แผ่ดีล Gripen E/F เราจะเปลี่ยนรายจ่ายความมั่นคง 60,000 ล้านบาท เป็นเงินทุนสร้างชาติได้อย่างไร

29.01.2026
  • LOADING...
gripen-offset-policy-economic-impact-thailand

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2568 ท่ามกลางบทเรียนจากความขัดแย้งชายแดนในอดีตที่ย้ำเตือนว่า ‘น่านฟ้าคือตัวตัดสินผลสงคราม’ กองทัพอากาศไทยได้ประกาศเลือก ‘Gripen E/F’ เป็นเครื่องบินขับไล่ฝูงใหม่เพื่อทำหน้าที่แทน F-16 ที่กรำศึกมานานกว่า 37 ปี จนนำไปสู่พิธีลงนาม G2G ณ กรุงสตอกโฮล์ม เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนงบประมาณความมั่นคง ให้กลายเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านนโยบาย Offset ที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง

 

 

 

เมื่อตัวเลข ‘60,000 ล้านบาท’ ถูกกางออกท่ามกลางเศรษฐกิจที่กำลังต้องการแรงผลักดัน ปฏิกิริยาแรกของสังคมมักเต็มไปด้วยความกังขา ภาษีจำนวนมหาศาลนี้กำลังจะกลายเป็นเพียงอาวุธที่จอดนิ่งอยู่ในโรงเก็บ หรือจะเป็น ‘ทางลัด’ ที่พาประเทศไทยก้าวข้ามกับดักเทคโนโลยี?

 

ทำไมไทยจึงเลือก Gripen

 

นึกภาพว่าเครื่องบินค่ายใหญ่อย่าง F-16 เปรียบเสมือน iOS เน้นความเสถียรและสมบูรณ์แบบ เป็นเครื่องบินขับไล่ที่ขายดีที่สุดในโลกและผ่านสนามรบจริงมามากที่สุด การเลือก F-16 คือการซื้อสิทธิ์เข้าถึงระบบสนับสนุน ยุทธวิธี และเทคโนโลยีเรดาร์ระดับท็อปจากกองทัพสหรัฐฯ โดยตรง 

 

แต่กริพเพนเลือกเดินเกมแบบ ‘Android’ ด้วยสถาปัตยกรรมที่แยกซอฟต์แวร์ควบคุมการบินออกจากซอฟต์แวร์ภารกิจอย่างเด็ดขาด การเลือกกริพเพนจึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คนไทยได้รับ ‘กุญแจ’ เข้าสู่ซอร์สโค้ดบางส่วนเพื่อพัฒนาต่อยอดเองได้ นี่คืออิสรภาพที่ช่วยลดต้นทุนในระยะยาวและสร้าง ‘อธิปไตยทางเทคโนโลยี’ ที่จะเปลี่ยนสถานะของเราจากผู้ซื้อที่ทำได้เพียงรอรับบริการ มาเป็นผู้ร่วมพัฒนาที่สามารถสร้างแอปพลิเคชันทางการทหารของตัวเองได้จริง

 

ดีล Gripen คืนกำไรให้ไทยจริงหรือ 

 

การควักเงินภาษีกว่า 60,000 ล้านบาท เพื่อซื้อเครื่องบินขับไล่ฝูงใหม่ (เฟสแรก 4 ลำ ประมาณ 19,500 ล้านบาท) มักถูกตั้งคำถามว่าเป็นรายจ่ายที่สูญเปล่า แต่ในเลนส์ของนักกลยุทธ์ ดีล Gripen E/F ครั้งนี้ถูกออกแบบมาให้เป็น “การลงทุน” ที่มีเป้าหมายคืนกำไรให้ประเทศมากกว่ามูลค่าที่จ่ายไปถึง 120% หรือราว 80,000 ล้านบาท ผ่านกลไกที่เรียกว่า Offset Policy 

 

คำถามคือเงินจะไหลกลับมาได้อย่างไร? 

 

กลไกที่ 1: การใช้ ‘ตัวคูณมหาศาล’ (Economic Multipliers)

รัฐบาลจะไม่นับมูลค่าการลงทุนแบบ 1:1 แต่จะให้แต้มต่อกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น หากสวีเดนมาลงทุนในโรงงานแบตเตอรี่ EV หรือชิปเซมิคอนดักเตอร์ในไทย 100 ล้านบาท รัฐอาจให้ค่าตัวคูณที่ 5 เท่า เท่ากับไทยได้ ‘มูลค่าชดเชย’ ในสัญญาถึง 500 ล้านบาท เพื่อจูงใจให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูงที่ไทยต้องการจริงๆ

 

กลไกที่ 2: โมเดล ‘Tinder’ สำหรับอุตสาหกรรม (Strategic Matchmaking)

บริษัท Saab จะทำหน้าที่เป็น Matchmaker เชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจระดับโลกของสวีเดนเข้ากับ SME และมหาวิทยาลัยไทย เป้าหมายคือการดึงบริษัทไทยเข้าไปอยู่ใน Global Supply Chain ของยุโรป ไม่ใช่แค่เรื่องอะไหล่เครื่องบิน แต่รวมถึงอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะและการจัดการน้ำ

 

กลไกที่ 3: สูตรลับ ‘Triple Helix’

นี่คือหัวใจของสวีเดนที่นำมาปรับใช้กับไทย คือการทำงานร่วมกันระหว่าง รัฐบาล – ภาคอุตสาหกรรม – ภาคการศึกษา เงินที่จ่ายไปจะถูกเปลี่ยนเป็นทุนวิจัย, การจัดตั้งศูนย์ R&D ในไทย และการสร้างงานทักษะสูง (High-tech Jobs) เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่ยั่งยืน

 

ไทยได้รับบทเรียนอะไรจากการทำ Offset Policy

 

ดีลนี้คือกระจกสะท้อนว่าที่ผ่านมาไทยอาจเสียโอกาสจากการจัดซื้อแบบเดิมที่เน้นเพียงสมรรถนะของอาวุธ แต่ในอนาคตเรายังสามารถปรับปรุงได้

  • วางยุทธศาสตร์นำการจัดซื้อ (Strategy First): โจทย์สำคัญคือการระบุความต้องการเทคโนโลยีที่ชัดเจน เช่น แบตเตอรี่ EV หรือเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อจูงใจให้ผู้ขายทุ่มงบลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) ผ่านระบบ ‘ตัวคูณมหาศาล’ แทนที่จะปล่อยให้เป็นไปตามความสมัครใจของผู้ผลิต

 

  • สร้างกลไก Matchmaker ระดับชาติ: หัวใจของความสำเร็จคือการมีหน่วยงานกลางทำหน้าที่เชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจระดับโลกเข้ากับ SME และมหาวิทยาลัยไทยอย่างเป็นระบบ เพื่อดึงไทยเข้าไปอยู่ใน Global Supply Chain ที่เข้าถึงได้ยากหากไม่มีดีลระดับรัฐบาลหนุนหลัง

 

  • บูรณาการการตัดสินใจ (Multidisciplinary Teamwork): การจัดซื้ออาวุธต้องไม่ใช่เรื่องของ ‘กองทัพ’ เพียงลำพัง กองทัพอากาศอาจเชี่ยวชาญเรื่องเครื่องบิน แต่ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจต้องใช้กระทรวงเศรษฐกิจและหน่วยงานอย่าง BOI เข้ามาช่วยคุมโต๊ะเจรจาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศในภาพรวม 

 

งบประมาณกว่า 60,000 ล้านบาทอาจดูน่าใจหายหากมองว่าเป็นเพียงการซื้อเหล็กกล้ามาจอดทิ้ง แต่หากมองผ่านเลนส์ของ Offset Policy นี่คือ ‘ค่าธรรมเนียมแรกเข้า’ เพื่อให้ประเทศไทยได้เข้าถึงพิมพ์เขียวนวัตกรรมที่เงินเพียงอย่างเดียวก็ซื้อไม่ได้ โดยสวีเดนสัญญาจะส่งมอบมูลค่าทางเศรษฐกิจกลับคืนมาถึง 120% ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งจะเปลี่ยนสถานะไทยจาก ‘ลูกค้า’ เป็น ‘หุ้นส่วนยุทธศาสตร์’ ที่มีโอกาสสร้าง New S-Curve ได้จริง

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising