Opinion – THE STANDARD https://thestandard.co/category/opinion/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 20 Aug 2026 10:45:28 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 The Next Bigshot = Bitcoin (BTC) ? … Hear me out. https://thestandard.co/bitcoin-next-bigshot/ Thu, 20 Aug 2026 10:45:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1244219 ภาพมือถือแสดงโลโก้ Bitcoin และเหรียญ Bitcoin วางอยู่บนโต๊ะ

ทุกวันนี้สินทรัพย์แต่ละตัวเคลื่อนไหวเร็วและแรงมาก ̷ […]

The post The Next Bigshot = Bitcoin (BTC) ? … Hear me out. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมือถือแสดงโลโก้ Bitcoin และเหรียญ Bitcoin วางอยู่บนโต๊ะ

ทุกวันนี้สินทรัพย์แต่ละตัวเคลื่อนไหวเร็วและแรงมาก … ทั้งหุ้นสหรัฐฯที่ทำ All-time high, หุ้นเกาหลีที่วิ่งขึ้นและลงแบบรถไฟเหาะจากการ leverage ของนักลงทุนยุคใหม่, ราคาทองคำที่รีบาวน์กลับมาใกล้ US$4500/oz ขนาดหุ้นไทยยังทำทรงจะไปทดสอบ 1,700 จุด … ตอนนี้ยังมีอะไรถูก / มีอะไรยังพอซื้อได้บ้าง ?

 

คำตอบผมนะ ผมคิดว่ามันคือ Bitcoin (BTC)

 

Not Financial Advice แบบฟินฟลูการเงินนะครับ อิอิ แต่ Hear me Out.

 

ประการแรก: Downcycle ของ Bitcoin (ขึ้น 3 ปี ลง 1 ปี) ผ่านมาแล้วกว่าครึ่งทาง

 

หากใครเป็นสาย Crypto น่าจะทราบถึง Crypto Winter หรือ วัฎจักร 4 ปี ของ Bitcoin (ขึ้น 3 ปี ลง 1 ปี)

 

และ ใช่ครับปี 2026 คือ ปีที่ลง 1 ปี พอดิบพอดี และ ผ่านมากว่าครึ่งทางของปี 2026 เรียบร้อยแล้ว

 

มากไปกว่านั้น หากดูอีกมุม ถ้าเราพิจารณาจากรูป Bitcoin Holder Realized Price หรือ ต้นทุนราคาการถือครอง Bitcoin ของแต่ละประเภทบุคคล, นักลงทุน (ราคาต้นทุนของนักลงทุนระยะสั้น ราคาต้นทุนของนักลงทุนระยะยาว และ ราคาต้นทุนของนักลงทุนทั้งหมด)

 

เราจะพบว่า ราคาของ Bitcoin ปัจจุบัน เทียบเท่าหรือแทบจะใกล้กับราคาต้นทุนของนักลงทุนระยะสั้น และ ห่างจากราคาต้นทุนของนักลงทุนระยะยาวอีกไม่ไกลเท่าไหร่ หรือ ราว US$10K+/-

 

ถือว่าถูกมากครับ เมื่อเทียบกับช่วงปี 2024 และ 2025 ที่ส่วนต่างราคา Bitcoin กับราคาต้นทุนของนักลงทุนระยะยาวห่างกับเกือบราว US$50K+/-

 

ประการที่สอง: BTC/Gold Ratio ต่ำสุดในรอบ 3 ปี (เทียบเท่าปี 2022, 2023)

 

เราดูในเชิงของตนเองไปแล้ว (ราคา และ Pattern ของ Bitcoin เองในอดีต)

 

คราวนี้เรามาดูกันในเชิงเปรียบเทียบกันบ้าง … แน่นอนครับ ต้องเปรียบกับคู่แข่งตลอดกาลอย่าง “ทองคำ” … ดูสิ้ ทองคำ กับ ทองคำดิจิทัล ใครจะแน่กว่ากัน

 

ผมนำภาพ BTC/Gold ratio มาให้ดูครับ หรือ ภาพสัดส่วนที่กำลังจะบอกว่า Bitcoin เทียบกับราคาทองคำ … อะไร และ ใคร ถูกแพงกว่ากันแค่ไหน …

 

… ซึ่งเราจะเห็นว่า Ratio ดังกล่าวต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี หรือ พูดง่ายๆ ราคา Bitcoin ถูกมากเมื่อเทียบกับ ราคา ทองคำ และ ถูกที่สุดใน รอบ 3 ปี

 

ประการสุดท้าย: US Yields 30 ปี สหรัฐฯ ทะลุ 5.25% ทำ New high รอบ 19 ปี

 

และ สุดท้าย หนีไม่พ้น คือ ประเด็นเศรษฐกิจครับ เพราะ ปัจจุบัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯทะลุ 5.25% ทำจุดสูงสุดใหม่ หรือ New high รอบ 19 ปี ตั้งแต่ปี 2007 เรียบร้อยแล้ว

 

สะท้อนความไม่เชื่อมั่นต่อการถือพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวของสหรัฐฯ และ ชัดเจนครับว่าถึงแม้จะให้ Yields 5%++ … คนก็ไม่ถืออยู่ดี

 

จนล่าสุด กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ถึงขนาดต้องประกาศเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลมากกว่าสองเท่า เพื่อดูดซับแรงขายพันธบัตรตัวยาว

 

ซึ่งผมว่าขอนี้ชัดนะครับ เพราะว่าเหตุการณ์นี้

 

คนไม่มั่นใจพันธบัตรตัวยาว ย้ำว่าตัวยาว ของสหรัฐฯ และ เพื่อนๆลองถามตัวเองดูว่า สินทรัพย์ใดเกิดมาเพื่อแทนที่การถือเงินดอลลาร์, พันธบัตรสหรัฐฯ… มันก็คือ Bitcoin ยังไงล่ะ … Bitcoin เกิดมาเพราะไม่ชอบที่รัฐแทรกแซงไง !

 

ดังนั้น ใครตกรถสินทรัพย์อะไรในปีนี้ … Hear me Out ครับ

 

และ ลองไปพินิจพิเคราะห์ ตัดสินใจกันดูเองครับ (Not Financial Advice) (Just Hear me Out)

 

ภาพมือถือแสดงโลโก้ Bitcoin และเหรียญ Bitcoin วางอยู่บนโต๊ะ 1

ภาพมือถือแสดงโลโก้ Bitcoin และเหรียญ Bitcoin วางอยู่บนโต๊ะ 2

 

*ที่มา: MacroMicro/ CBOND

 

หมายเหตุ:

  • การแสดงความเห็นให้คำแนะนำดังกล่าว ข้าพเจ้าขอเรียนว่า เป็นการกระทำในนามส่วนตัวของข้าพเจ้า เท่านั้น บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด มิได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ใดๆ ทั้งสิ้น

 

ภาพ: Phongphan / Shutterstock

The post The Next Bigshot = Bitcoin (BTC) ? … Hear me out. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดกลยุทธ์ T.C.K. International ยักษ์ใหญ่บรรจุภัณฑ์พลาสติกครบวงจรกว่า 30 ปี https://thestandard.co/tck-international-packaging-strategies/ Wed, 19 Aug 2026 12:00:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1243720 ภาพบรรจุภัณฑ์พลาสติกหลากหลายรูปแบบจาก T.C.K. International

ในโลกธุรกิจ B2B เบื้องหลังสินค้าอุปโภคบริโภคที่เราใช้กั […]

The post ถอดกลยุทธ์ T.C.K. International ยักษ์ใหญ่บรรจุภัณฑ์พลาสติกครบวงจรกว่า 30 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรจุภัณฑ์พลาสติกหลากหลายรูปแบบจาก T.C.K. International

ในโลกธุรกิจ B2B เบื้องหลังสินค้าอุปโภคบริโภคที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน มักมีฟันเฟืองสำคัญที่คอยขับเคลื่อนห่วงโซ่อุปทานอยู่ หนึ่งในนั้นคือ T.C.K. International ที่ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตน้ำดื่ม แต่ยังเป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกและพาเลทชั้นนำของเอเชีย ซึ่งประสบความสำเร็จในธุรกิจ B2B มากว่า 30 ปี ด้วย 3 กลยุทธ์หลักสำคัญ ได้แก่ การเป็น True Partner ที่มีกำลังการผลิตสูงถึง 50 ล้านขวด PET ต่อเดือน จาก 4 โรงงาน การวางรากฐานระบบ One-Stop Service ด้วยแม่พิมพ์มาตรฐานกว่า 200 ดีไซน์ และการปรับตัวรับเทรนด์โลกด้วย Green Packaging

 

🔍 ครบเครื่องเรื่องบรรจุภัณฑ์และฐานการผลิตสเกลใหญ่

 

จุดแข็งของ T.C.K. คือการวางตัวเป็น ‘True Partner’ ที่ส่งมอบโซลูชันด้านบรรจุภัณฑ์แบบเบ็ดเสร็จ

 

🔸กำลังการผลิตระดับสูง: ด้วยเครือข่ายโรงงาน 4 แห่งในประเทศไทย ทำให้มีกำลังการผลิตขวด PET สูงถึงกว่า 50 ล้านขวดต่อเดือน รองรับความต้องการของคู่ค้าได้ทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

 

🔸ไลน์สินค้าที่ครอบคลุม: ดูแลตั้งแต่การผลิตพรีฟอร์ม ฝา และขวดบรรจุภัณฑ์สำหรับเครื่องดื่ม น้ำผลไม้ ซอสปรุงรส น้ำมันพืช ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์เฉพาะทางในกลุ่มเวชภัณฑ์ (Pharmaceutical), ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว (Personal Care) และยังเป็นผู้ผลิตพาเลทพลาสติกรายใหญ่ของประเทศอีกด้วย

 

⚙ วางรากฐานระบบ One-Stop Service เพื่อความได้เปรียบทางธุรกิจ

 

การดูแลคู่ค้าระดับอุตสาหกรรมจำเป็นต้องมีกระบวนการที่เบ็ดเสร็จและรวดเร็ว T.C.K. จึงออกแบบระบบหลังบ้านให้ซัพพอร์ตลูกค้าได้ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ

 

🔸ออกแบบและขึ้นรูปแม่พิมพ์เอง: มีทีมวิศวกรและนักออกแบบใช้ระบบ CAD–CAM ในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์พลาสติก พร้อมทำต้นแบบด้วย 3D Printing เพื่อทดสอบการติดฉลากและการใช้งานจริงก่อนผลิตสเกลใหญ่

 

🔸ลดต้นทุนด้วย Common Mold: พัฒนาแม่พิมพ์มาตรฐานไว้มากกว่า 200 ดีไซน์ ช่วยให้แบรนด์ต่างๆ ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านการออกแบบ และย่นเวลาในการนำสินค้าใหม่ออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น

 

🔸คลังสินค้าและโลจิสติกส์ที่แม่นยำ: มีพื้นที่จัดเก็บสินค้ากว่า 26,000 ตารางเมตร ควบคู่กับกองทัพรถขนส่งระบบปิดกว่า 100 คันในเครือ เพื่อให้การส่งมอบสินค้าปลอดภัยและตรงเวลาที่สุด

 

🌿 ปรับตัวรับเทรนด์โลกด้วย Green Packaging

 

เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคและทิศทางของโลกมุ่งหน้าสู่ความยั่งยืน การพัฒนาบรรจุภัณฑ์จึงต้องเปลี่ยนตาม T.C.K. ได้นำนวัตกรรมสีเขียวเข้ามาปรับใช้ในสายการผลิตอย่างจริงจัง

 

🔸rPET / PCR: ผลิตขวดจากพลาสติกรีไซเคิลที่แข็งแรงปลอดภัยได้มาตรฐานสากล พร้อมเสริมเทคโนโลยีป้องกันแสง UV เพื่อช่วยยืดอายุของสินค้า

 

🔸PLA: ขวด Bioplastic จากวัสดุชีวภาพจากพืช สามารถย่อยสลายได้ภายใน 180 วันในระบบที่เหมาะสม ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

 

🔸Labelless (ขวดไร้ฉลาก): ใช้เทคโนโลยี Laser และ Embossed บนผิวขวดแทนการใช้ฉลากแบบเดิม ช่วยให้การนำไปรีไซเคิลง่ายขึ้นและช่วยลดต้นทุนภาษีพลาสติกของคู่ค้าได้อีกทางหนึ่ง

 

🛡 คุมเข้มมาตรฐานความปลอดภัยทุกตารางนิ้ว

 

การรักษาความไว้วางใจจากแบรนด์ชั้นนำ สะท้อนผ่านการรับรองมาตรฐานสากลที่ครบถ้วน เช่น ISO 9001, ISO 22000, HACCP, GHP และ FSSC 22000

 

🔸วัดความละเอียดระดับไมครอน: ใช้ระบบตรวจสอบอัตโนมัติและเครื่องวัด 3 มิติ (CMM) ที่วัดได้ละเอียดถึง 1 ไมครอน เพื่อควบคุมขนาดและน้ำหนักของชิ้นงานให้สม่ำเสมอเท่ากันทุกชิ้น

 

🔸ห้องผลิต Clean Room: มีห้องปลอดฝุ่นและปลอดการปนเปื้อนมาตรฐานอุตสาหกรรม สำหรับผลิตบรรจุภัณฑ์กลุ่มสุขภาพ ยา และเครื่องสำอางโดยเฉพาะ

 

🔸ระบบลมอัดบริสุทธิ์: เลือกใช้ระบบปั๊มลมแบบ Oil-Free ทั้งโรงงาน เพื่อให้มั่นใจว่าลมอัดที่ใช้ในกระบวนการผลิตสะอาด ปราศจากคราบน้ำมัน ปลอดภัยสูงสุดต่ออุตสาหกรรมอาหารและเวชภัณฑ์

 

การดำเนินธุรกิจแบบ T.C.K. International สะท้อนภาพว่าในโลกธุรกิจยุคใหม่ บรรจุภัณฑ์ที่ดีต้องทำหน้าที่มากกว่าแค่ห่อหุ้มสินค้า แต่ต้องเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แบรนด์ และร่วมดูแลสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

The post ถอดกลยุทธ์ T.C.K. International ยักษ์ใหญ่บรรจุภัณฑ์พลาสติกครบวงจรกว่า 30 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อความไม่แน่นอนคือภาวะปกติใหม่ ซีอีโอต้องใช้ AI เพื่อมองเห็นเร็วและตัดสินใจให้เฉียบคมขึ้น https://thestandard.co/ceo-ai-fast-decisions-uncertainty/ Wed, 19 Aug 2026 08:01:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1243690 ซีอีโอชายกำลังมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่มีข้อมูลและกราฟ

ในโลกธุรกิจที่ความผันผวนเกิดขึ้นพร้อมกันหลายด้าน ทั้งเศ […]

The post เมื่อความไม่แน่นอนคือภาวะปกติใหม่ ซีอีโอต้องใช้ AI เพื่อมองเห็นเร็วและตัดสินใจให้เฉียบคมขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีอีโอชายกำลังมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่มีข้อมูลและกราฟ

ในโลกธุรกิจที่ความผันผวนเกิดขึ้นพร้อมกันหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจ ต้นทุน ห่วงโซ่อุปทาน ภูมิรัฐศาสตร์ และเทคโนโลยี คำถามสำคัญสำหรับซีอีโอไทยในวันนี้ไม่ใช่เพียงว่าองค์กรนำ AI มาใช้มากน้อยเพียงใด แต่คือ AI ช่วยให้ผู้บริหารเห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้น ตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น และเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้เป็นโอกาสทางธุรกิจได้จริงหรือไม่

 

 

ทั้งนี้ ข้อมูลจาก PwC’s CEO Survey Snapshot-August 2026 ซึ่งสำรวจซีอีโอ 351 คนจาก 59 ประเทศและ 27 อุตสาหกรรม ระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคมถึง 22 มิถุนายน 2569 โดยเป็นกลุ่มผู้ตอบแบบสำรวจเดียวกับที่เข้าร่วม PwC’s 29th Global CEO Survey เมื่อปลายปีที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่า มุมมองของผู้นำธุรกิจต่อการเติบโตและการใช้ AI กำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี

 

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การคาดการณ์อนาคตให้ถูกต้องทุกครั้ง แต่เป็นการมีระบบบริหารที่รับรู้สัญญาณได้เร็ว เชื่อมสัญญาณเหล่านั้นกับการตัดสินใจทางธุรกิจ และวัดผลได้ว่าแต่ละการตัดสินใจสร้างคุณค่าจริงหรือไม่ สำหรับซีอีโอไทย นี่คือจุดที่ AI ควรถูกยกระดับจากเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ ไปสู่กลไกเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยให้องค์กรบริหารความเสี่ยงและแสวงหาโอกาสได้พร้อมกัน

 

ความเชื่อมั่นต่อการเติบโตของรายได้ฟื้นเล็กน้อย แม้เผชิญแรงกดดันรอบด้าน

 

แม้ปี 2569 จะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่ผลสำรวจล่าสุดของ PwC พบว่า ซีอีโอทั่วโลกมีมุมมองต่ออนาคตที่ดีขึ้น โดยสัดส่วนผู้บริหารที่เชื่อมั่นต่อการเติบโตของรายได้ในช่วง 12 เดือนข้างหน้าเพิ่มขึ้นจาก 39% เป็น 42% และสัดส่วนผู้ที่เชื่อมั่นต่อการเติบโตในช่วงสามปีข้างหน้าเพิ่มขึ้นจาก 46% เป็น 51% สะท้อนว่าองค์กรจำนวนมากยังคงมองเห็นโอกาสในการเติบโต แม้ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทาย

 

อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นนี้เกิดขึ้นท่ามกลางต้นทุนด้านพลังงาน วัตถุดิบ และโลจิสติกส์ที่ยังได้รับผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ โดยซีอีโอราว 7 ใน 10 ยอมรับว่าต้นทุนของบริษัทปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้การกำหนดราคาและการบริหารห่วงโซ่อุปทานมีความซับซ้อนมากขึ้น

 

สำหรับประเทศไทย ภาพดังกล่าวยิ่งมีนัยสำคัญ เพราะ PwC’s 29th Global CEO Survey – Thailand พบว่า มีเพียง 34% ของซีอีโอไทยที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะปรับตัวดีขึ้นในช่วง 12 เดือนข้างหน้า และเพียง 24% ที่มีความเชื่อมั่นสูงต่อการเติบโตของรายได้องค์กร ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก ความระมัดระวังนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้นำธุรกิจควรชะลอการเปลี่ยนแปลง แต่สะท้อนว่าองค์กรไทยยิ่งต้องเลือกลงทุนอย่างมีวินัย โดยให้ AI เชื่อมโยงกับโจทย์ธุรกิจที่ชัดเจน เช่น การบริหารต้นทุน การคาดการณ์อุปสงค์ การดูแลลูกค้า การบริหารความเสี่ยง และการสร้างรายได้ใหม่

 

AI ต้องไม่ใช่โครงการทดลอง แต่ต้องเป็นวาระการเติบโตของซีอีโอ

 

แม้ AI จะเป็นหนึ่งในวาระสำคัญขององค์กรทั่วโลก แต่เราคงต้องยอมรับว่าผลตอบแทนทางธุรกิจยังไม่เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียมกัน โดยผลสำรวจ PwC’s CEO Survey Snapshot-August 2026 ระบุว่า สัดส่วนขององค์กรที่สามารถรักษาหรือเพิ่มผลกระทบเชิงบวกจาก AI นั้นน้อยกว่าครึ่ง (39%) ขณะที่ 16% รายงานผลกระทบเชิงลบ สะท้อนว่า AI ไม่ได้สร้างคุณค่าโดยอัตโนมัติ แต่ขึ้นอยู่กับความชัดเจนของโจทย์ธุรกิจ คุณภาพของข้อมูล กระบวนการทำงาน และการกำกับดูแล

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองในระดับองค์กร ภาพที่เกิดขึ้นมีความหลากหลายมากขึ้น หลายบริษัทเริ่มเห็นประโยชน์จาก AI อย่างชัดเจน ขณะที่บางแห่งยังคงเผชิญความท้าทายในการเปลี่ยนการลงทุนให้เป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้ สะท้อนให้เห็นว่าการแข่งขันด้าน AI ในปัจจุบันไม่ได้วัดเพียงการนำเทคโนโลยีมาใช้ แต่รวมถึงความสามารถในการประยุกต์ใช้ให้เกิดคุณค่าทางธุรกิจอย่างแท้จริง ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของซีอีโอไทยจากผลสำรวจฉบับประเทศไทยที่แม้จะมีความระมัดระวังต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและการเติบโตของธุรกิจมากขึ้น แต่ยังคงให้ความสำคัญกับ AI ในฐานะกลไกสำคัญสำหรับการสร้างความสามารถในการแข่งขันและการปรับตัวในระยะยาว

 

สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ 38% ของซีอีโอทั่วโลกเริ่มใช้ AI เพื่อมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่เกิดจากภาวะดิสรัปชัน ข้อมูลนี้มีความหมายต่อสื่อและผู้นำธุรกิจไทยอย่างยิ่ง เพราะในช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่แน่นอน ผู้ชนะอาจไม่ใช่องค์กรที่ลงทุนมากที่สุด แต่เป็นองค์กรที่ใช้ AI เพื่ออ่านตลาดเร็วกว่า ปรับโมเดลธุรกิจเร็วกว่า และตัดสินใจบนข้อมูลที่เชื่อมโยงกับผลลัพธ์ทางธุรกิจจริง

 

ผู้นำต้องเปลี่ยน ‘สัญญาณ’ ให้เป็นระบบตัดสินใจ

 

ข้อมูลจากผลสำรวจของ PwC ช่วยให้เราเห็นภาพรวมและทิศทางการบริหารองค์กรของผู้นำ รวมถึงช่วยให้กำหนดแผนกลยุทธ์ข้างหน้าได้อย่างเฉียบคม ผมจึงขอเสนอแนวทางในการวางแผนบริหารองค์กรภายใต้สภาวะปัจจุบันสามด้าน ได้แก่

 

  • กำหนดโจทย์จากผลลัพธ์ทางธุรกิจ ไม่ใช่จากเทคโนโลยี ซีอีโอควรเริ่มจากคำถามว่า ‘การตัดสินใจใดควรเร็วขึ้นหรือดีขึ้น’ แล้วจึงเลือกการใช้งานเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงกับรายได้ ต้นทุน เงินทุนหมุนเวียน ความเสี่ยง หรือประสบการณ์ลูกค้า พร้อมกำหนดตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้ เพื่อหลีกเลี่ยงโครงการที่น่าสนใจเชิงเทคนิค แต่ไม่สร้างผลกระทบในระดับองค์กร
  • เชื่อมข้อมูล คน และกระบวนการเข้าด้วยกัน AI จะสร้างคุณค่าได้ต่อเมื่อข้อมูลมีคุณภาพ เข้าถึงได้ และถูกนำไปใช้ในจังหวะการทำงานจริง ขณะเดียวกัน บุคลากรขององค์กรต้องมีทักษะและอำนาจตัดสินใจที่จะใช้ข้อเสนอแนะจาก AI อย่างเหมาะสม โดยมีการกำกับดูแลที่ชัดเจน เพื่อรักษาความถูกต้อง ความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัย และความรับผิดชอบ
  • สร้างวินัยในการติดตามคุณค่าและปรับโครงการ ข้อมูลจากการสำรวจล่าสุดยังแสดงให้เห็นว่า ผลลัพธ์จาก AI สามารถเปลี่ยนแปลงได้ภายในเวลาไม่กี่เดือน ผู้นำธุรกิจจึงควรทบทวนอย่างสม่ำเสมอ ขยายสิ่งที่สร้างผลลัพธ์ ปรับสิ่งที่มีศักยภาพ และยุติโครงการที่ไม่คุ้มค่า เพื่อให้ทรัพยากรถูกส่งไปยังพื้นที่ที่สร้างความได้เปรียบได้จริง

 

ท้ายที่สุด ความสามารถของซีอีโอยุคใหม่จะไม่ได้วัดจากการมีคำตอบครบทุกข้อ แต่วัดจากการสร้างองค์กรที่มองเห็นเร็ว เรียนรู้เร็ว และตัดสินใจอย่างมีวินัย สำหรับธุรกิจไทย การใช้ AI อย่างมีจุดมุ่งหมายไม่ใช่ทางเลือกด้านเทคโนโลยี แต่เป็นวาระสำคัญของการสร้างความยืดหยุ่น ความสามารถในการแข่งขัน และการเติบโตในระยะยาวครับ

 

ภาพ: Rawpixels stock / Shutterstock

อ้างอิง:

  • PwC’s CEO Survey Snapshot—August 2026, PwC
  • PwC’s 29th Global CEO Survey – Thailand: Leading through uncertainty in the age of AI, PwC ประเทศไทย
  • PwC 2026 Global CEO Survey, PwC

 

The post เมื่อความไม่แน่นอนคือภาวะปกติใหม่ ซีอีโอต้องใช้ AI เพื่อมองเห็นเร็วและตัดสินใจให้เฉียบคมขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Yen Odyssey: มหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยน (ตอน 2) https://thestandard.co/yen-odyssey-intervention-future/ Wed, 19 Aug 2026 07:29:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1243669 The Yen Odyssey: มหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยน (ตอน 2)

บทความก่อนเราได้เรียนรู้จากมหากาพย์การเดินทางของค่าเงิน […]

The post The Yen Odyssey: มหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยน (ตอน 2) appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Yen Odyssey: มหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยน (ตอน 2)

บทความก่อนเราได้เรียนรู้จากมหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยนหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น ระดับราคาของเงินที่มีผลต่อทิศทางในอนาคต การกลับทิศที่มักเกิดขึ้นเมื่อมีวิกฤตเศรษฐกิจ และเป้าหมายของอัตราแลกเปลี่ยนที่ขยับไปตามยุคสมัย

 

เราทิ้งท้ายไว้ด้วยคำถามว่าแรงส่งของเงินเยนจากการเข้าแทรกแซง จะทำให้เงินเยนแข็งค่าได้จริงหรือ

 

เริ่มจากฝ่ายที่มองว่าการเปลี่ยนทิศรอบนี้จะไม่สำเร็จ ให้เหตุผลว่าลึกๆ ในใจผู้กำหนดนโยบายอาจไม่ได้ต้องการให้เยนแข็งทันที

 

การแทรกแซงครั้งนี้เป็นแบบ Sterilized Intervention คือกระทรวงการคลังนำเงินสำรองไปซื้อเยนแต่ปริมาณเงินในระบบเท่าเดิม จึงเป็นเพียงการเปลี่ยนมือผู้ถือสินทรัพย์ระยะสั้น

 

ข้อที่สอง การแทรกแซงเกิดขึ้นแทนที่การขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง คาดว่าเป็นเพราะญี่ปุ่นระวังกับระดับหนี้สาธารณะ/GDP ที่สูงกว่า 200% ทำให้ผลจากการพยุงค่าเงินเกิดขึ้นแค่ในช่วงเวลาจำกัด

 

ข้อที่สามคือการเมือง รัฐบาล Takaichi ยังคงต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจและควบคุมเงินเฟ้อ ปริมาณเงินเยนที่เพิ่มขึ้นจะสร้างความกังวลด้านความยั่งยืนของนโยบายภาษี หรือกดดันให้เยนอ่อนค่าลงเร่งเงินเฟ้อได้อีก

 

ระยะสั้นถึงสิ้นปี 2026 กรณีที่เป็นไปได้มากที่สุดคือกรอบ 150-165 เยนต่อดอลลาร์

 

สำหรับมุมมองด้านแข็ง การจะลงไปต่ำกว่า 150 เยน/ดอลลาร์ ผมมองว่าโอกาสมีน้อย เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจญี่ปุ่นคงเดิม ดอกเบี้ยโดยรวมต่ำกว่าสหรัฐ เยนแข็งเร็วอาจเกิดขึ้นได้ในกรณีเดียวคือ Fed ต้องกลับเข้าสู่รอบการลดดอกเบี้ย เพราะเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะชะลอตัวพร้อมกับเงินเฟ้อลดลง

 

ในทางกลับกัน การปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนอ่อนทะลุ 165 เยน/ดอลลาร์ ก็มีความเป็นไปได้ต่ำ เนื่องจากทั้งสองประเทศเพิ่งประกาศจุดยืนร่วมกันว่าเยนต่ำกว่ามูลค่าอย่างมีนัยสำคัญ การปล่อยเยนอ่อนจากจุดแทรกแซงเดิม เท่ากับยอมรับว่าปฏิบัติการล้มเหลว เป็นต้นทุนทางการเมืองที่สูงมากสำหรับทั้งสองประเทศ

 

นอกจากนี้ ในระยะยาว โครงสร้างของเศรษฐกิจโลกปัจจุบันชี้ว่าจุดที่เหมาะสมจริงอาจไม่จำเป็นต้องใกล้จุดเริ่มต้นของการเดินทางเสมอไป

 

แม้แบบจำลองมูลค่าที่เหมาะสมของสถาบันวิจัยชั้นนำหลายแห่งชี้ตรงกันว่าเยนถูกกว่าพื้นฐานอยู่ราว 30-40% ค่ากลางอยู่ในช่วง 110-115 เยน/ดอลลาร์

 

แต่ในมุมมองของผม จุดสมดุลใหม่ที่สะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจปัจจุบันไม่จำเป็นต้องอ้างอิงอดีต เพราะโครงสร้างที่เปลี่ยนไปเช่นญี่ปุ่นตอนนี้ต้องนำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมด ดุลบริการก็หดตัวจากธุรกิจ digital นอกจากนั้นบริษัทญี่ปุ่นก็ย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศไปแล้วเป็นส่วนใหญ่

 

เป้าหมายดอลลาร์​/เยนใหม่จะปรากฏชัดเจน เมื่อญี่ปุ่นสามารถปลดล็อกสามเงื่อนไขสำคัญได้

 

เงื่อนไขแรก คือส่วนต่างดอกเบี้ยนโยบายต้องกลับสู่จุดที่สมดุล

 

ไม่ใช่แคบลงเพียงเพราะ BOJ ขึ้นดอกเบี้ย แต่ Fed ต้องลดดอกเบี้ยควบคู่ไปด้วย เพราะส่วนต่างดอกเบี้ยเป็นเหตุผลสำคัญที่เงินทุนของสถาบันขนาดใหญ่จะถูกปรับสัดส่วนกลับมาถือสินทรัพย์ญี่ปุ่นอย่างถาวร ไม่ใช่แค่ปิดสถานะเก็งกำไรชั่วคราว

 

เงื่อนไขที่สอง คือทิศทางนโยบายการคลังต้องกลับเข้าสู่สมดุล

 

ในทางทฤษฎีมีสามทางคือ ตัดลดรายจ่าย เก็บภาษีเพิ่ม หรือปล่อยให้เงินเฟ้อและการเติบโตช่วยลดสัดส่วนหนี้ แต่ในทางปฏิบัติ ผมมองว่ารัฐบาล Takaichi อยากเลือกแค่ทางเลือกที่ 3 แต่อาจต้องรอจนกว่าจะมีจุดเปลี่ยนสำคัญ เช่นวิกฤตเศรษฐกิจโลกเกิดขึ้นก่อน

 

เงื่อนไขที่สาม คืออัตราแลกเปลี่ยนต้องสร้างสมดุลใหม่ให้กับธุรกิจญี่ปุ่นได้ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ

 

หมายความว่าเงินเยนต้องอยู่ในระดับที่ทำให้เงินเฟ้อไม่สูงเกินไป ขณะเดียวกันก็ต้องไม่แข็งจนลดความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกไปพร้อมกัน ซึ่งอาจไม่ใช่ตัวเลขคงที่ตัวเดียวเหมือนในอดีต

 

สำหรับนักลงทุนไทย สิ่งที่ผมมองว่าจะเกิดขึ้นจริงคือ เยนอาจไม่แข็งค่าเร็ว ขณะเดียวกัน BOJ ก็อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยช้ากว่าที่ตลาดคาด

 

แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือมุมมองเรื่องความสัมพันธ์

 

ในอดีต เยนแข็งเป็นสัญญาณลบเสมอ เพราะมักเกิดจากวิกฤตที่ผลักเงินทุนถอยกลับเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัย ในยุค Abenomics ความสัมพันธ์ระหว่างเยนอ่อนกับตลาดหุ้นที่ขึ้นสูงถึงระดับ 0.8

 

แต่ช่วงนี้ Correlation ลดเหลือเพียง 0.2 ถ้าการแข็งค่ารอบนี้เกิดจากความตั้งใจของนโยบายเหมือนช่วง Plaza Accord พร้อมดอกเบี้ยที่กลับสู่ระดับปกติ และกำลังซื้อในประเทศที่ฟื้น เยนแข็งจะเปลี่ยนสถานะจากศัตรูของตลาดหุ้นญี่ปุ่น มาเป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจกลับสู่ภาวะปกติได้เป็นครั้งแรกในรอบสามทศวรรษ

 

ท้ายที่สุด บทเรียนจากมหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยน อาจเป็นเรื่องการพิสูจน์ความตั้งใจของผู้กำหนดนโยบายญี่ปุ่นเอง

 

โอดิสซิอุสมีทางเลือกที่จะเป็นอมตะอยู่บนเกาะของนางคาลิปโซตลอดไป แต่เขาเลือกที่จะกลับบ้านแม้ต้องเสี่ยงตายอีกหลายครั้ง

 

ญี่ปุ่นก็มีทางเลือกไม่ต่างกัน ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาเยนอ่อนคือทางที่สบายที่สุด จนวันนี้ที่ผลข้างเคียงเริ่มกลายเป็นความเสี่ยง

 

อย่างไรก็ดี การตั้งเป้าหมายกลับตัวไม่ใช่จุดจบ เหมือนโอดิสซิอุสที่ต้องยิงธนูพิสูจน์ตัวเองก่อนจะได้บ้านคืนจริง ญี่ปุ่นก็ต้องพิสูจน์ตัวเอง และนั่นคือบททดสอบที่ยากกว่าการตัดสินใจกลับตัวเสียอีกครับ

 

The Yen Odyssey: มหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยน (ตอน 2) 1

ทิศทางตลาดหุ้นญี่ปุ่นและความสัมพันธ์กับค่าเงินเยนช่วง 60ปีที่ผ่านมา

ที่มา: BOJ, Bloomberg และ FSS

 

ภาพ: Dragon Claws / Shutterstock

 

 

The post The Yen Odyssey: มหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยน (ตอน 2) appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรงเรียนที่ปลอดภัยคือ โรงเรียนที่เข้าใจ เอาใจใส่ และรับฟังเสียงของเด็กอย่างแท้จริง https://thestandard.co/safe-schools-listen-children/ Tue, 18 Aug 2026 07:32:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1243240 แฟ้มภาพ: นักเรียนไทยสวมหน้ากากอนามัยนั่งเว้นระยะห่างในห้องเรียน

ทุกครอบครัวต่างคุ้นเคยกับความวุ่นวายในตอนเช้า ปลุกลูกให […]

The post โรงเรียนที่ปลอดภัยคือ โรงเรียนที่เข้าใจ เอาใจใส่ และรับฟังเสียงของเด็กอย่างแท้จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
แฟ้มภาพ: นักเรียนไทยสวมหน้ากากอนามัยนั่งเว้นระยะห่างในห้องเรียน

ทุกครอบครัวต่างคุ้นเคยกับความวุ่นวายในตอนเช้า ปลุกลูกให้ลุกจากเตียง รีบกินข้าวเช้า และคอยเตือนลูกให้ไม่ลืมกระเป๋านักเรียน แม้ทุกเช้าจะเต็มไปด้วยความชุลมุน แต่เราก็อดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้ เพราะนี่คืออีกหนึ่งวันที่ลูกๆ จะได้เรียนรู้ เติบโต และเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต

 

แต่ความรู้สึกเหล่านี้อาจเปลี่ยนไป หลังเหตุการณ์ความรุนแรงในวันที่ 7 สิงหาคม ได้สร้างความสะเทือนใจให้กับคนทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะเด็กๆ ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เท่านั้น แต่รวมถึงเด็กทั่วประเทศที่กำลังรู้สึกว่าความปลอดภัยในโรงเรียนของพวกเขาถูกสั่นคลอน มีเด็กเสียชีวิต ได้รับบาดเจ็บ และอีกไม่น้อยต้องเผชิญกับบาดแผลทางใจที่อาจติดอยู่ในใจพวกเขาไปอีกนาน

 

โศกนาฏกรรมครั้งนี้ยังสร้างความสะเทือนใจอย่างใหญ่หลวงให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาหลายแสนคนที่เดินทางไปทำงานในแต่ละวันด้วยความตั้งใจที่จะมอบการเรียนรู้ที่ดีที่สุดให้กับเด็ก เหตุการณ์ครั้งนี้ มีครูและบุคลากรของโรงเรียนเสียชีวิตถึง 5 คน รวมถึงครูแนะแนว ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรับฟังและดูแลเด็ก

 

UNICEF ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต ครอบครัวที่สูญเสียปู่และย่า รวมทั้งนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บและกำลังเผชิญกับบาดแผลทางใจ ตลอดจนคุณครูและบุคลากรทุกคนในโรงเรียนที่แม้กำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้า พวกเขาก็ยังคงช่วยกันดูแลและสร้างความมั่นใจให้กับเด็กอีกหลายพันคน ทั้งหมดต่างก็ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้ และกำลังแบกภาระทางจิตใจของเรื่องราวที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น

 

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้เห็นภาพที่สะเทือนใจผ่านสื่อต่างๆ ไม่เพียงภาพจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยังรวมถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยที่โรงเรียนทั่วประเทศนำมาใช้ ทั้งการตรวจค้นกระเป๋านักเรียนในพิษณุโลก การมีตำรวจเดินตรวจตามหน้าโรงเรียนในเชียงใหม่ เราอาจได้เห็นข้อความจากนักเรียนที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ซึ่งออกมาเรียกร้องผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า อย่าโทษโรงเรียนของพวกเขากับสิ่งที่เกิดขึ้น พวกเขากำลังขอสิ่งที่เรียบง่ายแต่สำคัญ นั่นคือ ‘ความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจ’ ทั้งที่เด็กคนหนึ่งไม่ควรต้องเป็นฝ่ายออกมาร้องขอสิ่งนี้ด้วยตัวเอง

 

แต่เสียงที่ยังไม่ได้ปรากฏในพื้นที่สื่อมากนัก คือเสียงของเด็กและเยาวชนจากทั่วประเทศ ผู้ซึ่งเป็นกลุ่มที่เข้าใจชีวิตในโรงเรียนไทยดีที่สุด

 

ทั้งนี้ ไม่ได้หมายถึงเด็กๆ ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรีที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ซึ่งควรได้รับเวลาและพื้นที่ในการเยียวยาจิตใจ แต่เสียงที่ว่านี้ หมายถึงเสียงของนักเรียนจากทั่วประเทศที่กำลังรู้สึกสะเทือนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ประสบการณ์และมุมมองของพวกเขาเป็นสิ่งจะช่วยให้สังคมเข้าใจเหตุการณ์นี้ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

 

อนาคตต่อจากนี้จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และเราจำเป็นต้องร่วมกันสร้างอนาคตใหม่ หน้าที่ของพวกเราคือ ทำให้อนาคตนั้นดีกว่าเดิมสำหรับทุกคน โดยเฉพาะครอบครัว ครู และคนที่สำคัญที่สุด คือเด็กๆ

 

รัฐบาลควรได้รับคำชื่นชมที่แสดงความมุ่งมั่นและเร่งดำเนินการอย่างรวดเร็ว โดยมีมาตรการหลายด้านที่บางประเทศอาจไม่ได้ดำเนินการทันทีเมื่อเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงในลักษณะเดียวกัน ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน กระทรวงศึกษาธิการได้ออกมาตรการเร่งด่วน 9 ข้อ ขณะที่คณะรัฐมนตรีประกาศให้ความปลอดภัยในโรงเรียนเป็นวาระแห่งชาติ โดยให้ทุกสถานศึกษาเป็นเขตพื้นที่ปลอดภัย พร้อมเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยและการดูแลสุขภาพจิตสำหรับนักเรียนและบุคลากร นอกจากนี้ รัฐบาลอยู่ระหว่างการปรับปรุงกฎหมายและทบทวนมาตรการควบคุมอาวุธปืน ขณะเดียวกัน 5 กระทรวงกำลังร่วมกันจัดทำมาตรฐานความปลอดภัยโรงเรียนแห่งชาติ โดยตั้งเป้าให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน

 

มาตรการต่างๆ ที่เกิดขึ้นนี้อยู่ในทิศทางที่ถูกต้อง เพราะมาตรการเหล่านี้ ‘สอดคล้อง’ กับสิ่งที่ UNICEF ได้รับฟังจากเด็กๆ เมื่อปลายปี 2567 เราได้พูดคุยกับนักเรียนจากทุกภูมิภาคในประเทศ เพื่อถามพวกเขาว่า จะทำให้โรงเรียนปลอดภัยมากขึ้นได้อย่างไร เด็กๆ บอกว่าโรงเรียนควรมีการซ้อมรับมือเหตุฉุกเฉินอย่างสม่ำเสมอ มีการตรวจอาวุธและยาเสพติดที่เข้มงวดขึ้น และมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมากขึ้น พวกเขายังต้องการการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตในโรงเรียนที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น

 

นอกจากนี้ เด็กๆ ยังต้องการมีส่วนร่วมในการกำหนดกฎระเบียบใหม่ของโรงเรียน โดยเฉพาะเมื่อมีการนำมาตรการใหม่มาใช้ เด็กและเยาวชนควรมีส่วนร่วมเพราะพวกเขารู้จักโรงเรียนของตัวเองดีที่สุด และรู้ดีว่าความเสี่ยงที่ต้องเผชิญในแต่ละวันคืออะไร ความรุนแรงในโรงเรียนไม่ใช่เรื่องใหม่ และแม้เหตุการณ์วันที่ 7 สิงหาคมจะเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ แต่ก็ไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีสัญญาณมาก่อน

 

นอกเหนือจากมาตรการด้านความปลอดภัยแล้ว เด็กๆ ยังเรียกร้องอีกสิ่งหนึ่ง นั่นคือ “คุณครูที่ดีต่อใจ” ครูที่ได้รับการสนับสนุนอย่างเพียงพอ เพื่อให้สามารถดูแลทั้งการศึกษาและความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้เด็กรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น เพราะโรงเรียนไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับเรียนหนังสือ แต่เป็นพื้นที่ที่เด็กเรียนรู้เรื่องความเห็นอกเห็นใจและความเมตตา เรียนรู้ที่จะสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนและครู และเรียนรู้ว่าจะอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมอย่างไร

 

แต่เมื่อโรงเรียนกลายเป็นสถานที่ที่เด็กๆ หวาดกลัว นั่นคือสัญญาณว่า ‘เรากำลังล้มเหลวครั้งใหญ่’

 

มาตรการใหม่ๆ จึงต้องไม่เป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่ข่าวยังอยู่ในความสนใจ แต่ต้องเดินหน้าต่อเนื่องในระยะยาว การเพิ่มการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตในโรงเรียนต้องมาพร้อมงบประมาณที่เพียงพอ และมีบุคลากรที่ได้รับการฝึกฝนให้รับฟังและเข้าใจเด็ก บริการเหล่านี้ต้องเข้าถึงง่ายและเป็นมิตร เพื่อให้เด็กรู้สึกปลอดภัยพอที่จะพูดถึงทั้งปัญหาใหญ่ ๆ และเรื่องเล็ก ๆ ที่อยู่ในใจ และมาตรการเหล่านี้ต้องไปถึงทุกโรงเรียนในประเทศไทย ไม่ใช่เพียงโรงเรียนขนาดใหญ่ในเมืองที่มีทรัพยากรพร้อม แต่รวมถึงโรงเรียนที่เล็กที่สุดในพื้นที่ห่างไกลด้วย

 

ที่สำคัญ รัฐบาล หน่วยงานท้องถิ่น และโรงเรียนควรเปิดพื้นที่ให้เด็กได้แสดงความคิดเห็นตั้งแต่วันนี้ ขณะที่กำลังออกแบบและนำกฎระเบียบและนโยบายใหม่ๆ มาใช้ เพราะเด็กๆ มีความรู้และประสบการณ์ที่จำเป็นในการช่วยสร้างโรงเรียนให้ปลอดภัยและน่าอยู่กว่าเดิม พวกเขารู้ว่าอะไรจะช่วยให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เห็นอกเห็นใจกันมากขึ้น ซึ่งช่วยให้พวกเขาเรียนรู้และเติบโตได้อย่างเต็มที่

 

และเมื่อเราพูดถึง ‘เด็ก’ เราหมายถึง เด็กทุกคน

 

ไม่ใช่เพียงนักเรียนที่มั่นใจ กล้าแสดงความคิดเห็นต่อหน้าผู้บริหาร หรือเข้าร่วมสภาเด็กและเยาวชนเท่านั้น แต่รวมถึงเด็กที่พูดน้อย นั่งอยู่มุมห้อง รวมถึงเด็กที่โดดเรียน เพราะพวกเขาอาจมีมุมมองที่มีคุณค่าไม่แพ้ใคร หรืออาจยิ่งเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในโรงเรียนของตนเองมากกว่าใคร คุณสมบัติเพียงอย่างเดียวที่ควรคำนึงถึงในการมีส่วนร่วมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ คือการเป็นนักเรียน

 

โรงเรียนที่ปลอดภัยจึงไม่ใช่เพียงโรงเรียนที่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ดี แต่ต้องเป็นโรงเรียนที่เข้าใจ ใส่ใจ และรับฟังเสียงของเด็ก ในฐานะส่วนหนึ่งของสังคม เราต้องไม่ละความพยายามที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง จนกว่าจะมั่นใจได้ว่า โรงเรียนทุกแห่งจะสามารถมอบคำมั่นเหล่านี้ให้แก่เด็กทุกคนในประเทศไทย

 

แฟ้มภาพ: Lauren DeCicca / Getty Images

The post โรงเรียนที่ปลอดภัยคือ โรงเรียนที่เข้าใจ เอาใจใส่ และรับฟังเสียงของเด็กอย่างแท้จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Great Transition: เมื่อความสำเร็จของการส่งต่อธุรกิจครอบครัว ขึ้นอยู่กับโครงสร้างธุรกิจมากกว่าที่คิด https://thestandard.co/family-business-succession-structure/ Tue, 18 Aug 2026 07:06:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1243223 ภาพทีมงานนักธุรกิจกำลังเคลื่อนไหว แสดงถึงการเปลี่ยนผ่าน

ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ธุรกิจครอบครัวไทยจำนวนมากอาจไม่ได […]

The post The Great Transition: เมื่อความสำเร็จของการส่งต่อธุรกิจครอบครัว ขึ้นอยู่กับโครงสร้างธุรกิจมากกว่าที่คิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพทีมงานนักธุรกิจกำลังเคลื่อนไหว แสดงถึงการเปลี่ยนผ่าน

ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ธุรกิจครอบครัวไทยจำนวนมากอาจไม่ได้ล้มเพราะขาดกำไร แต่เพราะ ‘ส่งต่อไม่สำเร็จ’

 

 
 

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ และผลของการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องแรงงานหรือระบบสาธารณสุข แต่กำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญของภาคธุรกิจไทยด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะธุรกิจครอบครัวที่ผู้ก่อตั้งใช้เวลาหลายสิบปีสร้างธุรกิจขึ้นจากกิจการเล็กๆ จนเติบโตเป็นกลุ่มบริษัทที่มีธุรกิจหลากหลาย มีบริษัทในเครือหลายแห่ง และมีพนักงานจำนวนมาก

 

ความท้าทายของการส่งต่อธุรกิจในวันนี้ไม่ได้อยู่ที่การหาผู้สืบทอดเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการทำให้โครงสร้างของธุรกิจรองรับการเปลี่ยนผ่านได้จริง เพราะแม้จะมีผู้สืบทอดที่พร้อมรับช่วงต่อ แต่หากโครงสร้างธุรกิจยังคงพึ่งพาบทบาทของผู้ก่อตั้งเป็นหลัก การส่งต่อก็อาจไม่ราบรื่นอย่างที่คาดหวัง

 

ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับรายงาน KPMG Global Family Business Report 2026 ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ธุรกิจครอบครัวทั่วโลกกำลังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง จากธุรกิจที่ครอบครัวเป็นผู้ขับเคลื่อนการดำเนินงานโดยตรง ไปสู่ธุรกิจที่ครอบครัวยังคงกำหนดวิสัยทัศน์และทิศทางระยะยาว แต่ต้องพึ่งพากลไกการกำกับดูแล คณะกรรมการ และผู้บริหารมืออาชีพมากขึ้น

 

การส่งต่อธุรกิจในบริบทนี้จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนตัวบุคคล แต่คือการทำให้ธุรกิจมีระบบที่พร้อมรองรับการเติบโตและสามารถดำเนินต่อได้อย่างต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่น

 

เมื่อความสำเร็จในอดีต กลายเป็นโจทย์ของวันนี้

 

ธุรกิจจำนวนมากไม่ได้เติบโตจากโครงสร้างที่ถูกออกแบบไว้อย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้น แต่ค่อยๆ ขยายตัวไปตามโอกาสทางธุรกิจ เมื่อมีโอกาสใหม่ก็จัดตั้งบริษัทเพิ่ม เมื่อมีพันธมิตรที่เหมาะสมก็ร่วมลงทุน และเมื่อเห็นช่องทางขยายกิจการก็เข้าซื้อหรือรับโอนธุรกิจเพิ่มเติม

 

เมื่อเวลาผ่านไป โครงสร้างของกลุ่มบริษัทจึงมีความซับซ้อน เช่น บางกลุ่มมีบริษัทในเครือหลายแห่งโดยที่บทบาทของแต่ละบริษัทยังไม่ชัดเจน บางแห่งมีการถือหุ้นหลายชั้นหรือถือหุ้นไขว้กัน ขณะที่ในบางกรณี ทรัพย์สินสำคัญ เช่น ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร เครื่องหมายการค้า หรือสัญญาหลักของธุรกิจ อาจกระจายอยู่ในนิติบุคคลหลายแห่งตามประวัติการเติบโตของกิจการ

 

ปัญหาหรือข้อจำกัดของโครงสร้างเดิมอาจมีอยู่แล้วตั้งแต่ช่วงที่ธุรกิจอยู่ภายใต้การบริหารของผู้ก่อตั้ง แต่ข้อจำกัดเหล่านี้มักยังไม่ส่งผลกระทบอย่างชัดเจน เนื่องจากผู้ก่อตั้งสามารถใช้ประสบการณ์ ความสัมพันธ์ทางธุรกิจ และอำนาจในการตัดสินใจส่วนบุคคลในการประสานงานและแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว เมื่อธุรกิจเริ่มส่งต่อสู่คนรุ่นถัดไป ข้อจำกัดดังกล่าวจึงมีแนวโน้มปรากฏชัดมากขึ้น

 

ทำไมธุรกิจจำนวนมากจึงสะดุดหลังการส่งต่อ

 

ธุรกิจที่สะดุดหลังการส่งต่ออาจเกิดจากโครงสร้างที่ยังไม่พร้อมรองรับการบริหารในรูปแบบใหม่ เช่น อำนาจของกรรมการไม่สอดคล้องกับบทบาทจริง โครงสร้างการถือหุ้นไม่สะท้อนอำนาจควบคุม ทรัพย์สินสำคัญกระจายอยู่ในหลายบริษัท หรือสัญญาหลักยังผูกอยู่กับบุคคลหรือบริษัทบางแห่งโดยไม่มีแผนรองรับที่ชัดเจน

 

เมื่อผู้ก่อตั้งไม่ได้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของการตัดสินใจอีกต่อไป ข้อจำกัดเหล่านี้มักเริ่มส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นความล่าช้าในการตัดสินใจ ความไม่ชัดเจนของบทบาทและความรับผิดชอบระหว่างบริษัทในเครือ หรือความยากลำบากในการระดมทุนและดึงนักลงทุนเข้ามาร่วมธุรกิจ แม้ปัญหาเหล่านี้อาจไม่กระทบต่อธุรกิจในทันที แต่สามารถสะสมและกลายเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโตในระยะยาวได้

 

ประเด็นที่ควรทบทวนก่อนวันส่งต่อธุรกิจ

 

ก่อนวันที่ผู้ก่อตั้งค่อยๆ ลดบทบาทลง หรือธุรกิจเริ่มส่งต่อการบริหารไปสู่คนรุ่นถัดไป ธุรกิจครอบครัวควรทบทวนประเด็นสำคัญซึ่งสามารถส่งผลต่อความต่อเนื่องของธุรกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในประเด็นต่อไปนี้

 

  • อำนาจอนุมัติและการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นขอบเขตอำนาจของผู้บริหาร กรรมการ และผู้ถือหุ้นควรถูกกำหนดให้ชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อผู้ก่อตั้งไม่ได้เป็นผู้ตัดสินใจหลักอีกต่อไป
  • การถือครองทรัพย์สินสำคัญ เช่น ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร เครื่องหมายการค้า หรือสัญญาหลักของธุรกิจ เป็นต้น ควรอยู่ในนิติบุคคลที่เหมาะสมและรองรับการดำเนินงานต่อเนื่องได้
  • โครงสร้างบริษัทในเครือ การมีบริษัทหลายแห่งอาจเพิ่มภาระด้านกฎหมาย ภาษี และการกำกับดูแล หากบทบาทของแต่ละบริษัทไม่ชัดเจนหรือซ้ำซ้อนกัน
  • ธุรกรรมภายในกลุ่ม ตัวอย่างเช่น การให้บริการ การโอนทรัพย์สิน การให้กู้ยืม หรือการใช้ทรัพยากรร่วมกัน ควรมีเอกสาร เงื่อนไข และเหตุผลทางธุรกิจรองรับอย่างเหมาะสม

 

หากคำตอบของคำถามเหล่านี้ยังไม่ชัดเจน นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าโครงสร้างเดิมยังไม่พร้อมรองรับการส่งต่อในระยะยาว การปรับโครงสร้างจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงการจัดรูปแบบกลุ่มบริษัทใหม่ แต่เป็นการออกแบบกลไกให้โครงสร้างการบริหาร การถือครองทรัพย์สิน และธุรกรรมภายในกลุ่มสอดคล้องกันมากขึ้น

 

ในทางปฏิบัติการปรับโครงสร้างจึงควรครอบคลุมตั้งแต่การจัดตั้ง holding company การรวมธุรกิจที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน การโอนธุรกิจภายในกลุ่ม การจัดระเบียบทรัพย์สินสำคัญ ไปจนถึงการกำหนดบทบาท หน้าที่ และอำนาจการตัดสินใจของผู้เกี่ยวข้องให้ชัดเจนขึ้น หัวใจของการปรับโครงสร้างจึงไม่ใช่เพียงการจัดรูปแบบกลุ่มบริษัทใหม่ แต่คือการวางกลไกให้ธุรกิจดำเนินงานได้ต่อเนื่อง มีความชัดเจนในการบริหารและการตัดสินใจ และพร้อมรองรับการเติบโตในระยะยาว

 

บทสรุป

 

สำหรับธุรกิจครอบครัวไทยจำนวนมาก ความท้าทายของการส่งต่อจึงไม่ใช่เพียงการหาผู้สืบทอดที่เหมาะสม แต่คือการทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อได้ แม้ผู้ก่อตั้งจะค่อย ๆ ลดบทบาทลงและไม่ได้เป็นศูนย์กลางของการตัดสินใจอีกต่อไป การปรับโครงสร้างที่เหมาะสมจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของกฎหมายหรือการจัดโครงสร้างองค์กร แต่เป็นการวางรากฐานให้ธุรกิจสามารถเติบโตและส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างมั่นคง

 

ในบริบทเช่นนี้ การปรับโครงสร้างกลุ่มบริษัทไม่ใช่เพียงทางเลือกเชิงธุรกิจ แต่เป็นกลไกสำคัญในการรองรับการส่งต่อธุรกิจอย่างเป็นระบบ ช่วยลดความซับซ้อนและความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อความต่อเนื่องของกิจการ พร้อมทั้งวางรากฐานเพื่อความยั่งยืนและการเติบโตในระยะยาว

 

เพราะท้ายที่สุดแล้ว การส่งต่อที่สำเร็จไม่ได้วัดจากวันที่มีการส่งไม้ต่ออย่างเป็นทางการ แต่วัดจากวันที่ธุรกิจสามารถเดินต่อไปได้ แม้ผู้ก่อตั้งหรือผู้นำธุรกิจรุ่นเดิมจะไม่ได้เป็นผู้ขับเคลื่อนหลักขององค์กรอีกต่อไป

 

ภาพ: Shutterstock.AI

The post The Great Transition: เมื่อความสำเร็จของการส่งต่อธุรกิจครอบครัว ขึ้นอยู่กับโครงสร้างธุรกิจมากกว่าที่คิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Yen Odyssey: มหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยน (ตอน 1) https://thestandard.co/yen-odyssey-intervention-history/ Tue, 18 Aug 2026 06:10:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1243191 ภาพสัญลักษณ์เงินเยนสีทองลอยอยู่กลางมหาสมุทรที่ปั่นป่วน

มหากาพย์ Odyssey ของโฮเมอร์ โอดิสซิอุสใช้เวลาสิบปีกว่าจ […]

The post The Yen Odyssey: มหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยน (ตอน 1) appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสัญลักษณ์เงินเยนสีทองลอยอยู่กลางมหาสมุทรที่ปั่นป่วน

มหากาพย์ Odyssey ของโฮเมอร์ โอดิสซิอุสใช้เวลาสิบปีกว่าจะเดินทางกลับบ้าน ไม่ใช่เพราะไม่รู้ทาง แต่เพราะทุกครั้งที่ใกล้ถึงเป้าหมาย ก็มีเหตุที่ทำให้ต้องเปลี่ยนทิศอยู่เสมอ

 

เงินเยนญี่ปุ่นก็ไม่ต่างกัน สัปดาห์ที่ผ่านมาทางการญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ร่วมกันแทรกแซงค่าเงินเยนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ทั้งสองประเทศต้องการให้เงินเยนแข็งค่า สวนทางกับการอ่อนค่าต่อเนื่องมากว่าสามทศวรรษ

 

เงินเยนกำลังจะไปทางไหน ควรแข็งหรืออ่อน นักลงทุนต้องรู้ให้ทันทิศทางการเดินทางและจุดหมายทั้งในอดีตและปัจจุบัน เพื่อประเมินโอกาสและความเสี่ยงของโลกการเงินในอนาคต

 

จุดเริ่มต้นการเดินทางของเงินเยนคือนโยบายอ่อนค่า 360 เยนต่อดอลลาร์ในปี 1949

 

เงินเยนตั้งต้นบนจุดที่อ่อนค่าผิดปรกติจากนโยบาย Dodge Line ของสหรัฐฯ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นความตั้งใจเพื่อช่วยให้ญี่ปุ่นมีแต้มต่อด้านการส่งออก รัฐบาลและธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผูกค่าเงินไว้กว่า 22 ปี เป็นนโยบายที่ประสบความสำเร็จมาก เศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโตเฉลี่ยปีละกว่า 9% กลายเป็นเศรษฐกิจอันดับสองของโลกภายในสองทศวรรษ

 

จุดเปลี่ยนช่วงแรกมาจากฝั่งสหรัฐฯ เมื่อประธานาธิบดี Nixon ประกาศเลิกผูกดอลลาร์กับทองคำในปี 1971

 

ทุกสกุลเงินหลักเข้าสู่ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว และเยนเดินทางสู่เส้นทางแข็งค่าเป็นครั้งแรก

 

เมื่อเข้าสู่ต้นทศวรรษ 1980 Paul Volcker ประธาน Fed ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ทำให้เยนหยุดการแข็งค่าไว้ที่กรอบ 200-250 เยน แต่ระดับนี้ยังสนับสนุนเศรษฐกิจญี่ปุ่นได้ดี สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับญี่ปุ่นต่อเนื่อง จนแรงกดดันทางการเมืองก่อตัวขึ้น

 

จุดเปลี่ยนที่สองเกิดขึ้นปี 1985 เมื่อรัฐมนตรีคลังห้าประเทศใหญ่ทำข้อตกลง Plaza Accord

 

กลุ่ม G5 นัดพบกันที่โรงแรม Plaza ในนิวยอร์ก แทรกแซงตลาดกดดอลลาร์ให้อ่อนลง เงินเยนแข็งค่าไปสู่กรอบ 150-160 เยนตั้งแต่ 12 เดือนแรก และแข็งต่อไปแตะ 120 เยนในปี 1987

 

ฝั่งญี่ปุ่นเมื่อเจอค่าเงินแข็งเร็ว BOJ ตอบสนองด้วยการลดดอกเบี้ยลงเหลือ 2% เพื่อชะลอปัญหา แต่ภาวะดอกเบี้ยต่ำกลายเป็นจุดเริ่มต้นของฟองสบู่ตลาดหุ้น และอสังหาริมทรัพย์ในประเทศ

 

ความผันผวนเกิดขึ้นอีกครั้งปี 1989 เมื่อ BOJ ขึ้นดอกเบี้ยไปที่ระดับ 6% ภายในปีเดียวเพื่อสยบฟองสบู่

 

ตลาดหุ้นร่วงหนัก อสังหาฯ ปรับฐาน หนี้เสียพุ่ง เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะเงินฝืดพร้อมความซบเซา แต่แทนที่เยนจะอ่อนจากปัญหาเศรษฐกิจญี่ปุ่นเอง กลับเป็นวิกฤตละตินอเมริกาช่วงปี 1994-1995 ที่ลามมาถึงสหรัฐฯ ทำให้ Fed ต้องลดดอกเบี้ยรับมือ ดอลลาร์อ่อน เยนแข็งไปแตะ 79 เยน/ดอลลาร์ นำไปสู่การแทรกแซงจากกลุ่ม G7 พร้อมกับ BOJ ลดดอกเบี้ยเหลือ 0.5%

 

แม้ดอลลาร์/เยนจะอ่อนกลับไปกรอบ 100-125 แต่ญี่ปุ่นก็กลายเป็นประเทศใหญ่แรกที่ใช้ดอกเบี้ยต่ำใกล้ 0% เป็นจุดกำเนิดของยุคกู้เยนไปลงทุนต่างประเทศ (Yen Carry Trade) ที่อยู่กับโลกการเงินมาถึงปัจจุบัน

 

เรื่องราวดูเหมือนจะจบ แต่วิกฤตค่าเงินเอเชียปี 1997 ทำให้เยนอ่อนทะลุ 147 เยน/ดอลลาร์

 

สหรัฐฯ และญี่ปุ่นต้องร่วมมือแทรกแซง แม้สำเร็จช่วงแรก แต่เมื่อวิกฤตลุกลาม นักลงทุนทั่วโลกปิดสถานะ carry trade พร้อมกัน ส่งผลให้เงินเยนเข้าโหมดแข็งค่าเกินไปอีก จนปี 2001 BOJ คิดค้นการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) เป็นประเทศแรกของโลก ทำให้เยนอ่อนกลับขึ้นไปในกรอบ 105-135 เยน

 

จุดเปลี่ยนอีกครั้งเกิดจากวิกฤตการเงินโลกและสึนามิ เมื่อเยนเริ่มมีสถานะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยของโลก

 

ปี 2008 ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับฐาน Fed ลดดอกเบี้ยและทำ QE ทำให้เยนแข็งจาก 110 ลงไป 80 เยน ซ้ำเติมด้วยสึนามิปี 2011 เยนแข็งลงไปถึง 75 เยน/ดอลลาร์ จนกลุ่ม G7 ต้องแทรกแซงขายเยนอีกครั้ง นี่คือจุดที่ญี่ปุ่นตัดสินใจว่าจะไม่ยอมให้เยนแข็งค่าแบบนี้อีก

 

การเปลี่ยนเส้นทางสะท้อนชัดบน Abenomics ด้วยนโยบายศรสามดอก

 

ปี 2012 BOJ เริ่ม QE อัดฉีดสภาพคล่อง ตามด้วยดอกเบี้ยติดลบปี 2016 และควบคุมยีลด์ใกล้ศูนย์ (YCC) เยนเดินทางจาก 76 ไปสู่ 125 เยน/ดอลลาร์ ภายในสามปี เงินเฟ้อกลับมา ตลาดหุ้นขึ้น กำไรบริษัททำจุดสูงสุดใหม่ ทุกอย่างดีจนไม่มีเหตุผลที่จะหยุดการอ่อนค่าของเยน

 

จุดหักหัวเรือสุดท้ายคือปัจจุบัน ช่วงปี 2022-2026 Fed ขึ้นดอกเบี้ยเร็ว แต่ญี่ปุ่นตรึงดอกเบี้ยศูนย์ กว่าจะเริ่มขึ้นก็ช้าเกินไป จนเยนอ่อนไปถึง 164

 

ครั้งนี้ทางการญี่ปุ่นมองต่างจากเดิม เพราะเงินเฟ้อสูงเกินเป้าหมาย ยีลด์ระยะยาวปรับตัวขึ้น ฐานะการคลังถูกตั้งคำถาม และคู่แข่งอย่างจีนกับกระแสกีดกันการค้าทำให้โอกาสส่งออกไม่ดีเหมือนเก่า

 

มาถึงตรงนี้ ผมเชื่อว่านักลงทุนหลายท่านคงมึนงงกับทิศทางที่เปลี่ยนไปมาของเงินเยนและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก

 

แต่สิ่งที่ทุกคนต้องเห็นเหมือนกันคือ มหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยนกำลังบอกทุกอย่างเกี่ยวกับตลาดทุน และใครที่วิเคราะห์ทิศทางเงินเยนได้ถูก จะเห็นโอกาสการลงทุนที่สำคัญในอนาคตแน่นอน

 

เรือของโอดิสซิอุสกำลังเข้าใกล้ฝั่งอิธากาอีกครั้ง แต่จะถึงจริงหรือไม่ ต้องดูว่าลมที่พัดอยู่ตอนนี้เป็นลมส่งหรือลมหลอก แล้วมาคุยกันต่อในตอนหน้าครับ

 

ภาพสัญลักษณ์เงินเยนสีทองลอยอยู่กลางมหาสมุทรที่ปั่นป่วน 1

 

ภาพ: Dragon Claws / Shutterstock

The post The Yen Odyssey: มหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยน (ตอน 1) appeared first on THE STANDARD.

]]>
Cobra Gold สำคัญอย่างไร ไทยได้อะไรจากการฝึกผสมกับสหรัฐฯ? https://thestandard.co/cobra-gold-thailand-us-ally-benefits/ Sun, 16 Aug 2026 05:37:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1242493 ทหารไทยและสหรัฐฯ ร่วมฝึกซ้อมรบในภารกิจ Cobra Gold

Cobra Gold เป็นการฝึกทางทหารที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันอ […]

The post Cobra Gold สำคัญอย่างไร ไทยได้อะไรจากการฝึกผสมกับสหรัฐฯ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทหารไทยและสหรัฐฯ ร่วมฝึกซ้อมรบในภารกิจ Cobra Gold

Cobra Gold เป็นการฝึกทางทหารที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และดำเนินมายาวนานตั้งแต่ปี 2525 เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของความมั่นคงร่วมกันระหว่างไทยและสหรัฐฯ โดย Cobra Gold เริ่มต้นจากการฝึกทางเรือของกองทัพเรือไทยและสหรัฐฯ และการยกพลขึ้นบกของนาวิกโยธินไทยและสหรัฐฯ และต่อมามีกองทัพบกไทยและสหรัฐ รวมถึงกองทัพอากาศเข้าร่วมด้วย จึงเป็นการฝึกที่ครบทั้งสามเหล่าทัพ และต่อมาการฝึกได้ขยายสมาชิกหลักที่เข้าร่วมการฝึกคือสิงคโปร์ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และมาเลเซีย รวมถึงมีผู้สังเกตุการจากหลายสิบประเทศทั่วโลก และขยายการฝึกไปยังสงครามข่าวกรองสัญญาณ ไซเบอร์ และอวกาศ

 

นี่จึงเป็นการฝึกที่ทหารเป็นหมื่นคนพร้อมยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยจากหลายประเทศเข้ามาร่วมการฝึก ซึ่งการฝึกจะแบ่งสลับกันเป็น Heavy Year และ Light Year

 

โดย Heavy Year จะเป็นปีที่การฝึกเป็นการรวมการฝึกที่บังคับการ หรือการฝึกการตัดสินใจของผู้บังคับบัญชาและฝ่ายเสนาธิการ เข้ากับการฝึกภาคสนาม Field Exercise ของกำลังรบจริง ซึ่งจะเป็นการจำลองการปฏิบัติการทางทหารที่สมจริงที่สุดเพราะจะมีการจำลองการปฏิบัติงานในทุกระดับ

 

ส่วน Light Year นั้นจะเป็นการฝึกภาคสนาม แยกกับการฝึกที่บังคับการ ซึ่งจะพัฒนากระบวนการตัดสินใจและการปฏิบัติงานต่างๆ เพื่อนำไปฝึกใน Heavy Year ต่อไป

 

การฝึกจะดำเนินการทั่วประเทศ โดยมีจุดหลักๆ คือในกรุงเทพซึ่งเป็นที่ตั้งของกองอำนวยการฝึกหลัก สัตหีบ จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นที่ตั้งของกำลังทางเรือและการฝึกการยกพลขึ้นบก การปฏิบัติการทางเรือจะทำการฝึกในอ่าวไทย การปฏิบัติการทางอากาศมักจะวางกำลังที่ท่าอากาศยานอู่ตะเภาและกองบิน 1 โคราช ส่วนการฝึกด้วยกระสุนจริงของกำลังทางบกมักจะสลับสับเปลี่ยนกันไปที่ระหว่างจังหวัดจันทบุรี สุโขทัย และลพบุรี นอกจากนั้นยังมีการฝึกด้านมนุษยธรรมและการค้นหาและกู้ภัยที่จังหวัดฉะเชิงเทรา รวมถึงกิจกรรมการฝึกต่างๆ รอบประเทศไทย

 

และนอกจากการฝึก Cobra Gold ซึ่งเป็นการฝึกรวมสามเหล่าที่มีกองบัญชาการกองทัพไทยเป็นเจ้าภาพหลักกับสหรัฐฯแล้ว สหรัฐฯยังมีการฝึกแยกกับแต่ละเหล่าทัพของไทยด้วย เช่น Hanuman Gardian ระหว่างกองทัพบกไทยและสหรัฐฯ CARAT ระหว่างกองทัพเรือไทยและสหรัฐ Cope Tiger ระหว่างกองทัพอากาศไทยและสหรัฐฯ

 

นอกจากนั้น สหรัฐฯยังมีโครงการ State Partnership Program (SPP) ซึ่งเป็นโครงการของกองกำลังรักษาดินแดนของสหรัฐฯ หรือ National Guard ที่ออกแบบมาให้กำลังของกองกำลังรักษาดินแดนของสหรัฐฯมักจะอยู่ประจำที่ในรัฐนั้นๆ ได้พัฒนาขีดความสามารถกับประเทศพันธมิตรต่างๆ ทั่วโลกในลักษณะของการจับคู่ระหว่างรัฐในสหรัฐและประเทศพันธมิตรเพื่อทำการฝึกและพัฒนาขีดความสามารถทางทหารร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยไทยเข้าร่วมกับโครงการนี้ตั้งแต่ปี 2545 และได้รับการจับคู่กับกองกำลังรักษาดินแดนของรัฐวอชิงตัน และมีการแลกเปลี่ยนรวมถึงฝึกร่วมกันทั้งในลักษณะการปฏิบัติการทางทหารและการปฏิบัติการของทหารและพลเรือน

 

และเนื่องจากหน่วยรักษาดินแดนของสหรัฐฯ มีกำลังพลที่เป็นพลเรือนซึ่งมาปฏิบัติหน้าที่เป็นทหาร ทำให้มีความเชี่ยวชาญทั้งการทหารและหน้าที่ของพลเรือน ทำให้มีการฝึกของภาคพลเรือนต่างๆ เช่น การรักษาความปลอดภัยโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงปฏิบัติการด้านความมั่นคงต่างๆ ซึ่งนอกจากกำลังของกองกำลังรักษาดินแดนของรัฐวอชิงตันจะเข้าร่วมการฝึก Cobra Gold แล้ว ยังมีการฝึกแยกเฉพาะระหว่างกองทัพไทยและกองกำลังรักษาดินแดนของรัฐวอชิงตันอีกด้วยภายใต้ชื่อ Enduring Partner รวมถึงมีการฝึกการรักษาความปลอดภัยและการกู้ภัยท่าเรือแหลมฉบัง (Laem Chabang Port Exchange) ร่วมกับหน่วยงานทั้งการทหารและพลเรือนที่เกี่ยวข้องของไทย การฝึกการจัดการไฟป่าร่วมกับกรมป่าไม้ของไทย และกองกำลังรักษาดินแดนของรัฐวอชิงตันยังสนับสนุนช่างและเจ้าหน้าที่เทคนิคมาประจำที่ประเทศไทยเพื่อให้การช่วยเหลือในการซ่อมบำรุงยานเกราะล้อยาง Stryker ของกองทัพบกไทยซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับที่มีใช้งานในกองกำลังรักษาดินแดนของรัฐวอชิงตัน

 

เมื่อถอยออกมาดูจะพบว่า ปีหนึ่งๆ ไทยและสหรัฐฯมีการฝึกทางทหารร่วมกันกว่า 100 การฝึกต่อปี ทำให้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศพันธมิตรที่มีความร่วมมือและการฝึกทางทหารกับสหรัฐฯที่เข้มข้นที่สุด

 

ทั้งนี้ การที่สหรัฐฯเรียกไทยว่าพันธมิตร (Ally) มาจากการที่ไทยและสหรัฐฯ มีข้อตกลงด้านการป้องกันประเทศร่วมกัน ซึ่งมาจากแถลงการณ์ร่วมถนัด-รัสก์ (Thanat-Rusk Communique) ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2505 โดย พันเอก (พิเศษ) ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย และ นายดีน รัสก์ (Dean Rusk) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ในสมัยประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี ในช่วงสงครามเย็น ที่ระบุว่าสหรัฐฯ ให้คำมั่นจะปกป้องคุ้มครองประเทศไทยภายใต้สนธิสัญญามะนิลาซึ่งนำมาสู่การก่อตั้งองค์การสนธิสัญญาป้องกันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือ SEATO

 

โดยถ้าไทยถูกรุกรานจากกองกำลังคอมมิวนิสต์ สหรัฐฯจะส่งทหารเข้ามาช่วยเหลือทันทีโดยไม่ต้องรอมติของ SEATO ซึ่งทำให้สถานะของไทยในสายตาของสหรัฐฯ คือพันธมิตรที่มีข้อตกลงป้องกันประเทศร่วมกัน (Treaty Ally) และสหรัฐฯ จะใช้คำนี้กับประเทศที่มีข้อตกลงร่วมกันเท่านั้น ซึ่งในโลกนี้มีไม่กี่ประเทศ ส่วนประเทศอื่นสหรัฐฯ จะใช้คำว่าหุ้นส่วนหรือ Partner ซึ่งเป็นการแสดงสถานะด้านความมั่นคงของไทยในสายตาของสหรัฐฯ ที่แตกต่างจากประเทศอื่น

 

นอกจากนั้น ในปี 2546 สหรัฐฯ ยังได้มอบสถานะพันธมิตรหลักนอกกลุ่ม NATo หรือ Major Non-NATO Ally ให้กับไทย เพื่อให้ไทยได้สิทธิในการจัดหายุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย ได้รับหรือสามารถจัดหายุทโธปกรณ์ส่วนเกินของกองทัพสหรัฐ (Excess Defense Articles) ก่อนคนอื่น สามารถเข้าร่วมโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศระหว่างกัน และสหรัฐฯ สามารถพิจารณาตั้งคลังยุทโธปกรณ์สำรองสำหรับกรณีฉุกเฉินในประเทศไทยได้ถ้าทางการไทยเห็นชอบ

 

รวมถึงทั้งไทยและสหรัฐฯ ยังลงนามในวิสัยทัศน์ร่วมว่าด้วยความเป็นพันธมิตรด้านการป้องกันประเทศ (Joint Vision Statement for the Thai-U.S. Defense Alliance) ฉบับแรกในปี 2555 และฉบับปรับปรุงในปี 2563 รวมถึงแถลงการณ์ว่าด้วยความเป็นพันธมิตรและหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ที่ลงนามในปี 2565 อีกด้วย

 

ทั้งหมดนี้จะเห็นว่า ข่าวที่ออกมาว่า “ไทยอาจใช้ความร่วมมือด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในข้อต่อรองในการเจรจาภาษีระหว่างไทยและสหรัฐฯ” จึงเป็นไปได้ยากมากในทางปฏิบัติ เพราะนอกจากทั้งสองประเทศจะมีความร่วมมือกันมาหลายทศวรรษแล้ว ถ้าหากไทยลดระดับความร่วมมือ อาจจะเป็นไทยเสียเองที่จะเสียผลประโยชน์ในหลายด้านที่ไทยได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ

 

และอาจจะเป็นสหรัฐฯ ในสมัยรัฐบาลทรัมป์ที่ดีใจด้วยซ้ำถ้าไทยอยากจะลดระดับความร่วมมือลง เพราะจะได้ประหยัดงบประมาณของสหรัฐฯ และให้ไทยต้องหางบประมาณมาใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศเพื่อช่วยเหลือตัวเองตามที่ทรัมป์มักจะกระตุ้นให้พันธมิตรพึ่งพาตนเองเสมอ

 

จึงไม่แปลกใจที่หลังจากข่าวการใช้การลดความร่วมมือด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ มาเป็นเครื่องมือในการเจรจาภาษีออกมา ทั้งรัฐบาลไทยและกระทรวงกลาโหมของไทยจะออกมาปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง

The post Cobra Gold สำคัญอย่างไร ไทยได้อะไรจากการฝึกผสมกับสหรัฐฯ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฝึกทักษะ STEM และ Coding สำหรับเด็ก Generation Alpha ผ่านกิจกรรมในบ้าน https://thestandard.co/gen-alpha-stem-coding-at-home-activities/ Sat, 15 Aug 2026 04:00:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1242167 เด็กกำลังทำกิจกรรม STEM กับพ่อแม่ที่บ้าน

ยามเย็นหลังเลิกเรียน พ่อแม่หลายบ้านมักส่งสมาร์ทโฟนหรือแ […]

The post ฝึกทักษะ STEM และ Coding สำหรับเด็ก Generation Alpha ผ่านกิจกรรมในบ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เด็กกำลังทำกิจกรรม STEM กับพ่อแม่ที่บ้าน

ยามเย็นหลังเลิกเรียน พ่อแม่หลายบ้านมักส่งสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตให้ลูก Generation Alpha เล็กวัย 3 ถึง 6 ขวบ เพื่อความสงบชั่วคราว ทว่าแท้จริงแล้วการติดหน้าจอส่งผลให้เด็กขาดสมาธิและความอดทน

 

การฝึกทักษะ STEM (ชุดความรู้และความสามารถที่รวม 4 ศาสตร์เข้าด้วยกัน ได้แก่ วิทยาศาสตร์ (Science), เทคโนโลยี (Technology), วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics)) และ Coding สำหรับเด็ก Generation Alpha จึงเป็นคำตอบสำคัญในการสร้างกระบวนการคิดวิเคราะห์ Resilience และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยไม่ต้องพึ่งจอภาพ

 

พ่อแม่จะเริ่มต้นฝึก ทักษะ STEM และ Coding สำหรับเด็ก Generation Alpha ได้อย่างไร

 

การเริ่มต้นเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ห้องแล็บราคาสูงหรือลงโปรแกรมซับซ้อน ครูท็อป อานนท์ แซ่เต็ง อาจารย์จากเพจ Rapcher อธิบายไว้ว่า อุปกรณ์ง่ายๆ อย่างดินน้ำมัน กะละมังใส่น้ำ และลูกแก้ว ก็สามารถนำมาใช้สร้างการเรียนรู้เรื่องแรงพยุงของน้ำได้อย่างดีเยี่ยม เช่นเดียวกับ ครูเบลล์ สุรศักดิ์ คำท้าว ครูวิทยาศาสตร์แห่งช่องสุรเบล ที่มักชวนลูกทดลองทำโค้กวุ้นด้วยการใส่เกลือลงในน้ำแข็ง เพื่อให้เด็กได้สังเกตการลดลงของอุณหภูมิและลองผิดลองถูกด้วยตนเอง

 

สำหรับการจัดกิจกรรมในบ้าน พ่อแม่สามารถเลือกใช้วิธีง่ายๆ เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการตามวัยของลูกดังนี้

 

🔹 ชวนทำตึกทนแผ่นดินไหวด้วยไม้จิ้มฟันกับดินน้ำมัน เพื่อฝึกกระบวนการคิดเชิงวิศวกรรมแบบจับต้องได้
🔹 วาดแผนที่ขุมทรัพย์ซ่อนของในบ้าน ให้เด็กเล็กรู้จักการวางลำดับขั้นตอนแบบ Unplugged Coding
🔹 ชวนตั้งคำถามระหว่างเดินไปร้านสะดวกซื้อ เรื่องระยะทาง ทิศทาง และการคำนวณเงินทอน
🔹ให้เด็กฝึกสั่งการหุ่นยนต์ไร้หน้าจอผ่านการสแกนการ์ดคำสั่งสำหรับเด็กวัย 3 ถึง 4 ขวบ

 

การชวนลูกเล่นกิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดเวลาหน้าจอ แต่ยังช่วยสร้างปฏิสัมพันธ์อันอบอุ่นภายในครอบครัว ซึ่งนำไปสู่การตั้งคำถามเกี่ยวกับบทบาทของผู้ปกครองในการส่งเสริมลูกอย่างถูกต้อง

 

เหตุใดการสร้าง Resilience จึงเป็นหัวใจของ ทักษะ STEM และ Coding สำหรับเด็ก Generation Alpha

 

ดร.อภิษฐา อุณหเลขกะ ผู้ก่อตั้งและคุณครู โรงเรียนเสริมทักษะลิตเติ้ลบีเวอร์ ชี้ให้เห็นว่า หัวใจของ Coding คือการแก้ปัญหาและการ Debugging หรือการหาจุดบกพร่องแล้วแก้ไข เมื่อเด็กๆ ได้ทดลองสร้างตึกหรือปั้นเรือดินน้ำมันแล้วจม พวกเขาจะได้เรียนรู้การรับมือกับความผิดหวังโดยไม่ร้องไห้งอแง ข้อผิดพลาดสำคัญที่พ่อแม่ยุคใหม่มักทำคือการรีบเข้าไปช่วยเหลือหรือบอกคำตอบทันที ทำให้ลูกขาดโอกาสในการคิดวิเคราะห์ด้วยตนเอง

 

ทางออกที่ดีคือการเปลี่ยนบทบาทจากผู้ตอบคำถามมาเป็นผู้ถามคำถามปลายเปิด เพื่อกระตุ้นให้เด็กสืบค้นหาคำตอบด้วยตนเอง การฝึกฝนเช่นนี้ตั้งแต่วัยเยาว์จะช่วยสร้าง Growth Mindset และความยืดหยุ่นทางจิตใจ ซึ่งเป็นทักษะชีวิตที่จำเป็นอย่างยิ่งในการเติบโตเคียงคู่กับเทคโนโลยี AI ในอนาคต

 

การเลี้ยงลูกในโลกยุคดิจิทัลเต็มไปด้วยความท้าทายและความกดดันมากมาย แต่ทุกความพยายามของพ่อแม่ในวันนี้ล้วนมีความหมาย เพียงสละเวลาเล็กน้อยในแต่ละวันมาตั้งคำถามและทดลองเล่นไปพร้อมกับลูก คุณกำลังมอบภูมิคุ้มกันทางความคิดที่ล้ำค่าที่สุดให้พวกเขา ขอเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่ทุกคนที่กำลังลุยไปข้างหน้าด้วยกัน

The post ฝึกทักษะ STEM และ Coding สำหรับเด็ก Generation Alpha ผ่านกิจกรรมในบ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เวสต์บรูก ราชาทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ลปิดฉาก NBA https://thestandard.co/russell-westbrook-nba-retirement/ Thu, 13 Aug 2026 13:04:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1241646 ภาพรัสเซลล์ เวสต์บรูก นักบาสเกตบอล NBA พร้อมข้อความ 'ราชาทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ล ปิดฉาก NBA'

รัสเซลล์ เวสต์บรูก หรือ เจ้านินจาเต่า ตัดสินใจอำลาวงการ […]

The post เวสต์บรูก ราชาทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ลปิดฉาก NBA appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรัสเซลล์ เวสต์บรูก นักบาสเกตบอล NBA พร้อมข้อความ 'ราชาทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ล ปิดฉาก NBA'

รัสเซลล์ เวสต์บรูก หรือ เจ้านินจาเต่า ตัดสินใจอำลาวงการ NBA อย่างปุบปับ ทั้งที่เดือนก่อนยังเคยย้ำว่า ไม่มีความคิดอยากเลิกแต่อย่างใด

 

เขาโลดแล่นและฝากผลงานอันน่าทึ่งยาวนานถึง 18 ฤดูกาล ผ่านต้นสังกัดในลีกถึง 7 แห่ง

 

ที่จริงทั้ง ซาคราเมนโต้ คิงส์ กับ วอชิงตัน วิเซิร์ดส ก็ยังอยากใช้งาน แต่ดูเหมือนในบทบาทน้อยกว่าที่เขาต้องการ

 

นินจาเต่า เลือกวิธีการประกาศอำลา ผ่านคลิปวิดีโอบนโซเชียลมีเดีย ความยาว 3 นาทีครึ่ง โดยให้ ไมเคิ่ล บี.จอร์แดน นักแสดงชื่อดังช่วยบรรยาย

 

ทำให้ตลอดทั้งคลิปไม่มีคำพูดจากเวสต์บรูกแต่อย่างใด

 

เขาใช้ภาพไฮไลต์การเล่นตลอด 18 ปี ทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวความยิ่งใหญ่ หยาดเหงื่อ และการทุ่มเทอย่างทรงพลัง เกินกว่าคำบรรยายใดๆ

 

เวสต์บรูก แค่โพสต์ ข้อความสั้นๆ เอาไว้ใต้คลิป

 

“บางครั้ง คุณไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังเฝ้ามองจุดจบของมันอยู่ คุณต้องเคยอยู่ตรงนั้นจริง ๆ และบัดนี้ ทุกอย่างมันจบลงแล้ว”

 

เขายังอุตส่าห์ทิ้งปริศนาถึงบทบาทในอนาคต โดยให้ จอร์แดน บรรยาย ขณะที่ตัวเองนั่งอยู่ในห้องที่กำลังก่อสร้างว่า: “ปีกคู่นี้ยังสร้างไม่เสร็จ และตัวเขาก็ยังไม่จบลงเช่นกัน”

 

เลอบรอน เจมส์ อดีตเพื่อนร่วมทีม ออกมาชื่นชมเวสต์บรูก ทั้งฐานะหนึ่งในคู่แข่งและเพื่อนร่วมทีมที่ทรงพลังและมีความเป็นนักสู้อย่างแท้จริง

 

โดโนแวน มิตเชลล์ กับ เทร ยัง สองการ์ดระดับชั้นนำได้ร่วมโพสต์แสดงความเคารพต่อเวสต์บรูก ในฐานะไอดอลและต้นแบบผู้สร้างแรงบันดาลใจให้กับการ์ดยุคใหม่

 

เคนดริก เพอร์กิ้นส์ อดีตเพื่อนร่วมทีมธันเดอร์ และนักวิเคราะห์ ESPN บอกว่า “แม้ผมจะไม่ได้คุยกับรัสส์มาสักพักแล้ว แต่ผมมีความรักที่แท้จริงให้รัสเซลล์ เวสต์บรูก โดยตลอด… เขาไม่เพียงแต่ควรได้รับการรีไทร์เสื้อแข่งในโอคลาโฮมา ซิตี้ แต่ควรจะได้ ‘รูปปั้น’ หน้าสนามด้วยซ้ำ ถัดจาก เอสจีเอ แล้ว สำหรับผม รัสส์คือ ธันเดอร์ ที่ยิ่งใหญ่เป็นอันดับสองตลอดกาล”

 

เส้นทางบาสเกตบอลของ เวสต์บรูก เริ่มต้นที่ มหาวิทยาลัยดังอย่าง ยูซีแอลเอ ลงแข่งที่นั่นสองปี ก่อนประกาศตัวเข้าสู่การดราฟต์ 2008

 

ซีแอตเทิ่ล ซูเปอร์โซนิกส์ ใช้สิทธิอันดับสี่ คว้าเข้ามาครอง เพียงแต่หลังจากนั้นไม่นาน แฟรนไชส์ได้ย้ายเมืองและเปลี่ยนชื่อ เป็น โอคลาโฮม่า ซิตี้ ธันเดอร์ โดย เวสต์บรูก ยังไม่ทันได้ใส่ชุด ซูเปอร์โซนิกส์ แข่งแต่อย่างใด

 

อย่างไรก็ตาม การมาของ เวสต์บรูก ถือเป็นเสาหลักสำคัญในการสร้าง ธันเดอร์ ยุคใหม่ ร่วมกับซูเปอร์สตาร์อย่าง เควิน ดูแรนท์ และ เจมส์ ฮาร์เด้น (ได้รางวัลตัวสำรองยอดเยี่ยม NBA)

 

ทั้งสามคน เข็น ธันเดอร์ ให้พุ่งทะยานมาทางตะวันตก อย่างร้อนแรง

 

ปี 2012 (เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ): เวสต์บรูก วัย 23 ปี พา ธันเดอร์ ชิงเป็นครั้งแรกของแฟรนไชส์ โดยต้องเผชิญหน้ากับ “บิ้กทรี” ของ ไมอามี่ ฮีต (เลอบรอน เจมส์, ดีเวย์น เหว็ด และ คริส บอสช์) แม้สุดท้ายต้องพ่ายแพ้ 1-4 เกม แต่นั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ แฟนบาส ทั่วโลกรับรู้ถึงศักยภาพการเล่นอันร้อนแรงเหมือนพายุหมุนของเขา

 

ตลอดระยะเวลา 11 ฤดูกาลเต็มที่อยู่ โอคลาโฮม่า ซิตี้, นินจาเต่า ไม่เพียงสร้างสถิติส่วนตัวมากมาย แต่เขายังสร้างวัฒนธรรมความดุดัน, ความภักดี และจิตวิญญาณแห่งการไม่ยอมแพ้ให้กับเมือง อย่างที่ไม่เคยมีผู้เล่นคนใดทำได้มาก่อน

 

สิ่งที่ทำให้แฟนบาสเกตบอล ทึ่งในตัวอีกอย่างนอกเหนือทักษะการเล่น ก็คือเรื่อง สภาพร่างกายและความทรหด ของเวสต์บรูก เข้าขั้นเหนือมนุษย์

 

ในช่วงต้นของอาชีพ เคยได้รับฉายาว่าเป็น มนุษย์เหล็ก แห่ง NBA

 

สถิติความอึดระดับประวัติศาสตร์

 

  • 394 เกมติดต่อกัน: ช่วง 5 ฤดูกาลแรกของการเล่นอาชีพ (ตั้งแต่ฤดูกาล 2008-09 จนถึงสิ้นสุดฤดูกาล 2012-13) เวสต์บรูก ไม่เคยพลาดการลงแข่งแม้แต่เกมเดียว ทั้งฤดูกาลปกติและเพลย์ออฟ
  • เหตุการณ์โหนกแก้มแตกที่พอร์ตแลนด์ (ปี 2015): ระหว่างการเยือน เบลเซอร์ส ปี 2015 เวสต์บรูก โดนเข่า อันเดร รอเบอร์สัน เพื่อนร่วมทีมเข้าที่ใบหน้าอย่างรุนแรงจนกระดูกโหนกแก้มแตกและเกิดรอยบุ๋มเห็นได้ชัด เขาต้องเข้ารับการผ่าตัดด่วนในวันถัดมา ผู้คนต่างคาดว่าเขาจะต้องพักยาวหลายสัปดาห์ แต่ ความจริง นินจาเต่า พักแค่สองเกม รวมห้าวัน ก็กลับมาสู้ไหว ด้วยการใส่ หน้ากากป้องกัน
  • รีเทิร์นอย่างยิ่งใหญ่: ในเกมที่กลับมาพร้อมหน้ากากนัดแรก เวสต์บรูก ซัดใส่ เซเว่นตี้ซิกเซอร์ส ไป 49 แต้ม, 16 รีบาวด์ และ 10 แอสซิสต์ พร้อมกระโดดดั้งก์อย่างรุนแรงใส่ผู้เล่นคู่แข่ง ช่วย ธันเดอร์ คว้าชัยต่อเวลา แสดงให้เห็นถึงความเกลียดชังต่อความพ่ายแพ้และความกล้าไม่กลัวบาดเจ็บ

 

เมื่อพูดถึงสโลแกนประจำตัวของ เวสต์บรูก คำว่า “Why Not?” (ทำไมจะไม่ได้ล่ะ?) ไม่เป็นเพียงแค่เครื่องหมายการค้าทางแฟชั่นหรือคำคมเท่ๆ แต่เป็นปรัชญาในการดำเนินชีวิตและการเล่นบาสเกตบอลของเขาที่ท้าทายทุกข้อจำกัด

 

จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่สุดในอาชีพของเขาเกิดขึ้น เมื่อ ฤดูร้อนปี 2016

 

เควิน ดูแรนท์ ตัดสินใจย้ายออกจาก โอคลาโฮม่า ซิตี้ ไปร่วมสร้างซูเปอร์ ทีม กับ สเตฟเฟ่น เคอร์รี่, เคลย์ ธอมป์สัน ที่ โกลเด้น สเตท วอร์ริเออร์ส ทิ้งให้ เวสต์บรูก กลายเป็น ทหารเสือเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ ท่ามกลางแรงกดดันและการถูกมองข้ามจากสื่อมวลชน

 

แทนที่จะถดถอย เวสต์บรูกกลับตัดสินใจเซ็นสัญญาต่อระยะยาวกับธันเดอร์ เพื่อแสดงความภักดีต่อเมือง และเปิดฉากฤดูกาล 2016-17 จนกลายเป็นหนึ่งในฤดูกาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

 

  1. ทำลายสถิติ ทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ล ตลอดกาลของ ออสก้าร์ รอเบิร์ตสัน : เวสต์บรูก ซัดไปถึง 42 ครั้ง ในฤดูกาลเดียว ทำลายสถิติเดิม 41 ครั้งของ บิ้กโอ ที่คงอยู่ยาวนาน 55 ปี (ตั้งแต่ฤดูกาล 1961-62)
  2. ทำสถิติเฉลี่ย ทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ล ตลอดฤดูกาล: เขาได้เฉลี่ย 31.6 แต้ม (คว้าตำแหน่งตัวสกอร์มากสุด NBA), 10.7 รีบาวด์ และ 10.4 แอสซิสต์ กลายเป็นผู้เล่นคนที่สองของ NBA ที่ทำสถิติเฉลี่ย ทั้งฤดูกาลระดับ ทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ล
  3. เกียรติยศ MVP: จากการแบกทีมธันเดอร์ที่ขาดดาวดังคนอื่น จนคว้าชัยชนะ 47 เกม พาทีมเข้าสู่รอบเพลย์ออฟได้อย่างเหลือเชื่อ ส่งผลให้นินจาเต่าได้รับรางวัล NBA Most Valuable Player (MVP) ปี 2017 ไปครองอย่างสมเกียรติ

 

ตลอดระยะเวลา 18 ปี เวสต์บรูกได้เปลี่ยนคำว่า “ทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ล” จากที่เกิดขึ้นได้ยากสำหรับวงการ NBA ให้กลายเป็นเรื่องบรรทัดฐานใหม่ที่เกิดขึ้นจนชินตา

 

เขาทิ้งสถิติทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ลเอาไว้ ทั้งสิ้น 209 เกม และ ทำสถิติเฉลี่ยทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ลถึง 4 ฤดูกาล (2016-17, 2017-18, 2018-19 กับ โอเคซี และ 2020-21 กับ วอชิงตัน วิเซิร์ดส)

 

เมื่อเดือนพฤศจิกายนช่วงท้ายอาชีพ เวสต์บรูกยังแอสซิสต์ ครบ 10,000 ครั้ง กลายเป็นผู้เล่นคนที่ 8 ในประวัติศาสตร์ที่ทำได้ และจบอาชีพในอันดับที่ 5 ของผู้จ่ายแอสซิสต์สูงสุดตลอดกาล (10,351 ครั้ง)

 

นอกจากนี้ เขายังเป็นเพียง 1 ใน 2 คนของลีก ร่วมกับเลอบรอน ที่สะสมสถิติตลอดอาชีพได้เกิน 25,000 คะแนน กับ 10,000 แอสซิสต์ ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความครบเครื่องในฐานะทั้งตัวทำแต้มและตัวปั้นเกมระดับไม่ธรรมดา

 

หลังจากยุคสมัยอันเกรียงไกรกับ ธันเดอร์ สิ้นสุดลงในปี 2019

 

เวสต์บรูกได้เข้าสู่วิถีการเป็นผู้เล่นพเนจรที่ต้องปรับตัวเข้ากับหลายๆ แฟรนไชส์ แต่เขายังคงทุ่มเทความดุดันและเป็นมืออาชีพในทุกที่ที่ไป:

 

  1. ฮิวสตั้น ร็อคเก็ตส์ (2019–2020): กลับมาร่วมงานกับเพื่อนรักอย่างฮาร์เด้น พาทีมเข้าสู่รอบเพลย์ออฟ
  2. วอชิงตัน วิเซิร์ดส (2020–2021): สร้างปรากฏการณ์กดทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ล เป็นว่าเล่น พาทีมพลิกสถานการณ์ช่วงท้ายฤดูกาลเข้าสู่เพลย์ออฟอย่างน่าทึ่ง
  3. แอลเอ เลเกอร์ส (2021–2023): การกลับมาเล่นในบ้านเกิดที่แอลเอ ได้ร่วมงาน เลอบรอน และแอนโธนี่ เดวิส กลับเป็นช่วงเวลายากลำบากและเจอกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับสไตล์การเล่น แต่เขาก็ยังอดทนสู้
  4. แอลเอ คลิปเปอร์ส (2023–2024): ปรับบทบาทมาเป็นผู้เล่นสำรอง นำพาพลังจากม้านั่งสำรองและได้รับความรักจากแฟนๆ คลิปเปอร์สโดยทันที
  5. เดนเวอร์ นักเก็ตส์ (2024–2025): ผนึกกำลังกับนิโกล่า โยคิช พาทีมคว้าชัยชนะรอบเพลย์ออฟ 1 ซีรีส์ เมื่อปี 2025
  6. ซาคราเมนโต้ คิงส์ (2025–2026 ฤดูกาลสุดท้าย): ยอมรับค่าจ้างขั้นต่ำ ลงแข่ง 64 เกม (เป็นตัวจริง 58 เกม) ทำสถิติเฉลี่ย 15.2 แต้ม, 6.7 แอสซิสต์ และ 5.2 รีบาวด์ แม้ผลงานทีมจะแย่ ชนะ 22 แพ้ 60 แต่ เวสต์บรูกก็ยังคงทำหน้าที่ในฐานะรุ่นพี่และผู้นำทีมจนวินาทีสุดท้าย

 

ต้องถือว่า เวสต์บรูกในวัยย่าง 38 น่าจะสร้างความทรงจำให้กับแฟนบาสเกตบอลอย่างสับสนมากสุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์

 

ช่วงพีกๆ เขาคือ สุดยอดพอยท์การ์ด ดีกรีทั้งเอ็มวีพีลีก, ติดออล-สตาร์ 9 สมัย, แชมเปียนทำสกอร์ NBA สองฤดูกาล, แอสซิสต์มากสุดของลีกอีกสองซีซั่น

 

เป็นคนแรกคนเดียวที่ มีค่าเฉลี่ยทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ลถึงสี่ซีซั่น

 

เขารีไทร์ ด้วยการทิ้งผลงานทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ลมากสุดตลอดกาล 209 เกม, แอสซิสต์มากเป็นอันดับห้าตลอดกาล และสกอร์มากเป็นลำดับ 14 ของประวัติศาสตร์ลีก

 

ขณะเดียวกันเสียงด่า เวสต์บรูกจากแฟนบาสก็ถือว่าไม่ผิดเพี้ยน เรื่องการชูตมั่วซั่ว, ตัดสินใจท้ายเกมผีเข้าผีออก และสไตล์การเล่นพอร่างกายเริ่มเสื่อมถอย ก็เข้ากับคนอื่นได้ยาก แน่นอน ไม่เคยได้แหวนแชมป์มาครองอีกต่างหาก

 

เพียงแต่ข้อกล่าวหาเป็น ‘เด็กปั้ม’ จากมุมมองที่ชอบปั๊มสถิติ ถือว่า ดูแคลนเวสต์บรูกช่วงพีกๆ เกินไป

 

ทีมของเขามีสถิติ 153-56 หรือ 73.2% เวลาที่ทำทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ล

 

ไม่เป็นรอง พวกที่ ทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ลเกิน 120 ครั้งของ NBA อย่าง นิโกล่า โยคิช 198 ทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ล, ผลงานทีม 152-46 (76.8%), ออสก้าร์ รอเบิร์ตสัน 181 ทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ล, ผลงานทีม 131-50 (72.4%), แมจิก จอห์นสัน 138 ทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ล, ผลงานทีม 108-30 (78.3%), เลอบรอน เจมส์ 125 ทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ล, ผลงานทีม 96-29 (76.8%)

 

เขาอาจไม่ใช่พอยท์การ์ดสมบูรณ์แบบ ไม่น่าติดท็อปไฟว์ตลอดกาล แต่สำหรับท็อปเทนแล้ว มีความเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง

 

เวสต์บรูกถือเป็นหนึ่งในการ์ดพลังเร้าใจ มีการเล่นอย่างเป็นเอกลักษณ์สุดเท่าที่ลีกเคยเห็นมา

 

และเชื่อว่าจะได้เข้าสู่ หอเกียรติยศในบั้นปลายไม่ยากเย็น

The post เวสต์บรูก ราชาทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ลปิดฉาก NBA appeared first on THE STANDARD.

]]>
จูหรงจี ผู้นำนักปฏิรูป กล้าเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่า ไม่กลัวแรงต้าน https://thestandard.co/zhu-rongji-china-reformer-premier/ Thu, 13 Aug 2026 06:01:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1241375 ภาพถ่ายของจูหรงจี อดีตนายกรัฐมนตรีจีน

“แม้เบื้องหน้าจะเป็นทุ่นระเบิดหรือหุบเหว ผมก็จะเดินตรงไ […]

The post จูหรงจี ผู้นำนักปฏิรูป กล้าเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่า ไม่กลัวแรงต้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพถ่ายของจูหรงจี อดีตนายกรัฐมนตรีจีน

“แม้เบื้องหน้าจะเป็นทุ่นระเบิดหรือหุบเหว ผมก็จะเดินตรงไปข้างหน้าแบบไม่ลังเล ไม่หันหลังกลับ” และ “เตรียมโลงศพ 100 โลง โดย 99 โลงสำหรับเจ้าหน้าที่ทุจริต และอีกหนึ่งโลงสำหรับตัวผมเอง ถ้าผมทำผิด” 

 

ทั้ง 2 ประโยคนี้ คือ คำกล่าวของผู้นำจีนนักปฏิรูปที่ผู้เขียนชื่นชมมากที่สุด ชื่นชมในความกล้าหาญรื้อระบบเก่า ไม่กลัวแรงต้าน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่า เขาคือ  จูหรงจี (Zhu Rongji) ผู้ล่วงลับ 

 

อดีตนายกรัฐมนตรีจีนเป็นผู้นำนักปฏิรูปสายแข็งของจีน เรียนจบวิศวกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยชิงหวา และขึ้นเป็นนายกฯ จีนในช่วงปี 1998-2003 ด้วยบุคลิกตรงไปตรงมา ทำงานแบบเน้นผลลัพธ์ พูดตรง ใจร้อน ไม่เกรงใจผู้มีอำนาจเก่า กล้าลุยกับกลุ่มอนุรักษนิยมที่ต้านการเปลี่ยนแปลง  

 

จูหรงจี คือ มือปราบ ‘เงินเฟ้อ’ ในจีนที่เคยพุ่งกว่า 27 % ด้วยการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดทุบเงินเฟ้อจนอยู่หมัด และกล้ารื้อ ‘รัฐวิสาหกิจ’ ในสภาพซอมบี้ มีหนี้สินสะสมรุงรัง กล้าทุบ ‘ข้าวชามเหล็ก’ ที่ทำให้คนจีนนั่งๆ นอนๆ ไม่กระตือรือร้น กล้าลุยปราบ ‘ทุจริตคอร์รัปชัน’ ด้วยความเด็ดขาด แม้จะมีแรงต้าน และสุ่มเสี่ยงต่อความปลอดภัย 

 

แน่นอนว่า ด้วยแนวทางแข็งกร้าว กล้าล้างบางกลุ่มอิทธิพลเช่นนี้ ย่อมจะสร้างศัตรูไว้ไม่น้อย โดยเฉพาะกลุ่มผลประโยชน์เดิม ทั้งในส่วนกลางและในส่วนท้องถิ่น

 

จูหรงจีมี mindset ทัศนะที่มองโลกแบบไม่คร่ำครึ ไม่ต่อต้านตะวันตกแบบหน้ามืดตามัว แต่ต้องการใช้ประโยชน์แสวงหาโอกาสจากระเบียบโลกเดิม จึงเน้นผลักดันให้จีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อหวังใช้เงื่อนไขการเปิดเสรีเป็น ‘แรงกดดันจากภายนอก’ มาเป็นแรงผลักให้ธุรกิจในจีนต้องปรับตัวแบบยกเครื่อง ไม่งอแงรอคอยเพียงแค่ความช่วยเหลือของรัฐ ไม่ปรับไม่รอด  

 

นอกจากนี้ ในยุคจูหรงจี คือ จุดเริ่มต้นที่จีนหันมาให้ความสำคัญกับตลาดอาเซียน ด้วยวิสัยทัศน์จูหรงจีที่ตระหนักถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจของกลุ่มอาเซียน เพื่อใช้เป็นตลาดใหม่ของจีน กระจายความเสี่ยง/ลดการพึ่งพาชาติตะวันตกที่เป็นตลาดหลักดั้งเดิมของจีนในขณะนั้น ในปี 2000 จีนจึงได้ผลักดันการทำ FTA ระหว่างจีน-อาเซียนจนสำเร็จในที่สุด   

 

มาวันนี้ อาเซียนกลายเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของจีน (แซงหน้าคู่ค้าเดิมของจีนอย่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปที่เริ่มไม่เป็นมิตรกับจีน กีดกันจีน) 

 

ตลอดชีวิตการทำงาน จูหรงจีกล้าทุบโครงสร้างเก่าในหลายด้าน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับฐานราก แต่สิ่งเหล่านี้ย่อมส่งผลกระทบกับคนหลายกลุ่ม มีชาวจีนจำนวนมากต้องตกงาน สูญเสียตำแหน่งหน้าที่การงาน สูญเสียหลักประกันเดิม และเผชิญกับความไม่แน่นอนจากการปรับใหญ่แบบขุดรากถอนโคนของจูหรงจี

 

จากบทเรียนจากชีวิตและผลงานจูหรงจี สะท้อนให้เห็นว่า “การปฏิรูปย่อมมีต้นทุน และความกล้าเดินหน้าเปลี่ยนประเทศ ย่อมมีแรงต้าน” ทุกการเปลี่ยนแปลงจะสร้างทั้งโอกาสและความเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน  

 

เมื่อจูหรงจีต้องวางมือจากการเมืองในปี 2003 (ตามเงื่อนไขไม่เกิน 2 วาระ) เขาก็ไม่ยื้ออำนาจ ยอมก้าวลงจากตำแหน่งนายกฯ ของจีนอย่างสง่างาม และปล่อยให้ผู้นำจีนรุ่นต่อไป สานต่อในสิ่งที่เขาได้วางรากฐานไว้ 

 

เมื่อกาลเวลาผ่านไป ผลงานของจูหรงจี ช่วยทำให้เศรษฐกิจจีนมีความแข็งแกร่งจากภายใน สามารถฝ่าฟันทุกวิกฤตโลกมาได้ในที่สุด ทั้งวิกฤตต้มยำกุ้ง วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ วิกฤตโควิด-19 สงครามการค้า และวิกฤตภายในของจีนเอง เช่น  วิกฤตอสังหาริมทรัพย์ แม้จีนต้องเผชิญกับปัญหาหนักหน่วงไม่แตกต่างกับประเทศอื่นๆ แต่เศรษฐกิจจีนก็ไม่พังทลายล่มจม 

 

วันที่ 12 สิงหาคม 2026 อดีตนายกฯ จูหรงจีถึงแก่อสัญกรรมไปด้วยวัยชรา (อายุ 98 ปี) โดยได้ฝากผลงานโดดเด่นให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชม ด้วยความกล้าทุบทำลาย ปรับโครงสร้างเก่า ช่วยฉุดดึงเศรษฐกิจจีนให้พ้นจากความผิดพลาดในอดีต กล้าผลักประตูให้จีนเข้าสู่โลกสมัยใหม่ เน้นผสมผสาน ‘กลไกตลาด’ ควบคู่ไปกับ ‘กลไกเศรษฐกิจโลก’ เพื่อสร้างการแข่งขันที่เข้มข้นนำไปสู่การปรับตัวให้มีประสิทธิภาพ  ภายใต้การรักษา ‘เสถียรภาพ’ โดยกลไกพรรคคอมมิวนิสต์

 

ภาพ: REUTERS / Andy Mettler / File Photo

The post จูหรงจี ผู้นำนักปฏิรูป กล้าเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่า ไม่กลัวแรงต้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
FASHION BUILDERS สร้างแบรนด์แฟชั่น ที่คน ‘เชื่อ’ มากกว่า ‘ชอบ’ https://thestandard.co/fashion-builders-secret-sauce-summit/ Tue, 11 Aug 2026 11:04:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1240937 ภาพรวมผู้ร่วมเสวนา Fashion Builders และโลโก้แบรนด์จาก The Secret Sauce Summit 2026

Fashion Builder ยุคนี้ไม่ได้สร้างแค่เสื้อผ้า แต่สร้าง ‘ […]

The post FASHION BUILDERS สร้างแบรนด์แฟชั่น ที่คน ‘เชื่อ’ มากกว่า ‘ชอบ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรวมผู้ร่วมเสวนา Fashion Builders และโลโก้แบรนด์จาก The Secret Sauce Summit 2026

Fashion Builder ยุคนี้ไม่ได้สร้างแค่เสื้อผ้า

แต่สร้าง ‘ตัวตน’ ที่แตกต่างและสร้าง ‘ความหมาย’ ที่มีคุณค่า

 

ภาพรวมผู้ร่วมเสวนา Fashion Builders และโลโก้แบรนด์จาก The Secret Sauce Summit 2026 2

ภาพรวมผู้ร่วมเสวนา Fashion Builders และโลโก้แบรนด์จาก The Secret Sauce Summit 2026 3

ภาพรวมผู้ร่วมเสวนา Fashion Builders และโลโก้แบรนด์จาก The Secret Sauce Summit 2026 4

ภาพรวมผู้ร่วมเสวนา Fashion Builders และโลโก้แบรนด์จาก The Secret Sauce Summit 2026 5

ภาพรวมผู้ร่วมเสวนา Fashion Builders และโลโก้แบรนด์จาก The Secret Sauce Summit 2026 6

 

พบกับ Fashion Builders ที่ Young Entrepreneur Stage เพื่อเรียนรู้วิธีคิด แล้วออกไปสร้างตัวตนและความหมายของคุณเอง

  • ยวิษฐา กรินชัย Founder and CEO of Yavis Store Company Limited (YVIS)
  • ธิดากานต์ เตตานนทร์สกุล ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดอะสตูดิโอ อันโนน จำกัด (STUDIO UNKNOWN)
  • ธัญญรัตน์ ตรีสุรมงคลโชติ ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด แบรนด์ She Knows
  • ณัชชา รชตวรภรณ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง และผู้บริหารร่วม maison KEEPS
  • อมลานันท์ สังสิทธิวงศ์ กรรมการบริษัท บริษัท สลิป ทู สลีป จำกัด
  • วรรณิต บุญเจริญทวีสุข ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท สลิป ทู สลีป จำกัด

 

ภาพรวมผู้ร่วมเสวนา Fashion Builders และโลโก้แบรนด์จาก The Secret Sauce Summit 2026 1

 

THE SECRET SAUCE SUMMIT 2026

9–10 September 2026 EMSPHERE ชั้น 5–6

 

ภาพรวมผู้ร่วมเสวนา Fashion Builders และโลโก้แบรนด์จาก The Secret Sauce Summit 2026 7ภาพรวมผู้ร่วมเสวนา Fashion Builders และโลโก้แบรนด์จาก The Secret Sauce Summit 2026 8

The post FASHION BUILDERS สร้างแบรนด์แฟชั่น ที่คน ‘เชื่อ’ มากกว่า ‘ชอบ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิมานอากาศ (Sky Castle Thailand) พล็อตดีๆจากซีรีส์เกาหลีที่ชนกำแพงการศึกษาไทย https://thestandard.co/sky-castle-thailand-education-clash/ Tue, 11 Aug 2026 08:14:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1240828 ภาพนักแสดงหลักจากซีรีส์วิมานอากาศ (Sky Castle Thailand)

*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาละคร*   การนำซีรีส์ระ […]

The post วิมานอากาศ (Sky Castle Thailand) พล็อตดีๆจากซีรีส์เกาหลีที่ชนกำแพงการศึกษาไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนักแสดงหลักจากซีรีส์วิมานอากาศ (Sky Castle Thailand)

*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาละคร*

 

การนำซีรีส์ระดับปรากฏการณ์อย่าง SKY Castle ของเกาหลีใต้มาสร้างใหม่ในเวอร์ชันไทยในชื่อ วิมานอากาศ ทางช่อง One 31 เป็นหนึ่งในโปรเจกต์ที่เรียกเสียงฮือฮาและถูกจับตามองมากที่สุดแห่งปี ยิ่งเมื่อเผยรายชื่อนักแสดงระดับตัวแม่ของวงการก็เรียกได้ว่าเป็นซีรีส์ทรงดีที่หลายคนรอคอย อย่างไรก็ตามหลังจากออกอากาศเมื่อไม่นานนี้ ประโยคที่ว่า ‘ตั้งสมการผิดชีวิตเปลี่ยน’ ก็ผุดขึ้นมาในหัว ไม่ใช่แค่สมการชีวิตของตัวละคร แต่หมายถึงสมการของบทละครที่ดี แต่ติดตรงที่มาตรฐานการศึกษาของไทย

 

เรื่องราวของวิมานอากาศแทบจะถอดแบบมาจากเวอร์ชันต้นฉบับ ว่าด้วยเรื่องราวของเหล่าบรรดาแม่ๆ ในหมู่บ้านสุดหรูที่ทุ่มเทสุดพลังให้ลูกๆ ได้ก้าวขึ้นเป็นที่หนึ่งด้านการศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำ จนต้องดึงเอาโค้ชลึกลับมาช่วยดูแล แต่หารู้ไม่ว่านั่นคือการล้างสมองของเด็กๆ จนนำไปสู่โศกนาฏกรรมที่ค่อยๆเปิดโปงความฟอนเฟะของครอบครัวผู้มีอันจะกินและระบบการศึกษาที่ไม่ได้เอาความต้องการของเด็กเป็นที่ตั้ง ซึ่งในวิมานอากาศก็มีการปรับเปลี่ยนจาก Sky Castle ให้เข้ากับบริบทสังคมไทยนิดหน่อย

 

ภาพนักแสดงหลักจากซีรีส์วิมานอากาศ (Sky Castle Thailand) 1

 

หากมองในเชิงโครงสร้างต้องยอมรับว่า Sky Castle คือความพยายามนำสูตรสำเร็จของ Desperate Housewives ซีรีส์ขึ้นหิ้งจากฝั่งอเมริกา มาเขย่าใหม่ในบริบทตะวันออก ด้วยการหยิบเอา DNA ของ “หมู่บ้านของคนชนชั้นสูง” ที่เบื้องหลังประตูบ้านหลังงามเต็มไปด้วยความลับ และเปิดเรื่องด้วยโศกนาฏกรรม ปริศนาของเพื่อนบ้าน เพียงแต่สิ่งที่ฉลาดของเกาหลีคือการย้ายเป้าหมายความหมกมุ่น จากเรื่องชู้สาวและภาพลักษณ์ส่วนตัวของแม่บ้านตะวันตก ไปลงที่ “การศึกษาของลูก” ซึ่งตอบโจทย์วัฒนธรรมอำนาจนิยมและการแข่งขันทางชนชั้นของสังคมเอเชียได้อย่างคมคาย

 

เพียงแต่เมื่อบทละครนี้ถูกนำมาดัดแปลงเป็นเวอร์ชันไทย วิมานอากาศ กลับมี “รอยแผล” ที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้กลายเป็นสมการที่ผิดมาตั้งแต่ต้นคือความย้อนแย้งเชิงตรรกะของระบบการศึกษาและค่านิยมชนชั้นสูงในไทย

 

ในต้นฉบับเกาหลีใต้ การดิ้นรนของมหาเศรษฐีในเรื่องเพื่อส่งลูกเข้าคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโซล (SNU) ผ่านการจ้าง “โค้ชวางแผนการเรียนส่วนตัว” เป็นเรื่องสมจริงเพราะสังคมเกาหลีเป็นสังคมที่รวมศูนย์อยู่กับสถาบันกลุ่ม SKY (Seoul, Korea, Yonsei) ต่อให้คุณจะรวยล้นฟ้าแค่ไหน แต่การจบจากสถาบันระดับท็อปของประเทศคือตัวชี้นำสเตตัสและคอนเนกชันทางสังคมที่ไม่มีอะไรทดแทนได้ และระบบการติวเตอร์เข้มข้นก็แทรกซึมอยู่ในวัฒนธรรมของพวกเขาอย่างแนบเนียน

 

ภาพนักแสดงหลักจากซีรีส์วิมานอากาศ (Sky Castle Thailand) 2

 

เมื่อตัดภาพกลับมาที่สังคมไทยยุคปัจจุบัน ชนชั้นบนระดับ Top 1% ที่มีฐานะมหาเศรษฐีขนาดลงขันจ้างโค้ชการศึกษาราคาหลายสิบล้านบาท ไม่มีใครส่งลูกเรียนโรงเรียนสายสามัญไทยในระบบปกติกันอีกแล้ว

 

ในความเป็นจริง พ่อแม่ชนชั้นสูงของไทยที่มีศักยภาพทางการเงินระดับนั้น มีเงินจ้างโค้ชส่วนตัวหลักล้านบาท คงเลือกส่งลูกเข้าโรงเรียนนานาชาติ ตั้งแต่ระดับอนุบาลหรือประถมศึกษา เพื่อปูทางไปสู่มหาวิทยาลัยระดับ Top Tier ของโลก เช่น Ivy League หรือ Oxbridge หรือบางทีหลายบ้านก็ใช้สูตรให้เรียนไฮสคูลที่เมืองนอก กลับมาเรียนภาคอินเตอร์ของไทยเพื่อเก็บเกี่ยวคอนเนกชัน แล้วกลับไปเรียนมหาวิทยาลัยระดับท็อปในต่างประเทศ

 

การที่ วิมานอากาศ วางตัวละครให้เป็นมหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยและมีอิทธิพล แต่กลับพาตัวเองและลูกไปหมกมุ่นอยู่กับการแข่งขันในโรงเรียนไทยสายสามัญ และใช้บริการติวเตอร์ลึกลับเพื่อไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยต่างประเทศ จึงกลายเป็นความย้อนแย้งที่ทำให้คนดูต้องร้อง ‘เอ๊ะ…เอ๊ะ…เอ๊ะ…เอ๋…’ ตั้งแต่ต้นเรื่อง

 

ภาพนักแสดงหลักจากซีรีส์วิมานอากาศ (Sky Castle Thailand) 3

 

กรณีของ วิมานอากาศ คือตัวอย่างคลาสสิกของการตกม้าตายในงานดัดแปลงบทละคร เมื่อผู้สร้างจับ Universal Plot (ความคาดหวังของพ่อแม่ การใช้เงินซื้อความสำเร็จ และความกดดันของเด็ก) แต่กลับเลือก “พาหนะ” ในการเล่าเรื่องผิดคัน ผลลัพธ์ที่ได้คือความอินและความสมจริงพังทลายลง ขณะเดียวกันถ้าทีมเขียนบทเปลี่ยนโครงสร้างเป็นสนามรบในโรงเรียนนานาชาติก็ดูจะขาดความเชื่อมโยงกับคนดูระดับแมสที่อินกับระบบการศึกษาแบบไทยมากกว่า หรือจะเปลี่ยนเป็นการขับเคี่ยวเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยไทยล่ะ ก็อาจจะส่งพลังไม่มากพอไปอีก

 

ในแง่การผลิต งานภาพ แสง คอสตูม ทำออกมาได้ดีไม่เสียชื่อ Juvenile ที่เคยรีเมกซีรีส์เกาหลีเวอร์ชันไทยอย่างเกมรักทรยศออกมาสวยงาม อาจจะมีแค่บางฉากหรือบรรยากาศที่ดูแห้งและยังรวยไม่พอ อีกส่วนที่ต้องรอลุ้นกันคือการประชันบทบาทของตัวแม่แห่งวงการบันเทิงไทย ไม่ว่าจะเป็น แหม่ม-คัทลียา แมคอินทอช, อ้อม-พิยดา จุฑารัตนกุล, นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา, นุ้ย-สุจิรา อรุณพิพัฒน์ และโดนัท-มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล ว่าจะช่วยกันแบกอารมณ์ดราม่าเชิงจิตวิทยาได้มากน้อยแค่ไหน เท่าที่ดูอีพีที่ปล่อยออกมาทุกคนก็ทำหน้าที่ได้ดีในเวอร์ชันของตัวเอง

 

โดยภาพรวมยอมรับว่า วิมานอากาศ สร้างขึ้นด้วยความตั้งใจในแง่การแสดง และการกำกับภาพ หรือแม้กระทั่งบทที่เหมือนเป็นจุดบอดก็ยังเห็นร่องรอยความพยายาม เพียงแต่มันคือวิมานที่สร้างขึ้นบนโครงสร้างการศึกษาที่ไม่แข็งแรงของ สังคมไทยก็เลยสะดุดตั้งแต่จุดเริ่มต้น คงต้องรอลุ้นกันว่าวิมานอากาศจะสามารถใช้ความดราม่าของการแสดงกลบความรอยรั่วทางตรรกะได้หรือไม่ หรือสุดท้ายจะกลายเป็นเพียงซีรีส์ทรงดีที่ตกม้าตายกันแน่

 

ภาพนักแสดงหลักจากซีรีส์วิมานอากาศ (Sky Castle Thailand) 4

ภาพนักแสดงหลักจากซีรีส์วิมานอากาศ (Sky Castle Thailand) 5

 

 

ภาพ: One31

 

 

The post วิมานอากาศ (Sky Castle Thailand) พล็อตดีๆจากซีรีส์เกาหลีที่ชนกำแพงการศึกษาไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Brooo ถุงเท้าวิ่งที่อยากทำให้ต่าง สู่การสร้าง Running Culture ในแบบตัวเอง https://thestandard.co/brooo-running-culture/ Tue, 11 Aug 2026 07:06:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1240733 ถุงเท้าวิ่ง Brooo และผู้ก่อตั้ง พร้อมแนวคิดสร้าง Running Culture

ก่อนจะกลายเป็นแบรนด์เสื้อผ้าและอุปกรณ์ออกกำลังกายอย่างท […]

The post Brooo ถุงเท้าวิ่งที่อยากทำให้ต่าง สู่การสร้าง Running Culture ในแบบตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถุงเท้าวิ่ง Brooo และผู้ก่อตั้ง พร้อมแนวคิดสร้าง Running Culture

ก่อนจะกลายเป็นแบรนด์เสื้อผ้าและอุปกรณ์ออกกำลังกายอย่างทุกวันนี้ จุดเริ่มต้นของ Brooo มาจากสิ่งเล็กๆ ที่สองผู้ก่อตั้งมองเห็นในตลาดวิ่ง

 

 
 

ในปี 2019 ‘อ๋อง-กษิดิศ ดวงวราภรณ์’ และ ‘เฟียต-ธนพงศ์ พานิชชอบ’ มองว่าอุปกรณ์วิ่งในเวลานั้นเต็มไปด้วยดีไซน์สีขาว เทา และดำ ทั้งคู่จึงเริ่มต้นสร้าง Brooo จากถุงเท้าวิ่งที่มีดีไซน์แตกต่าง ก่อนค่อยๆ ต่อยอดไปสู่เสื้อผ้าและอุปกรณ์สำหรับการออกกำลังกาย ภายใต้เป้าหมายที่จะพาแบรนด์ไทยเติบโตสู่ระดับโลก

 

เมื่อการวิ่งไม่ใช่เรื่องของนักกีฬาเท่านั้น

 

ถุงเท้าวิ่ง Brooo และผู้ก่อตั้ง พร้อมแนวคิดสร้าง Running Culture 2

 

สิ่งที่ Brooo พยายามสร้างจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ความแตกต่างของดีไซน์ เพราะพวกเขาเชื่อว่าการออกกำลังกายไม่ควรเป็นพื้นที่ของนักกีฬาเพียงกลุ่มเดียว แต่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของทุกคน

 

แบรนด์จึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ตั้งแต่คนที่เพิ่งเริ่มออกกำลังกาย คนที่เริ่มจริงจังมากขึ้น ไปจนถึงนักกีฬาระดับแข่งขัน เพื่อให้แต่ละคนสามารถเลือกสิ่งที่เหมาะกับตัวเองได้

 

จาก Running Brand สู่ Running Culture

 

ถุงเท้าวิ่ง Brooo และผู้ก่อตั้ง พร้อมแนวคิดสร้าง Running Culture 3

 

อีกสิ่งที่น่าสนใจคือ Brooo ไม่ได้สร้างความสัมพันธ์กับคนผ่านสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังสร้าง Community ผ่านกิจกรรมและคอลเล็กชันที่เชื่อมโยงการวิ่งเข้ากับสถานที่ อาหาร และวัฒนธรรม โดยไม่จำกัดว่าคุณจะต้องเป็นสมาชิกของ Run Club ใด Run Club หนึ่ง

 

จากจุดเริ่มต้นของถุงเท้าวิ่งหนึ่งคู่ สิ่งที่ Brooo กำลังสร้างจึงอาจใหญ่กว่าการเป็นแบรนด์อุปกรณ์กีฬา แต่คือการทำให้ ‘การวิ่ง’ เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันที่สนุกและเข้าถึงได้สำหรับคนมากขึ้น

 

และนี่คือบทพิสูจน์ว่า
Brooo ไม่ได้กำลังสร้างเพียงแบรนด์อุปกรณ์กีฬา
แต่กำลังสร้าง “OUT OF ORDINARY”

 

ถุงเท้าวิ่ง Brooo และผู้ก่อตั้ง พร้อมแนวคิดสร้าง Running Culture 5

 

พบกับคุณอ๋อง และคุณเฟียต Founder of Brooo
ได้ที่งาน The Secret Sauce Summit 2026: The Age of Builders

 

ถุงเท้าวิ่ง Brooo และผู้ก่อตั้ง พร้อมแนวคิดสร้าง Running Culture 7

 

 

The post Brooo ถุงเท้าวิ่งที่อยากทำให้ต่าง สู่การสร้าง Running Culture ในแบบตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยุทธศาสตร์ความมั่นคงไทย เพื่อนข้างบ้าน หรือศัตรูข้างเคียง https://thestandard.co/thai-security-strategy-neighbors/ Mon, 10 Aug 2026 02:59:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1240113 ภาพประกอบแสดงแนวชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน สะท้อนประเด็นความมั่นคงและยุทธศาสตร์

“เนื้อควายมีรสชาดเหมือนกันเสมอในสองฝากฝั่งของเส้นเขตแดน […]

The post ยุทธศาสตร์ความมั่นคงไทย เพื่อนข้างบ้าน หรือศัตรูข้างเคียง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงแนวชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน สะท้อนประเด็นความมั่นคงและยุทธศาสตร์

“เนื้อควายมีรสชาดเหมือนกันเสมอในสองฝากฝั่งของเส้นเขตแดน”

 

Sitting Bull

 

ผู้นำเผ่าอินเดียนแดงในการต่อสู้กับการขยายพื้นที่ของรัฐบาลอเมริกัน

 

“สงครามมีเจตนาเพียงประการเดียวคือ การเบี่ยงเบนประเด็นจากปัญหาสังคม”

 

Albert Marius Soboul

 

นักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศส

 

“ความไร้เหตุผลมักจะทำให้สงครามเกิดได้ง่าย”

 

George H. Quester

 

นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกัน

 
 

 

กล่าวนำ

 

ในบริบทของนโยบายต่างประเทศไทยนั้น ประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ไทยกับบรรดารัฐเพื่อนบ้านเป็นหัวข้อหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างมากในกระบวนการทำยุทธศาสตร์การต่างประเทศและความมั่นคงไทย เนื่องจากเป็นความสัมพันธ์กับรัฐข้างเคียงที่มีแนวพรมแดนติดต่อกัน หรือมีสถานะเป็น “รัฐเพื่อนบ้าน” ที่ไม่ต่างไปจากความเป็นเพื่อนบ้านข้างเคียงในชีวิตประจำวันของเรา

 

สำหรับรัฐเล็กแล้ว ชีวิตประจำวันของความเป็นรัฐนั้น มีเรื่องราวมากมายที่เกี่ยวโยงกับเพื่อนบ้าน หรือบางทีเรื่องราวเหล่านี้ก็กลายเป็นปัญหาได้ไม่ยาก อันเป็นผลมาจากการมีชายแดนติดต่อกัน หรือในประวัติศาสตร์สงครามของรัฐเล็กเช่นนี้ ถ้ารบก็เป็นการรบกับเพื่อนบ้านข้างเคียงเท่านั้น เพราะรัฐเหล่านี้ไม่มีขีดความสามารถที่จะทำการรบระยะไกลเช่นรัฐมหาอำนาจใหญ่ แต่ในหลายครั้ง บรรดารัฐเล็กก็สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ไม่ใช่จะต้องรบกันไปเสมอ หรือเป็นช่วงที่ปลอดจาก “สงครามเพื่อนบ้าน”

 

แต่ก็ไม่ได้บอกแบบ “โลกสวย” ว่าไม่มีสงคราม จะไม่ได้หมายถึงว่าไม่มีปัญหาระหว่างรัฐที่มีชายแดนติดต่อกัน หรือบอกว่า ความสัมพันธ์ทุกอย่างเดินไปอย่างราบเรียบสบายๆ

 

ความเป็นรัฐที่มีแนวพรมแดนเช่นนี้จึงมีนัยทางภูมิรัฐศาสตร์อีกว่า รัฐเหล่านี้จะต้อง “อยู่ร่วมกันตราบชั่วฟ้าดินสลาย” เพราะความเป็นจริงของภูมิศาสตร์คือ ไม่ชอบกันอย่างไร … จะเกลียดกันอย่างไร ก็ย้ายหนีจากกันไม่ได้ หรือต่อให้สร้างสิ่งกีดขวางใดๆ ในทางกายภาพ ก็ใช่ว่าจะตัดพื้นที่ให้ “ขาดจากกัน” ได้ในทางภูมิศาสตร์ หรือ “แยกขาดจากกัน” ได้ในทางภูมิรัฐศาสตร์

 

ความเชื่อเรื่อง “กำแพงสูง”

 

ในสภาพที่เกิดปัญหาความขัดแย้งขึ้น ผู้คนจึงมักมีความเชื่อเสมอว่า วิธีการป้องกันชายแดนที่ดีที่สุดคือ การสร้างสิ่งกีดขวางขนาดใหญ่เพื่อป้องกันภัยคุกคามจากภายนอก หรือเพื่อป้องกันการเข้าตีทางทหารของฝ่ายข้าศึก ไม่ต่างจากชีวิตประจำวันที่เชื่อว่า วิธีป้องกันภัยที่ดีที่สุดให้แก่บ้านของเราคือ สร้างรั้วให้สูงและแข็งแรง แล้วภัยจากภายนอกจะเข้ามาไม่ได้ เช่น อย่างน้อยขโมยและโจรจะเข้ามาไม่ได้

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งกีดขวางที่ถูกสร้างขึ้นอาจจะใช้กีดขวางบางสิ่งบางอย่างได้บ้างในบริบทของความเป็นรัฐ เช่น กำแพงเมืองจีนถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันการรุกรานของชนเผ่าทางเหนือ แต่ก็ใช่ว่ากำแพงเมืองจีนจะป้องกันข้าศึกจากภายนอกได้ตลอดไป เพราะในยุคต่อมาก็มีชนเผ่ามองโกลและพวกแมนจู สามารถบุกทำลายกำแพงเมืองจีนได้สำเร็จ

 

ในยุคปัจจุบันคือ แนว “กำแพงทรัมป์” ที่แบ่งเส้นเขตแดนระหว่างสหรัฐฯ กับเม็กซิโก เพื่อป้องกันการเข้ามาของผู้อพยพผิดกฎหมายจากอเมริกาใต้ ซึ่งก็ท้าทายอย่างมากว่า กำแพงของทรัมป์จะสามารถป้องกันปัญหาผู้อพยพได้จริงเพียงใด

 

สิ่งที่ท้าทายอย่างมากคือ ระบบรั้วป้องกันชายแดนแบบไฮเทคของอิสราเอล หรือที่รู้จักกันในชื่อของ “Iron Dome” ซึ่งได้รับการยอมรับว่า เป็นระบบป้องกันชายแดนที่ดีที่สุดของโลก แต่สุดท้ายก็กลายเป็นความล้มเหลว ที่กลุ่มติดอาวุธฮามาสสามารถบุกทำลายแนวป้องกันนี้ และนำกำลังเข้าไปก่อเหตุรุนแรงในดินแดนของอิสราเอลได้อย่างคาดไม่ถึง จนกลายเป็นสงครามกาซ่าในเวลาต่อมา

 

ข้อสังเกตอย่างสังเขปในข้างต้นว่า ยุทธศาสตร์ในแบบสร้าง “สิ่งกีดขวางชายแดน” ไม่ว่าจะปรากฏในรูปแบบใดก็ตาม อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์ในการปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐเพื่อนบ้านได้จริง สภาวะที่ “สิ่งกีดขวางชายแดน” ไม่ใช่คำตอบของการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ความเชื่อที่วางน้ำหนักไว้กับการสร้างสิ่งกีดขวางเช่นนี้ ว่าที่จะจริงแล้ว อาจไม่แตกต่างจาก “กำแพงทรัมป์” ซึ่งก็เป็นประเด็นที่มีข้อถกเถียงอย่างมาก

 

เรื่องราวเช่นนี้ จึงเป็นดังประเด็นชวนคิดว่า ในความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านนั้น เราคงจะมียุทธศาสตร์อย่างไร ดังที่กล่าวแล้วว่า ในความเป็นจริงทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมนั้น ไทยไม่สามารถอยู่ในภาวะของการมีความขัดแย้งระยะยาว หรือที่อาจใช้ในภาษาของสงครามในยุคปัจจุบันได้ว่า ไทยจะต้องไม่อยู่ในสภาวะที่เป็น “Forever War” คือตกอยู่ในสภ่าพของ “สงครามตลอดกาล“ กับรัฐเพื่อนบ้าน ที่มองไม่เห็น “แสงสว่างของสันติภาพ” ที่ปลายอุโมงค์

 

ดังนั้น การคิดเรื่องนโยบายไทยต่อประเทศเพื่อนบ้านนั้น จึงต้องพิจารณาถึงสภาวะแวดล้อมที่เป็นจริงทางยุทธศาสตร์ จะคิดด้วยการวางจินตนาการบนรูปแบบความสัมพันธ์ของโลกในอดีตเช่น ในยุคก่อนการกำเนิดของรัฐสมัยใหม่นั้น อาจจะไม่ตอบปัญหาเรื่อง “ผลประโยชน์แห่งชาติ” ของไทยในสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น เราไม่อาจคิดถึงความสัมพันธ์เช่นนี้ในตัวแบบของยุคกรุงศรีอยุธยา หรือเชื่อว่า เราจะบุกเข้าตีประเทศเพื่อนบ้านเช่นที่กองทัพราชอาณาจักรอยุธยาเคยรุกเข้าตีจนถึงเมืองหลวงของเพื่อนบ้านมาแล้ว เป็นต้น

 

ยุคสงครามเย็น สู้กับภัยคอมมิวนิสต์ด้วยกัน

 

หากมองย้อนกลับไปในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 บรรดารัฐอาณานิคมเริ่มก่อตัวเป็นรัฐเอกราช ไม่ว่าจะเป็นการได้รับเอกราชด้วยความยินยอมจาการสมัครใจของมหาอำนาจเจ้าอาณานิคม หรือได้มาด้วยการทำสงครามเรียกร้องเอกราช ก็ตาม

 

ฉะนั้นโลกยุคหลังสงครามโลก จึงเป็นโลกของ “ยุคได้รับเอกราช” ของบรรดาชาติอาณานิคมต่างๆ อันนำไปสู่การกำเนิดของบรรดา “ประเทศใหม่” (The New Nations)

 

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พ้นจากสยาม (หรือประเทศไทย) แล้ว บรรดาเพื่อนบ้านที่เคยทำสงครามต่อกันมานั้น ล้วนเคยถูกรัฐมหาอำนาจเจ้าอาณานิคมเข้ายึดครองทั้งสิ้น อันเป็นผลให้สภาวะแวดล้อมรอบตัวสยามคือ รัฐเจ้าอาณานิคมดำรงอยู่ทั้ง 2 ฝากฝั่งของเส้นพรมแดน … สยามจึงเสมือนถูกโอบล้อมจากรัฐมหาอำนาจตะวันตก ด้านตะวันตกและด้านใต้ของเส้นพรมแดนคือ “จักรวรรดิอังกฤษแห่งอินเดีย” (the British India) และด้านตะวันออกคือ “จักรวรรดิฝรั่งเศสแห่งอินโดจีน” (French Indochina)

 

เมื่อรัฐเหล่านี้ได้รับเอกราชในยุคสงครามเย็น สิ่งที่ตามมาอย่างชัดเจนคือ “สงครามปลดปล่อย” ที่ขับเคลื่อนโดยพรรคคอมมิวนิสต์ และไม่มีประเทศไหนในภูมิภาคไม่มีสงครามคอมมิวนิสต์เกิดขึ้นในบ้าน รวมทั้งในไทยเองก็ตาม และสงครามคอมมิวนิสต์เป็นปัญหาความมั่นคงที่ใหญ่ที่สุดที่รัฐบาลในภูมิภาคต้องเผชิญ และเป็น “โจทย์ความมั่นคง” ที่ทั้งรัฐมหาอำนาจภายนอกและบรรดารัฐเล็กๆ ในภูมิภาค ได้ร่วมกันต่อสู้

 

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัฐเพื่อนบ้านจึงถูกกำหนดจากโจทย์ความมั่นคงเป็นสำคัญ ส่วนหนึ่งเป็นผลของการเชื่อมต่อของพรรคคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค และประเด็นอีกส่วนที่เห็นชัดคือ ปัญหาการขยายตัวของอุดมการณ์และสงครามคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค ไม่ใช่เรื่องของประเทศหนึ่งประเทศใดเท่านั้น

 

คำถามหลักในสภาวะของสงครามเย็นคือ สงครามคอมมิวนิสต์จากเพื่อนบ้านจะขยายเข้าไทยหรือไม่?

 

ดังนั้นในสภาวะเช่นนี้ นโยบายต่างประเทศและความมั่นคงไทยจึงมีนัยถึงการป้องกันการขยายตัวของสงครามในประเทศเพื่อนบ้านไม่ให้ลุกลามเข้าไทย ขณะเดียวกัน ก็ไม่ปล่อยให้เกิดสถานการณ์ที่ลากไทยให้ต้องรบกับเพื่อนบ้าน เพราะการทำเช่นนั้น จะทำให้สงครามภายนอกขยายตัวเข้ามาในไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

สภาวะดังกล่าว ทำให้ไทยต้องหาทางสร้างความปลอดภัยให้กับตนเองมากที่สุด ยุทธศาสตร์เดิมที่เน้นเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับรัฐเพื่อนบ้าน อาจจะไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในยุคหลังการสิ้นสุดของสงครามเวียดนามในปี 1975 (พ.ศ. 2518) ที่มีนัยโดยตรงถึงการถอนตัวทางทหารของสหรัฐฯ ออกจากภูมิภาค ประกอบกับปัญหาสงครามกลางเมืองในกัมพูชาที่จบลงในปี 1979 (พ.ศ. 2522) ด้วยชัยชนะของกองทัพเวียดนาม

 

ผลจากความพลิกผันเช่นนี้ยิ่งทำให้นักความมั่นคงไทยต้องคิดถึงปัญหาทางยุทธศาสตร์ของไทยมากขึ้น สภาวะทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงในปี 1975 และสภาวะเช่นนี้้เปลี่ยนซ้ำอีกครั้งในปี 1979 จนเป็นดังการสร้างความเข้มข้นของสงครามเย็นในภูมิภาค และภูมิภาคแบ่งออกเป็น 2 ส่วนอย่างชัดเจนในมิติทางอุดมการณ์ และไทยกลายเป็น “รัฐแนวหน้า” (Frontline State) ของสงครามภูมิภาค

 

ยุคโลกาภิวัตน์ หากินด้วยกัน

 

ข้อสรุปที่ชัดเจนคือ ไทยไม่สามารถดำรงอยู่ในความขัดแย้ง หรือตกอยู่ในภาวะ “สงครามเย็น” กับรัฐเพื่อนบ้านได้อย่างยาวนาน หรือที่ใช้ในสำนวนของภาษาสงครามสมัยปัจจุบันคือ ไทยจะต้องไม่เข้าไปติดกับ “สงครามตลอดกาล” หรือ “Forever War” ที่สงครามมีระยะเวลานาน อันอาจจะส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของไทยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

 

ในสภาวะเช่นนี้ ไทยต้องไม่ปล่อยให้ความขัดแย้งกลายเป็นความสัมพันธ์ด้านหลักระหว่างไทยกับเพื่อนบ้าน จนทำให้ไทยไม่สามารถขยับตัวไปสู่การจัดการปัญหาอื่นๆ ได้ นอกจากเตรียมรับ “สงครามชายแดน” ซึ่งภาระสงคราม/ความขัดแย้งเช่นนี้ จะไม่ช่วยให้ไทยสร้าง “บทบาทนำ” ในเวทีภูมิภาคได้เลย มีแต่จะมีปัญหาต่อเนื่องไปไม่หยุด

 

อย่างไรก็ตามในท้ายที่สุด เราคงต้องให้เครดิตกับบรรดา “นักยุทธศาสตร์แห่งบ้านพิษณุโลก” ที่กล้าเสนอแนวคิดแบบฝ่ากระแส และยังต้องยกเครดิตให้กับความกล้าหาญของอดีตนายกฯ ชาติชาย ชุณหวัณ ด้วยการนำเสนอนโยบายแบบพลิกขั้วคือ “เปลี่ยนสนามรบ เป็นสนามการค้า” ที่จากเดิมนโยบายไทยต่อเพื่อนบ้านจะเน้นในเรื่องของ “ปัจจัยสนามรบ” เป็นสำคัญ

 

ดังนั้น นับจากรัฐบาลยุคนายกฯ ชาติชาย ในปี 1988 (พ.ศ. 2531) เป็นต้นมา แนวคิดของ “ยุทธศาสตร์บ้านพิษณุโลก” ได้กลายเป็นทิศทางหลักของความสัมพันธ์ไทยกับเพื่อนบ้าน แม้จะมีรัฐประหารมาเป็นตัวคั่นเวลาทางการเมือง แต่ทิศทางหลักเช่นนี้ ก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด ดังเช่นที่เราเห็นนโยบายเช่นนี้ในยุคนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ในช่วงปี 2001-2006 (พ.ศ. 2544-2549)

 

รัฐบาลไทยในยุคต่อๆ มา ได้ยึดถือเอา “ปัจจัยสนามการค้า” เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นประเด็นที่สอดรับกับการเติบโตของไทยในระบบเศรษฐกิจภูมิภาค ที่ถูกขับเคลื่อนด้วย “กระแสโลกาภิวัตน์” และทั้งยังเน้นถึงทฤษฎี “การพึ่งพาทางเศรษฐกิจ” (Economic Interdependence) ประกอบกับปัจจัยสงครามและความมั่นคงกับประเทศเพื่อนบ้านได้ลดความสำคัญลง และการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากกว่า อีกทั้ง การเน้นในเรื่องของการเชื่อมต่อทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับเพื่อนบ้านนั้น สอดรับอย่างมากกับการขับเคลื่อนโลกด้วยกระแสโลกาภิวัตน์

 

อาจกล่าวได้ว่า นโยบาย “เปลี่ยนสนามรบ เป็นสนามการค้า” ดำรงอยู่เป็นยุทธศาสตร์ของไทยต่อเพื่อนบ้านมาอย่างยาวนาน อย่างน้อยก็นับจากรัฐบาลนายกฯ ชาติชาย จนถึงรัฐบาลนายกฯ แพทองธาร ดังได้กล่าวแล้วว่า แม้จะมีรัฐบาลมาเป็น “ตัวคั่นเวลา” แต่ก็มิได้เกิดการเปลี่ยนทิศทางของนโยบายดังกล่าวแต่อย่างใด “สนามการค้า” มีความสำคัญมากกว่า “สนามรบ” เสมอในนโยบายต่างประเทศไทย

 

แต่ด้วยเหตุแทรกซ้อนในช่วงรัฐบาลแพทองธารได้เกิดความขัดแย้ง จนนำไปสู่การใช้กำลังทหารระหว่างไทยกับกัมพูชาขึ้น อันส่งผลให้กระแสชาตินิยมขยายตัวมากขึ้นในสังคมของทั้ง 2 ประเทศ และเป็นกระแสที่มีความเป็น “สุดโต่ง” มากขึ้นจากสังคมทั้งสอง เนื่องจากเกิดการรบถึง 2 ครั้งในปี 2025 (พ.ศ. 2568)

 

ยุคปัจจุบัน- กลับมาทะเลาะกันใหม่ด้วยเรื่องชาตินิยม

 

ผลจากกระแสชาตินิยมที่เกิดขึ้นจากสงครามเช่นนี้ เปิดโอกาสให้พรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นมาเป็นรัฐบาลในเวลาต่อมา อันส่งผลให้ความสนใจกับปัจจัยทางเศรษฐกิจแบบเดิม ถูกลดความสำคัญลงด้วยเสียงของฝ่ายชาตินิยมสุดโต่ง ที่ดูจะมีทิศทางสนับสนุนสงครามเป็นทิศทางหลัก

 

ประกอบกับตัวนายกฯ อนุทินเอง ก็มีท่าทีไปในทิศทางเช่นนั้นด้วย จนนโยบายต่างประเทศไทยเสมือนกับเกิด “การพลิกทิศทางยุทธศาสตร์” อีกแบบด้วยการใช้ “ยุทธศาสตร์ชาตินิยม” เป็นปัจจัยนำ หรือที่อาจเรียกได้ว่า “กระแสนำการทหาร และการเมืองตาม”

 

ดังนั้น ในท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา จึงเห็นได้ชัดเจนว่า ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลอนุทินคือการ “เปลี่ยนสนามการค้า เป็นสนามรบ” ขณะเดียวกัน ก็เสมือนเป็นการพาประเทศไทยให้ติดอยู่กับสภาวะ “สงครามตลอดกาล” กับรัฐเพื่อนบ้าน (Forever War) เนื่องจากจนปัจจุบัน ก็ยังไม่เห็นโอกาสที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ด้วยการเจรจาทางการทูตให้สำเร็จได้จริง และต่างฝ่ายต่างโทษกันไปมาไม่จบ จนสภาวะเช่นนี้ ได้กลายเป็น “สงครามน้ำลาย” ข้ามเส้นเขตแดน

 

ขณะเดียวกัน เมื่อสงครามน้ำลายที่ถูกผสมด้วยกระแสชาตินิยมแล้ว โอกาสที่ “พี่น้องสองฟากของเส้นเขตแดน” จะกลายเป็นศัตรูไม่จบ และเกิดสภาวะ “ไม่มีใครยอมใคร” ที่พร้อมจะนำไปสู่สงครามครั้งใหม่ได้เสมอ ดังจะเห็นได้ในปัจจุบันว่า กระแสชาตินิยมที่สนับสนุนการแก้ปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ยังคงดำรงสถานะเป็น “กระแสหลัก” ทั้งในสื่อและในสังคม แม้กระแสเช่นนี้ อาจจะลดลงบ้างในปีปัจจุบัน แต่ทิศทางของกระแสดังกล่าวยังมีแรงขับเคลื่อนอยู่ค่อนข้างมาก ประกอบกับคงปฏิเสธไม่ได้ว่า รัฐบาลเองก็คาดหวังว่า การเคลื่อนไปกับกระแสชาตินิยม จะเป็นปัจจัยในการสร้างคะแนนเสียงให้กับรัฐบาลทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

 

นอกจากนี้ในอีกด้านหนึ่ง การเกาะอยู่กับกระแสชาตินิยมแบบสุดโต่ง ทำให้รัฐบาลเน้นการสื่อสารกับสังคมภายในที่ชื่นชอบ “ลัทธิชาตินิยม” มากกว่าจะสื่อกับสังคมภายนอกที่เน้นในเรื่องของความถูกต้องของข้อมูลในเชิงกฎหมายระหว่างประเทศ หรือเกิดสภาพของการเสนอนโยบายในแบบ “ถูกใจ” (กับสังคมภายใน) มากกว่าต้องการความ “ถูกต้อง” ในทางหลักการ หรือข้อเท็จจริง หรือในอีกทางทำให้เกิดสภาพที่รัฐบาลไทย “ไม่สนใจ” หลักการระหว่างประเทศเท่าที่ควร อันส่งผลให้ไทยไม่ได้รับความสนับสนุนจากเวทีระหว่างประเทศมากนัก

 

อนาคตที่ยุ่งยาก

 

การติดกับดักเช่นนี้ จึงเป็นการลดทอนบทบาทของไทยในเวทีภูมิภาคไปอย่างน่าเสียดาย เพราะความริเริ่มทั้งหมดของรัฐบาลไทยในปัจจุบันมุ่งอยู่กับเรื่องกัมพูชา จนดูเหมือนเราแทบจะลืมเรื่องพม่า เรื่องภาคใต้ และเรื่องความมั่นคงอื่นๆ ในเวทีสากลไปอย่างน่าเสียดาย โดยเฉพาะในเวลาเช่นนี้ ไทยดูจะไม่สนใจเรื่องของ “ภูมิรัฐศาสตร์โลก” เท่าใดนัก มีแต่ความสนใจเรื่องของ “ภูมิรัฐศาสตร์ท้องถิ่น” ที่ยึดโยงอยู่กับเรื่องของชายแดนและเส้นเขตแดน

 

อย่างไรก็ตาม เราคงต้องตระหนักว่า นโยบายต่างประเทศไทยไม่ได้มีแต่ปัญหากัมพูชาเท่านั้น และโจทย์พม่าที่รออยู่ข้างหน้าก็เป็นเรื่องใหญ่ และปัญหาที่ใหญ่ที่สุด คงหนีไม่พ้นโจทย์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ท้าทายผู้นำไทยอยู่ทุกวัน … เป็นความท้าทายทุกวันที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้ด้วย แต่เราก็ดูจะยังไม่เห็นคำตอบเหล่านี้เท่าใดนัก เว้นแต่การเดินทางเยือนจีนของนายกรัฐมนตรีไทยและคณะในช่วงที่ผ่านมา และถูกถ่ายทอดด้วยเสียงเพลง “เถียนมี่มี่” นั้น เป็นคำตอบในตัวเองที่ไม่จำเป็นต้องถกแถลงให้เสียเวลาว่า “ไทยยืนกับจีนเต็มตัวแล้ว”

 

เอ … บทความนี้ขึ้นต้นด้วยเรื่องเพื่อนบ้าน แต่ทำไมกลับมาจบลงที่จีน … หรือว่า วันนี้ถ้าจะถกเรื่องความสัมพันธ์ไทยกับเพื่อนบ้าน ก็อาจจะต้องถกเรื่องบทบาทของจีนด้วย เพราะสักวันหนึ่ง จีนอาจจะขยายอิทธิพลเข้ามาในภูมิภาค จนเกิดสภาพที่อิทธิพลของจีน “ประชิด” แนวชายแดนไทย และเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะเป็นไปไม่ได้ในอนาคต หรือไม่ใช่เรื่อง “เหลือเชื่อทางภูมิรัฐศาสตร์” อย่างแน่นอน

 

ว่าที่จริงวันนี้ แนวเส้นเขตแดนไทยก็ประชิดอยู่กับเขตอิทธิพลของ “จีนเทา” ในหลายพื้นที่อยู่แล้ว แม้พื้นที่เหล่านั้นจะอยู่ในรัฐเพื่อนบ้านของไทย ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่อย่างใด เป็นแต่เพียงสังคมไทยจะยอมรับความจริงเรื่องนี้หรือไม่ก็ตาม!

 

ภาพ: Niphon Subsri via ShutterStock

The post ยุทธศาสตร์ความมั่นคงไทย เพื่อนข้างบ้าน หรือศัตรูข้างเคียง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไขแสง สุกใส: จารจดไว้ในรอยจำ https://thestandard.co/khaisaeng-suksai-democracy-fighter/ Sat, 08 Aug 2026 06:16:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1239749 ภาพ ไขแสง สุกใส นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

ถ้ายังมีชีวิตอยู่นับถึง 10 กันยายน 2569 คุณไขแสง สุกใส […]

The post ไขแสง สุกใส: จารจดไว้ในรอยจำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ไขแสง สุกใส นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

ถ้ายังมีชีวิตอยู่นับถึง 10 กันยายน 2569 คุณไขแสง สุกใส จะมีอายุครบ 96 ปี

 

ใครที่รู้จัก และมีมิติสัมพันธ์กับคุณไขแสง สุกใส จะยอมรับความจริงว่า แม้อยากจะลืมก็ยากจะลืม แม้ไม่อยากจำก็ยากจะเลือน

 

เพียงเริ่มต้นแนะนำตัวกันเมื่อวันหนึ่งของปี 2509 ก็ทำให้ผมขอคบหาด้วย

 

“พี่ไม่มีอาชีพ ทุกวันนี้เป็นเด็กวัด กินนอนเป็นลูกศิษย์อยู่กับท่านพระพิมลธรรม ที่กุฏิวัดมหาธาตุฯ ท่าพระจันทร์……”

 

พอถามถึงการศึกษา

 

“การศึกษาของพี่น่ะ พี่ได้ปริญญา BKLY แปลว่า บางขวาง-ลาดยาว”

 

ทำให้ผมสนใจความเป็นไปในชีวิต กลายเป็นน้องพี่ไปมาหาสู่กันใกล้ชิดตลอดมา ถึงขั้นกล่าวได้เลยว่า คุณไขแสง เป็นคนที่มีบทบาทสำคัญต่อจิตสำนึกทางการเมืองของผมและเพื่อนมิตรอีกหลายคน ในเวลาต่อมา

 

ผมได้เรียนรู้ชีวิตของนักต่อสู้หลายคน บทบาทยุวชนทหารที่คุณไขแสงเข้าร่วมประสานกับขบวนการเสรีไทยต่อต้านญี่ปุ่น ซึ่งยกพลขึ้นบกยุคมหาสงครามเอเชียบูรพา ชีวิตสู้รบของนายเตียง ศิริขันธ์ หัวหน้า เสรีไทยสายอีสาน ครูครอง จันดาวงศ์ สี่อดีตรัฐมนตรีที่ถูกอำนาจมืดรุมสังหารที่ทุ่งบางเขน จิตร ภูมิศักดิ์ เปลื้อง วรรณศรี สุวัฒน์ วรดิลก กุหลาบ สายประดิษฐ์ เพื่อนร่วมกรงขังทั้งที่ลาดยาวและบางขวาง

 

“บทกวีประชาชน ‘เปิบข้าวทุกคราวคำฯ’ ‘ใครคนประชาชน ที่ทระนงในนามไทยฯ’ ‘พิชิตเถิด พิชิตข้า ชะตาเอ๋ยฯ’ ‘เพียงหวังจะเฟื่องฟุ้ง ฤาจึงมุ่งมาศึกษาฯ’ ‘เมืองสยามใหญ่กว่าสุดสายตาจักเสาะยุติธรรมหา ยากแท้..” ยอดบทกวีที่คุณไขแสงจำจนขึ้นใจและนำมาถ่ายทอดให้ฟังจนผมจำได้แบบเต็มบท และเป็นแรงบันดาลใจยิ่งนัก

 

เมื่อจอมพลถนอม กิตติขจร หัวหน้าพรรคสหประชาไทย เป็นนายกรัฐมนตรี จากผลการเลือกตั้ง เมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2512 ตามรัฐธรรมนูญ 2511 ทั้งๆ ที่มีอำนาจเต็ม แต่ก็ไม่อาจทนต่อการเมืองระบบรัฐสภาของ สส. ในสภาผู้แทนราษฎร ในยุคนั้น

 

ในฐานะ ผบ.สส. จึงทำรัฐประหาร ยึดอำนาจตนเอง ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี นำประเทศไปสู่ระบบเผด็จการเต็มรูปอีกครั้ง เมื่อ 17 พฤศจิกายน 2514 จึงเกิดแรงต้านจากนักศึกษา นักวิชาการและประชาชนทั่วไป อย่างกว้างขวาง

 

เมื่อ 6 ตุลาคม 2516 กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ที่มีคุณธีรยุทธ บุญมี เป็นผู้ประสานงาน ผมและเพื่อนรวม 21 คน ได้รวมตัวกันแจกใบปลิวเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ณ บริเวณตลาดนัดสนามหลวงไปต่อที่บางลำภู และไปถูกตำรวจจับที่ประตูน้ำรวม 11 คนในวันนั้น

 

ค่ำแล้ว คะเนว่าคุณไขแสง สุกใส คงจะกลับถึงบ้านเช่าที่นนทบุรีแล้ว ผมรีบบึ่งไปที่นั่น มีผมกับคุณไขแสงอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง ราวสามทุ่มเศษ

 

ด้วยท่าทีอ่อนระโหย ภายใต้อาการตกใจ ผมเอ่ยปากถามอย่างไร้เดียงสาทางการเมือง

 

“เราแจกใบปลิวกันธรรมดา ทำไมต้องถูกจับด้วย”

 

“จำไว้นะประสาร ต่อสู้กับเผด็จการก็เป็นอย่างนี้ เป็นสัจธรรม”

 

“อาวุธไม่มี เข็มสักเล่มก็ไม่มี”

 

“เขาถึงเรียกว่าเผด็จการ ถืออำนาจเป็นใหญ่ กี่ยุคกี่สมัยก็เป็นอย่างนี้

 

“แล้วเราต้องยอมจำนนเขาหรือ”

 

“พี่เชื่อว่า น้องๆ ต้องถูกปล่อยออกมา” คุณไขแสงแสดงความมั่นใจ

 

“ผมนึกไม่ออกเลยว่า ข้อหาฉกรรจ์แบบนี้เพื่อนเราจะหลุดออกมาได้ยังไง”

 

“พี่จะหาทางแก้ปัญหาตามวิธีของพี่เพื่อช่วยน้องๆ ที่ถูกจับ”

 

“รัฐบาลเขาจะเล่นงานพี่ไหม พี่เป็นเจ้าของสำนักงานธรรมรังสีที่เป็นศูนย์ทำงานของเรา”

 

“พี่โดนแน่ๆ แต่อย่าห่วง พี่มีบทเรียนมาแล้ว พี่เป็นพี่เลี้ยงพวกเราในคุกได้อย่างดี”

 

“แปลว่าพี่จะถูกจับด้วย อย่างงั้นหรือ”

 

“ยังไม่รู้เหมือนกัน ต้องดูเหตุการณ์อีกซักวันสองวัน แต่ประสารอย่าท้อนะ นี่เป็นบทเรียน ที่หนึ่งของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ไม่มีอะไรได้มาฟรีหรอก”

 

“ผมควรจะทำอย่างไรต่อไป” ผมหารือ

 

“ลองนึกดูว่ามีใครเป็นเพื่อนเป็นมิตรที่จะช่วยเราได้ ไปหาเขา ขอความเห็นเขาเพื่อช่วย เพื่อนเราออกจากคุก”

 

ผมร่ำลาจากคุณไขแสงด้วยอาการงงๆ เช้าวันรุ่งขึ้นจึงไปพบคุณสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ที่หอพัก ม.เกษตรศาสตร์ และชวนกัน ไปหาคุณประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการ ศนท. ที่บ้านแถวบรรทัดทอง มีการเรียกประชุมกรรมการ ศนท. ทันทีในบ่ายวันนั้น แล้วออกแถลงการณ์คัดค้านการจับกุมอย่างเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว

 

8 ตุลาคม หนังสือพิมพ์ทุกฉบับพาดหัวข่าวตัวไม้ว่า “ออกหมายจับไขแสง สุกใส ทั่วประเทศ”

 

9 ตุลาคม เวลา 10.00 น. คุณไขแสง สุกใส ถือแคนอีสานและหิ้วกระเป๋าแพนแอม บรรจุเสื้อผ้าเข้ามอบตัวที่กองบังคับการตำรวจสันติบาล หนังสือพิมพ์พาดหัวว่า “รัฐบาลจะใช้มาตรา 17 ควบคุมตัวไขแสง สุกใส”

 

ระหว่างนั่งรอการสอบสวน คุณไขแสงยังเป่าแคนลำเพลินอีสานอย่างไม่สะทกสะท้านอะไร แถมยังให้สัมภาษณ์ว่า “ไม่ได้หวั่นวิตกอะไร ผมจะเข้ามาเป็นพี่เลี้ยงให้น้องๆ ที่ถูกจับกุม”

 

ภาพ ไขแสง สุกใส นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย 1

 

การมอบตัวครั้งนี้ทำให้ผมนึกย้อนไปถึงคำพูดของคุณไขแสง เมื่อกลางดึกของคืนวันที่ 6ตุลาฯ ที่ว่าจะหาทางช่วยพวกเรา จะไปเป็นพี่เลี้ยงของพวกเราในคุก

 

ภาพของคุณไขแสง สุกใส ถือแคนเข้ามอบตัว เป็นภาพแห่งความสะเทือนใจอย่างยิ่ง

 

ในเวลานั้น มีแต่คาดคิดกันไปว่า เพื่อนเราที่ถูกจับต้องเผชิญชะตาร้ายสถานเดียว อาจถูกประหารชีวิต หรือไม่ก็สิ้นอิสรภาพอย่างยาวนาน คุณไขแสงมีทางเลือกที่จะหนี หรือสู้ หากจะหนีก็สามารถทำได้โดยง่าย แต่กลับเลือกที่จะสู้ สู้ในที่นี้คือการมอบตัว ด้วยการเผชิญกับความจริง

 

ในยามนั้น แม้ว่าจะมีการชุมนุมนักศึกษาที่ลานโพธิ์ ธรรมศาสตร์ แต่ก็เป็นคนจำนวนยังน้อยนิด ยังไม่แน่ว่าจะมีพลังขึ้นมาหรือเปล่า

 

คนที่ยอมเอาเสรีภาพ กระทั่งชีวิตของตัวเองเข้าสู้กับอำนาจอธรรม

 

ถ้าไม่ใช่จิตใจแห่งการต่อสู้ที่เสียสละสูงสุด โดยไม่คำนึงถึงชีวิตของตนเอง จะไม่สามารถตัดสินใจเช่นนั้นได้เลย

 

และแล้ววันที่ 14 ตุลาคม 2516 เราก็ได้เห็นวีรภาพอันสง่างามของนักศึกษาประชาชนเรือนแสนเรือนล้าน ที่หลอมใจเป็นดวงเดียวกันเคลื่อนขบวนสู้รบกับเผด็จการโดยไม่มีใครเลยที่นึกถึงประโยชน์ส่วนตน

 

​ดุจเดียวกับจิตใจสู้รบของคุณไขแสง สุกใส ที่ได้ตัดสินใจเข้ามอบตัว 5 วันก่อนหน้านั้น

 

 

​คุณไขแสง สุกใส ได้รับเลือกตั้งเป็น สส. นครพนม 3 สมัย ทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงของประชาชนที่ถูกข่มเหงและที่ทุกข์ยากตลอดมา

 

​ไม่ว่าจะเป็น สส. หรือไม่ได้เป็น สส. ยังเป็นกำลังแรงของชาวบ้านเสมอ เช่นเปิดโปงกรณีชาวบ้านถูกสังหาร 6 ศพ ที่กกจำปา เป็นปากเสียงกรณีเผาหมู่บ้านนาทรายที่บึงกาฬ

 

​หลายครั้งที่ชาวบ้านถูกจับกุมด้วยข้อหาคอมมิวนิสต์หรือภัยสังคม ขณะที่ สส. คนอื่นถอยห่างคุณไขแสงจะนำตัวเองเข้าไปเป็นคนประกันตัวชาวบ้านทันที โดยไม่ต้องไต่ถามใดๆ เลย

 

​คุณไขแสงบอกว่า

 

​“ถูกผิดเก็บไว้ก่อน ก่อนอื่นให้ชาวบ้านมีอิสรภาพในการหาอยู่หากินดูแลครอบครัว”

 

​คุณไขแสง ถูกทางการจับกุมถึง 3 ครั้ง ถูกคุมขังถึง 3 คุก สูญเสียอิสรภาพรวม 11 ปี โดยไม่มีความผิดใดๆ ติดตัวเลย

 

ราวต้นปี 2541 เมื่อทราบว่าคุณไขแสง สุกใส มีปัญหาสุขภาพ นั้น คุณอานันท์ ปันยารชุน ปรารถนาจะไปเยี่ยมเยือนถึงบ้าน ผมกับคุณปรีดา เตียสุวรรณ์ จึงนัดหมายให้ผู้อาวุโสทั้งสองได้พบกันที่หมู่บ้านพิพรพงษ์ บ้านพักของคุณไขแสง ย่านรังสิต ทั้งๆ ที่ไม่ได้คุ้นเคยกันมาก่อน แต่อดีตนายกรัฐมนตรีและนักสู้เพื่อประชาชนได้แสดงคารวะธรรมต่อกันและกันเยี่ยงกัลยาณมิตรอย่างอบอุ่น ชะรอยจะเป็นเพราะบุคคลทั้งสองต่างตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน ที่ถูกตีตราว่าเป็นคอมมิวนิสต์ หรืออย่างไร

 

เมื่อเย็น 10 กันยายน 2541 มิตรสหายจัดงานครบรอบอายุ 70 ปีให้คุณไขแสง สุกใส ณ ห้องประชุม นสพ. ฐานเศรษฐกิจ ถ.วิภาวดี ท่ามกลางแขกเหรื่อราว 400 คน มี พ.อ. สมคิด ศรีสังคม ประพันธ์-ศักดิ์ กมลเพชร ธีรยุทธ บุญมี เฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ทินวัฒน์ มฤคพิทักษ์ หงา คาราวาน แอ๊ด คาราบาว วีระ มุสิกพงษ์ วิสา คัญทัพ ฯลฯ มีจำนวนราว ครึ่งหนึ่งของแขก เป็นสหายปฏิวัติจากเขตป่าเขา

 

คุณอานันท์ ปันยารชุน ได้รับเชิญขึ้นกล่าวถ้อยคำต่อหน้าคุณไขแสง ซึ่งนั่งอยู่กับครอบครัว ที่โซฟา แถวหน้า

 

ภาพ ไขแสง สุกใส นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย 2

 

ณ ไมโครโฟนบนเวที ผู้พูดกวาดสายตาไปทั่วห้อง

 

“ผมได้รับ เชิญไปหลายงาน

 

ยังไม่เคยมีงานใดที่ผมต้องมีความสงบเสงี่ยมเจียมตัวเท่างานนี้

 

ชีวิตผม เป็นอดีตเอกอัครราชทูต เป็นปลัดกระทรวง เป็นประธานบริษัท เป็นนายกรัฐมนตรี 2 สมัย

 

แต่มาในงานค่ำวันนี้แล้ว ผมรู้สึกด้วยความจริงใจว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมมีโอกาสทำในชีวิต

 

ถ้าเปรียบเทียบกับเกียรติประวัติของคุณไขแสง สุกใส แล้วเรื่องของผมจิ๊บจ๊อยมาก…(ปรบมือ)

 

ผมต้องเจียมตัว เพราะผมไม่เคยเป็นนักต่อสู้

 

ผมต้องเจียมตัว เพราะผมไม่เคยเดินขบวนกับใคร

 

ผมต้องเจียมตัว เพราะผมไม่เคยพรากถิ่นฐาน ไม่เคยพรากจากครอบครัว

 

ผมต้องเจียมตัว เพราะผมไม่เคยเข้าคุก

 

ผมต้องเจียมตัว เพราะผมไม่เคยเข้าป่า

 

ผมต้องเจียมตัว เพราะผมไม่เคยต้องหลบหนีจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด

 

สัจธรรมที่ผมได้รับการยืนยันในค่ำวันนี้ คือความดีของคน ไม่ใช่อยู่ที่ตำแหน่ง ไม่ใช่อยู่ที่ฐานะ หรืออำนาจใดๆ

 

ค่ำวันนี้ผมซาบซึ้งในความจริงใจที่บริสุทธิ์ของคุณไขแสง ที่มีให้กับตนเอง ให้กับครอบครัว ให้กับมิตรสหาย ให้กับอุดมคติ อุดมการณ์ ให้กับประเทศชาติและประชาชน

 

ประวัติศาสตร์ ได้บันทึกจิตใจแห่งการต่อสู้ ความดี ความงาม ของคุณไขแสง สุกใส ไว้แล้ว ทำให้คนไทยยุคปัจจุบันและในอนาคตได้เรียนรู้ และระลึกถึงไปอีกยาวนาน ผมเชื่อเช่นนั้น”

 

เมื่อบุคคลระดับอดีตนายกรัฐมนตรีสองสมัย ผู้ถึงพร้อมด้วยภูมิฐาน ภูมิปัญญา และภูมิธรรม แสดงความคารวะต่อนักการเมืองคนหนึ่งที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและความเป็นธรรมมาตลอดชีวิต จึงไม่เพียงเป็นความภาคภูมิของคุณไขแสง สุกใสและครอบครัวเท่านั้น แต่ยังเป็นมิตรจิตมิตรใจเป็นถ้อยวาทะที่ติดตาตรึงใจมวลมิตรสหายที่ยังกล่าวขวัญกันมาจนถึงทุกวันนี้ แม้ว่าจะล่วงเลยมา 28 ปีแล้ว

The post ไขแสง สุกใส: จารจดไว้ในรอยจำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิธีสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กเจนอัลฟ่า ด้วยทักษะล้มแล้วลุก https://thestandard.co/parents-build-gen-alpha-resilience/ Sat, 08 Aug 2026 05:33:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1239701 ภาพประกอบพ่อแม่กำลังเฝ้ามองเด็กเจนอัลฟ่าเรียนรู้และเติบโต

ทักษะล้มแล้วลุกคือความสามารถในการยืดหยุ่นทางใจที่ช่วยให […]

The post วิธีสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กเจนอัลฟ่า ด้วยทักษะล้มแล้วลุก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบพ่อแม่กำลังเฝ้ามองเด็กเจนอัลฟ่าเรียนรู้และเติบโต

ทักษะล้มแล้วลุกคือความสามารถในการยืดหยุ่นทางใจที่ช่วยให้เด็กรับมือกับความทุกข์และก้าวข้ามอุปสรรคได้ด้วยตัวเอง ภูมิคุ้มกันนี้ต้องเริ่มจากการที่พ่อแม่จัดการอารมณ์กังวลปนรักของตนเองให้สงบลงก่อน ไม่ใช่เพียงการพุ่งเข้าไปช่วยแก้ปัญหาทุกครั้งที่เขาร้องไห้ เด็กจะสูญเสียโอกาสในการเรียนรู้อารมณ์จนลุกเองไม่ได้เมื่อต้องเจอกับโลกแห่งความจริง

 

ความกังวลของพ่อแม่ขัดขวางทักษะล้มแล้วลุกของลูกอย่างไร

 

พอเห็นลูกเสียใจเพราะสอบตกหรือโดนเพื่อนแบน คนเป็นพ่อแม่ก็มักจะกระสับกระส่ายจนอยากรีบจัดการต้นตอของเรื่องเดี๋ยวนั้น ปฏิกิริยาอัตโนมัติแบบนี้เกิดขึ้นเพราะผู้ใหญ่มักเผลอเอาปมในใจหรือลูกไม้ที่หล่นอยู่ใต้ต้นของตัวเองไปทาบทับกับสิ่งที่ลูกกำลังเผชิญ

 

Dr. Aaron T. Beck ผู้พัฒนาทฤษฎีการบำบัดความคิดและพฤติกรรมอธิบายโมเดลนี้ไว้ว่าเมื่อความกังวลของผู้เลี้ยงมีมากเกินไปจนทะลุขีดจำกัดร่างกายจะตื่นตัวและแสดงออกด้วยสัญชาตญาณสู้หรือหนี ผู้ใหญ่บางคนหุนหันเข้าไปแก้ปัญหาแทนลูกทันทีในขณะที่บางคนก็แสดงอาการหงุดหงิดใส่เด็กเพราะทนรับมือมวลอารมณ์ที่ล้นทะลักอยู่ข้างในไม่ไหว

 

การที่เราเข้าไปโอบอุ้มทุกอย่างตั้งแต่เด็กยังไม่ทันได้สัมผัสความเจ็บปวดจะส่งผลให้ลูกขาดภูมิคุ้มกันทางใจเมื่อต้องเจอกับความล้มเหลว สิ่งแรกที่เราต้องทำเวลาเจอปัญหาจึงไม่ใช่การรีบพุ่งไปสอนลูกแต่เป็นการกลับมาตามดูโลกภายในของตัวเองว่าเรากำลังซ่อนความกลัวอะไรเอาไว้

 

พ่อแม่จะแยกแยะปัญหาเพื่อสร้างทักษะล้มแล้วลุกให้ลูกได้อย่างไร

 

เมื่อรู้แล้วว่าอารมณ์ร้อนรนของเราคืออุปสรรคชิ้นใหญ่ การดึงตัวเองกลับมาสู่จุดสมดุลเพื่อรับมือกับปัญหาตรงหน้าคือขั้นตอนที่สำคัญที่สุด การแยกแยะความรู้สึกผ่านเครื่องมือจิตวิทยาหน้าต่างสี่ช่องจะช่วยให้เรามองสถานการณ์ได้ชัดเจนขึ้นเพื่อลดการพุ่งเข้าไปแทรกแซงเด็ก

 

หน้าต่างนี้ประกอบไปด้วย: ปัญหาจริงที่สามารถลงมือแก้ได้, ปัญหาใจที่เกิดขึ้นในความรู้สึก, ปัญหาเขาซึ่งเป็นเรื่องของลูก และปัญหาเราที่เป็นเรื่องส่วนตัวของผู้ปกครอง หากเรื่องที่เด็กสอบตกหรือมีปัญหากับเพื่อนคือปัญหาของลูก เราควรเว้นระยะห่างให้พอดีและทำตัวเป็นเพียงพื้นที่ปลอดภัยให้เขาได้เผชิญหน้ากับความผิดหวัง การมองเห็นปัญหาตามความเป็นจริงโดยไม่เอาอารมณ์ไปปรุงแต่งจะช่วยให้ผู้ใหญ่มองเห็นทางออกที่เหมาะสมและปล่อยให้เด็กได้เรียนรู้ความเจ็บปวดตามวัยของเขา

 

พื้นที่ปลอดภัยแบบไหนที่ช่วยบ่มเพาะความเข้มแข็งให้เด็กเจนอัลฟ่า

 

การดูแลอารมณ์ผู้ใหญ่ให้สงบและเข้าใจขอบเขตของปัญหาอย่างแท้จริงจะช่วยเปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกฝนความเข้มแข็งทางจิตใจได้อย่างเต็มที่ เด็กที่ได้รับโอกาสในการจัดการความรู้สึกตัวเองจะมีแนวโน้มเติบโตเป็นคนที่ยืดหยุ่นและก้าวผ่านอุปสรรคได้ดีกว่า การถอยออกมาหนึ่งก้าวเพื่อให้เด็กได้เผชิญโลกด้วยตัวเองสามารถทำได้ผ่านการสนับสนุนเหล่านี้

 

🔹 ให้เด็กได้พูดความรู้สึกและความต้องการของตัวเองออกมาอย่างเต็มที่โดยที่พ่อแม่ตั้งใจฟังและไม่ต้องรีบเข้าไปสั่งสอน

 

🔹 ปล่อยให้เด็กเติบโตในอัตลักษณ์ของตัวเองพร้อมกับเชื่อมั่นว่าเขาจะสามารถก้าวผ่านความทุกข์นี้ได้ด้วยศักยภาพที่มี

 

🔹 สร้างความสัมพันธ์ที่ปลอดภัยเพื่อให้เด็กรู้สึกมั่นคงแม้อยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก

 

🔹 เปิดพื้นที่ให้เด็กได้เล่นสนุกเพื่อพัฒนาตัวตนจากภายในและเรียนรู้การจัดการอารมณ์ผ่านธรรมชาติของวัยกำลังโต

 

การเลี้ยงเด็กในยุคนี้ไม่มีสมการไหนตายตัวและการถอยออกมาเพื่อให้เขาได้เจ็บเป็นและสุขเป็นคือสิ่งล้ำค่าที่สุด เพียงแค่เราสูดลมหายใจดึงความกังวลกลับมาโอบกอดตัวเองไว้แล้วเฝ้ามองเขาเติบโตในเส้นทางของตัวเองด้วยใจที่สงบก็เพียงพอแล้ว ทุกรอยยิ้มและคราบน้ำตาของเขาคือเครื่องยืนยันว่าเขาพร้อมจะรับมือกับโลกใบนี้ได้อย่างแข็งแรง

The post วิธีสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กเจนอัลฟ่า ด้วยทักษะล้มแล้วลุก appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘New Demand’ ผู้เล่นทองคำรายใหม่ ‘Tether’ https://thestandard.co/tether-gold-new-demand/ Sat, 08 Aug 2026 04:02:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1239698 เหรียญคริปโทเคอร์เรนซี Tether ส่องประกาย

หนึ่งในพัฒนาการสำคัญที่ตลาดทองคำเริ่มจับตามองมากขึ้น คื […]

The post ‘New Demand’ ผู้เล่นทองคำรายใหม่ ‘Tether’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เหรียญคริปโทเคอร์เรนซี Tether ส่องประกาย

หนึ่งในพัฒนาการสำคัญที่ตลาดทองคำเริ่มจับตามองมากขึ้น คือการเข้ามาของผู้เล่นจากโลกการเงินดิจิทัล โดยเฉพาะ Tether บริษัทคริปโทสัญชาติอเมริกัน ซึ่งกำลังเพิ่มบทบาทไปสู่หนึ่งในผู้ถือครองทองคำรายใหญ่ของโลก

 

สิ่งนี้กำลังเปลี่ยนสมการราคาทองคำอย่างถาวร และจะทำให้ Floor ของราคาทองคำยกฐานขึ้น ตลาดทองคำโลกกำลังมีผู้เล่นหน้าใหม่ที่ไม่มีใครคาดคิด และมันไม่ใช่ธนาคารกลาง, กองทุน หรือบริษัทเหมืองแร่ แต่คือ ‘Tether’ บริษัทออก stablecoin

 

โดย stablecoin ‘USDT’ นั้นจะผูกมูลค่ากับสกุลเงินดอลลาร์แบบ 1:1 และ Tether จะนำเงินดอลลาร์ที่นักลงทุนนำมาแลก USDT ไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ พร้อมเก็บดอกเบี้ยพันธบัตรเอาไว้ ดังนั้นตราบใดที่ความต้องการ USDT ยังคงสูงและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังคงน่าสนใจ กระแสเงินสดนี้จะไม่มีวันหยุด และกลายเป็น ‘New Demand’ ของการเข้าซื้อทองคำ

 

ปัจจุบัน Tether ถือครองทองคำอยู่ราว 168 ตัน มูลค่าราว 2.18 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยแบ่งเป็นสัดส่วนดังนี้

 

  • ทองคำที่ใช้เป็นสินทรัพย์สำรองของบริษัทประมาณ 146 ตัน หรือมูลค่าราว 1.88 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ทองคำอีกประมาณ 22 ตัน ที่ใช้สนับสนุน Gold-backed Token หรือ XAUT

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ การสะสมทองคำของ Tether เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมากในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงปี 2025 ที่บริษัทเร่งซื้อทองคำต่อเนื่อง ทั้งในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ของปี 2025 รวมถึงไตรมาสแรกของปี 2026 ส่งผลให้ปริมาณทองคำสำรองเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าในเวลาเพียงปีเดียว ซึ่งสอดคล้องกับ ‘Paolo Ardoino’ CEO ของ Tether ที่เคยกล่าวไว้ว่าบริษัทมีแผนจะเพิ่มการจัดสรรพอร์ตการลงทุนประมาณ 10% ถึง 15% ไปไว้ในทองคำแท่ง โดยเริ่มนำผลกำไรมาเข้าซื้อทองคำอย่างเงียบๆ มาตั้งแต่ปี 2020

 

ในปี 2025 Tether ยังซื้อทองคำมากกว่าธนาคารกลางเกือบทุกแห่งในโลก เป็นรองเพียงธนาคารกลางโปแลนด์ที่เข้าซื้อทองคำ 102 ตัน และในไตรมาส 1/2026 บริษัทยังคงเดินหน้าซื้อทองคำ 6.5 ตัน ต่อเนื่องจนถึงไตรมาส 2/2026 ได้เข้าซื้อเพิ่มอีก 14.0 ตัน แรงซื้อเหล่านี้สะท้อนว่าความต้องการทองคำไม่ได้มาจากธนาคารกลางหรือภาคการเงินดั้งเดิมเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เริ่มมาจากระบบการเงินดิจิทัลด้วยเช่นกัน

 

ทองคำจึงกำลังมีบทบาทใหม่ในโลกการเงินยุคดิจิทัล ไม่ใช่เพียงในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยหรือทุนสำรองของรัฐ แต่กำลังกลายเป็นสินทรัพย์สำรองของ ‘Digital Financial Networks’ ซึ่งอาจเป็นอีกหนึ่งแรงหนุนเชิงโครงสร้างสำคัญของตลาดทองคำในระยะยาว

 

ภาพ: LEE WA DA / Shutterstock

The post ‘New Demand’ ผู้เล่นทองคำรายใหม่ ‘Tether’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สู้ดอกเบี้ยสูงไปกับหุ้นสหรัฐฯ: ทำไม Wall Street ยังน่าลงทุนกว่าที่คิด? https://thestandard.co/wall-street-investment-high-interest/ Sat, 08 Aug 2026 03:31:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1239673 ภาพกราฟหุ้น S&P 500 และ Nasdaq ที่ปรับตัวขึ้นพร้อมตึกสูงในย่าน Wall Street

เหนือคาดจริงๆ เมื่อตลาดหุ้น Wall Street ยังทำจุดสูงสุดใ […]

The post สู้ดอกเบี้ยสูงไปกับหุ้นสหรัฐฯ: ทำไม Wall Street ยังน่าลงทุนกว่าที่คิด? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟหุ้น S&P 500 และ Nasdaq ที่ปรับตัวขึ้นพร้อมตึกสูงในย่าน Wall Street

เหนือคาดจริงๆ เมื่อตลาดหุ้น Wall Street ยังทำจุดสูงสุดใหม่ได้ในกลางปีนี้ ​ทั้งๆ ที่แนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐฯ ยังสูง ค่าเงินเยนผันผวนกำลังป่วนโลก ตลาดฝั่งเอเชียกำลังเผชิญแรงเทขายอย่างหนัก ตลาดส่งสัญญาณอะไรกันแน่…

 

 

 

นักลงทุนหลายกลุ่มอาจจะตั้งหลักไม่ทันกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้ง S&P 500 และ Nasdaq ที่เหมือนจะหลับแต่กลับตื่นมาได้แบบดื้อๆ ซะงั้น แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่าได้แรงส่งหลักๆ ของผลประกอบการไตรมาส 2 ที่ผ่านมาของบริษัทในตลาดที่ออกมาเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่การที่ตลาดเพิ่งร่วงแรงเมื่อ 1-2 เดือนก่อน จู่ๆ ก็พลิกฟื้นกลับมาทำ All Time High ได้ ต้องไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขกำไรไตรมาสนี้เท่านั้นแล้ว

 

ตลาดหุ้นฝั่งเอเชียกำลังร่วงหนัก แต่ Wall Street สวนทางกลับมา ผมเชื่อว่าน่าจะมีคนตกรถไฟเที่ยวนี้ ในช่วงครึ่งปีหลังจะวางเกมลงทุนอย่างไรดี เพื่อจำกัดความเสี่ยงให้พอร์ตลงทุนยังสามารถเติบโตในระยะยาว

 

นับถอยหลัง ‘Yen Carry Trade’ เงินทุนทั่วโลกเปลี่ยนทิศ

 

ความขมุกขมัวหรืออึมครึมของตลาดการเงินโลกในช่วงนี้กำลังตึงเครียดจากประเด็นร้อนอย่าง ‘Yen Carry Trade’ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการเทขายสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้งหุ้นและพันธบัตร เพื่อนำเงินกลับไปคืนที่ญี่ปุ่น หลังจากที่ญี่ปุ่นร่วมมือกับสหรัฐฯ เข้าแทรกแซงค่าเงินเยน นักลงทุนจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ

 

ในเดือนสิงหาคม ญี่ปุ่นเผชิญปัญหาใหญ่และหนักหน่วงยิ่งขึ้นเมื่อ ‘เงินเยน’ ร่วงหนักแตะ 164 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าสุดในรอบ 140 ปี เป็นที่มาให้ ‘รัฐบาลสหรัฐฯ’ สั่งซื้อเงินเยนโดยตรงจากรัฐบาลญี่ปุ่นสูงถึง 5,000-10,000 ล้านดอลลาร์ ผ่านสถาบันการเงินใหญ่อย่าง Morgan Stanley และ Goldman Sachs ดันให้ค่าเงินเยนเด้งแข็งค่าขึ้นทันทีอยู่ที่ระดับ 157.30 เยน/ดอลลาร์

 

บลูมเบิร์กระบุว่า โลกกำลังเผชิญความเสี่ยงของการ ‘กู้ในกู้ซ้อนอีกที’ เมื่อกระทรวงการคลังสหรัฐฯ สนับสนุนให้ญี่ปุ่นใช้โครงการ Foreign and International Monetary Authorities (FIMA) Repo Facility ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เพื่อช่วยพยุงค่าเงินเยน และช่วยลดแรงกดดันและปกป้องตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันญี่ปุ่นถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มากที่สุด เรียกได้ว่าเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่สุด

 

กลไกการทำงานของ FIMA Repo จะช่วยให้ธนาคารกลางต่างประเทศสามารถนำพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ถือครองอยู่มาเป็นหลักประกัน เพื่อแลกกับเงินดอลลาร์ โดยไม่ต้องขายพันธบัตรสหรัฐฯ ออกไปในตลาดรอง

 

วิธีนี้ทำให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) สามารถหาเงินดอลลาร์มาแทรกแซงเพื่อเพิ่มความต้องการเงินเยนได้โดยไม่ต้องเทขายพันธบัตรสหรัฐฯ ออกมาตรงๆ จึงช่วยจำกัดความผันผวนของค่าเงินและยังเรียกความเชื่อมั่นในนโยบายการเงินของญี่ปุ่น ขณะเดียวกันก็ช่วยลดแรงกดดันต่อราคาบอนด์สหรัฐฯ ด้วย

 

เหตุผลสำคัญที่ทำให้การอ่อนค่าของเยนในรอบนี้ไม่ใช่เพียงแรงเก็งกำไรระยะสั้น แต่สะท้อนโครงสร้างของนโยบายการเงินที่แตกต่างกันระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ เพราะดอกเบี้ยญี่ปุ่นเดินคนละทางกับโลก หลังจากญี่ปุ่นติดกับดักเศรษฐกิจฝืดมาหลายทศวรรษ ‘Lost Decade’ และใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษ (ติดลบ) อย่างต่อเนื่องยาวนาน ทำให้ญี่ปุ่นเป็นแหล่งเงินทุนที่ถูกที่สุด

 

นักลงทุนทั่วโลกจึงกู้เงินเยนไปลงทุนสินทรัพย์สกุลดอลลาร์และกระจายไปยังประเทศต่างๆ ที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า ทำให้เกิด Yen Carry Trade ที่ฝังรากอยู่ในตลาดลงทุนทั่วโลกทุกวันนี้ เพราะตราบใดที่เงินเยนอ่อนค่า นักลงทุนจะได้กำไรทั้งจากส่วนต่างดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน แต่หากวันหนึ่งเยนกลับมาแข็งค่า นักลงทุนจะต้องรีบซื้อเยนกลับไปคืนหนี้ นี่คือสิ่งที่อาจจะกำลังเกิดขึ้น

 

เพราะปัจจุบัน BOJ พยายามที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายกลับสู่ระดับปกติอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตอนนี้อยู่ที่ 0.1 – 0.25% ส่วนสหรัฐฯ ปรับขึ้นดอกเบี้ยสูงสุดในรอบหลายปีและวันนี้ทรงตัวระดับสูงอยู่ที่ 5.25 – 5.50% ล่าสุดตลาดคาดการณ์ Fed มีแนวโน้มปรับลดดอกเบี้ยลง ยิ่งเพิ่มความผันผวนให้ตลาดมากขึ้น

 

ฉะนั้น ยิ่ง Bond Yield สหรัฐฯ พุ่งสูงกว่า Bond Yield ญี่ปุ่นมากเท่าไหร่ ก็ทำให้เงินยิ่งไหลเข้าสหรัฐฯ และเงินเยนก็อ่อนค่าลงไปอีก

 

ทุกครั้งที่โลกเกิดกระแสญี่ปุ่นดึงเงินกลับ ตลาดการเงินทั่วโลกจะปั่นป่วนตามๆ กัน เพราะจะเป็นวันที่นักลงทุนทั่วโลกพร้อมใจกัน ‘คืนเงินเยน’ ด้วยการเทขายพันธบัตร หุ้น หรือค่าเงินของประเทศที่ดอกเบี้ยสูงกว่า เพื่อปิดสถานะ หรือ Unwind Carry Trade และคืนเงินกู้สกุลเยน

 

ช่วงนี้ตลาดเอเชียและสินทรัพย์เสี่ยงที่พึ่งพาเงินทุนต่างชาติจะถูกเทขายก่อน จึงเห็นตลาดหลายแห่งปรับตัวลงแรงกว่าสหรัฐฯ ขณะที่การแทรกแซงเงินเยนเพียงอย่างเดียวมักมีผลจำกัดและได้ผลแค่ระยะสั้น หากปัจจัยพื้นฐานด้านดอกเบี้ยระหว่างสองประเทศนี้ยังมีส่วนต่างกันมากอยู่

 

และนี่คือคำตอบว่า ทำไมการตอบสนองของตลาดจึงออกมาต่างกัน เพราะตลาดเอเชียได้รับผลกระทบจากกระแสเงินทุน ส่วนตลาดสหรัฐฯ ได้รับแรงหนุนจากกำไรบริษัทในตลาดที่ออกมาแข็งแกร่งและความคาดหวังในระยะข้างหน้าจากเศรษฐกิจ AI

 

หลายคนมีคำถามว่า การแทรกแซงของสหรัฐฯ ในรอบนี้กำลังสร้างความเสี่ยงหรือไม่

 

แน่นอนว่าทั้งคู่มีความเสี่ยงเหมือน ‘เตี้ยอุ้มค่อม’ จุดตายของทั้งสองประเทศคือมีหนี้สาธารณะสูง โดยสหรัฐฯ มีหนี้สาธารณะสูงกว่า 35 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 120% ของ GDP แนวโน้มดอกเบี้ยทรงตัวระดับสูงยาวนานจะยิ่งเพิ่มภาระจ่ายที่หนักท่ามกลางปัญหารัฐบาลขาดดุลงบประมาณหนักอยู่แล้ว ในช่วงครึ่งปีหลัง สหรัฐฯ เตรียมจะออกพันธบัตรอีกจำนวนมากทั้งส่วนพันธบัตรที่ครบอายุโดย Roll Over และส่วนที่ออกใหม่เพื่อชดเชยการขาดดุลฯ จึงอาจต้องให้ดอกเบี้ยที่สูงเพื่อจูงใจนักลงทุนและเพื่อชดเชยความเสี่ยง

 

ปัจจุบันแม้ Fed พยายามอั้นการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายออกไปให้ช้าที่สุด แต่เชื่อหรือไม่ว่าตลาดเมิน Fed เรียบร้อยแล้ว สะท้อนผ่าน Bond Yield สหรัฐฯ ระยะยาวที่เด้งขึ้นแรง โดยเฉพาะ Bond Yield อายุ 30 ปี พุ่งแตะระดับสูง สำหรับอายุ 10 ปี ก็ดีดตัวขึ้น ด้าน Kevin Warsh อดีตผู้ว่าการ Fed กล่าวว่าตลาดกำลังทดสอบความสามารถของ Fed ในการคุมเงินเฟ้อ

 

สิ่งที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังเฝ้าดูไม่ใช่เพียงว่า Bond Yield สหรัฐฯ จะขึ้นหรือลง แต่คือญี่ปุ่นจะปล่อยให้ผลตอบแทนพันธบัตรและค่าเงินเยนปรับตัวอย่างไร หาก BOJ เดินหน้าปรับนโยบายการเงินเข้มงวดขึ้นต่อไป ขณะที่สหรัฐฯ ยังมี Bond Yield สูง ความเคลื่อนไหวของเงินทุนทั่วโลกอาจเปลี่ยนทิศได้ และนี่คือปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางตลาดโลกในช่วงครึ่งปีหลัง

 

จับสัญญาณตลาดหุ้นสหรัฐฯ ขึ้น สู้ดอกเบี้ยสูง

 

ผลกระทบต่อตลาดทุนทั่วโลกจะเป็นอย่างไรหากเกิดการปิดสถานะ Carry Trade พร้อมกัน?

 

แนวโน้มตลาดโลกยังมีความผันผวนเพิ่มขึ้นสิครับ!!

 

วันนี้เงินไหลเข้าหาสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ ‘ตลาดหุ้นสหรัฐฯ’ เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา S&P 500 กลับมาทำนิวไฮรับข่าวผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทในตลาดที่ประกาศกำไรเติบโตดีเกินคาด ปัจจุบัน Forward P/E อยู่ที่ประมาณ 21 เท่า ปรับขึ้นเล็กน้อยจากช่วงเดือนก่อนหน้านี้ที่ตลาดร่วงแรง Forward P/E อยู่ราว 19-20 เท่า ซึ่งเป็นระดับใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยระยะยาว 10 ปี

 

ในฝั่งเอเชีย ตลาดหุ้นญี่ปุ่นมี Forward P/E อยู่ที่ 16.3 เท่า ขณะที่ตลาดเกิดใหม่ (EM) อยู่ที่ 12 เท่า โดยญี่ปุ่นได้รับผลกระทบจากเงินทุนไหลกลับและต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม กลุ่มธนาคารมีแนวโน้มจะได้รับประโยชน์จากทิศทางดอกเบี้ยที่ขาขึ้นนี้

 

จีน ได้รับผลกระทบจากเงินทุนต่างชาติและความเชื่อมั่นหากเงินดอลลาร์แข็งค่า

 

ตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย มีโอกาสที่เงินทุนไหลออก ค่าเงินอ่อนและต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น

 

ช่วงครึ่งปีหลัง ตลาดสายแข็งยังต้องยกให้กับ Wall Street ที่กำลังสะท้อนการลงทุนข้ามช็อต เมื่อตลาดกำลังให้น้ำหนักกับ ‘อนาคต’ มากกว่า ‘ปัจจุบัน’ แม้จะมีบางกลุ่มยังติดใจกับกลุ่มหุ้น AI ว่า ‘ราคาหุ้น’ กับ ‘ปัจจัยพื้นฐาน’ กำลังเดินคนละทางหรือเปล่า

 

เรามาดู 5 เหตุผลที่ทำให้หุ้นสหรัฐฯ ยังน่าสนใจในระยะยาว

 

เหตุผลแรก แม้วันนี้ Fed จะยังไม่ลดดอกเบี้ยมากนัก แต่ตลาดหุ้นกำลังมองไปข้างหน้า 6-12 เดือน หากนักลงทุนเชื่อว่าเงินเฟ้อจะค่อยๆ ลดลง Fed จะไม่ขึ้นดอกเบี้ยแรงกว่านี้ หรือมีโอกาสลดดอกเบี้ยในอนาคต ตลาดมักจะปรับตัวขึ้นล่วงหน้าก่อนเศรษฐกิจจริง

 

เหตุผลที่สอง กำไรของบริษัทใหญ่ในสหรัฐฯ ยังแข็งแรงมาก ตลาดคาดการณ์กำไรของบริษัทจดทะเบียนจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ตัวเลขกำไรของไตรมาสแรกและไตรมาสที่สองของปีนี้ออกมาดีเกินคาด ภายใต้การนำของบริษัทขนาดใหญ่โดยเฉพาะ Microsoft, Amazon, Alphabet, Nvidia, Palantir วันนี้แรงซื้อในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มไม่ได้กระจุกแค่หุ้น AI แต่เริ่มขยายไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมการเงิน พลังงาน และกลุ่มอุตสาหกรรมดั้งเดิม

 

เหตุผลที่สาม เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย แม้ดอกเบี้ยสูงแต่การจ้างงานยังแข็งแกร่ง การลงทุนภาคธุรกิจยังเดินหน้าโดยเฉพาะธุรกิจ AI และงบลงทุนที่ไม่ใช่ AI ก็ยังเติบโต ควบคู่กับการปล่อยสินเชื่อเพื่อการพาณิชย์และอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนการใช้จ่ายของผู้บริโภคยังไม่ทรุดแรง

 

ตลาดกำลังมองว่า ‘Higher for Longer แต่เศรษฐกิจยังโตได้’ ทำให้ตลาดยอมรับดอกเบี้ยสูงได้มากกว่าที่เคยคาดไว้ ทั้งนี้ Fed คาดการณ์ GDP ปีนี้ยังเติบโตได้ดี

 

เหตุผลที่สี่ เงินลงทุนทั่วโลกยังเลือก ‘สหรัฐฯ’ แม้หลายตลาดจะปรับตัวลง แต่สหรัฐฯ ยังถูกมองว่ามีความเป็นมหาอำนาจโลก เป็นเจ้าเทคโนโลยี วัฏจักร Super AI กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ล้วนเป็นแรงส่งให้ภาคธุรกิจมีกำไร บริษัทเติบโตต่อเนื่อง บริษัท AI ชั้นนำยังไปต่อ ตลาดมีสภาพคล่องสูงแม้อาจจะมีประเด็น Yen Carry Trade ตกค้างในตลาดก็ตาม แต่สหรัฐฯ ถือเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของโลก จึงยังดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลก

 

เหตุผลสุดท้าย ตลาดมองข้ามข่าวลบระยะสั้น ไม่ว่าจะเป็นความยืดเยื้อของสงครามตะวันออกกลาง ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งขึ้น และการเมืองในช่วงการเลือกตั้งสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายนนี้ หากตัวแปรเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลลบกระทบต่อกำไรบริษัทโดยตรง

 

สิ่งที่ต้องระวังหลังจากนี้ แม้ว่าหุ้นสหรัฐฯ จะทำ All Time High แต่ก็มีความเสี่ยงที่ต้องจับตาต่อไป ได้แก่

 

  • Valuation ของหุ้น AI ที่อยู่ในระดับสูง แม้ในวันนี้ราคาจะปรับฐานย่อลงมาในช่วงครึ่งปีแรก แต่ตลาดกำลังจับตาผลตอบแทนความคุ้มค่าในการลงทุน (Capex) ของบรรดาบริษัทเทคฯ ยักษ์ใหญ่ที่ทุ่มเม็ดเงินกว่าหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • หากผลประกอบการของบริษัทเริ่มต่ำกว่าคาด ตลาดอาจปรับฐานได้แรงในระยะข้างหน้า ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมีน้ำหนักมากกว่า 1 ใน 3 ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำให้ผลประกอบการของหุ้น AI ยังคงเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนตลาด จึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนติดตามอย่างใกล้ชิด
  • หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร กลับมาพุ่งขึ้นอีก อาจกดดันหุ้นเติบโตซึ่งหลักๆ คือกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์
  • หากการคลี่คลายของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์สะดุดลง โดยเฉพาะในตะวันออกกลางที่จะกระทบให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นใหม่ และส่งผลให้เงินเฟ้อเร่งตัวกลับมาได้อีก อาจจะทำให้ Fed ต้องคงดอกเบี้ยสูงนานกว่าคาดและจะกดดันความเชื่อมั่นได้

 

ฉะนั้น หากกำไรของบริษัทเติบโตเร็วกว่าราคาหุ้น ก็จะทำให้ Valuation ถูกลงในเชิงเปรียบเทียบ เท่ากับว่า S&P 500 กำลังถูกลงเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นทั่วโลก

 

ทำสิ่งที่ควบคุมได้ ‘กระจายความเสี่ยง-DCA-Rebalance’

 

ก่อนอื่น ผมต้องขอออกตัวก่อนว่าไม่ได้เชียร์ให้ลงทุนหุ้นสหรัฐฯ อย่างเดียวนะครับ เพียงแต่ว่าการลงทุนใน S&P 500 ยังเป็นตัวเลือกที่ดี เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นเบอร์หนึ่งของโลก นักลงทุนชื่อดังของโลกอย่าง ‘Warren Buffett’ ย้ำตลอดว่า ไม่ว่าจะเกิดสงครามหรือวิกฤติใดๆ ขึ้น ให้ Stay Invested และหุ้นสหรัฐฯ ยังต้องมีติดพอร์ตไว้!

 

ยิ่งในวันที่โลกมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ไม่มีใครสามารถควบคุมตลาดได้ สิ่งที่ผมย้ำเสมอคือ ‘การจัดพอร์ตให้เป็น’ คือสิ่งที่ควบคุมความเสี่ยงได้ดีที่สุด

 

ในวันที่โลกมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เราไม่มีทางรู้ว่า…ตลาดจะขึ้นหรือลง ปีหน้าประเทศไหนจะให้ผลตอบแทนดีที่สุด หรือข่าวไหนจะทำให้ตลาดผันผวน

 

 

แต่สิ่งที่เราควบคุมได้คือ ‘วิธีลงทุน’ ของตัวเอง เน้นที่

 

  • กระจายความเสี่ยงให้เหมาะสมเพราะโลกแบ่งขั้วมากขึ้น
  • ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ช่วยลดความผันผวนของพอร์ตได้ดี
  • หมั่น Rebalance พอร์ต เป็นการดูแลเก็บเกี่ยวผลกำไรเมื่อสุกแล้ว

 

เมื่อเราคาดเดาตลาดไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือจัดพอร์ตให้พร้อมรับทุกสถานการณ์ และหนึ่งในแนวทางที่น่าสนใจคือการจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite ซึ่งตอบโจทย์การกระจายความเสี่ยงได้ดีที่สุด​

 

พอร์ตแรกที่ต้องสร้างให้มั่นคงคือ Core Port (70-80%) เน้นลงทุนในสินทรัพย์คุณภาพ กระจายทั่วโลกทั้งหุ้นและพันธบัตร โดยยังคงมีสหรัฐฯ เป็นแกนหลัก เพราะยังเป็นเศรษฐกิจและศูนย์กลางเทคโนโลยีที่สำคัญของโลก เมื่อพอร์ตหลักสามารถสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงและต่อเนื่อง

 

ก็ถึงเวลาจัดพอร์ตรองคือ Satellite Port (20-30%) เป็นส่วนที่ช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนจากธีมการเติบโต เช่น AI, Semiconductor และ Data Center ที่กำลังขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก และต้องกระจายลงทุนไปยังตลาดที่ยังมี Valuation น่าสนใจ นำโดยมหาอำนาจเบอร์สองของโลกอย่างจีนและฮ่องกง ส่วนอินเดียและเวียดนามเป็นฐานการผลิตของโลก

 

ข้อดีของการกระจายลงทุนทั้งในแง่ของภูมิภาค ตลาดหุ้นประเทศที่มีโอกาสเติบโต และในแง่ของสินทรัพย์ที่หลากหลาย ซึ่งตราสารหนี้ที่มักเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับหุ้นจะช่วยลดความผันผวนให้กับพอร์ต และเพิ่มโอกาสเติบโตในทุกสภาวะตลาด

 

สิ่งที่สำคัญในการจัดพอร์ต Core & Satellite ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของที่ปรึกษาการลงทุนหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจลงทุนครับ เพราะโลกการลงทุนมีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงมากตามไปด้วย และแน่นอนตัวคุณเองต้องศึกษาการลงทุนในสินทรัพย์ที่อยากลงทุน ประเทศที่สนใจ หากคุณมีความรู้ความเข้าใจที่มากพอ จะช่วยให้ตัดสินใจลงทุนได้บนระดับความเสี่ยงที่รับไหว ซึ่งคุณต้องถามตัวเองให้ชัดว่า ลงทุนแบบนี้แล้วจะกินอิ่มนอนหลับหรือไม่ ซึ่งไม่ใช่มองแค่ภาพระยะสั้นหรือวันที่ตลาดขาขึ้น แต่ต้องมองวันที่ตลาดตกลงเห็นตัวแดงติดลบ คุณมีความอดทนระดับใด

 

การลงทุนของปู่ Buffett ประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่อง แก่นแท้สำคัญมาจากความสามารถในการควบคุมอารมณ์ของตัวเองในตลาด เพราะตลาดคือเวทีที่เต็มไปด้วยอารมณ์ของมนุษย์ แกว่งไปมาระหว่างความโลภสุดขีดและความกลัวสุดขีด

 

“จงกลัวเมื่อคนอื่นโลภ และจงโลภเมื่อคนอื่นกลัว” เป็นคำเตือนใจนักลงทุนให้มีสติอยู่เสมอ ไม่ว่าสถานการณ์ของตลาดจะเป็นอย่างไร แต่นักลงทุนไม่น้อยยังแพ้อารมณ์ตลาด

 

กลยุทธ์ที่สอง DCA เป็นวิธีทยอยลงทุนต่อเนื่อง อาจไม่ได้ซื้อได้ในราคาที่ต่ำสุด แต่การลงทุนสม่ำเสมอคือสิ่งที่ทำให้เงินต้นและผลตอบแทนค่อยๆ ทบต้น และในเวลาที่ตลาดลง แม้มูลค่าพอร์ตจะหายไป แต่เงิน DCA ที่ใส่เพิ่มเข้าไปใหม่ อาจกำลังซื้อสินทรัพย์ในราคาที่ถูกลง เมื่อวันที่ตลาดเริ่มฟื้นกลับมา หุ้นที่เคยติดลบหนักก็ฟื้นแรงกว่าที่หลายคนคิด การ DCA ทำได้ทั้งในพอร์ตหลักและพอร์ตรอง ขึ้นอยู่กับการจัดสรรเงินของตัวคุณ​

 

ผมเองก็เคยมีช่วงที่พอร์ตติดลบหนักเกือบ -50% ในพอร์ต Thematic Optimize ที่ถึงจะใส่เงินเข้าไปเท่าไหร่ก็เหมือนเงินหายต่อหน้าต่อตา ‘DCA ปุ๊บ หุ้นก็ร่วง DCA อีก พอร์ตก็ยิ่งแดงกว่าเดิม’ แต่ก็ไม่ได้หยุด DCA ทั้งที่รู้ว่าพรุ่งนี้พอร์ตอาจลงต่ออีกก็ได้ ผลลัพธ์ในวันนี้ พอร์ตฟื้นกลับมากำไรมากกว่า +100%​

 

จริงๆ ในช่วงนั้นก็ไม่มีใครรู้หรอก ว่าตลาดจะกลับมาเมื่อไหร่ จุดไหนคือต่ำสุด และหลายคนกลัวการลงทุนและหยุดไปเลย เพราะเวลาพอร์ตติดลบหนักๆ เสียงในหัวจะเริ่มดัง ‘หรือเราคิดผิด?’ ‘หรือมันจะไม่กลับมาแล้ว?’ ‘หรือควรรอก่อนดี?’

 

นี่คือบทพิสูจน์ใจคน อาจไม่ได้มาตอนช่วงพอร์ตกำไร แต่มาตอนที่พอร์ตติดลบ -50% แล้วเรายังลงทุนต่อไหวหรือเปล่า ​

 

คนส่วนใหญ่ไม่ได้แพ้ตลาด แต่แพ้อารมณ์ตัวเอง ขายตอนกลัว แล้วกลับไปซื้อใหม่ตอนทุกอย่างแพง

 

กลยุทธ์ Rebalance เป็นงานสำคัญของนักลงทุนที่ต้องให้เวลาในการดูแลสินทรัพย์ที่ลงทุนไปชั่วระยะหนึ่ง ว่าผลตอบแทนเป็นอย่างไรบ้าง หากตัวไหนได้ตามเป้าหมายก็สามารถแบ่งขายบางส่วนออกมา เพื่อรอจังหวะลงทุนรอบใหม่ในสินทรัพย์ที่สนใจต่อไป ซึ่งเรียกว่า ‘ให้เงินทำงาน’ ต่อไปเรื่อยๆ เพื่อสร้างความมั่นคงมั่งคั่งรองรับการมีเงินใช้หลังเกษียณตลอดช่วงชีวิต

 

สุดท้ายนี้ ผมขอฝาก 3 สิ่งสำคัญที่ทุกคนควรลงทุนนอกเหนือจากตัวเงิน นั่นคือ ลงทุนในความรู้ เพราะต่อให้เงินหมด มีความรู้ก็หาใหม่ได้เสมอ และลงทุนในสุขภาพ ยิ่งร่างกายแข็งแรงและอายุยืนยาวมากเท่าไหร่ พลังของดอกเบี้ยทบต้นก็จะยิ่งทำงานได้มหาศาลมากขึ้นเท่านั้น สิ่งสุดท้ายคือ ลงทุนในความสัมพันธ์ เมื่อมีเงิน มีความรู้ มีสุขภาพดีแล้ว ก็ต้องมีคนรอบข้างที่รักและหวังดีด้วย ชีวิตถึงจะมีความสุขอย่างแท้จริง และมีฐานะการเงินที่ยั่งยืน

The post สู้ดอกเบี้ยสูงไปกับหุ้นสหรัฐฯ: ทำไม Wall Street ยังน่าลงทุนกว่าที่คิด? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมธุรกิจยอมทำลายสินค้าที่บริจาคได้? คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่จริยธรรมแต่อยู่ที่ระบบภาษี https://thestandard.co/businesses-destroy-goods-tax-incentives/ Sat, 08 Aug 2026 02:57:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1239666 ภาพประกอบการบริจาคสิ่งของช่วยเหลือและมนุษยธรรม

เวลาเราเห็นภาพซูเปอร์มาร์เกตนำอาหารที่ยังรับประทานได้ไป […]

The post ทำไมธุรกิจยอมทำลายสินค้าที่บริจาคได้? คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่จริยธรรมแต่อยู่ที่ระบบภาษี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการบริจาคสิ่งของช่วยเหลือและมนุษยธรรม

เวลาเราเห็นภาพซูเปอร์มาร์เกตนำอาหารที่ยังรับประทานได้ไปทำลาย หรือเห็นแบรนด์สินค้าบางแห่งเลือกกำจัดสินค้าคงคลังแทนที่จะนำไปบริจาค คำถามแรกที่เกิดขึ้นในใจของคนส่วนใหญ่มักเป็นคำถามด้านจริยธรรม

 

 

  • ทำไมไม่ส่งต่อให้คนที่ต้องการ?
  • ทำไมไม่บริจาคให้มูลนิธิหรือชุมชน?
  • หรืออย่างน้อย ทำไมไม่นำสินค้าที่เหลือเหล่านั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์มากกว่าการทำลาย?

 

คำอธิบายที่เราได้ยินกันบ่อยมักเกี่ยวข้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ การควบคุมคุณภาพ ความปลอดภัยของผู้บริโภค หรือความกังวลว่าสินค้าจะย้อนกลับเข้าสู่ตลาด แต่ในฐานะคนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยง ผมอยากชวนมองอีกด้านหนึ่งครับ

 

บางครั้งสิ่งที่กำหนดการตัดสินใจของธุรกิจ อาจไม่ใช่ความตั้งใจของผู้ประกอบการเพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็นกติกา ต้นทุน ความรับผิดชอบ และแรงจูงใจที่ระบบกฎหมายกับภาษีออกแบบไว้

 

ในโลกธุรกิจ การตั้งคำถามว่า ‘ใครเป็นคนดีหรือไม่ดี’ อาจยังไม่พอ เราอาจต้องถามต่อว่า

 

ระบบกำลังทำให้ทางเลือกใดง่ายกว่า ปลอดภัยกว่า และมีต้นทุนน้อยกว่ากัน?

 

เมื่อความตั้งใจที่ดีแพ้ให้กับต้นทุนและความเสี่ยง

 

นักเศรษฐศาสตร์มีคำหนึ่งที่ใช้อธิบายเรื่องนี้ว่า Incentive Structure หรือ ‘โครงสร้างแรงจูงใจ’ แนวคิดนี้มองว่า พฤติกรรมของคนและองค์กรไม่ได้เกิดจากความเชื่อหรือความตั้งใจเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการตอบสนองต่อรางวัล ต้นทุน ความเสี่ยง และผลกระทบที่ตามมาจากแต่ละทางเลือก

 

ลองนึกภาพว่าธุรกิจแห่งหนึ่งมีสินค้าส่วนเกินอยู่สองทางเลือก

 

ทางเลือกแรกคือทำลายสินค้า ซึ่งอาจมีขั้นตอนชัดเจน คำนวณต้นทุนได้ และมีหลักฐานทางบัญชีรองรับ

 

ทางเลือกที่สองคือการบริจาค ซึ่งในความเข้าใจของคนทั่วไปควรเป็นเรื่องง่ายกว่า เพราะสินค้ายังมีประโยชน์และมีผู้ต้องการใช้งาน แต่ในทางปฏิบัติ ผู้ประกอบการอาจต้องพิจารณาทั้งเอกสาร ภาระภาษี เงื่อนไขของผู้รับบริจาค การขนส่ง คุณภาพสินค้า รวมถึงความรับผิดหากสินค้าเกิดปัญหาภายหลัง

 

เมื่อทางเลือกที่ดู ‘ถูกต้อง’ ในเชิงสังคม กลับมีต้นทุนและความไม่แน่นอนมากกว่า ธุรกิจก็อาจเลือกทางที่ง่ายและควบคุมความเสี่ยงได้มากกว่า แม้ทางเลือกนั้นจะดูไม่สมเหตุสมผลในสายตาของสาธารณชนก็ตาม

 

นี่ไม่ได้หมายความว่าทุกกรณีเกิดจากภาษี หรือผู้ประกอบการไม่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อสังคม แต่สะท้อนว่าการเปลี่ยนพฤติกรรมของทั้งระบบไม่สามารถพึ่งพาความตั้งใจที่ดีเพียงอย่างเดียวได้

 

ภาษีไม่ใช่แค่เครื่องมือเก็บเงิน

 

เวลาพูดถึงภาษี คนจำนวนมากมักนึกถึงหน้าที่หลักเพียงเรื่องเดียว คือการจัดเก็บรายได้ให้รัฐบาลเพื่อนำไปใช้จ่ายด้านสาธารณะ แต่ในความเป็นจริงภาษียังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือกำหนดทิศทางของระบบเศรษฐกิจด้วย

 

หากรัฐต้องการกระตุ้นการลงทุน ก็อาจให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่โครงการหรืออุตสาหกรรมเป้าหมาย หากต้องการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา ก็อาจเปิดให้ธุรกิจหักค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมได้ หากต้องการผลักดันพลังงานสะอาดหรือรถยนต์ไฟฟ้า ก็สามารถออกแบบมาตรการทางภาษีให้ต้นทุนของเทคโนโลยีใหม่ลดลง และทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจเปลี่ยนพฤติกรรมได้เร็วขึ้น

 

กล่าวอีกแบบหนึ่ง ภาษีคือภาษาที่รัฐใช้สื่อสารกับตลาดว่า พฤติกรรมใดควรได้รับการสนับสนุน และพฤติกรรมใดควรมีต้นทุนสูงขึ้น เพราะฉะนั้น คำถามสำคัญของระบบภาษีจึงไม่ใช่เพียงว่า ‘รัฐจะเก็บเงินได้เท่าไร’ แต่รวมถึงคำถามว่า ‘ภาษีแบบนี้กำลังทำให้คนและธุรกิจตัดสินใจอย่างไร’

 

เปลี่ยนแรงจูงใจ พฤติกรรมก็เปลี่ยน

 

ประเทศไทยมีตัวอย่างของการใช้แรงจูงใจทางเศรษฐกิจเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมอยู่ไม่น้อย การส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI ช่วยดึงดูดธุรกิจเข้าสู่อุตสาหกรรมเป้าหมาย ขณะที่มาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับกองทุนเพื่อการออม มีส่วนกระตุ้นให้ประชาชนวางแผนการเงินในระยะยาวมากขึ้น

 

ในทำนองเดียวกัน สิทธิประโยชน์ด้านภาษีและมาตรการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าก็มีส่วนทำให้ผู้บริโภคและผู้ผลิตค่อยๆ เปลี่ยนจากรถยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าเร็วขึ้น ตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนหลักการเดียวกันว่า เมื่อสมการด้านต้นทุนและผลประโยชน์เปลี่ยน พฤติกรรมก็สามารถเปลี่ยนตามได้

 

ดังนั้น หากรัฐต้องการให้ธุรกิจลดของเสีย บริจาคสินค้าส่วนเกิน หรือใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่ามากขึ้น การรณรงค์ให้ผู้ประกอบการ ‘มีความรับผิดชอบ’ อาจยังไม่เพียงพอ รัฐอาจต้องย้อนกลับมาดูว่า กติกาที่มีอยู่ทำให้พฤติกรรมเหล่านั้นเกิดขึ้นได้ง่ายเพียงใด

 

บทเรียนจากธุรกิจประกันภัย

 

หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นภาพชัดของการใช้ภาษีเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรม คืออุตสาหกรรมประกันภัย

 

ประเทศไทยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่การทำประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และประกันบำนาญมาเป็นเวลานาน เหตุผลไม่ได้อยู่ที่รัฐต้องการสนับสนุนบริษัทประกันภัยเป็นพิเศษ แต่อยู่ที่รัฐมองเห็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมจากการที่ประชาชนมีเงินออมระยะยาวและมีเครื่องมือบริหารความเสี่ยงของตัวเอง

 

เมื่อประชาชนมีเงินออมสำหรับวัยเกษียณมากขึ้น ภาระของรัฐในอนาคตก็อาจลดลง เมื่อประชาชนมีประกันสุขภาพ ภาระค่าใช้จ่ายบางส่วนก็สามารถถูกกระจายไปยังระบบประกันภัยและภาคเอกชนได้

 

ในมุมนี้ การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจึงไม่ใช่เพียงการที่รัฐยอมสูญเสียรายได้ในวันนี้ แต่เป็นการลงทุนเชิงนโยบาย เพื่อแลกกับผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว รัฐยอมให้ประชาชนจ่ายภาษีน้อยลงบางส่วน เพื่อจูงใจให้เกิดพฤติกรรมที่อาจช่วยลดความเสี่ยงและภาระของทั้งระบบในอนาคต

 

คำถามคือ หลักคิดแบบเดียวกันนี้สามารถนำมาใช้กับเศรษฐกิจหมุนเวียนได้หรือไม่?

 

ถ้าต้องการ Circular Economy ต้องทำให้การหมุนเวียนคุ้มกว่าเดิม

 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวคิด Circular Economy หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน ได้กลายเป็นหนึ่งในทิศทางสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ภาคธุรกิจจำนวนมากเริ่มลงทุนด้านการลดของเสีย การรีไซเคิล การใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

 

แต่ในทางปฏิบัติ การนำทรัพยากรส่วนเกินกลับมาใช้ใหม่หรือส่งต่อไปยังผู้ที่ต้องการ อาจไม่ได้ง่ายเหมือนการวาดลูกศรเป็นวงกลมไว้ในรายงานความยั่งยืน ผู้ประกอบการยังต้องพิจารณาต้นทุนในการคัดแยก จัดเก็บ ขนส่ง ตรวจสอบคุณภาพ และจัดทำเอกสาร รวมถึงความรับผิดทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น

 

บางกรณี การกำจัดสินค้ากลับเป็นกระบวนการที่ชัดเจนและคาดการณ์ต้นทุนได้ง่ายกว่า ขณะที่การบริจาคหรือการนำกลับมาใช้ใหม่มีตัวแปรที่ต้องจัดการมากกว่า แน่นอนว่ากฎหมายไทยมีมาตรการสนับสนุนการบริจาคบางรูปแบบอยู่แล้ว และระบบภาษีไม่ได้เป็นอุปสรรคในทุกกรณี แต่ประเด็นที่ควรตั้งคำถามคือ มาตรการที่มีอยู่เพียงพอและง่ายต่อการใช้งานหรือยัง

 

หากประเทศไทยต้องการให้การบริจาคอาหารส่วนเกิน การนำสินค้าเหลือใช้กลับมาใช้ประโยชน์ และการลดของเสียเกิดขึ้นในวงกว้าง ระบบกฎหมายและภาษีอาจต้องถูกออกแบบให้สอดคล้องกับเป้าหมายนั้นมากขึ้น

 

ไม่ใช่เพียงอนุญาตให้ทำได้ แต่ต้องทำให้การทำสิ่งเหล่านี้ไม่กลายเป็นภาระที่ยุ่งยากเกินความจำเป็นสำหรับผู้ประกอบการ

 

นโยบายที่ดี ต้องทำให้ทางเลือกที่ถูกต้องเป็นทางเลือกที่ง่าย

 

ที่ผ่านมารัฐใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุน การออม การทำประกัน และการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ เพราะรัฐเข้าใจว่าหากพฤติกรรมใดสร้างประโยชน์ต่อสังคม การออกแบบแรงจูงใจที่เหมาะสมจะช่วยให้พฤติกรรมนั้นเกิดขึ้นได้เร็วและกว้างขึ้น

 

หลักการเดียวกันนี้ควรถูกนำมาใช้กับการลดของเสียและเศรษฐกิจหมุนเวียน หากการบริจาค การรีไซเคิล และการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่สร้างประโยชน์ต่อสังคม รัฐก็ควรพิจารณาว่าจะลดต้นทุน ลดความซับซ้อน และจำกัดความเสี่ยงของผู้ประกอบการได้อย่างไร

 

เพราะท้ายที่สุด ธุรกิจไม่ได้ตัดสินใจอยู่ในโลกของอุดมคติเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดำเนินงานอยู่ภายใต้ต้นทุน ความเสี่ยง การแข่งขัน และกติกาที่รัฐเป็นผู้ออกแบบ

 

ครั้งต่อไปที่เราเห็นธุรกิจเลือกทำลายสินค้าที่ดูเหมือนยังมีประโยชน์ ก่อนจะรีบสรุปว่าเป็นเพราะผู้ประกอบการขาดจริยธรรม เราอาจต้องลองถามให้ลึกขึ้นอีกหนึ่งชั้นว่า ระบบกำลังให้รางวัลกับการส่งต่อทรัพยากร หรือกำลังทำให้การทำลายเป็นทางเลือกที่ง่ายกว่า?

 

กฎหมายที่ดีไม่ควรมีหน้าที่เพียงลงโทษพฤติกรรมที่สังคมไม่ต้องการ แต่ควรออกแบบให้ ‘การทำสิ่งที่ถูกต้อง’ เป็นทางเลือกที่ง่าย คุ้มค่า และมีความเสี่ยงต่ำที่สุดสำหรับทุกฝ่าย เพราะบางครั้ง หากเราต้องการเปลี่ยนพฤติกรรมของธุรกิจ สิ่งที่ต้องเปลี่ยนอาจไม่ใช่ความตั้งใจของผู้ประกอบการ แต่อาจเป็นสมการที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจของพวกเขา

 

ภาพ: Roman Samborskyi / Shutterstock

The post ทำไมธุรกิจยอมทำลายสินค้าที่บริจาคได้? คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่จริยธรรมแต่อยู่ที่ระบบภาษี appeared first on THE STANDARD.

]]>