News – THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 17 Aug 2026 13:46:03 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ไอซ์ รักชนก ปฏิเสธข้อหาหมิ่น สุชาติ ลั่นเป็นนักการเมืองต้องรับคำวิจารณ์ได้ https://thestandard.co/ice-rakchanok-denies-suchart-defamation/ Mon, 17 Aug 2026 13:46:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1243001 รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ สน.ทองหล่อ

วันนี้ (17 สิงหาคม) รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคป […]

The post ไอซ์ รักชนก ปฏิเสธข้อหาหมิ่น สุชาติ ลั่นเป็นนักการเมืองต้องรับคำวิจารณ์ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ สน.ทองหล่อ

วันนี้ (17 สิงหาคม) รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ตามหมายเรียก ในคดีที่ สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ทนายความ แจ้งความในข้อหาเผยแพร่โดยการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ในประการที่ทำให้ประชาชนตื่นตระหนกตกใจ และหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา โดยวันนี้ รักชนกเข้ารับทราบข้อกล่าวหาและพิมพ์ลายนิ้วมือ พร้อมปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

ดูภาพข่าว 

รักชนก กล่าวว่า จริง ๆ แล้วในเรื่องนี้ต้องยืนยันว่าคนที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เป็นนักการเมืองควรที่จะถูกติชมได้ทั้งในเชิงกฎหมายและศีลธรรม และควรที่จะรับคำวิพากษ์วิจารณ์ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ส่วนตัวคิดว่าคนดำรงตำแหน่งทางการเมืองควรที่จะมีความอดทนอดกลั้นมากกว่าบุคคลทั่วไป

 

“เพราะถ้าหากไม่สามารถอดทนอดกลั้นได้ต่อคำวิจารณ์ได้ ก็ลาออกไปทำมาหากินอาชีพอื่น เพราะบุคคลที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยังไงจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ในทุกเรื่องที่ถูกใช้อำนาจของรัฐ และควรที่จะสามารถให้ประชาชนหรือบุคคลทั่วไปติชมได้หรือวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นที่เป็นสาธารณะได้” รักชนก กล่าว

 

เมื่อถามว่าได้ให้คำให้การไปด้วยหรือไม่นั้น รักชนก กล่าวว่า เดี๋ยวจะส่งเป็นลายลักษณ์อักษร

 

ส่วนกรณีที่ทนายความของสุชาติมาสังเกตการณ์ด้วย และมีการพยายามเข้ามาหาตัว รักชนก กล่าวว่า จริง ๆ วันนี้เขาไม่ต้องมาก็ได้ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขามาทำไม ต้องไปถามเขา

 

รักชนก กล่าวต่อไปว่า เราต้องการมาอยู่แล้ว แต่ว่าครั้งที่แล้วเหมือนกับทนายจะประสานผิดพลาดเลยเลื่อนไม่ทัน ซึ่งเราไม่ได้มีเจตนาหรือมีวัตถุประสงค์ที่จะหลบหนีอะไรอยู่แล้วนะ ที่ไหนก็ไปทุกนัด

 

รักชนก กล่าวอีกว่า ตำรวจก็ดำเนินการปกติเหมือนกับบุคคลธรรมดาทั่วไป ไม่ได้กังวล เป็นคดีฟ้องปิดปาก เป็นคดี SLAPP ปกติที่เกิดขึ้น ซึ่งจริง ๆ แล้วจะบอกว่ามันก็อาจจะสร้างภาระให้เราต้องมีการเดินทาง แต่ยืนยันว่า เราทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในฐานะที่ได้รับความไว้วางใจจากพ่อแม่พี่น้องประชาชน

 

ส่วนจะมีการพูดคุยด้วยดีกับสุชาติหรือไม่ รักชนก กล่าวว่า ตามกระบวนการ แต่คิดว่าต่อจากนี้ก็คงไม่มีอะไรที่ต้องไกล่เกลี่ยกันแล้ว ก็ตามกระบวนการอะไรไป เพราะว่าเหมือนกับพอไกล่เกลี่ยไปแล้วมันตกลงกันอีกอย่างหนึ่ง แล้วก็นำไปพูดอีกอย่างหนึ่ง ไม่รู้ว่าจะไปสู่ตรงนั้นทำไม

 

เมื่อถามว่าทางทนายความของสุชาติพยายามจะเข้ามาร่วมเฟรมกับ รักชนก เป็นครั้งที่สองแล้ว มองอย่างไร รักชนก กล่าวว่า คิดว่าเขาอยากจะมาพูดคุยหรือไม่ หรือมีวัตถุประสงค์อะไร สงสัยเหมือนกัน และไม่มีอะไรจะสื่อสารกับทนาย ก็อยากทำอะไรก็ทำ

 

ส่วนคดีที่ศาลอาญาตลิ่งชันได้มีหมายเรียกเพื่อพิจารณาประเด็นการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในการถอนฟ้องนั้น รักชนก กล่าวว่า อันนี้ไม่แน่ใจว่าเขาไปยื่นร้องว่าอย่างไร แต่คงต้องไปเจอกันที่ศาล

 

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าขณะที่ รักชนก กำลังให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ณัฐวุฒิ ทนายความของสุชาติได้เดินเข้ามาพูดคุย ทำให้ รักชนก กล่าวว่าไม่อยากคุยด้วย และขอให้ตำรวจช่วยอำนวยความสะดวก เพื่อไม่ให้เกิดการปะทะกัน

 

ด้านณัฐวุฒิ กล่าวว่า “คุณไม่ต้องมาไล่ผม พฤติกรรมของคุณอย่าเลย วันนี้ผมได้นำเรียนที่สื่อมวลชนว่ามาติดตามคุณรักชนก” ขณะที่ รักชนก ตอบว่า “ตอนนี้กำลังให้สัมภาษณ์ รบกวนช่วยออกจากเฟรมด้วย” ก่อนทนายความจะตอบกลับว่า “ผมไม่ได้อยากมาร่วมเฟรมกับคุณหรอก”

 

จากนั้น รักชนก ได้เปลี่ยนไปยืนบริเวณป้ายด้านหน้า สน.ทองหล่อ พร้อมบอกว่า “ถ้างั้นห้ามตามมา” ก่อนที่ระหว่างเดินออกไป ทนายความจะตะโกนว่า “ดูสิครับ นี่คือผู้ต้องหา”

 

ภาพ: แพรพลอย เลิศรักษ์กุล

 

 

รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ สน.ทองหล่อ 1รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ สน.ทองหล่อ 2รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ สน.ทองหล่อ 3รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ สน.ทองหล่อ 4รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ สน.ทองหล่อ 5รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ สน.ทองหล่อ 6รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ สน.ทองหล่อ 7รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ สน.ทองหล่อ 8

The post ไอซ์ รักชนก ปฏิเสธข้อหาหมิ่น สุชาติ ลั่นเป็นนักการเมืองต้องรับคำวิจารณ์ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทินถึงซิดนีย์ เตรียมพบภาคธุรกิจ-ชุมชนไทย เดินหน้าความสัมพันธ์ไทย-ออสเตรเลีย https://thestandard.co/anutin-sydney-australia-business-community/ Mon, 17 Aug 2026 13:18:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1242989 ภาพอนุทิน ชาญวีรกูล เดินทางถึงนครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย และได้รับการต้อนรับ

วันนี้ (17 สิงหาคม) เวลา 22.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครซิด […]

The post อนุทินถึงซิดนีย์ เตรียมพบภาคธุรกิจ-ชุมชนไทย เดินหน้าความสัมพันธ์ไทย-ออสเตรเลีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอนุทิน ชาญวีรกูล เดินทางถึงนครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย และได้รับการต้อนรับ

วันนี้ (17 สิงหาคม) เวลา 22.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครซิดนีย์ เครือรัฐออสเตรเลีย ซึ่งเร็วกว่าไทย 3 ชั่วโมง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางถึงนครซิดนีย์ เครือรัฐออสเตรเลีย เพื่อเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 17-20 สิงหาคม 2569 ตามคำเชิญของแอนโทนี แอลบาเนซี (The Honourable Anthony Albanese) นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย โดยการเยือนครั้งนี้มุ่งขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย-ออสเตรเลียให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสองประเทศในทุกมิติ

 

เมื่อเดินทางถึง ไมเคิล จอห์น เดลี (The Honourable Michael John Daley MP) อัยการสูงสุดรัฐนิวเซาท์เวลส์ ในฐานะผู้แทนผู้สำเร็จราชการแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ พร้อมด้วยลอร่า ทอมป์สัน (Mrs. Laura Thomson) รองอธิบดี ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีฝ่ายพิธีการทูต สำนักนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเครือรัฐออสเตรเลีย และคารินา คาเมรอน (Mrs. Karina Cameron) รองอธิบดีกรมพิธีการทูตของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ให้การต้อนรับ

 

ทั้งนี้ พิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการจะจัดขึ้นในวันพุธที่ 19 สิงหาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาลออสเตรเลีย

 

สำหรับวันพรุ่งนี้ (18 สิงหาคม 2569) นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการสำคัญในนครซิดนีย์ ดังนี้

 

ช่วงเช้า นายกรัฐมนตรีจะเข้าเยี่ยมคารวะผู้สำเร็จราชการแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ ณ Government House จากนั้นจะกล่าวปาฐกถาที่ Lowy Institute สถาบันวิจัยด้านนโยบายระหว่างประเทศที่มีบทบาทสำคัญของออสเตรเลีย โดยจะนำเสนอวิสัยทัศน์ของไทยต่อความสัมพันธ์ไทย-ออสเตรเลีย ตลอดจนแนวทางส่งเสริมความร่วมมือในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

 

จากนั้น นายกรัฐมนตรีจะพบปะชุมชนไทยและเยี่ยมชมย่าน Thai Town เพื่อรับฟังความคิดเห็นและพบปะพี่น้องชาวไทยในออสเตรเลีย ก่อนพบหารือกับผู้บริหารบริษัท Canva Pty Ltd. บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของออสเตรเลีย พร้อมเยี่ยมชมสำนักงาน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรม และโอกาสส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลระหว่างไทยกับออสเตรเลีย

 

ช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมกิจกรรมหารือกับภาคธุรกิจ (Networking Reception) ณ โรงแรม Crown Sydney เพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างภาคธุรกิจ และสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างภาคเอกชนไทยและออสเตรเลีย ก่อนรับประทานอาหารค่ำร่วมกับภาคเอกชนไทย และเดินทางต่อไปยังกรุงแคนเบอร์รา โดยมีกำหนดเดินทางถึงท่าอากาศยาน Fairbairn กรุงแคนเบอร์รา เวลา 21.30 น.

The post อนุทินถึงซิดนีย์ เตรียมพบภาคธุรกิจ-ชุมชนไทย เดินหน้าความสัมพันธ์ไทย-ออสเตรเลีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ต่างชาติถือที่ดินไทย 36,277 นิติบุคคล ‘ชลบุรี’ ครองแชมป์ จับตา ‘นอมินี’ https://thestandard.co/foreign-land-thailand-nominee-probe/ Mon, 17 Aug 2026 13:09:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1242983 แผนภาพแสดงสถิตินิติบุคคลต่างชาติถือครองที่ดินในประเทศไทย

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ลุยตรวจนิติบุคคลถือครองอสังหาริมทร […]

The post ต่างชาติถือที่ดินไทย 36,277 นิติบุคคล ‘ชลบุรี’ ครองแชมป์ จับตา ‘นอมินี’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผนภาพแสดงสถิตินิติบุคคลต่างชาติถือครองที่ดินในประเทศไทย

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ลุยตรวจนิติบุคคลถือครองอสังหาริมทรัพย์ พบมีนิติบุคคลที่ต่างชาติร่วมลงทุนและถือครองโฉนดที่ดิน 36,277 ราย กระจุกตัวในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และเมืองท่องเที่ยวสำคัญ เผย ‘ชลบุรี’ ครองอันดับสูงสุด

 

 
 

พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมได้รับความอนุเคราะห์ข้อมูลการถือครองอสังหาริมทรัพย์โดยนิติบุคคลจากกรมที่ดิน จำนวน 144,706 ราย และได้นำมาตรวจสอบกับนิติบุคคล ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมจำนวน 125,662 ราย พบว่า มีการถือครองอสังหาริมทรัพย์ (โฉนดที่ดิน) จำนวน 123,542 ราย แบ่งเป็น นิติบุคคลสถานะเป็นไทย 100% จำนวน 87,265 ราย และมีต่างชาติร่วมลงทุน จำนวน 36,277 ราย

 

โดยส่วนที่หายไป 2,120 ราย เป็นการถือครองอาคารชุด ซึ่งจะมีการตรวจสอบต่อไป และในนิติบุคคลที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์

 

ส่วนใหญ่มีที่ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล 6 จังหวัด กรุงเทพฯ นนทบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี สมุทรสาคร นครปฐม

 

ถือครองที่ดิน

 

รวมถึงจังหวัดแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ 10 จังหวัด ชลบุรี สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต ระยอง เชียงใหม่ เชียงราย ประจวบคีรีขันธ์ กระบี่ พังงา แม่ฮ่องสอน รวม 16 จังหวัด มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 35,154 ราย ที่เหลือ 1,123 ราย กระจายอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ

 

โดยสรุปมีนิติบุคคลที่มีต่างชาติร่วมลงทุนและถือครองโฉนดที่ดินทั่วประเทศ รวม 36,277 ราย แบ่งเป็น สัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติน้อยกว่าหรือเท่ากับ 49% รวม 31,516 ราย แบ่งเป็นห้างหุ้นส่วน 146 ราย บริษัทจำกัด 30,633 ราย

 

บริษัทมหาชนจำกัด 737 รายและสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติ ตั้งแต่ 49% ขึ้นไป รวม 4,761 ราย แบ่งเป็นห้างหุ้นส่วน 11 ราย บริษัทจำกัด 4,709 ราย บริษัทมหาชนจำกัด 41 ราย

 

ทั้งนี้ กรมจะถือว่านิติบุคคลทั้ง 36,277 ราย เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะต้องตรวจสอบทั้งหมด แต่ในนี้ ก็มีนิติบุคคล ที่ได้สิทธิ์ในการถือครองที่ดินจริง ๆ

 

เช่น ได้รับอนุญาตให้ถือครองภายใต้กฎหมายการนิคมอุตสาหกรรม หรือได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ส่วนใหญ่จะอยู่ในจังหวัดชลบุรี และระยอง ที่เป็นพื้นที่ EEC ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่ม 4,761 ราย

 

ส่วนที่อยู่ในกลุ่ม 31,516 ถือเป็นกลุ่มเสี่ยง เพราะมีต่างชาติมาร่วมถือหุ้น แต่ไม่เกิน 49% ซึ่งอาจจะมีการใช้นอมินีเข้ามาถือหุ้นแทน ส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดท่องเที่ยว

 

หากเป็นกรณีที่มีการลงทุนร่วมกันจริง เช่น สัดส่วน 51 ต่อ 49 หรือ 60 ต่อ 40 หรือ 70 ต่อ 30 ก็ถือว่าถูกต้องตามกฎหมาย แต่หากพบว่าต่างชาติถือหุ้น 49% คนไทยถือหุ้น 51% แต่เงินลงทุนไม่ใช่ของคนไทยจริง ก็จะต้องดำเนินการตรวจสอบและดำเนินคดีต่อไป

 

นอกจากนี้ยังพบว่าบางส่วนเป็นชาวต่างชาติที่ซื้อเป็นที่อยู่อาศัย แต่อาจใช้วิธีตั้งบริษัท ให้คนไทยถือหุ้นแทน ซึ่งต้องมีการตรวจสอบ และเป็นเรื่องในระดับนโยบายว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

 

สำหรับการถือครองโฉนดที่ดินของนิติบุคคลที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติไม่เกิน 49% จำนวน 31,516 ราย พบว่า ถือครองโฉนดที่ดิน 1 แปลง จำนวน 20,537 ราย 2-5 แปลง 8,068 ราย 6-10 แปลง 1,511 ราย ตั้งแต่ 11 แปลงขึ้นไป 1,400 ราย และเนื้อที่รวมที่ถือครอง ไม่เกิน 1 ไร่ 21,106 ราย เกิน 1 ไร่ แต่ไม่เกิน 2 ไร่ 2,250 ราย เกิน 2 ไร่ แต่ไม่เกิน 5 ไร่ 2,490 ราย เกิน 5 ไร่ แต่ไม่เกิน 10 ไร่ 1,505 ราย และเกิน 10 ไร่ขึ้นไป 3,865 ราย

 

หากมีการลงทุนร่วมกันระหว่างต่างชาติและไทย โดยต่างชาติถือหุ้นไม่เกิน 49% ถือว่าถูกต้องตามกฎหมาย แต่หาก 49% นั้นเป็นเงินลงทุนของชาวต่างชาติทั้งหมด

 

โดยไม่มีคนไทยร่วมลงทุนจริง หรือมีคนไทยถือหุ้น 51% ในลักษณะนอมินี จะต้องมีการตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม

 

พูนพงษ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้กรมอยู่ระหว่างตรวจสอบการ ถือครองอาคารชุดของนิติบุคคลต่างชาติ โดยกำลังรอข้อมูลจากกรมที่ดินอยู่

 

หากได้มา ก็จะมีชี้แจงให้เห็นรายละเอียดการถือครองต่อไป ซึ่งปัญหาของอาคารชุด ตามกฎหมายให้ต่างชาติถือครองได้ 49% ของพื้นที่ เช่น 100 ห้อง ซื้อได้ 49 ห้อง ส่วนที่เหลือซื้อไม่ได้ ต้องขายให้คนไทย

 

แต่ที่ผ่านมา เกิดปัญหา คือ ต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินีผ่านการตั้งบริษัท แล้วให้บริษัทเข้าไปซื้ออาคารชุดในส่วนที่เหลือ แล้วมาปล่อยเช่า หรือขายต่อ ซึ่งเมื่อได้รายละเอียด ก็จะตรวจสอบเชิงลึกต่อไป

สำหรับโทษตามกฎหมาย

 

หากมีการตรวจสอบพบ ต่างชาติถือครองที่ดิน กรมที่ดินก็จะบังคับขายภายใน 180 วัน เมื่อขายได้แล้ว ก็เอาเงินคืนชาวต่างชาติ ส่วนกรณีตรวจเจอการเป็นนอมินี กรมก็จะดำเนินการตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และในส่วนของคนต่างด้าว ที่ลักลอบประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีโทษตามมาตรา 37 ในอัตราโทษเดียวกัน

 

ทั้งนี้ ปัญหาการถือครองที่ดินโดยต่างชาติผ่านบริษัทนิติบุคคลไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เกิดขึ้นมานานกว่า 20 ปีแล้ว เพียงแต่ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเห็นความสำคัญและเริ่มร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เนื่องจากเป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่สามารถแก้ไขโดยหน่วยงานเดียวได้

 

สำหรับช่วง 7 เดือนของปี 2569 (มกราคม-กรกฎาคม) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจ ในประเทศไทยจำนวน 736 ราย เพิ่มขึ้น 153 ราย คิดเป็น 26% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (583 ราย)

 

เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 219,208 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59,748 ล้านบาท คิดเป็น 37% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (159,460 ล้านบาท)

 

ประเทศที่ลงทุนในไทย

 

จีน-สหรัฐฯ ลงทุนไทยสูงสุด 7 เดือน

 

ในช่วง 7 เดือนของปี 2569 (มกราคม-กรกฎาคม) มีประเทศที่เข้ามาลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

 

  • จีน 133 ราย คิดเป็น 18% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 38,603 ล้านบาท
  • สหรัฐอเมริกา 121 ราย คิดเป็น 16% ของธุรกิจต่างชาติ ในไทย เงินลงทุน 6,226 ล้านบาท
  • สิงคโปร์ 97 ราย คิดเป็น 13% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 61,112 ล้านบาท
  • ญี่ปุ่น 94 ราย คิดเป็น 13% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 45,085 ล้านบาท
  • ฮ่องกง 72 ราย คิดเป็น 10% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 14,077 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 219 ราย คิดเป็น 30% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 54,105 ล้านบาท
 

The post ต่างชาติถือที่ดินไทย 36,277 นิติบุคคล ‘ชลบุรี’ ครองแชมป์ จับตา ‘นอมินี’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจไทยฟื้นไม่ทั่วถึง! Easy Money ชี้ครึ่งแรกปีนี้ ยอดจำนำพุ่ง 2.39 หมื่นล้าน แรงงานอิสระ 13.8 ล้านคน-SME สภาพคล่องตึงตัว https://thestandard.co/thai-economy-uneven-recovery-pawn-loans/ Mon, 17 Aug 2026 13:05:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1242979 ภาพทองคำและเครื่องประดับบนเคาน์เตอร์โรงรับจำนำ สะท้อนภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง

แม้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จะได้อานิสงส […]

The post เศรษฐกิจไทยฟื้นไม่ทั่วถึง! Easy Money ชี้ครึ่งแรกปีนี้ ยอดจำนำพุ่ง 2.39 หมื่นล้าน แรงงานอิสระ 13.8 ล้านคน-SME สภาพคล่องตึงตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพทองคำและเครื่องประดับบนเคาน์เตอร์โรงรับจำนำ สะท้อนภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง

แม้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จะได้อานิสงส์จากการส่งออกและการท่องเที่ยว แต่ Easy Money ชี้ภาวะเศรษฐกิจไทยยังเป็นการ “ฟื้นตัวแบบไม่ทั่วถึง” (Uneven Recovery) กระทบแรงงานอิสระกว่า 13.8 ล้านคน ส่งผลให้ความต้องการสภาพคล่องหมุนเวียนพุ่งสูง สถิติจำนำใหม่ H1/2569 ทะยานแตะ 2.39 หมื่นล้านบาท (+32.8% YoY) โดยมีทองคำและอัญมณีครองแชมป์หลักประกันยอดนิยม ขณะที่ “อัตราทรัพย์หลุด” ต่ำเพียง 0.75% สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่ไม่ได้ต้องการขายขาด แต่ใช้โรงรับจำนำยุคใหม่เป็นเครื่องมือบริหารกระแสเงินสด

 

 
 

เศรษฐกิจไทย H1/69 ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง

 

นายสุธี พนาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อีซี่มันนี่ กรุ๊ป เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 แม้จะเห็นสัญญาณบวกจากภาคการส่งออก การท่องเที่ยว และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ แต่ในความเป็นจริง ประเทศไทยกำลังเผชิญกับภาวะ ‘ฟื้นตัวแบบไม่ทั่วถึง’ (Uneven Recovery) โดยแรงส่งทางเศรษฐกิจยังกระจายไม่ถึงภาคครัวเรือน กลุ่มฐานราก และผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ที่ยังคงแบกรับภาระหนี้สินระดับสูง รายได้ถดถอย และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

 

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ปัจจุบันไทยมี ผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่มีลูกจ้างสูงถึง 13.8 ล้านคน (คิดเป็น 1 ใน 3 ของผู้มีงานทำทั้งหมด) ชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างแรงงานไทยขยับไปสู่การทำธุรกิจส่วนตัว การค้าขายออนไลน์ และงานรับจ้างอิสระมากขึ้น แม้คนกลุ่มนี้จะมีรายได้เข้ามา แต่ความไม่สม่ำเสมอของกระแสเงินสดกลายเป็นโจทย์ใหญ่ในการดำรงชีวิตและการทำธุรกิจ

 

สินทรัพย์ค้ำประกันพุ่ง 2.39 หมื่นล้าน ทรัพย์หลุดต่ำเพียง 0.75%

 

จากโจทย์การบริหารสภาพคล่องดังกล่าว ส่งผลให้บทบาทของสินเชื่อทางเลือกที่มีทรัพย์ค้ำประกัน (Asset-Backed Financing) เติบโตขึ้นอย่างโดดเด่น

 

สุธี กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 อีซี่มันนี่มียอดสินเชื่อที่มีหลักประกันจำนำใหม่รวม 2.39 หมื่นล้านบาท เติบโตขึ้น 32.8% YoY โดยเฉพาะเดือนมกราคม ยอดจำนำใหม่พุ่งสูงถึง 163%

 

โดย TOP 5 สินทรัพย์ยอดนิยมที่ลูกค้านำมาเป็นหลักประกัน ประกอบด้วย

 

  • ทองคำรูปพรรณ 96.5%
  • เพชร พลอย และอัญมณี
  • ทองคำแท่ง 99.99%
  • พระเลี่ยม / พระทองคำ / วัตถุมงคล
  • ทองเจือ นาก และเงิน

 

ประเด็นที่น่าสนใจคือ อัตราทรัพย์หลุดจำนำในครึ่งปีแรก 2569 อยู่ในระดับต่ำเพียง 0.75% โดยมูลค่าและปริมาณทรัพย์ที่หลุดลดลงถึง 34% และ 39% ตามลำดับเมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคและผู้ประกอบการยุคใหม่ว่า ‘ไม่ได้ต้องการขายขาดสินทรัพย์’ แต่เลือกใช้โรงรับจำนำสถาบันเป็นสถาบันการเงินทางเลือกในการสร้างสภาพคล่องระยะสั้น และพร้อมไถ่ถอนคืนเมื่อสถานการณ์ทางการเงินคลี่คลาย

 

ความเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนว่า Asset-Backed Financing กำลังยกระดับจากเพียง ‘แหล่งเงินฉุกเฉิน’ ไปสู่การเป็น “เครื่องมือบริหารกระแสเงินสดเชิงรุก” (Proactive Cash Flow Tool) ของคนเมืองและ SME

 

แนะครึ่งปีหลัง เน้นรักษาสภาพคล่อง มากกว่าขยายการลงทุน

 

สำหรับทิศทางเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง 2569 Easy Money ประเมินว่า แม้จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ เช่น โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เข้ามาช่วยเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนและกำลังซื้อ แต่ปัจจัยกดดันด้านหนี้ครัวเรือน ความไม่แน่นอนของการค้าโลก และรายได้ที่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ยังคงเป็นความท้าทายหลัก

 

“โจทย์ของเศรษฐกิจไทยในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่การกระตุ้นตัวเลขเติบโต แต่คือการสร้างความสามารถในการบริหารสภาพคล่องให้กับครัวเรือนและผู้ประกอบการ Asset-Backed Financing จะมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนสินทรัพย์ที่มีอยู่ให้กลายเป็นสภาพคล่องที่เข้าถึงง่าย โปร่งใส และยืดหยุ่น เพื่อให้ผู้คนก้าวข้ามความผันผวนได้อย่างยั่งยืน” สุธี พนาวร กล่าวสรุป

The post เศรษฐกิจไทยฟื้นไม่ทั่วถึง! Easy Money ชี้ครึ่งแรกปีนี้ ยอดจำนำพุ่ง 2.39 หมื่นล้าน แรงงานอิสระ 13.8 ล้านคน-SME สภาพคล่องตึงตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.กลาโหมเปิดงาน Thailand Security Dialogue ย้ำกองทัพต้องพร้อมรับมือภัยคุกคาม เปลี่ยน ‘ผู้ซื้อ’ สู่ ‘ผู้สร้าง’ และไม่เลือกข้าง https://thestandard.co/thailand-security-dialogue-defense/ Mon, 17 Aug 2026 12:23:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1242975 พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวเปิดงาน Thailand Security Dialogue 2026

วันนี้ (17 สิงหาคม) พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่ […]

The post รมว.กลาโหมเปิดงาน Thailand Security Dialogue ย้ำกองทัพต้องพร้อมรับมือภัยคุกคาม เปลี่ยน ‘ผู้ซื้อ’ สู่ ‘ผู้สร้าง’ และไม่เลือกข้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวเปิดงาน Thailand Security Dialogue 2026

วันนี้ (17 สิงหาคม) พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวเปิดงานสัมมนาทางวิชาการด้านความมั่นคง Thailand Security Dialogue 2026 ภายใต้หัวข้อหลัก “Defence and Security in an Era of Uncertainty” (การป้องกันประเทศและความมั่นคงในยุคแห่งความไม่แน่นอน) โดย พล.ท. อดุลย์ ได้แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับทิศทางของกองทัพและยุทธศาสตร์ความมั่นคงของไทยในภาวะที่โลกกำลังเผชิญความผันผวน ไร้ระเบียบ ทั้งในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และภัยคุกคามอุบัติใหม่

 

พล.ท. อดุลย์ ระบุว่า ธีมการจัดงานในปีนี้สะท้อนถึงสภาวะความจริงของโลกในปัจจุบันอย่างเด่นชัด ที่ซึ่งความเสี่ยงและความท้าทายด้านความมั่นคงมีความซับซ้อนและไร้ระเบียบมากกว่ายุคใดๆ โดยฉายภาพจากประสบการณ์รับราชการทหารตั้งแต่ระดับผู้บังคับหน่วยในสนาม ชายแดน แม่ทัพภาคที่ 2 จนถึงระดับผู้กำหนดนโยบายในปัจจุบันว่า “สงครามยุคใหม่ไม่ได้วัดกันที่ขนาดของกองทัพเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่คำถามสำคัญคือ ใครจะปรับตัวได้เร็วกว่า มีระบบคิดวิเคราะห์และการตัดสินใจที่แม่นยำกว่า รวมถึงสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในชาติได้มากกว่า” พร้อมย้ำว่าการป้องกันประเทศในปัจจุบันไม่อาจเป็นภารกิจของกองทัพเพียงลำพัง แต่คือวาระแห่งชาติที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน

 

ในส่วนของภัยคุกคามรูปแบบใหม่ รัฐมนตรีกลาโหมย้ำว่า ความน่ากลัวที่สุดไม่ใช่ภัยคุกคามที่เรามองเห็น แต่คือภัยที่เรามองไม่เห็นและไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด เช่น สงครามไซเบอร์, สงครามข้อมูลข่าวสาร, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), โดรน, อาวุธไร้คนขับ การโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนวิกฤตเศรษฐกิจจากผลกระทบด้านกำแพงภาษี

 

ดังนั้นยุทธศาสตร์ความมั่นคงยุคใหม่จึงต้องมองเห็นความเสี่ยงก่อนที่จะลุกลามเป็นวิกฤต พร้อมฉายแนวคิดการยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศว่า ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องเปลี่ยนมุมมองจาก “การซื้อความมั่นคง” ไปสู่ “การสร้างขีดความสามารถขึ้นเอง” โดยเฉพาะเทคโนโลยีโดรน ระบบไซเบอร์ และดาวเทียม

 

รัฐมนตรีกลาโหมกล่าวว่า แม้ซื้ออาวุธที่ดีที่สุด แต่หากใช้ไม่เป็นหรือไม่มีข้อมูลที่ถูกต้องก็ไร้ความหมาย ดังนั้นการจัดซื้อจัดจ้างในอนาคตจึงต้องตอบให้ได้ว่า ประเทศชาติได้อะไรกลับมา ไม่ใช่ได้แค่ยุทโธปกรณ์ แต่ต้องได้องค์ความรู้ บุคลากร และเทคโนโลยี เพื่อนำไปสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

 

นอกจากนี้ พล.ท. อดุลย์ ยังกล่าวถึงการวางตัวและรักษาสมดุลด้านความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างประเทศว่า ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน ไทยต้องไม่เลือกข้าง แต่ต้องยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นศูนย์กลาง พร้อมสร้างความร่วมมือบนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมและการเคารพซึ่งกันและกัน

 

ทั้งนี้ ช่วงหนึ่งของการกล่าวเปิดงาน พล.ท. อดุลย์ได้กล่าวถึงแนวคิดเกี่ยวกับโครงการสร้างพื้นที่เชื่อมโยงทางเศรษฐกิจอย่างคอคอดกระและแลนด์บริดจ์ในอดีต โดยระบุเป็นมุมมองส่วนตัวว่า หากไทยจะผลักดันให้เกิดโครงสร้างพื้นฐานที่อาจกลายเป็นเวทีแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ สิทธิในการตัดสินใจขั้นสุดท้ายต้องเป็นของประเทศไทยเองอย่างมีเอกราช โดยไม่อยู่ภายใต้การครอบงำหรือข้อจำกัดจากมหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

 

ช่วงท้าย รัฐมนตรีกลาโหมได้ฝากข้อคิดไว้ถึงความพร้อมของประเทศในการรับมือภัยคุกคามว่า “ประเทศที่มั่นคง ไม่ใช่ประเทศที่ไม่เคยเผชิญหน้ากับภัยคุกคาม แต่คือประเทศที่เมื่อพบกับภัยคุกคามแล้ว ยังสามารถหยัดยืน ตัดสินใจ และเดินหน้าต่อไปข้างหน้าได้”

 

พร้อมกล่าวสรุปว่าความมั่นคงในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่แค่การสร้างกำลังรบเพื่อเอาชนะในสงคราม แต่คือการสร้างขีดความสามารถของประเทศในทุกมิติ ทั้งกองทัพ รัฐบาล ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้พร้อมรับมือและอยู่รอดได้ในโลกที่ไร้ระเบียบ

 

สำหรับงาน Thailand Security Dialogue 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16–18 สิงหาคม 2026 ณ โรงแรม ดิ แอทธินี กรุงเทพฯ ถือเป็นเวทีหารือยุทธศาสตร์ความมั่นคงระดับภูมิภาคที่สำคัญ จัดโดยสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ (สปท.) มีผู้เข้าร่วมทั้งผู้นำเหล่าทัพ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพ ผู้ช่วยทูตทหารจากประเทศต่างๆ และนักวิชาการด้านความมั่นคง

The post รมว.กลาโหมเปิดงาน Thailand Security Dialogue ย้ำกองทัพต้องพร้อมรับมือภัยคุกคาม เปลี่ยน ‘ผู้ซื้อ’ สู่ ‘ผู้สร้าง’ และไม่เลือกข้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
CLICX เปิดตัวผลิตภัณฑ์เงินฝากใหม่ ‘CLICX Save More 2%’ ชูดอกเบี้ยสูง 2% ต่อปี ตั้งแต่บาทแรก สูงสุด 1 ล้านบาท นาน 12 เดือน https://thestandard.co/clicx-save-more-deposit/ Mon, 17 Aug 2026 12:14:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1242971 ภาพโปรโมทผลิตภัณฑ์เงินฝาก CLICX Save More 2% ที่มีข้อความดอกเบี้ยสูงและถอนได้ตลอดเวลา

วันนี้ (17 สิงหาคม) ธนาคารคลิกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ CLI […]

The post CLICX เปิดตัวผลิตภัณฑ์เงินฝากใหม่ ‘CLICX Save More 2%’ ชูดอกเบี้ยสูง 2% ต่อปี ตั้งแต่บาทแรก สูงสุด 1 ล้านบาท นาน 12 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโปรโมทผลิตภัณฑ์เงินฝาก CLICX Save More 2% ที่มีข้อความดอกเบี้ยสูงและถอนได้ตลอดเวลา

วันนี้ (17 สิงหาคม) ธนาคารคลิกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ CLICX Bank ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขารายแรกของประเทศไทย เปิดตัวผลิตภัณฑ์เงินฝากใหม่ ‘CLICX Save More 2%’ พ็อกเกตเงินฝากใหม่ ด้วยดอกเบี้ย 2% ต่อปี ตั้งแต่บาทแรก สูงสุด 1 ล้านบาท นาน 12 เดือน ส่วนเงินฝากที่เกิน 1 ล้านบาท จะได้รับอัตราดอกเบี้ย 0.50% ต่อปี

 

CLICX Bank ยังชูจุดเด่น ‘เงินออมที่สร้างผลตอบแทนควบคู่ความคล่องตัว’ เนื่องจากสามารถย้ายเงินเข้า-ออก และ นำไปใช้จ่ายได้ทุกเมื่อ ตอบโจทย์คนเริ่มสร้างเงินเก็บ ไปจนถึงกลุ่มที่ต้องการบริหารเงินพักให้เกิดประโยชน์

 

สุพร สุนทรโรหิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารคลิกซ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเปิดให้ผู้ฝากสามารถเริ่มสร้างผลตอบแทนได้ตั้งแต่บาทแรก ขณะเดียวกันยังคงมีอิสระในการบริหารเงินตามความจำเป็นของแต่ละคน ทำให้การออมไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการมีเงินก้อนใหญ่ หรือแลกกับข้อจำกัดในการนำเงินมาใช้เมื่อจำเป็น แต่สามารถเริ่มต้นได้ตามความพร้อมและเติบโตไปพร้อมกับการใช้ชีวิต ซึ่งธนาคารเชื่อว่าแนวทางนี้จะช่วยเพิ่มทางเลือกให้คนไทยสามารถบริหารเงินที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสร้างแรงจูงใจให้การเก็บออมเป็นเรื่องที่เริ่มต้นและทำต่อเนื่องได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งก้าวของการขับเคลื่อน Financial Well-being ให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

สำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มทางเลือกในการออมผ่านพ็อกเกต CLICX Save More 2% โดยสามารถเปิดพ็อกเกตได้ตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น. – 30 กันยายน 2569 เวลา 23.59 น. และจำกัด 50,000 พ็อกเกต แล้วแต่เงื่อนไขใดจะถึงก่อน

 

โดยผู้สนใจจะต้องมีบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ CLICX Save ก่อน จึงจะสามารถเปิดพ็อกเกตผ่านแอปพลิเคชัน CLICX ได้ โดยเงินฝากตั้งแต่บาทแรกจนถึง 1 ล้านบาท จะได้รับอัตราดอกเบี้ย 2.00% ต่อปี เป็นระยะเวลา 12 เดือน นับจากวันที่เปิดพ็อกเกต ส่วนเงินฝากที่เกิน 1 ล้านบาท จะได้รับอัตราดอกเบี้ย 0.50% ต่อปี

 

ทั้งนี้ ธนาคารจะคำนวณดอกเบี้ยทุกวันจากยอดเงินคงเหลือ ณ สิ้นวัน และโอนดอกเบี้ยเข้าพ็อกเกตทุกวันที่ 1 ของเดือน พร้อมเปิดให้ผู้ฝากสามารถย้ายเงินออกจากพ็อกเกตเพื่อนำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ทุกเมื่อ

The post CLICX เปิดตัวผลิตภัณฑ์เงินฝากใหม่ ‘CLICX Save More 2%’ ชูดอกเบี้ยสูง 2% ต่อปี ตั้งแต่บาทแรก สูงสุด 1 ล้านบาท นาน 12 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
แม็กซ์ เวอร์สแตพเพน เปิดตัวหมวกพิเศษ ส่งท้าย Dutch GP ที่ซานด์ฟอร์ต https://thestandard.co/max-verstappen-helmet-dutch-gp-zandvoort/ Mon, 17 Aug 2026 12:08:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1242967 แม็กซ์ เวอร์สแตพเพน สวมหมวกกันน็อกดีไซน์พิเศษสำหรับ Dutch Grand Prix ครั้งสุดท้าย

แม็กซ์ เวอร์สแตพเพน เปิดตัวหมวกกันน็อกดีไซน์พิเศษสำหรับ […]

The post แม็กซ์ เวอร์สแตพเพน เปิดตัวหมวกพิเศษ ส่งท้าย Dutch GP ที่ซานด์ฟอร์ต appeared first on THE STANDARD.

]]>
แม็กซ์ เวอร์สแตพเพน สวมหมวกกันน็อกดีไซน์พิเศษสำหรับ Dutch Grand Prix ครั้งสุดท้าย

แม็กซ์ เวอร์สแตพเพน เปิดตัวหมวกกันน็อกดีไซน์พิเศษสำหรับศึก Dutch Grand Prix 2026 ซึ่งจะเป็นการแข่งขันในบ้านของเจ้าตัวที่ซานด์ฟอร์ตเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนสนามแห่งนี้หลุดจากปฏิทิน F1 หลังจบฤดูกาลนี้

 

หมวกใบพิเศษมาในโทนขาว-น้ำเงิน ได้แรงบันดาลใจจาก Delft Blue ศิลปะเครื่องเคลือบสีน้ำเงิน-ขาวอันเป็นเอกลักษณ์ของเนเธอร์แลนด์ พร้อมรายละเอียดที่สื่อถึงบ้านเกิดของนักขับ Red Bull

 

เวอร์สแตพเพนโพสต์ภาพหมวกพร้อมข้อความสั้นๆ ว่า “สำหรับโฮมเรซครั้งสุดท้ายของผม ขอบคุณซานด์ฟอร์ต”

 

สำหรับ Dutch GP กลับคืนสู่ปฏิทิน F1 ในปี 2021 โดยเวอร์สแตพเพนคว้าชัยในบ้านได้ 3 ปีติดต่อกันระหว่างปี 2021-2023 ก่อนที่ แลนโด นอร์ริส และ ออสการ์ ปิอัสตรี จะเป็นผู้ชนะในปี 2024 และ 2025 ตามลำดับ ขณะที่การแข่งขันปี 2026 จะพิเศษยิ่งขึ้นด้วยการจัด Sprint Weekend ที่ซานด์ฟอร์ตเป็นครั้งแรก

 

แม็กซ์ เวอร์สแตพเพน สวมหมวกกันน็อกดีไซน์พิเศษสำหรับ Dutch Grand Prix ครั้งสุดท้าย 1แม็กซ์ เวอร์สแตพเพน สวมหมวกกันน็อกดีไซน์พิเศษสำหรับ Dutch Grand Prix ครั้งสุดท้าย 2แม็กซ์ เวอร์สแตพเพน สวมหมวกกันน็อกดีไซน์พิเศษสำหรับ Dutch Grand Prix ครั้งสุดท้าย 3แม็กซ์ เวอร์สแตพเพน สวมหมวกกันน็อกดีไซน์พิเศษสำหรับ Dutch Grand Prix ครั้งสุดท้าย 4

The post แม็กซ์ เวอร์สแตพเพน เปิดตัวหมวกพิเศษ ส่งท้าย Dutch GP ที่ซานด์ฟอร์ต appeared first on THE STANDARD.

]]>
OKMD เสนอแนวทางรับมือการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี-สังคมสูงวัย พัฒนา 3 ทักษะอนาคต สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ https://thestandard.co/okmd-future-skills-longevity/ Mon, 17 Aug 2026 12:04:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1242959 ภาพกราฟิกแสดงแนวคิดการพัฒนาทักษะอนาคตและการรับมือสังคมสูงวัยของ OKMD

สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ O […]

The post OKMD เสนอแนวทางรับมือการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี-สังคมสูงวัย พัฒนา 3 ทักษะอนาคต สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงแนวคิดการพัฒนาทักษะอนาคตและการรับมือสังคมสูงวัยของ OKMD

สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD ระบุถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการเตรียมความพร้อมของประชากรไทย เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างที่สำคัญสองประการ ได้แก่ การเข้ามามีบทบาทของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเข้าสู่สังคมอายุยืน (Longevity)

 

การรักษาระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระบบเศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge Economy) จำเป็นต้องอาศัยการพัฒนาทักษะแห่งอนาคตควบคู่ไปกับการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Learning Ecosystem)

 

ดร.อภิชาติ ประเสริฐ รองผู้อำนวยการ OKMD เน้นย้ำว่า ภาระการเตรียมความพร้อมนี้ไม่สามารถปล่อยให้เป็นหน้าที่ของประชาชนเพียงลำพัง แต่ต้องได้รับการสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐ การสร้างกรอบความคิดด้านการเรียนรู้ในสังคม และการปรับตัวของภาคธุรกิจจากการแข่งขันด้วยต้นทุนไปสู่การแข่งขันด้วยองค์ความรู้

 

สำหรับแนวทางการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ดร.อภิชาติระบุว่า ความรู้พื้นฐานเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการรับมือในอนาคต ประชากรจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาทักษะสำคัญ 3 กลุ่มประกอบด้วย กลุ่มแรกคือทักษะความเป็นมนุษย์ (Human Skills) ซึ่งครอบคลุมความสามารถในการคิดวิเคราะห์แก้ไขปัญหาที่มีความซับซ้อน ความคิดสร้างสรรค์ การบูรณาการองค์ความรู้ข้ามสาขาวิชา ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น การทำงานร่วมกัน และภาวะผู้นำ ซึ่งเป็นทักษะที่มีความสำคัญมากขึ้นในยุคที่มีการใช้เทคโนโลยี

 

กลุ่มที่สองคือทักษะด้านเทคโนโลยีและขีดความสามารถในอนาคต (Future Capability and Technology Skills) โดยเน้นที่การทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงความเข้าใจในความสัมพันธ์ของข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ และระบบอัตโนมัติ

 

กลุ่มที่สามคือทักษะด้านความยั่งยืน (Sustainability Skills) ซึ่งรวมถึงความรู้ด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Literacy) ที่เชื่อมโยงมิติทางธรรมชาติ เศรษฐกิจ สังคม และอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน ความรู้ด้านแนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว (BCG) ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ตลอดจนความเข้าใจในกฎระเบียบและมาตรฐานใหม่ของโลก (Process Literacy) ที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ

 

ในมิติของการเข้าสู่สังคมอายุยืน OKMD ได้นำเสนอแนวคิดการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มอายุขัย แต่คือการรักษาสมรรถภาพทางสมอง ร่างกาย จิตใจ และความสามารถในการพึ่งพาตนเองให้นานที่สุด

 

แนวคิดนี้ได้รับการอภิปรายในวงเสวนาหัวข้อ ‘Your Brain at 90: Keeping It Sharp, Living it Well – สมองจะอยู่กับเราแบบไหนในวันที่เราอายุ 90’ โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านสมอง จิตเวชผู้สูงอายุ และการออกแบบสภาพแวดล้อม ได้แก่ นพ.ธารา รักษ์อารีผล, นพ.ชุมพล สุรพันธ์ไพโรจน์, นพ.กฤต วรรณพฤกษ์ และ อ.ดร.ญาณิศา เนียรนาครกุล ร่วมให้ความเห็น

 

ผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่า การดูแลผู้สูงวัยต้องบูรณาการทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสภาพแวดล้อม ประเด็นสำคัญจากการเสวนาชี้ให้เห็นว่า การปฏิบัติของสมาชิกในครอบครัวที่ทำกิจวัตรต่างๆ แทนผู้สูงวัยด้วยความหวังดี อาจส่งผลให้ความสามารถในการพึ่งพาตนเองของผู้สูงวัยลดลงโดยไม่รู้ตัว

 

การเปิดโอกาสให้ผู้สูงวัยได้ทำกิจวัตรประจำวันด้วยตนเองจะช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองและรักษาสมรรถภาพร่างกาย การดูแลด้านจิตใจควรใช้หลักการทำความเข้าใจ ยอมรับ และปรับเปลี่ยน ควบคู่ไปกับการจัดสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย การออกแบบที่อยู่อาศัยเพื่อลดสิ่งกีดขวาง ป้องกันการพลัดตกหกล้ม การเพิ่มแสงสว่างจากธรรมชาติ และการจัดพื้นที่สีเขียว ล้วนมีส่วนช่วยรักษาความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน (ADL)

 

นอกจากนี้ เทคโนโลยีจะเข้ามาเป็นเครื่องมือสนับสนุนการดูแลผู้สูงวัย ทั้งในด้านการเชื่อมต่อกับบุคลากรทางการแพทย์ การฝึกสมอง การลดภาวะโดดเดี่ยว และการตรวจคัดกรองความผิดปกติของสมองในระยะเริ่มต้น (Early Detection)

 

OKMD ประเมินว่า รูปแบบการใช้ชีวิตของผู้สูงวัยในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไป โดยกลุ่มผู้สูงวัยหลังเกษียณยังคงมีความต้องการในการทำงาน การเรียนรู้ การเดินทาง และการมีส่วนร่วมในสังคม การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรนี้จึงเป็นโอกาสในการพัฒนาบริการ นวัตกรรม เทคโนโลยี และระบบเศรษฐกิจใหม่ที่สอดคล้องกับแนวคิดพฤฒพลัง (Active Aging)

 

ข้อมูลและแนวทางทั้งหมดนี้ถูกพัฒนาต่อยอดมาจากกิจกรรม ‘Brain Longevity Bootcamp’ ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง OKMD จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 14 ถึง 16 สิงหาคม 2569 ณ ห้องสมุดสิ่งแวดล้อม สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ)

 

กิจกรรมดังกล่าวเป็นการบูรณาการองค์ความรู้ด้านประสาทวิทยาศาสตร์ สุขภาพ การเรียนรู้ เทคโนโลยี และการออกแบบ ผ่านรูปแบบการบรรยาย การประชุมเชิงปฏิบัติการ และบูธกิจกรรมแบบโต้ตอบ เพื่อสร้างการตระหนักรู้และเตรียมความพร้อมทรัพยากรมนุษย์สำหรับอนาคต

The post OKMD เสนอแนวทางรับมือการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี-สังคมสูงวัย พัฒนา 3 ทักษะอนาคต สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สันติธาร’ เผยถึงเวลาต้องปรับตัวชี้วัดเศรษฐกิจเดิม หวังสะท้อนภาพเศรษฐกิจจริงมากขึ้น ชี้ GDP ไตรมาส 2 โต 1.9% เป็นไปตามคาด https://thestandard.co/santitharn-adjust-economy-indicators/ Mon, 17 Aug 2026 11:35:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1242955 สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กำลังหารือเรื่องการปรับตัวชี้วัดเศรษฐกิจ

‘สันติธาร’ ชี้เศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาห […]

The post ‘สันติธาร’ เผยถึงเวลาต้องปรับตัวชี้วัดเศรษฐกิจเดิม หวังสะท้อนภาพเศรษฐกิจจริงมากขึ้น ชี้ GDP ไตรมาส 2 โต 1.9% เป็นไปตามคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กำลังหารือเรื่องการปรับตัวชี้วัดเศรษฐกิจ

‘สันติธาร’ ชี้เศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมใหม่ ทำให้ตัวชี้วัดที่ใช้กับอุตสาหกรรมแบบเดิมสะท้อนภาพรวมได้ไม่ครบ หลังอัตราการใช้กำลังการผลิตของไทยร่วงต่ำสุดรอบ 24 ไตรมาส มอง GDP ครึ่งหลังของปีปรับตัวดีขึ้น จากการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวดีขึ้น

 

 
 

วันนี้ (17 สิงหาคม) สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ระบุว่า เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมใหม่ ทำให้ตัวชี้วัดภาคอุตสาหกรรมแบบเดิม เช่น อัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization Rate) อาจยังสะท้อนภาพเศรษฐกิจได้ไม่ครบถ้วน จนตัวเลขออกมาในระดับต่ำ

 

โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) แถลงเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 พบว่า อัตราการใช้กำลังการผลิตของไทยอยู่ที่ 57.47% ต่ำสุดในรอบ 24 ไตรมาส นับตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 ของปี 2564 ซึ่งเป็นช่วงที่โรงงานถูกสั่งปิดการผลิตเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19

 

ขณะที่การผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัวเพียง 0.1% ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ซึ่งชะลอลงจากการขยายตัว 1.0% ในไตรมาส 1 ของปี 2569

 

ทั้งนี้ ดร.สันติธารกล่าวว่า กระทรวงการคลัง สภาพัฒน์ฯ และกระทรวงอุตสาหกรรม กำลังหารือปรับวิธีวัดผลใหม่ ขณะที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เตรียมปรับ KPI การวัดเม็ดเงินลงทุนให้ต่อยอดสู่การวัดมูลค่าเพิ่ม (Value Added) และการเชื่อมโยงกับซัพพลายเชนในประเทศมากขึ้น

 

พร้อมกันนี้ ดร.สันติธารยอมรับว่ามีการสวมสิทธิบ้าง แต่ยืนยันว่าไม่ใช่สาเหตุหลักเพราะจากการลงพื้นที่จริง พบว่าหลายโรงงานในอุตสาหกรรมสมัยใหม่มีการผลิตจริง และมีการจ้างงานคนไทยจริงๆ

 

มอง GDP ไตรมาส 3 ดีขึ้น

 

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจในระยะต่อไป ดร.สันติธารมองว่า เศรษฐกิจไตรมาส 3 จะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น แต่ยังไม่ได้ดีแบบก้าวกระโดด และคาดว่าเศรษฐกิจไตรมาส 4 จะได้อานิสงส์จากเงินกู้เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น โดยรัฐบาลจะพยายามรักษาโมเมนตัมการลงทุนต่อไปในช่วงครึ่งหลังของปี แต่ยังคงมุมมอง GDP ทั้งปีไว้ที่ 2.5% ตามเดิม

 

ส่วนโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ดร.สันติธารมองว่าเป็นกันชนเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง และช่วยประคองการบริโภคได้ ท่ามกลางความเสี่ยงเงินเฟ้อจากผลของต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะสงคราม อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวไม่ได้ตั้งใจกระตุ้นให้การบริโภคกลับมาร้อนแรงขึ้นมากนัก เนื่องจากต้องรักษาสมดุลไม่ให้ระดับอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงเกินไป

 

ทั้งนี้ ดร.สันติธารมองว่า การท่องเที่ยวจะเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี หลังจากที่ได้รับผลกระทบหนักในช่วงไตรมาส 2 จากสงครามในตะวันออกกลาง

 

โดย ดร.สันติธารเชื่อว่า การท่องเที่ยวจะเริ่มมีเสถียรภาพที่ดีขึ้นในช่วงไตรมาส 3 และดีขึ้นในไตรมาส 4 จากงานอีเวนต์ต่างๆ ที่ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว ทั้งงาน IMF-World Bank Annual Meeting, World Economic Forum งานประชุม Gastech และงานเทศกาลดนตรี Tomorrowland Thailand 2026

 

ดันการลงทุนฟื้นเศรษฐกิจ

 

สำหรับปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ตลอดจนการเข้าถึงสินเชื่อของ SME ที่ยังคงหดจนเป็นปัญหาคาราคาซังในไทย ดร.สันติธารชี้ว่า การลงทุนเพื่ออนาคตสำคัญอย่างมากในการแก้ปัญหาดังกล่าว

 

“เราจึงต้องดูแลอุตสาหกรรมเก่า หรืออุตสาหกรรมดั้งเดิม ที่อยู่กับเรามานาน และสร้างการเติบโตมาจนทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์สันดาป อุตสาหกรรมเบา ให้ปรับตัวได้ อุตสาหกรรมพวกนี้ยังมีความสำคัญ เพียงแต่ต้องปรับตัว ต้องมีการวางระบบอัตโนมัติ แค่เขาอยู่ในอุตสาหกรรมดั้งเดิม ไม่ได้แปลว่าเขาไม่มีอนาคต” ดร.สันติธารกล่าว

 

อุตสาหกรรมใหม่ที่มาแรง เปรียบเสมือนบันไดเลื่อนที่พาขึ้นไปอีกชั้นโดยที่ไม่ต้องออกแรงเอง อย่างไรก็ตามบันไดเลื่อนในปัจจุบัน ยังมีทางเดินที่แคบอยู่ ซึ่งรัฐบาลจะขยายบันไดเลื่อนให้กว้างขึ้น เพื่อให้คนไทยมีส่วนร่วมได้มากขึ้น

 

ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ไม่น่าห่วง แต่ต้องจับตา

 

สำหรับประเด็นการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ดร.สันติธาร แบ่งได้ 3 ส่วน ดังนี้

 

ส่วนที่น่าเป็นห่วง มาจากการพึ่งพาพลังงานนำเข้าในระดับสูง ไทยจึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพื่อสร้างความมั่นคงรองรับความผันผวนในอนาคต

 

ส่วนที่ต้องจับตา การเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมใหม่ โดยในระยะสั้น เป็นธรรมดาที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบขั้นกลางในช่วงแรก เพราะไทยยังผลิตเองไม่ได้ ส่วนในระยะ 2-4 ปีข้างหน้า ไทยควรผลิตเองได้แล้ว หากยังพึ่งพาการนำเข้าอยู่จะถือว่าเป็นปัญหา

 

ส่วนที่เป็นผลดี การลงทุนซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ การขาดดุลจึงไม่ได้หมายความว่าประเทศขาดทุนเสมอไป เพราะการขาดดุลจากการลงทุน ช่วยสร้างอนาคตให้กับประเทศ

The post ‘สันติธาร’ เผยถึงเวลาต้องปรับตัวชี้วัดเศรษฐกิจเดิม หวังสะท้อนภาพเศรษฐกิจจริงมากขึ้น ชี้ GDP ไตรมาส 2 โต 1.9% เป็นไปตามคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Premier League Guide คู่มือพรีเมียร์ลีก 2026/27 ทุกเรื่องต้องรู้ก่อนฤดูกาลใหม่เปิดฉาก https://thestandard.co/premier-league-guide-2026-27/ Mon, 17 Aug 2026 11:15:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1242948

พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2026/27 กำลังจะเปิดฉากขึ้นในวันที่ […]

The post Premier League Guide คู่มือพรีเมียร์ลีก 2026/27 ทุกเรื่องต้องรู้ก่อนฤดูกาลใหม่เปิดฉาก appeared first on THE STANDARD.

]]>

พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2026/27 กำลังจะเปิดฉากขึ้นในวันที่ 21 สิงหาคมนี้ พร้อมการเดินทางตลอด 38 นัดของทั้ง 20 สโมสร ตั้งแต่การลุ้นแชมป์ แย่งพื้นที่ฟุตบอลยุโรป ไปจนถึงการต่อสู้เพื่อความอยู่รอด

 

ก่อนเสียงนกหวีดแรกจะดังขึ้น THE STANDARD SPORT ชวนเปิดคู่มือพรีเมียร์ลีกฤดูกาลใหม่ ตั้งแต่ 20 ทีมที่ร่วมแข่งขัน โปรแกรมนัดเปิดสนาม ช่องทางรับชมในประเทศไทย 3 ทีมน้องใหม่ ไปจนถึงกฎใหม่ที่แฟนบอลควรรู้

 

ไม่ว่าคุณจะติดตามพรีเมียร์ลีกมานาน หรือเพิ่งเริ่มต้นดูฟุตบอลอังกฤษฤดูกาลนี้ นี่คือข้อมูลพื้นฐานที่ช่วยให้คุณพร้อมก่อนพรีเมียร์ลีก 2026/27 เริ่มต้นขึ้น

 

ภาพถ้วยรางวัลพรีเมียร์ลีก

ภาพถ้วยรางวัลพรีเมียร์ลีก 1ภาพถ้วยรางวัลพรีเมียร์ลีก 2ภาพถ้วยรางวัลพรีเมียร์ลีก 3ภาพถ้วยรางวัลพรีเมียร์ลีก 4ภาพถ้วยรางวัลพรีเมียร์ลีก 5ภาพถ้วยรางวัลพรีเมียร์ลีก 6ภาพถ้วยรางวัลพรีเมียร์ลีก 7ภาพถ้วยรางวัลพรีเมียร์ลีก 8ภาพถ้วยรางวัลพรีเมียร์ลีก 9ภาพถ้วยรางวัลพรีเมียร์ลีก 10ภาพถ้วยรางวัลพรีเมียร์ลีก 11

The post Premier League Guide คู่มือพรีเมียร์ลีก 2026/27 ทุกเรื่องต้องรู้ก่อนฤดูกาลใหม่เปิดฉาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมืองไทยประกันชีวิต ยึดโซเชียล! ครอง Share of Voice 42% คว้าอันดับ 1 สองไตรมาสติด ชูนวัตกรรมสุขภาพและคอนเทนต์โดนใจ https://thestandard.co/muang-thai-life-sov-leader/ Mon, 17 Aug 2026 11:12:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1242932 สาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เมืองไทยประกันชีวิต

เมืองไทยประกันชีวิต (MTL) ตอกย้ำความเป็นผู้นำแบรนด์ประก […]

The post เมืองไทยประกันชีวิต ยึดโซเชียล! ครอง Share of Voice 42% คว้าอันดับ 1 สองไตรมาสติด ชูนวัตกรรมสุขภาพและคอนเทนต์โดนใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เมืองไทยประกันชีวิต

เมืองไทยประกันชีวิต (MTL) ตอกย้ำความเป็นผู้นำแบรนด์ประกันชีวิตบนโลกออนไลน์ หลังผลวิเคราะห์ Social Monitoring & Listening โดย Wisesight ประจำไตรมาส 2 ปี 2569 (เมษายน–มิถุนายน) ชี้ว่า MTL คว้า Share of Voice สูงถึง 42% จากการถูกกล่าวถึง 256,448 Mentions ครองอันดับ 1 เป็นไตรมาสที่ 2 ติดต่อกัน ‘สาระ ล่ำซำ’ ซีอีโอ ระบุแรงหนุนสำคัญมาจากแคมเปญสุขภาพ D Health Lite, BBPK และการยกระดับบริการผ่านวิดีโอคอล ตลอดจนรายการออนไลน์ ‘Go Healthier with MTL’ ดำเนินรายการโดย สาริศา ล่ำซำ ที่เปลี่ยนเรื่องสุขภาพยากๆ ให้เข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้จริง สะท้อนว่าแบรนด์ยุคใหม่ต้องสร้างคอนเทนต์ที่มุ่งให้คุณค่าและอยู่เคียงข้างชีวิตผู้บริโภค

 

 
 

ยึดอันดับ 1 สองไตรมาสติด ชู Share of Voice 42%

 

สมรภูมิประกันชีวิตยุคดิจิทัลไม่ได้วัดกันแค่ยอดขาย แต่คือการสร้างการรับรู้และครองใจผู้บริโภคบนสื่อสังคมออนไลน์ ผลการวิเคราะห์ Social Monitoring & Listening ระหว่างเดือนเมษายน–มิถุนายน 2569 โดย Wisesight บริษัทผู้ให้บริการด้าน Social Data Analytics ชั้นนำ เผยว่า บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL ได้รับการกล่าวถึงบนโลกออนไลน์รวม 256,448 Mentions คิดเป็น Share of Voice (SOV) สูงถึง 42% จากทั้งหมด 613,411 Mentions ในอุตสาหกรรมประกันชีวิต

 

สถิติดังกล่าวส่งผลให้เมืองไทยประกันชีวิตครองอันดับ 1 สองไตรมาสติดต่อกัน และขยับเพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกที่ทำได้ 37% โดยเมื่อเจาะลึกเป็นรายเดือน พบสถิติการถูกกล่าวถึงอย่างต่อเนื่อง:

 

  • เดือนเมษายน: 108,200 Mentions
  • เดือนพฤษภาคม: 93,986 Mentions
  • เดือนมิถุนายน: 54,262 Mentions

 

สาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการวิเคราะห์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า บริษัทสามารถเชื่อมโยงการสื่อสาร ผลิตภัณฑ์ บริการ และเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ เข้ากับความสนใจในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ชูผลิตภัณฑ์สุขภาพ ยกระดับบริการวิดีโอคอล

 

ในมิติของ Positive Mentions เมืองไทยประกันชีวิตกวาดเสียงตอบรับเชิงบวกได้รวม 1,676 Mentions (สูงสุดในเดือนพฤษภาคมที่ 900 Mentions) โดยหัวใจหลักที่ทำให้ผู้บริโภคพึงพอใจและเอ่ยถึงแบรนด์ประกอบด้วย 3 มิติหลัก:

 

  • ด้านผลิตภัณฑ์ (52%) นำโดยแคมเปญสุขภาพ D Health Lite และ BBPK ที่ตอบโจทย์การคุ้มครองสุขภาพในราคาเข้าถึงง่าย
  • ด้านบริการหลังการขาย (21%) ความสะดวกจากการใช้บริการ MTL Customer Contact Center, บริการ Video Call และการบริการที่ช่วยให้ลูกค้าทำธุรกรรมได้สะดวกรวดเร็ว
  • ด้านภาพลักษณ์แบรนด์ (19%) กิจกรรมบนสื่อสังคมออนไลน์และการสร้างคุณค่าแก่สังคม

 

‘Go Healthier with MTL’ เปลี่ยนประกัน สู่คอนเทนต์สุขภาพโดนใจ

 

อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่ดันให้ Share of Voice ของบริษัทเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ คือการเปลี่ยนผ่านจากการ ‘ขายประกัน’ ไปสู่การ ‘สร้างคอนเทนต์สุขภาพ’ ผ่านรายการออนไลน์ ‘Go Healthier with MTL’ ซึ่งดำเนินรายการโดย สาริศา ล่ำซำ

 

รายการดังกล่าวเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในประเด็นสุขภาพที่อยู่ใกล้ตัวผู้บริโภคยุคใหม่ เช่น ปัญหาฝุ่น PM2.5, โรคอัลไซเมอร์, โรคหัวใจและหลอดเลือด, โรคไต, สุขภาพการนอน, ปัญหาเชื้อดื้อยา ตลอดจนเทรนด์ออกกำลังกายระดับโลกอย่าง HYROX นำเสนอในรูปแบบที่ย่อยง่าย เข้าใจรวดเร็ว และนำไปปฏิบัติตามได้จริงในชีวิตประจำวัน

 

“ผลการวิเคราะห์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เมืองไทยประกันชีวิตสามารถเชื่อมโยงการสื่อสาร ผลิตภัณฑ์ บริการ และคอนเทนต์ที่เป็นประโยชน์ เข้ากับความสนใจของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเสียงตอบรับที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์เป็นภาพสะท้อนสำคัญของการรับรู้ ความสนใจ และการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์อย่างต่อเนื่อง เมืองไทยประกันชีวิตยังคงเดินหน้ารับฟังเสียงของประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลเชิงลึกมาต่อยอดสู่การพัฒนาที่สร้างคุณค่าให้กับลูกค้าอย่างยั่งยืน” สาระ กล่าวสรุป

The post เมืองไทยประกันชีวิต ยึดโซเชียล! ครอง Share of Voice 42% คว้าอันดับ 1 สองไตรมาสติด ชูนวัตกรรมสุขภาพและคอนเทนต์โดนใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภจี นำทีมแก้คอขวด ตม. สุวรรณภูมิ จ่อเพิ่ม Auto Gate 33 สัญชาติ รับนักท่องเที่ยวไฮซีซั่น https://thestandard.co/supajee-suvarnabhumi-auto-gate-expansion/ Mon, 17 Aug 2026 11:08:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1242928 ภาพกราฟิกข่าว ศุภจี นำทีมแก้คอขวด ตม. สุวรรณภูมิ เตรียมเพิ่ม Auto Gate 33 สัญชาติ

วันนี้ (17 สิงหาคม) ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีแ […]

The post ศุภจี นำทีมแก้คอขวด ตม. สุวรรณภูมิ จ่อเพิ่ม Auto Gate 33 สัญชาติ รับนักท่องเที่ยวไฮซีซั่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกข่าว ศุภจี นำทีมแก้คอขวด ตม. สุวรรณภูมิ เตรียมเพิ่ม Auto Gate 33 สัญชาติ

วันนี้ (17 สิงหาคม) ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมหารือเพื่อบูรณาการความร่วมมือในการยกระดับประสบการณ์และการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569

 

การลงพื้นที่ครั้งนี้มี สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ และภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมผู้บริหารตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจท่องเที่ยว ทอท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมหารือที่ห้อง CIP 1 อาคารผู้โดยสาร

 

ศุภจีกล่าวว่า รัฐบาลต้องการเห็นปัญหาจริงที่ด่านหน้าของประเทศ เพราะท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไม่ใช่เพียงสนามบิน แต่เป็นจุดแรกที่นักเดินทางสัมผัสประเทศไทย หากการเข้าเมืองใช้เวลานานหรือเกิดความไม่สะดวก ย่อมกระทบต่อความประทับใจ ความเชื่อมั่น และรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งระบบ

 

ทั้งนี้ การท่องเที่ยวเป็นรายได้มูลค่าสูงของประเทศ และรัฐบาลต้องการให้รายได้นี้มีความมั่นคงมากขึ้น จึงต้องดูแลตั้งแต่ความสะดวก ความปลอดภัย การผ่าน ตม. การรับกระเป๋า การเดินทางออกจากสนามบิน ไปจนถึงประสบการณ์ระหว่างรอคิว

 

“วันนี้ไม่ได้มาดูเพียงว่าคิว ตม. ยาวเท่าไร แต่ต้องดูว่าอะไรแก้ได้ทันที อะไรต้องใช้งบประมาณ อะไรต้องแก้กฎหมาย และอะไรต้องวางแผนระยะยาว ทุกหน่วยต้องทำงานร่วมกัน ไม่ใช่แยกกันแก้เป็นส่วน ๆ” ศุภจีกล่าว

 

ศุภจีกล่าวว่า มาตรการระยะสั้นต้องเน้นลดเวลารอคิว บริหารกำลังเจ้าหน้าที่ให้สอดคล้องกับช่วงเที่ยวบินหนาแน่น เพิ่มพื้นที่พักคอย และขยายจำนวนสัญชาติที่ใช้ช่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ หรือ Auto Gate เพื่อระบายผู้โดยสารที่มีความเสี่ยงต่ำออกจากคิวตรวจของเจ้าหน้าที่

 

นอกจากนี้ ยังให้เร่งแก้ปัญหา Thailand Digital Arrival Card หรือ TDAC หลังพบว่านักท่องเที่ยวบางส่วนถูกเว็บไซต์ปลอมหลอกเรียกเก็บค่าบริการ ทั้งที่ระบบทางการไม่มีค่าธรรมเนียม จึงต้องประสานสายการบินให้แจ้งผู้โดยสารตั้งแต่ก่อนเช็กอิน พร้อมสแกน QR Code ของทางการให้ถูกต้อง

 

ศุภจีกล่าวว่า อีกโจทย์สำคัญคือการทำให้เวลารอไม่กลายเป็นประสบการณ์ลบ โดยอาจนำแนวคิดด้านการให้บริการ (Hospitality) มาใช้ เช่น ระบบคิวที่ทำให้ผู้โดยสารไม่ต้องยืนรอในแถวตลอดเวลา หรือกิจกรรมที่สะท้อนเอกลักษณ์ไทยระหว่างรอ เพื่อเปลี่ยนคอขวดให้เป็นจุดสร้างความประทับใจ

 

สำหรับระยะกลาง ศุภจีมอบหมายให้สิริพงศ์หารือร่วมกับ ทอท. ศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้พื้นที่ Satellite Terminal เป็นจุดตรวจคนเข้าเมืองเพิ่มเติม พร้อมแนวทางเชื่อมผู้โดยสารที่ผ่าน ตม. แล้วไปยังจุดรับกระเป๋า เพื่อลดแรงกดดันจากโถงกลางของอาคารหลัก

 

ส่วนระยะยาวต้องเร่งแผน East Terminal เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของสุวรรณภูมิ รองรับจำนวนนักเดินทางที่สูงขึ้น รวมถึงเตรียมระบบให้พร้อมก่อนมาตรการจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวในปีหน้า เพราะเมื่อไทยต้องการยกระดับรายได้จากผู้มาเยือน ก็ต้องยกระดับบริการรองรับไปพร้อมกัน

 

สุรศักดิ์กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯ มองว่าความประทับใจแรกของนักท่องเที่ยวเริ่มตั้งแต่ก้าวเข้าสู่สนามบิน หากต้องรอคิวในช่วงพีก การจัดการด้านกายภาพต้องเดินคู่กับการดูแลความรู้สึกของผู้โดยสาร โดยเตรียมหารือ ททท. นำการแสดงโขน หุ่นละครโจหลุยส์ หรือดนตรีพื้นบ้านมาสร้างบรรยากาศไทยในจุดที่เหมาะสม

 

สิริพงศ์กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมจะเร่งเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งขาเข้าและขาออก โดย ทอท. มีแผนปรับพื้นที่รองรับผู้โดยสารที่มาเช็กอินก่อนเวลา และปรับบางพื้นที่เป็นพื้นที่กิจกรรมหรือเชิงพาณิชย์ เพื่อลดความแออัดในอาคารผู้โดยสาร พร้อมผลักดัน East Terminal และศึกษาการเปิดจุดตรวจคนเข้าเมืองที่ Satellite Terminal เป็นแผนระยะกลาง

 

พล.ต.ต. คธาธร คำเที่ยง ผู้บังคับการกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 กล่าวว่า ตม. เตรียมขยาย Auto Gate ขาเข้าสำหรับชาวต่างชาติจากกลุ่มเดิม เป็น 33 สัญชาติ จากปัจจุบันที่รองรับบุคคลสัญชาติไทย สิงคโปร์ และฮ่องกง โดยคัดจาก Henley Passport Index สถิติการปฏิเสธเข้าเมืองต่ำ และความเสี่ยงด้านความมั่นคงน้อย คาดว่าจะเริ่มได้ทันช่วงไฮซีซั่นปีนี้

 

พล.ต.ต. คธาธรกล่าวว่า ปัจจุบันช่วงโลว์ซีซั่น สุวรรณภูมิมีผู้โดยสารขาเข้าเฉลี่ย 70,000-75,000 คนต่อวัน ส่วนช่วงพีก 14.00-17.00 น. มีผู้โดยสารผ่าน ตม. 5,000-6,000 คนต่อชั่วโมง ขณะที่ช่วงไฮซีซั่นอาจเพิ่มเป็น 85,000-100,000 คนต่อวัน เจ้าหน้าที่จะจัดกำลังให้เต็มทุกช่องตรวจในช่วงที่มีผู้โดยสารหนาแน่น

 

สำหรับช่อง Auto Gate ใช้เวลาตรวจเฉลี่ย 24-30 วินาทีต่อคน หากไม่มีประเด็นด้านความมั่นคง โดยเมื่อระบบพร้อมเต็มที่ คาดว่าจะช่วยให้ผู้โดยสารขาเข้าราว 50% สามารถใช้ช่องตรวจอัตโนมัติได้ ขณะที่กลุ่มที่ต้องตรวจละเอียดจะยังผ่านเจ้าหน้าที่ตามมาตรฐานความมั่นคง

 

ทั้งนี้ ที่ประชุมยังหารือการใช้ประโยชน์พื้นที่รอบสนามบิน พื้นที่พักคอยผู้โดยสารต่อเครื่อง จุดบริการร้านค้าและอาหารขาเข้า การจัดระเบียบรถสาธารณะ การดูแลสายพานรับกระเป๋า การลาดตระเวนร่วมของตำรวจท่องเที่ยว การปราบปรามไกด์เถื่อน และการใช้ CCTV และศูนย์สั่งการอัจฉริยะเพื่อดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว

 

ศุภจีกล่าวว่า ภายหลังการลงพื้นที่ครั้งนี้จะมีผู้รับผิดชอบ กรอบเวลา และผลลัพธ์ที่ชัดเจน เรื่องใดทำได้ทันทีต้องเร่งทำ เรื่องใดต้องปรับโครงสร้างหรืองบประมาณต้องนำกลับไปวางแผนในระดับรัฐบาล เพื่อให้สุวรรณภูมิเป็นประตูประเทศที่สร้างความประทับใจ และรองรับ Visitor Economy ได้จริง

The post ศุภจี นำทีมแก้คอขวด ตม. สุวรรณภูมิ จ่อเพิ่ม Auto Gate 33 สัญชาติ รับนักท่องเที่ยวไฮซีซั่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรรพากร-ปอศ. ทลายเครือข่าย ‘ใบกำกับภาษีปลอม’ มูลค่าความเสียหายกว่า 360 ล้านบาท https://thestandard.co/tax-invoice-fraud-network-busted/ Mon, 17 Aug 2026 11:06:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1242924 ภาพเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรและกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) แถลงข่าวการทลายเครือข่ายใบกำกับภาษีปลอม

สรรพากร-ปอศ. ทลายเครือข่าย ‘ใบกำกับภาษีปลอม’ มูลค่าความ […]

The post สรรพากร-ปอศ. ทลายเครือข่าย ‘ใบกำกับภาษีปลอม’ มูลค่าความเสียหายกว่า 360 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรและกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) แถลงข่าวการทลายเครือข่ายใบกำกับภาษีปลอม

สรรพากร-ปอศ. ทลายเครือข่าย ‘ใบกำกับภาษีปลอม’ มูลค่าความเสียหายกว่า 360 ล้านบาท เตือนใช้บิลผีมีทั้งโทษแพ่งและอาญา จำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000-200,000 บาท

 

 
 

วันนี้ (17 สิงหาคม) กรมสรรพากร ร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) แถลงรายละเอียดปฏิบัติการ Operation Anti Ghost Bill เข้าตรวจค้นเครือข่ายออกใบกำกับภาษีปลอมพร้อมกัน 10 จุด เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 หลังพบความเสียหายต่อระบบภาษีมูลค่าเพิ่มกว่า 360 ล้านบาท

 

การปฏิบัติการครั้งนี้ใช้กำลังเจ้าหน้าที่กว่า 100 นาย เข้าตรวจค้นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี สมุทรปราการ ชัยภูมิ และนครราชสีมา พร้อมจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญา 3 หมาย และเข้าตรวจค้นตามหมายค้นอีก 9 หมาย

 

โดยเจ้าหน้าที่ทำการตรวจยึดใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย รวมถึงเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด และจับกุมผู้ต้องหาในข้อหา ‘ร่วมกันมีเจตนาออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิที่จะออก’ ตามมาตรา 90/4 (3) แห่งประมวลรัษฎากร

 

กรมสรรพากรระบุว่า การสืบสวนพบว่าผู้กระทำผิดดำเนินการเป็นขบวนการ โดยจัดตั้งบริษัททั้งที่ประกอบธุรกิจจริงและบริษัทที่ตั้งขึ้นเพื่อขายใบกำกับภาษีโดยเฉพาะ

 

เครือข่ายดังกล่าวมีการแบ่งหน้าที่อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่นายหน้าหาลูกค้าเพื่อจำหน่ายใบกำกับภาษี ไปจนถึงการใช้บัญชีม้ารับโอนเงิน เพื่อสร้างธุรกรรมที่ดูเหมือนถูกต้อง ก่อนนำใบกำกับภาษีไปใช้เครดิตภาษีมูลค่าเพิ่มโดยไม่มีการซื้อขายสินค้าหรือบริการเกิดขึ้นจริง

 

สรรพากรเตือน ใช้บิลผีมีทั้งโทษแพ่งและอาญา

 

สมศักดิ์ อนันทวัฒน์ อธิบดีกรมสรรพากรระบุว่า การออกและใช้ใบกำกับภาษีโดยไม่มีธุรกรรมจริงเป็นการบ่อนทำลายระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม และสร้างความเสียหายต่อรายได้ของรัฐ

 

ผู้ที่ออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิตามมาตรา 86/13 รวมถึงผู้ที่นำใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไปใช้เครดิตภาษี มีความผิดอาญาตามมาตรา 90/4 (3) และมาตรา 90/4 (7) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000-200,000 บาท

The post สรรพากร-ปอศ. ทลายเครือข่าย ‘ใบกำกับภาษีปลอม’ มูลค่าความเสียหายกว่า 360 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทัพเรือเริ่มซ้อมย่อยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในแม่น้ำเจ้าพระยาครั้งแรก ชวนประชาชนร่วมชมตลอดสองฝั่ง https://thestandard.co/royal-barge-procession-rehearsal-chao-phraya/ Mon, 17 Aug 2026 11:03:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1242920 ภาพขบวนเรือพระราชพิธีซ้อมย่อยในแม่น้ำเจ้าพระยา

​วันนี้ (17 สิงหาคม) กองทัพเรือจัดพิธีซ้อมย่อยขบวนพยุหย […]

The post กองทัพเรือเริ่มซ้อมย่อยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในแม่น้ำเจ้าพระยาครั้งแรก ชวนประชาชนร่วมชมตลอดสองฝั่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพขบวนเรือพระราชพิธีซ้อมย่อยในแม่น้ำเจ้าพระยา

​วันนี้ (17 สิงหาคม) กองทัพเรือจัดพิธีซ้อมย่อยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคครั้งแรกในแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน พุทธศักราช 2569 ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี (3 มิถุนายน 2569)

ดูภาพข่าว 

สำหรับการจัดขบวนเรือใช้กำลังพลรวม 2,200 นาย และเรือพระราชพิธี 52 ลำ ความยาว 1,280 เมตร แบ่งเป็น 5 ริ้ว 3 สาย นำโดยเรือพระที่นั่งสำคัญ ได้แก่ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์, เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9, เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ พร้อมด้วยเรือรูปสัตว์และเรืออื่นๆ อย่างสมพระเกียรติ

 

สำหรับการฝึกซ้อมมีกำหนดจัดซ้อมย่อยทั้งหมด 10 ครั้ง (17, 20,27 สิงหาคม, 3, 8, 17, 23 กันยายน, 2, 8, 15, 21, 28 ตุลาคม) โดยในวันนี้เป็นการซ้อมย่อย ครั้งแรก และซ้อมใหญ่ 2 ครั้ง ในวันที่ 21 และ 28 ตุลาคม ก่อนถึงวันพระราชพิธีจริงในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569

 

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถร่วมชมการซ้อมได้ตั้งแต่เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป ตลอดเส้นทางตั้งแต่สะพานกรุงธนบุรีถึงวัดอรุณฯ โดยมีจุดชมสำคัญ อาทิ สวนใต้สะพานพระราม 8, สวนเฉลิมพระเกียรติฯ ข้างโรงพยาบาลศิริราช, ท่ามหาราช, ท่าช้าง และวัดอรุณราชวราราม

 

 

ภาพขบวนเรือพระราชพิธีซ้อมย่อยในแม่น้ำเจ้าพระยา 1ภาพขบวนเรือพระราชพิธีซ้อมย่อยในแม่น้ำเจ้าพระยา 2ภาพขบวนเรือพระราชพิธีซ้อมย่อยในแม่น้ำเจ้าพระยา 3ภาพขบวนเรือพระราชพิธีซ้อมย่อยในแม่น้ำเจ้าพระยา 4ภาพขบวนเรือพระราชพิธีซ้อมย่อยในแม่น้ำเจ้าพระยา 5ภาพขบวนเรือพระราชพิธีซ้อมย่อยในแม่น้ำเจ้าพระยา 6ภาพขบวนเรือพระราชพิธีซ้อมย่อยในแม่น้ำเจ้าพระยา 7ภาพขบวนเรือพระราชพิธีซ้อมย่อยในแม่น้ำเจ้าพระยา 8ภาพขบวนเรือพระราชพิธีซ้อมย่อยในแม่น้ำเจ้าพระยา 9ภาพขบวนเรือพระราชพิธีซ้อมย่อยในแม่น้ำเจ้าพระยา 10

The post กองทัพเรือเริ่มซ้อมย่อยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในแม่น้ำเจ้าพระยาครั้งแรก ชวนประชาชนร่วมชมตลอดสองฝั่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรุงศรี ฟินโนเวต กางพอร์ต 5 พันล้าน เดินหน้าลุย 3 สตาร์ทอัพเมกะเทรนด์โลก AI-InsurTech-FinTech เสริมทัพภูมิภาค https://thestandard.co/krungsri-finnovate-ai-insurtech-fintech/ Mon, 17 Aug 2026 10:30:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1242896 ภาพกราฟิกแสดงแนวคิดสตาร์ทอัพเทคโนโลยีระดับโลก

กรุงศรี ฟินโนเวต Corporate Venture Capital (CVC) ในเครื […]

The post กรุงศรี ฟินโนเวต กางพอร์ต 5 พันล้าน เดินหน้าลุย 3 สตาร์ทอัพเมกะเทรนด์โลก AI-InsurTech-FinTech เสริมทัพภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงแนวคิดสตาร์ทอัพเทคโนโลยีระดับโลก

กรุงศรี ฟินโนเวต Corporate Venture Capital (CVC) ในเครือกรุงศรี เปิดเผยพอร์ตการลงทุนสตาร์ทอัพช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 โดยลงทุนใน 3 สตาร์ทอัพชั้นนำสาย AI, InsurTech และ FinTech ที่กำลังมาแรงและมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในระดับโลก

 

ปาลิดา อธิศพงศ์ รักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต จำกัด กล่าวว่า “การลงทุนของกรุงศรี ฟินโนเวต ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาเน้นการลงทุนสตาร์ทอัพต่างประเทศ สอดคล้องกับกลยุทธ์ขององค์กรที่มุ่งลงทุนในเมกะเทรนด์โลก โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างของธุรกิจและบริการทางการเงิน

 

การลงทุนในสตาร์ทอัพทั้ง 3 บริษัทนี้ดำเนินการผ่าน Finnoventure Private Equity Trust I ซึ่งปัจจุบันลงทุนไปแล้ว 20 สตาร์ทอัพ นับตั้งแต่ปี 2564 และยังคงสร้างการเติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่อง และในปีนี้ คาดว่ากรุงศรี ฟินโนเวตจะมีการลงทุนเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง

 

ทั้งนี้ สตาร์ทอัพจำนวน 3 บริษัท ที่กรุงศรี ฟินโนเวต ลงทุนในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ประกอบด้วย

 

  • AlpacaDB, Incorp (Alpaca) สตาร์ทอัพจากสหรัฐฯ และพัฒนาแพลตฟอร์มด้านการบริหารความมั่งคั่งและอัตราแลกเปลี่ยน โดยเป็นผู้ให้บริการ Brokerage-as-a-service เชื่อมต่อ API และพัฒนาระบบหลังบ้านให้กับแพลตฟอร์มด้านการบริหารจัดการความมั่งคั่งของสถาบันการเงินและบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำหลายแห่ง
  • Qoala Technology PTE LTD (Qoala) สตาร์ทอัพสายอินชัวร์เทคสัญชาติสิงคโปร์ ที่มีลูกค้าในหลายประเทศทั่วอาเซียน รวมทั้งประเทศไทย
  • Whale Technologies Limited (Whale) สตาร์ทอัพรายล่าสุดที่กรุงศรี ฟินโนเวต ปิดดีลการลงทุนเมื่อช่วงเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา โดยสตาร์ทอัพรายนี้เป็นแพลตฟอร์ม AI สำหรับองค์กรที่ช่วยยกระดับประสบการณ์ลูกค้า เพิ่มยอดขาย และควบคุมมาตรฐานการดำเนินงานแบบครบทุกช่องทาง โดยใช้ AI วิเคราะห์ภาพ เสียง พฤติกรรมลูกค้า และข้อมูลการปฏิบัติงานแบบเรียลไทม์ โดยให้บริการองค์กรในภาคธุรกิจต่างๆ ในหลายประเทศทั้งในอเมริกาเหนือ ยุโรป ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ รวมทั้งในเอเซียแปซิฟิก

 

“ท่ามกลางการเติบโตของเทคโนโลยี AI ผู้ให้บริการโซลูชัน AI เกิดขึ้นมากมายในตลาด แต่ Whale เป็นหนึ่งใน ไม่กี่รายที่มีศักยภาพเป็น Native Enterprise-grade AI และสามารถขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์แบบครบวงจรและครอบคลุมทุกช่องทางตลอดเส้นทางประสบการณ์การใช้งานของลูกค้า จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่กรุงศรี ฟินโนเวต ตัดสินใจลงทุน ขณะที่ Alpaca และ Qoala เป็นสองบริษัทฟินเทคที่อยู่เบื้องหลังโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในภาคธุรกิจการเงิน และกำลังต่อยอดเทคโนโลยีเพื่อรองรับกับความต้องการขององค์กรการเงินให้สามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ซับซ้อนมากขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว พร้อมขยายโซลูชันให้ครอบคลุมหลาย ภูมิภาคทั่วโลก” ปาลิดา กล่าว

 

“นอกจากโอกาสสร้างความเติบโตให้พอร์ตการลงทุนแล้ว สิ่งสำคัญของการลงทุนในสตาร์ทอัพคือการแสวงหาโอกาสในการผสานความร่วมมือระหว่างสตาร์ทอัพและธุรกิจต่างๆ ในเครือกรุงศรี ดังนั้นเมื่อกรุงศรีเองขยายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาค การลงทุนในสตาร์ทอัพต่างประเทศที่มีศักยภาพระดับภูมิภาคหรือระดับโลกก็จะช่วยส่งเสริมให้ความร่วมมือให้เกิดขึ้นกับธุรกิจและพาร์ทเนอร์”

 

ปัจจุบัน พอร์ตการลงทุนของกรุงศรี ฟินโนเวต มีมูลค่ารวมราว 5,000 ล้านบาท (หรือ 150 ดอลลาร์สหรัฐ) ลงทุนในสตาร์ทอัพรวมกว่า 30 บริษัท ครอบคลุมสตาร์ทอัพไทย อาเซียน และต่างประเทศ ในจำนวนนี้เป็นระดับยูนิคอร์น 4 บริษัท

 

ภาพ: Sutthiphong Chandaeng / Shutterstock

The post กรุงศรี ฟินโนเวต กางพอร์ต 5 พันล้าน เดินหน้าลุย 3 สตาร์ทอัพเมกะเทรนด์โลก AI-InsurTech-FinTech เสริมทัพภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดมาตรการ ตร. เฝ้าระวังผู้พ้นโทษ-พักโทษ สั่งทุกสถานีตำรวจเกาะติดพฤติกรรม ขีดเส้นเชื่อมข้อมูลราชทัณฑ์แบบเรียลไทม์ https://thestandard.co/police-monitor-ex-convicts-data/ Mon, 17 Aug 2026 10:09:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1242891 เจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบกำลังปฏิบัติหน้าที่

วันนี้ (17 สิงหาคม) สำนักงานตำรวจแห่งชาติเดินหน้ายกระดั […]

The post เปิดมาตรการ ตร. เฝ้าระวังผู้พ้นโทษ-พักโทษ สั่งทุกสถานีตำรวจเกาะติดพฤติกรรม ขีดเส้นเชื่อมข้อมูลราชทัณฑ์แบบเรียลไทม์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบกำลังปฏิบัติหน้าที่

วันนี้ (17 สิงหาคม) สำนักงานตำรวจแห่งชาติเดินหน้ายกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมเชิงรุก โดยมุ่งเน้นไปที่การเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงที่อาจกลับมาก่อเหตุซ้ำ เพื่อสร้างความปลอดภัยสูงสุดให้กับประชาชนในทุกพื้นที่

 

พล.ต.ท. ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เปิดเผยว่า พล.ต.อ. อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) ได้มีข้อสั่งการด่วนกำชับไปยังทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ดำเนินการเกี่ยวกับบุคคลพ้นโทษอย่างเคร่งครัด ตามประมวลระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดี ลักษณะที่ 17 ว่าด้วยการควบคุมอาชญากรบางประเภท

 

ข้อสั่งการดังกล่าว กำชับให้ทุกสถานีตำรวจทั่วประเทศ ตรวจสอบข้อมูลคนพ้นโทษที่ออกจากเรือนจำและกำลังจะเข้ามาพำนักในพื้นที่รับผิดชอบ ผ่านระบบ CRIMES ซึ่งเป็นระบบที่เชื่อมโยงข้อมูลโดยตรงกับกรมราชทัณฑ์

 

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่จะต้องนำข้อมูลที่ได้มาประกอบการบันทึกและรายงานพฤติการณ์ของคนพ้นโทษผ่านแอปพลิเคชัน Police 4.0 พร้อมกับจัดทำบัญชีจัดกลุ่มบุคคล 3 ประเภท ได้แก่:

 

  • บุคคลพักการลงโทษ
  • บุคคลพ้นโทษ
  • ผู้ร้ายท้องถิ่น

 

ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการวิเคราะห์รูปแบบและวางแผนป้องกันอาชญากรรมในพื้นที่ โดยให้มีการมอบหมายเจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่สังเกตพฤติการณ์และความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด พร้อมรายงานตามแบบฟอร์มที่กำหนด ขณะเดียวกัน หัวหน้าสถานีตำรวจจะต้องจัดการประชุมติดตามความเคลื่อนไหวของบุคคลกลุ่มนี้อย่างสม่ำเสมอ

 

ในระดับส่วนกลาง จตช. ได้สั่งการให้ กองทะเบียนประวัติอาชญากร และศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เร่งดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลคนพ้นโทษกับกรมราชทัณฑ์ให้เป็นปัจจุบันที่สุด และต้องนำข้อมูลอัปเดตลงในระบบสืบค้น CRIMES ทันทีที่ได้รับรายงาน

 

พร้อมกันนี้ ได้กำชับให้หน่วยงานจเรตำรวจให้ความสำคัญกับนโยบายดังกล่าว โดยต้องลงพื้นที่ตรวจสอบการปฏิบัติงานของทุกสถานีตำรวจให้เป็นไปตามแนวทางอย่างเคร่งครัด

 

“จเรตำรวจแห่งชาติได้เน้นย้ำให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับดำเนินการเรื่องนี้อย่างเข้มงวด หากพบว่าผู้บังคับบัญชาปล่อยปละละเลย ไม่ดำเนินการ หรือดำเนินการล่าช้าโดยไม่มีเหตุอันสมควร จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนและสังคม จะถือว่ามีความบกพร่องต่อหน้าที่และต้องรับผิดชอบตามระเบียบต่อไป” พล.ต.ท. ไตรรงค์ กล่าวทิ้งท้าย

The post เปิดมาตรการ ตร. เฝ้าระวังผู้พ้นโทษ-พักโทษ สั่งทุกสถานีตำรวจเกาะติดพฤติกรรม ขีดเส้นเชื่อมข้อมูลราชทัณฑ์แบบเรียลไทม์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทบ.แจงเหตุทหารบาดเจ็บขณะปฏิบัติภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด ช่องอานม้า อุบลฯ ล่าสุดอาการปลอดภัย https://thestandard.co/soldier-injured-mine-clearance-ubon/ Mon, 17 Aug 2026 10:06:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1242887 ภาพทหารบาดเจ็บขณะปฏิบัติภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด

วันนี้ (17 สิงหาคม) พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล […]

The post ทบ.แจงเหตุทหารบาดเจ็บขณะปฏิบัติภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด ช่องอานม้า อุบลฯ ล่าสุดอาการปลอดภัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพทหารบาดเจ็บขณะปฏิบัติภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด

วันนี้ (17 สิงหาคม) พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีมีกำลังพลได้รับบาดเจ็บจากการร่วมปฎิบัติภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิดกับ ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) บริเวณพื้นที่ ช่องอานม้า ว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นขณะทีมเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) กำลังปฏิบัติภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด บริเวณใกล้ช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี

 

เนื่องจากพื้นที่บริเวณนี้ ในอดีตฝ่ายกัมพูชาเคยรุกล้ำเข้ามาตั้งฐาน ในช่วงที่มีสถานการณ์ฝ่ายไทยได้มีการผลักดันทหารกัมพูชาออกไป หลังจากนั้นได้มีการควบคุมและปิดกั้นพื้นที่ระบุเป็นพื้นที่อันตราย เพื่อให้ทางเจ้าหน้าที่ทีมเก็บกู้จากศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) ได้เข้ามาดำเนินการตรวจสอบและเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อทำให้พื้นที่มีความปลอดภัยต่อไป

 

จากเหตุการณ์ดังกล่าว มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บบริเวณข้อเท้าขวา มือขวา และมีบาดแผลตามร่างกาย ขณะนี้กำลังพลรู้สึกตัวและอาการปลอดภัย อยู่ระหว่างนำส่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์

 

กองทัพบกขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในเบื้องต้นทางผู้บังคับบัญชาได้กำชับทางต้นสังกัด ดูแลกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บอย่างเต็มที่ให้ดีที่สุด

The post ทบ.แจงเหตุทหารบาดเจ็บขณะปฏิบัติภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด ช่องอานม้า อุบลฯ ล่าสุดอาการปลอดภัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้บริหาร 3 ผู้ค้าทองคำรายใหญ่คาดราคาปีนี้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว แต่จะทะลุได้ 80,000 บาท อาจต้องรอปีหน้า https://thestandard.co/gold-price-forecast-80k-next-year/ Mon, 17 Aug 2026 09:51:45 +0000 https://thestandard.co/gold-price-forecast-80k-next-year/ ภาพทองคำแท่งพร้อมโลโก้ 3 ผู้ค้าทองคำรายใหญ่ และข้อความคาดการณ์ราคา

ผู้บริหาร 3 ผู้ค้าทองคำรายใหญ่ของไทยประเมินตรงกันว่าราค […]

The post ผู้บริหาร 3 ผู้ค้าทองคำรายใหญ่คาดราคาปีนี้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว แต่จะทะลุได้ 80,000 บาท อาจต้องรอปีหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพทองคำแท่งพร้อมโลโก้ 3 ผู้ค้าทองคำรายใหญ่ และข้อความคาดการณ์ราคา

ผู้บริหาร 3 ผู้ค้าทองคำรายใหญ่ของไทยประเมินตรงกันว่าราคาทองคำผ่านจุดต่ำสุดของรอบนี้ไปแล้ว แต่การจะกลับไปเห็นระดับ 80,000 บาทต่อบาททองคำ อาจต้องรอถึงปีหน้า พร้อมชี้แนวต้าน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ คือด่านชี้ขาดทิศทางตลาด

 

 
 

ประเด็นที่ผู้ค้าทองคำทั้ง 3 ราย ได้แก่ ฮั่วเซ่งเฮง, วายแอลจี และเอ็มทีเอส โกลด์ ให้น้ำหนักตรงกันคือ ราคาทองคำโลกได้ผ่านจุดต่ำสุดของรอบการปรับฐานนี้ไปแล้ว

 

ธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทฮั่วเซ่งเฮง กล่าวว่า ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาราคาทองคำโลกทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 5,595 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทำให้พฤติกรรมของนักลงทุนเปลี่ยนไปเมื่อราคาเริ่มย่อตัวลง

 

“เมื่อราคาทองคำเริ่มย่อตัวลงมารอบนี้ พฤติกรรมของคนจึงเปลี่ยนไปคือไม่ได้รีบร้อนเข้าไปซื้อทันทีเหมือนแต่ก่อน เนื่องจากฐานราคาเดิมเคยอยู่สูงมาก วันนี้นักลงทุนจึงเน้นการเฝ้ารอจังหวะย่อตัว เพราะยังคงเชื่อมั่นว่าปัจจัยระยะยาวของทองคำยังคงเป็นทิศทางบวกอยู่” ธนรัชต์กล่าว

 

ฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่าแนวรับสำคัญที่เป็นจุดต่ำสุดอยู่ที่ประมาณ 4,100 ดอลลาร์ และการปรับฐานในช่วง 5-6 เดือนที่ผ่านมาถือว่าลงมาเกือบสุดทางแล้ว โดยหากราคาสามารถทะลุแนวต้านสำคัญที่ 4,500 ดอลลาร์ขึ้นไปได้ ตลาดจะเปลี่ยนทิศทางเข้าสู่สภาวะขาขึ้นอย่างชัดเจน พร้อมตั้งเป้าหมายราคาทองคำโลกปีนี้ไว้ที่ 4,900 – 5,000 ดอลลาร์

 

พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) ประเมินจุดต่ำสุดไว้ต่ำกว่าเล็กน้อยที่ระดับ 3,900 – 3,950 ดอลลาร์ แต่ให้แนวต้านที่ระดับเดียวกันคือ 4,500 ดอลลาร์ และประเมินเป้าหมายจนถึงสิ้นปีนี้ไว้ที่ประมาณ 4,850 – 5,000 ดอลลาร์ต้นๆ พร้อมระบุว่าการกลับไปเห็นระดับราคาสูงสุดเดิมนั้น ในระยะสั้นอาจจะยังไม่เห็น

 

ขณะที่ นายแพทย์กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ผู้บริหารกลุ่มบริษัทในเครือ เอ็มทีเอส โกลด์ (แม่ทองสุก) มองว่าในระยะยาวราคาทองคำไม่น่าจะหลุดแนวรับสำคัญที่ 4,000 ดอลลาร์ลงไปแล้ว โดยให้เหตุผลว่าข่าวร้ายที่กดดันตลาดในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาน่าจะผ่านจุดเลวร้ายที่สุดไปแล้ว

 

“เมื่อไม่มีข่าวร้ายแรงใหม่ๆ เข้ามากระทบ มันก็ไม่มีปัจจัยที่จะมากดดันราคาทองคำ คราวนี้หากหลังจากนี้เกิดข่าวร้ายทางเศรษฐกิจขึ้นมา มันจะยิ่งทำให้ทองคำกลายเป็นพระเอกโดดเด่นยิ่งขึ้นเรื่อยๆ” กฤชรัตน์กล่าว

 

ทะลุ 80,000 บาท อีกครั้ง ต้องรอปีหน้า

 

สำหรับราคาทองคำแท่งในประเทศ กฤชรัตน์ระบุว่า ปัจจุบันราคาทองคำโลกอยู่ที่ประมาณ 4,400 ดอลลาร์ หากปรับขึ้นไปอีกราว 400 ดอลลาร์ หรือประมาณ 10% ราคาทองคำในประเทศจะขยับขึ้ไปสู่ระดับประมาณ 73,000 – 74,000 บาท

 

ส่วนระดับ 80,000 บาทต่อบาททองคำนั้น เขาประเมินว่ามีโอกาสสูงมากที่จะได้เห็นในปี 2570 ช่วงประมาณปลายไตรมาสที่ 1 เนื่องจากคาดว่าทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะมีความชัดเจนและเริ่มมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างเป็นรูปธรรมในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า

 

ด้าน YLG ประเมินกรอบราคาทองคำแท่งไทยไว้ว่าจะไม่กลับไปเห็นระดับต่ำกว่า 72,000 บาทอีกแล้ว โดยให้แนวต้านราคาสูงสุดไว้ที่ประมาณ 77,000 บาท

 

ฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท วายแอลจี กรุ๊ป กล่าวเสริมบนเวทีว่า ในระยะยาวราคาทองคำยังไม่ได้เปลี่ยนเป็นขาลง โดยตั้งเป้าหมายที่ 4,900 ดอลลาร์ในปีนี้ ส่วนปีหน้าอาจจะกลับไปทดสอบจุดสูงสุดเดิม และหากผ่านได้จะไปถึงระดับ 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 

ปัจจัยหนุน ‘Fed การเมืองสหรัฐฯ และแรงซื้อธนาคารกลาง’

 

ปัจจัยที่ผู้ค้าทองคำทั้ง 3 รายให้น้ำหนักมากที่สุดในระยะใกล้คือทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ

 

กฤชรัตน์ระบุว่า เมื่อ 4-5 เดือนก่อน ตลาดโฟกัสแต่เรื่องสงครามและราคาน้ำมันดิบ แต่ปัจจุบันนักลงทุนหันไปมุ่งเน้นเรื่องอัตราดอกเบี้ยเป็นหลัก โดยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาแย่ลง โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงาน กลับเป็นข่าวดีต่อราคาทองคำ เพราะสะท้อนว่าเงินเฟ้อเริ่มอยู่ตัว เขาระบุว่าตลาดและนักวิเคราะห์ประเมินโอกาสที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนเหลือเพียง 30% ลดลงจากเดิมที่เคยสูงถึง 65%

 

ด้าน ธนรัชต์มองว่า การหาเสียงเลือกตั้งของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องเน้นควบคุมค่าครองชีพและราคาสินค้าไม่ให้แพงเกินไปเพื่อรักษาฐานคะแนนเสียง จะช่วยลดแรงกดดันต่อการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed ซึ่งเป็นผลบวกต่อราคาทองคำโดยตรง

 

อีกแรงหนุนสำคัญที่ถูกพูดถึงคือ กระแส De-dollarization หรือการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ของกลุ่มประเทศ BRICS และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งพวรรณ์มองว่าจะช่วยกดดันค่าเงินดอลลาร์ในระยะยาว

 

ขณะที่แรงซื้อจากธนาคารกลางยังคงเป็นปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแรง ธนรัชต์ระบุว่าในครึ่งปีแรกธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำเพิ่ม 345 ตัน โดยหลักอยู่ในไตรมาส 2 ขณะที่ธนาคารกลางเกาหลีใต้กลับมาซื้อทองคำเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี ส่วนธนาคารกลางจีนเข้าซื้อต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 21 และประเทศกำลังพัฒนาได้เพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำในทุนสำรองจากระดับ 10% ขึ้นไปสู่ 20-25%

 

ตลาดทองคำไทยซื้อขายวันละ 6.5 หมื่นล้านบาท มากกว่าตลาดหุ้นไทย

 

สารัชต์ รัตนาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวในงานแถลงข่าว ‘ปลดล็อกปรากฏการณ์การลงทุนครั้งใหม่บน SCB EASY’ ว่า ปริมาณการซื้อขายทองคำในประเทศไทยเคยพุ่งขึ้นไปสูงถึงระดับ 50% ของ GDP ประเทศ ขณะที่ปริมาณการซื้อขายรายวันสูงกว่าตลาดหุ้น ซึ่งเป็นที่มาของการพัฒนาบริการ SCB Gold Marketplace

 

“นี่คือก้าวหนึ่งที่พยายามจะสร้าง wealth platform สำหรับลูกค้า 17 ล้านราย” สารัชต์กล่าว โดยอ้างอิงถึงฐานลูกค้าของ SCB EASY ในปัจจุบัน

 

ด้าน แพททริก ปูเลีย Head of Financial Markets ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ไทยติด 1 ใน 10 ประเทศที่มีการซื้อขายทองคำมากที่สุดในโลก โดยปีก่อนหน้า ปริมาณการซื้อขายทองคำของไทยเคยขึ้นไปสูงสุดที่ 2.5 แสนล้านบาทต่อวัน เทียบกับตลาดหุ้นไทยที่ 7.4 หมื่นล้านบาทต่อวัน ขณะที่มูลค่าเฉลี่ยของการซื้อขายทองคำอยู่ที่ 6.5 หมื่นล้านบาทต่อวัน สูงกว่าตลาดหุ้นไทยที่ 4.2 หมื่นล้านบาทต่อวัน

 

แพททริกระบุว่า ที่ผ่านมาคนไทยซื้อขายทองคำเป็นเงินบาทมาโดยตลอด ซึ่งราคาทองคำไทยจะมี 2 องค์ประกอบอยู่ในนั้นเสมอ คือราคาทองคำ และค่าเงิน การเปิดให้ซื้อขายเป็นสกุลดอลลาร์จึงเป็นการแยกตัวแปรทั้งสองออกจากกัน

 

จุดเด่นของ SCB Gold Marketplace ที่ธนาคารระบุ ประกอบด้วยการรวมผู้ค้าทองคำชั้นนำ 3 ราย เข้ามาอยู่บนแพลตฟอร์มเดียว, การซื้อขายด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ, ไม่มีค่าธรรมเนียมซื้อขาย, รองรับทองคำทั้งความบริสุทธิ์ 99.99% และ 96.5%, ถอนทองคำจริงได้ และซื้อขายผ่านแอปพลิเคชัน SCB EASY

 

ภาพ: Brian A Jackson / Shutterstock

The post ผู้บริหาร 3 ผู้ค้าทองคำรายใหญ่คาดราคาปีนี้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว แต่จะทะลุได้ 80,000 บาท อาจต้องรอปีหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศูนย์ AIRRE กางผลงานวิจัย 2 ปี ช่วยทารกรอดตาบอดถาวร ดันเชียงใหม่ฮับป้องกัน ROP https://thestandard.co/airre-rop-infant-blindness-chiang-mai/ Mon, 17 Aug 2026 09:41:25 +0000 https://thestandard.co/airre-rop-infant-blindness-chiang-mai/ ภาพการแถลงข่าวความคืบหน้าโครงการป้องกันภาวะตาบอดในเด็กแรกเกิด โดยศูนย์ AIRRE และคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

วันนี้ (17 สิงหาคม) ที่ ห้องประชุมบุญสม มาร์ติน โรงพยาบ […]

The post ศูนย์ AIRRE กางผลงานวิจัย 2 ปี ช่วยทารกรอดตาบอดถาวร ดันเชียงใหม่ฮับป้องกัน ROP appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการแถลงข่าวความคืบหน้าโครงการป้องกันภาวะตาบอดในเด็กแรกเกิด โดยศูนย์ AIRRE และคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

วันนี้ (17 สิงหาคม) ที่ ห้องประชุมบุญสม มาร์ติน โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ร่วมกับ สถาบันจักษุวิทยาวิลเมอร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ และศูนย์วิจัยและรักษาโรคจอตา อยู่วิทยา โกลบอล แอร์ (AIRRE) เซ็นเตอร์ จัดงานแถลงข่าวความคืบหน้าโครงการป้องกันภาวะตาบอดในเด็กแรกเกิดในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด จากความร่วมมือระดับโลกสู่การรอดพ้นจากโลกมืดของเด็กไทย

 

การแถลงข่าวครั้งนี้นำโดย ศาสตราจารย์ นพ.นีล เอ็ม. เบรสเลอร์ ผู้อำนวยการศูนย์ AIRRE พร้อมด้วย ผศ.พญ.จุน คอง รองผู้อำนวยการศูนย์ฯ และ ผศ.พญ.อัจฉรียา วิวัฒน์วงศ์วนา หัวหน้าหน่วยจักษุวิทยาเด็กและตาเข ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

ศ.นพ.เบรสเลอร์ เปิดเผยว่า โครงการวิจัยนี้มุ่งเป้าไปที่การลดภาวะตาบอดในเด็ก โดยเฉพาะจาก ‘โรคจอประสาทตาผิดปกติในทารกคลอดก่อนกำหนด’ (Retinopathy of Prematurity: ROP) ซึ่งเป็นภัยเงียบที่ร้ายแรง เนื่องจากสถิติพบว่ากว่า 2 ใน 3 ของเด็กไทยที่ตาบอดมีสาเหตุมาจากโรค ROP และในทารกแรกเกิดทุกๆ 1,000 คน จะพบภาวะตาบอด 1 คน

 

จากสถานการณ์ดังกล่าว เฉลิม อยู่วิทยา นักธุรกิจชาวไทย เล็งเห็นถึงความสำคัญและได้เข้ามามีบทบาทหลักในการผลักดัน ผ่านการมอบทุนสนับสนุนมูลค่ากว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 330 ล้านบาท) ครอบคลุมทั้งค่าบุคลากร อุปกรณ์ล้ำสมัย และค่าตรวจรักษา

 

ไฮไลต์สำคัญคือการจัดซื้อ กล้องถ่ายภาพจอประสาทตาแบบมุมกว้างสำหรับเด็ก (Wide-field Pediatric Retinal Camera) มูลค่า 125,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเข้ามาพลิกโฉมการตรวจรักษาในพื้นที่ห่างไกล โดยเจ้าหน้าที่สามารถถ่ายภาพและส่งต่อให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญวินิจฉัยทางไกลได้ทันท่วงที

 

ศ.นพ.เบรสเลอร์ เผยผลลัพธ์ว่า ตลอด 2 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่เริ่มโครงการ (สิงหาคม 2567) ทีมวิจัยได้ติดตามภาพถ่ายจอประสาทตากว่า 6,000 ภาพ จากทารก 60 คน พบทารก 23 คนที่มีภาวะ ROP ซึ่งทั้งหมดได้รับการรักษาด้วยเทคโนโลยีเลเซอร์จอประสาทตาที่ทันสมัย ผลลัพธ์คือ เด็กทุกคนในโครงการรอดพ้นจากภาวะตาบอดถาวร 100%

 

ด้าน ผศ.พญ.อัจฉรียา เสริมว่า ตามมาตรฐานทางการแพทย์ ทารกคลอดก่อนกำหนด (อายุครรภ์ต่ำกว่า 30 สัปดาห์ หรือน้ำหนักไม่ถึง 1,500 กรัม) ต้องได้รับการคัดกรองภายใน 4 สัปดาห์ และหากพบความผิดปกติ ต้องรักษาด่วนภายใน 48 ชั่วโมง ซึ่งข้อจำกัดด้านอุปกรณ์ในอดีตทำให้มีเด็กจำนวนหนึ่งพลาดโอกาสนี้ไป

 

“มีกรณีที่เราคัดกรองเด็กจากโครงการ พบอาการชัดเจนและรักษาได้ทัน ครอบครัวเด็กเล่าว่าลูกคนโตต้องตาบอดเพราะคัดกรองไม่ทัน แต่ครั้งนี้เราช่วยลูกคนเล็กไว้ได้ ปัจจุบันเขาอายุ 1 ขวบและมองเห็นได้ดีขึ้น” ผศ.พญ.อัจฉรียา กล่าวพร้อมระบุว่าความสำเร็จของโมเดลนี้กำลังถูกนำไปประยุกต์ใช้ในประเทศมาเลเซียด้วย

 

สำหรับก้าวต่อไป ศูนย์ AIRRE วางเป้าหมายประยุกต์ใช้ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบถ่ายภาพขั้นสูง เพื่อพัฒนาระบบคัดกรองและสร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน หวังสร้างองค์ความรู้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วยโรคจอประสาทตาในทุกช่วงวัย

 

ด้าน เฉลิม อยู่วิทยา ผู้สนับสนุนหลักของโครงการ เผยความรู้สึกว่า การช่วยรักษาดวงตาของเด็กทารกแม้เพียงคนเดียวก็เป็นเรื่องที่น่าทึ่ง การได้เห็นโครงการในบ้านเกิดประสบความสำเร็จจนขยายผลสู่ระดับโลก ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง

 

“ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเงินบริจาค แต่คือการคืนความฝัน เปลี่ยนอนาคตของเด็กคนหนึ่งและครอบครัว การร่วมมือกับมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ จะเป็นรากฐานทางการแพทย์ที่ส่งต่อโอกาสในการมองเห็นให้แก่ผู้คนนับล้านทั่วโลกในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า” เฉลิม กล่าวทิ้งท้าย

The post ศูนย์ AIRRE กางผลงานวิจัย 2 ปี ช่วยทารกรอดตาบอดถาวร ดันเชียงใหม่ฮับป้องกัน ROP appeared first on THE STANDARD.

]]>
เผยความงาม ‘ดวงตาพญานาคา’ แห่งภูลังกา มหัศจรรย์ทางธรณีวิทยาที่รอให้พิสูจน์ช่วงฤดูฝน https://thestandard.co/naga-eye-phu-langka/ Mon, 17 Aug 2026 09:35:39 +0000 https://thestandard.co/naga-eye-phu-langka/ ภาพปรากฏการณ์น้ำฝนขังในหลุมหินธรรมชาติสะท้อนแสงคล้ายดวงตาพญานาคาที่อุทยานแห่งชาติภูลังกา

วันนี้ (17 สิงหาคม ) กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์ […]

The post เผยความงาม ‘ดวงตาพญานาคา’ แห่งภูลังกา มหัศจรรย์ทางธรณีวิทยาที่รอให้พิสูจน์ช่วงฤดูฝน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปรากฏการณ์น้ำฝนขังในหลุมหินธรรมชาติสะท้อนแสงคล้ายดวงตาพญานาคาที่อุทยานแห่งชาติภูลังกา

วันนี้ (17 สิงหาคม ) กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เชิญชวนนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสความอัศจรรย์ทางธรรมชาติบนลานหินบริเวณถ้ำนาคา อุทยานแห่งชาติภูลังกา อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ หลังพบปรากฏการณ์น้ำฝนขังในหลุมหินธรรมชาติ ช่วงฤดูฝน ส่องสะท้อนแสงแดดเป็นประกายคล้าย ดวงตาพญานาคา สะท้อนความสมบูรณ์และมิติทางธรณีวิทยา พร้อมมุ่งกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในพื้นที่

 

อรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่า ปรากฏการณ์ครั้งนี้สะท้อนถึงความอัศจรรย์ของธรรมชาติในอุทยานแห่งชาติภูลังกา ซึ่งนอกจากจะเชื่อมโยงกับเรื่องความเชื่อและความศรัทธาของประชาชนแล้ว พื้นที่แห่งนี้ยังมีความสำคัญทางธรณีวิทยาและธรรมชาติวิทยาอย่างยิ่ง กรมอุทยานฯ มีความมุ่งมั่นที่จะบริหารจัดการพื้นที่ให้เกิดความสมดุลระหว่างการท่องเที่ยวและการอนุรักษ์ จึงขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวให้เข้าชมด้วยความสำรวม ไม่สัมผัส ขีดเขียน หรือทำลายทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อรักษาความงดงามนี้ไว้อย่างยั่งยืน

 

ขณะที่ อักษร มานะวงศ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูลังกา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จุดชมปรากฏการณ์ดังกล่าวตั้งอยู่บนเส้นทางท่องเที่ยวถ้ำนาคา นักท่องเที่ยวสามารถเดินขึ้นมาชมได้ตามปกติ โดยลักษณะทางกายภาพเป็นแอ่งน้ำมีความลึกประมาณ 1.5–2 เมตร ทำให้มีน้ำขังเกือบตลอดทั้งปี และระดับน้ำจะค่อยๆ ลดลงเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูแล้ง

 

สำหรับช่วงเวลาที่เหมาะสมและสวยงามที่สุดในการเข้าชมคือ ช่วงฤดูฝน (เดือนพฤษภาคม – ตุลาคม) เนื่องจากเป็นช่วงที่ปริมาณน้ำเต็มแอ่งและได้รับมุมตกกระทบของแสงอาทิตย์อย่างพอดี ทำให้เกิดเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนและงดงาม ทั้งนี้ หลังจากเดือนตุลาคมเป็นต้นไป ระดับน้ำจะเริ่มลดลงและอาจมีเศษใบไม้ร่วงหล่นทับถม ซึ่งจะลดทอนความสวยงามของเงาสะท้อนลงไป ทางอุทยานฯ จึงแนะนำให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนในช่วงฤดูฝนเพื่อสัมผัสประสบการณ์ที่ดีที่สุด

 

อ้างอิง:กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

ภาพ: กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

ภาพปรากฏการณ์น้ำฝนขังในหลุมหินธรรมชาติสะท้อนแสงคล้ายดวงตาพญานาคาที่อุทยานแห่งชาติภูลังกา 1ภาพปรากฏการณ์น้ำฝนขังในหลุมหินธรรมชาติสะท้อนแสงคล้ายดวงตาพญานาคาที่อุทยานแห่งชาติภูลังกา 2ภาพปรากฏการณ์น้ำฝนขังในหลุมหินธรรมชาติสะท้อนแสงคล้ายดวงตาพญานาคาที่อุทยานแห่งชาติภูลังกา 3

The post เผยความงาม ‘ดวงตาพญานาคา’ แห่งภูลังกา มหัศจรรย์ทางธรณีวิทยาที่รอให้พิสูจน์ช่วงฤดูฝน appeared first on THE STANDARD.

]]>