Opinion – THE STANDARD https://thestandard.co/category/opinion/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 31 Jul 2026 08:13:36 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ถอดรหัสบัญชีรายชื่ออาชีพใหม่ของคนจีน เพื่อดูว่าเศรษฐกิจจีนกำลังไปทางไหน https://thestandard.co/china-new-jobs-economy-future/ Fri, 31 Jul 2026 08:13:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1236857 ภาพคนงานในโรงงานอัจฉริยะของจีน สื่อถึงการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานและอาชีพใหม่

ถ้าเราอยากรู้ว่า ‘อนาคต’ ของเศรษฐกิจจีนกำลังเดินไปทางไห […]

The post ถอดรหัสบัญชีรายชื่ออาชีพใหม่ของคนจีน เพื่อดูว่าเศรษฐกิจจีนกำลังไปทางไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพคนงานในโรงงานอัจฉริยะของจีน สื่อถึงการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานและอาชีพใหม่

ถ้าเราอยากรู้ว่า ‘อนาคต’ ของเศรษฐกิจจีนกำลังเดินไปทางไหน วิธีที่ง่ายและชัดที่สุดอย่างหนึ่งคือลองเปิดดู ‘บัญชีรายชื่ออาชีพใหม่’ ที่รัฐบาลจีนประกาศล่าสุด

 

กระทรวงทรัพยากรมนุษย์และประกันสังคมของจีน (MHRSS) ได้ออกประกาศรายชื่ออาชีพใหม่ 12 อาชีพ และประเภทงานใหม่อีก 22 รายการสำหรับปี 2026 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวครั้งใหญ่ของพญามังกรท่ามกลางคลื่นเทคโนโลยีและโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป

 

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงเรื่อง ‘ไฮเทค’ เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องการบริหารจัดการ “แรงงานสูงวัย” ที่กำลังจะกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในอนาคตของจีนด้วยจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างรวดเร็ว

 

หากพิจารณาจากรายชื่ออาชีพใหม่และประเภทงานใหม่ จะพบ 3 สัญญาณสำคัญที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าตลาดแรงงานจีนไปตลอดกาลครับ

 

สัญญาณแรกคือ การเข้าสู่ยุค ‘Digital Twin’ และ ‘Physical AI’ อาชีพใหม่กลุ่มแรกในประกาศคือ ‘กลุ่มคนทำงานเชื่อมโลกดิจิทัลเข้ากับโลกกายภาพ’ จีนกำลังขยับจากการเป็น ‘โรงงานของโลก’ แบบเดิม ไปสู่การเป็น ‘โรงงานอัจฉริยะ’ ที่ตัวโรงงานตั้งอยู่ทั้งในโลกกายภาพและโลกเสมือนพร้อมกัน

 

อาชีพใหม่ที่น่าสนใจมากคือ ‘เจ้าหน้าที่เทคนิควิศวกรรมดิจิทัลทวิน’ (Digital Twin Engineering Technicians) หน้าที่ของพวกเขาคือการสร้างแบบร่างจำลองของสิ่งของในโลกจริงขึ้นมาในคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นโรงงาน สะพาน หรือโครงข่ายท่อระบายน้ำในเมือง เพื่อจำลองสถานการณ์และแก้ไขปัญหาก่อนที่จะมีปัญหาเกิดขึ้นจริงในโลกกายภาพ

 

นอกจากนี้ ในรายการยังมีอาชีพ ‘เจ้าหน้าที่เทคนิคการเทรนหุ่นยนต์’ (Embodied AI Robot Application Technicians) คนในอาชีพนี้ต้องทำหน้าที่ฝึกสอนให้หุ่นยนต์เข้าใจโลกทางกายภาพ เช่น การแยกแยะพัสดุในโกดัง หรือการปรับตัวให้เข้ากับฝูงชนในห้างสรรพสินค้า

 

สัญญาณนี้ชัดเจนมากครับว่า จีนไม่ได้มองดิจิทัลเป็นเพียงเรื่องของ ‘ซอฟต์แวร์’ อีกต่อไป แต่คือการนำเทคโนโลยีมาพลิกโฉมกระบวนการผลิตและบริการใหม่ทั้งหมดโดยการเชื่อมโลกเสมือนเข้ากับโลกกายภาพ

 

สัญญาณที่สองคือ การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของ ‘เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ’ (Low Altitude Economy) และ ‘เศรษฐกิจสีเงิน’ (Silver Economy)

 

ในรายการอาชีพใหม่ปี 2026 เราเริ่มเห็นอาชีพอย่างพนักงานโลจิสติกส์การบินต่ำ และผู้จัดการระบบเครือข่ายอัจฉริยะสำหรับการบินต่ำ ซึ่งเป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับยุคโดรนส่งสินค้าและแท็กซี่บินได้

 

ส่วน ‘อุตสาหกรรมสีเขียว’ ก็มาแรงไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในสายงานที่เกี่ยวกับ ‘ไฮโดรเจน’ ทั้งการผลิตเซลล์เชื้อเพลิงและการควบคุมระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ ซึ่งสอดคล้องกับแผนพลังงานระยะยาวของประเทศจีน

 

แต่ที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือการเกิดขึ้นของอาชีพใหม่ ‘นักออกแบบเพื่อการปรับปรุงพื้นที่สำหรับผู้สูงอายุ’ นี่คือตัวอย่างรูปธรรมของการที่จีนพยายามเปลี่ยน ‘วิกฤตสังคมสูงวัย’ ให้กลายเป็น ‘โอกาสทางเศรษฐกิจ’ หรือคือการสร้างงานใหม่ใน ‘Silver Economy’ นั่นเอง

 

สัญญาณที่สามจากประกาศใหม่ของรัฐบาลจีนคือ การคุ้มครองแรงงานสูงวัย ท่ามกลางการเปิดตัวอาชีพไฮเทค จีนยังได้ประกาศใช้กฎระเบียบใหม่เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของแรงงานที่เกินเกณฑ์เกษียณอายุ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา

 

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมจีนต้องหันมาให้ความสำคัญกับคนกลุ่มนี้? เหตุผลตรงไปตรงมาก็คือ จีนต้องการดึงดูดให้ผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดี (กลุ่ม “Young-old” ประมาณ 150 ล้านคน) กลับเข้าสู่ตลาดแรงงานอีกครั้ง โดยรัฐบาลมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยน ‘ภาระทางสวัสดิการ’ ให้กลายเป็น ‘พลังการผลิตใหม่’ เพื่อเพิ่มรายได้และการบริโภคให้คนกลุ่มนี้

 

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ การบังคับให้บริษัทต้องทำสัญญาจ้าง มีสวัสดิการ และจ่ายค่าจ้างไม่ต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำให้แรงงานสูงวัย ไม่ได้มีไว้เพื่อคุ้มครองคนแก่เท่านั้น แต่ยังมีเป้าหมายเพื่อปกป้องพื้นที่งานของคนหนุ่มสาวด้วย

 

ลองคิดดูนะครับ ถ้าบริษัทจ้างคนเกษียณได้ในราคาถูกมากโดยไม่มีสวัสดิการ ตลาดจะเลือกจ้างแต่คนแก่จนเบียดบังโอกาสของคนรุ่นใหม่ ดังนั้น การเพิ่มต้นทุนการจ้างผู้สูงอายุ จึงเป็นการสร้างจุดสมดุล (Balance Point) ไม่ให้ต้นทุนการจ้างผู้สูงอายุกับหนุ่มสาวแตกต่างกันเกินไปด้วย

 

ดังนั้น จากภาพรวมของอาชีพใหม่และกฎระเบียบแรงงานใหม่ข้างต้น จึงส่งสัญญาณสำคัญ 3 ประการกล่าวคือ จีนกำลังก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ผสานกายภาพกับโลกเสมือน อุตสาหกรรมใหม่ๆ อย่างโดรนและ AI กำลังลงลึกไปถึงระดับทักษะเฉพาะทางใหม่ๆ และจีนกำลังเตรียมระบบนิเวศเพื่อรองรับ ‘สังคมสูงวัย’ อย่างเป็นระบบ ทั้งในฐานะผู้บริโภคและแรงงานศักยภาพสูง

 

บัญชีอาชีพใหม่ของจีนจึงเป็นการส่งสัญญาณถึงภาคการศึกษาและตลาดแรงงานทั้งระบบว่า อาชีพเก่าหลายๆ อย่างกำลังค่อยๆ หายไป แต่ก็กำลังมีอาชีพใหม่ๆ เกิดขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

 

กุญแจสำคัญคือระบบการศึกษาปรับตัวได้ทันในการผลิตคนป้อนเข้าสู่อาชีพใหม่ๆ เหล่านี้หรือไม่ และคนในอาชีพเดิมเองพร้อมเรียนรู้ใหม่เพื่อคว้าโอกาสในอาชีพใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นหรือไม่ ที่สำคัญ นี่ยังเป็นโอกาสใหม่สำหรับ ‘แรงงานผู้สูงวัย’ ด้วยในการหวนกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานอีกครั้ง โดยใช้ประโยชน์จากเครื่องมือเทคโนโลยีมากมายในยุคปัจจุบันที่จะช่วยให้ทำงานได้ง่ายแม้กำลังวังชาจะอ่อนแรงลง เพียงอยู่ที่ว่าผู้สูงวัยเหล่านี้พร้อมที่จะเรียนรู้และเริ่มต้นใหม่อีกครั้งหรือไม่

 

ภาพ: REUTERS / Go Nakamura

The post ถอดรหัสบัญชีรายชื่ออาชีพใหม่ของคนจีน เพื่อดูว่าเศรษฐกิจจีนกำลังไปทางไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Vibes Lab Parfums เล่าแบรนด์ด้วย ‘กลิ่น’ สิ่งที่คนมองไม่เห็น แต่สื่อสารได้ดีที่สุด https://thestandard.co/vibes-lab-parfums/ Fri, 31 Jul 2026 08:08:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1236830 Vibes Lab Parfums เล่าแบรนด์ด้วย ‘กลิ่น’ สิ่งที่คนมองไม่เห็น แต่สื่อสารได้ดีที่สุด

หลายครั้ง สิ่งที่ติดอยู่ในความทรงจำ อาจไม่ใช่ภาพ เสียง […]

The post Vibes Lab Parfums เล่าแบรนด์ด้วย ‘กลิ่น’ สิ่งที่คนมองไม่เห็น แต่สื่อสารได้ดีที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Vibes Lab Parfums เล่าแบรนด์ด้วย ‘กลิ่น’ สิ่งที่คนมองไม่เห็น แต่สื่อสารได้ดีที่สุด

หลายครั้ง สิ่งที่ติดอยู่ในความทรงจำ อาจไม่ใช่ภาพ เสียง หรือบทสนทนา
แต่เป็น “กลิ่น” ที่ทำให้เรานึกถึงสิ่งนั้นได้ทันที

 

นั่นคือเหตุผลที่ Vibes Lab Parfums เชื่อว่า กลิ่นไม่ใช่เพียงองค์ประกอบที่สร้างบรรยากาศ
แต่เป็นอีกหนึ่งภาษาที่ช่วยสื่อสารตัวตนของแบรนด์

 

เมื่อกลิ่น กลายเป็นภาษาของแบรนด์

 

จากความสนใจด้านการตลาดและการสร้างแบรนด์ คุณภรรธน์ ปิลันธนากุล มองเห็นว่าแม้ต่างประเทศจะใช้ “กลิ่น” เป็นเครื่องมือทางการตลาดอย่างแพร่หลาย แต่ในประเทศไทยยังมีผู้เล่นไม่มาก จึงตัดสินใจศึกษาต่อด้าน Aromachology & Perfumery ที่เมืองกราสส์ ประเทศฝรั่งเศส ก่อนก่อตั้ง Vibes Lab Parfums ในฐานะ “Creator of Vibes” เพื่อเพิ่มคุณค่าให้แบรนด์ผ่านกลิ่นในระดับจิตใต้สำนึก 

 

สำหรับ Vibes Lab Parfums กลิ่นไม่ใช่เครื่องมือที่ใช้ปั๊มยอดขาย แต่เป็นส่วนหนึ่งของ Brand Communication ที่ช่วยสร้างประสบการณ์ ทำให้ผู้บริโภคจดจำแบรนด์ ได้อย่างแม่นยำ และช่วยส่งสารของแบรนด์ไปถึงใจผู้คนได้ชัดเจนกว่าเดิม

 

Vibes Lab Parfums เล่าแบรนด์ด้วย ‘กลิ่น’ สิ่งที่คนมองไม่เห็น แต่สื่อสารได้ดีที่สุด

ทุกแบรนด์มีตัวตนอยู่แล้ว หน้าที่ของ Vibes Lab Parfums คือการถอดรหัส

 

ก่อนออกแบบกลิ่น Vibes Lab Parfums จะวิเคราะห์ทั้ง Corporate Identity และ Brand Archetype เพื่อพัฒนา “กลิ่นเฉพาะของแบรนด์” ที่สะท้อนตัวตนของแต่ละธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นโชว์รูมรถยนต์ ร้านแว่นตา หรือธุรกิจในอุตสาหกรรมต่าง ๆ



ด้วยเหตุนี้ ศาสตร์ของ Scent Marketing จึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือ
ในการสร้างประสบการณ์และอัตลักษณ์ของแบรนด์

 

Vibes Lab Parfums เล่าแบรนด์ด้วย ‘กลิ่น’ สิ่งที่คนมองไม่เห็น แต่สื่อสารได้ดีที่สุด

พบกับ คุณภรรธน์ ปิลันธนากุล Founder of Vibes Lab Parfums
ที่งาน The Secret Sauce Summit 2026: The Age of Builders

🎟 ดูรายละเอียดและซื้อบัตรคลิก

The post Vibes Lab Parfums เล่าแบรนด์ด้วย ‘กลิ่น’ สิ่งที่คนมองไม่เห็น แต่สื่อสารได้ดีที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไต้หวันในสายตาทรัมป์: ‘สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์’ หรือ ‘ไพ่’ บนโต๊ะเจรจากับปักกิ่ง https://thestandard.co/trump-taiwan-asset-chip-china/ Wed, 29 Jul 2026 12:11:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1236214 โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนอยู่หน้าธงชาติสหรัฐอเมริกาและธงชาติไต้หวัน

บทความนี้วิเคราะห์ความแตกต่างสำคัญในมุมมองของโดนัลด์ ทร […]

The post ไต้หวันในสายตาทรัมป์: ‘สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์’ หรือ ‘ไพ่’ บนโต๊ะเจรจากับปักกิ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนอยู่หน้าธงชาติสหรัฐอเมริกาและธงชาติไต้หวัน

บทความนี้วิเคราะห์ความแตกต่างสำคัญในมุมมองของโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อไต้หวัน เมื่อเทียบกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนอื่น ๆ โดยเน้นย้ำว่าทรัมป์แทบไม่เคยพูดถึงไต้หวันในเชิงอุดมการณ์ ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวทางนโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในอนาคต

 

หนึ่งในประโยคที่น่าสนใจที่สุดหลังการพบกันระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์และสีจิ้นผิงที่ปักกิ่งเมื่อกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา คือคำกล่าวของทรัมป์ในการให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า

 

“ตอนนี้ผมเข้าใจเรื่องไต้หวันดีที่สุดแล้ว”

 

ทรัมป์เล่าว่า เขาใช้เวลาพูดคุยกับสีจิ้นผิงเกี่ยวกับไต้หวันตลอดทั้งค่ำ และหลังจากการสนทนาดังกล่าว เขาเชื่อว่าตนเองเข้าใจประเด็นนี้อย่างลึกซึ้งกว่าที่เคย

 

สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงว่าทรัมป์เข้าใจอะไร แต่คือ “เขาเข้าใจเรื่องนี้ในแบบของทรัมป์” ต่างหาก

 

เพราะเมื่อพิจารณาจากคำให้สัมภาษณ์และท่าทีต่างๆ ของทรัมป์ จะเห็นว่าทรัมป์ไม่ได้มองไต้หวันผ่านกรอบอุดมการณ์แบบที่ชนชั้นนำทางนโยบายต่างประเทศของวอชิงตันจำนวนมากมักใช้ หากแต่มองผ่านเลนส์ของผลประโยชน์ การต่อรอง และดุลอำนาจระหว่างมหาอำนาจ

 

สิ่งแรกที่ทรัมป์เข้าใจคือ เส้นแดงของจีนคืออะไร หลังการหารือกับสีจิ้นผิง ดูเหมือนทรัมป์จะเข้าใจอย่างชัดเจนว่า สำหรับปักกิ่งแล้ว ไม่มีประเด็นใดสำคัญไปกว่าไต้หวัน สำหรับผู้นำจีน ไม่ว่าจะเป็นเหมาเจ๋อตง เติ้งเสี่ยวผิง เจียงเจ๋อหมิน หูจิ่นเทา หรือสีจิ้นผิง ต่างถือหลักการเดียวกันว่า ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน และการประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการของไต้หวันถือเป็นเส้นแดงที่ห้ามก้าวข้าม

 

ในมุมมองของปักกิ่ง ความขัดแย้งทางการค้า ความขัดแย้งด้านเทคโนโลยี การคว่ำบาตร หรือแม้แต่สงครามภาษี ล้วนเป็นเรื่องที่สามารถเจรจาต่อรองได้ แต่เรื่องไต้หวันไม่ใช่ เพราะไต้หวันเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอธิปไตย ความชอบธรรมของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และการฟื้นฟูความเจริญรุ่งเรืองของชาติจีน

 

ทรัมป์ยังเข้าใจเรื่องไต้หวันต่างจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนอื่นๆ ความแตกต่างสำคัญระหว่างทรัมป์กับนักการเมืองอเมริกันจำนวนมาก คือทรัมป์แทบไม่เคยพูดถึงไต้หวันในเชิงอุดมการณ์เลย

 

เราไม่เคยเห็นทรัมป์อธิบายว่า สหรัฐฯ ต้องปกป้องไต้หวันเพราะเป็นประชาธิปไตย หรือชาวไต้หวันต้องเป็นผู้กำหนดอนาคตของตนเอง หรือว่าศึกนี้คือการต่อสู้ระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการ

 

ในสายตาของทรัมป์ ไต้หวันไม่ได้เป็นสัญลักษณ์ของสงครามคุณค่า (values) ระหว่างโลกเสรีกับโลกอำนาจนิยม แต่เป็น “สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์” หรือ “ไพ่” ใบหนึ่งบนโต๊ะเจรจากับปักกิ่ง

 

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ตรงไปตรงมาบนเครื่องบินขากลับจากปักกิ่งว่า การอนุมัติหรือไม่อนุมัติการขายอาวุธให้ไต้หวัน เป็นไพ่ที่ควรเก็บไว้ใช้ และเขายังไม่บอกหรอกว่าจะออกหัวหรือก้อย

 

ประโยคดังกล่าวสะท้อนวิธีคิดแบบนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มากกว่านักอุดมการณ์ เพราะสำหรับทรัมป์ ทุกอย่างสามารถกลายเป็นเครื่องมือในการต่อรองได้

 

เอาเข้าจริงแล้ว ทรัมป์เข้าใจหลักการของสหรัฐฯ เกี่ยวกับประเด็นไต้หวันที่เรียกกันว่า “ยุทธศาสตร์แห่งความคลุมเครือ” (Strategic Ambiguity) ได้ดีทีเดียว และเขาใช้ประโยชน์จากการที่เขาเป็นคนคาดเดาได้ยากและพร้อมกลับไปกลับมาตลอด

 

“ยุทธศาสตร์แห่งความคลุมเครือ” เป็นนโยบายต่อเนื่องมาทุกรัฐบาลอเมริกัน กล่าวคือ สหรัฐฯ จะไม่บอกอย่างชัดเจนว่าจะส่งทหารเข้าไปปกป้องไต้หวันหรือไม่ หากจีนใช้กำลังทางทหาร

 

ความคลุมเครือนี้มีเป้าหมายสองด้านพร้อมกัน ด้านแรก คือเพื่อยับยั้งไต้หวันไม่ให้ประกาศเอกราช เพราะไทเปไม่สามารถมั่นใจได้ว่าสหรัฐฯ จะเข้ามาช่วยอย่างแน่นอน แต่ในขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่ง ก็ยับยั้งจีนไม่ให้ใช้กำลังเพื่อรวมชาติด้วยเช่นกัน เพราะปักกิ่งก็ไม่สามารถมั่นใจได้เหมือนกันว่าสหรัฐฯ จะไม่เข้ามาแทรกแซงทางการทหาร ความไม่แน่นอนจึงกลายเป็นกลไกสร้างเสถียรภาพตลอดมา

 

ทรัมป์ดูจะเข้าใจตรรกะนี้เป็นอย่างดี แถมยกระดับความคลุมเคลือนี้จากระดับนโยบายของสหรัฐฯ มาที่ตัวเขาเพียงผู้เดียว เขาบอกผู้สื่อข่าวว่า คนเพียงคนเดียวที่รู้ว่าสหรัฐฯ จะช่วยไต้หวันหรือไม่ หากจีนบุกไต้หวัน ก็คือตัวเขาเอง

 

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ สิ่งที่ปักกิ่งต้องการจากวอชิงตันมาโดยตลอด จีนต้องการให้สหรัฐฯ ประกาศอย่างชัดเจนว่า “ต่อต้าน” การประกาศเอกราชของไต้หวัน แต่ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา วอชิงตันใช้ถ้อยคำที่ระมัดระวังกว่านั้น นั่นคือ “ไม่สนับสนุน” การประกาศเอกราชของไต้หวัน

 

แม้ดูคล้ายกัน แต่ในทางการทูตมีความแตกต่างอย่างมาก “ไม่สนับสนุน” หมายถึงไม่ส่งเสริม แต่ยังมองว่าเป็นทางเลือกของไทเปเองว่าจะเลือกอย่างไร แต่ “ต่อต้าน” หมายถึงพร้อมจะขัดขวางหากไทเปเลือกทางประกาศเอกราช

 

สิ่งที่ทรัมป์พูดครั้งนี้จึงถือว่ามีน้ำหนักมากขึ้นในระดับหนึ่ง เมื่อเขากล่าวว่า หากไต้หวันประกาศเอกราช เขาจะ “ไม่ happy” แน่นอนว่านี่ยังไม่ใช่คำว่า “ต่อต้าน” ตามที่ปักกิ่งต้องการ แต่ก็ไม่ใช่เพียงการกล่าวว่า “ไม่สนับสนุน” กล่าวอีกนัยหนึ่ง จีนอาจยังไม่ได้สิ่งที่ต้องการทั้งหมด แต่ก็ได้รับสัญญาณเชิงบวกบางส่วนจากทรัมป์

 

ทรัมป์ยังกล่าวยืนยันกับผู้สื่อข่าวว่า ในช่วงสามปีที่เหลือของรัฐบาลผม จะไม่มีสงครามไต้หวัน แต่เขาก็กล่าวต่อว่า เขาไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น

 

คำพูดดังกล่าวน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะหากตีความในเชิงยุทธศาสตร์ นี่อาจไม่ใช่เพียงการพูดถึงไต้หวันแต่เป็นการส่งสัญญาณถึงภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทรัมป์พยายามผลักดันให้กำลังการผลิตชิปขั้นสูงย้ายจากเอเชียกลับไปยังสหรัฐฯ โดยเฉพาะรัฐแอริโซนา หากทุกคนเชื่อตามทรัมป์ว่าช่วงเวลาสามปีข้างหน้าจะเป็นช่วงปลอดภัยจากความขัดแย้งใหญ่ ก็เท่ากับเป็นหน้าต่างเวลาให้บริษัทต่างๆ ย้ายฐานการผลิตและสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ในอเมริกา ทรัมป์ถึงกับกล่าวว่า ภายในช่วงเวลาดังกล่าว อุตสาหกรรมชิปส่วนใหญ่จะไหลกลับเข้าสหรัฐฯ

 

หากมองจากมุมนี้ คำพูดเรื่อง “สามปีแห่งสันติภาพ” จึงอาจมีความหมายต่อการปรับตัวของซัพพลายเชนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไม่แพ้ความหมายทางการทหารเลยครับ

 

ภาพ: tunasalmon via ShutterStock, REUTERS / Evan Vucci

The post ไต้หวันในสายตาทรัมป์: ‘สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์’ หรือ ‘ไพ่’ บนโต๊ะเจรจากับปักกิ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Codec Creation การตลาดสาย Emotion ฟื้นความทรงจำวัยเด็ก https://thestandard.co/codec-creation-emotion/ Sat, 25 Jul 2026 09:02:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1235048 PHOTO ALBUM - Codec Creation TSS Summit BKK

แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน แต่เพียงได้เห็น “ตัวการ์ตูน” บ […]

The post Codec Creation การตลาดสาย Emotion ฟื้นความทรงจำวัยเด็ก appeared first on THE STANDARD.

]]>
PHOTO ALBUM - Codec Creation TSS Summit BKK

แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน แต่เพียงได้เห็น “ตัวการ์ตูน” บางตัว เรากลับนึกถึงช่วงเวลาหนึ่งในวัยเด็กได้ทันที

 

นั่นคือเหตุผลที่ Codec Creation เชื่อว่า ตัวการ์ตูน ที่ดี ไม่ใช่แค่ตัวที่น่ารัก แต่ต้องเป็นตัวที่มีเรื่องราว มีความหมาย และสามารถเชื่อมโยงกับผู้คนได้ จนกลายเป็นความทรงจำที่อยากพกติดตัวไปในทุกช่วงวัย

 

Character ที่คนรัก ต้องมีเรื่องราวให้คนผูกพัน

 

คุณทอย–กรชนก ตรีวิทยานุรักษ์ หนึ่งใน Builder ของงาน The Secret Sauce Summit 2026 เริ่มต้นจากการมองเห็นว่า สินค้าที่บริษัทผลิตในเวลานั้น แม้จะน่ารัก แต่กลับไม่มีเรื่องราวรองรับ เธอจึงเสนอให้ธุรกิจของครอบครัวเปลี่ยนมาทำ Character IP ที่มีแฟนคลับและเรื่องราวของตัวเองแทน จนนำไปสู่การได้ลิขสิทธิ์ Moomin ซึ่งกลายเป็น Character ที่สร้างยอดขายสูงที่สุดของบริษัทมาจนถึงทุกวันนี้ 

 

แต่ความสำเร็จก็ไม่ได้เกิดขึ้นทุกครั้ง เมื่อเธอเลือก Character ตามกระแสโดยที่ตัวเองไม่ได้อิน ผลลัพธ์กลับไม่เป็นอย่างที่คาด



บทเรียนครั้งนั้นทำให้เธอค้นพบว่า การเลือก IP ไม่สามารถอาศัยเพียงความนิยมของตลาด แต่ต้องเริ่มจากความเข้าใจและความเชื่อที่มีต่อ Character นั้นจริงๆ

 

จากการขายความน่ารัก สู่การขาย “เรื่องราว”

 

ในช่วงวิกฤตโควิด คุณทอยเริ่มเล่าเรื่อง Character ผ่าน TikTok จนเกิดคลิปไวรัลที่ทำให้ผู้คนกลับมารู้จัก Codec Creation อีกครั้ง
และ Character ที่เคยขายไม่ดี กลับได้รับความนิยม เพราะผู้คนไม่ได้เลือกซื้อเพียงความน่ารักอีกต่อไป แต่เลือกซื้อเพราะรู้สึกเชื่อมโยงกับเรื่องราวของตัวละครเหล่านั้น

 

Codec Creation ไม่ได้กำลังสร้างเพียงตัวการ์ตูนลิขสิทธื์
แต่กำลังสร้าง “A Path Back to Everyone’s CHILDHOOD.”
พบกับ คุณทอย Founder of Codec Creation
ที่งาน The Secret Sauce Summit 2026: The Age of Builders

 

The Secret Sauce Summit 2026: The Age of Builders

The post Codec Creation การตลาดสาย Emotion ฟื้นความทรงจำวัยเด็ก appeared first on THE STANDARD.

]]>
The East Palace คนเล่นของฉบับเกาหลี ที่ไม่ได้มีดีแค่ฉากแอ็กชัน https://thestandard.co/the-east-palace-korean-occult/ Sat, 25 Jul 2026 07:46:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1235020 ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ The East Palace แสดงตัวละครหลักชายหญิงในชุดย้อนยุคท่ามกลางบรรยากาศลึกลับ

*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาซีรีส์*     ในช่ […]

The post The East Palace คนเล่นของฉบับเกาหลี ที่ไม่ได้มีดีแค่ฉากแอ็กชัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ The East Palace แสดงตัวละครหลักชายหญิงในชุดย้อนยุคท่ามกลางบรรยากาศลึกลับ

*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาซีรีส์*

 

ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ The East Palace แสดงตัวละครหลักชายหญิงในชุดย้อนยุคท่ามกลางบรรยากาศลึกลับ 1

 

ในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา ปรากฏการณ์ความนิยมในเรื่องคนทรงและไสยเวทเกาหลีมีมาให้เห็นกันเรื่อยๆ หลังจากความสำเร็จระดับปรากฏการณ์ของ Exhuma บนจอเงิน หรือรายการเรียลลิตีอย่าง Battle of Fates, Possessed Love ก็ช่วยผลักดันให้เรื่องลี้ลับสไตล์เกาหลีหรือ K-Occult กลายเป็น Soft Power ระลอกใหม่ที่ทรงพลัง อาจจะเพราะผู้ชมทั่วโลกเริ่มเบื่อหน่ายกับพล็อตซอมบี้หรือสัตว์ประหลาดสไตล์ ฮอลลีวูด K-Content จึงขุดนำเอาวัฒนธรรมและพิธีกรรมพื้นบ้านมาปัดฝุ่น ปรับลุคให้ร่วมสมัยกลายเป็นวัตถุดิบชั้นดีตอบโจทย์รสนิยมเสพความ Exotic ของคนรุ่นใหม่และตลาด Streaming ทั่วโลกได้อย่างตรงจุด

 

The East Palace ก็เดินตามสูตรนั้น และทำถึงจนหลายเรื่องในโลกออนไลน์พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าดูได้ 8 ตอนรวดไม่มีอ่อม ทั้งตื่นเต้นไปกับฉากแอ็กชันฟันดาบ บรรยากาศอึมครึม และซีจีระดับฮอลลีวูด สอดแทรกเรื่องราวความบิดเบี้ยวเน่าเฟะในจิตใจมนุษย์ได้ลงตัว

 

เรื่องราวของ The East Palace เริ่มต้นขึ้นในตำหนักบูรพา ซึ่งควรจะเป็นสถานที่ประทับของรัชทายาท แต่กลับกลายเป็นจุดศูนย์กลางของคำสาปอันสยดสยอง เมื่อรัชทายาทองค์ปัจจุบันประชวรด้วยโรคประหลาดที่แพทย์หลวงไม่สามารถรักษาได้ นำไปสู่การดึงตัว กูชอน (นัมจูฮยอก) คนทรงที่สามารถมองเห็นมิติวิญญาณให้เข้ามาสืบหาความจริง

 

ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ The East Palace แสดงตัวละครหลักชายหญิงในชุดย้อนยุคท่ามกลางบรรยากาศลึกลับ 2

 

การไขปริศนาครั้งนี้กูชอนต้องร่วมมือกับแซงกัง (โนยุนซอ) องค์หญิงผู้มีสัมผัสพิเศษ และต้องเผชิญหน้ากับเกมการเมืองอันเลือดเย็นของกษัตริย์ผู้ทรงอำนาจ (โชซึงอู) ที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อรักษาบัลลังก์ ยิ่งกูชอนและแซงกังสืบลึกลงไปในพระราชวังมากเท่าไร พวกเขาก็ยิ่งพบว่าสิ่งอสูรที่รังควานวังหลวงแห่งนี้ ไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมที่หลุดมาจากนรกโดยไร้สาเหตุ แต่เป็นผลผลิตจากการทำพิธีไสยเวทดำและการสังเวยชีวิตผู้บริสุทธิ์นับร้อยเมื่อ 30 ปีก่อน

 

ประเด็นหลักของ The East Palace คือ ‘คนเรานี่แหละคือปีศาจที่แท้จริง’ โดยชี้ให้เห็นว่า ความน่ากลัวของผีและปีศาจในเรื่องเป็นเพียงแค่ “ผลลัพธ์” แต่ “ต้นเหตุ” ที่แท้จริงมาจากความเน่าเฟะของมนุษย์ ผู้มีอำนาจยอมกลายเป็น “คนเล่นของ” ใช้ไสยศาสตร์ดำสังเวยชีวิตผู้บริสุทธิ์ เพียงเพื่อรักษาตำแหน่งของตัวเอง แม้แต่ตัวละครในเรื่องยังพูดอยู่ซ้ำๆ ว่าใครคือปีศาจที่ยังมีชีวิต โดยการตามติดไขความลับของกูชอนและแซงกังก็เหมือนการปอกเปลือกไปทีละชั้นให้เห็นธาตุแท้ของมนุษย์ พร้อมๆ กับการทำความรู้จักประเภทของผีและปีศาจจนเหมือนเป็นพจนานุกรมผีเกาหลีเลยทีเดียว

 

ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ The East Palace แสดงตัวละครหลักชายหญิงในชุดย้อนยุคท่ามกลางบรรยากาศลึกลับ 3

 

เอาเข้าจริงถึงแม้ผีและสัตว์ประหลาดในเรื่องจะเป็นผีเฉพาะถิ่นตามความเชื่อของเกาหลีโบราณ แต่ ซีรีส์ แก้โจทย์ดี ด้วยการใช้ความอาฆาตแค้น (Han) เป็นสื่อกลางหลักในการเล่าเรื่อง อย่างการนำเรื่องราวของวอนกวีและอักกวี ผีที่สั่งสมความคลั่งแค้นที่เป็นภาษาสากลให้คนดูรู้สึกอินตามได้ไม่ยาก ขณะเดียวกันก็ตีความกวีแมหรือผีจากพลังธรรมชาติออกมาเป็นเจ้ากอม็อกซารี มีทั้งความน่ารักตะมุตะมิและสยองขวัญแบบดาร์กๆ จนคนในโลกออนไลน์ตั้งฉายาให้ว่า Labubu แห่งโลกวิญญาณ และกลายเป็นมาสคอตที่สร้างความจดจำให้ ซีรีส์ เรื่องนี้ได้อย่างดีเยี่ยม

 

ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ The East Palace แสดงตัวละครหลักชายหญิงในชุดย้อนยุคท่ามกลางบรรยากาศลึกลับ 4

 

ส่วนด้านเทคนิค ต้องยอมรับว่าทีมสร้างสอบผ่านระดับท็อปฟอร์ม Special Effects ทำออกมาได้เนียนตาและมีรสนิยม อย่างในฉากมิติวิญญาณและการออกแบบการเคลื่อนไหวของสัตว์ประหลาดก็ผ่านการออกแบบมาอย่างดี รวมถึง Sound Design ทำออกมาได้อึมครึม สร้างความอึดอัดและกดดันแถมใส่เพลงร็อกเข้ามาในซีรีส์เกาหลีย้อนยุคได้แบบไม่รู้สึกติดขัด

 

ที่สำคัญที่สุดคือการเดินเรื่องที่รวดเร็ว ฉับไว ไม่เสียเวลาไปกับฉากดราม่า พอผ่านช่วงปูกฎเกณฑ์ของโลกวิญญาณในตอนแรกๆ ไปได้ เรื่องก็อัดสปีดความเข้มข้น ลำดับภาพและทิ้งท้ายตอนได้อย่างชาญฉลาด จนกลายเป็นงานที่หยุดดูไม่ได้

 

ส่วนด้านการแสดง ถือเป็นการคัมแบ็กที่ท็อปฟอร์มมากของนัมจูฮยอกในบทกูวอน โดยเฉพาะฉากแอ็กชันฟันดาบได้ดุดัน สวยงาม มาพร้อมความกวนนิดๆ กลายเป็นเคมีที่เข้ากันได้ดีกับโนยุนซอ ในบทแซงกังคาแรกเตอร์องค์หญิงหัวขบถดู ซีเรียส จริงจัง แต่เป็นเคมีที่สมดุล ที่สำคัญบทไม่เสียเวลากับเลิฟไลน์ให้ดูรุงรัง แต่เน้นไปที่ความเข้าอกเข้าใจของคนที่ต้องแบกรับชะตากรรมร่วมกันมากกว่า และที่จะไม่พูดถึงไม่ได้คือโชซึงอู ในบทพระราชาที่ทำให้ซีรีส์มี น้ำหนัก และน่าเกรงขามเป็นภาพสะท้อนความเป็นมนุษย์ที่คนดูก็ถูกตั้งคำถามว่าถึงความดีความชั่วของมนุษย์สีเทาเข้มคนนี้อยู่เหมือนกัน

 

ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ The East Palace แสดงตัวละครหลักชายหญิงในชุดย้อนยุคท่ามกลางบรรยากาศลึกลับ 5

 

โดยภาพรวม แม้ประเด็นหลักของ The East Palace จะเหมือนการผลิตซ้ำเรื่องเดิมที่เห็นบ่อยในซีรีส์เกาหลี แต่ก็ถือว่าสอดแทรกไอเดียเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องผีได้อย่างมีชั้นเชิง ตอบโจทย์ทั้งความบันเทิงด้วย SFX คุณภาพสูง การเดินเรื่องที่กระชับ และการแสดงอันทรงพลังของทีมนักแสดง เป็นซีรีส์อีกเรื่องของปีนี้ที่เราคงตั้งตารอดูซีซันต่อไป

 

 

 

ภาพ: Netflix

The post The East Palace คนเล่นของฉบับเกาหลี ที่ไม่ได้มีดีแค่ฉากแอ็กชัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นชิปเข้าตลาดหมี นักลงทุนควรหนีหรือสู้ https://thestandard.co/chip-stocks-bear-market-strategies/ Sat, 25 Jul 2026 05:30:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1234945 หมีที่สร้างจากชิปคอมพิวเตอร์ AI กำลังปีนป่าย

ตลาดหุ้นกลางปี 2026 กลายเป็นหนึ่งในช่วงที่ความผันผวนพุ่ […]

The post หุ้นชิปเข้าตลาดหมี นักลงทุนควรหนีหรือสู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมีที่สร้างจากชิปคอมพิวเตอร์ AI กำลังปีนป่าย

ตลาดหุ้นกลางปี 2026 กลายเป็นหนึ่งในช่วงที่ความผันผวนพุ่งสูงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ และศูนย์กลางของความปั่นป่วนทั้งหมด คือหุ้น Semiconductor

 

ดัชนีที่สะท้อนความผันผวนได้ดีที่สุดคือ Philadelphia Semiconductor (SOX) ที่เข้าโหมดกระทิงทะยานขึ้นจากเดือนมีนาคมกว่า 105% ไปทำจุดสูงสุดใหม่เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ก่อนจะพลิกร่วงลงเกิน 20% ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน เข้าสู่ภาวะตลาดหมีด้วยความเร็วสูงไม่แพ้ขาขึ้น

 

สำหรับนักลงทุนไทย คำถามที่เราควรหาคำตอบจึงไม่ใช่แค่ว่า “ตลาดหมี AI เกิดขึ้นแล้วจริงหรือไม่” แต่ควรมองให้ไกล ไปถึงการวางกลยุทธ์ รู้เท่าทันความผันผวนที่สูงผิดปกติในรอบนี้ครับ

 

เรื่องแรกที่ต้องเข้าใจคือเหตุผลของ Chip Bear Market ในรอบนี้ไม่ได้เกิดจากพื้นฐานที่แย่ลง หรือการเติบโตไม่มาตามคาด แต่เกิดจากแรงขายทำกำไรหลังตลาดปรับตัวขึ้นแรงผิดปรกติ

 

จุดที่ต้องเน้นคือ ‘จังหวะ’ ตลาดหมีเกิดขึ้นหลังจากที่ดัชนีพุ่งขึ้นกว่าเท่าตัว กำไรเติบโตสูงกว่า 50-100% จากปีก่อน และแม้ราคาจะปรับลงแล้ว ดัชนี SOX ก็ยังบวกอยู่กว่า 65% นับจากต้นปี สะท้อนว่าตลาดหมีอาจเป็นเรื่องของความเร็ว มากกว่าทิศของพื้นฐาน

 

เมื่อเข้าใจว่าต้นตอคือแรงขายทำกำไร คำถามถัดมาคือแล้วอะไรเป็นตัวจุดชนวน

 

แม้แรงขายล่าสุดจะมาจากข่าวว่าโมเดล AI Kimi K3 จาก Moonshot ของจีนมีความสามารถเทียบเท่าโมเดลของสหรัฐฯ บนต้นทุนที่ต่ำกว่า แต่บทสรุปก็อาจไม่ต่างกับเหตุการณ์ DeepSeek เมื่อม.ค. 2025 ที่ตลาดปรับตัวลงแค่ชั่วคราว ถ้าผู้ประกอบการสหรัฐฯ ยังพัฒนาต่อได้

 

สิ่งที่กดดันมากกว่า Model คือความกังวลเรื่องงบ Capex ของ Hyperscaler ที่พุ่งขึ้นสูงจนหลายบริษัทใหญ่ต้องกู้เงินมาเพื่อเร่งลงทุน ทำให้ตลาดปรับตัวลงมาก่อนหน้านี้ แต่ถ้ามองทางตรงก็เป็นความเสี่ยงของผู้ซื้อ ไม่ใช่หุ้น Chip ที่เป็นผู้ขาย

 

ในมุมมองของผม การที่หุ้นชิปเข้าตลาดหมีครั้งนี้ แม้จะมีความน่ากลัวอยู่บ้าง แต่อาจไม่ใช่จุดที่นักลงทุนต้องรีบหนีออกจากตลาด

 

คำถามที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ตลาดหมีจะเกิดต่อเนื่องนานแค่ไหน และเพราะอะไร

 

ผมมองว่าการจะตอบคำถามนี้ ต้องเริ่มจากการเข้าใจกายวิภาคของตลาดหมี หรือ Anatomy of Bear Market ก่อน

 

ตลาดหมีไม่ได้มีเพียงแบบเดียว และแต่ละแบบก็มีอายุขัยที่แตกต่างกัน ครั้งนี้ผมมองว่าเป็นตลาดหมีเฉพาะกิจ

 

งานศึกษาคลาสสิกของ Goldman Sachs แบ่งตลาดหมีออกเป็นสามสายพันธุ์ตามต้นเหตุ สายพันธุ์แรกคือ หมีวัฏจักร (Cyclical Bear) เกิดจากวัฏจักรเศรษฐกิจ ดอกเบี้ยขาขึ้น หรือกำไรที่หดตัว สายพันธุ์ที่สองคือ หมีโครงสร้าง หรือ Structural Bear เกิดจากความไม่สมดุลเชิงโครงสร้าง และฟองสบู่สินทรัพย์แตก และสายพันธุ์สุดท้ายคือ Event-driven Bear หรือหมีเฉพาะกิจ เกิดจากช็อกครั้งเดียว เช่น สงคราม วิกฤตราคาน้ำมัน หรือโรคระบาด

 

ความแตกต่างของอายุขัย คือหัวใจที่นักลงทุนต้องรู้ให้ทัน

 

น่ากลัวที่สุดคือ Structural Bear ที่ตลาดปรับตัวลงเฉลี่ยราว 60% กินเวลากว่าสามปี และมักใช้เวลาถึงสิบปีจึงจะฟื้นเต็มที่ เหมือนกรณี Dot-com ปี 2000 และวิกฤตปี 2008

 

ส่วน Event-driven และ Cyclical มักปรับตัวลงในระดับใกล้เคียงกันคือราว 30% แต่ตลาดหมีแบบ Cyclical มีอายุยาวเฉลี่ยราวสองปีและใช้เวลาราวห้าปีจึงจะกลับสู่จุดเดิม ขณะที่แบบ Event-driven มักกินเวลาราวแปดเดือน และฟื้นตัวภายในราวหนึ่งปี

 

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน ผมมองว่าการปรับฐานของหุ้น Chip รอบนี้เข้าข่าย Event-driven มากที่สุด เพราะต้นเหตุคือช็อกจากแรงขายทำกำไร ไม่ใช่เศรษฐกิจถดถอยหรือกำไรที่กำลังมีปัญหา

 

สุดท้าย เราจะรู้ได้อย่างไรว่าตลาดหมีผ่านพ้นไปแล้ว

 

ในทางเทคนิค ตลาดหลุดพ้นภาวะหมีเมื่อฟื้นขึ้นเกิน 20% จากจุดต่ำสุด แต่เส้นทางของตลาดมักไม่เป็นเส้นตรง

 

ตลาดหมีมักมีการเด้งกลับหลอก ระหว่างทาง หรือ Bear Market Rallies 19 ครั้งนับตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1980 เฉลี่ยกินเวลา 44 วันและให้ผลตอบแทนราว 10-15% ก่อนที่จะกลับลงไปทำจุดต่ำใหม่

 

ดังนั้นสัญญาณที่เชื่อถือได้จริงจึงไม่ใช่แค่ราคาที่เด้ง แต่คือการที่ราคากับกำไรกลับมาสอดคล้องกัน พร้อมกับความผันผวนที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

 

มาถึงตรงนี้ ผมเชื่อว่านักลงทุนไม่ควรตื่นตระหนกจนขายที่จุดต่ำสุด หรือไล่ซื้อโดยไม่มีกรอบ แต่ควรแบ่งกลยุทธ์รับมือตลาดหมีให้เป็นทั้งรุกและตั้งรับ

 

กลยุทธ์แรกคือ ‘ยืนสู้’ ด้วยการลงทุนใน Reasonable Hyperscalers หรือผู้เล่นรายใหญ่ที่ลงทุน AI อย่างมีวินัย

 

เน้นไปที่บริษัทที่เดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แต่กระแสเงินสดจากธุรกิจหลักแข็งแรงพอจะรองรับ Capex ได้โดยไม่ต้องพึ่งหนี้มากเกินไป และมีสัญญาณรายได้จริง ไม่ใช่แค่คำสัญญา เช่น ผู้ให้บริการคลาวด์ที่รายได้ Cloud โตเร็วกว่า Capex หรือแพลตฟอร์มโฆษณาที่ใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพจนเห็นผลเป็นรายได้

 

กลยุทธ์ที่สองคือ ‘ขี่หลังหมี’ หรือ Fast Adopters หรือธุรกิจนอกวงการเทคโนโลยีที่นำ AI มาใช้จริงจนเห็นผลเป็นกำไร

 

ลงทุนในผู้ที่นำ AI ไปลดต้นทุนหรือเพิ่มกำไรต่อหน่วยอย่างวัดผลได้ เช่น เครือข่ายชำระเงินที่ใช้ AI ตรวจจับการทุจริต หรือธุรกิจกระจายสินค้าสุขภาพที่ใช้ AI บริหารห่วงโซ่อุปทาน กลุ่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของนักสะสมกำไร (Compounders) กำไรกำลังเติบโตเร็ว แต่กลับถูกมองข้ามเพราะไม่ใช่หุ้นกลุ่ม Tech จุดเด่นสำคัญที่มองเห็นชัดคือระดับมูลค่าที่ถูกลง แม้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น

 

กลยุทธ์สุดท้ายคือ ‘หนีไป’ หรือ Anti-AI เน้นธุรกิจที่ไม่ถูกกระทบจากทั้งขาขึ้นและขาลงของธีม AI ไปเลย

 

แนวคิดจะเริ่มด้วยการหาธุรกิจที่มูลค่าผูกกับประสบการณ์ทางกายภาพที่ AI แทนที่ไม่ได้ เช่น โรงแรม สวนสนุก และความบันเทิงสด จุดแข็งคือ Valuation ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี สามารถสะสมได้ แต่ความท้าทายที่ต้องจับตาแทน AI คือภาวะเศรษฐกิจ การบริโภค หรือเงินเฟ้อ

 

ผมมองว่าการที่หุ้นชิปเข้าสู่ตลาดหมีรอบนี้ไม่ใช่สัญญาณให้หนี แต่เป็นบททดสอบว่าใครถือหุ้นด้วยเหตุผลที่แท้จริง

 

เมื่อต้นเหตุคือความเร็วของราคาไม่ใช่พื้นฐานเปลี่ยนแปลง การเกิดขึ้นของตลาดหมีอาจเป็นเพียงการคลายความร้อนแรง ไม่ใช่จุดจบของธีม AI

 

คำถามไม่ใช่ ‘หนีหรือสู้’ ที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คือการมีทั้งสามกลยุทธ์ผสมกันในพอร์ต ยืนสู้กับตัวจริง ขี่หลังหมีกับผู้ได้ประโยชน์ และเผื่อทางหนีไว้กับธุรกิจนอก AI

 

Howard Marks เคยกล่าวไว้ว่า “You can’t predict, but you can prepare” ในตลาดที่ผันผวนสูงเช่นนี้ การเตรียมพร้อมคือสิ่งที่สำคัญที่สุดครับ

 

ภาพ: Shutterstock AI

The post หุ้นชิปเข้าตลาดหมี นักลงทุนควรหนีหรือสู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พ่อแม่เจนอัลฟ่าควรเลิกเครียดเรื่องเรียน ใส่ใจวิธีปั้น ‘ทักษะอนาคต’ ให้ลูกรอดและมีความสุข https://thestandard.co/gen-alpha-parenting-future-skills/ Sat, 25 Jul 2026 04:20:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1234915 พ่อแม่กำลังกอดลูกอย่างอบอุ่น สื่อถึงการสร้างพื้นที่ปลอดภัยและทักษะอนาคต

อาการหัวหมุนกับการจัดตารางเรียนพิเศษให้ลูก เพราะกลัวลูก […]

The post พ่อแม่เจนอัลฟ่าควรเลิกเครียดเรื่องเรียน ใส่ใจวิธีปั้น ‘ทักษะอนาคต’ ให้ลูกรอดและมีความสุข appeared first on THE STANDARD.

]]>
พ่อแม่กำลังกอดลูกอย่างอบอุ่น สื่อถึงการสร้างพื้นที่ปลอดภัยและทักษะอนาคต

อาการหัวหมุนกับการจัดตารางเรียนพิเศษให้ลูก เพราะกลัวลูกก้าวตามโลกไม่ทันคือความเครียดที่พ่อแม่เด็กเจนอัลฟ่าต้องเจอ แต่ความจริงแล้ว ‘ทักษะอนาคต’ ที่ช่วยให้เด็กเอาตัวรอดได้ไม่ได้ถูกสอนในห้องกวดวิชา ทางออกที่ยั่งยืนคือการคืนเวลาให้เขาได้ลองผิดลองถูกเพื่อค้นหาตัวเอง พร้อมสร้างภูมิคุ้มกันทางอารมณ์ให้ล้มแล้วลุกเป็น โดยมีครอบครัวเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่คอยซัพพอร์ตอยู่เสมอ

 

🔵 ทักษะอนาคต แบบไหนที่เด็กยุคนี้ต้องการจริงๆ

 

ความรู้ทางวิชาการที่เด็กท่องจำไปสอบนั้นเปรียบเสมือนนมสดที่หาง่ายแต่ก็หมดอายุและบูดเสียได้เร็วเมื่อโลกเปลี่ยน สิ่งที่เด็กต้องการจริงๆ คือทักษะที่เปรียบเหมือนวิสกี้ ซึ่งต้องใช้เวลาบ่มเพาะจากการลงมือทำจริง

 

การส่งลูกไปเล่นดนตรีหรือกีฬาจึงไม่ใช่การคาดหวังผลเลิศหรือเกรดสวยๆ แต่เป็นการฝึกให้เขารู้จักความพ่ายแพ้ การลุกขึ้นสู้ใหม่ และการทำงานเป็นทีม ยิ่งไปกว่านั้นคือการที่เด็กสามารถสะท้อนตัวตนได้ว่าตัวเองชอบหรือไม่ชอบอะไร เมื่อเขาได้ลองทำกิจกรรมที่หลากหลายโดยไม่ถูกกดดัน เขาจะเริ่มค้นพบเส้นทางของตัวเอง

 

🔵 พ่อแม่จะช่วยสร้าง ‘ทักษะอนาคต’ ทางอารมณ์ได้อย่างไร

 

เด็กวัยรุ่นยุคนี้เจอปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มสูงขึ้นจากการเปรียบเทียบชีวิตตัวเองกับภาพเบื้องหน้าที่ดูสมบูรณ์แบบของคนอื่นบนโลกออนไลน์ การเอาชีวิตจริงที่ทุลักทุเลไปเทียบกับภาพที่ถูกคัดสรรมาแล้วสร้างความกดดันให้เด็กอย่างมหาศาล หน้าที่ของคนเป็นพ่อแม่คือการสร้างฐานรากทางจิตใจให้แข็งแกร่งผ่านการกระทำในชีวิตประจำวัน โดยมีหลักการสำคัญที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ทันที

 

🔹 Strong: คือการสอนให้ลูกรู้ว่าเขาสามารถร้องไห้หรือทำพลาดได้ แต่ต้องไม่ยอมแพ้และลุกขึ้นยืนใหม่ให้เป็น

 

🔹 Kind: คือการปลูกฝังความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ไม่เอาเปรียบใคร ซึ่งจะช่วยดึงดูดคนดีๆ เข้ามาในชีวิต

 

🔹 Happy: คือการชวนลูกพูดคุยถึงเรื่องดีๆ ในแต่ละวันเพื่อฝึกให้เขามองเห็นความสุขจากสิ่งเล็กน้อยรอบตัว

 

การเป็นพ่อแม่ในโลกที่หมุนไวไม่มีสูตรสำเร็จ เราอาจไม่ต้องคาดหวังให้ลูกเป็นที่หนึ่งในทุกเรื่อง ขอเพียงแค่สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เขาได้เป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ วันนี้แค่ลองกอดเขาให้แน่นขึ้นแล้วรับฟังในสิ่งที่เขาอยากเล่า เท่านี้เราก็กำลังสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุดให้ลูกแล้ว

The post พ่อแม่เจนอัลฟ่าควรเลิกเครียดเรื่องเรียน ใส่ใจวิธีปั้น ‘ทักษะอนาคต’ ให้ลูกรอดและมีความสุข appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fam Time Steak and Pasta: จากวันที่ลองผิดลองถูก เติบโตอย่างมั่นคง สู่ 11 สาขา https://thestandard.co/fam-time-steak-pasta-growth/ Fri, 24 Jul 2026 10:54:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1234714 สามพี่น้องผู้ก่อตั้ง Fam Time Steak and Pasta

ธุรกิจร้านอาหาร Fam Time Steak and Pasta ก่อตั้งเมื่อปี […]

The post Fam Time Steak and Pasta: จากวันที่ลองผิดลองถูก เติบโตอย่างมั่นคง สู่ 11 สาขา appeared first on THE STANDARD.

]]>
สามพี่น้องผู้ก่อตั้ง Fam Time Steak and Pasta

ธุรกิจร้านอาหาร Fam Time Steak and Pasta ก่อตั้งเมื่อปี 2018 และปัจจุบันบริหารโดยปันณ์ (ปัน), ณิชารีย์ (นิ้ง) และภัทรา (มุก) สามพี่น้องบ้านตรีสิริเกษม โดยเริ่มต้นจากแรงบันดาลใจวัยเด็กที่ครอบครัวมักจะให้รางวัลความสำเร็จ และใช้เวลาร่วมกันไปกับการรับประทานอาหาร ก่อนตัดสินใจสลับบทบาทการทำงานและเปลี่ยนมาขายพาสต้าเส้นสดในช่วงวิกฤตโควิดปี 2020 เพื่อกู้วิกฤตเงินสด การปรับตัวให้ตรงใจลูกค้าครั้งนี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้แบรนด์พลิกกลับมาเติบโตจนก้าวสู่เป้าหมาย 11 สาขาภายในปี 2026

 

🟡 จุดเริ่มต้น Fam Time มาจากความอบอุ่นของครอบครัว

 

การนั่งกินข้าวเย็นพร้อมหน้าพร้อมตากับคนในบ้านคือโมเมนต์ที่อบอุ่นใจเสมอ แรงบันดาลใจแรกเริ่มของธุรกิจนี้เกิดจากความประทับใจของคุณปันในวัยเด็ก เวลาครอบครัวพาไปทานอาหารมื้อพิเศษเพื่อฉลองเป็นรางวัลในโอกาสต่างๆ ผนวกกับความชอบการทำอาหารของคุณพ่อที่ชอบทำอาหารเป็นงานอดิเรก เลยชวนน้องและคุณพ่อมาเปิดร้านอาหารแห่งแรก ในปี 2018 ภายใต้ชื่อร้าน Pans เป็นที่ปล่อยของ ให้ลูกค้าได้ลองชิมฝีมือของคุณพ่อ แต่โลกแห่งความเป็นจริงกลับกลายเป็นการฉีกตำราเรียนบริหารทิ้งไป

 

ช่วงแรกของร้านทำออกมาในสไตล์บรันช์และอาหารเช้าแบบจับฉ่าย ลูกค้าเดินเข้ามาบอกว่าอยากกินข้าวผัดก็เปิดเตาทำเพิ่มให้ทันที การทำธุรกิจแบบตามใจลูกค้าทำให้ร้านหาทิศทางของตัวเองไม่เจอ ยอดขายเฉลี่ยอยู่ในระดับแค่พอคุ้มทุน เลี้ยงตัวเองรอดไปแต่ละเดือนแต่ไม่มีเงินเก็บเป็นกำไรสะสมยาวนานร่วมสามปี

 

🟡 เมื่อเจอวิกฤตการเงิน Fam Time รับมืออย่างไร

 

เมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงปี 2020 วิกฤตโรคระบาดครั้งใหญ่กลายเป็นพายุลูกสำคัญพัดเข้าใส่ธุรกิจแบบเต็มแรง กลุ่มคนทำงานออฟฟิศที่เป็นลูกค้าประจำในซอยต่างต้องกักตัวอยู่บ้านทำให้ยอดขายหน้าร้านดิ่งลงเหว คุณปันลองคำนวณตัวเลขทางบัญชีแล้วพบว่าแบรนด์เหลือเงินสดหมุนเวียนในระบบสำหรับจ่ายค่าจ้างพนักงานได้อีกเพียงแค่ 2 เดือนเท่านั้น

 

ในจังหวะที่ธุรกิจใกล้จะจมน้ำ เขายอมทำทุกวิถีทางเพื่อหาเงินสดกลับมาประคองทีมงานไว้ ตั้งแต่การเดินหน้าไปรับจ้างทำข้าวกล่องเดลิเวอรี่ส่งให้โรงแรมที่รับคนกักตัวเพื่อไม่ให้ต้องเลิกจ้างพนักงานคนไหนเลย ความกดดันรอบด้านบีบให้สามพี่น้อง ปัน นิ้ง และมุก ต้องลุกขึ้นมาเปิดอกเคลียร์คัตเรื่องโครงสร้างบริหารและตัดสินใจลองสลับตำแหน่งงานกันทำดูสักตั้ง

 

คุณปันที่เคยดูแบรนดิ้งและการตลาดทั้งที่ไม่ถนัดก็ขอย้ายตัวเองไปคุมระบบปฏิบัติการและตรวจสอบไฟแนนซ์หลังบ้านตามระบบมาตรฐานแทน ส่วนคุณนิ้งที่ชอบเดินสายเที่ยวคาเฟ่ฮอปปิ้งก็เข้ามารับสิทธิ์ขาดดูแลงานแบรนดิ้งและคิดคอนเซปต์ร้านใหม่ทั้งหมด

 

🟡 การสร้างตัวตนและแผนการขยายธุรกิจของ Fam Time

 

พอเปลี่ยนเอาคนที่มีความถนัดตรงสายงานเข้ามารับผิดชอบ แบรนด์ Fam Time ก็เริ่มสะบัดความคลุมเครือทิ้งไป พวกเขากล้าคัดเมนูธรรมดาออกทั้งหมดแล้วจัดระบบใหม่จนเหลือเพียงคอนเซปต์อาหารอิตาลี่สไตล์โฮมเมดสูตรคุณพ่อ มีพาสต้าเส้นสด และพิซซ่า โดยมีเมนู Signature อย่างพิซซ่าทรัฟเฟิล ที่เกิดจากการพัฒนาสูตรอย่างพิถีพิถัน ทั้งสูตรแป้งสดที่หมักข้ามคืนจนได้กลิ่นหอมลึก และหน้าทรัฟเฟิลตามแบบฉบับ Fam Time ผ่านการชิมมาหลายสูตรในระหว่างอยู่บ้านช่วงโควิด

 

จุดเปลี่ยนที่ทำให้ร้านกลายเป็นกระแสไวรัลคือช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ที่มีเพจรีวิวอาหารมาลงคอนเทนต์แนะนำว่าเป็นร้านเดตพาสต้าเส้นสดและพิซซ่าใกล้สวนเบญจกิติ คอนเทนต์นั้นจุดพลุให้ลูกค้าวัยรุ่นและคนทำงานพากันแห่มาจองคิวแน่นขนัดข้ามอาทิตย์ข้ามเดือน

 

บทเรียนล้มลุกคลุกคลานทำให้พวกเขาต้องใช้เวลาลองผิดลองถูกนานถึง 7 ปีกว่าจะขยายสาขาที่สองสำเร็จ ปัจจุบัน Fam Time เปิดให้บริการแล้ว 9 สาขา และกำลังเดินหน้าปักหมุดเพิ่มอีก 2 ทำเลทอง ได้แก่ เซ็นทรัลปิ่นเกล้า และ CentralwOrld ล่าสุดยังเตรียมเปิดตัวโมเดลใหม่ชื่อ Fam Time Cottage ที่โซน Groove CentralwOrld โดยใส่กิมมิกตู้กดไวน์ให้ลูกค้าจับคู่ดื่มกับอาหารทานเล่นคานาเป้

 

และช่วงนี้ได้มีโปรเจ็คพิเศษที่สาขาสยามสแควร์ เปิดพื้นที่ให้ศิลปิน Give Me Museum มาร่วมคอลแลปส์เปลี่ยนบรรยากาศร้านอาหารให้กลายเป็นพื้นที่เสพงานศิลปะที่สนุกขึ้น

 

🟡 กลยุทธ์การแข่งกับตัวเองเพื่อส่งมอบมื้ออาหารที่คุ้มค่าให้คนทาน

 

ท่ามกลางคลื่นความแมสและการเติบโตแบบก้าวนระโดด ทัศนคติของกลุ่มผู้ก่อตั้งยังคงถ่อมตัวและมองว่าองค์กรเพิ่งจะก้าวพ้นช่วงตั้งไข่มาสู่เฟสการวางรากฐานแบรนด์ให้แข็งแรงเท่านั้น พวกเขาไม่ได้มองสมรภูมินี้เป็นการชนหมัดแย่งชิงพื้นที่ตลาดอย่างดุเดือดเหมือนแบรนด์น้ำอัดลมยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่างโค้กและเป๊ปซี่ แต่มองผู้เล่นคนอื่นในตลาดอาหารอิตาเลียนเป็นเหมือนเพื่อนร่วมวงการธุรกิจ

 

บทเรียนชีวิตจากร้านที่เกือบเจ๊งสู่ยอดขายหลักร้อยล้านถูกสรุปเป็นสูตรเด็ด 3 ข้อผ่านดังนี้

 

🔸 มองพฤติกรรมและความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าให้ออกก่อนเป็นอันดับแรก

 

🔸 หาคอนเซปต์ของร้านให้เจอและสื่อสารภาพจำนั้นออกไปให้เรียบง่ายชัดเจนที่สุด

 

🔸 จัดวางทีมงานบริหารให้ถูกตำแหน่งงานตามความถนัดเพื่อดึงพลังสูงสุดออกมาใช้กู้วิกฤต

 

การเดินทางที่ยาวนานของแบรนด์นี้สะท้อนให้เห็นว่าความสำเร็จทางธุรกิจไม่ได้วัดกันที่วันแรก แต่ขึ้นอยู่กับความอดทนและจิตวิญญาณของการไม่ยอมแพ้ในวันที่มืดมนที่สุด การกล้าเปลี่ยนผ่านโครงสร้างการทำงาน ยอมรับในความไม่ถนัด และมุ่งมั่นส่งมอบความสุขบนโต๊ะอาหารอย่างซื่อสัตย์ คือรากฐานสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

The post Fam Time Steak and Pasta: จากวันที่ลองผิดลองถูก เติบโตอย่างมั่นคง สู่ 11 สาขา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกสถานการณ์ ชิป AI ขาดแคลน ทำไมอุปกรณ์ไอทีแพงขึ้น ธุรกิจรับมืออย่างไร https://thestandard.co/ai-chip-shortage-it-prices-business/ Fri, 24 Jul 2026 09:17:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1234650 ภาพประกอบแสดงแผงวงจรและชิปคอมพิวเตอร์ สื่อถึงสถานการณ์ชิป AI ขาดแคลนและราคาอุปกรณ์ไอทีที่สูงขึ้น

บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำแย่งกันจองชิปหน่วยความจำความเร็วสู […]

The post เจาะลึกสถานการณ์ ชิป AI ขาดแคลน ทำไมอุปกรณ์ไอทีแพงขึ้น ธุรกิจรับมืออย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงแผงวงจรและชิปคอมพิวเตอร์ สื่อถึงสถานการณ์ชิป AI ขาดแคลนและราคาอุปกรณ์ไอทีที่สูงขึ้น

บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำแย่งกันจองชิปหน่วยความจำความเร็วสูงล่วงหน้าจน Micron ประกาศของหมดเกลี้ยงในปี 2026 เพราะระบบประมวลผลรุ่นใหม่ต้องการท่อส่งข้อมูลขนาดใหญ่ ส่งผลให้ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์และมือถือทั่วไปตึงตัว คนทำงานจึงต้องเจออุปกรณ์ไอทีราคาแพงขึ้น

 

🟡 วิกฤตชิป AI ขาดแคลน ดันราคาคอมมือถือพุ่งขึ้นได้อย่างไร

 

ระบบประมวลผลของเอไอต้องการของสำคัญสองอย่างคือ สมองกลที่คิดคำนวณได้เร็ว กับ ท่อส่งข้อมูลที่ป้อนเข้าสมองกลได้ทัน บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนอย่าง Micron ออกมาระบุว่าท่อส่งข้อมูลความเร็วสูงหรือชิป HBM ถูกสั่งจองล่วงหน้าเต็มยาวไปตลอดทั้งปี ขณะที่ผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง SK Hynix ประเมินว่าตลาดอาจเผชิญภาวะตึงตัวรุนแรงในปี 2027 และความต้องการจะยังคงสูงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2030

 

เมื่อค่ายผู้ผลิตชิปชั้นนำอย่าง Samsung และ SK Hynix ต้องตอบสนองความต้องการท่อส่งข้อมูลสำหรับเอไอที่มีปริมาณมหาศาล พื้นที่โรงงานและเครื่องจักรที่มีจำกัดจึงถูกดึงไปใช้ฝั่งนั้นมากขึ้น ส่งผลกระทบมาถึงชิปหน่วยความจำแบบทั่วไปอย่าง DRAM และ NAND ที่ใช้ในสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ทำงาน

 

สถานการณ์นี้เปรียบเหมือนโรงงานเย็บผ้าที่เคยตัดเสื้อเชิ้ตทั่วไป วันหนึ่งมีลูกค้ารายใหญ่มาสั่งตัดเสื้อแจ็กเก็ตพรีเมียมในราคาแพง โรงงานจึงแบ่งช่างไปทำเสื้อแจ็กเก็ตเป็นหลัก เสื้อเชิ้ตทั่วไปในตลาดจึงลดน้อยลงและมีราคาแพงขึ้น

 

🟡 วิเคราะห์ดีมานด์ AI ของจริงเทียบกับความกลัวตุนของ

 

ปรากฏการณ์ที่ตลาดยอดสั่งซื้อชิปหน่วยความจำเต็มล่วงหน้า เกิดจากการที่ลูกค้ารายใหญ่ทำสัญญาล็อกปริมาณสินค้าล่วงหน้าในรูปแบบ Take-or-Pay หรือการการันตีว่าจะชำระเงินตามเงื่อนไขเพื่อจองของไว้ก่อน สัญญานี้ช่วยให้โรงงานมั่นใจในการลงทุน แต่ในมุมของคนทำงานและผู้นำองค์กร เราต้องตั้งคำถามลึกลงไปว่าความต้องการที่เห็นเป็นของจริงมากแค่ไหน

 

ประเด็นสำคัญคือ ยอดการสั่งจองล่วงหน้าที่พุ่งสูง เกิดจากปริมาณคนที่เข้ามาใช้งานเอไอและสร้างรายได้กลับมาจริงๆ หรือเกิดจากความตื่นตระหนกกลัวสินค้าขาดแคลนในอนาคตจนต้องเร่งซื้อตุนไว้ การประกาศแผนงานหรือยอดลงทะเบียนไม่ได้แปลว่าจะเกิดการใช้งานจริงที่คุ้มทุนเสมอไป

 

การมองให้ออกระหว่างพฤติกรรมลูกค้าที่ใช้งานจริง กับความกลัวตกขบวนของตลาด จะช่วยให้องค์กรวางแผนงบประมาณได้อย่างปลอดภัย ไม่เผลอลงทุนตามกระแสความตื่นตระหนกที่อาจลดลงในอนาคต

 

🟡 เทรนด์คอขวดเทคโนโลยีใหม่และปัญหาพลังงานไฟฟ้า

 

ข้อคิดสำคัญจากเรื่องนี้คือ จุดติดขัดหรือคอขวดของเทคโนโลยีไม่ได้หายไปไหน แต่มันแค่ย้ายตำแหน่งไปเรื่อยๆ ยุคแรกๆ โลกติดปัญหาเรื่องสมองกลประมวลผลช้า พอพัฒนาสมองกลให้เร็วขึ้นได้ ปัญหาก็ย้ายมาที่ท่อส่งข้อมูลอย่างชิปหน่วยความจำ HBM

 

พอโรงงานเพิ่มกำลังผลิตท่อส่งข้อมูลได้ จุดติดขัดถัดไปก็จะขยับไปที่เทคโนโลยีการประกอบชิป ระบบระบายความร้อน และขยับไปสู่ปัญหาการแย่งชิงพลังงานไฟฟ้าที่ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้เดินเครื่อง

 

เพื่อการเตรียมพร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลง ชวนทุกคนติดตาม 3 สัญญาณสำคัญอย่างใกล้ชิด

 

🔸 ติดตามกำลังการผลิตชิปหน่วยความจำว่าเพิ่มขึ้นทันความต้องการใช้งานจริงหรือไม่

 

🔸 ประเมินว่าบริการเอไอในตลาดเริ่มสร้างรายได้กลับมาคุ้มค่าการลงทุนแล้วหรือยัง

 

🔸 เฝ้าระวังจุดติดขัดใหม่ของระบบตั้งแต่เทคโนโลยีการประกอบชิปไปจนถึงพลังงานไฟฟ้า

 

การเข้าใจภาพใหญ่ของเทคโนโลยีไม่ได้ยากเกินความสามารถของคนทำงานทั่วไป การมองเห็นแรงกระเพื่อมข้ามอุตสาหกรรมจะช่วยให้พวกเราวางแผนงบประมาณและรับมือความเปลี่ยนแปลงได้รัดกุมขึ้น การเตรียมตัวล่วงหน้าเสมอคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

The post เจาะลึกสถานการณ์ ชิป AI ขาดแคลน ทำไมอุปกรณ์ไอทีแพงขึ้น ธุรกิจรับมืออย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความเสี่ยงใหม่ธุรกิจไทย: เมื่อความน่าเชื่อถือของการรายงานองค์กรอาจขึ้นอยู่กับการตีความของ AI https://thestandard.co/ai-corporate-reporting-risk/ Fri, 24 Jul 2026 04:54:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1234502 ภาพ AI กำลังประมวลผลเอกสารที่มีข้อมูลผิดพลาดหรือไม่ถูกต้อง

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา องค์กรจำนวนมากเร่งนำ AI มาใช้เพ […]

The post ความเสี่ยงใหม่ธุรกิจไทย: เมื่อความน่าเชื่อถือของการรายงานองค์กรอาจขึ้นอยู่กับการตีความของ AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ AI กำลังประมวลผลเอกสารที่มีข้อมูลผิดพลาดหรือไม่ถูกต้อง

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา องค์กรจำนวนมากเร่งนำ AI มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับการทำงานในหลายมิติ แต่คำถามที่ผู้นำธุรกิจอาจต้องให้ความสำคัญมากขึ้นในวันนี้ ไม่ใช่เพียงว่าองค์กรใช้ AI อย่างไร หากเป็นคำถามที่ลึกกว่านั้นว่า ‘เมื่อ AI เป็นผู้อ่าน วิเคราะห์ และตีความข้อมูลขององค์กร เราจะมั่นใจได้แค่ไหนว่าจะถูกเข้าใจอย่างถูกต้อง’

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของการรายงานองค์กรในยุคดิจิทัล เพราะรายงานประจำปี รายงานความยั่งยืน เอกสารนักลงทุนสัมพันธ์ หรือข้อมูลที่องค์กรเปิดเผยต่อสาธารณะนั้นไม่ได้ถูกอ่านโดยมนุษย์เป็นลำดับแรกอีกต่อไป แต่กำลังถูกสแกน ดึงข้อมูล เปรียบเทียบ และสรุปโดย AI ที่ถูกนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจของนักลงทุน หน่วยงานกำกับดูแล สถาบันจัดอันดับ คู่ค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ

 

ข้อมูลจากรายงาน Global Investor Survey 2025 ของ PwC ระบุว่า นักลงทุน 62% ใช้ AI วิเคราะห์เอกสารที่บริษัทยื่นต่อหน่วยงานกำกับดูแลและบทถอดความการประชุมผลประกอบการแล้ว ขณะเดียวกันก็ต้องการเห็นบริษัทต่าง ๆ สื่อสารเรื่องกลยุทธ์ AI ธรรมาภิบาล ความเสี่ยง และผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างชัดเจนและวัดผลได้มากขึ้น

 

AI ไม่ได้อ่านรายงานเหมือนมนุษย์

 

สิ่งที่ผู้นำองค์กรต้องเข้าใจคือ AI ไม่ได้อ่านรายงานเหมือนนักวิเคราะห์ที่อาศัยประสบการณ์ บริบท และดุลยพินิจในการตีความ แต่อ่านข้อมูลในลักษณะของชุดข้อมูลขนาดใหญ่ โดยสแกนคำ วลี ตัวเลข โครงสร้างเอกสาร ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล และรูปแบบที่เกิดซ้ำ เพื่อดึงสัญญาณที่อาจมีความหมายต่อการตัดสินใจ และไม่ได้อ่านทีละหน้าอย่างมีบริบทแบบมนุษย์ แต่ประมวลผลข้อมูลจำนวนมากอย่างรวดเร็ว เปรียบเทียบข้ามเอกสาร ข้ามช่วงเวลา และข้ามแหล่งข้อมูล

 

นั่นหมายความว่า รายงานที่อ่านดีแล้วสำหรับมนุษย์ ก็อาจยังไม่ชัดพอสำหรับ AI โดยหากข้อมูลสำคัญถูกซ่อนอยู่ในภาพประกอบ เอกสารแนบ เลย์เอาต์หรือตารางที่ซับซ้อน หรือใช้ถ้อยคำไม่สม่ำเสมอ AI ก็อาจมองข้ามข้อมูลบางส่วน ดึงข้อมูลไม่ครบ หรือเชื่อมโยงความหมายผิดไปจากที่องค์กรตั้งใจที่จะสื่อสาร แม้ว่าประเด็นนี้อาจดูเป็นเรื่องเทคนิค แต่แท้จริงแล้วเป็นเรื่องของ ‘ความน่าเชื่อถือ’ นะครับ เพราะในโลกที่ข้อมูลถูกนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจอย่างรวดเร็ว ความไม่ชัดเจนเล็ก ๆ อาจกลายเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างสิ่งที่องค์กรตั้งใจสื่อ กับสิ่งที่ AI ตีความได้

 

การตีความของ AI กลายเป็นความเสี่ยงใหม่ขององค์กร

 

ในยุคที่ AI เข้ามาเป็นตัวกลางในการอ่านและสรุปข้อมูล คำถามใหม่ที่องค์กรต้องถามเพิ่มเติมจากเดิมว่า ข้อมูลที่เปิดเผยถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือไม่คือ ข้อมูลเดียวกันนั้นจะถูกตีความอย่างไร เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับสิ่งที่บริษัทเคยเปิดเผยไว้ ไม่ว่าจะเป็นรายงานทางการเงิน รายงานความยั่งยืน เว็บไซต์บริษัท เอกสารนักลงทุนสัมพันธ์ สื่อประชาสัมพันธ์ บทวิเคราะห์ภายนอก คะแนน ESG หรือข้อมูลจากบุคคลที่สาม

 

ยกตัวอย่าง เช่น หากรายงานหนึ่งระบุเป้าหมายด้านความยั่งยืนไว้อย่างชัดเจน แต่อีกแหล่งข้อมูลสะท้อนผลการดำเนินงานที่ยังไม่สอดคล้องกัน ช่องว่างนั้นอาจถูก AI ตรวจพบและกลายเป็นคำถามต่อความน่าเชื่อถือขององค์กรทันที

 

ความเสี่ยงนี้ยิ่งชัดเจนในรายงานความยั่งยืน ซึ่งมักมีลักษณะเป็นการเล่าเรื่องและอธิบายบริบทมากกว่ารายงานทางการเงิน อีกทั้งมาตรฐานการจัดโครงสร้างข้อมูลก็อาจยังอยู่ในช่วงพัฒนา ซึ่งหากถ้อยคำไม่ชัด ขอบเขตข้อมูลไม่แน่นอน หรือสมมติฐานไม่ได้รับการอธิบายอย่างเพียงพอ AI ก็อาจตีความคลาดเคลื่อนและเพิ่มความเสี่ยงที่องค์กรจะถูกมองว่าให้ข้อมูลเกินจริง ไม่ครบถ้วน หรือไม่สอดคล้องกับการดำเนินงานจริงได้

 

ด้วยเหตุนี้ รายงานในยุค AI จึงไม่ควรเป็นเพียงเอกสารที่เล่าเรื่องได้ดี แต่ต้องเป็นเอกสารที่มีข้อมูลที่เชื่อมโยงกันอย่างมีโครงสร้าง นอกจากนี้ ข้อมูลสำคัญควรมีคำนิยาม หน่วยวัด ขอบเขต ระยะเวลา และสมมติฐานที่ชัดเจน ถ้อยคำที่ใช้เรียกแนวคิดเดียวกันควรสอดคล้องกัน และควรเชื่อมโยงกับข้อมูลอื่นขององค์กรอย่างเป็นระบบ ความพร้อมสำหรับ AI จึงไม่ใช่เรื่องของฝ่ายรายงานหรือฝ่ายเทคโนโลยีเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นโจทย์ด้านธรรมาภิบาลข้อมูล การกำกับดูแล และการบริหารความเสี่ยงขององค์กรด้วย

 

ความชัดเจนคือกลยุทธ์ ไม่ใช่แค่รูปแบบการสื่อสาร

 

ในช่วงเวลาที่ความคาดหวังต่อความโปร่งใสและธรรมาภิบาลเพิ่มสูงขึ้น นักลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไม่ได้ต้องการเพียงข้อมูลที่ครบถ้วน แต่ต้องการข้อมูลที่นำไปใช้ตัดสินใจได้จริง เชื่อมโยงกับกลยุทธ์ และสะท้อนความสามารถขององค์กรในการบริหารความเสี่ยงและสร้างคุณค่าในระยะยาว บทความ When AI becomes the reader: a turning point for corporate reporting ของ PwC ได้แนะนำว่า การเตรียมรายงานให้พร้อมสำหรับ AI นั้น ควรเริ่มจากสามเรื่อง ได้แก่

 

  • ประการแรก องค์กรต้องยกระดับคุณภาพและความสอดคล้องของข้อมูล ข้อมูลที่กระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน หลายระบบ หรือหลายเอกสาร ต้องมีโครงสร้าง คำนิยาม และเจ้าของข้อมูลที่ชัดเจน เพื่อให้ข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะสะท้อนข้อเท็จจริงเดียวกัน
  • ประการที่สอง องค์กรควรทดสอบการตีความก่อนเผยแพร่ ไม่ใช่เพียงตรวจทานภาษาหรือความถูกต้องเชิงตัวเลข แต่ควรใช้การทดสอบเชิงความหมาย (AI-enabled review) เพื่อดูว่าเนื้อหารายงานอาจถูกสรุป เปรียบเทียบ หรือเชื่อมโยงอย่างไรจากมุมมองของนักลงทุน หน่วยงานกำกับดูแล หรือผู้ประเมินด้าน ESG
  • ประการที่สาม ผู้นำองค์กรต้องทำให้ความสามารถในการถูกอ่านโดย AI เป็นศักยภาพที่มีธรรมาภิบาลรองรับ ไม่ใช่การปรับถ้อยคำเฉพาะครั้ง แต่เป็นกระบวนการต่อเนื่องที่มีเจ้าของ มีมาตรฐาน มีการตรวจสอบ และมีการพัฒนาเมื่อเทคโนโลยีและความคาดหวังของตลาดเปลี่ยนไป

 

ในอนาคต รายงานองค์กรที่ดีจะไม่ได้วัดจากความสวยงามของเอกสารหรือความน่าอ่านของเนื้อหาเท่านั้น แต่จะวัดจากความสามารถในการช่วยให้ทั้งมนุษย์และ AI เข้าใจองค์กรอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นธรรม

 

ภาพ: elenabsl / Shutterstock

 

อ้างอิง:

  • When AI becomes the reader: a turning point for corporate reporting, PwC
  • Global Investor Survey 2025, PwC

The post ความเสี่ยงใหม่ธุรกิจไทย: เมื่อความน่าเชื่อถือของการรายงานองค์กรอาจขึ้นอยู่กับการตีความของ AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก้าวสู่ The Age of Builder: เมื่อโลกไม่ได้แค่ถูก Disruption แต่กำลัง ‘Rearrange’ https://thestandard.co/the-secret-sauce-the-age-builders/ Thu, 23 Jul 2026 09:58:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1234179 ภาพกราฟิก The Age of Builders และ The Secret Sauce Summit 2026

ผมเข้าใจโลกผิด   ในปีที่ผ่านมา ผมโชคดีที่ได้มีโอกา […]

The post ก้าวสู่ The Age of Builder: เมื่อโลกไม่ได้แค่ถูก Disruption แต่กำลัง ‘Rearrange’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิก The Age of Builders และ The Secret Sauce Summit 2026

ผมเข้าใจโลกผิด

 

ในปีที่ผ่านมา ผมโชคดีที่ได้มีโอกาสเดินทางและเห็นโลก ผมไป World Economic Forum ที่ดาวอส ไปงาน IMF ที่สหรัฐอเมริกา ได้คุยพูดคุยกับซีอีโอ นักเศรษฐศาสตร์ นักลงทุน นักวิทยาศาสตร์ ผู้กำหนดนโยบาย ในขณะเดียวกันผมก็ได้กลับมาใกล้ชิดกับผู้ประกอบการไทยรุ่นใหม่แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 

ทั้งหมดทำให้ผมได้กลับมาทบทวนกับตัวเองว่า “โลกเรากำลังเกิดอะไรขึ้น”

 

คนจากสองโลกที่ผมได้เจอมีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

 

ทุกท่านครับ แล้วผมก็ถึงบางอ้อว่า สิ่งที่ผมเห็นและสิ่งทุกคนกำลังเจอ มันไม่ใช่แค่เรื่อง AI, เศรษฐกิจ, สงครามการค้า, สังคมสูงวัยหรือเทรนด์ใหม่ๆ

 

แต่เรากำลังดำดิ่งไปสู่ ‘โลกใบใหม่’

 

โลกที่ไม่ได้ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปทีละเรื่อง

 

แต่ทุกเรื่องกำลังเปลี่ยนแปลงและจัดเรียงตัวเองใหม่

 

ตรงกับคำศัพท์ภาษาอังกฤษว่า ‘Rearrange’ ซึ่งแตกต่างกับคำที่ผมเคยใช้บ่อยอย่าง ‘Disruption’ ที่หมายถึงการหักจากสิ่งเก่าไปสู่สิ่งใหม่ โลกไม่ได้เป็นแบบนั้นไปซะทั้งหมด เพียงแต่มันกำลังจัดเรียงใหม่ เหมือนการยกจิ๊กซอว์ทั้งกระดานขึ้นมาสลับตำแหน่ง ชิ้นเดิมอาจยังอยู่ แต่ตำแหน่งของมันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

 

ถามต่อว่าแล้วเรื่องนี้สำคัญอย่างไรครับ

 

ผมว่าการเรียงตัวใหม่นี้กำลังนำมาซึ่ง ‘ข้อได้เปรียบใหม่’

 

ข้อได้เปรียบที่เราเคยเชื่อว่าเป็นเรื่องของธุรกิจใหญ่ที่มีต้นทุนพร้อม คนพร้อม

 

แต่วันนี้เราเริ่มเห็นภาพที่แตกต่าง เมื่อผู้ประกอบการตัวเล็กเติบโตขึ้นอย่างน่าประหลาด โดยเฉพาะหลังโควิด มีธุรกิจพันล้านเกิดขึ้นในระยะอันสั้นแบบที่ธุรกิจใหญ่อาจไม่เคยทำได้มาก่อน และสิ่งที่พวกเขามีเหมือนกันคือ ‘มองเห็นกติกาใหม่เร็วกว่า’

 

กติกาใหม่มีด้วยกัน 4 เรื่องครับ

 

1 AI ทำให้ต้นทุนการสร้างธุรกิจต่ำลง

 

ผู้ประกอบการใช้ AI เป็นทั้งผู้ช่วย นักวางแผน และคู่คิด แทนการจ้างคนหลายตำแหน่ง หากรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร ก็สามารถสร้างธุรกิจได้ด้วยคอมพิวเตอร์เพียงเครื่องเดียว

 

2 ไม่กลัวจีน แต่เรียนรู้จากจีน

 

แทนที่จะมองจีนเป็นคู่แข่ง หลายคนเลือกเข้าใจซัพพลายเชนของจีน แล้วหาจุดยืนของตัวเอง ไม่ว่าจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบ หรือแข่งขันในสิ่งที่จีนทำไม่ได้

 

3 มองเห็นเทรนด์ Longevity ก่อนคนอื่น

 

Health Span, Wellness, Hyrox และ Supplement กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนธุรกิจใหม่ คุณนาม ผู้ก่อตั้งโทฟุซังน้ำเต้าหู้ที่ขยับสู่ตลาดเครื่องดื่มโปรตีนสูง แชร์ในรายการ The Secret Sauce ว่าตลาดนี้เติบโตกว่า 30% ต่อเนื่องหลายปี

 

4 สร้าง Community ไม่ใช่แค่แบรนด์

 

ผู้คนไม่ได้ซื้อแค่สินค้า แต่ซื้อรสนิยม ความหมาย และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่ง หากเจ้าของแบรนด์สร้างโลกที่ผู้คนอยากเข้าไปอยู่ได้ ธุรกิจก็เติบโตได้ แม้จะไม่ได้เริ่มจากการเป็นบริษัทใหญ่

 

อีกจุดที่น่าสนใจ ผมว่าคนที่คว้าข้อได้เปรียบเหล่านี้ได้ พวกเขาไม่จำเป็นต้องเป็นแค่ผู้ประกอบการหรือนักธุรกิจอีกต่อไป

 

บางทีพวกเขาอาจเป็นศิลปิน สถาปนิก เชฟ นักออกแบบ ผู้กำกับ นักวิทยาศาสตร์ และคนอีกหลายอาชีพ

 

แต่จุดร่วมที่พวกเขามีคือ เป็นคนที่ไม่รอโอกาส ไม่ตั้งคำถามว่าโลกจะเป็นยังไง แต่กล้าคิด กล้าฝัน กล้าลงมือ โดยไม่กลัวความผิดพลาด ไม่กลัวอาย ไม่กลัวล้มเหลว และยินดีถ่ายทอดสิ่งเหล่านั้นไปสู่ Community

 

เราจึงได้เห็น Dr.PONG, Mizumi และ La Glace แบรนด์รุ่นใหม่ที่ช่วยกันผลักดัน T-Beauty ให้ก้าวขึ้นมาแข่งขันกับแบรนด์ระดับโลก

 

YOUNGOHM และ MILLI ที่ไม่ได้สร้างแค่เพลง แต่สร้างวัฒนธรรม คอมมูนิตี้ และอิทธิพลที่ข้ามประเทศ

 

พี่ไก่–ณฐพล บุญประกอบ ผู้บุกเบิกเส้นทางใหม่ให้ซีรีส์ไทยบนเวทีโลก

 

Merge, Maison Keeps, Jian Cha และ KARUN แบรนด์แฟชันและเครื่องดื่มที่ลูกค้าไม่ได้ซื้อแค่สินค้า แต่ซื้อรสนิยมและตัวตนที่อยากเป็น

 

นี่แหละครับคือสิ่งที่ AI ไม่มีวันแทนมนุษย์ได้

 

ตราบใดที่ AI ไม่มีรสนิยม ไม่มีความรู้สึก ไม่รู้จัก Human Connection แบรนด์รุ่นใหม่ที่เข้าใจเรื่องนี้ยังได้เปรียบเสมอ

 

ท้ายที่สุด ผมใช้เวลาหาคำตอบอยู่นานว่า เราจะนิยามคนกลุ่มนี้ว่าอย่างไร พวกเขาไม่ใช่แค่ SMEs ไม่ใช่แค่ Startup ไม่ใช่แค่คนใน Creative Economy

 

จนผมได้เจอคำธรรมคำหนึ่งที่แทนความหมายได้อย่างลึกซึ้ง

 

นั่นคือคำว่า ‘Builder’ หรือ ‘ผู้ประกอบสร้างอนาคต’

 

เพราะไม่ว่าพวกเขาจะสร้างธุรกิจ สร้างแบรนด์ สร้างผลงาน สร้างชุมชน หรือสร้างวัฒนธรรม สิ่งที่เหมือนกันคือ พวกเขากำลังสร้างอนาคตของประเทศไทยในแบบของตัวเอง

 

ดังนั้นผมเชื่อว่าถ้า Builder คือคนที่จะสร้างอนาคต ประเทศไทยก็ต้องมีพื้นที่ที่ทำให้คนเหล่านี้ได้มาเจอกัน ได้เรียนรู้จากกัน และได้สร้างโอกาสใหม่ร่วมกัน

 

นั่นคือเหตุผลที่เราเลือกธีม The Age of Builders ให้กับ The Secret Sauce Summit 2026

 

เราไม่ได้ตั้งใจสร้างเพียงงานสัมมนา แต่ตั้งใจสร้างพื้นที่ที่ผู้ประกอบการ นักสร้างสรรค์ นักวิทยาศาสตร์ นักออกแบบ เชฟ ศิลปิน นักลงทุน และคนที่กำลังลงมือสร้างอะไรบางอย่าง ได้มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ มองเห็นกติกาใหม่ของโลก และกลับไปสร้างอนาคตในแบบของตัวเอง

 

เพราะท้ายที่สุด สิ่งที่เปลี่ยนโลก ไม่ใช่คนที่ทำนายอนาคตได้แม่นที่สุด แต่คือคนที่ลงมือสร้างมัน

 

Welcome to The Age of Builders.

 
The Secret Sauce Summit 2026
“THE AGE OF BUILDERS”
 

The post ก้าวสู่ The Age of Builder: เมื่อโลกไม่ได้แค่ถูก Disruption แต่กำลัง ‘Rearrange’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
AI Ecosystem: โอกาสการลงทุนตามห่วงโซ่คุณค่าของปัญญาประดิษฐ์ จากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ https://thestandard.co/ai-ecosystem-investment-value-chain/ Thu, 23 Jul 2026 08:16:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1234108 ภาพแสดงระบบนิเวศ AI และโอกาสการลงทุน

ปัจจุบัน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligenc […]

The post AI Ecosystem: โอกาสการลงทุนตามห่วงโซ่คุณค่าของปัญญาประดิษฐ์ จากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงระบบนิเวศ AI และโอกาสการลงทุน

ปัจจุบัน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ได้กลายเป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์สำคัญของโลก และกำลังเข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิต การแพทย์ การเงิน หรือการสื่อสาร ส่งผลให้บริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI ได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

 
 

การลงทุนผ่านกองทุนรวมจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงโอกาสการเติบโตของอุตสาหกรรม AI ได้อย่างดี โดยกองทุนสามารถกระจายการลงทุนในบริษัทที่อยู่ใน AI Ecosystem ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ ต้นน้ำ อันเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตของ AI, กลางน้ำ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม โมเดล และซอฟต์แวร์ ไปจนถึง ปลายน้ำ ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่นำ AI ไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์และบริการ โดยสามารถสรุปองค์ประกอบสำคัญของ AI Ecosystem ได้ดังนี้

 

ต้นน้ำ: รากฐานของการเติบโตของ AI

 

การพัฒนา AI ต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีจำนวนมาก ตั้งแต่วัตถุดิบสำคัญอย่างแร่หายากและโลหะเชิงยุทธศาสตร์ ไปจนถึงเซมิคอนดักเตอร์ หน่วยความจำประสิทธิภาพสูง ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบเครือข่าย และคลาวด์คอมพิวติ้ง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ AI สามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยความต้องการด้าน AI ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว บริษัทในกลุ่มนี้จึงได้รับประโยชน์โดยตรงจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทั่วโลก

 

กลางน้ำ: ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มและโซลูชัน AI

 

ถัดจากโครงสร้างพื้นฐาน คือกลุ่มบริษัทที่พัฒนาแพลตฟอร์ม ซอฟต์แวร์ และโมเดล AI รวมถึงผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีดิจิทัลที่นำ AI เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ กลุ่มธุรกิจนี้มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงศักยภาพของฮาร์ดแวร์เข้ากับการใช้งานจริง ทำให้ AI สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กรและผู้บริโภคได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

ปลายน้ำ: ผู้ได้รับประโยชน์จากการนำ AI ไปใช้งานจริง

 

ในระยะยาว ผู้ที่ได้รับประโยชน์จาก AI อาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบริษัทเทคโนโลยี แต่รวมถึงองค์กรในหลากหลายอุตสาหกรรมที่สามารถนำ AI ไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ตัวอย่างการใช้งานที่เห็นได้ชัด ได้แก่ การวิเคราะห์ข้อมูลทางการแพทย์ ระบบอัตโนมัติในภาคอุตสาหกรรม การบริหารความเสี่ยงทางการเงิน การพัฒนายานยนต์อัจฉริยะ รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลในอุตสาหกรรมอวกาศและการสื่อสารผ่านดาวเทียม

 

โอกาสการลงทุนตลอดทั้ง AI Ecosystem

 

จุดเด่นของการลงทุนใน AI คือ โอกาสไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง แต่กระจายอยู่ตลอดทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ผู้ผลิต วัตถุดิบและชิปประมวลผล ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มและซอฟต์แวร์ ไปจนถึงองค์กรที่นำ AI ไปสร้างมูลค่าเพิ่มในภาคเศรษฐกิจ

 

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเข้าถึงโอกาสดังกล่าว SCBAM มีทางเลือกการลงทุนที่ครอบคลุมใน AI Ecosystem โดยใน กลุ่มต้นน้ำ ซึ่งเป็นรากฐานของนวัตกรรม ได้แก่ SCBRARE ที่มุ่งเน้นการลงทุนในหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับแร่หายากและโลหะเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตชิปเพื่อรองรับเทคโนโลยี AI และ SCBSEMI ที่ลงทุนในหุ้นของบริษัทชั้นนำด้านเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก

 

ขณะที่ กลุ่มกลางน้ำ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและการนำ AI ไปสู่การใช้งานจริง ได้แก่ SCBROBO ที่มุ่งลงทุนในหุ้นของบริษัทด้านหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีอัจฉริยะ

 

ส่วน กลุ่มปลายน้ำ ที่ได้รับอานิสงส์จากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในภาคธุรกิจ ได้แก่ SCBDIGI ซึ่งช่วยกระจายการลงทุนไปยังหุ้นของธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของ AI ในหลากหลายมิติ เช่น ธุรกิจด้าน Internet of Things (IoT) ธุรกิจด้าน Cloud Computing และธุรกิจด้าน Automation เป็นต้น

 

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกดิจิทัล AI กำลังก้าวขึ้นเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานที่มีบทบาทสำคัญไม่ต่างจากอินเทอร์เน็ตในอดีต และมีแนวโน้มที่จะเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลกในอนาคต การลงทุนผ่านกองทุนที่สามารถเข้าถึงบริษัทใน AI Ecosystem ได้อย่างครอบคลุมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการเปิดรับโอกาสการเติบโตของ AI อย่างรอบด้าน พร้อมสร้างศักยภาพในการลงทุนระยะยาวท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกเทคโนโลยี

 

คำเตือน:

  • กองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไร จากอัตราแลกเปลี่ยน หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
  • การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน
  • สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ บลจ.ไทยพาณิชย์ โทร. 0 2777 7777 www.scbam.com

 

ภาพ: Shutterstock AI

The post AI Ecosystem: โอกาสการลงทุนตามห่วงโซ่คุณค่าของปัญญาประดิษฐ์ จากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Governing Intelligence: รถมาแล้ว ‘สัญญาณไฟ’ พร้อมหรือยัง https://thestandard.co/ai-governance-thailand-trust/ Thu, 23 Jul 2026 05:17:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1233996 ภาพประกอบแสดงแนวคิดการกำกับดูแล AI เปรียบเสมือนสัญญาณไฟจราจร

ลองจินตนาการถึงเมืองหนึ่งที่มีรถยนต์เพิ่มขึ้นบนท้องถนนเ […]

The post Governing Intelligence: รถมาแล้ว ‘สัญญาณไฟ’ พร้อมหรือยัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงแนวคิดการกำกับดูแล AI เปรียบเสมือนสัญญาณไฟจราจร

ลองจินตนาการถึงเมืองหนึ่งที่มีรถยนต์เพิ่มขึ้นบนท้องถนนเร็วกว่าการติดตั้งสัญญาณไฟจราจร

 

ในช่วงแรก รถเพียงร้อยคันอาจขับเคลื่อนได้อย่างราบรื่น หรือแม้แต่พันคันก็ยังพอไปได้ แต่เมื่อจำนวนรถเพิ่มขึ้น ทางแยกที่เคยเงียบสงบก็เริ่มเกิดเหตุเฉี่ยวชน สัญญาณไฟบางแยกใช้งานได้ ขณะที่อีกหลายแยกยังไม่มี ผู้ขับขี่มีทั้งระมัดระวังและไม่ระวัง ขณะที่บางคนเลือกเสี่ยง ความไม่สมดุลของระบบเริ่มชัดเจนขึ้น ความไม่สมดุลระหว่างจำนวนรถบนท้องถนนกับระบบที่ใช้กำกับการจราจรก็เริ่มปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน

 

ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเดินเข้าสู่ช่วงเวลาเดียวกัน

 

โลกไม่ได้ขาดระบบกำกับดูแล AI เสียทีเดียว เรามีกฎหมาย นโยบาย คณะกรรมการกำกับดูแลมาตรฐานอุตสาหกรรม และหลักการกำกับดูแลภายในองค์กรอยู่แล้ว แต่สิ่งเหล่านี้กำลังพัฒนาไม่ทันกับความเร็วของการนำ AI ไปใช้งาน ในทุกสัปดาห์ ระบบ AI แบบอัตโนมัติ (Autonomous Agents) โมเดล AI รุ่นใหม่ และเวิร์กโฟลว์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ถูกนำไปใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และบริการสาธารณะ

 

เช่นเดียวกับเมืองที่มีสัญญาณไฟจราจรอยู่แล้ว แต่ยังมีไม่เพียงพอ และยังถูกติดตั้งไม่ทันกับจำนวน ‘รถ’ ที่กำลังหลั่งไหลเข้าสู่ท้องถนน

 

คำถามสำคัญจึงเริ่มเปลี่ยนไป เราไม่ได้ตั้งคำถามเพียงว่า ‘จะสร้าง AI ให้ฉลาดขึ้นได้อย่างไร?’ แต่กำลังถามว่า “จะทำอย่างไรให้ AI ที่มีบทบาทในการตัดสินใจแทนมนุษย์ มีความปลอดภัย โปร่งใส และได้รับความไว้วางใจ?”

 

เพราะความเสี่ยงในวันนี้ไม่ใช่การที่ AI ยัง ‘คิดไม่เป็น’ แต่คือ AI กำลังเริ่ม ‘คิดแทนมนุษย์’

 

แนวโน้มนี้กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ผลการศึกษาของ KPMG ร่วมกับ University of Melbourne ซึ่งสำรวจพนักงานกว่า 48,000 คนจาก 47 ประเทศ พบว่า 58% ใช้ AI ในการทำงานอย่างตั้งใจ ขณะที่มากกว่าครึ่งยอมรับว่า AI เคยก่อให้เกิดข้อผิดพลาดในการทำงาน และ 58% นำผลลัพธ์จาก AI ไปใช้งานโดยไม่ได้ตรวจสอบอย่างเพียงพอ

 

ภาพเดียวกันกำลังเกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลการหารือของ ASEAN Economic Community ระบุว่า 85% ขององค์กรเริ่มนำ AI มาใช้งานแล้ว แต่ 47% กลับรู้สึกกังวลต่อผลกระทบของ AI มากกว่ารู้สึกตื่นเต้นกับโอกาสที่เทคโนโลยีนี้จะนำมา

 

ประเทศไทยเองก็อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเดียวกัน AI กำลังถูกนำไปประยุกต์ใช้ในภาคการเงิน สาธารณสุข การศึกษา และภาครัฐอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็เร่งสร้าง ‘สัญญาณไฟจราจร’ ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมา สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติ AI ฉบับปรับปรุง ซึ่งนำแนวคิดการกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยง (Risk-based Framework) จาก EU AI Act มาปรับใช้กับบริบทของประเทศไทย พร้อมผลักดันการจัดตั้ง Regulatory Sandbox การยกระดับ AI Governance Centre และการพัฒนาบุคลากรด้าน AI Governance จาก 40 คนเป็น 3,000 คนภายในปี 2570

 

การกำกับดูแล AI ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อความปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังเป็นรากฐานของความไว้วางใจเมื่อคุณขับรถอยู่ในเมืองที่มีกฎจราจรชัดเจน มีสัญญาณไฟที่ทำงานได้ และทุกคนปฏิบัติตามกติกาที่คาดการณ์ได้ คุณย่อมขับรถได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ไม่ใช่เพราะคุณมองโลกในแง่ดีเกินไป แต่เพราะโครงสร้างพื้นฐานเหล่านั้นช่วยให้คุณมุ่งความสนใจไปที่จุดหมายปลายทาง แทนที่จะต้องกังวลตลอดเวลาว่าอะไรอาจผิดพลาดระหว่างทาง

 

AI Governance ก็มีบทบาทไม่ต่างกันสำหรับผู้ที่ใช้งาน AI กฎเกณฑ์ไม่ได้เป็นข้อจำกัดของความไว้วางใจ แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ความไว้วางใจสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่แรก

 

สำหรับ SCBX คำถามนี้คือสิ่งที่เรากลับมาทบทวนอยู่เสมอ ในขณะที่เรากำลังก้าวสู่การเป็น AI-First Organization เราเชื่อว่าความได้เปรียบในการแข่งขันของ AI ในระยะต่อไป จะไม่ได้ถูกตัดสินจากการที่ใครสามารถเข้าถึงโมเดล AI ที่ทรงพลังที่สุด แต่จะถูกตัดสินจากการที่ใครสามารถสร้าง ‘ระบบรอบตัว AI’ ที่ผู้คนพร้อมจะไว้วางใจได้มากกว่า

 

เพราะในวันนี้ ความไว้วางใจไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นมาตรฐานขั้นต่ำที่ลูกค้า พนักงาน และหน่วยงานกำกับดูแลต่างคาดหวัง ก่อนที่จะยอมพึ่งพาหรือใช้งานระบบ AI ใด ๆ

 

นี่คือเหตุผลที่ SCBX AI Outlook 2026: The Age of Abundant Intelligence นิยามยุคถัดไปของ AI ว่าเป็น ‘Governing Intelligence’

 

ในโลกที่องค์กรเกือบทุกแห่งกำลังจะสามารถเข้าถึง Frontier AI Models ชุดเดียวกันได้ โมเดลเพียงอย่างเดียวจะไม่ใช่ความแตกต่างอีกต่อไป ความได้เปรียบจะย้ายไปอยู่ที่ทุกสิ่งที่รายล้อมโมเดลนั้น ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล (Data) กระบวนการทำงาน (Workflows) การบริหารความเสี่ยง (Risk Management) ระบบกำกับดูแล (Governance) และเหนือสิ่งอื่นใดคือ วิจารณญาณของมนุษย์ (Human Judgment)

 

ลองจินตนาการถึงเมืองเดิมอีกครั้ง

 

รถยนต์ยังคงหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่ครั้งนี้สัญญาณไฟจราจรถูกติดตั้งได้ทันเวลา ถนนได้รับการออกแบบให้รองรับปริมาณการจราจรที่เพิ่มขึ้น และผู้ขับขี่ต่างเข้าใจว่ากฎจราจรไม่ได้มีไว้เพื่อทำให้ทุกคนเดินทางช้าลง แต่มีไว้เพื่อให้ทุกคนสามารถเดินหน้าได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย โดยไม่ต้องหวาดกลัวกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้นระหว่างทาง

 

นั่นคือภาพของ AI ในระยะต่อไปที่เราควรร่วมกันสร้าง ไม่ใช่การแข่งขันเพื่อสร้าง AI ที่ฉลาดที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่คือการร่วมกันสร้างโลกที่พร้อมรองรับ AI ผ่านระบบ โครงสร้างพื้นฐาน และกลไกกำกับดูแลที่แข็งแกร่ง เพื่อให้ AI สามารถเติบโต สร้างคุณค่า และได้รับความไว้วางใจจากผู้คนอย่างยั่งยืน

 

อ่าน SCBX AI Outlook 2026 ฉบับเต็มได้ทาง LINE OA : https://lin.ee/8dvXKVs

The post Governing Intelligence: รถมาแล้ว ‘สัญญาณไฟ’ พร้อมหรือยัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สัมภาษณ์เสด็จพ่อ Christopher Nolan ยิ่งโลกไปไกล เรายิ่งต้องกลับไปหาสิ่งที่เป็นมนุษย์ https://thestandard.co/nolan-odyssey-human-creativity-ai/ Wed, 22 Jul 2026 07:21:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1233642 ภาพ Christopher Nolan ผู้กำกับภาพยนตร์ The Odyssey

ในยุคที่ AI สามารถสร้างได้แทบทุกอย่าง Christopher Nolan […]

The post สัมภาษณ์เสด็จพ่อ Christopher Nolan ยิ่งโลกไปไกล เรายิ่งต้องกลับไปหาสิ่งที่เป็นมนุษย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ Christopher Nolan ผู้กำกับภาพยนตร์ The Odyssey

ในยุคที่ AI สามารถสร้างได้แทบทุกอย่าง Christopher Nolan ยังเชื่อว่ามีสิ่งหนึ่งที่ไม่มีอะไรมาทดแทนได้ นั่นคือความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์

 

ผมเดินทางไปมุมไบ ประเทศอินเดีย เพื่อร่วมงานพรีเมียร์ของ The Odyssey และสัมภาษณ์ Christopher Nolan, Matt Damon และ Tom Holland

 

นอกห้องสัมภาษณ์คือมุมไบ เมืองที่เต็มไปด้วยเสียงรถ ผู้คน ความร้อน และพลังงานที่เคลื่อนไหวไม่หยุด แต่เมื่อประตูห้องปิดลง บรรยากาศกลับนิ่งอย่างประหลาด ทีมงานเตรียมกล้อง เช็กเวลา ก่อนเริ่มนับถอยหลัง

 

“Five, four, three, two, one.”

 

Christopher Nolan นั่งอยู่ตรงหน้าผม

 

 

 
 

สัมภาษณ์เสด็จพ่อ Christopher Nolan

 

ความรู้สึกแรกเมื่อพบเขาตัวจริงคือความนิ่ง สุขุม และบารมีบางอย่างที่สัมผัสได้ทันที เขาแทบไม่ต้องแสดงอำนาจผ่านน้ำเสียงหรือท่าทาง แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้สร้างกำแพงระหว่างตัวเองกับคู่สนทนา เขาฟัง มองตา ยิ้ม และตอบทุกคำถามอย่างตั้งใจ

 

แก้ว tumbler ใส่ชาวางอยู่ใกล้ตัว เขายกขึ้นจิบเป็นระยะ ไม่มีท่าทีรีบร้อน แม้ทุกนาทีของบทสนทนาจะถูกจับเวลาไว้อย่างแม่นยำ

 

สำหรับคนทำงานกับเรื่องเล่า ชื่อ Christopher Nolan แทบไม่ต้องการคำอธิบาย เขาคือผู้กำกับไม่กี่คนของยุคที่สามารถยืนอยู่ระหว่างศิลปะ เทคโนโลยี และภาพยนตร์กระแสหลักได้อย่างมั่นคง

 

จาก Memento ที่ทำให้ความทรงจำกลายเป็นโครงสร้างของเรื่อง Inception ที่ซ้อนโลกของความฝัน Interstellar ที่พาผู้ชมออกไปไกลระดับจักรวาลแต่ยังมีความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกเป็นแรงโน้มถ่วงทางอารมณ์ ไปจนถึง The Dark Knight, Dunkirk, Tenet และ Oppenheimer

 

Nolan สร้างอาชีพจากการผลักขอบเขตของภาพยนตร์ออกไปทุกครั้ง

 

เขาเป็นผู้กำกับประเภทที่หาได้ยากใน Hollywood: ได้รับความนิยมราวกับซูเปอร์สตาร์ ขณะเดียวกันก็มีความทะเยอทะยานทางความคิดในระดับสูง ชื่อของ Nolan บนโปสเตอร์สามารถกลายเป็นจุดขายที่สำคัญกว่ารายชื่อนักแสดง หนังของเขาทดลองกับเวลา โครงสร้าง และการรับรู้ของผู้ชม แต่ยังดึงคนจำนวนมหาศาลเข้าโรงภาพยนตร์ เขาสร้างหนังซับซ้อนโดยไม่ละทิ้งคนดู และสร้างภาพยนตร์เชิงพาณิชย์โดยไม่ลดทอนวิสัยทัศน์ จนแฟนหนังชาวไทยบูชาเขาด้วยคำว่า ‘เสด็จพ่อโนแลน’

 

หลังจาก Oppenheimer ประสบความสำเร็จสูงสุดทั้งในเชิงรายได้และรางวัล รวมถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและผู้กำกับยอดเยี่ยมบนเวทีออสการ์ คำถามจึงไม่ใช่ว่า Christopher Nolan ยังต้องพิสูจน์อะไรอีก

 

แต่คือ เมื่อคนคนหนึ่งแทบไม่ต้องพิสูจน์อะไรแล้ว เขาจะเลือกเดิมพันกับอะไรต่อ

 

คำตอบคือเรื่องเล่าอายุเกือบ 3,000 ปี

 

สัมภาษณ์เสด็จพ่อ Christopher Nolan

 

The Odyssey เรื่องเล่า 3,000 ปี ในโลกที่กำลังเปลี่ยนเร็วที่สุด

 

The Odyssey คือมหากาพย์กรีกของ Homer ว่าด้วย Odysseus กษัตริย์แห่ง Ithaca ผู้พยายามเดินทางกลับบ้านหลังสงครามโทรจัน การเดินทางที่ควรสิ้นสุดลงพร้อมสงครามกลับยืดเยื้อออกไปอีกสิบปี ผ่านทะเล เทพเจ้า สัตว์ประหลาด การล่อลวง ความสูญเสีย และผลจากการตัดสินใจของตัวเอง

 

สัมภาษณ์เสด็จพ่อ Christopher Nolan

 

นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของนักรบที่พยายามเอาชีวิตรอด แต่เป็นเรื่องของมนุษย์คนหนึ่งที่ผ่านสงครามมาแล้ว และต้องหาทางกลับไปหาบ้าน ครอบครัว รวมถึงตัวตนของเขาเอง

 

สำหรับ Nolan เสน่ห์ของเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องอธิบายด้วยทฤษฎีซับซ้อน

 

“ผมพยายามไม่วิเคราะห์ตัวเองมากเกินไปเวลาเลือกโปรเจกต์” เขาบอก “ผมอยากถูกดึงดูดด้วยเรื่องราวและตัวละคร”

 

“มหากาพย์ของ Homer ทำให้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าหลงใหลมาเกือบ 3,000 ปี เพราะมันเป็นทั้งเรื่องราวของการเดินทางกลับบ้าน การก้าวผ่านวัย ความรัก สงคราม และความตาย นั่นคือสิ่งที่ดึงดูดผม เหตุผลที่ผลงานชิ้นนี้ยังคงยืนยง เป็นเพราะมันมีประเด็นความเป็นมนุษย์ที่เป็นสากลและเข้าถึงได้”

 

เป็นคำตอบที่น่าสนใจจากผู้กำกับซึ่งถูกพูดถึงเรื่องอนาคตของภาพยนตร์มากที่สุดคนหนึ่ง หลังจากสร้างหนังเกี่ยวกับความฝัน เวลา อวกาศ สงคราม ฟิสิกส์ และอาวุธนิวเคลียร์ Nolan กลับเลือกเดินไปข้างหน้าด้วยการย้อนกลับไปหาเรื่องเล่าเก่าแก่ที่สุดเรื่องหนึ่งของมนุษยชาติ

 

บางทีความใหม่อาจไม่ใช่การหลบหนีจากคำถามเก่า แต่อาจเป็นการกลับไปถามคำถามเดิมอีกครั้ง ในโลกที่เปลี่ยนไปแล้ว

 

สงคราม ความไม่แน่นอน เทคโนโลยีที่พัฒนาเร็วกว่าความสามารถของสังคมในการทำความเข้าใจ และ AI ที่กำลังตั้งคำถามใหม่ต่ออาชีพสร้างสรรค์ทั้งหมด ทำให้คำถามอายุหลายพันปีของ The Odyssey ฟังดูร่วมสมัยอย่างน่าประหลาด

 

เมื่อผมถามว่า ในยุคที่ AI สามารถสร้างได้แทบทุกอย่าง อะไรคือสิ่งที่ทำให้นักเล่าเรื่องคนหนึ่งยังยอดเยี่ยม Nolan แทบไม่ลังเลตอบ

 

“ผมคิดว่ามันคือความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์”

 

ก่อนจะตามด้วยประโยคสั้นๆ

 

“ไม่มีอะไรมาแทนที่ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ได้”

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ Nolan ไม่ได้อธิบาย human creativity ในฐานะพลังพิเศษของอัจฉริยะเพียงคนเดียว ตรงกันข้าม เขาพูดถึงคนเป็นพันคน

 

“เวลาคุณทำหนัง คุณต้องทำงานกับคนเป็นพันๆ คน ทุกคนต่างนำจินตนาการและประกายความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองเข้ามา ตั้งแต่ production designer, cinematographer, visual-effects supervisor ไปจนถึงนักแสดงอย่าง Matt Damon, Tom Holland และ Anne Hathaway ทุกคนนำการตีความของตัวเองเข้ามาในผลงาน”

 

Nolan เปรียบสิ่งนี้กับ Homer เราไม่อาจรู้แน่ชัดด้วยซ้ำว่า Homer คือบุคคลเพียงคนเดียว คนหลายคน หรือชื่อที่ผูกอยู่กับวิวัฒนาการของเรื่องเล่าซึ่งถูกส่งต่อผ่านวัฒนธรรมมุขปาฐะ

 

“ผมคิดว่าสิ่งนี้เชื่อมโยงกับภาพยนตร์ได้ดี เพราะภาพยนตร์คือการที่คนจำนวนมากมารวมตัวกัน”

 

ภาพจำของ Christopher Nolan มักเป็นนักเล่าเรื่องผู้มีวิสัยทัศน์ชัดเจนและควบคุมโลกในภาพยนตร์ของตัวเองอย่างแม่นยำ แต่คำอธิบายของเขากลับเผยให้เห็นภาพอีกแบบหนึ่ง

 

ในกองถ่าย Nolan พยายามทำหน้าที่เป็น “ผู้ชม”

 

“ผมพยายามชี้แนะผู้คน และพยายามทำตัวเป็นผู้ชมเวลาอยู่ในกองถ่าย”

 

เขาชี้ทิศทาง แต่ขณะเดียวกันก็เฝ้ามองว่า เมื่อคนเก่งจำนวนมากนำจินตนาการและการตีความของตัวเองเข้ามา สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้ากล้องกำลังกลายเป็นอะไร

 

แม้ The Odyssey จะใช้เทคโนโลยีภาพยนตร์ระดับสูง แต่ Nolan ยืนยันว่า “นี่คือภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นด้วยวิธีแบบ analog และมีความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์อยู่แนวหน้าอย่างแท้จริง มันคือสัมผัสของความเป็นมนุษย์”

 

ผู้นำในแบบที่คนตรงหน้าต้องการ

 

การกำกับภาพยนตร์ระดับ The Odyssey ไม่ใช่เพียงงานสร้างสรรค์ แต่คือการนำองค์กรชั่วคราวขนาดมหึมา

 

วิสัยทัศน์อาจเริ่มต้นอยู่ในหัวของคนเพียงคนเดียว แต่คนอีกนับพันไม่สามารถเห็นภาพเดียวกันได้โดยอัตโนมัติ ผู้กำกับต้องแปลงภาพนั้นให้กลายเป็นการตัดสินใจ ระบบการทำงาน และความเชื่อร่วมกัน

 

นี่เป็นเหตุผลที่ผมสนใจ Nolan ไม่ใช่เพียงในฐานะผู้กำกับ แต่ในฐานะผู้นำ

 

เมื่อถามว่าเขาดึงสิ่งที่ดีที่สุดออกมาจากทีมอย่างไร Nolan ให้คำตอบที่เรียบง่ายอย่างน่าประหลาด

 

“ผมพยายามเป็นผู้กำกับในแบบที่พวกเขาต้องการให้ผมเป็น”

 

สัมภาษณ์เสด็จพ่อ Christopher Nolan

 

โดยเฉพาะกับนักแสดง เขาเชื่อว่านักแสดงที่ยอดเยี่ยมแต่ละคนมีกระบวนการทำงานเป็นของตัวเอง หน้าที่ของผู้กำกับจึงไม่ใช่การบังคับให้ทุกคนเข้าสู่ระบบเดียวกัน แต่คือการฟัง สังเกต และเข้าใจว่าแต่ละคนต้องการอะไร

 

“ผมรักนักแสดง ผมชอบช่วยเหลือพวกเขา แม้แต่ละคนจะมีกระบวนการแตกต่างกัน แต่พวกเขาสามารถมารวมตัวและปรับเข้าหาสไตล์ของกันและกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ”

 

“ดังนั้นผมจึงพยายามฟัง สังเกตว่าพวกเขาต้องการอะไร และมอบสิ่งนั้นให้ บางครั้งคุณต้องใช้เสียงดังและนำอยู่ข้างหน้า แต่บางครั้งคุณต้องถอยออกมา และปล่อยให้สิ่งต่างๆ ดำเนินไปตามทางของมัน”

 

เบื้องหลังความสงบนิ่งนั้นคือการผลิตขนาดมหึมา The Odyssey ถ่ายทำ 91 วันใน 6 ประเทศ ใช้ทั้งสถานที่จริง ทะเลเปิด และสภาพอากาศที่ควบคุมไม่ได้ แต่ทีมกลับปิดกล้องเร็วกว่ากำหนด 9 วัน

 

คำถามคือ วิธีคิดเช่นนี้ทำงานอย่างไร เมื่อโปรเจกต์ตรงหน้ามีขนาดใหญ่จนแม้แต่คนที่อยู่ในนั้นเองยังมองว่าแทบเป็นไปไม่ได้

 

คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ในบทสนทนากับ Matt Damon

 

สัมภาษณ์เสด็จพ่อ Christopher Nolan

 

Damon ผู้รับบท Odysseus ยอมรับกับผมว่านี่คืองานแสดงที่ยากที่สุดในชีวิตของเขา เมื่อมองสเกลของ The Odyssey เขารู้สึกว่าสิ่งที่ Nolan กำลังพยายามทำแทบเป็นไปไม่ได้

 

“ผมได้เรียนรู้ว่า คุณสามารถฝันถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้และทำให้มันเกิดขึ้นจริงได้ ถ้าคุณเตรียมตัวและประสานงานได้ดีพอ”

 

ทีมงานนับพันคนเข้ามามีส่วนร่วมกับภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่สำหรับ Damon ความยิ่งใหญ่ของมันไม่ได้เกิดจากฮีโร่เพียงคนเดียว หากเกิดจากการค่อยๆ ทำงานทีละอย่าง

 

“ถ้าคุณค่อยๆ ก้าวไปทีละก้าว ในที่สุดคุณก็จะไปถึงยอดเขาได้”

 

เมื่อสิ้นสุดวันยากๆ ในกองถ่าย ผู้คนจะมองไปรอบตัวด้วยความรู้สึกว่า สิ่งที่ดูแทบเป็นไปไม่ได้เมื่อเช้าเพิ่งเกิดขึ้นจริงตรงหน้า

 

“ว้าว เราทำได้แล้ว งั้นพรุ่งนี้กลับมาลองกันใหม่”

 

แล้ววันรุ่งขึ้น พวกเขาก็ทำแบบเดิมอีกครั้ง

 

เทคโนโลยีที่เลียนแบบดวงตามนุษย์

 

The Odyssey คือภาพยนตร์เรื่องแรกที่ถ่ายด้วยกล้อง IMAX film ตลอดทั้งเรื่อง ทีมงานใช้ฟิล์ม IMAX 70 มม. รวมกว่า 2.1 ล้านฟุต และพัฒนากล้องรุ่นใหม่ชื่อ Keighley พร้อมอุปกรณ์ครอบกล้องเก็บเสียงหรือ “blimp” เพื่อให้กล้อง IMAX ซึ่งเคยดังเกินกว่าจะถ่ายฉากสนทนาใกล้ชิด สามารถบันทึกเสียงพร้อมภาพได้จริง

 

ความทะเยอทะยานทางเทคโนโลยีของ The Odyssey เริ่มต้นก่อนภาพยนตร์เรื่องนี้หลายสิบปี

 

Nolan บอกว่า เขาอยากสร้างภาพยนตร์ด้วยกล้อง IMAX ทั้งเรื่องมาตั้งแต่อายุ 16 ปี ในสายตาของเขา นี่คือหนึ่งในระบบภาพที่มีคุณภาพสูงที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยสร้างขึ้น แต่กล้อง IMAX film แบบดั้งเดิมมีขนาดใหญ่ เทอะทะ และเสียงดังมาก จนสร้างข้อจำกัดสำคัญต่อฉากสนทนาและภาพระยะใกล้

 

จนกระทั่ง The Odyssey

 

Nolan และทีมพัฒนาระบบเก็บเสียงที่เปิดความเป็นไปได้ใหม่ให้กับกล้อง IMAX

 

“มันเปิดความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่น่าสนใจสำหรับคนทำหนัง”

 

แต่ปลายทางของเทคโนโลยีซับซ้อนทั้งหมดกลับเป็นเป้าหมายที่เรียบง่าย

 

“มันเป็นวิธีที่ใกล้เคียงกับที่ดวงตามนุษย์มองเห็นมากที่สุด”

 

สัมภาษณ์เสด็จพ่อ Christopher Nolan

 

Tom Holland บอกผมว่า วิธีทำงานของ Nolan เปลี่ยนสิ่งที่เขาเคยคุ้นชินจากภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์

 

“เวลาคุณอ่านบท คุณจะถูกตั้งโปรแกรมให้คิดว่า ‘ฉากนี้คงต้องใช้ CGI แน่ๆ และเราคงต้องถ่ายในสตูดิโอ’”

 

แต่เมื่อ Holland ถามว่า Nolan จะถ่ายฉากเหล่านั้นอย่างไร คำตอบคือ

 

“เขาบอกว่า ‘ผมอยากสร้างมันขึ้นมาจริงๆ และผมอยากถ่ายในสถานที่จริง’”

 

การผลิตใช้เรือจริง ฉากขนาดใหญ่ และสถานที่จริงในหลายประเทศ Nolan อธิบายว่า เขาต้องการให้ฉากออกเรือหรือเผชิญพายุมีความรู้สึกเกือบเหมือนสารคดีไม่ใช่เพียงให้ผู้ชมเห็น แต่ให้รู้สึกเหมือนอยู่ตรงนั้น ให้นักแสดงยืนอยู่ตรงนั้นจริง มองเห็นจริง ได้ยินจริง และสัมผัสน้ำ ลม ความร้อน หรือระยะทางจริง

 

Holland เปรียบเทียบประสบการณ์นี้กับหนังฟอร์มยักษ์ที่เขาเคยทำ ซึ่งบางโปรเจกต์แทบไม่ได้พานักแสดงออกไปนอกสตูดิโอ การทำงานในโลกของ Nolan จึงเป็นประสบการณ์อีกขั้วหนึ่ง

 

“มีบางวันที่กองถ่าย ซึ่งจนถึงตอนนี้ผมยังพยายามทำความเข้าใจกับภาพที่เกิดขึ้นอยู่เลย”

 

หลายปีก่อน Holland เคยพูดว่าเขาอยากทำงานกับ Christopher Nolan เขาเป็นแฟน Memento และติดตามผลงานของ Nolan มานาน แต่เมื่อโอกาสมาถึงจริง เขากลับรู้สึกขอบคุณที่มันไม่ได้เกิดเร็วกว่านี้

 

“ผมดีใจที่เขาไม่ได้ติดต่อผมเมื่อห้าปีก่อน เพราะตอนนั้นผมอาจยังไม่พร้อมที่จะรับมือกับภาพยนตร์ขนาดนี้”

 

บางโอกาสอาจไม่ได้มาช้า เราเพียงต้องใช้เวลาเติบโตให้พร้อมสำหรับมัน

 

บ้านของ Nolan

 

The Odyssey คือหนึ่งในเรื่องเล่าการกลับบ้านที่สำคัญที่สุดของมนุษยชาติ

 

Odysseus ใช้เวลาสิบปีในสงคราม และอีกสิบปีเพื่อเดินทางกลับ Ithaca ระหว่างทาง เขาพบทั้งอำนาจ ความสุข การล่อลวง ความสูญเสีย และอุปสรรคที่ดูเหมือนไม่มีวันสิ้นสุด แต่แรงดึงดูดของเรื่องยังคงอยู่ที่เดิม

 

บ้าน

 

เมื่อผมถามว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้ความหมายของคำว่าบ้านเปลี่ยนไปอย่างไร Tom Holland เริ่มต้นด้วยการพูดถึงความโชคดี

 

“สิ่งที่ผมรู้สึกขอบคุณมากที่สุดในชีวิตคือครอบครัวของผม พวกเขาคือจุดยึดเหนี่ยว เป็นชุมชน และเป็นรากฐานของชีวิตประจำวันของผม ความสำเร็จมากมายในชีวิตล้วนมาจากคำสอนของพ่อแม่และพี่น้อง”

 

ขณะสนทนา เราทุกคนอยู่ที่มุมไบ ห่างจากครอบครัวไปอีกซีกโลก

 

“ผมไม่แน่ใจว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เปลี่ยนมุมมองที่ผมมีต่อครอบครัวหรือเปล่า แต่มันทำให้ความรักที่ผมมีต่อพวกเขาหนักแน่นขึ้น”

 

Matt Damon พยักหน้าเห็นด้วย

 

“ผมไม่คิดว่ามันเปลี่ยนมุมมอง แต่มันทำให้ความรู้สึกนั้นลึกซึ้งขึ้น”

 

สำหรับ Damon การถ่ายทำในสถานที่ห่างไกลจากภรรยาและลูกๆ ทำให้เขาเข้าถึงความรู้สึกของ Odysseus ได้ง่ายขึ้น เขาไม่จำเป็นต้องจินตนาการทั้งหมดว่าความคิดถึงบ้านเป็นอย่างไร เพราะความรู้สึกนั้นมีอยู่จริง

 

เมื่อผมนำคำถามเดียวกันไปถาม Nolan เขาหยุดคิดเล็กน้อย มืออยู่ใกล้ tumbler ใบเดิมที่เขาจิบชามาตลอดบทสนทนา

 

“เป็นคำถามที่ตอบยากเหมือนกัน”

 

ก่อนจะอธิบายว่า ความหมายของบ้านเปลี่ยนไปตามอายุและช่วงเวลาของชีวิต

 

“เมื่อคุณอายุมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีครอบครัว บ้านจะมีความหมายถึงสถานที่หรือที่ตั้งทางกายภาพน้อยลง แต่มันจะหมายถึงการได้อยู่ท่ามกลางเพื่อนและครอบครัวมากขึ้น”

 

ตลอดการสร้าง The Odyssey ทีมงานเดินทางข้ามโลก แต่ Nolan บอกว่า พวกเขายังคงรู้สึกถึงความผูกพันและการอยู่ร่วมกัน

 

“สำหรับพวกเราทุกคน การถ่ายทำภาพยนตร์ The Odyssey เป็นเหมือนการเดินทางข้ามโลก แต่พวกเราก็มักจะรู้สึกถึงความผูกพันและการอยู่ร่วมกันเสมอ”

 

“ผมคิดว่านั่นแหละคือความรู้สึกของการมีบ้าน”

 

ไม่กี่นาทีต่อมา กล้องหยุดบันทึก ผมลุกขึ้นลา Christopher Nolan และเดินออกจากห้อง

 

ข้างนอก มุมไบยังคงเคลื่อนไหวด้วยความเร็วของมัน ผู้คน รถยนต์ และเสียงของเมืองเดินหน้าต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

แต่ประโยคหนึ่งยังคงอยู่

 

“เมื่อเราอายุมากขึ้น บ้านจะหมายถึงสถานที่น้อยลง และหมายถึงการได้อยู่ท่ามกลางคนที่เรารักมากขึ้น”

 

บางที Odysseus อาจใช้เวลาสิบปีเพื่อค้นพบเรื่องนั้น

 

Nolan ใช้ภาพยนตร์หนึ่งเรื่อง

 

ส่วนพวกเราที่เหลือ อาจยังอยู่ระหว่างทาง.

 

 

สัมภาษณ์เสด็จพ่อ Christopher Nolan

The post สัมภาษณ์เสด็จพ่อ Christopher Nolan ยิ่งโลกไปไกล เรายิ่งต้องกลับไปหาสิ่งที่เป็นมนุษย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Studio Unknown สร้างแฟชั่นด้วยความเรียบที่บอกตัวตนได้ชัด https://thestandard.co/studio-unknown/ Mon, 20 Jul 2026 10:28:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1232970

ทำไมถึงหาเสื้อผ้าที่เห็นใน Pinterest ใส่ในชีวิตจริงไม่ไ […]

The post Studio Unknown สร้างแฟชั่นด้วยความเรียบที่บอกตัวตนได้ชัด appeared first on THE STANDARD.

]]>

ทำไมถึงหาเสื้อผ้าที่เห็นใน Pinterest ใส่ในชีวิตจริงไม่ได้ ? 

 

จากคำถามเริ่มต้นนั้น Studio Unknown จึงเกิดขึ้นเพื่อพิสูจน์ว่า ความเรียบง่ายไม่จำเป็นต้องธรรมดา ภายใต้แนวคิด “If you know, you know.” 

 

เรียบง่ายที่มีพลังมากกว่าพยายาม…โดดเด่น

Studio Unknown สร้างแฟชั่นด้วยความเรียบที่บอกตัวตนได้ชัด

Studio Unknown สร้างแฟชั่นด้วยความเรียบที่บอกตัวตนได้ชัด

เสื้อผ้าที่เรียบง่าย อาจเป็นสิ่งที่ออกแบบยากที่สุด ไม่ใช่การตัดรายละเอียดออก แต่ตรงกันข้าม ยิ่งดูเรียบมากเท่าไรทุกสัดส่วน ยิ่งต้องถูกคิดอย่างตั้งใจ เพราะเมื่อไม่มีอะไรดึงความสนใจ “รายละเอียด” จะกลายเป็นสิ่งที่คนจดจำที่สุด

 

ริกะ–ธิดากานต์ เตตานนทร์สกุล หนึ่งใน Builder ในงาน The Secret Sauce Summit 2026 เธอค้นพบ เสื้อผ้าเรียบๆ เพียงชิ้นเดียว หากสไตลิ่งอย่างเหมาะสม ก็สามารถสะท้อนตัวตนของผู้สวมใส่ได้มากกว่าเสื้อผ้าที่พยายามโดดเด่นเสียอีก

 

เธอเลือกที่จะลงมือสร้างแบรนด์จากศูนย์ ตั้งแต่การออกแบบ เลือกผ้า หาโรงงาน ไปจนถึงดูแลทุกรายละเอียดด้วยตัวเอง เพราะเชื่อว่าเสื้อผ้าที่ดี ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ทำให้คนดูดี แต่ควรทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกมั่นใจที่จะเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุด

Studio Unknown สร้างแฟชั่นด้วยความเรียบที่บอกตัวตนได้ชัด

คู่แข่งล้นตลาด แต่ยังคง “สร้างสิ่งที่เชื่อ” 

 

Studio Unknown เลือกโฟกัสที่ Core Value ของแบรนด์ ยึดมั่นในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ และพัฒนาโปรดักต์ให้ดีที่สุด โดยไม่เปรียบเทียบตัวเองกับใคร เพราะสำหรับเธอ สิ่งที่ทำให้แบรนด์เติบโตได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่การทำเหมือนคนอื่น แต่คือการรักษาเหตุผลที่ทำให้เริ่มต้นสร้างมันขึ้นมาตั้งแต่วันแรก

 

Studio Unknown ไม่ได้กำลังสร้างเพียงแบรนด์เสื้อผ้า
แต่กำลังสร้าง “Confidence in Unknown Possibilities”

พบกับ คุณริกะ Founder of Studio Unknown
บนเวที Young Entrepreneur ที่งาน
The Secret Sauce Summit 2026: The Age of Builders

 

📍9–10 SEPTEMBER 2026 | EMSPHERE
🎟 ซื้อบัตร คลิก!

The post Studio Unknown สร้างแฟชั่นด้วยความเรียบที่บอกตัวตนได้ชัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
S&P500 ดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้อง Equal-Weight https://thestandard.co/s-p500-equal-weight/ Mon, 20 Jul 2026 10:02:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1232966 ภาพรวมตลาดหุ้นสหรัฐฯ แสดงดัชนี S&P500 และ Dow Jones

ก่อนเข้าเรื่อง ขอแสดงความยินดีกับผู้เข้าชิงบอลโลก หรือ […]

The post S&P500 ดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้อง Equal-Weight appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรวมตลาดหุ้นสหรัฐฯ แสดงดัชนี S&P500 และ Dow Jones

ก่อนเข้าเรื่อง ขอแสดงความยินดีกับผู้เข้าชิงบอลโลก หรือ FIFA World Cup 2026 FINAL ซึ่งว่ากันว่าเป็นการโคจรมาพบกันแห่งโชคชะตาระหว่าง The GOAT อย่างLionel Messi และ The NEXT อย่าง Lamine Yamal …

 

เข้าเรื่องกันดีกว่าครับ คือ ต้องเล่าแบบนี้ครับ ในปี 2026 โลกการลงทุนช่วงหลังๆ มีกระแสถกเถียงในหมู่นักลงทุนว่า S&P 500 แบบที่เรารู้จักกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่มากเกินไป … พูดง่ายๆ คือ กลัวว่าดัชนีแพงไป เพราะ Tech, AI

 

จนมีการเสนอทางเลือกอย่าง Equal-Weight S&P 500 หรือ เป็น S&P500 ที่ลงทุน 500 ตัวเท่ากันหมด เพื่อ “กระจายความเสี่ยง” ให้มากขึ้น

 

ผมเข้าใจเหตุผลนะ จึงได้มีการหารือ พูดคุย กับ ญาติสนิทมิตรสหายในวงการการเงิน การลงทุน เรื่องนี้ และ เห็นเหมือนกันว่า

 

การลงทุน S&P500 แบบ Equal Weight อาจจะไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องในมุมมองของผม (พวกเรา)

 

1. Market-Cap Weight สะท้อนมูลค่าตลาดจริง และ สะท้อนทุนนิยม

 

อย่างแรกเลยนะครับ การให้น้ำหนักตามมูลค่าตลาดไม่ใช่ข้อบกพร่อง แต่คือกลไกที่ทำให้ดัชนีปรับตัวตามการเติบโตของบริษัทโดยอัตโนมัติ บริษัทที่มีน้ำหนักมากในดัชนีคือบริษัทที่ตลาดให้มูลค่าสูงจากผลประกอบการและกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง ไม่ใช่การจัดสรรตามอำเภอใจ

 

2. การเจาะ Sector นอกเทคโนโลยีคือการเดิมพัน ไม่ใช่ กระจายความเสี่ยง

 

การตัดหุ้นเทคโนโลยีออกโดยตั้งใจ เท่ากับเป็นการคาดการณ์ทิศทางตลาดด้วยตัวเอง (Active Bet) ซึ่งขัดกับหลักการลงทุนแบบ Passive ที่ S&P 500 ถูกออกแบบมาให้เป็นตัวแทน หากเทคโนโลยียังคงเป็นเครื่องยนต์หลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจ การตัดออกไปคือการเสียโอกาสมากกว่าการป้องกันความเสี่ยง

 

3. ความเรียบง่าย คือ ข้อได้เปรียบ

 

และด้วยความที่ S&P500 เป็นการลงทุนแบบ Passive ค่าธรรมเนียมจึงต่ำ สภาพคล่องสูง และ ไม่ต้องคาดเดา Sector Rotation ทำให้ S&P 500 มาตรฐานเหมาะกับนักลงทุนระยะยาวที่ต้องการผลตอบแทนใกล้เคียงตลาดโดยไม่ต้องบริหารจัดการเอง

 

พูดไปก็ไม่เห็นภาพดูภาพตามด้านล่างเลยครับ …

 

ผมเปรียบเทียบนะ … มีนักลงทุน 2 คน

 

คนแรกลงทุน VOO (Vanguard S&P 500 ETF) 50% และ SCHD (Schwab US Dividend Equity ETF) 50% … เป็นตัวแทนของ S&P500 ปกติ 50% และ หุ้นสหรัฐฯ เน้นปันผล 50% … จะมองว่า S&P500 เป็น Tech เลยก็ได้เอ้า

 

*แม้จริงๆ S&P500 ไม่ใช่ Tech ด้วยซ้ำ เพราะ Tech คิดเป็นเพียง 40% ของ S&P500 อีก 60% หรือ 493 ตัว คือ Non-Tech ที่เหลือ

 

อีกคนลงทุน RSP (Invesco S&P 500 Equal Weight ETF) เพราะ อยากจะ “กระจายความเสี่ยง”

 

ผลลัพท์ ก็ดูเอาตามภาพเลยแล้วกันครับ

 

ภาพรวมตลาดหุ้นสหรัฐฯ แสดงดัชนี S&P500 และ Dow Jones 1

 

  • พอร์ต VOO+SCHD มีต้นทุนต่ำกว่า RSP เกือบ 4 เท่า (Exp. Ratio หรือ Expense Ratio ต่ำกว่า) เมื่อคิดเป็นมูลค่าเงิน 10,000 ดอลลาร์ ส่วนต่างค่าธรรมเนียมนี้จะกัดกินผลตอบแทนของ RSP ทุกปีที่ถือครอง
  • ด้านผลตอบแทนย้อนหลัง RSP ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 12.3% ต่อปีในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เทียบกับ VOO ที่ 15.2% ส่วน SCHD ในช่วงเดียวกันทำได้ 11.8% ต่อปี

 

“เมื่อผสม VOO กับ SCHD ในสัดส่วน 50/50 จะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยโดยประมาณราว 13.8-13.9% ต่อปี ซึ่งยังคงสูงกว่า RSP ที่ 12.3% ด้วยค่าธรรมเนียมหรือต้นทุนที่ต่ำกว่า 4 เท่า”

 

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการถกเถียงเรื่อง Equal Weight หรือ Sector Rotation สุดท้ายแล้วสิ่งที่ตัดสินผลลัพธ์ในระยะยาวไม่ใช่ความซับซ้อนของกลยุทธ์ แต่คือวินัยในการถือครองและต้นทุนที่สะสมไปตามกาลเวลา

 

S&P 500 แบบ Market-Cap Weighted ไม่ได้เป็นทางเลือกที่ “ธรรมดา” แต่คือทางเลือกที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วนับทศวรรษ ความเรียบง่ายในวันนี้ อาจเป็นความได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวันข้างหน้า

 

เหมือนปราชญ์การลงทุนที่กล่าวว่า การลงทุน คือ เรื่องเรียบง่าย แต่ ไม่ง่าย ครับ

 

*การแสดงความเห็นให้คำแนะนำดังกล่าว ข้าพเจ้าขอเรียนว่า เป็นการกระทำในนามส่วนตัวของข้าพเจ้า เท่านั้น บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด มิได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ใดๆ ทั้งสิ้น

 

ภาพ: Funtap / Shutterstock

 

 

The post S&P500 ดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้อง Equal-Weight appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิธีชวนลูกสร้างทัศนคติเชิงบวกให้วิชาเรียนในห้อง จากดร.วิทย์ สิทธิเวคิน https://thestandard.co/alpha-generation-classroom/ Sun, 19 Jul 2026 08:03:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1232476 ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน ยืนอยู่ตรงกลาง มีภาพพื้นหลังเป็นเด็กกำลังทำการบ้านกับพ่อแม่

วิชาในห้องเรียนสามารถพัฒนาทักษะชีวิตของเด็กเจนอัลฟ่าเพื […]

The post วิธีชวนลูกสร้างทัศนคติเชิงบวกให้วิชาเรียนในห้อง จากดร.วิทย์ สิทธิเวคิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน ยืนอยู่ตรงกลาง มีภาพพื้นหลังเป็นเด็กกำลังทำการบ้านกับพ่อแม่

วิชาในห้องเรียนสามารถพัฒนาทักษะชีวิตของเด็กเจนอัลฟ่าเพื่อเติบโตเป็นนวัตกรระดับโลกได้จริง โดย ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน ได้กล่าวกลางเวที Alpha Skills Summit 2026 ว่าการเปลี่ยนชั่วโมงทำการบ้านอันแสนตึงเครียดให้เป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจช่วยให้พ่อแม่ยุค 2026 สามารถจูงมือลูกเจนอัลฟ่าค้นพบคำตอบว่าวิชาในห้องเรียนพัฒนาทักษะชีวิตได้ ผ่านการเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เข้ากับนวัตกรรมรอบตัวเพื่อเปิดใจลูกให้พร้อมรับความรู้สู่โลกอนาคต

 

ทำไมวิชาในห้องเรียนพัฒนาทักษะชีวิตให้ลูกได้ดีกว่าเทคโนโลยีสำเร็จรูป

 

ช่วงเวลาหลังเลิกเรียนที่ผู้ปกครองต้องเผชิญกับพฤติกรรมลูกหยิบหนังสือเรียนขึ้นมาถามว่าเราจะเรียนเลขยกกำลัง ตรีโกณมิติ หรือภาคตัดกรวยไปทำไมในเมื่อมีปัญญาประดิษฐ์หาคำตอบให้เสร็จสรรพ

 

แต่ดร.วิทย์ ได้หยิบยกมุมมองของ คุณหมอ ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและจิตแพทย์เด็กผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ทำงานในมหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ดนานกว่า 20 ปี ซึ่งอธิบายว่าความจำพื้นฐานคือการออกกำลังกายสมองที่จำเป็นอย่างยิ่ง หากเด็กไม่ฝึกสมองด้วยการจำก็จะไม่มีวัตถุดิบไปใช้ในการคิดวิเคราะห์ขั้นสูง เช่น หากในอนาคตเราต้องไปรับการรักษากับคุณหมอที่จำเส้นประสาทหรือโดสยาในภาวะฉุกเฉินไม่ได้เพราะมุ่งแต่จะเปิดหน้าจอค้นหาข้อมูล สังคมคงต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างแน่นอน

 

ประวัติศาสตร์โลกยังพิสูจน์ให้เห็นว่านวัตกรเปลี่ยนโลกอย่าง สตีฟ จ็อบส์ ผู้สร้างสรรค์ไอโฟน หรือ นิโคลา เทสลา ผู้คิดค้นระบบไฟฟ้ากระแสสลับ ล้วนสร้างสิ่งมหัศจรรย์ขึ้นมาได้จากกระบวนการฝึกฝนสมองด้วยวิชาพื้นฐานโดยไม่มีคุณครูที่ไหนมานั่งสอนวิชาสำเร็จรูปให้ตั้งแต่แรก ความเข้าใจผิดว่าโลกยุคนี้ต้องการแค่ทักษะสำเร็จรูปทำให้นักเรียนหลายคนปิดใจตั้งแต่เริ่มต้น

 

พ่อแม่จะช่วยลูกเปลี่ยนวิชาในห้องเรียนพัฒนาทักษะชีวิตได้อย่างไร

 

การช่วยให้ลูกมองเห็นภาพความเชื่อมโยงของสิ่งรอบตัวทำได้โดยการเปลี่ยนบทสนทนาที่ตึงเครียดรอบโต๊ะอาหารเย็นให้กลายเป็นการสำรวจนวัตกรรมระดับโลกในชีวิตประจำวัน

 

ดร.วิทย์ ให้ความเห็นว่าความรู้ในตำราสามารถแปลงสภาพเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศได้อย่างน่าทึ่งเมื่อเด็กๆ มีความกระหายที่จะเรียนรู้อย่างจริงจัง ผู้นำเทคโนโลยีอย่าง เจนเซน หวง แห่ง Nvidia และ Elon Musk ต่างยอมรับว่าหากย้อนเวลากลับไปได้ก็อยากจะเรียนฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ตอนเด็กให้แน่นขึ้น การฝึกฝนสมองด้วยการจำตารางธาตุหรือสูตรคำนวณจึงเปรียบเหมือนการออกกำลังกายให้สมองแข็งแรงเพื่อเตรียมรับมือกับโลกยุคอนาคตที่ซับซ้อนขึ้นทุกวัน

 

นอกจากนั้น ดร.วิทย์ยังแชร์ตัวอย่างการนำความรู้ในห้องเรียนไปต่อยอดเป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกที่พ่อแม่สามารถนำไปเล่าให้ลูกเห็นภาพ เช่น

 

🔹 วิศวกรของเสียวหมี่ใช้ความรู้ฟิสิกส์เรื่องโมเมนตัมและเลขยกกำลังในการทดสอบความเร็วรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น SU7 จนสามารถทำสถิติติดอันดับโลกได้สำเร็จ
🔹 โรงงานผลิตรถยนต์ในปักกิ่งใช้ระบบคณิตศาสตร์ร่วมกับไอโอทีช่วยให้พนักงานเพียง 150 คนสามารถควบคุมการผลิตรถได้มากถึงปีละ 550,000 คัน
🔹 การพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ในจีนเกิดจากการคิดค้นเคมีหล่อเย็นเตาปฏิกรณ์ปรมานูโดยไม่จำเป็นต้องตั้งอยู่ติดชายฝั่งทะเลแบบเดิม
🔹 วิชาภาษาศาสตร์และวรรณคดีช่วยฝึกสมองของเด็กให้มีความคิดที่ซับซ้อน แยบยล และสร้างวาทศิลป์ในการสื่อสารระดับสากล

 

การเรียนรู้เปรียบเหมือนการว่ายทวนน้ำที่ต้องใช้ความพยายามในการฝึกฝนสมองผ่านโจทย์ยาก ๆ หรือการจำสูตรต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ สอดคล้องกับหลักคิดของ William Arthur Ward นักการศึกษาชื่อดังที่ชี้ว่าครูที่ยิ่งใหญ่คือครูที่สร้างแรงบันดาลใจให้เด็ก พ่อแม่จึงเป็นฟันเฟืองสำคัญที่สุดในการจุดประกายพลังบวก ความรู้เปรียบเหมือนการตบมือข้างเดียวไม่ดัง ถ้าที่บ้านไม่ได้ช่วยปลูกฝังความกระหายอยากเรียนรู้ สมองของเด็กก็จะไม่เกิดการพัฒนา หน้าที่ของผู้ปกครองยุคนี้คือการเปลี่ยนคำบ่นเรื่องการบ้านให้เป็นบทสนทนาชวนคิดเพื่อชี้ให้เห็นคุณค่าของวิชาพื้นฐานที่ซ่อนอยู่รอบตัวเรา

The post วิธีชวนลูกสร้างทัศนคติเชิงบวกให้วิชาเรียนในห้อง จากดร.วิทย์ สิทธิเวคิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
น้ำตาลขอนแก่น: การปรับตัวตลอด 81 ปี จากธุรกิจครอบครัว สู่ผู้ผลิตน้ำตาลป้อนแบรนด์ระดับโลก https://thestandard.co/khon-kaen-sugar-global-family-business/ Sun, 19 Jul 2026 08:00:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1232421 ภาพ ชลัช ชินธรรมมิตร์ ผู้บริหารบริษัท น้ำตาลขอนแก่น

จากธุรกิจครอบครัว สู่ 81 ปี บนเส้นทางอุตสาหกรรมน้ำตาลไท […]

The post น้ำตาลขอนแก่น: การปรับตัวตลอด 81 ปี จากธุรกิจครอบครัว สู่ผู้ผลิตน้ำตาลป้อนแบรนด์ระดับโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ชลัช ชินธรรมมิตร์ ผู้บริหารบริษัท น้ำตาลขอนแก่น

จากธุรกิจครอบครัว สู่ 81 ปี บนเส้นทางอุตสาหกรรมน้ำตาลไทย

 

น้ำตาลขอนแก่น เริ่มต้นจากธุรกิจครอบครัวรุ่นแรก สู่บริษัทมหาชนที่มีลูกค้าระดับโลกอย่าง Coca-Cola, Dairy Queen และ MK พร้อมผ่านวิกฤตมาแล้วหลายระลอก ทั้งเหตุการณ์สารเคมีรั่วไหล วิกฤตต้มยำกุ้ง ไปจนถึงเทรนด์รักสุขภาพที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคทั้งประเทศ อะไรคือเบื้องหลังที่ทำให้ธุรกิจนี้ยืนหยัดข้ามรุ่นมาได้ถึง 81 ปี?

 

🔎 ปรับตัวด้วยการพึ่งพาตัวเอง

 

ชลัช ชินธรรมมิตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) มองว่าการปรับตัวที่แท้จริงเริ่มจากการไม่ยึดติดรายได้ทางเดียว อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลจึงต้องเรียนรู้ที่จะไม่เหลือทิ้งอะไรเลย กากน้ำตาลถูกนำไปต่อยอดเป็นเอทานอล ส่วนกากอ้อยก็นำไปผลิตไฟฟ้าและกระดาษ

 

การควบคุมวัตถุดิบของตัวเองให้ได้มากที่สุดคือหัวใจสำคัญ เพราะเมื่อธุรกิจต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากภายนอกทั้งหมด เจ้าของวัตถุดิบย่อมมีอำนาจต่อรองและปรับราคาได้ตามใจ ขณะที่โรงงานน้ำตาลกลับมีกากอ้อยและกากน้ำตาลเป็นของตัวเองมากถึง 70% ทำให้ยืนหยัดต่อความผันผวนของราคาได้ดีกว่า

 

❤ เติบโตจากโอกาสที่ไม่คาดคิด สู่ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

 

เมื่อเทรนด์รักสุขภาพและภาษีน้ำตาลเริ่มกดดันการบริโภคน้ำตาลในประเทศ จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ธุรกิจปรับตัวได้ทันมาจากอีเมลของบริษัทที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน สอบถามความสนใจในการพัฒนาน้ำตาล Low GI ร่วมกัน หากเป็นบริษัททั่วไปอาจปัดทิ้งไปเพราะไม่คุ้นเคย แต่ทีมงานเลือกเปิดรับและพัฒนาจนกลายเป็นน้ำตาล Low GI ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ได้ทันเวลา

 

บทเรียนสำคัญคือการปรับตัวไม่ได้เริ่มจากแผนที่วางล่วงหน้าเสมอไป บางครั้งมันเริ่มจากความกล้าเปิดรับสิ่งที่ไม่คุ้นชิน ในจังหวะที่ตลาดกำลังเปลี่ยนไปโดยไม่รอใคร

 

🚫 เติบโตจากความไว้วางใจ ที่ต้องแลกด้วยความอดทน

 

ช่วงปีแรกๆ ของการส่งน้ำตาลให้ลูกค้ารายใหญ่รายหนึ่ง คุณภาพสินค้ายังไม่นิ่ง จนถูกตำหนิอย่างต่อเนื่องนานหนึ่งเดือนเต็ม แต่แทนที่จะหลีกเลี่ยงปัญหา พนักงานเลือกเข้าไปรับฟังคำตำหนิและพิสูจน์คุณภาพซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนสุดท้ายได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ผลิตน้ำตาลรายเดียวของลูกค้ารายนั้น

 

หลักคิดที่ยึดถือมาตลอดคือ ปัญหาที่เกิดจากมาตรฐานสินค้าต้องได้รับการแก้ไขตรงจุด ไม่ใช่การโทษสถานการณ์หรือลูกค้า เพราะการหนีปัญหามีแต่จะทำให้ความสัมพันธ์กับลูกค้าแย่ลง

 

💰เติบโตอย่างมั่นคง ด้วยวินัยการเงินและทุนสำรอง

 

หนึ่งในบทเรียนที่ย้ำเสมอสำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่คือวินัยทางการเงิน การรู้ว่าเงินเข้าออกอย่างไรในแต่ละเดือนสำคัญไม่แพ้ยอดขาย เพราะธุรกิจที่ขายดีแต่ไม่มีระบบบริหารเงินที่ชัดเจน อาจเผชิญปัญหาสภาพคล่องได้โดยไม่รู้ตัว

 

นอกจากนี้ การมีทุนสำรองไว้เสมอคือสิ่งจำเป็น เพราะไม่มีใครรู้ว่าเมื่อใดจะต้องใช้เงินฉุกเฉิน หรือมีโอกาสลงทุนที่ดีเข้ามาโดยไม่คาดคิด

 

🌱 ส่งต่อการเติบโตสู่รุ่นต่อไป ด้วยการทำให้เห็น ไม่ใช่การบังคับ

 

การส่งต่อธุรกิจข้ามรุ่นไม่ได้เกิดจากการบังคับให้ลูกหลานเข้าใจธุรกิจ แต่เกิดจากการทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง ปล่อยให้ความสนใจเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แล้วค่อยเปิดโอกาสให้ได้ใกล้ชิดและซึมซับจากประสบการณ์จริง

 

หลักคิดนี้สะท้อนว่า การสร้างผู้สืบทอดธุรกิจที่แท้จริง ไม่ใช่การส่งต่อความมั่งคั่งให้ใช้สบาย แต่คือการสื่อสารและพาเขาไปเห็นการทำงานอย่างต่อเนื่อง

The post น้ำตาลขอนแก่น: การปรับตัวตลอด 81 ปี จากธุรกิจครอบครัว สู่ผู้ผลิตน้ำตาลป้อนแบรนด์ระดับโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อทุกอย่างสำคัญ จนเราเริ่มแบกไม่ไหว https://thestandard.co/manage-life-financial-burdens/ Sun, 19 Jul 2026 06:29:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1232425 ภาพคอลลาจแสดงผู้หญิงแบกภาระความคิดและความรับผิดชอบมากมาย

เมื่อภาระหลายอย่างล้วนมีเหตุผล เราจะจัดการกับชีวิตที่หน […]

The post เมื่อทุกอย่างสำคัญ จนเราเริ่มแบกไม่ไหว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพคอลลาจแสดงผู้หญิงแบกภาระความคิดและความรับผิดชอบมากมาย

เมื่อภาระหลายอย่างล้วนมีเหตุผล เราจะจัดการกับชีวิตที่หนักเกินกำลังได้อย่างไร

 

เคยสังเกตไหมครับว่า ปัญหาของการเดินทางหลายครั้ง ไม่ได้เกิดขึ้นตอนจัดกระเป๋า

 

ตอนหยิบเสื้อเพิ่มอีกตัว เราคิดว่าเผื่อได้ใช้ รองเท้าก็น่าจะจำเป็น ของฝากก็ไม่ควรลืม ของแต่ละชิ้นล้วนมีเหตุผลของมันเอง จนกระทั่งไปถึงหน้าเคาน์เตอร์เช็กอิน และได้ยินเจ้าหน้าที่พูดเพียงสั้นๆ ว่า

 

“น้ำหนักเกินค่ะ”

 

หลายคนรีบเปิดกระเป๋าอีกครั้ง แต่กลับพบว่าไม่มีอะไรที่อยากเอาออก เพราะทุกอย่างล้วนจำเป็น

 

ชีวิตและการเงินก็ไม่ต่างกัน บ้านก็ต้องมี รถก็ต้องใช้ ลูกก็ต้องเรียน พ่อแม่ก็ต้องดูแล ขณะเดียวกันเราก็รู้ว่าอนาคตของตัวเองก็ควรเริ่มเตรียมตั้งแต่วันนี้

 

ปัญหาของคนจำนวนมากจึงไม่ได้เกิดจากการใช้ชีวิตฟุ่มเฟือย หรือการตัดสินใจผิดพลาด หากแต่เกิดจาก การตัดสินใจที่ถูกต้องหลายเรื่องในเวลาเดียวกัน

 

เมื่อถึงจุดนี้ หลายคนมักถามว่า ‘ควรตัดอะไรออกดี?’ แต่ก่อนจะเลือกวิธี สิ่งสำคัญกว่าคือการเข้าใจให้ได้ก่อนว่า ทำไมเราจึงเริ่มแบกไม่ไหว

 

บางคนหนักเพราะรายได้ยังไม่พอ บางคนหนักเพราะภาระหลายเรื่องเกิดขึ้นพร้อมกัน บางคนหนักเพราะภาระใหญ่เกินกำลัง และบางคนหนักเพราะยังใช้แผนเดิมกับชีวิตที่เปลี่ยนไปแล้ว เมื่อสาเหตุต่างกัน วิธีจัดการก็ย่อมแตกต่างกัน

 

หากปัญหาเกิดจาก ‘กำลังของเรา’

 

วิธีแรกที่คนส่วนใหญ่เลือก คือพยายามทำให้ตัวเองแข็งแรงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการหารายได้เพิ่ม พัฒนาทักษะ รับงานเสริม หรือสร้างรายได้จากทรัพย์สินที่มีอยู่ เพราะเมื่อทุกภาระยังเป็นสิ่งที่เราอยากรักษาไว้ การเพิ่มกำลังจึงเป็นทางเลือกที่เป็นธรรมชาติที่สุด

 

ข้อดีคือ เราไม่จำเป็นต้องละทิ้งเป้าหมายสำคัญของชีวิต แต่ทุกอย่างมีต้นทุน รายได้ที่เพิ่มขึ้นอาจแลกมาด้วยเวลาพักผ่อน สุขภาพ หรือเวลาที่หายไปจากครอบครัว คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า ทำได้หรือไม่ แต่คือ สิ่งที่ได้กลับมา คุ้มค่ากับสิ่งที่ต้องเสียไปหรือไม่

 

แต่หากพยายามเพิ่มกำลังแล้วชีวิตยังหนักอยู่ ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่กำลัง แต่อยู่ที่ ‘จังหวะ’ ของภาระ

 

หากปัญหาเกิดจาก ‘ทุกอย่างมาพร้อมกัน’

 

นี่คือสถานการณ์ที่พบได้บ่อยที่สุดในการวางแผนการเงิน บ้าน รถ ลูก การดูแลพ่อแม่ และการเตรียมเกษียณ ล้วนเป็นเป้าหมายที่ดี แต่ทั้งหมดกำลังเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน

 

ในสถานการณ์เช่นนี้ การหาเงินเพิ่มอาจช่วยได้เพียงบางส่วน แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด

 

คำถามที่สำคัญกว่าคือ ทุกเรื่องจำเป็นต้องเกิดขึ้นพร้อมกันจริงหรือไม่ หลายครั้ง เราไม่จำเป็นต้องลดความสำคัญของเป้าหมาย เราเพียงจัดลำดับของเป้าหมายใหม่ ให้เหมาะกับกำลังที่มีในวันนี้

 

เครื่องมือของแนวทางนี้อาจเป็นการรีไฟแนนซ์หรือรวมหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ การทยอยลงทุน การเลื่อนการซื้อบ้านหรือรถออกไปอีกระยะ หรือการจัดกระแสเงินสดใหม่ให้ภาระไม่กระจุกอยู่ในช่วงเวลาเดียว

 

ข้อดีคือ เราแทบไม่ต้องเสียสละเป้าหมายของชีวิต เพียงเปลี่ยน ลำดับเวลา แทนที่จะเปลี่ยน ความฝัน แต่ก็ต้องยอมรับว่า การยืดเวลาผ่อนอาจทำให้ดอกเบี้ยรวมสูงขึ้น การเลื่อนเป้าหมายทำให้ใช้เวลานานขึ้น และการรวมหนี้จะได้ผลก็ต่อเมื่อไม่สร้างหนี้ใหม่

 

หากยังไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ลองเขียนภาระทั้งหมดลงบนกระดาษ แล้วเรียงลำดับว่าเรื่องใดต้องทำก่อน เรื่องใดรอได้ และเรื่องใดเปลี่ยนวิธีได้ หลายครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่จำนวนภาระ แต่อยู่ที่ภาระหลายก้อนกำลังมาซ้อนกันในช่วงเวลาเดียว

 

หากปัญหาเกิดจาก ‘ภาระที่ใหญ่เกินกำลัง’

 

บางครั้ง ต่อให้หารายได้เพิ่มแล้ว และจัดลำดับภาระใหม่แล้ว ชีวิตก็ยังหนักอยู่ เมื่อถึงจุดนี้ คำถามอาจไม่ใช่ว่า จะจัดอย่างไร แต่คือ เราจำเป็นต้องถือทุกอย่างไว้พร้อมกันหรือไม่

 

“การลดภาระไม่ใช่การยอมแพ้ แต่คือการเลือกปกป้องสิ่งที่สำคัญกว่า”

 

สิ่งที่ควรทบทวนก่อน ไม่ใช่สิ่งที่แพงที่สุดเสมอไป แต่คือสิ่งที่ใช้ทรัพยากรมากกว่าคุณค่าที่ได้รับในช่วงชีวิตนี้ ไม่ว่าจะเป็นเงิน เวลา พลังงาน หรือความเครียด เครื่องมืออาจเป็นการขายทรัพย์สินที่ใช้น้อย ลดค่าใช้จ่ายประจำ ยกเลิกภาระที่ไม่จำเป็น ปรับขนาดการใช้ชีวิต หรือเลื่อนเป้าหมายบางอย่างออกไปก่อน

 

หากต้องเริ่มเพียงเรื่องเดียว ลองถามตัวเองว่า ‘ถ้าต้องลดเพียงหนึ่งอย่าง อะไรจะกระทบคุณภาพชีวิตน้อยที่สุด แต่ช่วยให้ชีวิตเบาขึ้นได้มากที่สุด’ หลายครั้ง

 

การลดภาระไม่ใช่การเลิกมีสิ่งนั้นตลอดไป แต่เป็นการเลือกจังหวะที่เหมาะสมกว่าในการกลับมาถือมันอีกครั้ง

 

หากปัญหาเกิดจาก ‘แผนเดิม’

 

ยังมีอีกสถานการณ์หนึ่งที่การเพิ่มกำลัง การจัดลำดับใหม่ หรือการลดภาระ อาจไม่ใช่คำตอบ นั่นคือ วันที่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ภาระ แต่อยู่ที่แผนที่เราใช้ ชีวิตเปลี่ยนไปเสมอ ทั้งรายได้ สุขภาพ ครอบครัว และเป้าหมาย แผนที่เหมาะเมื่อสิบปีก่อน อาจไม่เหมาะกับชีวิตในวันนี้อีกแล้ว

 

สัญญาณที่ควรกลับมาทบทวนแผน ได้แก่ รายได้เปลี่ยน สุขภาพเปลี่ยน ภาระครอบครัวเปลี่ยน หรือเป้าหมายชีวิตไม่เหมือนเดิม บางครั้ง การเปลี่ยนบ้าน เปลี่ยนรูปแบบการทำงาน ปรับเป้าหมายเกษียณ หรือแม้แต่นิยามคำว่า ‘ชีวิตที่ดี’ ใหม่ อาจเป็นคำตอบที่ดีกว่าการพยายามรักษาแผนเดิมไว้ทุกอย่าง การวางแผนการเงินที่ดี จึงไม่ใช่การยึดติดกับแผน แต่คือการกล้าปรับแผน เมื่อเหตุผลของชีวิตเปลี่ยนไป

 

เมื่อมองย้อนกลับไป จะเห็นว่า ไม่มีแนวทางใดดีที่สุดสำหรับทุกคน สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การรีบเลือกวิธีที่คิดว่าดีที่สุด แต่คือการเข้าใจให้ถูกก่อนว่า ชีวิตของเรากำลังหนักเพราะอะไรกันแน่

 

หากวันนี้คุณรู้สึกว่าชีวิตเริ่มหนักเกินไป อย่าเพิ่งรีบหาทางออก ลองหยุดทบทวนสักนิดว่า ความหนักนั้นเกิดจากกำลังของเราที่ยังไม่พอ จากภาระหลายเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นพร้อมกัน จากภาระบางอย่างที่ใหญ่เกินกว่าจะรับไว้ทั้งหมด หรือจากแผนเดิมที่ไม่เหมาะกับชีวิตในวันนี้แล้ว เมื่อมองเห็นต้นเหตุได้ชัด วิธีจัดการก็มักชัดขึ้นตามไปด้วย

 

เพราะการวางแผนการเงินไม่ใช่การทำให้ชีวิตไม่มีภาระ ภาระหลายอย่างคือสิ่งที่เราตั้งใจเลือกด้วยความรัก ความรับผิดชอบ และความหวัง หน้าที่ของการวางแผนการเงินจึงไม่ใช่การหาวิธีแบกทุกอย่างให้ไหว แต่คือการจัดการภาระให้เหมาะกับกำลังของเราในแต่ละช่วงชีวิต เพื่อให้ยังมีแรงดูแลสิ่งที่มีความหมาย และยังมีแรงเดินต่อไปบนเส้นทางที่เราเลือกด้วยตัวเอง

The post เมื่อทุกอย่างสำคัญ จนเราเริ่มแบกไม่ไหว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบื้องหลังห้องแล็บคณิตศาสตร์ประกันภัย: ทำไมประกันสะสมทรัพย์ถึงให้ IRR เท่านั้น? (และมันถูกสร้างมาเพื่ออะไรกันแน่) https://thestandard.co/savings-insurance-low-irr-purpose/ Sun, 19 Jul 2026 03:14:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1232354

เวลาเห็นบทความแกะรอย IRR ประกันสะสมทรัพย์แล้วพบว่าตัวเล […]

The post เบื้องหลังห้องแล็บคณิตศาสตร์ประกันภัย: ทำไมประกันสะสมทรัพย์ถึงให้ IRR เท่านั้น? (และมันถูกสร้างมาเพื่ออะไรกันแน่) appeared first on THE STANDARD.

]]>

เวลาเห็นบทความแกะรอย IRR ประกันสะสมทรัพย์แล้วพบว่าตัวเลขการันตีเหลือไม่ถึง 1% หลายคนอาจจะรู้สึกโกรธฝั่งคนออกแบบ และตั้งคำถามว่า ‘พวกนักคณิตศาสตร์ประกันภัย (Actuary) ดีไซน์ผลิตภัณฑ์แบบนี้ออกมาหน้าตาเฉยได้อย่างไร?’

 

ในฐานะคนที่นั่งอยู่ในห้องแล็บคำนวณตัวเลขเหล่านี้ ผมอยากมาชวนเปิดพิมพ์เขียวหลังบ้านดูครับ ว่าในทางคณิตศาสตร์ประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง

 

โครงสร้างที่ดู ‘เสียเปรียบ’ ในสายตาคนซื้อ แท้จริงแล้วมันถูกขับเคลื่อนด้วยกลไกอะไร และทำไมมันถึงไม่ควรถูกนำไปเปรียบเทียบกับหุ้นหรือกองทุนรวมตั้งแต่แรก

 

  • 1. สัญญาประกันชีวิตคือ ‘พันธสัญญาระยะยาว เช่น 60 ปี’ ที่บริษัทถอยหลังกลับไม่ได้เวลาคนซื้อมองผลตอบแทนฝากประจำหรือพันธบัตรรัฐบาล เรามองกันที่ระยะเวลา 1 ปี 5 ปี หรือเต็มที่ 10 ปี แต่สำหรับนักคณิตศาสตร์ประกันภัย แบบประกันสะสมทรัพย์ยาวๆ คือ ‘ภาระผูกพันระยะยาว (Long-term Liabilities)’ ที่ยาวนานครึ่งค่อนชีวิตคน

 

สมมติ อายุ 48 ปี สัญญาคุ้มครองถึงอายุ 88 ปี แปลว่าบริษัทประกันกำลังเซ็นสัญญาค้ำประกันผลตอบแทนและจ่ายเงินคืนให้ผู้เอาประกันล่วงหน้ายาวนานถึง 40 ปี

 

ในโลกการเงิน ไม่มีใครรู้อนาคต อีก 30 ปีข้างหน้า ดอกเบี้ยนโยบายอาจจะติดลบเหมือนญี่ปุ่น หรือเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขั้นรุนแรงกี่ครั้งก็ได้แต่ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร ตัวเลข ‘เงินคืนการันตี’ ที่เราเขียนไว้ในกรมธรรม์วันนี้ บริษัทต้องจ่ายตามนั้น ห้ามเบี้ยว ห้ามลดเด็ดขาด

 

ดังนั้น IRR ส่วนการันตีที่เห็นว่าต่ำ มันคือ ‘ต้นทุนของความปลอดภัยขั้นสูงสุด (Cost of Guarantee)’ ที่ถูกคำนวณมาเพื่อรองรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในอีกครึ่งศตวรรษข้างหน้า ไม่ใช่เพราะบริษัทอยากเอาเปรียบ แต่เพราะบริษัทต้องอยู่รอดเพื่อจ่ายเงินก้อนนั้นให้คุณในวันที่ผู้เอาเประกันอายุ 88 ปีจริงๆ

 

  • 2. มายากลของ ‘ทุนประกันต่ำกว่าเบี้ย’ และการโอนย้ายความเสี่ยง (Insurance Risk) จุดที่คนมักสงสัยคือ ทำไมจ่ายเบี้ยปีละแสน แต่ได้ทุนประกันแค่แสนต้นๆ?

 

ในเชิง คณิตศาสตร์ประกันภัย เราพิจารณาสัญญาตาม สาระสำคัญของความเสี่ยง (Substance over Form) ตามมาตรฐานสากล (เช่น IFRS 17) ผลิตภัณฑ์สะสมทรัพย์ระยะยาวถูกออกแบบมาโดยมีโจทย์ผสม (Hybrid) คือต้องการให้เงินต้นของผู้ซื้ออยู่ครบ (Capital Preservation) ควบคู่ไปกับการมีความคุ้มครองชีวิต

 

เงินเบี้ยประกัน 100,000 บาทที่ผู้เอาประกันจ่ายในแต่ละปี ไม่ได้วิ่งเข้าพอร์ตลงทุนทั้งหมดทันที แต่มันถูกแตกออกเป็น 3 สายน้ำหลักๆ เช่น Cost of Insurance (ค่าความเสี่ยงภัย) ต้นทุนสำหรับซัพพอร์ตความคุ้มครองกรณีเสียชีวิต เช่น 900% ของทุนประกัน (ซึ่งบริษัทต้องจ่ายเป็นล้านทันทีหากเกิดเหตุไม่คาดฝันตั้งแต่วันแรกๆ) และ Operating Expenses (ค่าใช้จ่ายการดำเนินงาน) ซึ่งก็คงไม่พ้น ค่าคอมมิชชันตัวแทน ค่าบริหารจัดการ และค่าเงินกองทุนหรือเงินสำรองตามกฎหมาย Investment Component (ส่วนเงินออมเพื่อลงทุน)

 

เงินส่วนที่เหลือหลังจากหัก 2 ส่วนแรกแล้ว ถึงจะถูกนำไปลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำจัด เช่น พันธบัตรรัฐบาลระยะยาว เพื่อสร้างเงินคืนการันตีกลับมาให้ผู้เอาประกันเมื่อเงินออมตั้งต้นถูกหักต้นทุนความคุ้มครองและค่าบริหารจัดการออกไปตั้งแต่แรก จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมสมการคณิตศาสตร์ประกันภัยถึงดันให้ IRR ตัวเลขสุดท้ายออกมาได้เท่านี้

 

  • 3. ‘เงินปันผลไม่รับรอง’ ไม่ใช่เรื่องขายฝัน แต่คือการแบ่งปันผลประโยชน์ (Profit Sharing) หลายคนมองดอกจันคำว่า ‘ไม่รับรองการจ่าย’ ด้วยความระแวง แต่ในมุมของคนดีไซน์แบบประกัน นี่คือเครื่องมือที่เรียกว่า Participating Policy (แบบประกันประเภทมีเงินปันผล) ซึ่งแฟร์กับผู้บริโภคมากที่สุดในสภาวะดอกเบี้ยผันผวนเนื่องจากเราไม่สามารถการันตี IRR สูงๆ ยาว 40 ปีได้ (เพราะเสี่ยงทำบริษัทเจ๊ง) บริษัทประกันจึงต้องตั้ง ‘พื้นการันตี’ ไว้ในระดับที่ปลอดภัยต่ำๆ ก่อน จากนั้นหากปีไหนพอร์ตลงทุนของบริษัท (ซึ่งบริหารโดยมืออาชีพและเน้นสินทรัพย์มั่นคง) ทำกำไรได้สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ บริษัทก็จะนำกำไรส่วนเพิ่มนั้นมา ‘แบ่งปัน’ กลับคืนให้ผู้ถือกรมธรรม์ในรูปแบบเงินปันผล

 

มันไม่ใช่การโฆษณาชวนเชื่อเพื่อปิดการขาย แต่คือการดีไซน์เพื่อให้สัญญายืดหยุ่นและเติบโตไปตามภาวะเศรษฐกิจจริง โดยที่ผู้ซื้อยังมี ‘ตาข่ายรองรับความปลอดภัย’ ของเงินต้นอยู่ตลอดเวลา

 

  • ทำไมประตูทางออก (เวนคืน) ถึงขาดทุนย่อยยับ? ประเด็นเรื่องการเวนคืนแล้วขาดทุนหนักในช่วง 10-20 ปีแรก ในภาษาประกันภัยเราเรียกว่าโครงสร้างแบบ Back-loaded เหตุผลทางคณิตศาสตร์ตรงตัวมากครับ คือบริษัทประกันมี ‘ต้นทุนเริ่มแรก (Initial Costs)’ ที่สูงมาก ทั้งค่าตรวจสุขภาพ ค่าออกกรมธรรม์ และค่าดำเนินการทางกฎหมาย ซึ่งบริษัทออกเงินก้อนนี้ล่วงหน้าไปก่อน โดยหวังว่าจะได้เงินเบี้ยประกันในปีต่อๆ มาช่วยเฉลี่ยต้นทุนหากผู้เอาประกันขอยกเลิกสัญญากลางคัน เงินสำรองที่สะสมอยู่ในกรมธรรม์จึงต้องถูกหักกลับเพื่อชดเชยต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงตั้งแต่วันแรก โครงสร้างนี้ไม่ได้ทำมาเพื่อกักขัง แต่ทำมาเพื่อปกป้องกองทุนรวมของผู้เอาประกันคนอื่นๆ ที่ยังถือสัญญาอยู่ ไม่ให้ต้องมาแบกรับภาระต้นทุนของคนที่เดินจากไปก่อนกำหนดครับ

 

บทสรุปจากห้องคำนวณ : เลือกใช้เครื่องมือให้ถูกประเภท

 

ในฐานะนักคณิตศาสตร์ประกันภัย ผมมักจะพูดเสมอว่า ‘ไม่มีแบบประกันที่ไม่ดี มีแต่การนำเสนอขายที่ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์’

 

หากคุณต้องการ ความมั่งคั่ง (Wealth) ให้เดินไปหา หุ้น, กองทุนรวม หรืออสังหาริมทรัพย์ ที่นั่นมี IRR ระดับ 6 – 10% ให้เลือก (พร้อมความเสี่ยงที่เงินต้นจะลดลง)

 

หากคุณต้องการ ความมั่นคงสูงสุดและปกป้องเงินต้นยาวนานชั่วชีวิต (Security) ประกันสะสมทรัพย์คือคำตอบ เพราะไม่มีสินทรัพย์ไหนในโลกที่จะการันตีตัวเลขเงินคืนให้เราได้ยาวนานครึ่งค่อนศตวรรษขนาดนี้อีกแล้ว

 

ปัญหาในปัจจุบันไม่ใช่โครงสร้างคณิตศาสตร์ประกันภัยของผลิตภัณฑ์ แต่คือ ‘การเอาไม้บรรทัดของการลงทุน (เช่น การเค้นเอา IRR สูงๆ หรือสภาพคล่องสูง) มาตัดสินผลิตภัณฑ์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อความมั่นคงระยะยาว’

 

ครั้งต่อไปที่เปิดโบรชัวร์ประกัน ลองมองข้ามคำว่า ‘ผลตอบแทนกี่เท่า’ แล้วถามตัวเองคำเดียวครับว่า โจทย์ในชีวิตตอนนี้ของคนซื้อคือการ ‘เร่งเติบโตทรัพย์สิน’ หรือการ ‘สร้างหลุมหลบภัยที่ไม่มีวันพัง’

 

แล้วคนนั้นจะเข้าใจคุณค่าที่แท้จริงของตัวเลขที่นักคณิตศาสตร์ประกันภัยออกแบบมาครับ

 

ภาพ: Shutterstock.AI

The post เบื้องหลังห้องแล็บคณิตศาสตร์ประกันภัย: ทำไมประกันสะสมทรัพย์ถึงให้ IRR เท่านั้น? (และมันถูกสร้างมาเพื่ออะไรกันแน่) appeared first on THE STANDARD.

]]>