News – THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 05 Jul 2026 07:16:03 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 หุ้นสหรัฐฯ อาจแพงกว่าที่คิด เมื่อทุกคนยอมจ่ายให้กับ AI บน ‘ฟองสบู่สองชั้น’ https://thestandard.co/us-stocks-ai-double-bubble/ Sun, 05 Jul 2026 07:16:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1226869 ภาพแนวคิดฟองสบู่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI

กระแสของเทคโนโลยี AI ทำให้นักลงทุนท่ัวโลกต่างยอมจ่ายราค […]

The post หุ้นสหรัฐฯ อาจแพงกว่าที่คิด เมื่อทุกคนยอมจ่ายให้กับ AI บน ‘ฟองสบู่สองชั้น’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแนวคิดฟองสบู่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI

กระแสของเทคโนโลยี AI ทำให้นักลงทุนท่ัวโลกต่างยอมจ่ายราคาพรีเมียมให้กับหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกครั้งใหม่นี้ แม้ทุกคนจะยอมรับว่าหุ้น AI ส่วนมากมีราคาที่สูงเกินกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็นในปัจจุบัน โดยเฉพาะหุ้นสหรัฐฯ ที่มีบริษัท AI กระจุกตัวอยู่จำนวนมาก

 

 
 

John Stepek นักข่าวอาวุโสของ Bloomberg เขียนวิเคราะห์ในประเด็นนี้ โดยบอกว่า “หุ้นสหรัฐฯ แพงกว่าที่คุณคิดไว้เสียอีก” นักลงทุนที่กระหาย AI กำลังยอมจ่ายในราคาฟองสบู่เพื่อแลกกับผลกำไรที่เป็นฟองสบู่

 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีมูลค่าสูงเกินจริงมากๆ

 

Stepek ระบุว่า อัตราส่วนราคาต่อกำไร หรือ P/E ratio (Price/Earnings ratios) P/E แบบดั้งเดิมนั้นคิดง่ายๆ โดยนำราคาหุ้นปัจจุบันมาหารด้วยตัวเลขกำไรต่อหุ้นล่าสุด หรือค่าเฉลี่ยที่คาดการณ์ไว้สำหรับผลประกอบการรอบถัดไป เช่นเดียวกับอัตราส่วนทางการเงินอื่นๆ มันไม่ควรถูกนำมาพิจารณาโดดเดี่ยวๆ แต่มันคำนวณง่ายและช่วยเติมเต็มภาพรวมของบริษัทที่คุณกำลังศึกษาอยู่ได้

 

ค่า P/E บอกให้คุณรู้ว่านักลงทุนยินดีจ่ายเงินเท่าไหร่ในวันนี้ เพื่อแลกกับกำไร 1 ปอนด์ หรือ 1 ดอลลาร์ (หรือสกุลเงินใดๆ ก็ตาม) ในแง่ที่เข้าใจง่าย ตัวเลขที่สูงหมายความว่าหุ้นนั้นแพง (เพราะนักลงทุนยอมจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อแลกกับกำไร 1 หน่วย) ในขณะที่ตัวเลขที่ต่ำหมายความว่าหุ้นนั้นถูก

 

แต่ถ้าคุณตั้งสมมติฐานว่านักลงทุนมีเหตุผลอยู่พอสมควร และทฤษฎีตลาดมีประสิทธิภาพ (Efficient market hypothesis) ก็ถูกต้องอยู่พอสมควร แนวคิดแบบง่ายๆ นั้นก็จะดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่

 

หากคุณยอมรับสมมติฐานนี้ การตีความที่ดีกว่าก็คือ ในสภาวะตลาดปกติ ค่า P/E ที่สูงจะชี้ให้เห็นว่านักลงทุนมีความเชื่อมั่นว่าผลกำไรนั้นเชื่อถือได้และมีแนวโน้มที่จะเติบโต (ดังนั้นคุณจึงยอมจ่ายแพงในวันนี้ บนสมมติฐานที่ว่ากำไรจะเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งจะทำให้ราคาที่คุณจ่ายไปดูสมเหตุสมผล) ในขณะที่ตัวเลขที่ต่ำนั้นแฝงนัยถึงความกังวลว่าผลกำไรอาจจะสะดุดลง

 

แต่ทีนี้ ในภาวะฟองสบู่ ตรรกะทั้งหมดนี้จะถูกโยนทิ้งไป ผู้คนอาจจงใจซื้อหุ้นที่พวกเขาเองก็มองว่าแพง เพียงเพราะคิดว่าเดี๋ยวก็มีคนอื่นยอมมาซื้อต่อในราคาที่สูงกว่านี้ในภายหลัง แต่เดี๋ยวเราค่อยมาคุยเรื่องนี้กัน

 

ฟองสบู่ด้านราคาที่ซ้อนทับบนฟองสบู่ด้านผลกำไร

 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาหนึ่งของค่า P/E แบบดั้งเดิมคือความเป็นวัฏจักร ภาพเพียงหนึ่งปีอาจไม่ได้บอกอะไรคุณมากนักหากขาดบริบทในระยะยาว นี่จึงเป็นที่มาของอัตราส่วน P/E ที่ปรับค่าตามวัฏจักรเศรษฐกิจ (Cyclically-adjusted p/e ratio หรือ CAPE) อัตราส่วนนี้โด่งดังขึ้นมาโดยศาสตราจารย์ Robert Shiller มันมีชื่อเสียงส่วนหนึ่งเป็นเพราะหนังสือของเขาในหัวข้อนี้ที่ชื่อ Irrational Exuberance ได้ตีพิมพ์ออกมาตรงกับช่วงพีกของฟองสบู่ดอทคอมพอดี

 

ปกติแล้วอัตราส่วน CAPE จะถูกนำมาใช้กับดัชนีตลาดหุ้นมากกว่าหุ้นรายตัว และมันจะไม่ใช้กำไรแค่ปีเดียว แต่จะใช้ค่าเฉลี่ยในช่วง 10 ปี กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มันช่วยให้คุณเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าหุ้นนั้นถูกหรือแพง โดยไม่ต้องสนใจว่าคุณอยู่ในช่วงไหนของวัฏจักรเศรษฐกิจ และน่าจะเป็นตัวบ่งชี้ “มูลค่าที่แท้จริง” ได้ดีกว่า

 

ถึงอย่างนั้น ประสิทธิภาพของมันก็ถูกตั้งคำถามอย่างหนักในช่วงตลาดกระทิงรอบปัจจุบัน โดยพื้นฐานแล้ว ค่า CAPE อยู่ในระดับสูงปานกลางถึงสูงมากมาเป็นเวลากว่าทศวรรษแล้ว แต่หุ้นสหรัฐฯ ก็ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่น่าดึงดูดที่สุด

 

แต่บทความชิ้นหนึ่งโดย Joachim Klement จาก Panmure Liberum ชี้ให้เห็นว่าค่า CAPE ของดัชนี S&P 500 ได้กลับไปอยู่เหนือระดับ 40 อีกครั้ง ในปี 1929 มันเคยพุ่งไปถึง 32.6 และในปี 2000 มันเคยขึ้นไปแตะ 44.2 ปัจจุบันที่ระดับ 41 มันยังไม่กลับไปถึงระดับฟองสบู่ดอทคอม ดังนั้นเราน่าจะสบายใจได้ใช่ไหม?

 

Klement เตือนว่าไม่ใช่อย่างนั้น เพราะมีความแตกต่างที่สำคัญมากประการหนึ่งระหว่างตอนนี้กับช่วงฟองสบู่ดอทคอม ฝั่งกระทิงมักจะโต้แย้งเสมอว่าการประเมินมูลค่าในปัจจุบันนั้นสมเหตุสมผล เพราะต่างจากยุคดอทคอม บริษัทต่างๆ ที่ขับเคลื่อนความตื่นเต้นด้าน AI ล้วนเป็นบริษัทจริงที่สามารถทำเงินสดได้จริง ไม่ใช่แค่หุ้นฉาบฉวยที่ขับเคลื่อนความบ้าคลั่งในยุคดอทคอมที่เลวร้ายที่สุด

 

แต่นี่คือดาบสองคม อย่างที่ Klement ชี้ให้เห็น ปัจจุบันนักลงทุนกำลังให้มูลค่าแบบฟองสบู่ บนผลกำไรที่สูงมากเมื่อเทียบกับมาตรฐานในอดีต พูดอีกอย่างก็คือ ฝั่งหมีจะโต้แย้งว่าตอนนี้คุณมี ฟองสบู่ด้านราคา (Price bubble) ซ้อนทับอยู่บนฟองสบู่ด้านผลกำไร (Earnings bubble) อีกที

 

หากคุณปรับค่าความจริงที่ว่าผลกำไรนั้นเติบโตสูงกว่าแนวโน้มระยะยาวไปมาก คุณจะได้ค่า CAPE ที่เข้าใกล้ 68 ซึ่งถือว่า ห่างไกลจากคำว่าปกติไปมาก เป็นจุดที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีมูลค่าสูงเกินจริงมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

 

แน่นอนว่า อย่างที่นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value investor) น่าจะรู้ดีว่า ฟองสบู่สามารถคงอยู่ได้นานกว่าที่คุณคิด นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงต้องมี การกระจายความเสี่ยง (Diversification) ตัวอย่างเช่น S&P 500 นั้นแพงกว่าตลาดหุ้นยุโรป (วัดจากดัชนี Stoxx Europe) ประมาณ 28% และแพงกว่าดัชนี FTSE 100 ถึงเกือบ 41% นี่คือตัวเลขหลังจากที่ปรับค่าความแตกต่างด้านองค์ประกอบแล้ว

 

แม้แต่ภายในสหรัฐฯ เอง ก็ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่ถูกมองข้ามหรืออย่างน้อยก็ถูกกว่าค่อนข้างมาก หุ้นขนาดเล็กโดยทั่วไปจะถูกกว่าหุ้นขนาดใหญ่และหุ้นกลุ่ม Mega-caps ขณะที่กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์ก็ยังมีราคาถูกกว่ากลุ่มอื่นๆ

 

ดังนั้น เมื่อคุณมองไปที่พอร์ตโฟลิโอของคุณและการเปิดรับความเสี่ยงในหุ้นสหรัฐฯ มันไม่ใช่เรื่องของการล้างพอร์ตขายทิ้งทั้งหมด แต่เป็นการทำให้แน่ใจว่าคุณไม่ได้เปิดรับความเสี่ยงมากเกินไป ในกรณีที่สิ่งต่างๆ ไม่ได้เป็นไปตามที่ฝั่งกระทิง AI คาดหวังไว้ทั้งหมด

 

อ้างอิง:

 

The post หุ้นสหรัฐฯ อาจแพงกว่าที่คิด เมื่อทุกคนยอมจ่ายให้กับ AI บน ‘ฟองสบู่สองชั้น’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ชาตินิยม อำนาจ และวิสัยทัศน์สู่ Golden Age’ ถอดเนื้อหาสุนทรพจน์ทรัมป์ ฉลอง 250 ปี วันชาติสหรัฐฯ https://thestandard.co/trump-us-independence-speech-golden-age/ Sun, 05 Jul 2026 05:54:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1226861 โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังกล่าวสุนทรพจน์บนเวทีในงานฉลองวันชาติสหรัฐฯ

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์เนื่องในว […]

The post ‘ชาตินิยม อำนาจ และวิสัยทัศน์สู่ Golden Age’ ถอดเนื้อหาสุนทรพจน์ทรัมป์ ฉลอง 250 ปี วันชาติสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังกล่าวสุนทรพจน์บนเวทีในงานฉลองวันชาติสหรัฐฯ

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์เนื่องในวันชาติสหรัฐอเมริกา 4 กรกฎาคม และวาระครบรอบ 250 ปี แห่งการประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯที่ National Mall ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. หลังจากล่าช้าไปเกือบ 2 ชั่วโมงเนื่องจากพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง ที่ทำให้ต้องอพยพผู้คนหลายพันคนออกจากพื้นที่ ก่อนจะอนุญาตให้กลับมารอฟังสุนทรพจน์ของทรัมป์ในภายหลัง

 

 
 

ซึ่งทรัมป์ แสดงความมุ่งมั่นและขอบคุณชาวอเมริกันที่อดทนรอ โดยโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียยืนยันว่า “เขาจะกล่าวสุนทรพจน์” ไม่ว่าจะต้องเลื่อนเวลาออกไปกี่ชั่วโมงก็ตาม และเปรียบเทียบสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับความกล้าหาญในวันดี-เดย์ พร้อมทั้งอ้างว่าพายุที่เกิดขึ้น “นำโชคมาให้เขา”

 

สุนทรพจน์ของทรัมป์ครั้งนี้ ซึ่งกินเวลาน้อยกว่า 40 นาที และสั้นกว่าสุนทรพจน์ในอดีตของเขาหลายครั้ง สะท้อนแนวคิดของทรัมป์ ทั้งด้านการเมืองและ วิสัยทัศน์ด้านความมั่นคง ตลอดจนทิศทางที่รัฐบาลวอชิงตันภายใต้การนำของเขา จะพาประเทศมุ่งไปตลอดวาระการทำงานที่เหลืออีก 2 ปีครึ่ง

 

เขาผสมผสานการเรียกร้องความรักชาติอย่างกว้างขวาง เข้ากับการโจมตีอย่างตรงไปตรงมาต่อภัยคุกคามทางอุดมการณ์ทั้งในและต่างประเทศ และเตือนถึงการเพิ่มขึ้นของลัทธิคอมมิวนิสต์ในสหรัฐอเมริกา

 

โดยทรัมป์ยังใช้โอกาสนี้ เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ 250 ปีของสหรัฐฯ เข้ากับความสำเร็จทั้งในอดีตและปัจจุบัน ทั้งชัยชนะในสงคราม การลงจอดบนดวงจันทร์ และความสำเร็จด้านการบินและการสร้างอากาศยานครั้งแรกของพี่น้องตระกูลไรต์ และตัวเลขความสำเร็จด้านเศรษฐกิจและการจ้างงาน จากผลงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ซึ่งเขาอ้างว่า “อเมริกาได้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง” และกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่เขาเรียกว่าเป็น ‘ยุคทองแห่งอเมริกา (Golden Age of America)’

 

อเมริกาในฐานะ ‘ชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุด’ และต้นแบบของโลก

 

แกนหลักของสุนทรพจน์ อยู่ที่การเน้นย้ำภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ ในฐานะประเทศมหาอำนาจที่เป็นศูนย์กลางของเสรีภาพ ประชาธิปไตย และความก้าวหน้าของโลก

 

ทรัมป์ กล่าวว่า “ตลอด 250 ปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ คือ ความหวัง คำมั่นสัญญา แสงสว่าง และความภาคภูมิใจ ของประชาคมโลก” พร้อมย้ำว่าประเทศอื่นต่างพยายามเดินตามแบบอย่างของอเมริกา แต่ไม่มีใครสามารถเป็นเหมือนสหรัฐฯ ได้

 

“ตลอด 250 ปีที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาเป็นความหวัง คำสัญญา แสงสว่าง และเกียรติยศในหมู่ประชาชาติต่างๆ ทั่วโลก”

 

เขายังยืนยันว่า ปัจจุบันสหรัฐฯ แข็งแกร่ง มั่งคั่ง ปลอดภัย และภาคภูมิใจกว่าที่เคยเป็น พร้อมประกาศว่า “ประเทศกำลังทำผลงานที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์”

 

ต่อต้านคอมมิวนิสต์และย้ำบทบาทมหาอำนาจทางทหาร

 

อีกประเด็นสำคัญที่ถูกจับจ้องในสุนทรพจน์ของทรัมป์ คือการโจมตีลัทธิคอมมิวนิสต์อย่างตรงไปตรงมา

 

ทรัมป์ ประกาศว่า “สหรัฐฯ จะไม่มีวันปล่อยให้คอมมิวนิสต์กลับมา” และเปรียบเทียบแนวคิดการปกครองดังกล่าวว่าเป็น ‘มะเร็ง’ ที่ต้องกำจัดตั้งแต่ต้น

 

“อเมริกาจะไม่มีวันเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ ลัทธิคอมมิวนิสต์เป็นผู้แพ้ และมันจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป”

 

“เราต้องการยับยั้งภัยคุกคามแบบนั้นทันทีและก่อนที่มันจะเริ่มต้น มันเหมือนกับมะเร็ง คุณต้องตัดมันออก และต้องตัดออกให้เร็วที่สุด”

 

เขายังกล่าวถึงความสำเร็จด้านการทหารของรัฐบาล ทั้งการฟื้นฟูกองทัพ การสร้าง กองทัพอวกาศ (Space Force) และอ้างถึงปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านและเวเนซุเอลา เพื่อยืนยันว่า “อเมริกาได้กลับมาเป็นมหาอำนาจทางทหารอย่างเต็มรูปแบบ” พร้อมทั้งย้ำว่า “ความเข้มแข็งและอำนาจของอเมริกาไม่ใช่เรื่องน่าละอาย แต่เป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง”

 

เชิดชูบรรพชนและทหารผู้สร้างชาติ

 

ทรัมป์ ใช้เวลาส่วนใหญ่กล่าวถึงบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ ตั้งแต่บรรพชนผู้ก่อตั้งประเทศ วีรบุรุษสงครามประกาศอิสรภาพ ทหารผ่านศึกในสงครามกลางเมือง สงครามโลก สงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม ไปจนถึงนักบินอวกาศและครอบครัว Gold Star หรือญาติพี่น้องของทหารอเมริกันที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่

 

การเชิญธงประวัติศาสตร์จากแต่ละยุคขึ้นเวที ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ของชาติ ตั้งแต่ธงยุทธการซาราโตกา ธงที่นอร์มังดี ธงจากอิโวจิมา ไปจนถึงธงที่จะถูกนำไปปักบนดวงจันทร์ในภารกิจ Artemis ครั้งต่อไป

 

ทรัมป์ ย้ำว่าความยิ่งใหญ่ของสหรัฐฯ เกิดจากการเสียสละของคนรุ่นก่อน และคนรุ่นปัจจุบันมีหน้าที่รักษามรดกดังกล่าวไว้

 

“ผู้ก่อตั้งของเราไม่เพียงแต่ได้รับเสรีภาพของเราเท่านั้น แต่ยังได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาอีกด้วย”

 

ผลักดันวาระการเมือง หนุน Save America Act

 

ทรัมป์ ยังใช้โอกาสในการกล่าวสุนทรพจน์วันชาติ ผลักดันวาระการเมืองภายในประเทศ โดยประกาศสนับสนุน Save America Act ซึ่งจะกำหนดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องแสดงบัตรประจำตัว ยืนยันสัญชาติ และจำกัดการลงคะแนนทางไปรษณีย์เฉพาะบางกรณี

 

เขามองว่า การดำเนินการดังกล่าวจะทำให้การเลือกตั้งมีความโปร่งใสและยุติการโกงเลือกตั้ง

 

นอกจากนี้ เขายังเน้นว่าชาวอเมริกันทุกเชื้อชาติ ศาสนา และภูมิหลัง คือครอบครัวเดียวกันภายใต้ธงชาติผืนเดียว และต่างถูกสร้างขึ้นโดยพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวกัน

 

วิสัยทัศน์สู่ ‘ยุคทองของอเมริกา’

 

ในช่วงท้ายของสุนทรพจน์ ทรัมป์ เชื่อมโยงอดีตกับอนาคต โดยยกตัวอย่างความสำเร็จด้านการบินและอวกาศ ตั้งแต่พี่น้องตระกูลไรต์ การส่งยานอวกาศลงจอดบนดวงจันทร์ ไปจนถึงโครงการ Artemis และเป้าหมายการเดินทางสู่ดาวอังคาร

 

เขาระบุว่า “สหรัฐฯ ต้องเป็นผู้นำโลกด้านเทคโนโลยีและอวกาศเหนือจีนและรัสเซีย” พร้อมย้ำว่าการก่อตั้งกองทัพอวกาศคือการตัดสินใจที่ถูกต้อง

 

พร้อมกันนั้น ทรัมป์ ยังเชิดชูผลงานของรัฐบาล โดยกล่าวถึงตัวเลขเศรษฐกิจ ทั้งการลงทุนมูลค่า 19.2 ล้านล้านดอลลาร์ การสร้างโรงงานใหม่ และการจ้างงานที่ทำสถิติสูงสุด เพื่อยืนยันว่า “เศรษฐกิจอเมริกากำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น”

 

ขณะที่เขาปิดท้ายสุนทรพจน์ ด้วยการประกาศอย่างมั่นใจว่า สหรัฐฯ กำลังก้าวเข้าสู่ ‘รุ่งอรุณแห่งยุคทอง’

 

“สิ่งที่ดีที่สุดยังมาไม่ถึง”

 

“นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของยุคทองของอเมริกาเท่านั้น”

 

ภาพ : REUTERS/Jonathan Ernst

 

อ้างอิง:

 

The post ‘ชาตินิยม อำนาจ และวิสัยทัศน์สู่ Golden Age’ ถอดเนื้อหาสุนทรพจน์ทรัมป์ ฉลอง 250 ปี วันชาติสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลเร่งร่างกฎหมายป้องกันทุจริตสอบบรรจุข้าราชการ จับตา 7 มาตรการแก้โกง ก่อนเปิดรับฟังความเห็น https://thestandard.co/govt-anti-corruption-civil-service-exam/ Sun, 05 Jul 2026 05:45:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1226857 ภาพประกอบข่าวรัฐบาลเร่งร่างกฎหมายป้องกันการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการ

วันนี้ (5 กรกฎาคม) มีรายงานว่า รัฐบาลกำลังเร่งเดินหน้าจ […]

The post รัฐบาลเร่งร่างกฎหมายป้องกันทุจริตสอบบรรจุข้าราชการ จับตา 7 มาตรการแก้โกง ก่อนเปิดรับฟังความเห็น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าวรัฐบาลเร่งร่างกฎหมายป้องกันการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการ

วันนี้ (5 กรกฎาคม) มีรายงานว่า รัฐบาลกำลังเร่งเดินหน้าจัดทำกรอบกฎหมายเพื่อป้องกันการทุจริตในการสอบบรรจุข้าราชการ โดยมีเป้าหมายให้เป็นมาตรการเชิงระบบที่สามารถปิดช่องโหว่และเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบมากยิ่งขึ้น ก่อนจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันยกร่างรายละเอียดของกฎหมายให้มีความครบถ้วนรอบด้าน

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลัง ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ได้โพสต์ข้อเสนอ 7 มาตรการในการป้องกันการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการ ผ่านเพจเฟซบุ๊ก โดยสาระสำคัญครอบคลุมตั้งแต่การเพิ่มโทษทางอาญา การเพิ่มบทบาทของหน่วยงานด้านการปราบปรามการทุจริต อาทิ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ให้มีอำนาจในการสืบสวนสอบสวนที่คล่องตัวและรวดเร็วมากขึ้น

 

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้เพิ่มช่องทางการรับแจ้งเบาะแสในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงมาตรการให้อำนาจในการระงับกระบวนการสอบหรือการดำเนินการชั่วคราว หากพบความเชื่อมโยงของการทุจริต ตลอดจนการเพิ่มโทษแก่เจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนรู้เห็นหรือสนับสนุนการกระทำผิดให้มีความรุนแรงมากขึ้น

 

มีรายงานว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เชิญปกรณ์เข้าหารือที่ตึกไทยคู่ฟ้า เมื่อช่วงเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา เพื่อหารือแนวทางการยกระดับมาตรการป้องกันการทุจริตในการสอบบรรจุราชการในระยะยาว

 

ขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างเร่งจัดทำร่างกฎหมายดังกล่าวให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด ก่อนเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาประกอบการยกร่างกฎหมายอย่างรอบคอบ

 

สำหรับแนวคิดการปรับระบบการสอบกลับไปใช้รูปแบบของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ภาค ก. เช่นเดิมนั้น ยังไม่มีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาในขณะนี้ โดยแนวทางหลักของรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทยในระยะนี้ มุ่งไปที่การผลักดันการจัดทำกฎหมายฉบับใหม่ เพื่อเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาต่อไปในอนาคต

The post รัฐบาลเร่งร่างกฎหมายป้องกันทุจริตสอบบรรจุข้าราชการ จับตา 7 มาตรการแก้โกง ก่อนเปิดรับฟังความเห็น appeared first on THE STANDARD.

]]>
แม่ทัพภาค 2-3 ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ตรวจเยี่ยมกำลังพล หนุนภารกิจความมั่นคง วางพวงมาลารำลึกวีรชนเนิน 350-ปราสาทตาควาย https://thestandard.co/thai-cambodia-border-security-visit-2/ Sun, 05 Jul 2026 05:43:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1226853 ภาพแม่ทัพภาค 2 และ 3 ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ตรวจเยี่ยมกำลังพลและวางพวงมาลา

วันนี้ (5 กรกฎาคม) พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ […]

The post แม่ทัพภาค 2-3 ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ตรวจเยี่ยมกำลังพล หนุนภารกิจความมั่นคง วางพวงมาลารำลึกวีรชนเนิน 350-ปราสาทตาควาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแม่ทัพภาค 2 และ 3 ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ตรวจเยี่ยมกำลังพลและวางพวงมาลา

วันนี้ (5 กรกฎาคม) พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วย พล.ท.วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 และคณะผู้บังคับบัญชา ลงพื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อตรวจเยี่ยมและพบปะกำลังพลจากกองทัพภาคที่ 3 ที่เดินทางมาสนับสนุนภารกิจของกองทัพภาคที่ 2 ในพื้นที่แนวชายแดน ได้แก่ ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย และเนิน 350

ดูภาพข่าว 

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามสถานการณ์ รับฟังผลการปฏิบัติงาน และตรวจเยี่ยมกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ โดยผู้บังคับบัญชาได้ให้ข้อแนะนำในการปฏิบัติงาน รับทราบปัญหาและอุปสรรค ตลอดจนให้กำลังใจกำลังพลจากศูนย์ปฏิบัติการ TMAC กองบัญชาการกองทัพไทย ซึ่งร่วมปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ชายแดน

 

พล.ท.วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 กล่าวว่า การปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ดังกล่าวมีความสำคัญต่อภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศ พร้อมขอให้กำลังพลทุกนายปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง มีความพร้อม และยึดมั่นในภารกิจเพื่อรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ

 

ภายหลังเสร็จสิ้นการตรวจเยี่ยม แม่ทัพภาคที่ 2 และแม่ทัพภาคที่ 3 พร้อมคณะผู้บังคับบัญชา ได้ร่วมประกอบพิธีวางพวงมาลา ทำความเคารพ และยืนสงบนิ่ง เพื่อรำลึกถึงทหารผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ ณ อนุสรณ์สถานบริเวณเนิน 350 และปราสาทตาควาย เพื่อแสดงความเคารพต่อผู้เสียสละในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

 

ทั้งนี้ การลงพื้นที่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการติดตามภารกิจและสนับสนุนการปฏิบัติงานของกำลังพลในพื้นที่ชายแดน เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและเสริมความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง

 

 

ภาพแม่ทัพภาค 2 และ 3 ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ตรวจเยี่ยมกำลังพลและวางพวงมาลา 1ภาพแม่ทัพภาค 2 และ 3 ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ตรวจเยี่ยมกำลังพลและวางพวงมาลา 2ภาพแม่ทัพภาค 2 และ 3 ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ตรวจเยี่ยมกำลังพลและวางพวงมาลา 3ภาพแม่ทัพภาค 2 และ 3 ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ตรวจเยี่ยมกำลังพลและวางพวงมาลา 4ภาพแม่ทัพภาค 2 และ 3 ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ตรวจเยี่ยมกำลังพลและวางพวงมาลา 5

The post แม่ทัพภาค 2-3 ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ตรวจเยี่ยมกำลังพล หนุนภารกิจความมั่นคง วางพวงมาลารำลึกวีรชนเนิน 350-ปราสาทตาควาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
คมนาคมคุมเข้มตรวจสัมภาระผู้โดยสาร-ลูกเรือ ห้ามรับหิ้ว เพิ่ม K9-ยกระดับการข่าว https://thestandard.co/transport-baggage-check-crew-k9/ Sun, 05 Jul 2026 05:37:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1226844 เจ้าหน้าที่สนามบินกำลังตรวจสอบสัมภาระผู้โดยสารอย่างเข้มงวด โดยมีสุนัข K9 ร่วมปฏิบัติการ

วันนี้ (5 กรกฎาคม) สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่ว […]

The post คมนาคมคุมเข้มตรวจสัมภาระผู้โดยสาร-ลูกเรือ ห้ามรับหิ้ว เพิ่ม K9-ยกระดับการข่าว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่สนามบินกำลังตรวจสอบสัมภาระผู้โดยสารอย่างเข้มงวด โดยมีสุนัข K9 ร่วมปฏิบัติการ

วันนี้ (5 กรกฎาคม) สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงการวางมาตรการคุมเข้มการขนสัมภาระของผู้โดยสารและลูกเรือในสนามบิน หลังเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา

 

สิริพงศ์ กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายให้เข้าร่วมประชุมแทน พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ติดภารกิจลงพื้นที่ต่างจังหวัด โดยกระทรวงคมนาคมได้รับแนวทางจากที่ประชุม ป.ป.ส. เพื่อนำไปดำเนินการเพิ่มเติม

 

ทั้งนี้ ยืนยันว่า ก่อนเกิดกรณีแอร์โฮสเตสถูกจับกุมที่ประเทศออสเตรเลีย ได้มีการเข้มงวดมาตรการตรวจสอบตามหลักสากลอยู่แล้ว รวมถึงที่ผ่านมาได้มีการจับกุมการลักลอบขนยาเสพติดที่สนามบินอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเส้นทางขาเข้าและขาออก

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้จะมีการกำชับให้เข้มงวดมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเชื่อว่าขบวนการดังกล่าวอาจรู้รูปแบบการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ จึงพยายามหาวิธีหลบเลี่ยงอยู่ตลอด

 

เมื่อถามถึงมาตรการควบคุมกรณีลูกเรือรับหิ้วของ สิริพงศ์ระบุว่า โดยปกติสนามบินมีการตรวจสอบลูกเรือผ่านเครื่องสแกนอยู่แล้ว แต่หากพบการรับหิ้วจะยกระดับมาตรการเพิ่มเติม โดยสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยจะออกกฎแจ้งไปยังทุกสายการบินให้ควบคุม เช่น ห้ามรับหิ้วสิ่งของซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยง รวมถึงการอบรมเจ้าหน้าที่เครื่องเอกซเรย์เพิ่มเติม การยกระดับด้านการข่าว และการเพิ่มสุนัข K9 จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งมีกว่า 60 ตัว ร่วมกับสุนัข K9 ของกรมศุลกากร เป็นต้น พร้อมทั้งจะมีการกำชับนโยบายเพิ่มเติมจากกระทรวงคมนาคมต่อไป.

The post คมนาคมคุมเข้มตรวจสัมภาระผู้โดยสาร-ลูกเรือ ห้ามรับหิ้ว เพิ่ม K9-ยกระดับการข่าว appeared first on THE STANDARD.

]]>
อเล็กซานดรา เอียลา ในวันที่เทนนิสอาเซียนเริ่มถูกมองใหม่บนเวทีวิมเบิลดัน https://thestandard.co/eala-wimbledon-asean-tennis/ Sun, 05 Jul 2026 05:35:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1226840 อเล็กซานดรา เอียลา นักเทนนิสกำลังแข่งขันหรือฉลองชัยชนะในสนามเทนนิสวิมเบิลดัน

บางครั้งชัยชนะหนึ่งแมตช์ไม่ได้เปลี่ยนแค่เส้นทางของนักกี […]

The post อเล็กซานดรา เอียลา ในวันที่เทนนิสอาเซียนเริ่มถูกมองใหม่บนเวทีวิมเบิลดัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อเล็กซานดรา เอียลา นักเทนนิสกำลังแข่งขันหรือฉลองชัยชนะในสนามเทนนิสวิมเบิลดัน

บางครั้งชัยชนะหนึ่งแมตช์ไม่ได้เปลี่ยนแค่เส้นทางของนักกีฬาเพียงคนเดียว แต่เปลี่ยนวิธีที่โลกมองภูมิภาคทั้งภูมิภาค

 

ในค่ำคืนที่ อเล็กซานดรา เอียลา เอาชนะ อีกา ซิออนเท็ก แชมป์เก่าวิมเบิลดันและอดีตมือหนึ่งของโลก 2 เซตรวด 7-6 ไทเบรก 11-9 และ 6-2 บนเซ็นเตอร์คอร์ต

 

สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงหนึ่งในผลการแข่งขันพลิกล็อกของแกรนด์สแลม หากเป็นช่วงเวลาที่ทำให้วงการเทนนิสเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ยืนอยู่กลางเวทีใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอย่างเต็มภาคภูมิ

 

สำหรับเอียลา นี่คือชัยชนะที่มีความหมายมากกว่าการผ่านเข้าสู่รอบ 16 คนสุดท้ายของวิมเบิลดัน เพราะเธอไม่ได้ล้มเพียงนักเทนนิสชื่อดัง แต่ล้มหนึ่งในมาตรฐานสูงสุดของเทนนิสหญิงยุคปัจจุบัน

 

ซิออนเท็กอาจกำลังเผชิญปีที่ยากลำบาก และฟอร์มของเธออาจไม่เฉียบขาดเหมือนช่วงพีก แต่การเอาชนะแชมป์แกรนด์สแลม 6 สมัยบนคอร์ตที่ใหญ่ที่สุดของวิมเบิลดันยังคงเป็นสิ่งที่ต้องใช้ทั้งฝีมือ ความกล้า และสภาพจิตใจที่แข็งแรงอย่างมากโดยเฉพาะเมื่อเซตแรกยืดเยื้อถึงไทเบรก 11-9 และซิออนเท็กมีโอกาสปิดเซตมากกว่าหนึ่งครั้ง

 

สิ่งที่ทำให้ชัยชนะครั้งนี้น่าสนใจคือ เอียลาไม่ได้ชนะด้วยพลังที่เหนือกว่า เธอไม่ได้มีเสิร์ฟที่หนักที่สุด หรืออาวุธที่ทำให้แต้มจบลงในทันที

 

แต่เธอชนะด้วยมุม ด้วยสปิน ด้วยการเปลี่ยนทิศทางลูกจากมุมที่ซิออนเท็กคาดไม่ถึง และที่สำคัญที่สุดคือความกล้าในแต้มสำคัญ

 

เธอเล่นเหมือนคนที่รู้ว่าตัวเองอาจไม่มีโอกาสแบบนี้บ่อยนัก แต่แทนที่จะกลัว เธอกลับเลือกโจมตี และทำให้ซิออนเท็กต้องตีเพิ่มอีกหนึ่งลูกเสมอ จนความผิดพลาดค่อยๆ สะสมและกลายเป็นรอยร้าวของแชมป์เก่า

 

หลังจบเกม เอียลาพูดประโยคที่ทำให้หลายคนจดจำได้ทันทีว่า “สำหรับคนที่เติบโตในฟิลิปปินส์ เด็กผู้หญิงที่ใส่ถุงเท้าระบาย รองเท้ามีไฟ และแก้มยุ้ย คนคนนั้นคงรู้สึกว่านี่คือทุกอย่าง”

 

ประโยคนี้ไม่ได้สวยงามเพราะความโรแมนติกเท่านั้น แต่เพราะมันจริง เอียลาไม่ได้เติบโตในประเทศที่มีระบบเทนนิสระดับโลก ไม่ได้มีรุ่นพี่ชาวฟิลิปปินส์ปูเส้นทางในทัวร์ให้เดินตามง่ายๆ

 

เธอต้องจากบ้านตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อไปฝึกที่ราฟาเอล นาดาล อะคาเดมี และค่อยๆ สร้างเส้นทางของตัวเองจากจูเนียร์แกรนด์สแลม สู่ ITF, WTA 125, ไมอามี โอเพน และวันนี้คือวิมเบิลดัน

 

เธอเคยบอกว่าไม่อยากให้เด็กๆ มองเธอแล้วพูดว่า “ฉันอยากเป็นอเล็กซ์ เอียลาคนต่อไป” แต่อยากให้พวกเขาพูดว่า “ฉันอยากเป็นตัวฉันคนแรก”

 

นี่คือประโยคที่สะท้อนความสำคัญของชัยชนะครั้งนี้ได้ดีที่สุด เพราะเอียลาไม่ได้กำลังสร้างพิมพ์เขียวให้ทุกคนเลียนแบบ

 

แต่เธอกำลังเปิดประตูให้เด็กจากฟิลิปปินส์ ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย หรือประเทศใดก็ตามในอาเซียน เชื่อว่าพวกเขาสามารถมีเส้นทางของตัวเองในกีฬาที่เคยถูกมองว่าไกลเกินเอื้อม

 

เมื่อพูดถึงเทนนิสหญิงอาเซียน ชื่อที่ยังคงยิ่งใหญ่ที่สุดในความทรงจำคือ แทมมี่-แทมมารีน ธนสุกาญจน์ นักเทนนิสไทยที่เคยขึ้นไปถึงมือ 19 ของโลก และเคยสร้างมาตรฐานไว้สูงมากบนคอร์ตหญ้า โดยเฉพาะที่วิมเบิลดัน

 

หลังจากยุคนั้น อาเซียนมีนักเทนนิสหลายคนพยายามเดินตาม แต่เส้นทางอาชีพเทนนิสระดับโลกไม่เคยง่าย ทั้งค่าใช้จ่าย การเดินทาง ทีมโค้ช ตารางแข่งขัน และช่องว่างของโครงสร้างพัฒนาเยาวชนเมื่อเทียบกับยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา

 

แต่ปีนี้ วิมเบิลดันกำลังส่งสัญญาณบางอย่างที่น่าสนใจมาก เอียลาไม่ได้เป็นตัวแทนความหวังจากฟิลิปปินส์เพียงคนเดียว เพราะฝั่งไทยเองก็มีเรื่องราวสำคัญเกิดขึ้นเช่นกัน

 

ไหม-มนัญชญา สว่างแก้ว ผ่านเข้ารอบ 3 หรือรอบ 32 คนสุดท้าย หลังเอาชนะ อลิเซีย พาร์กส์ มือ 81 ของโลกจากสหรัฐฯ 7-5, 6-0

 

เธอกลายเป็นนักเทนนิสหญิงไทยคนที่ 2 ที่เข้าถึงรอบ 3 ของวิมเบิลดันต่อจากแทมมารีน และเป็นนักหวดหญิงไทยคนที่ 3 ที่ผ่านเข้ารอบ 3 แกรนด์สแลมต่อจากแทมมารีนและลักษิกา คำขำ

 

ขณะเดียวกัน รวงข้าว-ลัลนา ธาราฤดี ก็จารึกประวัติศาสตร์ส่วนตัวด้วยชัยชนะในเมนดรอว์แกรนด์สแลมครั้งแรกของอาชีพ หลังล้ม ลิลลี่ แท็กเกอร์ ดาวรุ่งออสเตรีย 2-1 เซต ในรอบแรกของวิมเบิลดัน

 

การเป็นนักเทนนิสหญิงไทยคนที่ 4 ที่ชนะในรอบเมนดรอว์แกรนด์สแลมต่อจากแทมมารีน ลักษิกา และมนัญชญา อาจไม่ได้ถูกพูดถึงดังเท่าชัยชนะของเอียลาเหนือซิออนเท็ก

 

แต่ในเชิงโครงสร้างของเทนนิสไทย นี่คือก้าวที่สำคัญไม่แพ้กัน เพราะมันแปลว่าประเทศไทยเริ่มมีนักกีฬามากกว่าหนึ่งคนที่สามารถยืนบนเวทีเมเจอร์ได้จริง

 

ทั้งหมดนี้ทำให้ชัยชนะของเอียลามีน้ำหนักมากขึ้น เพราะมันไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ หากเป็นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ที่อาเซียนเริ่มมีตัวแทนมากขึ้นในเทนนิสหญิงระดับสูง

 

แน่นอน เรายังไม่อาจพูดได้ว่านี่คือยุคทองของเทนนิสอาเซียน เพราะความสำเร็จระยะยาวต้องวัดกันด้วยอันดับโลก ความสม่ำเสมอ รายการใหญ่ และการยืนระยะหลายฤดูกาล

 

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นที่วิมเบิลดันปีนี้ทำให้อย่างน้อยเราก็มีสิทธิ์ตั้งคำถามว่า บางทีภูมิภาคนี้อาจไม่ได้อยู่ห่างจากโลกเทนนิสชั้นนำเท่าที่เคย

 

เอียลายังมีเส้นทางอีกไกล รอบต่อไปเธอต้องพบ จัสมิน เปาลินี รองแชมป์วิมเบิลดันปี 2024 ซึ่งจะเป็นบททดสอบอีกระดับหนึ่ง

 

แต่ไม่ว่าเส้นทางของเธอในทัวร์นาเมนต์นี้จะจบลงตรงไหน ชัยชนะเหนือซิออนเท็กได้เปลี่ยนสถานะของเธอไปแล้ว จากนักเทนนิสที่ได้รับความสนใจมหาศาลในฟิลิปปินส์ กลายเป็นชื่อที่โลกเทนนิสต้องมองอย่างจริงจัง

 

และสำหรับอาเซียน นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่สำคัญกว่านั้น เพราะเด็กคนหนึ่งจากมะนิลา เด็กคนหนึ่งจากไทย หรือเด็กคนหนึ่งจากเมืองเล็กๆ ในภูมิภาคนี้ อาจได้เห็นเอียลานอนลงบนพื้นเซ็นเตอร์คอร์ตหลังชนะ แล้วรู้สึกว่าเส้นทางนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับคนจากประเทศใหญ่เท่านั้น

 

วิมเบิลดันเป็นเวทีแห่งประเพณี ความสง่างาม และประวัติศาสตร์ยาวนาน แต่บางครั้งความงดงามที่สุดของมันคือการได้เห็นคนหน้าใหม่เดินเข้ามาเขียนประวัติศาสตร์ของตัวเอง

 

อเล็กซานดรา เอียลา ทำสิ่งนั้นแล้วและบางที สิ่งที่เธอทิ้งไว้หลังชัยชนะครั้งนี้ อาจไม่ใช่แค่แรงบันดาลใจให้ฟิลิปปินส์เท่านั้น แต่เป็นแรงกระเพื่อมถึงทั้งอาเซียนว่า

 

ความฝันในเทนนิสระดับโลกอาจยังยากเหมือนเดิม…แต่ไม่ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป

 

อ้างอิง

 

ภาพ: Toby Melville / REUTERS

The post อเล็กซานดรา เอียลา ในวันที่เทนนิสอาเซียนเริ่มถูกมองใหม่บนเวทีวิมเบิลดัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
มัลลิกา ชี้ป้ายหาเสียงดิจิทัลสะท้อนจริยธรรมผู้นำ มากกว่าความถูกต้องตามกติกา ย้ำประชาธิปไตยไม่ใช่การหาช่องได้เปรียบ https://thestandard.co/mallika-digital-campaign-ethics/ Sun, 05 Jul 2026 05:32:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1226836 ภาพ ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข

วันนี้ (5 กรกฎาคม) ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข แสดงคว […]

The post มัลลิกา ชี้ป้ายหาเสียงดิจิทัลสะท้อนจริยธรรมผู้นำ มากกว่าความถูกต้องตามกติกา ย้ำประชาธิปไตยไม่ใช่การหาช่องได้เปรียบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข

วันนี้ (5 กรกฎาคม) ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข แสดงความคิดเห็นถึงกรณีการใช้ป้ายหาเสียงดิจิทัลขนาดใหญ่ในการเลือกตั้ง โดยระบุว่า แม้การติดตั้งป้ายดังกล่าวอาจเป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือข้อกำหนดของการเลือกตั้ง แต่ประเด็นที่สังคมควรให้ความสำคัญไม่แพ้กัน คือจริยธรรมของผู้นำและหลักธรรมาภิบาลในการแข่งขันทางการเมือง

 

ดร.มัลลิกา กล่าวว่า ผู้ที่ดำรงตำแหน่งบริหารบ้านเมืองมาเป็นเวลานาน ย่อมควรตระหนักได้ด้วยตนเองว่าสิ่งใดอาจก่อให้เกิดความได้เปรียบหรือเสียเปรียบในการแข่งขัน และสิ่งใดอาจถูกสังคมมองว่าเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครรายอื่น แม้การกระทำนั้นจะไม่ขัดต่อข้อกำหนดทางกฎหมายโดยตรงก็ตาม

 

“การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่เพียงการแข่งขันภายใต้ตัวบทกฎหมาย แต่เป็นการคัดเลือกผู้แทนและผู้นำที่มีจิตสำนึก มีคุณธรรม และยึดถือหลักความเท่าเทียมในการแข่งขัน ผู้นำที่ดีควรรู้ด้วยตนเองว่าอะไรคือความเหมาะสม และไม่ควรแสวงหาช่องทางที่อาจทำให้ตนเองได้เปรียบเหนือผู้อื่น แม้จะอ้างว่าเป็นการปฏิบัติตามกติกาก็ตาม” ดร.มัลลิกา กล่าว

 

ดร.มัลลิกา ระบุว่า ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การตีความว่าการกระทำดังกล่าวสอดคล้องกับข้อกำหนดหรือไม่ แต่เป็นเรื่องของจิตสำนึก ความรับผิดชอบ และมาตรฐานทางจริยธรรมที่ผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะพึงมี เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการประชาธิปไตย

 

นอกจากนี้ ดร.มัลลิกา ยังกล่าวถึงภาพรวมการบริหารราชการว่า หากสังคมมองเห็นความผิดปกติหรือข้อครหาเกี่ยวกับการใช้งบประมาณหรือการจัดซื้อจัดจ้างแล้วเห็นว่าเป็นเรื่องปกติ ก็อาจสะท้อนถึงปัญหาด้านวัฒนธรรมธรรมาภิบาลที่ควรได้รับการแก้ไข พร้อมย้ำว่าประเด็นดังกล่าวควรได้รับการตรวจสอบผ่านกระบวนการตามกฎหมายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

ดร.มัลลิกา กล่าวว่า ความยั่งยืนของระบอบประชาธิปไตยในกรุงเทพมหานครจะเกิดขึ้นได้จากผู้นำที่มีจิตสำนึก เคารพความเท่าเทียม และยึดหลักธรรมาภิบาล มากกว่าการยึดเพียงกติกาอย่างเคร่งครัด แต่ละเลยหลักคุณธรรม

The post มัลลิกา ชี้ป้ายหาเสียงดิจิทัลสะท้อนจริยธรรมผู้นำ มากกว่าความถูกต้องตามกติกา ย้ำประชาธิปไตยไม่ใช่การหาช่องได้เปรียบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทุเรียนมาเลเซียล้นตลาด ‘มูซังคิง’ ราคาขายปลีกร่วงเกือบ 90% https://thestandard.co/malaysia-durian-musang-king-price-plunge/ Sun, 05 Jul 2026 05:30:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1226832 ทุเรียนมูซังคิงของมาเลเซียที่วางขายในตลาด

ทุเรียนสายพันธุ์ที่ชื่อว่ามูซังคิงของมาเลเซีย ได้รับควา […]

The post ทุเรียนมาเลเซียล้นตลาด ‘มูซังคิง’ ราคาขายปลีกร่วงเกือบ 90% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทุเรียนมูซังคิงของมาเลเซียที่วางขายในตลาด

ทุเรียนสายพันธุ์ที่ชื่อว่ามูซังคิงของมาเลเซีย ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พร้อมกับการสนับสนุนจากรัฐบาลให้กลายเป็นสินค้าเกษตรสำหรับส่งออกที่เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ล่าสุดด้วยภาวะอุปทานล้นตลาด (Oversupply) ทำให้ราคาขายปลีกในปีนี้ลดลงเกือบ 90%

 

สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า ราคาทุเรียนมูซังคิงลดลงจากปกติที่ 90-100 ริงกิต (ประมาณ 750 – 820 บาท) ต่อกิโลกรัม เหลือเพียง 9 ริงกิต (ประมาณ 80 บาท) ต่อกิโลกรัม ภาวะล้นตลาดยังทำให้เกิดคำถามในวงกว้างด้วยว่า กำลังการผลิตขยายตัวเร็วกว่าขีดความสามารถของประเทศในการทำการตลาด การแปรรูป และการส่งออกผลผลิตที่เพิ่มขึ้นหรือไม่

 

“การเติบโตของผลผลิตแซงหน้าการเติบโตของความต้องการในประเทศและขีดความสามารถของตลาดในการดูดซับอุปทานในช่วงเวลาเดียวกัน” องค์การการตลาดเกษตรแห่งสหพันธรัฐ (FAMA) กล่าวกับสำนักข่าว Nikkei Asia และระบุเพิ่มเติมว่า “ในสถานการณ์เช่นนี้ ราคาหน้าสวนย่อมได้รับแรงกดดันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่ออุปทานมีมากกว่าอุปสงค์”

 

เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนรายหนึ่งในมาเลเซียเปิดเผยว่า การร่วงลงของราคาเป็นผลมาจากหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ได้แก่ ต้นทุเรียนที่ปลูกพร้อมๆ กันก่อนหน้านี้ ได้ให้ผลผลิตพร้อมกัน รวมทั้งสภาพอากาศที่ร้อนและแห้งแล้งซึ่งเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Nino) ได้กระตุ้นให้ต้นทุเรียนออกดอกพร้อมกันในหลายพื้นที่ของมาเลเซีย

 

ทุเรียนมาเลเซียถูกทำการตลาดในฐานะสินค้าพรีเมียมมาอย่างยาวนาน โดยสามารถทำราคาสูงได้ในตลาดอย่างจีนและสิงคโปร์ ต่างจากประเทศไทยที่มักจะเก็บเกี่ยวทุเรียนก่อนสุกเพื่อให้ทนทานต่อการขนส่งทางไกล เกษตรกรชาวมาเลเซียให้ความสำคัญกับผลไม้ที่สุกตามธรรมชาติบนต้น โดยจะใช้ตาข่ายขนาดใหญ่รองรับเมื่อผลทุเรียนร่วงหล่นลงมา

 

FAMA ปฏิเสธว่าราคาที่ลดลงไม่ได้มีสาเหตุมาจากความต้องการของจีนที่ลดลง โดยมาเลเซียส่งออกทุเรียนไปยังประเทศจีนจำนวน 11,803 เมตริกตันในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ เทียบกับ 3,029 ตันในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2025 สะท้อนว่าความต้องการยังคงแข็งแกร่ง หลังจากที่ได้รับอนุมัติให้ส่งออกทุเรียนผลสดได้ในปี 2024 ในทางกลับกัน ผลไม้ที่ไม่ผ่านมาตรฐานการส่งออกส่วนใหญ่ได้ถูกระบายเข้าสู่ตลาดภายในประเทศ ซึ่งยิ่งสร้างแรงกดดันต่อราคา

 

ความท้าทายในตอนนี้คือ การรับประกันว่าขีดความสามารถด้านการตลาดของมาเลเซียจะเติบโตควบคู่ไปกับกำลังการผลิต เช่น การหาเป้าหมายปลายทางการส่งออกใหม่ๆ และการสร้างธุรกิจใหม่ๆ ในตลาดภายในประเทศ

 

อ้างอิง:

The post ทุเรียนมาเลเซียล้นตลาด ‘มูซังคิง’ ราคาขายปลีกร่วงเกือบ 90% appeared first on THE STANDARD.

]]>
Dark Arts ศิลปะมืดของเกมฟุตบอล ที่ไม่เคยสวยงาม https://thestandard.co/dark-arts-football-paraguay-france/ Sun, 05 Jul 2026 05:20:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1226828 กุสตาโว เบลัสเกซ นักเตะปารากวัยใช้เท้าเขี่ยจุดโทษเพื่อรบกวนคีเลียน เอ็มบัปเป นักเตะฝรั่งเศส

หากการต่อสู้อย่างสุดหัวใจของเคปเวิร์ดเมื่อวันก่อน คือเร […]

The post Dark Arts ศิลปะมืดของเกมฟุตบอล ที่ไม่เคยสวยงาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
กุสตาโว เบลัสเกซ นักเตะปารากวัยใช้เท้าเขี่ยจุดโทษเพื่อรบกวนคีเลียน เอ็มบัปเป นักเตะฝรั่งเศส

หากการต่อสู้อย่างสุดหัวใจของเคปเวิร์ดเมื่อวันก่อน คือเรื่องราวที่ได้รับเสียงชื่นชมจากแฟนบอลทั่วโลก

 

เกมของปารากวัยกับฝรั่งเศส ก็ทำให้เราได้เห็นอีกด้านหนึ่งของฟุตบอล กับสิ่งที่หลายคนเรียกว่า ‘Dark Arts’

ดูภาพข่าว 

แม้ปารากวัยจะสร้างเซอร์ไพรส์เขี่ยเยอรมนีตกรอบมาได้ แต่เกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายกับฝรั่งเศส ดูเหมือนพวกเขาจะเลือกใช้ ‘Dark Arts’ หรือแท็กติกนอกเหนือจากการเล่นฟุตบอล ทั้งการเข้าปะทะหนัก ยั่วยุคู่แข่ง ถ่วงเวลา และพยายามรบกวนจังหวะการเล่นของฝรั่งเศสด้วย ‘จิตวิทยา’ ตลอดทั้งเกม

 

หนึ่งในจังหวะที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ กุสตาโว เบลัสเกซ ใช้เท้าเขี่ยจุดโทษเพื่อพยายามรบกวนก่อนที่ คีเลียน เอ็มบัปเป จะรับหน้าที่ยิงจุดโทษ ขณะที่นักเตะปารากวัยหลายคนยังเข้าไปล้อมผู้ตัดสินเพื่อถ่วงเวลา หลัง VAR ชี้ให้เป็นจุดโทษ

 

นอกจากนี้ยังมีจังหวะเข้าปะทะรุนแรงหลายครั้ง ทั้งการศอกใส่ ดาโยต์ อูปาเมกาโน, การเตะใส่เอ็มบัปเป และการยั่วยุนอกเกม ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับทั้งนักวิจารณ์และอดีตนักเตะหลายคน โดยเฉพาะประเด็นที่ ปารากวัยไม่โดนใบเหลืองแม้แต่คนเดียว ตลอด 90 นาที ทั้งที่ฝรั่งเศสกลับได้รับใบเหลืองถึง 3 ใบ

 

อย่างไรก็ตาม ฝรั่งเศสช่วยกันรักษาสมาธิได้ดี ก่อนเฉือนชนะ 1-0 จากจุดโทษของเอ็มบัปเป ผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศได้สำเร็จ

 

หลังจบเกม เอ็มบัปเปกล่าวถึงแท็กติกของคู่แข่งว่า “พวกเขาคิดว่าเราจะมาในชุดทักซิโด้ แต่เราพร้อมสำหรับเกมแบบนี้”

 

ด้าน ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ ยอมรับว่า เขาสั่งให้ผู้เล่นร่างใหญ่ยืนประกบเอ็มบัปเปในช่วงท้ายเกม เพราะเชื่อว่าคู่แข่งจะพยายามเข้าปะทะหนักเพื่อหยุดเขา

 

เกมนี้จึงเป็นอีกครั้งที่เราได้เห็นว่า ในโลกของฟุตบอล แต่ละทีมต่างมีวิธีพาตัวเองไปสู่ชัยชนะ

 

บางทีมชนะด้วยคุณภาพของเกม บางทีมชนะด้วยแท็กติก และบางทีมเลือกใช้สิ่งที่เรียกว่า Dark Arts

 

ซึ่งในเกมนี้ ปารากวัยเลือกใช้แนวทางนั้น

 

 

กุสตาโว เบลัสเกซ นักเตะปารากวัยใช้เท้าเขี่ยจุดโทษเพื่อรบกวนคีเลียน เอ็มบัปเป นักเตะฝรั่งเศส 1กุสตาโว เบลัสเกซ นักเตะปารากวัยใช้เท้าเขี่ยจุดโทษเพื่อรบกวนคีเลียน เอ็มบัปเป นักเตะฝรั่งเศส 2กุสตาโว เบลัสเกซ นักเตะปารากวัยใช้เท้าเขี่ยจุดโทษเพื่อรบกวนคีเลียน เอ็มบัปเป นักเตะฝรั่งเศส 3กุสตาโว เบลัสเกซ นักเตะปารากวัยใช้เท้าเขี่ยจุดโทษเพื่อรบกวนคีเลียน เอ็มบัปเป นักเตะฝรั่งเศส 4กุสตาโว เบลัสเกซ นักเตะปารากวัยใช้เท้าเขี่ยจุดโทษเพื่อรบกวนคีเลียน เอ็มบัปเป นักเตะฝรั่งเศส 5

The post Dark Arts ศิลปะมืดของเกมฟุตบอล ที่ไม่เคยสวยงาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนกร ชี้รัฐจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เยียวยาประชาชน มั่นใจเงินถึงมือทุกบาททุกสตางค์ https://thestandard.co/thanagorn-loan-public-relief/ Sun, 05 Jul 2026 05:02:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1226819 ธนกร วังบุญคงชนะ สส.พรรคภูมิใจไทย แถลงข่าวเกี่ยวกับ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

วันนี้ (5 กรกฎาคม) ธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรร […]

The post ธนกร ชี้รัฐจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เยียวยาประชาชน มั่นใจเงินถึงมือทุกบาททุกสตางค์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนกร วังบุญคงชนะ สส.พรรคภูมิใจไทย แถลงข่าวเกี่ยวกับ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

วันนี้ (5 กรกฎาคม) ธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำวินิจฉัยชี้ขาดคดีพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงิน 4 แสนล้านบาท ในวันที่ 9 ก.ค.นี้ ว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้นำเงินส่วนนี้ไปใช้เพื่อเยียวยาและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่ช่วยลดค่าครองชีพและช่วยร้านค้ารายย่อยได้เป็นอย่างดี รวมถึงสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และการพัฒนาศักยภาพของคน อีกทั้งการกู้เงินและการใช้จ่ายเงินกู้ยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง เน้นความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ตามกฎหมาย เพื่อประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ดังนั้น เชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเห็นถึงความจำเป็นของมาตรการดังกล่าวอย่างแน่นอน

 

เมื่อถามว่า หลายฝ่ายกังวลถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการกู้เงินครั้งนี้ ธนกร กล่าวว่า จากสถานการณ์ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน หากรัฐบาลไม่รีบเข้าไปเยียวยาความเดือดร้อนของประชาชนในเวลานี้ แล้วจะให้รัฐบาลเข้าไปช่วยเหลือเมื่อใด เพราะรัฐบาลจะไม่มีวันรอให้ประชาชนเดือดร้อน หรือปล่อยให้ประเทศเกิดวิกฤติข้าวยากหมากแพงแล้วจึงค่อยเข้าไปเยียวยา ดังนั้น วันนี้รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งช่วยเหลือประชาชนให้เร็วที่สุด เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด

 

“งบประมาณปกติในปี 69 ไม่เพียงพอที่จะรองรับการเยียวยาผลกระทบจากสถานการณ์ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก จึงเป็นที่มาที่รัฐบาลจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ทั้งนี้ ผมเชื่อว่าเงินก้อนนี้จะถึงมือประชาชนทุกบาททุกสตางค์อย่างแท้จริง ดังนั้น ไม่ว่าคำวินิจฉัยจะออกมาอย่างไร รัฐบาลก็พร้อมน้อมรับอยู่แล้ว” ธนกร กล่าว

The post ธนกร ชี้รัฐจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เยียวยาประชาชน มั่นใจเงินถึงมือทุกบาททุกสตางค์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา 4 ความเสี่ยงใหญ่กระทบตลาดหุ้นโลก ส่องทางรอดครึ่งปีหลังเกาะขบวน AI Super Cycle https://thestandard.co/global-stock-market-risks-ai-supercycle/ Sun, 05 Jul 2026 04:59:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1226815 กราฟแท่งเทียนสีแดงและเขียวแสดงความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้น

แม้ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ตลาดการเงินทั่วโลกจะเผชิญก […]

The post จับตา 4 ความเสี่ยงใหญ่กระทบตลาดหุ้นโลก ส่องทางรอดครึ่งปีหลังเกาะขบวน AI Super Cycle appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแท่งเทียนสีแดงและเขียวแสดงความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้น

แม้ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ตลาดการเงินทั่วโลกจะเผชิญกับความผันผวนจากหลากหลายปัจจัย ทั้งสงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และทิศทางดอกเบี้ย แต่ตลาดหุ้นหลายแห่งยังคงสามารถทำจุดสูงสุดใหม่ (All-Time High) ได้อย่างต่อเนื่อง

 

 
 

ศรัณย์ โพธิวิรัตนานนท์, CFA, FRM ผู้อำนวยการอาวุโส Proprietary Trading Department, InnovestX บริษัทหลักทรัพย์ในกลุ่ม SCBX ให้สัมภาษณ์ในนรายการ Morning Wealth ถึงมุมมองทิศทางการลงทุนในไตรมาสที่ 3 ว่า สาเหตุที่ตลาดหุ้นยังคงทำนิวไฮ เป็นเพราะตลาดให้น้ำหนักกับผลประกอบการและทิศทางของเศรษฐกิจโลก มากกว่าการตอบสนองต่อข่าวร้ายเพียงอย่างเดียว

 

อย่างไรก็ตาม ในไตรมาสที่ 3 นี้ ตลาดอาจเริ่มมีการย่อตัวและคงตัว โดยเม็ดเงินจะไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมที่มีปัจจัยสนับสนุนชัดเจนมากขึ้น

 

สแกนตลาดหุ้นทั่วโลก เน้นจับจังหวะสลับกลุ่มลงทุน

 

  • สหรัฐอเมริกา: หุ้นกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ที่ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง ทำให้เกิดภาวะนักลงทุนแห่กระจุกตัว (Crowded Trade) ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะถูกเทขายหากมีข่าวลบแม้เพียงเล็กน้อย กลยุทธ์ที่แนะนำคือการ จับจังหวะสลับกลุ่มลงทุน (Rotate) เข้าสู่กลุ่มซอฟต์แวร์ ที่ได้ประโยชน์จาก AI และสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้จริง รวมถึง กลุ่ม Healthcare ซึ่งเป็นหุ้นกลุ่มปลอดภัย (Defensive) ที่มีกำไรสม่ำเสมอ ซึ่งมักจะทำผลงานได้ดีในช่วงตลาดผันผวน
  • ยุโรป: เป็นตลาดที่มีความท้าทายจากเศรษฐกิจที่เปราะบางและเงินเฟ้อที่กลับมาสูงขึ้น ทำให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น แต่ยังมีปัจจัยบวกจากนโยบายการคลังของเยอรมนีและการเติบโตของกำไรต่อหุ้นที่ยังดีอยู่ แนะนำให้เลือกลงทุนเฉพาะกลุ่ม (Selective Buy) ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรม (Industrial), กลุ่มธนาคาร (Bank) และกลุ่มวัสดุ (Material)
  • ญี่ปุ่น: เป็นตลาดที่ InnovestX ชื่นชอบ เนื่องจากมีการปฏิรูปธรรมาภิบาลบริษัท (Corporate Governance) การซื้อหุ้นคืน และการเพิ่มผลตอบแทน (ROE) ที่สูงขึ้น โดยมี 2 ธีมหลักที่น่าสนใจคือ หุ้นในห่วงโซ่อุปทาน AI ด้านเครื่องจักรและระบบอัตโนมัติ และหุ้นกลุ่มที่พึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศ (Domestic Play) ที่มีมูลค่าไม่แพงและได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • จีน: ภาพรวมค่อยๆ ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป รัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นและสนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่ (New Quality Productive Forces) เช่น AI และหุ่นยนต์ แนะนำให้ลงทุนใน หุ้นจีน A-Shares (ดัชนี CSI 300) ในขณะที่ฝั่งฮ่องกงยังคงมีแรงกดดันด้านเทคโนโลยี จึงควรปรับลดน้ำหนักและมองเป็นการลงทุนระยะกลางถึงยาว

 

4 ปัจจัยเสี่ยงกับปัจจัยบวก ที่ต้องจับตาในครึ่งปีหลัง

 

ในด้านความเสี่ยงที่ต้องระมัดระวัง ได้แก่

 

  • ทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลัก (Fed, ECB, BOJ) ที่อาจชะลอการลดดอกเบี้ยหรือปรับขึ้นเล็กน้อยเนื่องจากเงินเฟ้อสูงกว่าคาด ซึ่งจะกดดันบริษัทที่มีหนี้สูงและหุ้นที่มีมูลค่าแพง
  • ปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่ก่อให้เกิดภัยแล้ง ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรพุ่งสูงขึ้น กระทบต้นทุนผู้ผลิตอาหารและเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ
  • นโยบายภาษีของสหรัฐฯ (Section 301) ที่มีความไม่แน่นอนสูงจากปัจจัยการเลือกตั้ง
  • ราคาน้ำมันและสถานการณ์ตะวันออกกลาง หากยืดเยื้อและราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น จะกระทบต้นทุนภาคขนส่ง โลจิสติกส์ และกดดันเงินเฟ้ออีกครั้ง

 

ส่วนปัจจัยบวกที่สนับสนุนตลาด ได้แก่

 

  • วัฏจักรการลงทุน AI (Super Cycle) ที่ไม่ใช่แค่กระแส แต่สร้างผลผลิต (Productivity) ให้ภาคธุรกิจได้จริง ทำให้เกิดการลงทุนจากบริษัทเทคฯ ขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง
  • การเบิกจ่ายงบประมาณและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ (รวมถึงประเทศไทย) ที่เน้นโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะหนุนภาคอุตสาหกรรมและก่อสร้าง
  • การเลือกตั้งสหรัฐฯ ที่หากผลออกมาในลักษณะที่ไม่มีพรรคใดครองอำนาจเบ็ดเสร็จในสภา (Gridlock) ตามสถิติแล้วมักจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้น

 

แนะกระจายความเสี่ยง พร้อมเปิดประตูสู่เมกะเทรนด์ผ่าน DR23

 

สำหรับกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยง ศรัณย์ แนะนำให้มีการกระจายการลงทุน (Diversification) ไปในหลายประเทศที่มีจุดเด่นแตกต่างกัน เน้นการลงทุนระยะยาว ไม่ไล่ราคาหุ้นที่ขึ้นแรง และใช้วิธีทยอยสะสมการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ (DCA) เพื่อลดความผันผวน

 

สำหรับนักลงทุนไทยที่ต้องการคว้าโอกาสในหุ้นแห่งอนาคต สามารถลงทุนผ่าน DR (Depositary Receipt) ซึ่งสามารถซื้อขายได้ด้วยเงินบาทผ่านบัญชีหุ้นไทย โดยมีข้อดีคือได้รับยกเว้นภาษีจากการลงทุนต่างประเทศ (Capital Gain Tax) ปัจจุบัน InnovestX มีการออก DR ภายใต้สัญลักษณ์ต่อท้าย “23” ครอบคลุมทั้งตลาดสหรัฐฯ ฮ่องกง จีน และญี่ปุ่น รวมกว่า 85 ตัว

 

ล่าสุด InnovestX ได้เปิดตัว DR ใหม่อีก 9 ตัว เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของนักลงทุน ตั้งแต่กลุ่มที่เน้นเงินปันผล (Stable Income), กลุ่มเติบโตต่อเนื่อง (Steady Growth) ไปจนถึงกลุ่มศักยภาพสูง (High Potential Growth) โดยมีธีมไฮไลต์ที่น่าจับตาคือ เทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Computing) ผ่าน DR IONQ23 และ อุตสาหกรรมอวกาศ (Space Industry) ผ่าน DR RKLB23 (Rocket Lab) และกำลังเตรียมนำ SpaceX เข้ามาให้นักลงทุนไทยได้เลือกลงทุนในเร็วๆ นี้

 

ทั้งนี้ การลงทุนใน DR ยังคงมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ต่างประเทศอ้างอิง, อัตราแลกเปลี่ยน, ความเสี่ยงของผู้ออกตราสาร และสภาพคล่อง นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุน

 

The post จับตา 4 ความเสี่ยงใหญ่กระทบตลาดหุ้นโลก ส่องทางรอดครึ่งปีหลังเกาะขบวน AI Super Cycle appeared first on THE STANDARD.

]]>
นิสิตจุฬาลงกรณ์ฯ คว้ารองแชมป์ แข่งทำแผนธุรกิจระดับโลกในงาน HSBC Thailand Business Case https://thestandard.co/chula-students-win-business-challenge/ Sun, 05 Jul 2026 04:28:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1226811 ภาพทีม Prosper Consulting นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมผู้บริหาร HSBC หลังคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1

ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย ส่งทีม Prosper Consulting จา […]

The post นิสิตจุฬาลงกรณ์ฯ คว้ารองแชมป์ แข่งทำแผนธุรกิจระดับโลกในงาน HSBC Thailand Business Case appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพทีม Prosper Consulting นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมผู้บริหาร HSBC หลังคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1

ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย ส่งทีม Prosper Consulting จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ชนะจากการประกวดสุดยอดแผนธุรกิจ HSBC Thailand Business Case Competition เป็นตัวแทนไทยเข้าร่วมการแข่งขัน HSBC/HKU Business Case Challenge 2026 ที่ฮ่องกง อันเป็นการประกวดสุดยอดแผนธุรกิจนานาชาติสำหรับนิสิตนักศึกษาที่ใหญ่ที่สุดของโลก พร้อมคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เฉือน 23 ทีมจากมหาวิทยาลัยชั้นนำจาก 20 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้สำเร็จ สะท้อนศักยภาพและความเป็นเลิศเด็กไทยที่สามารถคิดวิเคราะห์และพัฒนาแผนธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมทัดเทียมนานาชาติ

 

ทั้งนี้ การประกวดสุดยอดแผนธุรกิจ HSBC Thailand Business Case Competition จัดโดยธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาในประเทศไทยได้เสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ไขปัญหา และการทำงานเป็นทีม ตลอดจนใช้ภาษาอังกฤษในการทำงานและนำเสนอแผนธุรกิจ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญสำหรับการศึกษาและโลกการทำงานจริงในอนาคต

 

โดยตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมา มีนิสิตนักศึกษาที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาตรีกว่า 3,900 คนเข้าร่วมการแข่งขัน โดยผู้ชนะจากเวทีระดับประเทศจะได้เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขัน HSBC/HKU Business Case Challenge ณ ฮ่องกง ซึ่งเป็นหนึ่งในเวทีการแข่งขันสุดยอดแผนธุรกิจจระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดของโลก

 

โดยในปีนี้ ทีม Prosper Consulting จากหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งประกอบด้วย สาวภสินี ทองชัชวาล, สุวภัทร บัตรสมบูรณ์, พัทธ์มน สรเศรษฐ์สกุล และอธิภัทร บุญชำนาญ ได้รับรางวัลชนะเลิศในการแข่งขัน HSBC Thailand Business Case Competition 2026 และเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันในระดับภูมิภาค

 

ในการแข่งขันระดับภูมิภาคปีนี้ มหาวิทยาลัยซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ได้รับรางวัลชนะเลิศ ขณะที่ทีม Prosper Consulting ตัวแทนประเทศไทยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 พร้อมรับเงินรางวัล 5,000 ดอลล่าร์สหรัฐ (ประมาณ 160,000 บาท) โดยมีทีมจาก Bangladesh University และ University of Colombo ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 และ 3 ตามลำดับ

 

จอร์โจ กัมบา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการกลุ่มลูกค้าธุรกิจ ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย ขอแสดงความยินดีกับทีม Prosper Consulting จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยบนเวทีประกวดแผนธุรกิจระดับนานาชาติ นับเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปีที่ทีมจากไทยสามารถผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศของการแข่งขัน HSBC/HKU Business Case Challenge 2026 ณ ฮ่องกง และสามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้สำเร็จ โดยเข้าใกล้การสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์รายการนี้ให้กับประเทศไทย ความสำเร็จในครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพอันโดดเด่นของนิสิตนักศึกษาไทยบนเวทีระดับโลก

 

“เรามีความภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมพัฒนาศักยภาพของผู้นำทางธุรกิจรุ่นใหม่ของประเทศไทย การประกวดแผนธุรกิจนี้จัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาสร้างเครือข่ายและเข้าถึงโอกาสของโลกธุรกิจระดับโลกที่มีการแข่งขันเข้มข้นมากขึ้น โดยปัจจุบัน นิสิตนักศึกษาที่เคยเข้าร่วมโครงการฯ ในอดีตได้ทำงานในสถาบันการเงินชั้นนำ บริษัทที่ปรึกษา และบรรษัทข้ามชาติระดับโลก รวมถึงมีจำนวนไม่น้อยที่ได้ก่อตั้งธุรกิจของตนเอง โดยพวกเขาเหล่านั้นมักกล่าวถึงการแข่งขันนี้ว่าเป็นแรงผลักดันสำคัญที่วางรากฐานต่อการพัฒนาวิชาชีพของพวกเขา ซึ่งนับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง” จอร์โจ กัมบา กล่าว

 

ด้านภสินี ทองชัชวาล ทีม Prosper Consulting จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ขอขอบคุณธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย ที่จัดการแข่งขัน HSBC Thailand Business Case Competition และมอบโอกาสให้พวกเราได้เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขัน HSBC/HKU Regional Business Case Challenge 2026 ที่ฮ่องกง ซึ่งนับเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง การแข่งขันครั้งนี้ช่วยพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ไขปัญหา การทำงานเป็นทีม และการนำเสนอภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลา พร้อมทั้งเปิดมุมมองใหม่ ๆ ในการแก้ไขโจทย์ธุรกิจระดับนานาชาติ พวกเรารู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่สามารถนำรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 กลับมาสู่ประเทศไทยได้

 

ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเยาวชนไทยในการแข่งขันบนเวทีระดับนานาชาติ และตอกย้ำความมุ่งมั่นของธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย ในการส่งเสริมความรู้ทางการเงินแก่เยาวชน การสนับสนุนการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต เปิดโอกาสการเรียนรู้ระดับสากล และเตรียมความพร้อมให้คนรุ่นใหม่สามารถเติบโตและประสบความสำเร็จในอนาคต

The post นิสิตจุฬาลงกรณ์ฯ คว้ารองแชมป์ แข่งทำแผนธุรกิจระดับโลกในงาน HSBC Thailand Business Case appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์-ทูตฝรั่งเศส ลงนามแผนปฏิบัติการร่วม เสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนไทย – ฝรั่งเศส https://thestandard.co/thailand-france-strategic-partnership/ Sun, 05 Jul 2026 04:07:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1226807 สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส ลงนามแผนปฏิบัติการร่วม

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการก […]

The post สีหศักดิ์-ทูตฝรั่งเศส ลงนามแผนปฏิบัติการร่วม เสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนไทย – ฝรั่งเศส appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส ลงนามแผนปฏิบัติการร่วม

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และฌ็อง โกลด ปวงเบิฟ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ร่วมลงนามแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนไทย – ฝรั่งเศส พ.ศ. 2569 – 2571 โดยมีผู้บริหารกระทรวงฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน

 

แผนปฏิบัติการร่วมฯ ดังกล่าว สะท้อนเจตนารมณ์ของไทยและฝรั่งเศสในการส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนระหว่างกัน โดยกำหนดวิสัยทัศน์และกรอบความร่วมมือจนถึงปี 2571 ครอบคลุมสาขาสำคัญ อาทิ เศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคง เทคโนโลยีและนวัตกรรม การศึกษา และการวิจัย เพื่อนำไปสู่การยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ระหว่างทั้งสองประเทศ

The post สีหศักดิ์-ทูตฝรั่งเศส ลงนามแผนปฏิบัติการร่วม เสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนไทย – ฝรั่งเศส appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมช.คมนาคม ชงงบ 2.4 หมื่นล้าน เปลี่ยนรถสาธารณะเป็น EV กลาง ก.ค. เล็ง DLT พร้อมซัพพอร์ต 2-3 พันล้าน https://thestandard.co/public-transport-ev-conversion/ Sun, 05 Jul 2026 03:03:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1226803 ภาพรถโดยสารสาธารณะไฟฟ้า

วันนี้ (5 กรกฎาคม) สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่ว […]

The post รมช.คมนาคม ชงงบ 2.4 หมื่นล้าน เปลี่ยนรถสาธารณะเป็น EV กลาง ก.ค. เล็ง DLT พร้อมซัพพอร์ต 2-3 พันล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรถโดยสารสาธารณะไฟฟ้า

วันนี้ (5 กรกฎาคม) สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลสู่พลังงานไฟฟ้า โดยเฉพาะกลุ่มรถโดยสารสาธารณะ วงเงิน 24,000 ล้านบาท จากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

 

สิริพงศ์ กล่าวว่า สัปดาห์หน้าจะมีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในชั้นอนุกรรมการ ได้แก่ กระทรวงคมนาคม กระทรวงการคลัง และกรมศุลกากร เพื่อกำหนดรายละเอียดโครงการสำหรับ 7 กลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วม ประกอบด้วย รถแท็กซี่และรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน รถจักรยานยนต์รับจ้าง รถสามล้อหรือรถตุ๊กตุ๊ก รถโดยสารประจำทาง รถโดยสารไม่ประจำทาง รถรับจ้างรับส่งนักเรียน และรถบรรทุกสินค้า รวมเป้าหมาย 80,000 คัน

 

หลังจากนั้น จะเสนอแผนต่อคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ซึ่งมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ภายในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม ก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.)

 

สิริพงศ์ย้ำว่า โครงการดังกล่าวมุ่งสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของรถสาธารณะ ไม่ได้มุ่งช่วยเหลือผู้ประกอบการเป็นหลัก เนื่องจากกระทรวงคมนาคมต้องการลดผลกระทบจากราคาพลังงานที่อาจส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชน

 

เมื่อถูกถามถึงความกังวลต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 9 กรกฎาคม เกี่ยวกับ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รมช.คมนาคม ระบุว่า เชื่อว่าคำวินิจฉัยจะไม่ออกมาในทางลบ เพราะรัฐบาลมั่นใจว่าโครงการดังกล่าวมีความจำเป็นเร่งด่วนตามสถานการณ์ เนื่องจากยังไม่สามารถประเมินได้ว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อหรือกลับเข้าสู่ภาวะปกติเมื่อใด จึงเป็นมาตรการเตรียมพร้อมรับมือวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

 

สิริพงศ์กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากโครงการเปลี่ยนรถสาธารณะเป็น EV ที่จะของบจาก พ.ร.ก.กู้เงินแล้ว กระทรวงคมนาคมยังเตรียมมาตรการช่วยเหลือค่าน้ำมันสำหรับผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะและรถรับจ้าง ภายใต้โครงการ DLT พร้อมซัพพอร์ต วงเงินประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาท เพื่อช่วยตรึงค่าโดยสารไม่ให้กระทบประชาชน โดยจะเป็นหนึ่งในมาตรการระยะที่ 2

 

อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวจะพิจารณาจากสถานการณ์ราคาน้ำมันเป็นสำคัญ เนื่องจากปัจจุบันราคาน้ำมันและค่าโดยสารยังอยู่ในระบบลอยตัว หากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น รัฐบาลจึงอาจนำมาตรการนี้มาใช้ แต่ยืนยันว่าจะไม่เร่งออกมาตรการโดยไม่มีความจำเป็น

The post รมช.คมนาคม ชงงบ 2.4 หมื่นล้าน เปลี่ยนรถสาธารณะเป็น EV กลาง ก.ค. เล็ง DLT พร้อมซัพพอร์ต 2-3 พันล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นิด้าโพลไตรมาส 2 ‘ณัฐพงษ์’ ยังครองอันดับ 1 ‘อนุทิน-ภูมิใจไทย’ คะแนนนิยมร่วง เพื่อไทยไล่จี้ https://thestandard.co/nida-poll-natthapong-anuthin-drop/ Sun, 05 Jul 2026 02:55:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1226785 ภาพประกอบข่าวผลสำรวจนิด้าโพล แสดงภาพ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และ อนุทิน ชาญวีรกูล

วันนี้ (5 กรกฎาคม) ศูนย์สำรวจความคิดเห็น ‘นิด้าโพล’ สถา […]

The post นิด้าโพลไตรมาส 2 ‘ณัฐพงษ์’ ยังครองอันดับ 1 ‘อนุทิน-ภูมิใจไทย’ คะแนนนิยมร่วง เพื่อไทยไล่จี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าวผลสำรวจนิด้าโพล แสดงภาพ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และ อนุทิน ชาญวีรกูล

วันนี้ (5 กรกฎาคม) ศูนย์สำรวจความคิดเห็น ‘นิด้าโพล’ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง ‘การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 2/2569’ ทำการสำรวจระหว่างวันที่ วันที่ 29 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,500 หน่วย

 

จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 26.08 ระบุว่าเป็น ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน)
อันดับ 2 ร้อยละ 21.68 ระบุว่าเป็น อนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)
อันดับ 3 ร้อยละ 11.80 ระบุว่าเป็น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์)
อันดับ 4 ร้อยละ 11.64 ระบุว่าเป็น ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย)
อันดับ 5 ร้อยละ 10.24 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้
อันดับ 6 ร้อยละ 4.08 ระบุว่าเป็น นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม (พรรคไทยภักดี)
อันดับ 7 ร้อยละ 2.72 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย)
อันดับ 8 ร้อยละ 2.56 ระบุว่าเป็น พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ)
อันดับ 9 ร้อยละ 2.16 ระบุว่าเป็น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (พรรคเสรีรวมไทย)
อันดับ 10 ร้อยละ 2.04 ระบุว่าเป็น พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ)

 

อันดับ 11 ร้อยละ 1.32 ระบุว่าเป็น จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย)
และร้อยละ 3.68 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า (พรรคกล้าธรรม) จตุพร บุรุษพัฒน์ (พรรคโอกาสใหม่) นางสาวตรีนุช เทียนทอง (พรรคพลังประชารัฐ) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ วสวรรธน์ พวงพรศรี (พรรคไทรวมพลัง) ชวน หลีกภัย (พรรคประชาธิปัตย์) รังสิมันต์ โรม (พรรคประชาชน) พริษฐ์ วัชรสินธุ (พรรคประชาชน) พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง (พรรคประชาชาติ) มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ศุภจี สุธรรมพันธุ์ (พรรคภูมิใจไทย) สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่) รักชนก ศรีนอก (พรรคประชาชน) นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง (พรรคประชาชน) กรณ์ จาติกวณิช (พรรคประชาธิปัตย์) มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ (พรรคทางเลือกใหม่) วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร (พรรคประชาชน) และสุชาติ ชมกลิ่น (พรรคภูมิใจไทย)

 

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่ประชาชนจะสนับสนุนในวันนี้ พบว่า
อันดับ 1 ร้อยละ 34.80 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน
อันดับ 2 ร้อยละ 17.00 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย
อันดับ 3 ร้อยละ 16.84 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย
อันดับ 4 ร้อยละ 12.68 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์
อันดับ 5 ร้อยละ 5.32 ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้
อันดับ 6 ร้อยละ 2.96 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ
อันดับ 7 ร้อยละ 2.76 ระบุว่าเป็น พรรคไทยภักดี
อันดับ 8 ร้อยละ 2.04 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ
อันดับ 9 ร้อยละ 1.92 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย
อันดับ 10 ร้อยละ 1.60 ระบุว่าเป็น พรรคเสรีรวมไทย
และร้อยละ 2.08 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคกล้าธรรม พรรคพลังประชารัฐ พรรคโอกาสใหม่ พรรคประชาชาติ และพรรคไทรวมพลัง

 

เมื่อเปรียบเทียบกับผลสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งสำรวจเมื่อเดือนมีนาคม 2569 พบว่า ภาพรวมคะแนนนิยมของผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีปรับตัวลดลงเกือบทุกคน โดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ยังคงครองอันดับ 1 แม้คะแนนจะลดลงจากร้อยละ 30.60 เหลือ 26.08 หรือลดลงร้อยละ 4.52 สะท้อนว่ายังรักษาฐานความนิยมไว้ได้ แม้คะแนนจะอ่อนตัวลงจากไตรมาสก่อน

 

ขณะที่ อนุทิน ชาญวีรกูล ยังคงอยู่อันดับ 2 แต่เป็นผู้ที่คะแนนลดลงมากที่สุดในกลุ่มผู้นำ จากร้อยละ 29.40 เหลือ 21.68 หรือลดลงร้อยละ 7.72 ส่งผลให้ช่องว่างระหว่างอันดับ 1 และอันดับ 2 ขยายจากร้อยละ 1.20 ในการสำรวจครั้งก่อน เป็นร้อยละ 4.40 ในการสำรวจครั้งนี้

 

ส่วนอันดับ 3 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีคะแนนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 10.92 เป็น 11.80 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.88 ขณะที่อันดับ 4 ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ มีคะแนนเพิ่มขึ้นมากที่สุดในกลุ่มผู้นำ จากร้อยละ 8.08 เป็น 11.64 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.56 จนมีคะแนนไล่จี้อันดับ 3 เหลือช่องว่างเพียงร้อยละ 0.16

 

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ สัดส่วนประชาชนที่ตอบว่า ‘ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้’ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 8.20 เป็น 10.24 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.04 สะท้อนว่ายังมีประชาชนจำนวนหนึ่งที่ยังไม่ตัดสินใจหรือยังไม่เห็นผู้ที่เหมาะสมสำหรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในสถานการณ์ปัจจุบัน

 

สำหรับคะแนนนิยมพรรคการเมือง เมื่อเปรียบเทียบกับการสำรวจครั้งที่ 1/2569 พบว่า พรรคประชาชน ยังคงครองอันดับ 1 แม้คะแนนจะลดลงจากร้อยละ 35.80 เหลือ 34.80 หรือลดลงร้อยละ 1.00 แต่ยังทิ้งห่างพรรคอันดับ 2 อยู่มาก

 

ด้าน พรรคภูมิใจไทย ซึ่งอยู่ในอันดับ 2 มีคะแนนลดลงจากร้อยละ 26.60 เหลือ 17.00 หรือลดลงร้อยละ 9.60 ถือเป็นพรรคที่คะแนนลดลงมากที่สุดในการสำรวจครั้งนี้ ขณะที่ พรรคเพื่อไทย มีคะแนนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 12.04 เป็น 16.84 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.80 ทำให้ช่องว่างระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทยเหลือเพียงร้อยละ 0.16 จากเดิมที่ห่างกันถึงร้อยละ 14.56 ในการสำรวจครั้งก่อน

 

ขณะที่ พรรคประชาธิปัตย์ มีคะแนนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 11.64 เป็น 12.68 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.04 ส่วนผู้ที่ระบุว่า ‘ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้’ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 4.60 เป็น 5.32 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.72 สะท้อนว่ายังมีประชาชนบางส่วนที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคการเมือง

 

หากพิจารณาพรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็ก พบว่า พรรครวมไทยสร้างชาติ มีคะแนนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.76 เป็น 2.96 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.20 พรรคไทยภักดี เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.28 เป็น 2.76 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.48 พรรคไทยสร้างไทย เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.24 เป็น 1.92 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.68 และพรรคเสรีรวมไทย เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 0.64 เป็น 1.60 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.96 ขณะที่ พรรคเศรษฐกิจ เป็นพรรคเดียวในกลุ่มนี้ที่คะแนนลดลง จากร้อยละ 2.44 เหลือ 2.04 หรือลดลงร้อยละ 0.40

The post นิด้าโพลไตรมาส 2 ‘ณัฐพงษ์’ ยังครองอันดับ 1 ‘อนุทิน-ภูมิใจไทย’ คะแนนนิยมร่วง เพื่อไทยไล่จี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฝรั่งเศส กับชัยชนะที่ไม่ง่ายในเกมที่หนักหน่วง https://thestandard.co/france-mbappe-tough-win-world-cup/ Sun, 05 Jul 2026 02:17:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1226774 คีลิยัน เอ็มบัปเป้ กัปตันทีมชาติฝรั่งเศสกำลังยิงจุดโทษในเกมฟุตบอลโลก 2026

ชัยชนะบางเกมไม่ได้ทำให้ทีมดูยิ่งใหญ่ขึ้นจากความสวยงามขอ […]

The post ฝรั่งเศส กับชัยชนะที่ไม่ง่ายในเกมที่หนักหน่วง appeared first on THE STANDARD.

]]>
คีลิยัน เอ็มบัปเป้ กัปตันทีมชาติฝรั่งเศสกำลังยิงจุดโทษในเกมฟุตบอลโลก 2026

ชัยชนะบางเกมไม่ได้ทำให้ทีมดูยิ่งใหญ่ขึ้นจากความสวยงามของฟุตบอล แต่ทำให้ทีมดูแข็งแกร่งขึ้นจากความสามารถในการอดทนต่อความยากลำบาก

 

ฝรั่งเศสเอาชนะปารากวัย 1-0 ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2026 และผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศได้สำเร็จ

 

แต่หากใครคาดหวังว่าจะได้เห็นเกมรุกอันไหลลื่นเหมือนที่พวกเขาถล่มสวีเดน หรือเห็นการประสานงานของ คีลิยัน เอ็มบัปเป้, ไมเคิล โอลิเซ, อุสมาน เดมเบเล และแนวรุกคนอื่นๆ แบบที่ทำให้ฝรั่งเศสดูเป็นทีมเต็งแชมป์อันดับหนึ่งของทัวร์นาเมนต์ เกมนี้คือภาพที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

 

ที่ฟิลาเดลเฟีย อากาศร้อนแตะ 38 องศาเซลเซียส แต่สิ่งที่ทำให้ฝรั่งเศสต้องเหงื่อตกยิ่งกว่าอุณหภูมิ คือปารากวัยของ กุสตาโว อัลฟาโร ทีมที่ไม่ได้มาเพื่อเล่นฟุตบอลสวยงาม แต่ตั้งใจทำให้เกมนี้กลายเป็นสนามรบ

 

พวกเขายืนระบบ 5-4-1 ต่ำมาก แน่นมาก และพร้อมปะทะในทุกจังหวะ ทุกครั้งที่ผู้เล่นฝรั่งเศสพยายามรับบอลระหว่างไลน์ จะมีเสื้อแดง-ขาวเข้ามากระแทก ดึง ชน หรือกดดันจนเกมของฝรั่งเศสเสียจังหวะไปทีละนิด

 

นี่คือเกมที่ฝรั่งเศสครองบอลแทบทั้งหมด แต่กลับหาทางเข้าพื้นที่สุดท้ายได้น้อยมาก ครึ่งแรกจบลงโดยไม่มีฝ่ายใดยิงตรงกรอบแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งเป็นเพียงครั้งที่สามนับตั้งแต่ปี 1966 ที่เกมรอบน็อกเอาต์ฟุตบอลโลกไม่มีช็อตตรงกรอบในครึ่งแรก

 

ตัวเลขนี้สะท้อนทั้งความยอดเยี่ยมของปารากวัยในการปิดพื้นที่ และความอึดอัดของฝรั่งเศสที่ไม่สามารถยกระดับจังหวะเกมของตัวเองได้

 

ปารากวัยไม่ได้แค่ตั้งรับ แต่พยายามเล่นกับอารมณ์ของฝรั่งเศสด้วย อันเดรส คูบาส ทำฟาวล์เอ็มบัปเป้จากด้านหลังจนเกิดการผลักกัน มาติอัส กาลาร์ซา มีจังหวะกระแทกเอ็มบัปเป้นอกบอล และตลอดทั้งเกมมีการปะทะเล็กๆ น้อยๆ ที่ดูเหมือนถูกออกแบบมาเพื่อยั่วให้ฝรั่งเศสหลุดจากสมาธิ

 

สิ่งที่น่าประหลาดคือ ปารากวัยทำฟาวล์ 13 ครั้ง แต่ไม่โดนใบเหลืองระหว่างเกมเลย ขณะที่ฝรั่งเศสกลับได้ถึง 3 ใบเหลืองจากการทำฟาวล์ 11 ครั้ง นี่จึงไม่ใช่เกมที่ฝรั่งเศสต้องชนะด้วยเทคนิคเท่านั้น แต่ต้องชนะด้วยวุฒิภาวะด้วย

 

ทีมของ ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ อาจมีผู้เล่นที่เร็วกว่า เก่งกว่า และสร้างสรรค์กว่า แต่ในเกมแบบนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการไม่หลุดเข้าไปในกับดักของคู่แข่ง

 

เพราะปารากวัยต้องการให้เกมแตก ต้องการให้จังหวะฟุตบอลกลายเป็นจังหวะปะทะ และต้องการให้ฝรั่งเศสหงุดหงิดจนตัดสินใจผิดพลาด

 

จุดเปลี่ยนของเกมมาจากการเปลี่ยนตัว เดซีเร ดูเอ ลงมาแทน แบรดลีย์ บาร์โคลา และเพียงไม่กี่นาทีหลังจากนั้น เขาก็ทำในสิ่งที่ฝรั่งเศสขาดมาตลอดเกม นั่นคือการพาบอลเข้าใส่กองหลังโดยตรง

 

ดูเอลากบอลเข้าเขตโทษ หลอกผ่านผู้เล่นปารากวัย ก่อนถูก ดิเอโก โกเมซ เสียบล้มลง แม้ผู้ตัดสินจะปฏิเสธในจังหวะแรก แต่ VAR เรียกให้กลับไปดู และสุดท้ายฝรั่งเศสได้จุดโทษ

 

หลังจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของเอ็มบัปเป้ ในเกมที่เขาถูกเตะ ถูกยั่ว และถูกปิดพื้นที่ตลอด 60 กว่านาที กัปตันทีมชาติฝรั่งเศสยังนิ่งพอจะส่ง ออร์แลนโด กิลล์ ไปผิดทาง ก่อนยิงเข้าไปอย่างเยือกเย็น

 

นั่นเป็นประตูที่ทำให้เขายิงครบ 7 ประตูในฟุตบอลโลกครั้งนี้ ขึ้นไปเท่ากับ ลิโอเนล เมสซี ในเส้นทางลุ้นดาวซัลโว และเพิ่มยอดรวมในฟุตบอลโลกเป็น 19 ประตูจาก 20 นัด ไล่ตามสถิติตลอดกาลของเมสซีที่ 20 ประตูแบบหายใจรดต้นคอ

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ ประตูของเอ็มบัปเป้ไม่ได้มาในวันที่เขาเล่นอย่างอิสระหรือโชว์ความเหนือชั้นแบบเกมก่อนๆ แต่มาในวันที่เขาต้องทน ต้องรอ และต้องเลือกตอบโต้คู่แข่งด้วยวิธีที่เจ็บที่สุด นั่นคือการยิงประตูชัย

 

เขาตอบโต้ด้วยการทำประตูนี้โดยไม่ใช่การเอาคืนด้วยอารมณ์ ภาพของเขายิ้มหลังยิงจุดโทษเข้า เหมือนเป็นการบอกปารากวัยว่า เกมนอกสนาม เกมปะทะ หรือเกมยั่วยุทั้งหมด สุดท้ายไม่สำคัญเท่ากับลูกบอลที่กลิ้งเข้าไปในตาข่าย

 

เดส์ชองส์คงรู้สึกคุ้นเคยกับภาพนี้มากกว่าหลายคน เพราะในฟุตบอลโลก 1998 ฝรั่งเศสเคยเจอปารากวัยในรอบน็อกเอาต์ และต้องใช้โกลเดนโกลของ โลรองต์ บล็องก์ กว่าจะผ่านไปได้ ก่อนสุดท้ายจะคว้าแชมป์โลกในบั้นปลาย

 

ครั้งนี้เขาไม่ได้อยู่ในสนามในฐานะกัปตันทีม แต่ยืนอยู่ข้างสนามในฐานะโค้ช และเห็นทีมของตัวเองต้องผ่านบททดสอบแบบเดียวกันอีกครั้ง คือเกมที่ไม่มีพื้นที่ ไม่มีจังหวะสวยงาม และต้องหาทางชนะให้ได้แม้ทุกอย่างไม่เป็นใจ

 

แน่นอน ฝรั่งเศสยังมีสิ่งที่ต้องปรับ เกมนี้พวกเขายิงจากนอกกรอบมากเกินไป ขาดการวิ่งทำทางโดยไม่มีบอลจากแดนกลาง และฟูลแบ็กไม่ได้เติมเกมลึกพอจะดึงแนวรับปารากวัยออกจากพื้นที่อันตราย

 

แต่ในฟุตบอลโลกรอบน็อกเอาต์ ไม่ใช่ทุกเกมที่จะเปิดพื้นที่ให้ทีมใหญ่ได้เล่นฟุตบอลในแบบที่ต้องการ บางเกมต้องชนะด้วยความอดทน บางเกมต้องชนะด้วยลูกนิ่ง จุดโทษ หรือรายละเอียดเล็กๆ เพียงครั้งเดียว

 

ปารากวัยตกรอบ แต่พวกเขาออกจากทัวร์นาเมนต์ด้วยภาพของทีมที่ทำให้ทั้งเยอรมนีและฝรั่งเศสต้องทรมาน พวกเขาอาจเล่นฟุตบอลที่ไม่น่ารักสำหรับคนดูจำนวนมาก และบางจังหวะอาจล้ำเส้นของคำว่าเกมรับที่ดุดันไปไกลเกินไป

 

แต่ต้องยอมรับว่าพวกเขาทำให้ทีมเต็งแชมป์เงียบลงได้นานกว่าทุกทีมในทัวร์นาเมนต์นี้

 

ส่วนฝรั่งเศสเดินหน้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศเพื่อพบโมร็อกโก พร้อมชัยชนะที่อาจไม่งดงาม แต่มีค่ามากในบริบทของทีมลุ้นแชมป์

 

เพราะฟุตบอลโลกไม่ได้ต้องการแค่ทีมที่เล่นดีในวันที่ทุกอย่างไหลลื่น แต่ต้องการทีมที่หาทางชนะได้ในวันที่เกมเต็มไปด้วยความร้อน ความอึดอัด และการยั่วยุ

 

ฝรั่งเศสผ่านวันแบบนั้นมาได้

 

และตราบใดที่เอ็มบัปเป้ยังยิงประตูในเกมที่ยากที่สุดได้เช่นนี้ เส้นทางของพวกเขาในฟุตบอลโลกครั้งนี้ก็ยังน่ากลัวเหมือนเดิม

 

ภาพ: Doug Zimmerman/ISI Photos / Getty Images

The post ฝรั่งเศส กับชัยชนะที่ไม่ง่ายในเกมที่หนักหน่วง appeared first on THE STANDARD.

]]>
โปรแกรมฟุตบอลโลก 2026 (5 กรกฎาคม) https://thestandard.co/world-cup-2026-round-16-2/ Sun, 05 Jul 2026 01:50:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1226770 ภาพกราฟิกโปรแกรมฟุตบอลโลก 2026 รอบ 16 ทีมสุดท้าย คู่บราซิลพบ นอร์เวย์ และเม็กซิโกพบ อังกฤษ

ฟุตบอลโลก 2026 รอบ 16 ทีมสุดท้ายยังเข้มข้นต่อเนื่อง เมื […]

The post โปรแกรมฟุตบอลโลก 2026 (5 กรกฎาคม) appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกโปรแกรมฟุตบอลโลก 2026 รอบ 16 ทีมสุดท้าย คู่บราซิลพบ นอร์เวย์ และเม็กซิโกพบ อังกฤษ

ฟุตบอลโลก 2026 รอบ 16 ทีมสุดท้ายยังเข้มข้นต่อเนื่อง เมื่อ บราซิล ต้องดวลกับ นอร์เวย์ ทีมฟอร์มแรงที่มี เออร์ลิง ฮาลันด์ เป็นตัวอันตรายแดนหน้า ขณะที่อีกคู่ เม็กซิโก เตรียมเจอกับ อังกฤษ ในเกมใหญ่ที่มีตั๋วรอบ 8 ทีมสุดท้ายเป็นเดิมพัน

 

โปรแกรมฟุตบอลโลก 2026 รอบ 16 ทีมสุดท้าย

 

03.00 น. | 🇧🇷 บราซิล พบ นอร์เวย์ 🇳🇴

 

ช่อง MonoMax

 

07.00 น. | 🇲🇽 เม็กซิโก พบ อังกฤษ 🏴

 

ช่อง MonoMax

 

📺 ติดตามการถ่ายทอดสดได้ทาง MonoMax

 


 

ภาพกราฟิกโปรแกรมฟุตบอลโลก 2026 รอบ 16 ทีมสุดท้าย คู่บราซิลพบ นอร์เวย์ และเม็กซิโกพบ อังกฤษ 1

 

The post โปรแกรมฟุตบอลโลก 2026 (5 กรกฎาคม) appeared first on THE STANDARD.

]]>
การไม่ทำอะไรเลย อาจเป็นสิ่งที่เราต้องการมากที่สุด เพื่อฟื้นฟูจิตใจของตนเอง https://thestandard.co/commons-bonfire-do-nothing/ Sat, 04 Jul 2026 12:44:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1226751 ผู้คนนั่งเงียบๆ ในสวนสาธารณะระหว่างกิจกรรม 'นั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย'

ในช่วงเย็นของวันนี้ (4 กรกฎาคม) กลุ่มที่ใช้ชื่อว่า Comm […]

The post การไม่ทำอะไรเลย อาจเป็นสิ่งที่เราต้องการมากที่สุด เพื่อฟื้นฟูจิตใจของตนเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้คนนั่งเงียบๆ ในสวนสาธารณะระหว่างกิจกรรม 'นั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย'

ในช่วงเย็นของวันนี้ (4 กรกฎาคม) กลุ่มที่ใช้ชื่อว่า Commons and Bonfire ได้จัดกิจกรรมเชิญชวนประชาชนและกลุ่มคนวัยทำงาน มารวมตัวกัน ที่ สวนลุมพินี ในเวลา 17.00 – 18.00 น. ภายใต้คอนเซปต์กิจกรรมที่สื่อสารอย่างตรงไปตรงมาว่า ต้องการให้ผู้เข้าร่วม ‘นั่งเฉยๆ โดยไม่ทำอะไรเลย’ เป็นเวลา 1 ชั่วโมงเต็ม

ดูภาพข่าว 

เงื่อนไขสำคัญของการเข้าร่วมกิจกรรมนี้คือ ผู้เข้าร่วมจะต้องงดเว้นการใช้โทรศัพท์มือถือ งดการอ่านหนังสือ งดการจดบันทึก ปราศจากสิ่งรบกวนทุกชนิด และไม่มีภารกิจใดๆ ที่ต้องบรรลุเป้าหมาย โดยรูปแบบของกิจกรรมถูกแบ่งออกเป็น 2 ช่วงหลัก ได้แก่

 

ช่วง 30 นาทีแรก: เป็นการอนุญาตให้ผู้เข้าร่วมนั่งเงียบๆ อยู่กับตัวเองโดยไม่ทำอะไรเลย

 

ช่วง 30 นาทีหลัง: เป็นการเปิดวงพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้สึกที่สัมผัสได้ระหว่างการนั่งเฉยๆ

 

ความน่าสนใจของปรากฏการณ์นี้คือ การฉีกกฎเกณฑ์ของงานอีเวนต์ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง ภายในงานจะไม่มีวิทยากรรับเชิญ ไม่มีกิจกรรมละลายพฤติกรรม ไม่มีการสร้างเครือข่าย ไม่มีเอกสารประกอบ และไม่มีการกำหนดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ แต่อย่างใด

 

ผู้จัดงานระบุว่า กิจกรรมนี้เปิดรับผู้สนใจทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลที่ต้องการพักสมอง หลีกหนีจากหน้าจอ ต่อต้านวัฒนธรรมการทำงานตลอดเวลา หรือเพียงแค่อยากปล่อยให้ตัวเองได้หยุดพักจากการเป็นฟันเฟืองทางเศรษฐกิจชั่วคราว

 

โดยสะท้อนปรัชญาที่น่าสนใจว่า ในวันที่โลกหมุนไปอย่างรวดเร็วและบีบบังคับให้มนุษย์ต้องทำสิ่งต่างๆ ตลอดเวลาการไม่ทำอะไรเลย อาจเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องการมากที่สุดเพื่อฟื้นฟูจิตใจของตนเอง

 

 

ผู้คนนั่งเงียบๆ ในสวนสาธารณะระหว่างกิจกรรม 'นั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย' 1ผู้คนนั่งเงียบๆ ในสวนสาธารณะระหว่างกิจกรรม 'นั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย' 2ผู้คนนั่งเงียบๆ ในสวนสาธารณะระหว่างกิจกรรม 'นั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย' 3ผู้คนนั่งเงียบๆ ในสวนสาธารณะระหว่างกิจกรรม 'นั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย' 4ผู้คนนั่งเงียบๆ ในสวนสาธารณะระหว่างกิจกรรม 'นั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย' 5ผู้คนนั่งเงียบๆ ในสวนสาธารณะระหว่างกิจกรรม 'นั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย' 6ผู้คนนั่งเงียบๆ ในสวนสาธารณะระหว่างกิจกรรม 'นั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย' 7ผู้คนนั่งเงียบๆ ในสวนสาธารณะระหว่างกิจกรรม 'นั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย' 8ผู้คนนั่งเงียบๆ ในสวนสาธารณะระหว่างกิจกรรม 'นั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย' 9ผู้คนนั่งเงียบๆ ในสวนสาธารณะระหว่างกิจกรรม 'นั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย' 10ผู้คนนั่งเงียบๆ ในสวนสาธารณะระหว่างกิจกรรม 'นั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย' 11ผู้คนนั่งเงียบๆ ในสวนสาธารณะระหว่างกิจกรรม 'นั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย' 12ผู้คนนั่งเงียบๆ ในสวนสาธารณะระหว่างกิจกรรม 'นั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย' 13ผู้คนนั่งเงียบๆ ในสวนสาธารณะระหว่างกิจกรรม 'นั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย' 14ผู้คนนั่งเงียบๆ ในสวนสาธารณะระหว่างกิจกรรม 'นั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย' 15ผู้คนนั่งเงียบๆ ในสวนสาธารณะระหว่างกิจกรรม 'นั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย' 16ผู้คนนั่งเงียบๆ ในสวนสาธารณะระหว่างกิจกรรม 'นั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย' 17ผู้คนนั่งเงียบๆ ในสวนสาธารณะระหว่างกิจกรรม 'นั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย' 18ผู้คนนั่งเงียบๆ ในสวนสาธารณะระหว่างกิจกรรม 'นั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย' 19ผู้คนนั่งเงียบๆ ในสวนสาธารณะระหว่างกิจกรรม 'นั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย' 20

The post การไม่ทำอะไรเลย อาจเป็นสิ่งที่เราต้องการมากที่สุด เพื่อฟื้นฟูจิตใจของตนเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ ‘อนุทิน’ ลงพื้นที่อุบลฯ ร่วมสรงน้ำศพ 7 พระธุดงค์มรณภาพ สั่งเร่งเยียวยา-รับฟังเสียงชาวบ้านค้านเปิดด่านชายแดน https://thestandard.co/anutin-ubon-monks-funeral-border-protest/ Sat, 04 Jul 2026 12:22:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1226727 อนุทิน ชาญวีรกูล ร่วมพิธีสรงน้ำศพพระภิกษุที่วัดบ้านน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี

วันนี้ (4 กรกฎาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐม […]

The post นายกฯ ‘อนุทิน’ ลงพื้นที่อุบลฯ ร่วมสรงน้ำศพ 7 พระธุดงค์มรณภาพ สั่งเร่งเยียวยา-รับฟังเสียงชาวบ้านค้านเปิดด่านชายแดน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล ร่วมพิธีสรงน้ำศพพระภิกษุที่วัดบ้านน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี

วันนี้ (4 กรกฎาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม, แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และคณะ ลงพื้นที่ วัดบ้านน้ำขุ่น ตำบลตาเกา อำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อกราบสักการะพระเทพวราจารย์ เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี พร้อมทั้งพบปะให้กำลังใจญาติของพระภิกษุผู้มรณภาพ และร่วมพิธีสรงน้ำศพเพื่อแสดงความอาลัย

ดูภาพข่าว 

เหตุการณ์ความสูญเสียดังกล่าว สืบเนื่องจากอุบัติเหตุรถกระบะพุ่งชนขบวนจาริกธุดงค์ธรรมยาตรา บริเวณบ้านนาสีนวล อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้มีพระภิกษุมรณภาพรวมทั้งสิ้น 7 รูป ประกอบด้วย:

 

  • พระภิกษุโยธิน วรรณศรี
  • พระภิกษุรชต ทองบุราณ
  • พระภิกษุนิคม อังกาบ
  • พระภิกษุศักดา สีลา
  • พระภิกษุสำรวย ระวัง
  • พระภิกษุชัยสอน นันทะสิงห์
  • พระภิกษุยุทธ พงศ์วิเศษ

 

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการพระพุทธศาสนา พร้อมมอบพวงหรีดและเงินช่วยเหลือเบื้องต้น รวมถึงพูดคุยให้กำลังใจครอบครัวและญาติของพระภิกษุผู้มรณภาพ โดยยืนยันว่า รัฐบาลพร้อมให้การดูแลและช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ พร้อมกันนี้ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการเยียวยา และติดตามการดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างรอบด้านและรัดกุม

 

บรรยากาศภายในวัดเป็นไปด้วยความโศกเศร้า โดยมีคณะพระเถรานุเถระ หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และพุทธศาสนิกชนจากหลายพื้นที่ เดินทางมาร่วมประกอบพิธีสรงน้ำศพและแสดงความอาลัยอย่างพร้อมเพรียง เพื่อร่วมส่งดวงวิญญาณของพระภิกษุผู้มรณภาพสู่สุคติ

 

ภายหลังจากเสร็จสิ้นพิธีภายในศาลาการเปรียญ นายกรัฐมนตรีได้เดินออกไปพบปะกับพี่น้องประชาชนที่มาร่วมงานบริเวณเต็นท์ด้านนอก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประชาชนในพื้นที่อำเภอน้ำขุ่นและอำเภอน้ำยืน ที่เคยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

 

กลุ่มประชาชนได้สะท้อนปัญหาและยื่นข้อเสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรี โดยขอร้องไม่ให้รัฐบาลเปิดด่านชายแดนในขณะนี้ เนื่องจากปัจจุบันราคามันสำปะหลังภายในประเทศกำลังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี การเปิดด่านอาจส่งผลกระทบต่อราคาพืชผลทางการเกษตร นอกจากนี้ ยังได้เชิญชวนให้นายกรัฐมนตรีหาโอกาสลงพื้นที่เยี่ยมชมบริเวณช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้รับฟังข้อเสนอและรับปากประชาชนก่อนที่จะเดินทางกลับไปปฏิบัติภารกิจต่อไป

 

 

อนุทิน ชาญวีรกูล ร่วมพิธีสรงน้ำศพพระภิกษุที่วัดบ้านน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี 1อนุทิน ชาญวีรกูล ร่วมพิธีสรงน้ำศพพระภิกษุที่วัดบ้านน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี 2อนุทิน ชาญวีรกูล ร่วมพิธีสรงน้ำศพพระภิกษุที่วัดบ้านน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี 3อนุทิน ชาญวีรกูล ร่วมพิธีสรงน้ำศพพระภิกษุที่วัดบ้านน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี 4

The post นายกฯ ‘อนุทิน’ ลงพื้นที่อุบลฯ ร่วมสรงน้ำศพ 7 พระธุดงค์มรณภาพ สั่งเร่งเยียวยา-รับฟังเสียงชาวบ้านค้านเปิดด่านชายแดน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปูพรมค้นรังชายเสื้อฮู้ดคดีแอร์สาวลอบขนยา ยึดหลักฐานเฮโรอีนติดกระเป๋าช้าง เร่งล่าตัวการลับ ‘รินริน’ https://thestandard.co/police-search-hooded-man-drug-bust/ Sat, 04 Jul 2026 12:02:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1226719 ภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้นห้องพักของชายเสื้อฮู้ด ผู้ต้องหาคดีลอบขนยาเสพติด

วันนี้ (4 กรกฎาคม) พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำร […]

The post ปูพรมค้นรังชายเสื้อฮู้ดคดีแอร์สาวลอบขนยา ยึดหลักฐานเฮโรอีนติดกระเป๋าช้าง เร่งล่าตัวการลับ ‘รินริน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้นห้องพักของชายเสื้อฮู้ด ผู้ต้องหาคดีลอบขนยาเสพติด

วันนี้ (4 กรกฎาคม) พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร.) นำกำลังเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สืบสวนขยายผล กรณีการจับกุม อุทัย (ชายสวมเสื้อฮู้ดสีน้ำเงิน) ผู้ต้องหาที่ปรากฏภาพในกล้องวงจรปิดขณะนำพัสดุซุกซ่อนยาเสพติดไปส่งให้ มินา พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ก่อนที่ฝ่ายหญิงจะถูกทางการออสเตรเลียจับกุมเมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา

ดูภาพข่าว 

พล.ต.อ.สำราญ พร้อมด้วยคณะทำงานระดับสูง ได้นำกำลังเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 3 จุด ในเขตอำเภออุทัย และอำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมุ่งเน้นไปที่ห้องพักของอุทัยภายในอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและขยายผลทลายเครือข่าย

 

จากการตรวจค้นภายในห้องพัก เจ้าหน้าที่พบวัตถุพยานสำคัญหลายรายการ ได้แก่ ผ้าลายช้างที่ถูกตัดออกจากสภาพกระเป๋าจำนวน 8 ผืน รวมถึงเศษผ้าที่ถูกตัดเป็นริ้วจำนวนมาก และพบผงสีขาวต้องสงสัยตกหล่นอยู่

 

เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานได้ทำการเก็บตัวอย่างผงสีขาวดังกล่าวที่ติดอยู่ตามเศษผ้าไปตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งผลการตรวจเบื้องต้นยืนยันชัดเจนว่าเป็นยาเสพติดประเภทเฮโรอีน นอกจากนี้ ยังตรวจยึดเงินสด โทรศัพท์มือถือ กระเป๋าสตางค์ เสื้อผ้า และกระเป๋าเป้ ซึ่งมีลักษณะตรงกับที่อุทัยสวมใส่ในวันที่นำพัสดุไปส่งให้กับ มินา โดยเจ้าหน้าที่จะนำไปตรวจสอบอย่างละเอียดต่อไป

 

พล.ต.อ.สำราญ เปิดเผยผลการสอบสวนเบื้องต้นว่า อุทัย ผู้ต้องหา เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ม้งจากจังหวัดน่าน ซึ่งเดินทางมาเช่าห้องพักในจุดที่เข้าตรวจค้น โดยผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ทราบมาตั้งแต่ต้นแล้วว่าภายในพัสดุดังกล่าวบรรจุยาเสพติด

 

อุทัยให้การถึงพฤติการณ์ว่า เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 ได้เดินทางไปรับกระเป๋าจากบุคคลที่ปกปิดใบหน้าในพื้นที่อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา โดยแบ่งเป็นกระเป๋าลายช้าง 4 ตัว จำนวน 12 ใบ และลายช้าง 2 ตัว จำนวน 6 ใบ ซึ่งภายในถูกซุกซ่อนเฮโรอีนมาเรียบร้อยแล้ว จากนั้นได้โดยสารรถทัวร์เข้าสู่กรุงเทพมหานคร เพื่อนำของมาพักเก็บไว้ที่ห้องพักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก่อนจะนำไปส่งที่คอนโดมิเนียมย่านบางนา โดยรับสารภาพว่าเคยก่อเหตุในลักษณะนี้มาแล้วถึง 3 ครั้ง

 

ผู้ต้องหาให้การเพิ่มเติมว่า ภายหลังจากทราบข่าวทางหน้าสื่อว่า มินา ถูกทางการออสเตรเลียจับกุม จึงได้นำเฮโรอีนที่เหลือไปทิ้ง พร้อมทั้งนำกระเป๋าบางส่วนไปทิ้งกระจายตามจุดต่างๆ เพื่อทำลายหลักฐาน สำหรับของกลางที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบในห้องพักวันนี้ เป็นวัสดุที่ผู้ต้องหานำกลับคืนมาจากการนำไปส่งแล้วไม่มีผู้รับช่วงขนต่อ

 

ซึ่งสอดคล้องกับผลการตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ยังคงพบคราบเฮโรอีนตกค้างภายในกระเป๋าในระดับความเข้มข้นที่สามารถยืนยันได้

 

สำหรับการขยายผลถึงผู้ว่าจ้าง อุทัยให้การว่า ได้รับการติดต่อจากบุคคลสัญชาติไทยผ่านแอปพลิเคชันไลน์ (LINE) แบบกลุ่ม โดยจำชื่อจริงไม่ได้ เนื่องจากผู้ว่าจ้างใช้ชื่อบัญชีในลักษณะนามแฝงหรือชื่อโค้ด เช่น รินริน

 

ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งตรวจสอบข้อมูลทางเทคโนโลยีและเส้นทางการเงิน เพื่อสืบสวนขยายผลและติดตามจับกุมผู้สั่งการ ตลอดจนเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติกลุ่มนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป

 

 

ภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้นห้องพักของชายเสื้อฮู้ด ผู้ต้องหาคดีลอบขนยาเสพติด 1ภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้นห้องพักของชายเสื้อฮู้ด ผู้ต้องหาคดีลอบขนยาเสพติด 2ภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้นห้องพักของชายเสื้อฮู้ด ผู้ต้องหาคดีลอบขนยาเสพติด 3ภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้นห้องพักของชายเสื้อฮู้ด ผู้ต้องหาคดีลอบขนยาเสพติด 4

The post ปูพรมค้นรังชายเสื้อฮู้ดคดีแอร์สาวลอบขนยา ยึดหลักฐานเฮโรอีนติดกระเป๋าช้าง เร่งล่าตัวการลับ ‘รินริน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>