Opinion – THE STANDARD https://thestandard.co/category/opinion/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 22 Oct 2026 05:45:46 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 กระแสข่าวลักพาตัว ทำไมคนจีนกลัวมาไทย ฟังเสียงสะท้อนประชาชน และปัญหาการสื่อสารที่จีนเองก็พูดไม่หมด https://thestandard.co/chinese-tourists-thailand-kidnapping-fears/ Thu, 22 Oct 2026 05:45:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1270841 ภาพประกอบข่าวเกี่ยวกับกระแสความกังวลเรื่องการลักพาตัวของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางมาไทย

“ช่วงนี้ข่าวด้านลบเกี่ยวกับไทยเยอะมาก” ไกด์ชาวจีนคนหนึ่ […]

The post กระแสข่าวลักพาตัว ทำไมคนจีนกลัวมาไทย ฟังเสียงสะท้อนประชาชน และปัญหาการสื่อสารที่จีนเองก็พูดไม่หมด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าวเกี่ยวกับกระแสความกังวลเรื่องการลักพาตัวของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางมาไทย

“ช่วงนี้ข่าวด้านลบเกี่ยวกับไทยเยอะมาก” ไกด์ชาวจีนคนหนึ่งซึ่งรู้จักกันตอนไปทริปที่จีนส่งข้อความถึงผมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และถามด้วยว่า “นักท่องเที่ยวจีนในไทยลดลงเยอะไหม”

 

 
 

ผมถามกลับไปว่า เป็นข่าวเกี่ยวกับอะไรบ้าง? ไกด์หญิงคนนี้ซึ่งไม่ประสงค์ออกนามตอบว่า “เป็นข่าวเกี่ยวกับว่า…มาเที่ยวไทยแล้ว ถึงสนามบินก็โดนลักพา ไปดูคอนเสิร์ต ก็โดนลักพา”

 

เธอเล่าว่า หลายข่าวก็เห็นจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของจีน และมีการรายงานโดยบัญชีสำนักข่าวของทางการด้วย

 

เธอยังส่งคลิปสั้นที่เผยแพร่ใน WeChat Channels ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มวิดีโอขนาดสั้นยอดนิยมในจีนมาให้ดู เจ้าของบัญชีใช้ชื่อว่า ‘เฉินก่านเอินไฉจิง’ จากเมืองหังโจว มณฑลเจ้อเจียง เป็นแอคเคานต์ที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว (verified) ซึ่งคลิปนี้เจ้าของบัญชีได้เตือนภัยเกี่ยวกับการเดินทางมาไทย โดยต้นคลิปได้พูดถึงข่าวที่ชายชาวจีน 2 คนมาเที่ยวไทยในช่วงหยุดวันชาติ และหายสาบสูญไปเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ก่อนที่ตำรวจไทยจะเผยว่า พวกเขาถูกหลอกไปทำงานที่เมียนมา

 

เจ้าของบัญชีนี้ยังพูดเตือนว่า “สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในประเทศไทยตอนนี้ ไม่ใช่การที่มีคนไม่ดีอยู่เพียงไม่กี่คน แต่คือคนไม่ดีเหล่านั้นอาจสวมเครื่องแบบ ขับรถตำรวจ ติดตราตำรวจ แถมยังเข้าใจความคิดของคุณเป็นอย่างดี”

 

“ไกด์อาจกลายเป็นพ่อค้ามนุษย์ ตำรวจอาจกลายเป็นโจร โรงพยาบาลเปิดประตูช่วยชีวิตคน แต่เมื่อปิดประตูลง อาจเป็นอีกธุรกิจหนึ่งเลยก็ได้”

 

อย่างไรก็ตาม เจ้าของคลิปไม่ได้ระบุข้อมูลว่า ผู้ก่อเหตุส่วนใหญ่เป็นคนสัญชาติอะไร ถูกหลอกได้อย่างไร และเป็นคนกลุ่มใดที่ตกเป็นเหยื่อถูกหลอก

 

แต่ในคลิปนี้เขายังเล่าย้อนถึงคดีดังหลายคดีที่เคยเกิดขึ้นในไทยในอดีต เช่น คดีของหวังซิง นักแสดงชายชาวจีนที่ถูกลักพาไปเมียนมาเมื่อปี 2025 ก่อนที่ทางการจะช่วยเหลือออกมาได้ หรือคดีเมื่อเร็วๆ นี้ที่มีตำรวจไทย 4 นายเกี่ยวข้องกับการลักพาตัวชาวจีน 5 คนไปเรียกค่าไถ่ที่จังหวัดสระแก้วเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีคดีที่ พล.ท. มนัส คงแป้น อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก ตกเป็นจำเลยสำคัญในข้อหาค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจาที่เริ่มเป็นข่าวใหญ่ตั้งแต่ปี 2015

 

คลิปนี้มีคนกดไลค์เป็นหมื่น และแชร์ต่อ 8,600 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีคนมาแสดงความเห็นรวม 715 ข้อความ

 

ผมลองกดเข้าไปอ่านข้อความ ก็พบว่าคนที่มาแสดงความเห็นส่วนใหญ่เขียนไปในทิศทางเดียวกันว่า “เมืองไทยอันตราย อย่ามานะ” “ไม่ควรไปเที่ยวประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” “เที่ยวจีนกันเองดีกว่า ปลอดภัย” และท็อปคอมเมนต์ที่ขึ้นแนะนำเขียนว่า “ที่ประเทศไทย คนที่ใส่ชุดตำรวจ ไม่ใช่ว่าจะสามารถปกป้องคุณได้” พร้อมติดแฮชแท็กว่า #ความปลอดภัยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ #ความเสี่ยงโดนลักพาข้ามพรมแดน #สแกมเมอร์

 

มีข้อสังเกตว่า ข้อความเหล่านี้ไม่ได้เตือนภัยเกี่ยวกับผู้ก่อเหตุที่อาจเป็นคนสัญชาติเดียวกันที่หลอกลวงคนชาติเดียวกันเลย มีเพียงการเตือนให้ระวังเจ้าหน้าที่ไทยที่อาจเกี่ยวข้อง ทั้งที่ข้อเท็จจริงคือหลายคดีมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ชาวจีนโดยตรง

 

ต่อมาเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว (16 ตุลาคม) สถานทูตจีนในไทยได้ออกประกาศเตือนพลเมืองที่เดินทางมาไทยให้ระมัดระวังการถูกลักพาตัว โดยมีข้อความว่าอย่าหลงเชื่อข้อเสนองานที่ให้ผลตอบแทนสูง หรือการถูกชักชวนให้ลงทุน หรือเตือนเกี่ยวกับการมารับงานถ่ายทำและแสดงโชว์ รวมถึงให้ระวังการขึ้นยานพาหนะคนแปลกหน้าที่ให้บริการรับส่งฟรีด้วย

 

มีข้อสังเกตว่า ในข้อความประกาศเตือนของสถานทูตก็ไม่ได้ระบุให้ระวังผู้ก่อเหตุที่อาจเป็นคนสัญชาติเดียวกันแต่อย่างใด

 

ผมสอบถามไปทางสถานทูต ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ตอบว่า ช่วงนี้มีกรณีลักพาตัวหรือหลอกลวงออนไลน์เกิดขึ้นหลายกรณี โดยเขายังส่งลิงก์ข่าวที่เผยแพร่ในแอป Xiaohongshu (RedNote) มาให้อ่าน เป็นข่าวเกี่ยวกับนักดนตรีชื่อ หานเส้าเจี๋ย จากเซี่ยงไฮ้ที่ขาดการติดต่อในกรุงเทพฯ แต่ล่าสุดกลับถึงเซี่ยงไฮ้อย่างปลอดภัย โดยพี่สาวได้โพสต์ข้อความว่า การขาดการติดต่อกับน้องชายเป็นเวลา 6 วัน ถือเป็นฝันร้าย แต่ตอนนี้น้องกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยแล้วเมื่อเช้าวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา พร้อมกล่าวขอบคุณสถานทูตจีน ตำรวจจีนและตำรวจไทยที่ให้ความช่วยเหลือ

 

ทางการไทยว่าอย่างไร

 

จากการสอบถาม พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เกี่ยวกับการออกประกาศเตือนล่าสุดของสถานทูตจีนและจำนวนคดีการลักพาตัวที่เกิดขึ้นในช่วงนี้นั้น ทางโฆษกตอบว่า คดีไม่ได้เยอะขึ้นกว่าที่ผ่านมา แต่ก็มีการสั่งการและกำชับเจ้าหน้าที่ให้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและติดตามเครือข่ายสแกมเมอร์อย่างใกล้ชิด โดยมีการประสานกับหน่วยงานต่างๆ รวมถึงสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองด้วย ส่วนรายละเอียดของคดีต่างๆ จะมีการแถลงข่าวในภายหลัง

 

ขณะที่ สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนยืนยันว่ารัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวไม่ว่าชาติไหนอย่างเท่าเทียมกัน และยืนยันว่า ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และฝ่ายความมั่นคง จะยกระดับความเข้มงวดในการดูแลความปลอดภัย และขะไม่ยอมให้ไทยถูกใช้เป็นทางผ่านของอาชญากรรมข้ามชาติ

 

อย่างไรก็ตาม สุรศักดิ์ตั้งคำถามกลับว่า ทำไมกรณีการลักพาจึงไม่เกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวประเทศอื่นที่เข้ามาเลย นั่นอาจแสดงให้เห็นว่ามีการชักจูงกันมาจากประเทศต้นทางหรือไม่ ส่วนการเดินทางผ่านชายแดนไทยต้องผ่านหลายด่าน จึงไม่สามารถออกจากไทยไปได้อย่างง่ายดาย หากเหยื่อต้องการความช่วยเหลือก็สามารถทำได้ ยกเว้นไม่รู้ว่าตนเองถูกหลอก ซึ่งหากเป็นคนที่ตั้งใจมาท่องเที่ยวในประเทศไทยจริงโดยที่ไม่มีเป้าหมายไปประเทศที่สาม ก็คงไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น

 

แหล่งข่าวอีกคนซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อให้ข้อมูลว่า เหยื่อที่ถูกหลอกส่วนใหญ่คือหลงเชื่อข้อเสนองานที่มีรายได้สูง รวมไปถึงธุรกิจสีเทาที่มีฐานอยู่ในประเทศที่ 3 ซึ่งคนเหล่านี้เป็นกลุ่มเสี่ยงที่หน่วยงานจีนคอยจับตาและโทรหาอยู่ตลอดเพื่อเตือนไม่ให้เดินทางมาไทยหรือประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่คำเตือนเหล่านี้ก็มักไม่เป็นผลในหลายกรณี

 

ขณะที่ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ในระหว่างการเยือนกรุงโรม ประเทศอิตาลี ว่า ไทยไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และจะเร่งแก้ไขในสิ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย

 

อย่างไรก็ตาม สีหศักดิ์มองว่าเรื่องนี้ควรต้องมีความร่วมมือระหว่างกัน เพราะเป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่ากระบวนการที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากคนไทยเพียงอย่างเดียว และต้องตรวจสอบให้ดีว่า คนที่ถูกหลอกมาเป็นคนกลุ่มใดด้วย

 

รองนายกฯ ยังพูดถึงประกาศเตือนของสถานทูตจีนว่า การออกคำเตือนใดๆ ควรต้องรักษาความเป็นสัดส่วนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ไม่ใช่สร้างความตื่นตระหนก เพราะจะไม่เป็นผลดีกับทั้งสองฝ่าย

 

ผมถามความเห็นเพิ่มเติมจากคนจีนที่อยู่ในประเทศจีนเกี่ยวกับข่าวสารที่ได้รับ ซึ่ง หลิวหว่านอิ๋ง นักข่าวจากสถานีโทรทัศน์กว่างซี ให้มุมมองส่วนตัวในฐานะสื่อว่า เหตุลักพาตัวที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เป็นคดีอาชญากรรมร้ายแรงที่เกิดขึ้นเฉพาะและมีจำนวนไม่มาก ไม่สามารถนำมาใช้สะท้อนภาพรวมของสถานการณ์ความปลอดภัยในประเทศไทยได้ และไม่อาจสรุปได้ว่าการเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยนั้นไม่ปลอดภัยด้วย

 

เธอกล่าวว่าผู้เสียหายจำนวนไม่น้อยที่ตกเป็นเหยื่อ แท้จริงแล้วไม่ใช่นักท่องเที่ยวทั่วไป แต่เป็นผู้ที่ถูกหลอกลวงผ่านโฆษณารับสมัครงานออนไลน์ที่เสนอค่าตอบแทนสูงเกินจริง จนติดกับดักของเครือข่ายธุรกิจผิดกฎหมายข้ามชาติ ซึ่งถือเป็นบริบทสำคัญที่สุดในการทำความเข้าใจคดีลักษณะนี้

 

ผลกระทบต่อภาพลักษณ์ไทย

 

ทว่าก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่ว่าผู้ก่อเหตุจะเป็นคนสัญชาติใด หรือมาจากไหน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อภาคการท่องเที่ยว โดยเนื้อหาที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์จีนส่วนใหญ่มีข้อมูลประกอบไม่รอบด้าน ซึ่งอาจยิ่งทำให้เกิดความเข้าใจผิด และสร้างความตื่นตระหนกได้ เพราะมีการส่งต่อๆ กันในโซเชียลมีเดียจนเกิดกระแสวิตกกังวลจนเกินจริง

 

ไกด์หญิงบอกว่า คนจีนจำนวนมากกลัวการมาไทย จนยอดจองทัวร์ลดฮวบ และเธอเองก็ไม่สามารถจัดกรุ๊ปทัวร์มาเที่ยวไทยได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย

 

เรื่องนี้ยังขาดการสร้างความเข้าใจในหมู่ประชาชนจีนในวงกว้าง โดยกระทรวงการต่างประเทศยอมรับว่า ที่ผ่านมาก็มีการชี้แจงเพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลังจากนี้ก็ยังต้องทำต่อไป

 

แต่หลายฝ่ายมองว่า การชี้แจงไม่ใช่หน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศเพียงหน่วยงานเดียว แต่การสร้างความเข้าใจอย่างรอบด้านและถูกต้องควรมาจากทางการจีนเองด้วย เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นทาง

 

อย่างไรก็ดี ในอีกด้านหนึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ไทยเองก็เป็นทางผ่านของอาชญากรรมข้ามชาติมานานแล้ว ซึ่งปัจจุบันยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ จนยังเกิดคดีลักษณะนี้ขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ในคลิปของ ‘เฉินก่านเอินไฉจิง’ ที่กล่าวไว้ช่วงต้น มีตอนหนึ่งกล่าวไว้ว่า ไทยเคยเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยว แต่ที่ไทยกลายเป็นแบบนี้ได้เพราะมีช่องโหว่มาตลอด ไม่ว่าจะเป็นปัญหาคอร์รัปชันและการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งช่องโหว่เหล่านี้เอื้อให้ธุรกิจสีเทาหยั่งรากลึกได้ รวมถึงทำให้ไทยซึ่งมีพื้นที่เชื่อมต่อในสามเหลี่ยมทองคำในทางภูมิศาสตร์กลายเป็นทางผ่านของอาชญากรรมข้ามชาติ

 

ก็ต้องยอมรับว่า หากไทยแก้ปัญหาเรื่องนี้ไม่ได้ ก็ยากที่ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป

 

หลิวหว่านอิ๋งจากเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ให้ความเห็นเกี่ยวกับแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกันระหว่างไทยกับจีนว่า ตำรวจและสถานทูตของจีนและไทยจำเป็นต้องประสานความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันปราบปรามเครือข่ายนายหน้าและขบวนการอาชญากรรมเหล่านี้

 

ขณะเดียวกัน สื่อมวลชนก็ควรมีบทบาทในการให้ความรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถแยกแยะได้ระหว่างการเดินทางไปท่องเที่ยวตามปกติกับกลโกงหลอกลวงผ่านการรับสมัครงาน

 

หลิวกล่าวว่า เนื่องจากเธอมีความร่วมมือกับสื่อมวลชนไทยค่อนข้างมากอยู่แล้ว ตัวเธอเองจึงยังรู้สึกมั่นใจกับการเดินทางไปประเทศไทย และ “ประเทศไทยก็ไม่ได้ดูน่ากลัวอย่างที่มีการพูดกันบนอินเทอร์เน็ต”

 

อ้างอิง:

The post กระแสข่าวลักพาตัว ทำไมคนจีนกลัวมาไทย ฟังเสียงสะท้อนประชาชน และปัญหาการสื่อสารที่จีนเองก็พูดไม่หมด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ขอโทษนะ พวกเราเผลอไปแฮ็กระบบของคุณมา https://thestandard.co/gemini-agentic-ai-security-challenge/ Thu, 22 Oct 2026 01:11:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1270746 ภาพประกอบบทความเรื่องความปลอดภัยของ Agentic AI และกรณีศึกษา Gemini แฮ็กระบบบริษัทจริง

สมมติว่าวันหนึ่งคุณเชิญแขกมาทานข้าวที่บ้าน คุณพาเขาไปนั […]

The post ขอโทษนะ พวกเราเผลอไปแฮ็กระบบของคุณมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบบทความเรื่องความปลอดภัยของ Agentic AI และกรณีศึกษา Gemini แฮ็กระบบบริษัทจริง

สมมติว่าวันหนึ่งคุณเชิญแขกมาทานข้าวที่บ้าน คุณพาเขาไปนั่งที่โต๊ะอาหาร พูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง ระหว่างมื้ออาหารเขาขอตัวไปเข้าห้องน้ำ พอกลับมา เขากลับเล่าว่าระหว่างเขาแวะผ่านห้องทำงานของคุณ เขาเห็นหนังสือเล่มหนึ่งน่าสนใจ เลยหยิบมาเปิดอ่านไปแล้วหนึ่งบท

 

คุณไม่ได้บอกว่า ‘ห้ามอ่าน’ แต่ก็ไม่ได้บอกว่า ‘อ่านได้’

 

สถานการณ์แบบนี้คล้ายกับสิ่งที่โลกดิจิทัลกำลังเผชิญอยู่ในวันนี้ กับ ‘แขก’ รูปแบบใหม่

 

เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา Google กำลังทดสอบความปลอดภัยของโมเดล AI ของตัวเองอย่าง Gemini โดยใช้วิธีที่เรียกว่า Capture the Flag ซึ่งเป็นการจำลองสถานการณ์ให้ AI พยายามเจาะระบบของบริษัทที่สร้างขึ้นมาเพื่อการทดสอบ ภายในโลกจำลองที่ถูกแยกออกจากโลกจริงอย่างสมบูรณ์ ภารกิจของ Gemini มีเพียงอย่างเดียว คือแฮ็กเป้าหมายที่อยู่ในสนามทดสอบนั้น มันไม่ควรมีโอกาสแตะต้องระบบใดๆ ในโลกจริงได้เลย

 

แต่กลับเกิดข้อผิดพลาดเล็กน้อยขึ้น

 

สภาพแวดล้อมสำหรับการทดสอบถูกเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตโดยไม่ได้ตั้งใจ และบังเอิญว่าชื่อบริษัทที่สร้างขึ้นเพื่อการทดสอบ ดันไปตรงกับชื่อบริษัทจริงถึงสามแห่ง

 

Gemini จึงค้นหาเป้าหมายตามที่ได้รับมอบหมาย และพบบริษัทจริงเหล่านั้น แต่แทนที่จะหยุด มันกลับทำในสิ่งที่ถูกสั่งให้ทำมาตลอด นั่นคือ ‘พยายามเจาะระบบ’ บริษัทหนึ่งถูกเข้าถึงได้จากการเดารหัสผ่านสำเร็จ ส่วนอีกสองแห่งถูกเข้าถึงผ่านข้อมูลล็อกอินที่หลุดอยู่ในโค้ดสาธารณะ

 

Google เปิดเผยเหตุการณ์นี้เมื่อวันที่ 18 กันยายน หรือราว 7 สัปดาห์หลังจากเกิดเหตุขึ้น

 

ท้ายที่สุด Gemini ก็เริ่มตระหนักว่าเป้าหมายที่กำลังโจมตีนั้นเป็นบริษัทที่มีอยู่จริง ไม่ใช่บริษัทสมมติที่ใช้ในการทดสอบ จึงหยุดการทำงานทั้งหมด แต่ปัญหาคือ มันรู้ตัวหลังจากที่เข้าไปในระบบแล้ว

 

สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์นี้แตกต่างจากความผิดพลาดของซอฟต์แวร์ในอดีตทั้งหมด คือมันไม่ได้เกิดจากบั๊ก

 

ไม่มีใครใช้งานผิดวิธี ไม่ได้มีช่องโหว่ด้านความปลอดภัยในแบบที่เราคุ้นเคย

 

Gemini เพียงแค่ทำงานตามที่มันถูกออกแบบมาให้ทำ

 

ปัญหาอยู่ตรงที่ผู้ออกแบบไม่ได้คาดคิดว่าเมื่อขอบเขตที่กำหนดไว้มีช่องว่างขึ้นมาเพียงเล็กน้อย คำว่า ‘ทำตามหน้าที่’ จะนำไปสู่อะไรได้บ้าง

 

ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา เราสร้างซอฟต์แวร์บนกติกาที่ค่อนข้างชัดเจน

 

โปรแกรมสามารถเข้าถึงโฟลเดอร์นี้ได้ แต่เข้าอีกโฟลเดอร์หนึ่งไม่ได้ ส่งข้อมูลไปที่นี่ได้ แต่ส่งไปที่นั่นไม่ได้ สิทธิ์การเข้าถึงทุกอย่างถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าอย่างชัดเจน ซอฟต์แวร์จึงมีความปลอดภัย เพราะพฤติกรรมของมันคาดการณ์ได้ แต่ AI แบบ Agentic กำลังทำให้หลักคิดนี้ใช้ไม่ได้อีกต่อไป มันไม่ได้ทำงานด้วยกฎตายตัว มันทำงานเพื่อบรรลุ ‘เป้าหมาย’ และจะตัดสินใจเองในแต่ละสถานการณ์ว่าควรทำอะไรเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้น

 

เหตุการณ์ของ Gemini ไม่ใช่กรณีเดียว

 

ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา OpenAI เปิดเผยว่า AI Agent ของตนเคยเข้าถึงเว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ โดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงระบบของกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงาน ก.ล.ต. ของสหรัฐฯ

 

ก่อนหน้านี้ในปีเดียวกัน ศาลสหรัฐฯ ยังมีคำสั่งระงับการทำงานของ Shopping Agent จาก Perplexity บนแพลตฟอร์ม Amazon หลังพบว่าระบบดังกล่าวเข้าใช้งานบัญชีลูกค้าและพยายามแสดงตัวเสมือนเป็นเว็บเบราว์เซอร์ทั่วไป

 

อุตสาหกรรมเทคโนโลยีกำลังเริ่มยอมรับอย่างเงียบๆ ว่า โมเดลความปลอดภัยที่เราใช้ปกป้องซอฟต์แวร์มาตลอดหลายทศวรรษ อาจไม่เหมาะกับระบบประเภทใหม่ที่กำลังถูกนำมาใช้งานแล้วในวันนี้

 

สำหรับ SCBX นี่คือประเด็นที่เราให้ความสำคัญและกำลังติดตามอย่างใกล้ชิด ในฐานะหนึ่งในกลุ่มธุรกิจการเงินขนาดใหญ่ของประเทศไทย เรากำลังลงทุนและนำ AI Agent เข้ามาใช้ในกระบวนการทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ AI Agent ที่สามารถลงมือทำงานแทนเราได้ ไม่เหมือนโปรแกรมที่เพียงแค่ทำตามคำสั่ง ทุกครั้งที่มีการนำ Agent ไปใช้งาน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ‘มันทำงานได้หรือไม่’ แต่คือ ‘จะเกิดอะไรขึ้น ถ้ามันตัดสินใจทำบางอย่างที่เราไม่ได้ตั้งใจให้ทำ’

 

องค์กรที่จะประสบความสำเร็จในยุคของ Agentic AI อาจไม่ใช่องค์กรที่มี AI ที่เก่งที่สุด แต่เป็นองค์กรที่สามารถออกแบบระบบการกำกับดูแล กลไกควบคุม และความรับผิดชอบใหม่ๆ ให้เหมาะกับการทำงานร่วมกับสิ่งมีชีวิตดิจิทัลที่มีความเป็นอิสระมากขึ้นเรื่อยๆ

 

กลับมาที่แขกคนเดิมบนโต๊ะอาหาร

 

คุณไม่เคยบอกเขาว่าห้ามอ่านหนังสือในห้องทำงาน ไม่ได้บอกว่าห้ามเปิดลิ้นชักโต๊ะ และไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่าต้องบอกว่า ‘ห้ามหยิบอะไรกลับบ้าน’ เพราะคุณเชื่อว่าไม่จำเป็นต้องพูด

 

ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา เราออกแบบซอฟต์แวร์ในลักษณะเดียวกัน

 

เราจัดบ้านเป็นสัดส่วน ล็อกห้องที่สำคัญ และเชื่อว่าคนที่มาเยือนจะอยู่เฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต

 

แต่แขกแบบใหม่ที่กำลังเข้ามา ไม่ได้คิดหรือทำงานตามกติกาเดิมเหล่านั้น ไม่ใช่เพราะเขามีเจตนาร้าย แต่เพราะเขาไม่ได้ถูกสร้างมาให้คิดแบบนั้น เขาเห็นหนังสือที่น่าสนใจ เขาเห็นโอกาสที่จะช่วยเหลือ และเขาตัดสินใจลงมือเอง

 

คำถามสำคัญในวันนี้จึงไม่ใช่ว่า ‘เราจะเชื่อใจแขกคนนี้ได้หรือไม่’ แต่คือ ‘เราต้องออกแบบบ้านของเราอย่างไร เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับแขกแบบนี้ได้อย่างปลอดภัย’

The post ขอโทษนะ พวกเราเผลอไปแฮ็กระบบของคุณมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
AI ไม่ได้ขาด Demand แต่กำลังขาดเงิน? เมื่อเกมลงทุน AI เปลี่ยนจาก Hardware สู่ Software https://thestandard.co/ai-investment-shift-hardware-software-capital/ Thu, 22 Oct 2026 00:55:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1270742 ภาพจำลองกราฟิกสมาร์ตซิตีและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ควบคุมโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หากพูดถึงผู้ชนะจากกระแส AI นักลงทุน […]

The post AI ไม่ได้ขาด Demand แต่กำลังขาดเงิน? เมื่อเกมลงทุน AI เปลี่ยนจาก Hardware สู่ Software appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพจำลองกราฟิกสมาร์ตซิตีและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ควบคุมโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หากพูดถึงผู้ชนะจากกระแส AI นักลงทุนคงนึกถึง NVIDIA และบรรดาผู้ผลิตชิปเป็นอันดับแรก เพราะการมาถึงของ Generative AI ทำให้โลกต้องเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ ตั้งแต่ GPU, Memory, เครื่องจักรผลิตชิป ไปจนถึง Data Center ระบบไฟฟ้า และระบบเชื่อมต่อ ส่งผลให้เงินลงทุนจำนวนมหาศาลไหลเข้าสู่ฝั่ง Hardware

 

 
 

แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปี 2026 คำถามของตลาดกำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่ถามว่า “AI ยังมี Demand หรือไม่?” สู่คำถามว่า “ใครจะเป็นคนจ่ายเงินสำหรับ AI Infrastructure ทั้งหมดนี้ และเงินลงทุนมหาศาลจะสร้างผลตอบแทนกลับมาได้แค่ไหน?”

 

นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ AI Trade จากยุค Build Infrastructure ไปสู่ยุคที่ตลาดต้องการเห็น Monetization มากขึ้น และอาจทำให้ Software ซึ่งเคยถูกมองว่าเสี่ยงถูก AI Disrupt กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง

 

AI Demand ยังไม่หาย และ Hardware ยังไม่จบรอบ

 

ข้อมูลจากทีม Global Investing หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่า การเปลี่ยนเฟสไม่ได้หมายความว่า AI Hardware Cycle กำลังจบ เพราะข้อมูลล่าสุดยังสะท้อนว่า Demand แข็งแกร่ง

 

เห็นได้จาก ASML บริษัทผู้ผลิตเครื่องจักรสำคัญสำหรับการผลิตชิปขั้นสูง รายงานผลประกอบการไตรมาส 3/2026 ด้วยรายได้ 11.66 พันล้านยูโร และกำไรสุทธิ 4.96 พันล้านยูโร พร้อมปรับเพิ่มกรอบล่างของ Revenue Guidance ปี 2026 จาก 43 พันล้านยูโร เป็น 44-45 พันล้านยูโร

 

ที่สำคัญกว่าตัวเลขในไตรมาส คือ Visibility ของ AI Demand ที่ยาวขึ้น โดย ASML ระบุว่า Capacity ที่วางแผนไว้สำหรับปี 2027-2028 อาจยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ และเริ่มมีการหารือกับลูกค้าถึงปี 2029-2030 สะท้อนว่า Physical Buildout ของ AI ตั้งแต่ชิป โรงงาน Semiconductor ไปจนถึง Data Center ยังมี Runway อีกมาก

 

ดังนั้น โจทย์ของ AI ในวันนี้อาจไม่ใช่เรื่อง Demand แต่กำลังขยับมาเป็นเรื่อง Capital

 

เมื่อเงินแพงขึ้น ต้นทุนของ AI Boom ก็เริ่มชัดขึ้น

 

ภาพนี้ชัดขึ้นหลังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถูกขายหนักเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 69 โดย S&P 500 ลดลง 1.11% และ Nasdaq ลดลง 1.88% หลังเงินเฟ้อเดือนก.ย. สูงกว่าคาด ท่ามกลางราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง และผลักดัน US Treasury Yield อายุ 10 ปีขึ้นเหนือ 5.2%

 

Yield ที่สูงขึ้นไม่เพียงกดดัน Valuation ของหุ้น Growth แต่ยังกระทบบริษัท AI Infrastructure ที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากในการสร้าง Data Center ทั้ง GPU, Memory, Networking Equipment ระบบไฟฟ้า และ Cooling แรงกดดันจึงเห็นชัดในบริษัทที่พึ่งพาเงินทุนสูง โดย CoreWeave ลดลงมากกว่า 15%, Nebius ราว 10% และ Oracle เกือบ 9%

 

Source: Bloomberg

 

CoreWeave เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน บริษัทมี Bond ราว 22 พันล้านดอลลาร์ และ Loans อีกประมาณ 26 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ Bond บางชุดให้ Yield ใกล้ 15% ทำให้ตลาดเริ่มตั้งคำถามว่า Cash Flow ในอนาคตจะเพียงพอรองรับทั้งภาระหนี้และ Capex หรือไม่

 

สอดคล้องกับมุมมองของ Hock Tan ซีอีโอ Broadcom ที่มองว่า หลังข้อจำกัดด้าน Wafer และ Memory เริ่มคลี่คลาย Capital อาจกลายเป็น Bottleneck สำคัญของ AI ในระยะต่อไป

 

จาก Build สู่ Monetize และ กลุ่ม Software กลับมาอยู่ในความสนใจ

 

เมื่อเงินทุนไม่ได้หาได้ง่ายและราคาถูกเหมือนเดิม ตลาดจึงเริ่มเปลี่ยนจากคำถามว่า “ใครลงทุน AI มากที่สุด?” ไปสู่ “ใครสร้างผลตอบแทนจาก AI ได้ดีที่สุด?” นี่คือจุดที่ Software เริ่มกลับมาอยู่ในความสนใจ เพราะหลังจากโลกทุ่มเงินสร้างชิปและ Data Center มาแล้ว ขั้นต่อไปคือการนำ Computing Power เหล่านั้นไปใช้งานจริงและสร้างรายได้

 

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ Software ทุกบริษัทจะเป็นผู้ชนะ ผู้เล่นที่มี Data Moat, Switching Cost มีผลิตภัณฑ์ฝังอยู่ใน Workflow สำคัญของลูกค้า และสามารถสร้างรายได้จาก AI ได้จริง มีโอกาสโดดเด่นกว่า

 

จึงยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่า Hardware จบ และ Software กำลังมาแทน เพราะการลงทุนสร้าง AI Infrastructure ยังเดินหน้าต่อ แต่ AI Trade กำลังขยายจากยุค Build ไปสู่ Monetize หรือจากการแข่งขันว่า “ใครสร้าง AI ได้มากที่สุด” ไปสู่ “ใครสร้างเงินจาก AI ได้ดีที่สุด”

 

สำหรับนักลงทุนไทยที่ต้องการเข้าถึงโอกาสใน AI Value Chain สามารถเลือกลงทุนผ่าน DR01 ที่ซื้อขายบนตลาดหุ้นไทยได้ ด้วยเงินบาท ครอบคลุมตั้งแต่ฝั่ง Hardware และ Semiconductor เช่น NVDA01, MICRON01 และ ASML01 ไปจนถึงบริษัทที่มีโอกาสสร้างรายได้จากการใช้งาน AI อย่าง GOOGL01, META01 และ AMZN01 ทำให้สามารถเลือกลงทุนตามโอกาสในแต่ละช่วงของ AI Cycle ได้สะดวกยิ่งขึ้น

 

ภาพ: Andrey Suslov / Shutterstock

 

 

The post AI ไม่ได้ขาด Demand แต่กำลังขาดเงิน? เมื่อเกมลงทุน AI เปลี่ยนจาก Hardware สู่ Software appeared first on THE STANDARD.

]]>
กฎหมายส่งต่อ “บารมี” ไม่ได้! ถอดรหัสการสืบทอดธุรกิจและภาวะผู้นำ ฉบับคาราบาวกรุ๊ป https://thestandard.co/carabao-group-business-succession-leadership/ Wed, 21 Oct 2026 10:41:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1270619 ภาพปกบทความวิชาสืบทอดอำนาจฉบับคาราบาวกรุ๊ป

ในอุตสาหกรรมบริหารความมั่งคั่ง เป็นที่รู้กันดีว่าเราต้อ […]

The post กฎหมายส่งต่อ “บารมี” ไม่ได้! ถอดรหัสการสืบทอดธุรกิจและภาวะผู้นำ ฉบับคาราบาวกรุ๊ป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปกบทความวิชาสืบทอดอำนาจฉบับคาราบาวกรุ๊ป

ในอุตสาหกรรมบริหารความมั่งคั่ง เป็นที่รู้กันดีว่าเราต้องใช้เวลาและทรัพยากรมากมายไปกับการสร้างโครงสร้างทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นธรรมนูญครอบครัว โฮลดิ้งคอมพานี หรือกองทุนทรัสต์ ทั้งหมดนี้เพื่อรับประกันว่าอาณาจักรธุรกิจจะถูกส่งทอดจากรุ่นสู่รุ่นอย่างไร้รอยต่อ แค่เบื้องหลังเอกสารทางกฎหมายนับพันหน้า โจทย์หนึ่งที่ยากกว่าก็คือ โครงสร้างเหล่านี้ส่งต่อได้เพียงทรัพย์สิน แต่ไม่อาจส่งต่อ “บารมี” หรือ “ภาวะผู้นำ” ได้

 

รอยร้าวคลาสสิกของธุรกิจครอบครัวระดับมหาเศรษฐี มักไม่ได้เกิดจากสภาพเศรษฐกิจ แต่เกิดจากความไม่ลงรอยบนโต๊ะประชุม บ่อยครั้งที่ “สัญชาตญาณ” ของผู้ก่อตั้งที่สร้างอาณาจักรมาด้วยมือเปล่า ต้องปะทะกับ “ตรรกะ” ของทายาทที่ถูกส่งไปร่ำเรียนตำราบริหารมาจากตะวันตก

 

เมื่อไม่นานมานี้ ในเวทีเสวนา KKP Millennials 2026 ผมได้ร่วมนั่งฟังบทสนทนาระหว่าง คุณเสถียร และ คุณวีรธรรม เสถียรธรรมะ คู่พ่อลูกแห่งอาณาจักร “คาราบาวกรุ๊ป” สิ่งที่เกิดขึ้นบนเวทีเป็นมากกว่าการแบ่งปันสูตรสำเร็จ แต่คือการทำลายภาพจำจากตำราบริหารสมัยใหม่ ด้วยวิชาการสืบทอดอำนาจสูตรเฉพาะของคาราบาวที่ดิบ ธรรมชาติ แต่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง

 

คุณวีรธรรม ผู้ปัจจุบันรั้งตำแหน่ง CEO ของซีเจ มอร์ ภายใต้คาราบาวกรุ๊ป ยอมรับตรงๆ ว่า ในช่วงแรกของการทำงาน เขาพยายามใช้ชุดข้อมูลไปงัดค้านวิสัยทัศน์ที่มองข้ามช็อตของผู้เป็นพ่อ และมักจบลงด้วยความไม่เข้าใจ จนกระทั่งจุดแตกหักทางความคิดนี้ถูกคุณเสถียรยุติลงด้วยคำขาดว่า “มึงต้องเชื่อกูก่อน เชื่อเหมือนที่มึงเชื่อว่ามีผีนั่นแหละ”

 

ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ประโยคนี้อาจฟังดูเหมือนเผด็จการ แต่ในชีวิตจริงของการบริหาร นี่อาจเป็นการจัดการกับ “ต้นทุนค่าเสียโอกาส” ที่แหลมคมอย่างยิ่ง ประสบการณ์ 30 ปีที่ล้มลุกคลุกคลานของผู้ก่อตั้ง เป็นสิ่งที่แปลงค่าลงบนสไลด์พรีเซนเทชันไม่ได้ เช่นเดียวกับคนไม่เคยเห็นทัชมาฮาล ย่อมไม่อาจเข้าใจความงามผ่านคำบอกเล่า (สำนวนคุณเสถียร)

 

การบังคับให้ทายาท “เชื่อไปก่อน” โดยไม่ต้องพยายามคือทางลัดในการปฏิบัติการ หรือ Operational Shortcut เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าได้ทันที แทนที่จะปล่อยให้องค์กรเป็นอัมพาตจากการมัวแต่หาข้อมูลมาเอาชนะกันในห้องประชุม

 

อีกหนึ่งข้อผิดพลาดที่ทำลายธุรกิจครอบครัวได้ราบคาบที่สุดคือศึกสายเลือด สถาบันการเงินมักแก้ปัญหานี้ด้วยการจัดสรรหุ้นให้เท่าเทียม แต่คุณเสถียรแก้ปัญหานี้ด้วยจิตวิทยาของการเลี้ยงลูกที่เรียบง่าย เขาเลือกที่จะโยนลูกๆ ที่เพิ่งจบเมืองนอกไปเป็นพนักงานเช็ดโต๊ะในร้านอาหารของเขาที่สิงคโปร์ และทุกครั้งที่บินไปตรวจงาน เขาจะตำหนิและลงโทษลูกทุกคนอย่างเท่าเทียม

 

การจงใจรับบทเป็นจอมเผด็จการผู้เข้มงวด คือการออกแบบ “ศัตรูร่วม” (หรือที่คุณวีรธรรมเรียกว่า Common Enemy) ให้กับสายเลือด ทายาทที่อาจมีความคิดปีนเกลียวกัน ถูกสถานการณ์บีบให้ต้องสุมหัว เลียแผล และวางแผนร่วมกันว่าจะเอาตัวรอดจากมาตรฐานของพ่ออย่างไร การสืบทอดธุรกิจจึงถูกเปลี่ยนโจทย์จากการชิงดีชิงเด่นว่าใครจะได้เป็นใหญ่ ไปสู่การสร้างทีมเวิร์กว่าเราจะรอดไปด้วยกันอย่างไร ซึ่งเป็นกาวใจที่เหนียวแน่นกว่าสัญญาทางกฎหมาย หรือคำพูดปลุกปลอบใดๆ

 

ยิ่งไปกว่านั้น วัฒนธรรม “รู้แจ้ง ทำจริง” ของคาราบาวกรุ๊ป ยังท้าทายวาทกรรมเรื่อง Empathy ของฝ่ายทรัพยากรบุคคลยุคใหม่ ไม่น่าเชื่อว่า CEO ของคาราบาวกรุ๊ปอย่างคุณเสถียรเคยอ่านไลน์กลุ่มของเซลส์นับพันข้อความและสามารถจับผิดพนักงานที่ทำงานไม่ตรงไปตรงมาได้ก่อนเจ้านายสายตรงเสียอีก อีกทั้งพร้อมจะตบโต๊ะด่าพนักงานรวมถึงลูกแท้ๆ โดยไม่มีข้อยกเว้น

 

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคืออัตราการลาออกขององค์กรนี้เรียกได้ว่าต่ำอย่างน่าประหลาด เหตุผลเพราะหลังเหตุการณ์สงบ สิ่งที่ตามมาคือการชี้ทางออกและสอนงานเสมอ

 

ความเหนียวแน่นของคาราบาวกรุ๊ปพิสูจน์ให้เห็นว่า คนทำงานไม่ได้ต้องการความเห็นอกเห็นใจจอมปลอมที่พูดจาดีแต่ทอดทิ้งกันเมื่อเกิดปัญหา แต่พวกเขาต้องการผู้นำที่ใส่ใจมากพอจะไม่ปล่อยผ่านความผิดพลาด การตบโต๊ะด่าแล้วสอน คือวิธีเคี่ยวกรำทายาทให้สร้าง “บารมี” ของตัวเองขึ้นมาในสายตาขององค์กรอย่างแท้จริง

 

ในช่วงท้ายของเสวนา คุณวีรธรรมออกตัวอย่างน่ารักว่าตนเองไม่มีทางเติบโตเป็น “ต้นไม้ใหญ่” ที่แผ่กิ่งก้านได้กว้างเท่าผู้เป็นพ่อ แต่สิ่งที่เขาและน้องๆ จะทำ คือการยืนหยัดเป็น “ต้นไม้ขนาดกลาง 3 ต้น” ที่พิงหลังและช่วยกันค้ำยันอาณาจักรนี้ร่วมกัน ความเงียบปกคลุมห้องเสวนา หลากหลายทายาทธุรกิจจากหลากหลายอุตสาหกรรมรอบห้องพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ

 

ภาพบนเวทีปิดท้ายลงด้วยจังหวะที่วีรธรรมเอื้อมมือรินน้ำใส่แก้วส่งให้คุณพ่อ ซึ่งคุณเอ๋-สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ หรือ “นิ้วกลม” ผู้มาช่วยเป็น moderator ให้กับวงสนทนาวงปิดนี้แปลความว่านี่คือกิริยาเรียบง่ายที่สะท้อนการ “ส่งต่อ” อย่างลุ่มลึก ว่ามันไม่ใช่การยัดเยียดอำนาจ แต่คือการรินรดความเคารพซึ่งกันและกัน

 

การได้มาร่วมสังเกตการณ์ในงานของ KKP Millennials ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง ทำให้ผมรู้สึกได้เลยว่า ในโลกของการสืบทอดธุรกิจที่โดดเดี่ยว ทายาทระดับท็อปไม่ได้กระหายตำราบริหารเล่มใหม่ที่เอไอไหนๆ ก็สรุปให้เขาได้ แต่พวกเขากำลังมองหา “พื้นที่” ที่ทำให้พวกเขาได้วางภาระที่บ้านลงชั่วครู่ แล้วเติมเต็มด้วยความเข้าใจจากคนหัวอกเดียวกันต่างหาก

 

เพราะท้ายที่สุดแล้ว สถาปัตยกรรมทางการเงินและกฎหมาย เป็นได้เพียงโครงสร้างเหล็กอันแข็งกระด้างที่ทำหน้าที่ค้ำยันรูปทรงของตึกที่เรียกว่า “กิจการ” เอาไว้

 

แต่ปัญญาญาณและวิถีปฏิบัติของคนนั่นแหละ จะเป็นลมหายใจที่ทำให้ตึกหลังหนึ่งน่าอยู่ มีความหมาย และตั้งตระหง่านเป็น “บ้าน” ที่ท้าทายกาลเวลาได้อย่างแท้จริง

The post กฎหมายส่งต่อ “บารมี” ไม่ได้! ถอดรหัสการสืบทอดธุรกิจและภาวะผู้นำ ฉบับคาราบาวกรุ๊ป appeared first on THE STANDARD.

]]>
บท 1: อย่ามัวทายอนาคต จนขยับไม่ทัน https://thestandard.co/dont-predict-future-prepare-cash-flow/ Sun, 18 Oct 2026 05:00:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1269431 ผู้เชี่ยวชาญกำลังวิเคราะห์วิกฤตพลังงานและราคาน้ำมันโลกบนหน้าจอข้อมูล

ในโลกที่ไม่แน่นอน ความได้เปรียบอยู่ที่การมีกระบวนท่าพร้ […]

The post บท 1: อย่ามัวทายอนาคต จนขยับไม่ทัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้เชี่ยวชาญกำลังวิเคราะห์วิกฤตพลังงานและราคาน้ำมันโลกบนหน้าจอข้อมูล

ในโลกที่ไม่แน่นอน ความได้เปรียบอยู่ที่การมีกระบวนท่าพร้อมก่อนคู่แข่ง

 

ยิ่งโลกไม่แน่นอน เรายิ่งอยากทายอนาคตให้แม่นขึ้น

 

สงครามจะจบเมื่อไร? น้ำมันจะขึ้นเท่าไร? ค่าเงินจะไปทางไหน? Supply Chain จะสะดุดตรงไหน?

 

แต่หลังจากฟัง Morning Wealth ในงาน Secret Sauce Summit 2026: The Age of Builders โดยดร.วิทย์ สิทธิเวคิน และคุณศิรัถยา อิศรภักดี, คุณสถิตย์ แถลงสัตย์, คุณมนัสวิน วินิจฉัยกุล, ใน Morning Wealth on Stage

 

ผมแอบคิดว่า… บางทีเราอาจกำลังถามผิดคำถาม… เราอาจไม่จำเป็นต้องทายว่า Shock ลูกต่อไปจะมาจากไหน แต่ควรรู้ว่า

 

ถ้ามันมา Cash Flow ของเราจะกระเพื่อมตรงไหน?

 

Morning Wealth ยกความขัดแย้งในตะวันออกกลางและ Strait of Hormuz เป็นตัวอย่าง เรื่องที่อยู่ห่างจากไทยหลายพันกิโลเมตร สามารถเดินทางผ่าน Supply Chain มาถึงเงินสดของบริษัทเราได้

 

โลกกำลังเจอทั้ง Rivalry, Rewiring และ Risk Pricing แต่สิ่งที่ผมสนใจกว่าคือ Shock เหล่านี้เดินทางมาถึง Cash ของเราอย่างไร

 

Framework 6C: From Shock to Cash ทำให้เห็นภาพชัด

 

Chokepoint → Commodity → Cargo, Insurance & FX → Cost & Customer → Cash Conversion → Credit

 

เรื่องที่เริ่มจากเรือผ่านช่องแคบไม่ได้ อาจทำให้ Commodity แพงขึ้น ค่าขนส่งและประกันเพิ่ม ค่าเงินผันผวน ต้นทุนสูงขึ้น แต่ลูกค้าอาจไม่ยอมให้เราขึ้นราคา

 

Margin จึงถูกบีบ…Inventory สูงขึ้น…Receivables ยาวขึ้น

 

และ Shock ที่ดูเหมือนเป็นเรื่อง Geopolitics ก็ค่อยๆ เดินทางผ่าน P&L → Balance Sheet → Cash Flow

 

เวลา Board กับ Management คุยเรื่องความไม่แน่นอน คำถามจึงอาจไม่ใช่เพียง

 

“โลกจะเกิดอะไรขึ้น?” แต่ควรถามว่า “ถ้าเกิดขึ้น Cash ของเราจะกระเพื่อมอย่างไร?”

 

ผมลองเลิกมอง Shock ตามชื่อของมัน แล้วมองตาม อาการที่มันทำกับ Cash และเห็นอย่างน้อย 4 แบบ

 

Cost Shock – ต้นทุนสูงขึ้น Margin ลด

 

Supply Shock – ของมาไม่ทัน ผลิตไม่ได้ ส่งไม่ได้ เงินที่ควรเข้าก็ไม่เข้า

 

Customer Shock – ลูกค้าซื้อน้อย ต่อราคามาก หรือยืด Credit Term ทำให้ Cash กลับช้าลง

 

Liquidity Shock – หลายแรงเกิดพร้อมกัน Working Capital เพิ่ม Liquidity Headroom ลด เงินทุนแพงขึ้นหรือหาได้ยากขึ้น

 

ตัวอย่างที่ผมชอบคือ TOFUSAN

 

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ต้นทุนเม็ดพลาสติกกระทบบรรจุภัณฑ์ Supplier บางรายขอยกเลิก PO เดิมและเสนอราคาใหม่สูงขึ้นถึง 40%

 

แต่ TOFUSAN ยังไม่ขึ้นราคา เพราะมี “ทางเลือก” ทั้ง Stock เดิม การ Lock ราคา Supplier สำรอง และการบริหารต้นทุน

 

โลกส่ง Shock มาให้เราโดยไม่ถาม แต่เราเลือกได้ว่าจะส่ง Shock นั้นต่อไปถึงลูกค้าหรือไม่

 

นี่คือ Optionality – ไม่ต้องทายอนาคตถูก แต่เมื่อ Shock มา ยังมีกระบวนท่าให้เลือก

 

Morning Wealth จึงเสนอ 2 Playbooks: Lean with Options และเมื่อสถานการณ์รุนแรงขึ้น พร้อมพลิกเป็น Protect Cash & Continuity

 

เพราะ Scenario Planning อย่างเดียวไม่พอ

 

Scenario บอกว่าอะไรอาจเกิด

 

Trigger บอกว่าเมื่อไรต้องขยับ

 

Option บอกว่ายังขยับไปทางไหนได้บ้าง

 

ที่สำคัญ มันอาจต่อกันเป็นลูกโซ่

 

ของขาด → ต้นทุนขึ้น → ขึ้นราคาไม่ได้ → Margin ลด → Cash Conversion ยาวขึ้น → สุดท้ายไปจบที่วงเงินของบริษัท

 

อย่ารอให้ Cash กระเพื่อมแล้วค่อยเปลี่ยนกระบวนท่า

 

หลีกเลี่ยงเหตุการณ์เหล่านี้: ของขาดแล้วค่อยหา Supplier….Margin หายแล้วค่อยเจรจาราคา … Cash ตึงแล้วค่อยขอวงเงิน

 

Morning Wealth เสนอ 2 Operating Playbooks

 

เมื่อระบบยังเดินได้แต่ผันผวน ใช้ Lean with Options – Lean แต่ยังมี Supplier และ Route สำรอง บริหาร FX, Pricing และรักษา Liquidity Headroom

 

แต่เมื่อวัตถุดิบสำคัญเริ่มมาไม่ทัน ต้องพร้อมพลิกเป็น Protect Cash & Continuity – เลือกว่า Order ไหนต้องรักษา อะไรต้องชะลอ และคุยกับธนาคาร Supplier และลูกค้า ก่อนที่จะต้องคุย

 

ตรงนี้ทำให้ผมแอบคิดว่า Scenario Planning อย่างเดียวไม่พอ เพราะ Scenario สิบแบบไม่มีประโยชน์ ถ้าเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว เรายังต้องเรียกประชุมถามกันว่า

 

“แล้วเราจะทำอย่างไร?”

 

ผมลองขอชวนสามคำนี้จึงต้องอยู่ด้วยกัน…​Scenario บอกว่า อะไรอาจเกิดขึ้น… Trigger บอกว่า เมื่อไรต้องขยับ… Option บอกว่า เรายังขยับไปทางไหนได้บ้าง

 

ดังนั้น Optionality ไม่ใช่ Plan B หรือ C หรือ D ที่นอนอยู่ในลิ้นชัก

 

แต่คือ มีทางเลือก รู้ว่าเมื่อไรต้องใช้ และพร้อมขยับทันที

 

ก่อนจบ ผมอยากฝาก 3 คำถามให้ Board กับ Management คุยกัน

 

1. โซ่ของเรา จะขาดที่ข้อไหนก่อน?

 

เรารู้ Weakest Link ใน Value Chain จริงหรือยัง? เพราะบางครั้งทั้งธุรกิจอาจหยุดเพราะ Supplier ตัวเล็กๆ วัตถุดิบชิ้นเดียว หรือเส้นทางขนส่งเพียงเส้นเดียว

 

You are only as strong as the weakest link in your value chain.

 

2. เมื่อ Shock มาถึง เรามีทางเลือกมากพอที่จะไม่ส่งมันต่อไปถึงลูกค้าหรือไม่?

 

TOFUSAN เจอต้นทุนบรรจุภัณฑ์กระโดดขึ้น แต่การขึ้นราคาไม่จำเป็นต้องเป็นกระบวนท่าแรก เพราะยังมี Stock, Supplier สำรอง, การ Lock ราคา, FX และการลดต้นทุนหลังบ้านให้ขยับ

 

3. ถ้าคลื่นลูกเดียวกันกระแทกทั้งอุตสาหกรรม ใครจะใช้มันแซงใคร?

 

เพราะบางคนโดนคลื่นซัด บางคนประคองตัวรอด แต่บางคนกลับใช้คลื่นลูกเดียวกันนั้นแซงคู่แข่ง

 

ในโลกที่ไม่แน่นอน เราอาจเลือกคลื่นไม่ได้

 

แต่เราเลือกได้ว่าจะเตรียมกระบวนท่าอะไรไว้รับมัน

 

ภาพ: AKACHA / Shutterstock

The post บท 1: อย่ามัวทายอนาคต จนขยับไม่ทัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เป้าหมาย Superintelligence กับตลาดที่อาจต้องปรับฐานก่อนจะเป็นขาขึ้นรอบใหญ่ https://thestandard.co/ai-superintelligence-market-correction-risks/ Sat, 17 Oct 2026 06:09:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1269249 ภาพจำลองกราฟิกสมองกลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง Superintelligence

Bill Gates เคยกล่าวไว้ว่า “เรามักประเมินการเปลี่ยนแปลงใ […]

The post เป้าหมาย Superintelligence กับตลาดที่อาจต้องปรับฐานก่อนจะเป็นขาขึ้นรอบใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพจำลองกราฟิกสมองกลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง Superintelligence

Bill Gates เคยกล่าวไว้ว่า “เรามักประเมินการเปลี่ยนแปลงในสองปีข้างหน้าสูงเกินไป แต่ประเมินการเปลี่ยนแปลงในสิบปีข้างหน้าต่ำเกินไป”

 

แม้หลายธีม AI จะซื้อขายใกล้จุดสูงสุด แต่ก็มีหลายกลุ่มที่ราคาหุ้นปรับฐานไปแล้วกว่า 20-50% ทั้งที่พัฒนาการด้าน AI มีให้เห็นโดดเด่นแทบทุกวัน

 

สำหรับเรื่องฟองสบู่ AI ครั้งนี้ ผมเคยชวนคิดหลายครั้งว่าฟองสบู่จะแตกหรือไม่ และจะเกิดขึ้นได้เพราะอะไรบ้าง วันนี้จึงจะชวนวิเคราะห์กันต่อว่า การปรับฐานหรือตลาดหมีจำเป็นต้องเกิดขึ้นหรือไม่ ก่อนที่เราจะไปถึงปลายทาง Superintelligence

 

ในมุมมองของผม คำตอบสั้นๆ คือ ‘มีความเป็นไปได้สูง’ จากเรื่อง 3 ความไม่ทัน

 

เรื่องแรก AI เก่งขึ้นเร็วมาก แต่โครงสร้างพื้นฐานสร้างไม่ทัน

 

ความเห็นร่วมด้านพัฒนาการ AI ที่เด่นชัดที่สุดคือ San Francisco Consensus ที่เชื่อว่า AI จะพัฒนาตัวเองได้ และไปถึง Superintelligence หรือ AI ที่เก่งกว่าผู้เชี่ยวชาญมนุษย์ในทุกสาขาภายในปี 2030

 

ความก้าวหน้าเกิดขึ้นรวดเร็วตามคาด องค์กร METR วัดความสามารถของ AI ด้วยคำถามว่า ถ้ามอบงานให้ AI ทำเองตั้งแต่ต้นจนจบ มันจะทำงานที่ ‘ยาวแค่ไหน’ ได้สำเร็จ โดยใช้เวลาที่ผู้เชี่ยวชาญมนุษย์ใช้ทำงานชิ้นเดียวกันเป็นเกณฑ์วัด

 

เมื่อต้นปี 2023 GPT-4 ทำได้แค่งานขนาด 4 นาที วันนี้โมเดลชั้นนำทำงานขนาดราว 16 ชั่วโมงได้สำเร็จครึ่งหนึ่งของครั้งที่ลอง หรือเกือบเท่ากับงานสองวันของคนหนึ่งคน

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อออกมาสู่โลกกายภาพ ความสำเร็จนี้ยังห่างไกลจากสิ่งที่ธุรกิจต้องการ

 

การเทรนโมเดลแต่ละรอบใช้เวลาหลายสัปดาห์ ชิปขนส่งกันเป็นหลักเดือน ส่วนหม้อแปลงไฟฟ้าสำหรับศูนย์ข้อมูลกว่าจะได้ต้องรอเป็นหลักปี AI วันนี้จึงเหมือนซูเปอร์คาร์บนถนนที่สร้างเสร็จไม่ทัน เครื่องยนต์จะแรงแค่ไหน ก็วิ่งได้เร็วเท่าที่ถนนมีให้วิ่งเท่านั้น

 

เรื่องที่สอง เงินลงทุนวิ่งเร็วเกินกว่ากำไรจะตามทัน

 

ทุกเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกต้องลงทุนก่อนแล้วจึงเก็บเกี่ยวทีหลัง ผลตอบแทนจึงลดลงก่อนแล้วค่อยพุ่งขึ้นเป็น J Curve

 

ปัญหาของรอบนี้คือขนาดของสองฝั่งต่างกันมาก กลุ่มบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เตรียมใช้งบลงทุนระดับล้านล้านดอลลาร์ต่อปีไปจนถึงปี 2030 ขณะที่รายได้ของเศรษฐกิจ AI ทั้งโลกในปีนี้อยู่แค่ระดับแสนล้านดอลลาร์

 

แม้รายได้จะโตเร็ว แต่เมื่อฐานการลงทุนใหญ่กว่าหลายเท่าและยังเร่งขึ้นทุกปี ผมมองว่าโอกาสที่กำไรจะไล่ทันการลงทุนในระยะสั้นมีน้อยมาก สัญญาณเริ่มเห็นแล้วว่าบางบริษัทมีกระแสเงินสดอิสระติดลบ หลังจากนี้แหล่งเงินจะเปลี่ยนจากเงินสดไปเป็นหนี้ และเมื่อลงทุนด้วยหนี้ ความอดทนของตลาดและธุรกิจจะยิ่งสั้นลงไปอีก

 

เรื่องที่สาม การเติบโตแบบ K-Shape กดดันบริษัทที่ตาม AI ไม่ทัน

 

ยิ่ง AI เก่งขึ้น ธุรกิจจะยิ่งแบ่งเป็นสองกลุ่มชัดเจน คือผู้ที่นำ AI มาใช้ได้ กับผู้ที่ถูก AI แย่งงาน

 

ผมมองว่าจำนวนบริษัทที่ถูก AI แย่งงานจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มจากการจ้างงานคนรุ่นใหม่ที่ถูกกดดัน แล้วลามขึ้นไปถึงตำแหน่งระดับกลาง เมื่อถึงจุดนั้น คำถามของตลาดจะเปลี่ยนไปเศรษฐกิจจะเติบโตต่อไหวหรือไม่

 

การบริโภคของสหรัฐฯ วันนี้พึ่งพาความมั่งคั่งจากราคาหุ้นเป็นอย่างมาก สัดส่วนมูลค่าหุ้นต่อรายได้ครัวเรือนขยับจากราว 1.8 เท่าเป็นเกือบ 2.5 เท่า ตั้งแต่ธีม AI เข้าสู่ตลาด

 

เมื่อความกังวลเรื่องงานเริ่มกดการใช้จ่าย หุ้นผู้นำ AI ก็ต้องปรับฐานตาม ไม่ใช่เพราะธุรกิจแย่ลง แต่เพราะตลาดทั้งกระดานต้องปรับความคาดหวังต่อเศรษฐกิจในภาพใหญ่

 

แล้วเราจะจัดพอร์ตอย่างไร

 

ระยะสั้น กระจายการลงทุนในกลุ่มผู้นำ AI หลายประเทศและหลายภูมิภาค

 

โดยเลือกตลาดที่ไม่ติดข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ประเทศที่มีกำลังผลิตไฟฟ้าเหลือ หรือสร้างโครงข่ายใหม่ได้เร็ว และเลือกบริษัทที่การเติบโตไม่ได้เร่งเกินขีดจำกัด ที่สำคัญคือระดับมูลค่าต้องเหมาะสมกับการเติบโต เช่น หุ้นที่กำไรโต 20% ต่อปีและซื้อขายที่ P/E 10 เท่า ย่อมปลอดภัยกว่าหุ้นที่ซื้อขาย P/E สูงกว่าการเติบโต

 

ระยะกลาง เพิ่มน้ำหนักสินทรัพย์ปลอดภัย

 

เช่น เงินสด ตราสารหนี้ระยะสั้น และทองคำ ไม่ใช่เพื่อหนีตลาด แต่เพื่อมีเงินสดพร้อมซื้อผู้ชนะตัวจริงในราคาที่สมเหตุสมผลเมื่อการปรับฐานมาถึง

 

ระยะยาว ลงทุนในธุรกิจที่ AI ทดแทนไม่ได้ แต่ได้ประโยชน์จากความฉลาดของ AI

 

เช่น ธุรกิจที่มีข้อมูลหรือความเชี่ยวชาญเฉพาะของตัวเอง ธุรกิจในอุตสาหกรรมที่มีการกำกับเข้มงวด หรือธุรกิจที่มีสินทรัพย์จริงที่คู่แข่งสร้างตามไม่ได้ ธุรกิจกลุ่มนี้ใช้ AI ลดต้นทุนได้เต็มที่ โดยที่จุดแข็งของตัวเองยังอยู่ครบ

 

ปลายทางในสิบปีข้างหน้าของ Superintelligence อาจยิ่งใหญ่กว่าที่เราคิด ขณะที่การปรับฐานใน 1-2 ปีข้างหน้าคือราคาของความคาดหวัง และเราจะได้รู้ไปพร้อมกันครับ

 

ภาพจำลองกราฟิกสมองกลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง Superintelligence 1

 

Note: KRSEMI คือ ETF หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เกาหลีใต้ (091160 KS) ส่วน CNSEMI คือ ETF หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์จีน (3191 HK) กราฟแสดงการปรับตัวลงจากจุดสูงสุดของแต่ละ ETF

 

ที่มา: Bloomberg, FSS

 

ภาพ: Jack_the_sparow / Shutterstock

The post เป้าหมาย Superintelligence กับตลาดที่อาจต้องปรับฐานก่อนจะเป็นขาขึ้นรอบใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Asset Allocation แบบเดิม … อยู่ไม่ไหว อยู่ไม่ไหว อ้าว เจ้าของเพจและติ้กต้อก WealthVerse ส่องจักรวาลการลงทุน https://thestandard.co/asset-allocation-investment-strategy/ Thu, 15 Oct 2026 09:18:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1268695 ภาพแผนการจัดสรรสินทรัพย์แบบใหม่

นับตั้งแต่ AI ขึ้นเป็นพระเอกของตลาดในช่วงสองสามปีที่ผ่า […]

The post Asset Allocation แบบเดิม … อยู่ไม่ไหว อยู่ไม่ไหว อ้าว เจ้าของเพจและติ้กต้อก WealthVerse ส่องจักรวาลการลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแผนการจัดสรรสินทรัพย์แบบใหม่

นับตั้งแต่ AI ขึ้นเป็นพระเอกของตลาดในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ใครถือหุ้นสหรัฐฯ รวมถึง ทองคำ และ คริปโตฯ กำไรกันถ้วนหน้า และ เรามักจะเห็นกราฟขยับไปทางเดียวกันเป็นช่วงๆ (2021 คริปโตฯ บูลรัน 2023-ปัจจุบัน ยุคทองหุ้นเอไอหลังเปิดตัว ChatGPT และ 2025 ทองคำพุ่งแรงจากประเด็นดอลลาร์เสื่อม)

 

แต่ ปัจจุบัน Fed กลับมาขึ้นดอกเบี้ย และ ตอนนี้ ดอกเบี้ยบอนด์ หรือ Bond yields ทะลุ 5.0% แล้ว สินทรัพย์ต่างๆเหล่านี้ก็ปักหัวลงพร้อมกันเช่นเดียวกัน

 

เพราะสินทรัพย์เหล่านี้ โดยเฉพาะ หุ้นมี “ต้นทุนทางการเงิน” ในการกู้ รวมถึง “ค่าเสียโอกาส” ในโลกของการลงทุน เพราะ แค่ฝากเงินได้เหนาะ ๆแล้ว 4.0% ถ้าตัวยาวหน่อยก็ 5.0% ต่างจากทองและคริปโตฯ ที่ไม่มีดอกเบี้ย และ ปันผล … “Asset Allocation แบบเดิม ถือหุ้น บอนด์ บวก ทองคำ ใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว”

 

ผมจึงอยากจะเอาความจริง 3 ข้อ หรือ ลูกแก้ว 3 ประการ มาบอกให้ผู้อ่านทุกท่านได้รับรู้ รับทราบ และ อยากให้รับเรื่อง ปฏิบัติด้วยครับ เพราะ ดอกเบี้ย 5.0% มันเถื่อนนะ พูดตรงๆนะ … Asset Allocation ไม่ดีอยู่ไม่ได้

 

ประการแรก: หุ้น คริปโตฯ ทอง เรามองเป็นหนึ่ง

 

เนื่องจากทุกสินทรัพย์มีจุดร่วม คือ มูลค่าถูกกดดันเมื่ออัตราคิดลด (Bond yields)สูงขึ้น และ ได้แรงหนุนเมื่อสภาพคล่องกลับมา หนำซ้ำทองและคริปโตฯไม่ได้จ่ายผลตอบแทนระหว่างการถือในระดับที่แข่งกับดอกเบี้ย 5.0% ได้ อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ส่วนหุ้น โดยเฉพาะ หุ้นเทคโนโลยีก็ไวต่อดอกเบี้ยอยู่แล้ว

 

ถ้าพอร์ตคุณมีสินทรัพย์ 3 อย่างแต่ขยับพร้อมกัน ก็เหมือนกับมีปืนหลายแบบ แต่ ศัตรูรอบนี้ใส่เกราะกันกระสุน มีไป 3 อย่างแต่กลับทำอะไรไม่ได้

 

ความหลากหลายที่เห็นอาจเป็นภาพลวงตา … ทางแก้ของผม คือ มองทุกอย่างเป็นหนึ่งเดียวครับ หรือ ถือหุ้นล้วนไปเลยยังจะดีเสียกว่า

 

ประการที่สอง ถือ Bills (ตราสารหนี้ระยะสั้น) แทน Bonds (ตราสารหนี้ระยะยาว) เพราะตอนนี้ Bills ให้แล้ว 4.0% ในขณะที่ Bonds ให้ 5.0% แต่ไม่มีความเสี่ยงเรื่องราคาที่ปรับตัวลดลง และ ปัจจุบัน AI ยังร้อนแรงและช่วยการเติบโต (Growth) อยู่

 

… ถ้าเศรษฐกิจมี Growth คุณต้องเล่นหุ้นครับ ไม่ใช่เล่นตราสารหนี้ตัวยาว … ตราสารหนี้ยาวไว้ป้องกันเศรษฐกิจถดถอย

 

ประการสุดท้าย มี Commodities ไม่ใช่แค่ Gold

 

อันนี้สำคัญ เพราะ Commodities ไม่ได้มีแค่ทอง หากแต่รวมถึงน้ำมัน สินค้าเกษตรกรรมต่างๆ … เนื่องจากหลายๆสินทรัพย์เหล่านี้ คือ ปัญหาของเงินเฟ้อ โดยเฉพาะน้ำมัน และ เงินเฟ้อนำมาสู่ดอกเบี้ย

 

ส่วนสินค้าเกษตรสะท้อนต้นทุนอาหารและเงินเฟ้อที่ครัวเรือนรู้สึกจริง

 

ภาพด้านล่างจึงเป็น Asset allocation จากผมครับ เพราะ ดอกเบี้ย 5.0% มันโหด และ อยากบอกกับผู้อ่านทุกท่านจริงๆ เพราะ ดอกเบี้ย 5.0% มันโหดนะ สินทรัพย์ใดให้ไม่ถึง ก็ไม่ได้ไปต่อ กลัวพอร์ตทุกท่านจะอยู่ไม่ไหว อยู่ไม่ไหว อ้าว!

 

ภาพแผนการจัดสรรสินทรัพย์แบบใหม่ 1

 

*การแสดงความเห็นให้คำแนะนำดังกล่าว ข้าพเจ้าขอเรียนว่า เป็นการกระทำในนามส่วนตัวของข้าพเจ้า เท่านั้น บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด มิได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ใดๆ ทั้งสิ้น

 

The post Asset Allocation แบบเดิม … อยู่ไม่ไหว อยู่ไม่ไหว อ้าว เจ้าของเพจและติ้กต้อก WealthVerse ส่องจักรวาลการลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฐานบินจีนในลาวอาจมุ่งเป้ารับมือสหรัฐฯ แต่ไทยต้องกังวลหรือไม่? https://thestandard.co/china-laos-base-us-thailand/ Thu, 15 Oct 2026 06:19:56 +0000 https://thestandard.co/china-laos-base-us-thailand/ ภาพมุมสูงแสดงฐานทัพอากาศหรือสิ่งก่อสร้างทางทหารในประเทศลาว

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมา พลอากาศเอก เสกสรรค์ คันธ […]

The post ฐานบินจีนในลาวอาจมุ่งเป้ารับมือสหรัฐฯ แต่ไทยต้องกังวลหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงแสดงฐานทัพอากาศหรือสิ่งก่อสร้างทางทหารในประเทศลาว

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมา พลอากาศเอก เสกสรรค์ คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้แถลงวิสัยทัศน์กองทัพอากาศ ประจำปี 2569–2570 โดยเน้นย้ำถึงภัยคุกคามและความท้าทายที่กองทัพอากาศกำลังเผชิญ รวมถึงแนวทางในการรับมือ ทั้งการปรับลดขนาดองค์กร การจัดหายุทโธปกรณ์ที่มีความแม่นยำสูง และการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

 

การแถลงวิสัยทัศน์ดังกล่าวเป็นกำหนดการที่กำหนดไว้แล้วล่วงหน้า แต่ก็เกิดขึ้นภายหลังจากที่มีข่าวปรากฏว่า จีนได้จัดตั้งฐานทัพอากาศต่างประเทศแห่งแรกในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยใช้ชื่อว่า ‘ศูนย์ฝึกและส่งกำลังบำรุงร่วมจีน-ลาว’ (Joint China-Laos Training and Logistics Center) ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านเกิน เขตนครหลวงเวียงจันทน์ ห่างจากชายแดนไทยด้านจังหวัดหนองคายเพียงประมาณ 40 กิโลเมตร

 

พัฒนาการดังกล่าวสร้างกระแสความวิตกกังวลในหมู่ประชาชนชาวไทยจำนวนหนึ่ง เนื่องจากเกรงว่าการรุกเข้ามาประชิดชายแดนของจีนอาจนำไปสู่แนวโน้มของการเกิดการปะทะทางทหารและการสนับสนุนทางทหารแก่ประเทศเพื่อนบ้าน ดังเช่นกรณีของกัมพูชา ซึ่งจีนได้ดำเนินกิจการ ‘ศูนย์ฝึกและส่งกำลังบำรุงจีน-กัมพูชา’ ณ ฐานทัพเรือเรียม รวมถึงมีรายงานเรื่องการสนับสนุนทางทหารจากจีนให้แก่กัมพูชาในช่วงการปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาในปี 2569

 

อย่างไรก็ดี พลอากาศเอก เสกสรรค์ คันธา ได้อธิบายให้ประชาชนคลายความกังวลขึ้น โดยระบุว่าแม้กองทัพอากาศจะเฝ้าติดตามพัฒนาการและกิจกรรมทางทหาร ณ ฐานทัพอากาศบ้านเกินอย่างใกล้ชิด แต่ยังคงมอง สปป. ลาว เป็นประเทศที่รักสงบ และทั้งสองประเทศมีความเป็นหุ้นส่วนอันแน่นแฟ้น พร้อมทั้งย้ำว่า สปป. ลาว เป็นประเทศแรกที่ตนเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการในการเยือนเพื่อแนะนำตัวเมื่อรับตำแหน่งใหม่ในปีงบประมาณที่ผ่านมา อีกทั้งผู้บัญชาการทหารอากาศลาวยังมีความสัมพันธ์อันดีในฐานะเพื่อน

 

แม้ถ้อยแถลงของผู้บัญชาการทหารอากาศจะมีข้อเท็จจริงอยู่มาก เมื่อพิจารณาว่าไทยและ สปป. ลาว ประสบความสำเร็จในการปักปันเขตแดนไปแล้วกว่าร้อยละ 95 อีกทั้งยังมีความร่วมมือด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจร่วมกันตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประกอบกับผู้นำระดับสูงทางทหารและรัฐบาลลาวไม่เคยนำประเด็นชาตินิยมมาใช้เคลื่อนไหวกับประชาชนเพื่อเรียกร้องดินแดนกับฝ่ายไทย ซึ่งส่งผลให้โอกาสที่ความขัดแย้งและความไม่เข้าใจกันจะยกระดับไปสู่การใช้กำลังทางทหารนั้นมีน้อยมาก

 

กระนั้น ความกังวลบางประการก็มีน้ำหนักสมเหตุสมผลของมัน เนื่องจากในเมื่อพิจารณาในบริบทที่เกิดขึ้นในกัมพูชาแล้ว สถานที่ที่เรียกว่า ‘ศูนย์ฝึกและส่งกำลังบำรุง’ แทบจะกลายสภาพเป็นฐานทัพส่วนหน้าของกองทัพเรือแห่งกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLAN) อย่างชัดเจน โดยมีการวางกำลังเรือคอร์เวตชั้น Type 056A จำนวน 2 ลำอย่างถาวร พร้อมติดตั้งระบบเรดาร์เตือนภัยล่วงหน้าและค้นหาเป้าหมายระยะไกลความถี่ต่ำ รุ่น LCQ-776 ซึ่งมีระยะทำการถึง 500 กิโลเมตร ส่งผลให้การเคลื่อนไหวเกือบทั้งหมดในอ่าวไทยอยู่ภายใต้การตรวจจับของเรดาร์ขนาดใหญ่ดังกล่าว ตลอดจนการติดตั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศระยะกลางและไกล รุ่น HQ-22 ทั้งหมดนี้เสริมด้วยการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ท่าเรือความยาว 320 เมตร ซึ่งสามารถรองรับเรือรบขนาดใหญ่ เรดาร์ตรวจการณ์ทางอากาศที่ติดตั้งประจำที่ที่ไม่ทราบรุ่น และอาคารจำนวนมากที่มีศักยภาพรองรับภารกิจทางทหาร ฐานทัพแห่งนี้จึงมีลักษณะเป็นฐานทัพเรือส่วนหน้าเพื่อสนับสนุนการวางกำลังทางเรือของกองทัพเรือจีนในทะเลจีนใต้และช่องแคบมะละกา มากกว่าจะเป็นเพียงศูนย์ฝึกและส่งกำลังบำรุงทั่วไป

 

เมื่อพิจารณาว่าฐานทัพอากาศบ้านเกินใน สปป. ลาว ที่ใช้ชื่อเรียกในลักษณะเดียวกัน จึงมีความเป็นไปได้สูงว่าในอนาคต ทางวิ่ง ความยาว 2,500 ฟุต อาจได้รับการขยายเป็น 4,000 ฟุต เพื่อรองรับอากาศยานลำเลียงยุทธศาสตร์ เช่น Y-20 รวมถึงการวางกำลังส่วนแยกของเครื่องบินขับไล่ เช่น J-10 เนื่องจากฐานทัพดังกล่าวมีการจัดเตรียมพื้นที่ไว้ให้รองรับเครื่องบินขับไล่ได้สูงสุดถึง 20 เครื่อง และอาจมีการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจการณ์เพิ่มเติม เช่น ระบบเรดาร์และระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ถ้ามีการพัฒนาฐานทัพอย่างต่อเนื่อง

 

คำถามคือ จีนกำลังเตรียมพร้อมที่จะทำสงครามกับไทยใช่หรือไม่? คำตอบน่าจะ “ไม่ใช่” เนื่องจากช่วงที่ผ่านมายังไม่ปรากฏเจตนาที่เป็นปฏิปักษ์จากจีนต่อประเทศไทยอย่างชัดเจน และทั้งสองประเทศยังคงมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แม้จะต้องยอมรับว่าการสนับสนุนทางทหารของจีนต่อกัมพูชาอาจสร้างความไม่พอใจให้กับคนไทยหลายคน อย่างไรก็ดี การสั่งสมกำลังทางทหารของจีนส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของไทยหรือไม่? คำตอบคือ “กระทบอย่างแน่นอน” อย่างน้อยที่สุดก็ในมิติของดุลยภาพทางทหาร และวางกำลังทหารจากประเทศมหาอำนาจบริเวณชายแดนนั้นเป็นประเด็นที่ไม่สามารถละเลยได้

 

อย่างไรก็ตาม หากลองตีความการขยายขีดความสามารถทางทหารของจีนในภูมิภาคอาเซียนผ่านมิติทางยุทธศาสตร์ทางทหาร เราอาจพบมุมมองที่แตกต่างออกไป

 

เรดาร์ รุ่น LCQ-776 ซึ่งติดตั้ง ณ ฐานทัพเรือเรียม เป็นเรดาร์ความถี่ต่ำในตระกูลเรดาร์เตือนภัยล่วงหน้าของจีน คุณลักษณะของเรดาร์ความถี่ต่ำคือมีความยาวคลื่นในระดับเมตร ซึ่งเมื่อคลื่นเรดาร์ตกกระทบพื้นผิวของเครื่องบินขับไล่ จะก่อให้เกิดปรากฏการณ์การกระจัดแบบสั่นพ้อง (resonance scattering effect) ส่งผลให้โครงสร้างทั้งหมดของอากาศยานสะท้อนสัญญาณเรดาร์กลับไปยังแหล่งกำเนิด แทนที่จะเบี่ยงเบนสัญญาณออกไป

 

ใช่แล้ว นี่คือระบบเรดาร์สำหรับตรวจจับเครื่องบินขับไล่ที่มีคุณสมบัติตรวจจับได้ยากหรือ Stealth aircraft นั่นเอง

 

และประเทศใดที่มีเครื่องบินขับไล่ล่องหนที่สามารถสร้างภัยคุกคามร้ายแรงต่อจีน? คำตอบคือ สหรัฐอเมริกา อย่างแน่นอน

 

นอกจากฐานทัพเรือเรียมในกัมพูชาและฐานทัพอากาศแห่งใหม่ใน สปป. ลาว ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจีนอาจจะติดตั้งระบบเรดาร์ต่างๆ ในเร็วๆ นี้แล้ว ยังมีรายงานว่าจีนอาจวางกำลังสถานีเรดาร์ภายในแผ่นดินใหญ่ของเมียนมาและบริเวณเกาะโคโคในทะเลอันดามัน โครงข่ายดังกล่าวจึงกลายเป็นข่ายเรดาร์เตือนภัยล่วงหน้าที่โอบล้อมประเทศไทย ซึ่งจะช่วยให้จีนสามารถตรวจจับอากาศยานต้องสงสัยที่บินเข้าใกล้ชายแดนจีนได้ล่วงหน้าหลายร้อยกิโลเมตร นอกจากนี้ ระบบเรดาร์เตือนภัยล่วงหน้าดังกล่าวยังสามารถทำงานร่วมกับระบบป้องกันภัยทางอากาศระดับสูง เพื่อทำลายและลดทอนกำลังของผู้รุกรานก่อนที่จะเข้าใกล้ชายแดนจีน

 

ดังนั้น จึงชัดเจนว่าจีนอาจมองประเทศไทยเป็นทางผ่านสำหรับกองทัพอากาศสหรัฐฯ ในการเข้าสู่ดินแดนทางตอนใต้ของจีน การมีเครือข่ายเรดาร์แจ้งเตือนล่วงหน้าที่สามารถตรวจจับเครื่องบินล่องหน (Stealth) จะช่วยให้กองทัพอากาศจีนขยายขอบเขตของการรับรู้สถานการณ์ และมีเวลาในการเตรียมกำลังเพื่อป้องปรามการรุกรานได้มากขึ้น

 

กรณีดังกล่าวจะเกิดขึ้นหากไทยยินยอมให้สหรัฐฯ ใช้ห้วงอากาศในภาวะสงคราม ซึ่งเป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์ชาวจีนคาดการณ์ไว้ในเอกสารบางฉบับหากเกิดสงครามระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ดังนั้น วัตถุประสงค์ของยุทโธปกรณ์อันทันสมัยที่วางกำลังไว้รอบประเทศไทยทั้งหมดนี้จึงมีไว้เพื่อต่อสู้และป้องปรามสหรัฐฯ มากกว่าที่จะมุ่งเป้ามายังประเทศไทยโดยตรง

 

ประเทศไทยจำเป็นต้องกังวลหรือไม่? คำตอบคือทั้ง “ต้องกังวล” และ “ไม่ต้องกังวล”

 

ที่ต้องกังวลก็เนื่องจากมีมหาอำนาจอย่างหน้อยหนึ่งประเทศที่เชื่อว่าภูมิภาคอินโดจีนจะเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญหรือ Hot Spot และกำลังเตรียมความพร้อมในการรับมือ

 

แต่ถ้าจะไม่ต้องกังวลก็อาจจะเกิดขึ้นได้ หากไทยสามารถดำเนินนโยบายทางการเมืองและการทูตได้อย่างชาญฉลาด เนื่องจากประเด็นนี้ไม่ได้มีเพียงมิติทางการทหารเท่านั้น แต่มิติทางการทูตจำต้องมีบทบาทสำคัญในการสร้างหลักประกันว่า หากเราไม่สามารถขัดขวางไม่ให้เกิดสงครามขึ้นในภูมิภาคได้ เราก็ควรพยายามทำให้ประเทศมหาอำนาจตระหนักว่า การสู้รบกันเหนือหรือรอบบริเวณประเทศไทยไม่ใช่ทางเลือกที่ดีแต่อย่างใด

 

อาจด้วยเหตุนี้ก็เป็นได้ ทำให้ในการแถลงวิสัยทัศน์ของกองทัพอากาศ พลอากาศเอก เสกสรรค์ คันธา จึงมุ่งยกระดับบทบาทของผู้ช่วยฝ่ายทหารอากาศประจำต่างประเทศให้มากกว่าเพียงการต้อนรับคณะเดินทางหรือการจัดงานเลี้ยงรับรอง แต่ควรเป็นกลไกที่ช่วยให้กองทัพอากาศมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงแนวคิดทางการทหารและการทูตของแต่ละประเทศ เพื่อให้กองทัพอากาศรู้ว่าประเทศเหล่านั้นคิดและมองประเด็นต่างๆ อย่างไร พร้อมทั้งส่งสัญญาณเพิ่มความร่วมมืออย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นกับกระทรวงการต่างประเทศในด้านการทูต ซึ่งนับเป็นถ้อยแถลงที่ไม่ธรรมดาสำหรับกองทัพซึ่งโดยปกติแล้วมักจะระบุเพียงว่า การทูตทางการทหารดำเนินการตามแนวทางของกระทรวงการต่างประเทศเท่านั้น

 

ภาพ: Vantor /Handout via REUTERS

The post ฐานบินจีนในลาวอาจมุ่งเป้ารับมือสหรัฐฯ แต่ไทยต้องกังวลหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Age of Builders: สร้างเก่ง อาจยังไม่พอ ต้อง Build The Builders เพื่อสานต่อด้วย https://thestandard.co/age-builders-purpose-stewardship/ Sun, 11 Oct 2026 10:08:41 +0000 https://thestandard.co/?post_type=the_secret_sauce&p=1267371 กลุ่มคนทำงานก่อสร้างกำลังปรึกษาหารือโครงการใหม่

เมื่อไม่นานมานี้ ผมมางาน Secret Sauce Summit 2026 : The […]

The post The Age of Builders: สร้างเก่ง อาจยังไม่พอ ต้อง Build The Builders เพื่อสานต่อด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มคนทำงานก่อสร้างกำลังปรึกษาหารือโครงการใหม่

เมื่อไม่นานมานี้ ผมมางาน Secret Sauce Summit 2026 : The Age of Builders และสะดุดกับคำว่า Builder ตั้งแต่ Session แรกของ เคน นครินทร์

 

เคนชวนให้มองว่า Builder ไม่ใช่ตำแหน่ง ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของธุรกิจ CEO หรือคนทำเทคโนโลยี จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ ศิลปิน หรือใครก็ได้

 

เพราะสิ่งที่ทำให้คนคนหนึ่งเป็น Builder คือ วิธีมองโลก หรือ Mindset

 

จากการพูดคุยกับผู้คนจำนวนมากในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา เคนพบคุณลักษณะบางอย่างที่ Builder มีร่วมกัน และจากที่ผมจดทัน มีอยู่ 4 ข้อ

 

See Advantage (What can I build from?)

 

มองเห็นข้อได้เปรียบในสิ่งที่คนอื่นมองว่าเป็นปัญหาว่า (What could be?)

 

เช่น Nelson Mandela – เปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นโอกาสสร้างชาติใหม่

 

Explore Possibility (What could be?)

 

Builder ไม่ได้รู้อนาคตมากกว่าคนอื่น แต่เขาสำรวจมันก่อนคนอื่น กล้าลอง กล้าผิด กล้าถูก เช่น Elon Musk – เห็นความเป็นไปได้ของรถยนต์ไฟฟ้าในฐานะ mass-market technology

 

Create Reality (How do we make it real?)

 

เปลี่ยนความเป็นไปได้และความฝันให้กลายเป็นของจริง ไม่หยุดอยู่ที่การพูดหรือวิจารณ์ แต่ลงมือสร้างสินค้า Process Resource หรือประสบการณ์ใหม่ เช่น Thomas Edison – ไม่ได้หยุดที่การคิดค้นหลอดไฟ แต่พัฒนาองค์ประกอบต่าง ๆ จนเกิดระบบไฟฟ้าที่ใช้งานได้จริง

 

Connect the Dots (Who and what can we connect?)

 

นำสิ่งที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกันมาเชื่อมจนเกิดสิ่งใหม่ แฟชั่นอาจเจอกับอาหาร ดีไซน์อาจเจอกับการเงิน ความงามอาจเจอกับเทคโนโลยี เช่น Leonardo da Vinci – Art × Science × Anatomy × Engineering

 

ผมนั่งฟังแล้วเกิดคำถามขึ้นมาว่า จริง ๆ แล้ว 4 Mindsets นี้ใหม่ตรงไหน?

 

ถ้าเอา AI ออกจากสมการ ผมคิดว่ามันแทบไม่ใหม่เลย นักสำรวจ นักวิทยาศาสตร์ ผู้ประกอบการที่เปลี่ยนโลกตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา ต่างก็ทำสิ่งเหล่านี้

 

ผมไม่ได้บอกว่า session นี้ไม่มีของใหม่ โลกเปลี่ยนไปอย่างมาก และน่าจะเป็นการวิเคราะห์ ตีความหมายของ Builder Mindset ในโลกใหม่

 

แต่คือ Power to Create and Co-create

 

วันนี้ AI ทำให้คนหนึ่งคนมีความสามารถที่เมื่อก่อนอาจต้องใช้คนทั้งทีม ความรู้จำนวนมหาศาลเข้าถึงได้ในเวลาไม่กี่วินาที

 

ขณะเดียวกัน โลกที่เชื่อมถึงกันเปิดโอกาสให้ Builder หา คนมาร่วม Build ได้ง่ายขึ้น

 

เราไม่ได้มีแค่ Tool ที่ทรงพลังขึ้น แต่สามารถเชื่อมคน ความรู้ เงินทุน เทคโนโลยี และทรัพยากร จนเกิดเป็น Community และพัฒนาเป็น Ecosystem ที่ไม่มี Builder คนใดสร้างได้ด้วยตัวคนเดียว เช่น Social Mediaทั้งหลาย ตั้งแต่Wikipedia จนถึงTikTok

 

AI จึงเพิ่มพลังของ Individual Builder

 

ส่วน Community และ Ecosystem เพิ่มพลังของ Collective Builders

 

แต่ยิ่ง Power to Build เพิ่มขึ้น ผมกลับคิดว่ายิ่งต้องมีคำถามอีกสองด้านมาประกบ

 

1. Should we build it?

 

เราสร้างสิ่งนี้ไปทำไม?.. สร้างเพื่อใคร?… ถ้าสำเร็จ ใครจะได้ประโยชน์?… สังคมและโลกจะได้อะไร?

 

และที่สำคัญไม่แพ้กัน… ใครอาจเป็นผู้เสียหาย หรือเป็นคนจ่ายต้นทุนจากสิ่งที่เราสร้าง?

 

เพราะ Builder Mindset ทั้ง 4 ข้อไม่ได้เป็น Virtue ในตัวมันเอง

 

มันคือไม้กายสิทธิ์ที่เสกของโดยบัดดล

 

คนที่ See Advantage เก่ง อาจเห็นช่องโหว่ของระบบเป็นโอกาส

 

คนที่ Explore เก่ง อาจทดลองโดยให้คนอื่นรับความเสี่ยง

 

คนที่ Create เก่ง อาจสร้างสิ่งที่ทำกำไรมหาศาลแต่ทิ้งต้นทุนไว้กับสังคม

 

และคนที่ Connect เก่ง อาจสร้าง Ecosystem ที่สุดท้ายกลายเป็นการผูกขาด

 

Purpose จึงไม่ควรเป็นเพียงประโยคสวย ๆ ที่เขียนไว้ก่อนเริ่มโครงการ แต่เป็นคำถามที่ต้องย้อนกลับมาถามตลอดเวลาที่กำลัง Build

 

2. การ Build ไม่ได้จบในวันที่เราสร้างเสร็จ

 

ลองคิดถึงบ้านหลังหนึ่ง

 

เราอาจเป็นคนออกแบบ วางรากฐาน และสร้างบ้านหลังนั้นขึ้นมาอย่างดี

 

แต่บ้านที่มีชีวิตต้องมีคนดูแล

 

หลังคารั่วต้องมีคนซ่อม

 

วิถีชีวิตเปลี่ยนไป พื้นที่ในบ้านก็ต้องเปลี่ยนตาม

 

และวันหนึ่ง คนรุ่นใหม่อาจต้องต่อเติมบ้านหลังนั้นในแบบที่เราไม่เคยคิดไว้เลย

 

สิ่งที่เราสร้างก็เช่นเดียวกัน

 

Builder จึงไม่ควรถามเพียงว่า “ผมจะ Build สิ่งนี้ให้สำเร็จได้อย่างไร?” แต่ต้องถามต่อว่า“ใครจะมาช่วยบำรุงรักษามัน และใครจะ Build มันต่อจากเรา?”

 

นี่ต่างจากการสร้างสิ่งหนึ่งขึ้นมาแล้วพยายามรักษามันให้อยู่ในสภาพเดิมตลอดไป…เพราะโลกไม่เคยหยุดเปลี่ยน…สิ่งที่เราสร้างวันนี้ ต่อให้ดีเพียงใด วันหนึ่งก็ต้องถูกซ่อม ปรับปรุง รื้อบางส่วน หรือต่อเติม

 

ดังนั้น Built to Last สำหรับผมจึงไม่ได้หมายความว่า

 

สร้างให้เหมือนเดิมไปตลอด

 

แต่หมายถึง…สร้างให้มีคนรุ่นต่อไปสามารถดูแล และ Build ต่อให้เข้ากับโลกที่ไม่เคยหยุดเปลี่ยน

 

แต่เป็นบ้านที่วางรากฐานแข็งแรงพอ และเปิดพื้นที่มากพอ ให้คนรุ่นต่อไปสามารถสร้างต่อจากสิ่งที่เราเริ่มไว้

 

บางที Builder ที่ดีจึงไม่ได้สร้างเพียง Product, Business หรือ Organization

 

เขาต้องสร้าง Builders รุ่นต่อไป ด้วย

 

เพราะถ้าสิ่งที่เราสร้างยังต้องรอเราตัดสินใจทุกเรื่อง ผมไม่แน่ใจว่าเราสร้างมันเสร็จแล้วจริง ๆ ผมจึงอยากเตือนตัวเองว่า

 

ถ้าท่านไม่สามารถหาคนมาช่วยบำรุง และ Build ต่อจากสิ่งที่ท่านสร้างไว้ได้ บางทีงานของ Builder ยังไม่เสร็จ

 

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ผมจึงเห็น Age of Builders เป็นสามคำถาม

 

PURPOSE – Should we build it?

 

เราควรสร้างมันหรือไม่ และเพื่อใคร?

 

BUILDING – Can we build it?

 

เราจะใช้ See Advantage, Explore Possibility, Create Reality และ Connect the Dots ทำให้มันเกิดขึ้นจริงได้อย่างไร?

 

STEWARDSHIP – Who will build after us?

 

ใครจะดูแลมัน และใครจะต่อเติมสิ่งที่เราสร้างให้เข้ากับโลกที่เปลี่ยนไป? เรากำลังBuild The Buildersไปด้วยหรือเปล่า

 

โลกอาจกำลังเข้าสู่ The Age of Builders

 

แต่บางทีสิ่งที่โลกต้องการไม่ใช่เพียงคนที่สร้างเก่ง

 

แต่คือ Responsible Builders

 

คนที่รู้ว่า ทำไมจึงสร้าง

 

รู้ว่า กำลังสร้างเพื่อใคร

 

คิดถึง คนที่อาจต้องรับผลจากสิ่งที่สร้าง

 

หรือเราอาจลองตีลังกา คิดว่าและทำใจว่าสิ่งที่เราBuildในวันนี้ จะทำหน้าที่เป็น ‘นั่งร้าน’ ของBuilderรุ่นต่อไป

 

ภาพ: Anton Vierietin / Shutterstock

The post The Age of Builders: สร้างเก่ง อาจยังไม่พอ ต้อง Build The Builders เพื่อสานต่อด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดอกเบี้ยสูง-Bond Yield พุ่งรอบหลายทศวรรษ เปลี่ยนการไหลของเงินทุน https://thestandard.co/high-interest-bond-yield-capital-flow/ Sat, 10 Oct 2026 08:35:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1267054 ภาพกราฟิกแสดงแนวโน้มดอกเบี้ยสูงและ Bond Yield ที่พุ่งขึ้น ส่งผลต่อการไหลของเงินทุน

ตอนนี้มีแต่ฟีดข่าว ‘โลกเผชิญวิกฤติพันธบัตร’ เต็มโซเชียล […]

The post ดอกเบี้ยสูง-Bond Yield พุ่งรอบหลายทศวรรษ เปลี่ยนการไหลของเงินทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงแนวโน้มดอกเบี้ยสูงและ Bond Yield ที่พุ่งขึ้น ส่งผลต่อการไหลของเงินทุน

ตอนนี้มีแต่ฟีดข่าว ‘โลกเผชิญวิกฤติพันธบัตร’ เต็มโซเชียลไปหมด เพราะเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ได้เห็นกันบ่อยๆ ในตลาดตราสารหนี้โลก

 

เพราะ ‘พันธบัตรรัฐบาล’ จัดเป็นประเภทสินทรัพย์ที่ปลอดภัยรองจากเงินฝาก โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพราะเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ยังถือเป็นเงินสกุลหลักในโลกการค้า เพียงเพราะสหรัฐฯ ยังเป็นประเทศมหาอำนาจเบอร์หนึ่งของโลกอยู่ในเวลานี้

 

แต่ระยะยาวข้างหน้า ไม่มีใครคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่า สหรัฐฯ จะยืนหนึ่งได้ตลอดนิรันดร์หรือไม่ และอย่างไร รวมไปถึงเงินดอลลาร์จะล่มสลายแบบไหน?

 

เสียงเตือนจากกูรูทั้งในและต่างประเทศส่งถึงนักลงทุนให้ระวัง!!

 

เกิดคำถามตามมาว่า “เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้น เงินทุนโลกกำลังเปลี่ยนทิศทางไปไหน” แล้วจะดูแลพอร์ตอย่างไรดี

 

ทั่วโลกเผชิญวิกฤติ Bond Yield พุ่งแรง ‘เงินเฟ้อสูง’ Risk Premium ขึ้น

 

วิกฤติ Bond Yield พุ่งแรงไม่ได้เกิดแค่พันธบัตรสหรัฐฯ เท่านั้น เพราะอังกฤษ ฝรั่งเศส ต่างพุ่งแรงในรอบกว่าหลายทศวรรษ รวมถึงฝั่งเอเชียอย่างญี่ปุ่นก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน

 

ในช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนของพันธบัตร (Bond Yield) ของประเทศต่างๆ นำโดย Bond Yield สหรัฐฯ และยุโรปก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน ท่ามกลางความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ราคาน้ำมันที่อยู่เหนือ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล และภาระหนี้ภาครัฐที่สูงขึ้น

 

ขณะที่ตลาดญี่ปุ่นก็ถูกกดดันด้วย โดย Bond Yield อายุ 10 ปี เข้าใกล้ 3.1% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 3 ทศวรรษ ท่ามกลางภาระหนี้รัฐบาลที่สูงมาก ฝั่งเยอรมนีและออสเตรเลียก็เผชิญแรงขายไปด้วยเช่นกัน

 

แน่นอนว่า หนึ่งในตัวเร่งสำคัญ ตลาดเริ่มกังวลว่า ‘เงินเฟ้อ’ อาจลงยากกว่าที่คิด จากราคาพลังงานและความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง ประกอบกับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังแข็งแรง และความเสี่ยงจากภาระหนี้รัฐบาลที่สูงขึ้นมาก ทำให้นักลงทุนเรียกร้องผลตอบแทนสูงขึ้น (Risk Premium) เพื่อถือพันธบัตรระยะยาว

 

‘สหรัฐฯ’ พันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี Yield แตะ 5.361% สูงสุดในรอบ 24 ปีนับตั้งแต่ปี 2002 ส่วนอายุ 30 ปี Yield ขึ้นไปแตะ 5.73% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2002 หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75%-4% เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยเงินเฟ้อยังอยู่ระดับสูงเหนือ 3% แม้ตลาดแรงงานเริ่มอ่อนแอ แต่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่งจากแรงส่งเทคโนโลยี AI ล่าสุด FedWatch Tool ยังคาดโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ย 1-2 ครั้งในช่วงที่เหลือในปีนี้

 

ฝั่งยุโรปนำโดย ‘อังกฤษ’ ยิ่งเผชิญโจทย์หนักกว่า Bond Yield อายุ 30 ปี ให้ผลตอบแทนทะลุ 6.04% สูงสุดในรอบ 28 ปี ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 1998 และล่าสุด ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.75% ขณะที่เงินเฟ้อยังสูงเหนือ 3% และ BoE เตือนว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกในช่วงหลายไตรมาสข้างหน้า จากราคาพลังงานที่สูงขึ้นเพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อ และมีความกังวลเรื่องฐานะการคลังและงบประมาณใหม่ ส่งผลให้นักลงทุนเทขายพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษ

 

‘ฝรั่งเศส’ กำลังถูกจับตา เพราะเป็นอีกประเทศที่กำลังเผชิญวิกฤติ Bond Yield พุ่ง โดยอายุ 10 ปี พุ่งแตะ 5% สูงที่สุดในรอบ 24 ปีแล้วนับตั้งแต่ปี 2002 สะท้อนแรงขายพันธบัตรและความกังวลเรื่องฐานะการคลังของฝรั่งเศสที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตลาดไม่เชื่อมั่นรัฐบาล และยังมีพันธบัตรที่ต้องออกใหม่อีกมหาศาลในปีหน้า นักลงทุนเรียกร้อง Risk Premium มากขึ้นอย่างชัดเจน

 

แล้วทำไม Bond Yield ทั่วโลกถึงพุ่งพร้อมกัน

 

เรื่องแรก ราคาน้ำมันแพง ทำให้ตลาดกลับมากลัวเงินเฟ้อ

 

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ทำให้ราคาน้ำมันแพงขึ้น ส่งต่อไปยังต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่สูงขึ้น มีโอกาสทำให้เงินเฟ้อลดลงช้ากว่าที่ตลาดเคยคาด และเมื่อเงินเฟ้อสูง ธนาคารกลางประเทศต่างๆ จะกลับมาพิจารณาการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อคุมเงินเฟ้อและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ฉะนั้น นักลงทุนก็ต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยการถือพันธบัตรระยะยาว

 

เรื่องที่สอง ตลาดเริ่มกลัวว่า Fed อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยอีก

 

Fed เพิ่งขึ้นดอกเบี้ยเดือนกันยายนที่ผ่านมา แต่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแรง ขณะที่เงินเฟ้อยังไม่กลับสู่เป้าหมายง่าย ๆ ตลาดจึงเริ่มคิดว่า วงจรขึ้นดอกเบี้ยรอบนี้อาจยังไม่จบ และคาดมีโอกาสประมาณ 22% ที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอีกในการประชุมเดือนตุลาคมนี้

 

เรื่องที่สาม รัฐบาลสหรัฐฯ มีหนี้มาก และต้องออกพันธบัตรใหม่อีกจำนวนมาก

 

เมื่อรัฐบาลต้องขาดดุลงบประมาณและกู้เงินต่อเนื่อง ก็จำเป็นต้องนำพันธบัตรจำนวนมหาศาลออกมาขาย ล่าสุดมีการประมูล Treasury อายุ 10 ปี มูลค่า 39,000 ล้านดอลลาร์ เมื่อ Supply ของ Bond เพิ่มขึ้น ถ้าต้องการให้คนซื้อ ก็ต้องเสนอ Yield ที่น่าสนใจขึ้น ราคาพันธบัตรจึงลดลง และ Yield ปรับขึ้น

 

เรื่องสุดท้าย นักลงทุนเริ่มเรียก ‘Term Premium’ สูงขึ้น

 

ถ้ามีคนขอให้เราปล่อยเงินให้รัฐบาลกู้เป็นเวลา 10 ปี หรือ 30 ปี ท่ามกลางโลกที่เงินเฟ้อไม่แน่นอน หนี้รัฐบาลสูงขึ้นเรื่อย ๆ และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น สิ่งที่นักลงทุนสนใจ คือ ‘ผลตอบแทน’ ได้รับเท่าไหร่ถึงจะคุ้มกับการล็อกเงินไว้นานกับพันธบัตรระยะยาว ตลาดจึงเรียก Term Premium สูงเพิ่มขึ้น

 

หากนี่คือข่าวลบของคนถือบอนด์ในตลาดอยู่แล้ว แต่อาจเป็นข่าวบวกสำหรับคนที่กำลังจะซื้อพันธบัตรใหม่ที่กำลังจะออก เพราะ Yield ยิ่งสูง นักลงทุนรายใหม่ก็ยิ่งสามารถล็อกผลตอบแทนในระดับสูงได้ เพราะ Bond Yield ที่ระดับ 5.361% เป็นระดับที่ไม่เห็นมานานกว่า 20 ปีครับ

 

ในระยะข้างหน้า หากเงินเฟ้อของสหรัฐฯ เริ่มลด เศรษฐกิจชะลอ และ Fed กลับมาลดดอกเบี้ย ก็มีโอกาสที่ Bond Yield ปรับลงได้ ซึ่งคนที่ถือบอนด์สหรัฐฯ ระยะยาว ก็จะได้ประโยชน์ 2 ต่อ นั่นคือ ได้ดอกเบี้ยสูงกว่า 5% ระหว่างทางถือบอนด์ในช่วงเวลาดังกล่าว และได้ส่วนต่างกำไร (Capital Gain) จากราคาบอนด์สหรัฐฯที่เพิ่มขึ้นเมื่อ Yield ลดลง

 

แต่ในทางกลับกัน หาก Yield ขึ้นต่อไปถึง 6% ราคาบอนด์ก็ยังสามารถลดลงได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น Bond Yield ที่สูงไม่ได้แปลว่าพันธบัตรที่ถือนั้นจะไม่มีความเสี่ยงนะครับ

 

ฉะนั้น วันนี้สิ่งที่นักลงทุนต้องการ คือ ‘ค่าตอบแทนสำหรับการรับความเสี่ยง’ หรือ Risk Premium ที่สูงกว่าที่เคยได้รับในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา

 

นี่อาจมองได้ว่าตลาด Bond ระยะยาวในช่วงนี้ กำลังเปลี่ยนจากสินทรัพย์ที่ไม่มีใครอยากถือ ไปเป็นสินทรัพย์ที่น่าจับตามองที่สุดกลุ่มหนึ่ง เพราะอย่างน้อย ๆ นักลงทุนที่ทยอยล็อกผลตอบแทนที่สูง ๆ ได้ ก่อนที่ดอกเบี้ยจะลดลง ก็ถือว่าได้ประโยชน์แล้ว

 

แต่ ๆ ยังมีข้อมูลรายงานว่า เดือนกันยายนที่ผ่านมา นักลงทุนรายย่อยแห่ช้อนซื้อ ‘พันธบัตรสหรัฐฯ’ มากที่สุดในรอบปี สะท้อนภาพว่าทุกคนพยายามล็อก ‘ดอกเบี้ย 5.25%’ ไปยาว 20 ปี แบบไม่กลัว ‘ดอลลาร์ล่มสลาย’

 

ดอกเบี้ยระยะยาวระดับเกิน 5% แบบนี้ เป็นวิกฤติหรือโอกาสแห่งทศวรรษกันแน่!

 

ลองนึกดูว่า ถ้าถือพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนประมาณ 5% นักลงทุนไม่จำเป็นต้องรับความเสี่ยงสูงเหมือนเดิมเพื่อหวังผลตอบแทนจากหุ้นก็ได้…ใช่ไหมครับ

 

เงินไม่ได้ไหลเข้าสหรัฐฯ ทั้งหมด แต่ตลาดไหนให้ผลตอบแทนดีกว่า

 

สถานการณ์โลกในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่อง ‘ราคาบอนด์ตก’ เท่านั้น แต่กำลังหมายถึง ต้นทุนเงินกำลังแพงขึ้นทั่วโลกอีกครั้งและเป็นตัวแปรหนึ่งที่ทำให้สินทรัพย์ต่าง ๆ กำลังปรับฐานหามูลค่าที่แท้จริง

 

และวิกฤติ Bond Yield ระยะยาวพุ่งแรง สะท้อนภาพชัดเจนว่า วันนี้ดอกเบี้ยนโยบายกับ Bond Yield ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

 

เพราะดอกเบี้ยนโยบายเป็นราคาของเงินระยะสั้น ซึ่ง Fed เป็นผู้กำหนดโดยดูจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ ตลาดแรงงาน เงินเฟ้อทั้งจากฝั่ง Demand และ Supply ที่มีตัวแปรใหญ่จากราคาน้ำมัน ภาษีการค้า เป็นต้น

 

ขณะที่ Bond Yield เป็นผลตอบแทนที่ตลาดเรียกร้องจากการถือพันธบัตรโดยเฉพาะระยะยาว กำลังสะท้อนความเสี่ยงทั้งเงินเฟ้อ เศรษฐกิจและการคลังเข้ามา ทุกคนก็รู้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯมีหนี้สูงเกือบ 40 ล้านล้านดอลลาร์ และนักลงทุนมีความคาดหวังต่อดอกเบี้ยในอนาคตต้องชดเชยความเสี่ยงการถือพันธบัตรเป็นเวลายาวนานนับสิบ ๆ ปี

 

ต่อให้ตลาดคาดว่า Fed จะลดดอกเบี้ยในอนาคต แต่ถ้า Yield 10 ปีของสหรัฐฯ ยังสูงขึ้น หมายความว่าตลาดพันธบัตรอาจกำลังกังวลเรื่องอื่น เช่น เงินเฟ้อ หนี้รัฐบาล และปริมาณพันธบัตรที่จะออกมารองรับการขาดดุลในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า

 

ล่าสุด รายงานการประชุม Fed ที่ออกมา คณะกรรมการยังเห็นให้ขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคมนี้อีกครั้ง เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่สูงเกินเป้าหมายมานาน 5 ปีแล้ว

 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงทั้ง ๆ ที่เพิ่งพุ่งขึ้นทั้ง Nasdaq และ S&P 500 ที่ปิดทำสถิติสูงสุดเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม บรรยากาศตลาดยังเต็มไปด้วยอารมณ์อ่อนไหวรายวันครับ หากมีตัวเลขชี้วัดเศรษฐกิจอ่อนแอ ความคาดหวังจะเห็น Fed ลดลงหรือชะลอการขึ้นดอกเบี้ย ก็จะดันตลาดขึ้นได้ แต่ในทางตรงกันข้าม เศรษฐกิจแข็งแรง เงินเฟ้อสูง ตลาดแรงงานดี ก็คาดการณ์ Fed จะขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งจะเป็นผลลบต่อตลาดหุ้นปรับตัวลงเช่นกัน

 

มุมมองของผม เชื่อว่า เงินทุนไม่ได้หนีหุ้น แต่กำลังเลือกหุ้นและธีมที่เชื่อว่า สามารถสร้างกำไรได้ดี แม้ต้นทุนเงินจะสูงมีการลงทุนต่าง ๆ โดยเฉพาะ AI และเทคโนโลยี แต่ตลาดหุ้นยังเชื่อมั่นวัฏจักรเศรษฐกิจโลกที่ถูกขับเคลื่อนด้วย AI

 

อย่างไรก็ตาม มีคำเตือนให้ระวัง จาก Brian Sozzi จาก Yahoo Finance ชี้ว่า สถิติดังกล่าวอาจบดบังภาพตลาดที่มีการกระจุกตัวสูง โดยหุ้น 3 บริษัทที่มีน้ำหนักมากที่สุดใน S&P 500 ได้แก่ Nvidia, Apple และ Microsoft มีน้ำหนักรวมกันราว 20% ของดัชนี

 

ปัจจัยที่กดดันตลาดในปีนี้ยังอาจเป็นอุปสรรคต่อการปรับขึ้นของตลาด ‘ราคาน้ำมันดิบ Brent’ ยังคงอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ท่ามกลางการโจมตีล่าสุดของกลุ่มฮูตีในตะวันออกกลาง ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตร แม้ปรับลดลงในบางวันแต่ยังอยู่ใกล้ระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ

 

ด้านความเสี่ยงทางการเมืองและการเลือกตั้งที่เพิ่มสูงขึ้น นับถอยหลังอีกเพียง 1 เดือน การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาด

 

ตลาดคาดการณ์ผลการเลือกตั้งว่ามีโอกาสสูงที่จะเกิดรัฐบาลแบบแบ่งอำนาจ (Divided Government) โดยมีข้อมูลสถิติ ชี้ว่า S&P 500 มักให้ผลตอบแทนสูงสุดภายใต้รัฐบาลสหรัฐฯ แบบแบ่งขั้ว และตลาดหุ้นสหรัฐฯ มักปรับขึ้นหลังการเลือกตั้งกลางเทอม

 

แต่ปัจจุบัน นักลงทุนไม่ได้มีทางเลือกแค่ หุ้นสหรัฐฯ กับพันธบัตรสหรัฐฯเท่านั้น เพราะปกติของนักลงทุนย่อมต้องมองหาตลาดเปรียบเทียบผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Return) และความเสี่ยงของสินทรัพย์ทั่วโลก เพื่อกระจายลงทุนสินทรัพย์ (Asset Allocation) ทั่วโลกครับ

 

ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า พันธบัตรตลาดเกิดใหม่บางประเทศยังมีความแข็งแกร่งกว่าพันธบัตรตลาดพัฒนาแล้ว เพราะมี Real Yield สูงกว่า ฐานนักลงทุนในประเทศแข็งแรง และบางประเทศมีวินัยทางการคลังดีขึ้น

 

นี่คือคำตอบเงินลงทุนกำลังมองหาทิศทางใหม่ นักลงทุนทั่วโลกกำลังอยู่ในโหมดเลือกกระจายลงทุนสินทรัพย์ (Asset Allocation)

 

‘แผนที่เงินทุนโลก’ รับมือตลาดแปรปรวน

 

สิ่งที่ปกป้องหุ้นได้จริงก็คือ EPS Revisions ที่ยังขึ้นเกินกว่าที่ตลาดคาดไว้แล้ว

 

ภาพปัจจุบันของตลาดหุ้นสหรัฐฯ คือ การเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ของบริษัทในตลาด ปรับเป็นขาขึ้นอย่างแข็งแรงมากกว่า 26% ในช่วงไตรมาส 4

 

ขณะที่ GDP Now (คาดการณ์จากแบบจำลอง) จะเติบโต 5% ในไตรมาส 3 สะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแกร่ง และสู้ได้กับอัตราดอกเบี้ยสูงในเวลานี้

 

Wall Street คาดว่าปี 2027 จะมีการลงทุนในดาตาเซ็นเตอร์ อีก 1.89 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 1.13 ล้านล้านดอลลาร์

 

เรากำลังเข้าสู่ยุคของหุ้นกู้ ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ ซึ่งตอนนี้ปริมาณทะลุ 1.52 แสนล้านดอลลาร์แล้ว ส่วนใหญ่มาจากการกู้ของ Hyperscalers

 

จุดที่น่าสนใจก็คือ S&P 500 ใกล้จุดสูงสุด แต่มีหุ้นจำนวนมากทำจุดต่ำสุดในรอบ 1 ปี แปลว่าการเติบโตของกำไรในตลาดนั้นกระจุกตัวอยู่แค่บางกลุ่ม ซึ่งก็คือเทคโนโลยีและ AI อย่างที่รู้กันนั่นเอง

 

จากประเด็นที่ว่า Bond Yield สูงขึ้นรวดเร็ว ทำให้ Discount Rate สูงขึ้น บริษัทที่เน้นการเติบโตในอนาคตไกล ๆ จึงถูกปรับลดมูลค่าลง แต่เงินไปไหลเข้า AI Infrastructure ที่เห็นว่ารายได้เกิดขึ้นจริงแน่นอนในยุคปัจจุบัน

 

เราเห็นตลาด Rotation กลับเข้าสู่หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่มาต่อเนื่องจนทำให้ Nasdaq-100 ปรับตัวดีกว่า S&P 500 นับตั้งแต่จุดสูงสุดในเดือนสิงหาคม ขณะที่ Market Breadth ของ S&P 500 ลดลงต่ำกว่า 50% สะท้อนว่าการปรับฐานกระจุกตัวอยู่ในหุ้นบางกลุ่มมากกว่าการเป็นการลดลงทั้งตลาด

 

ปัจจุบัน Forward P/E หุ้นเทคโนโลยีอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบปี แถวๆ 20 เท่า

 

สรุปก็คือถ้า Bond Yield ไม่ได้กระชากแรงระดับ 0.25-0.50% ในระยะเวลาอันสั้น มีโอกาสที่ตลาดหุ้นจะยังเอาอยู่ เนื่องจาก Earnings Growth ของหุ้นเทคโนโลยีที่สูงอยู่คอยค้ำไว้ และ Nasdaq ยังทำจุดสูงสุดใหม่ สะท้อนว่าเงินไม่ได้ไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหมด แต่กำลัง ‘เลือก’ มากขึ้น

 

สำหรับมุมมองลงทุนตลาดโลกในช่วงโค้งท้ายปี

 

1. ลดการกระจุกตัวในสินทรัพย์เดียว

 

ตลาดสหรัฐฯมี Valuation และความกระจุกตัวสูง จึงควรคิดในมุม ‘กระจายภูมิภาค’ มากกว่า ‘ออกจากหุ้น’ แต่ไม่ได้หมายความให้ขายหุ้นสหรัฐฯ ออกทั้งหมด เพราะกำไรบริษัทโดยเฉพาะกลุ่มที่ได้ประโยชน์จาก AI ยังเป็นแรงหนุนตลาดหุ้นอยู่

 

BlackRock เองยังมองบวกต่อหุ้นสหรัฐฯ แต่เพิ่มน้ำหนักหุ้นในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets: EM) และมองหาโอกาสนอกเหนือจาก Asset Class แบบเดิม

 

2. เพิ่มบทบาทของตราสารหนี้ แต่ไม่จำเป็นต้องไล่ซื้อพันธบัตรยาว

 

เมื่อ Yield สูงขึ้น ตราสารหนี้กลับมามีรายได้ที่น่าสนใจอีกครั้ง แต่ถ้า Yield ยังมีโอกาสขึ้นต่อ พันธบัตรอายุยาวจะมีความเสี่ยงจากราคาที่ลดลง ควรให้น้ำหนักกับพันธบัตรระยะสั้นมากกว่าพันธบัตรระยะยาว ขณะที่กระแสเงินก็เริ่มกลับเข้าสู่กองทุนตราสารหนี้อย่างชัดเจน

 

3. อย่ามองตลาดเกิดใหม่ เป็นกลุ่มเดียวกัน

 

แม้ US Yield สูงและดอลลาร์แข็งจะเป็นแรงกดดัน EM แต่พันธบัตรสกุลเงินท้องถิ่นของ EM บางตลาดกลับรับมือกับ Bond Sell-off ได้ดีกว่าตลาดพัฒนาแล้ว เนื่องจากบางประเทศในตลาดเกิดใหม่มี Real Yield สูง วินัยการคลังดีขึ้น และฐานเงินทุนในประเทศแข็งแรง ซึ่งสามารถขอคำแนะนำจากที่ปรึกษาการลงทุนดีกว่าครับ เพราะน่าจะมีข้อมูลการวิเคราะห์ที่มากกว่าเราจะมาศึกษาเอง

 

ตลาดไทยเป็นหนึ่งในตลาดเกิดใหม่ที่ยังน่าสนใจทั้งมุม Valuation และ Real Return ข้อมูลล่าสุดจาก Financial Times ระบุว่า ไทยเป็นหนึ่งใน EM ที่มีฐานเงินทุนภายในประเทศค่อนข้างลึก ซึ่งช่วยให้ตลาดรับแรงกระแทกจากเงินทุนโลกได้ดีกว่าประเทศที่พึ่งพาเงินทุนภายนอกสูง วันนี้ตลาดไทยจึงจัดอยู่ใน ‘Global Allocation’ ครับ

 

5. ทองคำ ในฐานะ ‘ตัวกระจายความเสี่ยง’

 

ในภาวะที่ปัญหาไม่ได้มีแค่ดอกเบี้ย แต่มีทั้งหนี้รัฐบาล เงินเฟ้อ ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนของค่าเงิน

 

ทองคำจะมีบทบาทต่างจากหุ้นและพันธบัตร เพราะไม่ได้ขึ้นอยู่กับกระแสเงินสดของบริษัทหรือรัฐบาลโดยตรง ช่วงที่ผ่านมา แม้ Bond Yield และ Dollar จะแข็ง แต่ทองคำยังขยับขึ้นได้ สะท้อนว่าตลาดกำลังให้ค่ากับทองคำในฐานะสินทรัพย์กระจายความเสี่ยงด้วย แม้แต่ธนาคารกลางประเทศต่างๆ ทั่วโลก ยังคงสะสมทองคำอย่างต่อเนื่องแม้ราคาทองคำจะผันผวนสูงก็ตาม

 

พอร์ตลงทุนตลาดโลกในยุคนี้ควรเปลี่ยนจากแนวคิด ‘ซื้อประเทศที่ตลาดขึ้นมากที่สุด’ เป็นกระจายไปยังประเทศและสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนเหมาะสมกับความเสี่ยง

 

ผมหวังว่า ‘แผนที่เงินทุนโลก’ จะช่วยให้คุณใช้จัดพอร์ตให้ยืดหยุ่นแบบ Flexi ได้เลยครับ

The post ดอกเบี้ยสูง-Bond Yield พุ่งรอบหลายทศวรรษ เปลี่ยนการไหลของเงินทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เนื้อนาบุญของ 14 ตุลา คือ ‘เสรีภาพ’ https://thestandard.co/14-october-freedom-legacy-prasarn-maruekpitak/ Fri, 09 Oct 2026 11:21:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1266803 ภาพนักศึกษาและประชาชนรวมตัวกันในการชุมนุมเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

เหตุการณ์ลุกขึ้นสู้ของนักศึกษาประชาชน เมื่อ 53 ปีที่แล้ […]

The post เนื้อนาบุญของ 14 ตุลา คือ ‘เสรีภาพ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนักศึกษาและประชาชนรวมตัวกันในการชุมนุมเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

เหตุการณ์ลุกขึ้นสู้ของนักศึกษาประชาชน เมื่อ 53 ปีที่แล้ว มีผลให้ผู้นำประเทศ 3 คนต้องออกนอกประเทศ นายสัญญ ธรรมศักดิ์ ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรี มีรัฐบาลชุดใหม่ขึ้นมาทำหน้าที่ต่อไป

 

ภาพนักศึกษาและประชาชนรวมตัวกันในการชุมนุมเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 1

 

อาจประมวลทัศนะของบุคคล ของนักวิชาการ และของสื่อต่อปรากฏการณ์ 16 ตุลาคม2516 ได้ดังนี้

 

1.ทัศนะที่เห็นว่า การต่อสู้ 14 ตุลาคม 2516 เป็นเพียงทำให้กระเบื้อง 3 แผ่นหลุดลอยไปจากหลังคา ส่วนตัวบ้านผุๆ โทรมๆ ยังคงอยู่ทั้งเสาเรือน คานรับ ข้างฝา ประตูหน้าต่างยังเหมือนเดิม มีการเลือกตั้งสลับกับการรัฐประหารตามมาอีกหลายครั้งในรอบ 50 ปีมานี้ แปลว่า 14 ตุลา ไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างใดๆ นี่เป็นทัศนะหนึ่ง

 

ผมเห็นว่า คุณค่ายิ่งใหญ่ของ 14 ตุลา คือการเปิดเนื้อดินของพื้นที่สาธารณะที่ทำให้แมกไม้แห่งเสรีภาพนานาพรรณเติบโตและงอกงาม

 

อำนาจไม่อาจผูกขาดอยู่กับทหาร และชนชั้นนำจำนวนจำกัดได้อีกต่อไป แต่อำนาจได้ส่งผ่านไปสู่ประชาชนให้สามารถเข้ามามีบทบาทร่วมในชะตากรรมของประเทศได้

 

เห็นได้ว่า ประชาชนมีพลังอำนาจขึ้นมาได้ในทุกมิติ สิทธิเสรีภาพของประชาชนถูกกำหนดและประกันไว้ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ ที่ก่อให้เกิดโภชน์ผลสารพันตามมา

 

ใช่หรือไม่ว่า การปกครองส่วนภูมิภาคจำต้องให้พื้นที่และอำนาจต่อการปกครองส่วนท้องถิ่น ผ่าน อบจ. เทศบาล และ อบต. ทั่วประเทศ ซึ่งตัวแทนมาจากประชาชนที่ผ่านการเลือกตั้ง

 

การจัดตั้งสหภาพแรงงาน สิทธิของกรรมกร การเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุข การก่อเกิดองค์กรเอกชน (NGO) มากมายในหลายมิติ ทุกพื้นที่ในแผ่นดินไทย ล้วนเป็นผลพวงที่เกิดได้ด้วยการระเบิดใหญ่ของเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 นั้นเอง

 

2.ทัศนะที่เห็นว่า นิสิตนักศึกษาในยุคนั้นถูกใช้เป็นเครื่องมือของทหารกลุ่มหนึ่งที่

 

ต้องการโค่นอำนาจของทหารอีกกลุ่มหนึ่ง

 

ขอแลกเปลี่ยนว่าในช่วงท้ายของเหตุการณ์ ที่นักศึกษาถูกตำรวจขวางกั้นเส้นทางกลับบ้านจนเกิดความรุนแรงข้างพระราชวังสวนจิตรลดา นำไปสู่การต่อสู้บนท้องถนนราชดำเนินตลอดสายนั้น ทำให้ทหารสองฝ่ายขัดแย้งกัน มีผลให้ฝ่ายอำนาจเก่าต้องพ้นไปจากอำนาจ เป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจริงแต่เกิดได้เพราะ ฝ่ายนักศึกษาไม่ยอมแพ้ หากแต่ได้ยืนหยัดสู้อย่างเด็ดเดี่ยว โดยไม่รู้และไม่สนใจว่าใครกลุ่มไหนจะมาชิงอำนาจจากกลุ่มไหน มันเป็นสถานการณ์ที่พ้นไปจากเจตนารมณ์ของฝ่ายนิสิตนักศึกษาและไม่อาจไปควบคุมใครให้ทำหรือไม่ให้ทำอะไรได้ อะไรจะเกิดขึ้นในช่วงนั้น จึงเป็นภววิสัยภายนอกโดยแท้

 

3.ทัศนะที่เห็นว่า นิสิตนักศึกามีวาระซ่อนเร้นในการเคลื่อนไหว

 

ถึงบัดนี้ 53 ปีแล้ว ไม่มีร่องรอยใดๆ ปรากฏถึงสิ่งที่เรียกว่าวาระซ่อนเร้น

 

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ไม่มีผู้นำนิสิตนักศึกษาคนใดได้รับบำเหน็จใดๆเลย ปรากฏการณ์น่าสนใจ ที่เห็นคือ นักศึกษาต้องไปทำหน้าที่ให้สัญญาณโบกรถ หยุดรถ บนท้องถนนแทนตำรวจจราจร เพราะตำรวจจราจรพากันหลบลี้หนีหน้ากันไปหมด หลายวันทีเดียวกว่าตำรวจจราจรจะคืนสู่การทำหน้าที่บนถนน

 

จึงพูดได้ว่า การต่อสู้ 14 ตุลาคม 2516 เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ ปราศจากผลประโยชน์ตอบแทนส่วนตัวของใครคนใดเลย ไม่มีใครสนใจที่จะขึ้นไปสู่วงจรอำนาจ

 

4.ทัศนะที่เห็นว่า ฝ่ายนำการเคลื่อนไหวเป็นกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่เคลื่อนไหว แอบอิง

 

สถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะเห็นว่าขบวนแถวที่เคลื่อนออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันที่ 13 ตุลาคม 2516 ตอนเที่ยง ตามด้วยนักศึกษาประชาชนหลายแสนคนในเวลานั้น ตรงแถวหน้ามีขบวนธงชาติและขบวนพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

 

ขอทำความเข้าใจว่า การจัดขบวนเป็นเช่นนั้นจริง ในยามสุ่มเสี่ยง นิสิตนักศึกษาประชาชนมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นพระบารมี เป็นที่พึ่งด้วยความจงรักภักดีอย่างจริงใจ กระทั่งในบางจังหวะของการเคลื่อนไหวท่ามกลางความสับสนอลหม่าน เพียงแต่กลุ่มนำบนเวทีที่อยู่กับไมโครโฟนพากันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ทุกคนในบริเวณนั้น จะร่วมกันร้องอย่างเป็นหนึ่งเดียวกัน สถานการณ์ตึงเครียดขณะนั้น จะคลายตัวสู่ความสงบแบบฉับพลัน รวมไปถึงคุณูปการของพระองค์ท่านที่ทรงต้อนรับนักศึกษาที่ปะทะกับตำรวจและนักศึกษาได้เข้าไปพึ่งพระบารมีในรั้วของพระราชวัง

 

นี่คือพลานุภาพของล้นเกล้าฯของชาวไทย

 

5.ทัศนะที่เห็นว่า การเคลื่อนไหว 14 ตุลาคม 2516 เป็นทฤษฎีสมคบคิดที่ถูกวางไว้เป็นขั้นตอน เพื่อให้เกิดสถานการณ์ปั่นป่วนในบ้านเมือง

 

ทัศนะนี้ ผมเคยชี้ไว้แล้วว่า กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญเคลื่อนไหวเพื่อให้บ้านเมืองมีกติกานำไปสู่การมีส่วนร่วมของประชาชนในการ กำหนดชะตากรรมของบ้านเมือง เหมือนที่ ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ ในนามของนายเข้ม เย็นยิ่ง เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงผู้ใหญ่บ้านทำนุ เกียรติก้อง หมายถึง จอมพลถนอม กิตติขจร เพื่อเรียกร้องให้หมู่บ้านไทยเจริญ มีกติกาหมู่บ้าน คือให้ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญนั้นเอง

 

ถ้าตำรวจไม่จับ 13 กบฏ รัฐธรรมนูญ ที่เดินแจกใบปลิว จับแล้ว เมื่อถูกประท้วง ถ้าทางการปล่อยตัว 13 คน ก็จะไม่เกิดปรากฏการณ์บานปลายกลายเป็นจลาจลบนท้องถนนราชดำเนิน เมื่อ 14-15 ตุลาคม 2516 เหตุการณ์ก็จะไม่จบลงอย่างที่เห็น

 

6.ทัศนะวีรชนเอกชน คือความเข้าใจว่า การเคลื่อนไหว 14 ตุลาคม 2516 เป็นผล

 

ยิ่งใหญ่ก็เพราะความสามารถของผู้นำนักศึกษาเพียงไม่กี่คน เช่น ธีรยุทธ บุญมี เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

 

ผู้นำมีความสำคัญมากเป็นความจริง แต่ขบวนแถวยาวเหยียด นับแสนคนเป็นพลังยิ่งใหญ่ที่มีลักษณะประวัติศาสตร์ครั้งนั้น จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่มีการประกอบส่วนจากพลังของผู้คนหลายภาคส่วน

 

นิสิตนักศึกษาหลายมหาวิทยาลัย และวิทยาลัยครูทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด รวมทั้งนักเรียนหลายโรงเรียน เข้ามาร่วมสมทบกันมากมาย แม่ค้าพ่อค้าพากันทำข้าวห่อ อาหารแห้ง และน้ำมาให้สื่อมวลชนที่รักความเป็นธรรม โดยเฉพาะสื่อหนังสือพิมพ์ หรือแม้กระทั่งการตัดสินใจของนักศึกษาธรรมศาสตร์ ที่พากันล็อคประตูห้องให้งดสอบ เพื่อเปิดทางให้นักศึกษาไปร่วมชุมนุมกัน บทเพลง บทกวี ละครที่ร้องเล่นบนเวที ล้วนแล้วแต่ประกอบส่วนสำคัญด้วยกันทั้งนั้น

 

ลำพังผู้นำนักศึกษาไม่กี่คน ไม่สามารถก่อเกิดมวลมหาประชาชนขนาดใหญ่อย่างนั้นได้แน่นอน

 

ใครจะเข้าใจต่อปรากฏการณ์ 14 ตุลาคม 2516 อย่างไร ย่อมเป็นสิทธิของแต่ละคน แต่ละมุมมอง และจะตีความอย่างไร ก็สุดแต่อัธยาศัย ใครก็ห้ามใครไม่ได้ แต่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ยังดำรงอยู่เป็นแผ่นภาพ เป็นตัวหนังสือ เป็นภาพยนตร์ ที่สามารถตรวจสอบได้

 

53 ปี 14 ตุลาคม 2516 ในปีนี้จึงเป็นโอกาสแห่งการทบทวนประวัติศาสตร์

 

แม้ 53 ปีมานี้ จะมีรัฐประหารแทรกซ้อนขึ้นมาในบางจังหวะ แต่ก็จำต้องผ่อนปรนพื้นที่ให้แก่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การรวมกลุ่ม และการมีพลังต่อรองของประชาชนในระดับหนึ่ง

 

หากไม่มีเสรีภาพ ไฉนเลยจะมีหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่โลกยกย่อง ไฉนเลยจะมีพลังของผู้ใช้แรงงานสามารถมีสหภาพแรงงาน มีการเคลื่อนไหว เพื่อประโยชน์ของแรงงานได้ ไฉนเลยนักวิชาการจะมีพื้นที่พูดและเขียนได้อย่างเสรี ไฉนเลยผู้คนทุกกลุ่มอาชีพ จะสามารถรวมตัวกันสร้างอำนาจต่อรองกับภาครัฐได้ ไฉนเลยสื่อมวลชน จะมีอิสระไม่ต้องขึ้นต่ออำนาจการเมืองและอำนาจทุนใดๆ

 

ใครจะประเมินอย่างไรก็สุดแต่อัธยาศัย

 

แต่เห็นได้ว่า ‘เสรีภาพ’ เป็นเนื้อนาบุญจาก 14 ตุลาคม 2516 ที่นำไปสู่พลังสร้างสรรค์ และพลังในการต่อรอง ในทุกปริมณฑลของสังคมไทย และประเทศไทย จากนี้ไปไม่ควรที่เผด็จการใดๆ จะคืนชีพมาแย่งชิงพื้นที่แห่งเสรีภาพไปจากประชาชนอีกต่อไป

The post เนื้อนาบุญของ 14 ตุลา คือ ‘เสรีภาพ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ประกันลูกทรพี’ ประกันภัยรูปแบบใหม่ที่พ่อแม่อาจต้องซื้อไว้ ก่อนถูกลูกจับไปขัง! https://thestandard.co/ungrateful-child-insurance-parents-protection/ Fri, 09 Oct 2026 03:17:16 +0000 https://thestandard.co/ungrateful-child-insurance-parents-protection/ ภาพประกอบแนวคิดความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนในครอบครัว หรือการตัดสินใจที่ยากลำบาก

ทุกวันนี้เรามีประกันแทบทุกอย่าง ตั้งแต่ประกันชีวิต ประก […]

The post ‘ประกันลูกทรพี’ ประกันภัยรูปแบบใหม่ที่พ่อแม่อาจต้องซื้อไว้ ก่อนถูกลูกจับไปขัง! appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิดความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนในครอบครัว หรือการตัดสินใจที่ยากลำบาก

ทุกวันนี้เรามีประกันแทบทุกอย่าง ตั้งแต่ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุ ประกันบ้าน ประกันรถยนต์ ไปจนถึงประกันสัตว์เลี้ยง แต่หลังจากเห็นข่าวการร้องเรียนเกี่ยวกับผู้สูงอายุที่ถูกพาตัวไปอยู่ในสถานดูแลโดยไม่สมัครใจ ผมก็อดคิดในฐานะนักคณิตศาสตร์ประกันภัยไม่ได้ว่า…

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

ถึงเวลาหรือยังที่ประเทศไทยควรมีผลิตภัณฑ์ประกันภัยประเภทใหม่ชื่อว่า ‘ประกันลูกทรพี’

 

ฟังดูเหมือนเรื่องตลกใช่ไหมครับ แต่ลองคิดดูว่า ถ้าเรามีเงิน มีบ้าน มีธุรกิจ มีทรัพย์สินที่สร้างมาทั้งชีวิต แล้ววันหนึ่งกลับถูกพาตัวไปอยู่ในสถานที่ที่ไม่สามารถติดต่อใครได้ โทรศัพท์ถูกยึด บัญชีธนาคารเข้าไม่ถึง และแม้แต่อิสรภาพของตัวเองก็ไม่สามารถเรียกร้องกลับคืนมาได้

 

ต่อให้มีเงินร้อยล้านพันล้าน ก็อาจไม่มีโอกาสใช้เงินสักบาทเพื่อช่วยเหลือตัวเอง

 

ที่น่าคิดกว่านั้นคือ ถ้าคนที่พาเราไปอยู่ในสถานที่ดังกล่าวเป็นคนในครอบครัวเสียเอง ใครจะเป็นคนตามหา ใครจะเป็นคนจ้างทนาย และใครจะเป็นคนจ่ายเงินให้คนเหล่านั้น?

 

ผมเลยลองออกแบบกรมธรรม์สมมติขึ้นมาฉบับหนึ่ง โดยตั้งโจทย์ว่า ถ้าต้องขายประกันลูกทรพีจริงๆ บริษัทประกันควรคุ้มครองอะไรบ้าง

 

1. บริการตรวจสอบว่ายังมีชีวิตอยู่ และยังมีอิสรภาพหรือไม่

 

ความคุ้มครองแรกอาจไม่ใช่การจ่ายเงิน แต่เป็นบริการโทรศัพท์หรือวิดีโอคอลตรวจสอบผู้เอาประกันภัยเป็นระยะ เช่น ทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน

 

เจ้าหน้าที่จะสอบถามสารทุกข์สุกดิบ ตรวจสอบว่ายังติดต่อได้ตามปกติหรือไม่ และมีใครจำกัดการใช้ชีวิตหรือการติดต่อกับบุคคลภายนอกหรือเปล่า

 

อาจมีรหัสลับที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ผู้เอาประกันสามารถส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือได้โดยไม่ต้องพูดตรงๆ ว่ากำลังตกอยู่ในอันตราย

 

หากหายตัวไปอย่างผิดปกติ ติดต่อไม่ได้ต่อเนื่อง หรือมีสัญญาณน่าสงสัย บริษัทประกันต้องเริ่มกระบวนการตรวจสอบตามข้อตกลงที่ผู้เอาประกันยินยอมไว้ทันที

 

ประกันชีวิตทั่วไปอาจเริ่มจ่ายเงินหลังจากเราเสียชีวิต แต่ประกันลูกทรพีต้องเริ่มทำงานตั้งแต่สงสัยว่าเรากำลังจะถูกทำให้หายไป

 

2. ความคุ้มครองกรณีถูกอุ้มหรือกักขังโดยไม่สมัครใจ

 

สมมติว่าวันหนึ่งลูกแจ้งคนอื่นว่า “คุณพ่อไปพักผ่อนอยู่เนิร์สซิ่งโฮมครับ”

 

แต่ปัญหาคือคุณพ่อไม่ได้อยากไป และออกมาเองไม่ได้

 

กรมธรรม์จะต้องมีบริการประสานงานฉุกเฉิน ส่งทนายความและผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริง ประสานตำรวจหรือหน่วยงานที่มีอำนาจ และดำเนินการตามกฎหมายเพื่อช่วยให้ผู้เอาประกันได้รับอิสรภาพกลับคืนมา

 

ที่สำคัญ บริษัทประกันต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของทีมช่วยเหลือภายในวงเงินที่กำหนด

 

เพราะต่อให้เรามีทนายเก่งที่สุดในประเทศ แต่ถ้าเราไม่สามารถติดต่อเขาได้ หรือไม่มีใครรู้ว่าเราถูกพาไปอยู่ที่ไหน ความเก่งของทนายก็คงไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก

 

และทนายความที่เข้ามาช่วยเหลือก็ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีใครจ่ายค่าจ้างให้ เพราะมีบริษัทประกันเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายตามกรมธรรม์

 

3. ค่าสืบสวนหาตัวการและผู้ร่วมขบวนการ

 

การช่วยคนออกมาได้อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะยังต้องตรวจสอบว่าใครเป็นคนสั่งการ ใครเป็นคนพาตัวไป และมีใครได้รับประโยชน์จากเหตุการณ์ดังกล่าวบ้าง

 

ประกันลูกทรพีจึงควรคุ้มครองค่าจ้างผู้สืบสวนที่ดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมาย ค่ารวบรวมพยานหลักฐาน ค่าตรวจสอบกล้องวงจรปิด และค่าใช้จ่ายในการติดตามข้อมูลที่จำเป็น

 

รวมถึงการตรวจสอบว่าระหว่างที่ผู้เอาประกันหายตัวไป มีการเคลื่อนย้ายเงินหรือทรัพย์สินอย่างผิดปกติหรือไม่

 

เพราะบางครั้งสิ่งที่น่ากลัวกว่าการหาคนไม่เจอ ก็คือการพบว่าระหว่างที่คนหายไป ทรัพย์สินก็ทยอยหายตามไปด้วย

 

4. ค่าตรวจสุขภาพจิต เพื่อพิสูจน์ความสามารถในการตัดสินใจของตนเอง

 

ความคุ้มครองนี้ผมคิดว่าน่าสนใจเป็นพิเศษ

 

สมมติว่าผู้เอาประกันถูกกล่าวหาว่ามีปัญหาทางจิตเวช ไม่สามารถตัดสินใจด้วยตัวเองได้ หรือจำเป็นต้องถูกควบคุมดูแลตลอดเวลา

 

บริษัทประกันควรจ่ายค่าตรวจประเมินโดยจิตแพทย์อิสระ รวมถึงค่าตรวจสุขภาพและค่าออกรายงานทางการแพทย์ เพื่อใช้ประกอบการพิสูจน์ข้อเท็จจริงและการปกป้องสิทธิทางกฎหมาย

 

แน่นอนว่าไม่ได้หมายความว่าบริษัทประกันซื้อใบรับรองแพทย์ให้ผู้เอาประกันได้ แต่เป็นการรับรองว่ามีโอกาสเข้าถึงการประเมินอย่างเป็นกลาง โดยแพทย์ต้องให้ความเห็นตามข้อเท็จจริง

 

และถึงแม้บุคคลนั้นจะมีปัญหาสุขภาพจิตจริง ก็ไม่ได้หมายความว่าใครจะสามารถกักขังหรือละเมิดสิทธิของเขาได้ตามใจชอบ

 

เพราะการไม่ยอมยกมรดกให้ลูก ไม่ควรกลายเป็นอาการป่วยทางจิตประเภทใหม่

 

5. ค่าทนายความและค่าใช้จ่ายในการฟ้องร้อง

 

หากพบหลักฐานว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้น กรมธรรม์ควรมีวงเงินสนับสนุนค่าทนายความ ค่าดำเนินคดีอาญาและคดีแพ่ง รวมถึงค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทางศาลเพื่อปกป้องสิทธิของผู้เอาประกัน

 

ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินคดีกับผู้กักขัง ผู้ร่วมกระทำผิด หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการยักย้ายทรัพย์สิน

 

โดยบริษัทประกันควรจ่ายค่าทนายให้โดยตรงตามเงื่อนไขที่กำหนด ไม่ต้องผ่านการอนุมัติจากญาติที่อาจมีผลประโยชน์ทับซ้อน

 

ลองนึกภาพว่าถ้าต้องให้ลูกที่ถูกสงสัยว่าเป็นคนพาพ่อไปขัง มาเป็นผู้อนุมัติค่าทนายที่จะไปฟ้องตัวเอง ก็คงเป็นระบบเคลมประกันที่แปลกประหลาดที่สุดในโลก

 

6. ค่ารักษาพยาบาลและฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจ

 

เมื่อได้รับอิสรภาพกลับมา ไม่ได้แปลว่าความเสียหายจะสิ้นสุดลงทันที

 

ผู้เอาประกันอาจมีอาการบาดเจ็บ เจ็บป่วย หรือได้รับผลกระทบทางจิตใจจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงควรมีวงเงินสำหรับค่ารักษาพยาบาล ค่าจิตแพทย์ ค่านักจิตวิทยา และค่าฟื้นฟูสุขภาพ

 

รวมถึงค่าใช้จ่ายในการจัดหาที่พักปลอดภัยชั่วคราว หากไม่สามารถกลับไปอยู่บ้านเดิมได้

 

เพราะบางครั้งคนที่ช่วยเราออกจากสถานที่กักขังได้ อาจยังต้องช่วยหาที่อยู่ใหม่ให้ด้วย โดยเฉพาะถ้าคนที่เราไม่อยากพบที่สุดกำลังรออยู่ที่บ้าน

 

7. ค่าป้องกันการถูกบังคับโอนทรัพย์สินหรือฮุบมรดก

 

หากมีการบังคับลงนามในเอกสารมอบอำนาจ โอนที่ดิน เปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ หรือทำธุรกรรมที่น่าสงสัยระหว่างที่ผู้เอาประกันไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างอิสระ

 

กรมธรรม์ควรคุ้มครองค่าตรวจสอบเอกสาร ค่าพิสูจน์ลายมือชื่อ ค่าที่ปรึกษากฎหมาย และค่าดำเนินการเพื่อป้องกันหรือเรียกคืนทรัพย์สินตามกระบวนการยุติธรรม

 

บริษัทประกันไม่จำเป็นต้องรับประกันว่าจะได้ทรัพย์สินคืนทั้งหมด แต่ควรทำให้เจ้าของทรัพย์สินมีโอกาสต่อสู้เพื่อรักษาสิทธิของตัวเอง

 

เพราะการมีชื่ออยู่ในโฉนดอาจไม่มีประโยชน์มากนัก ถ้าเราไม่มีอิสรภาพพอจะไปคัดค้านวันที่ชื่อของตัวเองกำลังจะถูกเปลี่ยน

 

8. ความคุ้มครองธุรกิจหยุดชะงักและถูกฮุบกิจการ (Business Interruption & Business Hijacking)

 

ข้อนี้สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้เอาประกันที่เป็นเจ้าของกิจการ

 

สมมติว่าผู้เอาประกันบริหารธุรกิจมูลค่าหลายร้อยล้านบาท แต่วันหนึ่งถูกพาตัวไปจนไม่สามารถกลับมาบริหารงานได้

 

ลูกค้ารออนุมัติงานไม่ได้ คู่ค้ารอคำตอบไม่ได้ พนักงานไม่มีผู้ตัดสินใจ รายได้เริ่มหาย แต่เงินเดือน ค่าเช่า และภาระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ยังคงเดินหน้าต่อไป

 

ประกันจึงควรคุ้มครองกำไรทางธุรกิจที่สูญเสียไปและค่าใช้จ่ายจำเป็นที่ยังต้องจ่ายตามเงื่อนไขกรมธรรม์ รวมถึงค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการจัดหาผู้บริหารชั่วคราวโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อประคองกิจการระหว่างที่เจ้าของไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้

 

หากมีคนฉวยโอกาสเข้ามาพยายามเปลี่ยนกรรมการ โอนหุ้น หรือยักย้ายทรัพย์สินของบริษัท ก็จะมีวงเงินค่าทนายและค่าตรวจสอบธุรกรรมเพื่อปกป้องกิจการด้วย

 

เพราะบางครั้งการอุ้มเจ้าของบริษัทไปเพียงคนเดียว อาจทำให้กิจการทั้งบริษัทถูกอุ้มตามไปด้วย โดยไม่ต้องย้ายโต๊ะทำงานแม้แต่ตัวเดียว

 

และเมื่อเจ้าของกลับมาแล้ว ก็ไม่ควรต้องมาพบว่าบริษัทที่สร้างมาทั้งชีวิตกลายเป็นของคนอื่นไปเรียบร้อย

 

ประกันที่ดีที่สุด อาจเป็นประกันที่ไม่มีวันต้องเคลม

 

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจคิดว่าผมกำลังเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่แปลกที่สุดในโลก

 

แต่ในมุมของนักคณิตศาสตร์ประกันภัย สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของประกันลูกทรพี อาจไม่ใช่ความคุ้มครองทั้ง 8 ข้อที่กล่าวมาเลยก็ได้

 

เพราะผมเชื่อว่า ประกันภัยบางประเภทไม่ได้มีไว้เพื่อให้เราใช้ แต่มีไว้เพื่อทำให้เราไม่จำเป็นต้องใช้มันตั้งแต่แรก

 

ลองนึกภาพว่าพ่อแม่ซื้อประกันลูกทรพีไว้แล้ว มีเจ้าหน้าที่โทรมาตรวจสอบความปลอดภัยเป็นประจำ มีบุคคลอิสระที่ได้รับแต่งตั้งให้ติดตามหากหายตัวไป และมีทนายความพร้อมดำเนินการทันทีหากเกิดเหตุผิดปกติ

 

คนที่คิดจะทำอะไรไม่ดีอาจต้องคิดหนักขึ้น เพราะรู้ว่าถ้าพ่อแม่หายตัวไปเฉย ๆ จะไม่ได้จบลงด้วยการบอกญาติคนอื่นว่า “คุณพ่อไปพักผ่อนอยู่ครับ”

 

แต่จะมีคนเริ่มโทรตาม มีคนเริ่มตรวจสอบ และมีทนายพร้อมเข้ามาดำเนินการ โดยไม่ต้องกังวลว่าใครจะเป็นคนจ่ายเงิน

 

ผมจึงมองว่าประกันลักษณะนี้อาจทำหน้าที่คล้าย ‘ยันต์กันภัย’ ที่ซื้อไว้แล้วก็แขวนเอาไว้ ไม่ได้หวังว่าจะต้องหยิบมาใช้ แต่มีไว้ให้รู้ว่าหากเกิดอะไรขึ้น จะไม่ถูกปล่อยให้อยู่ตามลำพัง

 

ยันต์นี้ไม่ได้มีอิทธิฤทธิ์เหนือธรรมชาติ แต่เกิดจากความเชื่อมั่นว่าเรามีระบบช่วยเหลือที่พร้อมทำงานจริง และคนรอบข้างก็รับรู้ว่ามีระบบนี้อยู่

 

ยิ่งความคุ้มครองสามารถป้องปรามไม่ให้เหตุการณ์เกิดขึ้นได้มากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นผลดีต่อทั้งผู้เอาประกันและบริษัทประกันมากขึ้นเท่านั้น

 

เพราะผู้เอาประกันไม่ต้องสูญเสียอิสรภาพ บริษัทประกันไม่ต้องจ่ายสินไหม และทุกฝ่ายไม่ต้องเสียเงินเสียเวลาไปกับความเสียหายที่อาจป้องกันได้

 

นี่อาจเป็นตัวอย่างของประกันภัยที่ประสบความสำเร็จที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องมีการเคลมแม้แต่ครั้งเดียว

 

บางทีประกันภัยที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่กรมธรรม์ที่จ่ายเงินให้เรามากที่สุดเมื่อเกิดเหตุร้าย แต่เป็นกรมธรรม์ที่ทำให้คนคิดจะก่อเหตุร้ายต้องเปลี่ยนใจเสียก่อน

 

และถ้าแนวคิดนี้ช่วยให้ผู้สูงอายุสักคนไม่ถูกพรากอิสรภาพไปตั้งแต่ต้น ผมก็ถือว่าประกันลูกทรพีฉบับสมมตินี้ได้ทำหน้าที่ของมันสำเร็จแล้ว

 

หมายเหตุ:

 

ประกันลูกทรพีเป็นแนวคิดผลิตภัณฑ์สมมติเพื่ออภิปรายการบริหารความเสี่ยง มิใช่กรมธรรม์ที่มีจำหน่ายจริง การให้ความช่วยเหลือและการจ่ายค่าสินไหมต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและเงื่อนไขความคุ้มครองที่ได้รับอนุมัติ

 

ภาพ: Tetiana Yurchenko / Shutterstock

The post ‘ประกันลูกทรพี’ ประกันภัยรูปแบบใหม่ที่พ่อแม่อาจต้องซื้อไว้ ก่อนถูกลูกจับไปขัง! appeared first on THE STANDARD.

]]>
5% เราไม่เท่ากัน ทำไมตลาดไม่ตกใจกับบอนด์ยีลด์สูงเหมือนก่อน https://thestandard.co/bond-yield-market-not-panic/ Thu, 08 Oct 2026 04:05:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1266014 ภาพประกอบแสดงตัวอักษร 'BOND' บนพื้นหลังธนบัตรดอลลาร์สหรัฐ สื่อถึงประเด็นบอนด์ยีลด์

บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ เป็นประเด็นที่ตลาดการเงินกังวลและตั้งค […]

The post 5% เราไม่เท่ากัน ทำไมตลาดไม่ตกใจกับบอนด์ยีลด์สูงเหมือนก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงตัวอักษร 'BOND' บนพื้นหลังธนบัตรดอลลาร์สหรัฐ สื่อถึงประเด็นบอนด์ยีลด์

บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ เป็นประเด็นที่ตลาดการเงินกังวลและตั้งคำถามมากถึงที่สุด เพราะยีลด์สูงมักเป็นประเด็นกดดันให้ตลาดหุ้นปรับฐานอย่างรวดเร็ว

 

ย้อนกลับไปแค่เดือนตุลาคมปี 2023 ยีลด์สหรัฐฯ 10 ปี แตะ 5% ในครั้งนั้นกดดันให้ดัชนี S&P 500 ปรับลงไปกว่า 10%

 

แต่ตอนนี้ แม้ยีลด์จะทะลุ 5% ไปแล้ว ดัชนีหุ้นกลับไม่ปรับตัวลง และยังอยู่ห่างจุดสูงสุดตลอดกาลแค่ 2% ผมมองว่ามีหลายทฤษฎีที่กำหนดความสูงและความชันของยีลด์ และแต่ละเหตุผลก็มีความเสี่ยงที่ต่างกัน เราต้องรู้ให้ทันเพื่อวางกลยุทธ์รับมือให้พร้อม

 

ทฤษฎีแรกคือความคาดหวัง หรือ Expectations Hypothesis มองว่ายีลด์ขาขึ้นรอบนี้เกิดจากนโยบายการเงิน ขณะที่ดอกเบี้ยเป้าหมายไม่ได้สูงกว่าปัจจุบันมาก

 

ทฤษฎีความคาดหวังประเมินว่ายีลด์แต่ละอายุเป็นค่าเฉลี่ยของดอกเบี้ยระยะสั้นในอนาคตของช่วงนั้นๆ

 

ทฤษฎีนี้เชื่อมโยงกับการปรับตัวขึ้นของยีลด์รอบนี้โดยตรง เพราะส่วนใหญ่มาจากมุมมองนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นหลัง Kevin Warsh ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ เห็นได้จากยีลด์ 2ปี ที่ปรับตัวขึ้นเร็วกว่ายีลด์ 30ปี

 

อย่างไรก็ดี ยีลด์ที่ปรับตัวสูงขึ้นทั้งเส้นเป็นผลจากเศรษฐกิจที่แข็งแรง ขณะเดียวกัน ตลาดก็เชื่อว่าต่อให้ดอกเบี้ยนโยบายขึ้นถึง 5.00-5.50% ก็ไม่ได้อยู่สูงกว่าปัจจุบันที่ 4.25% มากนัก จึงไม่ได้มองว่าเป็นความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้

 

ทฤษฎีที่สองคือเรื่องของผู้ซื้อ แม้จะมีความไม่แน่นอนจากผู้ซื้อต่างประเทศ แต่เหตุผลด้านราคาอย่างเดียวอาจเปลี่ยนโครงสร้างการลงทุนข้ามคืนไม่ได้

 

ทฤษฎีผู้ซื้อขาประจำ (Preferred Habitat) บอกว่ายีลด์แต่ละช่วงมีผู้ซื้อขาประจำอยู่ เช่น

 

2ปี เป็นพื้นที่ของกองทุนตลาดเงินและธนาคารกลางต่างประเทศ

 

10ปี เป็นพื้นที่ของธนาคาร ผู้ปล่อยสินเชื่อ และกองทุนความมั่งคั่งต่างประเทศ

 

30ปี เป็นพื้นที่ของกองทุนบำนาญและบริษัทประกันชีวิต

 

ผู้ซื้อเหล่านี้ไม่ได้ซื้อเพราะทิศทางหรือแค่ส่วนต่างดอกเบี้ย แต่ซื้อเพราะต้องถือสินทรัพย์ในช่วงอายุนั้นๆ

 

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือบริษัทประกันชีวิตญี่ปุ่น เมื่อยีลด์ 30ปี ของญี่ปุ่นอยู่ที่ 4.3% ในปัจจุบัน ก็ไม่มีเหตุผลเลยที่นักลงทุนกลุ่มนี้จะซื้อบอนด์สหรัฐฯ ยีลด์ 5.6% ที่หลังป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนแล้วเหลือแค่ 2.7% แต่การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนก็ยังไม่เกิดขึ้น

 

สาเหตุเกิดจากหลายปัจจัย เช่น การเป็นองค์กรใหญ่ที่ขยับตัวช้า การขายบอนด์ที่ต้องรับรู้ขาดทุน หรือสภาพคล่องในทั้งสองตลาดที่ยังไม่เอื้อให้ปรับเปลี่ยนได้ทันที

 

พอการขายไม่เกิดขึ้น ดอลลาร์ไม่อ่อน ตลาดจึงคลายความกังวลเรื่องผู้ซื้อลงเช่นกัน

 

ทฤษฎีที่สาม Liquidity Preference คือเหตุผลที่น่ากลัวที่สุด แต่ตลาดอยู่ในช่วงที่ไม่กลัว เพราะกำไรเพิ่มขึ้นเร็วกว่าต้นทุน

 

ทฤษฎีนี้บอกว่านักลงทุนไม่ชอบถือบอนด์ยาว เพราะราคาผันผวนและสภาพคล่องน้อย ถ้าจะลงทุนระยะยาวขึ้น ยีลด์ก็ต้องเพิ่มเพื่อชดเชยความเสี่ยง

 

ความน่ากลัวของ Liquidity Preference คือยีลด์ไม่ได้สัมพันธ์กับดอกเบี้ยนโยบาย เช่น Fed อาจหยุดขึ้นดอกเบี้ย แต่ถ้าสภาพคล่องไม่กลับมา ยีลด์ระยะยาวก็อาจไม่ปรับตัวลง

 

ปัจจุบันสภาพคล่องในตลาดบอนด์ลดลงมากจากนโยบายการเงินเข้มงวดและการไม่มี QE อย่างไรก็ดี สภาพคล่องทั้งระบบยังคงเพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจ กำไรบริษัทที่เติบโต และมูลค่าสินทรัพย์เสี่ยงที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

 

สรุปได้ว่ายีลด์ที่ขึ้นตามทฤษฎีสภาพคล่องจะน่ากลัวจริงก็ต่อเมื่อเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย

 

มองผ่าน 3 ทฤษฎี ไม่แปลกที่ตลาดจะเชื่อว่าครั้งนี้แตกต่างจากอดีต

 

ทว่าถ้ามองให้ลึก ความสงบวันนี้มีเงื่อนไข คือยีลด์ต้องขึ้นเพราะดอกเบี้ยหรือกำไร ไม่ใช่เพราะผู้ซื้อหายไปหรือสภาพคล่องตึงตัว ผมจึงแบ่งเส้นทางข้างหน้าออกเป็นสามฉาก

 

กรณีฐาน (50%) ยีลด์สูงค้างนาน ตลาดไปต่อกับหุ้นเติบโตสูง

 

Fed มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยสูงนาน ขณะที่กำไรบริษัทใหญ่เติบโตเร็วกว่าต้นทุน ดอลลาร์ไม่อ่อน ผู้ซื้อไม่ย้ายเงินหนี การลงทุนแนวคุณภาพ (Quality) มีแนวโน้มดีกว่าหุ้นขนาดเล็ก

 

กรณีดีที่สุด (25%) ยีลด์ย่อตัวจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลง

 

ในภาวะนี้เงินเฟ้อจะชะลอตัวโดยเศรษฐกิจไม่สะดุด Fed หยุดขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด ยีลด์ระยะสั้นลดลง ดอลลาร์อ่อนค่า ตลาดจะปรับตัวขึ้นแบบกว้าง และการลงทุนสไตล์ Growth กับหุ้นตลาดเกิดใหม่จะกลับมา

 

กรณีเลวร้าย (25%) Fed หยุดขึ้นดอกเบี้ย แต่ยีลด์ไม่หยุดขึ้น

 

ถ้าเหตุผลมาจากสภาพคล่องในระบบที่ตึงตัว หรือกำไรที่ไม่มาตามคาด จะส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่า ผู้ซื้อต่างประเทศเริ่มย้ายเงินกลับ ยีลด์ระยะยาวไม่กลับลงมาต่ำ และต้นทุนเงินแพงขึ้น

 

การหยุดขึ้นหรือแม้แต่ลดดอกเบี้ยของ Fed อาจช่วยได้แค่ทำให้ยีลด์ระยะสั้นปรับตัวลง แต่ตลาดจะเลือกลดการถือสินทรัพย์เสี่ยง โดยมีทองคำและสกุลเงินต่างประเทศเป็นคำตอบในระยะถัดไป

 

ตลาดไม่ได้กลัวตัวเลข 5% แต่กลัวเหตุผลที่อยู่เบื้องหลัง ตราบใดที่ยีลด์ขึ้นเพราะเศรษฐกิจดี หุ้นก็ไปต่อได้ แต่ถ้าวันหนึ่งยีลด์ขึ้นสวนทาง Fed และดอลลาร์เริ่มอ่อน 5% ในวันนั้นก็จะมีความหมายไม่เหมือน 5% ตอนนี้แน่นอนครับ

 

ภาพประกอบแสดงตัวอักษร 'BOND' บนพื้นหลังธนบัตรดอลลาร์สหรัฐ สื่อถึงประเด็นบอนด์ยีลด์ 1

 

ภาพ: Branding Pot / Shutterstock

The post 5% เราไม่เท่ากัน ทำไมตลาดไม่ตกใจกับบอนด์ยีลด์สูงเหมือนก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
AI ไม่ได้อยู่แค่บน Cloud: เมื่อ Data Center เผชิญบททดสอบ ESG จากชุมชนและกฎเกณฑ์ใหม่ https://thestandard.co/ai-data-center-esg-challenge/ Tue, 06 Oct 2026 07:23:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1265178 ภาพ Data Center แสดงถึงความท้าทายด้าน ESG และชุมชน

เมื่อกล่าวถึง AI หลายคนมักนึกถึงซอฟต์แวร์ โมเดลภาษา หรื […]

The post AI ไม่ได้อยู่แค่บน Cloud: เมื่อ Data Center เผชิญบททดสอบ ESG จากชุมชนและกฎเกณฑ์ใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ Data Center แสดงถึงความท้าทายด้าน ESG และชุมชน

เมื่อกล่าวถึง AI หลายคนมักนึกถึงซอฟต์แวร์ โมเดลภาษา หรือบริการดิจิทัล ผ่าน Cloud แต่เบื้องหลังเทคโนโลยีเหล่านี้คือโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่สร้างอยู่บนผืนดินจริงที่ประกอบด้วยชิป เซิร์ฟเวอร์ ระบบเครือข่าย ระบบระบายความร้อน ตลอดจนโรงไฟฟ้าและระบบส่งไฟฟ้าที่ต้องจ่ายพลังงานอย่างต่อเนื่อง โดยการใช้งาน AI ที่ต้องการการตอบสนองที่รวดเร็ว ทำให้ Data Center มีเหตุผลที่จะตั้งอยู่ใกล้ศูนย์กลางการใช้งาน ซึ่งหมายถึงการเข้าใกล้เมืองและชุมชนมากขึ้น ส่งผลให้มีผู้คนในชุมชนกลายเป็นผู้มีส่วนได้เสียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น การเติบโตของ AI จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทาย ทั้งด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม และการยอมรับจากสังคม

 

การใช้งาน AI ที่เพิ่มขึ้นผลักดันความต้องการกำลังประมวลผลและ Data Center ขณะที่อุปทานไม่ได้เพิ่มได้ด้วยการสร้างอาคารและติดตั้งเซิร์ฟเวอร์เพียงอย่างเดียว โครงการยังต้องมีไฟฟ้าที่จ่ายได้จริง จุดเชื่อมต่อโครงข่าย สถานีไฟฟ้า ระบบน้ำ และใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้อาจใช้เวลาพัฒนานานกว่าตัว Data Center เอง

 

สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดว่า การใช้ไฟฟ้าของ Data Center ทั่วโลกอาจแตะประมาณ 945 เทราวัตต์-ชั่วโมงภายในปี 2573 ซึ่งเทียบเท่าการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศของญี่ปุ่นในปัจจุบัน ขณะที่ ในสหรัฐฯ กระทรวงพลังงานประเมินว่า สัดส่วนการใช้ไฟฟ้าของ Data Center ซึ่งอยู่ที่ราว 4.4% ของทั้งประเทศในปี 2566 อาจเพิ่มเป็น 6.7–12% ภายในปี 2571 โดยความท้าทายอยู่ที่ ความเร็วในการก่อสร้าง Data Center ที่ไม่เท่ากัน บางแห่งอาจสร้างเสร็จได้ภายในไม่กี่ปี แต่ว่าโรงไฟฟ้า สายส่ง สถานีไฟฟ้าซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานส่วนสนับสนุน อาจใช้เวลาสร้าง รวมถึงใช้เวลาในกระบวนการอนุมัติโครงการนานกว่า ส่งผลให้ไฟฟ้าที่เข้าถึงได้จริง กลายเป็นคอขวดสำคัญของการลงทุน AI

 

นอกจากนี้ ความต้องการดังกล่าวยังต้องแข่งขันกับการใช้ไฟฟ้าในภาคครัวเรือน อุตสาหกรรม ยานยนต์ไฟฟ้า และอาคารต่างๆ ทำให้ แม้ประเทศหนึ่งจะมีกำลังผลิตไฟฟ้าเพียงพอในภาพรวม แต่ในพื้นที่ที่มี Data Center ตั้งอยู่ อาจขาดแคลนสายส่ง หม้อแปลง หรือสถานีไฟฟ้าที่รองรับความต้องการใช้พลังงานขนาดใหญ่และต่อเนื่องได้

 

แม้ว่า Data Center จะสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้อย่างชัดเจน ทั้งการขยายบริการ Cloud การสนับสนุนการใช้งาน AI การลงทุนก่อสร้าง รายได้ภาษี ตลอดจนความต้องการบุคลากรด้านวิศวกรรม พลังงาน และโทรคมนาคม แต่ประโยชน์เหล่านี้อาจกระจายเป็นวงกว้างไปยังผู้ใช้งานทั่วประเทศหรือทั่วโลก ขณะที่ ต้นทุนหลายด้านกลับกระจุกตัวในชุมชนที่เป็นที่ตั้งโครงการ โดยชุมชนอาจต้องเผชิญกับการใช้น้ำจำนวนมาก เสียงรบกวน การก่อสร้าง อุณหภูมิที่สูงขึ้นจากการระบายความร้อน การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน หรือความเสี่ยงที่ค่าไฟฟ้าจะสูงขึ้น หากครัวเรือนต้องร่วมรับภาระค่าลงทุนโครงข่ายซึ่งสร้างขึ้น เพื่อรองรับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่

 

นอกจากนี้ หลายพื้นที่ยังตั้งคำถามว่า สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่โครงการได้รับ คุ้มค่ากับการจ้างงานถาวรที่จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ หรือในด้านการเลือกระบบระบายความร้อน ก็มีผลกระทบที่ต้องชั่งน้ำหนักให้ดี โดยระบบที่ใช้น้ำอาจช่วยลดการใช้ไฟฟ้าได้ แต่ก็เพิ่มแรงกดดันในพื้นที่ขาดแคลนน้ำ ส่วนระบบที่ใช้อากาศมากขึ้น อาจประหยัดน้ำ แต่ใช้พลังงานสูงกว่า จึงไม่มีคำตอบเดียวที่เหมาะกับทุกพื้นที่

 

ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าการขยาย Data Center ทำให้ประเด็นสิ่งแวดล้อม (E) และสังคม (S) เชื่อมโยงกันโดยตรง การใช้ทรัพยากรไฟฟ้าและน้ำมหาศาลสร้างแรงกดดันต่อประชากรในพื้นที่ คำถามสำคัญคือ หากต้องลงทุน โดยเฉพาะขยายโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อรองรับผู้ใช้รายใหญ่ ใครคือผู้ได้รับประโยชน์ และ ใครคือผู้จ่ายต้นทุนดังกล่าว ด้วยความท้าทายเหล่านี้ ทำให้เริ่มเห็นแรงต้านจากชุมชนต่างๆ มากขึ้น

 

ภาพดังกล่าวเห็นได้ชัดในสหรัฐฯ โดย Data Center Watch ระบุว่า ในไตรมาสแรกของปี 2569 มีโครงการอย่างน้อย 75 แห่ง มูลค่ารวมประมาณ 1.3 แสนล้านดอลลาร์ สรอ. ถูกระงับหรือชะลอออกไป จากแรงคัดค้านของชุมชน โดยตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกโครงการถูกยกเลิกถาวร แต่สะท้อนว่า การยอมรับจากชุมชน หรือ Social license กำลังกลายเป็นเงื่อนไขทางธุรกิจที่มีผลต่อระยะเวลาก่อสร้าง ต้นทุนทางการเงิน และโอกาสที่โครงการจะเปิดดำเนินงานได้จริง

 

ทั้งนี้ แม้ว่าจะมีทางผู้พัฒนาโครงการขนาดใหญ่ เริ่มจัดกิจกรรมการบริจาคหรือกิจกรรมเพื่อสังคมอื่นๆ ในพื้นที่ ซึ่งอาจช่วยบรรเทาปัญหาได้บ้าง แต่หากชุมชนยังไม่ทราบตั้งแต่ต้นว่า โครงการจะใช้น้ำและไฟฟ้าเท่าใด ใครจะรับผิดชอบค่าขยายโครงข่าย และประโยชน์ระยะยาวจะตกอยู่กับคนในพื้นที่มากน้อยเพียงใด ความไว้วางใจที่เสียไปแล้วตั้งแต่ต้น อาจเรียกคืนได้ยาก และกลายเป็นต้นทุนทางสังคมตามมา

 

Governance คือการกำหนดว่าใครรับผิดชอบต้นทุน

 

เมื่อผลกระทบและแรงเสียดทานชัดเจนขึ้น บทบาทของภาครัฐ (G) จึงไม่ใช่เพียงการเร่งอนุมัติหรือจำกัดการก่อสร้าง แต่คือการวางกติกาให้การเติบโตของ Data Center ไม่ผลักภาระไปยังผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปและชุมชน หลายประเทศเริ่มปรับนโยบายจากการส่งเสริมการลงทุนเพียงด้านเดียว ไปสู่การกำหนดเงื่อนไขเรื่องพลังงาน น้ำ การปล่อยคาร์บอน และความยืดหยุ่นในการใช้ไฟฟ้า อย่างเช่น ในสหรัฐฯ ที่ไม่มีใบอนุญาต Data Center ระดับชาติใบเดียวที่ใช้ได้กับทุกโครงการ โดยผู้พัฒนาต้องผ่านการอนุมัติผังเมืองและอาคารจากท้องถิ่น ทำข้อตกลงเชื่อมต่อกับบริษัทไฟฟ้าหรือผู้ดูแลโครงข่าย และขอใบอนุญาตด้านอากาศ น้ำ หรือสิ่งแวดล้อมจากรัฐ ขณะที่การพิจารณาระดับรัฐบาลกลางอาจเข้ามาเกี่ยวข้อง หากโครงการใช้ที่ดินของรัฐบาล กระทบทรัพยากรที่ได้รับความคุ้มครอง หรือมีการปล่อยมลพิษในระดับที่เข้าเกณฑ์ โดยแม้อยู่ในรัฐเดียวกัน แต่ข้อกำหนดก็อาจต่างกันตามเทศมณฑล เขตให้บริการไฟฟ้า และตลาดพลังงาน

 

โดยล่าสุด (30 ก.ย. 2569) วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ จากทั้งพรรคเดโมแครต และ รีพับลิกันได้บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นเกี่ยวกับร่างกฎหมายที่มีเป้าหมายเร่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศ ทั้งท่อส่งพลังงาน สายส่งไฟฟ้าแรงสูง และโครงการพลังงานขนาดใหญ่ โดยหนึ่งในสาระสำคัญของร่างกฎหมายคือการกำหนดให้ผู้พัฒนา Data Center ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่จากกระแส AI ต้องรับผิดชอบต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการขยายระบบไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นสายส่งแรงสูง โรงไฟฟ้า หรือระบบจำหน่ายไฟฟ้า แทนการผลักภาระต้นทุนดังกล่าวไปยังผู้บริโภคทั่วไป ยิ่งไปกว่านั้น ร่างกฎหมายยังมีมาตรการเร่งรัดการอนุมัติการก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าแรงสูง ซึ่งถือเป็นคอขวดสำคัญของระบบพลังงานสหรัฐฯ ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม กระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายยังไม่สิ้นสุด โดยคาดว่าวุฒิสภาจะยังไม่ลงมติจนกว่าจะผ่านการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน และเนื้อหาร่างกฎหมายยังมีโอกาสถูกปรับแก้อีก

 

นอกจากนี้ แต่ละรัฐกำลังยกระดับเงื่อนไขด้วยแนวทางที่แตกต่างกัน อาทิ นิวยอร์กพักการออกใบอนุญาตสิ่งแวดล้อมระดับรัฐสำหรับโครงการขนาดใหญ่ เป็นเวลาสูงสุด 1 ปี ระหว่างจัดทำมาตรฐานเพื่อคุ้มครองผู้ใช้ไฟฟ้า โครงข่าย ทรัพยากรธรรมชาติ และชุมชน ขณะที่ รัฐเพนซิลเวเนียกำหนดให้โครงการต้องได้รับความเห็นชอบจากท้องถิ่น และทำข้อผูกพันตามมาตรฐานการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างรับผิดชอบ หรือ Grid ที่มีผลทางกฎหมาย เป็นต้น

 

ด้านยุโรปกำลังพัฒนากรอบประเมินความยั่งยืนของ Data Center ที่ครอบคลุมประสิทธิภาพการใช้พลังงานและน้ำ การใช้พลังงานสะอาด การนำความร้อนทิ้งกลับมาใช้ และความสามารถในการช่วยรักษาสมดุลของโครงข่าย

 

ส่วนจีนใช้แนวทางที่ต่างออกไปผ่านโครงการ “East Data, West Computing” โดยพยายามย้ายงานประมวลผลที่ไม่มีความจำเป็นต้องตอบสนองแบบทันที เช่น การฝึกโมเดล AI และการจัดเก็บข้อมูล ไปยังพื้นที่ภาคตะวันตกและภาคเหนือซึ่งมีที่ดิน พลังงานหมุนเวียน และภูมิอากาศที่เหมาะสมกว่า ขณะที่งานที่ต้องการความหน่วงต่ำ ยังคงอยู่ใกล้เมืองและผู้ใช้งาน แนวคิดนี้สะท้อนทางเลือกสำคัญว่า ในบางกรณีเราอาจส่ง “ข้อมูล” ไปประมวลผลที่ใกล้แหล่งพลังงาน แทนที่จะสร้างสายส่งเพื่อส่ง “ไฟฟ้า” เข้ามายังศูนย์กลางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว

 

อย่างไรก็ดี ไม่มีแนวทางใดที่ปราศจากต้นทุน การย้ายงานประมวลผลต้องอาศัยเครือข่ายใยแก้วนำแสงและซอฟต์แวร์ที่จัดสรรงานข้ามพื้นที่ได้ ส่วนพลังงานหมุนเวียนก็ยังต้องมีระบบกักเก็บหรือแหล่งพลังงานที่จ่ายไฟได้ต่อเนื่องในช่วงที่ลมหรือแสงอาทิตย์ไม่เพียงพอ

 

โดยภาพรวม ทิศทางของกฎเกณฑ์ในหลายประเทศจึงมีจุดร่วมสำคัญ ได้แก่ โครงการใหม่ต้องแสดงให้เห็นว่ามีแหล่งพลังงานรองรับจริง รับผิดชอบต้นทุนโครงข่ายที่เกิดจากตนเอง จัดหาพลังงานสะอาดเพิ่มเติมจากระบบเดิม เปิดเผยการใช้น้ำและการปล่อยคาร์บอนตามสภาพจริงของพื้นที่ และหารือกับชุมชนตั้งแต่ก่อนตัดสินใจเรื่องที่ตั้งและสิทธิประโยชน์ โดยการจัดหาพลังงานสะอาดเพิ่มเติมในที่นี้ไม่ใช่เพียงการซื้อใบรับรองจากกำลังผลิตเดิม แต่ควรช่วยให้เกิดโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด ระบบกักเก็บพลังงาน หรือแหล่งจ่ายไฟคาร์บอนต่ำใหม่ในระบบจริงด้วย

 

ESG ไม่ใช่เพียงหลักการ และ ภาพลักษณ์ แต่ได้สร้างผลกระทบทางการเงินที่จับต้องได้จริง

 

สำหรับนักลงทุน ESG จึงไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อมที่แยกจากผลตอบแทน แต่เป็นตัวแปรทางการเงินของโครงการโดยตรง ค่าใช้จ่ายเพื่อการเชื่อมต่อไฟฟ้าและจัดหาระบบน้ำ อาจสูงขึ้นตามค่าไฟ ค่าน้ำ ราคาคาร์บอน หรือมาตรฐานประสิทธิภาพที่เข้มงวดขึ้น นอกจากนี้ อาจต้องเพิ่มเงินลงทุนด้านการสร้างสถานีไฟฟ้า สายส่ง ระบบสำรองไฟ และระบบน้ำ ส่วนการคัดค้านหรือการอนุมัติที่ล่าช้าทำให้รายได้เลื่อนออกไป ขณะที่ดอกเบี้ยและต้นทุนก่อสร้างยังสะสมต่อเนื่อง ส่งผลต่อต้นทุนทางการเงิน โครงการที่ดูให้ผลตอบแทนดีบนกระดาษจึงอาจมีความคุ้มค่าต่างไปมาก เมื่อรวมต้นทุนด้านพลังงาน ทรัพยากร และชุมชนอย่างครบถ้วน

 

นัยต่อการลงทุน: การสร้างอาจชะลอ แต่ Demand ไม่จำเป็นต้องชะลอตาม

 

SCB CIO มองว่า กฎเกณฑ์ที่เข้มงวดขึ้นและข้อจำกัดด้านไฟฟ้า อาจทำให้ Data Center ใหม่เข้าสู่ตลาดช้าลง แต่ การสร้างที่ช้าลงไม่ใช่หลักฐานว่าความต้องการใช้ AI ลดลง ประเด็นนี้เป็นความเสี่ยงด้านการส่งมอบอุปทาน มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนทิศของความต้องการโดยอัตโนมัติ

 

ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว โครงการที่มีลูกค้าหรือสัญญารองรับ มีใบอนุญาต มีไฟฟ้าที่เชื่อมต่อได้จริง และพร้อมเปิดให้บริการ อาจมีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้นเมื่อกำลังการผลิตใหม่เข้าสู่ตลาดได้ช้า ตรงกันข้าม โครงการที่ยังมีเพียงแผนก่อสร้าง แต่ไม่มีความชัดเจนเรื่องไฟฟ้า ใบอนุญาต หรือการยอมรับจากชุมชน จะเผชิญความเสี่ยงด้านเวลา ต้นทุน และผลตอบแทนสูงกว่า นักลงทุนจึงควรให้น้ำหนักกับ ความพร้อมส่งมอบจริง มากกว่าจำนวนเมกะวัตต์ที่ประกาศไว้

 

ในภาพใหญ่ ความต้องการลงทุนไม่ได้จำกัดอยู่ที่ Data Center เพราะระบบไฟฟ้ายังต้องรองรับการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น ทั้งผ่านการขยายโครงข่าย อุปกรณ์ไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และเทคโนโลยีที่ช่วยใช้ไฟฟ้าและน้ำอย่างมีประสิทธิภาพขึ้น โอกาสการลงทุนในวัฏจักร AI จึงอยู่ทั้งในสินทรัพย์ที่พร้อมให้บริการ และในธุรกิจที่ช่วยปลดคอขวดให้ระบบเติบโตต่อได้

 

กลุ่มแรกคือโครงข่ายไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น หม้อแปลง สวิตช์เกียร์ สายเคเบิล สถานีไฟฟ้า ระบบควบคุมโครงข่าย และระบบกักเก็บพลังงาน ซึ่งได้ประโยชน์จากความต้องการลงทุนทั้งเพื่อ Data Center และการใช้ไฟฟ้าของเศรษฐกิจในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม สำหรับธุรกิจสาธารณูปโภค นักลงทุนยังต้องพิจารณาว่า หน่วยงานกำกับดูแลอนุญาตให้เรียกเก็บต้นทุนได้มากน้อยเพียงใด และภาระต้นทุนดังกล่าวจะถูกแบ่งระหว่างผู้พัฒนาโครงการกับผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปอย่างเหมาะสมหรือไม่

 

กลุ่มที่สองคือเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น ชิปที่ใช้พลังงานน้อยลง ระบบระบายความร้อนขั้นสูง การนำความร้อนทิ้งกลับมาใช้ และซอฟต์แวร์ที่เลื่อนงานประมวลผลไปยังช่วงเวลาหรือพื้นที่ที่มีไฟฟ้าเหลือ เทคโนโลยีเหล่านี้มีโอกาสได้ประโยชน์ แม้การก่อสร้าง Data Center ใหม่จะชะลอลง เพราะศูนย์เดิมก็ยังจำเป็นต้องลดต้นทุนและปฏิบัติตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มขึ้น

 

บทสรุป – AI อาจเป็นเทคโนโลยีบน Cloud แต่ความสามารถในการขยายตัวขึ้นอยู่กับข้อจำกัดบนพื้นดิน ทั้งไฟฟ้า น้ำ กฎเกณฑ์ และการยอมรับจากชุมชน ผู้ชนะในระยะยาวจึงไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่ประกาศสร้างได้มากที่สุด แต่เป็นผู้ที่สร้างได้จริง เปิดให้บริการได้จริง และสร้างผลตอบแทนได้หลังรับผิดชอบต้นทุน ESG อย่างครบถ้วน ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างประโยชน์ที่ชุมชนสัมผัสได้ จะมีโอกาสเปลี่ยนการเติบโตของ AI ให้เป็นผลตอบแทนระยะยาวได้มากกว่า ดังนั้น โอกาสการลงทุน จึงไม่ใช่เพียงการหาหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI แต่คือการแยกให้ออกว่าธุรกิจใดมีศักยภาพจริงเมื่อรวมต้นทุนด้าน ESG เข้าไปแล้ว เพราะท้ายที่สุดประเด็น ESG ต้องถูกนำมาประเมินคุณภาพ กระแสเงินสด และความอยู่รอดของสินทรัพย์นั้นตั้งแต่ริเริ่มโครงการ ถือเป็นต้นทุนที่รวมอยู่ในการลงทุนนั่นเอง

 

หมายเหตุ:

  • จัดทำ ณ วันที่ 2 ตุลาคม 2569 ทั้งนี้ ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละขณะเวลา ผู้ใช้ข้อมูลควรใช้ความระมัดระวังในการตัดสินใจลงทุน

 

คำเตือน:

  • การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง รวมถึงควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจก่อนตัดสินใจลงทุน
  • เนื่องจากกองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
  • ศึกษาข้อมูลกองทุนหลักและหนังสือชี้ชวนกองทุนรวมเพิ่มเติมได้จาก website ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ไทยพาณิชย์ จำกัด หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ SCB Call Center โทร. 02-777-7777

 

อ้างอิง: 

 และ https://www.nj.gov/governor/news/2026/approved/20260707a.shtml 

The post AI ไม่ได้อยู่แค่บน Cloud: เมื่อ Data Center เผชิญบททดสอบ ESG จากชุมชนและกฎเกณฑ์ใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Net Zero: คำมั่นเดิม ในกฎใหม่ เกมใหม่ https://thestandard.co/net-zero-new-rules-game/ Sun, 04 Oct 2026 06:00:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1264043 ภาพประกอบแนวคิด Net Zero และความท้าทายในการบรรลุเป้าหมายในโลกที่เปลี่ยนแปลง

หลายองค์กรประกาศ Net Zero ไปแล้ว แต่มีคำถามหนึ่งที่เราอ […]

The post Net Zero: คำมั่นเดิม ในกฎใหม่ เกมใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิด Net Zero และความท้าทายในการบรรลุเป้าหมายในโลกที่เปลี่ยนแปลง

หลายองค์กรประกาศ Net Zero ไปแล้ว แต่มีคำถามหนึ่งที่เราอาจไม่ได้กลับไปถาม

 

‘วันที่เราให้คำมั่น โลกยังเหมือนวันนี้อยู่หรือเปล่า?’

 

คำถามนี้ติดอยู่ในหัวผม หลังจากได้ฟัง ดร.เหมือนจิต แจ่มศิลป์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืน บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด บรรยายเรื่อง Global Climate Order and Regulatory Landscape 2026 ในหลักสูตร Net Zero CEO รุ่น 3

 

ผมกลับมาคิดว่า Net Zero อาจเหมือนมาราธอนที่ยาวหลายสิบปี

 

เราประกาศเส้นชัยตั้งแต่วันออกตัว แต่ระหว่างทาง สนามเปลี่ยน กติกาเปลี่ยน คนดูเปลี่ยน และแม้แต่นักวิ่งก็เปลี่ยน

 

กฎหมาย เทคโนโลยี มาตรฐาน ราคาพลังงานและคาร์บอน รวมถึงความคาดหวังของนักลงทุน ลูกค้า และสังคม ล้วนเปลี่ยนได้

 

บางคนข้างสนามไม่ได้แค่ดู เขามีนกหวีด และบางคนมีใบแดง

 

ปี 2025 เพียงปีเดียว มีคดีเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศใหม่ทั่วโลก 249 คดี และยอดสะสมมากกว่า 3,600 คดีใน 62 ประเทศ ตามข้อมูลของ Grantham Research Institute, LSE

 

แน่นอน ไม่ใช่ทั้งหมดเป็นคดี Net Zero หรือคดีต่อบริษัท แต่ก็มากพอที่จะบอกว่า Climate Litigation ไม่ใช่เรื่องที่บอร์ดควรปล่อยให้ฝ่ายกฎหมายวิ่งคนเดียว

 

นักวิ่งก็เปลี่ยน มาราธอนนี้ยาวกว่าวาระของ CEO และกรรมการหลายชุด

 

คนประกาศเป้าหมาย คนลงทุน และคนพาองค์กรเข้าเส้นชัย ‘อาจไม่ใช่คนเดียวกัน’

 

โจทย์ของ Governance จึงไม่ใช่แค่วิ่งเร็วแค่ไหน แต่คือ ‘จะส่งไม้ต่ออย่างไร’ โดยไม่ทำคำมั่นหล่นหายระหว่างทาง

 

Scope 3 เหมือน PM2.5 ในสนาม

 

ลองนึกภาพว่า ระหว่างวิ่ง PM2.5 เริ่มปกคลุมสนาม ไม่มีนักวิ่งคนไหนควบคุมฝุ่นทั้งหมดได้ แต่ถ้าทุกคนบอกว่า ‘ไม่ใช่ฝุ่นของผม’ สุดท้ายทุกคนก็ต้องสูดอากาศเดียวกัน

 

Scope 3 ก็คล้ายกัน การปล่อยส่วนหนึ่งอยู่ใน Value Chain ตั้งแต่ Supplier การขนส่ง วัตถุดิบ ไปจนถึงลูกค้าและการใช้ผลิตภัณฑ์

 

เราไม่ได้ Control ทั้งหมด แต่ก็ไม่ใช่เรื่องของ ‘คนอื่น’ เพราะธุรกิจเราเองก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบนั้น

 

บางเรื่องเราต้อง Control บางเรื่องต้อง Influence และบางเรื่องต้อง Collaborate… เพราะถ้าไม่มีใครจัดการ

 

ทุกคนในสนาม รวมถึงนักวิ่ง ก็อาจไปไม่ถึงเส้นชัย และมาราธอนนี้ต้องมีเงินวิ่ง

 

การเปลี่ยนผ่านต้องใช้เงินจริง เทคโนโลยีใหม่ พลังงานใหม่ Supply Chain ใหม่ และคนที่มีทักษะใหม่ ล้วนต้องใช้เงินลงทุน

 

องค์กรจึงต้องยังแข่งขันได้ สร้างกำไรและกระแสเงินสดได้อย่างต่อเนื่อง

 

โจทย์จึงไม่ใช่ Profit หรือ Planet แต่คือ ‘จะสร้าง Profit วันนี้อย่างไร เพื่อมีทุนพาองค์กรไปถึงเส้นชัยวันข้างหน้า’

 

3 คำถามสำหรับบอร์ด

 

1. Where exactly is our finish line?

 

เราให้คำมั่นอะไรไว้ และครอบคลุม Scope 1, 2, 3 แค่ไหน?

 

2. Has the course changed?

 

กฎหมาย เทคโนโลยี ต้นทุน ตลาด และ assumptions เปลี่ยนจากวันออกตัวอย่างไร?

 

3. Can we still finish the race?

 

เรามีคน เงินทุน กำไร และกระแสเงินสดเพียงพอไหม? อะไร Control อะไร Influence และอะไรต้อง Collaborate?

 

สุดท้ายแล้ว สนามเปลี่ยนได้ กติกาเปลี่ยนได้ นักวิ่งก็เปลี่ยนได้หลายชุด

 

แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรเปลี่ยน ​คือ ‘เหตุผลว่าเรากำลังวิ่งเพื่อใคร’

 

ลูกหลานของเราไม่ได้เป็นคนประกาศ Net Zero ไม่ได้นั่งอยู่ในห้องบอร์ด และไม่ได้เลือก assumptions ของวันนี้ แต่เขาคือคนที่จะอยู่รับผลจากการตัดสินใจของเราในวันข้างหน้า

 

เราอาจเปลี่ยนนักวิ่งได้หลายชุด เปลี่ยนแผนได้หลายครั้ง แต่คนที่รออยู่ปลายทาง อาจไม่เคยมีโอกาสเลือกเลยว่า คนรุ่นเราจะวิ่งอย่างไร

 

ขอบคุณ ดร.เหมือนจิต แจ่มศิลป์ ที่ทำให้ผมกลับมาขบคิดเรื่องนี้ครับ

 

ภาพ: Shutterstock AI

The post Net Zero: คำมั่นเดิม ในกฎใหม่ เกมใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สภาหลุดมือทรัมป์ ฝันร้ายการเมือง สัญญาณบวกทองคำ https://thestandard.co/midterm-election-trump-congress-gold/ Sun, 04 Oct 2026 03:31:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1264004 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังกล่าวกับสื่อมวลชน

ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 กำลังจะมี Big Event นั่นคือ ก […]

The post สภาหลุดมือทรัมป์ ฝันร้ายการเมือง สัญญาณบวกทองคำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังกล่าวกับสื่อมวลชน

ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 กำลังจะมี Big Event นั่นคือ การเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Election) ซึ่งสิ่งที่ทั่วโลกรอจับตาคือการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร (House) และวุฒิสภา (Senate) ซึ่งจะเป็นการกำหนดดุลอำนาจในสภาคองเกรส (U.S. Congress) เพื่อผลักดันนโยบายในวาระที่เหลือของประธานาธิบดี โดยปัจจุบันถือว่าสหรัฐเป็นรัฐบาลเอกภาพ (Unified Government) จากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มาจาก Republican และเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ก็มาจาก Republican เช่นกัน

 

จากผลสำรวจ Reuters/Ipsos คะแนนนิยมของทรัมป์ดิ่งลงเหลือ 32% ต่ำสุดในเส้นทางการเมือง รวมถึงการสนับสนุนจากผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งฝั่ง Republican มีเพียง 35% แต่ฝั่ง Democrat อยู่ที่ 43% ซึ่งเป็นความต่าง 8% ที่กว้างที่สุดในปีนี้

 

ดังนั้นจึงเกิดกระแสว่า Republican อาจเสียหนึ่งสภา (Divided Congress) หรือทั้งสองสภา House และ Senate ให้กับพรรค Democrat (Democrat Sweep) โดยตลาดคาดการณ์ฉากทัศน์ ‘Divided Congress’ หรือ Republican ที่เสียหนึ่งสภาด้วยโอกาส 30% ในขณะที่ฉากทัศน์ ‘Democrat Sweep’ หรือ Republican ที่เสียทั้งสองสภา มีโอกาสมากถึง 64% อ้างอิงข้อมูลจาก Polymarket วันที่ 2 ตุลาคม 2026

 

เมื่อรวมฉากทัศน์ทั้งสองจะมีโอกาสเกิดขึ้นมากถึง 94% ดังนั้น เราจึงสามารถคาดการณ์ผลกระทบต่อราคาทองคำ โดยอ้างอิงสถิติจากเหตุการณ์ในอดีตได้อย่างชัดเจนมากขึ้น และสามารถวิเคราะห์ในช่วงเวลาตั้งแต่ปี 1970 ได้ดังนี้

 

(i) การเปลี่ยนจาก Unified Government ไปสู่ ‘Divided Congress’ เกิดขึ้นทั้งหมด 3 ครั้ง ในปี 2010, 2018 และ 2022 ซึ่งเป็นสมัยของประธานาธิบดีบารัก โอบามา, โดนัลด์ ทรัมป์ (สมัยแรก) และ โจ ไบเดน ตามลำดับ ปรากฏว่าราคาทองคำตอบสนองได้อย่างโดดเด่นใน 6 เดือนต่อมา ปรับตัวขึ้นเฉลี่ยสูงถึง 12%

 

(ii) การเปลี่ยนจาก Unified Government ไปสู่ ‘Opposition Sweep’ (พรรคฝ่ายค้านกวาดทั้งสองสภา) เกิดขึ้นทั้งหมด 2 ครั้ง โดยปี 1994 เกิด ‘Republican Sweep’ ในสมัยประธานาธิบดีบิล คลินตัน และปี 2006 เกิด ‘Democrat Sweep’ ในสมัยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช และราคาทองคำ 6 เดือนต่อมา ปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 6.5%

 

หากผลกระทบยังคงเป็นไปตามสถิติในอดีต ราคาทองคำในช่วง 6 เดือนหลังการเลือกตั้ง Midterm Election มีแนวโน้มสูงที่จะให้ผลตอบแทนเป็นบวก ไม่ว่าสภาวะทางการเมืองหลังการเลือกตั้งจะจบลงในรูปแบบใดก็ตาม โดยหากเป็น Divided Congress ราคาทองคำมีสถิติปรับตัวขึ้นได้อย่างโดดเด่นถึง 12% หรือแม้กระทั่งพลิกขั้วไปสู่ Democrat Sweep ราคาทองคำก็ยังคงปรับตัวขึ้นได้ 6.5% เพราะจะตามมาด้วยการคานอำนาจและความไม่แน่นอนทางนโยบายหลังการเลือกตั้ง จึงเป็นปัจจัยหนุนสำคัญที่ดันราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยได้อย่างแข็งแกร่ง

 

ภาพ: Rawpixel.com / Shutterstock

The post สภาหลุดมือทรัมป์ ฝันร้ายการเมือง สัญญาณบวกทองคำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หนองจอก วิถีชีวิตริมคลองแสนแสบกำลังจะถูกทับโถมด้วยคอนกรีต https://thestandard.co/nong-chok-khlong-saen-saep-heritage/ Fri, 02 Oct 2026 08:22:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1263298 ภาพวิถีชีวิตริมคลองแสนแสบในเขตหนองจอก แสดงบ้านเรือน ศาลาท่าน้ำ และธรรมชาติริมคลอง

คลองแสนแสบทอดยาวจากกรุงเทพฯ ชั้นในไปจนถึงฉะเชิงเทรา บริ […]

The post หนองจอก วิถีชีวิตริมคลองแสนแสบกำลังจะถูกทับโถมด้วยคอนกรีต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพวิถีชีวิตริมคลองแสนแสบในเขตหนองจอก แสดงบ้านเรือน ศาลาท่าน้ำ และธรรมชาติริมคลอง

คลองแสนแสบทอดยาวจากกรุงเทพฯ ชั้นในไปจนถึงฉะเชิงเทรา บริเวณสุดปลายคลองที่คุ้นชื่อกันว่าหนองจอกนั้นยังคงมีตลิ่งดิน น้ำสะอาด สภาพแวดล้อมธรรมชาติ และวิถีชีวิตริมคลองแบบดั้งเดิม ถ้าเทียบกับพื้นที่ทั้งหมดทั้งมวลในกรุงเทพฯ หนองจอกนับเป็นเขตใหญ่สุด มีความเป็นชนบทที่ยังคงยึดถือวิถีเกษตรกรรมมากสุด

 

แต่ขณะที่ท่านกำลังอ่านบทความอยู่นี่เอง ภาพงดงามของการดำรงชีพและวัฒนธรรมของชุมชนที่อาศัยอยู่ที่นี่มาเกือบ 200 ปี กำลังจะถูกคุกคาม โดยโครงสร้างพื้นฐานโครงการหนึ่ง

 

ตามโครงการ “เมืองเดินได้ ปั่นดี เชื่อมเมืองครบวงจร” ของกรุงเทพมหานคร เขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็กจะถูกสร้างขึ้นตามแนวคลองทั้งสองฝั่ง นอกจากทำหน้าที่กันน้ำท่วมแล้ว บนสันเขื่อนยังจะมีทางเดินและทางจักรยานกว้างหลายเมตร โดยมีท่อระบายน้ำอยู่ด้านล่าง โครงการ 47 กิโลเมตรนี้มุ่งผันน้ำที่ล้นจากแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านคลองแสนแสบไปยังเขตหนองจอกชานเมือง และโครงการดังกล่าวนี้ กำหนดจะเริ่มขึ้นเร็วๆ นี้

 

ชีวิตริมคลองแสนแสบเริ่มถดถอยลงตั้งแต่ราว พ.ศ. 2515 เมื่อการสัญจรของผู้คนเปลี่ยนจากทางน้ำไปสู่ถนน ต้นไม้ บ้านเรือนริมคลอง ถูกแทนที่ด้วยเขื่อนคอนกรีตเพื่อปกป้องอาคารขนาดใหญ่จากการกัดเซาะ เมื่อระบบนิเวศริมคลองหายไปและน้ำเสียที่ขาดการบำบัดไหลลงมา น้ำคลองก็กลายเป็นน้ำเน่า ชะตากรรมเดียวกันนี้กำลังรุกคืบไปถึงหนองจอกที่สภาพความงดงามตามธรรมชาติริมคลองยังดีงามอยู่

 

ชุมชนหลักของหนองจอกสืบทอดความเป็นอยู่มาตั้งแต่รัชกาล 3 ในยุคนั้นมีแรงงานมุสลิม-มลายูถูกกวาดต้อนมาจากปัตตานี มาขุดคลองแสนแสบเมื่อ พ.ศ. 2380 เพื่อสนับสนุนการสงครามระหว่างสยามกับญวนในดินแดนกัมพูชา ครั้นขุดคลองเสร็จ แรงงานชาวปัตตานีก็หักร้างถางพง ตั้งหลักแหล่งทำนาปลูกข้าว ทำสวน เลี้ยงวัวเลี้ยงแพะ และหาปลา บางส่วนของชาวจีนที่มารับจ้างขุดคลองเหมือนกัน ก็พากันอาศัยในหนองจอกด้วย กลายเป็นพ่อค้าขายข้าวและสินค้าอื่นๆในเวลาต่อมา

 

ภาพวิถีชีวิตริมคลองแสนแสบในเขตหนองจอก แสดงบ้านเรือน ศาลาท่าน้ำ และธรรมชาติริมคลอง 1

 

ผู้เขียนเติบโตมาในครอบครัวมุสลิมริมคลองที่แขวงคู้ฝั่งเหนือ เขตหนองจอก ในช่วง พ.ศ. 2535–2545 ภาพที่จำได้คือการเล่นน้ำในคลอง และสัมผัสของดินเหนียวนุ่มๆ ที่ท้องคลอง มีกอไผ่เรียงรายริมตลิ่ง และต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านสานเป็นอุโมงค์เหนือผิวน้ำ ทุกบ้านมีศาลาท่าน้ำ ที่เห็นเจนตาคือยอจับปลา แปลงผักลอยน้ำ และหออะษานของมัสยิด ภูมิทัศน์สงบงามแบบนี้ยังเหลืออยู่มาก เป็นแรงบันดาลใจให้คนท้องถิ่นกลับมาเปิดคาเฟ่ ทำโครงการวัฒนธรรม และนำเที่ยวทางเรือ

 

ลักษณะโครงการที่สั่งการจากเบื้องบนซึ่งเคยสร้างความเสียหายกับชุมชนการค้าเก่าแก่ในตลาดหนองจอกก่อนหน้านี้ ก็คือการก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตราว พ.ศ. 2563 ทำให้ต้องรื้อถอน ขนย้ายบ้านยกพื้นอายุนับร้อยปีออกไป แต่ในที่สุดชาวบ้านก็ยับยั้งงานก่อสร้างไว้ได้ โดยโต้แย้งคำกล่าวอ้างของกทม. ที่ว่าโครงการได้รับความเห็นชอบจากประชาชนแล้ว

 

ส่วนตลาดคู้ซึ่งอยู่ใกล้กับมัสยิดดารุ้ลมุตตะกีนซึ่งมีลักษณะเป็นอาคารไม้ของตลาดริมน้ำ เคยเป็นศูนย์กลางการค้าขายและขนส่ง ปัจจุบันพื้นที่ส่วนใหญ่และพื้นที่ชุ่มน้ำโดยรอบถูกขุดรื้อเมื่อ พ.ศ. 2559 เพียงเพื่อสร้างสะพานแห่งหนึ่ง

 

คลองแสนแสบไหลจากย่านเมืองเก่าของกรุงเทพฯชั้นใน ไปทางตะวันออกผ่านหกเขตก่อนถึงเขตหนองจอก ไปลงแม่น้ำบางปะกงในจังหวัดฉะเชิงเทรา เขื่อนของกทม. จะทอดยาวประมาณ 17 กิโลเมตร จากเขตมีนบุรีถึงหนองจอก ก่อนการตอกเสาคอนกรีตลงดิน ต้นไม้ กอไผ่ และไม้ริมน้ำจำนวนมหาศาลจะถูกถางทิ้ง

 

ภาพวิถีชีวิตริมคลองแสนแสบในเขตหนองจอก แสดงบ้านเรือน ศาลาท่าน้ำ และธรรมชาติริมคลอง 2

 

ผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมจะถึงขั้นหายนะ เมื่อไม่มีร่มเงา น้ำในคลองจะร้อนขึ้น ลาดดินและพืชพรรณริมตลิ่งที่หายไป นั่นหมายถึงการสูญเสียแหล่งอนุบาลปลา นกมากกว่า 52 ชนิด รวมถึงนกยางเปีย นกกระเต็น และนกกระจาบทอง ตลอดจนค้างคาวหลายชนิดจะสูญเสียถิ่นที่อยู่ คลองเมื่อขาดการกรองตามธรรมชาติจากพืชและดินย่อมเกิดมลภาวะได้ง่าย

 

ภูมิทัศน์วัฒนธรรมจะหายไปพร้อมกับระบบนิเวศ ตลาด 100 ปี ศาลาท่าน้ำ ยอ และแปลงผักบุ้งลอยน้ำ กลายเป็น “สิ่งรุกล้ำ” ที่ต้องกำจัด คลองแสนแสบจะไม่ต่างอะไรกับทางระบายน้ำของกรุงเทพฯชั้นใน เป็นการทำลายความหวังของคนหนุ่มสาวที่กำลังทำงานเพื่อฟื้นชีวิตให้หนองจอกในอดีต

 

ไม่มีใครคัดค้านทางเดินหรือทางจักรยานดีๆ แต่ “คลอง” ที่หนองจอกนั้นมีบริบทต่างกับ “คลอง” ในใจกลางกรุงเทพฯ การใช้งานเส้นทางริมคลองอาจต้องเดินทางผ่านพื้นที่ส่วนบุคคล และจำนวนประชากรที่ไม่หนาแน่นนักยังทำให้เส้นทางเปลี่ยวและไม่ปลอดภัย ประโยชน์อันจำกัดอย่างนี้ไม่อาจใช้เป็นเหตุผลในการทำลายมรดกและสิ่งแวดล้อมของเขตหนองจอก

 

กทม. ควรพิจารณาปรับปรุงโครงการ “เมืองเดินได้ ปั่นดี เชื่อมเมืองครบวงจร” ในบริเวณนี้เสียใหม่ เส้นทางเดินและปั่นจักรยานควรสร้างในจุดที่เข้าถึงได้อย่างสะดวกปลอดภัยและเป็นประโยชน์ เขตหนองจอกยังมีทางให้เลือกมากมาย เช่น ถนนที่ตัดผ่านทุ่งนากว้างใหญ่ ซึ่งสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับจักรยานได้ โดยไม่ต้องเอาคอนกรีตไปเททับตลิ่งริมคลอง ที่น่าจะทำเพิ่มคือสำรวจการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การพายเรือคายัค และส่งเสริมการเดินทางด้วยเรือไฟฟ้า เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นไปพร้อมกับการอนุรักษ์ธรรมชาติของคลอง คงความหลากหลายทางชีวภาพ และสืบต่อมรดกที่มีชีวิต ทั้งหมดนี้ควรมอบหมายให้คนท้องถิ่นเป็นผู้ดูแลจัดการ

 

คำว่าเจริญ จำกัดความได้มากกว่าสิ่งปลูกสร้างคอนกรีตและถนน ความเจริญน่าจะหมายถึงผู้คนที่เห็นคุณค่าของโลกรอบด้านและการอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างสันติ

 

เรื่อง : ฮามิช มัสอิ๊ด เป็นนักเขียน และเจ้าของเพจเพื่อนบ้านอารีย์

ภาพ : Homedin Learning Space ห่มดิน พื้นที่เรียนรู้ธรรมชาติ และวัฒนธรรม

The post หนองจอก วิถีชีวิตริมคลองแสนแสบกำลังจะถูกทับโถมด้วยคอนกรีต appeared first on THE STANDARD.

]]>
การบินไทย พังเพราะอะไรนะ? https://thestandard.co/thai-airways-flood-ground-staff-problem/ Wed, 30 Sep 2026 05:29:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1261829 ภาพปกบทความวิเคราะห์ปัญหาการบินไทยช่วงน้ำท่วม สาเหตุจากคนภาคพื้น

ช่วงน้ำท่วมรอบนี้ หลายคนสงสัยว่า ทำไมสายการบินอื่นยังบิ […]

The post การบินไทย พังเพราะอะไรนะ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปกบทความวิเคราะห์ปัญหาการบินไทยช่วงน้ำท่วม สาเหตุจากคนภาคพื้น

ช่วงน้ำท่วมรอบนี้ หลายคนสงสัยว่า ทำไมสายการบินอื่นยังบินได้ แต่การบินไทยถึงดีเลย์แทบทั้งระบบ กระเป๋าค้างเป็นพันใบ และสุดท้ายต้องยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก

 

อาทิตย์นั้นผมก็เดินทางเหมือนกัน แต่ใช้ดอนเมือง แทบไม่ได้รับผลกระทบอะไร กลับมาแล้วถึงได้ยินเสียงบ่นเรื่องการบินไทยเต็มไปหมด

 

ถ้าถามผม คำตอบสั้นๆ คือ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เครื่องบิน แต่อยู่ที่ “คนภาคพื้น”

 

สุวรรณภูมิยังเปิดรันเวย์ยังใช้ได้ เครื่องบินยังบินได้

 

แต่พนักงานจำนวนมากมาทำงานไม่ได้ เพราะบ้านและเส้นทางรอบสนามบินถูกน้ำท่วม

 

งานภาคพื้นของการบินไทยปกติต้องใช้คนประมาณ 500 คนต่อวัน ช่วงวิกฤตเหลือมาทำงานเพียง 200–300 คน

 

บางตำแหน่งเฉพาะทาง เช่น Loadmaster ปกติต้องใช้ราว 45 คน เหลือประมาณ 20 คน

 

พูดง่ายๆ คือ คนหายไปเกือบครึ่งในเวลาเดียวกัน

 

จากนั้นปัญหาก็ไหลเป็นลูกโซ่

 

คนไม่พอ

 

→ กระเป๋าลงไม่ทัน

 

→ เครื่องออกช้า

 

→ เครื่องเที่ยวต่อไปช้า

 

→ กระเป๋าใหม่เข้ามาเพิ่ม

 

→ ของเก่ายังไม่หมด ของใหม่ก็มากอง

 

สุดท้ายกระเป๋าค้างประมาณ 5,600 ใบ และเที่ยวบินที่ออกตรงเวลาเหลือน้อยมาก

 

แล้วทำไมสายการบินอื่นไม่หนักเท่า?

 

ส่วนหนึ่งเพราะสายการบินต่างชาติไม่ได้มีฐานใหญ่ในกรุงเทพฯ แบบการบินไทย

 

ANA, Air China หรือ Singapore Airlines อาจมีเที่ยวบินวันละไม่กี่เที่ยว แต่การบินไทยมีมากกว่าร้อยเที่ยวต่อวัน และยังรับทำ Ground Handling ให้สายการบินอื่นอีกจำนวนมาก

 

เมื่อคนหายไปครึ่งหนึ่ง ปัญหาจึงไม่ได้จบเป็นเที่ยวๆ แต่มันสะสมทั้งวัน

 

ที่น่าสนใจกว่าคือ Ground Handler รายอื่นในสุวรรณภูมิไม่ได้พังในระดับเดียวกัน มีรายงานว่าบางรายเตรียมที่พักให้พนักงานอยู่ใกล้สนามบินก่อนฝนหนัก เพื่อกันปัญหาคนเดินทางเข้ามาไม่ได้

 

นอกจากนี้ยังมีข้อสงสัยว่า การบินไทยต้องรักษามาตรฐานการให้บริการสายการบินคู่สัญญาด้วยหรือไม่ จนทรัพยากรบางส่วนถูกใช้ไปกับลูกค้า Ground Handling ก่อน

 

เรื่องนี้ยังฟันธงไม่ได้ แต่ควรตรวจสอบปัญหาอาจไม่ใช่ “ไม่มีแผน” แต่คือแผนมาช้าหลังระบบเริ่มล้ม การบินไทยก็ทำหลายอย่างถูก เอาพนักงานออฟฟิศลงมาช่วย ขอกำลังทหาร จัดรถรับพนักงาน ให้ Ground Handler อื่นช่วยรับงานลดเที่ยวบินลง 30–40%

 

แยกกระเป๋าใหม่ออกจากของค้างเร่งเคลียร์สัมภาระปัญหาคือ หลายอย่างเกิดขึ้น หลังระบบเริ่มพังแล้ว

 

คำถามจึงไม่ใช่ “ทำไมพนักงานมาไม่ได้?” แต่คือ “รู้ว่าฝนจะหนัก แล้วเตรียมอะไรไว้บ้าง?”

 

มีคนสำรองไหม

 

มีที่พักไหม

 

มีรถรับส่งไหม

 

ดึงคนจากหน่วยอื่นได้ไหม

 

และเมื่อรู้ว่าคนหายไปเกือบครึ่ง ทำไมไม่ลดเที่ยวบินตั้งแต่ต้น

 

นี่แหละคือ BCP แบบภาษาชาวบ้าน

 

ถ้าวันหนึ่งของที่เราต้องใช้หายไปครึ่งหนึ่ง เราจะอยู่ต่ออย่างไร

 

กรณีนี้ ของที่หายไปคือ “คน”

 

เรื่องนี้ทำให้นึกถึง Emirates ตอนน้ำท่วมดูไบ

 

ปี 2024 ดูไบน้ำท่วมหนัก Emirates ก็เละเหมือนกัน

 

ถนนเข้าสนามบินน้ำท่วมพนักงานมาไม่ได้ ผู้โดยสารตกเครื่อง กระเป๋าค้างเป็นหมื่นใบ

 

ผมเองก็ไปต่อเครื่องช่วงนั้นและตกเครื่องเหมือนกัน แต่ Emirates เลือกทำอย่างหนึ่งที่สำคัญมากเมื่อรู้ว่าระบบรับไม่ไหว เขายอมหยุด หยุด check-in บางช่วง

 

หยุดรับผู้โดยสารต่อเครื่อง ยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก แล้วเอากำลังทั้งหมดไปเคลียร์ปัญหาที่ค้างอยู่ก่อน

 

หลักคิดง่ายมาก ถ้ากำลังการผลิตเหลือ 60% ก็อย่าฝืนทำงาน 100%

 

เพราะยิ่งฝืน งานค้างก็ยิ่งโต

 

สุดท้ายไม่ได้ช่วยให้ระบบเดินต่อ แต่ทำให้ปัญหาของวันนี้กลายเป็นปัญหาของพรุ่งนี้ด้วย

 

และสุดท้าย เรื่องนี้กลับมาที่ “คน” บริษัทอาจมีเครื่องบิน มีรถ มีระบบ มีคู่มือฉุกเฉิน

 

แต่วันวิกฤต ทุกอย่างสุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับคน

 

บางคนบอกว่า วันน้ำท่วมบริษัทไม่ควรคาดหวังให้พนักงานมาทำงาน

 

ผมเห็นด้วยในเรื่องความปลอดภัย แต่ธุรกิจบางประเภท เช่น โรงพยาบาล โรงไฟฟ้า สนามบิน หรือสายการบิน หยุดทุกอย่างไม่ได้

 

คำถามจึงไม่ใช่

 

“จะบังคับให้พนักงานมาอย่างไร?”

 

แต่คือ “จะทำอย่างไรให้คนที่จำเป็นต้องมา สามารถมาได้ และอยากมาช่วยเอง”

 

ตรงนี้ ผมว่า Employee Engagement สำคัญมาก

 

Engagement ไม่ใช่ outing, ไม่ใช่เสื้อบริษัท, ไม่ใช่คำขวัญบนผนัง, แต่มันคือความรู้สึกว่า

 

“นี่คือบริษัทของเรา ถ้ามันมีปัญหา เราอยากช่วย”

 

ถ้าคนรู้สึกแบบนี้ ความสำคัญของบริษัทจะมีน้ำหนักมากกว่าความไม่สะดวก

 

ส่วนตัวโดยอัตโนมัติ

 

ไม่ใช่เพราะถูกสั่ง

 

ไม่ใช่เพราะกลัวโดนหักเงิน

 

แต่เพราะรู้สึกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของเราด้วย

 

แน่นอน ถ้าบ้านกำลังจะจมน้ำ หรือเดินทางไม่ปลอดภัย ไม่มีบริษัทไหนควรเรียกร้องให้พนักงานเสี่ยงชีวิต

 

แต่ระหว่าง “ไปไม่ได้จริงๆ” กับ “ไปได้ แต่ลำบากหน่อย” ตรงนี้แหละที่ความผูกพันมีผล

 

คนที่รักองค์กรอาจยอมตื่นตีสี่

 

ยอมเดินไกลขึ้น

 

ยอมเปลี่ยนกะ

 

ยอมนอนใกล้สนามบิน

 

ยอมอยู่ต่อ

 

หรือช่วยหาคนอื่นมาทำงานแทน

 

แต่ความรู้สึกแบบนี้สร้างไม่ได้ในเช้าวันที่น้ำท่วม

 

มันต้องสะสมมาตั้งแต่วันปกติ บริษัทดูแลเขาหรือเปล่า

 

ฟังเขาหรือเปล่า ให้ความเป็นธรรมหรือเปล่า

 

และวันที่เขาเดือดร้อน บริษัทเคยช่วยเขาหรือเปล่า

 

ถ้าวันนี้บริษัทต้องการให้คนเสียสละ บริษัทก็ต้องเสียสละให้คนเหมือนกัน

 

มีรถไปรับ

 

มีที่พัก

 

มีค่าเดินทาง

 

มีเงินพิเศษ

 

มีอาหาร

 

และไม่ปล่อยให้ต้นทุนของการ “มาช่วยบริษัท” ตกอยู่ที่พนักงานฝ่ายเดียว

 

ความสัมพันธ์แบบนี้มันต้องสองทาง

 

วันที่บริษัทเดือดร้อน พนักงานช่วยบริษัท วันที่พนักงานเดือดร้อน บริษัทก็ช่วยพนักงาน

 

ล

 

ถ้าทำได้จริง วันวิกฤตแทบไม่ต้องใช้คำว่า “บังคับ” คนจะพยายามมาช่วยเอง

 

และบางที นั่นอาจเป็นระบบสำรองที่สำคัญที่สุดขององค์กร

 

น้ำท่วมครั้งนี้จึงไม่ได้แค่ทำให้เที่ยวบินดีเลย์ แต่มันทำให้เราเห็นว่า

 

เมื่อคนหายไปครึ่งหนึ่ง การบินไทยมีแรงสำรองเหลืออยู่แค่ไหน

 

และที่สำคัญกว่าความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทกับคน แข็งแรงพอหรือยังในวันที่ต้องพึ่งกันจริงๆ

 

หวังว่าบทเรียนครั้งนี้จะทำให้การบินไทยแข็งแรงกว่าเดิมครับ

 

ยังรัก “ป้าม่วง” ครับ

 

ป.ล. เป็นความเห็นส่วนตัวครับ อาจจะมีการคาดเดาบ้าง เพราะไม่ทราบข้อมูลภายในบริษัทครับ

The post การบินไทย พังเพราะอะไรนะ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลตอบแทนจากข้อมูลที่น่าเชื่อถือ: คุณค่าของการได้รู้ความจริง https://thestandard.co/value-reliable-information-truth/ Mon, 28 Sep 2026 10:44:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1260941 ภาพแสดงข้อมูลข่าวสารและแนวคิดเรื่องความจริงในยุคดิจิทัล

ทุกวันนี้ มนุษย์เราไม่ได้ขาดแคลนข้อมูล ตรงกันข้าม เราไม […]

The post ผลตอบแทนจากข้อมูลที่น่าเชื่อถือ: คุณค่าของการได้รู้ความจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงข้อมูลข่าวสารและแนวคิดเรื่องความจริงในยุคดิจิทัล

ทุกวันนี้ มนุษย์เราไม่ได้ขาดแคลนข้อมูล ตรงกันข้าม เราไม่เคยมีข้อมูลมากมายเท่านี้มาก่อน แต่ผู้คนทั่วโลกกลับยังประสบความยากลำบากในการตอบคำถามพื้นฐานที่สุดว่า แท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้น ใครเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องอะไร และสิ่งที่เราเห็นหรือได้ยินนั้นเป็น ‘ความจริง’ หรือไม่

 

นี่คือ ‘ความย้อนแย้ง’ ของยุคสมัยนี้ สังคมที่เชื่อมต่อถึงกันมากที่สุดในประวัติศาสตร์กลับเป็นสังคมที่เปราะบางอย่างที่สุดต่อความสับสน การบิดเบือน และความไม่ไว้วางใจ ในขณะที่ข้อมูลแพร่กระจายรวดเร็วยิ่งกว่ากระบวนการตรวจสอบความรับผิดชอบ ระบบอัลกอริทึมยังให้ความสำคัญกับเนื้อหาที่กระตุ้นความโกรธหรือความไม่พอใจ มากกว่าความถูกต้องของข้อมูล ส่วนปัญญาประดิษฐ์ก็สามารถผลิต ‘ข้อมูลเท็จ’ ที่ดูน่าเชื่อถือได้ในปริมาณมหาศาล ในบริบทเช่นนี้ สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความโปร่งใส แต่เป็นรากฐานสำคัญของ ‘เสรีภาพ’

 

เมื่อเราไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น และการดำเนินการต่างๆ ที่กระทำในนามของเรา ม่านหมอกแห่งการหลอกลวงก็ยิ่งหนาทึบ เปิดช่องให้ผู้ไม่หวังดีชักจูงสังคมให้เข้าใจผิดได้โดยไม่ต้องรับผิด

 

สังคมจะเปราะบางที่สุด เมื่อการเข้าถึงข้อมูลถูกปิดกั้น ในปี 2568 แอ็กเซสนาว (Access Now) และเครือข่าย #KeepItOn ได้บันทึกเหตุการณ์ปิดกั้นอินเทอร์เน็ตจำนวน 313 ครั้งใน 52 ประเทศ ซึ่งเป็นจำนวนสูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา การปิดกั้นอินเทอร์เน็ตไม่เพียงขัดขวางการทำงานของสื่อมวลชนและปิดกั้นเสียงของชุมชน แต่ยังอาจทำให้ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญที่อาจช่วยรักษาชีวิตได้

 

กฎหมายว่าด้วยการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารจึงถือเป็น ‘เสาหลักสำคัญ’ ของความน่าเชื่อถือและความสมบูรณ์ของระบบข้อมูล ผลจากรายงานติดตามสถานการณ์ล่าสุดของ UNESCO สะท้อนให้เห็นถึงความคืบหน้าในเรื่องนี้ ผลสำรวจในปี 2568 พบว่า 141 ประเทศทั่วโลกมี ‘หลักประกันทางกฎหมาย’ เกี่ยวกับสิทธิในการเข้าถึงข้อมูล

 

อย่างไรก็ตาม การมีกฎหมาย ‘ไม่ได้’ หมายความว่าจะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิผลเสมอไป หลายประเทศยังคงเผชิญ ‘ข้อจำกัดในทางปฏิบัติ’ ทั้งในด้านการกำกับดูแล กระบวนการอุทธรณ์ การบังคับใช้กฎหมาย การจัดเก็บและบริหารจัดการข้อมูล โดยในบรรดาประเทศที่ตอบแบบสำรวจ มี 51 ประเทศที่ไม่สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดเก็บข้อมูลได้ แม้จะรายงานว่า มีระบบหรือขั้นตอนที่เกี่ยวข้องอยู่แล้วก็ตาม

 

คณะกรรมการด้านข้อมูลข่าวสารและหน่วยงานกำกับดูแลอื่นๆ มีบทบาทสำคัญในการทำให้บทบัญญัติทางกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลเกิดผลบังคับใช้ได้จริง อย่างไรก็ตาม หลายหน่วยงานต้องเผชิญ ‘ข้อจำกัด’ จากอำนาจหน้าที่ที่ไม่เพียงพอ ความล่าช้าในการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ การตัดงบประมาณ การแทรกแซงทางการเมือง ข้อจำกัดด้านอำนาจ และการคุกคามต่อความเป็นอิสระขององค์กร หน่วยงานเหล่านี้จึงจำเป็นต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย มีอำนาจหน้าที่และทรัพยากรที่เพียงพอ และสามารถปฏิบัติงานได้อย่างเป็นอิสระ ปราศจากการแทรกแซงที่ไม่เหมาะสม เพื่อให้สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลสามารถเกิดผลได้จริง

 

ข้อจำกัดในทางปฏิบัติดังกล่าวมีหลักฐานยืนยันอย่างชัดเจน ในปี 2568 UNESCO และศูนย์เพื่อกฎหมายและประชาธิปไตย (Centre for Law and Democracy) ได้ร่วมกันทดสอบการใช้กฎหมายว่าด้วยการเข้าถึงข้อมูล โดยส่งคำขอข้อมูลที่มีเนื้อหาเหมือนกันจำนวน 146 คำขอใน 76 ประเทศ ผลการทดสอบพบว่า ร้อยละ 38 ของคำขอ ‘ไม่ได้รับคำตอบที่เป็นสาระ’ ขณะที่มีเพียงร้อยละ 42 ที่ได้รับการเปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วน และใช้เวลาในการตอบกลับโดยเฉลี่ย 22 วัน ทั้งนี้ จะมีการดำเนินการทดสอบในลักษณะเดียวกันอีกครั้งในปีนี้ (2569) เพื่อประเมินว่าสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่

 

‘สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล’ จึงจำเป็นต้องปรับให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป ตัวอย่างของข้อบกพร่องในการนำกฎหมายไปปฏิบัติยังพบเห็นได้ แม้แต่ในประเทศที่มีกฎหมายซึ่งจัดทำขึ้นด้วยเจตนารมณ์ที่ดีก็ตาม

 

เมื่อเกิดสุญญากาศทางข้อมูล สื่อมวลชนที่เป็นอิสระและกล้าหาญจึงสำคัญอย่างยิ่งต่อสังคม งานสื่อสารมวลชนช่วยกลั่นกรองข้อมูลและช่วยให้สาธารณชนเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น ผ่านการสืบสวน การตั้งคำถาม การตรวจสอบยืนยัน และการอธิบายบริบท อีกทั้งยังมีบทบาทรับมือกับข้อมูลบิดเบือน ตั้งคำถามในประเด็นที่บางฝ่ายอาจไม่ต้องการตอบ และช่วยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างมีความหมาย

 

ความเสียหายจากข้อมูลบิดเบือนนั้นเกิดขึ้นได้จริง UNESCO ประเมินว่า ข้อมูลบิดเบือนอาจก่อให้เกิดต้นทุนทางเศรษฐกิจและสังคมรวมราว 350,000-510,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยส่งผลกระทบในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการบั่นทอนประสิทธิภาพของมาตรการด้านสาธารณสุข การบิดเบือนการเลือกตั้ง ความล่าช้าในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ความเสียหายทางการเงินและชื่อเสียง รวมถึงการลดทอนความเชื่อมั่นต่อสถาบันสาธารณะ ดังนั้น ‘ข้อมูลบิดเบือน’ จึงไม่ใช่เพียงปัญหาด้านการสื่อสารเท่านั้น แต่ยังเป็นความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล ภาระทางเศรษฐกิจ และภัยคุกคามโดยตรงต่อความสามารถของประชาชนในการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องและรอบด้าน

 

องค์กรสื่อแพร่ภาพกระจายเสียงสาธารณะและองค์กรสื่อมวลชนอิสระเป็นกลไกสำคัญในการถ่วงดุลปัญหาดังกล่าว ภารกิจขององค์กรเหล่านี้ไม่ใช่การไล่ตามยอดผู้ชมให้ได้มากที่สุดโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบ แต่คือการให้ข้อมูลและให้บริการแก่ประชาชนทุกกลุ่ม อย่างไรก็ตาม องค์กรเหล่านี้กำลังเผชิญแรงกดดันพร้อมกันหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นฐานผู้ชมที่กระจายตัวมากขึ้น ความไว้วางใจที่ลดลง การแทรกแซงทางการเมือง ข้อจำกัดด้านการเงิน การพึ่งพาแพลตฟอร์มดิจิทัล ตลอดจนเนื้อหาเท็จ เนื้อหาสังเคราะห์ และเนื้อหาที่ถูกบิดเบือน ซึ่งแพร่กระจายอย่างกว้างขวาง การที่องค์กรสื่อต้องดิ้นรน เพื่อผลิตงานที่มีคุณภาพต่อไปไม่ใช่เพียงปัญหาของภาคสื่อเท่านั้น แต่ยังเป็นปัญหาของ ‘ประชาธิปไตย’

 

การรับมือกับปัญหานี้ต้องครอบคลุมถึงการกลับมาลงทุนในงานสื่อสารมวลชน เพื่อประโยชน์สาธารณะ การรักษาความเป็นอิสระทางบรรณาธิการ การตรวจสอบข้อเท็จจริง การตรวจสอบยืนยันข้อมูลจากแหล่งเปิด การรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ ตลอดจนความร่วมมือข้ามพรมแดน ในเมื่อข้อมูลเท็จสามารถแพร่กระจายข้ามพรมแดนได้ สื่อมวลชนที่ยึดมั่นในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่น่าเชื่อถือก็ต้องร่วมมือกันข้ามพรมแดนด้วยเช่นกัน หากปราศจากสื่อบริการสาธารณะ ระบบนิเวศทางข้อมูลจะยิ่งด้อยคุณค่าและเปราะบางลงอย่างมาก แต่สื่อบริการสาธารณะเองก็ไม่สามารถปกป้องระบบนิเวศดังกล่าวได้เพียงลำพัง

 

เนื่องในวันข่าวโลก (World News Day) และวันสากลแห่งการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร (International Day for Universal Access to Information) ในปีนี้ (28 กันยายน) ความท้าทายอยู่ที่การนำหลักการเหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติจริง เราจึงขอเรียกร้องให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายในระบบนิเวศข้อมูลร่วมกันยกระดับการดำเนินงาน ดังนี้

 

  • รัฐบาลต้องบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างจริงจังและปกป้องความเป็นอิสระของหน่วยงานกำกับดูแล

 

  • แพลตฟอร์มดิจิทัลและผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีต้องรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อพื้นที่ข้อมูลข่าวสารบนแพลตฟอร์มที่ตนสร้างขึ้น โดยดำเนินการให้สอดคล้องอย่างครบถ้วนกับกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

 

  • องค์กรสื่อทุกประเภทควรให้ความสำคัญกับมาตรฐานและความถูกต้องของงานที่ผลิต มากกว่าตัวเลขการเข้าถึง

 

การไหลเวียนอย่างเสรีของข้อมูลที่น่าเชื่อถือเป็น ‘ประโยชน์ร่วมกัน’ ของทุกคน แต่จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อหน่วยงานรัฐคุ้มครองสิทธิในการเข้าถึงข้อมูล นักข่าวยึดมั่นในการแสวงหาความจริงเหนือสิ่งอื่นใด และประชาชนได้รับการรับรองสิทธิในการเข้าถึงข้อเท็จจริง

 

ผลตอบแทนจากข้อมูลที่น่าเชื่อถือนั้นมีอยู่จริง แต่จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเราทุกคนทำหน้าที่ของตนเอง

 

ภาพ: Gerd Altmann / Pixabay

The post ผลตอบแทนจากข้อมูลที่น่าเชื่อถือ: คุณค่าของการได้รู้ความจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Scandal พยายามลึกซึ้งจนลืมความเย้ายวน https://thestandard.co/the-scandal-loses-seduction/ Sun, 27 Sep 2026 07:55:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1260291 ภาพจากซีรีส์ The Scandal แสดง ซนเยจิน จีชางอุค และนานะ

*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาซีรีส์*   การหยิบเอาว […]

The post The Scandal พยายามลึกซึ้งจนลืมความเย้ายวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพจากซีรีส์ The Scandal แสดง ซนเยจิน จีชางอุค และนานะ

*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาซีรีส์*

 

การหยิบเอาวรรณกรรมคลาสสิกฝรั่งเศสอย่าง Les Liaisons dangereuses ของ ปีแยร์ โชเดอร์โล เดอ ลาโคล มาดัดแปลงข้ามยุคสมัยและวัฒนธรรมไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะโลกภาพยนตร์ก็เคยประทับใจกับความเฉียบคมของ Dangerous Liaisons (1988), ความจัดจ้านแบบทีนดราม่าใน Cruel Intentions (1999) และความประณีตงดงามเชิงอีโรติกย้อนยุคใน Untold Scandal (2003) ของผู้กำกับ อีแจยง ที่ทำให้เกาหลียุคโชซอนกลายเป็นฉากหลังที่ลงตัวในเกมอำนาจและกามารมณ์

 

ภาพจากซีรีส์ The Scandal แสดง ซนเยจิน จีชางอุค และนานะ 1

 

แต่เมื่อ Netflix ตัดสินใจนำโครงเรื่องนี้กลับมาปัดฝุ่นใหม่ในชื่อ The Scandal ในรูปแบบซีรีส์ความยาว 8 ตอน พร้อมดึงผู้กำกับ จองจีอู (Somebody) มากุมบังเหียน พ่วงด้วยทีมนักแสดงระดับแม่เหล็ก ทั้ง ซนเยจิน, จีชางอุค และ นานะ สิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นผลงานที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานเชิงจิตวิทยา แต่กลับสอบตกในฐานะ “เกมแห่งการล่อลวง” ที่ควรจะมีเสน่ห์และความเร่าร้อน

 

ภาพจากซีรีส์ The Scandal แสดง ซนเยจิน จีชางอุค และนานะ 2

 

ปัญหาข้อแรกที่เห็นได้ชัดเจน คือ จังหวะการเล่าเรื่อง ต้นฉบับภาพยนตร์ความยาว 2 ชั่วโมงเคยเดินเรื่องอย่างรวดเร็ว บทสนทนาเฉือนคม แต่เมื่อขยายเป็น 8 ตอน ซีรีส์กลับปูพื้นฐานตัวละครอย่างละเอียดลออจนเกินความจำเป็น ฉายซ้ำความเก็บกด บรรยากาศซึมเซา และความขมขื่น ผลลัพธ์ที่ตามมาคือการเดินเรื่องแบบ Slow-burn ที่เนือยสนิท

 

เมื่อซีรีส์พยายามจะ “ลึก” ตลอดเวลา มันจึงกลายเป็นการเทศนาความทุกข์ที่ไร้จังหวะผ่อนหนักผ่อนเบา จนเสน่ห์ของความบันเทิงที่ควรจะเป็นแก่นของเรื่องถูกกลืนหายไปอย่างน่าเสียดาย

 

จุดตัดสำคัญที่สุดที่ทำให้ The Scandal ฉบับนี้สูญเสียพลังไปมาก คือการวางทิศทางตัวละคร ฮียอน (นานะ) หญิงม่ายผู้ครองพรหมจรรย์ ซึ่งในโครงสร้างดั้งเดิม ตัวละครนี้คือ “ป้อมแห่งศีลธรรม” เป็นตัวแทนของความดีงาม ความบริสุทธิ์ และมีความสง่างามในตัวเอง เสน่ห์ของเนื้อเรื่องคือการที่เพลย์บอยอย่าง โจวอน (จีชางอุค) พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อ ’ตีป้อม’ นั้นให้ได้ คนดูต้องรู้สึกลุ้นไปกับความขัดแย้งทางศีลธรรม ความเย้ายวนทางเพศที่ทำให้ยอมจำนนด้วยการแลกด้วยหัวใจ

 

แต่ผู้กำกับ จองจีอู กลับเลือกตีความให้ ฮียอน อยู่ในสภาวะกึ่งป่วยทางจิต อมทุกข์ และซึมเศร้าอย่างรุนแรง ทำให้ไดนามิกของเรื่องเปลี่ยนไป เพราะเมื่อฮียอนดูเปราะบาง แตกสลาย บรรยากาศการเกี้ยวพาราสีจึงไม่เหมือนการท้าทายทางศีลธรรม แต่เหมือนผู้ชายปกติกำลังฉวยโอกาสกับผู้ป่วยไร้ทางสู้มากกว่า และทำให้ตัวละครขาดมิติของการต่อสู้ภายในระหว่างเกียรติยศกับตัณหา กลายเป็นแค่เหยื่อที่รอวันพังทลายอย่างน่าสงสาร

 

ภาพจากซีรีส์ The Scandal แสดง ซนเยจิน จีชางอุค และนานะ 3

 

อย่างไรก็ตาม หากตั้งคำถามว่า ความรักของโจวอนกับฮียอนเป็นเพียงแค่ความสงสารหรือไม่ ก็คงไม่ใช่ แต่มันเกิดจากการมองเห็นภาพสะท้อนของตัวเอง โจวอนใช้ชีวิตเสเพลและเสพติดการเอาชนะ เพื่อกลบเกลื่อนความว่างเปล่าในใจ เขาแทบไม่เคยเปิดเผยความเปราะบางให้ใครเห็น ขณะที่ฮียอนคือคนที่ถูกสังคมขังไว้ในกรงคุณธรรมจนจิตวิญญาณแตกสลาย

 

เมื่อโจวอนก้าวเข้าไปในโลกของฮียอน สภาพจิตใจของเธอไม่ได้ตอบสนองต่อเล่ห์เหลี่ยมของเขาแบบผู้หญิงคนอื่น บีบให้เขาเปิดใจและเห็นว่าฮียอนก็คือคนที่ไม่เหลือชีวิตชีวาเหมือนกันกับเขา ความสัมพันธ์จึงพัฒนาเป็นการผูกพันเชิงเยียวยากันและกัน กลายเป็นความรักจริงที่ย้อนกลับมาทำลายตัวเขาในที่สุด

 

ภาพจากซีรีส์ The Scandal แสดง ซนเยจิน จีชางอุค และนานะ 4

 

ท่ามกลางจุดอ่อนมากมายของการเล่าเรื่อง สิ่งที่ยังคงพยุง The Scandal เอาไว้ คือคุณภาพการแสดงของทีมนักแสดงหลัก โดยเฉพาะ ซนเยจิน ในบท ‘โจยุน’ หรือ ‘ท่านผู้หญิงโจ’ ที่ถ่ายทอดตัวละครผู้ชักใยเบื้องหลังออกมาได้อย่างเยือกเย็น มีระดับ แต่แฝงความเปราะบาง

 

โจยุนคือผลผลิตอันบิดเบี้ยวของสังคมชายเป็นใหญ่ เธอรู้ดีว่าตนเองไม่มีวันได้ครอบครองอำนาจอย่างเปิดเผย จึงเลือกที่จะควบคุมผู้ชายเพื่อบงการโลกอีกทอดหนึ่ง ในเวอร์ชันนี้ ผู้สร้างเน้นให้เห็นว่าท่านผู้หญิงโจกำลังสูญเสียการควบคุมอำนาจและต้องต่อสู้อย่างจนตรอก จนดึงเอาด้านมืดที่สุดออกมา มากกว่าแค่ความริษยาต่อความบริสุทธิ์ของหญิงสาวตามขนบเดิม แม้ในตอนท้ายเธอจะเป็นผู้ชนะในกระดานอำนาจ แต่สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงความว่างเปล่าและความโดดเดี่ยว สรุปแล้วเธอก็คือเหยื่อของระบบที่ไม่ต่างอะไรจากผู้แพ้อีกสองคน

 

The Scandal เป็นซีรีส์ที่ชัดเจนในเป้าหมายที่จะสำรวจบาดแผลทางจิตใจและความรุนแรงเชิงโครงสร้างสังคม มันคืองานที่นักแสดงระดับเอลิสต์ทุ่มเทฝีมืออย่างเต็มที่ แต่น่าเสียดายที่ผู้สร้างเลือกที่จะทิ้งหัวใจของความเย้ายวนไปอย่างสิ้นเชิง ยิ่งเมื่อการเดินเรื่องที่เชื่องช้าจนไร้พลวัต ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้กลายเป็นงานที่หนักอึ้ง อึดอัด และน่าเบื่อหน่าย มันอาจจะใกล้เคียงกับคำว่า ‘ดี’ แต่ห่างไกลคำว่า ‘สนุก’ ไปมากทีเดียว

 

ภาพจากซีรีส์ The Scandal แสดง ซนเยจิน จีชางอุค และนานะ 5

 

ภาพ: Netflix

The post The Scandal พยายามลึกซึ้งจนลืมความเย้ายวน appeared first on THE STANDARD.

]]>