพราะมันไม่มีพื้นที่ให้นอนแล้วจริงๆ

เป็นวินมอเตอร์ไซค์

หลังลำบากอยู่ 2-3 ปี เฮียนพก็มาเจอเด็กวัยรุ่นขับวินมอเตอร์ไซค์อยู่ใกล้โรงเรียนหอวัง เด็กแถวนั้นให้เสื้อวินมาลองขับ แต่ตอนแรกไม่กล้าเพราะอาย แถมหูตาเริ่มไม่ค่อยดี กลัวพาลูกหลานคนอื่นไปล้ม แต่ในที่สุดเฮียนพก็ทำ เสื้อวินมันศักดิ์สิทธิ์มาก ใส่ปุ๊บคนเรียกเลย (หัวเราะ) ไปไกลบ้าง ใกล้บ้าง เป็นงานที่ได้เงินสดทุกวัน เฮียนพเคยสงสัยว่าเด็กวัยรุ่นที่ขับวินมอเตอร์ไซค์ ทำไมมีเงินกินเหล้าเบียร์ กินของดีๆ พอมาขับบ้างก็เริ่มเข้าใจ

 

ตอนนั้นเริ่มไม่ไปทำงานเป็นยามแล้ว เพราะขับมอเตอร์ไซค์เงินดีกว่า ได้เงินมาเราก็เก็บให้ลูก กลางคืนไม่มีวินคนอื่น เฮียนพก็ยังอยู่ จะใส่เสื้อวินเดินเข้าโรงพักไปให้เขาเห็นว่าเรายังอยู่ มีอะไรเรียกใช้ได้ตลอด คอยไปซื้อของ ถ่ายเอกสาร ใครให้ทำอะไรทำหมด

 

เป็นคนขับแท็กซี่

จริงๆ ก่อนขับวินมอเตอร์ไซค์ เฮียนพเคยขับแท็กซี่ด้วย เพราะเห็นคนอื่นขับแล้วได้เงินเยอะ เฮียก็อยากได้บ้าง ทำตามที่เขาบอกทุกอย่าง ไปจอดตามสถานที่ท่องเที่ยว จอดหน้าโรงงาน จอดหน้าหมู่บ้าน แต่ไม่มีคนขึ้น ทำตามสูตรทุกอย่าง จอดรอก็แล้ว บีบแตรก็แล้ว คนก็ยังไม่ขึ้น ทีหลังถึงรู้มาว่าเพราะรถเราเก่า ต้องวิ่งเฉพาะตอนกลางคืน ให้เห็นแต่ไฟคำว่า ‘ว่าง’ แต่สุดท้ายถึงจะพยายามแค่ไหน แต่ดวงมันตก มันไม่ใช่ ก็ไม่ประสบความสำเร็จอีกเหมือนกัน

 

เคยแพ้แต่ไม่เคยท้อ

ชีวิตที่ไม่มีการวางแผนมันลำบาก เป็นการสู้แบบไม่มีทิศทาง เปรียบเหมือนมวยวัด ไม่มีแผน ไม่มีโค้ช รู้แต่จะขึ้นไปชกอย่างเดียว เฮียนพคิดอย่างเดียวว่าอยากดิ้นหนีความลำบาก เพราะบ้านก็ถูกยึด ลูกก็ยังเรียนหนังสืออยู่

 

ถามว่าท้อไหม ท้อนะ ขับวินมอเตอร์ไซค์ใส่หมวกปิดหน้า ไปจอดหน้าธนาคาร เจอคนรุ่นเดียวกับเราเป็นนายร้อยนายพัน ใส่สูทผูกเนกไท แต่เฮียย้อนกลับมาดูตัวเอง ทำไมขับมอเตอร์ไซค์ รู้สึกนะ แต่จะอยู่กับความรู้สึกนั้นไม่นาน

เฮียเป็นคนที่ไม่ให้อาหารกับปัญหา เวลามีปัญหาจะพยายามไม่คิดถึงมันซ้ำๆ เพราะการคิดซ้ำๆ เท่ากับเราเอาอาหารไปให้มัน ยิ่งมันเติบโตเท่าไร เราก็ยิ่งท้อแท้เพิ่มขึ้นเท่านั้น

ขยันอย่างเดียวไม่พอ ต้องรู้ลึกรู้จริง

เบื้องต้นความขยันเป็นประโยชน์อยู่แล้ว แต่ความขยันอย่างเดียวไม่สามารถทำให้คนสำเร็จได้ ต้องศึกษาในเรื่องที่จะทำอย่างจริงจังก่อน อย่าไปทำตามกระแส เฮียนพจะมีตารางของตัวเองดูเลยว่า มีตลาดนัดไหนบ้าง เปิดวันไหน คนเยอะน้อยอย่างไร หรืออย่างตอนขี่วินมอเตอร์ไซค์ ขับแท็กซี่ เราก็รู้ว่าเวลาไหน คนเขาทำอะไร เวลาไหน เราจะได้เงิน ดังนั้นความขยันมีสองแบบ ขยันแบบมีการศึกษา กับขยันแบบโง่ๆ คือขยันผิดวิธี ทำอะไรที่ไม่ควรทำ

 

ทุกวันนี้หลายคนถามเฮียนพว่า มีเงินแล้วทำไมไม่หยุด เฮียบอกหยุดไม่ได้หรอก คนที่เขารวยกว่าเราตั้งมากมายยังไม่หยุดเลย แล้วเราจะหยุดได้อย่างไร

ความพยายามเป็นสิ่งที่หยุดไม่ได้ ต้องทำไปเรื่อยๆ เพราะถ้าเมื่อไรที่เราหยุดพยายาม ทุกสิ่งก็จะหยุดตามไปด้วย


• ติดตามเรื่องราวตอนที่ 2 ของ เฮียนพ หมูนุ่ม ที่ว่าด้วยเรื่องธุรกิจแบบเต็มๆ ได้ที่ เฮียนพ หมูนุ่ม กับสูตรหมูปิ้งที่หมักด้วยสตอรี่ในแบบที่ใครก็ก๊อบปี้ไม่ได้


Credits

 

The Host นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

The Guest ชวพจน์ ชูหิรัญ

 

Show Creator นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

Episode Producer ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Episode Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader พรนภัส ชำนาญค้า

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic

The post เฮียนพ หมูนุ่ม ทางชีวิตที่ไม่มีเส้น ก่อนจะมาเป็นเจ้าพ่อหมูปิ้ง 200 ล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Google Thailand จากวัฒนธรรมสู่นวัตกรรม ที่ทำให้บริษัทนี้น่าทำงานด้วยที่สุดในโลก https://thestandard.co/podcast/thesecretsauce23/ Mon, 12 Mar 2018 17:01:04 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=76504

อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จของ Google เว็บไซต์ค้นหาอันดับ […]

The post Google Thailand จากวัฒนธรรมสู่นวัตกรรม ที่ทำให้บริษัทนี้น่าทำงานด้วยที่สุดในโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>

อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จของ Google เว็บไซต์ค้นหาอันดับหนึ่งของโลก และเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มวิดีโออันดับหนึ่งเช่นกันอย่าง YouTube

 

Google เข้ามาตั้งบริษัทที่ไทยด้วยเหตุผลอะไร โฟกัสในเรื่องไหน วัฒนธรรมองค์กรจากบริษัทใหญ่ส่งมาถึงไทยไหม และแนวคิดอะไรที่ทำให้บริษัทนี้น่าทำงานด้วยมากที่สุดในโลก    

 

เคน นครินทร์ คุยกับ คุณสายใย สระกวี Head of Communications and Public Affairs แห่ง Google Thailand

 


 

 

4 เรื่องที่ Google Thailand ให้ความสำคัญ

 

1. การศึกษา (Education)

ทำงานร่วมกับรัฐบาลผ่านสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ในเรื่อง Digital Literacy ในโครงการ เน็ตประชารัฐ อยู่ในช่วงเริ่มเทรนเกี่ยวกับการใช้อินเทอร์เน็ตที่ถูกต้องและปลอดภัยกับหมู่บ้านต่างๆ ทั่วประเทศ 

 

2. การเข้าถึง (Access)

Google มองประเทศไทยเป็น Next Billlion Users ร่วมกับกลุ่มประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย บราซิล ล่าสุดปลายปี 2017 เราเปิดตัวแอปพลิเคชันชื่อ Datally แอปฯ บริหารการใช้ข้อมูลในมือถือแอนดรอยด์ เรามองว่ามันเป็นประโยชน์ต่อคนไทยที่ใช้ pre-paid มันจะบอกเราว่าเมื่อจ่ายเงินไปแล้ว ข้อมูลของเราไปอยู่ที่ไหน หรืออย่างเวลาที่เราเปิดแอปฯ ทิ้งไว้ มันเปลืองดาต้าเท่าไร แอปฯ ตัวนี้จะช่วยบริหารส่วนนั้นให้ ส่วนอีกแอปฯ ชื่อ Files Go เป็นการเอามือถือมาชนกันและสามารถส่งข้อมูลได้เลยโดยไม่ต้องใช้ดาต้า

3. เนื้อหา (Content)

ประเทศไทยมีคนใช้ YouTube เยอะมาก เราอยากทำเนื้อหาให้มีคุณภาพและเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากยิ่งขึ้น อีกด้านคือเราอยากเป็นส่วนช่วยเหลือคอนเทนต์ครีเอเตอร์ในเมืองไทย มันน่าสนใจตรงที่มีคนธรรมดาจำนวนมากเปิดช่องใน YouTube ทำคอนเทนต์ของตัวเองและมีคนดูเทียบเท่าช่องใหญ่ เราเลยลงไปทำงานกับเขาอย่างใกล้ชิด สร้างกิจกรรมสนับสนุนมาโดยตลอด


4. ผู้ประกอบการรายย่อย (SMB & Startup)

มีการระดมทุนชื่อ launchpad เป็นการให้เงินประมาณ 5 แสนเหรียญสหรัฐโดยไม่รับ equity กลับมา และพาเขาไปเทรนกับ Google ที่ซานฟรานซิสโก โดยธุรกิจไทยที่กำลังเข้าร่วมโครงการนี้คือ priceza

Google มองเห็นศักยภาพอะไรในประเทศไทยถึงตั้งใจมาลงทุนที่นี่

Google มองว่าคนไทยเข้าถึงโลกดิจิทัล เห็นเรามีอินเทอร์เน็ตใช้ในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะการใช้งาน YouTube คนไทยติด 1 ใน 10 ของโลก เกิดการสร้างรายได้ สร้างอาชีพ ทำให้เด็กรุ่นใหม่กล้าแสดงออก บางคนจากเด็กธรรมดา พอเริ่มเข้ามาทำก็มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ  

คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่มีคุณภาพ?

มันอยู่ที่วัฒนธรรมมากกว่า เราใช้คำว่าเล่นอินเทอร์เน็ต เล่น Facebook เล่น YouTube ในขณะที่ต่างชาติใช้คำว่า use the internet, go on Facebook, watch YouTube จะเห็นว่าใช้กริยาที่ต่างกัน แต่ตอนนี้คนไทยเริ่มมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ใช้ YouTubeในการดูข่าวมากขึ้นจนเป็นเทรนด์ หรือมีคอนเทนต์เชิงท่องเที่ยวที่เน้นให้ความรู้มากขึ้น

 

สำนักข่าวหรือช่องทีวีส่วนใหญ่ก็ถือเป็นพาร์ตเนอร์ของเรา เพราะเขามองว่าดิจิทัลมันมา เรามีอัตราการเติบโตของคนที่ดูคอนเทนต์ผ่านมือถือสูงถึง 90% ต่อปี ดังนั้นองค์กรเหล่านั้นเลยเริ่มให้ความสำคัญและสร้างทีมสำหรับดูดิจิทัลโดยเฉพาะ

 

คนดูทีวีน้อยลง ใช้ YouTube มากขึ้น

ปัจจุบันคนเสพสื่อมากกว่า 1 จอ สมมติเวลาเราดูทีวี ช่วงโฆษณาคนอาจหยิบมือถือขึ้นมาดูอย่างอื่น หรือระหว่างที่คนดู YouTube เขาก็อาจเปิดแอปฯ อื่นขึ้นมาในจอด้วยก็ได้ มันเป็นเทรนด์ที่ไม่ใช่แค่ YouTube กับทีวี ดังนั้นสิ่งที่คนทำคอนเทนต์ต้องระวังคือการดึงความสนใจของกลุ่มคนดูให้อยู่

 

สมมติคนมีเวลาว่างเท่ากัน 2 ชั่วโมงต่อวัน ถ้าเขาดู YouTube ไปแล้ว 1 ชั่วโมง อีกชั่วโมงเขาอาจจะเช็กอีเมลหรือทำอย่างอื่น อะไรที่จะดึงความสนใจใน 1 ชั่วโมงของเขาได้คือสิ่งที่ทุกคนต้องหาคำตอบและพยายามทำคอนเทนต์ให้มาตอบโจทย์ตรงนั้น

 

คู่แข่งของ Google

เรามองว่าทุกแพลตฟอร์มมีจุดเด่นของตัวเอง  YouTube มีจุดเด่นอยู่ที่คุณภาพของวิดีโอ เพราะเราเป็นแพลตฟอร์มเจ้าแรกๆ ที่ทำสิ่งนี้ และเข้าถึงคนได้จำนวนมาก

ยกตัวอย่าง รายการ The Mask Singer แสงสีเสียงจะมาเต็มถ้าคนดูผ่าน YouTube ดังนั้นถ้าเรารู้จุดแข็งของตัวเอง เราก็รู้ว่าจะเอาอะไรไปขายให้คนมาเลือกใช้แพลตฟอร์มของเรา

 

วิธีสร้างสรรค์นวัตกรรมและโปรดักต์ใหม่ๆ ของ Google

บริษัทเราเน้นเรื่องนวัตกรรมเป็นหลัก และค่อนข้างเปิดกับทุกคน ทุกวันศุกร์จะมีผู้นำหรือผู้ก่อตั้งของบริษัทไลฟ์มาจากสำนักงานใหญ่ที่ Mountain View ประกาศให้ทุกที่ทราบว่ากำลังทำการทดลองเรื่องอะไร โฟกัสเรื่องอะไร และถ้ามีฟีดแบ็ก เราสามารถส่งข้อความกลับไปได้  

 

มองย้อนกลับมาที่ตลาดไทย เรามีสิทธิ์มีเสียงอย่างเต็มที่ในการแสดงความคิดเห็น เช่น Google Thailand โฟกัสเรื่องการเข้าถึงกลุ่มคนใช้ เราอยากขอฟังก์ชันแปลภาษาที่ดีกว่านี้ พร้อมแจ้งเหตุผลไป เขาก็จะส่งทีมมาปรับส่วนนี้ให้ดีขึ้น จนปัจจุบันมันก็เป็นฟังก์ชันที่ดีขึ้นจริงๆ แม้ยังไม่ดี 100% เหมือนมนุษย์แปล แต่แปลเป็นรูปประโยคได้มากขึ้น

 

หรืออย่างช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ เรามีแผนที่ขบวนที่ทำขึ้นมาใน Google Maps เพื่อวันนั้นโดยเฉพาะ เราสามารถเอาแพลตฟอร์ม YouTube มาไลฟ์ เรามี Doodle ที่เกี่ยวกับพระราชประวัติของรัชกาลที่ 9 นั่นแปลว่าเขาให้ความสำคัญกับทีมประเทศไทยและวัฒนธรรมของเรา

 

 

Google ออฟฟิศที่น่าทำงานที่สุดในโลก


เราพยายามเอาวัฒนธรรมองค์กรจากสำนักงานใหญ่ที่ Mountain View ไปอยู่ในทุกๆ ออฟฟิศเท่าที่เป็นไปได้ อย่างที่นี่เป็น open space ไม่มีใครมีห้องประชุมหรือห้องทำงานส่วนตัว เพราะเราเชื่อใน transparency เชื่อในการสื่อสารจากผู้นำลงมาถึงพนักงานทุกภาคส่วน

 

จากที่เคยฟังสัมภาษณ์ของผู้บริหารยุคก่อน เขามักพูดว่า Google เป็น Unconventional Company คือบริษัทที่มีความแปลกและแตกต่าง เราพยายามจะรักษาตรงนี้ไว้ พยายามลองสิ่งใหม่ๆ เปิดรับฟังทุกคน ภูมิใจที่เป็นบริษัทที่มี diversity สูงมาก เพราะเราเชื่อว่าความรู้ความสามารถมาจากการสร้างสรรค์ของคนทุกเผ่าพันธุ์ ทุกรูปแบบ เราพยายามทำให้ออฟฟิศมีผู้นำที่เป็นผู้หญิงมากขึ้น รวมไปถึงกลุ่ม LGBTQ อย่างปีที่แล้วตอนเลือกตั้งประธานาธิบดีที่สหรัฐอเมริกา และมีการออกมาเดินประท้วงต่อต้านทรัมป์ Google ให้อิสระกับพนักงานเต็มที่ว่าเขาจะซัพพอร์ตสิ่งนี้หรือไม่ก็ได้

 

สิ่งเหล่านี้ย้อนกลับเริ่มตั้งแต่การรับคนเข้าทำงาน Google ไม่เคยขอรูปถ่ายก่อนสมัครงาน หรือถามเรื่องเพศ ต่อให้เป็นคนพิการ ถ้าเขาสามารถทำงานได้ เราก็ยินดีรับ

 

 

คุณสมบัติที่คนแบบ Google ต้องมี

เวลาสัมภาษณ์คน เราหาอยู่ 4 อย่าง

 

1. Cognitive Ability มีความสามารถในการเรียนรู้ พร้อมพัฒนาไปกับบริษัท

2. Role-related Knowledge มีความรู้ในงานที่จะทำ   

3. Leadership มีความเป็นผู้นำและบริหารจัดการตัวเองได้

4. Googliness คือการอยู่ร่วมกันแบบ Google คุณต้องสามารถทำงานเป็นทีมเวิร์กได้ มีความเคารพในเพื่อนร่วมงาน อย่างที่บอกว่าเราให้ความสำคัญกับเรื่อง diversity ดังนั้นจะไม่มีการล้อกันเรื่องเพศสภาพ หรือไม่มีการมาล้อเรื่องสำเนียงแปลกๆ

 

คนที่นี่ต้องทำงานกับคนทุกชนชาติ คุณไม่ควรตั้งคำถามกับวิธีจัดการเวลาทำงานของคนอื่น ตราบใดที่งานเขาเสร็จ

 

Work Smart แบบชาว Google

Google Thailand มีคลาสโยคะ แดนซ์คลับ ดำน้ำ และจัดปาร์ตี้ในวันศุกร์ เราพยายามทำให้คนในทีมสนิทกันเพื่อให้ทุกหน่วยได้มาคุยกัน โดยที่ทุกคนต้องรับผิดชอบงานตัวเองไปด้วย เพราะเราไม่มีการตอกบัตร เราให้ความสำคัญกับ work smart มากกว่า เรารับคนที่เขารู้หน้าที่ตัวเอง อย่างบางวันอยู่กันดึกถึง 3 ทุ่ม วันต่อมาเลยเข้าทำงานเที่ยง อย่างนี้เข้าใจได้ แต่ถ้าอยู่ดีๆ มาเที่ยงโดยไม่มีเหตุผล โดยที่คนอื่นมาตั้งแต่เช้าแล้ว แบบนี้เขาก็ต้องละอายตัวเอง  

 

work smart คือการใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ที่สุด เมื่อถึงเวลาพักก็ควรจะได้พัก มีพนักงานคนหนึ่งเทรนไตรกีฬา ต้องออกจากออฟฟิศ 5 โมงเย็น เราก็เคารพสิทธิ์ของเขา ตราบใดที่เขาทำงานเสร็จ และต้องเคารพตัวเอง ถ้าโหมงานหนักเกินจนสุดท้ายร่างกายไม่ดีก็ไม่ถือว่าเป็น work smart

 

แนวคิดของ Google

Don’t be evil

เราจะไม่ทำอะไรที่มันทำร้ายคนอื่น เช่น เรามีข้อมูลอยู่มหาศาล แต่เราจะไม่เอาข้อมูลของใครไปขาย หรือการมี hate speech อยู่ใน YouTube เราก็พยายามไม่ให้เกิดขึ้น

 

100% + 20%

เวลาคนเรามี 100% แต่เราต้องเพิ่มเข้าไปอีก 20% เพื่อทำสิ่งอื่นที่ตัวเองสนใจ หรือเป็นแพสชัน เช่น 100% ของเราคืองานเกี่ยวกับการพีอาร์ แต่อีก 20% เราจะไปทำสตาร์ทอัพ เราก็จะไปสมัครงานกับทีมนั้นๆ รวมถึงกิจกรรม Google Serve คือการทำอาสาสมัครในกิจกรรมต่างๆ เช่น เราทำงาน 100% แต่อีก 20% จะไปเลี้ยงช้าง เรียนทำดอกไม้ หรืออะไรก็ได้ที่อยากทำ โดยยังให้งานเต็มที่เท่าเดิม

 

ความสนุกในการทำงานทุกวันนี้ของคุณสายใย

เราเชื่อในการทำงานที่นี่ เพราะมันสร้างอิมแพ็ก เข้าถึงคนได้จริง และสามารถเปลี่ยนชีวิตคนให้ดีขึ้น มันท้าทายที่เรามีโปรดักต์เยอะมาก แต่จะทำอย่างไรให้คนต่างจังหวัดเข้าถึง เช่น ถ้าชาวนาได้เสิร์ชว่า “ทำไมข้าวตายเมื่อน้ำสูงถึง 30 เซนติเมตร” Google มีคำตอบให้ได้ทันทีโดยที่เขาไม่ต้องเดินทางไปถามผู้รู้ถึงอำเภอหรือสถานที่ไหนๆ เลย แถมมันไม่ต้องเสียเงินสักบาทเลย ถ้าเขามีอินเทอร์เน็ตอยู่แล้วด้วย

 

การประเมินผลแบบ OKR

องค์กรอื่นอาจเรียกว่า KPI แต่ของเราคือ OKR (Objective Key Result) เน้นผลที่ได้ เมื่อไรก็ตามที่เราอยากลองโปรเจกต์ เราสามารถบอกเจ้านายได้ แม้สุดท้ายมันอาจจะเฟล แต่ขอให้เฟลอย่างมีเหตุผลและเรียนรู้จากสิ่งนั้น

 

แต่ละแผนกมีผลลัพธ์ต่างกัน เจ้านายจะไม่มานั่งถามว่าวันนี้คุณทำอะไรไปแล้วบ้าง แต่เขาจะดูที่ปลายทางว่าสิ่งที่ตั้งเป้าหมายไว้สำเร็จไหม

 

Google เอาผู้ใช้มาก่อน ผู้นำจะพูดตลอดว่าผู้ใช้จะได้ประโยชน์อะไรบ้าง เพราะฉะนั้น OKR ของเราคือผู้ใช้

 

คำแนะนำสำหรับองค์กรในยุค Digital Transformation

ทุกองค์กรรู้ดีว่าตอนนี้คนอยู่ในโลกออนไลน์เยอะขนาดไหน ไม่ใช่ว่าทุกอย่างต้องเปลี่ยนมาอยู่ในดิจิทัลหรือต้องมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง แต่ต้องเริ่มจากเอาจุดแข็งของตัวเองมาทำให้อยู่ในความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย Google เป็นบริษัทที่ทำเกี่ยวกับเครื่องมือค้นหา เรารู้ว่าคนกำลังค้นหาอะไร มันมีเทรนด์ที่เปิดเป็นข้อมูลสาธารณะ องค์กรอื่นศึกษาทุกอย่างจากตรงนั้นได้ หรืออย่างง่ายๆ คุณสามารถปักหมุดตัวเองใน Google Maps ของเราได้ มันก็ทำให้คนค้นหาคุณเจอแล้ว

 


 

Credits

 

Show Creator นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

The Guest สายใย สระกวี

 

Episode Producer ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Episode Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Photographer อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Proofreader ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic

The post Google Thailand จากวัฒนธรรมสู่นวัตกรรม ที่ทำให้บริษัทนี้น่าทำงานด้วยที่สุดในโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
After You อยู่ได้ ขายดี ไม่ถูกแทนที่ ด้วยการ “ทำ standard ของเราให้ดีที่สุด” https://thestandard.co/podcast/thesecretsauce22/ Mon, 26 Feb 2018 17:01:11 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=73228

อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จของ After You ร้านขนมที่มีเมนู […]

The post After You อยู่ได้ ขายดี ไม่ถูกแทนที่ ด้วยการ “ทำ standard ของเราให้ดีที่สุด” appeared first on THE STANDARD.

]]>

อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จของ After You ร้านขนมที่มีเมนูเด็ดอย่าง Shibuya Honey Toast, Chocolate Lava และน้ำแข็งไส Kakigori เป็นร้านขนมที่มีคนแน่นร้านจนชินตา และสามารถออกเมนูใหม่มาแล้วถูกใจลูกค้าเสมอ      

 

หลังจากเข้าตลาดหุ้นเมื่อปี 2558 ตอนนี้เป็นอย่างไร การขยายสาขาเพิ่มอีกเท่าตัวเริ่มมีอุปสรรคหรือไม่ ทำอย่างไรถึงได้ร่วมงานกับยักษ์ใหญ่อย่าง Starbucks และอะไรทำให้ After You ยังเป็นร้านที่ฮิตอยู่ไม่เสื่อมคลาย

 

เคน นครินทร์ คุยกับ คุณเมย์-กุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณ ผู้ก่อตั้งและเจ้าของแบรนด์ After You  

 


ย้อนกลับไป คิดจะเข้าตลาดหุ้นตั้งแต่แรกเลยหรือไม่

เราไม่เคยคิดว่าจะมาถึงจุดนี้เลย แค่อยากมีร้านของตัวเองแค่ร้านเดียว เหมือนคนทำขนมทุกคนที่ฝันอยากเปิดร้าน ตอนนั้นเราเหมือนคนขวางโลก จังหวะที่ต้องสอบเอ็นทรานซ์ เราขอพ่อว่าอยากเปิดร้านขนม เพราะคิดว่าสอบไปยังไงก็ไม่ติด เป็นคนไม่ชอบอ่านหนังสือ หนังสือประเภทเดียวที่อ่านคือหนังสือทำอาหาร แน่นอนว่าพ่อไม่ได้อนุญาตในทันที เค้าอยากให้ไปเรียนมาก่อน เผื่อถ้าร้านเจ๊งก็พอมีอะไรมารับรองได้บ้าง แต่พ่อให้เราจดสูตรและไอเดียทั้งหมดที่อยากทำไว้ในสมุด พ่อบอกว่ารายละเอียดทุกอย่างต้องเริ่มมาจากฝันก่อน แล้วค่อยวาดมันออกมา เราเขียนเก็บไว้เล่มใหญ่มาก เมนูที่คิดอยากให้เป็นพระเอกคือ chocolate mud brownie เราเคยไปกินเมนูนี้ที่คาเฟ่ในออสเตรเลียแล้วฝันว่าวันหนึ่งต้องเปิดร้านขายสิ่งนี้ให้ได้ พอไปเจอ chocolate lava ก็ชอบอีก แต่มีเรื่องที่ติดใจคือไซส์ขนมที่เคยไปกินมันยังไม่ค่อยสะใจ จนวันหนึ่งไปเจอผับแห่งหนึ่งที่ญี่ปุ่นขาย jumbo toast ตอนที่เค้ายกออกมา เรายูเรก้าเลยว่าสิ่งนี้แหละคือพระเอกในร้านของเรา ตัดสินใจเอาสิ่งนี้กลับมาลองทำในแบบของตัวเอง

 

 

การขยับขยายจนได้เข้าตลาดหุ้น

ทุกการเปลี่ยนแปลงของเรามาจากโอกาส อย่างที่บอกว่าตอนแรกตั้งใจเปิดแค่ร้านเดียว แต่พอเห็นคนต่อคิวแล้วรู้สึกสงสาร เพราะเราเป็นคนชอบกินมาก และเข้าใจดีว่าคนอยากกินรู้สึกยังไง เลยตัดสินใจกับพี่ชายว่า มันคงจะดีถ้ามีร้านหลายที่ให้เค้าได้ไปเลือกกินกัน บวกกับโชคดีที่เราได้สถานที่ตรงอารีย์ เป็นทำเลที่ดี ราคาเช่าไม่แพง เลยเปิดสาขาที่ 2 ตรงนั้น

 

สาขานี้ทำให้เราเปลี่ยนใจไปหลายอย่าง เรารู้ว่าลูกค้าที่สาขาทองหล่อไม่ติดเรื่องราคา สามารถจ่ายเท่าไรก็ได้ แต่เราไม่แน่ใจว่าตลาดอื่นจะโอเคมั้ย เพราะต้นทุนขนมไม่ได้ถูก ทุกอย่างเราจัดหนัก ส่วนตัวรู้สึกว่าขนมเราไม่ใช่ของราคาแพง เราตอบแทนเงินลูกค้าด้วยชาฟรี แอร์เย็น เพลงเพราะ และการดูแลพนักงานที่ดี เพราะฉะนั้นพอจะขยายตลาดเลยไม่มั่นใจว่าคนจะโอเคกับราคานี้หรือเปล่า แต่สรุปคนโอเค ถึงรู้ว่าร้านขนมของเรามันไปถึงตลาดแมสได้ เราเห็นกลุ่มลูกค้าที่เป็นครอบครัวและคนทำงานมากขึ้น เลยตัดสินใจขยายต่อ ทำองค์กรให้เป็นระบบมากขึ้น พอไปเปิดสาขาในห้าง ก็เซอร์ไพรส์อีก เพราะมันขยายฐานจากลูกค้าคนไทยไปถึงคนต่างชาติ

 

เล่าย้อนกลับไปนิดนึงว่าเรามีโรงงานที่ทำ pre-bake ตั้งแต่ตอนทำสาขาแรก ตอนนั้นยังเป็นโรงงานขนาดเล็กจิ๋ว ซึ่งพอเราขยายสาขาไปเรื่อยๆ เราก็ต้องหาทำเลของโรงงานใหม่ที่มันขยายใหญ่ตามสเกลธุรกิจ จนถึงจังหวะที่ทำร้านมาแล้ว 6 ปี มีประมาณ 12 สาขา ทุกอย่างมันถึงจุดเต็มที่แล้ว บวกกับเราโตขึ้นและโอกาสมากมายที่คนมาเสนอให้ เลยมานั่งคุยกับที่บ้านว่าจะเอายังไงต่อดี สุดท้ายได้คำตอบว่าเราคงขยายอะไรทีละน้อยไม่ได้แล้ว ถ้าอยากก้าวกระโดด ก็เข้าตลาดหุ้นเลยตั้งแต่ตอนที่เติบโตอยู่

 

ความฝันของเราคือการเอาแบรนด์ After You ไปเปิดที่เมืองนอก ปกติเราจะเห็นคนเอาของไทยไปขายฝรั่ง แต่อันนี้มันคือการเอาของฝรั่งไปขายฝรั่ง มันเลยเป็นอะไรที่ท้าทายเรามาก

ความเปลี่ยนแปลงหลังจากเข้าตลาดหุ้น

ถ้าถามในแง่ของธุรกิจ เราเปลี่ยนแปลงตรงที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็เหมือนมีคนคอยจับตามอง แต่สำหรับคนทำงาน ทั้งตัวเราและครอบครัวกลับมองว่าไม่มีอะไรเปลี่ยน เพราะทุกอย่างเป็นวิธีทำงานของเราตั้งแต่แรก ไม่ว่าเราให้คำสัญญาอะไร เราต้องพยายามทำให้ได้ มันไม่มีความรู้สึกว่าจบสมบูรณ์ เหมือนมันยังสนุกไปได้ต่อ

 

หลักๆ ที่ทุกคนเห็นคงเป็นเรื่องของการขยายร้านอย่างรวดเร็ว เพราะโรงงานมันพร้อมแล้ว กลยุทธ์ในการเปิดร้านคือ เรามีแผนในใจอยู่แล้วว่าแต่ละปีจะเปิดกี่ร้าน และต้องดูด้วยว่าทำเลแต่ละที่ใช่มั้ย ราคาถูกใจหรือเปล่า

 

วิธีคิดในการขยายสาขา
แต่ก่อนเรามักเปิดร้านแบบ stand-alone ตามอเวนิวต่างๆ ต่อมาเข้าห้างสรรพสินค้า หรือแม้กระทั่งในโรงพยาบาล มันมาจากไอเดียว่า เราชอบที่ที่มีที่จอดรถ และมีเพื่อนบ้านร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต ที่ทำให้มันดูคึกคัก

สาขาล่าสุดของเราคือดอนเมือง เป็นโจทย์มาจากลูกค้าต่างจังหวัดและชาวต่างชาติที่แต่ก่อนมาซื้อขนมจากร้านเราถือขึ้นเครื่องไปฝากคนที่บ้าน เราเลยเปิดให้ที่ดอนเมืองไปกินกันก่อนบิน หรือจะซื้อฝากก็ได้เต็มที่เลย

 

 

สร้างโปรดักต์ใหม่จากความต้องการของลูกค้า

การทำรสชาติใหม่ๆ ของเรามาจากดีมานด์ของลูกค้า เราทำน้ำแข็งไสข้าวเหนียวมะม่วงออกมาขายดีมากอยู่ 5-6 เดือน ลูกค้าคนจีนบอกว่า ทำไมไม่ทำทุเรียนออกมาบ้าง เราก็จัดให้ ในเงื่อนไขที่เราไม่สามารถทำให้ได้ทุกสาขา เพราะกังวลปัญหาเรื่องกลิ่น ที่ไม่สามารถแยกได้ กลัวคนที่ไม่ชอบจะไม่กล้าเดินเข้าร้าน เลยไปเป็นห้องทุเรียนข้างร้านที่สาขาสยามพารากอน หรือตัวล่าสุดน้ำแข็งไสนมเย็น เพื่อนของเรามีลูกชาย เวลาพาลูกมากินน้ำแข็งไส เค้าไม่อยากให้ลูกกินรสที่มีคาเฟอีน เราเลยจัดเมนูนี้ให้ แถมมันพอเหมาะพอเจาะกับช่วงวันวาเลนไทน์พอดี

https://www.facebook.com/afteryoucafe/videos/1701505646572908/

 

สมัยก่อนเราต้องไปหาไอเดียทำขนมจากการเดินทาง เที่ยวเยอะ ลองเยอะ หรือหาแรงบันดาลใจจากแมกกาซีน แต่เดี๋ยวนี้มันมีช่องทางเยอะมาก แต่ความน่ากลัวคือทุกอย่างมันเร็ว เราเห็นทุกคนก็เห็น ดังนั้นสิ่งที่เราให้ความสำคัญคือ เราต้องหยิบสิ่งที่เหมาะกับเรามาทำในเวลาที่เหมาะสม

 

ผ่านมา 10 ปีแล้ว ยังไม่มีคาเฟ่ไหนขึ้นมาแทนที่ After You ได้เลย

รู้ไหมว่าครั้งแรกที่เห็นคนทำเมนูชิบูย่าฮันนี่โทสต์ตามเรา มันเกิดอาการประสาทเสีย นอนไม่หลับ ตอนนั้นด้วยความที่ยังเด็ก พ่อเลยให้ข้อคิดกลับมาว่า ไม่ต้องสนใจใครเลย ให้โฟกัสเรื่องของตัวเอง ตั้งแต่วันนั้นเราไม่เคยสะทกสะท้านอะไรอีกเลย ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดในทุกเรื่อง

 

เราสร้างมาตรฐานของตัวเอง ทั้งเรื่องการดูแลลูกค้า การทำบริการที่ดี สร้างบรรยากาศร้านด้วยเพลง อุณหภูมิ กลิ่น เพราะตัวเราเองเป็นแฟนคลับร้านอาหารหลายร้าน เลยมานั่งวิเคราะห์ว่า เราชอบเพราะเรื่องอะไร เรายังคงกินร้านเดิมๆ ตราบใดที่เขาไม่ทำให้เราผิดหวัง ผิดบ้างก็สามารถให้อภัยได้ แต่มันจะจีรังกว่าถ้าเรายังรักษามาตรฐานเดิมต่อไปไว้ได้

 

Standard ของ After You

เริ่มมาจากตอนคิดเมนูเลย เราพยายามทำอะไรที่ไม่หวือหวาและบ้านเกินไป ลูกค้าชอบให้เปลี่ยนแค่นิดเดียว แต่ยังเป็นรสชาติคล้ายเดิมอยู่ ไม่เกาะกระแสมากเกินไป ไม่เห็นเทรนด์อะไรมาก็ต้องทำตาม ทำสิ่งที่เหมาะกับเราและคิดว่าลูกค้าจะชอบ

 

การเทรนด์นิ่งพนักงานก็สำคัญ จะทำยังไงให้หน้าตาของขนมที่ส่งถึงลูกค้าเป็นเหมือนที่เราตั้งใจไว้โดยผ่านฝีมือน้องๆ พนักงานในร้าน สิ่งนี้คือความท้าทาย เราเทรนด์กันตั้งแต่ผู้จัดการจนถึงพนักงานในร้าน ให้เขาเริ่มจากการทำของง่ายและยากขึ้นมาทีละสเตป

 

หัวใจอีกอย่างของเราคือมี checker เป็นคนตรวจขนมทุกจานว่าต้องผ่านมาตรฐาน ทั้งขนาด หน้าตา ความถูกต้องทุกอย่าง ถึงจะเสิร์ฟไปถึงลูกค้าได้

 

โจทย์ใหม่ที่เข้ามาท้าทายทุกวัน

อย่างเรื่องการต่อคิว เป็นเรื่องที่ค่อนข้างเซนสิทีฟ เพราะเอาจริงๆ เราสนใจคนที่เข้ามาในร้านแล้วมากกว่า เราอยากทำให้เขาประทับใจจนอยากกลับมาอีก แต่สำหรับคนที่ต่อคิวอยู่ เราพยายามทำยังไงก็ได้ให้เขาไม่ทะเลาะกัน มันเคยมีกรณีที่คนรับบัตรคิวแล้วไปเดินเล่นรอ พอกลับมาคิวมันข้ามเขาไปแล้ว แม้จะแค่คิวสองคิว จะอนุโลมให้เขาเข้าไปกิน คนที่นั่งรออยู่ก็ไม่ยอม เหมือนผ่านแล้วต้องผ่านเลย สุดท้ายกลายเป็นทะเลาะกัน เราเลยแก้ปัญหาด้วยการเขียนแจ้งไว้เลยว่า ถ้าผ่านหมายเลขคิวแล้วขออนุญาตผ่านเลย เพื่อให้ยุติธรรมกับทุกคน โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ สอนพนักงานให้พูดจาต่อรองกับลูกค้าด้วยน้ำเสียงที่ดีและใบหน้าที่ยิ้มแย้ม

 

วิธีสำคัญในการสอนพนักงานคือ อยากให้เขาเป็นอย่างไร เราต้องเป็นอย่างนั้น สมมติว่าวันนี้เราหน้าหงิกมาเลย แล้วบอกให้น้องพนักงานยิ้ม มันไม่มีวันที่เขาจะยิ้มเลย เราต้องอารมณ์ดีไปก่อน น้องๆ จะเห็นและซึมซับไปเอง จนเกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กร

ความไม่สำเร็จที่เจอ

เราลองทำทุกอย่างด้วยความสนุก อย่างตอนทำร้านไอศกรีมชื่อ CRUMB เราทำด้วยความแฮปปี้มาก เพราะเราอยากกินซันเดย์ที่ใช้ของดีๆ ถ้วยไม่ต้องใหญ่ แต่ทุกคำที่ตักเข้าปากต้องฟินมาก แต่สุดท้ายมันก็ปิด ต้องเป็นคนที่อยู่ในโลกแห่งความจริงระดับหนึ่ง หลังจากเราพยายามแก้ทุกอย่าง ทั้งทำโฆษณามากขึ้นและทำส่งตามบ้านแล้ว แต่พอตัวเลขไม่ดีขึ้น สุดท้ายเราก็ยอมรับ แต่ไม่ได้หมดหนทาง คิดว่าวันหนึ่งเราจะเอากลับมาทำใหม่ อย่างตอนนี้ไอศกรีมทุเรียนใน After You ก็ใช้ชื่อว่า Crumbstick

 

แผนอนาคตของ After You

ปี 2560 เป็นปีแรกที่เราได้ขยายสาขาไปต่างจังหวัด เปิดที่เดอะมอลล์ โคราช และผลตอบรับดีกว่าที่คิดมาก ถือเป็นก้าวใหม่ของเรา ปีนี้เลยตั้งใจจะขยายไปอย่างต่อเนื่อง

 

อีกความตื่นเต้น จริงๆ แล้วเราชอบกินขนมจำพวกสแน็กมาก วันหนึ่งเลยอยากลองทำพรีเมียมสแน็ก เหมือนอย่างพวก chocolate wafer วางขายตามซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อ แต่มันต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก ถือเป็นความฝันที่อาจจะได้ทำในอนาคต

 

 


Credits

Show Creator นครินทร์ วนกิจไพบูลย์
The Guest กุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณ

Episode Producer ปวริศา ตั้งตุลานนท์
Episode Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์
Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ
Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค
Art Director อนงค์นาฎ วัวัฒนานนท์
Proofreader ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์
Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์
Music Westonemusic

The post After You อยู่ได้ ขายดี ไม่ถูกแทนที่ ด้วยการ “ทำ standard ของเราให้ดีที่สุด” appeared first on THE STANDARD.

]]>
SEA Thailand บริษัทใหญ่แต่ใจยังสตาร์ทอัพ เจ้าของ RoV, Shopee และ AirPay https://thestandard.co/podcast/thesecretsauce21/ Mon, 12 Feb 2018 17:01:31 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=69626

อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จของ SEA Thailand ยูนิคอร์นสตาร […]

The post SEA Thailand บริษัทใหญ่แต่ใจยังสตาร์ทอัพ เจ้าของ RoV, Shopee และ AirPay appeared first on THE STANDARD.

]]>

อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จของ SEA Thailand ยูนิคอร์นสตาร์ทอัพที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน เข้าตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2017 ด้วยมูลค่าบริษัทราว 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ! เป็นเจ้าของโปรดักต์ที่เติบโตมากๆ ในประเทศไทย อย่าง เกม RoV อีคอมเมิร์ซ Shopee และ AirPay  

 

เคน นครินทร์ คุยกับ คุณนก-มณีรัตน์ อนุโลมสมบัติ CEO บริษัท SEA Thailand


 

 

จากบริษัทเกม Garena

เดิมคนรู้จักเราในชื่อ Garena เป็นสตาร์ทอัพที่สิงคโปร์ เริ่มตั้งแต่ปี 2009 และขยายไปในประเทศต่างๆ แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนเริ่มมาก่อตั้งที่ประเทศไทยเมื่อปี 2012 ตอนนั้นเราเน้นทำโปรดักต์เกมออนไลน์ ทั้งโมบายล์เกมและพีซีเกม เกมที่ฮิตมากคือ HON และ LOL ถึงแม้เราจะเป็นประเทศสุดท้ายที่ Garena เข้ามา แต่ปรากฏว่าเสียงตอบรับดีมาก เพราะเด็กไทยชอบเล่นเกม เราเลยขยายธุรกิจต่อไปที่ร้านอินเทอร์เน็ต โดยการเอาซอฟต์แวร์ของเราไปให้ทางร้านใช้

 

จากการบันทึกจำนวนร้านอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศกว่า 30,000 ร้าน ตอนนั้นมีร้านที่ใช้ระบบเราประมาณ 20,000 ร้าน เพราะเรามองว่าถ้าอยากขยายฐานให้คนเล่นเกมเราเยอะที่สุด เราต้องเข้าหาฮับของเขา ซึ่งร้านพวกนี้ถือว่าเข้ามาตอบโจทย์

 

ต่อมาเราอยากขยายธุรกิจเพิ่มอีก เลยสร้าง AirPay บริการชำระเงินที่มาแก้ปัญหาการเติมเงินในเกมที่แต่ก่อนมีความยุ่งยาก จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อเข้ามาทำให้ประสบการณ์การเล่นของเขาไม่สะดุด และต่อยอดการชำระเงินไปถึงสิ่งอื่นที่นอกเหนือจากเกม ทั้งเติมเงินโทรศัพท์ จ่ายค่าน้ำ-ค่าไฟ จ่ายค่าตั๋วหนัง

 

จนล่าสุดในปี 2014 เราสร้าง Shopee มาบุกตลาดอีคอมเมิร์ซ เพราะเห็นช่องว่างเรื่อง Mobile Centric กับเรื่อง Customer to Customer

 

จุดเริ่มต้นในประเทศไทย
ตอนนั้นโจทย์ที่ได้คือ ทำยังไงก็ได้ให้คนไทยเล่นเกมของ Garena เยอะที่สุด เราเลยบุกร้านอินเทอร์เน็ตทั่วไทย คุยกับเจ้าของร้าน เอาซอฟต์แวร์และสิทธิพิเศษต่างๆ ไปให้เขาใช้ เพื่อให้ช่วยโปรโมตเกมเรา และทำคอนเทนต์เกมให้เป็นภาษาไทย เพื่อ localize ให้เข้ากับคนเล่น รวมถึงใส่ไอเท็มพิเศษที่มีความเป็นไทย และการจัดอีเวนต์ให้คนเล่นได้มารวมตัวกัน สร้างเป็นคอมมูนิตี้ที่ให้คนเล่นรู้สึกว่ามันเป็นมากกว่าเกม

 

เคล็ดลับของสุดยอดเกมฮิต

บทเรียนจากตอนที่เราพยายามขยับจากพีซีเกมมาเป็นโมบายล์เกม เรารู้ว่าเทรนด์มือถือมันมา เราเลยพยายามปรับเอาพีซีเกมมาอยู่ในระบบมือถือ สรุปว่าเละเป็นโจ๊กเลย เพราะมันไม่เหมือนกัน ทำให้ได้เรียนรู้ว่าวิธีคิดและการทำการตลาดไม่ได้เหมือนกัน เลยพยายามเรียนรู้และปรับไปเรื่อยๆ จนมาถึง ​RoV เป็นเกมที่สี่ ที่เราเอาความเฟลมาพัฒนาจนประสบความสำเร็จและเป็นที่นิยม

 

พฤติกรรมของคนไทยในการเล่นเกมเป็นอย่างไร ทำไม RoV ถึงฮิตขึ้นมา
คนไทยส่วนใหญ่ไม่ชอบอยู่คนเดียว ชอบการมีสังคมและเพื่อนฝูง เราเลยใช้จุดนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้าง ในการเอาเกมไปเทสต์ ดูฟีดแบ็กจากเด็กๆ หลายคนบอกว่า คอมเมนต์จากเด็กอายุ 10-15 ปี จะได้ผลเหรอ จะบอกว่าจริงๆ ความคิดของคนกลุ่มนี้สำคัญ เขาจะมีความคิดแปลกๆ แหวกๆ ที่น่าสนใจอยู่มาก

 

จุดร่วมที่ทำให้เกมของ Garena ประสบความสำเร็จคือคอนเทนต์ ต้องมาดูกันว่าคอนเทนต์คุณดีหรือเปล่า มีความต่อเนื่องมากพอไหม บางทีคอนเทนต์ดีแต่ไม่มีความต่อเนื่อง พอคนเสพตรงนั้นแล้วมันจบ มันก็ไปต่อไม่ได้ แต่ถ้ามีสิ่งใหม่ๆ อัปเดต คนเล่นก็ขยายคอมมูนิตี้ต่อเนื่องไปได้เรื่อยๆ

 

Garena มีส่วนในการผลักดัน E-Sports อย่างไรบ้าง

เราเริ่มผลักดันตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาในประเทศไทย มีการจัดอีเวนต์ คัดเลือกตัวแทนจากทีมไทยไปแข่งระดับโลก แต่ต้องบอกว่าปี 2017 เป็นปีทองเลยทันทีที่ Olympic Council of Asia (OCA) ประกาศว่า E-Sports เป็นกีฬาเอเชียนเกมส์ เหมือนได้รับการยอมรับมากขึ้น ในแง่ธุรกิจเรามองว่าเป็นการส่งเสริมระดับหนึ่ง แต่ในแง่ของ revenue เรามองว่ามันคือการเปิดโลกคนไทย เพราะในต่างชาติ เขาได้รับการยอมรับและมีมานานแล้ว มันจะดีในแง่ที่คนในสายอาชีพนี้จะได้รับการยอมรับมากขึ้น ทั้งในแง่ของนักกีฬา E-Sports เอง กราฟิกดีไซเนอร์ ได้พัฒนากันไปทั้งวงการ

 

 

การต่อยอดไป AirPay และ Shopee

สิ่งที่เราพยายามทำอย่างต่อเนื่องมาด้วยตลอดคือการพัฒนาตัวเอง เกิดจากการเอาใจใส่ลูกค้าของเรา เราไปเจอช่องโหว่เรื่องการเติมเงินที่สะดุด เลยเริ่มต้นทำที่แรกที่ประเทศไทย และขยายต่อไปยังประเทศเครือข่าย

 

พอเราเริ่มมองว่าตัวเองเป็นมากกว่าบริษัทเกม แต่เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่เข้ามาทำให้ชีวิตคนดีขึ้น คนในที่นี้ไม่ใช่รายบุคคล แต่รวมถึงผู้ประกอบการรายย่อยๆ ด้วย ธุรกิจอีคอมเมิร์ซเลยเกิดขึ้นมา เรามองประเทศจีนเป็นพี่ใหญ่ เรารู้สึกว่าตลาดบ้านเราตามที่จีนอยู่ประมาณ 5 ปี ในปี 2015 ตลาดอีคอมเมิร์ซที่จีนเริ่มตูมตามแล้ว จุดแข็งของ Shopee คือเป็น Mobile Centric ซึ่งในยุคนั้นเว็บไซต์อื่นยังเป็น ​Web-based อยู่เลย ดังนั้นทุกการออกแบบเราเน้นไปที่มือถือ มีความเฟรนด์ลีต่อผู้ใช้สูง นอกจากนี้ยังมีความ localize ตัวโปรแกรมถูกปรับให้เข้ากับคนไทย ของที่เอามาขายต้องเข้ากับเทรนด์บ้านเรา และมีหมัดเด็ดอยู่ที่ฟีเจอร์ที่เข้ามาตอบ pain point แก้ปัญหาเรื่องความปลอดภัย มี Shopee Guarantee ให้คุณจ่ายเงินหลังจากได้สินค้า หรืออย่างเรื่องการสื่อสารระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ส่วนใหญ่พอเห็นสินค้าแล้วต้องออกจากแอปฯ เพื่อไปติดต่อกับที่แอปฯ แชตอื่นๆ เราเลยทำกล่องเมสเสจที่เขาสามารถคุยกันได้เลย รวมถึงเรื่องการจ่ายเงินที่เรามีฟีเจอร์ให้ชำระเบ็ดเสร็จที่เดียวจบ

 

เราใส่ใจไปถึงการให้บริการฝั่งของผู้ขาย เพราะเขาก็สำคัญไปไม่น้อยกว่าผู้ซื้อ เราทำหลายอย่าง เช่น Shopee Universty จัดเวิร์กช็อปเอาผู้ขายเก่งๆ มาแชร์เทคนิคการขายออนไลน์ ควรถ่ายรูปอย่างไร คุณถ่ายให้มันดูสวยหรือแค่เห็นของ เพราะสินค้าออนไลน์ไม่สามารถจับต้องได้ มันต้องถ่ายรูปเพื่อบอกหลายๆ อย่าง หรือการเขียนคำอธิบายควรทำอย่างไร ทำให้ผู้ขายที่อาจจะไม่ชำนาญทางนี้เข้าใจและเห็นภาพธุรกิจมากขึ้น หรืออำนวยความสะดวกไปดีลกับระบบขนส่งให้เขาสบายมากที่สุด

 

Re-organization

เราเข้ามาด้วยชื่อ Garena ซึ่งเป็นธุรกิจเกม พอเราต่อยอดทำ AirPay และ Shopee ในชื่อ Garena group คนก็เริ่มสับสนว่าเป็นธุรกิจอะไรกันแน่ บวกกับเรามีความตั้งใจอยากแต่งตัวให้องค์กรเพื่อเตรียมเข้าตลาดหุ้น เลยเปลี่ยนชื่อเป็น SEA Thailand

 

 

ในฐานะ CEO มีการบริหารองค์กรอย่างไรบ้าง

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการดูแลคน ถ้าคนดี เราเชื่อว่าทุกอย่างจะตามมา นกมักจะบอกน้องๆ เสมอว่าเราเริ่มจากสตาร์ทอัพที่มีแค่ 4 คนในสิงคโปร์ ข้อดีคือมันโตง่าย มีความยืดหยุ่นสูง ดังนั้นวัฒนธรรมองค์กรคือ อยากพยายามคงความเป็นสตาร์ทอัพไว้ คือมีความเป็น Ownership มันไม่ใช่แค่คุณเป็นแค่พนักงานหนึ่งคน แต่คุณต้องทำโปรดักต์แต่ละอย่างเสมือนเป็นสตาร์ทอัพของตัวเอง ทุกๆ โปรเจกต์ของเราเหมือนเป็นสตาร์ทอัพย่อยๆ อยู่ในบริษัทใหญ่ อย่างเรื่องเกม ทุกคนต้องรันมันเหมือนเป็นธุรกิจของตัวเอง

 

พนักงานเราอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 26-27 ปี แต่เราให้โอกาสในการทำงานกับเขา เพราะโปรดักต์เรามันสร้างขึ้นมาเพื่อคนรุ่นใหม่ เด็กรุ่นนี้ข้อดีคือ มีความกล้าบ้าดีเดือด บางอย่างเขาคิดขึ้นมา เราก็ถามว่าเอาจริงเหรอ แต่สุดท้ายก็ให้เขาลองและคอยเตือนในจุดที่ควรระวัง เราให้เขาเสี่ยงได้เลย และถ้าล้ม ขออย่างเดียวคือลุกให้เร็ว และเดินหน้าต่อ

 

เราให้ความสำคัญกับการเลือกคนเข้าทำงาน และดูแลคนเหล่านั้นให้ดีที่สุด ให้เขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท ส่วนของโปรดักต์เราตั้งใจสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้ พยายามพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อะไรที่ปรับได้เราปรับทันที อย่าง AirPay เราปรับมาแล้วไม่ต่ำกว่า 50 ครั้ง เพราะทุกฟีดแบ็กของลูกค้าสำคัญหมด


Credits

 

The Host นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

The Guest มณีรัตน์ อนุโลมสมบัติ

 

Show Creator นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

Episode Producer ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Episode Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader พรนภัส ชำนาญค้า

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic.com

The post SEA Thailand บริษัทใหญ่แต่ใจยังสตาร์ทอัพ เจ้าของ RoV, Shopee และ AirPay appeared first on THE STANDARD.

]]>
jobsDB กับ insight ของคนทำงานและตลาดแรงงาน ที่ตอบโจทย์คนหางาน https://thestandard.co/podcast/thesecretsauce20/ Mon, 29 Jan 2018 17:01:43 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=65985

อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จของ jobsDB เว็บไซต์หางานอันดับ […]

The post jobsDB กับ insight ของคนทำงานและตลาดแรงงาน ที่ตอบโจทย์คนหางาน appeared first on THE STANDARD.

]]>

อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จของ jobsDB เว็บไซต์หางานอันดับต้นๆ ของประเทศ ที่ใช้ insight ของคนทำงานและตลาดแรงงานมาตอบโจทย์ทั้งฝั่งผู้ประกอบการและคนที่กำลังหางานได้อย่างดีเยี่ยม

 

เคน นครินทร์ คุยกับ คุณเปิ้ล-นพวรรณ จุลกนิษฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด

 


 

 

ผู้บริหารที่สมัครงานผ่าน jobsDB

เมื่อ 15 ปีที่แล้ว คนส่วนใหญ่ยังหางานในหนังสือพิมพ์และบริษัท Head Hunting แต่พี่เริ่มเห็นว่ามีการหางานโดยสมัครผ่านออนไลน์ เลยเปิดเข้าไปดูตำแหน่งที่ลงประกาศ ตอนนั้นเพิ่งจบปริญญาโทสาขา MBA มา อยากทำงานด้านรีเทล แต่สุดท้ายสมัครไปมากลายเป็นว่าได้งานที่ jobsDB แทน โดยสมัครผ่านเว็บไซต์ jobsDB นี่เอง

 

ตอนนั้นจ๊อบส์ดีบีเพิ่งเริ่มต้นในประเทศไทยได้ 3 ปี เว็บไซต์ยังเป็นพื้นที่ฟรีสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการประกาศหาคนทำงาน เพราะเรายังไม่เป็นที่รู้จักและอยากสร้างความน่าเชื่อถือ เราทำควบคู่กันไประหว่างฝ่ายขายและการตลาด ฝ่ายขายต้องพยายามนำเสนอให้ผู้ประกอบการเข้ามาใช้พื้นที่ ส่วนฝ่ายการตลาดต้องพยายามชักจูงให้คนที่กำลังหางานเข้ามาฝากเรซูเม่

 

จริงๆ ตอนนั้นเว็บไซต์หางานมีหลายเจ้า แต่ของเรามาจากต่างประเทศ ได้เปรียบตรงที่มีเว็บไซต์อยู่หลายประเทศ ทั้งฮ่องกง สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ดังนั้นผู้หางานจะได้งานต่างประเทศไปด้วย

 

ยุคแรกของ jobsDB

ช่วงแรกค่อนข้างยาก เวลาโทรไปแนะนำตัวให้ผู้ประกอบการรู้จัก เขามักถามกลับว่า เว็บไซต์คืออะไร บางครั้งถึงขั้นถามว่าเปิดคอมพิวเตอร์ยังไง เมาส์ต้องไปคลิกตรงไหน

 

บริษัทแรกๆ ที่ใช้งานกับจ๊อบส์ดีบี คือบริษัทที่มีขนาดใหญ่ เพราะสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้เร็วกว่า แต่หลังจากนั้นก็เริ่มมีบริษัทขนาดเล็กและกลางมาใช้เยอะขึ้น เพราะเขารู้ว่าเราไม่ได้หลอกลวง สามารถเชื่อถือ

การพัฒนาตลอด 18 ปี

  1. มีตำแหน่งงานที่หลากหลายมากขึ้น เราพิสูจน์ให้ตลาดได้เห็นว่า จ๊อบส์ดีบีมีส่วนช่วยให้ผู้ประกอบการเจอคนทำงานที่มีคุณภาพ
  2. ปรับปรุงเว็บไซต์อยู่ตลอดเวลา ทุกครั้งที่เราสร้างโปรดักต์ขึ้นมาใหม่ เรามองจากความต้องการที่แท้จริงของคนหางาน เช่น ทำให้เว็บไซต์ใช้งานง่าย เรารู้ว่าคนเข้าเว็บไซต์มีคีย์เวิร์ดในใจอยู่แล้ว เราเลยทำช่องค้นหาให้มีขนาดใหญ่ สามารถเสิร์ชคำยอดนิยมได้เลย ทั้งชื่อตำแหน่งงานและชื่อบริษัท หรือสำหรับคนที่ยังคิดไม่ออก เราก็มีลิสต์ชื่อตำแหน่งให้เขาดูเป็นทางเลือก เราทำทุกอย่างให้ผู้ใช้งานมีประสบการณ์ที่ดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดจากการทำรีเสิร์ชอย่างต่อเนื่อง
  3. เรามักดูแนวโน้มของการพัฒนาโปรดักต์ในต่างประเทศ และมาปรับปรุงให้เข้ากับการใช้งานของคนไทย อย่างที่เม็กซิโก จากเดิมคนมักย้ายถิ่นฐานไปหางานที่อเมริกา แต่หลังจากทรัมป์มีกฎตั้งกำแพง เขาต้องหางานภายในประเทศ ทางเว็บไซต์เลยตั้งเป็นสำนักงานจัดหางานให้คนเดินเข้ามากดหางานตำแหน่งที่เป็นที่ต้องการตรงนั้นได้เลย เป็นทั้งเรียลไทม์และออนไลน์ในเวลาเดียวกัน  

 

จุดแข็ง

เรารู้ว่าจุดประสงค์เดียวของคนที่เข้ามาคือหางานทำ ดังนั้นเราต้องทำให้เขามั่นใจว่า jobsDB มีตำแหน่งงานที่ประกาศมากเพียงพอในการรองรับ ใส่ใจคุณภาพในแต่ละงาน และมีความหลากหลาย รวมถึงเรามีการจัดสัมมนาให้ความรู้ผู้ประกอบการในการทำประกาศงานให้น่าสนใจ และทำให้เขาเข้าใจถึงตลาดแรงงานของประเทศไทยด้วย

 

Signature Content

เราทำคอนเทนต์ของตัวเองอย่างต่อเนื่อง ตั้งหัวข้อที่เป็น insight ของผู้ประกอบการหรือมนุษย์เงินเดือน เช่น เรื่องค่าจ้าง ปกติคนหางานมักเปรียบเทียบรายได้ของตัวเองกับคนรู้จัก ดูว่าแต่ละปีเงินเดือนเขาขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ บางคนฟูมฟายว่าทำไมเงินเดือนตัวเองขึ้นน้อย แต่เขาลืมมองภาพรวมของอุตสาหกรรมว่ามาตรฐานเงินเดือนมันขึ้นเท่าไร เราเลยทำคอนเทนต์เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ออกมาเพื่อให้คนเกิดความเข้าใจที่ดีมากยิ่งขึ้น

 

กลุ่มคนหางานในปัจจุบัน

เราสามารถเรียกคนหางานในยุคปัจจุบันได้ว่า ‘monitoring’ คือคนที่มีงานทำอยู่แล้ว แต่พร้อมเปลี่ยนงานเสมอถ้ามีโอกาสที่ดีกว่า ถือเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นทั้งเอเชีย องค์กรเองก็ต้องปรับตัว ทำทุกวิถีทางเพื่อให้พนักงานอยู่นานที่สุด แต่ถ้าทำแล้วไม่ได้ผล ก็ต้องเปลี่ยนความคิดว่า ถ้างั้นตอนที่เขายังอยู่กับเรา จะทำอย่างไรให้เขาดึงศักยภาพออกมาให้ได้เยอะที่สุด

 

“จากการรีเสิร์ชเรื่อง Happiness index ความสุขของคนทำงานอันดับแรกคือเรื่องโลเคชัน เนื่องจากปัญหารถติดของประเทศไทย ถ้าใครได้ทำงานที่เดินทางสะดวก จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขามีความสุข”

 

คนรุ่นใหม่ไม่สู้งาน
เราต้องเข้าใจคนแต่ละรุ่น คน Gen Y ต้องการแสดงศักยภาพของตัวเอง ถึงแม้เราจะอำนวยความสะดวกเขามากแค่ไหน แต่ถ้าเขาไม่ได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ สุดท้ายก็มีโอกาสที่เขาจะลาออก และสมัยนี้มีคนมากมายออกมาแสดงให้เห็นว่าสามารถประสบความสำเร็จได้ด้วยการทำธุรกิจส่วนตัว

 

รายได้หลัก 
รายได้ 100% ของเรามาจากองค์กรที่เข้ามาใช้พื้นที่ประกาศหางาน ที่ผ่านมาถือว่าอยู่ในจุดที่ดี คนอาจเข้าใจว่าช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดีตำแหน่งงานอาจจะน้อยลง แต่เราอยู่ในตลาดออนไลน์ที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไม่เคยมีช่วงกราฟตกเลย

 

Digital Disruption

จ๊อบส์ดีบีพยายามมุ่งเน้นที่ core value ของตัวเอง และทำสิ่งนี้ให้ดีที่สุด จึงทำให้เรายังเป็นเว็บไซต์ที่หางานที่ดีในเอเชียอยู่ ถึงแม้จะมีคู่แข่งเข้ามาบ้าง แต่ตำแหน่งงานเราก็ยังเป็นตำแหน่งที่มีคุณภาพ ตำแหน่งอยู่ในระดับคนที่จบปริญญาตรี ซึ่งเป็นกลุ่มคนเป้าหมายหลักที่ยังคงแข็งแรงอยู่ และโชคดีที่บริษัทแม่ของเราที่ออสเตรเลียมีนโยบายที่เตรียมพร้อมรับมือกับคู่แข่งอยู่ตลอดเวลา

 

ภาพรวมตลาดแรงงานของประเทศไทยในสายตาของคนที่อยู่กับตลาดนี้มาตลอด 15 ปี

โครงสร้างตลาดแรงงานไทยยังมีความไม่สมดุลอยู่เยอะ นักศึกษาเรียนจบมาไม่ตรงสาย องค์กรหาคนมาทำงานได้ยาก ประกาศรับเท่าไรก็ไม่เคยเพียงพอ อย่างคนทำงานด้านไอที ในยุคที่หลายองค์กรมีเรื่องเทคโนโลยีมาเกี่ยวข้อง บุคลากรด้านนี้เป็นที่ต้องการตัวสูง แต่คนกลับเข้าเรียนสายนี้น้อยลงทุกปี ต้องยอมรับว่าคนไทยยังยึดติดกับการได้ปริญญาบัตรมากกว่าแง่ของความรู้และโอกาสในการหางาน คนส่วนใหญ่จึงเลือกเรียนสิ่งที่ง่ายไว้ก่อน

 

รวมถึงสายงานที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัล คนทำ SEO, SCM, UX, UI สายงานด้านบัญชี วิศวกร ถึงจะมีคนเรียนจบจำนวนมากแต่ใช่ว่าทุกคนจะมีคุณภาพ สายงานด้านการแพทย์ สายงานที่เกี่ยวข้องกับความงามและสุขภาพ สายงานของคนที่เรียนจบพวกอาชีวะศึกษา อาชีพเหล่านี้ถือว่างานยังมีเยอะกว่าคน ยังคงเป็นที่ต้องการเสมอ

 

ตำแหน่งที่เสี่ยงตกงาน หรืออยู่ในช่วงภาวะถดถอย
มีหลายสายงานที่มีสิ่งอื่นมาทดแทนได้ เช่น คนทำงานด้านสื่อจากสิ่งพิมพ์เปลี่ยนไปออนไลน์ คนทำงานด้านรีเทล ที่มี AI เข้ามาแทนที่ เห็นได้ว่าที่ซูเปอร์มาร์เก็ตแทบไม่ต้องมีพนักงานแล้ว ธนาคารก็เป็นอีกส่วนที่เปลี่ยนไปตามเทรนด์ สาขาอาจปิดตัวลงบ้าง ออนไลน์อาจขยายใหญ่ขึ้น แต่สิ่งที่ต้องการคือคนทำงานเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล ทำยังไงให้คนเชื่อใจว่าใช้แอปฯ แล้วจะปลอดภัย

 

คุณสมบัติของคนทำงานที่สำคัญในอนาคต

  1. สามารถแก้ไขปัญหาที่มีความซับซ้อน เป็นเรื่องที่ต้องฝึกบ่อยๆ เริ่มต้นจากปัญหาที่เราเจอทุกวัน ลองมองปัญหาในมุมมองที่หลากหลาย ทำให้เกิดการพูดคุยเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด
  2. มีความคิดวิพากย์ บางครั้งคนชอบทำอะไรตามกระแส แต่ขาดการไตร่ตรองว่ามันควรจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ หรือเปล่า ต้องกล้าคิดต่าง ไม่จำเป็นต้องคิดตาม แต่อยู่บนความเหมาะสมและถูกต้อง
  3. มีความคิดสร้างสรรค์ จำเป็นกับทุกสายอาชีพ
  4. การจัดการทรัพยากรมนุษย์ เราทราบดีว่าการทำงานแบบต่างคนต่างทำ ยังไงผลลัพธ์ก็ไม่มีทางดีเท่าการทำงานร่วมกัน

 

ความสุขในการทำงานของคุณนพวรรณ

เราช่วยทำให้คนเป็นล้านในประเทศไทยมีงานทำ และงานที่นี่ไม่เคยน่าเบื่อเลย เราไม่เคยต้องแก้ไขปัญหาเดิมๆ ในแต่ละวัน ทุกวันมีปัญหาใหม่ให้เราแก้ปัญหา และการได้ร่วมงานกับคนที่มีความสามารถ ทำให้เราได้เรียนรู้อย่างหลากหลาย ทั้งวัฒนธรรมและภาษา

 


 

Credits

 

Show Creator นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

Episode Producer ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Episode Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director กริน ลีราภิรมย์

Graphic Designer เทียนจรัส วงศ์พิเศษกุล

Proofreader พรนภัส ชำนาญค้า

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic.com

The post jobsDB กับ insight ของคนทำงานและตลาดแรงงาน ที่ตอบโจทย์คนหางาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
AIS สร้างคน สร้าง Ecosystem จาก CEO ที่เติบโตมาจากพนักงานตอกบัตร https://thestandard.co/podcast/thesecretsauce19/ Mon, 22 Jan 2018 17:01:57 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=64214

อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จของ AIS เครือข่ายโทรศัพท์มือถื […]

The post AIS สร้างคน สร้าง Ecosystem จาก CEO ที่เติบโตมาจากพนักงานตอกบัตร appeared first on THE STANDARD.

]]>

อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จของ AIS เครือข่ายโทรศัพท์มือถือเบอร์หนึ่งของประเทศ ที่มีผู้ใช้งานกว่า 40 ล้านเลขหมาย เป็นบริษัทที่ทำรายได้และผลกำไรอย่างสม่ำเสมอ แถมยังเป็นผู้นำเข้าดิจิทัลคอนเทนต์ที่ฮิตมากอย่าง Netflix, HBO GO และ Viu

 

เคน นครินทร์ คุยกับ คุณสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ CEO ของ AIS

 


 


4 ยุคของการสร้างแบรนด์

ยุคแรกคือยุค Product Centric ขายสินค้ากันอย่างตรงไปตรงมา ยุคที่สอง คือ Customer Centric หันมาใส่ใจเรื่องความรู้สึกและลูกค้ามากยิ่งขึ้น ยุคที่สาม เป็นยุคที่ลูกค้ามีความเป็นตัวเองสูง ทุกอย่างจึงต้อง Personalize และตอบโจทย์เฉพาะตัวบุคคล และตอนนี้กำลังพยายามขับเคลื่อนไปในยุคที่ 4 ให้เข้ากับไทยแลนด์ 4.0 เน้นความสร้างสรรค์ในสังคม มีสโลแกน Digital for Thais ทำทุกอย่างเพื่อคนไทย ถึงแม้จะเป็นยุคที่ทุกอย่างรวดเร็ว มีกระแสต่างๆ เข้ามาในโซเชียลอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้ายึดสิ่งนี้เป็นแกนส่วนรวมเป็นสำคัญ มันจะทำให้แบรนด์เราแข็งแรงขึ้นในระยะยาว

 

การส่งต่อวิชันไปยังพนักงานหลักหมื่น

  1. ทำการสื่อสาร นำเสนอความคิดและกลยุทธ์ไปให้ถึงคนในองค์กร
  2. สร้างความเข้าใจ ทุกฝ่ายต้องทำงานให้สอดคล้องกับวิชัน เช่น สโลแกนคือ Digital for Thais แต่คนคิดแพ็กเกจหรือโปรโมชันไม่ได้ออกแบบไปในทิศทางใกล้เคียง ก็ถือว่าไม่สำเร็จ ดังนั้นดีเอ็นเอพนักงานต้องสอดคล้องกับวิชันที่เราตั้งไว้
  3. ลงมือทำ ปีที่แล้วเราเปิด AIS D.C. ที่ ดิ เอ็มโพเรียม เป็นคอมมูนิตี้สำหรับกลุ่มคนที่สนใจหรือกำลังทำสตาร์ทอัพ ขยายคอลเซ็นเตอร์ไปยังจังหวัดโคราช ขยายดาต้าเซ็นเตอร์ไปยังพื้นที่หลายจังหวัด และยังมีอีกหลายโปรเจกต์ที่จะเกิดขึ้นในปีนี้

 

AIS Academy
ผมกล้าพูดได้อย่างเต็มปากว่าที่ AIS สามารถขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งได้ เพราะพนักงานของเรามีคุณภาพที่ดีกว่าที่อื่น แต่ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การพัฒนาบุคคลถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะมันมีเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา เราจึงควรดูแลพนักงานให้ดี ผมมีหลักแค่ 2 อย่าง คือ ให้ความรู้และให้โอกาส

 

เสนอองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้พนักงานอยู่เสมอ อย่างพนักงานประจำสาขา แต่ก่อนแค่ยิ้มแย้มพูดจาไพเราะก็อาจจะเพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า แต่ในสมัยนี้มันไม่ใช่ เขาคาดหวังคำตอบของสิ่งที่เป็นปัญหาสำหรับเขา มือถือโหลดไม่ได้ เปิดไม่ติด ก็แก้ให้เขาได้ ดังนั้น AIS Academy จึงสร้างมาเพื่อให้องค์ความรู้และเท่าทันสิ่งที่ลูกค้าต้องการ

 

อีกสิ่งที่เด็กรุ่นใหม่อยากได้คือโอกาสในการทำงาน โอกาสในการแสดงความสามารถ ตัวผมเองเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของการได้รับโอกาส ผมเริ่มจากการเป็นพนักงานตอกบัตรธรรมดา ทำงานติดต่อหน่วยงานราชการ ทำไปได้สัก 5 ปี ผู้ใหญ่ให้โอกาสไปทำเกี่ยวกับการพัฒนาโปรดักต์ ทำจนได้ตามเป้า ก็เปลี่ยนมาดูเรื่องฝ่ายขายและการตลาด ซึ่งแตกต่างจากทั้งหมดที่เคยทำมา แต่เขาก็เชื่อใจ เราเลยบอกพนักงานอยู่ตลอดว่า คนที่จะทำงานได้ดีต้องกล้าลุกออกจากคอมฟอร์ตโซนและโยกย้ายตัวเองไปทำสิ่งใหม่ๆ

 

Mobile Money

เราเป็นรายแรกๆ ที่ทำเรื่องพวกนี้ ผมเป็นคนสร้าง mPay เมื่อ 12 ปีที่แล้ว ร่วมกับ NTT DOCOMO ของประเทศญี่ปุ่น แต่มันยังไม่ได้รับความนิยมเท่าไร เพราะเทคโนโลยีสมัยนั้นยังไม่ตอบโจทย์ ทั้งตัวสมาร์ทโฟนเองและพฤติกรรมผู้บริโภค แต่ในปีนี้ DNA (Device / Network / Application) พร้อมแล้ว เราได้เห็นตัวอย่างที่ดีจากประเทศจีน ที่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคได้จริงๆ เราก็มีความตั้งใจจะทำเช่นนั้น

 

วิธีการรับมือกับ Digital Disruption

ทุกองค์กรไม่สามารถหลีกเลี่ยงเรื่องนี้ได้ ผมอยากให้ผู้ประกอบการในทุกอุตสาหกรรมที่ต้องเจอเรื่องนี้ปรับมุมมอง ไม่คิดว่ามันเป็นปัญหา ให้คิดว่ามันกำลังทำลายล้างสิ่งเดิมที่ล้าสมัยและต้นทุนแพง และกำลังสร้างโอกาสในการทำธุรกิจด้วยเทคโนโลยีใหม่ด้วยต้นทุนที่ถูกลง ดังนั้นคุณต้องรู้จักปรับตัวและใช้มันเป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดประโยชน์


สิ่งที่เราเลือกทำคือ Co-competitive การร่วมงานกันระหว่างองค์กรอย่าง AIS กับ LINE ออกโปรดักต์เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ถือว่าเป็นทางเลือกใหม่ที่สร้างสรรค์ บางครั้งเราอาจแข่งขันกัน แต่บางครั้งเราก็ร่วมงานกันได้เพื่อประโยชน์ของทุกฝ่าย

 

ผู้บริหารที่เชื่อใน Ecosystem
ผมให้ความสำคัญกับการพาร์ตเนอร์กับองค์กรที่มีความสามารถ ในแต่ละปี ผมต้องสร้างรายได้กว่าแสนล้านบาท สิ่งนี้ทำให้ผมพร้อมทำทุกอย่าง เช่น ถ้าผมอยากสร้างมีเดีย ผมมีเงินพันล้านก็สามารถลงมือทำได้ แต่ผมจะไม่ทำเช่นนั้น เพราะผมไม่เชื่อเรื่องการเป็นเจ้าพ่อคนเดียวในตลาด สิ่งที่ผมทำคือการมองหามีเดียที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านนั้นอย่างแท้จริงและเข้าไปสนับสนุนเขา เพื่อให้เกิดระบบนิเวศแห่งโลกสื่อสารอย่างสมบูรณ์

 

ความเปลี่ยนแปลงของ AIS
ผมพยายามสร้างองค์กรให้กระฉับกระเฉงกว่าที่เคย องค์กรเราแข็งแรงและประสบความสำเร็จ สิ่งนี้เป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย เพราะพนักงานหลายคนอาจติดกับดักความสำเร็จ ทำให้ไม่ได้พัฒนาตัวเองต่อเท่าที่ควร

 

สิ่งสำคัญในปีนี้คือการ transform คนให้เท่าทันโลกดิจิทัล องค์กรเรามีพนักงานเพียง 2% ที่อยู่ในยุค Baby Boomer ที่เหลืออีก 98% เป็นคนรุ่น Gen X และ Gen Y แต่วัฒนธรรมองค์กรในตอนนี้สร้างขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์คนกลุ่มน้อยอยู่ ผมเลยมีความตั้งใจสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่จะเข้ามาตอบโจทย์เด็กรุ่นใหม่มากขึ้น

 

การสร้างวัฒนธรรมองค์กรในแบบฉบับของคุณสมชัย

No room policy เมื่อก่อนคนที่มีตำแหน่งระดับสูงจะมีห้องของตัวเอง แต่ปัจจุบันเราออกกฎให้พวกเขาเลิกใช้ห้องพวกนั้น และยกให้พนักงานใช้ทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างความใกล้ชิดมากขึ้น

 

No meeting day จากที่พนักงานต้องติดประชุมกันแทบทุกวัน เราเลยเซตให้ทุกบ่ายวันพฤหัสบดีเป็นวันงดประชุม และเปิดพื้นที่เป็น Innovation Center ให้ทุกคนมาร่วมกันสังสรรค์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น

 

Free food day จัดวันให้พนักงานกินอาหารฟรี จุดประสงค์ของกิจกรรมนี้เพื่อให้หัวหน้ามีโอกาสเจอลูกน้อง ได้พูดคุยถามไถ่

นอกจากนี้ผมยังตั้งใจละลดเลเยอร์ของผู้บริหารที่แต่ก่อนมีหลายขั้นหลายตำแหน่ง ให้เหลือเพียงเลเยอร์เดียวคือตำแหน่งที่เรียกว่า Head of Function ไม่ว่าคุณทำตำแหน่งไหนมาก่อน คุณมีสิทธิ์ทำตำแหน่งนี้ได้ถ้าเจ๋งมากพอ ซึ่งเรื่องนี้อาจเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก เพราะมันเป็นหน้าเป็นตาของคนที่เคยมีตำแหน่งสูงมาก่อน แต่ผมเชื่อว่าตัวเองกำลังมาถูกทาง เพราะองค์กรใหญ่ที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศเขาก็ทำเช่นเดียวกันในตอนนี้ ถือเป็นความจำเป็นที่เราต้องปรับตัว

 

หน้าที่ผู้บริหารที่ดี

2 สิ่งที่ผมต้องทำคือ หาเงินเข้าองค์กรให้รายได้ตรงตามเป้าหมายที่วางไว้ และพัฒนาลูกน้องเพื่อให้ขึ้นมาแทนที่ผมให้เร็วที่สุด อาจเป็นสิ่งที่ฟังดูแปลก หรือเป็นความคิดที่แตกต่างกับผู้บริหารหลายองค์กร แต่สำหรับผม การดูแลคนให้เติบโตถือเป็นสิ่งสำคัญ

 

ย้อนกลับเรื่องประวัติของคุณสมชัย ที่เติบโตมาจากการเป็นพนักงานตอกบัตร จนได้นั่งตำแหน่งซีอีโอ

เอไอเอสมีซีอีโอมาทั้งหมด 5 คน คนอื่นอาจจะเริ่มจากตำแหน่งที่ใหญ่แล้ว แต่ผมเริ่มมาจากพนักงานตอกบัตรธรรมดาเลย

เดี๋ยวนี้คนที่อยากขึ้นตำแหน่งในองค์กรใหญ่อาจรู้สึกว่ารอไม่ไหว กว่าจะได้ขึ้นต้องใช้เวลานาน หลายคนเลยชอบทำงานเร็วๆ และย้ายงานบ่อยๆ แต่ผมมักพูดเสมอว่า เส้นทางของมืออาชีพไม่มีทางลัด เวลายังมีอีกมากมายให้เราค่อยๆ เติบโต ประสบความสำเร็จเร็วแล้วจะไปไหนต่อ การที่ผมได้ขึ้นตำแหน่งตอนอายุเท่านี้ สิ่งที่สะสมมามันให้อะไรมากกว่าเรื่องเงิน ผมกล้าพูดได้เลยว่าผมรู้จักผู้ใหญ่ระดับประเทศมากมาย เพราะผมเริ่มมาจากทำงานติดต่อกับราชการ องค์กรทำให้ผมได้เจอรัฐมนตรีหลายท่าน สุดท้ายผมอยากให้คนวัดความสำเร็จด้านอื่นๆ มากกว่าแค่เรื่องเงิน

 

กุญแจแห่งความสำเร็จของคุณสมชัย

  1. ความขยัน ผมเป็นคนทำงานหนัก และผมเชื่อว่าคนรุ่นพ่อรุ่นแม่เราที่ประสบความสำเร็จก็เป็นคนขยันเช่นกัน
  2. ความซื่อสัตย์ ผมได้เลื่อนขั้นมาจนถึงวันนี้เพราะเจ้านายไว้ใจ คนเก่งหาไม่ยาก แต่คนดีหายาก ดังนั้นคุณต้องแสดงให้ทุกคนเห็นว่า เราเป็นคนที่ดีจริงและซื่อสัตย์ต่อองค์กร
  3. ความจริงใจ เราต้องยุติธรรมกับทุกคน ทั้งคนในองค์กรและคนนอกองค์กร

 

เป้าหมายในอนาคต

ผมมีความตั้งใจว่าจะดำรงตำแหน่งนี้เป็นเวลา 3 ปี และสร้างคนใหม่ขึ้นมาแทน ลดตำแหน่งตัวเองลงไปเป็นที่ปรึกษา แต่ปัจจุบันยังทำไม่ได้ เพราะเรายังไม่ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งเป้า แต่ถ้าวันหนึ่งพร้อม ผมจะถอยและให้โอกาสลูกน้องแน่นอน

 


Credits

The Host นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ 

The Guest สมชัย เลิศสุทธิวงศ์


Show Creator
นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

Episode Producer ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Episode Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director กริน ลีราภิรมย์

Graphic Designer เทียนจรัส วงศ์พิเศษกุล

Proofreader พรนภัส ชำนาญค้า

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic.com

The post AIS สร้างคน สร้าง Ecosystem จาก CEO ที่เติบโตมาจากพนักงานตอกบัตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
CJ WORX เอเจนซีที่บุกเบิกมิติใหม่ๆ ในการโฆษณา และมองว่าตัวเองเป็นบริษัทเทคโนโลยี https://thestandard.co/podcast/thesecretsauce18/ Mon, 08 Jan 2018 17:01:13 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=60970

อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จของดิจิทัลเอเจนซีที่มาแรงที่สุ […]

The post CJ WORX เอเจนซีที่บุกเบิกมิติใหม่ๆ ในการโฆษณา และมองว่าตัวเองเป็นบริษัทเทคโนโลยี appeared first on THE STANDARD.

]]>

อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จของดิจิทัลเอเจนซีที่มาแรงที่สุดในตอนนี้ การันตีด้วยการเป็นเอเจนซีไทยเจ้าแรกที่คว้ารางวัล Grand Prix จาก Cannes Lions เป็นผู้บุกเบิกการใช้ Influencer สร้างมาตฐานในการทำแคมเปญ และอยู่เบื้องหลังโฆษณาที่สร้างความฮือฮามาแล้วมากมาย

 

เคน-นครินทร์ คุยกับ คุณจิณณ์ เผ่าประไพ ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหาร CJ WORX

 


ย้อนกลับไป ทำไมคุณจิณณ์​ถึงตัดสินใจเปิดบริษัทเอเจนซี

ผมและหุ้นส่วน (คุณชาย-สหรัฐ) เคยทำงานด้วยกันที่เอเจนซีแห่งหนึ่ง เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้วในช่วงที่อินเทอร์เน็ตยังไม่บูมเหมือนตอนนี้ ผมเคยทำแคมเปญในออนไลน์ และลูกค้าคิดว่ามันไม่เอฟเฟกต์ทีฟมากพอ เนื่องจากจำนวนคนใช้อินเทอร์เน็ตยังน้อย ถ้าทำอะไรที่ต้องกดหลายขั้นตอน คนจะรู้สึกไม่สนุก แล้วก็หนีหาย ไม่อยู่ดูจนรู้ว่าโปรดักต์ที่เราตั้งใจพรีเซนต์คืออะไร บวกกับอีคอมเมิร์ชก็ยังไม่เป็นที่รู้จัก สุดท้ายทำอะไรไปมันไม่ได้เกิดการซื้อจริงๆ แถมยุคนั้นโฆษณาที่เป็นแบนเนอร์ก็เริ่มไม่ได้ผลตอบรับที่ดีเท่าไร เลยตั้งใจอยากเปิดของตัวเอง เพื่อทำโฆษณาที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

 

พอมาถึงยุคที่เฟซบุ๊กเริ่มเข้ามามีบทบาท การสื่อสารในโลกดิจิทัลมันเปลี่ยนไปเยอะมาก หลักๆ เราแค่อยากให้คนดูโฆษณาเราและรักมัน จนเกิดการแชร์ต่อ ตอนนั้นเฟซบุ๊กยังไม่มีมีเดียเข้ามาซัพพอร์ต เราเลยพยายามคิดทำหนังโฆษณาในรูปแบบใหม่ที่คนอยากแชร์จริงๆ

 

เริ่มแรกคิดเป็น unbranded ก่อน เพื่อให้คนไม่รู้ว่าคือโฆษณา แล้วค่อยปล่อยอีกตัวเพื่อเฉลยแบรนด์ทีหลัง ซึ่งสรุปว่าไม่เวิร์ก เพราะเราต้องแยกการสื่อสารเป็น 2 ท่อน ซึ่งผู้บริโภคในออนไลน์ไม่ได้อยู่กับที่ เค้าอาจเจอตัวที่ 1 แต่ไม่เจอตัวที่ 2 และสุดท้ายก็ไม่สามารถเก็ตได้ว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

 

ต่อมาเราเลยทำเป็น branded ให้คนรู้ทันทีเลยว่า นี่คือโฆษณา โดยทำเป็น webisode แบ่งหนังเป็นตอนๆ งานประเภทนี้ให้คุณค่าทางจิตใจกับลูกค้า เป็นคลิปที่ดูแล้วสนุกแถมมีประโยชน์ ได้ทั้ง functional value และ emotional value กับคนดู

 

ยุคเปลี่ยนผ่านของ TVC (Television Commercial) มาอยู่ในโลกออนไลน์
ย้อนไปก่อนที่จะมีวิดีโอเข้ามามากมายและเฟซบุ๊กยังไม่ได้บังคับให้เราต้องซื้อสปอนเซอร์ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่สนุกมาก เพราะทำวิดีโออะไรไปก็เวิร์กหมด กลุ่มเป้าหมายเห็นได้อย่างเต็มที่ แต่พอเฟซบุ๊กเริ่มเข้าตลาดหุ้น เริ่มมีการกำหนด reach เพื่อให้เราจ่ายเงิน เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เอเจนซีอื่นๆ มองเห็นช่องทางว่าควรเอา TVC มาลงในออนไลน์ แล้วจ่ายเงินไป

 

หัวใจสำคัญที่ทำให้แคมเปญวิดีโอของ CJ WORX ประสบความสำเร็จ

สิ่งที่เรามองเห็นในตอนนั้นคือ ต้นตอของคนที่แชร์มาจากพวกเจ้าของแฟนเพจ ซึ่งเมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว เค้ายังไม่รู้ตัวเลยว่ามันสามารถผันมาเป็นอาชีพได้ ตอนที่เราเข้าไปติดต่อเค้าก็งงเหมือนกันว่าทำไมถึงสนใจ ทั้งที่เค้าทำมันเป็นแค่งานอดิเรก คอนเซปต์ตอนนั้นคือเราอยากหาสิ่งดีๆ ไปแชร์ให้ผู้บริโภค ในขณะเดียวกันคนที่จะแชร์ก็ต้องมองเห็นสิ่งดีๆ ในนั้นด้วย ไม่ใช่แค่แชร์อะไรก็ได้ พอดึงพวกเขามาทำงานร่วมกัน ให้เค้าแชร์ในมุมที่ตัวเองอยากจะเล่า ไม่ขายของ และไม่ได้บังคับให้ทุกคนต้องมีแคปชันในฟอร์แมตเดียวกัน

 

ตอนผมเล่าคอนเซปต์นี้ให้ลูกค้าฟัง เค้ายังไม่เชื่อ เพราะสิ่งที่ผมจะทำคือการหาสื่อมาสร้าง word of mouth ให้ ในประวัติศาสตร์ของการทำการตลาด word of mouth ยังไม่เคยเป็นสื่อได้ มันมาจากความออร์แกนิกที่ไม่ได้ใช้เงินจ่าย เราเลยขอลูกค้าให้มาลองทำจนมันประสบความสำเร็จไปเรื่อยๆ จนทุกวันนี้มันกลายเป็นมาตรฐานในการปล่อยทุกแคมเปญ นั่นคือการใช้บุคคลที่สามมาเป็นคนเล่าเรื่อง

 

แม้กระทั่งทีม product development ของเฟซบุ๊กตอนมาเยี่ยมเอเจนซีในเมืองไทย เค้าก็เลือกมาเรียนรู้พฤติกรรมการใช้เฟซบุ๊กของคนไทยจากที่เรา ผมเลยคิดว่าถึงแม้เฟซบุ๊กจะรู้ลึกรู้จริงในโปรดักต์ของตัวเอง แต่ถ้าเป็นเรื่องการใช้พื้นที่สื่อโฆษณา เอเจนซีน่าจะรู้เยอะกว่า เพราะเราได้ทำงานบนแพลตฟอร์มเค้ามากกว่าที่เค้าได้ใช้เองจริงๆ

 

CJ WORX ให้ความสำคัญกับผลตอบรับของทุกแคมเปญ

เราไม่ได้โฟกัสให้แบรนด์มีชื่อเสียง แต่เราโฟกัสให้คนสนใจดูโฆษณาของเรา เราเลยตั้งใจที่จะไม่ทำโฆษณาประเภท TVC ที่จะพูดอะไรก็ได้ แต่เราต้องทำเนื้อหาที่มีความจริงใจ ไม่ทำให้ผู้บริโภคกลับมาโจมตีเราได้

 

สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากพฤติกรรมของผู้บริโภคในโลกออนไลน์ คือเวลาเค้าดูสื่อประเภทนี้กับสื่อประเภทอื่น ความคิดจะต่างกัน เช่น สมมติมีรถยี่ห้อหนึ่ง โฆษณาในโทรทัศน์บอกว่า รถคันนี้อึด ทน แกร่ง ผู้บริโภคจะไม่เถียงเลย เชื่อและเห็นด้วยอย่างง่ายดาย แต่ถ้าเป็นสื่อออนไลน์ ถ้าแบรนด์ออกมาพูดเช่นนั้น คนจะไม่เชื่อทันที แต่เค้าจะเชื่อคำว่า ทน จากคนรีวิวในพันทิปที่ใช้งานจริง มีระยะทางที่วัดผลได้ เป็นต้น ฉะนั้นแต่ละเมสเสจที่เราจะสื่อสารต้องคิดว่าจะใช้ใครเป็นคนคุย แบรนด์จะพูดเองเลยดีไหม หรือใช้บุคคลที่สามเหมาะสมกว่า

 

ผลงานรางวัลของ CJ WORX

หุ้นส่วนผมดูแลรับผิดชอบในส่วนของครีเอทีฟ เค้ามีความตั้งใจให้ทีมงานได้รับรู้ว่าผลงานที่คิดได้การยอมรับในระดับไหนบ้าง ระดับในเมืองไทย ในเอเชีย หรือในระดับโลก เราเลยต้องเอาผลงานไปเทสต์ว่ามันได้มาตรฐานหรือยัง

 

ในวงการโฆษณาจะมีการส่งผลงานเพื่อไปประกวดให้ได้รางวัล ซึ่งส่วนใหญ่จะเริ่มจากมีไอเดียมาก่อนแล้วค่อยหาลูกค้าสักเจ้าที่คิดว่าเหมาะสมกับไอเดียนี้มาสปอนเซอร์ให้ ไม่ใช่งานจริง แต่ออฟฟิศเราไม่มีงบประมาณตรงนี้ คุณชายเลยมีการปฏิวัติวงการโฆษณาด้วยการตกลงกันว่างานประกวดของเราจะต้องเป็นงานจริงเท่านั้น

 

“สำหรับลูกค้าที่ต้องการขายของ เราพยายามหาแง่มุมใหม่ๆ มานำเสนอให้ผู้บริโภครู้สึกเซอร์ไพรส์อยู่ตลอด อย่างเช่น การให้ไอดอลมาถือสินค้าขายในอินสตาแกรมที่ทุกแบรนด์ทำกันหมดแล้ว เราเปลี่ยนให้เป็นไอดอลเกาหลีที่เป็นฟู้ด บล็อกเกอร์ มากินเคเอฟซีที่ไทยดูบ้าง คนก็รู้สึกแปลกใหม่ ไม่เคยเห็นมาก่อน”

 

 

วัฒนธรรมองค์กรในแบบของ CJ WORX

เราไม่รู้ว่าออฟฟิศปาร์ตี้ของที่อื่นจัดกันยังไง แต่การมีวงดนตรีถือเป็นความชอบส่วนตัวของผม รวมถึงการมีดีเจ มีบาร์เหล้า ลงทุนกับเครื่องเสียงและระบบซาวด์ ทำให้เหมือนเป็นผับเลย พยายามจัดให้มีทุก 2 เดือน เรารู้สึกว่าการทำเอเจนซี มันไม่ใช่แค่ตำแหน่งครีเอทีฟที่เป็นครีเอทีฟ ไอเดียสามารถมาได้จากทุกคน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบัญชี หรือพนักงานแม่บ้าน เราควรเปิดช่องให้ทุกคนได้สื่อสารกัน ปาร์ตี้เป็นสิ่งที่ทำให้ทุกคนได้เฮฮาสนุก มีความทรงจำร่วมกัน เป็นการทำให้เกิดบทสนทนาข้ามแผนก ถ้าเค้าเคยกอดคอกันในวงเหล้ากันมาก่อน การพูดคุยสื่อสารก็อาจจะง่ายมากขึ้น

 

 

แคมเปญที่คุณจิณณ์ชอบที่สุด

Unusual Football เป็นตัวที่ชอบมากๆ เป็นวิธีการเล่าเรื่องของแบรนด์ที่เราไปสร้างโปรดักต์ขึ้นมา และมากกว่าการสร้างภาพสวยหรือคลิปวิดีโอเล่าเรื่องที่ดี เราไปสร้างสิ่งนั้นขึ้นมาจริงๆ โดยแบรนด์มีหน้าที่ชัดเจนมาก แบรนด์มีหน้าที่ดีไซน์สนามฟุตบอลอย่างแฟร์เพลย์ ไม่ว่าในรูปทรงแบบไหน ทุกคนสามารถสนุกกับมันได้หมด แถมยังไปเป็นประโยชน์กับชุมชน ได้ภาพลักษณ์ที่ดีต่อแบรนด์ ครบสูตรที่โฆษณาสักชิ้นควรมี

 

 

อีกแคมเปญที่ชอบของ KTB เล่าถึงอินไซด์ที่คนสมัยนี้ชอบด่าคนอื่นบนโลกออนไลน์ ทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้จักอะไรกันมาก่อนเลย แคมเปญมันชื่อ Socialholic เป็นสตอรีของผู้หญิงคนหนึ่งที่ชอบโพสต์รูปตัวเองลงในโซเชียลตลอดเวลา และคนก็มาเหน็บแนมว่า วันๆ ไม่ทำอะไร เหมือนเกาะพ่อแม่กิน แต่แท้จริง ผู้หญิงคนนั้นโพสต์เพื่อขายของ เก็บเงิน สานฝันตัวเองไปเรียนต่อทางด้านแฟชั่น มันเป็นแคมเปญที่คนดูและแท็กเพื่อนว่าเหมือนชีวิตคนที่เค้ารู้จัก เป็นการคิดแคมเปญจากพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริง

 


ทิศทางของเอเจนซีในปีนี้จะเป็นอย่างไร

ผมได้คุยกับบริษัทมาร์เก็ตติ้งระดับโลก เค้าบอกว่า เทรนด์การทำงานในรูปแบบเดิมมันใช้ไม่ได้อีกแล้ว การใช้โฆษณา TVC เป็นตัวนำแล้วกระหน่ำขายของ และเอาสิ่งที่พยายามฮาร์ดเซลล์มาลงออนไลน์ มันไม่ได้ผล รีเสิร์ชยังบอกด้วยว่า ผู้บริโภคเริ่มเกิดความรู้สึกไม่เชื่อมโยงกับแบรนด์ แม้เค้าทำสิ่งนี้มาเกือบ 50 ปี แต่ทุกวันนี้คนกลับกดข้ามการดูโฆษณาบนออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ ทางแบรนด์เลยพยายามปรับวิธีการทำงานใหม่ พยายามทำงานกับเอเจนซีที่มีความพิเศษเฉพาะด้านเพื่อมองหาความแตกต่าง เช่น เอเจนซีที่เก่งเรื่องการซื้อโฆษณาบนเฟซบุ๊ก เอเจนซีที่มีฐานข้อมูลพร้อม หรือทดลองใช้เอเจนซีมากกว่าหนึ่งที่เพื่อทดลองการตอบสนองดู ไม่ได้เลือกใช้แต่เอเจนซีที่มีเครือข่ายใหญ่ๆ เพื่อประหยัดงบประมาณและเข้าถึงได้ทุกประเทศ  

 

ก้าวต่อไปของ CJ WORX

เราไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นบริษัทโฆษณาอย่างเดียว แต่เราถือว่าตัวเองเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีด้วย เพราะการทำงานของเราเกี่ยวข้องในส่วนนี้ ดังนั้นถ้าคุณสังเกตดูบริษัทที่ทำด้านเทคโนโลยีเค้าจะไม่มีวันหยุดนิ่ง เค้าจะพัฒนาและสร้างสิ่งใหม่อยู่เสมอ เพราะฉะนั้นเอเจนซีหยุดพัฒนาเมื่อไรก็ตายเมื่อนั้น ดังนั้นถ้าถามว่าอีก 2-3 ปีข้างหน้า ออฟฟิศเราจะเป็นอย่างไร มันจะไม่ใช่เหมือนเดิมแบบทุกวันนี้แน่นอน เราจะไม่หยุดยั้งเส้นทางที่จะเข้าถึงผู้บริโภคต่อไปเรื่อยๆ

 

ความสนุกของโลกออนไลน์

ผมชอบที่มันเป็นอนาคตของโลก ที่เชื่อมต่อทุกสิ่งเข้าไว้ด้วยกัน รู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่เห็นพฤติกรรมที่มันเปลี่ยนไป ผมชอบที่ได้เห็นอะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา ผมว่าโลกออนไลน์เป็นสื่อเดียวที่เข้าถึงคนได้ใกล้ชิดที่สุด เราได้เห็นประธานาธิบดีคุยกับประชาชนผ่านช่องทางทวิตเตอร์ แบรนด์ต้องคุยกับผู้บริโภคราวกับเป็นเพื่อน ทุกอย่างทำให้ผมเกิดการเรียนรู้และนำไปต่อยอดสิ่งใหม่

 


 

Credits

Show Creator นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

Episode Producer ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Episode Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director กริณ ลีราภิรมย์

Graphic Designer เทียนจรัส วงศ์พิเศษกุล

Proofreader ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic.com

The post CJ WORX เอเจนซีที่บุกเบิกมิติใหม่ๆ ในการโฆษณา และมองว่าตัวเองเป็นบริษัทเทคโนโลยี appeared first on THE STANDARD.

]]>
แพสชัน ปรับตัว ไม่หยุดนิ่ง และอีกหลายสิ่งที่ เคน นครินทร์ เรียนรู้จาก The Secret Sauce https://thestandard.co/podcast/thesecretsauce-special-episode/ Tue, 26 Dec 2017 07:49:21 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=58238

ในโอกาสช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่แบบนี้ โปรดิวเซอร์ […]

The post แพสชัน ปรับตัว ไม่หยุดนิ่ง และอีกหลายสิ่งที่ เคน นครินทร์ เรียนรู้จาก The Secret Sauce appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในโอกาสช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่แบบนี้ โปรดิวเซอร์ของรายการ The Secret Sauce นึกสนุกด้วยการชวน คุณเคน นครินทร์ โฮสต์ประจำรายการและบรรณาธิการบริหาร THE STANDARD มาพูดคุยถึงสิ่งที่เขาได้เรียนรู้และนำมาปรับใช้จากการทำรายการมาตลอด 17 Episode รวมถึงแบ่งปันประสบการณ์ของตัวเองเพิ่มเติม เพื่อเป็นข้อคิดและประโยชน์ให้กับคุณผู้ฟังสำหรับการทำงานและการทำธุรกิจ

 

จุดร่วมสำคัญในการสร้างแบรนด์ของแขกรับเชิญรายการ The Secret Sauce

แขกรับเชิญทุกคนมีแพสชันในสิ่งที่เขาทำ อาจไม่ใช่สิ่งที่รัก แต่เป็นสิ่งที่ทำแล้วสนุกกับมัน อย่างคุณ โจ้ ธนา (Chief Marketing Officer ธนาคารไทยพาณิชย์) ถึงแม้เขาจะไม่ได้มีแพสชันกับการทำธุรกรรมทางการเงิน แต่เขามีแพสชันในการสร้างอะไรบางอย่าง อยากทำโปรเจกต์ใหม่ อยากลองท้าทายตัวเองดูว่าจะทำอะไรเพื่อองค์กรและสังคมได้บ้าง หรือบางคนที่รักในสิ่งที่ตัวเองทำอย่างคุณ Vin Buddy ช่างภาพเวดดิ้งแถวหน้าของเมืองไทย เขารู้ตัวว่าชอบเก็บโมเมนต์ที่ดีที่สุดในชีวิตของคน นั่นคือการแต่งงาน เขาก็ถ่ายมันไปเรื่อยๆ ตั้งแต่วันที่ยังไม่มีชื่อเสียง หรืออย่างคู่รักที่สร้างแบรนด์ Diamond Grains เป็นหนุ่มสาวที่มีแพสชันในการทำธุรกิจ เขาอาจไม่ใช่คนที่มีแพสชันว่าตัวเองรักสุขภาพ แต่เขามีแพสชันว่าอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ เมื่อมีโอกาสสร้างมัน เขาจึงรักโปรดักต์ตัวเองเหมือนลูก  

 

“ถ้าคุณอยากรู้ว่าแพสชันของตัวเองคืออะไร อาจเริ่มจากหาสิ่งที่ตัวเองทำแล้วรู้สึกดีกับมันก็พอ ลองถามตัวเองดูว่า ถ้าเราทำสิ่งนั้นแล้วไม่ได้เงินเลยยังจะทำอยู่ไหม”

 

อย่างตัวผมเองเป็นคนชอบเล่าเรื่อง ชอบเขียนหนังสือ ชอบที่จะได้ทำสื่อดีๆ คอนเทนต์ดีๆ ที่เราเชื่อว่ามันมีประโยชน์ สิ่งนี้แม้ว่าจะไม่ได้เงิน เราก็ยังมีความสุข มีคนเคยบอกว่าการมีแพสชันไม่ได้ทำให้เรารักในสิ่งที่ทำมากกว่าคนอื่น แต่ไม่ว่าคุณจะเกลียดหรือเบื่อสิ่งที่ทำมากแค่ไหน คุณจะไม่มีวันล้มเลิกจากมัน ถ้าคุณมีแพสชันที่ใหญ่กว่าตัวคุณคอยยึดไว้อยู่ ยังไงคุณก็จะอยู่กับมันได้อีกนาน

 

วิธีค้นหาแพสชันของตัวเอง
ผมมีโอกาสได้ไปคุยกับคุณบุ๋ม บุณย์ญานุช ผู้บริหาร Bar B Q Plaza เขาบอกว่า ถ้าไม่รู้ว่าตัวเองมีแพสชันกับอะไรให้เริ่มจากลิสต์สิ่งที่ตัวเองชอบ เช่น ชอบคุยกับคนอื่น ชอบลงพื้นที่ ชอบอยู่เงียบๆ คนเดียว หรือแม้กระทั่งแค่ชอบใส่เสื้อยืด เราอาจหาสิ่งที่อยากทำเจอจากสิ่งเหล่านั้น หรือเราอาจมีทักษะบางอย่างที่เราเก่งกว่าคนอื่น เช่น เป็นคนตรงต่อเวลามาก เป็นคนที่ทุกคนชอบปรึกษา เราอาจเจอสิ่งที่ทำแล้วถนัดและมีความสุข


นอกจากนี้ลองมองหาสิ่งที่เราทำได้ดีกว่าคนอื่น และทำแล้วมีประโยชน์กับคนอื่น ตัวผมเองนึกถึงเรื่องนี้ตอนที่มีโอกาสได้มาทำงานสื่อ เรารู้ว่าสื่อมีอิทธิพลอย่างมากกับสังคม มากกว่าแค่การเขียนให้ดี มีคนกดไลก์กดแชร์มากมาย เราอยากสร้างประโยชน์กลับไปให้ประเทศชาติด้วย

 

ประทับใจการทำมาร์เก็ตติ้งของแบรนด์ไหน

หลายคนทำมาร์เก็ตติ้งโดยออกมาจากธรรมชาติของตัวเอง เขาย้อนกลับไปดูว่าจุดเด่นของแบรนด์คืออะไร หลายครั้งเป็นความจริงใจที่ตัวเจ้าของแบรนด์เองก็ยังไม่รู้ อย่าง BOYY เป็นแบรนด์กระเป๋าที่ไม่มีแผนกมาร์เก็ตติ้ง แต่สิ่งที่เขาทำคือการสร้างภาพลักษณ์ ให้ลูกค้าเชื่อในแบรนด์เสมอว่าเป็นแบรนด์ระดับโลก เขาจะไม่เอากระเป๋าไปวางขายชั้นเดียวกับแบรนด์ระดับธรรมดาเด็ดขาด และต้องเลือกวางขายในร้านมัลติแบรนด์ที่ใหญ่ที่สุดเท่านั้น หรืออย่างของสปา divana เขาสร้างเซอร์วิสในระดับสุดยอดให้เกิดการพูดปากต่อปาก ไม่ใช่ใส่ใจแค่ลูกค้า แต่รวมไปถึงคนขับรถ เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ

 

การมองปัญหาไม่ใช่ปัญหา

แขกรับเชิญทุกคนไม่เคยมีใครมองปัญหาว่าเป็นปัญหา เป็นวิธีคิดที่ต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้สำหรับคนที่อยากทำธุรกิจหรืออยากเติบโตในสายงานตัวเอง ผมอยากให้มองว่าปัญหาคือส่วนหนึ่งของงาน เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเจอ ผมมักพูดเสมอว่าปัญหาไม่ใช่กำแพง มันคือสะพานนำไปสู่ความสำเร็จ แขกรับเชิญทุกคนเจอปัญหาจนเป็นเหมือนเพื่อนของมัน ถ้าพูดในแง่ของการออกแบบ ปัญหาทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ เมื่อไรที่มีปัญหา คนมักสร้างสิ่งใหม่ที่มาแก้ไขและตอบโจทย์ความต้องการได้เสมอ

 

แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือวิธีการแก้ปัญหา สิ่งนี้ขึ้นอยู่กับคน อย่างตัวผมเองจะเริ่มจัดการจากปัญหาใหญ่ที่สุด เร่งด่วนที่สุด ถ้าแก้อันนี้ไม่ได้ตายแน่ และอันอื่นค่อยๆ คลายต่อทีละปม บางปัญหาอาจไม่ต้องใช้เราแก้ แต่ให้มองหาคนที่เหมาะสม บางปัญหาเราอาจหามุมอื่นมามองและสร้างเป็นโอกาสใหม่ๆ ในการทำธุรกิจได้

 

อีกสิ่งที่สำคัญของคนทำธุรกิจในปัจจุบันคือห้ามหยุดนิ่ง ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา และต้องรู้จักปรับตัวให้เก่ง เข้ากับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นให้ได้ เหมือนอย่างที่ คุณโจ้ ธนาเล่าว่า ถ้าธนาคารไม่ปรับตัว วันหนึ่งจะสูญพันธุ์ หรืออย่าง คุณชลากรณ์ Workpoint เป็นทีวีที่ปรับตัวเร็วที่สุด ได้ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดเอเชี่ยนเกมส์ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ไม่ใช่โทรทัศน์องค์การเฉพาะกิจได้ดีลกีฬาใหญ่ขนาดนี้ เป็นคอนเทนต์ที่คนไทยดูเยอะ และเขาทดลองผ่านหลายแพลตฟอร์มเลย ทั้งทางไลน์ ทำบนยูทูบ ไลฟ์สด 24 ชั่วโมง

 

คำแนะนำสำหรับคนที่เป็นลูกน้องหรือพนักงาน

 

สิ่งที่หัวหน้าต้องการจากลูกน้องคือ ​
1. มีทัศนคติที่ดี อย่าง คุณปลา เจ้าของแบรนด์ iberry เขาเลือกคนจากทัศนคติก่อนเลย มันสำคัญว่าคนคนนั้นจะอยู่ในองค์กรได้หรือเปล่า เขามีทัศนคติที่เป็นบวกกับสิ่งที่ทำไหม ชอบมันจริงๆ ไหม สามารถทำงานหนักได้หรือเปล่า

 

2. เป็นคนขยัน ขยันเรียนรู้ ขยันในขอบเขตงานตัวเอง เด็กสมัยนี้อาจต้องการความสุขในการทำงาน โดยลืมไปว่าสิ่งที่เขาให้องค์กรมันอาจน้อยกว่าสิ่งที่องค์กรกำลังให้กลับไปเสียอีก อย่าคิดว่าตัวเองจะรักหรือไม่รักองค์กร แต่อยากให้คิดว่าองค์กรจะให้คุณได้เรียนรู้อะไรบ้าง ที่นี่จะทำให้คุณเก่งขึ้นยังไง

 

3. การให้คำสัญญาและทำได้จริง เช่น เรามอบหมายงานให้ลูกน้องส่งวันจันทร์ แต่วันศุกร์เขาก็สามารถส่งมาได้แล้ว สร้างความประทับใจให้หัวหน้า ดังนั้นถ้าคุณทำงานได้ดี รับผิดชอบในส่วนของตัวเอง เวลาได้รับงานสามารถทำได้เต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์ คุณจะทำให้หัวหน้าไว้ใจที่สุด นี่คือคนแบบที่หัวหน้ารัก และถ้ามีตำแหน่งงานว่าง หัวหน้าจะโปรโมตคนแบบนี้แหละ

 

หัวหน้าแบบไหนที่คิดว่าดีและตัวคุณเคนเองก็กำลังพยายามเป็นอยู่

ผมเป็นหัวหน้ามือใหม่ครับ อยู่ในช่วงเรียนรู้ แต่จากที่ได้คุยมาและพอจะแบ่งปันได้ ผมคิดว่าหัวหน้าเป็นเหมือนพ่อแม่นะ ถ้าคิดว่าหัวหน้าคือผู้นำครอบครัว วิธีการบริหารลูกน้องก็จะเปลี่ยนไป

สิ่งที่สำคัญที่หัวหน้าควรมีสำหรับผมคือ


1. Vision พื้นฐานหัวหน้าต้องมีวิสัยทัศน์ให้คนตาม ถ้าคุณเป็น Boss ทำหน้าที่แบบหัวหน้า คุณก็เป็นได้แค่ตำแหน่ง แต่ถ้าคุณเปลี่ยนเป็นคำว่า Leader เป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ ตั้งใจหาความรู้ มองไปข้างหน้าว่าองค์กรจะเติบโตอย่างไร สร้างความมั่นใจให้ลูกน้อง

 

2. Delegate คนที่เป็นผู้นำควรจะมอบหมายงานได้ดี เรามีงานอยู่เยอะมาก ต้องดูทุกอย่าง แต่สิ่งที่จะแบ่งเบาภาระได้คือการแจกจ่ายงานให้ลูกน้องได้อย่างตรงจุด อย่างที่เขาบอกกันว่า Put the right man on the right job สิ่งนี้สำคัญมาก

 

3. รับผิดก่อนรับชอบ ถ้าเกิดอะไรขึ้นก็ตามเราต้องเป็นคนรับหน้าก่อนเสมอ เพราะถ้าเวลาคนชม คนก็มักจะชมเราก่อน ดังนั้นเวลาเกิดอะไรผิดพลาด เราก็ต้องซัพพอร์ตด้วยเหมือนกัน อย่าให้เขาผิดคนเดียว

 

4. รับฟัง มีความเห็นอกเห็นใจ รับฟังปัญหาลูกน้องเสมอ คอยดูว่าตอนนี้เขาเหนื่อยไปไหม มีปัญหาอะไรหรือเปล่า

 

ตั้งแต่ทำรายการ The Secret Sauce เราให้พื้นที่แบรนด์ต่างๆ ฝากผลงานมากมาย คราวนี้อยากให้คุณเคนฝาก THE STANDARD อย่างปีหน้าเราจะได้เห็นอะไรใหม่ๆ บ้าง

ในแง่ของการทำคอนเทนต์ เราอยากเป็นสำนักข่าวที่ทำเนื้อหาที่มีประโยชน์ สร้างสรรค์ ให้แรงบันดาลใจผู้คน เป็นมิชชันที่มีมาตั้งแต่ต้นจนตอนนี้ก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่ แต่แผนในปีหน้าที่จะทำคือ THE STANDARD DAILY รายการเฟซบุ๊กไลฟ์ของ คุณต๊ะ พิภู เป็นรายการวิเคราะห์ข่าวคนเมืองที่มีสาระไม่ดราม่า นำเสนอให้เข้าใจง่าย เริ่มต้นวันที่ 15 มกราคม 2561 ออกอากาศทุกวันจันทร์ถึงศุกร์

 

อย่างที่สองคือเราจะมีแพลตฟอร์มในการติดต่อสื่อสารที่เพิ่มมากขึ้น ตอนนี้เรามีเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ไลน์ทูเดย์ และแมกกาซีน แต่ในปีหน้าเราจะมีอีเมล เป็น Newsletter และ LINE Official Account นำเสนอข้อมูลข่าวสารส่งให้คุณถึงมือเลย

 

สุดท้ายเป็นความตั้งใจของตัวผมเอง ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา เราทำคอนเทนต์แบบออนไลน์และแมกกาซีน เป็นการสื่อสารทางเดียวมาโดยตลอด แต่ผมเชื่อว่าโลกดิจิทัลจะไปขนาดไหน ยังไงเรายังต้องเจอหน้ากัน ผมอยากเจอหน้าคนอ่านบ้าง อยากจัดอีเวนต์ให้ได้มาเจอกัน เป็นงานแบบ THE STANDARD คือมีสาระแต่ไม่เครียดจนเกินไป อย่างไรฝากติดตามกันด้วยครับ

 


 

Credits
Show Creator
นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

Episode Producer ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Episode Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director กริณ ลีราภิรมย์

Graphic Designer เทียนจรัส วงศ์พิเศษกุล

Proofreader พรนภัส ชำนาญค้า

Music Westonemusic

The post แพสชัน ปรับตัว ไม่หยุดนิ่ง และอีกหลายสิ่งที่ เคน นครินทร์ เรียนรู้จาก The Secret Sauce appeared first on THE STANDARD.

]]>
KBank เจ้าตลาด Mobile Banking ที่ตอกย้ำว่าการเริ่มก่อนย่อมได้เปรียบ https://thestandard.co/podcast/thesecretsauce17/ Mon, 18 Dec 2017 17:01:05 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=55996

อะไรคือเคล็ดลับของธนาคารที่ขึ้นมามีมูลค่าบริษัทมากที่สุ […]

The post KBank เจ้าตลาด Mobile Banking ที่ตอกย้ำว่าการเริ่มก่อนย่อมได้เปรียบ appeared first on THE STANDARD.

]]>

อะไรคือเคล็ดลับของธนาคารที่ขึ้นมามีมูลค่าบริษัทมากที่สุดของประเทศ นั่นคือกว่า 5 แสนล้านบาท รวมถึงยังเป็นผู้บุกเบิกและเป็นเจ้าตลาดของ mobile banking ตัวจริง

 

เคน-นครินทร์ คุยกับ คุณปั๋ม-พัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย หรือ KBank

 


 

ในยุคที่ทุกธนาคารปรับตัวเข้าสู่ digital banking ทิศทางต่อไปของ KBank จะเป็นอย่างไร

ใน 3-4 ปีข้างหน้า โจทย์ของมันคือ ถ้าธนาคารมีหลายช่องทาง เช่น ATM, ตัวสาขา, mobile banking รวมถึง call center ทำอย่างไรให้ลูกค้าที่เข้าไปแต่ละช่องทางได้รับบริการแบบเดียวกัน ไม่เกิดการถามซ้ำจากเจ้าหน้าที่ ทุกช่องทางเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น

 

จุดเด่นของ KBank ที่ตั้งใจผลักดันต่อ
จุดเด่นคือเรามีผู้ใช้ K PLUS อยู่ 7 ล้านคน มีกลุ่มร้านค้าที่กู้เงินเครดิตและใช้เครื่องรูดบัตรจากเรา คนจ่ายและคนรับส่วนใหญ่เป็นลูกค้าของธนาคารเรา ทำให้วิธีผลักดันให้เขาเอาเงินจากกระเป๋าของคนหนึ่งไปยังอีกคนทำได้ง่ายขึ้น

 

การตลาดและแคมเปญ

เราพยายามกระตุ้นให้คนที่ใช้ K PLUS หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาแล้วจ่ายเงินผ่าน QR code เราพยายามไปวางตามที่ต่างๆ ถึง 3 แสนจุด ถ้าทุกคนช่วยกันวางได้เยอะ มันจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า Scale Effect และถ้าวันหนึ่งคนถือโทรศัพท์มือถือแทนเงินได้เลย มันจะเข้าสู่ระบบที่ประเทศกำลังผลักดันนั่นคือ Cashless Society

 

ปัจจัยอะไรทำให้ KBank มีผู้ใช้มากที่สุดและส่วนใหญ่เป็นร้านค้าด้วย

ผมว่าเราเริ่มเร็ว โชคดีที่ตอนเริ่มเราบอกว่ามือถือเราทำได้อย่างเดียวคือจ่ายเงิน พอสื่อสารเข้าใจง่ายๆ ทำให้คนสบายใจและติดง่าย คนก็ไม่ค่อยอยากจะเปลี่ยนค่ายโดยเฉพาะถ้าเป็นธุรกรรมที่มีส่วนได้เสีย อย่างเรื่องเงิน ดังนั้นการเริ่มก่อนจึงได้เปรียบ


วิสัยทัศน์ในอนาคต
ถ้าถามว่าวันที่เราเริ่มมีบริการ K PLUS เราก็คงไม่คิดว่าจะมี 7 ล้านคนในวันนี้ ดังนั้นวิสัยทัศน์บางครั้งมันก็ขึ้นอยู่กับโอกาสเหมือนกัน อย่างเครื่องรูดบัตร เราก็เพิ่งรู้ว่ามีเยอะจะได้เปรียบ แต่ก่อนเคยกลัวว่ามันจะทำให้ขาดทุนด้วยซ้ำ

 

“สิ่งที่มีคุณค่ากับเรามากที่สุดคือฐานลูกค้า เราอยู่ใกล้ลูกค้าได้มากที่สุดเท่าไรยิ่งได้เปรียบ เราจึงให้ความสำคัญกับการเข้าถึงลูกค้าและทำสิ่งที่ตอบโจทย์เขา แต่ก็ไม่มากเกินไปจนเราไม่ได้เป็นสเปเชียลิสต์ทางด้านธุรกรรมการเงิน”

 

การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าในอดีตกับปัจจุบันต่างกันเยอะหรือไม่

เปลี่ยนเยอะครับ แต่ก่อนธนาคารเป็นเจ้า เพราะถ้าเราไม่ให้คุณกู้เงิน คุณก็เริ่มทำสิ่งที่ต้องการไม่ได้ แต่ตอนนี้การกู้เงินผ่านทางธนาคารมันก็ไม่ได้เพิ่มเท่าไรแล้ว เพราะทุกคนมีหนี้ของตัวเอง มีคู่แข่งไซส์เล็กกว่าเราเข้ามาอย่าง Startup และ Fintech ต่างๆ

 

วิธีคิดในการปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของลูกค้า
Customer Centric เราได้ยินคำนี้มา 8-9 ปีแล้ว แต่วันนี้มันเป็นตามนั้นจริงๆ องค์กรส่วนใหญ่เคยเป็น Product Centric คือทำในผลิตภัณฑ์ที่ตัวเองคิดว่าดีและคิดว่าลูกค้าจะชอบ แต่วันนี้ลูกค้าจะชอบแต่ในสิ่งที่มันตรงกับจริตตัวเอง มันเลยผลิตยาก เราบอกว่าเราอยากเป็นคนที่ผลิตของชิ้นหนึ่งและให้ทุกคนชอบสิ่งนี้ โดยที่เราไม่ต้องไปแก้ไขมันเลย ซึ่งถ้าโลกนี้มีของแค่ชิ้นเดียวก็สามารถทำแบบนั้นได้ แต่ในวันที่ทุกคนมีทางเลือก คราวนี้ผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการจะลำบากใจมาก ว่าอะไรที่สามารถทำให้ได้โดยไม่กระทบต้นทุนเกินไป เราก็ต้องค่อยๆ ทำ ค่อยๆ แก้ไปเรื่อยๆ

 

“วัฒนธรรมที่ดีวันนี้คือ ทำให้เร็ว ล้มให้เร็ว และแก้ให้เร็ว”

 

การพัฒนาความสัมพันธ์กับลูกค้า ไม่เฉพาะธุรกิจธนาคาร แต่ถ้าเป็นคนที่สร้างธุรกิจขึ้นมา มันมีวิธีหรือเคล็ดลับอะไรให้ลูกค้าอยู่กับเราไปนานๆ ไหม

ที่ผ่านมาธุรกิจธนาคารเป็นบริการอย่างหนึ่ง มีผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้ แต่ถ้าเป็นบริษัทที่ผลิตสินค้าขึ้นมาเพื่อนำไปขาย ความสัมพันธ์ควรเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนผลิตสินค้าด้วยซ้ำ บริษัทต้องใช้เวลาทำความเข้าใจ Customer Journey จะโฆษณายังไง สร้างความตระหนักรู้ยังไง คนจะเรียนรู้เกี่ยวกับโปรดักต์ยังไง การตัดสินใจซื้อจะเกิดขึ้นได้ยังไง รวมถึงความสามารถในการบริการ ถ้าเป็นธุรกิจโรงแรม ความรู้สึกที่แขกแต่ละคนมีกับโรงแรมก็ไม่ต่างกับความรู้สึกที่เดินเข้าไปสาขาของธนาคาร มันคือ human touch แต่ตอนนี้พอคนไม่เข้าสาขาแล้ว คำว่า human touch เปลี่ยนไปเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในมือถือ ไม่จำเป็นต้องเจอกัน มันจะกลายเป็นความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยสำคัญที่สุด  

 

ในฐานะที่คุณปั๋มดูแลลูกค้า SMEs เป็นหลัก จุดสำคัญที่คนทำธุรกิจควรคำนึงถึงคืออะไร

2-3 ปีแรกต้องกล้าล้มลุกคลุกคลานกับมัน กล้าเจอความเสี่ยง ถ้าล้มต้องรู้วิธีจัดการแก้ไขปัญหา ทำธุรกิจให้อยู่ให้ได้ วันนี้ต้นทุนในการเริ่มต้นธุรกิจมันต่างกันเยอะ การเริ่มทำธุรกิจไม่ได้ยากเหมือนเมื่อก่อน แต่การแข่งขันก็จะสูงขึ้น และผมว่าคู่แข่งที่เป็นระดับใหญ่ได้เปรียบมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นถ้าจะเข้ามาเป็นผู้แข่งรายใหม่ ต้องหาจุดยืนตัวเองให้ได้

 


 

Credits

 

Show Creator นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

Episode Producer ปวริศา ตั้งตุลานนท์, เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Episode Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director กริณ ลีราภิรมย์

Graphic Designer เทียนจรัส วงศ์พิเศษกุล

Proofreader ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

Music Westonemusic.com

The post KBank เจ้าตลาด Mobile Banking ที่ตอกย้ำว่าการเริ่มก่อนย่อมได้เปรียบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘O&B’ เมื่อเจ้าของคือแบรนด์ และแบรนด์คือเจ้าของ ที่เข้าใจผู้หญิงอย่างถึงที่สุด https://thestandard.co/podcast/thesecretsauce16/ Mon, 11 Dec 2017 17:01:06 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=53984

อะไรคือเคล็ดลับของแบรนด์รองเท้า O&B ที่สาวออฟฟิศใส่ […]

The post ‘O&B’ เมื่อเจ้าของคือแบรนด์ และแบรนด์คือเจ้าของ ที่เข้าใจผู้หญิงอย่างถึงที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

อะไรคือเคล็ดลับของแบรนด์รองเท้า O&B ที่สาวออฟฟิศใส่กันเกือบทุกคน จากการเริ่มต้นธุรกิจด้วยเงิน 90,000 บาท แต่ไม่กี่ปีก็สามารถทำรายได้หลัก 100 ล้าน ด้วยการขายผ่านทางออนไลน์เท่านั้น   

 

เคน นครินทร์ คุยกับ ต้า-รรินทร์ ทองมา ซีอีโอแห่งแบรนด์ O&B

 


 

 

จุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจ
เราเป็นคนที่ชอบสิ่งสวยงาม อย่างการแต่งตัว จัดบ้าน และความประณีต สมัยเรียนก็เรียนออกแบบที่คณะมัณฑนศิลป์ ศิลปากร จนมาเจอจุดพลิกช่วงที่เราเรียนอยู่ ทุกคนรอบตัวเริ่มมีคำถามว่าเรียนจบแล้วควรไปทำงานบริษัทหรือมีธุรกิจของตัวเองดี สำหรับเรามันยาก เพราะยังไม่รู้ว่าอยากทำอะไร เลยลองคิดกลับกัน ตั้งคำถามให้ตัวเองว่า ถ้าสมมติว่าอีก 50 ปีจากนี้ลองมองย้อนกลับมา อะไรที่ไม่ได้ทำแล้วจะเสียใจทีหลัง เลยได้ไอเดียว่าจริงๆ แล้วตัวเองอยากทำธุรกิจเกี่ยวกับแฟชั่น ตอนนั้นในเมืองไทยยังไม่มีมหาวิทยาลัยไหนลงลึกเรื่องของแฟชั่นและการตลาด เรารู้ตัวว่าไม่ได้อยากเป็นดีไซเนอร์ แต่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจแฟชั่น

 

พอตัดสินใจไปเรียนต่อ Fashion Marketing ที่มิลาน ด้วยความโชคดีที่เพื่อนในคลาสเรามาจากหลากหลายประเทศ เลยทำให้ได้ไอเดียที่หลากหลาย เป็นการเปิดโลกของตัวเราเอง

 

เราชอบศึกษาโมเดลธุรกิจของแต่ละองค์กร การทำธุรกิจแฟชั่นพึ่งพิงความสวยงามอย่างเดียวไม่ได้ หมายความว่าหน้าบ้านก็ต้องดี หลังบ้านก็ต้องดี เพราะฉะนั้นเราก็เรียนรู้ว่าแบรนด์ไหนทำแล้วเวิร์ก แบรนด์ไหนทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จ ปัจจัยมาจากอะไร มันก็จะได้เห็นภาพรวมทั้งหมดว่าธุรกิจแฟชั่นต้องอาศัยสิ่งอื่นๆ เช่น การทำโลจิสติกส์ การทำเมอร์แชนไดซิ่ง การตลาด รวมถึงเรื่องของการเงิน ซึ่งเป็นจุดอ่อนของคนทำแฟชั่น เพราะหลายที่ไม่เข้าใจเรื่องนี้

 

กลับมาที่ไทย เราตัดสินใจหางานทำ ไปสมัครแบรนด์ที่เราชอบก็ไม่ได้ บางแบรนด์ที่ได้ก็ไม่ได้อยากทำจริงๆ เลยไปขอเงินคุณแม่มาทำธุรกิจของตัวเอง ตอนแรกทำเสื้อผ้าเด็ก ลงทุนไป 200,000 บาท ทั้งที่ไม่มีข้อมูลอะไรเลย สุดท้ายก็เจ๊ง

 

เลยตั้งหลักใหม่ เปลี่ยนแปลงตัวเอง ใช้เงินก้อนสุดท้าย 90,000 บาท ให้เวลากับมัน 3 เดือน สร้างแบรนด์ O&B ร่วมกับเพื่อนขึ้นมา คิดเลยว่าถ้าครั้งนี้ไม่สำเร็จก็จะพอแล้ว ซึ่งเมื่อ 5 ปีที่แล้วธุรกิจออนไลน์ยังไม่จริงจังเหมือนตอนนี้ แต่โชคดีที่เราไปเห็นที่เมืองนอก เรารู้ว่าการซื้อของออนไลน์เป็นเทรนด์ที่ยิ่งใหญ่ มันจุดประกายเราว่าสิ่งนี้คือบ่อเงินบ่อทอง ถ้าทำก่อนจะได้เปรียบ เพราะเราทำก่อน มีประสบการณ์มากกว่าคนอื่น และจะเป็นแบรนด์ Top of mind ของลูกค้า ร้านอื่นจะทำตามยาก

 

O&B มาจากไหน

เริ่มจากทำกระเป๋าก่อน ชื่อแบรนด์ว่า bagbook ได้ไอเดียมาจากคำว่า facebook ทำเพราะมันไม่ต้องมีไซส์ ในขณะที่รองเท้าต้องมีไซส์และการทำสต็อก จำได้ว่าขายดีมาก รายได้ประมาณ 400,000 บาท พอเริ่มมาทำรองเท้าก็เปลี่ยนชื่อแบรนด์เป็น Other & Book หรือ O&B นี่แหละ

 

เราไม่ชอบเรื่องตัวเลข แต่ชอบเรื่องขายของ มีหน้าที่ขายอย่างเดียวโดยที่ไม่เคยรู้เรื่องต้นทุนหรือการหมุนเงิน จนสุดท้ายมาพบว่าปีแรกทำงานหนักมาก เราทำทุกอย่างเอง ออกแบบ คุยกับโรงงาน ทำกราฟิก แพ็กของ ไปไปรษณีย์ ทำแบบนี้อยู่ 1 ปีจนพบว่าที่ทำงานหนักทั้งหมดได้กำไรวันละ 10 บาทเอง มันเป็นต้นแบบของคำว่าขายดีจนเจ๊ง เพราะเราไม่ได้คำนวณเลยว่าต้นทุนควรเท่าไร จัดการสต็อกควรทำยังไง ทำให้ท้ายที่สุด ถึงขายดี แต่ก็ไม่มีกำไรเลย เลยมาตั้งต้นใหม่ ใส่ใจเรื่องบริหารการเงิน พอปีต่อมาเราก็ได้กำไรเยอะขึ้นเลย

 

 

ทำไมถึงเป็นรองเท้า

จริงๆ มันเป็นของใกล้ตัวเรา เราคุ้นเคยอยู่ทุกวันจนนึกไม่ถึงว่ามันสามารถเป็นบ่อเงินบ่อทองให้เราได้ เราใส่รองเท้ารุ่นแบบนี้มาตั้งแต่สมัยเรียน เหมือนเป็นคาแรกเตอร์ของเรา ซื้อใส่ตั้งแต่คู่ละ 50 บาทที่ตลาดนัดวังหลัง จนถึงแบรนด์ในห้างคู่ละเป็นพัน รวมถึงตอนทำงานที่ King Power เราก็ได้ไปลองรองเท้าแบรนด์แพงๆ ว่ามันต่างจากคู่ที่มันราคาถูกยังไง จนเข้าใจว่าการทำรองเท้าแบบนี้ที่ดีที่สุดทำยังไง

 

คาแรกเตอร์ของกลุ่มเป้าหมาย

เราคิดว่าตัวเองเป็นตัวแทนของผู้หญิงที่ชอบรองเท้าแบบนี้ 80% ของผู้หญิงไทยใส่รองเท้าส้นแบนทรงบัลเลต์ไปทำงาน เรามองว่ามันเป็นตลาดใหญ่ที่ทุกคนต้องซื้อและได้ใส่ทุกวัน ต่างจากรองเท้าส้นสูง

 

ตอนทำรุ่น Audrey ออกมาก็ตื่นเต้นมาก เพราะรู้เลยว่านี่คือรองเท้าบัลเลต์ที่ดีที่สุดที่เราเคยใส่ และดีที่สุดในโลกด้วย จุดเด่นคือมันไม่กัด เหมือนเราใส่มาเยอะจนรู้ว่ามันควรทำออกมายังไง ใช้หนังแบบไหน

 

“สิ่งที่เราทำไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าเข้าใจว่าลูกค้าต้องการอะไร แค่เข้าใจเลยว่าผู้หญิงต้องการอะไร อยากเห็นอะไร อยากรู้สึกแบบไหน หรือชอบสัมผัสแบบไหน”

 

วิธีคิดในการสร้างแบรนด์สำหรับคนรุ่นใหม่

เราคิดว่าแบรนด์คือตัวเรา เจ้าของคือแบรนด์ ตอนทำธุรกิจมันเหมือนการแต่งงานกับอะไรสักอย่าง เพราะฉะนั้นมันเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าคุณจะแต่งงานแล้วมีความสุขโดยที่ไม่เคยเข้าใจว่าคู่ชีวิตคุณเป็นคนยังไง เพราะคุณต้องอยู่กับมันไปอีกนาน ไม่งั้นก็จบด้วยการหย่าร้าง

 

เราชอบก๊อบปี้คนที่ประสบความสำเร็จ ทุกคนที่ทำเงินได้มันเริ่มต้นมาจากไม่ได้อยากได้เงิน แต่เขาเริ่มจากทำสิ่งที่ชอบจริงๆ ซึ่งเราหลงใหลรองเท้าและธุรกิจออนไลน์ เลยทำให้เราทำมันต่อไปได้ทุกวัน

 

จริงๆ แล้วคนที่ประสบความสำเร็จเขาอาจไม่ได้เก่งกว่าเราเลยก็ได้ แต่เขามีความอึด อดทนในการผ่านอุปสรรคต่างๆ และคนรุ่นใหม่เป็นคนฉลาด แต่ติดกับดักที่เรียกว่า เหตุผล สมมติคุณคิดอะไรได้สักอย่าง คุณจะมีร้อยเหตุผลที่ทำให้ไม่ลงมือทำ เราเคยคุยกับคนอื่นว่าผู้บริหารกับเจ้าของธุรกิจต่างกันยังไง สิ่งที่พบคือผู้บริหารจะติดกับกรอบเหตุผลมากเกินไป ในขณะที่เจ้าของธุรกิจจะมีความมุทะลุ ยอมเสี่ยง ยอมทำตามสัญชาตญาณตัวเองในบางมุม ดังนั้นถ้าให้แนะนำคนสมัยนี้คือให้เขาทำเลย แล้วค่อยมาคิดว่ามันจะเป็นยังไงต่อ

 

คนทำการตลาดออนไลน์ควรจะเข้าใจอะไรบ้าง

ต้องเข้าใจตัวเองอย่างมาก คิดดูว่าถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ แต่คุณยังไม่เข้าใจเลยว่าตัวเองชอบสไตล์ไหน ชอบทำธุรกิจแนวไหน ชอบองค์กรแบบไหน เช่น องค์กรที่มีลูกน้องเยอะๆ ดูมีบารมี หรือองค์กรที่มีลูกน้องไม่ต้องเยอะ แต่ทุกคนดูรักกัน ถ้าเรื่องพวกนี้คุณยังไม่เข้าใจ ตัวแบรนด์ก็ออกมาไม่ชัด ทุกอย่างมันควรเริ่มจากตัวเราหมด พอเราชัดเจน ภาพแบรนด์ชัดเจน คำพูดที่เราออกไปจะเคลียร์หมด ทุกคนที่เราสื่อสารจะเห็นภาพตรงกัน

 

องค์กร O&B เป็นอย่างไร

เหมือนคาแรกเตอร์ของเราเลย เป็นผู้หญิงธรรมดาที่ชอบเลือกอะไรที่มีสไตล์ เป็นคนรู้จักเลือก ไม่สนว่าจะใส่แบรนด์อะไร แต่ทุกอย่างที่ใส่ออกมาต้องดูสมบูรณ์ และเป็นแบรนด์ที่ออกมาในแง่บวก เราตั้งใจสร้างเรื่องราวให้เป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นเห็น ว่าเราเป็นผู้หญิงธรรมดา ไม่มีต้นทุนมากกว่าคนอื่น แต่สามารถทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้



“…ทำรองเท้าที่สวยและใส่สบาย สวยและใส่สบายควรเป็นอย่างไร ถ้าคิดให้ภาพชัด คำว่าสวยของผู้บริโภคคือสวยจนเพื่อนทัก ใส่สบายคือสบายจนอยากใส่ทุกวัน เราต้องตีความต่อจนวัดผลได้”

 

การตลาดที่เล่นใหญ่ถึงขั้นใช้นางแบบจากเมืองนอก

เราไม่ชอบทำอะไรเล็กๆ ในเรื่องของการตลาด เรามองว่าจะทำไปเหมือนคนอื่นทำไม ทำไปก็เป็นเบอร์ 2 ถ้าจะทำต้องทำให้คนจำ ทำให้คนพูดถึงเรา เลยตั้งใจเล่นใหญ่ อย่างตอนแรกตั้งใจทำรองเท้าออกมา 50 สี เพราะเราเข้าใจว่าผู้หญิงเป็นเพศที่เห็นป้ายลดราคาไม่ได้ และเห็นอะไรที่มันเรียงสีไม่ได้ มันคือความสนุกสนานในชีวิต เหมือนการซื้อลิปสติก ถึงสีจะคล้ายเฉดเดิมก็ยังต้องซื้อ เลยนึกไปถึงการทำรองเท้า 50 สีที่ภาพพรีเซนต์มันต้องอลังการมาก ถึงผู้หญิงจะไม่ซื้อ แต่ก็ต้องนั่งจิ้มว่าถ้าเป็นตัวเองจะซื้อสีไหนดี

ถึงแม้เราจะบอกว่าตัวเองไม่ได้แข่งกับใคร แต่ลึกๆ มันมีมาตรวัดตลอดเวลา เวลาคิดเราไม่ได้เสียเงิน ดังนั้นคิดให้ใหญ่ไปเลย ตอนนั้นที่ได้ทำงานกับ Aimee Song ก็ดีใจมาก เราไม่เคยคิดเลยว่าคนระดับโลก อยู่ดีๆ ก็มาเป็น face ให้เรา เขาเป็นท็อปแฟชั่นบล็อกเกอร์ระดับโลกเลย

 


คิดภาพแบรนด์ในอนาคตเป็นอย่างไร

อยากทำให้เป็นแบรนด์ที่คนทั่วโลกรู้จักจริงๆ เหมือนเวลาเราไปประเทศไหนแล้วต้องซื้อของเขากลับมา เช่น ไปอังกฤษแล้วซื้อกระเป๋า Harrods อันนั้นคือภาพที่ใหญ่ที่สุด แล้วเราค่อยๆ เดินทีละสเตปจนถึงจุดหมาย

 

บทเรียนจากการทำธุรกิจมาตลอด 5 ปี
ความสำเร็จมีแพตเทิร์น แต่คนไม่ค่อยสังเกต เวลาเราคิดอะไรแย่ๆ หรือล้มเหลว มันจะเป็นเรื่องเดิมๆ เช่น ผู้ชายบางคนอกหักจากผู้หญิงประเภทเดิมซ้ำๆ หรือเวลาทำข้อสอบ ถ้ามีความรู้สึกว่าทำได้ มันก็จะทำได้ ดังนั้นธุรกิจมีแพตเทิร์นของมัน ลองสังเกตดูว่าโปรดักต์แบบไหน ลูกค้าแบบไหนที่ทำให้เราได้เงิน บางคนถนัดขายของเยอะๆ ให้คนจำนวนหมู่มาก บางคนถนัดขายของให้คนเดียว แต่ได้เงินจำนวน 100 ล้าน

 


 

Credits


Show Creator
นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

Episode Producers ปวริศา ตั้งตุลานนท์, เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Episode Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director กริณ ลีราภิรมย์

Graphic Designer เทียนจรัส วงศ์พิเศษกุล

Proofreader ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

Music Westonemusic.com

The post ‘O&B’ เมื่อเจ้าของคือแบรนด์ และแบรนด์คือเจ้าของ ที่เข้าใจผู้หญิงอย่างถึงที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
อายุน้อยร้อยล้าน รายการทีวีที่กลายเป็นแบรนด์ แล้วต่อยอดให้ฐานแฟนได้อีกหลายธุรกิจ https://thestandard.co/podcast/thesecretsauce15/ Mon, 04 Dec 2017 17:01:34 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=52703

  อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จของรายการทีวีที่มีแฟนๆ […]

The post อายุน้อยร้อยล้าน รายการทีวีที่กลายเป็นแบรนด์ แล้วต่อยอดให้ฐานแฟนได้อีกหลายธุรกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จของรายการทีวีที่มีแฟนๆ ติดตามกว่า 8 แสนคน จนสามารถต่อยอดคอนเทนต์ไปสู่ธุรกิจอื่นๆ ได้อีกมาก เช่น การจัดสัมมนา เป็นมาร์เก็ตติ้งโซลูชัน ไปจนถึงเปิดคอร์สออนไลน์

 

เคน นครินทร์ คุยกับ คุณก้อง-อรรฆรัตน์ นิติพน เจ้าของรายการ ‘อายุน้อยร้อยล้าน’ และ CEO แห่งบริษัท Mushroom Group

 


 

อายุน้อยร้อยล้าน เป็นเพียงหนึ่งในรายการที่ผลิตโดย บริษัท Mushroom Group ที่ตอนนี้มีถึง 8 หน่วยธุรกิจ ได้แก่ (1) โปรดักชันเฮาส์ ผลิตรายการทีวี ละคร เรียลิตี้ (2) ผลิตหนังโฆษณา ปีหนึ่งประมาณ 80-100 ชิ้น (3) ทำมีเดีย วางแผนงานให้กับบริษัทเองรวมถึงลูกค้า (4) จัดสัมมนาใหญ่ๆ ปีละ 2 ครั้ง (5) Marketing Solution วางแผนโฆษณาอย่างครบวงจรให้เหล่า SME (6) ทำสตูดิโอให้เช่า (7) ขายลิขสิทธิ์รายการ ไปยังประเทศ กัมพูชา, ลาว, พม่า, เวียดนาม และใหม่ล่าสุดก็คือ (8) Mushroom Superclass คอร์สออนไลน์จากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายศาสตร์ ที่ทาง Mushroom เองเชื่อว่าจะเป็นธุรกิจหลักได้ในอนาคต

 

Mushroom Superclass คืออะไร ทำไมถึงคิดว่าจะเป็นธุรกิจหลักในอนาคตได้

จากที่สัมภาษณ์คนมาจำนวนมาก คนที่เก่งๆ มักมีความเชื่อว่า การเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด จึงเกิดเป็นไอเดียที่รวมความรู้และประสบการณ์ของคนเหล่านั้น มาทำให้สามารถเรียนรู้ที่ไหน เมื่อไรก็ได้ แต่ก่อนได้แค่คิดเพราะยังไม่มีเทคโนโลยีมารองรับ แต่ตอนนี้ทุกอย่างพร้อมแล้ว เราเลยเอาคนเก่งๆ ในทุกวงการมาเปิดคอร์สออนไลน์ แบ่งเป็น 5 หมวด คือ Business, Journey, Cooking, Kids and Parenting และ Passion


ตอนนี้มันมีสิ่งที่ทำให้คนได้เรียนรู้เยอะมาก แต่เราก็ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าความรู้เหล่านั้นมันน่าเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน สิ่งที่ผมทำคือเอาประสบการณ์ของ Super Master มาย่นย่อให้เข้าใจง่ายและสามารถพกพาไปได้ทุกที่

 

ภาพรวมรายได้ของแต่ละหน่วยธุรกิจเป็นอย่างไรบ้าง

เราเติบโตมาจากโปรดักชันเฮาส์ ยูนิตนี้อยู่ที่ 100 ล้าน ปีนี้ผลิตหนังโฆษณาไป 81 เรื่อง รายได้อยู่ที่ 60 ล้าน มีเดียรายได้เข้ามา 40 ล้าน จัดงานสัมมนาได้อีก 70 ล้าน ขายลิขสิทธิ์ต่างประเทศ และ Superclass อยู่ในช่วงเติบโต ปีหน้าคาดว่าน่าจะมาทดแทนโปรดักชันเฮาส์ที่เราทำ

 

จุดเริ่มต้นในการทำธุรกิจ

เริ่มต้นตอนอายุ 25 ปี มีความฝันว่าอยากทำรายการแบบที่ตัวเองชอบ เพราะได้มีโอกาสทำงานเป็นพิธีกร แต่ตอนนั้นไม่ได้ตั้งใจฝึกฝนตัวเองให้เป็นพิธีกรที่ดีพอ ไม่ได้ตั้งใจท่องสคริปต์ จนในที่สุด 6 เดือนเขาก็เลิกจ้างเราไป ได้แต่เก็บความรู้สึกตอนนั้นไว้ว่าการเป็นพิธีกรมันดียังไงบ้าง ได้ไปที่ต่างๆ ได้สัมภาษณ์คน เลยเฝ้ารอว่าเมื่อไรจะมีคนจ้างเราอีก สรุปว่าไม่มีเข้ามา เลยตัดสินใจทำรายการของตัวเองเลย


จุดเปลี่ยนแรกคือ
คุณอ่ำ อัมรินทร์ (พี่ชาย) ได้รายการจากช่อง 9 เลยตัดสินใจตั้งบริษัทด้วยกัน เราทำเบื้องหลัง พี่ชายดูเบื้องหน้า ฝึกวิชาอยู่ 3-4 ปี จนมีจุดเปลี่ยนอีกครั้งตอนที่ UBC Inside อยากมีโลคัลโปรดักชันของตัวเอง เลยทำรายการไปเสนอเขาชื่อ ‘แซ่บ same same คอนเซปต์คือคนเราชอบเปรียบเทียบ เลยเอาคนท่ีเก่งที่สุดในแต่ละวงการมาเปรียบเทียบกันแล้วจัดอันดับไปเลย เช่น ถ้ามีร้านหมูกระทะ ก็ต้องมี 3 เจ้ามาเปรียบเทียบกันว่าต่างยังไง


มันดีที่เราได้ทำตามฝันตัวเอง เหมือนมีกระสุนมาเลี้ยง ตอนหนึ่งได้ 55,000 บาท เดือนหนึ่งได้ 220,000 บาท ทำรายการทีวีหนึ่งรายการ พอในการจ้างเป็นเงินเดือนเรา และทีมงานอีก 3 ชีวิต สนุกมาก ทำเองทุกอย่าง แต่งหน้า ขับรถ ดูคิวตัด ต้องไปเช่ากล้อง ตอนนั้นยังไม่มีอะไรเป็นของตัวเองเลย

 

ได้บทเรียนอะไรบ้างจากการทำรายการทีวีในช่วงแรก

การทำรายการทีวีคือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าทุกอย่าง ไม่มีอะไรตามแผนหรือสคริปต์ที่เราวาง โดยเฉพาะหน้ากอง ปัญหาเกิดได้ตลอดเวลา และยิ่งพอมาทำรายการท่องเที่ยว ปัญหายิ่งมาก ภาพฝันที่จะเป็นพิธีกรยืนดูพระอาทิตย์ตกดินมันไม่มีอยู่จริง ความจริงคือเราต้องตื่นออกกองแต่เช้า เคยไปโดนจับที่ญี่ปุ่น โดนกักตัวที่ออสเตรเลีย โดนหน่วยงานที่ญี่ปุ่นส่งหนังสือกลับมาฟ้อง หรือบางครั้งส่งเทปไม่ทัน ผมติดฝนที่ภูเก็ต และต้องรีบส่งเทปไปออนแอร์ ต้องนั่งรถตู้มาถ่ายต่อที่พัทยา ตอนนั้นก็จะเป็นจะตายนะ แต่เดี๋ยวนี้มันทำให้เราเรียนรู้ที่จะอยู่กับปัญหาและไม่ผิดซ้ำสองอีก


อะไรคือจุดเปลี่ยนสำคัญ

ด้วยความเป็นบริษัท SME ถ้าอยากโตต่อไปได้ ต้องเข้าใจถึงแหล่งทุน ผมเพิ่งกู้เงินเป็น มันเหมือนเป็นการติดอาวุธในการลงทุนทำสิ่งอื่นๆ ต่อได้อีกมากมาย จนเจอจุดที่ทำให้รู้ว่าถ้าอยากมีความสามารถในการแข่งขันต้องมีสเกลธุรกิจในขนาดที่กำลังพอดี ถ้าอยากเพิ่มจำนวนรายการ เพิ่มทีมงาน จากมีเงินทำรายการละ 2 แสนบาท พอเพิ่มเป็น 3 ล้าน เพื่อสร้างทีมงานให้อยู่ได้ มีคนทำบัญชี มีเมสเซนเจอร์ มีทีมตากล้อง มีทีมตัดต่อ แต่จะไปถึงจุดนั้นมันต้องมีกระสุนมากพอให้เงินเข้ามา

 

หัวใจของการทำรายการทีวีให้ดี ดัง ปัง

พวกเราเชื่อว่าคอนเทนต์ที่ดีสามารถสร้างคอมมูนิตี้ได้ เพราะฉะนั้นเราจะทำรายการที่สร้างคอมมูนิตี้ถูกใจกลุ่มของเรา มีแฟนของเรา และมีโปรดักต์ที่จะไปเซอร์วิสเขาได้ อย่างเช่น รายการ อายุน้อยร้อยล้าน คอมมูนิตี้คือกลุ่มคนที่มีความฝัน มีความตั้งใจ อยากทำธุรกิจให้เข้าสู่ร้อยล้าน พอมีกลุ่มคนแล้ว เราก็ใส่เซอร์วิสเพิ่มเข้าไป คือการเชิญคนมาสัมมนา บางสัมมนาก็เป็นงานฟรี มีสปอนเซอร์ เราเชิญคนมาสัก 1,000 คน ใช้เวลาสัก 2 เดือน เป็นการได้ดูแลคนในคอมมูนิตี้ไปด้วย

 

ถ้าทำรายการที่ดีแต่ไม่มีคอมมูนิตี้มารองรับได้ไหม

จากประสบการณ์ที่ทำมา 100 กว่ารายการ เราพอสรุปได้ว่า บางอันถ้ามันไม่มีกลุ่มมารองรับ การเติบโตในอนาคตมันค่อนข้างยาก เพราะมันต้องอยู่ได้ด้วยสปอนเซอร์ และตอนนี้มีเดียแพลตฟอร์มเปลี่ยนไป เป็นความท้าทาย เพราะฉะนั้นการทำรายการให้มีคอมมูนิตี้รองรับ เช่น Kids and Parenting ผมมองว่า ใน 1 ปี มีเด็กเกิด 550,000 คน นับไปจนถึงเด็กอายุ 6 ขวบ มีกลุ่มประมาณ 3 ล้านคน เด็ก 3 ล้านคนมีพ่อและแม่ ลองคูณกันไป นั่นคือคอมมูนิตี้ของเรา


ส่วนหนึ่งที่ทำรายการมันต้องมาจากคอนเทนต์ที่เรารัก ผมเพิ่งมีลูกเลยทำ Kids and Parenting เพราะอยากให้ลูกมีความสุข และพอมองย้อนกลับไป ทุกรายการทีมงานต้องรัก เราทำมันทุกสัปดาห์ เข้าใจมัน ดูมัน เรามีความเชื่อในแบบ Mushroom คือ ต้องทำรายการที่มีประโยชน์ เปลี่ยนแปลงความรู้ ให้ความสำคัญกับคนตัวเล็กๆ ที่มีความฝัน และภูมิใจในความเป็นไทย


วิธีคิดในการสร้างรายการ ‘อายุน้อยร้อยล้าน’

จุดเริ่มต้นมาจากเราเองก็เป็นคนทำธุรกิจ ผมมักพูดว่าการทำธุรกิจเหมือนเป็นการเดินทางขึ้นภูเขาอันหนาวเหน็บ ยิ่งเดินยิ่งเหงา ยิ่งเดินยิ่งหนาว เลยคิดว่าถ้ามีคนถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านั้นให้เราฟังได้ก็คงดี ประกอบกับเวลาเราดูรายการทีวี จะเจอรายการมากมายที่ทำให้นักแสดงหรือนักร้องเป็นไอดอลของคนรุ่นใหม่ แต่ผมคิดว่านักธุรกิจเองก็สามารถเป็นได้ เลยตั้งใจทำรายการชูให้นักธุรกิจเป็นไอดอลของคนที่อยากทำธุรกิจ ไอดอลจะสำคัญในวันที่เราเหงา ท้อแท้ การมีคนกลุ่มนี้จะทำให้เรามีแรงบันดาลใจให้เดินตาม

 

การทำธุรกิจสิ่งที่สำคัญมากพอๆ กับ know how มันคือแรงใจ

 

พอทำไปรู้สึกว่ามันเวิร์กเลยไหม

ธุรกิจหลายอย่างมันอยู่ได้ด้วยความสม่ำเสมอ ต้องมีแบรนด์ดิ้ง อย่างทีวีกว่าจะเป็นรูปเป็นร่างก็ต้อง 3 เดือน สมมติว่ารายการจะออกอากาศเดือนมกราคม ต้องถ่ายทำเดือนพฤศจิกายน นั่นหมายความว่าเราลงทุนล่วงหน้าไป 2 เดือนแล้ว และการวางบิลต้องทำหลังจากออกอากาศ เท่ากับว่าวางบิลเดือนกุมภาพันธ์ เครดิตอีก 120 วัน เห็นเงินประมาณเดือนเมษายน cash flow ต้องดีระดับหนึ่งเลย และช่วงแรกสปอนเซอร์ยังไม่เห็นภาพรายการเรา ก็ต้องใช้เวลาอีก

 

ได้เรียนรู้อะไรจากรายการนี้

ต้องทำให้สนุกและต้องชอบในสิ่งที่ทำ ไม่งั้นเราจะไม่สามารถอยู่ตั้งแต่รีเสิร์ช ออกกอง ยันตัดต่อได้ ความลับของคนเป็นพิธีกรคือ คุณต้องเรียนรู้และสามารถที่จะลืมมันได้ ทุกอย่างต้องใหม่สดเสมอ เราจะเปรียบเทียบว่าสิ่งหนึ่งดีกว่าอีกสิ่งไม่ได้ เราต้องหามุมที่ดีที่สุดของคนที่เราไปสัมภาษณ์ คุณเลือกเขามาแล้ว คุณต้องศรัทธาเขา และสามารถดึงสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้ได้ มันคือหน้าที่ของพิธีกรและคนทำคอนเทนต์


วิธีการดึงศักยภาพหรือจุดเด่นที่สุดจากแขกรับเชิญ

ถ้าเราอยากได้ output มาหนึ่ง ต้องมี input ไปสี่ คือถ้าอยากได้คอนเทนต์จากเขาหนึ่งชั่วโมง ก็ต้องซัดไปสี่ เราต้องรู้จักตัวเขาเท่าๆ กับที่เขารู้จักตัวเอง หรือบางครั้งต้องรู้แง่มุมอื่นที่เขาอาจยังไม่รู้เกี่ยวกับตัวเองด้วยซ้ำ


ในรายการเราแบ่งเป็น 3 เบรก ช่วงแรกพูดถึงความสำเร็จของแขกรับเชิญ คนดูจะฟังคนที่ประสบความสำเร็จก่อน และวิธีการคือต้องถ่ายทอดออกมาเป็นตัวเลข เบรกที่สองเราจะเริ่มดึงคนดูลงมา จากก้าวแรกที่แต่ละคนทำต้องเจออะไรบ้าง ปัญหา อุปสรรค จนมาถึงเบรกที่สาม เราให้คุณค่าของความเป็นคน คนมันต้องมีช่วงที่ท้อแท้และผิดหวัง แต่มันต้องมีคีย์ที่สามารถทำให้ก้าวผ่านความทุกข์ได้ และไม่ใช่ทุกคนที่จะเจอคีย์นี้

 

มีจุดร่วมอะไรไหมที่ทำให้คนไปถึงร้อยล้านได้บ้าง

ถ้าอยากมีร้อยล้านให้มีทัศนคติแบบร้อยล้าน ทุกคนจะมีความเชื่อว่าวันหนึ่งเขาจะประสบความสำเร็จ แม้ว่าวันนี้เขาจะยังไม่ประสบความสำเร็จก็ตาม เขาจะไม่ยอมแพ้ เขาจะทำมัน วันหนึ่งที่มีปัญหา เขาจะสู้กับมัน นั่นคือจุดต่างของคนที่ประสบความสำเร็จ คือการไม่ยอมล้มเลิกอะไรง่ายๆ

 

ในยุคที่ทุกธุรกิจออกมาพูดถึงการโดน disruption คนดูเปลี่ยนจากทีวีมาดูในออนไลน์มากขึ้น วางแผนรับมืออย่างไรบ้าง

แต่ก่อนบริษัทชื่อ Mushroom Television แต่ตอนนี้เปลี่ยนเป็น Mushroom Group เราเชื่อว่าตัวเองไม่ได้ทำทีวี แต่ทำคอนเทนต์และต้องไปได้ทุกแพลตฟอร์ม ยกตัวอย่าง อายุน้อยร้อยล้าน เรามีคอนเทนต์ในช่องเวิร์คพอยท์ 1 ชั่วโมง มีคอนเทนต์ให้คนในเฟซบุ๊ก 3 นาที เราแตกไลน์ไปทำสัมมนา เวิร์กช็อปออนไลน์


แม้มันจะท้าทายมาก แต่เราเชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจที่เราต้องเรียนรู้และตามมันให้ทันตลอดเวลา เราเป็นเจ้าแรกๆ ที่ใช้กล้อง DSLR ถ่าย มันก็ยากเหมือนกัน เจออุปสรรคมาหลายอย่าง แต่เราเชื่อว่าสิ่งที่เราทำมันจะเป็น archive และฟุตเทจกว่าพันชั่วโมงของเราได้ เราก็พยายามเรียนรู้และปรับมัน


จุดเปลี่ยนที่น่าสนใจอีกอย่างของ Mushroom Group คือตอนที่ Bangkok Post เข้ามาซื้อหุ้น
พอเราทำบริษัทมาถึงจุดหนึ่ง มีคนมาขอทาบทามขอร่วมทุน ตอนนั้นก็งงว่าวิธีการมันเป็นอย่างไร ต้องทำอะไร สุดท้ายก็ได้ร่วมทางกับ Bangkok Post เพราะเขาก็เป็นสื่อที่อยู่มาหลายสิบปี มีความรู้ น่าจะสอนเราได้ดี เขาก็ตีมูลค่าให้เรา และมาขอร่วมทุนกับเรา มูลค่า 300 ล้านบาท เราเริ่มมาจากบริษัทบ้านๆ ออฟฟิศเช่าราคาถูกๆ มาถึงจุดนี้ได้มันก็ภูมิใจ ทำให้รู้ว่าสิบกว่าปีที่เราทำมา มันเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจอันกว้างใหญ่ไพศาล มันยังมีความรู้ ระเบียบวิธีการอีกมากให้เราได้เดินทาง และมีภารกิจที่ทางบอร์ดมอบหมายให้พา Mushroom Group เข้าตลาดหุ้นในปี 2562 ซึ่งเราก็เตรียมการมาสักพักแล้ว

 

แพสชันในการทำธุรกิจ

ตอนแรกผมทำธุรกิจโดยไม่ได้คิดถึงธุรกิจด้วยซ้ำ แค่อยากทำรายการตัวเองให้เจ๋งกว่ารายการคนอื่น ถ้าคนอื่นพาไปเที่ยวเกาะเสม็ด ผมจะพาไปเท่ียวมัลดีฟส์ หรืออย่างทุกครั้งที่ทำรายการ อายุน้อยร้อยล้าน เวลาเจอแขกรับเชิญเก่งๆ ผมมีความรู้สึกอยากอวด อยากเล่าเรื่องราวของเขาไปให้ถึงผู้ชมเหลือเกิน


อีกเรื่องคือผมอยากเห็นครอบครัวของผม ทีมงาน Mushroom ที่เริ่มต้นด้วยกันมาตั้งแต่สิบกว่าปีที่แล้วเติบโตด้วยกัน ในฐานะ CEO ผมมีหน้าที่ต้องทำให้บริษัทก้าวหน้า มีสิ่งใหม่ท้าทายให้กับทีมงาน เพราะทุกคนอยากมีเงินเดือนเพิ่มขึ้น อยากมีโบนัส อยากมีความมั่นคงในชีวิต ผมเลยต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เหมือนพันธกิจที่ให้ไว้กับพวกเขา รวมถึงหุ้นส่วนที่เห็นคุณค่าของเรา เอาเงินมากมายมาลงทุน ผมต้องทำความคาดหวังของนักลุงทุนให้มันเติบโตต่อไปให้ได้ และถ้าเรามีโอกาสไปสู่ตลาดหลักทรัพย์ หมายความว่ามีนักลงทุนรายย่อยที่เราต้องเที่ยงตรงและโปร่งใส ก็เป็นความท้าทายที่ต่อยอดไปเรื่อยๆ



เรามีความเชื่อว่าคอนเทนต์ของเราต้องทำคอมมูนิตี้ให้ดีขึ้น ใหญ่ขึ้น แต่ก่อนผมมีข้ออ้างในการทำธุรกิจว่า เราไม่ได้มีทุนเยอะนี่หว่า หรือเราก็ไม่ได้ทีมงานหรือเครือข่ายอะไรมากมาย แต่ตอนนี้เรามีพร้อมทุกอย่างแล้ว เราต้องลงมือทำให้ดีสิ เป็นสิ่งที่บอกตัวเองอยู่เสมอ

 

Data สำคัญอย่างไรในการทำธุรกิจ

คนที่ผมเคยสัมภาษณ์มีประมาณ 2,000 คน ร้านอาหารจากรายการอาหารอีกหลายพันร้าน โลเคชันโรงแรมเหนือจรดใต้ไปทุกจังหวัด สถานที่ท่องเที่ยวอีกไม่รู้เท่าไร ถ้าเป็นยูนิตของโปรดักชันที่ผลิตแบรนด์คอนเทนต์ให้กับลูกค้าเป็นโปรไฟล์บริษัท บางทีเราแทบไม่ต้องออกกองไปถ่ายใหม่เลย หรือบางทีทำรายการใหม่ แค่ถ่ายคิวพิธีกรเปิดหัวท้ายก็ได้ ที่เหลือเป็นฟุตเทจที่มีอยู่แล้ว รวมถึงการดีลงานกับลูกค้า เราก็สามารถใช้คอนเน็กชันที่มีทำให้งานมันสำเร็จได้ง่ายขึ้นด้วย

 

ถ้าเหมือนเบรกที่สามในรายการอายุน้อยร้อยล้าน คุณก้องเองผ่านแต่ละปัญหามาได้อย่างไร
สิ่งที่เราบอกตัวเองคืออุปสรรคเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต บางครั้งผมกลับบ้านตอนกลางคืน พยายามมองบนฟ้าหาพระจันทร์แล้วถามว่า มันจะมีอะไรอีกไหม มากันให้หมดเลย เราจะผ่านมันไปให้ได้

 

การทำธุรกิจเต็มไปด้วยบาดแผล บางอันมีบาดแผลน้อย บางอันมีบาดแผลมาก แต่เราจะเรียนรู้ และไม่กลับไปเจ็บที่แผลเดิม

 

ฝากถึงคนทำธุรกิจ  
ไม่มียุคใดที่เหมาะจะทำธุรกิจเท่ายุคนี้ มันเต็มไปด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยคุณประหยัดต้นทุนได้ มันเต็มไปด้วยเงินของธนาคารและนักลงทุนที่พร้อมจะใส่มาทำให้ธุรกิจของคุณไปได้ไกล แต่คุณอย่าลืมว่า ในระหว่างที่คุณทำได้ คนอื่นเขาก็ทำได้เช่นกัน สิ่งหนึ่งที่คุณชนะได้คือแสวงหาความรู้ไม่หยุด ไม่ยอมแพ้กับสิ่งที่ทำ แม้บางครั้งจะมีคำถามที่ถามตัวเองว่า เรามาถูกทางไหม แต่ขอให้เชื่อมั่นว่าคุณจะแก้ไขปัญหาที่ผ่านเข้ามาได้ และผมเชื่อว่าถ้าคุณทำเช่นนั้นได้ คุณจะได้พบกับผมในฐานะแขกรับเชิญรายการ อายุน้อยร้อยล้าน

 


Credits

The Host นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

The Guest อรรฆรัตน์ นิติพน

 

Episode Producer ปวริศา ตั้งตุลานนท์, เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Episode Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director กริณ ลีราภิรมย์

Graphic Designer เทียนจรัส วงศ์พิเศษกุล

Proofreader พรนภัส ชำนาญค้า

Music Westonemusic.com

The post อายุน้อยร้อยล้าน รายการทีวีที่กลายเป็นแบรนด์ แล้วต่อยอดให้ฐานแฟนได้อีกหลายธุรกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
BOYY แบรนด์กระเป๋าที่ไม่มีมาร์เก็ตติ้ง และออกแบบทุกสิ่งจากความรู้สึก https://thestandard.co/podcast/thesecretsauce14/ Mon, 27 Nov 2017 17:01:45 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=50869

  อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จของแบรนด์กระเป๋าสัญชาติ […]

The post BOYY แบรนด์กระเป๋าที่ไม่มีมาร์เก็ตติ้ง และออกแบบทุกสิ่งจากความรู้สึก appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จของแบรนด์กระเป๋าสัญชาติไทยที่กำลังได้รับความนิยมไม่แพ้แบรนด์ระดับโลก อะไรทำให้บรรดาเซเลบทั้งฝั่งเมืองนอกและเมืองไทยหันมาเลือกถือกระเป๋า BOYY กันอย่างมากมาย

 

เคน นครินทร์ คุยกับ คุณบอย-วรรณศิริ คงมั่น ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้ร่วมออกแบบแห่งแบรนด์ BOYY

 


 

หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย คุณบอยเลือกทำงานที่แผนกจัดซื้อที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง จากนั้นก็ตัดสินใจลาออกไปเรียนภาษาที่อเมริกาและย้ายมาอยู่ที่นิวยอร์ก คุณบอยทั้งทำงานและลงเรียนภาคค่ำที่ FIT (Fashion Institute of Technology) พอได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นิวยอร์กก็บังเอิญได้เจอกับคุณเจสซี ดอร์ซีย์ ผู้ที่เข้ามาเป็นทั้งคู่ชีวิตและผลักดันให้เธอทำธุรกิจเกี่ยวกับกระเป๋า


กระเป๋าใบแรกเป็นอย่างไร

ใบแรกที่ทำขายชื่อรุ่นว่า SUMMER BOYY เป็นกระเป๋าผ้าผสมหนัง มีซิปอยู่ข้างใต้ คุณเจสซีเอาไปเสนอขายผู้ซื้อที่นิวยอร์ก จนสุดท้ายก็ได้ขายที่ร้าน Colette ที่ปารีส ตอนนั้นเขาสั่งซื้อทั้งหมด 12 ใบ

 

 

ทำไม Colette ถึงสนใจแบรนด์เราในตอนนั้น
Colette เป็นร้านที่ชอบงานออกแบบใหม่ๆ สนับสนุนแบรนด์ที่เพิ่งเริ่มต้น ตอนนั้นเราคิดว่ากระเป๋าเราดูแปลกนิดนึง และมีความสดใหม่

สำหรับคนที่อยากทำกระเป๋าออกมาขายแบบคุณบอยบ้าง เขาควรเข้าหาผู้ซื้ออย่างไร
สมัยนี้ง่ายกว่าแต่ก่อนมาก คุณสามารถส่งข้อความโดยตรงไปในแอ็กเคานต์อินสตาแกรมได้เลย ส่งรูปสินค้าไปให้ดู มันง่ายที่คุณจะออกไปเจอกลุ่มลูกค้าของตัวเอง แต่ความยากคือทุกคนทำแบบนี้เหมือนกันหมด ดังนั้นของเราต้องดีจริงๆ แล้วคนก็จะออกตามหา เพราะในยุคนี้ทุกคนโหยหาความใหม่ ไม่ซ้ำใคร ไม่ต้องการแบรนด์ที่คนรู้จักเยอะ


หลังจากกระเป๋ารุ่นแรกออกมาแล้ว คุณบอยทำอะไรต่อ

มันมีปรากฏการณ์หนึ่งที่ผลักดันให้เราต้องทำเป็นบริษัท ยุคนั้นยังไม่มีสื่อโซเชียลเยอะเท่าสมัยนี้ ยุคนั้น newsletter ยังมีอิทธิพลต่อคนอย่างมาก เว็บ dailycandy.com ที่กระจายข่าวเกี่ยวกับแฟชั่นเขาอยากเอากระเป๋าของเราไปลงข่าว เขาก็ถามเราว่ามีเว็บไซต์ไหม มีสต็อกสินค้าหรือเปล่า ตอนนั้นเราไม่มีอะไรเลย แต่ต้องบอกเขาว่ามี เลยขอเวลาสองอาทิตย์ไปเตรียมตัว จนเมื่อวันนั้นมาถึงจริงๆ เราน้ำตาจะไหลเลย เพราะเวลาคนกดซื้อออนไลน์มันจะมีเสียงดังปิ๊งๆๆ มันเป็นเสียงที่มาไม่หยุด สรุปตอนนั้นขายไปทั้งหมดเกือบ 600 ใบ

 

ทำอย่างให้กระเป๋าเตะตาทั้งลูกค้าและผู้จัดซื้อ
มันต้องมาจากสิ่งที่เราคลั่ง แค่รักเฉยๆ ไม่ได้ ต้องคลั่ง ตอนเด็กๆ เราอยากเป็นส่วนหนึ่งในแฟชั่น เราเลยไปทำงานในแผนกจัดซื้อ ซึ่งมันไม่ใช่ตัวเองเลย มันมีตัวเลขเข้ามาเกี่ยวข้อง ต้องค่อยๆ หาตัวเองให้เจอ และต้องตั้งความหวังเอาไว้ให้สูงที่สุด ไม่ต้องกลัวไปก่อน

 

มีคนถามเราว่าอยากทำแบรนด์นี้ให้ไปถึงไหน เราตอบเลยว่าอยากทำไปถึงแบบที่แบรนด์ทั่วโลกเขาทำกัน ทุกคนมีจุดเริ่มต้นเหมือนกันหมด อย่าง Gucci ก็เริ่มจากการทำอานม้าที่มีคุณภาพ ทำมาเรื่อยๆ เป็นกระเป๋า รองเท้า และเขาโชคดีที่อยู่ประเทศอิตาลี ทุกคนยอมรับในคุณภาพของเครื่องหนัง ถ้าเป็นเราอาจจะยากกว่าหน่อย แต่เราทำให้มันดีกว่าเขาได้ ทุกคนเริ่มต้นวันแรก ไม่มีใครรู้หรอกว่าตัวเองจะไปถึงจุดไหน แต่ถ้าเราอยู่ไปอีกร้อยปี เราก็อาจไปถึงจุดเดียวกับเขาได้เหมือนกัน

 

 

วิธีคิดของการสร้างแบรนด์กระเป๋าระดับโลก

ทุกอย่างเริ่มต้นจากความรู้สึก เรากับคุณเจสซีไม่ได้คุยกันนะ เราคิดในหัวว่าจะทำแบบนี้ เขาคิดมาอีกแบบหนึ่ง แต่สองแบบนี้มันสามารถเชื่อมกันเป็นคอลเล็กชันได้

เราไม่เคยมีมู้ดบอร์ด ไม่เคยมานั่งคิดว่าคอลเล็กชันนี้จะพูดถึงอะไร มันเป็นความรู้สึกที่ล้นขึ้นมาแล้วค่อยวาดรูปจากสิ่งที่คิด อธิบายให้ช่างแพตเทิร์นขึ้นรูปจนเสร็จออกมาเป็นชิ้น เราจะรู้เองว่ามันใช่หรือไม่ใช่ ถ้ามันไม่ใช่ มันสามารถแก้เพิ่มได้ไหม ถ้าไม่ได้ก็พักไว้ก่อน แต่จะมีบางใบที่พอออกแบบขึ้นตัวอย่างเสร็จปุ๊บ เห็นครั้งแรกแล้วเรารู้ได้ทันทีเลยว่ามาแล้วค่ะ ลูกแม่มาแล้ว ใบนี้ชัวร์

 

 

ยกตัวอย่างรุ่น FRANK มันต่อยอดมาจากรุ่น SUMMER BOYY เราตั้งใจให้รุ่น FRANK เป็นกระเป๋าที่ใช้ได้ทุกวัน เลยเอามาดีไซน์ให้มันเล็กลงและใส่ดีเทลเพิ่ม ใบนี้เห็นแล้วรู้เลยว่ามาชัวร์ เป็นใบที่รักมาก จนทุกวันนี้ก็ยังรักอยู่


“ถ้าคุณจะทำอะไรสักอย่าง ต้องทำให้ดีที่สุด อย่าไปกลัวว่าคนจะไม่ซื้อเพราะแพง อย่างของเรา แรกๆ ก็ถือว่าราคาสูง แต่เราตั้งจากราคาที่มันควรจะเป็น เพียงแค่ว่าในตอนนั้นยังไม่มี young designer ที่ทำกระเป๋าโดยเฉพาะ มันมีตลาด mid-market แล้วก็ high-end ไปเลย คนเลยมักจะถามว่าเราวางแบรนด์ตัวเองไว้ตรงไหน เราตอบว่าเราคือ young luxury มันคือสิ่งที่คนสามารถซื้อได้ แต่ราคาไม่ได้ถูกนะ”

 

เริ่มมีเซเลบริตี้มาถือกระเป๋า BOYY ได้อย่างไร

สมัยนั้นนิวยอร์กมันเล็กมาก ยุคปลาย 90s ทุกคนอยู่กันแบบเกาะกลุ่มทั้งศิลปินและนางแบบ พอเขารู้ว่าเรากำลังทำกระเป๋า เขาเห็นแล้วชอบ เราก็ให้เลย มี 2 คนคือ โคลอี เซเวจ์นเย และ ลู ดัวลง เราบอกเขาว่าเรามีกระเป๋าใบหนึ่งที่เหมาะกับเขามากคือรุ่น SLASH

 

การได้เห็นรูปกระเป๋าเราไปลงแมกกาซีน มันผ่านกระบวนการหลายขั้นตอนมาก เริ่มจากเราส่งกระเป๋าไปให้ใครสักคน เราไม่รู้เลยว่าเขาจะได้ใช้ไหม ส่งไปถึงหรือเปล่า ถ้าเขาใช้ มีโอกาสแค่ไหนที่ช่างภาพจะถ่ายคนนั้นตอนเขาใช้กระเป๋าเรา มันเป็นเรื่องของดวง ความโชคดี-โชคร้ายทุกอย่าง

 

 

“ไม่มีอะไรจะพีอาร์ไปได้ดีกว่าคุณภาพของสินค้า มันทำพีอาร์ด้วยตัวเองได้”

 

12 ปีที่ผ่านมา ยอดขายเป็นอย่างไรบ้าง

ช่วงแรกเรียกได้ว่าเป็นศิลปินไส้แห้ง ไม่มีหน้าร้าน ขายพรีออร์เดอร์อย่างเดียว เราโชว์คอลเล็กชัน 6 เดือนล่วงหน้า รับออร์เดอร์มาผลิตในราคาขายส่ง ซึ่งแทบไม่ได้อะไรเลย จะได้เงินก็ต่อเมื่อต้องขายได้เยอะมาก ตอนนั้นเราก็ขายไม่ถึงยอดบ้าง บางคอลเล็กชันขายดีก็ดีไปเลย ซึ่งเรารู้สึกว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับผู้จัดซื้อ เลยตัดสินใจเปิดร้านของตัวเอง ชีวิตเปลี่ยนเลย ได้ทำสิ่งที่อยากทำ เช่น แว่นตา หมวก สปอร์ตแวร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้จัดซื้อไม่เลือก แต่ลูกค้าซื้อ

 

การดูแลลูกค้า

แบรนด์เราไม่ค่อยจัดงาน บริษัทเราไม่มีตำแหน่งมาร์เก็ตติ้งด้วยซ้ำ เราคิดว่าการทำมาร์เก็ตติ้ง เหมาะสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคมากกว่า แบรนด์แฟชั่นไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ เพราะมันเป็นสินค้าสนองความอยาก คือถ้าเห็นของเราแล้วไม่ซื้อ กลับบ้านไปแล้วนอนไม่หลับจนวันรุ่งขึ้นต้องย้อนกลับมาซื้อ อันนั้นคือเราทำสำเร็จแล้ว

 

แต่จริงๆ เราทำหลายอย่างนะ เช่น การทำช็อปให้ดี พนักงานขายต้องตอบคำถามได้หมด ทำให้ลูกค้าเชื่อถือ เหล่านี้ถือเป็นมาร์เก็ตติ้งเหมือนกันนะ และในแง่ภาพลักษณ์ เราไม่เคยลดราคา ไม่อยากให้การลดราคาเป็นสิ่งที่ทำให้เขาซื้อ ถ้ายิ่งลด คนก็จะรอแต่ตอนลด

 

ปัญหาที่กังวลมากที่สุดในตอนนี้
คนไม่ค่อยออกมาเจอความเป็นจริง คนเจอประสบการณ์แต่ในโลกออนไลน์ ไม่มาสัมผัสสิ่งที่อยู่ตรงหน้า การซื้อสินค้าลักซูรีมันต้องมาสัมผัส เข้าใจว่าบางคนอยากได้ของเร็วๆ ฝากแม่ค้าหิ้วเข้ามา แต่สิ่งที่แบรนด์นั้นทำให้เรามันเยอะมาก ตั้งแต่พนักงานต้อนรับหน้าประตู ห้องลอง ถุงช้อปปิ้งทุกอย่าง คุณไม่มีความทรงจำที่ดีกับการซื้อของชิ้นนั้นเลย มันเป็นยุคที่แข่งกันเร็ว อยากใส่ก่อน พอไม่มีความทรงจำที่ดี คุณค่ามันก็หายไป

 

BOYY Village และ BOYY & SON CAFE ช็อปและคาเฟ่ใหม่ล่าสุดที่ห้างเกษรวิลเลจ ที่คุณบอยเชิญชวนอยากให้มาสัมผัสประสบการณ์

 

เป้าหมายในอนาคต

เราอยากให้มันเป็นหนึ่งในแบรนด์ระดับโลก อยากให้แบรนด์อยู่โดยไม่ตายไปกับเรา วันหนึ่งถ้าเราแก่ เราช้าลง เราก็ยังอยากให้มันยังอยู่ ถ้ามีดีไซเนอร์ที่มาแทนเรา เข้าใจแบรนด์และความรู้สึกของเรา มันก็จะดีมาก

 

Photo: นวลตา วงศ์เจริญ

 


 

Credits

The Host นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

The Guest วรรณศิริ คงมั่น

 

Show Creator นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

Episode Producer ปวริศา ตั้งตุลานนท์, เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Episode Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director กริณ ลีราภิรมย์

Graphic Designer เทียนจรัส วงศ์พิเศษกุล

Proofreader ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

Music Westonemusic.com

The post BOYY แบรนด์กระเป๋าที่ไม่มีมาร์เก็ตติ้ง และออกแบบทุกสิ่งจากความรู้สึก appeared first on THE STANDARD.

]]>