Opinion – THE STANDARD https://thestandard.co/category/opinion/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 11 Sep 2026 06:14:55 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 5 ความเสี่ยงสุดย้อนแย้งส่งท้ายปี 2026 https://thestandard.co/5-risks-market-2026/ Fri, 11 Sep 2026 06:14:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1253632 ภาพกราฟแท่งและตัวเลขทางการเงินสีฟ้าเรืองแสงบนพื้นหลังสีดำ แสดงแนวโน้มตลาดหุ้น

เรื่องไม่คาดฝันมากมายเกิดขึ้นและดำเนินต่อเนื่องมาในปี 2 […]

The post 5 ความเสี่ยงสุดย้อนแย้งส่งท้ายปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟแท่งและตัวเลขทางการเงินสีฟ้าเรืองแสงบนพื้นหลังสีดำ แสดงแนวโน้มตลาดหุ้น

เรื่องไม่คาดฝันมากมายเกิดขึ้นและดำเนินต่อเนื่องมาในปี 2026 ทั้งสงคราม ความขัดแย้งทางการเมือง บอนด์ยีลด์สูง Valuation แพง แต่ตลาดหุ้นทั่วโลก กลับไต่ระดับแตะจุดสูงสุด พร้อมกับดัชนีวัดความกลัว (VIX Index) ต่ำที่สุดในรอบปี

 

ผมมองว่าภาพที่เราเห็นอยู่ เกิดจากมุมมองของตลาดที่ไม่ตรงกันระดับความเสี่ยง นักลงทุนจึงต้องรู้ให้ทันว่าอะไรคือประเด็นสำคัญและตรรกะที่กำลังย้อนแย้ง เพื่อเตรียมพร้อมวางกลยุทธ์รับมือไว้เพราะตรรกะและมุมมองเปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ

 

ความเสี่ยงแรก สงครามการค้า การกีดกันการค้ามีอยู่ต่อเนื่อง แต่ตลาด “ชินชา” เพราะเชื่อว่าผ่านจุดที่น่ากลัวที่สุดไปแล้ว

 

ในทางทฤษฎี สงครามการค้าเป็นความเสี่ยงที่ไม่มีทางจบง่าย แต่ในทางปฏิบัติตลาดผ่านจุดที่เจ็บที่สุดมาแล้วตั้งแต่เมษายน 2025 ตอนที่ภาษีการค้าพุ่งขึ้นไป ถึง 27%

 

ผมเชื่อว่าการยกระดับกีดกันการค้ารอบใหม่มีโอกาสเกิดขึ้นสูงถึง 60-70% ท้ายปีนี้ แต่ด้วยมุมมองตลาดที่ชินกับความเสี่ยง ผลกระทบต่ออาจเป็นแค่การย่อตัวในกรอบ 5-7% และคาดว่าจะฟื้นตัวขึ้นได้เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

 

ความเสี่ยงที่สอง สงครามอิหร่านและการปิดช่องแคบ Hormuz เป็นความเสี่ยงที่มาพร้อมกับความหวัง

 

สงครามตะวันออกกลาง ต่างจากความเสี่ยงสงครามการค้าอย่างชัดเจนคือ ตลาดไม่ได้ชินกับสงคราม แต่ “หวัง” ว่าสงครามจะจบเร็วเหมือนทุกครั้ง

 

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่สงครามจะทวีความรุนแรงขึ้นมากแค่ไหน แต่อยู่ที่ความหวังว่าทุกอย่างจะจบสงบสุขนั้นจะถูกหรือผิด ผมให้โอกาสเกิดการยกระดับสงครามสูงถึง 50-60% ราคาน้ำมันอาจไม่ลดลง กดดันตลาดให้ปรับฐานได้แรงถึง 7-12% แต่ทั้งหมดจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดไวจบไวเช่นกัน

 

เศรษฐกิจชะลอตัว เงินเฟ้อสูง (Stagflation) เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดสูง แต่ตลาดเลือกที่จะ “ไม่สนใจ”

 

โอกาสเกิด Stagflation ปลายปีนี้ยังสูงถึง 30-40% เพราะตัวเลขเศรษฐกิจเร่งไม่ขึ้น ขณะที่เงินเฟ้อทรงตัวสูง ถ้าการเติบโตอาจลดลงเร็ว แต่เงินเฟ้อไม่ลดลงตาม ตลาดจะมี Downside อย่างน้อย 10-15%

 

อย่างไรก็ดี ผมมองว่าตลาดเลือกที่จะไม่สนใจ Stagflation ในช่วงท้ายปีนี้ เพราะกำไรของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกไม่ได้เคลื่อนไหวตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ แต่มาจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และการลงทุนเหล่านี้คาดว่าจะดำเนินต่อไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปีข้างหน้า

 

ความเสี่ยงที่สี่ ยีลด์สูงฉุดไม่อยู่ สำคัญมากแต่กลายเป็นความเสี่ยงตลาด อยู่ได้เพราะ “ความเชื่อ”

 

ยีลด์สูงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับ Valuation ของตลาดเสมอ และยีลด์สูงในครั้งนี้ก็ไม่ได้มาจากแค่เงินเฟ้อ แต่มาจากระดับหนี้ แนวโน้มการขาดดุลการคลัง และการกู้ยืมเพื่อการลงทุน AI ของเอกชน ทำให้สภาพคล่องตึงตัวมากขึ้นไปอีก

 

ที่ตลาดไม่ปรับฐานลงทันที ผมมองว่าเกิดจากความเชื่อว่าสุดท้ายต้องมีนโยบายการเงินเข้ามาช่วยพยุงเหมือนทุกครั้ง

 

ยีลด์ที่สูงอาจจะกลายเป็นความเสี่ยงระดับตลาดหมี (ตลาดปรับตัวลงมากกว่า 20%) ถ้าธนาคารกลางเลือกที่จะเข้มงวดโดยไม่สนใจความเสี่ยงด้านโครงสร้างการคลังและสภาพคล่อง เป็นความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้ามในช่วงท้ายปี

 

ความเสี่ยงสุดท้าย ฟองสบู่ AI แตก เป็นความเสี่ยงที่ทั่วโลกเคลื่อนที่ด้วย “ความกลัวตกขบวน”

 

เพราะ AI หนุนให้กำไรต่อหุ้นของ S&P 500 เติบโตกว่า 50% จากปีก่อน

 

ขณะที่ส่วนใหญ่มาจากกำไรจากการประเมินมูลค่าเงินลงทุนใน Anthropic และ OpenAI ที่ยังไม่รับรู้เป็นเงินสดจริง ถ้ากำไรที่แท้จริงไม่มาตามที่หวัง ตลาดหมีจะเกิดขึ้นแรงและยาวนาน

 

ปัญหาคือไม่มีใครรู้ว่าฟองสบู่กำไรจะลดขนาดลงตอนไหน นอกจากนั้นยังต้องเดาต่อว่า นักลงทุนจะหมดหวังใน AI เมื่อไหร่ จากเรื่องอะไร สำหรับช่วงท้ายปีนี้ ผมจึงให้โอกาสแค่ 5-10% เพราะมองว่าความเสี่ยงที่นักลงทุนกลัว คือการตกขบวนกำไรมากกว่าฟองสบู่แตก

 

ถึงตรงนี้ทุกคนคงเข้าใจแล้วว่าความเสี่ยงสำคัญไม่ได้หายไป บางเรื่องทวีความรุนแรงขึ้นด้วย แต่สิ่งที่เราประเมินยากคือ ความชินชา ความหวัง ความไม่สนใจ ความเชื่อ และความกลัว ของตลาดที่เอาแน่เอานอนไม่ได้

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนสิ้นปี ผมเลือกสามกลยุทธ์สำคัญคือ

 

(1) กระจายการลงทุนลดการกระจุกตัว (2) ถือสินทรัพย์ที่ราคามีแนวโน้มปรับตัวขึ้นพร้อมกับความเสี่ยง และ (3) ทยอยขายทำกำไรสินทรัพย์ที่ปรับขึ้นมาแรงแล้ว เก็บสภาพคล่องรอจังหวะซื้อตอนตลาดปรับฐาน

 

ภาพตลาดที่ย้อนแย้งในวันนี้ ยืนยันกับเราว่า ความเสี่ยง โอกาส ความกลัว และความหวัง กำลังย้อนแย้งกันอยู่ แต่มุมมองไหนจะเปลี่ยนแปลง ไปในทิศทางไหนนั้น เรากำลังจะได้รู้ไปพร้อมกันท้ายปีนี้ครับ

 

ที่มา: FSS

 

ภาพ: Golden Dayz / Shutterstock

 

The post 5 ความเสี่ยงสุดย้อนแย้งส่งท้ายปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Mousetrap: นิทานหนูขโมยร่าง และกับดักตัวตน ที่ย้อนมาสอนคนดูว่า ‘เป็นตัวเองดีที่สุด’ https://thestandard.co/mousetrap-identity-be-yourself/ Tue, 08 Sep 2026 07:01:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1252125 ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ Mousetrap แสดงตัวละครหลักสองคน

*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาซีรีส์*   ในนิทานพื้น […]

The post Mousetrap: นิทานหนูขโมยร่าง และกับดักตัวตน ที่ย้อนมาสอนคนดูว่า ‘เป็นตัวเองดีที่สุด’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ Mousetrap แสดงตัวละครหลักสองคน

*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาซีรีส์*

 

ในนิทานพื้นบ้านเกาหลีมีเรื่องเล่าว่าด้วยเรื่องของ “หนูกินเศษเล็บคน” หากปล่อยให้หนูกินเศษเล็บที่ถูกตัดทิ้งเรี่ยราด หนูจะดูดกลืนจิตวิญญาณและกลายร่างเป็นตัวตนของบุคคลผู้นั้นอย่างสมบูรณ์ ก่อนจะเดินเข้าบ้านเพื่อขับไล่เจ้าของร่างตัวจริงออกไป

 

แนวความคิดนี้เคยถูกทำเป็นเว็บตูนเรื่อง Field Mouse ของ Ludovico โดยผู้กำกับ คิมฮงซอน (The Guest, Voice) และมือเขียนบท อีแจกอน ได้หยิบเอามาปัดฝุ่น ปลุกปั้นใหม่ให้กลายเป็นไซโคโลจิคัลทริลเลอร์ยุคใหม่อย่าง Mousetrap เพื่อตอบคำถามที่ว่า ‘หากทุกสิ่งที่ยืนยันว่าเรามีตัวตนอยู่ ลายนิ้วมือ ข้อมูลดิจิทัล หรือสายตาคนรอบข้าง ถูกสวมรอยโดยใครบางคนที่ดูสมบูรณ์แบบกว่า เราจะพิสูจน์ความจริงได้อย่างไรว่าเราคือ ‘ของจริง’’ เรื่องราวเปิดด้วยชีวิตของ เจมุนแจ (รยูจุนยอล) นักเขียนนิยายชื่อดังผู้ประสบภาวะวิตกกังวลและขังตัวเองตัดขาดจากสังคม ทว่าเช้าวันหนึ่ง โลกทั้งใบกลับพังทลายลงเมื่อลายนิ้วมือไม่สามารถปลดล็อกโทรศัพท์ บัญชีธนาคารและสินทรัพย์ถูกยึด ซ้ำร้ายยังมีชายลึกลับหน้าตาเหมือนเขาทุกกระเบียดนิ้วเข้ามานั่งทำงานและใช้ชีวิตแทนที่เขาอย่างแนบเนียน

 

ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ Mousetrap แสดงตัวละครหลักสองคน 1

 

เมื่อกฎหมายและกลไกสถาบันมองเขาเป็นเพียงคนเสียสติ มุนแจจึงต้องจับมือกับ โนจา (ซอลคยองกู) เจ้าหนี้นอกระบบที่ตามทวงหนี้เขาอยู่ ทั้งสองกลายเป็นคู่หูจำเป็นในเกมไล่ล่าเพื่อกระชากหน้ากาก “เจ้าหนูขโมยร่าง” ก่อนร่องรอยตัวตนของมุนแจจะถูกลบเลือนไปตลอดกาล

 

จุดแข็งประการแรกคืองานภาพสไตล์ Neo-Noir โทนสีตุ่น และการเล่นกับเงาตกกระทบในมุมอับของตึกรามบ้านช่องในโซล หรือที่อยู่อาศัยที่หรูหราทว่าดูว่างเปล่า ขับเน้นความโดดเดี่ยวและความหวาดระแวงระดับแพนิกของมุนแจออกมาได้อย่างดี คิมฮงซอนคุมบรรยากาศความไม่น่าไว้วางใจได้อย่างแม่นยำ และโรยปมสร้างความสงสัยให้กับคนดูตลอดเวลา เมื่อผนวกเข้ากับฉากแอ็กชันไล่ล่าทำให้ Mousetrap ดูสนุกน่าติดตาม

 

ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ Mousetrap แสดงตัวละครหลักสองคน 2

 

แต่สิ่งที่ Mousetrap สื่อสารออกมาได้อย่างแยบคาย คือการเน้นประเด็น “การเป็นตัวเองดีที่สุด” ผ่านรายละเอียดเล็กๆ ในการออกแบบงานสร้างและภาษากายของตัวละคร

 

ตลอดทั้งเรื่อง เราจะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างตัวตนดั้งเดิมของมุนแจที่สวมใส่เสื้อยืดตัวโคร่ง กางเกงผ้าเนื้อนิ่มที่แสนจะธรรมดาแต่ผ่อนคลาย กับภาพลักษณ์ใหม่ที่ “ตัวปลอม” หรือแม้แต่ตัวเขาเองในวันที่ต้องพยายามสวมบทบาทเป็นคนอื่น มุนแจมักจะถูกจับยัดเข้าไปในชุดสูทคัตติ้งเนี้ยบ ปกคอเสื้อที่รีดจนแข็งและรัดแน่น

 

ภาษากายอันยอดเยี่ยมที่รยูจุนยอลถ่ายทอดออกมา คือกิริยาที่ตัวละครเอานิ้วดึงรั้งคอปกเสื้อ มันคือการส่งสัญญาณเชิงจิตวิทยาว่า ไม่ว่าเปลือกนอกจะดูดี ได้รับการยอมรับในสังคมเพียงใด แต่การต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ตัวตนที่ไม่ใช่เนื้อแท้ มันสร้างความอึดอัดและหายใจไม่ออกอยู่ทุกลมหายใจ

 

ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ Mousetrap แสดงตัวละครหลักสองคน 3

 

ต้องยอมรับว่าพลังทางการแสดงของ รยูจุนยอล พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่าเขาคือนักแสดงรุ่นกลางที่มีมิติอารมณ์ลึกซึ้ง การถ่ายทอดสองบทบาททั้งเจมุนแจตัวจริงที่เปราะบาง วิตกจริต ไร้ที่พึ่ง และ “ตัวปลอม” ที่สุขุม เยือกเย็น แฝงความอำมหิตถูกแยกแยะผ่านแววตาและจังหวะการหายใจอย่างคมกริบ

 

ขณะที่ ซอลคยองกู ในบท โนจา คือหนึ่งในองค์ประกอบที่เปล่งประกายที่สุดของเรื่อง การออกแบบคาแรกเตอร์นี้ทำออกมาได้อย่างกลมกล่อม มีมิติทั้งความน่าเกรงขามแบบมาเฟียรุ่นใหญ่ ความอบอุ่นแบบผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมาเยอะ และจังหวะตลกร้ายที่เข้ามาเบรกบรรยากาศตึงเครียดได้อย่างลงตัว

 

จริงอยู่ว่าในแง่ของความสมจริง บทของโนจามีจุดบกพร่องเรื่องความ “หนังเหนียว ตายยาก” ระดับยอดมนุษย์ โดนแทง โดนตีหัว รอดตายจากสถานการณ์วิกฤตซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแทบจะหลุดจากความดิบเรียลของเรื่อง แต่สิ่งที่ต้องชื่นชมคือ ผู้สร้างดูเหมือนจะรู้ตัวดี ในช่วงท้ายเรื่อง ซีรีส์ไม่ได้พยายามแถเพื่อเอาจริงเอาจังกับความเหนือจริงนี้ แต่กลับพลิกเอาความตายยากของโนจามาขยี้เป็น “มุกตลกหน้าตาย” ให้ตัวละครแซวตัวเอง ซึ่งนอกจากจะช่วยลดทอนความขัดใจของผู้ชมลงได้แล้ว ยังขับเน้นเสน่ห์และลายเซ็นเฉพาะตัวของซอลคยองกูให้เด่นชัดขึ้นไปอีก

 

ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ Mousetrap แสดงตัวละครหลักสองคน 4

 

หมัดฮุกเชิงจิตวิทยาที่เจ็บแสบที่สุดของ Mousetrap ถูกเฉลยออกมาในช่วงท้าย เมื่อซีรีส์ลอกคราบธาตุแท้ของ “หนูขโมยร่าง” ให้เห็นว่า คนประเภทนี้เมื่อถูกลอกเอาเปลือก ชื่อเสียง เงินทอง และตัวตนของคนอื่นที่ตนไปขโมยมาออกไปจนหมด สิ่งที่หลงเหลืออยู่ข้างในมีเพียงแค่ ความกลวงเปล่าและไร้ตัวตนอย่างสิ้นเชิง

 

ฉากช่วงท้ายสะท้อนสันดานของมนุษย์จำพวก “กาฝาก” ได้อย่างน่าสังเวช พวกเขาไม่เคยมีตัวตนของตัวเองตั้งแต่แรก ความภาคภูมิใจเดียวที่มีคือการได้สวมรอยเป็นคนอื่น เมื่อไร้ซึ่งโฮสต์ให้เกาะเกี่ยว คนเหล่านี้จะไม่รู้แม้กระทั่งว่าตัวเองคือใคร ชอบอะไร หรือควรจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไร การมีชีวิตอยู่อย่างไร้ตัวตนโดยสิ้นเชิงจึงกลายเป็นบทลงโทษที่สาสมยิ่งกว่าความตาย

 

ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ Mousetrap แสดงตัวละครหลักสองคน 5

 

อย่างไรก็ดี บาดแผลใหญ่ของเรื่องตกอยู่ที่เนื้อหาในองก์สุดท้าย เมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงตอนที่ 7–8 บทกลับ “ซับซ้อนเกินพอดี” พยายามขยายสเกลไปสู่ปมมาเฟีย การเมืองท้องถิ่น และการหักมุมซ้ำซ้อนจนเกินจำเป็น จนจังหวะการเล่าเรื่องที่ควรจะกระชับกลับสะดุด และบทสรุปทิ้งช่องโหว่เชิงตรรกะไว้หลายจุด ซึ่งหากตัดทอนพล็อตย่อยออกไป และมุ่งไปที่การต่อสู้เชิงจิตวิทยาของคู่หลัก เนื้อหาจะทรงพลังและไร้รอยต่อกว่านี้มาก

 

ในภาพรวม Mousetrap ยังจัดเป็นงานระทึกขวัญที่มีชั้นเชิง กล้าหาญในการดัดแปลงวรรณกรรมพื้นบ้านมาปะทะกับโลกยุคใหม่อย่างชาญฉลาด งานภาพและการแสดงอยู่ในระดับแถวหน้า สัญญะเรื่องความอึดอัดของการสวมรอยทำได้คมคาย แม้บทช่วงท้ายจะติดกับดักความซับซ้อนจนสะดุดขาตัวเองสมชื่อภาษาไทย ‘กับดักจับลวง’ ไปบ้าง แต่ก็ยังเป็นงานนีโอนัวร์รสเข้มที่คุ้มค่าแก่การรับชม

 

ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ Mousetrap แสดงตัวละครหลักสองคน 6

 

ภาพ: Netflix

The post Mousetrap: นิทานหนูขโมยร่าง และกับดักตัวตน ที่ย้อนมาสอนคนดูว่า ‘เป็นตัวเองดีที่สุด’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ร้านอาหารและใบอนุญาตที่กฎหมายกำหนด https://thestandard.co/restaurant-license-law-business/ Tue, 01 Sep 2026 10:44:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1249482 ภาพมุมสูงย่านธุรกิจร้านอาหารและสถานบันเทิงในเมืองซานดิเอโก

สำหรับบทความฉบับนี้ ขอกล่าวถึงภาพรวมของธุรกิจร้านอาหาร […]

The post ร้านอาหารและใบอนุญาตที่กฎหมายกำหนด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงย่านธุรกิจร้านอาหารและสถานบันเทิงในเมืองซานดิเอโก

สำหรับบทความฉบับนี้ ขอกล่าวถึงภาพรวมของธุรกิจร้านอาหาร เพราะสังคมไทยธุรกิจร้านอาหารยังคงเป็นหนึ่งในภาคธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญต่อวิถีชีวิตของคนไทย

 

 
 

ความนิยมในการรับประทานอาหารนอกบ้าน การท่องเที่ยว และการเติบโตของช่องทางดิจิทัล ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ธุรกิจร้านอาหารเติบโตอย่างต่อเนื่อง และนับว่าเป็นหนึ่งในช่องทางการสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง

 

อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผ่านมาหลายท่านคงได้ทราบข่าวเกี่ยวกับการยื่นขอเปิดประกอบธุรกิจร้านอาหารผิดประเภท อาทิ การยื่นขอประเภทร้านอาหาร แต่กลับเปิดบริการในรูปแบบสถานบันเทิง ดังนั้น หากจะเปิดดำเนินธุรกิจร้านอาหาร จุดเริ่มต้นคือ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับข้อกฎหมายและใบอนุญาตที่กำหนดสำหรับผู้ประกอบการในประเทศไทย

 

ภาพรวมข้อกฎหมายสำคัญสำหรับร้านอาหาร ร้านที่จำหน่ายสุรา และกิจการที่มีความบันเทิง สำหรับเงื่อนไขการเปิดร้านอาหารในประเทศไทยไม่ได้มีใบอนุญาตเพียงฉบับเดียว แต่ต้องพิจารณาตามขนาดพื้นที่ ลักษณะอาคาร และรูปแบบการให้บริการ โดยใบอนุญาตหลักของร้านอาหารทั่วไปอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ขณะที่ร้านที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือมีลักษณะเป็นสถานบริการ จะมีกฎหมายเฉพาะเพิ่มเติมเข้ามาควบคุม1

 

1. อาคารและการใช้ประโยชน์ที่ดินต้องถูกต้องก่อนลงทุนเปิดร้าน

 

ก่อนก่อสร้างหรือตกแต่งร้าน ควรตรวจสอบว่าการใช้ประโยชน์ที่ดินสอดคล้องกับกฎหมายผังเมือง และอาคารที่จะใช้ประกอบกิจการถูกต้องตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร หากมีการก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนการใช้อาคารในลักษณะที่กฎหมายกำหนด ต้องดำเนินการขออนุญาตหรือรับรองให้ถูกต้องตามกรณี

 

ทั้งนี้ “ใบอนุญาตเปิดใช้อาคาร (“อ.6”) ไม่ใช่ใบอนุญาตที่ทุกร้านอาหารต้องขอใหม่เสมอไป และอาจไม่ใช่ใบอนุญาตเพียงใบเดียวที่ต้องใช้ สิ่งสำคัญคืออาคารและการใช้อาคารต้องชอบด้วยกฎหมายก่อนประกอบกิจการ3

 

2. ใบอนุญาตหรือหนังสือรับรองการแจ้ง “สถานที่จำหน่ายอาหาร”

 

มาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติการสาธารณสุขกำหนดเกณฑ์ตามขนาดพื้นที่อย่างชัดเจน คือ หากสถานที่จำหน่ายอาหารมี พื้นที่เกิน 200 ตารางเมตร ต้องได้รับ ใบอนุญาตจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหาร จากเจ้าพนักงานท้องถิ่น แต่หากมี พื้นที่ไม่เกิน 200 ตารางเมตร ต้องแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นและได้รับ หนังสือรับรองการแจ้ง ก่อนเปิดดำเนินการ สำหรับกรุงเทพมหานครยื่นต่อสำนักงานเขตหรือผ่านช่องทางที่ กทม. กำหนด ส่วนต่างจังหวัดยื่นต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่รับผิดชอบ เช่น เทศบาลหรือ อบต.1

 

นอกจากการได้รับใบอนุญาตหรือหนังสือรับรองแล้ว สถานที่ยังต้องเป็นไปตามหลักสุขลักษณะ เช่น ความสะอาด การจัดการขยะและน้ำเสีย การปรุงและเก็บอาหาร ภาชนะอุปกรณ์ น้ำใช้ และสุขลักษณะส่วนบุคคล รวมถึงผู้ประกอบกิจการและผู้สัมผัสอาหารต้องผ่านการอบรมหลักสูตรสุขาภิบาลอาหารตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด2

 

3. หากขายเบียร์ ไวน์ หรือสุรา ต้องมีใบอนุญาตขายสุรา

 

ร้านอาหารที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต้องขอ ใบอนุญาตขายสุรา ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง โดยยื่นต่อสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่/สาขาที่สถานประกอบการตั้งอยู่ หรือผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ตามที่กรมสรรพสามิตกำหนด4 ขณะเดียวกันยังต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยปัจจุบันมีพระราชบัญญัติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ซึ่งควบคุมเรื่องการขาย การโฆษณา การส่งเสริมการขาย และข้อจำกัดอื่นตามกฎหมาย5

 

4. ผับ บาร์ หรือร้านที่มีความบันเทิง อาจต้องมีใบอนุญาตเพิ่มเติม

 

หากรูปแบบกิจการเข้าลักษณะ “สถานบริการ” ตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จะต้องได้รับ ใบอนุญาตตั้งสถานบริการ จากพนักงานเจ้าหน้าที่ และต้องพิจารณาข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ตั้งและเงื่อนไขของสถานบริการด้วย การเป็นร้านอาหารหรือการขายสุราเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้ร้านเป็นสถานบริการโดยอัตโนมัติ แต่ต้องพิจารณาจากลักษณะกิจการจริงตามนิยามกฎหมาย6 นอกจากนี้ ในบางท้องถิ่นอาจมีกฎเฉพาะเพิ่มเติม เช่น กรุงเทพมหานครกำหนดกิจการจัดให้มีการแสดงดนตรี เต้นรำ ดิสโกเทก หรือคาราโอเกะเป็นกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ จึงควรตรวจสอบใบอนุญาตท้องถิ่นเพิ่มเติมก่อนดำเนินกิจการ7

 

บทสรุปสุดท้าย ร้านอาหารทั่วไปต้องมีใบอนุญาต/หนังสือรับรองการแจ้งสถานที่จำหน่ายอาหารและใช้อาคารอย่างถูกต้อง หากขายแอลกอฮอล์ให้เพิ่มใบอนุญาตขายสุราและหากมีรูปแบบความบันเทิงจนเข้าข่ายสถานบริการหรือกิจการที่ท้องถิ่นควบคุม ต้องขอใบอนุญาตเพิ่มเติมตามลักษณะกิจการ โดยเจ้าพนักงานของรัฐจะประเมินจากลักษณะของกิจการ อาทิ รายได้หลักมาจากอาหาร หรือไม่ การดำเนินการมุ่งการดื่มและความบันเทิงหรือไม่ มีการแสดงดนตรี ดีเจ หรือมีการใช้แสงสีเสียงอย่างไร เป็นต้น

 

อย่างไรก็ดี ในมิติของการลงทุนผ่านกองทุนรวม หรือกองทรัสต์ ที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ นอกเหนือจากการเข้าตรวจสอบของหน่วยงานภาครัฐแล้ว กองทุนรวม หรือกองทรัสต์ ผู้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องดังกล่าว ในการกลั่นกรองและช่วยดูแลให้การใช้พื้นที่ที่กองทุน/ทรัสต์ เข้าลงทุน ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด อาทิ ผู้เช่าพื้นที่จะต้องแสดงใบอนุญาตที่ใช้ประกอบการ ต้องดำเนินธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงผู้ให้เช่าสามารถขอตรวจสอบการใช้พื้นที่ได้อีกด้วย

 

ภาพ: Sean Pavone / Shutterstock

 

อ้างอิง:

  • กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข — พ.ร.บ.การสาธารณสุข มาตรา 38 และเกณฑ์พื้นที่ 200 ตร.ม.
  • กรมอนามัย — กฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 และการอบรมผู้สัมผัสอาหาร
  • กรุงเทพมหานคร – คู่มือการขอรับใบอนุญาตจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหาร (ตรวจผังเมืองและกฎหมายอาคาร)
  • กรมสรรพสามิต – การขออนุญาตขายสุรา (สำหรับรายใหม่) และกฎกระทรวงการอนุญาตขายสุรา พ.ศ. 2560
  • กรมควบคุมโรค – พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 และ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568
  • กรมการปกครอง – สรุปสาระสำคัญ พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ. 2509
  • กรุงเทพมหานคร – ข้อบัญญัติ/ระเบียบเกี่ยวกับกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพประเภทการแสดงดนตรีและคาราโอเกะ

The post ร้านอาหารและใบอนุญาตที่กฎหมายกำหนด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประเทศตัวตึงสายแข็ง ‘น้องรักของจีน’ มีใครบ้าง? https://thestandard.co/china-dear-friends-tough-countries/ Tue, 01 Sep 2026 08:03:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1249388 ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนและผู้นำคิมจองอึนของเกาหลีเหนือ

ในยุคโลกหันขวา และมีความขัดแย้งต่อสู้ปะทะกันในหลายพื้นท […]

The post ประเทศตัวตึงสายแข็ง ‘น้องรักของจีน’ มีใครบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนและผู้นำคิมจองอึนของเกาหลีเหนือ

ในยุคโลกหันขวา และมีความขัดแย้งต่อสู้ปะทะกันในหลายพื้นที่ของโลก หลายคนเริ่มกังวลกับโอกาสเกิด “สงครามใหญ่” และเกิดคำถามว่า แล้วถ้ารบกัน ประเทศไหนจะอยู่ฝ่ายใด ใครจะเข้าพวกกับใคร จะเอียงข้างไหน

 

บทความนี้จะเน้นวิเคราะห์ประเทศตัวตึงสายแข็งที่เป็น “น้องรัก” พร้อมอยู่เคียงข้างจีน โดยจะไล่เรียงตาม “ความดุดัน” ของแต่ละประเทศ วัดจากความพร้อมชนทางการทหารและต่อต้านขั้วอำนาจตะวันตก การจับมือกับจีนด้านความมั่นคง ความร่วมมือทางการทหาร/ฐานทัพ และการซ้อมรบร่วมกับจีน รวมทั้งความกล้าเลือกข้างจีนอย่างเปิดเผย และแสดงจุดยืนปกป้องผลประโยชน์ของจีน นอกจากนี้บางประเทศก็เป็นสมาชิกกลุ่ม Shanghai Cooperation Organization (SCO) ที่มีจีนเป็นแกนนำ และสีจิ้นผิงบินไปประชุม SCO Summit ด้วยตนเอง

 

1) เริ่มจาก “เกาหลีเหนือ” นอกจากจะเป็นประเทศตัวตึงแสนดุดันที่มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ครอบครอง เกาหลีเหนือยังเป็นพันธมิตรหลักอย่างเป็นทางการของจีน (Treaty Ally) เป็น “ประเทศเดียว” ในโลกที่จีนมีสนธิสัญญาป้องกันประเทศร่วมกันอย่างเป็นทางการ (Sino-North Korean Treaty of Friendship, Cooperation, and Mutual Assistance) หากเกาหลีเหนือถูกโจมตี จีนมีพันธกรณีต้องเข้าช่วยรบ เกาหลีเหนือก็พร้อมสนับสนุนช่วยเหลือจีนอย่างเต็มที่ กองทัพของทั้งสองประเทศประสานงานกันอย่างใกล้ชิด

 

2) ถัดมาคือ “อิหร่าน” น้องรักแสนดุดันของจีนในภูมิภาคตะวันออกกลาง กองกำลังของอิหร่านพร้อมต่อสู้ ตอบโต้ และต่อต้านกองทัพของสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรอย่างไม่เกรงกลัว

 

ที่ผ่านมา จีนให้การช่วยเหลืออิหร่านในรูปแบบต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง จีนช่วยผลักดันให้อิหร่านเข้าเป็นสมาชิกกลุ่ม BRICS และกลุ่ม Shanghai Cooperation Organization (SCO) เพื่อช่วยอิหร่านจากการถูกโดดเดี่ยวโดยสหรัฐฯ และชาติตะวันตก จีนพร้อมสนับสนุนทางการทูตให้อิหร่านในเวทีสหประชาชาติ

 

ฝ่ายอิหร่านก็ตอบแทนจีนด้วยการส่งออกน้ำมันดิบขายให้ในราคาถูกพิเศษ ชำระด้วยเงินหยวน และเปิดทางให้จีนมีโอกาสผูกขาดและเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อแลกกับการสนับสนุนทางเศรษฐกิจ รวมทั้งเทคโนโลยีทางการทหารจากจีน และอื่นๆ เช่น สัญญานดาวเทียมเป่ยโต่ว (BeiDou) ของจีน

 

ในปี 2021 ทั้งคู่ลงนามในความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ระยะยาว 25 ปี ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการทหาร (จีนไม่เคยทำข้อตกลงที่ลึกซึ้งเช่นนี้กับประเทศอื่นในภูมิภาค) จีนต้องการใช้อิหร่านเป็นเครื่องมือคานอำนาจกับสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง โดยที่ไม่จำเป็นต้องประกาศความเป็นพันธมิตรทางทหารอย่างเปิดเผย (แตกต่างกับกรณีเกาหลีเหนือ)

 

ทั้งนี้ เพื่อรักษาดุลอำนาจกับประเทศอื่นในตะวันออกกลาง จีนยังคงต้องรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกับซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมทั้งประเทศอ่าวอาหรับอื่นๆ ด้วย

 

3) “ปากีสถาน” น้องรักสายแข็งในเอเชียใต้ของจีน ปากีสถานเป็นอีกประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง สีจิ้นผิงใช้คำเรียกปากีสถานว่าเป็น “พี่น้องแนบแน่นดุจเหล็กกล้า” (Iron Brother) ที่ผ่านมา ปากีสถานมีความตึงเครียดชายแดน/สู้รบกับอินเดียหลายครั้ง จีนคบกับปากีสถานเพื่อใช้ถ่วงดุลอำนาจกับอินเดีย

 

แม้ว่าจีนกับปากีสถานไม่มีสนธิสัญญาป้องกันประเทศร่วมกันอย่างเป็นทางการ แต่คู่นี้มีความสัมพันธ์ในระดับ “หุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในทุกสถานการณ์” (All-Weather Strategic Cooperative Partnership) และปากีสถานพึ่งพาจีนด้านเทคโนโลยีทางทหารและยุทโธปกรณ์ ความสัมพันธ์ด้านการทหารของคู่นี้มีทั้งการขายอาวุธให้ในราคามิตรภาพ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการร่วมผลิต เช่น การร่วมผลิตเครื่องบินรบ ภายใต้โครงการ JF-17 Thunder

 

นอกจากนี้ จีนยุคสีจิ้นผิงได้เข้าไปลงทุนมูลค่ามหาศาลในโครงการระเบียงเศรษฐกิจ China- Pakistan Economic Corridor (CPEC) ภายใต้ยุทธศาสตร์สายแถบและเส้นทาง (BRI) เช่น จีนไปช่วยพัฒนาท่าเรือน้ำลึกกวาดาร์ เพื่อใช้ปากีสถานเป็นทางออกสู่ทะเลอาหรับ และใช้เป็นอีกเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญ

 

4) ในทวีปละตินอเมริกา คิวบาเป็นสหายร่วมอุดมการณ์สังคมนิยมกับจีนมาอย่างยาวนาน และเป็นเสมือน “หน้าด่านสายแข็ง” ของจีนที่ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งสหรัฐฯ เพียงไม่กี่ไมล์ คิวบามีประวัติศาสตร์กล้าท้าชนเผชิญกับมหาอำนาจสหรัฐฯ มาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่สนใจแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเมืองจากสหรัฐฯ

 

จีนคบกับคิวบา เพื่อยืมมือใช้คานอำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์กับโลกตะวันตก และช่วยสนับสนุนคิวบาในเวทีระหว่างประเทศ เช่น การประณามและเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยุติการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกับคิวบา และให้การช่วยเหลือคิวบาในรูปแบบต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง เช่น การให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อการค้าและโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการบริจาคให้เปล่า เพื่อช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ไปจนถึงการขายอาวุธให้ในราคาพิเศษ หรือการให้เงินกู้เพื่อซื้ออาวุธ และช่วยให้คิวบาปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย ในหลายกรณี จีนก็ยกหนี้ให้คิวบา

 

ในเชิงยุทธศาสตร์ จีนให้ความช่วยเหลือเหล่านี้ เพื่อแลกกับการใช้คิวบาเป็นฐานปฏิบัติการเพื่อความมั่นคงของจีน รวมทั้งการจัดตั้งสถานีภาคพื้นดินสำหรับระบบดาวเทียมเป่ยโต่วในคิวบา ซึ่งถูกจับตามองจากสหรัฐฯ ด้วยความกังวลว่า จีนจะใช้คิวบาเป็นฐานปฏิบัติการด้านข่าวกรอง และติดตามความเคลื่อนไหวทางทหารและฐานทัพสำคัญของสหรัฐฯ ในรัฐฟลอริดาอย่างใกล้ชิด

 

5) น้องรักของจีนในยุโรป คือ เซอร์เบีย ประเทศสายแข็งที่ยืนเดี่ยวท้าทายตะวันตก เซอร์เบียมีความดุดันในแง่ของอุดมการณ์และการทูต และเป็นประเทศเดียวในยุโรปที่ปฏิเสธการคว่ำบาตรรัสเซีย รวมทั้งไม่สนใจเข้าร่วมกลุ่ม NATO และพร้อมใช้การทูตที่แข็งกร้าว เพื่อปกป้องอธิปไตยเหนือพื้นที่ข้อพิพาทโคโซโว (Kosovo)

 

อีกจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ที่มีผลต่อความสัมพันธ์จีน-เซอร์เบีย คือ เหตุการณ์ในปี 1999 ฝ่ายกองกำลัง NATO นำโดยสหรัฐฯ มีการโจมตีทิ้งระเบิดในกรุงเบลเกรด (เมืองหลวงของเซอร์เบีย) เพื่อยุติสงครามโคโซโว แต่เกิดเหตุไม่คาดคิด ขีปนาวุธของสหรัฐฯ กลับพุ่งชนสถานทูตจีนประจำกรุงเบลเกรด ส่งผลให้นักข่าวชาวจีนเสียชีวิตและบาดเจ็บอีกจำนวนมาก เหตุการณ์นี้สร้างบาดแผลและความโกรธแค้นให้กับทั้งชาวจีนและชาวเซิร์บ

 

จีนยื่นมือเข้ามาสนับสนุนเซอร์เบียในหลายรูปแบบอย่างต่อเนื่อง ในยามที่เซอร์เบียถูกกดดัน/โดดเดี่ยวจากสหภาพยุโรป และโลกตะวันตก เซอร์เบียพึ่งพาจีนทางการทหาร และเป็นประเทศแรกในยุโรปที่สั่งซื้อ “ระบบป้องกันภัยทางอากาศระดับสูง FK-3”จากจีน รวมทั้งโดรนติดอาวุธ (CH-92A) จากจีน

 

ในแง่ผลประโยชน์ จีนปักหมุดสร้างความใกล้ชิดกับเซอร์เบีย เพื่อใช้เป็นพันธมิตรที่ไว้ใจได้อยู่ใจกลางทวีปยุโรป และใช้เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการเข้าสู่คาบสมุทรบอลข่านและยุโรป ภายใต้โครงการ BRI จีนได้ลงทุนสร้างรถไฟเชื่อมกรุงเบลเกรด (เซอร์เบีย) – กรุงบูดาเปสต์ (ฮังการี) ซึ่งเปิดให้บริการขนส่งสินค้าอย่างเป็นทางการแล้ว ในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ และช่วยลดระยะเวลาขนส่งจาก 8 ชั่วโมงเหลือเพียง 4-5 ชั่วโมง

 

6) “ทาจิกิสถาน” น้องรักของจีนในเอเชียกลาง จีนใช้เป็นป้อมปราการเพื่อความมั่นคง ด้วยพรมแดนที่ติดกับซินเจียงของจีนและอัฟกานิสถาน ทาจิกิสถานเป็นประเทศเดียวในเอเชียกลางที่ยอมเปิดทางให้จีนเข้ามาตั้ง “ฐานทัพลับ” โดยกองกำลังกึ่งทหารของจีน และหน่วยลาดตระเวนร่วมบริเวณชายแดนจุดตัดของ 3 ประเทศ (ถือเป็นปฏิบัติการทางทหารกึ่งถาวรของจีน) เพื่อความมั่นคงในซินเจียงของจีน และร่วมมือกันลาดตระเวนปราบปรามลัทธิสุดโต่งทางศาสนา ที่ผ่านมาทาจิกิสถานมีความดุดันแข็งกร้าวในการปราบปรามกลุ่มก่อการร้าย และใช้กำลังปราบกลุ่มหัวรุนแรงทางศาสนาอย่างเด็ดขาด

 

ล่าสุด ในปี 2026 จีนและทาจิกิสถานยกระดับความสัมพันธ์และลงนามใน “สนธิสัญญามิตรภาพและความเป็นพันธมิตรอย่างถาวร” (Permanent Friendship Treaty) เน้นความร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหาร การต่อต้านการก่อการร้าย และด้านข่าวกรอง รวมทั้งความร่วมมือด้านพลังงานและอื่นๆ เช่น ท่อส่งก๊าซธรรมชาติ Central Asia-China Gas Pipeline Line D (ผ่านเติร์กเมนิสถาน-อุซเบกิสถาน-ทาจิกิสถาน-คีร์กีซสถาน-ซินเจียงของจีน) แนวท่อส่งก๊าซสาย D นี้ จะวิ่งผ่านเมืองสำคัญหลายแห่งในทาจิกิสถาน รวมระยะทางกว่า 391 กิโลเมตร

 

7) สำหรับกลุ่มอาเซียน “กัมพูชา” ถือเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นที่สุดของจีน และเป็นน้องรักสายเหล็กกล้าอีกรายของจีน (Ironclad Friends) ผู้นำตระกูลฮุนของกัมพูชากล้าแสดงออกในการ “เลือกข้างจีน” อย่างชัดเจน ฮุนเซนเคยคัดค้านการออกแถลงการณ์ร่วมของอาเซียนที่มีประเด็นทะเลจีนใต้ เพื่อปกป้องจีนอย่างเปิดเผย

 

กัมพูชาเปิดทางให้กองทัพจีนเข้ามาช่วยปรับปรุงและนำเรือรบเข้าเทียบท่าที่ฐานทัพเรือเรียม และกองทัพกัมพูชาพึ่งพาการสนับสนุนทางการทหารจากจีนสูงมาก 

อ่านรายละเอียดได้ในบทความ “จีนคบกัมพูชาแบบไหน และฮุนเซนรับใช้จีนอย่างไร”

จีนคบกัมพูชาแบบไหน และฮุนเซนรับใช้จีนอย่างไร จีนคบกัมพูชาแบบไหน และฮุนเซนรับใช้จีนอย่างไร
26 มิ.ย. 2569 | 12:05

ล่าสุด จีนและกัมพูชามีการยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง ผ่านกลไก 2+2 คือ การประชุมร่วมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมเป็นครั้งแรก ในเดือนเมษายน 2569

 

8) อีกประเทศน้องรักของจีนในอาเซียน คือ “เมียนมา” เป็นเสมือนรัฐกันชนของจีนที่ติดกับอินเดีย รัฐบาลทหารเมียนมาต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากจีน ทั้งทางเศรษฐกิจ ทางการทหารและการทูต จีนทำหน้าที่เป็นทั้ง “ท่อน้ำเลี้ยงหลัก” และเกราะคุ้มกันทางการทูตที่ช่วยให้รัฐบาลทหารเมียนมาสามารถควบคุมอำนาจรัฐ ท่ามกลางการถูกโดดเดี่ยวจากเวทีสากล

 

ในมุมผลประโยชน์ของจีน เมียนมามีความสำคัญในแง่การเป็นแหล่งพลังงาน และการเป็นด่านหน้าออกสู่มหาสมุทรอินเดีย จีนใช้เมียนมาเป็นทางลัดเลี่ยงช่องแคบมะละกา โดยได้ลงทุนสร้างท่าเรือน้ำลึกจ้าวผิ่ว (Kyaukphyu) หรือท่าเรือ “เจียวเพียว” ในภาษาจีนกลาง ท่าเรือแห่งนี้อยู่ในรัฐยะไข่ รวมทั้งการสร้างท่อส่งน้ำมันและท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ระยะทางเกือบ 800 กิโลเมตร เชื่อมตรงเข้ามณฑลยูนนานของจีน เพื่อเป็นเส้นทางสำรองในการขนส่งสินค้าและพลังงานเชื่อมกับมหาสมุทรอินเดียได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านสิงคโปร์หรือผ่านพื้นที่อิทธิพลของสหรัฐฯ

 

9) ปิดท้ายด้วยอีกประเทศสายแข็งแสนดุดันที่ไม่ใช่น้องรักแต่เป็น “เพื่อนรัก” สุดซี้ของจีน คือ รัสเซีย ทั้งสองประเทศยกระดับความสัมพันธ์ “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ไร้ขีดจำกัด” (No-Limits Partnership) ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินมีการแลกเปลี่ยนการเยือนกันอย่างต่อเนื่อง มีความร่วมมือกันในทุกมิติอย่างใกล้ชิด รวมทั้งมีการซ้อมรบร่วมกันบ่อยครั้ง ทั้งทางทะเลและทางอากาศ

อ่านรายละเอียดได้ในบทความ “ทำไมปูตินยอมยกดินแดนพิพาท “ซื้อใจจีน” และกลายเป็น “คู่ซี้” สีจิ้นผิง”

ทำไมปูตินยอมยกดินแดนพิพาทซื้อใจจีนและกลายเป็นคู่ซี้สีจิ้นผิง ทำไมปูตินยอมยกดินแดนพิพาทซื้อใจจีนและกลายเป็นคู่ซี้สีจิ้นผิง
20 พ.ค. 2569 | 19:44

โดยสรุป ประเทศสายแข็งเหล่านี้กลายเป็นน้องรักที่จีนให้การอุปการะ “เลี้ยงต้อย” มาอย่างยาวนาน จีนซุ่มให้ความช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเงินทุน ยุทโธปกรณ์ เทคโนโลยีทางการทหาร และการคุ้มครองทางการเมืองระหว่างประเทศ ทำให้ประเทศเหล่านี้ต้องพึ่งพาจีนด้วยผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ หลายประเทศได้มีที่ยืนบนเวทีโลก แม้จะถูกคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก ในขณะเดียวกัน ประเทศน้องรักเหล่านี้ก็พร้อมตอบแทนบุญคุณ และตอบสนองผลประโยชน์ของจีน รวมทั้งมีแนวโน้มที่จะยืนเคียงข้างจีนใน “สมรภูมิรบ” และพร้อมเป็น “เสียงของจีน” ในเวทีต่างๆ ทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับโลก

 

ภาพ: Kremlin Press Office / Anadolu via Getty Images

The post ประเทศตัวตึงสายแข็ง ‘น้องรักของจีน’ มีใครบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤติยีลด์สูงในสหรัฐฯ หยุดไหวไหมหรือต้องไปต่อ https://thestandard.co/us-treasury-bond-yield-crisis/ Sun, 30 Aug 2026 07:00:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1248460 ภาพข้อความเกี่ยวกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และวิกฤติยีลด์สูง

Stanley Druckenmiller หนึ่งในนักลงทุนที่มีชื่อเสียงที่ส […]

The post วิกฤติยีลด์สูงในสหรัฐฯ หยุดไหวไหมหรือต้องไปต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพข้อความเกี่ยวกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และวิกฤติยีลด์สูง

Stanley Druckenmiller หนึ่งในนักลงทุนที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลกกล่าวไว้ว่า

 

“The long-term Treasury yield is the most important price in the world. It is also the only fiscal disciplinarian the U.S. has left.”

 

การที่บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง จนกระทรวงการคลังต้องประกาศซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวล่าสุดจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม

 

ในมุมมองของผม การปรับตัวขึ้นของยีลด์ระยะยาวในรอบนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างสองเรื่อง เริ่มที่วัฏจักรเศรษฐกิจรอบใหม่ที่ใช้เงินทุนสูง หนุนการเติบโตและเงินเฟ้อ พร้อมกับที่ภาระหนี้ภาครัฐของสหรัฐฯ มหาศาลจนส่งผลกับราคาบอนด์

 

การเปลี่ยนแปลงทั้งคู่มีโอกาสหนุนให้ยีลด์ที่สูงอยู่แล้วยิ่งสูงขึ้นไปอีก แต่ในทางกลับกัน ช่วงเวลาแบบนี้ก็มักเป็นจังหวะที่ผู้กำหนดนโยบายมักเข้ามามีบทบาทแทรกแซงตลาดได้มากที่สุด นักลงทุนไทยจึงควรเตรียมพร้อม และคิดกลยุทธ์รับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้

 

การประเมินสถานการณ์ เริ่มต้นที่การทำความเข้าใจกับที่มาของยีลด์ที่สูงก่อน

 

รอบนี้ยีลด์ที่ปรับตัวสูงขึ้นมาจากทั้งทิศทางนโยบายการเงิน การคลัง และสภาพคล่องที่ตึงตัว

 

ในทางทฤษฎี ยีลด์ระยะยาว (เช่น สิบปี) แยกออกได้เป็นสองส่วน คือคาดการณ์ดอกเบี้ยนโยบายเฉลี่ย บวกกับค่าชดเชยความเสี่ยง (Term Premium)

 

จากโมเดลของเฟด ปัจจุบันตลาดยังไม่เชื่อว่าการลดดอกเบี้ยจะเกิดขึ้น ยีลด์ส่วนแรกจึงอยู่ที่ระดับราว 3.5-4.0%

 

ขณะที่งานวิจัยและข้อมูลในอดีต ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าการขาดดุลการคลังมักเป็นเครื่องกำหนด Term Premium

 

เช่น ขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้น 1% ของ GDP เท่ากับ Term Premium ราว 25bps หรือ Term Premium รวม (bps) เท่ากับราว 1.2 เท่าของระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ปัจจุบันที่สหรัฐฯ คาดว่าจะขาดดุลการคลังปีละ 5-7% ของ GDP และหนี้ต่อ GDP ระดับ 120% จึงชี้ไปที่ Term Premium ราว 100-150bps เป็นอย่างน้อย

 

ไม่เพียงแค่หนี้ภาครัฐที่สูง AI hyperscaler ก็คาดว่าจะระดมทุนผ่านตลาดหุ้นกู้ต่อปีกว่า 0.5-1.0 ล้านล้านดอลลาร์ ด้วยสมการเดิมจะคิดเป็น Term Premium ส่วนเพิ่มอีกราว 15-30bps สามแรงส่งนี้คือเหตุผลที่ยีลด์ไม่มีทีท่าจะลดลงง่าย

 

ทางแก้ปัญหาปกติมี 3 ทางหลักคือ ปล่อยเงินเฟ้อสูง เร่งการเติบโต หรือให้นโยบายการเงินเข้าช่วย แต่ละอย่างมีจุดแข็งและจุดอ่อนแตกต่างกัน

 

“ปล่อยเงินเฟ้อสูง” เป็นทางที่รัฐบาลไม่ต้องทำอะไรมาก มูลค่าแท้จริงของหนี้จะลดลงเองเมื่อเวลาผ่านไป จุดอ่อนคือประชาชนเป็นผู้แบกรับต้นทุนผ่านค่าครองชีพที่สูงขึ้น และถ้าเงินเฟ้อคาดการณ์หลุดกรอบ Term Premium จะยิ่งพุ่งแรงกว่าเดิมกลายเป็นปัญหาใหม่

 

“เร่งการเติบโต” เป็นทางที่ดีที่สุดในทางทฤษฎี เพราะถ้า GDP โตเร็วกว่าดอกเบี้ยที่จ่าย หนี้ต่อ GDP จะลดลงเอง นี่คือเดิมพันที่รัฐบาลสหรัฐฯ หวังไว้กับ AI ว่าจะช่วยเพิ่มผลิตภาพจนชดเชยต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นได้ จุดอ่อนคือเป็นแผนที่ต้องรอผลระยะยาว และไม่มีหลักประกันว่าผลิตภาพจาก AI จะเกิดขึ้นเร็วพอ

 

ทางออกที่เร็วที่สุดคือกดยีลด์ “นโยบายการเงิน” ผ่านการกลับมาซื้อพันธบัตรหรือปรับกฎเกณฑ์ให้มีผู้ซื้อมากขึ้น จุดอ่อนคือเสี่ยงต่อความน่าเชื่อถือของธนาคารกลาง และถ้าตลาดตีความว่าเป็นการพิมพ์เงินเพื่อหนุนการคลัง ผลลัพธ์อาจย้อนกลับ คือยีลด์ไม่ลงแต่กลับขึ้นแรงกว่าเดิมเพราะ Term Premium สะท้อนความไม่เชื่อมั่น

 

หลังจากนี้ ผมเชื่อว่าภาพตลาดในอนาคตมีสี่รูปแบบที่อาจเกิดขึ้นได้

 

สองแบบแรก ไม่มีการใช้นโยบายการเงินเข้าช่วย

 

ความผันผวนต่ำสุดคือเงินเฟ้อลดลงเองเพราะการลงทุนชะลอตัว

 

งบลงทุน AI แตะเพดานตามธรรมชาติ บริษัทเทคเริ่มเข้มงวดกับผลตอบแทนการลงทุน ความต้องการเงินทุนลดลง Term Premium คลายตัวกลับมาที่ 0.6-0.8% ยีลด์ 10 ปีมีโอกาสกลับไปยืนแถว 4.0-4.3% เป็นฉากที่ดีที่สุดสำหรับทั้งหุ้นและบอนด์ แต่ต้องแลกกับการที่ธีม AI และตลาดหุ้นเองก็ชะลอตัว

 

แบบที่สอง ยีลด์สูงต่อเพราะเศรษฐกิจร้อนแรง เป็นฉากที่ผมให้น้ำหนักมากที่สุด

 

เพราะการลงทุน AI อาจไม่ชะลอลง ส่งผลให้เงินเฟ้อทรงตัวสูงต่อ ยีลด์ 10 ปีจะแกว่งอยู่แถว 4.7-5.1% ตลาดหุ้นมีโอกาสไปต่อได้จากกำไร แต่ P/E ขยายได้ยากขึ้น เป็นรูปแบบที่ไม่มีสินทรัพย์ไหนชนะชัดเจน

 

อีกสองแบบคือใช้นโยบายการเงินเข้าช่วย เช่นเฟดกลับมาซื้อพันธบัตร หรือปรับเกณฑ์กำกับดูแลให้ธนาคารถือพันธบัตรมากขึ้น

 

นโยบายจะกดยีลด์สำเร็จ ก็ต่อเมื่อตลาดยอมรับว่าการแทรกแซงไม่ใช่การยอมแพ้ต่อเงินเฟ้อ Term Premium ถึงจะคลายตัว ยีลด์ 10 ปีถอยมาแตะ 4.0-4.5%

 

แต่นักลงทุนต้องระวังว่านี่คือยีลด์ที่ลงพร้อมกับเงินเฟ้อสูง ผลตอบแทนที่แท้จริงของการถือพันธบัตรจะติดลบ เรียกว่าภาวะ Financial Repression ที่ราคาพันธบัตรทรงตัว แต่กำลังซื้อของผู้ถือจะถูกลดทอนไปเรื่อยๆ

 

ความน่ากลัวจะเกิดขึ้นถ้าเฟดใช้นโยบายการเงินเข้าช่วยแต่ตลาดไม่เชื่อมั่น

 

เพราะภาระหนี้ปัจจุบัน มีโอกาสที่ตลาดจะตีความว่าเฟดยอมสูญเสียความเป็นอิสระให้กับกระทรวงการคลัง Term Premium จะพุ่งขึ้นเพื่อเป็นค่าชดเชยความเสี่ยงเชิงนโยบาย ยีลด์ 10 ปีอาจทะลุ 5.5% ขึ้นไป ดอลลาร์อาจอ่อนค่า และตลาดหุ้นจะปรับฐานแรง

 

สำหรับนักลงทุนไทย กลยุทธ์คือกระจายการลงทุนทั้งหุ้นและบอนด์ออกจากสหรัฐฯ และป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้น

 

จากเหตุการณ์ยีลด์สูงจนต้องซื้อคืนครั้งนี้ ผมมองว่านักลงทุนควรลดน้ำหนักการลงทุนในบอนด์สหรัฐฯ ระยะยาวลง เพราะไม่ว่าจะเกิดรูปแบบไหน ผลตอบแทนที่แท้จริงของการถือพันธบัตรระยะยาวก็ไม่น่าดึงดูด

 

ในทางกลับกัน สินทรัพย์ที่ป้องกันความเสี่ยงจากทั้งเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย อย่างทองคำ จะมีเหตุผลให้ถือครองมากขึ้นเพราะได้ประโยชน์ทั้งจาก Repression และความเชื่อมั่นที่ลดลง

 

สำหรับตลาดหุ้น กลยุทธ์คือกระจายพอร์ตออกจากสหรัฐฯ ไม่ใช่เพราะไม่เชื่อใน AI แต่เพราะระดับ Valuation ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าเฟดต้องช่วยและต้องสำเร็จ สวนทางกับความเชื่อมั่นที่ต่ำ และปริมาณหนี้ที่สูงเป็นประวัติการณ์

 

สุดท้ายคือเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน นักลงทุนไทยที่ถือสินทรัพย์สหรัฐฯ ควรพิจารณาป้องกันความเสี่ยงมากขึ้น เพราะสามในสี่รูปแบบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ล้วนมีดอลลาร์อ่อนค่าเป็นผลลัพธ์ร่วม ต่างกันแค่ระดับความรุนแรง

 

คำถามที่ว่ายีลด์จะหยุดหรือไปต่อ ไม่มีคำตอบเดียวที่แน่นอน แต่สิ่งที่แน่นอนคือ ยีลด์พันธบัตรสหรัฐฯ กำลังทำหน้าที่เป็นตัวชี้วัดความน่าเชื่อถือทางการคลังของประเทศมหาอำนาจที่สุดในโลกเช่นเดียวกับที่ Druckenmiller ว่าไว้

 

“นี่ไม่ใช่แค่เรื่องดอกเบี้ยขึ้นหรือลง แต่คือการตั้งคำถามว่าสินทรัพย์ที่เคยถูกมองว่าปลอดภัยที่สุดในโลกอย่างบอนด์สรัฐ ยังคงปลอดภัยอยู่ไหมในยุค AI”

 

ภาพ: QQMinh88 / Shutterstock

The post วิกฤติยีลด์สูงในสหรัฐฯ หยุดไหวไหมหรือต้องไปต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Q-Day: การนับถอยหลังสู่ยุคควอนตัมได้เริ่มขึ้นแล้ว https://thestandard.co/opinion-q-day-quantum-countdown/ Sun, 30 Aug 2026 06:51:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1248456 ภาพประกอบแสดงถึงการนับถอยหลังสู่ยุคควอนตัมและภัยคุกคามต่อข้อมูลดิจิทัล

ลองจินตนาการว่า คุณตื่นขึ้นมาในวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2 […]

The post Q-Day: การนับถอยหลังสู่ยุคควอนตัมได้เริ่มขึ้นแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงถึงการนับถอยหลังสู่ยุคควอนตัมและภัยคุกคามต่อข้อมูลดิจิทัล

ลองจินตนาการว่า คุณตื่นขึ้นมาในวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2487 ทหารฝ่ายสัมพันธมิตรหลายพันนายกำลังจะยกพลขึ้นบกที่ชายหาดนอร์ม็องดี และโลกกำลังจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

 

ปฏิบัติการบุกโจมตีใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่การเตรียมการกินเวลานานหลายปี

 

งานที่สำคัญที่สุดเกิดขึ้นก่อนเรือจะแล่นถึงชายฝั่งนานแล้ว เมื่อ Alan Turing และทีมของเขาสามารถถอดรหัส Enigma ของเยอรมนีได้สำเร็จ เมื่อ D-Day มาถึง การเคลื่อนไหวที่ชี้ขาดได้เกิดขึ้นไปแล้วเมื่อหลายเดือนก่อน ภายในห้องอันเงียบสงบ โดยกลุ่มคนที่ทหารบนชายหาดเหล่านั้นไม่มีวันได้พบ

 

เกือบหนึ่งศตวรรษต่อมา โลกกำลังเตรียมรับมือกับ D-Day อีกรูปแบบหนึ่ง ครั้งนี้ไม่มีชายหาด ไม่มีกองเรือ และไม่มีวันที่ระบุไว้บนปฏิทิน แต่แนวคิดยังคงเหมือนเดิม งานที่สำคัญที่สุดจะต้องเกิดขึ้นก่อนวันนั้นจะมาถึง

 

Q-Day คือช่วงเวลาที่ quantum computer ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงเพียงพอสามารถทำลาย encryption ที่ปกป้องข้อมูลดิจิทัลแทบทุกชิ้นบนโลกได้ เช่น การโอนเงินผ่านธนาคาร เวชระเบียน ความลับของรัฐ “แม่กุญแจ” ที่ค้ำจุนเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งหมด อาจใช้การไม่ได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง

 

เหตุใด quantum จึงเป็นภัยคุกคามร้ายแรง? ลองนึกภาพว่า encryption ที่ปกป้องแทบทุกสิ่งบนอินเทอร์เน็ตเป็นถังสี ที่มีหลายสีผสมเข้าด้วยกัน การนำสีสองเฉดมาผสมเพื่อสร้างสีใหม่ด้วยตัวเองเป็นเรื่องง่าย แต่หากมีใครยื่นสีที่ผสมเสร็จแล้วให้คุณ และถามคุณว่า สีนั้นเกิดจากการผสมสีอะไร คุณอาจใช้เวลาทั้งชีวิตโดยยังหาคำตอบไม่ได้ ความไม่สมมาตรนี้ถูกเรียกว่า asymmetry และนี้เองคือสิ่งที่ปกป้องบัญชีธนาคาร เวชระเบียน และทุกรหัสลายเซ็นที่คุณพึ่งพาอยู่

 

ไม่ว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไปจะทรงพลังเพียงใด มันก็ไม่สามารถย้อนกระบวนการผสมนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เมื่อ quantum computer ทำงานด้วย algorithm ที่ถูกต้อง มันสามารถตรวจจับจังหวะหรือรูปแบบที่ซ่อนอยู่ภายในส่วนผสมนั้นได้ และเมื่อพบรูปแบบดังกล่าว แม่สีก็จะถูกค้นพบตามไปด้วย สิ่งที่คอมพิวเตอร์ทั่วไปต้องใช้เวลาหลายล้านปี อาจใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงสำหรับ quantum computer ที่มีประสิทธิภาพสูงเพียงพอ

 

เราไม่รู้ว่า Q-Day จะมาถึงเมื่อใด แต่สิ่งที่เรารู้คือ มันกำลังเข้าใกล้เร็วกว่าที่เราเคยคาดการณ์ไว้

 

เมื่อไม่กี่ปีก่อน การประเมินที่น่าเชื่อถือระบุว่า Q-Day อาจเกิดขึ้นในช่วงกลางทศวรรษที่ 2030 ถึง 2040 ในปี 2019 Google Quantum AI ประเมินว่า การทำลาย encryption key ที่ใช้กันทั่วไปจะต้องอาศัย noisy physical qubits ประมาณ 20 ล้าน qubits แต่ในเดือนพฤษภาคม 2025 ตัวเลขประมาณการดังกล่าวถูกปรับลดลงเหลือน้อยกว่า 1 ล้าน qubits ภายในเวลาราวห้าปีความต้องการด้านจำนวน qubits ลดลงถึง 20 เท่า

 

ความแตกต่างระหว่าง qubit แต่ละประเภทมีความสำคัญอย่างยิ่ง “physical qubit” คือ hardware qubit ที่มีอยู่จริง เนื่องจาก physical qubits มีแนวโน้มเกิดข้อผิดพลาด จึงต้องนำ qubits หลายร้อยหรือหลายพันตัวมารวมกัน เพื่อสร้าง “logical qubit” ที่มีความเสถียรเพียงหนึ่งตัว ซึ่ง algorithm สามารถเชื่อถือได้ เมื่อเราพูดถึง qubits หลายล้านตัว แทบทุกครั้งเรากำลังหมายถึง physical qubits และนี่คือตัวเลขที่เพิ่งลดลงอย่างมหาศาล

 

หากแต่ความก้าวหน้าครั้งนี้ไม่ได้เกิดจาก hardware ที่เร็วขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจาก algorithm ที่ชาญฉลาดขึ้นและการแก้ไขข้อผิดพลาด (error correction) ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น กล่าวในอีกนัย คือมันเกิดจากความเฉลียวฉลาดของมนุษย์ที่พัฒนาไปเร็วกว่าที่คนส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้

 

แต่ภัยคุกคามที่เร่งด่วนกว่านั้นกลับเงียบกว่า และมันได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ภัยคุกคามนี้มีชื่อว่า Harvest Now, Decrypt Later

 

ในวันนี้ผู้ร้ายฝ่ายตรงข้ามกำลังรวบรวมข้อมูลที่เข้ารหัส (encrypted data) และจัดเก็บข้อมูลเหล่านั้นไว้ เพื่อรอวันที่ quantum machine สามารถปลดล็อกมันได้ ไม่ว่าข้อมูลทางการเงิน ประวัติทางการแพทย์ และความลับของรัฐ ที่ถูกส่งผ่านอินเทอร์เน็ตอยู่ในขณะนี้ อาจถือได้ว่าถูกคุกคามไปแล้ว หากแต่ไม่ใช่เพราะ encryption ถูกทำลายในวันนี้ แต่เป็นเพราะมีคนเก็บกล่องใบนั้นไว้ และกำลังรอวันที่กุญแจจะถือกำเนิดขึ้น

 

นี่คือเหตุผลที่รัฐบาลต่าง ๆ ไม่เลือกที่จะรอ และกรอบเวลาก็กำลังหดสั้นลงเรื่อย ๆ ในเดือนมิถุนายน 2026 สหรัฐอเมริกาเร่งการกำหนดเส้นตายของรัฐบาลกลางให้เร็วขึ้นห้าปี โดยสั่งให้หน่วยงานต่าง ๆ เปลี่ยนระบบที่มีความอ่อนไหวสูงสุด รวมถึงการแลกเปลี่ยนกุญแจเข้ารหัสลับ (key exchange) ไปใช้ post-quantum encryption ภายในปี 2030 และระบบลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ (digital signatures) ให้แล้วเสร็จภายในปี 2031

 

สหราชอาณาจักรกำลังเดินหน้าตามกรอบเวลาที่ใกล้เคียงกัน ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง Google, Microsoft และ Cloudflare กำหนดเป้าหมายภายในไว้ที่ปี 2029

 

สำหรับประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (SEC) ได้ออก roadmap “Quantum-Ready 2030” ขณะที่สำนักงาน ก.ล.ต. ไทยได้เตือนให้สถาบันการเงินเริ่มเตรียมความพร้อมแล้ว

 

สิ่งที่น่าจับตามองไม่ใช่แผนของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่คือการที่รัฐบาลและบริษัทต่าง ๆ ที่แทบไม่เคยเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน ได้เห็นพ้องเรื่องกรอบเวลาเดียวกัน และยังเร่งกรอบเวลานั้นให้เร็วขึ้นอีก

 

สำหรับ SCBX นี่คือประเด็นที่เราให้ความสำคัญอย่างจริงจัง ในฐานะหนึ่งในกลุ่มธุรกิจการเงินขนาดใหญ่ของประเทศไทย ความไว้วางใจที่เราได้รับถูกจารึกอยู่ใน encryption ซึ่งปกป้องทุกธุรกรรม ทุกบัญชี และข้อมูลลูกค้าทุกชิ้นที่เราเป็นผู้ดูแล

 

Quantum readiness หรือการเตรียมความพร้อม ไม่ใช่โครงการ IT ที่อยู่อย่างห่างไกล แต่เป็นความรับผิดชอบหลักของเรา และมันเริ่มต้นจากขั้นตอนพื้นฐานที่สุด นั่นคือการทำ inventory assessment สำหรับ digital assets เพื่อให้เราทราบอย่างชัดเจนว่า encryption อยู่ที่จุดใดบ้างภายในระบบของเรา และส่วนใดจำเป็นต้องได้รับการโอนถ่ายระบบก่อน

 

จากนั้น เรากำลังเดินหน้ายกระดับ legacy encryption ด้วยการนำ hybrid post-quantum cryptography มาใช้กับ digital banking applications และวางรากฐานแบบ quantum-safe ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของภูมิภาคจะต้องพึ่งพาก่อนที่ quantum hardware จะมาถึง เพราะในโลกของ Harvest Now, Decrypt Later งานปกป้องข้อมูลของวันพรุ่งนี้จำเป็นต้องเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้

 

ย้อนกลับไปที่นอร์ม็องดี เหตุผลที่ D-Day ถูกจดจำในฐานะจุดเปลี่ยน ไม่ได้มีเพียงความกล้าหาญที่เกิดขึ้นบนชายหาด แม้ว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง แต่เป็นการเตรียมการที่เสร็จสิ้นไปแล้ว รหัสถูกถอดสำเร็จ แผนการถูกวางไว้อย่างพร้อมสรรพ และเมื่อเรือยกพลขึ้นบกเดินทางถึงชายฝั่ง การเตรียมการทั้งหมดก็เป็นอดีตไปแล้ว

 

Q-Day จะเป็นช่วงเวลาในลักษณะเดียวกัน เมื่อวันนั้นมาถึง ผลลัพธ์จะไม่ได้ถูกตัดสินจากสิ่งที่เกิดขึ้นภายในวันนั้น แต่จะถูกตัดสินจากสิ่งที่เราได้ลงมือทำในช่วงหลายปีก่อนหน้า

 

การนับถอยหลังได้เริ่มขึ้นแล้ว

The post Q-Day: การนับถอยหลังสู่ยุคควอนตัมได้เริ่มขึ้นแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
อย่าใช้ความสำเร็จด้านเดียว วัดคุณภาพทั้งชีวิตของเรา https://thestandard.co/opinion-life-quality-beyond-money/ Sat, 29 Aug 2026 08:55:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1248149 ภาพคอลลาจแสดงองค์ประกอบชีวิตหลายด้าน เช่น การเงิน สุขภาพ และความสัมพันธ์

หลักการลงทุนข้อหนึ่งที่เราได้ยินกันอยู่เสมอคือ อย่านำเง […]

The post อย่าใช้ความสำเร็จด้านเดียว วัดคุณภาพทั้งชีวิตของเรา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพคอลลาจแสดงองค์ประกอบชีวิตหลายด้าน เช่น การเงิน สุขภาพ และความสัมพันธ์

หลักการลงทุนข้อหนึ่งที่เราได้ยินกันอยู่เสมอคือ อย่านำเงินทั้งหมดไปวางไว้ในสินทรัพย์เพียงประเภทเดียว เพราะไม่ว่าสินทรัพย์นั้นจะเคยให้ผลตอบแทนดีเพียงใด การกระจุกตัวก็ทำให้พอร์ตเปราะบาง หากสิ่งที่เราเชื่อมั่นมากที่สุดไม่เป็นไปตามคาด

 

น่าแปลกที่เราระมัดระวังเรื่องนี้กับเงิน แต่กลับใช้ชีวิตในทางตรงกันข้าม หลายคนทุ่มเวลา พลังงาน และความใส่ใจเกือบทั้งหมดให้กับงานและการสร้างฐานะ โดยเชื่อว่า หากมีเงินมากพอ ชีวิตด้านอื่นจะค่อยๆ ดีตามมา เราทำงานหนักขึ้นเพื่อให้ครอบครัวสบาย แต่กลับมีเวลาอยู่กับครอบครัวน้อยลง ยอมแลกการพักผ่อนกับความก้าวหน้า และเลื่อนการดูแลตัวเองออกไป เพราะคิดว่าวันหนึ่งเมื่อพร้อมกว่านี้ เราจะนำสิ่งที่สะสมไว้กลับมาซื้อสิ่งเหล่านั้นคืน

 

แต่ชีวิตไม่เหมือนพอร์ตการลงทุน เพราะสินทรัพย์บางอย่างไม่มีตลาดรอง และบางสิ่งเมื่อสูญเสียไปแล้ว อาจซื้อคืนไม่ได้ในราคาเดิม คนคนหนึ่งจึงอาจมีงบดุลการเงินที่แข็งแรง มีเงินสำรองและเตรียมเงินเกษียณไว้อย่างรอบคอบ แต่ในเวลาเดียวกันกลับมี “ฐานะของชีวิต” ที่เปราะบาง สุขภาพเริ่มถดถอย จิตใจเหนื่อยล้า ความสัมพันธ์กับคนสำคัญห่างเหิน และไม่แน่ใจว่าความสำเร็จที่สะสมมาทั้งหมดมีไว้เพื่ออะไร

 

สุขภาพดีและมีเงินพร้อมย่อมเป็นส่วนสำคัญของชีวิต แต่สองสิ่งนี้เพียงลำพังยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า เรามีคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะชีวิตที่ดีไม่ได้วัดจากด้านที่เราทำได้ดีที่สุด หากต้องมองว่า สุขภาพ จิตใจ การเงิน และความสัมพันธ์ ยังเกื้อหนุนให้เราใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการได้หรือไม่

 

คุณภาพชีวิตไม่มีตัวเลขเพียงตัวเดียว

 

สิ่งที่วัดได้ง่ายมักได้รับความสำคัญมากกว่าสิ่งที่วัดได้ยาก เรามองเห็นรายได้ มูลค่าทรัพย์สิน ผลตอบแทนจากการลงทุน น้ำหนักตัว หรือผลตรวจสุขภาพได้ค่อนข้างชัด แต่ความสงบภายใน ความรู้สึกว่าชีวิตมีความหมาย หรือคุณภาพของความสัมพันธ์ ไม่สามารถสรุปออกมาเป็นตัวเลขเดียวได้ง่ายนัก

 

นั่นไม่ได้แปลว่าสิ่งเหล่านี้สำคัญน้อยกว่า เพียงแต่ไม่ปรากฏอยู่ในรายงานที่เราคุ้นเคย องค์การอนามัยโลกไม่ได้อธิบายคุณภาพชีวิตว่าเป็นเพียงการไม่มีโรค หากรวมถึงการที่บุคคลรับรู้สถานะของตนเองภายใต้บริบทชีวิต คุณค่า เป้าหมาย ความคาดหวัง และสิ่งที่ตนกังวล ขณะที่ OECD Well-being Framework ก็มองความเป็นอยู่ที่ดีเป็นเรื่องหลายมิติ ครอบคลุมตั้งแต่รายได้และความมั่งคั่ง สุขภาพ ไปจนถึงความสัมพันธ์ทางสังคม จึงไม่อาจใช้รายได้หรือสุขภาพเพียงด้านเดียวเป็นตัวแทนของคุณภาพชีวิตทั้งหมดได้

 

การมองชีวิตผ่านตัวเลขเพียงตัวเดียวจึงไม่ต่างจากการประเมินกิจการจากรายได้ โดยไม่ดูต้นทุน หนี้สิน หรือความสามารถในการดำเนินต่อไปในอนาคต รายได้สูงอาจสะท้อนความสำเร็จทางอาชีพ แต่ไม่บอกว่าเราต้องใช้สุขภาพ เวลา หรือความสัมพันธ์มากเพียงใดเพื่อแลกมา สิ่งที่ดูดีเมื่อพิจารณาแยกออกมาด้านเดียว จึงไม่ได้หมายความว่า ชีวิตโดยรวมกำลังไปได้ดีเสมอไป

 

เราทุกคนมีทุนมากกว่าเงิน

 

ในโลกการเงิน “ทุน” คือทรัพยากรที่สามารถนำไปใช้เพื่อสร้างคุณค่าในอนาคต แต่ชีวิตของเรามีทุนมากกว่าหนึ่งประเภท สุขภาพคือทุนที่ทำให้เรามีพลังใช้ชีวิต จิตใจคือทุนที่ช่วยให้เรารับมือกับความไม่แน่นอนและยังมองเห็นความหมายของสิ่งที่ทำ การเงินคือทุนที่สร้างความมั่นคงและเปิดทางเลือก ส่วนความสัมพันธ์คือทุนที่ทำให้เรามีคนร่วมแบ่งปันความสำเร็จและพยุงกันในวันที่ยากลำบาก

 

ทุนทั้งสี่ด้านต้องอาศัยเวลาสะสม เติบโตจากการดูแลอย่างสม่ำเสมอ และค่อยๆ เสื่อมลงเมื่อถูกละเลย แต่ไม่สามารถทดแทนกันได้อย่างสมบูรณ์

 

เงินช่วยให้เราเข้าถึงการรักษาที่ดี แต่ซื้อร่างกายเดิมกลับมาไม่ได้ทั้งหมด เงินซื้อวันหยุดได้ แต่ไม่อาจรับประกันว่าเราจะนอนหลับอย่างสบายใจ และเงินจัดงานเลี้ยงครอบครัวได้ แต่ไม่อาจซื้อความสนิทสนมที่ไม่ได้สร้างมานานหลายปีกลับคืนมาในทันที ในทางกลับกัน ความรักจากคนรอบตัวก็ไม่อาจชำระหนี้แทนเราได้ทั้งหมด จิตใจที่เข้มแข็งไม่ได้ทำให้ค่ารักษาพยาบาลหายไป และสุขภาพที่ดีไม่ได้หมายความว่า เราจะรับมือกับเหตุการณ์ทางการเงินที่ไม่คาดคิดได้เสมอไป

 

Harvard Study of Adult Development ซึ่งติดตามชีวิตผู้เข้าร่วมอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1938 พบว่า ความสัมพันธ์ที่อบอุ่นและมั่นคงเป็นองค์ประกอบสำคัญของทั้งความสุข สุขภาพ และการมีชีวิตที่ดี ขณะเดียวกัน งานทบทวนการศึกษาแบบติดตามระยะยาว 58 เรื่องในสหรัฐอเมริกา พบว่า งานวิจัยส่วนใหญ่รายงานผลไปในทิศทางเดียวกันว่า ความตึงเครียดทางการเงินมีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าที่เพิ่มขึ้น

 

ข้อค้นพบเหล่านี้สะท้อนว่า สุขภาพ จิตใจ การเงิน และความสัมพันธ์ไม่ได้แยกขาดจากกัน ปัญหาการเงินอาจสร้างความเครียด ความเครียดกระทบสุขภาพ สุขภาพที่ถดถอยลดความสามารถในการทำงาน ขณะที่ความสัมพันธ์ที่เปราะบางทำให้เรารับมือกับปัญหาทั้งหมดได้ยากขึ้น ไม่มีด้านใดสามารถแบกรับชีวิตทั้งหมดแทนด้านอื่นได้ตลอดไป

 

บางครั้งความสำเร็จคือการกู้ยืมจากชีวิตในอนาคต

 

เมื่อรายได้เพิ่มขึ้นหรือทรัพย์สินเติบโต เรามักเห็นผลตอบแทนที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน แต่ไม่ค่อยบันทึกต้นทุนที่ถูกหักออกจากชีวิตด้านอื่น

 

การทำงานวันละสิบสองชั่วโมงอาจทำให้รายได้สูงขึ้น แต่เวลานอนที่หายไป ความเครียดที่สะสม และความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ ห่างเหิน ไม่เคยปรากฏอยู่ในงบการเงิน เราจึงอาจเข้าใจว่า ตัวเองกำลังสร้างความมั่งคั่ง ทั้งที่ส่วนหนึ่งเกิดจากการ “กู้ยืม” มาจากสุขภาพ จิตใจ และเวลาของคนที่เรารัก

 

การแลกเปลี่ยนเช่นนี้ไม่ได้ผิดเสมอไป หากเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว มีเหตุผลชัดเจน และเรารู้ว่าจะหยุดเมื่อใด ชีวิตแต่ละช่วงย่อมมีเรื่องที่ต้องให้น้ำหนักไม่เท่ากัน คนที่เริ่มทำงานอาจต้องทุ่มเทสร้างฐานะ พ่อแม่ที่มีลูกเล็กอาจเหลือเวลาส่วนตัวน้อยลง หรือคนที่ดูแลผู้ป่วยในครอบครัวอาจต้องชะลอเป้าหมายบางอย่างออกไป

 

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ชีวิตเคยเสียสมดุล แต่อยู่ที่เราปล่อยให้ภาวะชั่วคราวกลายเป็นโครงสร้างถาวร โดยไม่กลับมาทบทวนว่า เหตุผลที่เคยทำให้เรายอมแลกนั้นยังคงอยู่หรือไม่

 

เมื่อเราถอนทุนจากสุขภาพ จิตใจ หรือความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง ต้นทุนอาจกลับมาเรียกเก็บพร้อมดอกเบี้ย สุขภาพที่เสียไปทำให้ต้องใช้เงินและเวลารักษามากขึ้น ความเหนื่อยล้าลดคุณภาพการตัดสินใจ ส่วนความสัมพันธ์ที่ขาดการดูแลอาจไม่เหลืออยู่ในวันที่เราพร้อมจะกลับไปหา นี่คือหนี้สินที่ไม่ปรากฏในงบดุล แต่มีผลต่อฐานะที่แท้จริงของชีวิต

 

เป้าหมายไม่ใช่สูงสุด แต่คือเพียงพอและไปด้วยกันได้

 

หากชีวิตมีทุนหลายด้าน เป้าหมายก็คงไม่ใช่การทำให้ด้านใดด้านหนึ่งเติบโตสูงสุด เพราะการมุ่งไปสู่จุดสูงสุดในเรื่องหนึ่ง มักมาพร้อมความเสี่ยงและต้นทุนในอีกเรื่องหนึ่ง

 

คนที่ให้ความสำคัญกับการเงินเพียงอย่างเดียวอาจมีทรัพย์สินมากขึ้น แต่ไม่มีสุขภาพหรือเวลาเพียงพอที่จะใช้สิ่งที่สะสมมา คนที่ทุ่มเทให้ทุกคนจนลืมดูแลตัวเองอาจมีความสัมพันธ์ที่ดี แต่ไม่มีพลังเหลือสำหรับชีวิตของตน ส่วนคนที่ระมัดระวังทุกความเสี่ยงอาจรักษาความมั่นคงไว้ได้มาก แต่พลาดโอกาสบางอย่างที่ทำให้ชีวิตมีความหมาย

 

เป้าหมายที่เหมาะสมกว่าจึงอาจไม่ใช่คำว่า “สูงสุด” แต่เป็นคำว่า “เพียงพอและไปด้วยกันได้” มีสุขภาพเพียงพอที่จะใช้ชีวิตตามที่ต้องการ มีความมั่นคงทางใจเพียงพอที่จะรับมือกับวันที่ไม่เป็นอย่างที่คิด มีเงินเพียงพอที่จะไม่ถูกบีบให้เลือกทางที่ไม่ต้องการ และมีความสัมพันธ์ที่ดีพอที่จะมีใครบางคนร่วมอยู่ในความหมายของชีวิตนั้น

 

ความเพียงพอของแต่ละคนย่อมไม่เท่ากันและเปลี่ยนไปตามช่วงชีวิต สมดุลจึงไม่ได้หมายถึงการแบ่งเวลาให้ทั้งสี่ด้านเท่ากัน แต่คือการรู้ว่า เวลานี้ด้านใดต้องการความใส่ใจมากขึ้น และด้านใดกำลังถูกละเลยมานานเกินไป

 

การวางแผนการเงินจึงไม่ควรเริ่มต้นและจบลงที่ตัวเลข เป้าหมายเกษียณไม่ควรถามเพียงว่า ต้องมีเงินกี่ล้านบาท แต่ต้องถามต่อว่า เราต้องการใช้ชีวิตแบบใด สุขภาพจะเอื้อให้ทำสิ่งนั้นหรือไม่ เราอยากใช้เวลาร่วมกับใคร และอะไรจะทำให้ยังรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าเมื่อไม่มีตำแหน่งงานเดิม

 

แผนการเงินที่ดีจึงไม่ใช่แผนที่ทำให้เรามีเงินมากที่สุด หากเป็นแผนที่ทำให้เงินสนับสนุนชีวิตด้านอื่น และช่วยให้เรามีทางเลือกมากพอที่จะไม่ต้องนำสิ่งสำคัญออกไปแลกโดยไม่จำเป็น เพราะคงไม่มีประโยชน์นัก หากงบดุลการเงินแข็งแรงขึ้นทุกปี แต่ชีวิตด้านอื่นค่อยๆ ล้มละลายลงทีละด้าน

 

เริ่มจากปรับหนึ่งด้านก่อน ไม่ใช่เปลี่ยนทั้งชีวิต

 

เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนสุขภาพ จิตใจ การเงิน และความสัมพันธ์พร้อมกันทั้งหมด

 

เพราะอาจทำให้การดูแลชีวิตกลายเป็นภาระเพิ่มขึ้นอีกชุดหนึ่ง เช่นเดียวกับการวางแผนการเงิน เราไม่จำเป็นต้องแก้ทุกอย่างในวันเดียว แต่ควรเริ่มจากมองเห็นสถานะที่แท้จริงก่อน ลองถามตัวเองด้วยคำถามสี่ข้อ

 

  • วันนี้ด้านใดของชีวิตกำลังไปได้ดี เพื่อให้เห็นทุนที่เรามีอยู่ ไม่ใช่มองแต่สิ่งที่ขาด
  • ด้านใดกำลังถูกละเลยหรือเริ่มส่งสัญญาณเตือน หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปอีกสามปี ด้านใดจะกลายเป็นความเสี่ยงต่อชีวิตโดยรวมมากที่สุด
  • ความสำเร็จที่กำลังเกิดขึ้น ได้มาจากการถอนทุนด้านใดออกมาใช้ การมองเห็นต้นทุนจะช่วยให้รู้ว่า การแลกเปลี่ยนนั้นยังคุ้มค่าและควรดำเนินต่อไปหรือไม่
  • วันนี้เราสามารถจัดสรรอะไรกลับไปให้ด้านที่ถูกละเลยได้บ้าง อาจเป็นการตรวจสุขภาพ วางระบบเงินสำรอง พูดคุยกับคนสำคัญ หรือยอมรับว่า ความเหนื่อยบางอย่างต้องการการดูแล ไม่ใช่เพียงความอดทน

 

สิ่งสำคัญคือ ต้องระบุให้ได้ว่าจะทำอะไรและเมื่อใด เพราะความตั้งใจที่ไม่มีพื้นที่อยู่ในปฏิทินหรืองบประมาณ มักถูกเรื่องเร่งด่วนกว่าเบียดออกไปเสมอ จากนั้นจึงกลับมาทบทวนในอีกสามหรือหกเดือนว่า สิ่งที่เริ่มทำช่วยให้ชีวิตด้านนั้นดีขึ้นหรือไม่ เราไม่จำเป็นต้องทำให้ทั้งสี่ด้านสมบูรณ์พร้อมกัน เป้าหมายแรกอาจเป็นเพียงการไม่ปล่อยให้ด้านที่เปราะบางที่สุดทรุดลง จนดึงชีวิตส่วนที่เหลือตามไปด้วย

 

ไม่ต้องรอให้พร้อม จึงค่อยเริ่มดูแลชีวิต

 

เราอาจคุ้นเคยกับการเลื่อนบางเรื่องออกไปจนกว่าจะมีเวลามากขึ้น มีเงินมากขึ้น หรืองานเบาลง แต่ชีวิตมักมีเรื่องใหม่เข้ามาแทนเรื่องเดิมเสมอ วันที่ทุกอย่างพร้อมจึงอาจไม่เคยมาถึงจริง

 

ในโลกการเงิน การเริ่มต้นเร็วทำให้พลังของการสะสมทำงานได้มากขึ้น ทุนด้านอื่นของชีวิตก็ไม่ต่างกัน การดูแลเพียงเล็กน้อยแต่ต่อเนื่องในวันนี้ มักใช้ต้นทุนน้อยกว่าการรอซ่อมแซมเมื่อปัญหาเติบโตขึ้นแล้ว

 

สุขภาพดีและมีเงินพร้อมอาจทำให้ชีวิตมั่นคงขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าเรามีคุณภาพชีวิตที่ดี หากจิตใจไม่มีความสงบ หรือไม่มีความสัมพันธ์ที่ทำให้ความมั่นคงนั้นมีความหมาย

 

ท้ายที่สุด ความมั่งคั่งที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่เราสะสมทุนด้านใดไว้มากที่สุด แต่อยู่ที่ทุนทั้งสี่ด้านยังช่วยให้เราใช้ชีวิตในแบบที่เลือกได้หรือไม่

 

เพราะฐานะทางการเงินที่ดีควรทำให้ฐานะของชีวิตดีขึ้นด้วย ไม่ใช่เป็นเพียงตัวเลขด้านเดียวที่เติบโต ท่ามกลางการขาดทุนของชีวิตส่วนที่เหลือ

 

และหากพบว่าวันนี้ชีวิตบางด้านกำลังถูกละเลย เวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะเริ่มดูแล อาจไม่ใช่วันที่เราพร้อมกว่านี้ แต่อาจเป็นวันนี้ ขณะที่เรายังมีโอกาสทำให้ทุกด้านค่อยๆ กลับมาเดินไปด้วยกัน

 

ภาพ: Roman Samborskyi / Shutterstock

 

อ้างอิง:

  • Harvard T.H. Chan School of Public Health. “The Good Life: A Discussion with Dr. Robert Waldinger.” Harvard Study of Adult Development.
  • Ryu, S. & Fan, L. (2023). “The Relationship Between Financial Worries and Psychological Distress Among U.S. Adults.” Journal of Family and Economic Issues, 44, 16–33.
  • Ettman, C.K. et al. (2023). “Financial Strain and Depression in the U.S.: A Scoping Review.” Translational Psychiatry, 13.

The post อย่าใช้ความสำเร็จด้านเดียว วัดคุณภาพทั้งชีวิตของเรา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อเซ็กส์ไม่ใช่แค่เรื่องบนเตียง แต่เป็นภาษาของจิตใจในซีรีส์ญี่ปุ่น ‘S&X’ https://thestandard.co/s-x-japanese-series-sex-mind/ Fri, 28 Aug 2026 10:05:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1247777 ภาพโปรโมตซีรีส์ญี่ปุ่น S&X ทาง Netflix

*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาซีรีส์*     ในวั […]

The post เมื่อเซ็กส์ไม่ใช่แค่เรื่องบนเตียง แต่เป็นภาษาของจิตใจในซีรีส์ญี่ปุ่น ‘S&X’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโปรโมตซีรีส์ญี่ปุ่น S&X ทาง Netflix

*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาซีรีส์*

 

ภาพโปรโมตซีรีส์ญี่ปุ่น S&X ทาง Netflix 1

 

ในวัฒนธรรมร่วมสมัยของญี่ปุ่นที่เซ็กส์ถูกแปรรูปให้กลายเป็นความบันเทิงอย่างดาษดื่น สังคมญี่ปุ่นกลับยังมีเส้นแบ่งทางวัฒนธรรมที่ชัดเจนระหว่าง ‘ความบันเทิงทางเพศ’ กับ ‘การพูดคุยเรื่องเพศอย่างเปิดเผยในชีวิตจริง’

 

ในงานวิจัยของ Durex Global Sex Survey ระบุว่า ญี่ปุ่นครองแชมป์ประเทศที่มีความถี่และความพึงพอใจในกิจกรรมทางเพศ ‘ต่ำที่สุดในโลก’ สอดรับกับวิกฤตอัตราการเกิดต่ำและปรากฏการณ์ความสัมพันธ์ไร้เซ็กส์ (Sexless) ที่ขยายตัวเป็นวงกว้าง ทว่านี่ไม่ใช่แค่เรื่องของฮอร์โมนลดลง หากแต่เป็นดัชนีชี้วัดความกดดันเชิงโครงสร้าง สังคมที่เรียกร้องความสมบูรณ์แบบและการเก็บงำความรู้สึกจนถึงขีดสุด บีบให้ผู้คนตัดวงจรการเชื่อมโยงกับมนุษย์ด้วยกันเอง

 

S&X ซีรีส์ 7 ตอนจาก Netflix ภายใต้การกำกับของ คุซาโนะ โชโกะ ดัดแปลงจากมังงะของ โมโตโอะ ทาดะ วางหมุดหมายไว้อย่างชาญฉลาดโดยไม่เดินตามขนบการขายความวาบหวิว แต่หยิบเอาภาวะผิดรูปของเรื่องเพศมาเป็นเครื่องมือผ่าตัดสภาพจิตใจของคนเมือง

 

ภาพโปรโมตซีรีส์ญี่ปุ่น S&X ทาง Netflix 2

 

เรื่องราวโฟกัสไปที่ ชิโมโตริ อิจิโตะ (เคนโตะ นากาจิมะ) นักบำบัดด้านเพศ ผู้คอยรับฟังและบำบัดปัญหาทางเพศที่ลึกซึ้งและซับซ้อนของผู้ป่วยหลากหลายเคส แม้ภายนอกเขาจะดูเป็นผู้เชี่ยวชาญที่สุขุมและเข้าอกเข้าใจคนอื่นอย่างดี แต่ตัวเขาเองกลับเก็บซ่อนปมความเจ็บปวดและความผิดปกติในใจบางอย่างที่ไม่เคยเปิดเผยให้ใครรู้ กระทั่งเขาได้กลับมาพบกับ ยูมิ (ยูโกะ อาระกิ) เพื่อนร่วมชั้นสมัยเรียน ทำให้เส้นแบ่งระหว่างชีวิตส่วนตัว ความรัก และจรรยาบรรณวิชาชีพของเขาเริ่มถูกท้าทาย

 

สังคมญี่ปุ่นมักถูกมองจากภายนอกด้วยความประหลาดใจกับรูปแบบความรักและการระบายออกที่แปลกแยก ไม่ว่าจะเป็นการตกหลุมรักตัวละคร 2 มิติ วัฒนธรรมไอดอล ไปจนถึงการมีเพศสัมพันธ์ในโลกเสมือนจริงผ่านอุปกรณ์ VR ซีรีส์เรื่องนี้ตอบคำถามนั้นได้อย่างคมคายว่า พฤติกรรมเหล่านี้คือ “หลุมหลบภัย” ของคนที่มีชีวิตสองร่าง ร่างหนึ่งคือฟันเฟืองที่ประสบความสำเร็จ ทำงานหนัก ใส่หน้ากากตามความคาดหวังของสังคม แต่เนื้อแท้ข้างในว่างเปล่าและไม่ได้เป็นตัวเอง

 

ภาพโปรโมตซีรีส์ญี่ปุ่น S&X ทาง Netflix 3

 

เมื่อความสัมพันธ์กับมนุษย์จริงมีความเสี่ยงสูง ต้องแบกรับความผิดหวังและการถูกตัดสิน การถอยไปสร้างความสัมพันธ์กับสิ่งจำลองที่ควบคุมได้จึงปลอดภัยกว่า ในโลกปัจจุบันที่เซ็กส์ไม่ได้ผูกติดอยู่กับการสืบพันธุ์อีกต่อไป แต่ขยายไปสู่การตอบสนองความต้องการทางจิตวิทยาที่ซับซ้อน ปัญหาจึงทวีความยุ่งยากตามไปด้วย

 

จุดเด่นสำคัญของบทคือการให้ความรู้ด้านจิตวิทยาเรื่องเพศ และรสนิยมเฉพาะกลุ่ม พร้อมตั้งหลักคิดสำคัญทางการแพทย์ว่า “ไม่มีรสนิยมทางเพศใดที่ถือว่า ‘วิปริต’ ตราบใดที่พฤติกรรมนั้นไม่ละเมิดผู้อื่น และไม่สร้างความทุกข์ทรมานใจให้กับตัวเจ้าของเอง” นี่คือการทลายอคติต่อเรื่องเพศและวิชาชีพเพศบำบัดอย่างตรงไปตรงมา

 

มิติที่น่าสนใจอีกด้านคือการแตะประเด็นพื้นที่ของผู้หญิงในสังคมปิตาธิปไตยของญี่ปุ่น ผู้หญิงยังคงถูกตีกรอบระหว่าง ‘ภรรยาและแม่ในอุดมคติ’ กับ ‘วัตถุทางเพศ’ ความขัดแย้งนี้ส่งผลให้ผู้หญิงจำนวนมากไม่กล้าสื่อสารความต้องการทางสรีระของตนเอง ภาวะความเย็นชาทางเพศหรือความเจ็บปวดขณะร่วมเพศที่ซีรีส์หยิบยกมา จึงไม่ได้เป็นความผิดปกติทางกายภาพ หากแต่เป็นปฏิกิริยาของร่างกายที่ส่งสัญญาณปฏิเสธการถูกลดทอนคุณค่า

 

ภาพโปรโมตซีรีส์ญี่ปุ่น S&X ทาง Netflix 4

 

ความย้อนแย้งที่ทรงพลังที่สุดในเรื่องตกอยู่ที่ตัวละครนำ ชิโมโตริ อิจิโตะ ผู้เป็นนักบำบัดด้านเพศที่เชี่ยวชาญ ทว่าคนที่ให้คำแนะนำเรื่องเซ็กส์ได้ลึกซึ้งที่สุด กลับกลายเป็นคนที่ไม่เคยมีเซ็กส์ และมีภาวะเกลียดกลัวเรื่องเพศอย่างรุนแรง

 

บาดแผลทางใจในอดีตทำให้ชิโมโตริปิดกั้นตัวเองและใช้ทฤษฎีทางการแพทย์เป็นเกราะกำบัง ทว่าตลอดทั้ง 7 ตอน เส้นทางไม่ได้ถูกวางให้นักบำบัดเป็นผู้ช่วยชีวิตแต่เพียงฝ่ายเดียว หากแต่เป็นกระบวนการที่คนไข้แต่ละเคสทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนปมของเขา โจทย์ปัญหาและความกล้าหาญของคนไข้ในการเผชิญหน้ากับความเจ็บปวด ได้กลายมาเป็นบทเรียนย้อนกลับที่สอนให้ตัวเขาเองค่อยๆ ปลดล็อกความกลัวในจิตใจ

 

การประกบคู่กับ ยูโกะ อาระกิ ในบท ยูมิ หญิงสาวจากอดีต ช่วยสร้างแรงตึงเครียดที่สำคัญให้กับเรื่อง เคมีระหว่างทั้งสองคนไม่ได้หวานเลี่ยนแบบละครรักทั่วไป แต่เต็มไปด้วยความอึดอัด ความโหยหา และความกลัวต่อการล้ำเส้นจรรยาบรรณวิชาชีพ ส่วนงานกำกับภาพของ โชโกะ คุซาโนะ โดดเด่นด้วยการใช้โทนแสงธรรมชาติและพื้นที่ปิดเพื่อขับเน้นความรู้สึกโดดเดี่ยว การจัดวางบล็อกกิ้งในห้องบำบัดสะท้อนระยะห่างทางใจของตัวละครได้อย่างคมคาย โดยเฉพาะการไม่ประดิษฐ์ฉากเซ็กส์ให้ดูเร่าร้อนเกินจริง แต่ถ่ายทอดออกมาด้วยความเงียบและภาษาท่าทางที่สะท้อนถึงความเกร็ง ความกลัว หรือความแปลกแยก

 

ภาพโปรโมตซีรีส์ญี่ปุ่น S&X ทาง Netflix 5

 

แม้เจตนาของเรื่องจะน่าสนใจ แต่ S&X ยังมีข้อบกพร่องที่เห็นได้ชัด โดยเฉพาะลักษณะ “ทฤษฎีจัด” จนเกินพอดี บทสนทนาในห้องบำบัดหลายช่วงฟังดูเหมือนการอ่านตำราจิตบำบัดมาใส่ปากตัวละคร มากกว่าจะเป็นการพูดคุยอย่างเป็นธรรมชาติของมนุษย์

 

นอกจากนี้ ด้วยความยาวเพียง 7 ตอน ทำให้ช่วงท้ายที่เส้นเรื่องต้องคลี่คลายทั้งปมชีวิตส่วนตัวของชิโมโตริ ความสัมพันธ์กับยูมิ และการรักษาคนไข้ดำเนินไปอย่างรวบรัด การบำบัดที่ควรใช้เวลานานและซับซ้อนกลับถูกแก้ได้ด้วยบทสนทนาเพียงไม่กี่ฉาก ซึ่งลดทอนพลังความสมจริงลงไป

 

S&X ก้าวข้ามความเป็นการค้าลามกอนาจาร แล้วทำหน้าที่เป็นบันทึกทางสังคมวิทยาที่ซื่อตรง สารสำคัญที่ซีรีส์ต้องการสื่อคือ เรื่องเซ็กส์ไม่เคยเป็นแค่เรื่องของอวัยวะหรือสรีรวิทยา หากแต่เป็นภาษาที่เปลือยความเปราะบางที่สุดของจิตใจมนุษย์ และการเยียวยาไม่ได้เริ่มต้นที่การทำให้ร่างกายทำงานได้สมบูรณ์แบบ แต่เริ่มต้นจากการกล้ายอมรับความบกพร่อง และกล้าที่จะสื่อสารความจริงกับคนที่อยู่ตรงหน้าอย่างจริงใจ

 

ดู S&X ได้แล้วทาง Netflix

 

ภาพ: Netflix

The post เมื่อเซ็กส์ไม่ใช่แค่เรื่องบนเตียง แต่เป็นภาษาของจิตใจในซีรีส์ญี่ปุ่น ‘S&X’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิทยาศาสตร์ในเศรษฐศาสตร์: Veblen in Plain English ธอร์สไตน์ เวเบลน ต้นธารความคิดเศรษฐศาสตร์สถาบัน https://thestandard.co/thorstein-veblen-institutional-economics/ Fri, 28 Aug 2026 04:58:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1247573 ภาพปกหนังสือ ธอร์สไตน์ เวเบลน ต้นธารความคิดเศรษฐศาสตร์สถาบัน

“เศรษฐศาสตร์นั้นมีความเป็นวิทยาศาสตร์ (scientific) มากก […]

The post วิทยาศาสตร์ในเศรษฐศาสตร์: Veblen in Plain English ธอร์สไตน์ เวเบลน ต้นธารความคิดเศรษฐศาสตร์สถาบัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปกหนังสือ ธอร์สไตน์ เวเบลน ต้นธารความคิดเศรษฐศาสตร์สถาบัน

“เศรษฐศาสตร์นั้นมีความเป็นวิทยาศาสตร์ (scientific) มากกว่าสังคมศาสตร์อื่นๆ” คำกล่าวเช่นนี้สร้างความหมั่นไส้ให้กับประชาคมสังคมศาสตร์ แต่นักเศรษฐศาสตร์ก็คิดเช่นนี้จริงๆ

 

ท่ามกลางความหลากหลายของความคิดทางอุดมการณ์ของเศรษฐศาสตร์ ในฝั่งหนึ่งมีแนวคิดที่มาจากมาร์กซในเรื่องวิทยาศาสตร์สังคมนิยม (scientific socialism) ส่วนในฝั่งที่นิยมตลาด นักเศรษฐศาสตร์หลายๆ คนไม่เคยจะคิดว่าเศรษฐศาสตร์อยู่ในสังคมศาสตร์เลยด้วยซ้ำ

 

นี่ตั้งคำถามกับเราว่าวิชาเศรษฐศาสตร์นั้นพิเศษกว่าใครเขาจริงหรือ?

 

ธอร์สไตน์ เวเบลน: ต้นธารความคิดเศรษฐศาสตร์สถาบัน โดย เคน แมคคอร์มิก แปลไทยโดย นภนต์ ภุมมา อธิบายและพยายามสรุปแนวคิดของ ธอร์สไตน์ เวเบลน ที่ตั้งคำถามถึงหลักวิธีคิดของวิชาเศรษฐศาสตร์ และเสนอแนวทางเศรษฐศาสตร์สถาบัน เพื่อตอบคำถามถึงความเป็นวิทยาศาสตร์ของเศรษฐศาสตร์ โดยชี้ไปถึงวิธีการคิดแบบวิวัฒนาการ (evolution)

 

หนังสือพยายามรวบรวมและแปลความหมายของงานเขียนเวเบลนอย่างเป็นระบบ เนื่องจากงานเขียนของเขานั้นอ่านยาก กระจัดกระจายและไม่สามารถอ่านอย่างเรียงลำดับได้ จึงสร้างความลำบากต่อผู้อ่านในการเชื่อมโยงให้เป็นระบบ หนังสือเล่มนี้ประสบความสำเร็จอย่างมากที่รวบรวมภาพใหญ่ของความคิดเวเบลนให้ผู้อ่านได้เห็น แต่ทั้งนี้หนังสือก็เสริมเติมแต่งและนำเอาองค์ความรู้จากนักคิดเศรษฐศาสตร์สถาบันสมัยใหม่เข้ามาช่วยอธิบาย

 

หนังสือเริ่มจากข้อวิจารณ์ของเวเบลนที่ติเตียนเศรษฐศาสตร์กระแสหลักซึ่งใช้กรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์แบบตายตัวอิง ดุลยภาพ ว่าเป็นวิธีการจำแนกแบบอนุกรมวิธาน (taxonomy) วิธีของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเป็นกระบวนการแยกแยะแจกแจงสิ่งที่เกิดขึ้นในจุดๆ หนึ่ง โดยไม่คำนึงถึงพลวัติที่เป็นจริง วิธีเช่นนี้ทำให้เศรษฐศาสตร์อยู่ในกรอบแคบๆ ไม่คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงและละเลยพลวัติที่มาจากการเติบโต สังคมมนุษย์ไม่ได้หยุดนิ่ง และมีการเปลี่ยนแปลงทางสถาบันอยู่ตลอดเวลา วิธีการดุลยภาพของกระแสหลักจึงไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์ของเศรษฐศาสตร์

 

ดังนั้น เศรษฐศาสตร์จึงต้องใช้วิธีการแบบ วิวัฒนาการ เป็นกระบวนการระเบียบวิธีเชิงวิทยาศาสตร์ ต้องกล่าวก่อนว่าแม้วิธีการนี้จะมาจาก ชาล์ส ดาวิน ที่เล่าถึงวิวัฒนาการของสัตว์ แต่เมื่อมาปรับใช้กับสังคมมนุษย์แล้ว เราต้องสำเหนียกว่ามนุษย์นั้นมีสติที่จะเลือก ไม่ได้มีพฤติกรรมที่กำหนดโปรแกรมไว้แล้วเช่นสัตว์ สังคมมนุษย์จึงวิวัฒน์ตามทางเลือกสองขั้วของสัญชาตญาณและกมลสันดาน (instinct and traits) ที่มีในธรรมชาติของมนุษย์เราทุกคน เรามีธรรมชาติขั้วหนึ่งที่ทำงานเพื่อเอาตัวรอด และอีกขั้วที่เอาเปรียบเพื่อให้รอดอยู่สบาย เวเบลนเรียกธรรมชาติของมนุษย์สองขั้วนี้แตกต่างกันไปตามแต่บริบท ตัวอย่างที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือการเปรียบเทียบระหว่าง สัญชาติญาณการล่า (predatory instinct) ในฐานะคู่ตรงข้ามกับสัญชาติญาณการผลิต (instinct of workmanship)

 

นี่ทำให้สถาบันในสังคมของเราเกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปตามพฤติกรรมมนุษย์ ธรรมชาติของมนุษย์ผลักดันให้เราปรับตัวเอาตัวรอดตามกมลสันดานสองขั้ว ระบบตลาด ระบบกฎหมาย ประเพณี ศาสนา ความเชื่อ ความคิดความเข้าใจทางศีลธรรม ฯลฯ คือสถาบันซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากแรงผลักดันทางวิวัฒนาการ ในแง่นี้หนังสือได้สรุปการให้เหตุปัจจัยของเวเบลนอย่างตรงไปตรงมา ชี้ให้เห็นว่าสถาบันเกิดมาจากการวิวัฒน์ของสังคมตามธรรมชาติที่มีตามสัญชาตญาณสองขั้วในมนุษย์

 

หนังสือชี้ว่าจุดเปลี่ยนสำคัญของการวิวัฒน์มาจากการเกิดขึ้นของเทคโนโลยี พลวัติในสัญชาตญาณสองขั้วของมนุษย์และเทคโนโลยีเป็นตัวกำหนดทิศทางของสถาบันในสังคม หนังสือนำเอาองค์ความรู้สมัยใหม่จากนักวิชาการที่ดำเนินรอยตามเวปเบลนมาใช้ เพื่อประกอบการอธิบายพลวัติของเทคโนโลยี เนื่องเพราะเวปเบลนไม่ได้วิจารณ์เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงสังคมเราเช่นในสมัยนี้ โดยหนังสือหยิบเอาตัวอย่าง เทคโนโลยีทางการแพทย์ นวัตกรรมการกำหนดเวลา การผลิตทางอุตสาหกรรม ฯลฯ ซึ่งสร้างพลวัติการเปลี่ยนแปลง หนังสือต้องอาศัยกรอบการอธิบายเชิงสถาบันตามงานของ Joel Mokyr ที่เพิ่งได้รางวัลโนเบลในปี 2025 ในการนำเสนอ เพื่ออธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเข้ามารวมกับรากฐานการวิวัฒนาการสถาบัน และไหนจะมีเรื่องของ AI ปัญญาประดิษฐ์ซี่งไม่มีในหนังสือที่ยังต้องมีการทำความเข้าใจถึงผลกระทบของมันอีกมาก

 

กระนั้นครึ่งแรกของหนังสือประสบความสำเร็จอย่างมากในการทำให้ผู้อ่านเข้าใจความคิดภาพรวมที่เป็นแนวทางของเวเบลนและเศรษฐศาสตร์สถาบัน พลวัติในธรรมชาติของมนุษย์และเทคโนโลยีที่วิวัฒน์ออกมาเป็นสถาบันในสังคม เรียกว่าอธิบายโมเดลทางเศรษฐศาสตร์สถาบันให้ผู้อ่านเข้าใจออกมาเป็นภาพใหญ่โดยไม่ได้ใช้คณิตศาสตร์แต่อย่างใด

 

ในส่วนที่เหลือ หนังสือได้นำโมเดลทางความคิดที่อธิบายไว้ในครึ่งแรกไปขยายและเจาะลึกในประเด็นต่างๆ ตั้งแต่ ความก้าวหน้าในประวัติศาสตร์ (progress) ที่สันดานสองขั้วของมนุษย์ปะทะกัน แต่ไหนแต่ไรจากสังคมบุพกาลมายังยุคอุตสาหกรรมและการค้า ความหมายและคำอธิบายของคำว่า ทุน ที่นักเศรษฐศาสตร์ใช้กันอย่างห้วนๆโดยไม่มีทฤษฎีมารองรับ การบริโภคโอ้อวด ของชนชั้นสูงแสดงความสุนทรีย์ที่มาจากธรรมชาติตามกมลสันดานอีกด้านของมนุษย์ซึ่งชอบมองบน กลไกนี้ควบคุมพฤติกรรมเพื่อการปกครองแบบลำดับขั้น และ การศึกษา ที่เวบเบลนเห็นว่าอาจจะถูกนำมาใช้ในการกำหนดลำดับขั้นมากกว่าการแสวงหาปัญญาอย่างที่ควรจะเป็น

 

เวเบลนนั้นมีชื่อเสียงจากบทวิจารณ์ความเป็นวิทยาศาสตร์ในเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ตั้งคำถามและเสนอว่าเศรษฐศาสตร์ควรใช้วิธีการทางวิวัฒนาการในการมองภาพรวม ตรงกันข้ามกับการวิเคราะห์ดุลยภาพ หนังสือเล่มนี้สรุปแนวคิดของเวเบลนและอธิบายให้ทำความเข้าใจได้ง่าย พร้อมกับเจาะลึกไปในประเด็นทางพฤติกรรมต่างๆที่เกิดจากธรรมชาติสองขั้วของมนุษย์ที่แสดงออกมาในสถาบันของสังคม

 

กระนั้น แม้ ธอร์สไตน์ เวเบลน: ต้นธารความคิดเศรษฐศาสตร์สถาบัน จะสื่อความคิดของเวบเบลนออกมาให้เข้าใจง่าย พร้อมกับอธิบายโมเดลวิธีการคิดแบบวิวัฒนาการออกมา แต่การอธิบายก็เสริมเติมแต่งแนวทางสมัยใหม่เข้าไป อาจจะไม่เถรตรงถูกใจผู้ศึกษาความคิดของเวเบลนอย่างเป็นวิชาการนัก รวมถึงไม่ได้อ้างอิงและอธิบายบทความทั้งหมดของเวบเบลนอย่างครบถ้วน อย่างไรก็ตาม หนังสือเล่มนี้เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้อ่านที่กำลังแสวงหาแนวความคิดที่สามารถตอบโจทย์เศรษฐกิจสังคมที่มีอยู่จริง โดยเฉพาะการทำความเข้าใจโลกที่ผันผวนและวิวัฒน์ไปอย่างรวดเร็วซึ่งเป็นความปั่นป่วนรอบตัวเรา ท่านผู้อ่านสามารถเริ่มที่หนังสือเล่มนี้ ตั้งคำถามถึงความเป็นวิทยาศาสตร์ในเศรษฐศาสตร์ เรียนรู้วิธีมองสังคมมนุษย์ผ่านกรอบวิวัฒนาการในเศรษฐศาสตร์สถาบันซึ่งมีต้นธารมาจาก ธอร์สไตน์ เวเบลน

 

หมายเหตุ :

 

  • ผู้เขียนอยากแย้งว่าจริงๆ แล้วไม่เห็นด้วยกับการตีความเช่นนี้ หนังสือชี้ว่าทั้งสันดานของมนุษย์และเทคโนโลยีทำงานอย่างเป็นพลวัต ส่งผลให้เกิดการวิวัฒนาการในสังคม การตีความนี้ให้เหตุปัจจัย (causality ) ชัดเจนว่า สถาบัน = f (มนุษย์, เทคโนโลยี) โดยเทคโนโลยีเป็นตัวแปรภายนอก ผู้เขียนอยากแย้งว่าควรจะมองเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันต่างหาก มนุษย์กำหนดทั้งเทคโนโลยีที่จะใช้และตัวสถาบันที่ดำเนินการใช้เทคโนโลยี
  • เวเบลน ติเตียน ทฤษฎีมูลค่าทุน ของเศรษฐศาสตร์ทั้งสองฝ่าย อาจารย์ของเขาเอง John Bate Clark ผู้ริเริ่มแนวคิด marginal product of capital และ คาร์ล มาร์กซ ที่ใช้ทฤษฎีมูลค่าแรงงาน ในเชิงที่พวกเขามองเศรษฐศาสตร์เป็นวิทยาศาสตร์ที่ตายตัว ทฤษฎีมูลค่าทุนของทั้งสองฝ่ายนั้นก็ไม่สามารถแก้ไขทางคณิตศาสตร์ได้
  • เอาให้จริงเราก็สามารถวิจารณ์เวเบลนได้ว่า วิธีการแบบวิวัฒนาการในเศรษฐศาสตร์ ก็ไม่เป็นวิทยาศาสตร์เช่นกัน เพราะไม่มีตัวชี้วัด (measurement) เพราะเวเบลนก็ไม่มี ทฤษฎีมูลค่าทุน ซึ่งเป็นตัวเลข

The post วิทยาศาสตร์ในเศรษฐศาสตร์: Veblen in Plain English ธอร์สไตน์ เวเบลน ต้นธารความคิดเศรษฐศาสตร์สถาบัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ข้อเสนอว่าด้วยการจัดตั้ง ‘คณะกรรมการค้นหาความจริงกรณีจะแนะ’ https://thestandard.co/janae-fact-finding-committee-trust/ Wed, 26 Aug 2026 07:37:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1246682 ภาพประกอบบทความเกี่ยวกับข้อเสนอจัดตั้งคณะกรรมการค้นหาความจริงกรณีจะแนะ โดยมีภาพเอกรินทร์ ต่วนศิริ และภาพสถานที่เกิดเหตุ

บทความนี้เสนอว่า รัฐบาลควรพิจารณาจัดตั้งคณะกรรมการค้นหา […]

The post ข้อเสนอว่าด้วยการจัดตั้ง ‘คณะกรรมการค้นหาความจริงกรณีจะแนะ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบบทความเกี่ยวกับข้อเสนอจัดตั้งคณะกรรมการค้นหาความจริงกรณีจะแนะ โดยมีภาพเอกรินทร์ ต่วนศิริ และภาพสถานที่เกิดเหตุ

บทความนี้เสนอว่า รัฐบาลควรพิจารณาจัดตั้งคณะกรรมการค้นหาความจริงกรณีจะแนะขึ้นเป็นการเฉพาะ โดยมีสถานะและกระบวนการที่ต่างไปจากคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงตามระบบราชการปกติ กล่าวคือ เป็นกลไกสาธารณะที่ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงซึ่งยังเป็นข้อโต้แย้งอย่างเป็นอิสระ และทำให้ผลการตรวจสอบเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

ควรกล่าวไว้ตั้งแต่ต้นว่า ข้อเสนอนี้ไม่ได้ตั้งอยู่บนข้อสรุปล่วงหน้าเกี่ยวกับเหตุการณ์ และไม่ได้มุ่งชี้ว่าคำอธิบายของฝ่ายใดถูกหรือผิด สิ่งที่บทความนี้เสนอคือการออกแบบกระบวนการ มิใช่การวินิจฉัยผลลัพธ์

 

ความจริงกับความไว้วางใจในบริบทจังหวัดชายแดนภาคใต้

 

ในพื้นที่ซึ่งความรุนแรงยืดเยื้อมานาน ความจริงไม่ใช่เพียงคำถามว่า “เกิดอะไรขึ้น” แต่รวมถึงว่า “ใครเป็นผู้ค้นหาความจริง และกระบวนการนั้นน่าเชื่อถือเพียงใด” เพราะในท้ายที่สุด ความจริงกับความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชนแยกออกจากกันได้ยาก

 

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่คำตอบเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่วิธีได้มาซึ่งคำตอบด้วย หากกระบวนการตรวจสอบไม่เป็นที่ยอมรับ ต่อให้ข้อสรุปถูกต้อง ความสงสัยก็อาจไม่สิ้นสุด และความสงสัยที่สะสมย่อมกลายเป็นต้นทุนทางการเมืองและสังคมในระยะยาว

 

สองทศวรรษที่ผ่านมา ชายแดนใต้มีบทเรียนเรื่องนี้มากพอแล้วว่า ความจริงที่ปราศจากกระบวนการที่น่าเชื่อถือ ยากจะเปลี่ยนเป็นความไว้วางใจได้

 

คณะกรรมการค้นหาความจริงหมายถึงอะไร

 

ในบริบทนี้ คณะกรรมการค้นหาความจริงคือกลไกเฉพาะกิจสำหรับคลี่คลายเหตุรุนแรงที่ข้อเท็จจริงยังเป็นข้อโต้แย้ง โดยเฉพาะเมื่อเหตุการณ์นั้นเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจรัฐ การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ หรือมีประชาชนได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต และคำอธิบายของแต่ละฝ่ายยังไม่ลงรอยกัน

 

หน้าที่ของคณะกรรมการจึงไม่ใช่การเลือกเชื่อฝ่ายใด หากคือการสร้าง ‘พื้นที่กลางของข้อเท็จจริง’ ซึ่งคำให้การของผู้ได้รับผลกระทบ พยาน เจ้าหน้าที่ วัตถุพยาน หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ และเอกสารของรัฐ จะถูกนำมาตรวจสอบภายใต้มาตรฐานเดียวกัน

 

กลไกเช่นนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษในสังคมที่ผ่านความขัดแย้งยาวนาน เพราะเป้าหมายไม่ได้มีเพียงการตอบว่า ‘เกิดอะไรขึ้น’ แต่ต้องทำให้สังคมรู้ด้วยว่า เรารู้สิ่งนั้นได้อย่างไร ใครเป็นผู้ตรวจสอบ และเหตุใดข้อสรุปจึงควรได้รับความเชื่อถือ

 

ในหลายประเทศ คณะกรรมการลักษณะนี้ถูกใช้เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริง รับฟังผู้เสียหายและพยาน จัดทำบันทึกสาธารณะ และเสนอแนวทางป้องกันการเกิดเหตุซ้ำ สำหรับกรณีจะแนะ ไม่จำเป็นต้องสร้างองค์กรขนาดใหญ่แบบคณะกรรมการความจริงและการปรองดองในต่างประเทศ แต่หลักสำคัญควรมีครบ ได้แก่ ความเป็นอิสระ การเข้าถึงหลักฐาน การรับฟังผู้ได้รับผลกระทบ การเปิดเผยข้อค้นพบ และการป้องกันเหตุซ้ำ

 

กล่าวให้ชัดก็คือ หน้าที่ของคณะกรรมการคือทำให้ความจริงปรากฏ ส่วนหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรมคือทำให้ความรับผิดตามมา หากสองส่วนนี้แยกขาดจากกัน การค้นหาความจริงก็อาจจบเพียงการรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ยังไปไม่ถึงความเป็นธรรมให้แก่ทั้งสองฝ่าย

 

หลักการห้าประการของการออกแบบ

 

หนึ่ง สถานะของคณะกรรมการ

 

คณะกรรมการควรจัดตั้งโดยคำสั่งนายกรัฐมนตรีโดยตรง เพื่อให้มีสถานะเป็นภารกิจของรัฐบาล ไม่ผูกกับสายบังคับบัญชาของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง และมีอำนาจประสานขอข้อมูลจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

เหตุผลของข้อเสนอนี้เป็นเรื่องโครงสร้างมากกว่าพิธีการ การอยู่ภายใต้คำสั่งของนายกรัฐมนตรีทำให้การตรวจสอบมีสถานะต่างจากการสอบสวนภายในของหน่วยงาน และทำให้ทุกหน่วยงานมีหน้าที่ให้ความร่วมมือภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ช่วยลดคำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนตั้งแต่ต้นทาง ไม่ว่าผลการตรวจสอบจะออกมาในทิศทางใด

 

สอง องค์ประกอบและความเป็นอิสระ

 

โดยหลักการแล้ว หน่วยงานที่เป็นคู่กรณีหรือถูกตั้งคำถามไม่ควรเป็นผู้กำหนดกระบวนการตรวจสอบเสียเอง

 

คณะกรรมการควรประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ แพทย์นิติเวช ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธและวิถีกระสุน นักกฎหมาย นักวิชาการ ภาคประชาสังคม นักสิทธิมนุษยชน และบุคคลที่ได้รับความเชื่อถือจากประชาชนในพื้นที่ พร้อมเปิดให้ทุกฝ่ายเสนอข้อมูลและหลักฐานต่อคณะกรรมการได้อย่างเท่าเทียม

 

ความเป็นอิสระในที่นี้ไม่ได้ตั้งต้นจากความไม่ไว้วางใจเจ้าหน้าที่ หากหมายถึงการออกแบบกระบวนการที่ผลการตรวจสอบไม่ผูกกับผลประโยชน์ของฝ่ายใด และหากข้อเท็จจริงยืนยันว่าไม่มีการกระทำผิด กระบวนการที่เป็นอิสระย่อมคืนความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหาได้หนักแน่นกว่าการชี้แจงโดยหน่วยงานต้นสังกัดเอง ความเป็นอิสระจึงเป็นหลักประกันของทุกฝ่าย ไม่ใช่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

 

สาม การเข้าถึงหลักฐาน

 

ความเป็นอิสระจะมีความหมายในทางปฏิบัติก็ต่อเมื่อคณะกรรมการเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นต่อการพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้จริง เท่าที่เกี่ยวข้องกับลักษณะของเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นบันทึกการปฏิบัติภารกิจ ข้อมูลเกี่ยวกับอาวุธและการเบิกใช้กระสุน ผลตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ วัตถุพยาน หรือพยานบุคคล และกระบวนการเก็บรักษาและส่งต่อหลักฐานควรมีมาตรฐานที่ตรวจสอบย้อนหลังได้

 

ประเด็นนี้มีความสำคัญในเชิงสถาบัน เพราะคณะกรรมการที่ประกอบด้วยบุคคลซึ่งได้รับความเชื่อถือ แต่ไม่มีช่องทางเข้าถึงข้อมูล ย่อมมีความเป็นอิสระเพียงในทางรูปแบบ และไม่อาจสร้างความไว้วางใจได้ตามที่มุ่งหมาย

 

สี่ การเชื่อมต่อกับกระบวนการยุติธรรม

 

จากประสบการณ์ของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ผ่านมา พบข้อจำกัดที่เกิดซ้ำอยู่พอสมควร หลายกรณีสามารถทำให้ข้อเท็จจริงบางส่วนปรากฏและนำไปสู่การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบได้ แต่ผลการตรวจสอบกลับไม่เชื่อมต่อกับกระบวนการยุติธรรมอย่างจริงจัง จึงทำให้ความจริงจำนวนหนึ่งหยุดอยู่เพียงในรายงาน มากกว่าจะนำไปสู่การพิจารณาความรับผิดตามกฎหมาย

 

บทเรียนดังกล่าวควรได้รับการแก้ไขในครั้งนี้ หากข้อเท็จจริงชี้ว่ามีการกระทำผิด รายงานและพยานหลักฐานควรส่งต่อเข้าสู่กระบวนการสอบสวน อัยการ และศาลได้ ในทางกลับกัน หากผลการตรวจสอบยืนยันว่าไม่มีการกระทำผิด กระบวนการเดียวกันก็ควรคืนความเป็นธรรมให้ผู้ถูกกล่าวหาได้อย่างชัดเจนและมีผลในทางสาธารณะ

 

จุดนี้ควรแยกให้ชัดว่า การเยียวยาเป็นสิ่งจำเป็น แต่การเยียวยาไม่ใช่ความยุติธรรมทั้งหมด หากการเยียวยาถูกใช้แทนการตรวจสอบความรับผิดอย่างต่อเนื่อง ผลที่ตามมาคือความเสียหายได้รับการชดเชย ในขณะที่คำถามเรื่องข้อเท็จจริงยังคงค้างอยู่ในความทรงจำของผู้คน ความจริงจะมีความหมายก็ต่อเมื่อมีทางไปต่อ ทั้งในทางความรับผิด การปรับปรุงระบบ และการป้องกันความเสียหายซ้ำ

 

ห้า บทเรียนเชิงสถาบัน

 

คณะกรรมการชุดนี้ควรมีภารกิจมากกว่าการอธิบายเหตุการณ์เฉพาะหน้า กล่าวคือ ควรสรุปบทเรียนและเสนอแนวทางป้องกันเหตุซ้ำ ทั้งการปรับปรุงวิธีปฏิบัติ การสื่อสารระหว่างหน่วยงานกับประชาชน และระบบตรวจสอบเมื่อเกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันในอนาคต

 

คณะกรรมการค้นหาความจริงที่ทำงานได้ผลจึงไม่ตอบเพียงว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ตอบต่อไปว่าเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ช่องว่างของระบบหรือวิธีปฏิบัติอยู่ตรงไหน และควรปรับแก้อะไรเพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ

 

การสื่อสารสาธารณะระหว่างการตรวจสอบ

 

เรื่องนี้ไม่ง่าย เพราะในสังคมปัจจุบันไม่มีฝ่ายใดสามารถควบคุมการไหลเวียนของข้อมูล ข่าวลือ ความเห็น หรือการตีความของสาธารณะได้ทั้งหมด สิ่งที่รัฐทำได้และควรทำ คือทำหน้าที่ของตนให้ชัดในฐานะแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เปิดเผยข้อมูลที่ตรวจสอบได้อย่างต่อเนื่อง และแยกให้ชัดระหว่างสิ่งที่ทราบแล้วกับสิ่งที่ยังอยู่ระหว่างการพิสูจน์

 

ในช่วงที่ข้อเท็จจริงยังไม่ยุติ รัฐควรหลีกเลี่ยงการสื่อสารที่ตัดสินความน่าเชื่อถือของผู้บาดเจ็บ พยาน หรือผู้ตั้งคำถามล่วงหน้า ขณะเดียวกัน สังคมก็ควรหลีกเลี่ยงการตัดสินเจ้าหน้าที่ก่อนที่หลักฐานจะชัดเจน หลักการที่เหมาะสมจึงตรงไปตรงมา คือ สิ่งใดรู้แล้วก็บอกว่ารู้ สิ่งใดยังไม่รู้ก็ยอมรับว่ายังไม่รู้ และปล่อยให้หลักฐานทำหน้าที่ของมัน

 

หลักนี้สำคัญเป็นพิเศษในพื้นที่ความขัดแย้ง เพราะเมื่อข้อเท็จจริงยังมีช่องว่าง ข่าวลือ อคติ ความทรงจำเดิม และปฏิบัติการข่าวสารย่อมเข้ามาเติมเต็มอย่างรวดเร็ว รัฐจึงไม่ควรพยายามควบคุมความเห็นของสังคม แต่ควรทำให้ข้อมูลทางการมีความตรงไปตรงมา สม่ำเสมอ และตรวจสอบได้

 

หากมีกลไกกลางที่ได้รับการยอมรับ และรัฐสื่อสารอย่างมีวินัย กระบวนการนี้จะช่วยดึงข้อพิพาทออกจากสนามของการกล่าวหา แล้วนำกลับเข้าสู่สนามของหลักฐานได้มากขึ้น

 

ความจริงกับความมั่นคงในความหมายที่กว้างขึ้น

 

หากคณะกรรมการชุดนี้ทำงานอย่างเป็นอิสระและได้รับการยอมรับ ผลที่เกิดขึ้นย่อมมีความหมายมากกว่าการคลี่คลายเหตุการณ์หนึ่ง เพราะข้อเท็จจริงที่สังคมเชื่อถือร่วมกันได้จะกลายเป็นฐานของความไว้วางใจ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่สร้างขึ้นยากและสูญเสียได้ง่ายในพื้นที่ความขัดแย้ง

 

ความไว้วางใจเช่นนี้ไม่ได้มีผลเฉพาะต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน หากรัฐบาลสามารถแสดงให้เห็นว่า เหตุรุนแรงที่มีข้อเท็จจริงคลุมเครือได้รับการตรวจสอบอย่างโปร่งใส เป็นอิสระ และเป็นธรรม ข้อเท็จจริงที่ได้ก็จะมีน้ำหนักเพียงพอสำหรับการสื่อสารกับสังคมไทย ประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดจนนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และนักลงทุน

 

ประเด็นนี้สำคัญเป็นพิเศษสำหรับจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะพื้นที่เชื่อมโยงกับมาเลเซียและภูมิภาคโดยรอบอย่างใกล้ชิด ทั้งการเดินทาง การท่องเที่ยว การค้าชายแดน การลงทุน และความสัมพันธ์ของผู้คนสองฝั่งพรมแดน ความสามารถของรัฐในการจัดการกับเหตุการณ์รุนแรงอย่างน่าเชื่อถือจึงมีผลต่อความเชื่อมั่นต่อพื้นที่ในหลายมิติพร้อมกัน

 

ในความหมายนี้ ความมั่นคงไม่ได้อยู่เพียงที่การควบคุมสถานการณ์เมื่อเหตุเกิด แต่รวมถึงความสามารถในการทำให้ความจริงปรากฏเมื่อเหตุผ่านไปแล้วด้วย หากรัฐทำได้ทั้งสองอย่าง ความมั่นคงก็จะไม่ได้เกิดจากการควบคุมเพียงอย่างเดียว แต่มีฐานจากความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของผู้คนด้วย และในพื้นที่ความขัดแย้ง ความมั่นคงชนิดหลังนี้ต่างหากที่อยู่ได้นานกว่า

 

ข้อเสนอในทางปฏิบัติ

 

หากรัฐบาลเห็นควรจัดตั้งคณะกรรมการค้นหาความจริงกรณีจะแนะ กรอบการทำงานควรประกอบด้วยหลักสำคัญ 6 ประการ

 

สถานะและความเป็นอิสระ จัดตั้งโดยคำสั่งนายกรัฐมนตรี ให้มีสถานะเป็นภารกิจของรัฐบาล และเป็นอิสระจากสายบังคับบัญชาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์

 

องค์ประกอบที่หลากหลายและน่าเชื่อถือ ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ แพทย์นิติเวช อาวุธและวิถีกระสุน กฎหมาย สิทธิมนุษยชน นักวิชาการ ภาคประชาสังคม สื่อมวลชนทั้งในและนอกพื้นที่ และบุคคลที่ประชาชนในพื้นที่ให้ความเชื่อถือ โดยไม่ให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์มีอำนาจกำหนดทิศทางหรือมีน้ำหนักเหนือคณะกรรมการ

 

อำนาจเข้าถึงข้อมูลและหลักฐาน สามารถเข้าถึงวัตถุพยาน ข้อมูลการบิน บันทึกภารกิจ ข้อมูลอาวุธและการเบิกใช้กระสุน ตลอดจนรับฟังเจ้าหน้าที่ ผู้บาดเจ็บ และพยานทุกฝ่าย ภายใต้มาตรฐานการเก็บรักษาหลักฐานที่ตรวจสอบย้อนหลังได้

 

การคุ้มครองทุกฝ่ายระหว่างการตรวจสอบ คุ้มครองความปลอดภัย ศักดิ์ศรี และสิทธิของผู้ได้รับผลกระทบและพยาน ควบคู่กับการรักษาความเป็นธรรมแก่เจ้าหน้าที่ โดยไม่ตัดสินฝ่ายใดผ่านกระแสข่าวหรือปฏิบัติการข้อมูลก่อนข้อเท็จจริงปรากฏ

 

การเปิดเผยข้อค้นพบต่อสาธารณะ รายงานผลอย่างโปร่งใสในระดับที่ไม่กระทบต่อกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้สังคมมีข้อเท็จจริงชุดเดียวกันสำหรับการสื่อสารทั้งในพื้นที่ สังคมไทย ประเทศเพื่อนบ้าน ภาคธุรกิจ นักท่องเที่ยว และผู้มาเยือน

 

การเชื่อมผลตรวจสอบไปสู่ความรับผิดและการป้องกันเหตุซ้ำ หากพบพยานหลักฐานที่ชี้ถึงการกระทำผิด ต้องมีช่องทางส่งต่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างชัดเจน และไม่ว่าผลการตรวจสอบจะออกมาอย่างไร คณะกรรมการควรเสนอการปรับปรุงเชิงระบบเพื่อป้องกันเหตุในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีก

 

ข้อสรุป

 

หากคณะกรรมการชุดนี้เกิดขึ้นและทำงานได้จริง ประโยชน์ของมันจะไม่จำกัดอยู่ที่การตอบคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นในเหตุการณ์หนึ่งเท่านั้น แต่จะมีความหมายอย่างน้อยสามประการ คือทำให้ข้อเท็จจริงปรากฏ สร้างความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชน และเปลี่ยนบทเรียนจากเหตุการณ์หนึ่งให้กลายเป็นหลักป้องกันไม่ให้เหตุเช่นเดิมเกิดขึ้นอีก

 

นี่จึงไม่ใช่ข้อเสนอเพื่อหาคนผิดให้ได้ และไม่ควรเริ่มต้นด้วยความเชื่อว่าฝ่ายใดพูดจริงหรือพูดเท็จ สิ่งที่ควรยืนยันมีเพียงหลักง่าย ๆ ว่า หากมีการกระทำผิด หลักฐานต้องสามารถพาไปถึงความรับผิดได้ และหากไม่มีการกระทำผิด กระบวนการเดียวกันก็ต้องคืนความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหาได้เช่นกัน ความเป็นอิสระของคณะกรรมการจึงสำคัญกว่าคำตอบที่ฝ่ายใดอยากได้ล่วงหน้า

 

สำหรับพื้นที่ความขัดแย้ง ความจริงไม่ใช่เรื่องรองของสันติภาพ หากเป็นเงื่อนไขอย่างหนึ่งของมัน เพราะข่าวลือ อคติ และความหวาดระแวงเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่ข้อเท็จจริงยังคลุมเครือ ยิ่งความจริงมาช้า ความสงสัยก็ยิ่งฝังลึก และเมื่อความสงสัยสะสมมากพอ มันจะไม่หยุดอยู่ที่เหตุการณ์หนึ่ง แต่จะขยายไปสู่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในพื้นที่กับสังคมนอกพื้นที่ด้วย

 

ในแง่นี้ การทำให้ความจริงปรากฏจึงไม่ใช่เพียงการจัดการอดีต แต่เป็นการสร้างเงื่อนไขสำหรับอนาคต ให้ทุกฝ่ายกลับมาพูดคุยกันบนข้อเท็จจริงชุดเดียวกันได้มากขึ้น แม้อาจยังเห็นต่างกันในเรื่องอื่นก็ตาม

 

ในทางงบประมาณ การค้นหาความจริงใช้ทรัพยากรเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับมาตรการด้านความมั่นคงจำนวนมากที่ดำเนินต่อเนื่องมาหลายปี สิ่งที่ทำให้ความจริงมีราคาสูงจึงไม่ใช่ค่าใช้จ่ายในการค้นหา หากคือความรับผิดที่อาจตามมาเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏ และตรงนี้เองที่ต้องยืนยันหลักการให้ชัดว่า ไม่มีอำนาจ ตำแหน่ง หรือสถานะใดควรอยู่เหนือหลักฐาน

 

รัฐบาลพลเรือนยังมีโจทย์ใหญ่กว่านี้อีกมากในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่เรื่องนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำได้ทันที และอาจมีความหมายเกินกว่าขนาดของเหตุการณ์ หากทำให้ประชาชนเห็นได้ว่า เมื่อเกิดข้อสงสัย รัฐพร้อมเปิดพื้นที่ให้ตรวจสอบ และเมื่อความจริงปรากฏ ทุกฝ่ายพร้อมยอมรับผลของมัน

 

บางครั้ง การฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนอาจไม่ได้เริ่มจากนโยบายใหญ่หรือโครงการราคาแพง หากเริ่มจากเรื่องพื้นฐานที่สุด คือ ทำให้ผู้คนเชื่อว่าเมื่อเกิดความรุนแรงขึ้น ความจริงจะไม่ถูกทิ้งไว้กลางทางด้วยความสงสัย

The post ข้อเสนอว่าด้วยการจัดตั้ง ‘คณะกรรมการค้นหาความจริงกรณีจะแนะ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมการเลี้ยงลูกด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ จึงเป็นกุญแจสร้างใจที่มั่นคงให้เจนอัลฟ่า https://thestandard.co/humanized-parenting/ Sun, 23 Aug 2026 04:00:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1245368 ภาพพ่อแม่กำลังโอบกอดหรือพูดคุยกับลูกอย่างอบอุ่น สื่อถึงการเลี้ยงลูกด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์

ทำไมการเลี้ยงลูกด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ จึงเป็นกุญแจสร้ […]

The post ทำไมการเลี้ยงลูกด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ จึงเป็นกุญแจสร้างใจที่มั่นคงให้เจนอัลฟ่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพพ่อแม่กำลังโอบกอดหรือพูดคุยกับลูกอย่างอบอุ่น สื่อถึงการเลี้ยงลูกด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์

ทำไมการเลี้ยงลูกด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ จึงเป็นกุญแจสร้างใจที่มั่นคงให้เจนอัลฟ่า

 

พ่อแม่ยุคใหม่หลายคนกำลังแบกความเครียดจากความคาดหวังสูงลิ่ว จนเผลอละทิ้งความเป็นตัวของตัวเอง แต่แท้จริงแล้วการเลี้ยงลูกด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์สำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยปลดล็อกความรู้สึกผิดในใจพ่อแม่ เปลี่ยนบ้านให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย และสร้างรากฐานจิตใจที่ยืดหยุ่นมั่นคงให้เด็กเจนอัลฟ่าวัย 3 ถึง 12 ปีเติบโตอย่างมีสุขภาวะทางอารมณ์ดีที่สุด

 

เลี้ยงลูกด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์เริ่มต้นอย่างไร

 

ความตึงเครียดในครอบครัวส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นจากการที่ผู้ปกครองแบกภาระกติกาของความเป็นพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบมากเกินไป ผศ. พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร หรือหมอโอ๋ อาจารย์แพทย์ด้านเวชศาสตร์วัยรุ่น ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ และผู้อำนวยการคลินิกเพศหลากหลาย คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกเป็นสิ่งที่ควรจะรักและขอบคุณกันที่สุด แต่กลับทำร้ายกันได้มากที่สุดเพราะความคาดหวัง

 

จากตอนแรกเกิดที่เราคาดหวังเพียงให้ลูกมีร่างกายครบ 32 ประการ เมื่อเด็กโตขึ้น ความคาดหวังก็ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ทั้งเรื่องการเรียนและการเข้าสังคม เสียงดุหรือความผิดหวังจากพ่อแม่จะกลายเป็นเสียงในหัวที่ทำให้เด็กมองไม่เห็นข้อดีของตัวเอง การยินยอมให้ตัวเองเป็นมนุษย์ธรรมดาที่ผิดพลาดและเหนื่อยล้าได้ จะช่วยสลายแรงกดดัน และเปิดโอกาสให้ลูกเรียนรู้การเคารพตัวตนของผู้อื่นไปพร้อมกัน

 

เมื่อเรายอมรับความจริงข้อนี้ บรรยากาศในการพูดคุยภายในบ้านจะเปิดกว้างมากขึ้น ทำให้เราพร้อมรับมือกับอารมณ์ของลูกได้อย่างถูกจุด

 

เราจะปรับใช้การเลี้ยงลูกด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ในชีวิตประจำวันอย่างไร

 

พฤติกรรมดื้อรั้นหรือการต่อต้านของเด็กแท้จริงแล้วคือเสียงร้องขอความช่วยเหลือในการจัดการอารมณ์ สมองส่วนหน้าซึ่งทำหน้าที่ควบคุมเหตุผลและกำกับตัวเองจะพัฒนาเต็มที่เมื่ออายุ 25 ปี เด็กจึงมีอารมณ์นำหน้าทักษะเสมอ การที่ลูกโวยวายเมื่อไม่ได้สิ่งที่ต้องการ ไม่ใช่การท้าทายผู้ใหญ่ แต่เป็นเพราะสมองเขายังรับมือกับความเสียใจไม่ได้ การทำหน้าที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยเปรียบเหมือนการใส่อุปกรณ์เซฟตี้ขณะเล่นโหนสลิง ทำให้เด็กรู้ว่าหากก้าวพลาดก็ยังมีคนคอยรองรับ ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ในบ้านผ่านแนวทางปฏิบัติดังนี้

 

🔹 ให้โอกาสลูกสัมผัสความเบื่อเพื่อกระตุ้นจินตนาการและการคิดแก้ปัญหาด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องอัดแน่นตารางกิจกรรมตลอดเวลา
🔹 อนุญาตให้เด็กรับรู้และแสดงความเสียใจหรือโกรธได้ แต่กำกับขอบเขตพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมด้วยความนุ่มนวลและชัดเจน
🔹 เอ่ยคำขอโทษอย่างจริงใจเมื่อเราเผลอใช้อารมณ์รุนแรง เพื่อเยียวยาบาดแผลทางใจและซ่อมแซมความสัมพันธ์ให้กลับมาราบรื่น

 

การเป็นพ่อแม่ที่ดีไม่ได้วัดกันที่ความสมบูรณ์แบบ แต่อยู่ที่การพร้อมจะเติบโตและปรับตัวไปพร้อมกับลูก เด็กๆ ไม่ได้ต้องการซูเปอร์ฮีโร่ แต่ต้องการผู้ใหญ่ที่เข้าใจความเป็นมนุษย์และพร้อมอยู่เคียงข้างในวันที่เขาทำผิดพลาด การใจดีกับตัวเองในวันนี้คือจุดเริ่มต้นของการสร้างโลกที่ใจดีให้แก่ลูกในวันข้างหน้า

The post ทำไมการเลี้ยงลูกด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ จึงเป็นกุญแจสร้างใจที่มั่นคงให้เจนอัลฟ่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Next Bigshot = Bitcoin (BTC) ? … Hear me out. https://thestandard.co/bitcoin-next-bigshot/ Thu, 20 Aug 2026 10:45:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1244219 ภาพมือถือแสดงโลโก้ Bitcoin และเหรียญ Bitcoin วางอยู่บนโต๊ะ

ทุกวันนี้สินทรัพย์แต่ละตัวเคลื่อนไหวเร็วและแรงมาก ̷ […]

The post The Next Bigshot = Bitcoin (BTC) ? … Hear me out. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมือถือแสดงโลโก้ Bitcoin และเหรียญ Bitcoin วางอยู่บนโต๊ะ

ทุกวันนี้สินทรัพย์แต่ละตัวเคลื่อนไหวเร็วและแรงมาก … ทั้งหุ้นสหรัฐฯที่ทำ All-time high, หุ้นเกาหลีที่วิ่งขึ้นและลงแบบรถไฟเหาะจากการ leverage ของนักลงทุนยุคใหม่, ราคาทองคำที่รีบาวน์กลับมาใกล้ US$4500/oz ขนาดหุ้นไทยยังทำทรงจะไปทดสอบ 1,700 จุด … ตอนนี้ยังมีอะไรถูก / มีอะไรยังพอซื้อได้บ้าง ?

 

คำตอบผมนะ ผมคิดว่ามันคือ Bitcoin (BTC)

 

Not Financial Advice แบบฟินฟลูการเงินนะครับ อิอิ แต่ Hear me Out.

 

ประการแรก: Downcycle ของ Bitcoin (ขึ้น 3 ปี ลง 1 ปี) ผ่านมาแล้วกว่าครึ่งทาง

 

หากใครเป็นสาย Crypto น่าจะทราบถึง Crypto Winter หรือ วัฎจักร 4 ปี ของ Bitcoin (ขึ้น 3 ปี ลง 1 ปี)

 

และ ใช่ครับปี 2026 คือ ปีที่ลง 1 ปี พอดิบพอดี และ ผ่านมากว่าครึ่งทางของปี 2026 เรียบร้อยแล้ว

 

มากไปกว่านั้น หากดูอีกมุม ถ้าเราพิจารณาจากรูป Bitcoin Holder Realized Price หรือ ต้นทุนราคาการถือครอง Bitcoin ของแต่ละประเภทบุคคล, นักลงทุน (ราคาต้นทุนของนักลงทุนระยะสั้น ราคาต้นทุนของนักลงทุนระยะยาว และ ราคาต้นทุนของนักลงทุนทั้งหมด)

 

เราจะพบว่า ราคาของ Bitcoin ปัจจุบัน เทียบเท่าหรือแทบจะใกล้กับราคาต้นทุนของนักลงทุนระยะสั้น และ ห่างจากราคาต้นทุนของนักลงทุนระยะยาวอีกไม่ไกลเท่าไหร่ หรือ ราว US$10K+/-

 

ถือว่าถูกมากครับ เมื่อเทียบกับช่วงปี 2024 และ 2025 ที่ส่วนต่างราคา Bitcoin กับราคาต้นทุนของนักลงทุนระยะยาวห่างกับเกือบราว US$50K+/-

 

ประการที่สอง: BTC/Gold Ratio ต่ำสุดในรอบ 3 ปี (เทียบเท่าปี 2022, 2023)

 

เราดูในเชิงของตนเองไปแล้ว (ราคา และ Pattern ของ Bitcoin เองในอดีต)

 

คราวนี้เรามาดูกันในเชิงเปรียบเทียบกันบ้าง … แน่นอนครับ ต้องเปรียบกับคู่แข่งตลอดกาลอย่าง “ทองคำ” … ดูสิ้ ทองคำ กับ ทองคำดิจิทัล ใครจะแน่กว่ากัน

 

ผมนำภาพ BTC/Gold ratio มาให้ดูครับ หรือ ภาพสัดส่วนที่กำลังจะบอกว่า Bitcoin เทียบกับราคาทองคำ … อะไร และ ใคร ถูกแพงกว่ากันแค่ไหน …

 

… ซึ่งเราจะเห็นว่า Ratio ดังกล่าวต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี หรือ พูดง่ายๆ ราคา Bitcoin ถูกมากเมื่อเทียบกับ ราคา ทองคำ และ ถูกที่สุดใน รอบ 3 ปี

 

ประการสุดท้าย: US Yields 30 ปี สหรัฐฯ ทะลุ 5.25% ทำ New high รอบ 19 ปี

 

และ สุดท้าย หนีไม่พ้น คือ ประเด็นเศรษฐกิจครับ เพราะ ปัจจุบัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯทะลุ 5.25% ทำจุดสูงสุดใหม่ หรือ New high รอบ 19 ปี ตั้งแต่ปี 2007 เรียบร้อยแล้ว

 

สะท้อนความไม่เชื่อมั่นต่อการถือพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวของสหรัฐฯ และ ชัดเจนครับว่าถึงแม้จะให้ Yields 5%++ … คนก็ไม่ถืออยู่ดี

 

จนล่าสุด กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ถึงขนาดต้องประกาศเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลมากกว่าสองเท่า เพื่อดูดซับแรงขายพันธบัตรตัวยาว

 

ซึ่งผมว่าขอนี้ชัดนะครับ เพราะว่าเหตุการณ์นี้

 

คนไม่มั่นใจพันธบัตรตัวยาว ย้ำว่าตัวยาว ของสหรัฐฯ และ เพื่อนๆลองถามตัวเองดูว่า สินทรัพย์ใดเกิดมาเพื่อแทนที่การถือเงินดอลลาร์, พันธบัตรสหรัฐฯ… มันก็คือ Bitcoin ยังไงล่ะ … Bitcoin เกิดมาเพราะไม่ชอบที่รัฐแทรกแซงไง !

 

ดังนั้น ใครตกรถสินทรัพย์อะไรในปีนี้ … Hear me Out ครับ

 

และ ลองไปพินิจพิเคราะห์ ตัดสินใจกันดูเองครับ (Not Financial Advice) (Just Hear me Out)

 

ภาพมือถือแสดงโลโก้ Bitcoin และเหรียญ Bitcoin วางอยู่บนโต๊ะ 1

ภาพมือถือแสดงโลโก้ Bitcoin และเหรียญ Bitcoin วางอยู่บนโต๊ะ 2

 

*ที่มา: MacroMicro/ CBOND

 

หมายเหตุ:

  • การแสดงความเห็นให้คำแนะนำดังกล่าว ข้าพเจ้าขอเรียนว่า เป็นการกระทำในนามส่วนตัวของข้าพเจ้า เท่านั้น บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด มิได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ใดๆ ทั้งสิ้น

 

ภาพ: Phongphan / Shutterstock

The post The Next Bigshot = Bitcoin (BTC) ? … Hear me out. appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อความไม่แน่นอนคือภาวะปกติใหม่ ซีอีโอต้องใช้ AI เพื่อมองเห็นเร็วและตัดสินใจให้เฉียบคมขึ้น https://thestandard.co/ceo-ai-fast-decisions-uncertainty/ Wed, 19 Aug 2026 08:01:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1243690 ซีอีโอชายกำลังมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่มีข้อมูลและกราฟ

ในโลกธุรกิจที่ความผันผวนเกิดขึ้นพร้อมกันหลายด้าน ทั้งเศ […]

The post เมื่อความไม่แน่นอนคือภาวะปกติใหม่ ซีอีโอต้องใช้ AI เพื่อมองเห็นเร็วและตัดสินใจให้เฉียบคมขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีอีโอชายกำลังมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่มีข้อมูลและกราฟ

ในโลกธุรกิจที่ความผันผวนเกิดขึ้นพร้อมกันหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจ ต้นทุน ห่วงโซ่อุปทาน ภูมิรัฐศาสตร์ และเทคโนโลยี คำถามสำคัญสำหรับซีอีโอไทยในวันนี้ไม่ใช่เพียงว่าองค์กรนำ AI มาใช้มากน้อยเพียงใด แต่คือ AI ช่วยให้ผู้บริหารเห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้น ตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น และเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้เป็นโอกาสทางธุรกิจได้จริงหรือไม่

 

 

ทั้งนี้ ข้อมูลจาก PwC’s CEO Survey Snapshot-August 2026 ซึ่งสำรวจซีอีโอ 351 คนจาก 59 ประเทศและ 27 อุตสาหกรรม ระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคมถึง 22 มิถุนายน 2569 โดยเป็นกลุ่มผู้ตอบแบบสำรวจเดียวกับที่เข้าร่วม PwC’s 29th Global CEO Survey เมื่อปลายปีที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่า มุมมองของผู้นำธุรกิจต่อการเติบโตและการใช้ AI กำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี

 

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การคาดการณ์อนาคตให้ถูกต้องทุกครั้ง แต่เป็นการมีระบบบริหารที่รับรู้สัญญาณได้เร็ว เชื่อมสัญญาณเหล่านั้นกับการตัดสินใจทางธุรกิจ และวัดผลได้ว่าแต่ละการตัดสินใจสร้างคุณค่าจริงหรือไม่ สำหรับซีอีโอไทย นี่คือจุดที่ AI ควรถูกยกระดับจากเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ ไปสู่กลไกเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยให้องค์กรบริหารความเสี่ยงและแสวงหาโอกาสได้พร้อมกัน

 

ความเชื่อมั่นต่อการเติบโตของรายได้ฟื้นเล็กน้อย แม้เผชิญแรงกดดันรอบด้าน

 

แม้ปี 2569 จะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่ผลสำรวจล่าสุดของ PwC พบว่า ซีอีโอทั่วโลกมีมุมมองต่ออนาคตที่ดีขึ้น โดยสัดส่วนผู้บริหารที่เชื่อมั่นต่อการเติบโตของรายได้ในช่วง 12 เดือนข้างหน้าเพิ่มขึ้นจาก 39% เป็น 42% และสัดส่วนผู้ที่เชื่อมั่นต่อการเติบโตในช่วงสามปีข้างหน้าเพิ่มขึ้นจาก 46% เป็น 51% สะท้อนว่าองค์กรจำนวนมากยังคงมองเห็นโอกาสในการเติบโต แม้ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทาย

 

อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นนี้เกิดขึ้นท่ามกลางต้นทุนด้านพลังงาน วัตถุดิบ และโลจิสติกส์ที่ยังได้รับผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ โดยซีอีโอราว 7 ใน 10 ยอมรับว่าต้นทุนของบริษัทปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้การกำหนดราคาและการบริหารห่วงโซ่อุปทานมีความซับซ้อนมากขึ้น

 

สำหรับประเทศไทย ภาพดังกล่าวยิ่งมีนัยสำคัญ เพราะ PwC’s 29th Global CEO Survey – Thailand พบว่า มีเพียง 34% ของซีอีโอไทยที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะปรับตัวดีขึ้นในช่วง 12 เดือนข้างหน้า และเพียง 24% ที่มีความเชื่อมั่นสูงต่อการเติบโตของรายได้องค์กร ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก ความระมัดระวังนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้นำธุรกิจควรชะลอการเปลี่ยนแปลง แต่สะท้อนว่าองค์กรไทยยิ่งต้องเลือกลงทุนอย่างมีวินัย โดยให้ AI เชื่อมโยงกับโจทย์ธุรกิจที่ชัดเจน เช่น การบริหารต้นทุน การคาดการณ์อุปสงค์ การดูแลลูกค้า การบริหารความเสี่ยง และการสร้างรายได้ใหม่

 

AI ต้องไม่ใช่โครงการทดลอง แต่ต้องเป็นวาระการเติบโตของซีอีโอ

 

แม้ AI จะเป็นหนึ่งในวาระสำคัญขององค์กรทั่วโลก แต่เราคงต้องยอมรับว่าผลตอบแทนทางธุรกิจยังไม่เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียมกัน โดยผลสำรวจ PwC’s CEO Survey Snapshot-August 2026 ระบุว่า สัดส่วนขององค์กรที่สามารถรักษาหรือเพิ่มผลกระทบเชิงบวกจาก AI นั้นน้อยกว่าครึ่ง (39%) ขณะที่ 16% รายงานผลกระทบเชิงลบ สะท้อนว่า AI ไม่ได้สร้างคุณค่าโดยอัตโนมัติ แต่ขึ้นอยู่กับความชัดเจนของโจทย์ธุรกิจ คุณภาพของข้อมูล กระบวนการทำงาน และการกำกับดูแล

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองในระดับองค์กร ภาพที่เกิดขึ้นมีความหลากหลายมากขึ้น หลายบริษัทเริ่มเห็นประโยชน์จาก AI อย่างชัดเจน ขณะที่บางแห่งยังคงเผชิญความท้าทายในการเปลี่ยนการลงทุนให้เป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้ สะท้อนให้เห็นว่าการแข่งขันด้าน AI ในปัจจุบันไม่ได้วัดเพียงการนำเทคโนโลยีมาใช้ แต่รวมถึงความสามารถในการประยุกต์ใช้ให้เกิดคุณค่าทางธุรกิจอย่างแท้จริง ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของซีอีโอไทยจากผลสำรวจฉบับประเทศไทยที่แม้จะมีความระมัดระวังต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและการเติบโตของธุรกิจมากขึ้น แต่ยังคงให้ความสำคัญกับ AI ในฐานะกลไกสำคัญสำหรับการสร้างความสามารถในการแข่งขันและการปรับตัวในระยะยาว

 

สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ 38% ของซีอีโอทั่วโลกเริ่มใช้ AI เพื่อมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่เกิดจากภาวะดิสรัปชัน ข้อมูลนี้มีความหมายต่อสื่อและผู้นำธุรกิจไทยอย่างยิ่ง เพราะในช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่แน่นอน ผู้ชนะอาจไม่ใช่องค์กรที่ลงทุนมากที่สุด แต่เป็นองค์กรที่ใช้ AI เพื่ออ่านตลาดเร็วกว่า ปรับโมเดลธุรกิจเร็วกว่า และตัดสินใจบนข้อมูลที่เชื่อมโยงกับผลลัพธ์ทางธุรกิจจริง

 

ผู้นำต้องเปลี่ยน ‘สัญญาณ’ ให้เป็นระบบตัดสินใจ

 

ข้อมูลจากผลสำรวจของ PwC ช่วยให้เราเห็นภาพรวมและทิศทางการบริหารองค์กรของผู้นำ รวมถึงช่วยให้กำหนดแผนกลยุทธ์ข้างหน้าได้อย่างเฉียบคม ผมจึงขอเสนอแนวทางในการวางแผนบริหารองค์กรภายใต้สภาวะปัจจุบันสามด้าน ได้แก่

 

  • กำหนดโจทย์จากผลลัพธ์ทางธุรกิจ ไม่ใช่จากเทคโนโลยี ซีอีโอควรเริ่มจากคำถามว่า ‘การตัดสินใจใดควรเร็วขึ้นหรือดีขึ้น’ แล้วจึงเลือกการใช้งานเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงกับรายได้ ต้นทุน เงินทุนหมุนเวียน ความเสี่ยง หรือประสบการณ์ลูกค้า พร้อมกำหนดตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้ เพื่อหลีกเลี่ยงโครงการที่น่าสนใจเชิงเทคนิค แต่ไม่สร้างผลกระทบในระดับองค์กร
  • เชื่อมข้อมูล คน และกระบวนการเข้าด้วยกัน AI จะสร้างคุณค่าได้ต่อเมื่อข้อมูลมีคุณภาพ เข้าถึงได้ และถูกนำไปใช้ในจังหวะการทำงานจริง ขณะเดียวกัน บุคลากรขององค์กรต้องมีทักษะและอำนาจตัดสินใจที่จะใช้ข้อเสนอแนะจาก AI อย่างเหมาะสม โดยมีการกำกับดูแลที่ชัดเจน เพื่อรักษาความถูกต้อง ความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัย และความรับผิดชอบ
  • สร้างวินัยในการติดตามคุณค่าและปรับโครงการ ข้อมูลจากการสำรวจล่าสุดยังแสดงให้เห็นว่า ผลลัพธ์จาก AI สามารถเปลี่ยนแปลงได้ภายในเวลาไม่กี่เดือน ผู้นำธุรกิจจึงควรทบทวนอย่างสม่ำเสมอ ขยายสิ่งที่สร้างผลลัพธ์ ปรับสิ่งที่มีศักยภาพ และยุติโครงการที่ไม่คุ้มค่า เพื่อให้ทรัพยากรถูกส่งไปยังพื้นที่ที่สร้างความได้เปรียบได้จริง

 

ท้ายที่สุด ความสามารถของซีอีโอยุคใหม่จะไม่ได้วัดจากการมีคำตอบครบทุกข้อ แต่วัดจากการสร้างองค์กรที่มองเห็นเร็ว เรียนรู้เร็ว และตัดสินใจอย่างมีวินัย สำหรับธุรกิจไทย การใช้ AI อย่างมีจุดมุ่งหมายไม่ใช่ทางเลือกด้านเทคโนโลยี แต่เป็นวาระสำคัญของการสร้างความยืดหยุ่น ความสามารถในการแข่งขัน และการเติบโตในระยะยาวครับ

 

ภาพ: Rawpixels stock / Shutterstock

อ้างอิง:

  • PwC’s CEO Survey Snapshot—August 2026, PwC
  • PwC’s 29th Global CEO Survey – Thailand: Leading through uncertainty in the age of AI, PwC ประเทศไทย
  • PwC 2026 Global CEO Survey, PwC

 

The post เมื่อความไม่แน่นอนคือภาวะปกติใหม่ ซีอีโอต้องใช้ AI เพื่อมองเห็นเร็วและตัดสินใจให้เฉียบคมขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Yen Odyssey: มหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยน (ตอน 2) https://thestandard.co/yen-odyssey-intervention-future/ Wed, 19 Aug 2026 07:29:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1243669 The Yen Odyssey: มหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยน (ตอน 2)

บทความก่อนเราได้เรียนรู้จากมหากาพย์การเดินทางของค่าเงิน […]

The post The Yen Odyssey: มหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยน (ตอน 2) appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Yen Odyssey: มหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยน (ตอน 2)

บทความก่อนเราได้เรียนรู้จากมหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยนหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น ระดับราคาของเงินที่มีผลต่อทิศทางในอนาคต การกลับทิศที่มักเกิดขึ้นเมื่อมีวิกฤตเศรษฐกิจ และเป้าหมายของอัตราแลกเปลี่ยนที่ขยับไปตามยุคสมัย

 

เราทิ้งท้ายไว้ด้วยคำถามว่าแรงส่งของเงินเยนจากการเข้าแทรกแซง จะทำให้เงินเยนแข็งค่าได้จริงหรือ

 

เริ่มจากฝ่ายที่มองว่าการเปลี่ยนทิศรอบนี้จะไม่สำเร็จ ให้เหตุผลว่าลึกๆ ในใจผู้กำหนดนโยบายอาจไม่ได้ต้องการให้เยนแข็งทันที

 

การแทรกแซงครั้งนี้เป็นแบบ Sterilized Intervention คือกระทรวงการคลังนำเงินสำรองไปซื้อเยนแต่ปริมาณเงินในระบบเท่าเดิม จึงเป็นเพียงการเปลี่ยนมือผู้ถือสินทรัพย์ระยะสั้น

 

ข้อที่สอง การแทรกแซงเกิดขึ้นแทนที่การขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง คาดว่าเป็นเพราะญี่ปุ่นระวังกับระดับหนี้สาธารณะ/GDP ที่สูงกว่า 200% ทำให้ผลจากการพยุงค่าเงินเกิดขึ้นแค่ในช่วงเวลาจำกัด

 

ข้อที่สามคือการเมือง รัฐบาล Takaichi ยังคงต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจและควบคุมเงินเฟ้อ ปริมาณเงินเยนที่เพิ่มขึ้นจะสร้างความกังวลด้านความยั่งยืนของนโยบายภาษี หรือกดดันให้เยนอ่อนค่าลงเร่งเงินเฟ้อได้อีก

 

ระยะสั้นถึงสิ้นปี 2026 กรณีที่เป็นไปได้มากที่สุดคือกรอบ 150-165 เยนต่อดอลลาร์

 

สำหรับมุมมองด้านแข็ง การจะลงไปต่ำกว่า 150 เยน/ดอลลาร์ ผมมองว่าโอกาสมีน้อย เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจญี่ปุ่นคงเดิม ดอกเบี้ยโดยรวมต่ำกว่าสหรัฐ เยนแข็งเร็วอาจเกิดขึ้นได้ในกรณีเดียวคือ Fed ต้องกลับเข้าสู่รอบการลดดอกเบี้ย เพราะเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะชะลอตัวพร้อมกับเงินเฟ้อลดลง

 

ในทางกลับกัน การปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนอ่อนทะลุ 165 เยน/ดอลลาร์ ก็มีความเป็นไปได้ต่ำ เนื่องจากทั้งสองประเทศเพิ่งประกาศจุดยืนร่วมกันว่าเยนต่ำกว่ามูลค่าอย่างมีนัยสำคัญ การปล่อยเยนอ่อนจากจุดแทรกแซงเดิม เท่ากับยอมรับว่าปฏิบัติการล้มเหลว เป็นต้นทุนทางการเมืองที่สูงมากสำหรับทั้งสองประเทศ

 

นอกจากนี้ ในระยะยาว โครงสร้างของเศรษฐกิจโลกปัจจุบันชี้ว่าจุดที่เหมาะสมจริงอาจไม่จำเป็นต้องใกล้จุดเริ่มต้นของการเดินทางเสมอไป

 

แม้แบบจำลองมูลค่าที่เหมาะสมของสถาบันวิจัยชั้นนำหลายแห่งชี้ตรงกันว่าเยนถูกกว่าพื้นฐานอยู่ราว 30-40% ค่ากลางอยู่ในช่วง 110-115 เยน/ดอลลาร์

 

แต่ในมุมมองของผม จุดสมดุลใหม่ที่สะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจปัจจุบันไม่จำเป็นต้องอ้างอิงอดีต เพราะโครงสร้างที่เปลี่ยนไปเช่นญี่ปุ่นตอนนี้ต้องนำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมด ดุลบริการก็หดตัวจากธุรกิจ digital นอกจากนั้นบริษัทญี่ปุ่นก็ย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศไปแล้วเป็นส่วนใหญ่

 

เป้าหมายดอลลาร์​/เยนใหม่จะปรากฏชัดเจน เมื่อญี่ปุ่นสามารถปลดล็อกสามเงื่อนไขสำคัญได้

 

เงื่อนไขแรก คือส่วนต่างดอกเบี้ยนโยบายต้องกลับสู่จุดที่สมดุล

 

ไม่ใช่แคบลงเพียงเพราะ BOJ ขึ้นดอกเบี้ย แต่ Fed ต้องลดดอกเบี้ยควบคู่ไปด้วย เพราะส่วนต่างดอกเบี้ยเป็นเหตุผลสำคัญที่เงินทุนของสถาบันขนาดใหญ่จะถูกปรับสัดส่วนกลับมาถือสินทรัพย์ญี่ปุ่นอย่างถาวร ไม่ใช่แค่ปิดสถานะเก็งกำไรชั่วคราว

 

เงื่อนไขที่สอง คือทิศทางนโยบายการคลังต้องกลับเข้าสู่สมดุล

 

ในทางทฤษฎีมีสามทางคือ ตัดลดรายจ่าย เก็บภาษีเพิ่ม หรือปล่อยให้เงินเฟ้อและการเติบโตช่วยลดสัดส่วนหนี้ แต่ในทางปฏิบัติ ผมมองว่ารัฐบาล Takaichi อยากเลือกแค่ทางเลือกที่ 3 แต่อาจต้องรอจนกว่าจะมีจุดเปลี่ยนสำคัญ เช่นวิกฤตเศรษฐกิจโลกเกิดขึ้นก่อน

 

เงื่อนไขที่สาม คืออัตราแลกเปลี่ยนต้องสร้างสมดุลใหม่ให้กับธุรกิจญี่ปุ่นได้ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ

 

หมายความว่าเงินเยนต้องอยู่ในระดับที่ทำให้เงินเฟ้อไม่สูงเกินไป ขณะเดียวกันก็ต้องไม่แข็งจนลดความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกไปพร้อมกัน ซึ่งอาจไม่ใช่ตัวเลขคงที่ตัวเดียวเหมือนในอดีต

 

สำหรับนักลงทุนไทย สิ่งที่ผมมองว่าจะเกิดขึ้นจริงคือ เยนอาจไม่แข็งค่าเร็ว ขณะเดียวกัน BOJ ก็อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยช้ากว่าที่ตลาดคาด

 

แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือมุมมองเรื่องความสัมพันธ์

 

ในอดีต เยนแข็งเป็นสัญญาณลบเสมอ เพราะมักเกิดจากวิกฤตที่ผลักเงินทุนถอยกลับเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัย ในยุค Abenomics ความสัมพันธ์ระหว่างเยนอ่อนกับตลาดหุ้นที่ขึ้นสูงถึงระดับ 0.8

 

แต่ช่วงนี้ Correlation ลดเหลือเพียง 0.2 ถ้าการแข็งค่ารอบนี้เกิดจากความตั้งใจของนโยบายเหมือนช่วง Plaza Accord พร้อมดอกเบี้ยที่กลับสู่ระดับปกติ และกำลังซื้อในประเทศที่ฟื้น เยนแข็งจะเปลี่ยนสถานะจากศัตรูของตลาดหุ้นญี่ปุ่น มาเป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจกลับสู่ภาวะปกติได้เป็นครั้งแรกในรอบสามทศวรรษ

 

ท้ายที่สุด บทเรียนจากมหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยน อาจเป็นเรื่องการพิสูจน์ความตั้งใจของผู้กำหนดนโยบายญี่ปุ่นเอง

 

โอดิสซิอุสมีทางเลือกที่จะเป็นอมตะอยู่บนเกาะของนางคาลิปโซตลอดไป แต่เขาเลือกที่จะกลับบ้านแม้ต้องเสี่ยงตายอีกหลายครั้ง

 

ญี่ปุ่นก็มีทางเลือกไม่ต่างกัน ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาเยนอ่อนคือทางที่สบายที่สุด จนวันนี้ที่ผลข้างเคียงเริ่มกลายเป็นความเสี่ยง

 

อย่างไรก็ดี การตั้งเป้าหมายกลับตัวไม่ใช่จุดจบ เหมือนโอดิสซิอุสที่ต้องยิงธนูพิสูจน์ตัวเองก่อนจะได้บ้านคืนจริง ญี่ปุ่นก็ต้องพิสูจน์ตัวเอง และนั่นคือบททดสอบที่ยากกว่าการตัดสินใจกลับตัวเสียอีกครับ

 

The Yen Odyssey: มหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยน (ตอน 2) 1

ทิศทางตลาดหุ้นญี่ปุ่นและความสัมพันธ์กับค่าเงินเยนช่วง 60ปีที่ผ่านมา

ที่มา: BOJ, Bloomberg และ FSS

 

ภาพ: Dragon Claws / Shutterstock

 

 

The post The Yen Odyssey: มหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยน (ตอน 2) appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรงเรียนที่ปลอดภัยคือ โรงเรียนที่เข้าใจ เอาใจใส่ และรับฟังเสียงของเด็กอย่างแท้จริง https://thestandard.co/safe-schools-listen-children/ Tue, 18 Aug 2026 07:32:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1243240 แฟ้มภาพ: นักเรียนไทยสวมหน้ากากอนามัยนั่งเว้นระยะห่างในห้องเรียน

ทุกครอบครัวต่างคุ้นเคยกับความวุ่นวายในตอนเช้า ปลุกลูกให […]

The post โรงเรียนที่ปลอดภัยคือ โรงเรียนที่เข้าใจ เอาใจใส่ และรับฟังเสียงของเด็กอย่างแท้จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
แฟ้มภาพ: นักเรียนไทยสวมหน้ากากอนามัยนั่งเว้นระยะห่างในห้องเรียน

ทุกครอบครัวต่างคุ้นเคยกับความวุ่นวายในตอนเช้า ปลุกลูกให้ลุกจากเตียง รีบกินข้าวเช้า และคอยเตือนลูกให้ไม่ลืมกระเป๋านักเรียน แม้ทุกเช้าจะเต็มไปด้วยความชุลมุน แต่เราก็อดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้ เพราะนี่คืออีกหนึ่งวันที่ลูกๆ จะได้เรียนรู้ เติบโต และเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต

 

แต่ความรู้สึกเหล่านี้อาจเปลี่ยนไป หลังเหตุการณ์ความรุนแรงในวันที่ 7 สิงหาคม ได้สร้างความสะเทือนใจให้กับคนทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะเด็กๆ ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เท่านั้น แต่รวมถึงเด็กทั่วประเทศที่กำลังรู้สึกว่าความปลอดภัยในโรงเรียนของพวกเขาถูกสั่นคลอน มีเด็กเสียชีวิต ได้รับบาดเจ็บ และอีกไม่น้อยต้องเผชิญกับบาดแผลทางใจที่อาจติดอยู่ในใจพวกเขาไปอีกนาน

 

โศกนาฏกรรมครั้งนี้ยังสร้างความสะเทือนใจอย่างใหญ่หลวงให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาหลายแสนคนที่เดินทางไปทำงานในแต่ละวันด้วยความตั้งใจที่จะมอบการเรียนรู้ที่ดีที่สุดให้กับเด็ก เหตุการณ์ครั้งนี้ มีครูและบุคลากรของโรงเรียนเสียชีวิตถึง 5 คน รวมถึงครูแนะแนว ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรับฟังและดูแลเด็ก

 

UNICEF ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต ครอบครัวที่สูญเสียปู่และย่า รวมทั้งนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บและกำลังเผชิญกับบาดแผลทางใจ ตลอดจนคุณครูและบุคลากรทุกคนในโรงเรียนที่แม้กำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้า พวกเขาก็ยังคงช่วยกันดูแลและสร้างความมั่นใจให้กับเด็กอีกหลายพันคน ทั้งหมดต่างก็ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้ และกำลังแบกภาระทางจิตใจของเรื่องราวที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น

 

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้เห็นภาพที่สะเทือนใจผ่านสื่อต่างๆ ไม่เพียงภาพจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยังรวมถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยที่โรงเรียนทั่วประเทศนำมาใช้ ทั้งการตรวจค้นกระเป๋านักเรียนในพิษณุโลก การมีตำรวจเดินตรวจตามหน้าโรงเรียนในเชียงใหม่ เราอาจได้เห็นข้อความจากนักเรียนที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ซึ่งออกมาเรียกร้องผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า อย่าโทษโรงเรียนของพวกเขากับสิ่งที่เกิดขึ้น พวกเขากำลังขอสิ่งที่เรียบง่ายแต่สำคัญ นั่นคือ ‘ความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจ’ ทั้งที่เด็กคนหนึ่งไม่ควรต้องเป็นฝ่ายออกมาร้องขอสิ่งนี้ด้วยตัวเอง

 

แต่เสียงที่ยังไม่ได้ปรากฏในพื้นที่สื่อมากนัก คือเสียงของเด็กและเยาวชนจากทั่วประเทศ ผู้ซึ่งเป็นกลุ่มที่เข้าใจชีวิตในโรงเรียนไทยดีที่สุด

 

ทั้งนี้ ไม่ได้หมายถึงเด็กๆ ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรีที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ซึ่งควรได้รับเวลาและพื้นที่ในการเยียวยาจิตใจ แต่เสียงที่ว่านี้ หมายถึงเสียงของนักเรียนจากทั่วประเทศที่กำลังรู้สึกสะเทือนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ประสบการณ์และมุมมองของพวกเขาเป็นสิ่งจะช่วยให้สังคมเข้าใจเหตุการณ์นี้ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

 

อนาคตต่อจากนี้จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และเราจำเป็นต้องร่วมกันสร้างอนาคตใหม่ หน้าที่ของพวกเราคือ ทำให้อนาคตนั้นดีกว่าเดิมสำหรับทุกคน โดยเฉพาะครอบครัว ครู และคนที่สำคัญที่สุด คือเด็กๆ

 

รัฐบาลควรได้รับคำชื่นชมที่แสดงความมุ่งมั่นและเร่งดำเนินการอย่างรวดเร็ว โดยมีมาตรการหลายด้านที่บางประเทศอาจไม่ได้ดำเนินการทันทีเมื่อเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงในลักษณะเดียวกัน ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน กระทรวงศึกษาธิการได้ออกมาตรการเร่งด่วน 9 ข้อ ขณะที่คณะรัฐมนตรีประกาศให้ความปลอดภัยในโรงเรียนเป็นวาระแห่งชาติ โดยให้ทุกสถานศึกษาเป็นเขตพื้นที่ปลอดภัย พร้อมเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยและการดูแลสุขภาพจิตสำหรับนักเรียนและบุคลากร นอกจากนี้ รัฐบาลอยู่ระหว่างการปรับปรุงกฎหมายและทบทวนมาตรการควบคุมอาวุธปืน ขณะเดียวกัน 5 กระทรวงกำลังร่วมกันจัดทำมาตรฐานความปลอดภัยโรงเรียนแห่งชาติ โดยตั้งเป้าให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน

 

มาตรการต่างๆ ที่เกิดขึ้นนี้อยู่ในทิศทางที่ถูกต้อง เพราะมาตรการเหล่านี้ ‘สอดคล้อง’ กับสิ่งที่ UNICEF ได้รับฟังจากเด็กๆ เมื่อปลายปี 2567 เราได้พูดคุยกับนักเรียนจากทุกภูมิภาคในประเทศ เพื่อถามพวกเขาว่า จะทำให้โรงเรียนปลอดภัยมากขึ้นได้อย่างไร เด็กๆ บอกว่าโรงเรียนควรมีการซ้อมรับมือเหตุฉุกเฉินอย่างสม่ำเสมอ มีการตรวจอาวุธและยาเสพติดที่เข้มงวดขึ้น และมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมากขึ้น พวกเขายังต้องการการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตในโรงเรียนที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น

 

นอกจากนี้ เด็กๆ ยังต้องการมีส่วนร่วมในการกำหนดกฎระเบียบใหม่ของโรงเรียน โดยเฉพาะเมื่อมีการนำมาตรการใหม่มาใช้ เด็กและเยาวชนควรมีส่วนร่วมเพราะพวกเขารู้จักโรงเรียนของตัวเองดีที่สุด และรู้ดีว่าความเสี่ยงที่ต้องเผชิญในแต่ละวันคืออะไร ความรุนแรงในโรงเรียนไม่ใช่เรื่องใหม่ และแม้เหตุการณ์วันที่ 7 สิงหาคมจะเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ แต่ก็ไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีสัญญาณมาก่อน

 

นอกเหนือจากมาตรการด้านความปลอดภัยแล้ว เด็กๆ ยังเรียกร้องอีกสิ่งหนึ่ง นั่นคือ “คุณครูที่ดีต่อใจ” ครูที่ได้รับการสนับสนุนอย่างเพียงพอ เพื่อให้สามารถดูแลทั้งการศึกษาและความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้เด็กรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น เพราะโรงเรียนไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับเรียนหนังสือ แต่เป็นพื้นที่ที่เด็กเรียนรู้เรื่องความเห็นอกเห็นใจและความเมตตา เรียนรู้ที่จะสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนและครู และเรียนรู้ว่าจะอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมอย่างไร

 

แต่เมื่อโรงเรียนกลายเป็นสถานที่ที่เด็กๆ หวาดกลัว นั่นคือสัญญาณว่า ‘เรากำลังล้มเหลวครั้งใหญ่’

 

มาตรการใหม่ๆ จึงต้องไม่เป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่ข่าวยังอยู่ในความสนใจ แต่ต้องเดินหน้าต่อเนื่องในระยะยาว การเพิ่มการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตในโรงเรียนต้องมาพร้อมงบประมาณที่เพียงพอ และมีบุคลากรที่ได้รับการฝึกฝนให้รับฟังและเข้าใจเด็ก บริการเหล่านี้ต้องเข้าถึงง่ายและเป็นมิตร เพื่อให้เด็กรู้สึกปลอดภัยพอที่จะพูดถึงทั้งปัญหาใหญ่ ๆ และเรื่องเล็ก ๆ ที่อยู่ในใจ และมาตรการเหล่านี้ต้องไปถึงทุกโรงเรียนในประเทศไทย ไม่ใช่เพียงโรงเรียนขนาดใหญ่ในเมืองที่มีทรัพยากรพร้อม แต่รวมถึงโรงเรียนที่เล็กที่สุดในพื้นที่ห่างไกลด้วย

 

ที่สำคัญ รัฐบาล หน่วยงานท้องถิ่น และโรงเรียนควรเปิดพื้นที่ให้เด็กได้แสดงความคิดเห็นตั้งแต่วันนี้ ขณะที่กำลังออกแบบและนำกฎระเบียบและนโยบายใหม่ๆ มาใช้ เพราะเด็กๆ มีความรู้และประสบการณ์ที่จำเป็นในการช่วยสร้างโรงเรียนให้ปลอดภัยและน่าอยู่กว่าเดิม พวกเขารู้ว่าอะไรจะช่วยให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เห็นอกเห็นใจกันมากขึ้น ซึ่งช่วยให้พวกเขาเรียนรู้และเติบโตได้อย่างเต็มที่

 

และเมื่อเราพูดถึง ‘เด็ก’ เราหมายถึง เด็กทุกคน

 

ไม่ใช่เพียงนักเรียนที่มั่นใจ กล้าแสดงความคิดเห็นต่อหน้าผู้บริหาร หรือเข้าร่วมสภาเด็กและเยาวชนเท่านั้น แต่รวมถึงเด็กที่พูดน้อย นั่งอยู่มุมห้อง รวมถึงเด็กที่โดดเรียน เพราะพวกเขาอาจมีมุมมองที่มีคุณค่าไม่แพ้ใคร หรืออาจยิ่งเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในโรงเรียนของตนเองมากกว่าใคร คุณสมบัติเพียงอย่างเดียวที่ควรคำนึงถึงในการมีส่วนร่วมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ คือการเป็นนักเรียน

 

โรงเรียนที่ปลอดภัยจึงไม่ใช่เพียงโรงเรียนที่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ดี แต่ต้องเป็นโรงเรียนที่เข้าใจ ใส่ใจ และรับฟังเสียงของเด็ก ในฐานะส่วนหนึ่งของสังคม เราต้องไม่ละความพยายามที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง จนกว่าจะมั่นใจได้ว่า โรงเรียนทุกแห่งจะสามารถมอบคำมั่นเหล่านี้ให้แก่เด็กทุกคนในประเทศไทย

 

แฟ้มภาพ: Lauren DeCicca / Getty Images

The post โรงเรียนที่ปลอดภัยคือ โรงเรียนที่เข้าใจ เอาใจใส่ และรับฟังเสียงของเด็กอย่างแท้จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Great Transition: เมื่อความสำเร็จของการส่งต่อธุรกิจครอบครัว ขึ้นอยู่กับโครงสร้างธุรกิจมากกว่าที่คิด https://thestandard.co/family-business-succession-structure/ Tue, 18 Aug 2026 07:06:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1243223 ภาพทีมงานนักธุรกิจกำลังเคลื่อนไหว แสดงถึงการเปลี่ยนผ่าน

ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ธุรกิจครอบครัวไทยจำนวนมากอาจไม่ได […]

The post The Great Transition: เมื่อความสำเร็จของการส่งต่อธุรกิจครอบครัว ขึ้นอยู่กับโครงสร้างธุรกิจมากกว่าที่คิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพทีมงานนักธุรกิจกำลังเคลื่อนไหว แสดงถึงการเปลี่ยนผ่าน

ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ธุรกิจครอบครัวไทยจำนวนมากอาจไม่ได้ล้มเพราะขาดกำไร แต่เพราะ ‘ส่งต่อไม่สำเร็จ’

 

 
 

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ และผลของการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องแรงงานหรือระบบสาธารณสุข แต่กำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญของภาคธุรกิจไทยด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะธุรกิจครอบครัวที่ผู้ก่อตั้งใช้เวลาหลายสิบปีสร้างธุรกิจขึ้นจากกิจการเล็กๆ จนเติบโตเป็นกลุ่มบริษัทที่มีธุรกิจหลากหลาย มีบริษัทในเครือหลายแห่ง และมีพนักงานจำนวนมาก

 

ความท้าทายของการส่งต่อธุรกิจในวันนี้ไม่ได้อยู่ที่การหาผู้สืบทอดเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการทำให้โครงสร้างของธุรกิจรองรับการเปลี่ยนผ่านได้จริง เพราะแม้จะมีผู้สืบทอดที่พร้อมรับช่วงต่อ แต่หากโครงสร้างธุรกิจยังคงพึ่งพาบทบาทของผู้ก่อตั้งเป็นหลัก การส่งต่อก็อาจไม่ราบรื่นอย่างที่คาดหวัง

 

ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับรายงาน KPMG Global Family Business Report 2026 ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ธุรกิจครอบครัวทั่วโลกกำลังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง จากธุรกิจที่ครอบครัวเป็นผู้ขับเคลื่อนการดำเนินงานโดยตรง ไปสู่ธุรกิจที่ครอบครัวยังคงกำหนดวิสัยทัศน์และทิศทางระยะยาว แต่ต้องพึ่งพากลไกการกำกับดูแล คณะกรรมการ และผู้บริหารมืออาชีพมากขึ้น

 

การส่งต่อธุรกิจในบริบทนี้จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนตัวบุคคล แต่คือการทำให้ธุรกิจมีระบบที่พร้อมรองรับการเติบโตและสามารถดำเนินต่อได้อย่างต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่น

 

เมื่อความสำเร็จในอดีต กลายเป็นโจทย์ของวันนี้

 

ธุรกิจจำนวนมากไม่ได้เติบโตจากโครงสร้างที่ถูกออกแบบไว้อย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้น แต่ค่อยๆ ขยายตัวไปตามโอกาสทางธุรกิจ เมื่อมีโอกาสใหม่ก็จัดตั้งบริษัทเพิ่ม เมื่อมีพันธมิตรที่เหมาะสมก็ร่วมลงทุน และเมื่อเห็นช่องทางขยายกิจการก็เข้าซื้อหรือรับโอนธุรกิจเพิ่มเติม

 

เมื่อเวลาผ่านไป โครงสร้างของกลุ่มบริษัทจึงมีความซับซ้อน เช่น บางกลุ่มมีบริษัทในเครือหลายแห่งโดยที่บทบาทของแต่ละบริษัทยังไม่ชัดเจน บางแห่งมีการถือหุ้นหลายชั้นหรือถือหุ้นไขว้กัน ขณะที่ในบางกรณี ทรัพย์สินสำคัญ เช่น ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร เครื่องหมายการค้า หรือสัญญาหลักของธุรกิจ อาจกระจายอยู่ในนิติบุคคลหลายแห่งตามประวัติการเติบโตของกิจการ

 

ปัญหาหรือข้อจำกัดของโครงสร้างเดิมอาจมีอยู่แล้วตั้งแต่ช่วงที่ธุรกิจอยู่ภายใต้การบริหารของผู้ก่อตั้ง แต่ข้อจำกัดเหล่านี้มักยังไม่ส่งผลกระทบอย่างชัดเจน เนื่องจากผู้ก่อตั้งสามารถใช้ประสบการณ์ ความสัมพันธ์ทางธุรกิจ และอำนาจในการตัดสินใจส่วนบุคคลในการประสานงานและแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว เมื่อธุรกิจเริ่มส่งต่อสู่คนรุ่นถัดไป ข้อจำกัดดังกล่าวจึงมีแนวโน้มปรากฏชัดมากขึ้น

 

ทำไมธุรกิจจำนวนมากจึงสะดุดหลังการส่งต่อ

 

ธุรกิจที่สะดุดหลังการส่งต่ออาจเกิดจากโครงสร้างที่ยังไม่พร้อมรองรับการบริหารในรูปแบบใหม่ เช่น อำนาจของกรรมการไม่สอดคล้องกับบทบาทจริง โครงสร้างการถือหุ้นไม่สะท้อนอำนาจควบคุม ทรัพย์สินสำคัญกระจายอยู่ในหลายบริษัท หรือสัญญาหลักยังผูกอยู่กับบุคคลหรือบริษัทบางแห่งโดยไม่มีแผนรองรับที่ชัดเจน

 

เมื่อผู้ก่อตั้งไม่ได้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของการตัดสินใจอีกต่อไป ข้อจำกัดเหล่านี้มักเริ่มส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นความล่าช้าในการตัดสินใจ ความไม่ชัดเจนของบทบาทและความรับผิดชอบระหว่างบริษัทในเครือ หรือความยากลำบากในการระดมทุนและดึงนักลงทุนเข้ามาร่วมธุรกิจ แม้ปัญหาเหล่านี้อาจไม่กระทบต่อธุรกิจในทันที แต่สามารถสะสมและกลายเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโตในระยะยาวได้

 

ประเด็นที่ควรทบทวนก่อนวันส่งต่อธุรกิจ

 

ก่อนวันที่ผู้ก่อตั้งค่อยๆ ลดบทบาทลง หรือธุรกิจเริ่มส่งต่อการบริหารไปสู่คนรุ่นถัดไป ธุรกิจครอบครัวควรทบทวนประเด็นสำคัญซึ่งสามารถส่งผลต่อความต่อเนื่องของธุรกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในประเด็นต่อไปนี้

 

  • อำนาจอนุมัติและการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นขอบเขตอำนาจของผู้บริหาร กรรมการ และผู้ถือหุ้นควรถูกกำหนดให้ชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อผู้ก่อตั้งไม่ได้เป็นผู้ตัดสินใจหลักอีกต่อไป
  • การถือครองทรัพย์สินสำคัญ เช่น ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร เครื่องหมายการค้า หรือสัญญาหลักของธุรกิจ เป็นต้น ควรอยู่ในนิติบุคคลที่เหมาะสมและรองรับการดำเนินงานต่อเนื่องได้
  • โครงสร้างบริษัทในเครือ การมีบริษัทหลายแห่งอาจเพิ่มภาระด้านกฎหมาย ภาษี และการกำกับดูแล หากบทบาทของแต่ละบริษัทไม่ชัดเจนหรือซ้ำซ้อนกัน
  • ธุรกรรมภายในกลุ่ม ตัวอย่างเช่น การให้บริการ การโอนทรัพย์สิน การให้กู้ยืม หรือการใช้ทรัพยากรร่วมกัน ควรมีเอกสาร เงื่อนไข และเหตุผลทางธุรกิจรองรับอย่างเหมาะสม

 

หากคำตอบของคำถามเหล่านี้ยังไม่ชัดเจน นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าโครงสร้างเดิมยังไม่พร้อมรองรับการส่งต่อในระยะยาว การปรับโครงสร้างจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงการจัดรูปแบบกลุ่มบริษัทใหม่ แต่เป็นการออกแบบกลไกให้โครงสร้างการบริหาร การถือครองทรัพย์สิน และธุรกรรมภายในกลุ่มสอดคล้องกันมากขึ้น

 

ในทางปฏิบัติการปรับโครงสร้างจึงควรครอบคลุมตั้งแต่การจัดตั้ง holding company การรวมธุรกิจที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน การโอนธุรกิจภายในกลุ่ม การจัดระเบียบทรัพย์สินสำคัญ ไปจนถึงการกำหนดบทบาท หน้าที่ และอำนาจการตัดสินใจของผู้เกี่ยวข้องให้ชัดเจนขึ้น หัวใจของการปรับโครงสร้างจึงไม่ใช่เพียงการจัดรูปแบบกลุ่มบริษัทใหม่ แต่คือการวางกลไกให้ธุรกิจดำเนินงานได้ต่อเนื่อง มีความชัดเจนในการบริหารและการตัดสินใจ และพร้อมรองรับการเติบโตในระยะยาว

 

บทสรุป

 

สำหรับธุรกิจครอบครัวไทยจำนวนมาก ความท้าทายของการส่งต่อจึงไม่ใช่เพียงการหาผู้สืบทอดที่เหมาะสม แต่คือการทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อได้ แม้ผู้ก่อตั้งจะค่อย ๆ ลดบทบาทลงและไม่ได้เป็นศูนย์กลางของการตัดสินใจอีกต่อไป การปรับโครงสร้างที่เหมาะสมจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของกฎหมายหรือการจัดโครงสร้างองค์กร แต่เป็นการวางรากฐานให้ธุรกิจสามารถเติบโตและส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างมั่นคง

 

ในบริบทเช่นนี้ การปรับโครงสร้างกลุ่มบริษัทไม่ใช่เพียงทางเลือกเชิงธุรกิจ แต่เป็นกลไกสำคัญในการรองรับการส่งต่อธุรกิจอย่างเป็นระบบ ช่วยลดความซับซ้อนและความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อความต่อเนื่องของกิจการ พร้อมทั้งวางรากฐานเพื่อความยั่งยืนและการเติบโตในระยะยาว

 

เพราะท้ายที่สุดแล้ว การส่งต่อที่สำเร็จไม่ได้วัดจากวันที่มีการส่งไม้ต่ออย่างเป็นทางการ แต่วัดจากวันที่ธุรกิจสามารถเดินต่อไปได้ แม้ผู้ก่อตั้งหรือผู้นำธุรกิจรุ่นเดิมจะไม่ได้เป็นผู้ขับเคลื่อนหลักขององค์กรอีกต่อไป

 

ภาพ: Shutterstock.AI

The post The Great Transition: เมื่อความสำเร็จของการส่งต่อธุรกิจครอบครัว ขึ้นอยู่กับโครงสร้างธุรกิจมากกว่าที่คิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Yen Odyssey: มหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยน (ตอน 1) https://thestandard.co/yen-odyssey-intervention-history/ Tue, 18 Aug 2026 06:10:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1243191 ภาพสัญลักษณ์เงินเยนสีทองลอยอยู่กลางมหาสมุทรที่ปั่นป่วน

มหากาพย์ Odyssey ของโฮเมอร์ โอดิสซิอุสใช้เวลาสิบปีกว่าจ […]

The post The Yen Odyssey: มหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยน (ตอน 1) appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสัญลักษณ์เงินเยนสีทองลอยอยู่กลางมหาสมุทรที่ปั่นป่วน

มหากาพย์ Odyssey ของโฮเมอร์ โอดิสซิอุสใช้เวลาสิบปีกว่าจะเดินทางกลับบ้าน ไม่ใช่เพราะไม่รู้ทาง แต่เพราะทุกครั้งที่ใกล้ถึงเป้าหมาย ก็มีเหตุที่ทำให้ต้องเปลี่ยนทิศอยู่เสมอ

 

เงินเยนญี่ปุ่นก็ไม่ต่างกัน สัปดาห์ที่ผ่านมาทางการญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ร่วมกันแทรกแซงค่าเงินเยนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ทั้งสองประเทศต้องการให้เงินเยนแข็งค่า สวนทางกับการอ่อนค่าต่อเนื่องมากว่าสามทศวรรษ

 

เงินเยนกำลังจะไปทางไหน ควรแข็งหรืออ่อน นักลงทุนต้องรู้ให้ทันทิศทางการเดินทางและจุดหมายทั้งในอดีตและปัจจุบัน เพื่อประเมินโอกาสและความเสี่ยงของโลกการเงินในอนาคต

 

จุดเริ่มต้นการเดินทางของเงินเยนคือนโยบายอ่อนค่า 360 เยนต่อดอลลาร์ในปี 1949

 

เงินเยนตั้งต้นบนจุดที่อ่อนค่าผิดปรกติจากนโยบาย Dodge Line ของสหรัฐฯ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นความตั้งใจเพื่อช่วยให้ญี่ปุ่นมีแต้มต่อด้านการส่งออก รัฐบาลและธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผูกค่าเงินไว้กว่า 22 ปี เป็นนโยบายที่ประสบความสำเร็จมาก เศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโตเฉลี่ยปีละกว่า 9% กลายเป็นเศรษฐกิจอันดับสองของโลกภายในสองทศวรรษ

 

จุดเปลี่ยนช่วงแรกมาจากฝั่งสหรัฐฯ เมื่อประธานาธิบดี Nixon ประกาศเลิกผูกดอลลาร์กับทองคำในปี 1971

 

ทุกสกุลเงินหลักเข้าสู่ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว และเยนเดินทางสู่เส้นทางแข็งค่าเป็นครั้งแรก

 

เมื่อเข้าสู่ต้นทศวรรษ 1980 Paul Volcker ประธาน Fed ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ทำให้เยนหยุดการแข็งค่าไว้ที่กรอบ 200-250 เยน แต่ระดับนี้ยังสนับสนุนเศรษฐกิจญี่ปุ่นได้ดี สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับญี่ปุ่นต่อเนื่อง จนแรงกดดันทางการเมืองก่อตัวขึ้น

 

จุดเปลี่ยนที่สองเกิดขึ้นปี 1985 เมื่อรัฐมนตรีคลังห้าประเทศใหญ่ทำข้อตกลง Plaza Accord

 

กลุ่ม G5 นัดพบกันที่โรงแรม Plaza ในนิวยอร์ก แทรกแซงตลาดกดดอลลาร์ให้อ่อนลง เงินเยนแข็งค่าไปสู่กรอบ 150-160 เยนตั้งแต่ 12 เดือนแรก และแข็งต่อไปแตะ 120 เยนในปี 1987

 

ฝั่งญี่ปุ่นเมื่อเจอค่าเงินแข็งเร็ว BOJ ตอบสนองด้วยการลดดอกเบี้ยลงเหลือ 2% เพื่อชะลอปัญหา แต่ภาวะดอกเบี้ยต่ำกลายเป็นจุดเริ่มต้นของฟองสบู่ตลาดหุ้น และอสังหาริมทรัพย์ในประเทศ

 

ความผันผวนเกิดขึ้นอีกครั้งปี 1989 เมื่อ BOJ ขึ้นดอกเบี้ยไปที่ระดับ 6% ภายในปีเดียวเพื่อสยบฟองสบู่

 

ตลาดหุ้นร่วงหนัก อสังหาฯ ปรับฐาน หนี้เสียพุ่ง เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะเงินฝืดพร้อมความซบเซา แต่แทนที่เยนจะอ่อนจากปัญหาเศรษฐกิจญี่ปุ่นเอง กลับเป็นวิกฤตละตินอเมริกาช่วงปี 1994-1995 ที่ลามมาถึงสหรัฐฯ ทำให้ Fed ต้องลดดอกเบี้ยรับมือ ดอลลาร์อ่อน เยนแข็งไปแตะ 79 เยน/ดอลลาร์ นำไปสู่การแทรกแซงจากกลุ่ม G7 พร้อมกับ BOJ ลดดอกเบี้ยเหลือ 0.5%

 

แม้ดอลลาร์/เยนจะอ่อนกลับไปกรอบ 100-125 แต่ญี่ปุ่นก็กลายเป็นประเทศใหญ่แรกที่ใช้ดอกเบี้ยต่ำใกล้ 0% เป็นจุดกำเนิดของยุคกู้เยนไปลงทุนต่างประเทศ (Yen Carry Trade) ที่อยู่กับโลกการเงินมาถึงปัจจุบัน

 

เรื่องราวดูเหมือนจะจบ แต่วิกฤตค่าเงินเอเชียปี 1997 ทำให้เยนอ่อนทะลุ 147 เยน/ดอลลาร์

 

สหรัฐฯ และญี่ปุ่นต้องร่วมมือแทรกแซง แม้สำเร็จช่วงแรก แต่เมื่อวิกฤตลุกลาม นักลงทุนทั่วโลกปิดสถานะ carry trade พร้อมกัน ส่งผลให้เงินเยนเข้าโหมดแข็งค่าเกินไปอีก จนปี 2001 BOJ คิดค้นการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) เป็นประเทศแรกของโลก ทำให้เยนอ่อนกลับขึ้นไปในกรอบ 105-135 เยน

 

จุดเปลี่ยนอีกครั้งเกิดจากวิกฤตการเงินโลกและสึนามิ เมื่อเยนเริ่มมีสถานะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยของโลก

 

ปี 2008 ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับฐาน Fed ลดดอกเบี้ยและทำ QE ทำให้เยนแข็งจาก 110 ลงไป 80 เยน ซ้ำเติมด้วยสึนามิปี 2011 เยนแข็งลงไปถึง 75 เยน/ดอลลาร์ จนกลุ่ม G7 ต้องแทรกแซงขายเยนอีกครั้ง นี่คือจุดที่ญี่ปุ่นตัดสินใจว่าจะไม่ยอมให้เยนแข็งค่าแบบนี้อีก

 

การเปลี่ยนเส้นทางสะท้อนชัดบน Abenomics ด้วยนโยบายศรสามดอก

 

ปี 2012 BOJ เริ่ม QE อัดฉีดสภาพคล่อง ตามด้วยดอกเบี้ยติดลบปี 2016 และควบคุมยีลด์ใกล้ศูนย์ (YCC) เยนเดินทางจาก 76 ไปสู่ 125 เยน/ดอลลาร์ ภายในสามปี เงินเฟ้อกลับมา ตลาดหุ้นขึ้น กำไรบริษัททำจุดสูงสุดใหม่ ทุกอย่างดีจนไม่มีเหตุผลที่จะหยุดการอ่อนค่าของเยน

 

จุดหักหัวเรือสุดท้ายคือปัจจุบัน ช่วงปี 2022-2026 Fed ขึ้นดอกเบี้ยเร็ว แต่ญี่ปุ่นตรึงดอกเบี้ยศูนย์ กว่าจะเริ่มขึ้นก็ช้าเกินไป จนเยนอ่อนไปถึง 164

 

ครั้งนี้ทางการญี่ปุ่นมองต่างจากเดิม เพราะเงินเฟ้อสูงเกินเป้าหมาย ยีลด์ระยะยาวปรับตัวขึ้น ฐานะการคลังถูกตั้งคำถาม และคู่แข่งอย่างจีนกับกระแสกีดกันการค้าทำให้โอกาสส่งออกไม่ดีเหมือนเก่า

 

มาถึงตรงนี้ ผมเชื่อว่านักลงทุนหลายท่านคงมึนงงกับทิศทางที่เปลี่ยนไปมาของเงินเยนและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก

 

แต่สิ่งที่ทุกคนต้องเห็นเหมือนกันคือ มหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยนกำลังบอกทุกอย่างเกี่ยวกับตลาดทุน และใครที่วิเคราะห์ทิศทางเงินเยนได้ถูก จะเห็นโอกาสการลงทุนที่สำคัญในอนาคตแน่นอน

 

เรือของโอดิสซิอุสกำลังเข้าใกล้ฝั่งอิธากาอีกครั้ง แต่จะถึงจริงหรือไม่ ต้องดูว่าลมที่พัดอยู่ตอนนี้เป็นลมส่งหรือลมหลอก แล้วมาคุยกันต่อในตอนหน้าครับ

 

ภาพสัญลักษณ์เงินเยนสีทองลอยอยู่กลางมหาสมุทรที่ปั่นป่วน 1

 

ภาพ: Dragon Claws / Shutterstock

The post The Yen Odyssey: มหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยน (ตอน 1) appeared first on THE STANDARD.

]]>
Cobra Gold สำคัญอย่างไร ไทยได้อะไรจากการฝึกผสมกับสหรัฐฯ? https://thestandard.co/cobra-gold-thailand-us-ally-benefits/ Sun, 16 Aug 2026 05:37:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1242493 ทหารไทยและสหรัฐฯ ร่วมฝึกซ้อมรบในภารกิจ Cobra Gold

Cobra Gold เป็นการฝึกทางทหารที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันอ […]

The post Cobra Gold สำคัญอย่างไร ไทยได้อะไรจากการฝึกผสมกับสหรัฐฯ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทหารไทยและสหรัฐฯ ร่วมฝึกซ้อมรบในภารกิจ Cobra Gold

Cobra Gold เป็นการฝึกทางทหารที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และดำเนินมายาวนานตั้งแต่ปี 2525 เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของความมั่นคงร่วมกันระหว่างไทยและสหรัฐฯ โดย Cobra Gold เริ่มต้นจากการฝึกทางเรือของกองทัพเรือไทยและสหรัฐฯ และการยกพลขึ้นบกของนาวิกโยธินไทยและสหรัฐฯ และต่อมามีกองทัพบกไทยและสหรัฐ รวมถึงกองทัพอากาศเข้าร่วมด้วย จึงเป็นการฝึกที่ครบทั้งสามเหล่าทัพ และต่อมาการฝึกได้ขยายสมาชิกหลักที่เข้าร่วมการฝึกคือสิงคโปร์ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และมาเลเซีย รวมถึงมีผู้สังเกตุการจากหลายสิบประเทศทั่วโลก และขยายการฝึกไปยังสงครามข่าวกรองสัญญาณ ไซเบอร์ และอวกาศ

 

นี่จึงเป็นการฝึกที่ทหารเป็นหมื่นคนพร้อมยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยจากหลายประเทศเข้ามาร่วมการฝึก ซึ่งการฝึกจะแบ่งสลับกันเป็น Heavy Year และ Light Year

 

โดย Heavy Year จะเป็นปีที่การฝึกเป็นการรวมการฝึกที่บังคับการ หรือการฝึกการตัดสินใจของผู้บังคับบัญชาและฝ่ายเสนาธิการ เข้ากับการฝึกภาคสนาม Field Exercise ของกำลังรบจริง ซึ่งจะเป็นการจำลองการปฏิบัติการทางทหารที่สมจริงที่สุดเพราะจะมีการจำลองการปฏิบัติงานในทุกระดับ

 

ส่วน Light Year นั้นจะเป็นการฝึกภาคสนาม แยกกับการฝึกที่บังคับการ ซึ่งจะพัฒนากระบวนการตัดสินใจและการปฏิบัติงานต่างๆ เพื่อนำไปฝึกใน Heavy Year ต่อไป

 

การฝึกจะดำเนินการทั่วประเทศ โดยมีจุดหลักๆ คือในกรุงเทพซึ่งเป็นที่ตั้งของกองอำนวยการฝึกหลัก สัตหีบ จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นที่ตั้งของกำลังทางเรือและการฝึกการยกพลขึ้นบก การปฏิบัติการทางเรือจะทำการฝึกในอ่าวไทย การปฏิบัติการทางอากาศมักจะวางกำลังที่ท่าอากาศยานอู่ตะเภาและกองบิน 1 โคราช ส่วนการฝึกด้วยกระสุนจริงของกำลังทางบกมักจะสลับสับเปลี่ยนกันไปที่ระหว่างจังหวัดจันทบุรี สุโขทัย และลพบุรี นอกจากนั้นยังมีการฝึกด้านมนุษยธรรมและการค้นหาและกู้ภัยที่จังหวัดฉะเชิงเทรา รวมถึงกิจกรรมการฝึกต่างๆ รอบประเทศไทย

 

และนอกจากการฝึก Cobra Gold ซึ่งเป็นการฝึกรวมสามเหล่าที่มีกองบัญชาการกองทัพไทยเป็นเจ้าภาพหลักกับสหรัฐฯแล้ว สหรัฐฯยังมีการฝึกแยกกับแต่ละเหล่าทัพของไทยด้วย เช่น Hanuman Gardian ระหว่างกองทัพบกไทยและสหรัฐฯ CARAT ระหว่างกองทัพเรือไทยและสหรัฐ Cope Tiger ระหว่างกองทัพอากาศไทยและสหรัฐฯ

 

นอกจากนั้น สหรัฐฯยังมีโครงการ State Partnership Program (SPP) ซึ่งเป็นโครงการของกองกำลังรักษาดินแดนของสหรัฐฯ หรือ National Guard ที่ออกแบบมาให้กำลังของกองกำลังรักษาดินแดนของสหรัฐฯมักจะอยู่ประจำที่ในรัฐนั้นๆ ได้พัฒนาขีดความสามารถกับประเทศพันธมิตรต่างๆ ทั่วโลกในลักษณะของการจับคู่ระหว่างรัฐในสหรัฐและประเทศพันธมิตรเพื่อทำการฝึกและพัฒนาขีดความสามารถทางทหารร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยไทยเข้าร่วมกับโครงการนี้ตั้งแต่ปี 2545 และได้รับการจับคู่กับกองกำลังรักษาดินแดนของรัฐวอชิงตัน และมีการแลกเปลี่ยนรวมถึงฝึกร่วมกันทั้งในลักษณะการปฏิบัติการทางทหารและการปฏิบัติการของทหารและพลเรือน

 

และเนื่องจากหน่วยรักษาดินแดนของสหรัฐฯ มีกำลังพลที่เป็นพลเรือนซึ่งมาปฏิบัติหน้าที่เป็นทหาร ทำให้มีความเชี่ยวชาญทั้งการทหารและหน้าที่ของพลเรือน ทำให้มีการฝึกของภาคพลเรือนต่างๆ เช่น การรักษาความปลอดภัยโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงปฏิบัติการด้านความมั่นคงต่างๆ ซึ่งนอกจากกำลังของกองกำลังรักษาดินแดนของรัฐวอชิงตันจะเข้าร่วมการฝึก Cobra Gold แล้ว ยังมีการฝึกแยกเฉพาะระหว่างกองทัพไทยและกองกำลังรักษาดินแดนของรัฐวอชิงตันอีกด้วยภายใต้ชื่อ Enduring Partner รวมถึงมีการฝึกการรักษาความปลอดภัยและการกู้ภัยท่าเรือแหลมฉบัง (Laem Chabang Port Exchange) ร่วมกับหน่วยงานทั้งการทหารและพลเรือนที่เกี่ยวข้องของไทย การฝึกการจัดการไฟป่าร่วมกับกรมป่าไม้ของไทย และกองกำลังรักษาดินแดนของรัฐวอชิงตันยังสนับสนุนช่างและเจ้าหน้าที่เทคนิคมาประจำที่ประเทศไทยเพื่อให้การช่วยเหลือในการซ่อมบำรุงยานเกราะล้อยาง Stryker ของกองทัพบกไทยซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับที่มีใช้งานในกองกำลังรักษาดินแดนของรัฐวอชิงตัน

 

เมื่อถอยออกมาดูจะพบว่า ปีหนึ่งๆ ไทยและสหรัฐฯมีการฝึกทางทหารร่วมกันกว่า 100 การฝึกต่อปี ทำให้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศพันธมิตรที่มีความร่วมมือและการฝึกทางทหารกับสหรัฐฯที่เข้มข้นที่สุด

 

ทั้งนี้ การที่สหรัฐฯเรียกไทยว่าพันธมิตร (Ally) มาจากการที่ไทยและสหรัฐฯ มีข้อตกลงด้านการป้องกันประเทศร่วมกัน ซึ่งมาจากแถลงการณ์ร่วมถนัด-รัสก์ (Thanat-Rusk Communique) ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2505 โดย พันเอก (พิเศษ) ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย และ นายดีน รัสก์ (Dean Rusk) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ในสมัยประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี ในช่วงสงครามเย็น ที่ระบุว่าสหรัฐฯ ให้คำมั่นจะปกป้องคุ้มครองประเทศไทยภายใต้สนธิสัญญามะนิลาซึ่งนำมาสู่การก่อตั้งองค์การสนธิสัญญาป้องกันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือ SEATO

 

โดยถ้าไทยถูกรุกรานจากกองกำลังคอมมิวนิสต์ สหรัฐฯจะส่งทหารเข้ามาช่วยเหลือทันทีโดยไม่ต้องรอมติของ SEATO ซึ่งทำให้สถานะของไทยในสายตาของสหรัฐฯ คือพันธมิตรที่มีข้อตกลงป้องกันประเทศร่วมกัน (Treaty Ally) และสหรัฐฯ จะใช้คำนี้กับประเทศที่มีข้อตกลงร่วมกันเท่านั้น ซึ่งในโลกนี้มีไม่กี่ประเทศ ส่วนประเทศอื่นสหรัฐฯ จะใช้คำว่าหุ้นส่วนหรือ Partner ซึ่งเป็นการแสดงสถานะด้านความมั่นคงของไทยในสายตาของสหรัฐฯ ที่แตกต่างจากประเทศอื่น

 

นอกจากนั้น ในปี 2546 สหรัฐฯ ยังได้มอบสถานะพันธมิตรหลักนอกกลุ่ม NATo หรือ Major Non-NATO Ally ให้กับไทย เพื่อให้ไทยได้สิทธิในการจัดหายุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย ได้รับหรือสามารถจัดหายุทโธปกรณ์ส่วนเกินของกองทัพสหรัฐ (Excess Defense Articles) ก่อนคนอื่น สามารถเข้าร่วมโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศระหว่างกัน และสหรัฐฯ สามารถพิจารณาตั้งคลังยุทโธปกรณ์สำรองสำหรับกรณีฉุกเฉินในประเทศไทยได้ถ้าทางการไทยเห็นชอบ

 

รวมถึงทั้งไทยและสหรัฐฯ ยังลงนามในวิสัยทัศน์ร่วมว่าด้วยความเป็นพันธมิตรด้านการป้องกันประเทศ (Joint Vision Statement for the Thai-U.S. Defense Alliance) ฉบับแรกในปี 2555 และฉบับปรับปรุงในปี 2563 รวมถึงแถลงการณ์ว่าด้วยความเป็นพันธมิตรและหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ที่ลงนามในปี 2565 อีกด้วย

 

ทั้งหมดนี้จะเห็นว่า ข่าวที่ออกมาว่า “ไทยอาจใช้ความร่วมมือด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในข้อต่อรองในการเจรจาภาษีระหว่างไทยและสหรัฐฯ” จึงเป็นไปได้ยากมากในทางปฏิบัติ เพราะนอกจากทั้งสองประเทศจะมีความร่วมมือกันมาหลายทศวรรษแล้ว ถ้าหากไทยลดระดับความร่วมมือ อาจจะเป็นไทยเสียเองที่จะเสียผลประโยชน์ในหลายด้านที่ไทยได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ

 

และอาจจะเป็นสหรัฐฯ ในสมัยรัฐบาลทรัมป์ที่ดีใจด้วยซ้ำถ้าไทยอยากจะลดระดับความร่วมมือลง เพราะจะได้ประหยัดงบประมาณของสหรัฐฯ และให้ไทยต้องหางบประมาณมาใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศเพื่อช่วยเหลือตัวเองตามที่ทรัมป์มักจะกระตุ้นให้พันธมิตรพึ่งพาตนเองเสมอ

 

จึงไม่แปลกใจที่หลังจากข่าวการใช้การลดความร่วมมือด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ มาเป็นเครื่องมือในการเจรจาภาษีออกมา ทั้งรัฐบาลไทยและกระทรวงกลาโหมของไทยจะออกมาปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง

The post Cobra Gold สำคัญอย่างไร ไทยได้อะไรจากการฝึกผสมกับสหรัฐฯ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฝึกทักษะ STEM และ Coding สำหรับเด็ก Generation Alpha ผ่านกิจกรรมในบ้าน https://thestandard.co/gen-alpha-stem-coding-at-home-activities/ Sat, 15 Aug 2026 04:00:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1242167 เด็กกำลังทำกิจกรรม STEM กับพ่อแม่ที่บ้าน

ยามเย็นหลังเลิกเรียน พ่อแม่หลายบ้านมักส่งสมาร์ทโฟนหรือแ […]

The post ฝึกทักษะ STEM และ Coding สำหรับเด็ก Generation Alpha ผ่านกิจกรรมในบ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เด็กกำลังทำกิจกรรม STEM กับพ่อแม่ที่บ้าน

ยามเย็นหลังเลิกเรียน พ่อแม่หลายบ้านมักส่งสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตให้ลูก Generation Alpha เล็กวัย 3 ถึง 6 ขวบ เพื่อความสงบชั่วคราว ทว่าแท้จริงแล้วการติดหน้าจอส่งผลให้เด็กขาดสมาธิและความอดทน

 

การฝึกทักษะ STEM (ชุดความรู้และความสามารถที่รวม 4 ศาสตร์เข้าด้วยกัน ได้แก่ วิทยาศาสตร์ (Science), เทคโนโลยี (Technology), วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics)) และ Coding สำหรับเด็ก Generation Alpha จึงเป็นคำตอบสำคัญในการสร้างกระบวนการคิดวิเคราะห์ Resilience และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยไม่ต้องพึ่งจอภาพ

 

พ่อแม่จะเริ่มต้นฝึก ทักษะ STEM และ Coding สำหรับเด็ก Generation Alpha ได้อย่างไร

 

การเริ่มต้นเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ห้องแล็บราคาสูงหรือลงโปรแกรมซับซ้อน ครูท็อป อานนท์ แซ่เต็ง อาจารย์จากเพจ Rapcher อธิบายไว้ว่า อุปกรณ์ง่ายๆ อย่างดินน้ำมัน กะละมังใส่น้ำ และลูกแก้ว ก็สามารถนำมาใช้สร้างการเรียนรู้เรื่องแรงพยุงของน้ำได้อย่างดีเยี่ยม เช่นเดียวกับ ครูเบลล์ สุรศักดิ์ คำท้าว ครูวิทยาศาสตร์แห่งช่องสุรเบล ที่มักชวนลูกทดลองทำโค้กวุ้นด้วยการใส่เกลือลงในน้ำแข็ง เพื่อให้เด็กได้สังเกตการลดลงของอุณหภูมิและลองผิดลองถูกด้วยตนเอง

 

สำหรับการจัดกิจกรรมในบ้าน พ่อแม่สามารถเลือกใช้วิธีง่ายๆ เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการตามวัยของลูกดังนี้

 

🔹 ชวนทำตึกทนแผ่นดินไหวด้วยไม้จิ้มฟันกับดินน้ำมัน เพื่อฝึกกระบวนการคิดเชิงวิศวกรรมแบบจับต้องได้
🔹 วาดแผนที่ขุมทรัพย์ซ่อนของในบ้าน ให้เด็กเล็กรู้จักการวางลำดับขั้นตอนแบบ Unplugged Coding
🔹 ชวนตั้งคำถามระหว่างเดินไปร้านสะดวกซื้อ เรื่องระยะทาง ทิศทาง และการคำนวณเงินทอน
🔹ให้เด็กฝึกสั่งการหุ่นยนต์ไร้หน้าจอผ่านการสแกนการ์ดคำสั่งสำหรับเด็กวัย 3 ถึง 4 ขวบ

 

การชวนลูกเล่นกิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดเวลาหน้าจอ แต่ยังช่วยสร้างปฏิสัมพันธ์อันอบอุ่นภายในครอบครัว ซึ่งนำไปสู่การตั้งคำถามเกี่ยวกับบทบาทของผู้ปกครองในการส่งเสริมลูกอย่างถูกต้อง

 

เหตุใดการสร้าง Resilience จึงเป็นหัวใจของ ทักษะ STEM และ Coding สำหรับเด็ก Generation Alpha

 

ดร.อภิษฐา อุณหเลขกะ ผู้ก่อตั้งและคุณครู โรงเรียนเสริมทักษะลิตเติ้ลบีเวอร์ ชี้ให้เห็นว่า หัวใจของ Coding คือการแก้ปัญหาและการ Debugging หรือการหาจุดบกพร่องแล้วแก้ไข เมื่อเด็กๆ ได้ทดลองสร้างตึกหรือปั้นเรือดินน้ำมันแล้วจม พวกเขาจะได้เรียนรู้การรับมือกับความผิดหวังโดยไม่ร้องไห้งอแง ข้อผิดพลาดสำคัญที่พ่อแม่ยุคใหม่มักทำคือการรีบเข้าไปช่วยเหลือหรือบอกคำตอบทันที ทำให้ลูกขาดโอกาสในการคิดวิเคราะห์ด้วยตนเอง

 

ทางออกที่ดีคือการเปลี่ยนบทบาทจากผู้ตอบคำถามมาเป็นผู้ถามคำถามปลายเปิด เพื่อกระตุ้นให้เด็กสืบค้นหาคำตอบด้วยตนเอง การฝึกฝนเช่นนี้ตั้งแต่วัยเยาว์จะช่วยสร้าง Growth Mindset และความยืดหยุ่นทางจิตใจ ซึ่งเป็นทักษะชีวิตที่จำเป็นอย่างยิ่งในการเติบโตเคียงคู่กับเทคโนโลยี AI ในอนาคต

 

การเลี้ยงลูกในโลกยุคดิจิทัลเต็มไปด้วยความท้าทายและความกดดันมากมาย แต่ทุกความพยายามของพ่อแม่ในวันนี้ล้วนมีความหมาย เพียงสละเวลาเล็กน้อยในแต่ละวันมาตั้งคำถามและทดลองเล่นไปพร้อมกับลูก คุณกำลังมอบภูมิคุ้มกันทางความคิดที่ล้ำค่าที่สุดให้พวกเขา ขอเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่ทุกคนที่กำลังลุยไปข้างหน้าด้วยกัน

The post ฝึกทักษะ STEM และ Coding สำหรับเด็ก Generation Alpha ผ่านกิจกรรมในบ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เวสต์บรูก ราชาทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ลปิดฉาก NBA https://thestandard.co/russell-westbrook-nba-retirement/ Thu, 13 Aug 2026 13:04:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1241646 ภาพรัสเซลล์ เวสต์บรูก นักบาสเกตบอล NBA พร้อมข้อความ 'ราชาทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ล ปิดฉาก NBA'

รัสเซลล์ เวสต์บรูก หรือ เจ้านินจาเต่า ตัดสินใจอำลาวงการ […]

The post เวสต์บรูก ราชาทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ลปิดฉาก NBA appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรัสเซลล์ เวสต์บรูก นักบาสเกตบอล NBA พร้อมข้อความ 'ราชาทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ล ปิดฉาก NBA'

รัสเซลล์ เวสต์บรูก หรือ เจ้านินจาเต่า ตัดสินใจอำลาวงการ NBA อย่างปุบปับ ทั้งที่เดือนก่อนยังเคยย้ำว่า ไม่มีความคิดอยากเลิกแต่อย่างใด

 

เขาโลดแล่นและฝากผลงานอันน่าทึ่งยาวนานถึง 18 ฤดูกาล ผ่านต้นสังกัดในลีกถึง 7 แห่ง

 

ที่จริงทั้ง ซาคราเมนโต้ คิงส์ กับ วอชิงตัน วิเซิร์ดส ก็ยังอยากใช้งาน แต่ดูเหมือนในบทบาทน้อยกว่าที่เขาต้องการ

 

นินจาเต่า เลือกวิธีการประกาศอำลา ผ่านคลิปวิดีโอบนโซเชียลมีเดีย ความยาว 3 นาทีครึ่ง โดยให้ ไมเคิ่ล บี.จอร์แดน นักแสดงชื่อดังช่วยบรรยาย

 

ทำให้ตลอดทั้งคลิปไม่มีคำพูดจากเวสต์บรูกแต่อย่างใด

 

เขาใช้ภาพไฮไลต์การเล่นตลอด 18 ปี ทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวความยิ่งใหญ่ หยาดเหงื่อ และการทุ่มเทอย่างทรงพลัง เกินกว่าคำบรรยายใดๆ

 

เวสต์บรูก แค่โพสต์ ข้อความสั้นๆ เอาไว้ใต้คลิป

 

“บางครั้ง คุณไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังเฝ้ามองจุดจบของมันอยู่ คุณต้องเคยอยู่ตรงนั้นจริง ๆ และบัดนี้ ทุกอย่างมันจบลงแล้ว”

 

เขายังอุตส่าห์ทิ้งปริศนาถึงบทบาทในอนาคต โดยให้ จอร์แดน บรรยาย ขณะที่ตัวเองนั่งอยู่ในห้องที่กำลังก่อสร้างว่า: “ปีกคู่นี้ยังสร้างไม่เสร็จ และตัวเขาก็ยังไม่จบลงเช่นกัน”

 

เลอบรอน เจมส์ อดีตเพื่อนร่วมทีม ออกมาชื่นชมเวสต์บรูก ทั้งฐานะหนึ่งในคู่แข่งและเพื่อนร่วมทีมที่ทรงพลังและมีความเป็นนักสู้อย่างแท้จริง

 

โดโนแวน มิตเชลล์ กับ เทร ยัง สองการ์ดระดับชั้นนำได้ร่วมโพสต์แสดงความเคารพต่อเวสต์บรูก ในฐานะไอดอลและต้นแบบผู้สร้างแรงบันดาลใจให้กับการ์ดยุคใหม่

 

เคนดริก เพอร์กิ้นส์ อดีตเพื่อนร่วมทีมธันเดอร์ และนักวิเคราะห์ ESPN บอกว่า “แม้ผมจะไม่ได้คุยกับรัสส์มาสักพักแล้ว แต่ผมมีความรักที่แท้จริงให้รัสเซลล์ เวสต์บรูก โดยตลอด… เขาไม่เพียงแต่ควรได้รับการรีไทร์เสื้อแข่งในโอคลาโฮมา ซิตี้ แต่ควรจะได้ ‘รูปปั้น’ หน้าสนามด้วยซ้ำ ถัดจาก เอสจีเอ แล้ว สำหรับผม รัสส์คือ ธันเดอร์ ที่ยิ่งใหญ่เป็นอันดับสองตลอดกาล”

 

เส้นทางบาสเกตบอลของ เวสต์บรูก เริ่มต้นที่ มหาวิทยาลัยดังอย่าง ยูซีแอลเอ ลงแข่งที่นั่นสองปี ก่อนประกาศตัวเข้าสู่การดราฟต์ 2008

 

ซีแอตเทิ่ล ซูเปอร์โซนิกส์ ใช้สิทธิอันดับสี่ คว้าเข้ามาครอง เพียงแต่หลังจากนั้นไม่นาน แฟรนไชส์ได้ย้ายเมืองและเปลี่ยนชื่อ เป็น โอคลาโฮม่า ซิตี้ ธันเดอร์ โดย เวสต์บรูก ยังไม่ทันได้ใส่ชุด ซูเปอร์โซนิกส์ แข่งแต่อย่างใด

 

อย่างไรก็ตาม การมาของ เวสต์บรูก ถือเป็นเสาหลักสำคัญในการสร้าง ธันเดอร์ ยุคใหม่ ร่วมกับซูเปอร์สตาร์อย่าง เควิน ดูแรนท์ และ เจมส์ ฮาร์เด้น (ได้รางวัลตัวสำรองยอดเยี่ยม NBA)

 

ทั้งสามคน เข็น ธันเดอร์ ให้พุ่งทะยานมาทางตะวันตก อย่างร้อนแรง

 

ปี 2012 (เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ): เวสต์บรูก วัย 23 ปี พา ธันเดอร์ ชิงเป็นครั้งแรกของแฟรนไชส์ โดยต้องเผชิญหน้ากับ “บิ้กทรี” ของ ไมอามี่ ฮีต (เลอบรอน เจมส์, ดีเวย์น เหว็ด และ คริส บอสช์) แม้สุดท้ายต้องพ่ายแพ้ 1-4 เกม แต่นั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ แฟนบาส ทั่วโลกรับรู้ถึงศักยภาพการเล่นอันร้อนแรงเหมือนพายุหมุนของเขา

 

ตลอดระยะเวลา 11 ฤดูกาลเต็มที่อยู่ โอคลาโฮม่า ซิตี้, นินจาเต่า ไม่เพียงสร้างสถิติส่วนตัวมากมาย แต่เขายังสร้างวัฒนธรรมความดุดัน, ความภักดี และจิตวิญญาณแห่งการไม่ยอมแพ้ให้กับเมือง อย่างที่ไม่เคยมีผู้เล่นคนใดทำได้มาก่อน

 

สิ่งที่ทำให้แฟนบาสเกตบอล ทึ่งในตัวอีกอย่างนอกเหนือทักษะการเล่น ก็คือเรื่อง สภาพร่างกายและความทรหด ของเวสต์บรูก เข้าขั้นเหนือมนุษย์

 

ในช่วงต้นของอาชีพ เคยได้รับฉายาว่าเป็น มนุษย์เหล็ก แห่ง NBA

 

สถิติความอึดระดับประวัติศาสตร์

 

  • 394 เกมติดต่อกัน: ช่วง 5 ฤดูกาลแรกของการเล่นอาชีพ (ตั้งแต่ฤดูกาล 2008-09 จนถึงสิ้นสุดฤดูกาล 2012-13) เวสต์บรูก ไม่เคยพลาดการลงแข่งแม้แต่เกมเดียว ทั้งฤดูกาลปกติและเพลย์ออฟ
  • เหตุการณ์โหนกแก้มแตกที่พอร์ตแลนด์ (ปี 2015): ระหว่างการเยือน เบลเซอร์ส ปี 2015 เวสต์บรูก โดนเข่า อันเดร รอเบอร์สัน เพื่อนร่วมทีมเข้าที่ใบหน้าอย่างรุนแรงจนกระดูกโหนกแก้มแตกและเกิดรอยบุ๋มเห็นได้ชัด เขาต้องเข้ารับการผ่าตัดด่วนในวันถัดมา ผู้คนต่างคาดว่าเขาจะต้องพักยาวหลายสัปดาห์ แต่ ความจริง นินจาเต่า พักแค่สองเกม รวมห้าวัน ก็กลับมาสู้ไหว ด้วยการใส่ หน้ากากป้องกัน
  • รีเทิร์นอย่างยิ่งใหญ่: ในเกมที่กลับมาพร้อมหน้ากากนัดแรก เวสต์บรูก ซัดใส่ เซเว่นตี้ซิกเซอร์ส ไป 49 แต้ม, 16 รีบาวด์ และ 10 แอสซิสต์ พร้อมกระโดดดั้งก์อย่างรุนแรงใส่ผู้เล่นคู่แข่ง ช่วย ธันเดอร์ คว้าชัยต่อเวลา แสดงให้เห็นถึงความเกลียดชังต่อความพ่ายแพ้และความกล้าไม่กลัวบาดเจ็บ

 

เมื่อพูดถึงสโลแกนประจำตัวของ เวสต์บรูก คำว่า “Why Not?” (ทำไมจะไม่ได้ล่ะ?) ไม่เป็นเพียงแค่เครื่องหมายการค้าทางแฟชั่นหรือคำคมเท่ๆ แต่เป็นปรัชญาในการดำเนินชีวิตและการเล่นบาสเกตบอลของเขาที่ท้าทายทุกข้อจำกัด

 

จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่สุดในอาชีพของเขาเกิดขึ้น เมื่อ ฤดูร้อนปี 2016

 

เควิน ดูแรนท์ ตัดสินใจย้ายออกจาก โอคลาโฮม่า ซิตี้ ไปร่วมสร้างซูเปอร์ ทีม กับ สเตฟเฟ่น เคอร์รี่, เคลย์ ธอมป์สัน ที่ โกลเด้น สเตท วอร์ริเออร์ส ทิ้งให้ เวสต์บรูก กลายเป็น ทหารเสือเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ ท่ามกลางแรงกดดันและการถูกมองข้ามจากสื่อมวลชน

 

แทนที่จะถดถอย เวสต์บรูกกลับตัดสินใจเซ็นสัญญาต่อระยะยาวกับธันเดอร์ เพื่อแสดงความภักดีต่อเมือง และเปิดฉากฤดูกาล 2016-17 จนกลายเป็นหนึ่งในฤดูกาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

 

  1. ทำลายสถิติ ทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ล ตลอดกาลของ ออสก้าร์ รอเบิร์ตสัน : เวสต์บรูก ซัดไปถึง 42 ครั้ง ในฤดูกาลเดียว ทำลายสถิติเดิม 41 ครั้งของ บิ้กโอ ที่คงอยู่ยาวนาน 55 ปี (ตั้งแต่ฤดูกาล 1961-62)
  2. ทำสถิติเฉลี่ย ทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ล ตลอดฤดูกาล: เขาได้เฉลี่ย 31.6 แต้ม (คว้าตำแหน่งตัวสกอร์มากสุด NBA), 10.7 รีบาวด์ และ 10.4 แอสซิสต์ กลายเป็นผู้เล่นคนที่สองของ NBA ที่ทำสถิติเฉลี่ย ทั้งฤดูกาลระดับ ทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ล
  3. เกียรติยศ MVP: จากการแบกทีมธันเดอร์ที่ขาดดาวดังคนอื่น จนคว้าชัยชนะ 47 เกม พาทีมเข้าสู่รอบเพลย์ออฟได้อย่างเหลือเชื่อ ส่งผลให้นินจาเต่าได้รับรางวัล NBA Most Valuable Player (MVP) ปี 2017 ไปครองอย่างสมเกียรติ

 

ตลอดระยะเวลา 18 ปี เวสต์บรูกได้เปลี่ยนคำว่า “ทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ล” จากที่เกิดขึ้นได้ยากสำหรับวงการ NBA ให้กลายเป็นเรื่องบรรทัดฐานใหม่ที่เกิดขึ้นจนชินตา

 

เขาทิ้งสถิติทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ลเอาไว้ ทั้งสิ้น 209 เกม และ ทำสถิติเฉลี่ยทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ลถึง 4 ฤดูกาล (2016-17, 2017-18, 2018-19 กับ โอเคซี และ 2020-21 กับ วอชิงตัน วิเซิร์ดส)

 

เมื่อเดือนพฤศจิกายนช่วงท้ายอาชีพ เวสต์บรูกยังแอสซิสต์ ครบ 10,000 ครั้ง กลายเป็นผู้เล่นคนที่ 8 ในประวัติศาสตร์ที่ทำได้ และจบอาชีพในอันดับที่ 5 ของผู้จ่ายแอสซิสต์สูงสุดตลอดกาล (10,351 ครั้ง)

 

นอกจากนี้ เขายังเป็นเพียง 1 ใน 2 คนของลีก ร่วมกับเลอบรอน ที่สะสมสถิติตลอดอาชีพได้เกิน 25,000 คะแนน กับ 10,000 แอสซิสต์ ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความครบเครื่องในฐานะทั้งตัวทำแต้มและตัวปั้นเกมระดับไม่ธรรมดา

 

หลังจากยุคสมัยอันเกรียงไกรกับ ธันเดอร์ สิ้นสุดลงในปี 2019

 

เวสต์บรูกได้เข้าสู่วิถีการเป็นผู้เล่นพเนจรที่ต้องปรับตัวเข้ากับหลายๆ แฟรนไชส์ แต่เขายังคงทุ่มเทความดุดันและเป็นมืออาชีพในทุกที่ที่ไป:

 

  1. ฮิวสตั้น ร็อคเก็ตส์ (2019–2020): กลับมาร่วมงานกับเพื่อนรักอย่างฮาร์เด้น พาทีมเข้าสู่รอบเพลย์ออฟ
  2. วอชิงตัน วิเซิร์ดส (2020–2021): สร้างปรากฏการณ์กดทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ล เป็นว่าเล่น พาทีมพลิกสถานการณ์ช่วงท้ายฤดูกาลเข้าสู่เพลย์ออฟอย่างน่าทึ่ง
  3. แอลเอ เลเกอร์ส (2021–2023): การกลับมาเล่นในบ้านเกิดที่แอลเอ ได้ร่วมงาน เลอบรอน และแอนโธนี่ เดวิส กลับเป็นช่วงเวลายากลำบากและเจอกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับสไตล์การเล่น แต่เขาก็ยังอดทนสู้
  4. แอลเอ คลิปเปอร์ส (2023–2024): ปรับบทบาทมาเป็นผู้เล่นสำรอง นำพาพลังจากม้านั่งสำรองและได้รับความรักจากแฟนๆ คลิปเปอร์สโดยทันที
  5. เดนเวอร์ นักเก็ตส์ (2024–2025): ผนึกกำลังกับนิโกล่า โยคิช พาทีมคว้าชัยชนะรอบเพลย์ออฟ 1 ซีรีส์ เมื่อปี 2025
  6. ซาคราเมนโต้ คิงส์ (2025–2026 ฤดูกาลสุดท้าย): ยอมรับค่าจ้างขั้นต่ำ ลงแข่ง 64 เกม (เป็นตัวจริง 58 เกม) ทำสถิติเฉลี่ย 15.2 แต้ม, 6.7 แอสซิสต์ และ 5.2 รีบาวด์ แม้ผลงานทีมจะแย่ ชนะ 22 แพ้ 60 แต่ เวสต์บรูกก็ยังคงทำหน้าที่ในฐานะรุ่นพี่และผู้นำทีมจนวินาทีสุดท้าย

 

ต้องถือว่า เวสต์บรูกในวัยย่าง 38 น่าจะสร้างความทรงจำให้กับแฟนบาสเกตบอลอย่างสับสนมากสุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์

 

ช่วงพีกๆ เขาคือ สุดยอดพอยท์การ์ด ดีกรีทั้งเอ็มวีพีลีก, ติดออล-สตาร์ 9 สมัย, แชมเปียนทำสกอร์ NBA สองฤดูกาล, แอสซิสต์มากสุดของลีกอีกสองซีซั่น

 

เป็นคนแรกคนเดียวที่ มีค่าเฉลี่ยทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ลถึงสี่ซีซั่น

 

เขารีไทร์ ด้วยการทิ้งผลงานทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ลมากสุดตลอดกาล 209 เกม, แอสซิสต์มากเป็นอันดับห้าตลอดกาล และสกอร์มากเป็นลำดับ 14 ของประวัติศาสตร์ลีก

 

ขณะเดียวกันเสียงด่า เวสต์บรูกจากแฟนบาสก็ถือว่าไม่ผิดเพี้ยน เรื่องการชูตมั่วซั่ว, ตัดสินใจท้ายเกมผีเข้าผีออก และสไตล์การเล่นพอร่างกายเริ่มเสื่อมถอย ก็เข้ากับคนอื่นได้ยาก แน่นอน ไม่เคยได้แหวนแชมป์มาครองอีกต่างหาก

 

เพียงแต่ข้อกล่าวหาเป็น ‘เด็กปั้ม’ จากมุมมองที่ชอบปั๊มสถิติ ถือว่า ดูแคลนเวสต์บรูกช่วงพีกๆ เกินไป

 

ทีมของเขามีสถิติ 153-56 หรือ 73.2% เวลาที่ทำทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ล

 

ไม่เป็นรอง พวกที่ ทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ลเกิน 120 ครั้งของ NBA อย่าง นิโกล่า โยคิช 198 ทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ล, ผลงานทีม 152-46 (76.8%), ออสก้าร์ รอเบิร์ตสัน 181 ทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ล, ผลงานทีม 131-50 (72.4%), แมจิก จอห์นสัน 138 ทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ล, ผลงานทีม 108-30 (78.3%), เลอบรอน เจมส์ 125 ทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ล, ผลงานทีม 96-29 (76.8%)

 

เขาอาจไม่ใช่พอยท์การ์ดสมบูรณ์แบบ ไม่น่าติดท็อปไฟว์ตลอดกาล แต่สำหรับท็อปเทนแล้ว มีความเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง

 

เวสต์บรูกถือเป็นหนึ่งในการ์ดพลังเร้าใจ มีการเล่นอย่างเป็นเอกลักษณ์สุดเท่าที่ลีกเคยเห็นมา

 

และเชื่อว่าจะได้เข้าสู่ หอเกียรติยศในบั้นปลายไม่ยากเย็น

The post เวสต์บรูก ราชาทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ลปิดฉาก NBA appeared first on THE STANDARD.

]]>