Opinion – THE STANDARD https://thestandard.co/category/opinion/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 21 Jun 2026 06:13:54 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 อนาคตการลงทุน AI เมื่อผู้สร้างโมเดลตบเท้าเข้าสู่ตลาด https://thestandard.co/opinion-ai-modelers-market/ Sun, 21 Jun 2026 06:13:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1221126 ภาพกราฟิกแสดงการเติบโตของ AI และความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น โดยมีแผงโซลาร์เซลล์ประกอบ

ตลอดสองปีที่ทั่วโลกได้เริ่มใช้ ChatGPT ธีม AI ก็กลายเป็ […]

The post อนาคตการลงทุน AI เมื่อผู้สร้างโมเดลตบเท้าเข้าสู่ตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงการเติบโตของ AI และความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น โดยมีแผงโซลาร์เซลล์ประกอบ

ตลอดสองปีที่ทั่วโลกได้เริ่มใช้ ChatGPT ธีม AI ก็กลายเป็นหนึ่งในธีมหลักที่สร้างผลตอบแทนให้นักลงทุนได้ดีต่อเนื่อง

 

ผู้ผลิตชิปอย่าง Nvidia ปรับขึ้นหลายเท่าจนมูลค่าตลาดทะลุ 4 ล้านล้านดอลลาร์ บริษัทเทคฯ ใหญ่หันตัวไปเป็น Hyperscalers ดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ Data Center เร่งราคาหุ้นปรับตัวขึ้นสูง

 

ล่าสุด ผู้สร้าง AI ตัวจริงอย่าง SpaceX (xAI) Anthropic และ OpenAI กำลังจะเข้าสู่ตลาด นี่คือจุดเริ่มต้นของขาขึ้นรอบใหม่ หรือสัญญาณว่ากระแสกำลังเข้าสู่ปลายวัฏจักร ไม่ว่าจะเป็นกรณีไหน นักลงทุนไทยก็ต้องทำความเข้าใจ และเตรียมวางกลยุทธ์ลงทุนไว้ให้พร้อม

 

การประเมินมูลค่าของกลุ่มผู้สร้าง AI (Modelers) ระดับโลกไม่สามารถคิดได้จากกำไรในวันนี้ แต่ทุกอย่างเป็นเรื่องของอนาคต ดังนั้นเหตุผลประกอบจึงสำคัญที่สุด

 

ในมุมมองของผม 3 แกนหลักของมูลค่า AI Modelers ประกอบด้วย ขนาดตลาด อัตรากำไร และความต่อเนื่องของการลงทุน

 

แกนแรกคือ เงินลงทุน (Investment)

 

ธุรกิจ AI Modeler ต่างจากซอฟต์แวร์ยุคก่อน เพราะไม่ได้สร้างครั้งเดียวแล้วขายซ้ำได้ไม่จำกัด แต่ต้องเผาเงินต่อเนื่อง ทั้งค่าชิป ค่าไฟ และค่าฝึกโมเดลรุ่นใหม่ที่ไม่มีวันหยุด OpenAI มีกระแสเงินสดติดลบราว 27,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 และคาดว่าจะยังไม่พลิกเป็นบวกจนถึงปี 2030 ส่วน Anthropic วางแผนใช้เงินด้านการประมวลผลราว 19,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ และยังไม่คาดว่าจะมีกำไรจนถึงปี 2028

 

ตัวเลขเหล่านี้บอกเราว่า การเป็นเจ้าของโมเดลไม่ใช่เกมของคนที่มีไอเดียดีที่สุด แต่เป็นเกมของคนที่มีสายป่านยาวที่สุด

 

แกนที่สองคือขนาดตลาด (Total Addressable Market หรือ TAM)

 

รายได้ของกลุ่ม Modelers กำลังเติบโตเร็วอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ รายได้ของ OpenAI ขยายตัวจากราว 2,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีในปี 2023 มาที่ราว 20,000 ล้านดอลลาร์เมื่อสิ้นปี 2025 ส่วน Anthropic มีอัตราการเพิ่มขึ้นของรายได้ระดับ 1,000% ต่อปีในช่วงนี้

 

คำถามที่ไม่มีใครตอบได้คือตลาดปลายทางใหญ่จริงแค่ไหน แต่หากการเติบโตไปต่อด้วยความเร่งนี้ รายได้รวมของกลุ่มอาจแตะ 5-7 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 ตัวเลข TAM ที่ฟังดูน่าตื่นเต้นระดับหลายล้านล้านดอลลาร์นั้น ยังไม่มีคำตอบว่าใครกันที่จะได้ส่วนแบ่งนั้นจริงๆ

 

แกนที่สามคือ อัตรากำไร (Margin) เป็นเรื่องที่น่ากังวลที่สุด

 

สาเหตุคือต้นทุนค่าประมวลผลทุกครั้งที่มีคนใช้งาน ต้นทุนจะพุ่งขึ้นตามทันที หมายความว่ายิ่งขายมาก ก็ยิ่งมีค่าใช้จ่ายมาก margin อาจขยายตัวได้ไม่ทัน โดยเฉพาะในช่วงที่การแข่งขันด้านราคาดุเดือดและต้นทุนชิปแพง

 

คำถามที่แท้จริงของธุรกิจ AI Modeler จึงไม่ใช่แค่ลงทุนมากแค่ไหน หรือสร้างรายได้เติบโตเร็วแค่ไหน แต่รวมไปถึงเมื่อไหร่ที่การเติบโตนั้นจะแปลงเป็นกำไรได้จริงด้วย

 

แล้วราคาที่ตลาดให้ สมเหตุสมผลไหม

 

ล่าสุด SpaceX (รวม xAI) เข้าเทรดเมื่อกลางเดือนที่ผ่านมาด้วยราคาเปิดที่ 135 ดอลลาร์ต่อหุ้น คิดเป็นราคาต่อยอดขาย (P/S) ราว 119 เท่า ตัวเลข P/S ระดับร้อยเท่าแบบนี้คือสิ่งที่นักลงทุนต้องหยุดคิด เพราะหมายความว่าตลาดกำลังจ่ายเงินวันนี้สำหรับรายได้ที่ยังต้องรออีกทั้งศตวรรษ

 

ถ้าใช้กรอบเดียวกันนี้ส่องไปที่คาดการณ์ IPO ของ OpenAI ที่มูลค่าราว 0.8-1.0 ล้านล้านดอลลาร์ บนรายได้ราว 20,000 ล้านดอลลาร์ OpenAI กำลังจะเข้าตลาดที่ P/S ระดับ 40-50 เท่า – ใกล้เคียงกับ Cisco ตอนพีกปี 2000 ก่อนที่หุ้นจะร่วงกว่า 80% ในปีถัดมา ส่วน Anthropic ที่มูลค่าใกล้ 1 ล้านล้านดอลลาร์ก็คิดเป็น P/S ที่ 20-30เท่าเป็นอย่างน้อย

 

แม้การประเมินผ่าน TAM การเติบโตปัจจุบัน และ P/S อาจไม่ใช่เหตุผลที่เข้มแข็งเพียงพอจะบอกว่า AI Modeler แพงจนไม่น่าลงทุน แต่การที่ความแพงระดับนี้ไม่เคยเกิดขึ้นบ่อยๆ ในอดีต ก็กำลังเตือนเราว่าความเสี่ยงด้าน Valuation มีอยู่สูง

 

ผมเชื่อว่าไม่มีใครรู้คำตอบที่แท้จริงว่าเราควรลงทุนอย่างไรเมื่อ AI Modelers ก้าวเข้าสู่ตลาด แต่เราเลือกวิธีลงทุนให้เหมาะกับระดับความเชื่อมั่นได้

 

สำหรับนักลงทุนที่เชื่อมั่นสูง กลุ่ม Modelers คือทางตรงที่สุด

 

OpenAI คาดว่าจะมี TAM กว้างที่สุด รายได้เติบโตเร็วเพราะใช้เงินลงทุนมากที่สุด Google Gemini มาเป็นอันดับสอง ด้วยฐานผู้ใช้สูง 4-5 พันล้านราย margin ดีกว่าทุกราย Anthropic แม้จะมี TAM แคบกว่า OpenAI แต่มีการเติบโตของรายได้ที่รวดเร็วจากการพุ่งเป้าไปที่ลูกค้าระดับองค์กร ปิดท้ายด้วย xAI ที่มี TAM เล็กสุดในวันนี้ แต่ถ้าสามารถรวมเข้ากับ ecosystem อวกาศของ SpaceX ได้ โอกาสอาจเพิ่มขึ้นมหาศาลอย่างคาดไม่ถึง

 

สำหรับนักลงทุนที่กังวลเรื่องมูลค่า กลุ่ม Infrastructure คือคำตอบ

 

เช่นผู้ผลิตชิปหรือโครงสร้างพื้นฐานใน data center และ power grid เพราะมีสินทรัพย์จับต้องได้ รายได้ชัด มูลค่าไม่ร้อนแรงเท่า แต่ต้องรับความเสี่ยงด้านวัฏจักร และโอกาสการถูกแทนที่ได้ง่าย

 

สำหรับนักลงทุนสายกลาง ผมมองว่ากลุ่ม Hyperscalers มีสมดุลดีที่สุด

 

ด้วยฐานลูกค้าหลายพันล้านคน มี Cloud ที่สร้างกระแสเงินสดจริง และแปลง AI เป็นรายได้ไม่ยาก

 

ปี 2026 คำถามสำคัญไม่ใช่ว่า AI จะเปลี่ยนโลกการลงทุนหรือไม่ เพราะเรื่องนั้นเกิดขึ้นไปแล้วหลังผู้สร้าง AI ตบเท้าเข้าสู่ตลาด

 

เรากำลังจ่ายเท่าไรเพื่อซื้อโลกใบนั้น คือสิ่งที่เราต้องคิดให้ดีในปีนี้ครับ

 

ภาพ: Ole.CNX / Shutterstock

The post อนาคตการลงทุน AI เมื่อผู้สร้างโมเดลตบเท้าเข้าสู่ตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เควิน วอร์ช … นักการเงิน ผู้ว่าฯ และ นักการเมือง https://thestandard.co/kevin-warsh-fed-fomc-new-era/ Fri, 19 Jun 2026 12:29:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1220773 ภาพ เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ กำลังกล่าวสุนทรพจน์

ระหว่างที่ผมกำลังดื่มด่ำและสนุกสนานไปกับฟุตบอลโลก หรือ […]

The post เควิน วอร์ช … นักการเงิน ผู้ว่าฯ และ นักการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ กำลังกล่าวสุนทรพจน์

ระหว่างที่ผมกำลังดื่มด่ำและสนุกสนานไปกับฟุตบอลโลก หรือ World Cup 2026 (Messi Hat-trick / Mbappe Halland และ Kane เหมาสอง ส่วน CR7 เล่นไม่ออกในเกมแรก) รอคอยการประชุม FOMC นัดแรกของเควิน วอร์ช

 

 

ผมได้แต่อุทานว่า “โอ้โห” เพราะรอบนี้น่าสนใจหลายเรื่องครับ โดย ผมสรุปมาให้ 5 ประเด็นแบบย่อยง่าย

 

ประการแรก เอกฉันท์ ชัดเจน

 

อันนี้ก็ตามคาดครับ คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟดมีมติเอกฉันท์ 12-0 ในการคงอัตราดอกเบี้ยระยะที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมครั้งนี้ ตามการคาดการณ์ของทุกคน

 

ประการที่สอง สั้นลง และ ไม่มีแล้ว Forward Guidance

 

อันนี้สิ น่าสนใจ เพราะ แถลงการณ์ของเฟดรอบนี้ “สั้นกว่า” ทุกครั้งที่ผ่านมา ซึ่ง วอร์ช แจงว่า

 

มันสั้นลงเล็กน้อย เรียบง่ายขึ้นนิดหน่อย และ เลิกใช้ภาษาเก่าๆ บางอย่าง แถลงการณ์นั้นเพียงแค่ให้ข้อเท็จจริงแก่คุณเท่าที่เราจะสามารถประเมินได้

 

“นอกจากนี้ สิ่งที่หายไปคือสิ่งที่เรียกว่าการส่งสัญญาณแนวโน้มนโยบายล่วงหน้า (forward guidance) ซึ่งเราเห็นพ้องกันว่าไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ด้านนโยบายในปัจจุบัน”

 

เหน็บคนเก่าเต็มๆ 555 นึกว่าการเมือง

 

 

 

ประการถัดมา โคตรแน่ ไม่ส่ง Dot ตัวเอง

 

น่าสนใจไปอีก ก็คือ จากผู้เข้าร่วมการประชุม FOMC ทั้งหมด มีอยู่ 1 ท่านที่ไม่ได้ส่ง Dot Plot ซึ่งแว่วๆ ว่า วอร์ช ยืนยัน แบบแมนๆว่าเป็นเค้าเอง

 

“มันเป็นแนวทางปฏิบัติของคณะกรรมการชุดนี้ที่ผู้เข้าร่วมจะส่งข้อมูลคาดการณ์เหล่านี้ และผมได้สนับสนุนให้เพื่อนร่วมงานทำเช่นนั้นต่อไป

 

อย่างไรก็ตาม ผมเลือกที่จะละเว้นจากการส่งข้อมูลคาดการณ์ของตัวเอง ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองที่ผมมีมาอย่างยาวนานต่อรายงานคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจ (SEP) อย่างน้อยก็ในโครงสร้างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน”

 

ประการต่อมา อาญาสิทธิ์ เงินเฟ้อ 2%

 

ส่วนเรื่องสำคัญสุดก็ยังคงเป็นเงินเฟ้อ โดย วอร์ชย้ำว่า เฟดมุ่งมั่นที่จะฉุดเงินเฟ้อให้กลับสู่ระดับ 2% ซึ่งเป็นระดับที่ไม่ได้เห็นมานานถึงครึ่งทศวรรษ ซึ่งเขารู้สึกเสียใจต่อข้อเท็จจริงดังกล่าว

 

“ความมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายนั้นแข็งแกร่ง เป็นเอกฉันท์ และชัดเจน และนั่นคือสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นข้อความสำคัญที่เราพลาดไปเป็นเวลา 5 ปี และเรากำลังจะแก้ไขในเรื่องนั้น”

 

เหน็บต่อรอบสอง

 

ประการสุดท้าย ตั้งทีม Avengers ดู 5 เรื่อง

 

ท้ายสุด เค้าเตรียมตั้งทีม 5 Task forces เพื่อดู 5 ประเด็นสำคัญ โดย มุ่งเน้นไปที่ 1) การสื่อสารของเฟด 2) งบดุลของเฟดรวมถึงนโยบายต่างๆ 3) การพึ่งพาแหล่งข้อมูลทางเศรษฐกิจ 4) ผลิตภาพและการจ้างงาน ในยุคที่ได้รับผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ 5) กรอบเงินเฟ้อยุคใหม่ ในยุคที่ได้รับผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI)

 

ชัดเจน แจ่มแจ้งครับ ก็คงได้แต่บอกว่า เควิน วอร์ช … นายแน่มาก

 

และ ตอนนี้เรากำลังเข้าสู่ยุคใหม่ของการประชุม FOMC กันแล้ว

 

ใครที่ตื่นมารอลุงพาวเวลล์ ตอบคำถาม ให้สัญญาณ อาจจะไม่ต้องแล้ว

 

เพราะ พี่เควิน แกบอกชัดว่า “ทุกอย่างสั้นลง” “ไม่มีตอบพร่ำเพรื่อ” “เงินเฟ้อต้องกลับมา 2%” และ รอบนี้ ชัดมากว่าคือ “Hawkish Hold”

 

*การแสดงความเห็นให้คำแนะนำดังกล่าว ข้าพเจ้าขอเรียนว่า เป็นการกระทำในนามส่วนตัวของข้าพเจ้า เท่านั้น บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด มิได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ใดๆ ทั้งสิ้น

The post เควิน วอร์ช … นักการเงิน ผู้ว่าฯ และ นักการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศึก UNCLOS ไทย-กัมพูชา: ประนอมภาคบังคับ หรือ สงครามชิงทะเล? https://thestandard.co/thailand-cambodia-unclos/ Fri, 19 Jun 2026 12:15:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1220737 ธงชาติไทยและธงชาติกัมพูชาปักอยู่ในน้ำ แสดงถึงข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล

บทนำ: การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างพรมแดนทางทะเล (Legal T […]

The post ศึก UNCLOS ไทย-กัมพูชา: ประนอมภาคบังคับ หรือ สงครามชิงทะเล? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธงชาติไทยและธงชาติกัมพูชาปักอยู่ในน้ำ แสดงถึงข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล

บทนำ: การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างพรมแดนทางทะเล (Legal Transition)

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

หน้าประวัติศาสตร์การทูตและกฎหมายระหว่างประเทศของราชอาณาจักรไทยได้บันทึกจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญที่สุดในรอบสองทศวรรษ เมื่อกรอบความตกลงร่วมกันเกี่ยวกับการสำรวจและพัฒนาทรัพยากรปิโตรเลียมในพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อน หรือที่รู้จักกันในนาม ‘MOU 2544’ (Memorandum of Understanding 2001) ได้สิ้นสุดบทบาทลงอย่างเป็นทางการ พลวัตของข้อพิพาทเขตแดนทางทะเลในพื้นที่อ่าวไทยที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจและความมั่นคงสูงสุดจำต้องเปลี่ยนผ่านเข้าสู่กลไกสากลภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 หรือ UNCLOS (United Nations Convention on the Law of the Sea)

 

ใจกลางของข้อพิพาทนี้คือพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อน (Overlapping Claims Area: OCA) ขนาดใหญ่ถึง 26,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งซุกซ่อนแหล่งพลังงานปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันดิบอันเป็นขุมทรัพย์สำรองที่ประเมินมูลค่าไม่ได้ในทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางวิกฤตการณ์พลังงานโลกและสภาวะเศรษฐกิจที่ต้องการแรงขับเคลื่อนใหม่ ทั้งประเทศไทยและกัมพูชาต่างเผชิญหน้ากับความกดดันในการนำทรัพยากรเหล่านี้ขึ้นมาใช้ ทว่า อุปสรรคสำคัญคือ “เส้นเขตแดนทางทะเล” ที่ยังไม่เคยปักปันกันได้อย่างเด็ดขาด

 

เมื่อกลไกทวิภาคีเดิมภายใต้ MOU 2544 ถึงทางตัน การเผชิญหน้าครั้งใหม่จึงอุบัติขึ้นในรูปแบบที่สังคมไทยไม่คุ้นเคย นั่นคือ ‘กระบวนการประนอมภาคบังคับ’ (Compulsory Conciliation) ซึ่งฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้เปิดเกมรุกยื่นโนติส (Notification) เพื่อดึงไทยเข้าสู่กระบวนการระงับข้อพิพาทสากล การดำเนินกลยุทธ์ในครั้งนี้ไม่ใช่การฟ้องร้องต่อศาลโลกเพื่อให้มีคำพิพากษาแพ้-ชนะอย่างเบ็ดเสร็จ แต่เป็นเกมการทูตและกฎหมายที่มีความสลับซับซ้อน สูงด้วยเล่ห์เหลี่ยมเชิงยุทธศาสตร์ และมีกรอบเวลาเร่งรัดอย่างยิ่ง

 

บทความวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ฉบับนี้ จึงจัดทำขึ้นเพื่อถอดรหัส แสวงหาข้อเท็จจริง และวิเคราะห์แนวทางการเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับของประเทศไทย โดยบูรณาการข้อมูลจากการแสดงความคิดเห็นของสองผู้เชี่ยวชาญหลักของประเทศ ได้แก่ คุณเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะผู้กำหนดนโยบายและหัวหน้าส่วนปฏิบัติการทางกฎหมายของรัฐ และ รองศาสตราจารย์ ดร.ธนภัทร ชาตินักรบ อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับการสืบค้นข้อมูลเชิงลึกในเวทีภูมิรัฐศาสตร์สากลโดยตัวผู้เขียน เพื่อชี้ทิศทางว่าในสงครามกฎหมายและการทูตครั้งนี้ ประเทศไทยกำลังยืนอยู่ ณ จุดใด และจะปกป้องผลประโยชน์สูงสุดของชาติได้อย่างไร

 

1.นิยามและแก่นแท้ของ ‘การประนอมภาคบังคับ’ (The Doctrine of Compulsory Conciliation)

 

ปรากฏการณ์ที่สังคมไทยเกิดความตระหนกและตั้งคำถามอย่างกว้างขวางเมื่อกัมพูชาประกาศนำข้อพิพาทเข้าสู่ ‘การประนอมภาคบังคับ’ ส่วนใหญ่เกิดจากความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อคำว่า ‘ภาคบังคับ’ (Compulsory) โดยเกรงว่า ประเทศไทยกำลังถูกบีบบังคับให้สูญเสียเอกราชอธิปไตย หรือถูกลากไปขึ้นศาลระหว่างประเทศโดยไม่ยินยอม ซึ่งในประเด็นนี้ ทั้งคุณเบญจมินทร์ และ รศ.ดร.ธนภัทร ได้ร่วมกันอธิบายหลักการทางนิติศาสตร์ระหว่างประเทศ เพื่อสร้างกรอบความคิดที่ถูกต้องแก่สาธารณชน

 

1.1 เบื้องหลังการตั้ง ‘ข้อสงวน’ ของประเทศไทย

 

ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2554 (ค.ศ. 2011) เมื่อประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคีสมาชิกของอนุสัญญา UNCLOS 1982 นักกฎหมายและส่วนราชการไทยในอดีตได้วางแผนยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศไว้อย่างรัดกุม โดยการตั้ง ‘ข้อสงวน’ หรือ ‘คำประกาศปัดปฏิเสธ’ (Reservation / Declaration) ตามมาตรา 298 วรรค 1 (a) ของอนุสัญญา ซึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนว่า:

 

“ประเทศไทยไม่ยอมรับเขตอำนาจผูกพันของศาลระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice – ICJ) หรือศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (International Tribunal for the Law of the Sea – ITLOS) ในกรณีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับการปักปันเขตแดนทางทะเล (Maritime Delimitation)”

 

การตั้งข้อสงวนนี้เป็นเกราะกำบังไม่ให้ประเทศเพื่อนบ้านสามารถฟ้องร้องลากประเทศไทยขึ้นสู่กระบวนการพิจารณาคดีของศาลสากลที่มีคำพิพากษาผูกพันเด็ดขาดได้แบบทางตรง ทว่า อนุสัญญา UNCLOS ได้ออกแบบกลไก ‘ทางเลือกสำรอง’ ไว้ในกรณีที่รัฐภาคีตั้งข้อสงวนไม่ไปศาล นั่นคือ หากเกิดข้อพิพาทขึ้นและไม่สามารถตกลงกันได้ผ่านการเจรจาทวิภาคีปกติ รัฐคู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิ์ที่จะร้องขอให้เปิดกระบวนการที่เรียกว่า Compulsory Conciliation หรือ ‘การประนอมภาคบังคับ’

 

1.2 สภาพบังคับทางกฎหมาย: บังคับให้คุย แต่ไม่บังคับให้ยอมรับผล

 

แก่นแท้ของกระบวนการนี้สามารถสรุปเป็นสูตรทางยุทธศาสตร์ได้ว่า “บังคับให้ต้องเข้ามาร่วมโต๊ะเจรจาต่อหน้าคณะกรรมการคนกลาง แต่ไม่มีอำนาจผูกพันหรือบังคับให้ต้องปฏิบัติตามผลลัพธ์”

 

คุณเบญจมินทร์ ย้ำเตือนว่า ผลผลิตสุดท้ายของกระบวนการนี้หลังจากสิ้นสุดระยะเวลาพิจารณา จะไม่ออกมาในรูปแบบของ ‘คำพิพากษา’ (Judgment) หรือ ‘คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ’ (Arbitral Award) แต่จะปรากฏในลักษณะของ ‘รายงานและคำแนะนำ’ (Report and Recommendations) เท่านั้น ซึ่งโดยสภาพตามกฎหมายระหว่างประเทศ คำแนะนำนี้ ‘ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย’ (Non-binding) รัฐภาคีทั้งไทยและกัมพูชามีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอในรายงานฉบับดังกล่าว หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายปฏิเสธ รายงานนั้นก็เป็นเพียงกระดาษแผ่นหนึ่งในประวัติศาสตร์ และคู่กรณีต้องกลับไปแสวงหาหนทางเจรจาต่อรองกันเองต่อไป กระบวนการนี้จึงต่างจากการไปขึ้นศาลโลก (ICJ) ที่ไทยเคยมีประสบการณ์อันเจ็บปวดในอดีตอย่างสิ้นเชิง

 

2. โครงสร้างองค์คณะผู้ประนอมระดับโลกและการขับเคลื่อนเชิงเวลา (The Conciliation Commission & Timeline)

 

ตามภาคผนวก 5 (Annex V) ของอนุสัญญา UNCLOS กระบวนการประนอมภาคบังคับจะถูกขับเคลื่อนและกลั่นกรองผ่านบุคคลภายนอกที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิระดับสากล โดยมีหลักเกณฑ์ที่เข้มงวดว่า “ห้ามมิให้ตั้งบุคคลที่มีสัญชาติของรัฐภาคีคู่พิพาทเข้ามาเป็นกรรมการ” เพื่อรับประกันความซื่อสัตย์สุจริตและความเป็นกลางอันเป็นที่ยอมรับในสากล (Impartiality and Independence)

 

โครงสร้างของ ‘คณะกรรมาธิการประนอม’ (Conciliation Commission) จะประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน โดยฝ่ายกัมพูชาและฝ่ายไทยได้รับสิทธิ์ในการเสนอชื่อฝ่ายละ 2 ท่าน และผู้ประนอมทั้ง 4 ท่านแรกจะร่วมกันโหวตเลือกประธานคณะกรรมาธิการคนที่ 5 ซึ่งรายชื่อจริงและภูมิหลังเชิงลึกขององค์คณะในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงดุลอำนาจและการดำเนินกลยุทธ์ที่น่าสนใจยิ่ง:

 

2.1 ฝ่ายกัมพูชา: สายปฏิบัติการเชิงทูตและเจนสนามจากเคสประวัติศาสตร์

 

ฝ่ายกัมพูชาได้ยื่นหนังสือแจ้งความประสงค์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569 พร้อมเปิดเผยรายชื่อผู้ประนอม 2 ท่านแรก ซึ่งเป็นทีมงานระดับหัวกะทิที่เคยสร้างชัยชนะให้กับประเทศติมอร์-เลสเตมาแล้ว:

 

  • ปีเตอร์ ทักโซ-เยนเซน (Peter Taksøe-Jensen) — สัญชาติเดนมาร์ก: อดีตเอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำสหรัฐอเมริกา และเป็นบุคคลผู้มีชื่อเสียงที่สุดในโลกจากบทบาท ‘ประธานคณะกรรมาธิการประนอมภาคบังคับ’ ในคดีติมอร์-เลสเต vs ออสเตรเลีย เป็นผู้มีความเชี่ยวชาญเชิงปฏิบัติการในการไกล่เกลี่ยคดีพลังงานและพรมแดน
  • ศาสตราจารย์ ฌอง-มาร์ค ตูเวนิน (Jean-Marc Thouvenin) — สัญชาติฝรั่งเศส: เลขาธิการสถาบันกฎหมายระหว่างประเทศแห่งกรุงเฮก (Hague Academy of International Law) ทนายความผู้เจนจัดในเวทีศาลโลก (ICJ) และเป็นอดีตทนายความหลักของฝ่ายติมอร์-เลสเต

 

2.2 ฝ่ายประเทศไทย: เสาหลักตุลาการและผู้พิพากษาขั้นสูงสุดของกฎหมายทะเล

 

ประเทศไทยภายใต้การเสนอของกระทรวงการต่างประเทศและมติคณะรัฐมนตรี ได้ตอบโต้เชิงยุทธศาสตร์ด้วยการเสนอชื่อ 2 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดในโครงสร้างตุลาการกฎหมายทะเลโลก ซึ่งมีจุดร่วมคือ เป็นอดีตประธานศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (ITLOS) ทั้งสองท่าน:

 

  • ผู้พิพากษา รูดิเกอร์ โวล์ฟรุม (Rüdiger Wolfrum) — สัญชาติเยอรมัน: อดีตประธานศาล ITLOS (ค.ศ. 2005–2008) และผู้พิพากษาที่ดำรงตำแหน่งยาวนานกว่า 20 ปี ถือเป็นหนึ่งในบิดาแห่งกฎหมายทะเลสมัยใหม่ของยุโรป
  • ผู้พิพากษา อัลเบิร์ต ฮอฟฟ์แมน (Albert Hoffmann) — สัญชาติแอฟริกาใต้: อดีตประธานศาล ITLOS (ค.ศ. 2020–2023) ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านกลไกการระงับข้อพิพาทและการปักปันเขตแดนทางทะเล

 

2.3 โครงสร้างและการขับเคลื่อนตามกรอบเวลา (Procedural Roadmap)

 

กฎหมายทะเลกำหนดให้กระบวนการนี้ต้องเสร็จสิ้นภายใน 12 เดือน (1 ปี) นับตั้งแต่วันที่องค์คณะกรรมาธิการได้รับการจัดตั้งขึ้นอย่างสมบูรณ์ โครงสร้างการทำงานและกรอบเวลาจึงถูกจำกัดไว้ในสมการที่ตึงตัว ดังแสดงในตารางเปรียบเทียบเชิงขั้นตอนต่อไปนี้:

 

 

3. ยุทธศาสตร์กำลังพลและกลไกบูรณาการภายในของ ‘ทีมประเทศไทย’

 

การเข้าสู่สมรภูมิกฎหมายระหว่างประเทศที่มีความเสี่ยงสูงระดับนี้ ไม่อาจปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งตามลำพัง คุณเบญจมินทร์ ได้เปิดเผยแนวทางการเตรียมพร้อมและการจัดทัพของฝั่งไทย ซึ่งเป็นการรวบรวมขุนพลระดับ ‘ครีม’ ของประเทศในทุกมิติ มารวมกันภายใต้รหัสปฏิบัติการ ‘ทีมประเทศไทย’ (Team Thailand)

 

3.1 โครงสร้างและสายการบังคับบัญชาของคณะผู้แทนเจรจา (The Agent System)

 

ในภาษาทางกฎหมายระหว่างประเทศ สมาชิกที่เป็นปากเสียงและตัวแทนของรัฐบาลจะถูกเรียกว่า Agent (ผู้แทน) และ Deputy Agent (รองผู้แทน) ซึ่งรัฐบาลไทยได้วางตัวบุคคลไว้ดังนี้:

 

  • หัวหน้าคณะผู้แทนเจรจา (Agent): คุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว (รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ) บุคคลผู้ได้รับการยอมรับในฐานะ ‘ปรมาจารย์ทางการทูตสากล’ ของไทย มีบารมีและสายสัมพันธ์กว้างขวางในเวทีพหุภาคีและอาเซียน
  • รองหัวหน้าคณะผู้แทนเจรจา (Deputy Agent): คุณทรงชัย ชัยปฏิยุทธ์ (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศคูเวต) ซึ่งคุณเบญจมินทร์ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของท่านทูตทรงชัยว่า เป็นอดีตรองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายที่มีความเชี่ยวชาญ ค่ำหวอด และแม่นยำในเทคนิคกฎหมายทะเลอันดับต้นๆ ของประเทศ เป็นผู้ถือพิมพ์เขียวข้อต่อสู้ทางกฎหมายทั้งหมด

 

3.2 การบูรณาการ 3 มิติหลัก: กฎหมาย – เทคนิค – ทรัพยากร

 

  • มิติกฎหมายระหว่างประเทศ: นำโดยกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ทำหน้าที่เป็นทนายความฝั่งไทย ร่วมมือกับ ทีมที่ปรึกษากฎหมายชาวต่างชาติ (International Counsel) ระดับโลก เช่น Sir Michael Wood อดีตที่ปรึกษากฎหมายกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษ และ Professor Alain Pellet ชาวฝรั่งเศส ซึ่งเป็นทีมที่ทำงานและเห็นฝีไม้ลายมือร่วมกับรัฐบาลไทยในฐานะที่ปรึกษามานานกว่า 10 ปี
  • มิติทางเทคนิคและแผนที่: กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ รับบทบาทสำคัญที่สุดในการคำนวณพิกัดทางคณิตศาสตร์ ขีดเส้นแผนที่ทางทะเล และใช้วิทยาศาสตร์ทางทะเลในการพิสูจน์แนวชายฝั่ง เพื่อคัดค้านเส้นที่ลากโดยมิชอบ
  • มิติทรัพยากรและพลังงานใต้ทะเล: กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ทำหน้าที่ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ ข้อมูลธรณีวิทยาปิโตรเลียม และปริมาณสำรองพลังงานในพื้นที่ OCA เพื่อส่งข้อมูลหนุนหลังทีมเจรจา

 

3.3 โมเดล ‘ผู้ใหญ่บ้านไกล่เกลี่ยลูกบ้าน’

 

เพื่อลบภาพความน่ากลัวของกฎหมายระหว่างประเทศ คุณเบญจมินทร์ได้ใช้การเปรียบเปรยอย่างเรียบง่ายว่า กระบวนการนี้แท้จริงแล้วก็ยังเป็น ‘กระบวนการทวิภาคี’ (Bilateral Process) ที่มีบุคคลที่สามเข้ามาช่วยเสริม เหมือนคนในหมู่บ้าน 2 คน ทะเลาะกันเรื่องแนวรั้วบ้าน แทนที่จะเดินขึ้นโรงขึ้นศาลให้แตกหักและเสียค่าใช้จ่ายมหาศาล ทั้งคู่เลือกที่จะเดินไปหา ‘ผู้ใหญ่บ้าน’ เพื่อเล่าเรื่องราวให้ฟัง ผู้ใหญ่บ้านจะฟังหลักฐานของทั้งคู่แล้วให้คำแนะนำสายกลาง หรือทางออกใหม่ ๆ (Breakthrough) ที่ลูกบ้านอาจนึกไม่ถึง โดยผู้ใหญ่บ้านไม่มีสิทธิ์สั่งยึดที่ดินใคร แต่คำแนะนำนั้นจะเป็นจุดเริ่มต้นให้ลูกบ้านทั้งสองกลับไปเจรจาตกลงกันด้วยความพึงพอใจ

 

4. มหากาพย์กรณีศึกษา ‘ติมอร์-เลสเต vs ออสเตรเลีย’

 

การจะเข้าใจ ‘เกมรุกของกัมพูชา’ ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง จำเป็นต้องศึกษาคดีประวัติศาสตร์ที่เป็น ‘พิมพ์เขียวและกรณีศึกษาเดียวในโลก’ ที่เคยผ่านกระบวนการประนอมภาคบังคับสำเร็จ นั่นคือกรณีพิพาทระหว่าง ประเทศติมอร์-เลสเต และ ประเทศออสเตรเลีย (ค.ศ. 2016-2018) โดยเราสามารถถอดบทเรียนจากกรณีนี้ เพื่อฉายภาพให้เห็นพฤติกรรมศาสตร์ของรัฐขนาดใหญ่และรัฐขนาดเล็กในเวทีสากล

 

4.1 บริบทแห่งการกดขี่ทางประวัติศาสตร์และปมขุมทรัพย์พลังงาน

 

ติมอร์-เลสเต (Timor-Leste) หรือติมอร์ตะวันออก เป็นประเทศเกิดใหม่ในศตวรรษที่ 21 ที่มีประวัติศาสตร์อันเจ็บปวดจากการตกเป็นอาณานิคมของโปรตุเกสยาวนาน และถูกรุกรานยึดครองโดยอินโดนีเซียในปี 1975 ในช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากของชาวติมอร์ ประเทศเพื่อนบ้านยักษ์ใหญ่อย่าง ออสเตรเลีย กลับมองเห็นโอกาสทางเศรษฐกิจใต้ทะเลบริเวณที่เรียกว่า Timor Gap (ช่องว่างติมอร์) ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบขนาดมหึมา นามว่า ‘Greater Sunrise’ และ ‘Bayu-Undan’

 

ออสเตรเลียได้ทำสนธิสัญญากับอินโดนีเซียในปี 1989 (Timor Gap Treaty) เพื่อแบ่งเค้กผลประโยชน์พลังงานร่วมกัน โดยออสเตรเลียยอมรับสิทธิการเข้ายึดครองติมอร์ของอินโดนีเซียในทางพฤตินัย เพื่อแลกกับการได้สิทธิ์สำรวจปิโตรเลียมที่ตนเองได้เปรียบ ต่อมาเมื่อติมอร์-เลสเตได้รับเอกราชอย่างสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2545 (ค.ศ. 2002) ประเทศอยู่ในสภาพล้มละลาย โครงสร้างพื้นฐานถูกทำลาย และยากจนที่สุดในภูมิภาค ติมอร์ฯ จำเป็นต้องพึ่งพารายได้ปิโตรเลียมเพื่อสร้างชาติ แต่ออสเตรเลียซึ่งเป็นประเทศพัฒนาแล้วและร่ำรวยกว่ามาก กลับใช้ความเหนือกว่าทางการทูตและเศรษฐกิจ บีบให้ผู้นำติมอร์ฯ ลงนามในข้อตกลงชั่วคราวหลายฉบับ (เช่น Treaty between Australia and the Democratic Republic of Timor-Leste on Certain Maritime Arrangements in the Timor Sea – CMATS ปี 2006) ที่ระบุให้แบ่งรายได้คนละครึ่ง (50:50) และมีเงื่อนไขอันโหดร้ายคือ “สั่งห้ามมิให้ติมอร์-เลสเตเรียกร้องหรือเจรจาเรื่องการปักปันเขตแดนถาวรไปอีก 50 ปี”

 

ธงชาติไทยและธงชาติกัมพูชาปักอยู่ในน้ำ แสดงถึงข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล 1

 

4.2 จุดหักเหทางกฎหมาย: เมื่อประเทศเล็กขยับหมากรุกสากล

 

ติมอร์-เลสเตตระหนักว่า ตนเองกำลังถูกขูดรีดทรัพยากรอย่างไม่เป็นธรรม แต่พวกเขาก็ไม่สามารถฟ้องออสเตรเลียต่อศาลโลก (ICJ) หรือศาลกฎหมายทะเล (ITLOS) ได้ เนื่องจากก่อนที่ติมอร์ฯ จะประกาศเอกราชเพียงไม่กี่วัน รัฐบาลออสเตรเลียได้ชิง ‘ถอนตัวออกจากการรับเขตอำนาจศาลระหว่างประเทศทั้งหมด’ ในคดีปักปันเขตแดน เพื่อปิดประตูไม่ให้ประเทศเกิดใหม่นี้ฟ้องร้องตนเองได้

 

ภายใต้สภาวะจนตรอก รัฐบุรุษและฮีโร่สงครามกู้ชาติของติมอร์-เลสเตอย่าง ชานานา กุฌเมา (Xanana Gusmão) พร้อมทีมที่ปรึกษากฎหมาย (ซึ่งปัจจุบันมาอยู่ฝั่งกัมพูชา) ได้ค้นพบช่องโหว่ทางยุทธศาสตร์ในอนุสัญญา UNCLOS 1982 นั่นคือกลไก ‘การประนอมภาคบังคับ’ ในภาคผนวก 5 ซึ่งต่อให้ออสเตรเลียจะประกาศปฏิเสธศาลไว้ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธกลไกนี้ได้ ติมอร์-เลสเตจึงตัดสินใจยื่นคำร้องเปิดกระบวนการประนอมภาคบังคับครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลกเมื่อปี ค.ศ. 2016 บีบให้ออสเตรเลียต้องเดินลงจากแท่นมหาอำนาจมาร่วมโต๊ะเจรจาในฐานะคู่กรณีที่เท่าเทียมกันตามกฎหมายสากล

 

5. บริบทนอกกระบวนการประนอม: ปมจารกรรมและข้อต่อสู้เชิงมนุษยธรรม

 

คดีประวัติศาสตร์ระหว่างติมอร์-เลสเตและออสเตรเลียจะไม่มีทางเข้าใจได้อย่างสมบูรณ์ หากปราศจากการวิเคราะห์บริบทนอกห้องพิจารณา ซึ่งเป็นหนึ่งใน ‘เรื่องอื้อฉาวและน่าละอายที่สุดในประวัติศาสตร์การทูตสมัยใหม่’ และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่เปลี่ยนดุลอำนาจในกระบวนการประนอม

 

5.1 ปฏิบัติการดักฟังห้องประชุมคณะรัฐมนตรี (The Bugging Scandal)

 

ในระหว่างที่กระบวนการประนอมภาคบังคับดำเนินอยู่ ความจริงอันน่าตกใจได้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณชนโลกว่า ในช่วงที่มีการเจรจาสนธิสัญญา CMATS เมื่อปี ค.ศ. 2004 รัฐบาลออสเตรเลียได้สั่งการให้ หน่วยสืบราชการลับของออสเตรเลีย (Australian Secret Intelligence Service – ASIS) ดำเนินปฏิบัติการจารกรรมข้อมูลขั้นสูง

 

เจ้าหน้าที่สอดแนมของออสเตรเลียได้แฝงตัวเป็น ‘ช่างเทคนิคและอาสาสมัครในโครงการความช่วยเหลือเพื่อมนุษยธรรมและการพัฒนา’ เข้าไปดำเนินโครงการซ่อมแซมและปรับปรุงอาคารสำนักงานและทำเนียบรัฐบาลของติมอร์-เลสเต แต่อาศัยโอกาสดังกล่าว ลักลอบติดตั้งเครื่องดักฟัง (Bugging Devices) ไว้ในผนังห้องประชุมคณะรัฐมนตรีของติมอร์-เลสเต ปฏิบัติการจารกรรมนี้ทำให้รัฐบาลออสเตรเลียล่วงรู้ข้อมูล ข้อมูลลับ กลยุทธ์การเจรจา และจุดยืนขั้นต่ำสุดของรัฐบาลติมอร์-เลสเตในทุกสัปดาห์ ส่งผลให้ออสเตรเลียสามารถควบคุมเกมและต้อนติมอร์-เลสเตจนมุมในการเซ็นสัญญาแบ่งผลประโยชน์พลังงานปิโตรเลียมในอดีต

 

5.2 บทบาทของ ‘Witness K’ และความพังทลายของความชอบธรรมทางศีลธรรม

 

ความลับนี้ถูกเปิดโปงโดยอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ ASIS ผู้ควบคุมปฏิบัติการ ซึ่งรู้จักกันในนาม ‘Witness K’ และทนายความของเขา Bernard Collaery ด้วยความรู้สึกผิดทางมโนธรรมที่เห็นประเทศมหาอำนาจแฝงตัวเป็นผู้ใจบุญ เพื่อรังแกและปล้นทรัพยากรจากประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก เมื่อติมอร์-เลสเตได้หลักฐานนี้มา พวกเขาได้ใช้เป็น ‘อาวุธนิวเคลียร์ทางการทูต’ ทันที

 

แม้ในทางกฎหมาย คณะกรรมาธิการประนอมภาคบังคับจะพิจารณาตามตัวบทของ UNCLOS แต่ในทางปฏิบัติเชิงรัฐศาสตร์ ปมดักฟังอันน่าละอายนี้ได้ทำลาย ‘ความชอบธรรมทางศีลธรรม’ (Moral High Ground) ของออสเตรเลียในเวทีโลกอย่างสิ้นเชิง ออสเตรเลียถูกตราหน้าจากมิตรประเทศว่า เป็นรัฐที่รังแกเพื่อนบ้าน ส่งผลให้ออสเตรเลียตกเป็น ‘จำเลยของสังคมโลก’ และเผชิญแรงกดดันอย่างมหาศาล จนไม่อาจเล่นเกมดึงเช็งหรือใช้มาตรการแข็งกร้าวในกระบวนการประนอมได้ และจำต้องยอมประนีประนอมในที่สุด

 

(สิ่งที่ไทยต้องคำนึงถึงและระมัดระวังให้มากก็คือ หากระบอบฮุนเซนใช้กระบวนการข่าวสารข้อมูล เพื่อสร้างภาพพจน์ให้ไทยอยู่ในสภาพที่ประชาคมนานาชาติพิจารณาว่าเป็น ‘ประเทศใหญ่กว่า’ ที่รังแก ‘ประเทศเล็กกว่า’ อย่างกัมพูชา ซึ่งเชื่อว่าระบอบฮุนเซนทำอย่างแน่นอน เพราะปัจจุบันก็เริ่มเดินสายปราศรัยในประเทศกัมพูชาแล้ว)

 

6. มิติแห่งความยุติธรรม: เมื่อหลัก ‘Equity’ อยู่เหนือ ‘Fairness’ แบบทื่อๆ

 

ประเด็นทางนิติศาสตร์ระหว่างประเทศที่ลึกซึ้งและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อข้อต่อสู้ของรัฐขนาดเล็ก นั่นคือ การปะทะกันระหว่างคำว่า ‘Fairness’ (ความถูกต้องตามแบบแผนสัญญารูปแบบเดิม) กับ ‘Equity’ (หลักความยุติธรรมตามสภาพการณ์จริงที่คำนึงถึงความเหลื่อมล้ำ)

 

6.1 การต่อสู้ระหว่างสองหลักการกฎหมายทะเล

 

ในคดีติมอร์-ออสเตรเลีย ออสเตรเลียพยายามสู้ด้วยหลักเกณฑ์ข้อตกลงเดิมและความ ‘แฟร์’ ในมุมของตน โดยอ้างหลักกฎหมายทะเลโบราณที่เรียกว่า ‘หลักการยื่นยาวตามธรรมชาติของไหล่ทวีป’ (Natural Prolongation of Continental Shelf) ออสเตรเลียชี้ว่า แผ่นดินทวีปของออสเตรเลียใต้ทะเลที่เป็นข้อพิพาทสืบสายยาวออกไปใต้ทะเลจนเกือบจะถึง ‘แนวร่องลึกติมอร์’ (Timor Trough) ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งติมอร์เพียงไม่กี่ไมล์ทะเล

 

ดังนั้นตามสิทธิ์ธรรมชาติ พื้นที่ทะเลและทรัพยากรก๊าซเกือบทั้งหมดจึงต้องตกเป็นของออสเตรเลีย ออสเตรเลียอ้างว่านี่คือความถูกต้องตามสิทธิ์ (Fairness) ของตนที่มีแผ่นดินใหญ่กว่า (ซึ่งคล้ายคลึงกับแนวทางที่ประเทศไทยอาจจะใช้ในการกระบวนการประนอม นั่นคือ แผนที่ที่ลากโดยกัมพูชาในปี 1972 ไม่มีความถูกต้องตามหลักวิชาการ ในขณะที่แผนที่ที่ไทยจัดทำขึ้นในปี 1973 มีความถูกต้องตามหลักวิชาการมากกว่า)

 

ทว่า ฝ่ายติมอร์-เลสเตและคณะกรรมาธิการประนอมสากลได้ร่วมกันผลักดันกฎหมายทะเลสมัยใหม่ที่ยึดหลัก Equity ซึ่งพัฒนาขึ้นมาเพื่อคุ้มครองรัฐที่เสียเปรียบ โดยเปลี่ยนมาใช้ ‘หลักเส้นกึ่งกลาง’ (Median Line / Equidistant Line) ควบคู่กับหลักการพิจารณาสภาพการณ์พิเศษ (Special Circumstances) (ซึ่งเป็นประเด็นที่ไทยต้องระวังให้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณากับเจตนาการทำสงครามข่าวสารข้อมูลที่บิดเบือนของระบอบฮุนเซน)

 

คณะกรรมาธิการประนอมฯ มองว่า หากยึดตามหลักออสเตรเลีย ประเทศเล็กๆ ที่ยากจนและติดอยู่กับข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์จะไม่มีทางลืมตาอ้าปากได้เลย หลัก Equity จึงเข้ามาทำหน้าที่แก้ไขความเหลื่อมล้ำทางธรรมชาติ โดยกำหนดให้ลากเส้นแบ่งครึ่งกึ่งกลางระหว่างชายฝั่งของทั้งสองประเทศอย่างเท่าเทียม ซึ่งเป็นหลักการที่สะท้อนอยู่ในกฎหมาย UNCLOS มาตรา 74 และ 83 ในปัจจุบัน

 

6.2 ผลลัพธ์ประวัติศาสตร์ที่เป็นธรรม

 

แรงกดดันจากหลัก Equity และความพังทลายของภาพลักษณ์จากการจารกรรม ทำให้ออสเตรเลียยอมจำนนและลงนามใน สนธิสัญญาพรมแดนทางทะเลถาวรฉบับใหม่ ณ กรุงนิวยอร์ก ในปี ค.ศ. 2018 ผลลัพธ์คือ:

 

  • การลากเส้นเขตแดนถูกเปลี่ยนมาใช้ ‘เส้นกึ่งกลาง’ (Median Line) ตามหลักกฎหมายสมัยใหม่
  • ติมอร์-เลสเต ได้สิทธิอธิปไตยเหนือแหล่งก๊าซ Bayu-Undan เต็ม 100%
  • ติมอร์-เลสเต ได้ส่วนแบ่งรายได้จากขุมทรัพย์พลังงาน Greater Sunrise สูงถึง 70% ถึง 80% (ขึ้นอยู่กับว่าท่อก๊าซจะลากไปขึ้นฝั่งที่ใด) กลายเป็นเครื่องมือสร้างสมดุลเชิงอำนาจแบบอสมมาตร (Asymmetric Equalizer) พลิกโฉมหน้าเศรษฐกิจของประเทศเกิดใหม่นี้ให้มีกินมีใช้จนถึงปัจจุบัน

7. การเทียบเคียงเชิงยุทธศาสตร์: กรณีไทย-กัมพูชา เทียบกับ ติมอร์-ออสเตรเลีย ได้จริงหรือ?

 

เมื่อกัมพูชาหันมาใช้กลไกประนอมภาคบังคับ คำถามที่สำคัญที่สุดในเชิงยุทธศาสตร์ความมั่นคงของไทยคือ “เราสามารถนำกรณีไทย-กัมพูชา ไปเทียบเคียงกับคดีติมอร์-ออสเตรเลียได้หรือไม่?” ในประเด็นนี้ ทั้งคุณเบญจมินทร์ และ รศ.ดร.ธนภัทร ได้ให้ข้อวิเคราะห์ตรงกันว่า “กัมพูชาพยายามเลียนแบบโมเดลติมอร์เต็มรูปแบบ แต่ในข้อเท็จจริงทางกฎหมายและภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสองกรณีนี้มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และไทยไม่ใช่รอยเท้าของออสเตรเลีย”

 

7.1 สิ่งที่กัมพูชา ‘ลอกเลียนแบบ’ มา (The Similarities)

 

  • กลไกกฎหมายและตัวบุคคล: กัมพูชาจงใจข้ามขั้นตอนเจรจาปกติเพื่อใช้ช่องทางบังคับของ UNCLOS เหมือนที่ติมอร์ทำ และที่สำคัญคือการไปดึงตัว นายปีเตอร์ ทักโซ-เยนเซน และ ศ.ฌอง-มาร์ค ตูเวนิน ซึ่งเป็นผู้พาติมอร์คว้าชัยชนะมาเป็นกรรมการฝั่งตน ย่อมสะท้อนเจตนาว่ากัมพูชาต้องการ “รีเมก” ละครเรื่องเดิม
  • จิตวิทยาการทูตและภาพจำ (The Underdog Narrative): กัมพูชาต้องการฉายภาพให้สังคมโลกเห็นว่า ตนเองเป็นประเทศขนาดเล็กที่มีระบบเศรษฐกิจด้อยกว่า กำลังถูกประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่ใหญ่กว่า มีกองทัพเรือที่ทรงอานุภาพกว่า และได้เปรียบทางกฎหมายมากกว่า ปฏิเสธการแบ่งปันผลประโยชน์ทรัพยากรพลังงานในอ่าวไทย

 

7.2 ข้อแตกต่างในสาระสำคัญที่ทำให้โมเดลนี้ใช้ไม่ได้กับไทย (The Great Differences)

 

แม้กัมพูชาจะพยายามตีบทเป็นติมอร์-เลสเต แต่โครงสร้างทางกฎหมายและภูมิรัฐศาสตร์ของไทยแตกต่างจากออสเตรเลียอย่างสิ้นเชิงใน 3 มิติหลัก:

 

  • มิติพรมแดนทางบกที่ผูกพัน: ออสเตรเลียและติมอร์กั้นด้วยทะเลเปิดกว้าง ไม่มีพรมแดนทางบกติดกัน ต่างจากไทยและกัมพูชาที่มีชายแดนทางบกติดกันยาวนาน มีปัญหากระแสชาตินิยมและประวัติศาสตร์ร่วมกัน ซึ่งคุณเบญจมินทร์ชี้ว่า ในทางกฎหมายผู้ประนอมจะดูแค่เรื่องทะเล แต่ในทางพฤตินัย พฤติกรรมและความสัมพันธ์ทางบกจะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศและดุลยพินิจทางทะเลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
  • ความชอบธรรมของเส้นอ้างสิทธิ์ (The Morality of Claims): ในคดีอดีต ออสเตรเลียคือฝ่ายที่ทำตัวไม่เป็นธรรมโดยการลากเส้นเกินกึ่งกลางเข้าไปฮุบพื้นที่ของประเทศเล็ก แต่ในกรณีปัจจุบัน บทบาทกลับตาลปัตร เพราะประเทศไทยลากเส้นเขตแดนไหล่ทวีปเมื่อปี พ.ศ. 2516 (ค.ศ. 1973) บนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และกฎหมายสากล (อนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1958) แต่ ฝ่ายกัมพูชาต่างหากที่เป็นฝ่ายลากเส้นอ้างสิทธิ์เมื่อปี พ.ศ. 2515 (ค.ศ. 1972) อย่างไร้หลักวิชาการ โดยลากเส้นพาดผ่านตัดกึ่งกลาง “เกาะกูด” ของไทย ซึ่งขัดต่อกฎหมายสากลอย่างรุนแรง
  • ไทยไม่ใช่ผู้กดขี่: ประเทศไทยไม่เคยยึดครอง ไม่เคยส่งทหารไปทำลายโครงสร้างพื้นฐาน หรือตั้งตนเป็นเจ้าอาณานิคมเหนือประเทศกัมพูชา เหมือนเช่นที่อินโดนีเซียหรือออสเตรเลียเคยทำกับติมอร์-เลสเต ดราม่าเรื่อง “ประเทศใหญ่รังแกประเทศเล็ก” จึงขาดความชอบธรรมเชิงประวัติศาสตร์อย่างสิ้นเชิงในเคสนี้ (ในทัศนะของผู้เขียน ประเด็นนี้จะนำไปสู่สงครามการบิดเบือนข่าวสารอย่างรุนแรงจากฝ่ายระบอบฮุนเซน ซึ่งไทยต้องวางกลยุทธ์ในการตอบโต้สงครามข่าวสารนี้อย่างรอบคอบรัดกุมระมัดระวัง)

8. วิเคราะห์ความเสี่ยงเชิง Realism: สุภาพบุรุษบนหอคอยงาช้าง ปะทะ รัฐอันธพาลเชิงกลยุทธ์

 

หากมองผ่านแว่นตาของลัทธิ ‘สัจนิยมทางภูมิรัฐศาสตร์’ (Geopolitical Realism) ข้อกังวลขั้นรุนแรงที่นักยุทธศาสตร์ความมั่นคงฝั่งไทยต้องตระหนักคือ พฤติกรรมศาสตร์ของระบอบการเมืองกัมพูชาภายใต้พรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) ของตระกูลฮุน ซึ่งมีลักษณะเป็น ‘รัฐรวมศูนย์อำนาจแบบเด็ดขาด’ (Single-core Authoritarian State) ที่พร้อมจะใช้ยุทธวิธีแบบอสมมาตร (Asymmetric Tactics) เล่ห์เพทุบาย และแท็กติกนอกกติกาเพื่อบรรลุเป้าหมาย เช่นในอดีตที่มีกรณีอื้อฉาวเกี่ยวกับการปล่อยคลิปเสียงบทสนทนาส่วนตัวเพื่อแบล็กเมล์ทางการเมือง

 

เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับแนวทางของประเทศไทยที่มักจะรับบทเป็น ‘สุภาพบุรุษนักกฎหมายบนหอคอยงาช้าง’ ที่ยึดมั่นในระเบียบแบบแผน ขีดเส้นใต้ทุกตัวอักษรตามกรอบกติกา คำถามคือ “ไทยกำลังเดินเข้าสู่กับดักและเสียเปรียบหรือไม่?”

 

8.1 จุดที่ประเทศไทย ‘เสียเปรียบ’ อย่างรุนแรง

 

  • การพ่ายแพ้ในสมรภูมิ Narrative Warfare: จุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของกระทรวงการต่างประเทศและรัฐบาลไทยคือ ‘ความเชื่องช้าและการสื่อสารสาธารณะที่จำกัด’ ในขณะที่กัมพูชาเตรียมพร้อมทีมสื่อสาร แผนการปล่อยข่าวบิดเบือนข้อเท็จจริง และการปั่นกระแสในเวทีสากลเพื่อสร้างภาพลักษณ์ Underdog หากไทยยังคงนิ่งเงียบและชี้แจงด้วยภาษากฎหมายที่เข้าใจยาก ประชาคมโลกจะปักใจเชื่อฝั่งกัมพูชาไปก่อนนานแล้ว
  • ความเปราะบางของการเมืองภายในของไทย: ระบบการเมืองไทยเป็นระบบหลายขั้ว มีความขัดแย้งภายในสูง และไวต่อ ‘กระแสชาตินิยมเรื่องดินแดน’ กัมพูชาล่วงรู้จุดสลบนี้ดี พวกเขาสามารถใช้เล่ห์เพทุบาลโดยการ ‘ปล่อยข้อมูลลวง’ หรือเอกสารหลุดบางชิ้นในระหว่างกระบวนการประนอม เพื่อจุดชนวนให้คนไทยทะเลาะกันเอง โจมตีรัฐบาลตนเอง ซึ่งจะทำลายสมาธิและเสถียรภาพของคณะทำงาน Team Thailand จนกลไกภายในพังทลาย

 

8.2 จุดแข็งและไพ่ตายที่ทำให้ไทย ‘เหนือกว่า’

 

แม้จะมีความเสี่ยงข้างต้น แต่ในสมรภูมินี้ไทยมี ‘ไพ่ตาย’ และ ‘เกราะป้องกัน’ ที่แข็งแกร่งจนกัมพูชาไม่อาจเจาะได้ง่าย ๆ หากไทยไม่ทำลายตัวเองไปเสียก่อน:

 

  • Technical Superiority (ความเหนือกว่าเชิงเทคนิคที่หลอกลวงไม่ได้): คณะกรรมาธิการที่ไทยส่งไปคือ อดีตประธานศาล ITLOS ถึง 2 ท่าน บุคคลระดับนี้จะพิจารณาคดีบนฐานกฎหมายและวิทยาศาสตร์แผนที่อุทกศาสตร์อย่างแท้จริง เส้นของกัมพูชาที่ลากผ่าเกาะกูดและไม่ให้สิทธิ์ทะเลอาณาเขตแก่เกาะกูด ถือเป็นสิ่งที่ ‘ผิดหลักกฎหมายทะเลสากลอย่างร้ายแรงและน่าขบขัน’ ในสายตานักตุลาการโลก ต่อให้กัมพูชาจะแสดงละครเก่งเพียงใด ก็ไม่สามารถเปลี่ยนพิกัดแผนที่ทางคณิตศาสตร์และตัวบทของ UNCLOS ได้
  • The Non-binding Shield (โล่กำบังคำแนะนำไม่มีผลผูกพัน): นี่คือไพ่ใบสุดท้ายที่เป็นยุทธศาสตร์สูงสุด หากกระบวนการประนอมเสร็จสิ้นแล้วผลลัพธ์ออกมาในลักษณะที่ไทยเสียเปรียบ หรือมีการใช้แท็กติกสกปรกแทรกแซง ประเทศไทยมีสิทธิ์อันชอบธรรมร้อยเปอร์เซ็นต์ตามกฎหมายสากลที่จะประกาศว่า ‘ไม่ยอมรับรายงานฉบับนี้’ เกมนี้กัมพูชาบังคับให้ไทยมาคุยได้ แต่ไม่มีวันบังคับให้ไทยเซ็นยอมรับความสูญเสียได้ ถ้าไทยปฏิเสธ ทุกอย่างจะกลับสู่สถานะเดิม (Status Quo) และเป็นฝ่ายกัมพูชาเองที่จะต้องสูญเสียโอกาสและงบประมาณในการลงทุนไปฟรีๆ

9. ฉากทัศน์แห่งอนาคต (Scenarios), สถานะเกาะกูด และบทสรุปเชิงนโยบาย

 

9.1 การยืนยันสิทธิอธิปไตยเหนือ ‘เกาะกูด’

 

เพื่อสยบกระแสความตระหนกและข่าวลือเรื่องการสูญเสียดินแดน ทุกภาคส่วนในประเทศไทยต้องประสานเสียงยืนยันข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์กฎหมายไว้อย่างหนักแน่น:

 

ข้อเท็จจริงแห่งสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ.1907 (พ.ศ.2450): ระบุไว้เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจนและเด็ดขาดว่า “เกาะกูดเป็นดั่งดินแดนในอธิปไตยของราชอาณาจักรไทย” ในอดีตกัมพูชาไม่เคยและไม่สามารถโต้แย้งสิทธิ์นี้ในเวทีสากลได้ การเข้าสู่กระบวนการประนอมครั้งนี้ ไม่มีความเสี่ยงใด ๆ ต่ออธิปไตยเหนือตัวเกาะกูด สิ่งเดียวที่จะถูกนำมาอภิปรายในเชิงเทคนิคคือ “การกำหนดให้เกาะกูดมีสิทธิ์ขีดเส้นทะเลอาณาเขต (Territorial Sea) และเขตต่อเนื่องรอบเกาะได้กว้างขวางเพียงใดตามหลักสากล” เพื่อนำไปคำนวณตัดสลับกับแนวชายฝั่งของกัมพูชาเท่านั้น

 

9.2 สามฉากทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ (3 Scenarios) หลังกรกฎาคม 2570

 

เมื่อกระบวนการประนอมภาคบังคับขับเคลื่อนไปจนครบกำหนด 12 ขวบปี ฉากทัศน์แห่งอนาคตของความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา สามารถจำแนกออกเป็น 3 ทิศทางหลัก (ตามแนวทางการวิเคราะห์ของคุณณเบญจมินทร์ อธิบดีกรมสนธิสัญญาฯ และ รศ.ดร.ธนภัทร):

 

  • ฉากทัศน์ที่ดีที่สุด (Best-Case Scenario): ด้วยแรงกดดันขององค์คณะผู้ประนอมระดับโลก ทั้งไทยและกัมพูชาสามารถใช้โอกาสนี้เปิดเจรจาทวิภาคีคู่ขนานและสามารถบรรลุข้อตกลง “สนธิสัญญาปักปันเขตแดนทางทะเลถาวร” ร่วมกันได้สำเร็จก่อนครบกำหนด 1 ปี เดินตามรอยความสำเร็จของโมเดลออสเตรเลีย-ติมอร์ พลังงานใต้ทะเลถูกนำขึ้นมาใช้ประโยชน์ร่วมกันภายใต้ขอบเขตอธิปไตยที่ชัดเจน
  • ฉากทัศน์สายกลาง (Mid-Case Scenario): รายงานคำแนะนำของคณะกรรมาธิการฯ ออกมาในลักษณะที่สมดุล โดยชี้ให้เห็นว่าเส้นของกัมพูชาปี 1972 นั้นผิดหลักสากล และเสนอให้ลากเส้นใหม่ตามหลักเส้นกึ่งกลาง (Median Line) ส่งผลให้พื้นที่ทับซ้อน 26,000 ตร.กม. บีบตัวแคบลงจนเกือบหมด เหลือเพียงพื้นที่ไข่แดงขนาดเล็กที่อาจต้องนำไปตั้งคณะทำงานพัฒนาพวกร่วมกันเฉพาะจุดในอนาคต
  • ฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด (Worst-Case Scenario): กัมพูชาปฏิเสธที่จะยอมรับหลักวิชาการสากลและยังคงดึงดันจะเอาเส้นเดิมที่ผ่าเกาะกูด หรือฝ่ายไทยประเมินแล้วว่า คำแนะนำขององค์คณะทำให้ไทยเสียเปรียบเชิงยุทธศาสตร์ ผลลัพธ์คือ ประเทศไทยประกาศใช้สิทธิ์ปฏิเสธรายงาน กระบวนการทั้งหมดแท้งลง ทุกอย่างกลับสู่สถานะเดิมก่อนปี 2569 ขุมทรัพย์พลังงานถูกแช่แข็งต่อไป และกัมพูชาเผชิญหน้ากับความสูญเสียทางเศรษฐกิจมากกว่าไทย (ซึ่งผู้เขียนวิเคราะห์ว่า กัมพูชาจะไม่หยุด และจะเดิน ‘เกมสงครามข่าวสารข้อมูล’ ในเวทีโลกว่า ประเทศไทยไม่เคารพกฎกติกา ประเทศไทยเป็นประเทศใหญ่รังแกประเทศเล็กอย่างกัมพูชา แน่นอนว่าเพื่อปลุกกระแสชาตินิยมในกัมพูชาและส่งผลดีให้พรรค CPP ของตนเองได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งต่อไป และยังสร้างแรงกดดันทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างมหาศาลต่อไทยในประชาคมโลก)

 

9.3 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายขั้นสูงสุด: ยุทธศาสตร์สองแนวทางคู่ขนาน (Dual-Track Strategy)

 

ข้อวิเคราะห์เชิง Realism นำมาสู่บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่ประเทศไทยต้องปรับเปลี่ยนอย่างเร่งด่วน: ไทยต้องทำตัวเป็นสุภาพบุรุษที่ยึดมั่นในกรอบกฎหมายหน้ากระดาษ และต้องดำเนิน ‘ยุทธศาสตร์สองแนวทางคู่ขนาน’ (Dual-Track) เพื่อกุมชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จ:

 

  • แนวทางที่ 1 (On-Stage/Legalistic Track): เดินหน้าด้วยความสุภาพและความเป็นเลิศทางวิชาการในห้องประชุมประนอม ใช้ศักยภาพของอดีตประธานศาล ITLOS และทีมที่ปรึกษากฎหมายชาวต่างชาติในการบดขยี้ความไม่ชอบธรรมของเส้นอ้างสิทธิ์กัมพูชาด้วยวิทยาศาสตร์แผนที่และตัวบทกฎหมาย UNCLOS อย่างเฉียบขาด
  • แนวทางที่ 2 (Off-Stage/Strategic Information Track): จัดตั้งทีมปฏิบัติการข่าวสารและการทูตสาธารณะ (Public Diplomacy) เชิงรุก สื่อสารสู้กับกัมพูชาในเวทีโลกด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายและทรงพลัง เพื่อไม่ให้กัมพูชาแย่งชิงพื้นที่ความน่าสงสารไปได้ พร้อมทั้งควบคุมดูแลระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูล (Cybersecurity) ชั้นสูงสุด เพื่อป้องกันปฏิบัติการจารกรรมทางไซเบอร์หรือการปล่อยข่าวลวงเพื่อทำลายเสถียรภาพทางการเมืองภายในของไทย โดยข้อมูลตอบโต้ทั้งหมดต้องคิดแบบเชิงรุก สื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ผ่านอย่างน้อย 5 ภาษา นั่นคือ ไทย ขแมร์ อังกฤษ จีน และฝรั่งเศส โดยต้องมีซือแป๋ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารมวลชน สื่อสารกลยุทธ์ และสื่อสารการตลาดที่เก่งฉกาจมาร่วมทีม

 

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าผลลัพธ์ของคณะกรรมาธิการประนอมภาคบังคับจะออกมาในรูปแบบใด กลไกทางกฎหมายภายในของไทยยังมีปราการด่านสุดท้ายที่รัดกุมและปลอดภัยสูงสุด นั่นคือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 178 ซึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนว่า หนังสือสัญญาใด ๆ ที่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตอำนาจแห่งรัฐ จะต้องได้รับความเห็นชอบจาก ‘รัฐสภา’ เสียก่อน

 

ดังนั้น กระบวนการทั้งหมดจึงต้องถูกตรวจสอบอย่างโปร่งใสโดยตัวแทนของประชาชนไทย และไม่มีผู้ใดสามารถกระทำการเอื้อประโยชน์หรือยกดินแดนของชาติให้แก่ผู้ใดได้โดยมิชอบ ประเด็นสำคัญที่สุด คือ ทำอย่างไรให้ไทยและกัมพูชายังสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปรองดองในภูมิภาคเดียวกัน เพราะเราไม่สามารถยกประเทศหนีจากกันได้ ทำอย่างไรให้พี่น้องที่อยู่บริเวณชายแดนทั้ง 2 ฟาก ได้ประโยชน์ร่วมกันจากชายแดนที่ติดกัน ทำอย่างไรให้ประชาชนทั้งสองประเทศไม่เกลียดชังซึ่งกันและกัน โอกาสการค้าการลงทุนอย่างยั่งยืนของสองประเทศ นี่คือสิ่งสำคัญที่สุด ขอให้ประชาชนชาวไทยมีความเชื่อมั่นในอธิปไตย หลักกฎหมายสากล และบูรณาการความพร้อมของ ‘ทีมประเทศไทย’ ในการศึกครั้งนี้อย่างมีสติและปัญญาคุ้มครองแผ่นดินสืบไป

 

แฟ้มภาพ: TnkImages / Shutterstock,A_Ple / Shutterstock

The post ศึก UNCLOS ไทย-กัมพูชา: ประนอมภาคบังคับ หรือ สงครามชิงทะเล? appeared first on THE STANDARD.

]]>
AI Brain Fry ทำไมยิ่งใช้ AI ยิ่งรู้สึกล้า เจาะลึกภาวะสมองไหม้เกรียมที่คนทำงานยุคนี้กำลังเผชิญ https://thestandard.co/ai-brain-fry-worker-fatigue/ Fri, 19 Jun 2026 11:03:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1220730 ภาพคนทำงานกำลังรู้สึกเหนื่อยล้าจากการใช้ AI แสดงถึงภาวะสมองไหม้เกรียม

ภาวะสมองล้าจากการทำงานกับ AI หรือ AI Brain Fry กำลังเป็ […]

The post AI Brain Fry ทำไมยิ่งใช้ AI ยิ่งรู้สึกล้า เจาะลึกภาวะสมองไหม้เกรียมที่คนทำงานยุคนี้กำลังเผชิญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพคนทำงานกำลังรู้สึกเหนื่อยล้าจากการใช้ AI แสดงถึงภาวะสมองไหม้เกรียม

ภาวะสมองล้าจากการทำงานกับ AI หรือ AI Brain Fry กำลังเป็นวิกฤตเงียบที่คนทำงานเผชิญร่วมกัน แม้ใช้ AI ทำงานเหมือนไม่ต้องใช้ความคิด แต่ขณะใช้ สมองจะเปิดระบบระวังภัย ทำให้ใช้พลังงานสูงและเกิดภาวะหมดไฟได้ง่าย แต่ถ้าเราเข้าใจกลไกและโอบกอดตัวเองได้ถูกจังหวะ เราจะเปลี่ยนจากภาวะที่สมองล้ามาเป็นการใช้ AI เป็นเพื่อนร่วมทางที่ทำให้งานง่ายขึ้นโดยไม่ทิ้งสุขภาพใจไว้ข้างหลัง

 

🟡 ทำไม AI ถึงทำให้สมองเราเกิดภาวะ AI Brain Fry

 

วิธีใช้ AI ที่ถูกต้องสำหรับคนทำงาน โดยปกติแล้วเริ่มจากการตั้งคำถาม รับข้อมูล และตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ได้รับ หากยังไม่เป๊ะก็จะ Prompt แก้ซ้ำๆ จนได้สิ่งที่ต้องการ

 

อาการ AI Brain Fry คือภาวะล้าที่เกิดขึ้นจากการที่สมองส่วนหน้า ต้องแบกรับภาระหนักเกินไปในการเฝ้าระวังและตรวจสอบผลลัพธ์จาก AI ตลอดเวลาเพราะแทนที่จะได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ เรากลับต้องมานั่งจดจ่อกับการตรวจสอบความถูกต้องซ้ำๆ จนเกิดเป็นความล้าสะสม

 

หลายคนอาจคิดว่าใช้ AI เบาสมองกว่าคิดงานด้วยตัวเอง แต่ข้อมูลจาก American Psychological Association ในปี 2024 ระบุว่าการสลับหน้าจอไปมาระหว่างงานหลายอย่างเพื่อประสานงานกับ AI ทำให้เกิดเศษเสี้ยวความสนใจตกค้าง หรือ Attentional Residue จนสมองเข้าสู่ภาวะแฮงก์ทางความคิดได้ง่ายกว่าปกติ

 

🟡 ปัญหานี้ใหญ่แค่ไหนในระดับโลก

 

ความล้าสะสมจากเทคโนโลยีมักจะส่งสัญญาณเตือนออกมาอย่างเงียบๆ ผ่านอารมณ์และร่างกายของเราในแต่ละวัน บางวันคุณอาจรู้สึกหงุดหงิดง่ายขึ้นเมื่อต้องเปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือรู้สึกว่าไม่สามารถจดจ่อกับงานตรงหน้าที่ต้องใช้ความลึกซึ้งได้เหมือนเดิม

 

ข้อมูลจาก Mercer Global Talent Trends เผยอินไซต์ที่น่าสนใจว่า พนักงานทั่วโลกถึง 39% กำลังรู้สึกว่าตัวเองถูกลดคุณค่าและถูกมองข้ามจากกระแสเทคโนโลยี โดยพวกเขามองว่างานของตัวเองมีแนวโน้มที่จะโดน AI เข้ามาแทนที่มากขึ้นเมื่อเทียบกับสี่ปีก่อน สภาพแวดล้อมที่ตึงเครียดนี้ทำให้คนทำงานหนึ่งในสามตกอยู่ในภาวะหมดไฟเพราะองค์กรดีไซน์ระบบงานใหม่ตามเครื่องมืออัจฉริยะไม่ทัน

 

เช่นเดียวกับผลสำรวจจาก American Psychological Association ที่พบว่า พนักงานกลุ่มที่วิตกกังวลเรื่องเทคโนโลยีมีอัตราความตึงเครียดระหว่างวันสูงถึง 64% และมีภาวะหมดไฟทางอารมณ์ 37% ปัญหานี้พุ่งเป้าไปที่คนรุ่นใหม่อย่างรวดเร็ว โดย Gen Z 75% และ 65% ของกลุ่ม Millennials ระบุว่าความไม่มั่นคงในอาชีพกลายเป็นบ่อเกิดความเครียดหลัก

 

🟡 ก้าวผ่านความล้าด้วยการปรับสมดุลแบบเข้าใจคนทำงาน

 

เพื่อไม่ให้ใจอ่อนล้าจนเกินไป แนะนำให้นำแนวคิดจาก Neuroscience มาปรับใช้ในที่ทำงาน เพื่อช่วยลดแรงกดดันทางจิตใจ ชื่อว่าโมเดล ‘SCARF’ ซึ่งพัฒนาโดย David Rock เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับตัวเองและทีม

 

🔸 Status (สถานะ): เริ่มจากการให้คุณค่าแก่ทักษะที่ AI ทำไม่ได้ เช่น การตัดสินใจด้วยจริยธรรม หรือความเห็นอกเห็นใจเพื่อนร่วมงาน เพื่อรักษาตัวตนในฐานะมนุษย์ผู้มีคุณค่าและลดความกังวลเรื่องการถูกแทนที่

 

🔸 Certainty (ความแน่นอน): สร้างความชัดเจนโดยการกำหนดขอบเขตการทำงานร่วมกับ AI ให้ชัดเจน เช่น ช่วงเวลาไหนที่ควรปิดหน้าจอเพื่อพักสมอง เพื่อลดความเครียดจากการต้องเฝ้าระวังภัยตลอดเวลา

 

🔸 Autonomy (ความเป็นอิสระ): ฝึกความเป็นอิสระด้วยการเลือกเครื่องมือที่เข้ากับสไตล์การทำงานของตัวเอง แทนการถูกบังคับด้วยระบบที่ซับซ้อนเกินจำเป็นจนรู้สึกเหมือนถูกควบคุม

 

🔸 Relatedness (ความสัมพันธ์): เชื่อมต่อกับคนรอบข้างให้มากขึ้น การได้พูดคุยแลกเปลี่ยนปัญหาที่เกิดขึ้นจริงกับมนุษย์ด้วยกัน ช่วยเยียวยาความโดดเดี่ยวจากการจ้องหน้าจอได้ดีกว่าเครื่องมือใดๆ

 

🔸 Fairness (ความยุติธรรม): ส่งเสริมความโปร่งใสในการนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อให้พนักงานรู้สึกว่าระบบ AI ถูกนำมาช่วยเสริมศักยภาพอย่างยุติธรรม ไม่ใช่เครื่องมือในการจับผิดหรือประเมินผลเพียงอย่างเดียว

 

การที่เราใส่ใจสุขภาพจิตของตัวเองและยอมรับว่าการพักผ่อนคือส่วนหนึ่งของการทำงานที่มีประสิทธิภาพ คือก้าวที่สำคัญที่สุดของผู้นำและคนทำงานในอนาคต เพราะเทคโนโลยีมีไว้เพื่อสนับสนุนชีวิต ไม่ใช่เพื่อมาบีบคั้นให้เราต้องวิ่งตามจนเหนื่อยหอบ

The post AI Brain Fry ทำไมยิ่งใช้ AI ยิ่งรู้สึกล้า เจาะลึกภาวะสมองไหม้เกรียมที่คนทำงานยุคนี้กำลังเผชิญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหุ้นโลกกระทิง: จัดพอร์ตอย่างไรให้ได้กำไรแบบอุ่นใจ https://thestandard.co/bull-market-portfolio-strategy-ai/ Fri, 19 Jun 2026 05:29:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1220514 ภาพกราฟแสดงแนวโน้มตลาดหุ้นโลกและกลยุทธ์การลงทุน

ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ตลาดทุนทั่วโลกต้องเผชิญกับบททดสอ […]

The post ตลาดหุ้นโลกกระทิง: จัดพอร์ตอย่างไรให้ได้กำไรแบบอุ่นใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟแสดงแนวโน้มตลาดหุ้นโลกและกลยุทธ์การลงทุน

ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ตลาดทุนทั่วโลกต้องเผชิญกับบททดสอบอย่างหนักหน่วงจากประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาวะเงินเฟ้อ และทิศทางอัตราดอกเบี้ย ปัจจัยเหล่านี้สร้างความกังวลและกดดันให้นักลงทุนจำนวนมากตัดสินใจชะลอการลงทุน หรือกระทั่งเทขายสินทรัพย์ออกจากพอร์ตเพื่อลดความเสี่ยง

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

แต่แล้วบทสนทนาในแวดวงการลงทุนก็เริ่มเปลี่ยนไป จากเสียงบ่นปนถอนหายใจ ในวันนี้คำถามที่ผมเจอบ่อยที่สุดกลับกลายเป็น ‘ตลาดมันกลับมาแล้วเหรอ? เราพลาดอะไรไปหรือเปล่า?’

 

หลังวันที่ 14 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 80 ปีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เขาได้มอบของขวัญวันเกิดให้โลก ด้วยการโพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า สงครามกำลังจะยุติลง โดยมีกำหนดการเซ็น MOU เพื่อยุติความขัดแย้งกับอิหร่านทางออนไลน์ และจะมีพิธีลงนามอย่างเป็นทางการที่สวิตเซอร์แลนด์ นัยสำคัญของเหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจโลกในหลายมิติ และที่สำคัญคือทำให้ ‘ตลาดกระทิง (Bull Market)’ ส่งสัญญาณฟื้นตัวให้เห็นอย่างชัดเจน

 

อ่านมาถึงตรงนี้นักลงทุนหลายท่านอาจกำลังคิดว่า ความตื่นตระหนกต่อภาวะสงครามในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เราพลาด ‘โอกาสทอง’ ในการเข้าสะสมสินทรัพย์พื้นฐานดีในราคาต่ำไปแล้วไหมนะ พร้อมกับคำว่า ‘รู้งี้’ ที่ดังก้องในหัว เพราะความเป็นจริงที่เรารู้กันอยู่แต่มักมองข้ามเสมอคือ ท่ามกลางฝุ่นควันที่เรานึกว่าเป็นวิกฤติ จริงๆ แล้วมักซ่อน ‘ป้ายลดราคา’ ให้คนที่เห็นโอกาสได้คว้าไว้เสมอ

 

เมื่อควันปืนจางหาย: สัญญาณบวกทางเศรษฐกิจที่ถูกมองข้าม

 

ลองมาดูกันครับว่าข่าวนี้ได้ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญด้านใดบ้าง สิ่งแรกที่เราเห็นชัดเจนคือ การผ่อนคลายของราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ เพราะการเจรจาที่ราบรื่นช่วยลดแรงกดดันต่อราคาพลังงาน ซึ่งเป็นต้นตอสำคัญของปัญหาเงินเฟ้อ ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคมีแนวโน้มทรงตัว

 

นอกจากนี้ การยุติความขัดแย้งยังส่งผลดีต่อ ความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน เพราะช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ที่ถือเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญของโลก กำลังจะกลับมาเปิดใช้งานได้ตามปกติ

 

สุดท้ายคือเรื่องของ เสถียรภาพทางการเมือง การที่สหรัฐฯ สามารถบรรลุเป้าหมายในการจัดการผู้นำระดับสูงของอิหร่านและลดความร้อนแรงของการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ลงได้ สร้างความเชื่อมั่นต่อภาพรวมความมั่นคงระดับสากล ขณะเดียวกันทรัมป์เองก็ต้องการความสงบเพื่อรักษาฐานเสียงสำหรับการเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Election) ในช่วงปลายปี

 

ปัจจัยเหล่านี้คือรากฐานสำคัญที่สนับสนุนให้เม็ดเงินลงทุนเริ่มไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้ง และใครที่ยังรักษาวินัยการลงทุนในช่วงวิกฤติที่ผ่านมาไว้ได้ จึงเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของตลาดในรอบนี้

 

เพราะสถิติในอดีตสอนเราเสมอว่า ‘ช่วงเวลาที่น่ากลัวที่สุดคือตอนที่สงครามเริ่มยิงกันวันแรก แต่นั่นคือจุดที่ควรเริ่มลงทุนที่สุด’ เพราะเมื่อเหตุการณ์ความรุนแรงสะท้อนไปในราคาหุ้นแล้ว ตลาดจะเริ่มฟื้นตัว ดังนั้นใครที่กล้าหลับตาข้างหนึ่งแล้วตั้งหน้าตั้งตาลงทุนแบบถัวเฉลี่ย (DCA) มาตั้งแต่ช่วงที่คนอื่นกำลังตื่นตระหนก ตอนนี้คงเปิดแอปดูพอร์ตแล้วอมยิ้มมุมปากกันไปหลายคนแล้ว และผมหวังว่าจะเป็นคุณๆ กันนะครับ

 

บทเรียนจากความโลภ: การประเมินมูลค่าสินทรัพย์และกระแส FOMO

 

ในยามที่สภาวะตลาดมีความผันผวนสูง เรามักจะเห็นสินทรัพย์ที่น่าตื่นเต้นสวนกระแสขึ้นมา ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือกรณีการทำ IPO ของ SpaceX ที่มูลค่าบริษัทพุ่งทะยานทะลุ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สร้างปรากฏการณ์ที่กระตุ้นให้นักลงทุนเกิดภาวะ FOMO (Fear Of Missing Out) หรือ ‘กลัวคุยกับเพื่อนไม่รู้เรื่อง’ อยากจะกระโดดขึ้นยานไปดวงจันทร์กับคุณอีลอน มัสก์ ด้วยคน

 

หากถามผมว่าลงทุนได้ไหม? ได้สิครับ แต่ในมุมมองของการลงทุนระยะยาว ผมอยากสะกิดเตือนด้วยคำพูดของปู่วอร์เรน บัฟเฟตต์ นิดนึงว่า ‘อะไรที่เราไม่เข้าใจทะลุปรุโปร่ง… อย่าเพิ่งไปยุ่ง’

 

เพราะธุรกิจเทคโนโลยีล้ำยุคหรือหุ้นในกลุ่มบริษัทของ อีลอน มัสก์ นั้นมีความผันผวนและคาดเดาได้ยาก เช่นเดียวกับหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูงที่มักมาพร้อมกับความผันผวนและการประเมินมูลค่าที่ซับซ้อน การเข้าลงทุนตามกระแสโดยปราศจากการจำกัดความเสี่ยง อาจนำไปสู่ผลขาดทุนที่กระทบต่อความมั่งคั่งได้ ดังนั้น การลงทุนในสินทรัพย์ลักษณะนี้จึงควรถูกจัดสรรให้อยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมและจำกัดความเสี่ยงที่รับได้

 

ผมย้ำว่า ผมไม่ได้ห้ามคุณลงทุนนะครับ ถ้าคุณอยากจะซิ่งกับหุ้นเทคโนโลยีล้ำยุคที่ยังคาดเดาอนาคตยาก ผมแค่แนะนำให้ ‘จำกัดความเสี่ยง’ หากคุณอยากลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูงแบบนี้ก็แค่แบ่งเงินส่วนน้อยที่คุณ ‘รับได้ถ้ามันจะหายไป’ โดยให้จัดไว้ในส่วนที่เป็น ‘พอร์ตรอง’ (Satellite Portfolio) เอาไว้เป็นสีสันของชีวิตและเพิ่มโอกาสทำกำไรก้าวกระโดด แต่อย่าเอาเงินเก็บทั้งชีวิตไปเดิมพันกับจรวดที่ยังไม่รู้ว่าจะลงจอดท่าไหนเลยครับ หากกรณีเลวร้ายเกิดความสูญเสียขึ้นมา ก็จะไม่กระทบกับความมั่งคั่งหลักของคุณ

 

อย่าพึ่งพาหุ้นสหรัฐฯ เพียงที่เดียว… เงินไหลเข้าของถูกในเอเชีย

 

ที่ผ่านมา ตลาดสหรัฐฯ อาจจะอยู่ในจุดที่เต็มไปด้วย ‘ความหวัง’ เรื่อง AI และทิศทางดอกเบี้ย สู้กับ ‘ความกังวล’ เรื่องฟองสบู่และ Valuation ที่แพงเกินไป

 

สิ่งที่เกิดขึ้นตามมา คือนักลงทุนกระจายลงทุนหุ้นบิ๊กเนมในภูมิภาคอื่นทั่วโลก ที่ยังคงมี Valuation ที่น่าดึงดูดและมีโอกาสเติบโตจากกระแส AI หุ้นโครงสร้างพื้นฐานได้อีกมาก นั่นก็คือ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน ที่กลับมาร้อนแรงทำสถิติใหม่เช่นกัน

 

ตลาดหุ้นเกาหลีใต้กำลังอยู่ในช่วงเวลาร้อนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังดัชนี KOSPI พุ่งขึ้นแล้วถึง 100% นับตั้งแต่ต้นปี 2026 นี้ ทะยานสู่ 8,800 จุด ช่วงต้นเดือนมิถุนายน มูลค่าตลาดของตลาดหุ้นเกาหลีที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วจนขึ้นไปเป็นตลาดหุ้นใหญ่อันดับ 7 ของโลกแล้ว ก่อนจะปรับลดลงในช่วงไม่กี่วันมานี้

 

แรงขับเคลื่อนตลาดมาจากหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์หรือหุ้นชิป โดยเฉพาะ เอสเค ไฮนิกซ์ (SK hynix) และ ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ขึ้นแท่นหุ้นพระเอกของตลาดเกาหลีไปแล้ว ซึ่งได้อานิสงส์จากกระแสการลงทุนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความต้องการชิปหน่วยความจำสำหรับ AI เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ปัจจุบัน มูลค่าตามราคาตลาดของหุ้นเทคยักษ์เกาหลี 2 ตัวนี้มีสัดส่วนขึ้นมาถึง 42% ของมูลค่ารวมทั้งตลาดเกาหลี หากดูเฉพาะ SK Hynix ราคาหุ้นพุ่งปรอทแตกจนกลายเป็นบริษัทใหญ่ติดอันดับที่ 3 ในประวัติศาสตร์เอเชียที่มีมูลค่าตลาดทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ได้สำเร็จ

 

นักวิเคราะห์ยังไม่มองว่าตลาดหุ้นเกาหลีกำลังเข้าสู่ฟองสบู่ เนื่องจากเชื่อว่าตลาดชิปโลกกำลังอยู่ในช่วง Memory Supercycle ทั้งจากภาวะขาดแคลนชิปและการลงทุน AI ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วทั่วโลก ทำให้ทั่วโลกมีความต้องการชิปหน่วยความจำพุ่งขึ้นมหาศาล ตลาดชิปเกาหลีกำลังเปลี่ยนผ่านจากรูปแบบการเติบโตตามวัฏจักรไปสู่แนวโน้มการเติบโตระยะยาวที่ผูกกับการขยายตัวของอุตสาหกรรม AI และ Data Center ของโลก

 

ตลาดที่แรงเหนือคาด คือ ‘ตลาดหุ้นญี่ปุ่น’ ที่ขยับขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ จากการเติบโตของกลุ่มเทคโนโลยี เซมิคอนดักเตอร์ และ AI รวมถึงกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันขาลง จนทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่โดดเด่นที่สุดของโลกในช่วงเดือนที่ผ่านมา แม้การเติบโตจะยังกระจุกตัวอยู่ในบางอุตสาหกรรมก็ตาม

 

ล่าสุด ผลตอบแทนของตลาดหุ้นญี่ปุ่น (Nikkei 225) ปรับเพิ่มขึ้นประมาณ +6% ถึง +9% ขณะที่ดัชนี TOPIX บวกไป +8% ถึง +10% โดยได้แรงหนุนจากนักลงทุนที่แห่เข้าซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี, AI และอุตสาหกรรมส่งออกขนาดใหญ่ หุ้นใหญ่หนุนนำตลาด อาทิ SoftBank ที่ได้กระแสคาดหวัง OpenAI จะเสนอขายหุ้น IPO, Toyota, Sony, Hitachi และหุ้นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ปรับตัวขึ้นทั่วกระดาน ขณะที่หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ และ AI ได้แรงหนุนจากกระแสลงทุน AI ทั่วโลก

 

ปัจจุบัน มูลค่าตลาดหุ้นญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นกว่า 30-35 ล้านล้านเยน หรือไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนตลาด คือ ความหวังว่าความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอาจเริ่มคลี่คลาย หลังมีรายงานว่าทั้งสองฝ่ายกำลังหารือขยายข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวอีก 60 วัน ซึ่งช่วยลดความกังวลเรื่องราคาน้ำมันและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

 

ขณะเดียวกัน เงินเยนที่ยังอ่อนค่าเมื่อเทียบดอลลาร์ยังคงเป็นปัจจัยบวกต่อบริษัทส่งออกญี่ปุ่น และช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม

 

อีกจุดที่นักลงทุนจับตา คือ การที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นกลับมาเป็น ‘ผู้นำตลาดโลก’ อีกครั้ง หลังจากเคยใช้เวลากว่า 30 ปีในการฟื้นตัวจากฟองสบู่เศรษฐกิจยุค 1990

 

ในช่วง 14 เดือนที่ผ่านมา ดัชนี Nikkei พุ่งขึ้นแล้วกว่า +110% สะท้อนกระแสเงินทุนขนาดใหญ่ที่ไหลกลับเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นอีกครั้ง ได้แรงหนุนเต็มๆ จากหุ้นกลุ่ม AI, ชิป เซมิคอนดักเตอร์ และระบบ Automation หลังบริษัทขนาดใหญ่จำนวนมากกลายเป็นหุ้นเทคแห่งยุคไปแล้ว

 

ตลาดหุ้นจีน กลับมาแตะระดับสูงสุดในรอบ 11 ปี หลังการปิดฉากประชุมสุดยอดสองผู้นำโลก ‘Trump-Xi Summit’ เมื่อกลางเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งให้ผลลัพธ์แบบ ‘No Deal, No Catalyst’ เนื่องจากยังไม่มีข้อสรุปที่เป็นรูปธรรมในประเด็นสำคัญ และมีการจัดตั้งเพียง Board of Trade ที่ยังไม่มีผลในทางปฏิบัติจริงตอนนี้

 

อย่างไรก็ตาม ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากตัวเลขส่งออกที่เติบโตดีกว่าคาด เงินเฟ้อภาคการผลิตที่สูงสุดในรอบกว่า 3 ปี และสัญญาณฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน โดย GDP เติบโต 5% ในไตรมาสแรก ทำให้นักลงทุนทั่วโลกเริ่มกลับมาจับตาว่า จีนอาจผ่านช่วงที่ยากที่สุดไปแล้ว และกลับมาอยู่บนเรดาร์การลงทุนอีกครั้ง

 

ในเดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นจีน A-Shares ปรับตัวบวกขึ้นประมาณ +3% ถึง +4% ขณะที่ตลาดหุ้นฮ่องกง (HSI) โดดเด่นกว่าโดยบวกไปถึง +8% ถึง +12% ขานรับเชิงบวกโดยมีกลุ่มเทคโนโลยีและชิป เป็นตัวขับเคลื่อนตลาดโดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์ และ AI ประกอบกับเป็นช่วงฤดูประกาศผลประกอบการของบริษัทในจีนซึ่งบริษัทยักษ์ใหญ่ Alibaba, Tencent, JD.com ฯลฯ ทำผลงานได้ดี

 

ตลาดหุ้นทั่วโลกต่างปรับตัวขาขึ้นโลดแล่นตอบรับกระแสโลกกำลังเข้าสู่ยุค ‘Abundant Intelligence’ หรือยุคที่เทคโนโลยี AI ไม่ได้เป็นสิ่งแปลกใหม่หรือหายากอีกต่อไป แต่กำลังกลายมาเป็น ‘โครงสร้างพื้นฐาน’ ที่เข้าถึงกันได้ง่าย มีต้นทุนต่ำ และถูกปลูกฝังอยู่ในวิถีการใช้ชีวิตของผู้คนและเศรษฐกิจ ไม่ต่างกับการเข้าถึงไฟฟ้าหรืออินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน

 

บทบาทของ AI ในยุคนี้ กลายมาเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจและองค์กรต่างๆ นำมาใช้เพื่อเป็น ‘ผู้ช่วยเชิงปฏิบัติการอัจฉริยะล้นเหลือ’ ซึ่งออกแบบเฉพาะให้มีความสามารถทั้งเข้าใจเป้าหมาย วางแผน ตัดสินใจ ลงมือทำงานแทนมนุษย์แบบอัตโนมัติ ส่งผลให้สมการการแข่งขันของธุรกิจเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ก้าวข้ามจากเดิมที่เป็นเพียงเครื่องมือ ‘ตอบคำถาม’ เท่านั้น มาสู่ความสามารถในการออกแบบระบบ การพัฒนาโมเดลเฉพาะทางที่ตอบโจทย์ธุรกิจได้อย่างแท้จริง

 

ตลาดเชื่อมั่นว่าโลก AI กำลังเข้ามาเป็นหุ้นโครงสร้างพื้นฐานของโลกและมีอนาคตการเติบโตในระยะยาว จะเป็นแกนหลักขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดหุ้นทั่วโลกครับ แรงซื้อจึงไหลเข้าหาผู้ผลิตที่เป็น supply chain ของเทคโนโลยี AI ที่กระจายอยู่ทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ หรือ ชิปหน่วยความจำสำหรับ AI

 

แม้จะมองว่า ถ้า Big Tech โตต่อ ดัชนีก็อาจโตแรง แต่ถ้าวันหนึ่ง… AI เริ่มชะลอ โดนกฎหมายผูกขาดเล่นงาน ตลาดเริ่มมองว่าหุ้นแพงเกินไป ทั้งดัชนีก็ร่วงได้เหมือนกันครับ เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับตลาดหุ้นจีนมาเมื่อ 5 ปีก่อน และกว่าจะฟื้นตัวกลับมาได้ก็ใช้เวลาหลายปี

 

ตลาดขาขึ้น กระจายความเสี่ยงข้ามภูมิภาค จัดพอร์ตให้อุ่นใจ

 

ภาพสะท้อนของตลาดหุ้นหลักๆ ยังทำผลงานได้ดีท่ามกลางความผันผวน และเงินทุนยังไม่ได้ไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหมด เพียงแต่ตลาดขาขึ้นรอบนี้เป็นลักษณะ ‘Selective Flow’ การเลือกลงทุนเฉพาะสินทรัพย์คุณภาพไม่ใช่แค่ดูว่า ‘หุ้นถูกและธุรกิจเติบโตในระยะยาว’ คงไม่พอแต่จะต้องเลือกประเทศได้ถูกด้วย

 

ปกติ ตลาดไม่เคยขึ้นหรือลงตลอด มันเคลื่อนด้วย ‘ความกลัว’ และ ‘ความคาดหวัง’

 

ช่วงที่คนกลัวมาก ราคามักปรับตัวลงแรง แต่เมื่อความกังวลเริ่มคลี่คลาย ตลาดก็กลับมาฟื้นตัว ถ้าตลาดมีความคาดหวัง ราคามักปรับขึ้นแรงเช่นปัจจุบัน ​

 

ข้อมูลสถิติย้อนหลังที่น่าสนใจ แม้ตลาดจะเคยเจอวิกฤติหนักๆ แต่ในระยะยาว ก็ยังให้ผลตอบแทนเฉลี่ยราว 8-10% ต่อปี

 

ปีที่ตลาดบวกมีมากกว่าปีที่ลบ และปีที่กำไรสูง เกิดบ่อยกว่าปีที่ขาดทุนหนัก

 

เพียงแต่การลงทุนในช่วงนี้ควรระมัดระวังการไล่ราคาในหุ้นที่ Valuation เริ่มแพง เช่นสหรัฐฯ และควรให้ความสำคัญกับตัวเลขผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งตอนนี้คงต้องรอติดตามดูงบการเงินของไตรมาส 2 เป็นต้นไป​

 

อย่างไรก็ตาม แม้วันนี้ สหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง ตลาดหุ้นก็ยังเติบโตได้ดีต่อเนื่อง แต่ไม่มีใครรู้ว่าอีก 10 ปีข้างหน้า ตลาดที่เติบโตดีที่สุด จะยังเป็นสหรัฐฯ อยู่มั้ย และหากวันหนึ่งเอเชียหรือยุโรปเริ่มเติบโตดีกว่า พอร์ตที่ลงทุนแค่ S&P 500 อาจทำผลตอบแทนต่ำกว่าตลาดโลกไปอีกหลายปี

 

จริงอยู่ว่าการลงทุนระยะยาว S&P 500 ยังเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังเป็นผู้นำของโลก แต่ขณะเดียวกัน ควรต้องพิจารณากระจายความเสี่ยงทั้งในแง่ของภูมิภาคกระจายไปยังตลาดหุ้นประเทศที่มีโอกาสเติบโตอื่นๆ และในแง่ของทรัพย์สินที่หลากหลาย การมีตราสารหนี้ ที่มักเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับหุ้น จะช่วยลดความผันผวนให้กับพอร์ตได้ดี และเพิ่มโอกาสเติบโตในทุกสภาวะตลาด

 

การคว้าโอกาสลงทุนยังต้องให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยง ทั้งในแง่ของสินทรัพย์ที่อาจต้องมีทั้งหุ้นและพันธบัตรผสมผสานกัน และในแง่ของภูมิภาคที่จะต้องลดการกระจุกตัวอยู่แค่หุ้นสหรัฐฯ และกระจายไปยังตลาดหุ้นอื่นๆ ที่น่าสนใจเพิ่มมากขึ้นเช่น จีน หรือญี่ปุ่น เป็นต้น

 

กลยุทธ์ Core & Satellite: ทางรอดและทางรวยในตลาดขาขึ้น

 

​​กลยุทธ์ลงทุนในช่วงนี้ ผมยังแนะนำจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite​ แบ่งเป็น Core Portfolio สัดส่วน 70-80% พอร์ตหลักนี้จะเน้นกระจายลงทุนในทรัพย์สินที่หลากหลายทั้งหุ้นและพันธบัตร ตราสารหนี้ทั่วโลก เพื่อสร้างเสถียรภาพให้พอร์ตในระยะยาว โดยหลักๆ จะอยู่ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างจีน ​

 

ส่วน Satellite Portfolio สัดส่วน 20-30% พอร์ตรองนี้เน้นหาโอกาสสร้างผลตอบแทนเพิ่มจากธีมเติบโตระยะยาว เช่น หุ้นกลุ่ม Quality Growth โดยเฉพาะ AI ที่มีรายได้และกำไรเติบโตจริง รวมถึงตลาดเกิดใหม่อย่าง จีน อินเดีย เวียดนาม รวมถึงไต้หวันและเกาหลีใต้ที่ได้อานิสงส์จาก AI และเซมิคอนดักเตอร์

 

วินัยการลงทุน: ศิลปะการควบคุม ‘อารมณ์’ เพื่อชัยชนะระยะยาว

 

​อีกเรื่องสำคัญ คือการถือเงินสดบางส่วนไว้เป็น ‘กระสุนลงทุน’ ในวันที่ตลาด Panic รวมถึงการลงทุนแบบ DCA อย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความผิดพลาดจากการพยายามจับจังหวะตลาด

 

และในวันที่ตลาดปรับตัวลงแรง การเพิ่มเงินลงทุน อาจช่วยให้คุณได้ ‘ต้นทุนที่ต่ำลง’ ยิ่งเริ่มสะสมในช่วงที่ยังไม่แน่นอน และถือยาวไปจนสถานการณ์คลี่คลาย โอกาสสร้างผลตอบแทน ก็ยิ่งสูงขึ้น และการกระจายความเสี่ยง มีสินทรัพย์ที่ผันผวนต่ำในพอร์ต จะช่วยให้คุณอยู่ในเกมได้จนถึงวันฟื้นตัว ​

 

แต่เหนือสิ่งอื่นใดการโฟกัสกลยุทธ์การลงทุนให้ชัดเจน และทำตามแผนจะช่วยให้คุณ ‘ลงทุนได้อย่างมีสติ’ ทำการบ้านศึกษาหาข้อมูลคัดสรรทรัพย์สินที่สนใจลงทุน เลือกซื้อทรัพย์สินนั้นเพราะอะไร เข้าใจถึงผลตอบแทน ความเสี่ยงและความผันผวนที่ยอมรับได้ กระจายความเสี่ยงในการลงทุนทั่วโลก คอยจัดพอร์ต ปรับพอร์ตให้เป็นไปตามแผน พร้อมๆ ไปกับมีวินัย DCA สม่ำเสมอ ตามแนวทางที่ตั้งไว้จะช่วยลดการใช้อารมณ์ในการลงทุน ผลลัพธ์จะมีผลเสียหายที่น้อยกว่าในระยะยาว เรียกง่ายๆ ว่า ‘Mindful Investing’ ที่จะทำให้คุณอุ่นใจได้ทุกวันเวลา ไม่ว่าใครจะเชียร์หุ้นตัวใด หรือตลาดจะผันผวนแค่ไหนก็ตาม ​

 

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือช่วงนี้เองที่โลกกำลังจะได้เห็นภาพสงครามกำลังจะยุติลงตลาดกลับเข้าสู่ภาวะตลาดกระทิง (Bull Market) อีกครั้ง อาการ ‘รู้งี้’ กำเริบเพราะพลาดโอกาสในวันที่ตลาดยังถูกข่าวร้ายกดดัน ไม่กล้าที่จะลงทุน พอตลาดหุ้นขึ้นก็ไม่มีของในมือเสียแล้ว พาลให้พลาดโอกาสอันงาม

 

การมี Mindful Investing จะช่วยให้คุณเอาชนะเกมการลงทุนได้ไม่ว่าตลาดจะเป็นขาขึ้นหรือขาลง ยิ่งในโลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนในระยะยาว​ สิ่งสำคัญไม่ใช่การทายตลาดให้ถูกทุกครั้ง แต่คือ ‘จัดพอร์ตกระจายลงทุนให้พร้อมอยู่รอด และเติบโตได้ในทุกสภาวะตลาด’ เท่านี้ จะทำให้คุณกินอิ่มนอนหลับได้แบบอุ่นใจครับ

The post ตลาดหุ้นโลกกระทิง: จัดพอร์ตอย่างไรให้ได้กำไรแบบอุ่นใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
AssetWise presents Marketing Oops! Summit 2026 เปิดฉากยิ่งใหญ่ เปลี่ยน Insight สู่ Action รับยุค Agentic AI พานักการตลาดชนะเกมการตลาดยุคใหม่ https://thestandard.co/assetwise-marketing-oops-summit-ai/ Thu, 18 Jun 2026 12:26:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1220270 ภาพบรรยากาศการจัดงาน AssetWise presents Marketing Oops! Summit 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

กรุงเทพฯ 11 มิถุนายน 2569, Marketing Oops! เปิดฉากงาน A […]

The post AssetWise presents Marketing Oops! Summit 2026 เปิดฉากยิ่งใหญ่ เปลี่ยน Insight สู่ Action รับยุค Agentic AI พานักการตลาดชนะเกมการตลาดยุคใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศการจัดงาน AssetWise presents Marketing Oops! Summit 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

กรุงเทพฯ 11 มิถุนายน 2569, Marketing Oops! เปิดฉากงาน AssetWise presents Marketing Oops! Summit 2026 ภายใต้ธีม “Intelligence in Action” ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตอกย้ำบทบาทเวทีการตลาด ธุรกิจ และเทคโนโลยีแห่งปี ที่ปีนี้ยกระดับจากงานสัมมนาสู่ Experience Platform เต็มรูปแบบ เพื่อพานักการตลาดและผู้นำธุรกิจเปลี่ยนความรู้ อินไซต์ และเทคโนโลยี AI ให้กลายเป็นการลงมือทำจริง

 

งานปีนี้มี Speaker ชั้นนำจากทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศมากกว่า 70 คน, 4 เวที ทั้งรูปแบบ Stage และ Theater รวมกว่า 45 Sessions, ผู้เข้าร่วมงานกว่า 2,422 คน พร้อมสื่อมวลชนแถวหน้าของไทยกว่า 58 สื่อที่เข้าร่วมเกาะติดทิศทางการตลาด ธุรกิจ และเทคโนโลยีแห่งปี พร้อม Workshop, Exhibition, AI LIVE Playground และ MOS Black Night โดยเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่ Consumer Insights, Agentic AI, Physical AI + Humanoid, Creative, AI Commerce, MarTech ไปจนถึง Framework และกลยุทธ์ที่นำกลับไปใช้ได้จริงในองค์กร

 

ภาพบรรยากาศการจัดงาน AssetWise presents Marketing Oops! Summit 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 1

 

“วันนี้ทุกองค์กรเข้าถึง AI และเครื่องมือไม่ต่างกัน แต่ในปี 2026 ความแตกต่างจะอยู่ที่ใครสามารถเปลี่ยนสิ่งเหล่านั้นให้กลายเป็น ‘Action’ ได้จริง  Marketing Oops! Summit ปีนี้ เราจึงออกแบบให้ทุก session ไม่ใช่แค่ insight แต่คือ execution ที่นำไปใช้ได้ทันที และเพื่อให้นักการตลาดได้ Upgrade และตามทันกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในโลกของการตลาดยุคใหม่ และ Agentic AI”

คุณณธิดา รัฐธนาวุฒิ ผู้ก่อตั้ง Marketing Oops! และผู้จัดงาน Marketing Oops! Summit กล่าวถึงการจัดงานในปีนี้

 

ผนึกกำลัง “AssetWise” ตอกย้ำพันธมิตรระยะยาว ร่วมขับเคลื่อนการตลาดไทยต่อเนื่อง

 

Marketing Oops! Summit 2026 ได้รับเกียรติจาก “AssetWise” แบรนด์อสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย ร่วมเป็น Title Sponsor ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สะท้อนถึงความร่วมมือระยะยาวระหว่าง AssetWise และ Marketing Oops! ในการร่วมยกระดับ Marketing Oops! Summit ให้เป็น Experience Platform ที่เชื่อมโยงนักการตลาด ธุรกิจ และเทคโนโลยี เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้จริงในโลกธุรกิจ

 

ภาพบรรยากาศการจัดงาน AssetWise presents Marketing Oops! Summit 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 2

 

“AssetWise รู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็น Title Sponsor ของ Marketing Oops! Summit 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพราะเราเชื่อว่างานนี้ไม่ได้เป็นเพียงเวทีแลกเปลี่ยนความรู้และอินไซต์ใหม่ๆ แต่ยังเป็นพื้นที่สำคัญที่ช่วยผลักดันให้ธุรกิจและนักการตลาดสามารถเปลี่ยน ‘Intelligence’ ให้กลายเป็น ‘Action’ ได้จริง ในยุคแห่ง Disruption ที่ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

ความร่วมมือครั้งนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ AssetWise ในฐานะแบรนด์อสังหาที่ไม่ได้สร้างแค่ที่อยู่อาศัย แต่ตั้งใจสร้าง Quality of Life ผ่านประสบการณ์และคุณค่าที่ตอบโจทย์ทุกการเปลี่ยนแปลงของ lifestyle ลูกค้าและโลกธุรกิจยุคใหม่”

 

คุณปณีตา มาลัยวงศ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความร่วมมือกับ Marketing Oops!

 

ไฮไลต์สำคัญของ AssetWise presents Marketing Oops! Summit 2026

 

งานปีนี้อัดแน่นด้วยหัวข้อ เนื้อหา และกิจกรรมที่จะเปลี่ยนจาก Intelligence สู่ Action ที่นำไปใช้ได้จริง

 

  • 2 Main Stages: The Intelligence Stage และ The Action Stage รวมวิสัยทัศน์ เทรนด์ใหญ่ เคสจริง และ Playbook สำหรับนักการตลาดยุคใหม่
  • 2 Experience Theaters: AI Growth Engine Theater และ AI Commerce & Consumer Theater ที่ออกแบบให้ผู้ร่วมงานได้เห็นเครื่องมือจริง Demo จริง และ Framework ที่นำกลับไปใช้ได้
  • Canva ขึ้นเวที Marketing Oops! Summit เป็นครั้งแรกในไทย เปิดอินไซต์ Gen Z + AI และโชว์การสร้างแคมเปญด้วย AI แบบ Real-time
  • Live Debate “AI vs Human” จากรายการถกไม่เถียง ชวนถกประเด็นใหญ่ของคนทำงานยุค AI ว่า AI คือโอกาส หรือจุดจบของทักษะมนุษย์
  • Physical AI และ Humanoid แห่งอนาคต เจาะเทรนด์สำคัญที่กำลังพา AI ออกจากหน้าจอ เข้าสู่โลกจริง ผ่านหุ่นยนต์ ยานยนต์ อุปกรณ์อัจฉริยะ และประสบการณ์ใหม่ในชีวิตประจำวัน
  • AI LIVE Playground: พื้นที่ทดลองใช้ AI ในบริบทธุรกิจจริง ทั้ง AI LIVE Commerce, AI Content Creation และ AI-driven Customer Experience
  • “MOS Black Night” & การประกาศรางวัล “MOS 2026” ปิดท้ายวันด้วย “MOS Black Night” After Party ค่ำคืนของการ networking พร้อม “กรุงเทพราตรี” ศิลปิน Gen Z เปิดการแสดงสด ในบรรยากาศเป็นกันเอง

 

ภาพบรรยากาศการจัดงาน AssetWise presents Marketing Oops! Summit 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 3ภาพบรรยากาศการจัดงาน AssetWise presents Marketing Oops! Summit 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 4ภาพบรรยากาศการจัดงาน AssetWise presents Marketing Oops! Summit 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 5

 

อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของปีนี้ คือ การประกาศรางวัล “MOS 2026” ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกของ Marketing Oops! Summit โดยผลรางวัลมาจากเสียงโหวตของผู้เข้าร่วมงาน ประกอบด้วยรางวัลดังต่อไปนี้

 

MOS Best Speaker Award ได้แก่ ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน, คุณทิน โชคกมลกิจ, คุณท๊อป-จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา, CK Cheong และคุณอภิรัตน์ หวานชะเอม

 

MOS Best Session Award ได้แก่

 

  • ถกไม่เถียง EP. พิเศษ – Human vs AI
  • The Next Humans ถอดรหัส DNA ความสำเร็จแห่งอนาคต
  • Emotional Agency: From Feeling to Impact ความฉลาดอาจมาจาก AI แต่ความหมายต้องมาจากคน

 

MOS Best Booth Design Award ได้แก่ The Mall

 

MOS Best Booth Experience Award ได้แก่ Kaniva

 

ครบทุกมิติ!

 

นอกจากไฮไลต์บนเวทีและ Experience Zone แล้ว Marketing Oops! Summit 2026 ยังออกแบบพื้นที่การเรียนรู้และการต่อยอดหลังจบงานให้ครบมากขึ้น เพื่อให้ผู้ร่วมงานไม่ได้กลับไปเพียงแค่อินไซต์ แต่ได้ทั้งเครื่องมือ โซลูชัน และสิทธิประโยชน์ที่สามารถนำไปใช้จริงได้ทันที

 

  • Workshops สำหรับนักการตลาดยุคใหม่: ครอบคลุมการใช้เครื่องมือและทักษะสำคัญ ทั้ง AI SEO, AI Live Streaming, Claude Co-Work และกลยุทธ์เชิงลึกที่ช่วยให้ผู้ร่วมงานนำความรู้กลับไปปรับใช้ได้จริงในองค์กร
  • Exhibition Zone รวมโซลูชันการตลาดแห่งปี: รวมแพลตฟอร์ม เครื่องมือ และโซลูชันจากแบรนด์ชั้นนำ ให้ผู้ร่วมงานได้สำรวจ เปรียบเทียบ และพูดคุยกับทีมผู้เชี่ยวชาญโดยตรง เพื่อค้นหาเครื่องมือที่เหมาะกับโจทย์ธุรกิจของตัวเอง
  • Exclusive Tools & Access สำหรับผู้ถือบัตรทุกคน: MOS 2026 ไม่ได้ให้ผู้ร่วมงานกลับไปแค่ไอเดีย แต่ยังให้เครื่องมือกลับไปลงมือทำจริง โดยผู้ถือบัตรทุกใบจะได้รับสิทธิทดลองใช้ Canva Pro Subscription ฟรี 3 เดือน พร้อมรับชมคอนเทนต์ย้อนหลังจากงานทางออนไลน์ได้นาน 3 เดือน

 

ภาพบรรยากาศการจัดงาน AssetWise presents Marketing Oops! Summit 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 6

[Error: Image 7 not found in Drive folder]

 

การรวมตัวของผู้เข้าร่วมงานกว่า 2,422 คน พร้อมสื่อมวลชนแถวหน้าของไทยกว่า 58 สื่อ สะท้อนให้เห็นว่า Marketing Oops! Summit ไม่ได้เป็นเพียงงานสัมมนาสำหรับนักการตลาด แต่เป็นเวทีที่อุตสาหกรรมธุรกิจ การตลาด สื่อ เทคโนโลยี และครีเอทีฟต่างจับตา เพื่อมองทิศทางใหม่ของการแข่งขันในยุค AI

 

ด้วยองค์ประกอบทั้งหมดนี้ Marketing Oops! Summit 2026 จึงไม่ใช่เพียงงานสัมมนาการตลาด แต่คือ Experience Platform ที่รวมความรู้ เครื่องมือ เคสจริง การสาธิตเทคโนโลยี พื้นที่ทดลองใช้ และการสร้าง connection ไว้ในงานเดียว เพื่อให้นักการตลาด ผู้นำธุรกิจ และผู้ประกอบการไทยพร้อมเปลี่ยน Intelligence ให้กลายเป็น Action ได้จริง

 

#AssetWisepresentsMarketingOops!Summit2026

#MarketingOopsSummit2026
#MOS2026 #MarketingOops!

 

[PR NEWS]

The post AssetWise presents Marketing Oops! Summit 2026 เปิดฉากยิ่งใหญ่ เปลี่ยน Insight สู่ Action รับยุค Agentic AI พานักการตลาดชนะเกมการตลาดยุคใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อำนาจผู้บริโภค 2026 เมื่อแบรนด์พูดลอยๆ ไม่ได้อีกต่อไป เพราะดาต้าในมือคนซื้อขับเคลื่อนการคว่ำบาตร https://thestandard.co/consumer-power-brands-data-boycott/ Thu, 18 Jun 2026 09:32:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1220195 ภาพประกอบแสดงผู้บริโภคใช้สมาร์ทโฟนตรวจสอบข้อมูลสินค้าเพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อ

ปรากฏการณ์ผู้บริโภคสู้กลับในปี 2569 คือการที่ลูกค้าช่าง […]

The post อำนาจผู้บริโภค 2026 เมื่อแบรนด์พูดลอยๆ ไม่ได้อีกต่อไป เพราะดาต้าในมือคนซื้อขับเคลื่อนการคว่ำบาตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงผู้บริโภคใช้สมาร์ทโฟนตรวจสอบข้อมูลสินค้าเพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อ

ปรากฏการณ์ผู้บริโภคสู้กลับในปี 2569 คือการที่ลูกค้าช่างสังเกตถึงสัญญาณที่แบรนด์ทำตัวไม่น่าไว้ใจ มีการรวมตัวใช้ Fact ทางวิทยาศาสตร์และอำนาจในโซเชียลมีเดียในการกดดันแบรนด์ที่ไม่โปร่งใส รายงานพฤติกรรมผู้บริโภคชี้ว่าคนทำงานเลือกเชื่อหลักฐานที่พิสูจน์ได้มากกว่าคำโฆษณา แบรนด์ยุคใหม่จึงต้องเร่งรื้อระบบปฏิบัติการหลังบ้านเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของธุรกิจ

 

🟡 ทำไมคนซื้อยุคนี้ถึงเริ่มไม่เชื่อแบรนด์ง่ายเหมือนเดิม

 

หลังเลิกงาน คุณเดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อซื้อโปรตีนสักขวด ตอนแรกก็แค่ดูรสชาติและราคา แต่สุดท้ายกลับหยิบมือถือขึ้นมาเสิร์ชหาผลแล็บจากคอมมูนิตี้ว่าตรงปกไหม นี่เป็นพฤติกรรมร่วมที่เกิดขึ้นทุกที่ จากประสบการณ์สะสมของคนซื้อที่เคยจ่ายแพงให้คำโฆษณาแล้วพบทีหลังว่าสิ่งที่ได้ไม่ตรงปก

 

รายงาน Mintel 2026 Global Consumer Predictions ระบุว่า 58% ของกลุ่มผู้ซื้อรุ่นใหม่ไม่เชื่อถือคำเคลมลอยๆ และพร้อมคว่ำบาตรธุรกิจที่ไม่โปร่งใสทันที คนในทุกวันนี้มีแนวโน้มต่อต้านอัลกอริทึม (Anti-Algorithm) โดยผู้บริโภคเริ่มปฏิเสธการถูกครอบงำด้วยข้อมูลจากระบบโฆษณาที่แบรนด์ใช้ปั่นกระแส และเลือกที่จะหาคำตอบด้วยตัวเอง

 

สอดคล้องกับรายงาน Edelman Trust Barometer 2026 ที่เผยว่าคนถึง 70% เลือกเชื่อข้อมูลจากชุมชนและผู้ใช้จริงมากกว่าคำแถลงขององค์กร เมื่อความเชื่อใจไม่ได้วิ่งจากแบรนด์ไปหาลูกค้าทางเดียว แบรนด์จึงต้องทำมากกว่าแค่วิ่งตามกระแสการตลาดเพื่อเลี่ยงภาษีความเชื่อใจที่ต้องจ่ายคืนมหาศาลภายหลัง

 

🟡 พลังของการสู้กลับด้วย Fact ส่งผลกระทบแรงแค่ไหน

 

พลังตรวจสอบของภาคประชาชนกระจายตัวไปในหลายอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเคสที่น่าสนใจ เช่น

 

🔸องค์กรผู้บริโภค CHOICE ในออสเตรเลียสุ่มทดสอบครีมกันแดดพบว่าส่วนใหญ่ให้ผลไม่ตรงกับค่าสารกันแดดที่เคลมไว้ จนบางแบรนด์ต้องหยุดขายและสุ่มตรวจซ้ำเพื่อเรียกความมั่นใจคืนมา

 

🔸เมื่อต้นปี 2568 เกิดกระแสสังคมตั้งคำถามถึงมาตรฐานผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดชื่อดังหลายแบรนด์ในไทย นำไปสู่การสุ่มทดสอบโดยสภาผู้บริโภคและหน่วยงานอิสระ ซึ่งพบว่าผลิตภัณฑ์บางส่วนมีค่า SPF และ PA ไม่ตรงกับฉลากที่เคลมไว้ บีบให้หลายแบรนด์ต้องเร่งนำผลการทดสอบจากห้องปฏิบัติการมาตรฐานสากลออกมาแสดงเพื่อกู้คืนความเชื่อมั่น

 

🔸องค์กร Changing Markets Foundation แอบติดเครื่องติดตามตัวกับเสื้อผ้าบริจาคจนพบเส้นทางขนส่งไปเทกองเป็นขยะในประเทศยากจนแทนการเข้าโรงงานรีไซเคิล

 

🔸ในไทย เพิ่งเกิดดราม่าผู้ซื้อส่งอาหารเสริมเคลมโปรตีนสูง (อกไก่ปั่น โปรตีนเชค) ตรวจแล็บจนพบว่าปริมาณโปรตีนต่ำกว่าที่ระบุ ทั้งยังพบส่วนผสมแป้งแฝงในสินค้า บีบให้ผู้ประกอบการต้องสั่งระงับการผลิตเพื่อตรวจสอบโครงสร้างซัพพลายเชนใหม่ เกิดการคว่ำบาตรในโลกโซเชียล อีกหลายแบรนด์ต้องออกมาเปิดผลตรวจสอบเพื่อยืนยันว่าตนไม่ใช่แบรนด์โปรตีนตกฉลากในข่าวดังกล่าว

 

🟡 แบรนด์ควรรับมือและสื่อสารอย่างไรเมื่อถูกสังคมตั้งคำถาม

 

ความผิดพลาดของหลายแบรนด์ไม่ได้อยู่ที่ตัวสินค้า แต่อยู่ที่การตอบสนองที่ผิดจังหวะ หากถูกตั้งคำถาม แบรนด์ต้องฟังให้จบ แยกแยะเสียงสะท้อนระหว่างลูกค้าจริง ชุมชนตรวจสอบ และแอคเคานต์ที่เจตนาบิดเบือนข้อมูล

 

ในมิติของกฎหมายไทย แบรนด์มีสิทธิ์ปกป้องชื่อเสียงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 (หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา) รวมถึงกฎหมายแพ่งว่าด้วยละเมิดเพื่อปกป้องพนักงานและบริษัทจากข่าวลวง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ‘อย่าใช้กฎหมายเพื่อปิดปาก’ การตอบโต้อย่างแข็งกร้าวอาจทำให้แบรนด์กลายเป็นจำเลยสังคมได้ ในเวลาที่ผู้คนกำลังโกรธ

 

🟡 ผู้นำองค์กรต้องรื้อระบบตรงไหนก่อนที่วิกฤตศรัทธาจะมาถึง

 

สิ่งที่ผู้นำต้องตั้งคำถามไม่ใช่แค่จะสื่อสารอย่างไรตอนเกิดเรื่อง แต่คือ “ทำไมเราถึงปล่อยให้ลูกค้ารู้ปัญหาก่อนเรา?”

 

🔸ตรวจสอบคำเคลมทุกคำ: ต้องมีหลักฐานวิทยาศาสตร์รองรับ ไม่ใช่แค่การตลาด

 

🔸ระบบ Traceability: ต้องรู้ที่มาที่ไปของสินค้าตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำแบบโปร่งใส

 

🔸ช่องทางรับเรื่องร้องเรียน: ต้องรับฟังอย่างรวดเร็วและแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

 

อำนาจของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นเปรียบเหมือนกระจกบานใหญ่ที่คัดกรองเนื้อแท้ของธุรกิจ ผู้นำที่เข้าใจสิทธิ์ของลูกค้าจะไม่รอให้สังคมมาตรวจแทน แต่จะสร้างระบบปฏิบัติการที่กล้าตรวจสอบตัวเองก่อนเสมอ การเปิดหน้าสู้ด้วยความจริงและความโปร่งใสเชิงรุกคือหนทางเดียวที่จะเปลี่ยนความระแวงให้กลายเป็นความภักดีที่ยั่งยืนที่สุด

The post อำนาจผู้บริโภค 2026 เมื่อแบรนด์พูดลอยๆ ไม่ได้อีกต่อไป เพราะดาต้าในมือคนซื้อขับเคลื่อนการคว่ำบาตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทนายปีศาจ เมื่อระบบกฎหมายผลิต ‘สัตว์ร้าย’ ขึ้นมาซ้ำๆ https://thestandard.co/devil-advocate-thai-justice-system/ Thu, 18 Jun 2026 09:13:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1220185 ภาพโปรโมตซีรีส์ ทนายปีศาจ จาก Netflix

*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาซีรีส์*     ไม่เ […]

The post ทนายปีศาจ เมื่อระบบกฎหมายผลิต ‘สัตว์ร้าย’ ขึ้นมาซ้ำๆ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโปรโมตซีรีส์ ทนายปีศาจ จาก Netflix

*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาซีรีส์*

 

ภาพโปรโมตซีรีส์ ทนายปีศาจ จาก Netflix 1

 

ไม่เสียแรงที่ใช้เวลาค้นคว้าข้อมูลและพัฒนาบทนานกว่า 5 ปี เพราะ ทนายปีศาจซีรีส์เรื่องใหม่ทาง Netflix ฝีมือการกำกับของ ไก่-ณฐพล บุญประกอบ ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างกว้างขวางในกลุ่มผู้ชม มันไม่ได้ทำหน้าที่แค่ให้ความบันเทิงแต่คือการเปลือยล่อนจ้อนของโครงสร้างสังคมและกฎหมายไทยเมื่อความยุติธรรมไม่ได้มีไว้เพื่อแจกจ่าย แต่มันคือสินค้าที่มีราคาค่างวดที่คนมีอำนาจเท่านั้นที่มีสิทธิ์เคาะราคาซื้อ

 

เรื่องราวของ เมฆ (ณัฏฐ์ กิจจริต) ทนายหนุ่มอุดมการณ์แรงกล้าที่ถูกจัดฉากในคดีฆาตกรรม จนต้องยอมก้าวเข้าสู่โลกสีเทาเพื่อพึ่งพาพลังของ จิตตรี (หญิง-รฐา โพธิ์งาม) ทนายความสาวผู้ได้ฉายาว่าทนายปีศาจ ซึ่งพาทั้งเมฆและผู้ชมเข้าไปรู้จักความยุติธรรมอันบิดเบี้ยวที่ขับเคลื่อนด้วยระบบอุปถัมภ์ ศักดินา และช่องโหว่ทางเทคนิคที่เอื้อให้คนฉลาดแต่โกงรอดตัว

 

ภาพโปรโมตซีรีส์ ทนายปีศาจ จาก Netflix 2

 

สิ่งแรกที่ต้องชื่นชมคือไดนามิกที่ค่อยๆ พัฒนาเรื่องราวและตัวละครได้น่าสนใจตั้งแต่การเปิดฉากแบบไม่ประนีประนอมด้วยประเด็นอ่อนไหวอย่างคดีลักลอบค้าศพทารกเพื่อทำของขลัง การที่จิตตรีเรียกร่างทารกว่า “ซาก” คือการใช้เวลาสั้นๆ แต่ได้ผลให้เห็นคาแรกเตอร์ความเลือดเย็นของทนายปีศาจอย่างจิตตรีและตรึงผู้ชมให้ตามติดเรื่องราวได้ดี

 

จากนั้นก็ยกระดับความเข้มข้นขึ้นไปสู่คดีการต่อสู้ของกลุ่มคนสีเทา เช่น คดีการยิงคู่อริในเขตอภัยทานหรือวัด ซึ่งเป็นการลากเอาสถาบันหลักอย่างศาสนาและระบบข้าราชการมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างมีนัยสำคัญ จนกระทั่งมาถึงจุดพีกในคดีการล่วงละเมิดทางเพศผู้บริสุทธิ์ คดีนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ขับเคลื่อนเส้นเรื่อง แต่เป็นเครื่องมือเชิงจิตวิทยาที่บีบให้เมฆต้องเลือกระหว่างอุดมการณ์กับการเอาตัวรอด ในขณะเดียวกัน มันก็ทำงานกับความคิดของผู้ชม บีบให้เราตั้งคำถามและเผลอร่วมลุ้นไปกับกลยุทธ์ที่ดาร์กขึ้นเรื่อยๆ ของตัวละคร

 

ภาพโปรโมตซีรีส์ ทนายปีศาจ จาก Netflix 3

 

อีกส่วนคือความสมจริงของตัวบทกฎหมาย ซีรีส์สะท้อนภาพความจริงอันเจ็บปวดว่า กฎหมายอาจไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์ด้วยตัวมันเอง แต่อยู่ที่ว่าใครเป็นผู้ถือครองและตีความ ในขณะที่ซีรีส์แนวกฎหมายของต่างประเทศมักเน้นการขับเคี่ยวเพื่อพิสูจน์ “ความจริงแท้” แก่ศาล แต่ในซีรีส์เรื่องนี้กลับนำเสนอในทางตรงกันข้าม มันคือกระบวนการแข่งขันกันสร้างคำโกหกให้เนียนที่สุด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ

 

สิ่งนี้สะท้อนว่าความจริงอาจไม่มีความหมาย หากความถูกต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้มีอำนาจตัดสิน

 

เมื่อระบบโครงสร้างมีความบิดเบี้ยว คนที่อยู่ในระบบก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะกลายพันธุ์ตามไปด้วย เมฆเปลี่ยนผ่านจากทนายสีขาวสู่พื้นที่สีเทา ตรรกะของเขาถูกสั่นคลอนจนเริ่มมองว่า ถ้าระบบไม่เอื้ออำนวยต่อความยุติธรรม การหาประโยชน์จากช่องโหว่ก็อาจเป็นทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ สายตาและท่าทางของเมฆในช่วงท้ายเรื่อง สะท้อนถึงคนที่เรียนรู้วิธีการใช้เกมสกปรกเพื่อเอาชนะระบบได้อย่างน่ากลัว

 

ขณะที่ตัวเอกอย่างจิตตรีได้รับการออกแบบมาอย่างดีในฐานะทนายผู้แสวงหาผลประโยชน์เพื่อเติมไฟแค้นจนแทบไม่เหลือเส้นแบ่งทางศีลธรรมใดๆ เหลืออยู่ในใจเลย และยังเล่าผ่านสไตล์และภาพลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นทรงผมหยิกฟู เครื่องประดับสีทองหนาหนัก หรือชุดลายเสือและเสื้อผ้าเฉดสีจัดๆ เหมือนหลุดมาจากยุค 90 นี่ไม่ใช่แค่รสนิยมแฟชั่น แต่คือการสร้างเกราะป้องกันตัว ใดๆ แล้วความล้นเกินเหล่านี้สะท้อนถึงสภาวะจิตใจที่เปราะบางและการพยายามปกปิดบาดแผลในอดีต

 

ภาพโปรโมตซีรีส์ ทนายปีศาจ จาก Netflix 4

 

ความกล้าหาญของทนายปีศาจคือการไม่ประนีประนอมกับความรู้สึกของผู้ชม แตกต่างจากซีรีส์แนวแอนตี้ฮีโร่ของฝั่งเกาหลีที่ท้ายที่สุดมักจะคลี่คลายให้ตัวเอกคืนความเป็นธรรมให้แก่เหยื่อ แต่เรื่องนี้เลือกที่จะเสนอความจริงอันโหดร้ายว่าทุกการกระทำที่บิดเบี้ยวมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ ความมืดหม่นค่อยๆ กินพื้นที่ในใจของตัวละคร จนวันหนึ่งก็อาจกลายเป็นสิ่งตนเองเคยเกลียดชังโดยไม่รู้ตัว

 

ถ้าซีซันสองเกิดขึ้นได้จริงก็คาดว่าเนื้อหาจะขยับจากการแก้แค้นส่วนบุคคลไปสู่การปะทะกับโครงสร้างอำนาจระดับนโยบายและกลุ่มทุน และมีไฮไลต์ที่การเปลี่ยนบทบาทของ เมฆ ที่อาจกลายเป็นปีศาจตนใหม่ ซึ่งทนายปีศาจไม่ใช่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ผลิตขึ้นได้ซ้ำๆ จากระบบที่บิดเบี้ยว

 

สรุปแล้วทนายปีศาจ คือกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนภาพสังคมในยุคที่ศีลธรรมกลายเป็นเรื่องเปราะบาง เป็นงานระดับคุณภาพที่ยกระดับมาตรฐานซีรีส์ไทยให้ก้าวไปอีกขั้น แม้จะมีบางจุดที่เนือยไปบ้าง แต่ประเด็นที่ทิ้งไว้ให้คิดต่อนั้น ถือว่าคุ้มค่าและคู่ควรแก่การนำมาขบคิดต่ออย่างยิ่ง

 

ภาพโปรโมตซีรีส์ ทนายปีศาจ จาก Netflix 5

 

ภาพ: Netflix

 

 

The post ทนายปีศาจ เมื่อระบบกฎหมายผลิต ‘สัตว์ร้าย’ ขึ้นมาซ้ำๆ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กฎหมายไทย… รับมือโลกที่เปลี่ยนไปอย่างไร? | OCS Symposium 2026 https://thestandard.co/ocs-symposium-2026-summary/ Thu, 18 Jun 2026 07:14:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1220053 OCS Symposium 2026

พบกับบทสรุปไฮไลท์และบรรยากาศจากงาน OCS Symposium 2026 ใ […]

The post กฎหมายไทย… รับมือโลกที่เปลี่ยนไปอย่างไร? | OCS Symposium 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
OCS Symposium 2026

พบกับบทสรุปไฮไลท์และบรรยากาศจากงาน OCS Symposium 2026 ในหัวข้อ ‘Strengthening Thailand’s Resilience: Law Reform in an Era of Global Paradigm Shifts’

 

ในยุคที่โลกเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการเมือง เทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และความคาดหวังของสังคมที่สูงขึ้น โครงสร้างและระบบกฎหมายของไทยต้องปรับตัวอย่างไร?

 

ร่วมกันผลักดันให้กฎหมายไทยเป็นฐานรากที่แข็งแกร่ง เพื่ออนาคตที่ยืดหยุ่นและก้าวทันโลกไปด้วยกัน

 

The post กฎหมายไทย… รับมือโลกที่เปลี่ยนไปอย่างไร? | OCS Symposium 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความปลอดภัยทางไซเบอร์ ปี 2026: 8 คำถามที่ผู้นำธุรกิจควรถาม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความยั่งยืน https://thestandard.co/cybersecurity-business-leaders-questions-2026/ Thu, 18 Jun 2026 06:43:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1220018 นักธุรกิจแตะไอคอนเครื่องหมายคำถามและเครื่องหมายตกใจ สื่อถึงความท้าทายด้านความปลอดภัยไซเบอร์

ในประเทศไทย องค์กรในหลากหลายภาคธุรกิจ ทั้งภาคธนาคาร อุต […]

The post ความปลอดภัยทางไซเบอร์ ปี 2026: 8 คำถามที่ผู้นำธุรกิจควรถาม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักธุรกิจแตะไอคอนเครื่องหมายคำถามและเครื่องหมายตกใจ สื่อถึงความท้าทายด้านความปลอดภัยไซเบอร์

ในประเทศไทย องค์กรในหลากหลายภาคธุรกิจ ทั้งภาคธนาคาร อุตสาหกรรมการผลิต ภาคบริการสุขภาพ หน่วยงานภาครัฐ และภาคธุรกิจอื่นๆ กำลังเร่งนำ AI มาใช้ โดยขยายแพลตฟอร์มดิจิทัลและเชื่อมโยงการดำเนินงานในวงกว้าง โรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) มีการเชื่อมต่อถึงกันมากขึ้น ขณะที่ห่วงโซ่อุปทานกำลังก้าวสู่ความเป็นดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจต่างพึ่งพาระบบคลาวด์ ระบบอัตโนมัติ และเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจมากขึ้น

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

แต่ยิ่งองค์กรเชื่อมถึงกันมากขึ้น ก็ยิ่งมีโอกาสเผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้นด้วย ความปลอดภัยทางไซเบอร์จึงไม่ใช่แค่เรื่องของไอทีอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของความยืดหยุ่นทางธุรกิจ ความเชื่อมั่น และการเติบโต และนี่คือ 8 คำถามเชิงกลยุทธ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่ผู้เขียนมองว่าผู้นำธุรกิจควรเริ่มตั้งคำถามกับองค์กรของตนตั้งแต่วันนี้

 

1. คุณกำลังใช้ AI อย่างปลอดภัย หรือเพียงแค่เร่งนำมาใช้ในองค์กรให้เร็วขึ้น?

 

หลายองค์กรกำลังเร่งนำ AI copilots ระบบอัตโนมัติ และเอเจนต์อัจฉริยะมาใช้งาน ทั้งที่แนวทางการกำกับดูแลยังไม่สมบูรณ์เพียงพอ แม้ AI จะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการทำงานและประสบการณ์ลูกค้า แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างความเสี่ยงทางไซเบอร์รูปแบบใหม่เช่นกัน ตั้งแต่การรั่วไหลของข้อมูล การโจมตีแบบอัตโนมัติ ไปจนถึงพฤติกรรมของ AI ที่ไม่ได้รับการติดตามหรือเฝ้าระวังอย่างเพียงพอ ผู้เขียนเห็นว่า องค์กรชั้นนำจึงนำแนวทางการกำกับดูแล ความมั่นคงปลอดภัย และการกำกับดูแลโดยมนุษย์ (Human Oversight) มาผสานเข้ากับการนำ AI ไปใช้งาน ตั้งแต่เริ่มต้น แทนที่จะรอให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้วจึงค่อยแก้ไข

 

2. คุณรู้แน่ชัดหรือไม่ว่ามีตัวตนที่ไม่ใช่มนุษย์ใดบ้างอยู่ในระบบของคุณ?

 

ปัจจุบัน ตัวตนที่ไม่ใช่มนุษย์ (Non-human Identities) ไม่ว่าจะเป็น AI agents บอท APIs หรือบัญชีที่ใช้โดยระบบอัตโนมัติ กำลังทำงานอยู่ในแทบทุกองค์กร โดยหลายครั้งมีจำนวนและความซับซ้อนเกินกว่าที่มนุษย์จะมองเห็นได้ทั้งหมด ในหลายองค์กร ตัวตนที่ไม่ใช่มนุษย์เหล่านี้มีมากกว่าจำนวนพนักงานแล้วด้วยซ้ำ

 

สำหรับองค์กรไทยที่กำลังขยายการใช้งานระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีคลาวด์ ผู้เขียนมองว่า การกำกับดูแลตัวตน (Identity governance) เป็นประเด็นความเสี่ยงที่สำคัญ องค์กรจำเป็นต้องยกระดับความสามารถในการมองเห็น การติดตามแบบเรียลไทม์ ควบคู่กับการกำหนดมาตรการควบคุมการเข้าถึงตามหลัก Zero Trust สำหรับการเข้าถึงของทั้งมนุษย์และเครื่องจักร

 

3. ห่วงโซ่อุปทานกลายเป็นจุดอ่อนทางไซเบอร์ที่ใหญ่ที่สุดของคุณหรือไม่?

 

เศรษฐกิจไทยเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับเครือข่ายการผลิต การขนส่ง และห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ช่องโหว่ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ของคู่ค้าทางธุรกิจ ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ หรือแพลตฟอร์มคลาวด์เพียงรายเดียว อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานขององค์กรทั้งระบบได้ ผู้เขียนเห็นว่า องค์กรควรก้าวข้ามการประเมินความเสี่ยงของคู่ค้าเป็นรายปี ไปสู่การติดตามและเฝ้าระวังความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการวางแผนรับมือเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน

 

4. ระบบเทคโนโลยีปฏิบัติการของคุณพร้อมรับมือกับการหยุดชะงักจากภัยไซเบอร์แล้วหรือยัง?

 

โรงงานอัจฉริยะ อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกัน และระบบเทคโนโลยีปฏิบัติการ (Operational Technology: OT) กำลังพลิกโฉมภาคอุตสาหกรรมของไทย แต่ความเชื่อมโยงที่เพิ่มขึ้นนี้ก็ทำให้ช่องโหว่ด้านความปลอดภัยเพิ่มขึ้นด้วย การหยุดชะงักของระบบ (Downtime) จึงไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านการดำเนินงานอีกต่อไป แต่ยังเป็นประเด็นด้านความยืดหยุ่นทางไซเบอร์ด้วย

 

ดังนั้น ผู้เขียนพิจารณาว่า ภาคการผลิต ผู้ให้บริการสาธารณูปโภคและผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานจำเป็นต้องมีแนวทางด้านความมั่นคงปลอดภัยที่เชื่อมโยงระหว่างระบบ IT และ OT แบบบูรณาการ เพื่อให้สามารถติดตามและเฝ้าระวังทั้งระบบดิจิทัลและการดำเนินงานที่เกิดขึ้นจริงได้อย่างต่อเนื่อง

 

5. มาตรการด้านไซเบอร์ของคุณสอดคล้องกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์หรือไม่?

 

ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์กำลังได้รับอิทธิพลมากขึ้นจากภูมิรัฐศาสตร์ อธิปไตยทางดิจิทัล (Digital Sovereignty) และความความแตกต่างของกฎระเบียบในแต่ละประเทศ องค์กรจำนวนมากจึงเริ่มทบทวนว่า

 

  • ข้อมูลถูกจัดเก็บอยู่ที่ใด
  • องค์กรพึ่งพาเทคโนโลยีใดอยู่บ้าง
  • มีความเสี่ยงจากการพึ่งพาผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่งมากเกินไปหรือไม่
  • การดำเนินงานข้ามพรมแดนมีความพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนมากเพียงใด

 

สำหรับองค์กรไทยที่กำลังขยายธุรกิจไปต่างประเทศ ผู้เขียนเห็นว่า ความยืดหยุ่นทางไซเบอร์เป็นประเด็นเชิงกลยุทธ์ทางธุรกิจ ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องทางเทคนิคเท่านั้น

 

6. คุณเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบควอนตัมหรือยัง?

 

แม้เทคโนโลยี Quantum Computing อาจยังดูเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับหลายองค์กร แต่ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการเข้ารหัส (encryption) และความปลอดภัยของข้อมูลในอนาคตนั้นไม่ควรถูกมองข้าม สำหรับภาคการธนาคาร โทรคมนาคม และหน่วยงานรัฐ การเตรียมความพร้อมอาจต้องใช้เวลาหลายปี เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับระบบและโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก ผู้เขียนแนะนำว่าองค์กรไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงทันที แต่ควรเริ่มทำความเข้าใจว่าความเปราะบางหรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตนั้นอยู่ตรงจุดใด เพื่อเตรียมความพร้อมได้อย่างเหมาะสม

 

7. ความปลอดภัยไซเบอร์ช่วยให้ธุรกิจคุณเดินหน้าได้เร็วขึ้นหรือกำลังกลายเป็นอุปสรรค?

 

องค์กรที่มีความพร้อมสูงไม่ได้มองความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เป็นเพียงกลไกควบคุมที่แยกออกจากการเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ดิจิทัล แต่เป็นการผสมผสานความมั่นคงปลอดภัยด้านไซเบอร์ในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การนำ AI มาใช้ การดำเนินงานดิจิทัล และการเปลี่ยนแปลงในระดับองค์กร

 

ผู้เขียนเห็นว่า ความไว้วางใจกำลังกลายเป็นปัจจัยสร้างความแตกต่างทางธุรกิจ องค์กรที่สามารถขยายการเติบโตโดยเน้นความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์มักสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าได้มากกว่าองค์กรที่เร่งสร้างนวัตกรรมโดยไม่คำนึงถึงด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ อีกทั้งยังสนับสนุนการเติบโตขององค์กรในระยะยาว

 

8. CISO เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจระดับองค์กรหรือไม่

 

บทบาทของผู้บริหารด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ (Chief Information Security Officer: CISO) กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ผู้นำด้านไซเบอร์ในปัจจุบันจำเป็นต้องทำงานร่วมกับคณะกรรมการบริษัท หน่วยงานกำกับดูแล และผู้บริหารระดับสูงในประเด็นที่กว้างไกลกว่าด้านเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน การกำกับดูแล AI ความต่อเนื่องทางธุรกิจ และการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์จึงไม่อาจดำเนินงานแยกออกจากกลยุทธ์ทางธุรกิจได้อีกต่อไป

 

บทสรุป

 

เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง การนำ AI มาใช้จะขยายตัวมากขึ้น โครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมต่อกันจะเพิ่มขึ้น และห่วงโซ่อุปทานจะยิ่งเชื่อมโยงและทำงานแบบอัตโนมัติมากกว่าเดิม แต่ยิ่งองค์กรมีความเป็นดิจิทัลมากขึ้นเท่าใด ความยืดหยุ่นและความเชื่อมั่นก็ยิ่งมีบทบาทสำคัญในการกำหนดความได้เปรียบทางการแข่งขันมากขึ้นเท่านั้น

 

สำหรับองค์กรไทย ในความเห็นของผู้เขียน สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ คือ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการรับมืออีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงในการป้องกันเชิงรุก เพื่อเป็นรากฐานของความเชื่อมั่น สร้างความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน และส่งเสริมการเติบโตในระยะยาว และในปี 2026 ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถเติบโตและเดินหน้าได้อย่างมั่นใจ

 

ภาพ: Panchenko Vladimir / Shutterstock

 

อ้างอิง:

  • รายงาน Cybersecurity Considerations 2026 ของเคพีเอ็มจี อินเตอร์เนชั่นแนล

The post ความปลอดภัยทางไซเบอร์ ปี 2026: 8 คำถามที่ผู้นำธุรกิจควรถาม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทฤษฎีหมูกระทะการเงิน : เมื่อชีวิตเต็มไปด้วยเรื่องที่ต้องดูแล https://thestandard.co/financial-hotpot-life-burden/ Thu, 18 Jun 2026 06:25:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1220006 ภาพหมูกระทะบนโต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหารหลากหลาย

หมูกระทะอาจเป็นหนึ่งในเมนูที่ ‘เข้าใจชีวิตคนไทย’ มากที่ […]

The post ทฤษฎีหมูกระทะการเงิน : เมื่อชีวิตเต็มไปด้วยเรื่องที่ต้องดูแล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพหมูกระทะบนโต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหารหลากหลาย

หมูกระทะอาจเป็นหนึ่งในเมนูที่ ‘เข้าใจชีวิตคนไทย’ มากที่สุด เพราะถ้าไปกินคนเดียว ทุกอย่างมักจัดการไม่ยาก เราเลือกสิ่งที่อยากกิน กะปริมาณได้ และดูแลแค่ความสุขของตัวเองก็พอ แต่หมูกระทะจริงๆ มักไม่ได้ถูกออกแบบมาให้กินคนเดียว มันคืออาหารของการ ‘กินหลายคน’

 

 

และเมื่อมีหลายคนอยู่บนโต๊ะ ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไป คนหนึ่งอยากกินกุ้ง อีกคนอยากกินเนื้อ บางคนสั่งชีส บางคนอยากได้ของทอด บางคนบอก ‘เอามาก่อน เดี๋ยวค่อยกิน’ สุดท้ายยังไม่ทันเริ่มกินจริงจัง โต๊ะก็เริ่มเต็มแล้ว

 

แปลกดีที่ภาพแบบนี้ คล้ายชีวิตของคนวัยทำงานยุคนี้มาก โดยเฉพาะคนที่กำลังอยู่ในบทบาท ‘เดอะแบก’ หลายครั้ง ชีวิตที่เหนื่อย ไม่ได้เกิดจากการมี ‘น้อยเกินไป’ แต่เกิดจากการที่ทุกอย่างกำลังเข้ามาพร้อมกัน ทั้งเรื่องงาน เรื่องบ้าน เรื่องลูก เรื่องพ่อแม่ เรื่องเงิน เรื่องอนาคต รวมถึงความคาดหวังจากคนรอบตัว เหมือนโต๊ะหมูกระทะที่ทุกคนต่างก็หยิบอะไรบางอย่างเข้ามาเพิ่มเสมอ และสุดท้าย คนที่เหนื่อยที่สุด มักไม่ใช่คนที่กินเยอะที่สุด แต่คือคนที่พยายามดูแลทุกอย่างบนโต๊ะพร้อมกัน

 

เมื่อทุกอย่างสำคัญพร้อมกัน ชีวิตจึงเริ่มตึง

 

ปัญหาของคนยุคนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่อง ‘รายได้’ อย่างเดียว แต่คือการที่ชีวิตเต็มไปด้วย ‘เรื่องสำคัญ’ พร้อมกันมากเกินไป เราอยากมีบ้านที่ดีขึ้น อยากมีรถที่สบายขึ้น อยากดูแลพ่อแม่ให้ดีที่สุด อยากให้ลูกมีโอกาสที่ดี อยากมีเงินเกษียณ อยากลงทุน อยากมีสมดุลระหว่างงานและชีวิต อยากดูแลสุขภาพ และก็อยากมีเวลาของตัวเองด้วย ทุกอย่างล้วนเป็นเป้าหมายที่ถูกต้องทั้งหมด

 

แต่ปัญหาคือ หลายคนพยายามทำทุกเป้าหมาย ‘พร้อมกัน’ เราอยากมีบ้านและรถในช่วงเดียวกัน พร้อมกับเริ่มลงทุนจริงจัง อยากดูแลพ่อแม่ให้ดีที่สุด ขณะเดียวกันก็อยากส่งลูกเข้าโรงเรียนดีๆ อยากมีรายได้เสริม อยากเกษียณเร็ว และยังคาดหวังว่าตัวเองจะมีเวลาใช้ชีวิต มีสุขภาพที่ดี และมีความสุขไปพร้อมกันด้วย

 

ผลคือ ทั้งกระแสเงินสด และ ‘พลังของชีวิต’ เริ่มตึงขึ้นเรื่อยๆ หลายคนจึงเริ่มรู้สึกว่า แม้รายได้จะมากขึ้น แต่ชีวิตกลับเหนื่อยกว่าเดิม เพราะสิ่งที่ขาดไม่ใช่แค่เงิน แต่คือ ‘พื้นที่’ ของชีวิต ทั้งเวลา พลังงาน สุขภาพ และพื้นที่ทางใจ

 

อย่าหยิบทุกอย่างขึ้นโต๊ะพร้อมกัน

 

ในทางการเงิน เรามักให้ความสำคัญกับการจัดสรรเงิน แต่จริงๆ แล้ว ชีวิตก็ต้องการ ‘การจัดลำดับ’ เหมือนกัน เพราะต่อให้รายได้เพิ่มขึ้นมากแค่ไหน คนเราก็ยังมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่าเดิม มีร่างกายเท่าเดิม และมีพลังในการรับแรงกดดันอย่างจำกัด เหมือนเวลาไปกินหมูกระทะ คนที่กินสบายที่สุด มักไม่ใช่คนที่หยิบเก่งที่สุด แต่คือคนที่ ‘เลือก’ เป็น รู้ว่าอะไรสำคัญ อะไรค่อยสั่งทีหลังได้ อะไรยังไม่จำเป็น และอะไรที่ถ้าหยิบขึ้นมาตอนนี้ โต๊ะจะเริ่มแน่นเกินไป

 

ชีวิตการเงินก็ไม่ต่างกัน ปัญหาของคนยุคนี้ไม่ใช่ไม่มีเป้าหมาย แต่คืออยากทำทุกเป้าหมายในเวลาเดียวกัน ทั้งที่ในโลกจริง ชีวิตที่มั่นคง มักไม่ได้เกิดจากการทำทุกอย่างเร็วที่สุด แต่เกิดจากการรู้ว่า ‘ช่วงนี้ อะไรสำคัญที่สุด’ บางช่วงของชีวิต อาจต้องสร้างเงินสำรองก่อนลงทุน บางช่วงอาจต้องลดภาระหนี้ก่อนเพิ่มค่าใช้จ่ายระยะยาว บางช่วงอาจต้องให้เวลากับสุขภาพหรือครอบครัว มากกว่าการเร่งสร้างรายได้เพิ่ม เพราะชีวิตที่มั่นคงจริงๆ มักไม่ได้เกิดจากการ ‘มีครบทุกอย่างพร้อมกัน’ แต่เกิดจากการค่อยๆ เติมทีละอย่าง ในจังหวะที่ชีวิตยังรับไหว

 

ทุกอย่างที่หยิบเข้ามาในชีวิต มีต้นทุนเสมอ

 

ร้านหมูกระทะสมัยนี้มักมีป้ายเขียนไว้ชัดเจนว่า ‘กินไม่หมด ปรับ’ ตอนแรกเราอาจไม่รู้สึกอะไร เพราะคิดว่า ‘เอาไว้ก่อน เดี๋ยวค่อยกิน’ แต่พอเวลาผ่านไป โต๊ะเริ่มแน่น เริ่มอิ่ม และเริ่มพบว่า บางอย่างที่อยู่ตรงหน้า เราอาจไม่ได้ต้องการจริงๆ ตั้งแต่แรก

 

ชีวิตการเงินก็ไม่ต่างกัน หลายครั้งเรารับทุกอย่างเข้ามา เพราะคิดว่า ‘ยังไหว’ ผ่อนบ้านเพิ่ม ผ่อนรถเพิ่ม รับผิดชอบเพิ่ม ลงทุนเพิ่ม ทำงานเพิ่ม และพยายามหารายได้เพิ่ม จนลืมไปว่า ทุกอย่างมีต้นทุนเสมอ และต้นทุนของชีวิต ไม่ได้จ่ายเป็นเงินอย่างเดียว แต่มาในรูปของเวลา สุขภาพ ความสัมพันธ์ และพลังชีวิตที่ค่อยๆ ลดลง

 

หลายคนสร้างภาระระยะยาวเร็วเกินไป บ้านเกินตัว รถเกินตัว หรือไลฟ์สไตล์โตเร็วกว่ารายได้ เหมือนคนที่ตักทุกอย่างตั้งแต่รอบแรก สุดท้ายโต๊ะเต็มเร็ว และชีวิตเริ่มไม่มีความยืดหยุ่นเหลือ

 

บางคนมีรายได้มากขึ้น แต่ไม่มีเวลาใช้เงิน บางคนมีบ้านใหญ่ขึ้น แต่ไม่มีเวลาอยู่บ้าน บางคนลงทุนเก่ง แต่สุขภาพเริ่มพัง และบางคนวางแผนเกษียณไว้ดีมาก แต่กลับไม่มีแรงใช้ชีวิตเมื่อถึงวันนั้น

 

นี่คือเหตุผลที่คนจำนวนมากเริ่มรู้สึกว่า ตัวเองกำลัง ‘รวยขึ้น แต่เหนื่อยกว่าเดิม’

 

เดอะแบกที่เก่งที่สุด อาจไม่ใช่คนที่แบกทุกอย่างไว้คนเดียว

 

เดอะแบกจำนวนมากมักคิดว่าหน้าที่ของตัวเองคือ ‘แบกให้ไหว’ จึงพยายามรับทุกอย่างไว้คนเดียว ทั้งดูแลครอบครัว ดูแลอนาคต ดูแลเรื่องเงิน และดูแลความคาดหวังของทุกคน ทั้งที่ในความเป็นจริง ชีวิตที่ดีอาจไม่ได้ต้องการคนที่ ‘แบกเก่งที่สุด’ แต่ต้องการคนที่ ‘จัดโต๊ะชีวิตเป็น’ มากกว่า เหมือนโต๊ะหมูกระทะที่กินแล้วสบาย มักไม่ใช่โต๊ะที่มีของเยอะที่สุด แต่เป็นโต๊ะที่มีการแบ่งกันดู ค่อยๆ เติม เริ่มจากสิ่งสำคัญก่อน และเหลือพื้นที่บนโต๊ะไว้เสมอ

 

ชีวิตก็เหมือนกัน หลายครั้งสิ่งที่ควรทำ ไม่ใช่พยายามเปลี่ยนทุกอย่างพร้อมกัน แต่อาจเริ่มจากการกลับมาทบทวนว่า ตอนนี้อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดจริงๆ อะไรคือเป้าหมายระยะนี้ อะไรคือภาระที่หนักเกินไป และอะไรคือสิ่งที่อาจ ‘ยังไม่ต้องรีบ’ เพราะชีวิตที่มั่นคง มักไม่ได้เกิดจากการมีทุกอย่างเร็วที่สุด แต่เกิดจากการที่เรายังมีแรงไปต่อได้ในระยะยาว

 

ชีวิตที่ดี ต้องเหลือพื้นที่ให้ตัวเองด้วย

 

คนเป็นเดอะแบกจำนวนมากมักรู้สึกว่า การคิดถึงตัวเองก่อนเป็นเรื่องเห็นแก่ตัว แต่ความจริงคือ ถ้าคนที่แบกทุกอย่างล้มลง คนทั้งโต๊ะก็มักได้รับผลกระทบไปด้วย

 

บนเครื่องบิน เรายังถูกสอนให้ใส่หน้ากากออกซิเจนให้ตัวเองก่อนช่วยคนอื่น ไม่ใช่เพราะให้รักตัวเองมากกว่าคนอื่น แต่เพราะคนที่หมดแรง จะช่วยใครต่อไม่ได้เลย

 

เรื่องการเงินและชีวิตก็เหมือนกัน การมีเงินสำรอง สุขภาพที่ดี เวลาพัก พลังใจ รวมถึงเวลาของตัวเอง ไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่มันคือ ‘พื้นที่ว่าง’ ที่ทำให้ชีวิตยังไปต่อได้

 

เพราะสุดท้ายแล้ว ชีวิตที่ดี อาจไม่ใช่ชีวิตที่มีทุกอย่างเต็มโต๊ะ แต่คือชีวิตที่ยังมีพื้นที่เหลือ ให้เราได้หายใจ ใช้ชีวิต และค่อยๆ ดูแลสิ่งสำคัญทีละอย่าง… โดยไม่ลืมการใส่ใจดูแลตัวเองไปพร้อมกันด้วย

 

ภาพ: GG STORY / Shutterstock

The post ทฤษฎีหมูกระทะการเงิน : เมื่อชีวิตเต็มไปด้วยเรื่องที่ต้องดูแล appeared first on THE STANDARD.

]]>
Seafresh คือใคร ทำไมธุรกิจอาหารทะเลไทยปักธงเบอร์ 1 อังกฤษได้ https://thestandard.co/seafresh-thai-seafood-uk-success/ Wed, 17 Jun 2026 09:55:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1218947 ภาพ ณฤทธิ์ เจียอาภา ผู้ก่อตั้ง Seafresh หรือผลิตภัณฑ์อาหารทะเลของบริษัท

Seafresh คืออาณาจักรส่งออกอาหารทะเลที่พิสูจน์ศักยภาพบนช […]

The post Seafresh คือใคร ทำไมธุรกิจอาหารทะเลไทยปักธงเบอร์ 1 อังกฤษได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ณฤทธิ์ เจียอาภา ผู้ก่อตั้ง Seafresh หรือผลิตภัณฑ์อาหารทะเลของบริษัท

Seafresh คืออาณาจักรส่งออกอาหารทะเลที่พิสูจน์ศักยภาพบนชั้นวางสินค้าพรีเมียมระดับสากล โดยสามารถครองส่วนแบ่งตลาดกุ้งในห้างระดับท็อปของอังกฤษได้สูงถึง 22% ท่ามกลางอุตสาหกรรมขาลงที่กุ้งไทยมีต้นทุนแพงกว่าเอกวาดอร์และอินเดียถึง 30% โดยวันนี้ The Secret Sauce ขอพาไปถอดบทเรียนการปรับตัวขนานใหญ่ที่ใช้ความซื่อสัตย์เป็นเกราะป้องกันเพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาวท่ามกลางโลกธุรกิจที่เปลี่ยนไปทุกวินาที

 

🟡 ณฤทธิ์ เจียอาภา คือใคร ทำไมเด็กไทยถึงเป็นเป็นเจ้าของโรงงานอังกฤษได้

 

การเริ่มต้นจากศูนย์ด้วยความมุ่งมั่นลบคำสบประมาทและกล้าที่จะบินเดี่ยวไปเปิดตลาดยุโรปเพียงลำพังคือจุดเริ่มต้นของความสำเร็จทั้งหมด

 

ณฤทธิ์ เจียอาภา ประธานเจ้าหน้าที่บริษัท ซีเฟรชอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือสตีเว่น เริ่มต้นชีวิตจากการเป็นเด็กกวาดเปลือกกุ้งในล้งที่ชุมพรหลังจากถูกมารดาไล่มาจากบ้านเกิดที่เมืองเซกินจัน ประเทศมาเลเซีย เพราะมองว่าเขาเรียนไม่เอาไหน แรงแค้นในวัยเยาว์เป็นแรงฮึดที่ทำให้เขาตัดสินใจตัดสูท 3 ชุด บินไปเยอรมนีเพื่อหาลูกค้าโดยตรงทั้งที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้เพียงระดับ Yes No OK

 

แม้ต้องแบกกระเป๋าเดินท่ามกลางหิมะโดยไม่มีเสื้อกันหนาวและเคยถูกหลอกให้นั่งรอออเดอร์นานถึง 8 ชั่วโมง แต่ความซื่อสัตย์แบบคนทำงานจริงกลับทำให้เขาปิดดีลแรกกับพาร์ตเนอร์ชาวสเปนได้สำเร็จ สิ่งนี้ทำให้เขาตกผลึกว่าโอกาสทางธุรกิจมีอยู่ทุกที่ อยู่ที่ว่าจะใช้มือหรือเท้าหยิบ ซึ่งหมายถึงการคว้าโอกาสด้วยความสัตย์จริงเพื่อสร้างฐานรากที่มั่นคง และนั่นคือจุดตั้งต้นแนวทางการดำเนินธุรกิจนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

🟡 ทำไมถึงได้เข้า Marks & Spencer

 

สถานะ Fortress Supplier ที่ Marks & Spencer มอบให้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส ภายใต้มาตรฐานด้านความยั่งยืนที่เข้มงวด จนได้รับการยกให้เป็นต้นแบบของ Supplier รายอื่น ๆ

 

ภายใต้การบริหารของ ลาเซ่ แฮนเซ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลูเอิร์ธ ฟู้ดส์ พาร์ตเนอร์ชาวเดนมาร์กที่รู้จักกันมานานกว่า 20 ปี พวกเขาใช้แนวคิดการทำตัวเป็นลูกน้องที่คอยคิดแทนลูกค้าและส่งมอบความโปร่งใสแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ในการทำงาน ความละเอียดระดับ Hardcore Sustainability ของที่นี่ไม่ใช่เพียงทำไปเพื่อภาพลักษณ์ แต่มีการจ้างทีมงานที่นำโดยด็อกเตอร์และนักชีววิทยาทางทะเล 7 คน เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบซัพพลายเออร์ทั่วโลก รวมถึงการทำ DNA Check กุ้งกว่า 500,000 ตัวอย่าง เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงระดับแม่พันธุ์กุ้งร้อยเปอร์เซ็นต์

 

การยอมลงทุนด้านความยั่งยืนด้วยต้นทุนปีละหลายสิบล้านบาท ได้กลายเป็นจุดแข็งที่เปิดโอกาสให้พวกเขาสามารถขยายไลน์การผลิตใหม่ๆ ในสินค้าพรีเมียมกลุ่ม Dips ได้สำเร็จ จนสามารถครองส่วนแบ่งตลาดของหมวดสินค้าดังกล่าวใน Marks & Spencer ได้ไม่น้อยกว่า 50% ภายในระยะเวลาเพียง 2 ปีหลังเริ่มทำตลาด

 

🟡 ทำไมความโปร่งใสถึงชนะใจคนในธุรกิจอื่น

 

ปรัชญา ‘ความโปร่งใส ชนะใจพาร์ตเนอร์’ ของคุณสตีเว่น ถูกส่งต่อเป็นโมเดลต้นแบบให้ธุรกิจระดับพรีเมียมในไทยอย่าง สนามกอล์ฟชีจรรย์ (Chee Chan Golf Resort) และโรงแรมแอนดาซ พัทยา (Andaz Pattaya) ที่เติบโตด้วยแก่นคิดเดียวกันคือ จริงใจ ไม่ละเมิดสิ่งแวดล้อม และห้ามละเมิดสังคม

 

ที่สนามกอล์ฟชีจรรย์ เขาลบภาพจำเดิม ๆ ด้วยการจำกัดจำนวนแคดดี้ไว้ไม่เกิน 150 คน ต่างจากสนามทั่วไปที่มีถึง 300-400 คน เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ออกรอบเบิ้ลเป็น 2 รอบในช่วงไฮซีซัน ดันรายได้เฉลี่ยให้สูงถึง 50,000 บาทต่อเดือน โดยพนักงานจะได้รับค่ารอบและทิปเต็ม ๆ วันละเกือบ 2,000 บาท พร้อมจัดสรรเงินเซอร์วิสชาร์จที่บางเดือนพุ่งสูงถึง 15,000 บาทอย่างตรงไปตรงมา

 

เบื้องหลังความใจถึงนี้มาจาก Street Wisdom ที่มองลึกถึงความจริงว่า คนรายได้น้อยมักถูกบีบให้ต้องโกหกหรือเอาตัวรอดเพราะความจำเป็นยามที่ครอบครัวเจ็บป่วย หน้าที่ของผู้นำจึงต้อง ‘คืนชีวิตให้เขา’ ด้วยการให้รายได้ที่เพียงพอและปกป้องไม่ให้ถูกรังแก

 

เมื่อคนทำงานรู้สึกปลอดภัยและได้รับความยุติธรรม ความกลัวจะแปรเปลี่ยนเป็นจิตสำนึกความเป็นเจ้าของ (Sense of Ownership) ซึ่งระบบนิเวศแห่งความไว้วางใจนี้ ได้กลายเป็นรากฐานและแต้มต่อชั้นดีที่ทำให้ก้าวย่างต่อไปในการบุกตลาดผู้บริโภคในไทยน่าติดตามอย่างยิ่ง

 

🟡 Seafresh จะเดินหน้าอย่างไรต่อ และแผนกลับมาบุกตลาดไทย

 

การปรับตัวเข้าสู่ตลาด B2C ด้วยการสร้างแบรนด์สินค้ามูลค่าเพิ่มและร้านอาหารของตนเองคือทางรอดเดียวท่ามกลางวิกฤตต้นทุนกุ้งไทยที่แพงกว่าคู่แข่งอย่างเอกวาดอร์และอินเดียถึง 30%

 

เมื่ออุตสาหกรรมสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกเริ่มถึงทางตันจากการสูญเสียความได้เปรียบด้านราคาและกำแพงภาษี คุณสตีเว่นจึงตัดสินใจทรานส์ฟอร์มธุรกิจจากการดำเนินงานในรูปแบบ B2B สู่การพัฒนาแบรนด์และเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงในรูปแบบ B2C เขาได้นำประสบการณ์กว่า 50 ปีมาต่อยอดสู่การพัฒนาสินค้ามูลค่าเพิ่ม อาทิ ข้าวเกรียบปลาหมึกที่มีเนื้อปลาหมึกแท้สูงถึง 50% และซอส XO สูตรลับที่ได้รับการพัฒนาให้มีคุณภาพเหนือกว่าแบรนด์ระดับโลก ภายใต้ต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้

 

นอกจากนี้ยังมีโปรเจกต์ยักษ์ในการเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นซีฟู้ดระดับพรีเมียมที่ชูจุดเด่นเรื่องความอร่อยและสุขภาพดี โดยตั้งเป้าเป็นแบรนด์ที่มีสาขามากที่สุดในเอเชียผ่านการควบคุมห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำของตนเอง กลยุทธ์นี้คือการนำอาวุธในมือมาสร้างแบรนด์ที่เข้าถึงใจคนเพื่อสร้างกำไรที่มั่นคงและยั่งยืนไปตลอดชีวิต

 

บทเรียนจากชีวิตของคุณณฤทธิ์ พิสูจน์ว่าความซื่อสัตย์ โปร่งใส คือทางลัดที่สั้นที่สุดในโลกธุรกิจ ขอเพียงผู้ประกอบการรุ่นใหม่กล้าที่จะหยิบโอกาสด้วยมืออย่างสุจริต ไม่มักง่ายในสิ่งที่ทำ และมุ่งมั่นสร้าง Trust ให้เป็นหัวใจของแบรนด์ เพราะเมื่อคุณปักธงความศรัทธาในคุณภาพได้มั่นคงพอ โลกทั้งใบก็จะเปิดประตูต้อนรับอาณาจักรของคุณเองอย่างยั่งยืน

The post Seafresh คือใคร ทำไมธุรกิจอาหารทะเลไทยปักธงเบอร์ 1 อังกฤษได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยุคทอง Collaboration พลิกเกมธุรกิจ สร้างคอมมูนิตี้และฐานลูกค้าใหม่ให้อยู่รอดในปี 2026 https://thestandard.co/collaboration-business-survival/ Tue, 16 Jun 2026 13:00:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1219052 ภาพประกอบแนวคิดการร่วมมือทางธุรกิจเพื่อสร้างคอมมูนิตี้และฐานลูกค้าใหม่

กลยุทธ์การจับมือของแบรนด์ข้ามสายพันธุ์เพื่อสร้างคุณค่าใ […]

The post ยุคทอง Collaboration พลิกเกมธุรกิจ สร้างคอมมูนิตี้และฐานลูกค้าใหม่ให้อยู่รอดในปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิดการร่วมมือทางธุรกิจเพื่อสร้างคอมมูนิตี้และฐานลูกค้าใหม่

กลยุทธ์การจับมือของแบรนด์ข้ามสายพันธุ์เพื่อสร้างคุณค่าใหม่กำลังเป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจหลักที่ทำให้แบรนด์อยู่รอดในปีนี้ Wall Street Journal ระบุว่าขุมทรัพย์ที่แท้จริงของการร่วมมือกันคือโอกาสในการกวาดฐานลูกค้าใหม่ที่องค์กรไม่เคยเข้าถึงมาก่อน ปรากฏการณ์นี้บอกกับเราว่า การเติบโตไปด้วยกันกับพาร์ตเนอร์ที่เข้ากันได้คืออีกหนทางรอดหนึ่งในโลกยุคใหม่ คนทำธุรกิจต้องรีบก้าวออกจากกรอบเดิมและมองหาพันธมิตรเพื่อแลกเปลี่ยนความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจอยู่รอดและโตต่อได้ทันเกม

 

🟡 ทำไมแบรนด์ถึงต้องพึ่งพาคนอื่นมากขึ้น

 

ลองจินตนาการว่าคุณเป็นคนชอบวิ่งออกกำลังกาย คุณอาจจะไม่ได้ต้องการแค่รองเท้าดีๆ สักคู่ แต่คุณมักจะอยู่ในกลุ่มคอมมูนิตี้นักวิ่ง ชอบทานอาหารเพื่อสุขภาพ และอินกับเสื้อผ้าสไตล์เฉพาะตัว ผู้บริโภคแตกลายครามมีความชอบส่วนบุคคลที่ซับซ้อนขึ้นและอยู่ตามคอมมูนิตี้ต่างๆ

 

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Microsoft ไม่ได้สร้างโมเดลภาษาเองทั้งหมด แต่เลือกจับมือกับ OpenAI เพื่อผสานเทคโนโลยีเข้ากับช่องทางการกระจายสินค้าระดับโลกที่ตัวเองมี ผู้บริโภคทุกวันนี้เชื่อถือครีเอเตอร์ ผู้เชี่ยวชาญ และเพื่อนในคอมมูนิตี้มากกว่าโฆษณาจากแบรนด์โดยตรง การหาพาร์ตเนอร์จึงเป็นการยืมความน่าเชื่อถือมาใช้ได้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด

 

🟡 เริ่มต้นจับคู่ธุรกิจอย่างไรไม่ให้พัง

 

เหตุผลที่หลายโปรเจกต์ล้มเหลวคือการคิดแค่ว่าแค่นำโลโก้สองแบรนด์มาแปะคู่กันก็คือการคอลแลบแล้ว การตั้งคำถามเพื่อเช็กความพร้อมก่อนเริ่มหาพันธมิตรจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก

 

🔸 เราขาดอะไรอยู่ เช่น ฐานลูกค้า ความน่าเชื่อถือ หรือเทคโนโลยี

 

🔸 ใครมีสิ่งนั้นเพื่อมาช่วยเติมเต็มช่องว่างให้เราได้

 

🔸 เรามีคุณค่าอะไรไปแลกเปลี่ยนกับเขาได้บ้าง

 

🔸 ลูกค้าหรือคนดูได้ประโยชน์อะไรจากสิ่งนี้

 

🔸 ภาพความสำเร็จร่วมกันในอนาคตหน้าตาเป็นอย่างไร

 

🟡 Case Study แบรนด์ยุคใหม่ Collab ยังไงให้ปัง

 

ความน่าสนใจของยุคนี้คือการที่แบรนด์เฉพาะทางและแบรนด์ใหญ่ต่างลุกขึ้นมาจับมือกันเพื่อสร้างคุณค่าใหม่และแลกเปลี่ยนฐานลูกค้ากันอย่างตรงจุด ลองมาดูตัวอย่างการร่วมมือที่สร้างอิมแพกต์ได้จริงกัน

 

🔸 Avery Wong x Goodmate x Rolling Run Club: ผสานพลังชา นมโอ๊ต และคอมมูนิตี้นักวิ่ง สร้างเมนูสุดเอ็กซ์คลูซีฟเจาะกลุ่มคนรักสุขภาพ

 

🔸 Guss Damn Good: ดึงเอกลักษณ์แบรนด์ท้องถิ่นที่คนคุ้นเคยมาตีความใหม่เป็นไอศกรีมรสชาติสนุกที่สร้างกระแสไวรัลและยอดขายได้ทันที

 

🔸 TicTactoe Morning Affair: ฉีกกฎปาร์ตี้ด้วยการจับมือแบรนด์ไลฟ์สไตล์อย่าง Emily และ Kaew Boutique ดึงคอมมูนิตี้คนใช้ชีวิตกลางวันมารวมกัน

 

🔸 Adidas x Satisfy: ยักษ์ใหญ่สปอร์ตแบรนด์จับมือแบรนด์วิ่งสายคราฟต์ ออกรองเท้ารุ่นลิมิเต็ดที่ตอบโจทย์ทั้งสายแฟชั่นและคนเน้นเพอร์ฟอร์แมนซ์

 

🔸 Swatch x Audemars Piguet: นำความหรูหรามาชนกับความป็อปจนเกิดปรากฏการณ์คนต่อคิวซื้อถล่มทลายและกวาดยอดวิวบนโซเชียลกว่าหมื่นล้านวิว

 

ความได้เปรียบในโลกธุรกิจนับจากนี้วัดกันที่ทักษะในการดึงดูดคนเก่งและเชื่อมโยงเครือข่ายเข้าด้วยกัน อนาคตเป็นของระบบนิเวศแห่งความร่วมมือ ไม่ใช่อาณาจักรที่พยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเองเพียงลำพัง

The post ยุคทอง Collaboration พลิกเกมธุรกิจ สร้างคอมมูนิตี้และฐานลูกค้าใหม่ให้อยู่รอดในปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
จาก ‘Regulatory Sandbox’ ถึง ‘พฤติกรรมศาสตร์’ รู้จักเครื่องมือปฏิรูปกฎหมายโลกใหม่ จากงาน OCS Symposium 2026 โดย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/regulatory-sandbox-behavioral-reform/ Tue, 16 Jun 2026 12:08:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1219025

หลังสำรวจ ภาพรวมบทบาทการทำงานของสำนักงานกฎหมายฝรั่งเศสแ […]

The post จาก ‘Regulatory Sandbox’ ถึง ‘พฤติกรรมศาสตร์’ รู้จักเครื่องมือปฏิรูปกฎหมายโลกใหม่ จากงาน OCS Symposium 2026 โดย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังสำรวจ ภาพรวมบทบาทการทำงานของสำนักงานกฎหมายฝรั่งเศสและเกาหลีใต้ รวมถึงโมเดลที่สามารถหยิบยืมมาปรับใช้กับระบบกฎหมายไทยให้มีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพ ที่เกิดขึ้นในเวทีช่วงเช้าของงานประชุมวิชาการประจำปี 2569 หรือ OCS Symposium 2026 ภายใต้หัวข้อ “Strengthening Thailand’s Resilience: Law Reform in an Era of Global Paradigm Shifts” ที่จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

บทความนี้จะพาลงลึกสู่ประสบการณ์ตรงในภาคปฏิบัติ ทั้งการใช้ Regulatory Sandbox ในภาครัฐของฝรั่งเศส การนำพฤติกรรมศาสตร์มาประกอบการกำหนดนโยบายสาธารณะ ตลอดจนการขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจระบบกฎหมายไทยในเชิงลึก

 

ภาพสปีกเกอร์ Martin HIRSCH และ ดร.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี ในงาน OCS Symposium 2026 1

 

ถอดสูตรความสำเร็จการขับเคลื่อนกฎหมายด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ผ่านโมเดล Regulatory Sandbox ของฝรั่งเศส

 

Martin HIRSCH Member, French Council of State ถอดบทเรียนการทำ Regulatory Sandbox ของประเทศฝรั่งเศสมาเล่าให้ฟังเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่า “ทำไมการบริหารประเทศจึงต้องขับเคลื่อนด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์?” บนเวที ‘Regulatory Sandboxes in the French Public Sector: Methods, Lessons Learned, and Future Directions’

 

  • นโยบายขับเคลื่อนด้วยพฤติกรรม

 

Martin เปรียบเทียบให้เห็นว่า การออกนโยบายไม่ต่างกับการผลิตยาตัวใหม่ออกสู่ตลาด บริษัทยาต้องทุ่มเทเวลาและเงินทุนเพื่อทดลองครั้งแล้วครั้งเล่า จนมั่นใจว่ายาตัวนั้นมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มารองรับ

 

แต่ทำไมเวลาที่จะนำนโยบายสาธารณะใดๆ ออกมาบังคับใช้ จึงคิดว่าแค่ผ่านกฎหมายก็เพียงพอแล้ว แน่นอนว่าในทางปฏิบัติเราสามารถทำเช่นนั้นได้ แต่สิ่งที่จะขาดหายไปคือหลักฐานที่จะมาการันตีผลสัมฤทธิ์ หากไม่มีการทดลองล่วงหน้า เราย่อมไม่มีทางมั่นใจในประสิทธิภาพของนโยบายได้เลย

 

“เพราะนโยบายขับเคลื่อนด้วยพฤติกรรมและการตอบสนองของคนที่หลากหลายในสังคม ทั้งพฤติกรรมพลเมือง ฝ่ายบริหาร หรือผู้เล่นในระบบเศรษฐกิจ แล้วเราจะคาดการณ์ว่าเขาจะมีพฤติกรรมอย่างไรต่อกฎหมายใหม่ๆ”

 

เมื่อพฤติกรรมมนุษย์ซับซ้อนกว่านั้น และบ่อยครั้งที่รัฐออกกฎหมายมาแล้วเจอคนพยายามหาช่องว่างหลีกเลี่ยง หรือเลือกที่จะไม่ปฏิบัติตาม จนทำให้นโยบายนั้นไร้ประสิทธิภาพและล้มเหลวในที่สุด

 

นั่นเป็นเหตุผลที่ฝรั่งเศสเลือกใช้เครื่องมือ Regulatory Sandbox พื้นที่จำลองที่เปิดโอกาสให้รัฐได้ทดลองนำกฎข้อบังคับใหม่ๆ มาใช้จริงในวงจำกัด เพื่อทดสอบปฏิกิริยาของประชาชน และนำผลลัพธ์เหล่านั้นมาวิเคราะห์ ปรับปรุง จนกลายเป็นนโยบายที่มีหลักวิทยาศาสตร์และหลักฐานเชิงประจักษ์มารองรับนโยบายก่อนประกาศใช้จริงทั่วประเทศ

 

ภาพสปีกเกอร์ Martin HIRSCH และ ดร.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี ในงาน OCS Symposium 2026 2

 

  • จากรัฐรวมศูนย์สู่การทดลองเชิงนโยบาย

 

แต่แนวคิดการทดลองเชิงนโยบาย (Policy Experimentation) ด้วยการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มประชากรที่ได้รับนโยบายใหม่กับกลุ่มควบคุมในพื้นที่ เพื่อวัดผลกระทบว่านโยบายนั้นได้ผลจริงหรือไม่ก่อนจะประกาศใช้ทั่วประเทศ แม้จะฟังดูสมเหตุสมผลตามหลักวิทยาศาสตร์ แต่สำหรับฝรั่งเศส สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องปกติที่จะเกิดขึ้นในระบบราชการ

 

ประการแรก ฝรั่งเศสบริหารประเทศแบบ ‘รัฐรวมศูนย์อำนาจ’ โครงสร้างการปกครองตามลำดับชั้นให้ความสำคัญกับความเป็นเอกภาพของประเทศ มากกว่าการปรับนโยบายให้ยืดหยุ่นตามบริบทของแต่ละท้องถิ่น

 

ประการต่อมา ฝรั่งเศสยึดมั่นในหลักความเสมอภาคที่เข้มงวด นับตั้งแต่ยุคปฏิวัติ 1789 โดยสภาแห่งรัฐฝรั่งเศสทำหน้าที่พิทักษ์หลักการนี้ ประชาชนทุกคนต้องได้รับการปฏิบัติเหมือนกันอย่างเท่าเทียม การทดลองเชิงนโยบายที่ต้องแบ่งประชากรเป็น “กลุ่มทดลอง” และ “กลุ่มควบคุม” จึงขัดต่อหลักการนี้ เพราะภาครัฐไม่สามารถยอมรับหรืออธิบายได้ว่า เหตุใดคนในปารีสกับคนในแคว้นอื่นถึงได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างกัน

 

ประการที่สาม ฝรั่งเศสมีบรรทัดฐานทางการปกครองที่นิยมการปฏิรูปทั้งระบบแบบครอบคลุม มากกว่าการทดลองทำทีละส่วน เมื่อฝ่ายบริหารคิดค้นแนวทางที่เชื่อว่าเป็นทางออกที่ถูกต้องและพิสูจน์ได้ด้วยข้อเท็จจริงแล้ว รัฐจะประกาศใช้ในวงกว้างทั่วประเทศโดยอัตโนมัติทันที

 

ประการสุดท้าย คือ ช่องว่างระหว่างภาควิชาการกับฝ่ายบริหาร ข้าราชการระดับสูงและผู้กำหนดนโยบายในฝรั่งเศสเกือบทั้งหมดถูกเติบโตมาจากสายกฎหมายและการปกครอง เชี่ยวชาญเรื่องความซับซ้อนของระบบปกครองและการอ่านสรุปนโยบายเป็นหลัก เมื่อผู้กุมอำนาจในการออกนโยบายไม่ได้คุ้นชินกับสถิติและการตั้งสมมติฐาน ความเชื่อมโยงระหว่างนักวิจัยและผู้กำหนดนโยบายจึงขาดหายไป

 

Martin บอกว่า จุดเปลี่ยนสำคัญเริ่มขึ้นช่วงปี 2000 เมื่อฝรั่งเศสต้องเผชิญกับภาวะค่าใช้จ่ายภาครัฐที่สูง งบประมาณของประเทศกว่าครึ่งหนึ่งหมดไปกับระบบสวัสดิการ ประกันสุขภาพ แผนเกษียณอายุ ขนส่งสาธารณะ และการศึกษาฟรีในทุกระดับ รัฐจำเป็นต้องจัดเก็บภาษีในอัตราที่สูงมากจากทั้งภาคธุรกิจและประชาชน

 

เมื่อนำผลลัพธ์เชิงนโยบายไปเปรียบเทียบกับประเทศสมาชิกในกลุ่มสหภาพยุโรป รวมถึงประเทศสมาชิก OECD ฝรั่งเศสกลับได้ผลลัพธ์แค่ระดับค่าเฉลี่ย ไม่ว่าจะเป็นอัตราความยากจน ตัวเลขทางสาธารณสุข หรือแม้กระทั่งคะแนนประเมินผลนักเรียนนานาชาติอย่าง PISA

 

“ปรากฎการณ์นี้ทำให้เราตระหนักว่าไม่สามารถใช้วิธีเดิมๆ อย่างการเดินหน้าเพิ่มงบประมาณภาครัฐ โดยไม่ปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานให้ดีขึ้นได้อีกต่อไป”

 

Martin ยกตัวอย่างภาคการบริหารจัดการเงินคลังปัจจุบัน หากต้องการขอเพิ่มงบประมาณเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมหรือความยากจน ฝ่ายการคลังจะตั้งคำถามทันทีว่านำเงินไปทำอะไรและผลลัพธ์เป็นอย่างไร ประชาชนและภาคส่วนต่าง ๆ เริ่มต้องการหลักฐานเชิงประจักษ์มาอ้างอิง แรงกดดันนี้ทำให้ประเทศต้องปรับตัวจากการรวมศูนย์อำนาจไปสู่การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น

 

“หากเราไม่ปล่อยให้ท้องถิ่นปรับตัวและคิดค้นวิธีแก้ปัญหาให้ตอบโจทย์ประชากรของตัวเอง เราย่อมไม่สามารถรักษาความเป็นปึกแผ่นของประเทศไว้ได้”

 

แรงกดดันสำคัญคือ ก้าวเข้ามาของคนรุ่นใหม่ ทั้งนักวิชาการและนักเศรษฐศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์พฤติกรรมและวิทยาศาสตร์เชิงทดลอง หลายคนสำเร็จการศึกษาจากสหรัฐอเมริกาหรือต่างประเทศ พวกเริ่มตั้งคำถามว่า ทำไมฝรั่งเศสถึงไม่เปิดพื้นที่เพื่อทดลองใช้นโยบายหรือทดลองข้อกฎหมายเหมือนอย่างที่อังกฤษและสหรัฐอเมริกาทำกัน

 

  • ปี 2003 จุดเริ่มต้นของกฎหมายทดลอง

 

แรงผลักดันเหล่านั้นนำมาสู่การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในปี 2003 โดยมีการเพิ่มบทบัญญัติในมาตรา 37-1 ที่เปิดทางให้กฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ สามารถมีบทบัญญัติในลักษณะทดลองได้ โดยมีการจำกัดขอบเขตและระยะเวลาอย่างชัดเจน พร้อมทั้งมอบอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถทำการทดลองนโยบายภายในเงื่อนไขที่กำหนด

 

และภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ท้องถิ่นสามารถใช้อำนาจของตนเองบนพื้นฐานของการทดลองได้เช่นกัน ตราบใดที่ไม่กระทบต่อเสรีภาพสาธารณะหรือสิทธิที่รัฐธรรมนูญรับรอง ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจในการบริหารจัดการและสร้างความปลอดภัยมากขึ้น

 

การปลดล็อกทางกฎหมายในครั้งนี้ ส่งผลกระทบเชิงบวกและสร้างประโยชน์ต่อสถานการณ์จริงในประเทศอย่างมหาศาล

 

ภาพสปีกเกอร์ Martin HIRSCH และ ดร.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี ในงาน OCS Symposium 2026 3

 

  • ถอดบทเรียนความสำเร็จจากการทดลองนโยบายในสถานการณ์จริง

 

ในฝรั่งเศสมีระบบเงินอุดหนุนรายได้ขั้นต่ำมานานกว่า 40 ปี ปัญหาคือเงินช่วยเหลือผู้ว่างงานมีอัตราใกล้เคียงกับรายได้จากการทำงานขั้นต่ำ ส่งผลให้ประชาชนไม่มีแรงจูงใจในการกลับเข้าสู่ระบบการจ้างงาน แม้จะทำงานพาร์ทไทม์ก็ได้เงินน้อยกว่าการอยู่เฉยๆ แล้วรับสวัสดิการจากรัฐ

 

ฝ่ายบริหารจึงได้ออกแบบแผนงานใหม่ในลักษณะของเงินอุดหนุนเพื่อส่งเสริมการทำงาน เพื่อให้มั่นใจว่ายิ่งทำงานมากยิ่งได้เงินมาก และยุบรวมโครงการที่ซับซ้อนให้เหลือโครงการเดียวเพื่อให้ประชาชนเข้าใจได้ง่ายที่สุด

 

เพื่อทดสอบสมมติฐาน คณะที่ปรึกษาทางวิชาการซึ่งนำโดยอดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก ได้เลือกพื้นที่จัดทำโครงการออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ Test zone (พื้นที่ทดลอง) ใช้แผนงานสวัสดิการรูปแบบใหม่ และ Control zone (พื้นที่ควบคุม) ใช้ระบบสวัสดิการรูปแบบเดิมตามปกติ ผลการเก็บข้อมูลภายใน 15 เดือนพบว่า อัตราการเข้าสู่การจ้างงานในพื้นที่ทดลอง พุ่งสูงขึ้นถึง 9% เมื่อเทียบกับพื้นที่ควบคุม เมื่อคนกลับมาทำงาน รัฐก็จัดเก็บภาษีได้มากขึ้นและลดความยากจนลงได้จริง หลักฐานเชิงประจักษ์ช่วยให้รัฐมนตรีตัดสินใจอนุมัติงบประมาณกว่า 2,000 ล้านยูโร เพื่อขยายผลโครงการไปทั่วประเทศ

 

อีกหนึ่งตัวอย่างคือ ในช่วงที่มีการประท้วงของนักศึกษา แนวทางการทดลองคือ ขออนุมัติงบประมาณจากรัฐบาล 150 ล้านยูโร และได้ทุนสมทบจากภาคเอกชนอีก 50 ล้านยูโร รวมเป็น 200 ล้านยูโร เพื่อตั้งโครงการทดลองแก้ปัญหาเยาวชนและการศึกษา โดยเปิดรับข้อเสนอโครงการที่มีการพิสูจน์แนวคิดและจับคู่ทำงานร่วมกันระหว่างผู้ปฏิบัติงานจริงในพื้นที่กับนักวิชาการอย่างรัดกุม

 

หนึ่งในการทดลองที่น่าสนใจคือ การเปรียบเทียบประสิทธิภาพการดูแลคนหางานระหว่างหน่วยงานรัฐและบริษัทเอกชน ผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์ชี้ว่า ภาครัฐมีประสิทธิภาพมากกว่า เนื่องจากภาคเอกชนเลือกให้บริการเฉพาะกลุ่มคนที่มีโอกาสหางานได้ง่ายอยู่แล้ว และส่งกลุ่มที่หางานยากกลับมาให้ภาครัฐดูแล

 

“เรานำการทดลองนี้ไปใช้กับภาคการศึกษาเพื่อลดอัตราการลาออกกลางคัน แม้ในตอนแรกครูและผู้บริหารจะกังวลเรื่องมนุษยธรรม แต่เมื่อผลลัพธ์เชิงประจักษ์ออกมาชัดเจน ความเชื่อมั่นก็กลับมา”

 

  • อนาคตของนโยบายในยุค AI

 

“บทเรียนสำคัญที่สุดคือ การทดลองช่วยป้องกันไม่ให้เราเสียเวลาและงบประมาณไปกับนโยบายที่ไม่ได้ผล แม้ปัจจุบันจะมีนักการเมืองบางกลุ่มแอบอ้างคำว่า ‘โครงการนำร่อง’ เพื่อกลบเกลื่อนการขาดแคลนงบประมาณ แต่ในอนาคต นโยบายที่อิงหลักฐานเชิงประจักษ์จะก้าวล้ำไปอีกขั้นด้วย Big Data และ AI”

 

Martin บอกว่าปัจจุบัน ฝรั่งเศสกำลังเชื่อมต่อชุดข้อมูลประชากรตั้งแต่วัยประถม (อายุ 10 ขวบ) ไปจนถึงตลาดแรงงาน เพื่อเปรียบเทียบเงื่อนไขและรูปแบบการสอนของครูแต่ละคน ยิ่งไปกว่านั้น ในอนาคตอาจไม่ต้องทดลองกับมนุษย์จริง แต่สามารถทดลองผ่าน Avatar หรือโมเดลจำลองของ AI ซึ่งปลอดภัยกว่า รวดเร็วกว่า และสามารถใส่สถานการณ์ที่ซับซ้อนได้ดีกว่า เช่น การจำลองผู้ป่วยที่มีโรคแทรกซ้อนหลายโรคพร้อมกัน

 

“นโยบายที่ขับเคลื่อนด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ ไม่ใช่ข้อจำกัดในการทำงาน แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างประชาธิปไตยและความชอบธรรมให้แก่สังคม”

 

กุญแจสำคัญที่ทำให้การทำ Regulatory Sandbox ของประเทศฝรั่งเศสประสบความสำเร็จ นอกจากการปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายและกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น คือ การดึงเอานักสถิติ นักเศรษฐศาสตร์ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์พฤติกรรมเข้ามาทำงานร่วมกับฝ่ายปกครอง เพื่ออุดรอยรั่วของผู้กำหนดนโยบายสายกฎหมายที่ไม่ถนัดเรื่องการตั้งสมมติฐานและการวิเคราะห์ข้อมูล

 

ภาพสปีกเกอร์ Martin HIRSCH และ ดร.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี ในงาน OCS Symposium 2026 4

 

ทำไมต้องออกแบบระบบให้สอดคล้องกับพฤติกรรม

 

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า ทำไมการเข้าใจ ‘เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม’ (Behavioral Economics) จึงช่วยให้การออกแบบระบบที่ตอบรับกับวิธีตัดสินใจของคนสามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ของนโยบายสาธารณะได้จริง ดร.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี Professor of Economics จาก Nanyang Technological University Singapore จะเป็นผู้ตอบคำถามนี้ในหัวข้อ ‘Fixing People or Fixing System?: Behavioral Insights, Incentives, and Structural Reform in Public Policy’ นโยบายที่ดีต้องเข้าใจว่าคนตัดสินใจอย่างไร และจะออกแบบระบบให้สอดคล้องกับพฤติกรรมจริงได้อย่างไร?

 

  • ขอความร่วมมือ ออกกฎบังคับ หรือใช้แรงจูงใจ

 

ดร.ณัฐวุฒิ เปิดเวทีพร้อมคำถามที่ว่า “หากคุณเป็นผู้ปกครองที่มีลูกเล็ก และต้องการให้พวกเขาทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์แต่พวกเขาไม่อยากทำ คุณจะเลือกขอความร่วมมือ ออกกฎบังคับ หรือใช้แรงจูงใจ?”

 

“คนส่วนใหญ่เลือกใช้แรงจูงใจ ทั้งในแง่ของรางวัลและการลงโทษ เพราะรู้ดีว่าไม่มีทางที่จะขอความร่วมมือจากเด็กเล็กที่ยังไม่สามารถคิดเป็นเหตุเป็นผลได้ ในมุมนี้ผู้ปกครองจึงไม่ต่างอะไรกับนักเศรษฐศาสตร์ที่เข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ นั่นหมายความว่า ถ้าเป็นผู้ใหญ่ หากเราใช้เหตุผล ให้ข้อมูล และขอความร่วมมือ พวกเขาก็ควรจะปฏิบัติตามสิ่งที่เราคาดหวังไว้ แต่ประเด็นคือ ถ้ามนุษย์ใช้เหตุผลขับเคลื่อนชีวิตจริงๆ ทำไมกฎหมายและนโยบายดีๆ มากมายถึงล้มเหลวและไม่มีประสิทธิภาพ”

 

ดร.ณัฐวุฒิ ยกตัวอย่าง สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทย อย่างแคมเปญรณรงค์เรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน ไม่ว่าจะเป็นโครงการลดอุบัติเหตุให้เป็นศูนย์ การรณรงค์สวมหมวกกันน็อก หรือการขอความร่วมมือให้หยุดรถตรงทางม้าลาย แต่อัตราผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนของไทยยังสูงติดอันดับโลก

 

หรือในเรื่องการเงินส่วนบุคคล ธนาคารแห่งประเทศไทยและสถาบันการเงินต่างๆ พยายามยกระดับความรู้ทางการเงินผ่านเวิร์กชอป เครื่องมือบริหารการเงิน และหลักสูตรอบรมมากมาย มีแคมเปญต่างๆ ในเรื่องของการออมอย่างมีความรับผิดชอบ แม้ดัชนีความรู้ทางการเงินจะดูดีขึ้น ในแง่การศึกษาเรียกสิ่งนี้ว่าความสำเร็จ แต่ในทางปฏิบัติกลับมีช่องว่างระหว่างองค์ความรู้กับพฤติกรรม คนมีความรู้มากขึ้นแต่ไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงิน เห็นได้จากหนี้ครัวเรือนไทยสูงถึง 90% ของ GDP

 

ไม่เว้นแม้แต่ระบบสาธารณสุขและปัญหาสิ่งแวดล้อม แคมเปญลดหวาน มัน เค็ม เพื่อต่อสู้กับกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่พยายามเปลี่ยนพฤติกรรมการกินของประชาชนก็ไม่เห็นผลลัพธ์ที่ดี ตัวเลขผู้ป่วยภาวะอ้วนเพิ่มขึ้น 25-42% ในปี 2008-2020 โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงกลายเป็นโรคประจำตัวของประชากรจำนวนมาก เช่นเดียวกับปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่รัฐทำได้เพียงรณรงค์ให้สวมหน้ากากอนามัย หันมาใช้ถุงผ้า หรือช่วยกันปลูกต้นไม้ ซึ่งสุดท้ายแล้วก็ไม่สามารถหยุดยั้งอัตราการเสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศที่เพิ่มสูงขึ้นได้เลย

 

“สิ่งนี้บอกเราว่าการมุ่งให้ความรู้อย่างเดียวเพื่อหวังให้ผู้ใหญ่เปลี่ยนพฤติกรรมนั้นแทบไม่มีประสิทธิภาพ”

 

  • มายาคติ ‘คนดี’ และความลับของสมองสองระบบ

 

ดร.ณัฐวุฒิ ชี้ให้ถึงรากเหง้าของความล้มเหลวที่เชื่อว่า ‘คนดี’ คือคนมีศีลธรรม

 

“ผมก็เคยเชื่อว่ามนุษย์จะตอบสนองต่อข้อมูลไม่ใช่แรงจูงใจ ถ้าเอาข้อมูลที่ดีไปให้มนุษย์ที่มีเหตุมีผล เขาจะทำในสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดสำหรับเขาและสังคม”

 

เมื่อใดก็ตามที่กฎหมายและนโยบายต่างล้มเหลว ก็จะตีความไปว่าเป็นเพราะ ‘ความล้มเหลวทางศีลธรรม’ แทนที่จะมองว่าเป็นความล้มเหลวของระบบสิ่งจูงใจ

 

“ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ที่ทำงานกับข้อมูลสถิติต่างๆ มานานกว่ายี่สิบปี ผมพบว่าคนดีมากมายสามารถมีพฤติกรรมที่แย่ได้หากอยู่ในบริบทที่ต่างออกไป”

 

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? ดร.ณัฐวุฒิ อธิบายว่า ความเป็นจริงแล้ว สมองของคนเรามีขีดความจำกัดในเรื่องสมาธิ ทุกคนพร้อมที่จะเลือกทางลัดที่ง่ายที่สุดเสมอ มนุษย์ขับเคลื่อนด้วยแรงจูงใจที่ตอบสนองต่อรางวัล ความสะดวกสบาย และต้นทุน รวมถึงอารมณ์ ค่านิยม และธรรมเนียมปฏิบัติของคนรอบข้าง

 

“แดเนียล คาเนแมน นักจิตวิทยาผู้บุกเบิกพฤติกรรมเศรษฐศาสตร์ กล่าวว่า สมองของมนุษย์ทำงานผ่านสองระบบหลัก ระบบแรกคือระบบอัตโนมัติที่ทำงานอย่างรวดเร็ว ว่องไว เป็นเรื่องของอารมณ์และความรู้สึก ซึ่งเราใช้ระบบนี้ตลอดเวลาในการประเมินสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวัน”

 

“ส่วนระบบที่สองคือระบบที่เชื่องช้า รอบคอบ มีการคำนวณ และใช้เหตุและผลอย่างลึกซึ้ง ปัญหาคือ ระบบที่สองนี้มักจะนอนหลับตลอดเวลา และจะตื่นขึ้นมาเฉพาะตอนที่เราต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ต้องเค้นสมองหนัก ๆ เช่น การทำข้อสอบหรือการคำนวณภาษี นักออกแบบนโยบายและนักกฎหมายมักทึกทักว่ามนุษย์ใช้ระบบที่สองในการดำเนินชีวิต แต่ความจริงแล้วเราควบคุมชีวิตประจำวันด้วยระบบแรกเป็นหลักเพราะการใช้ระบบที่สองตลอดเวลานั้นทำให้สมองเหนื่อยล้าเกินไป ดังนั้น ต่อให้เป็นคนดีแค่ไหน หากสภาพแวดล้อมไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ดี ระบบแรกก็จะพาเราเลือกทางลัดที่ผิดพลาดได้เสมอ”

 

  • ทฤษฎี Nudge หรือ การสะกิดพฤติกรรม

 

เมื่อการให้ข้อมูลแบบเดิมไม่ได้ผล คำถามคือเราจะปรับเปลี่ยนบางอย่างเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมของคนได้อย่างไร? ดร.ณัฐวุฒิ แนะนำให้รู้จัก Nudge Theory หรือ แนวคิดการสะกิดพฤติกรรม ที่คิดค้นโดยริชาร์ด เธเลอร์ (Richard Thaler) เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ร่วมกับ แคส ซันสไตน์ (Cass Sunstein) ที่อธิบายผ่านหนังสือ Nudge: Improving Decisions About Health, Wealth, and Happiness ซึ่งกลายเป็นแนวคิดสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมของคนและช่วยปรับมุมมองในการออกแบบนโยบายสาธารณะสมัยใหม่

 

“มีแนวคิดการปกครองหนึ่งที่เรียกว่า ‘Libertarian Paternalism’ ซึ่งริชาร์ด เธเลอร์ และแคส ซันสไตน์ เป็นผู้คิดค้น เมื่อรัฐต้องการให้ประชาชนทำอะไรสักอย่าง จะไม่บังคับ แต่จะออกแบบโครงสร้างให้ประชาชนเลือกในสิ่งที่รัฐอยากให้ทำโดยอัตโนมัติ ซึ่งทางเลือกนั้นทำได้ง่ายกว่า ตรงกับสิ่งที่ประชาชนต้องการมากกว่า และประชาชนยังรู้สึกว่าตัวเองมีทางเลือก”

 

Nudge Policy หรือ นโยบายสะกิดพฤติกรรม ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายรวมถึงฝรั่งเศส แต่ที่นำไปใช้เยอะที่สุดคือ อังกฤษ ในยุคที่ David Cameron (เดวิด แคเมอรอน) เป็นนายกรัฐมนตรี เขาได้จัดตั้งทีม ‘Behavioral Insights Team’ ขึ้นมาเพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ในเชิงลึก และนำมาใช้ออกนโยบายเพื่อชี้แนะหรือไกด์ให้ประชาชนเลือกเดินในทางที่ถูกต้องโดยไม่มีการบังคับ โดยมีกรอบแนวคิดด้านพฤติกรรมศาสตร์ ‘EAST’ เป็นตัวชี้วัด

 

E = Easy ออกแบบให้ง่ายที่สุด ในทางกลับกัน ถ้าไม่อยากให้เขาทำ ก็ต้องทำให้มันยากเข้าไว้ ในทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเรียกว่า ‘Sludge’ เปรียบเหมือนโคลนตมที่ยิ่งเดินยิ่งเหนื่อยและถอนตัวออกยาก

 

A = Attract ทำให้นโยบายหรือสิ่งที่เราต้องการสื่อสารน่าสนใจและโดดเด่น

 

S = Social ตั้งอยู่บนธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบทำตามกลุ่มคนรอบข้าง ถ้าอยากให้ใครทำอะไร ต้องทำให้เขารู้สึกว่าคนอื่นเขาก็ทำกัน

 

T = Timely การให้ข้อมูลที่ถูกที่ถูกเวลาและอยู่ในกรอบเวลาที่เหมาะสมที่สุด

 

ตัวอย่างความสำเร็จของ Behavioral Insights Team คือ ‘นโยบายการออมเงิน’ ในอดีตรัฐบาลอังกฤษเจอปัญหาคนวัยทำงานออมเงินไว้ใช้ยามเกษียณน้อยมาก แม้จะมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่บริษัทช่วยสมทบเงินให้ก็ตาม เนื่องจากขั้นตอนการสมัครยุ่งยากและคนมักผลัดวันประกันพรุ่ง ทีม Behavioral Insights Team จับมือกับกระทรวงแรงงานเปลี่ยนระบบจากการให้พนักงานเลือกสมัครเอง (Opt-in) มาเป็นการเข้าร่วมโดยอัตโนมัติ (Opt-out) ทันทีที่เข้าทำงาน พนักงานทุกคนจะถูกหักเงินออมทันที แต่ถ้าใครไม่อยากออม ก็สามารถยื่นเรื่องขอยกเลิกเองได้ นโยบายนี้ทำให้อัตราการออมเงินเพื่อการเกษียณของพนักงานเอกชนในอังกฤษพุ่งสูงขึ้นจาก 61% เป็น 83% ในเวลาไม่กี่ปี

 

หรือการปรับปรุงระบบจัดเก็บภาษีในอังกฤษที่เพียงแค่เปลี่ยนลิงก์ในอีเมลเตือนให้พุ่งตรงสู่หน้าแบบฟอร์มกรอกภาษีทันทีโดยไม่ต้องผ่านหน้าเว็บเพจหลัก ก็สามารถเพิ่มอัตราผู้ยอมเสียภาษีได้ทันทีและคิดเป็นมูลค่าหลายล้านปอนด์ รวมถึงการส่งจดหมายทวงภาษีที่ใส่ข้อมูลเชิงจิตวิทยาสังคมว่าคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ยอมจ่ายภาษีหมดแล้ว ก็ช่วยกระตุ้นให้ผู้รับจดหมายกระตือรือร้นในการชำระเงินมากขึ้น

 

“นี่คือตัวอย่างที่เห็นชัดว่า ความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มมากขึ้นได้ในแง่ของพฤติกรรมของผู้คน” ดร.ณัฐวุฒิ กล่าว พร้อมชวนให้มองเหรียญอีกด้าน

 

ทฤษฎี Nudge ไม่ใช่สูตรสำเร็จ และบางครั้งยังขัดขวางนโยบายเชิงระบบที่มีประสิทธิภาพ เช่น ตัวเลขยินยอมบริจาคอวัยวะที่เพิ่มขึ้น แท้จริงเป็นแค่ภาพลวงตาบนกระดาษ เพราะการบริจาคจริงติดข้อจำกัดครอบครัวและโรงพยาบาล ที่น่าห่วงคือ นโยบายสะกิดพฤติกรรมมักถูกใช้โยนความรับผิดชอบให้ปัจเจกและเบียดบังการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น แคมเปญลดคาร์บอนรายบุคคลทำให้คนสนับสนุนภาษีคาร์บอนลดลง ปรากฏการณ์นี้เข้าทางกลุ่มทุนใหญ่ที่ยอมควักเงินหนุนวิจัยให้ผู้บริโภคโทษพฤติกรรมตัวเอง เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการเชิงรุกของรัฐ เช่น ภาษีน้ำตาล

 

ภาพสปีกเกอร์ Martin HIRSCH และ ดร.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี ในงาน OCS Symposium 2026 5

 

  • ระบบที่ดีสามารถควบคุมพฤติกรรมมนุษย์ได้

 

“หากเราหลงเชื่อว่า แค่เปลี่ยนพฤติกรรมแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น โดยไม่คิดจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างของระบบ นั่นเป็นความเข้าใจที่ผิด”

 

ดร.ณัฐวุฒิยกตัวอย่างงานวิจัยชิ้นของจอร์จ โลเวนสไตน์ และนิค เคลเตอร์ ที่เขียนไว้ในหนังสือ “It’s On You” ซึ่งอธิบายแนวคิดการวิเคราะห์ปัญหาผ่านสองมุมมอง นั่นคือ I-frame (Individual frame) และ S-frame (Systemic frame) ซึ่งสะท้อนภาพวัฒนธรรม ‘การโยนความรับผิดชอบให้ปัจเจก’ ได้เป็นอย่างดี

 

กรอบแบบ I-frame คือการมุ่งแก้ปัญหาที่ตัวพฤติกรรมของแต่ละบุคคลเป็นหลัก เหมือนหนังสือพัฒนาตนเองที่บอกให้เราปรับเปลี่ยนวิธีคิดเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น โดยเพิกเฉยต่อโครงสร้างสังคมที่บิดเบี้ยว

 

ขณะที่กรอบคิดแบบ S-frame จะมุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนกฎเกณฑ์ เปลี่ยนแรงจูงใจ และปรับโครงสร้างระบบ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีโดยไม่สำคัญว่าตัวบุคคลจะตัดสินใจอย่างไร เช่น มาตรการเชิงระบบของประเทศเดนมาร์ก สั่งแบนไขมันทรานส์ออกจากอุตสาหกรรมอาหาร

 

“นโยบายเชิงระบบหรือ S-frame ก็อาจไม่ได้ดีเสมอไป บางครั้งนโยบายบางอย่างมาในภาพลักษณ์ของ S-frame ที่ดูเหมือนจะเข้ามาแก้ไขเชิงระบบ แต่กลับกลายเป็นการผลักภาระแบบ I-frame ให้ประชาชน”

 

ดร.ณัฐวุฒิ ยกตัวอย่างกรณีศึกษา พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ (Official Information Act: OIA) กฎหมายข้อมูลข่าวสารของราชการที่ดูเหมือนสร้างขึ้นเพื่อให้พลเมืองตรวจสอบรัฐได้ แต่ในทางปฏิบัติ เจ้าหน้าที่มักใช้ข้อยกเว้นของกฎหมายเพื่อปฏิเสธการให้ข้อมูลได้โดยแทบไม่มีบทลงโทษ ทำให้ประชาชนต้องรับภาระในการร้องเรียนเอาเอง ทางออกที่ถูกต้องจึงไม่ใช่การขอความร่วมมือให้หน่วยงานรัฐโปร่งใส แต่ต้องเปลี่ยนค่าเริ่มต้นของระบบให้เป็นแบบเปิดเผยข้อมูลเชิงรุกโดยอัตโนมัติผ่านช่องทางออนไลน์โดยที่ประชาชนไม่ต้องร้องขอ

 

“กรณีตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่าการแก้ปัญหาในเชิงระบบส่งผลต่อพฤติกรรมมนุษย์ขนาดไหน กฎหมายคุ้มครองทางการทูตทำให้นักการทูตเวลาไปนิวยอร์กได้รับสิทธิ์ยกเว้นค่าปรับหากจอดในที่ห้ามจอด ข้อมูลชี้ชัดว่านักการทูตจากประเทศที่มีดัชนีคอร์รัปชันสูงรวมถึงประเทศไทย มักจะจอดรถผิดกฎหมายและได้ใบสั่งจำนวนมาก ขณะที่นักการทูตจากประเทศที่มีระบบกฎหมายเข้มแข็งกลับแทบไม่มีใบสั่งเลย เมื่อนิวยอร์กเปลี่ยนกฎใหม่ หากจอดรถผิดกฎหมายรถจะถูกลากทันทีและจะมีการเพิ่มบทลงโทษเด็ดขาด ผลลัพธ์คือไม่มีนักการทูตจอดรถผิดกฎหมายอีกเลย นี่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า ระบบที่ดีสามารถควบคุมพฤติกรรมมนุษย์ได้โดยไม่ต้องเสียเวลาไปรณรงค์สร้างจิตสำนึก”

 

  • ทางออกเชิงระบบของไทย

 

3 เรื่องสำคัญที่ ดร.ณัฐวุฒิ แนะให้ประเทศไทยเร่งลงมือทำเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงระบบคือ เรื่องแรกคือ การซื้อขายยานพาหนะทำกันง่าย แค่ส่งมอบเล่มทะเบียนแต่ไม่ได้ไปโอนชื่อที่กรมการขนส่งทางบก เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือทำผิดกฎหมาย ภาระไปตกอยู่กับเจ้าของเดิม ผู้ขับขี่จริงกลับไม่ต้องรับผิดชอบ รัฐควรเปลี่ยนกฎเกณฑ์เชิงระบบด้วยการกำหนดว่า หากไม่มีชื่อเป็นเจ้าของที่ถูกต้องตามกฎหมาย จะไม่ได้รับความคุ้มครองจากระบบประกันภัย เพื่อบีบให้ทุกคนต้องเข้าสู่กระบวนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ง่ายและไม่ซับซ้อน

 

เรื่องที่สองคือ ระบบการจัดเก็บค่าปรับจราจร ปัจจุบันใบสั่งกว่า 80% ถูกเพิกเฉยและนำไปสู่ช่องทางการทุจริตรับสินบน รัฐควรปรับให้การจัดเก็บค่าปรับเป็นระบบอัตโนมัติ เชื่อมโยงระบบตรวจจับการทำผิดกฎจราจรเข้ากับบัญชีธนาคารหรือพร้อมเพย์เพื่อหักเงินค่าปรับทันที ยิ่งไปกว่านั้น ยังสามารถประยุกต์ใช้แนวคิดเชิงบวกแบบประเทศสวีเดนที่เปลี่ยนกล้องตรวจจับความเร็วให้เป็นระบบลอตเตอรี่ โดยนำเงินค่าปรับจากคนขับรถเร็วมาเป็นรางวัลสุ่มแจกให้แก่คนขับรถดี ซึ่งช่วยสร้างแรงจูงใจเชิงบวกได้อย่างมหาศาล

 

และเรื่องสุดท้ายคือ การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานและถนนหนทางใหม่ เพราะอุบัติเหตุเกิดจากสภาพถนนที่ย่ำแย่ การติดตั้งแบริเออร์กลางถนนหรือการทำแถบเตือนบนผิวจราจรเพื่อกระตุ้นผู้ขับขี่ จะช่วยลดความสูญเสียได้อย่างเป็นรูปธรรมโดยไม่ต้องพึ่งพาเพียงจิตสำนึกของผู้ขับขี่แต่เพียงอย่างเดียว

 

“การพึ่งพาข้อมูลและขอความร่วมมือ เป็นเครื่องมือที่ไร้ประสิทธิภาพในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์ การใช้การสะกิดพฤติกรรมอาจช่วยได้บ้าง แต่หากต้องการผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและคุ้มค่าที่สุด ต้องรื้อถอนกรอบคิดแบบเดิมแล้วหันมาออกแบบนโยบายเชิงระบบที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมได้จริง”

 

เมื่อรู้แล้วว่าการออกแบบนโยบายเชิงระบบจะสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมคนไทยจริง คำถามคือ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของระบบกฎหมายไทย จะมีวิธีการปฏิรูปกฎหมายไทยอย่างไร

 

ภาพสปีกเกอร์ Martin HIRSCH และ ดร.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี ในงาน OCS Symposium 2026 6

 

ถอดรหัสการปฏิรูปกฎหมายไทยผ่านมุมมอง Data

 

เดชพล มาประเสริฐ และ พชร รุ่งเรืองกลกิจ นักกฎหมายกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ชวนถอดรหัสการปฏิรูปกฎหมายไทยผ่านมุมมอง Data ที่คุณอาจไม่เคยรู้ ในหัวข้อ Thailand’s Regulatory Landscape: Mapping the Maze through Data

 

เดชพลและพชร เปิดเวทีด้วยการชวนทุกคนจินตนาการว่าตัวเองกำลังจะเปิดธุรกิจร้านอาหาร มีกับดักความซับซ้อนของกฎหมายมากมายที่หลายคนไม่รู้ ในมุมมองของรัฐ กฎหมายแต่ละฉบับมีวัตถุประสงค์ที่ชอบธรรมเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการจดทะเบียนเพื่อยืนยันสถานะทางกฎหมาย มาตรฐานสาธารณสุขเพื่อความปลอดภัย หรือการจัดเก็บภาษีเพื่อความเป็นธรรม

 

เมื่อนำกฎหมายที่แยกส่วนกันมารวมร่างในมุมของผู้ประกอบการ การเปิดร้านอาหารเพียง 1 ร้าน กลับสร้างภาระมากมาย ต้องติดต่อกับหน่วยงานรัฐมากกว่า 6 แห่ง ผ่านกระบวนการมากกว่า 7 ขั้นตอน เตรียมเอกสารไม่ต่ำกว่า 10 ฉบับ และต้องใช้เวลาขั้นต่ำ 15-30 วัน ภาระเหล่านี้คือต้นทุนแฝงที่ฉุดรั้งนวัตกรรมและเศรษฐกิจ

 

“คำถามคือ เราจะจัดการกับระบบกฎหมายที่ซับซ้อนเหล่านี้ได้อาจต้องเริ่มจากการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ เลิกมองกฎหมายเป็นเพียงข้อกำหนดแล้วมองผ่านเลนส์ของข้อมูลแทน” เดชพล กล่าว

 

ภาพสปีกเกอร์ Martin HIRSCH และ ดร.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี ในงาน OCS Symposium 2026 7

 

  • ภาระที่ซ่อนอยู่ใน กฎหมายลำดับรอง

 

ข้อมูลจากการรวบรวมของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พบว่าปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายที่มีผลบังคับใช้มากกว่า 15,000 ฉบับ แต่ประมาณ 94% ของกฎหมายทั้งหมดคือ ‘กฎหมายลำดับรอง’ เช่น พระราชกฤษฎีกา และกฎกระทรวง

 

ตัวเลขนี้สะท้อนว่า พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักที่สังคมและระดับนโยบายให้ความสนใจ เป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ เท่านั้น แต่ภาระที่แท้จริงของประชาชนและภาคธุรกิจ เช่น เงื่อนไขจุกจิก ขั้นตอน และรายการเอกสาร ล้วนซ่อนอยู่ในกฎหมายลำดับรองทั้งสิ้น ดังนั้น การปฏิรูปกฎหมายที่ดี (Better Regulation) จึงต้องมองให้ครบทุกลำดับชั้น ไม่จำกัดอยู่แค่การแก้ พ.ร.บ.

 

  • จาก PDF สู่ Machine Readable Law

 

ประเด็นสำคัญคือ การนำ AI มาช่วยให้คนเข้าใจและเข้าถึงตัวบทกฎหมายง่ายขึ้น นำไปสู่แนวคิด Machine-Readable Law หรือการจัดทำกฎหมายในรูปแบบข้อมูลโครงสร้าง (Structured Data) ซึ่งจะช่วยให้นักกฎหมายและ AI สามารถตรวจสอบความซ้ำซ้อนและเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของกฎหมายแต่ละฉบับได้อย่างแม่นยำ โดยมองว่าระบบกฎหมายควรเป็น ‘โครงสร้างพื้นฐาน’ เหมือนระบบถนน น้ำประปา หรือไฟฟ้าที่เสถียร เข้าถึงง่าย และเป็นฐานรองรับระบบเศรษฐกิจ

 

  • กฎหมายเพียง 1% กุมเสียงคนเกือบทั้งประเทศ

 

ข้อมูลจากระบบกลางทางกฎหมาย (Law.go.th) ที่รวบรวมความคิดเห็นของประชาชนกว่า 4,500 โครงการ รวมกว่า 900,000 ความเห็น เผยให้เห็นความย้อนแย้งเชิงสถิติ หากดูค่าเฉลี่ยอาจจะอยู่ที่ประมาณ 200 ความเห็นต่อโครงการ แต่ในความเป็นจริง ค่ามัธยฐานกลับอยู่ที่ 5 คนเท่านั้น แปลว่ากฎหมายส่วนใหญ่มีคนเข้ามาแสดงความเห็นน้อยมาก

 

โครงการเพียง 1% แรกที่ได้รับความสนใจสูงสุด กุมสัดส่วนความคิดเห็นสูงถึง 76% ของทั้งหมด และร่างกฎหมายที่เป็นประเด็นร้อนแรงที่สุด 10 อันดับแรก เช่น ร่างกฎหมายสถานบริการ/สถานบันเทิงครบวงจร มีสัดส่วนความเห็นสูงถึง 55% มีโครงการถึง 1 ใน 4 (ประมาณ 24%) ที่ไม่มีใครเข้ามาแสดงความคิดเห็นเลย

 

สถิตินี้ชี้ชัดว่า ประชาชนไม่ได้สนใจตัวบทกฎหมายในเชิงเทคนิค แต่ให้ความสนใจเมื่อกฎหมายนั้นเชื่อมโยงหรือกระทบต่อวิถีชีวิตของพวกเขาโดยตรง ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ระบบเทคโนโลยี แต่อยู่ที่การออกแบบกระบวนการเชิงรุกเพื่อดึงดูดผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ได้รับผลกระทบจริงมาร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างรอบด้าน

 

ภาพสปีกเกอร์ Martin HIRSCH และ ดร.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี ในงาน OCS Symposium 2026 8

 

  • กฎหมายที่ดีคือ กฎหมายที่พร้อมเรียนรู้และปรับตัว

 

เมื่อกฎหมายถูกบังคับใช้มาเป็นระยะเวลาหนึ่ง สิ่งที่ต้องทำคือ “การประเมินผลสัมฤทธิ์” เพื่อทบทวนดูว่ากฎหมายฉบับนั้นยังมีประสิทธิภาพและใช้บังคับได้จริงในโลกปัจจุบันหรือไม่

 

จากการประเมินผลสัมฤทธิ์กฎหมายกว่า 500 ฉบับ พบว่า 50% ควรได้รับการปรับปรุง 34-35% ยังมีความจำเป็นและใช้ได้ดีตามบริบทเดิม 6% ควรยกเลิกถาวร

 

ข้อมูลนี้สะท้อนว่ากฎหมายต้องมีคุณสมบัติ Learning and Adapting คือต้องโตไปพร้อมกับโลก กฎหมายที่หยุดนิ่งคือภาระ แต่กฎหมายที่ปรับตัวคือโอกาส

 

“กฎหมายที่ดีอาจจะไม่ใช่กฎหมายที่ไม่ต้องแก้ไขเลย แต่ต้องเป็นกฎหมายที่สามารถเรียนรู้แล้วก็ปรับตัวไปพร้อมๆ กับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และประเทศได้” พชร กล่าว

 

เป้าหมายของการมองกฎหมายผ่าน Data ไม่ใช่การเปลี่ยนนักกฎหมายให้เป็นโปรแกรมเมอร์ แต่คือการใช้ข้อมูลมาเป็นเข็มทิศในการตั้งคำถาม เพื่อลดความซ้ำซ้อน และสร้างความชัดเจนให้กับระบบ

 

หากมีข้อมูลที่ครบถ้วน (Better Data) เราจะเกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้ง (Better Understanding) ซึ่งจะนำไปสู่การออกแบบกฎระเบียบที่ชาญฉลาด (Better Regulation) และผลลัพธ์สุดท้ายคือคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ดีขึ้น (Better Life)

 

เมื่อสำนักงานฯ มอง AI เป็นการสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานทางกฎหมาย” จึงมีโครงการความร่วมมือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และ Microsoft ในการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาพัฒนากระบวนการทำงานของภาครัฐ เพื่อรองรับการพิจารณาเรื่องร้องเรียนและข้อเสนอต่างๆ ที่มีจำนวนมากกว่า 12,000 เรื่องต่อปี

 

ภาพสปีกเกอร์ Martin HIRSCH และ ดร.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี ในงาน OCS Symposium 2026 9

 

AI เครื่องมือยกระดับกระบวนการทำงานของภาครัฐ

 

ดร.ณรัณ โพธิ์พัฒนชัย ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ผลกระทบและประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย ขยายภาพการทำงานนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้ในการพัฒนากระบวนการทำงานของภาครัฐในหัวข้อ ‘AI for Smarter Government: Enhancing Public Sector Workflows’ โดยอ้างอิงจากการทำ ‘Machine-Readable Data’ ในเวทีก่อนหน้า ว่าเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่สำนักงานฯ ได้พัฒนาขึ้น

 

“ใน 1 ปี สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบกลั่นกรองเรื่องมากถึง 12,000 เรื่องต่อปี หรือสัปดาห์ละไม่ต่ำกว่า 100 เรื่อง ปริมาณงานขนาดนี้ นักวิเคราะห์และนักกฎหมายต้องแบกรับภาระในการอ่านและตรวจสอบเอกสารจำนวนมหาศาล โอกาสเกิดความผิดพลาดจึงมีสูง และยิ่งในกรณีที่เรื่องนั้นเกี่ยวพันกับตัวบทกฎหมายซึ่งต้องอ้างอิงอย่างถูกต้องแม่นยำ โอกาสผิดพลาดก็ยิ่งสูงขึ้นไปอีก”

 

ดร.ณรัณ อธิบายว่าระบบดังกล่าวใช้เทคโนโลยี OCR ในการแปลงเอกสารเป็นข้อความดิจิทัล และใช้ AI วิเคราะห์ความถูกต้องสมบูรณ์ของเนื้อหาก่อนนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี

 

“เราเปิดให้หน่วยงานที่ต้องการเสนอเรื่องเข้า ครม. นำไฟล์หนังสือราชการพร้อมเอกสารแนบทั้งหมดมาอัปโหลดเข้าในระบบ จากนั้นระบบจะนำฐานข้อมูลกฎหมายของสำนักงานกฤษฎีกา รวมถึงข้อมูลจากเรื่องที่เคยผ่านการพิจารณาแล้วของสำนักเลขาธิการ ครม. มาประกอบการวิเคราะห์ว่าเอกสารที่กำลังเสนออยู่นั้นมีความครบถ้วนสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด ผลที่ได้จะช่วยให้ทั้งหน่วยงานผู้เสนอเรื่องและนักวิเคราะห์ของสำนักเลขาธิการ ครม. สามารถพิจารณาเรื่องต่างๆ ได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด”

 

“ผลลัพธ์ที่ได้ ยังสร้างข้อมูลเชิงลึกที่สามารถรู้ได้ว่าหน่วยงานใดเสนอเรื่องเข้า ครม. มากที่สุด หน่วยงานใดมีคุณภาพของการนำเสนอที่ดีที่สุด และหน่วยงานใดบ้างที่ยังจำเป็นต้องปรับปรุงวิธีการเสนอเรื่อง หรือพัฒนาการวิเคราะห์ผลกระทบ เพื่อให้นโยบายที่ออกมานั้นเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง”

 

ซึ่งระบบดังกล่าว มีแผนที่จะนำไปทดลองใช้จริงกับการเสนอเรื่องเข้า ครม.เร็วๆ นี้

 

และทั้งหมดนี้คือเนื้อหาช่วงบ่ายของงานประชุมวิชาการประจำปี 2569 (OCS Symposium 2026) ที่ฉายภาพตัวอย่างการทำ Regulatory Sandbox ในภาครัฐของประเทศฝรั่งเศส การนำศาสตร์พฤติกรรมศาสตร์มาประยุกต์ใช้ประกอบการกำหนดนโยบายสาธารณะ ตลอดจนการขับเคลื่อนเชิงลึกด้วยการใช้ข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจกับระบบกฎหมายของประเทศไทย

 

ภาพสปีกเกอร์ Martin HIRSCH และ ดร.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี ในงาน OCS Symposium 2026 10

 

สถาปัตยกรรมทางกฎหมาย รากฐานสำคัญในยุคแห่งความผันผวน

 

นพดล เภรีฤกษ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวปิดท้ายงานประชุมครั้งนี้ว่า ความไม่แน่นอนในทุกมิติบนโลกตอนนี้ ล้วนส่งผลกระทบต่อกระบวนการในการจัดทำกฎหมาย รวมทั้งการบังคับใช้กฎหมายโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

“เหตุผลสำคัญที่ทำให้การสัมมนาทางวิชาการมีคุณค่า เพราะเป็นพื้นที่สำหรับการสร้างแนวคิดและทัศนคติที่จะนำไปสู่กระบวนการจัดทำร่างกฎหมายที่มีคุณภาพ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่เกิดผลอย่างแท้จริง”

 

“หากดูขั้นตอนการจัดทำร่างกฎหมายของไทย มีกลไกรองรับหลายส่วนทั้งมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ และหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายที่ยึดแนวคิดว่า เราควรมีกฎหมายเท่าที่จำเป็นเพื่อลดการกระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชน และช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ยังมีการนำระบบ RIA (Regulatory Impact Assessment) หรือการประเมินผลกระทบทางกฎหมายก่อนที่จะมีการออกกฎหมาย และการประเมินผลสัมฤทธิ์ภายหลังการบังคับใช้ สิ่งเหล่านี้คือกลไกที่เราคาดหวังว่าจะช่วยคัดกรองให้ได้กฎหมายที่มีคุณภาพ ซึ่งจะส่งผลดีต่อประชาชนผู้รับผลกระทบโดยตรง และกลายเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของประเทศ ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง”

 

เมื่อพูดถึงโครงสร้างของกฎหมาย หรือ ‘สถาปัตยกรรมทางกฎหมาย’ นพดล มองว่า หากศึกษากระบวนการจัดทำร่างกฎหมายอย่างละเอียดรอบคอบบนฐานคิดที่ควรจะเป็น แล้วนำมาวางโครงสร้างให้เหมาะสมกับบริบท กฎหมายนั้นจะสามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยไม่จำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงกันบ่อยๆ ที่สำคัญคือ สถาปัตยกรรมทางกฎหมายที่แท้จริงจะต้องสามารถคาดการณ์ไปถึงอนาคต เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้ คือความสำเร็จและความคาดหวังสูงสุดในงานร่างกฎหมาย

 

“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สำนักงานฯ ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องในด้านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการร่างกฎหมาย ทั้งในระดับในประเทศและระหว่างประเทศ ด้วยความหวังว่ากฎหมายที่ออกมาบังคับใช้จะสามารถทำหน้าที่ได้อย่างที่มันควรจะเป็น แต่ความเป็นจริงที่เราต้องยอมรับร่วมกันคือ แม้จะได้กฎหมายที่ดีออกมาฉบับหนึ่ง การบังคับใช้ในทางปฏิบัติก็อาจไม่เป็นไปตามที่ตั้งใจไว้ เพราะบริบทของสังคมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นอาจก่อให้เกิดปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายได้ คำถามสำคัญคือ เราจะออกแบบกฎหมายอย่างไรให้สามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพบนบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทั้งในระดับภายในประเทศและระดับนานาชาติ”

 

เพื่อสร้างสถาปัตยกรรมทางกฎหมาย ที่ใช้งานได้จริงและเท่าทันโลก สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจึงขับเคลื่อนมิติสำคัญได้แก่ ปรับปรุงฐานข้อมูลและเทคนิคการร่างกฎหมายให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วของสังคม ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อไม่ให้กฎหมายกลายเป็นอุปสรรคในภาคปฏิบัติ ยกระดับศักยภาพนักกฎหมายภาครัฐอย่างต่อเนื่องผ่านการอบรมและการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เพราะกฤษฎีกาไม่ได้เดินหน้าคนเดียว แต่ทำงานร่วมกับเครือข่ายและภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายจริง และเปลี่ยนแปลงการทำงานภาครัฐแบบเดิมที่แยกส่วนกันทำ (กรมใครกรมมัน) มาเป็นการหลอมรวมกระบวนการร่างและการบังคับใช้กฎหมายเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงและมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

“ผมเชื่อมั่นว่าการสัมมนาทางวิชาการครั้งนี้จะนำไปสู่การร่วมมือกันวางโครงสร้าง ‘สถาปัตยกรรมทางกฎหมาย’ ให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย ขับเคลื่อนสังคม เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยได้อย่างยั่งยืน” กล่าวทิ้งท้าย

 

The post จาก ‘Regulatory Sandbox’ ถึง ‘พฤติกรรมศาสตร์’ รู้จักเครื่องมือปฏิรูปกฎหมายโลกใหม่ จากงาน OCS Symposium 2026 โดย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Optical Module อาวุธลับของ AI Data Center กับโอกาสลงทุนในคอขวดใหม่ของโลกเทคโนโลยี https://thestandard.co/opinion-optical-module-ai-data-center/ Mon, 15 Jun 2026 11:08:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1218654 ภาพระยะใกล้ของฮับไฟเบอร์ออปติกในห้องเซิร์ฟเวอร์

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การลงทุนในธีม AI มักโฟกัสไปที่ GP […]

The post Optical Module อาวุธลับของ AI Data Center กับโอกาสลงทุนในคอขวดใหม่ของโลกเทคโนโลยี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพระยะใกล้ของฮับไฟเบอร์ออปติกในห้องเซิร์ฟเวอร์

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การลงทุนในธีม AI มักโฟกัสไปที่ GPU, Semiconductor, Cloud และ Data Center เป็นหลัก เพราะสิ่งเหล่านี้คือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ AI พัฒนาและใช้งานได้จริง แต่เมื่อ AI กำลังก้าวจากเทคโนโลยีทดลองไปสู่การใช้งานจริงในระดับโลก คำถามสำคัญของอุตสาหกรรมเริ่มเปลี่ยนไป จากเดิมที่ตลาดมักถามว่า “ใครมีชิปที่แรงที่สุด” กลายเป็นคำถามใหม่ว่า “ระบบจะเชื่อมต่อชิปจำนวนมหาศาลให้ทำงานร่วมกันได้เร็วพอหรือไม่”

 

 
 

นี่คือเหตุผลที่ Optical Module กำลังกลายเป็นหนึ่งในชิ้นส่วนสำคัญของ AI Infrastructure เพราะในโลกของ AI ยุคใหม่ ความเร็วของชิปเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ หากระบบเครือข่ายไม่สามารถส่งข้อมูลระหว่างชิป เซิร์ฟเวอร์ Rack และ Data Center ได้เร็วพอ พลังประมวลผลที่ลงทุนไปมหาศาลก็อาจไม่ถูกใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ

 

อ้างอิงข้อมูลจาก Bloomberg Intelligence “OFC 2026: Optics Go Deeper, Networks Become Denser” as of 23 March 2026 คาดว่ายอดขาย Optical Module และอุปกรณ์ Optical Hardware เข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ โดยตลาดมีแนวโน้มเติบโตแตะ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 เพิ่มขึ้นจาก 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2025 ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีราว 19%

 

Optical Module คืออะไร

 

Optical Module คืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณไฟฟ้าให้เป็นสัญญาณแสง และแปลงกลับเป็นสัญญาณไฟฟ้าอีกครั้ง เพื่อส่งข้อมูลผ่านสายไฟเบอร์ออปติกด้วยความเร็วสูง พูดง่ายๆ คือเป็น “ตัวกลาง” ที่ทำให้ข้อมูลจำนวนมหาศาลวิ่งไปมาระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ ใน Data Center ได้อย่างรวดเร็ว

 

หาก GPU คือ “สมอง” ของ AI และ Data Center คือ “ร่างกาย” Optical Module ก็คือ “ระบบประสาท” ที่ทำให้ทุกส่วนสื่อสารกันได้อย่างราบรื่น เพราะโมเดล AI ขนาดใหญ่ไม่ได้ใช้ GPU เพียงตัวเดียว แต่ต้องใช้ GPU หรือ XPU จำนวนมาก ตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนตัว ชิปเหล่านี้ต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลกันตลอดเวลา ยิ่งโมเดลใหญ่ขึ้น ปริมาณข้อมูลที่ต้องส่งระหว่างชิป เซิร์ฟเวอร์ และ Data Center ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

เมื่อ GPU ไม่ใช่ปัญหาเดียวของ AI

 

ในโลกของ AI การมี GPU จำนวนมากไม่ได้แปลว่าระบบจะเร็วเสมอไป เพราะต่อให้มี GPU ที่แรงที่สุดจำนวนมาก แต่หากการส่งข้อมูลระหว่าง GPU ช้า ระบบก็ไม่สามารถใช้พลังประมวลผลได้เต็มที่ เปรียบเหมือนมีพนักงานเก่ง 1,000 คน แต่ทุกคนต้องใช้ถนนเลนเดียวในการสื่อสาร งานก็ย่อมติดขัดและไม่สามารถเดินหน้าได้เต็มศักยภาพ

 

ดังนั้น AI ยุคต่อไปไม่ได้ต้องการเพียงชิปที่แรงขึ้น แต่ต้องการเครือข่ายที่เร็วขึ้น หนาแน่นขึ้น และใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย นี่คือจุดที่ Optical Module เริ่มมีบทบาทมากขึ้น เพราะช่วยให้การส่งข้อมูลใน Data Center รองรับความเร็วและปริมาณข้อมูลที่สูงขึ้นได้ดีกว่าการเชื่อมต่อแบบเดิม

 

ทำไมโลก AI กำลังเปลี่ยนจาก Copper ไปสู่ Optical

 

ในอดีต Data Center หลายส่วนยังสามารถใช้สายทองแดง หรือ Copper ได้ แต่เมื่อความเร็วและปริมาณข้อมูลเพิ่มขึ้น ข้อจำกัดของทองแดง ก็เริ่มชัดเจนมากขึ้น ทั้งการสูญเสียสัญญาณเมื่อส่งข้อมูลไกลขึ้น ความร้อนที่เพิ่มขึ้น การใช้พลังงานสูงขึ้น 

Optical Module จึงกลายเป็นทางเลือกที่เหมาะกว่า เพราะสามารถส่งข้อมูลได้เร็วกว่า ไกลกว่า และมีประสิทธิภาพด้านพลังงานดีกว่าในหลายกรณี ผลลัพธ์คือ AI Data Center ทั่วโลกกำลังเพิ่มการใช้ Optical Connection มากขึ้น ไม่ใช่แค่การเชื่อมต่อระหว่าง Data Center แต่เริ่มขยับลึกเข้ามาในโครงสร้างภายใน Data Center มากขึ้นเรื่อยๆ

 

AI กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเครือข่ายของ Data Center

 

AI ต้องการให้ GPU จำนวนมหาศาลทำงานร่วมกันเหมือนเป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์เครื่องเดียว ทำให้ความต้องการด้าน Bandwidth และ Latency สูงกว่าระบบ Cloud ทั่วไปมาก เพราะข้อมูลต้องถูกส่งไปมาระหว่างชิปและเซิร์ฟเวอร์จำนวนมากในเวลาที่รวดเร็ว หากเครือข่ายช้าเพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้การประมวลผลทั้งระบบสะดุดได้

โครงสร้างการเชื่อมต่อหลักของ AI Data Center แบ่งได้เป็น 3 ระดับ ได้แก่ Scale-Up หรือการเชื่อมต่อ GPU ภายในระบบเดียวกันหรือ Rack เดียวกัน, Scale-Out หรือการเชื่อมต่อหลาย Rack เข้าด้วยกันเพื่อสร้างเป็น AI Cluster ขนาดใหญ่ และ Scale-Across หรือการเชื่อมต่อ Data Center หลายแห่งเข้าด้วยกัน เพื่อให้ทำงานร่วมกันเหมือนเป็นระบบเดียว

 

ทั้ง 3 ระดับนี้ล้วนต้องใช้ Optical Connection มากขึ้น ยิ่งจำนวน GPU เพิ่มขึ้น จำนวนจุดเชื่อมต่อก็เพิ่มขึ้นตาม ทำให้ Optical กลายเป็นส่วนสำคัญของการขยาย AI Infrastructure เพราะไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนชิป แต่เป็นการทำให้ชิปทั้งหมดทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

Optical Density และการเปลี่ยนผ่านสู่ 800G / 1.6T

 

อีกแนวโน้มสำคัญคือ Optical Density หรือความหนาแน่นของการใช้ Optical Connection ภายใน Data Center ในอดีต Optical Module อาจถูกใช้เฉพาะบางจุดของระบบ แต่ในอนาคตอาจถูกใช้แทบทุกระดับ ตั้งแต่ภายใน Rack ระหว่าง Rack ระหว่าง Cluster ไปจนถึงการเชื่อมต่อระหว่าง Data Center

ขณะเดียวกัน ตลาด Optical Module กำลังเปลี่ยนผ่านจากระดับ 400G ไปสู่ 800G, 1.6T และในอนาคตอาจไปถึง 3.2T ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความสามารถในการส่งข้อมูล ยิ่งตัวเลขสูง ก็ยิ่งรองรับ AI Cluster ขนาดใหญ่ได้ดีขึ้น สำหรับ AI การอัปเกรดจาก 800G ไปสู่ 1.6T ไม่ใช่เพียงการเพิ่มความเร็วธรรมดา แต่เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรองรับโมเดล AI ที่ใหญ่ขึ้น จำนวน GPU ที่เพิ่มขึ้น และปริมาณข้อมูลที่ต้องส่งระหว่างระบบมากขึ้น

 

ทำไมธีมนี้ถึงน่าสนใจสำหรับนักลงทุน

 

Optical Module ไม่ได้เป็นเพียงชิ้นส่วนประกอบเล็กๆ ของ Data Center อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่า AI Infrastructure จะขยายตัวได้เร็วแค่ไหน ในเวลาเดียวกัน Hyperscaler และผู้ให้บริการ AI Cloud รายใหญ่ เช่น Microsoft, Google, Amazon และ Meta ต่างเร่งลงทุนใน AI Data Center อย่างต่อเนื่อง เมื่อการลงทุนใน AI Data Center เพิ่มขึ้น ความต้องการอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องก็เติบโตตามไปด้วย ทั้ง Optical Module, Laser, Transceiver, Fiber, Optical System และ Networking Equipment

 

ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการเติบโตของ Optical Module แบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผู้ผลิต Optical Component และ Transceiver เช่น Coherent, Lumentum และ Fabrinet, บริษัท Networking และ Switching เช่น Broadcom, Marvell และ Arista และผู้ให้บริการ Optical System และ Fiber เช่น Ciena, Nokia และ Corning

 

โดยสรุปธีม Optical Module กำลังกลายเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่สุดของยุค AI เพราะ AI ไม่ได้ต้องการเพียง “สมองที่เร็วขึ้น” แต่ต้องการ “ระบบประสาทที่เร็วขึ้น” ด้วย ยิ่งโมเดล AI ใหญ่ขึ้น จำนวน GPU มากขึ้น และ Data Center เชื่อมต่อกันมากขึ้น ความต้องการส่งข้อมูลความเร็วสูงก็จะเพิ่มขึ้นตาม

 

หากเปรียบ AI เป็นโรงงานขนาดใหญ่ GPU คือเครื่องจักรหลัก Data Center คือโรงงาน และ Optical Module คือสายพานความเร็วสูงที่ทำให้ข้อมูลไหลเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากสายพานนี้ช้า เครื่องจักรที่แพงที่สุดก็อาจทำงานได้ไม่เต็มศักยภาพ และหากสายพานนี้กลายเป็นคอขวด Optical Module ก็อาจเป็นหนึ่งในโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจของ AI Infrastructure 

 

The post Optical Module อาวุธลับของ AI Data Center กับโอกาสลงทุนในคอขวดใหม่ของโลกเทคโนโลยี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดสมการกฎหมายโลกใหม่ ‘เร็ว ยืดหยุ่น ยุติธรรม’ จากเวทีการประชุมวิชาการ ‘Strengthening Thailand’s Resilience: Law Reform in an Era of Global Paradigm Shifts’ โดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/ocs-symposium-law-reform-thailand/ Mon, 15 Jun 2026 07:50:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1218290 ภาพงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ "ถอดสมการปฏิรูปกฎหมายไทย ให้พร้อมรับโลกหลายขั้วอำนาจและยุค AI" และโลโก้ OCS กับ THE STANDARD

โลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนและไม่แน่นอน ‘กฎหมาย’ ในโลกยุ […]

The post ถอดสมการกฎหมายโลกใหม่ ‘เร็ว ยืดหยุ่น ยุติธรรม’ จากเวทีการประชุมวิชาการ ‘Strengthening Thailand’s Resilience: Law Reform in an Era of Global Paradigm Shifts’ โดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ "ถอดสมการปฏิรูปกฎหมายไทย ให้พร้อมรับโลกหลายขั้วอำนาจและยุค AI" และโลโก้ OCS กับ THE STANDARD

โลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนและไม่แน่นอน ‘กฎหมาย’ ในโลกยุคใหม่ต้องทำหน้าที่เป็น ‘โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ’

 

ภาพงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ

 

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จึงจัดงานประชุมวิชาการประจำปี 2569 (OCS Symposium 2026) ภายใต้หัวข้อ ‘Strengthening Thailand’s Resilience: Law Reform in an Era of Global Paradigm Shifts’ ระดมผู้เชี่ยวชาญจากฝรั่งเศส เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และไทย มาแลกเปลี่ยนความรู้ มุมมอง และประสบการณ์ด้านกฎหมายของแต่ละประเทศ เพื่อร่วมกันปฏิรูปกฎหมายและสถาบันทางกฎหมายให้เท่าทันโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

 

หัวข้อเสวนาถูกร้อยเรียงประเด็นระดับมหภาคที่ส่งผลต่ออนาคต ไปจนถึงบทบาทหน้าที่ของสถาบันทางกฎหมายและการปรับตัวในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนขั้วอำนาจ เทคโนโลยีพลิกทุกโครงสร้าง แล้วกฎหมายของไทยพร้อมแค่ไหน?

 

นี่คือสรุปเนื้อหาเจาะลึกจากงาน OCS Symposium 2026 ตั้งแต่บทบาทการทำงานของสำนักงานกฎหมายฝรั่งเศสและเกาหลีใต้ โมเดลการทำงานที่สามารถนำมาปรับใช้ในการพัฒนาระบบกฎหมายไทยให้มีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพ โดยเน้นย้ำความสำคัญของการปรับเปลี่ยนกฎหมายจากเครื่องมือควบคุมให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการเติบโตของประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมให้กฎหมายไทยรับมือกับความไม่แน่นอนของระเบียบโลกได้อย่างทันท่วงที

 

ภาพงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ

 

พลิกโฉมกฎหมายไทยจากเครื่องมือควบคุมสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

 

จินตพันธุ์ ทังสุบุตร ผู้อำนวยการกองพัฒนากฎหมาย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เปิดเวทีพร้อมฉายภาพสถานการณ์โลกตอนนี้ อยู่ท่ามกลางห้วงเวลาที่ระเบียบโลกกำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ ทั้งความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ความตึงเครียดทางการค้าที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานโลก ตลอดจนคลื่นความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ควบคู่ไปกับวิกฤตสิ่งแวดล้อม และความคาดหวังใหม่ที่ภาคส่วนต่างๆ มีต่อการทำงานของภาครัฐและระบบราชการ

 

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบกฎหมายและสถาบันทางกฎหมายของทุกประเทศ ในสภาวะที่โลกมีความซับซ้อนเช่นนี้ กฎหมายจะทำหน้าที่เพียงเป็นเครื่องมือในการควบคุมหรือบังคับใช้เพื่อแก้ไขปัญหาไม่ได้อีกต่อไป แต่กฎหมายต้องทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวของประเทศ ต้องสามารถตอบสนองต่อความไม่แน่นอนได้อย่างรวดเร็ว มีหลักการ และมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน กฎหมายต้องไม่เป็นภาระที่ฉุดรั้งนวัตกรรม การลงทุน หรือการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชน

 

“ด้วยโจทย์ที่ท้าทายและบริบทโลกที่เปลี่ยนไป บทบาทของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาในฐานะหน่วยงานกลางด้านกฎหมายของประเทศ จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การตรวจพิจารณาร่างกฎหมายให้สอดคล้องกับหลักนิติธรรม แต่ยังครอบคลุมถึงความรับผิดชอบที่กว้างขึ้นในการพัฒนากฎหมายที่มีคุณภาพสูง เหมาะสมกับบริบทของประเทศ สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี และเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของประเทศไทยในระดับสากล”

 

สำหรับงานสัมมนาในครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่นำมาซึ่งโอกาสอันยิ่งใหญ่ 3 ประการ

 

  • เพื่อเป็นเวทีให้ผู้กำหนดนโยบาย นักกฎหมาย ผู้เชี่ยวชาญ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากหลากหลายภาคส่วน ได้มาร่วมกันขบคิดและพิจารณาว่าการเปลี่ยนแปลงระดับโลกกำลังส่งผลกระทบต่อกฎหมายและสถาบันทางกฎหมายอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติของความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ การปรับตัวของประเทศ และบทบาทของมหาอำนาจในระเบียบโลกใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น
  • เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างประเทศไทยและต่างประเทศ เกี่ยวกับแนวทางการพัฒนากฎหมายและกระบวนการออกกฎหมายที่พร้อมรับมือกับอนาคตได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งรวมถึงแนวคิดอย่าง Regulatory Sandbox พื้นที่ทดลองกฎระเบียบที่นำมาปรับใช้ในภาครัฐ การนำฐานข้อมูลเชิงลึกมาวิเคราะห์เพื่อทำความเข้าใจระบบกฎหมายและกฎระเบียบ ตลอดจนการออกแบบระบบกฎหมายที่มีความยืดหยุ่นสูงและพร้อมรับมือกับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป
  • เพื่อเป็นเวทีในการระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปกฎหมายในภาพรวม ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของนักกฎหมายหรือหน่วยงานรัฐเพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป เพราะกฎหมายที่ดีและมีประสิทธิภาพต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้นจริงของภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยอาศัยข้อมูลเชิงประจักษ์ หลักฐาน ประสบการณ์ และการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน เพื่อเปลี่ยนให้กฎหมายกลายเป็นเครื่องมือที่สร้างโอกาสใหม่ๆ ช่วยลดความเสี่ยง และยกระดับขีดความสามารถโดยรวมของประเทศ

 

“หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการประชุมครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกันที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อร่วมกันกำหนดอนาคตของกฎหมายไทย ในการหาคำตอบร่วมกันว่า เราจะร่วมกันออกแบบกฎหมายให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลง โดยที่ยังคงยึดมั่นในหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ หลักนิติธรรม ความยุติธรรม และผลประโยชน์สาธารณะ สำคัญที่สุดคือ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า ระบบกฎหมายของไทยจะทำหน้าที่เป็นทั้งเกราะป้องกันและกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน” จินตพันธุ์ กล่าว

 

และเพื่อให้การกำหนดอนาคตของกฎหมายไทยและร่วมกันออกแบบกฎหมายให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงได้จริง จำเป็นต้องปรับแนวคิดการมองกฎหมายให้กลายเป็นกลยุทธ์ใหม่ของประเทศ

 

ภาพงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ

 

ปฏิรูปกฎหมายสู่กลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ

 

วีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล ชี้ให้เห็นถึงประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการปฏิรูปกฎหมายในยุคที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในหัวข้อ ‘How Geopolitical Disruption Is Redefining the Future of Middle Power’ ว่าเป็นช่วงเวลาที่ผู้วางนโยบายจากทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายร่วมกันในการมองหาทางที่จะทำให้ประเทศอยู่รอดและเติบโตท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทั้งมิติด้านสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย

 

“สิ่งเหล่านี้ทำให้กฎหมายหรือระเบียบต่างๆ ต้องทำหน้าที่เป็น ‘กลยุทธ์’ สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ”

 

วีระพงษ์ เล่าว่าในงานประชุม ADB Trade Forum ที่ผ่านมา ศาสตราจารย์ริชาร์ด บอลด์วิน (Richard Baldwin) นักเศรษฐศาสตร์และผู้นำทางการค้าระดับโลก ชี้ให้เห็นว่าโลกกำลังอยู่ในภาวะสั่นคลอน ระบบที่เคยรองรับการค้าโลกกำลังเผชิญความท้าทายจากความขัดแย้งในปัจจุบัน

 

ซึ่งในอดีต ประเทศมหาอำนาจมักใช้ข้อได้เปรียบต่างๆ มาเป็นเครื่องมือกดดันประเทศอื่นๆ แต่ในช่วง 4 ทศวรรษที่ผ่านมา มหาอำนาจเหล่านี้ได้ลดบทบาทลง และหันมาช่วยผลักดันระบบต่างๆ ให้มีพื้นฐานที่ดีขึ้น เพื่อให้ประเทศขนาดกลางหรือประเทศเล็กๆ ได้มีบทบาทมากขึ้น

 

“จะเห็นว่าหลายๆ ประเทศรวมถึงประเทศไทย สามารถเปลี่ยนผ่านกลายเป็นประเทศที่มีรายได้มากขึ้นและมีบทบาทสำคัญเวทีโลก สะท้อนชัดว่าระบบโลกตอนนี้กลายเป็น ‘Hyper-globalization’ ที่ภาคการผลิตมีการเคลื่อนย้ายและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”

 

แต่ทว่า การขยายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีต้นทุนต่ำเพื่อประสิทธิภาพทางธุรกิจ ได้ส่งผลกระทบให้ประชากรในประเทศพัฒนาแล้วบางส่วนต้องตกงาน และนำไปสู่ชนวนความขัดแย้งทางการเมืองในเวลาต่อมา ในขณะที่จีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมหลัก ๆ ไม่ว่าจะเป็นเซมิคอนดักเตอร์ แร่ธาตุที่สำคัญ หรือว่ารถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นคงให้สามารถพึ่งพาตนเองได้

 

ประเทศผู้นำหลักของโลกเริ่มนำสิ่งที่มีอยู่มาใช้เป็นอาวุธและเครื่องมือในการต่อรองเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่ประเทศผู้นำเข้าก็ต้องเร่งกระจายความเสี่ยงเพื่อความปลอดภัย สิ่งเหล่านี้นำไปสู่ความตึงเครียดทางการค้า การตั้งกำแพงภาษี และการนำมาตรการปกป้องทางการค้าต่างๆ มาใช้อย่างที่ไม่มีมาก่อน

 

“โลกได้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคหลายขั้วอำนาจ (Multipolar) การรวมกลุ่มของประเทศต่างๆ ไม่ใช่เรื่องของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจระยะสั้น แต่เชื่อมโยงกับความมั่นคงและมิติอื่นๆ นี่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระเบียบโลกใหม่”

 

วีระพงษ์ มองว่าหากประเทศไทยอยากที่จะมีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจโลกต้องให้ความสำคัญเร่งด่วนกับ 3 ยุทธศาสตร์นี้

 

  • การสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ลดการพึ่งพาคู่ค้ารายเดียวและกระจายความเสี่ยง รัฐบาลจึงเร่งเจรจา FTA (Free Trade Agreement) กับหลายๆ ประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าให้กับไทย โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ไทยบรรลุข้อตกลง FTA กับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ศรีลังกา และสิงคโปร์ รวมถึงการเข้าไปมีบทบาทสำคัญในกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement) เพื่อร่วมสร้างมาตรฐานการค้าดิจิทัล และปัจจุบันกำลังเร่งเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป (EU) ควบคู่ไปกับการเจรจา FTA กับเกาหลีใต้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และแคนาดา
  • การปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ในมุมมองการค้า ข้อตกลง FTA จะให้ประโยชน์สูงสุดได้ก็ต่อเมื่อมีกฎหมายที่เข้มแข็งรองรับ มีมาตรฐานสากลที่ชัดเจน ซึ่งกฎระเบียบที่ได้รับการปฏิรูปนี้จะเป็นแรงจูงใจและเป็นตัวเร่งให้บริษัทไทยต้องปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานโลก
  • การเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานให้แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เป้าหมายคือ ทำให้ห่วงโซ่อุปทานของไทยมีความยืดหยุ่นสูง มีระบบการบริหารจัดการที่ดี และทำให้ไทยเป็นผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรมโลก

 

“สำหรับผม Thai-EU FTA คือตัวเร่งปฏิกิริยาในการปฏิรูปเชิงโครงสร้างของไทย เปลี่ยนความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ให้เป็นโอกาส สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันบนเวทีโลก จุดยืนของไทยในวันนี้ไม่ใช่การเป็นเพียงผู้ตาม แต่เราต้องการเป็น “ผู้ร่วมสร้างมาตรฐาน” ไปพร้อมกับสหภาพยุโรป เพื่อปฏิรูปโครงสร้างภายในประเทศให้สอดคล้องกับบริบทโลก”

 

สำหรับการเจรจา Thai-EU FTA แบ่งเนื้อหาออกเป็น 6 กลุ่มหลัก ครอบคลุมตั้งแต่เรื่องกฎระเบียบ สินค้าเกษตร พลังงาน การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ การค้าดิจิทัล ไปจนถึงยานยนต์และสินค้าอุตสาหกรรม โดยออกแบบมาเพื่อให้เกิดความสอดคล้องของกฎระเบียบในทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ

 

“โลกเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง และอนาคตยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ประเทศไทยต้องเปลี่ยนเพื่อที่จะมีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจโลก เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนคนไทย เราจะก้าวไปสู่การเป็นผู้สร้างพันธมิตร เป็นนักปฏิรูป และเป็นผู้สร้างมาตรฐาน แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ เมื่อเรามีกฎระเบียบที่เข้มแข็งและทันสมัย ที่จะช่วยให้เราก้าวหน้าไปพร้อมกัน” วีระพงษ์ กล่าว

 

ภาพงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ

 

จากข้อสังเกตที่ว่าผู้วางนโยบายจากทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายร่วมกันในการมองหาทางที่จะทำให้ประเทศอยู่รอดและเติบโตท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง ‘กฎหมาย’ จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในเวลาที่โลกกำลังยืนอยู่บนทางแพร่ง

 

การแลกเปลี่ยนแนวทางการกำหนดข้อกฎหมายของฝรั่งเศส เกาหลี และไทยในเวทีเสวนา ‘Lawmaking in an Age of Uncertainty: How Legal Institutions Think and Adapt’ อาจนำมาซึ่งกลยุทธ์ใหม่ๆ ในการใช้กฎหมายรับมือ

 

นิติบัญญัติบนทางแพร่งแห่งความไม่แน่นอน

 

เมื่อกฎหมายต้องวิ่งตามโลกที่หมุนเร็วและคาดเดาไม่ได้ สถาบันกฎหมายจากฝรั่งเศส เกาหลีใต้ และไทยจะมีกลยุทธ์อะไรในการรับมือกับโจทย์ใหม่ของยุคสมัย Gilles PELLISSIER คณะกรรมการกฤษฎีกาหรือศาลปกครองสูงสุดของฝรั่งเศส ฉายภาพให้เห็นการทำงานของสภาแห่งรัฐฝรั่งเศส (French Council of State หรือ Conseil d’État) หน่วยงานระดับสูงของรัฐบาล จะทำหน้าที่เป็นทั้ง ‘ที่ปรึกษากฎหมาย’ ให้แก่ฝ่ายบริหาร และเป็น ‘ศาลปกครองสูงสุด’ ซึ่งคล้ายกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและศาลปกครองสูงสุดรวมกันในบริบทของประเทศไทย

 

ภาพงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ

 

บทบาทของ ‘ที่ปรึกษากฎหมาย’ คือการให้คำแนะนำและตรวจสอบความถูกต้องเกี่ยวกับการร่างกฎหมายรวมถึงกฎกระทรวงต่างๆ ก่อนที่จะมีการประกาศใช้ พร้อมออกรายงานประจำปี ซึ่งถือเป็นการทบทวนนโยบายภาครัฐในภาพรวมเพื่อเสนอแนะแนวทางการปรับตัวให้เท่าทันโลก โดยหัวข้อจะเปลี่ยนไปตามบริบทที่สังคมกำลังให้ความสำคัญ

 

เช่น ปี 2023 เน้นศึกษาเรื่องผลกระทบของสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อวิถีชีวิตและข้อกฎหมาย ขณะที่ในปีถัดมา หยิบยกเรื่องนโยบายการตั้งรับปรับตัวในระยะยาวของภาครัฐควบคู่ไปกับอำนาจอธิปไตยขึ้น

 

ขณะที่บทบาทของ ‘ศาลปกครองสูงสุด’ จะทำหน้าที่ตรวจสอบ ชี้ขาดความถูกต้องของการปฏิบัติงานภาครัฐทั้งหมดด้วยกฎหมายและควบคุมระบบศาลปกครองทั่วประเทศให้เป็นธรรม

 

ภาพงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ

 

ด้าน Kangwook Yoon, Director General กระทรวงร่างกฎหมายของสาธารณรัฐเกาหลี (Ministry of Government Legislation: MOLEG) พาย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของ MOLEG (โมเล็ก) หลังจากเกาหลีใต้ได้รับอิสรภาพในปี ค.ศ. 1945 ยังไม่มีสถาบันหลักทางการเมือง ไม่มีตัวบทกฎหมาย และไม่มีรัฐธรรมนูญที่จะเป็นเสาหลักในการปกครองประเทศ

 

จนกระทั่งปี 1948 ได้มีการร่างกฎหมายสำคัญๆ ที่จำเป็นต่อการบริหารบ้านเมืองและการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม เช่น กฎหมายที่เกี่ยวกับการพิจารณาคดีในชั้นศาล กฎหมายพาณิชย์ กฎหมายแพ่ง และกฎหมายอาญา

 

บทบาทหลักของโมเล็ก คือการร่างและกลั่นกรองกฎหมาย ปัจจุบัน ประเทศเกาหลีใต้มีกฎหมายบังคับใช้อยู่กว่า 2,000 ฉบับ ส่งผลให้ในแต่ละปีโมเล็กต้องบริหารจัดการและตรวจพิจารณาการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายอย่างต่อเนื่อง

 

อีกหนึ่งบทบาทสำคัญคือตีความกฎหมายปกครอง แม้ขอบเขตอำนาจในส่วนนี้ของกระทรวงจะค่อนข้างจำกัดและสามารถดำเนินการได้เพียงบางส่วน แต่ก็ถือเป็นกลไกการบริหารที่สำคัญในการสร้างความชัดเจนและลดความขัดแย้งก่อนที่เรื่องจะเข้าสู่กระบวนการทางศาล

 

“วันนี้ โมเล็กมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในส่วนของการบริหารจัดการ โดยรัฐมนตรีคนใหม่ได้ประกาศนโยบายที่ให้ความสำคัญไปที่การปฏิรูปกฎหมายอย่างจริงจัง เนื่องจากโครงสร้างและฐานรากทางกฎหมายส่วนใหญ่ของประเทศเกาหลีใต้ในปัจจุบันถูกตราขึ้นจากบริบทสังคมในยุคทศวรรษ 1940 และ 1950 เป็นหลัก แม้ที่ผ่านมาจะมีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายอยู่เป็นระยะ แต่กฎหมายเหล่านี้เริ่มไม่สอดรับกับโลกปัจจุบัน จึงต้องปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้ระบบกฎหมายของประเทศมีความยืดหยุ่นและทันสมัย” Kangwook Yoon กล่าว

 

ภาพงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ

 

สำหรับ ‘สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา’ กาญจนาภรณ์ อินทปันตี เลิศลอย ผู้อำนวยการกองกฎหมายต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาถือเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งและเป็นเสาหลักเรื่องกฎหมายของประเทศ ภารกิจหลักคือการทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ให้คำแนะนำและข้อเสนอแนะด้านกฎหมายแก่หน่วยงานภาครัฐต่างๆ รวมถึงคณะรัฐมนตรี เพื่อให้การดำเนินนโยบายและการบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างถูกต้อง ชอบด้วยกฎหมาย และเกิดประโยชน์สูงสุด นอกจากนั้นยังทำหน้าที่ในการ ‘ร่างกฎหมาย’ กลั่นกรอง ตรวจพิจารณา และจัดทำตัวบทกฎหมายเพื่อรองรับการขับเคลื่อนประเทศ รวมไปถึงสนับสนุนและผลักดันให้เกิดแนวปฏิบัติในการกำกับดูแลที่ดีขึ้นในระบบราชการไทย

 

“ปัจจุบัน สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกากำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ๆ ที่เป็นผลกระทบจากสถานการณ์ทั่วโลก เราจึงปรับบทบาทก้าวเข้าสู่เวทีระหว่างประเทศ โดยเข้าไปมีส่วนร่วมกับประเทศต่างๆ ที่เป็นเครือข่ายพันธมิตรทางกฎหมายของเรา เช่นความร่วมมือครั้งสำคัญที่เราได้ทำร่วมกับกระทรวงนิติบัญญัติภาครัฐของเกาหลีใต้ในการจัดงานสัมมนาร่วมกันเมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา”

 

คำถามสำคัญคือทุกประเทศยืนอยู่บนทางแยกสำคัญของการปฏิรูปกฎหมาย จะสร้างสมดุลระหว่างความเร็ว คุณภาพ และความยุติธรรม เพื่อให้กฎหมายทำหน้าที่เป็นที่พึ่งของสังคมได้อย่างไร

 

Gilles PELLISSIER บอกว่า สภาแห่งรัฐฝรั่งเศสกำลังรับมือกับความท้าทายครั้งใหญ่ เห็นได้จากคำร้องขอคำปรึกษาด้านนโยบายและกฎหมายสาธารณะของภาครัฐที่เพิ่มมากขึ้น ทุกเรื่องล้วนมีความซับซ้อน และยังต้องเจอกับแรงกดดันด้านเวลา

 

“ช่วงศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา ฝรั่งเศสเกิดวิกฤตคดีล้นศาลขยายวงกว้างไปในทุกเขตอำนาจศาล ศาลปกครองชั้นต้นต้องแบกรับคดีสูงกว่า 200,000 คดีต่อปี ด้านศาลอุทธรณ์ต้องเผชิญกับภาระงานที่หนักไม่แพ้กัน และสภาแห่งรัฐฝรั่งเศสก็มีคดีความและคำร้องขอความเห็นทางกฎหมายเข้ามามากกว่า 10,000 คดีต่อปี นี่คือความท้าทายในการหาข้อยุติโดยที่ยังต้องรักษามาตรฐานและคุณภาพสูงสุดในการให้ความเห็นทางกฎหมาย”

 

อีกหนึ่งความท้าทายคือเรื่องของ ‘ข้อจำกัดด้านงบประมาณ’ Gilles PELLISSIER บอกว่าได้มีการปรับการทำงานในเชิงรุก เช่น กระบวนการพิจารณาคดีในเขตอำนาจศาล ปรับปรุงขั้นตอนต่างๆ ให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นที่อ่อนไหวและเกี่ยวพันกับสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน มีการลดขั้นตอนที่ซับซ้อนแล้วนำกระบวนการพิเศษสำหรับกรณีเร่งด่วนมาปรับใช้แทน เพื่อให้ศาลสามารถออกคำพิพากษาและบังคับใช้กฎหมายได้อย่างทันท่วงที

 

“ความท้าทายที่แท้จริงคือการส่งมอบประโยชน์สูงสุดและคืนความยุติธรรมให้กับประชาชน ฝรั่งเศสเองก็เผชิญกับปัญหาวิกฤตความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อข้อกฎหมายเช่นกัน สิ่งที่สถาบันกฎหมายต้องทำในเวลานี้คือการทำให้ประชาชนเห็นว่ากฎหมายสามารถบังคับใช้ได้อย่างรวดเร็ว โปร่งใส และพร้อมที่จะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของทุกคนอย่างเท่าเทียม” Gilles PELLISSIER กล่าว

 

ด้านเกาหลีใต้ วิกฤตปัญหาเด็กเกิดใหม่น้อยส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานและวิถีชีวิตทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยสี่อย่างอาหาร น้ำ เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ที่พักอาศัย ไปจนถึงระบบสาธารณูปโภค คมนาคม และถนนหนทางต่างๆ

 

“ตอนนี้เกาหลีใต้เข้าสู่ภาวะประชากรลดลงอย่างรวดเร็ว แม้ที่ผ่านมาภาครัฐจะพยายามทำทุกวิถีทางและนำนโยบายมาใช้เพื่อเพิ่มจำนวนประชากร แต่ยังไม่เป็นผลสำเร็จเท่าที่ควร MOLEG จึงต้องเร่งร่างกฎหมายใหม่ๆ และแก้ไขปรับปรุงตัวบทกฎหมายเดิมโดยทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ก่อนจะส่งเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ประธานาธิบดีลงนาม และนำเข้าสู่รัฐสภาเพื่อประกาศใช้ต่อไป” Kangwook Yoon กล่าว

 

หันกลับมามองประเทศไทยก็กำลังติดหล่มความท้าทายเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องสังคมสูงวัย รวมถึงปัญหาการบริหารจัดการภายในภาครัฐโดยเฉพาะในกระบวนการออกกฎหมาย ที่ยึดติดกับขั้นตอนเดิมๆ ทำให้มีความล่าช้า ไม่ยืดหยุ่น และไม่เท่าทันต่อสถานการณ์โลก

 

กาญจนาภรณ์มองว่า การตรากฎหมายในอดีตนักกฎหมายพยายามสร้างความแน่นอนและชัดเจน เพื่อให้สามารถมองเห็นและเข้าใจปัญหาในทุกๆ ขั้นตอนได้อย่างทะลุปรุโปร่ง แต่ปัจจุบันความไม่แน่นอนหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่สถาบันกฎหมายต้องทำคือการหาแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและรับมือกับความไม่แน่นอนอย่างเท่าทัน

 

“กระบวนการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการประเมินผลกระทบทางกฎหมาย หรือ RIA การรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชน ตลอดจนการพิจารณารับเรื่องร้องเรียนต่างๆ ล้วนเป็นเครื่องมือสำคัญที่ถูกนำมาใช้เพื่อยกระดับกฎหมายให้ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘ความเชื่อมั่น’

 

นั่นเป็นเหตุผลที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามักจะตั้งคำถามเพื่อกำหนดทิศทางว่า “ปัญหาที่แท้จริงที่กำลังเผชิญอยู่คืออะไร และเราต้องการผลลัพธ์อะไรจากการร่างหรือปรับปรุงแก้ไขกฎหมายในครั้งนี้” เพราะในความเป็นจริงหากไม่สามารถทำความเข้าใจและแยกปัญหาได้อย่างชัดเจน กฎหมายก็อาจแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด

 

ภาพงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ

 

จากโจทย์ปัญหาและความท้าทายของทั้งสามประเทศที่แม้จะความคล้ายกันในหลายมิติ แต่ก็มีทางออกในการรับมือจนกลายเป็นโมเดลที่ต่างกัน

 

โมเดลฝรั่งเศส: การหลอมรวมบทบาทที่ปรึกษารัฐและศาลปกครองสูงสุด

 

สภาแห่งรัฐฝรั่งเศสได้หลอมรวมหน้าที่ของการเป็นศาลปกครองสูงสุดและเป็นสำนักงานที่ปรึกษากฎหมายของรัฐ ซึ่งมีความเชื่อมโยงและส่งผลดีซึ่งกันและกัน ในแง่หนึ่ง ผู้พิพากษาศาลปกครองจะมีหน้าที่พิทักษ์ผลประโยชน์สาธารณะและดูแลความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนให้เป็นไปตามกฎหมาย การที่สมาชิกของสภาแห่งรัฐได้สลับบทบาททำหน้าที่เป็นทั้งที่ปรึกษาและผู้พิพากษา ทำให้พวกเขามีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับการบริหารจัดการภาครัฐและมองเห็นกฎหมายในหลากหลายแง่มุม

 

อย่างไรก็ดี Gilles PELLISSIER มองว่าโมเดลนี้ก็เผชิญกับความท้าทายในเรื่องของการรักษาความเป็นอิสระและความเป็นกลาง เพื่อไม่ให้สังคมเกิดข้อกังขาว่าผู้ที่ทำหน้าที่ให้คำแนะนำแก่รัฐจะตัดสินคดีอย่างเป็นธรรมได้หรือไม่ ฝรั่งเศสจึงแก้ไขปัญหานี้ด้วยการแยกโครงสร้างภายในอย่างเด็ดขาด โดยสมาชิกที่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการพิจารณาคดีหรือการตัดสินในศาลอย่างสิ้นเชิง

 

โดยเฉพาะปัจจุบัน ประชาชนพึ่งพาศาลปกครองเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมในประเด็นนโยบายสาธารณะมากขึ้น ผู้พิพากษาจึงต้องเผชิญกับความท้าทายในการหาจุดสมดุลที่จะไม่ก้าวล้ำหน้าที่ของนักการเมือง เช่น ประเด็นเรื่องคุณภาพชีวิตและสิทธิตามรัฐธรรมนูญในการเข้าถึงบริการสาธารณะหรือการรักษาพยาบาล ซึ่งมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและบุคลากรเข้ามาเกี่ยวข้อง ศาลจึงเลือกที่จะทำหน้าที่ปกป้องสิทธิและสะท้อนปัญหาผ่านรายงานประจำปีแทนการไปกำหนดกรอบนโยบายโดยตรง ซึ่งปัญหาลักษณะนี้เป็นสิ่งที่ประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญร่วมกัน

 

ภาพงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ

 

โมเดลเกาหลีใต้: การผสานรอยร้าวระหว่างกระทรวงด้วยการตีความกฎหมาย

 

กระบวนการทางกฎหมายปกครองของเกาหลีใต้ในยุคแรกเคยเผชิญอุปสรรคเรื่องระยะเวลาและค่าใช้จ่ายที่สูงในการฟ้องร้อง ประชาชนจึงมักจะมาหา MOLEG เพื่อขอคำปรึกษาและให้ช่วยประสานงานส่งเรื่องไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อหาทางแก้ไขร่วมกัน แม้ว่าในปัจจุบันหน้าที่ดังกล่าวจะถูกโอนย้ายไปยังหน่วยงานอื่นแล้วและ MOLEG ได้เปลี่ยนมาเน้นหนักในเรื่องการตีความทางกฎหมายเป็นหลัก แต่บทบาทในการเป็นผู้ประสานงานและยุติข้อขัดแย้งระหว่างกระทรวงก็ยังคงมีความเข้มข้น

 

เมื่อเกิดประเด็นความเห็นต่างในการตีความกฎหมายระหว่างหน่วยงานรัฐ เช่น กระทรวงเกษตรมีความสงสัยในข้อกฎหมายของตนเอง MOLEG จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการหาข้อยุติ โดยความน่าสนใจของระบบเกาหลีใต้คือการจัดตั้งคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก ซึ่งประกอบด้วยอาจารย์มหาวิทยาลัย ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชน มาร่วมพิจารณาปัญหาอย่างรอบด้านและลึกซึ้ง เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ถูกต้องก่อนส่งกลับให้กระทรวงต้นเรื่องนำไปปฏิบัติ

 

“ในบางกรณี ปัจจัยด้านงบประมาณของภาครัฐอาจทำให้การปฏิบัติตามแนวทางการตีความนั้นทำได้ยากในทางปฏิบัติและไม่สามารถทำได้ทันที แต่นี่คือกลไกสำคัญที่ช่วยให้การทำงานของรัฐดำเนินไปในทิศทางเดียวกันและลดความขัดแย้งเชิงนโยบายลงได้” Kangwook Yoon กล่าว

 

ภาพงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ

 

กฤษฎีกาไทยกับการก้าวสู่เครือข่ายสากลและการเตรียมพร้อมสู่อนาคต

 

สำหรับประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ยกระดับการทำงานผ่านกองกฎหมายระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการลงนาม MOU ร่วมกับประเทศที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอย่าง สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้ในการรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ

 

ยิ่งไปกว่านั้นยังได้มีการริเริ่มความร่วมมือในระดับภูมิภาคระหว่างหน่วยงานกฎหมายของหลายประเทศ อาทิ เวียดนาม กัมพูชา อุซเบกิสถาน และมองโกเลีย เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและหาแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกันในภูมิภาค ความร่วมมือระดับสากลเหล่านี้ไม่เพียงยกระดับมาตรฐานกฎหมายไทย แต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ในอนาคต

 

จะเห็นว่าหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนสถาบันกฎหมายท่ามกลางยุคแห่งความไม่แน่นอนนี้ ต้องยึดมั่นแกนหลักสำคัญคือพื้นฐานในการรักษาความยุติธรรมและสิทธิ์ของประชาชน การปรับตัวให้เท่ากับเทคโนโลยีเพื่อนำนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น AI มาใช้ดูแลผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคม และสุดท้ายคือการรักษาความเชื่อมั่นของภาคประชาชน

 

เพราะไม่ว่าสถานการณ์โลกจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด ความโปร่งใส ความพร้อมในการปรับตัว และความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อระบบกฎหมายจะเป็นเกราะป้องกันและเป็นกลไกที่นำพาสังคมก้าวผ่านวิกฤต

 

งาน OCS Symposium 2026 ได้ฉายภาพให้เห็นว่าสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกากำลังก้าวข้ามบทบาทจากการเป็นผู้ตรวจร่างกฎหมาย สู่การเป็นผู้ร่วมออกแบบระบบนิเวศทางกฎหมายที่ยืดหยุ่น ทันสมัย เพราะกฎหมายที่เท่าทันโลกจะเป็นเครื่องมือที่พาประเทศไทยให้สามารถ “พร้อมรับ พร้อมปรับ และพร้อมนำ” เพื่อเติบโตอย่างยั่งยืนบนเวทีโลกได้อย่างแท้จริง

The post ถอดสมการกฎหมายโลกใหม่ ‘เร็ว ยืดหยุ่น ยุติธรรม’ จากเวทีการประชุมวิชาการ ‘Strengthening Thailand’s Resilience: Law Reform in an Era of Global Paradigm Shifts’ โดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
OCS Symposium 2026 รวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/ocs-symposium-2026/ Sun, 14 Jun 2026 10:30:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1218267 ภาพบรรยากาศงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ 'เวทีรวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย'

เมื่อภูมิรัฐศาสตร์โลกผันผวน เทคโนโลยีพลิกทุกอุตสาหกรรม […]

The post OCS Symposium 2026 รวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ 'เวทีรวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย'

เมื่อภูมิรัฐศาสตร์โลกผันผวน เทคโนโลยีพลิกทุกอุตสาหกรรม กฎหมายไทยจึงต้องเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลง

 

ภาพบรรยากาศงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ 'เวทีรวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย' 1

 

12 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จัดงาน OCS Symposium 2026 เวทีที่รวบรวมผู้กำหนดนโยบาย นักกฎหมาย และนักวิชาการ มาร่วมตอบคำถามสำคัญนี้ ภายใต้หัวข้อ “Strengthening Thailand’s Resilience: Law Reform in an Era of Global Paradigm Shifts”

 

ภาพบรรยากาศงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ 'เวทีรวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย' 2

 

ภายในงานประกอบด้วยการเสวนาเชิงนโยบายโดยผู้ทรงคุณวุฒินานาชาติ ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบกฎหมาย นโยบาย ภูมิรัฐศาสตร์ หรือเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม โดยมีหัวข้อที่น่าสนใจดังนี้

 

  • How Geopolitical Disruption Is Redefining the Future of Middle Power เมื่อมหาอำนาจโลกปรับขั้ว ประเทศอย่างไทยควรวางกรอบกฎหมายและนโยบายอย่างไร
  • Lawmaking in an Age of Uncertainty: How Legal Institutions Think and Adapt จะออกกฎหมายอย่างไรในยุคที่ไม่มีอะไรแน่นอน สถาบันด้านกฎหมายระดับโลกคิดและปรับตัวอย่างไร
  • Regulatory Sandboxes in the French Public Sector: Methods, Lessons Learned, and Future Directions ถอดบทเรียนการทำ Regulatory Sandbox ของประเทศฝรั่งเศส (Conseil d’État) ที่นำไปต่อยอดได้
  • Fixing People or Fixing System? – Behavioural Insights, Incentives, and Structural Reform in Public Policy นโยบายที่ดีต้องเข้าใจว่าคนตัดสินใจอย่างไร และจะออกแบบระบบให้สอดคล้องกับพฤติกรรมจริงได้อย่างไร
  • Thailand’s Regulatory Landscape: Mapping the Maze through Data กฎระเบียบไทยซับซ้อนแค่ไหน และข้อมูลช่วยให้เห็นภาพรวมเพื่อการปฏิรูปที่ตรงจุดได้อย่างไร
  • AI for Smarter Government: Enhancing Public Sector Workflows การใช้ AI ในการเปลี่ยนวิธีการทำงานของผู้ออกแบบกฎหมายและนโยบาย
  • Resilient by Design: Thailand’s Legal Architecture for a Fragmented World โครงสร้างกฎหมายที่ออกแบบมาให้แข็งแกร่งตั้งแต่ต้น ไม่ใช่แค่ตามทันโลก

 

ภาพบรรยากาศงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ 'เวทีรวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย' 3ภาพบรรยากาศงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ 'เวทีรวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย' 4ภาพบรรยากาศงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ 'เวทีรวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย' 5

 

ภายในงานยังมีนิทรรศการ “กฎหมายไทยสู่มาตรฐานสากลเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นของประชาชน” ที่บอกเล่าการปรับปรุงกฎหมายให้ยืดหยุ่น โปร่งใส รองรับกับอนาคตในหลายมิติ ตั้งแต่การปรับตัวของกฎหมายโลกยุคใหม่ การยกระดับกฎหมายไทยสู่มาตรฐาน OECD และการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาที่สะท้อนวิสัยทัศน์ “Better Regulation for Better Life”

 

ภาพบรรยากาศงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ 'เวทีรวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย' 6ภาพบรรยากาศงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ 'เวทีรวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย' 7

 

นอกจากนั้น ยังมีการแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้าน LegalTech, RegTech และ GovTech จากผู้ประกอบการภาคเอกชนและสตาร์ทอัปไทย อีกเช่นกัน

 

ภาพบรรยากาศงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ 'เวทีรวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย' 8

 

OCS Symposium 2026 จึงไม่ได้เป็นแค่เวทีเสวนา แต่เป็นพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนความรู้ของคนหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็น ผู้กำหนดนโยบาย นักกฎหมาย และนักวิชาการ เพื่อให้การพัฒนากฎหมายสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

 

ภาพบรรยากาศงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ 'เวทีรวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย' 9

The post OCS Symposium 2026 รวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Shane! Come Back! https://thestandard.co/life/anand-panyarachun-shane-come-back/ Sat, 13 Jun 2026 03:38:34 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1217901 ภาพนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย

ตั้งชื่อบทความเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อรับกันกับงานเปิดตัวหน […]

The post Shane! Come Back! appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย

ตั้งชื่อบทความเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อรับกันกับงานเปิดตัวหนังสือเล่ม ‘THE FEARLESS ANAND : A LIFE OF COURAGE, CHARACTER AND CONVICTION’ ซึ่งเป็นฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษ จากหนังสือภาษาไทย ชื่อ ‘นักสู้อานันท์’ โดยผู้เขียนชื่อ วิทยา เวชชาชีวะ งานนี้จัดขึ้นที่ห้องประชุมวิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ เมื่อเย็นวันที่ 9 มิถุนายน 2569

 

“อานันท์ ปันยารชุน ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยสองสมัย โดยได้นำพาประเทศผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤตของการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองและความท้าทายทางเศรษฐกิจ ชีวประวัติเล่มนี้จะพาไปตามรอยเส้นทางชีวิตของท่าน ตั้งแต่ช่วงวัยแห่งการบ่มเพาะประสบการณ์ สู่เส้นทางการทำงานอันโดดเด่นในแวดวงการทูตและธุรกิจ พร้อมทั้งเปิดเผยถึงผู้เป็นแบบอย่าง ประสบการณ์ และความเชื่อมั่นส่วนตน

 

“หนังสือเล่มนี้สะท้อนให้เห็นถึงภาพลักษณ์ของผู้นำผู้มีกระบวนการคิดที่เฉียบคม มีความกล้าหาญที่จะลงมือทำ และพร้อมที่จะเผชิญกับความเสี่ยงที่ผ่านการคำนวณอย่างรอบคอบ บนพื้นฐานของหลักการอันมั่นคง ท่านอานันท์ยอมรับในความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้ของมนุษย์ อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงคุณธรรมและความเชื่อมั่นเด็ดเดี่ยวในการน้อมรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง ส่งผลให้ท่านโดดเด่นในฐานะหนึ่งในรัฐบุรุษระหว่างประเทศที่สำคัญยิ่งของประเทศไทย” (คำโปรยหลังปกหนังสือ ‘The Fearless Anand’ แปลไทย)

 

​​หลังการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ(รสช.) ซึ่งนำโดย พลเอกสุนทร คงสมพงษ์ พลเอกสุจินดา คราประยูร และคณะ ต่อพลเอกชาติชาย ชุณหะวัน นายกรัฐมนตรี เมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2534

 

​หลังจากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี ​ณ สวนรื่นฤดี ท่ามกลางขุนทหาร ระดับนำ มีพลเอกสุจินดา คราประยูร พลเอกอิสระพงศ์ หนุนภักดี พลอากาศเอกเกษตร โรจนนิล พลเอกวิโรจน์ แสงสนิท ​

 

ผู้รับโปรดเกล้าฯ ซึ่งรู้จัก พลเอกสุจินดา เพียงคนเดียว เอ่ยขึ้นว่า

 

​“คุณสุจินดา ผมเป็นคนอิสระนะ ผมมีความเห็นของตัวเอง……. ต้องรู้นะว่า ผมเป็นคนอย่างไร”

 

นายกรัฐมนตรีชี้แจง

 

​“เพราะผมรู้ว่าพี่เป็นคนอย่างไร ผมถึงเชิญพี่” พลเอกสุจินดาพูด

 

​“ผมขอตั้งต้นจากจุดที่ว่า การทำงานของผมกับทหารต้องมีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ผมต้องไว้ใจพวกคุณ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะหากมีความแคลงใจ ไม่ไว้ใจกัน บางครั้งบางคราวผมทำอะไรไป คุณอาจเข้าใจผิด ผมทำงาน ผมไม่ต้องการให้ใครมาแทงข้างหลังผม ขณะเดียวกัน ผมก็ไม่ต้องการให้ทหารคิดว่าผมทำอะไรเพื่อจะไปแทงข้างหลังทหาร ผมเป็นคนพูดตรงไปตรงมา ส่วนความเห็นไม่เหมือนกัน ไม่เป็นไร แต่ขอให้ไว้ใจ” นายอานันท์ชี้แจง

 

​ผู้ฟังพยักหน้ารับด้วยอาการสงบ

 

​“ดังนั้น ข้อหนึ่ง ต้องไว้ใจซึ่งกันและกัน สอง ขอให้เข้าใจ และตกลงกันก่อนว่าผมไม่ชอบกฎอัยการศึก เพราะฉะนั้นจะต้องยกเลิก ส่วนจะยกเลิกเมื่อไหร่นั่นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ไม่ควรจะปล่อยให้นานนัก ถ้าจะให้เกิดความเชื่อถือเชื่อมั่นในรัฐบาลชุดนี้ กฎอัยการศึกต้องยกเลิก สาม รสช. ต้องปล่อยคุณชาติชายนะ (พลเอกชาติชาย ชุณหะวัน) และต้องปล่อยในลักษณะที่ไม่มีเงื่อนไขด้วย ไม่ใช่ปล่อยในลักษณะเนรเทศ”

 

ผู้พูดเว้นช่วงให้อีกฝ่ายหนึ่งได้คิดนึกตรึกตรอง แล้วเสนอเงื่อนไขต่อไปว่า

 

“สี่ คือ มาตรา 27 ผมไม่ชอบเลย แต่ถ้ามันอยู่ในธรรมนูญชั่วคราว ผมก็ต้องเคารพ มาตรา 27 เป็นกฎหมาย แต่การใช้นี่ผมไม่เห็นด้วย ห้า ครม.นี่ ผมเลือกนะ แต่ รสช. มีสิทธิเสนอชื่อคนเข้ามาให้ผมพิจารณาพร้อมกันไปด้วย”

 

(จากหนังสือ ‘อานันท์ ปันยารชุน ชีวิต ความคิด และการงานของอดีตนายกรัฐมนตรีสองสมัย’ หน้า 108 – 109 สนพ.อัมรินทร์ ตุลาคม 2541)

 

เงื่อนไข 5 ข้อ เป็นการบอกกล่าวให้ รสช. รับรู้ถึงความเป็นตัวของตัวเองอย่างเปิดเผย โดยถือว่าการทำงานร่วมกันต้องเข้าใจกันเป็นเบื้องต้น จะได้รู้ว่าความเป็นอิสระของนายกรัฐมนตรี เป็นคุณค่าสำคัญที่จะทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล

 

​ในเวลาต่อมา รสช. ยอมรับที่ให้ปฏิบัติตามคำขอทั้ง 5 ข้อ อย่างไม่มีเงื่อนไข

 

​ในที่นี้มีอีกฉากหนึ่ง คือการเลือก ครม. ด้วยตนเอง พลเอกสุจินดา คราประยูร ผู้นำตัวจริงของ รสช. ยอมรับว่า ตำแหน่งเจ้ากระทรวงคมนาคมนั้นเตรียมไว้ให้ พลอากาศเอกเกษตร โรจนนิล ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) แล้วโดยให้เหตุผลว่าเป็น กระทรวงที่เกี่ยวกับความมั่นคง ในขณะที่นายอานันท์ เห็นว่า กระทรวงนี้มีหลายกรมหลายหน่วยที่ทำหน้าที่ทางเศรษฐกิจ จึงต้องการให้มืออาชีพมารับหน้าที่จะเหมาะสมกว่า แต่พลเอกสุจินดา ไม่ต้องการพูดเอง เพราะเกรงใจเพื่อน จึงขอให้นายอานันท์ได้พูดคุยโดยตรง ​และแล้วนายอานันท์ ปันยารชุน ได้เชิญ พลอากาศเอกเกษตร โรจนนิล มาพบที่ห้องนายกรัฐมนตรีเป็นการเฉพาะ​

 

​“คุณเกษตรครับ ผมได้คุยทั้งคุณสุจินดาและคุณอิสระพงศ์แล้ว เขาบอกว่าอยากให้คุณเกษตรเป็นรัฐมนตรีคมนาคม” อีกฝ่ายหนึ่งประสานสายตาผู้พูด แสดงอาการพยักหน้า

 

“ผมพิจารณาว่า กระทรวงคมนาคมมีลักษณะงานต่างจากกลาโหมและมหาดไทย เพราะโดยกรมกองต่างๆ แล้ว คมนาคมมีลักษณะเป็นกระทรวงด้านเศรษฐกิจมากกว่าจะเป็นกระทรวงด้านความมั่นคง” ผู้นำ รสช. ขยับตัว สีหน้าเป็นปกติ

 

“ในภาวะที่รัฐบาลจะต้องฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนทั้งหลาย ผมอยากได้มืออาชีพจริงๆ มาบริหารกระทรวงคมนาคม”

 

“เอ้า! แล้วแต่พี่ พี่จะจัดการยังไงก็ได้ ผมไม่มีปัญหา” พลอากาศเอกเกษตร พูด

 

เมื่อฝ่ายหนึ่งแสดงความใจกว้างเช่นนี้ มีหรือที่อีกฝ่ายจะไม่แสดงน้ำใจเอื้อเฟื้อ

 

​“ผมต้องขอบคุณคุณเกษตรอย่างยิ่งที่ให้ความร่วมมือเช่นนี้ ผมขอเสนอว่า เมื่อตำแหน่งว่าการเป็นพลเรือน ผมขอให้คุณเกษตรส่งใครมา 2 คน เพื่อเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ 2 ตำแหน่ง จะได้ไหม

 

“ขอบคุณครับ พี่ดำเนินการไปเลย อย่าห่วงผม”​

 

​​​​​(จากหนังสือ ‘อานันท์ ปันยารชุนฯ’ หน้า 113 – 114 อ้างแล้ว)

 

การเจรจาอย่างสุภาพบุรุษ บนพื้นฐานความจริงใจต่อผลประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นหลัก อย่างเปิดใจตรงไปตรงมา ทำให้อีกฝ่ายตอบรับด้วยอาการอันสงบ ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ และไม่เกิดปัญหาใดๆ ตามมา

 

ทาง รสช. ให้พลเอกวิโรจน์ แสงสนิท และ พลอากาศเอกสุเทพ เทพรักษ์ เข้ามาเป็น รมช.คมนาคม ตามที่นายอานันท์ เปิดทางไว้

 

รัฐบาล ‘อานันท์ 1’ ที่เป็นอิสระ ไม่ขึ้นต่อความต้องการใดๆ ของฝ่ายทหาร ไม่มีผลประโยชน์ใดๆ ต้องปกป้อง จึงเป็นพยัคฆ์ติดปีก ของคณะบุคคลที่มีคลื่นความถี่ (Wavelength) เดียวกัน

 

การประกาศนโยบาย 6 ประการ ทางด้านเศรษฐกิจ เปลี่ยนบทบาทรัฐจากเป็นผู้ควบคุมมาเป็นผู้สนับสนุนและดูแลอุตสาหกรรมการผลิตและการพาณิชย์ของภาคเอกชนภายใต้ระบบเศรษฐกิจเสรีที่มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม การประกาศใช้ภาษีมูลค่าเพิ่ม มาใช้แทนภาษีการค้า แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างภาษี แก้ปัญหาภาษีซ้ำซ้อนและป้องกันการหลบเลี่ยงภาษี การปรับปรุงระบบของเขตการค้าเสรีอาเซียน การปรับปรุงระบบราชการที่ล่าช้า แก้ปัญหาการศึกษาที่ล้าหลัง แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม อย่างเป็นจริงโดยออก พ.ร.บ. สิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการแก้ปัญหาโทรศัพท์ 3 ล้านเลขหมาย ที่เป็นการดึงอ้อยออกจากปากช้าง อย่างได้ผลที่เป็นจริง

 

​ทำให้หนึ่งปีเศษ รัฐบาลอานันท์ 1 สร้างผลงานมากมายที่ได้ใจประชาชน ไม่มีข้อครหาในทางทุจริต หรือการเล่นพรรคเล่นพวกแต่อย่างใด รัฐบาลอานันท์ 1 พ้นวาระไป โดยได้ฝากฝีมือไว้อย่างเป็นที่พอใจของประชาชนในระดับที่แน่นอน

 

ในขณะที่พลเอกสุจินดา คราประยูร ต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะยอม ‘เสียสัตย์เพื่อชาติ’ หลังจากเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ เมื่อ 17 พฤษภาคม 2535 เนื่องจากไม่อาจต้านกระแสต่อต้านของประชาชนได้ ฝ่ายค้าน ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคความหวังใหม่ ตั้งรัฐบาลไม่ได้ เพราะเสียงไม่พอ ฝ่ายรัฐบาลซึ่งมีพรรคชาติไทย พรรคกิจสังคม พรรคประชากรไทย พรรคสามัคคีธรรม พรรคเสรีธรรม แม้จะมีเสียงมากกว่า แต่ก็ถูกประชาชนประณามว่าเป็น ‘พรรคมาร’ เหตุการณ์นองเลือดพฤษภาทมิฬ เพิ่งผ่านไปหยกๆ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร

 

​“ขณะนั้นสภาผู้แทนฯ ยังคงทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ และเสนอชื่อ พลอากาศเอกสมบุญ ระหงษ์ หัวหน้าพรรคชาติไทย ซึ่งเคยเป็นพรรคฝ่ายค้านเป็นนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม เมื่อได้พิจารณาถึงสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้นที่ยังคุกรุ่นด้วยความแตกแยก ดร.อาทิตย์ ไม่มีความมั่นใจนักว่ารัฐบาลที่จะตั้งใหม่นี้จะสามารถรับมือได้ หากเกิดอาเพศในบ้านเมืองขึ้นอีก ดร.อาทิตย์ จึงได้ติดต่อทาบทามนายกฯ อานันท์ถึง 2 ครั้ง ขอให้รับเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ เมื่อ ดร.อาทิตย์ นำร่างประกาศแต่งตั้งพลอากาศเอกสมบุญ ระหงษ์ ไปสวนจิตรลดา และได้พบกับ ม.ล. ทวีสันต์ ลดาวัลย์ ราชเลขาธิการแล้ว ก็ได้โทรศัพท์ถึงนายกฯ อานันท์อีกครั้งหนึ่ง วิงวอนขอให้ท่านรับ ในที่สุดท่านก็ยินยอมรับ จึงต้องมีการพิมพ์ร่างประกาศใหม่ใส่ชื่อนายอานันท์ ปันยารชุน แทน แล้วนำขึ้นทูลเกล้าฯ และได้ทรงลงพระปรมาภิไธย ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2535 จึงเกิดมีรัฐบาล อานันท์ 2

 

(จากหนังสือ ‘นักสู้อานันท์’ วิทยา เวชชาชีวะ หน้า 326 – 327)

 

ภาพนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย 1

 

หนังสือ ‘The Fearless Anand’ โดยวิทยา เวชชาชีวะ เล่มที่แนะนำล่าสุด ​นำรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาประทับไว้ว่า “Shane! Come back!”

 

​แม้เป็นคำในภาษาอังกฤษ แต่ก็คุ้นหูกับคนไทยและใครก็ตามที่โตพอที่จะดูหรือได้ยินเกี่ยวกับภาพยนตร์อมตะจากฮอลลีวู้ดนี้ เมื่อประมาณ 70 ปีก่อน จนกลายเป็นคำติดปากเมื่อเวลาจะเรียกร้องให้คนที่มีคุณงามความดีกลับมาหาอีก ดังที่เด็กชายในภาพยนตร์นั้นตะโกนเรียกชื่อพระเอก

 

แต่ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นและอัญเชิญมากล่าวในที่นี้ ก็เพราะเป็นถ้อยคำที่ได้ยินจากพระโอษฐ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลก่อน ทันทีที่ทอดพระเนตรเห็นนายอานันท์ ปันยารชุน ในโอกาสที่เข้าเฝ้าฯ หลังจากที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกวาระหนึ่ง

 

​(จากหนังสือ ‘นักสู้อานันท์’ (The Fearless Anand) ฉบับภาษาไทย หน้า 325 โดยวิทยา เวชชาชีวะ)

 

​ในยามนั้น คนไทยทั้งประเทศที่หายใจไม่ทั่วท้องกับภาวะตีบตันทางการเมือง พากันตื่นเต้น ดีใจ

 

​ณ แยกสัญญาณไฟจราจรแถวราชดำริ ขณะที่รถกำลังติดไฟแดงอยู่นั้น โดยไม่รู้จักกันเลย เจ้าของรถคันหนึ่งเปิดประตูรถ แล้วลุกจากที่นั่งคนขับเดินไปที่รถอีกคันหนึ่งที่จอดรอสัญญาณไฟเขียวในช่องจราจรด้านขวามือถัดไป พร้อมเคาะกระจกประตูรถด้านซ้ายให้ลดกระจกลง พร้อมกับรายงานข่าวด้วยสีหน้าท่าทีสุดแสนจะตื่นเต้นว่า

 

​“คุณรู้หรือเปล่า คุณรู้ไหม คุณอานันท์ ปันยารชุน ได้เป็นนายกรัฐมนตรี วิทยุเพิ่งประกาศเดี๋ยวนี้ คุณรู้ไหม”

 

​สังคมไทยได้ต้อนรับนายอานันท์ ปันยารชุน กลับมาเป็นรัฐบาล ‘อานันท์ 2’ ทำหน้าที่คลี่คลายปัญหาอันหน่วงหนักของสังคมเวลานั้น และจัดการเลือกตั้งใหม่ ดำเนินไปโดยเรียบร้อย ความสงบและสันติคืนสู่สังคมอีกครั้ง

 

คนคนหนึ่ง เข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแบบบินเดี่ยว ไม่มีฐานการเมืองของพรรคใด ไม่มีนักการเมืองคนใดหรือกลุ่มใดเนื่องหนุน ไม่มีขุนทหารคนใดค้ำจุน ไม่มีนักธุรกิจใดเป็นกำลัง ไม่มีสื่อสำนักใดหรือคนใดมาส่งเสียงเชียร์ แต่มีศรัทธาของประชาชนเป็นเนื้อนาบุญ

 

​อาศัยความสามารถและคุณธรรม ที่แสดงออกอย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวใดๆ มีความเป็นไทแก่ตัว มีอิสรภาพเต็มเปี่ยม ในการทำงานอย่างเป็นมรรคผล และเมื่อเกิดภาวะตีบตัน ก็ถูกเรียกร้องให้กลับมาแก้ปัญหาอีกครั้งอย่างสง่างาม

 

​‘เชน’ เป็นพระเอกในดวงใจของคนไทยยุคก่อนจากภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดเรื่อง SHANE (1953) เขาเป็นคนหนุ่มและเป็นมือปืนที่รักความสงบ แต่เมื่อชาวไร่ถูกอิทธิพลเถื่อนรังแก เขาจับปืนไปปราบกลุ่มอันธพาลอย่างราบคาบ เขาบาดเจ็บ แต่ก็เลือกที่จะไปอยู่ในหุบเขาอันเงียบสงบ โดยไม่ยอมอยู่รับการยกย่องจากชาวบ้าน

 

ขณะที่เขากำลังขี่ม้าออกไปนั้นเอง เด็กน้อยตะโกนเรียกวีรบุรุษของเขาอย่างสะเทือนใจว่า Shane! Shane! Come back!

 

เป็นถ้อยคำซึ่งกลายเป็นสำนวนเพรียกหาคนดีคนเก่งให้กลับมากอบกู้สถานการณ์อีกครั้ง

 

ภาพนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย 2

The post Shane! Come Back! appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อ 3 บิ๊กเทคปักหมุด IPO แสนล้าน ดีลประวัติศาสตร์ที่จะส่ง AI มานั่งทำงานแทนคุณ https://thestandard.co/big-tech-ipo-ai-replace-work-2/ Fri, 12 Jun 2026 10:08:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1217711 ภาพประกอบแสดงโลโก้ 3 บริษัทเทคโนโลยี SpaceX, OpenAI, Anthropic และสัญลักษณ์ AI

มหกรรมการทำ IPO ร่วมแสนล้านดอลลาร์ในปี 2026 ของ SpaceX, […]

The post เมื่อ 3 บิ๊กเทคปักหมุด IPO แสนล้าน ดีลประวัติศาสตร์ที่จะส่ง AI มานั่งทำงานแทนคุณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงโลโก้ 3 บริษัทเทคโนโลยี SpaceX, OpenAI, Anthropic และสัญลักษณ์ AI

มหกรรมการทำ IPO ร่วมแสนล้านดอลลาร์ในปี 2026 ของ SpaceX, OpenAI และ Anthropic คือการระดมทุนครั้งใหญ่เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานสมองกลอัจฉริยะที่จะเข้ามาปฏิวัติวิถีทำงานเดิม ดีลประวัติศาสตร์รอบนี้กำลังจะเปลี่ยนสมาร์ตโฟนและคอมพิวเตอร์ในมือเราให้กลายเป็นแรงงานดิจิทัลที่พร้อมนั่งทำงานแทนมนุษย์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

 

🟡 ทำไมเหตุการณ์นี้ถึงคล้ายกับตอน Google เข้าตลาดหุ้นเมื่อยี่สิบปีก่อน

 

หากย้อนเวลากลับไปในปี 2004 บริษัท Alphabet หรือ Google ในตอนนั้น เข้าตลาดหุ้นด้วยมูลค่า 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์ คนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นแค่ระบบค้นหาข้อมูลธรรมดา แต่เงินก้อนนั้นถูกนำไปสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ ซื้อ YouTube และสร้าง Google Maps จนบริษัทเติบโตกว่า 180 เท่า พลิกวิถีชีวิตคนทั้งโลกไปเลย

 

ตอนนี้เรากำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนแบบเดียวกัน ลองจินตนาการถึงเช้าวันจันทร์ของพนักงานออฟฟิศคนหนึ่งที่ตื่นมาแล้วพบว่าระบบคอมพิวเตอร์อัจฉริยะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลยอดขาย สรุปแนวโน้มตลาด พร้อมร่างแผนงานส่งให้ลูกค้าได้เองในไม่กี่วินาที โดยที่เรามีหน้าที่แค่ตรวจสอบและกดอนุมัติเท่านั้น สิ่งที่ 3 บริษัทนี้กำลังทำคือการสร้างระบบปฏิบัติการหลักของสมองกลเพื่อเชื่อมต่อกับชีวิตจริงของทุกคน

 

🟡 SpaceX จะใช้เงิน IPO ไปทำอะไร

 

ภาพจำเดิมของ SpaceX คือการปล่อยจรวด Falcon หรืออินเทอร์เน็ตดาวเทียม Starlink ทว่าปัจจุบันพวกเขาได้ควบรวมบริษัท xAI ของ Elon Musk เข้ามาเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว

 

ข้อมูลจากบริษัทวิจัย Morningstar ระบุว่า สำหรับ SpaceX สิ่งที่เขาเสนอกับทุกคนจึงเป็นการเสนอขายแผนธุรกิจสุดล้ำอย่างการยกดาต้าเซ็นเตอร์ขึ้นไปไว้บนอวกาศหรือ Orbital Compute เพื่อแก้ข้อจำกัดเรื่องการขาดแคลนพื้นที่ พลังงานไฟฟ้า และน้ำระบายความร้อนบนโลก แม้นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าราคาหุ้นแพงเกินไป ทว่าธุรกิจนี้ก็มีฐานรายได้จริงคอยซัพพอร์ตอย่างแข็งแกร่ง

 

สิ่งที่คนทำงานต้องจับตาคือหากโปรเจกต์คอมพิวเตอร์บนชั้นบรรยากาศนี้สำเร็จ เรากำลังจะมีระบบ AI ที่ประมวลผลอยู่บนอวกาศ สามารถเชื่อมต่อและส่งข้อมูลความเร็วสูงมาสั่งการแอปพลิเคชันหรืออุปกรณ์ทำงานทุกอย่างบนโลกได้แบบเรียลไทม์โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องสัญญาณอินเทอร์เน็ตหรือพลังงานไฟดับอีกต่อไป

 

🟡 OpenAI และ Anthropic เดิมพัน IPO กับอะไร

 

ข้อมูลจาก Financial Times ระบุว่าฝั่ง OpenAI ผู้สร้าง ChatGPT วางแผนปรับแพลตฟอร์มครั้งใหญ่ให้กลายเป็นซูเปอร์แอปที่รวมโมเดลและเอเจนต์ทุกอย่างไว้ที่เดียวเพื่อรองรับผู้ใช้สัปดาห์ละ 900 ล้านคน

 

โดยที่ผ่านมาบริษัทมีแผนในการพัฒนาโครงการ Stargate เพื่อจองกำลังคอมพิวเตอร์ขนาดยักษ์ในการเดินทางไปสู่ AGI ลองจินตนาการถึงเช้าวันจันทร์ที่เปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมาแล้วระบบคอยจัดการเขียนโค้ด วิเคราะห์งบ และร่างแผนงานส่งให้ลูกค้าเสร็จสรรพในไม่กี่วินาที

 

ในฝั่งของ Anthropic ผู้สร้าง Claude เลือกเจาะกลุ่มลูกค้าองค์กรและการเขียนโค้ดเป็นหลัก โดยใช้กลยุทธ์จับมือระยะยาวกับ Amazon และ Google เพื่อล็อกสิทธิ์ใช้งานคลาวด์สมรรถนะสูง รายงาน Anthropic Economic Index พบว่าการใช้ Claude เพื่อมอบหมายงานแทนมนุษย์พุ่งจาก 27 เปอร์เซ็นต์เป็น 39 เปอร์เซ็นต์ในเวลาไม่กี่เดือน

 

สองค่ายนี้จึงเป็นการต่อสู้ระหว่างผู้สร้างระบบปฏิบัติการของชีวิตประจำวันกับแรงงานดิจิทัลที่จะเข้ามานั่งทำโปรเจกต์ร่วมกับคุณ

 

🟡 ความเสี่ยงที่ยังต้องจับตาต่อ ฟองสบู่ AI จะเกิดขึ้นหรือไม่ ดูจากอะไร

 

สถาบันการเงิน Goldman Sachs ออกมาเตือนเรื่องเม็ดเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลกที่อาจสูงถึง 7.6 ล้านล้านดอลลาร์ว่าเสี่ยงเกิดภาวะฟองสบู่หากความต้องการใช้งานจริงโตไม่ทันระบบที่สร้างล่วงหน้า

 

ความจริงที่คนทำธุรกิจต้องรู้คือระบบสมองกลมีต้นทุนต่างจากซอฟต์แวร์ยุคเก่า ยิ่งมีคนใช้งานเยอะและสั่งงานที่ซับซ้อน คอมพิวเตอร์ยิ่งต้องประมวลผลหนักและกินไฟมหาศาล ทำให้ต้นทุนฝั่งเซิร์ฟเวอร์สูงขึ้นตามตัวไม่ได้ลดลงตามจำนวนผู้ใช้

 

สำหรับคนทำงานทั่วไป สิ่งที่ต้องระวังไม่ใช่แค่เรื่องการเงิน แต่คือการประเมินความสามารถของเครื่องมือเหล่านี้ตามความเป็นจริงเพราะระบบอาจจะไม่ได้ตอบโจทย์งานทุกประเภทเสมอไป อีกทั้งตัวเลขมูลค่าบริษัทในตอนนี้ยังเป็นแค่ราคาซื้อขายในกลุ่มนักลงทุนวงในเท่านั้น ทุกคนจึงต้องรอตรวจสอบงบการเงินที่แท้จริงตอนเปิดเผยต่อสาธารณะ

 

คลื่นความเปลี่ยนแปลงจากการระดมทุนครั้งนี้กำลังพัดมาเร็วกว่าที่คิดและกำลังจะเปลี่ยนบทบาทของมนุษย์จากคนลงมือทำไปสู่การเป็นผู้ตรวจสอบควบคุมระบบสมองกล ถึงเวลาที่ต้องเริ่มปรับตัวและเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ตั้งแต่วันนี้เพื่อคว้าโอกาสสำคัญในโลกใบใหม่ก่อนใคร

 

IG CAPTION:

 

เมื่อ 3 บิ๊กเทคปักหมุด IPO แสนล้าน ดีลประวัติศาสตร์ที่จะส่ง AI มานั่งทำงานแทนคุณ

 

การทำ IPO รวมแสนล้านดอลลาร์ในปี 2026 ของ SpaceX, OpenAI และ Anthropic คือการระดมทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานสมองกล ดีลประวัติศาสตร์รอบนี้กำลังจะเปลี่ยนคอมพิวเตอร์ในมือเราให้กลายเป็นแรงงานดิจิทัลที่พร้อมทำงานแทนมนุษย์

 

🟡 ทำไมเหตุการณ์นี้ถึงคล้ายกับตอน Google เข้าตลาดหุ้นเมื่อยี่สิบปีก่อน

 

ปี 2004 Google เข้าตลาดหุ้นคนคิดว่าเป็นแค่เสิร์ชเอนจินธรรมดา ทว่าเงินก้อนนั้นถูกนำไปสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ ซื้อ YouTube และปูรากฐานจนพลิกโฉมโลก วันนี้เรากำลังเจอจุดเปลี่ยนแบบเดียวกัน

 

ลองจินตนาการถึงเช้าวันจันทร์ที่เปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมาแล้วระบบจัดแจงสรุปเทรนด์ วิเคราะห์ยอดขาย และร่างแผนงานส่งลูกค้าให้เสร็จสรรพในไม่กี่วินาที เหลือหน้าที่ให้เราแค่ตรวจสอบและอนุมัติ สิ่งที่สามบริษัทนี้กำลังสร้างคือระบบปฏิบัติการสมองกลที่จะเปลี่ยนวิถีทำงานของทุกคน

 

🟡 SpaceX จะใช้เงิน IPO ไปทำอะไร

 

ล่าสุดพวกเขาควบรวม xAI ของ Elon Musk เข้ามาเรียบร้อย ข้อมูลจาก Morningstar เผยว่าแผนเด็ดรอบนี้คือ Orbital Compute หรือการยกดาต้าเซ็นเตอร์ขึ้นไปรันบนอวกาศเพื่อทลายข้อจำกัดเรื่องพลังงานและพื้นที่บนโลก สิ่งที่คนทำงานต้องจับตาคือระบบ AI ที่ประมวลผลจากนอกโลกนี้จะคอยเชื่อมต่อและสั่งการแอปพลิเคชันที่เราใช้ทำงานได้แบบเรียลไทม์อย่างไร้ขีดจำกัดเรื่องไฟดับหรือเน็ตล่ม

 

🟡 OpenAI และ Anthropic เดิมพัน IPO กับอะไร

 

ข้อมูลจาก Financial Times เผยว่า OpenAI กำลังปั้น ChatGPT ให้เป็นซูเปอร์แอปพ่วงระบบเอเจนต์รองรับผู้ใช้สัปดาห์ละ 900 ล้านคน โดยจะนำเงินทุนไปลุยโครงการ Stargate เพื่อเร่งสปีดสู่อนาคต ขณะที่ Anthropic ผู้สร้าง Claude เลือกโฟกัสกลุ่มลูกค้าองค์กรและการเขียนโค้ดโดยจับมือระยะยาวกับ Amazon และ Google เพื่อล็อกสิทธิ์ใช้คลาวด์สมรรถนะสูง

 

🟡 ความเสี่ยงที่ยังต้องจับตาต่อ

 

Goldman Sachs เตือนว่างบลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลกที่อาจแตะ 7.6 ล้านล้านดอลลาร์เสี่ยงเจอภาวะฟองสบู่หากตลาดไม่ได้ต้องการใช้งานจริงมากขนาดนั้น อินไซต์ที่คนทำธุรกิจต้องรู้คือ AI มีโมเดลต้นทุนต่างจากซอฟต์แวร์ยุคเก่า ยิ่งคนใช้เยอะและสั่งงานยาก คอมพิวเตอร์ยิ่งต้องประมวลผลหนักและกินไฟ ต้นทุนฝั่งเซิร์ฟเวอร์จึงดีดสูงขึ้นตามตัว สิ่งที่คนทำงานต้องระวังคืออย่าด่วนเชื่อตัวเลขมูลค่าบริษัทที่ยังเป็นแค่ราคาซื้อขายวงใน และต้องประเมินความสามารถของเครื่องมือตามความเป็นจริงเพราะระบบไม่ได้ตอบโจทย์งานทุกประเภท

The post เมื่อ 3 บิ๊กเทคปักหมุด IPO แสนล้าน ดีลประวัติศาสตร์ที่จะส่ง AI มานั่งทำงานแทนคุณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัส Teach You a Lesson เมื่อวิธีตาต่อตาฟันต่อฟันถูกใช้เยียวยาชั้นเรียน https://thestandard.co/teach-you-lesson-school-violence/ Fri, 12 Jun 2026 08:33:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1217678 ภาพโปรโมตซีรีส์เกาหลี Teach You a Lesson แสดง คิมมูยอล ในบทบาท นาฮวาจิน

  ประโยคแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวเมื่อได้ดูซีรีส์เกาหลี […]

The post ถอดรหัส Teach You a Lesson เมื่อวิธีตาต่อตาฟันต่อฟันถูกใช้เยียวยาชั้นเรียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโปรโมตซีรีส์เกาหลี Teach You a Lesson แสดง คิมมูยอล ในบทบาท นาฮวาจิน

ภาพโปรโมตซีรีส์เกาหลี Teach You a Lesson แสดง คิมมูยอล ในบทบาท นาฮวาจิน 1

 

ประโยคแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวเมื่อได้ดูซีรีส์เกาหลีเรื่อง Teach You a Lesson คือ High Risk High Return หมายถึงความกล้าเสี่ยงเผื่อผลลัพธ์ที่จะย้อนกลับมาอย่างคุ้มค่า เพราะนี่คือการหยิบเอาเว็บตูนเรื่องอื้อฉาวระดับนานาชาติมาสร้างในเวอร์ชันคนแสดง แม้กระทั่งนักแสดงหลักที่วางตัวไว้ตั้งแต่ทีแรกยังปฏิเสธ จนมาลงตัวที่ คิมมูยอล มารับบท นาฮวาจิน เจ้าหน้าที่สำนักคุ้มครองสิทธิครูผู้มีทั้งความดิบ ดาร์ก ใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาระบบการศึกษาที่ใครเห็นก็อดตั้งคำถามไม่ได้

 

Teach You a Lesson สร้างจากเว็บตูนเรื่อง Get Schooled ผลงานยอดนิยมบนแพลตฟอร์ม Naver Webtoon เนื้อหาว่าด้วยเรื่องราว “สำนักคุ้มครองสิทธิครู” ที่จะส่งเจ้าหน้าที่ นาฮวาจิน (คิมมูยอล) เข้าไปใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดรวมถึงการใช้ความรุนแรงเพื่อกำราบเด็กเกเรหรือผู้ปกครองเจ้าปัญหา โดยเวอร์ชันเว็บตูนเคยเจอมรสุมดราม่าระดับนานาชาติ โดยเฉพาะในตอนที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับครูลูกครึ่งผิวดำ-เกาหลี ซึ่งมีการใช้คำพูดและภาพวาดที่เข้าข่ายเหยียดเชื้อชาติ รวมถึงการประเด็นสิทธิสตรีในมุมที่สร้างความขัดแย้งรุนแรง ทำให้เว็บตูนเรื่องนี้เคยถูกถอดออกจากแพลตฟอร์มฝั่งอเมริกาและต้องหยุดเผยแพร่ไปช่วงหนึ่ง ดังนั้น การนำมาดัดแปลงเป็นซีรีส์ฟอร์มยักษ์ก็กลายเป็นความท้าทายแบบสุดๆ โจทย์ใหญ่ของผู้สร้างคือจะทำอย่างไรให้เนื้อหาคงความดุดันอันเป็นจุดขายเดิมไว้ได้ โดยไม่ทำให้รอยแผลเก่าเหวอะหวะยิ่งกว่าเดิม

 

และคำตอบก็คือการเลือกผู้กำกับอย่างฮงจงชาน ซึ่งเชี่ยวชาญในการทำเรื่องล่อแหลมให้ออกมากลมกล่อม อย่างที่เราได้ดูกันใน Juvenile Justice เพราะลายเซ็นของผู้กำกับคนนี้คือการหยิบเอาความเน่าเฟะของกฎหมายและบาดแผลของเด็กมาขยี้ให้เห็นภาพกว้าง และมักจะอยู่ตรงข้ามกับกระแสสังคมหลัก เหมือนล่อให้คนดูเข้าไปซึมซับเหตุและผลของเรื่อง เผลอแป๊บเดียวก็ดูจบครบทุกอีพี ส่วนในเรื่องนี้ฮงจงชานก็ทำศัลยกรรมครั้งใหญ่ตัดพล็อตจากเว็บตูนที่เคยเป็นประเด็นอ่อนไหวทิ้งไปจนหมด แล้วหันมาส่องสปอตไลต์ไปที่เรื่องเดียวเลย นั่นคือ ความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของระบบการศึกษา ทำให้ซีรีส์มีวุฒิภาวะกว่าต้นฉบับ งานกำกับภาพและการดีไซน์ฉากแอ็กชันของคิมมูยอลในบทนาฮวาจิน ถูกยกระดับให้มีความดิบ ดุดัน แต่แฝงไว้ด้วยความอัดอั้นตันใจที่พร้อมระเบิดออกมา

 

ภาพโปรโมตซีรีส์เกาหลี Teach You a Lesson แสดง คิมมูยอล ในบทบาท นาฮวาจิน 2

 

สิ่งที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ ไม่ใช่แค่ฉากแอ็กชันสไตล์แอนตี้ฮีโร่ที่ดูสะใจ แต่คือความสะใจที่ได้เห็นวิธีการกำราบ ‘เด็กเปรต ครูและผู้ปกครองประหลาดๆ’ แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน ในที่นี้ไม่ใช่ความรุนแรงแต่หมายถึงการขอดเกล็ดให้เจอประสบการณ์เลวร้ายแบบเหยื่อดูบ้างในแทบทุกอีพี เมื่อผนวกกับการเอาเรื่องจริงมาเล่าอย่างใน อีพี 5 ที่ว่าด้วยคดีสลดของครูประถมสาวที่จบชีวิตตัวเองในห้องเรียนเพราะทนแรงกดดันจากผู้ปกครอง VIP ไม่ไหว แถมคดีนี้ยังเคยจุดชนวนให้ครูนับหมื่นชีวิตออกมาเดินขบวนประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ก็ยิ่งเรียกกระแสทั้งในเกาหลีใต้และต่างประเทศ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่ามันก็เกิดขึ้นในชั้นเรียนทั่วโลกเหมือนกัน

 

อีกสิ่งที่เห็นได้ชัดคือความพยายามสร้างความสมดุลให้กับตัวละครในทุกองคาพยพด้านการศึกษาที่กลายเป็นทั้งเหยื่อและผู้ถูกกระทำ แบบไม่ได้วางฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นตัวร้าย ทั้งหมดวนเวียนอยู่ในระบบบิดเบี้ยวที่ยังหาคำตอบไม่ลงตัวสำหรับการศึกษาที่ดีที่สุดอยู่ดี

 

ภาพโปรโมตซีรีส์เกาหลี Teach You a Lesson แสดง คิมมูยอล ในบทบาท นาฮวาจิน 3

 

อย่างไรก็ตามเมื่อเนื้อหานำความรุนแรงมาเป็นแกนหลัก ปฏิกิริยาของสังคมก็แยกออกเป็นสองฝั่งทั้งชื่นชมในแง่ของความสะใจ ที่เห็นชายชุดดำอย่างนาฮวาจินเข้าไปกระทืบเด็กเปรต และเชื่อว่านี่คือวิธีการแก้ปัญหาเมื่อระบบยุติธรรมล้มเหลว ถึงอย่างนั้นก็น่ากังวลว่าซีรีส์เรื่องนี้กำลังผลิตซ้ำลัทธิเชิดชูความรุนแรง และนำเสนอทางออกของปัญหาที่เพ้อฝันและอันตรายให้คำตอบที่ “ง่ายเกินไป” ต่อปัญหาการบูลลีและความรุนแรงในโรงเรียน ซึ่งในความเป็นจริงต้องการการแก้ไขที่ระบบโครงสร้าง จิตวิทยา และสถาบันครอบครัวมากกว่า หากมองกันดีๆ วิธีการของนาฮวาจินก็เป็นเดียวกับการเรียนการสอนในยุค 80-90 แล้วที่ผ่านมาระบบการศึกษาดีขึ้นไหม? คำตอบก็คงอยู่ในใจของคนที่เคยผ่านประสบการณ์มาแล้ว

 

โดยรวมแล้ว Teach You a Lesson ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบโดยเฉพาะการทำให้ ‘เสียงในหัว’ ของคนทั่วไปและคนที่อยู่ในระบบการศึกษาออกมามีชีวิตจนกลายเป็นความบันเทิงระดับพรีเมียม พร้อมๆ กับยอมรับความจริงอันเจ็บปวดว่า เหตุผลที่เราโหยหาและสะใจกับคนอย่างนาฮวาจินในซีรีส์มากขนาดนี้ ก็เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง ระบบและกฎหมายที่มีอยู่ มันไม่เคยทำหน้าที่ปกป้องเหยื่อและคนธรรมดาได้เลยหรือเปล่า?

 

ภาพโปรโมตซีรีส์เกาหลี Teach You a Lesson แสดง คิมมูยอล ในบทบาท นาฮวาจิน 4

The post ถอดรหัส Teach You a Lesson เมื่อวิธีตาต่อตาฟันต่อฟันถูกใช้เยียวยาชั้นเรียน appeared first on THE STANDARD.

]]>