สวัสดีผู้ติดตาม THE STANDARD ทุกท่าน
ในอดีต เรามักเชื่อในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่เรียกว่า ‘Trickle-Down Effect’ หรือ ‘ทฤษฎีน้ำซึมบ่อทราย’ ที่เชื่อว่าเมื่อเศรษฐกิจภาพรวมเติบโต มีการลงทุนขนาดใหญ่จากต่างชาติเข้ามา เม็ดเงินเหล่านั้นจะค่อยๆ ซึมลึกลงไปหล่อเลี้ยงคนตัวเล็กตัวน้อยในระบบเศรษฐกิจ แต่ปรากฏการณ์ในวันนี้กำลังตะโกนบอกเราว่า ทฤษฎีน้ำซึมบ่อทรายอาจไม่มีอยู่จริงอีกต่อไปแล้ว
ประเด็นสำคัญ
เส้นกราฟของคนรวยและกลุ่มทุนขนาดใหญ่กำลังพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟ้า (ขาขึ้นของตัว K) ในขณะที่เส้นกราฟของคนชั้นกลาง ผู้มีรายได้น้อย และธุรกิจ SME กำลังดิ่งหัวลงเหว (ขาลงของตัว K) ช่องว่างนี้ไม่ได้เพิ่งเริ่มเกิด แต่มันถ่างออกจนกลายเป็น ‘ความเหลื่อมล้ำ’ ที่จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว
เจาะลึกข้อมูลความจริง ท่ามกลางภาพลวงตาของตัวเลขเศรษฐกิจ
หากเรากางรายงาน SCB EIC Economic Outlook ฉบับไตรมาส 2 ปี 2026 ขึ้นมาดู เราจะเห็นภาพสะท้อนของปรากฏการณ์นี้อย่างชัดเจนและน่าตกใจ
จริงอยู่ที่รายงานระบุว่า มีการปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2026 ขึ้นเป็น 2% โดยได้รับอานิสงส์จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เริ่มคลี่คลาย แต่นั่นเป็นเพียง ‘ยอดภูเขาน้ำแข็ง’
เพราะเมื่อเจาะลึกลงไป SCB EIC ระบุชัดเจนว่า การฟื้นตัวครั้งนี้กระจุกตัวอยู่แค่ในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเท่านั้น การลงทุนภาคเอกชนที่ดูเหมือนจะขยายตัวดีจากเม็ดเงินต่างชาติ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโครงการใหญ่อย่าง Data Center นั้น แท้จริงแล้วกลุ่มธุรกิจเหล่านี้มี ‘สัดส่วนการนำเข้าสูง’ (Import Content)
หมายความว่าเม็ดเงินลงทุนแสนล้านที่เข้ามา สร้างผลบวกต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ภายในประเทศอย่างจำกัดมาก เงินเข้ามาสร้างโรงงาน นำเข้าเครื่องจักร นำเข้าชิ้นส่วน แล้วก็ส่งออกไป ไม่ได้ตกลงมาถึงกระเป๋าของผู้ผลิตชิ้นส่วนชาวไทย หรือร้านข้าวแกงหน้าโรงงานอย่างที่เราเคยหวังไว้
หันมามอง ‘คนตัวเล็ก’ ในระบบเศรษฐกิจอย่างกลุ่มธุรกิจ SME กันบ้าง
ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าชี้ว่า แม้ครึ่งแรกของปี 2569 จะมียอดจัดตั้งธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้น 2.13% แต่ยอดจดทะเบียน ‘เลิกประกอบกิจการ’ กลับพุ่งสูงถึง 7,024 ราย เพิ่มขึ้นถึง 12.49% พวกเขาต้องเผชิญกับพายุลูกใหญ่ ทั้งต้นทุนที่สูงลิ่ว และการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากสินค้านำเข้า โดยเฉพาะทุนต่างชาติที่เข้ามาเบียดแย่งตลาด ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขนักลงทุนจาก ‘จีน’ ที่รั้งแชมป์เข้ามาลงทุนในไทยสูงสุด
ที่น่าเศร้าคือ ภาวะการเงินของ SME อยู่ในจุดที่เปราะบางขีดสุด รายงาน SCB EIC ชี้ให้เห็นว่า มาตรฐานการให้สินเชื่อของสถาบันการเงินนั้น ‘เข้มงวด’ ขึ้นอย่างมาก สินเชื่อกลับมาขยายตัวได้บ้างแค่ในธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ภาวะการเงินของรายย่อยและ SME กลับ ‘ตึงตัว’ โดยสินเชื่อ SME หดตัวลงเรื่อยๆ และเกือบ 1 ใน 4 ของสินเชื่อ SME ในระบบ ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่ต้องจับตาเป็นพิเศษหรือเป็นหนี้เสียไปแล้ว (Stage 2-3) เมื่อกู้แบงก์ไม่ผ่าน ธุรกิจขนาดเล็กกลุ่มไมโครเอนเตอร์ไพรส์กว่า 2.8 ล้านราย (85% ของทั้งหมด) จึงถูกตัดออกจากระบบสินเชื่ออย่างสิ้นเชิง
แล้วในระดับ ‘ครัวเรือน’ ของพวกเราเป็นอย่างไร?
เร็วๆ นี้อาจจะมีพาดหัวข่าวชวนให้ดีใจว่า ‘สัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP ลดลงต่ำสุดในรอบ 6 ปี มาอยู่ที่ 85.9%’ แต่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมายอมรับเองว่า สาเหตุหลักที่สัดส่วนหนี้ลดลง ไม่ใช่เพราะคนไทยรวยขึ้นหรือปลดหนี้ได้ แต่เป็นเพราะ ‘สถาบันการเงินระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น’
เมื่อคนชั้นกลางและคนชั้นล่างเข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบ พวกเขาไปไหน? ข้อมูลจาก SCB EIC สรุปไว้อย่างเจ็บปวดว่า ครัวเรือนไทยกำลังตกอยู่ในภาวะจำยอมต้องเข้าหาแหล่งเงินทุนที่ดอกเบี้ยแพงแต่เข้าถึงง่าย โดยตัวเลขสินเชื่อจาก ‘โรงรับจำนำ’ เร่งตัวพุ่งสูงถึง 18.3% และสหกรณ์ออมทรัพย์โต 5% นี่ไม่ใช่สัญญาณของการมีวินัยทางการเงินที่ดีขึ้น แต่เป็นสัญญาณของ ‘การดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด’ ของคนตัวเล็ก
ยิ่งไปกว่านั้นเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปีที่ ‘รายได้’ ของครัวเรือนไทยปรับตัวลดลง ส่งผลให้ผู้คนต้องรัดเข็มขัด ลดการใช้จ่าย โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่คงทนและสินค้าฟุ่มเฟือย เมื่อคนไม่จับจ่าย ร้านค้ารายย่อยก็ขายของไม่ได้ กลายเป็นโดมิโนเอฟเฟกต์ที่วนกลับมาทำร้าย SME อีกรอบ วนลูปเป็นวงจรแห่งความลำบากของคนตัวเล็ก
ขณะที่ค่าจ้างแรงงานที่แท้จริง (Real Wage) ในไตรมาส 1 ปี 2026 ก็ยังคงจมอยู่ ‘ต่ำกว่า’ ระดับก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 เสียอีก
เรื่องราวทั้งหมดนี้ประกอบร่างให้เราเห็นความจริงว่า ภายใต้ตัวเลข GDP ที่เป็นบวก ภายใต้ความสำเร็จของการดึงดูดเม็ดเงิน FDI มหาศาล โครงสร้างเศรษฐกิจไทยกำลังพังทลายจากฐานราก เราไม่อาจหลอกตัวเองด้วยตัวเลขภาพรวมได้อีกต่อไป และนี่คือสิ่งที่เราต้องตระหนัก
- Macro Growth ไม่เท่ากับ Micro Prosperity: การเติบโตของ GDP (Macro) ที่ 2% ไม่ได้แปลว่าคนไทยทุกคนจะอยู่ดีกินดีขึ้น การฟื้นตัวแบบ K-shape ได้แยกโลกของ ‘กลุ่มทุนเทคโนโลยีขนาดใหญ่’ ออกจาก ‘ครัวเรือนระดับล่างและ SME’ อย่างสิ้นเชิง
- FDI ยุคใหม่ ไม่เกิด Trickle-Down Effect: การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) ในปัจจุบัน มุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งมีสัดส่วนการนำเข้า (Import Content) เพื่อผลิตสูงมาก ทำให้เม็ดเงินไม่ตกลงสู่ Supply Chain ท้องถิ่นเหมือนยุคอุตสาหกรรมดั้งเดิม รัฐบาลจึงไม่สามารถพึ่งพายอด BOI เป็นดัชนีชี้วัดความสุขของคนในประเทศได้เพียงอย่างเดียว
- วิกฤตการเข้าถึงแหล่งทุน (Credit Crunch) ของคนตัวเล็ก: การลดลงของหนี้ครัวเรือนต่อ GDP เป็นเพียงภาพลวงตาทางสถิติ ความเป็นจริงคือธนาคารคุมเข้มการปล่อยกู้ ผลักให้ประชาชนและ SME ต้องหันไปพึ่งพาโรงรับจำนำและแหล่งเงินกู้นอกระบบ
- ทางรอดคือการปรับโครงสร้าง ไม่ใช่แค่เยียวยา: หากปล่อยให้โครงสร้างเศรษฐกิจเอื้อต่อทุนใหญ่และบีบรัดคนตัวเล็กต่อไป ธุรกิจรายย่อยจะล้มหายตายจากไปมากกว่านี้ ภาครัฐจำเป็นต้องมีนโยบายช่วยเหลือเฉพาะจุด (Targeted Measures) ที่ไม่ใช่แค่การแจกเงิน แต่ต้องเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ปกป้องตลาดจากการทุ่มตลาดที่ไม่เป็นธรรม และทลายกำแพงการเข้าถึงสินเชื่อของ SME อย่างเร่งด่วน
กองบรรณาธิการ THE STANDARD
Editor’s Pick
| SMEs ไทยรายเล็ก เริ่มอยู่ไม่ไหว! จากการแข่งขันไม่เป็นธรรม – ขาดแหล่งเงินทุน สมาพันธ์ลุยขอความร่วมมือรัฐ-เอกชนเร่งแก้ 17 ก.ค. 2569 | 10:04 |
| ผู้ว่าฯ ธปท. เร่งแก้ปมแบงก์คุมเข้มสินเชื่อ หลังสัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยลดต่ำสุดรอบ 6 ปี จับตาหนี้เสียปีนี้จ่อขยับขึ้น 15 ก.ค. 2569 | 17:08 |
| ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ พลิกบวกครั้งแรกรอบ 4 เดือน สะท้อนผลงาน ‘คลัง’ ดันมาตรการกระตุ้นบริโภค-ลงทุน 11 ก.ค. 2569 | 9:23 |
| เปิดสถิติธุรกิจครึ่งปี 2569 แม้ยอดจัดตั้งใหม่โต 2.13% แต่ปิดกิจการพุ่ง 7,024 ราย ทุนจีนรั้งแชมป์ 16 ก.ค. 2569 | 18:39 |
| K WEALTH เผยวิกฤตเงียบ ครอบครัวไทยเกิน 80% ไร้แผนสืบทอด ดันดีมานด์ Family Office โตต่อ 15 ก.ค. 2569 | 15:44 |