Opinion – THE STANDARD https://thestandard.co/category/opinion/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 11 May 2026 02:06:08 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 AI Super Cycle หุ้นเทคฯ โชว์กำไร ‘ของจริง’ ตลาดเข้าสู่โหมด ‘Selective Risk-taking’ https://thestandard.co/ai-super-cycle-tech-stocks-real-profits/ Mon, 11 May 2026 02:06:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1205762 กราฟหุ้นเทคโนโลยี AI แสดงผลกำไรที่แท้จริง ท่ามกลางสภาวะตลาดที่เลือกเข้าลงทุน

ทำไมหุ้นสหรัฐฯ พุ่งทำ All time high อีกแล้ว ทั้งๆ ที่สง […]

The post AI Super Cycle หุ้นเทคฯ โชว์กำไร ‘ของจริง’ ตลาดเข้าสู่โหมด ‘Selective Risk-taking’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟหุ้นเทคโนโลยี AI แสดงผลกำไรที่แท้จริง ท่ามกลางสภาวะตลาดที่เลือกเข้าลงทุน

ทำไมหุ้นสหรัฐฯ พุ่งทำ All time high อีกแล้ว ทั้งๆ ที่สงครามตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย เงินเฟ้อสูง สหรัฐฯ หนี้สาธารณะท่วม ล่าสุดธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ไม่มีเซอร์ไพรส์ด้วย

 

 
 

คงจำกันได้เมื่อเร็วๆ นี้ นักลงทุนระดับโลกอย่าง Warren Buffett ยังออกมายืนยันชัดๆ ว่า ‘ไม่ว่าอย่างไรก็อย่าแทงสวนสหรัฐฯ’ ราวกับเสียงปลุกความเชื่อมั่นผู้กล้ากลับเข้าตลาดครับ

 

วันนี้ มีแต่คำถามเข้ามาถามผมว่า ‘เงินเราควรจะอยู่ตรงไหนดี’ และอยากได้คำแนะนำ ‘วางกลยุทธ์ยังไงไม่ให้พอร์ตพัง’

 

ผมจะมาฉายภาพรวมให้เห็นกันว่า อะไรที่ทำให้ใครๆ ต่างกระโจนเข้าหุ้นสหรัฐฯ แบบไม่กลัวฟองสบู่แตกกันแล้ว? ตอนนี้เงินทุนระดับโลกกำลังไหลไปไหน? และจะคว้าโอกาสอย่างไรเมื่อมาถึง

 

หุ้นสหรัฐฯ บวก 4-6% ฝ่า oil shock-เงินเฟ้อพุ่ง Fed คงดอกเบี้ย

 

ในช่วง 2 เดือนของตลาดหุ้นโลกอย่างสหรัฐฯ ที่ผจญภัยกับสงครามสหรัฐฯ – อิหร่านยิงสู้รบกันหนัก แต่จู่ๆ มีรถไฟ AI ก็พุ่งขึ้นดันตลาดแรลลี่จนถึงวันนี้ ใครที่ถือหุ้นไว้อยู่ โกยกำไรกันเต็มๆ มือ

 

ช่วงแรกที่เริ่มสงครามยิงสู้รบกัน (28 ก.พ.) ตลาดตกใจ น้ำมันพุ่ง หุ้นสหรัฐฯ ร่วงแรงมาก ดัชนี S&P 500 ร่วงต่ำสุดราว -9% เป็นช่วงที่มีการปรับฐาน (Correction) มากกว่า 10% ทั้ง Nasdaq และ Dow Jones จนเข้าสู่ปลายเดือนมีนาคม ตลาดเริ่มชินและย่อยข่าวสงครามกันแล้ว จึงมีแรงซื้อกลับบางช่วง (Rebound)

 

จังหวะที่สหรัฐฯ ประกาศพักรบ (Ceasefire) ต้นเมษายน คือ ฤดูปิดงบไตรมาสแรกกันแล้ว ตลาดพลิกฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว นักลงทุนมองข้ามสงคราม และโฟกัสที่ผลกำไร โดยมีกำไรของกลุ่มหุ้นเทคโนโลยี AI เป็นตัวขับเคลื่อนตลาดขาขึ้น ทั้ง S&P 500 และ Nasdaq เดินหน้าทำ All time high และทำให้ผลตอบแทนปลายเดือนเมษายน เทียบกับเมื่อต้นปี (YtD) S&P 500 บวก 4.2% ส่วน Nasdaq บวก 6.2%

 

ช่วงนี้ตลาดเริ่มแกว่งขาลงบ้าง สะท้อนข่าว Fed ไม่ลดดอกเบี้ย โดยยังให้น้ำหนักต่อเงินเฟ้อสูงมากกว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ แนวโน้มข้างหน้าตลาดจะ Sideway หรือไปต่อ ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดครับ

 

ผลประชุม Fed รอบนี้ เป็นไปตามที่ตลาดก็คาดไว้อยู่แล้ว คือ การคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% ตามตลาดคาด เพราะสัญญาณเงินเฟ้อยังเสี่ยงสูงอยู่ และไม่ส่งสัญญาณชัดเจนเกี่ยวกับการลดดอกเบี้ยในระยะถัดไป ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น

 

ตอนนี้ประเด็นที่ตลาดให้ความสำคัญ คือ Fed ปรับมุมมองเงินเฟ้อขึ้น โดยระบุว่า ‘ยังอยู่ในระดับสูง’ (elevated) จากเดิมที่เคยใช้คำว่า ‘ค่อนข้างสูง’ สะท้อนแรงกดดันด้านราคาที่ยังไม่คลี่คลาย โดยเฉพาะจากราคาพลังงานที่ปรับตัวขึ้น ซึ่งล่าสุด ราคาน้ำมันดิบกลับมาพุ่งขึ้นไปถึง 119.50 ดอลลาร์/บาร์เรลแล้ว แพงที่สุดในรอบ 2 ปี

 

อีกจุดที่น่าสนใจ คือ ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) รอบนี้มีมติคงอัตราดอกเบี้ยฯ ออกมาที่ 8-4 เสียง ถือเป็นระดับความเห็นต่างสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1992 โดยมีกรรมการ 1 รายสนับสนุนการลดดอกเบี้ย ขณะที่อีก 3 รายไม่เห็นด้วยกับแนวโน้มผ่อนคลายนโยบาย สะท้อนความเห็นที่ ‘แตกต่างกันมากขึ้น’ ภายใน Fed

 

แนวโน้มในระยะข้างหน้า ‘Jerome Powell’ ที่กำลังนับถอยหลังประธาน Fed มองว่า ‘ความเสี่ยงเงินเฟ้อยังไม่จบ’ และ Fed ยังต้องระวังอย่างมาก ในการลดดอกเบี้ยหรือผ่อนคลายนโยบาย สถานการณ์เงินเฟ้อระยะสั้น ‘เริ่มกลับมาสูงขึ้น’ ล่าสุด ประเมินเงินเฟ้อ PCE อยู่ที่ประมาณ 3.5% (มี.ค. 2026) ขณะที่สงครามตะวันออกกลาง อาจดันราคาพลังงานเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่อง นโยบายดอกเบี้ยปัจจุบันยังเหมาะสม และยังไม่จำเป็นต้องรีบลดดอกเบี้ย

 

ก่อนหน้านี้ Donald Trump ได้ออกมาเรียกร้องให้ Fed ลดดอกเบี้ยอย่างชัดเจน แต่การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า Fed ยังคงให้น้ำหนักกับความเสี่ยงเงินเฟ้อมากกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ก็ต้องจับตาการเข้ามาของ ‘Kavin Warskh’ ประธานคนใหม่ หลังจาก ‘Powell’ หมดวาระประธาน Fed วันที่ 15 พ.ค. นี้ แต่ยังอยู่ใน Federal Reserve ต่อในตำแหน่งผู้ว่าการ (Governor)

 

สรุป สงครามไม่ได้ทำให้ตลาดหุ้นพัง แต่กลับเกิด ‘deep’ ให้ซื้อ มองข้ามสงคราม โฟกัสกำไรบริษัทจดทะเบียน ตัวขับเคลื่อนตลาดจริงๆ

 

AI New Super Cycle พิสูจน์กำไรของจริง เสาค้ำยันตลาดไปต่อ

 

ข่าวดีอย่างหนึ่งที่พอจะเป็นเสาค้ำยันให้ตลาดได้คือ ผลประกอบการของกลุ่มเทคโนโลยี ส่วนใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามอิหร่านมากนัก

 

ข้อมูลจาก Bloomberg Intelligence คาดการณ์ว่า กำไรของกลุ่มเทคฯ ในไตรมาสแรกจะเติบโตถึง 41% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือว่าโตแรงมาก แต่ก็เป็นมาตรฐานที่สูงเอาเรื่อง ใครพลาดเป้าก็มีโอกาสโดนเทแรงเหมือนกัน

 

กลุ่ม Magnificent 7 (7นางฟ้า) ทะยอยเปิดงบฯ กำไรประจำไตรมาส 1/2026 ออกมากันแล้ว ส่วนใหญ่กำไรยังเติบโตแข็งแกร่งและบางตัวทำดีกว่าตลาดคาดด้วย

 

ตัวหุ้นเด่นๆ เคลื่อนไหวหลังรายงานงบการเงินไตรมาสแรกปีนี้ออกมา อาทิ Alphabet (google) พุ่งขึ้น +7% หลังโชว์กำไรโตกว่า 80%, หุ้น Amazon ปรับขึ้น +2% หลังเปิดกำไรโต 28%

 

ส่วน Meta ปรับตัวลง -7% หลังจากโชว์รายได้โต 31% และกำไรดีกว่าคาด เนื่องจากมีประเด็นการลงทุนเพิ่ม (CAPEX) ที่อาจกดดันอัตรากำไรในอนาคต เช่นเดียวกับ Microsoft เป็นอีกตัวที่ร่วง -2% ทั้งๆ ที่รายได้และกำไรโต แต่มี Apple ที่โตช้ากว่ากลุ่ม ขณะที่ OpenAI บริษัทผู้สร้าง ChatGPT กลับทำผลงานออกมาพลาดเป้า กระทบตัวหุ้นร่วงเต็มๆ

 

ประเด็นสำคัญที่ทำให้หุ้นกลุ่ม 7 นางฟ้า ยังมีโมเมนตัมไปต่อ คือ

 

  • หุ้นบิ๊กเทคฯ ส่วนใหญ่ ทำรายได้โตถึง double digit สะท้อนยอดขาย มีรายได้เข้ามาแล้ว เป็นกำไรโตจากการดำเนินงานจริงๆ และ EPS โตแรง
  • AI เป็น New Super Cycle โดย 4 บริษัทยักษ์ใหญ่ลงทุน AI รวมกันกว่า 650-700 ล้านดอลลาร์ในปีเดียว ตัวที่ทำรายได้โตเร็วสุด คือ Cloud, AI Services, Data Center
  • ตอนนี้ตลาดเริ่มแบ่งเกรด การจัดกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีที่เป็น winner ได้แก่ Google, Microsoft, Amazon กลุ่มที่เสี่ยง ได้แก่ Meta เพราะมีการลงทุน (Capex)สูง อีกกลุ่มที่กลางๆ เช่น Apple และ Tesla

 

ตอนนี้ AI เป็นช่วงของ ‘Monetization Phase’ หรือช่วงพิสูจน์รายได้ หุ้นกลุ่มเทค ยังนำตลาดแต่ความคาดหวังเริ่มละเอียดขึ้น ไม่ใช่แค่ ‘มี AI แล้วราคาขึ้น’

 

AI ไม่ได้เป็นแค่เทรนด์ แต่กำลังกลายเป็น ‘โครงสร้างพื้นฐานใหม่’ หรือเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจโลก AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนแรงงาน วิเคราะห์ข้อมูลได้แม่นยำขึ้น และเร่งการตัดสินใจทางธุรกิจได้เร็วขึ้น สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนโครงสร้างต้นทุนและศักยภาพการเติบโตของธุรกิจที่สร้างรายได้และกำไรอย่างต่อเนื่อง

 

ทุกครั้งที่โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เงินลงทุนมักเคลื่อนไหวก่อนที่ผลลัพธ์จะปรากฏชัดเจน เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในยุคสมัยอินเทอร์เน็ต ยุคสมาร์ทโฟน และยุคคลาวด์ ที่บริษัทซึ่งอยู่ท่ามกลางคลื่นการเปลี่ยนแปลงสามารถสร้างการเติบโตมหาศาลในเวลาไม่นาน วันนี้ AI กำลังอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน

 

เมื่อ AI กลายเป็นเมกะเทรนด์ โลกธุรกิจแทบทุกอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิต การเงิน สุขภาพ การขนส่ง หรือบริการดิจิทัล เงินทุนย่อมเคลื่อนเข้าสู่โอกาสก่อนเสมอ ปลายทางของเงินทุนโลกกำลังไหลเข้าหุ้นธีมเมกะเทรนด์ครับ

 

และหนึ่งในนักลงทุนระดับโลก Ray Dalio จาก Bridgewater เปิดรายงานว่าไตรมาส 4 ปี 2568 ได้เพิ่มน้ำหนักลงทุนหุ้นสหรัฐฯ 21.53% จนตอนนี้ถือหุ้นสหรัฐฯ มากกว่า 88% ของพอร์ตแล้ว โดยเพิ่มน้ำหนักหุ้นเมกะเทรนด์ด้วย

 

เปิดโหมด ‘Selective Risk-taking’ ด้วย 4 กลยุทธ์ ชนะเกมลงทุน

 

โลกกำลังจะเปลี่ยน…เงินเราควรจะอยู่ตรงไหนดี และลงทุนอย่างไรไม่ให้พอร์ตพัง

 

แม้นักลงทุนเริ่มมองข้ามความเสี่ยงสงคราม ปิดโหมด Risk off มาเป็น ‘Selective Risk-taking’ หรือ เลือกลงทุนมากขึ้นเป็นรายสินทรัพย์ ซึ่งก็คือ ความเสี่ยงยังอยู่ แต่ ‘ไม่ได้กดตลาดทั้งระบบ’ เหมือนเดิม

 

ปัจจุบัน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไม่ได้ถูก ค่า P/E อยู่ในระดับสูง ประมาณ 26 เท่า​ แต่ในขณะเดียวกัน เหล่าตัวเลขการเงิน ทั้ง ROE ROA และกำไรสุทธิ ก็อยู่ในระดับดีที่สุดในโลกเช่นกัน ทั้งนี้ ไตรมาสแรก บริษัทในตลาดมากกว่า 88% ที่รายงานงบฯ ทำกำไรได้ดีกว่าคาด และคาดจะมีแนวโน้มกำไรเติบโต ‘ระดับสองหลัก’ ต่อเนื่องหลายไตรมาส

 

 

เท่ากับว่าเมื่อเทียบกับคุณภาพแล้ว หุ้นสหรัฐฯ ‘ราคาสูง’ แต่อาจ ‘ไม่ได้แพง’ ครับ

 

จุดที่ต้องระวัง

 

  • หุ้นสหรัฐฯ ปรับขึ้นมา 3 ปีต่อเนื่อง เชิงสถิติหากตลาดขึ้น 4 ปีติด ปีถัดไปมีโอกาสปรับตัวลงสูงถึง 80%
  • ล่าสุด Bank of America จุดพลุ ‘กระแสฟองสบู่ AI จะแตก’ อีกครั้ง โดยชี้ว่า ‘AI Big Tech’ หรือกลุ่มหุ้นผู้นำ เช่น Nvidia, Microsoft, Amazon, Alphabet และ Meta Platforms มีน้ำหนักในดัชนีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนแตะระดับที่เคยเป็น ‘จุดพีก’ ก่อนฟองสบู่แตกในอดีต เช่น Nifty Fifty ในยุค 1970s, หุ้นญี่ปุ่นยุค 1980s และ Dot-com ปี 2000 ซึ่งล้วนจบลงด้วยการปรับฐานระยะยาว

 

การลงทุนในช่วงนี้จึงไม่ใช่การคาดเดาทิศทางตลาดจากข่าวสาร แต่เป็นการให้ความสำคัญกับตัวเลขเศรษฐกิจพื้นฐานและทิศทางผลประกอบการของบริษัทในตลาดมากกว่า และ ‘จัดพอร์ตให้รอดในทุกสถานการณ์’

 

​กลยุทธ์สำคัญ คือการกระจายความเสี่ยง จัดพอร์ตแบบ Core & Satellite (สัดส่วน 70%-80% กับ 30%-20%)

 

  • มี Core Portfolio หรือพอร์ตหลักที่กระจายความเสี่ยงครอบคลุมทั้งในแง่ของสินทรัพย์ที่หลากหลายและภูมิภาค เช่น กระจายลงทุนหุ้นทั่วโลกร่วมกับตราสารหนี้ เช่น หุ้นสหรัฐฯ หุ้นประเทศพัฒนาแล้ว หุ้นตลาดเกิดใหม่ และ พันธบัตรระยะสั้น
  • การคว้าโอกาสลงทุนเพิ่มกำไรด้วย Satellite Portfolio หรือพอร์ตรอง ที่ลงทุนในกลุ่มที่เน้นโอกาสเติบโตสูงในช่วงนี้ อย่างกลุ่ม AI เทคโนโลยี ราคาขึ้นมาแรงมาก จึงต้องเลือกตัวหุ้น หรือธีมเมกะเทรนด์ต่างๆ ที่มีโอกาสเติบโตสูง เช่น พลังงานสะอาด แบตเตอรี่ ได้แรงหนุนจากวิกฤติพลังงาน โลกต้องการลดการพึ่งพาน้ำมัน เป็นเมกะเทรนด์ระยะยาว
  • ลงทุนสม่ำเสมอ (DCA) ลงทุนต่อเนื่องไม่ต้องจับจังหวะ ช่วยควบคุมอารมณ์และยังเฉลี่ยต้นทุนและสร้างวินัยระยะยาวด้วย
  • Rebalance สม่ำเสมอ ปรับพอร์ตทุก 3-6 เดือน ขายสินทรัพย์ที่เกินสัดส่วน เติมสินทรัพย์ที่ยังมีโอกาส เท่ากับ ‘ล็อกกำไร และเตรียมลงทุนรอบใหม่’ ยึดแผนลงทุนที่ถูกหลักการ

 

ในโลกที่มีความผันผวนสูง เลือกโฟกัส ‘กำไรบริษัท’ มากกว่าข่าว เพราะสงคราม เป็นความผันผวนระยะสั้น แต่การลงทุนเป็นเกมระยะยาว และคนที่สร้างผลตอบแทนได้จริงไม่ใช่คนที่ ‘หนีตลาดได้เก่งที่สุด’

 

แต่คือคนที่ ‘อยู่ในตลาดได้นานพอ และมีวินัยมากพอ’ ต่างหากที่เป็นผู้ชนะในเกมนี้

The post AI Super Cycle หุ้นเทคฯ โชว์กำไร ‘ของจริง’ ตลาดเข้าสู่โหมด ‘Selective Risk-taking’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมเวียดนามเลือกอดีตผู้ว่าการแบงก์ชาติขึ้นเป็นนายกฯ คนใหม่ https://thestandard.co/why-vietnam-ex-central-bank-governor-pm/ Sun, 10 May 2026 06:12:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1205611 เล มิญ ฮึง นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของเวียดนาม

ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในเวี […]

The post ทำไมเวียดนามเลือกอดีตผู้ว่าการแบงก์ชาติขึ้นเป็นนายกฯ คนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เล มิญ ฮึง นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของเวียดนาม

ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในเวียดนามที่ต้องจับตามอง เมื่ออดีตผู้ว่าการธนาคารกลางเวียดนาม ‘เล มิญ ฮึง’ (Lê Minh Hưng) ได้รับเลือกจากรัฐสภาเวียดนามให้ขึ้นรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของเวียดนาม (แทนอดีตนายกฯ ‘ฝ่าม มิงห์ จิ๋ง’ ที่ครบวาระ) และล่าสุดต้นเดือนพฤษภาคมนี้ นายกฯ เล มิญ ฮึงในวัย 56 ปี (เกิดปี 1970) ก็บินไปร่วมประชุมผู้นำอาเซียนที่ฟิลิปปินส์ ถือเป็นการเปิดตัวนายกฯ คนใหม่ของเวียดนามในระดับภูมิภาคเป็นครั้งแรก

 

 

บทความนี้จะมาวิเคราะห์ว่า ทำไมเวียดนามแต่งตั้งนายกฯ คนใหม่สายเทคโนแครต (ไม่ใช่สายความมั่นคงแบบเดิม) และภายใต้การบริหารประเทศของชนชั้นนำเวียดนามรุ่นใหม่ จะสะท้อนทิศทางของเวียดนามในอนาคตอย่างไร

 

ประเด็นแรก ภูมิหลังไม่ใช่นักปฏิวัติสายความมั่นคง

 

นายกฯ คนใหม่ของเวียดนามไม่ได้มีภูมิหลังเป็นนักปฏิวัติหรือสายความมั่นคงเข้มข้นแบบผู้นำเวียดนามในอดีต หากแต่นายกฯ เล มิญ ฮึง เป็นนักเศรษฐศาสตร์ เริ่มต้นการทำงานที่ธนาคารกลางของเวียดนาม (State Bank of Vietnam : SBV) ในแผนกต่างๆ มานานร่วม 20 ปี และในปี 2016 ได้ขึ้นเป็นผู้ว่าการธนาคารกลางเวียดนามตั้งแต่อายุ 46 ปี (ผู้ว่าการที่อายุน้อยที่สุดในขณะนั้น) รวมทั้งมีพื้นฐานด้านภาษาฝรั่งเศส และเคยดำรงตำแหน่งสำคัญในสำนักงานกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม รับผิดชอบในการผลักดันนโยบายปรับโครงสร้างระบบการเมืองและการปกครอง

 

นายกฯ เล มิญ ฮึง มีภูมิลำเนาบ้านเกิดที่จังหวัดห่าติ๋ง (Hà Tĩnh) ไม่ได้มาจากครอบครัวชาวบ้านธรรมดา แต่เป็นลูกชายของชนชั้นนำด้านความมั่นคงระดับประเทศ เนื่องจากบิดา เล มิญ ฮวง (Lê Minh Hương) เป็นอดีตรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ และเป็นบิ๊กทหารระดับสูงด้านความมั่นคงของเวียดนาม จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า พื้นฐานทางครอบครัวมีส่วนเอื้อเป็นแต้มต่อให้เล มิญ ฮึงได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีของเวียดนาม เนื่องจากระบบสังคมนิยมแบบเวียดนามยังให้น้ำหนักกับความเชื่อใจได้ทางการเมือง (political trust) พอๆ กับความรู้ความสามารถที่ต้องโดดเด่นเช่นกัน

 

อย่างไรก็ดี แม้จะเป็นลูกของบิ๊กทหารระดับรัฐมนตรี แต่เล มิญ ฮึงไม่เลือกเดินเส้นทางสายความมั่นคงตามรอยบิดา แทนที่จะเข้าทำงานในกระทรวงความมั่นคงหรือกองทัพเวียดนาม เขากลับเลือกเส้นทางเศรษฐศาสตร์การเงินการธนาคาร สะท้อนการเป็นชนชั้นนำเวียดนามหลังยุคปฏิรูป หรือ “โด่ยเหมย” (Đổi Mới) ในปี 1986 ที่มีการปฏิรูปครั้งใหญ่เปลี่ยนระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนจากส่วนกลาง (Central Planning) ไปสู่ “เศรษฐกิจตลาดแนวสังคมนิยม”

 

ประเด็นถัดมา ชนชั้นนำรุ่นใหม่ นักเศรษฐศาสตร์ Technocratic-Globalist

 

พื้นฐานการศึกษาของนายกฯ คนใหม่ค่อนข้างแตกต่างจากผู้นำเวียดนามรุ่นที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่เรียนจบมาจากประเทศคอมมิวนิสต์ค่ายโซเวียต (เช่น อดีตนายกฯ ฝ่าม มิงห์ จิ๋งเรียนจบจากโรมาเนีย) หากแต่เล มิญ ฮึงเลือกไปเรียนต่อระดับปริญญาโทที่ประเทศญี่ปุ่น หลังจากที่เรียนจบปริญญาตรีด้านภาษาฝรั่งเศสและวัฒนธรรมฝรั่งเศสจากมหาวิทยาลัย Vietnam National University ในเวียดนาม รวมทั้งมีความสนใจการเปลี่ยนแปลงในระดับโลก และเปิดกว้างกับแนวคิดโลกาภิวัตน์มากกว่าผู้นำเวียดนามรุ่นเก่าสายโซเวียต

 

เล มิญ ฮึงเข้าศึกษาในระดับปริญญาโทที่ Saitama University ของญี่ปุ่นในด้านเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ และยังเคยเข้ารับการอบรมด้านเศรษฐกิจกลไกตลาด (market economy) และการวิเคราะห์ทางการเงินที่มหาวิทยาลัย Shanghai University of Finance and Economics ของจีน ร่วมกับหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับ IMF และธนาคาร ADB

 

นายกฯ เล มิญ ฮึงจึงมีความเป็นชนชั้นนำเวียดนามรุ่นใหม่ที่ผสมผสานทั้งภูมิหลังทางการเมืองของครอบครัว การได้รับความไว้วางใจจากพรรคฯ และพื้นฐานการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ในต่างประเทศ นับเป็นความลงตัวของผู้นำเวียดนามสายเทคโนแครต ในยุคที่มีความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ของมหาอำนาจเข้มข้นมากขึ้น เวียดนามจะต้องบริหารความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลีใต้ และประเทศอื่นๆ ท่ามกลางการทำสงครามการค้า การแยกห่วงโซ่อุปทาน (Decoupling) การเปลี่ยนสู่เศรษฐกิจ AI economy และการจัดการความเสี่ยงด้านการเงินและเศรษฐกิจมหภาค เป็นต้น

 

ที่สำคัญ พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามในยุคนี้มีมุมมองเน้นปฏิบัตินิยม (pragmatic mindset) ไม่ได้เลือกผู้นำจากอุดมการณ์นิยมเหมือนในอดีต แต่เลือกจากความสามารถและประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจ ผู้บริหารประเทศที่เข้าใจทั้งตลาดเงิน/ตลาดทุน การจัดการความเสี่ยงของเศรษฐกิจมหภาค ควบคู่ไปกับการจัดการความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การเลือกอดีตผู้ว่าการธนาคารกลางขึ้นมาเป็นผู้บริหารประเทศจึงเหมาะสมกับยุคสมัย เพื่อให้สามารถรับมือกับความท้าทายต่างๆ ในระดับโลก และเดินเกมการทูตรักษาสมดุลระหว่างจีน-สหรัฐฯ ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศ

 

ทั้งหมดนี้สะท้อนทิศทางเวียดนามกำลังเข้าสู่ความเป็น ‘รัฐเทคโนแครต’ (Technocratic State) ภายใต้การบริหารประเทศของนายกรัฐมนตรีที่มีความเป็นเทคโนแครตมากกว่าการเป็นนักการเมืองสายมวลชน การเป็นผู้บริหารแบบมืออาชีพมากกว่าการเป็นนักปลุกกระแส/ประชานิยม และมีประสบการณ์ในสายเศรษฐกิจมหภาคมากกว่าสายความมั่นคง

 

ประเด็นสุดท้าย ทิศทางเวียดนามภายใต้รัฐบาลเล มิญ ฮึงจะเป็นอย่างไร

 

การแต่งตั้งอดีตผู้ว่าการธนาคารกลางขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของเวียดนาม ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนตัวผู้บริหารประเทศ แต่ยังเป็นสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายใหญ่ในปี 2045 ที่จะให้เวียดนามเป็น ‘ประเทศรายได้สูง’ ภายในวาระครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งประเทศเวียดนาม การขึ้นมาเป็นผู้บริหารประเทศของเล มิญ ฮึง เพื่อกุมบังเหียนนำทิศทางเวียดนามให้เข้าสู่ phase ใหม่ของการพัฒนาในยุคที่ ‘เศรษฐกิจ-การเงิน-เทคโนโลยี-การต่างประเทศ’ กลายเป็นแกนกลางของความมั่นคงแห่งรัฐ มากกว่าการเมืองเชิงอุดมการณ์แบบเดิม และการแข่งขันทางเศรษฐกิจ คือ สนามรบหลักของเวียดนามที่ต้องเอาชนะให้ได้

 

การตัดสินใจเลือกอดีตผู้ว่าการธนาคารกลางขึ้นมาเป็นผู้นำรัฐบาล ยังได้สะท้อนทิศทางการเน้นรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ใช่การเติบโตเชิงปริมาณอย่างรวดเร็วแต่เศรษฐกิจมหภาคกลับมีความเปราะบาง และจากผลงานในช่วงที่เล มิญ ฮึงเป็นผู้ว่าการธนาคารกลาง เวียดนามมีการสะสมทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มมาก และควบคุมรักษาค่าเงินค่อนข้างมีเสถียรภาพ คุมเงินเฟ้อได้ดี รวมทั้งการปรับระบบธนาคารให้ทันสมัยขึ้น

 

แนวนโยบายนายกฯ เล มิญ ฮึง น่าจะให้น้ำหนักกับการพัฒนาสู่เศรษฐกิจดิจิทัลแบบเต็มตัว และการยกระดับอุตสาหกรรมยุคใหม่แบบครบวงจร ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค มากกว่าแนวที่เน้น revolutionary socialism แบบผู้นำรุ่นเก่า รัฐบาลของนายกฯ เล มิญ ฮึงมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับการจัดการวิกฤตหนี้ และเฝ้าระวังไม่ให้เกิดเศรษฐกิจฟองสบู่ Asset Bubble ควบคู่ไปกับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ การยกระดับภาคอุตสาหกรรมแบบยกเครื่อง เพื่อมุ่งสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต

 

ทิศทางของรัฐบาลใหม่เวียดนามจึงไม่ได้มุ่งเพียงแค่ตัวเลข GDP แต่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน (supply chain security) เพื่อรับมือกับสงครามเทคโนโลยี (tech war) และประเด็นยุทธศาสตร์ต่างๆ เช่น อุตสาหกรรม semiconductor และแร่หายาก (critical minerals) รวมทั้งการแข่งขันด้าน AI ภายใต้สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ไม่แน่นอน และโลกที่ไม่เป็นมิตรเหมือนเดิม

 

โดยสรุป การเลือกอดีตผู้ว่าการธนาคารกลางขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของเวียดนามสะท้อนว่า การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค และการจัดการความท้าทายทางภูมิเศรษฐศาสตร์ เป็นหัวใจหลักของอำนาจรัฐในยุคนี้

 

ที่สำคัญ แม้ว่านายกฯ คนใหม่ของเวียดนามจะเป็นลูกชายของอดีตรัฐมนตรี และพื้นฐานครอบครัวมีส่วนช่วยเปิดประตูทางการเมือง แต่สิ่งที่เป็นผลงานในอดีตในฐานะผู้ว่าการธนาคารกลาง ประสบการณ์ความสามารถในการจัดการเศรษฐกิจมหภาคผ่าน crisis management และมี international credibility ล้วนเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ทำให้เล มิญ ฮึงได้ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งสำคัญระดับชาติ จึงไม่ได้เป็นผู้บริหารประเทศเพียงแค่มีเส้นสายตั๋วช้าง การใช้นามสกุลพ่อ หรือการเล่นพรรคเล่นพวกเท่านั้น

The post ทำไมเวียดนามเลือกอดีตผู้ว่าการแบงก์ชาติขึ้นเป็นนายกฯ คนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เสรีไทยจุฬาลงกรณ์ https://thestandard.co/thai-resistance-chulalongkorn-students-wwii/ Sat, 09 May 2026 05:49:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1205411 อนุสรณ์สถานวีรกรรมเสรีไทยจุฬาลงกรณ์

​ถ้าไม่ได้อ่านไม่ได้ค้น ก็จะไม่รู้เลยว่า ขบวนการเสรีไทย […]

The post เสรีไทยจุฬาลงกรณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุสรณ์สถานวีรกรรมเสรีไทยจุฬาลงกรณ์

​ถ้าไม่ได้อ่านไม่ได้ค้น ก็จะไม่รู้เลยว่า ขบวนการเสรีไทย ที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในมหาสงครามเอเชียบูรพา เมื่อ 85 ปีก่อนนั้น มีการประกอบส่วนอย่างสำคัญยิ่งของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

​เช้ามืดของวันที่ 8 ธันวาคม 2484 กองทัพญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกบนแผ่นดินไทยหลายพื้นที่ ญี่ปุ่นขอเดินทัพผ่านไทยไปโจมตีอังกฤษที่พม่า อินเดีย และมาเลเซีย จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรียอมจำนนต่อญี่ปุ่น ยืนข้างฝ่ายอักษะ แปลว่าประกาศสงครามเป็นฝ่ายตรงข้ามกับฝ่ายสัมพันธมิตร ที่มีสหรัฐอเมริกา และอังกฤษ เป็นผู้นำ

 

​คนไทยทุกกลุ่มอาชีพ ทุกชนชั้น ทุกพื้นที่ ไม่ยอมรับท่าทีของรัฐบาล และไม่ต้องการให้ญี่ปุ่นเดินทางผ่านไทย เพราะเท่ากับไทยเสียเอกราชและอธิปไตยให้กับฝ่ายอักษะ ซึ่งมีเยอรมัน ญี่ปุ่น เป็นผู้นำ จึงจัดตั้ง ขบวนการต่อสู้ ใช้ชื่อว่า ‘เสรีไทย’ มี นายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน และรัฐบุรุษอาวุโส เป็นหัวหน้าเสรีไทยในประเทศ มี ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช เป็นผู้นำเสรีไทยในสหรัฐอเมริกา และมี ม.จ. ศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัฒน์ เป็นหัวหน้าเสรีไทยในอังกฤษ

 

​ขบวนการเสรีไทย มีเนื้องานสำคัญ 3 ด้าน คือ

 

  • การฝึกอาวุธเตรียมสู้รบ
  • การช่วยเหลือเชลยศึก
  • งานจารกรรม

 

แล้วจะทำอย่างไร

 

นายปรีดี พนมยงค์ ตั้ง พลเรือตรีสังวร สุวรรณชีพ ซึ่งเป็นหนึ่งในเสรีไทย ให้เป็นนายทหารสารวัตรใหญ่ เพราะ พลเรือตรีสังวร เคยไปเยือนราชนาวีญี่ปุ่น เป็นผู้ควบคุมการต่อเรือหลวงศรีอยุธยา ในญี่ปุ่น พูดภาษาญี่ปุ่นได้ กองทัพญี่ปุ่น ถือว่าเป็นคนไทยนิยมญี่ปุ่นที่วางใจได้

 

อนุสรณ์สถานวีรกรรมเสรีไทยจุฬาลงกรณ์ 1

 

​กลางเดือน มกราคท 2488 พลเรือตรีสังวร สุวรรณชีพ เข้าพบหารือกับนายปรีดี พนมยงค์ โดยเสนอว่า

 

“การผลักดันญี่ปุ่นออกจากประเทศ ต้องเปิดสงครามสู้รบขั้นแตกหัก ขบวนการเสรีไทยจะต้องมีหน่วยทหารลับที่พร้อมรบแบบกองโจร (Guerrilla Warfare) ทั้งการรบในป่า ในเมือง การใช้อาวุธทันสมัย ใช้ดินระเบิด และต้องฝึกวินัยทหารใช้อาวุธเป็น”

 

​นายปรีดี พนมยงค์ เห็นด้วย

 

​พลเรือตรีสังวร ยังเสนอว่าในช่วงที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปิดเรียน เพราะภัยสงคราม ควรให้นิสิต จุฬาฯ เข้าฝึกทหารเพื่อเตรียมพร้อมจะสู้รบกับญี่ปุ่น

 

​พลเรือตรีสังวร ขอเข้าพบ ม.จ. รัชฎาภิเษก โสณกุล อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในเวลานั้น เพื่อขอให้นิสิต จุฬาฯ ไปช่วยราชการในภาวะคับขัน

 

อธิการบดีอนุญาตและย้ำว่า “ต้องให้เป็นความสมัครใจของนิสิตชายแต่ละคน ต้องไม่มีการบังคับใดๆ“

 

อธิการบดีเวียนหนังสือไปถึงคณะต่างๆ เมื่อ 15 มีนาคม 2488 ได้เชิญประชุมนิสิตชายทุกคน ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

​‘ประวัติความเป็นมาและการสร้างอนุสรณ์สถาน นร.สห. 2488 (นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)’ หน้า 6 บันทึกว่า

 

​“หลวงสังวรฯ ได้พูดกับพวกเราอย่างชายชาติทหาร ขอให้พวกเราไปช่วยราชการของชาติในระหว่างที่มหาวิทยาลัยต้องปิดการศึกษาลงเพราะความจำเป็น ท่านพูดกับเราน้อยคำมาก แต่ได้ความชัดเจน ไม่มีการโฆษณาชวนเชื่อ ไม่มีคำพูดหว่านล้อมเอาสิ่งใดมาเป็นเครื่องล่อ แต่พูดอย่างลูกผู้ชายกับลูกผู้ชาย พูดอย่างทหารกับทหาร พวกเราจึงตัดสินร่วมกับท่านโดยทันทีหลังจากใช้เวลาเพียงเล็กน้อยพบกันเป็นครั้งแรกเท่านั้น เรื่องนี้เป็นข้อเท็จจริงที่กระผมขอยืนยันแทนพวกเราทุกคนได้ว่า ในขณะที่ตัดสินใจสมัครเข้าโรงเรียนนายทหารสารวัตร ในขณะนั้น พวกเรามิได้คิดหวังที่จะได้ผลตอบแทนจากทางราชการแต่ประการใดเลย เราสมัครไปรับใช้ชาติในยามที่ชาติต้องการจริงๆ พวกเรา 200 กว่าคนตัดสินใจด้วยตัวเอง มิได้มีการชักชวนหรืออิทธิพลใดๆ มาบีบบังคับแม้แต่น้อย อันเป็นสิ่งที่พวกเรายังภาคภูมิใจอยู่จนทุกวันนี้ว่า เป็นการตัดสินใจของคนหนุ่มที่มีจิตใจเสียสละเพื่อประเทศชาติด้วยความบริสุทธิ์ใจจริงๆ อันจะหาได้ยากจากประวัติศาสตร์”

 

​การประชุมเรื่องลับกับนิสิต 300 – 400 คน จึงไม่อาจพูดได้ทั้งหมด ตอนแรกนิสิตก็งุนงงว่าเรียกประชุมทำไม แต่อาศัยการกระซิบ กระซาบกัน แบบปากต่อปากว่า การเป็นนักเรียนนายทหารสารวัตรคราวนี้ เพื่อไปสู้รบต่อต้านญี่ปุ่น นิสิตหนุ่มอายุราว 18-23 ปีทั้งหมดจึงเข้าใจ ต่างสมัครเข้าโรงเรียนทหารสารวัตรถึง 298 คน เท่ากับ 2 ใน 3 ของจำนวนนิสิตในเวลานั้น

 

​ในที่นี้แบ่งเป็นหน่วยรบ 273 คน เป็นหน่วยสื่อสาร 25 คน ม.จ. รัชฎาภิเศก โสณกุล อธิการบดี ยังอนุมัติเงินรายได้ของมหาวิทยาลัยสมทบจ่ายเป็นเบี้ยเลี้ยงให้นิสิตระหว่างไปปฏิบัติราชการลับด้วย

 

​แน่นอน นายพลนากามูระ (พลโท นากามูระ อาเกโตะ) แม่ทัพญี่ปุ่นประจำไทยจับตาปฏิบัติการนั้นอย่างใกล้ชิด

 

​แต่พลเรือตรีสังวร ซึ่งมีสัมพันธ์สนิทกับญี่ปุ่น อธิบายว่า “จำเป็นต้องมีหน่วยทหารสารวัตร เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยระหว่างสงคราม”

 

​เดือน กรกฎาคม 2488 พลเรือตรีสังวร ส่งนักเรียนนายทหารสารวัตรทั้ง 298 นาย ไปฝึกภาคสนามที่สวนลดาพันธ์ ตรงวัดเขาบางทราย อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี โดยมีอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพสหรัฐอเมริกาทิ้งร่มเอามาไว้แล้ว

 

อนุสรณ์สถานวีรกรรมเสรีไทยจุฬาลงกรณ์ 2

 

​กลางเดือน สิงหาคท 2488 ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงคราม อันเนื่องมาจากระเบิดลงที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ ชาวญี่ปุ่นเสียชีวิตหลายแสนคน

 

แม้สงครามยุติแล้ว การฝึกทหารสารวัตรยังดำเนินต่อได้จนจบหลักสูตร เมื่อ 25 กันยายน 2488 กองทหารสารวัตรทั้งหมด ยังได้เข้าพิธีสวนสนามของพลพรรคเสรีไทย ที่ถนนราชดำเนิน ​

 

ตรงหน้าหอสมุดกลางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงมีอนุสรณ์สถาน นร.สห. 2484 ที่โอบล้อมด้วยแมกไม้ร่มรื่น เป็นอนุสรณ์วีรกรรมของเสรีไทยจุฬาลงกรณ์ที่มีคุณูปการประกอบส่วนเข้ากับขบวนการเสรีไทย อย่างมีนัยสำคัญ

 

​นอกเหนือจากเสรีไทยสายต่างประเทศที่สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ยังมีเสรีไทยสายกรุงเทพฯ สายอีสาน สายจุฬาลงกรณ์ สายธรรมศาสตร์ ยังมีสายเชื้อพระวงศ์ สายตำรวจ ซึ่งมีบุคคลระดับนำเข้าร่วมขบวนการเสรีไทยในเวลานั้น

 

​ลองนึกภาพว่าในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา หากไม่มีขบวนการเสรีไทย (Free Thai Movement) เกิดขึ้นในเวลานั้น ​หลังจากสงครามยุติลง ไทยก็จะเป็น ‘ประเทศผู้แพ้สงคราม’ แบบเต็มประตู เพราะเมื่อ 25 มกราคม 2485 เสรีไทยประกาศว่า “การประกาศสงครามเป็นการฝ่าฝืนต่อเจตจำนงของประชาชนไทย” ไทยจึงมีความชอบธรรมที่จะประกาศว่านั่นเป็น ‘โมฆะสงคราม’

 

​ถ้าไม่มีขบวนการเสรีไทย ประเทศไทยจะถูกยึดครองโดยกองกำลังสัมพันธมิตร เมื่อตกเป็นผู้แพ้สงครามแบบเดียวกันกับที่เกิดขึ้นกับเยอรมันและญี่ปุ่น ก็จะทำให้ไทยสูญเสียเอกราชและอธิปไตย ทหารฝ่ายสัมพันธมิตรจะเข้ามาปกครองประเทศ กองทัพไทยจะถูกยุบหรือถูกปลดอาวุธ

 

​ถ้าไม่มีขบวนการเสรีไทย ในฐานะผู้แพ้สงครามก็จะถูกเรียกร้องค่าปฏิกรรมสงคราม เป็นเงินเป็นทอง เป็นการส่งมอบข้าวจำนวนมหาศาล แม้กระทั่งต้องเสียดินแดนให้กับฝ่ายสัมพันธมิตร จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี อาจถูกนำตัวขึ้นศาลในฐานะอาชญากรสงคราม

 

​เสรีไทยจุฬาลงกรณ์ จึงเป็นสมรภูมิรบหนึ่งที่ร่วมกับเสรีไทยทั่วทั้งขบวนในการขับเคลื่อนภารกิจ ที่ทำให้ประเทศไทยไม่ต้องสูญเสียเอกราชอธิปไตย และเสียดินแดน ดังที่หลายประเทศประสบมาแล้ว

 

อนุสรณ์สถานวีรกรรมเสรีไทยจุฬาลงกรณ์ 3

 

หมายเหตุ:

  • ขอบคุณเครดิตข้อมูลและรูปภาพ จากบทความเรื่อง ‘อนุสรณ์สถานกับความทรงจำ : นร.สห.2488’ นิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ฉบับ 5 มีนาคม 2560
  • ภาพปก ถ่ายโดย กำพล จำปาพันธ์ จากเว็บไซต์ สถาบันปรีดี พนมยงค์

 

 

The post เสรีไทยจุฬาลงกรณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Dragon Rebirth: จากหุ้น Internet สู่โครงสร้างพื้นฐาน AI https://thestandard.co/china-ai-infrastructure-investment/ Sat, 09 May 2026 05:42:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1205404 ภาพกราฟิกธีมข้อมูล แสดงภาพเมืองและโครงสร้างพื้นฐาน

ตลาดหุ้นจีนอาจยังฟื้นตัวช้ากว่าตลาดหุ้นโลก โดยหลังความต […]

The post The Dragon Rebirth: จากหุ้น Internet สู่โครงสร้างพื้นฐาน AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกธีมข้อมูล แสดงภาพเมืองและโครงสร้างพื้นฐาน

ตลาดหุ้นจีนอาจยังฟื้นตัวช้ากว่าตลาดหุ้นโลก โดยหลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มผ่อนคลาย ดัชนี MSCI World และ MSCI EM ปรับขึ้นราว 11% และ 21% ตามลำดับ จากจุดต่ำสุดปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ขณะที่ดัชนีหุ้นจีนฟื้นตัวเพียง 5% เท่านั้น แต่หากมองลึกลงไปจะเห็นว่าโอกาสในจีนไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่กำลังเปลี่ยนจากหุ้น Internet ขนาดใหญ่ ไปสู่กลุ่มเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI Hardware และ AI Infrastructure มากขึ้น

 

สัญญาณที่ชัดเจนคือ หุ้นในตลาด A-share โดยเฉพาะหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก ทำผลงานดีกว่าหุ้นจีน H-share อย่างเห็นได้ชัด โดยดัชนี ChiNext Index เพิ่มขึ้น 18% ตั้งแต่ต้นปี และ CSI 500 / CSI 1000 เพิ่มขึ้น 12-15% ขณะที่ Hang Seng Tech ลดลง 9% และ MSCI China ลดลง 3% ภาพนี้สะท้อนว่า นักลงทุนในประเทศจีนเริ่มกลับมาให้น้ำหนักกับธีมเทคโนโลยีภายในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะ AI, Robotics, Semiconductor และห่วงโซ่อุปทาน Data Center

 

จุดสำคัญคือ การลงทุนในเทคโนโลยีจีนรอบนี้ไม่ได้เหมือนรอบก่อนที่หุ้น Internet Platform เช่น E-commerce, Social Media หรือ Food Delivery เป็นผู้นำตลาด เพราะกลุ่ม Internet ถูกมองว่าน่าสนใจน้อยลง เนื่องจากการเติบโตเริ่มชะลอ การบริโภคในประเทศยังฟื้นตัวไม่ชัด และ AI Adoption ยังไม่ได้สร้างผลบวกต่อกำไรอย่างเป็นรูปธรรมในระยะสั้น ในทางกลับกันนักลงทุนเริ่มให้ความสำคัญกับบริษัทที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน ของ AI มากกว่า เช่น Data Center, GPU, Optical Modules, PCB, Memory Chips, Storage, ระบบระบายความร้อน และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน

 

พูดง่ายๆ คือหากในอดีตนักลงทุนถามว่า ‘บริษัทไหนมีผู้ใช้งานมากที่สุด’ วันนี้คำถามเริ่มเปลี่ยนเป็น ‘บริษัทไหนเป็นผู้ขายอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานให้เศรษฐกิจ AI เติบโตได้จริง’ เพราะไม่ว่าบริษัทใดจะชนะในตลาด AI Application ทุกบริษัทล้วนต้องใช้ Data Center, GPU, Memory Chips, Storage, Network และไฟฟ้าจำนวนมาก

 

หนึ่งในธีมที่น่าสนใจที่สุดคือ Data Center ของจีน อ้างอิงข้อมูลจาก Goldman Sachs ‘China Data Centers: Scaling the AI Infrastructure; Initiate Range Intelligent at Buy, Athub at Neutral’ as of 5 May 2026 คาดว่า Demand ของ Data Center ในจีนจะเติบโตเฉลี่ยราว 20% ต่อปีในช่วงปี 2025–2028 ตามความต้องการใช้การคำนวณที่เพิ่มขึ้นจาก AI Training และ AI Inference โดยเฉพาะการใช้งาน AI รูปแบบใหม่ เช่น Multimodal Reasoning และ AI Agents ซึ่งต้องใช้พลังประมวลผลสูงกว่าระบบแบบเดิมอย่างมาก

 

อีกประเด็นที่ทำให้จีนมีความน่าสนใจคือ การลงทุนด้าน AI Infrastructure ของบริษัทคลาวน์ รายใหญ่ในจีนยังต่ำกว่าฝั่งสหรัฐฯ อย่างมาก ทำให้จีนยังมีช่องว่างในการลงทุนเพิ่มอีกมาก หากต้องการยกระดับขีดความสามารถด้าน AI ให้แข่งขันกับผู้นำโลกได้ ขณะเดียวกันข้อจำกัดด้านพลังงานของจีนในภาพรวมยังดูน้อยกว่าสหรัฐฯโดย Goldman Sachs ประเมินว่า Data Center ในจีนอาจใช้ไฟคิดเป็นเพียง 3% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศภายในปี 2028 ขณะที่ในสหรัฐฯ สัดส่วนนี้อาจสูงกว่า 10% ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

 

นโยบาย ‘East Data, West Computing’ ยังเป็นอีกแรงหนุนสำคัญ เพราะจีนต้องการย้ายภาระการประมวลผลจากฝั่งตะวันออกที่มีความต้องการสูง ไปยังฝั่งตะวันตกที่มีไฟฟ้า ที่ดิน และพลังงานหมุนเวียนมากกว่า ส่งผลให้ต้นทุน Data Center ในเมืองภาคตะวันตกต่ำกว่าเมืองในภาคตะวันออกของจีนอย่างมีนัยสำคัญ โดยต้นทุนลงทุนต่อหน่วยต่ำกว่าราว 20% ขณะที่ต้นทุนดำเนินงานต่อปีต่ำกว่าประมาณ 1 ใน 3 จากค่าไฟและค่าแรงที่ถูกกว่า

 

อีกโมเดลธุรกิจที่น่าจับตามองคือ GPU-as-a-Service หรือ GPUaaS ซึ่งเป็นการให้เช่าพลังประมวลผลจาก GPU Cluster แทนที่ลูกค้าจะต้องซื้อ GPU และสร้าง Data Center เองทั้งหมด จุดเด่นคือช่วยให้ลูกค้าเข้าถึง GPU ขั้นสูงได้เร็วขึ้น ลดภาระการลงทุนขนาดใหญ่ และเปลี่ยนต้นทุนคงที่ให้กลายเป็นค่าใช้จ่ายการดำเนินงานที่ยืดหยุ่นกว่า ซึ่งเหมาะกับบริษัท AI หรือ LLM ที่ต้องการการคำนวณจำนวนมาก แต่ยังไม่ต้องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเองทั้งหมด

 

ความน่าสนใจของ GPUaaS คือ ตลาดยังอยู่ในภาวะ Demand เพิ่มขึ้นเร็วมาก แต่ Supply ยังตึงตัวจากข้อจำกัดด้าน Memory Chips และเวลาที่ใช้ในการเพิ่มกำลังการผลิต ส่งผลให้ราคาเช่า GPUaaS ทั้งในสหรัฐฯ และจีนปรับขึ้นราว 30% ตั้งแต่ต้นปี นอกจากนี้ความต้องการใช้งาน AI ในจีนก็เร่งตัวขึ้น โดยปริมาณการใช้ Token สะสมแตะระดับ 21 ล้านล้าน Token ณ สิ้นเดือนเมษายน 2026 สะท้อนว่า AI Inference เริ่มกลายเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ ไม่ใช่แค่การ Training โมเดลขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว

 

ในเชิงผลตอบแทน Goldman Sachs ประเมินว่า หากธุรกิจ GPUaaS สามารถรักษา Utilization Rate ที่ 80% ขึ้นไป มีโอกาสสร้าง IRR ระดับเลขสองหลัก และคืนทุนได้ในราว 3-4 ปี อย่างไรก็ตามธุรกิจนี้ยังมีความเสี่ยง เพราะใช้เงินลงทุนสูง และผลตอบแทนขึ้นอยู่กับราคาค่าเช่า อัตราการใช้งาน อายุของ Hardware และความสามารถในการล็อกสัญญาระยะยาวกับลูกค้า

 

ในเชิงหุ้น บริษัท Data Center จีนหลายแห่งกำลังเปลี่ยนจากผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลแบบดั้งเดิม ไปสู่ผู้ให้บริการ AI Infrastructure แบบครบวงจร เช่น Range Intelligent, GDS, VNET และ SUNeVision โดยเฉพาะ Range Intelligent ที่ Goldman Sachs ให้คำแนะนำ ซื้อ จากศักยภาพการเติบโตสูง บริษัทมีปริมาณสำรองมากกว่า 5GW และคาดว่าจะส่งมอบได้ราว 290MW ต่อปีในช่วง 2026- 2028 ขณะที่รายได้และ EBITDA ของบริษัทมีโอกาสเติบโตเฉลี่ย 40% ต่อปีในช่วง 2025-2028

 

กรณีของ Range Intelligent สะท้อนภาพใหม่ของเทคโนโลยีจีนได้ดี บริษัทไม่ได้ขายแอปหรือแพลตฟอร์มผู้บริโภค แต่ขายโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ AI ทำงานได้จริง เช่น Data Center ระบบ Liquid Cooling ระบบพลังงาน และบริการ GPUaaS ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจ AI

 

โดยสรุป ความน่าสนใจของเทคโนโลยีจีนในรอบนี้กำลังเปลี่ยนจาก Consumer Internet ไปสู่ AI Infrastructure มากขึ้น หากในอดีตจีนสร้างความมั่งคั่งจากแพลตฟอร์ม Internet และ E-commerce รอบต่อไปอาจถูกขับเคลื่อนโดย Data Center, GPU, Optical Modules, PCB, Memory Chips, Storage, Cooling System และพลังงานสะอาดที่อยู่เบื้องหลัง AI ทั้งหมด

 

ดังนั้นกลยุทธ์ที่เหมาะสมไม่ใช่การซื้อหุ้นเทคโนโลยีจีนแบบกว้างๆ แต่ควรคัดเลือกบริษัทที่มี Demand มองเห็นได้จริง เพราะแม้คำถามว่า ใครจะชนะใน AI Application อาจยังตอบยาก แต่คำถามว่าใครจะได้ประโยชน์จากการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI เริ่มมีคำตอบที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ และนี่อาจเป็นโอกาสสำคัญของการลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจีนในระยะ 1-3 ปีข้างหน้า

 

ภาพ: Peshkova / Shutterstock

The post The Dragon Rebirth: จากหุ้น Internet สู่โครงสร้างพื้นฐาน AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
พ่อแม่ต้องสร้างนิเวศการเรียนรู้ รัฐต้องลบความเหลื่อมล้ำ: ถอดรหัสการศึกษาที่ ‘ใช่’ ในวันที่โลกเปลี่ยน https://thestandard.co/education-future-learning-parents-government/ Fri, 08 May 2026 08:37:02 +0000 https://thestandard.co/education-future-learning-parents-government/ ภาพการเสวนา Alpha Skills Summit & Expo 2026 หัวข้อ Future-Ready Education Navigating the Unknown 1

วันนี้ (8 พฤษภาคม) ในงาน Alpha Skills Summit & Expo […]

The post พ่อแม่ต้องสร้างนิเวศการเรียนรู้ รัฐต้องลบความเหลื่อมล้ำ: ถอดรหัสการศึกษาที่ ‘ใช่’ ในวันที่โลกเปลี่ยน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการเสวนา Alpha Skills Summit & Expo 2026 หัวข้อ Future-Ready Education Navigating the Unknown 1

วันนี้ (8 พฤษภาคม) ในงาน Alpha Skills Summit & Expo 2026 วงเสวนาหัวข้อ Future-Ready Education Navigating the Unknown การศึกษาที่ ‘ใช่’ ในวันที่โลกเปลี่ยน โดยมี ดร. สันติธาร เสถียรไทย ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจแห่งอนาคต สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI), ดร. การดี เลียวไพโรจน์ ผู้เชี่ยวชาญอนาคตศาสตร์ และ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมสนทนา ดำเนินการเสวนาโดย นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

 

วางแผนการศึกษาแบบไหน ‘ใช่’ กับลูกที่สุด

 

ผู้ร่วมเสวนาทั้ง 3 ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ของตนเองในแง่มุมการศึกษา และมุมมองด้านการวางแผนการเรียนให้กับบุตร โดย ดร. การดีมองว่า การเรียนโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทย มีข้อดีสำคัญคือเรื่องภาษาต่างประเทศที่จะเรียนรู้ได้เร็ว และจะได้รับมุมมองของการเป็น Global Citizen ซึ่งไม่ใช่เพียงคาดหวังจากโรงเรียน แต่ต้องเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ผู้ปกครองถ่ายทอดให้ด้วย

 

ขณะที่ ดร. สันติธารมองในมุมกลับว่า โจทย์ของตนเองคือทำให้ลูกมีรากของความเป็นไทย เนื่องจากเกิดและเติบโตที่ต่างประเทศมาตลอด จึงได้ย้ายกลับมาประเทศไทยเพื่อให้โอกาสลูกสัมผัสสภาพแวดล้อม พร้อมย้ำว่า การเรียนรู้คือระบบนิเวศที่มี 3 ส่วนประกอบกัน คือ โรงเรียน บ้าน และเพื่อน ซึ่งต้องรักษาสมดุลให้ดี

 

ด้านพริษฐ์มองว่า ตราบใดที่คำถามว่า ‘ยังต้องส่งลูกไปเรียนโรงเรียนนานาชาติหรือไม่’ ถือเป็นความปวดใจ เพราะเป้าหมายของตนเองในทางการเมืองคือ ทำอย่างไรให้ทุกคนสะดวกใจส่งลูกไปเรียนโรงเรียนรัฐ เพราะจะสะท้อนว่าคุณภาพการศึกษาที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายมีคุณภาพดีกว่าที่เป็นอยู่ พร้อมเสนอแนวทางเฉพาะหน้า อย่างการส่งเสริมเทคโนโลยีการเรียนรู้ในโรงเรียนรัฐ และรัฐต้องช่วยผู้ปกครองให้มีสภาพที่เอื้อในการดูแลลูกอย่างเต็มที่

 

Future Ready Skill ที่ต้องมีวันนี้คืออะไร

 

ดร. สันติธารเปรียบเทียบความรู้ในยุคใหม่เสมือน 3 เครื่องดื่ม ประกอบด้วย ‘นม’ คือความรู้ ซึ่งหาง่ายและมีทั่วไป แต่หากอยู่นอกตู้เย็นจะบูดเร็ว เหมือนความรู้ที่ต้องอัพเดตให้ใหม่อยู่เสมอ ต่อมาคือ ‘วิสกี้’ สุราที่ต้องบ่มนาน เหมือน Human-Centered Skills เช่น Critical Thinking, Empathy ที่ต้องฝึกซ้อม ทำแล้วทำอีกเป็นเวลานาน และ ‘น้ำเปล่า’ คือการสะท้อนตนเองว่าเป็นคนแบบไหน ชอบหรือไม่ชอบอะไร

 

ในปัจจุบันสิ่งที่มีประโยชน์คือวิสกี้และน้ำเปล่า เช่น หากลูกจะทำกิจกรรมเสริมอะไร มักจะตั้งคำถามก่อนว่า กิจกรรมนี้ได้วิสกี้หรือน้ำเปล่าอะไร ยกตัวอย่างหากเล่นบาสเก็ตบอล เล่นเก่งหรือไม่อาจไม่สำคัญเท่า เขารู้จักแพ้ชนะหรือเปล่า เขาล้มแล้วลุกขึ้นยืนเป็นหรือไม่ เขารู้จักทีมเวิร์คหรือไม่

 

จากนั้น ดร. การดียอมรับว่า แม้จะมีความลำบากใจในฐานะของคุณแม่ที่ยังคงต้องทำงานในภาคเอกชน แต่ในอีกมุมหนึ่ง นักจิตวิทยาเด็กยกข้อดีว่า การพึ่งพาตนเองได้ในทุกเรื่องของคุณแม่จะส่งผลที่ดีต่อลูก โดยสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับลูกคือ ต้องทำให้ลูกรักการเรียน หน้าที่ของผู้ใหญ่ต้องเปิดประตูให้กับลูกให้เยอะที่สุด

 

การเปิดโอกาสให้ลูกได้ลองให้เยอะที่สุด เพื่อให้รู้ว่าสิ่งไหนชอบหรือไม่ชอบ ดีกว่าที่เขาไม่มีโอกาสได้ลองมากพอ และจะเกี่ยวข้องกับเมื่อโตขึ้น เพื่อให้ไม่ประสบปัญหาว่า เลือกวิชาเรียนโดยไม่รู้ว่าเรียนไปเพราะอะไร หรือเลือกผิด พ่อแม่ผู้ปกครองควรทำความเข้าใจว่าลูกชอบอะไร นั่นคือต้องให้ได้ลองมากที่สุด และต้องเคารพในความชอบที่แตกต่างของลูก

 

ตามด้วยพริษฐ์ที่ให้แง่คิดเรื่องการเรียนเสริมหรือกวดวิชา โดยชี้ว่ามีเหตุผลหลักจากความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และอีกสาเหตุคือข้อสอบที่ออกไม่ตรงกับเนื้อหาที่เรียน จึงกลับไปที่การแก้ไขคุณภาพการศึกษาทั้งประเทศ อีกทั้งรัฐควรสนับสนุนให้เด็กได้มีเวลาและโอกาสเรียนรู้ตัวเองว่า ชอบหรืออยากทำอาชีพอะไร

 

หากมีโอกาสเช่นนั้น ก็จะช่วยให้เด็กมีไฟหรือความอยากที่จะเรียนรู้มากขึ้น แต่ทุกวันนี้หากไปถามเด็กจะเห็นว่า ตารางชีวิตแทบไม่มีอะไรที่เลือกเองได้เลย เพราะในโรงเรียนก็ต้องเรียนตามวิชาที่กำหนดไว้ และยังต้องไปเรียนกวดวิชาเพิ่มอีก เพื่อให้สามารถเข้ามหาวิทยาลัยได้


💜 ยังซื้อบัตรเข้างานทัน!
ยกครอบครัวมา “เล่น เรียนรู้ และเติบโต” 🌱
ไปด้วยกันที่ Alpha Skills Summit & Expo 2026

 

🎟 Regular Ticket ราคา 2,500.- (1 ใบ)
📌 ดู Highlight Agenda และซื้อบัตรได้ที่
👉 https://bit.ly/4wj3OzA

 

✨ เข้าร่วมพื้นที่หลักฟรี ตลอด 3 วันเต็ม (ไม่จำกัดอายุ)
Talent Stage | Exhibition | Play Space

 

🎤 Main Stage
สำหรับผู้เข้าร่วมอายุ 18 ปีขึ้นไป
รวม Speaker และผู้เชี่ยวชาญกว่า 30 ท่าน

 

🧠 Workshop
เปิดให้ลงทะเบียนล่วงหน้า
👉 1 บัตร เข้าร่วม Workshop ได้สูงสุด 4 ครั้ง
👶 เด็กสามารถใช้สิทธิ์จากบัตรผู้ปกครองได้

 

หมายเหตุ: การลงทะเบียนล่วงหน้า Workshop เต็มทุกคลาสแล้ว! แต่ท่านยังสามารถลง
Waiting List ที่จุดหน้าห้อง Workshop ได้ โดยหากมีที่ว่าง ทีมงานจะโทรติดต่อ เรียกตาม
ลำดับการลงทะเบียน (First come, First served)

 

 

The post พ่อแม่ต้องสร้างนิเวศการเรียนรู้ รัฐต้องลบความเหลื่อมล้ำ: ถอดรหัสการศึกษาที่ ‘ใช่’ ในวันที่โลกเปลี่ยน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อย่าเลี้ยงลูกจน ‘สำลักความรัก’ ผอ.ศูนย์คุณธรรม กางข้อมูลเด็กไทยไร้ความสุข ดันวาระครอบครัวพลังบวก สู้โลกยุค AI https://thestandard.co/thai-children-unhappy-positive-family-ai-era/ Fri, 08 May 2026 06:55:18 +0000 https://thestandard.co/thai-children-unhappy-positive-family-ai-era/ รศ.นพ. สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม กล่าวบนเวที Alpha Skills Summit & Expo 2026

วันนี้ (8 พฤษภาคม) รศ. นพ. สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการ […]

The post อย่าเลี้ยงลูกจน ‘สำลักความรัก’ ผอ.ศูนย์คุณธรรม กางข้อมูลเด็กไทยไร้ความสุข ดันวาระครอบครัวพลังบวก สู้โลกยุค AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
รศ.นพ. สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม กล่าวบนเวที Alpha Skills Summit & Expo 2026

วันนี้ (8 พฤษภาคม) รศ. นพ. สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ได้ร่วมกล่าวในงาน Alpha Skills Summit & Expo 2026 ภายใต้หัวข้อ Human Skills in the Age of AI: เลี้ยงลูกให้เป็นมนุษย์ที่มีหัวใจ ในโลกยุค AI โดยได้นำเสนอข้อคิดและข้อมูลสถิติที่สะท้อนวิกฤตการณ์ด้านพัฒนาการเด็กและคุณธรรมของผู้ใหญ่ในสังคมไทยปัจจุบัน

 

รศ. นพ. สุริยเดว ได้เริ่มต้นด้วยการเปรียบเทียบการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) กับการเลี้ยงดูเด็ก โดยระบุว่า ทักษะความเป็นมนุษย์ (Human Skills) ที่สำคัญที่สุดในยุคนี้คือการจัดการอารมณ์ ปัจจุบันมนุษย์จำเป็นต้องป้อนข้อมูลด้านจริยธรรมและตีกรอบความถูกต้องให้กับ AI เสมือนการสั่งสอนลูกหลาน เพื่อไม่ให้ AI เรียนรู้ข้อมูลที่ผิดเพี้ยนหรือเป็นสีเทา ในขณะที่ AI ได้รับการพัฒนาให้มีความฉลาดและทำงานแทนมนุษย์ได้แทบทุกอย่าง สิ่งสำคัญที่จะแยกมนุษย์ออกจากหุ่นยนต์คือ วินัย ความซื่อสัตย์ และความสามารถในการจัดการอารมณ์

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองกลับมาที่การเลี้ยงดูเด็กในสังคมไทย ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม ได้ยกตัวอย่างกรณีศึกษาเกี่ยวกับการจัดตารางเรียนของเด็กปฐมวัย โดยพบว่าเด็กในระดับชั้นอนุบาล 1 ต้องเผชิญกับตารางเรียนที่อัดแน่นตั้งแต่เวลา 08.00 น. ถึง 16.00 น. ครอบคลุมตั้งแต่วิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ โค้ดดิ้ง ภาษาไทย จีน อังกฤษ ดนตรี ไปจนถึงเทควันโด โดยไม่มีเวลาพักผ่อนนอนหลับในตอนกลางวัน ซึ่งถือเป็นการฝืนธรรมชาติของพัฒนาการเด็กอย่างรุนแรง

 

นอกจากนี้ ยังพบปรากฏการณ์ที่ผู้ปกครองแข่งขันกันอย่างดุเดือดเพื่อผลการเรียนของลูก แม้กระทั่งจุดทศนิยมเพียง 0.01 ก็กลายเป็นประเด็นกดดันไปถึงสถานศึกษา

 

ผลพวงจากการแข่งขันและแรงกดดันดังกล่าว สะท้อนออกมาในรูปแบบของดัชนีชี้วัดความสุขและพลังบวกของเด็ก ที่ลดต่ำลงอย่างน่าวิตก โดยผลสำรวจพบว่าพื้นที่กรุงเทพมหานครและทั่วประเทศอยู่ในเกณฑ์สีแดงและสีส้ม ซึ่งหมายถึงระดับความสุขที่วิกฤต ตัวชี้วัดที่สำคัญ เช่น การที่เด็กรู้สึกว่าสามารถปรึกษาพ่อแม่ได้ทุกเรื่อง การมีพ่อแม่เป็นแบบอย่างที่ดี หรือการรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยเมื่ออยู่บ้าน กลับได้รับคำตอบในเชิงลบ รศ. นพ. สุริยเดว จึงได้ฝากข้อคิดเตือนใจผู้ปกครองว่า อย่าเลี้ยงลูกจนทำให้เด็กสำลักความรัก ซึ่งหมายถึงการคาดหวังและยัดเยียดสิ่งต่างๆ ด้วยความรัก แต่กลับสร้างความอึดอัดและทำร้ายจิตใจเด็กโดยไม่รู้ตัว

 

นอกจากประเด็นปัญหาของเด็กแล้ว ข้อมูลที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ วิกฤตคุณธรรมในผู้ใหญ่ โดย รศ. นพ. สุริยเดว ชี้แจงว่า คุณธรรมในบริบทนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงการสวดมนต์ไหว้พระ แต่หมายถึงพฤติกรรมและการปฏิบัติตัวที่ดีในสังคม จากสถิติพบว่า ดัชนีคุณธรรมของประเทศไทยดิ่งลงถึง 5% เมื่อเทียบกับปี 2565 โดยกลุ่มที่มีปัญหาพฤติกรรมมากที่สุดคือผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มเจเนอเรชันวาย (Gen Y)

 

พฤติกรรมที่สะท้อนความถดถอยทางคุณธรรมชัดเจนที่สุดตลอด 4 ปีที่ผ่านมาคือ วินัยและความรับผิดชอบโดยเฉพาะวินัยจราจร เช่น การขับรถสวนเลนหรือย้อนศรด้วยข้ออ้างว่ามั่นใจในความปลอดภัย รวมถึงความถดถอยในเรื่อง ความกตัญญูและมารยาททางสังคม โดยพบว่าผู้ใหญ่จำนวนมากมองว่าการกล่าวคำขอบคุณ ต่อผู้ให้บริการไม่ใช่สิ่งจำเป็น เพราะถือว่าบุคคลเหล่านั้นทำตามหน้าที่และได้รับค่าจ้างอยู่แล้ว

 

“ถือเป็นตลกร้ายในยุคปัจจุบัน ที่ AI ถูกฝึกมาให้รู้จักชื่นชม ขอโทษ และมีมารยาทที่สมบูรณ์แบบ จนบางครั้งมนุษย์ยังต้องคอยเบรก ในขณะที่มนุษย์ตัวจริงกลับห่างเหินจากมารยาทพื้นฐานเหล่านี้ไปทุกที แล้วเราจะนำสิ่งเหล่านี้ไปเป็นแบบอย่างหรือสอนลูกหลานได้อย่างไร” รศ. นพ. สุริยเดว ตั้งข้อสังเกต

 

ในตอนท้าย ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม ได้รณรงค์และเชิญชวนให้สังคมไทยร่วมกันสร้างครอบครัวพลังบวก โดยทางศูนย์ฯ ได้ลงพื้นที่กว่า 20 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวผ่านระบบ E-learning และแพลตฟอร์มการเรียนรู้ต่างๆ เพื่อดึงสติและสร้างภูมิคุ้มกันทางใจให้กับทั้งพ่อแม่และเด็ก ให้สามารถเติบโตและใช้ชีวิตในโลกยุคดิจิทัลได้อย่างมีความสุขและมีวุฒิภาวะทางอารมณ์อย่างแท้จริง

 

 


💜 ยังซื้อบัตรเข้างานทัน!

ยกครอบครัวมา “เล่น เรียนรู้ และเติบโต” 🌱

ไปด้วยกันที่ Alpha Skills Summit & Expo 2026

🎟 Regular Ticket ราคา 2,500.- (1 ใบ)

📌 ดู Highlight Agenda และซื้อบัตรได้ที่

 

👉 https://bit.ly/4wj3OzA

 

✨ เข้าร่วมพื้นที่หลักฟรี ตลอด 3 วันเต็ม (ไม่จำกัดอายุ)

Talent Stage | Exhibition | Play Space

 

🎤 Main Stage

สำหรับผู้เข้าร่วมอายุ 18 ปีขึ้นไป

รวม Speaker และผู้เชี่ยวชาญกว่า 30 ท่าน

 

🧠 Workshop

เปิดให้ลงทะเบียนล่วงหน้า

👉 1 บัตร เข้าร่วม Workshop ได้สูงสุด 4 ครั้ง

👶 เด็กสามารถใช้สิทธิ์จากบัตรผู้ปกครองได้

 

หมายเหตุ: การลงทะเบียนล่วงหน้า Workshop เต็มทุกคลาสแล้ว! แต่ท่านยังสามารถลง

Waiting List ที่จุดหน้าห้อง Workshop ได้ โดยหากมีที่ว่าง ทีมงานจะโทรติดต่อ เรียกตาม

ลำดับการลงทะเบียน (First come, First served)

The post อย่าเลี้ยงลูกจน ‘สำลักความรัก’ ผอ.ศูนย์คุณธรรม กางข้อมูลเด็กไทยไร้ความสุข ดันวาระครอบครัวพลังบวก สู้โลกยุค AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Devil Wears Prada 2: คนทำงานสร้างสรรค์ ยังอยู่รอดไหมในยุค Algorithm https://thestandard.co/the-devil-wears-prada-2-algorithm-era/ Fri, 08 May 2026 02:39:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1204960 The Devil Wears Prada 2

ถอดบทเรียนจาก The Devil Wears Prada 2: คนทำงานสร้างสรรค […]

The post The Devil Wears Prada 2: คนทำงานสร้างสรรค์ ยังอยู่รอดไหมในยุค Algorithm appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Devil Wears Prada 2

ถอดบทเรียนจาก The Devil Wears Prada 2: คนทำงานสร้างสรรค์ ยังอยู่รอดไหมในยุค Algorithm?

 

หลังประสบความสำเร็จจากภาคแรกถล่มทลายเมื่อปี 2006 The Devil Wears Prada หวนคืนจอแก้วอีกครั้งในภาค 2 หนังโยนคำถามสำคัญใส่หน้าคนทำงานสร้างสรรค์ว่า งานคราฟต์ยังมีที่ยืนหรือไม่ในโลกที่ถูกกำหนดด้วยอัลกอริทึม ท่ามกลางกระแสคอนเทนต์ฉาบฉวย ซึ่งในโลกความจริง คนรุ่นใหม่ยังคงพร้อมสนับสนุนแบรนด์ที่มีจิตวิญญาณและสื่อสารอย่างจริงใจ ทางรอดเดียวของธุรกิจยุคนี้จึงเป็นการนำ Data มาผสมผสานกับรสนิยมส่วนตัว เพื่อปั้นผลงานให้เข้าไปนั่งในใจผู้คนได้อย่างยั่งยืน

 

*เนื้อหาบทความต่อจากนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญจากภาพยนตร์ The Devil Wears Prada 1 และ 2*

 

🟡 The Devil Wears Prada 2 เล่าเรื่องอะไร

Fun Fact ที่น่าสนใจคือหลังภาคหนึ่งฉายได้ปีเดียว ไอโฟนรุ่นแรกก็เปิดตัวในปี 2007 คนเปลี่ยนพฤติกรรมจากการจับหนังสือเล่มเป็น E-Book มากขึ้น อ่านข่าว-บทความผ่านออนไลน์แทนหนังสือพิมพ์ สิ่งนี้โดมิโน่มาถึง Runway ที่แม้แต่คนในองค์กรก็ไม่เรียกมันว่าแม็กกาซีนแล้วแม้จะยังมีรูปเล่มขายอยู่ก็ตาม ตรงกับความเป็นจริงที่อดีตสื่อสิ่งพิมพ์ทั่วโลกเปลี่ยนไปรันคอนเทนต์ผ่านออนไลน์เป็นหลัก หารายได้จากค่าโฆษณา ค่าสมาชิก (Subscriber) และการสนับสนุนของสปอนเซอร์ ฯลฯ

 

มิแรนด้าในภาคนี้เข้าสู่โหมด ‘ตัวแม่ก็ต้องแคร์บ้าง’ เพราะหากยังมีกายกรรม วจีกรรมที่ไม่ตรงกับวัฒนธรรม Political Correctness หลุดสู่โลกออนไลน์ก็อาจโดนสปอนเซอร์เฉดหัวได้ ตามช่วงแรกของหนังที่ Runway เผอิญโดนบริษัทผลิตเสื้อผ้ากดขี่แรงงานหลอกให้เขียนบทความให้จนโดนทัวร์ลง แสดงให้เห็นว่าเธอตกจากสถานะผู้กุมเข็มทิศโลกแฟชั่นเบ็ดเสร็จ สู่บรรณาธิการสื่อหัวใหญ่ที่ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดของตัวเองและองค์กร ยอมก้มหัวให้ Emily Charlton อดีตผู้ช่วยเบอร์หนึ่งจากภาคแรก ซึ่งคราวนี้กลับมาในตำแหน่งลูกค้าจากแบรนด์แฟชั่นไฮเอนด์ เสียพื้นที่ในหน้านิตยสารให้ฟรีๆ เพื่อง้อการสนับสนุนจากลูกค้าอีกครั้ง

 

ฝั่งแอนดี้ ตัวเอกของเรากลับมาที่ Runway อีกครั้งในตำแหน่งบรรณาธิการอาวุโสฝ่ายบทความ เธอเคยเป็นนักเขียนที่ประสบความสำเร็จจากบทความเชิงวัฒนธรรมและผู้คน แต่สื่อหัวแฟชั่นอย่าง Runway ก็มีฐานผู้อ่านอีกกลุ่มหนึ่งเช่นกัน อาจจะแมสกว่าด้วยซ้ำ ทำให้แอนดี้ต้องปรับตัวเอง เรื่องที่เขียนนอกจากทรงคุณค่า แต่หน้าหนังต้องหยุดนิ้วคนอ่านได้ด้วย 

 

🟡 AI จะแทนคนทำงานสร้างสรรค์ได้ทุกเรื่องจริงหรือ

 

ความน่ากลัวของสงครามนี้ถูกขยี้จนถึงขีดสุดในช่วงท้ายของเรื่อง เมื่อ Runway กำลังจะถูกซื้อกิจการโดยกลุ่มทุนใหม่ มิแรนด้าเอ่ยปากถามสามีของเอมิลี่ (ตัวแทนผู้เข้าซื้อกิจการ) ว่า “วัฒนธรรมเก่าๆ ของ Runway ที่เชิดชูศิลปะ แฟชั่น และจิตวิญญาณของมนุษย์จะยังคงอยู่ไหม?” คำตอบที่ได้รับกลับเป็นความว่างเปล่า พร้อมการตอกย้ำความจริงที่ว่า โลกกำลังเปลี่ยนไป และการผลิตงานด้วยสองมือมนุษย์กำลังจะถูกลดทอนความสำคัญและแทนที่ด้วยความแม่นยำของ AI 

 

ฉากนี้ไม่เพียงแต่สั่นคลอนมิแรนด้า แต่ยังทิ้งคำถามตัวโตๆ กลับมาให้คนทำงานอย่างเราว่าคุณค่าของงานที่เราทำไม่มีค่าแล้วใช่ไหม ในวันที่นายทุนคิดว่า AI จะมาแทนได้ทุกอย่าง?

 

เราอาจรู้สึกว่านี่คือทางลาดลงเหว แต่จริงๆ มันคือตัวเร่งให้ปรับตัว ข้อมูลจากรายงานพฤติกรรมผู้บริโภคเชิงลึกระดับโลกอย่าง Deloitte Global Gen Z and Millennial Survey กลับชี้ให้เห็นอีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจ กลุ่มคนรุ่นใหม่ทั้ง Gen Z และ Millennials กว่า 70% ยินดีจ่ายเงินสนับสนุนแบรนด์และคอนเทนต์ที่สะท้อนความตระหนักรู้ (Authenticity) และมีความเชื่อมโยงกับศิลปวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง

 

มนุษย์อาจไม่ได้เลิกให้คุณค่ากับศิลปะหรือจิตวิญญาณ แต่วิธีการส่งมอบเนื้อหาต้องสอดรับกับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป บทความที่ใช้เวลาค้นคว้าและร้อยเรียงภาษามาเป็นเดือนของแอนดี้จะสูญเปล่าทันทีหากมันไปไม่ถึงสายตาคนอ่าน

 

🟡 คนทำงานสร้างสรรค์ ปรับตัวในยุค AI อย่างไร

 

Runway คือการสะท้อนภาพคนทำงานจากโลกยุคก่อนที่ต้องดิ้นรนสุดกำลังเพื่อให้รอดในโลกยุคนี้ ในหนังอาจจบได้เกือบแฮปปี้ แต่ในโลกความจริง เราต่างรู้ดีว่าการดิ้นรนนี้ไม่มีวันสิ้นสุด สิ่งที่ทำได้คือการรักษาสมดุลระหว่างเทคโนโลยีและความเป็นมนุษย์ไว้ 

 

🔸 ผู้นำองค์กรต้องบริหารจัดการโดยใช้ Data เป็นเพียงเข็มทิศบอกทาง ส่วนผู้กุมพวงมาลัยที่แท้จริงยังคงต้องเป็นสัญชาตญาณและรสนิยมของมนุษย์ 

🔸 แบรนด์ที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืนต้องสื่อสารเรื่องราว (Storytelling) ด้วยความจริงใจ สร้างความเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมย่อย (Subculture) ของกลุ่มเป้าหมายให้แน่นแฟ้น 

🔸 ทักษะความเข้าอกเข้าใจ (Empathy) และการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึก คือขุมพลังหลักที่ AI ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ สิ่งนี้จะกลายเป็นลายเซ็นสำคัญที่ทำให้ผลงานของคุณมีชีวิต

 

The Devil Wears Prada 2 สะท้อนภาพความเป็นจริงว่า ท่ามกลางกระแสโลกที่หมุนด้วยความเร็วของเครือข่ายอินเทอร์เน็ต สิ่งที่จะหล่อเลี้ยงความเป็นมนุษย์และสร้างความจงรักภักดีต่อแบรนด์ได้อย่างแท้จริง ก็ยังคงเป็นความงาม ศิลปะ และผลงานที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นด้วยหัวใจ

The post The Devil Wears Prada 2: คนทำงานสร้างสรรค์ ยังอยู่รอดไหมในยุค Algorithm appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดสูตร Higgsfield AI ยูนิคอร์น 1.3 พันล้านดอลลาร์ในเวลาไม่ถึงสองปี ที่ย่อโรงถ่ายหนังมาไว้ในมือถือ https://thestandard.co/higgsfield-ai-video-production-unicorn/ Thu, 07 May 2026 08:10:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1204724 ภาพจำลองแอปพลิเคชัน Higgsfield AI บนมือถือ แสดงการสร้างวิดีโอระดับสตูดิโอ

หลายปีมานี้ การสร้างวิดีโอด้วย AI กำลังแข่งขันกันอย่างด […]

The post ถอดสูตร Higgsfield AI ยูนิคอร์น 1.3 พันล้านดอลลาร์ในเวลาไม่ถึงสองปี ที่ย่อโรงถ่ายหนังมาไว้ในมือถือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพจำลองแอปพลิเคชัน Higgsfield AI บนมือถือ แสดงการสร้างวิดีโอระดับสตูดิโอ

หลายปีมานี้ การสร้างวิดีโอด้วย AI กำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด และในปี 2026 สมรภูมิ AI วิดีโอกำลังถูกเขย่าด้วยชื่อของ ‘Higgsfield AI’ แพลตฟอร์มที่เพิ่งประกาศความสำเร็จด้วยรายได้ประจำปี (ARR) พุ่งแตะ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมฐานผู้ใช้งาน 20 ล้านรายทั่วโลก

 

นี่คือแอปพลิเคชันสร้างวิดีโอที่สร้างปรากฏการณ์ธุรกิจที่โตจากศูนย์สู่ Unicorn มูลค่า 1.3 พันล้านดอลลาร์ในเวลาเพียง 9 เดือน ซึ่งมีเบื้องหลังความสำเร็จคือวิสัยทัศน์ของสองผู้ก่อตั้งที่ต้องการ ‘ทำลายกำแพงต้นทุน’ งานโปรดักชัน ไปจนถึงกลยุทธ์การเป็นศูนย์กลางที่รวมขุมพลัง AI ทั่วโลกมาไว้ในมือเดียว เพื่อเปลี่ยนวิธีที่มนุษย์สื่อสารด้วยวิดีโอไปตลอดกาล

 

🟡 Higgsfield AI คือใคร และทำไมถึงกลายเป็น Unicorn ในเวลาไม่ถึงปี

 

จุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่นี้เกิดขึ้นจากการลงตัวของคนสองขั้ว ‘Alex Mashrabov’ อดีตหัวหอก AI จาก Snap Inc. และ ‘Yerzat Dulat’ วิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้านระบบ พวกเขาเปิดตัวแอปพลิเคชันอย่างเป็นทางการในเดือนเมษายน 2567 และใช้เวลาหลังจากนั้นเพียง 9 เดือนในการสร้างประวัติศาสตร์ก้าวสู่สถานะ ‘ยูนิคอร์นหมื่นล้าน’ โดยมีมูลค่าบริษัทพุ่งแตะ 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4.6 หมื่นล้านบาท ทันทีที่ปิดดีลระดมทุน Series A มูลค่า 138 ล้านดอลลาร์

 

ความชัดเจนในกลยุทธ์ที่เน้นการใช้งานบนมือถือช่วยให้พวกเขามีคนใช้งานจริง จนสร้างยอดวิดีโอเฉลี่ยถึง 4.5 ล้านคลิปต่อวันในปัจจุบัน พร้อมรายได้ประจำปี (ARR) ที่ทะลุ 300 ล้านดอลลาร์ไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569

 

🟡 ทำไมพฤติกรรมนักการตลาดและ Creator ถึงเลือกใช้ Higgsfield AI

 

ลองนึกภาพความวุ่นวายในกองถ่ายโฆษณาที่ต้องใช้ทีมงานนับสิบเพื่อคุมภาพให้ต่อเนื่อง Higgsfield AI เข้ามาแทนที่กระบวนการนั้นด้วย ‘Cinema Studio 3.0’ ฟีเจอร์ที่ล็อกใบหน้าและบุคลิกตัวละครให้คงที่ตลอดทั้งคลิป ซึ่งเป็นโจทย์หินที่ AI เจ้าอื่นยังทำได้ไม่สมบูรณ์ แบรนด์ระดับโลกจึงกล้าหันมาใช้เครื่องมือนี้ทำโฆษณาจริงจัง

 

รายงานล่าสุดจาก Magic Hour Research ระบุว่า แบรนด์ที่เคยจ่ายเงินหลักแสนบาทเพื่อผลิตวิดีโอโฆษณาหนึ่งตัว ปัจจุบันสามารถกดสร้างผลงานคุณภาพเดียวกันได้ในราคาไม่ถึง 1 ดอลลาร์ หรือประมาณ 35 บาทต่อคลิปเท่านั้น การย่อส่วนโรงถ่ายหนังที่เคยต้องใช้พื้นที่มหาศาลลงมาอยู่ในสมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียว จึงเป็นการทลายกำแพงต้นทุนที่ขังจินตนาการไว้มานานหลายทศวรรษ ช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กมีอาวุธการตลาดที่เทียบเท่ากับแบรนด์ยักษ์ใหญ่ได้ทันที

 

🟡 กลยุทธ์ ‘The Great Aggregator’ คืออะไร

 

หัวใจของความได้เปรียบคือความใจกว้างที่มาพร้อมความฉลาด Higgsfield ไม่ได้มองว่า Sora ของ OpenAI หรือ Veo ของ Google คือศัตรู แต่กลับใช้กลยุทธ์ ‘The Great Aggregator’ รวบรวมโมเดลวิดีโอชั้นนำทั่วโลกมาไว้ในระบบนิเวศเดียว การทำเช่นนี้ช่วยสร้างความเหนียวแน่น เพราะผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่ดีที่สุดได้จากที่เดียวโดยไม่ต้องย้ายแพลตฟอร์ม

 

การวางหมากเป็นศูนย์กลางแทนที่จะเป็นแค่ผู้ผลิต ทำให้ Higgsfield กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของวงการวิดีโอโลก ไม่ว่าเทคโนโลยีในแล็บวิจัยจะหมุนไปเร็วแค่ไหน ผู้ใช้งาน Higgsfield ก็จะได้สัมผัสสิ่งที่ดีที่สุดก่อนใครเสมอ กลยุทธ์นี้เองที่ช่วยให้บริษัทกวาดส่วนแบ่งตลาดได้อย่างรวดเร็วและสร้างรายได้มหาศาลจากลูกค้าองค์กรที่ต้องการความสะดวกและครบวงจร

 

🟡 อนาคตของ Content Creator จะเป็นอย่างไร

 

ในมุมมองของ Alex Mashrabov ผู้ก่อตั้ง Higgsfield เป้าหมายสูงสุดของเขาคือการกำจัด ‘ภาษีการผลิต’ (Production Tax) ให้หมดไป เขาเชื่อว่าที่ผ่านมาไอเดียดีๆ มากมายต้องตายลงเพราะติดกำแพงเรื่องงบประมาณและอุปกรณ์ราคาแพง การมาถึงของยุคนี้จึงเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่จาก ‘ยุคคนตัดต่อ’ ไปสู่ ‘ยุคผู้กำกับ’ (The Shift to Directing) ครีเอเตอร์จะไม่ได้ถูกวัดฝีมือที่การขยับเมาส์หรือการตั้งค่ากล้องที่ซับซ้อน แต่อยู่ที่การคุมจังหวะและการเล่าเรื่องที่สั่นสะเทือนอารมณ์คนดูได้จริง

 

การเกิดขึ้นของ Higgsfield ยังส่งสัญญาณว่าครีเอเตอร์ในอนาคตจะทำงานร่วมกับ AI ในฐานะ ‘ผู้ร่วมสร้าง’ (Collaborator) มากกว่าการใช้เป็นแค่เครื่องมือ Content Creator กำลังจะถูกยกระดับสู่การเป็น ‘เจ้าของสตูดิโอ’ ที่มีศักยภาพเทียบเท่าฮอลลีวูด โดยมีต้นทุนเพียงแค่ความคิดสร้างสรรค์และความเข้าใจในอัลกอริทึมเท่านั้น

 

เมื่อต้นทุนทางเทคโนโลยีหมดไป ‘รสนิยม’ และ ‘การเล่าเรื่อง’ จะกลายเป็นสมบัติล้ำค่าชิ้นสุดท้ายที่มนุษย์มีไว้เพื่อยืนหยัดเหนือเครื่องจักร และนี่คือบทเรียนสำคัญที่เตือนเราว่า จินตนาการคือพรมแดนใหม่ของความมั่งคั่งที่ยั่งยืนที่สุด

The post ถอดสูตร Higgsfield AI ยูนิคอร์น 1.3 พันล้านดอลลาร์ในเวลาไม่ถึงสองปี ที่ย่อโรงถ่ายหนังมาไว้ในมือถือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
MOU 44 กับ UNCLOS จากความประนีประนอมทางการเมืองสู่ความชัดเจนทางกฎหมาย https://thestandard.co/mou-44-unclos-maritime-border-thailand/ Wed, 06 May 2026 10:44:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1204470 โลโก้ UNCLOS บนพื้นหลังธงชาติไทยและกัมพูชา สื่อถึงความขัดแย้งเขตแดนทางทะเล

ความขัดแย้งด้านเขตแดนทางทะเลในอ่าวไทยถือเป็นปัญหาที่ซับ […]

The post MOU 44 กับ UNCLOS จากความประนีประนอมทางการเมืองสู่ความชัดเจนทางกฎหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ UNCLOS บนพื้นหลังธงชาติไทยและกัมพูชา สื่อถึงความขัดแย้งเขตแดนทางทะเล

ความขัดแย้งด้านเขตแดนทางทะเลในอ่าวไทยถือเป็นปัญหาที่ซับซ้อน ระหว่างมรดกทางประวัติศาสตร์ วิวัฒนาการของกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ และการอ้างสิทธิ์ที่ทับซ้อนกันของรัฐ

 

 
 

เป็นเวลาหลายทศวรรษที่ไทยและกัมพูชา พยายามแก้ปัญหาการอ้างสิทธิ์ที่ทับซ้อนกันในอ่าวไทย ผ่านกรอบความร่วมมือทวิภาคี โดยล่าสุดมีเอกสารที่สำคัญคือ บันทึกความเข้าใจ (MOU) พ.ศ. 2544 (หรือที่มักเรียกกันว่า MOU 44)

 

อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์โดยยึดตามหลักการของ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ปี 2525 (UNCLOS, 1982) และคำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก (International Court of Justice – ICJ) และศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (International Tribunal for the Law of the Sea – ITLOS) ในคดีต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีประวัติศาสตร์อย่าง North Sea Continental Shelf Cases, ICJ 1969 ชี้ให้เห็นว่า ผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศไทยจะได้รับการคุ้มครองได้ดีกว่ามาก หากไทยยึดมั่นใน UNCLOS อย่างเคร่งครัด แทนที่จะพึ่งพาการประนีประนอมทางการเมือง ซึ่งเป็นนัยหลักของ MOU 44

 

ความขัดแย้งด้านเขตแดนทางทะเลในอ่าวไทยถือเป็นปัญหาที่ซับซ้อน ระหว่างมรดกทางประวัติศาสตร์ วิวัฒนาการของกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ และการอ้างสิทธิ์ที่ทับซ้อนกันของรัฐ

 

เป็นเวลาหลายทศวรรษที่ไทยและกัมพูชา พยายามแก้ปัญหาการอ้างสิทธิ์ที่ทับซ้อนกันในอ่าวไทย ผ่านกรอบความร่วมมือทวิภาคี โดยล่าสุดมีเอกสารที่สำคัญคือ บันทึกความเข้าใจ (MOU) พ.ศ. 2544 (หรือที่มักเรียกกันว่า MOU 44)

 

อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์โดยยึดตามหลักการของ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ปี 2525 (UNCLOS, 1982) และคำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก (International Court of Justice – ICJ) และศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (International Tribunal for the Law of the Sea – ITLOS) ในคดีต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีประวัติศาสตร์อย่าง North Sea Continental Shelf Cases, ICJ 1969 ชี้ให้เห็นว่า ผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศไทยจะได้รับการคุ้มครองได้ดีกว่ามาก หากไทยยึดมั่นใน UNCLOS อย่างเคร่งครัด แทนที่จะพึ่งพาการประนีประนอมทางการเมือง ซึ่งเป็นนัยหลักของ MOU 44

 

ข้อจำกัดของ MOU 44 เทียบกับความแข็งแกร่งของ UNCLOS

 

MOU 44 ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นกรอบในการกำหนดเขตไหล่ทวีป (continental shelf) และการพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน (Joint Development Area – JDA) ซึ่งแม้ว่าจะเป็นความพยายามในเชิงปฏิบัติ เพื่อก้าวข้ามสภาวะชะงักงันระหว่างไทยและกัมพูชา แต่บันทึกดังกล่าวก็มีจุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่สำคัญ และมีผลกระทบในทางลบค่อนข้างสูงสำหรับไทย นั่นคือการยอมรับโดยนัยต่อการให้มี “พื้นที่พัฒนาร่วม” (JDA) ไทย-กัมพูชา โดยอ้างอิงจากเส้นเขตแดนซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศแต่อย่างใด

 

ในทางตรงกันข้าม การอ้างสิทธิ์โดยยึดตาม UNCLOS โดยตรง โดยเฉพาะมาตรา 74 และ 83 จะเปลี่ยนจุดเน้นจากการเจรจาทางการเมืองไปสู่หลักการ “เส้นมัธยะ และสถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง” (equidistance/relevant circumstances) ทั้งนี้ คดี North Sea Continental Shelf Cases ได้วางบรรทัดฐานว่าการแบ่งเขตทางทะเลต้องตั้งอยู่บน “หลักการที่เท่าเทียมและเป็นธรรม” (equitable principles) โดยคำนึงถึงการขยายตัวตามธรรมชาติของดินแดนทางบก

 

สำหรับประเทศไทย หลักการของ UNCLOS จะช่วยกำหนดระเบียบวิธีที่เป็นมาตรฐานและเป็นรูปธรรมในการแบ่งเขตแดน ซึ่งเอื้อต่อความเป็นจริงทางภูมิศาสตร์ของไทยมากกว่าการอ้างสิทธิ์ฝ่ายเดียวที่กัมพูชาทำขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1970 และใช้เป็นพื้นฐานในการกำหนด “พื้นที่ทับซ้อน” ใน MOU 44

 

ปัจจัย “เกาะกูด” และหลักการเส้นมัธยะ

 

ข้อได้เปรียบหลักของประเทศไทยภายใต้ UNCLOS อยู่ที่การพิจารณาว่า ควรจะปฏิบัติอย่างไรในกรณีของเกาะในทะเล ในขณะที่ เส้นอ้างสิทธิ์ของกัมพูชา ในปี 1972 ลากตัดผ่านกลาง เกาะกูด ซึ่งเป็นเกาะภายใต้อธิปไตยของไทย มีประชากรไทยอาศัยอยู่อย่างถาวร และไทยมีอำนาจอธิปไตยเหนือเกาะดังกล่าวอย่างชัดเจน ซึ่งภายใต้ UNCLOS มาตรา 121 เกาะมีสิทธิที่จะมีอาณาเขตทางทะเล (territorial sea) เขตต่อเนื่อง (contiguous zone) เขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) และไหล่ทวีป (continental shelf) ของตนเอง

 

เส้นอ้างสิทธิ์ของกัมพูชาซึ่งเจตนาละเลยสิทธิทางกฎหมายของเกาะกูดนั้น ไม่สอดคล้องอย่างยิ่งกับหลักการทางกฎหมายของ UNCLOS ซึ่งที่ผ่านมาคำตัดสินของ ICJ และ ITLOS ในคดีต่างๆ อาทิ Nicaragua v. Colombia (ICJ, 2023) ได้มีการกำหนดหลักการไว้อย่างชัดเจนและคงเส้นคงวา ว่าเกาะต่างๆ ไม่สามารถถูกละเลยหรือถูก “ปิดล้อม” (enclaved) ได้ หากเป็นภูมิประเทศที่มีความสำคัญ (islands cannot be simply ignored or “enclaved” if they are significant features) ดังนั้น การที่ไทยจะยึดถือหลักการดังกล่าว และหันมาใช้ UNCLOS จะทำให้ไทยสามารถโต้แย้งเรื่อง เส้นมัธยะ (Equidistance line) หรือเส้นกึ่งกลางที่ทุกจุดมีระยะห่างเท่ากันจากจุดฐาน (baseline) ของไทยและกัมพูชา ได้อย่างหนักแน่น

 

โลโก้ UNCLOS บนพื้นหลังธงชาติไทยและกัมพูชา สื่อถึงความขัดแย้งเขตแดนทางทะเล 1

 

ทั้งนี้ หากลากเส้นมัธยะโดยใช้เกาะกูดเป็นจุดฐาน เส้นเขตแดนที่ได้จะขยับไปทางทิศตะวันออกอย่างมีนัยสำคัญซึ่งเป็นประโยชน์ต่อไทย การอ้างสิทธิ์ของกัมพูชาที่อาศัยสนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยาม (ค.ศ. 1907) ซึ่งเน้นเรื่องดินแดนทางบกเป็นหลักนั้น ยากที่จะยืนหยัดได้ในทางกฎหมายเมื่อเทียบกับ “หลักการระยะทาง” (distance principle) ที่บัญญัติไว้ใน UNCLOS

 

การพิจารณาบริบททางภูมิศาสตร์ในภาพรวม: การมีส่วนร่วมของเวียดนาม

 

อ่าวไทยเป็นทะเลกึ่งปิด และข้อตกลงทวิภาคีใดๆ ระหว่างไทยและกัมพูชาย่อมไม่สมบูรณ์หากไม่พิจารณาการอ้างสิทธิ์ของเวียดนาม ทั้งนี้ พื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอ่าวไทยเป็นพื้นที่ “จุดร่วมสามฝ่าย” (triple-point) ที่ผลประโยชน์ของทั้งสามประเทศมาบรรจบกัน

 

การพึ่งพา MOU ทวิภาคี (เช่น MOU 44) มีความเสี่ยงเพราะไม่สามารถผูกพันบุคคลที่สาม (เวียดนาม) ได้ ภายใต้คำวินิจฉัยคดี North Sea Continental Shelf Cases “ความได้สัดส่วน” (proportionality) ของแนวชายฝั่งต่อพื้นที่ทางทะเลที่ได้รับ เป็นปัจจัยสำคัญในการบรรลุทางออกที่เป็นธรรม หากไทยและกัมพูชาแบ่งพื้นที่ตาม MOU 44 ทั้งสองประเทศจะพบว่าเขตแดนที่ “ตกลงกันแล้ว” มีแนวโน้มจะถูกคัดค้านโดยเวียดนามเนื่องจาก MOU 44 ไม่ได้ยึดถือหลักการของ UNCLOS

 

ด้วยเหตุผลทั้งหมดข้างต้น การใช้ UNCLOS จะเป็นภาษาสากล ที่ช่วยให้ไทยได้เปรียบในบริบทสามฝ่ายดังนี้

 

1.ความสอดคล้อง: ป้องกันไม่ให้ไทยต้องติดอยู่ระหว่างมาตรฐานทางกฎหมายที่แตกต่างกันที่กัมพูชาและเวียดนามใช้

 

2.ข้อโต้แย้งเรื่อง “ความเว้า” (Concavity): UNCLOS, ICJ และ ITLOS ยอมรับว่าในแนวชายฝั่งที่มีลักษณะเว้า (เช่น อ่าวไทย) เส้นมัธยะที่เคร่งครัดเกินไปอาจทำให้ประเทศใดประเทศหนึ่งถูก “ตัดขาด” จากเขตทางทะเลของตนอย่างไม่เป็นธรรม อาทิ ในคดี Bangladesh/Myanmar case, 2012 ซึ่งในเรื่องนี้ ไทยสามารถใช้หลักกฎหมายดังกล่าว ในการป้องกันว่า การอ้างสิทธิ์ทั้งโดยกัมพูชาและเวียดนาม จะไม่บีบช่องทางออกสู่ทะเล (disproportionately squeeze) ของไทยมากจนเกินไป

 

3.ความมั่นคง: การระงับข้อพิพาทโดยอิงตามหลักการของ UNCLOS มีแนวโน้มที่จะได้รับการยอมรับจากนานาชาติมากกว่า การตกลงทางการเมืองแบบทวิภาคี ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุน ในการลงทุนระยะยาวในโครงการพลังงานนอกชายฝั่ง เนื่องจากนักลงทุนย่อมต้องการความชัดเจนทางกฎหมาย

 

ข้อได้เปรียบของ “หลักการที่เป็นธรรม”

 

คดี North Sea Continental Shelf Cases ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “ความยุติธรรมไม่ได้หมายถึงความเท่าเทียมเสมอไป” (equity does not necessarily imply equality) ประเทศไทยมีแนวชายฝั่งตามแนวอ่าวไทยที่ยาวกว่ากัมพูชา ภายใต้หลัก ความได้สัดส่วน (proportionality) ประเทศไทยมีสิทธิที่จะได้รับพื้นที่ทางทะเลที่สะท้อนถึงความยาวของแนวชายฝั่งของตน ดังนั้น การที่มีผู้กล่าวว่า หากมี “พื้นที่ทับซ้อน” ทางออกคือการแบ่งพื้นที่ดังกล่าวกัน “คนละครึ่ง” นั้น เท่ากับเป็นการทำให้ไทยสูญเสียสิทธิทางอธิปไตย

 

การอ้างสิทธิ์ในปี 1972 ของกัมพูชานั้นถือเป็นกรณีที่ผิดปกติ (outlier) เนื่องจากไม่ได้ลากตามแนวชายฝั่งของตน อีกทั้งยังละเลยสิทธิของไทยเหนือเกาะกูด ทำให้เป็นการอ้างสิทธิ์ในพื้นที่ที่ไม่เป็นสัดส่วนกับความยาวชายฝั่งของกัมพูชา ดังนั้น การที่ไทยจะก้าวข้ามจาก MOU 44 และเปลี่ยนไปสู่การยึดถือหลักการของ UNCLOS จะเป็นการบังคับให้มีการประเมินเขตแดนใหม่ตามหลักการ “แนวทางสามขั้นตอน” (Three-Stage Approach) ที่ ITLOS นำมาใช้ในการพิจารณาคดีในปัจจุบัน คือ:

 

(1) การลากเส้นมัธยะชั่วคราว (drawing a provisional equidistance line);

 

(2) การปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง ในกรณีนี้ คือการมีเกาะกูด ของไทยอยู่ในทะเล (adjustments for relevant circumstances)

 

(3) การทดสอบความได้สัดส่วน (conducting a proportionality test)

 

กล่าวโดยสรุปคือ แม้ว่า MOU 44 จะเป็นความพยายามที่สะดวกและรวดเร็ว ในการแบ่งปันทรัพยากรระหว่างสองประเทศ แต่แนวคิดดังกล่าวกลับทำให้ไทยต้องติดอยู่ในกรอบที่ให้คุณค่ากับการอ้างสิทธิของกัมพูชา โดยไม่มีพื้นฐานทางกฎหมายใดๆ รองรับ ซึ่งการหันมายึดถือหลักการของ UNCLOS และบรรทัดฐานพร้อมบทเรียนจากคดี North Sea Continental Shelf Cases และคดีอื่นๆ หลังจากนั้น จะทำให้ไทยเปลี่ยนจากฐานะของผู้ประนีป

 

และที่สำคัญคือ UNCLOS จะเป็นกลไกที่จะช่วยให้ไทยสามารถปกป้องอธิปไตยของไทยเหนือเกาะกูด และสิทธิของเกาะกูดในการมีอาณาเขตทางทะเลของตนเอง นอกจากนี้ UNCLOS ยังจะช่วยให้ไทยสามารถขยายพื้นที่ EEZ ของตนให้ได้มากที่สุด โดยอาศัยหลักเส้นมัธยะ และหลักการสนับสนุนอื่นๆ และท้ายที่สุดคือ ช่วยสร้างสันติภาพ ความมั่นคง และสภาพแวดล้อมทางทะเลในอ่าวไทยแบบไตรภาคี และมีความยั่งยืน บนพื้นฐานของกฎหมายที่มีความเป็นสากล ร่วมกับกัมพูชาและเวียดนาม

 

 

อ้างอิง:

  • ISP Occasional Paper – สถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ (Institute for Strategic Peace: ISP)

 

The post MOU 44 กับ UNCLOS จากความประนีประนอมทางการเมืองสู่ความชัดเจนทางกฎหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอด Insight เศรษฐกิจไทยจากเวที IMF-World Bank Spring Meetings 2026 ไทยอาจรอดได้ ด้วย Political Will https://thestandard.co/thai-economy-imf-world-bank-political-will/ Tue, 05 May 2026 12:21:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1204115 ภาพประกอบการวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยจากเวที IMF-World Bank Spring Meetings 2026 ชี้ทางรอดด้วยเจตจำนงทางการเมือง

ท่ามกลางบรรยากาศฝุ่นตลบของสงครามที่ลากยาวและโลกการเงินท […]

The post ถอด Insight เศรษฐกิจไทยจากเวที IMF-World Bank Spring Meetings 2026 ไทยอาจรอดได้ ด้วย Political Will appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยจากเวที IMF-World Bank Spring Meetings 2026 ชี้ทางรอดด้วยเจตจำนงทางการเมือง

ท่ามกลางบรรยากาศฝุ่นตลบของสงครามที่ลากยาวและโลกการเงินที่เดาทิศทางยาก เวทีระดับโลกอย่าง IMF-World Bank Spring Meetings ประจำปี 2026 ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี ได้ส่งสัญญาณเตือนภัยชุดใหญ่ถึงทุกประเทศ โดยเฉพาะไทยที่กำลังเจอกับภาวะอึดอัด การเติบโตทางเศรษฐกิจรั้งท้ายเพื่อนบ้านแถมกระสุนในกระเป๋าคลังก็ร่อยหรอลงทุกที

 

สถานการณ์ตอนนี้วิกฤตแค่ไหน และผู้นำระดับประเทศมองเห็นทางรอดนี้อย่างไรบ้าง

 

🟡 โลกและไทยกำลังเจอกับพายุลูกไหน

 

ถ้าให้สรุปภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคตอนนี้ จะเห็นภาพพายุที่กำลังก่อตัวชัดเจนขึ้น แบ่งเป็น 3 ห่วง 3 สูง และ 3 ต่ำ

 

🔸 3 ห่วง (ความกังวลระดับโลก):

 

  • 1. Oil & Supply Shock: ผลกระทบทางพลังงานที่ลากยาว โดย Mohammed Al-Jadaan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซาอุดีอาระเบีย ประเมินบนเวทีว่าสงครามจะยืดเยื้อ กดดันให้ราคาน้ำมันอาจทรงตัวทะลุ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปจนถึงปี 2028
  • 2. Wage-Price Spiral: ความกังวลฝั่งแบงก์ชาติเรื่องเงินเฟ้อฝังลึก จนคนอาจเรียกร้องขอขึ้นค่าแรง และธุรกิจก็ต้องแห่ขึ้นราคาสินค้าตามจนเป็นงูกินหาง
  • 3. ความผันผวนทางการเงิน: ตลาดทุนสวิง ค่าเงินผันผวนตามข่าวรายวันจนบริหารจัดการยาก

 

🔸3 สูง (สถานการณ์ที่กดดันทั่วโลก):

 

  • 1. หนี้สาธารณะสูง: ตัวเลขหนี้ทั่วโลกจ่อแตะระดับร้อยเปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี
  • ดอกเบี้ยสูง: ต้นทุนทางการเงินแพงและค้างเติ่ง ไม่มีทีท่าจะลดลงง่ายๆ
  • ความไม่แน่นอนสูง: จากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และทิศทางสงครามที่คาดเดาไม่ได้เลย

 

🔸3 ต่ำ (จุดสลบของเศรษฐกิจไทย):

 

  • จีดีพีโตต่ำ: การเติบโตทางเศรษฐกิจคาดว่าจะเตาะแตะอยู่แค่ราวๆ 1.3 เปอร์เซ็นต์
  • พื้นที่ทางการคลังต่ำ: กระเป๋าคลังเหลือกระสุนให้ใช้น้อยมาก เพราะหนี้สาธารณะปริ่มเพดานที่ 70 เปอร์เซ็นต์
  • การลงทุนต่ำ: เม็ดเงินลงทุนทั้งจากต่างชาติและเอกชนในประเทศยังไม่ฟื้นตัวกลับมาเต็มที่

 

🟡 แบงก์ชาติกำลังกังวลความผันผวนจุดไหนมากที่สุด?

 

เมื่อมองเจาะลึกจากฝั่งนโยบายการเงิน คุณชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย ยืนยันตัวเลขคาดการณ์ GDP ไทยปี 2026 ว่าอาจเติบโตเพียง 1.3% ท่ามกลางผลกระทบทางพลังงานที่ดันให้ต้นทุนสินค้าแพงขึ้น สิ่งที่แบงก์ชาติต้องคอยจับตาและพร้อมตัดตอนไม่ให้ลุกลาม คือความกังวลเรื่อง Wage-Price Spiral เมื่อคนเริ่มเชื่อไปแล้วว่าเงินจะเฟ้อต่อเนื่อง พนักงานก็จะแห่ขอขึ้นค่าแรง ฝั่งธุรกิจก็ต้องรีบขยับราคาสินค้าดักหน้าจนกลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่ส่งผลให้ต้องเลิกจ้างพนักงานในที่สุด

 

นอกจากนี้ การบริหารค่าเงินบาทที่สวิงแรงตามข่าวรายวันก็เป็นอีกหนึ่งโจทย์หิน แบงก์ชาติต้องคอยประคองให้กลไกตลาดทำงานได้ตามปกติ เพื่อไม่ให้ความผันผวนไปทำลายจังหวะการวางแผนต้นทุนของภาคธุรกิจ

 

🟡 ยุทธศาสตร์ดึงดูดทุนโลกต้องเดินหมากอย่างไร

 

ในภาวะที่พื้นที่ทางการคลังเหลือน้อยนิด ดร.เอกนิติ นิติธัณฑ์ประภาศ ได้กางยุทธศาสตร์ 4T ออกมารับมือ ได้แก่ Target, Transition, Transform และ Together โดยเป้าหมายหลักคือการดึงดูดทุนโลกเข้าสู่ S-Curve ใหม่ๆ ทั้งเทคโนโลยีการเกษตร การแพทย์ และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ

 

แต่การจะดึงดูดยักษ์ใหญ่เหล่านี้ได้ ไทยต้องมีแต้มต่อเรื่อง Direct PPA หรือการเปิดเสรีซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรง ซึ่งเป็นเงื่อนไขชี้ขาดของนักลงทุนระดับโลก แม้เรื่องนี้จะทับซ้อนกับกลุ่มผลประโยชน์เดิมในประเทศ แต่ ดร.เอกนิติ ก็มีเจตจำนงชัดเจนว่าจะเดินหน้าผลักดันให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ นอกจากนี้ การลงทุนใหม่ๆ ยังต้องพ่วงมากับโครงการ Skill Bridge ของ BOI ที่บังคับให้ต่างชาติต้องถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่ออัปสกิลให้แรงงานไทยพร้อมรับงานรายได้สูงไปในตัว

 

🟡 ทำไมทางรอดของโครงสร้างเศรษฐกิจถึงไม่ต้องใช้เงิน

 

Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการ IMF ส่งสัญญาณแรงถึงผู้กำหนดนโยบายไทยว่า การกู้เงินมหาศาลมาถมปัญหาไม่ใช่ทางรอดที่ยั่งยืน สิ่งที่โลกอยากเห็นจากไทยคือการผ่าตัดโครงสร้างเศรษฐกิจที่ฝังรากลึก ซึ่งสามารถทำได้ทันทีโดยไม่มีต้นทุนทางการเงิน

 

วิธีการคือการจัดการ Red Tape หรือหั่นกฎระเบียบที่หยุมหยิมและล้าสมัยทิ้ง พร้อมกับการสร้างความโปร่งใสปราบปรามคอร์รัปชัน เพื่อเปิดทางให้เม็ดเงินและโอกาสไหลไปสู่ผู้ประกอบการรายย่อยได้อย่างแท้จริง ทว่าสิ่งเดียวที่ต้องใช้จ่ายสำหรับภารกิจนี้คือ Political Will หรือเจตจำนงทางการเมืองที่กล้าหาญพอจะพุ่งชนกับปัญหาเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตให้กับเศรษฐกิจไทย

 

นับจากนี้ หน้าต่างแห่งโอกาสของไทยเหลือเวลาไม่เกิน 5 ปีในการคว้าโอกาสพลิกฟื้นเศรษฐกิจ ทางรอดเดียวคือผู้นำต้องงัด Political Will มาผ่าตัดโครงสร้างและหั่นกฎระเบียบทิ้งโดยด่วน ถึงเวลาเปลี่ยนวิสัยทัศน์เป็นการลงมือทำ เพื่อปักหมุดหมายใหม่บนเวทีโลกก่อนจะสายเกินไป

 

#TheSecretSauce

The post ถอด Insight เศรษฐกิจไทยจากเวที IMF-World Bank Spring Meetings 2026 ไทยอาจรอดได้ ด้วย Political Will appeared first on THE STANDARD.

]]>
CHANEL กับการกดปุ่มรีเซ็ตให้วงการลักชัวรีภายใน 7 เดือน https://thestandard.co/chanel-7-months-luxury-reset/ Mon, 04 May 2026 12:55:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1203693 Matthieu Blazy ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของ CHANEL กับกลยุทธ์รีเซ็ตแบรนด์ลักชัวรี

สำหรับใครที่ติดตามวงการลักชัวรีและแฟชั่นในรอบ 7 เดือนที […]

The post CHANEL กับการกดปุ่มรีเซ็ตให้วงการลักชัวรีภายใน 7 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Matthieu Blazy ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของ CHANEL กับกลยุทธ์รีเซ็ตแบรนด์ลักชัวรี

สำหรับใครที่ติดตามวงการลักชัวรีและแฟชั่นในรอบ 7 เดือนที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าในฟีดของหลายคนน่าจะเต็มไปด้วยสองสิ่ง อย่างแรกคือ The Devil Wears Prada 2 ที่มีตัวอย่างออกมา 15 แบบ สัมภาษณ์ 100 รายการ งานพรีเมียร์รอบโลกเกือบ 10 เมือง และการทำ Collaboration กับทุกสินค้าบนโลกใบนี้ ตั้งแต่ Grey Goose ยัน Jaspal ส่วนอีกอย่างก็คือ CHANEL Mania กับความสำเร็จของการได้ Matthieu Blazy มาเป็นครีเอทีฟไดเรกเตอร์ที่กำลังสร้างประวัติศาสตร์แฟชั่นหน้าใหม่

 

ผมรู้ครับ หลายคนที่อ่านบทความนี้อาจรู้สึกว่าผมกำลังอวย CHANEL มากเกินไปหรือเปล่า ซึ่งผมคงห้ามความคิดคนอื่นไม่ได้ แต่เอาเป็นว่าผมขอวิเคราะห์ในฐานะคนที่ได้ไปดูแฟชั่นโชว์ของ Matthieu Blazy ทั้งหมด 4 โชว์จากทั้งหมด 5 โชว์ (ขาดแค่ Haute Couture) พร้อมกับตั้งคำถามกับแบรนด์เสมอเวลาได้ร่วมงานกันเพื่อ Connect the Dots ว่า CHANEL กำลังต้องการขับเคลื่อนตัวเองและวงการลักชัวรีไปในทิศทางไหน

 

Matthieu Blazy ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของ CHANEL กับกลยุทธ์รีเซ็ตแบรนด์ลักชัวรี 1

Leena Nair

 

Resetting Power

 

ทุกวันนี้วงการลักชัวรีกำลังเผชิญกับยุคที่ท้าทายที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพราะวงการนี้ได้เติบโตแบบก้าวกระโดดและเกินตัวในช่วงหลังโควิด ทุกแบรนด์ใหญ่กลายเป็นเชิงพาณิชย์ไปหมด ผลิตสินค้าเหมือนกันหมด ทำการตลาดและสื่อสารเหมือนกันหมด เพิ่มราคาสินค้าเหมือนกันหมด (แม้คุณภาพจะไม่ดีขึ้นเหมือนกันหมด) และที่น่ากลัวสุดคือให้เหล่าบรรดาซีอีโอมาเป็นคนตัดสินใจว่าอะไรควรไม่ควรทำ แทนที่จะให้ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของแบรนด์มีโอกาสและเวลาได้สร้างความฝัน โดยลูกค้าของแบรนด์ลักชัวรีก็เริ่มเอือมระอาและชะลอการซื้อขาย ซึ่งผมว่าสองพี่น้อง Alain และ Gérard Wertheimer เจ้าของ CHANEL เริ่มเห็นสิ่งนี้และรู้ว่าต้องรีบเปลี่ยนกลยุทธ์ก่อนที่แบรนด์จะถึงทางตัน

 

อย่างแรกเลยก็คือได้เลือก Leena Nair หญิงแกร่งเชื้อสายอินเดียจากบริษัท Unilever มาเป็นซีอีโอคนใหม่ตั้งแต่ปี 2021 เพื่อที่จะปรับโครงสร้างบริษัทและนำความเป็นมนุษย์มาให้เกิดขึ้นกับแบรนด์อย่าง CHANEL ซึ่งสำคัญมากในยุคสมัยนี้ที่คนให้ความสำคัญด้านความ Inclusivity มากยิ่งขึ้น

 

และอีกหมากสำคัญก็คือการต้องเปลี่ยนครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของหน่วยแฟชั่นที่ครอบคลุมเปอร์เซ็นต์สูงสุดของแบรนด์ CHANEL ซึ่งคนๆ นี้ต้องเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่สามารถมีความกบฏ พร้อมกล้านำความสดใหม่มาให้กับแบรนด์ เพราะนั่นคือรากฐานที่ Gabrielle Chanel ได้สร้างไว้ และถ้า CHANEL ฝืนแต่ทำอะไรเดิมๆ แน่นอนยอดขายก็ยังอยู่ได้ แต่ภาพลักษณ์จะกลายเป็นแบรนด์สำหรับมาดามที่ชอบดื่ม Afternoon Tea ในลุคแจ็กเกตผ้าทวีต ซึ่ง CHANEL ก็ได้เจอครีเอทีฟไดเรกเตอร์ที่ลงตัวที่สุดในผู้ชายที่ชื่อ Matthieu Blazy

 

Matthieu Blazy ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของ CHANEL กับกลยุทธ์รีเซ็ตแบรนด์ลักชัวรี 2

Matthieu Blazy

 

Change Up The Strategy

 

ตั้งแต่ Matthieu Blazy ถูกประกาศว่าจะเข้ามาเป็นครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของ CHANEL ในฝั่งแฟชั่น หรือถ้าจะให้เรียกตามแบรนด์ว่า Artistic Director of Fashion Activities ก็ต้องบอกว่าคนในวงการแฟชั่นต่างตื่นเต้นมากๆ เพราะ Matthieu เป็นตัวเลือกที่ดูมีความพอดีตรงที่ว่าเขามาพร้อมประสบการณ์มากมายกับงานที่แบรนด์ Maison Margiela, Celine, Calvin Klein และ Bottega Veneta ซึ่งล้วนแล้วได้ช่วยให้ Mattheiu Blazy เข้าใจมุมธุรกิจและการบริหารจัดการงาน

 

แต่ในขณะเดียวกัน Matthieu Blazy ก็อายุเพียง 40 ต้นๆ ซึ่งเขาก็จะช่วยให้ CHANEL มีพลังความคิดสร้างสรรค์ที่จะทำให้แบรนด์ร่วมสมัยมากยิ่งขึ้นและอยู่ในบทสนทนาเชิงวัฒนธรรม (Cultural Conversation) แถมการวางตัวของ Matthieu Blazy เองก็ได้รับคำชื่นชมมาโดยตลอด ว่าด้วยเป็นดีไซเนอร์ที่ติดดิน ไม่ได้มาพร้อมอีโก้ที่อยากจะดัง และเขาเองจะให้สปอต์ไลต์ไปอยู่ที่เสื้อผ้าแทนที่จะเป็นตัวเขาอยู่เสมอ

 

 

และเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2025 มาถึง ทาง CHANEL ก็ได้กดปุ่ม Cultural Reset ให้วงการลักชัวรีกับแฟชั่นโชว์คอลเล็กชันแรกของ Matthieu Blazy ซึ่งผมต้องบอกว่าการได้อยู่ใน Grand Palais เพื่อชมโชว์นั้นด้วยตัวเองคือหนึ่งในประสบการณ์ที่งดงามที่สุดเท่าที่เคยมีมาตลอด 14 ปีในการทำงานในวงการนี้ โดยมุมมองของ Matthieu จากคอลเล็กชันแรกจนถึงสองคอลเล็กชันล่าสุดกับ Coco Beach 2026 และ Cruise 2026/27 ผมรู้สึกว่าเหมือนเขาได้ใช้จินตนาการของตัวเองเพื่อมีบทสนทนากับ Gabrielle Chanel ผู้ก่อตั้งแบรนด์เพื่อนำแนวคิดและมุมมองของเธอ ไม่ว่าจะเรื่องอิสระทางความคิดและการแต่งตัว มาปรับใส่ในเสื้อผ้าเพื่อสะท้อนถึงอิริยาบถและชีวิตของผู้หญิงยุคปัจจุบันที่สมจริงมากขึ้น (Reality) แทนที่จะเกินจริง (Fantasy)

 

ส่วนด้าน House Codes ต่างๆ ของ CHANEL ไม่ว่าจะผ้าทวีต ดอกคามิเลีย สิงโต หรือโลโก CC ทาง Matthieu Blazy ก็ไม่ได้เลือกที่จะโยนทิ้งไป แต่เลือกที่จะท้าทายกรอบความเป็นไปได้และเพิ่มความ Conceptual เข้าไปเพื่อ อาทิเช่นเล่นกับ Trompe-l’œil Effect บนชุดเซตผ้าไหมที่ทำให้เหมือนลายผ้าทวีต หรือนำกระเป๋ารุ่น 2 55 มาดีไซน์ใหม่ให้ดูยับเยินไปหมด

 

Matthieu Blazy ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของ CHANEL กับกลยุทธ์รีเซ็ตแบรนด์ลักชัวรี 3

A$AP Rocky, Michaela Coel, Tilda Swinton และ Nicole Kidman

 

Reset the Communication Strategy

 

แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็สังเกตได้ทันทีกับแฟชั่นโชว์แรกของ Matthieu Blazy ที่ CHANEL ว่าเขากำลังทำWorld Building ใหม่ให้ CHANEL พร้อมกดปุ่มรีเซตด้านการสื่อสารเพื่อให้แบรนด์กลับมาอยู่ในกระแสมากขึ้น สนุกขึ้น และทำให้ทุกเพศทุกวัยรู้สึกว่าตัวเองมีบางอย่างที่เข้ากับ CHANEL ได้ หลังจากหลายปีก่อนหน้านั้นทางแบรนด์อาจดูเอื้อมถึงยากไปหน่อย

 

เริ่มตั้งแต่บัตรเชิญแฟชั่นโชว์ของแต่ละซีซันก็มาเป็นกล้องสีขาวและด้านในมีสร้อยคอกับจี้ที่เป็นสัญลักษณ์ต่างๆ เพื่อจะบอกใบ้อะไรกับคอลเล็กชันที่กำลังจะถูกนำเสนอ อย่างเช่นจี้ของสร้อยคอโชว์ Metiers d’Art ที่นิวยอร์กก็เป็นขบวนรถไฟ เพราะโชว์จัดที่สถานีรถไฟใต้ดิน Bowery Station หรือล่าสุดกับโชว์ Cruise ที่เป็นเปลือกหอยเหมือนกับแรงบันดาลใจโชว์ที่เล่นกับเรื่องราวนางเงือก ซึ่งแค่ตัวบัตรเชิญกับสร้อยคอก็กลายเป็นกระแสไวรัลแล้วทุกซีซัน เพราะอินฟลูเอ็นเซอร์ ดารา หรือสื่อต่างๆ ก็ต้องทำวิดีโอ Unbox เต็มไปหมดในโซเชียลมีเดีย ซึ่งผมเชื่อเลยว่าในอนาคตสร้อยคอเหล่านี้จะกลายเป็นของสะสมที่หายากและจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

 

Matthieu Blazy ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของ CHANEL กับกลยุทธ์รีเซ็ตแบรนด์ลักชัวรี 4

เจมีไนน์ นรวิชญ์

 

ส่วนดาราที่มาแต่ละของโชว์ CHANEL ตอนนี้ก็มีการปรับกลยุทธ์ไม่น้อยเช่นกัน โดยแทนที่จะเน้นเอาแต่ดาราหรือศิลปินที่มียอดโซเชียลมีเดียสูงๆ เพื่อไปติดลิสต์ EMV ของแพลตฟอร์ม Lefty อย่างเดียว คนที่ทางแบรนด์เชิญมากลับต้องมีความสามารถและภาพลักษณ์ที่จะช่วยทำให้ CHANEL Community ดูแข็งแกร่งและหลากหลายขึ้น อย่างเช่น Ayo Edebiri แบรนด์แอมบาสเดอร์คนแรกที่ถูกประกาศในยุค Matthieu Blazy, Pedro Pascal, เจมีไนน์ นรวิชญ์, นักต่อยมวย Imane Khelif, A$AP Rocky, Bowen Yang หรือ Teyana Taylor เป็นต้น

 

เปลี่ยนกลยุทธ์ด้านบัตรเชิญและดาราที่เชิญมาโชว์แล้ว อีกหนึ่งอย่างที่สำคัญมากไม่แพ้กันก็คือกลยุทธ์ด้านโซเชียลมีเดียที่ CHANEL ได้เปลี่ยนใหม่หมด แม้หลายคนอาจไม่ได้สังเกตก็ตาม โดยไม่กี่วันก่อนแฟชั่นโชว์คอลเล็กชันแรกของ Matthieu Blazy จะเกิดขึ้น ทางแบรนด์ก็ได้เริ่มใช้ TikTok อย่างเป็นทางการ ซึ่งทุกวันนี้คอนเทนต์วิดีโอกับเหล่าดาราและแบรนด์แอมบาสเดอร์ก็จะไปลงใน TikTok หมด โดยเหลือไว้แต่ภาพนิ่งสำหรับ Instagram และถ้าทาง CHANEL จะประกาศแบรนด์แอมบาสเดอร์ก็จะลงแค่ Instagram Stories เท่านั้น ซึ่งผมไม่รู้เหตุผลที่แน่ชัดว่าทำไมมีการปรับกลยุทธ์แบบนี้ แต่ถ้าให้เดาก็อาจเป็นเพราะ CHANEL อยากให้พื้นที่ของ Instagram เน้นไปที่เรื่องราวเสื้อผ้าและสินค้าเป็นหลักก่อน เพราะหากไปเน้นลงแต่คอนเทนต์ดารา จุดสนใจก็จะไปอยู่ตรงนั้นหมด

 

Matthieu Blazy ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของ CHANEL กับกลยุทธ์รีเซ็ตแบรนด์ลักชัวรี 5

แคมเปญ CHANEL 25 ประจำปี 2026

 

Playing with Nostalgia

 

อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่ส่วนตัวผมชื่นชม Matthieu Blazy มากๆ ในรอบ 7 เดือนที่ผ่านมา คือการที่เขาเป็นคนที่ไม่กลัวเรื่องการนำแบรนด์มาผสมผสานกับป๊อปคัลเจอร์ โดยเฉพาะกับซาวนด์แทร็กที่ใช้ประกอบแต่ละแฟชั่นโชว์ ซึ่งเขาได้ชวนดีเจและโปรดิวเซอร์เพลงชาวเบลเยียมอย่าง Le Motel ให้มาคิวเรตเพลงร่วมกับ Michel Gaubert ที่เป็น Music Director ของ CHANEL มาตั้งแต่สมัยยุค Karl Lagerfeld

 

โดยในแต่ละแฟชั่นโชว์ก็จะมีการนำเพลงฮิตยุค 90 หรือ 2000 ต้นๆ มาใช้แบบสร้างเซอร์ไพรส์และชวนย้อนอดีตในยุคที่หลายคนกำลัง Coming-of-age ไม่ว่าจะเพลง Rhythm Is A Dancer ของ SNAP. ตอนโชว์เดบิวต์, เพลง Torn ของ Natalie Imbruglia สำหรับโชว์ Metiers D’Art, เพลง Bitter Sweet Symphony ของ The Verve ที่โชว์ Haute Couture หรือจะ Just Dance ของ Lady Gaga ที่แฟชั่นโชว์ Fall/Winter 2026 ซึ่งทุกครั้งพอโชว์จบลง คนแฟชั่นก็ต้องแห่กันไปฟัง และสื่อต่างๆ (เหมือน THE STANDARD POP) ก็ต้องเอามาใช้ประกอบคอนเทนต์ ซึ่งก็เป็น Domino Effect ทำให้เพลงเหล่านั้นกลับมาฮิตอีกครั้ง

 

 

แต่ไม่มีโปรเจกต์ไหนของ Matthieu Blazy ที่ผมว่าใช้ความ Nostalgia ได้อย่างเพอร์เฟกต์และลงตัวเทียบเท่ากับแคมเปญกระเป๋า CHANEL 25 ประจำปี 2026 ซึ่งเป็นการให้ Margot Robbie มาถ่ายวิดีโอเลียนแบบมิวสิกวิดีโอสุดคลาสสิกเพลง Come Into My World ของ Kylie Minogue ที่ครบรอบ 25 ปีพอดี โดยได้ผู้กำกับคนเดิมของเอ็มวีอย่าง Michel Gondry ก็ได้มาถ่ายแคมเปญ บวกกับให้ Kylie ที่เป็นชาวออสเตรเลียเหมือน Margot ก็มาร่วมแสดงด้วยในแคมเปญ โดยพอแคมเปญนี้ปล่อยออกมา ทาง CHANEL ก็ได้รับคำชื่นชมอย่างล้นหลาม เหล่าอินฟลูเอ็นเซอร์เอาไปทำตามในคอนเทนต์วิดีโอ และถ้าผมใช้หลักการ Psychology Marketing ที่พอรู้อยู่บ้าง ผมว่า Matthieu Blazy เข้าใจว่าฐานลูกค้าใหญ่ของ CHANEL ในยุคนี้ที่จะมีเงินจ่ายค่าสินค้าก็คือกลุ่ม Millennial เหมือนเขา ซึ่งการที่จะเอาใจคนกลุ่มนี้ได้ดีในเชิงโฆษณาก็คือการหยิบหยกโมเมนต์สำคัญในอดีตเชิงวัฒธรรมมาเล่าใหม่และสร้างความสุขอีกครั้ง

 

THE NEW MODELS

 

ถอดกลยุทธ์ด้านบัตรเชิญ แฟชั่นโชว์ ดารา เพลง แคมเปญ และโซเชียลมีเดียแล้ว อีกอย่างที่ทำให้ CHANEL ในยุค Matthieu Blazy มีชั้นเชิงและก้าวไปอีกขั้นคือกลุ่มนางแบบที่ทางแบรนด์ได้เลือกใช้ ซึ่งสะท้อนสัญชาติ ช่วงอายุ และรูปร่างที่แตกต่างกันออกไป โดยถึงแม้ทาง Matthieu Blazy และ Casting Director ของแบรนด์อย่าง Anita Bitton จะยังเลือกใช้นางแบบชื่อดังอย่าง Anok Yai, Alex Consani, Anne V หรือ Rianne Van Rompaey ให้มาเดินอยู่เป็นประจำ แต่ทาง CHANEL ก็ได้ช่วยแจ้งเกิดนางแบบหน้าใหม่กับผู้หญิงธรรมดาทั่วไป (ซึ่งไม่ใช่พวก Nepo Baby ที่มีเส้นสาย) อย่างเช่น Bhavitha Mandava ผู้หญิงชาวอินเดียที่ในปี 2024 มีแมวมองมาแคสต์เธอที่รถไฟใต้ดินขณะเธอเป็นเด็กนักเรียนอยู่ที่ NYU ก่อนที่เธอจะกลายเป็นนางแบบอินเดียคนแรกที่ได้เดินเปิดโชว์ Metiers d’Art และเดินปิดโชว์กูตูร์ของ CHANEL พร้อมกับกลายเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์คนล่าสุด

 

Matthieu Blazy ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของ CHANEL กับกลยุทธ์รีเซ็ตแบรนด์ลักชัวรี 6

จากซ้าย: Bhavitha Mandava, Stephanie Cavalli และ Christina Chung

 

ส่วนอีกนางแบบที่ Matthieu Blazy ช่วยแจ้งเกิดก็คือ Stephanie Cavalli ผู้หญิงวัย 49 ปีสัญชาติกวาเดอลูป-อิตาเลียนที่เป็นเจ้าของร้านเสื้อผ้าวินเทจชื่อ L’Argosonne ด้วย หรือจะ Christina Chung นางแบบวัย 60 จากฮ่องกงที่เป็นแม่ของลูก 7 คน และก่อนหน้าที่จะมาเป็นนางแบบในช่วงวัย 50 เธอก็ทำงานเป็นเลขาให้เฮดฮันเตอร์หางานในตึก Bank of America

 

การที่ CHANEL ได้เลือกใช้กลุ่มนางแบบหน้าใหม่เหล่านี้ถือว่าเป็นกลยุทธ์เฉียบคมมากๆ เพราะนางแบบเป็นกระจกสะท้อนให้ลูกค้าได้เห็นว่าตัวเองจะสามารถใส่เสื้อผ้าของแบรนด์นั้นๆ ได้ไหม ซึ่งถ้าจะใช้แต่นางแบบ High Profile อย่างเช่น Bella Hadid หรือ Kendall Jenner ที่สวยเพอร์เฟกต์จากทุกองศา บางครั้งสิ่งนั้นก็อาจขายความฝันมากจนเกินไป และถ้า CHANEL อยากเป็นแบรนด์ที่สามารถไปได้กว้างไกลทั่วโลกที่เข้าถึงผู้หญิงหลากหลายรูปแบบได้ ภาพลักษณ์ที่ฉายออกมาก็ต้องเป็นเช่นนั้น ผมเลยชอบแคมเปญคอลเล็กชันแรกของ Matthieu Blazy มากๆ เพราะกลุ่มนางแบบก็ล้วนแล้วหน้าใหม่ และดูกี่รอบก็รู้สึกเติมเต็มและเปี่ยมด้วยพลังบวกที่ทำให้อยากอยู่ในครอบครัว CHANEL เช่นกัน

 

 

Drop the Collection the Right Time

 

การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของ CHANEL ตั้งแต่ Matthieu Blazy เข้ามาเป็นครีเอทีฟไดเรกเตอร์ไม่เพียงแต่จะเกี่ยวกับการดีไซน์เสื้อผ้าและแบรนด์ดิ้ง แต่ด้านการจัดจำหน่ายสินค้า (Product Distribution) ก็มีการปรับที่เฉลียวฉลาดมากๆ โดยคอลเล็กชันเดบิวต์ของ Mattheiu ได้วางขายที่ปารีสเป็นที่แรกก่อนเมืองอื่นๆ หนึ่ง สัปดาห์ช่วงปารีสแฟชั่นวีคเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งแค่นั้นแหละ “BLAZYMANIA” ก็ได้เกิดขึ้น เหล่าบรรดาอินฟลูเอนเซอร์ บรรณาธิการนิตยสาร และลูกค้าก็ต้องแห่กันไปซื้อที่ร้าน พร้อมทำคอนเทนต์ลงโซเชียลมีเดียในทุกช่องทาง บวกกับต้องไปใส่ฟาดฟันกันที่แฟชั่นโชว์ Fall/Winter 2026 ในสัปดาห์เดียวกัน ซึ่งพอคอนเทนต์พวกนี้ได้ถูกแพร่สะพัด ก็ทำให้คนในเมืองอื่นๆ ก็ต้องไปต่อแถวที่จะไปซื้อกันพอสินค้าวางขาย

 

โดยทาง Bruno Pavlovsky ประธานฝั่งแฟชั่นของ CHANEL ก็ได้เผยกับ Joelle Diderich แห่งเว็บไซต์ WWD ว่ายอดขายเสื้อผ้า Ready-to-Wear ของ CHANEL ก็เติบโตขึ้นในหน่วยเลขสองหลัก พร้อมกับได้ฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ มาเยอะ ส่วนลูกค้า VIC สำคัญๆ ที่อยู่กับแบรนด์มานานก็ยังพึงพอใจและซื้อ CHANEL ต่อไป แม้ช่วงแรกทางแบรนด์จะกลัวอยู่บ้างว่าเสื้อผ้าโฉมใหม่จะเข้าใจยาก โดยแม้ CHANEL จะเป็นบริษัทเอกชนและไม่จำเป็นต้องเปิดเผยเรื่องรายได้เหมือนคู่แข่ง แต่ทางแบรนด์ก็เลือกที่จะรายงานยอดขายของทั้งปีก่อนๆ ช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่ง Bruno Pavlovsky ก็แง้มว่าของปี 2025 ยอดขายถือว่าเห็นการเติบโต แต่สำหรับปี 2026 ก็ยังคาดการณ์ไม่ได้เพราะเพิ่งผ่านไป 4 เดือน และสินค้าที่ Matthieu Blazy ดีไซน์ก็เพิ่งวางขายไป 1 คอลเล็กชันเท่านั้น

 

Matthieu Blazy ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของ CHANEL กับกลยุทธ์รีเซ็ตแบรนด์ลักชัวรี 7

CHANEL Cruise 2026/27

 

The First Cruise Show Formula

 

เมื่อช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสเดินทางไปยังเมืองบียาริตส์ ทางตอนใต้ฝรั่งเศสเพื่อไปชมแฟชั่นโชว์ CHANEL Cruise 2026/27 ซึ่งเป็นคอลเล็กชันครูซแรกของ Matthieu Blazy โดยผมคิดว่าเกือบทุกกลยุทธ์ที่ได้กล่าวก่อนหน้านี้ก็ได้ถูกนำมาใช้เช่นกัน และเป็นการต่อยอดทำให้ CHANEL แกร่งขึ้นไปอีกหลายเท่า

 

อย่างแรกเลยคือการที่ CHANEL เลือกจัดโชว์นี้ที่บียาริตส์ก็เป็นองค์ประกอบที่ทำให้เรื่องราว Storytelling ของแบรนด์ยอดเยี่ยมและดูมีเหตุและผลภายใต้ชื่อ “Coming Home” เพราะเมืองนี้เป็นสถานที่แรกที่ Gabrielle Chanel ผู้ก่อตั้งแบรนด์ได้เปิดห้องเสื้อกูตูร์ของตัวเองในปี 1915 ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วและทำให้ 1 ปีต่อมาเธอมีอิสรภาพทางการเงินเป็นครั้งแรก ซึ่ง Karl Lagerfeld อดีตครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของ CHANEL ก็ชอบบียาริตส์มากเช่นกัน จนเคยมีบ้านอยู่ที่นี่ ถ่ายหลายแคมเปญ และอยากจัดแฟชั่นโชว์มาโดยตลอด แต่ก็ไม่เคยเป็นผลสำเร็จ

 

ซึ่งการที่ Matthieu Blazy สามารถทำให้โชว์นี้เกิดขึ้นได้ก็ทำให้พิเศษสุดๆ แถมเขาเองก็จะไม่โดนเปรียบเทียบกับแบรนด์คู่แข่งที่ต่างเลือกไปจัดโชว์ครูซปีนี้ที่มหานครนิวยอร์กหรือลอสแอนเจลิส เพราะสหรัฐอเมริกาถือว่าเป็นหนึ่งในตลาดที่ยอดขายสินค้าลักชัวรียังเติบโต ซึ่ง CHANEL ก็เหมือนนำร่องไปแล้วเมื่อปลายปี 2025 ที่จัดโชว์ Metiers d’Art ที่นิวยอร์ก

 

Matthieu Blazy ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของ CHANEL กับกลยุทธ์รีเซ็ตแบรนด์ลักชัวรี 8

ลีน่า-ลลินา ชูเอ็ทท์ และ หมิว-ณัชชา เตชะมงคลาภิวัฒน์

 

ต่อมา สถานที่จัดแฟชั่นโชว์ CHANEL Cruise 2026/27 ก็เกิดขึ้น ณ Casino Barrière Biarritz ที่ได้มีการพลิกโฉมชั่วคราวให้จำลองเป็นร้านบูติกของ CHANEL ที่บียาริตส์ในสมัย Gabrielle Chanel ซึ่งหากใครถามว่าสถานที่ร้านจริงๆ ของ CHANEL สมัยปี 1915 อยู่ไหน คำตอบก็คืออยู่ Villa Larralde ที่ห่างกันไม่ถึง 100 เมตร ซึ่ง CHANEL เองก็เพิ่งปิดดีลซื้อทั้งตึก Villa Larralde เพื่อที่ในอนาคตจะสามารถใช้ทำโปรเจกต์ต่างๆ ได้เหมือน Villa La Pausa แต่สิ่งแรกที่ CHANEL ได้ทำกับ Villa Larralde ก็คือเปิดร้านชั่วคราวจนถึงเดือนกันยายนนี้ที่วางขายคอลเล็กชัน Coco Beach 2026 เป็นที่แรก ซึ่งแน่นอนพอลูกค้าจากทั่วโลกได้เดินทางมาบียาริตส์เพื่อชมโชว์ครูซก็ต้องมาแวะช็อปที่ร้านนี้ก่อนและใส่ไปดูโชว์ด้วย ซึ่งก็ฉลาดสุดๆ อีกแล้วในพาร์ทการขาย

 

กลับมาที่แฟชั่นโชว์ CHANEL Cruise 2026/27 เหล่าบรรดาแอมบาสซาเดอร์และคนดังที่มาก็ถือว่าน่าสนใจไม่แพ้กัน อาทิเช่น Nicole Kidman, Sofia Coppola, Marion Cotillard, Tilda Swinton, Nana Komatsu และ A$AP Rocky ส่วนจากประเทศไทยก็คือสองนักแสดง ลีน่า-ลลินา ชูเอ็ทท์ และ หมิว-ณัชชา เตชะมงคลาภิวัฒน์ ซึ่งเป็นโชว์ที่ 2 ติดต่อกันของ CHANEL ที่ทั้งคู่ได้ไป หลังจากโชว์ Fall/Winter 2026 ที่ปารีส แต่คราวนี้ทั้งคู่ก็ได้รับความสนใจมากขึ้นไปอีกเพราะพวกเธอได้ไปชมแฟชั่นโชว์ทั้งรอบเช้าและรอบบ่าย พร้อมได้ทำคอนเทนต์กับสื่อต่างประเทศมากมายอย่าง Perfect Magazine, 10 Magazine และวิดีโอของ Loïc Prigent ส่วนถ้าใครสงสัยว่าทำไมไม่มีแบรนด์แอมบาสซาเดอร์จากประเทศเกาหลีใต้สักคนมาที่โชว์นี้ก็น่าจะเป็นเพราะในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ทาง CHANEL จะจัดโชว์ Metiers d’Art 2026 อีกรอบที่กรุงโซล ซึ่งก็น่าจะเต็มไปด้วยศิลปินดาราจากเกาหลี

 

Matthieu Blazy ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของ CHANEL กับกลยุทธ์รีเซ็ตแบรนด์ลักชัวรี 9

CHANEL Cruise 2026/27

 

พูดถึงศิลปินดาราที่มาโชว์ CHANEL Cruise 2026/27 แล้ว ผมก็สังเกตได้ว่ากับอินฟลูเอนเซอร์และสื่อที่ทาง CHANEL เชิญมาก็มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ โดยกับหลายประเทศจะเชิญสื่อแฟชั่นหัวใหญ่มาแค่ 1 และสื่อรุ่นใหม่อีก 1 แทนที่จะเป็นแค่สื่อแฟชั่นทั้งหมดเหมือนในอดีต ซึ่งอย่างของฮ่องกงก็คือ VOGUE และ Hypebeast ส่วนประเทศไทยก็คือ VOGUE และ THE STANDARD POP

 

ส่วนอินฟลูเอนเซอร์ก็มี อาทิ Bryanboy, Kim Russell และ Luke Meagher แห่งช่อง HauteLeMode เป็นต้น โดยผมคิดว่าที่ CHANEL ทำแบบนี้ก็เพราะทางแบรนด์รู้ว่าหากจะเชิญสื่อหรืออินฟลูเอนเซอร์ที่ทำแต่คอนเทนต์เหมือนกันหมดมันก็ถือว่าเปล่าประโยชน์และเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่าในยุคสมัยที่ภูมิทัศน์สื่อและโซเชียลมีเดียถูกแบ่งเป็นหลายเศษ ซึ่งถ้าแบรนด์อยากให้แฟชั่นโชว์ของตัวเองสามารถเข้าถึงคนดูและคนอ่านหลากหลายประเภท ก็ต้องเลือกช่องทางที่แตกต่างกันไปเลย

 

Matthieu Blazy ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของ CHANEL กับกลยุทธ์รีเซ็ตแบรนด์ลักชัวรี 10

CHANEL Cruise 2026/27

 

โดยภาพรวมแฟชั่นโชว์ CHANEL Cruise 2026/27 ก็ถือว่างดงามและก้าวไปอีกหลายสิบขั้น โดย Matthieu Blazy เก่งในด้านที่ไม่กลัวการเพิ่มความสนุก เพิ่มความป็อปคัลเจอร์เข้าไปเหมือน Karl Lagerfeld และไม่กลัวที่จะเล่นกับโลโก้ CC อีกต่อไป เช่นกับรองเท้าแตะแบบที่มีการส้นเท้าที่กลายเป็นกระแสไวรัลทันทีและคนคาดเดาว่าจะขายจริงๆ ไหม

 

แต่ในขณะเดียวกัน Matthieu Blazy ก็ยังมีการโฟกัสเรื่องดีเทลเสื้อผ้าและงานคราฟต์ได้อย่างยอดเยี่ยม และถึงขั้นใช้เทคนิคการตัดเย็บกูตูร์ด้วยซ้ำ โดยหากใครสงสัยว่าดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศส-เบลเยียมคนนี้หาเวลามาจากไหนมาทำกว่า 10 คอลเล็กชันต่อปี ก็ต้องบอกว่าทาง Matthieu Blazy และ Bruno Pavlovsky ได้ปรับโครงสร้างทีมดีไซน์ตั้งแต่แรกเริ่มให้แบ่งออกเป็นกรุ๊ปๆ ทั้ง Ready-to-Wear, Haute Couture, Cruise และ Metiers d’Art โดยมี Matthieu Blazy อยู่ตรงกลางและวนทำงานกับทุกทีม ซึ่งต่างจากครีเอทีฟไดเรกเตอร์คนก่อนๆ ที่ทุกคนในทีมดีไซน์จะทำแต่ละคอลเล็กชันพร้อมกันหมด

 

 

From Now On

 

สำหรับใครที่อ่านมาถึงตรงผมก็ต้องขอบคุณมากๆ เลยครับ และสิ่งที่ผมหวังว่าคนจะได้เข้าใจและมองเห็นว่าในยุคสมัยนี้ไม่ว่าคุณจะเป็นแบรนด์อะไร หรือทำตำแหน่งอะไรก็ตามแต่ เราต้องกล้าที่จะลุกขึ้นมาปรับตัว ลองอะไรใหม่ๆ และหาสูตรความสำเร็จของตลอดเวลาในช่วงเวลานั้นเหมือน CHANEL และ Matthieu Blazy เพราะถ้าเราจะยังยึดติดกับอะไรเดิมๆ อยู่ตลอดเวลา และไม่คิดที่จะเปลี่ยน วันหนึ่งคุณก็อาจเดินหน้าต่อไปไม่คล่อง ซึ่งสิ่งที่ผมได้อธิบายมาทั้งหมด มันไม่ได้แปลว่าถ้าแบรนด์ ABCD จะไปลอกเลียนแบบ CHANEL และจะเวิร์คแน่นอน แต่คุณแค่อาจจะเอาเอนเนอร์จีและวิสัยทัศน์ไปปรับใส่ในบริบทของแบรนด์คุณ และ Connect the Dot หรือต่อจิ๊กซอว์ทุกชิ้นเพื่อให้ภาพใหญ่ที่เราได้เห็นมันสวยงามและสมบูรณ์แบบมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

 

ภาพ: Courtesy of CHANEL / Getty Images

The post CHANEL กับการกดปุ่มรีเซ็ตให้วงการลักชัวรีภายใน 7 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Energy Management Model: ถอดรหัสวิธีบริหารพลังงาน เมื่อการ ‘บริหารเวลา’ ไม่ตอบโจทย์คนทำงานยุคนี้ https://thestandard.co/energy-management-model/ Mon, 04 May 2026 04:32:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1203574

เชื่อว่าหลายคนอาจเคยเจอปัญหานี้ จัดตารางการทำงานมาอย่าง […]

The post Energy Management Model: ถอดรหัสวิธีบริหารพลังงาน เมื่อการ ‘บริหารเวลา’ ไม่ตอบโจทย์คนทำงานยุคนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เชื่อว่าหลายคนอาจเคยเจอปัญหานี้ จัดตารางการทำงานมาอย่างดิบดี แต่พอถึงเวลาจริงๆ กลับรู้สึกตื้อ สมองไม่แล่น และจบวันแบบหมดสภาพ โดยที่งานชิ้นสำคัญก็ยังไม่คืบหน้าไปไหน

 

สบายใจได้ คุณไม่ได้เผชิญกับปัญหานี้ลำพัง นี่คือวิกฤตที่คนทำงานทั่วโลกกำลังเผชิญ และมันกำลังบอกใบ้กับเราว่า ‘การบริหารเวลา’ ที่เราถูกพร่ำสอนกันมาตลอดชีวิต อาจไม่ใช่คำตอบของยุคนี้อีกต่อไป

 

วันนี้เราจะมาถอดรหัสแนวคิด Energy Management Model หรือการเปลี่ยนแกนจากการบริหารเวลา มาเป็นการบริหาร ‘พลังงาน’ กัน

🟡 ปี 2026 ทำไมคน Burn Out กว่าที่เคย

ก่อนที่เราจะไปหาวิธีแก้ เราต้องมาทำความเข้าใจ ‘บริบท’ ของโลกการทำงานในปี 2026 กันก่อน

 

ปัจจุบันเราอยู่ในยุคที่เส้นแบ่งระหว่างเวลางานและเวลาส่วนตัวแทบจะกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน ข้อมูลจากรายงานของ Gallup และผลสำรวจทั่วโลกในปีนี้ชี้ว่า พนักงานกว่า 40% ต้องแบกรับความเครียดระดับสูงในทุกๆ วัน และกว่าครึ่งของคนทำงานยังคงติดอยู่ในวงจรของภาวะหมดไฟ (Burnout Syndrome) ซึ่งกว่า 72% ยอมรับตรงกันว่า ภาวะนี้ทำลายประสิทธิภาพการทำงานของพวกเขาจนป่นปี้

 

วิกฤตสุขภาพจิตและความเหนื่อยล้าเรื้อรังจึงเป็นปัญหาระดับโครงสร้างที่องค์กรและผู้นำต้องหันมามองใหม่อย่างจริงจัง

 

🟡 ทำไม Time Management ถึงไม่ได้ผลแล้ว

 

สถิติจาก Microsoft Work Trend Index ชี้ว่าคนทำงานยุคปัจจุบันต้องเผชิญปริมาณการประชุม อีเมล และแชตระดับมหาศาล คนทำงานยุคดิจิทัลถูกขัดจังหวะจากการแจ้งเตือนแทบทุก 10 นาที และในทางจิตวิทยา สมองต้องใช้เวลาถึง 23 นาทีเพื่อดึงสมาธิกลับมาจดจ่อเรื่องเดิมอีกครั้ง

 

ยิ่งเราพยายามใช้เครื่องมือบริหารเวลาแบบเดิมๆ เพื่อยัดงานทุกชิ้นลงใน 24 ชั่วโมงที่มีจำกัดโดยละเลยความเหนื่อยล้า ร่างกายและประสิทธิภาพก็จะยิ่งพังทลายลงเรื่อยๆ

 

Dr. Jim Loehr และ Tony Schwartz เสนอแนวคิดไว้ใน Harvard Business Review ว่า เวลาคือทรัพยากรที่มีวันหมด สวนทางกับพลังงานที่เป็นทรัพยากรซึ่งสร้างขึ้นใหม่และขยายขีดจำกัดได้เสมอ การสร้างสรรค์ผลงานระดับมาสเตอร์พีซในยุคปัจจุบันจึงวัดกันที่ ‘ระดับพลังงานสูงสุด’ ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่เรามีสมาธิจดจ่อ การฝืนนั่งจ้องหน้าจอ 8 ชั่วโมงรวดโดยที่สมองล้าไปแล้วจึงแทบไม่มีประโยชน์อีกต่อไป

 

🟡 4 เสาหลักแห่งพลังงานของมนุษย์

 

ถ้าเราอยากจะเป็นคนทำงานที่มี High Performance เราต้องทำตัวเหมือน ‘นักกีฬาอาชีพ’ ที่รู้จังหวะเร่ง จังหวะผ่อน โดยมนุษย์เราขับเคลื่อนด้วยพลังงาน 4 มิติดังนี้

 

🏋 Physical (พลังกาย): รากฐานที่สำคัญที่สุด ถ้านอนไม่พอ กินอาหารแย่ ไม่เคยขยับตัว มิติอื่นก็พังทลายตามไปหมด พลังกายคือตัวกำหนด ‘ปริมาณ’ พลังงานที่คุณมีในแต่ละวัน

 

♥ Emotional (พลังใจ): อารมณ์คือตัวกำหนด ‘คุณภาพ’ ของงาน พลังงานบวกอย่างความสนุก ความท้าทาย จะช่วยจุดไฟให้คุณสร้างสรรค์ผลงานชั้นยอด ในขณะที่ความโกรธ ความหงุดหงิด หรือสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ จะสูบพลังงานของคุณออกไปอย่างรวดเร็ว

 

🧠 Mental (พลังสมอง): ความสามารถในการจดจ่อ คือทักษะที่แพงที่สุดในยุคนี้ การทำ Multitasking หรือการปล่อยให้ Notification เด้งเตือนตลอดเวลา คือการกรีดเลือดตัวเองให้พลังสมองค่อยๆ ไหลออกจนหมด

 

🧘 Spiritual (พลังจิตวิญญาณ): ฟังดูอาจจะเหมือนเรื่องนามธรรม แต่มันคือการตอบคำถามให้ได้ว่า “เราทำงานนี้ไปเพื่ออะไร?” เมื่อคุณรู้คุณค่าในสิ่งที่คุณทำ พลังงานนี้จะกลายเป็นแหล่งเชื้อเพลิงชั้นดีที่ช่วยให้คุณก้าวข้ามความเหนื่อยล้าในวันที่ยากลำบากได้

 

🟡 3 Steps พลิกเกม ตรวจเช็กและบริหารพลังงานอย่างไรให้พร้อมทำงาน

 

เมื่อเราเข้าใจโครงสร้างของพลังงานแล้ว นี่คือ 3 ขั้นตอนที่คุณสามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที

 

🔸Step 1 สำรวจรอยรั่วของพลังงาน: ลองสังเกตดูว่าในหนึ่งวัน ช่วงเวลาไหนที่คุณรู้สึกหัวแล่นที่สุด นั่นคือช่วงเวลาที่คุณควรเก็บไว้ทำงานที่ยากที่สุด และอะไรคือสิ่งที่สูบพลังงานคุณไปมากที่สุด เพื่ออุดรอยรั่วเหล่านั้น

 

🔸Step 2 ทำงานแบบ Sprint ไม่ใช่ Marathon: ร่างกายมนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างมาให้ทำงานติดต่อกันยาวๆ งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์แนะนำให้เราทำงานตามจังหวะชีวภาพที่เรียกว่า Ultradian Rhythm คือ โฟกัสเต็มที่ 90 นาที และพักเบรกอย่างเด็ดขาด 15-20 นาที การกล้าที่จะลุกเดินจากโต๊ะทำงาน คือการรีเซ็ตระบบสมองให้กลับมาสดใสอีกครั้ง

 

🔸Step 3 สร้างพิธีกรรมชาร์จพลัง: ความพยายามมักใช้พลังงานใจสูง ดังนั้นเราต้องสร้าง ‘พฤติกรรมอัตโนมัติ’ หรือ Rituals ขึ้นมา เช่น กฎการไม่จับมือถือในชั่วโมงแรกหลังตื่นนอน, การเดินออกไปรับแสงแดดอ่อนๆ 10 นาทีหลังมื้อเที่ยง, หรือการทบทวนสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันก่อนเข้านอน เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ทั้ง 4 มิติให้เต็มร้อยเสมอ

 

ผู้นำและคนทำงานที่เก่งกาจในยุคนี้ ไม่ใช่คนที่บริหารเวลาได้เป๊ะทุกตารางนิ้ว แต่คือคนที่รู้จักจังหวะชีวิตตัวเอง รู้ว่าเมื่อไหร่ควรเร่งเครื่องให้สุด และเมื่อไหร่ควรหยุดพักเพื่อชาร์จแบตเตอรี่

 

ลองเปลี่ยนมุมมองจากคำถามที่ว่า “วันนี้ฉันมีเวลาทำอะไรบ้าง?” มาเป็น “วันนี้ฉันจะบริหารพลังงานที่มี เพื่อทำสิ่งสำคัญให้สำเร็จได้อย่างไร?” เพราะท้ายที่สุดแล้ว เวลาเป็นสิ่งที่คุณยืมมา แต่พลังงานคือสิ่งที่คุณสร้างเองได้

The post Energy Management Model: ถอดรหัสวิธีบริหารพลังงาน เมื่อการ ‘บริหารเวลา’ ไม่ตอบโจทย์คนทำงานยุคนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพราะทุกก้าวของ ‘มาราธอนเนอร์’ มีเหตุผล ซ่อนอยู่ในนั้น https://thestandard.co/marathon-fridge-fundraising-dementia-story/ Sun, 03 May 2026 02:29:39 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1203444 ภาพนักวิ่งสองคนแบกตู้เย็นขนาดใหญ่บนหลังขณะวิ่งมาราธอน เพื่อระดมทุนวิจัยโรคสมองเสื่อม

สำหรับนักวิ่งทุกคน… คุณออกวิ่งมาราธอนด้วยเหตุผลอะ […]

The post เพราะทุกก้าวของ ‘มาราธอนเนอร์’ มีเหตุผล ซ่อนอยู่ในนั้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนักวิ่งสองคนแบกตู้เย็นขนาดใหญ่บนหลังขณะวิ่งมาราธอน เพื่อระดมทุนวิจัยโรคสมองเสื่อม

สำหรับนักวิ่งทุกคน… คุณออกวิ่งมาราธอนด้วยเหตุผลอะไรกัน?

 

สัปดาห์ที่แล้วโลกของนักวิ่งเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาลจากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เมื่อมีนักวิ่งคนแรก และ คนที่ 2 ที่ตามมาติดๆ สามารถทำสถิติวิ่งมาราธอนจบได้ภายในเวลาต่ำกว่า 2 ชั่วโมงได้ในการแข่งขันอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก

 

แต่สำหรับใครอีกหลายคน ภาพของนักวิ่งธรรมดาคนหนึ่งที่วิ่งด้วยการแบกตู้เย็นหลังใหญ่น้ำหนักถึง 25 กิโลกรัม กลับเป็นภาพที่จับหัวใจไม่แพ้กัน

 

อะไรคือ ‘เหตุผล’ ที่ทำให้เขาทำแบบนั้น?

 

ในการแข่งขันรายการวิ่งมาราธอนระดับโลก เป็นเรื่องปกติที่จะมีความ ‘แฟนซี’ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ผ่านการแต่งกาย หรือการทำอะไรสักอย่าง (ขอแค่ไม่เดือดร้อนนักวิ่งคนอื่น)

 

สำหรับบางคนไม่มีอะไรมากไปกว่าแค่ความสนุกสนาน

 

แต่สำหรับพี่น้องอดัมส์ จอร์แดนและไซแอน การวิ่งโดยมีตู้เย็นหลังโตหนักถึง 25 กิโลกรัมอยู่บนหลังตลอดระยะทางการวิ่ง 42.125 กิโลเมตร ไม่ได้เป็นเรื่องของความสนุกสนาน

 

เหตุผลของพวกเขานั้นมีอยู่ 2 อย่างด้วยกัน

 

หนึ่งเพื่อเป็นการเชิญชวนให้ผู้คนร่วมบริจาคให้กับการค้นคว้าวิจัยโรคอัลไซเมอร์แก่องค์กร Alzheimer’s Research UK ผ่าน GoFundMe โดยสิ่งที่พวกเขาเสนอเพื่อจะแลกมากับเงินบริจาคคือการท้าทายด้วยการวิ่งมาราธอนพร้อมกับตู้เย็นบนหลัง

 

ภาพนักวิ่งสองคนแบกตู้เย็นขนาดใหญ่บนหลังขณะวิ่งมาราธอน เพื่อระดมทุนวิจัยโรคสมองเสื่อม 1

 

ไอเดียนี้สองพี่น้องได้มาในตอนเดือนพฤศจิกายน ว่าพวกเขาอยากจะหาทางช่วยระดมทุนให้กับการวิจัยด้วยการแบกสิ่งของเครื่องใช้ภายในบ้านไประหว่างการวิ่งมาราธอนด้วย และไม่มีรายการไหนจะดีเท่ากับลอนดอน มาราธอนอีกแล้ว

 

น้ำหนักของตู้เย็นบนหลัง แลกกับเงินบริจาคได้มากถึง 550,000 ปอนด์ มากกว่าเป้าหมายที่เคยตั้งไว้ 450,000 ปอนด์

 

แต่น้ำหนักของสิ่งที่อยู่ในใจนั้นหน่วงยิ่งกว่า

 

เพราะจอร์แดน และไซแอน เกิดมาพร้อมกับสิ่งที่อาจจะใกล้เคียงกับคำว่าคำสาปทางสายเลือด เพราะครอบครัวชาวไอริชของพวกเขามีความเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรค ‘Frontotemporal Dementia’ (FTD) หรือ โรคสมองเสื่อมส่วนหน้าและส่วนขมับ

 

ทั้งคู่ได้รับยีนที่ส่งต่อจากคุณแม่ที่จากพวกเขาไปด้วยโรคนี้ในปี 2010 ด้วยวัย 47 ปี ซึ่งในทางการแพทย์มีความเป็นไปได้ที่ทั้งสองจะเป็นโรคนี้สูงมากถึง 99 เปอร์เซ็นต์

 

ในขณะที่ทุกคนมีเข็มนาฬิกาที่เดินไปเพื่อวันข้างหน้า จอร์แดนและไซแอนตระหนักดีว่าเข็มนาฬิกาชีวิตของพวกเขากำลังเดินถอยหลัง

 

“เรารู้ดีว่าเรากำลังใช้ชีวิตสวนทางกับนาฬิกา”

 

เพราะไม่อยากใช้จ่ายวันเวลาอย่างไร้คุณค่า ไม่ว่าเวลาของพวกเขาจะเหลืออีกกี่สักมากน้อย จอร์แดนในวัย 30 กำลังจะครบ 31 ปี ผู้แบกหลังตู้เย็น และไซแอนน้องชายในวัย 26 ปีที่วิ่งไปด้วยกัน เลือกแล้วว่าพวกเขาอยากจะใช้มาราธอนเพื่อทำอะไรสักอย่าง

 

ไม่ใช่แค่ให้โลกได้ตระหนัก รับรู้ และจดจำ

 

แต่เพื่อแม่และญาติๆ อีกรวม 12 ความทรงจำที่จากไปเพราะโรค FTD – ซึ่งในเวลานี้มีคนอีกจำนวนมากมายทั่วโลกที่รู้จักโรคร้ายที่ไม่มีทางรักษานี้ดียิ่งขึ้น

 

ภาพนักวิ่งสองคนแบกตู้เย็นขนาดใหญ่บนหลังขณะวิ่งมาราธอน เพื่อระดมทุนวิจัยโรคสมองเสื่อม 2

 

การวิ่งเพื่อใครสักคนเป็นหนึ่งในเหตุผล (ซึ่งในงานลอนดอน มาราธอน ก็มี Daddy Pig จากเรื่อง Peppa Pig วิ่งเพื่อระดมทุนให้แก่องค์กร National Deaf Children’s Society คล้องไปกับเรื่องที่ George Pig เจ้าตัวเล็กของบ้านมีปัญหาทางการได้ยิน) ของเหล่ามาราธอนเนอร์

 

แต่มันยังมีอีกหลายเหตุผลสำหรับใครสักคนที่ตัดสินใจจะวิ่งมาราธอน

 

สำหรับคนจำนวนไม่น้อย มาราธอนคือจุดสตาร์ทชีวิตครั้งที่ 2

 

ไม่ว่าคุณจะใช้ชีวิตแรกมาอย่างไร จะบาดเจ็บ ผิดพลาด ล้มเหลว ยับเยินขนาดไหน การตัดสินใจเพื่อวิ่งระยะทาง 42.125 กิโลเมตรคือการเริ่มต้นชีวิตครั้งใหม่ของทุกคนได้เสมอ

 

เพราะการวิ่งมาราธอน ไม่ได้หมายถึงแค่มาเพื่อทน แต่มันดีพอที่จะเป็นการ ‘รีเซ็ต’ ทั้งชีวิตและจิตใจได้พร้อมกัน และมันเริ่มตั้งแต่วินาทีที่ตัดสินใจว่า “เอาละ ฉันจะลงแข่งมาราธอนดูสักครั้ง”

 

ก่อนจะลงแข่งได้ มันมีสิ่งต่างๆ ที่ต้องทำมากมาย เริ่มตั้งแต่ ‘วินัย’ ในการลุกจากเตียงเพื่อซ้อมวิ่งในทุกเช้า การเผชิญกับความเจ็บปวด เหน็ดเหนื่อย อ่อนล้า เผชิญหน้ากับช่วงเวลาที่ร่างกายอ่อนแอจนถึงที่สุด เผชิญกับช่วงเวลาที่คิดว่าจะไม่ไหวแล้ว ยอมแพ้เถอะ

 

แต่ถ้าผ่านมันไปได้ ก้าวต่อไปได้ ทุกก้าวหลังจากนั้นคือเหรียญรางวัลที่แม้จะมองไม่เห็นแต่ก็สัมผัสได้

 

มาราธอนสอนอะไรได้หลายอย่าง เช่น ถ้าคุณไม่เตรียมตัว คุณเตรียมตัวที่จะแพ้, การพัฒนาต้องใช้เวลา, ไม่ว่ามันจะยากลำบากแค่ไหนก็ต้องวิ่งต่อไป

 

ไปจนถึงบนโลกใบนี้จะมีใครสักคนที่วิ่งได้เร็วกว่าหรือดีกว่าเราเสมอ

 

ภาพนักวิ่งสองคนแบกตู้เย็นขนาดใหญ่บนหลังขณะวิ่งมาราธอน เพื่อระดมทุนวิจัยโรคสมองเสื่อม 3

 

บทเรียนระหว่างการย่างก้าวจะค่อยๆ เปลี่ยนเราให้กลายเป็นคนใหม่ ที่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามย่อมเป็นคนใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน

 

โดยไม่ทันรู้ตัว ในย่างก้าวนั้นเราก็ได้กลายเป็นคนใหม่แล้ว

 

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความลับของโลก แต่เป็นความจริงที่เราเคยได้เห็น ได้ยินผ่านหูและตามาตลอด เรื่องราวของใครสักคนที่ตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองและเริ่มต้นใหม่ด้วยการออกวิ่งระยะทางไกลที่ครั้งหนึ่งเคยคิดว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไรที่คนเราจะวิ่งไกลและนานขนาดนั้น

 

แต่ลึกๆ ในใจของใครหลายคนฝันถึงการท้าทายตัวเองดูสักครั้ง

 

ก่อนจะพบปัญหาใหม่สำหรับการวิ่งมาราธอน คือคำว่าครั้งเดียวไม่มีอยู่จริง

 

เพราะในวันแข่งจริง ถึงเราจะวิ่งเพียงลำพัง แต่ในความเป็นจริงแล้วเราไม่เคยออกวิ่งตามลำพัง

 

ข้างหน้าเรามีใครสักคนที่ออกวิ่งด้วยเหตุผลอะไรสักอย่างที่สำคัญกับเขาไม่แตกต่างกัน ไม่ว่าเหตุผลนั้นจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม

 

ข้างหลังเราก็ไม่แตกต่างกัน เขาอาจจะอยากวิ่งเพื่อเริ่มต้นใหม่ หรืออาจจะใช้การวิ่งเพื่อลืมใครสักคน

 

ข้างๆ นั้นเต็มไปด้วยผู้คนอีกมากมายที่อาจจะไม่ได้วิ่งด้วย แต่พวกเขามาพร้อมกับกำลังใจที่ไม่มีวันหมด พร้อมจะเติมพลังให้คนลงแข่งขันทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม โดยไม่เกี่ยวกับเชื้อชาติ ศาสนา สีผิว เพศ หรืออะไรทั้งนั้น

 

ถ้ากำลังวิ่งอยู่ตรงนั้น จงวิ่งต่อไป ทุกคนอยู่เคียงข้างเสมอ

 

เสียงเชียร์ มือที่ยื่นมา อ้อมกอด แตงโมเย็นๆ สักชิ้น หรือแม้แต่การให้ยืมรองเท้าวิ่งสักข้างแม้ไม่รู้ว่าจะได้คืนกลับมาไหม

 

การวิ่งมาราธอนสามารถเชื่อมโยงทุกคนเข้าด้วยกันได้อย่างมหัศจรรย์ และสายใยนั้นลึกซึ้งถึงระดับจิตวิญญาณ โดยที่เราต่างไม่รู้ตัว

 

นี่คือความงดงามของสิ่งที่ว่ากันว่าบนโลกนี้มีคนเพียงแค่ 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ได้ลองทำดู

 

ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ไม่จำเป็นต้องทำตามกระแส เพราะถ้ามันถึงเวลา ไม่ว่าจะเป็นเพราะอะไรก็ตาม เราจะรู้ได้ทันทีว่ามันถึงเวลาที่เราจะต้องหยิบรองเท้าและออกไปวิ่งแล้ว

 

เพราะในทุกก้าวมีเหตุผลซ่อนอยู่

 

โดยไม่สำคัญเลยว่าจะมีคำตอบอยู่ในนั้นไหม

The post เพราะทุกก้าวของ ‘มาราธอนเนอร์’ มีเหตุผล ซ่อนอยู่ในนั้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
Race-cation: ปรากฏการณ์วิ่ง เที่ยว พัก ขุมทรัพย์ใหม่ที่แบรนด์ระดับโลกกำลังรุมจีบ https://thestandard.co/race-cation-global-brands-tourism-trend/ Sat, 02 May 2026 05:54:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1203228 Race-cation ปรากฏการณ์วิ่ง เที่ยว พัก

ถ้าลองเลื่อนฟีดโซเชียลในช่วงนี้ ภาพที่เราเห็นอาจไม่ใช่แ […]

The post Race-cation: ปรากฏการณ์วิ่ง เที่ยว พัก ขุมทรัพย์ใหม่ที่แบรนด์ระดับโลกกำลังรุมจีบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Race-cation ปรากฏการณ์วิ่ง เที่ยว พัก

ถ้าลองเลื่อนฟีดโซเชียลในช่วงนี้ ภาพที่เราเห็นอาจไม่ใช่แค่คาเฟ่เก๋ ๆ บุฟเฟต์โรงแรมหรู หรือวิวทะเลตอนพระอาทิตย์ตก แต่กลับกลายเป็นภาพนักวิ่งที่กำลังฝ่าหมอกยามเช้าในเบตง ภาพเหรียญมาราธอนดีไซน์สวยวางคู่กับกาแฟในโตเกียว หรือภาพผู้คนจำนวนมากที่ยอมลาพักร้อน ขึ้นเครื่องบิน ข้ามเมือง ข้ามประเทศ เพียงเพื่อไปยืนอยู่ที่เส้นสตาร์ตของการแข่งขันสักรายการหนึ่ง

 

นี่คือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Race-cation หรือการลาพักร้อนเพื่อไปลงสนามแข่ง จากเดิมที่การท่องเที่ยวคือการหนีจากชีวิตประจำวัน วันนี้คนจำนวนมากกลับเดินทางเพื่อไปท้าทายตัวเอง ไปทดสอบวินัย ไปพบคอมมูนิตี้ใหม่ ๆ และกลับบ้านพร้อมเรื่องเล่าที่มีความหมายมากกว่าแค่ภาพถ่ายสวย ๆ หนึ่งอัลบั้ม

 

🟡 Race-Cation เริ่มต้นมาจากไหน

 

Race-cation เกิดจากการผสมคำระหว่าง Race และ Vacation สะท้อนการเดินทางรูปแบบใหม่ที่ผู้คนไม่ได้เลือกจุดหมายปลายทางจากโรงแรม ร้านอาหาร หรือแลนด์มาร์กเพียงอย่างเดียว แต่เลือกจาก ‘สนามแข่ง’ ที่อยากไปพิชิตสักครั้งในชีวิต

 

ปรากฏการณ์นี้เริ่มเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากกระแส Run Clubs และเหล่า Running Influencers ที่ทำให้การวิ่งไม่ได้เป็นแค่การออกกำลังกายอีกต่อไป แต่กลายเป็นไลฟ์สไตล์ เป็นพื้นที่พบปะผู้คน เป็นคอมมูนิตี้ และเป็นวิธีสร้างตัวตนแบบใหม่บนโลกโซเชียล

 

บางคนเลือกเดินทางไปแข่ง AlUla Duathlon ในซาอุดีอาระเบีย เพื่อวิ่งและปั่นจักรยานผ่านภูมิประเทศทะเลทราย โบราณสถาน และพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่มี Hegra ซึ่งเป็นมรดกโลก UNESCO แห่งแรกของซาอุดีอาระเบียเป็นฉากหลัง

 

บางคนเลือกไปวิ่งเทรลข้ามกำแพงเมืองจีน ต้องฝ่าบันไดนับพันขั้น ท่ามกลางวิวที่ยิ่งใหญ่และหาไม่ได้จากการท่องเที่ยวแบบปกติ

 

สนามแข่งจึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่แข่งขัน แต่กลายเป็นเวทีของประสบการณ์ เป็นเส้นทางที่เปลี่ยนเมืองให้กลายเป็นความทรงจำ และเปลี่ยนการเที่ยวธรรมดาให้กลายเป็นภารกิจพิชิตเป้าหมายที่น่าภูมิใจ

 

🟡 Race-cation ยิ่งใหญ่แค่ไหน ส่งผลอย่างไรต่อระบบเศรษฐกิจ

 

หากใครมองว่า Race-cation เป็นเพียงเทรนด์เฉพาะกลุ่ม อาจต้องมองใหม่ เพราะ Marathon Tourism กำลังกลายเป็นบ่อเงินบ่อทองของหลายเมืองทั่วโลก

 

เสน่ห์ของมาราธอนไม่ได้อยู่แค่จำนวนผู้เข้าแข่งขันในวันงาน แต่คือการพานักวิ่ง ครอบครัว เพื่อน และผู้ติดตามเข้ามาใช้จ่ายในเมืองตลอดหลายวัน ตั้งแต่โรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ ระบบขนส่ง ไปจนถึงธุรกิจนวด สปา เวชศาสตร์ฟื้นฟู และร้านอุปกรณ์กีฬา

 

Brand Finance รายงานว่า มาราธอนชั้นนำ 50 รายการทั่วโลกสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจรวมกันประมาณ 5.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย Abbott World Marathon Majors มีสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าดังกล่าว ขณะที่ London Marathon 2026 ก็มียอดผู้สมัครสูงกว่า 1.1 ล้านคน สะท้อนว่ากระแสการวิ่งไม่ได้เป็นแค่งานกีฬา แต่คือแม่เหล็กทางเศรษฐกิจของเมือง

 

ที่สำคัญ Race-cation ยังช่วยกระจายโอกาสไปยังเมืองรองและจุดหมายใหม่ ๆ เพราะนักเดินทางกลุ่มนี้มักไม่ได้มาแล้วกลับทันที แต่เลือกอยู่ต่อเพื่อพักฟื้น เที่ยวต่อ กินดีขึ้น และใช้บริการท้องถิ่นมากขึ้น

 

พูดง่าย ๆ คือ Race-cation เปลี่ยนการแข่งขันหนึ่งวัน ให้กลายเป็นการเดินทางหลายวันที่สร้างรายได้ทั้งระบบเศรษฐกิจของเมือง

 

🟡 แบรนด์ระดับโลกขยับตัวอย่างไรเพื่อชิงพื้นที่ Race-Cation

 

เมื่อนักเดินทางไม่ได้แค่มาพัก แต่มาพร้อมภารกิจ ธุรกิจบริการจึงต้องยกระดับจากการขายห้องพัก ไปสู่การออกแบบประสบการณ์ที่ช่วยให้ลูกค้าพร้อมแข่งและฟื้นตัวได้ดีหลังแข่ง

 

ตัวอย่างที่ชัดคือความร่วมมือระหว่าง World of Hyatt และ HYROX แบรนด์ฟิตเนสเรซระดับโลก ที่สร้างประสบการณ์แบบ Performance & Recovery ให้กับนักกีฬาและผู้ติดตามในเอเชียแปซิฟิก

 

🔸มีชุดพลังงานพรีเมียมอย่าง HyEnergy Welcome Kit เตรียมพร้อมให้ในห้องพัก
🔸บริการส่ง Ice Bucket เพื่อให้ผู้เข้าพักทำ Ice Bath แช่ตัวลดอาการอักเสบของกล้ามเนื้อได้ทันทีหลังแข่งจบ
🔸บริการซักชุดแข่งให้ฟรีเพื่อให้พร้อมสำหรับการท่องเที่ยวต่อในวันรุ่งขึ้น
🔸สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับสมาชิก เช่น ส่วนลดพิเศษสำหรับอาหารและสปาเพื่อการพักฟื้น

 

รายละเอียดเหล่านี้ทำให้โรงแรมไม่ได้เป็นเพียงที่พัก แต่กลายเป็นพาร์ตเนอร์ที่เข้าใจจังหวะชีวิตของนักเดินทางสายแข่งขัน

 

🟡 ธุรกิจควรคว้าโอกาสจาก Race-Cation อย่างไร

 

นักเดินทางกลุ่มนี้ไม่ได้ออกไปเพื่อหนีชีวิตเดิม แต่ไปเพื่อกลับมาเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีขึ้น เขาไม่ได้จ่ายเงินเพื่อพักผ่อนเท่านั้น แต่จ่ายเพื่อวินัย ความภูมิใจ ความทรงจำ และเรื่องเล่าที่พิสูจน์ว่า ‘ฉันทำได้’

 

ถ้าแบรนด์สามารถช่วยให้ลูกค้าพิชิตเป้าหมายสำคัญในชีวิตได้ ไม่ว่าจะผ่านอาหารเพื่อสุขภาพ โปรแกรมนวดฟื้นฟู ห้องพักที่ช่วยให้นอนหลับดีขึ้น บริการซักชุดแข่ง เส้นทางวิ่งรอบโรงแรม หรือ Community นักวิ่งที่เหนียวแน่น แบรนด์นั้นจะไม่ได้เป็นแค่ผู้ให้บริการ แต่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำสำคัญในชีวิตลูกค้า

 

Race-cation จึงเป็นสัญญาณว่า Wellness Economy กำลังก้าวสู่ระดับที่ลึกขึ้น ผู้คนไม่ได้ยอมจ่ายแค่เพื่อความสบาย แต่จ่ายให้กับประสบการณ์ที่ทำให้รู้สึกภูมิใจในตัวเอง

 

สำหรับผู้นำและนักการตลาด โจทย์สำคัญคือการออกแบบ Ecosystem ที่รองรับทั้งความท้าทายและการฟื้นฟู เพราะในโลกที่ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการแค่พัก แต่ต้องการเติบโต แบรนด์ที่ชนะคือแบรนด์ที่เข้าใจ Passion ของลูกค้า และเชื่อมโยงมันเข้ากับประสบการณ์ที่สะดวกสบาย มีสไตล์ และมีความหมาย

The post Race-cation: ปรากฏการณ์วิ่ง เที่ยว พัก ขุมทรัพย์ใหม่ที่แบรนด์ระดับโลกกำลังรุมจีบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัสวันเสียงแตกที่เฟด และการประกาศอยู่ต่อของ Jerome Powell https://thestandard.co/opinion-fed-powell-divided-votes-stay/ Sat, 02 May 2026 05:07:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1203214 เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ แถลงผลประชุมเฟด

สัปดาห์ที่ผ่านมาเรียกได้ว่าเป็น ‘มหกรรมธนาคารกลาง’ (Cen […]

The post ถอดรหัสวันเสียงแตกที่เฟด และการประกาศอยู่ต่อของ Jerome Powell appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ แถลงผลประชุมเฟด

สัปดาห์ที่ผ่านมาเรียกได้ว่าเป็น ‘มหกรรมธนาคารกลาง’ (Central bank bonanza) โดยนอกจากจะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทยที่ผมเป็นเลขานุการแล้ว ยังมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักทั้งสหรัฐฯ (เฟด), ญี่ปุ่น (BoJ), ยุโรป (ECB) และอังกฤษ (BoE) ในสัปดาห์นี้ด้วย

 

สมัยที่ผมยังดูงานบริหารเงินสำรองระหว่างประเทศของ ธปท. ผมต้องเกาะติดการแถลงของทั้ง 4 ธนาคาร เพราะเรามีการกระจายการลงทุนไปทั่วโลก แต่พอย้ายมาดูงานด้านนโยบายเศรษฐกิจ โฟกัสจะอยู่ที่เฟดเป็นหลัก

 

รอบนี้ เฟดแถลงผลการประชุมวันที่ 29 เมษายน วันเดียวกันกับไทย และเป็นเวลาบ่ายสองครึ่งเช่นกัน แต่ห่างกัน 11 ชั่วโมง เพราะเป็นคนละ Time zone ปีนี้จะมีแบบนี้อีกทีก็วันที่ 28 ตุลาคม

 

เช่นเดียวกันกับ กนง. (และ BoJ ECB และ BoE) เฟดตัดสินใจ คง อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ต่างกันที่ กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์ ขณะที่เฟดเสียงแตก 8:4 ซึ่งเป็นการประชุมเฟดที่มีเสียงแตกมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2535

 

อย่างไรก็ดี ใน 4 คนที่เห็นต่างจากเสียงส่วนใหญ่ มีเพียงคนเดียวที่โหวตให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย คือ Stephen Miran ซึ่งเป็นคนที่ประธานาธิบดี Trump ส่งเข้ามาชั่วคราว ขณะที่อีก 3 คน ได้แก่ Beth Hammack, Neel Kashkari และ Lorie Logan โหวตให้คงดอกเบี้ยเหมือนกับอีก 8 คน แต่ทั้ง 3 คน ไม่เห็นด้วยกับประโยคที่ชี้ว่า เฟดอาจจะมีการลดดอกเบี้ยในอนาคต (Easing bias stance) ในแถลงการณ์ของการประชุม จากความเป็นห่วงสถานการณ์เงินเฟ้อในสหรัฐฯ ที่พอเงินเฟ้อจุดติดแล้วมักจะลงช้า

 

การตัดสินนโยบายการเงินของเฟดมีความน่าสนใจ เพราะเฟดเป็นธนาคารกลางหลักธนาคารเดียวที่ยังไม่จบวัฏจักรการลดอัตราดอกเบี้ย โดยในช่วงต้นปี ตลาดยังมองว่า เฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 2 ครั้งในปีนี้ แต่หลังการแถลงล่าสุดของเฟด ตลาดมองว่าปีนี้ เฟดจะไม่มีการลดปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายแล้ว

 

มองย้อนกลับไป ถ้าสงครามระหว่างสหรัฐฯ และ อิหร่านซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เกิดขึ้นเร็วกว่านั้นเพียง 3 วัน กนง. ที่ประชุมวันที่ 25 กุมภาพันธ์ คงไม่ได้ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพราะเหตุผลหนึ่งของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในวันนั้น คือ การส่งสัญญาณดูแลเงินเฟ้อระยะปานกลาง (2-3 ปีข้างหน้า) ที่มีแนวโน้มต่ำกว่ากรอบเป้าหมายนานกว่าคาด ขณะที่ล่าสุด ประมาณการเงินเฟ้อของ ธปท. ทั้งปีนี้และปีหน้า ปรับกลับมาอยู่ในกรอบทั้งสองปีจากราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้น จึงนับเป็นว่าเป็นโชคดีของเศรษฐกิจไทยที่ได้ภาวะดอกเบี้ยต่ำมารองรับผลกระทบจากสงคราม แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม

 

กลับมาที่การประชุมเฟด นักวิเคราะห์หลายรายมองว่า กรรมการ 3 คน ที่เห็นต่าง ต้องการส่งสัญญาณไปที่ Kevin Warsh ที่จะมาเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายการเงินของสหรัฐฯ (FOMC) แทน Jerome Powell ที่จะหมดวาระประธาน FOMC ในวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ ว่า ถ้า Warsh จะให้ FOMC ลดดอกเบี้ย งานนี้ไม่หมู

 

ดราม่าของการประชุมเฟดครั้งนี้ไม่ได้มีแค่เสียงที่แตก แต่ในช่วงแถลงข่าว Powell ประกาศว่า เขาจะยังทำหน้าที่เป็นกรรมการใน FOMC ต่อไป จนกว่าการสอบสวนเขาโดยกระทรวงยุติธรรม (DOJ) ของสหรัฐฯ จะยุติลงแบบ ‘เบ็ดเสร็จ เด็ดขาด และโปร่งใส’ (Well and truly over with finality and transparency) ซึ่งแปลว่า เขาจะร่วมประชุม FOMC ครั้งถัดๆไปด้วย

 

แม้ Powell จะบอกว่า เขาจะทำตัว Low profile และจะไม่เป็นประธานเงา คอยชี้นำการตัดสินใจของประธานคนใหม่ แต่ในทางปฏิบัติ การมีอดีตประธานนั่งอยู่ในห้องประชุมด้วย ผมว่ามันไม่ง่ายสำหรับ Warsh ที่ประกาศว่า จะสร้างการเปลี่ยนแปลง (Regime change) ให้กับเฟด ภายใต้การนำของเขา

 

คงต้องติดตามต่อไปว่าระหว่างนี้จนถึงการประชุมเฟดครั้งถัดไป วันที่ 16-17 มิถุนายน Trump จะสั่งให้ DOJ ยุติการสอบสวน Powell โดยสิ้นเชิง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ Warsh หรือไม่

 

หรือเราจะเห็นภาพประวัติศาสตร์ที่มีประธานและอดีตประธานประชุมร่วมกันแบบที่เคยเกิดขึ้นสั้นๆในช่วงปลายทศวรรษที่ 1970 ของ Arthur Burns (ยุคที่โลกเผชิญกับวิกฤตพลังงานและภาวะ Stagflation) แม้รายละเอียดของยุคสมัยจะต่างกัน แต่ความอึดอัดในการทำงานร่วมกันระหว่างประธานที่เพิ่งพ้นวาระหลังจากดำรงตำแหน่งมาอย่างยาวนานกับประธานคนใหม่ ย่อมสร้างแรงเสียดทานและเป็นความท้าทายต่อความเป็นเอกภาพในการตัดสินใจของเฟดหลังจากนี้

 

*บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย

 

อ้างอิง: Facebook Don Nakornthab

The post ถอดรหัสวันเสียงแตกที่เฟด และการประกาศอยู่ต่อของ Jerome Powell appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความเสี่ยงเงินเฟ้อจากราคาน้ำมัน จะกดดันทองคำไปถึงเมื่อไหร่? https://thestandard.co/gold-inflation-oil-fed-interest/ Fri, 01 May 2026 11:12:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1203107 ทองคำแท่งวางอยู่บนธนบัตรดอลลาร์สหรัฐ

การตอบสนองของราคาทองคำในระยะสั้น หลังจากประชุม Fed เมื่ […]

The post ความเสี่ยงเงินเฟ้อจากราคาน้ำมัน จะกดดันทองคำไปถึงเมื่อไหร่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทองคำแท่งวางอยู่บนธนบัตรดอลลาร์สหรัฐ

การตอบสนองของราคาทองคำในระยะสั้น หลังจากประชุม Fed เมื่อวันที่ 29 เม.ย. ที่ผ่านมา จะพบว่าทองคำ ณ วันที่ 30 เม.ย. (เวลา 17.50น.) เคลื่อนไหวอยู่ในแดนบวกถึง +92 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ที่บริเวณ 4,636 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แม้ผลการประชุม Fed นั้นจะมีหลายประเด็นที่น่ากังวล เพราะบ่งชี้ถึงความเห็นกรรมการ Fed ที่มีมุมมองอัตราดอกเบี้ยที่เริ่มเปลี่ยนไปจาก ‘เอียงไปทางผ่อนคลาย (Easing Bias)’ ไปเป็นมุมมองที่ ‘เป็นกลาง (Neutral Bias)’ มากยิ่งขึ้น ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากความกังวล ‘อัตราเงินเฟ้อ’

 

แล้วเหตุใดราคาทองคำถึงตอบสนองในทิศทางที่สวนทางกัน หนึ่งในสมมติฐานที่น่าสนใจคือ ทองคำนั้นอาจตอบสนองในเชิงลบต่อปัจจัยกดดันเรื่อง ‘ความเสี่ยงเงินเฟ้อสูงจากราคาน้ำมัน’ ไปพอสมควรแล้ว จึงเริ่มเกิดแรงซื้อ ‘Buy on fact’ สวนทางกลับขึ้นมา

 

เนื่องจากหากพิจารณาถึงสถานการณ์ปัจจุบัน ราคาน้ำมันดิบโลกยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในระดับสูง เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ยังถูกปิด โดยปริมาณการสัญจรเรือ (Hormuz Traffic) ยังอยู่ในระดับใกล้เคียงศูนย์  ประกอบกับ ตลาด Polymarket ที่คาดการณ์โอกาสเพียง 27% ที่ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดเป็นปกติภายในเดือนพ.ค.

 

ยิ่งไปกว่านั้น ผลการประชุม Fed เมื่อวันที่ 29 เม.ย. ก็มีหลายจุดที่ย้ำเตือนว่าความเสี่ยงเงินเฟ้อจากราคาน้ำมัน ยังอยู่ในระดับสูงทั้ง

  • การคัดค้าน (Dissent) จากกรรมการ Fed ที่มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 1992 โดยมีทั้ง ‘Hammack, Kashkari และ Logan’ ที่คัดค้านการส่งสัญญาณ ‘Easing Bias’ ในแถลงการณ์ Statement
  • นอกจากนี้ ‘Powell’ ยังกล่าวถ้อยแถลงว่า กรรมการมีการถกเถียงกันอย่างเข้มข้นเกี่ยวกับ Forward Guidance โดยสังเกตว่ากรรมการหลายท่านเริ่มมองว่า ‘การขึ้นดอกเบี้ย’ มีโอกาสพอๆ กับ ‘การลดดอกเบี้ย’
  • อีกทั้งยังกล่าวว่า Fed ต้องการเห็นแรงกดดันเงินเฟ้อจาก ‘ราคาพลังงาน-ภาษี’ ที่คลี่คลายก่อน จึงจะพิจารณาปรับลดดอกเบี้ย พร้อมเสริมว่าการพุ่งขึ้นของราคาพลังงานยังไม่ถึงจุดสูงสุด

 

จึงเป็นที่น่าสังเกตว่า ผลการประชุมที่ออกไปในโทน ‘Hawkish Pause’ คือการคงอัตราดอกเบี้ยและส่งสัญญาณยังไม่ลดดอกเบี้ยในอนาคต ซึ่งควรจะกดดันทองคำ แต่ราคาในวันนี้ (30 เม.ย.) กลับสามารถทำ Higher High จากวันก่อนหน้าขึ้นไปได้ ซึ่งในทางเทคนิคสะท้อนถึงแรงซื้อที่เริ่มแข็งแกร่ง โดยเรียกแท่งเทียนลักษณะนี้ว่า ‘Bullish Engulfing’

 

นอกจากนี้ ยังมีเหตุผลรองรับว่าทองคำอาจซึมซับปัจจัยนี้มามากเกินพอแล้ว เมื่อหันไปดู CME FedWatch Tool ก็พบว่านักลงทุนได้ price-in ว่า Fed จะคงดอกเบี้ยตลอดทั้งปี 2026 มานานกว่า 1 เดือนแล้ว  ดังนั้น นี่จึงไม่ใช่ปัจจัยใหม่ แต่ถูกมองเป็นปัจจัยเก่าที่ใกล้จะหมด impact แล้ว เนื่องจากตลาดรับรู้ทั่วกันแล้วว่าช่องแคบฮอร์มุซมีโอกาสสูงที่จะยังไม่กลับมาเปิดอย่างสมบูรณ์ได้อีกนานระยะหนึ่ง

ภาพ: sasirin pamai / Shutterstock

The post ความเสี่ยงเงินเฟ้อจากราคาน้ำมัน จะกดดันทองคำไปถึงเมื่อไหร่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
SEO to GEO: เมื่อ ‘อันดับบนหน้าค้นหา’ ไม่สำคัญเท่า ‘การถูก AI เอ่ยถึง’ https://thestandard.co/seo-geo-ai-mention/ Thu, 30 Apr 2026 11:53:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1202863 ภาพกราฟิกแสดงแนวคิด SEO และ GEO กับบทบาทของ AI ในการค้นหาและตัดสินใจของผู้บริโภค

คืนวันอังคารในกรุงเทพฯ นักวิ่งมือใหม่คนหนึ่งนั่งอยู่บนเ […]

The post SEO to GEO: เมื่อ ‘อันดับบนหน้าค้นหา’ ไม่สำคัญเท่า ‘การถูก AI เอ่ยถึง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงแนวคิด SEO และ GEO กับบทบาทของ AI ในการค้นหาและตัดสินใจของผู้บริโภค

คืนวันอังคารในกรุงเทพฯ นักวิ่งมือใหม่คนหนึ่งนั่งอยู่บนเตียง โทรศัพท์อยู่ในมือ กำลังจะเลือกรองเท้าวิ่งสำหรับมาราธอนครั้งแรกของตัวเอง

 

ถ้าเป็นปีที่แล้ว เธอคงเปิด Google อ่านรีวิวห้าเว็บ ดู YouTuber สองคนเปรียบเทียบพื้นรองเท้าและความต่างระดับของส้นกับปลายเท้า เข้า Pantip ไปส่องความเห็นของคนที่ใส่จริง เปิดสิบแท็บไล่ดูทีละแบรนด์ ASICS, Hoka, Nike, On, Brooks กว่าจะตัดสินใจได้ก็ชั่วโมงกว่า

 

แต่คืนนี้เธอเปิด ChatGPT พิมพ์แค่ประโยคเดียวว่า “รองเท้าวิ่งรุ่นไหนดีที่สุดสำหรับมือใหม่ที่กำลังซ้อมมาราธอนครั้งแรก”

 

สามแบรนด์ผุดขึ้นมา พร้อมคำแนะนำที่กลั่นมาให้แล้ว ทั้งช่วงก้าว งบประมาณ และเป้าหมายของนักวิ่งหน้าใหม่ สามสิบวินาทีต่อมา เธอกด “ซื้อ”

 

อีกสิบกว่าแบรนด์ที่เธอน่าจะได้พิจารณาเมื่อปีก่อน ไม่เคยปรากฏขึ้นเลยสักครั้ง

 

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของนักวิ่งคนเดียว มันกำลังเกิดขึ้นในการตัดสินใจเล็กๆ น้อยๆ หลายล้านครั้งในแต่ละวัน ตลอดปี 2025 ทราฟฟิกจาก Google ไปยังเว็บไซต์สื่อทั่วโลกลดลงราวหนึ่งในสาม ต่อมาเมื่อ AI Summary ปรากฏขึ้นมาด้านบนของผลการค้นหา อัตราการคลิก (click-through rate) ก็ร่วงลงครึ่งหนึ่ง และสำหรับคำค้นหาจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ใช้ไม่เข้าเว็บไซต์ใดเลยแม้แต่แห่งเดียว เพราะได้คำตอบอยู่ใน AI เรียบร้อยแล้ว

 

25 ปีที่ผ่านมา อินเทอร์เน็ตเดินอยู่บนโมเดลเดิมซ้ำๆ คือลิงก์สีน้ำเงินสิบลิงก์ แล้วให้ผู้ใช้เป็นคนเลือกเอง วันนี้ โมเดลนั้นกำลังถูกแทนที่เงียบๆ ด้วยคำตอบเดียวที่สรุปมาให้แล้ว และคนก็เชื่อคำตอบนั้น

 

สำหรับผู้บริโภค มันคือความสะดวกรวดเร็ว แต่สำหรับคนที่ต้องการขายอะไรสักอย่าง กติกาของเกมเปลี่ยนไปแล้ว

 

กว่าสองทศวรรษ แบรนด์เล่นเกมเดียวกันอยู่ นั่นคือ SEO หรือ Search Engine Optimization เป้าหมายเรียบง่ายมาก ขอแค่ขึ้นหน้าแรกของ Google ก็พอ ถ้าเป็นสามอันดับแรกได้ยิ่งดี เกมนี้ทำให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ทั้งวงการ ทั้งงบการตลาด ตำแหน่งงาน และกลยุทธ์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อมันโดยเฉพาะ

 

แต่เกมนั้นตั้งอยู่บนสมมติฐานหนึ่งที่ไม่เป็นจริงอีกต่อไป นั่นคือลูกค้าจะเห็นรายการ แล้วเป็นคนเลือกเอง

 

เกมใหม่ชื่อว่า GEO หรือ Generative Engine Optimization มันไม่ใช่เรื่องของอันดับอีกต่อไป แต่คือการถูกเอ่ยชื่อในคำตอบ

 

ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า เมื่อ ChatGPT ตอบคำถามเกี่ยวกับแบรนด์ มันมักเอ่ยชื่อเพียงสามหรือสี่แบรนด์เท่านั้น ถ้าแบรนด์ของคุณไม่ใช่หนึ่งในนั้น ลูกค้าคนนั้นจะไม่มีวันได้รู้จักแบรนด์ของคุณเลย ไม่ใช่ “อันดับต่ำกว่า” แต่คือ “ไม่มีตัวตน”

 

ความต่างนี้โหดร้ายกว่าที่คิด SEO คือการแข่งกันดึงความสนใจ แต่ GEO คือการแข่งกันถูกเอ่ยถึง

 

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า SEO กำลังจะหายไปไหน รากฐานที่ทำให้ SEO ทำงานได้ดี ทั้งเว็บไซต์ที่สร้างมาอย่างดี น่าเชื่อถือ และอ่านง่ายสำหรับเสิร์ชเอนจิน ก็คือรากฐานเดียวกับที่ GEO ใช้ต่อยอดขึ้นไป

 

แบรนด์ที่ลงทุนกับ SEO มาทั้งทศวรรษไม่ได้เริ่มจากศูนย์ สิ่งที่เปลี่ยนคือ SEO เพียงอย่างเดียวไม่พออีกต่อไป แบรนด์หนึ่งอาจติดอันดับ Google ได้ดี แต่ก็หายไปจากคำแนะนำของ AI ได้ ไม่ใช่เพราะสินค้าด้อยกว่า แต่เพราะ AI กำลังชั่งน้ำหนักจากสัญญาณชุดใหม่ ในทางกลับกันแบรนด์ที่ไม่ได้อันดับดีบน Google เลย ก็อาจกลายเป็นแบรนด์ที่ AI เอ่ยถึงซ้ำๆ ได้ ถ้าคอนเทนต์ของเขาจัดระเบียบชัด มีสัญญาณความน่าเชื่อถือแข็งแรง หรือมีแหล่งอ้างอิงภายนอกที่เชื่อถือได้พูดถึงอยู่เรื่อยๆ

 

แบรนด์ที่ชนะในยุค GEO คือแบรนด์ที่ AI ไว้ใจ และความไว้ใจของ AI ถูกสร้างขึ้นคนละแบบกับความไว้ใจของลูกค้า มันเกิดจากการถูกอ้างอิงจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ การปรากฏตัวอย่างสม่ำเสมอบนเว็บ และคอนเทนต์ที่มีสาระซึ่งค่อยๆ สะสมน้ำหนักตามเวลา และที่สำคัญกว่านั้นคือ คอนเทนต์ที่ AI อ่านเข้าใจได้จริง ลองนึกถึงครัวของบ้านเรา ถ้าเครื่องปรุงอยู่ในโหลใสที่ติดป้ายชัดเจนบนชั้น ใครเดินเข้าครัวมาก็ทำอาหารได้ทันที แต่ถ้าทุกอย่างถูกโยนรวมกันในกล่องใบใหญ่ แม้แต่เชฟฝีมือดีก็ต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมงกว่าจะหาของที่ต้องการเจอ คอนเทนต์ก็ทำงานแบบเดียวกัน หน้าเพจที่มีหัวข้อชัด เนื้อหาแบ่งเป็นส่วนสั้นๆ ข้อมูลอยู่ในตำแหน่งที่ควรอยู่ คือหน้าเพจที่ AI สรุปและอ้างอิงได้ ส่วนหน้าเพจที่ข้อมูลชุดเดียวกันถูกฝังอยู่ในพารากราฟยาวๆ ที่ไหลต่อกันไปไม่รู้จบ AI จะข้ามผ่านไปเงียบๆ การเขียนสไตล์การตลาดเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้ AI ไว้ใจ

 

วิธีวัดความสำเร็จก็กำลังเปลี่ยนตาม 25 ปีที่ผ่านมา นักการตลาดวัดทุกอย่างเป็นจำนวนคลิก Click-through rate, Bounce rate, Conversion funnel ตัวชี้วัดทุกตัวตั้งอยู่บนสมมติฐานเดียวกัน คือลูกค้าจะเดินทางมาที่เว็บไซต์ของเรา

 

แต่ในยุค GEO คลิกหลายครั้งนั้นไม่เคยเกิดขึ้นตั้งแต่แรก ตัวชี้วัดที่สำคัญจึงไม่ใช่ “มีคนคลิกเท่าไร” อีกแล้ว แต่คือ “แบรนด์ถูก AI เอ่ยถึงบ่อยแค่ไหน” ส่วนแบ่งการถูกอ้างอิง (citation share) ความถี่ของการถูกเอ่ยถึง ตำแหน่งในคำตอบ สกอร์บอร์ดชุดใหม่นี้วัดยากกว่า และไม่คุ้นเคยเท่าเดิม แต่มันคือสกอร์บอร์ดที่ใช้นับในวันนี้

 

สำหรับแบรนด์ไทย การเปลี่ยนแปลงนี้ยิ่งเร่งด่วนกว่าคนอื่น โมเดล AI ส่วนใหญ่ถูกฝึกจากคอนเทนต์ภาษาอังกฤษ และแหล่งที่อ้างอิงก็เป็นแหล่งข้อมูลระดับโลกเสียส่วนมาก แบรนด์ไทยที่มีฐานความเชื่อใจในประเทศมาหลายสิบปี ก็ยังหายไปจากคำตอบของ AI ได้ เพียงเพราะมันปรากฏอยู่น้อยเกินไปในชุดข้อมูลที่ AI ถูกสร้างมา

 

ที่ SCBX นี่คือส่วนหนึ่งของเหตุผลที่เราลงทุนกับงานวิจัย การตีพิมพ์แบบเปิด และ Thought Leadership ไม่ใช่ในฐานะกิจกรรมทางการตลาด แต่ในฐานะรากฐานของการมีตัวตนในชั้นความรู้ใหม่ของอินเทอร์เน็ต แบรนด์ที่มีส่วนร่วมสร้างสิ่งที่ AI รู้ คือแบรนด์ที่ AI จะยังคงเอ่ยถึงต่อไป

 

นักวิ่งคนนั้นผูกเชือกรองเท้าคู่ใหม่ของเธอ แบรนด์ที่เธอเลือกก็ได้ลูกค้า แล้วอีกสิบกว่าแบรนด์ที่เธอไม่ได้แม้แต่จะพิจารณา พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองแพ้ไปแล้ว

 

นั่นแหละคือ ‘ความเงียบแบบใหม่’ ในยุค AI วินาทีที่การตัดสินใจเกิดขึ้น แบรนด์ที่ไม่ถูกเอ่ยถึง ก็เท่ากับไม่เคยอยู่ตรงนั้นตั้งแต่แรก

The post SEO to GEO: เมื่อ ‘อันดับบนหน้าค้นหา’ ไม่สำคัญเท่า ‘การถูก AI เอ่ยถึง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปิดล้อมทับปิดล้อม: เกมเดิมพันฮอร์มุซระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน https://thestandard.co/us-iran-hormuz-strait-conflict/ Thu, 30 Apr 2026 10:58:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1202829 ภาพถ่ายดาวเทียม แสดง ช่องแคบฮอร์มุซ และ อ่าวโอมาน

หากผมจะชวนทุกคนมาเล่นเกมกันสักเกมหนึ่ง กติกาง่ายมากครับ […]

The post ปิดล้อมทับปิดล้อม: เกมเดิมพันฮอร์มุซระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพถ่ายดาวเทียม แสดง ช่องแคบฮอร์มุซ และ อ่าวโอมาน

หากผมจะชวนทุกคนมาเล่นเกมกันสักเกมหนึ่ง กติกาง่ายมากครับ บนโต๊ะมีแบงก์ร้อยวางอยู่หนึ่งใบ ผมให้คุณกับผมผลัดกัน “ประมูล” ใครให้ราคาสูงสุดเอาแบงก์ร้อยใบนี้ไปเลย แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ คนที่แพ้ประมูลก็ต้องจ่ายเงินที่ตัวเองเสนอไว้ด้วย และเงินนั้นจะไม่ได้คืน

 

ลองคิดดูนะครับ ถ้าคุณประมูลไป 90 บาท แล้วผมเกทับที่ 91 บาท ถ้าคุณหยุด คุณเสียฟรี 90 บาท แต่ถ้าคุณขยับไป 100 บาท อย่างน้อยคุณก็แค่ “เท่าทุน” (จ่ายร้อยได้ร้อย) แต่ถ้าผมบ้าเลือดสู้ไปที่ 110 บาทล่ะ? ตอนนี้เราทั้งคู่เข้าสู่สภาวะ “ขาดทุน” แน่นอนแล้ว แต่คำถามคือ ใครจะยอมถอยออกไปก่อน

 

นี่ไม่ใช่แค่ทฤษฎีเกมในห้องเรียน แต่นี่คือตรรกะเบื้องหลังความขัดแย้งล่าสุดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ทั้งคู่ขาดทุนแน่นอนทั้งคู่ และหวังว่าอีกฝ่ายจะทนไม่ได้จนถอยก่อน

 

ช่วงวันที่ 11-12 เมษายนที่ผ่านมา ตัวแทนจากทั้งสองประเทศไปนั่งคุยกันที่กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน นานถึง 21 ชั่วโมง แต่ผลปรากฏว่า “คุยไม่รู้เรื่อง” ฝั่งสหรัฐฯ ต้องการให้อิหร่านหยุดกิจกรรมนิวเคลียร์และเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่วนอิหร่านก็มีเงื่อนไขของตัวเองที่ตกลงกันไม่ได้ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะขนาดสมัยบารัก โอบามายังต้องคุยกันถึง 20 เดือน แต่นี่พยายามจะปิดดีลในวันเดียวภายใต้ความขัดแย้งที่หยั่งรากลึกกว่าเดิม

 

เมื่อตกลงกันไม่ได้ ทรัมป์จึงเลือกใช้วิธี “เพิ่มราคาประมูล” ในเกมนี้ทันที

 

ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน สหรัฐฯ ประกาศปิดล้อมแนวชายฝั่งของอิหร่านทั้งหมด โดยสั่งให้กองทัพเรือและกองทัพอากาศสกัดกั้นเรือพาณิชย์ทุกลำที่เข้า-ออกพอร์ตของอิหร่าน

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ สหรัฐฯ ประกาศเลยว่า เรือลำไหนที่ยอมจ่าย “ค่าธรรมเนียมการเดินเรือ” ให้กับกองกำลังปฏิวัติอิสลามของอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซ จะถูกสหรัฐฯ ยึดทันที กลายเป็นว่าตอนนี้ช่องแคบฮอร์มุซที่เคยเป็นเส้นเลือดใหญ่ของพลังงานโลก ตกอยู่ในสภาวะอัมพาตโดยสมบูรณ์

 

ทำไมสหรัฐฯ ถึงเลือกใช้วิธีการปิดล้อมทางทะเล คำตอบคือ “ความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์” ครับ

 

หากสหรัฐฯ เลือกใช้ปฏิบัติการทางทหารเต็มรูปแบบเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ต้องใช้เรือกวาดทุ่นระเบิด เรือบรรทุกเครื่องบิน และต้องเสี่ยงกับโดรนหรือมิสไซล์ของอิหร่าน ซึ่งค่าใช้จ่ายอาจสูงถึง 500 ล้านดอลลาร์ต่อวัน แต่การปิดล้อมแบบนี้ มีการประเมินว่าสหรัฐฯ ใช้เงินเพียงประมาณ 31 ล้านดอลลาร์ต่อวัน เท่านั้น

 

ในมุมของทรัมป์ นี่คือสงครามที่มีประสิทธิภาพสูงแต่ต้นทุนต่ำ โดยการส่งเรือบรรทุกเครื่องบินไปคุมเชิงในอ่าวโอมาน แล้วใช้เรือขับไล่ลำเล็กๆ ส่งหน่วยทหารขึ้นไปตรวจค้นเรือพาณิชย์ลำไหนที่น่าสงสัย

 

อิหร่านนั้นเหมือนยักษ์ใหญ่ที่มีจุดอ่อนสำคัญ 2 ประการ ที่สหรัฐฯ กำลังจี้จุดตาย

 

ประการแรก ปัญหาสต็อกน้ำมัน แม้อิหร่านจะส่งออกน้ำมันได้บ้างในช่วงก่อนหน้า แต่ตอนนี้สต็อกน้ำมันในประเทศเต็มไปกว่า 60% แล้ว หากถูกปิดล้อมจนส่งออกไม่ได้หลายสัปดาห์ ถังเก็บน้ำมันจะเต็ม และอิหร่านจะต้องลดกำลังการผลิตอย่างมหาศาล ซึ่งนั่นคือความพินาศทางเศรษฐกิจ

 

ประการสอง การนำเข้าพลังงาน ทราบไหมครับว่าประเทศที่ผลิตน้ำมันดิบมหาศาลอย่างอิหร่าน กลับขาดแคลนโรงกลั่นน้ำมัน อิหร่านต้องลักลอบนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป (เช่น เบนซินและดีเซล) จากยูเออีปีละกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ การปิดล้อมครั้งนี้จะทำให้เส้นทางนี้ถูกตัดขาด ปัจจุบันราคาเบนซินในเตหะรานพุ่งสูงขึ้นถึง 40% แล้ว ซึ่งจะส่งผลตอกย้ำวิกฤตปากท้องและการเงินที่สาหัสมากอยู่แล้วในอิหร่าน ตอนนี้เงินเฟ้อในอิหร่านถือว่าอาการสาหัสมากครับ

 

ยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในครั้งนี้คือการนำเอา “โมเดลเวเนซุเอลา” กลับมาใช้ กล่าวคือปิดล้อมทางทะเล กดดันทางการคลัง และบีบให้ถังเก็บน้ำมันในประเทศเต็ม จนรัฐบาลอิหร่านอยู่นิ่งไม่ได้และต้องยอมกลับมาที่โต๊ะเจรจา

 

ในเกมประมูลแบงก์ร้อยที่ผมเล่าให้ฟังตอนต้น สหรัฐฯ กำลังเดิมพันว่า ฉันยอมขาดทุน 150 บาท เพื่อให้อิหร่านขาดทุน 200 บาท เพราะตราบใดที่อิหร่านเจ็บหนักกว่า สหรัฐฯ ก็มองว่าตัวเองเป็นผู้ชนะในเชิงเปรียบเทียบ

 

แต่น่าเสียดายครับที่ในโลกความเป็นจริง ผู้ที่ต้องร่วมชดใช้ค่าประมูลในเกมนี้ไม่ใช่แค่สองมหาอำนาจ แต่คือประเทศอื่นๆ ทั้งหมดที่ตอนนี้ต้องทนกับราคาพลังงานที่สูงขึ้น เรือพาณิชย์ที่เข้าออกไม่ได้ และเศรษฐกิจโลกทั้งใบที่ต้องเผชิญกับภาวะชะงักงันพลังงานและสินค้าอุปโภคบริโภค

 

นี่คือ “สงครามเศรษฐกิจ” ยุคใหม่ ที่ชัยชนะไม่ได้วัดกันที่ว่าใครยึดพื้นที่ได้มากกว่า แต่อยู่ที่ว่า “ใครจะอึดพอที่จะขาดทุนได้นานกว่ากัน” เท่านั้นเอง

 

The post ปิดล้อมทับปิดล้อม: เกมเดิมพันฮอร์มุซระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โอกาสลงทุนในยุค Agentic AI AI ที่คิดเอง ทำงานเองได้ https://thestandard.co/agentic-ai-investment-opportunities/ Thu, 30 Apr 2026 08:17:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1202730 ภาพประกอบแสดงแนวคิด Agentic AI และโอกาสการลงทุนในยุคดิจิทัล

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยี AI ได้พัฒนาอย่างรวดเร […]

The post โอกาสลงทุนในยุค Agentic AI AI ที่คิดเอง ทำงานเองได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงแนวคิด Agentic AI และโอกาสการลงทุนในยุคดิจิทัล

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยี AI ได้พัฒนาอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เป็นเพียงเครื่องมือช่วยตอบคำถามหรือสร้างคอนเทนต์ สู่การเป็นระบบที่สามารถ ‘ลงมือทำงานแทนมนุษย์’ ได้จริง แนวคิดนี้เรียกว่า ‘Agentic AI’ ซึ่งหมายถึง AI ที่ทำหน้าที่เสมือนตัวแทน (agent) ที่สามารถวางแผน ตัดสินใจ และดำเนินงานหลายขั้นตอนโดยอัตโนมัติ เปรียบได้กับ ‘พนักงานดิจิทัล’ ที่เข้าใจเป้าหมาย และสามารถดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายได้ด้วยตนเอง

 

 
 

Agentic AI คืออะไร และต่างจาก AI เดิมอย่างไร?

 

Agentic AI คือระบบ AI ที่ถูกออกแบบให้มี 3 ความสามารถหลัก ดังนี้

 

  • เข้าใจ ‘เป้าหมาย’ ไม่ใช่แค่คำสั่ง
  • วางแผนและใช้เหตุผลในการทำงานหลายขั้นตอน
  • ลงมือทำจริงผ่านการเชื่อมต่อระบบต่างๆ

 

ตัวอย่างเช่น จากเดิมที่ผู้ใช้อาจสั่งให้ AI ‘สรุปรายงาน’ ในยุค Agentic AI ผู้ใช้สามารถกำหนดเป้าหมายที่ซับซ้อนขึ้น เช่น ‘วิเคราะห์ตลาดและเสนอแผนธุรกิจ’ โดย AI จะสามารถรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์คู่แข่ง สร้างกลยุทธ์ และสรุปผลลัพธ์ได้ในกระบวนการเดียว

 

ความสำคัญต่อเศรษฐกิจ

 

Agentic AI สะท้อนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแรงงานอย่างมีนัยสำคัญ ในอดีต เครื่องจักรเข้ามาแทนแรงงานกายภาพ และซอฟต์แวร์เข้ามาแทนงานที่ทำซ้ำ แต่ปัจจุบัน AI เริ่มมีบทบาทใน ‘งานเชิงความคิด’ เช่น การเงิน การตลาด กฎหมาย และการพัฒนาโปรแกรม แม้งานเหล่านี้จะไม่ได้หายไปทันที แต่รูปแบบการทำงานจะเปลี่ยนไป โดยมี AI เป็นองค์ประกอบหลัก บริษัทที่สามารถนำ AI มาปรับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะมีความได้เปรียบด้านผลิตภาพและการแข่งขัน

 

โอกาสการลงทุนและบทบาทของ Big Tech

 

การพัฒนา Agentic AI ต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานจากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นชิปประมวลผล ระบบ Cloud และข้อมูล โดยข้อมูลจากทีม Global Investing หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่า บริษัทอย่าง NVIDIA, Microsoft, Google และ Oracle จึงมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้วางรากฐานของเศรษฐกิจ AI

 

สำหรับนักลงทุนไทย สามารถเข้าถึงธีมการเติบโตนี้ผ่าน DR ที่อ้างอิงบริษัทดังกล่าว เช่น NVDA01, GOOGL01, MSFT01, ORCL01 และ MICRON01 ซึ่งช่วยเปิดโอกาสให้พอร์ตการลงทุนเชื่อมโยงกับการเติบโตของ AI ตั้งแต่ระดับโครงสร้างพื้นฐานไปจนถึงระบบนิเวศ

 

ภาพประกอบแสดงแนวคิด Agentic AI และโอกาสการลงทุนในยุคดิจิทัล 1

 

ความเสี่ยงที่ต้องพิจารณา

 

แม้ Agentic AI จะมีศักยภาพสูง แต่ยังมีความเสี่ยงที่ต้องติดตาม ได้แก่ ความผิดพลาดในการตัดสินใจของ AI ในระบบที่ซับซ้อน ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์ และความล่าช้าของกฎระเบียบ นักลงทุนจึงควรพิจารณาคัดเลือกบริษัทที่สามารถนำ AI ไปใช้ได้จริง และมีความสามารถในการสร้างมูลค่าทางธุรกิจอย่างยั่งยืน

 

บทสรุป

 

Agentic AI กำลังเปลี่ยนบทบาทของ AI จาก ‘เครื่องมือ’ สู่ ‘แรงงานดิจิทัล’ ที่มีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจโลก สำหรับนักลงทุน นี่ไม่ใช่เพียงกระแสระยะสั้น แต่เป็นแนวโน้มการเติบโตระยะยาว การมีสัดส่วนการลงทุนในบริษัทที่เป็นแกนกลางของ AI ecosystem จึงเป็นหนึ่งในแนวทางที่ช่วยให้พอร์ตสามารถเติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต

 

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ DR01 ได้ที่ https://www.bualuang.co.th/financial-service/inav-lists/dr/dr01-inav

The post โอกาสลงทุนในยุค Agentic AI AI ที่คิดเอง ทำงานเองได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประกันสังคมไทยบนทางแยก: ความท้าทายก่อนการปฏิรูป https://thestandard.co/social-security-thai-reform-challenges/ Thu, 30 Apr 2026 07:43:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1202713 ภาพประกอบแสดงสัญลักษณ์กองทุนประกันสังคมไทย และกราฟแสดงความท้าทายด้านการเงินและประชากรสูงวัย

“ประกันสังคม” เป็นหนึ่งในเรื่องร้อนแรงที่เป็นกระแสสังคม […]

The post ประกันสังคมไทยบนทางแยก: ความท้าทายก่อนการปฏิรูป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงสัญลักษณ์กองทุนประกันสังคมไทย และกราฟแสดงความท้าทายด้านการเงินและประชากรสูงวัย

“ประกันสังคม” เป็นหนึ่งในเรื่องร้อนแรงที่เป็นกระแสสังคมอย่างต่อเนื่อง ระบบประกันสังคมเป็นหลักประกันรายได้ของแรงงานไทยหลายสิบล้านคน ปัจจุบันระบบดังกล่าว กำลังเผชิญแรงกดดันพร้อมกันจากหลายทิศทาง ทั้งข้อจำกัดของโครงสร้างระบบการเงินการคลังและการบริหารจัดการ การเปลี่ยนแปลงทางประชากรสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ตลอดจนข้อจำกัดทางการเมือง ที่ทำให้การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีต้นทุนสูง”

 

 
 

การแก้ปัญหาจึงไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิคทางการเงินหรือการปรับอัตราสมทบเท่านั้น แต่ต้องมองทั้งทางด้านสถิติและ บริบทเชิงเศรษฐกิจการเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ด้วยเหตุผลดังกล่าว สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) จึงดำเนินโครงการการศึกษาความยั่งยืนและรูปแบบความเป็นไปได้ของระบบประกันสังคมในอนาคต ซึ่งจะนำเสนอผ่านบทความ 3 ตอน

 

โดยตอนที่หนึ่งนี้ เป็นการสำรวจ 3 ความท้าทายสำคัญของประกันสังคมไทย ตอนที่ 2 ความยั่งยืนทางการเงิน และตอนที่ 3 บริบททางสังคมการเมืองที่กำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว

 

ความท้าทายที่ 1 การบริหารจัดการกองทุน: โครงสร้างที่ซับซ้อน ประสิทธิภาพที่ต้องยกระดับ

 

กองทุนประกันสังคมไทยจัดตั้งขึ้นตามพ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และเริ่มให้ความคุ้มครองในปี 2534 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นหลักประกันรายได้และความคุ้มครองด้านสังคมแก่แรงงานในระบบ ซึ่งในปี 2568 กองทุนมีสินทรัพย์รวมมูลค่ากว่า 2.85 ล้านล้านบาท ครอบคลุมผู้ประกันตนหลายสิบล้านคน อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญประการแรกที่ไม่อาจมองข้ามคือ “ความท้าทายจากการบริหารจัดการกองทุน” ซึ่งเป็นปัจจัยภายในของกองทุนที่เกี่ยวข้องทั้งโครงสร้างระบบ ความยั่งยืนทางการเงิน และธรรมาภิบาล

 

1. โครงสร้างที่ซับซ้อนและความทับซ้อนของสิทธิประโยชน์

 

ระบบประกันสังคมของไทย เป็นหลักประกันทางสังคมที่มีความซับซ้อนจากการรวม 7 สิทธิประโยชน์ไว้ภายใต้การบริหารจัดการของสำนักงานกองทุนประกันสังคมเพียงหน่วยงานเดียว ไม่ว่าจะเป็นกรณีเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตร และว่างงาน ซึ่งแม้สะท้อนความครอบคลุม แต่ในทางปฏิบัติกลับสร้างความซับซ้อนในการบริหารจัดการ

 

นั่นหมายความว่าความเสี่ยงทางสังคม 3 ประเภท คือ ความเสี่ยงด้านสุขภาพ ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ และความเสี่ยงด้านรายได้ผู้สูงอายุ ถูกบริหารจัดการโดยหน่วยงานเดียวที่ต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะในสามด้าน อีกทั้งการให้สิทธิประโยชน์เพื่อคุ้มครองความเสี่ยงบางประเภทมีลักษณะใกล้เคียงหรือทับซ้อนกับระบบอื่นของรัฐ

 

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ระบบบำนาญของไทยที่กระจายอยู่ในหลายกองทุน เช่น กองทุนประกันสังคม กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนการออมแห่งชาติ แต่ละระบบมีเงื่อนไขการเป็นสมาชิก การสมทบ และสูตรคำนวณผลประโยชน์ต่างกัน ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างแรงงานกลุ่มต่างๆ

 

ขณะเดียวกัน ด้านหลักประกันสุขภาพ ประเทศไทยมีทั้งระบบประกันสังคม ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ซึ่งมีโครงสร้างการจ่ายเงินและคุณภาพบริการแตกต่างกัน การมีหลายระบบที่ทำหน้าที่คล้ายกันแต่ไม่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ย่อมทำให้ต้นทุนการบริหารสูง และเสี่ยงที่จะขาดประสิทธิภาพเชิงโครงสร้าง

 

2. การปรับโครงสร้างที่ล่าช้าและผลต่อความยั่งยืน

 

ตลอดอายุของกองทุนที่ก่อตั้งมามากกว่า 30 ปี การปรับปรุงเงื่อนไขต่าง ๆ เกิดขึ้นไม่กี่ครั้ง ส่วนมากเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวที่ช่วยเหลือผู้ประกันตนในช่วงวิกฤตโควิด-19 หรือช่วยเหลืออุทกภัยในบางพื้นที่เท่านั้น มาตรการที่ใกล้เคียงที่สุดในปัจจุบันคือการปรับเพิ่มเพดานเงินเดือนสูงสุดสำหรับการสมทบ ซึ่งจะมีเพดานสูงสุดที่ 23,000 บาท คิดเป็นเงินสมทบที่ 1,150 บาทตั้งแต่ปี 2575 เป็นต้นไป

 

อย่างไรก็ตาม การปรับอัตราสมทบเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่มีการทบทวนสูตรคำนวณบำนาญ อายุเกษียณ หรือแนวทางบริหารสินทรัพย์อย่างรอบด้าน ความเสี่ยงด้านความยั่งยืนระยะยาวย่อมเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น การไม่ปรับโครงสร้างตั้งแต่ช่วงที่กองทุนยังมีฐานะการเงินแข็งแรง อาจทำให้ภาระการปฏิรูปในอนาคตทำได้ยากและมีต้นทุนทางสังคมที่สูงกว่าเดิม

 

3. ประสิทธิภาพการลงทุนและธรรมาภิบาล

 

ประเด็นที่มีการตั้งคำถามกันมาก คือประสิทธิภาพการบริหารสินทรัพย์ เนื่องจากกองทุนประกันสังคมเป็นกองทุนที่มีสินทรัพย์ลงทุนในระดับล้านล้านบาท แต่ผลตอบแทนเฉลี่ยในหลายปีที่ผ่านมาน้อยกว่า 5% ต่อปี ซึ่งอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับกองทุนขนาดใหญ่และโอกาสการลงทุนในตลาดทุนปัจจุบัน แม้ส่วนหนึ่งเกิดจากข้อจำกัดเชิงนโยบายและกรอบการลงทุนที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยม แต่ในอีกด้านหนึ่ง ย่อมสะท้อนคำถามเรื่องความสามารถเชิงสถาบันและกลไกกำกับดูแล

 

ภาพประกอบแสดงสัญลักษณ์กองทุนประกันสังคมไทย และกราฟแสดงความท้าทายด้านการเงินและประชากรสูงวัย 1

ผลตอบแทนสุทธิของกองทุนประกันสังคมในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

 

ในอีกมิติที่สำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องภาพลักษณ์และปัญหาธรรมาภิบาลที่ยิ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้จ่ายเบี้ยประกันสังคมในทุกเดือน จากข่าวที่เกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณในกิจกรรมที่ถูกตั้งคำถามเช่น การจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ที่ใช้งบประมาณสูง การลงทุนในสินทรัพย์ หรือโครงการที่มีข้อสงสัยด้านความคุ้มค่า ตลอดจนกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่โปร่งใส แม้ในทุกกรณีสำนักงานประกันสังคมจะยืนยันว่ากิจกรรมถูกต้องตามกฎหมาย แต่ภาพลักษณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลโดยตรงต่อ “ความไว้วางใจ” ซึ่งเป็นทุนสำคัญของระบบประกันสังคม

 

เมื่อความเชื่อมั่นลดลง การยอมรับการปรับเพิ่มอัตราสมทบ หรือการปฏิรูปเชิงโครงสร้างย่อมทำได้ยากขึ้น ผู้ประกันตนอาจรู้สึกว่าตนเองเป็นเพียงผู้จ่าย แต่ไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางกองทุน

 

ความท้าทายที่ 2 บริบทโลกในปัจจุบัน: สังคมสูงวัยและแรงงานรูปแบบใหม่

 

นอกจากความท้าทายเชิงโครงสร้างภายในแล้ว ประกันสังคมไทยยังเผชิญแรงกดดันจากบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสองประเด็นสำคัญคือ การเข้าสู่สังคมสูงอายุ และการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจ้างงาน

 

ประการแรก ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสมบูรณ์” และมีแนวโน้มเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดในเวลาไม่นาน สัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อัตราการเกิดลดลงต่ำกว่าระดับทดแทนมาหลายปี ส่งผลให้ “อัตราการพึ่งพิงวัยชรา” สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากในอดีต คนวัยทำงานประมาณ 6–7 คน สามารถช่วยกันเลี้ยงดูผู้สูงอายุ 1 คน ปัจจุบันตัวเลขดังกล่าวลดลงเหลือราว 3–4 คนต่อผู้สูงอายุ 1 คน และในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้าอาจลดลงเหลือเพียง 2 คนต่อ 1 คน

 

ภาพนี้สะท้อนแรงกดดันโดยตรงต่อกองทุนบำนาญของประกันสังคม ที่มีลักษณะการจ่ายผลประโยชน์แน่นอน (Defined Benefit: DB) ซึ่งอาศัยเงินสมทบจากคนทำงานในปัจจุบันไปจ่ายให้ผู้รับบำนาญ หากจำนวนผู้จ่ายลดลง แต่ผู้รับเพิ่มขึ้น ความสมดุลทางการเงินย่อมเกิดปัญหาตามมา จนมีแนวโน้มที่ผู้ประกันตนที่ทำงานส่งเงินให้กองทุนในปัจจุบันเสี่ยงที่จะไม่ได้รับเงินเมื่อถึงคราวที่ตนเองเกษียณอายุจากการทำงาน เนื่องจากภาระในการจ่ายบำนาญของกองทุนที่เพิ่มอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปัจจุบันสัดส่วนช่วงอายุผู้ประกันตน ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน (15 – 19 ปี) ลดต่ำกว่าสัดส่วนผู้ประกันตนในช่วงอายุ 45 ปีขึ้นไป เช่นเดียวกับช่วงอายุ 30 – 44 ปี ซึ่งเป็นช่วงหลักของการทำงานก็มีแนวโน้มลดลงด้วย

 

ภาพประกอบแสดงสัญลักษณ์กองทุนประกันสังคมไทย และกราฟแสดงความท้าทายด้านการเงินและประชากรสูงวัย 2

สัดส่วนช่วงอายุผู้ประกันตนในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา

 

ประการที่สอง รูปแบบการจ้างงานกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แรงงานจำนวนมากเข้าสู่เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม (GIG Economy) เป็นฟรีแลนซ์ หรือผู้รับจ้างอิสระ ซึ่งไม่มีนายจ้างประจำ อย่างไรก็ตาม ระบบประกันสังคมไทยในปัจจุบันถูกออกแบบโดยตั้งอยู่บนสมมติฐานของ “แรงงานประจำ” ที่มีนายจ้างร่วมสมทบเงินเข้ากองทุน แรงงานรูปแบบใหม่จึงอาจเข้าถึงระบบได้จำกัด หรือเลือกสมัครเป็นผู้ประกันตนในมาตราที่ให้สิทธิประโยชน์ต่ำกว่า

 

ยิ่งไปกว่านั้น ความต้องการของแรงงานกลุ่มนี้แตกต่างจากแรงงานประจำ เช่น ต้องการความยืดหยุ่นในการส่งเงินสมทบตามรายได้ที่ผันผวน ต้องการความคุ้มครองกรณีรายได้หายในทันทีหากไม่มีงานในแพลตฟอร์ม หรือความคุ้มครองด้านสุขภาพและอุบัติเหตุที่สอดคล้องกับลักษณะงานเฉพาะทาง หากเงื่อนไขของกองทุนไม่ปรับตัวให้ทัน ก็ย่อมเสี่ยงที่จะสูญเสียฐานผู้สมทบที่กำลังมีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้นในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ความท้าทายที่ 3 แนวคิดระบบบำนาญที่เปลี่ยนแปลงไป

 

อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญของประกันสังคมไทยในระยะยาวคือเรื่องของ “บำนาญ” ที่ปัจจุบันทั่วโลกมีการเปลี่ยนแปลงเชิงแนวคิดของระบบบำนาญสำหรับแรงงานจากระบบผลประโยชน์กำหนดแน่นอน (Defined Benefit: DB) ไปสู่ระบบเงินสมทบกำหนดแน่นอน (Defined Contribution: DC) หรือระบบผสม (Hybrid Systems) ซึ่งเกิดจากโครงสร้างประชากรและพฤติกรรมการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป

 

ในระบบ DB แบบดั้งเดิม ภาระความเสี่ยงด้านการลงทุนและอายุยืน (Longevity Risk) อยู่ที่กองทุนหรือรัฐ โดยผู้รับบำนาญทราบสูตรคำนวณชัดเจน เช่น คิดจากเงินเดือนเฉลี่ยช่วงท้ายและจำนวนปีทำงาน ซึ่งระบบดังกล่าวเป็นที่นิยมเนื่องจากเงินบำนาญถูกคิดเป็นส่วนหนึ่งของผลตอบแทนในการทำงาน และเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ทำงานอยู่กับบริษัทในระยะยาว แต่เมื่อโครงสร้างประชากรและพฤติกรรมการจ้างงานเปลี่ยนไป ระบบ DB กลับเป็นการสร้างภาระหนี้สินในระยะยาวจากจำนวนผู้รับบำนาญที่สูงขึ้น และไม่สอดคล้องกับจำนวนแรงงานที่จ่ายเบี้ยประกันสังคมในปัจจุบัน

 

สถิติแผนบำนาญส่วนบุคคลของสหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่างชัดเจนในการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว โดยในช่วงปี 1975 แผน DB ครอบคลุมลูกจ้างเอกชนมากกว่า DC ประมาณ 3 เท่า แต่แนวโน้มกลับด้านในช่วงต้นทศวรรษ 1990 และในปี 2021 แผน DC ครอบคลุมแรงงานเอกชนเกือบ 115 ล้านคน เทียบกับ DB เพียงราว 32 ล้านคน ซึ่งสะท้อนการถ่ายโอน “ความเสี่ยง” จากระบบบำนาญไปสู่ผู้สมทบเอง จากการที่เงินเกษียณขึ้นกับผลตอบแทนของกองทุน โดยไม่มีภาครัฐมารับประกันเช่นในประเทศไทย ทั้งนี้แรงงานต้องตัดสินใจอัตราออม การจัดพอร์ตลงทุน และการบริหารเงินหลังเกษียณ

 

ภาพประกอบแสดงสัญลักษณ์กองทุนประกันสังคมไทย และกราฟแสดงความท้าทายด้านการเงินและประชากรสูงวัย 3

จำนวนผู้เข้าร่วมในแผนบำนาญ แยกตามประเภทของแผน ปี 1975–2021 (หน่วย: พันคน)

 

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มปัจจุบันไม่ได้หยุดอยู่ที่ DC เพียงอย่างเดียว แต่เริ่มพัฒนาไปสู่ระบบผสมที่ผสานข้อดีของทั้งสองแบบ เช่น การใช้กลไกอัตโนมัติ (Auto-Enrollment) กองทุนเป้าหมายตามอายุ (Target Date Funds) และการเพิ่มทางเลือกด้านรายได้หลังเกษียณ เพื่อลดภาระการตัดสินใจของผู้สมทบ ขณะเดียวกันยังรักษาวินัยการคลังของระบบโดยไม่สร้างหนี้สินสะสมแบบ DB ดั้งเดิม

 

สวีเดนเป็นตัวอย่างสำคัญของการปฏิรูปบำนาญเชิงโครงสร้าง โดยการใช้ระบบผสมผสานข้อดีของ DB และ DC ซึ่งมีลักษณะเป็นบัญชีสะสมบำนาญส่วนบุคคลเข้าด้วยกัน โดยประกอบด้วย 3 ส่วนที่สำคัญ คือ

 

1. บำนาญภาครัฐ (National Public Pension)

 

  • Income Pension: เป็นระบบสมทบแบบบัญชีสมมติ (Notional Defined Contribution: NDC) ใช้เงินสมทบของคนทำงานจ่ายให้ผู้รับบำนาญปัจจุบัน ประมาณ 16% ของรายได้ (หลักการเดียวกับกองทุนประกันสังคมไทย) แต่บันทึกสิทธิของแต่ละคนเป็นบัญชีส่วนบุคคลตลอดช่วงชีวิต กลไกนี้ทำให้สิทธิสะท้อนการสมทบจริง และปรับตัวตามภาวะประชากรอัตโนมัติ

 

  • Premium Pension (funded DC): เงินสมทบประมาณ 2.5% ของรายได้จะถูกนำไปลงทุนจริงในกองทุนที่ผู้ประกันตนเลือก หรือกองทุนเริ่มต้นของรัฐหากไม่เลือกเอง ซึ่งสะท้อนถึงการตัดสินใจได้ด้วยตนเองของผู้ประกันตน

 

  • Guarantee Pension: บำนาญขั้นต่ำสำหรับผู้มีรายได้ต่ำหรือแทบไม่มีรายได้ตลอดชีวิตซึ่งรัฐมีหน้าที่ในการสมทบให้

 

2. บำนาญจากนายจ้าง (Occupational Pension)

 

แรงงานส่วนใหญ่มีสิทธิจากข้อตกลงแรงงานแบบรวมกลุ่ม (การตกลงระหว่างนายจ้างและสหภาพแรงงาน) ซึ่งมักเป็นมีการกำหนดสูตรของเงินบำนาญที่แน่นอน (DC) หรือเป็นแบบผสม ทั้งนี้เพิ่มรายได้หลังเกษียณให้ใกล้เคียงรายได้ก่อนเกษียณ

 

3. การออมส่วนตัว (Private Savings)

 

แม้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับบำนาญส่วนบุคคลถูกยกเลิกในปี 2016 แต่ประชาชนยังสามารถออมเพิ่มเติมผ่านกองทุนรวมและผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่น

 

ข้อสังเกตสำคัญของระบบบำนาญสวีเดนข้างต้นคือ การผสมระหว่างระบบการสมทบแบบบัญชีสมมติ (NDC) ที่ทำหน้าที่ในการจ่ายเงินบำนาญให้ผู้เกษียณในปัจจุบันแต่ยังคงเปิดช่องให้ผู้ประกันตนสามารถเลือกลงทุนได้ตามความต้องการของตนเองในส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นการกระจายความเสี่ยงระหว่างรัฐ นายจ้าง และประชาชน พร้อมทั้งมีการใช้กลไกกึ่งอัตโนมัติช่วยรักษาความยั่งยืนในระยะยาว นับเป็นโจทย์สำคัญที่ไทยต้องพิจารณาในบริบทการปฏิรูปประกันสังคมเช่นกัน

 

“จากความท้าทายทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่าประกันสังคมไทยกำลังยืนอยู่บนจุดตัดสำคัญของการปฏิรูป ที่ไม่ใช่เพียงคำถามว่า “จะเพิ่มสิทธิอะไร” หรือ “จะลดภาระใคร” แต่เป็นคำถามเชิงระบบว่า โครงสร้างปัจจุบันยังสอดคล้องกับโครงสร้างประชากร ตลาดแรงงาน และแนวคิดบำนาญสมัยใหม่หรือไม่ รวมถึงเพียงพอต่อการรองรับภาระในอีก 20–30 ปีข้างหน้าหรือไม่”

 

ประเด็นเหล่านี้นำไปสู่คำถามที่สำคัญยิ่งกว่า คือ สถานะทางการเงินของกองทุนมีความมั่นคงเพียงใด หากแนวโน้มประชากรและเศรษฐกิจเดินต่อไปในทิศทางเดิม

 

ติดตามซีรีส์บทความนับถอยหลังกองทุนประกันสังคม ตอนที่ 2 ในเร็ว ๆ นี้ สำรวจ “โมเดลความยั่งยืนทางการเงิน” ของกองทุนอย่างเป็นระบบว่าตัวเลขในปัจจุบันกำลังสะท้อนสัญญาณใด ความเสี่ยงอยู่ตรงไหน และมีทางเลือกเชิงนโยบายใดบ้างที่สามารถทำได้ ก่อนที่ปัญหาเงินไม่พอจะกลายเป็นวิกฤตที่ยากจะแก้ไข

The post ประกันสังคมไทยบนทางแยก: ความท้าทายก่อนการปฏิรูป appeared first on THE STANDARD.

]]>