News – THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 07 Oct 2026 09:28:17 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สบส.สั่งปิด’โสธรชัย เนอร์สซิ่งโฮม’ พบดัดแปลงกรงเหล็กขังผู้สูงอายุ-ลอบรับผู้ป่วยจิตเวช https://thestandard.co/sothornchai-nursing-home-closed-elderly-cage/ Wed, 07 Oct 2026 09:28:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1265720 ภาพกรงเหล็กที่ใช้ขังผู้สูงอายุในโสธรชัย เนอร์สซิ่งโฮม

วันนี้(7 ตุลาคม) กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ออกหนัง […]

The post สบส.สั่งปิด’โสธรชัย เนอร์สซิ่งโฮม’ พบดัดแปลงกรงเหล็กขังผู้สูงอายุ-ลอบรับผู้ป่วยจิตเวช appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกรงเหล็กที่ใช้ขังผู้สูงอายุในโสธรชัย เนอร์สซิ่งโฮม

วันนี้(7 ตุลาคม) กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ออกหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2569 สั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพของ ‘โสธรชัย เนอร์สซิ่งโฮม การดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิง’ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลท่าม่วง อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี

 

คำสั่งดังกล่าวสืบเนื่องจากการที่พนักงานเจ้าหน้าที่ สบส. ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569 และพบการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายอย่างร้ายแรง โดยสถานที่ให้บริการมีการเปลี่ยนแปลงและปรับสภาพพื้นที่จากที่ได้รับอนุญาต พบการสร้างห้องลูกกรงเหล็กที่สามารถล็อกจากภายนอกได้ มีการขึงลวดหนามหีบเพลงบริเวณขอบประตู เพดาน และหลังคาโดยรอบ นอกจากนี้ ยังพบเตียงของผู้รับบริการที่ถูกดัดแปลงต่อเติมโครงเหล็กเป็นลูกกรงครอบปิดไว้อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นการให้บริการที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานด้านความปลอดภัย ละเมิดความเป็นส่วนตัว และขัดต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

 

นอกจากปัญหาด้านสถานที่และการละเมิดสิทธิผู้รับบริการแล้ว เจ้าหน้าที่ยังพบการลักลอบให้บริการนอกพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต โดยมีการขยายพื้นที่จากเดิมที่ได้รับอนุญาต 1,600 ตารางเมตร เป็น 4,681 ตารางเมตร ซึ่งมีความผิดตาม พ.ร.บ.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ. 2559 ยิ่งไปกว่านั้น ยังพบว่าสถานที่ดังกล่าวยังรับผู้ป่วยจิตเวชเข้ารับการรักษา ซึ่งถือเป็นการประกอบกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต มีความผิดตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ. 2541

 

จากข้อเท็จจริงดังกล่าว ภานุเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ จึงอาศัยอำนาจตามกฎหมาย สั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการของ โสธรชัย เนอร์สซิ่งโฮมฯ เนื่องจากปล่อยปละละเลยให้มีการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย ความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดี ทั้งนี้ ผู้รับอนุญาตสามารถยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง แต่การอุทธรณ์จะไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตนี้

The post สบส.สั่งปิด’โสธรชัย เนอร์สซิ่งโฮม’ พบดัดแปลงกรงเหล็กขังผู้สูงอายุ-ลอบรับผู้ป่วยจิตเวช appeared first on THE STANDARD.

]]>
GISTDA เปิดภาพเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์น้ำเกือบเต็มความจุ เผยคราบสีเขียวจากแพลงก์ตอนพืชเพิ่มฉับพลัน https://thestandard.co/gistda-pasak-dam-green-water/ Wed, 07 Oct 2026 08:40:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1265716 ภาพถ่ายดาวเทียมเปรียบเทียบเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ แสดงระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นและปรากฏการณ์น้ำเขียว

วันนี้ (7 ตุลาคม) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสาร […]

The post GISTDA เปิดภาพเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์น้ำเกือบเต็มความจุ เผยคราบสีเขียวจากแพลงก์ตอนพืชเพิ่มฉับพลัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพถ่ายดาวเทียมเปรียบเทียบเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ แสดงระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นและปรากฏการณ์น้ำเขียว

วันนี้ (7 ตุลาคม) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA เปิดภาพถ่ายจากดาวเทียมเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ โดยเปรียบเทียบภาพจากดาวเทียม Sentinel-2C วันที่ 19 กรกฎาคม 2569 กับ Landsat-8 วันที่ 1 ตุลาคม 2569 พบการเปลี่ยนแปลงของลักษณะผิวน้ำอย่างเห็นได้ชัดทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ดังนี้

 

  • ความแตกต่างของขนาดพื้นผิวน้ำเหนือเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ก่อน (ซ้ายมือ) และหลังสถานการณ์ (ขวามือ) จากภาพแสดงถึงปริมาณน้ำในเขื่อนเพิ่มขึ้นอย่างมากจนถึงระดับใกล้เต็มความจุเขื่อน

 

  • ภาพถ่ายจากดาวเทียมเดือนตุลาคม 2569 ปรากฎสีน้ำในเขื่อนเป็นสีเขียว เนื่องจาก พื้นที่โดยรอบเขื่อนป่าสักฯ เป็นพื้นที่เกษตรกรรมเป็นหลัก เมื่อเกิดฝนตก น้ำฝนที่ไหลบ่าผ่านพื้นที่ดังกล่าว จะชะล้างและพัดพาเอาสารอาหารจากปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยเคมี และอินทรียวัตถุต่างๆ ลงสู่เขื่อน เมื่อมีสารอาหารไหลลงสู่เขื่อนในปริมาณมาก ประกอบกับมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม สาหร่ายและแพลงก์ตอนพืชจะสามารถเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว (Algae bloom) ทำให้เกิดเป็นปรากฎการณ์น้ำเขียวในเขื่อนฯ ดังที่เราเห็นในภาพ

 

GISTDA ระบุด้วยว่า ข้อมูลจากดาวเทียมจึงมีบทบาทสำคัญในการติดตามและมองเห็นการเปลี่ยนแปลงของแหล่งน้ำในพื้นที่ขนาดใหญ่ ช่วยให้เราเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่โดยรอบกับสภาพของแหล่งน้ำ และสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการเฝ้าระวัง ประเมินสถานการณ์ และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

ภาพ: GISTDA

The post GISTDA เปิดภาพเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์น้ำเกือบเต็มความจุ เผยคราบสีเขียวจากแพลงก์ตอนพืชเพิ่มฉับพลัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
พม. เร่งคุ้มครอง 104 รายในศูนย์ดูแลฯ เมืองกาญจนบุรี วาง 3 แนวทางช่วยเหลือ ทั้งส่งกลับครอบครัวและดูแลในสถานรองรับ https://thestandard.co/pmm-protects-104-kanchanaburi-care-center/ Wed, 07 Oct 2026 08:36:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1265712 ภาพเจ้าหน้าที่กระทรวง พม. ลงพื้นที่ตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือผู้สูงอายุและคนพิการในศูนย์ดูแลฯ ที่กาญจนบุรี

วันนี้ (7 ตุลาคม) นิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ […]

The post พม. เร่งคุ้มครอง 104 รายในศูนย์ดูแลฯ เมืองกาญจนบุรี วาง 3 แนวทางช่วยเหลือ ทั้งส่งกลับครอบครัวและดูแลในสถานรองรับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเจ้าหน้าที่กระทรวง พม. ลงพื้นที่ตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือผู้สูงอายุและคนพิการในศูนย์ดูแลฯ ที่กาญจนบุรี

วันนี้ (7 ตุลาคม) นิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยว่า จากกรณีข่าวเรื่องความขัดแย้งในครอบครัวและการนำผู้สูงอายุเข้าสู่ศูนย์ดูแลฯ โดยอาจไม่เป็นไปตามความสมัครใจนั้น กระทรวง พม. ได้สั่งการด่วนไปยังทีม พม.จังหวัดทุกจังหวัด ให้ลงพื้นที่สำรวจและตรวจสอบมาตรฐานของศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและคนพิการอย่างเข้มงวด เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยและสิทธิมนุษยชนของผู้รับบริการ

 

ระยะต่อไปกระทรวง พม. จะมีการยกระดับการดูแลสุขภาพจิตในศูนย์สถานที่ดูแลผู้สูงอายุและคนพิการในสังกัด พร้อมทั้งบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาและเพิ่มบุคลากรรองรับสังคมสูงวัยอย่างยั่งยืน

 

นิกรกล่าวถึงความคืบหน้าในการดำเนินการเรื่องดังกล่าวว่า จากข้อมูลเบื้องต้น พบผู้ใช้บริการในสถานฯ จำนวนทั้งสิ้น 104 ราย โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ได้ประสานความร่วมมือไปยังอธิบดีกรมสุขภาพจิต เพื่อนำทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเข้าประเมินสภาพร่างกาย จิตใจ รวมถึงคัดกรอง ผู้ป่วยที่ อยู่ในศูนย์โดยละเอียด ก่อนพิจารณาดูแลตามแนวทางทางการแพทย์ต่อไป

 

ส่วน ทีม พม.จังหวัดกาญจนบุรี ได้ดำเนินการช่วยเหลือคุ้มครองผู้สูงอายุ ทั้ง 104 ราย โดยแบ่งเป็นผู้สูงอายุ จำนวน 25 ราย มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดกาญจนบุรี จำนวน 2 ราย และอยู่ต่างจังหวัด จำนวน 23 ราย ส่วนผู้ใช้บริการที่เหลือจำนวน 79 ราย เป็นบุคคลที่มิได้อยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุและอยู่ระหว่างการประเมินสุขภาพจิต

 

แนวทางต่อจากนี้ กระทรวง พม. ได้วางแผนการทำงาน 3 เรื่องเร่งด่วน ดังนี้

 

  1. กรณีผู้ขอรับบริการไม่มีญาติหรือครอบครัวที่จะสามารถรับกลับไปอุปการะดูแลได้ จะประสานและดำเนินการส่งเข้ารับการอุปการะดูแลในสถานรองรับที่เหมาะสมเป็นการชั่วคราว เพื่อให้ได้รับการดูแลและคุ้มครองอย่างเหมาะสมต่อไป
  2. กรณีผู้ขอรับบริการสามารถกลับไปพักอาศัยอยู่กับครอบครัวได้ จะดำเนินการประสานและติดตามผลการช่วยเหลือร่วมกับครอบครัว เพื่อให้ผู้ขอรับบริการสามารถกลับไปใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย
  3. กรณีผู้ขอรับบริการมีภูมิลำเนาหรือครอบครัวอยู่ต่างจังหวัด จะดำเนินการติดตามและประสานงานกับสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือและติดตามดูแล

The post พม. เร่งคุ้มครอง 104 รายในศูนย์ดูแลฯ เมืองกาญจนบุรี วาง 3 แนวทางช่วยเหลือ ทั้งส่งกลับครอบครัวและดูแลในสถานรองรับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สภาผู้ชมผู้ฟังฯ Thai PBS ร้องเรียน สส.-สว. ค้านแก้กฎหมายแหล่งเงิน กังวลสื่อสาธารณะไม่เป็นอิสระ https://thestandard.co/thai-pbs-funding-law-independence/ Wed, 07 Oct 2026 08:33:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1265708 ตัวแทนสภาผู้ชมผู้ฟัง Thai PBS ยื่นหนังสือคัดค้านการแก้ไขกฎหมายแหล่งเงินสนับสนุนต่อ สส. และ สว.

คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ ของทั้งสภาผู้แทนราษฎรและ […]

The post สภาผู้ชมผู้ฟังฯ Thai PBS ร้องเรียน สส.-สว. ค้านแก้กฎหมายแหล่งเงิน กังวลสื่อสาธารณะไม่เป็นอิสระ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตัวแทนสภาผู้ชมผู้ฟัง Thai PBS ยื่นหนังสือคัดค้านการแก้ไขกฎหมายแหล่งเงินสนับสนุนต่อ สส. และ สว.

คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ ของทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา รับหนังสือจากสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ Thai PBS เพื่อคัดค้านแนวทางการแก้ไขกฎหมายแหล่งเงินสนับสนุนองค์กร โดยแสดงความกังวลว่าอาจกระทบต่อความเป็นอิสระจากการแทรกแซงของรัฐและทุน พร้อมเตรียมบรรจุเรื่องเข้าสู่วาระการพิจารณา ขณะเดียวกันกรรมาธิการชี้ว่า Thai PBS จำเป็นต้องรับฟังข้อวิจารณ์เพื่อปรับปรุงความคุ้มค่าและความโปร่งใสในการใช้งบประมาณควบคู่ไปด้วย

ดูภาพข่าว 

ตัวแทนสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ Thai PBS ยืนยันว่า การเข้ายื่นหนังสือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อปกป้องหลักการของสื่อสาธารณะ ไม่ใช่การปกป้องตัวองค์กร Thai PBS โดยเฉพาะ พร้อมยอมรับว่า Thai PBS จำเป็นต้องปรับปรุงเรื่องความคุ้มค่าและความโปร่งใสในการใช้งบประมาณ แต่เห็นว่าประเด็นดังกล่าวควรแยกออกจากหลักการเรื่องความเป็นอิสระ และไม่ควรนำข้อกังวลด้านวินัยการเงินการคลังมาเป็นข้ออ้างในการลดทอนความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ

 

ภคมน หนุนอนันต์ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร เป็นตัวแทนรับหนังสือจากตัวแทนสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ Thai PBS และเครือข่ายเพื่อนสื่อสาธารณะ กรณีคัดค้านแนวทางการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับแหล่งเงินสนับสนุน โดยระบุว่าจะบรรจุเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ระเบียบวาระการพิจารณาของคณะกรรมาธิการในวันที่ 22 ตุลาคมนี้

 

ภคมน ยืนยันหลักการว่าสื่อต้องมีสิทธิเสรีภาพ และประเทศไทยยังจำเป็นต้องมีสื่อสาธารณะ พร้อมตั้งคำถามถึงความพยายามในการอ้างเรื่องวินัยการเงินการคลังเพื่อเปลี่ยนแหล่งเงินสนับสนุนของ Thai PBS ว่ามีจุดประสงค์ที่แท้จริงเพื่อสิ่งใด อย่างไรก็ตาม

 

ภคมนยอมรับว่าที่ผ่านมาเมื่อ Thai PBS เข้ารายงานต่อสภาผู้แทนราษฎร มักถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณ องค์กรจึงควรใช้โอกาสนี้ปรับปรุงการทำงาน เพื่อยืนยันความจำเป็นในการเป็นสื่อสาธารณะที่มีความเป็นอิสระและใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ

 

นอกจากนี้ ภคมนเสนอว่ากลไกสภาผู้ชมและผู้ฟังเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการตรวจสอบ พรรคประชาชนจึงมีแนวคิดเตรียมเสนอร่างกฎหมายประกบ เพื่อแก้ไขพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย เปิดทางให้ Thai PBS สามารถสร้างรายได้จากทรัพย์สินทางปัญญาและฟุตเทจข่าวสำคัญขององค์กรได้

 

โดยย้ำว่า กมธ. ต้องการพิจารณาถึงอนาคตของสื่อสาธารณะ และต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาความเป็นอิสระ ไม่ให้ถูกครอบงำจากฝ่ายการเมืองไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใด

 

ด้าน ชลณัฏฐ์ โกยกุล โฆษกคณะกรรมาธิการฯ สภาผู้แทนราษฎร ตั้งข้อสังเกตถึงการให้เหตุผลว่าการเปลี่ยนแหล่งเงินของ Thai PBS จากภาษีสรรพสามิตมาเป็นงบประมาณจากรัฐโดยตรงเพื่อนำเข้าสู่ระบบให้ตรวจสอบได้ ว่ายังเป็นประเด็นที่ต้องตั้งคำถาม เนื่องจากประสบการณ์การทำงานของ กมธ. ที่ผ่านมา พบว่าผู้เกี่ยวข้องกับรัฐบาลหรือฝ่ายการเมืองมักไม่เข้ามาชี้แจงด้วยตนเอง และส่งตัวแทนที่ตอบคำถามได้ไม่ครบถ้วนมาชี้แจงแทน การเปลี่ยนแหล่งเงินจึงควรระบุเหตุผลให้ชัดเจนว่ามีเป้าหมายเพื่อความโปร่งใสจริง หรือมีเจตนาเพื่อควบคุมสื่อสาธารณะ

 

ขณะที่ นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ซึ่งออกมารับหนังสือเช่นเดียวกัน ระบุว่าจะเตรียมนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการโดยเร็ว และจะตรวจสอบระเบียบวาระเพื่อกำหนดวันต่อไป

 

นรเศรษฐ์ กล่าวว่าต้องกลับมาพิจารณาหลักการว่าประเทศยังจำเป็นต้องมีสื่อสาธารณะหรือไม่ โดย Thai PBS ถูกออกแบบมาให้มีความเป็นอิสระ ไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลทางการเมืองและกลุ่มทุน การใช้แหล่งเงินจากภาษีเฉพาะทำให้องค์กรไม่ต้องพึ่งพารายได้จากการโฆษณา การอ้างเรื่องวินัยการเงินการคลังเพื่อแก้ไขแหล่งเงินจึงต้องพิจารณาให้ชัดเจนว่าเป็นเหตุผลหลักหรือไม่ เนื่องจากปัจจุบันองค์กรมีกระบวนการตรวจสอบและต้องรายงานต่อรัฐสภาอยู่แล้ว

 

พร้อมชี้ว่าการนำเข้าสู่ระบบงบประมาณไม่ได้หมายความว่าจะสามารถแก้ปัญหาการทุจริตได้ทั้งหมด หากกังวลเรื่องการตรวจสอบก็สามารถออกแบบกลไกให้เข้มแข็งขึ้นได้ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแหล่งเงินจนกระทบความเป็นอิสระ

 

ด้าน เทวฤทธิ์ สมาชิกวุฒิสภา และโฆษกคณะกรรมาธิการฯ วุฒิสภา กล่าวเสริมว่า ที่ผ่านมาสังคมคาดหวังและวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ Thai PBS มาตลอด โดยเฉพาะเรื่องความสมดุลในการนำเสนอเนื้อหาท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง ตลอดจนประเด็นด้านโครงสร้างบุคลากรและการบริหารจัดการที่ควรได้รับการปรับปรุง แต่กระบวนการปฏิรูปดังกล่าวควรให้ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคประชาสังคม เครือข่าย และสภาผู้ชมผู้ฟังเข้ามามีส่วนร่วม

 

เทวฤทธิ์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการอ้างพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาเป็นเหตุผลประกอบการแก้ไขกฎหมายว่า ร่างกฎหมายนี้ถูกเสนอโดยพรรคการเมือง ไม่ใช่กระทรวงการคลังซึ่งเป็นเจ้าภาพหลัก จึงต้องพิจารณาว่าการแก้ไขกฎหมายมีเป้าหมายเพื่อการปฏิรูปให้ตอบโจทย์การเป็นสื่อสาธารณะอย่างแท้จริง หรือมีประเด็นทางการเมืองอื่นประกอบด้วย

 

 

ตัวแทนสภาผู้ชมผู้ฟัง Thai PBS ยื่นหนังสือคัดค้านการแก้ไขกฎหมายแหล่งเงินสนับสนุนต่อ สส. และ สว. 1ตัวแทนสภาผู้ชมผู้ฟัง Thai PBS ยื่นหนังสือคัดค้านการแก้ไขกฎหมายแหล่งเงินสนับสนุนต่อ สส. และ สว. 2ตัวแทนสภาผู้ชมผู้ฟัง Thai PBS ยื่นหนังสือคัดค้านการแก้ไขกฎหมายแหล่งเงินสนับสนุนต่อ สส. และ สว. 3ตัวแทนสภาผู้ชมผู้ฟัง Thai PBS ยื่นหนังสือคัดค้านการแก้ไขกฎหมายแหล่งเงินสนับสนุนต่อ สส. และ สว. 4ตัวแทนสภาผู้ชมผู้ฟัง Thai PBS ยื่นหนังสือคัดค้านการแก้ไขกฎหมายแหล่งเงินสนับสนุนต่อ สส. และ สว. 5

The post สภาผู้ชมผู้ฟังฯ Thai PBS ร้องเรียน สส.-สว. ค้านแก้กฎหมายแหล่งเงิน กังวลสื่อสาธารณะไม่เป็นอิสระ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อธิการบดี ม.ศิลปากร ชูทิศทางมหาวิทยาลัย “บูรณาการศาสตร์และศิลป์” กุญแจสู่มาตรฐานระดับโลก [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/silpakorn-rector-integrate-arts-sciences-global/ Wed, 07 Oct 2026 08:31:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1265491 ภาพศาสตราจารย์ ดร.ธนะเศรษฐ์ ง้าวหิรัญพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร

มหาวิทยาลัยศิลปากรถือกำเนิดจาก “โรงเรียนประณีตศิลปกรรม” […]

The post อธิการบดี ม.ศิลปากร ชูทิศทางมหาวิทยาลัย “บูรณาการศาสตร์และศิลป์” กุญแจสู่มาตรฐานระดับโลก [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพศาสตราจารย์ ดร.ธนะเศรษฐ์ ง้าวหิรัญพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร

มหาวิทยาลัยศิลปากรถือกำเนิดจาก “โรงเรียนประณีตศิลปกรรม” ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2476 สังกัดกรมศิลปากร โดย ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี (Corrado Feroci) ศิลปินและประติมากรชาวอิตาเลียน เป็นผู้ก่อตั้ง เพื่อจัดการเรียนการสอนด้านจิตรกรรมและประติมากรรมแก่ข้าราชการและนักเรียนโดยไม่เก็บค่าเล่าเรียน

 

 

ต่อมาใน พ.ศ. 2478 โรงเรียนประณีตศิลปกรรมได้รวมกับโรงเรียนนาฏดุริยางคศาสตร์ และเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนศิลปากร” ก่อนที่จะมีการพัฒนาสู่สถาบันอุดมศึกษาที่มีความหลากหลายทางด้านศิลปะและวิชาการมากขึ้น

 

ในช่วงการพัฒนาสู่การเป็นมหาวิทยาลัย มีบุคคลสำคัญหลายท่านมีบทบาทในการส่งเสริมและผลักดันการศึกษาด้านศิลปะและวิชาการของประเทศ โดยเฉพาะ หลวงวิจิตรวาทการ และ พระสาโรชรัตนนิมมานก์ ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในยุคบุกเบิกและพัฒนาการด้านศิลปวัฒนธรรมและการศึกษาของไทย อันเป็นบริบทสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาสถาบันศิลปะของประเทศในช่วงเวลานั้น

 

กระทั่งวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2486 โรงเรียนศิลปากรได้รับการยกฐานะเป็น “มหาวิทยาลัยศิลปากร” อย่างเป็นทางการ โดยมีคณะจิตรกรรมและประติมากรรมเป็นคณะวิชาแรก และศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ดำรงตำแหน่งคณบดี คณะจิตรกรรมและประติมากรรม ขณะที่อธิบดีกรมศิลปากรดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการมหาวิทยาลัย นับว่าที่นี่เป็นสถาบันการศึกษาด้านศิลปะแห่งแรกและเก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย

 

กว่า 8 ทศวรรษที่ผ่านมา รากฐานและชื่อเสียงอันเป็นที่ประจักษ์ในแวดวงศิลปะ ในฐานะ “มหาวิทยาลัยทางด้านศิลปะแห่งแรกของประเทศไทย” ยังคงอยู่ หากแต่บริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ม.ศิลปากรได้ก้าวข้ามกรอบขององค์ความรู้เฉพาะด้าน สู่การบูรณาการศาสตร์และศิลป์ เพื่อสร้างองค์ความรู้ นวัตกรรม และความสร้างสรรค์ที่ตอบโจทย์สังคมและก้าวสู่มาตรฐานระดับโลก โดยมีการวางเป้าหมายให้ทุกศาสตร์ในทุกคณะวิชามีการบูรณาการร่วมกัน

 

ศาสตราจารย์ ดร.ธนะเศรษฐ์ ง้าวหิรัญพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร เผยแนวคิด กลยุทธ์ และวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยศิลปากร สู่การเป็น “มหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งการสร้างสรรค์ระดับสากล บูรณาการศาสตร์และศิลป์ เพื่อสังคมที่ยั่งยืน”

 

ภาพศาสตราจารย์ ดร.ธนะเศรษฐ์ ง้าวหิรัญพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร 1

 

บูรณาการศาสตร์และศิลป์ วิสัยทัศน์ที่หยั่งรากมาตั้งแต่แรกเริ่ม

 

ศาสตราจารย์ ดร.ธนะเศรษฐ์ ง้าวหิรัญพัฒน์ ถ่ายทอดมุมมองในการกำหนดวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยศิลปากร โดยใช้อัตลักษณ์ความโดดเด่นด้านศิลปะและการออกแบบ อันเป็นรากฐานอันแข็งแกร่งของมหาวิทยาลัยศิลปากร ผนวกเข้ากับองค์ความรู้หลากหลายศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นด้านมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนศาสตร์แขนงต่าง ๆ ล้วนสามารถเชื่อมโยงและหลอมรวมเข้ากับศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างองค์ความรู้และคุณค่าให้แก่ประเทศไทย

 

“ศิลปะหรือการออกแบบเน้นเรื่องของจิตใจ อารมณ์ และความรู้สึก แต่ในขณะที่วิทยาศาสตร์ เน้นความจริง และความเป็นเหตุ เป็นผล เพราะฉะนั้น การบูรณาการองค์ความรู้สองด้านนี้เข้าด้วยกัน จะทำให้เกิดนวัตกรรมและองค์ความรู้ใหม่ ๆ ขึ้นมา”

 

“แนวคิดและทิศทางที่กำหนดไว้ในแผนนโยบาย มิได้หยุดอยู่เพียงในระดับแนวคิด หากแต่ได้รับการขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติจริงและถ่ายทอดลงสู่ห้องเรียนอย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ข้ามศาสตร์ อาทิ คณะเภสัชศาสตร์ที่นำองค์ความรู้ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์จากคณะมัณฑนศิลป์มาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน ขณะเดียวกัน นักศึกษาด้านศิลปะยังได้รับการเสริมสร้างทักษะด้านการตลาดและความเป็นผู้ประกอบการ เพื่อให้สามารถต่อยอดความรู้และความคิดสร้างสรรค์ไปสู่การสร้างคุณค่าและมูลค่าในโลกการทำงานได้อย่างเป็นรูปธรรม”

 

“นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยศิลปากรยังได้ขยายขอบเขตองค์ความรู้ด้วยการจัดตั้งคณะสหเวชศาสตร์ ครอบคลุมศาสตร์ด้านกายภาพบำบัด จิตวิทยา และแพทย์แผนไทย พร้อมนำอัตลักษณ์ด้านศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ผสานกับศาสตร์สุขภาพ เพื่อสร้างรูปแบบการเรียนรู้ที่มีความโดดเด่น และมีความแตกต่างจากคณะสหเวชศาสตร์ในสถาบันอุดมศึกษาอื่น ๆ”

 

“นี่คือ DNA ของม.ศิลปากร—การผสานศาสตร์และศิลป์ที่เป็นตัวตนของเรา และเป็นสิ่งที่ทำให้ ม.ศิลปากรแตกต่างจากที่อื่น ๆ” อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากรอธิบาย

 

นอกเหนือจากการบูรณาการองค์ความรู้จากหลากหลายศาสตร์เข้าด้วยกัน อธิการบดี ม.ศิลปากร ยังให้ความสำคัญกับแนวคิด “Amicability” หรือความเป็นกัลยาณมิตร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยหล่อหลอมให้บุคลากรจากต่างศาสตร์ ต่างสาขา และต่างมุมมอง สามารถเปิดใจเรียนรู้และทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น บนพื้นฐานของความเข้าใจ ความเคารพ และความเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน ไม่ใช่เพียงแนวคิด”

 

ส่งต่อองค์ความรู้สู่สังคม

 

เป็นอีกหนึ่งนโยบายที่ ศาสตราจารย์ ดร.ธนะเศรษฐ์ ง้าวหิรัญพัฒน์ ให้ความสำคัญและขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง ด้วยการนำองค์ความรู้และศักยภาพของมหาวิทยาลัยศิลปากรสร้างประโยชน์ให้สังคมภายนอก ศาสตราจารย์ ดร.ธนะเศรษฐ์ ได้เล่าถึงประเด็นเรื่องนี้ว่า

 

“มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ดำเนินโครงการ “เพ็ชร์มีดี บุรีสร้างสรรค์” เป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อขับเคลื่อนให้เพชรบุรีเป็นเมืองสร้างสรรค์ระดับโลก โดยมีเป้าหมายในการนำองค์ความรู้ทางวิชาการและนวัตกรรมมาพัฒนาศักยภาพของชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านอาหารซึ่งเป็นเอกลักษณ์เด่นของจังหวัด ตั้งแต่ปี 2563 ปัจจุบัน โครงการฯ ได้ขยายผลไปยัง 8 อำเภอทั่วทั้งจังหวัด โดยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนและสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ซึ่งมหาวิทยาลัยศิลปากรเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้จังหวัดเพชรบุรีได้รับการประกาศให้เป็น “เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร (City of Gastronomy) จากองค์การยูเนสโก”

 

นอกจากนี้ม.ศิลปากร ยังได้จัดโครงการ “สมุทรสงครามอยู่ดี : การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ฐานนิเวศวัฒนธรรมและวิถีชีวิตชุมชน” เป็นงานวิจัยของ ม.ศิลปากร มุ่งนำทุนทางวัฒนธรรม วิถีชีวิต และทรัพยากรในพื้นที่มาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนและเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยบูรณาการศาสตร์ต่าง ๆ อาทิ สถาปัตยกรรมศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ สิ่งที่น่าสนใจคือ การนำวัสดุเหลือใช้จากชุมชนกลับมาสร้างคุณค่าใหม่ เช่น เศษถ้วยชามและเครื่องเคลือบ นอกจากนี้ ยังมี “โครงการโต๊ะจีนอิ่มใจ” ที่นำองค์ความรู้จาก 4 คณะวิชา ได้แก่ คณะมัณฑนศิลป์ คณะวิทยาศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม และคณะวิทยาการจัดการ มาบูรณาการร่วมกันเพื่อยกระดับ “โต๊ะจีนนครปฐม” ซึ่งเป็นทุนทางวัฒนธรรมและธุรกิจอาหารสำคัญของจังหวัดให้มีมิติของอาหาร สุขภาวะ การออกแบบ อัตลักษณ์ และธุรกิจ

 

ยังมีอีกหนึ่งโครงการของมหาวิทยาลัยศิลปากรที่สร้างชื่อเสียงในเวทีการประกวดผลงานวิจัยในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2569 และได้รับรางวัล Platinum Award จากโครงการ “นวัตกรรมการสังเคราะห์เส้นใยเมลานินชีวภาพจากดินเปรี้ยว อันเนื่องมาจากพระราชดำริในที่ดินมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์แฟชั่นส่งเสริมผู้ประกอบการเศรษฐกิจฐานราก” โดยเป็นผลงานการวิจัยจากอาจารย์ประจำคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ขจรศักต์ นาคปาน และศาสตราจารย์ ดร.สุภาวี ศิรินคราภรณ์ โดยการนำดินเปรี้ยวมาศึกษา และเก็บตัวอย่างดินจากพื้นที่มูลนิธิชัยพัฒนา ทำการคัดแยก เพาะเลี้ยง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเมลานิน ก่อนพัฒนาเป็นเส้นใยชีวภาพ และนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์สิ่งทอและแฟชั่น ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงระหว่างการต่อยอดเชิงพาณิชย์

 

ภาพศาสตราจารย์ ดร.ธนะเศรษฐ์ ง้าวหิรัญพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร 2

 

“ตลอดช่วงระยะเวลา 3–4 ปีที่ผ่านมา ม.ศิลปากร ได้รับการจัดอันดับในหลายสาขาและหลายรายการโดย QS สะท้อนถึงพัฒนาการและศักยภาพของมหาวิทยาลัยในระดับนานาชาติ” ได้แก่

 

✏QS World University Rankings by Subject 2026: สาขา Art & Design ของมหาวิทยาลัยติดอันดับโลกที่อันดับร่วม 201-300 ส่วนสาขาโบราณคดีติดอันดับร่วม 101-150 ของโลก

 

✏QS Star Rating: ศิลปากรได้รับการประเมินระดับ 5 ดาว ซึ่งเป็นระดับสูงสุด โดยครอบคลุมถึง 9 ด้านด้วยกัน ได้แก่ Teaching, Facilities, Programme Strength, Arts, Employability, Good Governance, Environmental Impact, Global Engagement และ Innovation & Knowledge Transfer

 

✏THE Impact Rankings (ด้าน Sustainability): ศิลปากรขยับมาอยู่ที่กลุ่มอันดับ 201-300 ของโลกในปีล่าสุด

 

✏SROI (Social Return on Investment): สร้างผลตอบแทนจากการลงทุนพัฒนาชุมชนและสังคมราว 7 เท่า ซึ่งมากกว่าเป้าเดิมที่ตั้งไว้คือ 3 เท่า

 

บุคคลผู้มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยศิลปากร

 

แม้จะเป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งศิลปะ แต่พื้นฐานของอธิการบดีท่านนี้ เป็นนักวิชาการสายวิทยาศาสตร์ก่อนเข้ารับตำแหน่งบริหารสูงสุด และกลายมาเป็นส่วนสำคัญของการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยที่เดิมมีรากฐานเป็นศิลปะให้เป็นมหาวิทยาลัยที่บูรณาการต่างศาสตร์เข้าด้วยกัน

 

ศาสตราจารย์ ดร.ธนะเศรษฐ์ ง้าวหิรัญพัฒน์ เริ่มต้นชีวิตการทำงานที่ ม.ศิลปากรตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 ในตำแหน่งอาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ ก่อนไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทและปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยมหิดล แล้วกลับมาสอนที่มหาวิทยาลัยศิลปากรอีกครั้งในปี พ.ศ. 2545

 

จากนั้นได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะเภสัชศาสตร์ ในปี พ.ศ. 2557 และคณบดีคณะเภสัชศาสตร์ในปี พ.ศ. 2559 ซึ่งเป็นช่วงที่คณะเภสัชศาสตร์ติดอันดับ QS สาขา Pharmacy & Pharmacology ของโลก ก่อนได้รับเลือกเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากรในปี พ.ศ. 2565 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของวาระการดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร

 

ศาสตราจารย์ ดร.ธนะเศรษฐ์ ง้าวหิรัญพัฒน์ กล่าวว่า พื้นเพด้านวิทยาศาสตร์เป็นข้อได้เปรียบในการบริหารมหาวิทยาลัยศิลปะ เพราะเป็นการผนวกการคิดเชิงเหตุผลและตรรกะ เข้ากับการใช้ความรู้สึกและดุลพินิจส่วนบุคคล “เราใช้เรื่องเหตุผล ตรรกะ มาสร้างมาตรฐานในการบริหารงานให้เป็นระบบ”

 

ทิศทางการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยศิลปากรสู่อนาคต

 

สำหรับ ม.ศิลปากรในอนาคต อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากรระบุทิศทางหลักไว้ 3 เรื่อง ได้แก่

 

✏เรื่องที่ 1 วิทยาศาสตร์สุขภาพเชิงศิลปะและการรองรับสังคมสูงวัยของไทย ขณะนี้ ม.ศิลปากรอยู่ระหว่างวางแผนจัดตั้งคณะพยาบาลศาสตร์ ในช่วง 1 – 2 ปีข้างหน้า ซึ่งจะผสานแนวคิดศิลปะบำบัดและดนตรีบำบัดเข้ากับหลักสูตรพยาบาล

 

✏เรื่องที่ 2 เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ม.ศิลปากรจะนำเทคโนโลยี AI และ Big Data มาใช้รวบรวมและพัฒนาองค์ความรู้ด้านศิลปะและวัฒนธรรมของไทย เพื่อร่วมผลักดัน Soft Power ให้ประเทศ

 

✏เรื่องที่ 3 การขยายบทบาทมหาวิทยาลัยศิลปากร ไปสู่ระดับนานาชาติ เช่น การขับเคลื่อนงานศิลปะที่เป็นจุดแข็งของมหาวิทยาลัย ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างระดับโลก

 

อีกแนวทางที่ ศาสตราจารย์ ดร.ธนะเศรษฐ์ ให้ความสำคัญคือรูปแบบการบริหารจัดการใหม่ผ่าน Holding Company ที่ตั้งขึ้นเพื่อให้อาจารย์และนักศึกษาสามารถต่อยอดงานสร้างสรรค์ออกมาในรูปแบบบริษัท ลดข้อจำกัดด้านความยืดหยุ่นของระบบราชการ โดยตัวอย่างที่ธนะเศรษฐ์ยกขึ้นมาคือ แนวคิดธุรกิจด้านการอนุรักษ์ภาพ ที่นักศึกษาสามารถเข้าร่วมทำงานกับอาจารย์ได้ตั้งแต่ยังเรียน ส่งเสริมให้มีรายได้และประสบการณ์การเป็นผู้ประกอบการไปพร้อมกัน

 

รากฐานและชื่อเสียงอันเป็นที่ประจักษ์ในแวดวงศิลปะ ในฐานะ “มหาวิทยาลัยทางด้านศิลปะแห่งแรกของประเทศไทย” สิ่งนี้คือจุดตั้งต้นของมหาวิทยาลัยศิลปากร แต่ ณ เวลานี้มหาวิทยาลัยศิลปากรจำเป็นต้องพัฒนานักศึกษาให้มีทักษะที่หลากหลาย มีความรู้รอบด้าน นอกเหนือจากองค์ความรู้ในสาขาวิชา มุ่งเน้นผสานศาสตร์และศิลป์เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นพลเมืองโลกที่มีศักยภาพ เป็นคำตอบของประเทศและสังคมโลก พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคตอย่างยั่งยืน

 

[ADVERTORIAL]

The post อธิการบดี ม.ศิลปากร ชูทิศทางมหาวิทยาลัย “บูรณาการศาสตร์และศิลป์” กุญแจสู่มาตรฐานระดับโลก [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดเอกสารผู้ว่าฯ ปราจีนบุรีคนเดิมเสนอให้ย้ายนายอำเภอบ้านสร้างก่อนเกษียณ ไม่ใช่ ‘ชนาธิป’ รักษาการผู้ว่าฯ https://thestandard.co/prachinburi-governor-transfer-district-chief/ Wed, 07 Oct 2026 08:05:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1265693 เอกสารคำสั่งย้ายนายอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี

วันนี้ (7 ตุลาคม) กรณีกรมการปกครองมีคำสั่งให้ เสฏฐวุฒิ […]

The post เปิดเอกสารผู้ว่าฯ ปราจีนบุรีคนเดิมเสนอให้ย้ายนายอำเภอบ้านสร้างก่อนเกษียณ ไม่ใช่ ‘ชนาธิป’ รักษาการผู้ว่าฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกสารคำสั่งย้ายนายอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี

วันนี้ (7 ตุลาคม) กรณีกรมการปกครองมีคำสั่งให้ เสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นายอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ไปช่วยราชการที่ส่วนกลาง ท่ามกลางสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ ได้เกิดเสียงตั้งคำถามจากประชาชนบางส่วนที่ระบุว่า นายอำเภอลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งสอบสวนการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมย้ำว่าหากบกพร่องร้ายแรงจริง “รับราชการไม่ได้”

 

เมื่อพิจารณาเอกสารที่มีการเผยแพร่ พบว่า ผู้ลงนามในหนังสือเสนอให้พิจารณาย้ายเสฏฐวุฒิออกนอกพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี คือ วีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรีคนเดิม โดยลงนามเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายก่อนเกษียณอายุราชการ

 

ผู้เสนอให้พิจารณาย้ายตามหนังสือฉบับนี้จึงไม่ใช่ ชนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งปัจจุบันรักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ส่วนคำสั่งให้เสฏฐวุฒิไปช่วยราชการที่ส่วนกลาง ลงนามโดยอธิบดีกรมการปกครอง

 

หนังสือของจังหวัดปราจีนบุรี ลงวันที่ 30 กันยายน 2569 ‘ด่วนที่สุด’ เรื่อง ‘ขอให้พิจารณาย้ายข้าราชการ’ เรียน อธิบดีกรมการปกครอง ระบุว่า จังหวัดเกิดสถานการณ์ฝนตกหนักและอุทกภัยตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2569 ประชาชนได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างทั้ง 7 อำเภอ

 

หนังสือระบุว่า นายอำเภอในฐานะผู้อำนวยการอำเภอมีหน้าที่บริหารจัดการเหตุสาธารณภัยภายในเขตอำเภอ แต่จังหวัดเห็นว่า เสฏฐวุฒิไม่ได้ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานระดับจังหวัดในการบริหารจัดการเหตุสาธารณภัย ส่งผลให้การป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยของจังหวัดเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ

 

จังหวัดจึงขอให้กรมการปกครองพิจารณาให้เสฏฐวุฒิไปดำรงตำแหน่งนอกพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อให้การปฏิบัติราชการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งนี้ เหตุผลดังกล่าวเป็นข้อกล่าวหาที่ระบุในหนังสือเสนอให้พิจารณาย้าย ยังไม่ใช่ผลการสอบสวนทางวินัย

 

ต่อมา นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ลงนามในคำสั่งกรมการปกครอง ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2569 เรื่อง ‘ให้ข้าราชการช่วยราชการ’ ให้เสฏฐวุฒิช่วยราชการกรมการปกครอง โดยมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ที่วิทยาลัยการปกครอง กรมการปกครอง เป็นการประจำ ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม ถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569

 

ภายหลังมีข่าวคำสั่งให้ช่วยราชการ ประชาชนบางส่วนในพื้นที่แสดงความแปลกใจและตั้งคำถามต่อเหตุผลของการดำเนินการ โดยระบุว่า เสฏฐวุฒิลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่อเนื่องทั้งกลางวันและกลางคืน พร้อมชี้ให้ดูการถ่ายทอดสดและคลิปการลงพื้นที่ผ่านเฟซบุ๊ก ‘เสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ’ ที่มีการเผยแพร่ตลอดหลายวันที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ตาม ประเด็นการลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน และข้อกล่าวหาเรื่องการประสานงานกับหน่วยงานระดับจังหวัด เป็นรายละเอียดที่ต้องนำมาพิจารณาประกอบการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป

 

หลังได้รับคำสั่งให้ไปช่วยราชการ เสฏฐวุฒิได้ส่งต่อภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยให้ปลัดอำเภอดำเนินการต่อ เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เดินหน้าต่อเนื่อง

 

ขณะเดียวกัน เพจ ‘เรื่องจริงนครนายก’ เผยแพร่หนังสือของผู้ว่าราชการจังหวัดคนเดิม พร้อมแสดงความคิดเห็นถึงการเสนอให้ย้ายก่อนเกษียณ และเรียกร้องให้ผู้รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดลงพื้นที่รับฟังประชาชน โดยหากตรวจสอบแล้วไม่พบความผิด ก็ควรพิจารณาให้นายอำเภอกลับมาปฏิบัติหน้าที่ตามเดิม

 

สำหรับท่าทีของนายกรัฐมนตรี เมื่อเวลา 08.30 น. วันนี้ ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) อนุทินเป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการช่วยเหลือประชาชน

 

มี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี วราวุธ ศิลปะอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พลพีร์ สุวรรณฉวี และวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมประชุม

 

อนุทินกล่าวถึงกรณีนายอำเภอบ้านสร้างว่า ได้รับรายงานเกี่ยวกับพฤติกรรมไม่กระตือรือร้น ไม่ทุ่มเททำงาน และไม่ตั้งใจช่วยเหลือประชาชน ทั้งการขนย้ายสิ่งของและการอพยพประชาชน จนผู้ว่าราชการจังหวัดทำหนังสือขอให้ย้ายออกจากพื้นที่

 

อนุทินระบุว่า รู้สึกเศร้าใจและเห็นว่าเป็นเรื่องน่าอับอายของกระทรวงมหาดไทย พร้อมให้อธิบดีกรมการปกครองดำเนินการสอบสวนทางวินัย รวมถึงตรวจสอบทัศนคติในการทำงานอย่างละเอียด

 

“เรื่องนี้เป็นสำหรับกระทรวงมหาดไทย น่าอับอายนะครับ ว่าเรามีคนเช่นนี้ยังอยู่ในระบบการปกครองของกระทรวงอยู่ ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกท่านผมคิดว่า กว่าจะเขียนหนังสือมาแบบนี้ก็คงคิดแล้วคิดอีก” อนุทินกล่าว

 

นายกรัฐมนตรียังให้ประเมินว่า หากนายอำเภอใส่ใจการทำงานมากกว่านี้ สถานการณ์ในอำเภอบ้านสร้างจะดีขึ้นหรือไม่ พร้อมย้ำว่า หากตรวจสอบพบว่ามีความบกพร่องร้ายแรงจริง ก็ไม่ควรอยู่ในระบบราชการ

 

“ทำประเมินออกมาให้เรียบร้อย ให้ละเอียด คนแบบนี้ถ้าแย่อย่างนั้นจริง รับราชการไม่ได้ครับ” อนุทินกล่าว

 

ด้านภาพรวมอุทกภัย อนุทินระบุว่า การประชุมติดตามสถานการณ์ดำเนินมาเป็นวันที่ 8 แล้ว หลายพื้นที่เริ่มมีแนวโน้มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่บางจังหวัดยังไม่สามารถระบายน้ำได้ โดยเฉพาะปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา และพื้นที่ปริมณฑลบางจังหวัด ซึ่งรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังติดตามและบัญชาการในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

The post เปิดเอกสารผู้ว่าฯ ปราจีนบุรีคนเดิมเสนอให้ย้ายนายอำเภอบ้านสร้างก่อนเกษียณ ไม่ใช่ ‘ชนาธิป’ รักษาการผู้ว่าฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดใจ ‘นายอำเภอบ้านสร้าง’ น้อมรับคำสั่งย้าย ยันทำเต็มที่แล้ว ไม่กังวลถูกสอบปมช่วยน้ำท่วม https://thestandard.co/ban-sang-district-chief-transfer-probe/ Wed, 07 Oct 2026 08:02:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1265689 ภาพ เสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ อดีตนายอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี

วันนี้ (7 ตุลาคม) สืบเนื่องจากที่ประชุมกองบัญชาการป้องก […]

The post เปิดใจ ‘นายอำเภอบ้านสร้าง’ น้อมรับคำสั่งย้าย ยันทำเต็มที่แล้ว ไม่กังวลถูกสอบปมช่วยน้ำท่วม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ เสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ อดีตนายอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี

วันนี้ (7 ตุลาคม) สืบเนื่องจากที่ประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือประชาชน อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยกรณีผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรีทำหนังสือถึงกระทรวงมหาดไทย ขอให้ย้าย เสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ อดีตนายอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ออกจากพื้นที่เป็นการด่วน หลังถูกร้องเรียนว่าไม่กระตือรือร้นและไม่ทุ่มเทช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ทั้งการขนย้ายสิ่งของและการอพยพประชาชน

 

อนุทินระบุว่า รู้สึกเศร้าใจและมองว่าเป็นเรื่องน่าอับอายที่มีข้าราชการลักษณะดังกล่าวอยู่ในระบบการปกครอง พร้อมสั่งการให้อธิบดีกรมการปกครองตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย และตรวจสอบทัศนคติในการทำงานอย่างละเอียด โดยต้องประเมินด้วยว่าหากเจ้าหน้าที่ใส่ใจและทุ่มเทการทำงานมากกว่านี้ จะช่วยให้สถานการณ์ในพื้นที่ดีขึ้นหรือไม่ พร้อมย้ำว่า หากผลสอบพบว่ามีความบกพร่องร้ายแรงจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ก็ไม่ควรอยู่ในระบบราชการ

 

เสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ อดีตนายอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีถูกสั่งให้ย้ายออกจากพื้นที่ และไปช่วยราชการที่วิทยาลัยการปกครอง หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์น้ำท่วมว่า ตนน้อมรับคำสั่งของผู้บังคับบัญชา พร้อมยืนยันว่า ที่ผ่านมาได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่แล้ว เท่าที่ตนเองคิด และรู้สึกว่าสามารถทำได้

 

ส่วนที่มีการวิจารณ์ว่าการทำงานของตนยังไม่เต็มที่นั้น ก็น้อมรับและรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ แต่ไม่ขออธิบายรายละเอียดการทำงานที่ผ่านมา เพราะเกรงว่าจะถูกมองว่าเป็นการแก้ตัวหรือเข้าข้างตัวเอง โดยสามารถตรวจสอบการทำงานย้อนหลังได้ พร้อมระบุว่า เข้าใจว่าผู้บังคับบัญชาอาจมองสถานการณ์ในภาพใหญ่ และเชื่อว่าทุกฝ่ายมีเป้าหมายเพื่อประโยชน์ของประชาชน

 

เมื่อถามถึงความกังวลหากในอนาคตมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน เสฏฐวุฒิกล่าวว่า ไม่กังวลในประเด็นดังกล่าว พร้อมยืนยันอีกครั้งว่า ได้น้อมรับทั้งคำสั่งและมุมมองของผู้บังคับบัญชา และขอไม่ก้าวล่วงการพิจารณาของผู้บังคับบัญชา

The post เปิดใจ ‘นายอำเภอบ้านสร้าง’ น้อมรับคำสั่งย้าย ยันทำเต็มที่แล้ว ไม่กังวลถูกสอบปมช่วยน้ำท่วม appeared first on THE STANDARD.

]]>
Race Week, Singapore Style รวมคอลเล็กชันพิเศษจากทีม F1 ที่ Singapore GP https://thestandard.co/f1-singapore-gp-fashion/ Wed, 07 Oct 2026 07:43:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1265683 ภาพนักแข่ง F1 ในชุดคอลเล็กชันพิเศษสำหรับ Singapore GP

Singapore Grand Prix ถือเป็นอีกหนึ่งเรซที่หลายทีมใน F1 […]

The post Race Week, Singapore Style รวมคอลเล็กชันพิเศษจากทีม F1 ที่ Singapore GP appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนักแข่ง F1 ในชุดคอลเล็กชันพิเศษสำหรับ Singapore GP

Singapore Grand Prix ถือเป็นอีกหนึ่งเรซที่หลายทีมใน F1 หยิบมาเล่นกับแฟชั่นและดีไซน์กันอย่างคึกคัก โดยปีนี้มีหลายทีมเปิดตัวคอลเล็กชันและชุดพิเศษสำหรับเรซวีคที่สิงคโปร์โดยเฉพาะ

 

THE STANDARD SPORT พาไปชมว่าแต่ละทีมเตรียมลุคพิเศษอะไรมาอวดกันบ้าง ก่อนลุยศึก Night Race ที่ Marina Bay

 

ภาพนักแข่ง F1 ในชุดคอลเล็กชันพิเศษสำหรับ Singapore GP 1ภาพนักแข่ง F1 ในชุดคอลเล็กชันพิเศษสำหรับ Singapore GP 2ภาพนักแข่ง F1 ในชุดคอลเล็กชันพิเศษสำหรับ Singapore GP 3ภาพนักแข่ง F1 ในชุดคอลเล็กชันพิเศษสำหรับ Singapore GP 4ภาพนักแข่ง F1 ในชุดคอลเล็กชันพิเศษสำหรับ Singapore GP 5ภาพนักแข่ง F1 ในชุดคอลเล็กชันพิเศษสำหรับ Singapore GP 6ภาพนักแข่ง F1 ในชุดคอลเล็กชันพิเศษสำหรับ Singapore GP 7

The post Race Week, Singapore Style รวมคอลเล็กชันพิเศษจากทีม F1 ที่ Singapore GP appeared first on THE STANDARD.

]]>
น้ำลดแต่ภารกิจยังไม่จบ วัดบึงทองหลางรับขยะน้ำท่วมวันละราว 30 ตัน เร่งขนออกทั้งกลางวันและกลางคืน https://thestandard.co/wat-bueng-thong-lang-flood-waste/ Wed, 07 Oct 2026 07:40:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1265672 ภาพกองขยะน้ำท่วมจำนวนมากที่วัดบึงทองหลาง ขณะรถบรรทุกกำลังขนย้าย

วันนี้ (7 ตุลาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่ติด […]

The post น้ำลดแต่ภารกิจยังไม่จบ วัดบึงทองหลางรับขยะน้ำท่วมวันละราว 30 ตัน เร่งขนออกทั้งกลางวันและกลางคืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกองขยะน้ำท่วมจำนวนมากที่วัดบึงทองหลาง ขณะรถบรรทุกกำลังขนย้าย

วันนี้ (7 ตุลาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่ติดตามการจัดการขยะจากสถานการณ์น้ำท่วม บริเวณวัดบึงทองหลาง ซอยลาดพร้าว 101 เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร หลังพื้นที่ดังกล่าวถูกใช้เป็นจุดรวบรวมและพักขยะชั่วคราว เพื่อรองรับขยะ เศษวัสดุ และสิ่งของที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมในชุมชนโดยรอบ

ดูภาพข่าว 

วัดบึงทองหลางร่วมกับกรุงเทพมหานครและสำนักงานเขตบางกะปิ เปิดพื้นที่บริเวณลานจอดรถข้างวัดและด้านหน้าโรงเรียนประถมวัดบึงทองหลาง ให้ประชาชนนำขยะที่เกี่ยวเนื่องกับสถานการณ์น้ำท่วมมาทิ้งได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่เวลา 06.00-18.00 น. โดยวัดอนุเคราะห์พื้นที่ให้ใช้เป็นจุดพักขยะในช่วงแรกประมาณ 7 วัน เพื่อช่วยลดปริมาณขยะตกค้างตามชุมชนและอำนวยความสะดวกในช่วงฟื้นฟูหลังน้ำลด

 

จากการลงพื้นที่พบกองขยะจำนวนมาก ทั้งเฟอร์นิเจอร์ ที่นอน เครื่องใช้ภายในบ้าน เศษวัสดุ และสิ่งของที่เสียหายจากน้ำ ถูกนำมากองรวมกันจนกินพื้นที่บริเวณลานพักขยะ ขณะที่รถบรรทุกเข้ามารับและขนย้ายขยะออกจากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

 

จุดพักขยะแห่งนี้รองรับขยะได้ประมาณ 30 ตันต่อวัน และมีรถบรรทุกขนาดใหญ่ 2 คันสำหรับขนย้าย อย่างไรก็ตาม ปริมาณขยะที่ประชาชนนำเข้ามายังมากกว่าปริมาณที่สามารถขนออกได้ ทำให้ขยะสะสมเพิ่มขึ้น เจ้าหน้าที่จึงต้องเร่งขนถ่ายทั้งกลางวันและกลางคืน โดยนำขยะจากซอยลาดพร้าว 101 ไปกำจัดที่อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม วันละประมาณ 2-3 รอบ ขึ้นอยู่กับสภาพการจราจร

 

เจ้าหน้าที่ขอความร่วมมือประชาชนนำมาทิ้งเฉพาะขยะที่เกิดจากสถานการณ์น้ำท่วม และหลีกเลี่ยงขยะสดหรือเศษอาหารจากร้านอาหาร เนื่องจากอาจก่อให้เกิดกลิ่นและส่งผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ

 

ทั้งนี้ การนำขยะจากน้ำท่วมมาทิ้งในจุดดังกล่าวไม่มีค่าใช้จ่าย หากพบการเรียกเก็บเงิน เจ้าหน้าที่ขอให้ประชาชนบันทึกภาพไว้เป็นหลักฐานและแจ้งสำนักงานเขตบางกะปิเพื่อตรวจสอบต่อไป

 

ภาพกองขยะที่สะสมอยู่ภายในวัดบึงทองหลางจึงเป็นอีกด้านของสถานการณ์หลังน้ำท่วม เมื่อมวลน้ำเริ่มลดลง แต่ภารกิจฟื้นฟูยังไม่จบ และสิ่งของที่เคยอยู่ในบ้านของประชาชนจำนวนมากกำลังกลายเป็น ‘ขยะหลังน้ำลด’ ที่เมืองต้องเร่งจัดการให้ทันกับปริมาณที่เพิ่มขึ้นในแต่ละวัน

 

 

ภาพกองขยะน้ำท่วมจำนวนมากที่วัดบึงทองหลาง ขณะรถบรรทุกกำลังขนย้าย 1ภาพกองขยะน้ำท่วมจำนวนมากที่วัดบึงทองหลาง ขณะรถบรรทุกกำลังขนย้าย 2ภาพกองขยะน้ำท่วมจำนวนมากที่วัดบึงทองหลาง ขณะรถบรรทุกกำลังขนย้าย 3ภาพกองขยะน้ำท่วมจำนวนมากที่วัดบึงทองหลาง ขณะรถบรรทุกกำลังขนย้าย 4

The post น้ำลดแต่ภารกิจยังไม่จบ วัดบึงทองหลางรับขยะน้ำท่วมวันละราว 30 ตัน เร่งขนออกทั้งกลางวันและกลางคืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจเศรษฐ์ การันตีแฟลตคลองจั่นเข้าเกณฑ์น้ำล้อม 7 วัน ประชาชนได้เงินเยียวยาทุกราย เร่งเคลียร์ระบบลงเบียนแอปทางรัฐ https://thestandard.co/jaset-klong-chan-flood-compensation/ Wed, 07 Oct 2026 07:37:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1265664 เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กำลังให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเงินเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม

วันนี้ (7 ตุลาคม) เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ […]

The post เจเศรษฐ์ การันตีแฟลตคลองจั่นเข้าเกณฑ์น้ำล้อม 7 วัน ประชาชนได้เงินเยียวยาทุกราย เร่งเคลียร์ระบบลงเบียนแอปทางรัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กำลังให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเงินเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม

วันนี้ (7 ตุลาคม) เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้กำกับดูแลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวกรณีชาวแฟลตเคหะคลองจั่นที่กังวลว่าจะไม่ได้รับเงิน เนื่องจากไม่เข้าเงื่อนไขน้ำท่วมล้อมรอบเป็นเวลา 7 วันว่า สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมรอบนี้ หากผู้ประสบภัยเข้าเกณฑ์น้ำล้อมจะได้รับเงินเยียวยา โดยไม่มีกรณีที่เข้าเกณฑ์แล้วไม่ได้รับเงิน เพียงแต่จำนวนเงินที่จะได้รับเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

 

ส่วนกระแสความกังวลของชาวแฟลตเคหะคลองจั่นที่อาจไม่ได้รับเงินเยียวยา เนื่องจากไม่เข้าเงื่อนไขน้ำท่วมน้ำล้อม 7 วันนั้น เจเศรษฐ์กล่าวขออภัยประชาชน หากการสื่อสารของหน่วยงานที่ตนกำกับดูแลก่อนหน้านี้ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อน

 

เมื่อถามว่ามีพื้นที่ใดจากสถานการณ์น้ำท่วมรอบนี้ที่เข้าเกณฑ์น้ำล้อม แต่ไม่ได้รับเงินเยียวยาหรือไม่ เจเศรษฐ์ตอบว่า ไม่มี โดยผู้ที่เข้าเกณฑ์จะได้รับเงินทั้งหมด แต่จำนวนเงินจะเป็นไปตามหลักเกณฑ์

 

สำหรับเงื่อนไขที่กำหนดให้ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำล้อมรอบจนส่งผลกระทบ ทำให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ ติดต่อกันเกิน 7 วัน เจเศรษฐ์กล่าวว่า หลักเกณฑ์ดังกล่าวมีความชัดเจน และพื้นที่ที่เข้าข่ายมีระยะเวลาน้ำล้อมเกิน 7 วันอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องแก้ไขหลักเกณฑ์ใหม่

 

เจเศรษฐ์กล่าวว่า หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การเยียวยา ขอให้สื่อมวลชนสอบถามโดยตรง เพื่อให้เกิดความชัดเจน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากไม่จ่ายเงินให้ผู้ที่เข้าเกณฑ์ ทั้งที่มีหลักเกณฑ์รองรับ อาจนำไปสู่การร้องเรียนหรือการดำเนินคดีภายหลัง

 

ส่วนกรณีชาวแฟลตเคหะคลองจั่นที่ลงทะเบียนผ่านแอปทางรัฐแล้วระบบแจ้งว่าไม่เข้าเงื่อนไข เนื่องจากน้ำล้อมไม่ถึง 7 วัน เจเศรษฐ์ระบุว่า จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบระบบทันที

 

เจเศรษฐ์กล่าวว่า กรณีดังกล่าวอาจเกิดจากขั้นตอนการกรอกข้อมูลหรือการทำรายการในระบบ เนื่องจากผู้ลงทะเบียนต้องดำเนินการหลายขั้นตอน จึงอาจเกิดความผิดพลาดได้ โดยหากตรวจสอบแล้วพบว่าอยู่ในพื้นที่และเข้าเกณฑ์ ก็ต้องได้รับเงินเยียวยาตามหลักเกณฑ์

 

เจเศรษฐ์กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับเงินเยียวยา เงินดังกล่าวเป็นเงินภาษีของประชาชน 100% และเป็นสิทธิของประชาชน 100% ที่จะได้รับเงินเยียวยาก้อนนี้ ขอให้ประชาชนสบายใจได้ในส่วนของเงินเยียวยา เมื่อกรอกข้อมูลครบถ้วนแล้ว จะเร่งรัดดำเนินการเพื่อให้เงินถึงมือประชาชนโดยเร็วที่สุด

The post เจเศรษฐ์ การันตีแฟลตคลองจั่นเข้าเกณฑ์น้ำล้อม 7 วัน ประชาชนได้เงินเยียวยาทุกราย เร่งเคลียร์ระบบลงเบียนแอปทางรัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปวิกฤตฝรั่งเศสประท้วงใหญ่ ปิดล้อมโรงเรียน จนต้องระงับการเรียนการสอน เกิดอะไรขึ้น https://thestandard.co/france-schools-protest-crisis/ Wed, 07 Oct 2026 07:02:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1265634

เมื่อวานนี้ (6 ตุลาคม) เซบัสเตียน เลอกอร์นู นายกรัฐมนตร […]

The post สรุปวิกฤตฝรั่งเศสประท้วงใหญ่ ปิดล้อมโรงเรียน จนต้องระงับการเรียนการสอน เกิดอะไรขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อวานนี้ (6 ตุลาคม) เซบัสเตียน เลอกอร์นู นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส ประกาศสั่งระงับการเรียนการสอนในระดับมัธยมปลายทั่วประเทศ ตลอดช่วงที่เหลือของสัปดาห์นี้ หลังเกิดเหตุประท้วงครั้งใหญ่ โดยมีนักเรียนมัธยมปลายและสหภาพนักเรียนได้ร่วมกันปิดล้อมโรงเรียนมัธยมนับพันแห่งทั่วประเทศ

 

 
 

มีผู้เข้าร่วมชุมนุมตามท้องถนนหลายแสนคน ซึ่งทางการฝรั่งเศสประเมินไว้ราว 250,000 คน ขณะที่สหภาพนักเรียนและฝ่ายผู้จัดประเมินว่า มีผู้เข้าร่วมสูงถึง 450,000-500,000 คน

 

การเคลื่อนไหวไม่ได้จำกัดอยู่แค่นักเรียนมัธยม แต่ขยายตัวไปยังกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัย ผู้ปกครอง รวมถึงสหภาพแรงงานต่างๆ เช่น สหภาพครู สหภาพเกษตรกร คนงานพลังงาน และสมาพันธ์แรงงานทั่วไป (CGT) ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสหภาพแรงงานที่ใหญ่ที่สุด ทรงอิทธิพลที่สุด และเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของฝรั่งเศส

 

มีการปะทะกันในหลายเมืองใหญ่ เช่น ปารีส มาร์เซย์ ลียง สทราซบูร์ และแรนส์ โดยตำรวจได้ใช้แก๊สน้ำตาและปืนฉีดน้ำแรงดันสูงเข้าสลายกลุ่มผู้ชุมนุม โดยมีนักเรียนและกลุ่มวัยรุ่นบาดเจ็บอย่างน้อย 215 คน บุคลากรทางการศึกษา 85 คน และตำรวจ 715 คน

 

อีกทั้งยังมีเหตุการณ์รุนแรงสะเทือนขวัญ เช่น วัยรุ่นอายุ 15 ปีในเมืองล็องส์ มือและแขนขาดจากระเบิดของตำรวจ และเด็กอายุ 14 ปีถูกยิงด้วยระเบิดแก๊สน้ำตาเข้าที่ใบหน้าจนกรามแตกและฟันหัก ทางการฝรั่งเศสยังได้จับกุมหรือควบคุมตัวผู้คนไปแล้วกว่า 6,100 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 18 ปี

 

ทำไม ‘ฝรั่งเศส’ ถึงเกิดการประท้วงใหญ่

 

การประท้วงปะทุขึ้น ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา ใน แซน-แซ็ง-เดอนี ย่านชานเมืองที่ยากจนทางตอนเหนือของปารีส จากปัญหาห้องเรียนแออัด การขาดแคลนครูผู้สอน และอาคารสถานที่ทรุดโทรม

 

นักเรียนเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการศึกษา จัดหาครูมาสอนแทนตำแหน่งที่ว่าง ซ่อมแซมอาคารและวิทยาเขตเก่าที่ทรุดโทรม รวมถึงขยายเวลาพักกลางวัน และปรับโครงสร้างความยาวของวันเรียนให้เหมาะสม

 

กระแสความไม่พอใจเพิ่มสูงขึ้น จากการที่ตำรวจใช้กำลังเกินกว่าเหตุ (Disproportionate Force) ในการปราบปรามเด็กและเยาวชน ทำให้ผู้ปกครองและครูตัดสินใจออกมาร่วมเดินขบวน เพื่อปกป้องนักเรียน

 

มีผู้ชุมนุมบางส่วนสะท้อนว่า มี ‘ช่องว่างขนาดใหญ่’ ระหว่างชนชั้นนำกับประชาชน และรู้สึกว่ารัฐบาล ‘ไม่ได้ใส่ใจ’ พวกเขาอย่างแท้จริง

 

นอกจากนี้ ฝรั่งเศสยังกำลังเผชิญกับ ‘วิกฤตงบประมาณ’ (Real Budget Crisis) และมีปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว (Riddled With Debt) การที่จะแก้ปัญหาตามข้อเรียกร้องของนักเรียน ทั้งการจัดสรรทรัพยากรเพิ่มเติมให้โรงเรียน การจ้างบุคลากรครูเพิ่ม และการบูรณะซ่อมแซมอาคารสถานที่ที่ผุพัง ล้วนต้องอาศัยการอัดฉีดเม็ดเงินและงบประมาณรายจ่ายจากภาครัฐโดยตรง

 

ปัญหาหนี้และข้อจำกัดด้านงบประมาณ ทำให้เกิดข้อกังขาอย่างหนักว่า รัฐบาลฝรั่งเศสจะสามารถจัดหาเม็ดเงินจากแหล่งใด มาอัดฉีดเข้าสู่ระบบบริการสาธารณะและการศึกษา ตามที่นักเรียนและผู้ชุมนุมเรียกร้องได้จริง

 

7 เดือนก่อนการเลือกตั้ง ‘ประธานาธิบดีฝรั่งเศส’ คนใหม่

 

ฝรั่งเศสกำลังเข้าสู่ช่วง 7 เดือนก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ เลอกอร์นู นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส ได้ออกมากล่าวโจมตี พรรคฝ่ายซ้าย La France Insoumise (LFI) ว่า พยายามฉวยโอกาสสร้างความวุ่นวาย ท่ามกลางกระแสการประท้วงของนักเรียนที่กำลังลุกลามไปทั่วประเทศ

 

ทางด้าน เอดัวร์ เชฟเฟรย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการฝรั่งเศสระบุเพิ่มเติมว่า มี ‘กลุ่มนิยมความรุนแรงสุดโต่ง’ (Ultra-Violent Elements) แทรกซึมเข้ามาในการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักเรียนมัธยม ทำให้รัฐบาลมองว่า การประท้วงถูกกลุ่มการเมืองฉวยโอกาสขยายผลเกินกว่าข้อเรียกร้องด้านการศึกษา

 

เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส กำลังใกล้สิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สอง ซึ่งเป็นวาระสุดท้ายตามกฎหมาย ส่งผลให้เวทีการเมืองฝรั่งเศสเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านและเกิดการแข่งขันอย่างดุเดือด

 

ขณะนี้ ฌอง-ลุก เมลองชง ผู้นำพรรค LFI มีคะแนนความนิยมในผลโพลสำรวจความเห็นอยู่ใน อันดับที่ 2 รองจาก มารีน เลอ แปน จากพรรคขวาจัด National Rally ทำให้รัฐบาลมองว่า ท่าทีและการสนับสนุนการเคลื่อนไหวชุมนุมประท้วงของ LFI เป็นความพยายามทางการเมือง เพื่อสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลชุดปัจจุบันและช่วงชิงความได้เปรียบในการเลือกตั้ง

 

จุดที่ต้องจับตาคือ ความไม่พอใจของมวลชนจะถูกแปรเป็นคะแนนนิยม ช่วยให้ฝ่ายซ้ายอย่าง ฌอง-ลุก เมลองชง พลิกขึ้นมาท้าทายอำนาจได้หรือไม่ หรือภาพความโกลาหลบนท้องถนนจะยิ่งกลายเป็นแรงส่งให้ผู้นำโพลอย่าง มารีน เลอ แปน จากขั้วขวาจัด คว้าชัยชนะไปได้ในที่สุด

 

ภาพ: Stephane Mahe / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post สรุปวิกฤตฝรั่งเศสประท้วงใหญ่ ปิดล้อมโรงเรียน จนต้องระงับการเรียนการสอน เกิดอะไรขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ทนายวิญญัติ’ ขอศาลคุ้มครองชั่วคราวคดีภาษีทักษิณ ถามรัฐเคยยึดไปแล้ว 4.6 หมื่นล้าน จะเอาอีก 1.7 หมื่นล้าน หวั่นถูกยึดทรัพย์ขายทอดตลาด ศาลนัดฟังคำสั่ง 16 พ.ย. นี้ https://thestandard.co/thaksin-tax-asset-seizure/ Wed, 07 Oct 2026 06:53:14 +0000 https://thestandard.co/thaksin-tax-asset-seizure/ วิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วันนี้(7 ตุลาคม) วิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของทักษิณ ชิ […]

The post ‘ทนายวิญญัติ’ ขอศาลคุ้มครองชั่วคราวคดีภาษีทักษิณ ถามรัฐเคยยึดไปแล้ว 4.6 หมื่นล้าน จะเอาอีก 1.7 หมื่นล้าน หวั่นถูกยึดทรัพย์ขายทอดตลาด ศาลนัดฟังคำสั่ง 16 พ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วันนี้(7 ตุลาคม) วิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ ภายหลัง ทักษิณขึ้นเบิกความไต่สวนขอคุ้มครองชั่วคราว กรณีเป็นโจทก์ ฟ้องกรมสรรพากรยึด และอายัดทรัพย์ซ้ำซ้อน เพื่อนำไปชำระหนี้ภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ปฯ ในปี 2549 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร วันที่ 14 ส.ค. 2568 ที่วินิจฉัยสรุปว่าการประเมินภาษีโดยกรมสรรพากรชอบแล้ว โดยใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง

 

วิญญัติ ระบุว่า เบื้องต้นเป็นการรักษาการคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา ซึ่งศาลนัดไต่สวนวันนี้ พยานที่เรานําขึ้นเบิกความต่อศาลมี 2 ปาก คือ โจทก์ทักษิณ และพยานอดีตข้าราชการกรมสรรพากร ส่วนฝ่ายจําเลย เป็นเจ้าหน้าที่ 2 ปากด้านภาษีของกรมสรรพากร ซึ่งศาลนัดฟังคําสั่งของคุ้มครองชั่วคราว ว่าจะเห็นเห็นอย่างไร ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2569 เวลา 09.00 น.

 

วิญญัติ อธิบายว่า เราเปิดคดีนี้ เพื่อขอวางกรอบประเด็นข้อพิพาทใหม่ จากประเด็นเดิม ซึ่งเหตุผลที่ต้องย้ำเรื่องนี้ เนื่องจากมีการตั้งข้อสังเกตจากหลายคน ที่ให้ความเห็นทางกฎหมาย รวมถึงอัยการเอง ว่าเราดำเนินการฟ้องซ้ำกับประเด็นเดิมที่ศาลฎีกาภาษีอากรพิพากษา กลับ 2 ศาลชั้นต้นเมื่อปีที่แล้วไป

 

ศาลภาษีอากรวินิจฉัยการประเมินกรมสรรพากรชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ มีการประเมินเท่านั้น เนื่องจากมีข้อโต้แย้งว่า การประเมินไม่มีกระบวนการออกหมายเรียก ประเมินโดยไม่ปฏิบัติตามประมวลรัษฎากรก็ดี หรือการประเมินดำเนินการโดยการละเลยระเบียบข้อปฏิบัติบางประการ

 

แม้สุดท้ายวินิจฉัยว่า ประเมินชอบ แต่การประเมินนั้น ไม่ได้บอกว่า ต้องมาบังคับหนี้ หรืออย่างไร กรมสรรพากรนําคําพิพากษานั้น มาเร่งรัดยึดอายัดทรัพย์ทักษิณไปรวม 90 ล้านบาท ซึ่งในนั้นมีรถอยู่ด้วย โดยเป็นรถกันกระสุน 2 คัน ที่สั่งผลิตพิเศษ

 

ดังนั้น ความจําเป็นเหล่านี้ เราเห็นว่า เงินที่ท่านถูกอายัดในครั้งหลัง แท้จริงแล้วเป็นเงินได้ทางรัฐยึดและจัดเก็บไว้แล้วเมื่อหลายปีก่อน 46,000 ล้านบาท ถูกเอาเงินได้พึงประเมิน หรือเงินจากการขายหุ้นที่ถูกยึดไปแล้วในคดีนี้ ยึดเข้าคลังไปแล้ว รัฐได้ประโยชน์แล้ว เอาเข้ากระเป๋าเขาไปแล้ว แต่กรมสรรพากรอ้างว่า ตัวเองไม่จัดเก็บนั้น เป็นธรรมกับอดีตนายกฯ ทักษิณหรือไม่

 

วิญญัติ กล่าวว่า การอายัดครั้งหลัง เอาเงินได้ที่ไม่มีอยู่แล้ว ถูกจัดเก็บเข้าไปแล้ว พวกท่านเอาไปทำอะไร เคยชี้แจงหรือไม่ จะบอกว่ากรมบัญชีกลางได้รับเงินไปครบแล้ว สรรพากรไม่ได้รับเงินอย่างนี้หรือ กระทรวงการคลังคือหน่วยงานเดียวกันใช่หรือไม่ นี่เป็นประเด็นที่เรานำมาสื่อสารในคดีนี้ ขอย้ำว่า วันนี้พิจารณาเพียงว่า มีเหตุ เหตุสมควรที่จะให้คุ้มครองชั่วคราว ระหว่างก่อนพิพากษาหรือไม่ การขอคุ้มครองของเรา ไม่ได้ขอเพิกถอนคำสั่งอายัด เพราะอยู่ในประเด็นพิจารณาคดี ที่จะศาลจะวินิจฉัยเป็นคำพิพากษา

 

“แต่ประเด็นวันนี้ คือเงินอายัดโอนเข้ากระทรวงการคลัง ทั้ง 90 ล้านบาท อายัดไว้ให้อยู่ในบัญชี มีดอกเบี้ยดอกผลขึ้นก็ทำได้ ท่านโอนเงินไปไหนไม่ได้อยู่แล้ว แม้บอกว่าอายัดทางทะเบียนเรื่องรถยนต์ ก็ยังใช้ได้อยู่ แต่พวกท่านชอบทำตามกระแสหรือไม่ ถ้าวันไหนวันหนึ่งบอกว่า ต้องเอารถไปขายยึดอายัดทรัพย์ทุกอย่าง ขายทอดตลาด ถ้าวันใดที่ท่านชนะคดีขึ้นมา หรือคำพิพากษาเป็นคุณต่อท่าน กรมสรรพากรที่เป็นหน่วยงานจริยธรรมภาษี จะรับผิดชอบอย่างไร นี่จะคําถามตัวโต ๆ กรอบคุณธรรมจัดเก็บภาษีควรมีหรือไม่ อ้างว่าต้องจัดเก็บภาษี แต่ให้ความเป็นธรรมกับประชาชน ที่ต้องเก็บภาษีอย่างเป็นธรรมหรือไม่” วิญญัติ กล่าว

 

วิญญัติ ยังกล่าวถึงทรัพย์สินที่ถูกอายัดเพิ่มเติม คือบัญชี 90 ล้านบาท รถยนต์ 5 คัน ในนั้นมีรถกันกระสุน 2 คัน โดยท่านทักษิณก็เบิกความต่อศาลชัดเจนว่า รถการกระสุนนั้นช่วยชีวิตท่านมาหลายครั้ง เมื่อท่านถูกลอบสังหารในอดีต แต่ลอบสังหารจากใครอย่างไร พวกท่านลองสืบค้นดู อดีตนายกฯ มีคนเดียวที่ถูกลอบสังหารถึง 4 ครั้ง รถกันระสุนจึงมีความสําคัญ มีความจําเป็นอย่างยิ่งยวด ต่อการดํารงชีพของท่านชีวิตของท่าน ท่านเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี มีใครคุ้มครองท่านได้ ท่านต้องดูแลตัวเอง และยังมีที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์รวมกับน้องสาวที่จังหวัดเชียงใหม่ด้วย

 

วิญญัติ มองว่า แม้จะมีการถอนคําสั่งขายทอดตลาด แต่ยังมีโอกาสที่จะขายทอดตลาดได้ เนื่องจากกระบวนการของสรรพากร ยังดําเนินอยู่ จึงเห็นว่า สรรพากรพวกท่านเคยไปทวง เคยไปคิดบัญชีกับกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นหน่วยงานเดียวกันหรือไม่ เคยถามหรือไม่ว่า เงินได้ที่ได้จากการขายหุ้นตามคําพิพากษาของศาลฎีกาทั้ง 2 ศาลนั้นไปไหน หรือถูกใช้เป็นประโยชน์กับรัฐอย่างไร

 

เมื่อถามว่าคําสั่งคุ้มครองครอบคลุมถึงการถูกฟ้องเป็นบุคคลล้มละลายด้วยหรือไม่ วิญญัติ กล่าวว่า นั่นคือมาตรการที่อธิบดีคนก่อน พยายามที่จะกระตือรือร้นดําเนินการ ว่าหากไม่จ่ายต้องฟ้องล้มละลาย แต่เป็นเรื่องในอนาคต กระบวนการที่เราโต้เถียงนั้น มีหนี้ภาษีค้างอยู่จริงหรือไม่ พวกท่านก็ต้องชะลอไว้ ยังมีเวลา การรีบดําเนินการเร่งรัดอายัดขู่ฟ้องล้มละลาย เราต้องไปต่อสู้กัน แบบพวกท่านจะรีบทําเพื่อ

 

วิญญัติ ย้ำว่า เงิน 5,800 ล้านบาท กับ 46,000 ล้านบาทนั้น ท่านไม่มีหน้าที่เอาเงิน 90 ล้านบาท หรือ 15,000 ล้านบาทมาจ่ายด้วยซ้ำ ดังนั้น การสั่งอายัดล่าสุด คือ 17,000 ล้านบาท ที่มาจาก 58,000 ล้านบาท ซึ่งอ้างว่าท่านต้องเสียภาษีจากรายได้การขายหุ้น และมีการคิดเบี้ยปรับนั้น กฎหมายกําหนดว่า ไม่เกิน 1 เท่า 5,800 ล้านบาท สองครั้งคูณกันไป และยังมีเรียกเงินเพิ่มอีก 5,800 ล้านบาท รวมกัน 3 ยอด เป็น 17,000 ล้านบาท แต่แม้ว่าจะรวมกัน 1 ยอดหรือ 3 ยอด ทุกก้อนล้วนมาจากวันที่ศาลยึดไป โดยกรมสรรพากรพยายามต่อสู้ว่า เป็นคนละตัวกัน การจัดเก็บถูกคิดในคดีร่ํารวยผิดปกติคนละส่วนกัน

 

“เราจึงย้อนถามว่า เป็นเงินได้ ก้อนเดียวกันหรือไม่ จัดเก็บไว้แล้ว ยังให้ผู้เสียภาษีคนหนึ่งมาจ่ายอีกหรือ เงินไม่ใช่น้อย ๆ ไม่ใช่ 17,000 บาท แต่เป็น 17,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในก้อน 46,000 ล้านบาท ถ้าไม่ใช่ออกมาปฏิเสธ กระทรวงการคลังออกมาปฏิเสธได้เลย ผมมีหลักฐานว่า กระทรวงการคลังยึดไปแล้ว” วิญญัติ ยืนยัน

 

วิญญัติ กล่าวถึงการพิจารณาคดีหลัก ว่าเข้าสู่กระบวนการอัยการขอขยายยื่นคําให้การอีกครั้ง

 

เนื่องจากอ้างว่าคดีนี้ซ้ำซ้อน ต้องรื้อค้นคําพิพากษาเก่า ๆ ก็เป็นสิทธิ ที่เราไม่คัดค้าน แม้ขยายครั้งที่สามแล้ว เขาขอไว้ถึง 9 ตุลาคม 2569 ศาลจึงนัดไกล่เกลี่ยวันที่ 21 ธันวาคม 2569 และก่อนหน้านั้น จะเป็นการนัดฟังคําสั่งชั่วคราวก่อน

 

สำหรับเรื่องผลไม้พิษ ที่ทักษิณเบิกความนั้น พยายามสื่อถึงอะไร วิญญัติ ชี้ว่า เป็นทฤษฎีกฎหมาย อุปมาทางกฎหมาย เรื่องผลไม้พิษ ขั้นตอนอายัด ผลไม้พิษของต้นไม้พิษ ท่านถูกอายัดยึดทรัพย์ ดำเนินคดี จากคณะยึดอำนาจ 2 คณะอย่างน้อย ๆ คณะที่ถูกแต่งตั้ง ถูกกลุ่มบุคคลที่มาจากอำนาจดังกล่าว ล้วนแต่เป็นผลไม้พิษ

 

“ท่านถูกดำเนินการอย่างไม่เป็นธรรมแบบนี้ พวกท่านเห็นว่า ท่านควรได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ อยากเข้าสู่การปรองดองสมัครสมาน ไม่มีความขัดแย้งทางการเมือง แล้วทำไมถึงไม่มองสิ่งที่ท่านไม่ได้รับความเป็นธรรมมาตลอด ท่านควรได้รับบ้าง วันนี้เป็นเหตุการณ์ที่ผลไม้พิษส่งผลมาหาท่าน พิษอย่างเดียวไม่พอ เอาผลไม้ไปแล้ว ยังให้ท่านหาผลไม้จากที่อื่นมา เอาชัดๆ ไม่เป็นไร เราไม่ไปต่อว่า หรือโต้แย้งกระบวนการในศาล เรากําลังบอกว่า กระบวนการที่เกิดขึ้น เป็นไปตามหลักนิติธรรมหรือไม่ เมื่อไม่เป็น หรือเห็นว่าเป็นปัญหา เช่น กฎหมายที่กําลังออก พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคม สันติสุข ออกมาเพื่ออะไร ก็เป็นสิ่งที่ควรจะพิจารณาด้วย ประเทศชาติอยู่ในความขัดแย้งมาตลอด” วิญญัติ ทิ้งท้าย

The post ‘ทนายวิญญัติ’ ขอศาลคุ้มครองชั่วคราวคดีภาษีทักษิณ ถามรัฐเคยยึดไปแล้ว 4.6 หมื่นล้าน จะเอาอีก 1.7 หมื่นล้าน หวั่นถูกยึดทรัพย์ขายทอดตลาด ศาลนัดฟังคำสั่ง 16 พ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ไอเดียร์’ เผยติดประชุมอื่น ไม่ได้เข้าแจงข้อกล่าวหาโยงเว็บพนันออนไลน์ ด้านรังสิมันต์ย้ำ จะมาหรือไม่ก็ต้องตามถึงที่สุด https://thestandard.co/idear-rangsiman-gambling-commission/ Wed, 07 Oct 2026 06:43:22 +0000 https://thestandard.co/idear-rangsiman-gambling-commission/ ภาพ รังสิมันต์ โรม ประธาน กมธ.กฎหมายฯ ระหว่างการประชุม

กรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แ […]

The post ‘ไอเดียร์’ เผยติดประชุมอื่น ไม่ได้เข้าแจงข้อกล่าวหาโยงเว็บพนันออนไลน์ ด้านรังสิมันต์ย้ำ จะมาหรือไม่ก็ต้องตามถึงที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ รังสิมันต์ โรม ประธาน กมธ.กฎหมายฯ ระหว่างการประชุม

กรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มี รังสิมันต์ โรม สส. แบบบัญชีรายช่ือ พรรคประชาชน เป็นประธาน ได้เชิญ สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ หรือ ‘ไอเดียร์’ สส. ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยสามี เข้าชี้แจง กรณีข้อสงสัยความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ในการประชุมวันนี้ (7 ตุลาคม) ขณะที่เจ้าตัวปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมชี้แจงว่าติดประชุมกรรมาธิการอื่น จึงไม่ได้เข้าร่วมประชุม

 

 

ขณะที่รังสิมันต์ระบุว่า การเชิญ สุชาดา เข้าชี้แจงถือเป็นโอกาสสำคัญที่ให้ทั้งเจ้าตัวและสามีได้ชี้แจงข้อเท็จจริง ซึ่งข้อมูลทั้งหมดที่นำเสนอต่อ กมธ. จะถูกบันทึกเป็นเอกสารทางราชการสำหรับการดำเนินการขั้นต่อไป

 

“วันนี้มีการเรียกร้องจากประชาชนมาก รวมถึงไปเจอข้อเท็จจริงต่างๆ ทั้งข้อเท็จจริงประเภทที่ไม่น่าจะตรงกับบัญชีทรัพย์สินที่มีการยื่นกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จนถึงข้อน่าสงสัยที่อาจจะมีความเกี่ยวข้องกับทุนสีเทา ทั้งหมดนี้ ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อคุณสุชาดา” รังสิมันต์กล่าว

 

ประธาน กมธ.กฎหมายฯ ย้ำว่า ไม่ว่า สุชาดา จะมาชี้แจงหรือไม่ ทาง กมธ. จะเดินหน้าตรวจสอบเรื่องนี้จนถึงที่สุด ตามนโยบายการทำงานที่เน้นย้ำกับฝ่ายเลขาธิการว่าต้องติดตามเรื่องสำคัญจนจบกระบวนการ เช่นเดียวกับกรณีสินบน 40 ล้านบาท

 

จี้รัฐบาลอย่าเพิ่ง ‘ฟอกขาว’ คดีเว็บพนัน

 

รังสิมันต์ยังตั้งข้อสังเกตถึงท่าทีของรัฐบาลต่อกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือการเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบ แต่เหตุการณ์เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ที่ผ่านมา กลับสะท้อนให้เห็นถึงความพยายาม ‘แสตมป์รับรอง’ ความบริสุทธิ์ให้กับสามีของ สุชาดา ซึ่งสวนทางกับนโยบายปราบปรามเว็บไซต์พนันออนไลน์ที่รัฐบาลเคยประกาศไว้

 

“ไหนคือสิ่งที่รัฐบาลนี้ภาคภูมิใจนักหนา ว่าปิดเว็บไซต์พนันไปเป็นล้านเว็บ คำถามคือทำไมเช้าวันนี้ ผมให้ทีมงานเข้าไปในเว็บไซต์ก็สามารถเข้าได้ ดังนั้น เราได้เห็นปรากฏการณ์ความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดินผ่านกรณีนี้”

 

เขากล่าวเพิ่มเติมว่า การด่วนสรุปความบริสุทธิ์โดยยังไม่มีการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน อาจส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของข้าราชการประจำที่อาจเกิดความหวาดกลัว ไม่กล้าดำเนินการตรวจสอบ เนื่องจากเกรงว่าจะขัดแย้งกับผู้มีอำนาจและนำไปสู่การถูกกลั่นแกล้งโยกย้าย

 

“ผมเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบคุณสุชาดา อย่ารีบออกมาแสตมป์หรือฟอกขาว ไม่เช่นนั้นจะเกิดข้อครหาสำคัญ ใครก็ตามที่เป็นสีส้ม คุณตรวจสอบใหญ่เลย แต่พอน้ำเงินมีปัญหาใหญ่ๆ หลายเรื่อง คุณจะรีบออกมาแสตมป์ รีบออกมาฟอกขาว ผมคิดว่าถ้าทำแบบนี้เป็นการใช้อำนาจในทางที่ผิดและอาจเข้าข่ายการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ได้” รังสิมันต์กล่าวย้ำ

 

วงประชุม กมธ.กฎหมาย ถกเถียงปมใช้อำนาจประธาน

 

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการประชุม กมธ.กฎหมาย ภายหลังจากที่รังสิมันต์ได้แจ้งวาระการประชุมเรื่องการศึกษานโยบายทางกฎหมายเชิงรุก และติดตามการดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกรณีการเสนอสินบนเกี่ยวกับการปราบปรามเว็บไซต์การพนันออนไลน์ รวมถึงมาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และการติดตามควบคุมการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล

 

อย่างไรก็ตาม ก่อนเข้าสู่วาระการประชุม ศุภชัย ใจสมุทร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการ ได้ท้วงติงการดำเนินงานของประธาน กมธ. โดยระบุว่าตนได้ส่งหนังสือถึงกรรมาธิการทุกคนเพื่อทักท้วงว่า การพิจารณาบางเรื่องไม่เป็นไปตามข้อบังคับและระเบียบวาระ เนื่องจากไม่มีการขอมติจากที่ประชุม

 

ศุภชัยกล่าวว่า การที่ประธานพิจารณารับเรื่องต่างๆ เช่น กรณีเงินสินบน 40 ล้านบาท และกรณีของสุชาดา โดยไม่ขอมติจากที่ประชุม ถือเป็นการดำเนินการตามอำเภอใจ นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตเรื่องการแถลงข่าวหรือแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของรังสิมันต์ที่อาจทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดว่าเป็นมติของ กมธ. ซึ่งอาจส่งผลกระทบให้กรรมาธิการคนอื่นถูกร้องเรียนเรื่องจริยธรรมไปด้วย

 

ระหว่างการท้วงติง รังสิมันต์ได้ขอให้ศุภชัยสรุปประเด็นเพื่อเข้าสู่วาระการประชุม แต่ศุภชัยยังคงโต้แย้ง ทำให้รังสิมันต์ปิดไมโครโฟนของศุภชัยชั่วคราว โดยชี้แจงว่าได้ให้เวลาพูดหลายนาทีแล้ว ก่อนจะอนุญาตให้พูดต่อ จากนั้น ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สส.สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย และกรรมาธิการสัดส่วนพรรคภูมิใจไทยคนอื่นๆ ได้กล่าวสนับสนุนข้อท้วงติงของศุภชัย

 

ศุภชัยยืนยันให้มีบรรทัดฐานและขอมติจากที่ประชุมว่าจะรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาหรือไม่ ขณะที่รังสิมันต์ชี้แจงว่าข้อท้วงติงของกรรมาธิการมีความสำคัญ แต่จะขอหารือเรื่องแนวทางการขอมติในวาระอื่น และดำเนินการประชุมตามวาระต่อไปทันที โดยการถกเถียงในประเด็นดังกล่าวใช้เวลาเกือบ 30 นาที

 

‘สุชาดา’ ปัดข้อกล่าวหา อ้างติดประชุม กมธ. อื่น

 

ในวันเดียวกัน สุชาดาเปิดเผยถึงสาเหตุที่ไม่ได้เดินทางไปชี้แจงต่อ กมธ.กฎหมายฯ ตามคำเชิญ ว่าเป็นเพราะตนมีกำหนดการประชุมคณะกรรมาธิการอีกคณะหนึ่ง ซึ่งตนดำรงตำแหน่งเป็นประธาน และมีการนัดหมายไว้ล่วงหน้าแล้ว

 

สุชาดายืนยันว่า ตนขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และระบุเพียงสั้นๆ ว่า “อีกไม่นานจะออกมาชี้แจงข้อมูลทั้งหมดทีเดียว” โดยปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเพิ่มเติมเมื่อผู้สื่อข่าวซักถามถึงความมั่นใจในพยานหลักฐานทั้งในส่วนของตนเองและสามี

 

ภาพ รังสิมันต์ โรม ประธาน กมธ.กฎหมายฯ ระหว่างการประชุม 1ภาพ รังสิมันต์ โรม ประธาน กมธ.กฎหมายฯ ระหว่างการประชุม 2ภาพ รังสิมันต์ โรม ประธาน กมธ.กฎหมายฯ ระหว่างการประชุม 3ภาพ รังสิมันต์ โรม ประธาน กมธ.กฎหมายฯ ระหว่างการประชุม 4ภาพ รังสิมันต์ โรม ประธาน กมธ.กฎหมายฯ ระหว่างการประชุม 5ภาพ รังสิมันต์ โรม ประธาน กมธ.กฎหมายฯ ระหว่างการประชุม 6ภาพ รังสิมันต์ โรม ประธาน กมธ.กฎหมายฯ ระหว่างการประชุม 7ภาพ รังสิมันต์ โรม ประธาน กมธ.กฎหมายฯ ระหว่างการประชุม 8ภาพ รังสิมันต์ โรม ประธาน กมธ.กฎหมายฯ ระหว่างการประชุม 9ภาพ รังสิมันต์ โรม ประธาน กมธ.กฎหมายฯ ระหว่างการประชุม 10

The post ‘ไอเดียร์’ เผยติดประชุมอื่น ไม่ได้เข้าแจงข้อกล่าวหาโยงเว็บพนันออนไลน์ ด้านรังสิมันต์ย้ำ จะมาหรือไม่ก็ต้องตามถึงที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.กลาโหม ร่วมทุกภาคส่วน Big Cleaning เคหะร่มเกล้า เร่งฟื้นฟูหลังน้ำลด https://thestandard.co/minister-defense-big-cleaning-flood-recovery/ Wed, 07 Oct 2026 06:31:32 +0000 https://thestandard.co/minister-defense-big-cleaning-flood-recovery/ พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ร่วมกิจกรรม Big Cleaning ฟื้นฟูพื้นที่น้ำท่วมเคหะร่มเกล้า

วันนี้ (7 ตุลาคม) พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่า […]

The post รมว.กลาโหม ร่วมทุกภาคส่วน Big Cleaning เคหะร่มเกล้า เร่งฟื้นฟูหลังน้ำลด appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ร่วมกิจกรรม Big Cleaning ฟื้นฟูพื้นที่น้ำท่วมเคหะร่มเกล้า

วันนี้ (7 ตุลาคม) พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงพื้นที่เคหะร่มเกล้า เขตลาดกระบัง ร่วมกิจกรรม Big Cleaning เพื่อเร่งฟื้นฟูพื้นที่ภายหลังสถานการณ์น้ำเริ่มคลี่คลาย โดยบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการทำความสะอาด เก็บขนขยะ และฟื้นฟูชุมชน เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติโดยเร็วที่สุด

 

กิจกรรมในวันนี้เป็นความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานคร กระทรวงมหาดไทย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กองบัญชาการกองทัพไทย โดยหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ตลอดจนสำนักงานเขตลาดกระบัง หน่วยทหาร จิตอาสา และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมระดมกำลังพล ยานพาหนะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ เข้าดำเนินการในพื้นที่

 

พล.ท. อดุลย์กล่าวว่า เมื่อระดับน้ำในหลายพื้นที่เริ่มลดลง ภารกิจสำคัญต่อจากนี้คือการเร่งฟื้นฟู โดยแต่ละหน่วยงานทำหน้าที่ตามความรับผิดชอบและความเชี่ยวชาญ กรุงเทพมหานครเป็นหน่วยงานหลักในพื้นที่ ขณะที่กระทรวงมหาดไทย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงกลาโหม กองทัพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมสนับสนุนกำลังและทรัพยากรให้ตรงกับความต้องการ เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วที่สุด

 

ด้าน ไทวุฒิ ขันแก้ว ปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงการดำเนินงานในระยะฟื้นฟู โดยกรุงเทพมหานครเร่งเก็บขนขยะ ทำความสะอาดพื้นที่สาธารณะและชุมชน รวมถึงฟื้นฟูสภาพแวดล้อมหลังน้ำลด

 

ขณะที่ พล.อ. ชิดชนก นุชฉายา รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวถึงการสนับสนุนของกองบัญชาการกองทัพไทย โดยเฉพาะหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ซึ่งจัดกำลังพล เครื่องจักร ยานพาหนะ และขีดความสามารถด้านการบรรเทาสาธารณภัย สนับสนุนการปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่

 

จากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้ตรวจเยี่ยม โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชลาดกระบัง พร้อมติดตามการปฏิบัติงานของโรงเรียนช่างฝีมือทหาร ซึ่งจัดนักเรียนช่างให้บริการซ่อมรถจักรยานยนต์และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน

 

ต่อมาได้เดินทางไปยัง ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนชุมชนมิตรสามัคคีฟื้นนครร่มเกล้า ระยะ 4 โซน 10 ซึ่งมีครู 17 คน และเด็กประมาณ 200 คน เพื่อติดตามสภาพพื้นที่ภายหลังน้ำลด พร้อมมอบยา เวชภัณฑ์ และสิ่งของจำเป็นแก่ประชาชนในชุมชน

 

หลังจากนั้น พล.ท. อดุลย์เดินทางต่อไปยัง หมู่บ้านฟลอร่าวิลล์ เขตหนองจอก เพื่อติดตามสถานการณ์และการเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ ซึ่งยังมีน้ำท่วมขังตามเส้นทางภายในหมู่บ้านหลายจุด ส่งผลกระทบต่อการสัญจรของประชาชน โดยได้ตรวจติดตาม จุดติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 30 นิ้ว บริเวณซอยสุวินทวงศ์ 38 และการบริหารจัดการน้ำ เพื่อเร่งลดระดับน้ำและบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนโดยเร็ว

 

พล.ท. อดุลย์ กล่าวว่า สถานการณ์ขณะนี้แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ บางแห่งระดับน้ำลดลงและเข้าสู่ระยะฟื้นฟู ขณะที่บางแห่งยังต้องเร่งระบายน้ำ จึงต้องดำเนินงานทั้งสองด้านควบคู่กัน โดยหน่วยงานที่เชี่ยวชาญในแต่ละด้านเป็นผู้ดำเนินการหลัก และกระทรวงกลาโหมกับกองทัพพร้อมสนับสนุนกำลังพล เครื่องมือ และทรัพยากรตามความต้องการของพื้นที่

 

“วันนี้บางพื้นที่เราเริ่มฟื้นฟูแล้ว แต่บางพื้นที่ยังต้องเร่งเอาน้ำออก ภารกิจของเราจึงยังไม่จบ เราจะทำงานร่วมกันต่อไป จนกว่าพี่น้องประชาชนจะหายจากความเดือดร้อน และสถานการณ์จะคลี่คลาย” พล.ท. อดุลย์ กล่าว

 

พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ร่วมกิจกรรม Big Cleaning ฟื้นฟูพื้นที่น้ำท่วมเคหะร่มเกล้า 1พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ร่วมกิจกรรม Big Cleaning ฟื้นฟูพื้นที่น้ำท่วมเคหะร่มเกล้า 2พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ร่วมกิจกรรม Big Cleaning ฟื้นฟูพื้นที่น้ำท่วมเคหะร่มเกล้า 3พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ร่วมกิจกรรม Big Cleaning ฟื้นฟูพื้นที่น้ำท่วมเคหะร่มเกล้า 4พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ร่วมกิจกรรม Big Cleaning ฟื้นฟูพื้นที่น้ำท่วมเคหะร่มเกล้า 5พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ร่วมกิจกรรม Big Cleaning ฟื้นฟูพื้นที่น้ำท่วมเคหะร่มเกล้า 6พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ร่วมกิจกรรม Big Cleaning ฟื้นฟูพื้นที่น้ำท่วมเคหะร่มเกล้า 7พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ร่วมกิจกรรม Big Cleaning ฟื้นฟูพื้นที่น้ำท่วมเคหะร่มเกล้า 8พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ร่วมกิจกรรม Big Cleaning ฟื้นฟูพื้นที่น้ำท่วมเคหะร่มเกล้า 9พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ร่วมกิจกรรม Big Cleaning ฟื้นฟูพื้นที่น้ำท่วมเคหะร่มเกล้า 10

The post รมว.กลาโหม ร่วมทุกภาคส่วน Big Cleaning เคหะร่มเกล้า เร่งฟื้นฟูหลังน้ำลด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทีมงาน สส.อรรถวิชช์ โต้เดือดกลางวงสัมภาษณ์ หลังทันกวินท์เข้ายื่นสอบจริยธรรม ปมอ้างแก้มลิงคู้บอนโจมตี กทม. https://thestandard.co/attawich-ethics-kaem-ling-debate/ Wed, 07 Oct 2026 05:35:53 +0000 https://thestandard.co/attawich-ethics-kaem-ling-debate/ ทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร ยื่นหนังสือร้องเรียนจริยธรรมที่รัฐสภา

วันนี้ (7 ตุลาคม) ที่อาคารรัฐสภา ดร.ทันกวินท์ รัฐวัฒก์อ […]

The post ทีมงาน สส.อรรถวิชช์ โต้เดือดกลางวงสัมภาษณ์ หลังทันกวินท์เข้ายื่นสอบจริยธรรม ปมอ้างแก้มลิงคู้บอนโจมตี กทม. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร ยื่นหนังสือร้องเรียนจริยธรรมที่รัฐสภา

วันนี้ (7 ตุลาคม) ที่อาคารรัฐสภา ดร.ทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร ยื่นหนังสือร้องเรียนจริยธรรมของ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส. บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ กรณีนำเรื่องโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ‘แก้มลิง’ มากล่าวอ้างเพื่อวิพากษ์วิจารณ์การบริหารจัดการน้ำของกรุงเทพมหานคร โดยมองว่าเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ระหว่างการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ได้เกิดการโต้แย้งประเด็นข้อเท็จจริงและความเดือดร้อนของประชาชน จากทางผู้ชำนาญการประจำตัว สส. และตัวแทนภาคประชาชนในพื้นที่

 

ดร.ทันกวินท์ กล่าวว่า การนำเรื่องโครงการแก้มลิงมากล่าวอ้างและโจมตีกรุงเทพมหานครว่ามีการตัดพื้นที่ทางน้ำไหล (Floodway) ออกจากผังเมืองนั้น เป็นการให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน จากการตรวจสอบกับคณะกรรมการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) พบว่า โครงการแก้มลิงในพื้นที่กรุงเทพฯ มีเพียงโครงการคลองมหาชัยและคลองสนามชัย ที่เขตบางขุนเทียนเท่านั้น ไม่มีโครงการแก้มลิงบึงคู้บอนตามที่ถูกอ้างถึง

 

นอกจากนี้ เมื่อตรวจสอบร่างพระราชกฤษฎีกา ปี 2565 พบว่าครอบคลุมเฉพาะพื้นที่บางขุนเทียน-ภาษีเจริญ ขณะที่ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร ปี 2556 ที่ยังคงบังคับใช้ในปัจจุบัน ก็ไม่มีการกำหนดพื้นที่บึงคู้บอนแต่อย่างใด สิ่งที่มีอยู่คือ ‘บึงหนองบอน’ ซึ่งกรุงเทพมหานครได้น้อมนำแนวทางพระราชดำริแก้มลิงมาดำเนินการสร้างอุโมงค์สูบน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมให้ประชาชนแล้ว

 

ดร.ทันกวินท์ ในฐานะผู้ทำวิจัยด้านปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ระบุเพิ่มเติมว่า การน้อมนำแนวพระราชดำริมาประยุกต์ใช้ต้องตั้งอยู่บนความมีเหตุผล ความพอประมาณ และเงื่อนไขของความรู้และคุณธรรม การกล่าวอ้างข้อมูลโดยไม่มีเงื่อนไขความรู้ที่ถูกต้อง ถือเป็นความรับผิดชอบของ อรรถวิชช์ โดยตรง

 

อย่างไรก็ตาม ระหว่างการให้สัมภาษณ์ ผู้ชำนาญการประจำตัว สส. อรรถวิชช์ ซึ่งยืนฟังการให้สัมภาษณ์อยู่ ได้เข้ามาสอบถามถึงผลงานวิจัยของ ดร.ทันกวินท์ ว่าเคยตีพิมพ์หรือไม่ พร้อมโต้แย้งว่า การกระทำของ อรรถวิชช์ ไม่เข้าข่ายผิดจริยธรรมอย่างแน่นอน เนื่องจากมีเอกสารอ้างอิงที่ถูกต้อง และการลงพื้นที่เป็นการไปช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วมขังอย่างแท้จริง

 

ผู้ชำนาญการประจำตัว สส. อรรถวิชช์ ได้ชี้แจงประเด็นการใช้คำว่าโครงการพระราชดำริ โดยระบุว่า สิ่งที่ผลักดันในพื้นที่บึงคู้บอนคือ ‘แนวทางตามพระราชดำริ’ ไม่ใช่โครงการตามพระราชดำริ พร้อมตั้งคำถามกลับว่า การที่ สส. หรือนักการเมืองลงพื้นที่ไปช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเดือดร้อนจากน้ำท่วมขังเน่าเสีย แล้วถูกร้องเรียนจริยธรรม ถือเป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่ พรรครวมไทยสร้างชาติทำงานบนหลักฐาน ความเป็นจริง และความยุติธรรม

 

จากนั้น ชวลักษณ์ เวียงวิเศษ ซึ่ง ดร.ทันกวินท์ ระบุว่าเป็นโฆษกพรรคไทยภักดี ได้ร่วมชี้แจงอย่างดุเดือด โดย ชวลักษณ์ ยอมรับในตำแหน่งทางการเมือง แต่ยืนยันว่าวันนี้มาในฐานะตัวแทนของประชาชนคนกรุงเทพฯ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เขตคลองสามวา และเป็นผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วมจริงมาตั้งแต่ปี 2562

 

ชวลักษณ์ ระบุว่า พื้นที่คลองคันนายาว คลองสามวา และบริเวณใกล้เคียงบึงรับน้ำคู้บอน มีประชาชนที่กำลังทนทุกข์จากน้ำท่วมขัง บางครัวเรือนและร้านค้าไม่สามารถประกอบอาชีพได้มาเกือบสองสัปดาห์แล้ว พร้อมย้ำว่าตนไม่เคยกล่าวอ้างว่าบึงคู้บอนเป็นโครงการพระราชดำริ แต่บึงรับน้ำคู้บอนคือโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในการรองรับน้ำไม่ให้ไหลทะลักเข้าสู่พื้นที่ชั้นในของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเรื่องของผลประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่เรื่องของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง และยินดีให้ข้อมูลกับทุกพรรคการเมืองที่สนใจแก้ปัญหา

 

ชวลักษณ์ตั้งคำถามว่า ตรงพื้นที่บึงรับน้ำคู้บอน ไม่ใช่แค่กั้นน้ำให้รองรับน้ำให้คนคันนายาว คลองสามวาเท่านั้น แต่เรายังมีหน้าที่รับน้ำ ไม่ให้ไหลเข้าไปในพื้นที่ในเมืองด้วย ถ้าอย่างงั้นถือว่าบึงรับน้ำคู้บอน เป็นพื้นที่รับน้ำของคนกรุงเทพทั้งหมดหรือไม่ ซึ่ง ดร.ทันกวินท์แย้งว่า แต่ไม่ใช่โครงการในพระราชดำริครับ ทำให้อีกฝ่ายโต้กลับว่า ไม่เคยพูดว่าเป็นโครงการในพระราชดำริ

 

ในช่วงท้าย ผู้ชำนาญการ สส. ย้ำว่า อะไรถ้าเราคิดว่าไม่ถูกต้อง เราต้องมีสิ่งที่เป็นหลักฐาน เราไม่พูดเลื่อนลอย เราทำงานบนความยุติธรรม บนความเป็นจริง บนกระบวนการที่ถูกต้อง ดังนั้น ขอความเป็นธรรมให้กับพรรครวมไทยสร้างชาติ ในการถูกกล่าวหาแบบนี้ด้วย ตนเองในฐานะคนที่ทำงานกับท่าน สส. อรรถวิชช์ รู้คว่า สส. เป็นคนยังไง ถ้าไม่ผิดจริง ท่านไม่ลงไปเล่น ท่านไม่ลงไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชน

The post ทีมงาน สส.อรรถวิชช์ โต้เดือดกลางวงสัมภาษณ์ หลังทันกวินท์เข้ายื่นสอบจริยธรรม ปมอ้างแก้มลิงคู้บอนโจมตี กทม. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลอาญาคดีทุจริตฯ สั่งจำคุก ‘อดีตพระอลงกต-หมอบี’ สูงสุดคนละ 50 ปี คดีทุจริตยักยอกทรัพย์วัดพระบาทน้ำพุ พร้อมสั่งชดใช้เงินคืนกว่า 306 ล้านบาท https://thestandard.co/ex-monk-alongkot-mor-bee-jail/ Wed, 07 Oct 2026 05:21:07 +0000 https://thestandard.co/ex-monk-alongkot-mor-bee-jail/ ภาพอดีตพระอลงกตและหมอบี ผู้ต้องหาคดียักยอกทรัพย์วัดพระบาทน้ำพุ

วันนี้ (7 ตุลาคม) ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลา […]

The post ศาลอาญาคดีทุจริตฯ สั่งจำคุก ‘อดีตพระอลงกต-หมอบี’ สูงสุดคนละ 50 ปี คดีทุจริตยักยอกทรัพย์วัดพระบาทน้ำพุ พร้อมสั่งชดใช้เงินคืนกว่า 306 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอดีตพระอลงกตและหมอบี ผู้ต้องหาคดียักยอกทรัพย์วัดพระบาทน้ำพุ

วันนี้ (7 ตุลาคม) ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ตลิ่งชัน ศาลนัดอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อท. 203/2568 ซึ่งพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 3 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง

 

 

อลงกต พูลมุข หรือ อดีตพระราชวิสุทธิประชานารถ (อดีตพระอลงกต) เป็นจำเลยที่ 1 และ เสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือ หมอบี เป็นจำเลยที่ 2 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157 และความผิดฐานฟอกเงิน โดยในวันนี้ผู้รับมอบฉันทะโจทก์ จำเลยทั้งสอง พร้อมด้วยทนายความเดินทางมาฟังคำพิพากษาอย่างพร้อมเพรียง

 

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐาน พบว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน จึงพิพากษาให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป โดยมีรายละเอียดคำพิพากษาดังนี้

 

อลงกต พูลมุข (จำเลยที่ 1)

 

มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือผู้อื่นโดยทุจริต ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 6 ปี และความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน จำคุก 3 ปี

 

ทางพิจารณาจำเลยให้การเป็นประโยชน์ มีเหตุบรรเทาโทษ ศาลจึงลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม คงเหลือจำคุกฐานเบียดบังทรัพย์กระทงละ 4 ปี รวม 185 กระทง เป็นโทษจำคุก 740 ปี และลดโทษฐานร่วมกันฟอกเงินเหลือจำคุก 2 ปี รวมโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น 742 ปี

 

เสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล (จำเลยที่ 2)

 

มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์โดยทุจริต ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 4 ปี และความผิดฐานฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน จำคุกกระทงละ 3 ปี

 

ทางพิจารณาจำเลยให้การเป็นประโยชน์ มีเหตุบรรเทาโทษ ศาลลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม คงเหลือจำคุกฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ กระทงละ 2 ปี 8 เดือน รวม 185 กระทง เป็นโทษจำคุก 370 ปี 1,480 เดือน และลดโทษฐานฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงินเหลือจำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 8 กระทง เป็นโทษจำคุก 16 ปี รวมโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ทั้งสิ้น 386 ปี 1,480 เดือน

 

อย่างไรก็ตาม แม้บทลงโทษรวมทุกกระทงความผิดจะสูงถึงหลายร้อยปี แต่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ได้กำหนดเพดานการรับโทษจำคุกสูงสุดไว้ ศาลจึงมีคำพิพากษาให้จำคุก อลงกต พูลมุข และ เสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล มีกำหนดคนละ 50 ปี พร้อมทั้งมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินจำนวน 306,026,143.50 บาท ให้แก่วัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีนี้

 

ภาพ: ขอภาพคู่กันนะคะ

The post ศาลอาญาคดีทุจริตฯ สั่งจำคุก ‘อดีตพระอลงกต-หมอบี’ สูงสุดคนละ 50 ปี คดีทุจริตยักยอกทรัพย์วัดพระบาทน้ำพุ พร้อมสั่งชดใช้เงินคืนกว่า 306 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ทักษิณ’ ชี้สรรพากรยึดทรัพย์ไม่ชอบ เปรียบ ‘คลัง-สรรพากร’ เหมือนพ่อลูกไม่คุยกัน ทำให้มาทวงหนี้ซ้ำ https://thestandard.co/thaksin-argues-that-the-revenue-departments-seizure-of/ Wed, 07 Oct 2026 05:14:09 +0000 https://thestandard.co/thaksin-argues-that-the-revenue-departments-seizure-of/ ทักษิณ ชินวัตร เดินทางมาศาลภาษีอากรกลางเพื่อเป็นพยานในการไต่สวนคดีฟ้องกรมสรรพากร

วันนี้ (7 ตุลาคม) ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินท […]

The post ‘ทักษิณ’ ชี้สรรพากรยึดทรัพย์ไม่ชอบ เปรียบ ‘คลัง-สรรพากร’ เหมือนพ่อลูกไม่คุยกัน ทำให้มาทวงหนี้ซ้ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทักษิณ ชินวัตร เดินทางมาศาลภาษีอากรกลางเพื่อเป็นพยานในการไต่สวนคดีฟ้องกรมสรรพากร

วันนี้ (7 ตุลาคม) ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมายังศาลภาษีอากรกลาง ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ เพื่อเป็นพยานในการไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว ในคดีที่เป็นโจทก์ยื่นฟ้องกรมสรรพากร กรณีการยึดและอายัดทรัพย์สินซ้ำซ้อนเพื่อนำไปชำระหนี้ภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น เมื่อปี 2549 ซึ่งสืบเนื่องจากคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ที่วินิจฉัยว่าการประเมินภาษีของกรมสรรพากรเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย

 

ในการไต่สวน ทักษิณได้ขึ้นเบิกความด้วยตนเอง โดยระบุถึงประเด็นทรัพย์สินที่ถูกยึดและอายัด ซึ่งรวมถึงรถยนต์ 5 คัน โดยเน้นย้ำว่าในจำนวนนี้มี 2 คันที่เป็นรถยนต์สั่งทำพิเศษพร้อมกระจกกันกระสุน ทักษิณชี้แจงเหตุผลความจำเป็นว่า ระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตนเคยถูกลอบสังหารหลายครั้ง และแม้พ้นวาระไปแล้วก็ยังมีความกังวลถึงความปลอดภัยและผู้ที่อาจประสงค์ร้าย หากรถยนต์ดังกล่าวถูกยึดไปอาจเกิดอันตรายต่อชีวิต ประกอบกับการสั่งทำรถยนต์ลักษณะนี้ต้องใช้ระยะเวลานาน

 

โดยตอบถามค้านฝั่งจำเลยว่า ทักษิณยอมรับว่าปัจจุบันรถยนต์ดังกล่าวยังอยู่ในการครอบครอง แต่หากปล่อยไว้จะเข้าสู่กระบวนการนำไปขายทอดตลาด ส่วนกรณีการนำเงินมาวางเป็นหลักประกันเพื่อชะลอการจ่ายภาษีนั้น ยืนยันว่าปัจจุบันตนไม่มีรายได้ในส่วนที่จะนำมาใช้วางค้ำประกันแล้ว

 

ทักษิณเบิกความเพิ่มเติมว่า คดีนี้เป็นผลพวงจากการถูกรัฐประหาร ทำให้ตนขาดโอกาสในการกลับมาต่อสู้คดี และยืนยันว่าการซื้อขายหุ้นดังกล่าวไม่ได้สร้างความเสียหายแก่รัฐ อย่างไรก็ตาม แม้พร้อมยอมรับคำพิพากษาของศาล แต่เห็นว่ากระบวนการดำเนินการของกรมสรรพากรนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

พร้อมกันนี้ได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบว่า กระทรวงการคลังเปรียบเสมือนพ่อ ส่วนกรมสรรพากรเปรียบเสมือนลูก ตนเองในฐานะคนที่มีหนี้ได้ส่งมอบเงินทั้งหมดให้คนเป็นพ่อไปแล้ว แต่พ่อลูกกลับไม่คุยกัน ทำให้ลูกมาตามทวงหนี้กับตนซ้ำอีก

 

นอกจากนี้ ยังมีการระบุถึงกระแสข่าวที่ว่าอาจมีการฟ้องล้มละลายตามมา เนื่องจากประเมินว่าทรัพย์สินที่ถูกอายัดไว้มีมูลค่าไม่เพียงพอต่อการชำระภาษี

 

ทั้งนี้ ในกระบวนการไต่สวน ฝ่ายโจทก์ได้นำอดีตข้าราชการกรมสรรพากรขึ้นเบิกความเป็นพยาน ขณะที่ฝ่ายจำเลยได้นำเจ้าหน้าที่นิติกรของกรมสรรพากรจำนวน 2 ปาก เข้าเบิกความต่อศาลเช่นเดียวกัน

 

ทักษิณ ชินวัตร เดินทางมาศาลภาษีอากรกลางเพื่อเป็นพยานในการไต่สวนคดีฟ้องกรมสรรพากร 1ทักษิณ ชินวัตร เดินทางมาศาลภาษีอากรกลางเพื่อเป็นพยานในการไต่สวนคดีฟ้องกรมสรรพากร 2ทักษิณ ชินวัตร เดินทางมาศาลภาษีอากรกลางเพื่อเป็นพยานในการไต่สวนคดีฟ้องกรมสรรพากร 3ทักษิณ ชินวัตร เดินทางมาศาลภาษีอากรกลางเพื่อเป็นพยานในการไต่สวนคดีฟ้องกรมสรรพากร 4

The post ‘ทักษิณ’ ชี้สรรพากรยึดทรัพย์ไม่ชอบ เปรียบ ‘คลัง-สรรพากร’ เหมือนพ่อลูกไม่คุยกัน ทำให้มาทวงหนี้ซ้ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมช.ศึกษาธิการ จับมือ ครู สกร. ทั่วประเทศ ลงพื้นที่ช่วยประชาชนยื่นคำร้องเงินเยียวยาน้ำท่วม 9,000 บาท https://thestandard.co/akranan-teachers-flood-aid-9000/ Wed, 07 Oct 2026 05:05:17 +0000 https://thestandard.co/akranan-teachers-flood-aid-9000/ ภาพกราฟิก รมช.ศึกษาธิการ อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ พร้อมข้อความช่วยเหลือประชาชนยื่นคำร้องเงินเยียวยาน้ำท่วม 9,000 บาท

วันนี้ (7 ตุลาคม) อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่ว […]

The post รมช.ศึกษาธิการ จับมือ ครู สกร. ทั่วประเทศ ลงพื้นที่ช่วยประชาชนยื่นคำร้องเงินเยียวยาน้ำท่วม 9,000 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิก รมช.ศึกษาธิการ อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ พร้อมข้อความช่วยเหลือประชาชนยื่นคำร้องเงินเยียวยาน้ำท่วม 9,000 บาท

วันนี้ (7 ตุลาคม) อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพและความปลอดภัย กระทรวงศึกษาธิการ (ศพส.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากได้รับความเดือดร้อน และจำเป็นต้องเร่งเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือและเงินเยียวยาจากภาครัฐ โดยเฉพาะการยื่นคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยตามหลักเกณฑ์ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จำนวน 9,000 บาท

 

อย่างไรก็ตาม ยังมีประชาชนอีกจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล หรือผู้ที่ไม่ถนัดการใช้คอมพิวเตอร์และระบบอิเล็กทรอนิกส์ ไม่สามารถดำเนินการยื่นคำร้องด้วยตนเองได้ ซึ่งอาจทำให้การเข้าถึงสิทธิ์ที่ควรได้รับเป็นไปด้วยความยากลำบาก

 

อัครนันท์ระบุว่า ด้วยเหตุนี้ กระทรวงศึกษาธิการจึงมอบหมายให้ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) และครู สกร. ซึ่งมีเครือข่ายอยู่ในพื้นที่ทั่วประเทศ ลงไปทำงานเชิงรุกในชุมชน โดยประสานและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ในการกรอกข้อมูลและยื่นแบบคำร้องขอรับเงินเยียวยาตามขั้นตอนของภาครัฐ

 

“เราต้องไม่ปล่อยให้ประชาชนเสียสิทธิ์ เพียงเพราะเขาใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็น หรือไม่เข้าใจขั้นตอนการยื่นเอกสาร เพราะในวันที่ประชาชนกำลังลำบาก หน่วยงานรัฐต้องเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาเขา” อัครนันท์กล่าว

 

ทั้งนี้ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ได้มีข้อสั่งการเร่งด่วนไปยังหน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัด ให้ครู สกร. ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ลงพื้นที่สำรวจและช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่สามารถดำเนินการยื่นคำร้องผ่านระบบด้วยตนเอง เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิ์และมาตรการช่วยเหลือของรัฐได้อย่างทั่วถึง

 

อัครนันท์กล่าวเพิ่มเติมว่า บทบาทของกระทรวงศึกษาธิการไม่ได้มีเพียงการจัดการเรียนการสอนหรือให้ความรู้เท่านั้น แต่ครู คือคนที่อยู่ใกล้ชิดกับชุมชนและประชาชนมากที่สุดคนหนึ่ง เมื่อเกิดวิกฤต ครูจึงสามารถเป็นกำลังสำคัญในการช่วยประสานงานและพาประชาชนเข้าถึงบริการของภาครัฐได้

 

“กระทรวงศึกษาธิการไม่ได้ดูแลประชาชนเฉพาะในห้องเรียน แต่ต้องดูแลประชาชนในวันที่เขาเดือดร้อนด้วย เรามีครู สกร. อยู่ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ หากความรู้และกำลังของครูสามารถช่วยให้ประชาชนคนหนึ่งได้รับเงินเยียวยาที่เขามีสิทธิ์ได้รับ เราก็ควรใช้เครือข่ายของเราเข้าไปช่วยทันที” อัครนันท์กล่าว

 

สำหรับการดำเนินการดังกล่าว จะเน้นการเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ประสบภัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้มีข้อจำกัดด้านการใช้เทคโนโลยี และครัวเรือนที่ไม่สามารถดำเนินการตามขั้นตอนทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ด้วยตนเอง เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

The post รมช.ศึกษาธิการ จับมือ ครู สกร. ทั่วประเทศ ลงพื้นที่ช่วยประชาชนยื่นคำร้องเงินเยียวยาน้ำท่วม 9,000 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘วรายุทธ’ สส.ยโสธร ภูมิใจไทย ลงพื้นที่สายไหม-จตุโชติ ส่งข้าวกล่องช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม กทม. https://thestandard.co/varayut-bhumjaithai-mp-bangkok-flood-aid/ Wed, 07 Oct 2026 04:54:34 +0000 https://thestandard.co/varayut-bhumjaithai-mp-bangkok-flood-aid/ ภาพ สส.วรายุทธ จงอักษร พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่แจกข้าวกล่องช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในกรุงเทพฯ

วรายุทธ จงอักษร สส.ยโสธร เขต 2 พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่ย […]

The post ‘วรายุทธ’ สส.ยโสธร ภูมิใจไทย ลงพื้นที่สายไหม-จตุโชติ ส่งข้าวกล่องช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม กทม. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ สส.วรายุทธ จงอักษร พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่แจกข้าวกล่องช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในกรุงเทพฯ

วรายุทธ จงอักษร สส.ยโสธร เขต 2 พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่ย่านสายไหมและบริเวณซอยจตุโชติ 20 กรุงเทพมหานคร เพื่อเยี่ยมประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม พร้อมนำข้าวกล่องจากโรงครัวภูมิใจไทยไปแจกจ่ายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

 

การลงพื้นที่ครั้งนี้ วรายุทธและทีมงานนำอาหารเข้าไปส่งมอบถึงชุมชน รวมถึงบริเวณที่อยู่ลึกและเดินทางเข้าถึงได้ไม่สะดวก เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ยังได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม พร้อมพูดคุยให้กำลังใจผู้ประสบภัย

 

สำหรับอาหารที่นำไปแจกจ่ายมาจากความร่วมมือของทีมโรงครัวภูมิใจไทยและทีมขนส่ง ซึ่งร่วมกันจัดเตรียมและนำข้าวกล่องไปส่งมอบให้ประชาชนในพื้นที่ประสบภัย

 

วรายุทธระบุว่า ทีมงานจะเดินหน้าช่วยเหลือประชาชนที่ยังได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

 

ภาพ สส.วรายุทธ จงอักษร พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่แจกข้าวกล่องช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในกรุงเทพฯ 1ภาพ สส.วรายุทธ จงอักษร พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่แจกข้าวกล่องช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในกรุงเทพฯ 2ภาพ สส.วรายุทธ จงอักษร พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่แจกข้าวกล่องช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในกรุงเทพฯ 3ภาพ สส.วรายุทธ จงอักษร พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่แจกข้าวกล่องช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในกรุงเทพฯ 4ภาพ สส.วรายุทธ จงอักษร พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่แจกข้าวกล่องช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในกรุงเทพฯ 5

The post ‘วรายุทธ’ สส.ยโสธร ภูมิใจไทย ลงพื้นที่สายไหม-จตุโชติ ส่งข้าวกล่องช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม กทม. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัชชาติแจงปมบึงรับน้ำคู้บอน-บางชัน ไม่ใช่โครงการพระราชดำริ ชี้งบ 1.1 หมื่นล้านไม่คุ้มค่าด้านงบประมาณและประสิทธิภาพระบายน้ำ https://thestandard.co/chatchart-clarifies-that-the-khubon-bang-chan-water/ Wed, 07 Oct 2026 04:47:44 +0000 https://thestandard.co/chatchart-clarifies-that-the-khubon-bang-chan-water/ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กำลังชี้แจง

วันนี้ (7 ตุลาคม) ที่ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ชัชชาติ ส […]

The post ชัชชาติแจงปมบึงรับน้ำคู้บอน-บางชัน ไม่ใช่โครงการพระราชดำริ ชี้งบ 1.1 หมื่นล้านไม่คุ้มค่าด้านงบประมาณและประสิทธิภาพระบายน้ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กำลังชี้แจง

วันนี้ (7 ตุลาคม) ที่ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงกรณีโครงการก่อสร้างบึงรับน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะบึงคู้บอนและบึงบางชัน ยืนยันว่าโครงการดังกล่าวเป็นแนวคิดด้านการบริหารจัดการน้ำที่ กทม.ดำเนินการตามหลักวิชาการและแนวคิดเรื่องพื้นที่แก้มลิง ไม่ใช่โครงการพระราชดำริโดยตรง พร้อมระบุว่าการตัดสินใจดำเนินโครงการต้องพิจารณาทั้งความเหมาะสมทางเทคนิค ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำ และความคุ้มค่าของงบประมาณแผ่นดิน

 

ชัชชาติกล่าวว่า โครงการบึงรับน้ำทั้ง 6 แห่งเกิดขึ้นจากการที่สำนักการระบายน้ำ กทม.นำแนวคิดการบริหารจัดการน้ำในลักษณะแก้มลิง มาปรับใช้ภายหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 และเริ่มกำหนดโครงการในปี 2556 โดย กทม.เป็นผู้พิจารณาตำแหน่งและพื้นที่ดำเนินโครงการเอง ดังนั้นจึงต้องแยกให้ชัดเจนระหว่างโครงการที่ กทม.จัดทำขึ้นกับโครงการแก้มลิงที่เป็นโครงการพระราชดำริ โดยในพื้นที่กรุงเทพฯ มีพื้นที่อย่างบึงหนองบอนที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดโครงการแก้มลิงตามพระราชดำริ

 

สำหรับโครงการบึงรับน้ำ 6 แห่งนั้น ปัจจุบันถูกยกเลิกไปแล้ว 4 โครงการจากกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและประชาพิจารณ์ในอดีต เหลือ 2 โครงการ ได้แก่ บึงคู้บอนและบึงบางชัน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ถูกนำกลับมาถกเถียงถึงความเหมาะสมและแนวทางการดำเนินการอีกครั้ง

 

ผู้ว่าฯ กทม.ระบุว่า ประเด็นสำคัญในการพิจารณาไม่ได้อยู่เพียงแค่การมีพื้นที่รับน้ำเพิ่มขึ้น แต่ต้องพิจารณาถึงต้นทุนทั้งหมดของโครงการด้วย โดยผลการศึกษาของบริษัทที่ปรึกษาพบว่า หากดำเนินโครงการบึงรับน้ำทั้งในส่วนของการเวนคืนที่ดินตามราคาตลาด รวมถึงการก่อสร้างระบบที่เกี่ยวข้อง จะต้องใช้งบประมาณประมาณ 11,000 ล้านบาท ขณะที่แนวทางปรับปรุงประสิทธิภาพบึงหนองบอนเพื่อเร่งการระบายน้ำใช้งบประมาณประมาณ 6,700 ล้านบาท ทำให้สำนักการระบายน้ำเห็นว่าการลงทุนเพื่อปรับปรุงระบบบึงหนองบอนมีความคุ้มค่ามากกว่า

 

นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดด้านศักยภาพการรองรับน้ำของบึงคู้บอนและบึงบางชัน เนื่องจากทั้ง 2 แห่งมีความจุรวมประมาณ 1 ล้านลูกบาศก์เมตร และสามารถรองรับน้ำได้จริงประมาณ 500,000 ลูกบาศก์เมตร ขณะที่ในสถานการณ์ฝนตกหนัก ปริมาณน้ำฝนที่เกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพฯ อาจมีปริมาณสูงถึงประมาณ 350 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้การสร้างบึงรับน้ำเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อเทียบกับการเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่

 

ชัชชาติ กล่าวว่า แนวทางที่ กทม.ให้ความสำคัญในปัจจุบันจึงเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพระบบคลองเพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่พื้นที่รองรับน้ำที่มีศักยภาพอยู่แล้ว โดยเฉพาะบึงหนองบอนซึ่งมีความจุประมาณ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการระบายน้ำเพิ่มเติม เพื่อให้ระบบสามารถรองรับและระบายน้ำได้รวดเร็วขึ้นในภาพรวม

 

ส่วนกรณีข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนจากการที่ ชัชชาติเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งบริษัทดังกล่าวเคยมีที่ดินในพื้นที่และยื่นคัดค้านการเวนคืน ชัชชาติชี้แจงว่า ในปี 2558 ขณะดำรงตำแหน่ง CEO ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง บริษัทได้ซื้อที่ดินในพื้นที่เพิ่มสินมาก่อนแล้ว เมื่อ กทม.จัดทำกระบวนการประชาพิจารณ์ บริษัทในฐานะผู้ได้รับผลกระทบจึงใช้สิทธิยื่นคัดค้านตามกระบวนการ

 

ชัชชาติ ย้ำว่า การยกเลิกโครงการเกิดขึ้นในปี 2561 ซึ่งเป็นช่วงการบริหารงานของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนอื่น ไม่ใช่ช่วงที่ตนดำรงตำแหน่ง และยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้ตัดสินใจยกเลิกโครงการดังกล่าว รวมถึงไม่มีการเอื้อประโยชน์ให้กับตนเองหรือพวกพ้องแต่อย่างใด

 

ขณะเดียวกัน ชัชชาติแสดงความกังวลต่อการนำโครงการบึงรับน้ำดังกล่าวไปเชื่อมโยงว่าเป็นโครงการพระราชดำริ เนื่องจากอาจทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับที่มาและสถานะของโครงการ พร้อมย้ำว่าการบริหารจัดการน้ำจำเป็นต้องตั้งอยู่บนข้อมูลทางวิชาการและข้อเท็จจริง เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

 

อย่างไรก็ตาม กทม.ไม่ได้ปิดกั้นแนวคิดดังกล่าว โดยชัชชาติระบุว่า หากมีข้อมูลทางวิชาการหรือข้อเสนอใหม่ที่แสดงให้เห็นว่าโครงการบึงคู้บอนหรือบึงบางชันมีความคุ้มค่าและสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ปัญหาน้ำท่วมได้จริง ก็พร้อมให้สำนักการระบายน้ำนำข้อมูลกลับมาศึกษาและพิจารณาใหม่ โดยพร้อมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน นักวิชาการ และทุกภาคส่วน

 

สำหรับปัญหาที่ กทม.ต้องเร่งจัดการควบคู่กันในปัจจุบัน คือปัญหาขยะที่ไหลมากับน้ำและเข้าไปติดบริเวณสถานีสูบน้ำ ซึ่งส่งผลให้เครื่องสูบน้ำทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพและลดศักยภาพในการระบายน้ำออกจากพื้นที่ กทม.จึงขอความร่วมมือประชาชนไม่ทิ้งขยะลงในคลองหรือเส้นทางน้ำ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขยะอุดตันและเป็นอุปสรรคต่อระบบระบายน้ำในช่วงที่มีฝนตกหนัก

 

ทั้งนี้ กทม.มีแผนเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในระยะยาว โดยมุ่งขยายพื้นที่บึงหนองบอนและพัฒนาโครงการอุโมงค์ระบายน้ำเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำออกจากพื้นที่กรุงเทพฯ โดยชัชชาติย้ำว่าเป้าหมายสำคัญคือการเลือกแนวทางที่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน โดยหากมีข้อมูลใหม่ที่มีน้ำหนักเพียงพอ กทม.พร้อมเปิดรับและทบทวนแนวทางการดำเนินงานต่อไป

 

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

The post ชัชชาติแจงปมบึงรับน้ำคู้บอน-บางชัน ไม่ใช่โครงการพระราชดำริ ชี้งบ 1.1 หมื่นล้านไม่คุ้มค่าด้านงบประมาณและประสิทธิภาพระบายน้ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>