News – THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 16 Sep 2026 02:16:58 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 กว่างซีจ้วง ประตูเชื่อมวัฒนธรรมจีน-อาเซียน ด้วยเสียงดนตรี https://thestandard.co/guangxi-china-asean-cultural-economic-hub/ Wed, 16 Sep 2026 02:16:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1255577 ภาพการแสดงดนตรีพื้นเมืองของชนเผ่าจ้วงในงานแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่กว่างซีจ้วง

วานนี้ (15 กันยายน) ผู้สื่อข่าว THE STANDARD ร่วมคณะสื่ […]

The post กว่างซีจ้วง ประตูเชื่อมวัฒนธรรมจีน-อาเซียน ด้วยเสียงดนตรี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการแสดงดนตรีพื้นเมืองของชนเผ่าจ้วงในงานแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่กว่างซีจ้วง

วานนี้ (15 กันยายน) ผู้สื่อข่าว THE STANDARD ร่วมคณะสื่อมวลชนอาเซียนเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยศิลปะกว่างซี (Guangxi Arts University) และพิพิธภัณฑ์ดนตรีชนชาติกว่างซี (Guangxi Ethnic Music Museum) ในเมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ประเทศจีน ในโครงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ASEAN Media Workshop จัดโดย China International Press Commission Center (CIPCC)

 

หลังการขับร้องเพลงประสานเสียงของชาวพื้นเมืองตามประเพณีเพื่อต้อนรับคณะสื่อมวลชนจากอาเซียนแล้ว ทางคณะยังได้ชมการแสดงดนตรีและการขับร้องเพลงพื้นเมืองชุดต่างๆ ของชนเผ่าจ้วง รวมถึงชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ในจีน ตลอดจนการแสดงทางศิลปะและวัฒนธรรมของชนชาติอาเซียนหลายประเทศ เช่น ไทย, เวียดนาม, สปป.ลาว, อินโดนีเซีย และมาเลเซีย สร้างบรรยากาศที่ครื้นเครงและสนุกสนาน

 

นอกจากการแสดงทางศิลปวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองแล้ว ที่นี่ยังมีการจัดแสดงเครื่องดนตรีพื้นเมืองโบราณรวมกว่า 1,600 ชิ้น เช่น พิณสายเดียว (ตู๋เสียนฉิน) และกลองสำริด เป็นต้น โดยบางชิ้นมีอายุเก่าแก่หลายพันปี

 

ศาสตราจารย์หลี่เทียนเซิ่งแห่งมหาวิทยาลัยศิลปะกว่างซีให้ข้อมูลกับเราว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้มีนักศึกษาทั้งจากจีนและชาติอาเซียนมาศึกษานับหมื่นคน ปัจจุบันมีคณาจารย์ต่างชาติจาก 8 ประเทศมาสอนและวิจัย ประกอบด้วยอาจารย์จากไทย มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย ฝรั่งเศส แคนาดา สหรัฐอเมริกา และเกาหลีใต้ โดยแต่ละปียังมีการพานักศึกษาออกไปแสดงตามประเทศต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมด้วย

 

เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงตั้งอยู่ทางใต้ของประเทศจีนและอยู่ในเส้นทางสายไหมใหม่ มีกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ อาศัยรวม 12 กลุ่ม แต่ที่มีมากที่สุดคือชนเผ่าจ้วง กว่างซียังถือเป็นประตูเชื่อมสู่ภูมิภาคอาเซียน โดยมีเมืองหนานหนิงเป็นศูนย์กลางที่สำคัญ นอกจากนี้ยังมีเมืองชินโจวที่ตั้งอยู่ปากอ่าวเป่ยปู้เป็นเมืองท่าสำคัญที่เชื่อมการค้าทางทะเลอีกด้วย โดยข้อมูลจากทางการจีนระบุว่า ในปี 2025 กว่างซีมีขนาด GDP 2.63 ล้านล้านหยวน เป็นพื้นที่ที่ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในภาคการเกษตร ป่าไม้ ประมง และธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก

 

ภาพ: คมปทิต คงศักดิ์ศรีสกุล

 

ภาพการแสดงดนตรีพื้นเมืองของชนเผ่าจ้วงในงานแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่กว่างซีจ้วง 1ภาพการแสดงดนตรีพื้นเมืองของชนเผ่าจ้วงในงานแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่กว่างซีจ้วง 2ภาพการแสดงดนตรีพื้นเมืองของชนเผ่าจ้วงในงานแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่กว่างซีจ้วง 3ภาพการแสดงดนตรีพื้นเมืองของชนเผ่าจ้วงในงานแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่กว่างซีจ้วง 4ภาพการแสดงดนตรีพื้นเมืองของชนเผ่าจ้วงในงานแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่กว่างซีจ้วง 5ภาพการแสดงดนตรีพื้นเมืองของชนเผ่าจ้วงในงานแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่กว่างซีจ้วง 6ภาพการแสดงดนตรีพื้นเมืองของชนเผ่าจ้วงในงานแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่กว่างซีจ้วง 7ภาพการแสดงดนตรีพื้นเมืองของชนเผ่าจ้วงในงานแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่กว่างซีจ้วง 8ภาพการแสดงดนตรีพื้นเมืองของชนเผ่าจ้วงในงานแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่กว่างซีจ้วง 9ภาพการแสดงดนตรีพื้นเมืองของชนเผ่าจ้วงในงานแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่กว่างซีจ้วง 10ภาพการแสดงดนตรีพื้นเมืองของชนเผ่าจ้วงในงานแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่กว่างซีจ้วง 11ภาพการแสดงดนตรีพื้นเมืองของชนเผ่าจ้วงในงานแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่กว่างซีจ้วง 12ภาพการแสดงดนตรีพื้นเมืองของชนเผ่าจ้วงในงานแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่กว่างซีจ้วง 13ภาพการแสดงดนตรีพื้นเมืองของชนเผ่าจ้วงในงานแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่กว่างซีจ้วง 14ภาพการแสดงดนตรีพื้นเมืองของชนเผ่าจ้วงในงานแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่กว่างซีจ้วง 15ภาพการแสดงดนตรีพื้นเมืองของชนเผ่าจ้วงในงานแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่กว่างซีจ้วง 16

The post กว่างซีจ้วง ประตูเชื่อมวัฒนธรรมจีน-อาเซียน ด้วยเสียงดนตรี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องโอกาสในตลาดหุ้นจีน เมื่อโลกกำลังจัดระเบียบเงินทุน https://thestandard.co/china-stock-global-capital-reallocation/ Wed, 16 Sep 2026 01:50:55 +0000 https://thestandard.co/china-stock-global-capital-reallocation/ ภาพประกอบแสดงกราฟตลาดหุ้นจีนและทิศทางการลงทุนทั่วโลก

ตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญกับ ‘แรงเทขายบอนด์’ อย่างหนักตล […]

The post ส่องโอกาสในตลาดหุ้นจีน เมื่อโลกกำลังจัดระเบียบเงินทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงกราฟตลาดหุ้นจีนและทิศทางการลงทุนทั่วโลก

ตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญกับ ‘แรงเทขายบอนด์’ อย่างหนักตลอดช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา หรือนี่เป็นสัญญาณวิกฤติโลกที่ไม่ได้หยุดแค่ตลาดหุ้นเท่านั้น แต่มันกำลังบ่งชี้ถึงความกลัวของตลาดกำลังย้ายฝั่ง

 

 

‘พันธบัตรรัฐบาล’ หรือบอนด์ (Bond) เป็นสินทรัพย์ที่ถูกมองว่า ‘ปลอดภัยที่สุด’ ของโลก โดยเฉพาะพันธบัตรระยะยาว และเมื่อไหร่ที่เราเห็นการพุ่งขึ้นของ Bond Yield เกิดขึ้น นั่นหมายความว่า พันธบัตรกำลังถูกเทขายและราคาตกลง

 

คำถามสำคัญ… ตลาดกำลังส่งสัญญาณเตือนอะไร? แล้วเงินโลกกำลังเปลี่ยนทิศไปทางไหน และเมื่อมองกลับมาที่พอร์ตลงทุนของตัวเอง เราจะรอดมั้ย?

 

เมื่อสภาพคล่องโลกไม่ได้ไหลเหมือนเดิม

 

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังปะทะกันรุนแรง หลังจากที่สหรัฐฯ กับอิหร่านไม่สามารถเจรจาบรรลุข้อตกลงสันติภาพร่วมกันได้ สหรัฐฯ งัดไม้ตายประกาศ ‘คว่ำบาตรเศรษฐกิจ’ อิหร่าน ฝั่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซใหม่ กดดันราคาน้ำมันดีดขึ้นแรงเฉียด 100 ดอลลาร์/บาร์เรล จากที่ก่อนหน้ารอบนี้ลดลงมาอยู่ที่ระดับกว่า 80 ดอลลาร์/บาร์เรล

 

นี่คือต้นเหตุของความเสี่ยงเงินเฟ้อรอบใหม่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก เพราะหากราคาน้ำมันยืนสูงต่อเนื่อง ต้นทุนจะไหลผ่านทั้งระบบเศรษฐกิจทั่วโลกครับ และนี่คือสิ่งที่ตลาดกำลังกลัวครับ

 

เมื่อไหร่ที่เงินเฟ้อสหรัฐฯ กลับมา ดอกเบี้ยก็อาจจะไม่ลงได้อย่างที่ตลาดคาดหวังไว้หลายเดือนก่อนหน้า และอาจจะแย่กว่านั้น คือ ดอกเบี้ยอาจจะต้องขึ้นด้วยซ้ำ ขณะที่ ‘เควิน วอร์ช’ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ยังไม่มีท่าทีจะส่งสัญญาณดอกเบี้ยนโยบายออกมา

 

ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ มีความเสี่ยงด้านหนี้สาธารณะสะสมสูง 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แล้ว และในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 นี้จะต้องออกพันธบัตรเพื่อไถ่ถอนตัวที่หมดอายุและออกเพิ่มลอตใหม่อีกเพื่อชดเชยปัญหาขาดดุลงบประมาณ ประกอบกับปัจจัยแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขึ้น ทำให้นักลงทุนต้องการเรียกร้องผลตอบแทนของพันธบัตรใหม่ที่สูงกว่าชุดเดิม เพื่อชดเชยความเสี่ยงที่สูงขึ้น

 

จากปัจจัยความเสี่ยงหลักๆ ของเงินเฟ้อและหนี้สาธารณะสหรัฐฯ จึงทำให้นักลงทุนเทขายบอนด์ในตลาดออก กดดัน Bond Yield ที่พุ่งขึ้น โดยเฉพาะอายุ 10 ปี ทะลุ 4.8% สูงสุดในรอบ 2 ปี และอายุ 30 ปี พุ่งแตะ 5.3% ในรอบ 20 ปี ตัวเลขนี้กำลังจะเป็นต้นทุนทางการเงินของทั้งระบบ ซึ่งไม่ใช่แค่รัฐบาลสหรัฐฯ ที่จะมีต้นทุนที่สูงขึ้นสำหรับพันธบัตรที่จะออกใหม่ แต่ยังไปตกหนักกับหุ้นกู้ภาคเอกชนด้วย

 

เพราะถ้าพันธบัตรรัฐบาลให้ผลตอบแทนสูงและมีความเสี่ยงต่ำ ย่อมไม่มีนักลงทุนอยากมาถือหุ้นกู้ภาคเอกชนมีผลตอบแทนน้อย ทั้งๆ ที่ความเสี่ยงสูงกว่าอยู่แล้ว

 

สิ่งที่เราจะเห็นคือ บริษัทเอกชนที่ต้องการระดมทุนไม่ว่าจะออกหุ้นกู้ สินเชื่อก็ตาม อาจต้องแบกภาระต้นทุนเงินที่สูงขึ้นทันที แปลว่า ‘กำไร’ ของบริษัทย่อมลดลง แนวโน้มแผนลงทุนถูกชะลอ เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว นี่คือแรงกระแทกตลาดหุ้น

 

และอีกแรงกระแทกที่จะเห็น คือ ถ้าเงินฝากหรือพันธบัตรให้ผลตอบแทนสูงภายใต้ความเสี่ยงที่ต่ำ เมื่อเทียบกับหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงกว่า แต่ได้ผลตอบแทนที่คาดหวังไม่ต่างจากพันธบัตรมากนัก เงินก็ย่อมไหลออกจากตลาดหุ้น

 

นี่คือภาพ Bond Yield กำลังกดดันตลาดหุ้นเป็นคลื่นใต้น้ำครับ ผมไม่ได้บอกว่า

 

ภาคธุรกิจจะแย่ลงทันทีนะครับ เพราะปัจจุบันยังเห็นผลประกอบการของบริษัทในตลาดสหรัฐฯ และหลายๆ ประเทศออกมาแข็งแกร่งอยู่ ส่วนในระยะข้างหน้ายังไม่แน่นอนครับ

 

แต่สิ่งที่ผมกำลังจะพูดถึง คือ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ขึ้นมาแรงต่อเนื่องหลายปี นักลงทุนที่เคยยอมจ่าย แม้หุ้นจะมี Valuation แพง และ PE สูงก็ตาม แต่หากทุกอย่างไม่เหมือนเดิม ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นย่อมต้องประเมินราคาใหม่ ไม่ว่า Valuation ที่อาจต้องลดลง และ PE ถูกบีบโดยเฉพาะ Growth Stock ซึ่งเงินอาจจะไหลออกจากตลาดหุ้น

 

ช่วงที่ผ่านมาหลังหมดข่าวผลประกอบการของบริษัทแล้ว จึงเห็นตลาดหุ้นสามวันดีสี่วันไข้ เพราะในวันที่ตลาดพุ่งทำนิวไฮรับข่าวดีผลประกอบการออกมาแข็งแกร่ง แต่ถ้าปัจจัยรอบด้านอึมครึม ตลาดก็จะอ่อนแรงไร้ทิศทางอย่างที่เห็น

 

สถานการณ์โลกกำลังสะท้อนว่า ภาวะที่เงินทุนไม่ได้ไหลไปตามคำว่า ‘ตลาดไหนผลตอบแทนดี’ อย่างเดียว แต่กำลังถูกกำหนดโดย ดอกเบี้ย เงินเฟ้อ ค่าเงิน ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และการจัดระเบียบเงินทุนข้ามประเทศมากขึ้น

 

ถามว่า โลกกำลัง ‘จัดระเบียบเงินทุน’ อย่างไร?

 

เรากำลังเห็น 4 ปรากฏการณ์พร้อมกัน อย่างแรก สหรัฐฯ ต้องการรักษาเงินทุนในระบบตัวเอง แต่เมื่อ Bond Yield สูงขึ้นจากแรงกดดันเงินเฟ้อและภาระหนี้ ทำให้ต้นทุนการถือสินทรัพย์สหรัฐฯ เปลี่ยนไป

 

อย่างที่สอง ญี่ปุ่นกำลังดึงเงินทุนกลับ วันนี้เงินเยนแข็งขึ้นอย่างรวดเร็วหลังธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เข้าแทรกแซง และตลาดคาดการณ์ BOJ จะขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ความเสี่ยงที่ Yen Carry Trade Unwind กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง

 

อย่างที่สาม ยุโรปกำลังเผชิญเงินเฟ้อจากราคาพลังงานสูง

 

ราคาน้ำมัน Brent กลับขึ้นเหนือ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล กระทบต่อเงินเฟ้อสูง ทำให้ตลาดต้องประเมินทิศทางดอกเบี้ยใหม่ ซึ่งมีโอกาสที่จะต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเกิดขึ้นเช่นกัน

 

อย่างที่สี่ จีนกำลังสร้างระบบเงินทุนของตัวเองมากขึ้น

 

จีนไม่ได้รอเงินต่างชาติอย่างเดียว แต่กำลังใช้เงินทุนภายในประเทศ รัฐบาลเติมทุนให้ และเงินหยวนนอกประเทศ (RMB Internationalization) เป็นเครื่องมือสำคัญ

 

นี่คือจุดที่ทำให้หุ้นจีนแตกต่างจากตลาด Emerging Markets อื่นๆ

 

สรุป สภาพคล่องโลกไม่ได้ ‘ตึง’ แบบเดียวกันทุกประเทศครับ

 

วันที่เงินหยวนจีนสะพัดนอกประเทศ – หุ้นจีนพ้นจุดต่ำสุด

 

เมื่อเร็วๆ นี้ คุณน่าจะได้ยินข่าวจีนเข้าซื้อบอนด์สหรัฐฯ จำนวนมากถึง 6 แสนล้านดอลลาร์ท่ามกลางตลาดเทขายบอนด์กัน

 

คงสงสัยกันว่า ทำไมจีนถึงเข้าซื้อบอนด์สวนตลาด? และ ‘สภาพคล่องจีน’ เป็นอย่างไรกันแน่?

 

ผมขออธิบายให้เห็นภาพ ธนาคารพาณิชย์จีนกลับเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นท่ามกลางภาวะสินเชื่อที่ซบเซา จึงต้องปรับกลยุทธ์โยกเงินมาลงทุนในสินทรัพย์ภาครัฐต่างประเทศ

 

ลองนึกดู Bond Yield ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี อยู่ที่ระดับสูงราว 4.85% ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลจีน 10 ปี อยู่ที่ระดับต่ำ 1.68% เท่ากับได้ส่วนต่างผลตอบแทนกว้างถึง 3.17% เป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเพิ่มแรงจูงใจให้เงินทุนบางส่วนเคลื่อนออกจากจีนไปหาสินทรัพย์ดอลลาร์

 

อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลรายงานว่านักลงทุนทั่วโลกเพิ่มเงินในกองทุน Money Market จำนวนถึง 4.6 แสนล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 2 ก.ย.นี้ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นเดือน ส.ค. 2026 สะท้อนการพักเงินและรอดูสถานการณ์มากกว่าการไล่ซื้อสินทรัพย์เสี่ยง

 

เงินทุนโลกกำลังมีแรงจูงใจให้ลดความเสี่ยงในจีน และโยกเข้าสินทรัพย์ดอลลาร์

 

โดยเฉพาะพันธบัตรสหรัฐฯ ระยะสั้น-กลาง และสินทรัพย์สภาพคล่องสูง ขณะที่พันธบัตรระยะยาวได้รับความสนใจน้อยกว่า เพราะ Yield สูงและความเสี่ยงดอกเบี้ยสูงขึ้น

 

สำหรับประเด็นสภาพคล่องของจีนนั้น ตอนนี้รัฐบาลกำลังพยายามเติมทุนเข้าสู่ระบบการเงิน

 

ล่าสุดรัฐบาลจีนเตรียมอัดฉีดเงินประมาณ 360,000 ล้านหยวน หรือราว 54,000 ล้านดอลลาร์ ให้กับธนาคารรัฐและบริษัทประกันเพื่อเสริมฐานเงินทุนและสนับสนุนการขยายสินเชื่อและเศรษฐกิจ

 

ขณะเดียวกัน จีนกำลังมีการเติบโตของตลาดทุนอย่างเห็นได้ชัด โดยตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (HKEX) ระบุว่าในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2026 มูลค่าการระดมทุนผ่าน IPO เพิ่มขึ้น 153% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) ขณะที่มูลค่าการระดมทุนรวมเพิ่มขึ้น 76%

 

โดยภาพรวม Fund Flow ของจีนมีทั้งเข้าและออก นักลงทุนจีนในประเทศเคยเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดฮ่องกง ข้อมูลในไตรมาสแรกของปี 2026 นักลงทุนจีนแผ่นดินใหญ่ไหลเข้าสุทธิในตลาดฮ่องกงจำนวนมากกว่า 2.2 แสนล้านดอลลาร์ฮ่องกง และเน้นหุ้นเทคโนโลยีและสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer)

 

แต่ล่าสุดภาพกลับเริ่มซับซ้อนขึ้น มีรายงานว่า ETF ในจีนที่ลงทุนในหุ้นฮ่องกงมีเงินไหลออกประมาณ 25,000 ล้านหยวน (ราว 29.2 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง) ในสัปดาห์เดียว ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

 

ดังนั้น จีนอาจไม่ได้ขาด ‘เงิน’ เพียงแต่กำลังมีปัญหาว่าเงินกำลังหมุนระหว่างตลาดหุ้น A-Share ตลาดหุ้นฮ่องกง ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดเงิน (Money Market) และพันธบัตรตามระดับความเสี่ยงและผลตอบแทน

 

แต่อย่างไรก็ตาม วันนี้ค่าเงินดอลลาร์เองกำลังอ่อนลง และเงินหยวนแข็งค่าขึ้น ซึ่งทำให้ภาพของ Capital Flow แตกต่างจากวัฏจักรก่อนๆ

 

‘RMB กำลังเปลี่ยนบทบาท’ มีข้อมูลน่าสนใจว่า ปี 2026 การกู้ยืมในสกุลเงินหยวนนอกประเทศทำสถิติสูงสุด โดยยอด offshore RMB borrowing แตะประมาณ 1 ล้านล้านหยวน หรือเกือบ 1.5 แสนล้านดอลลาร์

 

เหตุผลสำคัญคือ ต้นทุนเงินหยวนต่ำกว่าดอลลาร์มาก จึงเริ่มเห็น RMB ถูกใช้เป็น funding currency

 

หาก RMB กลายเป็นแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำมากขึ้น เงินทุนในระบบการเงินจีนอาจไม่ได้มีบทบาทเฉพาะในประเทศ แต่สามารถเชื่อมต่อกับตลาดทุนเอเชียและตลาดโลกมากขึ้น

 

ฝั่งตลาดหุ้นจีนเริ่มส่งสัญญาณก้าวพ้นจุดต่ำสุด (Reflation) มุมมองของนักลงทุนสถาบันต่างชาติ อาทิ UBS และ J.P. Morgan เริ่มกลับมาเพิ่มสัดส่วนและมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นจีน เนื่องจาก Valuation (ระดับราคา) ยังค่อนข้างถูก และคาดการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียน (Earnings Growth) มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยถึง 13% กลุ่มเด่นคือ Deep Tech, ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Advanced Manufacturing

 

แม้ปัจจุบันเศรษฐกิจจีนอยู่ในภาวะฟื้นตัวแบบ K-Shaped โดยภาคการส่งออกและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่ง ขณะที่การบริโภคภายในประเทศและภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในช่วงครึ่งแรกของปีขยายตัวราว 4.7% ถึง 5.0% ซึ่งยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมาย GDP ของรัฐบาลเติบโตที่ 4.5% – 5.0%

 

สำหรับนโยบายขับเคลื่อนประเทศในระยะยาว จีนกำลังก้าวเข้าสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปีฉบับที่ 15 เน้นนโยบายเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการพึ่งพาเทคโนโลยีของตนเอง มุ่งสู่การเติบโตเชิงคุณภาพในระยะยาว ที่โลกเฝ้าจับตาจีนจะสามารถแซงสหรัฐฯ ขึ้นเบอร์หนึ่งของโลกได้อย่างไรและเมื่อไร

 

แต่จีนยังมีความเสี่ยงสำคัญที่ต้องระวัง

 

  • ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้า ทั้งข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงมาตรการกำแพงภาษี (Tariffs) รอบใหม่ๆ เป็นปัจจัยหลักที่จะกดดัน Sentiment ของตลาดหุ้นจีนและกระทบกลุ่มส่งออกได้
  • กำลังซื้อในประเทศฟื้นตัวช้า ตลาดแรงงานที่ยังคงเปราะบางส่งผลให้ภาคการบริโภคภายในประเทศรวมถึงอสังหาริมทรัพย์ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
  • ตลาดหุ้นจีนโดยเฉพาะ A-Shares มีสัดส่วนของนักลงทุนรายย่อยภายในประเทศค่อนข้างสูง ทำให้อาจเกิดแรงเทขายหรือแรงซื้อตามกระแสอย่างรุนแรงในระยะสั้น
  • ความไม่แน่นอนเชิงนโยบายและกำกับดูแล แม้ปัจจุบันรัฐบาลจีนจะเน้นมาตรการผ่อนคลายและกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น แต่ยังต้องติดตามนโยบายการควบคุมอุตสาหกรรมเฉพาะส่วน เช่น กลุ่มแพลตฟอร์มออนไลน์ กลุ่มพลังงาน ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้

 

ตอนนี้หุ้นจีนควร ‘ลงทุนหรือยัง?’ ผมมอง 3 Scenario

 

กรณีแรก ‘เป็นบวก’ ตลาดเงินโลกผ่อนคลาย คือ ถ้าเฟดไม่ขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ Bond Yield สหรัฐฯ ลด ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อน สภาพคล่องโลกดีขึ้น ตลาดหุ้นจีนและฮ่องกงมีโอกาสได้รับประโยชน์ โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI และสินค้าบริโภค

 

กรณีที่ 2 ‘เป็นกลาง’ ตลาดเงินโลกยังตึง แต่จีนยังอัดฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ ช่วยสนับสนุนตลาดทุน และรัฐบาลเติมทุน เงินหยวนแข็งค่า ตลาดหุ้นจีนสามารถไปต่อได้ด้วยสภาพคล่องภายในประเทศ Scenario นี้น่าสนใจที่สุดสำหรับหุ้นจีน

 

กรณีที่ 3 แย่สุด ตลาดเงินโลกช็อก หากน้ำมันสูง เงินเฟ้อสูง เฟดจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย กระทบ Bond Yield สหรัฐฯ พุ่งสูง เงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่า เราจะเห็น

 

เม็ดเงินอาจกลับเข้าสินทรัพย์ดอลลาร์ ส่วนหุ้นจีนและตลาดเกิดใหม่ (EM) เผชิญแรงกดดัน แม้ว่าจีนจะเติมสภาพคล่องในประเทศก็ตาม

 

จัดพอร์ตรับมือโลกจัดระเบียบเงินทุนใหม่ ‘Global Capital Reallocation’

 

เมื่อโลกมีแต่ข่าวรายวันถาโถมทั้งดอกเบี้ย Bond Yield หนี้สหรัฐฯ กระแส AI ไปจนถึงความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ จนทำให้ตลาดผันผวนและคาดเดาทิศทางระยะสั้นได้ยาก

 

ถ้าเราคาดเดาไม่ได้ว่าตลาดจะขึ้นหรือลง คำตอบคือ จัดพอร์ตให้พร้อมรับทุกสภาวะตลาด

วิธีที่ช่วยลดการพึ่งพาการคาดเดาตลาด คือ แบ่งพอร์ตออกเป็น 2 ส่วน

 

ส่วนแรกเป็น Core Port สัดส่วนประมาณ 70–80%

 

เป็นแกนหลักของพอร์ต เน้นกระจายการลงทุน (Diversification) ในหลายสินทรัพย์ตั้งแต่เสี่ยงต่ำจนถึงสูงและหลายตลาดแบบข้ามภูมิภาคด้วย ทั้งสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น เป็นต้น รวมถึงสินทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์กับตลาดสหรัฐฯ ต่ำ

 

ทั้งนี้ สัดส่วนหุ้นและตราสารหนี้ปรับให้เหมาะกับความเสี่ยงที่รับได้ และไม่ว่าจะเกิดสงครามหรือวิกฤติใดๆ ยังคงลงทุนต่อ (Stay Invest) เพื่อสร้างการเติบโตระยะยาว

 

ส่วนถัดมาคือ Satellite ไม่เกิน 20–30%

 

พอร์ตรองจะเป็นส่วนที่ช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนจากตลาดหรือธีมที่เรามองว่ามีศักยภาพเติบโตสูง แต่ต้องแลกกับความผันผวนที่สูงขึ้น จึงควรจำกัดไว้เป็นสัดส่วนรองของพอร์

 

สำหรับคนที่มองหาโอกาสลงทุนสำหรับ Satellite สถานการณ์ในตอนนี้ มี 3 ธีมที่น่าจับตามอง

 

ธีม AI

 

โลกกำลังเข้าสู่ Super AI Cycle สร้างห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำอยู่ในสภาวะเติบโตรอบใหญ่ทั้งเซมิคอนดักเตอร์ ซอฟต์แวร์ต่างๆ การพัฒนา AI ใหม่ๆ ออกมา ตลาดเริ่มมองมากกว่าแค่บริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI แต่ให้ความสำคัญกับบริษัทที่สามารถนำ AI ไปสร้างรายได้และกำไรได้จริง ซึ่งจะเป็นตัวค้ำยันราคาหุ้นธีม AI เติบโตตามผลประกอบการที่ออกมาแข็งแกร่ง แม้ธีม AI ทั่วโลกโดยเฉพาะสหรัฐฯ จะร้อนแรงมาหลายปี และฝั่งเอเชียที่เพิ่งร้อนแรงตามทีหลัง

 

ธีมจีน

 

แม้ยังมีความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและนโยบาย แต่การผลักดัน AI และเทคโนโลยี ทำให้จีนยังเป็นอีกตลาดที่น่าจับตา อีกทั้งจีนยังเป็นมหาอำนาจเบอร์สองของโลกรองจากสหรัฐฯ ทำให้สามารถเกาะการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้

 

ธีมเวียดนาม

 

​เศรษฐกิจเติบโตและมีเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ทำให้เศรษฐกิจยังมีโอกาสเติบโตในระยะยาว ขณะที่ปีนี้ตลาดหุ้นเวียดนามได้รับการยกระดับเป็นตลาดหุ้นเกิดใหม่​

 

แต่น่าสนใจ ผมไม่ได้หมายความว่าจะต้องลงทุนทั้งหมด เพราะพอร์ตรองมีไว้เพื่อ ‘เพิ่มโอกาส’ สร้างผลตอบแทนสูงให้พอร์ต แต่อย่าลืม! ความเสี่ยงก็มีสูงตามเช่นกัน จึงไม่ใช่เอาทั้งพอร์ตไปเดิมพันกับธีมที่กำลังมาแรงทุกธีมนะครับ

 

หลายคนถามมาว่า ‘แล้วถ้าตลาดลงแรง เราควรทำยังไง?’

 

จริงๆ แล้ว สิ่งที่ควรถามอาจควรจะเป็น… “ถ้าตลาดลง 20–30% เรายังลงทุนตามแผนเดิมต่อได้ไหม?”

 

ถ้าเรายังรับไหวกับความผันผวนและลงทุนต่อได้ ก็แปลว่าพอร์ตที่จัดไว้อาจเหมาะกับความเสี่ยงที่เรารับได้แล้ว​

 

ผมย้ำเสมอว่า การลงทุนระยะยาว ไม่จำเป็นต้องทายตลาดถูกทุกครั้ง หรือรีบขายทุกครั้งที่มีข่าวร้าย แต่ขอแค่ให้รู้ว่า เงินส่วนไหนเป็น Core สำหรับเติบโตระยะยาว และส่วนไหนเป็น Satellite สำหรับเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน

 

ถ้าวันไหนสัดส่วนเริ่มเปลี่ยนไปจากแผน เราก็ Rebalancing หรือปรับพอร์ตกลับมาให้อยู่ในระดับความเสี่ยงที่รับได้ครับ และรอโอกาสเข้าซื้อในสินทรัพย์ (คุณภาพดี) ที่เล็งไว้ หรือจะนำเงินจากการขายได้กำไร มาทำการ DCA ต่อก็สามารถทำได้

 

เวลาเราพูดถึงการลงทุน หลายคนอาจนึกถึงแต่จะหาหุ้นที่ดีได้ราคาถูกที่สุดทุกครั้ง การเลือกจับจังหวะตลาดให้แม่นที่สุด หรือการพยายามสร้างผลตอบแทนให้ได้มากที่สุดทุกปี

 

แต่จริงๆ แล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เราอยู่ในเกมการลงทุนได้นานแค่ไหน

 

เพราะยิ่งมีเวลาให้เงินทำงานนานขึ้น พลังของผลตอบแทนทบต้นก็ยิ่งมีโอกาสแสดงผลได้มากขึ้น

 

แต่ถ้าเรามีพอร์ตที่เหมาะกับตัวเอง กระจายความเสี่ยง วางแผนลงทุนอย่างมีวินัย และไม่ตัดสินใจตามอารมณ์จนต้องถอนตัวออกจากตลาดไปก่อน

 

‘เวลา’ อาจกลายเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดของเรา

 

สรุป ถ้าคุณอยากมีเงินมากขึ้น บางทีสิ่งที่ต้องทำอาจไม่ใช่เรื่องการหาผลตอบแทนที่ดีที่สุด แต่คือการอยู่ในตลาดให้ได้นานที่สุด

 

นอกจากนี้ ความมั่งคั่งไม่ได้มีแค่เรื่อง ‘เงิน’ แต่ยังรวมถึงการลงทุนในความรู้ สุขภาพ และความสัมพันธ์ด้วย

 

เพราะสุดท้ายแล้วเราไม่ได้ลงทุนเพื่อให้มีเงินมากที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ลงทุนเพื่อให้มี ‘เวลา’ มากพอที่จะได้ใช้เงินที่สร้างขึ้นมาอย่างมีความสุขตลอดช่วงชีวิตด้วยครับ

The post ส่องโอกาสในตลาดหุ้นจีน เมื่อโลกกำลังจัดระเบียบเงินทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB EIC คงเป้า GDP ไทยปี 2569 ที่ 2.2% ชี้สัญญาณฟื้นตัวแบบ K-Shaped รุนแรงขึ้นถึงปีหน้า https://thestandard.co/scb-eic-thailand-gdp-k-shaped/ Wed, 16 Sep 2026 01:45:47 +0000 https://thestandard.co/scb-eic-thailand-gdp-k-shaped/ ภาพกราฟแสดงเศรษฐกิจแบบ K-Shaped และตึกสูงในเมือง

**ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) คงเป้า GDP ไทยป […]

The post SCB EIC คงเป้า GDP ไทยปี 2569 ที่ 2.2% ชี้สัญญาณฟื้นตัวแบบ K-Shaped รุนแรงขึ้นถึงปีหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟแสดงเศรษฐกิจแบบ K-Shaped และตึกสูงในเมือง

**ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) คงเป้า GDP ไทยปี 2569 ที่ 2.2% และปี 2570 ที่ 2.1% โดยชี้ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวแบบ K-Shaped รุนแรงขึ้น ซึ่งหมายถึงผลประโยชน์จากการลงทุน AI และการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์กระจุกตัวอยู่แค่กลุ่มทุนใหญ่และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ SMEs และครัวเรือนจำนวนมากยังคงเผชิญกับภาระหนี้สูงและความเปราะบางด้านรายได้และการเข้าถึงสินเชื่อ

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยเติบโตดีขึ้นจากการลงทุนรอบใหม่และการส่งออก แต่การฟื้นตัวไม่ทั่วถึง มีลักษณะK-shaped ที่ชัดเจนขึ้นในหลายมิติ โดยผลประโยชน์กระจุกตัวเพียงบางกลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มธุรกิจ และกลุ่มแรงงาน

 

SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.2% ในปี 2569 และ 2.1% ในปี 2570

 

โดยได้รับแรงขับเคลื่อนสำคัญจากวัฏจักรการลงทุน AI ของโลก ส่งผลบวกต่อการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในกลุ่มดิจิทัลและเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ดีขึ้น แต่การฟื้นตัวมีลักษณะ K-shaped ชัดเจนขึ้นในหลายมิติเนื่องจากการลงทุนและการส่งออกที่ขยายตัวดีมีการพึ่งพาการนำเข้าสูงและเชื่อมโยงสู่เศรษฐกิจในประเทศค่อนข้างจำกัด ทำให้ผลประโยชน์ด้านรายได้และการจ้างงานกระจุกตัวในอุตสาหกรรมและธุรกิจที่เชื่อมโยงกับการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ และการลงทุนจากต่างประเทศเป็นหลัก ขณะที่ครัวเรือนและ SMEs จำนวนมากยังเผชิญความเปราะบางด้านรายได้ หนี้สิน และการเข้าถึงสินเชื่อ

 

มองไปข้างหน้าเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มจะได้ประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง แต่ผลบวกต่อเศรษฐกิจจะขึ้นกับความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มและการสร้างงานในประเทศ รวมถึงการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานใหม่ ขณะเดียวกันความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มาตรการกีดกันการค้าของสหรัฐฯ และความเสี่ยงจาก Super El Niño จะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจกดดันต้นทุน รายได้และการบริโภค โดยเฉพาะครัวเรือนและ SMEs ที่เปราะบางอยู่แล้ว

 

เศรษฐกิจไทยปี 2569 ได้แรงส่งจากการลงทุนและส่งออกต่อเนื่องแต่การส่งผ่านประโยชน์สู่เศรษฐกิจยังจำกัด

 

การส่งออกสินค้ายังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปี 2569

 

โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรการลงทุนด้าน AI ของโลก

 

ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวดีตามการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อย่างไรก็ดี

 

เศรษฐกิจไทยยังได้รับประโยชน์จำกัด เนื่องจากธุรกิจกลุ่มนี้พึ่งพาการนำเข้าสินค้าทุน

 

วัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางในสัดส่วนที่สูง ขณะที่ความเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทยและแรงงานไทยยังมีไม่มาก การขยายตัวของการส่งออกและการลงทุนที่พึ่งพาการนำเข้าสูงจึงไม่ได้ส่งผ่านเป็นมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจ การจ้างงาน และรายได้ในประเทศอย่างเต็มที่

 

ในช่วงครึ่งหลังของปีการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลงตามรายได้แรงงานที่ฟื้นตัวช้าภาระหนี้ครัวเรือนสูง และข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ โดยมาตรการภาครัฐโดยเฉพาะวงเงินส่วนที่เหลือภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทในส่วน 2

 

แสนล้านบาทแรกจะช่วยประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจและลดภาระค่าครองชีพในช่วงที่เหลือของปีนี้ ขณะที่วงเงินในส่วน 2 แสนล้านบาทหลังที่เกี่ยวข้องกับโครงการเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจะทยอยเบิกจ่ายสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้นในปี 2570

 

การฟื้นตัวแบบ K-shaped ชัดเจนขึ้นในหลายมิติ

 

SCB EIC มองว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในรอบนี้มีลักษณะ K-shaped ชัดเจนขึ้น ทั้งในมิติประเภทธุรกิจ ขนาดกิจการ ตลาดแรงงานและครัวเรือน

 

โดยแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจกระจุกตัวในกลุ่มธุรกิจที่เชื่อมโยงกับการลงทุน เทคโนโลยีและตลาดต่างประเทศ ขณะที่ SMEs และธุรกิจที่พึ่งพาอุปสงค์ในประเทศ

 

แรงงานส่วนใหญ่โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบ และครัวเรือนรายได้น้อยยังฟื้นตัวช้ากว่า

 

  • ประเภทธุรกิจและขนาดกิจการ การเติบโตในปัจจุบันกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีดิจิทัลที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมด้านเงินทุน เทคโนโลยี และบุคลากร ขณะที่ SMEs ยังเผชิญข้อจำกัดจากรายได้ที่ฟื้นตัวช้า อัตรากำไรลดลง ปัญหาสภาพคล่อง การเข้าถึงสินเชื่อซึ่งสะท้อนการแข่งขันจากต่างประเทศที่รุนแรง และข้อจำกัดในการลงทุนและปรับตัวต่อเทคโนโลยีใหม่
  • แรงงานและครัวเรือน รายได้ในกลุ่มแรงงานทักษะสูงและแรงงานในระบบฟื้นตัวได้ดีกว่าแรงงานนอกระบบ ขณะที่ครัวเรือนรายได้น้อยยังเผชิญแรงกดดันจากรายได้ที่ฟื้นตัวช้า ภาระหนี้สูง และมีความสามารถรองรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจจำกัดทำให้ยังต้องพึ่งพามาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐมากกว่ากลุ่มอื่น

 

SCB EIC มองว่าความแตกต่างของการฟื้นตัวนี้อาจกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย

 

หากแรงส่งจากการลงทุนและการส่งออกยังไม่สามารถเปลี่ยนเป็นการจ้างงาน รายได้

 

และกำลังซื้อในประเทศได้มากขึ้น ก็อาจทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงได้อีกและเกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

 

ดังนั้น การเปลี่ยนจากการฟื้นตัวแบบ K-shaped ไปสู่การเติบโตที่ทั่วถึงและยั่งยืนขึ้น (Broad-based recovery) จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กัน 3 ด้าน คือ

 

  • ยกระดับเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ของประเทศ โดยใช้โอกาสจากกระแสเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) ในการเพิ่มมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ผ่านการดึงดูดกิจกรรมมูลค่าสูง การพัฒนาเทคโนโลยี และการยกระดับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจยุคใหม่
  • เชื่อมผลประโยชน์สู่เศรษฐกิจวงกว้าง ผ่านการสร้างความเชื่อมโยงระหว่าง FDI และบริษัทขนาดใหญ่ กับ SMEs ไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทานใหม่ได้มากขึ้น
  • ช่วยเหลือกลุ่มที่ยังปรับตัวไม่ทันในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยยกระดับศักยภาพของกลุ่มที่ยังแข่งขันได้และมีกลไกรองรับที่เหมาะสมกับกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้สามารถปรับตัวได้อย่างราบรื่น

 

เศรษฐกิจไทยปี 2570 มีแนวโน้มที่จะยังโตต่ำกว่าศักยภาพ แต่จะเป็นบททดสอบว่าไทยสามารถเปลี่ยนการลงทุนรอบใหม่ให้เป็นมูลค่าเพิ่มในประเทศได้มากขึ้นหรือไม่

 

SCB EIC คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.1% ในปี 2570 ใกล้เคียงปีนี้ แม้ยังได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รวมถึงเม็ดเงินลงทุนภาครัฐบางส่วนด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น

 

อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพจากข้อจำกัดของแรงขับเคลื่อนเดิม ทั้งการบริโภคภาคเอกชนที่ฟื้นตัวช้าตามรายได้และกระบวนการ Debt Deleveraging ของภาคครัวเรือน ความเปราะบางของ SMEs และข้อจำกัดด้าน Policy space ของภาครัฐ ขณะที่แรงขับเคลื่อนใหม่จากการลงทุนต่างชาติยังต้องการเวลาในการทำตามเงื่อนไขส่งเสริมการลงทุนเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทย เพิ่มการใช้วัตถุดิบและบริการในประเทศ และยกระดับศักยภาพแรงงาน เพื่อเพิ่มมูลค่าให้เศรษฐกิจไทยมากขึ้น

 

ในระยะข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงสำคัญจาก

 

  • มาตรการภาษีนำเข้าเพิ่มเติมของสหรัฐฯ โดยเฉพาะประเด็น Excess capacity และ Transshipment
  • Super El Niño อาจกระทบต่อผลผลิตเกษตร ส่งผลต่อรายได้ภาคเกษตรและกำลังซื้อในส่วนภูมิภาค รวมถึงสร้างแรงกดดันด้านสูงต่อราคาสินค้าหมวดอาหาร
  • ความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานโลก
  • ความเปราะบางของรายได้ครัวเรือนและ SMEs ซึ่งอาจกดดันการบริโภคและธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อภายในประเทศ

 

นโยบายการเงินไทยมีแนวโน้มผ่อนคลายต่อเนื่อง คาดว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยต่ำไว้ที่ 1% ถึงสิ้นปี 2570

 

SCB EIC ประเมินว่า กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% จนถึงสิ้นปี

 

2570 เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวต่ำกว่าระดับศักยภาพและไม่ทั่วถึง อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังมีที่มาจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นหลัก ทั้งราคาพลังงานและราคาอาหารสด โดยคาดว่าเงินเฟ้อจะทยอยลดลงในช่วงที่เหลือของปี 2569

 

เฉลี่ยทั้งปีอยู่ภายในกรอบเงินเฟ้อ

 

แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะอยู่ในระดับต่ำที่สุดในกลุ่ม Emerging Markets แต่ภาวะการเงินไทยยังค่อนข้างตึงตัว ส่วนหนึ่งจากแรงกดดันภาวะการเงินโลกที่ตึงตัวขึ้นผ่าน Bond yields ที่สูงขึ้นในหลายประเทศ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยสูงขึ้นบ้าง ซึ่งกระทบต่อต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐและเอกชน นอกจากนี้ กลุ่มลูกหนี้รายย่อยและ SMEs ยังเผชิญภาวะสินเชื่อตึงตัวตามความเสี่ยงด้านคุณภาพหนี้และความสามารถในการชำระหนี้ที่ยังอ่อนแอ

 

มองไปข้างหน้า มาตรการทางการเงินเฉพาะจุด ทั้งมาตรการปรับโครงสร้างหนี้และมาตรการสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs ควบคู่กับมาตรการเพิ่มความสามารถในการสร้างรายได้และผลิตภาพ จะมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มสภาพคล่องและสนับสนุนการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของ SME ไทย

 

ธุรกิจไทยยังเผชิญแรงกดดัน แต่โอกาสยังอยู่ในกลุ่มที่เชื่อมโยงกับ AI, FDI และMegatrends

 

ภาคธุรกิจไทยในระยะข้างหน้าจะมีแนวโน้มเติบโตแตกต่างกันมากขึ้น โดยธุรกิจที่เชื่อมโยงกับ AI การลงทุนจากต่างประเทศ และเมกะเทรนด์โลกมีแนวโน้มเติบโตได้ดีกว่าธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อภายในประเทศเป็นหลัก

 

กลุ่มที่มีแนวโน้มได้รับอานิสงส์มากที่สุด ได้แก่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ Data center โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พลังงานสะอาด สินค้าและบริการที่เกี่ยวกับสุขภาพ ตลอดจนธุรกิจสนับสนุน (Enablers) ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ อาทิ บริการดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ บริการที่ช่วยให้ธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว

 

ในทางกลับกัน SMEs และธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อในประเทศยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวช้า ต้นทุนทางการเงินสูง การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น และมีข้อจำกัดในการลงทุนเพื่อเพิ่มผลิตภาพ

 

เศรษฐกิจโลกยังเติบโตได้จากการลงทุนในเทคโนโลยี AI ท่ามกลางปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และภาวะการเงินโลกตึงตัว

 

SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจโลกยังเติบโตต่อเนื่องที่ 2.5% และ 2.6% ในปี 2569 และ 2570 ตามลำดับ ตั้งแต่ต้นปีมานี้เศรษฐกิจโลกยังเติบโตต่อเนื่อง แม้เผชิญราคาพลังงานโลกสูงจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ส่วนหนึ่งจากแรงส่งการลงทุนและการค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลทั่วโลก อย่างไรก็ดี ผลประโยชน์จากการลงทุนและการค้าเกี่ยวกับ AI

 

ต่อเศรษฐกิจโลกค่อนข้างกระจุกตัวในบางประเทศ เช่น สหรัฐฯ ที่ใช้งาน AI

 

ในวงกว้างขึ้น ซึ่งมีศักยภาพในการเพิ่มผลิตภาพของการผลิตในองค์กรที่นำ AI มาใช้ แต่เริ่มเห็นสัญญาณกระทบต่อการจ้างงานบางส่วน ด้านจีนเร่งใช้งาน AI

 

ในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้านการผลิตและส่งออก แต่ในระยะสั้นอาจสร้างแรงกดดันต่อตลาดแรงงานที่เปราะบางอยู่ก่อนแล้ว ขณะที่การใช้งาน AI ของประเทศกำลังพัฒนายังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและตามหลังอยู่มาก

 

ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยังอยู่ในระดับสูง หลังจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้น การขนส่งพลังงานออกจากตะวันออกกลางทำได้ไม่มาก ราคาพลังงานโลกจึงมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นกว่าที่เคยประเมินไว้ นอกจากนี้ สหรัฐฯ อาจใช้มาตรการทางการค้าหลายรูปแบบเพื่อปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยให้กลับไปใกล้ระดับเดิมที่เคยประกาศไว้ในปีก่อน โดยจะพิจารณาประเด็นการเกินดุลการค้ากำลังการผลิตส่วนเกิน และการสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้าซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อการค้าโลกต่อเนื่อง

 

ภาวะการเงินโลกตึงตัวผ่านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลประเทศเศรษฐกิจสำคัญที่ปรับสูงขึ้นมาก ตามความต้องการระดมทุนจำนวนมาก ทั้งจากภาคเอกชนเพื่อลงทุนใน AI และภาครัฐบาลที่ดำเนินนโยบายการคลังขาดดุลสูง ประกอบกับความกังวลของ นักลงทุนต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อและเสถียรภาพการคลังของรัฐบาล

 

SCB EIC มองว่า ความเสี่ยงสำคัญในระยะต่อไปอาจไม่ใช่การกลับเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นเต็มรูปแบบรอบใหม่ แต่เป็นภาวะ Bond Yield ทั่วโลกมีแนวโน้มสูงนาน ด้านนโยบายการเงินธนาคารกลางหลักมีแนวโน้มดำเนินนโยบายการเงินแบบระมัดระวังมากขึ้นโดยอาจเห็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมในบางประเทศเพื่อยึดเหนี่ยวคาดการณ์เงินเฟ้อแม้แรงกดดันเงินเฟ้อจะมีแนวโน้มทยอยลดลงในระยะข้างหน้า

 

อ่านต่อรายงานฉบับเต็มได้ที่: https://www.scbeic.com/th/home

 

ภาพ: metamorworks, onapalmtree / Shutterstock

The post SCB EIC คงเป้า GDP ไทยปี 2569 ที่ 2.2% ชี้สัญญาณฟื้นตัวแบบ K-Shaped รุนแรงขึ้นถึงปีหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
โปรแกรมวอลเลย์บอลหญิงไทย เอเชียนเกมส์ 2026 https://thestandard.co/thai-women-volleyball-asian-games-2026/ Wed, 16 Sep 2026 01:38:50 +0000 https://thestandard.co/thai-women-volleyball-asian-games-2026/ ภาพกราฟิกโปรแกรมการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงไทยในเอเชียนเกมส์ 2026 พร้อมรูปนักกีฬา

🏐🇹🇭 โปรแกรมวอลเลย์บอลหญิงไทย เอเชียนเกมส์ 2026   ว […]

The post โปรแกรมวอลเลย์บอลหญิงไทย เอเชียนเกมส์ 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกโปรแกรมการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงไทยในเอเชียนเกมส์ 2026 พร้อมรูปนักกีฬา

🏐🇹🇭 โปรแกรมวอลเลย์บอลหญิงไทย เอเชียนเกมส์ 2026

 

วันนี้ทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยลงสนามนัดแรกในศึกเอเชียนเกมส์ 2026 พบกับมองโกเลีย เวลา 14.00 น. ที่ Okazaki Chuo Sogo Park Gymnasium เมืองโอกาซากิ จังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น ถ่ายทอดสดทาง PPTV HD 36

 

สาวไทยอยู่ในกลุ่ม C ร่วมกับมองโกเลีย, คีร์กีซสถาน และไชนีสไทเป โดยสองทีมอันดับแรกของกลุ่มจะผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย

 

ตลอดเอเชียนเกมส์ 3 ครั้งที่ผ่านมา ไทยขึ้นโพเดียมได้ทุกครั้ง จากเหรียญทองแดงปี 2014 สู่เหรียญเงินปี 2018 และเหรียญทองแดงปี 2022

 

ครั้งนี้สาวไทยกลับมาพร้อมเป้าหมายล่าเหรียญทองเอเชียนเกมส์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังเพิ่งสร้างประวัติศาสตร์คว้าตั๋วไปโอลิมปิกเกมส์ 2028 ได้สำเร็จ

 

ร่วมส่งแรงเชียร์ให้ทีมวอลเลย์บอลหญิงไทย ประเดิมเอเชียนเกมส์ 2026 วันนี้ 14.00 น. ถ่ายทอดสดทาง PPTV HD 36

 

ภาพกราฟิกโปรแกรมการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงไทยในเอเชียนเกมส์ 2026 พร้อมรูปนักกีฬา 1

The post โปรแกรมวอลเลย์บอลหญิงไทย เอเชียนเกมส์ 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอกนิติ’ เร่ง Connect the Dots เชื่อมข้อมูล 7 หน่วยงานใน 30 วัน สกัดเงินเทา-สแกมเมอร์ ไล่เส้นเงิน อายัดบัญชีเร็วขึ้น https://thestandard.co/ekniti-connect-dots-gray-money/ Wed, 16 Sep 2026 01:35:24 +0000 https://thestandard.co/ekniti-connect-dots-gray-money/ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

เมื่อวันที่ 14 กันยายน เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกร […]

The post ‘เอกนิติ’ เร่ง Connect the Dots เชื่อมข้อมูล 7 หน่วยงานใน 30 วัน สกัดเงินเทา-สแกมเมอร์ ไล่เส้นเงิน อายัดบัญชีเร็วขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

เมื่อวันที่ 14 กันยายน เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย หรือ ‘บอร์ด Connect the Dots’ เปิดเผยภายหลังการประชุมครั้งที่ 2/2569 ว่า ที่ประชุมเดินหน้ายกระดับระบบติดตามธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย โดยเตรียมเชื่อมโยงข้อมูลของ 7 หน่วยงานหลักเข้าด้วยกัน พร้อมกำหนดให้จัดทำรูปแบบระบบและกรอบงบประมาณให้ชัดเจนภายใน 30 วัน

 

 

เอกนิติระบุว่า ที่ประชุมมอบหมายให้ ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง จัดทำแผนแม่บท (Masterplan) สำหรับฐานข้อมูลกลาง เพื่อบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ลดช่องว่างของระบบที่มิจฉาชีพใช้ในการเคลื่อนย้ายเงิน เพิ่มประสิทธิภาพการติดตามเส้นทางเงิน และทำให้การระงับหรืออายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมต้องสงสัยทำได้รวดเร็วขึ้น

 

สำหรับ 7 หน่วยงานหลักที่จะเชื่อมโยงข้อมูล ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสมาคมธนาคารไทย โดยมีเป้าหมายให้ข้อมูลที่เดิมกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ สามารถเชื่อมต่อและใช้ในการวิเคราะห์ความเสี่ยงร่วมกันได้

 

แนวทางดังกล่าวต่อยอดจากปัญหาที่รัฐบาลเคยระบุว่า เส้นทางเงินของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพไม่ได้อยู่ในระบบใดระบบหนึ่ง แต่สามารถเคลื่อนจากบัญชีธนาคารไปยังสินทรัพย์ดิจิทัล ทองคำ หรือบริษัทที่ถูกใช้เป็นทางผ่าน ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลแต่ละแห่งถือข้อมูลเพียงบางช่วงของเส้นทาง ทำให้การติดตามเงินตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางทำได้ยาก

 

เปลี่ยนจากส่งข้อมูล ‘ทีละเคส’ สู่ระบบอัตโนมัติ

 

หนึ่งในประเด็นสำคัญของการประชุมคือ การปรับรูปแบบการทำงานจากเดิมที่หน่วยงานต้องประสานและส่งข้อมูลกันเป็นรายกรณี หรือใช้การกรอกข้อมูลด้วยมือ ไปสู่ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลอัตโนมัติ (Automated Data Sharing) เพื่อให้การส่งต่อและวิเคราะห์ข้อมูลรวดเร็วขึ้น

 

ระบบจะออกแบบให้คำนึงถึงการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล โดยการตรวจสอบข้อมูลธุรกรรมจะมีการปกปิดข้อมูลส่วนบุคคลในส่วนที่ไม่จำเป็น พร้อมกำหนดมาตรฐานด้านความปลอดภัยไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูล ขณะที่เจ้าหน้าที่สามารถใช้ข้อมูลเพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมและเส้นทางการเงินของธุรกรรมที่มีความเสี่ยงได้

 

เป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนจากระบบที่ต้องรอให้เกิดเหตุหรือมีผู้เสียหายร้องเรียนก่อน ไปสู่การตรวจจับความผิดปกติของธุรกรรมและติดตามเส้นทางเงินได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

 

แจ้งเหตุครั้งเดียว เชื่อมทุกหน่วยงานด้วย Case ID

 

อีกส่วนหนึ่งคือการแก้ปัญหาประชาชนต้องแจ้งเหตุซ้ำหลายหน่วยงาน โดยเตรียมเชื่อมระบบรับแจ้งเหตุจากช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสายด่วน 1441 สถานีตำรวจ หรือธนาคารพาณิชย์ ให้ข้อมูลหลังบ้านเชื่อมถึงกัน

 

กระทรวงดีอีระบุว่า แนวทางคือพัฒนาระบบบริหารการแจ้งเหตุระดับชาติ ให้ประชาชนสามารถแจ้งเหตุผ่านช่องทางหนึ่งแล้วข้อมูลถูกส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทันที

 

ในทางปฏิบัติ เคสเดียวกันจะถูกเชื่อมโยงด้วย Case ID เดียว เพื่อลดภาระการแจ้งข้อมูลซ้ำ และทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเห็นสถานะและข้อมูลของคดีชุดเดียวกัน ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาในการติดตามและระงับเส้นทางเงิน

 

ยกระดับ KYC-EDD ครอบคลุมธนาคาร หลักทรัพย์ และสินทรัพย์ดิจิทัล

 

ที่ประชุมยังเห็นตรงกันให้ยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบลูกค้า ตั้งแต่กระบวนการรู้จักลูกค้า หรือ KYC (Know Your Customer) ไปจนถึงการตรวจสอบข้อเท็จจริงและสถานะลูกค้าเชิงลึก หรือ EDD (Enhanced Due Diligence) โดยมุ่งให้เป็นมาตรฐานที่สอดคล้องกันทั้งระบบธนาคาร ตลาดทุน และสินทรัพย์ดิจิทัล

 

กระทรวงดีอีระบุว่า การยกระดับกระบวนการยืนยันตัวตนจะอ้างอิงมาตรฐานสากลของ Financial Action Task Force หรือ FATF เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจจับธุรกรรมที่มีความผิดปกติหรือไม่สอดคล้องกับข้อมูลของลูกค้า

 

หลักการติดตามจะมุ่งดู ‘เส้นทางเงิน’ เป็นสำคัญ ไม่ว่าปลายทางของเงินจะถูกโอนไปยังบัญชีบุคคลอื่น นอมินี หรือถูกเปลี่ยนรูปแบบเป็นสินทรัพย์ประเภทใด เพื่อไม่ให้การเปลี่ยนช่องทางการถือครองทรัพย์กลายเป็นช่องว่างในการติดตามเงิน

 

ขณะเดียวกัน หากบัญชีของประชาชนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องถูกระงับหรืออายัดจากการตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัย เจ้าของบัญชีสามารถนำหลักฐานเกี่ยวกับที่มาของเงินไปชี้แจงต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงและเข้าสู่กระบวนการปลดการระงับบัญชี

 

ปิดช่องเงินเทาผ่านทองคำ

 

นอกเหนือจากระบบธนาคารและสินทรัพย์ดิจิทัล ภาครัฐยังให้ความสำคัญกับธุรกรรมทองคำ ซึ่งถูกมองว่าเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่สามารถใช้เปลี่ยนรูปเงินและเคลื่อนย้ายมูลค่าได้รวดเร็ว

 

ก่อนหน้านี้รัฐบาลระบุว่า ธปท. ได้กำหนดมาตรการสำหรับร้านทองรายใหญ่ที่จำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงให้สถาบันการเงินตรวจสอบความเสี่ยงของลูกค้าที่มีการซื้อทองคำในปริมาณผิดปกติ เพื่อปิดช่องทางที่อาจถูกใช้ในการเคลื่อนย้ายเงินจากอาชญากรรมทางการเงิน

 

สำหรับการพัฒนาระบบ Connect the Dots ครั้งนี้ จึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการ ‘รวมฐานข้อมูล’ แต่เป็นการทำให้หน่วยงานซึ่งเดิมมองเห็นเส้นทางเงินคนละช่วง สามารถมองเห็นความเสี่ยงชุดเดียวกัน และลดระยะเวลาตั้งแต่การพบธุรกรรมผิดปกติ การติดตามเส้นทางเงิน ไปจนถึงการระงับหรืออายัดทรัพย์

 

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังระบุว่า โครงสร้างข้อมูลที่เชื่อมโยงกันยังสามารถนำไปใช้ต่อยอดในการประเมินความเสี่ยงและการเข้าถึงบริการทางการเงิน เพื่อช่วยประชาชนบางกลุ่มที่มีข้อมูลในระบบสินเชื่อแบบเดิมไม่เพียงพอให้มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบมากขึ้น

 

โจทย์หลังจากนี้จึงอยู่ที่การออกแบบระบบภายในกรอบ 30 วัน ว่าจะทำให้หน่วยงานต่างๆ แลกเปลี่ยนข้อมูลได้เร็วเพียงใด ขณะเดียวกันต้องรักษาสมดุลระหว่างการสกัดเส้นทางเงินของมิจฉาชีพ กับการคุ้มครองข้อมูลและสิทธิของประชาชนที่ทำธุรกรรมโดยสุจริต

The post ‘เอกนิติ’ เร่ง Connect the Dots เชื่อมข้อมูล 7 หน่วยงานใน 30 วัน สกัดเงินเทา-สแกมเมอร์ ไล่เส้นเงิน อายัดบัญชีเร็วขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศศิกานต์ ชี้ธรรมาภิบาล AI ไทย ‘ไม่ปกติ’ จี้รัฐเร่งกฎหมายให้ทันเอกชน ห่วงดาต้าคนไทยอยู่ในมือต่างชาติ https://thestandard.co/sasikarn-ai-governance-data-risk/ Wed, 16 Sep 2026 01:27:50 +0000 https://thestandard.co/sasikarn-ai-governance-data-risk/ ภาพศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงธรรมาภิบาล AI และข้อมูลคนไทย

ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ และอดีตรอง […]

The post ศศิกานต์ ชี้ธรรมาภิบาล AI ไทย ‘ไม่ปกติ’ จี้รัฐเร่งกฎหมายให้ทันเอกชน ห่วงดาต้าคนไทยอยู่ในมือต่างชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงธรรมาภิบาล AI และข้อมูลคนไทย

ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ และอดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาแสดงความกังวลต่อการขยายตัวของธุรกิจ AI และดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย โดยระบุว่า ปัญหาที่รัฐต้องจับตาไม่ได้มีเพียงเรื่องการใช้น้ำ ไฟฟ้า หรือผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม แต่รวมถึงที่มาของเงินลงทุน การใช้ข้อมูลของประชาชน และความสามารถของรัฐในการออกกติกากำกับให้ทันกับภาคเอกชนด้วย (Thai Post)

 

วานนี้ (15 กันยายน) ศศิกานต์โพสต์ข้อความผ่าน Facebook ระบุว่า ‘ธรรมาภิบาล’ ในวงการ AI ไทยกำลังไม่ปกติ พร้อมขอบคุณหน่วยงานภาครัฐที่มีการชะลอการอนุมัติการก่อสร้างและเร่งจัดระเบียบโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์

 

อย่างไรก็ตาม ศศิกานต์มองว่า สิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่กันคือ การปล่อยให้มีการพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์โดยไม่มีการเปิดเผยแผนต่อสาธารณะอย่างชัดเจน เพราะนอกจากประเด็นการใช้น้ำ ไฟฟ้า และของเสียที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ความโปร่งใสของโครงการ AI ก็เป็นประเด็นสำคัญเช่นกัน โดยแบ่งสิ่งที่ต้องเร่งจัดการออกเป็น 2 ส่วน คือ ภาคเอกชนและภาครัฐ (Thai Post)

 

สำหรับภาคเอกชน ศศิกานต์ระบุว่า หัวใจสำคัญอยู่ที่ ‘ธรรมาภิบาล’ หรือ Corporate Governance พร้อมตั้งคำถามถึงที่มาของเงินลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ระดับแสนล้านบาท รวมถึงความเสี่ยงที่เทคโนโลยี AI อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด

 

เธอเห็นว่า ผู้ประกอบธุรกิจ AI ควรมีความรับผิดชอบต่อสังคมและเปิดเผยข้อมูลให้ชัดเจนว่า เงินลงทุนมาจากไหน กำลังพัฒนาโครงการอะไร และพัฒนาเพื่อใคร เนื่องจากผลกระทบของ AI ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะตัวเทคโนโลยี แต่เชื่อมโยงกับข้อมูล ความมั่นคง และเศรษฐกิจของประเทศ

 

ศศิกานต์ยังตั้งคำถามว่า รัฐบาลสามารถมองตามแผนธุรกิจของภาคเอกชนในระยะ 5 ปีข้างหน้าได้ทันหรือไม่ โดยระบุว่า แม้หลายบริษัทจะเปิดเผยแผนการลงทุนแล้ว แต่ยังมีบริษัทอีกส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะบริษัทจำกัด ที่สาธารณชนยังไม่เห็นรายละเอียดชัดเจนว่ากำลังจะพัฒนาโครงการประเภทใด

 

อีกประเด็นที่ศศิกานต์แสดงความกังวลคือ การที่บริษัทเอกชนอาจครอบครองข้อมูลขนาดใหญ่ของประชาชน และนำข้อมูลเหล่านั้นไปประมวลผลด้วย AI ในอนาคต โดยเธอตั้งข้อสังเกตว่า หากไม่มีกรอบกฎหมายกำกับดูแลที่เพียงพอ ความสามารถในการประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลอาจสร้างความเสี่ยงตามมา

 

ศศิกานต์ยังกล่าวถึงกรณีที่บริษัทบางแห่งอาจเปิดรับการลงทุนหรือเปิดทางให้ต่างชาติเข้าถือหุ้นในอนาคต พร้อมตั้งคำถามว่า หากบริษัทที่ครอบครองข้อมูลของคนไทยจำนวนมากถูกซื้อหรือถูกถือหุ้นโดยต่างชาติ รัฐไทยจะมีกลไกอย่างไรในการดูแลไม่ให้ข้อมูลดังกล่าวกระทบต่อความมั่นคงและอธิปไตยทางข้อมูลของประเทศ

 

“หากบริษัทหนึ่งมีดาต้าคนไทยทั้งประเทศ แล้วมีต่างชาติเข้ามาขอซื้อบริษัทนั้นได้ จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อดาต้าคนไทยอยู่ในมือต่างชาติ” ศศิกานต์ระบุ พร้อมตั้งคำถามต่อรัฐบาลว่า “รัฐบาลคิดทันเอกชนไหม” (www.thairath.co.th)

 

ส่วนภาครัฐ ศศิกานต์เห็นว่า หัวใจสำคัญคือ ‘ความเร็วในการออกกฎหมายให้ทันบริบทโลก’ โดยเรียกร้องให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเร่งผลักดันกรอบกำกับดูแล AI ให้เกิดขึ้นโดยเร็ว และตั้งคำถามว่า กฎหมายที่กำลังพัฒนาจะสามารถรองรับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในอีก 5 ปีข้างหน้าได้มากน้อยเพียงใด

 

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ประชุมคณะกรรมการเฉพาะด้านการขับเคลื่อนแผนด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ โดยหนึ่งในวาระคือการติดตามสถานะร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ พ.ศ. …. ขณะที่แนวทางการกำกับดูแลที่อยู่ระหว่างการพัฒนาของไทยมีแนวคิดเรื่อง AI Sandbox เป็นหนึ่งในกลไกสำหรับทดสอบและประเมินความเสี่ยงก่อนนำเทคโนโลยีไปใช้จริง (กระทรวงดิจิทัล)

 

ศศิกานต์ยังยกประเด็นความเสี่ยงด้านความมั่นคงไซเบอร์ โดยตั้งคำถามถึงความพร้อมของระบบภาครัฐ หากในอนาคต AI ถูกนำไปใช้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญหรือระบบทางการเงิน พร้อมมองว่ารัฐจำเป็นต้องเตรียมกติกาและระบบรับมือก่อนที่เทคโนโลยีจะพัฒนาไปไกลกว่าความสามารถในการกำกับดูแล

 

ศศิกานต์ทิ้งท้ายว่า หากภาครัฐก้าวตามภาคเอกชนและการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีไม่ทัน AI ซึ่งควรเป็นเครื่องมือเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจอาจถูกนำไปใช้ในอีกด้านหนึ่ง พร้อมตั้งคำถามว่า ประเทศไทยเตรียมรับมือกับความเสี่ยงดังกล่าวไว้อย่างไร

 

“บางปัญหาใหญ่ เราสามารถตัดไฟได้ตั้งแต่ต้นลม” ศศิกานต์ระบุ

The post ศศิกานต์ ชี้ธรรมาภิบาล AI ไทย ‘ไม่ปกติ’ จี้รัฐเร่งกฎหมายให้ทันเอกชน ห่วงดาต้าคนไทยอยู่ในมือต่างชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส.ก.ประชาชน หนุนเปลี่ยนผ่าน EV แต่ค้านเช่ารถขยะ 6,038 ล้าน ชี้ 10 โครงการที่ผ่านงบตั้งแต่ปี 66 ล่มหมด เหตุ TOR ล็อกสเปก-ถูกร้องเรียน https://thestandard.co/bma-ev-truck-rental-tor-lock/ Wed, 16 Sep 2026 01:24:41 +0000 https://thestandard.co/bma-ev-truck-rental-tor-lock/ ส.ก.พรรคประชาชน แถลงข่าวค้านโครงการเช่ารถขยะ EV 6,038 ล้านบาท

วันนี้ (16 กันยายน) ส.ก.พรรคประชาชน และคณะกรรมการวิสามั […]

The post ส.ก.ประชาชน หนุนเปลี่ยนผ่าน EV แต่ค้านเช่ารถขยะ 6,038 ล้าน ชี้ 10 โครงการที่ผ่านงบตั้งแต่ปี 66 ล่มหมด เหตุ TOR ล็อกสเปก-ถูกร้องเรียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส.ก.พรรคประชาชน แถลงข่าวค้านโครงการเช่ารถขยะ EV 6,038 ล้านบาท

วันนี้ (16 กันยายน) ส.ก.พรรคประชาชน และคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาข้อบัญญัติงบประมาณกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2570 ในสัดส่วนพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงในสภากรุงเทพมหานครเมื่อวานนี้ ถึงโครงการเช่ารถเก็บขนมูลฝอยพลังงานไฟฟ้า หรือ ‘รถขยะ EV’ ที่ขอรับงบประมาณ 3 โครงการ ผูกพันต่อเนื่อง 7-8 ปี รวมเป็นเงิน 6,038 ล้านบาท โดยผู้ว่าฯ ย้ำว่ารถขยะ EV จำเป็นต่อเมืองเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด พร้อมยืนยันว่าโครงการมีความโปร่งใส คุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์ และตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

 

ส.ก.พรรคประชาชน และคณะกรรมการวิสามัญฯ สัดส่วนพรรคประชาชน ยืนยันว่า เราทราบถึงประโยชน์ของรถพลังงานสะอาด (EV) เป็นอย่างดี และเป็นผู้ผลักดันข้อบัญญัติรถเมล์อนาคตที่กำหนดให้กรุงเทพมหานครมีรถเมล์พลังงานสะอาด มี Wi-Fi และระบบติดตามตัวรถอัปเดตพิกัดแบบ Real-time ซึ่งแม้ข้อบัญญัตินี้จะผ่านสภา กทม. ไปแล้ว แต่กลับยังไม่ได้ถูกนำมาบังคับใช้จริง เพราะผู้ว่าฯ เสนอคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ จึงทำให้กรุงเทพมหานครเสียโอกาสในรถเมล์ EV มาจนถึงปัจจุบัน และไร้แนวทางในการดำเนินการประสานความร่วมมือเพื่อรถเมล์ EV ตามสาระสำคัญของกฎหมาย ปล่อยให้เป็นการดำเนินการของฝ่ายเอกชน

 

อย่างไรก็ตาม กรณีการนำรถ EV มาใช้ในการเก็บขนขยะมูลฝอย ซึ่งมีบริบทหน้างานแตกต่างจากการวิ่งรถเมล์ตามสายประจำอย่างสิ้นเชิง โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ 4 ประการ ได้แก่

 

1 คุณภาพและความแข็งแรงของตัวรถ รวมถึงความหนาของตัวถัง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการใช้งานจริง ทั้งที่กำหนดความหนาตัวถังมาตลอดในโครงการรถสันดาป

 

2 ประสิทธิภาพในการเก็บและการบดอัดขยะ เช่น กระบอกสูบการบดบีบอัดขยะที่ไม่มีแรงบีบเท่ารถปัจจุบัน ส่งผลให้ใช้เวลาต่อครั้งในการบีบอัดมากขึ้น และทำให้แรงในการบีบอัดน้อยลง ผลรวมคือการทำงานเก็บขยะจะใช้เวลามากขึ้น และกินพื้นที่ถังบรรจุขยะเนื่องจากขาดแรงบีบอัด

 

3 ระยะทางในการวิ่งให้บริการที่ต้องวิ่งได้ไม่น้อยกว่า 200 กิโลเมตรขณะบรรทุกขยะ เพื่อให้จำนวนรอบการเก็บขยะไม่ลดลงจากเดิม แต่กลับไม่มีการกำหนด

 

4 การบริหารจัดการสถานีชาร์จไฟฟ้า ซึ่งโครงการนี้ กทม. กลับรับเป็นผู้บริหารจัดการเอง แทนที่จะให้เอกชนรับผิดชอบทั้งหมดทั้งตัวรถและสถานีชาร์จ เพื่อป้องกันข้อพิพาทในอนาคต เช่น แบตเตอรี่เสื่อมจากการชาร์จ เกิดเหตุไฟไหม้ระหว่างชาร์จ สถานีชาร์จไม่เพียงพอ หรือสถานีชาร์จชำรุด โดยควรถ่ายโอนความเสี่ยงทั้งหมดไปให้เอกชน ซึ่งย้อนแย้งกับโครงการเช่ารถบรรทุกน้ำ EV ที่ กทม. ให้เอกชนรับความเสี่ยงเรื่องสถานีชาร์จในพื้นที่ กทม. เอง แต่โครงการรถขยะ EV นี้ กทม. กลับเลือกแบกรับความเสี่ยงไว้เอง โดยอ้างว่าที่ชาร์จลงทุนสูง เอกชนลงทุนไม่คุ้มค่า กทม. ต้องรับผิดชอบเอง

 

รายละเอียดประเด็นเหล่านี้ คณะกรรมการวิสามัญฯ ในสัดส่วนพรรคประชาชนพยายามซักถามถึงแนวทาง นโยบาย และข้อมูลของการเดินหน้าโครงการอยู่หลายครั้ง แต่ฝ่ายบริหารของกรุงเทพมหานครกลับไม่สามารถชี้แจงได้อย่างละเอียด

 

ไม่เพียงแค่นั้น เรามีการสอบถามถึงข้อท้วงติงจาก ป.ป.ช. ที่มีหนังสือไปยังคณะรัฐมนตรีต่อความเสี่ยงในการเกิดการทุจริตจัดเช่ารถขยะ EV ตั้งแต่ปี 2567 รวมถึงจาก ส.ก. หลายท่านที่เรียกร้องให้ กทม. ดำเนินการทดลองวิ่งใช้รถจริง (Pilot) อย่างน้อย 1-2 เดือน เพื่อพิสูจน์ข้อจำกัดของรถขยะ EV และเข้าใจบริบทการบริหารจัดการ ก่อนที่จะไปออก TOR จัดเช่ารถขยะกว่า 6,038 ล้านบาท แต่ กทม. กลับปฏิเสธที่จะทดลองวิ่งรถจริงก่อน โดยยืนกรานที่จะออก TOR และลงนามในสัญญาก่อน แล้วจึงค่อยให้เอกชนที่ชนะประมูลนำรถมาให้ทดสอบก่อนรับมอบ ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นการเลี่ยงที่จะไม่ยอมทดลองเดินรถจริง จนสร้างความแคลงใจและข้อร้องเรียนต่อประสิทธิภาพของตัวรถมาโดยตลอด

 

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าสภากรุงเทพมหานครจะอนุมัติงบเช่ารถขยะ EV ให้ตามที่ฝ่ายบริหารขอไปแล้วหลายโครงการ แต่สุดท้ายฝ่ายบริหารกลับไม่สามารถนำไปสู่การเช่ารถขยะได้จริง เพราะมีสารพัดเรื่องร้องเรียน ทั้งปัญหาการล็อกสเปก การกีดกันการแข่งขัน การคัดเลือกผู้มีสิทธิเสนอราคา และการจัดทำราคากลางที่ไม่โปร่งใส การเขียน TOR ที่ไม่รอบคอบ ทำให้ กทม. เสียเปรียบ จนมีการร้องเรียนจำนวนมาก และทำให้ฝ่ายบริหารไม่สามารถผลักดันโครงการได้สำเร็จเสียที

 

เราจึงเห็นว่า ทางออกของปัญหานี้คือการทดลองใช้รถจริงก่อนออก TOR และลงนามสัญญา ซึ่งจะช่วยจบปัญหาความกังวลและข้อทักท้วงต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องสเปกรถ การบริหารจัดการได้ทั้งหมด และทำให้ กทม. มีความรู้มากพอที่จะไปออกแบบ TOR และสัญญาที่ป้องกันไม่ให้ กทม. เสียเปรียบ และไม่เสี่ยงที่จะเสียค่าโง่กว่า 6,038 ล้านบาทจากการทำสัญญาในสิ่งที่ตนเองไม่ได้มีความรู้และประสบการณ์มาก่อน

 

ไม่เพียงแค่นั้น สิ่งหนึ่งที่มีการชี้แจงจากฝ่ายบริหารแบบคลาดเคลื่อน คือการสื่อว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ๆ ก็มีการเช่ารถขยะ EV เช่นนี้ ทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่ใช่การเช่ารถขยะ EV มาบริหารเอง แต่เป็นการ outsource จ้างเหมาเก็บขนขยะด้วยรถ EV ซึ่งมีเอกชนเป็นผู้บริหารจัดการความเสี่ยงเองทั้งหมด ดังนั้น หลักใหญ่ใจความสำคัญคือ การเช่ารถ EV กับการจ้างเหมาให้เอกชนเก็บขนขยะด้วยรถ EV ของเอกชนนั้นไม่เหมือนกัน

 

ทั้งนี้ นโยบายสำคัญที่ ส.ก.พรรคประชาชนเรียกร้อง คือการนำ กทม. เปลี่ยนจากการเช่ารถขยะ ไปเป็นการ outsource จ้างเหมาให้เอกชนดำเนินการจัดหารถขยะ EV และเก็บขนขยะแทน กทม. ซึ่งการ outsource นอกจากจะช่วยลดข้อครหาเรื่องการล็อกสเปกรถเช่า การบริหารจัดการ และการผูกขาดต่าง ๆ ได้แล้ว เป้าหมายหลักคือการแก้ไขปัญหาขยะตกค้างตามซอยย่อยต่าง ๆ จนประชาชนได้รับผลกระทบจำนวนมาก เนื่องจาก กทม. ประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรเก็บขนขยะมูลฝอย และด้วยระเบียบต่าง ๆ ทำให้ไม่สามารถหาบุคลากรมาได้เพียงพอ

 

และถึงแม้นี่คือนโยบายภาพใหญ่ที่ฝ่ายบริหารเองได้ประกาศว่าต้องการจะผลักดัน แต่เรากลับไม่เห็นแผนงานที่เป็นรูปธรรมในการ outsource แต่กลับยังคงยึดติดกับการเช่ารถขยะแบบเดิมๆ ที่ไม่ได้แก้ปัญหาขยะตกค้างแต่อย่างใด

 

ทั้งนี้ ในช่วงของการพิจารณางบประมาณแปรญัตติ มีการเสนอโครงการ outsource จ้างเก็บขนขยะเพียงแค่ 1 โครงการเท่านั้น ซึ่งเกิดจากข้อเสนอแนะของ ส.ก.พรรคประชาชน ที่มีการทักท้วงต่อความจริงใจในการผลักดันโครงการจ้างเหมาของฝ่ายบริหาร จนในที่สุดก็มีการเสนอโครงการเข้ามาในช่วงงบประมาณแปรญัตติ แต่ก็เป็นเพียงโครงการเล็กๆ 1 โครงการ และ ส.ก.พรรคประชาชนก็ได้ร่วมโหวตผ่านงบโครงการนี้ให้

 

ตลอดการพิจารณาในชั้นคณะกรรมการวิสามัญฯ ที่สำนักสิ่งแวดล้อมได้เข้ามาชี้แจงทั้ง 2 รอบ ไม่พบข้อมูล เอกสาร แนวทาง นโยบายที่ชัดเจน หรือเป็นหลักประกันได้ว่าการของบประมาณกว่า 6,038 ล้านบาทในครั้งนี้จะโปร่งใสเหมือนกับโครงการอื่น ๆ ที่เรายกมือผ่านโครงการให้

 

การพิจารณางบประมาณคือหัวใจสำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติ ที่จะต้องสร้างความโปร่งใส และป้องกันไม่ให้เกิดการรั่วไหล เมื่อฝ่ายบริหารยกเลิกโครงการเช่ารถขยะ EV เดิมที่มีปัญหาร้องเรียน แล้วเสนอโครงการใหม่ผูกพัน 7-8 ปี มูลค่ารวม 6,038 ล้านบาท มาให้สภาฯ พิจารณา แต่ถ้าหากยังมีความไม่สมบูรณ์ใด ๆ ระหว่างการเสนอโครงการของฝ่ายบริหาร หน้าที่สำคัญของสภาฯ คือต้องตรวจสอบ และเสนอแนะการใช้งบประมาณจากภาษีของประชาชนอย่างเข้มข้น ถ้าหากผู้ตรวจสอบทำหน้าที่เป็นเพียงตรายางให้กับฝ่ายบริหาร โดยละเลยการตรวจสอบต่อโครงการที่มีปัญหา สุดท้ายความเสียหายนั้นจะตกเป็นของประชาชน ดังนั้น การพิจารณางบประมาณจำเป็นต้องทำอย่างรอบคอบ รัดกุม และโปร่งใส เพื่อไม่ปล่อยให้เกิดการทุจริตอย่างที่เป็นมาก่อน

 

ทั้งนี้ ส.ก.พรรคประชาชนเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารทบทวนข้อท้วงติงและข้อเสนอของ ส.ก.พรรคประชาชน และเร่งปรับปรุงรายละเอียด เพื่อความโปร่งใส และความคุ้มค่าภาษีประชาชน

The post ส.ก.ประชาชน หนุนเปลี่ยนผ่าน EV แต่ค้านเช่ารถขยะ 6,038 ล้าน ชี้ 10 โครงการที่ผ่านงบตั้งแต่ปี 66 ล่มหมด เหตุ TOR ล็อกสเปก-ถูกร้องเรียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดมติ กกต. สั่งไม่ฟ้อง ‘นักการเมือง-กก.บห.’ ภูมิใจไทย https://thestandard.co/ect-clears-bhumjaithai-politicians/ Wed, 16 Sep 2026 01:18:04 +0000 https://thestandard.co/ect-clears-bhumjaithai-politicians/ ภาพอินโฟกราฟิกแสดงรายชื่อนักการเมืองพรรคภูมิใจไทยที่ กกต. มีมติไม่ฟ้อง

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยมติการพิจา […]

The post เปิดมติ กกต. สั่งไม่ฟ้อง ‘นักการเมือง-กก.บห.’ ภูมิใจไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงรายชื่อนักการเมืองพรรคภูมิใจไทยที่ กกต. มีมติไม่ฟ้อง

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยมติการพิจารณาสำนวนการไต่สวนคดีทุจริตการเลือก สว. ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ข้อกล่าวหาที่ 1

 

โดย กกต.มีมติไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา และไม่ดำเนินคดีอาญาผู้ถูกร้อง จำนวน 21 ราย ซึ่งประกอบด้วยกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย สส. รัฐมนตรี และบุคคลภายนอก 1 คน

 

อย่างไรก็ตาม มีบางบุคคลซึ่งผลการลงมติของ กกต. เป็น 6:1 เสียง หรือ 5:2 เสียง และบางบุคคลมติเป็นเอกฉันท์

 

ล่าสุด สิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต. ได้เปิดเผยว่า ตนเองและ ชาย นครชัย คือ 2 เสียงข้างน้อยที่ลงมติในข้อหาที่ 1 และ 2

 

ภาพ: ใช้เป็นภาพพื้นหลังได้

 

ภาพอินโฟกราฟิกแสดงรายชื่อนักการเมืองพรรคภูมิใจไทยที่ กกต. มีมติไม่ฟ้อง 1ภาพอินโฟกราฟิกแสดงรายชื่อนักการเมืองพรรคภูมิใจไทยที่ กกต. มีมติไม่ฟ้อง 2

The post เปิดมติ กกต. สั่งไม่ฟ้อง ‘นักการเมือง-กก.บห.’ ภูมิใจไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เสียงข้างน้อยขอพูด ‘กกต. สิทธิโชติ’ เผยมติยกฟ้องคน ‘ภูมิใจไทย’ ไม่เอกฉันท์ ย้ำต้องมอง ‘ช้างทั้งตัว’ ไม่แยกส่วนหลักฐาน https://thestandard.co/ecc-sitchote-bhumjaithai-non-unanimous-vote/ Tue, 15 Sep 2026 13:26:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1255506 สิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต. กำลังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

สิทธิโชติ อินทรวิเศษ หนึ่งในคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต […]

The post เสียงข้างน้อยขอพูด ‘กกต. สิทธิโชติ’ เผยมติยกฟ้องคน ‘ภูมิใจไทย’ ไม่เอกฉันท์ ย้ำต้องมอง ‘ช้างทั้งตัว’ ไม่แยกส่วนหลักฐาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต. กำลังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

สิทธิโชติ อินทรวิเศษ หนึ่งในคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสียงข้างน้อย เผยเบื้องหลังการลงมติคดีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชี้ให้เห็นความขัดแย้งในการมองพยานหลักฐาน โดยระบุว่ามีเส้นทางการเงิน ข้อมูลการติดต่อและการจัดทำโพยที่เชื่อมโยงกับคนในพรรคการเมืองอย่างชัดเจน พร้อมยืนยันว่าการพิจารณาคดีต้องมองภาพรวมขององค์ประกอบทั้งหมด “ให้เห็นช้างทั้งตัว” ไม่ใช่การแยกส่วนพิจารณา

 

 
 

ช่วงเย็นวันนี้ (15 กันยายน) สิทธิโชติได้ออกมาพบกับสื่อมวลชนที่สำนักงาน กกต. และตอบคำถามเกี่ยวกับการแถลงข่าวของ ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. เมื่อวานนี้ (14 กันยายน) โดยระบุว่า ไม่ใช่ไม่พอใจ แต่ก่อนการแถลงข่าวได้มีการตกลงกันภายในแล้วว่า จะต้องชี้แจงมติในแต่ละข้อกล่าวหาให้ชัดเจนว่ามีมติเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยจำนวนเท่าใด โดยยึดรูปแบบการแถลงข่าวของศาลรัฐธรรมนูญเป็นแนวทาง เพื่อให้สังคมรับทราบว่ามติในหลายประเด็น ‘ไม่ได้เป็นเอกฉันท์’

 

“ในที่ประชุมพูดกันว่า ไม่ถึงขนาดต้องบอกชื่อว่าเสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อยเป็นใคร แต่ขอให้ชัดว่าในแต่ละข้อกล่าวหานั้น กกต. ลงมติเสียงข้างมากเป็นอย่างไร เราเคารพเสียงข้างมาก แล้วเสียงข้างน้อยมีกี่เสียง”

 

สิทธิโชติเน้นไปที่ข้อกล่าวหา 1 และ 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกระทำของบุคคลในพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรค และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) โดยเปิดเผยว่า มติของ กกต. ไม่ได้เป็นเอกฉันท์ บุคคลสำคัญบางราย กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 ให้ยกคำร้อง และบางรายมีมติ 6 ต่อ 1 ขณะที่กรรมการบริหารพรรคบางคนที่ไม่เกี่ยวข้องเลย ก็มีมติยกคำร้องเป็นเอกฉันท์

 

สิทธิโชติเปิดเผยว่า ตนเองและ ชาย นครชัย กกต. เป็นเสียงข้างน้อย 2 คน ที่มีความเห็นว่า พยานหลักฐานที่ปรากฏมีความน่าเชื่อถือเพียงพอ เนื่องจากการกระทำไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจุดเดียว แต่กระจายไปทั่วประเทศ

 

ส่วนที่จับได้ไล่ทันปรากฏหลักฐานกระบวนการจัดทำโพยในโรงแรมหลายแห่งในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ภูเก็ต หนองบัวลำภู อุทัยธานี นครสวรรค์ และสุโขทัย ซึ่งสามารถยึดโพยได้จำนวน 12 โพย โดยผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด 7 อันดับแรกล้วนอยู่ใน 12 หมายเลขที่ระบุไว้ในโพยดังกล่าว การกระทำนี้ถือเป็นการทุจริตการเลือกตั้งตามมาตรา 62 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. และเข้าข่ายความผิดอาญาตามมาตรา 77(1)

 

ฟากเสียงข้างน้อยยังตั้งข้อสังเกตว่า พื้นที่ที่พบการกระทำความผิดทั้งหมดมีความเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว โดยผู้เกี่ยวข้องล้วนเป็นสมาชิกพรรคหรือมีความเกี่ยวพันกับพรรคดังกล่าว ข้อมูลนี้สอดคล้องกับคำให้การครั้งแรกของพยานที่ระบุว่า มีการจัดการประชุมพรรคเพื่อมอบหมายให้ สส. ในพื้นที่หรือบุคลากรของพรรคเป็นผู้ดำเนินการ

 

“ผมไม่ได้เชื่อว่าคำพูดคนจะมีน้ำหนักเชื่อถือหรือไม่ แต่ผมเชื่อถือว่าคำพูดของเขาได้รับการปฏิบัติและเกิดขึ้นจริงตามคำพูดหรือไม่ ถ้าพิสูจน์ได้จากพยานนี้ว่าเกิดขึ้นจริง เป็นไปตามคำของเขา ก็น่าเชื่อถือ”

 

เงื่อนงำการสื่อสาร เส้นทางการเงิน และการนัดพบหลังเลือกตั้ง

 

นอกจากนี้ พยานซึ่งเป็นเลขาธิการของ สส. และหน้าห้องรัฐมนตรี ที่ปัจจุบันได้รับเลือกเป็น สว. ได้ให้การว่า หลังจากการประกาศผล มีการนัดประชุม สว. กลุ่มดังกล่าวที่โรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 21 เพื่อกำหนดตัวบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งประธานและรองประธานวุฒิสภา

 

ในการประชุมดังกล่าว มีการยึดเครื่องมือสื่อสารของผู้เข้าร่วม และพบเห็นบุคคลสำคัญของพรรค รวมถึงประเด็นที่หัวหน้าพรรคอาจอยู่ในสถานที่เดียวกันแต่อยู่คนละห้อง ข้อมูลเหล่านี้ประกอบกับการตรวจพบการติดต่อทางโทรศัพท์ของรัฐมนตรีบางคนในช่วงเวลาการเลือกตั้ง ทำให้เสียงข้างน้อยเชื่อว่าเป็นการสนับสนุนให้เกิดการฮั้วในแต่ละจังหวัด

 

สำหรับประเด็นเส้นทางการเงิน สิทธิโชติเปิดเผยว่า ไม่พบเส้นทางการเงินที่ออกจากบัญชีของนักการเมืองโดยตรง แต่มักออกจากบุคคลรอบข้างที่เกี่ยวข้อง มีคำกล่าวอ้างจากพยานถึงการใช้เงินสดบริเวณชั้น 4 ของที่ทำการพรรค แต่ไม่มีพยานผู้เห็นเหตุการณ์

 

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเส้นทางการเงินของ สว. ตัวจริงจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ตรวจพบว่ามีการโอนเงินไปยังจังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่ กกต. เสียงข้างมากมีมติ 4 ต่อ 3 ไม่รับพิจารณาเส้นทางการเงินนี้ ทำให้กระบวนการตรวจสอบในประเด็นดังกล่าวต้องยุติลง แม้เสียงข้างน้อยจะเห็นว่ามีความผิดก็ตาม

 

ข้อพิรุธพยานกลับคำให้การและมุมมองแบบ “เห็นช้างทั้งตัว”

 

กรณีที่พยานรหัส 16/26 และพยานอีกหนึ่งปากชื่อ ‘ดิเรก’ ซึ่งเคยให้การสอดคล้องกัน ได้มายื่นหนังสือกลับคำให้การในภายหลัง โดยอ้างว่าโพยไม่มีอยู่จริงและกล่าวหาว่าคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 เป็นผู้จัดทำโพยขึ้นมาเองนั้น สิทธิโชติมองว่าการกลับคำให้การมีความน่าสงสัยและอ้างเรื่องการถูกข่มขู่ได้ยาก เนื่องจากพยานบุคคลหนึ่งมีสถานะเป็นผู้มีบารมีและเป็น สส. ของพรรคการเมืองในขณะที่ให้การ

 

ส่วนพยานอีกบุคคลหนึ่งมีสถานะเป็นถึงพ่อตาของหัวหน้าพรรคการเมืองระดับสำคัญ นอกจากนี้ การยื่นหนังสือกลับคำให้การเกิดขึ้นในวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทิ้งห่างจากการให้การครั้งแรกเป็นเวลานาน และเกิดขึ้นหลังจากมีการตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 แล้ว

 

สิทธิโชติเน้นย้ำถึงวิธีการพิจารณาพยานหลักฐานว่า ต้องนำข้อเท็จจริงย่อยๆ ของแต่ละกลุ่มมาประกอบเข้าด้วยกันเพื่อวิเคราะห์ถึงที่มาและเบื้องหลัง เปรียบเสมือนการพิจารณาภาพ “ช้างทั้งตัว” ไม่ใช่การจับเพียงแค่งวงแล้วสรุป ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยใช้ในการวินิจฉัยคดีทางการเมือง

 

“ข้อพิรุธทั้งหลายทั้งปวงที่ฟังมานี้ เชื่อว่า เมื่อฟังประกอบกับทุกสิ่ง มองช้างทั้งตัวแล้ว เราจะรู้ว่าช้างตัวจริงอยู่ตรงนี้ ที่เหลือปลีกย่อยก็ผิดไป แต่ช้างทั้งตัวอยู่ตรงนี้ เมื่อประกอบร่างต้องเป็นอย่างงั้น ความเห็นเสียงข้างน้อยจึงเห็นควรว่าผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1 และข้อกล่าวหาที่ 2 เพียงแต่ว่าท่านประธานอาจไม่มีตัวเลขในมือในเวลานั้น” สิทธิโชติกล่าว

 

สิทธิโชติยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่ใช่การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายภายใน กกต. แต่เป็นความเห็นไม่ตรงกันด้วยเพราะต่างคนต่างมีเหตุผล สำหรับเหตุผลของตนคือการหยิบเล็กหยิบน้อยการกระทำแต่ละกลุ่มนำมาวิเคราะห์รวมกัน เพื่อทำให้เห็นว่ามีเบื้องหลังที่มาอย่างไร คล้ายกับที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยด้วยการหยิบเล็กหยิบน้อยแล้ววินิจฉัยว่าการกระทำของพรรคการเมืองหนึ่งเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลาย

 

“เราก็เหมือนกัน หยิบเล็กหยิบน้อยมารวมกันเพื่อให้เห็นว่าช้างทั้งตัวเป็นอย่างไร ไม่ใช่แค่จับแค่งวง แล้วบอกว่าไม่ใช่ช้าง ซึ่งก็ถูกนั่นไม่ใช่ช้าง นั่นแค่งวง จับแค่หู แล้วบอกว่าไม่ใช่ช้าง เมื่อไหร่จับผสมกันได้หมดนั่นแหละคือช้าง” สิทธิโชติกล่าว

 

อำนาจของศาลฎีกาและการแก้ปัญหากระบวนการยุติธรรม

 

กระบวนการสืบสวนของคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 มีความจำเป็นต้องดึงหน่วยงานภายนอก ทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับภาค เข้ามาร่วมดำเนินการ เนื่องจากกระบวนการสืบสวนในระดับอำเภอถูกตัดตอน ทำให้ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ การบูรณาการข้อมูลจึงจำเป็นต่อการสืบสวนคดีระดับประเทศ

 

ปัจจุบันกระบวนการพิจารณาในชั้น กกต. ได้สิ้นสุดลงแล้ว และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงมติ กกต. ได้ คดีจะเข้าสู่กระบวนการของศาลฎีกา โดยสิทธิโชติระบุว่า ศาลฎีกามีอำนาจในการเรียกดูพยานหลักฐานเพิ่มเติมในสำนวนคดีทั้งหมด รวมถึงผู้เสียหายหรือราษฎรสามารถเป็นโจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลได้โดยตรง

 

“ก็เป็นดุลพินิจของศาลเพื่อให้บ้านเมืองนี้ไปได้ สุดแล้วแต่ศาลจะมองในมุมไหน ท่านมีอำนาจเยอะ” สิทธิโชติระบุ

 

กรณีคุณสมบัติ สว. และการตอบโต้ข้อกล่าวหา “กกต. สีน้ำเงิน”

 

สำหรับกรณี สว. ที่ลงสมัครไม่ตรงตามกลุ่มอาชีพ สิทธิโชติชี้แจงว่า ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานในกรณีผู้สมัครทำนาเกลือในกลุ่มเกษตรกรว่า หากผู้สมัครรับรองตนเองและผู้อำนวยการการเลือกระดับอำเภอตรวจสอบยอมรับ ถือว่าการรับสมัครถูกต้อง

 

เช่นเดียวกับกรณีผู้ค้าก๋วยเตี๋ยวและผู้ค้าหมูที่ กกต. เคยวินิจฉัยว่าสมัครถูกกลุ่ม เนื่องจากผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดได้ไต่สวนข้อเท็จจริงแล้ว หากพบประเด็นขาดคุณสมบัติในภายหลัง จะเป็นกระบวนการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง

 

ในประเด็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า กกต. ชุดนี้เป็น ‘กกต. สีน้ำเงิน’ สิทธิโชติชี้แจงว่า การลงมติขึ้นอยู่กับเหตุผลทางข้อกฎหมาย หากมติเสียงข้างมากเป็นประโยชน์กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สังคมย่อมมองในมุมนั้นได้ แต่ขอให้พิจารณาจากเหตุผลในการวินิจฉัยของกรรมการแต่ละราย

The post เสียงข้างน้อยขอพูด ‘กกต. สิทธิโชติ’ เผยมติยกฟ้องคน ‘ภูมิใจไทย’ ไม่เอกฉันท์ ย้ำต้องมอง ‘ช้างทั้งตัว’ ไม่แยกส่วนหลักฐาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กกต. เปิดมติคดีฮั้ว สว. ข้อหา 1 ‘อนุทิน-เนวิน’ 5 ต่อ 2 ไม่ยื่นศาลฎีกา เปิดครบ 21 ราย ส่วนข้อหา 2 มติ 5 ต่อ 2 ยก 140 ราย https://thestandard.co/ec-senate-collusion-anutin-newin/ Tue, 15 Sep 2026 13:21:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1255501 ภาพอินโฟกราฟิกสรุปมติ กกต. คดีฮั้ว สว. ข้อหา 1 และ 2

วันนี้ (15 กันยายน) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต […]

The post กกต. เปิดมติคดีฮั้ว สว. ข้อหา 1 ‘อนุทิน-เนวิน’ 5 ต่อ 2 ไม่ยื่นศาลฎีกา เปิดครบ 21 ราย ส่วนข้อหา 2 มติ 5 ต่อ 2 ยก 140 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกสรุปมติ กกต. คดีฮั้ว สว. ข้อหา 1 และ 2

วันนี้ (15 กันยายน) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยรายละเอียดผลการพิจารณาสำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ใน ข้อกล่าวหาที่ 1 และข้อกล่าวหาที่ 2 จากการประชุม กกต. เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 โดยที่ประชุมมีมติไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและไม่ดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกร้องในทั้งสองข้อกล่าวหา

 

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ ข้อกล่าวหาที่ 1 ตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ซึ่งบัญญัติห้ามกรรมการบริหารพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรค สส. สมาชิกหรือผู้บริหารท้องถิ่น และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กระทำการช่วยเหลือผู้สมัครเพื่อให้ได้รับเลือกหรือไม่ได้รับเลือกเป็น สว.

 

ข้อกล่าวหานี้มีผู้ถูกร้องรวม 21 ราย แบ่งตามเอกสารของ กกต. เป็นกรรมการบริหารพรรค สส. หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 20 ราย และบุคคลอื่น 1 ราย คือ เนวิน ชิดชอบ

 

กกต. มีมติไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและไม่ดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกร้องทั้ง 21 ราย โดยแบ่งผลการลงมติเป็น มติเอกฉันท์ 7 ราย, มติ 6 ต่อ 1 จำนวน 2 ราย และมติ 5 ต่อ 2 จำนวน 12 ราย

 

ผู้ถูกร้องและผลมติ กกต. ประกอบด้วย

 

1.อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย: มติ 5 ต่อ 2

 

2.สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย: เอกฉันท์

 

3.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย: เอกฉันท์

 

4.ไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย: เอกฉันท์

 

5.เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย: มติ 5 ต่อ 2

 

6.พิมพ์ฤดา ตันจรารักษ์ รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย: มติ 6 ต่อ 1

 

7.ภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย: เอกฉันท์

 

8.ไตรศุลี ไตรสรณกุล นายทะเบียนสมาชิกพรรคภูมิใจไทย: เอกฉันท์

 

9.ศุภมาส อิศรภักดี เหรัญญิกพรรคภูมิใจไทย: เอกฉันท์

 

10.กรวีร์ ปริศนานันทกุล กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย: มติ 5 ต่อ 2

 

11.วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย: มติ 5 ต่อ 2

 

12.ชลัฐ รัชกิจประการ กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย: มติ 5 ต่อ 2

 

13.ธนยศ ทิมสุวรรณ กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย: มติ 6 ต่อ 1

 

14.จักรกฤษณ์ ทองศรี กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย: มติ 5 ต่อ 2

 

15.กิตติ กิตติธรกุล กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย: มติ 5 ต่อ 2

 

16.นภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์: มติ 5 ต่อ 2

 

17.พิชัย ชมพูพล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคภูมิใจไทย: มติ 5 ต่อ 2

 

18.สุขสมรวย วันทนียกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคภูมิใจไทย: มติ 5 ต่อ 2

 

19.ภราดร ปริศนานันทกุล รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย: มติ 5 ต่อ 2

 

20.แนน บุณย์ธิดา สมชัย กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย: เอกฉันท์

 

21.เนวิน ชิดชอบ ซึ่งเอกสาร กกต. ไม่ระบุตำแหน่ง และจัดอยู่ในประเภท ‘บุคคลอื่น’: มติ 5 ต่อ 2

 

นั่นหมายความว่าทั้ง อนุทิน ชาญวีรกูล และเนวิน ชิดชอบ อยู่ในกลุ่มผู้ถูกร้องที่ กกต. มีเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 เห็นว่าไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและไม่ดำเนินคดีอาญาในข้อกล่าวหาที่ 1

 

ข้อหา 2 ผู้ถูกร้อง 140 ราย กกต. มติ 5 ต่อ 2 ไม่ดำเนินคดี

 

ขณะที่ ข้อกล่าวหาที่ 2 เป็นความผิดตามมาตรา 76 วรรคสอง ซึ่งห้ามผู้สมัครยินยอมให้กรรมการบริหารพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรค สส. สมาชิกหรือผู้บริหารท้องถิ่น ตลอดจนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือเพื่อให้ตนได้รับเลือกเป็น สว.

 

ข้อกล่าวหานี้มีผู้ถูกร้องทั้งหมด 140 ราย ประกอบด้วย สว. ซึ่งดำรงตำแหน่งขณะที่ถูกร้อง 137 ราย, สว. สำรองในบัญชีรายชื่อ 1 ราย และผู้มีสิทธิเลือก สว. 2 ราย

 

กกต. มีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 ไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและไม่ดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกร้องทั้ง 140 ราย

 

การเปิดเผยรายละเอียดครั้งนี้ทำให้เห็นเป็นครั้งแรกถึง สัดส่วนเสียงของ กกต. รายบุคคลในข้อกล่าวหาที่ 1 โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้มติ 5 ต่อ 2 ซึ่งหมายความว่ามีกรรมการ กกต. 2 คนเห็นต่างจากเสียงข้างมากในการพิจารณาผู้ถูกร้องกลุ่มดังกล่าว แม้ กกต. จะยังไม่ได้เปิดเผยว่า กรรมการคนใดลงมติอย่างไร

 

ทั้งนี้ มติในข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสำนวนการไต่สวนการเลือก สว. ปี 2567 ซึ่งมีข้อกล่าวหาหลายประเด็น โดยในข้อกล่าวหาอื่น กกต. ได้มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาต่อผู้ถูกร้องบางส่วน รวมถึง สว. ชุดปัจจุบัน 26 ราย ตามที่ กกต. เปิดเผยก่อนหน้านี้

 

ภาพ: แฟ้มภาพ

The post กกต. เปิดมติคดีฮั้ว สว. ข้อหา 1 ‘อนุทิน-เนวิน’ 5 ต่อ 2 ไม่ยื่นศาลฎีกา เปิดครบ 21 ราย ส่วนข้อหา 2 มติ 5 ต่อ 2 ยก 140 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอกนัฏ’ ส่งไม้ต่อ ‘สหรัฐฯ’ หลังไทยโชว์เจ้าภาพ Gastech 2026 ปิดดีลพลังงาน 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ https://thestandard.co/thailand-gastech-us-handover/ Tue, 15 Sep 2026 12:23:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1255492 เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ส่งมอบธง Gastech ให้แก่ James Danly รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพลังงานแห่งสหรัฐอเมริกา

‘รมว.เอกนัฏ’ ส่งไม้ต่อ ‘อเมริกา’ หลังโชว์ศักยภาพการเป็น […]

The post ‘เอกนัฏ’ ส่งไม้ต่อ ‘สหรัฐฯ’ หลังไทยโชว์เจ้าภาพ Gastech 2026 ปิดดีลพลังงาน 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ส่งมอบธง Gastech ให้แก่ James Danly รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพลังงานแห่งสหรัฐอเมริกา

‘รมว.เอกนัฏ’ ส่งไม้ต่อ ‘อเมริกา’ หลังโชว์ศักยภาพการเป็นเจ้าภาพ Gastech 2026 ตอกย้ำภูมิภาคเอเชียในฐานะศูนย์กลางธุรกิจพลังงานโลก เผยปิดดีลธุรกิจ ในงานกว่า 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

 
 

​วันนี้ 15 กันยายน 2569 เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานกล่าวในพิธีส่งมอบการเป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2027 โดยได้ส่งมอบธงจากกรุงเทพมหานคร ให้แก่เมือง Houston สหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับเกียรติจาก James Danly รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพลังงานแห่งสหรัฐอเมริกา เข้าร่วมรับมอบ

 

​เอกนัฏ ได้กล่าวว่า การจัดงาน Gastech 2026 ที่กรุงเทพมหานครในครั้งนี้ เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทำให้การจัดงานในครั้งนี้เกิดความสำเร็จ สามารถบรรลุข้อตกลงทางธุรกิจด้านพลังงานมูลค่ากว่า 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ช่วยตอกย้ำศักยภาพของภูมิภาคเอเชียในฐานะศูนย์กลางธุรกิจพลังงานโลก

 

นอกจากนั้น การจัดงานในครั้งนี้ ไม่เพียงแค่กระตุ้นความร่วมมือในภาคธุรกิจ แต่ยังเป็นประโยชน์โดยตรงต่อหน่วยงานกำกับดูแล ผู้กำหนดนโยบายระดับประเทศ

 

โดยเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) แม้พลังงานหมุนเวียนจะเป็นเป้าหมายสำคัญในอนาคต แต่ยังคงต้องอาศัยเวลาและการลงทุน ในขณะที่ ‘ก๊าซธรรมชาติ’ เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงทางพลังงานในปัจจุบัน ซึ่งการมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีก็จะเป็นข้อได้เปรียบและจะช่วยสร้างความมั่นคงให้กับประเทศได้อีกด้วย

 

​ด้าน James Danly รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพลังงานแห่งสหรัฐอเมริกา ในฐานะเจ้าภาพงาน Gastech 2027 ณ เมือง Houston รัฐ Texas สหรัฐอเมริกา ได้กล่าวว่า การจัดงาน Gastech จะได้รับการสานต่อความร่วมมือเป็นอย่างดี เนื่องจากเมือง Houston ได้รับการยกย่องว่าเป็นหัวใจสำคัญและศูนย์กลางของอุตสาหกรรมพลังงานอเมริกา

 

“การหารือมุ่งเน้นไปที่การรับมือกับความต้องการพลังงานทั่วโลกที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน รวมถึงการแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงทางพลังงานด้วย นอกจากนั้น ยังมุ่งเน้นไปที่นโยบายการเป็นผู้นำด้านพลังงาน โดยมีเป้าหมายหลักคือ การจัดหาพลังงานในราคาที่เข้าถึงได้ เชื่อถือได้ มีความมั่นคง และมีแหล่งเชื้อเพลิงที่หลากหลาย”

 

เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไป ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกามุ่งมั่นที่จะเป็นพันธมิตรในระดับโลก ในการใช้ทรัพยากรพลังงานเพื่อช่วยสร้างความมั่นคงทางเชื้อเพลิงและขับเคลื่อนความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจให้กับนานาประเทศ

 

​“ในฐานะเจ้าภาพ Gastech 2026 ผมหวังว่าทุกท่านจะประทับใจกับการจัดงานและการต้อนรับของไทย และหวังว่านี่จะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย หวังว่าวันหนึ่งทุกท่านจะกลับมาเยือนกรุงเทพฯ อีกครั้ง”

 

ขอขอบคุณทุกฝ่ายเป็นอย่างยิ่งสำหรับการจัดงานที่สวยงามและยอดเยี่ยมในปีนี้ ช่วยให้โลกได้เห็นถึงศักยภาพในด้านต่างๆ ของประเทศไทย

 

“สำหรับปีหน้า ที่เมือง Houston ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะส่งมอบงานนี้ให้กับคุณ James และสหรัฐอเมริกา และหวังว่าจะประสบความสำเร็จในการจัดงานเหมือนกับประเทศไทย” เอกนัฏ กล่าวทิ้งท้าย

 

กฟผ. จับมือ USTDA สหรัฐฯ เร่งศึกษาความเป็นไปได้โรงไฟฟ้า SMR

 

เอกนัฏ กล่าวอีกว่า Mr. James Danly รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐอเมริกา ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน และ Ambassador Sean K. O’Neill เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงรับทุนสนับสนุนการศึกษาความเป็นไปได้

 

เบื้องต้นโครงการโรงไฟฟ้า SMR ระหว่างองค์การการค้าและการพัฒนาแห่งสหรัฐอเมริกา (USTDA) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

 

โดยมี Mr. Thomas R. Hardy รองผู้อำนวยการ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการ USTDA และ นรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. ร่วมลงนาม ภายในงาน Gastech 2026

 

Mr. Thomas R. Hardy รองผู้อำนวยการ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการ USTDA กล่าวว่า สำหรับสหรัฐอเมริกา ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมนวัตกรรมของอเมริกา และบทบาทความเป็นผู้นำด้านพลังงานนิวเคลียร์เพื่อการใช้งานโดยสันติและเทคโนโลยีนิวเคลียร์ขั้นสูง

 

ความร่วมมือนี้เป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูและขับเคลื่อนภาคพลังงานนิวเคลียร์ของสหรัฐ ฯ ซึ่งเป็นยุคแห่งการส่งเสริมนวัตกรรมและการลงทุนอีกครั้ง และกำลังสร้างโอกาสใหม่ในการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ทั้งในสหรัฐ ฯ และทั่วโลก

 

ทั้งนี้ ความร่วมมือนี้ยังสอดคล้องกับนโยบายต่างประเทศที่มีความสำคัญในวงกว้างของสหรัฐ ฯ นั่นคือการทำงานร่วมกับประเทศพันธมิตรที่มีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน เพื่อขยายการเข้าถึงเทคโนโลยีพลังงานที่มีความน่าเชื่อถือ พร้อมทั้งเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานทั่วภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

 

นรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในช่วงเวลาสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การสำรวจทางเลือกต่าง ๆ เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงาน รักษาเสถียรภาพในการผลิตไฟฟ้า เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศไทยจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

 

การสนับสนุนครั้งนี้ถือเป็นรากฐานสำคัญสำหรับประเทศไทย ในการประเมินความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีโรงไฟฟ้า SMR

 

โดย กฟผ. ให้ความสำคัญกับโอกาสในการเรียนรู้จากนวัตกรรม ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ของสหรัฐ ฯ พร้อมทั้งเดินหน้าส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสองประเทศ

 

ในขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การนำเทคโนโลยีโรงไฟฟ้า SMR มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการผลิตไฟฟ้าของประเทศในระยะยาว จะช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นและความมั่นคงของระบบโครงข่ายไฟฟ้า สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง

 

การลงนามความตกลงในครั้งนี้ จะช่วยให้ กฟผ. สามารถประเมินพื้นที่ที่มีศักยภาพเบื้องต้น ต้นทุน ตลอดจนขั้นตอนและข้อกำหนดด้านกฎระเบียบที่จำเป็นสำหรับการเดินหน้าตามแผนการนำเทคโนโลยีโรงไฟฟ้า SMR มาใช้ในประเทศไทย นับเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำหรับประเทศไทยในการพัฒนาแหล่งพลังงานที่มีความมั่นคงและมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น

The post ‘เอกนัฏ’ ส่งไม้ต่อ ‘สหรัฐฯ’ หลังไทยโชว์เจ้าภาพ Gastech 2026 ปิดดีลพลังงาน 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลี้ยวเข้าห้องสมุดธรรมศาสตร์ คุยอนาคตบรรณารักษ์ในยุค AI https://thestandard.co/thammasat-librarians-ai-future/ Tue, 15 Sep 2026 12:00:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1255452 ภาพบรรณารักษ์กำลังทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

คุยกับคนทำงานห้องสมุดธรรมศาสตร์ ถึงการตามหางานวิจัยที่ไ […]

The post เลี้ยวเข้าห้องสมุดธรรมศาสตร์ คุยอนาคตบรรณารักษ์ในยุค AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรณารักษ์กำลังทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

คุยกับคนทำงานห้องสมุดธรรมศาสตร์ ถึงการตามหางานวิจัยที่ไม่มีอยู่จริง การดูแลความทรงจำและพื้นที่เรียนรู้ ไปจนถึงคำถามต่อการปรับสายงานราชการ ในวันที่ภารกิจของบรรณารักษ์เปลี่ยนไปไกลกว่าภาพจำ

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

มีนักศึกษานำรายการอ้างอิงจาก AI มาขอให้บรรณารักษ์ช่วยค้นหาบทความวิชาการ เพื่อนำไปใช้เขียนรายงาน ชื่อผู้เขียนดูคุ้นเคย ชื่อวารสารก็มีอยู่จริง ทุกอย่างดูเหมือนจะพร้อมสำหรับการตามไปอ่านต้นฉบับ

 

แต่เมื่อค้นหา กลับไม่พบผลงานตามรายการนั้น

 

“มีชื่อวารสารนั้นจริงๆ มีชื่อคนจริง แต่พอหาแบบที่ต้องการ มันไม่มี” หนึ่งในบรรณารักษ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เล่าถึงประสบการณ์จากบริการ Full Text Finder Service ซึ่งช่วยผู้ใช้ค้นหาเอกสารฉบับเต็ม

 

ปัญหาที่พวกเขาพบคือ AI สามารถประกอบรายการอ้างอิงที่ดูสมจริงขึ้นมาได้ จนผู้ใช้เชื่อว่ามีงานวิชาการชิ้นนั้นอยู่ และเมื่ออยากได้ต้นฉบับมาอ่าน คนที่ถูกนึกถึงก็คือบรรณารักษ์

 

เหตุการณ์นี้พาเรากลับมาตั้งคำถามกับอาชีพที่หลายคนคุ้นชื่อ แต่อาจไม่เคยรู้จักงานของพวกเขาจริงๆ ในวันที่เราค้นข้อมูลได้ด้วยตัวเอง และมี AI ช่วยตอบคำถาม บรรณารักษ์กำลังทำอะไรอยู่ระหว่างข้อมูลมหาศาลเหล่านั้นกับคนที่ต้องการใช้มัน

 

ภาพบรรณารักษ์กำลังทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 1

 

THE STANDARD ชวนคนทำงานห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 6 คนมาสนทนา ได้แก่ ฐิติมา เธียรอนันตกุล หรือพี่กั้ง รองผู้อำนวยการสายบริหารและพัฒนา, วิไลลักษณ์ ดวงบุปผา หรือพี่จุ๋ม หัวหน้างานพัฒนาข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และชัยสิทธิ์ อังคะปัญญาเดช หรือเอ หัวหน้างานบริการท่าพระจันทร์

 

ร่วมด้วย กีรติ ศิริลักษณ์ หรือน้ำตาล, ผจงรักษ์ ซำเจริญ หรือผึ้ง และชนินทร์พร สุโชควีระวงศ์ หรือมิน ทั้งสามเป็นบรรณารักษ์ชำนาญการ

 

เรื่องเล่าของพวกเขาครอบคลุมตั้งแต่การจัดหมวดหมู่หนังสือ การดูแลฐานข้อมูลและเอกสารหายาก ไปจนถึงการรับฟังนักศึกษาในวันที่มีเรื่องหนักใจ ขณะที่อีกด้านหนึ่ง วิชาชีพนี้กำลังถูกตั้งคำถามถึงอนาคต ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและแนวทางบริหารกำลังคนภาครัฐ

 

เมื่อถามถึงจุดเริ่มต้นของการเป็นบรรณารักษ์ คำตอบไม่ได้เริ่มจากความรักหนังสือเหมือนกันทุกคน

 

ภาพบรรณารักษ์กำลังทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2

 

ฐิติมากำลังจะทำงานที่ธรรมศาสตร์ครบ 30 ปีในเดือนมกราคม 2570 เธอเรียนบรรณารักษศาสตร์ทั้งปริญญาตรีและปริญญาโท ผ่านงานเอกชนมาประมาณ 2 ปี ก่อนเข้ามารับราชการที่มหาวิทยาลัย เส้นทางนี้สอดคล้องกับความรู้ที่เรียนมา แต่เธอยอมรับตรงๆ ว่า ตอนเป็นนักศึกษาไม่ได้รู้สึกผูกพันกับวิชาชีพมากนัก

 

“ถ้าถามว่าในสมัยตอนเรียน อินกับวิชาชีพนี้ไหม ก็ต้องยอมรับว่าไม่ได้อิน”

 

เช่นเดียวกับคนจำนวนหนึ่งที่อยู่นอกวิชาชีพ เธอยังมองไม่เห็นว่างานบรรณารักษ์มีอะไรบ้าง จนได้ลงมือทำจึงพบทั้งงานบริการและงานเบื้องหลังที่ต้องปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ยิ่งเทคโนโลยีและวิถีชีวิตของผู้ใช้เปลี่ยน งานของห้องสมุดก็ยิ่งต้องขยับตาม

 

ส่วนชัยสิทธิ์เรียนบรรณารักษศาสตร์ทั้งสองระดับเช่นกัน เริ่มทำงานห้องสมุดที่มหาวิทยาลัยนเรศวร วิทยาเขตกรุงเทพฯ ประมาณ 4-5 ปี ก่อนเปลี่ยนไปทำงานบริการลูกค้าที่ศิริราชราว 2-3 ปี แล้วจึงมาทำงานที่ธรรมศาสตร์ต่อเนื่องอีก 12 ปี รวมเวลาทำงานในวิชาชีพประมาณ 16 ปี

 

ภาพบรรณารักษ์กำลังทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 3

 

เขาเคยคิดว่ากลับมาทำงานห้องสมุดอาจจะสบายกว่างานโรงพยาบาล แต่สิ่งที่พบคืองานจำนวนมากและความเปลี่ยนแปลงที่ต้องเรียนรู้เสมอ

 

“พอมีเทคโนโลยีอะไรใหม่ๆ มา เรารับหมดเลย เราโอบกอดทุกอย่างที่เกิดขึ้นใหม่ แล้วเราก็เอามาใช้ในการทำงาน” ชัยสิทธิ์เล่า “ยิ่งทำก็พบว่ามีอะไรให้ทำเรื่อยๆ มีความท้าทายตลอดเวลา”

 

ในวงสนทนายังมีคนที่เลือกเรียนเพราะชอบอ่านหนังสือ และฝันว่าจะได้ทำงานท่ามกลางหนังสือตลอดทั้งวัน เธอทำงานเอกชนอยู่เพียง 2 เดือนก่อนตัดสินใจเข้าสู่งานห้องสมุด แต่ตลอด 8 ปีของการทำงาน ความเข้าใจต่ออาชีพค่อยๆ ขยายออกไป เพราะสิ่งที่ต้องดูแลมีทั้งหนังสือ ข้อมูลดิจิทัล และทรัพยากรความรู้ที่มหาวิทยาลัยต้องใช้

 

“มันคือวิชาชีพหนึ่งที่เชื่อมระหว่างมนุษย์กับข้อมูล เพราะฉะนั้นแล้ว อะไรที่อยู่ตรงกลาง ที่เอาไว้จัดการให้ข้อมูลเข้าถึงมนุษย์ได้อย่างง่ายที่สุด มีประสิทธิภาพที่สุด ตรงนี้ล่ะค่ะที่เรียกว่าบรรณารักษ์”

 

คำอธิบายนี้ช่วยให้มองเห็นงานอีกจำนวนมากที่ซ่อนอยู่หลังหนังสือหนึ่งเล่มหรือผลการค้นหาหนึ่งรายการ ก่อนผู้ใช้จะพบสิ่งที่ต้องการ มีคนคัดเลือก จัดหมวดหมู่ อธิบายเนื้อหา บันทึกข้อมูล และออกแบบช่องทางให้ค้นพบมันได้

 

วิไลลักษณ์อยู่ที่ธรรมศาสตร์มา 19 ปี เริ่มจากงานจัดทำรายการหนังสือ ก่อนเปลี่ยนมาทำงานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ประมาณปี 2558 เธอจึงเห็นความเปลี่ยนแปลงของการเข้าถึงความรู้ผ่านงานที่ทำด้วยตัวเอง

 

ภาพบรรณารักษ์กำลังทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 4

 

สมัยก่อน หากต้องการอ่านวิทยานิพนธ์ของสถาบันใด ผู้ใช้มักต้องเดินทางไปที่นั่น การแปลงเอกสารเป็นไฟล์ดิจิทัลทำให้ผู้ใช้เข้าถึงได้จากพื้นที่อื่น รวมถึงจากต่างประเทศ เธอพบสมาชิกที่สมัครใช้งานจากหลายประเทศ และบางครั้งก็ได้รับคำถามจากคนที่อยู่ไกลถึงสหรัฐอเมริกา

 

สิ่งที่ทำให้เธอประหลาดใจคือความสนใจต่อหนังสืออนุสรณ์งานศพและหนังสือหายาก ตามข้อมูลที่วิไลลักษณ์เล่า คอลเล็กชันเหล่านี้ติดกลุ่ม 5 อันดับแรกที่มีผู้เข้าถึงมาก จากคอลเล็กชันทั้งหมดกว่า 30-40 คอลเล็กชัน แม้งานวิจัยจะเป็นทรัพยากรหลักที่ผู้ใช้มักเข้ามาค้นหา

 

ภาพบรรณารักษ์กำลังทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 5

 

สำหรับคนทำงาน ความนิยมดังกล่าวสะท้อนว่ามีผู้คนอยากเรียนรู้เรื่องราวในอดีตอยู่มาก เมื่อเปิดทางให้เข้าถึงได้ ความรู้ที่เคยอยู่ในพื้นที่จำกัดก็มีโอกาสถูกอ่านและนำไปศึกษาต่อ

 

“เราในฐานะห้องสมุดก็ดีใจที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนสามารถที่จะเรียนรู้ด้วยตนเอง หรือศึกษาอะไรมากขึ้น” วิไลลักษณ์กล่าว

 

ภาพบรรณารักษ์กำลังทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 6

 

ในวงสนทนา ห้องหนังสือหายากยังถูกอธิบายว่าเป็นพื้นที่เก็บความทรงจำ ทั้งของมหาวิทยาลัย ผู้วายชนม์ และเรื่องราวของยุคสมัย ภารกิจจึงครอบคลุมทั้งการดูแลตัวเล่มและการเผยแพร่ในรูปแบบดิจิทัล เพื่อให้ความทรงจำเหล่านั้นอยู่ต่อและเข้าถึงได้

 

อย่างไรก็ตาม การมีทรัพยากรอยู่ในระบบยังไม่เพียงพอ คนต้องรู้ด้วยว่าห้องสมุดมีอะไรและจะใช้ประโยชน์อย่างไร ผู้ให้สัมภาษณ์ยอมรับว่านี่เป็นงานที่ต้องทำให้มากขึ้น เพราะบางคนยังไม่รู้ว่าความรู้ที่กำลังตามหาอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด

 

แล้วในวันที่ AI ช่วยค้นและเรียบเรียงข้อมูลได้ บทบาทเหล่านี้ยังจำเป็นเพียงใด

 

ภาพบรรณารักษ์กำลังทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 7

 

ผู้ร่วมสนทนามองเห็นโอกาสในการใช้เทคโนโลยีเพิ่มความสามารถของตัวเอง งานบางประเภทมีมาตรฐานชัดเจน เช่น การจัดทำรายการหนังสือและเมทาดาทา หรือข้อมูลที่ใช้อธิบายทรัพยากรเพื่อให้จัดเก็บและค้นหาได้ AI จึงช่วยเตรียมหรือจัดการข้อมูลบางส่วนได้มาก แต่ยังต้องมีคนตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้งาน

 

ประเด็นที่พวกเขาให้ความสำคัญจึงอยู่ที่วิธีใช้ และความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่ได้

 

ชัยสิทธิ์บอกว่า AI ทำให้ชีวิตสะดวกขึ้นมาก แต่ในฐานะบรรณารักษ์ เขาเห็นความเสี่ยงหากผู้ใช้รับคำตอบโดยไม่ตรวจสอบว่าน่าเชื่อถือหรือมีแหล่งอ้างอิงที่ถูกต้องหรือไม่ ทักษะการวิเคราะห์ แยกแยะ และประเมินข้อมูลเป็นสิ่งที่วิชาชีพนี้เรียนรู้และทำงานด้วยมานานแล้ว

 

ประสบการณ์เรื่องรายการอ้างอิงที่ไม่มีอยู่จริงทำให้ความกังวลนี้เป็นเรื่องใกล้ตัว หนึ่งในผู้ร่วมสนทนาเล่าว่า เคยช่วยตรวจรายการอ้างอิงสำหรับผลงานวิชาการประมาณ 10 รายการ แล้วค้นไม่พบราว 3-4 รายการ บางรายการมีข้อมูลปีที่ ฉบับที่ หรือหน้าของวารสารไม่ตรงกับสิ่งที่ตรวจสอบได้

 

ตัวเลขดังกล่าวเป็นประสบการณ์เฉพาะครั้งที่ผู้ให้สัมภาษณ์นำมาเล่า แต่ปัญหาที่พวกเขาห่วงคือ เมื่อรายการอ้างอิงที่ผิดถูกนำไปใช้และอ้างต่อ ความคลาดเคลื่อนอาจส่งต่อไปยังงานวิชาการชิ้นอื่นด้วย

 

ในมุมของคนทำงานห้องสมุด การรู้เท่าทันสารสนเทศและ AI จึงต้องไปถึงขั้นตรวจสอบที่มา แยกแยะสิ่งที่ยังยืนยันไม่ได้ และรู้ว่าควรใช้ข้อมูลนั้นอย่างไร ความเร็วในการได้คำตอบต้องเดินไปพร้อมกับความสามารถในการตรวจสอบคำตอบด้วย

 

ภาพบรรณารักษ์กำลังทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 8

 

ขณะเดียวกัน ยังมีงานที่ต้องใช้ทักษะกับตัวเล่มโดยตรง เช่น การซ่อมหนังสือสำหรับให้บริการและการซ่อมเชิงอนุรักษ์ ซึ่งผู้ร่วมสนทนายกขึ้นมาเป็นตัวอย่างของงานที่ปัจจุบันยังอาศัยฝีมือและประสบการณ์ของคน

 

ส่วนงานบริการมีอีกมิติหนึ่งที่พวกเขาอยากให้สังคมมองเห็น นั่นคือความสัมพันธ์กับคนที่เดินเข้ามาใช้ห้องสมุด

 

ชนินทร์พรอธิบายว่า บรรณารักษ์ต้องเข้าใจทรัพยากรที่มีมากพอจะช่วยสนับสนุนการค้นคว้า ทำหน้าที่คล้ายผู้ช่วยนักวิจัย และต้องสื่อสารให้ผู้ใช้รู้จักบริการเหล่านั้นด้วย หลายครั้งจึงเป็นทั้งผู้ให้คำแนะนำและวิทยากรที่ช่วยให้คนใช้ฐานข้อมูลหรือเครื่องมือต่างๆ ได้คุ้มค่า

 

เมื่อเคยทำงานบริการด้านหน้า เธอยังพบผู้ใช้ที่มีความเครียดจากการเรียนและมีเรื่องขัดแย้งในชีวิต บางคนเข้ามาขอคำปรึกษาหรือเพียงต้องการคนรับฟัง ความไว้ใจลักษณะนี้เป็นสิ่งที่เธอมองว่ามีคุณค่าในความสัมพันธ์ระหว่างบรรณารักษ์กับผู้ใช้

 

“เราเสมือนเพื่อนที่เขาไว้ใจคนหนึ่งเหมือนกัน”

 

ภาพบรรณารักษ์กำลังทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 9

 

เรื่องเล่าจากคนอื่นๆ ในวงสนทนาก็มีตั้งแต่นักศึกษาที่เข้ามาระบายความหนักใจ ไปจนถึงคำถามทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่น จะซื้อชุดนักศึกษาที่ไหน หรือจะจอดรถอย่างไร การที่ผู้ใช้เลือกถามเรื่องเหล่านี้กับเจ้าหน้าที่สะท้อนความรู้สึกว่ามีคนที่เข้าหาได้อยู่ในห้องสมุด

 

มุมมองนี้เชื่อมกับแนวคิด Library of Life ที่พวกเขาใช้พูดถึงพื้นที่ของตัวเอง ห้องสมุดต้องรองรับชีวิตของผู้ใช้ ทั้งการเรียน การค้นคว้า การพัก และการพบปะแลกเปลี่ยนความคิด

 

พวกเขาเล่าว่า พื้นที่ถูกแบ่งให้สอดคล้องกับกิจกรรม มีทั้งโซนเงียบและโซนที่พูดคุยได้ รวมถึงพื้นที่ทำงานร่วมกัน นอกจากนี้ยังมี Nap Zone สำหรับงีบพัก และบริการอุปกรณ์ที่ช่วยให้ผู้ใช้ทำกิจกรรมการเรียนรู้ได้สะดวกขึ้น

 

ภาพบรรณารักษ์กำลังทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 10

 

ที่ Library of Things มีทั้งผ้าห่มสำหรับคนที่รู้สึกหนาว ไดร์เป่าผมสำหรับคนที่ตากฝนมา และไอแพดให้ยืมเพื่อการเรียน ทั้งแบบรายวันและรายเทอม ตามรูปแบบบริการที่ผู้ให้สัมภาษณ์อธิบาย

 

ของใช้เหล่านี้เกิดจากการมองความต้องการในชีวิตจริงของผู้ใช้ การมีสถานที่อ่านหนังสือจึงเชื่อมต่อไปถึงการจัดสภาพแวดล้อมที่ทำให้คนพร้อมจะเรียนรู้ และมีพื้นที่พักเมื่อจำเป็น

 

“เป็นผู้จัดการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้ใช้บริการของเรา” คือคำอธิบายบทบาทที่ปรากฏขึ้นในวงสนทนา

 

เมื่อกลับมาที่หนังสือ เรายังมีคำถามพื้นฐานอีกข้อว่า ใครเป็นคนตัดสินใจว่าหนังสือเล่มใดควรอยู่ในห้องสมุดมหาวิทยาลัย

 

ภาพบรรณารักษ์กำลังทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 11

 

ชัยสิทธิ์อธิบายว่าทรัพยากรเข้ามาหลักๆ 3 ทาง คือข้อเสนอจากผู้ใช้ ทั้งนักศึกษา อาจารย์ และนักวิจัย การคัดเลือกของบรรณารักษ์ และการรับบริจาค โดยบรรณารักษ์ที่ทำงานกับแต่ละคณะจะค่อยๆ สั่งสมความรู้เฉพาะด้าน เช่น กฎหมายหรือการแพทย์ ควบคู่กับการเลือกหนังสือทั่วไปที่ตอบความสนใจหลากหลาย

 

ในวงสนทนามีการย้ำเพิ่มเติมว่า การคัดเลือกของบรรณารักษ์ต้องยึดโยงกับหลักสูตรของมหาวิทยาลัยด้วย เพื่อให้ทรัพยากรสนับสนุนการเรียนการสอนได้รอบด้าน

 

เมื่อหนังสือผ่านการคัดเลือกเข้ามา ยังต้องจัดหมวดหมู่และทำข้อมูลบรรณานุกรม ตั้งแต่ชื่อเรื่อง ผู้แต่ง เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงตำแหน่งจัดเก็บ ก่อนเตรียมตัวเล่มส่งออกให้บริการ ผู้ใช้จึงสามารถค้นรู้ได้ว่าห้องสมุดมีหนังสืออะไรและจะหาได้ที่ไหน

 

ขณะเดียวกัน หนังสือที่อยู่ในห้องสมุดเป็นเวลานานก็ต้องได้รับการทบทวน หากไม่มีการใช้งานต่อเนื่องหลายปี ผู้ปฏิบัติงานจะพิจารณาว่าเนื้อหายังจำเป็นต่อการเรียนการสอนหรือมีคุณค่าอย่างไร โดยให้อาจารย์และนักศึกษามีส่วนช่วยพิจารณาด้วย เพราะพื้นที่มีจำกัดและยังต้องรองรับทรัพยากรใหม่

 

แต่หากเหตุผลที่มีผู้ขอให้นำหนังสือออกคือความไม่พอใจจุดยืนทางการเมืองของผู้เขียน คำตอบจากวงสนทนาชัดเจนว่า ห้องสมุดควรรักษาเสรีภาพในการเลือกอ่าน และเปิดพื้นที่ให้หนังสือจากหลากหลายความคิด

 

“เขามีสิทธิ มีเสรีภาพในการที่เขาจะเลือกอ่าน”

 

ผู้ร่วมสนทนาอธิบายว่า หนังสือยังมีคุณค่าในฐานะหลักฐานของความคิดและเรื่องราวในช่วงเวลาหนึ่ง แม้ผู้อ่านจะไม่เห็นด้วยกับผู้เขียน ก็อาจใช้ศึกษาหรืออ้างอิงในอนาคตได้ การมีหนังสืออยู่ในห้องสมุดจึงเปิดโอกาสให้คนเข้าถึงและพิจารณาเนื้อหาด้วยตัวเอง

 

ความคิดเรื่องการเข้าถึงความรู้ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยทรัพยากรสนับสนุนด้วย เมื่อถามถึงงบประมาณ ผู้ร่วมสนทนาให้ข้อมูลว่า ห้องสมุดสาขาต่างๆ รวมกันมีหนังสือประมาณ 6-7 แสนเล่ม งบจัดซื้อหนังสือเล่มและอีบุ๊กอยู่ที่ประมาณปีละ 7 ล้านบาท ส่วนฐานข้อมูลออนไลน์ใช้งบประมาณราว 49 ล้านบาท

 

ภาพบรรณารักษ์กำลังทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 12

 

พวกเขาอยากให้เห็นว่าห้องสมุดที่มีบริการตอบโจทย์ผู้ใช้เกิดขึ้นได้ เพราะผู้บริหารมหาวิทยาลัยเห็นความสำคัญและจัดสรรงบประมาณให้คนทำงานนำมาพัฒนาบริการ

 

“ไม่ใช่เพราะเราเก่งอะไรหรอก แต่ส่วนหนึ่งเพราะว่าเรามีเงินด้วย”

 

คำตอบตรงไปตรงมานี้ชวนให้มองเงื่อนไขของการพัฒนาห้องสมุดไปพร้อมกับความสามารถของบุคลากร ฐานข้อมูล หนังสือ อุปกรณ์ และพื้นที่ที่ผู้ใช้เข้าถึง ล้วนมีต้นทุนที่ต้องได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

 

เมื่อบทสนทนาเดินมาถึงอนาคตวิชาชีพ ประเด็นการปรับกำลังคนภาครัฐจึงเป็นคำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ภาพบรรณารักษ์กำลังทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 13

 

สำหรับบริบทของเรื่องนี้ สำนักงาน ก.พ. ชี้แจงเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ถึงมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ว่า มาตรการเกี่ยวกับตำแหน่งข้าราชการใน 11 สายงานเป็นการปรับรูปแบบการจ้าง โดยทยอยดำเนินการเมื่ออัตราว่างตามเงื่อนไขที่กำหนดตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 ไม่ใช่การยกเลิกวิชาชีพหรือให้ผู้ดำรงตำแหน่งปัจจุบันออกจากราชการ หน่วยงานที่ยังมีภารกิจด้านห้องสมุดสามารถจ้างบุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในรูปแบบอื่นได้

 

จากบริบทดังกล่าว ผู้ร่วมสนทนาอยากเห็นคำอธิบายว่าเหตุใดจึงเริ่มจากสายงานเหล่านี้ รวมถึงอยากให้ผู้กำหนดนโยบายรับฟังงานที่ผู้ปฏิบัติทำอยู่จริง เพราะภาพของบรรณารักษ์ที่คนภายนอกเห็นอาจครอบคลุมเพียงบางส่วนของภารกิจทั้งหมด

 

ข้อกังวลที่ปรากฏมีทั้งกำลังใจของคนทำงาน ความมั่นใจของนักศึกษาที่กำลังเรียน และความต่อเนื่องของความเชี่ยวชาญซึ่งต้องใช้เวลาสั่งสม ผู้ให้สัมภาษณ์คนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า ความเข้าใจผู้ใช้และความเชื่อใจที่เกิดขึ้นระหว่างกันต้องอาศัยการทำงานระยะยาว จึงอยากให้การออกแบบการจ้างงานคำนึงถึงเรื่องเหล่านี้ด้วย

 

“เราอยากให้คนที่มีอำนาจตัดสินใจมาคุยกับผู้มีส่วนได้เสียสักหน่อยว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เผื่อเราจะได้ร่วมไม้ร่วมมือกันในการพัฒนาประเทศชาติด้วยกัน ไม่อยากให้ท่านคิดไปเองฝ่ายเดียว” เสียงหนึ่งในวงสนทนาระบุ

 

เมื่อถามต่อว่า หากใช้วิธีเปลี่ยนชื่อตำแหน่งหรือควบรวมสายงาน โดยยังรักษาโอกาสก้าวหน้าไว้ จะยอมรับได้หรือไม่ ผู้ร่วมสนทนาตั้งคำถามกลับถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับงานจริง และเสนอให้เริ่มจากการกำหนดสมรรถนะที่ต้องการ พัฒนาทักษะ และเติมความรู้ที่ยังขาด

 

ภาพบรรณารักษ์กำลังทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 14

 

เพราะการเปลี่ยนชื่อเพียงอย่างเดียวไม่ได้ตอบว่า คนทำงานจะมีความรู้เพียงพอสำหรับภารกิจที่ได้รับหรือไม่ หรือหน่วยงานจะรักษาความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านไว้ได้อย่างไร

 

ในด้านความก้าวหน้า พวกเขามองว่าบรรณารักษ์ยังมีเส้นทางเติบโต ทั้งตามระดับตำแหน่งและการพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะสาขา คนที่เรียนบรรณารักษศาสตร์แล้วไปศึกษาต่อในศาสตร์อื่นสามารถนำความรู้กลับมาเสริมงานได้ เช่นเดียวกับผู้ที่มีพื้นฐานสาขาอื่นแล้วมาเรียนเพิ่มเติมด้านบรรณารักษศาสตร์

 

ภาพบรรณารักษ์กำลังทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 15

 

การพัฒนามาตรฐานวิชาชีพยังถูกมองว่าเป็นเครื่องมือช่วยเติมความรู้ให้คนทำงานห้องสมุดในสถานะต่างๆ ทั้งบรรณารักษ์ เจ้าหน้าที่ และครูที่รับหน้าที่ดูแลห้องสมุด เพื่อให้มีศักยภาพในการให้บริการใกล้เคียงกันมากขึ้น

 

แล้วอีก 10 ปีข้างหน้า พวกเขาอยากเห็นบรรณารักษ์เป็นอย่างไร

 

ภาพบรรณารักษ์กำลังทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 16

 

คำตอบจากวงสนทนามีทั้งความสามารถในการตรวจสอบข้อมูล ทักษะดิจิทัล ความคิดสร้างสรรค์ การคิดอย่างเป็นระบบ และการสื่อสารกับผู้ใช้ บางคนเล่าว่าทุกวันนี้ต้องทำได้ตั้งแต่จัดกิจกรรม ออกแบบสื่อ ไปจนถึงดูแลระบบและใช้ AI ช่วยทำงาน ขณะที่ความรู้เรื่องจริยธรรมและการใช้ข้อมูลอย่างถูกต้องก็ต้องพัฒนาควบคู่กัน

 

อีกทักษะที่ถูกย้ำคือการเรียนรู้สิ่งใหม่ เพราะไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเทคโนโลยีในอีกสิบปีจะเปลี่ยนไปเพียงใด คนทำงานจึงต้องพร้อมปรับวิธีให้บริการ โดยยังเข้าใจว่าผู้ใช้ต้องการอะไรและติดขัดตรงไหน

 

สำหรับฐิติมา การขยับตามอาจยังไม่พอด้วยซ้ำ หากอยากตอบความต้องการได้ทัน ห้องสมุดต้องพยายามมองให้ไกลไปกว่าสิ่งที่ผู้ใช้กำลังเรียกร้องในวันนี้ด้วย

 

จากคนที่เคยคิดว่าจะได้อ่านหนังสือทั้งวัน ไปจนถึงคนที่ทำงานมาเกือบสามทศวรรษ เส้นทางของผู้ร่วมสนทนาเปลี่ยนไปพร้อมกับทรัพยากรและผู้ใช้ พวกเขาเรียนรู้ที่จะดูแลทั้งตัวเล่ม ไฟล์ดิจิทัล ระบบค้นหา และพื้นที่ที่คนเข้ามาใช้ชีวิต

 

ภาพบรรณารักษ์กำลังทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 17

 

เมื่อกลับไปยังนักศึกษาที่ถือรายการอ้างอิงจาก AI มาขอความช่วยเหลือ งานของบรรณารักษ์ยังมีคำถามให้ทำต่อ เอกสารชิ้นนั้นมีอยู่จริงหรือไม่ จะตรวจสอบอย่างไร และจะช่วยให้ผู้ใช้ไปถึงแหล่งข้อมูลที่ใช้ประโยชน์ได้อย่างไร

 

นี่คืองานที่พวกเขากำลังทำอยู่ และเป็นเหตุผลที่อยากให้ผู้กำหนดอนาคตวิชาชีพมองเห็นภารกิจเหล่านี้ พร้อมเปิดพื้นที่ให้คนทำงานร่วมออกแบบว่า จะสนับสนุนให้พวกเขาดูแลความรู้และผู้คนต่อไปอย่างไร

 

ภาพบรรณารักษ์กำลังทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 18

ภาพบรรณารักษ์กำลังทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 19

ภาพบรรณารักษ์กำลังทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 20

ภาพบรรณารักษ์กำลังทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 21

ภาพบรรณารักษ์กำลังทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 22

The post เลี้ยวเข้าห้องสมุดธรรมศาสตร์ คุยอนาคตบรรณารักษ์ในยุค AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก สิทธิโชติ-ชาย กกต. เสียงข้างน้อยคดีฮั้ว สว. ที่มาจากการรับรองของ สว. ชุดเฉพาะกาล https://thestandard.co/sittichote-chai-ec-minority-senator-fraud/ Tue, 15 Sep 2026 11:29:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1255463 ภาพประกอบ สิทธิโชติ อินทรวิเศษ และ ชาย นครชัย กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ภายหลังจากการแถลงข่าวของ ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะก […]

The post รู้จัก สิทธิโชติ-ชาย กกต. เสียงข้างน้อยคดีฮั้ว สว. ที่มาจากการรับรองของ สว. ชุดเฉพาะกาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบ สิทธิโชติ อินทรวิเศษ และ ชาย นครชัย กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ภายหลังจากการแถลงข่าวของ ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรื่องผลการพิจารณาสำนวนคดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 ที่ กกต. มีมติเสียงข้างมากให้สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 77 คน โดยไม่สั่งฟ้องบุคคลที่เป็นกรรมการบริหารพรรคหรือ สส. ของพรรคภูมิใจไทย เมื่อวานนี้ (14 กันยายน)

 

 
 

ล่าสุดวันนี้ (15 กันยายน) สิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต. ได้เปิดเผยต่อสื่อมวลชนยอมรับว่า ตนเองและ ชาย นครชัย กกต. เป็น 2 เสียงข้างน้อยที่ลงมติในการพิจารณาสำนวนคดีดังกล่าว พร้อมย้ำว่า มติสั่งฟ้องนั้นไม่เป็นเอกฉันท์ โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 เกี่ยวกับการกระทำของบุคคลในพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรค

 

สิทธิโชติระบุด้วยว่า บางบุคคลที่มีความสำคัญ จะมีมติ 5 ต่อ 2 เสียง บ้างก็ 6 ต่อ 1 เสียง หรือกรรมการบริหารพรรคบางคนที่ไม่มีความเกี่ยวข้องเลย ก็มีมติยกคำร้องเป็นเอกฉันท์เช่นเดียวกัน แต่ยืนยันว่า ไม่ใช่มติ 5 ต่อ 2 เสียงทั้งหมด และเป็นการพิจารณาตามเนื้อผ้า

 

เสียงข้างมาก-น้อย จาก กกต. ต่างยุค

 

โดยสรุปแล้ว ทำให้คาดการณ์ได้ว่า นอกเหนือจาก กกต. เสียงข้างน้อย คือสิทธิโชติและชาย กกต. อีก 5 เสียงข้างมาก จึงประกอบด้วย ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต., อนันต์ สุวรรณรัตน์, ณรงค์ รักร้อย, จิรุตม์ วิศาลจิตร และ ฐิติเชษฐ์ นุชนาฏ

 

เป็นที่น่าสังเกตว่า กกต. เสียงข้างมากนั้นล้วนเข้ามาดำรงตำแหน่งในช่วงที่ สว. มาจากการเลือกกันเองเมื่อปี 2567 และ สว. ชุดนี้ก็ได้ให้การรับรอง กกต. ทั้ง 4 คนดังกล่าว ยกเว้นแต่เพียง ฐิติเชษฐ์ นุชนาฏ ที่มาจากการรับรองของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อปี 2562

 

ส่วน สิทธิโชติและชาย เข้ามาดำรงตำแหน่ง กกต. ในเวลาใกล้เคียงกันคือปี 2566 และ 2567 ด้วยการรับรองของวุฒิสภาชุดเฉพาะกาล 250 คน ในสมัยรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

 

ประวัติสังเขป ‘สิทธิโชติ-ชาย’ กกต. จาก สว. ชุดเฉพาะกาล

 

สำหรับ สิทธิโชติ อินทรวิเศษ ดำรงตำแหน่งในศาลและกระบวนการยุติธรรมมาอย่างยาวนาน โดยมีตำแหน่งที่สำคัญ เช่น อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง, รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 1, ผู้พิพากษาศาลฎีกา, อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา, ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา, ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา

 

สิทธิโชติดำรงตำแหน่ง กกต. จากการคัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา โดยเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2566 วุฒิสภาชุดเฉพาะกาลในสมัยรัฐบาล คสช. ได้ลงมติเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งด้วยคะแนนเสียง 175 ต่อ 16 เสียง และเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 มีนาคม 2567

 

ขณะที่ ชาย นครชัย เติบโตในสายงานกระทรวงวัฒนธรรม โดยเคยดำรงตำแหน่งที่สำคัญ เช่น ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม, ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม, อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม เป็นต้น

 

ชาย นครชัย ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2566 แทน ธวัชชัย เทอดเผ่าไทย ที่พ้นตำแหน่งเพราะอายุครบ 70 ปี โดยวุฒิสภาเฉพาะกาล (ชุด คสช.) ลงมติให้ความเห็นชอบด้วยคะแนน 126 เสียง เมื่อช่วงเดือนสิงหาคม 2566

 

The post รู้จัก สิทธิโชติ-ชาย กกต. เสียงข้างน้อยคดีฮั้ว สว. ที่มาจากการรับรองของ สว. ชุดเฉพาะกาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
สยามพิวรรธน์จับมือพันธมิตรจีน ตั้งเป้าเข้าถึงผู้บริโภค 1,000 ล้านคน ผ่าน Asian Digital Travel Ecosystem https://thestandard.co/siam-piwat-china-digital-travel-ecosystem-2/ Tue, 15 Sep 2026 11:24:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1255458 ภาพผู้บริหารสยามพิวรรธน์และพันธมิตรจีนในพิธีลงนามความร่วมมือ Asian Digital Travel Ecosystem

สยามพิวรรธน์ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และเจ้าของสยามพาราก […]

The post สยามพิวรรธน์จับมือพันธมิตรจีน ตั้งเป้าเข้าถึงผู้บริโภค 1,000 ล้านคน ผ่าน Asian Digital Travel Ecosystem appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บริหารสยามพิวรรธน์และพันธมิตรจีนในพิธีลงนามความร่วมมือ Asian Digital Travel Ecosystem

สยามพิวรรธน์ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และเจ้าของสยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ หนึ่งในพันธมิตรเจ้าของไอคอนสยาม และสยาม พรีเมี่ยม เอาท์เล็ต กรุงเทพ ประกาศความร่วมมือกับพันธมิตรจีนชั้นนำ ได้แก่ Huawei, UnionPay, Alipay+ ภายใต้ Ant International และ Weixin/WeChat เตรียมจับมือ iQIYI เพื่อสร้าง “Asian Digital Travel Ecosystem” ระบบนิเวศดิจิทัลที่เชื่อมโยงบริการชำระเงิน คอนเทนต์ ความบันเทิง และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน ครอบคลุมผู้ใช้กว่า 1,000 ล้านคนทั่วโลก

 

ความร่วมมือนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขยับจาก Business Ecosystem เดิมสู่ Global Partnership Ecosystem ซึ่งบริษัทระบุว่าเป็นแพลตฟอร์มสำหรับสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ในระยะยาว โดยวางกลยุทธ์หลักไว้ 4 ด้าน

 

siam piwat

 

เชื่อมผู้บริโภคตั้งแต่ต้นทางผ่านพันธมิตรเทคโนโลยีและเพย์เมนต์

 

สยามพิวรรธน์ผนึกพันธมิตรจากหลายอุตสาหกรรม ทั้งเทคโนโลยี ดิจิทัลเพย์เมนต์ ความบันเทิง การท่องเที่ยว และไลฟ์สไตล์ เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคตั้งแต่ประเทศต้นทางก่อนเดินทาง ระหว่างเดินทาง จนถึง Global Destinations ของบริษัท

 

สำหรับการร่วมมือกับ Huawei สยามพิวรรธน์ได้ร่วมมือกันตั้งแต่ปี 2020 โดยฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศของสยามพิวรรธน์ได้พัฒนาแพลตฟอร์มร่วมกันเพื่อเชื่อมต่อบริการในระบบนิเวศของทั้งสองฝ่าย และล่าสุด มีการเปิดตัว ONESIAM Global Visitor Card บนอุปกรณ์อัจฉริยะของ Huawei ซึ่งบริษัทระบุว่าจะเข้าถึงผู้ใช้ Mobile Device ของ Huawei กว่า 400 ล้านเครื่อง และผู้ใช้ Huawei Wearables อีกกว่า 200 ล้านราย

 

นอกจากนี้ สยามพิวรรธน์ยังร่วมมือกับ UnionPay ให้นักท่องเที่ยวเชื่อมต่อกับ ONESIAM และเข้าถึงสิทธิประโยชน์ได้ตั้งแต่ก่อนเดินทางเข้าไทย

 

ใช้คอนเทนต์และแฟนด้อมสร้างเหตุผลให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาไทย

 

จากเดิมที่รอรับนักท่องเที่ยวเมื่อเดินทางมาถึง สยามพิวรรธน์ขยับไปเชื่อมต่อตั้งแต่ประเทศต้นทาง ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล คอนเทนต์ และอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเดินทางก่อนเชื่อมโยงสู่สิทธิพิเศษเมื่อมาถึงไทย

 

ในด้านนี้ สยามพิวรรธน์เตรียมต่อยอดความร่วมมือกับ iQIYI แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งของเอเชีย โดยจะนำคอนเทนต์ ทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และอีเวนต์ออฟไลน์ของ iQIYI มาผสานกับกลุ่มธุรกิจค้าปลีกหรูและไลฟ์สไตล์ของบริษัท เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวผ่านพลังของคอนเทนต์และแฟนด้อม

 

เชื่อมระบบชำระเงินและสิทธิประโยชน์ตลอดเส้นทางลูกค้า

 

สยามพิวรรธน์เชื่อมโยงระบบการชำระเงิน สมาชิก สิทธิประโยชน์ และประสบการณ์เฉพาะบุคคลเข้าด้วยกันตลอดเส้นทางลูกค้า ผ่านความร่วมมือกับ Alipay+ ภายใต้ Ant International ซึ่งช่วยขยายการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ให้ครอบคลุมลูกค้าหลายกลุ่ม และมีแผนเชื่อม ONESIAM Global Visitor Card เข้ากับระบบนิเวศของ Weixin/WeChat เพิ่มเติม

 

บริษัทระบุว่าจะใช้ข้อมูลความสนใจของลูกค้าแต่ละกลุ่ม เช่น ลักชัวรี สุขภาพและ Wellness ศิลปะและวัฒนธรรม ครอบครัว กีฬา หรืออาหาร มาพัฒนาคอนเทนต์และสิทธิประโยชน์ให้ตรงจุด เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายข้ามหมวดหมู่ในระบบนิเวศ

 

เปิดทางแบรนด์และครีเอเตอร์ไทยสู่ตลาดต่างประเทศ

 

สยามพิวรรธน์ระบุว่า Asian Digital Travel Ecosystem เป็นแพลตฟอร์มที่จะต่อยอดสู่รูปแบบธุรกิจและแหล่งรายได้ใหม่ในระยะยาว โดยเปิดโอกาสให้แบรนด์ ผู้ประกอบการ และครีเอเตอร์ไทยเข้าถึงตลาดต่างประเทศผ่านเครือข่ายพันธมิตรจีนที่เชื่อมต่อกัน

 

อัมพร โชติรัชสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า

 

“สยามพิวรรธน์ผสานนวัตกรรมจากผู้เชี่ยวชาญที่แตกต่าง ทำงานร่วมกับพันธมิตรจากหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งเทคโนโลยี ดิจิทัลเพย์เมนต์ คอนเทนต์ ความบันเทิง และไลฟ์สไตล์ เพื่อพัฒนาประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความร่วมมือกับ Huawei ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2020 เป็นจุดเริ่มต้นของการนำเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มระดับโลกของจีนมาต่อยอดกับจุดแข็งของสยามพิวรรธน์ เชื่อมโยงนักท่องเที่ยวคุณภาพจากจีนและทั่วโลกสู่ประเทศไทย ตั้งแต่ก่อนออกเดินทางจนถึงประสบการณ์ ณ จุดหมายปลายทาง ซึ่งถือเป็นโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่ที่มีการใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์มที่กลุ่มงานเทคโนโลยีสารสนเทศของสยามพิวรรธน์พัฒนาร่วมกับ Huawei เชื่อมโยงบริการในระบบนิเวศร่วมกับพาร์ตเนอร์ในระบบนิเวศของ Huawei ทั้งหมด

 

“การผนึกกำลังกับพันธมิตรชั้นนำของจีนในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาระบบนิเวศที่จะพลิกโฉมประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว เชื่อมโยงทุกช่วงของการเดินทางอย่างไร้รอยต่อ พร้อมเปิดมิติใหม่ของการเติบโตร่วมกันระหว่างพันธมิตร แบรนด์ ผู้ประกอบการ และลูกค้า เปลี่ยนศักยภาพของเครือข่ายให้เป็นคุณค่าทางธุรกิจและโอกาสใหม่ พร้อมยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย”

 

ด้าน มยุรี ชัยพรหมประสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายองค์กรสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า เป้าหมายของความร่วมมือครั้งนี้คือการเชื่อมโยงประสบการณ์ผู้บริโภคตั้งแต่ประเทศต้นทาง ก่อนเดินทาง ระหว่างเดินทาง จนเมื่อเข้าถึงประเทศไทย โดยใช้เทคโนโลยีและศักยภาพของพันธมิตรพัฒนาประสบการณ์เฉพาะบุคคลตามความสนใจของผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม

The post สยามพิวรรธน์จับมือพันธมิตรจีน ตั้งเป้าเข้าถึงผู้บริโภค 1,000 ล้านคน ผ่าน Asian Digital Travel Ecosystem appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธุรกิจไทยเป็น ‘บริษัทซอมบี้’ ไปแล้วเกือบ 12% SCB EIC เตือนมีแนวโน้มสูงขึ้นอีก ภัยเงียบฉุดผลิตภาพเศรษฐกิจ https://thestandard.co/thai-zombie-firms-economy/ Tue, 15 Sep 2026 11:13:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1255426 ภาพมือซอมบี้กำลังเอื้อมมือออกมาจากกระดาษขาด

ธุรกิจไทยมีแนวโน้มเป็นบริษัทผีดิบ (Zombie firm) สูงขึ้น […]

The post ธุรกิจไทยเป็น ‘บริษัทซอมบี้’ ไปแล้วเกือบ 12% SCB EIC เตือนมีแนวโน้มสูงขึ้นอีก ภัยเงียบฉุดผลิตภาพเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมือซอมบี้กำลังเอื้อมมือออกมาจากกระดาษขาด

ธุรกิจไทยมีแนวโน้มเป็นบริษัทผีดิบ (Zombie firm) สูงขึ้น โดยเฉพาะ SME ด้าน SCB EIC เตือนภาวะดังกล่าวอาจสร้างความเสียหาย เหตุจะทำให้ทรัพยากรประเทศ ทั้งเงินทุน และแรงงานไปจมอยู่ในกลุ่มธุรกิจที่ไม่ก่อให้เกิดผลิตภาพ จนส่งผลให้ GDP ไทยเติบโตชะลอตัวลง คาดเศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.2% ในปี 2026 และ 2.1% ในปี 2027 ท่ามกลางการฟื้นตัวไม่ทั่วถึง มีลักษณะ K-shaped ที่ชัดเจนขึ้นในหลายมิติ

 

 
 

วันนี้ (14 กันยายน) ดร. ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) กล่าวว่า ธุรกิจไทยมีแนวโน้มเป็นบริษัทผีดิบ (Zombie firm) หรือบริษัทที่ทำกำไรได้น้อยกว่าหนี้สิน ‘มากขึ้น’ โดยตามข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแสดงให้เห็นว่า สัดส่วน Zombie firm ของธุรกิจไทยเร่งตัวขึ้นแตะ 11.6% ในปี 2025 จากสัดส่วน 11.4% ในปี 2024

 

สัดส่วน Zombie Firm ใน SME สูงกว่าธุรกิจขนาดอื่นเกือบ 3 เท่า

 

ขณะที่ SMEs มีสัดส่วนผีดิบสูงถึง 12.3% ในปี 2025 แต่กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ (Large firm) กลับมีสัดส่วนเพียงประมาณ 5% เท่านั้น สะท้อนว่าความเปราะบางกระจุกตัวอยู่ที่ฝั่ง SME เป็นหลัก

 

โดยสัดส่วนดังกล่าวยังนับว่าสูงกว่าช่วงก่อนโควิดที่ SME มีสัดส่วน Zombie firm อยู่ที่ 11.1% (ภาพรวมอยู่ที่ 10.4%) อย่างไรก็ตาม สัดส่วนดังกล่าวพุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 16.1% (ภาพรวมอยู่ที่ 15.1%) ในปี 2021 ก่อนจะลดลงมา ทรงตัวอยู่ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนโควิดในปี 2023–2025

 

ภาพมือซอมบี้กำลังเอื้อมมือออกมาจากกระดาษขาด 1

 

เปิด 3 อุตสาหกรรมมี Zombie Firm มากที่สุด

 

ทั้งนี้ นิยามบริษัทผีดิบ (Zombie firm) ของ SCB EIC หมายถึงบริษัทที่มีความสามารถในการทำกำไรไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้ (Interest Coverage Ratio ต่ำกว่า 1) ติดต่อกัน 2 รอบบัญชี และเป็นบริษัทที่มีอายุดำเนินกิจการมากกว่า 3 ปี เพื่อไม่ให้สับสนกับธุรกิจสตาร์ตอัปหรือธุรกิจเปิดใหม่ที่อาจยังไม่มีกำไรในระยะแรก

 

เมื่อแบ่งแยกเป็นรายอุตสาหกรรมพบว่า อสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย ธุรกิจที่พักแรมและโรงแรม ธุรกิจบริการอาหารและเครื่องดื่ม คืออุตสาหกรรมมี Zombie firm มากที่สุด รองลงมาคือ ธุรกิจสุขภาพ (Healthcare) โทรคมนาคม (Telecommunication) และธุรกิจยางที่มี Zombie Firm ในสัดส่วนสูง

 

Zombie Firm ยิ่งเยอะจ่อฉุดผลิตภาพเศรษฐกิจ

 

ยรรยงกล่าวต่อว่า การปล่อยให้มีบริษัทซอมบี้ค้างอยู่ในระบบเศรษฐกิจจำนวนมากอาจสร้างความเสียหายได้ เนื่องจากจะทำให้ทรัพยากรสำคัญของประเทศทั้งเงินทุน แรงงาน และผู้ประกอบการ ไปจมอยู่ในกลุ่มธุรกิจที่ไม่ก่อให้เกิดผลิตภาพแทนที่จะถูกนำไปใช้ในภาคธุรกิจที่มีอนาคต ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญหนึ่งที่ทำให้ผลิตภาพ (Productivity) ของแรงงานและธุรกิจไทยลดลง จนส่งผลให้ GDP ไทยเติบโตชะลอตัวลงเรื่อยๆ

 

พร้อมทั้งวิเคราะห์ต่อว่า สาเหตุที่ทำให้ไทยมีบริษัทซอมบี้สะสมอาจมาจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจบางประการช่วยประคองให้บริษัทเหล่านี้ยังรอดอยู่ได้ในระยะสั้น แต่อาจสะสมปัญหาในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ยระดับต่ำ และมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ ที่ช่วยยื้อให้บริษัทที่ไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาดจริงยังคงชำระดอกเบี้ยหรือเปิดกิจการต่อไปได้

 

“ถ้าประเทศไหน เศรษฐกิจไหนที่มี Zombie Firm เยอะอาจจะสะท้อนว่า กลไกของเศรษฐกิจนั้นอาจจะประคบประหงมเศรษฐกิจส่วนที่อาจจะไม่ Productive มากเกินไปหรือเปล่า ดังนั้น ถ้า Zombie Firm อยู่ในระดับที่สูง หรือสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็ต้องระมัดระวัง” ดร. ยรรยงกล่าว

 

ฉะนั้น เพื่อแก้ปัญหาบริษัทซอมบี้ให้ตรงจุด ดร. ยรรยงกล่าวว่า ผู้กำหนดนโยบายต้องแยกให้ออกว่ากลุ่มไหนคือกลุ่มที่ ‘พอปรับตัวได้’ ก็ควรเข้าไปช่วย Upskill Reskill หรือ Transform และกลุ่มไหนที่ ‘ไม่สามารถแข่งขันได้แล้ว’ ก็ควรใช้กลไกการย้ายทรัพยากร (Reallocate Resources) ไปในธุรกิจใหม่เกิดขึ้นได้จริง

 

SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยเติบโตดีขึ้นจากการลงทุนรอบใหม่และการส่งออก

 

สำหรับภาพรวมและการประมาณการเศรษฐกิจไทย (Economic Outlook) ดร. ยรรยงเปิดเผยว่า SCB EIC ตัดสินใจปรับขึ้นประมาณการ GDP เล็กน้อยอยู่ที่ขยายตัว 2.2% ในปี 2026 และ 2.1% ในปี 2027 โดยได้รับแรงขับเคลื่อนสำคัญจากวัฏจักรการลงทุน AI ของโลก ส่งผลบวกต่อการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ในกลุ่มดิจิทัล และ เทคโนโลยี

 

ภาพมือซอมบี้กำลังเอื้อมมือออกมาจากกระดาษขาด 2

 

การฟื้นตัวแบบ K-shaped ชัดเจนขึ้นในหลายมิติ

 

อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ดีขึ้น แต่การฟื้นตัวมีลักษณะ K-shaped ชัดเจนขึ้นในหลายมิติ เนื่องจากการลงทุนและการส่งออกที่ขยายตัวดีมีการพึ่งพาการนำเข้าสูงและเชื่อมโยงสู่เศรษฐกิจในประเทศค่อนข้างจำกัด ทำให้ผลประโยชน์ด้านรายได้และการจ้างงานกระจุกตัวในอุตสาหกรรมและธุรกิจที่เชื่อมโยงกับการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์และการลงทุนจากต่างประเทศเป็นหลัก ขณะที่ครัวเรือนและ SMEs จำนวนมากยังเผชิญความเปราะบางด้านรายได้ หนี้สิน และการเข้าถึงสินเชื่อ

 

  • ประเภทธุรกิจและขนาดกิจการ การเติบโตในปัจจุบันกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีดิจิทัลที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมด้านเงินทุน เทคโนโลยี และบุคลากร ขณะที่ SMEs ยังเผชิญข้อจำกัดจากรายได้ที่ฟื้นตัวช้า อัตรากำไรลดลง ปัญหาสภาพคล่อง การเข้าถึงสินเชื่อ ซึ่งสะท้อนการแข่งขันจากต่างประเทศที่รุนแรง และข้อจำกัดในการลงทุนและปรับตัวต่อเทคโนโลยีใหม่
  • แรงงานและครัวเรือน รายได้ในกลุ่มแรงงานทักษะสูงและแรงงานในระบบฟื้นตัวได้ดีกว่าแรงงานนอกระบบ ขณะที่ครัวเรือนรายได้น้อยยังเผชิญแรงกดดันจากรายได้ที่ฟื้นตัวช้า ภาระหนี้สูง และมีความสามารถรองรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจจำกัด ทำให้ยังต้องพึ่งพามาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐมากกว่ากลุ่มอื่น

 

SCB EIC มองว่าความแตกต่างของการฟื้นตัวนี้อาจกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย หากแรงส่งจากการลงทุนและการส่งออกยังไม่สามารถเปลี่ยนเป็นการจ้างงาน รายได้ และกำลังซื้อในประเทศได้มากขึ้น ก็อาจทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงได้อีกและเกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

 

ภาพมือซอมบี้กำลังเอื้อมมือออกมาจากกระดาษขาด 3

 

ดังนั้น SCB EIC จึงระบุว่า การเปลี่ยนจากการฟื้นตัวแบบ K-shaped ไปสู่การเติบโตที่ทั่วถึงและยั่งยืนขึ้น (Broad-based recovery) จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กัน 3 ด้าน คือ

 

  • ยกระดับเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ของประเทศ โดยใช้โอกาสจากกระแสเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) ในการเพิ่มมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ผ่านการดึงดูดกิจกรรมมูลค่าสูง การพัฒนาเทคโนโลยี และการยกระดับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจยุคใหม่
  • เชื่อมผลประโยชน์สู่เศรษฐกิจวงกว้าง ผ่านการสร้างความเชื่อมโยงระหว่าง FDI และบริษัทขนาดใหญ่ กับ SMEs ไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทานใหม่ได้มากขึ้น
  • ช่วยเหลือกลุ่มที่ยังปรับตัวไม่ทันในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยยกระดับศักยภาพของกลุ่มที่ยังแข่งขันได้ และมีกลไกรองรับที่เหมาะสมกับกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้สามารถปรับตัวได้อย่างราบรื่น

 

ภาพ: leolintang / Shutterstock

 

 

The post ธุรกิจไทยเป็น ‘บริษัทซอมบี้’ ไปแล้วเกือบ 12% SCB EIC เตือนมีแนวโน้มสูงขึ้นอีก ภัยเงียบฉุดผลิตภาพเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมช.ศึกษาธิการสั่งยกระดับความปลอดภัย นักเรียน 6 ล้านคน-ครู 4 แสนคน เปิดศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ รับเรื่องร้องเรียนตรง https://thestandard.co/education-minister-safety-center/ Tue, 15 Sep 2026 11:03:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1255413 อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ แถลงข่าวเปิดศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ

วันนี้ (15 กันยายน) อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช […]

The post รมช.ศึกษาธิการสั่งยกระดับความปลอดภัย นักเรียน 6 ล้านคน-ครู 4 แสนคน เปิดศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ รับเรื่องร้องเรียนตรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ แถลงข่าวเปิดศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ

วันนี้ (15 กันยายน) อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย นัดแรก พร้อมกำชับแนวทางการทำงาน โดยเน้นการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การพิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย ตอบสนองต่อปัญหาของประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

 

อัครนันท์กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการวางแนวทางการทำงานของศูนย์ให้ชัดเจน โดยต้องไม่เป็นเพียงโครงสร้างเชิงนโยบาย แต่ต้องช่วยเหลือประชาชนได้จริง ตั้งแต่รับเรื่อง ประสานหน่วยงาน แก้ไขปัญหา และติดตามผล เพื่อให้การทำงานของทุกหน่วยงานเชื่อมต่อกัน และเกิดประโยชน์กับประชาชน

 

“สิ่งที่ผมอยากเห็นจากการทำงานของศูนย์แห่งนี้ คือเหตุการณ์ต่างๆ ต้องลดลง และปลายทางของเราต้องเป็นศูนย์ ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดปัญหาแล้วค่อยตามแก้ แต่ต้องทำอย่างไรให้ปัญหาไม่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้น” อัครนันท์กล่าว

 

อัครนันท์กล่าวในที่ประชุมว่า ตัวชี้วัดสำคัญไม่ใช่จำนวนการประชุมหรือเอกสาร แต่คือประชาชนได้รับความช่วยเหลือเร็วขึ้น ปัญหาลดลง และรู้สึกว่ารัฐเป็นที่พึ่งได้ โดยการพิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย ต้องอาศัยการบูรณาการข้อมูล การประสานงาน และการติดตามผลจากทุกหน่วยงาน

 

“เราจะไม่วัดความสำเร็จจากจำนวนเรื่องที่รับเข้ามา เพราะความสำเร็จจริงๆ คือทำอย่างไรให้ปัญหาลดลง และประชาชนได้รับการคุ้มครองมากขึ้น” อัครนันท์ กล่าว

 

สำหรับการประชุมครั้งแรก ได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งกำหนดรูปแบบและกลไกการทำงานให้ชัดเจน เพื่อให้ศูนย์สามารถรับเรื่อง แก้ปัญหา ติดตามผล ได้อย่างเป็นระบบ และมุ่งลดเหตุการณ์ที่กระทบต่อสิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัยของประชาชน

 

ภายหลังประชุม อัครนันท์ให้สัมภาษณ์ว่าได้รับมอบหมายจาก ประเสริฐ จันทรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้กำกับดูแลศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ เพื่อปรับการทำงานจากเชิงรับเป็นเชิงรุก และให้เป็นที่พึ่งของประชาชน รวมถึงทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย โดยวันนี้ถือเป็นการคิกออฟขับเคลื่อนอย่างเป็นทางการ

 

อัครนันท์กล่าวว่า ที่ผ่านมามีเรื่องร้องเรียนไม่มาก เนื่องจากประชาชนยังไม่รู้จักช่องทางดังกล่าว จากนี้จะเร่งประชาสัมพันธ์ เพื่อให้นักเรียนและครูที่ถูกกลั่นแกล้ง บูลลี่ หรือล่วงละเมิด สามารถแจ้งปัญหาและขอความช่วยเหลือได้

 

ส่วนข้อกังวลเรื่องการเกี้ยเซี้ยภายในโรงเรียน จะใช้เทคโนโลยี เช่น ทราฟฟี่ ฟองดูว์ เพื่อสร้างความโปร่งใส หากโรงเรียนไม่สามารถแก้ปัญหาได้ จะบูรณาการหลายภาคส่วนเข้าช่วยเหลือ ทั้งครอบครัว ผู้ปกครอง และ พม.

 

สำหรับเรื่องร้องเรียน ศูนย์มี 6 ประเภท โดยรับเฉพาะเรื่องที่อยู่ในขอบเขตสิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย ขณะนี้เปิดรับเรื่องประมาณ 1 เดือน โดยเรื่องที่ร้องเรียนมากที่สุด คือ การล่วงละเมิด ซึ่งบางกรณีเป็นปัญหาภายในโรงเรียนที่ส่วนกลางไม่เคยรับรู้

 

อัครนันท์ย้ำว่า หากมีการร้องเรียนผ่านทราฟฟี่ ฟองดูว์ แล้วโรงเรียนหรือเขตไม่ดำเนินการ จะมีการตรวจสอบและกำหนดตัวชี้วัด รวมถึงอาจมีบทลงโทษ พร้อมยืนยันว่าจะรักษาความลับของผู้ร้องเรียน

 

นอกจากนี้ ศูนย์จะดูแลทั้งนักเรียนและครูที่อาจถูกกลั่นแกล้งหรือบูลลี่ รวมถึงกรณีโรงเรียนในพื้นที่ชายแดนได้รับผลกระทบด้านความปลอดภัย ซึ่งสามารถร้องเรียนมายังศูนย์ได้เช่นกัน

 

ส่วนการปรับระบบสำนักงานเขต อัครนันท์กล่าวว่า ตลอด 5 เดือนที่ผ่านมา ศธ.ปรับการทำงานเชิงรุก นำเทคโนโลยีมาใช้ และลดภาระครู แม้บางปัญหาเป็นเรื่องสะสมและไม่สามารถแก้ได้ทันที แต่จะเร่งดำเนินการ พร้อมดูแลบุคลากรกว่า 400,000 คน และนักเรียนกว่า 6 ล้านคน โดยเฉพาะด้านความปลอดภัย เพื่อให้การขับเคลื่อนกระทรวงศึกษาธิการเกิดผลเป็นรูปธรรม

The post รมช.ศึกษาธิการสั่งยกระดับความปลอดภัย นักเรียน 6 ล้านคน-ครู 4 แสนคน เปิดศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ รับเรื่องร้องเรียนตรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สุชาติ’ สั่ง คพ. ร่วม กทม. กางแผนจัดการมลพิษแบบครบวงจร เตรียมพร้อมรับมือฤดูฝุ่นปี 70 https://thestandard.co/suchart-pcd-bma-pollution-dust/ Tue, 15 Sep 2026 10:59:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1255409 ภาพ สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

วันนี้(15 กันยายน) สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวง […]

The post ‘สุชาติ’ สั่ง คพ. ร่วม กทม. กางแผนจัดการมลพิษแบบครบวงจร เตรียมพร้อมรับมือฤดูฝุ่นปี 70 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

วันนี้(15 กันยายน) สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งการให้กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ประสานงานกับ กทม. เพื่อเตรียมรับมือสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในปี 2570 พร้อมยกระดับการจัดการคุณภาพน้ำ และกำกับดูแลแหล่งกำเนิดมลพิษในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยเน้นการจัดการที่ต้นทาง เชื่อมโยงข้อมูล และเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวัง

 

ด้าน สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยผลการหารือร่วมกับ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ว่าทั้งสองหน่วยงานเห็นพ้องในการเร่งเตรียมมาตรการก่อนเข้าสู่ฤดูฝุ่น โดย คพ. จะเป็นแกนกลางประสานจังหวัดปริมณฑลและ กทม. เพื่อร่วมกันลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ส่งเสริมการนำเศษวัสดุไปใช้ประโยชน์ ติดตามการเผาในที่โล่ง และพัฒนาระบบพยากรณ์เพื่อเฝ้าระวังล่วงหน้า

 

สำหรับการจัดการมลพิษจากยานพาหนะ คพ. จะสนับสนุนองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพให้แก่ “สารวัตรสิ่งแวดล้อม” ของ กทม. เพื่อกวดขันและห้ามใช้รถควันดำ พร้อมทั้งเชื่อมโยงข้อมูลรถที่ถูกระงับการใช้งาน ตลอดจนผลักดันมาตรการตรวจจับรถควันดำ ขยายแคมเปญ Green List Plus (โปรลดฝุ่น) และพัฒนาระบบ Low Emission Zone (LEZ) ให้ครอบคลุมรถกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น

 

นอกจากนี้ ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษเชิงรุก ทั้งแพลนต์ปูน โรงคอนกรีตผสมเสร็จ และสถานประกอบการต่างๆ พร้อมเดินหน้าแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในคลองโอ่งอ่างและคลองบางลำพู หลังพบจุดระบายน้ำเสียที่ยังไม่เข้าสู่ระบบบำบัดรวม 26 จุด โดยจะเร่งบังคับใช้กฎหมาย ส่งเสริมการเชื่อมต่อท่อบำบัด และจัดการตะกอนริมคลอง ขณะเดียวกันยังได้เตรียมกำหนดแนวทางรับมือเหตุการณ์น้ำมันรั่ว และจัดทำแผนตรวจวัดระดับเสียงและความร้อนจาก Data Center เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

 

อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ย้ำในช่วงท้ายว่า การเชื่อมโยงข้อมูล องค์ความรู้ และการปฏิบัติงานร่วมกันในพื้นที่ จะช่วยให้สามารถจัดการปัญหามลพิษได้ตั้งแต่ต้นทาง ลดผลกระทบก่อนถึงมือประชาชน และขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ ให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง

The post ‘สุชาติ’ สั่ง คพ. ร่วม กทม. กางแผนจัดการมลพิษแบบครบวงจร เตรียมพร้อมรับมือฤดูฝุ่นปี 70 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เร่งไขปริศนาน้ำมันรั่วใต้สะพานพระราม 3 พบวัตถุคล้ายฝาท่อในโพรงใต้ดิน ตั้งปมลักลอบทิ้ง-ท่อซึม https://thestandard.co/rama3-oil-leak-probe/ Tue, 15 Sep 2026 10:25:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1255383 เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบพื้นที่น้ำมันรั่วไหลใต้สะพานพระราม 3

วันนี้(15 กันยายน) ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการ […]

The post เร่งไขปริศนาน้ำมันรั่วใต้สะพานพระราม 3 พบวัตถุคล้ายฝาท่อในโพรงใต้ดิน ตั้งปมลักลอบทิ้ง-ท่อซึม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบพื้นที่น้ำมันรั่วไหลใต้สะพานพระราม 3

วันนี้(15 กันยายน) ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ลงพื้นที่ตรวจสอบความคืบหน้ากรณีเหตุน้ำมันรั่วไหลบริเวณถนนเชื้อเพลิง ใต้สะพานยกระดับถนนพระราม 3 ซึ่งเป็นรอยต่อพื้นที่เขตคลองเตยและเขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร โดยมีรองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงานร่วมลงพื้นที่ พร้อมประสานบริษัทเอกชนนำเครื่องมือกล้องติดปลายไม้ส่องสำรวจโพรงใต้ดินเพื่อตรวจสอบสภาพและความเชื่อมโยงของเส้นทางน้ำ

 

จากการนำกล้องลงไปตรวจสอบภายในโพรงข้างท่อส่งน้ำมัน ล่าสุดมีรายงานการค้นพบวัตถุบางอย่างลักษณะคล้ายฝาท่อปิดน้ำมัน ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปที่แน่ชัดถึงที่มา โดยเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการไล่เก็บตัวอย่างน้ำมันตามจุดต่างๆ เพื่อนำไปทดสอบในห้องปฏิบัติการว่า เป็นน้ำมันชนิดเดียวกันกับที่ไหลออกมาหรือไม่

 

เบื้องต้น ทางเจ้าหน้าที่ได้ตั้งข้อสันนิษฐานของแหล่งที่มาไว้ 2 ประเด็นหลัก ได้แก่:

 

  • การลักลอบนำน้ำมันมาทิ้ง: อาจเป็นการลักลอบทิ้งน้ำมันใช้แล้วจากภาคอุตสาหกรรมที่ต้องส่งไปกำจัดหรือบำบัด เนื่องจากผลการตรวจสอบตัวอย่างน้ำปนเปื้อนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พบว่ามีค่ากำมะถัน (ซัลเฟอร์) สูง ซึ่งตามหลักการแล้ว น้ำมันภายในท่อส่งจะต้องไม่มีค่ากำมะถันสูงในระดับดังกล่าว ประกอบกับข้อมูลจากผู้นำชุมชนในพื้นที่ระบุว่า ในอดีตบริเวณนี้เคยมักมีการลักลอบนำน้ำมันมาทิ้งและขนถ่ายกันอยู่บ่อยครั้ง
  • การไหลซึมของน้ำมัน: อาจเกิดจากการสะสมของเศษน้ำมันเก่าเป็นเวลานาน เนื่องจากพื้นที่โดยรอบเดิมเคยเป็นสถานีแม่น้ำของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ซึ่งปัจจุบันยังมีกระสวยบรรทุกน้ำมันเก่าที่ไม่ใช้งานแล้ววางทิ้งไว้ หรืออาจเป็นการรั่วซึมจากท่อส่งน้ำมันโดยตรง

 

เพื่อหาความชัดเจนในประเด็นการลักลอบทิ้ง ได้มีการประสานไปยังผู้อำนวยการเขตคลองเตย เพื่อขอตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในพื้นที่ย้อนหลัง 3 สัปดาห์ เพื่อหาเบาะแสรถขนส่งหรือบุคคลที่มีพฤติกรรมต้องสงสัย และสืบหาผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้เร็วที่สุด หากพบว่าเป็นการลักลอบทิ้งจริง

 

ในส่วนของการตรวจสอบรอยรั่วซึมจากท่อส่งน้ำมัน ทางบริษัท บางจาก ได้ให้ความร่วมมือจัดส่งวิศวกรและอุปกรณ์ทำระบบ Pigging Test มาตลอดสัปดาห์ และในวันศุกร์นี้จะเพิ่มเครื่องมือขั้นสูงสุดเพื่อตรวจสอบตลอดแนวท่อระยะทาง 32 กิโลเมตร ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 4 วัน

 

สำหรับสถานการณ์การรั่วซึมในปัจจุบันมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้สั่งการให้สำนักการระบายน้ำทำการบล็อกท่อเป็นจุดๆ เพื่อป้องกันไม่ให้คราบน้ำมันปนเปื้อนกระจายออกไปเป็นวงกว้าง อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวมีความซับซ้อนเนื่องจากเป็นพื้นที่คาบเกี่ยวระหว่าง รฟท., กทม. และการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ซึ่งทุกฝ่ายกำลังเร่งบูรณาการความร่วมมือ เพื่อจัดการทำความสะอาดและขุดรากถอนโคนต้นตอของปัญหา ป้องกันไม่ให้เกิดการรั่วซึมซ้ำอีกในอนาคต

The post เร่งไขปริศนาน้ำมันรั่วใต้สะพานพระราม 3 พบวัตถุคล้ายฝาท่อในโพรงใต้ดิน ตั้งปมลักลอบทิ้ง-ท่อซึม appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สิงห์’ เปิดบ้านยินดี ‘รวงข้าว’ ลัลนา หลังขยับขึ้นมือ 61 ของโลก https://thestandard.co/singha-lalna-tennis-world-61/ Tue, 15 Sep 2026 10:14:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1255360 ลัลนา ธาราฤดี นักเทนนิสหญิงไทย ถ่ายภาพร่วมกับผู้บริหารบุญรอดบริวเวอรี่

‘รวงข้าว’ ลัลนา ธาราฤดี นักเทนนิสหญิงไทย เข้าพบ ภูริต ภ […]

The post ‘สิงห์’ เปิดบ้านยินดี ‘รวงข้าว’ ลัลนา หลังขยับขึ้นมือ 61 ของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลัลนา ธาราฤดี นักเทนนิสหญิงไทย ถ่ายภาพร่วมกับผู้บริหารบุญรอดบริวเวอรี่

‘รวงข้าว’ ลัลนา ธาราฤดี นักเทนนิสหญิงไทย เข้าพบ ภูริต ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด เพื่อขอบคุณสำหรับการสนับสนุน หลังทำผลงานดีที่สุดในเส้นทางอาชีพ ขยับขึ้นสู่อันดับ 61 ของโลก

 

อันดับดังกล่าวทำให้ลัลนากลายเป็นนักเทนนิสหญิงไทยที่เคยทำอันดับโลกสูงสุดเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ รองจาก ‘แทมมี่’ แทมมารีน ธนสุกาญจน์ ที่เคยขึ้นไปถึงมือ 19 ของโลก

 

สำหรับปี 2026 ลัลนาลงเล่นแกรนด์สแลม 3 รายการ โดยผ่านเข้าสู่รอบแรกออสเตรเลียน โอเพ่น ก่อนเข้าถึงรอบสองทั้งวิมเบิลดันและยูเอส โอเพ่น ซึ่งผลงานจากรายการล่าสุดส่งให้เธอขยับขึ้น 15 อันดับ จากมือ 76 สู่มือ 61 ของโลก

 

ลัลนาเป็นหนึ่งในนักเทนนิสที่ได้รับการสนับสนุนจากสิงห์มาตั้งแต่ระดับเยาวชน และเคยเข้าร่วมโครงการ Singha Grand Slam Experience เพื่อสัมผัสการแข่งขันออสเตรเลียน โอเพ่น ที่ออสเตรเลียเมื่อปี 2019 ก่อนพัฒนาฝีมือจนก้าวขึ้นมาแข่งขันในระดับแกรนด์สแลม

 

ขณะเดียวกัน ‘ไหม’ มนัญชญา สว่างแก้ว อีกหนึ่งนักเทนนิสหญิงไทยที่ผ่านเข้าสู่รอบสองยูเอส โอเพ่น 2026 เช่นกัน ขยับจากมือ 95 ขึ้นมาอยู่มือ 88 ของโลก ซึ่งเป็นอันดับสูงสุดในอาชีพของเจ้าตัว

The post ‘สิงห์’ เปิดบ้านยินดี ‘รวงข้าว’ ลัลนา หลังขยับขึ้นมือ 61 ของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มบ้านปู เร่งทรานส์ฟอร์มพอร์ต มุ่งเพิ่มสัดส่วน ‘ก๊าซฯ-ไฟฟ้า’ เกิน 50% ชูโซลูชันพลังงานเสถียรแก้คอขวด Data Center & AI พร้อมรุก LNG เทรดดิ้งข้ามทวีป https://thestandard.co/banpu-gas-power-ai-data-center-lng/ Tue, 15 Sep 2026 10:10:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1255355 ภาพผู้บริหารกลุ่มบ้านปูนำเสนอแผนธุรกิจพลังงานและโซลูชันสำหรับ Data Center

กลุ่มบ้านปู ประกาศยุทธศาสตร์ปรับพอร์ต เร่งดันสัดส่วนก๊า […]

The post กลุ่มบ้านปู เร่งทรานส์ฟอร์มพอร์ต มุ่งเพิ่มสัดส่วน ‘ก๊าซฯ-ไฟฟ้า’ เกิน 50% ชูโซลูชันพลังงานเสถียรแก้คอขวด Data Center & AI พร้อมรุก LNG เทรดดิ้งข้ามทวีป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บริหารกลุ่มบ้านปูนำเสนอแผนธุรกิจพลังงานและโซลูชันสำหรับ Data Center

กลุ่มบ้านปู ประกาศยุทธศาสตร์ปรับพอร์ต เร่งดันสัดส่วนก๊าซฯ-ไฟฟ้าเกิน 50% ชูนวัตกรรมเครื่องยนต์ก๊าซฯ มอดูลาร์และ BESS แก้โจทย์คอขวดพลังงาน AI ระดับโลก พร้อมรุก LNG Trading ข้ามทวีป

 

 
 

กลุ่มบ้านปู ประกาศปรับโครงสร้างพอร์ตโฟลิโอเชิงรุก มุ่งเพิ่มสัดส่วนกระแสเงินสดจากธุรกิจก๊าซธรรมชาติและไฟฟ้ารวมกันให้มากกว่า 50% เพื่อลดสัดส่วนธุรกิจถ่านหินและสร้างการเติบโตยั่งยืน พร้อมดึงศักยภาพฐานธุรกิจในสหรัฐอเมริกาเข้าแก้โจทย์วิกฤตการขาดแคลนพลังงานของกลุ่ม Data Center และ AI ระดับโลก เช่น Anthropic และ OpenAI ผ่านนวัตกรรมติดตั้งเครื่องยนต์ก๊าซธรรมชาติแบบมอดูลาร์ (Modular Gas Engine) ที่สามารถจ่ายไฟได้เร็วภายใน 12-36 เดือน ควบคู่การจับมือ NPI Cloud พัฒนา GPU Data Center นอกจากนี้ยังเดินหน้าต่อยอดแหล่งก๊าซฯ สหรัฐฯ รุกตลาด LNG Trading เชื่อมดีมานด์เอเชีย พร้อมชู BESS กว่า 2.3 GWh การันตีความเสถียรไฟฟ้า 99.99% และพร้อมหนุนแผน PDP ไทย

 

ลดถ่านหิน ดัน ‘ก๊าซฯ-ไฟฟ้า’ ขึ้นแท่นแกนหลักสร้างกระแสเงินสด

 

สินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานของโลก กลุ่มบ้านปู ได้ประกาศยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนองค์กรครั้งสำคัญ เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) และการลดคาร์บอน (Decarbonization) โดยเร่งปรับสัดส่วนพอร์ตโฟลิโอเพื่อสร้างกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งและยั่งยืนในระยะยาว

 

ปัจจุบัน โครงสร้างกระแสเงินสดของบ้านปูมาจากธุรกิจถ่านหินราว 50% ขณะที่ธุรกิจก๊าซธรรมชาติคิดเป็น 25% และธุรกิจไฟฟ้าอีก 25% ทั้งนี้ บ้านปูได้วางเป้าหมายระยะถัดไปอย่างชัดเจนในการเพิ่มสัดส่วนกระแสเงินสดจากธุรกิจก๊าซธรรมชาติและไฟฟ้ารวมกันให้มากกว่า 50% เพื่อก้าวขึ้นเป็นหัวเจาะหลักในการสร้างการเติบโตเฟสใหม่ขององค์กร

 

นวัตกรรมก๊าซฯ มอดูลาร์ ปลดล็อก Data Center

 

โจทย์ใหญ่ระดับโลกในปัจจุบันคือ บริษัทเทคโนโลยี AI ชั้นนำอย่าง Anthropic และ OpenAI กำลังเผชิญข้อจำกัดร้ายแรงด้านพลังงานไฟฟ้าที่ไม่เพียงพอต่อการประมวลผล ขณะที่การรอคอยการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ในสหรัฐฯ ต้องใช้เวลานานถึง 5-7 ปี

 

บ้านปูจึงใช้ศักยภาพจากฐานธุรกิจในสหรัฐฯ นำเสนอโซลูชันเร่งด่วนด้วยการติดตั้งเครื่องยนต์ก๊าซธรรมชาติแบบมอดูลาร์ (Modular Gas Engine) ซึ่งสามารถจ่ายไฟให้กับ Data Center ได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียง 12-36 เดือน ก่อนที่จะขยายไปสู่ระบบกังหันแก๊สขนาดใหญ่ พร้อมทั้งผนึกกำลังกับพันธมิตรจากไต้หวันอย่าง NPI Cloud ในการพัฒนา GPU Data Center ทั้งในสหรัฐฯ และภูมิภาคเอเชีย เพื่อออกแบบระบบประมวลผลที่ใช้พลังงานน้อยที่สุด

 

ทั้งนี้ โซลูชันพลังงานของบ้านปูเพื่อรองรับ AI และ Data Center มีดังนี้

 

  • Modular Gas Engine : จ่ายไฟด่วนให้ Data Center ภายใน 12-36 เดือน (แทนโรงไฟฟ้าใหญ่ที่ใช้เวลา 5-7 ปี)
  • GPU Data Center : ร่วมมือกับ NPI Cloud (ไต้หวัน) พัฒนาระบบประมวลผลประหยัดพลังงาน
  • BESS Power Bank : ระบบกักเก็บพลังงาน 2.3 GWh การันตีความเสถียรของไฟฟ้าระดับ 99.99%

 

ต่อยอดแหล่งก๊าซฯ สหรัฐฯ สู่ตลาดโลก

 

ในฝั่งธุรกิจต้นน้ำ ปัจจุบันบ้านปูมีกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ จากแปลง Barnett และ Marcellus รวมราว 1 Bcf/d ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับเขตเชื่อมต่อการส่งออก LNG บริเวณ Gulf Coast บ้านปูจึงเตรียมใช้ประโยชน์จากทีมงานและคอนเนกชันในสหรัฐฯ เพื่อรุกตลาด LNG Trading โดยเชื่อมโยงอุปทานก๊าซฯ จากอเมริกา ไปตอบสนองอุปสงค์ในภูมิภาคเอเชีย เช่น ไทย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ท่ามกลางราคา LNG ตลาดโลกที่คาดการณ์ระยะยาวอยู่ที่ราว 8-12 ดอลลาร์สหรัฐ/MMBtu

 

ขณะเดียวกัน บ้านปูยังขึ้นแท่นผู้นำระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) รวม 10 โครงการใน 4 ประเทศ (ญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย, สหรัฐฯ, จีน) รวมกำลังการผลิตกว่า 2.3 GWh โดยทำหน้าที่เสมือน ‘Power Bank’ เปลี่ยนพลังงานหมุนเวียนที่ไม่แน่นอนให้เป็นพลังงานที่จ่ายได้อย่างสม่ำเสมอ ตอบโจทย์ Data Center ที่ต้องการความเสถียรของไฟฟ้าระดับ 99.99%

 

หนุนแผน PDP ไทย ถอดบทเรียนโมเดล CCUS จากสหรัฐฯ

 

สำหรับทิศทางนโยบายพลังงานในประเทศไทย บ้านปูพร้อมที่จะสนับสนุนแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) โดยมองว่าภาครัฐควรรักษาสมดุลระหว่างราคาค่าไฟที่ไม่กระทบต่อภาคประชาชน ควบคู่ไปกับการดีคาร์บอนไนเซชัน เพื่อสร้างแรงดึงดูดเม็ดเงินลงทุน Data Center เข้าสู่ประเทศ

 

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ถอดบทเรียนจากโมเดลการอุดหนุนของสหรัฐฯ ผ่านนโยบาย 45Q ที่อุดหนุนการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS) ที่ 85 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน CO2 ซึ่งสามารถสร้างผลประโยชน์ต่อ GDP (Multiplier Effect) ได้สูงถึง 5-10 เท่า

 

The post กลุ่มบ้านปู เร่งทรานส์ฟอร์มพอร์ต มุ่งเพิ่มสัดส่วน ‘ก๊าซฯ-ไฟฟ้า’ เกิน 50% ชูโซลูชันพลังงานเสถียรแก้คอขวด Data Center & AI พร้อมรุก LNG เทรดดิ้งข้ามทวีป appeared first on THE STANDARD.

]]>