News – THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 14 Jun 2026 11:27:52 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 กต.แจงปมรัสเซียเตือนประชาชนระวังเดินทางมาไทย ยืนยันสองประเทศยังมีสัมพันธ์ที่ดี และไทยพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกชาติ https://thestandard.co/russia-warns-thailand-clarifies-relations/ Sun, 14 Jun 2026 11:27:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1218298

ปาณิดล ปัจฉิสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษก […]

The post กต.แจงปมรัสเซียเตือนประชาชนระวังเดินทางมาไทย ยืนยันสองประเทศยังมีสัมพันธ์ที่ดี และไทยพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปาณิดล ปัจฉิสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ตอบคำถามสื่อมวลชน กรณีทางการรัสเซียได้แจ้งเตือนนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียให้ระมัดระวังในการเดินทางมาประเทศไทย โดยยืนยันว่า ไทยและรัสเซียยังมีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันในทุกระดับ และจะครบรอบ 130 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2570

 

ซึ่งที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทุกชาติอย่างอบอุ่นรวมทั้งจากรัสเซีย โดยในปี 2568 ไทยได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียเกือบ 1.9 ล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุดจากประเทศในยุโรป

 

ขณะที่รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศย้ำว่า ไทยเป็นประเทศที่พร้อมต้อนรับและปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวทุกคนไม่ว่าจะชาติใดก็ตาม

 

อย่างไรก็ดี นักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติที่พำนักในไทยทุกคนต้องปฏิบัติตนอย่างถูกกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมาไทยดำเนินการกับผู้ที่กระทำผิดบนพื้นฐานของกฎหมายและกระบวนการทางกฎหมายไทย โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติแต่อย่างใด

The post กต.แจงปมรัสเซียเตือนประชาชนระวังเดินทางมาไทย ยืนยันสองประเทศยังมีสัมพันธ์ที่ดี และไทยพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สว. ฉัตรวรรษมองคลิปหลักฐานวันเลือก สว. ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่ามีขบวนการฮั้ว ชี้หาก กกต. พบผู้กระทำผิดต้องดำเนินการเฉพาะบุคคล https://thestandard.co/chatrawat-senator-ec-video/ Sun, 14 Jun 2026 10:56:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1218294 ภาพ พล.ต.ต. ฉัตรวรรษ แสงเพชร สมาชิกวุฒิสภา

คลิปหลักฐานเหตุการณ์ในวันเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ระดับ […]

The post สว. ฉัตรวรรษมองคลิปหลักฐานวันเลือก สว. ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่ามีขบวนการฮั้ว ชี้หาก กกต. พบผู้กระทำผิดต้องดำเนินการเฉพาะบุคคล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ พล.ต.ต. ฉัตรวรรษ แสงเพชร สมาชิกวุฒิสภา

คลิปหลักฐานเหตุการณ์ในวันเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ระดับประเทศ ซึ่ง พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ โดยปรากฏภาพคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คนหนึ่ง เก็บโพยจากผู้สมัคร สว. และกล่าวว่า “จะเป็น สว. แล้ว ขอให้เลือกด้วยความสุจริตเถอะ” โดยพริษฐ์ได้แถลงข่าวในวันนี้ (14 มิถุนายน) เพื่อเรียกร้องให้ กกต. เร่งส่งสำนวนและหลักฐานของคดีฮั้ว สว. ให้ศาลพิจารณา

 

พล.ต.ต. ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว. ได้ระบุถึงการเปิดเผยคลิปดังกล่าวว่า ในฐานะที่เคยเป็นพนักงานสอบสวน ขอตั้งข้อสังเกตว่า หาก กกต. หรือเจ้าหน้าที่ของ กกต. พบเห็นหลักฐานว่าผู้สมัคร สว. กระทำผิด โดยนำเอกสารที่ไม่เกี่ยวข้องกับใบ สว. 3 หรือใบแนะนำตัวผู้สมัครเข้าไปในคูหาลงคะแนน แล้วเหตุใดจึงไม่ดำเนินการเอาผิดทันที

 

“ต้องเชิญผู้กระทำผิดไปพบผู้อำนวยการการเลือกตั้งเพื่อแจ้งข้อหา เพื่อดำเนินการให้จบเป็นคนๆ ไป ไม่ใช่ปล่อยทิ้งไว้ แล้วมากล่าวหาเหมารวมทั้งหมดภายหลังว่า มีการฮั้วเลือก สว.” พล.ต.ต. ฉัตรวรรษกล่าว

 

ส่วนคำพูดของ กกต. ตามที่ปรากฏในคลิปดังกล่าวนั้น พล.ต.ต. ฉัตรวรรษมองว่า ยังไม่สามารถใช้พิสูจน์ได้ว่ามีการฮั้วเลือก สว. เกิดขึ้นจริง แล้ว กกต. จะทราบได้อย่างไรว่า ใครจะได้รับเลือกเป็น สว. ในขณะนั้น จึงไม่สามารถนำมากล่าวหาได้ว่า ทุกคนทุจริตหมด

 

พล.ต.ต. ฉัตรวรรษระบุว่า ส่วนตัวไม่หนักใจกับคลิปดังกล่าว และมั่นใจว่า สว. ผ่านกระบวนการคัดเลือกมาอย่างถูกต้อง ตนเองก็เคยรับราชการตำรวจ เป็นทั้งผู้กำกับฯ และผู้บัญชาการตำรวจภูธรจังหวัด ซึ่งรู้จักผู้คนมากมาย

 

“ถ้าถามว่าคลิปดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานที่มีน้ำหนัก แน่นหนาหรือไม่ คงตอบไม่ได้ ผลสรุปจะออกมาอย่างไรขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของ กกต. แต่ผมไม่หนักใจ” พล.ต.ต. ฉัตรวรรษระบุ

 

“ถ้าถามว่าคลิปดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักแน่นหนาหรือไม่ คงตอบไม่ได้ ผลสรุปจะออกมาอย่างไร ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของ กกต. แต่ยืนยันว่าไม่หนักใจ” พล.ต.ต. ฉัตรวรรษ กล่าว

The post สว. ฉัตรวรรษมองคลิปหลักฐานวันเลือก สว. ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่ามีขบวนการฮั้ว ชี้หาก กกต. พบผู้กระทำผิดต้องดำเนินการเฉพาะบุคคล appeared first on THE STANDARD.

]]>
OCS Symposium 2026 รวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/ocs-symposium-2026/ Sun, 14 Jun 2026 10:30:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1218267 ภาพบรรยากาศงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ 'เวทีรวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย'

เมื่อภูมิรัฐศาสตร์โลกผันผวน เทคโนโลยีพลิกทุกอุตสาหกรรม […]

The post OCS Symposium 2026 รวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ 'เวทีรวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย'

เมื่อภูมิรัฐศาสตร์โลกผันผวน เทคโนโลยีพลิกทุกอุตสาหกรรม กฎหมายไทยจึงต้องเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลง

 

ภาพบรรยากาศงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ 'เวทีรวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย' 1

 

12 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จัดงาน OCS Symposium 2026 เวทีที่รวบรวมผู้กำหนดนโยบาย นักกฎหมาย และนักวิชาการ มาร่วมตอบคำถามสำคัญนี้ ภายใต้หัวข้อ “Strengthening Thailand’s Resilience: Law Reform in an Era of Global Paradigm Shifts”

 

ภาพบรรยากาศงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ 'เวทีรวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย' 2

 

ภายในงานประกอบด้วยการเสวนาเชิงนโยบายโดยผู้ทรงคุณวุฒินานาชาติ ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบกฎหมาย นโยบาย ภูมิรัฐศาสตร์ หรือเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม โดยมีหัวข้อที่น่าสนใจดังนี้

 

  • How Geopolitical Disruption Is Redefining the Future of Middle Power เมื่อมหาอำนาจโลกปรับขั้ว ประเทศอย่างไทยควรวางกรอบกฎหมายและนโยบายอย่างไร
  • Lawmaking in an Age of Uncertainty: How Legal Institutions Think and Adapt จะออกกฎหมายอย่างไรในยุคที่ไม่มีอะไรแน่นอน สถาบันด้านกฎหมายระดับโลกคิดและปรับตัวอย่างไร
  • Regulatory Sandboxes in the French Public Sector: Methods, Lessons Learned, and Future Directions ถอดบทเรียนการทำ Regulatory Sandbox ของประเทศฝรั่งเศส (Conseil d’État) ที่นำไปต่อยอดได้
  • Fixing People or Fixing System? – Behavioural Insights, Incentives, and Structural Reform in Public Policy นโยบายที่ดีต้องเข้าใจว่าคนตัดสินใจอย่างไร และจะออกแบบระบบให้สอดคล้องกับพฤติกรรมจริงได้อย่างไร
  • Thailand’s Regulatory Landscape: Mapping the Maze through Data กฎระเบียบไทยซับซ้อนแค่ไหน และข้อมูลช่วยให้เห็นภาพรวมเพื่อการปฏิรูปที่ตรงจุดได้อย่างไร
  • AI for Smarter Government: Enhancing Public Sector Workflows การใช้ AI ในการเปลี่ยนวิธีการทำงานของผู้ออกแบบกฎหมายและนโยบาย
  • Resilient by Design: Thailand’s Legal Architecture for a Fragmented World โครงสร้างกฎหมายที่ออกแบบมาให้แข็งแกร่งตั้งแต่ต้น ไม่ใช่แค่ตามทันโลก

 

ภาพบรรยากาศงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ 'เวทีรวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย' 3ภาพบรรยากาศงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ 'เวทีรวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย' 4ภาพบรรยากาศงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ 'เวทีรวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย' 5

 

ภายในงานยังมีนิทรรศการ “กฎหมายไทยสู่มาตรฐานสากลเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นของประชาชน” ที่บอกเล่าการปรับปรุงกฎหมายให้ยืดหยุ่น โปร่งใส รองรับกับอนาคตในหลายมิติ ตั้งแต่การปรับตัวของกฎหมายโลกยุคใหม่ การยกระดับกฎหมายไทยสู่มาตรฐาน OECD และการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาที่สะท้อนวิสัยทัศน์ “Better Regulation for Better Life”

 

ภาพบรรยากาศงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ 'เวทีรวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย' 6ภาพบรรยากาศงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ 'เวทีรวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย' 7

 

นอกจากนั้น ยังมีการแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้าน LegalTech, RegTech และ GovTech จากผู้ประกอบการภาคเอกชนและสตาร์ทอัปไทย อีกเช่นกัน

 

ภาพบรรยากาศงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ 'เวทีรวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย' 8

 

OCS Symposium 2026 จึงไม่ได้เป็นแค่เวทีเสวนา แต่เป็นพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนความรู้ของคนหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็น ผู้กำหนดนโยบาย นักกฎหมาย และนักวิชาการ เพื่อให้การพัฒนากฎหมายสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

 

ภาพบรรยากาศงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ 'เวทีรวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย' 9

The post OCS Symposium 2026 รวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ILO ผ่านอนุสัญญาคุ้มครอง ‘แรงงานแพลตฟอร์ม’ ทั่วโลก 435 ล้านคน มีผลผูกพันทางกฎหมาย ฉบับแรกของโลก! https://thestandard.co/ilo-platform-workers-protection/ Sun, 14 Jun 2026 09:21:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1218271 ภาพกราฟิกแสดงข้อความเกี่ยวกับการคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มทั่วโลก 435 ล้านคน โดย ILO

ที่ประชุมองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) บรรลุข้อตกลงใ […]

The post ILO ผ่านอนุสัญญาคุ้มครอง ‘แรงงานแพลตฟอร์ม’ ทั่วโลก 435 ล้านคน มีผลผูกพันทางกฎหมาย ฉบับแรกของโลก! appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข้อความเกี่ยวกับการคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มทั่วโลก 435 ล้านคน โดย ILO

ที่ประชุมองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) บรรลุข้อตกลงในการคุ้มครอง ‘แรงงานแพลตฟอร์ม’ ที่มีผลผูกพันทางกฎหมายฉบับแรก ซึ่งครอบคลุมทั้ง บริการรับส่งผู้โดยสาร และบริการจัดส่งอาหาร เป็นต้น เปิดทางให้แรงงานเหล่านี้ได้รับสิทธิในด้านต่างๆ ทั้งค่าตอบแทน ความปลอดภัย และสวัสดิการทางสังคม ด้าน Human Rights Watch แนะรัฐบาลทั่วโลกเร่งให้สัตยาบัน และนำไปบัญญัติเป็นกฎหมายในประเทศ

 

เมื่อวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา ในการประชุมใหญ่แรงงานระหว่างประเทศ สมัยที่ 114 ณ นครเจนีวา ที่ประชุมได้มีมติรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 193 ว่าด้วย “งานที่มีคุณค่าในระบบเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม” (Decent Work in the Platform Economy) ซึ่งถือเป็นอนุสัญญาสัญญาระดับโลกฉบับแรกที่กำหนดมาตรฐานแรงงานที่มีผลผูกพันทางกฎหมายสำหรับงานรับจ้างอิสระ (Gig Work)

 

โดยอนุสัญญาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออุดช่องว่างในการคุ้มครองแรงงานที่ทำงานผ่านแพลตฟอร์มแรงงานดิจิทัล ซึ่งครอบคลุมถึงเรื่องค่าตอบแทน ความปลอดภัยและอาชีวอนามัย การประกันสังคม การบริหารจัดการด้วยอัลกอริทึม และการจัดประเภทสถานะแรงงานอย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในการกำหนดว่าแรงงานจะได้รับความคุ้มครองตามสิทธิที่พึงมีหรือไม่

 

อย่างไรก็ตาม มาตรฐานดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับการสัตยาบันจากรัฐบาลของแต่ละประเทศก่อนนำไปบังคับใช้กฎหมาย ตัวอย่างเช่น สหรัฐอเมริกามักปฏิเสธการให้สัตยาบันในอนุสัญญาของ ILO และรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ลงคะแนนเสียงคัดค้านอนุสัญญาดังกล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ขณะที่กลุ่มประเทศยุโรปมักให้การสนับสนุนมากกว่า

 

สำหรับสมาชิก ILO จำนวนทั้งหมด 406 ราย ซึ่งรวมถึงรัฐบาลของประเทศจีน ญี่ปุ่น เยอรมนี ฝรั่งเศส และแอฟริกาใต้ ได้ลงคะแนนเสียงเห็นชอบต่ออนุสัญญามาตรฐานการจ้างงานดังกล่าว

 

ขณะที่สมาชิก 8 ราย รวมถึงสหรัฐอเมริกาและนิวซีแลนด์ ลงคะแนนเสียงคัดค้าน และอีก 36 ราย รวมถึงสหราชอาณาจักรและอินเดีย งดออกเสียง ทั้งนี้ สมาชิกของหน่วยงานภายใต้สหประชาชาติแห่งนี้ประกอบด้วยผู้แทนจากภาครัฐ ฝ่ายนายจ้าง และฝ่ายแรงงาน

 

สำหรับประเทศ ตัวแทนฝ่ายรัฐบาล 2 คนและตัวแทนฝ่ายลูกจ้าง 1 คนลงคะแนนเสียง ‘เห็นชอบ’ ส่วนตัวแทนฝ่ายนายจ้าง 1 คนลงคะแนนเสียง ‘คัดค้าน’

 

โลเรนโซ ริโบนี ผู้แทนสหรัฐอเมริกา กล่าวต่อที่ประชุมว่า สหรัฐฯ ไม่สนับสนุนอนุสัญญาที่มีผลผูกพันทางกฎหมายในลักษณะของการออกข้อบังคับควบคุมสำหรับภาคเศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

ริโบนีระบุว่า “เรื่องนี้เห็นได้ชัดเจนอย่างยิ่งในระบบเศรษฐกิจแพลตฟอร์มที่มีความเกี่ยวเนื่องกันในหลายภาคส่วน ซึ่งกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดจนเกินไปจะขัดขวางนวัตกรรม และสร้างความเสียหายต่อแรงงานกลุ่มที่กฎเกณฑ์เหล่านี้ตั้งใจจะเข้าไปช่วยเหลือ”

 

‘ก้าวสำคัญ’ สำหรับแรงงานแพลตฟอร์ม

 

ธนาคารโลกประเมินว่า จำนวนแรงงานแพลตฟอร์มที่ทำงานผ่านแอปพลิเคชันทั่วโลก มีจำนวนอยู่ระหว่าง 154 ล้านคน ถึง 435 ล้านคน อย่างไรก็ตาม กลุ่มสิทธิมนุษยชนต่างๆ ซึ่งรวมถึงองค์กรฮิวแมนไรตส์วอตช์ (Human Rights Watch) และสหภาพแรงงาน ระบุว่า การจัดประเภทสถานะแรงงานเป็น ‘ผู้รับจ้างอิสระ’ อย่างแพร่หลาย ช่วยเปิดโอกาสให้บริษัทต่างๆ หลีกเลี่ยงการจ่ายค่าแรงขั้นต่ำและการจัดสรรสวัสดิการ

 

โดยในรายงานขององค์กรฮิวแมนไรตส์วอตช์ประจำปี 2025 พบว่า แรงงานแพลตฟอร์มในสหรัฐฯ ที่เข้าร่วมการสำรวจ มีรายได้ค่าเฉลี่ยกลาง (Median) อยู่ที่ 5.12 ดอลลาร์ต่อชั่วโมงหลังหักค่าใช้จ่าย ซึ่งทำให้ค่าตอบแทนโดยรวมต่ำกว่าอัตราค่าแรงขั้นต่ำของรัฐบาลกลางประมาณ 30%

 

อแมนดา บราวน์ รองประธานกลุ่มฝ่ายแรงงานของ ILO กล่าวว่า ข้อตกลงดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับแรงงานแพลตฟอร์มทั่วโลก และเป็นการตอบสนองต่อปัญหาการละเมิดและการแสวงหาประโยชน์จากแรงงานที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์มานานหลายปี

 

Human Rights Watch แนะรัฐเร่งให้สัตยาบัน-บัญญัติเป็นกฎหมาย

 

เลนา ซิเมต (Lena Simet) ที่ปรึกษาอาวุโสด้านความยุติธรรมทางเศรษฐกิจขององค์กรฮิวแมนไรตส์วอตช์ กล่าวว่า การรับรองสัญญาฉบับนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับแรงงานแพลตฟอร์มหลายล้านคนที่ถูกปฏิเสธการคุ้มครองแรงงาน รัฐบาลของประเทศต่างๆ ได้ตระหนักแล้วว่าบริษัทต่างๆ ไม่สามารถใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นช่องโหว่ในการหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามสิทธิของแรงงาน ซึ่งรวมถึงค่าตอบแทนที่เป็นธรรม เงื่อนไขการทำงานที่ปลอดภัย และการประกันสังคม

 

องค์กรฮิวแมนไรตส์วอตช์ยังระบุว่า รัฐบาลของแต่ละประเทศควรให้สัตยาบันแก่อนุสัญญาดังกล่าวโดยเร็ว และนำไปบัญญัติเป็นกฎหมายภายในประเทศ นอกจากนี้ รัฐบาลควรสร้างความมั่นใจว่าแรงงานและองค์กรของแรงงานจะมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในกระบวนการบังคับใช้กฎหมายในระดับชาติ

 

สรุปสาระสำคัญการคุ้มครอง ‘แรงงานแพลตฟอร์ม’

 

โดยอนุสัญญาฉบับใหม่นี้กำหนดให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ ต้องดำเนินมาตรการเพื่อรับรองว่าแรงงานแพลตฟอร์มได้รับการจัดประเภทสถานะแรงงานอย่างถูกต้อง โดยพิจารณาจากลักษณะการปฏิบัติงานจริงและการจ่ายค่าตอบแทนเป็นหลัก

 

นอกจากการจัดประเภทสถานะแรงงานที่ถูกต้อง ยังมีการคุ้มครองพื้นฐาน เช่น มีสิทธิในการรวมกลุ่มสมาคมและร่วมเจรจาต่อรองร่วมกัน การได้รับสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและมีสุขอนามัย การขจัดการบังคับใช้แรงงาน แรงงานเด็ก และการปฏิบัติต่างๆ ที่เป็นการเลือกปฏิบัติ

 

รวมถึงการคุ้มครองด้านรายได้และประกันสังคม เช่น สำหรับแรงงานที่มีสถานะการจ้างงานเป็นลูกจ้าง ต้องได้รับค่าตอบแทนไม่ต่ำกว่าอัตราค่าแรงขั้นต่ำตามกฎหมาย โดยไม่รวมเงินทิป และต้องจ่ายเงินอย่างตรงเวลาพร้อมแสดงรายละเอียดการหักเงินที่โปร่งใส

 

สำหรับแรงงานที่มีสถานะการจ้างงานเป็นลูกจ้าง บริษัทยังต้องชดเชยค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำงานให้แก่แรงงาน ต้องสามารถเข้าถึงระบบประกันสังคมได้ภายใต้เงื่อนไขที่ไม่ด้อยไปกว่าแรงงานในระบบทั่วไป ต้องสามารถเข้าถึงระบบประกันสังคมได้ภายใต้เงื่อนไขที่ไม่ด้อยไปกว่าแรงงานในระบบทั่วไป ไปจนถึงการคุ้มครองจากการควบคุมด้วยอัลกอริทึม (Algorithmic Management) และการคุ้มครองแรงงานกลุ่มเปราะบาง

 

อ้างอิง:

The post ILO ผ่านอนุสัญญาคุ้มครอง ‘แรงงานแพลตฟอร์ม’ ทั่วโลก 435 ล้านคน มีผลผูกพันทางกฎหมาย ฉบับแรกของโลก! appeared first on THE STANDARD.

]]>
โปรแกรมฟุตบอลโลก 2026 (14 มิถุนายน) https://thestandard.co/world-cup-2026-program-14-06-2026/ Sun, 14 Jun 2026 08:43:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1218220 ภาพกราฟิกแสดงโปรแกรมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 รอบแบ่งกลุ่ม

โปรแกรม ฟุตบอลโลก 2026 คืนนี้ต่อเนื่องยาวข้ามวัน โดยบรร […]

The post โปรแกรมฟุตบอลโลก 2026 (14 มิถุนายน) appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงโปรแกรมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 รอบแบ่งกลุ่ม

โปรแกรม ฟุตบอลโลก 2026 คืนนี้ต่อเนื่องยาวข้ามวัน โดยบรรดาทีมดังเริ่มทยอยลงสนามกันอย่างพร้อมหน้า นำโดย เยอรมนี, เนเธอร์แลนด์ และ ญี่ปุ่น ขณะที่ ไอวอรี่ โคสต์, เอกวาดอร์, สวีเดน และ ตูนิเซีย ต่างมีคิวลุ้นแต้มสำคัญในรอบแบ่งกลุ่มเช่นกัน

 

00.00 น. | 🇩🇪 เยอรมนี vs กือราเซา 🇨🇼

ช่อง Monomax และรับชมฟรีทาง MONOMAX SPORTS

 

03.00 น. | 🇳🇱 เนเธอร์แลนด์ vs ญี่ปุ่น 🇯🇵

ช่อง Monomax

 

06.00 น. | 🇨🇮 ไอวอรี่ โคสต์ vs เอกวาดอร์ 🇪🇨

ช่อง Monomax

 

09.00 น. | 🇸🇪 สวีเดน vs ตูนิเซีย 🇹🇳

ช่อง Monomax

 

📺 ติดตามการถ่ายทอดสดได้ทาง MonoMax

 

ภาพกราฟิกแสดงโปรแกรมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 รอบแบ่งกลุ่ม 1

The post โปรแกรมฟุตบอลโลก 2026 (14 มิถุนายน) appeared first on THE STANDARD.

]]>
52% ของ First Jobber ไทยติดหนี้ – อย่าเพิ่งกด ‘ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง’ https://thestandard.co/first-jobber-debt-bnpl-checklist/ Sun, 14 Jun 2026 08:37:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1218215 ภาพประกอบแนวคิดซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (BNPL) และการวางแผนการเงิน

คนเราทำงานหนักไปทำไม เพื่อมีบ้าน? มีรถ? แต่ที่ดันเกิดขึ […]

The post 52% ของ First Jobber ไทยติดหนี้ – อย่าเพิ่งกด ‘ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิดซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (BNPL) และการวางแผนการเงิน

คนเราทำงานหนักไปทำไม เพื่อมีบ้าน? มีรถ? แต่ที่ดันเกิดขึ้นจริงคือ มีหนี้

 

ข้อมูลล่าสุดจากแบงก์ชาติคือ ตอนนี้คนไทย 25.5 ล้านคน (38% ของประชากร) ‘เป็นหนี้’ และที่น่ากังวลใจคือกลุ่ม First Jobber (อายุ 20-35 ปี) เป็นหนี้กันไปแล้วถึง 52.7% แถมยังมีหนี้เสีย (NPL) พุ่งสูงถึง 27% ซึ่งส่วนใหญ่เป็น ‘หนี้ที่ไม่สร้างรายได้’ เช่นหนี้บัตรเครดิต หนี้ส่วนบุคคล

 

ซึ่งตัวการที่ทำให้คนวัยทำงานรุ่นใหม่เป็นหนี้พุ่งขนาดนี้ ส่วนหนึ่งก็มาจากสินเชื่อแบบ ‘ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง’ (Buy Now, Pay Later – BNPL) ที่เข้าถึงได้ง่ายดายสุดๆ บนแพลตฟอร์มออนไลน์ในยุคสมัยนี้ จนแบงก์ชาติต้องออกมาแอ็กชันเตรียมคุมเข้มวงการ BNPL ก่อนที่คนรุ่นใหม่จะล้มละลายกันตั้งแต่เพิ่งเริ่มทำงาน

 

แล้วคนรุ่นใหม่ (และเก่า) จะระวังตัวเองก่อนได้เลยอย่างไร วันนี้ 5 เช็กลิสต์มาฝาก ที่ถ้ายังไม่มีสิ่งเหล่านี้ ก็ไม่ควรกดใช้ Buy Now, Pay Later ถ้าไม่อยากอายุน้อยร้อยเปอร์เซ็นต์หนี้สิน

 

สัญญาณอันตราย เมื่อ Buy Now แต่ PAIN Later

 

ล่าสุดบัญชี BNPL ของไทยโตโหดมาก เฉลี่ยปีละ +99.9% (ตอนนี้ปาเข้าไปเกือบ 5 ล้านบัญชีแล้ว) โดยกระจุกตัวอยู่ในกลุ่ม ‘อายุน้อย และรายได้น้อย’ อย่างนักศึกษาและคนเพิ่งเริ่มทำงาน (22-30 ปี) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ค้างชำระหนี้มากที่สุด

 

พฤติกรรมสุ่มเสี่ยงทำติดหนี้ดอกโหดไม่รู้ตัว

 

  • เป็นหนี้แบบงงๆ: แอปชอปปิงออนไลน์ปัจจุบันออกแบบหน้าตา (Interface) ให้ดูเหมือนเป็นแค่ช่องทางจ่ายเงินธรรมดา หลายคนกดไปโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่คือ ‘การกู้สินเชื่อ’
  • เสพติดโปรโมชัน: พอใช้ Buy Now, Pay Later แล้ว มันมีโปรฯ ชอปปิงที่ดีกว่า แถมไม่ต้องจ่ายเงินก้อนวันนี้ ทำให้การตัดสินใจซื้อง่ายขึ้นเป็นสิบเท่า จนกลับไปจ่ายราคาเต็มไม่เป็นอีกเลย
  • วินัยการเงินพัง: ยอดผ่อนต่อเดือนที่ดู ‘น้อยนิด’ ไปกระตุ้นให้เราซื้อของฟุ่มเฟือยแบบไร้สติ

 

‘ผ่อนชานมไข่มุก’ กินหมดวันนี้ แถมฟรีดอกเบี้ยอีกสองเดือน

 

เชื่อไหมว่ามีคนใช้ BNPL ผ่อนชานมไข่มุกแก้วละ 106 บาท! แอปอาจจะบอกว่าผ่อน 2 เดือน จ่ายแค่เดือนละ 54.66 บาท อาจจะดูเหมือนน้อย แต่แอปไม่ได้บอก ‘อัตราดอกเบี้ย’ ให้ชัดเจน พอเอามาคำนวณหลังบ้าน ปรากฏว่าเรากำลังโดนคิดดอกเบี้ยสูงถึง 18.79% ต่อปี นี่แหละคือการเอาเงินในอนาคตมาละลายแม่น้ำ

 

ฟังเผินๆ Buy Now, Pay Later ดูเหมือนจะเป็นปีศาจร้าย แต่อยากให้ทุกคนใจเย็นๆ BNPL ก็เป็นเพียงเครื่องมือการเงินชนิดหนึ่ง ถ้ารู้จักใช้ให้เป็น มันจะช่วยหมุนสภาพคล่องได้ แต่ก่อนจะกดยืนยันคำสั่งซื้อครั้งต่อไป ขอให้ทำ Checklist เช็กตัวเองก่อนว่าเรามี 5 สิ่งนี้ครบถ้วนแล้วหรือยัง ถ้ายังไม่มี ให้ยั้งมือไว้ตรงนั้นเลย

 

  • 1. มีรายได้ที่ชัวร์ รออยู่ในเดือนหน้า

 

จำให้ขึ้นใจไว้เสมอว่า BNPL ไม่ใช่เงินฟรี แต่มันคือ ‘การขอยืมเงินจากตัวเองในอนาคต’ มาใช้ล่วงหน้า ถ้าเดือนหน้าเรายังไม่รู้เลยว่าเงินจะมาจากไหน หรือรายได้ยังลุ่มๆ ดอนๆ (เช่น เป็นฟรีแลนซ์ที่ยังปิดจ๊อบไม่ได้ หรือรอเงินที่คนอื่นติดหนี้ไว้) การกดผ่อนของวันนี้คือการสร้างระเบิดเวลาให้ตัวเองชัดๆ

 

ถามตัวเองสั้นๆ ว่า ‘ถ้าเดือนหน้าเกิดซวย บริษัทจ่ายเงินเลต หรือไม่มีรายได้เข้ามาเลย เรามีเงินเก็บสำรอง พอมาจ่ายค่าผ่อนไอ้ของชิ้นนี้ไหม?’ ถ้าคำตอบคือ ไม่ หรือ เดี๋ยวค่อยไปตายเอาดาบหน้า = ห้ามกดผ่อนเด็ดขาด

 

  • 2. มีเหตุผลที่จำเป็น ไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบ (Need vs Want)

 

ย้อนกลับไปดูเคสผ่อนชานมไข่มุก นั่นคือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการใช้อารมณ์ล้วนๆ กฎเหล็กของการเป็นหนี้คือ อายุการใช้งานของสิ่งนั้น ต้องอยู่กับเรานานกว่าระยะเวลาที่เราต้องผ่อน เรากินชานมหมดใน 15 นาที แต่ต้องมานั่งผ่อนต่ออีก 2 เดือน แถมเสียดอกเบี้ยเกือบ 19% มันคุ้มจริงหรือเปล่า

 

เตือนตัวเองว่า ของกิน, ค่าบุฟเฟต์หมูกระทะ, ตั๋วคอนเสิร์ต, หรือเสื้อผ้าแฟชั่นตามกระแสที่ใส่ถ่ายรูปลง IG แค่ครั้งเดียว คือ สิ่งต้องห้าม สำหรับ BNPL ให้เก็บโควตาการผ่อนไว้ใช้กับ ของที่จำเป็นต้องใช้สร้างรายได้ (เช่น ไอแพดไว้รับวาดรูป, คอมพิวเตอร์ไว้ทำงาน) หรือ ของชิ้นใหญ่ที่พังกะทันหัน (เช่น ตู้เย็นเสีย, มือถือพัง) เท่านั้น

 

  • 3. มีวินัย ห้ามลืมจ่าย

 

โมเดลธุรกิจของ BNPL หลายเจ้า ไม่ได้หวังฟันกำไรจากดอกเบี้ยอย่างเดียว แต่พวกเขารอเก็บตกระหว่างทางจากค่าปรับจ่ายล่าช้าด้วย แค่เราลืมจ่ายไปวันเดียว หรือเงินในบัญชีไม่พอให้ตัด ค่าทวงถามและค่าปรับยิบย่อยจะเด้งขึ้นมาทันที จากของราคาถูกจะกลายเป็นของโคตรแพง และนี่คือจุดเริ่มต้นของการเสียประวัติทางการเงิน

 

แม้ปัจจุบัน BNPL บางเจ้าจะยังไม่ส่งข้อมูลเข้าเครดิตบูโร แต่แบงก์ชาติกำลังเข้ามาจัดระเบียบ ซึ่งแปลว่าในอนาคต หากจ่ายช้าหรือเบี้ยวหนี้ BNPL ประวัติเหล่านี้อาจจะถูกบันทึกและส่งผลเสียเมื่อพวกเขาต้องการกู้ซื้อบ้านหรือซื้อรถในอนาคต

 

ถ้าเรารู้ตัวว่าเป็นคนขี้ลืมและแอปนั้นไม่มีระบบตัดเงินอัตโนมัติจากบัญชีเงินเดือน ก็ตัดใจไม่ใช้ดีกว่า หรือถ้าจำเป็นต้องใช้จริงๆ ทันทีที่กดซื้อ ให้เข้าแอปปฏิทินในมือถือ แล้วตั้งนาฬิกาปลุกแจ้งเตือนล่วงหน้า 2 ก่อนดิวจ่ายเสมอ ห้ามพึ่งพาความจำของสมองอย่างเดียวเด็ดขาด

 

  • 4. มีพื้นที่ว่าง โควตาหนี้ของตัวเอง

 

ความน่ากลัวคือ ในแอปชอปปิงออนไลน์ หน้าตาการใช้งาน BNPL จะสร้างภาพลวงตาให้เรารู้สึกว่า ยอดผ่อนมันนิดเดียวเอง ผ่อนครีมเดือนละ 200, ผ่อนรองเท้าเดือนละ 500, ผ่อนหูฟังเดือนละ 300 ดูสบายๆ มาก จ่ายได้ชิลๆ แต่พอยอดจุกจิกพวกนี้มารวมตัวกันตอนบิลเรียกเก็บสิ้นเดือน รวมยอดกันแล้วอาจพุ่งทะลุหลักพันหรือหลักหมื่น ชนิดที่เงินเดือนออกปุ๊บ โดนสูบหายไปหมดบัญชีปั๊บ

 

เพราะฉะนั้นสำรวจตัวเองก่อนซื้อของเสมอว่าตอนนี้มีภาระต้องผ่อนอย่างอื่นอยู่ไหม (ค่าหอ, ผ่อนรถ, กยศ.) ปกติแล้วภาระหนี้ทั้งหมดต่อเดือน ไม่ควรเกิน 30-40% ของรายได้ ถ้าตอนนี้เราจ่ายหนี้ต่างๆ เกินครึ่งหนึ่งของเงินเดือนแล้ว การสร้างหนี้ BNPL เพิ่มแม้แต่บาทเดียว คือจุดเริ่มต้นของหายนะ

 

  • 5. มีสกิลอ่านบรรทัดสุดท้าย หาเงื่อนไขแอบแฝง

 

ในโลกของการเงิน ไม่มีใครใจดีแจกเงินให้เราใช้ฟรีๆ 100% บางครั้งโปรโมชันที่แปะป้ายตัวโตๆ ว่า ผ่อน 0% อาจจะแฝงมากับราคาที่ถูกบวกเผื่อไปแล้ว หรือแอบเก็บค่าธรรมเนียมการใช้แอปพลิเคชัน ที่บวกเพิ่มขึ้นมาดื้อๆ ในหน้าชำระเงินขั้นตอนสุดท้าย เหมือนเคสชานมไข่มุกที่ซ่อนดอกเบี้ยเกือบ 19% ไว้เนียนๆ

 

ดังนั้น เราต้องมีสกิลเทียบราคาเสมอ ก่อนกดจ่าย ให้ลองกดของลงตะกร้าแบบจ่ายเต็มจำนวน แล้วเทียบกับแบบ BNPL แล้วดูที่ยอดเงินสุทธิสุดท้าย ถ้าแบบจ่ายเต็มสามารถใส่โค้ดส่วนลดได้เยอะกว่า หรือรวมๆ แล้วต่างกันไม่เกิน 5% ให้กัดฟันจ่ายเงินสดดีกว่า อย่าไปหลงกลเสียดายกับความสบายชั่วคราวเลย

 

Buy Now, Pay Later ก็เป็นสินเชื่ออีกรูปแบบที่เข้าถึงง่ายและกระตุ้นการใช้จ่ายของเราอย่างแนบเนียนขึ้นมากๆ เราสามารถใช้มันได้ แต่ต้องรู้เท่าทันกลไกของมัน แม้ว่าในอนาคตแบงก์ชาติจะเข้ามาสร้างกติกาเพื่อปกป้องเราในภาพรวมมากขึ้น แต่ถึงที่สุดแล้วสำคัญที่สุด คือตัวเราเองต้องมีสติในการใช้เงิน

 

การใช้จ่ายเกินตัวไม่ได้ส่งผลดีต่อสุขภาพการเงินในระยะยาว และหากจำเป็นต้องก่อหนี้ก็ต้องระมัดระวังและมีวินัยในการผ่อนชำระเสมอ ใช้เวลาศึกษาข้อมูลสินเชื่อให้ถี่ถ้วนก่อน รักษาผลประโยชน์ของตัวเองอย่างสูงสุด เพราะใช้เงินยากๆ วันนี้ ดีกว่าไม่มีเงินใช้วันหน้า

 

ป.ล. สำหรับใครที่เผลอสร้างหนี้ไปแล้ว ขอให้เริ่มตั้งสติ หยุดกดผ่อนของชิ้นใหม่ และรีบโปะยอดที่ดอกเบี้ยสูงที่สุดก่อน

 

ภาพ: Formatoriginal/ Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post 52% ของ First Jobber ไทยติดหนี้ – อย่าเพิ่งกด ‘ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บราซิลในวันที่เสน่ห์ลูกหนังแบบ ‘แซมบ้า’ เลือนลางลง https://thestandard.co/brazil-samba-football-fades/ Sun, 14 Jun 2026 08:22:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1218211 ภาพนักฟุตบอลทีมชาติบราซิลกำลังลงสนาม

ผลเสมอ 1-1 ระหว่างบราซิลกับโมร็อกโกในเกมเปิดสนามฟุตบอลโ […]

The post บราซิลในวันที่เสน่ห์ลูกหนังแบบ ‘แซมบ้า’ เลือนลางลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนักฟุตบอลทีมชาติบราซิลกำลังลงสนาม

ผลเสมอ 1-1 ระหว่างบราซิลกับโมร็อกโกในเกมเปิดสนามฟุตบอลโลก 2026 อาจไม่ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเส้นทางในรอบแบ่งกลุ่มมากนัก

 

แต่รูปเกมที่เกิดขึ้นตลอดทั้งคืนกลับชวนให้ตั้งคำถามกับบราซิลมากกว่าที่หลายคนคาดไว้

 

เพราะในวันที่บราซิลส่งผู้เล่นระดับแถวหน้าของยุโรปลงสนามหลายคน กลับเป็นโมร็อกโกที่ดูมีเอกลักษณ์ มีความชัดเจน และเล่นฟุตบอลด้วยความมั่นใจมากกว่า

 

หลายปีที่ผ่านมา บราซิลถูกวิจารณ์อยู่เสมอว่าความเป็น ‘แซมบ้า’ ค่อยๆ เลือนหายไปจากทีมชาติ

 

ลูกเล่น การดวลตัวต่อตัว จังหวะที่คาดเดาไม่ได้ และความรู้สึกว่าพวกเขาสามารถสร้างสิ่งมหัศจรรย์ขึ้นมาได้ทุกวินาทีในสนาม เริ่มถูกแทนที่ด้วยฟุตบอลที่มีระบบมากขึ้น เป็นระเบียบมากขึ้น และปลอดภัยมากขึ้น

 

การเข้ามาของ คาร์โล อันเชล็อตติ ยิ่งทำให้ภาพดังกล่าวชัดเจนขึ้น

 

กุนซือชาวอิตาลีคือหนึ่งในโค้ชที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลยุโรป เขาเชี่ยวชาญเรื่องการจัดการทีม การสร้างสมดุล และการดึงศักยภาพของนักเตะออกมาใช้งาน

 

ฟุตบอลของอันเชล็อตติอาจไม่เคยถูกจดจำในฐานะฟุตบอลที่หวือหวา ในทางกลับกัน มันคือฟุตบอลที่เน้นประสิทธิภาพ ความแน่นอน และผลลัพธ์เหนือสิ่งอื่นใด

 

ในเกมกับโมร็อกโก เราจึงเห็นบราซิลเน้นครองบอล พยายามควบคุมจังหวะของเกม และมีโครงสร้างการเล่นที่ชัดเจนขึ้น

 

แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ใช่เรื่องผิด

 

เพราะก่อนอื่นเราต้องเข้าใจว่า ฟุตบอลในปี 2026 แตกต่างจากยุคที่บราซิลเคยสร้างความตื่นตาตื่นใจให้โลกด้วยทีมของ เปเล่, โซเครเตส, โรนัลดินโญ หรือ โรนัลโด (R9)

 

เกมลูกหนังในปัจจุบันเข้มข้นขึ้น เร็วขึ้น และเต็มไปด้วยรายละเอียดทางแท็กติกมากกว่าที่เคย การพึ่งพาความสามารถเฉพาะตัวเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับการลุ้นแชมป์รายการใหญ่

 

การเข้ามาของอันเช่จึงเป็นความพยายามเติมสิ่งที่บราซิลขาดหายมาหลายปี นั่นคือความเป็นระบบ ความสมดุล และความแน่นอนในการเล่น

 

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา บราซิลมีนักเตะพรสวรรค์อยู่เสมอ แต่หลายครั้งพวกเขากลับจบเส้นทางด้วยความผิดพลาดเพียงไม่กี่จังหวะในเกมสำคัญ

 

การสร้างโครงสร้างทีมที่แข็งแรงจึงเป็นโจทย์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

 

แต่ปัญหาคือเมื่อเกมเดินเข้าสู่พื้นที่อันตราย พวกเขากลับขาดบางอย่างที่เคยเป็นจุดเด่นของชาติแห่งแซมบ้า

 

ประตูตีเสมอของ วินิซิอุส จูเนียร์ เป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุด

 

มันเกิดจากความสามารถเฉพาะตัวล้วนๆ

 

จังหวะลากตัดเข้าใน ก่อนปั่นบอลเสียบมุมแบบที่ไม่มีแท็กติกใดสร้างขึ้นมาได้

 

และเมื่อความมหัศจรรย์นั้นผ่านไป บราซิลก็กลับมาอยู่ในรูปแบบเดิม ครองบอลมาก แต่สร้างโอกาสจะแจ้งได้น้อยกว่าที่ควร

 

ตรงกันข้าม โมร็อกโกยังคงแสดงให้เห็นว่าความสำเร็จในฟุตบอลโลก 2022 ไม่ใช่อุบัติเหตุ

 

นับตั้งแต่สร้างประวัติศาสตร์เป็นชาติแอฟริกาชาติแรกที่ผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก พวกเขาไม่ได้หายไปจากเวทีใหญ่

 

โครงสร้างหลักของทีมชุดสร้างประวัติศาสตร์ยังอยู่เกือบครบ นำโดย อัชราฟ ฮาคิมี ยืนแบ็กฝั่งขวา, นูสแซร์ มาซราอุย ยืนซ้าย, ยาสซีน บูนู เฝ้าเสา และ บิลาล เอล คานนูส ในแนวรุก

 

ขณะที่ผู้เล่นรุ่นใหม่ก็ทยอยก้าวขึ้นมาสร้างความแตกต่างอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ อายยูบ บูอัดดี มิดฟิลด์ดาวรุ่งที่ได้รับคำชื่นชมอย่างมากจากผลงานในเกมนี้

 

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือโมร็อกโกรู้ว่าตัวเองเป็นทีมแบบไหน

 

พวกเขาเล่นอย่างมีวินัย รับต่ำเมื่อจำเป็น ไล่บีบเมื่อถึงเวลา และเปลี่ยนเกมรับเป็นเกมรุกได้อย่างรวดเร็ว

 

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือประตูขึ้นนำของ อิสมาเอล ไซบารี เกิดจากการโจมตีพื้นที่หลังแนวรับบราซิลอย่างแม่นยำ และเป็นภาพสะท้อนของทีมที่เข้าใจจุดแข็งของตัวเอง

 

ตลอดทั้งเกม โมร็อกโกแทบไม่เคยเสียรูปแบบการเล่นของตัวเอง ในขณะที่บราซิลยังอยู่ระหว่างการค้นหาตัวตนภายใต้ยุคของอันเชล็อตติ

 

ฟุตบอลโลกครั้งนี้ยังมีความหมายพิเศษสำหรับบราซิล เพราะการแข่งขันกลับมาจัดบนแผ่นดินสหรัฐอเมริกาอีกครั้ง สถานที่ที่พวกเขาเคยคว้าแชมป์โลกเมื่อปี 1994

 

เวลาผ่านมาแล้ว 32 ปี จากทีมของ ดุงก้า, โรมาริโอ และ เบเบโต มาถึงทีมของ วินิซิอุส จูเนียร์, บรูโน กิมาไรส์ และ ราฟินญา

 

บราซิลยังคงเป็นชาติที่เต็มไปด้วยนักเตะพรสวรรค์เช่นเดิม

 

แต่คำถามที่ดังขึ้นเรื่อยๆ คือฟุตบอลแบบที่เคยทำให้คนทั้งโลกตกหลุมรัก ยังอยู่ในตัวตนของบราซิลมากแค่ไหน

 

แน่นอนว่าอันเชล็อตติเพิ่งเข้ามารับงาน และการเปลี่ยนแปลงระดับทีมชาติย่อมต้องใช้เวลา

 

แต่เกมนี้ก็สะท้อนคำถามที่แฟนบอลบราซิลพูดถึงกันมาหลายปีอีกครั้ง

 

ระหว่างฟุตบอลที่เป็นระบบมากขึ้น กับฟุตบอลที่เคยทำให้คนทั้งโลกตกหลุมรัก บราซิลกำลังเดินไปทางไหนกันแน่

 

เพราะในเกมที่จบลงด้วยผลเสมอ ทีมที่ทำให้คนดูรู้สึกตื่นเต้นกับหลายจังหวะบนสนามในวันนี้ กลับไม่ใช่บราซิล แต่เป็นโมร็อกโก

The post บราซิลในวันที่เสน่ห์ลูกหนังแบบ ‘แซมบ้า’ เลือนลางลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัชชาติชูนโยบายแยกขยะละเอียดตั้งแต่ต้นทาง สร้างรายได้กลับสู่ชุมชน ลดฝังกลบเหลือ 30% https://thestandard.co/chadchart-waste-separation-income-landfill/ Sun, 14 Jun 2026 08:10:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1218207 ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ลงพื้นที่ชุมชนสงวนดำ เพื่อนำเสนอนโยบายแยกขยะสร้างรายได้

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ห […]

The post ชัชชาติชูนโยบายแยกขยะละเอียดตั้งแต่ต้นทาง สร้างรายได้กลับสู่ชุมชน ลดฝังกลบเหลือ 30% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ลงพื้นที่ชุมชนสงวนดำ เพื่อนำเสนอนโยบายแยกขยะสร้างรายได้

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 9 พร้อมทีม ‘กรุงเทพฯ ทำงาน’ ลงพื้นที่หาเสียงเขตหนองแขม บางบอน และธนบุรี หนึ่งในจุดที่ชัชชาติลงพื้นที่หาเสียงที่สำคัญในวันนี้คือ ชุมชนสงวนดำ ชุมชนต้นแบบการคัดแยกขยะของ กทม.

 

ชัชชาติกล่าวว่า ขยะเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญของกรุงเทพฯ เพราะปัจจุบันมีปริมาณขยะเกือบ 10,000 ตันต่อวัน และที่ผ่านมาเมืองต้องนำขยะจำนวนมากไปฝังกลบเกือบ 50% จึงต้องเปลี่ยนวิธีจัดการจากเดิมที่เน้นเก็บและกำจัดปลายทาง มาเป็นการแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้ขยะที่ยังใช้ประโยชน์ได้ถูกนำกลับเข้าสู่ระบบมากขึ้น

 

ปัจจุบันกรุงเทพฯ มีครัวเรือนที่ต้องร่วมแยกขยะประมาณ 3 ล้านครัวเรือน โดยดำเนินการไปแล้วประมาณ 1 ล้านครัวเรือน และจะเดินหน้าขยายผลต่อ เพื่อให้ขยะที่เหลือสามารถนำกลับไปใช้ประโยชน์ได้จริง ซึ่งนโยบายที่ทีม ‘กรุงเทพฯ ทำงาน’ นำเสนอ คือการต่อยอดนโยบาย ‘ไม่เทรวม’ ไปสู่การเปลี่ยน ‘ขยะเป็นเงิน’

 

โดยเพิ่มระบบแยกขยะเป็น 5 ประเภท ได้แก่ ขยะทั่วไป ขยะอินทรีย์ ขยะอันตราย ขยะรีไซเคิล และประเภทใหม่คือ ‘ขยะรีไซเคิลมูลค่าต่ำ’ เช่น ถุงพลาสติกใช้แล้ว กล่องใส่อาหาร และแก้วพลาสติก ซึ่งเดิมมักถูกมองว่าไม่มีราคา แต่ที่จริงแล้วสามารถเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าได้

 

ชัชชาติกล่าวว่า เป้าหมายของนโยบายนี้คือการทำให้ขยะที่เคยเป็นภาระของเมือง กลับมาเป็นทรัพยากรของชุมชน โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการคัดแยก และทำให้รายได้หรือมูลค่าที่เกิดขึ้นจากขยะหมุนกลับไปสู่พื้นที่

 

“ต่อไปขยะจะเป็นทรัพยากรสำคัญ อยากให้ชุมชนร่วมกัน จะมีการตั้งศูนย์แยกขยะในทุกชุมชน เพราะว่าศูนย์แยกขยะทำให้สามารถมีรายได้กลับมาสู่ชุมชนได้ เช่นจากการเก็บขวดพลาสติกต่าง ๆ ทำให้ประชาชนมีรายได้เสริมเข้ามาด้วย” ชัชชาติกล่าว

 

ทั้งนี้ จะพัฒนาศูนย์จัดการและแปรรูปวัสดุ หรือ MRF (Material Recovery Facility) เพื่อทำหน้าที่รับ คัดแยก และส่งต่อขยะรีไซเคิลมูลค่าต่ำเข้าสู่กระบวนการแปรรูป ช่วยให้ขยะที่เคยถูกทิ้งรวมกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดต้นทุนการจัดเก็บ และลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบ และในอนาคต กทม. จะมีอาสาสมัคร MRF เข้ามาช่วยคัดแยกขยะ โดยมีค่าตอบแทนให้

 

และจะมีนโยบาย ‘ชักลากขยะ’ สำหรับพื้นที่ที่รถหรือคนงาน กทม. เข้าไปเก็บขยะในหมู่บ้านไม่ได้ โดยจ้างคนในชุมชนมาช่วยจัดการ เป็นการลดภาระเมืองและสร้างงานในพื้นที่ไปพร้อมกัน

 

นอกจากนี้ ยังมีแผนยกระดับอาชีพซาเล้งให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบจัดการขยะอย่างเป็นทางการ ผ่านการอบรมและขึ้นทะเบียน เพื่อให้สามารถเข้าไปเก็บขยะรีไซเคิลในหมู่บ้านและชุมชนได้อย่างเป็นระบบ ช่วยลดปริมาณขยะที่ กทม. ต้องจัดเก็บ และทำให้อาชีพซาเล้งมีบทบาทชัดเจนในห่วงโซ่การจัดการขยะของเมือง

 

อีกกลไกหนึ่งคือการสร้าง ‘อาสาสมัครไม่เทรวม’ โดยจ้างผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางเป็นรายชั่วโมง เพื่อดูแลจุดทิ้งขยะ ตรวจการแยกขยะ รณรงค์รายบ้าน และเฝ้าระวังการลักลอบทิ้งขยะในพื้นที่สาธารณะหรือริมคลอง พร้อมเชื่อมโยงกับ BKK Food Bank เพื่อจัดการสต็อกอาหารและส่งต่อให้ผู้ที่ต้องการในชุมชน

 

ส่วนความกังวลของประชาชนว่า เมื่อแยกขยะแล้ว กทม. จะนำไปเทรวมอีกหรือไม่ ชัชชาติยืนยันว่า รถขยะมีพื้นที่แยกสำหรับขยะเปียก และหากพบปัญหาเจ้าหน้าที่เทรวม ประชาชนสามารถแจ้งผ่าน Traffy Fondue ได้ทันที เพราะเรามีปุ่มเฉพาะสำหรับแจ้งเรื่องเทรวมอยู่แล้ว

 

สำหรับต้นแบบการจัดการขยะในชุมชน จะนำโมเดลจากชุมชนสงวนคำ เขตหนองแขม ขยายสู่การพัฒนาศูนย์จัดการขยะชุมชน 1,000 แห่งทั่วกรุงเทพฯ เพื่อให้เกิดระบบจัดการขยะครบวงจร ตั้งแต่ขยะอินทรีย์ ธนาคารขยะ ขยะชิ้นใหญ่ เครื่องใช้ไฟฟ้า ขยะกำพร้า และพลาสติกที่นำกลับมาใช้ยาก

 

พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ อดีตที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม. ด้านสิ่งแวดล้อม ในฐานะทีม ‘กรุงเทพฯ ทำงาน’ กล่าวว่า ชุมชนสงวนคำเป็นตัวอย่างของการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง โดยคัดแยกเศษอาหารและกำจัดในพื้นที่ด้วยถังหมัก ส่วนขยะรีไซเคิลที่มีมูลค่านำไปแยกขาย ทำให้ปริมาณขยะที่ต้องส่งให้ กทม. ลดลงอย่างชัดเจน และอยากเห็นทุกชุมชนเป็นแบบนี้

 

พรพรหมกล่าวอีกว่า หากชุมชนสามารถจัดการขยะบางส่วนได้เองตั้งแต่ต้นทาง จะช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องส่งไปยังโรงกำจัดขยะหนองแขมและอ่อนนุชโดยตรง จากเดิมที่ชุมชนอาจต้องทิ้งขยะให้ กทม. ทั้งหมด ก็อาจลดเหลือเพียงครึ่งหนึ่ง

 

อย่างไรก็ตาม ในส่วนปลายทาง อนาคตตั้งเป้าลดการฝังกลบขยะให้เหลือประมาณ 30% จากปัจจุบันที่อยู่ราว 50% และลดลงจากเดิมที่เคยสูงถึง 70% โดยแยกเส้นทางจัดการขยะให้เหมาะกับแต่ละประเภท ได้แก่ ขยะรีไซเคิลส่งต่อเอกชนที่ได้มาตรฐานและระบบ MRF ขยะเศษอาหารนำไปทำปุ๋ย ขยะทั่วไปที่เหลือเข้าสู่โรงเผาขยะ

 

ชัชชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า การฝังกลบไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงต้องเร่งปรับระบบกำจัดขยะให้มีประสิทธิภาพขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่อ่อนนุช ซึ่งเคยมีปัญหาเรื่องกลิ่นจากโรงหมักปุ๋ย โดยสัญญาของโรงหมักเดิมจะสิ้นสุดภายในปีหน้า และจะปรับให้เป็นระบบปิดทั้งหมด และมีแผนที่จะเปลี่ยนพื้นที่อ่อนนุชให้เป็นพื้นที่สีเขียวในอนาคต โดยพัฒนาเป็นสวนป่าขนาด 200 ไร่ เพื่อคืนพื้นที่คุณภาพชีวิตให้ประชาชน

 

“ในอนาคตภาพรวมการฝังกลบของเราจะเหลืออยู่แค่ประมาณ 30% เพราะการฝังกลบไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่วนที่อ่อนนุชซึ่งเคยมีปัญหาเรื่องกลิ่นจากโรงหมักปุ๋ย 2 โรง ขนาด 1,600 ตันนั้น สัญญาทั้งหมดจะสิ้นสุดลงภายในปีหน้า และจะเปลี่ยนระบบให้เป็นระบบปิดทั้งหมด” ชัชชาติกล่าว

 

สำหรับพื้นที่หนองแขม ซึ่งเป็นจุดสำคัญของระบบกำจัดขยะ กทม. ปัจจุบันโรงกำจัดขยะหนองแขมมีระบบฝังกลบ 3,000 ตัน เตาเผา 300 ตัน และระบบคัดแยกปลายทาง 1,000 ตัน โดยในอนาคตจะเพิ่มเตาเผาอีก 1,000 ตัน เพื่อทดแทนการฝังกลบ และจะเป็นพื้นที่นำร่องของโรง MRF แห่งแรกของกรุงเทพฯ

 

“ที่ผ่านมาเราลงมาตรวจสอบและปรับปรุงคุณภาพโรงขยะหนองแขมอย่างต่อเนื่อง โดยอดีตท่านรองผู้ว่าฯ กทม. จักกพันธุ์ ผิวงาม ลงพื้นที่ถึง 26 ครั้ง ส่วนผมลงมา 5 ครั้ง มีการติดตั้งปล่องกรองกลิ่นเพิ่มเติมเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และตรวจสอบจนพบว่าสถานการณ์เรื่องกลิ่นในภาพรวมดีขึ้นอย่างชัดเจน” ชัชชาติกล่าว

The post ชัชชาติชูนโยบายแยกขยะละเอียดตั้งแต่ต้นทาง สร้างรายได้กลับสู่ชุมชน ลดฝังกลบเหลือ 30% appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนจับกุมนักวิชาการอเมริกันเชื้อสายเมียนมา ตั้งข้อหาสอดแนม-ภัยความมั่นคง https://thestandard.co/china-arrests-myanmar-american-scholar-espionage/ Sun, 14 Jun 2026 08:02:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1218203 ภาพประกอบข่าวการจับกุม อูมินซิน นักวิชาการอเมริกันเชื้อสายเมียนมาในจีน

หลิน เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงเมื่อวันศุกร […]

The post จีนจับกุมนักวิชาการอเมริกันเชื้อสายเมียนมา ตั้งข้อหาสอดแนม-ภัยความมั่นคง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าวการจับกุม อูมินซิน นักวิชาการอเมริกันเชื้อสายเมียนมาในจีน

หลิน เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงเมื่อวันศุกร์ (12 มิถุนายน) ที่ผ่านมาว่า ทางการจีนได้จับกุม อูมินซิน นักวิชาการชาวอเมริกันเชื้อสายเมียนมา ผู้มีบทบาทเคลื่อนไหวและเขียนเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์การเมืองเมียนมาและนโยบายต่างประเทศของจีน โดยกล่าวหาว่าเขาสอดแนมและเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติจีน

 

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนระบุว่า นักวิชาการผู้นี้ “มีส่วนร่วมในกิจกรรมจารกรรมที่คุกคามความมั่นคงของชาติจีน”

 

กรณีการจับกุมนักเคลื่อนไหวชาวอเมริกันครั้งนี้ เกิดขึ้นเพียงหนึ่งเดือนหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เดินทางไปเยือนกรุงปักกิ่ง และพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ท่ามกลางความพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่ตึงเครียด

 

นักเคลื่อนไหวชาวเมียนมาที่รู้จักมิน ซิน เผยว่า “มินซินหายตัวไปเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน หลังจากเดินทางไปยังเมืองคุนหมิง มณฑลยูนนานของจีน เพื่อเข้าร่วมการประชุม”

 

ขณะที่นักกิจกรรมอีกรายหนึ่งซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อเนื่องจากเกรงว่าจะถูกรัฐบาลจีนลงโทษและจับกุม กล่าวว่า “มินซินเคยเดินทางไปจีนมาแล้วหลายครั้ง”

 

ด้านกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันว่า มินซิน ถูกควบคุมตัวระหว่างการเดินทางไปมณฑลยูนนาน

 

เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เผยว่า “เจ้าหน้าที่กงสุลสหรัฐฯ ได้เข้าเยี่ยมเขาแล้ว และกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กำลังให้ความช่วยเหลือด้านกงสุลอย่างเหมาะสมทุกประการ”

 

“เรากำลังประสานงานกับเจ้าหน้าที่จีนในกรณีนี้”

 

ทั้งนี้ มินซิน เป็นนักกิจกรรมนักศึกษาในการลุกฮือของเมียนมาปี 1988 ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวของนักศึกษาที่ถูกรัฐบาลในขณะนั้นตอบโต้ด้วยกำลังทหาร

 

มิน ซิน เป็นที่รู้จักในฐานะนักศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนประชาธิปไตยในเมียนมา ช่วงปี 1988 โดยเขาหนีมายังประเทศไทยเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับกุมโดยรัฐบาลทหาร และต่อมาได้ขอลี้ภัยไปศึกษาต่อที่สหรัฐฯ และกลับมาเมียนมาอีกครั้งในปี 2010

 

New York Times รายงานว่า ปัจจุบัน มิน ซิน ซึ่งอาศัยอยู่ในไทย ยังใช้เวลาอยู่ทั้งในสหรัฐฯ และเมียนมา โดยเขาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการบริหารของสถาบันวิจัยยุทธศาสตร์และนโยบายเมียนมา (ISP-Myanmar) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยในประเทศไทยที่ทำการศึกษาวิจัยเรื่องบทบาทของจีนในเมียนมา รวมถึงเรื่องผลประโยชน์ ความสัมพันธ์ และอิทธิพลของจีนในภูมิภาค

 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเขายังได้เขียนเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศของจีนและการค้ากับเมียนมา โดยสถาบันวิจัยแห่งนี้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับสถาบันวิจัยของจีนเป็นประจำ และได้ตีพิมพ์ผลงานเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ เช่น การส่งออกแร่หายากของเมียนมาไปยังจีน

 

ทั้งนี้ ตามรายงานของศูนย์นวัตกรรมทางสังคมและนโยบายต่างประเทศระบุว่า ปัจจุบันเขายังเป็นนักศึกษาปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ด้วย

 

ด้านแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียกร้องให้ทางการจีนปล่อยตัวมิน ซิน ทันที

 

โดยโจ ฟรีแมน นักวิจัยด้านเมียนมาของ แอมเนสตี้ กล่าวว่า “สถานการณ์เกี่ยวกับการจับกุมมินซิน อย่างลึกลับนั้น น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เช่นเดียวกับข้อกล่าวหาเรื่องการจารกรรมที่ปรากฏขึ้น”

 

อ้างอิง:

The post จีนจับกุมนักวิชาการอเมริกันเชื้อสายเมียนมา ตั้งข้อหาสอดแนม-ภัยความมั่นคง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหุ้น ‘เกาหลีใต้-เวียดนาม’ ลุ้นถูกอัปเกรดสถานะโดย MSCI สิ้นเดือนนี้ จับตาจุดเปลี่ยนเอเชีย https://thestandard.co/south-korea-vietnam-msci-upgrade/ Sun, 14 Jun 2026 07:41:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1218181 ภาพกราฟิกธงชาติเกาหลีใต้และเวียดนาม พร้อมข้อความตลาดหุ้นลุ้นเลื่อนสถานะโดย MSCI

บรรดานักลงทุนกำลังเฝ้ารอการทบทวนการจัดหมวดหมู่ตลาดประจำ […]

The post ตลาดหุ้น ‘เกาหลีใต้-เวียดนาม’ ลุ้นถูกอัปเกรดสถานะโดย MSCI สิ้นเดือนนี้ จับตาจุดเปลี่ยนเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกธงชาติเกาหลีใต้และเวียดนาม พร้อมข้อความตลาดหุ้นลุ้นเลื่อนสถานะโดย MSCI

บรรดานักลงทุนกำลังเฝ้ารอการทบทวนการจัดหมวดหมู่ตลาดประจำปีของ MSCI ในวันที่ 23 มิถุนายนนี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้จัดทำดัชนีจะตัดสินใจว่า เกาหลีใต้ เวียดนาม และตลาดอื่นๆ จะได้เปลี่ยนแปลงสถานะหรือไม่ โดยกลุ่มธุรกิจในเกาหลีใต้คาดหวังอย่างมากที่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้จะได้รับการเลื่อนสถานะเป็นตลาดพัฒนาแล้ว (DM) หลังดัชนี Kospi พุ่งแรงในปีนี้

 

 

ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ กลายเป็นดัชนีอ้างอิงที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในโลกในปีนี้ โดยพุ่งขึ้นมากกว่า 90% เนื่องจากนักลงทุนแห่เข้าลงทุนในหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) แม้การพุ่งทะยานในครั้งนี้ก็ทำให้เกาหลีใต้กลายเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่มีความผันผวนมากที่สุดในโลกเช่นกัน

 

อย่างไรก็ตาม การพุ่งทะยานรอบนี้ทำให้เกาหลีใต้ถูกจับตาว่า จะได้รับการบรรจุเข้าในรายชื่อกลุ่มประเทศที่ต้องจับตามอง (Watchlist) สำหรับสถานะตลาดพัฒนาแล้ว (DM) ในที่สุดหรือไม่ ซึ่งถือเป็นก้าวแรกไปสู่การยกระดับสถานะในท้ายที่สุด

 

โดยนักลงทุนและนักกลยุทธ์ส่วนใหญ่จากทั้งหมด 15 คนที่ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) คาดการณ์ว่า MSCI จะยังคงจัดให้เกาหลีใต้อยู่ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ต่อไปในปัจจุบัน โดยให้เหตุผลว่ามาตรการปฏิรูปเมื่อเร็วๆ นี้ยังต้องการเวลามากกว่านี้เพื่อพิสูจน์ความยั่งยืน อย่างไรก็ตาม มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่กังขาในทิศทางของการเปลี่ยนแปลงนี้

 

ขณะที่ ยอง แจ ลี ผู้จัดการฝ่ายการลงทุนอาวุโสของ Pictet Asset Management กล่าว “เกาหลีใต้จะกลายเป็นตลาดพัฒนา (DM) แล้วอย่างน้อยภายใน 2-3 ปีข้างหน้า นั่นคือสมมติฐานหลักของผม”

 

เกาหลีใต้ถือเป็นสมาชิกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองในดัชนีตลาดเกิดใหม่ของ MSCI (MSCI Emerging Markets Index) ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เริ่มกลายเป็นสิ่งสะท้อนภาพการซื้อขายหุ้นกลุ่ม AI ระดับโลกอย่างชัดเจนมากขึ้น โดยบริษัท ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ (Samsung Electronics Co.) และบริษัท เอสเค ไฮนิกส์ (SK Hynix Inc.) มีสัดส่วนน้ำหนักรวมกันมากกว่าครึ่งหนึ่งของน้ำหนักในดัชนี Kospi

 

เมื่อพิจารณาจากเกณฑ์ชี้วัดแบบดั้งเดิมส่วนใหญ่ เกาหลีใต้มีลักษณะเหมือนตลาดพัฒนาแล้วอยู่แล้ว โดยมูลค่าตลาดหุ้นของประเทศเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าในปีที่ผ่านมา สู่ระดับประมาณ 4.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แซงหน้าอินเดียขึ้นมาเป็นตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 6 ของโลกชั่วคราว

 

นอกจากนี้ บริษัทต่างๆ ของเกาหลีใต้ยังมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ทั้งในด้านเซมิคอนดักเตอร์ แบตเตอรี่ และการผลิต

 

เปิดปมปัญหาที่อาจขัดขวางเกาหลีใต้

 

ขณะที่ เชตัน เซธ นักยุทธศาสตร์ด้านหุ้นเอเชียของ Nomura Holdings Inc. ในสิงคโปร์ กล่าวว่า การที่ประเทศที่มีบทบาทและอิทธิพลสูงมากอย่างเกาหลีใต้จะเปลี่ยนการจัดหมวดหมู่นั้น ถือเป็นเรื่องที่ “ไม่เคยมีมาก่อน”

 

“ในช่วงที่ผ่านมา ไม่มีประเทศอื่นใดที่มีสัดส่วนน้ำหนักมหาศาลในดัชนีปัจจุบันเหมือนเกาหลีใต้ ที่จะย้ายจากหมวดหมู่ตลาดหนึ่งไปยังอีกหมวดหมู่หนึ่ง” เซธกล่าว

 

ทั้งนี้ ปัจจุบัน เกาหลีใต้ครองสัดส่วนน้ำหนัก 23% ในดัชนีตลาดเกิดใหม่ของ MSCI เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว กรีซและอิสราเอล ซึ่งเป็นสองประเทศล่าสุดที่ได้รับการปรับสถานะเป็นตลาดพัฒนาแล้ว มีขนาดเศรษฐกิจและน้ำหนักในดัชนีที่เล็กกว่ามากเมื่อครั้งที่ได้รับการเลื่อนสถานะ

 

นอกจากนี้ อีกประเด็นที่เป็นปัญหามาโดยตลอดคือเรื่อง ‘ความสามารถในการเข้าถึงตลาดของนักลงทุนต่างชาติ’

 

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ MSCI ได้ถอดเกาหลีใต้ออกจากรายชื่อกลุ่มประเทศที่ต้องจับตามองสำหรับตลาดพัฒนาแล้วในปี 2014 โดยอ้างถึงข้อจำกัดในการซื้อขายเงินตราต่างประเทศและปัญหาการเข้าถึงตลาดอื่นๆ และเมื่อปีที่แล้ว ผู้จัดทำดัชนีได้ชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องในการปฏิรูปอัตราแลกเปลี่ยนและภาระผูกพันในการปฏิบัติตามกฎระเบียบอีกครั้ง

 

นับตั้งแต่นั้นมา เกาหลีใต้ได้กลับมาเปิดให้ทำธุรกรรมขายชอร์ต (Short Selling) อีกครั้ง และกำลังเตรียมขยายเวลาการซื้อขายเงินวอนในเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งเป็นการปฏิรูปสองประการที่นักลงทุนระดับโลกเรียกร้องมานาน

 

นอกจากนี้ ประธานาธิบดี อี แจ มยอง ยังได้กำหนดให้การปฏิรูปตลาดทุนเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่ต้องให้ความสำคัญเร่งด่วนอีกด้วย

 

อี้ ผิง เหลียว ผู้จัดการกองทุนของ Templeton Global Investments กล่าวว่า “มีโอกาสสูงขึ้นอย่างแน่นอนที่จะได้รับการบรรจุในดัชนีตลาดพัฒนาแล้ว (DM) เพียงเพราะรัฐบาลชุดนี้ได้กำหนดเป็นนโยบายที่จะผลักดันการเปลี่ยนผ่านจากตลาดเกิดใหม่ (EM) ไปสู่ตลาดพัฒนาแล้ว”

 

การได้รับการยกระดับจ่อดูดเงินได้กว่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์

 

การได้รับการยกระดับโดย MSCI จะนำมาซึ่งประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม โดย BNP Paribas Securities ประเมินว่าอาจดึงดูดเม็ดเงินไหลเข้าได้ราว 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐจากการที่กองทุนที่ลงทุนตามดัชนี (Benchmark-tracking funds) ทำการปรับสมดุลพอร์ตการลงทุน

 

นอกจากนี้ ยังอาจช่วยลดช่องว่างราคาที่เรียกว่า “Korea Discount” ซึ่งเป็นส่วนต่างของมูลค่าหุ้นที่ทำให้หุ้นเกาหลีใต้มีราคาต่ำกว่าหุ้นในกลุ่มประเทศตลาดพัฒนาแล้วมาเป็นเวลานาน

 

สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การเปลี่ยนกรอบความคิดของนักลงทุนจะช่วยสร้างความมั่นคงและลดความผันผวนลงได้ โดยนักลงทุนในตลาดพัฒนาแล้วมักจะมีวิสัยทัศน์การลงทุนในระยะยาวที่ยาวกว่า โดยมุ่งเน้นไปที่ความยั่งยืนของบริษัท การกำกับดูแลกิจการ และผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น มากกว่าการเติบโตในระยะสั้น ตามข้อมูลจาก คีรอน พุน (Kieron Poon) ผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุนหุ้นเอเชียของ Aberdeen Investments

 

“ดังนั้น การจัดหมวดหมู่ใหม่จึงสามารถช่วยยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการในเกาหลีใต้ และช่วยลดความผันผวนของตลาดได้ในระยะยาว” พุนกล่าวเสริม

 

เวียดนามก็หวังเลื่อนขั้นโดย MSCI รอบนี้

 

ภายหลังได้รับการเลื่อนชั้นโดย FTSE Russell ที่ประกาศยกระดับสถานะตลาดหุ้นเวียดนาม ขึ้นเป็น Emerging Market จากตลาดชายขอบ (Frontier Market) อย่างเป็นทางการ โดยมีผลวันที่ 21 กันยายน 2026 นี้ ซึ่งจะมีหุ้นเวียดนามประมาณ 30 ตัวถูกเพิ่มเข้าไปในดัชนีอ้างอิงหลัก ทำให้เวียดนามหวังจะเข้าไปอยู่ในรายชื่อเฝ้าดู (Watch List) ของ MSCI ซึ่งนับเป็นขั้นตอนสำคัญในการดึงดูดกระแสเงินทุนต่างประเทศจำนวนมหาศาลเข้าสู่ตลาดทุนของประเทศ

 

ก่อนหน้านี้ ผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์และนักวิเคราะห์ตลาดหลายรายคาดการณ์ว่า เวียดนามมีโอกาสสูงที่จะได้รับการเพิ่มชื่อเข้าในรายชื่อเฝ้าดูเพื่อยกระดับของ MSCI อย่างเร็วที่สุดภายในเดือนมิถุนายนปีนี้

 

โดยเจือง กวาง บิ่ญ (Truong Quang Binh) ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยลูกค้าบุคคลของบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า เวียดนาม (Yuanta Securities Vietnam) กล่าวว่า การจัดประเภทตลาดใหม่ถือเป็นหมุดหมายสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการดึงดูดกระแสเงินทุนต่างประเทศเข้าสู่ตลาดทุนของเวียดนาม

 

“ปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติยังคงเป็นผู้ขายสุทธิ นอกเหนือจากความผันผวนของตลาดโลกแล้ว ตลาดหุ้นเวียดนามกำลังเข้าสู่ช่วงก่อนการยกระดับ (Pre-upgrade Phase) ส่งผลให้กองทุนที่เน้นลงทุนในตลาดชายขอบ (Frontier Market) บางแห่งเริ่มทยอยถอนเงินทุนออกไป อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลกระทบเชิงบวกจะกลับมาในไม่ช้า” เจือง กวาง บิ่ญ ระบุ

 

เจือง กวาง บิ่ญ ได้อธิบายถึงความสำคัญของการยกระดับโดย MSCI ว่า เนื่องจากจำนวนกองทุนรวมที่ใช้ดัชนี MSCI เป็นเกณฑ์มาตรฐานมีมากกว่ากองทุนที่ติดตามดัชนี FTSE อย่างมหาศาล กระแสเงินทุนที่จะไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเวียดนามจึงอาจมีความอุดมสมบูรณ์เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยการนำระบบสำนักหักบัญชีกลาง (CCP) มาใช้ในปี 2027 จะเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนกระบวนการดังกล่าว

 

ณ เดือนพฤษภาคม 2026 เวียดนามได้ผ่านเกณฑ์ของ MSCI แล้ว 10 ข้อจากทั้งหมด 18 ข้อ และใกล้ที่จะบรรลุข้อกำหนดเชิงคุณภาพ 17 ข้อจาก 18 ข้อ ซึ่งจำเป็นสำหรับการได้รับการบรรจุเข้าในรายชื่อเฝ้าดู อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะเกิดการยกระดับจริง ตลาดจะต้องผ่านช่วงเวลาการอยู่ในรายชื่อเฝ้าดูก่อนเป็นเวลาประมาณ 2 ถึง 3 ปี

 

อย่างไรก็ตาม เจือง กวาง บิ่ญ เน้นย้ำว่า อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ (Sovereign Credit Rating) ของเวียดนามยังคงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยวิกฤต โดยการได้รับการปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือในอนาคต อาจช่วยผลักดันให้ประเทศก้าวเข้าสู่กลุ่ม ‘ระดับน่าลงทุน’ (Investment Grade) ซึ่งจะช่วยเปิดประตูต้อนรับกระแสเงินทุนจำนวนมหาศาลเข้าสู่ตลาดทุนของประเทศได้ในที่สุด

 

อ้างอิง:

The post ตลาดหุ้น ‘เกาหลีใต้-เวียดนาม’ ลุ้นถูกอัปเกรดสถานะโดย MSCI สิ้นเดือนนี้ จับตาจุดเปลี่ยนเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สภาอุยกูร์โลกออกแถลงการณ์ประณามโทษประหารชีวิต 2 ชาวอุยกูร์ คดีวางระเบิดศาลท้าวมหาพรหม https://thestandard.co/uyghur-congress-erawan-bombing/ Sun, 14 Jun 2026 07:26:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1218177 ภาพกราฟิกแถลงการณ์สภาอุยกูร์โลกประณามโทษประหารชีวิต 2 ชาวอุยกูร์ คดีระเบิดศาลท้าวมหาพรหม

วานนี้ (13 มิถุนายน)สภาอุยกูร์โลกออกแถลงการณ์ประณามอย่า […]

The post สภาอุยกูร์โลกออกแถลงการณ์ประณามโทษประหารชีวิต 2 ชาวอุยกูร์ คดีวางระเบิดศาลท้าวมหาพรหม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแถลงการณ์สภาอุยกูร์โลกประณามโทษประหารชีวิต 2 ชาวอุยกูร์ คดีระเบิดศาลท้าวมหาพรหม

วานนี้ (13 มิถุนายน)สภาอุยกูร์โลกออกแถลงการณ์ประณามอย่างรุนแรงต่อคำพิพากษาโทษประหารชีวิต 2 ชาวอุยกูร์ ในคดีวางระเบิดศาลท้าวมหาพรหม แยกราชประสงค์ เมื่อปี 2015 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 20 คน และบาดเจ็บกว่า 120 คน

 

แถลงการณ์ระบุว่า คดีนี้เต็มไปด้วยการละเมิดสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยส่วนหนึ่งของการพิจารณาคดีดำเนินการในศาลทหารที่มีความโปร่งใสจำกัด และจำเลยไม่ได้รับการจัดหาล่ามภาษาอุยกูร์ที่เพียงพอเป็นเวลาหลายปี

 

ขณะที่คำพิพากษาเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากรัฐบาลจีนต่อทางการไทย เพื่อให้เนรเทศกลุ่มชายชาวอุยกูร์จำนวนมากที่ถูกควบคุมตัวในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี 2014

 

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2026 ศาลอาญากรุงเทพใต้ มีคำพิพากษาว่า ชาวอุยกูร์สองคนมีความผิดฐานก่อเหตุระเบิดศาลศาลท้าวมหาพรหม ในกรุงเทพฯ เมื่อเดือนสิงหาคม 2015 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 20 คน และบาดเจ็บมากกว่า 120 คน

 

บิลาล โมฮัมเหม็ด และยูซูฟู เมียไรลี ถูกคุมขังมาเกือบ 11 ปีนับตั้งแต่ถูกจับกุม และทั้งสองยืนยันว่า ตนเองบริสุทธิ์และกล่าวว่า จะยื่นอุทธรณ์คำตัดสินและโทษประหารชีวิต

 

คดีนี้เต็มไปด้วยการละเมิดสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งเป็นสิทธิที่ประเทศไทยมีพันธะต้องเคารพในฐานะภาคีของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights : ICCPR)

 

ชายทั้งสองถูกคุมขังในสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติอธิบายว่าเป็นการคุมขังโดยพลการ และกล่าวหาว่า ได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เหมาะสมจากทางการไทยตลอดระยะเวลาเกือบ 11 ปีของการดำเนินคดี

 

ส่วนหนึ่งของการพิจารณาคดีดำเนินการในศาลทหารที่มีความโปร่งใสจำกัด และจำเลยไม่ได้รับการจัดหาล่ามภาษาอุยกูร์ที่เพียงพอเป็นเวลาหลายปี

 

คณะกรรมการระหว่างประเทศว่าด้วยนักกฎหมาย และองค์กรสิทธิมนุษยชนอื่นๆ กล่าวว่า การสอบสวนและการพิจารณาคดีเต็มไปด้วยการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเปิดเผยข้อบกพร่องเชิงระบบในระบบยุติธรรมของไทย และกระบวนการพิจารณาคดีนั้นมีข้อบกพร่องมากจนควรปล่อยตัวจำเลยทั้งสอง

 

“คดีนี้ต้องทำความเข้าใจในบริบทของการกดขี่ข่มเหงชาวอุยกูร์ของรัฐบาลจีนที่มีมาอย่างยาวนาน ปักกิ่งใช้ข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย การดำเนินคดีทางการเมือง และการลงโทษอย่างรุนแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อปราบปรามเสียงของชาวอุยกูร์และให้เหตุผลในการปราบปราม” ตูร์กุนจัน อาลอดูน (Turgunjan Alawdun) ประธานสภาอุยกูร์โลก (World Uyghur Congress) กล่าว

 

“การยึดมั่นในกระบวนการยุติธรรม การรับประกันการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม และการตรวจสอบโดยศาลอย่างอิสระเป็นสิ่งจำเป็นในทุกกรณีที่เกี่ยวข้องกับจำเลยชาวอุยกูร์”

 

คำพิพากษานี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากรัฐบาลจีนต่อทางการไทยให้เนรเทศกลุ่มชายชาวอุยกูร์จำนวนมากที่ถูกควบคุมตัวในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี 2014

 

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ประเทศไทยได้เนรเทศผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ 40 คนกลับไปยังประเทศจีน แม้จะมีคำเตือนจากนานาชาติซ้ำแล้วซ้ำเล่า และจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ทราบที่อยู่ของพวกเขา การหายตัวไปของพวกเขาแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ชาวอุยกูร์เผชิญอย่างแท้จริง และเน้นย้ำถึงรูปแบบการปราบปรามข้ามชาติของจีนในวงกว้าง

 

สภาอุยกูร์โลกคัดค้านโทษประหารชีวิตในทุกกรณี รวมถึงในกรณีนี้ด้วย แม้ว่าผู้ที่รับผิดชอบต่อการกระทำรุนแรงจะต้องถูกลงโทษ แต่ความยุติธรรมไม่ควรมาพร้อมกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เราขอเรียกร้องให้กระบวนการอุทธรณ์ดำเนินการอย่างโปร่งใสและสอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอย่างเต็มที่ และการดำเนินการเพื่อรับผิดชอบควรเป็นไปในลักษณะที่เคารพสิทธิมนุษยชน กระบวนการยุติธรรม และหลักนิติธรรม

 

สภาอุยกูร์โลกเรียกร้องให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ รวมถึงสหรัฐอเมริกา แคนาดา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป สหภาพยุโรป และประเทศอื่นๆ กดดันประเทศไทยให้ดำเนินการอุทธรณ์ตามมาตรฐานการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมในระดับสากล สภาฯ เรียกร้องให้ยกเลิกคำพิพากษาและปล่อยตัวจำเลยหากไม่สามารถพิสูจน์ความผิดของพวกเขาได้โดยปราศจากข้อสงสัย และหากคำพิพากษายังคงอยู่ ก็ควรลงโทษจำเลยด้วยโทษที่ไม่ใช่โทษประหารชีวิต

 

อ้างอิง :

The post สภาอุยกูร์โลกออกแถลงการณ์ประณามโทษประหารชีวิต 2 ชาวอุยกูร์ คดีวางระเบิดศาลท้าวมหาพรหม appeared first on THE STANDARD.

]]>
Timothée Chalamet กับแพสชันในวันที่ Knicks กลับมาครองบัลลังก์ NBA https://thestandard.co/timothee-chalamet-knicks-nba-championship/ Sun, 14 Jun 2026 06:41:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1218173 ทิโมธี ชาลาเมต์ นักแสดงหนุ่มกำลังฉลองอย่างดีใจข้างสนามบาสเกตบอลในเกมที่ New York Knicks คว้าแชมป์ NBA

ในคืนที่ New York Knicks คว้าแชมป์ NBA ได้สำเร็จเป็นครั […]

The post Timothée Chalamet กับแพสชันในวันที่ Knicks กลับมาครองบัลลังก์ NBA appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทิโมธี ชาลาเมต์ นักแสดงหนุ่มกำลังฉลองอย่างดีใจข้างสนามบาสเกตบอลในเกมที่ New York Knicks คว้าแชมป์ NBA

ในคืนที่ New York Knicks คว้าแชมป์ NBA ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในรอบ 53 ปี ภาพที่ถูกพูดถึงไม่แพ้นักบาสในสนาม คือชายหนุ่มคนหนึ่งที่กระโดดโลดเต้นอยู่ข้างสนามด้วยความดีใจ

 

ชายคนนั้นคือ ทิโมธี ชาลาเมต์

 

ตลอดช่วง NBA Playoffs และ NBA Finals ปี 2026 นักแสดงหนุ่มวัย 30 ปี ปรากฏตัวอยู่ในเกมของ Knicks แทบทุกนัด เขานั่งอยู่ข้างสนาม ส่งเสียงเชียร์ทุกจังหวะสำคัญ กำหมัดเมื่อทีมได้แต้มสำคัญ และแสดงอารมณ์ออกมาอย่างเต็มที่ในทุกเกม

 

สำหรับหลายคน นี่อาจเป็นภาพของดาราฮอลลีวูดที่มาชมกีฬา

 

แต่สำหรับแฟน Knicks มันเป็นภาพของหนึ่งในพวกเขา

 

ทิโมธี เติบโตในย่าน Hell’s Kitchen ใจกลางนครนิวยอร์ก ไม่ไกลจาก Madison Square Garden สนามเหย้าของ Knicks เขาเคยเล่าว่าติดตามทีมมาตั้งแต่เด็ก และเมื่อภาพถ่ายเก่าในวัยรุ่นที่เจ้าตัวถ่ายร่วมกับ แลนดรี ฟิลด์ส อดีตผู้เล่น Knicks ถูกนำกลับมาแชร์อีกครั้ง มันยิ่งตอกย้ำว่าความผูกพันครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะทีมกำลังประสบความสำเร็จ

 

เพราะเขาอยู่ตรงนั้นมาตั้งแต่วันที่ทีมยังไม่ประสบความสำเร็จ

 

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา Knicks คือหนึ่งในทีมที่มีฐานแฟนคลับเหนียวแน่นที่สุดใน NBA แม้ความสำเร็จจะห่างหายไปนานนับตั้งแต่แชมป์ครั้งล่าสุดในปี 1973

 

แฟนบาสหลายรุ่นเติบโตขึ้นมาพร้อมกับความผิดหวัง การเปลี่ยนแปลงผู้เล่น การเปลี่ยนโค้ช และฤดูกาลที่จบลงก่อนถึงฝัน ซึ่ง ทิโมธี ก็เป็นหนึ่งในนั้น

 

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ภาพของเขาในเกมที่ 4 ของ NBA Finals กลายเป็นไวรัลไปทั่วโลก เมื่อ Knicks พลิกสถานการณ์กลับมาชนะทั้งที่ตามหลังอยู่ถึง 29 คะแนน เขากระโดดตัวลอย ตะโกนสุดเสียง และฉลองราวกับเด็กคนหนึ่งที่เพิ่งเห็นความฝันใกล้เป็นจริง

 

มันเป็นปฏิกิริยาที่ไม่มีการปรุงแต่ง, ไม่มีภาพลักษณ์ของนักแสดงชื่อดัง, ไม่มีความพยายามจะดูเท่ มีเพียงความสุขของแฟนบาสคนหนึ่งเท่านั้น

 

เมื่อเสียงนกหวีดสุดท้ายดังขึ้นในเกมนัดที่ 5 ที่กลายเป็นเกมตัดสินแชมป์ และ Knicks ยุติการรอคอยอันยาวนานกว่า 53 ปีได้สำเร็จ ภาพการฉลองแบบสุดเหวี่ยงของ ทิโมธี จึงถูกแชร์ไปทั่วโลก

 

กับค่ำคืนที่เขาได้เห็นทีมรักกลับมาคว้าแชมป์ NBA อีกครั้ง หลังจากรอคอยมาทั้งชีวิต

 

#TheStandardSport #NBA #NBAFinals #TimothéeChalamet #Knicks

ทิโมธี ชาลาเมต์ นักแสดงหนุ่มกำลังฉลองอย่างดีใจข้างสนามบาสเกตบอลในเกมที่ New York Knicks คว้าแชมป์ NBA 1ทิโมธี ชาลาเมต์ นักแสดงหนุ่มกำลังฉลองอย่างดีใจข้างสนามบาสเกตบอลในเกมที่ New York Knicks คว้าแชมป์ NBA 2ทิโมธี ชาลาเมต์ นักแสดงหนุ่มกำลังฉลองอย่างดีใจข้างสนามบาสเกตบอลในเกมที่ New York Knicks คว้าแชมป์ NBA 3ทิโมธี ชาลาเมต์ นักแสดงหนุ่มกำลังฉลองอย่างดีใจข้างสนามบาสเกตบอลในเกมที่ New York Knicks คว้าแชมป์ NBA 4ทิโมธี ชาลาเมต์ นักแสดงหนุ่มกำลังฉลองอย่างดีใจข้างสนามบาสเกตบอลในเกมที่ New York Knicks คว้าแชมป์ NBA 5

The post Timothée Chalamet กับแพสชันในวันที่ Knicks กลับมาครองบัลลังก์ NBA appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ กับบทบาทผลักดัน ‘ข้อกำหนดกรุงเทพ’ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและมาตรฐานการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงในระดับสากล https://thestandard.co/princess-bajrakitiyabha-bangkok-rules-women-prisoners/ Sun, 14 Jun 2026 06:30:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1218164 พระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ พร้อมข้อความเกี่ยวกับบทบาทผลักดัน ‘ข้อกำหนดกรุงเทพ’

“ข้าพเจ้าได้เรียนรู้โดยตรงถึงความทุกข์ยากที่ผู้หญิงเหล่ […]

The post เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ กับบทบาทผลักดัน ‘ข้อกำหนดกรุงเทพ’ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและมาตรฐานการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงในระดับสากล appeared first on THE STANDARD.

]]>
พระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ พร้อมข้อความเกี่ยวกับบทบาทผลักดัน ‘ข้อกำหนดกรุงเทพ’

“ข้าพเจ้าได้เรียนรู้โดยตรงถึงความทุกข์ยากที่ผู้หญิงเหล่านี้ต้องเผชิญ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งบุตรหลานของพวกเธอ ซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่มักถูกครอบครัวกีดกันและไม่ได้รับโอกาสอย่างเพียงพอ…และบ่อยครั้ง นักโทษหญิงยังต้องตกเป็นเหยื่อซ้ำในขณะที่ต้องรับโทษอยู่ในเรือนจำ”

 

ส่วนหนึ่งของพระดำรัส สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ หลังได้เข้าเยี่ยมทัณฑสถานหญิงกลางกรุงเทพฯ ใน พ.ศ. 2544

 

พระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ พร้อมข้อความเกี่ยวกับบทบาทผลักดัน ‘ข้อกำหนดกรุงเทพ’ 1

 

ความพยายามอย่างต่อเนื่องของประเทศไทยในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำ จนนำไปสู่การรับรอง ‘ข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรการที่ไม่ใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำความผิดหญิง (United Nations Rules for the Treatment of Women Prisoners and Non-Custodial Measures for Women Offenders)’ หรือที่รู้จักในชื่อ ‘ข้อกำหนดกรุงเทพ (Bangkok Rules)’ เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงมีความสนพระทัยในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิง และเด็กในกระบวนการยุติธรรม

 

ก่อนเสด็จไปทรงศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยคอร์แนล ประเทศสหรัฐอเมริกา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ได้เสด็จเยี่ยมชมและประทานสิ่งของแก่ผู้ต้องขังหญิง และเด็กติดผู้ต้องขัง ณ ทัณฑสถานหญิงกลาง เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2544 จึงทำให้ทรงตระหนักว่า สถานะของผู้หญิงในเรือนจำหรือสถานคุมขังนั้นมีความแตกต่างจากผู้ต้องขังชาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ต้องขังหญิงที่กำลังตั้งครรภ์และผู้ที่เพิ่งคลอดบุตร

 

การได้สัมผัสกับชีวิตของผู้ต้องขังที่ขาดโอกาส ทำให้พระองค์เห็นความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในมิตินี้ จึงเกิดเป็นแรงบันดาลพระทัยในการให้ความช่วยเหลือประชากรกลุ่มเปราะบางเหล่านี้ และริเริ่มโครงการต่างๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ต้องขังหญิงและเด็กติดผู้ต้องขัง โดยมีกระทรวงยุติธรรมเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

 

ภายหลังสำเร็จการศึกษา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ได้รับตำแหน่งเลขานุการเอก คณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และทรงเป็นผู้แทนประเทศไทยในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ครั้งที่ 60 ใน พ.ศ. 2548

 

ใน พ.ศ. 2549 ทรงรับราชการในตำแหน่งอัยการประจำจังหวัด ทำให้ทรงทราบถึงสถานการณ์ยากลำบากของประชาชนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญาอย่างใกล้ชิด พร้อมกันนี้ ทรงมีพระดำริให้เริ่มจัดตั้งโครงการ ‘กำลังใจ’ ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความช่วยเหลือ ดูแลด้านสุขภาพ และให้สนับสนุนด้านจิตใจแก่ผู้ต้องขังหญิง ทั้งในขณะจำคุกและภายหลังได้รับการปล่อยตัว โดยมุ่งเน้นการให้โอกาสผู้ต้องขังหญิงในการกลับคืนสู่สังคม ตลอดจนส่งเสริมให้สังคมไทยได้เข้าใจปัญหาของผู้ที่เคยทำผิดพลาดที่ต้องการโอกาสเริ่มต้นใหม่

 

เมื่อการดำเนินโครงการมีพัฒนาการมาระยะหนึ่ง โปรดให้จัดนิทรรศการ ‘Inspire’ เพื่อนำเสนอโครงการกำลังใจ ที่โถง Rotunda ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเวียนนา ระหว่างสมัยการประชุมคณะกรรมาธิการสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา (Commission on Crime Prevention and Criminal Justice – CCPCJ) สมัยที่ 17 ทำให้ทั่วโลกได้เห็นว่าผู้หญิงในเรือนจำมีปัญหาและข้อท้าทายในมิติด้านเพศภาพระหว่างที่อยู่ในเรือนจำ เนื่องจากมีความต้องการที่แตกต่างจากผู้ต้องขังชาย

 

นิทรรศการครั้งนั้นจุดประกายความสนใจในบรรดาผู้แทนประเทศ นักวิชาการ และผู้ปฏิบัติงานในองค์กรภาคประชาสังคมระหว่างประเทศ จนเกิดความตระหนักรู้ร่วมกันถึงปัญหา และความจำเป็นที่ควรยกระดับแนวทางในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงให้เป็นมาตรฐานสากลและสอดรับกับมิติด้านเพศสภาพมากยิ่งขึ้น โดยใช้แนวทางการประสานความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ

 

จากความสำเร็จของโครงการกำลังใจ กระทรวงยุติธรรมจึงได้จัดตั้งโครงการ ‘Enhancing Lives of Female Inmates (ELFI)’ หรือ ‘โครงการจัดทำข้อเสนอในนามประเทศไทยเพื่อผลักดันให้เป็นข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง’ เมื่อ พ.ศ. 2551 โดยเป็นโครงการระดับนานาชาติที่มุ่งต่อยอดความสำเร็จจากการช่วยเหลือผู้ต้องขังหญิง ภายในประเทศไปสู่การปรับปรุงมาตรฐานการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงในระดับสากล

 

ด้วยยุทธศาสตร์การทูตเชิงรุก ผ่านการเจรจาโน้มน้าวและแสวงหาความร่วมมือทั้งจากกลุ่มนักวิชาการ ผู้ปฏิบัติงานราชทัณฑ์ รวมทั้งผู้แทนประเทศต่างๆ ในเวทีสหประชาชาติ ทำให้การจัดทำ ‘ข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรการที่ไม่ใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำความผิดหญิงประสบผลสำเร็จ และได้รับการรับรองจากที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 65 ในปี พ.ศ. 2553

 

โดยองค์การสหประชาชาติต้องการให้เกียรติประเทศไทยในฐานะเป็นผู้ริเริ่มผลักดัน จึงเรียกชื่อย่อของข้อกำหนดฉบับนี้ว่า ‘ข้อกำหนดกรุงเทพ’

 

ภายหลังการรับรองข้อกำหนดกรุงเทพ นานาประเทศรวมถึงประเทศไทย องค์การระหว่างประเทศ หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมได้ริเริ่มส่งเสริมให้มีการนำเอาข้อกำหนดกรุงเทพไปปรับใช้

 

ความสำคัญของข้อกำหนดกรุงเทพ

 

ข้อกำหนดกรุงเทพ เป็นมาตรฐานสหประชาชาติฉบับแรกในโลกที่มุ่งดูแลความต้องการเฉพาะของเพศหญิง โดยมีเนื้อหาครอบคลุมการบริหารจัดการเรือนจำตั้งแต่การรับตัวผู้ต้องขัง การดูแลสุขอนามัยและสุขภาพ การดูแลความปลอดภัยและความมั่นคง การปฏิบัติและดูแลผู้ต้องขังพิเศษอย่างผู้ที่อยู่ระหว่างการสอบสวนหรือพิจารณาคดี เด็กผู้หญิงในเรือนจำ ชาวต่างชาติ ชนกลุ่มน้อยและชนพื้นเมือง การฟื้นฟูเยียวยาในเรือนจำ รวมไปถึงการคุ้มครองผู้หญิงที่ทำงานในราชทัณฑ์

 

ข้อกำหนดกรุงเทพได้รับการยอมรับจากนานาชาติ และมีการนำไปใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังหญิง เด็ก และกลุ่มเปราะบางในเรือนจำโดยรวม เช่นการปรับปรุงสถานที่คุมขังให้สนองความต้องการตามเพศภาวะ การบริการสาธารณสุข และการฝึกทักษะอาชีพที่เหมาะสมกับเพศภาวะเพื่อให้ผู้ต้องขังสามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมั่นคง ลดการตีตรา และลดการกระทำผิดซ้ำ

 

แนวคิดการพัฒนาข้อกำหนดกรุงเทพตั้งอยู่บนหลักการที่ว่า ผู้ต้องขังหญิงและผู้กระทำผิดหญิงมีความต้องการเฉพาะด้านที่ต่างไปจากผู้ต้องขังชาย และเนื่องจากผู้ต้องขังหญิงเป็นประชากรกลุ่มน้อยในกระบวนการยุติธรรม ทำให้เรือนจำในประเทศต่างๆ มักถูกออกแบบขึ้นโดยมิได้คำนึงถึงความต้องการเฉพาะด้านของผู้หญิง อาทิ เรื่องสุขอนามัย สุขภาพผู้หญิง การดูแลเด็กติดผู้ต้องขัง ทำให้การดูแลผู้ต้องขังหญิงในหลายประเทศ ยังขาดความละเอียดอ่อนด้านเพศสภาพ (Gender Sensitivity)

 

การเปลี่ยนแปลงในองค์ประกอบประชากรผู้ต้องขังในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมานั้น ได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของเรือนจำในการตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะด้านของผู้ต้องขังหญิง ด้วยจำนวนผู้ต้องขังหญิงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นานาประเทศจึงตระหนักในความจำเป็นที่จะต้องมีข้อแนะนำเพื่อเป็นมาตรฐาน สำหรับผู้ปฏิบัติงานราชทัณฑ์ในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังกลุ่มนี้

 

การจัดทำร่างข้อเสนของอประเทศไทยเพื่อผลักดันเป็นข้อกำหนดสหประชาชาติสำหรับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงนี้ ไม่ได้มีจุดประสงค์สร้างความแตกต่างหรือเลือกปฏิบัติ แต่เน้นให้เกิดมีมาตรฐานความเท่าเทียมกันในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังทั้งสองเพศเท่านั้น โดยไม่ได้มุ่งให้มีการลบล้าง เปลี่ยนแปลง หรือแก้ไขข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง ฉบับปี ค.ศ. 1955 แต่จะให้เป็นแนวทางเพิ่มเติมในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงสำหรับเรือนจำของประเทศต่างๆ โดยทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเด็นที่เป็นความแตกต่างและความต้องการที่เพศหญิงมีและต่างไปจากเพศชาย

 

อีกทั้งร่างข้อกำหนดฉบับนี้ ไม่ได้มุ่งเน้นที่จะทำให้ผู้ต้องขังหญิงมีอภิสิทธิ์เหนือผู้ต้องขังชาย หรือได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่า แต่มุ่งจะเติมในส่วนที่ผู้ต้องขังสตรีขาดโอกาสหรือถูกละเลย เพื่อให้ได้รับในสิ่งที่พึงจะได้รับอย่างเท่าเทียมกันเท่านั้น

 

โดยข้อกำหนดกรุงเทพจะเป็นส่วนเพิ่มเติมที่สอดคล้อง กับข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของสหประชาชาติ สำหรับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง ค.ศ.1955 (UN Standard Minimum Rules for the Treatment of Prisoners : SMR) รวมถึงข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดโดยไม่ใช้เรือนจำ (UN Standard Minimum Rules for Non-custodial Measures หรือข้อกำหนดโตเกียว (Tokyo Rules) ทั้งนี้เพื่อให้การปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและผู้กระทำผิดหญิงเป็นไปอย่างเคารพซึ่งสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น

 

ข้อกำหนดกรุงเทพ มุ่งเน้นการวางแนวปฏิบัติในประเด็นที่เป็นความแตกต่างและความต้องการที่เพศหญิงมีและต่างไปจากเพศชาย ซึ่งเนื้อหาของข้อกำหนดสหประชาชาตินั้น ได้มาจากการศึกษาผลงานการศึกษาวิจัยในเรื่องการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงทั่วโลก และยังได้นำเอากฎหมายและข้อกำหนดระหว่างประเทศว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงหลายฉบับมาเพื่ออ้างอิงและกลั่นกรองให้เนื้อหาของข้อกำหนดสหประชาชาติ มีความสอดคล้องและสามารถใช้ร่วมกันได้กับกฎหมายและข้อกำหนดที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

 

ทั้งนี้ เพื่อให้ข้อกำหนดกรุงเทพ มีเนื้อหาที่ครอบคลุมถึงผู้กระทำผิดหญิงและผู้ต้องขังหญิงทุกประเภท และการปฏิบัติที่ควรจะเป็นต่อผู้ต้องขังหญิงเหล่านั้น รวมไปถึงการเปิดโอกาสให้ชุมชนและสังคมโดยรวมเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น จึงได้แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ดังนี้

 

1.ข้อกำหนดทั่วไป (Rules of General Application) ซึ่งว่าด้วยการบริหารจัดการเรือนจำโดยทั่วไป และใช้กับผู้กระทำผิดเพศหญิงที่อยู่ในระหว่างการควบคุมทุกประเภท ทุกสถานะคดี ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา รวมไปถึงผู้หญิงที่ถูกควบคุมด้วยมาตรการเพื่อความปลอดภัยหรือมาตรการกักกัน (Security Measures or Corrective Measures)

 

2.ข้อกำหนดที่ใช้สำหรับผู้ต้องขังลักษณะพิเศษ (Rules Applicable to Special Categories) ซึ่งเป็นส่วนที่ว่าด้วยการจำแนกลักษณะและการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงที่มีลักษณะพิเศษแต่ละประเภท เช่น ผู้ต้องขังที่เคยเป็นเหยื่อของการใช้ความรุนแรง ผู้ต้องขังที่ตั้งครรภ์ และผู้ต้องขังซึ่งเป็นชนพื้นเมือง ชนกลุ่มน้อย หรือชนเผ่า โดยแบ่งออกเป็นส่วน A ข้อกำหนดที่ใช้กับผู้ต้องขังที่มีกำหนดโทษ และส่วน B ข้อกำหนดที่ใช้กับผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาและสอบสวน ซึ่งข้อกำหนดในส่วน A นั้น สามารถนำมาใช้กับผู้ต้องขังตามส่วน B ได้เท่าที่จะไม่เป็นการขัดกัน หรือเพื่อประโยชน์เป็นการเฉพาะของผู้ต้องขังหญิงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

 

3.มาตรการในการลงโทษโดยไม่ใช้เรือนจำ (Non-Custodial Sanctions and Measures) มุ่งใช้บังคับกับผู้กระทำผิดหญิงที่กระทำความผิดไม่รุนแรง ประกอบกับมีปัจจัยทางกายภาพที่ไม่เหมาะกับการถูกคุมขัง เช่น เยาวชนหญิง และผู้กระทำผิดที่ตั้งครรภ์ โดยข้อกำหนดในส่วนที่ 3 นี้ สามารถใช้บังคับได้ตั้งแต่ในชั้นการสอบสวน จนกระทั่งหลังมีคำพิพากษา

 

4.การวิจัย การวางแผน การประเมินผล และการสร้างการรับรู้ในหมู่ประชาชน (Research, Planning, Evaluation and Public Awareness Raising) เป็นข้อกำหนดที่สนับสนุนให้มีการวิเคราะห์วิจัยถึงพฤติกรรมและพฤติการณ์เกี่ยวข้องต่างๆ ที่เป็นปัจจัยให้เกิดการกระทำผิดในกลุ่มผู้หญิง รวมถึงการศึกษาผลกระทบจากการถูกคุมขังที่มีต่อผู้ต้องขังและบุตร

 

นอกจากนี้ ยังต้องการให้มีการกำหนดกิจกรรมที่จะลดการกระทำผิดซ้ำ อันเป็นส่วนหนึ่งของการส่งคนดีกลับคืนสู่สังคม โดยการดำเนินการต่างๆ ดังกล่าวนี้ จะต้องมีการเผยแพร่ให้สาธารณชนได้รับทราบ โดยอาศัยความร่วมมือจากบรรดาสื่อสารมวลชน

 

อ้างอิง :

The post เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ กับบทบาทผลักดัน ‘ข้อกำหนดกรุงเทพ’ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและมาตรฐานการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงในระดับสากล appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจเลน บรันสัน คว้ารางวัล MVP ในศึก NBA Finals 2026 https://thestandard.co/jalen-brunson-nba-finals-mvp-knicks/ Sun, 14 Jun 2026 06:09:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1218159 เจเลน บรันสัน ถือถ้วยรางวัล NBA Finals MVP

เจเลน บรันสัน การ์ดคนสำคัญของ นิวยอร์ก นิกส์ ได้รับเลือ […]

The post เจเลน บรันสัน คว้ารางวัล MVP ในศึก NBA Finals 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจเลน บรันสัน ถือถ้วยรางวัล NBA Finals MVP

เจเลน บรันสัน การ์ดคนสำคัญของ นิวยอร์ก นิกส์ ได้รับเลือกให้คว้ารางวัลผู้เล่นทรงคุณค่าประจำรอบชิงชนะเลิศ NBA 2026 (NBA Finals MVP) พร้อมรับถ้วยรางวัล บิล รัสเซลล์ โทรฟี

 

บรันสันมีบทบาทสำคัญในการพา นิกส์ ประสบความสำเร็จในรอบชิงชนะเลิศ โดยเฉพาะในเกมที่ 5 ที่เจ้าตัวระเบิดฟอร์มทำไปถึง 45 คะแนน ซึ่งเป็นสถิติทำคะแนนสูงสุดของผู้เล่นนิวยอร์ก นิกส์ ในเกม NBA Finals

 

ผลงานอันยอดเยี่ยมตลอดซีรีส์ส่งให้การ์ดวัย 29 ปี ได้รับเสียงโหวตให้เป็นผู้เล่นทรงคุณค่าของรอบชิงชนะเลิศ และกลายเป็นกำลังหลักที่พาทีมสร้างผลงานประวัติศาสตร์บนเวทีสูงสุดของลีกบาสเกตบอลอาชีพสหรัฐฯ

 

เจเลน บรันสัน ถือถ้วยรางวัล NBA Finals MVP 1เจเลน บรันสัน ถือถ้วยรางวัล NBA Finals MVP 2เจเลน บรันสัน ถือถ้วยรางวัล NBA Finals MVP 3เจเลน บรันสัน ถือถ้วยรางวัล NBA Finals MVP 4

The post เจเลน บรันสัน คว้ารางวัล MVP ในศึก NBA Finals 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวง พม. เดินหน้า Senior Complex ต้นแบบบ้านเคหะเพื่อผู้สูงอายุแบบครบวงจร ราคาจับต้องได้ https://thestandard.co/msdhs-senior-complex-chonburi/ Sun, 14 Jun 2026 05:52:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1218151 ภาพโครงการ Senior Complex ต้นแบบที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ

รัฐบาลเดินหน้ารองรับสังคมสูงวัยเชิงรุก มอบ พม. เร่งพัฒน […]

The post กระทรวง พม. เดินหน้า Senior Complex ต้นแบบบ้านเคหะเพื่อผู้สูงอายุแบบครบวงจร ราคาจับต้องได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโครงการ Senior Complex ต้นแบบที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ

รัฐบาลเดินหน้ารองรับสังคมสูงวัยเชิงรุก มอบ พม. เร่งพัฒนา ‘Senior Complex’ หรือที่อยู่อาศัยผู้สูงอายุแบบครบวงจร บนพื้นที่ศักยภาพ จังหวัดชลบุรี ชูแนวคิด Universal Design พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต คาดหากสำเร็จจะรองรับผู้สูงอายุได้หลายพันครัวเรือน

 

ร.อ. หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าเตรียมความพร้อมรองรับสังคมสูงวัยอย่างเป็นรูปธรรม โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้เร่งขับเคลื่อนการพัฒนา ‘Senior Complex’ หรือที่อยู่อาศัยผู้สูงอายุแบบครบวงจร เพื่อสร้างทางเลือกด้านที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพสำหรับผู้สูงวัย บนทำเลที่เหมาะสม ในราคาที่เข้าถึงได้ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตในวัยสูงอายุ

 

นิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวง พม. และการเคหะแห่งชาติ ได้ลงพื้นที่ติดตามศักยภาพการพัฒนาพื้นที่ในอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีแผนพัฒนาเป็นต้นแบบ Senior Complex ของประเทศ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัยที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว

 

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. ได้มีข้อสั่งการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งกำหนดแนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดินให้มีความชัดเจน ศึกษาความต้องการที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุในอนาคต และจัดทำรูปแบบการพัฒนา ‘บ้านเคหะเพื่อคนไทย Senior Complex’ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาโดยเร็ว

 

นอกจากนี้ ได้กำหนดให้การออกแบบโครงการยึดหลัก Universal Design อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และประชาชนทุกกลุ่มสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่ได้อย่างสะดวกและปลอดภัย พร้อมยกระดับโครงการให้เป็นต้นแบบการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุที่ภาคเอกชนสามารถนำไปต่อยอดได้ในอนาคต โดยคาดว่า หากโครงการดังกล่าวสำเร็จ จะสามารถรองรับความต้องการของผู้สูงอายุได้อย่างมีคุณภาพอีกหลายพันครัวเรือน

The post กระทรวง พม. เดินหน้า Senior Complex ต้นแบบบ้านเคหะเพื่อผู้สูงอายุแบบครบวงจร ราคาจับต้องได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พริษฐ์จี้ กกต. ส่งศาลชี้ขาดคดีฮั้ว สว. คาดเดือน ก.ย. ได้ข้อสรุปตัดสินใจอย่างไร https://thestandard.co/parit-ect-senator-collusion/ Sun, 14 Jun 2026 05:37:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1218147 พริษฐ์ วัชรสินธุ แถลงข่าวประเด็น กกต. และคดีฮั้ว สว.

พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประช […]

The post พริษฐ์จี้ กกต. ส่งศาลชี้ขาดคดีฮั้ว สว. คาดเดือน ก.ย. ได้ข้อสรุปตัดสินใจอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
พริษฐ์ วัชรสินธุ แถลงข่าวประเด็น กกต. และคดีฮั้ว สว.

พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงข่าวตั้งข้อสังเกตต่อการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการตรวจสอบคดีฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.)

 

พริษฐ์ทบทวนความเป็นมาของคดีนี้ว่า คณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้พิจารณาข้อเท็จจริงและมีมติในช่วงกลางปี 2568 ว่า มีบุคคลจำนวนอย่างน้อย 229 คน ที่มีมูลกระทำความผิดเรื่องการฮั้ว สว.

 

โดยคณะกรรมการชุดดังกล่าวเสนอให้ กกต. ดำเนินคดีและยื่นฟ้องบุคคลทั้ง 229 คนต่อศาล อย่างไรก็ตาม กกต. กลับไม่ได้เห็นชอบตามมติดังกล่าว แต่ได้ตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ขึ้นมาพิจารณาเรื่องนี้โดยเฉพาะ ซึ่งคณะอนุวินิจฉัยชุดนี้กลับมีมติสวนทางว่าทั้ง 229 คนไม่มีมูลความผิด และเสนอให้ กกต. ยกคำร้อง

 

พริษฐ์วิเคราะห์ว่า ขณะนี้ กกต. มีทางเลือก 3 ทางในการตัดสินใจ คือ 1. เห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 2. เห็นชอบตามมติของคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 และ 3. ยื่นฟ้องเฉพาะบางคนและยกคำร้องเฉพาะบางคน ซึ่งทางเลือกสุดท้ายนี้ก่อให้เกิดความกังวลว่าอาจเป็นการปกป้องบุคคลสำคัญบางราย

 

ทั้งนี้ คาดว่าจะทราบผลการตัดสินใจของ กกต. ภายในเดือนกันยายน 2569 ตามระเบียบ กกต. ว่าด้วยการสืบสวนไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาดที่กำหนดกรอบเวลาไว้ไม่เกิน 90 วัน โดย กกต. ได้เริ่มพิจารณาคดีแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คาดว่านัดแรกจะพิจารณาข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับ สว. 4 คนจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี

 

ในการแถลงข่าวครั้งนี้ พริษฐ์ได้นำเสนอ 4 เหตุผลสำคัญที่ กกต. ควรส่งเรื่องของบุคคลทั้ง 229 คนไปยังศาล ประกอบด้วย

 

  • ความชัดเจนและหนักแน่นของหลักฐาน

 

พริษฐ์ระบุว่า หลักฐานในคดีนี้มีความชัดเจนและหนักแน่นกว่าคดีอื่นๆ ที่ กกต. เคยส่งเรื่องให้ศาลพิจารณา แม้จะยังไม่สามารถเข้าถึงรายละเอียดของสำนวนคณะไต่สวนได้ทั้งหมด แต่ข้อมูลสาธารณะและการให้การของผู้ที่เกี่ยวข้องชี้ให้เห็นถึงหลักฐานหลายประเภท เช่น สถิติการลงคะแนนที่มีการเลือกกลุ่มตัวเลขเดียวกันอย่างผิดปกติ ซึ่งสอดคล้องกับหลักฐานโพยตัวเลข การนัดหมายของกลุ่ม สว. หลักฐานการเดินทาง อุปกรณ์ที่แจก คลิปเสียง และที่สำคัญที่สุดคือเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงถึงกลุ่มบุคคลและทีมงาน สส. ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี

 

พริษฐ์ตั้งคำถามว่า หาก กกต. เคยส่งหลักฐานเพียงแชตไลน์ระหว่างบุคคลให้ศาลพิจารณาได้ ทำไมหลักฐานที่หนักแน่นเหล่านี้จึงไม่ถูกส่งให้ศาลพิจารณาเช่นกัน

 

  • ความชอบธรรมของคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36

 

พริษฐ์ตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ขึ้นมาพิจารณาเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ ทั้งที่มีคณะอนุวินิจฉัยอยู่แล้วถึง 35 คณะ นอกจากนี้ ยังพบว่าคณะอนุวินิจฉัยชุดนี้ไม่เคยเรียกตัวแทนจาก DSI หรือคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 เข้าให้ข้อมูล ทำให้เกิดข้อสงสัยถึงความรอบด้านในการพิจารณา

 

พริษฐ์ยังเปิดเผยว่า กรรมการ 3 ใน 7 คนของคณะอนุวินิจฉัยชุดนี้ มีประวัติที่ถูกสังคมตั้งคำถาม โดย 2 คนเกี่ยวข้องกับคดีทุจริตคอร์รัปชัน (คดีรถไฟฟ้าสายสีส้ม และคดีการจัดซื้อคอมพิวเตอร์) และอีก 1 คนมีความเชื่อมโยงกับ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งอาจส่งผลต่อความเป็นกลางทางการเมือง

 

  • ผลประโยชน์ทับซ้อนของ กกต.

 

พริษฐ์ชี้ว่า กกต. 4 ใน 7 คน เข้าสู่ตำแหน่งผ่านการรับรองจาก สว. ที่เป็นผู้ถูกตรวจสอบในสำนวนคดีนี้ หาก กกต. มีการตัดสินใจที่ค้านสายตาประชาชน อาจนำไปสู่ข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ดังนั้น วิธีที่โปร่งใสที่สุดคือการส่งเรื่องทั้งหมดให้ศาลเป็นผู้พิจารณาชี้ขาด

 

  • การปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.

 

พริษฐ์อ้างอิงคลิปวิดีโอการเลือก สว. รอบไขว้ระดับประเทศ ที่ได้จากผู้ตรวจการการเลือกตั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นหนึ่งใน กกต. เข้าตรวจสอบและกล่าวตักเตือนผู้สมัครว่า “จะเป็น สว. กันอยู่แล้ว เลือกตั้งด้วยความสุจริตเถอะ”

 

พริษฐ์ตั้งคำถามว่า กกต. ท่านนั้นพบเห็นสิ่งใดที่นำไปสู่การกล่าวตักเตือนและเก็บโพย และหลังจากนั้น กกต. ได้ดำเนินการอย่างไรต่อไป มีการประชุมเพื่อพิจารณาหลักฐานหรือไม่ ได้มีการตรวจสอบความเชื่อมโยงของโพยกับหลักฐานอื่นๆ ในสำนวนหรือไม่ และปัจจุบันโพยดังกล่าวถูกจัดเก็บไว้ที่ใด หาก กกต. ไม่สามารถชี้แจงประเด็นเหล่านี้ได้ และไม่ส่งเรื่องให้ศาลพิจารณา อาจถูกมองว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือรู้เห็นเป็นใจกับกระบวนการโกง สว.

 

ส่วนกรณีที่มีข้อโต้แย้งว่าผู้สมัครจากฝั่งประชาชนก็มีการจองโรงแรมล่วงหน้าก่อนวันเลือก สว. ในลักษณะเดียวกัน พริษฐ์ยืนยันว่า การดำเนินคดีต้องเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาและใช้มาตรฐานเดียวกัน โดยหลักฐานในสำนวนของคณะไต่สวนชุดที่ 26 ไม่ได้มีเพียงเรื่องการจองโรงแรม แต่ประกอบด้วยหลักฐานหลายประเภทที่เชื่อมโยงกัน ทั้งโพยตัวเลข การนัดหมาย การซื้อตั๋วเครื่องบิน และเส้นทางการเงิน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการกระทำอย่างเป็นขบวนการ

The post พริษฐ์จี้ กกต. ส่งศาลชี้ขาดคดีฮั้ว สว. คาดเดือน ก.ย. ได้ข้อสรุปตัดสินใจอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สวิตเซอร์แลนด์’ แดนสวรรค์ภาษีโลก ลงประชามติ ‘จำกัดจำนวนประชากร’ ที่ 10 ล้านคน พ่วงมาตรการจำกัดการย้ายถิ่นฐาน จ่อซ้ำรอย Brexit? https://thestandard.co/switzerland-population-cap-immigration-brexit/ Sun, 14 Jun 2026 05:23:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1218143 ภาพมุมสูงเมืองซูริก สวิตเซอร์แลนด์ มีอาคารบ้านเรือนและผู้คน

วันนี้ (14 มิถุนายน) สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในป […]

The post ‘สวิตเซอร์แลนด์’ แดนสวรรค์ภาษีโลก ลงประชามติ ‘จำกัดจำนวนประชากร’ ที่ 10 ล้านคน พ่วงมาตรการจำกัดการย้ายถิ่นฐาน จ่อซ้ำรอย Brexit? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงเมืองซูริก สวิตเซอร์แลนด์ มีอาคารบ้านเรือนและผู้คน

วันนี้ (14 มิถุนายน) สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเทศ Tax Haven หรือแหล่งหลบภาษีของเศรษฐีทั่วโลกกำลังจะ ‘ลงประชามติ’ ว่าจะจำกัดจำนวนประชากรของประเทศหรือไม่ ซึ่งผลของการลงคะแนนเสียงครั้งนี้จะพ่วงมาตรการจำกัดการย้ายถิ่นฐาน และการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีมาด้วย ด้านผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า สวิตเซอร์แลนด์กำลังซ้ำรอย Brexit เหตุการลงประชามติครั้งนี้อาจนำไปสู่รอยร้าวกับสหภาพยุโรป (EU) ได้

 

 

การลงประชามติ ซึ่งจะมีขึ้นในวันนี้ (14 มิถุนายน ตามเวลาท้องถิ่น) มีขึ้นหลังจากประชากรของประเทศเพิ่มขึ้น 10% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยจนถึงสิ้นปี 2025 มีจำนวนประชากรเกิน 9.1 ล้านคนเล็กน้อย และนับเป็นครั้งแรกที่สวิตเซอร์แลนด์มีประชากรที่มีอายุมากกว่า 65 ปี มากกว่าผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี ขณะที่อัตราการย้ายถิ่นฐานสุทธิและอัตราการเกิดก็ลดลงในปีที่ผ่านมา

 

ท่ามกลางภาวะอัตราภาษีที่ค่อนข้างต่ำนับว่ามีส่วนช่วยให้สวิตเซอร์แลนด์กลายเป็นที่ตั้งของกลุ่มบริษัทข้ามชาติระดับโลก เช่น เนสท์เล่ (Nestle) ยักษ์ใหญ่ด้านสินค้าอุปโภคบริโภคโนวาร์ติส (Novartis) บริษัทยายักษ์ใหญ่ รวมถึงบริษัทข้ามชาติอื่นๆ ในภาคการเงิน แบรนด์หรู และบริษัทเทคโนโลยี

 

นอกจากนี้ สวิตเซอร์แลนด์ยังเป็นหนึ่งในประเทศที่มีมหาเศรษฐีหนาแน่นที่สุดในโลก และมีอัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ต่อหัวที่แข็งแกร่งกว่าระบบเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วอื่นๆ อีกหลายแห่ง

 

ตามการจัดอันดับของ Corporate Tax Haven Index ซึ่งจัดทำโดย Tax Justice Network ที่เป็นดัชนีที่จัดอันดับประเทศและเขตดินแดนทั่วโลก ที่มีส่วนช่วยหรือเอื้อประโยชน์ให้บริษัทข้ามชาติ (Multinational Corporations) หลีกเลี่ยงหรือจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลต่ำกว่าความเป็นจริงแสดงให้เห็นว่า สวิตเซอร์แลนด์ถูกจัดอยู่อันดับที่ 3 ของโลก

 

โดย ณ สิ้นปี 2024 ข้อมูลอย่างเป็นทางการระบุว่า 41% ของประชากรมี ‘ภูมิหลังการย้ายถิ่นฐาน’ (Migration Background) ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกผู้อพยพและบุตรที่เกิดในสวิตเซอร์แลนด์ ขณะที่ 32.5% ของผู้อยู่อาศัยถาวรในประเทศเป็นผู้อพยพพวกรุ่นแรก ส่วนพลเมืองสหภาพยุโรป (EU) คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.4 ล้านคนอาศัยอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ คิดเป็นประมาณ 16% ของประชากรในประเทศ และมีพลเมือง EU อีกราว 340,000 คนเดินทางข้ามพรมแดนเข้ามาทำงานในสวิตเซอร์แลนด์ทุกวัน

 

ผลการสำรวจความคิดเห็นล่าสุดพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 52% จะไม่เห็นด้วยกับมาตรการจำกัดจำนวนประชากร ขณะที่ 45% เห็นด้วย

 

มาตรการจำกัดจำนวนประชากรนี้ จะทำงานอย่างไร?

 

หากผู้มีสิทธิเลือกตั้งสนับสนุนข้อเสนอการจำกัดจำนวนประชากร สภาบริหารแห่งสมาพันธรัฐ (Federal Council) และรัฐสภาของประเทศจะต้องบังคับใช้มาตรการต่างๆ เพื่อควบคุมการเติบโตของประชากรไปจนถึงปี 2050

 

ระบบการย้ายถิ่นฐานจะถูกคุมเข้มขึ้น หากประชากรเกิน 9.5 ล้านคน ณ เวลาใดเวลาหนึ่งในช่วง 24 ปีข้างหน้า โดยโครงการขอลี้ภัยและการรวมกลุ่มของครอบครัวจะเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ต้องเผชิญกับการปรับลด ยิ่งไปกว่านั้น ข้อตกลงการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีของสวิตเซอร์แลนด์กับสหภาพยุโรปอาจต้องสิ้นสุดลง หากจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นเกินเกณฑ์ 10 ล้านคน

 

ทั้งนี้ สวิตเซอร์แลนด์เป็นส่วนหนึ่งของเขตเชงเกน (Schengen) ซึ่งเป็นพื้นที่เดินทางไร้พรมแดนร่วมกับประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของ EU หลายแห่ง

 

นอกจากนี้ กลุ่มประเทศ EU และสวิตเซอร์แลนด์ยังมีข้อตกลงที่อนุญาตให้พลเมืองของแต่ละฝ่ายสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรี ทำให้สามารถอยู่อาศัยและทำงานในดินแดนของกันและกันได้ ภายใต้เงื่อนไขว่าต้องมีงานทำหรือมีแหล่งรายได้อื่นรองรับ

 

ส่องเสียงสะท้อนจากฝ่ายสนับสนุน

 

พรรค SVP ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายขวาของสวิตเซอร์แลนด์ กำลังกระตุ้นให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ‘ส่งสัญญาณที่ชัดเจน’ ไปยังผู้กำหนดนโยบายเพื่อควบคุมสิ่งที่พรรคเรียกว่า การเติบโตของประชากรที่ ‘ล้นหลาม’ (Overwhelming)

 

ในแถลงการณ์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พรรค SVP ระบุว่าการลงคะแนนเสียงเห็นชอบกับการจำกัดจำนวนประชากรจะยังคงอนุญาตให้มีผู้ย้ายถิ่นฐานเข้าสู่สวิตเซอร์แลนด์ได้ 40,000 คนต่อปี

 

ด้าน ปิเอโร มาร์เคซี สมาชิกสภานิติบัญญัติ กล่าวว่าการเติบโตของประชากรได้ก่อให้เกิดปัญหาต่อการบริการสาธารณะ ค่าจ้าง ราคาค่าเช่า การศึกษา และตลาดแรงงาน

 

ส่องเสียงสะท้อนจากภาคธุรกิจ

 

ในทางกลับกัน บรรดาบริษัทที่มีสำนักงานใหญ่ในสวิตเซอร์แลนด์แย้งว่า การจำกัดการย้ายถิ่นฐานอย่างเข้มงวดจะบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างความกดดันต่อเศรษฐกิจที่กำลังประสบปัญหา ซึ่งเผชิญกับการเติบโตที่ชะลอตัว ค่าเงินที่พุ่งสูงขึ้น ภาวะเงินเฟ้อชะลอตัว (disinflation) และนโยบายกำแพงภาษีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

 

Economiesuisse ซึ่งเป็นองค์กรการค้าที่มีสมาชิกกว่า 100,000 ราย รวมถึง Amazon Web Services Roche Google และ Johnson & Johnson ได้แสดงความคัดค้านต่อข้อเสนอการจำกัดจำนวนประชากรดังกล่าว

 

รูดอล์ฟ มินช์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กล่าวในแถลงการณ์ทางอีเมลถึงสำนักข่าว CNBC ว่า ความเจริญรุ่งเรืองของสวิตเซอร์แลนด์ขึ้นอยู่กับ “ความเปิดกว้าง นวัตกรรม และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งกับยุโรป”

 

“เราเข้าใจดีว่าความกังวลเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย โครงสร้างพื้นฐาน และการเติบโตของประชากรเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง และความท้าทายเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขด้วยแนวทางทางการเมืองที่สามารถปฏิบัติได้จริง การจำกัดการย้ายถิ่นฐานที่ตายตัวไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมาตรการดังกล่าวเสี่ยงที่จะบั่นทอนข้อตกลงทวิภาคีกับสหภาพยุโรป ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของสวิตเซอร์แลนด์” มินช์ กล่าว

 

มินช์กล่าวเสริมว่า สวิตเซอร์แลนด์ต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติที่มีคุณสมบัติสูงอย่างมาก โดยเฉพาะในภาคส่วนต่างๆ เช่น ยา เทคโนโลยี และการรักษาพยาบาล ซึ่งข้อจำกัดที่รุนแรงต่อการย้ายถิ่นฐานจะทำให้นวัตกรรม การเติบโต และความสามารถในการแข่งขันอ่อนแอลง พร้อมทั้งทำให้บริษัทต่างๆ ดึงดูดผู้มีความสามารถระดับนานาชาติได้ยากขึ้น

 

“จำนวนผู้เกษียณอายุจะมีมากกว่าคนรุ่นใหม่ที่ก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างมีนัยสำคัญ หากการย้ายถิ่นฐานของแรงงานที่มีความจำเป็นเร่งด่วนถูกระงับ สวิตเซอร์แลนด์จะตกอยู่ในวงจรอุบาทว์ ไม่ว่าจะเป็นในร้านอาหาร โรงแรม โรงพยาบาล ร้านขายของ หรือในอุตสาหกรรมการส่งออก ประเทศจะเผชิญกับการขาดแคลนแรงงานต่างชาติในทุกๆ แห่ง” มินช์กล่าว

 

มาร์ติน ฟอน โมส (Martin von Moos) ประธานสมาคมโรงแรมสวิตเซอร์แลนด์ (HotellerieSuisse) กล่าวว่า “การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ ซึ่งจะรุนแรงขึ้นจากความคิดริเริ่มนี้ จะส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งหลายบริษัทจำเป็นต้องผลักภาระต้นทุนดังกล่าวต่อไป ในขณะเดียวกัน การรักษามาตรฐานการบริการในระดับปกติจะทำได้ยากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก”

 

ถอดบทเรียนราคาแพงจากกรณี Brexit

 

โจเอา บี. ดูอาร์เต ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากสถาบัน Nova School of Business and Economics ของโปรตุเกส กล่าวกับ CNBC ว่าการจำกัดจำนวนประชากรอาจทำลายความน่าเชื่อถือของสวิตเซอร์แลนด์ในหลายๆ ด้าน หากบริษัทต่างๆ เชื่อว่าการเข้าถึงแรงงานชาวยุโรปอาจมีความไม่แน่นอนมากขึ้น การตัดสินใจลงทุนก็อาจเปลี่ยนแปลงไปก่อนที่กฎหมายดังกล่าวจะถูกบังคับใช้จริงด้วยซ้ำ

 

ดูอาร์เตชี้ว่า การถอนตัวออกจาก EU ของสหราชอาณาจักร (Brexit) “เป็นอุทาหรณ์ที่เป็นประโยชน์ การยุติการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่ราบรื่นไปสู่การพึ่งพาตนเองด้านแรงงานในประเทศ แต่มันก่อให้เกิดการขาดแคลน ความขัดแย้งในการสรรหาบุคลากร และต้นทุนที่สูงขึ้นในภาคส่วนต่างๆ ที่เคยพึ่งพาแรงงาน EU ที่มีความยืดหยุ่น”

 

ดูอาร์เตกล่าวสรุปว่า EU เป็นคู่ค้ารายหลักของสวิตเซอร์แลนด์ และการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีนั้นมีความเชื่อมโยงกับกรอบความร่วมมือทวิภาคีในวงกว้าง ซึ่งช่วยให้บริษัทของสวิตเซอร์แลนด์ได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าถึงตลาดต่างๆ ของยุโรป

 

“หากผลการลงคะแนนเสียง ‘เห็นชอบ’ บีบให้สวิตเซอร์แลนด์ต้องยุติข้อตกลงการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีในที่สุด ความตึงเครียดจะไม่จำกัดอยู่เพียงแค่นโยบายการย้ายถิ่นฐานเท่านั้น แต่อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจทั้งหมดระหว่างสวิตเซอร์แลนด์และ EU”

 

เปิดกลไกการทำงานของการจำกัดจำนวนประชากร

 

หากผลการลงคะแนนเสียงผ่านความเห็นชอบ รัฐบาลจะมีหน้าที่ต้องออกนโยบายเพื่อควบคุมการย้ายถิ่นฐานออกเป็น 2 ระยะ

 

ในระยะแรก รัฐบาลจะต้องปฏิเสธการเดินทางเข้าประเทศของผู้ย้ายถิ่นฐานรายใหม่ ซึ่งรวมถึงผู้แสวงหาที่พักพิงและครอบครัวของผู้อยู่อาศัยชาวต่างชาติ เมื่อจำนวนประชากรแตะระดับ 9.5 ล้านคน

 

จากนั้น หากจำนวนประชากรแตะระดับ 10 ล้านคน รัฐบาลจะถูกบังคับให้ยกเลิกข้อตกลงการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีกับสหภาพยุโรป

 

อ้างอิง:

The post ‘สวิตเซอร์แลนด์’ แดนสวรรค์ภาษีโลก ลงประชามติ ‘จำกัดจำนวนประชากร’ ที่ 10 ล้านคน พ่วงมาตรการจำกัดการย้ายถิ่นฐาน จ่อซ้ำรอย Brexit? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สวนดุสิตโพลสะท้อนคนเมืองเลือกผลงาน-บุคคล เหนือแบรนด์พรรค ชัชชาติยังนำลิ่ว ขณะผู้สมัคร ส.ก. อิสระขึ้นเป็นอันดับ 1 https://thestandard.co/suan-dusit-poll-bkk-election-performance/ Sun, 14 Jun 2026 03:42:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1218102 ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลสำรวจสวนดุสิตโพลเกี่ยวกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. ที่ชี้คนกรุงเลือกผลงานและบุคคล

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้เปิดเผยผลสำรวจความคิ […]

The post สวนดุสิตโพลสะท้อนคนเมืองเลือกผลงาน-บุคคล เหนือแบรนด์พรรค ชัชชาติยังนำลิ่ว ขณะผู้สมัคร ส.ก. อิสระขึ้นเป็นอันดับ 1 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลสำรวจสวนดุสิตโพลเกี่ยวกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. ที่ชี้คนกรุงเลือกผลงานและบุคคล

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของคนกรุงเทพมหานครเฉพาะผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เรื่อง ‘การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 18 (ครั้งที่ 3)’ ซึ่งทำการสำรวจทั้งทางออนไลน์และภาคสนามระหว่างวันที่ 9-12 มิถุนายน 2569 จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,029 คน

 

 

ผลการสำรวจครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มสำคัญในมิติทางรัฐศาสตร์ที่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งกำลังส่งสัญญาณเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคของการเมืองเชิงประสิทธิภาพ (Performance-based Politics) โดยเลือกพิจารณาจากผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้ คุณภาพผู้นำ และความสามารถในการแก้ปัญหาของตัวบุคคลมากกว่าการยึดโยงกับอุดมการณ์หรือแบรนด์พรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว

 

ชัชชาติยังนำโด่งเกินครึ่ง ขณะความนิยม ‘ส.ก. อิสระ’ ขึ้นแซงพรรคประชาชน

 

ความคิดเห็นของคนกรุงเทพมหานครต่อคำถามที่ว่าอยากให้ใครเป็นผู้ว่าฯ กทม. คนต่อไป พบว่า อันดับ 1 คือ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (สมัครในนามอิสระ) ได้รับคะแนนนิยมสูงสุดถึง 60.08% ทิ้งห่างอันดับ 2 คือ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) ซึ่งได้ 13.17% อย่างมีนัยสำคัญ

 

ตามมาด้วยอันดับ 3 มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ) 7.39% อันดับ 4 อนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์) 3.89% อันดับ 5 คมสัน พันธุ์วิชาติกุล (อิสระ) 1.28% และอันดับ 6 ม.ล. กรกสิวัฒน์ เกษมศรี (อิสระ) 1.09% โดยมีผู้เลือกผู้สมัครอื่น ๆ 1.03% และกลุ่มที่ระบุว่ายังไม่ตัดสินใจอีก 12.07%

 

ขณะที่พฤติกรรมการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ผลสำรวจพบว่า คนกรุงเทพฯ เทคะแนนให้กับกลุ่มผู้สมัครอิสระมาเป็นอันดับ 1 อยู่ที่ 35.39% รองลงมาคือพรรคประชาชน 28.88% พรรคเพื่อไทย 10.55% พรรคประชาธิปัตย์ 9.96% พรรคภูมิใจไทย 1.58% อื่น ๆ 1.12% และมีผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจเลือก ส.ก. อยู่ที่ 12.52%

 

อ่านพฤติกรรมโหวตเตอร์เดิม คะแนนพรรคไม่เปลี่ยนมาเป็นคะแนนบุคคล?

 

สำหรับพฤติกรรมการลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเมื่อเปรียบเทียบกับประวัติการเลือกตั้งในอดีต จากข้อมูลการจำแนกกลุ่มผู้ที่เคยเลือกผู้ว่าฯ กทม. ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2565 พบว่า

 

‘กลุ่มที่เคยเลือก ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ ในอดีต ระบุว่าจะยังคงเลือกชัชชาติในครั้งนี้ถึง 73.72% และเปลี่ยนไปเลือกชัยวัฒน์ 10.32% เลือกมัลลิกา 4.15% เลือกอนุชา 1.60% เลือกคมสัน 1.28% เลือก ม.ล. กรกสิวัฒน์ 0.20% เลือกอื่น ๆ 0.43% และยังไม่ตัดสินใจ 8.30%

 

‘กลุ่มที่เคยเลือกนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร (อดีตพรรคก้าวไกล)’ ในครั้งนี้ระบุว่าจะเลือกชัยวัฒน์ 44.12% และหันไปเลือกชัชชาติถึง 24.12% เลือกมัลลิกา 12.35% เลือกคมสัน 1.76% เลือก ม.ล. กรกสิวัฒน์ 1.29% เลือกอื่น ๆ 1.29% และยังไม่ตัดสินใจ 14.12% โดยไม่มีผู้เลือกอนุชาเลย (0%)

 

‘กลุ่มที่เคยเลือกนายสกลธี ภัททิยกุล’ ครั้งนี้ระบุว่าจะเลือกชัชชาติ 64.52% เลือกมัลลิกา 9.03% เลือกชัยวัฒน์ 7.74% เลือก ม.ล. กรกสิวัฒน์ 3.53% เลือกคมสัน 1.29% เลือกอื่น ๆ 1.29% และยังไม่ตัดสินใจ 14.84% โดยไม่มีผู้เลือกอนุชา (0%)

 

‘กลุ่มที่เคยเลือก สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์’ ครั้งนี้ระบุว่าจะเลือกชัชชาติ 41.86% และเลือกอนุชาที่เป็นตัวแทนจากพรรคเดียวกัน 23.26% เลือกชัยวัฒน์ 5.81% เลือกมัลลิกา 5.81% เลือก ม.ล. กรกสิวัฒน์ 2.91% เลือกอื่น ๆ 2.91% และยังไม่ตัดสินใจ 17.44% โดยไม่มีผู้เลือกคมสัน (0%)

 

‘กลุ่มที่เคยเลือก พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง’ ครั้งนี้ระบุว่าจะเลือกชัชชาติ 62.33% เลือกมัลลิกา 12.33% เลือกชัยวัฒน์ 5.48% เลือก ม.ล. กรกสิวัฒน์ 1.37% เลือกอนุชา 0.68% เลือกอื่น ๆ 1.37% และยังไม่ตัดสินใจ 16.44% โดยไม่มีผู้เลือกคมสัน (0%)

 

โยงฐานเสียงเลือกตั้งใหญ่ สู่สนามเลือกตั้ง กทม.

 

เมื่อพิจารณาพฤติกรรมของผู้ที่เคยเลือก ส.ส. สังกัดพรรคการเมืองต่าง ๆ ในการเลือกตั้งใหญ่เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ว่าในการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งนี้จะเลือก ส.ก. จากพรรคใด พบข้อมูลดังนี้

 

‘กลุ่มที่เคยเลือกพรรคประชาชน’ ในการเลือกตั้งใหญ่ จะเลือก ส.ก. พรรคประชาชน 52.88% แต่มีกลุ่มที่หันไปเลือกผู้สมัครอิสระสูงถึง 33.90% เลือกพรรคเพื่อไทย 2.94% เลือกพรรคประชาธิปัตย์ 1.47% เลือกพรรคภูมิใจไทย 0.56% เลือกอื่น ๆ 0.90% และยังไม่ตัดสินใจ 7.35%

 

‘กลุ่มที่เคยเลือกพรรคประชาธิปัตย์’ จะเลือก ส.ก. พรรคประชาธิปัตย์ 54.67% เลือกผู้สมัครอิสระ 28.89% เลือกพรรคประชาชน 10.67% เลือกพรรคเพื่อไทย 2.22% เลือกพรรคภูมิใจไทย 0.44% เลือกอื่น ๆ 0.44% และยังไม่ตัดสินใจ 2.67%

 

‘กลุ่มที่เคยเลือกพรรคเพื่อไทย’ จะเลือก ส.ก. พรรคเพื่อไทย 41.09% เลือกผู้สมัครอิสระ 32.73% เลือกพรรคประชาชน 5.09% เลือกพรรคประชาธิปัตย์ 3.64% เลือกพรรคภูมิใจไทย 0.36% เลือกอื่น ๆ 3.27% และยังไม่ตัดสินใจ 13.82%

 

‘กลุ่มที่เคยเลือกพรรคภูมิใจไทย’ จะเลือกผู้สมัครอิสระ 36.36% เลือกพรรคเพื่อไทย 16.16% เลือกพรรคประชาชน 11.79% เลือกพรรคประชาธิปัตย์ 11.11% เลือกพรรคภูมิใจไทยของตัวเองเพียง 7.07% เลือกอื่น ๆ 1.35% และยังไม่ตัดสินใจ 16.16%

 

‘กลุ่มที่เคยเลือกพรรครวมไทยสร้างชาติ’ จะเลือกผู้สมัครอิสระสูงที่สุดถึง 53.06% เลือกพรรคประชาชน 28.57% เลือกพรรคประชาธิปัตย์ 12.24% เลือกพรรคเพื่อไทย 2.04% และยังไม่ตัดสินใจ 4.09% โดยไม่มีผู้เลือกพรรคภูมิใจไทยหรือพรรคอื่น ๆ (0%)

 

ผลโพลชี้คนกรุงฯ ตัดสินจากผลสำเร็จ เน้นตัวบุคคลมากกว่าภาพจำพรรค

 

ดร. พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล วิเคราะห์ว่า จากผลโพลทั้ง 3 ครั้งที่ผ่านมา สะท้อนชัดเจนว่าคนกรุงเทพฯ ยังคงให้ความสำคัญกับตัวบุคคลเป็นหลัก โดยฐานเสียงเดิมของอดีตพรรคก้าวไกลและพรรคประชาชนส่วนหนึ่งยังไม่ได้เคลื่อนย้ายมาสนับสนุน ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร อย่างเบ็ดเสร็จ ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่าคะแนนนิยมของพรรคการเมืองไม่ได้แปรเปลี่ยนหรือส่งต่อมาเป็นคะแนนนิยมของผู้สมัครโดยอัตโนมัติ และการยอมรับในตัวผู้สมัครรายบุคคลยังคงเป็นปัจจัยชี้ขาดสำคัญในการตัดสินใจเลือกตั้งของคนเมือง

 

ด้าน ดร. งามประวัณ เอ้สมนึก คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายเพิ่มเติมในเชิงรัฐศาสตร์ว่า ผลสำรวจนี้สะท้อนโครงสร้างความคิดของคนกรุงเทพฯ ที่ให้ความสำคัญกับ ‘ผลงานและตัวบุคคล’ มากกว่าการเมืองเชิงระบบพรรคอย่างชัดแจ้ง การที่ชัชชาติได้รับการสนับสนุนสูงถึง 60.08% แสดงให้เห็นว่าความเชื่อมั่นต่อการบริหารเมืองยังอยู่ในระดับสูง และผู้มีสิทธิเลือกตั้งจากหลากหลายกลุ่มการเมืองพร้อมที่จะข้ามเส้นแบ่งของพรรคเพื่อสนับสนุนผู้ที่พิสูจน์ผลงานได้จริง

 

ขณะเดียวกัน แม้พรรคประชาชนจะยังรักษาความแข็งแกร่งในฐานะพลังทางเลือกของคนเมือง โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างไว้ได้ แต่การที่ผู้สมัครอิสระได้รับความนิยมสูงทั้งในระดับผู้ว่าฯ และ ส.ก. เป็นการส่งสัญญาณจากคนกรุงเทพฯ ว่าคุณภาพของผู้นำและความสามารถในการแก้ปัญหามีน้ำหนักเหนือกว่าแบรนด์พรรคการเมือง พฤติกรรมเช่นนี้ชี้ให้เห็นว่าการเมืองกรุงเทพฯ กำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ประชาชนตัดสินนักการเมืองจากผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้จริง มากกว่าความนิยมเชิงอารมณ์ ซึ่งอาจกลายเป็นทิศทางและหมุดหมายสำคัญของพฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้งไทยในอนาคต

The post สวนดุสิตโพลสะท้อนคนเมืองเลือกผลงาน-บุคคล เหนือแบรนด์พรรค ชัชชาติยังนำลิ่ว ขณะผู้สมัคร ส.ก. อิสระขึ้นเป็นอันดับ 1 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ประกาศลงนามดีลยุติสงครามกับอิหร่านในวันนี้ ยืนยันเปิดช่องแคบฮอร์มุซทันทีหลังลงนาม เตหะรานปัดพูดเรื่องกำหนดเวลา https://thestandard.co/trump-iran-war-deal-hormuz/ Sun, 14 Jun 2026 03:34:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1218098 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังกล่าวสุนทรพจน์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โพสต์ข้อความบน Tru […]

The post ทรัมป์ประกาศลงนามดีลยุติสงครามกับอิหร่านในวันนี้ ยืนยันเปิดช่องแคบฮอร์มุซทันทีหลังลงนาม เตหะรานปัดพูดเรื่องกำหนดเวลา appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังกล่าวสุนทรพจน์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โพสต์ข้อความบน Truth Social ว่า “ข้อตกลงเบื้องต้นเพื่อยุติการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน จะมีการลงนามในวันนี้ (14 มิถุนายน) โดยช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลที่สำคัญของโลกที่ถูกอิหร่านปิดกั้น จะเปิดให้ทุกฝ่ายทันทีหลังจากการลงนามเสร็จสิ้น

 

นายกรัฐมนตรี เชห์บาซ ชารีฟ ของปากีสถาน ซึ่งเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยการเจรจา เปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันในกรอบข้อตกลงสันติภาพแล้ว และปากีสถานกำลังเตรียมการลงนามทางอิเล็กทรอนิกส์ในวันนี้ ตามด้วยการเจรจาระดับเทคนิคในสัปดาห์หน้า

 

ประกาศของทรัมป์ มีขึ้นหลังเอสมาอิล บาเกอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ออกมาเตือนวานนี้ (13 มิถุนายน) เกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นเรื่องกำหนดเวลาในการลงนาม โดยกล่าวว่า “เราจะต้องรอและดูเกี่ยวกับวันที่แน่นอนของการลงนามในบันทึกความเข้าใจ แม้ว่าจะไม่ใช่พรุ่งนี้ก็ตาม”

 

“ความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้าก็ไม่สามารถตัดทิ้งได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความลังเลของอีกฝ่าย เราจึงต้องระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็นใดๆ เกี่ยวกับกระบวนการนี้” เขากล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทั้งสองฝ่ายดูเหมือนจะใกล้บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นในการยุติสงคราม ที่เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ด้วยการโจมตีร่วมกันของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน

 

เปิดช่องแคบฮอร์มุซ ก่อนเก็บกู้ทุ่นระเบิด

 

อับบาส อะรอกชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ของรัฐเมื่อวันศุกร์ (12 มิถุนายน) ว่าข้อตกลงเพื่อยุติสงครามกับสหรัฐฯ จะรวมถึงเงื่อนไขในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ และยกเลิกการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านของสหรัฐฯ ด้วย ส่วนการเจรจาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านจะเริ่มต้นในภายหลัง

 

Reuters รายงานข้อมูลจากเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ ว่าการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ และการยกเลิกการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านนั้นจะเกิดขึ้นพร้อมกัน

 

“มันจะเกิดขึ้นพร้อมกัน และส่วนหนึ่งของขั้นตอนต่อไป ระยะหลังจากนั้น จะเป็นการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในช่องแคบ” เจ้าหน้าที่กล่าว โดยบ่งชี้ว่าประเทศในกลุ่มมหาอำนาจ G7 อาจมีบทบาทในเรื่องนี้

 

สหรัฐฯ จะยกเลิกอายัดทรัพย์สินอิหร่าน?

 

ทั้งนี้ Reuters รายงานข้อมูลจากหลายแหล่งข่าว ซึ่งเปิดเผยเนื้อหาในร่างข้อตกลง พบว่า สหรัฐฯ จะเริ่มปล่อยทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้หลายพันล้านดอลลาร์ และยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมัน เพื่อแลกกับการที่อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

 

สำนักข่าว Fars ของอิหร่านอ้างคำพูดของบาเกอีว่า การปล่อยทรัพย์สินที่ถูกอายัดของอิหร่านเป็นส่วนสำคัญของข้อตกลง และอิหร่านจะต้องเรียกเก็บค่าบริการในช่องแคบฮอร์มุซด้วย พร้อมทั้งชี้ว่าการตั้งฐานทัพทหารต่างชาติในภูมิภาคจะต้องยุติลง แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

 

ในส่วนของโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน จะถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในระหว่างการเจรจา 60 วันหลังจากนี้ ซึ่งเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กล่าวว่า ข้อตกลงนี้จะนำไปสู่การยุติโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านในที่สุด โดยจะทำลายและกำจัดยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงที่สะสมไว้ทั้งหมด

 

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน กล่าวกับสถานีโทรทัศน์ของรัฐว่า อิหร่านต้องการเก็บรักษายูเรเนียมในรูปแบบเจือจาง ขณะที่แหล่งข่าวระบุว่า รัฐบาลเตหะรานยังไม่ยอมรับการยุติโครงการนิวเคลียร์

 

แหล่งข่าวยังระบุว่า ข้อเสนอของอิหร่าน ยังรวมถึงการหารือเกี่ยวกับการจ่ายชดเชยความเสียหายจากสงครามที่เป็นไปได้ และการให้สหรัฐฯ ยกเลิกข้อเรียกร้องที่มีมายาวนานเกี่ยวกับการจำกัดโครงการขีปนาวุธของอิหร่าน แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ โต้แย้งข้อมูลดังกล่าว

 

ขณะที่รายงานก่อนหน้านี้จากสหรัฐฯ ยังระบุว่า เลบานอนอาจไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงยุติสงครามครั้งนี้ โดยมีรายงานว่าอิหร่านยืนกรานที่จะให้เลบานอนเข้าร่วมด้วย

 

แฟ้มภาพ : REUTERS/Kevin Lamarque/File Photo

 

อ้างอิง :

The post ทรัมป์ประกาศลงนามดีลยุติสงครามกับอิหร่านในวันนี้ ยืนยันเปิดช่องแคบฮอร์มุซทันทีหลังลงนาม เตหะรานปัดพูดเรื่องกำหนดเวลา appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ ตั้งเป้า ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ ภายในปี 2593 https://thestandard.co/thailand-semiconductor-board-chip/ Sun, 14 Jun 2026 03:08:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1218085 ภาพกราฟิกแสดงการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติ

รัฐบาลเดินหน้ายุทธศาสตร์การนำประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูน […]

The post รัฐบาลตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ ตั้งเป้า ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ ภายในปี 2593 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติ

รัฐบาลเดินหน้ายุทธศาสตร์การนำประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของภูมิภาคอาเซียน โดยตั้งเป้าหมายดึงดูดการลงทุนมูลค่า 2.5 ล้านล้านบาท และพัฒนาบุคลากรทักษะสูงกว่า 230,000 คน เพื่อผลักดันเป้าหมายผลิตภัณฑ์ ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ ให้เกิดขึ้นจริงภายในปี พ.ศ. 2593

 

ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเป้าหมาย พัฒนาปัจจัยสนับสนุน นำไปสู่การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมในภาพรวม และสร้างขีดความสามารถในการเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของภูมิภาค

 

มีรายงานว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 192/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติ

 

สอดคล้องกับนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภาในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโตและแข่งขันได้ เพื่อเสริมศักยภาพให้ประเทศก้าวพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ผ่านการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ เช่น ดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ เซมิคอนดักเตอร์ อาหารแปรรูปมูลค่าสูง พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ ยานยนต์สมัยใหม่ และการแพทย์และสุขภาพ โดยอุตสาหกรรมเหล่านี้จำเป็นต้องใช้เซมิคอนดักเตอร์เป็นอุปกรณ์และส่วนประกอบสำคัญ

 

เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีการบูรณาการระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534

 

นายกรัฐมนตรีจึงแต่งตั้งคณะกรรมการฯ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ และ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธานกรรมการ

 

องค์ประกอบของคณะกรรมการในส่วนของหน่วยงานรัฐประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ปลัดกระทรวงการคลัง เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์

 

ในส่วนของภาคเอกชนและผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายกสมาคมการค้าอุตสาหกรรมไทยเซมิคอนดักเตอร์ นายกสมาคมนายจ้างอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์

 

รวมทั้ง เบญจรงค์ สุวรรณคีรี และ อนุชิต อนุชิตานุกูล เป็นกรรมการ โดยมี นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ทำหน้าที่เป็นกรรมการและเลขานุการ

 

สำหรับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติ ประกอบด้วย

 

  • การกำหนดทิศทางนโยบาย แผนแม่บท และเป้าหมายในการพัฒนาอุตสาหกรรม เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง
  • การพิจารณาแผนงานและโครงการของหน่วยงานภาครัฐเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ คณะกรรมการยังมีหน้าที่บูรณาการ ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานตามแผนงานที่กำหนดไว้ พร้อมให้ข้อเสนอแนะเพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และรายงานผลการดำเนินงานต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.)
  • มีอำนาจในการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานตามความจำเป็น ตลอดจนปฏิบัติงานอื่นตามที่นายกรัฐมนตรีหรือ ครม. มอบหมาย

 

ในด้านงบประมาณ การเบิกจ่ายเบี้ยประชุมและค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการของคณะอนุกรรมการและคณะทำงาน ให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการ พ.ศ. 2547 หรือตามระเบียบของทางราชการ โดยให้เบิกจ่ายจากงบประมาณของหน่วยงานต้นสังกัดของเลขานุการคณะอนุกรรมการ

The post รัฐบาลตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ ตั้งเป้า ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ ภายในปี 2593 appeared first on THE STANDARD.

]]>