THE STANDARD Economic Forum 2026: Future Thailand, Future Economy

วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธุรกิจ เทคโนโลยี พลังงาน และอนาคตประเทศไทยผ่าน 8 Future Pillars

มินอ่องหล่ายเยือนไทย: ไทยได้อะไร และต้องระวังอะไร

August 9, 2026
5 min read.
มินอ่องหล่ายเยือนไทย: ไทยได้อะไร และต้องระวังอะไร

NEWSLETTER 9-15 สิงหาคม 2569

 

สวัสดีผู้ติดตาม THE STANDARD ทุกท่าน

 

 

การเยือนไทยอย่างเป็นทางการของ พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ระหว่างวันที่ 6-7 สิงหาคม ตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นมากกว่าการพบกันของผู้นำสองประเทศ เพราะเกิดขึ้นในจังหวะที่ไทยกำลังขยับแนวทางต่อเมียนมา จากการรักษาระยะห่างหลังรัฐประหารปี 2021 ไปสู่สิ่งที่รัฐบาลเรียกว่า Calibrated Re-Engagement หรือการกลับมามีปฏิสัมพันธ์อย่างค่อยเป็นค่อยไป

 

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าไทยควรเปิดประตูพูดคุยกับเมียนมาหรือไม่ แต่คือ ไทยจะได้อะไรจากการเปิดประตูครั้งนี้ และจะป้องกันไม่ให้การมีปฏิสัมพันธ์กลายเป็นการฟื้นความชอบธรรมทางการเมืองให้รัฐบาลเมียนมาโดยไม่มีเงื่อนไขได้อย่างไร

 

ไทยและเมียนมามีพรมแดนร่วมกันยาวกว่า 2,400 กิโลเมตร เชื่อมโยงกันทั้งแรงงาน การค้า พลังงาน และชุมชนชายแดน ขณะที่ผลกระทบจากความขัดแย้งในเมียนมา ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนย้ายประชากร ยาเสพติด เครือข่ายสแกมเมอร์ หมอกควัน มลพิษในแม่น้ำ และปัญหาความมั่นคง ล้วนสามารถข้ามพรมแดนเข้ามากระทบประเทศไทยโดยตรง

 

ข้อเท็จจริงเหล่านี้ทำให้ไทยแทบไม่สามารถหลีกเลี่ยงการติดต่อกับผู้มีอำนาจในเนปิดอว์ได้

 

แต่ความจำเป็นในการพูดคุย ไม่ได้ทำให้คำถามเรื่องความชอบธรรมหายไป

 

มินอ่องหล่ายเป็นผู้นำการรัฐประหารปี 2021 และดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีภายหลังการเลือกตั้งที่ถูกตั้งคำถามจากฝ่ายค้าน รัฐบาลตะวันตก และองค์กรสิทธิมนุษยชน การเดินทางมาไทยจึงไม่ได้มีความหมายเพียงในระดับทวิภาคี แต่เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามขยายพื้นที่ทางการทูตของผู้นำเมียนมา หลังเดินทางเยือนจีน อินเดีย และ สปป.ลาว ก่อนมาถึงกรุงเทพฯ

 

โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่การเลือกระหว่าง ‘คุย’ หรือ ‘ไม่คุย’

 

แต่คือ คุยบนเงื่อนไขอะไร และได้ผลลัพธ์อะไรกลับมา

 

เพราะการเปิดช่องทางเจรจา กับการทำให้ความสัมพันธ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

 

โอกาสทางเศรษฐกิจมีจริง แต่กติกายังไม่พร้อม

 

มิติทางเศรษฐกิจเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของการเยือนครั้งนี้

 

ทั้งสองฝ่ายหารือถึงการรื้อฟื้นคณะกรรมการร่วมทางการค้า หรือ JTC หลังหยุดชะงักมานานกว่าทศวรรษ ไทยเสนอให้เมียนมาผ่อนคลายข้อจำกัดด้านใบอนุญาตนำเข้าสำหรับสินค้าจำเป็นและเครื่องจักร ขณะที่มินอ่องหล่ายเชิญชวนนักลงทุนไทยกลับไปพิจารณาโครงการทวายอีกครั้ง

 

ในทางยุทธศาสตร์ เมียนมายังคงมีความสำคัญต่อไทย ทั้งในฐานะตลาด แหล่งทรัพยากรและแรงงาน รวมถึงเส้นทางเชื่อมต่อออกสู่มหาสมุทรอินเดีย หากสถานการณ์มีเสถียรภาพมากขึ้น ภาคเกษตร อาหาร ค้าปลีก สุขภาพ และโครงสร้างพื้นฐานยังมีโอกาสทางเศรษฐกิจอยู่มาก

 

รศ. ดร.นิสิต พันธมิตร นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ว่า สถานการณ์ในขณะนี้อาจเปรียบได้กับ ‘เศรษฐกิจแบบม่านเปิด’ คือภาคธุรกิจเริ่มมองเห็นช่องทางและโอกาสในการกลับมาเจรจาอีกครั้ง หลังเผชิญความไม่แน่นอนมาหลายปี

 

แต่การเปิดม่านทางการทูตไม่ได้หมายความว่าระบบเศรษฐกิจเปิดตามไปด้วย

 

คอขวดสำคัญยังอยู่ที่ข้อจำกัดด้านเงินตราต่างประเทศ ความแตกต่างระหว่างอัตราแลกเปลี่ยนทางการกับตลาดจริง ระบบใบอนุญาตนำเข้า และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายเงินทุน ซึ่งยังทำให้การดำเนินธุรกิจในเมียนมามีความซับซ้อนอย่างมาก

 

สำหรับนักลงทุน คำถามพื้นฐานยังคงอยู่ตั้งแต่ เงินลงทุนจะเข้าไปได้อย่างไร การชำระเงินจะทำได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่ กำไรสามารถนำกลับออกมาได้เพียงใด และกฎเกณฑ์จะมีความแน่นอนตลอดอายุการลงทุนหรือไม่

 

ดังนั้น การฟื้นการเจรจาการค้า หรือการเชิญชวนลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ ยังไม่ควรถูกตีความว่าเมียนมากลับมาเป็นตลาดที่สามารถลงทุนได้ตามปกติ

 

โอกาสทางเศรษฐกิจมีอยู่ แต่เงื่อนไขที่จะเปลี่ยนโอกาสให้เป็นการลงทุนจริงยังไม่ครบถ้วน

 

ความชอบธรรมคือคำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

 

อีกด้านหนึ่งของการเยือนคือคำถามเรื่องความชอบธรรมทางการเมือง

 

เสียงวิจารณ์จากฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเมียนมาและองค์กรสิทธิมนุษยชนมองว่า การต้อนรับมินอ่องหล่ายอย่างเป็นทางการอาจช่วยสร้างภาพว่าการเมืองเมียนมากำลังกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทั้งที่ความขัดแย้งภายในประเทศและข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนยังไม่ได้สิ้นสุดลง

 

ข้อวิจารณ์เหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าไทยจำเป็นต้องหยุดติดต่อกับเมียนมา

 

แต่ทำให้รัฐบาลไทยต้องอธิบายให้ชัดว่า การยกระดับการมีปฏิสัมพันธ์มีเงื่อนไขอะไร และไทยคาดหวังให้อีกฝ่ายดำเนินการเรื่องใดเป็นการตอบแทน

 

เช่น การจัดการเครือข่ายสแกมเมอร์จะไปถึงผู้มีอำนาจและเส้นทางการเงินเบื้องหลัง หรือหยุดอยู่เพียงผู้ปฏิบัติการระดับล่าง

 

ปัญหายาเสพติด การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมข้ามชาติจะมีความร่วมมือที่วัดผลได้เพียงใด

 

หรือข้อตกลงเกี่ยวกับคุณภาพน้ำและสิ่งแวดล้อมจะนำไปสู่การจัดการต้นเหตุของมลพิษข้ามพรมแดนได้จริงหรือไม่

 

คำถามเหล่านี้ไม่ใช่เหตุผลให้ไทยปิดประตูการเจรจา

 

แต่เป็นเหตุผลว่า การเจรจาต้องมีเงื่อนไข มีตัวชี้วัด และมีกลไกติดตามผล

 

มิฉะนั้นเส้นแบ่งระหว่าง Re-Engagement กับ Normalisation จะยิ่งเลือนราง

 

ไทยกำลังเป็นสะพานให้อาเซียน หรือเป็นทางกลับเข้าสู่อาเซียน?

 

การเยือนครั้งนี้ยังต้องมองผ่านบริบทของอาเซียน

 

ฉันทมติ 5 ข้อของอาเซียนที่ประกาศตั้งแต่ปี 2021 ยังไม่สามารถสร้างความคืบหน้าที่ชัดเจนต่อวิกฤตเมียนมาได้ หลังผ่านไปห้าปี ประเทศสมาชิกต้องเผชิญกับข้อจำกัดของแนวทางเดิม และไทยกำลังทดลองเปิดช่องทางการติดต่อโดยตรงมากขึ้น

 

รัฐบาลไทยมองว่าการพูดคุยโดยตรงสามารถช่วยสร้างความไว้วางใจ เปิดพื้นที่สำหรับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และอาจนำไปสู่ความคืบหน้าตามฉันทมติ 5 ข้อ

 

เหตุผลดังกล่าวมีน้ำหนักในทางการทูต เพราะการเจรจาไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากไม่มีช่องทางการติดต่อ

 

แต่แนวทางนี้ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน

 

หากเมียนมาค่อยๆ กลับเข้าสู่การประชุมระดับสูง ฟื้นความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ และได้รับการยอมรับทางการทูตมากขึ้น โดยไม่มีความคืบหน้าที่สอดคล้องกันในเรื่องการลดความรุนแรง ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม หรือกระบวนการทางการเมือง อาเซียนอาจสูญเสียอำนาจต่อรองที่เหลืออยู่

 

ไทยจึงอาจไม่ได้เผชิญเพียงคำถามว่า จะเป็นสะพานเชื่อมเมียนมากับอาเซียนได้หรือไม่

 

แต่ต้องตอบให้ได้ด้วยว่า สะพานนั้นนำไปสู่อะไร

 

นำไปสู่การลดความรุนแรง การเปิดพื้นที่ช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการเจรจา หรือเพียงช่วยให้รัฐบาลเมียนมากลับเข้าสู่เวทีภูมิภาคได้ง่ายขึ้น

 

ในที่สุด ความแตกต่างระหว่างการเป็น ‘สะพานสู่ทางออก’ กับการเป็น ‘ทางกลับเข้าสู่ภาวะปกติ’ จะขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนี้

 

3 เรื่องที่ต้องจับตาหลังการเยือน

 

เรื่องแรก ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่วัดได้ เมียนมาจะผ่อนคลายข้อจำกัดด้านใบอนุญาตนำเข้าและเงินตราต่างประเทศจริงหรือไม่ ระบบการชำระเงินระหว่างสองประเทศจะมีธุรกรรมเพิ่มขึ้นเพียงใด และนักลงทุนไทยจะได้รับความแน่นอนเรื่องการเคลื่อนย้ายเงินทุนและการนำกำไรกลับประเทศหรือไม่

 

หากคำถามเหล่านี้ยังไม่มีคำตอบ การประกาศเป้าหมายทางการค้าและการลงทุนก็อาจยังไม่เปลี่ยนเป็นเม็ดเงินจริง

 

เรื่องที่ 2 ปัญหาข้ามพรมแดนที่กระทบประชาชน ยาเสพติด สแกมเมอร์ แรงงาน มลพิษทางน้ำ และความมั่นคงชายแดน คือปัญหาที่ประชาชนไทยได้รับผลกระทบโดยตรง

 

ความร่วมมือที่เกิดขึ้นหลังการเยือนจึงควรมีกรอบเวลา หน่วยงานรับผิดชอบ และผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่หยุดอยู่เพียงถ้อยแถลงทางการทูต

 

หากความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดขึ้นไม่สามารถทำให้ปัญหาเหล่านี้ดีขึ้น คำถามย่อมตามมาว่า การยกระดับความสัมพันธ์สร้างประโยชน์ให้ใคร

 

เรื่องที่ 3 เงื่อนไขทางการเมืองของอาเซียน รัฐบาลไทยยังต้องอธิบายว่า Calibrated Re-Engagement เชื่อมโยงกับฉันทมติ 5 ข้อและเป้าหมายเรื่องสันติภาพในเมียนมาอย่างไร

 

คำถามที่ต้องติดตามคือ การกลับมามีปฏิสัมพันธ์จะเปิดพื้นที่ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการเจรจามากขึ้นจริงหรือไม่ หรือท้ายที่สุดความสัมพันธ์จะค่อยๆ กลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยที่เมียนมาไม่จำเป็นต้องแสดงความคืบหน้าตามเงื่อนไขทางการเมืองของอาเซียน

 

การพูดคุยเป็นเพียงเครื่องมือไม่ใช่ผลลัพธ์

 

การเยือนครั้งนี้จึงไม่ควรถูกประเมินจากพิธีต้อนรับ จำนวนข้อตกลง หรือภาพการจับมือระหว่างผู้นำ

 

ตัวชี้วัดที่สำคัญกว่าคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้

 

ภูมิศาสตร์ทำให้ไทยแทบไม่สามารถหลีกเลี่ยงการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจในเมียนมาได้ แต่ความจำเป็นในการติดต่อไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลเพียงพอสำหรับการฟื้นความสัมพันธ์โดยปราศจากเงื่อนไข

 

ถ้าการเปิดช่องทางครั้งนี้นำไปสู่ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่มากขึ้น การลดความรุนแรง การจัดการอาชญากรรมข้ามชาติที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิม กติกาทางเศรษฐกิจที่แน่นอนขึ้น และความคืบหน้าภายใต้กรอบอาเซียน ไทยย่อมมีเหตุผลที่จะชี้ว่าแนวทางดังกล่าวสร้างผลลัพธ์

 

แต่ถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นมีเพียงการฟื้นการค้า การเยือนระดับสูง และการกลับเข้าสู่เวทีภูมิภาค โดยไม่มีความเปลี่ยนแปลงที่วัดผลได้ในด้านอื่น คำถามว่าไทยกำลังช่วยสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลเมียนมาหรือไม่ จะยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้น

 

ไทยไม่สามารถเลือกภูมิศาสตร์ของตนเองได้ แต่สามารถเลือกเงื่อนไขของความสัมพันธ์ได้

 

ซึ่งจะเป็นบททดสอบที่แท้จริงของ Calibrated Re-Engagement ครั้งนี้

 

กองบรรณาธิการ THE STANDARD

 


Editor’s Pick:

“เศรษฐกิจต้องไม่สะดุด” อนุทินจับมือมินอ่องหล่าย ตั้งเป้าการค้า 12,000 ล้านดอลลาร์ ผลักดันการค้าชายแดน “เศรษฐกิจต้องไม่สะดุด” อนุทินจับมือมินอ่องหล่าย ตั้งเป้าการค้า 12,000 ล้านดอลลาร์ ผลักดันการค้าชายแดน
6 ส.ค. 2569 | 17:10
อ่านเกม ‘มิน อ่อง หล่าย’ เยือนไทย ทำไมเมียนมายังเป็นตลาดที่ไทยทิ้งไม่ได้ ในวันที่ค่าเงินตก ทุนสำรองต่ำ อ่านเกม ‘มิน อ่อง หล่าย’ เยือนไทย ทำไมเมียนมายังเป็นตลาดที่ไทยทิ้งไม่ได้ ในวันที่ค่าเงินตก ทุนสำรองต่ำ
5 ส.ค. 2569 | 21:05
เปิดบทใหม่ไทย-เมียนมา ดัน JTC ในรอบ 10 ปี ปลุก 'เส้นเลือดใหญ่’ ค้าชายแดน ท่าเรือน้ำลึกทวาย เปิดบทใหม่ไทย-เมียนมา ดัน JTC ในรอบ 10 ปี ปลุก ‘เส้นเลือดใหญ่’ ค้าชายแดน ท่าเรือน้ำลึกทวาย
6 ส.ค. 2569 | 19:55
เปิดโจทย์การค้าไทย-เมียนมา ปลดล็อกกฎระเบียบ เงินข้ามแดน และความเชื่อมั่นนักลงทุน ทำอย่างไร? เปิดโจทย์การค้าไทย-เมียนมา ปลดล็อกกฎระเบียบ เงินข้ามแดน และความเชื่อมั่นนักลงทุน ทำอย่างไร?
6 ส.ค. 2569 | 17:32
ไทย-เมียนมา จับมือตั้งคณะทำงานร่วม บริหารจัดการคุณภาพน้ำข้ามพรมแดน ชูเป้าหมายสิ่งแวดล้อมยั่งยืน ไทย-เมียนมา จับมือตั้งคณะทำงานร่วม บริหารจัดการคุณภาพน้ำข้ามพรมแดน ชูเป้าหมายสิ่งแวดล้อมยั่งยืน
6 ส.ค. 2569 | 14:33
Justice For Myanmar ออกแถลงการณ์ประณามรัฐบาลไทย เชิญมินอ่องหล่ายเยือน เรียกร้องหยุดให้ความชอบธรรมรัฐบาลทหาร Justice For Myanmar ออกแถลงการณ์ประณามรัฐบาลไทย เชิญมินอ่องหล่ายเยือน เรียกร้องหยุดให้ความชอบธรรมรัฐบาลทหาร
6 ส.ค. 2569 | 10:31
เมื่อสารพิษจากเหมืองเมียนมาไหลถึงไทย รัฐบาลจะกล้าหยิบวิกฤตคุยกับ ‘มิน อ่อง หล่าย’ หรือไม่? เมื่อสารพิษจากเหมืองเมียนมาไหลถึงไทย รัฐบาลจะกล้าหยิบวิกฤตคุยกับ ‘มิน อ่อง หล่าย’ หรือไม่?
5 ส.ค. 2569 | 17:09
NUG เตือน มินอ่องหล่ายใช้การเยือนไทย-ประเทศอาเซียน สร้างความชอบธรรมในเวทีนานาชาติ NUG เตือน มินอ่องหล่ายใช้การเยือนไทย-ประเทศอาเซียน สร้างความชอบธรรมในเวทีนานาชาติ
5 ส.ค. 2569 | 14:43


Related Insights