News – THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 27 Jul 2026 13:52:59 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 จุลพันธ์ แจง ศาลปกครองสั่งทุเลาเงื่อนไขลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ส่งผลต้องชะลอกระบวนการเลือกตั้ง https://thestandard.co/social-security-board-election-delay/ Mon, 27 Jul 2026 13:52:59 +0000 https://thestandard.co/social-security-board-election-delay/ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

วันนี้ (27 กรกฎาคม) จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการก […]

The post จุลพันธ์ แจง ศาลปกครองสั่งทุเลาเงื่อนไขลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ส่งผลต้องชะลอกระบวนการเลือกตั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

วันนี้ (27 กรกฎาคม) จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยความคืบหน้ากรณีการจัดการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม หรือบอร์ดประกันสังคม ภายหลังมีผู้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง ขอให้พิจารณาเงื่อนไขที่กำหนดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องลงทะเบียนใช้สิทธิกับสำนักงานประกันสังคมก่อน

 

จุลพันธ์ระบุว่า เงื่อนไขดังกล่าวกำหนดไว้ในข้อ 2 ของประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน ลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2569

 

ล่าสุด ศาลปกครองกลางมีคำสั่งในคดีหมายเลขดำที่ 1320/2569 ลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ให้ทุเลาการบังคับตามข้อ 2 ของประกาศดังกล่าวไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าคดีจะถึงที่สุด หรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

 

จุลพันธ์กล่าวว่า คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลส่งผลโดยตรงต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้ง ทำให้ไม่สามารถดำเนินการตามแผนเดิมได้ คณะกรรมการการเลือกตั้งฯ จึงมีมติให้ชะลอกระบวนการจัดการเลือกตั้งออกไปก่อน เพื่อรอผลการพิจารณาหรือคำสั่งเพิ่มเติมจากศาลปกครอง

 

“หากมีความคืบหน้าหรือคำสั่งเพิ่มเติมจากศาลอย่างไร จะรีบนำมาแจ้งให้ทุกฝ่ายทราบทันที” จุลพันธ์กล่าว

The post จุลพันธ์ แจง ศาลปกครองสั่งทุเลาเงื่อนไขลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ส่งผลต้องชะลอกระบวนการเลือกตั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
นับถอยหลัง 77 วัน ไทยจัดประชุมธนาคารโลก นายกฯ เร่งทุกหน่วยเดินหน้าตามแผน https://thestandard.co/thailand-world-bank-meeting-2026/ Mon, 27 Jul 2026 12:36:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1235693 อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานการประชุมเตรียมจัดงานประชุมธนาคารโลก

วันนี้ (27 กรกฎาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล น […]

The post นับถอยหลัง 77 วัน ไทยจัดประชุมธนาคารโลก นายกฯ เร่งทุกหน่วยเดินหน้าตามแผน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานการประชุมเตรียมจัดงานประชุมธนาคารโลก

วันนี้ (27 กรกฎาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการระดับชาติเพื่อเตรียมการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2569 ครั้งที่ 2

 

อนุทิน กล่าวว่า ขอบคุณทุกคนที่มาร่วมประชุม เพื่อจัดเตรียมงานนี้ โดยการประชุมนี้ จะจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ ระหว่างวันที่ 12 – 18 ตุลาคมนี้ ดังนั้น ระยะเวลาที่เหลือในการเตรียมการเหลือเพียง 77 วันเท่านั้น จึงขอความร่วมมือจากทุกหน่วยงานให้เร่งดำเนินการให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมในทุกมิติ เพื่อให้การเป็นเจ้าภาพของประเทศไทยเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นประสิทธิภาพ

 

ทั้งนี้ ถือเป็นการสร้างความมั่นใจของประเทศไทยกับนานาประเทศ ที่เขามีความมั่นใจเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย ที่เราได้มีโอกาสในการจัดประชุมระดับโลกเช่นนี้ จะทำให้ความเชื่อมั่นอยู่ยกระดับสูงขึ้น เป็นโอกาสของประเทศไทยมากมาย ทั้งทางการค้า เศรษฐกิจ การเมือง และภาพลักษณ์ต่าง ๆ

 

อนุทิน ย้ำว่าถือเป็นเป็นการประชุมที่มีความสำคัญมาก ๆ ไม่แพ้การประชุมผู้นำสุดยอดของเอเปก หรืออาเซียน ขอให้ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือ

The post นับถอยหลัง 77 วัน ไทยจัดประชุมธนาคารโลก นายกฯ เร่งทุกหน่วยเดินหน้าตามแผน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กอ.รมน.ภาค 4 เผยความคืบหน้าคดีปาไปป์บอมบ์จุดตรวจบูเก๊ะซามี ศาลออกหมายจับแล้ว 1 ราย พบปืนโยงหลายคดีความมั่นคง https://thestandard.co/pipe-bomb-arrest-warrant-gun-link/ Mon, 27 Jul 2026 12:31:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1235689 ภาพ พ.อ. เอกวริทธิ์ ชอบชูผล รองโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 สน. แถลงข่าวความคืบหน้าคดีปาไปป์บอมบ์

วันนี้ (27 กรกฎาคม) พ.อ. เอกวริทธิ์ ชอบชูผล รองโฆษกกองอ […]

The post กอ.รมน.ภาค 4 เผยความคืบหน้าคดีปาไปป์บอมบ์จุดตรวจบูเก๊ะซามี ศาลออกหมายจับแล้ว 1 ราย พบปืนโยงหลายคดีความมั่นคง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ พ.อ. เอกวริทธิ์ ชอบชูผล รองโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 สน. แถลงข่าวความคืบหน้าคดีปาไปป์บอมบ์

วันนี้ (27 กรกฎาคม) พ.อ. เอกวริทธิ์ ชอบชูผล รองโฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (รองโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 สน.) แถลงความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนคดีเหตุคนร้ายยิงและขว้างระเบิดแสวงเครื่องแบบไปป์บอมบ์ใส่เจ้าหน้าที่ทหารพราน หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 บริเวณจุดตรวจบูเก๊ะซามี อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิตจำนวน 5 นาย และมีประชาชนได้รับบาดเจ็บ จำนวน 6 ราย โดยเจ้าหน้าที่ได้เร่งรวบรวมพยานหลักฐานและขยายผลอย่างต่อเนื่อง

 

ล่าสุด ศาลจังหวัดนราธิวาสอนุมัติออกหมายจับ อาซีซัน (สงวนนามสกุล) ตามหมายจับศาลจังหวัดนราธิวาส ที่ 439/2569 ลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย และอยู่ระหว่างดำเนินการขออนุมัติศาลออกหมายจับเพิ่มเติมอีก 1 ราย ภายหลังปรากฏพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงถึงการมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์

 

ในส่วนของการขยายผล เจ้าหน้าที่ได้เชิญตัวผู้ต้องสงสัยที่คาดว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เข้าสู่กระบวนการซักถามตามกฎหมาย จำนวน 3 ราย ซึ่งทั้ง 3 ราย ได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยขณะนี้ 1 ราย ได้ยุติกระบวนการซักถามและส่งตัวกลับภูมิลำเนาแล้ว เนื่องจากไม่ปรากฏพยานหลักฐานเชื่อมโยง ว่าเป็นผู้เกี่ยวข้องโดยตรง ขณะที่อีก 2 ราย ยังอยู่ในกระบวนการซักถามเพื่อขยายผลตามขั้นตอนของกฎหมาย

 

รองโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 สน. กล่าวอีกว่า จากผลการสอบถามพยานบุคคล และผลการตรวจพิสูจน์หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เบื้องต้น พบว่า อาวุธปืนที่ใช้ในการก่อเหตุมีความเชื่อมโยงกับคดีความมั่นคงที่เคยเกิดขึ้นแล้วหลายคดี ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างขยายผลร่วมกับพยานหลักฐานอื่นๆ

 

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยังคงอยู่ระหว่างการขยายผลจากภาพกล้องวงจรปิด ผลการตรวจพิสูจน์วัตถุพยาน และข้อมูลจากพยานบุคคล เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และจากการรวบรวมข่าวกรองเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อเหตุ เจ้าหน้าที่สรุปข้อมูลในชั้นต้นได้ว่า ผู้ก่อเหตุมีความเชื่อมโยงกับ กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ อำเภอจะแนะ ซึ่งมี อับดุลเลาะ (สงวนนามสกุล) และมะซอฟี (สงวนนามสกุล) เป็นบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้อง

 

ทั้งนี้ ยังมีผู้ร่วมก่อเหตุและผู้ให้การสนับสนุนอีกหลายรายที่อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน จึงยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมได้ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการติดตามจับกุมและรูปคดี

 

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ขอขอบคุณพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ที่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี ทั้งการแจ้งเบาะแส การให้ข้อมูล และการอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงาน และเข้าใจถึงเหตุผลความจำเป็นในการดำเนินการตามหลักกฎหมาย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การสืบสวนมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง

 

พร้อมขอความร่วมมือจากประชาชน หากมีข้อมูลหรือเบาะแสเกี่ยวกับผู้ก่อเหตุหรือผู้เกี่ยวข้อง สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง หน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่ สถานีตำรวจ หรือสายด่วน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า 1341 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยข้อมูลของผู้แจ้งจะได้รับการเก็บรักษาเป็นความลับ

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้กระทบต่อการติดตามจับกุมผู้กระทำผิดที่ยังหลบหนี รวมถึงไม่กระทบต่อกระบวนการสืบสวนสอบสวน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ขอสงวนการเปิดเผยรายละเอียดเชิงยุทธวิธีและข้อมูลบางส่วนของคดีในระยะนี้ และยืนยันว่าจะเร่งติดตามผู้กระทำผิดทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยเร็วที่สุด

 

ทั้งนี้ ขอความร่วมมือจากทุกท่านโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง ให้แสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ต่อการดำเนินการตามกฎหมายต่อกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงที่กระทำความผิดทางอาญาซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนและส่งผลกระทบต่อสังคมส่วนรวมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

The post กอ.รมน.ภาค 4 เผยความคืบหน้าคดีปาไปป์บอมบ์จุดตรวจบูเก๊ะซามี ศาลออกหมายจับแล้ว 1 ราย พบปืนโยงหลายคดีความมั่นคง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุตุฯ เตือน ฉบับที่ 9 ทั่วไทยรับมือฝนตกหนักถึงหนักมากถึง 30 ก.ค. https://thestandard.co/thailand-heavy-rain-warning-3/ Mon, 27 Jul 2026 11:13:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1235681 ภาพประกอบแสดงสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในประเทศไทย

วันนี้ (27 กรกฎาคม) กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเตือนภัยเ […]

The post อุตุฯ เตือน ฉบับที่ 9 ทั่วไทยรับมือฝนตกหนักถึงหนักมากถึง 30 ก.ค. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในประเทศไทย

วันนี้ (27 กรกฎาคม) กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเตือนภัยเรื่อง ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย ฉบับที่ 9 (136/2569) แจ้งเตือนประชาชนทั่วทุกภาคให้เตรียมพร้อมรับมือกับสภาวะอากาศแปรปรวน และฝนตกสะสมต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 30 กรกฎาคม 2569

 

​กรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า ในช่วงวันที่ 27–30 กรกฎาคม 2569 ประเทศไทยจะมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ และมีฝนตกหนักมากบางแห่ง ครอบคลุมบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก

 

​สาเหตุเกิดจากร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย มีกำลังค่อนข้างแรง จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจส่งผลให้เกิด น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่มต่ำ

 

​สำหรับสถานการณ์คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนมีกำลังค่อนข้างแรง โดยมีคลื่นสูง 2–3 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นอาจสูงมากกว่า 3 เมตร ส่วนบริเวณอ่าวไทยตอนบนและทะเลอันดามันตอนล่าง มีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

 

​ข้อแนะนำสำหรับชาวเรือในบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทย ควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ขณะที่ เรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันตอนบนควรงดออกจากฝั่ง ในช่วงวันที่ 27–30 กรกฎาคมนี้ไว้ด้วย

 

​คาดการณ์สภาพอากาศในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตั้งแต่เวลา 18.00 น. วันนี้ ถึงเวลา 18.00 น. วันพรุ่งนี้ (28 กรกฎาคม) คาดว่าจะ มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60 ของพื้นที่ โดยมีอุณหภูมิต่ำสุดอยู่ที่ 26–28 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิสูงสุดอยู่ที่ 34–36 องศาเซลเซียส

 

ภาพประกอบแสดงสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในประเทศไทย 1ภาพประกอบแสดงสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในประเทศไทย 2ภาพประกอบแสดงสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในประเทศไทย 3ภาพประกอบแสดงสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในประเทศไทย 4ภาพประกอบแสดงสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในประเทศไทย 5ภาพประกอบแสดงสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในประเทศไทย 6ภาพประกอบแสดงสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในประเทศไทย 7ภาพประกอบแสดงสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในประเทศไทย 8ภาพประกอบแสดงสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในประเทศไทย 9ภาพประกอบแสดงสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในประเทศไทย 10

The post อุตุฯ เตือน ฉบับที่ 9 ทั่วไทยรับมือฝนตกหนักถึงหนักมากถึง 30 ก.ค. appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤตไฟป่าสเปน-ฝรั่งเศส เสียหายแค่ไหน ทางการรับมืออย่างไร https://thestandard.co/spain-france-wildfire-damage-response/ Mon, 27 Jul 2026 11:07:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1235666 ภาพมุมสูงแสดงเปลวไฟขนาดใหญ่กำลังลุกไหม้ป่าในสเปนหรือฝรั่งเศส มีควันหนาทึบลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า

วันนี้ (27 กรกฎาคม) วิกฤตไฟป่าครั้งใหญ่กำลังลุกลามอย่าง […]

The post วิกฤตไฟป่าสเปน-ฝรั่งเศส เสียหายแค่ไหน ทางการรับมืออย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงแสดงเปลวไฟขนาดใหญ่กำลังลุกไหม้ป่าในสเปนหรือฝรั่งเศส มีควันหนาทึบลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า

วันนี้ (27 กรกฎาคม) วิกฤตไฟป่าครั้งใหญ่กำลังลุกลามอย่างหนักในสเปนและฝรั่งเศส ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นจากคลื่นความร้อนและสภาพกระแสลมแรง โดยมีการคาดการณ์ว่าอุณหภูมิอาจพุ่งสูงถึง 40 องศาเซลเซียส

 

 

ความน่ากังวลของวิกฤตไฟป่าในฝรั่งเศส โดยเฉพาะที่จังหวัดชีรงด์ (Gironde) คือ การก่อให้เกิดปรากฏการณ์ที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนในประเทศอย่าง ‘ไพโรคิวมูโลนิมบัส’ (Pyrocumulonimbus) หรือ พายุฝนฟ้าคะนองที่เกิดจากไฟป่า ซึ่งสร้างพายุหมุนและกระแสลมของตัวเอง ทำให้ไฟลุกลามอย่างคาดเดาไม่ได้และอยู่นอกเหนือการควบคุม ขณะที่ผู้นำสเปนก็ระบุชัดเจนว่า วิกฤตครั้งนี้เป็นผลกระทบโดยตรงจาก ‘ภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศ’ (Climate Emergency)

 

ความเสียหายที่เกิดขึ้น

 

ไฟป่าในจังหวัดชีรงด์ของฝรั่งเศสได้เผาทำลายพื้นที่ไปแล้วใหญ่กว่ากรุงปารีสถึง 4 เท่า โดยพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ถูกเผาไปประมาณ 42,000 เฮกตาร์ (ราว 262,500 ไร่) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง และหากนับตั้งแต่ต้นปี 2026 ฝรั่งเศสสูญเสียพื้นที่ป่าไปแล้วกว่า 98,000 เฮกตาร์ (ราว 612,500 ไร่)

 

ขณะที่พื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากไฟป่าในสเปน รวมประมาณ 77,000 เฮกตาร์ (ราว 481,250 ไร่) โดยเฉพาะไฟป่าในแคว้นอาบิลา (Ávila) ถือเป็นไฟป่าครั้งที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคหลังของประเทศ กษัตริย์สเปนตรัสว่า เหตุการณ์นี้สร้างความเสียหายต่อมรดกทางธรรมชาติอย่างประเมินค่าไม่ได้

 

วิกฤตครั้งนี้ทำให้ประชาชนราว 330,000-375,000 คนในทั้งสองประเทศต้องทิ้งบ้านเรือน โดยฝรั่งเศสมีผู้อพยพราว 220,000-270,000 คน และสเปนมีอพยพผู้คนราว 90,000-116,000 คน ซึ่งกว่า 15,000 คนอาศัยอยู่ในบาเลนเซีย

 

การรับมือของรัฐบาลสเปน-ฝรั่งเศส

 

เปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน ลงพื้นที่เขตภัยพิบัติทางตะวันตกของมาดริด และเรียกร้องให้จัดทำข้อตกลงสาธารณะครั้งใหญ่ว่าด้วยภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศ โดยทางการสเปนได้ส่งหน่วยฉุกเฉินทางทหารเข้าพื้นที่ และสามารถสกัดกั้นพร้อมทั้งลดความร้อนของไฟป่าลูกใหญ่บริเวณใกล้กรุงมาดริดได้สำเร็จ แม้ว่าทิศทางลมจะพัดไฟออกห่างจากเมืองหลวง แต่ก็ยังต้องอพยพหมู่บ้านที่อยู่ในเส้นทางไฟเพิ่มเติม

 

ทางด้าน เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเรียกประชุมคณะรัฐมนตรีฉุกเฉิน เพื่อประเมินสถานการณ์ พร้อมให้คำมั่นว่า รัฐบาลจะอยู่เคียงข้างและช่วยสร้างทุกอย่างขึ้นมาใหม่ อีกทั้งมีการจัดกำลังพลครั้งใหญ่เข้าสู่จังหวัดชีรงด์ ประกอบด้วยนักดับเพลิงกว่า 2,500 นาย (มีทีมจากสวิตเซอร์แลนด์เข้าร่วมด้วย) เจ้าหน้าที่ทหาร 1,500 นาย ตำรวจ 1,200 นาย และอาสาสมัครพลเรือนอีก 450 คน โดยสหภาพแรงงานออกมาระบุว่า เจ้าหน้าที่ดับเพลิงยังขาดแคลนอุปกรณ์ป้องกันควันพิษที่เหมาะสม ทำให้การรับมือกับวิกฤตครั้งนี้ท้าทายยิ่งขึ้น

 

อ้างอิง:

ภาพมุมสูงแสดงเปลวไฟขนาดใหญ่กำลังลุกไหม้ป่าในสเปนหรือฝรั่งเศส มีควันหนาทึบลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า 1
ภาพ: Eva Manez / Reuters
ภาพมุมสูงแสดงเปลวไฟขนาดใหญ่กำลังลุกไหม้ป่าในสเปนหรือฝรั่งเศส มีควันหนาทึบลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า 2
ภาพ: Violeta Santos Moura / Reuters
ภาพมุมสูงแสดงเปลวไฟขนาดใหญ่กำลังลุกไหม้ป่าในสเปนหรือฝรั่งเศส มีควันหนาทึบลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า 3
ภาพ: Violeta Santos Moura / Reuters
ภาพมุมสูงแสดงเปลวไฟขนาดใหญ่กำลังลุกไหม้ป่าในสเปนหรือฝรั่งเศส มีควันหนาทึบลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า 4
ภาพ: Spain’s Civil Guard / Handout via Reuters
​​

ภาพ: Florion Goga / Reuters
ภาพมุมสูงแสดงเปลวไฟขนาดใหญ่กำลังลุกไหม้ป่าในสเปนหรือฝรั่งเศส มีควันหนาทึบลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า 5

The post วิกฤตไฟป่าสเปน-ฝรั่งเศส เสียหายแค่ไหน ทางการรับมืออย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.กลาโหม เป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพทหารกล้า อส.ทพ.วิมล ตาบทอง ยืนยันดูแลครอบครัวผู้เสียสละอย่างดีที่สุด https://thestandard.co/defense-minister-ranger-cremation-family-care/ Mon, 27 Jul 2026 10:15:00 +0000 https://thestandard.co/defense-minister-ranger-cremation-family-care/ ภาพพิธีพระราชทานเพลิงศพ อาสาสมัครทหารพราน วิมล ตาบทอง โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธาน

​วันนี้ (27 กรกฎาคม) พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรี […]

The post รมว.กลาโหม เป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพทหารกล้า อส.ทพ.วิมล ตาบทอง ยืนยันดูแลครอบครัวผู้เสียสละอย่างดีที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพพิธีพระราชทานเพลิงศพ อาสาสมัครทหารพราน วิมล ตาบทอง โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธาน

​วันนี้ (27 กรกฎาคม) พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ อาสาสมัครทหารพราน วิมล ตาบทอง สังกัดหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 ซึ่งเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่จากเหตุคนร้ายก่อเหตุโจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี ตำบลตันหยงมัส อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ณ เมรุวัดจำปาธาราราม อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ โดยมีผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพ หน่วยงานภาครัฐ ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนร่วมพิธีด้วยความอาลัย

 

ก่อนพิธีพระราชทานเพลิงศพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้ไปเยี่ยมครอบครัวของผู้เสียสละ เพื่อพูดคุย รับฟังปัญหา และให้กำลังใจบิดามารดาและญาติผู้สูญเสียด้วยตนเอง พร้อมยืนยันว่ากระทรวงกลาโหมจะไม่ทอดทิ้งครอบครัวของผู้เสียสละ และจะดูแลในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง

 

จากนั้น พล.ท. อดุลย์ ได้ประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพ พร้อมกล่าวแสดงความเสียใจต่อครอบครัว ญาติพี่น้อง และประชาชนในพื้นที่อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ที่ได้สูญเสียบุตรหลานผู้เสียสละในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติและดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

 

พล.ท. อดุลย์ กล่าวว่า การสูญเสียกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติเป็นความเจ็บปวดของทุกคนในกองทัพ ไม่มีอะไรจะเจ็บปวดไปมากกว่าการต้องสูญเสียลูกน้อง ผู้ที่ยอมเสียสละชีวิตเพื่อปกป้องประชาชนและรักษาความมั่นคงของประเทศ

 

จากนั้น พล.ท. อดุลย์ ยืนยันว่า จะดูแลครอบครัวผู้เสียสละอย่างดีที่สุด รัฐบาลและกระทรวงกลาโหมจะดูแลครอบครัวของผู้เสียสละอย่างเต็มกำลัง ทั้งด้านสวัสดิการ การเยียวยา และคุณภาพชีวิต โดยหนึ่งในมาตรการสำคัญที่ได้ผลักดันจนเกิดขึ้นแล้ว คือ โครงการสิทธิบัตรทองฮีโร่ เพื่อให้บิดา มารดา คู่สมรส และบุตรของกำลังพลที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ยังคงได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่อาจทดแทนความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ได้ก็ตาม

 

ในตอนท้าย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวย้ำว่า การเสียสละของลูกน้องทุกนายจะไม่สูญเปล่า หน้าที่ของเราคือดูแลครอบครัวของเขาอย่างสมเกียรติ และเดินหน้าปกป้องประชาชนกับประเทศชาติต่อไปด้วยความมุ่งมั่นที่สุด

 

ภาพพิธีพระราชทานเพลิงศพ อาสาสมัครทหารพราน วิมล ตาบทอง โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธาน 1ภาพพิธีพระราชทานเพลิงศพ อาสาสมัครทหารพราน วิมล ตาบทอง โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธาน 2ภาพพิธีพระราชทานเพลิงศพ อาสาสมัครทหารพราน วิมล ตาบทอง โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธาน 3ภาพพิธีพระราชทานเพลิงศพ อาสาสมัครทหารพราน วิมล ตาบทอง โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธาน 4ภาพพิธีพระราชทานเพลิงศพ อาสาสมัครทหารพราน วิมล ตาบทอง โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธาน 5ภาพพิธีพระราชทานเพลิงศพ อาสาสมัครทหารพราน วิมล ตาบทอง โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธาน 6

The post รมว.กลาโหม เป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพทหารกล้า อส.ทพ.วิมล ตาบทอง ยืนยันดูแลครอบครัวผู้เสียสละอย่างดีที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองปราบฯ ขยายผลโกงสอบท้องถิ่น ออกหมายเรียก 13 ราย จ่อแจ้งข้อหา ม.157 ‘อธิบดี สถ.-ผอ.สำนักทดสอบฯ มศว’ https://thestandard.co/police-summon-officials-exam-fraud/ Mon, 27 Jul 2026 09:50:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1235643 โลโก้และชื่อกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.)

วันนี้ (27 กรกฎาคม) ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) มี […]

The post กองปราบฯ ขยายผลโกงสอบท้องถิ่น ออกหมายเรียก 13 ราย จ่อแจ้งข้อหา ม.157 ‘อธิบดี สถ.-ผอ.สำนักทดสอบฯ มศว’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้และชื่อกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.)

วันนี้ (27 กรกฎาคม) ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) มีรายงานความคืบหน้าการประชุมพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมกับกลุ่มข้าราชการและพนักงานบริษัทเอกชน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตการสอบแข่งขันเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น โดยล่าสุด พนักงานสอบสวนได้พิจารณาออกหมายเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องรวมทั้งสิ้น 13 ราย เพื่อให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาภายในสัปดาห์นี้

 

แหล่งข่าวจากกองบังคับการปราบปราม เปิดเผยว่า สำหรับผู้ถูกออกหมายเรียกทั้ง 13 รายนั้น แบ่งเป็นข้าราชการระดับสูงจำนวน 2 ราย ได้แก่ ธีรุตม์ ศุกวิบูลย์ผล อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) และ เรืองเดช ศิริกิจ ผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) โดยบุคคลทั้งสองจะถูกแจ้งข้อกล่าวหาในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157)

 

ส่วนผู้ถูกออกหมายเรียกอีก 11 ราย ประกอบด้วยกลุ่มข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและพนักงานบริษัทเอกชน ซึ่งเป็นกลุ่มที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจพบขณะนำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านพักแห่งหนึ่งในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี และพบพฤติการณ์ว่ากำลังร่วมกันแก้ไขกระดาษคำตอบ โดยกลุ่มนี้จะถูกออกหมายเรียกในข้อหาฐานเป็นอั้งยี่และข้อหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

 

ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้กำหนดให้ผู้ถูกออกหมายเรียกทั้ง 13 ราย เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาและสอบปากคำภายในสัปดาห์นี้ หากไม่มาตามกำหนดนัดหมาย จะดำเนินการออกหมายเรียกครั้งที่ 2 ตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

 

จากรายงานการสอบสวนเชิงลึก พบว่ามีพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึงบุคคลระดับสูงทั้ง 2 รายอย่างชัดเจน โดยระบุถึงพฤติการณ์การอาศัยตำแหน่งหน้าที่ทางราชการในการอำนวยความสะดวกให้ขบวนการทุจริตเข้าถึงข้อมูลการสอบ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับคำให้การของ อัศวิน โชติพนัง หรือ ดร.วิน ที่ปรึกษาผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

 

อัศวินได้ให้การซัดทอดต่อพนักงานสอบสวน โดยอ้างว่าตนได้รับคำสั่งจาก พิชิต ทั้งพรม ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี ให้ไปประสานงานกับ เรืองเดช ในฐานะผู้รับผิดชอบการจัดเก็บกระดาษคำตอบ เพื่อนำกระดาษคำตอบดังกล่าวมามอบให้กับกลุ่มผู้กระทำความผิด 11 ราย ที่รวมตัวกันในจังหวัดนนทบุรีเพื่อทำการแก้ไขคะแนนสอบ

 

ในขณะเดียวกัน อัศวินยังให้การเพิ่มเติมว่า ได้รับมอบหมายให้ไปประสานงานกับธีรุตม์ ในฐานะผู้จัดจ้างจัดการสอบ ซึ่งมีข้อมูลเฉลยข้อสอบอยู่ในความครอบครอง เพื่อนำข้อมูลเฉลยดังกล่าวมาใช้ประกอบการแก้ไขคะแนนสอบของกลุ่มขบวนการนี้ด้วย

The post กองปราบฯ ขยายผลโกงสอบท้องถิ่น ออกหมายเรียก 13 ราย จ่อแจ้งข้อหา ม.157 ‘อธิบดี สถ.-ผอ.สำนักทดสอบฯ มศว’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อายิโนะโมะโต๊ะเผยพฤติกรรมคนไทย 2 ใน 3 เปรียบเทียบราคาก่อนซื้อ เป็นเหตุให้ต้องตรึงราคา-คุมเข้มต้นทุนสินค้า https://thestandard.co/ajinomoto-thais-compare-prices-costs/ Mon, 27 Jul 2026 09:43:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1235639 ซาโตชิ อุตากาวะ กรรมการผู้จัดการ อายิโนะโมะโต๊ะ ประเทศไทย

อายิโนะโมะโต๊ะ ประเทศไทย เผยภาพรวมการดำเนินธุรกิจในปีที […]

The post อายิโนะโมะโต๊ะเผยพฤติกรรมคนไทย 2 ใน 3 เปรียบเทียบราคาก่อนซื้อ เป็นเหตุให้ต้องตรึงราคา-คุมเข้มต้นทุนสินค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซาโตชิ อุตากาวะ กรรมการผู้จัดการ อายิโนะโมะโต๊ะ ประเทศไทย

อายิโนะโมะโต๊ะ ประเทศไทย เผยภาพรวมการดำเนินธุรกิจในปีที่ผ่านมา มีรายได้รวมราว 34,000 ล้านบาท มีแนวโน้มโตต่อเนื่อง โดยสินค้าเรือธงยังเป็นเครื่องปรุงรสกลุ่มรสดีที่มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 90% ตามด้วยผงชูรสที่ถือส่วนแบ่งตลาดราว 80% และกาแฟกระป๋องภายใต้แบรนด์เบอร์ดี้มีส่วนแบ่งตลาดราว 50% สะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์ต่างๆของบริษัทยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาดได้อย่างแข็งแกร่ง

 

ซาโตชิ อุตากาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ภายใต้สภาพเศรษฐกิจไทยที่ยังมีความไม่แน่นอน ทำให้ภาพรวมบริษัทในครึ่งปีแรกมีความท้าทายคล้ายๆ กับอุตสาหกรรมอื่นๆ โดยต้องเผชิญกับแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นถึง 30–50% ตลอดจนต้นทุนวัตถุดิบหลักอย่างแป้งมันสำปะหลังซึ่งใช้ในการผลิตผงชูรสก็มีการขึ้นราคาในปีนี้ ส่งผลให้บริษัทต้องบริหารจัดการต้นทุนอย่างเข้มงวด

 

เพื่อรับมือกับปัจจัยดังกล่าว บริษัทจึงนำมาตรการลดภาระต้นทุนมาใช้หลายด้าน เริ่มตั้งแต่การพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต ตามด้วยการควบคุมการใช้วัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ และบริหารจัดการด้านการขนส่ง รวมถึงการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยเสริมกระบวนการทำงาน เพื่อให้การดำเนินงานทั้งห่วงโซ่มีความคล่องตัวและคุ้มค่ามากขึ้น

 

เมื่อมองไปข้างหน้า ซาโตชิเน้นว่า ตลาดประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของอายิโนะโมะโต๊ะ แต่ต้องจับตามองพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยพบว่าผู้บริโภคประมาณ 2 ใน 3 คนเริ่มเปรียบเทียบราคาเป็นปัจจัยก่อนตัดสินใจซื้อ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความคุ้มค่ามากขึ้น ดังนั้นบริษัทจึงยังคงเดินหน้าพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับเทรนด์ความต้องการของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

 

โดยเฉพาะในตลาดกาแฟที่มีการแข่งขันสูง บริษัทจะเน้นสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์เบอร์ดี้เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจกาแฟ นอกจากนี้ยังมีแผนขยายไปยังกลุ่มธุรกิจใหม่ ได้แก่ อาหารเพื่อสุขภาพและโภชนาการ อาหารแช่แข็ง และอาหารเสริม ซึ่งคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตในระดับตัวเลขสองหลักจากกลุ่มธุรกิจเหล่านี้

 

สำหรับประเด็นราคาสินค้า ซาโตชิยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ที่บริษัทอาจต้องปรับขึ้นราคาสินค้าเพื่อรักษาคุณภาพและให้สามารถจัดหาสินค้าเข้าสู่ตลาดได้อย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตาม บริษัทจะพยายามตรึงราคาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของผู้บริโภค

 

อีกหนึ่งแนวทางที่บริษัทให้การสนับสนุนคือการช่วยยกระดับร้านอาหารและสตรีทฟู้ดไทย ผ่านการเปิดตัวโครงการ ‘อายิโนะโมะโต๊ะ คู่ร้าน’ ซึ่งเป็นพันธกิจใหม่ที่มุ่งเสริมศักยภาพให้กับร้านอาหารและพ่อครัวแม่ครัวทั่วประเทศ จุดเด่นของโครงการนี้คือช่วยลดต้นทุน ลดขั้นตอนการทำอาหาร และประหยัดเวลา เนื่องจากปัจจุบันเกือบ 50% ของคนไทยบริโภคอาหารพร้อมทานจากร้านอาหารทั้งในรูปแบบการนั่งทาน ซื้อกลับบ้าน และเดลิเวอรี

 

ท้ายที่สุด มร.ซาโตชิย้ำว่า บริษัทตั้งเป้าเติบโตของรายได้ในปี 2569 ให้เป็นตัวเลขหลักเดียว แม้ว่าจะไม่สามารถเปิดเผยสัดส่วนรายได้เป็นตัวเลขที่ชัดเจนได้ แต่ยืนยันว่ากลุ่มสินค้าเครื่องปรุงรสยังคงเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนรายได้ใหญ่ที่สุด รองลงมาคือกลุ่มกาแฟ ซึ่งจะเป็นหนึ่งในแกนหลักของการเติบโตในระยะต่อไป

The post อายิโนะโมะโต๊ะเผยพฤติกรรมคนไทย 2 ใน 3 เปรียบเทียบราคาก่อนซื้อ เป็นเหตุให้ต้องตรึงราคา-คุมเข้มต้นทุนสินค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดแฟ้ม ‘เนาวรัตน์พัฒนาการ’ กวาดงาน กทม. ยุคชัชชาติ 868 ล้าน ก่อนถึงจุดเปลี่ยนเสี่ยงชวดเมกะโปรเจกต์อุโมงค์หนองบอน https://thestandard.co/nwr-bma-chadchart-tunnel-crisis/ Mon, 27 Jul 2026 09:25:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1235630 ภาพประกอบแนวสืบสวน แสดงถึงวิกฤตของบริษัทเนาวรัตน์พัฒนาการกับโครงการก่อสร้างของ กทม.

เมื่อผู้เสนอราคาต่ำสุดในเมกะโปรเจกต์ 9,518 ล้านบาท เผชิ […]

The post เปิดแฟ้ม ‘เนาวรัตน์พัฒนาการ’ กวาดงาน กทม. ยุคชัชชาติ 868 ล้าน ก่อนถึงจุดเปลี่ยนเสี่ยงชวดเมกะโปรเจกต์อุโมงค์หนองบอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวสืบสวน แสดงถึงวิกฤตของบริษัทเนาวรัตน์พัฒนาการกับโครงการก่อสร้างของ กทม.

เมื่อผู้เสนอราคาต่ำสุดในเมกะโปรเจกต์ 9,518 ล้านบาท เผชิญวิกฤตสภาพคล่องขั้นวิกฤต

 

 
 

THE STANDARD ชวนพิจารณางบการเงินย้อนหลัง 5 ปี และประวัติการรับงาน กทม. ของ บมจ.เนาวรัตน์พัฒนาการ หลังพบการยื่นฟื้นฟูกิจการก่อนวันประมูลเพียงไม่กี่สัปดาห์ ส่งผลให้ กทม. ต้องสั่งสอบด่วน หวั่นเสี่ยงทิ้งงานและอาจขาดคุณสมบัติผู้ประกอบการชั้นพิเศษ

 

ชวนจับตา กทม. ถอยหรือไปต่อในวันที่บริษัทเผชิญวิกฤตหนี้ล้นสินทรัพย์

 

โครงการประกวดราคาจ้างก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำส่วนต่อขยายจากบึงหนองบอนถึงคลองประเวศบุรีรมย์และคลองสี่ กำลังกลายเป็นเมกะโปรเจกต์ที่ถูกสังคมจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อ กิจการร่วมค้า NC-NB ซึ่งมี บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) หรือ NWR เป็นแกนหลักร่วมกับบริษัท ไชน่า เรียลเอสเตท จำกัด เป็นผู้เสนอราคาต่ำสุดด้วยวงเงิน 9,518 ล้านบาท จากราคากลาง 9,561 ล้านบาท

 

สิ่งที่ทำให้โครงการนี้ถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและเสถียรภาพในการดำเนินงาน คือประเด็นด้านคุณสมบัติและสถานะทางการเงินของบริษัทผู้ชนะการประมูล เนื่องจากมีรายงานว่า คณะกรรมการของ NWR ได้มีมติยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางไปเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 จากปัญหาขาดสภาพคล่องและมีหนี้สินจำนวนมาก ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าวันยื่นเสนอราคาโครงการอุโมงค์ส่งน้ำฯ ในวันที่ 22 มิถุนายน 2569

 

สแกนพอร์ตรับงาน กทม. ยุค ‘ชัชชาติ’

 

วันนี้ (27 กรกฎาคม) ทีมข่าว THE STANDARD ได้ทำการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังในระบบข้อมูลการใช้จ่ายของภาครัฐ นับตั้งแต่ห้วงปีงบประมาณ 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เข้ารับตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในวาระแรก พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า

 

กรุงเทพมหานครเคยเป็นคู่สัญญาหรือผู้ว่าจ้าง บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) มาแล้วทั้งสิ้น 4 โครงการขนาดใหญ่ รวมมูลค่างบประมาณกว่า 868.44 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดดังนี้

 

ปีงบประมาณ 2565 (รวมวงเงิน 122.80 ล้านบาท)

 

โครงการจ้างก่อสร้างระบบรวบรวมน้ำเสียช่วงจากถนนพิษณุโลกถึงถนนศรีอยุธยา พื้นที่เขตดุสิต

 

  • วิธีการจัดซื้อจัดจ้าง: วิธีเฉพาะเจาะจง
  • ราคากลาง: 122,800,000.00 บาท
  • ราคาที่ตกลงจ้าง: 122,800,000.00 บาท
  • วันที่เกิดรายการ: 28 กันยายน 2565
  • หน่วยงาน: สำนักงานจัดการคุณภาพน้ำ สำนักการระบายน้ำ

 

ปีงบประมาณ 2566 (รวมวงเงิน 167.95 ล้านบาท)

 

โครงการที่จ้างก่อสร้างระบบรวบรวมน้ำเสียหลักบริเวณถนนพระรามที่ 5 ถนนราชวิถี ถนนสวรรคโลก และถนนศรีอยุธยา พื้นที่เขตดุสิต

 

  • วิธีการจัดซื้อจัดจ้าง: วิธีเฉพาะเจาะจง
  • ราคากลาง: 98,850,000.00 บาท
  • ราคาที่ตกลงจ้าง: 98,650,000.00 บาท
  • วันที่เกิดรายการ: 29 กันยายน 2566
  • หน่วยงาน: สำนักงานจัดการคุณภาพน้ำ สำนักการระบายน้ำ

 

โครงการจ้างก่อสร้างระบบรวบรวมน้ำเสียหลักบริเวณถนนพระรามที่ 5 ถนนราชวิถี ถนนสวรรคโลก และถนนศรีอยุธยา พื้นที่เขตดุสิต (01)

 

  • วิธีการจัดซื้อจัดจ้าง: วิธีเฉพาะเจาะจง
  • ราคากลาง: 69,430,000.00 บาท
  • ราคาที่ตกลงจ้าง: 69,300,000.00 บาท
  • วันที่เกิดรายการ: 29 กันยายน 2566
  • หน่วยงาน: สำนักงานจัดการคุณภาพน้ำ สำนักการระบายน้ำ

 

ปีงบประมาณ 2567 (รวมวงเงิน 577.69 ล้านบาท)

 

โครงการ: ประกวดราคาจ้างก่อสร้างโครงการปรับปรุงระบบรวบรวมน้ำเสียโรงควบคุมคุณภาพน้ำดินแดงที่ได้รับผลกระทบจากโครงการรถไฟเชื่อมสามสนามบิน

 

  • วิธีการจัดซื้อจัดจ้าง: วิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding)
  • ราคากลาง: 657,400,000.00 บาท
  • ราคาที่ตกลงจ้าง: 577,688,000.00 บาท
  • วันที่เกิดรายการ: 30 สิงหาคม 2567
  • หน่วยงาน: สำนักงานจัดการคุณภาพน้ำ สำนักการระบายน้ำ

 

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลไม่พบการทำโครงการร่วมกันในปีงบประมาณ 2568 และ 2569

 

เปิดข้อมูลนิติบุคคลและสถานะทางการเงิน

 

ตามข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ณ วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) ยังคงมีสถานะนิติบุคคลที่ ยังดำเนินกิจการอยู่ บริษัทจดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2538 มีทุนจดทะเบียน 2,585,481,515.00 บาท จัดอยู่ในกลุ่มธุรกิจบริการ ขนาดธุรกิจระดับ L ดำเนินประเภทธุรกิจการก่อสร้างอาคารที่ไม่ใช่ที่พักอาศัย

 

รายชื่อกรรมการ 9 คน ได้แก่ พลพัฒ กรรณสูต, ประเสริฐพันธุ์ พิพัฒนกุล, อภิชาต ธรรมสโรช, สุข สื่อยรรยงศิริ, ธัชไท ถมังรักษ์สัตว์, ผกาทิพย์ โลพันธ์ศรี, มงคล พีรศานติกุล, อาภาธร กรรณสูต และ ศรัณย์ทร ชุติมา

 

ผลประกอบการและงบการเงินที่ส่งย้อนหลัง 5 ปี พบตัวเลขที่สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายด้านสภาพคล่องและภาระหนี้สินที่เพิ่มสูง ดังนี้

 

  • ปี 2564: มีสินทรัพย์รวม 16,421,602,114.00 บาท ขณะที่มีหนี้สินรวม 13,707,746,188.00 บาท
  • ปี 2565: มีสินทรัพย์รวม 19,055,882,256.00 บาท ขณะที่มีหนี้สินรวม 16,341,111,734.00 บาท
  • ปี 2566: มีสินทรัพย์รวม 17,656,178,831.00 บาท ขณะที่มีหนี้สินรวม 15,718,836,313.00 บาท
  • ปี 2567: มีสินทรัพย์รวม 13,284,892,745.00 บาท ขณะที่หนี้สินรวมพุ่งสูงถึง 15,653,800,512.00 บาท
  • ปี 2568: มีสินทรัพย์รวม 11,702,295,478.00 บาท ขณะที่หนี้สินรวมยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 15,105,597,147.00 บาท

 

ล่าสุดมีรายงานความเคลื่อนไหวจากฝ่ายผู้บริหารกรุงเทพมหานครว่า ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียด โดยมีการเรียกเจ้าหน้าที่สำนักงานจัดการคุณภาพน้ำ สังกัดสำนักการระบายน้ำ เข้ามาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมถึงรายละเอียดของสัญญาการจ้างงานต่างๆ

 

ความกังวลหลักในขณะนี้คือ สถานะการยื่นฟื้นฟูกิจการอาจทำให้บริษัทมีความเสี่ยงที่จะถูกกรมบัญชีกลางเพิกถอนชื่อออกจากทะเบียนผู้ประกอบการงานก่อสร้างชลประทานชั้นพิเศษ ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น จะทำให้กิจการร่วมค้า NC-NB ขาดคุณสมบัติในการรับงานอุโมงค์ส่งน้ำส่วนต่อขยายจากบึงหนองบอนถึงคลองประเวศบุรีรมย์และคลองสี่ทันที ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ของสังคมที่รอคอยความชัดเจนจาก กทม. ในเวลานี้

The post เปิดแฟ้ม ‘เนาวรัตน์พัฒนาการ’ กวาดงาน กทม. ยุคชัชชาติ 868 ล้าน ก่อนถึงจุดเปลี่ยนเสี่ยงชวดเมกะโปรเจกต์อุโมงค์หนองบอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยักษ์ใหญ่ร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่นดันแรงงานต่างชาติเฉียด 1.1 แสนคน ชงรัฐเปิดช่องวีซ่าทักษะเฉพาะทางดันขึ้นชั้นผู้จัดการ https://thestandard.co/japan-convenience-store-foreign-worker-visa/ Mon, 27 Jul 2026 09:13:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1235626 ร้านสะดวกซื้อ Lawson ในญี่ปุ่น พร้อมข้อความเกี่ยวกับแรงงานต่างชาติ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แรงงานต่างชาติกลายเป็นกำลังสำคั […]

The post ยักษ์ใหญ่ร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่นดันแรงงานต่างชาติเฉียด 1.1 แสนคน ชงรัฐเปิดช่องวีซ่าทักษะเฉพาะทางดันขึ้นชั้นผู้จัดการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ร้านสะดวกซื้อ Lawson ในญี่ปุ่น พร้อมข้อความเกี่ยวกับแรงงานต่างชาติ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แรงงานต่างชาติกลายเป็นกำลังสำคัญของเครือร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่นรายใหญ่หลายแบรนด์ เริ่มตั้งแต่ 7‑Eleven, Lawson และ FamilyMart โดยในปี 2025 พนักงานพาร์ตไทม์รวมกันของเครือเหล่านี้มีประมาณ 8 แสนคน ซึ่งในจำนวนนี้กว่า 1.1 แสนคนเป็นแรงงานต่างชาติ

 

ผู้บริหารฝ่ายสรรหาและหัวหน้าฝึกอบรม กล่าวว่า นอกจากจำนวนแรงงานต่างชาติจะเพิ่มขึ้นแล้ว คุณภาพการทำงานก็สูงกว่าที่คาด หลายคนสามารถสื่อสารกับลูกค้าญี่ปุ่นได้สุภาพและรวดเร็ว และสามารถรักษามาตรฐานการบริการของร้านได้ดี

 

แต่อีกด้านหนึ่งงานในร้านสะดวกซื้อมีความหลากหลายและท้าทายมาก พนักงานต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง และต้องคอยรับมือเหตุฉุกเฉิน และคอยตอบโต้ลูกค้าที่ไม่พอใจ โดยเฉพาะกะดึกที่มักมีพนักงานคนเดียวในร้าน ทำหน้าที่รับชำระเงิน, เตรียมอาหารสำเร็จรูป, จัดการพัสดุ, ทำความสะอาดและดูแลความเรียบร้อยของร้าน พนักงานจึงต้องฝึกทั้งทักษะปฏิบัติและทำความเข้าใจวิธีการทำงานในแบบญี่ปุ่น

 

เพื่อช่วยลดช่องว่างด้านภาษาและความแตกต่างทางวัฒนธรรม บริษัทใหญ่ๆ จึงนำเทคโนโลยีและสื่อการสอนหลายภาษาเข้ามาใช้ ยกตัวอย่างเด่นๆ คือ Lawson ตั้งแต่มีนาคมที่ผ่านมาได้เปิดระบบฝึกอบรมแบบ VR ซึ่งจำลองสถานการณ์การทำงานกว่า 300 กรณีและรองรับได้ถึง 13 ภาษา ระบบนี้ช่วยให้พนักงานฝึกตอบเหตุการณ์จริงในสภาพแวดล้อมเสมือนจริง ทำให้ลดความเสี่ยงจากการฝึกในร้านจริง และเร่งให้พนักงานคุ้นเคยกับมาตรฐานการบริการ

 

Lawson รายงานว่าพนักงานพาร์ตไทม์ที่มีประมาณ 1.8 แสนคน โดยแรงงานต่างชาติมากกว่า 3.1 หมื่นคน ราว 17% มาจากประเทศในเอเชียใต้ เช่น เนปาล บังกลาเทศ และ ศรีลังกา อีกส่วนหนึ่งเป็นนักเรียนต่างชาติที่ทำงานไม่เกิน 28 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

 

และเพื่อส่งเสริมทักษะให้พนักงาน Lawson จึงพัฒนาแอปภายในที่มีพจนานุกรม 9 ภาษา และคู่มือย่อสำหรับการอบรมพื้นฐานที่ใช้เวลาเรียนราว 15 ชั่วโมง คู่มือนี้ใช้แนวคิด ‘yasashii nihongo’ หรือภาษาญี่ปุ่นแบบง่าย เพื่อช่วยให้การสื่อสารในเหตุฉุกเฉินและการบริการสาธารณะชัดเจนขึ้น

 

ขณะที่ FamilyMart ก็มีการมอบรางวัลเป็นแรงจูงใจให้แรงงานต่างชาติเพิ่มทักษะด้านภาษาและการบริการ เพราะนอกจากภาษาแล้ว วัฒนธรรมการบริการและมารยาทก็สำคัญ เช่น วิธีต้อนรับลูกค้า, การเตรียมอาหาร, หรือลักษณะการใช้ภาชนะและอุปกรณ์ มักเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องฝึกฝนและอธิบายอย่างระมัดระวัง ดังนั้นการสอนเชิงปฏิบัติและการใช้ตัวอย่างจริงจึงสำคัญมาก

 

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังขอให้รัฐพิจารณารวมแรงงานร้านสะดวกซื้อไว้ในหมวด ‘Special Skilled Workers’ เพื่อเปิดโอกาสให้แรงงานเหล่านี้ทำงานระยะยาวและสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้จัดการร้านได้ หากสอบข้อกำหนดและได้รับวีซ่าในหมวดนี้ จะช่วยสร้างเส้นทางอาชีพที่ชัดเจนและลดการขาดแคลนแรงงานระยะยาว

 

ฝ่ายประชาสัมพันธ์มองว่า แรงงานต่างชาติจำนวนมากถือว่างานร้านสะดวกซื้อเป็นประตูสู่การทำงานครั้งแรกในญี่ปุ่น หากมีการปรับนโยบายด้านวีซ่าและพัฒนาระบบฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง แรงงานกลุ่มนี้มีศักยภาพจะกลายเป็นกำลังสำคัญที่เปลี่ยนโครงสร้างตลาดแรงงานของร้านสะดวกซื้อในระยะยาว

 

ภาพ: VTT Studio/ Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post ยักษ์ใหญ่ร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่นดันแรงงานต่างชาติเฉียด 1.1 แสนคน ชงรัฐเปิดช่องวีซ่าทักษะเฉพาะทางดันขึ้นชั้นผู้จัดการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกิดอะไรขึ้นกับ ‘อุโมงค์หนองบอน’ ทางด่วนน้ำ กทม. ส่อแววสะดุด หลังผู้ชนะประมูลเสี่ยงล้มละลาย https://thestandard.co/bangkok-nong-bon-tunnel-bidder-risk/ Mon, 27 Jul 2026 09:11:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1235622 ภาพประกอบอุโมงค์ระบายน้ำบึงหนองบอน โครงการแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ

โครงการยักษ์มูลค่าเฉียดหมื่นล้านที่เปรียบเสมือน ‘ […]

The post เกิดอะไรขึ้นกับ ‘อุโมงค์หนองบอน’ ทางด่วนน้ำ กทม. ส่อแววสะดุด หลังผู้ชนะประมูลเสี่ยงล้มละลาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบอุโมงค์ระบายน้ำบึงหนองบอน โครงการแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ

โครงการยักษ์มูลค่าเฉียดหมื่นล้านที่เปรียบเสมือน ‘ทางด่วนน้ำ’ ของชาวกรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออกกำลังเผชิญทางแยกสำคัญ เมื่อผู้ชนะการประมูลโครงการส่วนต่อขยายกำลังประสบปัญหาสภาพคล่องจนต้องยื่นฟื้นฟูกิจการ กรุงเทพมหานครจึงต้องเบรกการเซ็นสัญญาเพื่อตรวจสอบความเสี่ยง

 

 
 

THE STANDARD ชวนอ่านที่มาที่ไปของโครงการนี้ และทิศทางหลังจากนี้ว่า กทม. จะแก้เกมอย่างไรเพื่อไม่ให้งบประมาณแผ่นดินสูญเปล่า และคนกรุงต้องทนกับปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากต่อไป

 

รู้จัก ‘อุโมงค์หนองบอน’ ทางด่วนน้ำสองเฟสแห่งความหวัง

 

ปัญหาน้ำท่วมขังซ้ำซากในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร เป็นฝันร้ายที่ชาวบ้านในเขตลาดกระบัง สะพานสูง มีนบุรี และประเวศ ต้องเผชิญมาอย่างยาวนาน ด้วยสภาพพื้นที่ซึ่งมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ ทำให้การระบายน้ำออกสู่ทะเลเป็นไปอย่างล่าช้า

 

กรุงเทพมหานคร (กทม.) จึงได้ผุดโปรเจกต์ยักษ์อย่างโครงการอุโมงค์ระบายน้ำบึงหนองบอน ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานี้อย่างยั่งยืน โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็นสองส่วนหลัก

 

ส่วนแรกคือโครงการเส้นทางหลัก ซึ่งมีความยาว 9.4 กิโลเมตร ทำหน้าที่ตัดยอดน้ำและดึงน้ำจากพื้นที่บึงหนองบอน คลองเคล็ด คลองบางนา และคลองประเวศบุรีรมย์ ส่งตรงสู่อาคารทิ้งน้ำที่ปากคลองบางอ้อเพื่อระบายออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาโดยตรง ปัจจุบันโครงสร้างอุโมงค์ขนาดใหญ่ด้านล่างก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว และอยู่ระหว่างการทดสอบเดินเครื่องระบบสูบน้ำ แม้ว่าก่อนหน้านี้โครงการจะล่าช้ากว่าแผนเดิมเนื่องจากเหตุการณ์อุโมงค์และสะพานข้ามคลองเคล็ดทรุดตัวเมื่อปี 2565 จนต้องเปลี่ยนแนวขุดเจาะเพื่อความปลอดภัยก็ตาม

 

ส่วนที่สองคือโครงการส่วนต่อขยายที่เพิ่งได้รับอนุมัติ ซึ่งเป็นโครงสร้างใต้ดินขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนทางวิศวกรรมสูง อุโมงค์มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5.7 เมตร ลึกจากผิวดินประมาณ 30 เมตร และมีความยาวถึง 13.25 กิโลเมตร โดยจะทำหน้าที่รับน้ำส่วนเกินจากคลองประเวศบุรีรมย์ ผ่านอาคารรับน้ำ 3 แห่ง นำมารวมที่สถานีสูบน้ำปลายอุโมงค์บริเวณบึงหนองบอน ซึ่งบึงแห่งนี้จะทำหน้าที่เป็นแก้มลิงที่รองรับน้ำได้มหาศาลถึง 4 ล้านลูกบาศก์เมตร ก่อนระบายลงสู่อุโมงค์เส้นทางหลัก โครงการนี้มีวงเงินงบประมาณราว 9.5 – 9.8 พันล้านบาท และใช้ระยะเวลาก่อสร้างตามแผนภาพรวม 7 ปี คือตั้งแต่ปี พ.ศ. 2569 ถึง 2575

 

วิกฤตกลางทาง เมื่อผู้ชนะประมูลเผชิญปัญหาสภาพคล่อง

 

จุดเปลี่ยนสำคัญของโครงการส่วนต่อขยายเกิดขึ้นในขั้นตอนการประกวดราคา เมื่อสำนักการระบายน้ำได้ออกประกาศเชิญชวนประกวดราคาด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) โดยมีบริษัทรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ระดับประเทศเข้าร่วมแข่งขันถึง 3 ราย ได้แก่ บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น, บมจ.ช.การช่าง และ กิจการร่วมค้า NC-NB

 

ผลการประมูลปรากฏว่า กิจการร่วมค้า NC-NB ซึ่งประกอบด้วย บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) หรือ NWR ร่วมกับ บริษัท ไชน่า เรียลเอสเตท จำกัด เป็นผู้เสนอราคาต่ำสุดที่ 9,518 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าราคากลาง 43 ล้านบาท

 

แต่ประเด็นที่สร้างความกังวลให้กับสังคมและผู้บริหาร กทม. คือการที่ บมจ.เนาวรัตน์พัฒนาการ หนึ่งในบริษัทร่วมค้า ได้ยื่นขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง โดยบริษัทได้ออกมายอมรับว่ากำลังมีข้อจำกัดด้านสภาพคล่องอย่างหนัก มีหนี้สินจำนวนมาก และไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนดเวลา สถานการณ์นี้ส่งผลให้เกิดคำถามตัวโตถึงความโปร่งใสและความพร้อมในการรับงานโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐ

 

เหตุผลที่ กทม. ต้องเหยียบเบรกและตรวจสอบด่วน

 

แม้ว่ากระบวนการ e-bidding จะเสร็จสิ้นและเป็นไปตามระเบียบอย่างถูกต้อง แต่ทาง กทม. ตัดสินใจชะลอการลงนามในสัญญาออกไปก่อน พร้อมทั้งสั่งการให้คณะกรรมการพิจารณาเข้าไปตรวจสอบความเสี่ยงอย่างละเอียด การตัดสินใจครั้งนี้เกิดจากข้อกังวลหลักสามประการ เริ่มจากความสามารถในการดำเนินโครงการ เนื่องจากการก่อสร้างอุโมงค์ลึกระดับนี้ต้องอาศัยสายป่านทางการเงินที่ยาวและมั่นคง กทม. จึงต้องประเมินอย่างรอบคอบว่าบริษัทที่ขาดสภาพคล่องจะสามารถรับผิดชอบงานก่อสร้างที่ต้องทำให้แล้วเสร็จภายใน 1,800 วัน หรือราว 5 ปีตามสัญญาได้หรือไม่

 

นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงต่อกระบวนการทางกฎหมาย หากมีการเซ็นสัญญาไปแล้วบริษัทเกิดล้มละลายในภายหลัง ย่อมส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาพรวมของโครงการ และอาจเกิดปัญหาการทิ้งงานตามมา ที่สำคัญที่สุดคือการป้องกันความเสียหายต่อรัฐ

 

หากผู้บริหาร กทม. ปล่อยผ่านให้เกิดการเซ็นสัญญาโดยไม่ตรวจสอบข้อสงสัยเหล่านี้ให้กระจ่าง และเกิดปัญหาขึ้นในอนาคต อาจถือว่ามีความผิดฐานทำให้รัฐเสียหายได้

 

ก้าวต่อไปของ กทม. กับทางออกที่ต้องตัดสินใจ

 

ตามประกาศประกวดราคา กทม. มีอำนาจและเงื่อนไขทางกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน โดยสงวนสิทธิ์ที่จะไม่รับราคาต่ำสุดเสมอไป และสามารถยกเลิกการประกวดราคาครั้งนี้ได้โดยไม่พิจารณาจัดจ้างเลย หากประเมินแล้วว่าการทำสัญญาต่อไปอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ส่วนรวม โดยที่บริษัทผู้ยื่นข้อเสนอจะไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายใดๆ จาก กทม. ได้เลย

 

บทสรุปของอุโมงค์ระบายน้ำบึงหนองบอนส่วนต่อขยาย จึงเป็นบททดสอบสำคัญของกรุงเทพมหานคร ในการรักษาสมดุลระหว่างการเร่งเดินหน้าโครงการเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม กับการปกป้องงบประมาณแผ่นดินไม่ให้สูญเปล่าไปกับความเสี่ยงที่มองเห็นอยู่ตรงหน้า

The post เกิดอะไรขึ้นกับ ‘อุโมงค์หนองบอน’ ทางด่วนน้ำ กทม. ส่อแววสะดุด หลังผู้ชนะประมูลเสี่ยงล้มละลาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
TDRI เปิดผลประเมิน ‘ชัชชาติ’ สมัยแรก ชูผลงานแก้ปัญหาเส้นเลือดฝอยเด่น จี้ลุยโครงสร้างใหญ่ต่อ https://thestandard.co/tdri-chadchart-evaluation-first-term/ Mon, 27 Jul 2026 09:06:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1235618 ภาพ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

วันนี้ (27 กรกฎาคม) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ( […]

The post TDRI เปิดผลประเมิน ‘ชัชชาติ’ สมัยแรก ชูผลงานแก้ปัญหาเส้นเลือดฝอยเด่น จี้ลุยโครงสร้างใหญ่ต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

วันนี้ (27 กรกฎาคม) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดเผยรายงานประเมินผลการทำงานของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในช่วงการดำรงตำแหน่งสมัยแรก (ชัชชาติ 1) พร้อมวิเคราะห์ความท้าทายที่รออยู่ในการดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง

 

 
 

โดยภาพรวมพบว่า ผู้ว่าฯ กทม. ประสบความสำเร็จและมีผลงานที่จับต้องได้ชัดเจนในการแก้ปัญหาความเดือดร้อนระดับเส้นเลือดฝอย หรือปัญหาใกล้ตัวของประชาชน ทว่ายังมีจุดอ่อนสำคัญคือ การดำเนินงานหลายโครงการยังมุ่งวัดความสำเร็จจากจำนวนกิจกรรม มากกว่าผลลัพธ์ ที่เกิดขึ้นจริงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน

 

รายงานฉบับนี้ได้ทำการประเมินเชิงลึกและครอบคลุมนโยบายใน 6 ด้านหลัก เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงผลงานเด่นและข้อจำกัดที่ กทม. ต้องเร่งแก้ไข ดังนี้

 

ด้านปากท้องของประชาชน: มีผลงานเด่นในการสร้างแพลตฟอร์มเรียนรู้ตลอดชีวิต Next Learn (กว่า 680 หลักสูตร) และการจัดหาพื้นที่ค้าขายทดแทน (Hawker Center) แต่มีข้อจำกัดตรงที่ขาดการติดตามผลลัพธ์ว่าผู้ผ่านการอบรมมีรายได้เพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ ขณะที่พื้นที่ค้าขายทดแทนบางแห่งอยู่ในทำเลที่ลูกค้าน้อยและยังมีจำนวนไม่เพียงพอ

 

ด้านการเดินทางและขนส่ง: ประสบความสำเร็จในการใช้เทคโนโลยีสัญญาณไฟปรับตามสภาพจราจร ปรับปรุงทางเท้ากว่า 1,100 กิโลเมตร และชำระหนี้ค่าจ้างเดินรถสายสีเขียว แต่การแก้ปัญหายังมีลักษณะแยกส่วน ขาดแผนแม่บทเชื่อมโยงระบบขนส่งสาธารณะ และการออกแบบถนนยังคงให้ความสำคัญกับรถยนต์ส่วนบุคคลมากกว่าความปลอดภัยของคนเดินเท้า

 

ด้านการลดคอร์รัปชัน: มีความคืบหน้าในการเปิดเผยข้อมูล Open Data กว่า 1,400 ชุด เปิดระบบยื่นขออนุญาตออนไลน์ และใช้ Traffy Fondue รับแจ้งเบาะแส อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบทุจริตยังเป็นเชิงรับและล่าช้า โครงการจัดซื้อจัดจ้างกว่าร้อยละ 93 ยังใช้วิธีเฉพาะเจาะจง ซึ่งมีความเสี่ยง และการปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อลดดุลพินิจเจ้าหน้าที่ยังคืบหน้าน้อย

 

ด้านสิ่งแวดล้อม: สามารถปลูกต้นไม้ทะลุเป้าหมายกว่า 2 ล้านต้น พัฒนาสวน 15 นาที จำนวน 389 แห่ง และลอกท่อระบายน้ำทะลุเป้า แต่พบว่าต้นไม้ที่ปลูกถึงร้อยละ 45 เป็นเพียงไม้พุ่มหรือไม้เลื้อย ปริมาณขยะยังสูงถึง 13,254 ตันต่อวัน และน้ำเสียเกินครึ่งยังไม่ได้รับการบำบัด

 

ด้านการศึกษา: มีนโยบายลดภาระงานเอกสารของครูและนโยบายเรียนฟรีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ แต่ยังเผชิญวิกฤตด้านสมรรถนะของนักเรียนที่มีทักษะการอ่านและคิดวิเคราะห์ต่ำกว่าเกณฑ์ รวมถึงปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาในช่วงรอยต่อ ป.6 ถึง ม.1

 

ด้านสุขภาพ: โดดเด่นด้วยโครงการตรวจสุขภาพฟรีล้านคน และการสร้างฐานข้อมูล Health Map แต่ กทม. ยังคงเป็นเพียงผู้ให้บริการ มากกว่าผู้จัดการระบบสุขภาพ โดยงบประมาณด้านสาธารณสุขมีเพียงร้อยละ 6 และการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงยังอยู่ในระดับต่ำ

 

บทสรุปและก้าวต่อไปของ ‘ชัชชาติ 2’

 

สถาบัน TDRI สรุปทิ้งท้ายว่า ความท้าทายหลักของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในสมัยที่สอง คือการเปลี่ยนผ่านจากการแก้ไขปัญหาเส้นเลือดฝอย ไปสู่การจัดการปัญหาเชิงโครงสร้างหรือเส้นเลือดใหญ่อักเสบเรื้อรัง ซึ่งมีความซับซ้อนและไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยกิจกรรมผิวเผิน

 

กทม. จำเป็นต้องอาศัยการปฏิรูปกฎระเบียบ การประสานงานร่วมกับสภากรุงเทพมหานครและรัฐบาลกลางอย่างใกล้ชิด รวมถึงต้องมีความกล้าหาญทางการเมืองในการจัดการกับปัญหาที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง เช่น การปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง และการจำกัดพื้นที่รถยนต์ส่วนบุคคล เพื่อขับเคลื่อนกรุงเทพมหานครให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากลอย่างยั่งยืนต่อไป

 

The post TDRI เปิดผลประเมิน ‘ชัชชาติ’ สมัยแรก ชูผลงานแก้ปัญหาเส้นเลือดฝอยเด่น จี้ลุยโครงสร้างใหญ่ต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปต้นจนจบ ประธาน กสทช. จะหลุดจากตำแหน่งจริงหรือไม่ ทำไมจึงเข้าข่ายลักษณะต้องห้าม https://thestandard.co/nbtc-chairman-sarana-disqualified/ Mon, 27 Jul 2026 09:02:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1235614 ภาพไดคัท ประธาน กสทช. สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ พร้อมโลโก้ กสทช.

ย้อนไปเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ที่ผ่านมา คณะกรรมการสรรหาก […]

The post สรุปต้นจนจบ ประธาน กสทช. จะหลุดจากตำแหน่งจริงหรือไม่ ทำไมจึงเข้าข่ายลักษณะต้องห้าม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพไดคัท ประธาน กสทช. สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ พร้อมโลโก้ กสทช.

ย้อนไปเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ที่ผ่านมา คณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติเอกฉันท์ออกคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ให้ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตั้งแต่ต้น ตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553

 

 
 

เนื่องจากปรากฏข้อเท็จจริงว่ายังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ซึ่งถือเป็นลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐและเป็นลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย

 

คำวินิจฉัยนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสถานะความเป็นประธาน กสทช. โดยเปิดช่องให้สามารถยื่นฟ้องต่อศาลปกครองได้ภายใน 90 วัน

 

ภาพไดคัท ประธาน กสทช. สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ พร้อมโลโก้ กสทช. 1

ศ.คลินิก นพ. สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ เข้าประชุมบอร์ด กสทช. ตามปกติ หลังมติคณะกรรมการสรรหาฯ ชี้ว่ามีลักษณะต้องห้าม

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

ที่มาที่ไปของข้อกล่าวหา

 

1. กรณีดังกล่าวเริ่มต้นจากการที่คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร มีหนังสือกราบเรียนนายกรัฐมนตรีให้ตรวจสอบคุณสมบัติของศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีจึงได้มีหนังสือลับเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา

 

2. คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1) ให้ความเห็นตามเรื่องเสร็จที่ 1005-1006/2568 ว่า แม้ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ จะลาออกจากตำแหน่งรองคณบดีฝ่ายสวัสดิการและกิจการพิเศษ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2565 แล้วก็ตาม แต่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินพบข้อเท็จจริงว่ายังคงทำหน้าที่ตรวจรักษาคนไข้และรับค่าตอบแทนรายชั่วโมงจนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ซึ่งอาจเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) และถือเป็นการสละสิทธิการรับแต่งตั้งตามมาตรา 18

 

3. คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่า เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ชุดเดิมในการตรวจสอบและวินิจฉัยตามมาตรา 15/1

 

4. นายกรัฐมนตรีจึงมีบัญชาให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ในฐานะหน่วยธุรการของคณะกรรมการสรรหาฯ ดำเนินการนัดประชุม

 

ภาพไดคัท ประธาน กสทช. สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ พร้อมโลโก้ กสทช. 2

ศ.คลินิก นพ. สรณ กับ ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการ กสทช.

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

องค์ประกอบใหม่ของคณะกรรมการสรรหา

 

5. ในการประชุมคณะกรรมการสรรหาฯ ครั้งที่ 1/2569 วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 มีการพิจารณาองค์ประกอบของคณะกรรมการชุดเดิม 7 คน โดยพบว่า ณรงค์ รัฐอมฤต พ้นจากตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. และ สมศักดิ์ สุวรรณสุจริต พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดินไปแล้ว ที่ประชุมจึงมีมติ 4 ต่อ 1 เสียง วินิจฉัยว่าบุคคลทั้งสองไม่มีคุณสมบัติเป็นกรรมการสรรหาฯ ชุดเดิมอีกต่อไป

 

6. ส่วนกรณี เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ที่พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น ที่ประชุมมีมติ 3 ต่อ 1 เสียง วินิจฉัยให้ วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ เข้ามาทำหน้าที่เป็นกรรมการสรรหาโดยตำแหน่งแทน ทำให้มีกรรมการสรรหาฯ รวม 5 คน ซึ่งถือว่าไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ประกอบด้วย

 

  • เกียรติพงศ์ อมาตยกุล ประธานกรรมการสรรหา
  • นภดล เทพพิทักษ์
  • ยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์
  • วิทัย รัตนากร
  • วิษณุ วรัญญู

 

7. จากนั้นที่ประชุมได้มีมติ 4 ต่อ 1 เสียง ยืนยันว่าคณะกรรมการสรรหาฯ มีอำนาจวินิจฉัยเรื่องดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งเป็นเสียงข้างน้อย มีความเห็นแย้งว่าอำนาจของคณะกรรมการสรรหาฯ สิ้นสุดลงตั้งแต่บุคคลได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว และได้ขอออกจากที่ประชุมในครั้งต่อมาคือวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ทำให้เหลือคณะกรรมการพิจารณา 4 คน

 

8. คณะกรรมการสรรหาฯ อาศัยอำนาจตามมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ขอข้อมูลและพยานหลักฐานจาก 11 หน่วยงาน ได้แก่

 

  • มหาวิทยาลัยมหิดล
  • กรมสรรพากร
  • สำนักงานประกันสังคม
  • สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
  • สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน
  • สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา
  • สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย
  • โรงพยาบาลรามาธิบดี
  • ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
  • สำนักงาน กสทช.

 

รวมทั้งได้เชิญอดีตคณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ตลอดจนรับฟังข้อมูลจากอดีตประธานคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา (ชุดที่ 12) และคณะ และอดีตกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน กสทช. และคณะ

 

ยอมรับสถานะ ‘แพทย์ค่าตอบแทน’

 

9. คณะกรรมการสรรหาฯ ได้ส่งหนังสือเชิญศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ เข้าร่วมประชุมเพื่อให้โอกาสชี้แจงข้อเท็จจริงตามมาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 แต่ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ ปฏิเสธการเข้าร่วมประชุมและไม่ให้เข้าพบ โดยได้ส่งหนังสือด่วนที่สุดคัดค้านมติรวมหลายฉบับ เช่น

 

  • โต้แย้งว่าคณะกรรมการสรรหาฯ หมดหน้าที่ตามกฎหมายแล้ว
  • โต้แย้งการเข้าร่วมประชุมของ วิทัย รัตนากร
  • กล่าวอ้างสภาพความไม่เป็นกลางของคณะกรรมการสรรหาฯ ตามมาตรา 13 (1) แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539

 

10. คณะกรรมการสรรหาฯ พิจารณาแล้วเห็นว่าการกล่าวอ้างดังกล่าวไม่เข้าเกณฑ์สภาพความไม่เป็นกลางตามกฎหมาย

 

11. อย่างไรก็ตาม ในหนังสือชี้แจงด่วนที่สุดลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ ได้ยอมรับข้อเท็จจริงว่าในช่วงวันที่ 8 มกราคม ถึง 12 เมษายน 2565 ตนเองมีสถานะเป็น ‘แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง’ แต่แย้งว่าเป็นการประกอบวิชาชีพอิสระ มิใช่พนักงานมหาวิทยาลัย รวมทั้งระบุว่าไม่ได้รับค่าตอบแทนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565 เป็นต้นไป

 

ภาพไดคัท ประธาน กสทช. สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ พร้อมโลโก้ กสทช. 3

พนักงานของ กสทช. นำดอกไม้มามอบเป็นกำลังใจให้ประธาน กสทช.

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

มติเอกฉันท์วินิจฉัย 3 ประเด็นหลัก

 

12. ในการประชุมครั้งที่ 5/2569 วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมการสรรหาฯ ได้พิจารณาวินิจฉัย 3 ประเด็นหลัก

 

  • เรื่องการปฏิบัติหน้าที่แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม ถึง 12 เมษายน 2565 คณะกรรมการสรรหาฯ พิจารณาจากเอกสารของมหาวิทยาลัยมหิดลและหนังสือชี้แจงของศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ ที่ยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงมีมติเอกฉันท์ว่ามีการปฏิบัติหน้าที่ในช่วงเวลาดังกล่าวจริง
  • สำหรับประเด็นที่สองเรื่องการทำหน้าที่ดังกล่าวถือเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานรัฐอันเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) หรือไม่ คณะกรรมการสรรหาฯ มีมติเอกฉันท์ว่า มหาวิทยาลัยมหิดลมีฐานะเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐตาม พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2550 และตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยว่าด้วยการบริหารงานบุคคลลูกจ้างเงินรายได้ พ.ศ. 2561 นิยามคำว่าลูกจ้างชั่วคราวครอบคลุมถึงผู้ที่รับค่าจ้างเป็นรายชั่วโมง การที่ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ ยังคงตรวจรักษาคนไข้และรับค่าตอบแทน ย่อมอยู่ภายใต้การมอบหมายงานและควบคุมดูแลของมหาวิทยาลัย ซึ่งกฎหมายมีความมุ่งหมายเพื่อคุ้มครองความเป็นอิสระของ กสทช. ไม่อยู่ภายใต้การครอบงำและป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ดังนั้น แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงจึงอยู่ในความหมายของคำว่าลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ โดยมีกรรมการสรรหา 2 รายระบุความเห็นเพิ่มเติมอย่างชัดเจนว่าสถานะนี้เป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2)
  • ประเด็นที่สามเรื่องการกระทำดังกล่าวถือเป็นการสละสิทธิการรับตำแหน่งตั้งแต่ต้นหรือไม่ คณะกรรมการสรรหาฯ มีมติเอกฉันท์ว่า มาตรา 18 กำหนดให้ผู้ผ่านการเห็นชอบจากวุฒิสภาต้องแสดงหลักฐานการลาออกจากลักษณะต้องห้ามภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด (ซึ่งในกรณีนี้คือกำหนดไว้ภายในวันที่ 11 มกราคม 2565) แม้จะมีการยื่นหลักฐานบางส่วนต่อประธานวุฒิสภาในวันที่ 10 มกราคม 2565 แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่ายังคงมีสถานะเป็นลูกจ้างของรัฐจนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ถือเป็นการกระทำอันเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) การไม่ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนดจึงถือเป็นการสละสิทธิโดยผลของกฎหมายอย่างเด็ดขาด

 

13. คณะกรรมการสรรหาฯ จึงมีคำวินิจฉัยชี้ขาดอย่างเป็นเอกฉันท์ว่า ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. โดยคำวินิจฉัยนี้ถือเป็นที่สุดตามมาตรา 15/1 แห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ

 

14. ทั้งนี้ หากศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยฉบับนี้ สามารถทำคำฟ้องเป็นหนังสือยื่นต่อศาลปกครองได้ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี ตามมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

 

ภาพไดคัท ประธาน กสทช. สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ พร้อมโลโก้ กสทช. 4

กรรมการ กสทช. 3 คน ที่ไม่เข้าร่วมประชุม เป็นเหตุให้องค์ประชุมล่ม (ซ้ายไปขวา) พล.อ.ท. ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ, ศุภัช ศุภัชลาศัย และ ศ.กิตติคุณ ดร. พิรงรอง รามสูต

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

ที่ประชุมบอร์ดล่ม และสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา

 

15. ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณได้ถ่ายคลิปตนเองชี้แจงในประเด็นนี้ ในคลิประบุว่า สาเหตุที่ถูกวินิจฉัยเช่นนนั้นเพราะในช่วงระหว่างรอการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ตนเองยังคงปฏิบัติหน้าที่ในฐานะแพทย์ของผู้ป่วยที่นัดหมายไว้ล่วงหน้า และมีอาการต้องดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง เป็นมาตรฐานวิชาชีพที่ไม่สามารถทอดทิ้งผู้ป่วยได้

 

16. ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณยืนยันว่า ได้ลาออกจากการเป็นพนักงานของรัฐตั้งแต่ 8 มกราคม 2565 และหลังจากนั้นประกอบวิชาชีพแพทย์ในฐานะอิสระ

 

17. กระทั่งวันที่ 27 กรกฎาคม ก่อนการประชุมบอร์ด กสทช. ครั้งที่ 22/2569 มีระเบียบวาระการประชุมจำนวน 6 วาระ โดยบอร์ด กสทช. ได้เข้าร่วมประชุมครบทั้ง 7 คน

 

18. ศาสตราจารย์คลินิก นพ. สรณ ได้เดินทางเข้าร่วมประชุมตามปกติ โดยมีเจ้าหน้าที่ กสทช. จำนวนมาก ร่วมกันนำดอกไม้ พวงมาลัย มามอบให้เพื่อเป็นกำลังใจ

 

19. ต่อมาเมื่อเวลา 09.40 น. กรรมการ กสทช. ได้หารือถึงผลกระทบทางกฎหมายจากกรณีดังกล่าว ก่อนที่กรรมการ 3 คน ได้แก่ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต, พล.อ.ท. ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ และ รศ.ดร. ศุภัช ศุภชลาศัย จะขอไม่เข้าร่วมการประชุม ส่งผลให้องค์ประชุมไม่ครบตามที่กฎหมายกำหนด ไม่สามารถดำเนินการประชุมได้

 

20. ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง ชี้แจงว่า กรณีดังกล่าวไม่ใช่ การวอล์กเอาต์ เนื่องจากกรรมการทั้ง 3 คนได้ยื่นใบลาประชุมไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มการประชุมแล้ว

 

21. จากนั้น ศาสตราจารย์คลินิก นพ. สรณได้แถลงชี้แจงต่อสื่อมวลชน ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับมติของคณะกรรมการสรรหาฯ และจะใช้สิทธิฟ้องต่อศาลปกครองภายใน 90 วัน จึงถือว่ายังไม่มีข้อยุติ

 

22. ศาสตราจารย์คลินิก นพ. สรณกล่าวด้วยว่า ตราบใดที่ยังไม่มีพระบรมราชโองการประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้พ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. ก็ถือว่าตนเองยังไม่พ้นตำแหน่งทางกฎหมาย ตนเองจึงต้องมาร่วมประชุมตามหน้าที่

 

23. ล่าสุดในวันเดียวกัน อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แสดงความเห็นต่อการนำชื่อศาสตราจารย์คลินิก นพ. สรณ ขึ้นทูลเกล้าฯ ว่า ต้องรอให้ที่ประชุมวุฒิสภามีมติออกมาก่อน ตนเองไม่สามารถใช้ดุลยพินิจเรื่องนี้ได้ พร้อมอ้างว่าเป็นขั้นตอนตามกฎหมายจากคำแนะนำของ ปกรณ์ นิลประพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี

 

 

The post สรุปต้นจนจบ ประธาน กสทช. จะหลุดจากตำแหน่งจริงหรือไม่ ทำไมจึงเข้าข่ายลักษณะต้องห้าม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความพิการไม่ใช่ข้อจำกัด: TBDN ชวนธุรกิจไทยมอง Disability Confidence เป็นกลยุทธ์เพื่อการเติบโต และอนาคตแรงงานไทย https://thestandard.co/disability-confidence-thai-business-growth/ Mon, 27 Jul 2026 08:47:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1235602 ภาพแสดงแนวคิด Disability Confidence เพื่อการเติบโตทางธุรกิจและโอกาสแรงงานไทย โดย TBDN

จากข้อมูลขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) 1 ใน 6 ของ […]

The post ความพิการไม่ใช่ข้อจำกัด: TBDN ชวนธุรกิจไทยมอง Disability Confidence เป็นกลยุทธ์เพื่อการเติบโต และอนาคตแรงงานไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงแนวคิด Disability Confidence เพื่อการเติบโตทางธุรกิจและโอกาสแรงงานไทย โดย TBDN

จากข้อมูลขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) 1 ใน 6 ของประชากรโลกมีความบกพร่องทางร่างกายหรือการรับรู้ และร้อยละ 80 ของกลุ่มนี้อยู่ในวัยทำงาน แต่อัตราการเข้าสู่ตลาดแรงงานของกลุ่มนี้ยังต่ำกว่าคนทั่วไปถึงร้อยละ 30 ธนาคารโลกประเมินว่า การกีดกันผู้พิการออกจากตลาดแรงงานอาจทำให้ประเทศกำลังพัฒนาสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 3-7% ของ GDP ต่อปี จากผลผลิตที่หายไปและรายได้ภาษีที่ลดลง และในกรณีของประเทศไทย หากลดอุปสรรคการจ้างงานผู้พิการได้สำเร็จ มีการประเมินว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นราว 17.40-40.60 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 635,000 ล้านบาทถึง 1.48 ล้านล้านบาท

 

 
 

ตัวเลขเหล่านี้กำลังเปลี่ยนกรอบการมองประเด็นการจ้างงานผู้พิการและบุคคลที่มีความหลากหลายทางการรับรู้ (neurodivergent) ในภาคธุรกิจไทย นอกจากเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายหรือกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ยังส่งผลต่อผลตอบแทนทางธุรกิจและการประเมินความยั่งยืนขององค์กรโดยตรง

 

ภาพแสดงแนวคิด Disability Confidence เพื่อการเติบโตทางธุรกิจและโอกาสแรงงานไทย โดย TBDN 1

 

TBDN ขับเคลื่อนแนวคิด Disability Confidence เพื่อโอกาสผู้พิการ 

 

เครือข่ายธุรกิจและคนพิการประเทศไทย (Thailand Business and Disability Network: TBDN) คือเครือข่ายพันธมิตรอย่างเป็นทางการในประเทศไทยของ ILO Global Business and Disability Network (GBDN) ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มหลักที่สนับสนุนภาคธุรกิจไทยในการวางกลยุทธ์เพื่อสร้างความพร้อมด้านการยอมรับความแตกต่าง หรือ Disability Confidence ให้เกิดขึ้นทั่วทั้งองค์กร โดยครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการสรรหาบุคลากร การพัฒนาศักยภาพทีมงาน การสร้างสรรค์ผู้นำ การบริหารห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงกลยุทธ์ด้าน ESG แทนที่จะจำกัดอยู่เพียงการทำตามโควตาจ้างงานตามกฎหมายหรือกิจกรรม CSR เป็นครั้งคราว

 

องค์กรสมาชิก TBDN มีทั้งบริษัทข้ามชาติ บริษัทเอกชนไทย และบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งจะได้เข้าถึงกิจกรรมขับเคลื่อนศักยภาพ เครือข่ายพันธมิตร การรับรองความเชี่ยวชาญ และเครื่องมือประเมินมาตรฐานที่แปลงกลยุทธ์ระดับสากลให้ใช้ได้จริงในบริบทไทย

 

เครื่องมือหนึ่งที่ TBDN ผลักดันให้สมาชิกนำไปใช้คือ กลุ่มทรัพยากรบุคคลภายในองค์กร (Employee Resource Groups: ERGs) ซึ่งช่วยเปิดพื้นที่ให้พนักงานร่วมค้นหาโอกาสปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวก นโยบาย และประสบการณ์การทำงาน แทนที่จะวัดผลเพียงตัวเลขจ้างงานตามโควตากฎหมาย ซึ่งเป็นกลไกที่ทำให้แนวคิด Disability Confidence ฝังตัวอยู่ในวัฒนธรรมองค์กรอย่างต่อเนื่อง มากกว่าเป็นเพียงโครงการระยะสั้น

 

ดร. อรุณฉัตร ฟูวงศ์เจริญ ผู้อำนวยการ TBDN ระบุว่า “การสร้างความพร้อมเพื่อเปิดรับความหลากหลาย หรือ Disability Confidence ไม่ใช่เรื่องของแผนกทรัพยากรบุคคล หรือเป็นเพียงกิจกรรม CSR อีกต่อไป แต่นี่คือวาระสำคัญในระดับผู้นำองค์กร”

 

ภาพแสดงแนวคิด Disability Confidence เพื่อการเติบโตทางธุรกิจและโอกาสแรงงานไทย โดย TBDN 2

 ดร. อรุณฉัตร ฟูวงศ์เจริญ ผู้อำนวยการ TBDN

 

ด้าน ดีปา บาราที (Deepa Bharati) ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านความเท่าเทียมและการยอมรับความแตกต่างจาก ILO มองว่าการเปิดรับความหลากหลายในที่ทำงานไม่ใช่แค่เรื่องสิทธิมนุษยชน แต่เป็น “กลยุทธ์ทางธุรกิจที่ชาญฉลาด” เนื่องจากบุคลากรกลุ่มนี้คือกลุ่มที่มีศักยภาพสูงและยังรอการเปิดพื้นที่อีกมาก

 

ภาพแสดงแนวคิด Disability Confidence เพื่อการเติบโตทางธุรกิจและโอกาสแรงงานไทย โดย TBDN 3

 ดีปา บาราที ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านความเท่าเทียมและการยอมรับความแตกต่างจาก ILO

 

หลักฐานจากภาคธุรกิจ

 

กรอบแนวคิดนี้ไม่ได้อยู่แค่ในระดับนโยบาย แต่มีตัวเลขรองรับจากสมาชิก TBDN ที่นำไปปฏิบัติจริง IHG Hotels & Resorts Thailand ดำเนินโครงการนำร่องด้านการจ้างงานแบบมีส่วนร่วมในโรงแรม 5 แห่งในกรุงเทพฯ เมื่อปี 2567 ผลลัพธ์พบว่าพนักงาน 71.5% เข้าใจความหลากหลายทางการรับรู้ลึกซึ้งขึ้น ความกังวลเรื่องต้นทุนปรับสภาพแวดล้อมลดจาก 60% เหลือ 36% และผู้จัดการโรงแรม 90% มั่นใจในการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสม พร้อมสร้างชั่วโมงการอบรมและโอกาสจ้างงานกว่า 7,000 ชั่วโมง คุณเคท เกอริทส์ (Kate Gerits) ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ ประเทศไทย ของ IHG ระบุว่าสถานที่ทำงานที่เปิดกว้างคือหัวใจสำคัญในการดึงดูดและรักษาคนเก่งขององค์กร

 

ภาพแสดงแนวคิด Disability Confidence เพื่อการเติบโตทางธุรกิจและโอกาสแรงงานไทย โดย TBDN 4

เคท เกอริทส์ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ ประเทศไทย

 

ขณะที่ PCS Thailand ในเครือ OCS Group หนึ่งในนายจ้างรายใหญ่ที่สุดของไทยด้วยพนักงานกว่า 30,000 คน มองว่าการปรับอาคารและสิ่งอำนวยความสะดวกให้เข้าถึงได้ไม่เพียงตอบโจทย์กฎหมาย แต่ยังเปิดโอกาสทางธุรกิจในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องรองรับสังคมสูงวัย และยกระดับภาพลักษณ์ ESG ในสายตานักลงทุน คุณวรพงศ์ ผดุงเกียรติสกุล กรรมการผู้จัดการ PCS ประเทศไทย กล่าวว่าบริษัทพร้อมออกแบบและปรับบทบาทหน้าที่ให้เหมาะกับพนักงานแต่ละคน โดยไม่จำกัดประชากรศาสตร์หรือข้อจำกัดส่วนบุคคล

 

ภาพแสดงแนวคิด Disability Confidence เพื่อการเติบโตทางธุรกิจและโอกาสแรงงานไทย โดย TBDN 5

วรพงศ์ ผดุงเกียรติสกุล กรรมการผู้จัดการ PCS ประเทศไทย

 

Disability Confidence กรอบคิดสำคัญที่องค์กรเริ่มให้น้ำหนัก

 

เมื่อประกอบตัวเลขผลกระทบทางเศรษฐกิจมหภาค และกรณีศึกษาจากภาคธุรกิจ ภาพที่ปรากฏคือกรอบ Disability Confidence ไม่ใช่ต้นทุนที่ธุรกิจต้องแบกรับ แต่เป็นกลไกที่ช่วยให้องค์กรเข้าถึงบุคลากร ตลาด และมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ยังไม่ถูกใช้อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นประเด็นที่นักลงทุนและองค์กรต่างๆ เริ่มให้น้ำหนักในการประเมินศักยภาพการเติบโตระยะยาวขององค์กร

The post ความพิการไม่ใช่ข้อจำกัด: TBDN ชวนธุรกิจไทยมอง Disability Confidence เป็นกลยุทธ์เพื่อการเติบโต และอนาคตแรงงานไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสิกรไทย-กรุงไทย คาด Fed คงดอกเบี้ยต่อ รอดูผลกระทบความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งใหม่ https://thestandard.co/fed-interest-rate-middle-east-conflict/ Mon, 27 Jul 2026 08:21:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1235584 กสิกรไทย กรุงไทย

กสิกรไทยและกรุงไทยคาด ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จ่อคงอัตรา […]

The post กสิกรไทย-กรุงไทย คาด Fed คงดอกเบี้ยต่อ รอดูผลกระทบความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสิกรไทย กรุงไทย

กสิกรไทยและกรุงไทยคาด ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จ่อคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 28-29 กรกฎาคมนี้ จากเงินเฟ้อที่แม้จะชะลอลง แต่ยังอยู่ระดับสูง หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางปะทุขึ้นอีกครั้ง จนทำให้ราคาพลังงานกลับมาปรับตัวสูง

 

 
 

KResearch คาด Fed คงดอกเบี้ยนัดนี้

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 28-29 กรกฎาคมนี้ เพื่อรอประเมินทิศทางเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กลับมายกระดับขึ้นอีกครั้ง ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานกลับมาปรับสูงขึ้นและอาจกดดันเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า

 

โดยเงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) ในเดือนมิถุนายน 2569 ของสหรัฐฯ ชะลอลงมาอยู่ที่ 3.5% YoY ตามการปรับลดลงของราคาพลังงานหลังสถานการณ์ตะวันออกกลางคลี่คลายลงในช่วงก่อนหน้า ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่ Fed ให้ความสำคัญ ยังคงอยู่เหนือ 3% และสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของ Fed สะท้อนแรงกดดันด้านราคาที่ยังมีความหนืดอยู่

 

ด้านเศรษฐกิจและตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงสะท้อนความแข็งแกร่ง แม้การฟื้นตัวจะมีลักษณะ K-shaped โดยอัตราการว่างงานในเดือนมิถุนายน 2569 ปรับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 4.2% ขณะที่จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ (5-11 กรกฎาคม 2569) ลดลงมากกว่าคาด นอกจากนี้ ยอดค้าปลีกยังขยายตัวได้ดี โดยได้รับแรงหนุนหลักจากการใช้จ่ายของครัวเรือนรายได้สูง

 

อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed ภายใต้ Kevin Warsh มีแนวโน้มยืดหยุ่นมากขึ้น และคาดการณ์ได้ยากขึ้น

 

นอกจากนี้ จากการประชุมครั้งก่อนหน้า Fed ได้ประกาศจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ 5 ชุด (5 Task Forces) เพื่อทบทวนและปฏิรูปกรอบนโยบายการเงินและการสื่อสารของ Fed ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าจะส่งผลให้ทิศทางนโยบายการเงินในระยะข้างหน้าเปลี่ยนแปลงไปดังนี้

 

  • คงดอกเบี้ยสูงยาวนานขึ้น (Higher for longer) จนกว่าจะมั่นใจว่าเงินเฟ้อกำลังกลับสู่เป้าหมาย 2% อย่างยั่งยืน
  • พึ่งพาข้อมูล (Data-dependent) มากขึ้น และลดการใช้นโยบายชี้นำล่วงหน้า (Forward guidance) ส่งผลให้ทิศทางนโยบายคาดการณ์ได้ยากขึ้น
  • ดำเนินนโยบายเชิงรุกต่อเงินเฟ้อ ลดการพึ่งพาข้อมูลย้อนหลัง และพร้อมตอบสนองเชิงรุกต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ (Persistent inflation) อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
  • มุ่งลดขนาดงบดุลในระยะยาว โดยใช้ QT เป็นเครื่องมือหลักในการปรับงบดุลสู่ภาวะปกติ อย่างไรก็ดี คาดว่าการปรับลดงบดุลจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปและขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจ

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.50-3.75% ตลอดช่วงที่เหลือของปี 2569 อย่างไรก็ดี โอกาสที่ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้งในช่วงที่เหลือของปีนี้ยังมีอยู่

 

จับตาโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง หากความขัดแย้งรุนแรงเกินคาด

 

แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะกลับมายกระดับความรุนแรงอีกครั้ง แต่ในกรณีฐาน คาดว่าความขัดแย้งได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ทำให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มผันผวนในกรอบ มากกว่าปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งหากสถานการณ์คลี่คลายลงและการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับสู่ภาวะปกติ ราคาน้ำมันอาจปรับลดลงได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากตลาดยังสะท้อนแนวโน้มอุปทานที่เพิ่มขึ้นควบคู่กับอุปสงค์ที่ชะลอลง

 

อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางรุนแรงกว่าคาดและผลักดันเงินเฟ้อให้สูงกว่าประมาณการ ยังมีโอกาสที่ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้งในช่วงที่เหลือของปีนี้ เนื่องจาก Fed ภายใต้การนำของ Kevin Warsh มีแนวโน้มให้น้ำหนักกับการรักษาเสถียรภาพด้านราคาเป็นสำคัญ ท่ามกลางเศรษฐกิจและตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ยังคงแข็งแกร่ง

 

กรุงไทยคาด Fed คงดอกเบี้ยไม่เอกฉันท์

 

Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินว่า คณะกรรมการ FOMC อาจมีมติไม่เอกฉันท์ให้คงดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 28-29 กรกฎาคมนี้ จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความร้อนแรงขึ้น และส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น

 

โดยผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา ถ้อยแถลงของประธาน FED ในช่วง Press Conference เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED (แม้อาจไม่ได้มีการเปิดเผย ข้อมูลมากนัก ไม่ต่างกับ Statement ผลการประชุม FOMC ที่อาจสั้นลงเช่นเดียวกับการประชุมในเดือนมิถุนายน)

 

นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ ทั้ง อัตราเงินเฟ้อ PCE อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที 2 ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) และ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Conference Board Consumer Confidence) พร้อมทั้งรอติดตาม พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

 

แม้ล่าสุดทั้งฝั่งสหรัฐฯ และอิหร่านได้หยุดการโจมตีตอบโต้ อีกทั้งเริ่มมีกระแสข่าวว่า ทั้งสองฝ่ายเริ่มกลับมาเจรจาหยุดยิงอีกครั้ง ทำให้ราคาพลังงานอย่างราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาปรับตัวลงแรงในช่วงเช้าตรู่ของวันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม รวมถึงรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้ เนื่องจากจะมีการรายงานผลประกอบการจากบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ และหุ้นธีม AI/Semiconductor พอสมควร

 

จับตาแรงหนุน Second Round Inflation มีมากขึ้น

 

Krungthai GLOBAL MARKETS กังวลว่า เงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจได้แรงหนุนในลักษณะ ‘เงินเฟ้อรอบสอง’ (Second Round Inflation) มากขึ้น หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น จนส่งผลให้ราคาพลังงานทรงตัวที่ระดับสูง เช่น ราคา น้ำมันดิบอยู่เหนือโซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นานเกิน 2 เดือน

 

แม้จะยังไม่เห็นสัญญาณของการเกิด Wage-Price spiral ที่ชัดเจน ทว่า Fed อาจมีความจำเป็นต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยบ้าง เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อก่อนที่จะยากต่อการแก้ไข ทำให้ Fed มีโอกาสเดินหน้า ขึ้นดอกเบี้ยถึง 3 ครั้ง สู่ระดับ 4.25-4.50% (Mid 4.375%) สอดคล้องกับคาดการณ์ของเจ้าหน้าที่ Fed ที่มีความ Hawkish ที่สุดใน Dot Plot เดือนมิถุนายน

The post กสิกรไทย-กรุงไทย คาด Fed คงดอกเบี้ยต่อ รอดูผลกระทบความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
59 ปียังยิงประตูได้ ‘คิง คาซู’ ดูแลร่างกายอย่างไร? https://thestandard.co/king-kazu-football-body-care/ Mon, 27 Jul 2026 08:14:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1235580 คาซูโยชิ มิอุระ หรือ คิง คาซู นักฟุตบอลอาชีพวัย 59 ปี

อายุ 59 ปี สำหรับหลายคนอาจเป็นวัยเกษียณ   แต่ไม่ใช […]

The post 59 ปียังยิงประตูได้ ‘คิง คาซู’ ดูแลร่างกายอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
คาซูโยชิ มิอุระ หรือ คิง คาซู นักฟุตบอลอาชีพวัย 59 ปี

อายุ 59 ปี สำหรับหลายคนอาจเป็นวัยเกษียณ

 

แต่ไม่ใช่กับ คาซูโยชิ มิอุระ หรือ ‘คิง คาซู’ ชายที่ยังคงก้าวลงสู่สังเวียน และเพิ่งยิงประตูให้ Fukushima United ในศึก Emperor’s Cup ได้สำเร็จ

 

ประตูนี้ไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา หากเป็นผลลัพธ์ของการเคี่ยวกรำดูแลร่างกายและวินัยอันแข็งแกร่งที่เขาทำต่อเนื่องมานานหลายทศวรรษ

 

และนี่คือเบื้องหลังวิธีคิดและการดูแลตัวเอง ที่ทำให้หนึ่งในนักเตะอาชีพที่อายุมากที่สุดในโลก ยังคงยืนหยัดผงาดอยู่บนผืนหญ้าได้จนถึงวันนี้…

 

คาซูโยชิ มิอุระ หรือ คิง คาซู นักฟุตบอลอาชีพวัย 59 ปี 1คาซูโยชิ มิอุระ หรือ คิง คาซู นักฟุตบอลอาชีพวัย 59 ปี 2คาซูโยชิ มิอุระ หรือ คิง คาซู นักฟุตบอลอาชีพวัย 59 ปี 3คาซูโยชิ มิอุระ หรือ คิง คาซู นักฟุตบอลอาชีพวัย 59 ปี 4คาซูโยชิ มิอุระ หรือ คิง คาซู นักฟุตบอลอาชีพวัย 59 ปี 5คาซูโยชิ มิอุระ หรือ คิง คาซู นักฟุตบอลอาชีพวัย 59 ปี 6คาซูโยชิ มิอุระ หรือ คิง คาซู นักฟุตบอลอาชีพวัย 59 ปี 7คาซูโยชิ มิอุระ หรือ คิง คาซู นักฟุตบอลอาชีพวัย 59 ปี 8

 

อ้างอิง

 

The post 59 ปียังยิงประตูได้ ‘คิง คาซู’ ดูแลร่างกายอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
การดียื่นข้อเรียกร้องถึง รมว. ดีอี ขอให้ยุติโครงการ TH-AI Passport หวังสร้างความโปร่งใสยั่งยืน https://thestandard.co/karndee-de-thai-ai-passport-cancel/ Mon, 27 Jul 2026 07:49:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1235568 การดี เลียวไพโรจน์ สส. พรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวประเด็นโครงการ TH-AI Passport

การดี เลียวไพโรจน์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคปร […]

The post การดียื่นข้อเรียกร้องถึง รมว. ดีอี ขอให้ยุติโครงการ TH-AI Passport หวังสร้างความโปร่งใสยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
การดี เลียวไพโรจน์ สส. พรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวประเด็นโครงการ TH-AI Passport

การดี เลียวไพโรจน์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมคณะ เดินทางเข้ายื่นหนังสือเปิดผนึกถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) เพื่อขอให้พิจารณาดำเนินการแก้ไขหรือยกเลิกโครงการดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นการดำเนินการเพื่อปกป้องภาษีของประชาชน

 

และเพื่อให้การพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของประเทศเกิดประโยชน์สูงสุด ดร.การดีได้เสนอข้อสังเกต 5 ประเด็นเพื่อให้ทางกระทรวงนำไปพิจารณา

 

  • กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งพบความเร่งรัดในการอนุมัติโครงการ มีการแก้ไขเงื่อนไขสำคัญในเอกสารประกวดราคา (TOR) ในช่วงรัฐบาลรักษาการ รวมถึงการกำหนดเงื่อนไขที่อาจเอื้อประโยชน์แก่ผู้รับจ้างเฉพาะกลุ่ม โดยมีการเสนอให้ตรวจสอบกระบวนการดังกล่าวอย่างโปร่งใสก่อนขั้นตอนการตรวจรับหรือเบิกจ่ายงบประมาณ
  • ความคุ้มค่าและคุณภาพของระบบ โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อมอบสิทธิ์การใช้งาน AI ระดับมืออาชีพ (Pro หรือ Premium) แก่ประชาชน 5 ล้านคน แต่จากการทดสอบระบบโปรแกรม Generative AI (Ai Pass) กลับพบว่ามีคุณภาพต่ำกว่าโปรแกรมที่เปิดให้ใช้งานฟรีทั่วไปในปัจจุบัน

 

เมื่อเปรียบเทียบกับโครงการของสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (OKMD) ที่ใช้งบประมาณ 2.4 ล้านบาทแต่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้ใกล้เคียงกัน จึงเกิดการตั้งข้อสังเกตว่าการใช้งบประมาณ 1,621 ล้านบาทในโครงการนี้เป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า และไม่เกิดการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรมทิ้งไว้หลังจบโครงการ

 

  • ความไม่โปร่งใสในเกณฑ์การจ่ายเงินตามการใช้งานจริง (Pay per Use หรือ Pay per Active User) โดยระบุว่ายังขาดความชัดเจนในเกณฑ์การนับจำนวนหน่วย (Token) นิยามของ Active User การตรวจสอบผู้ใช้งานจริง และราคากลางต่อหน่วย หากไม่มีระบบตรวจสอบที่รัดกุมอาจนำไปสู่การเบิกจ่ายเกินจริงและการทุจริตเชิงนโยบาย จึงจำเป็นต้องระบุรายละเอียดให้เกิดการตรวจสอบได้ในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างฉบับปรับปรุง
  • การขัดต่อเงื่อนไข TOR และผลกระทบต่ออธิปไตยทางข้อมูล ข้อกำหนด TOR ข้อ 2.2 ระบุให้จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลและพฤติกรรมการใช้งานภายในประเทศไทย แต่ในการปฏิบัติจริงเมื่อเรียกใช้โมเดลต่างชาติ ข้อมูลจะถูกส่งไปประมวลผลบนเซิร์ฟเวอร์ในต่างประเทศ ซึ่งขัดต่อเงื่อนไขและกระทบต่อความมั่นคงของประเทศในระยะยาว

 

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาตาม TOR ข้อ 4.2.2.1 ที่ระบุให้ระบบ Generative AI มีคุณสมบัติระดับ Pro หรือ Premium อย่างน้อย 8 ผลิตภัณฑ์ แต่ระบบ Ai Pass ที่นำมาทดสอบกลับมีคุณสมบัติด้อยกว่า

 

ประเด็นสุดท้ายคือโครงการขาดตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ที่ชัดเจนและวัดผลได้จริงในเรื่องการยกระดับทักษะ AI ของคนไทย ทำให้การลงทุนในโครงการขาดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์

 

สำหรับการดำเนินการยกเลิกโครงการ ดร.การดีระบุว่าสามารถทำได้ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มาตรา 97 ที่เปิดช่องให้หน่วยงานภาครัฐสามารถแก้ไขข้อตกลงในสัญญาเพื่อประโยชน์สาธารณะ

 

ประกอบกับข้อสงวนสิทธิ์ในสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง (TOR) ข้อ 15.4 ที่ระบุให้ภาครัฐสามารถปรับปรุงขอบเขตงาน ลดวงเงิน หรือยกเลิกโครงการได้ หากเห็นว่ากระทบต่อประโยชน์สาธารณะ โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือค่าปรับแก่แผ่นดิน

 

ดร.การดีระบุในช่วงท้ายว่า การยื่นหนังสือและข้อสังเกตในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อร่วมกันปกป้องงบประมาณจากภาษีประชาชน และเพื่อให้มั่นใจว่าการใช้งบประมาณจะมีความคุ้มค่าสำหรับการสร้างอนาคตด้านเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ของประเทศ

The post การดียื่นข้อเรียกร้องถึง รมว. ดีอี ขอให้ยุติโครงการ TH-AI Passport หวังสร้างความโปร่งใสยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. ไฟเขียวเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ทหารเออร์ลี่รีไทร์ ก่อนกำหนด คาดสูญรายได้ 120 ล้านบาท https://thestandard.co/cabinet-tax-military-early-retirement/ Mon, 27 Jul 2026 07:41:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1235564 ภาพกราฟิกแสดงข้อความ ครม. เคาะเว้นภาษีทหารเออร์รี่รีไทน์ หวังประหยัดงบระยะยาว

วันนี้ (27 กรกฎาคม) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนั […]

The post ครม. ไฟเขียวเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ทหารเออร์ลี่รีไทร์ ก่อนกำหนด คาดสูญรายได้ 120 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข้อความ ครม. เคาะเว้นภาษีทหารเออร์รี่รีไทน์ หวังประหยัดงบระยะยาว

วันนี้ (27 กรกฎาคม) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้กับนายทหารที่สมัครใจเข้าโครงการเกษียณก่อนกำหนด ของกระทรวงกลาโหม ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568-2570

 

โดยเงินที่จะได้รับการยกเว้นภาษีจะครอบคลุมทั้งเงินช่วยเหลือที่เป็นเงินก้อน จากกระทรวงกลาโหม และเงินหรือผลประโยชน์ที่ได้รับจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เมื่อออกจากราชการ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้รับเงินเต็มเม็ดเต็มหน่วย และช่วยลดภาระภาษีในช่วงเปลี่ยนผ่าน

 

สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่จะเข้าร่วมโครงการได้ จะต้องเป็นข้าราชการทหารชั้นยศ พันเอก นาวาเอก และนาวาอากาศเอก ขึ้นไป ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป มีเวลาราชการไม่น้อยกว่า 25 ปี และยังเหลือเวลาราชการอยู่อย่างน้อย 2 ปี ซึ่งผู้ที่เข้าเกณฑ์จะได้รับเงินช่วยเหลือเป็นเงินก้อนประมาณ 7 ถึง 10 เท่า ของเงินเดือนสุดท้าย รวมกับเงินประจำตำแหน่ง

 

ลลิดาย้ำว่า มาตรการนี้สอดคล้องกับแผนปรับขนาดกำลังพลของกระทรวงกลาโหม ที่ต้องการลดความคับคั่งของนายทหารระดับสูง และช่วยประหยัดงบประมาณด้านบุคลากรของรัฐในระยะยาว

 

แม้กระทรวงการคลังจะประเมินว่า การเว้นภาษีครั้งนี้จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีประมาณ 40 ล้านบาทต่อปี หรือรวมราวๆ 120 ล้านบาท ตลอด 3 ปี แต่ก็ถือว่าคุ้มค่า เพราะช่วยสร้างแรงจูงใจให้การปรับโครงสร้างกองทัพบรรลุผลตามเป้าหมาย

The post ครม. ไฟเขียวเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ทหารเออร์ลี่รีไทร์ ก่อนกำหนด คาดสูญรายได้ 120 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานรัฐสภานำกิจกรรมจิตอาสา ขึ้นเครนตัดแต่งใบไม้ ปรับปรุงภูมิทัศน์ https://thestandard.co/parliament-president-volunteer-crane-trimming/ Mon, 27 Jul 2026 06:47:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1235551 โสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ขึ้นเครนตัดแต่งต้นไม้ในกิจกรรมจิตอาสา

วันนี้ (27 กรกฎาคม) โสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธาน […]

The post ประธานรัฐสภานำกิจกรรมจิตอาสา ขึ้นเครนตัดแต่งใบไม้ ปรับปรุงภูมิทัศน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ขึ้นเครนตัดแต่งต้นไม้ในกิจกรรมจิตอาสา

วันนี้ (27 กรกฎาคม) โสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในพิธีโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

ดูภาพข่าว 

เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

 

ในช่วงเช้า โสภณพร้อมด้วยรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้บริหาร ข้าราชการ และลูกจ้าง ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์และถวายภัตตาหารเช้าพระสงฆ์ 10 รูป ถวายพระราชกุศล

 

จากนั้น โสภณเปิดโครงการเฉลิมพระเกียรติ ถวายพระพรชัยมงคล ที่ลานพระบรมราชาอนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการลงนามถวายพระพรชัยมงคล พร้อมกล่าวคำปฏิญาณจิตอาสาพระราชทาน

 

โสภณได้นำถวายสัตย์ปฏิญาณ เพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน โดยกล่าวคำปฏิญาณอย่างพร้อมเพรียงด้วยคำว่า “เราทำ ความดี ด้วยหัวใจ”

 

ต่อด้วยกิจกรรมจิตอาสา ‘ทำความดี ด้วยหัวใจ เทิดไท้องค์ราชันย์’ ร่วมบำเพ็ญสาธารณประโยชน์โดยรอบอาคารรัฐสภา

 

ช่วงหนึ่ง โสภณได้ร่วมตัดหญ้า รดน้ำต้นไม้ รวมถึงขึ้นรถเครน เพื่อไปตัดแต่งใบต้นตาล เก็บใบที่แห้งทิ้ง เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์และรักษาความสะอาดรอบบริเวณอาคารรัฐสภาให้มีความเรียบร้อยสวยงาม

 

ทั้งนี้ ช่วงบ่ายเวลา 13.00 น. รัฐสภามีกิจกรรมเสวนา ‘สถาบันพระมหากษัตริย์กับสังคมไทย’ และในเวลา 15.00 น. จะมีการจัดกิจกรรมปฏิบัติธรรมและสวดมนต์ถวายพระพรชัยมงคล

 

 

โสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ขึ้นเครนตัดแต่งต้นไม้ในกิจกรรมจิตอาสา 1โสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ขึ้นเครนตัดแต่งต้นไม้ในกิจกรรมจิตอาสา 2โสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ขึ้นเครนตัดแต่งต้นไม้ในกิจกรรมจิตอาสา 3โสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ขึ้นเครนตัดแต่งต้นไม้ในกิจกรรมจิตอาสา 4โสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ขึ้นเครนตัดแต่งต้นไม้ในกิจกรรมจิตอาสา 5โสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ขึ้นเครนตัดแต่งต้นไม้ในกิจกรรมจิตอาสา 6โสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ขึ้นเครนตัดแต่งต้นไม้ในกิจกรรมจิตอาสา 7โสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ขึ้นเครนตัดแต่งต้นไม้ในกิจกรรมจิตอาสา 8โสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ขึ้นเครนตัดแต่งต้นไม้ในกิจกรรมจิตอาสา 9

The post ประธานรัฐสภานำกิจกรรมจิตอาสา ขึ้นเครนตัดแต่งใบไม้ ปรับปรุงภูมิทัศน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ไม่กังวล รำคาญ-สมเพช ปมฮั้ว สว. รับไปพูลแมนเป็นเรื่องปกติ https://thestandard.co/anutin-senate-collusion-pullman/ Mon, 27 Jul 2026 06:43:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1235538 อนุทิน ชาญวีรกูล ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วันนี้ (27 กรกฎาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล น […]

The post อนุทิน ไม่กังวล รำคาญ-สมเพช ปมฮั้ว สว. รับไปพูลแมนเป็นเรื่องปกติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วันนี้ (27 กรกฎาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึง คดีฮั้ว สว. ที่ฝ่ายค้านเปิดข้อมูลเพิ่มเติมล่าสุดว่าจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาลหรือไม่ว่า เสถียรภาพรัฐบาลจะยิ่งแน่นขึ้น เพราะมั่นใจซึ่งกันและกันว่าไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้

 

สว. เป็นกลไกของระบอบรัฐสภา ทำหน้าที่ตรวจสอบและออกกฎหมาย ไม่มีความจำเป็นใดที่รัฐบาลจะต้องไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ต่างคนต่างให้เกียรติซึ่งกันและกัน หากเรียกไปตอบกระทู้ก็ต้องไป เหมือนกับสภาผู้แทนราษฎรทุกอย่าง ความพยายามทั้งหลายก็ว่าไปตามกฎหมาย รัฐบาลหรือผู้ที่ถูกกล่าวหา เช่น ตน หากมีคนกล่าวหา เขาไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ หากมีหน่วยงานของรัฐที่อยู่ภายใต้กฎหมายสอบถามมา ตนก็ให้การชี้แจง ทุกอย่างครบทุกประเด็น

 

เมื่อถามถึงกรณีมีหน่วยงานใดเชิญไปชี้แจงแล้วหรือไม่ อนุทินกล่าวว่า ไม่มีใครเชิญไป ตนได้ให้การเป็นลายลักษณ์อักษรตั้งปีกว่าแล้ว

 

ส่วนการฟ้องร้องยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ (iLaw) ในฐานะส่วนตัว อนุทินกล่าวว่า ได้ดำเนินการตามสิทธิที่มีอยู่ โดยให้ทนายความไปหาข้อมูลประกอบคำฟ้อง จะมาบังคับให้ตนไปฟ้องวันนี้หรือวันนั้นไม่ได้ เพราะมีทนายความดูแล ไม่ได้เขียนเอง เพราะหากเขียนเองจะยิ่งช้า

 

ส่วนจะมีการตั้งวอร์รูมสู้หรือไม่ อนุทินปฏิเสธว่า ไม่มี จะตั้งวอร์รูมสู้ไปทำไมในเรื่องพวกนี้ เพราะไม่เกี่ยวข้อง

 

เมื่อถามย้ำว่า กรณีหากมีการอภิปรายเรื่องนี้ ซึ่งประชาชนให้ความสนใจ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เรื่องนี้เริ่มมาตั้งแต่ปีที่แล้ว หลังมีเรื่องมีราว ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น และไม่เห็นมีอะไรที่เร็ว ตนว่าช้าจะตาย

 

เมื่อถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าประเด็นนี้จะไม่ทำให้พรรคภูมิใจไทยหล่นลงมาจากการเป็นรัฐบาล อนุทินกล่าวว่า ตนไม่ได้เป็นผู้พิพากษา แต่หากถามกันตรง ๆ พรรคภูมิใจไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

 

คนที่เป็นตัวแทนของพรรคภูมิใจไทย ตนเองเคยบอกผู้สื่อข่าวเมื่อปีที่แล้วว่า ได้ออกหนังสือแจ้งเตือนในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ไม่ให้ลูกพรรคเกี่ยวข้องหรือข้องแวะใด ๆ กับเรื่องการเลือก สว. เพราะพรรคไม่เกี่ยวข้องใดๆ และหนังสือนั้นยังอยู่ แต่ผู้สื่อข่าวไม่ได้ทำหนังสือดังกล่าวมาเผยแพร่ให้ประชาชน มัวแต่ไปถามคนโน้นคนนี้ และนำมาทำเป็นเรื่องเป็นราว

 

เมื่อถามว่าจะนำหนังสือดังกล่าวออกมาย้ำหรือไม่ อนุทินกล่าวว่า ได้ เพราะไม่ได้เป็นความลับ และรู้อยู่แล้วว่าหากมีเรื่องขึ้นมาก็ต้องนำมาเผยแพร่

 

เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรีเคยไปโรงแรมพูลแมนหรือไม่ อนุทินกล่าวว่า อยู่โรงแรมพูลแมนเป็นประจำอยู่แล้ว ต้องถามว่าวันไหนที่ไม่ได้ไป อย่าถามว่าตนไปวันไหน เพราะอยู่ตรงนั้นมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ก่อนที่จะเป็นรองนายกรัฐมนตรีด้วยซ้ำ เทปันยากิอร่อย บุฟเฟต์ก็ดี คุ้มราคา

 

เมื่อถามย้ำว่า มีคนเชื่อมโยงว่านายกรัฐมนตรีอยู่ร่วมในวงที่มีผู้สมัคร สว. ด้วย อนุทินกล่าวว่า ก็ตนบอกว่าต้องไปถามว่า ทำไมต้องไปวันนั้น โรงแรมพูลแมนมีวันไหนที่ตนไม่ได้ไป ตนไปใช้บริการสปาตั้งแต่เขาเปิด

 

เมื่อถามว่า วันที่มีการรวมตัวกัน ได้ไปทักทายจนทำให้เกิดความเข้าใจผิดหรือไม่ อนุทินกล่าวว่า ตนทักทุกคน เพราะนั่งทานกาแฟอยู่ตรงล็อบบี้ ตั้งแต่ยังไม่มีตำแหน่ง แต่ตอนนี้คงไปนั่งทานไม่ได้แล้ว เพราะ รปภ. ไม่ยอมให้นั่ง พร้อมย้ำว่าไม่ทราบว่ามีการรวมตัวกัน ตนเจอใครตั้งเยอะแยะ สื่อมวลชนก็เจอ

 

ส่วนได้เจอใครที่เป็น สว. ชุดปัจจุบันหรือไม่ อนุทินกล่าวว่า เพียบ โรงแรมนี้เหมือนโรงแรมสมัยก่อนแถวพญาไท ราชเทวี รุ่นพ่อ ที่อยู่กันทั้งวัน เช้าก็อยู่ เที่ยงก็อยู่ เย็นก็อยู่สลับกัน ร้านอาหารญี่ปุ่น อิตาเลียน ร้านอาหารจีน ร้านบุฟเฟต์ เป็นเรื่องปกติ มันไม่มีอะไรแสดงออก

 

เมื่อถามว่าแสดงว่า ไม่มีอะไรในกอไผ่ใช่หรือไม่ อนุทินกล่าวว่า ตรงนั้นไม่มีกอไผ่

 

เมื่อถามว่าไม่สามารถนำเรื่องนี้มาเชื่อมโยงกับคดีฮั้ว สว. ได้ใช่หรือไม่ อนุทินกล่าวว่า ถ้าถามตนก็บอกว่าไม่สามารถ เพราะมันไม่เกี่ยว

 

เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่าปรากฏตัวอยู่ในวงเจรจาที่เกี่ยวกับเรื่องเลือก สว. อนุทินกล่าวว่า ไม่มีครับ ตนเจอคนเป็นหมื่นเป็นพันคน ทุกวันนี้มีแต่คนเข้ามาขอถ่ายรูป ไม่เคยเดินไปขอใคร และก็นับคะแนนจากตรงนี้ ใครมาขอถ่ายรูปก็ให้ถ่ายทุกคน ตนคิดว่าอย่างน้อยก็ได้คะแนนครึ่งคะแนน มันเป็นประโยชน์สำหรับตัวตน

 

เมื่อถามว่า ในเวทีฝ่ายค้านที่เปิดเรื่องฮั้ว สว. เพิ่มเมื่อวาน มีการเปิดเผยข้อมูลว่าอดีตที่ปรึกษา อนุทินให้ผู้สมัคร สว. เซ็นใบลาออกล่วงหน้า เพื่อการันตีตำแหน่ง อนุทินย้อนถามว่า “ใคร”

 

พร้อมระบุว่า หากจะต้องมีการลาออกไปลงสมัคร สส. สว. ก็เป็นเรื่องปกติที่ต้องมาลาจากตน หากไม่ออกจะขาดคุณสมบัติ เรื่องนี้จึงไม่ใช่ประเด็น หากใครมาลาออกก็ให้ออก ไม่เคยดึงให้ใครอยู่ เพราะหากคิดออกแล้วก็มีส่วนไม่อยากทำงานแล้ว ตนก็ให้ออกทั้งนั้น

 

เมื่อถามว่ามีผู้จะไปร้องเรียนจนอาจถึงขั้นยุบพรรคภูมิใจไทย กังวลหรือไม่ อนุทินกล่าวว่า ไม่ได้กังวลอะไร เพราะไม่ได้ทำอะไร แต่รำคาญ สมเพช

The post อนุทิน ไม่กังวล รำคาญ-สมเพช ปมฮั้ว สว. รับไปพูลแมนเป็นเรื่องปกติ appeared first on THE STANDARD.

]]>