News – THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 25 May 2026 12:33:58 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เปิดเบื้องหลังดีลใหญ่ Continental เทหมื่นล้าน ขยายฐานผลิตในไทย เมื่อคลื่น EV กำลังดันระยองสู่ Mega Plant ระดับโลก https://thestandard.co/continental-thailand-rayong-mega-plant-ev/ Mon, 25 May 2026 12:33:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1210782 คริสเตียน เคิทซ์ ซีอีโอ Continental ให้สัมภาษณ์พร้อมภาพโรงงานยาง

ท่ามกลางการแข่งขันดึงดูดการลงทุนที่เข้มข้นทั่วโลก ประเท […]

The post เปิดเบื้องหลังดีลใหญ่ Continental เทหมื่นล้าน ขยายฐานผลิตในไทย เมื่อคลื่น EV กำลังดันระยองสู่ Mega Plant ระดับโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
คริสเตียน เคิทซ์ ซีอีโอ Continental ให้สัมภาษณ์พร้อมภาพโรงงานยาง

ท่ามกลางการแข่งขันดึงดูดการลงทุนที่เข้มข้นทั่วโลก ประเทศไทยยังคงได้รับความเชื่อมั่นจากบริษัทระดับโลกเข้ามาตั้งฐานผลิต ล่าสุด คอนติเนนทอล (Continental) ผู้ผลิตยางรถยนต์ระดับโลก สัญชาติเยอรมัน เดินหน้าขยายการลงทุนโรงงานระยอง พร้อมปั้นสู่ ‘Mega Plant’ ระดับโลก

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

คริสเตียน เคิทซ์ ซีอีโอ Continental ให้สัมภาษณ์พร้อมภาพโรงงานยาง 1

 

เบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้ ไม่ได้สะท้อนเพียงศักยภาพของไทยในฐานะ ‘Detroit of Asia’ อุตสาหกรรมยานยนต์ เท่านั้น แต่ยังสะท้อนยุทธศาสตร์ใหม่ของ Continental ในการรับมือโลกธุรกิจยุคผันผวน ผ่านแนวคิด ‘ใกล้ตลาด ใกล้วัตถุดิบ’ เพื่อลดความเสี่ยงทั้งซัพพลายเชน โลจิสติกส์ และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics)

 

‘ระยอง’ คือฮับยุทธศาสตร์เอเชียแปซิฟิก

 

THE STANDARD WEALTH ร่วมสัมภาษณ์ คริสเตียน เคิทซ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร คอนติเนนทอล พร้อมเยี่ยมชมโรงงาน เฟส 2 โดย คริสเตียน เกริ่นนำก่อนเข้าสู่การสนทนาว่า ฐานการผลิตที่จังหวัดระยอง การเปิดโรงงานระยอง เฟสสอง ในครั้งนี้ เป็นหัวใจสำคัญการผลิตของคอนติเนนทอลระดับโลก ‘Production Hub’

 

ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับคอนติเนนทอลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รองรับตลาดทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

 

ปัจจุบัน รายได้ราว 15% ของ Continental ทั่วโลกมาจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แต่บริษัทมองว่าความต้องการในภูมิภาคนี้ยังมีศักยภาพเติบโตได้อีกมาก โดยเฉพาะจากกระแสรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถ SUV ที่ขยายตัวต่อเนื่อง

 

ฉะนั้น การลงทุนเฟส 2 ครั้งนี้ จึงมีมูลค่ากว่า 300 ล้านยูโร หรือราว 13,000 ล้านบาท เป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มกำลังการผลิตยางรถยนต์ส่วนบุคคลและยางรถกระบะ เพิ่มอีกกว่า 3 ล้านเส้นต่อปี พร้อมเพิ่มศักยภาพยางพรีเมียม เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง ระบบภายในที่ใช้ AI และระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ

 

คริสเตียน เคิทซ์ ซีอีโอ Continental ให้สัมภาษณ์พร้อมภาพโรงงานยาง 2

 

สูตรรับมือโลกผันผวน ‘ผลิตใกล้ตลาด-ใกล้วัตถุดิบ’

 

คริสเตียน เคิทซ์ บอกอีกว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โลกธุรกิจต้องเผชิญทั้งโควิด-19 วิกฤตซัพพลายเชน ปัญหาขนส่งทางเรือ และความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนโลจิสติกส์และราคาพลังงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

“การตั้งฐานการผลิตในไทยช่วยลดความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะโรงงานระยองตั้งอยู่ใกล้ทั้งตลาดปลายทางและแหล่งวัตถุดิบสำคัญในภูมิภาค เมื่อเทียบกับการส่งสินค้าจากยุโรป บริษัทสามารถลดระยะทางขนส่ง ลดความซับซ้อนซัพพลายเชน และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากเส้นทางเดินเรือที่ไม่แน่นอน ที่เป็นเส้นทางอ้อมทวีปแอฟริกาได้ เช่น ทะเลแดง”

 

อีกทั้งแม้ราคาน้ำมันจะผันผวน แต่ผลกระทบต่อบริษัทในด้านโลจิสติกส์ยังน้อยกว่า ด้วยการปรับแนวทางบริหารแบบ Lean และ Flexible เป็นหัวใจสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านราคาในระยะยาว

 

เน้นผลิตส่งออก ป้อนตลาดในไทยราว 10%

 

แม้ประเทศไทยจะเป็นตลาดสำคัญ แต่ Continental มองว่า ปัจจุบันสัดส่วนการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศยังมีไม่ถึง 10% ของกำลังการผลิตทั้งหมด ขณะที่ส่วนใหญ่ยังคงมุ่งเน้นการส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

 

“ด้วยแนวโน้มความต้องการยางรถยนต์พรีเมียมในภูมิภาคที่ยังเติบโตสูง บริษัทเชื่อว่า สัดส่วนการผลิตเพื่อการส่งออกจะยังคงเป็น ‘แกนหลัก’ ของโรงงานระยองต่อไปในอนาคต”

 

รับคลื่น EV โตแรงในไทย

 

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Continental เดินหน้าลงทุนในไทย คือการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถ SUV

 

โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่า ประเทศไทยมีรถยนต์จดทะเบียนสะสมกว่า 20 ล้านคัน และมีรถยนต์ไฟฟ้าบนท้องถนนแล้วกว่า 1 ล้านคัน หรือคิดเป็นประมาณ 5% ของรถทั้งหมด ขณะที่รถ SUV และรถกระบะยังครองสัดส่วนสูงถึง 70% ของตลาดรถยนต์ไทย

 

Continental จึงเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์รองรับตลาดดังกล่าว จากปัจจุบันที่ผลิตยางล้อพรีเมียม MaxContact MC7  เพื่อตอบโจทย์ EV โดยเฉพาะ ยังพัฒนาทั้ง UltraContact UX7 และ CrossContact AT2 สำหรับรถ SUV และรถออฟโรด รวมถึงการเริ่มผลิตยาง PremiumContact ภายในโรงงานระยอง

 

ขณะเดียวกัน ปัจจุบัน Continental เป็นผู้จัดหายางให้กับรถยนต์ EV ถึง 7 ใน 10 รุ่นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก สะท้อนบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่

 

คริสเตียน เคิทซ์ ซีอีโอ Continental ให้สัมภาษณ์พร้อมภาพโรงงานยาง 3

 

เปิดไลน์ผลิต ‘ยางเรเดียลมอเตอร์ไซค์’ เป็นทางการในไทย

 

นอกจากยางรถยนต์ Continental ยังประกาศเริ่มสายการผลิต ‘ยางรถจักรยานยนต์แบบเรเดียล’ ภายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อรองรับตลาดรถมอเตอร์ไซค์สมรรถนะสูงที่เติบโตต่อเนื่อง

 

“ผมมองว่ารถจักรยานยนต์ยุคใหม่มีขนาดเครื่องยนต์และสมรรถนะสูงขึ้น ผู้บริโภคจึงให้ความสำคัญกับการยึดเกาะ การทรงตัว และความปลอดภัยมากขึ้น การผลิตยางเรเดียลในไทยจึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการตอบโจทย์ตลาดพรีเมียมภูมิภาคด้วย”

 

ปรับองค์กรสู่ ‘Pure Play Tire Company’

 

ควบคู่กับการขยายการลงทุนของ Continental ยังเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ ด้วยการแยกธุรกิจ Automotive, ContiTech และ Tires ออกจากกัน เพื่อมุ่งสู่การเป็น ‘Pure Play Tire Company’ หรือบริษัทที่มุ่งเน้นธุรกิจยางรถยนต์โดยเฉพาะ

 

“โลกธุรกิจยุคใหม่ต้องการองค์กรที่คล่องตัว ตัดสินใจเร็ว และปรับตัวได้ไวกว่าเดิม องค์กรขนาดใหญ่ที่มีโครงสร้างซับซ้อนอาจเผชิญข้อจำกัดในการแข่งขันมากขึ้น บริษัทที่มีจุดโฟกัสชัดเจน มีความยืดหยุ่น และเคลื่อนตัวได้เร็ว จะรับมือกับโลกยุคใหม่ได้ดีกว่า” ผู้บริหาร Continental กล่าว

 

คริสเตียน เคิทซ์ ซีอีโอ Continental ให้สัมภาษณ์พร้อมภาพโรงงานยาง 4

 

ดัน ‘ระยอง’ สู่ Mega Plant ระดับโลก

 

ขณะที่ เป้าหมายสำคัญในระยะถัดไป คือการผลักดันโรงงานระยองสู่ Mega Plant เช่นเดียวกับฐานการผลิตหลักของ Continental ทั่วโลก ซึ่งหมายถึงโรงงานที่มีกำลังการผลิตระดับ 15-18 ล้านเส้นต่อปี

 

ปัจจุบันกว่า 80% ของกำลังการผลิตทั่วโลกของ Continental มาจาก Mega Plant ซึ่งช่วยเพิ่มทั้งประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่น และความแข็งแกร่งของซัพพลายเชน

 

การขยายโรงงานระยองจึงไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มกำลังผลิต แต่สะท้อนถึงการวางไทยให้เป็น ‘ฐานยุทธศาสตร์’ สำคัญของ Continental ในโลกธุรกิจยุคใหม่ ที่การแข่งขันไม่ได้วัดกันแค่ต้นทุน แต่รวมถึงความเร็ว ความยืดหยุ่น และความสามารถในการรับมือความเสี่ยงระดับโลกด้วย

 

เจาะดีมานด์กลุ่มยางสปอร์ต ยางรถ SUV

 

ดาลิบอร์ คาลินา ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจยางรถยนต์ของคอนติเนนทอล ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวเสริมว่า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นหนึ่งในตลาดที่โตรวดเร็ว และมีความสำคัญเชิงกลยุทธ์บริษัท จึงมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มยางสมรรถนะสูงพิเศษ หรือ Ultra-High-Performance โดยเฉพาะกลุ่มยางสปอร์ตและยางสำหรับรถยนต์ SUV ที่กำลังเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

 

วิกเนซ เดวาเสนาพาที ผู้จัดการโรงงาน คอนติเนนทอล ไทร์ส (ประเทศไทย) กล่าวทิ้งท้ายว่า การขยายกำลังการผลิตครั้งนี้เป็นส่วน หนึ่งภายใต้ความร่วมมือกับจังหวัดระยองที่สร้างงานเพิ่มกว่า 600 ตำแหน่ง

 

เพื่อมุ่งสู่เทรนด์ลดคาร์บอน และพลังงานสะอาด โรงงานระยอง เฟสสอง ได้ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งแบบบนหลังคา แบบลอยน้ำ และระบบโรงจอดรถพลังงานแสงอาทิตย์ กำลังการผลิตรวมราว 6.7 เมกะวัตต์ ควบคู่กับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ ซึ่งช่วยลดการใช้น้ำต่อหน่วยการผลิตได้มากกว่า 70% อีกด้วย

 

The post เปิดเบื้องหลังดีลใหญ่ Continental เทหมื่นล้าน ขยายฐานผลิตในไทย เมื่อคลื่น EV กำลังดันระยองสู่ Mega Plant ระดับโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมการปกครอง ดีเดย์ตรวจสารเสพติด กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ข้าราชการฝ่ายปกครอง 878 อำเภอทั่วประเทศ https://thestandard.co/local-officials-drug-test/ Mon, 25 May 2026 12:17:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1210774 นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง แถลงข่าวการตรวจสารเสพติดเจ้าหน้าที่

วันนี้ (25 พฤษภาคม) นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอ […]

The post กรมการปกครอง ดีเดย์ตรวจสารเสพติด กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ข้าราชการฝ่ายปกครอง 878 อำเภอทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง แถลงข่าวการตรวจสารเสพติดเจ้าหน้าที่

วันนี้ (25 พฤษภาคม) นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เปิดเผยว่า กรมการปกครองเปิดปฏิบัติการ กวาดบ้านตัวเอง พร้อมสั่งการด่วนที่สุดไปยังทุกอำเภอทั่วประเทศ ดำเนินการตรวจสารเสพติดในปัสสาวะกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน แพทย์ประจำตำบล รวมกว่า 280,004 คน ตลอดจนข้าราชการ พนักงาน บุคลากรในสังกัดกรมการปกครอง และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน เพื่อคัดกรองหาสารเสพติดรายบุคคลอย่างเข้มข้น

 

การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบาย 4 เสาหลักด้านความมั่นคง ของรัฐบาล ที่มุ่งแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง โดยกรมการปกครองยืนยันหลักการสำคัญว่า หากจะกวาดบ้านคนอื่น บ้านของตัวเองต้องสะอาดเสียก่อน เนื่องจากกำนันและผู้ใหญ่บ้านถือเป็นกลไกสำคัญของรัฐในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในระดับหมู่บ้านและชุมชน

 

อธิบดีกรมการปกครองระบุว่า ได้สั่งการให้นายอำเภอทั่วประเทศจัดประชุมมอบนโยบายด้านความมั่นคง พร้อมกำชับแนวทางการปฏิบัติงานแก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และฝ่ายปกครองในพื้นที่ โดยให้มีการสุ่มตรวจสารเสพติดแบบไม่แจ้งล่วงหน้า เพื่อสร้างมาตรฐานและความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ

 

นอกจากนี้ ยังได้ถ่ายทอดข้อสั่งการจากการประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด โดยเฉพาะมาตรการด้านการแก้ไขปัญหายาเสพติด ซึ่งประกอบด้วย 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่

 

  • ยกระดับมาตรการปิดกั้นพื้นที่ชายแดน (SEAL ชายแดน) เพื่อสกัดการลักลอบลำเลียงยาเสพติดและสารตั้งต้น ผ่านการลาดตระเวน ตั้งจุดตรวจ จุดสกัดอย่างเข้มงวด บูรณาการกำลังร่วมระหว่างตำรวจตระเวนชายแดน ทหาร ฝ่ายปกครอง ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน รวมถึงการประสานความร่วมมือกับพื้นที่ชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน
  • เพิ่มความเข้มข้นในการปราบปรามเครือข่ายยาเสพติด โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนเสี่ยง นักเสพหน้าใหม่ และกลุ่ม วัยรุ่นนักบิน ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งถูกใช้เป็นเครือข่ายลำเลียงยาเสพติด
  • ส่งเสริมกระบวนการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้เสพ ผู้ติดยาเสพติด และผู้ป่วยจิตเวชจากยาเสพติด ผ่านแนวทาง 1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัด หรือ 1 อำเภอ 1 ศูนย์พักคอยผู้ผ่านการบำบัด เพื่อให้ผู้ผ่านการบำบัดสามารถกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีคุณภาพ
  • ยกระดับมาตรการป้องกันในระดับพื้นที่ โดยใช้ภาคประชาชน อาทิ ชรบ. และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) เป็นกำลังหลักในการเฝ้าระวัง ตรวจตราหมู่บ้าน และลาดตระเวนร่วมกับฝ่ายปกครอง ตำรวจ และทหาร เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในทุกพื้นที่

 

อธิบดีกรมการปกครองกล่าวเพิ่มเติมว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับมาตรการเชิงรุก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน และร่วมขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังร่วมกับทุกภาคส่วน ภายใต้นโยบาย บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล ตามนโยบายของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

The post กรมการปกครอง ดีเดย์ตรวจสารเสพติด กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ข้าราชการฝ่ายปกครอง 878 อำเภอทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานศาลฎีกาเซ็นคำแนะนำสกัด ‘คดีฟ้องปิดปาก’ ให้อำนาจศาลยกฟ้องคดีกลั่นแกล้ง-ปิดบังข้อเท็จจริง https://thestandard.co/supreme-court-blocks-slapp-lawsuits/ Mon, 25 May 2026 11:54:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1210770 อดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา ลงนามในเอกสารสำคัญ

วันนี้ (25 พฤษภาคม) อดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา ไ […]

The post ประธานศาลฎีกาเซ็นคำแนะนำสกัด ‘คดีฟ้องปิดปาก’ ให้อำนาจศาลยกฟ้องคดีกลั่นแกล้ง-ปิดบังข้อเท็จจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา ลงนามในเอกสารสำคัญ

วันนี้ (25 พฤษภาคม) อดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา ได้ลงนามในคำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ. 2569 เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับศาลในการตรวจสอบและกลั่นกรองการใช้สิทธิฟ้องร้องคดีอาญาให้เป็นไปโดยสุจริต

 

มาตรการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อป้องกันมิให้กระบวนการทางศาลถูกนำไปใช้ในทางบิดเบือน หรือใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งและจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน

 

คำแนะนำฉบับนี้ ได้วางแนวทางให้ศาลสามารถพิจารณาและตรวจสอบการใช้สิทธิฟ้องคดีอาญา ที่อาจมีลักษณะเป็นการกลั่นแกล้ง เอาเปรียบ หรือมุ่งสร้างภาระแก่คู่ความโดยไม่สมควร พร้อมยืนยันหลักการสำคัญว่า กระบวนการยุติธรรมจะต้องไม่ถูกนำไปใช้คุกคามสิทธิและเสรีภาพของบุคคล โดยได้กำหนดลักษณะของการฟ้องคดีที่เข้าข่ายการดำเนินคดีโดยไม่สุจริต ไว้ดังนี้

 

  • การฟ้องคดีที่มีลักษณะก่อกวน ข่มขู่ คุกคาม หรือสร้างความเดือดร้อนแก่จำเลยเกินสมควร
  • การใช้การดำเนินคดีเพื่อกดดันให้คู่ความกระทำการ หรือละเว้นกระทำการเพื่อผลประโยชน์อันมิชอบ
  • การกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จ บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญต่อศาล

 

นอกจากนี้ ยังได้กำหนดพฤติการณ์ที่พึงถือเป็นเหตุอันควรสงสัย ว่ามีการฟ้องคดีโดยไม่สุจริต เพื่อให้ศาลใช้ดุลพินิจตรวจสอบได้อย่างรอบคอบ อาทิ การยื่นฟ้องคดีในศาลที่อยู่ห่างไกลจากภูมิลำเนาหรือสถานที่ทำงานของจำเลยโดยไม่มีเหตุจำเป็น, การฟ้องคดีหลายคดีจากข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์เดียวกันเพื่อสร้างภาระในการต่อสู้คดี, รวมถึงการฟ้องบุคคลที่ใช้สิทธิตามกฎหมายหรือแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อประโยชน์สาธารณะ เช่น การปกป้องสิทธิมนุษยชน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สิทธิผู้บริโภค สิทธิแรงงาน หรือการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตประพฤติมิชอบ

 

ในการดำเนินการตามคำแนะนำดังกล่าว ศาลสามารถใช้อำนาจตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน หากปรากฏชัดแจ้งว่าการฟ้องคดีเป็นไปโดยไม่สุจริต ศาลมีอำนาจสั่งยกฟ้อง ได้ตั้งแต่ในชั้นตรวจฟ้อง หรือดำเนินการไปพร้อมกับการไต่สวนมูลฟ้อง เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังสามารถมอบหมายให้เจ้าพนักงานคดีหรือเจ้าพนักงานศาล ช่วยตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อประกอบการวินิจฉัย ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการแสวงหาข้อเท็จจริงที่ซับซ้อนได้อย่างครบถ้วนและรอบคอบยิ่งขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของฝ่ายโจทก์ควบคู่กันไป หากศาลพิจารณาเห็นว่า จำเลยยกข้ออ้างเรื่องการฟ้องไม่สุจริตขึ้นมาโดยมีพฤติการณ์มุ่งถ่วงเวลา หรือก่อความรำคาญแก่กระบวนพิจารณา ศาลสามารถสั่งยุติการดำเนินการในประเด็นดังกล่าว และดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไปได้โดยไม่ชักช้า รวมถึงอาจออกข้อกำหนดหรือคำสั่งเพื่อป้องกันการใช้กระบวนพิจารณาในทางที่ไม่เหมาะสมได้อีกด้วย

 

การออกคำแนะนำของประธานศาลฎีกาในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นความมุ่งมั่นของศาลยุติธรรมในการให้ความสำคัญกับการคุ้มครองการมีส่วนร่วมของประชาชนในสังคมประชาธิปไตย โดยยังคงยึดหลักความสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหาย สิทธิของจำเลย และประโยชน์สาธารณะโดยรวม ทั้งนี้ สำนักงานศาลยุติธรรมจะนำคำแนะนำดังกล่าวไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบโดยทั่วกันต่อไป

The post ประธานศาลฎีกาเซ็นคำแนะนำสกัด ‘คดีฟ้องปิดปาก’ ให้อำนาจศาลยกฟ้องคดีกลั่นแกล้ง-ปิดบังข้อเท็จจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลูอิส แฮมิลตัน “นี่คือวันที่ผมมีความสุขที่สุด ตั้งแต่มาอยู่กับเฟอร์รารี่” https://thestandard.co/hamilton-ferrari-canadian-gp/ Mon, 25 May 2026 11:46:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1210766 ลูอิส แฮมิลตัน นักแข่งเฟอร์รารี่ ระหว่างการแถลงข่าว

สำหรับ ลูอิส แฮมิลตัน นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่เขารอคอยมาตล […]

The post ลูอิส แฮมิลตัน “นี่คือวันที่ผมมีความสุขที่สุด ตั้งแต่มาอยู่กับเฟอร์รารี่” appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลูอิส แฮมิลตัน นักแข่งเฟอร์รารี่ ระหว่างการแถลงข่าว

สำหรับ ลูอิส แฮมิลตัน นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่เขารอคอยมาตลอด นับตั้งแต่ตัดสินใจเริ่มต้นบทใหม่กับ สกูเดเรีย เฟอร์รารี่ ในฤดูกาล 2025

 

หลังผ่านทั้งคำถาม ความกดดัน และผลงานที่ยังไม่เข้าที่เข้าทางนัก ในที่สุดแชมป์โลก 7 สมัยก็ได้สัมผัสกับความสุขครั้งสำคัญอีกครั้ง เมื่อเขาพาเฟอร์รารี่คว้าอันดับ 2 ในศึก Canadian GP พร้อมกล่าวว่านี่คือ “วันที่มีความสุขที่สุดนับตั้งแต่มาอยู่กับ เฟอร์รารี่”

 

ตลอดสุดสัปดาห์ที่มอนทรีออล แฮมิลตันแสดงให้เห็นถึงความเร็วที่ทำได้ดีมาตั้งแต่ช่วงซ้อม แม้ในรอบสปรินต์วันเสาร์จะต้องผิดหวัง หลังจบเพียงอันดับ 6 แต่วันแข่งจริงทุกอย่างกลับเปลี่ยนไป

 

จากกริดสตาร์ตอันดับ 5 เขาค่อยๆ ไต่ขึ้นมาอยู่ในกลุ่มหน้า ก่อนเปิดศึกดวลกับ แม็กซ์ เวอร์สแตพเพน เพื่อแย่งอันดับ 2 และสุดท้ายเป็นฝ่ายคว้าชัยเหนือแชมป์โลกชาวดัตช์ได้สำเร็จ

 

“นี่คือวันที่ผมมีความสุขที่สุดตั้งแต่มาอยู่กับเฟอร์รารี่เลย” แฮมิลตันกล่าวหลังจบการแข่งขัน

 

“มันยอดเยี่ยมมากที่ได้พาเฟอร์รารี่ขึ้นโพเดียม และนี่คืออันดับ 2 ครั้งแรกของผมกับทีมในการแข่งขันเมนเรซ รวมถึงเป็นโพเดียมครั้งที่สองของผมด้วย”

 

“ผมภูมิใจในทีมมาก ทุกคนทำงานกันหนักมาก และตอนนี้ผมรู้สึกว่าในที่สุดผมก็มีทีมวิศวกรที่เราพยายามสร้างร่วมกันมาตลอด ผมเข้าใจรถมากขึ้น และรู้สึกสบายใจกับมันมากขึ้นด้วย”

 

แม้เฟอร์รารี่จะยังไม่ได้อยู่ในจุดที่พวกเขาต้องการ แต่ผลงานในแคนาดาถือเป็นสัญญาณเชิงบวกสำคัญ โดยเฉพาะในวันที่ทีมยังคงแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งด้านความเสถียรของรถ

 

“บอกตามตรงว่ามันเป็นความรู้สึกที่ดีที่สุด ตอนนี้ผมรู้สึกตัวเบาหวิวเลย” แฮมิลตันกล่าวเพิ่มเติม

 

“สภาพร่างกายของผมยอดเยี่ยมมาก ทั้งทางกายภาพและจิตใจ ผมมาถึงสุดสัปดาห์นี้ด้วยพลังงานมหาศาล และผมอยากต่อยอดมันต่อไป”

 

สำหรับผลงานอันดับ 2 ของแฮมิลตัน บวกกับอันดับ 4 ของ ชาร์ล เลอแคลร์ ยังช่วยให้เฟอร์รารี่รักษาอันดับ 2 บนตารางคะแนนประเภททีมผู้สร้างเอาไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง

 

ขณะที่คะแนนสะสมประเภทนักขับของแฮมิลตัน ปัจจุบันขยับขึ้นมารั้งอันดับ 4 มี 72 คะแนน หลังผ่าน 5 สนามแรกของฤดูกาล

 

ลูอิส แฮมิลตัน นักแข่งเฟอร์รารี่ ระหว่างการแถลงข่าว 1ลูอิส แฮมิลตัน นักแข่งเฟอร์รารี่ ระหว่างการแถลงข่าว 2ลูอิส แฮมิลตัน นักแข่งเฟอร์รารี่ ระหว่างการแถลงข่าว 3

The post ลูอิส แฮมิลตัน “นี่คือวันที่ผมมีความสุขที่สุด ตั้งแต่มาอยู่กับเฟอร์รารี่” appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาชิกเพื่อไทย กทม. รวมพลังชิงเก้าอี้ ส.ก. เปิดตัวแคมเปญ ‘เพื่อไทย Life ลงตัว’ ชูวิสัยทัศน์ เมืองที่เข้าใจคน https://thestandard.co/pheu-thai-members-bangkok-council-campaign/ Mon, 25 May 2026 11:42:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1210759 กลุ่มสมาชิกพรรคเพื่อไทยในกรุงเทพมหานครเปิดตัวแคมเปญ ‘เพื่อไทย Life ลงตัว’ เพื่อชิงตำแหน่ง ส.ก.

วันนี้ (25 พฤษภาคม) กลุ่มสมาชิกพรรคเพื่อไทย จากกรุงเทพม […]

The post สมาชิกเพื่อไทย กทม. รวมพลังชิงเก้าอี้ ส.ก. เปิดตัวแคมเปญ ‘เพื่อไทย Life ลงตัว’ ชูวิสัยทัศน์ เมืองที่เข้าใจคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มสมาชิกพรรคเพื่อไทยในกรุงเทพมหานครเปิดตัวแคมเปญ ‘เพื่อไทย Life ลงตัว’ เพื่อชิงตำแหน่ง ส.ก.

วันนี้ (25 พฤษภาคม) กลุ่มสมาชิกพรรคเพื่อไทย จากกรุงเทพมหานคร ร่วมกันเปิดตัวแคมเปญสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ภายใต้ชื่อแคมเปญ ‘เพื่อไทย Life ลงตัว: เมืองที่เข้าใจคน ไว้ใจคนที่เข้าใจเมือง’ โดยแสดงจุดยืนร่วมกันผ่านการเปลี่ยนภาพโปรไฟล์และภาพปกเพจเฟซบุ๊กพร้อมกันในวันนี้

 

การรวมตัวดังกล่าวเป็นความริเริ่มของสมาชิกพรรคเพื่อไทยในระดับพื้นที่ ซึ่งพรรคเพื่อไทยไม่มีมติส่งผู้สมัคร ส.ก. อย่างเป็นทางการ แต่สมาชิกพรรคเพื่อไทยได้ตัดสินใจรวมตัวกันในนามทีม เพื่อทำแคมเปญร่วมและนำเสนอตัวเองต่อประชาชนในแต่ละเขต

 

ทั้งนี้ เพื่อไทย Life ลงตัว มุ่งนำเสนอวิสัยทัศน์เมืองที่คนธรรมดาอยู่ได้ โดยทีมที่มีความเชื่อมโยงกับรัฐบาลและมีศักยภาพในการผลักดันนโยบายระดับประเทศลงสู่ระดับเมืองได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

สำหรับรายชื่อผู้สมัคร ส.ก. ได้แก่

 

  • ชวัลพัชร สำเร็จวาณิชย์ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. เขตลาดกระบัง
  • สมชาย เวสารัชตระกูล ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. เขตสายไหม
  • ตกานต์ สุนนทวุฒิ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. เขตหลักสี่
  • พีระพงษ์ รัสมี ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. เขตหนองจอก
  • นฤนันมนต์ ห่วงทรัพย์ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. เขตคลองสามวา
  • สุทธิชัย วีรกุลสุนทร ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. เขตจอมทอง
  • พนา วุฒิเดช ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. เขตดอนเมือง
  • กิตติพงศ์ รวยฟูพันธ์ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. เขตทุ่งครุ
  • พิมพ์เพ็ญ วีรกุลสุนทร ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. เขตราษฎร์บูรณะ
  • วิรัตน์ มีนชัยนันท์ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. เขตมีนบุรี

The post สมาชิกเพื่อไทย กทม. รวมพลังชิงเก้าอี้ ส.ก. เปิดตัวแคมเปญ ‘เพื่อไทย Life ลงตัว’ ชูวิสัยทัศน์ เมืองที่เข้าใจคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สภาพัฒน์เผย ค่าจ้างเฉลี่ยแรงงานไทยลดลง 0.6% ในไตรมาส 1 เหตุค่าจ้างอาชีพอิสระร่วงหนัก https://thestandard.co/thai-labor-wages-drop-freelance/ Mon, 25 May 2026 11:40:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1210754 ภาพอินโฟกราฟิกแสดงค่าจ้างเฉลี่ยแรงงานไทยลดลง 0.6% ในไตรมาส 1 โดยเฉพาะอาชีพอิสระที่ลดลงหนัก

สภาพัฒน์เผย ค่าจ้างเฉลี่ยแรงงานไทยลดลง 0.6% ในไตรมาสแรก […]

The post สภาพัฒน์เผย ค่าจ้างเฉลี่ยแรงงานไทยลดลง 0.6% ในไตรมาส 1 เหตุค่าจ้างอาชีพอิสระร่วงหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงค่าจ้างเฉลี่ยแรงงานไทยลดลง 0.6% ในไตรมาส 1 โดยเฉพาะอาชีพอิสระที่ลดลงหนัก

สภาพัฒน์เผย ค่าจ้างเฉลี่ยแรงงานไทยลดลง 0.6% ในไตรมาสแรกของปีนี้ โดยค่าจ้างอาชีพอิสระร่วงหนักถึง 2.5% สวนทางค่าจ้างลูกจ้างรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และเอกชนที่ยังเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จับตาผู้ว่างงานระยะยาวที่ว่างงานตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้น 27% เหตุสำคัญมาจากความรู้สึกท้อ หมดกำลังใจในการหางาน และขาดคุณสมบัติหรือประสบการณ์ที่ตรงกับตำแหน่งงาน

 

 
 

วันนี้ (25 พฤษภาคม) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยรายงานภาวะสังคมไตรมาสแรกปี 2569 โดยระบุว่า ในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ ค่าจ้างเฉลี่ยของแรงงานในภาพรวมอยู่ที่ 16,145 บาทต่อคนต่อเดือน ‘ปรับลดลง’ 0.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน นับเป็นการปรับลดลงหนักสุดในรอบ 3 ไตรมาส

 

โดยเป็นผลมาจากค่าจ้างเฉลี่ยของกลุ่มอาชีพอิสระที่ลดลง 2.5% มาอยู่ที่ 16,852 บาทต่อคนต่อเดือน ขณะที่ค่าจ้างเฉลี่ยของกลุ่มลูกจ้างในระบบอยู่ที่ 15,675 บาทต่อคนต่อเดือน ยังเพิ่มขึ้น 0.7% ซึ่งเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างเฉลี่ยของลูกจ้างรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจและของลูกจ้างเอกชนที่ 1.1% และ 0.8% ตามลำดับ

 

ทั้งนี้ เมื่อปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อในไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ลดลง 0.54% พบว่า ค่าจ้างแรงงานที่แท้จริงในภาพรวมลดลง 0.09% โดยค่าจ้างที่แท้จริง

 

ของลูกจ้างในระบบเพิ่มขึ้น 1.25% และกลุ่มอาชีพอิสระลดลงที่ 1.93%

 

โดยวันนี้สภาพัฒน์ยังได้เปิดเผยตัวเลขผู้ว่างงานในไตรมาส 1 ปี 2569 มีผู้ว่างงานในภาพรวมจำนวน 3.9 แสนคน เพิ่มขึ้น 9.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า คิดเป็นอัตราการว่างงาน 0.94% โดยเพิ่มขึ้นจากกลุ่มที่เคยทำงานมาก่อน ซึ่งมีจำนวน 2.39 แสนคน เพิ่มขึ้นถึง 44.8%

 

เมื่อพิจารณาสาเหตุการว่างงาน พบว่าเกือบครึ่งหนึ่ง (44.9%) เป็นการลาออกจากงาน โดยผู้ว่างงานส่วนใหญ่มาจากสาขาการผลิต และสาขาการค้าส่งและค้าปลีก ในสัดส่วน 24.2% และ 18.6% ตามลำดับ ส่วนกลุ่มที่ยังไม่เคยทำงานลดลง 20.1%

 

สำหรับการว่างงานในระบบประกันสังคม พบว่า ไตรมาสหนึ่ง ปี 2569 มีผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน 2.42 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงานในระบบที่ 2.00% เพิ่มขึ้นจาก 1.88%ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากการเลิกกิจการหรือโรงงาน ซึ่งในช่วง 3 เดือนแรกของปีมีโรงงานปิดไป 163 แห่ง เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 16.4% และมีกิจการเลิกดำเนินการ 3,236 แห่ง เพิ่มขึ้น 4.7%

 

นอกจากผู้ว่างงานจะเพิ่มขึ้นแล้ว ยังพบว่าผู้เสมือนว่างงาน (หรือผู้มีงานทำที่มีชั่วโมงการทำงานอยู่ในระดับต่ำ โดยรวมถึงผู้ที่ทำงาน 0-20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ในภาคเกษตรกรรม และผู้ที่ทำงาน 0-24 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ นอกภาคเกษตรกรรม) ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเพิ่มขึ้น 3.0% หรือมีจำนวน 4.4 ล้านคน เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นในสาขานอกภาคเกษตรกรรม 9.6% มาอยู่ที่ 3.0 ล้านคน ขณะที่ภาคเกษตรกรรมลดลง 9.3% เหลือ 1.4 ล้านคน

 

นอกจากนี้ ผู้ว่างงานระยะยาวที่ว่างงานตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้น 27.0% หรือมีจำนวน 8.7 หมื่นคน โดยสาเหตุสำคัญมาจากความรู้สึกท้อหรือหมด

 

กำลังใจในการหางาน (36.4%) และการขาดคุณสมบัติหรือประสบการณ์ที่ตรงกับตำแหน่งงาน (17.1%)


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อัตราว่างงานพุ่งแตะ 0.91% คนว่างงานเฉียด 4 แสนคน จำนวนผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ‘ลดลง’ ครั้งแรกรอบ 20 ไตรมาส อัตราว่างงานพุ่งแตะ 0.91% คนว่างงานเฉียด 4 แสนคน จำนวนผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ‘ลดลง’ ครั้งแรกรอบ 20 ไตรมาส
25 พ.ค. 2569 | 8:53
แบงก์ชาติเตือนรายได้คนไทยจ่อ ‘ติดลบ’ ในปีนี้ เกษตรกรรายได้ติดลบหนักถึง -8.5% ผลกระทบ ‘เอลนีโญ’ แบงก์ชาติเตือนรายได้คนไทยจ่อ ‘ติดลบ’ ในปีนี้ เกษตรกรรายได้ติดลบหนักถึง -8.5% ผลกระทบ ‘เอลนีโญ’
13 พ.ค. 2569 | 14:05
เปิด 8 ตัวเลข ‘ตลาดแรงงานไทย’ ส่งสัญญาณ ‘น่ากลัว’ กว่าที่คิด ถ้ารัฐบาลไม่รู้อาจ ‘รักษาตำแหน่งงาน’ คนไทยไว้ไม่ทัน เปิด 8 ตัวเลข ‘ตลาดแรงงานไทย’ ส่งสัญญาณ ‘น่ากลัว’ กว่าที่คิด ถ้ารัฐบาลไม่รู้อาจ ‘รักษาตำแหน่งงาน’ คนไทยไว้ไม่ทัน
1 พ.ค. 2569 | 16:56

 

เปิดผลกระทบความขัดแย้งตะวันออกกลางต่อการจ้างงาน-รายได้แรงงาน

 

ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์กล่าวว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ต้นทุนด้านการขนส่ง การก่อสร้าง และการผลิตเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้นด้วย แต่ในส่วนของผลกระทบต่อแรงงานนั้น จะยังไม่ถึงขั้นเกิดการเลิกจ้างหรือปลดคนงานในทันที ทว่าแรงงานจะได้รับผลกระทบจากการถูก ‘ลดชั่วโมงการทำงาน’ และ ‘ถูกจำกัดโอที (OT)’ เนื่องจากภาคธุรกิจจำเป็นต้องลดต้นทุน ซึ่งการลดเวลาทำงานนี้จะส่งผลโดยตรงให้รายได้ของแรงงานลดลง และเมื่อคำนวนกับภาวะเงินเฟ้อ ก็จะทำให้รายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย

 

รายงานของสภาพัฒน์ยังระบุอีกว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางแม้ว่าจะยังทรงตัว แต่ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อราคาน้ำมันและค่าขนส่ง ซึ่งอาจกระทบต่อการจ้างงานและรายได้ของแรงงานหลายสาขา ดังนี้

 

  • สาขาการขนส่ง: ได้รับผลกระทบโดยตรงจากค่าน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากต้นทุนด้านพลังงานคิดเป็นสัดส่วนกว่า 35.5% ของต้นทุนรวมของภาคการขนส่ง และอาจส่งผลให้รายได้สุทธิลดลง
  • สาขาการผลิต: อาจเผชิญต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่สูงขึ้น บางโรงงานต้องชะลอหรือหยุดการผลิตชั่วคราว
  • สาขาการก่อสร้าง: เสี่ยงต่อภาวะงานหยุดชะงักจากราคาวัสดุก่อสร้างที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมันและค่าขนส่ง
  • สาขาการท่องเที่ยว: นักท่องเที่ยวอาจชะลอการเดินทาง เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งและค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่เพิ่มขึ้น โดยในเดือนเมษายน 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยหดตัวลง 7.0% จากช่วงเดียวกันของปี 2568

 

รายงานสภาพัฒน์แนะอีกว่า “หลายธุรกิจอาจปรับลดชั่วโมงการทำงาน หรือลดการทำงานล่วงเวลา ส่งผลให้แรงงานมีรายได้ลดลง ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง ดังนั้น ควรเร่งเตรียมมาตรการในการช่วยเหลือโดยเฉพาะการจับคู่การจ้างงานในสาขาที่มีความต้องการแรงงาน เพื่อรองรับการเคลื่อนย้ายแรงงานจากภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของสถานการณ์โลกต่อไป”

The post สภาพัฒน์เผย ค่าจ้างเฉลี่ยแรงงานไทยลดลง 0.6% ในไตรมาส 1 เหตุค่าจ้างอาชีพอิสระร่วงหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
T-Beauty พลิกเกมในตลาดความงาม จากเคยตามหลังเกาหลี-ญี่ปุ่น https://thestandard.co/t-beauty-market-eveandboy-growth/ Mon, 25 May 2026 11:36:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1210750 ภาพปกบทความ T-Beauty พลิกเกมตลาดความงาม โดยมีรูป หิรัญ ตันมิตร ผู้บริหารอีฟแอนด์บอย

ถึงวันนี้ตลาดความงามไทยยังเฟื่องฟูอย่างต่อเนื่อง ท่ามกล […]

The post T-Beauty พลิกเกมในตลาดความงาม จากเคยตามหลังเกาหลี-ญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปกบทความ T-Beauty พลิกเกมตลาดความงาม โดยมีรูป หิรัญ ตันมิตร ผู้บริหารอีฟแอนด์บอย

ถึงวันนี้ตลาดความงามไทยยังเฟื่องฟูอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด ทั้งแบรนด์ไทยและแบรนด์ต่างประเทศ โหมโปรดักต์ใหม่เข้าสู่ตลาด และยังเริ่มเห็นแบรนด์จีนเข้ามารุกตลาดเพิ่มขึ้น ความเคลื่อนไหวนี้สอดคล้องกับข้อมูลจากสมาคมการค้าคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย ที่รายงานว่า อุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยเติบโตเฉลี่ยปีละ 6-7% โดยเฉพาะปี 2568 ที่ผ่านมา มูลค่าตลาดทะยานขึ้นแตะ 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะ ‘T-Beauty’ หรือแบรนด์ของคนไทยที่เริ่มได้รับการตอบรับจากคนรุ่นใหม่

 

การเติบโตของ T-Beauty สะท้อนให้เห็นชัดจากงาน ‘EVEANDBOY BEST SELLING AWARDS 2025’ ที่อีฟแอนด์บอยจัดขึ้นทุกปี ซึ่งเป็นงานที่ให้รางวัลแบรนด์ความงามที่ทำยอดขายสูงสุด โดยปีนี้กลุ่มแบรนด์ที่สร้างยอดขายได้ดี มี 6 หมวดหมู่ ได้แก่ สกินแคร์, เมคอัพ, น้ำหอม, อุปกรณ์ตกแต่งทรงผม, กลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลรักษาสุขอนามัย, และ Supplement โดยกลุ่มที่ยังโตสุดคือ สกินแคร์

 

หิรัญ ตันมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีฟแอนด์บอย จำกัด กล่าวว่า ในแต่ละปีจะเริ่มเห็นแบรนด์ไทยได้รับรางวัลจากการทำยอดขายสูงสุดมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าปัจจุบันลูกค้าในตลาดความงามและเครื่องสำอางเริ่มให้ความสำคัญกับแบรนด์ไทยไม่ต่างจากแบรนด์ต่างประเทศ ซึ่งถ้าเทียบกับอดีตแบรนด์ไทยจะได้รับรางวัลน้อยมาก เพราะไม่ค่อยได้รับการตอบรับเท่ากับแบรนด์เกาหลีหรือญี่ปุ่น

 

ขณะเดียวกันก็มีแบรนด์ไทยราว 14 แบรนด์ ที่สามารถรักษาฐานผู้บริโภคจนได้รับรางวัลต่อเนื่องนาน 5 ปี โดยเฉพาะกลุ่มน้ำหอมและสกินแคร์ และนอกจากความสำเร็จจากยอดขาย จะเริ่มเห็นว่าบางแบรนด์เริ่มต้นจากรายได้หลักล้านบาท แต่วันนี้เริ่มทำรายได้ทะลุหลักร้อยล้านบาทไปแล้ว อาจเป็นเพราะสามารถปรับตัวได้เร็วและมีการพลิกกลยุทธ์ใหม่ๆ อยู่ตลอด จนสามารถเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคนึกถึงและอยากซื้อซ้ำได้

 

“ยอมรับว่าการสร้างแบรนด์ให้เติบโตได้ในตลาดความงามไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพฤติกรรมลูกค้าเริ่มมีลอยัลตีต่ำมาก และไม่ยึดติดว่าจะใช้ต้องแบรนด์เดิมตลอดไป ยิ่งในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้มากขึ้นจะยิ่งรู้ว่าผลิตภัณฑ์แบบไหนถึงจะตอบโจทย์การใช้งานของตนเอง ทำให้ที่ผ่านมาแนวทางการเลือกแบรนด์เข้ามาวางอยู่บนเชลฟ์สินค้า อีฟแอนด์บอยจะเลือกแบรนด์ที่มีตัวตนชัดเจนและสินค้าต้องมีศักยภาพในการเติบโตในอนาคตด้วย” หิรัญ กล่าว

 

ที่สำคัญในตลาดแทบไม่มีแบรนด์ไหนที่แข่งกันเรื่องราคาเลย แม้หลายๆแบรนด์จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออก ที่ผู้ประกอบการพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าต้นทุนสูงขึ้นทุกอย่างเลย แต่ทุกคนก็พยายามบริหารเรื่องราคาให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้

 

สำหรับแผนงานของอีฟแอนด์บอยในปีนี้ เตรียมขยายสาขาในรูปแบบ Pop-up Store 2 แห่ง ในทำเลสีลมและทรงวาด ซึ่งเป็นย่านที่มีนักท่องเที่ยวพลุกพล่าน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญผลักดัน T-Beauty สู่ผู้บริโภคชาวไทยและชาวต่างชาติ

 

นอกจากนี้ยังพัฒนา Experience Store รูปแบบใหม่ ด้วยการเปิดตัว ‘EVEANDBOY Café’ ที่ศูนย์การค้า PLATINUM POP โดยจะมีเมนูเครื่องดื่มเข้ามาเพิ่มความต่างจากสาขาอื่น โดยเบื้องหลังในการเปิดเป็นเพราะมองเห็นโอกาสว่าผู้บริโภคยุคนี้ไม่ได้ต้องการเพียงพื้นที่ช้อปปิ้ง แต่ยังมองหาสถานที่พักผ่อน จึงอยากพัฒนาร้านให้เป็นพื้นที่ที่รวมทั้งความงามและไลฟ์สไตล์ไว้ด้วยกัน และเชื่อว่าร้านรูปแบบคาเฟ่จะเป็นอีกส่วนสำคัญที่ช่วยต่อยอดให้แบรนด์เดินหน้าสู่ Lifestyle Experience ซึ่งจะสามารถสร้างทราฟฟิกให้ร้านได้เพิ่มขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันอีฟแอนด์บอยมีสาขาทั้งหมด 67 แห่ง ในปี 2568 ที่ผ่านมาทำรายได้อยู่ที่ 8,297 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากปี 2567 ที่มีรายได้ 7,037 ล้าน ซึ่งถือว่าตรงตามเป้าที่วางไว้ โดยปัจจุบันสินค้าภายในร้านมีทั้งแบรนด์ไทยและแบรนด์ต่างประเทศในสัดส่วนเท่าๆ กัน และเป้าหมายในปีนี้ตั้งใจทำรายได้แตะ 10,000 ล้านบาท ซึ่งการเติบโตจะมาจากกลยุทธ์ข้างต้น รวมถึงการเดินหน้าขยายธุรกิจเข้าไปในหัวเมืองใหญ่ที่ผู้บริโภคยังมีกำลังซื้อสูง

 

The post T-Beauty พลิกเกมในตลาดความงาม จากเคยตามหลังเกาหลี-ญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ ประกาศไทยคือช่วงเวลาแห่งการลงทุน หวังดึงนักลงทุนฝรั่งเศส ปักหมุด EEC-พลังงานสะอาด-AI https://thestandard.co/thai-france-investment-eec-clean-ai/ Mon, 25 May 2026 11:32:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1210746 นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล พบหารือกับนักลงทุนฝรั่งเศสที่กรุงปารีส

วันนี้ (25 พฤษภาคม) เวลา 09.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นฝรั่ง […]

The post นายกฯ ประกาศไทยคือช่วงเวลาแห่งการลงทุน หวังดึงนักลงทุนฝรั่งเศส ปักหมุด EEC-พลังงานสะอาด-AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล พบหารือกับนักลงทุนฝรั่งเศสที่กรุงปารีส

วันนี้ (25 พฤษภาคม) เวลา 09.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นฝรั่งเศส ซึ่งช้ากว่าไทย 5 ชั่วโมง) ที่ Salon Foch ชั้น 1 Le Cercle de l’Union Interalliée กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พบหารือกับสมาคมนายจ้างฝรั่งเศส (MEDEF International) พร้อมกล่าวปาฐกถาในกิจกรรม Exclusive Meeting with the Prime Minister of Thailand โดยมี ฟรองซัวส์ กอร์แบง (Mr. François Corbin) รองประธาน MEDEF International และประธานสภาธุรกิจฝรั่งเศส-ไทย พร้อมผู้แทนภาคเอกชนจาก MEDEF International เข้าร่วมกว่า 38 บริษัท

ดูภาพข่าว ▼ 

นายกรัฐมนตรียินดีที่บริษัทชั้นนำและผู้นำภาคธุรกิจของฝรั่งเศสจำนวนมากให้ความสนใจเข้าร่วมงาน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคเอกชนฝรั่งเศสที่มีต่อประเทศไทย โดยโอกาสนี้ยังเป็นจังหวะสำคัญ เพราะเป็นช่วงเวลาแห่งการลงทุนในไทย(Moment to Invest in Thailand) รวมทั้งสะท้อนศักยภาพของไทยในฐานะประตูสำคัญสู่อาเซียนและภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

 

ทั้งนี้ ฝรั่งเศสเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทยในสหภาพยุโรป โดยในปี 2568 มีมูลค่าการค้าระหว่างกันเกือบ 4.2 พันล้านยูโร ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ได้รับคำขอส่งเสริมการลงทุนจากบริษัทฝรั่งเศสเกือบ 100 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 725 ล้านยูโร

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อนักลงทุน มีดังนี้

 

  • เชิญชวนภาคเอกชนฝรั่งเศสเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมใหม่ ได้แก่ พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม อุตสาหกรรมการบินและศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานและอุปกรณ์ (MRO) อุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูงและอุตสาหกรรมชีวภาพ อุตสาหกรรมดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีชีวภาพ ตลอดจนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีแบตเตอรี่ขั้นสูง
  • สร้างความมั่นใจว่าไทยมีโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก ระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงครบวงจร ทรัพยากรบุคคลที่มีศักยภาพ ห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการลงทุน ควบคู่กับมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่จูงใจ โดยเฉพาะเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเต็มที่ และกำลังเติบโตเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ รองรับอุตสาหกรรมขั้นสูงและความร่วมมือด้านเทคโนโลยีระยะยาวในอนาคต
  • ไทยเดินหน้าเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพื่อให้นักลงทุนเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนได้ง่ายขึ้น รวมทั้งโครงการ Thailand FastPass ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกแก่โครงการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ ลดระยะเวลาในการอนุมัติและออกใบอนุญาตต่างๆ อย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงจุดแข็งของประเทศไทย ทั้งด้านต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้ บุคลากรที่มีทักษะสูง พันธมิตรท้องถิ่นที่เข้มแข็ง และการเป็นประตูเชื่อมไปยังตลาดอาเซียนกว่า 700 ล้านคน รวมถึงตลาดเอเชีย
  • การผลักดันความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศสสู่การเป็น หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ โดยการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป จะยิ่งเปิดโอกาสใหม่สำหรับความร่วมมือที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น นอกจากนี้ กระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของไทย ยังเป็นหลักฐานถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานกฎหมายไทยให้เป็นสากลในทุกด้าน

 

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรียินดีและพร้อมต้อนรับคณะผู้แทนจาก MEDEF International ซึ่งมีกำหนดเยือนไทยในเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อร่วมติดตามการหารือและความร่วมมือในวันนี้ และร่วมกันสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ฝรั่งเศสที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นต่อไป

 

โอกาสนี้ ผู้บริหารระดับสูงของสมาคมนายจ้างฝรั่งเศส ยังให้ความสนใจสอบถามนโยบายและแนวทางสำคัญของรัฐบาล อาทิ การพัฒนาคมนาคม การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานสู่พลังงานสะอาด การส่งเสริมทักษะกำลังคน รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในการดูแลรักษาโบราณสถานและส่งเสริมวัฒนธรรม

 

สำหรับคณะบุคคลร่วมในการสนทนาระหว่างอาหารเช้า อาทิ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

 

 

นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล พบหารือกับนักลงทุนฝรั่งเศสที่กรุงปารีส 1นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล พบหารือกับนักลงทุนฝรั่งเศสที่กรุงปารีส 2นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล พบหารือกับนักลงทุนฝรั่งเศสที่กรุงปารีส 3นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล พบหารือกับนักลงทุนฝรั่งเศสที่กรุงปารีส 4นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล พบหารือกับนักลงทุนฝรั่งเศสที่กรุงปารีส 5

The post นายกฯ ประกาศไทยคือช่วงเวลาแห่งการลงทุน หวังดึงนักลงทุนฝรั่งเศส ปักหมุด EEC-พลังงานสะอาด-AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
แรงงานไทย 8.7 ล้านคนได้รับผลกระทบจาก Gen AI จับตา ‘Physical AI’ ระลอกถัดไป สะเทือนโรงงาน-โลจิสติกส์-งานบริการไทย https://thestandard.co/thai-workers-ai-physical-impact/ Mon, 25 May 2026 11:29:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1210736 หุ่นยนต์อุตสาหกรรมทำงานในโรงงานที่มีการประยุกต์ใช้ AI

สภาพัฒน์เปิดเผยผลวิเคราะห์ ชี้มีแรงงานไทย 8.7 ล้านคนจาก […]

The post แรงงานไทย 8.7 ล้านคนได้รับผลกระทบจาก Gen AI จับตา ‘Physical AI’ ระลอกถัดไป สะเทือนโรงงาน-โลจิสติกส์-งานบริการไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ่นยนต์อุตสาหกรรมทำงานในโรงงานที่มีการประยุกต์ใช้ AI

สภาพัฒน์เปิดเผยผลวิเคราะห์ ชี้มีแรงงานไทย 8.7 ล้านคนจากกำลังแรงงานไทยทั้งหมด 40.1 ล้านคน ‘ได้รับผลกระทบจาก Gen AI’ จำนวนนี้ 2.2 ล้านคนเสี่ยงถูกทดแทน จับตา ‘Physical AI’ ระลอกถัดไป สะเทือนโรงงาน-โลจิสติกส์-งานบริการไทย

 

 
 

วันนี้ (25 พฤษภาคม) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ประเมินอาชีพที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจาก Gen AI พบว่า จากกำลังแรงงานไทยทั้งหมด 40.1 ล้านคน มีแรงงานที่เข้าข่ายได้รับผลกระทบจาก Gen AI ประมาณ 8.7 ล้านคน คิดเป็น 21.8% ของกำลังแรงงานทั้งหมด โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ดังนี้

 

1. กลุ่มที่มีความเสี่ยงถูกทดแทน (Task Replacement): มีจำนวน 2.2 ล้านคนหรือคิดเป็น 5.4% ของแรงงานทั้งหมด โดยเป็นกลุ่มที่ AI มีแนวโน้มเข้ามาทดแทน ภาระงานตั้งแต่บางส่วนไปจนถึงทดแทนงานทั้งหมด โดยเฉพาะงานที่มีลักษณะการทำซ้ำและมีแบบแผนตายตัว แรงงานกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป (55.8%) โดยจบจากสาขาบริหารธุรกิจ

 

มากที่สุด (41.8%) มีรายได้เฉลี่ย 27,820 บาทต่อเดือน อายุเฉลี่ย 36.5 ปี และทำงานอยู่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล (53.0%)

 

เมื่อจำแนกตามทักษะพบว่า มีเพียง 2 กลุ่ม ที่เสี่ยงถูกทดแทน ได้แก่

 

  • แรงงานทักษะปานกลาง: มีจำนวนสูงถึง 1.9 ล้านคน กลุ่มอาชีพที่มีจำนวนมากที่สุด คือ เสมียน เลขานุการและงานสนับสนุนสำนักงาน 52.5% เฉพาะตำแหน่งเสมียนสูงถึง 7.5 แสนคน รองลงมาคือ งานบริการลูกค้าต้อนรับ และการประชาสัมพันธ์ 28.4% โดยเป็นเจ้าหน้าที่บริการลูกค้าทางโทรศัพท์ (Contact Center) ถึง 3.1 แสนคน ตลอดจนพนักงานบัญชี การเงิน และสถิติ 13.7%

 

  • แรงงานทักษะสูง: จำนวน 3.3 แสนคน โดยเฉพาะงานด้านการตลาดในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านโฆษณาและการตลาด 31.1% กลุ่มงานด้านการวิเคราะห์การเงิน ที่ปรึกษาการลงทุน 24.7% และกลุ่มงานเทคโนโลยีสารสนเทศ 23.7% อาทิ นักพัฒนาซอฟต์แวร์ นักออกแบบฐานข้อมูล และผู้ดูแลเครือข่ายคอมพิวเตอร์ สาเหตุสำคัญที่ทำให้กลุ่มอาชีพดังกล่าวถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง เนื่องจากทักษะที่เคยเป็นจุดเด่นและข้อได้เปรียบของมนุษย์ เช่น การคำนวณ การวิเคราะห์ตามกฎเกณฑ์ และการเขียนโปรแกรม ได้กลายเป็นสิ่งที่ระบบ AI สามารถประมวลผลได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และมีประสิทธิภาพมากกว่า

 

หุ่นยนต์อุตสาหกรรมทำงานในโรงงานที่มีการประยุกต์ใช้ AI 1

 

2. กลุ่มที่นำ AI มาสนับสนุนการทำงาน (Task Augmentation): มีจำนวน 6.5 ล้านคน หรือคิดเป็น 16.3% ของแรงงานทั้งหมด เป็นกลุ่มที่ AI สามารถเข้ามาทดแทนการทำงานในบางส่วน เนื่องจากภาระงานหลักส่วนใหญ่ยังจำเป็นต้องอาศัยทักษะของมนุษย์ การประยุกต์ใช้ AI ในแรงงานกลุ่มนี้จึงมุ่งเน้นไปที่การอำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเป็นหลัก โดยส่วนใหญ่เป็นผู้สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญาตรี (72.7%) มีรายได้เฉลี่ย 21,506 บาทต่อเดือน มีอายุเฉลี่ย 42.3 ปี และทำงานอยู่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเป็นหลัก (37.3%) ส่วนที่เหลือกระจายอยู่ในภาคอื่นในสัดส่วนใกล้เคียงกัน

 

เมื่อจำแนกตามทักษะพบว่า แรงงานกลุ่มที่นำ AI มาสนับสนุนการทำงานส่วนใหญ่เป็น แรงงานทักษะปานกลาง ดังนี้

 

  • แรงงานทักษะปานกลาง: เป็นส่วนใหญ่ มีจำนวน 5.9 ล้านคน ได้แก่ (1) พนักงานขาย (47.2%) ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ AI ในการช่วยแนะนำสินค้า บริหารสินค้าคงคลัง และวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าเบื้องต้น ทว่ายังต้องอาศัยมนุษย์ในการเจรจาต่อรอง ตลอดจนการสังเกตอารมณ์และความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า (2) เจ้าของร้านค้า (20.1%) เริ่มนำ Gen AI มาใช้บริหารจัดการธุรกิจคาดการณ์อุปสงค์ วางแผนคำสั่งซื้อล่วงหน้า รวมถึงใช้ระบบ AI Chatbot เพื่อตอบคำถามและให้บริการลูกค้าและ (3) พนักงานขับรถยนต์ รถแท็กซี่ และรถตู้ (17.2%) โดยนำ AI มาช่วยวางแผนเส้นทางและนำทาง

 

  • แรงงานทักษะสูง: มีจำนวนประมาณ 6.0 แสนคน ประกอบด้วย (1) กลุ่มผู้จัดการและผู้บริหาร (53.7%) (2) กลุ่มงานด้านการบริหารจัดการและบุคลากร (13.5%) และ (3) กลุ่มงานด้านการประชาสัมพันธ์ (9.1%) แรงงานกลุ่มนี้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและมีหน้าที่ทำการตัดสินใจที่มีผลต่อองค์กร จึงสามารถนำ Gen AI มาช่วยลดภาระงานเชิงระบบที่มีขั้นตอนชัดเจน เช่น การรวบรวมข้อมูลการสรุปเอกสาร และการวิเคราะห์เชิงลึก อย่างไรก็ดี ทักษะด้านการสื่อสาร มนุษยสัมพันธ์และการบริหารจัดการข้ามสายงานยังคงเป็นแกนหลักที่ AI ทดแทนได้ยาก

 

  • แรงงานทักษะต่ำ: มีจำนวนราว 6.7 หมื่นคน แบ่งเป็นพนักงานขนส่งสิ่งของ (82.0%) และพนักงานจดมาตรวัด (18.0%) แม้จะเป็นงานที่ใช้ทักษะระดับพื้นฐาน แต่ก็เริ่มเห็นการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานแล้ว ดังตัวอย่างการศึกษาในสหรัฐอเมริกา ที่พบว่า กลุ่มพนักงานขนส่งสินค้านำ AI มาช่วยประมวลผลสภาพการจราจร สภาพอากาศ ประสิทธิภาพของยานพาหนะ ตลอดจนลำดับความสำคัญของพัสดุ เพื่อยกระดับการวางแผนการขนส่งให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด

 

เปิด 4 ความท้าทายที่ตลาดแรงงานไทยต้องเผชิญ

 

สภาพัฒน์กล่าวต่อว่า ข้อมูลสถานการณ์ข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีแห่งอนาคต แต่กำลังสร้างผลกระทบและความเสี่ยงต่อโครงสร้างตลาดแรงงานไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานทักษะปานกลางถึงทักษะสูง ดังนี้

 

1. การลดการจ้างงานลงในบางกลุ่มและลดโอกาสการทำงานของเด็กจบใหม่: ตลาดแรงงานกำลังเผชิญความท้าทายจากการปรับโครงสร้างองค์กร โดยหลายอุตสาหกรรมอาจมีแนวโน้มปรับลดการจ้างงานลง โดยเฉพาะตำแหน่งงานที่มีลักษณะซ้ำหรือวิเคราะห์ข้อมูลระดับเบื้องต้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตำแหน่งระดับเริ่มต้นขององค์กร สร้างความท้าทายต่อบัณฑิตจบใหม่ที่อาจเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ยากขึ้นกว่าเดิม เพราะหลายองค์กรสามารถใช้ AI ในการจัดการงานพื้นฐาน และเปลี่ยนไปให้ความสำคัญกับการหาบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทางระดับสูงและมีประสบการณ์การทำงานที่สามารถสั่งการ AI ได้ทันทีมากกว่า

 

2. การโยกย้ายแรงงานจากงานทักษะสูงไปสู่งานทักษะต่ำ (Downshifting): เมื่องานของกลุ่มแรงงานทักษะสูงและทักษะปานกลางบางส่วนสามารถถูกทดแทนได้ด้วย AI ทำให้แรงงานกลุ่มดังกล่าวอาจปรับตัวโดยการเปลี่ยนจากงานที่มีทักษะสูงหรือทักษะปานกลางไปสู่การทำงานที่ใช้ทักษะต่ำลงหรือต่ำกว่าคุณวุฒิ เพราะงานบางส่วนของทักษะต่ำได้รับผลกระทบจาก AI น้อยกว่า เช่นการปรับเปลี่ยนไปเป็นพนักงานขับรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชันหรือไรเดอร์ เป็นต้น

 

3. ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสู่ Agentic และ Physical AI: ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีกำลังจะขยายขอบเขตผลกระทบให้กว้างและชัดเจนยิ่งขึ้น โดยการเข้าสู่ยุค Agentic AI อย่างเต็มรูปแบบส่งผลให้งานที่มีขั้นตอนตายตัวหรืองานที่อาศัยตรรกะซ้ำๆ เช่น งานวิเคราะห์ข้อมูล หรืองานวิชาชีพที่มีรูปแบบชัดเจน ถูกลดบทบาทลงอย่างรวดเร็ว

 

ยิ่งไปกว่านั้น ในระยะถัดไปเทคโนโลยีมีแนวโน้มที่จะผสานการทำงานเข้ากับหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติอย่างอิสระ หรือที่เรียกว่า ‘Physical AI’ ซึ่งจะเปลี่ยนผ่าน

 

ผลกระทบจากการแย่ง ‘งานเชิงข้อมูล’ ไปสู่ ‘งานเชิงกายภาพและทักษะปฏิบัติ’ และส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจ้างงานในภาคการผลิต ภาคโลจิสติกส์ และภาคบริการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ทั้งนี้ Physical AI หมายถึง ปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถรับรู้ ประมวลผล และสั่งการในโลกทางกายภาพผ่านหุ่นยนต์หรือระบบอัตโนมัติ เช่น (1) หุ่นยนต์ในโรงงานที่หยิบของแพ็กสินค้า หรือปรับการทำงานเองได้ (2) รถยนต์ไร้คนขับที่ใช้กล้องและเซนเซอร์ช่วยมองถนนและขับรถ และ (3) ระบบคลังสินค้าอัตโนมัติที่คัดแยกและขนย้ายสินค้าเองได้

 

4. ความรวดเร็วในการผลิตกำลังคนและยกระดับทักษะให้ทันต่อเทคโนโลยี: แม้ว่าภาครัฐจะตระหนักถึงความท้าทายและได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานผ่านแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (พ.ศ. 2565-2570) ภายใต้นโยบาย “อว. for AI” โดยตั้งเป้าผลิตกำลังคนด้าน AI จำนวน 30,000 คน ภายใน3 ปี ครอบคลุมตั้งแต่นักวิจัยพัฒนาระบบ วิศวกรผู้ประยุกต์ใช้ ไปจนถึงผู้ใช้งานวิชาชีพทั่วไป แต่จุดสำคัญคือความรวดเร็วในการปฏิบัติจริง ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความจำเป็นเร่งด่วนในการยกระดับทักษะและพัฒนาทักษะใหม่ (Upskill/Reskill) เพื่อเปลี่ยนผ่านบทบาทของแรงงานจากผู้ปฏิบัติงานไปเป็น ‘ผู้บริหารจัดการ AI’ ให้สอดคล้องกับการพัฒนาเทคโนโลยีและความต้องการของภาคธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

 

สภาพัฒน์แนะการเตรียมพร้อมในยุค AI

 

(1) การเร่งส่งเสริมการใช้ AI อย่างครอบคลุมและการยกระดับทุนมนุษย์: โดยภาครัฐควรเร่งสนับสนุนการประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับแรงงานในทุกระดับทักษะ เนื่องจากในระยะต่อไปประสิทธิภาพของ AI จะถูกพัฒนาให้สามารถทำงานทดแทนมนุษย์ได้มากขึ้นและกว้างขวางขึ้น การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้แรงงานสามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสมจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน ตลอดจนควรพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและระบบประมวลผลให้เพียงพอต่อความต้องการในอนาคต

 

(2) การปรับบทบาทของแรงงานทักษะสูงสู่การเป็น ‘ผู้บริหารจัดการ AI’: แรงงานในกลุ่มทักษะสูงจำเป็นต้องเสริมสร้างทักษะและความรู้เท่าทันเทคโนโลยี AI (AI Literacy) เพื่อให้สามารถกำกับดูแลและตรวจสอบผลลัพธ์/การทำงานของ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการจัดการกับข้อจำกัดเชิงเทคนิค เช่น การให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน ปัญหาอคติจากชุดข้อมูล และการรักษาความเป็นส่วนตัวของข้อมูล

 

(3) การพัฒนากรอบกฎหมายและธรรมาภิบาลดิจิทัลและการใช้ AI: โดยเฉพาะกลไกกำกับดูแลและกฎหมายที่เอื้อต่อการคุ้มครองแรงงานสิทธิของแรงงานทั้งในกระบวนการจ้างงาน การประเมินผล และการเลิกจ้างที่อาจมี AI เข้ามาเกี่ยวข้อง รวมถึงการกำหนดความรับผิดชอบทางกฎหมายในกรณีที่ระบบ AI ก่อให้เกิดความเสียหาย เช่น ธุรกรรมทางการเงิน การทำสัญญา หรือการดำเนินงานอัตโนมัติที่ไม่มีมนุษย์กำกับ ทั้งนี้ ควรออกแบบกฎหมายให้มีความยืดหยุ่น เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของ AI ได้อย่างทันท่วงที

 

ภาพ: IM Imagery / Shutterstock

The post แรงงานไทย 8.7 ล้านคนได้รับผลกระทบจาก Gen AI จับตา ‘Physical AI’ ระลอกถัดไป สะเทือนโรงงาน-โลจิสติกส์-งานบริการไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
World Constructors’ Championship Standings (Canadian GP 2026) https://thestandard.co/world-constructors-championship-canadian-gp/ Mon, 25 May 2026 11:01:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1210731 ตารางคะแนน World Constructors’ Championship หลังจบการแข่งขัน Canadian GP 2026

คะแนนสะสมประเภท Constructors’ Championship หลังจบสนามที […]

The post World Constructors’ Championship Standings (Canadian GP 2026) appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตารางคะแนน World Constructors’ Championship หลังจบการแข่งขัน Canadian GP 2026

คะแนนสะสมประเภท Constructors’ Championship หลังจบสนามที่ 4 ยังคงเป็น Mercedes ที่นำห่างๆ จากการชนะ Sprint ของ จอร์จ รัสเซลล์ และ Main Race จาก คิมี อันโตเนลลี ที่ชนะมา 4 สนามติด

 

ขณะที่ Ferrari รั้งอันดับ 2 อย่างเหนียวแน่น ส่วน McLaren ตามมาเป็นอันดับ 3

 

และนี่คือภาพรวมของ World Constructors’ Championship Standings หลังจบการแข่งขันที่ Circuit Gilles Villeneuve

 


 

ตารางคะแนน World Constructors’ Championship หลังจบการแข่งขัน Canadian GP 2026 1

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

The post World Constructors’ Championship Standings (Canadian GP 2026) appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดันอัญมณีไทยสู่เวทีโลก GIT เปิดตัว ‘The Cut : Design Identity Challenge’ เรียลลิตี้เฟ้นหานักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ ปั้น Soft Power ไทย พร้อมต่อยอดธุรกิจจริง https://thestandard.co/git-the-cut-thai-gems-soft-power/ Mon, 25 May 2026 10:53:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1210722 ภาพการเปิดตัวโครงการ ‘The Cut’ โดย GIT เพื่อเฟ้นหานักออกแบบอัญมณีและเครื่องประดับไทย

วันนี้ (25 พฤษภาคม) สุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถา […]

The post ดันอัญมณีไทยสู่เวทีโลก GIT เปิดตัว ‘The Cut : Design Identity Challenge’ เรียลลิตี้เฟ้นหานักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ ปั้น Soft Power ไทย พร้อมต่อยอดธุรกิจจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการเปิดตัวโครงการ ‘The Cut’ โดย GIT เพื่อเฟ้นหานักออกแบบอัญมณีและเครื่องประดับไทย

วันนี้ (25 พฤษภาคม) สุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ หรือ GIT เปิดตัวโครงการ ‘The Cut’” Design • Identity • Challenge ศึกประชันอัตลักษณ์ เจียระไนฝันสู่เวทีโลก รายการเรียลลิตี้เชิงสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ ที่มุ่งค้นหาและพัฒนานักออกแบบและนักสร้างสรรค์อัญมณีและเครื่องประดับรุ่นใหม่ ภายใต้แนวคิด ‘หนึ่งคน คือพรสวรรค์ หนึ่งทีม คือประวัติศาสตร์’ โดยโครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ โครงการ ‘The Gems and Jewelry Journeys in Thailand : เส้นทางแห่งเครื่องประดับไทยสู่สากลเชื่อมโยงการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมเครื่องประดับไทย เพื่อยกระดับเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์” ซึ่งมุ่งเชื่อมโยงการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย เพื่อยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และผลักดัน Soft Power ไทยสู่เวทีโลก

 

สุเมธ กล่าวว่า โครงการนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการค้นหาผู้ชนะจากการแข่งขัน แต่ต้องการสร้าง ‘นักสร้างสรรค์’ รุ่นใหม่ ที่สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล ทั้งในมิติของความคิดสร้างสรรค์ งานออกแบบ งานช่างฝีมือ และศักยภาพทางธุรกิจ

 

“เราเชื่อว่าอัตลักษณ์อัญมณีและเครื่องประดับไทยมีความโดดเด่น และสามารถพัฒนาเป็น Soft Power ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศได้อย่างยั่งยืน THE CUT จึงถูกออกแบบให้เป็นมากกว่ารายการแข่งขัน แต่เป็นแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพ และต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจในระดับนานาชาติ”สุเมธกล่าว

 

สำหรับรูปแบบการแข่งขัน ผู้เข้าแข่งขันจะต้องเผชิญโจทย์การออกแบบที่สะท้อนอัตลักษณ์ไทย ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ AI-assisted Design และ 3D Printing รวมถึงการเรียนรู้กลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลก

 

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของโครงการ คือกิจกรรม Business Matching ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าแข่งขันได้นำเสนอผลงานและแผนธุรกิจต่อผู้บริหาร นักลงทุน และภาคเอกชนชั้นนำ เพื่อผลักดันผลงานสู่เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม

 

ขณะเดียวกัน การแข่งขันรอบ Grand Finale จะจัดขึ้นภายในงาน Bangkok Jewelry Week 2026 บนพื้นที่ย่านเศรษฐกิจและประวัติศาสตร์สำคัญของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย ในเขตบางรัก สัมพันธวงศ์ และพระนคร ซึ่งถือเป็นย่านแห่งการค้า งานช่างฝีมือ และวัฒนธรรมเครื่องประดับไทยที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน โดยเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าแข่งขันได้จัดแสดงและจำหน่ายผลงานต่อผู้ซื้อทั้งชาวไทยและต่างประเทศ

 

นอกจากนี้ โครงการยังได้รับความร่วมมือจาก ทีมผู้ผลิตรายการมืออาชีพอย่าง ’KANTANA‘ ในการผลิตและถ่ายทอดเรื่องราวผ่านรายการเรียลลิตี้ เพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้าง และผลักดัน Soft Power อัญมณีและเครื่องประดับไทยสู่สายตาผู้ชมระดับสากล

 

สำหรับผู้ชนะการแข่งขัน จะได้รับรางวัลรวมมูลค่ากว่า 2,500,000 บาท พร้อมโอกาสสำคัญในการสร้างเครือข่ายธุรกิจ และต่อยอดสู่การเป็นผู้ประกอบการอัญมณีและเครื่องประดับในระดับนานาชาติ

 

ทั้งนี้ โครงการเปิดรับสมัครผู้ประกอบการ ช่างฝีมือ นักออกแบบ นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป ทั้งในรูปแบบเดี่ยวและแบบทีม ตั้งแต่วันนี้ – 7 มิถุนายน 2569

 

ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครเข้าร่วมโครงการได้ที่

 

 

ภาพการเปิดตัวโครงการ ‘The Cut’ โดย GIT เพื่อเฟ้นหานักออกแบบอัญมณีและเครื่องประดับไทย 1ภาพการเปิดตัวโครงการ ‘The Cut’ โดย GIT เพื่อเฟ้นหานักออกแบบอัญมณีและเครื่องประดับไทย 2ภาพการเปิดตัวโครงการ ‘The Cut’ โดย GIT เพื่อเฟ้นหานักออกแบบอัญมณีและเครื่องประดับไทย 3ภาพการเปิดตัวโครงการ ‘The Cut’ โดย GIT เพื่อเฟ้นหานักออกแบบอัญมณีและเครื่องประดับไทย 4ภาพการเปิดตัวโครงการ ‘The Cut’ โดย GIT เพื่อเฟ้นหานักออกแบบอัญมณีและเครื่องประดับไทย 5ภาพการเปิดตัวโครงการ ‘The Cut’ โดย GIT เพื่อเฟ้นหานักออกแบบอัญมณีและเครื่องประดับไทย 6ภาพการเปิดตัวโครงการ ‘The Cut’ โดย GIT เพื่อเฟ้นหานักออกแบบอัญมณีและเครื่องประดับไทย 7

The post ดันอัญมณีไทยสู่เวทีโลก GIT เปิดตัว ‘The Cut : Design Identity Challenge’ เรียลลิตี้เฟ้นหานักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ ปั้น Soft Power ไทย พร้อมต่อยอดธุรกิจจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผบ.ทบ. สั่งเกาะติดชายแดนไทย-กัมพูชา หลังพบยั่วยุหลายวิธีหวังให้ไทยตอบโต้ พร้อมยกระดับ หากกระทบชีวิต-ทรัพย์สินประชาชน https://thestandard.co/thai-cambodia-border-military-provocation/ Mon, 25 May 2026 10:43:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1210711 ภาพ พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

วันนี้ (25 พฤษภาคม) พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถ […]

The post ผบ.ทบ. สั่งเกาะติดชายแดนไทย-กัมพูชา หลังพบยั่วยุหลายวิธีหวังให้ไทยตอบโต้ พร้อมยกระดับ หากกระทบชีวิต-ทรัพย์สินประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

วันนี้ (25 พฤษภาคม) พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงผลการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก โดยเปิดเผยว่า ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้เน้นย้ำถึงภัยคุกคามในปัจจุบันที่มีความหลากหลายและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงขอให้ทุกหน่วยยึดมั่นในนโยบายและแนวทางดำเนินการของกองทัพบก เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจสอดคล้องไปในแนวทางเดียวกันและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมทั้งเน้นย้ำใน 4 เรื่องหลัก ได้แก่ การเฝ้าตรวจ, การปรับปรุงฐานที่มั่นเพื่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชน, การปรับปรุงเส้นทางอำนวยความสะดวกทางทหาร และการเก็บกู้ทุ่นระเบิด

 

สำหรับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะพื้นที่ห้วยตามาเรีย จังหวัดศรีสะเกษ ที่มีกระแสข่าวทหารกัมพูชายิงปืน 9 นัด เพื่อต่อต้านการสร้างอ่างเก็บน้ำของไทยนั้น พล.ต. วินธัย ระบุว่า เสียงอาวุธปืนที่ดังขึ้นมีความเป็นไปได้หลากหลาย แต่น้ำหนักน่าจะมาจากความไม่เรียบร้อยและการเสียวินัยของทหารกัมพูชามากกว่า ส่วนเรื่องอ่างเก็บน้ำปัจจุบันยังเป็นเพียงแนวคิดในอนาคตและยังเป็นพื้นที่ป่า จึงไม่ได้มีนัยสำคัญตามที่ฝั่งกัมพูชาพยายามนำไปขยายผล ทั้งนี้ ที่ผ่านมาฝั่งกัมพูชามีการใช้อาวุธแบบสะเปะสะปะและยั่วยุหลายรูปแบบ เช่น การใช้วาจาทะเลาะเบาะแว้งเพื่อบันทึกภาพ หรือการขับถ่ายตามแนวรั้วลวดหนาม ซึ่งฝ่ายไทยได้ตอบโต้ด้วยการยิงเตือนไม่เกิน 5 นัดเพื่อปรามตามระดับที่เหมาะสม

 

โฆษก ทบ. กล่าวต่อไปว่า ลักษณะการยั่วยุดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อให้เกิดเสียงและมุ่งหวังดูปฏิกิริยาของฝั่งไทย โดยยังไม่ประสงค์ต่อชีวิตและทรัพย์สิน จึงยังไม่เข้าข่ายการคุกคามรุนแรงและข่าวสารทางฝั่งกัมพูชาก็ไม่มีความน่าเชื่อถือเพียงพอ อย่างไรก็ตาม หากเมื่อใดที่การใช้อาวุธมีเป้าหมายต่อชีวิตและทรัพย์สิน จนทำให้เกิดการบาดเจ็บสูญเสียต่อประชาชนหรือกำลังพล ฝ่ายไทยก็พร้อมจะมีการตอบโต้อีกพฤติกรรมหนึ่งทันที ซึ่งเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชานี้ยังอยู่ในความสนใจของนานาชาติ ทีมโฆษก ทบ. และหน่วยในพื้นที่จึงต้องตั้งหลักอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่สามารถพิสูจน์ได้

 

เมื่อถามถึงพื้นที่สุ่มเสี่ยง พล.ต. วินธัย ชี้แจงว่า ผบ.ทบ. ให้ความสำคัญกับทุกพื้นที่เท่ากัน โดยมีพื้นที่เพ่งเล็งสำคัญ เช่น เขาพระวิหาร, ห้วยตามาเรีย จังหวัดศรีสะเกษ, ช่องจอม โอร์เสม็ด, ปราสาทตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์ และช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีโอกาสเกิดเหตุความไม่เรียบร้อยได้ แต่ในด้านการข่าวภาพรวมยังไม่มีการคุกคามขั้นรุนแรง ส่วนกรณีการบินโดรนของกัมพูชาบริเวณภูมะเขือนั้น พบว่าเป็นเพียงการบินมุมสูงในระยะเยื้อง ไม่ได้รุกล้ำเข้ามาในเขตไทย แต่หากมีการรุกล้ำเข้ามาจริง ทหารไทยก็จำเป็นต้องนำลงมาทันที ยืนยันว่ากองทัพยังคงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความไม่ประมาท

 

​นอกจากนี้ พล.ต. วินธัย ยังได้ชี้แจงถึงกระแสข่าวอื่นๆ โดยกรณีที่กัมพูชาจะนำผู้ต้องขังมาฝึกวิชาชีพตามแนวชายแดนนั้น มองว่าเป็นเพียงข่าวสารในฝั่งกัมพูชาและไม่น่าจะนำมาใช้ในกิจการทางทหารเพราะขัดหลักสากล ซึ่งไม่มีผลต่อการปฏิบัติงานของทหารไทย ส่วนสถานการณ์ชายแดน จังหวัดสระแก้ว ที่มีความไม่เรียบร้อยเรื่องพื้นที่ทำกิน เป็นความขัดแย้งของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งทางกระทรวงมหาดไทยและฝ่ายปกครองได้เข้าดำเนินการตามกลไกแล้ว ขณะที่ความเคลื่อนไหวของทหารกัมพูชาในจุดดังกล่าวถือว่าไม่ถี่มากนักเมื่อเทียบกับพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 2

 

​ด้าน พ.อ. ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ได้กล่าวเสริมถึงการประชุมกองเลขานุการคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (Sub-GBC) ซึ่งเป็นการประชุมต่อเนื่องจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ว่า เนื้อหาส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในกรอบเดิม เช่น การเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่ต่างฝ่ายต่างเก็บ และการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ โดยกองทัพบกได้ทำข้อเสนอภายในส่งไปยังกองบัญชาการกองทัพไทยและกระทรวงกลาโหมแล้ว

 

ส่วนกรณีที่มีภาพทหารกัมพูชาถือปืนหันมาทางฝั่งไทย ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นคลิปเก่า ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรูปแบบของสงครามข่าวสารที่มักจะมีการรายงานข้อมูลเกินจริง เช่น ยิงเพียง 2 นัด แต่ถูกนำไปขยายความว่าเป็น 22 นัด ซึ่งทางกองทัพได้มีการประสานงานตามขั้นตอนอยู่ตลอดเวลา

The post ผบ.ทบ. สั่งเกาะติดชายแดนไทย-กัมพูชา หลังพบยั่วยุหลายวิธีหวังให้ไทยตอบโต้ พร้อมยกระดับ หากกระทบชีวิต-ทรัพย์สินประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรรคประชาชนเตรียมยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ มีทั้งแบบเลือก สสร. โดยอ้อม และรัฐสภาเลือกยกชุด https://thestandard.co/people-party-constitution-amendment-drafts/ Mon, 25 May 2026 10:41:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1210707 ภาพประกอบการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับของพรรคประชาชน เพื่อเลือก สสร. 150 คน

พรรคประชาชนเตรียมยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหมวด 1 […]

The post พรรคประชาชนเตรียมยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ มีทั้งแบบเลือก สสร. โดยอ้อม และรัฐสภาเลือกยกชุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับของพรรคประชาชน เพื่อเลือก สสร. 150 คน

พรรคประชาชนเตรียมยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหมวด 15/1 ว่าด้วยกลไกการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จำนวน 2 ฉบับเข้าสู่รัฐสภาในสัปดาห์นี้

 

 
 

พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน เปิดเผยว่า พรรคมีเป้าหมายหลักในการผลักดันให้เกิดสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) จำนวน 150 คนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

 

พร้อมกำหนดกลไกป้องกันการผูกขาดอำนาจและไม่เพิ่มอำนาจพิเศษให้สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในการชี้ขาดเนื้อหา เพื่อให้การจัดทำรัฐธรรมนูญเป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย

 

จ่อยื่น 2 ฉบับ ภายใต้ 3 หลักการเดิม

 

การตัดสินใจยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญพร้อมกัน 2 ฉบับ เป็นผลสืบเนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ซึ่งพรรคประชาชนประเมินว่าได้สร้างข้อจำกัดที่อาจทำให้ประชาชนไม่สามารถเลือกตั้งผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง

 

ทางพรรคจึงออกแบบร่างขึ้นมา 2 รูปแบบเพื่อให้รัฐสภาบรรจุวาระการพิจารณาอย่างน้อย 1 ฉบับในวาระที่ 1 โดยร่างทั้งสองฉบับยึดถือ 3 หลักการ ได้แก่ การสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเลือกตั้งผู้ร่างรัฐธรรมนูญ การป้องกันการผูกขาดอำนาจเพื่อให้เกิดการยอมรับจากทุกภาคส่วน และการไม่เพิ่มอำนาจหรือเงื่อนไขพิเศษแก่ สว. ในกระบวนการชี้ขาดเนื้อหา

 

ทั้งนี้ สส. ของพรรคจะประชุมเพื่อสรุปรายละเอียดและร่วมลงชื่อในวันอังคารนี้ (26 พฤษภาคม)

 

สำหรับโครงสร้างของ สสร. ตามร่างของพรรคประชาชน จะประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 150 คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน โดยแบ่งเป็นตัวแทนเชิงพื้นที่และตัวแทนเชิงประเด็น กลุ่มอาชีพ หรือกลุ่มสังคม ความแตกต่างของร่างทั้ง 2 ฉบับอยู่ที่กระบวนการรับรองหลังการเลือกตั้ง

 

  • ฉบับที่ 1: รัฐสภาลงมติเห็นชอบรวดเดียว 150 คน ไม่เลือกแยก

 

ร่างฉบับแรกกำหนดให้ประชาชนเลือกตั้ง สสร. จำนวน 150 คน และส่งรายชื่อทั้งหมดให้รัฐสภารับรองแบบ ‘ทั้งชุด’ โดยไม่สามารถคัดแยกรับรองรายบุคคลได้

 

หากรัฐสภาให้การรับรอง สมาชิกทั้ง 150 คนจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ทันที แต่หากรัฐสภาไม่รับรอง จะต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด

 

  • ฉบับที่ 2: ประชาชนเลือก สสร. ให้รัฐสภาคัดเหลือครึ่งหนึ่ง

 

ส่วนร่างฉบับที่สองกำหนดให้ประชาชนเลือกตั้งผู้สมัครจำนวน 300 คน แล้วส่งรายชื่อให้รัฐสภาคัดเลือก ‘เหลือ 150 คน’ ภายใต้กระบวนการที่ป้องกันการผูกขาดและคงความเป็นอิสระของ สสร. จากพรรคการเมืองหรือสมาชิกรัฐสภา

 

โดยรายละเอียดกลไกของร่างฉบับนี้จะมีการเปิดเผยในวันยื่นร่าง

 

ห้ามเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง รัฐสภาเห็นชอบกึ่งหนึ่ง ไร้เงื่อนไขเสียง สว.

 

ในส่วนของการปฏิบัติหน้าที่ สสร. จะมีกรอบระยะเวลาทำงานไม่เกิน 360 วัน และสามารถดำเนินการต่อไปได้โดยไม่ถูกกระทบจากการยุบสภาผู้แทนราษฎรหรือการสิ้นสุดอายุของรัฐสภา

 

สสร. มีอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ภายใต้เงื่อนไขห้ามเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองหรือรูปแบบของรัฐตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 255

 

นอกจากนี้ สสร. ต้องจัดตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญหรือบุคคลภายนอกที่ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งเข้ามาร่วมงานได้ และสามารถตั้งคณะกรรมาธิการชุดอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น คณะกรรมาธิการรับฟังความเห็นของประชาชน

 

เมื่อกระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้น สสร. ต้องส่งร่างให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยต้องได้รับมติเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด

 

หากผ่านความเห็นชอบ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวจะถูกนำไปสอบถามความเห็นประชาชนผ่านการออกเสียงประชามติต่อไป

 

นอกจากการผลักดันร่างของตนเอง พรรคประชาชนได้ย้ำจุดยืนว่า สส. ของพรรคพร้อมร่วมลงชื่อสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคการเมืองอื่นหรือสมาชิกรัฐสภาส่วนอื่น เพื่อให้มีจำนวนรายชื่อเพียงพอต่อการยื่นเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ตราบใดที่ร่างเหล่านั้นมีเนื้อหาสอดคล้องกับหลักการสำคัญที่พรรคได้วางไว้

The post พรรคประชาชนเตรียมยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ มีทั้งแบบเลือก สสร. โดยอ้อม และรัฐสภาเลือกยกชุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ชนนพัฒฐ์’ สส.สงขลา พร้อมให้ DSI ตรวจสอบช่วงเปิดสมัยประชุม จี้ประธานสภาฯ สร้างบรรทัดฐานใหม่โดยไม่เลือกปฏิบัติ https://thestandard.co/chonnaput-mp-dsi-probe-standard/ Mon, 25 May 2026 10:29:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1210703 ภาพถ่าย สส.ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว

วันนี้ (25 พฤษภาคม) ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษ […]

The post ‘ชนนพัฒฐ์’ สส.สงขลา พร้อมให้ DSI ตรวจสอบช่วงเปิดสมัยประชุม จี้ประธานสภาฯ สร้างบรรทัดฐานใหม่โดยไม่เลือกปฏิบัติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพถ่าย สส.ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว

วันนี้ (25 พฤษภาคม) ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดสงขลา ได้ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Chonnaput Naksua (ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว) ถึงกรณีที่มีรายงานข่าวว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ทำหนังสือขออนุญาตต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเรียกตัวเข้าสู่กระบวนการสอบสวนตามขั้นตอนของกฎหมาย ในระหว่างที่สภาผู้แทนราษฎรกำลังอยู่ในช่วงเปิดสมัยประชุม

 

ชนนพัฒฐ์ เปิดเผยว่า ตนมีความมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบอย่างถูกต้องตามกฎหมายมาตั้งแต่ต้น โดยที่ผ่านมาได้เดินทางเข้าไปให้ข้อมูลกับทาง DSI ด้วยตนเองแล้ว เนื่องจากมีความเชื่อมั่นว่า เมื่อสังคมเกิดข้อสงสัย ผู้แทนราษฎรย่อมต้องมีความพร้อมที่จะเปิดโอกาสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบได้อย่างโปร่งใสตามกระบวนการยุติธรรม

 

สำหรับกรณีที่ DSI ต้องทำหนังสือถึงสภาผู้แทนราษฎรนั้น ชนนพัฒฐ์ มองว่าเป็นความจำเป็นที่หน่วยงานราชการต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญและกฎหมายอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สภาผู้แทนราษฎรกำลังเปิดสมัยประชุม การขอมติจากสภาฯ จึงเป็นสิ่งที่ต้องกระทำเพื่อให้สอดคล้องกับหลักนิติรัฐและป้องกันข้อบกพร่องในกระบวนการทางกฎหมายที่จะตามมาในภายหลัง ซึ่งตนถือว่ากระบวนการในครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองผ่านกระบวนการยุติธรรมอย่างตรงไปตรงมา และพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่

 

ประเด็นสำคัญที่ สส.สงขลา ได้เน้นย้ำและตั้งข้อสังเกต คือความยินดีที่จะใช้กรณีของตนเองเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างบรรทัดฐานใหม่ ให้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยระบุว่า แม้จะอยู่ในช่วงเปิดหรือปิดสมัยประชุม ตนก็พร้อมที่จะเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเสมอ อย่างไรก็ตาม ได้ฝากความหวังและข้อเรียกร้องอย่างตรงไปตรงมาถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยระบุว่า หากในอนาคตมีบุคคลใดถูกตั้งข้อสงสัยในลักษณะเดียวกัน ก็ขอให้ยึดถือบรรทัดฐานนี้ไปตลอด และขออย่าให้ประธานสภาฯ เลือกปฏิบัติต่อตนเองแต่เพียงผู้เดียว

 

ในช่วงท้าย ชนนพัฒฐ์ ได้กล่าวขอบคุณทุกกำลังใจจากพี่น้องประชาชน พร้อมยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ตนพร้อมเข้าสู่ทุกกระบวนการตามกฎหมายด้วยความบริสุทธิ์ใจ และจะยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนราษฎรเพื่อแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถต่อไปควบคู่กัน

 

อ้างอิง: https://www.facebook.com/share/p/1E6y5ZEg71/

The post ‘ชนนพัฒฐ์’ สส.สงขลา พร้อมให้ DSI ตรวจสอบช่วงเปิดสมัยประชุม จี้ประธานสภาฯ สร้างบรรทัดฐานใหม่โดยไม่เลือกปฏิบัติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
SMEs ไทยยืนอยู่ตรงไหน? เมื่อรายเล็ก 3 ล้านราย กำลังแบกหนี้ แข่งทุนใหญ่ และรอทางรอดจากรัฐ https://thestandard.co/thai-smes-debt-government-rescue/ Mon, 25 May 2026 09:48:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1210699 ภาพ ดร. ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SMEs

ท่ามกลางแรงกดดันที่กำลังถาโถมใส่ผู้ประกอบการ SMEs ไทย ต […]

The post SMEs ไทยยืนอยู่ตรงไหน? เมื่อรายเล็ก 3 ล้านราย กำลังแบกหนี้ แข่งทุนใหญ่ และรอทางรอดจากรัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ดร. ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SMEs

ท่ามกลางแรงกดดันที่กำลังถาโถมใส่ผู้ประกอบการ SMEs ไทย ตั้งแต่การเข้าถึงแหล่งทุนที่ยากขึ้น ภาระหนี้ท่วมหัว แถมต้นทุนธุรกิจยังสูงขึ้นไม่หยุด ไปจนถึงการแข่งขันจากสินค้านำเข้าที่รุกตลาดไทยหนักขึ้นเรื่อยๆ คำถามคือ วิกฤตครั้งนี้ยังพอมีทางออกหรือไม่ และรัฐจะเข้ามาช่วยได้ต่อลมหายใจได้ทันเวลาหรือไม่?

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

ความกังวลเหล่านี้ถูกหยิบขึ้นมาพูดอีกครั้ง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เปิดทำเนียบรัฐบาลรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชน รวมถึงตัวแทนผู้ประกอบการ SMEs เพื่อร่วมกันหาแนวทางประคองธุรกิจรายเล็กที่กำลังรับแรงเสียดทานจากหลายทิศทางเข้ามาพร้อมกัน

 

ล่าสุด THE STANDARD WEALTH มีโอกาสพูดคุยกับ ดร. ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SMEs ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวแทนที่เข้าไปพบรัฐบาล เพื่อเจาะลึกมุมมองต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงข้อเสนอเร่งด่วนที่อยากเห็นภาครัฐผลักดัน ก่อนที่ผู้ประกอบการจำนวนมากจะอ่อนแรงไปมากกว่านี้

 

ภาพ ดร. ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SMEs 1

ดร. ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SMEs

 

เปิดข้อเสนอสมาพันธ์ SMEs ถึงรัฐ ช่วยต่อลมหายใจรายเล็ก

 

ดร. ณพพงศ์ เล่าย้อนถึงการหารือกับภาครัฐในรอบแรกว่า ประเด็นที่นำเสนอไม่ได้มุ่งไปที่การขอเม็ดเงินช่วยเหลือหรือมาตรการอุดหนุนแบบหว่านแห แต่ต้องการให้รัฐมองภาพ SMEs ใหม่ และทำความเข้าใจโครงสร้างของผู้ประกอบการให้ลึกกว่าเดิม เพราะวันนี้ SMEs ไม่ได้เป็นกลุ่มเดียวกันอีกต่อไป

 

ปัจจุบันภายใต้คำว่า SMEs ยังมีความแตกต่างกันทั้งในแง่ขนาดธุรกิจ, ศักยภาพในการแข่งขัน, ระดับการเข้าถึงทุน, รวมถึงปัญหาที่แต่ละกลุ่มกำลังเผชิญอยู่ ซึ่งล้วนต้องการแนวทางแก้ไขที่ต่างกัน นั่นหมายความว่า หากรัฐยังใช้มาตรการแบบเดียวกับทุกธุรกิจ โอกาสที่ความช่วยเหลือจะไปไม่ถึงจุดที่ต้องการให้แก้ไขจริง ก็อาจเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง

 

SMEs ไม่ได้มีแค่ร้านใหญ่ แต่มีรายเล็กถึง 99.5% ที่กำลังทรุดหนัก

 

ประเด็นใหญ่ๆที่สมาพันธ์ฯ ได้สื่อสารกับรัฐบาลโดยตรง คือ ลบภาพจำของ SMEs ให้หลายคนเข้าใจสภาพความเป็นจริง เนื่องจากปัจจุบัน ผู้ประกอบการกลุ่มไมโคร หรือธุรกิจที่มีรายได้ไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อปี มีจำนวนมากถึง 2.75 ล้านราย และเมื่อรวมกับกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กจะมีจำนวนมากกว่า 3.15 ล้านราย หรือคิดเป็น 99.5% ของผู้ประกอบการทั้งประเทศ

 

ภาพ ดร. ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SMEs 2

ภาพ : ฐานิส สุดโต / THE STANDARD

 

กลุ่มนี้คือร้านอาหารริมทาง, ร้านก๋วยเตี๋ยว, ร้านโชห่วย, ผู้ค้าตลาดนัด, ร้านบริการขนาดเล็ก ไปจนถึงธุรกิจครอบครัวที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก แต่ปัญหาคือ ผู้ประกอบการจำนวนมากไม่มีงบการเงินที่เป็นระบบ ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อธนาคารได้

 

ขณะที่ในมุมของสถาบันการเงิน กลุ่มนี้ถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง แต่ผลตอบแทนต่ำ ส่งผลให้การปล่อยสินเชื่อมักเทไปยังธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีเอกสารทางการเงินครบถ้วนมากกว่า แน่นอนว่าผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ผู้ประกอบการรายเล็กจำนวนมากถูกผลักออกจากระบบเงินทุนตั้งแต่ต้น

 

เมื่อเข้าไม่ถึงเงินกู้ในระบบ ทางเลือกที่เหลือคือ พึ่งหนี้นอกระบบ

 

ดร ณพพงศ์ กล่าวต่อว่า ผู้ประกอบการจำนวนมากยังต้องหมุนเงินซื้อวัตถุดิบ จ่ายค่าแรง และรักษากระแสเงินสด เมื่อเข้าไม่ถึงเงินทุนในระบบ ทำให้หลายรายจำเป็นต้องหันไปพึ่งหนี้นอกระบบ ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 20-30% ต่อเดือน ต้นทุนลักษณะนี้ทำให้เจ้าของกิจการหลายคนใช้เวลาทั้งวันไปกับการหาเงินมาจ่ายดอกเบี้ย มากกว่าการพัฒนาธุรกิจ

 

แทนที่จะมีเงินลงทุนเพิ่มเครื่องจักร ปรับร้าน หรือเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ แต่ผู้ประกอบการกลับต้องอยู่ในวงจรหาเงินมาจ่ายดอกเพื่อหมุนหนี้แบบไม่จบสิ้น เตรียมข้อมูลรอพบรัฐบาลรอบสอง

 

อีกแรงกดดันที่สมาพันธ์ฯ ผลักดันมาตลอดคือ การแข่งขันกับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าจีน ที่ผ่านมาผู้ประกอบการไทยจำนวนมากต้องแบกรับต้นทุนทางการเงินสูง ต่างจากคู่แข่งจากต่างประเทศหลายรายที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในรูปแบบเงินอุดหนุน หรือมาตรการช่วยเหลือต้นทุน เมื่อฝั่งหนึ่งเริ่มต้นด้วยต้นทุนต่ำกว่า แล้วผู้ประกอบการไทยจะไปสู้ได้อย่างไร ในขณะที่ธุรกิจยังต้องกู้เงินดอกเบี้ยสูง แค่จุดเริ่มก็แข่งขันไม่ได้แล้ว

 

ภาพ ดร. ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SMEs 3

ภาพ : ฐานิส สุดโต / THE STANDARD

 

หลังการเข้าพบรัฐบาลรอบแรก สมาพันธ์ฯ อยู่ระหว่างเตรียมข้อมูลสำหรับการหารือรอบที่สอง ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าจะได้เข้าไปหารือกับรัฐบาลอีกในช่วงไหน แต่ระหว่างนี้ได้เตรียมแนวทางจัดทำ ‘สมุดสีน้ำเงิน’ ซึ่งเกิดจากความร่วมมือกับทีมศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยมหิดล ที่จะเตรียมลงพื้นที่เก็บข้อมูลและจัดเวิร์กชอปกับผู้นำผู้ประกอบการทั่วประเทศ

 

เป้าหมายการลงพื้นที่จะไม่ใช่เพียงแค่รวบรวมปัญหา แต่รวมถึงข้อเสนอและทางออกเชิงนโยบาย เพื่อนำเสนอให้นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีใช้เป็นแนวทางขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือ

 

แนะบริหารจัดการภาระหนี้บางส่วนชั่วคราว แต่ไม่ได้หมายถึงล้างหนี้

 

อีกหนึ่งในข้อเสนอ คือ ไม่ใช่ผู้ประกอบการทั้งหมดที่ต้องการกู้เงินเพิ่ม แต่สิ่งที่ต้องการมากที่สุดคือยอดขาย ซึ่งก็เริ่มเห็นสัญญาณบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่าง ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ มองว่าเป็นมาตรการที่ทำให้เม็ดเงินไหลลงสู่ร้านค้าและธุรกิจฐานรากโดยตรง เพราะเมื่อยอดขายกลับมา ผู้ประกอบการจะมีสภาพคล่องและสามารถดูแลธุรกิจได้ด้วยตนเอง

 

ภาพ ดร. ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SMEs 4

ภาพ : ฐานิส สุดโต / THE STANDARD

 

และอีกข้อเสนอคือให้รัฐเข้ามาบริหารจัดการภาระหนี้บางส่วนชั่วคราว แนวคิดนี้ไม่ได้หมายถึงการล้างหนี้ แต่เป็นการลดแรงกดดัน เพื่อให้ผู้ประกอบการมีพื้นที่หายใจ และกล้าลงทุนปรับตัว เพราะหากยังแบกภาระดอกเบี้ยสูงต่อเนื่อง ธุรกิจจำนวนมากอาจไม่มีโอกาสฟื้นตัวอีกเลย

 

ปลดล็อกสินเชื่อแบบใหม่ ต้องไม่ดูแค่งบการเงิน แต่ดูถึงศักยภาพจริง

 

สมาพันธ์ฯ ยังเสนอโมเดลสินเชื่อทางเลือก หรือกลไกกองทุนพิเศษที่ไม่ใช้เกณฑ์แบบธนาคารทั่วไป ซึ่งแทนที่จะพิจารณาเฉพาะงบการเงิน อาจใช้หน่วยงานภาคเอกชนในพื้นที่ เช่น หอการค้าจังหวัด หรือเครือข่ายผู้ประกอบการ เข้าช่วยประเมินจากศักยภาพหน้างาน ยกตัวอย่างเช่น ร้านก๋วยเตี๋ยวที่ขายดี มีลูกค้าประจำ แต่ไม่มีงบการเงิน ก็อาจเข้าถึงเงินทุนก้อนเล็กระดับ 2-5 แสนบาท เพื่อขยายกิจการได้

 

ข้อเสนออีกด้านคือการสร้างระบบสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำในระดับ 5-7% พร้อมกำหนดเงื่อนไขจูงใจ หากผู้ประกอบการผ่อนชำระตรงเวลาครบ 1 ปี อัตราดอกเบี้ยจะลดลงอีก เมื่อสร้างประวัติทางการเงินได้ต่อเนื่องครบ 2 ปี ก็สามารถส่งต่อเข้าสู่ระบบธนาคารปกติได้ในอนาคต โดยแนวคิดนี้ถูกมองว่าเป็นการสร้างเครดิตจากชีวิตจริง มากกว่าการวัดจากเอกสารเพียงอย่างเดียว

 

ทั้งนี้มองว่าการให้ทุนเพียงอย่างเดียวไม่พอ ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการควรได้รับการ Reskill และ Upskill อย่างต่อเนื่องทุก 2-3 เดือน ตั้งแต่การทำบัญชีพื้นฐาน การบริหารต้นทุน ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยี โดยขณะนี้ ประธานสมาพันธ์ SMEs เตรียมร่วมมือกับ Alibaba Group เพื่อนำองค์ความรู้ด้าน AI และเทคโนโลยีดิจิทัลมาให้ผู้ประกอบการเรียนรู้และปรับตัว

 

หากรัฐบาลผลักดันสำเร็จ เศรษฐกิจจะไม่ได้ฟื้นแค่ร้านเล็ก แต่ฟื้นทั้งระบบ

 

อย่างไรก็ตาม ประเมินว่า หากต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการลดจากระดับ 20-30% ต่อเดือน ลงมาเหลือเพียง 5% ต่อปี สิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่ใช่แค่ร้านค้าอยู่รอด แต่จะทำให้ธุรกิจมีเวลาปรับตัว มีเงินลงทุนเพิ่ม และกลับมาแข่งขันได้ และเมื่อเม็ดเงินหมุนผ่านกระเป๋าคนตัวเล็ก ความเชื่อมั่นจะค่อยๆ กลับมา ผู้ประกอบการกล้าซื้อสินค้า กล้าสต็อกของ และกล้าลงทุนอีกครั้ง

 

ท้ายที่สุด หากฐานรากซึ่งคิดเป็น 99.5% ของทั้งระบบ ฟื้นตัวได้ ก็จะส่งแรงต่อไปยังธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ ผ่านการบริโภคภายในประเทศ เพราะในวันที่เศรษฐกิจชะลอตัว บางครั้งจุดเริ่มต้นของการฟื้นตัว อาจไม่ได้อยู่ที่บริษัทใหญ่ แต่อยู่ที่ร้านเล็กหน้าปากซอย ที่ยังพยายามเปิดไฟรอขายของทุกเช้าอยู่เงียบๆ

The post SMEs ไทยยืนอยู่ตรงไหน? เมื่อรายเล็ก 3 ล้านราย กำลังแบกหนี้ แข่งทุนใหญ่ และรอทางรอดจากรัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลขาสภาพัฒน์ ชี้ไทยช่วยไทย พลัส ช่วยพยุงผู้ประกอบการรายเล็ก ดึง AI เสริมศักยภาพร้านค้า https://thestandard.co/thai-chuay-thai-plus-sme-ai/ Mon, 25 May 2026 09:41:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1210691 ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กำลังกล่าวบนเวที

วันนี้ (25 พฤษภาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล ดนุชา พิชยนันท์ เล […]

The post เลขาสภาพัฒน์ ชี้ไทยช่วยไทย พลัส ช่วยพยุงผู้ประกอบการรายเล็ก ดึง AI เสริมศักยภาพร้านค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กำลังกล่าวบนเวที

วันนี้ (25 พฤษภาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวถึงการลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทยพลัสในวันนี้ว่า มาตรการนี้ของรัฐบาลออกมาเพื่อดูแลเศรษฐกิจและกลุ่มแรงงาน โดยคาดหวังว่าจะมีส่วนช่วยพยุงสถานการณ์การจ้างงานในปีนี้ให้ดีขึ้น หลังจากต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจสูงขึ้น ส่วนผลทางเศรษฐกิจ รัฐบาลมุ่งหวังในเรื่องการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยมุ่งเน้นไปที่การลดค่าใช้จ่าย เนื่องจากแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน

 

เมื่อถามว่ามาตรการนี้เกี่ยวข้องกับการป้องกันปัญหาการเลิกจ้างงานในภาคการผลิตหรือไม่ ดนุชากล่าวว่า มาตรการที่ออกมาจะกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กสามารถรักษาการจ้างงานเอาไว้ได้ในระดับหนึ่ง

 

เมื่อถามว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัสจะสามารถยกระดับผู้ประกอบการร้านค้าให้มีความรู้เรื่องเทคโนโลยีมากขึ้นหรือไม่ ดนุชา กล่าวว่า ผู้พัฒนาแอปพลิเคชันเป๋าตังได้นำเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้ในโครงการนี้ เพื่อสร้างโอกาสให้กลุ่มแรงงานและผู้ประกอบการรายย่อย โดยนำฟังก์ชันนกกระซิบ มาใช้ช่วยผู้ประกอบการร้านค้ามากขึ้น

 

ทั้งนี้ ช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าทราบว่าสินค้าชนิดใดขายดีในช่วงเวลาใด เพื่อให้สามารถวางแผนการขายได้อย่างแม่นยำ แทนที่จะขายไปตามปกติโดยไม่เห็นข้อมูลเชิงลึก โดย AI จะช่วยคำนวณต้นทุนและวิเคราะห์ข้อมูลการค้าขาย ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถควบคุมต้นทุนและสร้างรายได้ได้ดีขึ้น รวมทั้งมีแนวคิดที่จะจัดอบรมให้ผู้ค้ารายย่อยสามารถใช้งาน AI เหล่านี้ได้จริง เพื่อลดต้นทุนและสร้างโอกาสทางการค้ามากขึ้น

The post เลขาสภาพัฒน์ ชี้ไทยช่วยไทย พลัส ช่วยพยุงผู้ประกอบการรายเล็ก ดึง AI เสริมศักยภาพร้านค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
World Drivers’ Championship Standings (Canadian GP 2026) https://thestandard.co/f1-drivers-standings-canadian-gp/ Mon, 25 May 2026 09:33:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1210687 ภาพกราฟิกแสดงอันดับคะแนนสะสมนักขับ F1 หลังการแข่งขัน Canadian GP 2026

ลุ้นแชมป์เต็มตัว! สำหรับ คิมี อันโตเนลลี ดาวรุ่งฟอร์มแร […]

The post World Drivers’ Championship Standings (Canadian GP 2026) appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงอันดับคะแนนสะสมนักขับ F1 หลังการแข่งขัน Canadian GP 2026

ลุ้นแชมป์เต็มตัว! สำหรับ คิมี อันโตเนลลี ดาวรุ่งฟอร์มแรงจาก Mercedes ที่เดินหน้าคว้าชัย 4 สนามติดต่อกัน ด้วยฟอร์มมั่นใจเต็มเปี่ยม ขึ้นนำคะแนนสะสมนักขับแบบทิ้งห่าง จอร์จ รัสเซลล์ เพื่อนร่วมทีมในอันดับ 2 ถึง 43 คะแนน

 

ขณะที่ ชาร์ลส์ เลอแคลร์ ยังรั้งอันดับ 3 ตามมาด้วย ลูอิส แฮมิลตัน กลับมาทำผลงานโดดเด่นในสนามนี้ ด้วยการจบอันดับ 2 ใน Main Race

 

และนี่คือภาพรวมของ World Drivers’ Championship Standings หลังจบการแข่งขันที่ Circuit Gilles Villeneuve
ดตล่าสุด ณ วันที่ 25 พฤษภาคม 2026**

 

ภาพกราฟิกแสดงอันดับคะแนนสะสมนักขับ F1 หลังการแข่งขัน Canadian GP 2026 1

The post World Drivers’ Championship Standings (Canadian GP 2026) appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยิบอินซอย องค์กรอายุ 100 ปี ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ตั้ง ‘ยิบอินซอย เน็กซ์’ ขับเคลื่อนธุรกิจรับยุค AI https://thestandard.co/yip-in-tsoi-restructure-ai/ Mon, 25 May 2026 09:20:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1210682 โลโก้บริษัท ยิบอินซอย พร้อมข้อความ 'ยิบอินซอย เน็กซ์' และข้อมูลการปรับโครงสร้างองค์กรรับยุค AI

บริษัท ยิบอินซอย จำกัด ปรับโครงสร้างองค์กรครั้งสำคัญในร […]

The post ยิบอินซอย องค์กรอายุ 100 ปี ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ตั้ง ‘ยิบอินซอย เน็กซ์’ ขับเคลื่อนธุรกิจรับยุค AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้บริษัท ยิบอินซอย พร้อมข้อความ 'ยิบอินซอย เน็กซ์' และข้อมูลการปรับโครงสร้างองค์กรรับยุค AI

บริษัท ยิบอินซอย จำกัด ปรับโครงสร้างองค์กรครั้งสำคัญในรอบศตวรรษ ด้วยการจัดตั้ง บริษัท ยิบอินซอย เน็กซ์ จำกัด เพื่อรวมกลุ่มธุรกิจด้าน Systems Integration, Enterprise Solutions และเทคโนโลยีดิจิทัลไว้ภายใต้โครงสร้างใหม่ รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในยุค AI และ Digital Transformation

 

ภายใต้โครงสร้างใหม่ บริษัท ยิบอินซอย จำกัด จะทำหน้าที่เป็น Holding Company กำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ การลงทุน และการบริหารพอร์ตธุรกิจของกลุ่มบริษัท ขณะที่ ยิบอินซอย เน็กซ์ จะเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจดิจิทัลเทคโนโลยีและบริการ Enterprise Solutions

 

มรกต ยิบอินซอย กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยิบอินซอย จำกัด กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 100 ปี ยิบอินซอยก้าวผ่านทั้งโอกาสและความท้าทายในทุกยุคสมัยได้ เพราะไม่หยุดพัฒนาองค์กรและไม่ยึดติดกับความสำเร็จในอดีต

 

“การปรับโครงสร้างครั้งนี้คือการออกแบบอนาคต เพื่อให้องค์กรเติบโตได้อย่างมั่นคง คล่องตัว และยั่งยืนในระยะยาว” มรกตกล่าว

 

สุภัค ลายเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยิบอินซอย เน็กซ์ จำกัด กล่าวว่า ยิบอินซอย เน็กซ์ จัดตั้งขึ้นภายใต้วิสัยทัศน์การเป็นองค์กรเทคโนโลยีแห่งอนาคต ที่มีความเชี่ยวชาญ ความคล่องตัว และความเข้าใจธุรกิจของลูกค้า โดยมองเทคโนโลยีเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและสร้างคุณค่าใหม่ให้กับทุกภาคส่วน

 

ยิบอินซอย เน็กซ์ เกิดจากการรวมกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีของยิบอินซอย ได้แก่ Cloud Infrastructure, AI Solutions, Cybersecurity, Data & Analytics, Managed Services และ Enterprise Solutions เพื่อรองรับความต้องการขององค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในยุค Trusted Digital Era

 

ปัจจุบัน ยิบอินซอย เน็กซ์ มีบุคลากรด้านเทคโนโลยีกว่า 1,500 คน พร้อมประสบการณ์จากโครงการขนาดใหญ่ในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งภาครัฐ สถาบันการเงิน โทรคมนาคม พลังงาน การแพทย์ การศึกษา และภาคอุตสาหกรรมชั้นนำของประเทศ ในฐานะหนึ่งในผู้ให้บริการ Enterprise Technology และ Systems Integrator รายใหญ่ของไทย

The post ยิบอินซอย องค์กรอายุ 100 ปี ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ตั้ง ‘ยิบอินซอย เน็กซ์’ ขับเคลื่อนธุรกิจรับยุค AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปลัดคลังย้ำลงทะเบียน ‘ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)’ แล้วรอตรวจสอบสิทธิ 3 วัน ได้สิทธิแน่นอนหากผ่านเกณฑ์ เผยระบบนับโควตาแล้ว https://thestandard.co/thai-chuay-thai-plus-registration-rights/ Mon, 25 May 2026 09:15:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1210678 ภาพกราฟิกโครงการไทยช่วยไทย พลัส พร้อมข้อความรอเช็กสิทธิ 3 วัน

ปลัดคลังยืนยัน ผู้ลงทะเบียนโครงการ ‘ไทยช่วยไทย Plus 60/ […]

The post ปลัดคลังย้ำลงทะเบียน ‘ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)’ แล้วรอตรวจสอบสิทธิ 3 วัน ได้สิทธิแน่นอนหากผ่านเกณฑ์ เผยระบบนับโควตาแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกโครงการไทยช่วยไทย พลัส พร้อมข้อความรอเช็กสิทธิ 3 วัน

ปลัดคลังยืนยัน ผู้ลงทะเบียนโครงการ ‘ไทยช่วยไทย Plus 60/40’ ที่อยู่ระหว่างรอตรวจสอบสิทธิ 3 วัน ไม่เสียสิทธิแน่นอน หากผ่านเกณฑ์คุณสมบัติ เนื่องจากระบบนับรวมอยู่ในยอดลงทะเบียนแล้ว มั่นใจ 30 ล้านสิทธิเพียงพอ หลังเปิดลงทะเบียนวันแรกยอดพุ่ง 23.2 ล้านคน

 

วันนี้ (25 พฤษภาคม) ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ตอบปมข้อกังวลการเข้าร่วม โครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)’ โดยยืนยันว่าประชาชนที่ลงทะเบียนใหม่และอยู่ระหว่างรอผลตรวจสอบสิทธิประมาณ 3 วัน จะไม่เสียสิทธิในการเข้าร่วมโครงการอย่างแน่นอน หากตรวจสอบแล้วมีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ที่กำหนด

 

เนื่องจากตัวเลขผู้ลงทะเบียนล่าสุด ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 23.2 ล้านคน ได้รวมกลุ่มผู้ที่อยู่ระหว่างรอตรวจสอบสิทธิเข้าไปในระบบเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น แม้จำนวนสิทธิ 30 ล้านสิทธิจะเต็มในระหว่างรอผลตรวจสอบ ผู้ที่ลงทะเบียนสำเร็จไว้ก่อนก็ยังคงได้รับสิทธิตามเดิม หากผ่านคุณสมบัติ

 

ทั้งนี้ หากมีการตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ผ่านเกณฑ์ สิทธิดังกล่าวจึงจะถูกนำกลับมาเปิดให้ประชาชนรายอื่นเข้ามาลงทะเบียนเพิ่มเติมต่อไป

 

สำหรับบรรยากาศการเปิดลงทะเบียนวันแรก ประชาชนให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการจำนวนมาก โดยในช่วง 30 นาทีแรก มียอดลงทะเบียนทะลุ 10 ล้านคน อย่างไรก็ดี ระบบยังสามารถรองรับได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลังมีการเพิ่มขีดความสามารถของระบบ (Scale up) ให้รองรับธุรกรรมได้สูงสุดถึง 700,000 รายการต่อวินาที

 

ลวรณยังแสดงความมั่นใจว่า จำนวน 30 ล้านสิทธิจะเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนอย่างแน่นอน เนื่องจากปัจจุบันประชากรไทยอายุ 18 ปีขึ้นไปมีประมาณ 53 ล้านคน และมีผู้ที่อยู่ในฐานข้อมูลโครงการภาครัฐรวมกว่า 43 ล้านคน เมื่อพิจารณาโครงการลักษณะเดียวกันในอดีต เช่น โครงการ ‘คนละครึ่ง’ ซึ่งเคยเปิดลงทะเบียนแบบปลายเปิดไว้ แต่มีผู้ใช้สิทธิสูงสุดประมาณ 28 ล้านคนเท่านั้น

 

ส่วนกรณีที่รัฐบาลไม่ได้ให้สิทธิอัตโนมัติ แต่เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมเองนั้น ลวรณระบุว่า เป็นไปตามข้อกฎหมายที่กำหนดให้ประชาชนต้องกดยืนยันและยอมรับเงื่อนไข (Consent) ด้วยตนเองก่อนเข้าร่วมโครงการ

 

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังขอความร่วมมือผู้ประกอบการร้านค้าเดิมในระบบ ซึ่งมีอยู่ราว 1 ล้านราย ให้เข้ามากดยืนยันสิทธิการเข้าร่วมโครงการอีกครั้ง ขณะที่ร้านค้าใหม่สามารถติดต่อสาขาของ ธนาคารกรุงไทย เพื่อสมัครเข้าร่วมโครงการได้

 

ลวรณกล่าวเพิ่มเติมว่า ในรอบนี้ แอปพลิเคชัน ‘ถุงเงิน’ จะเริ่มนำเทคโนโลยี AI หรือ ‘นกกระซิบ’ มาใช้ เพื่อช่วยร้านค้าในการค้นหาข้อมูล บริหารต้นทุน และจัดทำบัญชีอย่างง่าย ซึ่งจะช่วยให้ร้านค้ารายย่อยที่ไม่เคยมีข้อมูลทางการเงิน สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบจากธนาคารของรัฐได้ง่ายขึ้น

 

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังมองว่า โครงการไทยช่วยไทย Plus (60/40) จะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยลดภาระค่าครองชีพและบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

The post ปลัดคลังย้ำลงทะเบียน ‘ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)’ แล้วรอตรวจสอบสิทธิ 3 วัน ได้สิทธิแน่นอนหากผ่านเกณฑ์ เผยระบบนับโควตาแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
TFEX เผยโวลุ่มเทรด Gold Futures 4 เดือนแรก โต 19% จากค่าเฉลี่ยปี 68 สูงสุดในตลาดอาเซียน พร้อมเปิดเทรด Mini Gold Futures ลดหลักประกันลง 10 เท่า ให้รายย่อยเข้าถึงง่ายขึ้น https://thestandard.co/tfex-gold-futures-mini-asean-retail/ Mon, 25 May 2026 09:07:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1210674 ภาพกราฟิกแสดงทองคำแท่งและกราฟการซื้อขาย พร้อมข้อความ 'คนไทยเทรด Gold Futures สูงสุดในอาเซียน TFEX เปิด Mini Gold ลดหลักประกันลง 10 เท่า'

TFEX เผยโวลุ่มเทรด Gold Online Futures โต 19% ทะลุ 5.2 […]

The post TFEX เผยโวลุ่มเทรด Gold Futures 4 เดือนแรก โต 19% จากค่าเฉลี่ยปี 68 สูงสุดในตลาดอาเซียน พร้อมเปิดเทรด Mini Gold Futures ลดหลักประกันลง 10 เท่า ให้รายย่อยเข้าถึงง่ายขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงทองคำแท่งและกราฟการซื้อขาย พร้อมข้อความ 'คนไทยเทรด Gold Futures สูงสุดในอาเซียน TFEX เปิด Mini Gold ลดหลักประกันลง 10 เท่า'

TFEX เผยโวลุ่มเทรด Gold Online Futures โต 19% ทะลุ 5.2 หมื่นสัญญาต่อวัน สูงสุดในตลาดอาเซียน ล่าสุด เปิดการซื้อขาย Mini Gold Online Futures ลดมูลค่าหลักประกันลง 10 เท่า มาเหลือ 1.5 หมื่นบาทต่อสัญญา

 

จากข้อมูลรายงานการซื้อขายรายเดือนของ TFEX พบว่า ปริมาณการซื้อขาย Gold Online Futures หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าทองคำในตลาด TFEX ตั้งแต่ต้นปี 2569 จนถึงสิ้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา เฉลี่ยอยู่ที่ 52,937 สัญญาต่อวัน เพิ่มขึ้น 19% จากค่าเฉลี่ยเมื่อปี 2568 และเพิ่มขึ้น 37% จากค่าเฉลี่ยในช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

ตรีวิทย์ วังวรวุฒิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TFEX กล่าวว่า ปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นทำให้การซื้อขาย Gold Online Futures ของไทย เป็นอันดับ 1 ในตลาดอาเซียน

 

ทั้งนี้ TFEX เปิดให้ซื้อขาย Gold Online Futures ตั้งแต่ปี 2561 ก่อนที่ปริมาณการซื้อขายจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปีแรกมีการซื้อขายเฉลี่ย 2,759 สัญญา ขยับขึ้นไปถึง 6 หมื่นสัญญา ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากราว 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ไปสูงสุดที่ 5,600 ดอลลาร์ ก่อนจะลดลงมาอยู่ที่ 4,500 ดอลลาร์ ในปัจจุบันทำให้หลักประกันในการซื้อขาย Gold Online Futures เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.5 แสนบาทต่อสัญญา

 

ตรีวิทย์กล่าวต่อว่า แม้ปริมาณการซื้อขาย Gold Online Futures จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ยังมีช่องว่างที่สำคัญ เนื่องจากราคาทองคำโลกที่เพิ่มขึ้น ทำให้มูลค่าของสัญญาและมูลค่าของหลักประกันเพิ่มขึ้นตาม จนนักลงทุนบางส่วน โดยเฉพาะนักลงทุนรายย่อยเข้าถึงผลิตภัณฑ์นี้ได้ยากขึ้น

 

“Mini Gold Online Futures จะเข้ามาปิดช่องว่างนี้ โดย 1 สัญญา จะเท่ากับ 1 ทรอยออนซ์ หรือประมาณ 2 บาททองคำไทย โดยที่หลักประกันลดลง 10 เท่า” ตรีวิทย์กล่าว

 

ณ วันที่ 25 พฤษภาคม มูลค่าหลักประกันของ Mini Gold Online Futures อยู่ที่ 15,050 บาทต่อสัญญา

 

ภาพ: e-crow/ Shutterstock

The post TFEX เผยโวลุ่มเทรด Gold Futures 4 เดือนแรก โต 19% จากค่าเฉลี่ยปี 68 สูงสุดในตลาดอาเซียน พร้อมเปิดเทรด Mini Gold Futures ลดหลักประกันลง 10 เท่า ให้รายย่อยเข้าถึงง่ายขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>