Opinion – THE STANDARD https://thestandard.co/category/opinion/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 10 Jul 2026 09:33:26 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Growing Together: วิธีช่วยลูกค้นหาตัวเอง ปลดล็อกขีดจำกัดเด็กอัลฟ่าในยุค AI https://thestandard.co/gen-alpha-self-discovery-ai-era/ Sat, 11 Jul 2026 03:00:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1228705 ภาพพ่อแม่กำลังสอนหรือทำกิจกรรมร่วมกับลูก เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และค้นหาศักยภาพในยุค AI

ในปี 2569 พ่อแม่เด็กวัยเรียนกำลังเผชิญความท้าทายสำคัญ เ […]

The post Growing Together: วิธีช่วยลูกค้นหาตัวเอง ปลดล็อกขีดจำกัดเด็กอัลฟ่าในยุค AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพพ่อแม่กำลังสอนหรือทำกิจกรรมร่วมกับลูก เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และค้นหาศักยภาพในยุค AI

ในปี 2569 พ่อแม่เด็กวัยเรียนกำลังเผชิญความท้าทายสำคัญ เนื่องจากอัตราเด็กเกิดใหม่ในไทยอาจลดต่ำลงเหลือเพียง 3 แสนคน ทำให้การช่วยลูกค้นหาตัวเองเป็นสิ่งสำคัญกว่าการมุ่งเน้นคะแนนสูงสุด ดร.ไกรยส ภัทราวาท จากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ชี้ว่าครอบครัวยุคใหม่ควรส่งเสริมให้เด็กค้นพบศักยภาพของตนเอง เพื่อสร้างเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจนและลดความเครียดจากระบบการศึกษาแบบเดิม ผ่าน 4 วิธี ได้แก่ พาทำกิจกรรมนอกบ้าน ตั้งเป้าหมายร่วมกัน ใช้แอปพลิเคชันเอไอจิตวิทยา และ เปิดโอกาสเรียนรู้ประสบการณ์ทำงานจริง

 

ทำไมการค้นหาตัวเองถึงสำคัญกว่าใบเกรดในโลกยุคเอไอ

 

เราเคยชินกับการส่งลูกไปเรียนกวดวิชาเพื่อแลกกับตัวเลขสวยๆ บนใบแสดงผลการเรียน แต่ความจริงในตลาดแรงงานตอนนี้เปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เล่าให้ฟังว่าเวลาเด็กไปสมัครงาน ผู้สัมภาษณ์แทบจะไม่ได้สนใจดูทรานสคริปต์เลยว่าได้เกรดอะไรบ้าง เทคโนโลยีเอไอเรียนรู้และทำงานประจำที่ต้องทำซ้ำๆ ได้เร็วกว่ามนุษย์ไปไกลมาก บริษัทชั้นนำจึงต้องการคนที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเก่งและมีทักษะความเป็นมนุษย์สูงมากกว่าคนที่ท่องจำตำราเก่ง

 

ย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ บุคคลระดับโลกที่ไม่ได้เริ่มต้นจากความเพอร์เฟกต์ในห้องเรียน อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ อัจฉริยะของโลกก็เคยสอบตกมาก่อน แต่เขาไปได้ไกลเพราะไปอยู่ในสังคมที่เปิดโอกาสให้เขาทำสิ่งที่ถนัดอย่างเต็มที่ หรือกรณีของโปรระดับโลกอย่าง รอรี่ แม็คอิลรอย ที่ครอบครัวยอมแลกกะทำงานวันละ 10 กว่าชั่วโมงเพื่อเก็บเงินส่งลูกเรียนกอล์ฟจนได้แชมป์ ความสำเร็จเหล่านี้ตอกย้ำว่าเด็กทุกคนคืออัญมณีล้ำค่าที่รอการเจียระไน การย้อนกลับไปสู่รากฐานการศึกษาเหมือนเมื่อ 2,000 ปีก่อนที่เน้นพัฒนามนุษย์ให้สมบูรณ์รอบด้านคือทางรอดที่แท้จริงสำหรับเด็กยุคนี้

 

พ่อแม่จะช่วยลูกค้นหาตัวเองได้อย่างไรบ้างเมื่อมีเวลาจำกัด

 

ชีวิตคนเป็นพ่อแม่ยุคนี้ทำงานกลับมาก็เหนื่อยแล้ว แถมระบบที่โรงเรียนก็ยังเน้นการแข่งขันสูง แต่ลูกก็ยังใช้เวลามากถึง 2 ใน 3 ของวันอยู่กับเราที่บ้าน บ้านจึงควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เขาได้พักผ่อนและเปิดโอกาสให้เด็กค้นพบศักยภาพที่ซ่อนอยู่ได้อย่างเต็มที่ เราแค่ต้องเปลี่ยนชุดความคิดจากการกดดันให้ลูกไปแข่งเป็นที่หนึ่งของประเทศ มาเป็นการแข่งกับตัวเองเพื่อพัฒนาทักษะเฉพาะตัวแทน

 

ปัจจุบัน กสศ. และหน่วยงานต่างๆ ได้ริเริ่มแนวทางและสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ เพื่อช่วยให้ครอบครัววางแผนอนาคตลูกได้ง่ายขึ้น

 

🔹 พาเด็กออกไปลองทำกิจกรรมใหม่ๆ นอกบ้านเพื่อสังเกตดูว่าเขาใช้พลังงานและมีความสุขกับเรื่องไหนเป็นพิเศษ
🔹 ชวนกันตั้งเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาวในครอบครัวแล้วฉลองกับความก้าวหน้าเล็กๆ น้อยๆ แทนการดุเรื่องคะแนนสอบ
🔹 ทดลองใช้แอปพลิเคชันที่นำหลักจิตวิทยาและเอไอมาช่วยวิเคราะห์พร้อมจำลองภาพตัวตนของเด็กในอนาคต เช่น Future You
🔹 พาลูกไปสัมผัสโลกการทำงานจริงจากผู้เชี่ยวชาญกว่า 10 หน่วยงานผ่านโปรแกรมอัลฟ่าแคเรียร์แล็บ

 

การคอยเฝ้าดูและสนับสนุนลูกในเส้นทางที่พวกเขาเลือกอาจต้องใช้ความอดทนและเวลามากสักหน่อย วันไหนที่แผนสะดุดหรือไม่ได้ดั่งใจก็อย่าเพิ่งท้อ แค่เราจับมือและพร้อมเรียนรู้ไปกับเขา วันหนึ่งเด็กๆ จะเติบโตขึ้นมาเปล่งประกายและมีความสุขกับชีวิตที่พวกเขากำหนดเองได้อย่างเต็มความภาคภูมิใจ

The post Growing Together: วิธีช่วยลูกค้นหาตัวเอง ปลดล็อกขีดจำกัดเด็กอัลฟ่าในยุค AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
เดินตามธรรมชาติวิถี: ดิน ป่า น้ำ https://thestandard.co/kalaya-sophonpanich-imperial-college-alumna/ Fri, 10 Jul 2026 09:33:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1229244 ภาพคุณหญิง ดร.กัลยา โสภณพนิช ผู้ได้รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นจาก Imperial College

เมื่อ IMPERIAL COLLEGE แห่งลอนดอน มหาวิทยาลัยด้านวิทยาศ […]

The post เดินตามธรรมชาติวิถี: ดิน ป่า น้ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพคุณหญิง ดร.กัลยา โสภณพนิช ผู้ได้รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นจาก Imperial College

เมื่อ IMPERIAL COLLEGE แห่งลอนดอน มหาวิทยาลัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นนำของโลก ประกาศมอบรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น เรียกว่า Distinguished Alumni Award 2026 ให้แก่คุณหญิง ดร.กัลยา โสภณพนิช เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ณ Imperial College, University of London

 

 

โดยประกาศว่า “เธออุทิศทั้งชีวิตให้กับการเปลี่ยนความอยากรู้อยากเห็นทางวิทยาศาสตร์ให้เกิดผลในระดับชาติ จากวัยเด็กในชนบทของประเทศไทยสู่การกำหนดนโยบายของรัฐบาล และการสนับสนุนการปกป้องสิ่งแวดล้อม เธอได้กลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีอิทธิพลมากที่สุดของประเทศไทยในด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์และความยั่งยืน”

 

คุณหญิง ดร.กัลยา เป็นหนึ่งใน 9 คน จาก 9 ประเทศ ได้รับเชิญเป็นตัวแทนผู้รับรางวัลทั้งหมดในการกล่าวสุนทรพจน์ ในงานดังกล่าว

 

Imperial Alumni ใช้คำว่า Distinguished Award เพราะถือว่าผู้รับเป็นศิษย์เก่าที่มีผลงานโดดเด่นและได้รับการยกย่องอย่างสูง แสดงให้เห็นความเป็นเลิศอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านส่วนตัวและด้านอาชีพ เป็นผู้นำในสาขาของตนและสร้างผลกระทบอย่างสำคัญต่อสังคม

 

 

เด็กบ้านนอกคนหนึ่ง

เกิดจากดิน

 

 

ถ้าเพียงดูจากนามสกุล โสภณพนิช เหมือนคนที่เกิดมาบนกองเงินกองทอง ที่จริงได้ใช้

 

นามสกุลนี้ ก็อายุย่างเข้า 30 ปีแล้ว ที่ได้แต่งงานกับคุณโชติ โสภณพนิช ลูกเจ้าสัว ชิน โสภณพนิช อดีตเจ้าของธนาคารกรุงเทพ

 

ด.ญ.กัลยา เป็นลูกคนที่สองใน 8 พี่น้อง ยุค 80 ปีก่อน ก็เหมือนเด็กบ้านนอกทั่วไป ที่บ้านไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปาใช้ น้ำฝนคือน้ำกิน น้ำใช้คือน้ำคลอง แสงไฟยามค่ำคือตะเกียงน้ำมันก๊าด เป็นครอบครัวใหญ่ในตึกแถวที่สีคิ้ว พ่อกับแม่เปิดร้านโชห่วย ขายของกินของใช้สารพัด ทั้งหม้อ ไห กะละมัง สมุดดินสอ ลูกอม ผลไม้

 

กัลยาเป็น ‘เด็กวิ่งขายของ’ ประจำร้าน วิ่งเล่นไป ก็ขายของไป เธอมีหัวการค้า ตั้งแต่เล็ก เรียนหนังสือบนศาลาวัด แบบนั่งกับพื้นตลอด ป.1 – ป.4 ที่โรงเรียนวัดใหม่สีคิ้ว หลังเลิกเรียนและวันหยุด เธอตักน้ำฝนจากบ่อซีเมนต์หลังบ้านใส่ถัง คล้องแขนเดินตัวเอียงเอาน้ำไปขายที่สถานีรถไฟสีคิ้ว ที่ห่างจากบ้านราว 30 เมตร เมื่อรถไฟมาจอด เธอจะเดินขายน้ำฝนขนาดกระป๋องนมละ 1 สตางค์ (สตางค์แดงเป็นรู) ให้ผู้โดยสารบนรถ เป็นประจำ แล้วยังหาผลไม้ไปขายตามเวทีลิเก เวทีงิ้ว หรือเมื่อมีหนังกลางแปลงมาฉาย

 

เธอยังขอให้แม่มุ้ยฮวง ซื้อหมูมาเลี้ยงในเล้าหลังบ้าน แล้วขยายไปเลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ และปลูกผัก และเก็บผักข้างทางรถไฟไปขาย เรียกว่าอะไรที่เป็นรายได้ เธอขวนขวายทำ ช่วยพยุงฐานะครอบครัว ในฐานะหยี่แจ้ (พี่คนที่สอง) ก็ต้องเลี้ยงน้องไปด้วย ต้องแต่งตัว อาบน้ำ ป้อนข้าว เย็บเสื้อผ้าให้น้อง ต้องตื่นแต่ตีห้า ขนเสื้อผ้าไปซักน้ำที่คลองวัดเกาะ หาบน้ำมาใส่ตุ่ม แกว่งสารส้มให้ฝุ่นตกตะกอนเพื่อเป็นน้ำใช้ แล้วยังต้องรีดเสื้อผ้าด้วยเตาเหล็กใส่ถ่านไม้แบบโบราณ

 

เธอเกือบจะไม่ได้เรียน ตามความเชื่อของคนจีนแบบเก่า ที่ถือว่า ‘แต่งงานไปก็กลายเป็นคนบ้านอื่น’ แต่เพราะแม่สอนว่า “เป็นผู้หญิง ถ้าไม่เรียนหนังสือ โตขึ้นจะลำบาก” เธอจึงมุมานะขยันเรียน และสอบได้ที่ 1 ที่ 2 เป็นประจำ

 

จบชั้นประถมที่สีคิ้ว เข้าโรงเรียนสตรีวรนาถ เทเวศร์ เป็นโรงเรียนประจำ สอบเข้าได้เป็นที่หนึ่ง ต่อด้วยการสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดม พญาไทได้ เป็นรุ่นที่ 21 เรียนแผนกวิทยาศาสตร์ตามที่ตั้งใจ

 

เพราะเรียนเก่งจึงสอบเข้าคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ เดิมตั้งใจจะเรียนแพทย์ แต่หักเหไปเรียนวิทยาศาสตร์ สอบได้เกียรตินิยมแล้วได้ทุนไปเรียนต่อปริญญาโทที่ Imperial College of Science and Technology, University of London ที่นั่นปริญญาโท มีแต่สาขา ‘ฟิสิกส์นิวเคลียร์พลังงานสูง’ จึงต้องเรียนโดยก็ยังไม่รู้ว่าจะเรียนอะไร ภาษาอังกฤษก็อ่อนแอ จึงเรียนไป ก็ทุกข์ไป แต่ก็เรียนจบ และสามารถผ่านการคัดเลือกเข้าเรียนปริญญาเอก สาขาฟิสิกส์นิวเคลียร์พลังงานสูง ที่หาคนเรียนได้ยาก แต่ก็ฝ่าด่านหินมาได้อย่างทรหด

 

เธอกลับมาเป็นอาจารย์วิชาฟิสิกส์ที่คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ

 

ที่จุฬาฯ นี้เอง ศ. ดร. ระวี ภาวิไล ชวนไปเป็นอาสาสมัครทำงานด้านการศึกษาถวายในหลวง รัชกาลที่ 9 ในตำแหน่งเลขานุการและผู้จัดการโครงการสารานุกรมไทย สำหรับเยาวชนโดยพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ระหว่างปี 2521-2560 สามารถผลิตสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนถึง 40 เล่มที่กลายเป็น “โรงเรียนประจำบ้าน” ของเด็กไทยทั่วประเทศ

 

เป็นสารานุกรมคุณภาพที่ออกแบบอย่างสวยงาม และเหมาะสมสำหรับเยาวชน 3 ช่วงวัย นับเป็นงานสำคัญที่กระจายอยู่ในห้องสมุดของโรงเรียนทั่วประเทศ และฝากไว้เป็นสมบัติของแผ่นดินไปอีกนานเท่านาน

 

ทั้งๆ ที่เกิดจากดินสีคิ้ว และโคลนในคลอง แต่สามารถพาตนเองเรียนจบปริญญาเอก กลับมาเป็นอาจารย์ และยังถวายงานสร้างสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนได้อย่างน่าภาคภูมิ

 

สู่การสร้างป่า

 

คุณหญิง ดร.กัลยา พูดว่า “ทรัพยากรในโลกนี้ ไม่มีอะไรที่สร้างใหม่ได้ เกลือ แร่ธาตุต่างๆ เอาขึ้นมาใช้แล้วก็หมดไป มีต้นไม้อย่างเดียว ที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติ ที่สร้างได้ และฟื้นคืนได้ในชั่วชีวิตเรา”

 

ทำให้นึกถึง พุทธวาทะธรรม ใน ‘วณปสูตร’ ว่า

 

“ผู้ปลูกต้นไม้ สร้างสวน สร้างป่า

 

สร้างร่มเงา ย่อมมีอานิสงส์ ไหลต่อเนื่อง”

 

คำว่า ‘อานิสงส์ไหลต่อเนื่อง’ มีความหมายลึกซึ้งกว้างไกล ว่าป่าหรือต้นไม้นั้น มันทำหน้าที่ของมันโดยไม่มีเวลาพักผ่อน ไม่มีวันเสาร์อาทิตย์ ให้ลมหายใจต่อผู้คน ให้บ้านเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์บกสัตว์น้ำ สัตว์มีปีก เป็นตาน้ำที่ผุดพราย ให้น้ำต่อสรรพชีวิตดุจสายธารที่น้ำไหลต่อเนื่อง ไม่มีที่สิ้นสุด

 

พูดอีกนัยหนึ่งคือ ป่าและต้นไม้นั้นทำบุญอยู่ตลอดเวลา โดยไม่ต้องให้ใครเห็น ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เป็นการให้ต่อผู้คนทุกรูปนาม ไม่เลือกชั้นวรรณะ ไม่น้อยใจ ไม่บ่น ไม่ริษยา และไม่นินทาใครทั้งนั้น

 

ด้วยแรงบันดาลใจจากในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงตรัสเสมอว่า ‘ป่าคือชีวิต’ ทำให้คุณหญิง ดร.กัลยา โสภณพนิช ตั้งมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ ทำหน้าที่ปลูกป่า เพื่อคืนชีวิตให้แผ่นดิน

 

“ลูกผมเรียนจบปริญญาตรีแล้วนะครับ คุณหญิงมาปลูกป่าที่บ้านผม เงินที่ได้จากการปลูกการดูแลป่า ทำให้ผมส่งลูกเรียนจบมหาวิทยาลัย”

 

เป็นเสียงสะท้อนกลับของชาวบ้าน เพราะมูลนิธิฯ เลือกไปปลูกป่าในภาคเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำที่เชียงราย เชียงใหม่ และภาคอีสาน ที่อุดรธานี เพื่อให้ป่าซับน้ำไว้อย่างถาวร

 

คุณหญิงให้ข้อมูลว่า “วิธีการปลูกป่าของเรา ต้องไประดมสรรพกำลัง ทั้งภาคราชการ เช่นกรมป่าไม้ ภาคธุรกิจ อปท. ภาคประชาสังคม คือไปตั้งแคมป์ในพื้นที่ ทำแนวกันไฟ ให้ชาวบ้านมาเป็นยามไฟ ชาวบ้านมีรายได้ทั้งจากการปลูก การดูแล การทำแนวกันไฟ เราปลูกหนึ่งปี ต้องดูแลสองปี เพื่อให้ต้นไม้อยู่รอด ส่วนหนึ่งที่ตายก็ต้องปลูกเสริม ในเวลา 5 ปี ที่ทำมา ปลูกป่าไปแล้ว 20,000 กว่าไร่ ปลูกคราวละ 5,000 ไร่ หมุนเวียนไป ปลูกแล้วก็ส่งให้กรมป่าไม้ดูแลรับผิดชอบต่อไป วิธีนี้เท่ากับ ‘รัฐได้ป่า ชาวบ้านได้เงิน’ ชาวบ้านเป็นคนปลูก ก็จะเป็นยามไฟดูแลป่าไปด้วย การเผาป่าก็ไม่มี ฝุ่น PM ก็ไม่เกิด ปลูกมาแล้ว 40 ปี เป็นจำนวนต้นไม้มากกว่า 20 ล้านต้น ป่าทอนกำลังน้ำให้ ไม่ไหลแรง ป้องกันน้ำท่วม น้ำหลาก ลดโลกร้อน สัตว์ทั้งมวลได้อาศัย คนก็ได้อากาศสะอาดหายใจ นี่คือคุณูปการสำคัญ”

 

จัดการน้ำ 

นาเพียงโมเดล

 

ที่ ตำบลนาเพียง อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น เป็นตัวอย่าง การบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ เป็นการจัดการน้ำที่ชลประทานไปไม่ถึง

 

คุณหญิงกัลยา ชี้ว่า เทวดาให้น้ำฝนหล่นลงดิน ปีละ 245,000 ล้านลูกบาศก์เมตรทั่วประเทศ แต่พื้นดินอิสานได้ใช้น้ำฝนเพียง 3.5 % ในขณะที่ทั่วประเทศเฉลี่ยแล้วได้ใช้น้ำจากฝนเพียง 5.5% เท่านั้น เปรียบเทียบได้ว่า 100 หยดฝน มีเพียง 3.5 หยดเท่านั้นที่เลี้ยงแผ่นดินอิสาน น้ำฝน 96.5 หยด เป็นน้ำหลาก น้ำล้นไหลลงแม่น้ำและทะเล ปัญหาจึงไม่ใช่ไม่มีน้ำ เพราะน้ำฝนมีแน่นอน แต่ขาดการจัดการที่ดี จึงเกิดภาวะน้ำแล้งน้ำหลากเป็นประจำ ระบบชลประทานให้น้ำชาวบ้านได้เพียง 20 % อีก 80 % ขึ้นอยู่กับเมตตาของฟ้าฝน ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงชี้ทางสว่างไว้ว่า น้ำนั้น ‘ต้องมีที่ให้อยู่ และมีทางให้ไป’

 

“จากต้นแบบ ความสำเร็จของหมู่บ้านลิ่มทอง อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ที่บริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ลิ่มทองโมเดล เป็นระบบจัดการน้ำอย่างยอดเยี่ยมที่ได้รับเชิญไปนำเสนอในที่ประชุม G7 ที่ดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ ถือว่าเป็นการจัดการน้ำโดยชุมชนที่ดีที่สุดในโลก ด้วยนวัตกรรมบริหารจัดการน้ำเข้าสู่พื้นที่เรือกสวนไร่นาอย่างทั่วถึง”

 

นาเพียงโมเดล เป็นการต่อยอดความสำเร็จ มีผลมหาศาล คลุมพื้นที่ 20,000 กว่าไร่ 2,300 ครัวเรือน

 

ภาพคุณหญิง ดร.กัลยา โสภณพนิช ผู้ได้รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นจาก Imperial College 1

 

ขณะนี้ได้นำเทคโนโลยีใหม่ที่ทันสมัยที่สุดของโลก ชื่อว่า TEM 2 GO เป็นเครื่องมือส่องพื้นดินด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและดาวเทียม ที่สามารถเอกซเรย์ลงสู่พื้นดิน ไปถึงชั้นหินอุ้มน้ำได้อย่างแม่นยำ และเยาวชนไทยได้พัฒนาให้สามารถเห็นภาพได้เป็นระบบสามมิติ ว่าน้ำใต้ดินบริเวณไหนมีกรวดหินดินทราย แร่ธาตุ ปริมาณน้ำที่ตรงความเป็นจริง เอาเครื่องไปวางส่องในเวลา 20 นาที สามารถจะอ่านทางมือถือได้ถึง 378 จุด

 

TEM 2 GO ทำให้สามารถเก็บกักน้ำ นำน้ำใต้ดินมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเสถียรด้วยการเติมน้ำและสูบน้ำจากใต้ดินมาใช้ในหน้าแล้ง เกษตรกรปลูกถั่วเหลืองพันธุ์เกษตร 80 สร้างรายได้ 5,000 บาท ต่อไร่ ต่อหนึ่งรอบ 100 วัน และปลูกได้ปีละ 2 รอบ เป็นการแก้ปัญหาหนี้สินในครัวเรือน สร้างความมั่นคงทางอาหารและรายได้อย่างเป็นรูปธรรม และทำได้ต่อเนื่องตลอดไป

 

เด็กหญิงบ้านนอกคนหนึ่ง มีชีวิตอยู่กับดินโคลน ต้องออกเหงื่อแรงช่วยพ่อแม่หารายได้ตั้งแต่เยาว์วัย ยกระดับตนเองด้วยการใฝ่เรียนใฝ่รู้ และเดินตามความฝัน ผ่านสารานุกรมไทย ผ่านการปลูกป่า ให้แผ่นดิน บริหารจัดการน้ำให้ชาวบ้านทำการเกษตร เพิ่มความมั่นคงทางอาหารและรายได้ให้ชุมชน ตามแนวของในหลวงรัชกาลที่ 9 อย่างแน่วแน่ตลอดมา บัดนี้ล่วงเข้าวัย 87 ปีแล้ว แต่ยังเคลื่อนไหวอย่างแข็งขันตามธรรมชาติวิถีอย่างต่อเนื่อง แม้จะพ้นจากหัวโขนทางการเมืองแล้วก็ตาม

 

จึงควรค่าแก่การได้รับยกย่องเป็นผู้รับรางวัลอย่างสมควร สมค่า สมภูมิปัญญา และสมภูมิธรรม ที่สร้างสมมาตลอดชีวิต

The post เดินตามธรรมชาติวิถี: ดิน ป่า น้ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘แบงค์-ธิติ’ พลิกบทเรียนเจ็บจริง โตจริง สู่การปั้น ‘Refill.coffee’ 3 สาขา https://thestandard.co/bank-thiti-refill-coffee-lessons/ Fri, 10 Jul 2026 02:51:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1229003 แบงค์-ธิติ มหาโยธารักษ์ เจ้าของร้าน Refill.coffee กำลังชงกาแฟ

การเป็นคนดังแล้วลุกขึ้นมาเปิดร้านกาแฟ อาจดูเหมือนได้แต้ […]

The post ‘แบงค์-ธิติ’ พลิกบทเรียนเจ็บจริง โตจริง สู่การปั้น ‘Refill.coffee’ 3 สาขา appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบงค์-ธิติ มหาโยธารักษ์ เจ้าของร้าน Refill.coffee กำลังชงกาแฟ

การเป็นคนดังแล้วลุกขึ้นมาเปิดร้านกาแฟ อาจดูเหมือนได้แต้มต่อเหนือคนอื่นตั้งแต่วันแรก แต่ในโลกธุรกิจชีวิตจริง “ชื่อเสียง” ไม่สามารถสั่งซื้อความยั่งยืนได้

 

Refill.coffee ธุรกิจคาเฟ่ของ ‘แบงค์-ธิติ มหาโยธารักษ์’ เติบโตจาก 1 สาขาที่ขอนแก่นสู่ 3 สาขาในปัจจุบัน รวมถึงกรุงเทพฯ ด้วยบทเรียนสำคัญ 3 ข้อ ได้แก่ การสร้างระบบหลังบ้านที่แข็งแกร่ง การแก้เกมยอดขายวันธรรมดาที่ซบเซาโดยการรับฟี้ดแบ็คลูกค้า และการปรับโมเดลธุรกิจให้เข้ากับทำเล เพื่อให้แบรนด์ยืนหยัดได้ในระยะยาว แม้ชื่อเสียงจะช่วยดึงดูดลูกค้าได้ในตอนแรก แต่ระบบที่มั่นคงคือหัวใจสำคัญของการเติบโต

 

🤝 อุดรอยรั่วฟีลลิ่ง ด้วยระบบหลังบ้าน

 

แบงค์เริ่มต้นธุรกิจจากศูนย์ ใช้เวลาหมกมุ่นลองผิดลองถูกและสกัดกาแฟนานถึง 5 ปี ทำให้ในการบริหารงานช่วงแรกเขามักจะใช้ “เซนส์และความรู้สึก” (Feeling) นำทางค่อนข้างมาก จนกลายเป็นโจทย์สำคัญในการจัดระเบียบระบบหลังบ้านและเซ็ตตัวเลขทางการเงินให้ลงตัวในช่วงเริ่มต้น

 

แต่สิ่งที่ทำให้ Refill.coffee สเกลมาได้ถึง 3 สาขา คือการมี ‘คุณสตางค์-ประติภา มหาโยธารักษ์’ หรือน้องสาวของแบงค์ เข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์หลังบ้านและเป็นกระดูกสันหลังคุมระบบธุรกิจทั้งหมด โดยมีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน คือน้องสาวจะเข้ามาดูแลเรื่องระบบ โครงสร้างธุรกิจ และตัวเลขกำไรทั้งหมด ส่วนแบงค์จะเน้นโฟกัสที่ตัวโปรดักต์และการคุมมาตรฐานหน้าร้าน

 

📉 พัฒนาเมนูจาก Insight และขยายฐานลูกค้าด้วยการ Collab

 

หัวใจสำคัญในการทำให้ Refill.coffee นั่งอยู่ในใจผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง คือการไม่หยุดนิ่งอยู่กับสิ่งเดิม ๆ แบรนด์ให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นและ Feedback ของลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นมาพัฒนาให้ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายอยู่ตลอดเวลา

 

นอกจากนี้ อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่เข้ามาช่วยสร้างการเติบโตคือการทำ Collaboration ร่วมกับแบรนด์อื่น เพื่อสร้างความแปลกใหม่ ข้ามสายพันธุ์สินค้า และเปิดประตูไปสู่กลุ่มผู้บริโภคที่กว้างขึ้น ซึ่งกลยุทธ์การร่วมมือนี้ไม่เพียงแต่สร้างกระแสในประเทศเท่านั้น แต่ยังช่วยดึงดูดกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ จาก สปป.ลาว ให้เข้ามาทำความรู้จักและลิ้มลองรสชาติกาแฟของร้านได้อย่างน่าสนใจ

 

💸 ปรับโมเดลให้ถูกทำเล พลิกโจทย์ความท้าทาย

 

ในการขยายสาขาเข้าสู่กรุงเทพฯ ถือเป็นโจทย์ที่มีความท้าทายสูงสำหรับแบรนด์จากต่างจังหวัด ทั้งในเรื่องของทำเลที่ยังไม่คุ้นชินรวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคเมืองกรุงที่แตกต่างออกไป ทำให้แบรนด์ต้องเรียนรู้และปรับตัวอย่างรวดเร็ว แทนที่จะเลือกเปิดเป็นร้านแบบเต็มสเกลเหมือนสาขาแรก แบงค์เลือกที่จะปรับรูปแบบธุรกิจให้มีความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับหน้างานมากขึ้น

 

ในบางสาขา แบรนด์หันมาเน้นการบุกตลาดออนไลน์และเดลิเวอรี ร่วมกับการดีไซน์หน้าร้านในโมเดล “Grab & Go” อย่างสาขาโครงการมาร์เก็ตเพลส ทองหล่อ ซึ่งเน้นความคล่องตัว ซื้อง่ายขายไว เพื่อให้ตอบรับกับวิถีชีวิตที่เร่งรีบของคนเมืองได้อย่างลงตัวที่สุด

 

บนเวที The Secret Sauce Business Weekend Isan 2026 วันที่ 17-18 กรกฎาคม 2026 พบกับ คุณแบงค์-ธิติ มหาโยธารักษ์ ที่จะมาร่วม Panel ดิสคัสแชร์ไอเดียแบบหมดเปลือก ร่วมกับผู้ประกอบการตัวจริงของอีสานอื่นๆ

 

🎯 สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้จาก Session นี้

 

✅ Real-World Scaling: บทเรียนและข้อควรระวังในการขยายสาขาจากต่างจังหวัดเข้าสู่กรุงเทพฯ

 

✅ Honeymoon Phase Management: วิธีรับมือและกลยุทธ์การตลาดในวันที่กระแสร้านเปิดใหม่หมดไป

 

✅ Complementary Partnership: การหาพาร์ทเนอร์หรือสร้างโครงสร้างหลังบ้านเพื่ออุดรอยรั่ว สำหรับผู้ประกอบการที่ใช้เซนส์นำทาง

 

✅ Product Standardization: วิธีการควบคุมมาตรฐานและ Quality ของสินค้าเมื่อเจ้าของไม่มีเวลาเข้าหน้าร้านตลอดเวลา

 

“เพราะชื่อเสียงอาจเรียกคนให้มาลองได้ในวันแรก แต่ ‘ระบบหลังบ้านที่แข็งแกร่ง’ และ ‘จุดยืนที่ชัดเจน’ เท่านั้นที่จะทำให้ร้านกาแฟยืนระยะได้ในชีวิตจริง”

 

🧡 The Secret Sauce Business Weekend อีสาน 2026

📍 18 กรกฎาคม 2569
📍 KICE ขอนแก่น

📌 ดูรายละเอียด + ซื้อบัตรคลิก

The post ‘แบงค์-ธิติ’ พลิกบทเรียนเจ็บจริง โตจริง สู่การปั้น ‘Refill.coffee’ 3 สาขา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินเฟ้อ เงินลงทุน AI และตลาดเงินญี่ปุ่น 3 เรื่องที่น่าจับตาที่สุดในครึ่งปีหลัง 2026 https://thestandard.co/ai-inflation-japan-market-2026/ Thu, 09 Jul 2026 06:15:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1228701 ธงชาติญี่ปุ่นและกราฟตลาดหุ้น ซ้อนทับด้วยภาพ AI

ครึ่งปีแรกของปี 2026 ผ่านไปแล้ว และตลาดการเงินไม่ต่างอะ […]

The post เงินเฟ้อ เงินลงทุน AI และตลาดเงินญี่ปุ่น 3 เรื่องที่น่าจับตาที่สุดในครึ่งปีหลัง 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธงชาติญี่ปุ่นและกราฟตลาดหุ้น ซ้อนทับด้วยภาพ AI

ครึ่งปีแรกของปี 2026 ผ่านไปแล้ว และตลาดการเงินไม่ต่างอะไรกับการนั่งรถไฟเหาะที่ไม่มีทีท่าจะช้าลง

 

 
 

ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้นแรงจากกระแส AI ก่อนจะปรับตัวลงจากความเสี่ยงสงคราม ราคาน้ำมันดิบทะลุ 100ดอลลาร์/บาร์เรล

 

แต่ที่สุด ก็ปรับตัวขึ้นอีกครั้งเมื่อช่องแคบ Hormuz กลับมาเปิดการขนส่งเป็นปกติ และกำไรของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกเร่งตัวอย่างรวดเร็วจากกระแสการลงทุน AI

 

แม้ดัชนีหุ้นโลกจะเริ่มครึ่งหลังของปี 2026 ในระดับใกล้เคียงจุดสูงสุดตลอดกาล

 

แต่ครึ่งปีแรกเป็นเหตุการณ์ที่ย้ำเตือนเราว่า ‘ยิ่งสูงก็ยิ่งเสี่ยง’ นักลงทุนต้องรู้ให้ทันตลาดการเงิน ผมจึงชวนจับตา 3 เรื่องสำคัญที่อาจทำให้ตลาดกลับทิศ ให้เราได้คิดและเตรียมกลยุทธ์รับมือไว้ก่อน

 

เรื่องแรก ครึ่งหลังของปีจะเข้าสู่เวลาที่ Capex ของ Hyperscaler แซงกระแสเงินสด และ Free Cash Flow จะติดลบเป็นครั้งแรก

 

หลังการลงทุน AI เร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตลอด 3 ปี

 

บริษัทที่แข็งแกร่งอย่างกลุ่ม Hyperscaler ของสหรัฐฯ กำลังจะเข้าสู่ช่วงใช้เงินลงทุน (Capex) มากกว่ากระแสเงินสดจากการดำเนินงานรวมกันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

 

จากที่เคยเป็นเครื่องจักรผลิตเงินสดที่นักลงทุนทั่วโลกไว้วางใจมาตลอดทศวรรษ Free Cash Flow รวมของกลุ่มจะพลิกเป็นติดลบครั้งแรกช่วงครึ่งหลังปีนี้

 

นี่คือการเดิมพันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เพราะโมเดลธุรกิจ AI ของผู้ประกอบการฝั่งสหรัฐฯ ไม่มีกำไร ขณะที่ต้นทุนต่อหน่วยสูงกว่าคู่แข่งหลักอย่างจีนมหาศาล

 

ที่ต้องจับตาเป็นเพราะหุ้นกู้และสินเชื่อกลุ่มเทคโนโลยี มียีลด์ที่สูงขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นปี และเมื่อประกอบกับ CAPE P/E ของหุ้นสหรัฐฯ ใกล้จุดสูงสุดตลอดกาล ทั้งหมดอาจเป็นส่วนผสมที่ก่อให้เกิดความกังวลเรื่องฟองสบู่การลงทุน AI อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ประเด็นที่สองคือ AI ไม่ได้ทำให้เงินเฟ้อลดลงเหมือนเทคโนโลยีในอดีต แต่กำลังสร้างเงินเฟ้อขาขึ้นรอบใหม่แบบไม่ทันตั้งตัว

 

ต้นปีนี้ แทบทุกสำนักวิเคราะห์เชื่อว่า AI จะเป็นพลัง Disinflationary (แรงกดเงินเฟ้อให้ต่ำลง) ช่วยลดต้นทุนการผลิตในระยะยาว

 

แต่ข้อมูลจริงกลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง ดัชนีราคาผู้ผลิตกลุ่ม Chip ของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นกว่า 25% สูงสุดนับตั้งแต่มีการเก็บข้อมูลในปี 1985 ขณะที่ราคาคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ IT ในตะกร้าเงินเฟ้อกลับมาเป็นบวกครั้งแรกในรอบเกือบสองทศวรรษ

 

ต้นตอของปัญหาคือราคาหน่วยความจำที่พุ่งขึ้นกว่า 670% จากจุดต่ำสุด เพราะศูนย์ข้อมูล AI แย่งชิงกำลังการผลิต Chip ไปทั้งหมด

 

นี่คือ ‘เงินเฟ้อจากการลงทุน’ ที่ธนาคารกลางไม่เคยเจอมาก่อน เพราะมันไม่ได้เกิดจากผู้บริโภคใช้จ่ายเกินตัว แต่เกิดจากบริษัทที่รวยที่สุดในโลกแย่งทรัพยากรกันเอง และดอกเบี้ยนโยบายอาจไม่มีผลต่อพฤติกรรมนี้เลย

 

หากครึ่งปีหลังตัวเลขเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นอีก ยีลด์สหรัฐฯ จะมีโอกาสปรับตัวขึ้น เป็นแรงกดดันด้านสภาพคล่องซ้ำเติมไปอีก

 

และสุดท้าย อาจไม่ใช่แค่ยีลด์สหรัฐฯ เพราะตลาดการเงินญี่ปุ่นก็เข้าสู่ช่วงกลับตัวครั้งสำคัญที่สุดในรอบกว่า 4 ทศวรรษ

 

ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1997

 

ค่าเงินเยนอ่อนค่าสุดในรอบ 40 ปี

 

ที่ต้องจับตาให้ดีเป็นเพราะญี่ปุ่นคือเจ้าหนี้รายใหญ่ของโลกมาหลายทศวรรษ

 

หากผลตอบแทนในประเทศที่สูงขึ้นนี้ ส่งผลให้เงินลงทุนไหลกลับญี่ปุ่น แรงกดดันจะส่งผ่านไปสู่ตลาดการเงินทั่วโลก

 

และครั้งนี้อาจไม่มีใครที่มีสภาพคล่องสูงพอจะช่วยได้ เพราะอีกสามเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกอย่างสหรัฐฯ จีน และเยอรมนี อยู่ในช่วงขาดดุลการคลังสูงสุด มีแนวโน้มขาดดุลต่อเนื่องไปอย่างน้อยจนถึงปี 2031 เป็นคำถามต่อเนื่องว่าใครจะเป็นผู้ซื้อพันธบัตรมหาศาลเหล่านี้ และที่ยีลด์เท่าไหร่กันแน่

 

ครึ่งแรกของปี 2026 เป็นเหมือนฉากเริ่มของความผันผวน ความเสี่ยงเกิดจากเรื่องที่คาดไม่ถึงหลายอย่าง แต่จุดเด่นคือมีการเติบโตของกำไรและพื้นฐานที่แข็งแกร่งคอยสนับสนุน

 

ครึ่งหลังของปี 2026 เป็นฉากที่แตกต่างออกไป เพราะความเสี่ยงเปลี่ยนเป็นเรื่องที่เรามองเห็นมานาน แต่ไม่เคยคิดว่าจะกลายเป็นความกังวลที่เข้ามากดดันตลาด

 

ทุกอย่างจะเป็นเรื่องที่แค่ต้องจับตา หรือจะกลายเป็นต้นเหตุที่เจาะฟองสบู่ AI รอบนี้ อีกไม่นานเราจะได้รู้กันครับ

 

ภาพ: Sweet_tomato, TeeStocker / Shutterstock

The post เงินเฟ้อ เงินลงทุน AI และตลาดเงินญี่ปุ่น 3 เรื่องที่น่าจับตาที่สุดในครึ่งปีหลัง 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดความสำเร็จ Agent Kim Reactivated ที่ไม่ได้ขายแค่ความสะใจ แต่พูดแทนใจชายวัยกลางคน https://thestandard.co/agent-kim-reactivated-middle-aged-men/ Wed, 08 Jul 2026 12:00:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1228294 ภาพปกซีรีส์ Agent Kim Reactivated แสดง โซจีซบ ในบทบาท คิมโดฮยอน

*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาซีรีส์*   เมื่อ Agent […]

The post ถอดความสำเร็จ Agent Kim Reactivated ที่ไม่ได้ขายแค่ความสะใจ แต่พูดแทนใจชายวัยกลางคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปกซีรีส์ Agent Kim Reactivated แสดง โซจีซบ ในบทบาท คิมโดฮยอน

*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาซีรีส์*

 

เมื่อ Agent Kim Reactivated เรตติ้งพุ่งกระฉูดจนกลายเป็นซีรีส์เกาหลีที่ทำเรตติ้งสูงสุดประจำปีนี้ พร้อมกับยึดพื้นที่อันดับต้นๆ บนชาร์ตของ Netflix ทั่วโลก ข้อสรุปแรกของความสำเร็จที่ลอยเข้ามาในหัวคงหนีไม่พ้นความสะใจระดับปรากฏการณ์ เพราะมันคือสูตรสำเร็จของภาพยนตร์แนวศาลเตี้ยหรือแนวพ่อตามล้างบางแบบ Taken ผสม John Wick ที่ถูกอัปเกรดคิวบู๊ให้ดิบ โหด และถึงเลือดถึงเนื้อ

 

ภาพปกซีรีส์ Agent Kim Reactivated แสดง โซจีซบ ในบทบาท คิมโดฮยอน 1

 

แต่คำถามคือ “ทำไมสังคมยุคนี้ถึงโหยหาความรุนแรงนอกระบบกฎหมายขนาดนี้?” อย่างที่เราได้เห็นจากความสำเร็จของทนายปีศาจ และ Teach You a Lesson ทว่า Agent Kim Reactivated เฉพาะเจาะจงไปกว่านั้นตรงที่เป็นกระบอกเสียงให้กลุ่มเปราะบางที่ต้องแสร้งทำเป็นแข็งแกร่งที่สุดในสังคมอย่าง “ผู้ชายวัยกลางคน”

 

เรื่องราวของ คิมโดฮยอน หรือผู้จัดการคิม (โซจีซบ) อดีตสายลับสุดอันตรายที่ล้างมือมาเป็นพนักงานธนาคารและคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวธรรมดาๆ เพื่อใช้ชีวิตสงบสุขตามคำขอของภรรยาที่ล่วงลับ แต่เมื่อ มินจี (ซอซูมิน) ลูกสาวสุดที่รักโดนบูลลี่และถูกลักพาตัวไป สัญชาตญาณนักฆ่าจึงถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง เขาออกตามล่าโดยไม่สนหน้าไหน พร้อมแท็กทีมกับอีก 2 คุณพ่ออดีตสายลับระดับตำนานอย่าง ซองฮันซู (ชเวแดฮุน) และพัคจินชอล (ยุนคยองโฮ)

 

ก่อนอื่นเราต้องยอมรับความจริงอันปวดใจว่าช่องโหว่ของกฎหมายเอื้อประโยชน์ให้คนบางกลุ่ม รวมทั้งปัญหาการกลั่นแกล้งในโรงเรียนและอิทธิพลมืดก็ไม่เคยมีใครล้างบางได้สำเร็จ ซีรีส์แนวแก้แค้นสะใจจึงกลายเป็นยาสามัญทางอารมณ์ เพราะในชีวิตจริงเราอาจทำได้แค่ปล่อยผ่าน แต่ซีรีส์เรื่องนี้มอบผลลัพธ์แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ยิ่งในช่วงแรกบทจงใจทุบตัวละคร คิมโดฮยอน และมินจีมากเท่าไร ช่วงล้างแค้นก็ยิ่งบำบัดความรู้สึกไร้อำนาจของเราได้มากเท่านั้น ที่สำคัญมันเข้าถึงได้ทั้งผู้ชายผู้หญิง

 

ภาพปกซีรีส์ Agent Kim Reactivated แสดง โซจีซบ ในบทบาท คิมโดฮยอน 2

 

แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือการเล่าเรื่องคิมโดฮยอนให้อยู่ในคราบมนุษย์เงินเดือนวัยกลางคน ที่ต้องยอมรองรับอารมณ์ของหัวหน้างาน ทนเห็นการทุจริตและการกดขี่ในองค์กรอย่างหงิมๆ มันคือภาพจำลองของกลุ่มผู้ชายที่เรียกว่า “K-Salaryman” หรือหัวหน้าครอบครัวในสังคมเกาหลีใต้ เพราะการที่ผู้ชายวัย 40-50 ปีเลือกที่จะ “ยอมกระจอก” ไม่ใช่เพราะไม่มีศักดิ์ศรี แต่เพราะรู้ดีว่าตกงานไม่ได้ด้วยภาระหน้าที่ต้องรับผิดชอบปากท้องของครอบครัว ซึ่งซีรีส์จับจุดนี้มาขยี้ได้อย่างแม่นยำ ทำให้คนดูที่เป็นมนุษย์ออฟฟิศรู้สึกเจ็บแปลบ มองเห็นตัวเองสะท้อนอยู่ในความหงิมของผู้จัดการคิม

 

อีกส่วนคือผู้ชายวัยกลางคนเกาหลีจำนวนมาก (และอาจจะทั้งโลก) ได้รับการเลี้ยงดูมาด้วยวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ ผู้ชายมีหน้าที่หาเงินเข้าบ้านอย่างเดียว ห้ามแสดงความอ่อนแอ ในที่สุดก็กลายเป็นคนแปลกหน้าในบ้านตัวเอง ในเรื่องเราจะเห็นผู้จัดการคิมพยายามทำดีกับมินจีแบบเก้ๆ กังๆ คุยกันคนละภาษา การที่ซีรีส์ใส่ประเด็นนี้เข้ามา มันทิ่มแทงใจผู้ชายวัย 40-50 ปีมาก เพราะพวกเขากำลังโดดเดี่ยวในบ้านตัวเองอยู่จริงๆ

 

ภาพปกซีรีส์ Agent Kim Reactivated แสดง โซจีซบ ในบทบาท คิมโดฮยอน 3

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีปริมาณเลือดท่วมจอ สอดไส้ประเด็นหนักๆ ในเรื่อง แต่ Agent Kim Reactivated ก็บาลานซ์โทนเรื่องไม่ให้ดิ่งหรือเครียดจนเกินไป ผู้กำกับใช้เคมีของนักแสดงรุ่นใหญ่สามคนมาสลับอารมณ์ได้อย่างมีศิลปะ บทคิมโดฮยอนของโซจีซบที่เป็นศูนย์กลางของความตึงเครียด ขณะเดียวกันก็ยังหล่อเท่ดูเพลินตาอารมณ์แดดดี้พันธุ์ดุ และเมื่อแท็กทีมกับ ซองฮันซู อดีตนักเทควันโดทีมชาติ และ พัคจินชอล อดีตหัวหน้าหน่วยรบพิเศษที่อยู่ในคราบลุงอาสาสมัครโบกรถในชุมชน เรื่องราวกลับสอดแทรกมุกตลกหน้าตายและความสัมพันธ์แบบ ‘คุณลุงข้างบ้าน’ เข้ามาได้อย่างถูกจังหวะ ส่วนนี้ช่วยไม่ให้คนดูอึดอัดกับความรุนแรงเกินไป ภาพของคุณพ่อวัยทองสามคนที่บ่นเรื่องปวดข้อเข่า กังวลเรื่องผลการเรียนของลูก หรือเถียงกันเรื่องไร้สาระตอนขับรถไปถล่มรังมาเฟีย เป็นการดึงอารมณ์คนดูให้กลับมาเป็นมนุษย์ธรรมดาๆ และมันยังฮาได้อีกกับคิวบู๊ที่มีมุกตลกสังขาร เพราะแม้จะมีทักษะนักฆ่ามือพระกาฬ แต่สังขารก็เป็นแค่ผู้ชายวัยกลางคน

 

Agent Kim Reactivated อาจจะมีข้อจำกัดในแง่ของโครงสร้างบทที่ยังดำเนินตามสูตรสำเร็จเป็นเส้นตรง แต่ถ้ามองในแง่ของการเป็นภาพสะท้อนสังคม ซีรีส์เรื่องนี้คือคำปลอบโยนที่ส่งตรงถึงผู้ชายวัยกลางคน ซึ่งนั่นคือเหตุผลแท้จริงที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ชนะใจคนดู ไม่ใช่แค่เพราะคิวบู๊ที่สวยงาม หรือโปรดักชันใหญ่อลังการ แต่เพราะมันมี “หัวใจ” ของคนที่รู้ว่าตัวเองกำลังกุมอาวุธและลุกขึ้นสู้ไปเพื่อใครต่างหาก

 

ภาพปกซีรีส์ Agent Kim Reactivated แสดง โซจีซบ ในบทบาท คิมโดฮยอน 4

The post ถอดความสำเร็จ Agent Kim Reactivated ที่ไม่ได้ขายแค่ความสะใจ แต่พูดแทนใจชายวัยกลางคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘Zao’ ร้านอาหารอีสานที่เลิกขายความแร้นแค้น แต่ใช้ ‘ดีไซน์และศักดิ์ศรี’ ทลายขีดจำกัดโลคอลสู่เวทีโลก https://thestandard.co/zao-isaan-design-global/ Tue, 07 Jul 2026 10:09:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1227813 ภาพบรรยากาศร้านอาหาร Zao ที่นำเสนออาหารอีสานด้วยดีไซน์และเอกลักษณ์

ร้านอาหารอีสานจำเป็นต้องอยู่แค่ในภูมิภาค หรือจำกัดกรอบไ […]

The post ‘Zao’ ร้านอาหารอีสานที่เลิกขายความแร้นแค้น แต่ใช้ ‘ดีไซน์และศักดิ์ศรี’ ทลายขีดจำกัดโลคอลสู่เวทีโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศร้านอาหาร Zao ที่นำเสนออาหารอีสานด้วยดีไซน์และเอกลักษณ์

ร้านอาหารอีสานจำเป็นต้องอยู่แค่ในภูมิภาค หรือจำกัดกรอบไว้ขายให้แค่คนในประเทศจริงหรือ?

 

Zao (ซาว) คือแบรนด์อาหารอีสานที่ไม่ได้ขายแค่เรื่องของปากท้อง แต่กำลังเขย่าวิธีคิด ทลายขีดจำกัดของคำว่า “โลคอล” สู่แบรนด์สัญชาติอีสานที่ผู้บริหารระดับสูงจากเชนใหญ่อย่าง After You และ iBerry ยังอยากลองสักครั้ง ปักหมุดจากอุบลราชธานีสู่ทำเลทองในกรุงเทพฯ และก้าวไกลไปสร้างปรากฏการณ์จัดป๊อปอัปเสิร์ฟลูกค้าใหม่ๆ ที่ลอนดอนได้สำเร็จ

 

อะไรคือเบื้องหลังการเติบโตอย่างก้าวกระโดดครั้งนี้?

 

⭐ มองหาสื่อกลางที่เข้าถึงใจ มากกว่าแค่ขายสินค้า

 

เริ่มต้นอาชีพจากการเป็นดีไซเนอร์และอาจารย์สอนแฟชั่นในมหาวิทยาลัย เธอเคยทำโปรดักต์ดีไซน์พื้นบ้านราคาหลักหมื่นที่เข้าถึงยาก เมื่อถึงจุดหนึ่ง จึงหันกลับมาตั้งสมการใหม่ให้กับชีวิตว่า “จะทำอย่างไรให้ผู้คนหันมาภาคภูมิใจในสิ่งเล็กๆ รอบตัว และเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อวัฒนธรรมอีสานใหม่?”

 

เธอเลือกที่จะหยิบ “อาหาร” มาเป็นสื่อกลางในการสื่อสารแทน เพราะอาหารเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงง่าย กินง่าย และเข้าใจได้ทันที โดยตั้งเป้าหมายใหญ่ไว้ที่การปรับ Mindset เพื่อพิสูจน์ให้โลกรู้ว่าวัฒนธรรมอีสานมีความเท่ไม่แพ้ใครบนโลกใบนี้

 

🍸แตกต่างด้วย Design-Led ตั้งแต่วันแรก

 

ในวันที่ร้านอาหารอีสานในตลาดส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นตามแพตเทิร์นเดิม ๆ คุณอีฟเลือกที่จะทิ้งคำว่า “ความมั่นคง” แล้วมองหา “ความแตกต่าง” ร้าน Zao จึงถูกออกแบบโดยใช้การดีไซน์นำทาง (Design-Led) ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มต้นในจังหวัดอุบลราชธานี

 

ตั้งแต่สเปซของร้าน แนวคิด visual ไปจนถึงรายละเอียดเล็ก ๆ อย่างการสั่งทำถ้วยชามดินเผาเฉพาะจากอุบลฯ นำความโมเดิร์นเข้ามาหุ้มรากเหง้าดั้งเดิมได้อย่างลงตัว จนกลายเป็น Sensory Space ที่สามารถดึงดูดใจคนเมืองและสร้างความแตกต่างที่แบรนด์อื่นเลียนแบบได้ยาก

 

🔎 ทำ R&D ทลายขีดจำกัดเรื่องทำเล

 

หลังจากเปิดร้านสาขาแรกได้เพียง 6 เดือน แบรนด์ก็ต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตโควิด คุณอีฟแก้เกมและทลายข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ด้วยการให้ทีมทำ R&D เพื่อหาวิธีปรุงส้มตำสำเร็จรูปให้สามารถเก็บในตู้เย็นได้นานถึง 7 วัน โดยที่รสชาติและคุณภาพยังคงเดิม

 

เมื่อโปรดักต์พร้อม เธอใช้พลังของโซเชียลมีเดียเปิดนวัตกรรมการส่งส้มตำทั่วประเทศผ่านเครื่องบิน แม้จะเป็นส้มตำราคาจานละ 700 ที่มีค่าโฟมและค่าขนส่งสูงถึง 1,500 แต่ด้วยความแปลกใหม่และรสชาติที่แตกต่าง ทำให้เกิดกระแสปากต่อปาก ทั้งกับคนธรรมดา ผู้บริหารและอินฟลูเอนเซอร์ระดับท็อป ขนาดที่ เมย์-After You เคยสั่งส้มตำแพ็กส่งตรงจากอุบลฯ มาทานจนเกิดไวรัลออร์เดอร์ถล่มทลาย และตัวแม่อย่าง ปลา-iBerry มองเห็นศักยภาพและชวนให้ยกความอร่อยนี้มาแลนดิ้งในกรุงเทพฯ

 

👊 หนักแน่นในตัวตน ไม่ยอมปรับตามกระแสตลาด

 

เมื่อ Zao ตัดสินใจแลนดิ้งสู่ตลาดปราบเซียนอย่างกรุงเทพฯ ความท้าทายที่ตามมาทันทีคือเสียงวิจารณ์ในช่วงแรก ลูกค้าคนเมืองจำนวนไม่น้อยคอมเพลนว่าอาหารของร้าน “จืดเกินไป” ไม่เผ็ดร้อนหรือนัวหวานเหมือนร้านอาหารอีสานทั่วไปในกรุงเทพฯ ทั้งที่รสของ Zao คือรสชาติพื้นฐานของอาหารอีสานจริงๆ

 

ท่ามกลางแรงกดดันที่คนรอบตัวบอกให้ยอมปรับสูตร คุณอีฟเลือกที่จะ “ไม่เปลี่ยนอะไรเลย” เพราะเธอเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์และรสมือแบบโฮมคุกดั้งเดิมของครอบครัว ความหนักแน่นและเด็ดเดี่ยวนี้กลายเป็นเครื่องคัดกรองลูกค้าชั้นดี เพราะมันสร้างภาพจำว่า “ถ้าอยากกินรสชาติอีสานแท้ ๆ แบบนี้ ต้องมาที่ Zao เท่านั้น”

 

♥ เลิกขยี้ความแร้นแค้น แต่ขาย “ความภูมิใจ”

 

สิ่งที่ทำให้ Zao เติบโตได้อย่างสง่างาม คือการลุกขึ้นมาเปลี่ยนวิธีสื่อสาร คุณอีฟปฏิเสธการใช้เรื่องเล่า “ความยากจนข้นแค้น” ของภาคอีสานที่สื่อมักชอบขยี้เพื่อเรียกความสงสาร เธอมองว่าแนวคิดนั้นล้าสมัย เพราะแท้จริงแล้วอีสานเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์และทรัพยากรอาหารที่มีคุณค่า

 

ความเชื่อนี้ถูกส่งต่อไปถึงเวทีระดับโลก เมื่อ Zao ได้รับเชิญไปทำป๊อปอัปที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ คุณอีฟเลือกเสิร์ฟเมนูพื้นบ้านแท้ๆ แบบจัดเต็มโดยไม่ลดทอนรสชาติดั้งเดิมลงเลยแม้แต่เปอร์เซ็นต์เดียว จนได้รับการยอมรับจากชาวต่างชาติและสร้างฐานการรับรู้ใหม่ๆ ได้สำเร็จ

 

บนเวที The Secret Sauce Business Weekend อีสาน คุณอีฟ-ณัฐธิดา พละศักดิ์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Zao จะมาเผยเบื้องหลังวิธีคิดในการยกระดับวัฒนธรรมท้องถิ่นสู่ธุรกิจที่เติบโตอย่างมีศักดิ์ศรี พร้อมแนวคิดในการทลายข้อจำกัดของผู้ประกอบการต่างจังหวัดให้พร้อมก้าวสู่เวทีใหญ่

 

🎯 สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้

 

✅ Cultural Branding: วิธีหยิบเอาต้นทุนทางวัฒนธรรมและดีไซน์มาครอบธุรกิจเพื่อสร้าง Value ที่เลียนแบบไม่ได้

 

✅ R&D Strategy: วิธีคิดและกระบวนการทำ R&D เพื่อทำลายอุปสรรคด้านภูมิศาสตร์และขยายฐานลูกค้า

 

✅ Identity Protection: กลยุทธ์การรักษาจุดยืนและตัวตนของแบรนด์ให้แข็งแกร่ง ท่ามกลางกระแสวิจารณ์ของตลาด

 

✅ New Isan Narrative: การเปลี่ยนวิธีเล่าเรื่องและปรับ Mindset เพื่อสร้างความภาคภูมิใจให้กลายเป็นมูลค่าทางธุรกิจ

 

“เพราะอาหารที่อร่อยอาจทำให้ลูกค้าแวะเวียนมาหาชั่วคราว แต่แบรนด์ที่มีตัวตนชัดเจนและน่าภาคภูมิใจเท่านั้น ที่จะเติบโตได้อย่างยั่งยืน”

 

🧡 The Secret Sauce Business Weekend อีสาน 2026 เทศกาลผู้ประกอบการที่ม่วนที่สุดในอีสาน กลับมาแล้ว!

🎟 ดูรายละเอียด + ซื้อบัตรคลิก

The post ‘Zao’ ร้านอาหารอีสานที่เลิกขายความแร้นแค้น แต่ใช้ ‘ดีไซน์และศักดิ์ศรี’ ทลายขีดจำกัดโลคอลสู่เวทีโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก SLAPP การฟ้องปิดปากที่เป็นต้นทุนแฝงทำลายความโปร่งใส ตัวการทำเศรษฐกิจไทยพัง https://thestandard.co/slapp-lawsuit-thai-economy/ Sat, 04 Jul 2026 11:00:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1226320 ภาพประกอบการฟ้องปิดปาก (SLAPP) ที่ส่งผลกระทบต่อความโปร่งใสและเศรษฐกิจไทย

แค่คุณกดแชร์โพสต์เตือนภัยเรื่องโรงงานปล่อยมลพิษแถวบ้าน […]

The post รู้จัก SLAPP การฟ้องปิดปากที่เป็นต้นทุนแฝงทำลายความโปร่งใส ตัวการทำเศรษฐกิจไทยพัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการฟ้องปิดปาก (SLAPP) ที่ส่งผลกระทบต่อความโปร่งใสและเศรษฐกิจไทย

แค่คุณกดแชร์โพสต์เตือนภัยเรื่องโรงงานปล่อยมลพิษแถวบ้าน วันดีคืนดีอาจมีหมายศาลเรียกค่าเสียหายร้อยล้านส่งตรงถึงหน้าประตู นี่คือปัญหาของ ‘SLAPP’ หรือการฟ้องปิดปากที่ผลการศึกษาจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติชี้ว่ากำลังระบาดในไทย โดยคดีกว่าร้อยละเจ็ดสิบแปดตกอยู่ที่ชาวบ้านตัวเล็ก ซึ่งปัญหานี้ส่งผลกระทบมากกว่าเรื่องสิทธิมนุษยชน เพราะมันกลายเป็นต้นทุนแฝงที่บดบังความโปร่งใสและตัดโอกาสการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง

 

🟡 เบื้องหลังอาวุธกฎหมายที่ไม่ได้มุ่งชนะคดีแต่ตั้งใจทำลายชีวิต

 

SLAPP ย่อมาจาก Strategic Lawsuit Against Public Participation หรือการฟ้องปิดปาก มีเจตนาที่น่ากลัวตรงที่ไม่ได้ทำเพื่อพิสูจน์ความจริงในชั้นศาล จุดประสงค์หลักคือการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นอาวุธเพื่อขู่ให้คนกลัว สร้างความเครียด ทำลายสุขภาพจิต และบีบให้ยอมเงียบไปเองจากภาระค่าใช้จ่ายในการสู้คดีที่ลากยาวหลายปี

 

สมมติว่าพนักงานออฟฟิศคนหนึ่งไปเจอข้อมูลการทุจริตในท้องถิ่นแล้วเอามาแชร์ต่อ การโพสต์หนึ่งครั้งอาจถูกตีความเป็นหนึ่งกรณีความผิด หากแชร์หลายครั้งก็อาจได้หมายศาลกองเต็มบ้านพร้อมตัวเลขเรียกค่าเสียหายทางแพ่งหลักร้อยล้านบาท

 

ความน่ากลัวของบริบทกฎหมายไทยคือสามารถฟ้องได้ทั้งทางแพ่งและทางอาญาควบคู่กัน ซึ่งคดีอาญาจะสร้างประวัติอาชญากรรมติดตัว ทำให้คนทำงานสูญเสียโอกาสในการสมัครงานในอนาคตและเดินทางไปต่างประเทศได้ยากลำบาก

 

🟡 ทำไมเหยื่ออันดับหนึ่งของ SLAPP จึงเป็นชาวบ้านตัวเล็กๆ

 

เราอาจคิดว่าคนโดน SLAPP มากที่สุดอาจเป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคม นักข่าว หรือนักการเมือง แต่จริงๆ แล้วคนที่โดนมากที่สุดกลับเป็นชาวบ้านธรรมดา

 

ผลการศึกษาจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติหรือ UNPD ระบุว่าตั้งแต่ปี 2001 ถึง 2022 ประเทศไทยพบกลุ่มคดีที่เข้าข่ายการฟ้องปิดปากโดยภาคธุรกิจและรัฐวิสาหกิจสูงถึง 109 คดี และมีผู้ถูกฟ้องร้องรวมกันมากกว่า 400 คน โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้เครื่องมือนี้มากที่สุดคือธุรกิจเหมืองแร่ รองลงมาคือปศุสัตว์และพลังงาน กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบสูงสุดกลับเป็นชาวบ้านทั่วไปในพื้นที่ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 78% ขณะที่นักกิจกรรมและองค์กรพัฒนาเอกชนมีสัดส่วนเพียง 10% เท่านั้น

 

พฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการถูกฟ้องมากที่สุดคือการเผยแพร่ข้อมูลหรือแสดงความคิดเห็นผ่านโลกออนไลน์ ซึ่งคิดเป็น 28% ของคดีทั้งหมด สะท้อนว่าเพียงแค่คนธรรมดาหยิบมือถือขึ้นมาโพสต์ตรวจสอบสิ่งแวดล้อม สิทธิแรงงาน หรือหลักธรรมาภิบาลในองค์กร ก็มีความเสี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับมาตรการทางกฎหมายทันที

 

🟡 บทเรียนจากต่างประเทศ เมื่อระบบยุติธรรมต้องป้องผลประโยชน์สาธารณะ

 

ปัญหานี้ระบาดไปทั่วโลกทำให้หลายประเทศต้องสร้างระบบต่อต้านการฟ้องปิดปากขึ้นมาปกป้องพลเมือง ตัวอย่างที่ใกล้ตัวคือประเทศฟิลิปปินส์ที่มีการบรรจุนิยามของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและกรอบของประโยชน์สาธารณะไว้ในตัวบทกฎหมายอย่างชัดเจน เมื่อไหร่ก็ตามที่พิสูจน์ได้ว่าประชาชนทำไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ศาลและพนักงานสอบสวนจะทำการปัดตกคดีนั้นทันทีตั้งแต่ต้นทางโดยไม่ปล่อยให้เรื่องเข้าสู่กระบวนการที่สร้างความเดือดร้อน

 

ขยับไปดูที่ประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีการปรับเปลี่ยนให้ความผิดฐานหมิ่นประมาทไม่เป็นโทษทางอาญาเพื่อลดความน่ากลัวในการแสดงความคิดเห็น ยิ่งไปกว่านั้น หากศาลตรวจสอบแล้วพบว่าฝั่งธุรกิจหรือผู้ฟ้องมีเจตนาใช้กฎหมายกลั่นแกล้งเพื่อปิดปากประชาชน ฝั่งผู้ฟ้องจะต้องจ่ายค่าชดเชยความเสียหายและค่าปรับในอัตราที่สูงมาก ณ เวลานั้นทันที เพื่อสร้างบทเรียนไม่ให้เกิดการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายมารังแกคนตัวเล็กซ้ำอีก

 

🟡 ประเทศไทยจะขับเคลื่อนความโปร่งใสได้อย่างไร

 

ความเคลื่อนไหวในไทยเริ่มมีความพยายามจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ที่กำลังผลักดันกฎหมายคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสการทุจริตภาครัฐ มีการกำหนดกรอบเวลาให้ตรวจสอบเบื้องต้น เพื่อส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือดูแลเรื่องคดีความและการประกันตัว รวมถึงกระทรวงยุติธรรมที่กำลังร่างกฎหมายแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและอาญาเพื่อยุติคดีฟ้องปิดปากให้เร็วที่สุดพร้อมเตรียมตั้งกองทุนช่วยเหลือค่าทนายความ

 

ถึงอย่างนั้น งานวิจัยของ UNDP ยังชี้ให้เห็นอุปสรรคสำคัญว่า แม้กฎหมายเดิมจะเปิดช่องให้ศาลปัดตกคดีได้ แต่ผู้ใช้กฎหมายอย่างผู้พิพากษาและอัยการกลับไม่กล้าใช้งานจริงเนื่องจากขาดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนและกลัวการถูกฟ้องกลับ ระบบตรวจสอบจะแข็งแกร่งและเอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ ประเทศไทยจำเป็นต้องขับเคลื่อนสามเสาหลักไปพร้อมกัน

 

🔸 1. ปฏิรูปกฎหมายให้มีมาตรการต่อต้านการฟ้องปิดปากที่ครอบคลุมทุกมิติสาธารณะไม่ใช่แค่เรื่องทุจริตของรัฐ

 

🔸 2. ยกระดับธรรมาภิบาลและระบบข้อมูลเปิดเผยเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อเท็จจริงและพูดบนฐานความจริงแทนความรู้สึก

 

🔸 3. คืนพื้นที่ปลอดภัยให้ภาคพลเมืองและคนทำงานสามารถส่งเสียงตรวจสอบความไม่ถูกต้องได้อย่างมั่นใจ

 

การปิดปากคนทำงานและประชาชนอาจทำให้ตัวเลขความขัดแย้งดูสงบเงียบ แต่เสียงที่เงียบไปไม่ได้แปลว่าปัญหาได้รับการแก้ไข ความโปร่งใสและการเปิดรับระบบตรวจสอบคือหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนต่างชาติและขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว ถึงเวลาแล้วที่เราต้องร่วมกันเปลี่ยนผ่านจากสังคมที่ใช้กฎหมายเป็นอาวุธ ไปสู่การสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่คนตัวเล็กสามารถพูดความจริงได้โดยไม่ต้องสูญเสียทุกอย่างในชีวิต

 

The post รู้จัก SLAPP การฟ้องปิดปากที่เป็นต้นทุนแฝงทำลายความโปร่งใส ตัวการทำเศรษฐกิจไทยพัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมเด็กยุคนี้เรียนเก่งแต่หมดไฟง่าย ชวนพ่อแม่ถอด 5 ทักษะสร้างครอบครัวพลังบวก โดย รศ. นพ.สุริยเดว ทรีปาตี https://thestandard.co/smart-kids-easily-burnout-opinion/ Sat, 04 Jul 2026 09:09:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1226677

เมื่อเด็กเรียนเก่งหลายคนเริ่มหมดเป้าหมายในชีวิต หรือมีค […]

The post ทำไมเด็กยุคนี้เรียนเก่งแต่หมดไฟง่าย ชวนพ่อแม่ถอด 5 ทักษะสร้างครอบครัวพลังบวก โดย รศ. นพ.สุริยเดว ทรีปาตี appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อเด็กเรียนเก่งหลายคนเริ่มหมดเป้าหมายในชีวิต หรือมีความสัมพันธ์ที่ห่างเหินกับครอบครัว นั่นคือสัญญาณเตือนของวิกฤตทักษะมนุษย์ ข้อมูลจากศูนย์คุณธรรมพบว่าคุณธรรมพฤติกรรมของคนไทยดิ่งลง 5% การเลี้ยงลูกให้มีหัวใจและจัดการอารมณ์ได้จึงเป็นเกราะคุ้มกันสำคัญที่สุดที่หุ่นยนต์ไม่มีวันเลียนแบบได้

 

🔵 ทำไมเด็กยุคนี้ถึงเรียนเก่งแต่กลับเคว้งคว้างและหมดไฟง่าย

 

หมอเดว-รศ. นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการ ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ได้แบ่งปันอินไซต์ที่น่าตกใจบนเวทีสัมมนาว่า ปัจจุบันเรากำลังเจอกับวิกฤตพฤติกรรมที่รุนแรง มีเคสเด็กเรียนเก่งระดับท็อปสอบติดทั้งหมอ วิศวะ บัญชี แต่กลับไม่เลือกสักที่เพราะไม่มีเป้าหมายในชีวิต

 

หรือกระทั่งเด็กสายวิทย์คณิตที่ตั้งคำถามว่าทำไมต้องดูแลพ่อที่แก่และป่วยในเมื่อไม่มีผลิตผลอะไรแล้ว สิ่งที่น่ากังวลคือดัชนีคุณธรรมเชิงพฤติกรรมของคนไทยดิ่งลงถึง 5% เมื่อเทียบกับปี 2565 โดยเฉพาะคนกลุ่มเจนวายที่มีคะแนนพฤติกรรมแย่ที่สุดในเรื่องวินัยและความรับผิดชอบ เช่น พฤติกรรมการขับรถย้อนศรหากคิดว่าปลอดภัย

 

ตัวเลขนี้สะท้อนว่ามนุษย์กำลังสวนทางกับเทคโนโลยี ในขณะที่เราพยายามป้อนข้อมูลและฝึกฝนให้เอไอรู้จักพูดขอบคุณ ขอโทษ และแสดงพลังบวกกับผู้ใช้งานอยู่ตลอดเวลา แต่มนุษย์ในสังคมกลับมีพฤติกรรมพร้อมบวก ขอบคุณไม่เป็น และขอโทษไม่ได้มากขึ้นเรื่อยๆ ความกตัญญูและคำชื่นชมเริ่มหายไปเพราะคนมองว่าเป็นเพียงหน้าที่ตามเงินเดือนที่ได้รับเท่านั้น

 

🔵 เราจะช่วยลูกรับมืออย่างไรเมื่ออารมณ์ในบ้านพร้อมระเบิด

 

หมอเดวอธิบายโครงสร้างสมองมนุษย์ออกเป็นสามส่วนเพื่อความเข้าใจง่าย

 

🧠 ส่วนแรกคือสมองส่วนหน้าหรือ Executive Function ที่ทำหน้าที่คิดวิเคราะห์และควบคุมพฤติกรรม

🧠 ส่วนที่สองคือสมองส่วนอารมณ์ที่คุมความโกรธ ความเสียใจ ความดีใจ

🧠 และส่วนสุดท้ายคือสมองส่วนก้านสมองหรือสมองส่วนสัตว์เลื้อยคลานที่ทำงานตามสัญชาตญาณและการเอาตัวรอด

 

วันไหนที่ร่างกายเด็กๆ เหนื่อยล้า ใจไม่พร้อมเปิดรับ สมองส่วนหน้าจะหยุดทำงานทันที ปล่อยให้สมองส่วนอารมณ์และก้านสมองส่วนสัตว์เลื้อยคลานเข้าควบคุม พฤติกรรมก้าวร้าวแว้งกัดจึงแสดงออกมาโดยอัตโนมัติ

 

🔵 5 ทักษะสร้างครอบครัวพลังบวกที่เริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้

 

เพื่อช่วยให้ลูกเติบโตขึ้นเป็นมนุษย์ที่มีหัวใจพร้อมอยู่ร่วมกับสังคม หมอเดวแนะนำ 5 ทักษะสำคัญที่ทุกบ้านเริ่มต้นทำไปด้วยกันได้ดังนี้

 

🔹 1. มอบความรักความอบอุ่นและไว้วางใจ โดยชวนลูกลงมือทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ร่วมกันเพื่อเรียนรู้การร่วมทุกข์ร่วมสุข

🔹 2. ฟังให้เป็น ด้วยการเปิดใจรับฟังความรู้สึกของกันและกันอย่างแท้จริง

🔹 3. ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง โดยพ่อแม่ปฏิบัติตนเป็นต้นแบบที่ดีในชีวิตประจำวัน

🔹 4. ร่วมกันกำหนดกติกาวินัยในบ้าน ที่ทุกคนยอมรับและปฏิบัติร่วมกันอย่างเท่าเทียม

🔹 5. เลิกเปรียบเทียบลูกกับคนอื่น เพราะเด็กทุกคนคือผ้าสีพื้นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

 

การช่วยให้ลูกก้าวทันเทคโนโลยีอาจไม่มีความหมายเลย หากเราหลงลืมการดูแลหัวใจและพฤติกรรมของคนในบ้าน การหันกลับมาฟังเสียงเล็กๆ ของลูกด้วยความเข้าใจและลดทิฐิในใจลง คือก้าวแรกในการสร้างครอบครัวพลังบวกที่จะเป็นเกราะคุ้มกันชีวิตให้เด็กๆ เติบโตอย่างแข็งแกร่งและอ่อนโยนอย่างแท้จริง

The post ทำไมเด็กยุคนี้เรียนเก่งแต่หมดไฟง่าย ชวนพ่อแม่ถอด 5 ทักษะสร้างครอบครัวพลังบวก โดย รศ. นพ.สุริยเดว ทรีปาตี appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุป 4 สัญญาณเตือนที่ผู้นำต้องฟังจาก Dario Amodei แห่ง Anthropic เมื่อบิ๊กเทคชนอำนาจรัฐระดับแสนล้าน https://thestandard.co/dario-amodei-anthropic-ai-warnings/ Fri, 03 Jul 2026 11:00:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1226313 ภาพ Dario Amodei ซีอีโอ Anthropic กำลังพูดถึงสัญญาณเตือนด้าน AI

ภาพผู้นำปัญญาประดิษฐ์สองคน ‘Sam Altman’ แห่ง OpenAI และ […]

The post สรุป 4 สัญญาณเตือนที่ผู้นำต้องฟังจาก Dario Amodei แห่ง Anthropic เมื่อบิ๊กเทคชนอำนาจรัฐระดับแสนล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ Dario Amodei ซีอีโอ Anthropic กำลังพูดถึงสัญญาณเตือนด้าน AI

ภาพผู้นำปัญญาประดิษฐ์สองคน ‘Sam Altman’ แห่ง OpenAI และ ‘Dairo Amodei’ แห่ง Anthropic ไม่ยอมจับมือกันบนเวทีโลกกลายเป็นชนวนสงครามปรัชญาครั้งใหม่ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว Amodei ที่เพิ่งดันมูลค่าบริษัทพุ่งแตะ 965,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แซงหน้า OpenAI ไปเรียบร้อยในเดือนพฤษภาคม 2026 พร้อมส่งสัญญาณเตือน 4 ข้อให้คนทำงานและซีอีโอรีบปรับตัวรับมือเกมการเมืองโลกและการจัดสรรตลาดซอฟต์แวร์ใหม่ก่อนจะหลุดขบวน

 

🟡 Dario Amodei คือใคร ทำไมเราต้องฟังเขา

 

เขาคืออดีต Vice President of Research ที่อยู่เบื้องหลังโมเดลยุคบุกเบิกอย่าง GPT-2 และ GPT-3 ของ OpenAI ก่อนจะลาออกมาตั้ง Anthropic ร่วมกับทีมวิจัยระดับหัวกะทิเพื่อพิสูจน์ว่าระบบที่ทรงพลังต้องเติบโตควบคู่ไปกับความปลอดภัย

 

ตอนนี้ Anthropic กลายเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกไปแล้ว โดยสถาบันวิจัย Futurum ประเมินว่าบริษัทจะทำกำไรจากการดำเนินงานได้สำเร็จในไตรมาสที่สองของปี 2026 ซึ่งถือเป็นรายแรกในกลุ่มผู้พัฒนาโมเดลระดับแนวหน้า การที่เขามองเห็นทั้งมิติของเทคโนโลยี กลยุทธ์ธุรกิจ และการกำกับดูแลพร้อมกัน สัญญาณที่ส่งออกมาในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาจึงเป็นคำเตือนวงในที่ครอบคลุมตั้งแต่ความปลอดภัย เกมการเมืองของรัฐ ไปจนถึงการจัดโครงสร้างซอฟต์แวร์ใหม่ กลุ่มผู้จัดการกองทุนเริ่มขยับสัดส่วนการลงทุนเพราะรู้ว่าผู้นำวงในแบบเขาเห็นคลื่นใต้น้ำก่อนคนส่วนใหญ่

 

และนี่คือ 4 ข้อสำคัญจาก Amodei ที่ผู้นำต้องรู้

 

🟡 สัญญาณที่ 1 ทุกองค์กรต้องเลือกปรัชญาของระบบปัญญาประดิษฐ์ให้ชัดเจน

 

หมดเวลาเลือกโมเดลเข้ามาใช้ในบริษัทเพียงเพราะคำถามง่ายๆ ว่าตัวไหนวิ่งเร็วกว่า ราคาถูกกว่า หรือทำคะแนนทดสอบได้ดีกว่าแล้ว สิ่งที่คนเป็นผู้นำธุรกิจต้องตอบให้ได้ในตอนนี้คือองค์กรเรามีปรัชญาต่อเรื่องนี้อย่างไร จะเลือกเดินหน้าขยายสเกลให้ไวที่สุดตามสไตล์สตาร์ตอัป หรือเลือกเติบโตภายใต้ข้อจำกัดและความปลอดภัย

 

สอดคล้องกับบทสัมภาษณ์กับ Emily Chang ทางสื่อ Bloomberg Original ที่ Amodei เล่าว่าตัดสินใจลาออกจาก OpenAI เพราะปัญหารูปแบบพฤติกรรมที่ไม่น่าไว้วางใจและค่านิยมที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงจนร่วมงานกันยาก ล่าสุดในงาน India AI Impact Summit ณ กรุงนิวเดลี เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ภาพที่เขากับ Sam Altman ยืนอยู่บนเวทีแล้วไม่ยอมจับมือหรือคล้องมือกันกลายเป็นภาพไวรัลที่เป็นตัวแทนความขัดแย้งเชิงปรัชญาชัดเจน ซึ่งทาง Amodei ระบุผ่านสื่อด้วยข้อความว่า

 

“We’ll see who wins in the market. We’ll see who wins in the court of public opinion.” (เดี๋ยวจะได้เห็นกันว่าใครจะชนะในสมรภูมิการค้า และใครจะชนะในศาลมหาชน)

 

🟡 สัญญาณที่ 2 ความปลอดภัยกำลังกลายเป็นปราการด่านสำคัญในการแข่งขันทางธุรกิจ

 

เมื่อปัญญาประดิษฐ์ถูกนำเข้าไปฝังอยู่ในกลุ่มงานระดับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีความละเอียดอ่อนสูงอย่างระบบธนาคาร โรงพยาบาล หรือบริษัทประกันภัย สิ่งที่ลูกค้าองค์กรให้ความสำคัญคือความมั่นใจว่าปลอดภัยและควบคุมได้จริง โดยให้น้ำหนักมากกว่าระดับความฉลาดของระบบ

 

ความคิดนี้กำลังขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Trust Premium Economy หรือระบบที่ความน่าเชื่อถือสร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจ ค่าย Anthropic วางตำแหน่ง Claude ให้แตกต่างด้วยการชูจุดเด่นเรื่องความปลอดภัยและโปร่งใสผ่านบริการสำหรับองค์กรอย่าง Claude Code และ Claude for Work พวกเขาพัฒนานวัตกรรมที่เรียกว่า Constitutional AI หรือการสร้างรัฐธรรมนูญให้ตัวระบบใช้ตรวจสอบ วิจารณ์ และปรับปรุงคำตอบของตัวเองก่อนส่งถึงผู้ใช้ วิธีนี้เปลี่ยนคำถามจากการดูว่าระบบตอบได้ถูกใจไหม ไปสู่การตรวจสอบว่าระบบใช้หลักการอะไรในการตัดสินใจ

 

ยิ่งถ้ามองในชีวิตจริง เวลาผู้บริโภคก้าวขาเข้าไปรักษาในโรงพยาบาลที่ใช้ระบบวิเคราะห์โรค ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวจากระบบที่ไม่มีหลักการโปร่งใสสามารถทำลายชื่อเสียงขององค์กรที่สร้างมาเป็นสิบปีได้ทันที ความน่าเชื่อถือตรงนี้จึงกลายเป็นสินทรัพย์และ Business Moat รูปแบบใหม่ที่คู่แข่งลอกเลียนแบบได้ยาก

 

🟡 สัญญาณที่ 3 เกมการเมืองระดับชาติเข้าแทรกแซงเทคโนโลยีเพื่อความมั่นคง

 

ยุคของการสร้างเทคโนโลยีล้ำๆ ไปก่อนแล้วปล่อยให้รัฐบาลออกกฎหมายวิ่งไล่ตามหลังมันจบลงไปแล้ว บทความจากสำนักข่าว The Economist รายงานว่าความสำเร็จเชิงพาณิชย์ทำให้ Anthropic ตกเป็นเป้าสายตาและเปิดศึกกับรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ Donald Trump เพื่อแย่งชิงสิทธิ์ควบคุมปัญญาประดิษฐ์ระดับซูเปอร์อัจฉริยะ เนื่องจากรัฐมองว่าเทคโนโลยีระดับนี้คือทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่ส่งผลต่อความมั่นคงและการเอาชนะคู่แข่งอย่างประเทศจีน

 

เมื่อโมเดลรุ่นใหมอย่าง Mythos และ Fable แสดงศักยภาพด้าน Cybersecurity และการวิเคราะห์ข้อมูลที่ก้าวกระโดด รัฐบาลจึงเข้ามาคุมเข้มส่งผลให้พนักงานที่ไม่ได้ถือสัญชาติอเมริกันไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง

 

จุดแตกหักเกิดขึ้นเมื่อ Amodei ลากเส้นแดงชัดเจนว่าจะไม่ยอมให้รัฐนำระบบไปใช้ตรวจตราประชาชนในวงกว้างหรือใช้ในระบบอาวุธสังหารอัตโนมัติ เขาประเมินว่ามีโอกาส 10-25% ที่เทคโนโลยีนี้อาจนำไปสู่หายนะของอารยธรรม จึงตั้งกลุ่มผู้ดูแลผลประโยชน์ระยะยาวในชื่อ Long Term Benefit Trust คอยคุมบอร์ดบริหารเพื่อคานอำนาจทุน ทางฝั่งที่ปรึกษาด้านปัญญาประดิษฐ์ของรัฐบาลอย่าง David Sacks และเจ้าหน้าที่รัฐบาลมองว่าบริษัทใช้ความกลัวเพื่อหวังผลประโยชน์ตัวเองในลักษณะ Regulatory Capture (ครอบงำการกำกับดูแล) และตราหน้าทีมงานว่าเป็นพวกซ้ายจัดเสียสติที่คิดว่าตัวเองอยู่เหนืออำนาจรัฐ รัฐบาลจึงตอบโต้ด้วยการตัดสัญญาภาครัฐบางส่วน

 

🟡 สัญญาณที่ 4 การเปลี่ยนผ่านของซอฟต์แวร์แบบเดิมสู่การขายผลลัพธ์ด้วยตัวแทนอัจฉริยะ

 

กระแสความกลัวยุค SaaSpocalypse ในช่วงต้นปี 2026 ทำให้นักลงทุนแห่เทขายหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์เพราะกังวลว่าระบบอัตโนมัติจะเข้ามาแทนที่แอปพลิเคชันรูปแบบเดิมทั้งหมด แต่ Amodei มองมุมกลับและระบุกับสื่อ Bloomberg ด้วยประโยคสั้นๆ ว่า “The pie will get bigger” หรือเค้กก้อนนี้กำลังจะใหญ่ขึ้น เนื่องจากระบบอัจฉริยะเข้ามาช่วยเปิดประตูไปสู่ตลาดใหม่ๆ และทำงานซับซ้อนที่ในอดีตซอฟต์แวร์ทำไม่ได้

 

ปลายทางของธุรกิจยุคนี้เปลี่ยนจากการขายตัวซอฟต์แวร์ธรรมดาไปสู่การขายผลลัพธ์ที่จบงานได้จริงผ่านระบบ AI Agent คำแนะนำคือผู้นำต้องกลับไปทบทวนและทำข้อสรุปเกี่ยวกับรายการจุดแข็งหรือมูทของตัวเองออกมา สำนักข่าว Reuters รายงานว่าในเดือนพฤษภาคม 2026 นักลงทุนเริ่มกลับเข้าซื้อหุ้นซอฟต์แวร์อีกครั้งหลังจากคัดกรองได้ว่าใครคือตัวจริง หุ้นของ ServiceNow พุ่งขึ้นกว่า 40% ในเดือนเดียวหลังจากนักวิเคราะห์ของ Bank of America ปรับมุมมองเป็นแนะนำให้ซื้อ เนื่องจากระบบเข้าไปฝังอยู่ในเวิร์กโฟลว์ของลูกค้าจนแกะออกยาก หุ้น Snowflake ก็ทะยานขึ้น 35-37% ในวันเดียว สวนทางกับ Salesforce ที่โดนปรับลดมุมมองเป็น Underperform เพราะรูปแบบการเก็บค่าบริการรายเดือนแบบเก่าเริ่มโดนท้าทาย พนักงานออฟฟิศที่เคยทำหน้าที่เพียงแค่คีย์ข้อมูลหรือสร้างแดชบอร์ดสรุปงานทั่วไปอาจเผชิญความเสี่ยงหากองค์กรปรับเปลี่ยนไปเน้นการซื้อผลลัพธ์จากตัวแทนอัจฉริยะแทนการเช่าระบบซอฟต์แวร์แบบเดิม

 

ความเปลี่ยนแปลงรอบนี้แสดงให้เห็นว่าผลลัพธ์ในอนาคตขึ้นอยู่กับความนิ่งและวิธีคิดของผู้นำ โดยข้อจำกัดด้านความฉลาดของตัวระบบจะลดบทบาทลง ท่ามกลางสถานการณ์ที่ปั่นป่วน Amodei แนะนำให้คนทำงานและซีอีโอทำตัวเหมือนศัลยแพทย์ในห้องผ่าตัด ยิ่งรอบตัวเกิดวิกฤตและกดดันมากเท่าไร ผู้นำยิ่งต้องนิ่งและตัดสินใจด้วยหลักการที่ชัดเจนเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและกล้าปรับโมเดลธุรกิจให้ทันเกม

The post สรุป 4 สัญญาณเตือนที่ผู้นำต้องฟังจาก Dario Amodei แห่ง Anthropic เมื่อบิ๊กเทคชนอำนาจรัฐระดับแสนล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ กฎหมายและการกำกับดูแลจึงไม่ใช่เรื่องปลายทาง https://thestandard.co/ai-business-trusted-governance/ Fri, 03 Jul 2026 02:04:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1226176 ภาพประกอบแสดงแนวคิด AI จริยธรรม กฎหมาย และความรับผิดชอบ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificia […]

The post เมื่อ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ กฎหมายและการกำกับดูแลจึงไม่ใช่เรื่องปลายทาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงแนวคิด AI จริยธรรม กฎหมาย และความรับผิดชอบ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ได้ก้าวจากบทบาทของ ‘เทคโนโลยีสนับสนุน’ มาเป็น ‘กลไกสำคัญ’ ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนและพัฒนาโมเดลธุรกิจ การบริหารยอดขาย การคัดเลือกบุคลากร ไปจนถึงการออกแบบประสบการณ์ของลูกค้า ทั้งหมดนี้ล้วนเชื่อมโยงโดยตรงกับสิทธิ เสรีภาพ และความเป็นส่วนตัวของบุคคล

 

 
 

เมื่อ AI เข้ามามีบทบาทในระดับการตัดสินใจมากขึ้น ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียง ‘ความแม่นยำของระบบ’ เท่านั้น หากแต่รวมถึง ‘ความชอบด้วยกฎหมาย’ ของผลลัพธ์และกระบวนการตัดสินใจดังกล่าว ซึ่งกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของการกำกับดูแลการใช้ AI ในองค์กรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

เมื่อ ‘กฎหมาย’ ไม่ใช่ข้อจำกัด แต่เป็นเงื่อนไขของการใช้ AI

 

แม้ในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะที่กำกับดูแลการใช้ AI โดยตรง อย่างไรก็ดี การพัฒนาและใช้งาน AI โดยทั่วไปต้องอาศัย ‘ข้อมูลจำนวนมาก’ ซึ่งในหลายกรณีอาจเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล การประมวลผลข้อมูลดังกล่าวย่อมมีความเสี่ยงกระทบต่อสิทธิของเจ้าของข้อมูล และอาจนำไปสู่ความรับผิดภายใต้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้โดยตรง ดังนั้น การพิจารณาความสอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) จึงเป็นประเด็นสำคัญที่องค์กรไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เมื่อมีการนำ AI มาใช้ในการดำเนินงาน

 

แนวปฏิบัติโดยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล: กรอบกำกับดูแลตลอดวงจรชีวิต AI

 

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ได้จัดทำ ‘ร่างแนวปฏิบัติด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับการพัฒนาและใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์’ เพื่อเป็นกรอบแนวทางให้องค์กรสามารถใช้ AI ได้อย่างมีความรับผิดชอบและโปร่งใส แนวปฏิบัตินี้มีความน่าสนใจตรงที่ไม่ได้มอง AI เป็นเพียงเรื่องของ compliance หรือการปฏิบัติตามกฎหมายเฉพาะเรื่องอีกต่อไป แต่ยกระดับไปสู่การเป็นกรอบการกำกับดูแลตลอด ‘วงจรชีวิตของ AI’ ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ การพัฒนา ไปจนถึงการนำไปใช้จริง โดยเน้นหลักการสำคัญ เช่น ความรับผิดชอบ (accountability) ความโปร่งใส (transparency) และความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) ซึ่งล้วนเป็นหัวใจของการสร้าง ‘AI ที่เชื่อถือได้’ หรือ Trusted AI

 

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่องค์กรต้องให้ความสำคัญอย่างมากคือ ‘การบริหารจัดการข้อมูล’ เนื่องจาก AI ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะข้อมูลที่ใช้ในการฝึกโมเดลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงข้อมูลที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้งาน เช่น คำสั่งที่ผู้ใช้ป้อนเข้าไป (prompt) ผลลัพธ์ที่ระบบสร้าง (output) รวมถึงข้อมูลในเชิงเทคนิคอย่าง embedding และ log ต่างๆ การจัดการข้อมูลเหล่านี้จึงต้องทำอย่างรอบด้าน องค์กรต้องสามารถอธิบายได้ว่าข้อมูลใดถูกเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยเพื่อวัตถุประสงค์ใด และมีฐานทางกฎหมายรองรับหรือไม่ พร้อมทั้งต้องสื่อสารให้เจ้าของข้อมูลรับทราบอย่างโปร่งใส และจำกัดการใช้ข้อมูลให้อยู่ภายในขอบเขตวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้เท่านั้น หลักการนี้สะท้อนแนวคิดพื้นฐานของ PDPA ที่เน้น ‘ความจำเป็นและความชัดเจน’ ในการใช้ข้อมูล

 

นอกจากการจัดการข้อมูลแล้ว องค์กรยังต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับ ‘สิทธิของเจ้าของข้อมูล’ ซึ่งยังคงเป็นหัวใจสำคัญแม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงไปเพียงใด องค์กรต้องมีมาตรการที่สามารถรองรับสิทธิต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการเข้าถึง แก้ไข หรือลบข้อมูล ตลอดจนสิทธิในการคัดค้านการประมวลผลข้อมูล ที่สำคัญคือในยุคที่ AI สามารถตัดสินใจแทนมนุษย์ได้มากขึ้น องค์กรต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในกรณีที่มี ‘การตัดสินใจโดยอัตโนมัติ’ โดยเฉพาะหากการตัดสินใจนั้นส่งผลกระทบต่อบุคคลอย่างมีนัยสำคัญ แนวทางที่เหมาะสมคือการนำกลไก Human-in-the-loop เข้ามาใช้ เพื่อให้มนุษย์ยังคงมีบทบาทในการตรวจสอบหรือยืนยันผลการตัดสินใจของ AI ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความเป็นธรรมให้กับระบบ

 

ในอีกด้านหนึ่ง การนำ AI มาใช้ยังมาพร้อมกับความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่องค์กรอาจยังไม่คุ้นเคยมากนัก เช่น การโจมตีผ่านคำสั่ง (prompt injection) การย้อนวิเคราะห์ข้อมูลจากโมเดล (model inversion) หรือการปนเปื้อนข้อมูลฝึกสอน (data poisoning) ซึ่งอาจส่งผลให้ระบบให้ผลลัพธ์ที่ไม่ถูกต้อง หรือเลวร้ายกว่านั้นคือเกิดการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ตั้งใจ ในกรณีที่ระบบ AI มีความเสี่ยงสูง องค์กรจึงควรจัดให้มีการประเมินผลกระทบด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ Data Protection Impact Assessment (DPIA) เพื่อช่วยระบุความเสี่ยงล่วงหน้า ประเมินผลกระทบ และกำหนดมาตรการลดความเสี่ยงอย่างเหมาะสม

 

สุดท้าย เรื่องของความมั่นคงปลอดภัยยังคงเป็นพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ มาตรการด้านความปลอดภัยต้องครอบคลุมทั้งในเชิงองค์กร กายภาพ และเทคนิค ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดสิทธิการเข้าถึงข้อมูล การเข้ารหัสข้อมูล การจัดทำบันทึกการใช้งานเพื่อตรวจสอบย้อนหลัง หรือการกำหนดกลไกควบคุมระบบเพื่อป้องกันการใช้งานที่ไม่เหมาะสม ตลอดจนการทดสอบระบบอย่างสม่ำเสมอ ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงจากการใช้ AI อย่างเป็นรูปธรรม

 

การสร้างความเชื่อมั่น: ปัจจัยสำเร็จของ AI ในระยะยาว

 

จากหลักการและแนวทางดังกล่าว ผู้เขียนเห็นว่าองค์กรที่ต้องการใช้ AI อย่างยั่งยืนควรเริ่มจาก ‘การตั้งคำถามเชิงระบบ’ มากกว่าการแก้ไขปัญหาเป็นรายกรณี เช่น

 

  • การประเมินช่องว่าง (gap) ระหว่างแนวทางปฏิบัติที่มีอยู่กับข้อกำหนดทางกฎหมายและจริยธรรมด้าน AI เพื่อระบุความเสี่ยงที่อาจยังไม่ถูกมองเห็นอย่างชัดเจน
  • การกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติภายในองค์กรที่ชัดเจนสำหรับการใช้ AI โดยเฉพาะในประเด็นการใช้ข้อมูล การตัดสินใจอัตโนมัติ และความรับผิดชอบของผู้ที่เกี่ยวข้อง
  • การพัฒนาความรู้และความเข้าใจของบุคลากรในระดับองค์กร เพื่อให้สามารถใช้ AI ได้อย่างเหมาะสมทั้งในเชิงเทคนิค กฎหมาย และจริยธรรม

 

Trusted AI: จากการปฏิบัติตามกฎหมายสู่การตัดสินใจทางธุรกิจอย่างยั่งยืน

 

ท่ามกลางแนวโน้มการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เข้มข้นขึ้น และข้อเท็จจริงที่ว่า AI โดยธรรมชาติมักต้องพึ่งพาข้อมูลส่วนบุคคลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แนวคิด KPMG Trusted AI ช่วยให้การกำกับดูแล AI ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการปฏิบัติตามกฎหมาย แต่เชื่อมโยงไปสู่การตัดสินใจทางธุรกิจในภาพรวม ไม่ว่าจะเป็น การยึดโยงกับคุณค่าขององค์กร การคงบทบาทของมนุษย์ในกระบวนการตัดสินใจ หรือการสร้างความน่าเชื่อถือของระบบ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่กำหนดว่า AI จะสามารถใช้งานได้อย่างยั่งยืนหรือไม่

 

ท้ายที่สุด โอกาสทางธุรกิจในยุคปัญญาประดิษฐ์มิได้เกิดขึ้นจากเพียงความสามารถในการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น หากแต่เกิดจากการสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อองค์กรสามารถดำเนินงานได้อย่างมีความรับผิดชอบ โปร่งใส และสอดคล้องกับกฎหมายอย่างเคร่งครัด อันเป็นรากฐานสำคัญของการใช้ AI อย่างยั่งยืนในอนาคต

 

ภาพ: Summit Art Creations/ Shutterstock

The post เมื่อ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ กฎหมายและการกำกับดูแลจึงไม่ใช่เรื่องปลายทาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
AI-flation เริ่มมาแล้วจะกระทบ ‘ทองคำ’ แค่ไหน https://thestandard.co/ai-flation-gold-impact-temporary/ Thu, 02 Jul 2026 08:41:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1225994 มือของนักธุรกิจหญิงกำลังถือทองคำแท่ง

AI-flation คือ คำศัพท์ใหม่ที่รวมคำว่า AI + Inflation เข […]

The post AI-flation เริ่มมาแล้วจะกระทบ ‘ทองคำ’ แค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
มือของนักธุรกิจหญิงกำลังถือทองคำแท่ง

AI-flation คือ คำศัพท์ใหม่ที่รวมคำว่า AI + Inflation เข้าด้วยกัน เพื่ออธิบายภาวะที่ความต้องการและเม็ดเงินลงทุนมหาศาลในเทคโนโลยี AI กลายเป็นตัวเร่งให้เกิดเงินเฟ้อ หรือดันราคาสินค้าบางประเภทให้สูงขึ้น ซึ่งเราเริ่มได้เห็นแล้วจากที่ Apple ได้ปรับราคา MacBook และ iPad ขึ้นสูงถึง 20% และหลังจากนั้นไม่นาน Microsoft ก็ปรับขึ้นราคา Xbox ตามมาอีก 100 ดอลลาร์

 

คำถามถัดมาคือ สถานการณ์นี้จะผลักดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้นจนบีบให้ Fed ต้องใช้ดอกเบี้ยในระดับสูงยาวนาน จนกลับมาทุบราคาทองคำหรือไม่

 

การวิเคราะห์จาก Deutsche Bank พบว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ในเดือนพฤษภาคม ค่อนข้างเห็นได้ชัดว่าในส่วนของราคาสินค้า Electronics ซึ่งครอบคลุม Semiconductors และอุปกรณ์หน่วยความจำ (Memory) นั้นพุ่งสูงขึ้นถึง 27% ด้วยสถานการณ์ที่บรรดายักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีต่างพากันเร่งรีบวางรากฐาน AI ทั้งสั่งซื้อชิปประมวลผล ตลอดจนถึงการสร้าง Data centers เมื่อมาประกอบกับหลักฐานที่ปรากฏถึงต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากดัชนี PPI จึงเกิดกระแสความกังวลถึงภาวะ “AI-flation” และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเหล่านี้จะค่อย ๆ ส่งผ่านไปยังผู้บริโภค ซึ่งจะสะท้อนออกมาผ่าน “ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)”

 

อย่างไรก็ดี ราคาสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังคงจำกัดอยู่แค่ในห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์ และอยู่ในหมวดหมู่สินค้าที่คิดเป็นสัดส่วนเพียงเล็กน้อยของดัชนีเงินเฟ้อโดยรวมเท่านั้น อาทิ Software คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เสริม มีสัดส่วนไม่ถึง 1% ของตะกร้าดัชนี CPI ซึ่ง ณ ปัจจุบันยังหาหลักฐานการส่งผ่านไปยังผู้บริโภคไม่ชัดเจนมากนัก มีเพียงหมวดค่าไฟฟ้า (Electricity) ที่สูงขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น

 

ในส่วน “ค่าจ้างแรงงานก่อสร้าง” ในหมวดนี้เพิ่มขึ้นเร็วผิดปกติถึง 4.3% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยทั้งเศรษฐกิจที่ 3.4% จากความต้องการแรงงานจำนวนมากเพื่อสร้าง Data centers สำหรับ AI ที่ใช้ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน, ระบบไฟฟ้า และระบบทำความเย็น

 

อย่างไรก็ดี ความกังวลเรื่อง AI-flation อาจไม่ได้ลากยาวอย่างที่คิด เมื่อ The Information สำนักข่าวแวดวงเทคโนโลยี รายงานในวันที่ 30 มิถุนายน ว่าวิศวกรภายในของ OpenAI สามารถพัฒนาชุดเทคนิคการปรับปรุงระบบ (Optimization) บนเซิร์ฟเวอร์เดิม ซึ่งสามารถลดต้นทุนการรัน Inference ลงได้มากกว่า 50% และช่วยลดการใช้การ์ดจอระดับท็อปอย่าง NVIDIA ลงเหลือเพียงไม่กี่ร้อยตัวเท่านั้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่น้อยจนคนในวงการประหลาดใจ ดังนั้น หาก OpenAI หรือบริษัทอื่นๆ สามารถทำได้จริง ปัญหา “AI-flation” จะบรรเทาลงได้อย่างมาก ทั้งในแง่ของการใช้ GPU ที่ลดลง, การใช้ไฟฟ้าที่ลดลง และค่าเสื่อมราคา Hardware ที่ช้าลงด้วยเช่นกัน

 

ดังนั้นเราจึงประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อที่มาจากเทคโนโลยี AI จะเป็นเพียงแรงกดดันต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ย Fed แค่ชั่วคราว และเพียงเล็กน้อยเท่านั้น พอถึงจุดที่สามารถ Optimize Inference ได้สมบูรณ์ หรือ สามารถเข้ามาเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ได้อย่างยั่งยืน โดยไม่ก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อหรือกดให้ลดลงได้ ตามแนวทางที่ Kevin Warsh ประธาน Fed เคยได้กล่าวเอาไว้ ประเด็นดังกล่าวก็จะไม่เป็นอุปสรรคต่อนโยบายการเงินของ Fed แต่อย่างใด และจะเป็นโอกาสทองของนักลงทุนในการอาศัยจังหวะที่ทองคำปรับตัวลงจากความกลัว (Panic) ที่มากเกินความเป็นจริงนี้ เพื่อเข้าซื้อสะสมทองคำในระยะยาว

 

The post AI-flation เริ่มมาแล้วจะกระทบ ‘ทองคำ’ แค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
มุมมองไตรมาส 3 : ถอดรหัสประธาน Fed หลังฮอร์มุซเริ่มเปิด แต่ความเสี่ยงยังไม่จบ https://thestandard.co/fed-hormuz-risk-market-outlook/ Thu, 02 Jul 2026 04:30:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1225853 ภาพมุมสูงเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้าในทะเล

หลังตลาดการเงินทั่วโลกเผชิญความผันผวนจากความตึงเครียดใน […]

The post มุมมองไตรมาส 3 : ถอดรหัสประธาน Fed หลังฮอร์มุซเริ่มเปิด แต่ความเสี่ยงยังไม่จบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้าในทะเล

หลังตลาดการเงินทั่วโลกเผชิญความผันผวนจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางตลอดช่วงไตรมาสที่ 2 ล่าสุดการเริ่มกลับมาของเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซช่วยลดความกังวลเรื่องอุปทานพลังงาน และทำให้บรรยากาศการลงทุนผ่อนคลายลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่การเปิดฮอร์มุซไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงหายไปทันที เพราะต้นทุนการขนส่ง และประกันภัยยังต้องใช้เวลาในการกลับสู่ภาวะปกติ ขณะที่การเจรจาข้อตกลงสันติภาพแบบถาวรยังเป็นสิ่งที่ตลาดต้องติดตามต่อไป

 

 
 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ตลาดไม่ได้กำลังลืมสงคราม แต่กำลังย้ายจุดสนใจจากความเสี่ยงด้านพลังงาน ไปสู่คำถามใหม่ที่สำคัญกว่าในไตรมาส 3 นั่นคือ เงินเฟ้อจะอยู่สูงนานเพียงใด และ Fed จะตอบสนองอย่างไร

 

Fed ยุคใหม่ “พูดน้อยลง แต่พึ่งข้อมูลมากขึ้น”

 

แม้ Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 3.50%-3.75% ในการประชุมล่าสุดเดือนมิ.ย. แต่สาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่การคงดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว หากเป็นการประชุมนัดแรกของนาย Kevin Warsh ในฐานะประธาน Fed ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงแนวคิดของ Fed โดยนาย Warsh ส่งสัญญาณว่า Fed จะให้น้ำหนักกับการยกระดับผลิตภาพ การลงทุน และศักยภาพด้านอุปทานของเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเชื่อว่าการลงทุนในเทคโนโลยี AI ระบบอัตโนมัติ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อาจช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อในระยะยาวได้ อย่างไรก็ดี ในระยะสั้น ภารกิจหลักของ Fed ยังคงเป็นการรักษาเสถียรภาพด้านราคา เงินเฟ้อที่ยังสูง ความเสี่ยงจากราคาพลังงาน และมาตรการภาษีการค้า ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนทำให้ Fed ยังไม่สามารถผ่อนคลายนโยบายการเงินได้อย่างรวดเร็ว

 

จุดเปลี่ยนสำคัญอีกด้านคือรูปแบบการสื่อสาร Warsh ลดบทบาทของ Forward Guidance และไม่เผยแพร่ Dot Plot ของตนเอง แต่ส่งสัญญาณว่า Fed ต้องการให้ตลาดกลับมาโฟกัสกับข้อมูลเศรษฐกิจจริง มากกว่าการพยายามตีความถ้อยแถลงของธนาคารกลาง ผลคือ ตลาดจะตอบสนองต่อข้อมูลเงินเฟ้อ การจ้างงาน ค่าจ้าง ยอดค้าปลีก และราคาพลังงานมากขึ้น ดังนั้น Bond Yield และค่าเงินดอลลาร์จึงมีแนวโน้มผันผวนสูงขึ้นตามไปด้วย สรุปแล้วเรากำลังเข้าสู่ Fed ยุคใหม่ที่ไม่ใช่เพียงดอกเบี้ยที่อาจอยู่สูงนานกว่าคาด แต่เป็น Fed ที่คาดเดายากขึ้น และพร้อมปรับนโยบายตามข้อมูลเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป

 

จับตาเงินเฟ้อ…นโยบายภาษีการค้าและการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯอาจกลับมาสร้างแรงกระเพื่อมต่อตลาด

 

ในช่วงไตรมาส 3 ตลาดจะให้ความสนใจต่อเงินเฟ้อโลกโดยเฉพาะสหรัฐฯเนื่องจากราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวลงหลังการบรรลุข้อตกลงยุติสงครามชั่วคราวที่เกิดขึ้น ซึ่งการส่งผ่านราคาน้ำมันต่อเงินเฟ้อหากทำได้รวดเร็วก็จะทำให้แรงกดดันการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ลดลงส่งผลให้ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลลดลงตามไปด้วย ขณะเดียวกันฝั่งตลาดหุ้นก็มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นได้ แต่หากเงินเฟ้อลดลงได้ช้าการปรับขึ้นของสินทรัพย์เสี่ยงที่ผ่านมาก็จะเผชิญแรงขายทำกำไรได้เช่นกัน

 

นอกจากเงินเฟ้อแล้ว นโยบายภาษีการค้าและการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดได้ในไตรมาส 3 แม้ว่าศาลสูงสหรัฐฯได้วินิจฉัยจำกัดอำนาจการใช้กฎหมายฉุกเฉิน (IEEPA) เพื่อจัดเก็บภาษีนำเข้าในวงกว้าง อย่างไรก็ตามประธานาธิบดีทรัมป์ก็จะพยายามหาทางใช้มาตรการภาษีการค้าเป็นเครื่องมือต่อรองต่อประเทศต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความเป็นมหาอำนาจของสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใกล้เข้าสู่การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯมากขึ้นประธานธิบดีทรัมป์ก็จะต้องเร่งดำเนินนโยบายเพื่อสร้างคะแนนนิยมให้กับตัวเอง ซึ่งหลังจากได้พยายามหาข้อยุติประกาศชัยชนะต่อสงครามแล้วก็มีแนวโน้มที่จะกลับมาดำเนินนโยบาย American First ใช้ภาษีมาต่อรองกับประเทศต่างๆโดยเฉพาะประเทศจีนมากขึ้น ส่งผลให้ความผันผวนของตลาดอาจกลับมาเพิ่มขึ้นได้อีกในช่วงปลายไตรมาส 3

 

กลับมาลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้นแต่ยังเน้นเลือกสินทรัพย์ด้วยปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก

 

เมื่อความเสี่ยงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซลดลงประกอบกับผลประกอบการของหุ้นในตลาดหลักๆยังเติบโตได้ดี ผมมองว่าช่วงต้นไตรมาส 3 ควรปรับเพิ่มการลงทุนหุ้นโลกเล็กน้อยแต่ยังไม่ถึงจังหวะของการเพิ่มความเสี่ยงแบบเต็มพอร์ตเนื่องจากตลาดรับรู้ข่าวดีจากการคลี่คลายของความขัดแย้งไปแล้วพอสมควร ขณะที่ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และค่าเงินดอลลาร์ยังคงอยู่ กลยุทธ์ที่เหมาะสมจึงไม่ใช่การเพิ่มน้ำหนักหุ้นทั้งกระดาน แต่เป็นการเลือกตลาดและสินทรัพย์ที่มีคุณภาพสูงกว่า และเมื่อผ่านพ้นช่วงประกาศผลประกอบการบริษัทไปแล้วเข้าสู่ปลายไตรมาส 3 อาจเป็นช่วงเวลาของการเลือกทยอยขายกำไรลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนได้บ้างจากความเสี่ยงปัจจัยการเมืองสหรัฐฯ

 

หุ้นสหรัฐฯยังคงเป็นภูมิภาคที่เน้นลงทุนต่อไปได้เนื่องจากเศรษฐกิจยังมีความแข็งแกร่งและกำไรบริษัทยังเติบโตได้ดีโดยเฉพาะกลุ่ม AI, Semiconductor และ Mega-cap Technology ขณะที่ปรับเพิ่มน้ำหนักลงทุนหุ้นยุโรปเล็กน้อยหลังความเสี่ยงทางด้านพลังงานเริ่มผ่อนคลายและหุ้นยุโรปยังปรับตัวขึ้นตามหลังตลาดหุ้นอื่นๆอยู่ สำหรับตลาดหุ้นกลุ่มประเทศเกิดใหม่ หุ้นเกาหลีใต้ยังคงมีความน่าสนใจลงทุนแม้ว่าราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมามากแต่คาดการณ์ผลประกอบการบริษัทก็ปรับขึ้นอย่างมากทำให้มูลค่า P/E อยู่ที่ระดับ 9 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ที่ 11.7 เท่า อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นเกาหลีมีการกระจุกตัวในกลุ่ม Memory Chip และ AI Hardware สูง จึงแนะนำลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงผ่านตลาดเอเชียเกิดใหม่ที่ไม่รวมจีน ซึ่งยังได้แรงหนุนจากการย้ายฐานการผลิตและการค้าโลก

 

ทางฝั่งตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวขึ้นเป็นจังหวะที่ดีของการทยอยลงทุนในตราสารหนี้ระยะกลาง โดยอยากให้มองในแง่ของรายได้จากดอกเบี้ยที่มากขึ้นมากกว่าการเก็งกำไรจากราคาพันธบัตร เพราะเส้นทางดอกเบี้ยของ Fed ยังไม่ชัดเจน และเน้นลงทุนในกลุ่มความเสี่ยงเครดิตต่ำ (Investment Grade) มากกว่าความเสี่ยงเครดิตสูง (High Yield) เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนของตลาดอยู่มากพอสมควรจึงควรเน้นการรักษาความปลอดภัยของเงินต้นในการลงทุนตราสารหนี้

 

สำหรับสินทรัพย์ทางเลือกผมยังเห็นว่าทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ควรลงทุนเพื่อการบริหารความเสี่ยงของพอร์ตไม่ใช่เพื่อการเก็งกำไร โดยสามารถทยอยสะสมในช่วงที่ราคาทองคำปรับตัวลงจากมุมมองดอกเบี้ยที่อาจปรับขึ้น แต่ไม่แนะนำลงทุนในน้ำมันหลังความเสี่ยงปิดช่องแคบฮอร์มุซลดลงและอาจยังมีความผันผวนของราคาที่สูงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่คาดเดาได้ยาก

 

สรุปแล้ว ไตรมาส 3 ไม่ใช่ช่วงของการเปิดเกมรุกเต็มที่แต่เป็นช่วงของการลงทุนอย่างมีวินัย สามารถเพิ่มสินทรัพย์เสี่ยงได้บ้าง แต่ต้องเพิ่มความเข้มงวดในการคัดเลือกสินทรัพย์โดยให้น้ำหนักกับปัจจัยพื้นฐานเป็นสำคัญ และระมัดระวังเรื่อง valuation เพราะแม้ฮอร์มุซเริ่มเปิดแต่ความเสี่ยงของตลาดยังไม่ได้หายไป เพียงแค่เปลี่ยนจากสงครามและราคาน้ำมันไปสู่เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และ Fed ที่ตลาดจะต้องเรียนรู้ในยุคใหม่ อีกทั้งยังมีนโยบายการค้าและการเลือกตั้งสหรัฐฯที่อาจสร้างความผันผวนให้ตลาดได้อยู่

 

ภาพ: APChanel / Shutterstock

The post มุมมองไตรมาส 3 : ถอดรหัสประธาน Fed หลังฮอร์มุซเริ่มเปิด แต่ความเสี่ยงยังไม่จบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุยทธ์ 3 GO ตัวช่วยโฟกัสสำหรับ SMEs ในยุคต้นทุนเพิ่ม กำไรหด https://thestandard.co/smes-3-go-strategy/ Wed, 01 Jul 2026 12:00:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1225528 ภาพประกอบกลยุทธ์ 3 GO สำหรับ SMEs เพื่อการเติบโตและอยู่รอด

ตอนนี้ไม่ว่าจะหันไปคุยกับ​ SMEs รายไหน สิ่งที่หลายคนส่ง […]

The post กลุยทธ์ 3 GO ตัวช่วยโฟกัสสำหรับ SMEs ในยุคต้นทุนเพิ่ม กำไรหด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบกลยุทธ์ 3 GO สำหรับ SMEs เพื่อการเติบโตและอยู่รอด

ตอนนี้ไม่ว่าจะหันไปคุยกับ​ SMEs รายไหน สิ่งที่หลายคนส่งเสียงตรงกันคงหนีไม่พ้น

 

“ต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่ขึ้นราคาสินค้าไม่ได้”
“ยอดขายยังมี แต่กำไรลดลง”
“ไม่แน่ใจว่าควรเก็บเงินสดไว้ หรือควรลงทุนต่อ”
“ต้องปรับตัวเพราะ AI และกติกาโลกที่ไม่เหมือนเดิม”

 

ทั้งหมดนี้ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการแก้ปัญหาระยะสั้น คิดวันต่อวัน เดือนต่อเดือน ว่าธุรกิจจะเดินต่ออย่างไร

 

แต่คำถามสำคัญคือ

 

ถ้าเรามัวแต่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แล้วอนาคตของธุรกิจจะอยู่ตรงไหน?

 

ดร.ธนัย ชรินทร์สาร ที่ปรึกษาและวิทยากรด้านกลยุทธ์ เล่าถึง Go Firm, Go Broad, Go Far 3 หลักคิดที่ช่วยให้ธุรกิจไม่เพียงแค่อยู่รอด แต่สามารถสร้างความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และการเติบโตในระยะยาว

 

**Go Firm
ทำให้ธุรกิจหลักแข็งแรงที่สุด**

 

ก่อนจะมองหาโอกาสใหม่ ธุรกิจต้องตอบให้ได้ก่อนว่า
“อะไรคือธุรกิจหลักที่สร้างรายได้และเลี้ยงองค์กรอยู่ในวันนี้”

 

Go Firm คือการกลับมาทบทวน Core Business ของตัวเอง

 

  • รายได้หลักมาจากไหน
  • ลูกค้ากลุ่มสำคัญคือใคร
  • จุดแข็งที่คู่แข่งเลียนแบบได้ยากคืออะไร

 

เมื่อรู้คำตอบแล้ว สิ่งสำคัญคือการจัดสรรทรัพยากรให้ธุรกิจหลักแข็งแรงที่สุด

 

ไม่ว่าจะเป็นการบริหารต้นทุน ปรับกระบวนการทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพ หรือยกเลิกกิจกรรมที่ไม่สร้างคุณค่า

 

เพราะในวันที่ทุกอย่างมีต้นทุน การโฟกัสสิ่งที่สำคัญที่สุด คือสิ่งที่ช่วยให้ธุรกิจอยู่รอดได้

 

**Go Broad
กระจายความเสี่ยง อย่าพึ่งรายได้ทางเดียว**

 

อีกหนึ่งความเสี่ยงของธุรกิจในยุคนี้ คือการพึ่งพาแหล่งรายได้เพียงทางเดียว

 

ไม่ว่าจะเป็น ลูกค้ากลุ่มเดียว, ช่องทางขายเดียว, สินค้าตัวเดียว หรือโมเดลธุรกิจเดียว

 

เมื่อสภาพเศรษฐกิจเปลี่ยน ความเสี่ยงก็สามารถกระทบทั้งองค์กรได้ทันที

 

Go Broad คือการสร้างทางเลือกให้ธุรกิจ

 

อาจเป็นการขยายไปสู่ลูกค้ากลุ่มใหม่ เพิ่มช่องทางการขาย หรือพัฒนารูปแบบรายได้ใหม่ ๆ

 

ดร.ธนัย เปรียบเทียบแนวคิดนี้กับการทำ Hedging ในโลกการเงิน

 

นักลงทุนที่ดีจะไม่วางเงินทั้งหมดไว้ในสินทรัพย์เดียว

 

ธุรกิจที่ดีเช่นกัน

 

ไม่ควรวางอนาคตทั้งหมดไว้บนสมมติฐานเดียว

 

เพราะเมื่อรายได้มีหลายทาง ความเสี่ยงก็จะลดลง และธุรกิจจะมีความยืดหยุ่นมากขึ้นเมื่อต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง

 

**Go Far
มองอนาคต ก่อนที่ธุรกิจเดิมจะอิ่มตัว**

 

แม้ธุรกิจหลักจะยังทำผลงานได้ดี แต่ผู้นำองค์กรต้องไม่หยุดมองอนาคต
คำถามสำคัญคือ “อีก 5-10 ปีข้างหน้า ธุรกิจนี้จะยังเติบโตได้หรือไม่”

 

Go Far คือการมองหา New S-Curve หรือเครื่องยนต์การเติบโตตัวใหม่ขององค์กร

 

ไม่ว่าจะเป็น

 

  • ธุรกิจใหม่
  • เทคโนโลยีใหม่
  • ตลาดใหม่
  • โมเดลธุรกิจใหม่

 

หลายองค์กรล้มเหลวไม่ใช่เพราะทำธุรกิจเดิมได้ไม่ดี

 

แต่เพราะรอให้ธุรกิจเดิมเริ่มถดถอยก่อน จึงค่อยคิดหาธุรกิจใหม่

 

ในขณะที่องค์กรที่อยู่รอดได้ยาวนาน มักเริ่มสร้างอนาคตตั้งแต่วันที่ธุรกิจหลักยังแข็งแรงอยู่

 

ที่ The Secret Sauce Business Weekend อีสาน ดร.ธนัย ชรินทร์สาร จะมาช่วยผู้ประกอบการคลี่โจทย์ธุรกิจที่ยากที่สุดในยุคนี้

 

เปรียบเสมือนการยกที่ปรึกษากลยุทธ์ระดับประเทศ มาช่วยวางหมากธุรกิจให้ผู้ประกอบการอีสานแบบสดๆ บนเวที

 

🎯 สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้จาก Session นี้

 

✅ รู้ว่าธุรกิจควรโฟกัสอะไร และควรเลิกทำอะไร
✅ รู้ว่าจะสร้างรายได้เพิ่ม
✅ รู้วิธีรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้น และเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
✅ มองเห็นทิศทางธุรกิจในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ว่าควรโตต่อ ปรับตัว หรือไปทางไหน

 

🧡 The Secret Sauce Business Weekend อีสาน 2026
เทศกาลผู้ประกอบการที่ม่วนที่สุดในอีสาน

 

🎟 ดูรายละเอียด + ซื้อบัตร คลิก

The post กลุยทธ์ 3 GO ตัวช่วยโฟกัสสำหรับ SMEs ในยุคต้นทุนเพิ่ม กำไรหด appeared first on THE STANDARD.

]]>
จาก USINDOPACOM สู่ USPACOM: แค่เปลี่ยนชื่อ หรือเปลี่ยนยุทธศาสตร์? https://thestandard.co/usindopacom-uspacom-strategy-change/ Wed, 01 Jul 2026 07:58:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1225573 ภาพทหารนาวิกโยธินสหรัฐฯ

เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 กระทรวงสงคราม (Department […]

The post จาก USINDOPACOM สู่ USPACOM: แค่เปลี่ยนชื่อ หรือเปลี่ยนยุทธศาสตร์? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพทหารนาวิกโยธินสหรัฐฯ

เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 กระทรวงสงคราม (Department of War) ของสหรัฐอเมริกาประกาศเปลี่ยนชื่อกองบัญชาการภาคอินโด-แปซิฟิก (USINDOPACOM) กลับไปใช้ชื่อเดิมคือกองบัญชาการภาคแปซิฟิก (USPACOM) ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้มากว่า 7 ทศวรรษก่อนการเปลี่ยนชื่อในปี 2561 ความเคลื่อนไหวนี้ถูกตั้งคำถามทันทีว่ามีนัยเชิงยุทธศาสตร์อะไรซ่อนอยู่ โดยเฉพาะต่ออินเดีย กรอบความร่วมมือจตุภาคี หรือ Quad (กลุ่มความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างสหรัฐฯ ญี่ปุ่น อินเดีย และออสเตรเลีย) และโครงสร้างความมั่นคงในภูมิภาคโดยรวม

 

สิ่งแรกที่ต้องตั้งหลักให้ตรงคือการแยกระหว่าง “สิ่งที่เปลี่ยน” กับ “สิ่งที่ไม่เปลี่ยน” ฝ่ายสหรัฐฯ ยืนยันชัดเจนว่าพื้นที่ความรับผิดชอบทางทหาร หรือ AOR (Area of Responsibility) ภารกิจ โครงสร้างกำลัง การวางกำลัง และความเป็นหุ้นส่วนกับชาติพันธมิตร ทั้งหมดนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด ขอบเขตยังคงทอดยาวจากชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ ไปจรดพรมแดนทางทะเลด้านตะวันตกของอินเดียตามเดิม กล่าวอีกนัยหนึ่งคือสิ่งที่เปลี่ยนคือชื่อเรียกและความหมายเชิงสัญลักษณ์ ไม่ใช่กำลังรบหรือแผนปฏิบัติการจริง การประเมินใดๆ จึงควรเริ่มจากข้อเท็จจริงนี้ก่อน เพื่อไม่ให้ตีความเกินกว่าที่หลักฐานรองรับ

 

อย่างไรก็ตาม การที่กำลังรบไม่เปลี่ยน ไม่ได้แปลว่าการเปลี่ยนชื่อไม่มีความหมาย ในทางตรงกันข้าม ชื่อของกองบัญชาการทหารคือรูปแบบหนึ่งของการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Communication) มันคือถ้อยแถลงที่ส่งไปยังหลายฝ่ายพร้อมกัน ทั้งจีน อินเดีย ชาติพันธมิตร และรัฐสภาสหรัฐฯ เอง การเติมคำว่า Indo เข้าไปในปี 2561 ภายใต้รัฐมนตรีกลาโหม Jim Mattis ในสมัยประธานาธิบดีทรัมป์ชุดแรก จึงเป็นการกระทำเชิงยุทธศาสตร์ที่จงใจ มันคือการยกระดับอินเดียและมหาสมุทรอินเดียจากชายขอบขึ้นมาเป็นแกนกลางของยุทธศาสตร์เอเชียของสหรัฐฯ และสอดรับกับแนวคิดอินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง หรือ Free and Open Indo-Pacific (FOIP) กับการรื้อฟื้นกลุ่ม Quad ในปีเดียวกัน

 

เมื่อมองในกรอบนี้ การถอดคำว่า Indo ออกจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะมันคือการส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Signaling) แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรถูกตีความเกินเลยไปว่ายุทธศาสตร์ได้เปลี่ยนทิศแล้ว ความหมายอยู่ที่ตัวสาร ไม่ใช่ที่การเคลื่อนกำลัง

 

คำถามที่สำคัญกว่า “เปลี่ยนชื่อแล้วเกิดอะไรขึ้น” คือ “ทำไมต้องเปลี่ยนตอนนี้” คำตอบอยู่ที่บริบทแวดล้อม การเปลี่ยนชื่อครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปรับภาพลักษณ์ในวงกว้างของกระทรวงสงครามภายใต้รัฐมนตรี Pete Hegseth ที่เน้นการคืนสู่ชื่อและจารีตทางทหารดั้งเดิม ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนชื่อกระทรวงเองจาก Department of Defense กลับเป็น Department of War ด้วย

 

ข้อเท็จจริงข้อนี้ทำให้การเปลี่ยนชื่อกองบัญชาการสามารถตีความได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของชุดการเปลี่ยนแปลงเชิงสัญลักษณ์ที่มีทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่เหตุการณ์โดดเดี่ยว และสอดคล้องกับแนวทาง America First ที่โดยรวมลดน้ำหนักขององค์กรและกรอบความร่วมมือพหุภาคี หันมาเน้นการต่อรองแบบทวิภาคีและการแบ่งภาระค่าใช้จ่ายด้านความมั่นคง (Burden Sharing) กับพันธมิตรมากขึ้น เมื่อมองในมุมนี้ การเปลี่ยนชื่อจึงเป็นเรื่องของการเมืองเชิงสัญลักษณ์และการบริหารภาพลักษณ์ภายใน มากกว่าจะเป็นการพลิกแผนปฏิบัติการต่อภูมิภาคโดยตรง

 

ที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือการเปลี่ยนชื่อนี้ถูกอ่านต่างกันโดยแต่ละฝ่าย ในมุมของอินเดีย แม้รัฐบาลจะแสดงท่าทีสงวนตัว แต่นักการเมืองและนักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าการถอดคำว่า Indo ออกคือการลดความสำคัญเชิงสัญลักษณ์ของอินเดีย และตั้งคำถามต่อความมุ่งมั่นของวอชิงตันในกรอบ Quad โดยเฉพาะเมื่อมีกรณีการแสดงเส้นพรมแดนอินเดียผิดพลาดบนแผนที่เว็บไซต์ใหม่ของกองบัญชาการมาประกอบ

 

ในมุมของจีน หากปักกิ่งเลือกตีความในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ การลดการใช้คำว่าอินโด-แปซิฟิก ซึ่งเป็นคำที่จีนไม่เคยพอใจอยู่แล้วเพราะมองว่าเป็นกรอบปิดล้อมตน อาจถูกอ่านได้สองทาง ทางหนึ่งคือสหรัฐฯ กำลังให้น้ำหนักกับเวทีแปซิฟิกซึ่งเป็นจุดเผชิญหน้าโดยตรงกับจีนมากขึ้น อีกทางหนึ่งคือเป็นเพียงการลดทอนวาทกรรมที่จีนต่อต้านลงเท่านั้น

 

ทั้งสองการตีความนี้ล้วนเป็นการคาดเดาเจตนา ที่สำคัญคือ USPACOM ไม่เคยเลิกดูแลมหาสมุทรอินเดีย เพราะพื้นที่รับผิดชอบไม่ได้เปลี่ยน การด่วนสรุปว่าสหรัฐฯ ถอนตัวจากมหาสมุทรอินเดียเพียงเพราะชื่อเปลี่ยนจึงเป็นการอ่านที่เกินหลักฐาน

 

ในมุมมองที่เป็นกลาง ความจริงน่าจะอยู่ตรงกลางระหว่างสองขั้วความเห็น ฝ่ายหนึ่งมองว่านี่คือสัญญาณการถอยห่างจากแนวคิดอินโด-แปซิฟิก อีกฝ่ายมองว่าเป็นเพียงการคืนชื่อตามประเพณีโดยไม่มีนัยทางยุทธศาสตร์ใดๆ

 

ความเป็นจริงคือแนวทางของรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดปัจจุบันโดยรวมมีลักษณะโน้มเอียงไปทางการจัดลำดับความสำคัญที่คมชัดขึ้น และเน้นการต่อรองแบบทวิภาคี (Bilateral) มากกว่าการผูกมัดตัวเองในกรอบพหุภาคี (Multilateral) ที่กว้างขวาง การถอดคำว่า Indo ออกจึงอาจสะท้อนแนวโน้มนี้ในระดับสัญลักษณ์ได้ แต่ต้องย้ำว่านี่คือการอนุมานจากทิศทางนโยบายโดยรวม ไม่ใช่ข้อสรุปที่มีคำสั่งปฏิบัติการมารองรับโดยตรง ตราบใดที่กองเรือที่ 7 ของสหรัฐฯ (US Seventh Fleet) และการวางกำลังตามแนวเกาะที่หนึ่ง หรือ First Island Chain (แนวหมู่เกาะที่ทอดจากญี่ปุ่นผ่านไต้หวันลงไปถึงฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นแนวจับตาจีนทางภูมิรัฐศาสตร์) ยังคงเดิม ขีดความสามารถในการป้องปรามก็ยังไม่ได้ลดลงในทางปฏิบัติแต่อย่างใด ในทำนองเดียวกัน หากสหรัฐฯ ลดความสำคัญต่อมหาสมุทรอินเดียลงจริง สิ่งที่ควรปรากฏให้เห็นคือการเปลี่ยนแปลงการจัดกำลังและการฝึกในพื้นที่มหาสมุทรอินเดีย ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนชื่อกองบัญชาการเท่านั้น

 

สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บทเรียนที่นำไปใช้ได้คือ ควรประเมินความเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ของมหาอำนาจด้วยความรอบคอบ ไม่ตื่นตระหนกไปตามชื่อที่เปลี่ยน แต่ก็ไม่มองข้ามทิศทางที่ความเคลื่อนไหวนั้นบ่งชี้ สิ่งที่ควรเฝ้าติดตามจริงๆ ไม่ใช่ถ้อยคำบนเว็บไซต์กองบัญชาการ แต่เป็นตัวชี้วัดที่จับต้องได้ เช่น งบประมาณกลาโหมในร่างกฎหมายการอนุมัติงบประมาณกลาโหมประจำปี หรือ NDAA (National Defense Authorization Act) ของปีถัดไป ระดับและขอบเขตของการฝึกร่วมในภูมิภาค โดยเฉพาะการฝึกทางเรือมาลาบาร์ (Malabar) ที่เป็นเครื่องวัดความแน่นแฟ้นของกลุ่ม Quad ความถี่ของการลาดตระเวนเพื่อเสรีภาพในการเดินเรือ ตลอดจนการที่คำว่าอินโด-แปซิฟิกจะยังปรากฏอยู่ในเอกสารยุทธศาสตร์ความมั่นคงฉบับใหม่ของสหรัฐฯ หรือไม่ ในจุดนี้เองที่ Quad เป็นตัวชี้วัดสำคัญ เพราะหากกลุ่ม Quad ยังเดินหน้าประชุมและฝึกร่วมตามเดิม การเปลี่ยนชื่อก็อาจเป็นเพียงการเปลี่ยนสัญลักษณ์ มากกว่าการเปลี่ยนสาระของความร่วมมือ ตัวชี้วัดเหล่านี้ต่างหากที่จะบอกได้ว่ายุทธศาสตร์เปลี่ยนไปจริงหรือเป็นเพียงการเปลี่ยนชื่อเรียก

 

โดยสรุป การกลับมาของชื่อ USPACOM เป็นเหตุการณ์ที่มีน้ำหนักเชิงสัญลักษณ์มากกว่าผลกระทบเชิงปฏิบัติการ แต่ในการเมืองระหว่างประเทศ สัญลักษณ์เป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ และอาจส่งผลต่อการรับรู้ของรัฐอื่น แม้จะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านกำลังรบก็ตาม การอ่านที่รอบคอบที่สุดจึงถือว่าเป็นสัญญาณที่ควรจับตาดูต่อไป ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่ายุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนทิศไปแล้ว ในโลกที่การสื่อสารเชิงสัญลักษณ์กับการวางกำลังจริงไม่ได้เดินไปในทิศทางเดียวกันเสมอไป การแยกแยะสองสิ่งนี้ออกจากกันให้ชัดเจน คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการวิเคราะห์ยุทธศาสตร์และดำเนินนโยบายอย่างรอบคอบ

 

ภาพ: U.S. Marine Corps photo / Cpl. Alora Finigan

The post จาก USINDOPACOM สู่ USPACOM: แค่เปลี่ยนชื่อ หรือเปลี่ยนยุทธศาสตร์? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยืนอยู่ ณ จุดเริ่มต้นใหม่ ก้าวสู่การเดินทางครั้งใหม่ เนื่องในโอกาสครบรอบ 105 ปีพรรคคอมมิวนิสต์จีน และ 51 ปีความสัมพันธ์จีนและไทย https://thestandard.co/china-thailand-cpc-anniversary/ Wed, 01 Jul 2026 07:34:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1225549 ธงชาติจีนและธงชาติไทยอยู่เคียงข้างกันบนพื้นหลังผ้าไหม

วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 เป็นวันครบรอบ 105 ปีของการก่อตั้ง […]

The post ยืนอยู่ ณ จุดเริ่มต้นใหม่ ก้าวสู่การเดินทางครั้งใหม่ เนื่องในโอกาสครบรอบ 105 ปีพรรคคอมมิวนิสต์จีน และ 51 ปีความสัมพันธ์จีนและไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธงชาติจีนและธงชาติไทยอยู่เคียงข้างกันบนพื้นหลังผ้าไหม

วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 เป็นวันครบรอบ 105 ปีของการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน และวันครบรอบ 51 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและไทย

 

105 ปีแห่งการเดินทางกรำแดดกรำฝน พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้นำพาประชาชนชาวจีนผ่านพ้นความยากลำบากและความท้าทายต่างๆ นานา ไปสู่ความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด จากการลุกขึ้นยืนสู่ความมั่งคั่ง ไปสู่ความแข็งแกร่ง ได้สร้างปาฏิหาริย์สองประการ ได้แก่ การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและความมั่นคงทางสังคมในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่การประชุมสมัชชาแห่งชาติพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 18 เป็นต้นมา จีนได้ขจัดความยากจนขั้นรุนแรงได้สำเร็จในประวัติศาสตร์ และได้ก้าวเข้าสู่ยุคการพัฒนาคุณภาพสูงอย่างเต็มตัว รักษาตำแหน่งประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก เสริมสร้างบทบาทในเวทีโลกอย่างมีนัยสำคัญ และบูรณาการกับโลกอย่างลึกซึ้ง ตลอดจนสร้างประโยชน์ร่วมกันและโอกาสในการพัฒนาอย่างกว้างขวางสำหรับประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย

 

พรรคคอมมิวนิสต์จีนดำเนินนโยบายการต่างประเทศที่เป็นอิสระและมุ่งเน้นสันติภาพมาโดยตลอด โดยยึดมั่นในหลักการแสวงหาความสุขให้แก่ประชาชน ฟื้นฟูความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ประเทศชาติ และความปรองดองร่วมกันของโลก ภายใต้การนำของแนวคิดทางการทูตของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง จีนเชิดชูธงแห่งการสร้างประชาคมโลกที่มีอนาคตร่วมกันอย่างสูงส่ง ดำเนินความริเริ่มระดับโลกที่สำคัญทั้ง 4 ประการอย่างแข็งขัน โดยสนับสนุนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศรูปแบบใหม่บนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกัน ความเป็นธรรม และความร่วมมือแบบได้ประโยชน์ร่วมกัน และมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ที่จะเป็นผู้สร้างสันติภาพโลก ผู้มีส่วนร่วมในการพัฒนาโลก ผู้ปกป้องระเบียบระหว่างประเทศ และผู้ให้บริการสินค้าสาธารณะแก่โลก อีกทั้งยังเป็นหุ้นส่วนที่น่าเชื่อถือและไว้วางใจได้ของประเทศไทยมาโดยตลอด

 

51 ปีแห่งความทุ่มเท ความพยายามและผลิดอกออกผลเป็นความสำเร็จที่งดงาม ไม่ว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร จีนและไทยก็ยืนหยัดการเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ ก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน ทั้งสองประเทศเคารพเส้นทางการพัฒนาของกันและกัน และสนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างมั่นคงในการปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์ด้านการพัฒนาของชาติ ความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกันได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ประสบความสำเร็จ

 

โดยการค้าทวิภาคีเพิ่มขึ้นมากกว่า 6,000 เท่า เมื่อเทียบตอนต้นของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต จีนเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของไทยติดต่อกัน 13 ปี และยังเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรที่ใหญ่ที่สุดของไทย เป็นแหล่งลงทุนหลัก และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของไทย ทั้งสองประเทศร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในกิจการระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ ร่วมกันส่งเสริมการพัฒนาอย่างสันติ และร่วมกันแก้ไขความเสี่ยงและความท้าทายต่างๆ จนกลายเป็นกำลังสำคัญในซีกโลกใต้

 

ในปี 2025 จีนและไทยได้ร่วมกันฉลองครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเยือนจีนอย่างเป็นทางการ และประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวได้บรรลุฉันทมติสำคัญใหม่ในการกระชับความร่วมมือเพื่อสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน ภายใต้การนำเชิงยุทธศาสตร์ของประมุขทั้งสองประเทศ

 

ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไทยแสดงให้เห็นถึงความมีชีวิตชีวาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ต้นปีนี้ ความร่วมมือระหว่างจีนและไทยในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตแสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง เป็นครั้งแรกที่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ของจีนได้ลงทุนขนาดใหญ่ในประเทศไทย และบริษัทผลิตแผงวงจรพิมพ์ชั้นนำหลายแห่งได้ขยายการลงทุนในประเทศไทย ช่วยให้อุตสาหกรรมไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและอัจฉริยะ

 

การแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศก็มีความคึกคัก โดยนับจนถึงวันที่ 20 มิถุนายนปีนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มาเยือนประเทศไทยมีจำนวนถึง 2.54 ล้านคน เพิ่มขึ้นเกือบ 19% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ครองอันดับหนึ่งในบรรดานักท่องเที่ยวต่างชาติ ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ไปท่องเที่ยวจีนก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

 

ด้านปัญญาประดิษฐ์ การศึกษาอัจฉริยะ การสำรวจอวกาศห้วงลึก และอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ กำลังกลายเป็นจุดเติบโตใหม่สำหรับการความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกันระหว่างสองประเทศ ซึ่งมีส่วนช่วยในกระบวนการพัฒนาให้ทันสมัยของทั้งสองประเทศและนำมาซึ่งผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชน

 

ปีนี้เป็นปีเริ่มต้นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ของจีน และเป็นจุดเริ่มต้นของ “50 ปีทอง” ครั้งใหม่สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไทย ภายใต้การนำที่เข้มแข็งของพรรคคอมมิวนิสต์จีน จีนจะยังคงยึดมั่นในหลักการแห่งมิตรภาพ ความจริงใจ ผลประโยชน์ร่วมกัน และยอมรับความแตกต่างในนโยบายการทูตกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของภูมิภาคและโลกผ่านการพัฒนาที่มีคุณภาพสูงและการเปิดกว้างในระดับสูง

 

ณ จุดเริ่มต้นทางประวัติศาสตร์ครั้งใหม่นี้ จีนยินดีที่จะเสริมสร้างการประสานยุทธศาสตร์การพัฒนากับไทย รักษามิตรภาพอันดีงามที่มีมายาวนาน และกระชับความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้ผลของการพัฒนาเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศในวงกว้างยิ่งขึ้น ร่วมกันส่งเสริมสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค เขียนบทใหม่ในการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน และเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่แห่งความทันสมัยสำหรับทั้งสองประเทศ

 

ภาพ: Cha29 via ShutterStock

The post ยืนอยู่ ณ จุดเริ่มต้นใหม่ ก้าวสู่การเดินทางครั้งใหม่ เนื่องในโอกาสครบรอบ 105 ปีพรรคคอมมิวนิสต์จีน และ 51 ปีความสัมพันธ์จีนและไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘Valichain’ แบรนด์จิวเวลรี่ที่แก้ Pain Point คนไทย มัดใจลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำด้วย Storytelling https://thestandard.co/valichain-jewelry-pain-point-storytelling/ Wed, 01 Jul 2026 06:40:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1225493 วาเลนไทน์ กรกนก วรรณกิจ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Valichain กำลังถือเครื่องประดับ

ปัญหาของแบรนด์จิวเวลรี่โดยทั่วไปเมื่อหลายปีก่อนคือเรื่อ […]

The post ‘Valichain’ แบรนด์จิวเวลรี่ที่แก้ Pain Point คนไทย มัดใจลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำด้วย Storytelling appeared first on THE STANDARD.

]]>
วาเลนไทน์ กรกนก วรรณกิจ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Valichain กำลังถือเครื่องประดับ

ปัญหาของแบรนด์จิวเวลรี่โดยทั่วไปเมื่อหลายปีก่อนคือเรื่องความทนทานในการใช้งาน ต่างหูคู่โปรดที่ซื้อมาใส่ได้สามวัน ผิวเริ่มกลายเป็นสีเขียว แถมสีทองที่เคยเงาก็ลอกจนดำจนต้องโยนทิ้ง ‘Valichain’ แบรนด์จิวเวลรี่ไทยที่นำโดย ‘วาเลนไทน์ (ไทน์)-กรกนก วรรณกิจ’ จึงแก้ปัญหานี้ด้วยการใช้วัสดุสเตนเลสสตีลกันน้ำกันเหงื่อที่ไม่ลอกไม่ดำ สามารถใส่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง สร้างยอดขายถล่มทลายและมัดใจลูกค้าให้กลับมาซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่องผ่านกลยุทธ์สตอรี่เทลลิ่งที่เปลี่ยนเครื่องประดับแฟชั่นให้กลายเป็นไอเทมชิ้นสำคัญที่คนยอมจ่ายเพื่อเสริมความมั่นใจ

 

🟡 ทำเครื่องประดับอย่างไรให้โดนใจคนไทย

 

ไทน์ เจ้าของแบรนด์ Valichain เล่าว่าเธอสั่งสมประสบการณ์ในฐานะบิวตี้อินฟลูเอนเซอร์มานานกว่าสิบเอ็ดปี การคลุกคลีกับสินค้าความงามทำให้เธอมองเห็นช่องว่างในตลาดเครื่องประดับที่หลายคนมองข้ามไป

 

คนที่รักการแต่งตัวมักเจอปัญหาเครื่องประดับลอก ดำ หรือทิ้งคราบสีเขียวไว้บนผิวเวลาโดนเหงื่อ ไทน์เลือกปักธงด้วยการเป็นแบรนด์แรกๆ ที่กล้าประกาศตัวว่าสินค้ากันน้ำ กันเหงื่อ ไม่ลอก ไม่ดำ การแก้ปัญหาที่ตรงจุดตรงนี้กลายเป็นแกนหลักที่ทำให้ฐานลูกค้าแข็งแรงทันที

 

สมมติว่าเรากำลังจะไปปาร์ตี้สำคัญแต่กลับต้องมาพะวงว่าสร้อยคอจะเปลี่ยนสีระหว่างวัน ความมั่นใจคงหายไปหมด ไทน์จึงสร้างแบรนด์เข้ามาตอบโจทย์กลุ่มคนที่ต้องการความสวยแพงแต่ทนทาน จนเกิดกลุ่มลูกค้าประจำที่ซื้อซ้ำเพราะเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้า

 

🟡 วัสดุที่โรงงานส่ายหน้ากลายมาเป็นเกราะป้องกันคู่แข่งได้อย่างไร

 

รากฐานความทนทานของแบรนด์ตั้งแต่วันแรกเริ่มจากการเลือกใช้สเตนเลสสตีลมาทำจิวเวลรี่ เพื่อแก้โจทย์เรื่องไม่ลอกไม่ดำให้ขาดตั้งแต่ต้น แต่เหรียญอีกด้านคือความแข็งของตัววัสดุที่ทำให้การขึ้นรูปดีไซน์ละเอียดทำได้ยากมาก

 

โรงงานส่วนใหญ่เห็นสเปกแล้วส่ายหน้าจนแทบไม่มีใครยอมลงมาเล่นในตลาดนี้เลย ความยากในการผลิตตรงนี้จึงกลายมาเป็นเกราะป้องกันทางธุรกิจที่เป็นข้อดีตั้งแต่วันแรกโดยไม่รู้ตัว

 

ซึ่งพอแบรนด์เริ่มเติบโตและขยับมาทำโปรเจกต์คอลเลกชัน Oracle ที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา ความแข็งของสเตนเลสสตีลก็ยิ่งกลายเป็นโจทย์หินเข้าไปอีก เพราะดีไซน์รอบนี้เน้นงานละเอียดและซับซ้อนสูงมาก ไทน์ต้องใช้เวลาเดินทางไปไฟต์กับโรงงานและปรับแก้กระบวนการผลิตยาวนานเกือบปีเต็มกว่าจะปล่อยสินค้าออกมาได้สำเร็จ ประสบการณ์ที่อยู่กับวัสดุปราบเซียนมาตลอดห้าปีจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมลูกค้าถึงยังปักใจเชื่อมั่นในคุณภาพของ Valichain แม้ว่าปัจจุบันจะมีแบรนด์อื่นหันมาชูจุดขายเรื่องไม่ลอกไม่ดำตามก็ตามที

 

🟡 คอนเทนต์ขับเคลื่อนยอดขายทำกันแบบไหน

 

จิวเวลรี่ไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงามแต่คือเครื่องมือในการเล่าเรื่อง ไทน์เน้นย้ำว่าแบรนด์ไม่ต้องการทำอะไรเดิมๆ ทุกคอลเลกชันที่ปล่อยออกมาต้องมีแคมเปญคอนเทนต์ที่แปลกใหม่เสมอ

 

💎 คอลเลกชัน Oracle ที่นำพลอยแท้และหินมงคลมาดีไซน์ในสไตล์มินิมอลเอาใจสายมู ไทน์ดึงตัวตนของ คุณ Ploy Stella มาสร้างคอนเทนต์จำลองสถานการณ์เป็นแอร์โฮสเตสขายของบนเครื่องบิน ซึ่งช่วยสร้างอารมณ์ร่วมให้ลูกค้ารู้สึกสนุกและอยากมีส่วนร่วมกับแบรนด์

 

🟡 ปรับตัวอย่างไรเมื่ออยากไปตลาดต่างประเทศ

 

Valichain มีแนวคิดที่จะศึกษาตลาดต่างประเทศในอนาคต โดยเริ่มจากการวางระบบเว็บไซต์และระบบจัดส่งระดับสากลเพื่อเตรียมความพร้อมไว้ก่อน

 

สิ่งที่ท้าทายคือพฤติกรรมการแต่งตัวของผู้บริโภคในแต่ละประเทศที่ไม่เหมือนกันเลย จากการวิเคราะห์อินไซต์พบว่าคนไทยและคนฟิลิปปินส์จัดว่าเป็นกลุ่มที่แต่งตัวจัดจ้านที่สุดในภูมิภาค เมื่อต้องขยายไปประเทศอื่น ไทน์จึงมองกลยุทธ์การปรับเปลี่ยนสินค้าให้เข้ากับท้องถิ่นเผื่อเอาไว้ ตัวอย่างเช่น

 

🔸 หากไปตลาดสิงคโปร์ ไทน์อาจต้องลดทอนความจัดจ้านลงมา เน้นความเรียบง่ายและใส่ง่ายในชีวิตประจำวันมากขึ้น

 

🔸 หากไปตลาดอินโดนีเซีย ก็ต้องคำนึงถึงวัฒนธรรมที่มีความเรียบร้อยและระมัดระวังเรื่องศาสนาเป็นหลัก เครื่องประดับที่ปรับเปลี่ยนสไตล์ได้หลากหลายจึงกลายเป็นข้อได้เปรียบที่พร้อมจะตอบโจทย์คนในแต่ละพื้นที่ได้ไม่ยาก

 

การเติบโตอย่างยั่งยืนไม่ได้วัดกันที่ความเร็วในการวิ่งตามเทรนด์แฟชั่นเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความลึกซึ้งในการเข้าใจความต้องการของลูกค้าและการไม่หยุดพัฒนาคุณภาพสินค้า ผู้นำและคนทำงานจำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างความครีเอทีฟในงานคอนเทนต์กับความแข็งแกร่งของตัวผลิตภัณฑ์ให้ดี เรื่องเล่าที่สวยงามจะไม่มีความหมายเลยหากสินค้าจริงไม่สามารถตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้จริง

The post ‘Valichain’ แบรนด์จิวเวลรี่ที่แก้ Pain Point คนไทย มัดใจลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำด้วย Storytelling appeared first on THE STANDARD.

]]>
Melasyl: รอยดำ ความมั่นใจ กับโมเลกุล 18 ปีที่ L’Oréal ใช้ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ https://thestandard.co/melasyl-loreal-dark-spot-research/ Tue, 30 Jun 2026 09:22:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1225186 ภาพผลิตภัณฑ์ L’Oréal ที่มีส่วนผสม Melasyl สำหรับดูแลจุดด่างดำ

Melasyl คือโมเลกุลสกินแคร์ของ L’Oréal Groupe ที่ถูกพัฒน […]

The post Melasyl: รอยดำ ความมั่นใจ กับโมเลกุล 18 ปีที่ L’Oréal ใช้ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผลิตภัณฑ์ L’Oréal ที่มีส่วนผสม Melasyl สำหรับดูแลจุดด่างดำ

Melasyl คือโมเลกุลสกินแคร์ของ L’Oréal Groupe ที่ถูกพัฒนาเพื่อดูแลจุดด่างดำผ่านแนวคิด Melanin Interceptor หลังใช้เวลาวิจัย 18 ปี คัดกรองโมเลกุลมากกว่า 100,000 ชนิด และได้รับเลือกใน TIME Best Inventions 2025 สะท้อนว่าตลาดสกินแคร์กำลังขยับจากคำเคลมแรงๆ ไปสู่ส่วนผสมที่ต้องอธิบายกลไกได้และมีหลักฐานรองรับจริง และรอยดำที่หลายคนเซ็งเวลาเห็นหน้ากระจก กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของวิทยาศาสตร์ความงาม

 

🟡 จุดด่างดำคือ Pain Point ที่ขายของได้จริง

 

รอยดำเป็นปัญหาที่คนเห็นเองทุกวัน แค่สิวหายแล้วทิ้งรอยไว้กลางแก้ม หรือฝ้าเริ่มชัดตรงโหนกแก้ม ก็ทำให้บางคนไม่อยากเปิดกล้องประชุม ไม่อยากถ่ายรูป หรือแต่งหน้าหนักขึ้นทั้งที่ไม่ได้อยากแต่งขนาดนั้น จุดด่างดำเลยไม่ได้อยู่แค่ในโลกบิวตี้ แต่มันผูกกับความมั่นใจ การทำงาน และการเข้าสังคมแบบตรงมาก

 

งานวิจัยในผู้ป่วยฝ้าโรงพยาบาลศิริราช พบว่า ผู้ป่วยยินดีจ่ายเงินเฉลี่ย 1,157 บาทต่อเดือน หรือ 7.2% ของรายได้ต่อเดือน เพื่อการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ตัวเลขนี้ทำให้เห็นว่า ภาวะเม็ดสีผิวผิดปกติไม่ใช่ปัญหาเล็กบนผิวหน้า แต่เป็นตลาดที่มีทั้งมูลค่าทางอารมณ์และมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง

 

พอผู้บริโภคอยากเห็นผลเร็ว ตลาดเสี่ยงก็โตตามไปด้วย ออนไลน์เต็มไปด้วยครีมหน้าใส ครีมกวนเอง และคำเคลมแนวเห็นผลไวในไม่กี่วัน สินค้าบางกลุ่มอาจลักลอบใส่สารที่ควรถูกควบคุมหรือใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เช่น Hydroquinone ในระดับไม่เหมาะสม สเตียรอยด์ หรือสารต้องห้ามอื่นๆ จุดนี้ทำให้ความปลอดภัยกลายเป็นโจทย์ธุรกิจ ไม่ใช่แค่โจทย์ของแผนกวิจัย

 

🟡 เหตุผลที่ L’Oréal ยอมใช้เวลา 18 ปีกับโมเลกุลเดียว

 

ตลาดบิวตี้วันนี้เร็วมาก ส่วนผสมใหม่ดังบนโซเชียลได้ในคืนเดียว แล้วไม่นานก็มีสินค้าหน้าตาคล้ายกันเต็มฟีด ถ้าแข่งด้วยกระแสอย่างเดียว แบรนด์อาจชนะได้สั้นๆ แต่สร้างความต่างที่ยืนระยะได้ยาก L’Oréal ไม่ได้กำลังหาส่วนผสมที่ทำให้สินค้าไวรัลแค่รอบเดียว แต่กำลังหาสิ่งที่แบรนด์ถือครองได้จริงในระยะยาว

 

Melasyl เลยเกิดจากเกมที่ใช้เวลานานกว่า L’Oréal ระบุว่าโมเลกุลนี้ต่อยอดจากวิทยาศาสตร์ความงามกว่า 115 ปี และงานวิจัยด้านเม็ดสีผิว 38 ปี ก่อนใช้เวลาอีก 18 ปีในการคัดกรองโมเลกุลมากกว่า 100,000 ชนิด ผ่านการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ 121 รายการ และมีสิทธิบัตรระดับโลก 23 ฉบับ แปลให้เข้าใจง่ายคือ สิ่งที่อยู่ในขวดสกินแคร์ไม่ได้มีแค่สูตรใหม่ แต่มีงานวิจัย สิทธิ์ในการถือครอง และความน่าเชื่อถือที่คู่แข่งทำตามได้ยาก

 

เคสนี้บอกกับเราว่า แต้มต่อของแบรนด์ไม่ได้มาจากแพ็กเกจจิ้ง แคมเปญ หรืออินฟลูเอนเซอร์เสมอไป บางครั้งของที่สร้างมูลค่าจริงคือสิ่งที่คนมองไม่เห็นทันที เช่น ห้องแล็บ ทีมวิจัย สิทธิบัตร และความอดทนที่จะลงทุนกับบางอย่างนานพอ จนมันกลายเป็นจุดแข็งที่ตลาดลอกไม่ได้ง่ายๆ

 

🟡 กลไกของ Melasyl ที่ต่างจากสารดูแลจุดด่างดำแบบเดิม

 

สารดูแลจุดด่างดำหลายตัวในตลาดทำงานผ่านการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งเป็นเอนไซม์สำคัญในกระบวนการสร้างเมลานิน ตัวอย่างที่หลายคนคุ้นชื่อคือ Hydroquinone, Arbutin และ Kojic Acid สารเหล่านี้มีบทบาทในวงการผิวหนังและสกินแคร์มานาน แต่การใช้สารบางกลุ่มจำเป็นต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสมและต้องสื่อสารอย่างระมัดระวัง

 

Melasyl ไม่ได้มุ่งยับยั้ง Tyrosinase โดยตรง แต่มุ่งไปที่สารตั้งต้นบางชนิดในกระบวนการสร้างเม็ดสี เช่น Dopaquinone, DHI และ DHICA เพื่อช่วยลดการเกิดเม็ดสีส่วนเกินที่อาจสะสมเป็นจุดด่างดำ แนวคิดนี้ถูกอธิบายด้วยคำว่า Melanin Interceptor หรือการเข้าไปสกัดกั้นบางจังหวะของกระบวนการเกิดเม็ดสีส่วนเกิน

 

จุดสำคัญคือเมลานินไม่ใช่ตัวร้าย เพราะร่างกายต้องใช้เมลานินช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด ปัญหาอยู่ที่เม็ดสีส่วนเกินที่สะสมเฉพาะจุดจนเห็นเป็นรอยเข้มบนผิว Melasyl จึงน่าสนใจตรงที่มันตอบโจทย์เรื่องการดูแลผิวด้วยกลไกที่ละเอียดอ่อนและเข้าใจง่ายขึ้น

 

🟡 นวัตกรรมระดับรางวัลโลกที่ต้องไปถึงมือคนใช้จริง

 

นวัตกรรมที่อยู่แค่ในแล็บอาจสร้างชื่อเสียงได้ แต่ถ้าอยากเปลี่ยนตลาด ต้องไปถึงมือคนใช้จริง L’Oréal Groupe จึงนำ Melasyl ไปอยู่ในหลายแบรนด์ หลายระดับราคา และหลายช่องทางจำหน่าย ตั้งแต่กลุ่มเวชสำอาง ร้านขายยา ช่องทางโรงพยาบาล ไปจนถึงตลาดแมสและร้านสะดวกซื้อ

 

ในกลุ่มเวชสำอาง La Roche-Posay Mela B3 ใช้ Melasyl ร่วมกับ Niacinamide เหมาะกับคนที่ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือเชิงผิวหนัง ส่วนในกลุ่มตลาดแมส L’Oréal Paris Glycolic-Bright นำ Melasyl มาผสานกับ Glycolic Acid และ Niacinamide เพื่อดูแลจุดด่างดำ ความหมองคล้ำ และสีผิวไม่สม่ำเสมอ ในรูปแบบที่เข้าถึงง่ายกว่า

 

จุดนี้เข้ากับตลาดไทยมาก เพราะผู้บริโภคจำนวนมากไม่ได้เริ่มจากขวดใหญ่ทันที หลายคนเริ่มจากซองหรือไซส์เล็กที่หยิบง่ายในร้านสะดวกซื้อ ใช้แล้วชอบค่อยขยับไปไซส์ปกติ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าปี 2569 ตลาดครีมซองของไทยจะมีมูลค่าราว 12,700 ล้านบาท เติบโตราว 4.0% การทำให้งานวิจัยระดับโลกเข้าถึงง่ายจึงเป็นกลยุทธ์ขยายฐานลูกค้าที่ฉลาดมากสำหรับตลาดนี้

 

กรณีของ Melasyl ชวนให้ผู้นำและนักการตลาดกลับมามองธุรกิจของตัวเองให้ลึกขึ้น ในวันที่ผู้บริโภคค้นข้อมูลเก่งขึ้น AI สรุปข้อมูลเร็วขึ้น และตลาดเต็มไปด้วยสินค้าที่ดูคล้ายกัน ความน่าเชื่อถือจะเกิดจากหลักฐานที่ชัดพอ ประสบการณ์ที่ผู้ใช้สัมผัสได้จริง และความกล้าลงทุนกับคุณค่าที่ลึกกว่าเทรนด์

The post Melasyl: รอยดำ ความมั่นใจ กับโมเลกุล 18 ปีที่ L’Oréal ใช้ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะระบบแฟรนไชส์ JIAN CHA 2 ปี 70 สาขา ทำอย่างไรให้แบรนด์โตได้โดยไม่ต้องพึ่งเจ้าของ https://thestandard.co/jian-cha-franchise-growth-system-ai/ Mon, 29 Jun 2026 13:04:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1224758 ภาพเครื่องดื่มชา JIAN CHA หรือหน้าร้านแฟรนไชส์

ร้านชาเหมือนกัน   ทำไมบางแบรนด์มี 2 สาขา   แต […]

The post เจาะระบบแฟรนไชส์ JIAN CHA 2 ปี 70 สาขา ทำอย่างไรให้แบรนด์โตได้โดยไม่ต้องพึ่งเจ้าของ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเครื่องดื่มชา JIAN CHA หรือหน้าร้านแฟรนไชส์

ร้านชาเหมือนกัน

 

ทำไมบางแบรนด์มี 2 สาขา

 

แต่บางแบรนด์มีเกือบ 70 สาขาในเวลาเพียง 2 ปี?

 

JIAN CHA คือหนึ่งในแบรนด์อาหารและเครื่องดื่มที่เติบโตเร็วที่สุดในประเทศไทย เพิ่งโกอินเตอร์ไปออสเตรเลีย สเปน สิงคโปร์ และกำลังจะไปสหรัฐฯ ด้วย

 

อะไรคือเบื้องหลังการเติบโตครั้งนี้?

 

🔍 มองหาเทรนด์ที่ใหญ่กว่าสินค้า

 

JIAN CHA ไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า “จะขายอะไร”

 

แต่เริ่มจากคำถามว่า “ผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนไปอย่างไร”

 

เมื่อโลกกำลังมองหาทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น คุณพอลลี่ ผู้ก่อตั้งจึงเลือกสร้างแบรนด์บนวัฒนธรรมการดื่มชาที่อยู่กับผู้คนมานับร้อยปี โดยเลือกที่จะปรับศิลปะการชงชาที่ซับซ้อน สู่เครื่องดื่มที่ดื่มง่าย ทำซ้ำได้ และขยายสาขาได้

 

เพื่อเปลี่ยนความคราฟต์ให้กลายเป็นธุรกิจใกล้ตัวผู้คน

 

⚙ คิดเรื่องระบบ ตั้งแต่วันแรก

 

สิ่งที่ทำให้ธุรกิจเติบโตจาก 2 สาขาสู่เกือบ 70 สาขา อาจไม่ใช่สูตรชา แต่คือการออกแบบระบบ แฟรนไชส์ และมาตรฐานการทำงานที่พร้อมรองรับการเติบโตตั้งแต่วันแรก

 

ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ การชงเครื่องดื่ม การควบคุมคุณภาพ ไปจนถึงคู่มือการดำเนินงานและระบบหลังบ้าน ทุกอย่างถูกออกแบบให้ทำซ้ำได้ในทุกสาขา

 

เพราะธุรกิจจะโตไม่ได้ หากความสำเร็จยังขึ้นอยู่กับเจ้าของเพียงคนเดียว

 

🤖 ใช้ AI เป็นอาวุธขององค์กรเล็ก

 

JIAN CHA นำ AI มาใช้ตั้งแต่การวิเคราะห์ตลาด ศึกษากฎหมายแฟรนไชส์ในต่างประเทศ ค้นหาทำเล วิเคราะห์คู่แข่ง ไปจนถึงการติดต่อพาร์ตเนอร์และเจ้าของพื้นที่เช่าในต่างประเทศ

 

สิ่งที่เคยต้องใช้ทีมงานจำนวนมากและเวลาหลายเดือน ถูกย่นระยะเวลาเหลือเพียงไม่กี่วัน

 

ทำให้องค์กรขนาดเล็กสามารถตัดสินใจได้เร็ว เคลื่อนที่ได้ไว และขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศได้เร็วกว่าที่เคยเป็น

 

🌏 ขยายไปต่างประเทศแบบลงลึก

JIAN CHA ไม่ได้ใช้วิธี Copy & Paste โมเดลเดียวกันไปทุกประเทศ

 

แต่ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค คู่แข่ง กฎหมาย และวัฒนธรรมของแต่ละตลาดอย่างจริงจัง

 

ในสเปน พวกเขาปรับเมนูให้เข้ากับคนท้องถิ่นด้วยการใช้ส้มวาเลนเซีย และเลือกทำเลใกล้แลนด์มาร์กระดับโลกอย่าง Sagrada Familia

 

ในออสเตรเลีย พวกเขาวิเคราะห์กำลังซื้อ กลุ่มลูกค้าเอเชีย และโครงสร้างแฟรนไชส์ของประเทศก่อนตัดสินใจลงทุน

 

เพราะการเติบโตระดับโลก ไม่ใช่การเอาสินค้าเดิมไปขายในประเทศใหม่ แต่คือการเข้าใจตลาดใหม่ให้ลึกพอ จนลูกค้ารู้สึกว่าสินค้านั้นถูกสร้างมาเพื่อพวกเขา

 

บนเวที The Secret Sauce Business Weekend อีสาน คุณพอลลี่ ผู้ก่อตั้ง JIAN CHA จะมาแชร์เบื้องหลังการสร้างธุรกิจสู่แบรนด์ระดับ 500 ล้านบาท พร้อมวิธีคิดในการสร้างธุรกิจให้พร้อมเติบโตตั้งแต่วันแรก

 

🎯 สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้จาก Session นี้

 

✅ วิธีมองหาโอกาสทางธุรกิจจากเทรนด์ความเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค
✅ วิธีสร้างระบบที่ทำให้ธุรกิจเติบโตได้ โดยไม่ต้องพึ่งเจ้าของเพียงคนเดียว
✅ วิธีใช้ AI และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือเพิ่มความเร็วในการแข่งขัน
✅ วิธีคิดแบบ Global และขยายธุรกิจสู่ตลาดใหม่อย่างมีกลยุทธ์

 

“เพราะอาหารอร่อยอาจทำให้ลูกค้ากลับมา แต่ระบบที่แข็งแรงเท่านั้น ที่ทำให้ธุรกิจเติบโตได้จริง”

 

ดูรายละเอียดและซื้อบัตร

The post เจาะระบบแฟรนไชส์ JIAN CHA 2 ปี 70 สาขา ทำอย่างไรให้แบรนด์โตได้โดยไม่ต้องพึ่งเจ้าของ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ทองคำดิจิทัล’ ที่ไม่ใช่ทอง: รู้จัก Bitcoin ETF ก่อนตัดสินใจ https://thestandard.co/bitcoin-etf-digital-gold-investment/ Mon, 29 Jun 2026 05:25:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1224494 โลโก้ Bitcoin บนหน้าจอดิจิทัลพร้อมฉากหลังเมือง

คนไทยผูกพันกับทองคำมายาวนาน ทั้งซื้อเก็บไว้ยามฉุกเฉินแล […]

The post ‘ทองคำดิจิทัล’ ที่ไม่ใช่ทอง: รู้จัก Bitcoin ETF ก่อนตัดสินใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ Bitcoin บนหน้าจอดิจิทัลพร้อมฉากหลังเมือง

คนไทยผูกพันกับทองคำมายาวนาน ทั้งซื้อเก็บไว้ยามฉุกเฉินและลงทุนผ่านกองทุนที่อิงราคาทองโดยไม่ต้องถือทองแท่ง ทองจึงได้ชื่อว่าเป็น ‘สินทรัพย์ปลอดภัย’ ที่ไว้ใจได้มานานหลายทศวรรษ หลายปีมานี้ Bitcoin ถูกเรียกขานว่า ‘ทองคำดิจิทัล’ เพราะมีคุณสมบัติบางอย่างคล้ายทอง แต่เมื่อลงไปดูข้อมูลจริง ภาพที่ได้กลับต่างจากคำเรียกนั้นอย่างมีนัยสำคัญ และนำไปสู่คำถามที่นักลงทุนควรตอบให้ได้ก่อนตัดสินใจ

 

 

Bitcoin เหมือนทองตรงไหน?

 

ความเชื่อว่า Bitcoin คือ ‘ทองคำดิจิทัล’ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ มีเหตุผลรองรับอยู่จริง ข้อแรก ปริมาณ Bitcoin ถูกกำหนดเพดานไว้ตายตัวที่ 21 ล้านเหรียญ คล้ายทองคำที่มีอยู่จำกัดในโลก ข้อสอง ไม่มีรัฐบาลหรือธนาคารกลางใดควบคุม ทำให้บางคนมองว่าเป็นเครื่องป้องกันความเสี่ยงจากนโยบายการเงินและเงินเฟ้อ เช่นเดียวกับบทบาทที่ทองเคยทำมา แต่ข้อมูล 5 ปีกำลังบอกเรื่องราวที่ต่างออกไป เมื่อนำข้อมูลราคาย้อนหลัง 5 ปี (มกราคม 2564 – มีนาคม 2569) มาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์ต่างๆ พบสิ่งที่ประหลาดใจ ความสัมพันธ์ระหว่าง Bitcoin กับทองคำอยู่ที่เพียง 0.06–0.11 ซึ่งแปลว่าแทบไม่มีความสัมพันธ์กันเลย ในวันที่ทองคำขึ้น Bitcoin ไม่ได้ขึ้นตาม และในวันที่ทองคำลง Bitcoin ก็ไม่ได้ลงตาม ในทางกลับกัน ความสัมพันธ์ระหว่าง Bitcoin กับดัชนีหุ้น S&P 500 ของสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 0.35–0.41 ซึ่งสูงกว่ามาก

 

ภาพที่เห็นจากข้อมูลจึงชัดเจน Bitcoin ขึ้นลงตามอารมณ์ของตลาดหุ้นมากกว่าตามราคาทอง พฤติกรรมใกล้เคียงกับ ‘หุ้นเทคโนโลยีที่มีความผันผวนสูง’ มากกว่า ‘สินทรัพย์ปลอดภัย’ นั่นหมายความว่าในช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตและตลาดหุ้นไปได้ดี Bitcoin มักให้ผลตอบแทนสูง แต่ในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวหรือมีวิกฤต Bitcoin จะร่วงลงพร้อมกับหุ้น ไม่ใช่ที่หลบภัยเหมือนทองคำ

 

หลักฐานที่ชัดที่สุดคือปี 2565 เมื่อดอกเบี้ยพุ่งจนตลาดหุ้นทั่วโลกปรับฐาน Bitcoin ดิ่งถึง -64% ภายในปีเดียว ขณะที่ทองคำลดลงเพียงเล็กน้อย ผู้ที่ซื้อ Bitcoin ด้วยหวังให้ช่วยพยุงพอร์ตยามวิกฤต จึงได้ผลตรงข้ามกับที่คาด

 

Bitcoin ETF คืออะไร และทำไมถึงเปลี่ยนเกม

 

กองทุน ETF (Exchange-Traded Fund) หรือ ‘กองทุนที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์’ คือกองทุนที่รวบรวมเงินจากนักลงทุนหลายคนไปลงทุนในสินทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น หุ้น ทองคำ หรือพันธบัตร แล้วแบ่งออกเป็น ‘หน่วยลงทุน’ ให้ซื้อขายได้สะดวกเหมือนหุ้นตัวหนึ่งในตลาด จุดเด่นของ ETF คือซื้อขายผ่านบัญชีหุ้นปกติได้ทันที ราคาขยับขึ้นลงตามราคาสินทรัพย์ที่กองทุนถืออยู่ และผู้ลงทุนไม่ต้องไปถือสินทรัพย์นั้นด้วยตัวเอง ตัวอย่างที่คนไทยคุ้นที่สุดคือ ETF ทองคำ ที่ให้ผลตอบแทนตามราคาทองโดยที่เราไม่ต้องซื้อทองแท่งมาเก็บในตู้เซฟ พูดง่ายๆ คือ ETF ทำให้การลงทุนในสินทรัพย์ที่เคยยุ่งยาก กลายเป็นเรื่องง่ายเหมือนซื้อหุ้นตัวหนึ่ง

 

ย้อนไปปี 2547 การเปิดตัวกองทุน SPDR Gold Trust (GLD) ในสหรัฐฯ เปลี่ยนวิธีที่คนทั้งโลกลงทุนในทองไปตลอดกาล ก่อนหน้านั้นต้องซื้อทองแท่งหรือเหรียญมาเก็บเอง แต่หลัง GLD เปิดตัว นักลงทุนซื้อทองได้ผ่านบัญชีหุ้นปกติ

 

วันนี้ Bitcoin กำลังถึงจุดเปลี่ยนแบบเดียวกัน Bitcoin ETF ทำงานเหมือน ETF ทองทุกประการ กล่าวคือ กองทุนซื้อ Bitcoin จริงมาเก็บ แล้วขายหน่วยลงทุนให้ผู้ลงทุน ผู้ถือได้รับผลตอบแทนตามราคา Bitcoin โดยไม่ต้องเปิดบัญชีกับแพลตฟอร์มคริปโต ไม่ต้องจัดการ Private Key และไม่ต้องเสี่ยง ‘ลืมรหัส’ จนเงินหาย

 

จุดเปลี่ยนมาถึงเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2567 เมื่อ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) อนุมัติ Bitcoin ETF แบบ Spot เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ วันแรกที่เปิดซื้อขายมีมูลค่าซื้อขายรวมกว่า 4.6 พันล้านดอลลาร์ และภายใน 50 วัน กองทุน iShares Bitcoin Trust ของ BlackRock กวาดสินทรัพย์ได้ถึง 10,000 ล้านดอลลาร์ สถิติที่ GLD เคยใช้เวลาถึง 817 วัน หรือเร็วกว่ากัน 16 เท่า

 

หลัง ETF อนุมัติ: สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

 

แม้ Bitcoin จะไม่ใช่ทองดิจิทัล แต่นับจาก SEC อนุมัติ Bitcoin ETF มีสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนชัดเจน นั่นคือการเข้าถึงและหน้าตาของกลุ่มผู้ถือรายใหญ่ของตลาด Bitcoin BlackRock บริษัทจัดการกองทุนใหญ่ที่สุดในโลก ปัจจุบันถือ Bitcoin ผ่าน iShares Bitcoin Trust มูลค่ากว่า 1.54 ล้านล้านบาท ตามด้วย Fidelity, Goldman Sachs และกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ขณะนี้มีสถาบันการเงินกว่า 1,800 แห่งทั่วโลกเปิดเผยว่าถือ Bitcoin ETF ในพอร์ตอย่างเป็นทางการ

 

ที่น่าจับตาคือสัดส่วนของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund) ที่เพิ่มต่อเนื่อง สะท้อนมุมมองระยะยาวมากกว่าการเก็งกำไรสั้นๆ ความเปลี่ยนแปลงนี้สำคัญกว่าที่เห็น เพราะสถาบันเหล่านี้มีกระบวนการตัดสินใจเข้มงวด มีคณะกรรมการลงทุน และกรอบความเสี่ยงชัดเจน การที่พวกเขาเลือกถือ Bitcoin จึงผ่านการวิเคราะห์มาแล้ว ไม่ใช่การซื้อตามกระแส

 

อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของสถาบันก็ไม่ควรถูกตีความว่า Bitcoin กลายเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยโดยอัตโนมัติ หรือเป็นสินทรัพย์ที่เหมาะกับนักลงทุนทุกคน บางสถาบันอาจถือเพื่อการจัดสรรสินทรัพย์ระยะยาว ขณะที่บางส่วนอาจใช้เพื่อกลยุทธ์การซื้อขายหรือการบริหารส่วนต่างราคา

 

แล้วควรมีไว้ในพอร์ตไหม?

 

คำถามที่นักลงทุนทั่วไปอยากรู้ที่สุดคือ ‘สรุปแล้วควรลงทุนไหม’ ผลทดสอบพอร์ตแบบผสมที่มีทั้งหุ้น พันธบัตร ทองคำ และสินค้าโภคภัณฑ์ ในช่วงปี 2567–2569 พบว่าการเติม Bitcoin ในสัดส่วน 5% ของพอร์ตให้ผลดีที่สุด คือผลตอบแทนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ความเสี่ยงรวมของพอร์ตเพิ่มเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อเพิ่มเกิน 10% ความเสี่ยงกลับพุ่งเร็วกว่าผลตอบแทนที่ได้

 

สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ Bitcoin ให้ผลดีในช่วงเศรษฐกิจเติบโตและตลาดหุ้นขาขึ้น แต่ทำหน้าที่ได้ไม่ดีนักยามเศรษฐกิจชะลอหรือเกิดวิกฤต การถือ Bitcoin ควรถูกมองเป็นสินทรัพย์เสี่ยงสูงที่อาจมีบทบาทเสริมในพอร์ตมากกว่าจะเป็นสินทรัพย์หลัก การลงทุนในสัดส่วนเล็กน้อยอาจเหมาะกับผู้ที่มีระยะเวลาลงทุนยาว รับความผันผวนระยะสั้นได้ สำหรับผู้สนใจ จุดเริ่มต้นที่เหมาะสมน่าจะอยู่ที่ 1–5% ของพอร์ต มากพอจะได้ประโยชน์จากการกระจายความเสี่ยง แต่ไม่มากจนกลายเป็นภาระเกินรับไหวเมื่อตลาดผันผวน

 

บทสรุป

 

Bitcoin อาจไม่ใช่ทองคำดิจิทัลอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่มันมีธรรมชาติเฉพาะตัว และกำลังมีที่ยืนชัดเจนขึ้นในพอร์ตระยะยาว การมาถึงของ ETF ทำให้เข้าถึงง่ายกว่าเดิมมาก เช่นเดียวกับที่กองทุนทองเคยเปิดทางให้คนทั่วไปลงทุนในทองโดยไม่ต้องถือทองแท่ง ประวัติศาสตร์บอกว่า GLD ใช้เวลาหลายปีกว่าจะกลายเป็นกระแสหลัก Bitcoin ETF กำลังเดินบนเส้นทางเดียวกัน เพียงแต่เร็วกว่ามาก ข้อมูลไม่ได้บอกว่าทุกคนต้องมี Bitcoin แต่บอกว่า สำหรับผู้ที่เข้าใจธรรมชาติแท้จริงของมัน การถือไว้ในสัดส่วนเล็กน้อยอาจเป็นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผลกว่าที่คิด

 

ภาพ: Rokas Tenys / Shutterstock

The post ‘ทองคำดิจิทัล’ ที่ไม่ใช่ทอง: รู้จัก Bitcoin ETF ก่อนตัดสินใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยุคตื่น AI เมื่อ Tech Bubble เปลี่ยนเป็น Earning Bubble https://thestandard.co/ai-earning-bubble-investment-guide/ Sun, 28 Jun 2026 05:03:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1224084 ภาพแนวคิดฟองสบู่ AI ในตลาดการเงินโลก

ธีม AI เป็นหัวใจของการลงทุนโลกมานานกว่า 3 ปี วันนี้มาถึ […]

The post ยุคตื่น AI เมื่อ Tech Bubble เปลี่ยนเป็น Earning Bubble appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแนวคิดฟองสบู่ AI ในตลาดการเงินโลก

ธีม AI เป็นหัวใจของการลงทุนโลกมานานกว่า 3 ปี วันนี้มาถึงช่วงเปลี่ยนผ่าน ที่ผู้สร้าง AI Modelers อย่าง SpaceX (xAI), OpenAI และ Anthropic กำลังเข้าสู่ตลาด ในจังหวะที่ดัชนี S&P 500 ซื้อขายที่ Long-term P/E สูงถึง 36เท่า ใกล้เคียงจุดสูงสุดของ Dot Com Crisis

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

ชาวตลาดการเงินแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกมองว่าราคาหุ้นแพงเกินไป เสี่ยงปรับฐานแรง อีกกลุ่มมองว่ารอบนี้หุ้นมีกำไรหนุน ควรได้ไปต่อ

 

คำตอบไม่ใช่ลงทุนหรือไม่ลงทุน แต่คือลงทุนอะไร และในราคาเท่าไหร่

 

สำหรับความตื่น AI ปี 2026 เรื่องราวตื่นทอง หรือ Gold Rush ในอเมริกาปี 1848 เป็นเรื่องเปรียบเทียบที่เห็นภาพมากที่สุด เพราะมันบอกทั้งโครงสร้างธุรกิจ โอกาส และความเสี่ยงของแต่ละกลุ่มได้ในภาพเดียว

 

และประวัติศาสตร์สอนเราว่าเศรษฐกิจตื่นทองประกอบด้วยหลายโมเดลธุรกิจที่เราต้องเข้าใจและประเมินมูลค่าให้ถูกวิธี

 

กลุ่มที่เข้าใจง่ายที่สุดคือ “นักขุดทอง” เป็นกลุ่มธุรกิจที่เข้ามาเพื่อประยุกต์ใช้ AI โอกาสจึงอยู่ที่การลงทุนแวดล้อม

 

นักขุดทองในรอบนี้ ประกอบด้วยกลุ่มสื่อสาร พลังงาน อุตสาหกรรม Healthcare และการเงิน ลักษณะสำคัญคือมักไม่ได้เป็นเจ้าของอะไรในระบบนิเวศ AI แต่ได้ประโยชน์จากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ระยะยาว (Heavy Asset, Low Obsolescence หรือ HALO) ธุรกิจเติบโตจากการลงทุน การกู้ยืม และการเติบโตของธีม AI ความเสี่ยงด้านกำไรอาจไม่มาก เพราะมีธุรกิจดั้งเดิมแต่การเติบโตอาจจบลงอย่างรวดเร็วได้ ถ้าการลงทุนชะลอตัว

 

กลุ่มที่สองคือ “คนขายพลั่วและเสียม” ปัจจุบันคือ AI Infrastructure

 

เช่นผู้ผลิตชิปอย่าง NVIDIA, Broadcom, AMD เน้นขายอุปกรณ์ให้ทุกคนที่อยากขุด ไม่สนว่าใครจะชนะใน AI Rush ขอแค่ทุกคนต้องใช้พลั่วก็พอ กลุ่มนี้มีความชัดเจนที่สุดในห่วงโซ่ AI รายได้แน่นอนตราบที่ยังมีผู้ประกอบธุรกิจในธีมอยู่ ความเสี่ยงหลักคือพัฒนาการที่เร่งตัว และกำลังซื้อที่มีความเป็นวัฏจักร เมื่อเทคโนโลยีการขุดเปลี่ยน พลั่วแบบเดิมก็อาจล้าสมัยทันที แต่ธุรกิจจำเป็นต้องลงทุนผลิตไปก่อนหน้า

 

กลุ่มที่สามคือ “เจ้าของเหมือง” อย่าง Hyperscalers มีความได้เปรียบที่เงินทุนและขนาดธุรกิจ

 

สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าสู่สนาม AI ต้องรู้จัก Hyperscalers อย่าง Amazon AWS, Google Cloud, Microsoft Azure ในมุมการเป็นเจ้าของพื้นที่ ลงทุนสร้าง infrastructure ขนาดใหญ่ล่วงหน้า แล้วเก็บค่าเช่าจากทุกคนที่อยากเข้ามาทำธุรกิจ

 

จุดเด่นคล้ายกับผู้ผลิตชิป คือไม่ว่าใครจะชนะหรือแพ้ เจ้าของเหมืองก็ได้ค่าเช่าจากทุกราย บวกด้วย scale และ network effect ที่ใครก็สร้างตามได้ยาก

 

แต่จุดอ่อนสำคัญคือเงินลงทุนที่สูง แรงกดดันจากเศรษฐกิจหรือนโยบายการเงินอาจกระทบรุนแรงกว่ากลุ่มอื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

สุดท้ายคือ AI Model Developer ที่เปรียบเสมือน “เมือง Boomtown”

 

OpenAI, Anthropic และบริษัท Software ที่ฝัง AI ไว้ในผลิตภัณฑ์คือ เมืองและสังคมที่ผุดขึ้นรอบเหมือง เป็นกลุ่มที่สร้างชีวิตให้ระบบนิเวศทั้งหมด การเติบโตสูงที่สุดเพราะทุกกิจกรรมจำเป็นต้องพึ่งพา Model AI แต่โมเดลธุรกิจท้าทายที่สุด

 

เพราะมูลค่าผูกติดกับความสำเร็จของธุรกิจ ถ้าเหมืองรุ่ง เมืองก็รุ่ง ถ้าเหมืองร่วง เมืองก็ร้าง

 

เมื่อเราเข้าใจธุรกิจแล้วก็ได้เวลาที่นักลงทุนต้องรู้วิธีประเมินมูลค่าที่เหมาะสม ผมแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มตามโครงสร้างของรายได้และกำไรในปัจจุบัน

 

กลุ่มที่มีกำไรรองรับพอวัดด้วย P/E และ PEG ได้ คือนักขุดและเจ้าของเหมือง

 

ผมแบ่งการประเมินมูลค่าออกเป็นสองมิติ มูลค่าธุรกิจวัดด้วยระดับ P/E เทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต และมูลค่าของการเติบโต ประเมินด้วยความเบี่ยงเบนจากค่ากลางในปัจจุบัน

 

ข้อมูลในตอนนี้ บอกสถานการณ์ได้บ้าง เช่นกลุ่ม Industrials ที่ซื้อขายบนระดับP/E ราว 31เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ย 10 ปีที่เพียง 20เท่า ถือเป็นจุดที่ต้องระวังมากที่สุด ต่างจากกลุ่ม Healthcare และ Utilities ระดับมูลค่าใกล้เคียงค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ผ่านมา เป็นสัญญาณที่น่าสนใจว่าถ้ามี AI use case ที่ชัดเจนเมื่อไหร่โอกาสปรับตัวขึ้นก็จะสูงขึ้นพร้อมกันทันที

 

สำหรับ Hyperscalers เครื่องมือที่เหมาะที่สุดคือ PEG Ratio หรือ P/E หารด้วยอัตราการเติบโตของกำไร เพราะปัจจุบัน Hyperscalers ซื้อขายที่กรอบ P/E 17-36เท่า สะท้อนว่าเจ้าของเหมืองแต่ละที่มีมูลค่าที่ต่างกันมาก เราจึงควรนำการเติบโตเข้ามาคิดร่วมด้วย โดยระดับ PEG ที่ต่ำกว่า 1 มักเป็นจังหวะที่ให้ผลตอบแทนดีในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า ขณะที่สัญญาณที่บอกว่าแพงเกินไปคือ PEG สูงกว่า 2

 

กลุ่มที่กำไรไม่มั่นคง อาจต้องประเมินด้วย EV/Sales

 

บริษัท AI Model Developers อย่าง OpenAI และ Anthropic อยู่ในช่วงลงทุนสูง DCF หรือ P/E อาจไม่ใช่เครื่องมือที่เชื่อถือได้ เหมาะกว่าคือ EV/Sales หรือมูลค่ากิจการหารด้วยรายได้

 

ในอดีต EV/Sales ของกลุ่ม Software ที่ต่ำกว่า 5เท่า สำหรับบริษัทที่มีการเติบโตของกำไรเกิน 20% ต่อปี มักเป็นจุดที่ให้ผลตอบแทนในอนาคตดีที่สุด ส่วนระดับที่ต้องระวังคือ EV/Sales สูงกว่า 15 เท่าโดยที่โมเดลการทำกำไรไม่ชัดเจน เพราะความเสี่ยงเฉพาะของกลุ่มนี้คือ margin ที่จะบางลงเรื่อย ๆ ตามความเข้มข้นของการแข่งกัน เพราะท้ายที่สุด AI model อาจกลายเป็นเหมือนสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วไปถ้าพัฒนาการเริ่มถึงจุดอิ่มตัว

 

เมื่อเราเข้าใจโครงสร้างทั้งหมดแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะต้องประเมินว่าเราควรลงทุน AI อย่างไรต่อจากนี้

 

ผมมองว่าความต่างคือ Earning แต่ Earning Bubble ก็ยังเป็น Bubble อยู่ดี

 

ความแตกต่างที่สำคัญของฟองสบู่ AI กับฟองสบู่รอบอื่นคือกำไร

 

เช่นยุคปี 2000 เหมือนปีที่มีแต่นักขุด เมื่อกำไรของบริษัท Internet ไม่มาตามนัดทำให้ซื้อขายแพงกว่าความจริงไม่ได้ แต่ปี 2026 เรามีเจ้าของเหมือง อย่าง Hyperscalers ทำให้ตลาดมีทั้งกำไรแท้จริงและการเติบโตที่สูงคอยช่วยพยุงอยู่

 

แต่สิ่งที่เหมือนกันคือภาวะฟองสบู่ของการประเมินมูลค่าธุรกิจโดยรวม

 

เพราะปัจจุบัน มูลค่าที่ตลาดบวกเพิ่มให้หุ้น AI ตั้งแต่ปลายปี 2022 มาถึงตอนนี้สูงถึง 27 ล้านล้านดอลลาร์ แต่มูลค่าของกำไรจริงที่ AI อาจสร้างให้เศรษฐกิจได้ในกรณีฐานอาจมีเพียง 9 ล้านล้านดอลลาร์

 

ช่องว่างนี้ปิดได้ก็จริง แต่ต้องการสมมติฐานเชิงบวกหลายข้อพร้อมกัน ความเสี่ยงจึงไม่ใช่ว่าตลาดจะพังทลายแบบปี 2000 แต่คือตลาดจะต้องลดความคาดหวังลง การลงทุนจะต้องชะลอตัว กำไรอาจไม่เป็นไปตามคาด และรายได้ของBoomtown อาจไม่สูงอย่างที่ตลาดกำลังจินตนาการ

 

ในยุค Gold Rush ปี 1848 นักขุดทองหลายแสนคนทิ้งบ้านมุ่งหน้าสู่แคลิฟอร์เนียด้วยความฝันเดียวกัน แต่คนที่รวยจริงคือคนที่ไม่ได้ขุดทอง แต่เข้าใจว่าระบบนิเวศรอบทองทำงานอย่างไร ยุคตื่น AI ก็เช่นกัน Hyperscaler ที่เป็นเจ้าของเหมืองและ Infrastructure ที่ขายพลั่วให้ทุกคน คือตัวเลือกที่มีกำไรรองรับ และ มูลค่าที่สมเหตุสมผลกว่ากลุ่มอื่น ส่วน AI Modelers ที่กำลังจะเข้าตลาดนั้นน่าติดตาม แต่ต้องเลือกการลงทุนที่สร้างบนพื้นฐานจริง ไม่ใช่เมืองที่สร้างบนความฝัน

 

ความน่ากลัวของ Earning Bubble ไม่ใช่ว่ากำไรไม่มีจริง แต่คือวันที่กำไรเริ่มชะลอตัว ตลาดจะปรับความคาดหวังลงรุนแรงแค่ไหนครับ

 

ภาพ: CHIEW / Shutterstock

The post ยุคตื่น AI เมื่อ Tech Bubble เปลี่ยนเป็น Earning Bubble appeared first on THE STANDARD.

]]>