Opinion – THE STANDARD https://thestandard.co/category/opinion/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 30 Sep 2026 05:29:18 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 การบินไทย พังเพราะอะไรนะ? https://thestandard.co/thai-airways-flood-ground-staff-problem/ Wed, 30 Sep 2026 05:29:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1261829 ภาพปกบทความวิเคราะห์ปัญหาการบินไทยช่วงน้ำท่วม สาเหตุจากคนภาคพื้น

ช่วงน้ำท่วมรอบนี้ หลายคนสงสัยว่า ทำไมสายการบินอื่นยังบิ […]

The post การบินไทย พังเพราะอะไรนะ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปกบทความวิเคราะห์ปัญหาการบินไทยช่วงน้ำท่วม สาเหตุจากคนภาคพื้น

ช่วงน้ำท่วมรอบนี้ หลายคนสงสัยว่า ทำไมสายการบินอื่นยังบินได้ แต่การบินไทยถึงดีเลย์แทบทั้งระบบ กระเป๋าค้างเป็นพันใบ และสุดท้ายต้องยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก

 

อาทิตย์นั้นผมก็เดินทางเหมือนกัน แต่ใช้ดอนเมือง แทบไม่ได้รับผลกระทบอะไร กลับมาแล้วถึงได้ยินเสียงบ่นเรื่องการบินไทยเต็มไปหมด

 

ถ้าถามผม คำตอบสั้นๆ คือ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เครื่องบิน แต่อยู่ที่ “คนภาคพื้น”

 

สุวรรณภูมิยังเปิดรันเวย์ยังใช้ได้ เครื่องบินยังบินได้

 

แต่พนักงานจำนวนมากมาทำงานไม่ได้ เพราะบ้านและเส้นทางรอบสนามบินถูกน้ำท่วม

 

งานภาคพื้นของการบินไทยปกติต้องใช้คนประมาณ 500 คนต่อวัน ช่วงวิกฤตเหลือมาทำงานเพียง 200–300 คน

 

บางตำแหน่งเฉพาะทาง เช่น Loadmaster ปกติต้องใช้ราว 45 คน เหลือประมาณ 20 คน

 

พูดง่ายๆ คือ คนหายไปเกือบครึ่งในเวลาเดียวกัน

 

จากนั้นปัญหาก็ไหลเป็นลูกโซ่

 

คนไม่พอ

 

→ กระเป๋าลงไม่ทัน

 

→ เครื่องออกช้า

 

→ เครื่องเที่ยวต่อไปช้า

 

→ กระเป๋าใหม่เข้ามาเพิ่ม

 

→ ของเก่ายังไม่หมด ของใหม่ก็มากอง

 

สุดท้ายกระเป๋าค้างประมาณ 5,600 ใบ และเที่ยวบินที่ออกตรงเวลาเหลือน้อยมาก

 

แล้วทำไมสายการบินอื่นไม่หนักเท่า?

 

ส่วนหนึ่งเพราะสายการบินต่างชาติไม่ได้มีฐานใหญ่ในกรุงเทพฯ แบบการบินไทย

 

ANA, Air China หรือ Singapore Airlines อาจมีเที่ยวบินวันละไม่กี่เที่ยว แต่การบินไทยมีมากกว่าร้อยเที่ยวต่อวัน และยังรับทำ Ground Handling ให้สายการบินอื่นอีกจำนวนมาก

 

เมื่อคนหายไปครึ่งหนึ่ง ปัญหาจึงไม่ได้จบเป็นเที่ยวๆ แต่มันสะสมทั้งวัน

 

ที่น่าสนใจกว่าคือ Ground Handler รายอื่นในสุวรรณภูมิไม่ได้พังในระดับเดียวกัน มีรายงานว่าบางรายเตรียมที่พักให้พนักงานอยู่ใกล้สนามบินก่อนฝนหนัก เพื่อกันปัญหาคนเดินทางเข้ามาไม่ได้

 

นอกจากนี้ยังมีข้อสงสัยว่า การบินไทยต้องรักษามาตรฐานการให้บริการสายการบินคู่สัญญาด้วยหรือไม่ จนทรัพยากรบางส่วนถูกใช้ไปกับลูกค้า Ground Handling ก่อน

 

เรื่องนี้ยังฟันธงไม่ได้ แต่ควรตรวจสอบปัญหาอาจไม่ใช่ “ไม่มีแผน” แต่คือแผนมาช้าหลังระบบเริ่มล้ม การบินไทยก็ทำหลายอย่างถูก เอาพนักงานออฟฟิศลงมาช่วย ขอกำลังทหาร จัดรถรับพนักงาน ให้ Ground Handler อื่นช่วยรับงานลดเที่ยวบินลง 30–40%

 

แยกกระเป๋าใหม่ออกจากของค้างเร่งเคลียร์สัมภาระปัญหาคือ หลายอย่างเกิดขึ้น หลังระบบเริ่มพังแล้ว

 

คำถามจึงไม่ใช่ “ทำไมพนักงานมาไม่ได้?” แต่คือ “รู้ว่าฝนจะหนัก แล้วเตรียมอะไรไว้บ้าง?”

 

มีคนสำรองไหม

 

มีที่พักไหม

 

มีรถรับส่งไหม

 

ดึงคนจากหน่วยอื่นได้ไหม

 

และเมื่อรู้ว่าคนหายไปเกือบครึ่ง ทำไมไม่ลดเที่ยวบินตั้งแต่ต้น

 

นี่แหละคือ BCP แบบภาษาชาวบ้าน

 

ถ้าวันหนึ่งของที่เราต้องใช้หายไปครึ่งหนึ่ง เราจะอยู่ต่ออย่างไร

 

กรณีนี้ ของที่หายไปคือ “คน”

 

เรื่องนี้ทำให้นึกถึง Emirates ตอนน้ำท่วมดูไบ

 

ปี 2024 ดูไบน้ำท่วมหนัก Emirates ก็เละเหมือนกัน

 

ถนนเข้าสนามบินน้ำท่วมพนักงานมาไม่ได้ ผู้โดยสารตกเครื่อง กระเป๋าค้างเป็นหมื่นใบ

 

ผมเองก็ไปต่อเครื่องช่วงนั้นและตกเครื่องเหมือนกัน แต่ Emirates เลือกทำอย่างหนึ่งที่สำคัญมากเมื่อรู้ว่าระบบรับไม่ไหว เขายอมหยุด หยุด check-in บางช่วง

 

หยุดรับผู้โดยสารต่อเครื่อง ยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก แล้วเอากำลังทั้งหมดไปเคลียร์ปัญหาที่ค้างอยู่ก่อน

 

หลักคิดง่ายมาก ถ้ากำลังการผลิตเหลือ 60% ก็อย่าฝืนทำงาน 100%

 

เพราะยิ่งฝืน งานค้างก็ยิ่งโต

 

สุดท้ายไม่ได้ช่วยให้ระบบเดินต่อ แต่ทำให้ปัญหาของวันนี้กลายเป็นปัญหาของพรุ่งนี้ด้วย

 

และสุดท้าย เรื่องนี้กลับมาที่ “คน” บริษัทอาจมีเครื่องบิน มีรถ มีระบบ มีคู่มือฉุกเฉิน

 

แต่วันวิกฤต ทุกอย่างสุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับคน

 

บางคนบอกว่า วันน้ำท่วมบริษัทไม่ควรคาดหวังให้พนักงานมาทำงาน

 

ผมเห็นด้วยในเรื่องความปลอดภัย แต่ธุรกิจบางประเภท เช่น โรงพยาบาล โรงไฟฟ้า สนามบิน หรือสายการบิน หยุดทุกอย่างไม่ได้

 

คำถามจึงไม่ใช่

 

“จะบังคับให้พนักงานมาอย่างไร?”

 

แต่คือ “จะทำอย่างไรให้คนที่จำเป็นต้องมา สามารถมาได้ และอยากมาช่วยเอง”

 

ตรงนี้ ผมว่า Employee Engagement สำคัญมาก

 

Engagement ไม่ใช่ outing, ไม่ใช่เสื้อบริษัท, ไม่ใช่คำขวัญบนผนัง, แต่มันคือความรู้สึกว่า

 

“นี่คือบริษัทของเรา ถ้ามันมีปัญหา เราอยากช่วย”

 

ถ้าคนรู้สึกแบบนี้ ความสำคัญของบริษัทจะมีน้ำหนักมากกว่าความไม่สะดวก

 

ส่วนตัวโดยอัตโนมัติ

 

ไม่ใช่เพราะถูกสั่ง

 

ไม่ใช่เพราะกลัวโดนหักเงิน

 

แต่เพราะรู้สึกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของเราด้วย

 

แน่นอน ถ้าบ้านกำลังจะจมน้ำ หรือเดินทางไม่ปลอดภัย ไม่มีบริษัทไหนควรเรียกร้องให้พนักงานเสี่ยงชีวิต

 

แต่ระหว่าง “ไปไม่ได้จริงๆ” กับ “ไปได้ แต่ลำบากหน่อย” ตรงนี้แหละที่ความผูกพันมีผล

 

คนที่รักองค์กรอาจยอมตื่นตีสี่

 

ยอมเดินไกลขึ้น

 

ยอมเปลี่ยนกะ

 

ยอมนอนใกล้สนามบิน

 

ยอมอยู่ต่อ

 

หรือช่วยหาคนอื่นมาทำงานแทน

 

แต่ความรู้สึกแบบนี้สร้างไม่ได้ในเช้าวันที่น้ำท่วม

 

มันต้องสะสมมาตั้งแต่วันปกติ บริษัทดูแลเขาหรือเปล่า

 

ฟังเขาหรือเปล่า ให้ความเป็นธรรมหรือเปล่า

 

และวันที่เขาเดือดร้อน บริษัทเคยช่วยเขาหรือเปล่า

 

ถ้าวันนี้บริษัทต้องการให้คนเสียสละ บริษัทก็ต้องเสียสละให้คนเหมือนกัน

 

มีรถไปรับ

 

มีที่พัก

 

มีค่าเดินทาง

 

มีเงินพิเศษ

 

มีอาหาร

 

และไม่ปล่อยให้ต้นทุนของการ “มาช่วยบริษัท” ตกอยู่ที่พนักงานฝ่ายเดียว

 

ความสัมพันธ์แบบนี้มันต้องสองทาง

 

วันที่บริษัทเดือดร้อน พนักงานช่วยบริษัท วันที่พนักงานเดือดร้อน บริษัทก็ช่วยพนักงาน

 

ล

 

ถ้าทำได้จริง วันวิกฤตแทบไม่ต้องใช้คำว่า “บังคับ” คนจะพยายามมาช่วยเอง

 

และบางที นั่นอาจเป็นระบบสำรองที่สำคัญที่สุดขององค์กร

 

น้ำท่วมครั้งนี้จึงไม่ได้แค่ทำให้เที่ยวบินดีเลย์ แต่มันทำให้เราเห็นว่า

 

เมื่อคนหายไปครึ่งหนึ่ง การบินไทยมีแรงสำรองเหลืออยู่แค่ไหน

 

และที่สำคัญกว่าความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทกับคน แข็งแรงพอหรือยังในวันที่ต้องพึ่งกันจริงๆ

 

หวังว่าบทเรียนครั้งนี้จะทำให้การบินไทยแข็งแรงกว่าเดิมครับ

 

ยังรัก “ป้าม่วง” ครับ

 

ป.ล. เป็นความเห็นส่วนตัวครับ อาจจะมีการคาดเดาบ้าง เพราะไม่ทราบข้อมูลภายในบริษัทครับ

The post การบินไทย พังเพราะอะไรนะ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลตอบแทนจากข้อมูลที่น่าเชื่อถือ: คุณค่าของการได้รู้ความจริง https://thestandard.co/value-reliable-information-truth/ Mon, 28 Sep 2026 10:44:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1260941 ภาพแสดงข้อมูลข่าวสารและแนวคิดเรื่องความจริงในยุคดิจิทัล

ทุกวันนี้ มนุษย์เราไม่ได้ขาดแคลนข้อมูล ตรงกันข้าม เราไม […]

The post ผลตอบแทนจากข้อมูลที่น่าเชื่อถือ: คุณค่าของการได้รู้ความจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงข้อมูลข่าวสารและแนวคิดเรื่องความจริงในยุคดิจิทัล

ทุกวันนี้ มนุษย์เราไม่ได้ขาดแคลนข้อมูล ตรงกันข้าม เราไม่เคยมีข้อมูลมากมายเท่านี้มาก่อน แต่ผู้คนทั่วโลกกลับยังประสบความยากลำบากในการตอบคำถามพื้นฐานที่สุดว่า แท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้น ใครเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องอะไร และสิ่งที่เราเห็นหรือได้ยินนั้นเป็น ‘ความจริง’ หรือไม่

 

นี่คือ ‘ความย้อนแย้ง’ ของยุคสมัยนี้ สังคมที่เชื่อมต่อถึงกันมากที่สุดในประวัติศาสตร์กลับเป็นสังคมที่เปราะบางอย่างที่สุดต่อความสับสน การบิดเบือน และความไม่ไว้วางใจ ในขณะที่ข้อมูลแพร่กระจายรวดเร็วยิ่งกว่ากระบวนการตรวจสอบความรับผิดชอบ ระบบอัลกอริทึมยังให้ความสำคัญกับเนื้อหาที่กระตุ้นความโกรธหรือความไม่พอใจ มากกว่าความถูกต้องของข้อมูล ส่วนปัญญาประดิษฐ์ก็สามารถผลิต ‘ข้อมูลเท็จ’ ที่ดูน่าเชื่อถือได้ในปริมาณมหาศาล ในบริบทเช่นนี้ สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความโปร่งใส แต่เป็นรากฐานสำคัญของ ‘เสรีภาพ’

 

เมื่อเราไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น และการดำเนินการต่างๆ ที่กระทำในนามของเรา ม่านหมอกแห่งการหลอกลวงก็ยิ่งหนาทึบ เปิดช่องให้ผู้ไม่หวังดีชักจูงสังคมให้เข้าใจผิดได้โดยไม่ต้องรับผิด

 

สังคมจะเปราะบางที่สุด เมื่อการเข้าถึงข้อมูลถูกปิดกั้น ในปี 2568 แอ็กเซสนาว (Access Now) และเครือข่าย #KeepItOn ได้บันทึกเหตุการณ์ปิดกั้นอินเทอร์เน็ตจำนวน 313 ครั้งใน 52 ประเทศ ซึ่งเป็นจำนวนสูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา การปิดกั้นอินเทอร์เน็ตไม่เพียงขัดขวางการทำงานของสื่อมวลชนและปิดกั้นเสียงของชุมชน แต่ยังอาจทำให้ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญที่อาจช่วยรักษาชีวิตได้

 

กฎหมายว่าด้วยการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารจึงถือเป็น ‘เสาหลักสำคัญ’ ของความน่าเชื่อถือและความสมบูรณ์ของระบบข้อมูล ผลจากรายงานติดตามสถานการณ์ล่าสุดของ UNESCO สะท้อนให้เห็นถึงความคืบหน้าในเรื่องนี้ ผลสำรวจในปี 2568 พบว่า 141 ประเทศทั่วโลกมี ‘หลักประกันทางกฎหมาย’ เกี่ยวกับสิทธิในการเข้าถึงข้อมูล

 

อย่างไรก็ตาม การมีกฎหมาย ‘ไม่ได้’ หมายความว่าจะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิผลเสมอไป หลายประเทศยังคงเผชิญ ‘ข้อจำกัดในทางปฏิบัติ’ ทั้งในด้านการกำกับดูแล กระบวนการอุทธรณ์ การบังคับใช้กฎหมาย การจัดเก็บและบริหารจัดการข้อมูล โดยในบรรดาประเทศที่ตอบแบบสำรวจ มี 51 ประเทศที่ไม่สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดเก็บข้อมูลได้ แม้จะรายงานว่า มีระบบหรือขั้นตอนที่เกี่ยวข้องอยู่แล้วก็ตาม

 

คณะกรรมการด้านข้อมูลข่าวสารและหน่วยงานกำกับดูแลอื่นๆ มีบทบาทสำคัญในการทำให้บทบัญญัติทางกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลเกิดผลบังคับใช้ได้จริง อย่างไรก็ตาม หลายหน่วยงานต้องเผชิญ ‘ข้อจำกัด’ จากอำนาจหน้าที่ที่ไม่เพียงพอ ความล่าช้าในการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ การตัดงบประมาณ การแทรกแซงทางการเมือง ข้อจำกัดด้านอำนาจ และการคุกคามต่อความเป็นอิสระขององค์กร หน่วยงานเหล่านี้จึงจำเป็นต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย มีอำนาจหน้าที่และทรัพยากรที่เพียงพอ และสามารถปฏิบัติงานได้อย่างเป็นอิสระ ปราศจากการแทรกแซงที่ไม่เหมาะสม เพื่อให้สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลสามารถเกิดผลได้จริง

 

ข้อจำกัดในทางปฏิบัติดังกล่าวมีหลักฐานยืนยันอย่างชัดเจน ในปี 2568 UNESCO และศูนย์เพื่อกฎหมายและประชาธิปไตย (Centre for Law and Democracy) ได้ร่วมกันทดสอบการใช้กฎหมายว่าด้วยการเข้าถึงข้อมูล โดยส่งคำขอข้อมูลที่มีเนื้อหาเหมือนกันจำนวน 146 คำขอใน 76 ประเทศ ผลการทดสอบพบว่า ร้อยละ 38 ของคำขอ ‘ไม่ได้รับคำตอบที่เป็นสาระ’ ขณะที่มีเพียงร้อยละ 42 ที่ได้รับการเปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วน และใช้เวลาในการตอบกลับโดยเฉลี่ย 22 วัน ทั้งนี้ จะมีการดำเนินการทดสอบในลักษณะเดียวกันอีกครั้งในปีนี้ (2569) เพื่อประเมินว่าสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่

 

‘สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล’ จึงจำเป็นต้องปรับให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป ตัวอย่างของข้อบกพร่องในการนำกฎหมายไปปฏิบัติยังพบเห็นได้ แม้แต่ในประเทศที่มีกฎหมายซึ่งจัดทำขึ้นด้วยเจตนารมณ์ที่ดีก็ตาม

 

เมื่อเกิดสุญญากาศทางข้อมูล สื่อมวลชนที่เป็นอิสระและกล้าหาญจึงสำคัญอย่างยิ่งต่อสังคม งานสื่อสารมวลชนช่วยกลั่นกรองข้อมูลและช่วยให้สาธารณชนเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น ผ่านการสืบสวน การตั้งคำถาม การตรวจสอบยืนยัน และการอธิบายบริบท อีกทั้งยังมีบทบาทรับมือกับข้อมูลบิดเบือน ตั้งคำถามในประเด็นที่บางฝ่ายอาจไม่ต้องการตอบ และช่วยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างมีความหมาย

 

ความเสียหายจากข้อมูลบิดเบือนนั้นเกิดขึ้นได้จริง UNESCO ประเมินว่า ข้อมูลบิดเบือนอาจก่อให้เกิดต้นทุนทางเศรษฐกิจและสังคมรวมราว 350,000-510,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยส่งผลกระทบในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการบั่นทอนประสิทธิภาพของมาตรการด้านสาธารณสุข การบิดเบือนการเลือกตั้ง ความล่าช้าในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ความเสียหายทางการเงินและชื่อเสียง รวมถึงการลดทอนความเชื่อมั่นต่อสถาบันสาธารณะ ดังนั้น ‘ข้อมูลบิดเบือน’ จึงไม่ใช่เพียงปัญหาด้านการสื่อสารเท่านั้น แต่ยังเป็นความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล ภาระทางเศรษฐกิจ และภัยคุกคามโดยตรงต่อความสามารถของประชาชนในการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องและรอบด้าน

 

องค์กรสื่อแพร่ภาพกระจายเสียงสาธารณะและองค์กรสื่อมวลชนอิสระเป็นกลไกสำคัญในการถ่วงดุลปัญหาดังกล่าว ภารกิจขององค์กรเหล่านี้ไม่ใช่การไล่ตามยอดผู้ชมให้ได้มากที่สุดโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบ แต่คือการให้ข้อมูลและให้บริการแก่ประชาชนทุกกลุ่ม อย่างไรก็ตาม องค์กรเหล่านี้กำลังเผชิญแรงกดดันพร้อมกันหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นฐานผู้ชมที่กระจายตัวมากขึ้น ความไว้วางใจที่ลดลง การแทรกแซงทางการเมือง ข้อจำกัดด้านการเงิน การพึ่งพาแพลตฟอร์มดิจิทัล ตลอดจนเนื้อหาเท็จ เนื้อหาสังเคราะห์ และเนื้อหาที่ถูกบิดเบือน ซึ่งแพร่กระจายอย่างกว้างขวาง การที่องค์กรสื่อต้องดิ้นรน เพื่อผลิตงานที่มีคุณภาพต่อไปไม่ใช่เพียงปัญหาของภาคสื่อเท่านั้น แต่ยังเป็นปัญหาของ ‘ประชาธิปไตย’

 

การรับมือกับปัญหานี้ต้องครอบคลุมถึงการกลับมาลงทุนในงานสื่อสารมวลชน เพื่อประโยชน์สาธารณะ การรักษาความเป็นอิสระทางบรรณาธิการ การตรวจสอบข้อเท็จจริง การตรวจสอบยืนยันข้อมูลจากแหล่งเปิด การรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ ตลอดจนความร่วมมือข้ามพรมแดน ในเมื่อข้อมูลเท็จสามารถแพร่กระจายข้ามพรมแดนได้ สื่อมวลชนที่ยึดมั่นในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่น่าเชื่อถือก็ต้องร่วมมือกันข้ามพรมแดนด้วยเช่นกัน หากปราศจากสื่อบริการสาธารณะ ระบบนิเวศทางข้อมูลจะยิ่งด้อยคุณค่าและเปราะบางลงอย่างมาก แต่สื่อบริการสาธารณะเองก็ไม่สามารถปกป้องระบบนิเวศดังกล่าวได้เพียงลำพัง

 

เนื่องในวันข่าวโลก (World News Day) และวันสากลแห่งการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร (International Day for Universal Access to Information) ในปีนี้ (28 กันยายน) ความท้าทายอยู่ที่การนำหลักการเหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติจริง เราจึงขอเรียกร้องให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายในระบบนิเวศข้อมูลร่วมกันยกระดับการดำเนินงาน ดังนี้

 

  • รัฐบาลต้องบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างจริงจังและปกป้องความเป็นอิสระของหน่วยงานกำกับดูแล

 

  • แพลตฟอร์มดิจิทัลและผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีต้องรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อพื้นที่ข้อมูลข่าวสารบนแพลตฟอร์มที่ตนสร้างขึ้น โดยดำเนินการให้สอดคล้องอย่างครบถ้วนกับกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

 

  • องค์กรสื่อทุกประเภทควรให้ความสำคัญกับมาตรฐานและความถูกต้องของงานที่ผลิต มากกว่าตัวเลขการเข้าถึง

 

การไหลเวียนอย่างเสรีของข้อมูลที่น่าเชื่อถือเป็น ‘ประโยชน์ร่วมกัน’ ของทุกคน แต่จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อหน่วยงานรัฐคุ้มครองสิทธิในการเข้าถึงข้อมูล นักข่าวยึดมั่นในการแสวงหาความจริงเหนือสิ่งอื่นใด และประชาชนได้รับการรับรองสิทธิในการเข้าถึงข้อเท็จจริง

 

ผลตอบแทนจากข้อมูลที่น่าเชื่อถือนั้นมีอยู่จริง แต่จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเราทุกคนทำหน้าที่ของตนเอง

 

ภาพ: Gerd Altmann / Pixabay

The post ผลตอบแทนจากข้อมูลที่น่าเชื่อถือ: คุณค่าของการได้รู้ความจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Scandal พยายามลึกซึ้งจนลืมความเย้ายวน https://thestandard.co/the-scandal-loses-seduction/ Sun, 27 Sep 2026 07:55:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1260291 ภาพจากซีรีส์ The Scandal แสดง ซนเยจิน จีชางอุค และนานะ

*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาซีรีส์*   การหยิบเอาว […]

The post The Scandal พยายามลึกซึ้งจนลืมความเย้ายวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพจากซีรีส์ The Scandal แสดง ซนเยจิน จีชางอุค และนานะ

*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาซีรีส์*

 

การหยิบเอาวรรณกรรมคลาสสิกฝรั่งเศสอย่าง Les Liaisons dangereuses ของ ปีแยร์ โชเดอร์โล เดอ ลาโคล มาดัดแปลงข้ามยุคสมัยและวัฒนธรรมไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะโลกภาพยนตร์ก็เคยประทับใจกับความเฉียบคมของ Dangerous Liaisons (1988), ความจัดจ้านแบบทีนดราม่าใน Cruel Intentions (1999) และความประณีตงดงามเชิงอีโรติกย้อนยุคใน Untold Scandal (2003) ของผู้กำกับ อีแจยง ที่ทำให้เกาหลียุคโชซอนกลายเป็นฉากหลังที่ลงตัวในเกมอำนาจและกามารมณ์

 

ภาพจากซีรีส์ The Scandal แสดง ซนเยจิน จีชางอุค และนานะ 1

 

แต่เมื่อ Netflix ตัดสินใจนำโครงเรื่องนี้กลับมาปัดฝุ่นใหม่ในชื่อ The Scandal ในรูปแบบซีรีส์ความยาว 8 ตอน พร้อมดึงผู้กำกับ จองจีอู (Somebody) มากุมบังเหียน พ่วงด้วยทีมนักแสดงระดับแม่เหล็ก ทั้ง ซนเยจิน, จีชางอุค และ นานะ สิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นผลงานที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานเชิงจิตวิทยา แต่กลับสอบตกในฐานะ “เกมแห่งการล่อลวง” ที่ควรจะมีเสน่ห์และความเร่าร้อน

 

ภาพจากซีรีส์ The Scandal แสดง ซนเยจิน จีชางอุค และนานะ 2

 

ปัญหาข้อแรกที่เห็นได้ชัดเจน คือ จังหวะการเล่าเรื่อง ต้นฉบับภาพยนตร์ความยาว 2 ชั่วโมงเคยเดินเรื่องอย่างรวดเร็ว บทสนทนาเฉือนคม แต่เมื่อขยายเป็น 8 ตอน ซีรีส์กลับปูพื้นฐานตัวละครอย่างละเอียดลออจนเกินความจำเป็น ฉายซ้ำความเก็บกด บรรยากาศซึมเซา และความขมขื่น ผลลัพธ์ที่ตามมาคือการเดินเรื่องแบบ Slow-burn ที่เนือยสนิท

 

เมื่อซีรีส์พยายามจะ “ลึก” ตลอดเวลา มันจึงกลายเป็นการเทศนาความทุกข์ที่ไร้จังหวะผ่อนหนักผ่อนเบา จนเสน่ห์ของความบันเทิงที่ควรจะเป็นแก่นของเรื่องถูกกลืนหายไปอย่างน่าเสียดาย

 

จุดตัดสำคัญที่สุดที่ทำให้ The Scandal ฉบับนี้สูญเสียพลังไปมาก คือการวางทิศทางตัวละคร ฮียอน (นานะ) หญิงม่ายผู้ครองพรหมจรรย์ ซึ่งในโครงสร้างดั้งเดิม ตัวละครนี้คือ “ป้อมแห่งศีลธรรม” เป็นตัวแทนของความดีงาม ความบริสุทธิ์ และมีความสง่างามในตัวเอง เสน่ห์ของเนื้อเรื่องคือการที่เพลย์บอยอย่าง โจวอน (จีชางอุค) พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อ ’ตีป้อม’ นั้นให้ได้ คนดูต้องรู้สึกลุ้นไปกับความขัดแย้งทางศีลธรรม ความเย้ายวนทางเพศที่ทำให้ยอมจำนนด้วยการแลกด้วยหัวใจ

 

แต่ผู้กำกับ จองจีอู กลับเลือกตีความให้ ฮียอน อยู่ในสภาวะกึ่งป่วยทางจิต อมทุกข์ และซึมเศร้าอย่างรุนแรง ทำให้ไดนามิกของเรื่องเปลี่ยนไป เพราะเมื่อฮียอนดูเปราะบาง แตกสลาย บรรยากาศการเกี้ยวพาราสีจึงไม่เหมือนการท้าทายทางศีลธรรม แต่เหมือนผู้ชายปกติกำลังฉวยโอกาสกับผู้ป่วยไร้ทางสู้มากกว่า และทำให้ตัวละครขาดมิติของการต่อสู้ภายในระหว่างเกียรติยศกับตัณหา กลายเป็นแค่เหยื่อที่รอวันพังทลายอย่างน่าสงสาร

 

ภาพจากซีรีส์ The Scandal แสดง ซนเยจิน จีชางอุค และนานะ 3

 

อย่างไรก็ตาม หากตั้งคำถามว่า ความรักของโจวอนกับฮียอนเป็นเพียงแค่ความสงสารหรือไม่ ก็คงไม่ใช่ แต่มันเกิดจากการมองเห็นภาพสะท้อนของตัวเอง โจวอนใช้ชีวิตเสเพลและเสพติดการเอาชนะ เพื่อกลบเกลื่อนความว่างเปล่าในใจ เขาแทบไม่เคยเปิดเผยความเปราะบางให้ใครเห็น ขณะที่ฮียอนคือคนที่ถูกสังคมขังไว้ในกรงคุณธรรมจนจิตวิญญาณแตกสลาย

 

เมื่อโจวอนก้าวเข้าไปในโลกของฮียอน สภาพจิตใจของเธอไม่ได้ตอบสนองต่อเล่ห์เหลี่ยมของเขาแบบผู้หญิงคนอื่น บีบให้เขาเปิดใจและเห็นว่าฮียอนก็คือคนที่ไม่เหลือชีวิตชีวาเหมือนกันกับเขา ความสัมพันธ์จึงพัฒนาเป็นการผูกพันเชิงเยียวยากันและกัน กลายเป็นความรักจริงที่ย้อนกลับมาทำลายตัวเขาในที่สุด

 

ภาพจากซีรีส์ The Scandal แสดง ซนเยจิน จีชางอุค และนานะ 4

 

ท่ามกลางจุดอ่อนมากมายของการเล่าเรื่อง สิ่งที่ยังคงพยุง The Scandal เอาไว้ คือคุณภาพการแสดงของทีมนักแสดงหลัก โดยเฉพาะ ซนเยจิน ในบท ‘โจยุน’ หรือ ‘ท่านผู้หญิงโจ’ ที่ถ่ายทอดตัวละครผู้ชักใยเบื้องหลังออกมาได้อย่างเยือกเย็น มีระดับ แต่แฝงความเปราะบาง

 

โจยุนคือผลผลิตอันบิดเบี้ยวของสังคมชายเป็นใหญ่ เธอรู้ดีว่าตนเองไม่มีวันได้ครอบครองอำนาจอย่างเปิดเผย จึงเลือกที่จะควบคุมผู้ชายเพื่อบงการโลกอีกทอดหนึ่ง ในเวอร์ชันนี้ ผู้สร้างเน้นให้เห็นว่าท่านผู้หญิงโจกำลังสูญเสียการควบคุมอำนาจและต้องต่อสู้อย่างจนตรอก จนดึงเอาด้านมืดที่สุดออกมา มากกว่าแค่ความริษยาต่อความบริสุทธิ์ของหญิงสาวตามขนบเดิม แม้ในตอนท้ายเธอจะเป็นผู้ชนะในกระดานอำนาจ แต่สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงความว่างเปล่าและความโดดเดี่ยว สรุปแล้วเธอก็คือเหยื่อของระบบที่ไม่ต่างอะไรจากผู้แพ้อีกสองคน

 

The Scandal เป็นซีรีส์ที่ชัดเจนในเป้าหมายที่จะสำรวจบาดแผลทางจิตใจและความรุนแรงเชิงโครงสร้างสังคม มันคืองานที่นักแสดงระดับเอลิสต์ทุ่มเทฝีมืออย่างเต็มที่ แต่น่าเสียดายที่ผู้สร้างเลือกที่จะทิ้งหัวใจของความเย้ายวนไปอย่างสิ้นเชิง ยิ่งเมื่อการเดินเรื่องที่เชื่องช้าจนไร้พลวัต ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้กลายเป็นงานที่หนักอึ้ง อึดอัด และน่าเบื่อหน่าย มันอาจจะใกล้เคียงกับคำว่า ‘ดี’ แต่ห่างไกลคำว่า ‘สนุก’ ไปมากทีเดียว

 

ภาพจากซีรีส์ The Scandal แสดง ซนเยจิน จีชางอุค และนานะ 5

 

ภาพ: Netflix

The post The Scandal พยายามลึกซึ้งจนลืมความเย้ายวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Thailand Has a Good Position. แต่เราจะยืนอยู่ตรงนั้นอีกนานไหม? https://thestandard.co/thailand-good-position-transformation/ Sun, 27 Sep 2026 07:21:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1260273 ภาพกราฟิกแสดงถึงเศรษฐกิจไทยที่กำลังดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

“Thailand has a very good positioning.”   ผมได้ยิน […]

The post Thailand Has a Good Position. แต่เราจะยืนอยู่ตรงนั้นอีกนานไหม? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงถึงเศรษฐกิจไทยที่กำลังดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

“Thailand has a very good positioning.”

 

ผมได้ยินประโยคนี้ใน Panel ที่ Techsauce Global Summit 2026 แล้วทั้งดีใจและเสียวๆ พร้อมกัน เพราะ Position ที่ดีมีประโยชน์ ก็ต่อเมื่อเราขยับจากมัน

 

ดร.ต้นสน สันติธาร เสถียรไทย เริ่มจากโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทย

 

ที่ผ่านมาเราโตด้วยการเพิ่ม Inputs – คน ทุน และทรัพยากร แต่เมื่อประเทศไทยแก่ลง แรงงานไม่เพิ่มเหมือนเดิม โมเดลนี้เริ่มไปต่อยาก

 

ถ้าเพิ่มคนไม่ได้ ก็ต้องเพิ่ม Productivity แต่ Productivity ไม่ใช่เพียงทำของเดิมให้เร็วขึ้น ถูกลง หรือใช้คนน้อยลง

 

Technology ต้องช่วยให้เรา ทำสิ่งใหม่ที่เมื่อก่อนทำไม่ได้

 

ผมชอบอีกประโยคของต้นสน – “True resilience does not lie in isolation.”

 

โลกยิ่ง Fragmented เราไม่ได้ยิ่งต้องปิดประเทศ ตรงกันข้าม เราต้องสร้าง Capability ที่แข็งแรงภายใน ขณะเดียวกันก็ยัง Connected กับโลก เพราะไม่มีประเทศไหนสร้างอนาคตได้คนเดียว

 

คุณขัตติยา อินทรวิชัย จาก KBank พาโจทย์นี้ลงมาที่ SME

 

SME รอบหน้าจะอยู่แค่ Survive ไม่พอ ต้อง Adapt → Transform → Thrive และ Access to Finance อย่างเดียวก็ไม่พอเช่นกัน ต้องมี Technology, Business Model ใหม่, Market Access, Risk Management และความสามารถในการปรับตัว

 

ผมเลยคิดต่อว่า คำถามของธนาคารในอนาคตอาจไม่ใช่เพียง “เราปล่อยกู้ให้เขาได้ไหม?” แต่อาจเป็น “เงินของเราช่วยให้เขา Transform ได้ไหม?”

 

จาก Financing the Business

 

ไปสู่ Financing the Transformation

 

คุณขัตติยายังพูดถึง Transition Finance เพราะ Green ไม่ควรเป็นของประดับข้าง Strategy อีกต่อไป มันกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Competitiveness

 

Alejandro พูดคำที่ผมคิดว่าร้อยทั้ง Session เข้าด้วยกัน – “Credibility of execution.”

 

Capital กำลังเคลื่อน Supply Chains กำลังถูกจัดใหม่ เงินทุนโลกกำลังมองหา credible, investable countries

 

ประเทศที่ไม่ได้เพียงประกาศ Regulatory Reform แต่ทำจริง ลงทุนใน Skills จริง

 

ยกระดับ Sustainability Standards จริง

 

Alejandro จึงมองว่า “Thailand has a very good positioning.”

 

ผมเห็นด้วยครับ เราอาจไม่ได้ขาดโอกาสเลย

 

Technology กำลังมา Capital กำลังหาที่ไป Supply Chains กำลังจัดใหม่ และ Thailand ก็อยู่ถูกที่

 

สิ่งที่ต้องพิสูจน์คือ ‘เราจะเปลี่ยน Position ให้เป็น Performance ได้หรือไม่’

 

แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับ Board?

 

ผมคิดว่าเกี่ยวโดยตรง เพราะสิ่งที่เกิดกับประเทศไทย ก็กำลังเกิดกับบริษัทจำนวนมากเช่นกัน หลายบริษัทมี Good Position – มี Brand มี Capital มีลูกค้า มี Distribution มีคนเก่ง และบางแห่งมี Technology พร้อมเสียด้วย

 

แต่ในโลกที่ Capital, Technology และ Supply Chain เคลื่อนเร็วกว่ารอบประชุม Board สิ่งที่เคยเป็น Strategic Advantage อาจมี Shelf Life สั้นกว่าที่เราคิด

 

หน้าที่ของ Board จึงไม่ใช่เพียงถามว่า “วันนี้เราอยู่ใน Position ที่ดีหรือไม่?” แต่ต้องถามต่อว่า “Position นี้กำลังเปิด Window of Opportunity อะไร และเราขยับเร็วพอหรือยัง?”

 

เพราะ Opportunity มีเรื่องน่ารำคาญอยู่อย่างหนึ่งครับ มันไม่ค่อยรอ Agenda การประชุมครั้งหน้า

 

3 คำถามที่ Board น่าชวนฝ่ายจัดการคุย

 

1. Productivity – Technology ของเรากำลังช่วยให้ทำของเดิมดีขึ้น หรือทำให้เกิดสิ่งใหม่ที่เมื่อก่อนทำไม่ได้?

 

ถ้ายังวัด Technology ด้วย Cost Saving อย่างเดียว เราอาจกำลังใช้เครื่องยนต์ใหม่เพื่อขับรถไปเส้นทางเดิม

 

2. Transformation – เงินทุนและทรัพยากรที่เราลงวันนี้ กำลัง Finance the Business หรือ Finance the Transformation?

 

Growth CAPEX, Technology, People และ Sustainability ควรถูกมองร่วมกันว่า กำลังสร้างความสามารถในการแข่งขันชุดใหม่ให้บริษัทหรือไม่

 

3. Execution – ถ้าเรามี Position ที่ดีจริง อะไรคือหลักฐานว่าเรากำลังเปลี่ยนมันเป็น Performance?

 

ใครเป็น Owner? Milestone คืออะไร? ต้องเห็นผลเมื่อไร? และ Board จะรู้ได้อย่างไรว่าความเร็วขององค์กรยังทันกับความเร็วของโลก?

 

ฟังแล้วผมนึกถึงฟุตบอล การยืนถูกตำแหน่งสำคัญครับ แต่ถ้าบอลมาถึงแล้ว เรายังประชุมกันว่าใครควรยิง…Scoreboard ก็คงไม่ประทับใจกับ Positioning ของเราเท่าไร

 

สามเสียงใน Panel วันนี้ สำหรับผมจึงเหลือสามคำ

 

Productivity → Transformation → Execution

 

สองคำแรกบอกว่าเราต้องไปทางไหน

 

คำสุดท้ายต่างหากที่จะบอกว่าเราไปถึงหรือเปล่า

 

Thailand has a good position.

 

ดีครับ

 

คราวนี้เหลือแค่ขยับ

 

ภาพ: Mrthanh22 / Shutterstock

The post Thailand Has a Good Position. แต่เราจะยืนอยู่ตรงนั้นอีกนานไหม? appeared first on THE STANDARD.

]]>
น้ำท่วมกรุงเทพฯ และต้นทุนของการรอให้แน่ใจ คณิตศาสตร์ประกันภัยช่วยให้เราใช้คำพยากรณ์ฝนได้ดีขึ้นอย่างไร https://thestandard.co/bangkok-flood-forecast-actuarial-cost/ Sun, 27 Sep 2026 02:56:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1260085 ภาพถนนในกรุงเทพฯ ที่มีน้ำท่วมขัง สะท้อนถึงความเสี่ยงและต้นทุนของการรอให้แน่ใจ

เมื่อฝนตั้งเค้าเหนือกรุงเทพฯ เจ้าของกิจการอาจกำลังชั่งใ […]

The post น้ำท่วมกรุงเทพฯ และต้นทุนของการรอให้แน่ใจ คณิตศาสตร์ประกันภัยช่วยให้เราใช้คำพยากรณ์ฝนได้ดีขึ้นอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพถนนในกรุงเทพฯ ที่มีน้ำท่วมขัง สะท้อนถึงความเสี่ยงและต้นทุนของการรอให้แน่ใจ

เมื่อฝนตั้งเค้าเหนือกรุงเทพฯ เจ้าของกิจการอาจกำลังชั่งใจว่าจะยกสินค้าหนีน้ำหรือยัง ผู้จัดการอาคารอาจต้องตัดสินใจว่าจะติดตั้งแนวกั้นน้ำเมื่อไร ส่วนคนทำงานกำลังคิดว่าควรรีบกลับบ้านหรือย้ายรถออกจากชั้นใต้ดินหรือไม่

 

ทุกคนอาจเห็นคำพยากรณ์เดียวกัน แต่มีต้นทุนของการตัดสินใจต่างกัน บางคนเสียเวลาเพียงเล็กน้อยหากเตรียมตัวเกินเหตุ ขณะที่บางคนอาจสูญเสียเงินเก็บหลายปีหากเตรียมตัวช้าไป

 

คุณค่าของคำพยากรณ์จึงอยู่ทั้งที่ความแม่นยำและการช่วยให้ผู้คนตัดสินใจได้ทันเวลา เพราะแม้เรายังไม่รู้แน่นอนว่าน้ำจะท่วมที่ไหน เราก็สามารถเตรียมตัวเพื่อลดความเสียหายได้

 

ผมมองว่าเรื่องนี้ใกล้กับงานของเรามาก เราอยู่กับอนาคตที่ไม่แน่นอน และต้องตัดสินใจว่าจะเตรียมทรัพยากรอย่างไรให้เพียงพอกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้น คำถามสำคัญคือ เราจะใช้ข้อมูลจากกรมอุตุฯ และหน่วยงานด้านน้ำให้เกิดประโยชน์อย่างไร ก่อนที่ความเสียหายจะมาถึง

 

เราเตรียมรับความเสี่ยงได้ แม้ไม่รู้อนาคตทั้งหมด

 

บริษัทประกันภัยเองก็ไม่รู้ล่วงหน้าว่ารถคันไหนจะเกิดอุบัติเหตุในวันพรุ่งนี้ แต่สามารถประเมินโอกาสเกิดเหตุ ความเสียหายที่อาจตามมา และเงินที่ควรเตรียมไว้รองรับได้

 

และเมื่อนำหลักคิดนี้มาใช้กับน้ำท่วม เราคงต้องมองว่าพื้นที่นี้มีโอกาสท่วมมากเพียงใด หากท่วมจะลึกและนานแค่ไหน มีทรัพย์สินอะไรอยู่ในพื้นที่ และการเตรียมตัวล่วงหน้าช่วยลดความเสียหายได้มากน้อยเพียงใด

 

ต้องบอกก่อนว่าคณิตศาสตร์ประกันภัยไม่ได้เข้ามาแทนที่นักอุตุนิยมวิทยาหรือวิศวกรระบายน้ำ แต่อาจเป็นส่วนหนึ่งของฟันเฟืองในการช่วยเชื่อมข้อมูลความเสี่ยงกับการตัดสินใจทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ตอบได้ว่า ควรเตรียมพร้อมแค่ไหน และควรเริ่มเมื่อไร

 

สำหรับธุรกิจ คำถามนี้อาจหมายถึงการย้ายสินค้า สำหรับอาคาร อาจหมายถึงการป้องกันระบบไฟฟ้า ส่วนสำหรับเมือง อาจหมายถึงการจัดเจ้าหน้าที่และเครื่องสูบน้ำไปยังจุดที่จำเป็นก่อนเกิดเหตุ

 

เข้าใจคำพยากรณ์ให้ตรง ก่อนตัดสินว่าแม่นหรือไม่

 

ข้อความที่เราคุ้นเคยอย่าง “มีฝนร้อยละ 70 ของพื้นที่” ไม่ได้แปลว่าบ้านของเรามีโอกาสฝนตก 70% และไม่ได้หมายความว่าฝนจะตกเป็นเวลา 70% ของวัน แต่อาจกล่าวถึงการกระจายของฝนในพื้นที่ที่พยากรณ์

 

ความแตกต่างนี้สำคัญ เพราะหากคนอ่านเข้าใจตัวเลขไม่ตรงกัน ข้อมูลชุดเดียวกันก็อาจนำไปสู่การตัดสินใจคนละแบบ

 

นอกจากนี้ ฝนตกกับน้ำท่วมยังเป็นคนละขั้นตอนของปัญหา ฝนปริมาณเท่ากันอาจทำให้สองพื้นที่ท่วมต่างกัน ขึ้นอยู่กับความหนักและระยะเวลาของฝน สภาพท่อและคลอง ปริมาณน้ำที่ค้างอยู่ และความสามารถในการระบายขณะนั้น

 

การประเมินน้ำท่วมกรุงเทพฯ จึงต้องเชื่อมข้อมูลอากาศกับข้อมูลระบบน้ำ การคาดหวังให้คำพยากรณ์ฝนเพียงอย่างเดียวตอบได้ว่าถนนทุกเส้นจะท่วมหรือไม่ ย่อมยังไม่เพียงพอ

 

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่เราต้องการรู้มักเป็นเรื่องเฉพาะตัว เช่น ถนนที่ใช้กลับบ้านจะเสี่ยงช่วงไหน ควรย้ายรถหรือยัง และยังมีเวลาเตรียมตัวเท่าไร การพัฒนาบริการ “พยากรณ์” ของหน่วยงานภาครัฐ จึงควรเดินไปให้ถึงคำถามเหล่านี้

 

โอกาสท่วมไม่ถึงครึ่ง ก็อาจคุ้มที่จะเตรียมตัว

 

ลองนึกถึงเจ้าของกิจการที่มีสินค้าเสียหายง่ายวางอยู่บนพื้น หากการยกสินค้าขึ้นที่สูงใช้แรงงานและเวลาเพียงเล็กน้อย แต่ช่วยป้องกันความเสียหายจำนวนมากได้ เจ้าของกิจการจึงควรลงมือแม้โอกาสท่วมยังไม่สูงนัก

 

ในทางกลับกัน หากมาตรการรับมือมีต้นทุนสูงและกระทบคนจำนวนมาก การตัดสินใจก็ต้องใช้ข้อมูลและพิจารณาผลกระทบอย่างรอบคอบขึ้น

 

เราไม่จำเป็นต้องใช้ระดับความเสี่ยงเดียวกันกับทุกการกระทำ การตรวจเครื่องสูบน้ำ การเตรียมเจ้าหน้าที่ และการปิดถนน มีต้นทุนและผลกระทบต่างกัน จึงควรมีจังหวะเริ่มดำเนินการต่างกันด้วย

 

หลักคิดสำคัญคือ ต้นทุนของการเตรียมตัวต้องพิจารณาควบคู่กับความเสียหายที่อาจป้องกันได้

 

หากเกี่ยวข้องกับชีวิต โรงพยาบาล หรือบริการจำเป็น ก็ต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเพิ่มเติม การมองเพียงความคุ้มค่าเป็นตัวเงินย่อมไม่ครอบคลุมทั้งหมด

 

ถ้าหน่วยงานภาครัฐ การรอจนมั่นใจว่าน้ำจะท่วมแน่นอนอาจทำให้ตัดสินใจง่ายขึ้น แต่ในเวลานั้น การเคลื่อนย้ายของหรือป้องกันพื้นที่อาจทำได้ยากและมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าเดิมมาก

 

วันที่ฝนไม่ตก ไม่ได้แปลว่าการเตรียมพร้อมไร้ประโยชน์

 

เมื่อมีคำเตือนแล้ว แต่ฝนดันไม่ตก เราอาจรู้สึกว่าเตรียมตัวเสียเวลา แต่การตัดสินใจที่ดีควรประเมินจากข้อมูลที่มีอยู่ในขณะนั้นด้วย

 

เช่นเดียวกับการซื้อประกันภัย การที่ปีนี้ไม่เกิดอุบัติเหตุไม่ได้หมายความว่าการเตรียมความคุ้มครองไว้เป็นการตัดสินใจที่ผิด

 

อย่างไรก็ตาม การเตือนเกินเหตุบ่อยครั้งก็มีต้นทุน ทั้งค่าใช้จ่าย ความไม่สะดวก และความเชื่อมั่นที่ลดลง จึงต้องตรวจสอบทั้งกรณีที่เตือนแล้วไม่เกิดเหตุ และกรณีที่เกิดเหตุรุนแรงแต่เตือนไม่ทัน

 

สำหรับคำพยากรณ์ที่ระบุโอกาสเกิดเหตุ เราควรดูผลจากหลายครั้งประกอบกัน หากบอกว่ามีโอกาสสูงอยู่เสมอ แต่แทบไม่เกิดขึ้นจริง ก็ต้องปรับปรุง เช่นเดียวกับภาครัฐที่บอกว่าเสี่ยงต่ำ แต่ดันกลับพลาดเหตุรุนแรงขึ้นมา

 

การประเมินกรมอุตุฯ จึงควรมีผลตรวจสอบย้อนหลัง แบบที่ประชาชนเข้าใจได้ แยกตามพื้นที่ ระยะเวลาล่วงหน้า และความรุนแรงของฝน เพื่อให้เห็นทั้งจุดแข็งและจุดที่ต้องพัฒนา

 

หากจะเปรียบเทียบกับบริการต่างประเทศ ก็ควรเปรียบเทียบการพยากรณ์เหตุการณ์เดียวกัน ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน ดังนั้นความเชื่อมั่นที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นถ้าเกิดจากหลักฐานที่สามารถตรวจสอบและประเมินผลได้

The post น้ำท่วมกรุงเทพฯ และต้นทุนของการรอให้แน่ใจ คณิตศาสตร์ประกันภัยช่วยให้เราใช้คำพยากรณ์ฝนได้ดีขึ้นอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินทรีคุมฟ้า มังกรพ่นไฟ อ่านธีมลงทุนจีนหลัง Trump พบ Xi https://thestandard.co/us-china-investment-themes/ Fri, 25 Sep 2026 10:06:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1259436 ภาพอินทรีอเมริกันและมังกรจีน สื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน

ละครการเมืองระหว่างประเทศมีเรื่องแปลกอยู่ข้อหนึ่ง คือฉา […]

The post อินทรีคุมฟ้า มังกรพ่นไฟ อ่านธีมลงทุนจีนหลัง Trump พบ Xi appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินทรีอเมริกันและมังกรจีน สื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน

ละครการเมืองระหว่างประเทศมีเรื่องแปลกอยู่ข้อหนึ่ง คือฉากที่สวยที่สุดมักไม่ใช่ฉากที่สำคัญที่สุด

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

 

สัปดาห์ที่ผ่านมา Xi Jinping เดินทางเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 และเป็นการพบกับ Donald Trump ครั้งที่สามในรอบปี ถ้อยแถลงเชิงบวกคือสิ่งที่ตลาดได้เห็นทันที แต่สิ่งที่จะกำหนดแนวโน้มของหุ้นจีนในพอร์ตเราอาจไม่ง่ายอย่างนั้น

 

เดิมพันรอบนี้สูงกว่าทุกครั้ง เพราะทั้งสองฝ่ายมีความเสี่ยงรออยู่ทั้งในบ้านและนอกบ้าน

 

ฝั่ง Trump มีคะแนนนิยมด้านเศรษฐกิจตกต่ำ ภาระสงครามกับอิหร่านที่กดดันราคาพลังงาน และการเลือกตั้งกลางเทอมรออยู่ข้างหน้า ส่วนฝั่งจีน แม้จะมีแร่หายากและเงินทุนอยู่ในมือ แต่ข้อตกลงพักรบทางการค้าคลุมเครือ เข้าถึงชิปประมวลผลขั้นสูงไม่ได้ และเศรษฐกิจในประเทศก็เร่งตัวไม่ขึ้น

 

ผมมองว่าการพบกันครั้งนี้มีสองส่วนที่ต้องแยกออกจากกันให้ชัด คือประเด็นที่ต่อรองได้ กับประเด็นที่จะต้องแข่งขันกันต่อไป และนักลงทุนต้องปรับกลยุทธ์ตามให้ทัน

 

พลังงานคือดีลที่ง่ายที่สุด เพราะไม่มีใครต้องเสียหน้า

 

เรื่องพลังงานและสินค้าเกษตรเป็นเรื่องเดียวที่ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์พร้อมกัน สหรัฐฯ ต้องการผู้ซื้อ LNG และสินค้าเกษตรเพื่อแสดงตัวเลขให้ประชาชนเห็นก่อนมิดเทอม ส่วนจีนต้องการความมั่นคงด้านพลังงานในจังหวะที่สงครามอิหร่านทำให้เส้นทางขนส่งจากตะวันออกกลางมีความเสี่ยงสูง ดีลลักษณะนี้เขียนเป็นตัวเลขได้ ประกาศได้ และที่สำคัญคือไม่แตะเส้นความมั่นคงของใคร

 

ส่วนเรื่องการเงิน อาจกลายเป็นเครื่องมือเพื่อต่อรองนโยบายอื่น

 

เพราะจีนสามารถปล่อยให้หยวนแข็งค่าได้บ้าง เพื่อลดข้อกล่าวหาเรื่องการได้เปรียบทางการค้า โดยที่จีนเองก็ได้ประโยชน์จากต้นทุนนำเข้าพลังงานที่ถูกลง และความน่าสนใจของสินทรัพย์สกุลหยวนที่เพิ่มขึ้น สะท้อนผ่านการออกพันธบัตร Panda และ Dim Sum ที่เพิ่มขึ้นกว่า 60% ในครึ่งแรกของปี 2026

 

อีกทางหนึ่งคือการนำเงินมาลงทุนตรงในสหรัฐฯ ตามแบบที่ยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้เคยทำมาแล้ว คำถามมีเพียงว่าสิ่งที่จีนจะได้กลับมาคุ้มค่ากันหรือไม่

 

แต่เรื่อง AI และชิป ผมเชื่อว่าไม่มีใครยอม

 

เพราะนี่ไม่ใช่การแย่งส่วนแบ่งตลาด แต่คือการแย่งกันวางระบบที่คนทั้งโลกจะต้องใช้ในอีกยี่สิบปีข้างหน้า

 

สหรัฐฯ เป็นผู้นำด้านการพัฒนาเทคโนโลยี มีศูนย์ข้อมูลคิดเป็น 44% ของโลกเทียบกับจีนที่ 26% แต่จีนนำหน้าด้านการใช้งานจริง โดยติดตั้งหุ่นยนต์ในภาคการผลิตมากกว่าสหรัฐฯ ถึงสิบสองเท่าเมื่อเทียบจากระดับรายได้แรงงาน และโมเดล AI แบบ open-weight ชั้นนำของโลกวันนี้เกือบทั้งหมดมาจากบริษัทจีน

 

ที่ประเด็นนี้กินกันไม่ลง เพราะทั้งสองฝ่ายถือไพ่คนละใบที่อีกฝ่ายไม่มี

 

สหรัฐฯ คุมพิมพ์เขียวทั้ง Model และชิปขั้นสูง ส่วนจีนคุมสิ่งที่ทำให้ AI กลายเป็นสิ่งจับต้องได้ ทั้งแม่เหล็กถาวร 98% การถลุงแร่หายาก 92% ของโลก และไฟฟ้า การยอมในเรื่องนี้จึงไม่ใช่การเสียส่วนแบ่งตลาด แต่คือการมอบการควบคุมให้อีกฝ่ายถือไว้ถาวร ความไม่แน่นอนนี้จึงจะอยู่กับตลาดไปอย่างน้อยหนึ่งทศวรรษ

 

อย่างไรก็ดี ผมมองว่าละครฉากนี้กำลังพาเราไปสู่ธีมการลงทุนใหม่สามกลุ่ม ที่สามารถลงทุนได้จริงผ่าน DR ในตลาดไทยทันที

 

ธีมที่หนึ่ง จีนลงทุนตรงในสหรัฐฯ

 

สิ่งที่ Trump ต้องการคือเม็ดเงินลงทุนที่จับต้องได้ และนี่คือเส้นทางเดียวกับที่ญี่ปุ่นเดินในทศวรรษ 1980 ธีมนี้คือการให้น้ำหนักกับบริษัทที่งบดุลแข็งแรงพอจะลงทุนข้ามประเทศโดยไม่ต้องเพิ่มทุน มีเทคโนโลยีที่ขายเป็นใบอนุญาตได้ และเริ่มสร้างเครือข่ายบริการหลังการขายในตลาดปลายทางแล้ว

 

บนกระดาน DR ไทยมีสองตัวที่ตรงโจทย์ที่สุด ตัวแรกคือ CATL80 เลือกขายเทคโนโลยีให้ Ford แทนการเป็นเจ้าของโรงงานเอง ทำให้ได้ค่าธรรมเนียมและรักษาความเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรมไว้ โดยไม่ต้องผ่านด่านตรวจสอบการลงทุนต่างชาติแบบเต็มรูปแบบ

 

สองคือ HAIERS19 (Haier Smart Home) ที่ซื้อ GE Appliances มาตั้งแต่ปี 2016 วันนี้มีทั้งโรงงานและเครือข่ายบริการหลังการขายในสหรัฐฯ ที่ลูกค้าไม่รู้สึกว่าเป็นแบรนด์จีน

 

ส่วนใครที่ต้องการกระจายทั้งกลุ่ม CNEV24 (China EV and Battery ETF) ที่ลงทุนในหุ้นรถยนต์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่จีนราว 30 บริษัท ช่วยลดความเสี่ยงรายตัวได้

 

ความเสี่ยงของธีมนี้คือการเมืองสหรัฐฯ เอง เพราะเงินลงทุนจีนในภาคที่อ่อนไหวอาจถูกตีกลับด้วยกฎเกณฑ์ความมั่นคง ดีลที่ประกาศบนเวทียังไม่ใช่ดีลที่ผ่านด่านจริง

 

ธีมที่สอง กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากเงินหยวนแข็ง

 

เรื่องนี้ไม่ใช่ของใหม่ เพราะสหรัฐฯ เคยเดินเกมนี้กับญี่ปุ่นมาแล้วตั้งแต่ Plaza Accord และสิ่งที่ตามมาคือการเปลี่ยนตัวผู้ชนะในตลาดหุ้น จากผู้ส่งออกไปเป็นบริษัทที่มีรายได้ในประเทศ

 

ด้านลบคืออัตรากำไรของผู้ส่งออกที่แข่งด้วยราคาจะแย่ลง แต่ด้านบวกคือช่วยยกระดับผลตอบแทนสินทรัพย์จีนในสายตานักลงทุนทั่วโลก และลดแรงกดดันเงินทุนไหลออก

 

สามกลุ่มที่ได้ประโยชน์และมี DR ให้เลือก กลุ่มแรกคือแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตที่รายได้เกือบทั้งหมดเป็นหยวน ได้แก่ TENCENT80 และ MEITUAN80 มักเป็นกลุ่มแรกที่เงินต่างชาติกลับเข้ามาเมื่อค่าเงินมีเสถียรภาพ

 

กลุ่มที่สองคือสาธารณูปโภคและไฟฟ้าอย่าง CYPC80 (China Yangtze Power) บริษัทขายไฟฟ้าในประเทศแต่มีต้นทุนอุปกรณ์อิงดอลลาร์

 

กลุ่มที่สามคือสถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่งบดุลเป็นหยวนล้วนและได้ประโยชน์จากเงินทุนไหลกลับ เช่น ICBC19 CMBANK23 และ PINGAN80 ข้อควรระวังคืออย่าซื้อเพราะค่าเงินอย่างเดียว ถ้ากำไรไม่โต หยวนแข็งก็ช่วยได้แค่ชั่วคราว

 

ธีมที่สาม โลกคู่ขนานของ AI

 

ธีมนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าไม่มีใครยอมเป็นเบอร์สอง โลกจึงกำลังเดินไปสู่สองระบบที่ทำงานคู่ขนานกัน และถ้ามองจากความได้เปรียบที่จีนมีจริง ไม่ใช่สิ่งที่จีนอยากมี ผมจะไม่เริ่มจากผู้ผลิตชิป แต่เริ่มจากไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่ทำให้ศูนย์ข้อมูลทำงานได้

 

เพราะภายในปี 2030 กำลังผลิตไฟฟ้าสำรองของจีนอาจมากกว่าความต้องการของศูนย์ข้อมูลทั่วโลกถึงสามเท่า ขณะที่ตลาดไฟฟ้าสหรัฐฯ ตึงตัวแล้ว

 

สามตัวเลือกนี้อยู่คนละจุดของห่วงโซ่เดียวกัน CYPC80 คือต้นน้ำ เพราะสิ่งที่จีนได้เปรียบจริงคือไฟฟ้าที่ถูกและมีเหลือ SUNGROW80 คือกลางน้ำ ผู้ผลิตอินเวอร์เตอร์ และระบบกักเก็บพลังงานที่ทำให้ไฟฟ้าป้อนเข้าระบบได้เสถียรพอสำหรับศูนย์ข้อมูล และ GDS23 (GDS Holding) คือปลายน้ำ ผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลรายใหญ่ในจีนที่อิงการใช้งานจริงในประเทศ

 

ส่วนใครที่อยากลงทุนด้านการใช้งาน AI แบบกระจายความเสี่ยง CNAI80 ที่ลงทุนใน E Fund CSI Artificial Intelligence ETF ประกอบด้วยหุ้น AI ทั้งสายของจีน ก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ

 

ในมุมมองของผม การพบกันของ Trump และ Xi ครั้งนี้ เปลี่ยนคำถามจากว่า ใครได้ลดภาษี ไปเป็นว่าจีนจะเปลี่ยนจากเศรษฐกิจที่เน้นลงทุนในประเทศ ไปเป็นเศรษฐกิจที่ออกไปลงทุนต่างประเทศ และเน้นการบริโภค AI ในประเทศได้มากและเร็วแค่ไหนครับ

 

ภาพ: Andreanicolini / Shutterstock

 

The post อินทรีคุมฟ้า มังกรพ่นไฟ อ่านธีมลงทุนจีนหลัง Trump พบ Xi appeared first on THE STANDARD.

]]>
U.S. Midterm Election 2026 : จุดเปลี่ยนทางการเมือง หรือเพียงความผันผวนระยะสั้นของตลาด? https://thestandard.co/us-midterm-election-market-volatility/ Thu, 24 Sep 2026 04:31:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1258775 ภาพปกบทความการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ 2026 พร้อมข้อความ 'จุดเปลี่ยนทางการเมือง หรือเพียงความผันผวนระยะสั้น?'

การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ (U.S. Midterm Election) ซึ่ง […]

The post U.S. Midterm Election 2026 : จุดเปลี่ยนทางการเมือง หรือเพียงความผันผวนระยะสั้นของตลาด? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปกบทความการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ 2026 พร้อมข้อความ 'จุดเปลี่ยนทางการเมือง หรือเพียงความผันผวนระยะสั้น?'

การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ (U.S. Midterm Election) ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามองเนื่องจากผลการเลือกตั้งจะเป็นตัวกำหนดดุลอำนาจในสภาคองเกรส และอาจส่งผลต่อความสามารถของรัฐบาลในการผลักดันนโยบายในช่วงครึ่งหลังของวาระประธานาธิบดี

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับนักลงทุน คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า ‘พรรคใดจะชนะ’ แต่คือความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อตลาดอย่างไร และหลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไป ปัจจัยใดจะกลับมาเป็นตัวกำหนดทิศทางการลงทุน

 

จากการศึกษาของ Goldman Sachs พบว่า ในอดีตช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมมักมาพร้อมกับความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น โดยความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจ (Economic Policy Uncertainty) และความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ มักปรับตัวสูงขึ้นในช่วงก่อนวันเลือกตั้ง ขณะที่นักลงทุนมีแนวโน้มลดความต้องการถือครองหุ้นสหรัฐฯ ก่อนกลับมาเพิ่มการลงทุนเมื่อความไม่แน่นอนจากการเลือกตั้งเริ่มคลี่คลาย พฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนผ่านผลตอบแทนของตลาดหุ้นในอดีต โดยจากการเลือกตั้งกลางเทอม 13 ครั้งนับตั้งแต่ปี 1974 ดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย ประมาณ 0% ตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคมจนถึงวันเลือกตั้ง ก่อนที่ผลตอบแทนจะปรับตัวดีขึ้นเป็นประมาณ 6% ในช่วง 3 เดือนหลังการเลือกตั้ง สะท้อนว่าความไม่แน่นอนก่อนการเลือกตั้งอาจกดดันบรรยากาศการลงทุนในระยะสั้น ขณะที่การคลี่คลายของความไม่แน่นอนหลังทราบผลการเลือกตั้งอาจเปิดโอกาสให้ตลาดกลับมาให้น้ำหนักกับปัจจัยพื้นฐานมากขึ้น

 

ในอดีต ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มักให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าในช่วง ‘รัฐบาลต่างขั้ว’ ที่ฝ่ายบริหารและสภาคองเกรสมาจากคนละพรรค เนื่องจากลดโอกาสการออกกฎหมายที่กระทบภาคธุรกิจอย่างรุนแรง อย่างไรก็ดี สถิติในอดีตอาจนำมาตัดสินการเลือกตั้งรอบนี้ไม่ได้ทั้งหมด เนื่องจากความผันผวนของตลาดในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากกระบวนการนิติบัญญัติเพียงอย่างเดียว แต่ยังผูกติดกับปัจจัยมหภาคที่ซับซ้อน เช่น เงินเฟ้อ, ทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed), ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนนโยบายสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในสภา คองเกรสจึงไม่ได้หมายความว่าจะเปลี่ยนทิศทางตลาดหุ้นในทันที

 

ในระยะสั้น สิ่งที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญจึงอาจเป็น ‘ความผันผวน’ มากกว่า ‘ผลการเลือกตั้ง’ โดยปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่างหุ้นในดัชนี S&P 500 อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยกดความผันผวนในระดับดัชนี อย่างไรก็ตาม เมื่อฤดูกาลประกาศผลประกอบการผ่านพ้นไป และความสนใจของตลาดกลับมายังปัจจัยมหภาคมากขึ้น ความผันผวนของตลาดในระดับดัชนีจึงมีโอกาสเพิ่มขึ้นในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ในขณะเดียวกัน ทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องติดตามควบคู่ไปกับการเลือกตั้ง เนื่องจากข้อมูลในอดีตสะท้อนว่าตลาดหุ้นมักเผชิญแรงกดดันเมื่อ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้น หากตลาดหุ้นปรับตัวลงในช่วงก่อนวันเลือกตั้ง นักลงทุนควรพิจารณาที่มาของความผันผวนประกอบกัน ทั้งปัจจัยการเมือง เงินเฟ้อ และทิศทางอัตราดอกเบี้ย มากกว่าตีความว่าการปรับตัวลงทั้งหมดเกิดจากความกังวลต่อผลการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว

 

ในเชิงกลยุทธ์การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ปี 2026 อาจควรถูกมองเป็นปัจจัยที่เพิ่มความผันผวนในระยะสั้น มากกว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแนวโน้มตลาดหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจากข้อมูลในอดีตยังไม่พบความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างผลการเลือกตั้งกับผลตอบแทนของตลาดในระยะต่อมา ดังนั้น การปรับพอร์ตลงทุนจากการคาดการณ์ว่าพรรคใดจะเป็นผู้ชนะอาจไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสม นักลงทุนควรใช้ช่วงก่อนการเลือกตั้งในการประเมินปัจจัยพื้นฐานและเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนที่อาจเพิ่มขึ้นมากกว่า สำหรับนักลงทุนระยะยาว หากตลาดปรับฐานจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ช่วงดังกล่าวอาจเป็นโอกาสในการทยอยสะสมการลงทุน ทั้งนี้ ควรติดตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยและปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจควบคู่กัน เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้มักมีอิทธิพลต่อแนวโน้มตลาดในระยะยาวมากกว่าผลการเลือกตั้งเอง

 

ท้ายที่สุด การเลือกตั้งกลางเทอมอาจเป็นเพียง ปัจจัยรบกวนตลาดในระยะสั้น แต่สำหรับนักลงทุน คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียง ‘ใครจะชนะการเลือกตั้ง?’ แต่คือ ‘ความผันผวนที่เกิดขึ้นได้เปลี่ยนแปลงปัจจัยพื้นฐานของการลงทุนหรือไม่?’ หากคำตอบคือยังไม่เปลี่ยนแปลง การอ่อนตัวของตลาดจากความไม่แน่นอนก่อนการเลือกตั้งอาจกลายเป็นโอกาสในการทยอยลงทุน เพื่อสร้างโอกาสต่อยอดความมั่งคั่งในระยะยาว โดยเมื่อวันเลือกตั้งผ่านพ้นไปและความไม่แน่นอนลดลง ทิศทางเศรษฐกิจ ผลประกอบการ เงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ย จะกลับมาเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญอีกครั้ง

 

ภาพ: bella1105 / Shutterstock

The post U.S. Midterm Election 2026 : จุดเปลี่ยนทางการเมือง หรือเพียงความผันผวนระยะสั้นของตลาด? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีจิ้นผิงจะได้อะไรจากทริปเยือนสหรัฐฯ ใครจะเป็นผู้ชนะกันแน่ ? https://thestandard.co/xi-jinping-us-visit-power-game/ Thu, 24 Sep 2026 03:16:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1258763 สีจิ้นผิงและโดนัลด์ ทรัมป์ ระหว่างการเยือนสหรัฐฯ

จีนจะได้อะไรจากทริปเยือนสหรัฐฯ ครั้งนี้ ? คำตอบคือ สีจิ […]

The post สีจิ้นผิงจะได้อะไรจากทริปเยือนสหรัฐฯ ใครจะเป็นผู้ชนะกันแน่ ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีจิ้นผิงและโดนัลด์ ทรัมป์ ระหว่างการเยือนสหรัฐฯ

จีนจะได้อะไรจากทริปเยือนสหรัฐฯ ครั้งนี้ ? คำตอบคือ สีจิ้นผิง ได้ชัยชนะเชิงสัญลักษณ์ตั้งแต่ซีนแรกที่เหยียบแผ่นดินอเมริกา โดยทรัมป์ และภรรยามาต้อนรับที่สนามบินด้วยตัวเอง (ปกติ ผู้นำสหรัฐฯ จะไม่ทำเช่นนี้) และจีนได้รับการปฏิบัติในสถานะ The Great Power ทัดเทียมกับสหรัฐฯ

 

นี่คือ message ที่มีนัยต่อการเมืองภายในของจีนและเวทีระดับโลก พรรคคอมมิวนิสต์จีน ต้องการนำภาพเชิงสัญลักษณ์นี้ไปใช้สื่อสารให้กับคนจีนทั้งประเทศได้ภาคภูมิใจในตัวผู้นำสูงสุดของพรรคฯ (เพื่ออยู่ในอำนาจต่อไปอีกวาระ) และเพื่อให้ทั้งโลกได้รู้ว่า “ประเทศคอมมิวนิสต์จีน ผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจที่ทัดเทียมกับสหรัฐฯ ได้อย่างแท้จริงแล้ว”

 

การเยือนครั้งนี้จึงมี ‘ความสำคัญในเชิงสัญลักษณ์’ สำหรับสีจิ้นผิง โดยอาจจะไม่จำเป็นต้องมีผลการประชุมที่มีสาระสำคัญอะไรมากนัก

 

ในการเยือนสหรัฐฯครั้งนี้ จีนยังต้องการให้ทรัมป์ยืนยันถึงกรอบความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯที่สีจิ้นผิงเป็นฝ่ายนิยามคำเรียกใหม่ว่า “Constructive Strategic Stability” (中美建设性战略稳定关系 Zhōng měi jiànshè xìng zhànlüè wěndìng guānxì)

 

สำหรับประเด็นสำคัญยิ่งยวดในใจของแต่ละฝ่าย มีดังนี้

 

  • ในมุมทรัมป์ 🇺🇸 ต้องการให้สีจิ้นผิงช่วยพูดเคลียร์กับอิหร่าน เพื่อจะได้จบสงครามที่ยืดเยื้อซะที (คะแนนนิยมทรัมป์ร่วงระนาวด้วยความผิดพลาดเรื่องอิหร่าน)

 

  • ในมุมสีจิ้นผิง จีนต้องการทำให้ทรัมป์ ไม่ขวางในประเด็นไต้หวัน (เป้าหมายสีจิ้นผิง คือ การทำภารกิจรวมชาติ ให้จบในยุคที่ทรัมป์ยังเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพราะจีนน่าจะเคลียร์ได้ง่ายกว่าคนอื่นขึ้นเป็นผู้นำสหรัฐฯ)

 

ส่วนประเด็นอื่นๆ เช่น การขยายเวลาพักรบสงครามภาษี ประเด็นแร่หายาก ประเด็น AI และอื่นๆ ก็เป็นแค่เรื่องที่พอจะต่อรองกันได้ จีนอาจจะยอมให้สหรัฐฯ มากหน่อย เพื่อ ‘ซื้อใจ’ ทรัมป์ (จะได้เอาไปอวดโม้เรียกคะแนนนิยม เพื่อผลเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ) แต่เป้าหมายใหญ่ของจีน คือ “อย่ามาขวางภารกิจรวมชาติกับไต้หวัน”

 

 

ความชื่นมื่นที่เห็นเป็นแค่เกมซื้อเวลา มันเป็นไปไม่ได้ที่โลกจะมีพระอาทิตย์สองดวง อยู่บนฟ้าเดียวกัน

 

ประเด็นสำคัญปิดท้าย ในการมาพบปะเจอกันบ่อยระหว่างสีจิ้นผิงกับทรัมป์ แม้จะมีซีนของสองผู้นำที่ดูเสมือนจะชื่นมื่นมากแค่ไหน แต่มันก็เป็นแค่ ‘เกมซื้อเวลา’ ของสองมหาอำนาจเท่านั้น ลึกๆ แล้ว ทั้งคู่ยังมีความหวาดระแวงต่อกัน ต่างฝ่ายต่างต้องการเป็น ‘เบอร์หนึ่ง’ ของโลก และ “มันเป็นไปไม่ได้ที่โลกจะมีพระอาทิตย์สองดวง อยู่บนฟ้าเดียวกัน”

 

Note : สีจิ้นผิงค่อนข้างประสบความสำเร็จในการกล่อมทรัมป์ จากทริปเยือนปักกิ่งในเดือนพฤษภาคม ปีนี้ หลังจบทริป ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ Fox ว่า “จีนเป็นประเทศขนาดใหญ่ที่มีอำนาจมาก ในขณะที่ไต้หวันเป็นเพียงเกาะเล็กๆ เท่านั้น ทรัมป์จึงไม่ต้องการ “เดินทางไกลถึง 9,500 ไมล์เพื่อทำสงคราม” ในขณะที่ไต้หวันอยู่ห่างจากแผ่นดินใหญ่ของจีนเพียง 59 ไมล์

 

ทรัมป์กล่าวหาอีกว่า “ไต้หวันแย่งชิงอุตสาหกรรมชิปของเราไป” และหลังจากทริปปักกิ่ง ทรัมป์กำลังชะลอการขายอาวุธให้แก่ไต้หวัน ทั้งๆ ที่ได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรสแล้ว มูลค่าราว 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์

The post สีจิ้นผิงจะได้อะไรจากทริปเยือนสหรัฐฯ ใครจะเป็นผู้ชนะกันแน่ ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Crypto-Agility : สูตรรับมือ Q-Day https://thestandard.co/crypto-agility-q-day-quantum/ Wed, 23 Sep 2026 02:51:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1258354 ภาพประกอบแนวคิด Crypto-Agility สูตรรับมือ Q-Day ในโลกดิจิทัล

ลองจินตนาการถึงร้านอาหารร้านหนึ่งที่เสิร์ฟเมนูเดิมมาตลอ […]

The post Crypto-Agility : สูตรรับมือ Q-Day appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิด Crypto-Agility สูตรรับมือ Q-Day ในโลกดิจิทัล

ลองจินตนาการถึงร้านอาหารร้านหนึ่งที่เสิร์ฟเมนูเดิมมาตลอดสามสิบปี

 

มันคือเหตุผลที่ผู้คนมาที่นี่ ทุกโต๊ะสั่งเมนูนี้ ทุกอย่างในครัวถูกออกแบบมาสำหรับเมนูนี้ สูตรไม่เคยเปลี่ยน เพราะไม่เคยจำเป็นต้องเปลี่ยน

 

แล้ววันอังคารวันหนึ่ง ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป หัวหน้าเชฟเปิดหนังสือพิมพ์แล้วเห็นสูตรของร้านตัวเองพิมพ์อยู่บนหน้าหนึ่ง มีคนถอดรหัสสูตรได้แล้ว ทุกคนบนโลกรู้แล้วว่าจะทำเมนูนี้อย่างไร

 

ร้านต้องเปลี่ยนเมนู แต่ทั้งร้านนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเมนูนี้เมนูเดียว

 

โลกดิจิทัลกำลังอยู่ในจุดเดียวกับร้านอาหารนี้ ณ ตอนนี้

 

ในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมา ข้อมูลดิจิทัลเกือบทุกชิ้นที่เราพึ่งพาอยู่ ถูกปกป้องด้วย ‘สูตรการเข้ารหัส’ เพียงไม่กี่สูตร ตอนที่คุณล็อกอินเข้าแอปธนาคาร ตอนที่คุณทำธุรกรรมทางการเงิน ตอนที่เว็บไซต์แสดงไอคอนแม่กุญแจเล็กๆ ที่แถบเบราว์เซอร์ หนึ่งในสูตรเหล่านี้กำลังทำงานอยู่เงียบๆ เบื้องหลัง คอยเข้ารหัสข้อมูลไม่ให้ใครนอกจากคนที่ควรอ่านได้อ่าน คุณไม่เคยเห็นมัน แต่มันอยู่ทุกที่

 

ปัญหาคือสูตรทุกสูตรมีวันหมดอายุ บางครั้งนักคณิตศาสตร์ก็ค้นพบวิธีใหม่ที่จะถอดรหัสมัน และบางครั้ง คอมพิวเตอร์ชนิดใหม่ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนก็โผล่ขึ้นมา และเปลี่ยนความเป็นไปได้ทั้งหมด

 

ข้อสุดท้ายนั้นไม่ใช่แค่ทฤษฎี มันมีชื่อว่า Quantum Computing

 

คอมพิวเตอร์ควอนตัมที่ทรงพลังพอจะสามารถแก้โจทย์คณิตศาสตร์ที่คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันไม่สามารถแก้ได้ รวมถึงโจทย์คณิตศาสตร์ที่กำลังปกป้องธุรกรรมดิจิทัล ประวัติการรักษาพยาบาล และข้อมูลลับของรัฐเกือบทุกชิ้นในโลก วงการเรียกวันที่คอมพิวเตอร์แบบนี้เกิดขึ้นจริงว่า Q-Day ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า Q-Day จะมาถึงเมื่อไร แต่เวลานั้นสั้นลงทุกปี

 

และนั่นนำเราไปสู่คำที่คุณจะได้ยินบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า นั่นคือ Crypto-Agility

 

Crypto-Agility คือความสามารถในการเปลี่ยนสูตรการเข้ารหัสได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย โดยไม่ทำให้ทุกอย่างที่พึ่งพาสูตรนั้นพัง มันคือสิ่งที่แยกร้านอาหารที่เปลี่ยนเมนูได้ในคืนเดียว ออกจากร้านที่ต้องปิดปรับปรุงเป็นปี

 

นี่คือเหตุผลว่าทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ใช่ในอนาคต แม้แต่สูตรการเข้ารหัสยุคหลังควอนตัมที่กำลังถูกพัฒนาอยู่ในตอนนี้ก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าจะปลอดภัยตลอดไป ในเดือนกรกฎาคม 2026 ที่ผ่านมา ระบบ AI ตัวหนึ่งถูกส่งไปวิเคราะห์อัลกอริทึมหลังควอนตัมที่ชื่อว่า HAWK ซึ่งผ่านการทบทวนโดยผู้เชี่ยวชาญเป็นเวลาสองปี และเข้าสู่รอบสุดท้ายของการพิจารณาเป็นมาตรฐานใหม่ ในเวลาประมาณ 60 ชั่วโมง AI พบข้อบกพร่องทางคณิตศาสตร์ที่นักวิจัยที่เป็นมนุษย์มองข้าม ภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากนั้น ทีมพัฒนา HAWK ก็ถอนอัลกอริทึมนี้ออกจากการพิจารณาทั้งหมด แม้แต่อัลกอริทึมที่โลกกำลังพิจารณาอย่างละเอียดในฐานะตัวเลือกทดแทน ก็สามารถล้มเหลวได้ในเวลาไม่กี่วัน

 

องค์กรที่จะรับมือ Q-Day ได้ดี ไม่ใช่องค์กรที่มีการเข้ารหัสที่ดีที่สุดในตอนนี้ แต่คือองค์กรที่ระบบถูกออกแบบมาให้เปลี่ยนการเข้ารหัสได้โดยไม่กระทบต่อการทำงาน ร้านเดิม เมนูใหม่

 

เรื่องการแข่งขันก็ชัดเจนอยู่แล้ว ลองนึกถึงโลกที่เครือข่ายบัตรระดับโลกอย่าง Mastercard และ Visa อัปเกรดระบบชำระเงินให้ต้านทานควอนตัมได้และมี Crypto-Agility อย่างเต็มรูปแบบอย่างเงียบๆ ถ้าธนาคารไทยยังไม่ได้ทำแบบเดียวกัน ธุรกรรมของเราก็จะกลายเป็นจุดอ่อนที่สุดในห่วงโซ่ ลูกค้าองค์กรจะสังเกตเห็น หน่วยงานกำกับดูแลจะสังเกตเห็น และลูกค้าทั่วไปก็จะสังเกตเห็นในที่สุด การมาช้าไม่ใช่ปัญหาทางเทคโนโลยีอีกต่อไป มันคือปัญหาเรื่องความไว้วางใจ

 

ที่ SCBX นี่คือเรื่องที่เราให้ความสำคัญ ในฐานะหนึ่งในกลุ่มธุรกิจการเงินที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ระบบของเราประมวลผลธุรกรรมนับล้านทุกวัน ทุกธุรกรรมถูกปกป้องด้วยการเข้ารหัสที่ต้องทำงานได้อย่างไม่มีสะดุด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอีกทศวรรษข้างหน้า Crypto-Agility ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการเตรียมพร้อมสำหรับควอนตัม แต่คือการสร้างกล้ามเนื้อที่ปรับตัวได้กับสิ่งที่จะมาหลังจากควอนตัม และสิ่งที่จะมาหลังจากนั้นอีก มันเริ่มต้นด้วยการรู้ว่าการเข้ารหัสของเราอยู่ที่ไหนบ้างในทุกส่วนของการดำเนินงาน และดำเนินต่อด้วยการออกแบบระบบที่สามารถเปลี่ยนสูตรได้โดยที่ลูกค้าไม่ต้องรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงเลย

 

กลับมาที่ร้านอาหาร เมนูที่เคยทำให้ร้านโด่งดัง สักวันหนึ่งก็จะกลายเป็นเพียงความทรงจำ ครัวที่อยู่รอด คือครัวที่รู้แล้วว่าจะเสิร์ฟอะไรต่อไป

 

นั่นแหละคือความหมายที่แท้จริงของ Crypto-Agility มันไม่ใช่เทคโนโลยี มันไม่ใช่โปรเจกต์ มันคือความพร้อมที่กลายเป็นนิสัย เรียนรู้เอาไว้ตั้งแต่ก่อนที่จะจำเป็นต้องใช้ และในโลกที่สูตรถัดไปสามารถล่มสลายได้ในหกสิบชั่วโมง องค์กรที่ซ้อมไว้แล้ว คือองค์กรที่จะยังยืนอยู่ในวันที่เมนูเปลี่ยนไปตลอดกาล

The post Crypto-Agility : สูตรรับมือ Q-Day appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัสอนาคตสมาร์ทโฟนยุค AI กับ 4 บทเรียนเปลี่ยนโลกจาก Samsung https://thestandard.co/samsung-ai-smartphone-future/ Tue, 22 Sep 2026 03:00:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1246135 ภาพสมาร์ทโฟน Samsung รุ่นใหม่ในงาน Galaxy Unpacked 2026

งาน Galaxy ที่จัดขึ้น ณ กรุงลอนดอนที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่งา […]

The post ถอดรหัสอนาคตสมาร์ทโฟนยุค AI กับ 4 บทเรียนเปลี่ยนโลกจาก Samsung appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสมาร์ทโฟน Samsung รุ่นใหม่ในงาน Galaxy Unpacked 2026

งาน Galaxy ที่จัดขึ้น ณ กรุงลอนดอนที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่งานเปิดตัวมือถือใหม่ แต่ได้ส่งสัญญาณสำคัญที่บอกเราว่า อุปกรณ์จอสี่เหลี่ยมที่พกติดตัวกันมาร่วม 20 ปี กำลังเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนผ่าน เมื่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ก้าวเข้ามาเคาะประตูหน้าบ้าน บริบทการใช้งานสมาร์ทโฟนไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างเครื่องที่บางลง เร็วขึ้น หรือพับได้ดีขึ้น แต่มันคือการรื้อถอนกรอบความคิดเดิมเพื่อปรับเปลี่ยนบทบาทของโทรศัพท์มือถือให้กลายเป็นศูนย์กลางแห่งการประมวลผลอัจฉริยะในชีวิตส่วนตัว พร้อมเปิดรับนิเวศดิจิทัลรูปแบบใหม่ที่จะเข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตผู้คนไปตลอดกาล 

 

และนี่คือ 4 บทเรียนสำคัญในการถอดรหัสอนาคตโลกสมาร์ทโฟนยุค AI ที่ซัมซุงกำลังฉายภาพให้เห็น

 

1. สมาร์ทโฟนยังไม่ตาย แต่เปลี่ยนบทบาทเป็น “Personal Entry Point”

 

ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา เราคุ้นชินกับการยกโทรศัพท์ขึ้นมา ปลดล็อกหน้าจอ แตะเปิดแอปพลิเคชัน และพิมพ์ข้อความเพื่อค้นหาข้อมูล รูปแบบพฤติกรรมเดิมเริ่มเผชิญจุดอิ่มตัว เพราะสมาร์ทโฟนกำลังแปลงสภาพไปสู่การเป็น Personal Entry Point หรือประตูบานแรกที่ทำหน้าที่เป็นสมองส่วนกลางเชื่อมต่อไปยังทุกอุปกรณ์ในชีวิต

 

นวัตกรรมหน้าจอพับอย่างสมาร์ตโฟนทรงหนังสือสัดส่วน 4:3 ที่บางลงและกางออกได้เต็มตา คือสะพานเชื่อมแรกในการเปลี่ยนผ่าน หน้าที่หลักของสมาร์ตโฟนจะเปลี่ยนจากการทำทุกอย่างจบในจอเดียว ไปเป็นการส่งต่อคำสั่งให้อุปกรณ์รอบตัว เช่น แว่นตาอัจฉริยะทำหน้าที่แทนดวงตา นาฬิกาและแหวนช่วยตรวจจับสุขภาพ ส่วนหูฟังรับหน้าที่แปลภาษา ทั้งหมดนี้ทำงานประสานกันโดยมีสมาร์ทโฟนเป็นตัวควบคุมหลัก เพื่อตอบโจทย์ชีวิตที่ลื่นไหลไร้รอยต่อของผู้ใช้งาน

 

2. AI Companion คืออะไร จะเข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตเราได้อย่างไร

 

ความรำคาญจากการต้องคอยจัดการตารางชีวิตด้วยตัวเอง คือ Pain Point ที่ปัญญาประดิษฐ์ยุคใหม่ตั้งใจเข้ามาอุดรอยรั่ว ในอีกไม่นาน AI จะขยับขึ้นมาเป็น ‘AI Companion’ หรือเพื่อนคู่คิดที่เข้าใจบริบทและทำงานซ้อนอยู่เบื้องหลังทุกระบบอย่างแนบเนียน เทคโนโลยีนี้สามารถคาดเดาความต้องการล่วงหน้าและยื่นเสนอทางเลือกให้ทันท่วงที

 

ฟีเจอร์อย่าง Now Nudge และ Now Brief ของซัมซุงคือตัวอย่างของการทำงานล่วงหน้าโดยผู้ใช้ไม่ต้องออกปากสั่ง หากมีการพิมพ์สนทนากับเพื่อนเรื่องนัดหมายไปเที่ยว ระบบจะช่วยตรวจสอบปฏิทินงาน สภาพอากาศ พร้อมแนะนำสถานที่พักให้อัตโนมัติ สำหรับเรื่องความเป็นส่วนตัว ข้อมูลทั้งหมดจะเน้นประมวลผลบนตัวเครื่องผ่านระบบความปลอดภัย Knox Security ที่มีการแยกพาร์ทิชันข้อมูลอย่างชัดเจน การยิงข้อมูลสู่คลาวด์จะเกิดขึ้นต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากผู้ใช้เท่านั้น เพื่อมอบความไว้วางใจสูงสุด

 

3. ทำไมแว่นตาอัจฉริยะถึงเป็นหมากใหม่ที่ต้องจับตามอง

 

จุดเริ่มต้นของ Intelligent Eyewear มาจาก Customer Pain Point ที่มองว่าแว่นตาอัจฉริยะในอดีตมักจะหนา เทอะทะ และสวมใส่จริงในชีวิตประจำวันได้ยาก การร่วมมือกับแบรนด์แฟชั่นระดับโลกจึงถูกขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายที่จะดีไซน์ให้แว่นมีความบางลง เบาลง และใช้งานได้จริงในทุกๆ วัน

 

ที่สำคัญคือการตอบโจทย์ Use Case จากความต้องการของลูกค้าจริงๆ เช่น ในวินาทีสำคัญที่คุณอยากบันทึกภาพความประทับใจหรือรอยยิ้มของลูก คุณไม่จำเป็นต้องเสียเวลาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดกล้องให้ขัดจังหวะโมเมนต์นั้นอีกต่อไป แต่สามารถใช้นวัตกรรมอย่าง Multimodal AI และมุมมองแบบ Point of View เพื่อบันทึกภาพความทรงจำผ่านสายตาของคุณได้ทันที ทำให้เทคโนโลยีไม่ได้อยู่แค่ในโลกดิจิทัล แต่ขยับเข้ามาเติมเต็มชีวิตจริงได้อย่างกลมกลืน

 

4. ซัมซุงเอาตัวรอดอย่างไรในสงครามชิปขาดแคลนที่เขย่าราคาไอทีทั่วโลก

 

กระแสความนิยมปัญญาประดิษฐ์ส่งผลให้ Data Center ทั่วโลกมีความต้องการชิปความจำมหาศาล เหตุการณ์นี้ลุกลามจนเกิดวิกฤต Memory Shortage ซึ่งกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานการผลิตสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์อย่างหนัก ผู้ผลิตหลายรายจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาสินค้าเนื่องจากขาดแคลนชิ้นส่วนสำคัญ

 

การมีธุรกิจ Semiconductor และการผลิตชิปความจำของตนเอง กลายเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่ช่วยให้จัดสรรวัตถุดิบเข้าสู่สายการผลิตได้ก่อนใคร แม้แนวโน้มราคาสินค้าเทคโนโลยีทั่วโลกจะต้องปรับตัวขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การกุมซัพพลายเชนไว้ในมือช่วยให้สามารถบริหารต้นทุนได้ดีกว่า และสามารถชะลอการปรับขึ้นราคาให้กระทบถึงมือผู้บริโภคน้อยที่สุด

 

สรุป 4 Key Takeaways สำหรับการปรับตัวในยุค AI

 

  1. Shift to Personal Entry Point: สมาร์ทโฟนปรับเปลี่ยนบทบาทจากอุปกรณ์ทำทุกอย่าง มาเป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการนิเวศดิจิทัลรอบตัว
  2. Contextual AI Companion: การแข่งขันของปัญญาประดิษฐ์ขยับจากการตอบคำถาม ไปสู่การเข้าใจบริบทและนำเสนอสิ่งที่คุณต้องการได้ล่วงหน้า
  3. Seamless Human-Centric Hardware: เทคโนโลยีล้ำสมัยจะเกิดได้จริง ต้องถูกออกแบบจาก Pain Point ของผู้ใช้เพื่อสร้าง Use Case ที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
  4. Supply Chain Advantage: ในยุคที่ชิปขาดแคลน การเป็นเจ้าของเทคโนโลยีขั้นสูงและบริหารจัดการซัพพลายเชนได้เอง คือปราการความได้เปรียบทางธุรกิจ

 

หัวใจสำคัญของความสำเร็จของ SAMSUNG ไม่ได้อยู่ที่ความคุ้นชินเดิม แต่นำมาซึ่งการยึดค่านิยมองค์กรอย่าง Change หรือการกล้าเปลี่ยนแปลง ในวันที่เทคโนโลยีกำลังรื้อถอนวิถีเดิม ธุรกิจและคนทำงานที่กล้าเปลี่ยนบทบาทและเร่งสร้าง Ecosystem ของตัวเองโดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลางเท่านั้น จึงจะยืนหยัดเป็นผู้นำในอนาคตได้อย่างมั่นคง

 

The post ถอดรหัสอนาคตสมาร์ทโฟนยุค AI กับ 4 บทเรียนเปลี่ยนโลกจาก Samsung appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภัยพิบัติชายแดน Nepal–Tibet: หรือ “ฝี” ของโลกร้อนกำลังแตก? https://thestandard.co/global-warming-cascading-risk/ Sat, 19 Sep 2026 09:44:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1257114 ภาพถ่ายมุมสูงแสดงเหตุการณ์ดินถล่มและกระแสน้ำพัดพาเศษซากในพื้นที่ภูเขาของเนปาล

เช้าวันที่ 26 สิงหาคม มวลน้ำแข็ง หิน และตะกอนบนเทือกเขา […]

The post ภัยพิบัติชายแดน Nepal–Tibet: หรือ “ฝี” ของโลกร้อนกำลังแตก? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพถ่ายมุมสูงแสดงเหตุการณ์ดินถล่มและกระแสน้ำพัดพาเศษซากในพื้นที่ภูเขาของเนปาล

เช้าวันที่ 26 สิงหาคม มวลน้ำแข็ง หิน และตะกอนบนเทือกเขาหิมาลัยพังลงสู่หุบเขา ก่อนนำไปสู่น้ำท่วมฉับพลันและความเสียหายต่อชุมชนและโครงสร้างพื้นฐานบริเวณชายแดน Nepal-Tibet

 

นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ได้สรุปว่า Climate Change เป็นสาเหตุโดยตรง เราจึงไม่ควรรีบจับโลกร้อนใส่กุญแจมือ ถ้าหลักฐานยังไม่ครบ

 

แต่เรารู้ว่าธารน้ำแข็ง Himalaya กำลังถอยร่น และ permafrost ที่ช่วยยึดภูเขากำลังเปลี่ยนแปลง

 

เหตุการณ์นี้ทำให้ผมนึกถึงคำว่า ‘ฝีแตก’

 

ที่ผ่านมาเรามอง Global Warming ผ่านภาพน้ำแข็งขั้วโลกละลาย และระดับน้ำทะเลที่ค่อยๆ สูงขึ้น

 

น่ากลัว แต่ดูไกลตัว

 

ปี 2050… 2100…

 

Unfortunately, Climate Change may not have read our timetable.

 

ความเสี่ยงที่สะสมช้าๆ อาจกลายเป็นภัยพิบัติในเวลาไม่กี่นาที และเมื่อมันเริ่มแล้ว มันอาจไม่หยุดอยู่ที่เหตุการณ์แรก

 

Warming → Glacier instability → Avalanche → Flood → Infrastructure → Energy → Supply Chain → Economy

 

ตำราเรียกว่า Cascading Risk

 

ผมเรียกง่ายๆ ว่า Snowball เพราะมันยิ่งกลิ้ง ยิ่งใหญ่ ยิ่งหนัก และยิ่งหยุดยาก

 

ฝี คือความเสี่ยงที่สะสมก่อนเกิดเหตุ

 

Snowball คือความเสียหายที่ขยายตัวหลังเกิดเหตุ

 

Climate Strategy จึงไม่ใช่แค่การลด Carbon

 

Mitigation ถามว่า เราจะทำให้โลกร้อนช้าลงอย่างไร

 

Resilience ถามว่า ถ้ามันไม่รอเรา เราจะรับมืออย่างไร

 

ถ้าผมนั่งอยู่ในห้องประชุมบอร์ด ผมคงชวนฝ่ายจัดการกลับไปขบคิด 3 คำถาม

 

  • Where are our hidden abscesses?

 

มี Climate Risk อะไรที่กำลังสะสมเงียบๆ ในธุรกิจ สินทรัพย์ Supply Chain หรือชุมชนรอบตัวเรา ที่ยังไม่ปรากฏใน Risk Register?

 

  • Where can the snowball roll?

 

ถ้าจุดหนึ่งล้ม มันจะกลิ้งไปกระทบอะไรต่อ – Supplier, Energy, Logistics, Customer, Finance หรือ Reputation?

 

  • Are we resilient – or merely lucky?

 

ที่เรายังไม่เคยเจอวิกฤต เป็นเพราะระบบเราพร้อมจริง ๆ หรือเพียงเพราะ Snowball ยังไม่เคยกลิ้งมาทางเรา?

 

หน้าที่ของบอร์ดไม่ใช่การทำนายว่า ฝีจะแตกวันไหน

 

แต่คือการชวนฝ่ายจัดการมองให้เห็นว่า ฝีอยู่ตรงไหน Snowball จะกลิ้งไปทางไหน และเราพร้อมแค่ไหนเมื่อมันมาถึง

 

Climate Change may not have read our timetable.

 

The Board had better read the risks.

 

ภาพ: shankar bhujel / Shutterstock

The post ภัยพิบัติชายแดน Nepal–Tibet: หรือ “ฝี” ของโลกร้อนกำลังแตก? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อผู้นำการเติบโต AI ขอแตะเบรก https://thestandard.co/ai-leaders-slow-development-investment/ Sat, 19 Sep 2026 07:50:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1257056 ภาพกราฟิกแสดงแนวคิด AI กับการลงทุนในตลาดหุ้นและคริปโตเคอร์เรนซี

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีเรื่องที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเมื่อ Da […]

The post เมื่อผู้นำการเติบโต AI ขอแตะเบรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงแนวคิด AI กับการลงทุนในตลาดหุ้นและคริปโตเคอร์เรนซี

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีเรื่องที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเมื่อ Dario Amodei ซีอีโอ Anthropic ออกโรงเรียกร้องให้อุตสาหกรรม AI ชะลอความเร็วในการพัฒนาโมเดล AI เพื่อให้ระบบความปลอดภัยตามทัน ไม่เช่นนั้นอาจเกิดความเสี่ยงร้ายแรงภายใน 6-12 เดือนข้างหน้า

 

Sam Altman แห่ง OpenAI เห็นด้วยทันที และประกาศเลื่อน IPO ออกไปเป็นปี 2027 ขณะที่ Elon Musk ผู้ก่อตั้ง SpaceX ก็ออกมาสนับสนุนแนวคิดนี้เช่นกัน

 

สำหรับนักลงทุน ผมมองว่าคำถามที่แท้จริงไม่ใช่ “อันตรายจาก AI ต่อมนุษย์หรือไม่” เพราะนั่นเป็นคำถามปรัชญาที่ไม่มีใครตอบได้ แต่เราต้องรู้ให้ทันว่าอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าผู้นำการเติบโตหลักของตลาดหุ้นโลกอย่างธีม AI จะต้องถูกควบคุมความเร็วในการพัฒนาจริง

 

เริ่มด้วยเรื่องของความเร็ว การชะลอพัฒนาการไม่ได้มีแต่ข้อเสีย เป็นเรื่องดีในด้านต้นทุน แค่ต้องไม่พัฒนาช้าเกินไปจนเป็นปัญหา

 

ทฤษฎีการลงทุนจะมองการเติบโตของเทคโนโลยีผ่าน S-Curve คือเริ่มช้า เร่งตัวแรง แล้วชะลอเมื่อถึงจุดอิ่มตัว

 

จากประวัติศาสตร์เทคโนโลยี 70 ปีที่ผ่านมา พัฒนาการของโมเดล AI ตอนนี้เร็วกว่าทุก S-Curve ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตไปแล้ว และเร็วกว่าแม้แต่กฎของ Moore ที่เคยเป็นเพดานอุตสาหกรรมชิปมานานหลายทศวรรษด้วย

 

ข้อเสียของการพัฒนาที่เร็วไป คือต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานจะล้าสมัยเร็ว บริษัทจึงต้องเร่งลงทุนไม่หยุด หนุนให้ต้นทุนพุ่งขึ้นไปอีก

 

ปัญหาจะไม่เกิดขึ้นถ้าพัฒนาการชะลอตัว การลงทุนในชิปและ data center จะมีอายุการใช้งานนานคุ้มค่ากว่าเดิม

 

แต่ในทางกลับกัน ต้องไม่ลืมว่า Valuation ของตลาดอยู่ในระดับสูง หุ้น AI ทุกวันนี้ตีมูลค่าจากสมมติฐานการเติบโตแบบทวีคูณ หากอุตสาหกรรมชะลอความเร็วลงมากเกินไป ตลาดจะต้องปรับสมมติฐานเติบโตใหม่ทั้งหมด อาจสร้างความผันผวนที่รุนแรงกับโลกการเงินกว่าความเสี่ยงจาก AI เองเสียอีก

 

ด้านประเด็นการยกระดับการควบคุม ผมมองว่ามีทั้งต้นทุนที่ต้องจ่ายและเกราะป้องกันความเสี่ยงที่ได้กลับมา

 

เพราะการมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน จะช่วยลดความเสี่ยงที่ AI จะถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์ ลดความเสี่ยงที่ตลาดจะถูกแย่งไปโดยผู้เล่นที่ไม่มีกรอบความรับผิดชอบ และลดความเสี่ยงที่โมเดลจะถูกลอกเลียนแบบอย่างรวดเร็วเกินควบคุม

 

ส่วนต้นทุนที่ต้องจ่าย คือค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่สูงขึ้น ความเร็วในการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ช้าลง และที่สำคัญที่สุด คือมูลค่าตลาดรวมของอุตสาหกรรม (Total Addressable Market) ที่อาจเล็กลงกว่าที่นักลงทุนเคยประเมินไว้

 

คำถามที่น่าสนใจอีกเรื่อง คือโอกาสที่เหล่าผู้นำด้าน AI จะประเมินผิด

 

ประเด็นนี้เป็นความเสี่ยงที่นักลงทุนส่วนใหญ่มองข้าม แต่มักเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนตัวผู้นำการเติบโตในอดีต

 

เช่น Steve Ballmer ซีอีโอ Microsoft เคยบอกว่า iPhone ไม่มีทางมี market share ที่มีนัยสำคัญได้ แต่ปัจจุบันขายไปแล้วกว่า 3 พันล้านเครื่อง ต้นทุนของการเดาผิดครั้งนั้นคือ Microsoft เสียโอกาสครองตลาดมือถือไปทั้งยุค

 

หรือ Sam Altman เองก็เพิ่งกลับคำ หลังเคยเตือนว่า AI จะกวาดงานระดับเริ่มต้นหายไปครึ่งหนึ่ง แต่สุดท้ายยอมรับว่าผิดพลาดเรื่องผลกระทบเศรษฐกิจและสังคมที่สูงเกินจริง

 

ความเสี่ยงของรอบนี้คือการประเมิน timeline พัฒนาการ ถ้าประเมินถูก สหรัฐฯ ก็น่าจะรักษาความเป็นผู้นำด้านโมเดล AI ไว้ได้ไม่ยาก แต่ถ้าผิด ก็จะเป็นโอกาสให้ผู้พัฒนารายอื่นๆ ก้าวแซงขึ้นมาได้เช่นกัน

 

จากการวิเคราะห์เบื้องต้น จะเห็นว่าทั้งหมดมีทั้งโอกาสและความเสี่ยง สำหรับนักลงทุน กลยุทธ์ที่ดีที่สุดจึงเป็นการเลือกสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์ไม่ว่า AI จะ Speed up หรือ Slow down

 

(1) โครงข่ายสาธารณูปโภคสำหรับ Data Center

 

ไม่ว่าโมเดลจะพัฒนาต่อเร็วหรือชะลอลง ความต้องการไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน และโครงสร้างพื้นฐานพลังงานจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะโมเดลที่มีอยู่แล้วก็ต้องใช้พลังงานรันตลอดเวลาอยู่ดี

 

(2) ผู้ผลิตชิปที่มีสัญญาระยะยาวรองรับ

 

เพราะสัญญาที่เซ็นไปแล้ว ไม่ได้ถูกยกเลิกเพียงเพราะบริษัท AI ประกาศชะลอการพัฒนา ความต้องการชิปยังคงมีอยู่จากทั้งการเทรนโมเดลใหม่ และการรันโมเดลเดิมในเชิงพาณิชย์

 

(3) ผู้ให้บริการตรวจสอบและรับรองความปลอดภัยของ AI

 

หาก AI เร่งพัฒนาต่อ ความต้องการตรวจสอบจะยิ่งเพิ่มตามความซับซ้อน แต่หากอุตสาหกรรมถูกบังคับให้ชะลอด้วยกฎระเบียบ ความต้องการตรวจสอบจะยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีกจากแรงกดดันด้านการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์

 

มุมมองของผม เรื่องร้ายมักขายดีกว่าเรื่องดีอยู่แล้วในทุกยุคสมัย แต่ผมเชื่อว่าโอกาสที่โมเดลภาษา จะพัฒนาเร็วจนกลายเป็นภัยคุกคามการดำรงอยู่ของมนุษยชาติในระยะสั้นยังต่ำมาก

 

อย่างไรก็ดี ในมุมของกลยุทธ์การลงทุน ทุกอย่างมีโอกาสเกิดขึ้นได้ เราจึงต้องปรับพอร์ตให้ยืดหยุ่น เพื่อพร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลงมากกว่าเดิมครับ

 

 

ภาพ: Tero Vesalainen / Shutterstock

The post เมื่อผู้นำการเติบโต AI ขอแตะเบรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
แมลงสาบไม่เคยมาตัวเดียว เงินเฟ้อไม่เคยค้างแป้ปเดียว และ เฟดไม่เคยขึ้นดอกเบี้ยครั้งเดียว https://thestandard.co/fed-interest-rate-hikes-inflation-not-done/ Fri, 18 Sep 2026 05:40:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1256664 เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ กำลังกล่าวสุนทรพจน์

ณ ขณะที่ผมกำลังพักฟื้นจากการผ่าตัดโพรงจมูก (ไซนัสอักเสบ […]

The post แมลงสาบไม่เคยมาตัวเดียว เงินเฟ้อไม่เคยค้างแป้ปเดียว และ เฟดไม่เคยขึ้นดอกเบี้ยครั้งเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ กำลังกล่าวสุนทรพจน์

ณ ขณะที่ผมกำลังพักฟื้นจากการผ่าตัดโพรงจมูก (ไซนัสอักเสบ) ที่รพ. หมอและพยาบาลก็บอกให้พักผ่อน แต่พอเห็นความเคลื่อนไหวของโลกการเงินการลงทุนในช่วงนี้ โดยเฉพาะการกระทำของ Kevin Warsh, การประชุม FOMC รอบล่าสุด

 

ก็คงต้องบอกว่า “นายแน่มาก” และ “สะเด่าไปเลยอีน้อง”

 

ประเด็นแรก คือ คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของ Fed มีมติเป็นเอกฉันท์ด้วยคะแนนเสียง 12-0 ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00%

 

ส่วนรายงาน Dot Plot ซึ่งแสดงการคาดการณ์ของเจ้าหน้าที่ Fed ระบุว่า เจ้าหน้าที่ 16 รายจากทั้งหมด 18 ราย คาดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้

 

เท่ากับว่าดอกเบี้ย 4.00-4.25% มาค่อนข้างแน่ เพราะ วางเกม เดินหมาก ไว้รอแล้ว

 

ประเด็นต่อมา ตอกย้ำคำพูดตน นั่นคือ “เงินเฟ้อ 2% คือ อาญาสิทธิ์” โดย เค้าย้ำว่า คณะกรรมการ FOMC มีวัตถุประสงค์ที่แน่วแน่และมีนัยสำคัญ นั่นคือ การจ้างงานที่เต็มศักยภาพ การสร้างเสถียรภาพด้านราคา และ การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สร้างมาตรฐานให้แก่ทั่วโลก

 

เสถียรภาพด้านราคาคือ “รากฐานสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ”

 

อีกประเด็นสุดแสบ และ อาศัยจังหวะชุลมุน โดย เค้ากล่าวว่า

 

ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีส่วนทำให้มุมมองของ Fed เปลี่ยนแปลงไป

 

... ชัดเจนว่าคือสถานการณ์อิหร่านกับสหรัฐฯ

 

ลองดูรูปนี้ที่ผมทำมาก็ชัดแล้วครับ (รูปน้ำมันดิบ Brent และ ดอกเบี้ยนโยบายของ Fed)

 

เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ กำลังกล่าวสุนทรพจน์ 1

 

หนึ่ง ทุกครั้งที่น้ำมันดิบปรับตัวขึ้น (นับตั้งแต่ปี 2001) … Fed ต้องขึ้นดอกเบี้ยตาม

 

สอง มีแค่ปี 2008 เท่านั้นที่น้ำมันดิบขึ้น แล้ว Fed ไม่ตามเนื่องจากเกิดวิกฤตบ้าน (Hamburger crisis)

 

และ สาม เมื่อไหร่ก็ตามที่ Fed ขึ้นดอกเบี้ย … Fed ไม่เคยขึ้นแค่รอบเดียว

 

ดังนั้น ในบทความนี้ ผมจึงอยากจะมาแชร์ให้ผู้อ่านได้ทราบกันครับว่า สำหรับใครที่มองว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยแบบ “One and Done” … อนุญาตให้คิดใหม่และคิดดีๆ ครับ.

 

“ในมุมมองส่วนตัวของผม ผมมองว่า 4.00-4.25% ค่อนข้างแน่ และ ควรจะจบ หรือ หยุดตรงแถวๆนี้ (4.50%) ไม่เกิน … แต่ถ้าขึ้นไปจนถึง 5.00-5.25% ที่เดิม ผมกึคงต้องขอนอนต่อแล้วกันครับ”

 

เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ กำลังกล่าวสุนทรพจน์ 2

ที่มา: FOMC, Macro & Mr. Market

 

*การแสดงความเห็นให้คำแนะนำดังกล่าว ข้าพเจ้าขอเรียนว่า เป็นการกระทำในนามส่วนตัวของข้าพเจ้า เท่านั้น บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น

The post แมลงสาบไม่เคยมาตัวเดียว เงินเฟ้อไม่เคยค้างแป้ปเดียว และ เฟดไม่เคยขึ้นดอกเบี้ยครั้งเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อผู้สร้าง AI ขอแตะเบรก: จุดจบหุ้นเทค หรือจุดเปลี่ยนวิธีเลือกลงทุน? https://thestandard.co/ai-slowdown-tech-stocks-investment/ Wed, 16 Sep 2026 01:55:36 +0000 https://thestandard.co/ai-slowdown-tech-stocks-investment/ หุ่นยนต์ AI กำลังทำงานในตลาดหุ้น

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หุ้น AI เติบโตมาพร้อมการแข่งขันพัฒน […]

The post เมื่อผู้สร้าง AI ขอแตะเบรก: จุดจบหุ้นเทค หรือจุดเปลี่ยนวิธีเลือกลงทุน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ่นยนต์ AI กำลังทำงานในตลาดหุ้น

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หุ้น AI เติบโตมาพร้อมการแข่งขันพัฒนาเทคโนโลยีให้เร็วขึ้น เก่งขึ้น และเข้าถึงผู้ใช้งานมากขึ้น แต่เมื่อผู้พัฒนาเองเริ่มส่งสัญญาณว่าความก้าวหน้าอาจเร็วจนการดูแลความปลอดภัยตามไม่ทัน นักลงทุนจึงต้องกลับมาทบทวนว่า อุตสาหกรรมนี้จะเดินหน้าต่ออย่างไร

 

แรงกดดันรอบนี้เกิดขึ้นหลัง Dario Amodei ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Anthropic เสนอให้ชะลอการพัฒนา AI ระดับแนวหน้า หรือ Frontier AI พร้อมเพิ่มการตรวจสอบความปลอดภัยจากผู้เชี่ยวชาญภายนอก และสร้างกติการ่วมกันระหว่างบริษัทกับภาครัฐ

 

แนวคิดดังกล่าวได้รับเสียงสนับสนุนจากผู้นำรายอื่นในอุตสาหกรรม ขณะที่หุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยเฉพาะผู้ผลิตชิป เผชิญแรงขายในวันที่ 14 กันยายน 2569

 

หุ่นยนต์ AI กำลังทำงานในตลาดหุ้น 1

 

Source: Bloomberg

 

จากภาพ ดัชนี SOX ซึ่งสะท้อนความเคลื่อนไหวของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์สหรัฐฯ เผชิญแรงขายหนัก โดยเปิดตลาดวันที่ 14 ก.ย. 2569 ลดลงราว 5% จากราคาปิดวันที่ 11 ก.ย. 2569

ขณะเดียวกัน Sam Altman ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OpenAI ส่งสัญญาณว่าบริษัทจะยังไม่เข้าตลาดหุ้นในปี 2569 ท่ามกลางภารกิจด้านความปลอดภัยที่ต้องดำเนินการ ยิ่งทำให้ตลาดหันมาตั้งคำถามว่า เม็ดเงินลงทุนมหาศาลใน AI จะสร้างรายได้และกำไรกลับมาเมื่อไร
ความกังวลนี้กระทบราคาหุ้นได้ทันที เพราะมูลค่าหุ้น AI ส่วนหนึ่งสะท้อนการเติบโตในอนาคตไว้แล้ว หากตลาดมองว่าผลตอบแทนจากการลงทุนอาจมาช้ากว่าคาด นักลงทุนก็อาจลดราคาที่ยอมจ่าย แม้รายได้ปัจจุบันยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง จึงเกิดแรงขายต่อเนื่องไปถึงผู้ผลิตชิปและผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน

อย่างไรก็ตาม การพัฒนา AI รุ่นใหม่ให้ช้าลงไม่ได้หมายถึงการหยุดใช้ AI หรือหยุดลงทุนทั้งหมด ธุรกิจยังสามารถนำโมเดลที่มีอยู่ไปช่วยเขียนโปรแกรม วิเคราะห์ข้อมูล และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ ซึ่งยังต้องอาศัยชิป หน่วยความจำ และศูนย์ข้อมูลรองรับ ความต้องการส่วนนี้จึงยังมีโอกาสเติบโต แม้การเปิดตัวโมเดลรุ่นใหม่จะต้องผ่านการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับเสียงเรียกร้องให้ชะลอ AI โดยมองว่าสหรัฐฯ มีมาตรการกำกับดูแลอยู่แล้ว เมื่อประกอบกับการแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ กับจีน เราจึงประเมินว่าการชะลอในวงกว้างเกิดขึ้นได้ยาก เพราะแต่ละฝ่ายต่างกังวลว่าจะเสียความได้เปรียบหากตัวเองชะลอ แต่อีกฝ่ายยังเดินหน้าต่อ

ความกังวลด้านความปลอดภัยยังทำให้ Cybersecurity หรือความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์น่าจับตา เพราะเมื่อองค์กรเชื่อมต่อ AI เข้ากับข้อมูลลูกค้า เอกสารภายใน และระบบงานสำคัญ ก็จำเป็นต้องควบคุมสิทธิ์การเข้าถึง ป้องกันข้อมูลรั่วไหล และตรวจจับการใช้งานผิดปกติ เราจึงมองว่างบประมาณด้านความปลอดภัยมีโอกาสเติบโตควบคู่กับการนำ AI ไปใช้งานจริง และเป็นอีกส่วนของอุตสาหกรรมที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญ

แล้วหุ้น AI ที่กำลังพักฐานยังน่าสนใจหรือไม่?

ข้อมูลจากทีม Global Investing หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่าการปรับตัวลงรอบนี้อาจเปิดโอกาสให้ทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่งในราคาที่เหมาะสม โดยเรายังมองว่าแรงขายสะท้อนการลดความคาดหวังของตลาด มากกว่าการสิ้นสุดของวัฏจักรการลงทุน AI อย่างไรก็ตาม มุมมองนี้ต้องได้รับการสนับสนุนจากงบลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ คำสั่งซื้อชิป และแนวโน้มกำไร หากเริ่มเห็นการเลื่อนโครงการหรือลดคำสั่งซื้อเป็นวงกว้าง ก็จำเป็นต้องประเมินสถานการณ์ใหม่

อีกปัจจัยที่ต้องจับตาคือ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ โดยมีกำหนดประกาศผลการประชุมวันที่ 16 กันยายน 2569 ตามเวลาสหรัฐฯ หรือเวลา 01.00 น. ของวันที่ 17 กันยายน ตามเวลาไทย เพราะดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอาจเพิ่มต้นทุนทางการเงินและกดดันมูลค่าหุ้นเทคโนโลยี แม้ธุรกิจยังเติบโต ราคาหุ้นก็อาจผันผวนต่อได้ การแบ่งเงินทยอยลงทุนและเผื่อเงินสำหรับจังหวะที่ตลาดปรับตัวเพิ่มเติมจึงเป็นแนวทางที่เหมาะกับความไม่แน่นอนช่วงนี้

ในห่วงโซ่ AI ยังมีบริษัทที่น่าติดตามตั้งแต่ NVIDIA ผู้พัฒนาชิปประมวลผล Micron ผู้ผลิตหน่วยความจำ ไปจนถึง ASML ผู้ผลิตเครื่องจักรสำหรับการผลิตชิป รวมถึง Samsung Electronics และ SK hynix ของเกาหลีใต้ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลิตหน่วยความจำรองรับ AI
นักลงทุนไทยสามารถเข้าถึงบริษัทเหล่านี้ผ่าน DR01 ที่ซื้อขายเป็นเงินบาทในตลาดหุ้นไทย เช่น NVDA01, MICRON01 และ ASML01 ส่วน KOREA01 อ้างอิง ETF ที่ลงทุนตามดัชนี KOSPI 200 ซึ่งมี Samsung Electronics และ SK hynix เป็นส่วนประกอบ จึงเชื่อมโยงทั้งกับธีมหน่วยความจำและภาพรวมตลาดหุ้นเกาหลีใต้

เมื่อความเร็วในการพัฒนา AI เริ่มถูกตั้งคำถาม นักลงทุนย่อมให้ความสำคัญมากขึ้นกับการเปลี่ยนเทคโนโลยีให้เป็นรายได้และกำไรจริง โอกาสระยะยาวจึงต้องพิจารณาควบคู่กับราคาที่เข้าลงทุน เพราะแม้ธุรกิจจะเติบโตได้ดี ผลตอบแทนยังขึ้นอยู่กับว่าเราจ่ายแพงเพียงใด และพร้อมรับความผันผวนระหว่างทางได้แค่ไหน
ที่มา: BLS Global Investing 15/09/2569

ภาพ: Will Falcon / Shutterstock

The post เมื่อผู้สร้าง AI ขอแตะเบรก: จุดจบหุ้นเทค หรือจุดเปลี่ยนวิธีเลือกลงทุน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องโอกาสในตลาดหุ้นจีน เมื่อโลกกำลังจัดระเบียบเงินทุน https://thestandard.co/china-stock-global-capital-reallocation/ Wed, 16 Sep 2026 01:50:55 +0000 https://thestandard.co/china-stock-global-capital-reallocation/ ภาพประกอบแสดงกราฟตลาดหุ้นจีนและทิศทางการลงทุนทั่วโลก

ตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญกับ ‘แรงเทขายบอนด์’ อย่างหนักตล […]

The post ส่องโอกาสในตลาดหุ้นจีน เมื่อโลกกำลังจัดระเบียบเงินทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงกราฟตลาดหุ้นจีนและทิศทางการลงทุนทั่วโลก

ตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญกับ ‘แรงเทขายบอนด์’ อย่างหนักตลอดช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา หรือนี่เป็นสัญญาณวิกฤติโลกที่ไม่ได้หยุดแค่ตลาดหุ้นเท่านั้น แต่มันกำลังบ่งชี้ถึงความกลัวของตลาดกำลังย้ายฝั่ง

 

 

‘พันธบัตรรัฐบาล’ หรือบอนด์ (Bond) เป็นสินทรัพย์ที่ถูกมองว่า ‘ปลอดภัยที่สุด’ ของโลก โดยเฉพาะพันธบัตรระยะยาว และเมื่อไหร่ที่เราเห็นการพุ่งขึ้นของ Bond Yield เกิดขึ้น นั่นหมายความว่า พันธบัตรกำลังถูกเทขายและราคาตกลง

 

คำถามสำคัญ… ตลาดกำลังส่งสัญญาณเตือนอะไร? แล้วเงินโลกกำลังเปลี่ยนทิศไปทางไหน และเมื่อมองกลับมาที่พอร์ตลงทุนของตัวเอง เราจะรอดมั้ย?

 

เมื่อสภาพคล่องโลกไม่ได้ไหลเหมือนเดิม

 

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังปะทะกันรุนแรง หลังจากที่สหรัฐฯ กับอิหร่านไม่สามารถเจรจาบรรลุข้อตกลงสันติภาพร่วมกันได้ สหรัฐฯ งัดไม้ตายประกาศ ‘คว่ำบาตรเศรษฐกิจ’ อิหร่าน ฝั่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซใหม่ กดดันราคาน้ำมันดีดขึ้นแรงเฉียด 100 ดอลลาร์/บาร์เรล จากที่ก่อนหน้ารอบนี้ลดลงมาอยู่ที่ระดับกว่า 80 ดอลลาร์/บาร์เรล

 

นี่คือต้นเหตุของความเสี่ยงเงินเฟ้อรอบใหม่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก เพราะหากราคาน้ำมันยืนสูงต่อเนื่อง ต้นทุนจะไหลผ่านทั้งระบบเศรษฐกิจทั่วโลกครับ และนี่คือสิ่งที่ตลาดกำลังกลัวครับ

 

เมื่อไหร่ที่เงินเฟ้อสหรัฐฯ กลับมา ดอกเบี้ยก็อาจจะไม่ลงได้อย่างที่ตลาดคาดหวังไว้หลายเดือนก่อนหน้า และอาจจะแย่กว่านั้น คือ ดอกเบี้ยอาจจะต้องขึ้นด้วยซ้ำ ขณะที่ ‘เควิน วอร์ช’ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ยังไม่มีท่าทีจะส่งสัญญาณดอกเบี้ยนโยบายออกมา

 

ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ มีความเสี่ยงด้านหนี้สาธารณะสะสมสูง 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แล้ว และในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 นี้จะต้องออกพันธบัตรเพื่อไถ่ถอนตัวที่หมดอายุและออกเพิ่มลอตใหม่อีกเพื่อชดเชยปัญหาขาดดุลงบประมาณ ประกอบกับปัจจัยแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขึ้น ทำให้นักลงทุนต้องการเรียกร้องผลตอบแทนของพันธบัตรใหม่ที่สูงกว่าชุดเดิม เพื่อชดเชยความเสี่ยงที่สูงขึ้น

 

จากปัจจัยความเสี่ยงหลักๆ ของเงินเฟ้อและหนี้สาธารณะสหรัฐฯ จึงทำให้นักลงทุนเทขายบอนด์ในตลาดออก กดดัน Bond Yield ที่พุ่งขึ้น โดยเฉพาะอายุ 10 ปี ทะลุ 4.8% สูงสุดในรอบ 2 ปี และอายุ 30 ปี พุ่งแตะ 5.3% ในรอบ 20 ปี ตัวเลขนี้กำลังจะเป็นต้นทุนทางการเงินของทั้งระบบ ซึ่งไม่ใช่แค่รัฐบาลสหรัฐฯ ที่จะมีต้นทุนที่สูงขึ้นสำหรับพันธบัตรที่จะออกใหม่ แต่ยังไปตกหนักกับหุ้นกู้ภาคเอกชนด้วย

 

เพราะถ้าพันธบัตรรัฐบาลให้ผลตอบแทนสูงและมีความเสี่ยงต่ำ ย่อมไม่มีนักลงทุนอยากมาถือหุ้นกู้ภาคเอกชนมีผลตอบแทนน้อย ทั้งๆ ที่ความเสี่ยงสูงกว่าอยู่แล้ว

 

สิ่งที่เราจะเห็นคือ บริษัทเอกชนที่ต้องการระดมทุนไม่ว่าจะออกหุ้นกู้ สินเชื่อก็ตาม อาจต้องแบกภาระต้นทุนเงินที่สูงขึ้นทันที แปลว่า ‘กำไร’ ของบริษัทย่อมลดลง แนวโน้มแผนลงทุนถูกชะลอ เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว นี่คือแรงกระแทกตลาดหุ้น

 

และอีกแรงกระแทกที่จะเห็น คือ ถ้าเงินฝากหรือพันธบัตรให้ผลตอบแทนสูงภายใต้ความเสี่ยงที่ต่ำ เมื่อเทียบกับหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงกว่า แต่ได้ผลตอบแทนที่คาดหวังไม่ต่างจากพันธบัตรมากนัก เงินก็ย่อมไหลออกจากตลาดหุ้น

 

นี่คือภาพ Bond Yield กำลังกดดันตลาดหุ้นเป็นคลื่นใต้น้ำครับ ผมไม่ได้บอกว่า

 

ภาคธุรกิจจะแย่ลงทันทีนะครับ เพราะปัจจุบันยังเห็นผลประกอบการของบริษัทในตลาดสหรัฐฯ และหลายๆ ประเทศออกมาแข็งแกร่งอยู่ ส่วนในระยะข้างหน้ายังไม่แน่นอนครับ

 

แต่สิ่งที่ผมกำลังจะพูดถึง คือ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ขึ้นมาแรงต่อเนื่องหลายปี นักลงทุนที่เคยยอมจ่าย แม้หุ้นจะมี Valuation แพง และ PE สูงก็ตาม แต่หากทุกอย่างไม่เหมือนเดิม ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นย่อมต้องประเมินราคาใหม่ ไม่ว่า Valuation ที่อาจต้องลดลง และ PE ถูกบีบโดยเฉพาะ Growth Stock ซึ่งเงินอาจจะไหลออกจากตลาดหุ้น

 

ช่วงที่ผ่านมาหลังหมดข่าวผลประกอบการของบริษัทแล้ว จึงเห็นตลาดหุ้นสามวันดีสี่วันไข้ เพราะในวันที่ตลาดพุ่งทำนิวไฮรับข่าวดีผลประกอบการออกมาแข็งแกร่ง แต่ถ้าปัจจัยรอบด้านอึมครึม ตลาดก็จะอ่อนแรงไร้ทิศทางอย่างที่เห็น

 

สถานการณ์โลกกำลังสะท้อนว่า ภาวะที่เงินทุนไม่ได้ไหลไปตามคำว่า ‘ตลาดไหนผลตอบแทนดี’ อย่างเดียว แต่กำลังถูกกำหนดโดย ดอกเบี้ย เงินเฟ้อ ค่าเงิน ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และการจัดระเบียบเงินทุนข้ามประเทศมากขึ้น

 

ถามว่า โลกกำลัง ‘จัดระเบียบเงินทุน’ อย่างไร?

 

เรากำลังเห็น 4 ปรากฏการณ์พร้อมกัน อย่างแรก สหรัฐฯ ต้องการรักษาเงินทุนในระบบตัวเอง แต่เมื่อ Bond Yield สูงขึ้นจากแรงกดดันเงินเฟ้อและภาระหนี้ ทำให้ต้นทุนการถือสินทรัพย์สหรัฐฯ เปลี่ยนไป

 

อย่างที่สอง ญี่ปุ่นกำลังดึงเงินทุนกลับ วันนี้เงินเยนแข็งขึ้นอย่างรวดเร็วหลังธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เข้าแทรกแซง และตลาดคาดการณ์ BOJ จะขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ความเสี่ยงที่ Yen Carry Trade Unwind กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง

 

อย่างที่สาม ยุโรปกำลังเผชิญเงินเฟ้อจากราคาพลังงานสูง

 

ราคาน้ำมัน Brent กลับขึ้นเหนือ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล กระทบต่อเงินเฟ้อสูง ทำให้ตลาดต้องประเมินทิศทางดอกเบี้ยใหม่ ซึ่งมีโอกาสที่จะต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเกิดขึ้นเช่นกัน

 

อย่างที่สี่ จีนกำลังสร้างระบบเงินทุนของตัวเองมากขึ้น

 

จีนไม่ได้รอเงินต่างชาติอย่างเดียว แต่กำลังใช้เงินทุนภายในประเทศ รัฐบาลเติมทุนให้ และเงินหยวนนอกประเทศ (RMB Internationalization) เป็นเครื่องมือสำคัญ

 

นี่คือจุดที่ทำให้หุ้นจีนแตกต่างจากตลาด Emerging Markets อื่นๆ

 

สรุป สภาพคล่องโลกไม่ได้ ‘ตึง’ แบบเดียวกันทุกประเทศครับ

 

วันที่เงินหยวนจีนสะพัดนอกประเทศ – หุ้นจีนพ้นจุดต่ำสุด

 

เมื่อเร็วๆ นี้ คุณน่าจะได้ยินข่าวจีนเข้าซื้อบอนด์สหรัฐฯ จำนวนมากถึง 6 แสนล้านดอลลาร์ท่ามกลางตลาดเทขายบอนด์กัน

 

คงสงสัยกันว่า ทำไมจีนถึงเข้าซื้อบอนด์สวนตลาด? และ ‘สภาพคล่องจีน’ เป็นอย่างไรกันแน่?

 

ผมขออธิบายให้เห็นภาพ ธนาคารพาณิชย์จีนกลับเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นท่ามกลางภาวะสินเชื่อที่ซบเซา จึงต้องปรับกลยุทธ์โยกเงินมาลงทุนในสินทรัพย์ภาครัฐต่างประเทศ

 

ลองนึกดู Bond Yield ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี อยู่ที่ระดับสูงราว 4.85% ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลจีน 10 ปี อยู่ที่ระดับต่ำ 1.68% เท่ากับได้ส่วนต่างผลตอบแทนกว้างถึง 3.17% เป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเพิ่มแรงจูงใจให้เงินทุนบางส่วนเคลื่อนออกจากจีนไปหาสินทรัพย์ดอลลาร์

 

อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลรายงานว่านักลงทุนทั่วโลกเพิ่มเงินในกองทุน Money Market จำนวนถึง 4.6 แสนล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 2 ก.ย.นี้ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นเดือน ส.ค. 2026 สะท้อนการพักเงินและรอดูสถานการณ์มากกว่าการไล่ซื้อสินทรัพย์เสี่ยง

 

เงินทุนโลกกำลังมีแรงจูงใจให้ลดความเสี่ยงในจีน และโยกเข้าสินทรัพย์ดอลลาร์

 

โดยเฉพาะพันธบัตรสหรัฐฯ ระยะสั้น-กลาง และสินทรัพย์สภาพคล่องสูง ขณะที่พันธบัตรระยะยาวได้รับความสนใจน้อยกว่า เพราะ Yield สูงและความเสี่ยงดอกเบี้ยสูงขึ้น

 

สำหรับประเด็นสภาพคล่องของจีนนั้น ตอนนี้รัฐบาลกำลังพยายามเติมทุนเข้าสู่ระบบการเงิน

 

ล่าสุดรัฐบาลจีนเตรียมอัดฉีดเงินประมาณ 360,000 ล้านหยวน หรือราว 54,000 ล้านดอลลาร์ ให้กับธนาคารรัฐและบริษัทประกันเพื่อเสริมฐานเงินทุนและสนับสนุนการขยายสินเชื่อและเศรษฐกิจ

 

ขณะเดียวกัน จีนกำลังมีการเติบโตของตลาดทุนอย่างเห็นได้ชัด โดยตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (HKEX) ระบุว่าในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2026 มูลค่าการระดมทุนผ่าน IPO เพิ่มขึ้น 153% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) ขณะที่มูลค่าการระดมทุนรวมเพิ่มขึ้น 76%

 

โดยภาพรวม Fund Flow ของจีนมีทั้งเข้าและออก นักลงทุนจีนในประเทศเคยเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดฮ่องกง ข้อมูลในไตรมาสแรกของปี 2026 นักลงทุนจีนแผ่นดินใหญ่ไหลเข้าสุทธิในตลาดฮ่องกงจำนวนมากกว่า 2.2 แสนล้านดอลลาร์ฮ่องกง และเน้นหุ้นเทคโนโลยีและสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer)

 

แต่ล่าสุดภาพกลับเริ่มซับซ้อนขึ้น มีรายงานว่า ETF ในจีนที่ลงทุนในหุ้นฮ่องกงมีเงินไหลออกประมาณ 25,000 ล้านหยวน (ราว 29.2 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง) ในสัปดาห์เดียว ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

 

ดังนั้น จีนอาจไม่ได้ขาด ‘เงิน’ เพียงแต่กำลังมีปัญหาว่าเงินกำลังหมุนระหว่างตลาดหุ้น A-Share ตลาดหุ้นฮ่องกง ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดเงิน (Money Market) และพันธบัตรตามระดับความเสี่ยงและผลตอบแทน

 

แต่อย่างไรก็ตาม วันนี้ค่าเงินดอลลาร์เองกำลังอ่อนลง และเงินหยวนแข็งค่าขึ้น ซึ่งทำให้ภาพของ Capital Flow แตกต่างจากวัฏจักรก่อนๆ

 

‘RMB กำลังเปลี่ยนบทบาท’ มีข้อมูลน่าสนใจว่า ปี 2026 การกู้ยืมในสกุลเงินหยวนนอกประเทศทำสถิติสูงสุด โดยยอด offshore RMB borrowing แตะประมาณ 1 ล้านล้านหยวน หรือเกือบ 1.5 แสนล้านดอลลาร์

 

เหตุผลสำคัญคือ ต้นทุนเงินหยวนต่ำกว่าดอลลาร์มาก จึงเริ่มเห็น RMB ถูกใช้เป็น funding currency

 

หาก RMB กลายเป็นแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำมากขึ้น เงินทุนในระบบการเงินจีนอาจไม่ได้มีบทบาทเฉพาะในประเทศ แต่สามารถเชื่อมต่อกับตลาดทุนเอเชียและตลาดโลกมากขึ้น

 

ฝั่งตลาดหุ้นจีนเริ่มส่งสัญญาณก้าวพ้นจุดต่ำสุด (Reflation) มุมมองของนักลงทุนสถาบันต่างชาติ อาทิ UBS และ J.P. Morgan เริ่มกลับมาเพิ่มสัดส่วนและมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นจีน เนื่องจาก Valuation (ระดับราคา) ยังค่อนข้างถูก และคาดการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียน (Earnings Growth) มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยถึง 13% กลุ่มเด่นคือ Deep Tech, ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Advanced Manufacturing

 

แม้ปัจจุบันเศรษฐกิจจีนอยู่ในภาวะฟื้นตัวแบบ K-Shaped โดยภาคการส่งออกและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่ง ขณะที่การบริโภคภายในประเทศและภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในช่วงครึ่งแรกของปีขยายตัวราว 4.7% ถึง 5.0% ซึ่งยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมาย GDP ของรัฐบาลเติบโตที่ 4.5% – 5.0%

 

สำหรับนโยบายขับเคลื่อนประเทศในระยะยาว จีนกำลังก้าวเข้าสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปีฉบับที่ 15 เน้นนโยบายเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการพึ่งพาเทคโนโลยีของตนเอง มุ่งสู่การเติบโตเชิงคุณภาพในระยะยาว ที่โลกเฝ้าจับตาจีนจะสามารถแซงสหรัฐฯ ขึ้นเบอร์หนึ่งของโลกได้อย่างไรและเมื่อไร

 

แต่จีนยังมีความเสี่ยงสำคัญที่ต้องระวัง

 

  • ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้า ทั้งข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงมาตรการกำแพงภาษี (Tariffs) รอบใหม่ๆ เป็นปัจจัยหลักที่จะกดดัน Sentiment ของตลาดหุ้นจีนและกระทบกลุ่มส่งออกได้
  • กำลังซื้อในประเทศฟื้นตัวช้า ตลาดแรงงานที่ยังคงเปราะบางส่งผลให้ภาคการบริโภคภายในประเทศรวมถึงอสังหาริมทรัพย์ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
  • ตลาดหุ้นจีนโดยเฉพาะ A-Shares มีสัดส่วนของนักลงทุนรายย่อยภายในประเทศค่อนข้างสูง ทำให้อาจเกิดแรงเทขายหรือแรงซื้อตามกระแสอย่างรุนแรงในระยะสั้น
  • ความไม่แน่นอนเชิงนโยบายและกำกับดูแล แม้ปัจจุบันรัฐบาลจีนจะเน้นมาตรการผ่อนคลายและกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น แต่ยังต้องติดตามนโยบายการควบคุมอุตสาหกรรมเฉพาะส่วน เช่น กลุ่มแพลตฟอร์มออนไลน์ กลุ่มพลังงาน ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้

 

ตอนนี้หุ้นจีนควร ‘ลงทุนหรือยัง?’ ผมมอง 3 Scenario

 

กรณีแรก ‘เป็นบวก’ ตลาดเงินโลกผ่อนคลาย คือ ถ้าเฟดไม่ขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ Bond Yield สหรัฐฯ ลด ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อน สภาพคล่องโลกดีขึ้น ตลาดหุ้นจีนและฮ่องกงมีโอกาสได้รับประโยชน์ โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI และสินค้าบริโภค

 

กรณีที่ 2 ‘เป็นกลาง’ ตลาดเงินโลกยังตึง แต่จีนยังอัดฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ ช่วยสนับสนุนตลาดทุน และรัฐบาลเติมทุน เงินหยวนแข็งค่า ตลาดหุ้นจีนสามารถไปต่อได้ด้วยสภาพคล่องภายในประเทศ Scenario นี้น่าสนใจที่สุดสำหรับหุ้นจีน

 

กรณีที่ 3 แย่สุด ตลาดเงินโลกช็อก หากน้ำมันสูง เงินเฟ้อสูง เฟดจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย กระทบ Bond Yield สหรัฐฯ พุ่งสูง เงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่า เราจะเห็น

 

เม็ดเงินอาจกลับเข้าสินทรัพย์ดอลลาร์ ส่วนหุ้นจีนและตลาดเกิดใหม่ (EM) เผชิญแรงกดดัน แม้ว่าจีนจะเติมสภาพคล่องในประเทศก็ตาม

 

จัดพอร์ตรับมือโลกจัดระเบียบเงินทุนใหม่ ‘Global Capital Reallocation’

 

เมื่อโลกมีแต่ข่าวรายวันถาโถมทั้งดอกเบี้ย Bond Yield หนี้สหรัฐฯ กระแส AI ไปจนถึงความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ จนทำให้ตลาดผันผวนและคาดเดาทิศทางระยะสั้นได้ยาก

 

ถ้าเราคาดเดาไม่ได้ว่าตลาดจะขึ้นหรือลง คำตอบคือ จัดพอร์ตให้พร้อมรับทุกสภาวะตลาด

​

วิธีที่ช่วยลดการพึ่งพาการคาดเดาตลาด คือ แบ่งพอร์ตออกเป็น 2 ส่วน

 

ส่วนแรกเป็น Core Port สัดส่วนประมาณ 70–80%

 

เป็นแกนหลักของพอร์ต เน้นกระจายการลงทุน (Diversification) ในหลายสินทรัพย์ตั้งแต่เสี่ยงต่ำจนถึงสูงและหลายตลาดแบบข้ามภูมิภาคด้วย ทั้งสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น เป็นต้น รวมถึงสินทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์กับตลาดสหรัฐฯ ต่ำ

 

ทั้งนี้ สัดส่วนหุ้นและตราสารหนี้ปรับให้เหมาะกับความเสี่ยงที่รับได้ และไม่ว่าจะเกิดสงครามหรือวิกฤติใดๆ ยังคงลงทุนต่อ (Stay Invest) เพื่อสร้างการเติบโตระยะยาว

 

ส่วนถัดมาคือ Satellite ไม่เกิน 20–30%

 

พอร์ตรองจะเป็นส่วนที่ช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนจากตลาดหรือธีมที่เรามองว่ามีศักยภาพเติบโตสูง แต่ต้องแลกกับความผันผวนที่สูงขึ้น จึงควรจำกัดไว้เป็นสัดส่วนรองของพอร์

 

สำหรับคนที่มองหาโอกาสลงทุนสำหรับ Satellite สถานการณ์ในตอนนี้ มี 3 ธีมที่น่าจับตามอง

 

ธีม AI

 

โลกกำลังเข้าสู่ Super AI Cycle สร้างห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำอยู่ในสภาวะเติบโตรอบใหญ่ทั้งเซมิคอนดักเตอร์ ซอฟต์แวร์ต่างๆ การพัฒนา AI ใหม่ๆ ออกมา ตลาดเริ่มมองมากกว่าแค่บริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI แต่ให้ความสำคัญกับบริษัทที่สามารถนำ AI ไปสร้างรายได้และกำไรได้จริง ซึ่งจะเป็นตัวค้ำยันราคาหุ้นธีม AI เติบโตตามผลประกอบการที่ออกมาแข็งแกร่ง แม้ธีม AI ทั่วโลกโดยเฉพาะสหรัฐฯ จะร้อนแรงมาหลายปี และฝั่งเอเชียที่เพิ่งร้อนแรงตามทีหลัง

 

ธีมจีน

 

แม้ยังมีความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและนโยบาย แต่การผลักดัน AI และเทคโนโลยี ทำให้จีนยังเป็นอีกตลาดที่น่าจับตา อีกทั้งจีนยังเป็นมหาอำนาจเบอร์สองของโลกรองจากสหรัฐฯ ทำให้สามารถเกาะการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้

 

ธีมเวียดนาม

 

​เศรษฐกิจเติบโตและมีเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ทำให้เศรษฐกิจยังมีโอกาสเติบโตในระยะยาว ขณะที่ปีนี้ตลาดหุ้นเวียดนามได้รับการยกระดับเป็นตลาดหุ้นเกิดใหม่​

 

แต่น่าสนใจ ผมไม่ได้หมายความว่าจะต้องลงทุนทั้งหมด เพราะพอร์ตรองมีไว้เพื่อ ‘เพิ่มโอกาส’ สร้างผลตอบแทนสูงให้พอร์ต แต่อย่าลืม! ความเสี่ยงก็มีสูงตามเช่นกัน จึงไม่ใช่เอาทั้งพอร์ตไปเดิมพันกับธีมที่กำลังมาแรงทุกธีมนะครับ

 

หลายคนถามมาว่า ‘แล้วถ้าตลาดลงแรง เราควรทำยังไง?’

 

จริงๆ แล้ว สิ่งที่ควรถามอาจควรจะเป็น… “ถ้าตลาดลง 20–30% เรายังลงทุนตามแผนเดิมต่อได้ไหม?”

 

ถ้าเรายังรับไหวกับความผันผวนและลงทุนต่อได้ ก็แปลว่าพอร์ตที่จัดไว้อาจเหมาะกับความเสี่ยงที่เรารับได้แล้ว​

 

ผมย้ำเสมอว่า การลงทุนระยะยาว ไม่จำเป็นต้องทายตลาดถูกทุกครั้ง หรือรีบขายทุกครั้งที่มีข่าวร้าย แต่ขอแค่ให้รู้ว่า เงินส่วนไหนเป็น Core สำหรับเติบโตระยะยาว และส่วนไหนเป็น Satellite สำหรับเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน

 

ถ้าวันไหนสัดส่วนเริ่มเปลี่ยนไปจากแผน เราก็ Rebalancing หรือปรับพอร์ตกลับมาให้อยู่ในระดับความเสี่ยงที่รับได้ครับ และรอโอกาสเข้าซื้อในสินทรัพย์ (คุณภาพดี) ที่เล็งไว้ หรือจะนำเงินจากการขายได้กำไร มาทำการ DCA ต่อก็สามารถทำได้

 

เวลาเราพูดถึงการลงทุน หลายคนอาจนึกถึงแต่จะหาหุ้นที่ดีได้ราคาถูกที่สุดทุกครั้ง การเลือกจับจังหวะตลาดให้แม่นที่สุด หรือการพยายามสร้างผลตอบแทนให้ได้มากที่สุดทุกปี

 

แต่จริงๆ แล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เราอยู่ในเกมการลงทุนได้นานแค่ไหน

 

เพราะยิ่งมีเวลาให้เงินทำงานนานขึ้น พลังของผลตอบแทนทบต้นก็ยิ่งมีโอกาสแสดงผลได้มากขึ้น

 

แต่ถ้าเรามีพอร์ตที่เหมาะกับตัวเอง กระจายความเสี่ยง วางแผนลงทุนอย่างมีวินัย และไม่ตัดสินใจตามอารมณ์จนต้องถอนตัวออกจากตลาดไปก่อน

 

‘เวลา’ อาจกลายเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดของเรา

 

สรุป ถ้าคุณอยากมีเงินมากขึ้น บางทีสิ่งที่ต้องทำอาจไม่ใช่เรื่องการหาผลตอบแทนที่ดีที่สุด แต่คือการอยู่ในตลาดให้ได้นานที่สุด

 

นอกจากนี้ ความมั่งคั่งไม่ได้มีแค่เรื่อง ‘เงิน’ แต่ยังรวมถึงการลงทุนในความรู้ สุขภาพ และความสัมพันธ์ด้วย

 

เพราะสุดท้ายแล้วเราไม่ได้ลงทุนเพื่อให้มีเงินมากที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ลงทุนเพื่อให้มี ‘เวลา’ มากพอที่จะได้ใช้เงินที่สร้างขึ้นมาอย่างมีความสุขตลอดช่วงชีวิตด้วยครับ

The post ส่องโอกาสในตลาดหุ้นจีน เมื่อโลกกำลังจัดระเบียบเงินทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทุนโลกไหลมา แต่ต้องมี “ฝายทางปัญญา” https://thestandard.co/thailand-capital-capability-dams/ Sun, 13 Sep 2026 08:00:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1254287 ภาพปกแสดงตึกระฟ้าในกรุงเทพฯ สื่อถึงการลงทุนและเศรษฐกิจ

เงินทุนก็เหมือนน้ำ คำถามสำคัญไม่ใช่เพียง น้ำไหลเข้ามาเท […]

The post ทุนโลกไหลมา แต่ต้องมี “ฝายทางปัญญา” appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปกแสดงตึกระฟ้าในกรุงเทพฯ สื่อถึงการลงทุนและเศรษฐกิจ

เงินทุนก็เหมือนน้ำ คำถามสำคัญไม่ใช่เพียง น้ำไหลเข้ามาเท่าไร? แต่คือ เมื่อน้ำไหลผ่านแล้ว ผืนดินของเราชุ่มขึ้นหรือไม่?

 

 
 

นี่คือสิ่งที่ผมนึกถึงหลังฟัง Tonson Santitarn Sathirathai – ดร.สันติธาร เสถียรไทย หรือ ‘ดร.ต้นสน’ พูดเรื่องเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทย บนเวที Techsauce Global Summit 2026 วันที่ 26 สิงหาคม 2569

 

ครึ่งปีแรก มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI ประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

ตัวเลขสวยครับ แต่ตัวเลขสวย ไม่ได้แปลว่าเศรษฐกิจจะแข็งแรงเสมอไป เหมือนคนถ่ายรูปขึ้นกล้อง ก็ไม่ได้แปลว่าผลตรวจสุขภาพจะดี โจทย์จึงไม่ใช่เพียงว่า ทุนเข้ามาเท่าไร แต่คือเราเก่งขึ้นเพราะทุนเข้ามา หรือเพียงมีของที่เก่งขึ้นมาตั้งอยู่ในประเทศไทย?

 

ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยโตด้วยการเพิ่ม Input – คน แรงงาน ทรัพยากร และกำลังการผลิต แต่เมื่อคนเกิดน้อยลง สังคมสูงวัยขึ้น โมเดลเดิมก็เริ่มหมดแรง

 

เราจึงต้อง ‘ทำสิ่งเดิมให้ดีขึ้น ทำสิ่งเดิมด้วยวิธีใหม่ และทำสิ่งใหม่ที่โลกต้องการ’

 

เทคโนโลยีจึงไม่ใช่แค่เรื่องของคน Tech แต่คือ วาระเศรษฐกิจของประเทศ

 

ดร.ต้นสน อธิบายว่า โลกกำลังเปลี่ยนจาก ‘Efficiency-first → Security-first’ จาก ‘Just in Time → Just in Case’

 

เมื่อก่อนบริษัทถามว่า ‘ผลิตที่ไหนถูกที่สุด?’ วันนี้ต้องถามเพิ่มว่า ‘ถ้าเกิดวิกฤต ของจะยังส่งมาได้หรือไม่?’

 

โลกจึงเริ่มกระจายฐานการผลิต และนี่คือโอกาสของไทยในการเป็น Trusted Connector

 

แต่เราคงชนะด้วยแรงงานราคาถูกตลอดไปไม่ได้ เพราะถ้ายุทธศาสตร์คือ ‘ถูกกว่า’ วันหนึ่งย่อมมีคนถูกกว่าเรา

 

การลงทุนใหม่กำลังเข้ามาทั้ง AI Infrastructure, Advanced Electronics, Robotics, Bioeconomy และ Green Economy

 

ดร.ต้นสนจึงตั้งคำถามสองข้อที่ผมคิดว่าสำคัญมาก

 

‘ไทยทำอะไรให้ New Economy ได้บ้าง?’ และ ‘New Economy ทำอะไรให้ไทยได้บ้าง?’

 

สองประโยคดูคล้ายกัน แต่ความหมายต่างกันมาก

 

คำถามแรกคือ เราจะดึงการลงทุนเข้ามาอย่างไร

 

คำถามที่สองคือ การลงทุนนั้นจะเปลี่ยนประเทศไทยอย่างไร

 

เราสามารถมี Data Center ระดับโลกตั้งอยู่ในประเทศไทยได้ แต่หาก AI ไม่ได้เพิ่ม Productivity ให้โรงงาน ฟาร์ม SMEs และคนไทย มันก็อาจเป็นเพียง ‘เกาะแห่งความเจริญ’ ที่มาตั้งอยู่บนแผนที่ประเทศไทย

 

เพราะ การมีเทคโนโลยีอยู่ในประเทศ ไม่ได้แปลว่าประเทศมีความสามารถด้านเทคโนโลยี

 

ไทยอาจไม่ต้องแข่งสร้าง LLM ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่สามารถสร้าง AI Applications ในสนามที่เรามีความรู้ ข้อมูล และตลาดอยู่แล้ว เช่น สุขภาพ ท่องเที่ยว เกษตร โลจิสติกส์ และบริการทางการเงิน

 

Longevity Economy ก็เช่นกัน

 

เรามีจุดแข็งด้านการแพทย์และ Wellness แต่เราจะขยับจาก ‘ให้บริการเก่ง’ ไปสู่การสร้างผลิตภัณฑ์ นวัตกรรม และ Intellectual Property ได้หรือไม่?

 

เราไม่จำเป็นต้องชนะทุกสนาม แต่ต้องรู้ว่า สนามไหนที่เรามีสิทธิ์ชนะ

 

ประโยคหนึ่งของ ดร.ต้นสน ที่ผมชอบที่สุดคือ

 

“We should not simply count the dollars. We must turn capital into capabilities.”

 

การลงทุนรอบนี้คาดว่าจะสร้างงานประมาณ 82,000 ตำแหน่ง และการจัดซื้อในประเทศราว 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

 

ตัวเลขเหล่านี้สำคัญ แต่ผมคิดว่าเราต้องถามต่อว่า ‘คนไทยเก่งขึ้นหรือไม่?’ ‘บริษัทไทยขยับขึ้นไปอยู่ใน Supply Chain ที่มีมูลค่าสูงขึ้นหรือไม่?’ ‘เราได้สร้าง Technology, Know-how และ IP ของตัวเองหรือไม่?’ และเมื่อสิทธิประโยชน์หมดลง ‘ความสามารถเหล่านั้นยังอยู่หรือไม่?’

 

เพราะสิ่งที่เราต้องการไม่ใช่เพียง Capital Inflow แต่คือ Capability Left Behind

 

และนี่ทำให้ผมนึกถึงสิ่งที่ประเทศไทยต้องสร้าง ‘ฝายทางปัญญา’ ฝายที่ดีไม่ได้มีไว้หยุดน้ำ แต่มีไว้ ชะลอ กระจาย และเปิดโอกาสให้น้ำซึมลงสู่ผืนดิน

 

ทุนต่างประเทศก็ควรทำงานเช่นเดียวกัน

 

โรงงานเข้ามา — คนไทยได้ทักษะ

 

เทคโนโลยีเข้ามา — บริษัทไทยได้ Know-how

 

Supply Chain เข้ามา — SMEs ไทยเข้าไปมีส่วนร่วม

 

บริษัทระดับโลกเข้ามา — มหาวิทยาลัย Startup และงานวิจัยไทยเติบโตตาม

 

จนเกิดวงจร

 

Capital → Knowledge → Capability → Ecosystem

 

นี่คือความแตกต่างระหว่างประเทศที่เพียง ‘รับการลงทุน’ กับประเทศที่ ‘ใช้การลงทุนสร้างความสามารถของตัวเอง’

 

ฟังจบ ผมเลยคิดว่า ประเทศไทยอาจต้องการ ‘ต้นสน’ แบบนี้อีกสัก 100 ต้น ไม่ใช่เพื่อปลูกป่า แต่เพื่อช่วยกันสร้าง ‘ฝายทางปัญญา’

 

3 คำถามที่บอร์ดควรชวนฝ่ายจัดการขบคิด

 

  • ทุนและเทคโนโลยีที่ไหลผ่านองค์กร กำลังทิ้ง ‘ความสามารถอะไร’ ไว้กับเรา?

 

นอกจากรายได้และกำไร เราได้คนที่เก่งขึ้น Know-how, Technology, Data หรือ IP ที่จะยังอยู่ แม้วันหนึ่งพันธมิตรจะจากไปหรือไม่?

 

  • เรากำลังสร้าง ‘ฝาย’ หรือเพียงยืนดู ‘น้ำไหลผ่าน’?

 

Supplier คน งานวิจัย Startup และ Ecosystem รอบตัวเรา กำลังเติบโตไปพร้อมกับเราหรือไม่?

 

  • อีก 3–5 ปี หากกระแสทุนรอบนี้ผ่านไป เราจะเก่งขึ้นกว่าเดิมตรงไหน?

 

เพราะคำถามของบอร์ดไม่ควรมีเพียง ‘ทุนใหม่จะสร้างกำไรให้เราเท่าไร?’ แต่ต้องถามด้วยว่า ‘เมื่อทุนไหลผ่านไป องค์กรของเราจะเก่งขึ้นกว่าเดิมแค่ไหน?’

 

และสำหรับประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน เราไม่ควรวัดความสำเร็จเพียงว่า ‘ทุนไหลเข้ามาเท่าไร?’ แต่อาจต้องวัดว่า ‘ทุกหนึ่งบาทที่ไหลเข้ามา ทิ้งความสามารถไว้กับประเทศไทยเท่าไร?’

 

เพราะทุนโลกก็เหมือนน้ำ สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงมีน้ำไหลผ่าน แต่หลังน้ำผ่านไป ผืนดินของเราต้องอุดมสมบูรณ์กว่าเดิม

 

มิฉะนั้น การลงทุนครั้งประวัติศาสตร์อาจเหลือไว้เพียง ‘ตัวเลขระดับน้ำสูงสุด’ บนกำแพงเศรษฐกิจไทย

 

ภาพ: meunierd / Shutterstock

 

The post ทุนโลกไหลมา แต่ต้องมี “ฝายทางปัญญา” appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิธีคิดแบบ PLATFORM การเรียนรู้ เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ https://thestandard.co/platform-thinking-mechai-pattana-school/ Sat, 12 Sep 2026 03:14:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1253930 ภาพอาคารเรียนหรือกิจกรรมที่โรงเรียนมีชัยพัฒนา

​ในปี 2550 สตีฟ จ็อบส์ เปิดตัว iPhone เป็นครั้งแรก และจ […]

The post วิธีคิดแบบ PLATFORM การเรียนรู้ เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอาคารเรียนหรือกิจกรรมที่โรงเรียนมีชัยพัฒนา

​ในปี 2550 สตีฟ จ็อบส์ เปิดตัว iPhone เป็นครั้งแรก และจากวันนั้นโลกก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

 

จากที่คุ้นเคยกับโทรศัพท์ของโนเกีย ที่ครองตลาดมาช้านาน หรือโทรศัพท์ที่มีปุ่มเป็นแป้น

 

คีย์บอร์ดอย่างแบล็กเบอร์รี แอปเปิลกลับสร้างโทรศัพท์ที่มีปุ่มให้กดเพียงปุ่มเดียว และมีหน้าจอแบบทัชสกรีนที่ใช้นิ้วกดไปตรงไหนก็ได้

 

แต่สิ่งที่ปฏิวัติวงการยิ่งกว่ารูปร่างหน้าตาของโทรศัพท์ ก็คือวิธีคิดเรื่องการสร้างฟังก์ชันต่างๆ ในโทรศัพท์หนึ่งเครื่อง

 

ก่อนจะมีไอโฟน ทุกบริษัทก็พยายามเพิ่มลูกเล่นให้โทรศัพท์ที่ตัวเองผลิต ทั้งถ่ายรูปได้ เล่นเกมได้ จดโน้ตได้ ดูปฏิทินได้ แต่ทุกฟังก์ชันในโทรศัพท์เครื่องนั้นถูกออกแบบและพัฒนาโดยเจ้าของผลิตภัณฑ์ทั้งหมด ทุกสิ่งที่เราเห็นในโทรศัพท์โนเกียล้วนถูกออกแบบโดยบริษัทโนเกีย และทุกสิ่งที่เราเห็นในโทรศัพท์แบล็คเบอร์รีล้วนถูกออกแบบและดูแลโดยบริษัทแบล็คเบอร์รี

 

แต่แอปเปิลนั้นคิดใหม่ทำใหม่ มองว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องออกแบบทุกฟังก์ชั่นในโทรศัพท์อีกต่อไป สิ่งที่แอปเปิลทำคือสร้างโทรศัพท์ที่เปิดพื้นที่ให้ใครก็ได้เข้ามาสร้างแอปพลิเคชัน (application) ที่สามารถใช้งานบนไอโฟนได้

 

ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ ห้างสรรพสินค้าไม่ได้เป็น ‘เจ้าของร้านค้า’ ที่มาเปิด แต่เป็น ‘เจ้าของพื้นที่’ ให้ร้านค้าต่างๆ มาขอเช่าเพื่อเปิดร้านในห้างได้

 

ฉันใดฉันนั้น แอปเปิลก็ไม่ได้เป็นเจ้าของแอปทุกแอปที่อยู่บนเครื่องไอโฟน เพียงแต่เป็น ‘เจ้าของพื้นที่’ ที่ผู้พัฒนาแอปพลิเคชันสามารถสร้างแอปไปโลดแล่นอยู่บนไอโฟนได้

 

สิ่งที่แตกต่างก็คือห้างสรรพสินค้านั้นมีพื้นที่จำกัด แต่โลกออนไลน์มีพื้นที่ไม่จำกัด ทุกวันนี้ App Store ของแอปเปิลจึงมีแอปพลิเคชันถึง 2 ล้านแอปที่ถูกพัฒนาโดยผู้คนจากทั่วโลกและสร้างความมั่งคั่งให้กับแอปเปิลและนักพัฒนาอย่างมากมายมหาศาล

 

คำว่า ‘แพลตฟอร์ม’ หรือ Platform ถ้าแปลตามตัวอักษรก็คือ “ชานชาลา” ในสถานีรถไฟ หรือเวทีที่ยกพื้นขึ้นมา หรือแท่นยิงจรวด

 

มันคือฐานที่มั่นเพื่อการกระทำอะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นรถไฟ การขึ้นปาฐกถา หรือการยิงกระสวยอวกาศ

 

สิ่งที่แอปเปิลทำกับไอโฟน คือ ‘วิธีการคิดแบบแพลตฟอร์ม’ เพราะแอปเปิลรู้ตัวว่าเขาไม่ฉลาดและเก่งกาจพอที่จะสามารถสร้างแอปทุกอย่างด้วยตัวเองได้ แอปเปิลจึงสร้างแพลตฟอร์มที่เรียกว่าไอโฟนขึ้นมา และเปิดพื้นที่ให้ใครก็ตามที่เหมาะสมมาร่วมสร้างต่างๆ ที่จะถูกใช้งานอยู่บนแพลตฟอร์มนี้

 

มันคือการ ‘กระจายอำนาจทางปัญญา’ เพื่อระดมมันสมองจากคนทั่วทุกมุมโลก มาทำให้ไอโฟนกลายเป็นโทรศัพท์มือถือที่ทรงพลังมากที่สุดในประวัติศาสตร์

 

การมาของไอโฟน ทำให้เจ้าตลาดเดิมอย่างโนเกียและแบล็คเบอร์รีต้องล่มสลายไป และเปิดศักราชใหม่ให้กับ ‘สมาร์ตโฟน’ ให้กลายเป็นอุปกรณ์ที่ใครก็ขาดไม่ได้

 

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะคิดว่าการทำแพลตฟอร์มเป็นเรื่องยาก ต้องมีเทคโนโลยีล้ำสมัยและต้องมีเงินลงทุนมหาศาล

 

แต่จริงๆ แล้วแก่นสำคัญของแพลตฟอร์มไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องวิธีคิด

 

ถ้ามองว่าแพลตฟอร์ม คืออะไรก็ตามที่เราสร้างขึ้นมาเป็น ‘ฐานที่มั่น’ และเปิดทางให้เรา ‘ต่อยอด’ ได้ เราจะมองเห็น ‘แพลตฟอร์ม’ อยู่เต็มไปหมด

 

Disney เป็นตัวอย่างหนึ่งของแพลตฟอร์มที่ดี เริ่มต้นจากการ์ตูนมิคกี้ เมาส์ ก่อนจะเริ่มสร้างหนังเทพนิยายอย่างสโนว์ไวท์และเจ้าหญิงนิทรา และส่งเทพนิยายจากแผ่นฟิล์มมาสู่โลกแห่งความจริงด้วยการสร้างสวนสนุก Disneyland ก่อนจะออกสินค้าอีกมากมายที่ใช้ตัวละครในการ์ตูนของมาเป็นตัวเพิ่มมูลค่าและทำการตลาด

 

ตัวละครตัวหนึ่งที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดก็คือ ‘เอลซ่า’ เจ้าหญิงน้ำแข็งจากเรื่อง Frozen ที่เด็กผู้หญิงทั่วโลกตกหลุมรัก เสื้อเอลซ่า กระเป๋าเอลซ่า แก้วน้ำเอลซ่า สมุดเอลซ่า แค่แปะรูปเอลซ่าลงไป สินค้าธรรมดาก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

 

แบรนด์ Disney จึงเป็นแพลตฟอร์มที่เข้มแข็งมากและสามารถต่อยอดได้แทบไม่มีที่สิ้นสุด

 

เมื่อเราเข้าใจวิธีคิดแบบแพลตฟอร์มแล้ว ก็ถึงเวลาทำความรู้จักกับ

 

‘โรงเรียนมีชัยพัฒนา’

​

 

ภาพอาคารเรียนหรือกิจกรรมที่โรงเรียนมีชัยพัฒนา 1

 

แนวคิดของโรงเรียนมีชัยพัฒนา ก็คือการใช้โรงเรียนเป็นแพลตฟอร์มเช่นกัน​ ​

 

โรงเรียนทั่วประเทศมีจำนวน 32,000 แห่ง

 

​มีชุมชนล้อมรอบหมู่บ้าน75,668 แห่ง รวม 7,256 ตำบล ลองประเมินกันดูว่าโรงเรียนหนึ่งแห่งมีสินทรัพย์อะไรบ้าง

 

ที่ดินที่ไม่ได้มีภาระค่าเช่าหรือค่าผ่อน

 

ทำเลที่อยู่ใกล้ชุมชน

 

โรงเรียนมีน้ำ มีไฟฟ้า มีเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ

 

ห้องสมุด ห้องคอมพิวเตอร์ เพื่อการเรียนรู้

 

คณะครูอาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถ และมีความผูกพันกับชุมชน

 

เด็กนักเรียนที่มีจิตใจดีงามและมีแรงกายเหลือเฟือ

 

พ่อแม่ผู้ปกครอง

 

ความต้องการทางด้านอาหาร

 

เวลาว่างทั้งก่อนและหลังเลิกเรียน

 

เหล่านี้ล้วนเป็นสินทรัพย์ที่โรงเรียนหนึ่งพึงมี คำถามคือเราจะนำสินทรัพย์นี้ไปต่อยอดอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

 

คุณมีชัย วีระไวทยะ สร้างโรงเรียนมีชัยพัฒนาขึ้นมาที่ อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ด้วยความมุ่งหมายที่จะให้เป็นโรงเรียนต้นแบบของเส้นทางสายใหม่การศึกษาไทย ที่ส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเองและสังคม และสร้างคนรุ่นใหม่ให้สังคมไทย นับถึงปัจจุบันดำเนินมาได้ถึง 17 ปีแล้ว

 

นอกจากจะสร้างคนแล้ว มีชัยพัฒนายังสร้างโอกาสและรายได้ให้กับโรงเรียน นักเรียน ผู้ปกครอง และคนในชุมชนอีกด้วย

 

ใช้ที่ดินที่มีอยู่ในการทำแปลงเกษตร โดยใช้ความรู้ความสามารถของบุคลากรที่มี และให้นักเรียนช่วยดูแลและเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน

 

เมื่อนักเรียนมีความรู้แล้ว นักเรียนสามารถกู้เงินไปทำธุรกิจของตนหรือเข้าไปแนะนำและร่วมมือกับชาวบ้านให้ปลูกผักหรือเพาะเห็ด และรับซื้อผลิตผลของชาวบ้านปรุงเป็นอาหารให้ทุกคนในโรงเรียนรับประทาน รวมทั้งขายเพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชน​​​​​​

 

โรงเรียนยังสามารถ ‘จัดตั้งธนาคาร’ ของโรงเรียน เพื่อสร้างนิสัยการออมให้กับนักเรียน ผู้ปกครอง และบุคลากรของโรงเรียน และเป็นแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยให้ผู้คนในชุมชนหลุดจากวงจรหนี้นอกระบบ

 

โรงเรียนยังร่วมกับโรงพยาบาลลำปลายมาศ ร่วมกับวัดโนนสุวรรณ อำเภอโนนสุวรรณ มาร่วมกันทำแปลงเกษตรในวัด ในโรงพยาบาล จนบัดนี้ กลายเป็นศูนย์การเรียนรู้ทางการเกษตร เพื่อยกระดับชีวิตของชุมชนได้อย่างเป็นผล

 

เหล่านี้คือตัวอย่างของการคิดแบบแพลตฟอร์ม ที่ใช้ศักยภาพของโรงเรียนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับสังคมในวงกว้าง​​​​​​​​

 

ลองจินตนาการดูว่าหากโรงเรียนทั้ง 32,000 แห่งในประเทศไทยใช้ตัวเองเป็นแพลตฟอร์ม จะสร้างคุณูปการเพิ่มคุณภาพชีวิตและรายได้ให้คนในชุมชนไปได้กว้างไกลแค่ไหน

 

ภาพอาคารเรียนหรือกิจกรรมที่โรงเรียนมีชัยพัฒนา 2

 

The post วิธีคิดแบบ PLATFORM การเรียนรู้ เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 ความเสี่ยงสุดย้อนแย้งส่งท้ายปี 2026 https://thestandard.co/5-risks-market-2026/ Fri, 11 Sep 2026 06:14:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1253632 ภาพกราฟแท่งและตัวเลขทางการเงินสีฟ้าเรืองแสงบนพื้นหลังสีดำ แสดงแนวโน้มตลาดหุ้น

เรื่องไม่คาดฝันมากมายเกิดขึ้นและดำเนินต่อเนื่องมาในปี 2 […]

The post 5 ความเสี่ยงสุดย้อนแย้งส่งท้ายปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟแท่งและตัวเลขทางการเงินสีฟ้าเรืองแสงบนพื้นหลังสีดำ แสดงแนวโน้มตลาดหุ้น

เรื่องไม่คาดฝันมากมายเกิดขึ้นและดำเนินต่อเนื่องมาในปี 2026 ทั้งสงคราม ความขัดแย้งทางการเมือง บอนด์ยีลด์สูง Valuation แพง แต่ตลาดหุ้นทั่วโลก กลับไต่ระดับแตะจุดสูงสุด พร้อมกับดัชนีวัดความกลัว (VIX Index) ต่ำที่สุดในรอบปี

 

ผมมองว่าภาพที่เราเห็นอยู่ เกิดจากมุมมองของตลาดที่ไม่ตรงกันระดับความเสี่ยง นักลงทุนจึงต้องรู้ให้ทันว่าอะไรคือประเด็นสำคัญและตรรกะที่กำลังย้อนแย้ง เพื่อเตรียมพร้อมวางกลยุทธ์รับมือไว้เพราะตรรกะและมุมมองเปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ

 

ความเสี่ยงแรก สงครามการค้า การกีดกันการค้ามีอยู่ต่อเนื่อง แต่ตลาด “ชินชา” เพราะเชื่อว่าผ่านจุดที่น่ากลัวที่สุดไปแล้ว

 

ในทางทฤษฎี สงครามการค้าเป็นความเสี่ยงที่ไม่มีทางจบง่าย แต่ในทางปฏิบัติตลาดผ่านจุดที่เจ็บที่สุดมาแล้วตั้งแต่เมษายน 2025 ตอนที่ภาษีการค้าพุ่งขึ้นไป ถึง 27%

 

ผมเชื่อว่าการยกระดับกีดกันการค้ารอบใหม่มีโอกาสเกิดขึ้นสูงถึง 60-70% ท้ายปีนี้ แต่ด้วยมุมมองตลาดที่ชินกับความเสี่ยง ผลกระทบต่ออาจเป็นแค่การย่อตัวในกรอบ 5-7% และคาดว่าจะฟื้นตัวขึ้นได้เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

 

ความเสี่ยงที่สอง สงครามอิหร่านและการปิดช่องแคบ Hormuz เป็นความเสี่ยงที่มาพร้อมกับความหวัง

 

สงครามตะวันออกกลาง ต่างจากความเสี่ยงสงครามการค้าอย่างชัดเจนคือ ตลาดไม่ได้ชินกับสงคราม แต่ “หวัง” ว่าสงครามจะจบเร็วเหมือนทุกครั้ง

 

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่สงครามจะทวีความรุนแรงขึ้นมากแค่ไหน แต่อยู่ที่ความหวังว่าทุกอย่างจะจบสงบสุขนั้นจะถูกหรือผิด ผมให้โอกาสเกิดการยกระดับสงครามสูงถึง 50-60% ราคาน้ำมันอาจไม่ลดลง กดดันตลาดให้ปรับฐานได้แรงถึง 7-12% แต่ทั้งหมดจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดไวจบไวเช่นกัน

 

เศรษฐกิจชะลอตัว เงินเฟ้อสูง (Stagflation) เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดสูง แต่ตลาดเลือกที่จะ “ไม่สนใจ”

 

โอกาสเกิด Stagflation ปลายปีนี้ยังสูงถึง 30-40% เพราะตัวเลขเศรษฐกิจเร่งไม่ขึ้น ขณะที่เงินเฟ้อทรงตัวสูง ถ้าการเติบโตอาจลดลงเร็ว แต่เงินเฟ้อไม่ลดลงตาม ตลาดจะมี Downside อย่างน้อย 10-15%

 

อย่างไรก็ดี ผมมองว่าตลาดเลือกที่จะไม่สนใจ Stagflation ในช่วงท้ายปีนี้ เพราะกำไรของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกไม่ได้เคลื่อนไหวตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ แต่มาจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และการลงทุนเหล่านี้คาดว่าจะดำเนินต่อไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปีข้างหน้า

 

ความเสี่ยงที่สี่ ยีลด์สูงฉุดไม่อยู่ สำคัญมากแต่กลายเป็นความเสี่ยงตลาด อยู่ได้เพราะ “ความเชื่อ”

 

ยีลด์สูงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับ Valuation ของตลาดเสมอ และยีลด์สูงในครั้งนี้ก็ไม่ได้มาจากแค่เงินเฟ้อ แต่มาจากระดับหนี้ แนวโน้มการขาดดุลการคลัง และการกู้ยืมเพื่อการลงทุน AI ของเอกชน ทำให้สภาพคล่องตึงตัวมากขึ้นไปอีก

 

ที่ตลาดไม่ปรับฐานลงทันที ผมมองว่าเกิดจากความเชื่อว่าสุดท้ายต้องมีนโยบายการเงินเข้ามาช่วยพยุงเหมือนทุกครั้ง

 

ยีลด์ที่สูงอาจจะกลายเป็นความเสี่ยงระดับตลาดหมี (ตลาดปรับตัวลงมากกว่า 20%) ถ้าธนาคารกลางเลือกที่จะเข้มงวดโดยไม่สนใจความเสี่ยงด้านโครงสร้างการคลังและสภาพคล่อง เป็นความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้ามในช่วงท้ายปี

 

ความเสี่ยงสุดท้าย ฟองสบู่ AI แตก เป็นความเสี่ยงที่ทั่วโลกเคลื่อนที่ด้วย “ความกลัวตกขบวน”

 

เพราะ AI หนุนให้กำไรต่อหุ้นของ S&P 500 เติบโตกว่า 50% จากปีก่อน

 

ขณะที่ส่วนใหญ่มาจากกำไรจากการประเมินมูลค่าเงินลงทุนใน Anthropic และ OpenAI ที่ยังไม่รับรู้เป็นเงินสดจริง ถ้ากำไรที่แท้จริงไม่มาตามที่หวัง ตลาดหมีจะเกิดขึ้นแรงและยาวนาน

 

ปัญหาคือไม่มีใครรู้ว่าฟองสบู่กำไรจะลดขนาดลงตอนไหน นอกจากนั้นยังต้องเดาต่อว่า นักลงทุนจะหมดหวังใน AI เมื่อไหร่ จากเรื่องอะไร สำหรับช่วงท้ายปีนี้ ผมจึงให้โอกาสแค่ 5-10% เพราะมองว่าความเสี่ยงที่นักลงทุนกลัว คือการตกขบวนกำไรมากกว่าฟองสบู่แตก

 

ถึงตรงนี้ทุกคนคงเข้าใจแล้วว่าความเสี่ยงสำคัญไม่ได้หายไป บางเรื่องทวีความรุนแรงขึ้นด้วย แต่สิ่งที่เราประเมินยากคือ ความชินชา ความหวัง ความไม่สนใจ ความเชื่อ และความกลัว ของตลาดที่เอาแน่เอานอนไม่ได้

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนสิ้นปี ผมเลือกสามกลยุทธ์สำคัญคือ

 

(1) กระจายการลงทุนลดการกระจุกตัว (2) ถือสินทรัพย์ที่ราคามีแนวโน้มปรับตัวขึ้นพร้อมกับความเสี่ยง และ (3) ทยอยขายทำกำไรสินทรัพย์ที่ปรับขึ้นมาแรงแล้ว เก็บสภาพคล่องรอจังหวะซื้อตอนตลาดปรับฐาน

 

ภาพตลาดที่ย้อนแย้งในวันนี้ ยืนยันกับเราว่า ความเสี่ยง โอกาส ความกลัว และความหวัง กำลังย้อนแย้งกันอยู่ แต่มุมมองไหนจะเปลี่ยนแปลง ไปในทิศทางไหนนั้น เรากำลังจะได้รู้ไปพร้อมกันท้ายปีนี้ครับ

 

ที่มา: FSS

 

ภาพ: Golden Dayz / Shutterstock

 

The post 5 ความเสี่ยงสุดย้อนแย้งส่งท้ายปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Mousetrap: นิทานหนูขโมยร่าง และกับดักตัวตน ที่ย้อนมาสอนคนดูว่า ‘เป็นตัวเองดีที่สุด’ https://thestandard.co/mousetrap-identity-be-yourself/ Tue, 08 Sep 2026 07:01:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1252125 ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ Mousetrap แสดงตัวละครหลักสองคน

*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาซีรีส์*   ในนิทานพื้น […]

The post Mousetrap: นิทานหนูขโมยร่าง และกับดักตัวตน ที่ย้อนมาสอนคนดูว่า ‘เป็นตัวเองดีที่สุด’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ Mousetrap แสดงตัวละครหลักสองคน

*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาซีรีส์*

 

ในนิทานพื้นบ้านเกาหลีมีเรื่องเล่าว่าด้วยเรื่องของ “หนูกินเศษเล็บคน” หากปล่อยให้หนูกินเศษเล็บที่ถูกตัดทิ้งเรี่ยราด หนูจะดูดกลืนจิตวิญญาณและกลายร่างเป็นตัวตนของบุคคลผู้นั้นอย่างสมบูรณ์ ก่อนจะเดินเข้าบ้านเพื่อขับไล่เจ้าของร่างตัวจริงออกไป

 

แนวความคิดนี้เคยถูกทำเป็นเว็บตูนเรื่อง Field Mouse ของ Ludovico โดยผู้กำกับ คิมฮงซอน (The Guest, Voice) และมือเขียนบท อีแจกอน ได้หยิบเอามาปัดฝุ่น ปลุกปั้นใหม่ให้กลายเป็นไซโคโลจิคัลทริลเลอร์ยุคใหม่อย่าง Mousetrap เพื่อตอบคำถามที่ว่า ‘หากทุกสิ่งที่ยืนยันว่าเรามีตัวตนอยู่ ลายนิ้วมือ ข้อมูลดิจิทัล หรือสายตาคนรอบข้าง ถูกสวมรอยโดยใครบางคนที่ดูสมบูรณ์แบบกว่า เราจะพิสูจน์ความจริงได้อย่างไรว่าเราคือ ‘ของจริง’’ เรื่องราวเปิดด้วยชีวิตของ เจมุนแจ (รยูจุนยอล) นักเขียนนิยายชื่อดังผู้ประสบภาวะวิตกกังวลและขังตัวเองตัดขาดจากสังคม ทว่าเช้าวันหนึ่ง โลกทั้งใบกลับพังทลายลงเมื่อลายนิ้วมือไม่สามารถปลดล็อกโทรศัพท์ บัญชีธนาคารและสินทรัพย์ถูกยึด ซ้ำร้ายยังมีชายลึกลับหน้าตาเหมือนเขาทุกกระเบียดนิ้วเข้ามานั่งทำงานและใช้ชีวิตแทนที่เขาอย่างแนบเนียน

 

ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ Mousetrap แสดงตัวละครหลักสองคน 1

 

เมื่อกฎหมายและกลไกสถาบันมองเขาเป็นเพียงคนเสียสติ มุนแจจึงต้องจับมือกับ โนจา (ซอลคยองกู) เจ้าหนี้นอกระบบที่ตามทวงหนี้เขาอยู่ ทั้งสองกลายเป็นคู่หูจำเป็นในเกมไล่ล่าเพื่อกระชากหน้ากาก “เจ้าหนูขโมยร่าง” ก่อนร่องรอยตัวตนของมุนแจจะถูกลบเลือนไปตลอดกาล

 

จุดแข็งประการแรกคืองานภาพสไตล์ Neo-Noir โทนสีตุ่น และการเล่นกับเงาตกกระทบในมุมอับของตึกรามบ้านช่องในโซล หรือที่อยู่อาศัยที่หรูหราทว่าดูว่างเปล่า ขับเน้นความโดดเดี่ยวและความหวาดระแวงระดับแพนิกของมุนแจออกมาได้อย่างดี คิมฮงซอนคุมบรรยากาศความไม่น่าไว้วางใจได้อย่างแม่นยำ และโรยปมสร้างความสงสัยให้กับคนดูตลอดเวลา เมื่อผนวกเข้ากับฉากแอ็กชันไล่ล่าทำให้ Mousetrap ดูสนุกน่าติดตาม

 

ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ Mousetrap แสดงตัวละครหลักสองคน 2

 

แต่สิ่งที่ Mousetrap สื่อสารออกมาได้อย่างแยบคาย คือการเน้นประเด็น “การเป็นตัวเองดีที่สุด” ผ่านรายละเอียดเล็กๆ ในการออกแบบงานสร้างและภาษากายของตัวละคร

 

ตลอดทั้งเรื่อง เราจะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างตัวตนดั้งเดิมของมุนแจที่สวมใส่เสื้อยืดตัวโคร่ง กางเกงผ้าเนื้อนิ่มที่แสนจะธรรมดาแต่ผ่อนคลาย กับภาพลักษณ์ใหม่ที่ “ตัวปลอม” หรือแม้แต่ตัวเขาเองในวันที่ต้องพยายามสวมบทบาทเป็นคนอื่น มุนแจมักจะถูกจับยัดเข้าไปในชุดสูทคัตติ้งเนี้ยบ ปกคอเสื้อที่รีดจนแข็งและรัดแน่น

 

ภาษากายอันยอดเยี่ยมที่รยูจุนยอลถ่ายทอดออกมา คือกิริยาที่ตัวละครเอานิ้วดึงรั้งคอปกเสื้อ มันคือการส่งสัญญาณเชิงจิตวิทยาว่า ไม่ว่าเปลือกนอกจะดูดี ได้รับการยอมรับในสังคมเพียงใด แต่การต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ตัวตนที่ไม่ใช่เนื้อแท้ มันสร้างความอึดอัดและหายใจไม่ออกอยู่ทุกลมหายใจ

 

ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ Mousetrap แสดงตัวละครหลักสองคน 3

 

ต้องยอมรับว่าพลังทางการแสดงของ รยูจุนยอล พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่าเขาคือนักแสดงรุ่นกลางที่มีมิติอารมณ์ลึกซึ้ง การถ่ายทอดสองบทบาททั้งเจมุนแจตัวจริงที่เปราะบาง วิตกจริต ไร้ที่พึ่ง และ “ตัวปลอม” ที่สุขุม เยือกเย็น แฝงความอำมหิตถูกแยกแยะผ่านแววตาและจังหวะการหายใจอย่างคมกริบ

 

ขณะที่ ซอลคยองกู ในบท โนจา คือหนึ่งในองค์ประกอบที่เปล่งประกายที่สุดของเรื่อง การออกแบบคาแรกเตอร์นี้ทำออกมาได้อย่างกลมกล่อม มีมิติทั้งความน่าเกรงขามแบบมาเฟียรุ่นใหญ่ ความอบอุ่นแบบผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมาเยอะ และจังหวะตลกร้ายที่เข้ามาเบรกบรรยากาศตึงเครียดได้อย่างลงตัว

 

จริงอยู่ว่าในแง่ของความสมจริง บทของโนจามีจุดบกพร่องเรื่องความ “หนังเหนียว ตายยาก” ระดับยอดมนุษย์ โดนแทง โดนตีหัว รอดตายจากสถานการณ์วิกฤตซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแทบจะหลุดจากความดิบเรียลของเรื่อง แต่สิ่งที่ต้องชื่นชมคือ ผู้สร้างดูเหมือนจะรู้ตัวดี ในช่วงท้ายเรื่อง ซีรีส์ไม่ได้พยายามแถเพื่อเอาจริงเอาจังกับความเหนือจริงนี้ แต่กลับพลิกเอาความตายยากของโนจามาขยี้เป็น “มุกตลกหน้าตาย” ให้ตัวละครแซวตัวเอง ซึ่งนอกจากจะช่วยลดทอนความขัดใจของผู้ชมลงได้แล้ว ยังขับเน้นเสน่ห์และลายเซ็นเฉพาะตัวของซอลคยองกูให้เด่นชัดขึ้นไปอีก

 

ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ Mousetrap แสดงตัวละครหลักสองคน 4

 

หมัดฮุกเชิงจิตวิทยาที่เจ็บแสบที่สุดของ Mousetrap ถูกเฉลยออกมาในช่วงท้าย เมื่อซีรีส์ลอกคราบธาตุแท้ของ “หนูขโมยร่าง” ให้เห็นว่า คนประเภทนี้เมื่อถูกลอกเอาเปลือก ชื่อเสียง เงินทอง และตัวตนของคนอื่นที่ตนไปขโมยมาออกไปจนหมด สิ่งที่หลงเหลืออยู่ข้างในมีเพียงแค่ ความกลวงเปล่าและไร้ตัวตนอย่างสิ้นเชิง

 

ฉากช่วงท้ายสะท้อนสันดานของมนุษย์จำพวก “กาฝาก” ได้อย่างน่าสังเวช พวกเขาไม่เคยมีตัวตนของตัวเองตั้งแต่แรก ความภาคภูมิใจเดียวที่มีคือการได้สวมรอยเป็นคนอื่น เมื่อไร้ซึ่งโฮสต์ให้เกาะเกี่ยว คนเหล่านี้จะไม่รู้แม้กระทั่งว่าตัวเองคือใคร ชอบอะไร หรือควรจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไร การมีชีวิตอยู่อย่างไร้ตัวตนโดยสิ้นเชิงจึงกลายเป็นบทลงโทษที่สาสมยิ่งกว่าความตาย

 

ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ Mousetrap แสดงตัวละครหลักสองคน 5

 

อย่างไรก็ดี บาดแผลใหญ่ของเรื่องตกอยู่ที่เนื้อหาในองก์สุดท้าย เมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงตอนที่ 7–8 บทกลับ “ซับซ้อนเกินพอดี” พยายามขยายสเกลไปสู่ปมมาเฟีย การเมืองท้องถิ่น และการหักมุมซ้ำซ้อนจนเกินจำเป็น จนจังหวะการเล่าเรื่องที่ควรจะกระชับกลับสะดุด และบทสรุปทิ้งช่องโหว่เชิงตรรกะไว้หลายจุด ซึ่งหากตัดทอนพล็อตย่อยออกไป และมุ่งไปที่การต่อสู้เชิงจิตวิทยาของคู่หลัก เนื้อหาจะทรงพลังและไร้รอยต่อกว่านี้มาก

 

ในภาพรวม Mousetrap ยังจัดเป็นงานระทึกขวัญที่มีชั้นเชิง กล้าหาญในการดัดแปลงวรรณกรรมพื้นบ้านมาปะทะกับโลกยุคใหม่อย่างชาญฉลาด งานภาพและการแสดงอยู่ในระดับแถวหน้า สัญญะเรื่องความอึดอัดของการสวมรอยทำได้คมคาย แม้บทช่วงท้ายจะติดกับดักความซับซ้อนจนสะดุดขาตัวเองสมชื่อภาษาไทย ‘กับดักจับลวง’ ไปบ้าง แต่ก็ยังเป็นงานนีโอนัวร์รสเข้มที่คุ้มค่าแก่การรับชม

 

ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ Mousetrap แสดงตัวละครหลักสองคน 6

 

ภาพ: Netflix

The post Mousetrap: นิทานหนูขโมยร่าง และกับดักตัวตน ที่ย้อนมาสอนคนดูว่า ‘เป็นตัวเองดีที่สุด’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ร้านอาหารและใบอนุญาตที่กฎหมายกำหนด https://thestandard.co/restaurant-license-law-business/ Tue, 01 Sep 2026 10:44:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1249482 ภาพมุมสูงย่านธุรกิจร้านอาหารและสถานบันเทิงในเมืองซานดิเอโก

สำหรับบทความฉบับนี้ ขอกล่าวถึงภาพรวมของธุรกิจร้านอาหาร […]

The post ร้านอาหารและใบอนุญาตที่กฎหมายกำหนด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงย่านธุรกิจร้านอาหารและสถานบันเทิงในเมืองซานดิเอโก

สำหรับบทความฉบับนี้ ขอกล่าวถึงภาพรวมของธุรกิจร้านอาหาร เพราะสังคมไทยธุรกิจร้านอาหารยังคงเป็นหนึ่งในภาคธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญต่อวิถีชีวิตของคนไทย

 

 
 

ความนิยมในการรับประทานอาหารนอกบ้าน การท่องเที่ยว และการเติบโตของช่องทางดิจิทัล ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ธุรกิจร้านอาหารเติบโตอย่างต่อเนื่อง และนับว่าเป็นหนึ่งในช่องทางการสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง

 

อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผ่านมาหลายท่านคงได้ทราบข่าวเกี่ยวกับการยื่นขอเปิดประกอบธุรกิจร้านอาหารผิดประเภท อาทิ การยื่นขอประเภทร้านอาหาร แต่กลับเปิดบริการในรูปแบบสถานบันเทิง ดังนั้น หากจะเปิดดำเนินธุรกิจร้านอาหาร จุดเริ่มต้นคือ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับข้อกฎหมายและใบอนุญาตที่กำหนดสำหรับผู้ประกอบการในประเทศไทย

 

ภาพรวมข้อกฎหมายสำคัญสำหรับร้านอาหาร ร้านที่จำหน่ายสุรา และกิจการที่มีความบันเทิง สำหรับเงื่อนไขการเปิดร้านอาหารในประเทศไทยไม่ได้มีใบอนุญาตเพียงฉบับเดียว แต่ต้องพิจารณาตามขนาดพื้นที่ ลักษณะอาคาร และรูปแบบการให้บริการ โดยใบอนุญาตหลักของร้านอาหารทั่วไปอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ขณะที่ร้านที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือมีลักษณะเป็นสถานบริการ จะมีกฎหมายเฉพาะเพิ่มเติมเข้ามาควบคุม1

 

1. อาคารและการใช้ประโยชน์ที่ดินต้องถูกต้องก่อนลงทุนเปิดร้าน

 

ก่อนก่อสร้างหรือตกแต่งร้าน ควรตรวจสอบว่าการใช้ประโยชน์ที่ดินสอดคล้องกับกฎหมายผังเมือง และอาคารที่จะใช้ประกอบกิจการถูกต้องตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร หากมีการก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนการใช้อาคารในลักษณะที่กฎหมายกำหนด ต้องดำเนินการขออนุญาตหรือรับรองให้ถูกต้องตามกรณี

 

ทั้งนี้ “ใบอนุญาตเปิดใช้อาคาร (“อ.6”) ไม่ใช่ใบอนุญาตที่ทุกร้านอาหารต้องขอใหม่เสมอไป และอาจไม่ใช่ใบอนุญาตเพียงใบเดียวที่ต้องใช้ สิ่งสำคัญคืออาคารและการใช้อาคารต้องชอบด้วยกฎหมายก่อนประกอบกิจการ3

 

2. ใบอนุญาตหรือหนังสือรับรองการแจ้ง “สถานที่จำหน่ายอาหาร”

 

มาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติการสาธารณสุขกำหนดเกณฑ์ตามขนาดพื้นที่อย่างชัดเจน คือ หากสถานที่จำหน่ายอาหารมี พื้นที่เกิน 200 ตารางเมตร ต้องได้รับ ใบอนุญาตจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหาร จากเจ้าพนักงานท้องถิ่น แต่หากมี พื้นที่ไม่เกิน 200 ตารางเมตร ต้องแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นและได้รับ หนังสือรับรองการแจ้ง ก่อนเปิดดำเนินการ สำหรับกรุงเทพมหานครยื่นต่อสำนักงานเขตหรือผ่านช่องทางที่ กทม. กำหนด ส่วนต่างจังหวัดยื่นต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่รับผิดชอบ เช่น เทศบาลหรือ อบต.1

 

นอกจากการได้รับใบอนุญาตหรือหนังสือรับรองแล้ว สถานที่ยังต้องเป็นไปตามหลักสุขลักษณะ เช่น ความสะอาด การจัดการขยะและน้ำเสีย การปรุงและเก็บอาหาร ภาชนะอุปกรณ์ น้ำใช้ และสุขลักษณะส่วนบุคคล รวมถึงผู้ประกอบกิจการและผู้สัมผัสอาหารต้องผ่านการอบรมหลักสูตรสุขาภิบาลอาหารตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด2

 

3. หากขายเบียร์ ไวน์ หรือสุรา ต้องมีใบอนุญาตขายสุรา

 

ร้านอาหารที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต้องขอ ใบอนุญาตขายสุรา ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง โดยยื่นต่อสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่/สาขาที่สถานประกอบการตั้งอยู่ หรือผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ตามที่กรมสรรพสามิตกำหนด4 ขณะเดียวกันยังต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยปัจจุบันมีพระราชบัญญัติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ซึ่งควบคุมเรื่องการขาย การโฆษณา การส่งเสริมการขาย และข้อจำกัดอื่นตามกฎหมาย5

 

4. ผับ บาร์ หรือร้านที่มีความบันเทิง อาจต้องมีใบอนุญาตเพิ่มเติม

 

หากรูปแบบกิจการเข้าลักษณะ “สถานบริการ” ตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จะต้องได้รับ ใบอนุญาตตั้งสถานบริการ จากพนักงานเจ้าหน้าที่ และต้องพิจารณาข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ตั้งและเงื่อนไขของสถานบริการด้วย การเป็นร้านอาหารหรือการขายสุราเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้ร้านเป็นสถานบริการโดยอัตโนมัติ แต่ต้องพิจารณาจากลักษณะกิจการจริงตามนิยามกฎหมาย6 นอกจากนี้ ในบางท้องถิ่นอาจมีกฎเฉพาะเพิ่มเติม เช่น กรุงเทพมหานครกำหนดกิจการจัดให้มีการแสดงดนตรี เต้นรำ ดิสโกเทก หรือคาราโอเกะเป็นกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ จึงควรตรวจสอบใบอนุญาตท้องถิ่นเพิ่มเติมก่อนดำเนินกิจการ7

 

บทสรุปสุดท้าย ร้านอาหารทั่วไปต้องมีใบอนุญาต/หนังสือรับรองการแจ้งสถานที่จำหน่ายอาหารและใช้อาคารอย่างถูกต้อง หากขายแอลกอฮอล์ให้เพิ่มใบอนุญาตขายสุราและหากมีรูปแบบความบันเทิงจนเข้าข่ายสถานบริการหรือกิจการที่ท้องถิ่นควบคุม ต้องขอใบอนุญาตเพิ่มเติมตามลักษณะกิจการ โดยเจ้าพนักงานของรัฐจะประเมินจากลักษณะของกิจการ อาทิ รายได้หลักมาจากอาหาร หรือไม่ การดำเนินการมุ่งการดื่มและความบันเทิงหรือไม่ มีการแสดงดนตรี ดีเจ หรือมีการใช้แสงสีเสียงอย่างไร เป็นต้น

 

อย่างไรก็ดี ในมิติของการลงทุนผ่านกองทุนรวม หรือกองทรัสต์ ที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ นอกเหนือจากการเข้าตรวจสอบของหน่วยงานภาครัฐแล้ว กองทุนรวม หรือกองทรัสต์ ผู้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องดังกล่าว ในการกลั่นกรองและช่วยดูแลให้การใช้พื้นที่ที่กองทุน/ทรัสต์ เข้าลงทุน ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด อาทิ ผู้เช่าพื้นที่จะต้องแสดงใบอนุญาตที่ใช้ประกอบการ ต้องดำเนินธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงผู้ให้เช่าสามารถขอตรวจสอบการใช้พื้นที่ได้อีกด้วย

 

ภาพ: Sean Pavone / Shutterstock

 

อ้างอิง:

  • กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข — พ.ร.บ.การสาธารณสุข มาตรา 38 และเกณฑ์พื้นที่ 200 ตร.ม.
  • กรมอนามัย — กฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 และการอบรมผู้สัมผัสอาหาร
  • กรุงเทพมหานคร – คู่มือการขอรับใบอนุญาตจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหาร (ตรวจผังเมืองและกฎหมายอาคาร)
  • กรมสรรพสามิต – การขออนุญาตขายสุรา (สำหรับรายใหม่) และกฎกระทรวงการอนุญาตขายสุรา พ.ศ. 2560
  • กรมควบคุมโรค – พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 และ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568
  • กรมการปกครอง – สรุปสาระสำคัญ พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ. 2509
  • กรุงเทพมหานคร – ข้อบัญญัติ/ระเบียบเกี่ยวกับกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพประเภทการแสดงดนตรีและคาราโอเกะ

The post ร้านอาหารและใบอนุญาตที่กฎหมายกำหนด appeared first on THE STANDARD.

]]>