Opinion – THE STANDARD https://thestandard.co/category/opinion/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 31 May 2026 10:39:46 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 แชมป์ยุโรป 2 สมัยติด เปิดวิธีสร้างสุดยอดทีมเปแอสเช ฉบับหลุยส์ เอ็นริเก https://thestandard.co/luis-enrique-transforms-psg-champions/ Sun, 31 May 2026 10:33:27 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1213099 หลุยส์ เอ็นริเก กุนซือเปแอสเช กำลังฉลองชัยชนะกับลูกทีม

ถึงแม้จะไม่ได้เป็นชัยชนะที่สวยหรูอะไรนัก รูปเกมในสนามก็ […]

The post แชมป์ยุโรป 2 สมัยติด เปิดวิธีสร้างสุดยอดทีมเปแอสเช ฉบับหลุยส์ เอ็นริเก appeared first on THE STANDARD.

]]>
หลุยส์ เอ็นริเก กุนซือเปแอสเช กำลังฉลองชัยชนะกับลูกทีม

ถึงแม้จะไม่ได้เป็นชัยชนะที่สวยหรูอะไรนัก รูปเกมในสนามก็ไม่ได้ตื่นเต้นเร้าใจ เราแทบไม่ได้เห็นลีลาความมหัศจรรย์ของผู้เล่นที่คาดหวังจะได้เห็น

 

แต่อย่างน้อย ‘เปแอสเช’ ปารีส แซงต์-แชร์แมง ทำสิ่งที่ยอดเยี่ยมได้อีกครั้งด้วยการคว้าแชมป์ยุโรป ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ได้สำเร็จเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน หลังจากที่โชว์ความแกร่งของจิตใจในการดวลจุดโทษเฉือนเอาชนะ อาร์เซนอล ได้อย่างหวุดหวิด

 

ความสำเร็จของทีมจากฝรั่งเศสในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นแค่ความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ และไม่ได้เป็นแค่ประวัติศาสตร์หน้าหนึ่ง

 

แต่มันคือตราประทับสำหรับหลุยส์ เอ็นริเก ผู้เปลี่ยนแปลง DNA ของสโมสรฟุตบอลที่เคยถูกมองว่าเป็นแค่แหล่งรวมตัวของเหล่านักเตะซูเปอร์ สตาร์ท ที่มาเพื่อเงินตรามากกว่าความสำเร็จ ให้กลายเป็นทีมที่นอกจากจะกระหายชัยชนะแล้วยังกลายเป็นสุดยอดทีมที่แฟนบอลทั่วโลกต่างพร้อมจะปันใจเพื่อเฝ้าดูการเล่นสุดมันของพวกเขา

 

กุนซือชาวสเปนคนนี้มีอะไรที่แตกต่างจากคนอื่น?

 

เอ็นริเก ไม่ใช่ตัวเลือกที่ถูกมองว่าใช่นักสำหรับเปแอสเช หลังจากที่เขาได้รับการทาบทามให้มารับตำแหน่งนายใหญ่คนใหม่แห่งปาร์ค เดส์ แพรงซ์ เมื่อปี 2023

 

ก่อนหน้านี้ทีมอันดับหนึ่งแห่งนครหลวงของความรัก Paris je t’aime เคยพยายามมาแล้วมากมายกับยอดกุนซือหลายต่อหลายคน

 

คาร์โล อันเชล็อตติ, โลร็องต์ บลองก์, อูไน เอเมรี, เมาริซิโอ โปเช็ตติโน, และโธมัส ทูเคิล

 

ไม่ใช่คนเหล่านี้จะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะอย่างน้อยการคว้าแชมป์รายการภายในประเทศไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรนักสำหรับสโมสรที่มีเงินทุนมหาศาลมากที่สุดและมีขุมกำลังที่เหนือกว่าทีมอื่นไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า

 

แต่ไม่มีสักคนที่จะสามารถสร้างทีมในฝันแบบที่ คัลดูล อัล-เคไลฟี นายเหนือหัวแห่ง Qatar Sports Investment (QSI) ทุนที่อยู่เบื้องหลังความยิ่งใหญ่ของเปแอสเช หลังเข้ามาเทคโอเวอร์กิจการของสโมสรแห่งนี้เมื่อ 15 ปีก่อนอยากเห็น

 

ทีมที่เล่นฟุตบอลได้ ไม่ใช่แค่ดี แต่มหัศจรรย์ และเป็นที่รักของแฟนบอลทุกคน

 

ตลอดการเดินทาง 15 ปี เปแอสเช ไม่ได้ลงทุนแค่กับการเฟ้นหาโค้ชในระดับหัวแถว พวกเขาลงทุนกับนักเตะอย่างมหาศาล ซูเปอร์สตาร์ลูกหนังตบเท้าเข้ามาอยู่ในรั้วของเปแอสเชนับไม่ถ้วน เป็นท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวเหมือนในเพลง A Sky Full of Stars ของ Coldplay

 

ยกตัวอย่าง เช่น

 

ซลาตัน อิบราฮิโมวิช, เอดินสัน คาวานี, อังเคล ดิ มาเรีย, มาร์โก แวร์รัตติ ในระลอกแรก

 

เนย์มาร์ และคิลียัน เอ็มบัปเป เขย่าวงการด้วยค่าตัวแพงที่สุดของโลกฟุตบอลจนถึงปัจจุบัน

 

แม้แต่ลิโอเนล เมสซี ก็เคยมาอยู่ที่นี่

 

ในหลายครั้งหลายช่วงเวลาที่เปแอสเชเล่นได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ดูเหมือนพวกเขาจะยังขาดบางสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการเป็นทีมที่จะยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกฟุตบอล

 

มันไม่ใช่แค่เรื่องของความสามารถเฉพาะตัว ไม่ใช่แค่เรื่องของแท็กติกการเล่น แต่เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนกว่านั้นคือเรื่องวัฒนธรรมในองค์กร

 

มันคือสิ่งที่อาธอส, ปอร์ธอส, อารามิส และดาตาญังน้อยชูดาบขึ้นฟ้าแล้วบอกว่า ‘Unus pro omnibus, omnes pro uno’

 

All for one, one for all

 

สำหรับเอ็นริเก เขาเองก็รับรู้ถึงปัญหาภายในสโมสรของเปแอสเชเป็นอย่างดี และ ยอมรับแบบตรงไปตรงมาว่านี่ก็ไม่ใช่สโมสรสำหรับเขาเหมือนกัน เพราะแนวทางฟุตบอลของเขาไม่ได้เน้นการพึ่งพานักเตะในระดับซูเปอร์สตาร์ แต่เน้นในเรื่องของทีมเวิร์ก

 

ถึงเขาจะเคยคุมบาร์เซโลนาที่มี ‘MSN’ เมสซี-ซัวเรซ-เนย์มาร์ ซึ่งยิงประตูไปกว่า 363 ประตูใน 3 ฤดูกาลที่พวกเขาร่วมเล่นด้วยกัน และเคยพิชิตแชมป์ยูโรปมาแล้วในปี 2015 แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะอยากได้ทีมที่มี เนย์มาร์-เมสซี-เอ็มบัปเป อยู่ด้วยกันอีก

 

แต่หลังการพูดคุยกันและได้รับการยืนยันจากเปแอสเชว่า แนวทางของสโมสรจะเปลี่ยนแปลงไปแล้ว นับจากนี้เปแอสเชจะไม่ได้เป็นทีมที่เน้นซื้อซูเปอร์สตาร์อีกต่อไป ก็ทำให้เอ็นริเกเริ่มใจอ่อน และตกปากรับคำในที่สุด

 

เปแอสเชไม่ได้พูดปากเปล่าแต่พวกเขาให้การหนุนหลังอย่างจริงจังผ่าน หลุยส์ กัมโปส ผู้อำนวยการสโมสรคนใหม่ที่ถูกดึงมาแทนที่ของเลโอนาร์โด เจ้าของตำแหน่งคนก่อนที่แม้จะเป็นที่ชื่นชอบของนักเตะจากความเป็นอดีตแข้งระดับสตาร์ในอดีต แต่ก็ไม่เข้มงวดมากพอกับนักเตะสตาร์ที่ใช้ชีวิตอย่างสบายในปารีส

 

เมสซีและเนย์มาร์ รวมถึงเซร์คิโอ รามอส ถูกปล่อยตัวไปจากสโมสรเมื่อเอ็นริเกเข้ามา โดยที่สโมสรยังลงทุนอยู่และไม่ใช่น้อย แต่เป็นที่สังเกตว่านักเตะที่ซื้อเข้ามาไม่ได้มีซูเปอร์สตาร์ในระดับหัวแถวเข้ามาอีก

 

ในทางตรงกันข้ามมีกลุ่มนักเตะอนาคตไกลอย่าง อูโก เอคิติเก, อีคังอิน, แบรดลีย์ บาโกลา ที่ถูกดึงมาพร้อมกับสตาร์ที่พอมีชื่ออย่างรองดอลล์ โคโล-มัวนี, กอนซาโล รามอส และอุสมาน เดมเบเล

 

ฤดูกาลแรกของเอ็นริเกกับเปแอสเชอาจจะจบด้วยการคว้า 3 แชมป์ในแดนน้ำหอมได้หมด แต่บนเวทียุโรปแล้วพวกเขาถูกหยุดแค่รอบรองชนะเลิศ โดยไปพ่ายต่อโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

 

แต่อย่างน้อยมันทำให้บอสชาวสเปนมองเห็นว่าเขาต้องทำอะไรในขั้นต่อไป

 

ไม่ใช่แค่วิธีการเล่น แต่เป็นระบบความคิด การตัดสินใจ ทัศนคติ ทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับการจะไปสู่ทีมที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง

 

เป็น ‘Blueprint’ ที่เปลี่ยนแปลงเปแอสเชไปตลอดกาล

 

และโชคดีสำหรับเขาที่เอ็มบัปเปตัดสินใจจะไปจากสโมสรแห่งนี้ ซึ่งแม้มันจะน่าเจ็บปวดสำหรับคนลงทุนอย่าง QSI และอัล-เคไลฟี ที่ประคบประหงมมานาน แต่สำหรับเอ็นริเกมันคือช่วงจังหวะเวลาดีที่สุดที่เขาจะรีเซ็ตทุกอย่างในทีมนี้

 

ให้เป็นแบบ Clean install

 

ฤดูกาล 2024-25 คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญอย่างแท้จริงสำหรับเปแอสเช เมื่อเอ็นริเกค้นพบเสาหลักในทีมที่ชัดเจนครบแทบทุกจุด จากแนวรับที่ยังมี มาร์ควินญอส ค้ำยันเอาไว้ มาถึงแดนกลางที่วิตินญา กับชูเอา เนเวส ผนึกกำลังกันได้ราวกับเห็น ชาบี-อิเนียสตาในสนามอีกครั้ง

 

และแดนหน้าที่มีเดมเบเล ซึ่งเปลี่ยแปลงตัวเองไปแบบคนละคนหลังได้รับการชี้แนะจากเอ็นริเก

 

การชี้แนะของกุนซือเชื้อสายอัสตูเรียนสำคัญอย่างมาก เพราะนอกจากจะถ่ายทอดฟุตบอลในแบบฉบับที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน เป็นฟุตบอลในแบบที่เขาคิดค้นเพื่อเปแอสเชทีมนี้ทีมเดียว เอ็นริเกยังถ่ายทอดวิธีการคิด และสำคัญที่สุดคือเขาแสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างด้วย

 

ในขณะที่โค้ชที่เคยเป็นอดีตนักเตะหลายคนเมื่อมาจับงานคุมทีมอาจจะไม่ได้มีเวลาดูแลสภาพร่างกายของตัวเองมากนัก แต่เอ็นริเกกลับดูแลตัวเองอย่างดี ร่างกายของเขาฟิตและเฟิร์ม ลีนไม่ต่างจากสมัยเป็นผู้เล่น ซึ่งเป็นผลมาจากการลงแข่งขันในรายการระดับ Iron Man หรือ Quebrantahuesos การขี่จักรยานขึ้นเขา Gran Fondo และ Pyrenees

 

โค้ชใช้ชีวิตแบบจริงจังขนาดนี้ ลูกทีมก็ต้องจริงจังตามไปด้วย เป็นการกำหนดสภาพของสิ่งแวดล้อม (Environment) ภายในสโมสรให้สะอาด ปราศจากความเป็นพิษ​ (Toxic)

 

การที่ไม่มีนักเตะสตาร์ระดับนามอุโฆษยังส่งผลให้บรรยากาศในห้องแต่งตัวควบคุมได้ง่ายขึ้น หรือพูดง่ายๆ คือ ‘ว่าง่ายขึ้น’ สอนอะไรก็พร้อมจะเข้าใจและยินดีรับฟัง ต่อให้แท็กติกการเล่นจะละเอียดและยากขนาดไหนก็ตาม

 

และมันสำคัญอย่างมากกับกลุ่มนักเตะรุ่นใหม่ที่อาจจะไม่ได้เป็นสตาร์มาตั้งแต่แรก แต่มีศักยภาพที่จะไปได้ไกล

 

นอกจากวิตินญา, เนเวส ยังมีนูโน เมนเดส, วิลเลียม ปาโช, บาโกลา ไปจนถึงเดซิเร ดูเอ ที่ย้ายมาในฤดูร้อน 2024

 

นักเตะเหล่านี้เมื่อเห็นตัวอย่างที่ดี อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี และได้เล่นกับนักเตะระดับสุดยอดทุกวันก็ยิ่งเติบโตอย่างดี

 

แต่มันยังมีบางอย่างที่ขาดหายไป

 

สตาร์!

 

เพียงแต่สตาร์ในความหมายใหม่ของเปแอสเชและเอ็นริเก ไม่ใช่นักเตะขี้แอ็กจอมโวยที่ขี้เกียจวิ่งเหมือนในอดีตแล้ว

 

สตาร์ของพวกเขาที่โชคชะตาส่งมาให้คือนักเตะที่นอกจากจะเก่งกาจ เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ เล่นด้วยความรู้สึกที่เร่าร้อน ยังสู้จนหยดสุดท้ายด้วย

 

การได้ควิชา ควารัตสเกเลีย มาจากนาโปลี ในช่วงตลาดฤดูหนาว 2025 เปลี่ยนทีมนี้ไปอย่างสิ้นเชิง เป็นเหมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่ทำให้เปแอสเช ซึ่งครึ่งฤดูกาลแรกของฤดูกาล 2024/25 ยังดูงงๆเหมือนหาอะไรไม่เจอ กลายเป็นทีมที่ลงตัวทุกอย่าง

 

‘ควารา’ (โดนา) พิสูจน์ให้เห็นอย่างรวดเร็วว่าเขาเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกด้วยการเล่นที่เร่าร้อน ดุดัน และสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นในสนามได้อย่างรวดเร็ว และปลดปล่อยเดมเบเลให้เป็นอิสระสามารถเล่นตามจินตนาการดังใจนึก และเป็นแบบอย่างที่ดีของดูเอที่พัฒนาตัวเองขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

 

ครึ่งหลังของฤดูกาล 2024/25 กลายเป็นช่วงเวลาที่เปแอสเชเขย่าวงการได้อย่างมหัศจรรย์ พวกเขากวาดเกือบครบทุกแชมป์ยกเว้นแค่รายการชิงแชมป์สโมสรโลกที่เสียท่าและเสียหน้าให้เชลซีนิดหน่อย

 

โดยที่นอกจากวิธีการเล่นฟุตบอลแบบเกมรุกที่รวดเร็ว ดุดัน อันตราย ยากที่จะหาวิธีรับมือได้แล้ว

 

สิ่งที่เอ็นริเกใส่ลงไปให้กับทีมคือทัศนคติของนักสู้ที่อยากจะเอาชนะให้ได้ด้วยวิธีที่เหมาะสม เล่น Good football และชนะแบบ Proper way ด้วย

 

สิ่งเหล่านี้ค่อยๆทำให้พวกเขาชนะใจแฟนฟุตบอลทั่วโลกที่กลายเป็นต้องรอดูเกมของเปแอสเช โดยเฉพาะในรายการสโมสรยุโรป (แม้ว่าจะถูกค่อนแคะว่าพวกเขาเอาจริงแค่รายการนี้ รายการในประเทศใช้ตัวสำรองลงเล่น)

 

และเรื่องนี้คือสิ่งที่ทำให้เอ็นริเกดีใจและภูมิใจ เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่ทุกคนหลงรักเปแอสเชไม่ใช่ตัวซูเปอร์สตาร์ แต่เป็นการเล่นเป็นทีม

 

ในมุมของเจ้าของสโมสรอย่าง อัล-เคไลฟี และ QSI แล้ว ฟุตบอลในแบบนี้เป็นผลดีต่อ ‘แบรนดิ้ง’ ของสโมสรอย่างมาก

 

แต่ถึงอย่างนั้นในเกมฟุตบอลสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือถ้วยรางวัล

 

และการที่เอาชนะทีมคู่แข่งที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างอาร์เซนอลในเกมที่ต้องเจอกับความยากลำบากโดยเฉพาะเกมรับที่แกร่งเหมือนกำแพงที่ไม่มีวันเจาะเข้าได้สำเร็จนั้น ก็เป็นอีกบททดสอบที่เอ็นริเกและลูกทีมสอบผ่านได้อย่างน่าประทับใจ

 

โดยที่ถึงวันนี้แล้ว แม้เจ้าตัวจะยกย่องว่าไม่มีใครบนโลกใบนี้จะยิ่งใหญ่และเก่งกาจเท่า เป๊ป กวาร์ดิโอลา

 

แต่ในความรู้สึกของใครหลายคน

 

นี่แหละคือสุดยอดกุนซือเบอร์หนึ่งของโลกในเวลานี้ ต่อให้เจ้าตัวจะไม่อยากรับไว้ก็ตาม

The post แชมป์ยุโรป 2 สมัยติด เปิดวิธีสร้างสุดยอดทีมเปแอสเช ฉบับหลุยส์ เอ็นริเก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไม่ได้แค่ขาย ‘ของ’ แต่กำลังขาย ‘ชีวิตใหม่’ https://thestandard.co/transformation-economy-luxury/ Fri, 29 May 2026 03:43:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1212267 ไม่ได้แค่ขาย ‘ของ’ แต่กำลังขาย ‘ชีวิตใหม่’

สมมตินะครับว่าคุณมีเงิน 1 ล้านบาท คุณจะเลือก Rolex หรือ […]

The post ไม่ได้แค่ขาย ‘ของ’ แต่กำลังขาย ‘ชีวิตใหม่’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไม่ได้แค่ขาย ‘ของ’ แต่กำลังขาย ‘ชีวิตใหม่’

สมมตินะครับว่าคุณมีเงิน 1 ล้านบาท คุณจะเลือก Rolex หรือ Hermès หรือจะเลือกที่นั่ง VIP แถวหน้าคอนเสิร์ต BLACKPINK หรือฟุตบอลโลกนัดชิงครับ?

 

เมื่อก่อนคำตอบอาจจะชัดเจนว่า ‘ของต้องอยู่กับเรา’ แต่วันนี้ โดยเฉพาะถ้าคุณไปถามคนในกลุ่มรายได้สูง พวกเขาจะเริ่มเลือก ‘ช่วงเวลา’ มากกว่า ‘วัตถุ’ เยอะขึ้น

 

และนี่ไม่ใช่แค่ความรู้สึกนะครับ The Economist ชี้ว่าตั้งแต่ปี 2023 ยอดขายสินค้าหรูเริ่มชะลอ แต่ ‘ประสบการณ์ระดับพรีเมียม’ (premium experiences) โตแรงมาก

 

ราคาประสบการณ์ระดับหรูพิเศษ (ultra-luxury experiences) เพิ่มขึ้นราว 90% จากปี 2019 ตั้งแต่ตั๋วการแข่งขันอเมริกันฟุตบอล Super Bowl ถึง Met Gala ที่ราคาเพิ่มขึ้นเท่าตัวในช่วงไม่กี่ปี

 

ขณะที่การใช้จ่ายในตลาดบริการระดับหรูหรา (luxury hospitality) กำลังขยายจาก 240,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2023 ไปเกือบ 400,000 ล้านในปี 2028

 

เมื่อเงินไม่ใช่ข้อจำกัด สถานะจึงขยับไปสู่สิ่งที่ ‘เงินอย่างเดียวซื้อไม่ได้’ แต่ต้องมีการเข้าถึงแบบพิเศษ (exclusive access)

 

B. Joseph Pine II ผู้ให้กำเนิดคำว่า experience economy บอกว่า วันนี้ ‘experience’ ก็ไม่พอ โลกกำลังไปสู่ ‘transformation economy’

 

นี่คือจุดเปลี่ยนที่น่าสนใจมากครับ

 

เพราะที่ผ่านมา เราเข้าใจว่าเศรษฐกิจพัฒนาจากการขายสินค้า (goods) สู่บริการ (services) สู่ประสบการณ์ (experiences)

 

Starbucks ไม่ได้ขายกาแฟ แต่ขายบรรยากาศ Disneyland ไม่ได้ขายเครื่องเล่น แต่ขายความทรงจำ ทุกอย่างถูกออกแบบให้ ‘รู้สึกดี’

 

แต่ Pine บอกว่า วันนี้ลูกค้าไม่ได้อยากแค่ ‘รู้สึกดี’

 

เขาอยาก ‘เปลี่ยนชีวิต’ (transformation)

 

ลองดูตัวอย่างง่ายๆ ฟิตเนส ถ้ามองแบบ experience คุณจ่ายเงินเพื่อเข้าไปออกกำลังกาย มีคลาส มีเพลง มีโค้ช แต่ถ้ามองแบบ transformation คุณไม่ได้อยากแค่ออกกำลังกาย คุณอยากผอมลง สุขภาพดีขึ้น มี six-pack ได้ร่างทอง หรือมีวินัยมากขึ้น

 

คุณไม่ได้ซื้อกิจกรรม คุณกำลัง ‘จ้างผลลัพธ์’ (outcome)

 

บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำของโลกอย่าง McKinsey & Company เริ่มทดลองทำบ้างแล้ว โดยผูกค่าบริการกับผลลัพธ์ (outcome-based pricing) มากขึ้น ถ้าลูกค้าธุรกิจไม่โตขึ้นหรือลดรายจ่ายไม่ได้ เขาก็อาจจะไม่คิดค่าบริการ ซึ่งต่างจากแต่ก่อนมากที่แค่ส่งมอบสไลด์ก็จบ โดยเฉพาะในยุค AI ที่ลูกค้าเองก็ไม่แน่ใจว่าอะไรจะได้ผลจริง

 

ถ้าเราหันกลับไปดูฝั่ง luxury ภาพก็ชัดขึ้นไปอีกครับ

 

เมื่อก่อนความหรูหราคือ ‘การครอบครอง’ (ownership) แต่วันนี้มันกลายเป็น ‘การเข้าถึง’ (access) คนที่รวยที่สุดในโลกเริ่มลดการสะสมของ เพราะของถูกผลิตซ้ำได้ง่ายขึ้น กระเป๋าหรูมีอยู่ทุกเมือง นาฬิกาหรูมีคนใส่เหมือนกัน เทคโนโลยีอย่างเพชรสังเคราะห์ ทำให้สิ่งที่เคยหายากกลายเป็นผลิตซ้ำได้ (reproducible)

 

ความพิเศษของ ‘วัตถุ’ ถูกเจือจาง แต่สิ่งที่ยังจำกัดอยู่จริงๆ คือ ‘เวลา’ และ ‘สถานที่’

 

นี่คือสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์อย่าง Thorstein Veblen เคยพูดถึงเรื่องความหรูหรา ว่ามันไม่ได้อยู่ที่ราคาอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความขาดแคลน และการที่คนอื่น ‘ไม่มีสิทธิ์ได้มัน’ ในเชิงเศรษฐศาสตร์ เราเรียกสิ่งนี้ว่าความแย่งกันใช้ (rivalrousness)

 

โต๊ะหนึ่งในร้านมิชลิน 3 ดาวในคืนหนึ่ง มีได้แค่คนเดียว

 

ที่นั่ง courtside ใน Wimbledon มีจำนวนจำกัด

 

และช่วงเวลานั้นจะไม่เกิดขึ้นซ้ำ

 

นี่คือ zero-sum game ของ ‘ประสบการณ์’

 

การจ่ายเงินหลักแสนเพื่อทาน fine dining กับเชฟชื่อดัง หรือคอนเสิร์ตแถวหน้า ไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่คือ ‘สิทธิ์ในการอยู่ตรงนั้น’ และยิ่งมีค่าในโลกโซเชียลเพราะมันถูกมองเห็นได้

 

ในไทย เราเห็นชัด คอนเสิร์ต T-Pop ขายหมดภายในไม่กี่นาที บัตร VIP แพงกว่าปกติหลายเท่ายังมีความต้องการ ฝั่งสุขภาพและการดูแลตัวเอง wellness ก็โตแรง โปรแกรมพักฟื้นหรือรีทรีตราคาหลักหมื่นถึงหลักแสนยังขายได้ เพราะคนไม่ได้ไปพักผ่อนอย่างเดียว แต่ไป ‘รีเซ็ตชีวิต’

 

นี่คือ transformation economy ใกล้ตัว

 

และ AI กำลังเร่งทุกอย่างให้เร็วขึ้นอีก

 

ด้านหนึ่ง AI ทำให้ทุกอย่าง ‘ธรรมดา’ ลง ใครๆ ก็ทำคอนเทนต์ได้ ใครๆ ก็สร้างบริการได้ คุณภาพเฉลี่ยสูงขึ้น แต่ความแตกต่างลดลง ทุกอย่างกำลังถูกทำให้เหมือนๆ กันไปหมด (commoditized)

 

แต่อีกด้านหนึ่ง AI ทำให้เราสามารถเข้าใจแต่ละคนได้ลึกขึ้น และสร้างสิ่งที่ ‘เหมาะกับเขาโดยเฉพาะ’ (personalized) ได้มากขึ้น ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นของ transformation เพราะประสบการณ์ที่ปรับให้เหมาะกับแต่ละคนมากพอ จะไม่ใช่แค่ประสบการณ์ แต่จะกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงโดยอัตโนมัติ

 

นี่อาจเป็นโอกาสของบริการแบบไทยที่มีทุนเดิมทั้งอาหาร ธรรมชาติ และการบริการที่หาไม่ได้ง่ายๆ จากที่ไหนในโลก

 

สุดท้ายแล้ว ลองมองรอบตัว สำรวจธุรกิจของคุณเอง ในโลกที่ของหรูหรือวัตถุผลิตซ้ำได้ คำถามที่สำคัญที่สุดสำหรับทุกธุรกิจวันนี้อาจไม่ใช่ว่า คุณขายอะไร แต่คือ คุณมีบริการอะไรที่คู่แข่งไม่มี หลังจากลูกค้าเจอคุณแล้ว เขา ‘กลายเป็นคนแบบไหน’

 

แล้วคุณจะทำอย่างไรได้บ้าง ให้เปลี่ยนจากการขายแค่สินค้า มาสู่สิ่งที่เรียกว่า ‘ช่วงเวลาที่เปลี่ยนชีวิตคน’

The post ไม่ได้แค่ขาย ‘ของ’ แต่กำลังขาย ‘ชีวิตใหม่’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัส ICONSIAM Model: สยามพิวรรธน์ปั้นโปรเจกต์ปราบเซียนสู่ Global Destination https://thestandard.co/iconsiam-model-siam-piwat-global-destination/ Thu, 28 May 2026 12:00:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1211993

ICONSIAM Model คือสูตรการปั้นธุรกิจอสังหาฯ และรีเทลที่เ […]

The post ถอดรหัส ICONSIAM Model: สยามพิวรรธน์ปั้นโปรเจกต์ปราบเซียนสู่ Global Destination appeared first on THE STANDARD.

]]>

ICONSIAM Model คือสูตรการปั้นธุรกิจอสังหาฯ และรีเทลที่เน้นสร้างคุณค่าร่วมท่ามกลางวิกฤต สยามพิวรรธน์ ร่วมกับแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดิเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น และเครือเจริญโภคภัณฑ์ ทุ่มทุนกว่า 50,000 ล้านบาท เนรมิตแลนด์มาร์กริมเจ้าพระยาจนติด 1 ใน 3 โครงการทรงอิทธิพลของโลกในรอบ 30 ปี นี่คือวิธีคิดพลิกตำราที่คนทำงานต้องถอดบทเรียนเพื่อเอาตัวรอดและสร้างการเติบโตในโลกธุรกิจที่คาดเดาไม่ได้

 

สยามพิวรรธน์ สร้าง Global Destination ได้อย่างไร

 

กลยุทธ์สำคัญคือการกล้าควักกระเป๋าลงทุนสร้างสิ่งใหม่ในจังหวะที่คนอื่นหยุดนิ่งและหวาดกลัวที่สุด

 

ย้อนไปช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง สยามพิวรรธน์ตัดสินใจทุบโรงแรมสยามอินเตอร์คอนติเนนทัลทิ้งเพื่อสร้างสยามพารากอนด้วยงบ 6,000 ล้านบาท จังหวะนั้นไม่มีใครกล้าขยับตัว ทำให้ได้ต้นทุนก่อสร้างที่คุ้มค่า เช่นเดียวกับตอนโควิด-19 ที่ศูนย์การค้าถูกสั่งปิด บริษัทแบ่งทีมทำงานทันที โดยมีทีมหนึ่งมุ่งวางแผนล่วงหน้าในวันที่วิกฤตจบลง

 

คุณแป๋ม ชฎาทิพ จูตระกูล เล่าถึงดีเอ็นเอนักสู้ว่า “คำว่าเป็นไปไม่ได้เนี่ยไม่มีในสยามพิวรรธน์ Motto หนึ่งภายในบริษัทคือ ‘Make the impossible possible’ วิธีคิดของเราคือหาโอกาสให้เจอ หาสิ่งที่เป็นบวกให้เจอในยามวิกฤต”

 

การมองเห็นโอกาสและลงมือทำอย่างรวดเร็วคือสปริงบอร์ดชั้นดีที่ทำให้ธุรกิจพร้อมทะยานตัวทันที พิสูจน์ได้จากรายได้ที่พุ่งขึ้น 24% ทันทีในช่วง 6 เดือนแรกหลังโควิด-19 คลี่คลาย

 

ทำไมถึงเลือกปักหมุดทำเลปราบเซียนอย่างฝั่งธนฯ

 

ไอคอนสยาม เลือกปักหมุดริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะจุดนั้นคือแลนด์มาร์กที่คนทั้งโลกจดจำ และฝั่งธนบุรีคือขุมทรัพย์กำลังซื้อมหาศาลที่ยังไม่มีใครเจาะตลาด

 

โปรเจกต์นี้เริ่มจากการตั้งคำถามว่าแบรนด์ต้องการยืนหยัดเพื่ออะไร คำตอบคือการสร้างสัญลักษณ์ของประเทศ แม้จะมีแต่คนปรามาสว่าโปรเจกต์นี้ต้องเจ๊งแน่ๆ

 

เวลาเจรจาดึงแบรนด์ระดับโลกอย่าง Apple Store สาขาแรก หรือลักชูรีแบรนด์กว่า 51 แบรนด์เข้ามา คุณแป๋มใช้วิธีนำเสนอยุทธศาสตร์ชาติแทนการขายแค่ตัวโครงการ การใช้โลเคชันและวิสัยทัศน์ระดับชาติมาเป็นจุดขายหลัก ช่วยเปลี่ยนพื้นที่นอกสายตาให้กลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ ดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยวเข้าประเทศได้อย่างมหาศาล

 

Shared Value พลิกเกมธุรกิจรีเทลได้อย่างไร

 

การคลุกคลีรับฟังปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม คือกุญแจสร้างความเชื่อมั่นและระบบนิเวศที่ยั่งยืน

 

ก่อนเริ่มออกแบบ ทีมงานลงพื้นที่พูดคุยกับ 13 ชุมชนรอบรัศมี 1 กิโลเมตร เพื่อฟังว่าชาวบ้านอยากได้หรือไม่อยากได้อะไร สิ่งนี้นำไปสู่การสร้าง ICONSIAM Hall ที่จุคนได้ถึง 5,000 คน เพื่อส่งต่อแขกให้โรงแรมโดยรอบ ไปจนถึงการเนรมิตระบำน้ำพุที่ยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อให้ธุรกิจเรือสำราญมีรายได้เพิ่มในยามค่ำคืน

 

“การที่จะให้ทุกคนมาช่วยเราคิด หรือเป็นเพื่อนเรา หรือช่วยเราทำ มันต้องมีคำเดียวเลย คือคำว่า ศรัทธา… มันคือใจ ที่ทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เป็นไปได้” คุณแป๋มกล่าว

 

แนวคิดสมประโยชน์ร่วมกันช่วยลบภาพจำนายทุนผู้สร้างศูนย์การค้า เปลี่ยนสยามพิวรรธน์ให้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนที่ดึงดูดทุกคนให้เข้ามาร่วมผลักดันโครงการให้สำเร็จไปพร้อมกัน

 

ผู้นำรับมือความกดดันมหาศาลอย่างไร

 

การดูแลรับผิดชอบพนักงานกว่า 3,000 คนและคู่ค้าอีกหลายหมื่นรายคือความกดดันที่หนักอึ้ง

 

คุณแป๋มเล่าเบื้องหลังการรับมือความเครียดว่า “สมองเราเป็นลิ้นชัก เรามีลิ้นชักเป็นร้อยอัน เราต้องรู้จัก prioritize และโฟกัส เราจะเปิดลิ้นชักออกมาเมื่อเรารู้ว่าเราจะจัดการสิ่งนี้ได้ แต่อื่นๆ ที่เราจัดการไม่ได้ เราต้องรู้จักที่จะปิดมันไว้ก่อน… แป๋มบ้าไม่ได้ แป๋มต้องมีสติ เพราะถ้าสติแตกไปเนี่ย แป๋มจะไม่สามารถนำพาทุกคนให้รอดได้”

 

ผู้นำที่มีสติคือเสาหลักสำคัญที่สุดทำให้พนักงานเห็นเป้าหมายว่าพวกเขากำลังร่วมสร้างประวัติศาสตร์ จะเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่ทำให้ทีมมีกำลังใจและพร้อมสู้วิกฤตไปกับองค์กร

 

ความสำเร็จไม่เคยเดินมาหาคนที่นั่งรอ แต่มักตกเป็นของคนที่กล้าลงมือทำในวันที่คนอื่นลังเล บทเรียนจากสยามพิวรรธน์ย้ำเตือนเราว่า โลกธุรกิจไม่เคยหยุด ไม่มีคำว่า ‘เก่งที่สุด’ หรือ ‘ดีที่สุด’ การสำรวจจุดแข็งของตัวเองนำมาต่อยอด กล้าคิดต่างและหาเพื่อนร่วมทางที่พร้อมเติบโตไปด้วยกัน คืออาวุธสำคัญที่สุดในการสู้ศึกธุรกิจ วิกฤตทุกครั้งมีที่ยืนให้ผู้ชนะเสมอ อยู่ที่คุณพร้อมคว้าโอกาสนั้นมาสร้างตำนานบทใหม่แล้วหรือยัง

The post ถอดรหัส ICONSIAM Model: สยามพิวรรธน์ปั้นโปรเจกต์ปราบเซียนสู่ Global Destination appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นไทยทดสอบจุดสูงสุดของปี ถึงเวลาระวังหรือไปต่อ https://thestandard.co/thai-stocks-high-caution-risks/ Wed, 27 May 2026 10:52:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1211579 หุ้นไทยทดสอบจุดสูงสุดของปี ถึงเวลาระวังหรือไปต่อ

ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกเผชิญความผัน […]

The post หุ้นไทยทดสอบจุดสูงสุดของปี ถึงเวลาระวังหรือไปต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นไทยทดสอบจุดสูงสุดของปี ถึงเวลาระวังหรือไปต่อ

ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกเผชิญความผันผวนมากขึ้น จากแรงกดดันหลายด้าน ทั้งความยืดเยื้อและไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ โดย Moody’s ซึ่งทำให้ครบทั้ง 3 สถาบันหลักที่ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ลงจากระดับสูงสุด รวมถึงความกังวลด้านเงินเฟ้อที่เร่งตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ตลาดตราสารหนี้มีความผันผวนสูง และ Bond Yield ปรับขึ้นทั่วโลก จนตลาดต้องปรับมุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ยกันใหม่

 

ท่ามกลางปัจจัยลบรอบด้าน ตลาดหุ้นไทยกลับยืนหยัดได้ดีกว่าที่หลายคนคาด SET Index สามารถปรับขึ้นไปทำจุดสูงสุดของปี แรงหนุนจากความคาดหวังเชิงบวกต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มผ่อนคลายลง GDP ไทย 1Q26 ที่ออกมา +2.8% ดีกว่าตลาดคาดไว้ที่ +2.2% ขณะที่ภาพรวมกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยที่ประกาศออกมาถือว่าน่าพอใจในระดับหนึ่ง หลายอุตสาหกรรมมีกำไรสุทธิสูงกว่าที่ตลาดประเมิน และกำไรรวมยังเติบโต YoY ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 รวมถึงหุ้น DELTA ซึ่งมีน้ำหนักมากในตลาดได้รับการเพิ่มน้ำหนักในดัชนี MSCI

 

อย่างไรก็ดี ภาพที่ดูดีนี้ไม่ได้แปลว่าควรประมาท คำถามสำคัญสำหรับนักลงทุนในระยะนี้จึงอาจไม่ใช่แค่ ‘ตลาดจะไปต่อได้หรือไม่’ แต่ควรเป็น ‘มีปัจจัยใดบ้างที่ต้องระมัดระวัง’

 

ประเด็นแรกที่ต้องระวังคือ Valuation ที่เริ่มตึงตัวขึ้น หลังราคาหุ้นปรับขึ้นมาพอสมควร โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่บางตัวที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของดัชนี หากการปรับขึ้นของตลาดกระจุกตัวอยู่ในหุ้นเพียงไม่กี่กลุ่ม ความเสี่ยงจากการพักฐานของหุ้นนำตลาดอาจกระทบดัชนีโดยรวมได้มากกว่าที่คาด

 

ประเด็นถัดมาคือ Bond Yield ที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญต่อทั้งตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ ณ วันที่ 19 พฤษภาคม 2026 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี อยู่ที่ระดับสูงสุดประมาณ 4.7% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 15 เดือน ส่วนพันธบัตรอายุ 30 ปีนั้นยิ่งน่าตกใจกว่า เพราะขึ้นไปแตะ 5.2% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 18 ปี โดยแรงกดดันหลักมาจาก 3 ปัจจัยที่เสริมกัน ได้แก่ ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เพิ่มความเสี่ยงต่อราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ ปัญหาการคลังของสหรัฐฯ ที่ทำให้นักลงทุนเรียกร้องผลตอบแทนชดเชยความเสี่ยงระยะยาวที่สูงขึ้น และท่าทีของ Fed ที่ยังไม่รีบลดดอกเบี้ย ตราบใดที่เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ Bond Yield มีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อไป และอาจกดดันสินทรัพย์เสี่ยงผ่านต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น

 

ผลกระทบที่เห็นได้ชัดคือหุ้นกลุ่ม Growth และเทคโนโลยี ซึ่งมักถูกประเมินมูลค่าบนสมมติฐานของอัตราคิดลดที่ต่ำ เมื่อ Yield สูงขึ้น มูลค่าของกำไรในอนาคตจะถูก Discount ลงมามากขึ้น ทำให้ราคาหุ้นกลุ่มนี้อ่อนไหวต่อแรงขายมากกว่ากลุ่มอื่น สำหรับตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทย อาจเผชิญแรงกดดันจาก Fund Flow ที่ไหลกลับไปหาสินทรัพย์ปลอดภัยในสหรัฐฯ ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงขึ้น อย่างไรก็ดี ภาวะ Yield สูงไม่ได้เป็นลบกับทุกสินทรัพย์ เพราะยังเป็นบวกต่อบางกลุ่ม เช่น ธนาคารที่อาจได้ประโยชน์จากส่วนต่างดอกเบี้ย และตราสารหนี้ระยะสั้นที่ให้ผลตอบแทนน่าสนใจโดยมีความเสี่ยง Duration ต่ำ

 

อีกปัจจัยที่ยังไม่ควรวางใจคือ ความเสี่ยงจากตะวันออกกลาง แม้ตลาดจะตอบรับข่าวเชิงบวกจากการเจรจาเป็นระยะ แต่สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง หากความตึงเครียดกลับมาปะทุ ราคาน้ำมันอาจปรับขึ้นแรง และส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อ ต้นทุนภาคธุรกิจ และกำลังซื้อของผู้บริโภคในระยะถัดไป

 

สำหรับตลาดหุ้นไทย แม้ผลประกอบการ 1Q26 จะออกมาดีกว่าคาด แต่ยังต้องระวังว่าแรงส่งจากกำไรอาจเริ่มจำกัดลง หากเศรษฐกิจในประเทศยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง หรือการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนยังไม่กลับมาแข็งแรงมากพอ การปรับขึ้นของตลาดในระยะถัดไปจึงอาจต้องอาศัยปัจจัยใหม่เข้ามาสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เห็นผลจริง การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ หรือการไหลเข้าของเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ

 

ดังนั้น ในภาวะที่ตลาดขึ้นมาอยู่ในระดับสูงและปัจจัยลบยังรายล้อม กลยุทธ์การลงทุนควรเน้นความระมัดระวังมากกว่าการไล่ซื้อ นักลงทุนอาจทยอยลดความเสี่ยงในหุ้นที่ราคาปรับขึ้นแรงเกินพื้นฐาน และหันมาให้ความสำคัญกับหุ้นที่มีงบการเงินแข็งแรง กระแสเงินสดดี หนี้ต่ำ และยังรักษาอัตรากำไรได้ในภาวะต้นทุนผันผวน

 

ในเชิงพอร์ตการลงทุน การกระจายความเสี่ยงยังเป็นหัวใจสำคัญ โดยอาจเพิ่มน้ำหนักในตราสารหนี้คุณภาพดีระยะสั้นถึงกลาง หรือกองทุนตลาดเงิน เพื่อช่วยลดแรงกระแทกหากตลาดเกิดการพักฐาน ขณะที่ฝั่งหุ้นควรเน้นการคัดเลือกหุ้นรายตัว เพราะในช่วงที่ดัชนีอยู่ในจุดสูงสุดของปี โอกาสในการสร้างผลตอบแทนจะขึ้นอยู่กับการคัดเลือกหุ้นมากกว่าการอาศัยแรงหนุนจากภาพรวมตลาดเพียงอย่างเดียว

 

ผู้ลงทุนควรจัดพอร์ตให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงและเป้าหมายทางการเงินของตัวเอง และสิ่งที่ผู้ลงทุนควรถามตัวเองอาจไม่ใช่แค่ว่า ‘จะได้กำไรอีกเท่าไร’ แต่คือ ‘หากตลาดไม่เป็นไปตามคาด เราพร้อมรับมือแค่ไหน’

 

ภาพ: janews / Shutterstock

The post หุ้นไทยทดสอบจุดสูงสุดของปี ถึงเวลาระวังหรือไปต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Workslop: เมื่อ AI กำลังลดประสิทธิภาพในการทำงาน https://thestandard.co/workslop-ai-productivity-trust/ Wed, 27 May 2026 07:19:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1211472 ภาพประกอบแนวคิด Workslop ที่ AI ลดประสิทธิภาพการทำงาน

ในปฏิทินมีข้อความสั้นๆ ว่า: Team brainstorm. นำไอเดียมา […]

The post Workslop: เมื่อ AI กำลังลดประสิทธิภาพในการทำงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิด Workslop ที่ AI ลดประสิทธิภาพการทำงาน

ในปฏิทินมีข้อความสั้นๆ ว่า: Team brainstorm. นำไอเดียมาด้วยนะ

 

 
 

เช้าวันอังคาร หนึ่งชั่วโมงก่อนเข้าประชุม คุณยังคงนั่งทำงานอย่างอื่นอยู่ คุณเปิด Claude ขึ้นมา แล้วพิมพ์ว่า “ช่วยคิดห้าไอเดียสำหรับแคมเปญไตรมาส 3 หน่อย ใส่ในสไลด์ให้ด้วย” สิบสองวินาทีต่อมา คุณก็ได้ห้าไอเดียจัดวางอย่างเรียบร้อยในสามสไลด์ คุณกวาดตาดูคร่าวๆ เปลี่ยนหนึ่งคำ แล้วเดินเข้าห้องประชุม

 

เพื่อนร่วมงานทยอยนำเสนอทีละคน

 

เพื่อนร่วมงานคนแรก สไลด์มีสามคอลัมน์ที่จัดวางอย่างสมดุล นำเสนอเรื่อง cross-functional synergies สไลด์คนที่สอง มีสามคอลัมน์เช่นกัน นำเสนอเรื่อง การสำรวจกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยเจาะตลาด สไลด์คนที่สาม มีสามคอลัมน์อีกแล้ว นำเสนอ แผนการทำ digital transformation แต่ละเฟส

 

ทุกสไลด์ดูสะอาดตา ระยะห่างระหว่างองค์ประกอบเป๊ะจนน่าสงสัย ทุกไอเดียฟังดูสมเหตุสมผล ไม่มีใครคัดค้านอะไร

 

ระหว่างที่ฟังไปครึ่งทาง คุณสังเกตเห็นบางอย่าง ไม่มีใครมีความเห็นที่หนักแน่น ไม่มีใครต่อสู้เพื่อไอเดียของตัวเอง ไม่มีใครพูดว่า “ฉันเชื่อจริงๆ ว่าเราควรทำสิ่งนี้ และนี่คือเหตุผล” ทุกไอเดียฟังดูดี แต่ไม่มีใครในห้องที่ดูเหมือนจะเชื่อในไอเดียของตัวเองจริงๆ ห้องประชุมมีบรรยากาศที่นิ่งเงียบผิดธรรมชาติ ไม่ใช่เพราะทุกคนคิดเหมือนกัน แต่เพราะทุกคนถามเครื่องมือเดียวกันด้วยคำถามแบบเดียวกัน

 

การประชุมจบลง “วันนี้ดีมาก” มีคนกล่าว แต่ไม่มีการตัดสินใจอะไรเกิดขึ้น

 

ยินดีต้อนรับสู่ยุคของ workslop

 

ในเดือนกันยายน 2025 นักวิจัยจาก Stanford Social Media Lab ร่วมกับ BetterUp Labs ตีพิมพ์งานวิจัยใน Harvard Business Review ที่ตั้งชื่อให้กับปรากฏการณ์ที่คนทำงานออฟฟิศหลายล้านคนกำลังจมอยู่กับมันอย่างเงียบๆ

 

Workslop คือเนื้อหางานที่สร้างโดย AI ซึ่งดูเหมือนเป็นงานที่ดี แต่กลับขาดเนื้อหาสาระที่จะช่วยให้งานนั้นเดินหน้าไปได้จริง

 

มันดูเป็นมืออาชีพ ใช้คำที่ถูกต้อง แต่เมื่อพิจารณาให้ลึกลงไป เนื้อหาที่อยู่ข้างในกลับกลวงเปล่า สไลด์ที่ไม่ได้บอกอะไร บันทึกการประชุมที่สรุปอะไรไม่ได้ ‘ข้อเสนอแนะ’ ที่จริงๆ แล้วเป็นเพียงรายการประเด็นที่โยนกลับให้คนถามไปคิดเอง

 

จากการสำรวจพนักงานออฟฟิศในสหรัฐฯ จำนวน 1,150 คน 40% บอกว่าพวกเขาได้รับ workslop ในเดือนที่ผ่านมา การแก้ไขแต่ละชิ้นใช้เวลาเฉลี่ยเกือบสองชั่วโมง นักวิจัยประเมินว่าต้นทุนของเรื่องนี้อยู่ที่ 186 ดอลลาร์ต่อพนักงานหนึ่งคนต่อเดือน หรือเก้าล้านดอลลาร์ต่อปีสำหรับองค์กรขนาด 10,000 คน

 

แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าตัวเลขคือเรื่องนี้ คนที่ได้รับงานรูปแบบ workslop พวกเขามักมองคนที่ส่งมาว่าน่าเชื่อถือน้อยลง มีความคิดสร้างสรรค์น้อยลง และไว้ใจได้น้อยลง การใช้ AI อย่างไม่ระมัดระวังกำลังสร้างต้นทุนทางความไว้วางใจอย่างเงียบๆ และมันค่อยๆ สะสมขึ้น แม้จะไม่มีใครพูดถึงมันออกมาตรงๆ ก็ตาม

 

คำสัญญาของ AI คือมันจะช่วยมนุษย์ให้ทำงานได้อย่างมีความหมายมากขึ้น แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกลับเป็นในทางตรงกันข้าม AI ทำให้การ ‘ผลิตงาน’ มีต้นทุนต่ำลง เราจึงผลิตมากขึ้น แต่ความคิดที่อยู่ข้างในกลับลดลง คนส่งประหยัดเวลาไปสิบห้านาที คนรับเสียเวลาสองชั่วโมงเพื่อพยายามถอดรหัสว่ามันต้องการสื่ออะไร

 

งานไม่ได้หายไปไหน มันแค่ถูกส่งต่อจากคนที่ควรจะไตร่ตรองมาแล้ว ไปยังคนที่ต้องมาตามเก็บกวาดทีหลัง

 

นี่คือความขัดแย้งที่อยู่ใจกลางเรื่องราวของ AI กับ productivity ใครก็ตามที่มี AI สามารถสร้างสไลด์ที่ดูดีได้ในสิบสองวินาที สิ่งที่ยากขึ้นทุกวันไม่ใช่การผลิต แต่เป็นวิจารณญาณ ความสามารถในการอ่านงานแล้วบอกว่า งานนี้ดูดีแต่กลวง ทำใหม่ ความกล้าที่จะปักธงและพูดว่า นี่คือสิ่งที่ฉันคิด และนี่คือเหตุผล

 

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นทักษะของมนุษย์โดยแท้ AI ไม่ได้ทำให้มันมีค่าน้อยลง ตรงกันข้าม มันทำให้ทักษะเหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในห้อง

 

คำตอบไม่ใช่การใช้ AI ให้น้อยลง ‘คิดดีๆ’ ไม่ได้แปลว่าต้องคิดด้วยมือเปล่า การใช้ AI ให้เป็นคือการใช้มันเพื่อคิดให้หนักขึ้น ใช้มันเป็นเพื่อนคู่คิดที่ช่วยผลักดันความคิดของเราให้ไกลขึ้น ไม่ใช่ใช้มันมาแทนการคิดทั้งหมด

 

ที่ SCBX ในขณะที่เรากำลังเดินหน้าสู่การเป็นองค์กร AI-first นี่คือเส้นทางที่เรากลับมาทบทวนเสมอ การเป็น AI-first ไม่ใช่เรื่องของการผลิตมากขึ้น แต่คือการปลดล็อกให้คนของเราได้ทำสิ่งที่มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่ทำได้ นั่นคือการตัดสินใจ การเลือกว่าอะไรสำคัญ และการกล้าพูดว่าสิ่งนี้ยังไม่ดีพอ ในยุคที่ผลผลิตเป็นสิ่งไม่จำกัด สิ่งที่หายากที่สุดคือมนุษย์ที่กล้าตัดสินใจ

 

กลับไปที่การประชุมเช้าวันอังคาร คุณเดินกลับมาที่โต๊ะทำงาน คุณเปิด Claude อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ คุณไม่ได้ขอให้มันสร้างอะไรให้คุณ คุณพิมพ์ความคิดของตัวเอง ความคิดที่ยังไม่สุก ยังไม่กลม ยังประหลาดอยู่นิดหน่อย ความคิดที่คุณเชื่อในมันจริงๆ แต่ยังหาวิธีพูดมันออกมาไม่ได้

 

คุณพิมพ์หา Claude ช่วยผลักดันความคิดของฉันหน่อย บอกฉันด้วยว่าตรงไหนที่มันยังไม่แข็งแรง

 

นั่นคือช่วงเวลาที่ AI คืนประสิทธิภาพในการทำงานที่แท้จริงให้กับคุณ

The post Workslop: เมื่อ AI กำลังลดประสิทธิภาพในการทำงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุป 5 สัปดาห์แรก สงครามตะวันออกกลางใน 5 นาที แบบเข้าใจง่ายที่สุด https://thestandard.co/middle-east-war-week-five-summary/ Wed, 27 May 2026 06:30:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1211458 สงครามตะวันออกกลาง

ถ้าคุณติดตามข่าวในสัปดาห์ที่ผ่านมา จะเห็นว่าเหตุการณ์หล […]

The post สรุป 5 สัปดาห์แรก สงครามตะวันออกกลางใน 5 นาที แบบเข้าใจง่ายที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
สงครามตะวันออกกลาง

ถ้าคุณติดตามข่าวในสัปดาห์ที่ผ่านมา จะเห็นว่าเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งสหรัฐฯ ส่งกำลังเพิ่มเข้าไปในภูมิภาค กลุ่มฮูตีในเยเมนเปิดแนวรบในทะเลแดง อิสราเอลขยายปฏิบัติการในเลบานอน โรงงานอุตสาหกรรมสำคัญถูกโจมตี และรัฐบาลไทยออกมาขอโทษประชาชน

 

ผมสรุปแบบง่ายที่สุดให้อ่านจบใน 5 นาทีครับ

 

🟡 1) สหรัฐฯ เพิ่มกำลัง แต่ยังไม่ตัดสินใจรบเต็มรูปแบบ

 

สหรัฐฯ ส่งทหารเพิ่มประมาณ 3,500 นาย รวมทั้งกองเรือและนาวิกโยธิน (ทหารที่ยกพลขึ้นบกจากทะเลได้) มีข่าวว่ากำลังพิจารณาทางเลือกบุกภาคพื้นดินในอิหร่าน และพูดถึงเกาะ Kharg ซึ่งเป็นจุดส่งออกน้ำมันสำคัญของอิหร่าน แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการประกาศว่าจะบุกจริง ขณะเดียวกันในสหรัฐฯ เองเริ่มมีคนออกมาประท้วงในนาม No Kings หลายล้านคน เพราะค่าครองชีพสูงขึ้นจากสงคราม ถ้าสงครามยืดเยื้อ แรงกดดันทางการเมืองของทรัมป์จะยิ่งมากขึ้นครับ

 

🟡 2) มีความพยายามเจรจา แต่ยังไม่ใกล้จบ

 

หลายประเทศอย่างปากีสถาน ซาอุฯ อียิปต์ และตุรกี พยายามเปิดเวทีพูดคุยเพื่อหยุดยิงและเปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่ปัญหาคือแต่ละฝ่ายยังไม่ยอมกัน เช่น ฝั่งซาอุฯ อยากให้อิหร่านลดอาวุธและลดการสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรในภูมิภาค ขณะที่อิหร่านไม่ยอมรับเงื่อนไขนี้ และในสนามรบจริงยังสู้กันหนักขึ้น สรุปง่ายๆ คือ มีคนคุย แต่ยังไม่มีใครอยากหยุดจริงครับ

 

🟡 3) ฮูตีจากเยเมนเข้าร่วม ทำให้สงครามขยายวง กระทบโลกมากขึ้น

 

ฮูตีคือกลุ่มติดอาวุธในเยเมนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิหร่าน ตอนนี้พวกเขาเริ่มยิงขีปนาวุธและโดรนใส่อิสราเอล และโจมตีเรือในทะเลแดง จุดสำคัญคือทะเลแดงเป็นเส้นทางเรือสินค้าจากเอเชียไปยุโรป ถ้าเส้นทางนี้ไม่ปลอดภัย ค่าขนส่งจะสูงขึ้นทันที ขณะที่ฝั่งอ่าวเปอร์เซียก็ยังมีความเสี่ยงเรื่องน้ำมัน ทำให้โลกเจอปัญหาพร้อมกันสองด้าน คือ “พลังงานแพงขึ้น” และ “ค่าขนส่งแพงขึ้น”

 

🟡 4) อิสราเอลขยายการรบไปเลบานอน เสี่ยงยืดเยื้อ

 

อิสราเอลกำลังรบกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนตอนใต้ ซึ่งเป็นอีกกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน เป้าหมายคือผลักภัยคุกคามออกจากชายแดนของตัวเอง แต่การขยายพื้นที่ปฏิบัติการแบบนี้ ทำให้สงครามไม่ได้มีแค่จุดเดียว แต่กระจายเป็นหลายแนวรบ และมีโอกาสยืดเยื้อยาว

 

🟡 5) เป้าหมายการโจมตีเปลี่ยน จากฐานทัพไปสู่โรงงานและวัตถุดิบโลก

 

มีการโจมตีโรงงานอะลูมิเนียม โรงงานเคมี และโครงสร้างพื้นฐานในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบสำคัญของโลก เมื่อโรงงานเหล่านี้ถูกกระทบ สินค้าหลายอย่างจะขาดหรือแพงขึ้น เช่น โลหะ พลาสติก ปุ๋ย และสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งสำคัญมากครับ เอาง่ายๆ แค่อะลูมิเนียม ภูมิภาคนี้มีสัดส่วนอุปทานอะลูมิเนียมโลกราว 9%

 

พูดง่ายๆ คือ สงครามเริ่มกระทบ “ของที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน” โดยตรง ไม่ใช่แค่เรื่องทหาร

 

🟡 6) สงครามยูเครนเริ่มเชื่อมกับตะวันออกกลาง

 

โวโลดีมีร์ เซเลนสกี เดินทางไปประเทศอ่าวเปอร์เซีย ลงนามความร่วมมือด้านกลาโหมกับซาอุฯ กาตาร์ และ UAE โดยเสนอประสบการณ์ของยูเครนด้านการป้องกันโดรนและขีปนาวุธ แลกกับการสนับสนุน เทคโนโลยี และพลังงาน

 

สิ่งนี้สะท้อนว่าแต่ละสงครามไม่ได้แยกจากกัน แต่เริ่มเชื่อมกันผ่านอาวุธ พลังงาน และการเมือง เมื่อหลายพื้นที่ปะทุพร้อมกัน โลกจะยิ่งแข่งขันกันแย่งทรัพยากร ทำให้ทุกอย่างแพงขึ้นและผันผวนมากขึ้น

 

นักวิเคราะห์บางคนถึงกับเรียกว่า นี่คือสงครามโลกครั้งที่ 3 แบบไม่ประกาศตัว

 

🟡 7) ราคาน้ำมันขึ้นแรง และอาจผันผวนต่อเนื่อง

 

ราคาน้ำมันดิบวันนี้ (30 มีนาคม) ขึ้นมาอยู่แถวประมาณ 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นมากในเวลาไม่นาน สาเหตุไม่ใช่แค่น้ำมันขาด แต่เพราะตลาดกังวลว่าอนาคตอาจขาด จึงรีบซื้อและดันราคาให้สูงขึ้นไปก่อน หุ้นทั่วโลกเริ่มปรับตัวลง นักลงทุนระวังความเสี่ยงมากขึ้น และกังวลว่าเงินเฟ้อจะอยู่สูงนาน

 

ตลาดเริ่มกลับมาคิดเรื่องดอกเบี้ยสูงนานหรือแม้แต่โอกาสการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง

 

🟡 8) รัฐบาลไทยขอโทษ สะท้อนว่าคาดการณ์พลาด

 

นายกฯ อนุทิน แถลงวันเสาร์ยอมรับว่าตอนแรกคิดว่าสงครามจะสั้น จึงพยายามตรึงราคาน้ำมันไว้ แต่เมื่อสถานการณ์ยืดเยื้อและราคาพลังงานโลกพุ่งขึ้น ก็ต้องปรับนโยบาย

 

สาระสำคัญของคำขอโทษนี้จึงไม่ใช่เรื่องการเมืองรายวันเท่านั้น แต่คือการยอมรับว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่โลกแบบใหม่ที่รัฐไม่สามารถใช้เครื่องมือเดิมคุมความผันผวนได้เหมือนเก่า

 

เป็นสัญญาณถึงทุกคนครับว่าต้องเลิกวางแผนบนสมมติฐาน “รัฐจะตรึงทุกอย่างไว้ให้”

 

🟡 9) นโยบายไทยเริ่มเปลี่ยน จากตรึงราคา เป็นช่วยเฉพาะกลุ่ม

 

ครม.มีมติออก 7 มาตรการเร่งด่วนเพื่อรับมือวิกฤตราคาน้ำมันที่พุ่งสูง โดยเน้น “พยุงต้นทุน + เติมกำลังซื้อ” ระยะสั้น ครอบคลุมทั้งประชาชนและธุรกิจ ได้แก่

 

การเตรียมลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน (รอขั้นตอนกฎหมาย), เพิ่มเงินบัตรสวัสดิการเป็น 400 บาทต่อเดือน, อุดหนุนภาคขนส่งผ่านระบบติดตามการใช้น้ำมันจริง, ลดต้นทุนเกษตรผ่านปุ๋ยราคาถูกและปุ๋ยทางเลือก, สนับสนุนน้ำมัน B20 ให้ภาคประมงราคาต่ำลง, ผ่อนปรนเงื่อนไขสัญญาภาครัฐและเร่งจ่ายเงินชดเชยเพื่อเสริมสภาพคล่องผู้รับเหมา และออก Soft Loan วงเงิน 10,000 ล้านบาทช่วย SME

 

โดยภาพรวมสะท้อนว่ารัฐกำลังพยายาม “ประคองระบบเศรษฐกิจ” ไม่ให้สะดุดจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งขึ้น แม้มาตรการส่วนใหญ่ยังเป็นการบรรเทาระยะสั้นมากกว่าการแก้โครงสร้างพลังงานในระยะยาว

 

🟡 10) เศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตช้า แต่ค่าครองชีพสูง Stagflation

 

SCB EIC ปรับลด GDP ปี 2569 เหลือ 1.4% เงินเฟ้อ 3.2% เศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ภาวะ “โตต่ำ เงินเฟ้อสูง” หรือ Stagflation ซึ่งจัดการยาก สงครามนี้กระทบทั้งพลังงานและวัตถุดิบ ทำให้ต้นทุนนำเข้าสูงขึ้น การส่งออกชะลอ ท่องเที่ยวเริ่มอ่อนแรง นักท่องเที่ยวถูกปรับลดเหลือ 33.2 ล้านคน ไทยจึงเสี่ยง “ขาดดุลแฝด 3 มิติ” ทั้งบัญชีเดินสะพัด เงินทุนไหลออก และการคลัง แนวทางที่เหมาะคือ 3T: Targeted, Temporary และ Transform

 

สรุปครับ สถานการณ์ยังเปราะบางและมีแนวโน้มยืดเยื้อ สงครามอีกซีกโลกกำลังต่อยหมัดฮุก เสยคางเข้าเต็มๆ แล้วในราคาน้ำมัน ค่าไฟ และค่าครองชีพของเราโดยตรง หวังว่าทุกคนจะเตรียมตัวรับความผันผวนที่อาจอยู่กับเราไปอีกระยะได้ทันนะครับ

The post สรุป 5 สัปดาห์แรก สงครามตะวันออกกลางใน 5 นาที แบบเข้าใจง่ายที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Land Bridge : Bridge over Troubled Water ! https://thestandard.co/land-bridge-thailand-troubled-water/ Wed, 27 May 2026 06:12:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1211435 แผนที่ประเทศไทยแสดงแนวคิดโครงการแลนด์บริดจ์เชื่อมสองฝั่งทะเล

ท้องทะเลคือ เส้นพรมแดนชนิดหนึ่งของประเทศ   Al […]

The post Land Bridge : Bridge over Troubled Water ! appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผนที่ประเทศไทยแสดงแนวคิดโครงการแลนด์บริดจ์เชื่อมสองฝั่งทะเล

ท้องทะเลคือ เส้นพรมแดนชนิดหนึ่งของประเทศ 

 Alfred T. Mahan

The Influence of Sea Power Upon History 1690-1783

 

ผู้ที่ปรารถนาจะใช้พลังอำนาจทางทะเลให้มีอิทธิพลต่อประวัติศาสตร์ได้นั้น จะต้องตระหนักในรายละเอียดว่า แล้วพวกเขาจะลงมือทำเรื่องนี้ [ให้ประสบความสำเร็จ] ได้จริงอย่างไร

Thomas M. Kane

Strategy (2013)

 

ที่ตั้งของดินแดนแห่งชาตินั้น มีความสำคัญอย่างยิ่ง เช่นเดียวกับเรื่องของระยะทาง … [ดังนั้น] ความหมายทางยุทธศาสตร์ของภูมิศาสตร์จึงเน้นเฉพาะในบริบททางการเมือง

Colin S. Gray

Maritime Strategy, Geopolitics, and the Defense of the West (1986)

 

 

 

หมายเหตุผู้เขียน:

 

ผมอยากจะขออนุญาตตั้งชื่อบทความเป็นภาษาอังกฤษ เพราะวันนี้เมกะโปรเจ็กต์ที่รู้จักันในชื่อของ “โครงการแลนด์บริดจ์” นั้น พวกเราในสังคมไทยเรียกทับศัพท์ และเป็นที่เข้าใจกันได้โดยทั่วไป จะไม่ขอเรียกว่า “โครงการสะพานทางบก” แม้ในทางความคิดจะเป็นสะพานเช่นนั้นก็ตาม

 

ส่วนชื่อรองของบทความนั้น ก็จะขออนุญาตยืมเอาชื่อเพลงดังสมัยทศวรรษ 1970 ของ “Simon & Garfunkel” มาเป็นภาพสะท้อนถึงสถานะของโครงการนี้ ซึ่งเชื่อว่า ผู้อ่านหลายท่านน่าจะพอคุ้นเคยกับบทเพลงนี้อยู่บ้าง อยากชวนว่า นอกจากอ่านบทความแล้ว ลองฟังเพลงดังในยุค 70 ของคนรุ่นผมด้วยนะครับ และเพลงนี้ถือเป็นเพลงดังข้ามศตวรรษ เพราะได้รับการยกย่องอีกครั้งจาก The Guardian ในปี 2017 และจาก The Independent ในปี 2020 … ต้องถือว่าเป็นเพลงที่ไพเราะทั้งทำนองและเนื้อหาเพลงหนึ่งเลยครับ

 

แม้เนื้อหาของเพลงอาจจะไม่ได้สอดรับโดยตรงกับโครงการ Land Bridge ของไทย แต่ก็อยากขอถือโอกาสชวนฟังเพลงนี้นำร่อง เพราะมีสาระในการให้กำลังใจกันในยามที่ยากลำบาก เนื่องจาก หากรัฐบาลตัดสินใจทำโครงการนี้แล้ว เราคงต้องร้องเพลงนี้เป็นกำลังใจให้กับประเทศไทย ซึ่งประเทศน่าจะเผชิญกับผลที่ตามมาอย่างน่ากังวลในอนาคต เสมือนเป็น “bridge over troubled water” ฉันใด ฉันนั้น

 

แต่หากไม่ตีความจากสาระของเพลงแล้ว ผมอยากจะเรียกสถานะของโครงการนี้ว่า “สะพานทางบก: สะพานเหนือมหานทีแห่งความปั่นป่วน” เพราะการผลักดันเมกะโปรเจ็กต์นี้ จะเป็นหนึ่งใน “มหานทีแห่งความปั่นป่วน” ทางการเมืองสำหรับรัฐบาลอย่างแน่นอน

 

เกริ่นนำ

 

อัลเฟรด ที. มาฮาน นักยุทธศาสตร์ทางทะเลคนสำคัญของโลก เริ่มต้นบทแรกของหนังสือที่ถือเป็นต้นทางของ “สำนักยุทธศาสตร์ทางทะล” (Maritime School) ว่า ทะเลในมุมมองทางการเมืองและสังคมนั้น เป็นดัง “มหาทางหลวง” คือเป็น “Great Highway” ที่ผู้คนต้องใช้สัญจรผ่านไปมา และเส้นทางการสัญจรเช่นนี้เอง ที่ทำให้เกิดการเดินทางและการท่องเที่ยว การเชื่อมต่อทางการค้า และการส่งผ่านทางวัฒนธรรม

 

ด้วยเส้นทางสัญจรทางทะเลเช่นนี้ ผู้เดินทางอาจจะต้องเผชิญกับความอันตรายจากความผันแปรของท้องทะเล ทั้งที่มนุษย์เคยชินและไม่เคยชิน แต่ประวัติศาสตร์ในอีกด้าน ก็ตอบเราว่า ทะเลเป็นเส้นทางที่ง่ายที่สุดและถูกที่สุดในการเดินทางและขนส่งสินค้า

 

สำหรับประเทศไทยที่มีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่มีชายฝั่งทะเลของ 2 มหาสมุทร จึงเป็นความท้าทายต่อรัฐบาลในการกำหนดยุทธศาสตร์ทางทะเล ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจและทางทหารเป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือ รัฐบาลไทยจะใช้ประโยชน์จากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่มีทะเล 2 ด้านของประเทศอย่างไร

 

คำตอบของการใช้ประโยชน์นี้ ตรงไปตรงมา ดังปรากฏจากข้อเสนอของรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีในการลงทุนเพื่อทำถนนเชื่อมชายฝั่งทะเลระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับอ่าวไทย หรือที่รู้จักกันในชื่อของ “โครงการ Land Bridge” นั้น ได้กลายเป็นข้อถกเถียงอย่างมีนัยสำคัญในสังคมไทย และกลายเป็น “อภิมหาโปรเจ็กต์” ที่สังคมต้องสนใจด้วยมูลค่าของเงินลงทุนมหาศาล อันทำให้เกิดคำถามที่ตามมาในหลายๆ ด้าน ทั้งในเรื่องของการใช้ประโยชน์ได้จริง และความคุ้มค่าที่เกิดขึ้นในอนาคต

 

ดังนั้น บทความนี้จะทดลองนำเสนอข้อพิจารณาบางประการ โดยจะเน้นในเรื่องของความมั่นคงเป็นประเด็นสำคัญ ด้วยข้อสังเกต 3 ส่วนที่สำคัญดังต่อไปนี้

 

ข้อสังเกตทางภูมิรัฐศาสตร์

 

  • สถานการณ์สงครามอิหร่านสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของภูมิศาสตร์ทางทะเลของโลกในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะพื้นที่ทางทะเลที่มีความสำคัญทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ จะมีความเป็น “ทะเลทางยุทธศาสตร์” ในตัวเอง และอำนาจในการ “ควบคุมทะเล” (Command of the Sea) จะมีความสำคัญต่ออำนาจของรัฐทั้งในยามสันติและยามสงคราม ดังนั้น ผู้นำประเทศควรจะต้องมีข้อพิจารณาถึงยุทธศาสตร์ของประเทศในมิติทางทะเล ซึ่งประเด็นเช่นนี้เป็นเสมือนการเชิญชวนให้พวกเราต้องหันกลับมาเป็น “นักเรียนน้อย” ของนักยุทธศาสตร์อย่าง “มาฮาน” กันอีกครั้ง

 

  • ในบริบทของเศรษฐศาสตร์การเมืองนั้น ใครที่คิดว่า ทะเลไม่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ในโลกยุคปัจจุบันแล้ว อาจจะต้องคิดใหม่ทั้งหมด แม้ระบบการขนส่งสินค้าและบริการสมัยใหม่ทั้งระบบถนน ระบบราง และระบบเดินอากาศจะมีความก้าวหน้าอย่างมากก็ตาม เพราะอย่างน้อยสงครามอิหร่านเป็นคำตอบในตัวเองถึง ความสำคัญของทะเลต่อปัจจัยเศรษฐกิจและการเมืองในสถานการณ์ความขัดแย้งปัจจุบัน เพราะในโลกสมัยใหม่ ทะเลไม่ใช่เป็นเพียง “Highway” ของโลกเท่านั้น หากยังเป็น “Super Highway” ของโลกในศตวรรษที่ 21 อีกด้วย

 

  • การควบคุมทะเลมีนัยอย่างมากถึงการควบคุมจุดยุทธศาสตร์ของเส้นทางคมนาคมทางทะเล (Sea Lanes of Communication- SLOC) ที่แทบจะไม่แตกต่างจากยุคอาณานิคม ดังเห็นได้จากการขยายอำนาจของจักรวรรดิอังกฤษผ่านการควบคุมและใช้ประโยชน์ทางทะเลในบริบททางประวัติศาสตร์ และด้วยการสร้างอำนาจผ่านทะเลเช่นนี้ จึงทำให้จักรวรรดิอังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศที่เป็นเกาะ แต่กลับสามารถขยับบทบาทของตนเองขึ้นเป็นมหาอำนาจใหญ่ของโลก และดำรงสถานะของความเป็น “เจ้าทะเล” ที่มีอิทธิพลเหนือรัฐมหาอำนาจอื่นๆ ทั้งยังนำไปสู่การขยายจักรวรรดิในดินแดนโพ้นทะเล จนจักรวรรดิอังกฤษได้รับการขนานนามว่าเป็นดินแดนที่ “พระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน” เพราะอังกฤษครอบครองดินแดนอาณานิคมทั่วโลก

 

  • ในบริบททางเศรษฐกิจและการค้า ทะเลเป็นฐานรองรับต่อการขยายตัวของการค้าระหว่างประเทศนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน หรือในอีกทางหนึ่ง ทะเลคือ เส้นเลือดของการเชื่อมต่อการผลิตของระบบทุนนิยมโลก หรือสำหรับชีวิตทางเศรษฐกิจปัจจุบัน ทะเลเป็นเส้นทางของห่วงโซ่อุปทานของโลก ดังนั้น เราจึงอาจกล่าวได้ว่า ทะเลก็คือ “ถนนซูเปอร์ไฮเวย์” ของยุคโลกาภิวัฒน์นั่นเอง

 

  • จุดยุทธศาสตร์สำคัญคือ “คอขวด” ทางทะเล (choke points) ที่จะควบคุมการเดินทางผ่านเข้าออกพื้นที่จากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งในทะเล คอขวดเช่นนี้จึงมีความสำคัญโดยตรงต่อยุทธศาสตร์ทางทะเล โดยเฉพาะในกรณีของรัฐมหาอำนาจ ซึ่งในอดีตเราเคยเห็นการควบคุมคอขวดเช่นนี้ของจักรวรรดิอังกฤษมาแล้ว ดังนั้น สงครามอิหร่านจึงสะท้อนให้เห็นอีกครั้งของความเป็นจุดยุทธศาสตร์ของคอขวดที่ช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ต่างจากที่มาฮานกล่าวถึง ความสำคัญในการควบคุมที่ตั้งสำคัญทางทะเลที่มีคุณค่าในทางยุทธศาสตร์

 

  • เงื่อนไขทางภูมิศาสตร์เช่นนี้ตอบเราว่า ยังไม่มีปัจจัยทางภูมิศาสตร์ใดที่จะทดแทนต่อการปิดช่องแคบได้จริง แม้จะมีการก่อสร้างทางบกเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะกระทบต่อการสัญจร แต่สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นก็ไม่ใช่สิ่งที่จะทดแทนการผ่านช่องแคบได้จริง ปัญหาเช่นนี้ส่งผลให้การปิดช่องแคบคือ “หายนะของเศรษฐกิจโลก” ดังเช่นที่ปรากฏให้เห็นจากสงครามอิหร่าน และส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมมากกว่าที่เราคิด สภาวะเช่นนี้ในโลกยุคปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่า ความพยายามในการแก้ปัญหาการปิดล้อมทางทะเล ด้วยการสร้างท่อส่งน้ำมันผ่านเส้นทางทางบกนั้น ยังไม่สามารถตอบโจทย์ได้จริง

 

  • ในสภาวะของการแข่งขันทางภูมิศาสตร์เช่นปัจจุบัน การควบคุมทะเลและบรรดาคอขวดจึงเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันดังกล่าว และอำนาจในการควบคุมทะเลและจุดคอขวดของโลก เป็น “อำนาจทางยุทธศาสตร์” ในตัวเอง และบทเรียนของจักรวรรดิอังกฤษตอบเราจนถึงปัจจุบันว่า ไม่มีรัฐมหาอำนาจใดไม่สร้างอำนาจทางทะเล แต่ก็มิใช่การสร้างอำนาจเช่นนี้จะเป็นไปอย่างไร้ทิศทาง เพราะการลงทุนในการสร้างสมุททานุภาพนั้น มีค่าใช้จ่ายในการลงทุนสูง จึงต้องการการพิจารณาในเรื่องนี้ด้วยการมียุทธศาสตร์ทางทะเลที่ชัดเจน และต้องตระหนักว่า การสร้างอำนาจทางทะเลจะต้องไม่ยึดติดเพียงการมีเรือรบจำนวนมากเท่านั้น เพราะอำนาจในบริบททางทะเลมีองค์ประกอบอื่นๆ

 

  • การสร้างอำนาจในยุทธศาสตร์ทางทะเลนั้น มีองค์ประกอบดังคำสอนที่นักยุทธศาสตร์เรียกว่า “หลัก 6 ประการ” ของมาฮานคือ 1] ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ 2] ลักษณะทางกายภาพของประเทศในบริบททางทะเล 3] ขนาดของดินแดน 4] จำนวนประชากร 5] คุณลักษณะของประชาชนภายในชาติ และ 6] คุณลักษณะของรัฐบาล ซึ่งหลัก 6 ประการเช่นนี้ เป็นคำตอบในตัวเองที่รัฐบาลจะต้องนำมาประยุกต์ใช้ในการสร้างอำนาจทางทะเลของรัฐ

 

  • ในสถานการณ์การเมืองโลกปัจจุบันนั้น หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่รัฐมหาอำนาจใหญ่ของโลกจะต้องสร้างอำนาจในการควบคุมทะเล ฉะนั้น การแข่งขันของรัฐมหาอำนาจใหญ่จึงมีเรื่องของ “การแข่งขันทางทะเล” เป็นองค์ประกอบสำคัญเสมอ ดังเช่นบทเรียนของการแข่งขันทางทะเลในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ระหว่างจักรวรรดิอังกฤษกับเยอรมนี การแข่งขันการสร้างกองเรือรบขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ และจีนอาจไม่แตกต่างจากการแข่งขันสะสมอาวุธทางทะเลในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 นั่นเอง

 

  • ในความขัดแย้งระหว่างประเทศนั้น การควบคุมจุดยุทธศาสตร์ของเส้นทางทางทะเลที่สำคัญในภูมิภาค ดังเช่นการควบคุมของช่องแคบยิบรอลตาร์ แหลมกู๊ดโฮป คลองปานามา หรือคลองสุเอซ เป็นตัวอย่างในประวัติศาสตร์ และการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซในยุคปัจจุบันคือ การย้อนรอยประวัติศาสตร์สงครามทางทะเลของโลกในอดีต

 

ข้อสังเกตทางยุทธศาสตร์ของไทย

 

  • ผู้นำไทยคิดอย่างไรกับทะเลในมิติทางยุทธศาสตร์ หรืออะไรคือ “วิสัยทัศน์ทางยุทธศาสตร์” ในเรื่องทางทะเล ที่ไม่ใช่มีแต่เรื่องของการซื้ออาวุธเท่านั้น ประเด็นเช่นนี้อาจจะดูเป็นเรื่องซับซ้อน แต่โลกในอนาคตที่ความสำคัญของทะเล/มหาสมุทรไม่ได้เปลี่ยนแปลงนั้น รัฐชายฝั่งอย่างไทยที่มีที่ตั้งในลักษณะ “รัฐ 2 ฝั่งทะเล” จะใช้ประโยชน์จากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อย่างไร เป็นประเด็นที่ต้องคิดในมิติทางยุทธศาสตร์

 

  • ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้ารัฐไม่มียุทธศาสตร์ทางทะเลรองรับบริบทของที่ตั้งทางภูมิศาสตร์เช่นนั้น หรืออย่างน้อย จะต้องมีความชัดเจนในทางความคิดว่า รัฐไทยจะใช้ประโยชน์จากบริบทของที่ตั้ง 2 ชายฝั่งทะเลอย่างไร หรือในอีกด้านหนึ่ง รัฐไทยมีแผนทางยุทธศาสตร์ในการพัฒนาภาคใต้อย่างไร และแผนนี้จะต้องไม่ทำแบบ “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” ที่ไม่ได้มีความเป็นแผนยุทธศาสตร์อะไร นอกจากการเป็น “เอกสารโครงการเย็บเล่ม” ที่ให้หน่วยราชการมาแสดงความจำนงในการทำโครงการใน กรอบเวลา 20 ปี

 

  • การคิดในเรื่อง Land Bridge ของรัฐบาล จะบอกอะไรในมิติของการใช้ทะเลในมิติทางยุทธศาสตร์ เพราะการเชื่อม 2 ฝั่งทะเลต้องคิดให้ได้มากกว่าเรื่องทางเศรษฐกิจ หรือคำถามคือ ไทยต้องการอะไรจากโครงการนี้ในทางยุทธศาสตร์ คำถามนี้ อาจจะดูเป็นข้อเรียกร้องทางวิชาการ แต่การคิดโครงการขนาดใหญ่ของระบบคมนาคม โดยไม่คำตอบทางยุทธศาสตร์นั้น ระบบคมนาคมดังกล่าวอาจจะไม่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศอย่างแท้จริง หรืออย่างน้อยต้องตอบให้ได้ว่า ไทยต้องการ Land Bridge ไปเพื่อทำอะไร หรืออะไรคือวัตถุประสงค์ทางยุทธศาสตร์ของโครงการนี้

 

  • มีคำถามสำคัญในทางเศรษฐศาสตร์อีกด้วยว่า Land Bridge จะให้ผลตอบแทนอย่างมากแก่ประเทศนั้น เป็นความจริงเพียงใด ดังนั้น การศึกษาความคุ้มค่า จะต้องไม่ใช่ “การปั้นตัวเลข” หรือ “การแต่งบัญชีปลอม” โดยเฉพาะตัวเลขของระยะเวลาที่มักจะหยิบยกขึ้นมาเป็นข้ออ้างเสมอว่า การเดินทางผ่านช่องแคบมะละกาจะมากกว่าการใช้เส้นทางผ่านไทยถึง 4 วัน มีคำถามในสังคมอย่างมากว่า เป็นความจริงเพียงใด หรือตัวเลขจริงอาจใช้มากกว่าเพียง 2 วันเท่านั้น

 

  • ความคุ้มค่าในอีกส่วนมีนัยโดยตรงถึงการต้องยกสินค้าขึ้นลง 2 ครั้ง คือย้ายจากเรือทางฝั่งทะเลหนึ่ง ไปสู่อีกฝั่งทะเลหนึ่ง ซึ่งคิดค่าใช้จ่ายในความเป็นจริงแล้ว ไม่น่าจะเป็นความคุ้มค่าในทางเศรษฐกิจ เพราะมีค่าใช้จ่ายถึง 2 ครั้ง และต้องเสียเวลาในการโยกย้ายสินค้า ซึ่งเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่อาจจะง่ายกว่า และคุ้มค่ามากกว่า ที่จะเดินทางผ่านช่องแคบมะละกา ตรงไปยังประเทศปลายทางผ่านทะเลจีนใต้ แทนเลือกการเดินทางผ่านเส้นทางไทย

 

  • การทำ “อภิมหาโปรเจ็กต์” นั้น รัฐบาลไม่อาจคิดด้วยความฝัน เนื่องจากเป็นโครงการที่มีการลงทุนมหาศาล และความผิดพลาดอาจส่งผลกระทบกับสถานะด้านการคลังของประเทศในระยะยาว และการศึกษาในการจัดทำโครงการเช่นนี้ จะต้องไม่เริ่มต้นด้วยการเอาความต้องการของฝ่ายการเมืองเป็นวัตถุประสงค์หลัก และถ้าจะให้การศึกษาเช่นนี้มีความรอบครอบ ฝ่ายการเมืองไม่ควรเริ่มต้นด้วยประกาศ “ชี้นำ” ถึงความต้องการอย่างออกหน้า เสมือนประกาศว่า “ทุกอย่างดีหมด รัฐบาลจะทำ … สังคมควรต้องยอมตาม” ทั้งที่การศึกษาที่มีมาก่อน ไม่มีความชัดเจน

 

  • ต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “ความคาดหวังในทางภูมิศาสตร์ที่ไม่เป็นจริง” ของไทย กล่าวคือ Land Bridge อาจไม่สามารถทดแทนต่อการเดินทางผ่านช่องแคบมะละกาได้เช่นที่ฝ่ายการเมืองพยายามนำเสนอขายในเวทีสาธารณะ และต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่า การจราจรทางทะเลผ่านช่องแคบมะละกานั้น มีปริมาณและขนาดใหญ่เกินกว่าที่จะทดแทนด้วย Land Bridge ของไทย

 

  • การประกอบสร้างแนวคิดว่าด้วย ไทยควรเร่งลงทุนในการสร้าง Land Bridge เพราะช่องแคบมะละกาอาจจะถูกปิดด้วยปัญหาความขัดแย้งของรัฐมหาอำนาจใหญ่ โดยอ้างอิงจากปัญหาการปิดช่องแคบฮอร์มุซมาเป็นตัวอย่าง และนำเสนอต่อว่า ถ้ามะละกาถูกปิดแล้ว การจราจรทางทะเลจะย้ายจากมะละกามาใช้เส้นทางของ Land Bridge แต่ในความเป็นจริง เราอาจต้องตระหนักว่า รัฐชายฝั่งของช่องแคบมะละกาไม่ได้มีปัญหาเช่นในแบบของสถานการณ์ความขัดแย้งแบบอิหร่าน การปิดช่องแคบมะละกาจากเหตุผลของรัฐชายฝั่งจึงดูจะไม่มีน้ำหนักอะไร และอาจต้องกล่าวในทางวิชาการว่า เป็นคำอธิบายที่อาจไม่เป็นจริงในทางการเมืองระหว่างประเทศ

 

  • ทฤษฎี “การปิดช่องแคบมะละกา” อาจมาจากความกังวลทางยุทธศาสตร์ของจีน ที่กังวลถึงการที่สหรัฐฯ จะปิดช่องแคบนี้ จนเรือขนส่งน้ำมันและสินค้าของจีน ไม่สามารถผ่านเส้นทางนี้ได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การปิดเช่นนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายทั้งในทางทฤษฎีและปฏิบัติ เพราะผลกระทบใช่ว่าจะเกิดกับจีนเท่านั้น หากยังเกิดกับญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ และทั้งเวียดนาม และกัมพูชาด้วย

 

  • ในอีกด้านหนึ่งของปัญหา น่าตั้งคำถามว่า ทำไมรัฐบาลไทยจึงเชื่อเรื่อง “การปิดช่องแคบมะละกา” อย่างง่ายๆ นักการเมืองไทยได้ศึกษาถึงปัญหาของยุทธศาสตร์ทางทะเลของช่องแคบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพียงใด เพราะในภูมิภาคมิใช่มีแต่ช่องแคบมะละกาเท่านั้น หากยังมีช่องแคบซุนดา และลอมบอก ที่ใช้เป็นเส้นทางเดินเรือผ่านจากมหาสมุทรอินเดียออกไปยังทะเลจีนใต้

 

  • ในการดำเนินการ การลงทุนต้องมีความคุ้มค่า และต้องคุ้มค่าใน 3 ส่วนคือ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และความมั่นคง ดังที่กล่าวแล้วว่า ความเป็น “อภิมหาโปรเจ็กต์” นั้น ทำให้ตัวโครงการมีความเกี่ยวข้องใน 3 ส่วนที่สำคัญ ดังนั้น โครงการจะต้องตอบให้ได้ในผลกระทบทั้ง 3 ส่วน โดยเฉพาะในโลกปัจจุบันนั้น ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่รวมถึงสิทธิของชุมชนในเรื่องทรัพยากรเป็นประเด็นที่รัฐไม่อาจละเลยได้

 

  • อะไรคือผลตอบแทนที่แท้จริงต่อไทย และผลตอบแทนต้องชัดเจนใน 2 ส่วนคือ เศรษฐกิจ และความมั่นคง ดังนั้น ถ้าตัดสินใจทำโครงการแล้ว ไทยจะมีฐานะทางเศรษฐกิจที่มั่งคั่งขึ้นตามที่รัฐได้โฆษณาไว้ หรือทำแล้ว ไทยจะกลายเป็น “รัฐลูกหนี้” ที่ถูกควบคุมโดยรัฐมหาอำนาจเจ้าของเงินกู้ อันมีนัยของการสูญเสียอธิปไตย อันเป็นผลจากการ “ติดกับดักหนี้” (debt trap) ที่ไทยไม่มีความสามารถในการจ่ายคืนเงินลงทุน และดอกเบี้ยให้แก่รัฐเจ้าของเงินกู้ได้ และเพื่อป้องกันการล้มละลายทางเศรษฐกิจ รัฐผู้กู้จึงต้องยอมสละอำนาจอธิปไตยของดินแดนบางส่วนให้แก่รัฐเจ้าของเงิน เงื่อนไขเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไทยต้องระมัดระวังให้มาก

 

  • รัฐบาลไทยมีความเข้าใจและความตระหนักในปัญหา “กับดักหนี้” เช่นนี้เพียงใด เพราะความผิดพลาดและข้อจำกัดของเศรษฐกิจไทย อาจนำไปสู่การพาประเทศไปติด “กับดักหนี้” ได้เช่นที่เกิดขึ้นกับหลายประเทศในเวทีโลก ซึ่งไม่ต่างอะไรกับ “การขายชาติ” ในอีกรูปแบบหนึ่ง เพราะผลที่ตามมาคือ การสูญเสียอธิปไตยของรัฐ (น่าแปลกใจที่รัฐบาลนี้ ประกาศตัวเป็น “รัฐบาลชาตินิยม-อนุรักษนิยม” แต่กลับละเลยปัญหาผลกระทบต่อประเด็นอธิปไตยของประเทศ หรือจะเป็นรัฐบาลชาตินิยมในกรณีกัมพูชา เพื่อใช้หาเสียงเท่านั้น)

 

  • ต้องพิจารณาถึงข้อจำกัด 4 ประการของไทยคือ “ปัญหา 4 ไม่” ได้แก่ ไม่มีทุน ไม่มีแรงงาน ไม่มีเทคโนโลยีในการก่อสร้าง ไม่มีทักษะการบริหารจัดการ ทำให้ไทยต้องพึ่งต่างชาติเจ้าของเงินกู้อย่างมากใน 4 ปัจจัยดังกล่าว หรือพื้นที่ส่วนนี้ถูกควบคุมโดยรัฐมหาอำนาจเจ้าของเงินด้วยการเป็น “พื้นที่สัมปทาน” ดังเช่นกรณีสัมปทานของจีนในโครงการรถไฟความเร็วสูงในลาว ดังนั้น ไทยจะต้องไม่พาตัวเองด้วยความต้องการที่ไม่ชัดเจน เพื่อเข้าไป “ติดกับดักสัมปทานจีน” เช่นในตัวอย่างของลาว

 

  • รัฐบาลจะตัดสินใจพึ่งพาประเทศใดในทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ถ้าพึ่งจีน ต้องระมัดระวังไม่เข้าสู่ “กับดักหนี้จีน” ดังที่กล่าวแล้ว แต่ในอีกด้านของปัญหาทางการเมืองระหว่างประเทศคือ ทำอย่างไรที่รัฐบาลไทยจะต้องสร้าง “สมดุลทางภูมิรัฐศาสตร์” ในการทำโครงการนี้ให้ได้ มิเช่นนั้นแล้ว การทำโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ จะกลายเป็นการเลือกข้างทางการเมืองในเวทีโลก

 

ข้อพิจารณาเพิ่มเติมบางประการ

 

  • รัฐบาลต้องตระหนักถึง การทำโครงการให้โปร่งใส และแสดงให้เห็นผลได้ที่ชัดเจน มิฉะนั้น โครงการจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของการ “หากิน” ของกลุ่มผู้มีอำนาจในรัฐบาล เพราะภาพลักษณ์จากวิกฤตน้ำมัน ทำให้เกิด “วิกฤตศรัทธา” และต้องระวังไม่ให้โครงการนี้กลายเป็น “วิกฤตศรัทธา” ซ้ำรอย และต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดสภาวะ “อภิมหาโปรเจ็กต์=อภิมหาคอร์รัปชัน” อันจะทำลายความเชื่อมั่นของสังคมต่อรัฐบาล

 

  • สังคมไม่อยากเห็นการเริ่มต้นเมกาโปรเจ็กต์ด้วยปัญหาการแสวงหาผลประโยชน์ของนักการเมือง เช่น โครงการเริ่มต้นด้วยการปั่นราคาที่ดิน หรือเริ่มด้วยการกว้านซื้อที่ดิน และทั้งไม่อยากเห็นโครงการดังกล่าวกลายเป็น “EEC 2” ที่สุดท้ายแล้ว โครงการดังกล่าวมีแต่คำสัญญา และความฝันที่เลื่อนลอย (ภาษาชาวบ้านคือ “ฝันเพ้อเจ้อ”) เพราะแทบไม่มีอะไรเป็นจริง เสมือนการทำโครงการเพียงเพื่อหาประโยชน์คนบางกลุ่มบางคน แต่คนในพื้นที่ไม่ได้รับผลตอบแทน และต้องทนรับกับสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น

 

  • หันทิศทางความคิดเรื่อง Land Bridge ใหม่ โดยใช้โครงการนี้ในการเชื่อมต่อพื้นที่ตอนในของภูมิภาค และเมืองท่าตามแนวชายฝั่งของอ่าวไทย ทั้งไทย กัมพูชา และเวียดนาม (บางส่วน) ไม่ใช่การขนสินค้าข้ามฝั่งแบบที่คิด เพราะการทำเช่นนั้น มีค่าใช้จ่ายสูงเกินความจำเป็น และโครงการอาจจะไม่ต้องใหญ่และมีมูลค่าสูงเช่นที่รัฐบาลนำเสนอ

 

  • เร่งพัฒนาระบบรางด้วยรถไฟความเร็วสูงเชื่อมเมืองท่าด้านฝั่งตะวันตกของประเทศ เพื่อก่อให้เกิดการส่งสินค้าเข้าสู่พื้นที่ตอนในของภูมิภาคในอนาคต และท่าเรือนี้อาจไม่จำเป็นต้องอยู่ในไทย เช่น กรณีของท่าเรือทวาย ที่เอกชนไทยเคยเข้าไปลงทุน แต่ไม่มีขีดความสามารถจริง จึงทำให้โครงการดังกล่าวของไทยต้องล้มลง และเป็นการเสียโอกาสครั้งสำคัญของไทยในมิติของการขนส่ง ซึ่งวันนี้ แทบจะไม่มีใครกล่าวถึงโครงการทวายแล้ว

 

  • การทำอภิมหาโปรเจ็กต์เช่นนี้ รัฐบาลควรหาบุคคลคนที่มี “เครดิต” ทางการเมืองในการสื่อสารกับประชาชน นักการเมืองบางคนที่ออกมาโฆษณาและ “เสนอขาย” โครงการนั้น หมดสิ้นสภาพไปตั้งแต่ “วิกฤตน้ำมัน” ในสังคมไทยแล้ว ข้อเสนอจึงก่อให้เกิดความแคลงใจ มากกว่าจะสร้างความมั่นใจ อีกทั้ง รัฐบาลควรหาองค์กรที่มี “ความน่าเชื่อถือ” ในการสำรวจวิจัยในเรื่องที่เกี่ยวข้อง เพราะต้องยอมรับว่า ผู้คนในสังคมไทยวันนี้ ทั้งไม่เชื่อใจและไม่มั่นใจกับรัฐบาลในภาวะเช่นนี้ เพราะต้องยอมรับว่า ในมิติทางการเมืองนั้น รัฐบาลเองก็เผชิญกับ “วิกฤตศรัทธา” อยู่พอสมควร

 

ท้ายบท

 

บทความนี้ อยากขอปิดท้ายด้วยข้อความของ Hammond Innes ในหนังสือเรื่อง The Wreck of the Mary Deare (1956) ว่า “คนที่ถูกทะเลกล่อมจนมีความรู้สึกผิดพลาดด้านความมั่นคงคือ คนที่กำลังตกอยู่ในอันตรายอย่างใหญ่หลวง” … ก็หวังว่า คนในรัฐบาลไทยจะไม่ใช่พวกที่ถูกทะเลกล่อมจนเกิดความรู้สึกที่ผิดพลาดเช่นนั้นนะครับ !

 

ภาพ: Yakcuteboy via ShutterStock

The post Land Bridge : Bridge over Troubled Water ! appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประเทศไทยยังไม่ผ่านจุดต่ำสุด แค่ ‘ซื้อเวลา’ จาก Moody’s https://thestandard.co/thailand-moodys-buy-time-economy-outlook/ Wed, 27 May 2026 05:54:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1211424

การที่ Moody’s ปรับ Outlook แนวโน้มเครดิตของไทยจาก Nega […]

The post ประเทศไทยยังไม่ผ่านจุดต่ำสุด แค่ ‘ซื้อเวลา’ จาก Moody’s appeared first on THE STANDARD.

]]>

การที่ Moody’s ปรับ Outlook แนวโน้มเครดิตของไทยจาก Negative (เชิงลบ) เป็น Stable (มีเสถียรภาพ) ตอนแรกผมก็รู้สึกเหมือนหลายคนว่าเป็นข่าวดี แต่พอมานั่งคิดดีๆ มันไม่ใช่แบบนั้นทั้งหมด มันไม่ได้แปลว่าเศรษฐกิจไทยแข็งแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่มันแปลว่า ‘เรายังไม่แย่ลงไปกว่านี้’

 

ถ้าจะพูดให้ตรงกว่านั้น ผมคิดว่าสิ่งที่ประเทศไทยได้ในรอบนี้ไม่ใช่ความเชื่อมั่นเต็มรูปแบบ แต่คือ ‘เวลา’ ครับ

 

เวลาที่ตลาดการเงินยังยอมให้เราหายใจต่อ ก่อนจะต้องพิสูจน์ว่าทิศทางที่เรากำลังเดิน มันพาไปข้างหน้าจริงหรือเปล่า

 

Moody’s ไม่ได้พูดถึง growth story (เรื่องราวการเติบโต) ใหม่ของไทยเลย เขาพูดถึงความเสี่ยงที่ “ลดลง” มากกว่า การเมืองนิ่งขึ้น นโยบายมีความต่อเนื่อง การลงทุนเริ่มกลับมา และฐานะการคลังยังพอรับแรงกระแทกได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ดี แต่ยังไม่พอสำหรับโลกวันนี้ เพราะตลาดไม่ได้ให้รางวัลกับประเทศที่ ‘ทรงตัว’ ตลาดให้รางวัลกับประเทศที่ ‘ดีขึ้น’

 

และนี่คือจุดที่ผมคิดว่าเรายังไปไม่ถึงครับ

 

ปัญหาของไทยตอนนี้ไม่ใช่วิกฤตใหญ่แบบปี 2540 แต่เป็นการค่อยๆ เสื่อมลง หรือที่สื่อต่างชาติบางรายขนานนามว่าเราเป็น ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’

 

เราโตช้ากว่าคนอื่น ลงทุนไม่ทัน ผลิตภาพไม่ขึ้น และยังติดอยู่กับโครงสร้างเดิม ในขณะที่โลกกำลังเปลี่ยนเร็วมาก ทั้ง AI ทั้งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ทั้งห่วงโซ่อุปทานใหม่ และบริการทักษะสูง ประเทศที่ไม่เปลี่ยนจะไม่ได้อยู่ที่เดิม แต่จะค่อยๆ หลุดออกจากเกม

 

สิ่งที่ผมคิดตลอดช่วงนี้คือ เรากำลังคุยเรื่อง ‘เครื่องมือ’ เยอะมาก ทั้ง พ.ร.ก. กู้เงิน ทั้ง debt ceiling (เพดานหนี้) แต่เรายังไม่ค่อยคุยเรื่อง ‘ทิศทาง’ มากพอ

 

จริงๆ แล้วคำถามไม่ใช่ว่าควรกู้หรือไม่ควรกู้อย่างเดียว เพราะในโลกแบบนี้ ทุกประเทศก็ต้องใช้ fiscal policy (นโยบายการคลัง) เข้ามาช่วย แต่คำถามคือ ‘กู้ไปทำอะไร’

 

ถ้ากู้เพื่อพยุงระยะสั้น กระตุ้นกำลังซื้อแบบ short-term stimulus มันก็ช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้ากู้เพื่อ transform (เปลี่ยนโครงสร้าง) เช่น ลงทุนในพลังงานใหม่ ยกระดับทักษะแรงงาน หรือสร้างอุตสาหกรรมใหม่ นั่นคือการซื้ออนาคต

 

ผมคิดว่าความต่างระหว่างสองแบบนี้ มันคือความต่างระหว่าง ‘การอยู่รอด’ กับ ‘การไปต่อ’

 

นโยบายอย่างคนละครึ่ง พลัส ก็อยู่ในโจทย์นี้ มันช่วยเรื่องกำลังซื้อได้จริงไหมผมไม่แน่ใจ แต่ถ้ามองยาว มันไม่ได้ทำให้ประเทศแข่งขันเก่งขึ้น ในขณะที่นโยบายอย่างรถเก่าแลกรถใหม่ ถ้าออกแบบดี มันคือ นโยบายอุตสาหกรรมที่จะดัน EV และ ecosystem ใหม่ของประเทศ ซึ่งผมคิดว่านี่คือสิ่งที่เราควรโฟกัสมากขึ้น

 

อีกเรื่องที่ผมคิดว่าเลี่ยงไม่ได้เลยคือการคลัง แผน MTFF (Medium-Term Fiscal Framework – กรอบการคลังระยะปานกลาง) กำลังส่งสัญญาณชัดว่าเราต้องหารายได้เพิ่ม และ VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) ก็จะกลับมาเป็นประเด็น ซึ่งแน่นอน มันเป็นเรื่องยากในทางการเมือง แต่ถ้าเราไม่กล้าพูดความจริงกับตัวเองว่า ประเทศนี้ต้องมีรายได้รัฐมากพอเพื่อไปลงทุนในอนาคต เราจะติดอยู่ในวงจรเดิม

 

แต่ทั้งหมดนี้ ผมคิดว่ายังไม่ใช่ ‘หัวใจ’ ของเรื่อง

 

หัวใจจริงๆ คือสิ่งที่ผมเพิ่งได้คุยกับ Kristalina Georgieva , Managing Director ของ IMF มา เขาพูดชัดมากว่า ประเทศไทยจะไปต่อได้หรือไม่ได้ มันอยู่ที่ structural reform (การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง)

 

“เจตจำนงทางการเมืองคือหัวใจ” เธอย้ำกับผม

 

ไม่ใช่แค่การกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่การกู้เงิน แต่คือการแก้ ‘กติกา’ ของประเทศ

 

กติกาที่ซ้ำซ้อน

 

กติกาที่ทำให้ต้นทุนธุรกิจสูงโดยไม่จำเป็น

 

กติกาที่เปิดช่องให้เกิดคอร์รัปชัน

 

และกติกาที่ทำให้เศรษฐกิจผูกขาด กระจุกตัว

 

ถ้าเราไม่แก้สิ่งนี้ ต่อให้มีเงิน ต่อให้มีนโยบายดีแค่ไหน มันก็จะติดอยู่ในระบบเดิม

 

ผมคิดว่าประเด็นการกระจายรายได้ การเพิ่มผลิตภาพแบบทั่วถึง ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะสุดท้ายแล้ว เศรษฐกิจที่ GDP โตแต่คนส่วนใหญ่ไม่รู้สึกดีขึ้น มันจะไปต่อยาก ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและการเมือง

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ Moody’s เองไม่ได้กังวลเรื่องระดับหนี้ของไทยมากเท่าที่หลายคนคิด เขากังวลเรื่องการเติบโตมากกว่า ถ้าเราโตได้ หนี้ระดับนี้ก็ยังบริหารได้ แต่ถ้าโตไม่ได้ ต่อให้หนี้ไม่สูงมาก มันก็จะกลายเป็นปัญหาอยู่ดี

 

ทั้งหมดนี้ทำให้ผมรู้สึกว่า ประเทศไทยตอนนี้อาจไม่ได้วิกฤตขั้นไอซียู แต่ก็ยังไม่หายป่วย ยังมีโรคเรื้อรัง และยังไม่ใช่การฟื้นตัวที่แท้จริง เราอยู่ในช่วง transition การเปลี่ยนผ่าน ซึ่งเป็นช่วงที่สำคัญที่สุด เพราะมันเป็นจุดที่เราจะเลือกได้ว่าจะเปลี่ยน หรือจะอยู่แบบเดิม

 

Moody’s ให้เวลาเรา แต่ไม่ได้ให้คำตอบ

 

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้เท่าไร แต่คือประเทศไทยจะใช้เวลานี้อย่างไร และจะกล้าพอไหมที่จะมีเจตจำนงทางการเมืองเปลี่ยนกติกาที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอย่างแท้จริง!

The post ประเทศไทยยังไม่ผ่านจุดต่ำสุด แค่ ‘ซื้อเวลา’ จาก Moody’s appeared first on THE STANDARD.

]]>
Dopamine Detox เมื่อลูกค้า Gen Z ขอลาพักเบรกจากหน้าจอ แล้วธุรกิจจะไปต่ออย่างไร https://thestandard.co/gen-z-digital-detox-business-strategy/ Wed, 27 May 2026 05:34:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1211387

Dopamine Detox คือทางออกของคนที่กำลังเหนื่อยล้าจากโลกดิ […]

The post Dopamine Detox เมื่อลูกค้า Gen Z ขอลาพักเบรกจากหน้าจอ แล้วธุรกิจจะไปต่ออย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>

Dopamine Detox คือทางออกของคนที่กำลังเหนื่อยล้าจากโลกดิจิทัล ข้อมูลจากสภาพัฒน์และ DemandSage ปี 2026 ระบุว่าวัยรุ่นใช้โซเชียลมีเดียทะลุ 3 ชั่วโมงต่อวันจนเกิดภาวะสมองล้า ปรากฏการณ์นี้กำลังเขย่าวงการธุรกิจอย่างหนัก เพราะเมื่อเป้าหมายหลักเริ่มรู้ทันและหันหลังให้การตลาดแบบกระตุ้นความสุขฉาบฉวย แบรนด์จึงต้องเร่งหาวิธีรับมือเพื่อดึงใจลูกค้ากลับมาให้ได้

 

🟡 เกิดอะไรขึ้นกับวัยรุ่นติดจอ จนต้องขอรีเซ็ตสมองตัวเองใหม่

 

เคยไหมที่ตั้งใจจะนอนตั้งแต่ห้าทุ่ม แต่เผลอไถฟีดวิดีโอสั้นดูหมาแมวหรือคลิปตลกจนรู้ตัวอีกทีก็ตีสอง หรือบางครั้งเปิดแอปสั่งอาหาร เลื่อนดูร้านต่างๆ นานครึ่งชั่วโมงแต่สุดท้ายก็จบที่ข้าวกะเพราเจ้าเดิมเพราะสมองเหนื่อยเกินกว่าจะตัดสินใจ

 

อาการเหล่านี้คือสัญญาณเตือนของภาวะสมองล้าหรือ Brain Rot สมองของคนรุ่นใหม่กำลังถูกกระตุ้นให้หลั่งสารความสุขออกมาทีละนิดจากยอดไลก์และการแจ้งเตือน พอถูกกระตุ้นซ้ำๆ ระดับความสุขพื้นฐานก็พังทลายลง วัยรุ่นจำนวนมากเริ่มมีสมาธิสั้นเทียม รู้สึกเบื่อหน่ายง่าย และหมดพลังในการใช้ชีวิต

 

สถิติจาก DemandSage ปี 2026 พบว่าวัยรุ่นและวัยเริ่มต้นทำงานใช้เวลาบนโซเชียลมีเดียเฉลี่ยถึง 186 นาทีต่อวัน โดยเฉพาะแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นที่มีคนสิงสู่อยู่เกือบชั่วโมงเต็ม ส่วนภาพรวมของคนไทยก็ใช้เวลาบนโซเชียลสูงถึง 2 ชั่วโมง 35 นาทีต่อวัน

 

งานวิจัยจากวารสารวิชาการ PMC ปี 2025 และ Middle Georgia State University อธิบายว่า พฤติกรรมการไถฟีดข่าวร้ายหรือสิ่งเร้าซ้ำๆ ทำให้สมองรับข้อมูลมากเกินไป นำไปสู่การสูญเสียความจำระยะสั้น และเป็นตัวกระตุ้นให้รู้สึกสูญเสียความหมายในชีวิต จุดนี้เองที่ทำให้เกิดกระแสโหมดพระสงฆ์หรือ ‘Monk mode challenge’ ที่คนรุ่นใหม่ฮิตทำกัน เป็น Challenge การตีกรอบชีวิตอย่างเข้มงวดเพื่อดึงตัวเองออกจากสิ่งรบกวน โดยมักจะมีกฎระเบียบส่วนตัวที่ต้องทำตามอย่างเคร่งครัด เช่น

 

🔸 งดเล่นโซเชียลมีเดียทุกช่องทาง

 

🔸 นั่งสมาธิอย่างน้อยสิบนาทีต่อวัน

 

🔸 ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

 

🔸 ตัดขาดการปาร์ตี้เพื่อโฟกัสกับการพัฒนาตัวเอง

 

แนวทางเหล่านี้สอดคล้องกับรายงานของ Telecom Insights 2025 ที่พบว่ากลุ่ม Gen Z ถึง 74% ต้องการลดเวลาหน้าจอของตัวเองให้ได้จริงๆ แม้พวกเขาจะเติบโตมากับเทคโนโลยีก็ตาม

 

🟡 แบรนด์ต้องเปลี่ยนเกมอย่างไร เมื่อลูกค้าเริ่มหันหลังให้หน้าจอ

 

ลองนึกภาพการอดหลับอดนอนกดสั่งซื้อของออนไลน์ตอนเที่ยงคืนวันโปรโมชัน หรือความตื่นเต้นตอนลุ้นแกะกล่องสุ่มอาร์ตทอยเพื่อหาตัวซีเคร็ต ความสุขมันมักจะพุ่งสูงสุดแค่ตอนที่เรากำลังลุ้นหรือตอนที่กดโอนเงินไปแล้ว พอของมาส่งถึงหน้าบ้าน ความตื่นเต้นนั้นกลับหายวับไป

 

นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของระบบเศรษฐกิจโดพามีน ข้อมูลจาก McKinsey ระบุว่าธุรกิจมีแรงจูงใจสูงมากที่จะทำการตลาดแนวนี้ เพราะแบรนด์ที่ออกแบบประสบการณ์กระตุ้นความสุขได้เก่ง จะสร้างรายได้มากกว่าคู่แข่งทั่วไปถึง 40 เปอร์เซ็นต์ผ่านการใช้กลไกทางเทคโนโลยีเป็นอาวุธ

 

การตื่นตัวเรื่องดีท็อกซ์ของคนรุ่นใหม่สร้างแรงกระเพื่อมในฝั่งเศรษฐกิจอย่างเห็นได้ชัด วัยรุ่นบางกลุ่มเริ่มหันไปพึ่งพาโทรศัพท์แบบปุ่มกดหรือ Dumb phone เพื่อจำกัดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต คาดการณ์กันว่ายอดขายโทรศัพท์กลุ่มนี้ในสหรัฐอเมริกาอาจพุ่งสูงถึง 2.8 ล้านเครื่อง

 

ขณะที่งานวิจัยจาก Hakuhodo Institute of Life and Living ASEAN ปี 2026 เตือนว่าการสาดความสุขแบบฉาบฉวยใส่ผู้บริโภคมากเกินไปจะทำให้เกิดวิกฤต Dopamine Bulge หรือภาวะที่คนมีเพดานความสุขสูงขึ้นจนอายุขัยของความสุขจากการช้อปปิ้งสั้นลงเรื่อยๆ นำไปสู่อาการเบื่อหน่ายอย่างรวดเร็ว

 

ธุรกิจที่เคยพึ่งพาคอนเทนต์กระตุ้นอารมณ์จึงต้องรีบเปลี่ยนวิธีการ แบรนด์ควรหันมาสร้างสรรค์เนื้อหาที่เป็นมิตรต่อสุขภาพจิต หรือออกแบบกิจกรรมออฟไลน์ที่ดึงคนให้ออกมาเจอกันในชีวิตจริง ส่วนฝั่งองค์กรก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับพนักงานที่มีภาวะความเหนื่อยล้าทางดิจิทัล อาจลองเริ่มจากการสนับสนุนวันปลอดโซเชียล หรือปรับนโยบายการทำงานให้ยืดหยุ่นและลดการเชื่อมต่อตลอดเวลาลงบ้าง

 

การทำความเข้าใจภาวะสมองล้าและความพยายามล้างพิษโดพามีนของคนรุ่นใหม่ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้นำองค์กรและนักการตลาดจะได้ทบทวนกลยุทธ์ของตัวเองใหม่ การเลิกหมกมุ่นอยู่กับการแย่งชิงเวลาทุกวินาทีบนหน้าจอ แล้วหันมาสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนพร้อมส่งเสริมสุขภาวะทางจิตใจที่ดี จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถเติบโต ครองใจพลเมืองดิจิทัลได้ยาวนาน และก้าวข้ามความท้าทายนี้ไปได้อย่างแข็งแกร่ง

The post Dopamine Detox เมื่อลูกค้า Gen Z ขอลาพักเบรกจากหน้าจอ แล้วธุรกิจจะไปต่ออย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
My Royal Nemesis เมื่อ ‘นางร้ายระดับตำนาน’ ถูกเล่าใหม่ในจังหวะคอมเมดี้สุดฮา https://thestandard.co/my-royal-nemesis-korean-series-comedy/ Tue, 26 May 2026 11:15:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1211238 ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ My Royal Nemesis แสดงอิมจียอนและฮอนัมจุน

  นาทีนี้คงไม่มีซีรีส์เกาหลีเรื่องไหนที่จะสร้างควา […]

The post My Royal Nemesis เมื่อ ‘นางร้ายระดับตำนาน’ ถูกเล่าใหม่ในจังหวะคอมเมดี้สุดฮา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ My Royal Nemesis แสดงอิมจียอนและฮอนัมจุน

ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ My Royal Nemesis แสดงอิมจียอนและฮอนัมจุน 1

 

นาทีนี้คงไม่มีซีรีส์เกาหลีเรื่องไหนที่จะสร้างความฮือฮาและทุบสถิติบนสตรีมมิ่งได้ดุเดือดเท่ากับ My Royal Nemesis อีกแล้ว ปรากฏการณ์การทะยานขึ้นอันดับ 1 บน Netflix ทั่วโลก ไม่ใช่เรื่องฟลุก แต่เป็นผลลัพธ์ของการผสมสูตรทางเคมีที่จงใจ สิ่งที่น่าสนใจที่สุดไม่ใช่แค่พล็อตเรื่องการข้ามเวลา แต่คือ “การรื้อแล้วสร้างใหม่” ทั้งในแง่ของประวัติศาสตร์และตัวเลือกนักแสดงที่ท้าทายขนบนิยมของอุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลี

 

My Royal Nemesis คือเรื่องราวของคังดันชิม (อิมจียอน) นางสนมจากยุคโชซอนเมื่อ 300 กว่าปีก่อน ผู้มีความฉลาดหลักแหลม แต่ด้วยเล่ห์กลทางการเมืองทำให้เธอกลายเป็นเหยื่อต้องโทษดื่มยาพิษพระราชทาน อย่างไรก็ตามเธอไม่ตายแต่มาอยู่ในร่างของ ชินซอรี นักแสดงสาวโนเนมในยุคปัจจุบันที่กำลังเข้าฉากโดนวางยาพิษในละครย้อนยุคอยู่พอดี.

 

คังดันชิมพบว่าประวัติศาสตร์จารึกว่าเธอคือนางร้าย และต้องใช้ชีวิตน่าหดหู่ของชินซอรีที่มักเป็นผู้ถูกกระทำจนก้าวขึ้นสู่ความสำเร็จใดๆ ไม่ได้เลย เธอต้องพบกับโลกใหม่ที่มีทั้งสมาร์ตโฟน แชบอล และวัฒนธรรมคนดัง จึงต้องใช้สัญชาตญาณและการเอาตัวรอดอันจัดจ้านมาฟาดฟันกับผู้คน จนกระทั่งพบกับ ชาเซกเย (ฮอนัมจุน) ทายาทแชบอลผู้เย็นชา หน้าเลือด และถูกขนานนามว่าเป็น “อสูรกายแห่งโลกทุนนิยม” ไหนจะลูกพี่ลูกน้องของเขา ชเวมุนโด (จางซึงโจ) ที่ภายนอกดูใสแต่ข้างในร้ายสุดๆ ที่สำคัญหน้าตาดันคล้ายกับศัตรูที่พรากชีวิตเธอเมื่อชาติที่แล้วแถมเหตุการณ์ยุคปัจจุบันก็เหมือนว่าจะซ้ำรอยกับอดีตไปอีก อย่างไรก็ตาม คังดันชิมหรือชินซอรี ‘ไม่ใช่เหยื่อของแกอีกต่อไป๊’ ฝีมือนางร้ายแห่งวังหลวงจะแซ่บแค่ไหนต้องคอยติดตาม

 

ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ My Royal Nemesis แสดงอิมจียอนและฮอนัมจุน 2

 

สารตั้งต้นของ My Royal Nemesis คือเรื่องราวของ พระสนมจางฮีบิน (จางอ๊กจอง) สตรีผู้ทรงอิทธิพลและถูกจารึกว่าเป็นหนึ่งใน “นางร้าย” ที่อื้อฉาวที่สุดของราชวงศ์โชซอนมาเป็นแรงบันดาลใจหลัก โดยตัวละครคังดันชิมถอดรหัสออกมาแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นไม่ใช่ชนชั้นสูง (สนมจางเป็นชนชั้นกลางมาก่อน แต่ในเรื่องบิดให้เคยเป็นทาส) และจุดจบที่ต้องดื่มยาพิษพระราชทานในตำหนักชวีซอน (ซึ่งในซีรีส์ดัดแปลงชื่อเป็นตำหนักฮยางซอน)

 

แต่บทละครก็ไม่ได้เดินตามพงศาวดารฉบับกระแสหลักที่มักเขียนมักวาดภาพให้จางฮีบินเป็นหญิงบ้าอำนาจและทำคุณไสยมนต์ดำ แต่เลือกมองมุมกลับในเชิงสิทธิสตรีโดยตั้งคำถามว่า ความร้ายกาจของเธอในอดีตคือการเอาตัวรอดของผู้หญิงคนหนึ่งที่ไร้ทางสู้ในโครงสร้างสังคมที่ผู้ชายและระบบชนชั้นหรือไม่ เมื่อวิญญาณของคังดันชิมมาสวมร่างของชินซอรีนักแสดงสาวปลายแถวในยุคปี 2026 สัญชาตญาณการเอาตัวรอดและสายตาที่มองทะลุเกมการเมืองจึงกลายเป็นเครื่องมือฟาดฟันกับโลกทุนนิยมยุคปัจจุบัน เหมือนการเปรียบเทียบว่าการเลื่อยขาเก้าอี้และหักหลังในวังหลวงโชซอนก็ไม่ได้ต่างอะไรกับวงการบันเทิงและโลกธุรกิจแชบอลยุคปัจจุบันเลย

 

อีกส่วนที่เห็นได้คือคนเขียนบทและผู้กำกับเข้าใจพฤติกรรมของคนดูในยุคนี้เพราะซีรีส์ไม่ได้เน้นการปูเรื่องยืดยาดแต่ละตอนจะถูกซอยย่อยด้วยฉากจังหวะนรกใส่มุกฮาๆ แบบไม่ยั้งทั้งการใช้ราชาศัพท์ในโลกปัจจุบันของนางเอก หรือบุคลิกร้ายๆ ในโลกโบราณแต่ดูผิดที่ผิดทางในโลกปัจจุบัน รวมทั้งการใส่ความเป็นการ์ตูนในหลายๆ ฉากทำให้คังดันชิมกลายเป็นนางร้ายที่น่ารักขึ้นมาทันที อย่างไรก็ดีมีบางจังหวะที่อยากให้นางใส่เล่ห์เหลี่ยมความร้ายกาจมากกว่านี้ก็น่าจะได้มุกตลกโดนเส้นจนเป็นซีรีส์ตลกขึ้นหิ้งได้ไม่ยาก

 

ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ My Royal Nemesis แสดงอิมจียอนและฮอนัมจุน 3

 

และหากจะพูดถึงความสำเร็จของเรื่องนี้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเกินครึ่งมาจากพลังแบกเรื่องของ อิมจียอน เธอคือนางเอกแถวหน้าที่ไม่ได้เริ่มจากบทสาวหวานสวยใสแต่เริ่มต้นอาชีพด้วยเสน่ห์เย้ายวนในภาพยนตร์ยุคแรกๆ จนมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในบท พัคยอนจิน จาก The Glory ทำให้เกิดภาพจำว่าเธอคือนางร้ายระดับชาติ ส่วนผลงานยุคหลังๆ ก็มักจะอยู่ในบทผู้หญิงแกร่งที่มีมิติหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นบทใน Lies Hidden in My Garden, The Killing Vote และ The Tale of Lady Ok ซึ่งเป็นตัวเลือกที่ดีมากๆ สำหรับ My Royal Nemesis ที่ต้องใช้ส่วนผสมจากประสบการณ์ทั้งหมดแถมอัปเกรดการแสดงไปอีกขั้นด้วยการเล่นคอมเมดี้จังหวะนรกได้อย่างน่ารักและมีเสน่ห์อีกด้วย

 

อีกหนึ่งเซอร์ไพรส์คือการเลือกฮอนัมจุนมารับบทพระเอกในเรื่องด้วยภาพลักษณ์ที่ผ่านมาเขามักจะได้รับบทตัวละครสีเทาเข้ม หรือชายหนุ่มสุดความดุดันและอันตราย ซึ่งก็ไปได้ดีกับบุคลิกพระเอกของเรื่องที่ดูนิ่งลึก และความตึงเครียดสมฉายา “อสุรกายทุนนิยม” ได้อย่างสมจริง จนเมื่อต้องมาปะทะกับอิมจียอน กลายเป็นเคมีแบบเสือสองตัวที่พร้อมจะขย้ำกันเอง เมื่อตัวละครนี้เริ่ม “หลุดมาด” เพราะความปั่นป่วนของนางเอก จึงกลายเป็นจุดขายที่ทำให้คนดูตกหลุมรักได้อย่างง่ายดาย

 

My Royal Nemesis ไม่ใช่แค่ซีรีส์คอเมดี้เบาสมองที่ดูผ่านๆ แล้วลืม แต่มันคืองานที่ผ่านกระบวนคิดมาแล้ว ทั้งการหยิบประวัติศาสตร์มาเขย่าใหม่ การเลือกใช้นักแสดงที่ถูกฝาถูกตัว และการมอบบทบาทที่ส่งเสริมศักยภาพของอิมจียอนและฮอนัมจุนอย่างเต็มที่

 

นี่คือซีรีส์ที่บอกเราว่า บางครั้งการจะเป็นนางเอกหรือพระเอกที่ชนะใจคนดูยุคนี้ ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบตามตำราเก่า แต่ต้องมีความ ‘กล้า’ และ ‘บุคลิก’ ที่โดดเด่นพอที่จะสร้างแรงกระเพื่อมใหม่ๆ ให้กับคนดูได้ต่างหาก

 

ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ My Royal Nemesis แสดงอิมจียอนและฮอนัมจุน 4

The post My Royal Nemesis เมื่อ ‘นางร้ายระดับตำนาน’ ถูกเล่าใหม่ในจังหวะคอมเมดี้สุดฮา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบื้องหลังนิทรรศการ: โปรเจ็กต์ที่ใช้เวลากว่าหนึ่งปี และการนำฉลองพระองค์ออกนอกประเทศเป็นครั้งแรก https://thestandard.co/royal-thai-dress-exhibition-paris/ Tue, 26 May 2026 09:39:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1211179 ฉลองพระองค์จัดแสดงในนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส 5

จากบทสัมภาษณ์พระราชทานพิเศษ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้า […]

The post เบื้องหลังนิทรรศการ: โปรเจ็กต์ที่ใช้เวลากว่าหนึ่งปี และการนำฉลองพระองค์ออกนอกประเทศเป็นครั้งแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฉลองพระองค์จัดแสดงในนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส 5

จากบทสัมภาษณ์พระราชทานพิเศษ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเปิดเผยว่า โครงการนี้ใช้เวลาเตรียมงานมากกว่าหนึ่งปี โดยจุดเริ่มต้นมาจากการเตรียมงานเฉลิมฉลอง 170 ปีความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส

 

พระองค์ทรงระบุว่า ด้วยความที่เคยทรงศึกษาและใช้ชีวิตในฝรั่งเศส ทำให้ทรงเข้าใจรสนิยมและบริบทของผู้ชมในประเทศนี้ จึงเห็นว่าการนำเสนอผ่านแฟชั่นและศิลปวัฒนธรรมไทยจะเป็นรูปแบบที่เหมาะสม

 

แนวคิดสำคัญของนิทรรศการคือการทำให้ผู้ชมต่างชาติเห็นว่า มรดกแฟชั่นไทย งานหัตถศิลป์ และอัตลักษณ์ไทย สามารถยืนอยู่บนเวทีโลกได้อย่างร่วมสมัย

 

พระองค์ยังทรงเปิดเผยว่า หนึ่งในหมุดหมายสำคัญคือการได้รับพระบรมราชานุญาตให้นำ ฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ มาจัดแสดงนอกประเทศไทย ซึ่งถือเป็นครั้งแรก

 

หลังจากนั้น ทีมงานจากไทยและฝรั่งเศสร่วมทำงานอย่างใกล้ชิด โดยภัณฑารักษ์ของ MAD Paris เดินทางมาศึกษาคอลเลกชันในประเทศไทย พร้อมร่วมกันวางโครงสร้างนิทรรศการในแต่ละ section

 

นอกจากฉลองพระองค์และสิ่งทอประวัติศาสตร์แล้ว ยังมีผลงานจาก SIRIVANNAVARI Atelier & Academy รวมถึงแบรนด์ไทยร่วมสมัย เช่น TIRAPAN, ASAVA, VATIT ITTHI, WISHARAWISH และ MESHMUSEUM

 

ฝั่งงานหัตถศิลป์ยังรวมถึง ลิเภา, เครื่องถม, เบญจรงค์ และงานคราฟต์ไทยจากหลายภูมิภาค โดยบางส่วนเชื่อมโยงกับคอลเลกชันของพิพิธภัณฑ์ฝรั่งเศสเอง

 

พระองค์ทรงระบุว่า กระบวนการทำงานเต็มไปด้วยการค้นคว้าเชิงลึก การหารือ และการถกเถียงด้านการจัดวางและการตีความ เพื่อให้การนำเสนอมีความสมบูรณ์ที่สุด

 

หนึ่งในห้องที่ทรงโปรดเป็นพิเศษคือห้อง Brocade หรือห้องผ้ายก ซึ่งมีการออกแบบพื้นที่ด้วยโทนสีชมพูเพื่อขับให้ฉลองพระองค์โดดเด่น โดยเป็นผลจากการร่วมปรับแนวคิดกับทีมพิพิธภัณฑ์หลายรอบ

 

พระองค์ยังตรัสถึงผลตอบรับจากต่างประเทศว่า สื่อต่างชาติระดับโลกอย่าง WWD และ Vogue USA ให้ความสนใจและนำเสนอเรื่องราวของนิทรรศการ ขณะที่มีผู้เข้าชมชาวต่างชาติรอต่อคิวเข้าชมตั้งแต่วันแรก

 

พระองค์ตรัสว่า นิทรรศการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการนำเสนอแฟชั่นไทย แต่ยังสะท้อนบทบาทของแฟชั่นในฐานะบันทึกประวัติศาสตร์ของชาติ และเป็นเครื่องมือทางการทูตวัฒนธรรม

 

“ถ้าใครมีโอกาสมาปารีส ก็อยากให้มาดู เพราะเชื่อว่าคนไทยที่ได้ชมจะภูมิใจในความเป็นไทย”

 

สำหรับนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté – Royal Thai Dress: From Tradition to Modernity’ เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 1 พฤศจิกายน 2569 ณ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการทูตวัฒนธรรมไทยบนเวทีโลก ผ่านพลังของแฟชั่น สิ่งทอ และภูมิปัญญาหัตถศิลป์ไทยร่วมสมัย

 

ฉลองพระองค์จัดแสดงในนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส

ฉลองพระองค์จัดแสดงในนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส 1ฉลองพระองค์จัดแสดงในนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส 2ฉลองพระองค์จัดแสดงในนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส 3ฉลองพระองค์จัดแสดงในนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส 4

The post เบื้องหลังนิทรรศการ: โปรเจ็กต์ที่ใช้เวลากว่าหนึ่งปี และการนำฉลองพระองค์ออกนอกประเทศเป็นครั้งแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟรีแลนซ์งานหด พนักงาน Full Time โดนปลด เพราะ AI เก่งขึ้นเร็วมาก https://thestandard.co/ai-impact-freelance-fulltime-jobs/ Tue, 26 May 2026 06:42:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1211061

เรากำลังตกอยู่ในสภาวะวิกฤตแรงงานแบบ K-Shape หมายถึงสถาน […]

The post ฟรีแลนซ์งานหด พนักงาน Full Time โดนปลด เพราะ AI เก่งขึ้นเร็วมาก appeared first on THE STANDARD.

]]>

เรากำลังตกอยู่ในสภาวะวิกฤตแรงงานแบบ K-Shape หมายถึงสถานการณ์ที่พนักงานดิจิทัลเข้ามาเสียบแทนงานรูทีนจนเม็ดเงินกระจุกอยู่กับคนกลุ่มเดียว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าปี 2569 อาจมีคนถูกเลิกจ้างทะลุ 4 หมื่นคนต่อเดือน คลื่นลูกนี้กำลังเขย่าเก้าอี้ทั้งฟรีแลนซ์และพนักงานประจำ บีบให้คนทำงานต้องรีบอัปสกิลเอาตัวรอดก่อนที่มูลค่าของตัวเองในตลาดงานจะกลายเป็นศูนย์

 

🟡 เกิดอะไรขึ้นกับตลาดงาน และทำไมคนถึงโดนปลด

 

ลองนึกภาพพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่เคยควักกระเป๋าจ้างคนเขียนแคปชันขายของหรือทำภาพโปรโมตสินค้าเดือนละหลายพันบาท ตอนนี้แค่พิมพ์สั่ง ChatGPT หรือให้ Canva จัดหน้าให้ งานก็เสร็จในไม่กี่นาทีแถมประหยัดต้นทุนไปมหาศาล

 

CK Cheong ซีอีโอ Fastwork สะท้อนภาพนี้ชัดเจนว่าฟรีแลนซ์หลายคนบ่นเสียงเดียวกันว่างานหายเกลี้ยง โดยเฉพาะงานกราฟิก แปลภาษา หรือเขียนคอนเทนต์ระดับพื้นฐาน เพราะลูกค้าตัดสินคุณภาพได้ไว ซอฟต์แวร์เลยเข้ามาสวมรอยทำแทนได้ ฉะนั้นอนาคตของงาน จะเป็นของคนที่สามารถใช้เครื่องมือผสมกับ 3 สิ่งนี้

 

🔸Taste (รสนิยม)

 

🔸Judgment (วิจารณญาณ)

 

🔸Creativity (ความคิดสร้างสรรค์)

 

ฟาก TDRI เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่าความต้องการจ้างงานภาพรวมร่วงลงร้อยละ 9.6 โดยเฉพาะกราฟิกดีไซเนอร์ที่ยอดรับสมัครหดลงร้อยละ 13

 

วิกฤตนี้เขย่าทั้งความมั่นคงฟรีแลนซ์และเก้าอี้พนักงานประจำด้วย เพราะองค์กรยุคนี้เกิดภาวะลำเอียงต่อคนมีประสบการณ์สูง พวกเขาเลือกจ้างเฉพาะคนระดับซีเนียร์มาคุมเนื้องานที่โปรแกรมดราฟต์ไว้ให้ ส่งผลให้เด็กจบใหม่และพนักงานระดับเริ่มต้นแทบไม่มีที่ยืน แถมยังโดนหั่นฐานเงินเดือนลงร้อยละ 5 ถึง 10 ตามข้อมูลของ Adecco ประเทศไทย

 

🟡 เรื่องนี้กระทบคนทำงานอย่างไร

 

มูลค่าของคนทำงานที่รับจ้างผลิตงานซ้ำซากกำลังถูกลบออกจากระบบจ้างงาน ลองนึกภาพพนักงานออฟฟิศที่เคยใช้เวลาทั้งวันนั่งพิมพ์ข้อมูลลงตาราง Excel หรือสรุปรายงานการประชุม วันนี้เครื่องมือพวกนี้ช่วยคนไทยประหยัดเวลาทำงานถึกๆ ไปได้ถึง 117 นาทีต่อวัน

 

Denis Machuel ซีอีโอของ The Adecco Group กล่าวว่า สิ่งที่บริษัทคาดหวังจากคุณในเวลาที่ได้คืนมาคือการคิดแคมเปญใหม่ๆ หรือเจรจาต่อรองกับลูกค้า ปล่อยงานเอกสารให้เป็นหน้าที่ของโปรแกรมไป ปัญหาคือคนทำงานเกินร้อยละ 70 ยังกอดเก้าอี้ประจำไว้แน่นเพื่อซื้อความรู้สึกปลอดภัย ธุรกิจขนาดใหญ่กำลังเปลี่ยนวิธีวัดผล ทักษะเดิมที่เคยใช้ทำมาหากินได้เป็นสิบปีอาจหมดอายุลงภายในเวลาแค่สองถึงสามปี ถ้าคุณไม่ยอมอัปเกรดตัวเองเป็นพาร์ตเนอร์ที่ผสมไอเดียมนุษย์เข้ากับความเร็วของเครื่องจักร ก็เตรียมตัวรับแรงกระแทกได้เลย

 

🟡 ทักษะแบบไหนที่ตลาดยอมเปย์หนัก และเราต้องอัปเกรดตัวเองยังไง

 

องค์กรพร้อมทุ่มเงินจ้างคนที่มีความฉลาดทางอารมณ์และตัดสินใจเรื่องยากๆ แทนเครื่องจักรได้ แม้แต่ตำแหน่งที่เคยฮอตฮิตอย่างวิศวกรป้อนคำสั่ง หรือ Prompt Engineer ก็เสี่ยงโดนคอมพิวเตอร์แย่งงานในอีก 3 ถึง 5 ปีข้างหน้า

 

สิ่งที่จะทำให้คุณรอดและเรียกค่าตัวได้ยาวๆ คือความคล่องตัว สภาเศรษฐกิจโลก ยกให้ความอยากรู้อยากเห็นและการเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นทักษะแม่ที่ช่วยให้มนุษย์เกาะติดทุกความเปลี่ยนแปลง

 

🔸โยนงานถึกให้ระบบจัดการ: ปล่อยโปรแกรมเขียนดราฟต์งาน วิเคราะห์ดาต้า หรือทำสไลด์พรีเซนต์ไปเลย คุณจะได้เอาเวลาไปลุยโปรเจกต์ที่ซับซ้อนและอัปค่าตัวได้แพงกว่า

 

🔸โชว์ผลกระทบที่วัดได้: เลิกทำงานรูทีนไปวันๆ แล้วหันมาโฟกัสว่าเนื้องานของคุณช่วยดันเป้าหมายบริษัทให้โตขึ้น หรือทำกำไรเพิ่มขึ้นได้ยังไง

 

🔸งัดความมี Empathy ออกมาใช้: ดึงศิลปะการเล่าเรื่อง การเจรจาต่อรอง และการซื้อใจคนในทีมมาเป็นจุดขายหลัก เพราะสิ่งเหล่านี้คือแต้มต่อที่สมการทางคณิตศาสตร์จำลองไม่ได้

 

โลกการทำงานปี 2026 เปิดพื้นที่ให้เฉพาะคนที่พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ คลื่นสึนามิลูกนี้พัดมาเพื่อคัดกรองคนทำงานตัวจริงให้เฉิดฉาย ใครที่รับกติกาใหม่ สลัดความกลัวทิ้ง แล้วดึงเครื่องมือมาเสริมเขี้ยวเล็บก่อนถูกบังคับ จะพบว่าตลาดยังมีพื้นที่โกยเงินอีกมหาศาล ทักษะความเป็นมนุษย์บวกกับเซนส์ในการใช้เทคโนโลยีคือสูตรลับที่จะทำให้คุณกลายเป็นไอเทมหายากที่องค์กรไหนก็อยากดึงตัวไปร่วมทีม

The post ฟรีแลนซ์งานหด พนักงาน Full Time โดนปลด เพราะ AI เก่งขึ้นเร็วมาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซ่อนคมดาบ รอจังหวะโลก: ความสัมพันธ์ใหม่จีน-สหรัฐฯ https://thestandard.co/china-us-strategic-stability-competition/ Tue, 26 May 2026 02:31:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1210884 ภาพอินโฟกราฟิกแสดงสัญลักษณ์นกอินทรีของสหรัฐฯ และมังกรของจีนเผชิญหน้ากัน

ในโลกยุคสงครามเย็น เราเคยเชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างมหา […]

The post ซ่อนคมดาบ รอจังหวะโลก: ความสัมพันธ์ใหม่จีน-สหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงสัญลักษณ์นกอินทรีของสหรัฐฯ และมังกรของจีนเผชิญหน้ากัน

ในโลกยุคสงครามเย็น เราเคยเชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจมีเพียงสองทางเลือก คือ “เป็นมิตร” หรือ “เป็นศัตรู” แต่ในวันนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ยักษ์ใหญ่เบอร์ 1 และเบอร์ 2 ของโลก กำลังก้าวเข้าสู่พื้นที่ใหม่ที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก หากจะอธิบายความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ ในเวลานี้ให้เห็นภาพที่สุด อาจต้องใช้คำว่าทั้งสองฝ่ายต่างกำลัง “ซ่อนคมดาบ รอจังหวะโลก”

 

ทั้งคู่ต่างรู้ดีว่า การปะทะกันโดยตรงในขณะนี้ที่ต่างฝ่ายต่างมีไพ่ในมือ จีนมีแร่หายากที่สหรัฐฯ ยังต้องพึ่งพา ส่วนสหรัฐฯ ก็มีเทคโนโลยีชิปที่จีนต้องการ หากเดินเครื่องชนกันทันทีจะเสียหายหนักทั้งคู่ และมีแต่ทำให้ทั้งโลกบาดเจ็บร่วมกันด้วย

 

สิ่งที่เกิดขึ้นที่ปักกิ่งระหว่างการเยือนจีนครั้งประวัติศาสตร์ของโดนัลด์ ทรัมป์ ในเดือนพฤษภาคมปี 2026 จึงไม่ใช่ “การคืนดี” แบบโรแมนติก หากแต่เป็นการออกแบบกติกาการอยู่ร่วมกันหน้าฉาก ในโลกที่ทั้งสองฝ่ายยังคงแข่งขันกันอย่างดุเดือดหลังฉาก

 

ภาพการต้อนรับทรัมป์ของจีนในครั้งนี้ มีความหมายทางการเมืองสูงมาก รองประธานาธิบดีหานเจิ้ง ไปรับถึงสนามบิน หวังอี้ รัฐมนตรีต่างประเทศ เป็นผู้ส่ง ล้วนเป็นการให้เกียรติทางการทูตสูงสุด สีจิ้นผิงยังพาทรัมป์เข้าชมหอฟ้าเทียนถานด้วยตนเอง และเปิดพื้นที่ในทำเนียบจงหนานไห่สำหรับการหารือกลุ่มเล็ก ซึ่งเป็นการต้อนรับขับสู้ทรัมป์อย่างเต็มที่เหนือกว่าการต้อนรับผู้นำชาติอื่นๆ ที่ผ่านมา

 

ขณะเดียวกัน ฝั่งทรัมป์เองก็ส่งสัญญาณสำคัญไม่แพ้กันในทางการทูต นี่คือการเยือนเอเชียที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ได้ไปเยือนประเทศพันธมิตรก่อนเดินทางไปเยือนจีนเช่นตามธรรมเนียมปกติ ไม่มีการแวะโตเกียว โซล มะนิลา ครั้งนี้เขาเลือกปักกิ่งเป็นจุดหมายเดียวของทริป

 

ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น คือการที่รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ร่วมเดินทางไปด้วยเป็นครั้งแรกในรอบ 28 ปี

 

นั่นหมายความว่า การเจรจาระหว่างสองประเทศไม่ได้มีแค่เรื่องการค้าอีกต่อไป แต่รวมถึงการจัดการความเสี่ยงทางทหารด้วย

 

ทรัมป์เองในขณะที่อยู่ที่จีนก็แสดงความระมัดระวังคำพูดและอ่านตามสคริปต์เมื่อเปรียบเทียบกับการพบกันระหว่างทรัมป์กับผู้นำโลกคนอื่นๆ ที่ทรัมป์มักไม่ระมัดระวังคำพูดและออกนอกสคริปต์บ่อยๆ ในขณะที่ทรัมป์เยือนหอฟ้าเทียนถาน นักข่าวตะโกนถามทรัมป์เรื่องไต้หวัน ทรัมป์ซึ่งอยู่กับสีจิ้นผิงก็นิ่งเงียบไม่ตอบคำถามใดๆ ทรัมป์เพิ่งจะมาเอ่ยปากพูดเรื่องไต้หวันก็เมื่อเดินทางออกนอกจีนไปแล้ว

 

สิ่งที่สำคัญที่สุดจากการพบกันระหว่างทรัมป์กับสีจิ้นผิงในครั้งนี้ จึงไม่ใช่ตัวเลขการค้า ไม่ใช่ดีลซื้อเครื่องบิน Boeing ไม่ใช่การเจรจาภาษีนำเข้า แต่คือการตกลง “นิยามใหม่” ของความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ

 

คำที่ปักกิ่งนำเสนอ และสหรัฐฯ ยอมรับ คือ “ความสัมพันธ์ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ที่สร้างสรรค์” (Constructive Strategic Stability) ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่คำสำคัญของความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ คือคำว่า “Partnership” หรือ “หุ้นส่วน”

 

แต่วันนี้ คำว่า “หุ้นส่วน” ถูกแทนที่ด้วยคำว่า “เสถียรภาพ” นั่นสะท้อนว่า ทั้งสองฝ่ายยอมรับความจริงแล้วว่า โลกได้เข้าสู่ยุคแห่งการแข่งขันระยะยาวระหว่างสหรัฐฯ และจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งสองฝ่ายไม่ได้เป็นหุ้นส่วนกันเช่นในอดีตได้อีกแล้ว

 

คำถามสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้การแข่งขันนี้ควบคุมให้อยู่ในร่องในรอยได้ ไม่บานปลายกลายเป็นสงคราม จีนจึงเสนอแนวคิดที่น่าสนใจมากว่า ความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจควรเป็นเหมือน “การแข่งขันกรีฑา” กล่าวคือ ต่างฝ่ายต่างวิ่งในลู่ของตัวเอง แข่งขันกันได้ พยายามแซงกันได้ แต่ต้องไม่เหยียบข้ามลู่มาชนกันจนสนามพังทั้งระบบ

 

การแข่งขันต้องไม่เป็น “การชกมวย” ที่เป้าหมายคือทำลายอีกฝ่ายให้ล้มลง แน่นอนว่าระหว่างสองฝ่าย การแย่งชิงเทคโนโลยีจะยังคงอยู่ การแยกและลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานระหว่างกันจะยังคงอยู่ แต่สองฝ่ายจะพยายามสร้าง “รั้วกั้น” และ “กลไกตัดไฟ” เพื่อไม่ให้วิกฤตลุกลามเกินควบคุม

 

โดยเฉพาะในช่วงเวลา 3 ปี ซึ่งเป็นกรอบเวลาที่ปักกิ่งใช้นิยามช่วงความสัมพันธ์ใหม่ต่อจากนี้ จึงเป็นปริศนาที่น่าสนใจมากว่าเพราะเหตุใดปักกิ่งจึงมองที่ “3 ปี” คำอธิบายโดยทั่วไปมักอธิบายว่าเป็นช่วงระยะเวลาที่เหลือของรัฐบาลทรัมป์ แต่ผมมองว่าเหตุผลแท้จริงคือเวลา 3 ปี คือช่วงเวลาที่ทั้งสองฝ่ายประเมินว่าทั้งคู่ยังคงมีไพ่ที่เอากันไม่ลง และยังพึ่งพากันสูงจนแตกหักกันทันทีไม่ได้

 

มีการประเมินว่า หากสหรัฐฯ จะสร้างซัพพลายเชนแร่หายากที่ไม่ต้องพึ่งพาจีน อย่างน้อยต้องใช้เวลา 3 ปี และกว่าที่จีนจะสร้างซัพพลายเชนชิปที่พึ่งพาตัวเองได้ ก็อาจต้องซื้อเวลาอย่างน้อย 3 ปี เช่นเดียวกัน

 

ผมจึงไม่เห็นด้วยกับความเห็นที่ว่า สหรัฐฯ และจีนกลับมาตระหนักแล้วว่าทั้งสองฝ่ายแตกหักกันไม่ได้และต้องพึ่งพากัน บางท่านมองว่าที่ทำสงครามการค้าและเทคโนโลยีต่อกันก่อนหน้านี้จึงเป็นเพียงละครเอาใจผู้ชมสไตล์ทรัมป์ แต่สุดท้ายสภาพความจริงบังคับให้สองฝ่ายต้องกลับมาให้เกียรติต่อกันและจับมือกันดังที่เกิดขึ้น

 

ผมกลับมองว่าความจริงก็คือ ที่ทั้งคู่กลับมาจับมือรักกันระยะสั้นตอนนี้ต่างหากที่เป็นเพียงละคร เป็นการพักรบ เป็นการซื้อเวลา แต่หลังฉากสหรัฐฯ และจีนต่างมียุทธศาสตร์ลดการพึ่งพาอีกฝ่ายและกระจายความเสี่ยงออกจากกัน ไม่ใช่หันกลับมาเพิ่มการพึ่งพาค้าขายกัน ตัวสหรัฐฯ เองต้องสร้างซัพพลายเชนแร่หายากที่กระจายความเสี่ยงออกจากจีน และตัวจีนเองก็ต้องเร่งสร้างซัพพลายเชนเทคโนโลยีที่พึ่งพาตัวเอง ลดการพึ่งพาสหรัฐฯ และตะวันตกลงให้ได้

 

ในมุมหนึ่ง โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ Cold Peace มากกว่า Cold War คือไม่ไว้ใจกัน แต่ยังแตกหักกันทันทีไม่ได้ แข่งขันกัน แต่ยังต้องค้าขายกันอยู่ในยามที่ยังเอากันไม่ลง เตรียมรับมือกันทางทหารในอนาคต แต่ระยะสั้นยังต้องนั่งโต๊ะเดียวกันคุยกันให้ได้เพื่อจัดการผลประโยชน์ร่วมกัน

 

ภายใต้รอยยิ้มและพิธีการทางการทูตที่ให้เกียรติต่อกันสูงสุด จึงมี “คมดาบ” ซ่อนอยู่เต็มไปหมด เรื่องไต้หวันยังคงเป็นเส้นแดงสูงสุดของจีน เรื่องชิป AI และเซมิคอนดักเตอร์ยังเป็นไพ่ทางเทคโนโลยีของสหรัฐฯ

 

เรื่องแร่หายากยังคงเป็นอาวุธไม้เด็ดของปักกิ่งที่สหรัฐฯ ในระยะสั้นไม่มีทางเลือกอื่น แถมท่ามกลางสงครามอิหร่านที่สหรัฐฯ ต้องเร่งผลิตอาวุธมาเติมคลังอาวุธ สหรัฐฯ กลับยิ่งต้องพึ่งแร่หายากจากจีน ซึ่งจำเป็นในการผลิตอาวุธมากขึ้นอีกด้วย

 

หลายคนมองว่าการที่ทรัมป์ลดโทนแข็งกร้าวลง ยังเป็นเพราะแรงกดดันทางเศรษฐกิจในประเทศสหรัฐฯ เงินเฟ้อในสหรัฐฯ ต้นทุนค่าครองชีพ ความเสี่ยงจากตะวันออกกลาง รวมถึงความเหนื่อยล้าของภาคธุรกิจอเมริกันจากสงครามการค้า ทั้งหมดนี้ทำให้ทรัมป์ต้องการเสถียรภาพในระยะสั้นและระยะกลางมากกว่าความปั่นป่วนหลายสมรภูมิพร้อมกัน

 

ส่วนจีนเองก็ต้องการเวลาเพื่อปรับตัวและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเช่นกัน จีนกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ตั้งแต่ปัญหาอสังหาริมทรัพย์ หนี้ท้องถิ่น ไปจนถึงการแข่งขันด้านเทคโนโลยีกับตะวันตก ปักกิ่งเองจึงไม่ต้องการเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ แบบเต็มรูปแบบในจังหวะนี้

 

คำถามสำคัญคือ โลกจะสามารถรักษาสมดุลเปราะบางนี้ไว้ได้นานแค่ไหน เพราะในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจมักเริ่มต้นจาก “อุบัติเหตุ” มากกว่าความตั้งใจ และในยุคที่ AI, เซมิคอนดักเตอร์, พลังงาน, ห่วงโซ่อุปทาน และไต้หวัน กลายเป็นประเด็นร้อนระดับโลก ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจส่งแรงสั่นสะเทือนสู่การแตกหักของทั้งสองฝ่ายและทั้งระบบโลกได้ทันที

 

อย่างน้อยนี่จึงเป็นสัญญาณที่ดีที่ผู้นำระดับสูงของทั้งสองฝ่ายได้พบกันและได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างเต็มที่เพื่อพูดคุยสื่อสารเส้นแดงของแต่ละฝ่ายต่อกัน และทำให้ได้เปิดช่องทางการสื่อสารระหว่างกันไว้ ซึ่งผู้นำทั้งสองฝ่ายยังมีกำหนดจะพบกันในปีนี้อีกถึง 3 ครั้ง คือ สีจิ้นผิงเยือนทำเนียบขาวในเดือนกันยายน ทรัมป์ร่วมประชุมเอเปคที่เซินเจิ้นในเดือนพฤศจิกายน และสีจิ้นผิงร่วมประชุม G20 ที่สหรัฐฯ ในเดือนธันวาคม

 

การเปิดช่องทางการสื่อสารระหว่างสองผู้นำโลกจึงสำคัญต่อการจัดกรอบสำหรับการแข่งขันระยะยาวที่ใหญ่ที่สุดของศตวรรษนี้ การแข่งขันที่คงไม่มีใครยอมถอย แต่ก็ไม่มีใครกล้าผลักอีกฝ่ายจนตกเหว เพราะย่อมเสี่ยงจะลากลงเหวกันหมด

 

ภาพ: Andreanicolini via ShutterStock

The post ซ่อนคมดาบ รอจังหวะโลก: ความสัมพันธ์ใหม่จีน-สหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โต เลิม เยือนไทย: กึ่งศตวรรษความสัมพันธ์ไทย-เวียดนามกับโอกาสที่ไม่ควรพลาดบนระเบียบโลกใหม่ https://thestandard.co/to-lam-thailand-vietnam-relations-opportunities/ Sun, 24 May 2026 05:34:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1210425 ภาพไดคัตอนุทินและโต เลิม โดยมีธงชาติไทยและเวียดนามเป็นพื้นหลัง

การเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของเลขาธิการพรรคคอมมิวน […]

The post โต เลิม เยือนไทย: กึ่งศตวรรษความสัมพันธ์ไทย-เวียดนามกับโอกาสที่ไม่ควรพลาดบนระเบียบโลกใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพไดคัตอนุทินและโต เลิม โดยมีธงชาติไทยและเวียดนามเป็นพื้นหลัง

การเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์และประธานาธิบดีเวียดนาม โต เลิม (Tô Lâm) ในวันที่ 28 พฤษภาคม ในด้านหนึ่งดูเป็นพิธีทางการทูตในวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและเวียดนามตามปกติ แต่ในอีกด้านหนึ่ง การเยือนครั้งนี้มีหมุดหมายสำคัญที่มีศักยภาพในการกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศในทศวรรษหน้า

 

 
 

การมาเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นในห้วงเวลาในห้วงจังหวะที่รัฐบาลของทั้งสองประเทศเพิ่งเปลี่ยนผ่านอย่างสำคัญ มีความชอบธรรม และวาระทางการเมืองที่ชัดเจนสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในฝั่งเวียดนามที่เพิ่งจัดการโครงสร้างอำนาจทางการเมืองและอยู่ระหว่างการปฏิรูประบบราชการเพื่อเตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ

 

นอกจากนี้ ทั้งสองชาติเพิ่งยกระดับความสัมพันธ์เป็น “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน” (Comprehensive Strategic Partnership) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2025 พร้อมลงนามบันทึกความเข้าใจ 8 ฉบับ และออกแถลงการณ์ร่วม 34 ข้อ ซึ่งถือเป็นกรอบความร่วมมือที่ครอบคลุมที่สุดในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ทวิภาคี 50 ปี

 

ตัวเลขทางเศรษฐกิจบ่งบอกความใกล้ชิดระหว่างไทยและเวียดนามได้เป็นอย่างดี นับตั้งแต่เข้าร่วมข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและเวียดนามก็ยกระดับมากขึ้นเรื่อยๆ ในปี 2025 มูลค่าการค้าทวิภาคีไทย-เวียดนามในปี 2025 อยู่ที่ประมาณ 19,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นกว่า 40 เท่าจากปี 1995 ที่มีเพียง 480 ล้านดอลลาร์ การลงทุนสะสมของไทยในเวียดนามสูงถึง 13,700 ล้านดอลลาร์ จากกว่า 700 โครงการ ทำให้ไทยเป็นนักลงทุนรายใหญ่อันดับ 8 ในเวียดนาม

 

ขณะที่นักท่องเที่ยวเวียดนามเดินทางมาไทยปีละกว่า 1.2 ล้านคน และนักท่องเที่ยวไทยไปเวียดนามราว 600,000 คน รวมแล้วการเคลื่อนย้ายของคนระหว่างสองประเทศมากกว่า 2 ล้านเที่ยวต่อปี

 

โต เลิม: ผู้นำเวียดนามยุคใหม่

 

โต เลิม วัย 69 ปี ไม่ใช่ผู้นำเวียดนามในแบบเดิม เขาคือบุคคลแรกในรอบกว่า 4 ทศวรรษที่รวมตำแหน่งเลขาธิการพรรคและประธานาธิบดีไว้ในคนเดียว หลังจากขึ้นรับตำแหน่งเลขาธิการในเดือนสิงหาคม 2024 ต่อจากเหงวียน ฟู้ จ่อง Nguyễn Phú Trọng) ที่ถึงแก่อสัญกรรม การรวมศูนย์อำนาจนี้ทำให้เขามีอำนาจตัดสินใจเบ็ดเสร็จที่สุดนับตั้งแต่ยุคโฮจิมินห์

 

การเยือนต่างประเทศของโต เลิม จึงมีนัยสำคัญต่อการทูตเวียดนามยุคใหม่ของเวียดนามอย่างมาก เพราะการเจรจาและสัญญาใดๆ ที่ออกจากปากเขา คู่เจรจาสามารถมั่นใจได้ว่าสิ่งนี้คือจุดยืนที่แท้จริงของเวียดนาม และการให้คำมั่นจะถูกนำไปปฏิบัติจริง

 

พื้นฐานของโต เลิม ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ (2016-2024) ทำให้เขาเข้าใจทั้งภัยคุกคามข้ามชาติและกลไกบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศอย่างลึกซึ้ง ในช่วง 8 ปีที่กุมบังเหียนกระทรวงความมั่นคง เขาเป็นผู้สั่งการรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชัน ‘เตาหลอมไฟ’ ที่ดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ระดับสูงกว่า 170 คน และพัวพันกับมหากาพย์ทุจริตหลายพันล้านดอลลาร์ในภาคอสังหาริมทรัพย์ นี่คือผู้นำที่คุ้นเคยกับการใช้อำนาจอย่างเด็ดขาด

 

สำหรับไทย นี่หมายความว่าคู่เจรจาฝ่ายเวียดนามมีทั้งอำนาจและความตั้งใจในการผลักดันให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นจริง ข้อตกลงที่ทำกับโต เลิม ย่อมมีน้ำหนักและโอกาสในการปฏิบัติสูงอย่างมาก หน้าต่างแห่งโอกาสนี้ไม่ได้เปิดบ่อย และในภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากทั้งสองประเทศสามารถไขว่คว้าโอกาสได้ ย่อมสร้างความได้เปรียบร่วมกันบนเวทีต่างประเทศได้

 

สามเสาหลักความร่วมมือระหว่างไทยและเวียดนาม: เปลี่ยนถ้อยแถลงให้เป็นการปฏิบัติจริง

 

แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านที่ลงนามเมื่อพฤษภาคม 2025 วางกรอบความร่วมมือไว้ภายใต้ 3 เสาหลัก ได้แก่ หุ้นส่วนเพื่อสันติภาพที่ยั่งยืน (Partnership for Sustainable Peace), หุ้นส่วนเพื่อการเติบโต (Partnership for Growth) และหุ้นส่วนเพื่ออนาคต (Partnership for the Future) คำถามสำคัญที่การเยือนครั้งนี้ต้องตอบคือ เอกสาร 34 ข้อนี้จะแปลงเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้มากน้อยเพียงใด

 

เสาหลักที่ 1: สันติภาพที่ยั่งยืน

 

ในด้านการเมืองและความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าให้มีการหารือระดับรัฐมนตรีกลาโหมอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง กองทัพเรือทั้งสองประเทศมีการลาดตระเวนร่วมในอ่าวไทยมาตั้งแต่ปี 1999 รวมแล้วกว่า 48 ครั้ง แต่ยังไม่เคยมีการฝึกร่วมขนาดใหญ่ในระดับกองพล สนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่เจรจามานานกว่า 10 ปี ยังไม่ได้รับการลงนาม แม้ว่าทั้งสองฝ่ายต่างมีผลประโยชน์ร่วมกันในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามพรมแดน

 

เสาหลักที่ 2: การเติบโต

 

ไทยและเวียดนามตั้งเป้าหมายยกระดับการค้าทวิภาคีให้ถึง 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2028 นั่นหมายความว่า การค้าระหว่างไทยและเวียดนามต้องเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 8 ต่อปี ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ทะเยอทะยานอย่างยิ่ง

 

อย่างไรก็ตาม หากดูจากสถิติย้อนหลังอาจกล่าวได้ว่า เป้าหมายนี้ไม่ไกลเกินจริง ในช่วง 5 ปีก่อนโควิด (2015-2019) การค้าทวิภาคีเคยเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 11 ต่อปี โดยโครงสร้างการค้าปัจจุบันมีไทยส่งออกไปเวียดนามราว 12,500 ล้านดอลลาร์ (สินค้าหลักคือ น้ำมันสำเร็จรูป เม็ดพลาสติก ชิ้นส่วนยานยนต์ และผลไม้) และนำเข้าจากเวียดนามราว 7,300 ล้านดอลลาร์ (เครื่องจักร อิเล็กทรอนิกส์ เหล็ก และอาหารทะเล)

 

ในบริบทที่สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนรอบใหม่กำลังปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก ทั้งไทยและเวียดนามได้ประโยชน์จากกระแส “China+1” แต่ในลักษณะที่ต่างกัน เวียดนามดึงดูดโรงงานประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (Samsung, Apple suppliers) ขณะที่ไทยดึงดูดอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและปิโตรเคมี การเชื่อมต่อห่วงโซ่อุปทานระหว่างกัน แทนที่จะแข่งขันดึงดูดการลงทุนจากจีนเหมือนกัน จะเป็นยุทธศาสตร์ที่ Win-Win มากกว่า

 

ตัวเลขชี้ว่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ไหลเข้าเวียดนาม 39,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 ขณะที่ไทยได้รับ FDI เพียง 16,000 ล้านดอลลาร์ในปีเดียวกัน ช่องว่างนี้เป็นทั้งความท้าทายและโอกาสในการสร้างห่วงโซ่คุณค่าร่วม

 

โจทย์สำคัญคือ ไทยและเวียดนามจะวางกรอบการเจรจาเพื่อยกระดับทางการค้าอย่างไร เพื่อให้การค้าระหว่างทั้งสองประเทศกลับไปสู่ระดับศักยภาพที่ควรจะเป็น คำตอบอาจอยู่ที่ ยุทธศาสตร์ ‘สามเชื่อมต่อ (Three Connects)’

 

ยุทธศาสตร์ สามเชื่อมต่อที่ระบุในแถลงการณ์ร่วมข้อ 21-23 มุ่งเชื่อมต่อ 3 มิติ ได้แก่

 

  • ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Connectivity) เพื่อให้ไทยเป็นฐานผลิตชิ้นส่วนป้อนโรงงานในเวียดนามที่ผลิตเพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ และยุโรป

 

  • เศรษฐกิจท้องถิ่น (Local Economy Connectivity) เชื่อมจังหวัดชายแดนผ่าน EWEC ระยะทาง 1,450 กิโลเมตรจากดานังถึงเมาะลำไย

 

  • เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy Connectivity) ร่วมพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตและพลังงานทดแทน

 

ข้อเท็จจริงคือ แนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor – EWEC) ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญยังมีปริมาณการขนส่งข้ามแดนเพียง 28,000 เที่ยวต่อปี ต่ำกว่าศักยภาพที่ประเมินไว้ถึง 5 เท่า สาเหตุหลักมาจากจุดผ่านแดนมีเพียง 2 จุดที่เปิดครบ 24 ชั่วโมง ขั้นตอนศุลกากรใช้เวลาเฉลี่ย 4.2 ชั่วโมงต่อเที่ยว เทียบกับเพียง 45 นาทีที่ชายแดนสิงคโปร์-มาเลเซีย และรถบรรทุกจดทะเบียนไทยยังไม่สามารถวิ่งข้ามลาวเข้าเวียดนามได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนรถ งานวิจัยชี้ว่า หากแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ คาดว่ามูลค่าการค้าชายแดนจะเพิ่มขึ้นอีก 3,000-5,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี

 

เสาหลักที่ 3: อนาคต

 

เสาหลักที่ 3 ครอบคลุมเศรษฐกิจดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ การศึกษา และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ปัจจุบันเวียดนามมีแรงงานในภาคเทคโนโลยีกว่า 1.2 ล้านคน โดยมีบัณฑิตด้าน STEM จบใหม่ปีละ 150,000 คน ขณะที่ไทยมีบัณฑิต STEM เพียง 90,000 คนต่อปี การร่วมมือด้านการพัฒนาบุคลากรดิจิทัลจึงเป็นผลประโยชน์ร่วมที่ชัดเจน เวียดนามมีแรงงานเทคโนโลยีที่มีทักษะ ขณะที่ไทยมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและระบบนิเวศสตาร์ตอัปที่ก้าวหน้ากว่า

 

แถลงการณ์ร่วมข้อ 25-26 ระบุถึงการจัดตั้งศูนย์ความร่วมมือด้าน AI และเทคโนโลยีดิจิทัลร่วมกัน รวมถึงการยอมรับใบรับรองดิจิทัลระหว่างกัน (Mutual Digital Certificate Recognition) ซึ่งหากสำเร็จจะเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการค้าอิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดนที่มีมูลค่าคาดการณ์ถึง 2,500 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2030

 

ความมั่นคง-ผลประโยชน์ร่วม: หัวใจสำคัญของความร่วมมือ

 

มีความเข้าใจผิดอย่างสำคัญในการพัฒนาความร่วมมือระหว่างไทยและเวียดนามคือ การมองกันและกันเป็นคู่แข่ง ในด้านหนึ่ง คนไทยจำนวนไม่น้อยมักมองเวียดนามในฐานะ ‘ผู้ไล่กวด’ และกลัวว่าเวียดนามจะแซงไทยในการพัฒนาเศรษฐกิจ ในขณะที่คนเวียดนามหลายคนก็ยึดถือว่า การไล่ตามไทยให้ทันเป็นหมุดหมายสำคัญในการประกาศว่าเวียดนามได้ก้าวขึ้นมาเป็นประเทศหลักของอาเซียน เหมือนที่ประเทศไทยเป็น

 

แต่ในการพัฒนาที่แท้จริง ทั้งสองประเทศไม่จำเป็นและไม่ควรที่จะแข่งกัน เพราะหากมองจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ระดับการพัฒนา ปัญหาและที่ทางของแต่ละประเทศในระเบียบโลก ทั้งสองประเทศสามารถสร้างประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Benefit) ได้อีกมาก และในทางทฤษฎี ‘การเป็นหุ้นส่วนการพัฒนา’ ก็เป็นวิธีการที่ดีที่สุดที่ทั้งไทยและเวียดนามควรต้องเลือกเดิน

 

ตัวอย่างในประเด็นเหล่านี้ อาทิความร่วมมือด้านความมั่นคง ปัจจุบันเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ (Scam Compounds) ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงสร้างความเสียหายทั่วโลกประมาณ 64,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ตามรายงานของ UNODC เมื่อต้นปี 2026 เหยื่อชาวไทยสูญเสียเงินจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ราว 70,000 ล้านบาทในปี 2025 เพียงปีเดียว ขณะที่ประชาชนเวียดนามกว่า 7,000 คนถูกหลอกไปทำงานในค่าย scam ในเมียนมาและกัมพูชา

 

การที่โต เลิม มีพื้นฐานด้านความมั่นคงโดยตรง ทำให้ประเด็นนี้มีโอกาสคืบหน้ามากกว่าในอดีต แถลงการณ์ร่วมข้อ 9 ระบุถึงการจัดตั้งกลไกปฏิบัติการร่วมเฉพาะกิจ (Joint Task Force) เพื่อปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ หากทั้งสองประเทศสามารถหาแนวทางในการร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมได้ในการเยือนครั้งนี้ จะเป็นความก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรมที่สุดในรอบหลายปี

 

ประเด็นประมงผิดกฎหมาย (IUU) เป็นอีกเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายมีผลประโยชน์ร่วมอย่างชัดเจน เวียดนามถูกสหภาพยุโรปขึ้นบัญชีเตือน (Yellow Card) มาตั้งแต่ปี 2017 ทำให้สูญเสียรายได้จากการส่งออกอาหารทะเลไปอียูปีละราว 400-500 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ไทยเคยถูกขึ้นบัญชีเตือนแต่สามารถปลดได้ในปี 2019 หลังปฏิรูปกฎหมายประมงครั้งใหญ่ ประสบการณ์ของไทยในการปลดธง IUU จึงเป็นทั้งแรงจูงใจและแบบอย่างที่เวียดนามต้องการ

 

ในเรื่องแรงงาน มีแรงงานเวียดนามในไทยประมาณ 40,000-60,000 คน ส่วนใหญ่อยู่ในภาคประมง ก่อสร้าง และภาคบริการ บันทึกความเข้าใจด้านแรงงานฉบับใหม่ที่ลงนามเมื่อปี 2025 ตั้งเป้าให้มีแรงงานเวียดนามถูกกฎหมายในไทย 80,000 คนภายในปี 2028 ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรมไทยที่ต้องการแรงงานเพิ่มอีกอย่างน้อย 500,000 คนในอีก 3 ปีข้างหน้า

 

ภูมิรัฐศาสตร์: การเดินหมากในกระดานที่ซับซ้อน

 

การเยือนของโต เลิม ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ หากแต่อยู่ในบริบทของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ห้อมล้อมไทยและเวียดนาม และความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเวียดนามก็จะมีส่วนสำคัญในการกำหนดเกมการเมืองระหว่างประเทศในภูมิภาคด้วย

 

ทะเลจีนใต้ยังคงเป็นประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดในภูมิภาค ปี 2025-2026 เกิดเหตุเผชิญหน้าระหว่างเรือจีนกับเรือฟิลิปปินส์และเวียดนามรวมกว่า 40 ครั้ง จีนขยายฐานทัพบนเกาะเทียมในหมู่เกาะสแปรตลีย์อย่างต่อเนื่อง ขณะที่สหรัฐฯ เพิ่มการลาดตระเวนเสรีภาพในการเดินเรือ (FONOPS) เป็น 12 ครั้งต่อปี ไม่ใช่เรื่องแปลกใจเท่าไหร่ที่ บทวิเคราะห์และรายงานด้านความมั่นคงหลายชิ้นต่างชี้ว่า ทะเลจีนใต้เป็น ‘จุดร้อน (Hot Spot)’ ที่อ่อนไหวต่อความขัดแย้งทางด้านความมั่นคง

 

สำหรับเวียดนาม ซึ่งมีข้อพิพาทดินแดนกับจีนโดยตรงในหมู่เกาะพาราเซลและสแปรตลีย์ การมีพันธมิตรในอาเซียนที่สนับสนุนการเคารพกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (UNCLOS) เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง แถลงการณ์ร่วมข้อ 14 ระบุถึงการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศรวมถึง UNCLOS โดยไม่ระบุชื่อประเทศใดเป็นการเฉพาะ นี่คือ ‘การทูตไม้ไผ่เสริมเหล็ก’ (Bamboo Diplomacy reinforced with steel) แบบเวียดนาม ที่แสดงจุดยืนโดยไม่สร้างการเผชิญหน้าตรง

 

แม้ไทยจะไม่มีข้อพิพาทโดยตรงในทะเลจีนใต้ แต่ในฐานะประเทศภูมิภาคไทยย่อมไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ย่อมส่งผลกระทบต่อไทยอย่างมีนัยสำคัญ บนเวทีการเมือง ไทยจะมีบทบาทสำคัญยิ่งในการสร้างสมดุลภายในภูมิภาค การเสริมความสัมพันธ์กับเวียดนามจึงเป็นการส่งสัญญาณสำคัญว่าไทยมีทางเลือกทางยุทธศาสตร์ โดยไม่ต้องเข้าข้างฝ่ายใดอย่างชัดแจ้ง

 

วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ปะทุขึ้นในต้นปี 2026 ผลักดันราคาน้ำมันดิบขึ้นสูงกว่า 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลกระทบต่อทั้งไทยและเวียดนามที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลาง ร้อยละ 60-70 ของน้ำมันดิบที่ทั้งสองประเทศนำเข้าผ่านช่องแคบนี้ การวางกรอบเรื่องพลังงานเพื่อให้แต่ละประเทศสามารถพัฒนาความยืดหยุ่นในการเปลี่ยนผ่านพลังงานก็จะเป็นประโยชน์สำหรับทั้งสองประเทศ ไม่ใช่แค่เฉพาะในเชิงเศรษฐกิจเท่านั้น หากแต่รวมถึงความมั่นคงในภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ด้วย

 

บทส่งท้าย: โอกาสที่ไม่ได้มาบ่อย

 

ครึ่งศตวรรษของความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม พิสูจน์แล้วว่าสองประเทศที่เคยอยู่คนละฝั่งของสงครามเย็นสามารถสร้างความร่วมมือที่ลึกซึ้งได้ จากคู่ปรปักษ์ในสมรภูมิอินโดจีนมาเป็นคู่ค้ามูลค่าเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์ จากศัตรูในสงครามตัวแทนมาเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน เส้นทาง 50 ปีนี้ไม่ได้ราบรื่น แต่ทิศทางชัดเจน

 

การเยือนของโต เลิม มาในจังหวะที่ปัจจัยหลายอย่างบรรจบกัน ผู้นำเวียดนามที่ทรงอำนาจที่สุดในรอบหลายทศวรรษ กรอบความตกลงที่ครอบคลุมที่สุดในประวัติศาสตร์ แรงกดดันภายนอกจากสงครามการค้าและวิกฤตพลังงาน และความจำเป็นเชิงโครงสร้างที่ทั้งสองเศรษฐกิจเสริมกันมากกว่าแข่งกัน

 

หากทั้งสองฝ่ายสามารถแปลงวิสัยทัศน์เป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ผลประโยชน์จะตกแก่ประชาชนทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

 

แต่หากการเยือนครั้งนี้จบลงด้วยเพียงภาพถ่ายหมู่ MOU ที่ไม่มีกรอบเวลา และถ้อยแถลงที่อ่อนลงจนไร้น้ำหนัก ก็จะเป็นการเสียโอกาสอันน่าเสียดายที่สุดครั้งหนึ่ง เพราะในโลกที่กำลังแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศขนาดกลางที่มี GDP รวมกัน 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ และประชากรรวม 170 ล้านคนอย่างไทยและเวียดนาม มีทางเลือกที่ดีกว่าการปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป

 

การมาเยือนของโต เลิม จึงไม่ควรเป็นแค่การเฉลิมฉลองทางการทูต แต่เป็นโอกาสที่จะยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจในการรับมือระเบียบโลกใหม่

 

วิสัยทัศน์ คำอภิปราย และถ้อยแถลงของผู้นำ สุดท้ายก็ต้องวัดกันด้วยการทำให้เกิดขึ้นได้จริง

The post โต เลิม เยือนไทย: กึ่งศตวรรษความสัมพันธ์ไทย-เวียดนามกับโอกาสที่ไม่ควรพลาดบนระเบียบโลกใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นยักษ์ AI โลกจะโตไปถึงไหน เมื่อไรฟองสบู่จะแตก https://thestandard.co/ai-stock-bubble-risk/ Sat, 23 May 2026 06:12:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1210231 ภาพประกอบฟองสบู่ในตลาดหุ้น AI แสดงถึงความเสี่ยง

ความก้าวหน้าแบบ ‘ก้าวกระโดด’ ของ AI เฉพาะอย่างยิ่งการเป […]

The post หุ้นยักษ์ AI โลกจะโตไปถึงไหน เมื่อไรฟองสบู่จะแตก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบฟองสบู่ในตลาดหุ้น AI แสดงถึงความเสี่ยง

ความก้าวหน้าแบบ ‘ก้าวกระโดด’ ของ AI เฉพาะอย่างยิ่งการเปิดตัวของ ChatGPT ในช่วงปลายปี 2022 ดูเหมือนว่าจะ ‘เปลี่ยนแปลงโลกไปอย่างสิ้นเชิง’ ในแง่ที่ว่า AI นั้นจะฉลาดและเก่งกว่ามนุษย์แน่ๆ และมันสามารถที่จะคิดและปฏิบัติงานแทนมนุษย์ในกิจกรรมต่างๆ ได้แทบทุกอย่าง

 

ทั้งงานที่ซับซ้อนมากๆ อย่างเรื่องของการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การแพทย์ซึ่งรวมถึงการผ่าตัดใหญ่ งานทางด้านกฎหมาย งานบัญชีและสำนักงานทุกอย่าง และงานที่ไม่ซับซ้อนแต่เป็นงานที่น่าเบื่อหรือสกปรกเช่น การทำความสะอาด ล้างจานและการขับรถ ไม่ต้องพูดถึงงานโรงงานที่มันทำมานานแล้วก่อนที่จะมีคำว่า AI ทั้งหมดนั้นถูกประเมินว่าจะเกิดขึ้นภายในเวลาไม่เกิน 10-20 ปี

 

หุ้นเทคหรือหุ้นดิจิทัลขนาดใหญ่หรือขนาด ‘ยักษ์’ ทั้งโลก เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ‘หุ้นเจ็ดนางฟ้า’ หรือ ‘Magnificent 7’ ที่ยิ่งใหญ่อยู่แล้วก่อนการมาของ ChatGPT ต่างก็เข้ามาร่วมเล่น ‘เกม’ นี้ นั่นก็คือ การพัฒนา AI ตัวใหม่อาทิ Gemini และ Claude ถูกเปิดตัวตามออกมาอย่างรวดเร็ว แต่ละตัวต่างก็มีจุดเด่นที่สามารถแข่งขันได้กับ AI ตัวอื่น

 

และทั้งหมดต่างก็ทุ่มทุนพัฒนา AI คิดเป็นเงินลงทุนเป็นล้านล้านดอลลาร์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ‘กระแสของ AI’ กำลังมาแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในประวัติศาสตร์การพัฒนาของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์

 

ในด้านของผู้ใช้งานทั้งที่เป็นบุคคลและบริษัทหรือหน่วยงานทั้งโลก ต่างก็เข้ามาใช้งาน AI อย่างรวดเร็ว เพราะคนที่ไม่ใช้หรือยังใช้ไม่เป็นก็จะมีปัญหาในอนาคตในการแข่งขันกับคนอื่น เหตุเพราะว่า AI ทำงานได้เก่งมากและเก่งขึ้นเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว ทำงานได้ 24 ชั่วโมง และด้วยต้นทุนที่ต่ำและจะต่ำลงเรื่อยๆ จนทำให้งานจำนวนมากรวมถึงงานที่ซับซ้อนต้องใช้คนที่มีค่าแรงแพงมากจะถูกแทนที่ด้วย AI ที่มี ‘ค่าจ้าง’ ต่ำลงเรื่อยๆ

 

ดังนั้น AI จึงกลายเป็นธุรกิจที่จะโตมหาศาลและจะโตไปอีกนาน อาจจะนานจนกว่าโลกหรือรัฐบาลของทุกประเทศจะบอกว่าต้อง ‘หยุดได้แล้ว’ เพราะคนในโลกจะ ‘ไม่มีงานทำ’ และไม่มีเงินที่จะซื้อสินค้าที่ผลิตและควบคุมโดย AI

 

เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ถ้าหยุด AI ไม่ได้ ในระยะยาว AI ก็อาจจะเข้ามาครองโลกแทนมนุษย์ อาจจะเป็นไปได้ว่า ในอีกหลายพันปีข้างหน้าหรือน้อยกว่านั้น มนุษย์ที่เป็นสารชีวภาพแบบพวกเราในปัจจุบันอาจจะ ‘สูญพันธุ์’ ไป และโลกจะมีแต่ ‘มนุษย์ AI’ ที่เป็น ‘ซิลิคอน’ มีตัวเป็นเหล็กที่ทำเป็นหุ่นยนต์ที่จะ ‘ไม่ตาย’ และเผยแพร่จำนวนเพิ่มขึ้นได้ตามที่ต้องการ

 

ผมอาจจะพูด ‘เพ้อฝัน’ ไปหน่อย แต่ถ้าดูวิวัฒนาการของโลกตั้งแต่กำเนิดสิ่งมีชีวิตเมื่อหลายพันล้านปีก่อน ใครจะไปคิดว่าสุดท้ายจะมีมนุษย์ขึ้นมาและครองโลกได้ในเวลาแค่ไม่กี่หมื่นหรือแสนปี?

 

ในมุมมองทางด้าน ‘หุ้น’ ซึ่งก็คือการมองไปข้างหน้าในอนาคตอันยาวไกล AI จึงเป็น ‘Ultimate Super Growth’ หรือธุรกิจที่จะ ‘โตเร็ว โตมาก และโตนานที่สุด’ และอาจจะโตตลอดกาลจนสิ้นสุดยุคมนุษย์ ดังนั้น หุ้น AI จึงมีศักยภาพที่จะโตมหาศาลจนแทบกลืนกินหรือ ‘ครอบงำ’ ตลาดหุ้นได้ และนั่นก็คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกที่เราเห็นหุ้นยักษ์ AI อาจจะแค่ 10 ตัวมี Market Cap. เกือบครึ่งหนึ่งของตลาดหุ้นในดัชนี S&P 500 ซึ่งเป็นตลาดหุ้นของทั้งประเทศสหรัฐฯ

 

หุ้นของประเทศอื่นที่เกี่ยวข้องกับ AI เช่น หุ้น TSMC ของไต้หวัน หุ้น Samsung Electronics ของเกาหลีใต้ และหุ้น ASML ของเนเธอร์แลนด์ เพียงตัวเดียวของแต่ละประเทศแต่มี Market Cap. มากกว่า 50% ของตลาดหุ้นทั้งหมด

 

พูดง่ายๆ ตอนนี้ นักลงทุนมองว่าสินค้าหรือบริการที่เราเคยใช้มาตลอด ตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อ 2-300 ปีก่อนนั้น คงจะไม่โตอีกต่อไป หรือคงจะโตช้ามาก ต่อไปนี้ มีแต่ AI และอุตสาหกรรมหรือบริการที่เกี่ยวข้องเท่านั้นที่จะโต ‘ระเบิด’ และจะโตเร็วมากจนแทบจะกลืนกินโลก และสิ่งที่พิสูจน์ก็คือ ราคาหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พร้อมๆ กับรายได้ของบริษัทที่ทำเกี่ยวกับ AI ทั้งหลาย และกำไรที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามหรือสูงยิ่งกว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้น

 

ทั้งหมดนั้นก็คือ ‘สตอรี่’ ของหุ้นที่ทำให้หุ้นวิ่งขึ้นไปมหาศาลแบบ ‘หลุดโลก’ แต่แค่ ‘เรื่องราวหรือเรื่องเล่า’ นั้น ยังไม่พอที่จะทำให้หุ้นขึ้นระดับนั้นได้

 

หุ้นที่ขึ้นรอบนี้ยังมีองค์ประกอบเพิ่มเติมนั่นก็คือ

 

1) ความเชื่อที่ว่าหุ้นทั้งหมดนั้น จะเป็นผู้ชนะและสามารถครองตลาดเพราะพวกเขามีอำนาจผูกขาดหรือมี Moat หรือป้อมปราการทางธุรกิจที่จะกันไม่ให้คู่แข่งเข้ามาแย่งชิงตลาดได้

 

2) หุ้นถูก ‘คอร์เนอร์’ โดยกลุ่มนักลงทุนขนาดใหญ่จำนวนมาก นั่นก็คือ คนเข้ามาลงทุนโดยไม่ได้คิดถึงเรื่อง ‘พื้นฐาน’ ที่แท้จริงที่ต้องมองถึงกำไรและ ‘ราคาหุ้นที่เหมาะสม’ เช่น กลุ่มกองทุนอิงดัชนีต่างๆ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่ต้องซื้อหุ้นตามสัดส่วนในดัชนีโดยไม่ต้องคำนึงถึงคุณค่า ดังนั้น เมื่อหุ้นขึ้นก็ต้องซื้อเพิ่ม ทำให้หุ้นขึ้นไปอีก

 

นักลงทุนรายย่อยที่ในระยะหลังมีเพิ่มขึ้นมาก และตอนนี้สามารถเข้ามาซื้อหุ้นเก็งกำไรได้ทั่วโลกด้วยเม็ดเงินแค่หมื่นบาทผ่านแพลตฟอร์มที่แทบไม่ต้องเสียค่าคอมมิชชัน พวกเขาต่างก็เข้ามาซื้อหุ้นที่กำลังร้อนเหล่านี้เพื่อการเก็งกำไร

 

และสุดท้ายก็คือ การซื้อ-ขายหุ้นด้วยโปรแกรมซึ่งตอนนี้ก็ใช้ AI ในการวิเคราะห์และสั่งการ และเป็นระบบที่ใช้กันมากทั่วโลก นี่ก็มีส่วนทำให้การซื้อ-ขาย เน้นไปที่หุ้นกลุ่มยักษ์ที่มีสภาพคล่องสูงมาก และนี่ก็ช่วยให้หุ้น AI วิ่งกันระเบิด

 

3) อัตราดอกเบี้ยในตลาดที่อยู่ในช่วงต่ำต่อเนื่องมานานน่าจะนับ 10 ปีแล้ว ก็มีส่วนทำให้การเก็งกำไรในหุ้น AI เพิ่มขึ้นทวีคูณ เฉพาะอย่างยิ่ง การใช้มาร์จินหรือการกู้เงินลงทุนก็มากขึ้นมากเมื่อเทียบกับภาวะปกติ

 

คำถามสำคัญก็คือ หุ้นยักษ์ AI หลังจากนี้จะขึ้นต่อ หรือหยุด หรือจะตกลงมาและแรงแค่ไหน?

 

คำตอบของผมก็คือ มันก็คงขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้หุ้นขึ้นตั้งแต่แรกที่กล่าวถึงนั่นคือ

 

1) สตอรี่เรื่องของ AI ว่ามันจะเป็นจริงอย่างรวดเร็วตามที่คุยกันหรือไม่ เช่น บริษัทหรือธุรกิจอื่นจะซื้อบริการหรือผลิตภัณฑ์ AI มาใช้แทนการจ้างคนงานมากน้อยแค่ไหน และบุคคลธรรมดาจะยอมจ่ายเงินซื้อสินค้าและบริการจากบริษัทที่ทำ AI แคไหน เป็นต้น

 

หากรายได้ของบริษัทที่ทำ AI เพิ่มขึ้นช้ากว่ารายจ่ายและการลงทุนในการสร้าง AI มากกว่าที่คิดซึ่งก็อาจจะเกิดขึ้นกับบางบริษัทจนทำให้ฐานะทางการเงินมีปัญหา นั่นก็อาจจะทำให้ความมั่นใจในธุรกิจ AI โดยรวมลดลงจนอาจจะก่อให้เกิดวิกฤติบางอย่างตามมาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของราคาหุ้นหรือ Market Cap. ของหุ้นในกลุ่มนี้ทั้งหมด และนี่ก็คือความเสี่ยงแรกที่สำคัญที่อาจจะทำให้ ‘ฟองสบู่หุ้น AI’ แตก

 

2) อัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดปรับตัวขึ้นอย่างแรงและรวดเร็ว อานิสงส์จากอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นอันเป็นผลจากราคาสินค้าเช่น น้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงมาก สิ่งนี้จะทำให้สภาพคล่องของตลาดเงินลดลงอย่างแรง และทำให้เงินถูกถอนออกจากหุ้นด้วยการลดมาร์จินลง ซึ่งทำให้หุ้นตกลงมาแรง ซึ่งก็จะทำให้ต้องลดการกู้หรือลดมาร์จินลงอีก วนเป็นลูป และนั่นอาจจะทำให้หุ้นเก็งกำไรทั้งหลายถล่มทลายได้ ว่าที่จริงประเด็นนี้น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะผลตอบแทนพันธบัตรระยะ 10 ปี ของอเมริกาและของประเทศใหญ่ทั้งหลายเช่น ญี่ปุ่นกำลังไต่ขึ้นไปสูงลิ่วในช่วงนี้

 

3) อาจจะเป็นความเสี่ยงทางด้านกฎเกณฑ์การดูแลและควบคุมจากรัฐต่อธุรกิจเกี่ยวข้องกับ AI ที่ทั้งกังวลและกลัวว่าสาธารณชนจะต่อต้านหรือกลัวว่าวันหนึ่ง AI อาจจะเป็นภัยต่อรัฐบาล ตัวอย่างที่เกิดก็เช่น มี ‘ข่าวลือ’ ว่ารัฐบาลเกาหลีใต้อาจจะพิจารณาเก็บภาษี ‘ลาภลอย’ ของบริษัท AI ที่ ‘ทำกำไรมากเกินไป’ หรือในโอกาสต่อไปเมื่อ AI ทำให้คน ‘ตกงาน’ มาก รัฐบาลก็อาจจะออกกฎหมาย ‘คิดภาษีสรรพสามิต’ สำหรับ AI ที่นำมาใช้แทนคน เป็นต้น หรือ อย่างในประเทศที่รัฐต้องการ ‘ควบคุมข่าวสาร’ เพื่อความมั่นคงของรัฐหรือรัฐบาล พวกเขาก็อาจจะออกกฎเกณฑ์บางอย่างที่ทำให้บริษัท AI ไม่สามารถทำกำไรที่ดีได้ เป็นต้น

 

ทั้งหมดนั้น ดูแล้วก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ไม่น้อย แต่ก็อาจจะยังมีอย่างอื่นที่จะเกิดขึ้นและเปลี่ยนภาพที่สดใสมายาวนานของหุ้นและตลาดหุ้นได้ และนั่นก็คือความเสี่ยงของการลงทุนโดยเฉพาะในหุ้นที่มีราคาขึ้นมาแบบ ‘ฟองสบู่’ ที่เราควรจะนำมาคิดคำนวณหรือประเมินว่าเราควรจะลงทุนในหุ้นอย่างไรในช่วงเวลานี้

 

สำหรับผมเองนั้น ก็ได้แต่รอต่อไป

 

ภาพ: Lightspring / Shutterstock

The post หุ้นยักษ์ AI โลกจะโตไปถึงไหน เมื่อไรฟองสบู่จะแตก appeared first on THE STANDARD.

]]>
โอกาสและความเสี่ยงของ Twist Steepening ยีลด์ในยุค Kevin Warsh https://thestandard.co/kevin-warsh-fed-twist-steepening-yield/ Sat, 23 May 2026 06:00:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1210227 ภาพกราฟแสดงเส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve) ที่ชันขึ้นแบบ Twist Steepening

จากบทความเดือนที่แล้ว ผมได้ทิ้งคำถามไว้ว่า จะเกิดอะไรขึ […]

The post โอกาสและความเสี่ยงของ Twist Steepening ยีลด์ในยุค Kevin Warsh appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟแสดงเส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve) ที่ชันขึ้นแบบ Twist Steepening

จากบทความเดือนที่แล้ว ผมได้ทิ้งคำถามไว้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้า Kevin Warsh ได้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed แทนที่ Jerome Powell

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

ล่าสุด Warsh เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธาน Fed คนที่ 17 เป็นที่เรียบร้อย ทำให้เราสามารถวิเคราะห์กันต่อได้ว่านโยบายการเงินในยุคของ Warsh จะมีทิศทางเป็นเช่นไร

 

แม้ Warsh ให้คำมั่นว่าจะนำ “การเปลี่ยนแปลงระบอบ” มาสู่ Fed และประธานาธิบดี Trump ให้ความเป็นอิสระอย่างเต็มที่ในฐานะประธานธนาคารกลางคนใหม่ แต่ผมคงมุมมองเดิม และยังเชื่อว่า Warsh จะเลือกรักษาสมดุลระหว่าง Fed และทำเนียบขาว ด้วยความพยายามลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อสะท้อนมุมมองของ Trump ไปพร้อมกับการลดขนาดงบดุล (QT) เพื่อตอบโจทย์คณะกรรมการ Fed ที่ต้องการการสื่อสารเชิงนโยบายที่เข้มงวด

 

ในระยะสั้นเราอาจยังไม่เห็นผลลัพธ์เกิดขึ้นเร็ว แต่ในระยะยาว การใช้นโยบายการเงินลักษณะนี้จะส่งผลให้ยีลด์ชันขึ้นในแบบที่ตลาดเรียกว่า Twist Steepening นักลงทุนไทยจึงต้องรู้ให้ทันกับความชันรูปแบบใหม่ ผลกระทบ ความเสี่ยง และโอกาสที่กำลังจะเกิดขึ้นในตลาดทุนไปพร้อมกัน

 

เริ่มด้วยการทำความเข้าใจว่า Yield Curve ยุค Warsh จะไม่ใช่แค่ชันแบบปกติ แต่จะชันในแบบ Twist ที่เป็นเหมือนการรวม Bull และ Bear เข้าด้วยกัน

 

โดยทั่วไป นักลงทุนในตลาดจะรู้จักความชันของยีลด์อยู่สองรูปแบบ

 

แบบแรกคือ Bull Steepening หรือความชันแบบกระทิง

 

เป็นสถานการณ์ที่ยีลด์ระยะสั้นปรับตัวลงมากกว่ายีลด์ระยะยาว ส่วนใหญ่มักเกิดจากเศรษฐกิจมีปัญหา เช่น ในปี 2001–2004 (ยุค Alan Greenspan) ที่ Fed ลดดอกเบี้ยจาก 6.5% ลงเหลือ 1.0% หลังวิกฤติ Dot-com หรือปี 2007–2009 ช่วงยุค Ben Bernanke ที่เกิดวิกฤติ GFC กดดันให้ Fed ต้องลดดอกเบี้ยจาก 5.25% ลงเหลือเพียง 0.25% ขณะที่ยีลด์ระยะยาวส่วนใหญ่จะทรงตัว เพราะแนวโน้มเงินเฟ้อและการเติบโตของเศรษฐกิจระยะยาวไม่ได้เปลี่ยนแปลง

 

กรณี Bull Steepening ความชันของยีลด์จะกดดันให้ตลาดหุ้นเข้าสู่ภาวะ Risk-off ได้ง่าย ตลาดจะกลับมาเป็นขาขึ้นจริงก็ต่อเมื่อวิกฤติเริ่มผ่านพ้นไป ยีลด์ระยะสั้นที่ลดลงมักกดดันให้ดอลลาร์อ่อนค่า สวนทางกับราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้น

 

แบบที่สองคือ Bear Steepening หรือความชันแบบหมี

 

หมายถึงเหตุการณ์ที่ยีลด์ระยะยาวปรับตัวขึ้นมากกว่ายีลด์ระยะสั้น มักเกิดขึ้นเมื่อความคาดหวังเงินเฟ้อปรับตัวสูง เช่น ช่วงปีแรกของ Alan Greenspan (1987) ที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ร้อนแรง เงินเฟ้อเร่งตัวสูง ยีลด์ 10 ปีพุ่งจาก 7% ไปเป็น 10% ภายในปีเดียว หรือปี 2013 ที่ประธาน Fed อย่าง Ben Bernanke ส่งสัญญาณว่า Fed จะลดการทำ QE ส่งผลให้ยีลด์ 10 ปีตอบรับด้วยการปรับตัวขึ้นจาก 1.6% ไปถึง 3.0% ภายในไตรมาสเดียว จนได้รับชื่อว่า Taper Tantrum

 

กรณี Bear Steepening แม้ชื่อจะเป็นหมี แต่ตลาดหุ้นมักอยู่ในโหมดกระทิงมาก่อน ความชันของยีลด์จะหนุนให้ดอลลาร์แข็งค่า กดดันสินทรัพย์เสี่ยงนอกสหรัฐฯ และยีลด์จะชันขึ้นไปจนกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะเริ่มชะลอตัว

 

ในมุมมองของผม ความชันในยุค Warsh จะเป็นส่วนผสมของทั้งหมี และ กระทิงที่ตลาดเรียกว่า Twist Steepening

 

ยีลด์แบบ Twist ไม่ใช่รูปแบบใหม่ มีการกล่าวถึงครั้งแรกในปี 1961 จากนโยบายการเงินของ Fed ที่ชื่อว่า Operation Twist มีเป้าหมายทำให้ Yield Curve แบนลง ด้วยการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายพร้อมกับการซื้อบอนด์ระยะยาว เพื่อดึงดูดเงินลงทุนและหนุนดอลลาร์ไม่ให้อ่อนค่า

 

แต่ครั้งนี้ Twist มีแนวโน้ม “กลับด้าน” กล่าวคือ ยีลด์ระยะสั้นจะลดลงตามแนวโน้มที่ Warsh จะลดดอกเบี้ย ขณะที่ยีลด์ระยะยาวมีโอกาสปรับตัวขึ้นจากความกังวลเรื่องการคลัง QT และเงินเฟ้อคาดหวังที่สูงขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้คือเส้นยีลด์บิดตัวชันขึ้น

 

จุดเด่นของ Twist Steepening คือการส่งสัญญาณว่าระบบการเงินจะเร่งตัว หนุนการลงทุนและการเติบโตต่อเนื่อง

 

ในบริบทของโลกการเงิน ความชันของยีลด์เปรียบเสมือนความเร่ง และ Margin ของเศรษฐกิจ

 

เช่น ในภาคธนาคาร กำไรจากส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากระยะสั้นกับดอกเบี้ยสินเชื่อระยะยาว (NIM) จะกว้างขึ้นตามความชัน ทำให้ธนาคารมีแรงจูงใจในการปล่อยสินเชื่อเพิ่ม กลไกส่งผ่านนโยบายการเงินจะยิ่งได้ผลดี ทำให้การลดดอกเบี้ยมีประสิทธิภาพจริงในระบบเศรษฐกิจ

 

ประเด็นถัดมาคือ ภาคธุรกิจและการลงทุนจะได้อานิสงส์โดยตรงจากดอกเบี้ยระยะสั้น เพราะต้นทุนการกู้ยืมจะลดลงทันที ขณะที่การลงทุนจะเร่งตัวขึ้นตาม Valuation ของตลาดเพราะเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการตัดสินใจลงทุน และการจัดหาทุนระยะยาวของภาคเอกชน

 

อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงสำคัญของ Twist Steepening ในมุมมองของผมคือ เป็นรูปแบบยีลด์ที่ควบคุมได้ยากที่สุด

 

ปัญหาแรกคือยีลด์ระยะยาว เพราะทุกครั้งที่ยีลด์ชันขึ้น อีกความหมายหนึ่งคือยีลด์ระยะยาวยิ่งห่างออกจากดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลาง ทำให้สูญเสียการควบคุมง่าย

 

ตัวอย่างเช่นในปี 1978 ประธาน Fed อย่าง William Miller ปล่อยให้ยีลด์ชันตามความต้องการของภาคการเมือง จนท้ายที่สุดไม่สามารถควบคุมทั้งเงินเฟ้อและยีลด์ได้ จนประธานาธิบดี Carter ต้องแต่งตั้ง Paul Volcker เข้ามาแทน เพื่อเร่งขึ้นดอกเบี้ย

 

ปัญหาที่สองคือความเสี่ยงของ Policy Inconsistency หรือความไม่สอดคล้องของนโยบาย ที่เกิดจากการ Twist

 

เพราะ Fed กำลังส่งสัญญาณ Easing และ Tightening ไปพร้อมกัน ตลาดจะตอบสนองด้วยความสับสน ก่อนจะเลือกเชื่อสัญญาณที่แรงกว่า ในครั้งนี้ หากเงินเฟ้อยังคงทรงตัวในระดับสูง การลดดอกเบี้ยอาจไม่ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจได้มากเท่าที่ควร

 

ปัญหาสุดท้ายคือ Asset Bubble ที่มักขยายตัวได้เร็วและแรงที่สุดในภาวะ Twist Steepening

 

เช่น ช่วงปี 2003–2006 ที่ยีลด์ชันขึ้นหลัง Fed ลดดอกเบี้ยระหว่างเศรษฐกิจเติบโต ตามมาด้วยราคาบ้านที่สูงขึ้นอย่างร้อนแรง

 

หรือในปัจจุบันที่การลงทุนใน AI เฟื่องฟูและมี Valuation สูงขึ้นต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งก็เกิดจากความคาดหวังเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ และโอกาสของการลดดอกเบี้ยในอนาคต

 

เมื่อรู้อย่างนี้ คำถามสุดท้ายคือ ควรวางกลยุทธ์การลงทุนอย่างไร

 

ฝั่งบวก ผมมองว่ากลุ่มการเงินเป็นกลุ่มแรกที่ได้ประโยชน์โดยตรงจาก NIM ที่กว้างขึ้น กลุ่มที่สองคือ Commodities & Energy เนื่องจากยีลด์ระยะยาวที่สูงขึ้นเปรียบเสมือนการยืนยันว่าความคาดหวังเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับสูง น้ำมัน ทองแดง และทองคำ มักทำผลตอบแทนได้ดีในภาวะนี้

 

สุดท้ายคือหุ้นที่มีรายได้สม่ำเสมอหรือหุ้นปันผล เพราะกระแสเงินสดที่แน่นอนมีความผันผวนต่ำกว่าโอกาสการเติบโต ในภาวะที่ Discount Rate อยู่ในระดับสูง

 

ในทางกลับกัน ธีมการลงทุนที่ต้องระวังประกอบด้วย

 

กลุ่ม Long-duration Growth แม้โอกาสการเติบโตจะสูง แต่มูลค่าจะผันผวนอย่างมากในภาวะที่ดอกเบี้ยระยะยาวไม่นิ่ง

 

ตามด้วยกลุ่ม REITs และ Utilities ที่มีลักษณะผลตอบแทนคล้าย Long Duration Bonds ความแตกต่างจากหุ้นปันผลคือ ผลตอบแทนของกลุ่มนี้มักเป็นไปตามสัญญาระยะยาว ไม่สามารถปรับตัวขึ้นตามเศรษฐกิจหรือเงินเฟ้อระยะสั้นได้ ทำให้มูลค่าลดลงเมื่อยีลด์ชัน

 

และท้ายที่สุด Emerging Markets ที่อ่อนไหวต่อทิศทางกระแสเงินทุนและค่าเงินดอลลาร์ หลายประเทศอาจไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจไปพร้อมกับสหรัฐฯ ได้ หากดอลลาร์มีความผันผวนสูง อีกทั้งยีลด์สหรัฐฯ ระยะยาวที่สูงขึ้น เงินทุนจะไหลออกอย่างรวดเร็วเมื่อตลาดเข้าสู่โหมด Risk-off

 

โดยรวม Twist Steepening ในยุค Warsh คือรูปแบบยีลด์ที่มีทั้งโอกาสและความเสี่ยง เป็นบททดสอบสำคัญของตลาดการเงินที่เรากำลังจะต้องเผชิญไปพร้อมกันครับ

 

ภาพ: Steve Travelguide / Shutterstock

The post โอกาสและความเสี่ยงของ Twist Steepening ยีลด์ในยุค Kevin Warsh appeared first on THE STANDARD.

]]>
Physical AI: เมื่อเครื่องจักรคิดเองทำเองได้ สมรภูมิใหม่ที่ผู้นำต้องแคร์ https://thestandard.co/physical-ai-robot-business-impact/ Fri, 22 May 2026 10:15:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1210060 Physical AI เครื่องจักรคิดเองทำเองได้

Physical AI คือหุ่นยนต์ที่สามารถรับรู้ คิดวิเคราะห์ และ […]

The post Physical AI: เมื่อเครื่องจักรคิดเองทำเองได้ สมรภูมิใหม่ที่ผู้นำต้องแคร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Physical AI เครื่องจักรคิดเองทำเองได้

Physical AI คือหุ่นยนต์ที่สามารถรับรู้ คิดวิเคราะห์ และลงมือทำได้เองในโลกกายภาพจริง ล่าสุดสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลกหลังเจ้าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์สีแดง Lighting วิ่งชนะมนุษย์ในการแข่งฮาล์ฟมาราธอนด้วยเวลา 50 นาที 26 วินาที ซึ่งเร็วกว่าสถิติโลกเดิมของมนุษย์เกือบ 7 นาที จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์นี้กำลังเปลี่ยนแรงงานให้กลายเป็นเทคโนโลยี ซึ่งผู้นำและคนทำงานที่เริ่มศึกษาและปรับใช้ก่อนเท่านั้นที่จะกุมความได้เปรียบในเกมธุรกิจรอบใหม่

 

🟡 เกิดอะไรขึ้นในสนามแข่งมาราธอน

 

หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เพิ่งเอาชนะมนุษย์ในสนามวิ่งจริง ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่าเทคโนโลยี Physical AI มีทั้งสมองและร่างกายที่พร้อมทำงานแทนคนในโลกกายภาพแล้ว เหตุการณ์ไวรัลที่มีคนร่วมวิ่งกว่า 12,000 คนที่ปักกิ่งนี้ ทุบสถิติโลกมนุษย์จนกระจุย

 

สอดคล้องกับที่ เจนเซน หวง ซีอีโอของ NVIDIA ประกาศว่านี่คือช่วงเวลา ChatGPT Moment ของ Physical AI ที่เครื่องจักรเริ่มเข้าใจ มีเหตุผล และทำงานในโลกจริงได้จริง จากเดิมที่หุ่นยนต์มีแค่ร่างกายแข็งแกร่งดุดันแบบ ไมค์ ไทสัน แต่ขาดสมองอัจฉริยะแบบ สตีเฟน ฮอว์กิง วันนี้ทุกอย่างกำลังเปลี่ยนไปด้วย 3 องค์ประกอบหลัก

 

🔸 สมองกลฉลาดขึ้น ด้วยการนำโมเดล VLA อย่าง RT-2 ของ Google DeepMind หรือ Gemini Robot เข้าไปเป็นสมองหลัก ทำให้หุ่นยนต์เข้าใจภาพและภาษาจนเกิด World Model ที่เข้าใจกฎฟิสิกส์และแรงโน้มถ่วงได้เอง

 

🔸 ระบบประสาทสัมผัสถูกลงมาก โดยเฉพาะเซ็นเซอร์ 6 มิติซึ่งคิดเป็น 40% ของต้นทุนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ มีแนวโน้มราคาลดลงถึง 70-80% ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า

 

🔸 การฝึกฝนในโลกเสมือนทำได้เร็วและประหยัด ค่ายสตาร์ตอัพหันมาจำลองกฎฟิสิกส์ในโลกเสมือน ให้หุ่นยนต์ลองผิดลองถูกนับล้านครั้งในไม่กี่ชั่วโมงแล้วค่อยโหลดความจำลงหุ่นยนต์จริง เช่น บริษัท Sereact ที่ใช้กับหุ่นยนต์คลังสินค้า หรือ Linkerbot ที่ผลิตมือหุ่นยนต์ความแม่นยำสูงระดับ Sub-millimeter สำหรับงานประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์หรือช่วยผ่าตัด

 

🟡 เทรนด์ Physical AI จะเปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างไร

 

เทคโนโลยีนี้กำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบอัตโนมัติแบบเดิมไปสู่ระบบปฏิบัติการอิสระที่หุ่นยนต์สามารถคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจหน้างานได้เองร้อยเปอร์เซ็นต์ วงจรของมันขยับไปสู่การรับรู้ มีเหตุผล และลงมือทำเองได้สมบูรณ์แบบเหมือนพฤติกรรมมนุษย์ โดยมี 4 อุตสาหกรรมเป้าหมายหลักที่จะเปลี่ยนไปตลอดกาล

 

🔸 โลจิสติกส์มุ่งสู่ยุค Dark Warehouse หรือโกดังที่ไม่ต้องเปิดไฟเพราะไม่มีมนุษย์ทำงานอยู่ข้างใน โดยมี Amazon เป็นผู้นำในการใช้ AI เป็นสมองส่วนกลางเคลื่อนย้ายและแพ็กสินค้า

 

🔸 การผลิตในโรงงานยุคใหม่เน้นความยืดหยุ่นสูง มีการนำ Cobot AI มาทำงานร่วมกับคน ตรวจจับชิ้นส่วนเสียได้แบบเรียลไทม์ ควบคู่กับการทำ Digital Twin จำลองการทำงานของโรงงาน เช่น แบรนด์รถยนต์ BMW หรือ Foxconn ที่ปรับสายการผลิตได้ทันทีโดยไม่ต้องเขียนโค้ดใหม่

 

🔸 Healthcare แก้ Pain Point สังคมสูงวัย ตั้งแต่ชุดโครงกระดูกภายนอก Exoskeleton ของบริษัท Wondercraft ที่ช่วยให้ผู้ป่วยอัมพาตรวมถึงผู้มีปัญหาการเคลื่อนไหวลุกเดินได้ ไปจนถึงหุ่นยนต์เอไอสำหรับผู้สูงวัยอย่าง Lovot ของญี่ปุ่น และหุ่นยนต์ผู้ช่วยผ่าตัดทางไกลจาก Waseda University

 

🔸 การขนส่งเปลี่ยนผ่านสู่ระบบอัจฉริยะเต็มรูปแบบ ทั้งโรโบแท็กซี่ของ Waymo ในสหรัฐฯ หรือระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติในรถ Tesla ที่สามารถขับบนไฮเวย์ด้วยความเร็วสูงถึง 70 ไมล์ต่อชั่วโมงได้อย่างนุ่มนวลและปลอดภัยยาวนานถึง 8 ชั่วโมงเต็ม

 

🟡 ประเทศไทยจะอยู่ตรงไหนในเกมนี้

 

ประเทศไทยต้องผันตัวมาเป็นผู้ประยุกต์ใช้นวัตกรรมในห่วงโซ่มูลค่าสูง แทนการเป็นเพียงผู้ใช้งานหรือผู้ซื้อเทคโนโลยีเพื่อไม่ให้ซ้ำรอยความพ่ายแพ้ในยุคอีคอมเมิร์ซและแพลตฟอร์มต่างชาติ

 

ปัจจุบันมหาอำนาจโลกกำลังแบ่งเค้กออกเป็นสามขั้วใหญ่ โดยสหรัฐฯ คุมซอฟต์แวร์ระบบสมองกลด้วยเงินทุนหนาถึง 3.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ จีนเน้นความเร็วในการเอาลงสนามจริงและสเกลสายการผลิตฮิวแมนนอยด์ระดับ 15,000 ตัว ส่วนญี่ปุ่นและเยอรมนีครองตลาดวิศวกรรมความแม่นยำสูง ทางรอดสำคัญของไทยคือการจับกระแสนี้มาแก้โจทย์เฉพาะทางที่มีแต้มต่อ เช่น ภาคการเกษตร การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือระบบสาธารณสุขและสมุนไพรไทย เพื่อสร้างจุดแข็งที่ผู้อื่นไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ง่าย

 

การมาถึงของ Physical AI กำลังขยับเส้นตายของธุรกิจให้เร็วขึ้นกว่าเดิม คลื่นลูกนี้พร้อมจะเปลี่ยนสนามแข่งขันในโลกจริงไปอย่างสิ้นเชิง การเร่งเรียนรู้ มองหาโอกาส และกล้าทดลองปรับใช้ตั้งแต่วันนี้ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรพลิกเกมกลับมานำหน้า และสร้างการเติบโตครั้งใหม่ในสมรภูมิอนาคตได้อย่างมั่นคง

The post Physical AI: เมื่อเครื่องจักรคิดเองทำเองได้ สมรภูมิใหม่ที่ผู้นำต้องแคร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Chum Chum: บาร์น้ำสมุนไพรสุดป๊อปจากตำรับยาจีนที่เจาะตลาดวัยรุ่นสำเร็จ https://thestandard.co/chum-chum-herbal-bar-youth-market-success/ Fri, 22 May 2026 05:54:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1209902 ภาพเครื่องดื่มสมุนไพรจากร้าน Chum Chum (ฉ่ำ ฉ่ำ)

Chum Chum (ฉ่ำ ฉ่ำ) คือบาร์น้ำสมุนไพรสไตล์สเปเชียลตี้ที […]

The post Chum Chum: บาร์น้ำสมุนไพรสุดป๊อปจากตำรับยาจีนที่เจาะตลาดวัยรุ่นสำเร็จ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเครื่องดื่มสมุนไพรจากร้าน Chum Chum (ฉ่ำ ฉ่ำ)

Chum Chum (ฉ่ำ ฉ่ำ) คือบาร์น้ำสมุนไพรสไตล์สเปเชียลตี้ที่นำภูมิปัญญายาต้มโบราณมาเขย่ารวมกับความป๊อป บริหารโดยสองผู้ก่อตั้งแพต-ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช และ พล-ลัทธพล ชาญสง่าเวช ที่สร้างปรากฏการณ์ขยายแตะ 11 สาขาเพียงปีเดียว เคสนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าขุมทรัพย์ธุรกิจอาจไม่ได้อยู่ไกลตัว แต่ซ่อนอยู่ในความคุ้นเคยระดับครอบครัว หากรู้จักนำของดั้งเดิมมาเล่าใหม่ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคก็สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

 

🟡 ทำไมถึงทำ Chum Chum

 

เรื่องราวเริ่มจากความคุ้นเคยในวัยเด็กของคุณแพตและคุณพล ที่ต้องตื่นมาเจอกับกลิ่นยาต้มและหม้อสกัดยาจีนของครอบครัว ประสบการณ์ที่ถูกบังคับให้ฝืนกินยาขมเวลาป่วยกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติวงการน้ำสมุนไพร พวกเขาเลือกที่จะไม่ทิ้งแก่นแท้ของวัตถุดิบ แต่เปลี่ยนวิธีสกัดโดยใช้เครื่องต้มยาจีนสกัดน้ำสมุนไพรแบบเข้มข้นแทนการชงชาทั่วไป เพื่อเปลี่ยนมรดกทางภูมิปัญญาที่คนมักส่ายหน้าหนี ให้กลายเป็นเครื่องดื่มในชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่

 

จุดพลิกเกมคือการจับคู่สมุนไพรดั้งเดิมเข้ากับ Sparkling Water ก๊าซคาร์บอเนตไม่ได้ให้แค่ความซ่าสดชื่น แต่ในทางวิทยาศาสตร์นี่คือเทคโนโลยีที่ช่วยให้ร่างกายดูดซึมสรรพคุณของสมุนไพรได้ไวขึ้น ดื่มแล้วสร่างแฮงก์และรู้สึกตื่นตัวแทบจะทันที นี่คือการแปลงโฉมยาต้มโบราณให้เป็น Functional Drink ยอดฮิตที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคนี้

 

🟡 ทำไมน้ำต้มสมุนไพรไวรัลในยุคชานมครองเมือง

 

นอกจากความอร่อยและความครีเอทีฟ แบรนด์เลือกใช้คาแรกเตอร์ที่จริงใจมาปลดล็อกความทรงจำวัยเด็กของลูกค้า แทนการพยายามยัดเยียดสรรพคุณทางยาแบบน่าเบื่อ

 

ตอนแรกทีมงานปักธงเจาะกลุ่ม Gen Y เป็นหลัก แต่ความจริงกลับเซอร์ไพรส์กว่านั้นเมื่อฐานลูกค้าขยายไปถึงกลุ่มเด็กและวัยรุ่นอย่างรวดเร็ว เพราะคนไทยไม่ว่ายุคไหนก็มักคุ้นเคยกับรสชาติสมุนไพรที่พ่อแม่หรืออาม่าต้มให้กินที่บ้านอยู่แล้ว Chum Chum จึงหยิบเอาเครื่องดื่มคอมฟอร์ตดริงก์เหล่านี้มาแปลงโฉมใหม่ พร้อมสร้างคาแรกเตอร์แบรนด์ผ่านมาสคอต ‘ลุงฉ่ำ’ ให้เป็นเหมือนคุณลุงใจดีที่มีอารมณ์ขันและเอนเนอร์จีล้นเหลือ

 

การสื่อสารที่ดูกวนแต่น่ารักช่วยล้างภาพจำร้านขายยาต้มสุดเคร่งขรึมในอดีต ลูกค้าเดินเข้ามาสั่งน้ำกินเพราะรู้สึกสนุกและผูกพัน ความเป็นกันเองตรงนี้ยังต่อยอดไปสู่พฤติกรรมการซื้อเครื่องดื่มไปฝากเพื่อส่งต่อความห่วงใยให้คนป่วยหรือคนรอบตัว กลายเป็นการสร้างคอมมูนิตี้ลูกค้าข้ามเจเนอเรชันที่แข็งแกร่งขึ้นมาแบบเป็นธรรมชาติ

 

🟡 อนาคตของ Chum Chum จะเติบโตไปในทิศทางไหน

 

พวกเขาไม่ได้มุ่งหวังแค่การขยายสาขาเพื่อกอบโกยกำไร แต่ต้องการเติบโตอย่างมั่นคงไปพร้อมกับลูกค้าในฐานะตัวแทนความห่วงใยของคนรุ่นใหม่

 

ปัจจุบันแบรนด์เปิดมาครบ 1 ปีและมีสาขาถึง 11 แห่ง โดยตั้งเป้าที่จะขยายเพิ่มเป็น 15 สาขา ภายในปีนี้ ด้วยจังหวะการสเกลธุรกิจที่มั่นคงเฉลี่ยเดือนละ 1 สาขา คุณแพตย้ำว่าพวกเขาไม่ได้โฟกัสแค่ยอดขายแก้วต่อแก้ว แต่ให้ความสำคัญกับการรับฟังคอมเมนต์จากหน้าเคาน์เตอร์ เพื่อนำมาปรับปรุงเมนูและพัฒนาแบรนด์ให้ถูกใจผู้บริโภคอยู่เสมอ

 

โลกธุรกิจยุคใหม่หมุนไวมากจนของที่เคยเวิร์กเมื่อสิบปีก่อนอาจหมดอายุในวันนี้ การกอดของดีไว้กับตัวโดยไม่คิดจะปรับเปลี่ยนวิธีเล่าเรื่องเลยก็เหมือนการปล่อยให้โอกาสลอยหลุดมือไป การเป็นผู้นำหรือที่โดดเด่นคือการกล้าเอาแก่นแท้ของตัวเองมาผสมผสานกับความต้องการใหม่ๆ ของตลาด ลองกลับไปสำรวจลิ้นชักความทรงจำหรือของธรรมดาใกล้ตัวดู บางทีไอเดียธุรกิจระดับล้านอาจจะวางรอคุณอยู่ที่โต๊ะอาหารในบ้านมาตั้งนานแล้วก็ได้นะ

The post Chum Chum: บาร์น้ำสมุนไพรสุดป๊อปจากตำรับยาจีนที่เจาะตลาดวัยรุ่นสำเร็จ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Health FOMO: เมื่อคนเปย์ค่าอาหารเสริมหนัก โอกาสทองหรือกับดักของธุรกิจสุขภาพ https://thestandard.co/health-fomo-dietary-supplement-market-opportunity/ Fri, 22 May 2026 05:48:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1209898 ภาพประกอบแนวคิด Health FOMO

Health FOMO คืออาการแพนิกกลัวตัวเองจะสุขภาพพังหรือแก่ก่ […]

The post Health FOMO: เมื่อคนเปย์ค่าอาหารเสริมหนัก โอกาสทองหรือกับดักของธุรกิจสุขภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิด Health FOMO

Health FOMO คืออาการแพนิกกลัวตัวเองจะสุขภาพพังหรือแก่ก่อนวัย จนต้องกระหน่ำซื้อวิตามินมากินตามรีวิวบนโซเชียล ความกลัวนี้ผลักดันให้ตลาดอาหารเสริมไทยเตรียมพุ่งทะลุ 1 แสนล้านบาท ในปี 2568 ปรากฏการณ์นี้จึงเป็นขุมทรัพย์ใหม่ที่ผู้นำและคนทำธุรกิจต้องรีบถอดรหัส เพื่อเสิร์ฟโปรดักต์ที่จริงใจและไม่สร้างภาระสุขภาพให้ลูกค้าในระยะยาว

 

🟡 Health FOMO คืออะไร

 

Health FOMO ไม่ถึงขั้นเป็นศัพท์การแพทย์ แต่เป็นคำเรียกพฤติกรรมที่เกิดจากแรงกดดันทางสังคมและโซเชียลมีเดีย

 

ลองนึกภาพเวลาเราไถฟีดแล้วเจอคนกินวิตามินกำใหญ่ รีวิวคลินิก Longevity หรือแชร์ Morning Routine สุขภาพดีแบบจัดเต็มทุกวัน พอเห็นบ่อยๆ เข้า หลายคนก็เริ่มรู้สึกว่า ‘ถ้าไม่ทำตาม ฉันจะดูโทรมก่อนคนอื่นหรือเปล่า?’ สุดท้ายจากแค่อยากดูแลตัวเองก็เริ่มกลายเป็น ‘กลัวดูแลตัวเองไม่พอ’

 

ในบางคน ความหมกมุ่นเรื่องสุขภาพอาจหนักขึ้นจนยึดติดกับการกินและใช้ชีวิตแบบ Healthy จนเครียดและเสียสมดุลชีวิต แม้ภาวะนี้จะยังไม่ถูกจัดเป็นโรคทางจิตเวชอย่างเป็นทางการก็ตาม

 

🟡 กระแสคนกลัวป่วย ดันตลาดอาหารเสริมไทยโตแรงแค่ไหน

 

พฤติกรรมดูแลตัวเองก่อนป่วยกำลังทำให้ตลาดอาหารเสริมไทยโตต่อเนื่อง ปัจจุบันตลาดมีมูลค่ามากกว่า 1 แสนล้านบาท เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และถูกยกให้เป็นปีที่ตลาดเติบโตโดดเด่นที่สุดในอาเซียน

 

ผลสำรวจจาก Dynata ทำร่วมกับ Mintel บอกว่า 76% ของคนไทย มีความสนใจและรับประทานวิตามินรวม เป็นไอเทมพื้นฐานที่แทบทุกคนต้องมีติดบ้าน และในกลุ่มคนที่รับประทานอาหารเสริม 35% ตั้งงบประมาณอาหารเสริมมากกว่า 2,000 บาทต่อเดือน

 

จากเดิมที่คนส่วนใหญ่รอป่วยแล้วค่อยรักษา ทุกวันนี้หลายคนเริ่มหันมาซื้อวิตามิน โพรไบโอติก ผลิตภัณฑ์ช่วยนอน หรือสารสกัดสาย anti-aging มากขึ้น

 

กระแสนี้ยังโตไปพร้อมกับสังคมผู้สูงอายุของไทย ซึ่งทำให้เศรษฐกิจกลุ่มผู้สูงวัย หรือ Silver Economy ซึ่ง Krungthai COMPASS ประเมินไว้ว่าจะมีมูลค่าแตะ 2.6 ล้านล้านบาท ภายในปี 2573 พูดง่ายๆ คือสุขภาพกำลังกลายเป็นหนึ่งในตลาดผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดของยุคนี้

 

🟡 ตลาดอาหารเสริมไทยกำลังเจอปัญหาอะไร

 

แม้ตลาดจะโตแรง แต่สิ่งที่โตตามมาด้วยคือปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือ

 

หลายแบรนด์ใช้ความกลัวเป็นเครื่องมือการตลาด ไม่ว่าจะเป็นการขู่เรื่องแก่เร็ว ภูมิคุ้มกันตก หรือสารพัดโรคที่ฟังแล้วชวนให้รีบกดสั่งซื้อทันที ผู้บริโภคจำนวนมากยังเข้าใจผิดว่า ถ้ามีเลข อย. แปลว่าสินค้านั้น ‘รักษาโรคได้’ ทั้งที่จริงแล้ว อย. ทำหน้าที่กำกับเรื่องความปลอดภัย มาตรฐาน และฉลาก ไม่ได้เป็นการรับรองว่าสินค้านั้นรักษาโรคได้จริง

 

แต่สิ่งที่เกิดคือเมื่อปี 2566 อย. เผยว่ามีการดำเนินคดีโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมายมากกว่า 3,200 คดี และยึดของกลางรวมมูลค่ากว่า 180 ล้านบาท

 

ยิ่งเวลามีคนใส่ชุดกาวน์หรือใช้ภาพลักษณ์คล้ายบุคลากรทางการแพทย์มารีวิว คนยิ่งเชื่อง่ายขึ้น ซึ่งระยะยาวกำลังทำให้ผู้บริโภคเริ่มระแวงทั้งตลาด แม้แต่แบรนด์ที่ตั้งใจทำสินค้าดีจริงก็ได้รับผลกระทบไปด้วย

 

🟡 แล้วแบรนด์สุขภาพยุคใหม่ควรทำอย่างไรในวันที่ผู้บริโภคเริ่มฉลาดขึ้น

 

ธุรกิจสุขภาพที่โตได้ระยะยาวคือแบรนด์ที่ ‘จริงใจที่สุด’ ซึ่งแนวทางที่เริ่มเห็นชัดขึ้นในตลาด ได้แก่

 

🔸Clean Label & Traceability: บอกให้ชัดว่าวัตถุดิบมาจากไหน ผลิตยังไง มีใบรับรองอะไรบ้าง และเปิดให้ตรวจสอบได้ง่าย

 

🔸Plant-Based & Natural: ผู้บริโภคเริ่มมองหาสินค้าที่ดูเป็นธรรมชาติ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และตอบโจทย์สายวีแกนมากขึ้น

 

🔸Personalized Nutrition: หมดยุควิตามินสูตรเดียวสำหรับทุกคน หลายแบรนด์เริ่มใช้ข้อมูลสุขภาพ ผลเลือด หรือ AI มาช่วยแนะนำโภชนาการเฉพาะบุคคลมากขึ้น

 

🔸Ethical Communication: สื่อสารตรงไปตรงมาว่า อาหารเสริมเป็นเพียงตัวช่วย ไม่สามารถแทนการกินอาหารดีๆ การนอน หรือการออกกำลังกายได้

 

ในยุคที่ผู้คนพร้อมจ่ายเงินมหาศาลเพื่อแลกกับความหวังว่าจะสุขภาพดีไปนานๆ แบรนด์ที่ชนะจริงอาจไม่ใช่แบรนด์ที่พูดเก่งที่สุด แต่คือแบรนด์ที่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่า ‘ไว้ใจได้’ มากที่สุดต่างหาก

The post Health FOMO: เมื่อคนเปย์ค่าอาหารเสริมหนัก โอกาสทองหรือกับดักของธุรกิจสุขภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 6 ข้อโต้แย้ง ในมุมข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณี กมธ.วุฒิสภา มีมติเอกฉันท์ยกเลิก MOU43 https://thestandard.co/mou43-senate-border-arguments/ Fri, 22 May 2026 05:08:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1209876 ภาพแนวตั้งประกอบบทความ OPINION แสดงข้อโต้แย้งการยกเลิก MOU43

กรณีคณะกรรมาธิการวิสามัญของวุฒิสภา รายงานผลการศึกษาข้อด […]

The post เปิด 6 ข้อโต้แย้ง ในมุมข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณี กมธ.วุฒิสภา มีมติเอกฉันท์ยกเลิก MOU43 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแนวตั้งประกอบบทความ OPINION แสดงข้อโต้แย้งการยกเลิก MOU43

กรณีคณะกรรมาธิการวิสามัญของวุฒิสภา รายงานผลการศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย – กัมพูชา โดยมีมติเอกฉันท์ เห็นควรให้ยกเลิก MOU 2543 เนื่องจากระบุว่า “เป็นสนธิสัญญาที่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง” ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามจากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านชายแดนและกฎหมายระหว่างประเทศหลายท่าน

 

จากการที่ได้ศึกษาข้อมูล ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย รวมทั้งได้สนทนาและปรึกษาหารือกับผู้เกี่ยวข้องและปฏิบัติหน้าที่จริง ผมขอนำเสนอ ‘ข้อโต้แย้ง’ ใน 6 ประเด็น ต่อกรณีที่ กมธ.วุฒิสภา มีมติเอกฉันท์ เห็นควรให้ยกเลิก MOU43 ดังนี้

 

1. ข้อกำหนดใน MOU43 มีความบกพร่อง โดยเฉพาะการยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ของ กัมพูชา ซึ่งขัดแย้งกับแผนที่ 1:50,000 ของไทย ทำให้เกิดปัญหาในการปักปันเขตแดน นอกจากนี้ กลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ยังไม่มีอำนาจจัดการปัญหาการรุกล้ำ

 

ข้อโต้แย้ง:

 

หลักฐานที่ระบุให้นำมาใช้ในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนภายใต้กรอบของ MOU43 นั้น ประกอบด้วย อนุสัญญาฯ ค.ศ.1904 สนธิสัญญาฯ ค.ศ.1907 แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 และเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้อนุสัญญาและสนธิสัญญาดังกล่าว โดยเฉพาะบันทึกวาจาแสดงที่ตั้งหลักเขตแดน จะต้องนำมาใช้พิจารณาร่วมกันโดยไม่ได้นำแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 มาใช้ เฉพาะเพียงอย่างเดียว และในส่วนของแผนที่มาตราส่วน 1:50,000 ก็เขียนระบุเอาไว้ชัดเจนในแผนที่ว่า ‘แนวแบ่งเขตไม่ถือกำหนดเป็นทางการ Boundary representation is not necessarily authoritative’

 

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้ยึดถือเส้นที่ปรากฏในแผนที่ 1:50,000 เป็นเส้นปฏิบัติการเพียงฝ่ายเดียวในระหว่างที่การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนยังไม่แล้วเสร็จ อย่างไรก็ตาม หากดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนตามกลไกของ MOU43 ผลผลิตสุดท้าย ก็จะได้แผนที่มาตราส่วน 1:25,000 ซึ่งเส้นเขตแดนมีความสอดคล้องกับเส้นบนแผนที่มาตราส่วน 1:50,000 เช่นเดียวกัน

 

2. MOU43 มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากคณะรัฐมนตรีในอดีตมีมติเพียงรับทราบ ไม่ใช่เห็นชอบ และไม่ได้ผ่านการพิจารณาจากรัฐสภา ทั้งที่ข้อตกลงดังกล่าวมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย

 

ข้อโต้แย้ง:

 

MOU43 ถือเป็นหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ ที่มีเนื้อหาและวัตถุประสงค์เพื่อวางกรอบการเจรจาที่จะสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนระหว่างคู่สัญญา ยังไม่ได้มีบทบัญญัติใดที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตในขณะนั้น จึงไม่ต้องขออนุมัติจากรัฐสภาตามมาตรา 224 แห่งรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งหากการสำรวจและการจัดทำหลักเขตแดน และมีการตกลงแนวเส้นเขตแดนที่แท้จริงในปัจจุบันระหว่างกันเสร็จสิ้นลงแล้ว เมื่อนั้น ผลงานของ JBC ก็จะต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาต่อไป

 

3. รัฐธรรมนูญกัมพูชา ค.ศ.1993 บังคับให้ใช้แผนที่มาตราส่วน 1:100,000 ดังนั้น แผนที่ที่เกิดจาก MOU43 จึงเสี่ยงที่จะไม่ได้รับการรับรองจากกัมพูชา ทำให้การเจรจาสูญเปล่า

 

ข้อโต้แย้ง:

 

แม้รัฐธรรมนูญกัมพูชาจะมีบทบัญญัติเรื่องมาตราส่วนของแผนที่เอาไว้ แต่ในเมื่อกัมพูชายินยอมลงนามใน MOU43 ซึ่งมีสถานะเป็นหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ กัมพูชาย่อมมี ‘พันธกรณี” ที่ต้องปฏิบัติตามหลักความเหนือกว่าของกฎหมายระหว่างประเทศ (Supremacy of International Law) โดยไม่อาจอ้างกฎหมายภายในมาเป็นข้อแก้ตัวเพื่อปฏิเสธผลงานการสำรวจร่วมกันได้ ตามนัยแห่งอนุสัญญากรุงเวียนนา (VCLT1969) มาตรา 27 ซึ่งหากผลการสำรวจขัดแย้งกับแผนที่ในรัฐธรรมนูญของกัมพูชา ย่อมต้องเป็นหน้าที่ของกัมพูชาเองที่ต้องไปแก้ไขกฎหมายภายในของประเทศตน

 

อีกทั้งการอ้างอิงแผนที่มาตราส่วน 1:100,000 นั้น ยังมีความคลาดเคลื่อนทางเทคนิคจากการนำข้อมูลจากแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 มาขยาย ซึ่งไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากลและขาดหลักฐานการรับรองอย่างเป็นทางการ ดังนั้น กระบวนการตาม MOU43 ที่มุ่งจัดทำแผนที่ใหม่ในมาตราส่วน 1:25,000 เพื่อพิสูจน์ทราบในพื้นที่จริง (Ground Truth) ตามกรอบอนุสัญญา ค.ศ.1904 และสนธิสัญญา ค.ศ.1907 จึงถือเป็นกลไกที่ถูกต้องแม่นยำและมีน้ำหนักทางกฎหมายเหนือกว่าเส้นเขตแดนที่ปรากฏในแผนที่มาตราส่วน 1:100,000

 

4. ความล่าช้าในการดำเนินการ แม้ผ่านมาเกือบ 26 ปี แต่การสำรวจคืบหน้าเพียงร้อยละ 60 ของขั้นตอนแรก เท่านั้น

 

ข้อโต้แย้ง:

 

สาเหตุที่ทำให้การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนเป็นไปด้วยความล่าช้าไม่ได้เกิดจากตัวบทของ MOU43 โดยตรง แต่มีสาเหตุมาจากการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนเกี่ยวข้องโดยตรงกับผลประโยชน์และอำนาจอธิปไตยของชาติ เนื่องจากแนวเส้นเขตแดน คือ แนวที่ใช้ในการกำหนดขอบเขตอธิปไตยซึ่งได้รับความคุ้มครองโดยกฎหมายระหว่างประเทศ

 

ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นหมายถึงการสูญเสียดินแดนของประเทศ นอกจากนี้ ยังเป็นพื้นที่การสู้รบเก่าต้องใช้เครื่องตรวจเก็บกู้ทุ่นระเบิด รวมทั้งหลักฐานที่เป็นพันธะกรณีขาดความชัดเจน การตีความหลักฐานอาจไม่ตรงกัน จึงจำเป็นต้องกลับมาทบทวนและเจรจากันใหม่อีก ซึ่งเหตุผลที่กล่าวมาทำ ให้เกิดความล่าช้าในการปฏิบัติงานร่วมกัน

 

5. สถานการณ์ชายแดนเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงหลังเกิดการปะทะใหญ่ 2 ครั้งในปี 2568 ทำให้ไทย ต้องหันไปยึดแถลงการณ์ร่วม GBC (27 ธันวาคม 2568) ที่ให้คงกำลังทหารไว้ ณ ที่ตั้งปัจจุบันแทน

 

ข้อโต้แย้ง:

 

แถลงการณ์ร่วม GBC (27 ธันวาคม 2568) ที่ให้คงกำลังทหารไว้ ณ ที่ตั้งปัจจุบัน เป็นมาตรการที่ทั้งสองฝ่ายดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดน โดยยึดหลักสันติวิธี ไม่เสริมกำลังทหาร ร่วมกันเก็บกู้ทุ่นระเบิด และปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อเปลี่ยนความขัดแย้งเป็นความร่วมมือและฟื้นฟูความสัมพันธ์ ส่วนการคงกำลังทหารไว้ในปัจจุบันที่ลึกเข้าไปในฝั่งกัมพูชามากกว่าเดิม เพื่อใช้ในการเจรจาต่อรองแนวเส้นเขตแดนในภาพรวมตลอดแนว

 

ทั้งนี้ ในแถลงการณ์ร่วมนั้น ได้ระบุว่า ข้อตกลงตามถ้อยแถลงร่วมไม่ส่งผลกระทบต่อการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนระหว่างสองประเทศ และเสนอให้ใช้กลไกที่มีอยู่ของ JBC ดำเนินการ สำรวจและจัดทำหลักเขตแดนให้เป็นไปตามความตกลงที่มีอยู่ ซึ่ง MOU43 ยังคงเป็นกลไกในการดำเนินการที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายสามารถกลับมาเจรจาร่วมกันได้

 

6. กัมพูชามีพฤติกรรมไม่รักษาสัญญา ยั่วยุ และสร้างข่าวปลอม

 

ข้อโต้แย้ง:

 

MOU43 เป็นกลไกในการจัดตั้งคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) เพื่อดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน ส่วนพฤติกรรมไม่รักษาสัญญา ยั่วยุ และสร้างข่าวปลอม ไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่และกลไกการแก้ไขปัญหาของ JBC ดังนั้น ควรใช้กลไกอื่นระหว่างรัฐบาลของทั้งสองประเทศจัดการแก้ไขปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นดังกล่าว

 

คำถามคือ หากยกเลิก MOU43 แล้ว ปัญหาอันเรากำลังเผชิญอยู่นี้จะยุติลงได้จริงๆ ใช่หรือไม่ หรือจะเป็นการสร้างปัญหาใหม่ให้ต้องตามแก้ไขต่อไปไม่รู้จบ

 

สิ่งที่เราต้องมุ่งเน้นคือการ ‘เอาชนะปัญหา’ ไม่ใช่เน้น ‘เอาชนะกันและกัน’

The post เปิด 6 ข้อโต้แย้ง ในมุมข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณี กมธ.วุฒิสภา มีมติเอกฉันท์ยกเลิก MOU43 appeared first on THE STANDARD.

]]>