Isamu Sakaguchi คว้าแชมป์เอเชีย S.Pellegrino Young Chef […]
The post เอเชียได้ตัวแทนแล้ว! Isamu Sakaguchi คว้าชัย S.Pellegrino Young Chef Academy appeared first on THE STANDARD.
]]>
Isamu Sakaguchi คว้าแชมป์เอเชีย S.Pellegrino Young Chef Academy 2026–27 เตรียมชิงแชมป์โลกที่อิตาลี
อิซามุ ซาคากุจิ (Isamu Sakaguchi) จากร้าน Auberge eaufeu เมืองโคมัตสึ ประเทศญี่ปุ่น คว้ารางวัลชนะเลิศระดับภูมิภาคเอเชียในการแข่งขัน S.Pellegrino Young Chef Academy Competition 2026–27 ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 พร้อมเป็นตัวแทนเอเชียไปแข่งขันรอบ Grand Finale ที่ประเทศอิตาลีในปี 2570
การแข่งขันครั้งนี้รวมเชฟรุ่นใหม่ 10 คนจากร้านอาหารในฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม โดยแต่ละคนได้ทำงานร่วมกับเชฟที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาจานซิกเนเจอร์ ก่อนนำเสนอต่อคณะกรรมการที่พิจารณาทั้งทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ และแนวคิดที่ถ่ายทอดผ่านอาหาร ซึ่งปีนี้มีทั้งเชฟตาม–ชุดารี เทพาคำ จากบ้านเทพา และเชฟ Garima Arora จาก Gaa ร่วมตัดสินด้วย

‘Matsuri: Celebrating Nature, Community, and Abundance’ คือจานซิกเนเจอร์ที่พาอิซามุคว้าตำแหน่งในปีนี้ ได้แรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมซาโตยามะของญี่ปุ่นและการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ เล่าถึงเทศกาล การเก็บเกี่ยว และความร่วมมือของผู้คนในชุมชนชนบท โดยมี Shota Itoi จาก Auberge eaufeu เป็นเชฟที่ปรึกษา

อิซามุตั้งใจจะพัฒนาจานนี้ต่อ เพื่อนำเรื่องราวของธรรมชาติและชุมชนไปถ่ายทอดในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศระดับโลก ส่วนรองชนะเลิศอันดับหนึ่งของเอเชียเป็นของ Leong Chan จาก Cristal Room by Anne-Sophie Pic ในฮ่องกง และรองชนะเลิศอันดับสองคือ Jiwoo Lee จาก Zén ในสิงคโปร์

สิ่งที่เราชอบใน S.Pellegrino Young Chef Academy คือการมีเชฟที่ปรึกษาช่วยขัดเกลาทั้งฝีมือและความคิด รวมถึงโอกาสแลกเปลี่ยนกับเพื่อนร่วมอาชีพจากต่างประเทศ ประสบการณ์เหล่านี้นำกลับไปต่อยอดในครัวได้อีกมากหลังการแข่งขันจบลง
ปีนี้ยังมีเชฟรุ่นพี่กลับมาร่วมส่งต่อประสบการณ์ รวมถึง Ardy Ferguson ผู้ชนะระดับโลกจากการแข่งขันครั้งก่อน ที่มาร่วมทำอาหารในงานกาลาดินเนอร์ เป็นภาพที่ทำให้เห็นว่าเชฟรุ่นใหม่ในวันนี้สามารถเติบโตและกลับมาช่วยผลักดันคนรุ่นต่อไปได้อย่างไร
สำหรับเชฟจากประเทศไทย ครั้งนี้มีทั้ง Kittitee Kamonnawin จาก CLARA และ Patnarin Posiri จาก Elements, inspired by Ciel Bleu ผ่านเข้ามาถึงรอบชิงชนะเลิศระดับภูมิภาค แม้ตำแหน่งแชมป์ปีนี้จะเป็นของเชฟจากญี่ปุ่น แต่เรายังรอเชียร์วันที่เชฟไทยจะคว้าตำแหน่งตัวแทนเอเชีย และก้าวไปลุ้นแชมป์บนเวทีโลกเช่นกัน
ภาพ: S.Pellegrino Young Chef Academy
The post เอเชียได้ตัวแทนแล้ว! Isamu Sakaguchi คว้าชัย S.Pellegrino Young Chef Academy appeared first on THE STANDARD.
]]>
ประกาศผลเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับ Bangkok Bar Show Awa […]
The post สรุปผล Thailand’s 20 Best Bars 2026 บาร์ไหนติดอันดับบ้าง? appeared first on THE STANDARD.
]]>
ประกาศผลเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับ Bangkok Bar Show Awards & Thailand’s 20 Best Bars 2026 งานประกาศรางวัลที่ยกย่องบาร์และบุคลากรยอดเยี่ยมในวงการเครื่องดื่มไทย ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ โดยปีนี้ Dry Wave Cocktail Studio ยังคงรักษาตำแหน่งบาร์อันดับ 1 ของประเทศไทยไว้ได้เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน พร้อมคว้ารางวัล Best Bar in Bangkok และ Best Bar in Thailand
สำหรับอันดับ 2 ตกเป็นของ BKK Social Club ที่คว้ารางวัล Best Hotel Bar ไปครอง ตามด้วย Bar Us, G.O.D. และ Last Call Bar Bangkok ในอันดับ 3-5 ตามลำดับ ขณะที่ Dry Wave Cocktail Studio ยังคว้าอีก 2 รางวัลใหญ่ ได้แก่ Bartender of the Year จาก ศุภวิชญ์ ‘ปาล์ม’ มุททารัตน์ และ Bar Team of the Year ส่วน BKK Social Club ได้รับรางวัล Art of Hospitality Award และ Tax Bar คว้ารางวัล Menu Design of the Year
นอกจากนี้ยังมีบาร์น่าสนใจที่ได้รับรางวัลในสาขาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Cherry Olive Cocktail Bar ที่คว้า Best New Bar, Bar.San กับรางวัล Best Bar in Chiang Mai, Garnish Samui กับรางวัล Best Bar in Phuket/Samui รวมถึง Mod Kaew Wine Bar ที่รักษาตำแหน่ง Best Wine Bar เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน และ The NORM Bangkok ที่คว้ารางวัล Best Rooftop Bar
The post สรุปผล Thailand’s 20 Best Bars 2026 บาร์ไหนติดอันดับบ้าง? appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้าพูดถึง ‘สภากาแฟ’ หลายคนน่าจะนึกถึงร้านกาแฟเล็กๆ ที่ค […]
The post สภากาแฟยุคใหม่ Common Space Cafe คาเฟ่ซอยเจริญกรุง 1 ที่เชื่อมชุมชนด้วยกาแฟ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้าพูดถึง ‘สภากาแฟ’ หลายคนน่าจะนึกถึงร้านกาแฟเล็กๆ ที่คนในละแวกแวะมานั่งพูดคุย อ่านหนังสือพิมพ์ หรือแลกเปลี่ยนเรื่องราวในชีวิตประจำวัน ซึ่งในอดีตร้านกาแฟเป็นจุดนัดพบของผู้คนในชุมชน
แนวคิดนี้เองที่กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของ Common Space Cafe คาเฟ่ในซอยเจริญกรุง 1 ย่านเมืองเก่า ที่ตั้งใจนำบรรยากาศของสภากาแฟกลับมาในรูปแบบร่วมสมัย โดยมี เจมส์-ยศกร สังข์ธีรธิติ ผู้มีประสบการณ์ด้านการพัฒนาชุมชน เป็นคนอยู่เบื้องหลัง
เดิมทีพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของโรงแรมเก่าและสภากาแฟ ก่อนที่เจ้าของอาคารจะชวนเจมส์เข้ามาพัฒนาพื้นที่ ซึ่งในช่วงแรกมีแนวคิดจะทำเป็นบูติกโฮสเทล แต่สุดท้ายก็ต่อยอดมาเป็นคาเฟ่ที่เปิดรับทั้งผู้เข้าพัก คนในละแวก และนักท่องเที่ยวที่เดินผ่านเข้ามา


สิ่งที่เจมส์ให้ความสำคัญไม่ใช่แค่การทำร้านกาแฟให้สวยหรือขายเครื่องดื่มดีๆ แต่ต้องการให้ที่นี่เป็นพื้นที่ส่วนกลางที่ใครก็เข้ามาใช้เวลาได้ โดยไม่จำเป็นต้องสั่งกาแฟราคาแพงหรือรู้สึกว่าร้านไม่ได้ออกแบบมาเพื่อคนในชุมชน อีกเรื่องที่น่าสนใจคือวิธีมองการมองร้านรอบๆ เพราะแทนที่จะมองร้านอื่นเป็นคู่แข่ง เจมส์กลับอยากให้ร้านค้าในย่านช่วยกันสร้างบรรยากาศให้เมืองเก่ากลับมาคึกคัก

ถึงจะตั้งอยู่ในย่านเมืองเก่า แต่กลับเลือกหยิบกลิ่นอาย Mid-Century Modern มาใช้ทั้งเฟอร์นิเจอร์ รูปทรง และการจับคู่สีสันที่สนุกสนาน ตั้งแต่โซฟาสีส้ม เก้าอี้สีน้ำเงินและเหลือง ไปจนถึงพรมลายกราฟิกที่ช่วยเติมความสดใสให้กับร้าน ขณะเดียวกันก็ยังเก็บผนังปูนเปลือยและรายละเอียดของอาคารเก่าเอาไว้
อีกอย่างที่เราชอบคือการใช้กระจกบานใหญ่รอบร้าน ซึ่งเปิดรับแสงธรรมชาติเข้ามาได้เต็มที่ ทำให้บรรยากาศของเปลี่ยนไปตามช่วงเวลา ตอนเช้าร้านจะดูสว่างและโปร่งสบาย ส่วนช่วงบ่ายเมื่อแสงแดดเริ่มส่องเข้ามาในมุมที่ต่างออกไป ก็ช่วยขับสีสันของเฟอร์นิเจอร์และรายละเอียดภายในร้านให้ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น
ภายในร้านมีทั้งมุมโซฟาสำหรับนั่งคุยกับเพื่อน และโต๊ะเล็กๆ ริมหน้าต่างที่เหมาะกับการนั่งจิบกาแฟ อ่านหนังสือ หรือเปิดโน้ตบุ๊กทำงานสักพัก เราว่าความน่าสนใจของที่นี่ไม่ได้อยู่แค่เรื่องดีไซน์ แต่เป็นการทำให้ตึกเก่ากลายเป็นพื้นที่ที่คนอยากเข้ามาใช้เวลาได้จริง ซึ่งก็เข้ากับแนวคิดสภากาแฟยุคใหม่ของร้านพอดี


เมนูเครื่องดื่มก็มีให้เลือกค่อนข้างหลากหลาย ตั้งแต่กาแฟสเปเชียลตี มัทฉะ ไปจนถึงเครื่องดื่มที่ชวนให้นึกถึงสภากาแฟสมัยก่อน และราคาที่ค่อนข้างเป็นมิตร เพราะหลายเมนูเริ่มต้นเพียง 65 บาท
สำหรับสายกาแฟ ร้านมีเมล็ดให้เลือกตามความชอบ อย่างตอนที่เราไปก็มีจากดอยช้างและ Brazil Santosถ้าอยากดื่มกาแฟนมแบบคุ้นเคยก็มี Latte (75 บาท) หรือใครชอบกาแฟนมที่เข้มข้นขึ้นอีกหน่อยก็ลอง Ice Black Coffee (65 บาท) ได้
ส่วนสายมัทฉะก็มีให้เลือกทั้งเกรด Commercial และ Ceremonial โดยเมนูพื้นฐานอย่าง Matcha Latte (85 บาท / Ceremonial 135 บาท) และ Clear Matcha (75 บาท / Ceremonial 115 บาท) เหมาะกับคนที่อยากเลือกดื่มตามความชอบและงบประมาณ

นอกจากเครื่องดื่มแล้ว ที่นี่ยังมีเบเกอรีให้สั่งมากินคู่กับกาแฟด้วย อย่าง Red Velvet Cake (95 บาท) ตัดกับครีมชีสรสหวานอมเปรี้ยว ทำให้ได้ทั้งความหอมมันและรสชาติที่ไม่หวานไปทางเดียว เหมาะกับการกินคู่กับกาแฟดำสักแก้ว
อีกเมนูคือ Blueberry Cheesecake (95 บาท) ที่ความเข้มข้นของชีสเค้กกับรสเปรี้ยวอมหวานของบลูเบอร์รี ความสดชื่นของผลไม้ช่วยตัดความมันของชีส ทำให้กินได้เรื่อยๆ โดยไม่รู้สึกเลี่ยนจนเกินไป โดยเฉพาะถ้าได้เครื่องดื่มมาจิบคู่กัน

ใครที่ชอบเดินเล่นย่านเมืองเก่าและกำลังมองหาคาเฟ่สำหรับแวะพัก Common Space เป็นอีกหนึ่งร้านที่น่าแวะ หรือถ้าอยากหาที่นั่งอ่านหนังสือ ทำงานเบาๆ หรือนัดเพื่อนมาคุยกันช่วงบ่ายก็เหมาะ
Common Space Cafe
Location: ซอยเจริญกรุง 1 (MRT สามยอด)
Open: ร้านเปิดทุกวัน เวลา 07.00-19.00 น.
Contact: Common Space Cafe
Parking: จอดรถได้ที่ Premium Gems ค่าบริการ 20 บาทต่อชั่วโมง
Budget: ราคา 65-135 บาท
The post สภากาแฟยุคใหม่ Common Space Cafe คาเฟ่ซอยเจริญกรุง 1 ที่เชื่อมชุมชนด้วยกาแฟ appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลายคนน่าจะรู้จัก Baan Tepa ในฐานะร้านอาหารไทยร่วมสมัยร […]
The post กลับไปเยือน Baan Tepa หลังรีโนเวทบ้านใหม่ พร้อมอาหาร 7 คอร์สที่สะท้อนการเติบโตของเชฟตาม appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลายคนน่าจะรู้จัก Baan Tepa ในฐานะร้านอาหารไทยร่วมสมัยระดับ 2 ดาวมิชลินของเชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ ที่นำบ้านเก่าของครอบครัวมาทำเป็นร้านอาหาร และใช้วัตถุดิบท้องถิ่นของไทยมาสร้างสรรค์เป็นเมนู ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา บ้านเทพาก็เป็นหนึ่งในร้านที่พูดถึงเรื่องความยั่งยืนผ่านอาหารมาโดยตลอด
หลังจากปิดปรับปรุงไปเกือบ 4 เดือน เราได้มีโอกาสกลับไปเยือนบ้านหลังนี้อีกครั้ง แน่นอนว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดคือหน้าตาของร้านที่ดูโปร่ง และ ร่วมสมัยขึ้น แต่สิ่งที่เราอยากรู้มากกว่านั่นคือ หลังจากผ่านประสบการณ์มาหลายปี เชฟตามจะพาเราไปรู้จักอาหารไทยในมุมไหนได้อีก
สำหรับการกลับมาครั้งนี้ เชฟตามยังคงใช้วัตถุดิบท้องถิ่นและภูมิปัญญาอาหารไทยเป็นหัวใจสำคัญ แต่สิ่งที่สัมผัสได้จากเมนูใหม่คือวิธีนำเสนอที่ดูเรียบง่ายขึ้น ไม่ได้พยายามใส่เทคนิคหรือองค์ประกอบมากมายลงในจานเดียว แต่เลือกให้วัตถุดิบและรสชาติเป็นตัวเล่าเรื่อง ขณะเดียวกันก็ยังมีความสนุกจากการนำอาหารที่เราคุ้นเคยมาตีความใหม่ในแบบของบ้านเทพา



ปกติแล้วการไปกินไฟน์ไดนิ่งคนเดียวอาจทำให้หลายคนรู้สึกแปลกๆ แต่ที่นี่เลือกทำเคาน์เตอร์ให้นั่งมองเชฟทำอาหารได้อย่างใกล้ชิด และยังมีโอกาสพูดคุยกับคนที่นั่งข้างๆ ได้ด้วย ทำให้การมากินอาหารคนเดียวดูเป็นเรื่องธรรมดาและสนุกขึ้น
อีกเรื่องที่ยังเป็นส่วนสำคัญของร้านคือความยั่งยืน ตั้งแต่การใช้พืชผักและสมุนไพรที่ปลูกเองในสวนหลังบ้าน การนำเศษอาหารกลับไปทำปุ๋ย ไปจนถึงการเลือกใช้วัตถุดิบส่วนที่มักถูกมองข้าม ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ได้อยู่แค่ในแนวคิดของร้าน แต่ถูกนำมาใช้จริงในเมนูอาหารด้วย

เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ

สิ่งแรกที่สังเกตเห็นเมื่อกลับมาบ้านเทพาคือบรรยากาศภายในที่เปลี่ยนไป จากบ้านเก่าที่ค่อนข้างอบอุ่นและเป็นส่วนตัว ตอนนี้พื้นที่ดูโปร่ง สว่าง และร่วมสมัยมากขึ้น บริเวณทางเข้ามี Cocktail Bar และ Wine Cellar ที่ปรับใหม่สำหรับต้อนรับก่อนเริ่มมื้อ ส่วนการเปลี่ยนแปลงที่เราว่าน่าสนใจที่สุดคือการเพิ่มเคาน์เตอร์บาร์บริเวณชั้นล่าง ซึ่งออกแบบมาเพื่อคนที่อยากมากินอาหารคนเดียวโดยเฉพาะ
ส่วนพื้นที่ชั้น 2 ถูกปรับให้มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น เหมาะกับคู่รักหรือกลุ่มเล็กๆ ที่อยากใช้เวลากับมื้ออาหารแบบไม่ถูกรบกวน อีกโซนที่ยังอยากให้ทุกคนลองเดินไปดูคือสวนหลังบ้าน ซึ่งมีทั้งแปลงผัก สมุนไพร และสวนชา รวมถึงพื้นที่จัดการเศษอาหารเพื่อนำกลับไปทำปุ๋ย เป็นโอกาสให้เราได้เห็นว่าวัตถุดิบบางส่วนที่อยู่บนจานอาหารมีจุดเริ่มต้นมาจากไหน



สำหรับเมนูใหม่ของบ้านเทพา ยังคงเสิร์ฟในรูปแบบ Tasting Menu 7 คอร์ส (6,200++ บาท) โดยแต่ละคอร์สจะมีโปสการ์ดภาพวาดประกอบคำอธิบายอาหารให้เราได้ทำความรู้จักกับวัตถุดิบและแนวคิดของเชฟไปพร้อมกัน
เริ่มต้นมื้อด้วย ‘พาข้าว’ เชฟนำสำรับน้ำพริกมาเสิร์ฟในรูปแบบที่ให้เราหยิบและห่อกินเอง โดยมีน้ำพริก 3 ชนิด ได้แก่ น้ำพริกนรกผสมปลาร้า น้ำพริกกะปิหลน และน้ำพริกสมุนไพร กินคู่กับหมูสามชั้นเอจกากสาโท เป็ดแดดเดียว แหนมหมู และผักตามฤดูกาล
ความสนุกของคอร์สนี้อยู่ที่การให้เราเลือกจับคู่ส่วนประกอบต่างๆ ได้เอง ทั้งแป้งนุ่มและแป้งกรอบที่ผสมพืชท้องถิ่นอย่างครีมนกไส้ ทำให้แต่ละคำมีรสชาติและเนื้อสัมผัสต่างกัน คล้ายกับการกินอาหารหลายอย่างในสำรับเดียวกัน
จากรสชาติจัดจ้านของน้ำพริก เชฟพาเรามาต่อด้วย ‘ต้มจืดไก่บ้านตะเภาทอง’ เมนูที่ดูธรรมดาแต่มีรายละเอียดซ่อนอยู่เยอะ เพราะใช้ไก่บ้านสายพันธุ์ตะเภาทองมาต้มเคี่ยวทั้งตัวกับน้ำแร่จากไทรโยค เพื่อดึงรสหวานธรรมชาติของไก่ออกมา ก่อนเสิร์ฟพร้อมมูสหอยจอบ บวบ และมูสเผือกทอด เป็นการนำอาหารที่เราคุ้นเคยอย่างต้มจืดมาเล่าใหม่ด้วยวัตถุดิบและเทคนิคที่แตกต่างออกไป


PAA KHAO

TOM JUED
อีกคอร์สที่น่าสนใจคือ ‘ปลาทอดน้ำปลา’ ที่ใช้ปลาเต๋าเต้ยนำมาทำให้สุกด้วยการราดน้ำมันร้อนซ้ำๆ จนหนังกรอบ แต่เนื้อด้านในยังนุ่ม เสิร์ฟพร้อมน้ำปลาที่ร้านหมักเองจากปลากะพงพร้าวและถั่วเหลือง กินคู่กับยำมะม่วง ถั่วหลากชนิด สะตอ ชะอม หอยสังข์มะระ และซอสที่ปรุงด้วยน้ำบูดู
คอร์สถัดมา ‘LEGUMES’ ที่เชฟเลือกให้พืชตระกูลถั่วและวัตถุดิบพื้นบ้านเป็นพระเอกของจาน ไม่ว่าจะเป็นถั่วแระไทย ถั่วไข่นก ถั่วงอกหัวโต เมล็ดบัว สะตอ และชะอม เสิร์ฟร่วมกับหอยสังข์มะระ เชฟไม่ได้ใช้ถั่วเป็นเพียงเครื่องเคียง แต่เลือกนำวัตถุดิบที่หลายคนอาจมองข้ามมาสร้างเป็นอาหารหนึ่งคอร์สเต็มๆ และทำให้เห็นว่าถั่วแต่ละชนิดมีทั้งรสชาติและเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกัน
ถัดมาเป็น ‘กุ้งแม่น้ำตาปี’ ที่นำกุ้งแม่น้ำมาปรุงด้วยการราดน้ำมันกุ้งร้อนๆ เสิร์ฟคู่กับกระท้อน ใบชะมวง และแกงชะมวงรสเข้มข้น พร้อมริซอตโต้มันกุ้งที่ทำจากข้าวหอมมะลิ คัสตาร์ดมันกุ้ง และข้าวเกรียบคางกุ้งทอดกรอบ

PLA TOD NAM PLA

LEGUMES

RIVER PRAWN, CHAMUANG AND SEASONAL FRUIT
สำหรับเมนคอร์ส เชฟเลือกนำเสนอ ‘FORGOTTEN CUTS’ หรือเนื้อวัวส่วนที่มักถูกมองข้าม ซึ่งเป็นหนึ่งในคอร์สที่สะท้อนแนวคิดเรื่องการใช้วัตถุดิบอย่างคุ้มค่าของบ้านเทพาได้ชัดเจนที่สุด คอร์สนี้ใช้เนื้อไทยวากิวจากขอนแก่นถึง 4 ส่วน ได้แก่ ลิ้นวัวตุ๋นรมควันเสิร์ฟกับโคโชแกงเขียวหวาน ราวนมวัวเอจผสมชีส เนื้อน่องลวกกินกับน้ำพริกข่า และแก้มวัวตุ๋นแกงดำ เสิร์ฟพร้อมผักกาดต้นดอง ข้าวเม่าดอย และซอสเนื้อ
สิ่งที่เชฟต้องการนำเสนอคือเนื้อวัวไม่ได้มีดีแค่ส่วนยอดนิยมอย่างริบอายหรือเทนเดอร์ลอยน์ แต่เนื้อส่วนอื่นๆ ก็สามารถนำมาปรุงให้น่าสนใจได้เช่นกัน หากเข้าใจวิธีจัดการกับวัตถุดิบแต่ละชนิด โดยคอร์สนี้ยังมีมีดที่ออกแบบเป็นพิเศษ ได้แรงบันดาลใจจากด้ามพร้าพื้นบ้านมาให้ใช้ด้วย


FORGOTTEN CUTS
หลังจากอาหารคาว เชฟเริ่มพาเราเข้าสู่ของหวานด้วย ‘PRE SHADES OF GREEN’ เมนูที่ได้แรงบันดาลใจจากผลไม้รถเข็นของไทย โดยนำมะกอกน้ำ โทงเทงไทย ชมพู่ และทารากอนมาผ่านกระบวนการหมักดอง ก่อนเสิร์ฟใต้กรานิต้ารูปทรงใบไม้ ได้รสเปรี้ยวสดชื่นเพื่อเตรียมต่อไปยังของหวานคอร์สสุดท้าย
ส่วนของหวานที่เราว่าน่าสนใจคือ ‘TIMELESS THAI DESSERTS’ เพราะเชฟเลือกนำข้าวไทยถึง 7 สายพันธุ์มาทำเป็นขนม 3 รูปแบบ เริ่มจากแฟลนคัสตาร์ดสังขยาผักหวานและใบเตย เสิร์ฟกับคาราเมลมิโสะข้าว ตามด้วยเค้กข้าวเหนียวข้าวก่ำพัทลุง 2.0 ที่นำเสนอในรูปแบบขนมจาก และไอศกรีมขนมครกที่กินคู่กับครัมเบิ้ลขี้โล้ ซึ่งทำจากกะทิผัดจนแห้ง
มื้ออาหารยังไม่จบเพียงเท่านั้น เพราะเชฟปิดท้ายด้วยขนมวงโบราณ เสิร์ฟคู่กับชาข้าวคั่วที่มีโฟมข้าวอยู่ด้านบน เป็นการจบมื้อด้วยรสชาติเรียบง่าย

PRE SHADES OF GREEN

TIMELESS THAI DESSERTS

ขนมวงโบราณเสิร์ฟคู่กับชาข้าวคั่ว
สำหรับคนที่เคยไปกินบ้านเทพามาแล้ว เราว่าการกลับมาครั้งนี้เป็นอีกเหตุผลที่น่าลอง เพราะนอกจากร้านจะมีพื้นที่ใหม่และบรรยากาศที่เปลี่ยนไปแล้ว อาหารของเชฟตามก็ยังมีเรื่องราวใหม่ๆ ให้ค้นหา โดยเฉพาะการนำวัตถุดิบไทยที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงมาสร้างเป็นเมนูที่น่าสนใจ
ส่วนใครที่ยังไม่เคยไป และอยากลอง บ้านเทพาก็เป็นอีกหนึ่งร้านที่น่าเก็บไว้ในลิสต์ โดยเฉพาะคนที่อยากมากินคนเดียว เพราะตอนนี้มีเคาน์เตอร์บาร์ให้เลือกนั่งดูเชฟทำอาหารได้อย่างใกล้ชิด ไม่จำเป็นต้องรอหาเพื่อนไปด้วยเสมอไป
Baan Tepa Culinary Space
Location: 561 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ
Open: เปิดทุกวันพุธ-อาทิตย์ รอบเวลา 18.00 น., 19.00 น. และ 20.00 น. (ปิดวันจันทร์-อังคาร)
Contact: Baan Tepa
Reservation: [email protected]
Parking: มีที่จอดรถ
Budget: ราคา 6,200++ บาทต่อคน
The post กลับไปเยือน Baan Tepa หลังรีโนเวทบ้านใหม่ พร้อมอาหาร 7 คอร์สที่สะท้อนการเติบโตของเชฟตาม appeared first on THE STANDARD.
]]>
ใครที่โตมากับการเห็นคุณแม่หรือคุณยายทำอาหารในครัว น่าจะ […]
The post ‘เบญจมิน’ ร้านอาหารไทยรสจัดจ้านที่ได้แรงบันดาลใจจากครัวคุณยาย appeared first on THE STANDARD.
]]>
ใครที่โตมากับการเห็นคุณแม่หรือคุณยายทำอาหารในครัว น่าจะคุ้นเคยกับภาพการขูดมะพร้าว คั้นกะทิ หรือตำเครื่องแกงกันอยู่บ้าง เมื่อก่อนหลายบ้านยังทำอาหารกันตั้งแต่ขั้นตอนเตรียมวัตถุดิบ ไม่ได้มีเครื่องแกงสำเร็จรูปหรือกะทิกล่องให้หยิบใช้สะดวกเหมือนทุกวันนี้
ความทรงจำเหล่านี้เองที่กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของ เบญจมิน (BENJAMIN) ร้านอาหารไทยใหม่จากความร่วมมือระหว่าง พี่ปลา-อัจฉรา บุรารักษ์ แห่ง IBERRY GROUP และเชฟเบนซ์-อัครเดช เตชะเกสรี จากร้าน Seasoning 36 โดยเชฟเบนซ์นำภาพจำในวัยเด็กที่เคยนั่งดูคุณแม่และคุณยายทำอาหารมาเป็นแรงบันดาลใจ ถึงขั้นนำ ‘กระต่ายขูดมะพร้าว’ มาใช้เป็นโลโก้ประจำร้าน
แต่เบญจมินไม่ได้ตั้งใจทำอาหารไทยแบบย้อนยุคทั้งหมด เพราะเมนูของที่นี่มีทั้งอาหารไทยที่เราคุ้นเคยกันดีและเมนูตำรับเก่าที่ปัจจุบันหากินไม่ง่าย โดยเชฟนำมาปรับวิธีปรุงและเลือกใช้วัตถุดิบในแบบของตัวเอง เน้นรสชาติที่ชัดเจน จัดจ้าน และยังคงเสน่ห์ของอาหารไทยแบบที่หลายคนคุ้นเคย



เบญจมินเปิดอยู่ที่ Market Place Thonglor ตรงชั้น 1 ตัวร้านตกแต่งสไตล์โมเดิร์นเรโทร มีกลิ่นอายความเป็นไทยและลวดลายกราฟิกต่างๆ บรรยากาศโดยรวมดูสบายๆ เหมาะกับการแวะมากินข้าวกับเพื่อนหรือครอบครัว
ด้วยความที่เมนูส่วนใหญ่เป็นอาหารไทยแบบกับข้าว เราว่าร้านนี้เหมาะกับการมากันหลายคนแล้วสั่งอาหารหลายๆ อย่างมาวางกลางโต๊ะ จะได้ลองทั้งเมนูต้ม ผัด แกง และน้ำพริกในมื้อเดียวกัน ที่สำคัญร้านยังเป็น Pet-Friendly ด้วย สามารถพาน้องๆ แวะมาได้เช่นกัน



เมนูก็มีให้เลือกค่อนข้างเยอะ ครบทั้งต้ม ผัด แกง ทอด น้ำพริก และของหวาน มีทั้งเมนูที่หลายคนคุ้นเคยและอาหารไทยตำรับเก่าที่ไม่ค่อยเห็นตามร้านทั่วไป ซึ่งจานที่น่าสั่งมาลองก็เริ่มจาก ‘ต้มเค็มซี่โครงอ่อนเบญจมิน (380 บาท)’ เมนูที่ดูเรียบง่ายแต่ใช้เวลาทำไม่น้อย เพราะต้องนำซี่โครงหมูอ่อนไปตุ๋นนานกว่า 5 ชั่วโมงจนเนื้อนุ่ม ได้รสหวานเค็มจากน้ำต้มเค็มที่หอมเครื่องสามเกลอ
จานนี้เราค่อนข้างชอบ ‘คอหมูทอด คั่วน้ำปลาหอม (250 บาท)’ คอหมูทอดเคลือบซอสน้ำปลาและน้ำตาลมะพร้าวจนได้รสหวานเค็มหอมๆ เสิร์ฟพร้อมหอมแดง ผักชี และพริกขี้หนู ช่วยเพิ่มความเผ็ดและตัดรสหวานมันของคอหมู เป็นเมนูที่น่าสั่งมาแชร์กันตั้งแต่เริ่มมื้อ



ถ้าใครชอบต้มยำรสจัดต้อง ‘ต้มยำปลาเก๋ามังกรทะเล (650 บาท)’ ที่นี่ทำเป็นต้มยำน้ำใสและไม่ใส่น้ำตาล เน้นรสเปรี้ยวเค็มแบบชัดเจน ใช้ปลาเก๋ามังกรเนื้อแน่น หนังเด้ง และใส่ใบกะเพราป่าเพิ่มกลิ่นหอม เป็นอีกเมนูที่น่าจะถูกใจคนชอบต้มยำรสจัดมากกว่าต้มยำรสหวาน
ส่วนเมนูแกงที่เราอยากให้ลองคือ ‘แกงฟักไก่เบญจมิน (275 บาท)’ แกงเผ็ดที่ใช้ไก่เลี้ยงปล่อยและฟักเขียว นำมาผัดกับพริกแกงแดงและกะทิ ได้ความเข้มข้นหอมมันจากเครื่องแกงและกะทิ ส่วนฟักเขียวก็ช่วยเพิ่มเนื้อสัมผัสและรับรสแกงได้ดี เป็นอีกเมนูที่ดูเรียบง่าย แต่ไม่ค่อยเห็นตามร้านอาหารไทยทั่วไป และน่าสั่งมากินคู่กับข้าวสวยร้อนๆ


อีกเมนูที่ไม่ค่อยเห็นตามร้านอาหารไทยทั่วไปคือ ‘น้ำพริกพริกไทยอ่อนบ้านจันท์ (325 บาท)’ น้ำพริกตำรับเก่าที่ใช้พริกไทยอ่อนจากจันทบุรีเป็นส่วนผสมหลัก นำมาตำกับหมูสับ กุ้งสด มะนาว และมะอึก ได้รสเปรี้ยวเผ็ดและกลิ่นหอมซ่าของพริกไทยอ่อน เสิร์ฟพร้อมผักสดและผักผัด เป็นเมนูที่น่าสั่งมากินคู่กับข้าวสวยร้อนๆ
ถ้าอยากได้เมนูรสเปรี้ยวสดชื่นมากินตัดกับอาหารจานอื่น แนะนำ ‘ยำคอหมูส้มซ่า (325 บาท)’ ที่นำคอหมูหมักสามเกลอไปย่างเตาถ่านจนหอม ก่อนนำมาทำเป็นยำรสจัดจ้าน แล้วเพิ่มกลิ่นหอมสดชื่นด้วยผิวส้มซ่า เป็นอีกจานที่น่าสั่งมาแชร์กัน โดยเฉพาะคนที่ชอบยำรสเปรี้ยวและกลิ่นหอมของสมุนไพรไทย
ส่วนสายเนื้อก็มี ‘พิคานย่าสะดุ้งน้ำมัน (990 บาท)’ ที่ใช้เนื้อพิคานย่าวากิวจากออสเตรเลีย นำไปปรุงแบบ Sous-vide ก่อนทอดในน้ำมัน เสิร์ฟพร้อมซอสพริกไทยอ่อน ใครที่ชอบเนื้อวากิวและอยากลองเมนูเนื้อที่มีกลิ่นอายอาหารไทยก็น่าจะสนใจจานนี้



ถ้าอยากได้เมนูรสเปรี้ยวมากินตัดกับอาหารจานอื่น เราแนะนำให้ลอง ‘ยำกรรเชียงปูมะม่วงเปรี้ยว (395 บาท)’ ที่ใช้เนื้อปูคลุกกับมะม่วงเปรี้ยว เสิร์ฟพร้อมข้าวเกรียบงากรอบๆ
แล้วถ้ามาคนเดียว อยากกินจานเดี่ยวง่ายๆ ก็แนะนำ ‘ผัดไทยกุ้งลายเสือ (285 บาท)’ ที่ใช้เส้นจันท์ผัดกับซอสมะขามและน้ำตาลมะพร้าว ได้รสเปรี้ยวหวานแบบผัดไทย เสิร์ฟพร้อมกุ้งลายเสือตัวโต
พอจบมื้อแล้วอย่าลืมเผื่อท้องไว้สำหรับของหวานด้วย เพราะที่นี่มี ‘กรานิต้าส้มมะปี๊ดสด (155 บาท)’ เกล็ดน้ำแข็งรสเปรี้ยวอมหวานจากส้มมะปี๊ด เสิร์ฟกับมะม่วง สับปะรด เยลลี่บุก และโรยพริกเกลือเล็กน้อย เหมาะกับการกินล้างปากหลังอาหารรสจัด หรือถ้าชอบของหวานแบบไทยๆ ก็มี ‘ไอศกรีมมะพร้าวและบัวลอยเผือก (145 บาท)’ ที่เสิร์ฟไอศกรีมกะทิคู่กับบัวลอยเผือก



ใครที่ชอบอาหารไทยรสจัดจ้าน โดยเฉพาะเมนูที่ต้องใช้เวลาและความพิถีพิถันในการทำอย่างแกงกะทิ ต้มเค็ม หรือน้ำพริกตำรับเก่า เราว่าเบญจมินเป็นอีกหนึ่งร้านที่น่าลอง เพราะนอกจากจะมีอาหารไทยให้เลือกเยอะแล้ว ยังมีเมนูที่ไม่ค่อยเห็นตามร้านทั่วไปด้วย เหมาะกับการชวนเพื่อนหรือครอบครัวมากินข้าวด้วยกันหลายๆ คน จะได้สั่งกับข้าวมาแชร์กันให้ครบทั้งโต๊ะ
Location: ชั้น 1 Market Place Thonglor ซอยทองหล่อ 15
Open: เปิดทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น.
Contact: BENJAMIN
Parking: มีที่จอดรถภายในโครงการ
Budget: ราคา 200-1,000 บาท
Map: https://maps.app.goo.gl/gmhfomZp28L9PNfA9
The post ‘เบญจมิน’ ร้านอาหารไทยรสจัดจ้านที่ได้แรงบันดาลใจจากครัวคุณยาย appeared first on THE STANDARD.
]]>
ใครที่เคยไปออสเตรเลียอาจคุ้นเคยกับ Yo-Chi Frozen Yogurt […]
The post Yo-Chi โฟรเซ่นโยเกิร์ตขวัญใจ Gen Z เปิดแล้ว พร้อมคอนเซปต์ ‘ผับที่ไม่มีเบียร์’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ใครที่เคยไปออสเตรเลียอาจคุ้นเคยกับ Yo-Chi Frozen Yogurt (โย-ชิ) ร้านโฟรเซ่นโยเกิร์ตเจ้าดังขวัญใจ Gen Z ซึ่งเริ่มต้นจากเมืองเมลเบิร์นตั้งแต่ปี 2012 ก่อนจะขยายสาขาไปยังหลายประเทศ และล่าสุดก็ถึงคิวประเทศไทยแล้ว โดยแบรนด์เลือกปักหมุดสาขาแรกที่ centralwOrld ชั้น 2 โซน Groove
แต่ความน่าสนใจของ Yo-Chi ไม่ได้มีแค่โฟรเซ่นโยเกิร์ต เพราะแบรนด์อยากให้ที่นี่เป็นมากกว่าร้านของหวาน เป็นพื้นที่แฮงก์เอาต์ที่ทุกคนสามารถแวะมานั่งชิล พบปะเพื่อน หรือใช้เวลาอยู่ด้วยกันได้โดยไม่ต้องพึ่งแอลกอฮอล์ ซึ่ง Oliver Allis ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ ถึงกับให้นิยาม Yo-Chi ว่าเป็น ‘ผับที่ไม่มีเบียร์’ จะนัดเพื่อนมานั่งเมาท์หลังเลิกงาน แวะเติมความหวานระหว่างวัน หรือใช้เป็นจุดแวะสุดท้ายก่อนกลับบ้านก็ได้เหมือนกัน



สำหรับสาขาแรกในไทย ซึ่งถือเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดใน Southeast Asia ภายในร้านตกแต่งด้วยโทนสีอบอุ่น ผสมผสานวัสดุธรรมชาติอย่างงานไม้และกระเบื้องลายหินอ่อน พร้อมจัดพื้นที่นั่งไว้ให้ใช้เวลาภายในร้านได้อย่างสบายๆ
แถมที่นี่ก็มีกิมมิกสนุกๆ ซ่อนอยู่หลายมุม ตั้งแต่บาร์ท็อปปิ้ง กระจกที่เหมือนหน้าปกนิตยสาร และมีดีเจที่ช่วยเติมบรรยากาศให้ร้านดูมีชีวิตชีวา ที่พลาดไม่ได้คือ Mango Disco Ball หรือลูกบอลดิสโก้รูปมะม่วง ซึ่งออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับสาขาประเทศไทยเท่านั้น
ที่สำคัญ ร้านยังเปิดให้บริการยาวๆ ถึงเที่ยงคืน ใครที่อยากหาสถานที่นั่งเล่นกับเพื่อนหลังมื้อเย็น แต่ไม่อยากจบค่ำคืนที่บาร์ ก็มี Yo-Chi เป็นอีกหนึ่งตัวเลือก



Oliver Allis
ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายแบรนด์ และผู้ร่วมก่อตั้ง
ส่วนโฟรเซ่นโยเกิร์ตของ Yo-Chi มาในรูปแบบ Self-Service ให้ทุกคนสนุกกับการครีเอตถ้วยโปรดได้เอง ตั้งแต่กดโยเกิร์ต เลือกท็อปปิ้ง ไปจนถึงกำหนดปริมาณตามใจชอบ ก่อนนำไปชั่งน้ำหนักเพื่อคิดราคา
สำหรับตัวโฟรเซ่นโยเกิร์ต แบรนด์เลือกใช้นมสดจากออสเตรเลียแทนการใช้นมผง โดยมีให้เลือกถึง 10 รสชาติ เริ่มจาก Signature Tart รสคลาสสิกที่เป็นซิกเนเจอร์ Salted Butterscotch, Cookies & Cream, Strawberry, Vanilla, Chocolate และ Matcha ส่วนใครชอบอะไรสดชื่นหน่อยก็มี Mango และ Coconut ซึ่งเป็นตัวเลือกวีแกน รวมถึง Acai ที่ใช้วัตถุดิบออร์แกนิกด้วย
แต่ความสนุกยังไม่จบ เพราะบาร์ท็อปปิ้งของที่นี่มีให้เลือกมากกว่า 30 อย่าง ตั้งแต่สตรอว์เบอร์รีสดที่เตรียมใหม่ทุกวัน Cookie Dough สูตรซิกเนเจอร์ น้ำตก Nutella อุ่นๆ ไปจนถึง Mini Taiwanese Mochi ที่ช่วยเพิ่มเท็กซ์เจอร์หนึบๆ ให้กับโยเกิร์ต
และแน่นอนว่ามาเปิดในไทยทั้งที ก็ต้องมีอะไรพิเศษกันหน่อย เพราะ Yo-Chi ยังเตรียมท็อปปิ้งเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับสาขาประเทศไทยโดยเฉพาะ ทั้ง Thai Milk Tea Jelly, Thai Mango, Coconut Chips และ Pipo Fruit Jelly หรือเยลลี่ผลไม้ปีโป้ที่หลายคนคุ้นเคย เรียกว่าใครชอบจับคู่รสชาติแปลกใหม่ก็น่าจะสนุกกับการมิกซ์แอนด์แมตช์ได้ไม่น้อย
ส่วนราคาก็คิดตามน้ำหนักที่ 73 บาทต่อ 100 กรัม จะตักน้อยหรือจัดเต็มท็อปปิ้งแค่ไหนก็เลือกได้ตามใจชอบ
ภาพ: Yo-Chi
The post Yo-Chi โฟรเซ่นโยเกิร์ตขวัญใจ Gen Z เปิดแล้ว พร้อมคอนเซปต์ ‘ผับที่ไม่มีเบียร์’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ก่อนจะถึงวันประกาศผล 50 ร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลก หรือ […]
The post Le Du และ Baan Tepa ติดอันดับ 74 และ 90 ใน 50 Best Restaurants 2026 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ก่อนจะถึงวันประกาศผล 50 ร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลก หรือ ‘50 Best Restaurants 2026’ ได้เผยรายชื่อร้านอาหารอันดับ 51-100 ออกมาให้เหล่าฟู้ดดี้ได้ติดตามกันแล้ว โดยปีนี้มี 2 ร้านอาหารจากกรุงเทพฯ ติดอยู่ในลิสต์ ได้แก่ Le Du ในอันดับที่ 74 และ Baan Tepa ในอันดับที่ 90
สำหรับ Le Du ร้านอาหารของเชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร ที่อยู่ในอันดับ 74 โดดเด่นด้วยการนำวัตถุดิบไทยตามฤดูกาลมาตีความใหม่ผ่านเทคนิคการปรุงอาหารร่วมสมัย โดยยังคงให้ความสำคัญกับรสชาติและเอกลักษณ์ของอาหารไทย ขณะที่ Baan Tepa ของเชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ ในอันดับ 90 มีจุดเด่นอยู่ที่แนวคิดการทำอาหารอย่างยั่งยืน การเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่น และการทำงานร่วมกับเกษตรกรและผู้ผลิต เพื่อนำเสนอเรื่องราวของอาหารไทยผ่านเมนูที่สร้างสรรค์ขึ้นอย่างใส่ใจ
การติดอันดับของทั้งสองร้านถือเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจของวงการอาหารไทย โดยเฉพาะการนำเสนออาหารไทยร่วมสมัยที่ไม่ได้มีเพียงเรื่องของรสชาติ แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงวัตถุดิบ ภูมิปัญญา และแนวคิดเบื้องหลังการทำอาหาร ซึ่งกำลังได้รับความสนใจจากนักชิมทั่วโลก
ส่วนงานประกาศรางวัลร้านอาหารอันดับ 1-50 ของ ‘50 Best Restaurants 2026’ จะมีขึ้นในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2026 ณ กรุงลิมา ประเทศเปรู มาลุ้นดีกว่าว่าปีนี้จะมีร้านอาหารจากประเทศไทยติดอันดับทั้งหมดกี่แห่ง
The post Le Du และ Baan Tepa ติดอันดับ 74 และ 90 ใน 50 Best Restaurants 2026 appeared first on THE STANDARD.
]]>
สิ่งที่เราชื่นชอบร้าน ‘วรรณยุค’ คือการหยิบอาหารจานด่วนท […]
The post กลับไปกิน วรรณยุค (Wana Yook) อีกครั้ง ความสนุกของข้าวแกงที่ไม่เคยเหมือนเดิม appeared first on THE STANDARD.
]]>
สิ่งที่เราชื่นชอบร้าน ‘วรรณยุค’ คือการหยิบอาหารจานด่วนที่คนไทยคุ้นเคยอย่างข้าวแกง มาตีความใหม่เป็นไฟน์ไดนิ่งได้อย่างน่าสนใจ โดยยังรักษาเสน่ห์ของการกินข้าวแกงเอาไว้ได้ครบถ้วน
หลังจากผ่านมาหลายปี เรามีโอกาสกลับไปเยือนร้านของเชฟชาลี กาเดอร์ อีกครั้ง ซึ่งวันนี้วรรณยุคเติบโตจนกลายเป็นร้านอาหารไทยระดับ 1 ดาวมิชลิน และติดอันดับ 47 ของ Asia’s 50 Best Restaurants 2026 แน่นอนว่าสิ่งที่ทำให้เราอยากกลับไปไม่ใช่การพิสูจน์รางวัลเหล่านั้น แต่เป็นความอยากรู้ว่ารอบนี้เชฟชาลีจะพาเราไปสนุกกับข้าวแกงในแง่มุมไหนได้อีก

วรรณยุคยังคงตั้งอยู่ในบ้านเก่าสองชั้นที่โครงการ 515Victory ย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ภายในตกแต่งสไตล์โมเดิร์นโอเรียนทัล ให้บรรยากาศเรียบหรูแต่ไม่เคร่งขรึมจนเกินไป สิ่งใหม่สำหรับเราคือบริเวณ open kitchen ที่มีเคาน์เตอร์บาร์สำหรับเสิร์ฟอาหารกินเล่น พร้อมชมการเข้าครัวของทีมเชฟ


น้ำพริกกะปิ
เมนูใหม่ยังคงเสิร์ฟในรูปแบบ Tasting Menu 9 คอร์ส โดยรอบใหม่นี้เราเห็นเชฟหยิบอาหารใต้มาหลายจาน ไม่ว่าจะข้าวยำที่มาพร้อมข้าวซอย แกงส้มหมึกหอม และแกงตู้มี่ที่เสิร์ฟคู่กับกุ้งและข้าวหุงกะทิ ผสมผสานกับอาหารไทยจากภาคอื่นๆ ที่เราสามารถเลือกสำรับข้าวแกงได้ตามใจชอบ

แกงส้มหมึกหอม / ต้มบ๊วยเต่าเต้ยใส่เห็ดป่า
ความสนุกของที่นี่คือการได้เห็นเมนูที่เรารู้จักในหน้าตาที่ไม่คุ้นเคย อย่างข้าวซอยที่กลายเป็นของกินเล่นเพียงคำเดียว น้ำพริกกะปิกับปลาบู่ หรือปากหม้อชาวน้ำที่ได้แรงบันดาลใจจากขนมจีนซาวน้ำ

แกงตู้มี่ที่เสิร์ฟคู่กับกุ้งและข้าวหุงกะทิ
แม้หน้าตาอาหารแต่ละจานจะมาในสไตล์ไฟน์ไดนิ่ง แต่เชฟชาลียังคงให้ความสำคัญคือรสชาติของอาหารไทย ที่จัดจ้านหอมสมุนไพร หรือการจับคู่รสเปรี้ยว หวาน เค็ม เผ็ด ครบรสอาหารบ้านเรา

สำหรับจานเมนคอร์ส หรือสำรับข้าวแกง เราชอบที่เชฟเปิดโอกาสให้เราเลือกกับข้าวได้คนละ 3 อย่าง จากเมนูในหมวดแกง ต้ม ผัด ทอด ยำ และย่าง ซึ่งมีทั้งอาหารเราที่คุ้นเคย และเมนูที่ไม่เจอตามร้านข้าวแกงทั่วไป

ไข่คู่ / กุ้งทอดผัดกะปิสะตอ
วันนั้นเราเลือก แกงไตปลา พะแนงเนื้อน่องลายตุ๋น และกุ้งทอดผัดกะปิสะตอ และเติม add-on เป็นผัดบวบเหลี่ยมใส่กรรเชียงปู ที่มาพร้อมข้าวสองชนิด ผักแนม น้ำปลาพริก และไข่ดาวซิกเนเจอร์ที่แยกไข่แดงไปดองน้ำปลา ก่อนเสิร์ฟคู่กับไข่ขาวทอดกรอบ

พะแนงเนื้อน่องลายตุ๋น / แกงไตปลา
ความสนุกคือการทำให้คนกินได้สนุกกับการเลือกและจับคู่รสชาติด้วยตัวเอง เหมือนเวลาเดินเข้าร้านข้าวแกงแล้วเลือกกับข้าวที่อยากกินในวันนั้น ไม่จำเป็นต้องมีเมนูตายตัว หรือ fix ว่าจานนั้น ต้องกินกับเมนูนี้
หลังจากอิ่มกับอาหารคาว มื้อนี้ยังปิดท้ายด้วยขนมไทยที่นำเสนอในรูปแบบของตัววรรณยุค ได้แก่ บัวลอย ขนมเบื้อง และเปียกปูน ซึ่งยังคงเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของร้าน

สำหรับคนที่เคยกินวรรณยุคมาแล้ว เมนูใหม่นี้เป็นเหตุผลที่น่ากลับไปอีกครั้ง เพราะเชฟชาลีก็มีวิธีหยิบอาหารไทยมานำเสนอให้แตกต่างอยู่เสมอ แน่นอนว่ารสชาตินั้นสม่ำเสมอ เหมาะกับคนที่สนุกกับการได้ลองรสชาติใหม่ๆ ของจานที่คุ้นเคย จากเมนูที่เรามีสิทธิเลือกได้เอง
Open: เปิดให้บริการวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 18.00-23.00 น.
Address: โครงการ 515Victory BTS อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ (ทางออก 4)
Budget: Dinner Tasting Menu 4,950++ บาท
Contact: 06 3662 3598
Website:https://instagram.com/wana.yook
Map: https://maps.app.goo.gl/rJXL2Cosq6Gy3Q4BA
The post กลับไปกิน วรรณยุค (Wana Yook) อีกครั้ง ความสนุกของข้าวแกงที่ไม่เคยเหมือนเดิม appeared first on THE STANDARD.
]]>
ช่วงนี้ใครแวะไปแถวท่าดินแดง นอกจากจะมีร้านอาหารเก่าแก่ท […]
The post Sang Slua ทีบาร์ลับย่านท่าดินแดง ที่ชวนมาดื่มชาในรูปแบบ Tea Pairing appeared first on THE STANDARD.
]]>
ช่วงนี้ใครแวะไปแถวท่าดินแดง นอกจากจะมีร้านอาหารเก่าแก่ที่คุ้นเคยอยู่แล้ว ยังมีร้านเล็กๆ ที่เราอยากชวนให้ลองแวะไป นั่นคือ Sang Slua Tea service หรือแสงสลัว ทีบาร์ลับที่ซ่อนตัวอยู่ริมถนน และค่อนข้างแตกต่างจากร้านชาที่เราเคยรู้จัก
เพราะแทนที่จะเดินเข้ามาสั่งชาแก้วโปรดแล้วนั่งดื่มตามปกติ ที่นี่อยากให้เราลองใช้เวลากับชาแต่ละชนิดมากขึ้น ผ่านการเสิร์ฟแบบ Tea Pairing ซึ่งมีทั้งชาร้อน ชาเย็น และขนมที่ออกแบบมาให้กินคู่กัน โดยแต่ละอย่างจะมีรสชาติและกลิ่นที่เชื่อมโยงกันอยู่
ที่นี่รับลูกค้าเพียงรอบละ 4 คน ทำให้ระหว่างเสิร์ฟสามารถพูดคุยกับคนชงได้โดยตรง จะถามเรื่องใบชา วิธีชง หรือทำไมถึงเลือกจับคู่กับขนมชนิดนั้นก็ได้ บรรยากาศจึงคล้ายการนั่งเคาน์เตอร์บาร์มากกว่าการมาคาเฟ่ทั่วไป

หมีและเนย สองผู้ก่อตั้ง


เบื้องหลังร้านเกิดจาก เนย-ศณัฐศรณ์ ลิ้มอัครอังกูร อดีตบาริสต้าที่เดินทางไปเรียนการทำขนมที่ออสเตรเลีย และ หมี-ถิรวัฒน์ โงสว่าง ที่มีประสบการณ์จากการเป็นบาร์เทนเดอร์ ทั้งสองจึงนำความรู้จากคนละสายมารวมกัน ตั้งแต่วิธีสกัดชา การเลือกวัตถุดิบ ไปจนถึงการจับคู่กลิ่นและรสชาติ
สิ่งที่น่าสนใจคือแสงสลัวไม่ได้พยายามทำให้การดื่มชากลายเป็นพิธีการที่ซับซ้อน แต่เลือกนำเทคนิคการทำเครื่องดื่มมาทดลองกับชา ทั้งการผสมชากับน้ำมะเขือเทศใส น้ำไผ่ น้ำมะพร้าว รวมถึงวัตถุดิบอื่นๆ ที่เราอาจไม่ค่อยเห็นในร้านชาทั่วไป ทำให้แต่ละแก้วมีคาแรกเตอร์ต่างกัน โดยยังมีรสของชาเป็นส่วนสำคัญ


พอเปิดประตูเข้ามาในร้าน บรรยากาศภายในตกแต่งค่อนข้างเรียบ ใช้สีขาว เทา และงานไม้เป็นหลัก มีเคาน์เตอร์บาร์ยาวเป็นพื้นที่หลักสำหรับนั่งดื่มชา อีกอย่างที่เข้ากับชื่อร้านคือการจัดแสงภายในให้ค่อนข้างสลัว แต่ยังมีแสงสว่างพอให้มองชาและขนมตรงหน้า



หัวใจของการมาที่แสงสลัวคือ Tea Pairing ซึ่งแต่ละเซ็ตประกอบด้วยชาร้อน ชาเย็น ขนมหวาน และของกินคำเล็กๆ สำหรับปิดท้าย โดยชาร้อนสามารถเติมน้ำได้อีก 2-3 น้ำ ทำให้เราได้ลองสังเกตว่าชาชนิดเดียวกัน เมื่อชงซ้ำแล้วกลิ่นและรสชาติเปลี่ยนไปอย่างไร
สำหรับคนที่ชอบชากลิ่นดอกไม้และเครื่องเทศ มี Pairing Set A: Spices (470 บาท) เริ่มจากชาร้อน Yu Lan Xiang ชาอู่หลงที่มีกลิ่นดอกแมกโนเลียและโทนซิตรัส เสิร์ฟคู่กับ Chocolate Soybean ที่ใช้ช็อกโกแลต 75% ผสมกลิ่นจันทน์เทศและโรยผงถั่วเหลืองคั่วหรือคินาโกะ ก่อนเปลี่ยนมาดื่มชาเย็น Bamboo Water ที่ใช้มัทฉะจากชิซูโอกะผสมกับน้ำไผ่ เป็นเซ็ตที่มีทั้งกลิ่นดอกไม้ เครื่องเทศ และรสสดชื่นอยู่ด้วยกัน



ส่วน Pairing Set B: Woody (580 บาท) จะมีคาแรกเตอร์เข้มขึ้น เริ่มจาก Bai Rui Xiang ชาอู่หลงที่มีกลิ่นโทนไม้ สมุนไพร และกลิ่นคล้ายใบยาสูบอ่อนๆ กินคู่กับ Date & Walnut ที่นำอินทผลัมมาเสิร์ฟกับโยเกิร์ตเนื้อข้นและวอลนัตอบ
แต่แก้วที่น่าสนใจของเซ็ตนี้คือ Tomato Lapsang Souchong ซึ่งนำชาดำกลิ่นรมควันมาผสมกับน้ำมะเขือเทศใส และบ๊วยญี่ปุ่นรมควัน ทำให้มีทั้งกลิ่นควัน รสเปรี้ยวและเค็มอยู่ในแก้วเดียว เป็นตัวอย่างที่เห็นชัดว่าความรู้จากโลกค็อกเทลสามารถนำมาใช้กับชาได้อย่างไร
ก่อนจบแต่ละเซ็ต ร้านยังมี Koume บ๊วยญี่ปุ่นที่นำเมล็ดออกแล้วคลุกกับพริกเกลือ ซึ่งช่วยเปลี่ยนรสสัมผัสในปากหลังจากดื่มชามาหลายแก้ว เราว่าน่าสนใจของการเสิร์ฟแบบนี้คือ การได้ลองชิมชาและขนมสลับกัน แล้วสังเกตว่ารสชาติของแต่ละอย่างเปลี่ยนไปอย่างไรเมื่อกินคู่กัน แทนที่จะดื่มชาแต่ละแก้วแยกจากกันเหมือนที่คุ้นเคย
สำหรับใครที่ไม่ได้อยากดื่มชาเป็นเซ็ต ที่นี่ก็มีเมนูให้สั่งแยกเช่นกัน ทั้งชาร้อนที่มีให้เลือกตั้งแต่ชาเขียว ชาเหลือง ชาอู่หลง ไปจนถึงชาดำ ส่วนชาเย็นจะสนุกขึ้นอีกหน่อย เพราะร้านนำชามาผสมกับวัตถุดิบต่างๆ


เราว่าที่นี่เหมาะกับคนที่ชอบดื่มชาอยู่แล้วหรืออยากลองชาที่ต่างจากเดิม รวมถึงคนที่ชอบประสบการณ์ เพราะเราจะได้เห็นขั้นตอนการชงและพูดคุยเรื่องรสชาติอย่างใกล้ชิด ถึงจะไม่ได้มีความรู้เรื่องชามาก่อนก็มาได้เหมือนกัน เพราะแต่ละเซตถูกจัดมาให้ลองชิมและทำความรู้จักรสชาติไปทีละอย่าง โดยไม่จำเป็นต้องรู้จักใบชาทุกชนิด
และด้วยจำนวนเพียง 4 ที่นั่งต่อรอบ ที่นี่จึงเหมาะกับวันที่อยากใช้เวลากับเครื่องดื่มสักหน่อย มากกว่าการแวะซื้อชาแล้วรีบออกไปทำอย่างอื่นต่อ
Sang Slua Tea service
Location: ถนนท่าดินแดง
Open: เปิดทุกวันพฤหัสบดี-อาทิตย์ เวลา 11.00 / 13.00 / 15.00 น. (ปิดวันจันทร์-พุธ)
Contact: Sang Slua
Parking: จอดริมถนนตามช่วงเวลาที่อนุญาต
Budget: ราคา 200-500 บาทต่อคน
The post Sang Slua ทีบาร์ลับย่านท่าดินแดง ที่ชวนมาดื่มชาในรูปแบบ Tea Pairing appeared first on THE STANDARD.
]]>
เวลาพูดถึงอาหารไทย หลายคนอาจนึกถึงเมนูที่คุ้นเคยอย่างต้ […]
The post ลาบจ๊อก แกงมะแฮะ หมูย่างตรัง และอีกหลายเมนูไทยที่ TAAN นำมาเล่าใหม่ใน 13 คอร์ส appeared first on THE STANDARD.
]]>
เวลาพูดถึงอาหารไทย หลายคนอาจนึกถึงเมนูที่คุ้นเคยอย่างต้ม ผัด แกง ทอด แต่จริงๆ แล้วอาหารไทยยังมีอาหารพื้นถิ่นอีกมากที่เราอาจไม่เคยได้ยินชื่อ หรือแม้แต่เคยกินมาก่อน นี่เป็นหนึ่งในแนวคิดที่ TAAN (ธาน) ร้านอาหารไทยร่วมสมัยบนชั้น 25 ของโรงแรม Siam@Siam Design Hotel Bangkok ที่ต้องการพาคนกินออกไปรู้จักอาหารไทยจากหลากหลายภูมิภาค ผ่านวัตถุดิบและเรื่องราวของผู้คนที่อยู่เบื้องหลัง
สำหรับ HARVEST เทสติ้งเมนูใหม่ล่าสุด เชฟมนเทพ กมลศิลป์ ยังคงนำแนวคิดมาต่อยอด โดยเลือกใช้วัตถุดิบจากเกษตรกร ผู้ผลิตรายย่อย และชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ ก่อนนำมาตีความด้วยเทคนิคการทำอาหารร่วมสมัย บางจานยังคงรสชาติและองค์ประกอบของอาหารต้นตำรับเอาไว้ บางจานถูกปรับรูปแบบการนำเสนอใหม่จนแทบจำหน้าตาเดิมไม่ได้


ตัวร้านตกแต่งในสไตล์ร่วมสมัย ใช้วัสดุและงานคราฟต์ที่ให้กลิ่นอายความเป็นไทย โดยมีจุดเด่นอยู่ที่กระจกบานใหญ่ซึ่งเปิดให้เห็นวิวเมืองกรุงเทพฯ ส่วนบรรยากาศก็ไม่ได้ดูเป็นทางการจนเกินไป ภายในมีครัวเปิดให้มองเห็นการทำงานของเชฟและทีมครัว


HARVEST (3,990++ บาท/คน) เป็นเทสติ้งเมนู 13 คอร์ส ที่พาเราไล่ชิมอาหารจากเหนือลงใต้ โดยเริ่มต้นด้วยอาหารคำเล็กๆ ก่อนค่อยๆ เพิ่มความเข้มข้นของรสชาติไปจนถึงอาหารจานหลักและของหวาน
หนึ่งในคำเปิดมื้อที่น่าสนใจคือ Embers of the North ที่ได้แรงบันดาลใจจากลาบจ๊อกหรือลาบเนื้อแบบล้านนา เชฟเลือกใช้เนื้อไทยวากิวปรุงกับเครื่องเทศลาบเหนืออย่างมะแขว่น ดีปลี และกระวาน แทนที่จะเสิร์ฟคู่ข้าวเหนียว กลับเสิร์ฟบนมาร์ชแมลโลว์
ตามด้วย The Golden Bird ที่นำจิ๊นไก่หรือยำไก่เมืองเหนือมาทำเป็นทาร์ตคำเล็ก โดยใช้ไก่ตะเภาทองจากลำพูน คลุกเคล้ากับสมุนไพรพื้นถิ่น และลาบทอดจากเนื้อปลาสละที่ปรุงด้วยพริกลาบและข้าวคั่ว เสิร์ฟคู่แตงกวา และ Tide & Vine ลาบทอดจากเนื้อปลาสละที่ปรุงด้วยพริกลาบและข้าวคั่ว เสิร์ฟคู่แตงกวา



ส่วนอาหารทะเลมี Between Two Seas ที่นำปลาเก๋าจากจันทบุรีมาทำเป็นพล่าปลาดิบคล้ายเซวิเช ใช้น้ำมะนาวและน้ำปลาเป็นตัวชูรส พร้อมกลิ่นหอมของดอกดาหลา อีกจานคือ Milk of the Palm ที่นำหลนมาตีความใหม่เป็นมูสเนื้อเนียน เสิร์ฟกับซอสต้มข่า แตงกวาดอง ปลาสละบ่ม และคาเวียร์จากหัวหิน
เริ่มเข้าสู่จานหลัก เชฟหยิบเอาอาหารพื้นบ้านที่ไม่ค่อยพบเห็นในกรุงเทพฯ อย่าง แกงมะแฮะ ของจังหวัดตาก มานำเสนอในจาน Sunset Over The Forests โดยใช้ถั่วมะแฮะแกงกับเนื้อหมูสามส่วนอย่างลิ้น แก้ม และสันใน เสิร์ฟคู่ข้าวหอมมะลิจากนครสวรรค์และชะอมทอดกรอบ


อีกจานที่น่าสนใจคือ The Five Little Pigs ซึ่งรวมวัตถุดิบที่คุ้นเคยของภาคใต้ไว้ด้วยกัน ทั้งหมูย่างเมืองตรัง สะตอ และทุเรียน เชฟนำหมูสามชั้นหมักซีอิ๊วและเครื่องพะโล้มาจับคู่กับน้ำพริกสะตอ ก่อนเพิ่มครีมทุเรียนย่างเข้ามาช่วยสร้างรสชาติที่แตกต่างจากหมูย่างแบบเดิม
ส่วน Where The Mountains Meet เป็นการนำแกงโฮะของภาคเหนือมาทำเป็นทาโก้ แป้งทำจากข้าวเหนียว สอดไส้เนื้อแกะตุ๋นกับเครื่องแกงโฮะ แล้วเพิ่มหมี่กรอบเพื่อสร้างเนื้อสัมผัสอีกชั้นหนึ่ง
ปิดท้ายด้วยของหวานที่นำวัตถุดิบและขนมไทยมาปรับรูปแบบใหม่ เริ่มจาก Sweet & Sour ที่ใช้มะพร้าวจากสมุทรสงคราม จับคู่กับมูสเมลอนและซอร์เบต์ส้มจี๊ดจากตราด ก่อนจบด้วย The Last Street Corner ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากขนมและของกินริมทางในวัยเด็ก ไม่ว่าจะเป็นข้าวโพดคลุกเนย เผือกกะทิ หรือทองม้วน ที่ถูกนำมารวมกันในรูปแบบของหวานร่วมสมัย


ใครที่ชอบอาหารพื้นบ้านและไม่ค่อยมีโอกาสได้กิน รวมถึงใครที่กำลังมองหาร้านอาหารสำหรับมื้อพิเศษ หรืออยากพาเพื่อนต่างชาติมาทำความรู้จักอาหารไทยในมุมที่หลากหลาย ร้านธานก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ
Location: ชั้น 25 โรงแรม Siam@Siam Design Hotel Bangkok
Open: เปิดทุกวัน เวลา 18.00-23.00 น.
Contact: TAAN
Reservation: 065-328-7374
Budget: ราคา 3,990++ บาทต่อคน
Map: https://maps.app.goo.gl/4Fi6ionFm7jRE2Lx6
Facebook: https://www.facebook.com/taanbangkok/
The post ลาบจ๊อก แกงมะแฮะ หมูย่างตรัง และอีกหลายเมนูไทยที่ TAAN นำมาเล่าใหม่ใน 13 คอร์ส appeared first on THE STANDARD.
]]>
แน่นอนว่าช่วงนี้ก็เป็นฤดูฝนของไทย แล้วถ้าพูดฝน หลายคนอา […]
The post AKKEE พาไปรู้จักฤดูฝนของอุบลราชธานีผ่าน ‘สำรับเมืองนักปราชญ์’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
แน่นอนว่าช่วงนี้ก็เป็นฤดูฝนของไทย แล้วถ้าพูดฝน หลายคนอาจนึกถึงอากาศชื้นๆ ถนนเปียก และเป็นวันที่ไม่ค่อยอยากออกจากบ้าน แต่สำหรับคนอีสาน ฤดูฝนยังเป็นช่วงเวลาที่มีของอร่อยจากธรรมชาติออกมาให้กินกันมากที่สุดช่วงหนึ่งของปี
ทั้งเห็ดปลวกที่ขึ้นตามป่า หน่อไม้ที่เริ่มแทงยอด พืชผักพื้นบ้าน รวมถึงปลาแม่น้ำที่หาได้ตามฤดูกาล วัตถุดิบบางอย่างอาจมีให้กินเพียงช่วงสั้นๆ ก่อนจะต้องรอไปอีกปี และหลายเมนูก็เป็นอาหารที่คนนอกพื้นที่อาจไม่ค่อยมีโอกาสได้รู้จัก
เรื่องราวเหล่านี้กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘สำรับเมืองนักปราชญ์’ เมนูใหม่จาก AKKEE (อัคคี) ร้านอาหารไทยร่วมสมัยในย่านปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ที่เชฟอู๋-สิทธิกร จันทป เลือกหยิบวิถีการกินของชาวอุบลราชธานีในช่วงฤดูฝนมาเป็นโจทย์หลักของมื้อนี้


ความน่าสนใจคือเชฟไม่ได้หยิบมาแค่เมนูดังของอุบลฯ แต่เลือกที่จะลึกลงไปถึงวัตถุดิบที่คนท้องถิ่นใช้ทำอาหารกันจริงๆ รวมถึงวิธีการปรุงที่สืบทอดกันมา ไม่ว่าจะเป็นการหมักไข่ปลา การนำเห็ดป่ามาหมกใบไม้ หรือการใช้ผลไม้พื้นบ้านมาทำแจ่วแทนรสเปรี้ยวจากมะนาว
อีกเรื่องที่เชฟอยากเล่าคือวัฒนธรรมการแบ่งปันอาหารของคนอุบลฯ เพราะเวลาหาของป่าหรือได้วัตถุดิบดีๆ มา ก็มักนำมาแบ่งให้คนในครอบครัวและเพื่อนบ้าน ไม่ได้เก็บไว้กินคนเดียว ซึ่งเป็นหนึ่งในที่มาของการเรียกมื้อนี้ว่า ‘สำรับเมืองนักปราชญ์’
ร้านตั้งอยู่ในซอยติวานนท์-ปากเกร็ด 22 จังหวัดนนทบุรี แม้จะไม่ได้อยู่ในย่านร้านอาหารยอดนิยมกลางกรุงเทพฯ แต่ก็เป็นอีกหนึ่งจุดหมายของคนที่ชอบอาหารไทยร่วมสมัย
ตัวร้านตกแต่งค่อนข้างเรียบง่าย ใช้โทนสีอบอุ่น วัสดุธรรมชาติ และแสงไฟที่ไม่สว่างจนเกินไป ให้บรรยากาศสงบและเป็นส่วนตัว เหมาะกับการมานั่งกินอาหารยาวๆ โดยไม่ต้องรีบร้อน


สำรับเมืองนักปราชญ์ (3,850++ บาท/คน) ประกอบด้วยอาหาร 13 คอร์ส ที่เชฟค่อยๆ พาไปรู้จักวัตถุดิบและอาหารพื้นบ้านของอุบลฯ ในช่วงฤดูฝน ตั้งแต่ของป่า ปลาแม่น้ำ ไปจนถึงแมลงที่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีการกินของคนอีสานมานาน ที่น่าสนใจคือหลายเมนูอาจเป็นอาหารที่คนท้องถิ่นคุ้นเคยกันดี แต่พอมาอยู่ในร้านไฟน์ไดนิ่ง ทั้งหน้าตา วิธีเสิร์ฟ และรายละเอียดบางอย่างก็เปลี่ยนไป จนทำให้เราได้มองวัตถุดิบเหล่านี้ในอีกมุมหนึ่ง
เริ่มต้นด้วย เมี่ยงเค็มบักนัดเมืองอุบล ที่นำสับปะรดมาเคี่ยวจนได้รสเค็มหวาน ก่อนเสิร์ฟเป็นเมี่ยงคำเล็กๆ บนกลีบบัวหลวง เป็นการหยิบอาหารพื้นบ้านของชาวอุบลฯ มาปรับวิธีการกินให้ต่างจากเดิม ตามด้วย ส้มไข่ปลาปิ่ง ที่นำไข่ปลาแม่น้ำไปหมักให้เกิดรสเปรี้ยว ก่อนนำมาปิ้งบนเตาถ่าน และ ลาบหมากจองเคียงเอ็นแก้วกรอบ ที่นำหมากจองหรือพุงทะลายมาทำเป็นลาบรสจัด เสิร์ฟบนเอ็นแก้วทอดกรอบ เพิ่มเนื้อสัมผัสให้กับอาหารที่หลายคนอาจไม่คุ้นเคย



พอเข้าสู่จานเรียกน้ำย่อย เราจะเริ่มเห็นวัตถุดิบจากป่ามากขึ้น อย่าง ซุบหน่อไม้กระบกป่า ที่นำหน่อไม้ป่าต้มกับน้ำย่านางมาคลุกเครื่องซุบ ก่อนเพิ่มหมากกระบกป่าลงไปให้ได้ความมันและความกรุบ อีกจานคือ อั่วกบ ที่นำขากบมายัดไส้หมูสับและสมุนไพรพื้นบ้าน ก่อนนำไปย่างจนหอม ซึ่งเป็นหนึ่งในเมนูที่น่าสนใจ เพราะคนที่ได้ลองถึงกับบอกว่าถ้าไม่รู้มาก่อนก็อาจเดาไม่ออกว่าเป็นกบ ส่วน ข้าวจี่ ก็ถูกปรับให้สนุกขึ้นด้วยการสอดไส้ไข่นกกระทาลาวาไว้ด้านใน ก่อนนำไปย่างบนเตาถ่าน
จากนั้นเข้าสู่ช่วงสำรับหลัก ซึ่งเป็นส่วนที่เชฟหยิบวัตถุดิบตามฤดูกาลมาใช้ค่อนข้างชัด และหนึ่งในจานที่น่าจะทำให้หลายคนต้องเปิดใจลองอะไรใหม่ๆ คือ อู้ต่ออ่อน อาหารอีสานที่ใช้ตัวอ่อนต่อมาปรุงเป็นแกงน้ำขลุกขลิกกับสมุนไพรพื้นบ้าน ความน่าสนใจคือเชฟเลือกใช้ตัวอ่อนต่อในหลายช่วงวัย ซึ่งแต่ละช่วงให้รสชาติและเนื้อสัมผัสแตกต่างกัน จานนี้จึงไม่ได้มีดีแค่ความแปลกใหม่ แต่ยังทำให้เห็นว่าแมลงซึ่งเป็นอาหารพื้นบ้านของคนอีสาน สามารถนำมาปรุงอย่างจริงจังและมีรายละเอียดได้ไม่ต่างจากวัตถุดิบชนิดอื่น



อีกจานที่สะท้อนฤดูฝนได้ดีคือ หมกเห็ดป่าไข่เป็ดนา ที่ใช้เห็ดตามฤดูกาลอย่างเห็ดปลวกหรือเห็ดโคนมาหมกกับไข่เป็ดนาในใบยางนา ความน่าสนใจอยู่ที่เห็ดป่าซึ่งไม่ได้มีให้กินตลอดปี โดยเฉพาะเห็ดปลวกที่ต้องอาศัยสภาพแวดล้อมและช่วงเวลาที่เหมาะสมจึงจะพบได้ ส่วนใครชอบอาหารประเภทต้ม มี ปลาแม่น้ำชีต้มผักแขยง ที่นำปลาแม่น้ำมาทำเป็นต้มรสเปรี้ยวเค็ม พร้อมใส่ผักแขยง พืชพื้นบ้านที่มีกลิ่นเฉพาะตัวและมักพบตามพื้นที่ชุ่มน้ำในช่วงฤดูฝน
จากปลาเปลี่ยนมาสู่เนื้อกับ เนื้อขั้วตับย่างกับแจ่วตะคร้อและหมากเม่า ที่นำเนื้อขั้วตับมาย่างถ่าน เสิร์ฟคู่กับแจ่วรสเปรี้ยวจากผลไม้พื้นบ้านอย่างตะคร้อและหมากเม่า ส่วนอีกจานที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ หม่ำคั่วสมุนไพรและขมิ้นขาวดอง ที่นำหม่ำเนื้อหมักมาคั่วกับสมุนไพร เสิร์ฟคู่กับขมิ้นขาวดอง โดยเฉพาะเมื่อกินคู่กับผักแพวที่ช่วยเพิ่มกลิ่นหอมและทำให้รสชาติของหม่ำเด่นขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในจานที่ได้รับคำชมจากคนที่ได้ลอง



นอกจากอาหารในสำรับแล้ว ร้านยังมีเมนูพิเศษที่สามารถสั่งเพิ่มได้อย่าง ปลายอนแม่น้ำมูลย่างถ่านกับแจ่วปลาร้าและผักนึ่ง (780 บาท) ซึ่งใช้ปลายอนจากแม่น้ำมูลมาย่างบนเตาถ่าน เสิร์ฟพร้อมแจ่วปลาร้าและผักพื้นบ้านนึ่ง ใครที่ชอบกินปลาแม่น้ำก็น่าจะสนใจจานนี้เป็นพิเศษ

อีกอย่างที่น่าสนใจไม่แพ้อาหารคือ เครื่องดื่มแพริง เพราะอัคคี ไม่ได้เลือกใช้เฉพาะไวน์ แต่ยังนำเครื่องดื่มไทยอย่างสาโท เบียร์ และจินมาจับคู่กับอาหาร รวมถึงมีสาโทที่ทำขึ้นเฉพาะสำหรับร้านด้วย ซึ่งช่วยเพิ่มอีกมิติให้กับอาหารอีสานที่มีทั้งรสเผ็ด เปรี้ยว เค็ม และกลิ่นสมุนไพรค่อนข้างชัด
หลังจากผ่านอาหารคาวที่มีทั้งเครื่องสมุนไพร ของหมัก และรสจัดจ้านมาหลายจาน ช่วงของหวานก็กลับมาเป็นเมนูพื้นบ้านที่คุ้นเคยมากขึ้น เริ่มด้วย ข้าวเม่าคลุกและถั่วตัดกระบก ที่นำข้าวเม่าใหม่มาคลุกมะพร้าว เสิร์ฟคู่กับถั่วตัดที่ใช้หมากกระบก ก่อนปิดท้ายด้วย ไหมฟ้าน้ำผึ้งป่าและวุ้นตาลกับไอศกรีมกะทิ ซึ่งมีทั้งสายไหมโบราณจากน้ำผึ้งป่า เม็ดมะม่วงหิมพานต์ วุ้นลูกตาล และไอศกรีมกะทิ



ไม่ว่าคุณจะชอบอาหารไทยและอยากลองอาหารอีสานในมุมที่ต่างออกไป โดยเฉพาะคนที่สนใจวัตถุดิบท้องถิ่นและอาหารตามฤดูกาล เพราะสำรับนี้มีหลายอย่างที่อาจไม่ค่อยได้เจอในร้านอาหารทั่วไป ทั้งตัวอ่อนต่อ เห็ดป่า หมากกระบก และปลาแม่น้ำ
และเราว่าร้านอัคคีก็เป็นอีกร้านที่น่าสนใจ เพราะแต่ละจานมีเรื่องราวของอาหารพื้นบ้านอยู่เบื้องหลัง และสำรับใหม่นี้ยังเป็นโอกาสให้เราได้รู้จักอาหารอีสานมากกว่ารสชาติที่คุ้นเคย
AKKEE (อัคคี)
Location: ซอยติวานนท์-ปากเกร็ด 22 อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี
Open: (ปิดทุกวันพุธ)
Contact: AKKEE
Parking: มีที่จอดรถ
Budget: ราคา 3,850++ บาทต่อคน
The post AKKEE พาไปรู้จักฤดูฝนของอุบลราชธานีผ่าน ‘สำรับเมืองนักปราชญ์’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ใครที่คุ้นเคยกับร้านอาหารสไตล์อเมริกันเดลีน่าจะเคยเห็นพ […]
The post DIEHARD ร้านพาสตรามี่แซนด์วิชเนื้อวากิว สไตล์อเมริกันเดลีเจ้าแรกในไทย appeared first on THE STANDARD.
]]>
ใครที่คุ้นเคยกับร้านอาหารสไตล์อเมริกันเดลีน่าจะเคยเห็นพาสตรามี่แซนด์วิช ที่นำเนื้อรมควันมาสไลซ์บางๆ แล้ววางซ้อนกันหลายชั้นจนหนา เมนูนี้ถือเป็นหนึ่งในอาหารขึ้นชื่อของร้านเดลีในอเมริกา แต่ในกรุงเทพฯ ร้านที่เน้นขายพาสตรามี่แซนด์วิชแบบนี้โดยเฉพาะเรายังไม่ค่อยเห็น
ล่าสุดมีร้านใหม่ที่น่าสนใจอย่าง DIEHARD ซึ่งเปิดสาขาแรกที่ Terminal 21 อโศก ของ เชฟแบม-ธนโชติ ธรรมพีร ที่หลายคนอาจรู้จักจาก RARE BKK และร้านไอศกรีม Blendies จุดเริ่มต้นของร้านนี้ไม่ได้ซับซ้อนอะไร เกิดจากความอยากกินพาสตรามี่แซนด์วิชในแบบที่ตัวเองชอบ เชฟจึงนำประสบการณ์เรื่องการย่างและการรมควันเนื้อมาทำเป็นสูตรของตัวเอง ก่อนตัดสินใจเปิดเป็นร้าน



ร้านอยู่บริเวณโซนอาหารหน้า Gourmet Market ตัวร้านเป็นคีออสก์ขนาดเล็ก มีที่นั่งรอบเคาน์เตอร์ 8 ที่นั่ง การตกแต่งที่เน้นความเรียบง่าย และมีบรรยากาศค่อนข้างคึกคักตามแบบร้านอาหารในศูนย์การค้า พอเป็นเคาน์เตอร์เปิดก็ทำให้มองเห็นขั้นตอนการทำแซนด์วิชได้เกือบทั้งหมด เราว่าเป็นอีกเสน่ห์ของร้านเดลีที่ทำให้การนั่งรออาหารไม่น่าเบื่อ


ความสนุกของเมนูที่นี้คือเราสามารถเลือกแซนด์วิชในแบบที่ชอบได้เอง ตั้งแต่ส่วนของเนื้อ ซอส ไปจนถึงขนมปัง โดยเนื้อพาสตรามี่มีให้เลือก 3 ส่วน ได้แก่ Brisket, Navel และ Beef Cheek ซึ่งแต่ละส่วนมีเนื้อสัมผัสและสัดส่วนไขมันแตกต่างกัน
ครั้งนี้เราเลือกลอง Beef Cheek Pastrami เมนูซิกเนเจอร์ที่ใช้เนื้อแก้มวัวถึง 320 กรัม ซึ่งต้องบอกว่าให้เนื้อมาเยอะจริงๆ จนพูนออกมาจากขนมปัง แถมเนื้อยังนุ่ม ชุ่มฉ่ำ และมีกลิ่นหอมจากการรมควัน โดยเราสั่งมาลอง 2 แบบ เริ่มจาก Barbecue (1,020 บาท) ที่มาพร้อมซอสบาร์บีคิวสูตรของร้าน Dijon Mustard ชีสเชดดาร์ และน้ำผึ้ง ให้รสชาติเข้มข้นออกหวานมัน เข้ากับเนื้อรมควันได้ดี


ส่วน Sauerkraut (1,070 บาท) จะให้รสชาติที่ต่างออกไป เพราะมีกะหล่ำปลีดองช่วยเพิ่มความเปรี้ยว ตัดกับความมันของเนื้อและชีสมอซซาเรลลา เสริมด้วย Dijon Mustard และ Russian Dressing ทำให้กินแล้วไม่รู้สึกหนักจนเกินไป ถ้าเทียบกัน Barbecue จะเหมาะกับคนชอบรสหวานเข้มข้น ส่วน Sauerkraut จะมีความเปรี้ยวสดชื่นกว่า ใครมาสองคนเราแนะนำให้ลองสั่งคนละแบบแล้วแบ่งกันกิน เพราะแซนด์วิชแต่ละชิ้นค่อนข้างใหญ่ทีเดียว
นอกจาก Beef Cheek แล้ว ทางร้านยังมี Brisket Pastrami เนื้อส่วนอก และ Navel Pastrami เนื้อบริเวณอกค่อนไปทางท้องล่างให้เลือก โดยทั้งสองส่วนมีขนาด Baby Size 150 กรัม และ Regular Size 200 กรัม ส่วนขนมปังเลือกได้ระหว่าง Sourdough และ Sourdough Rye


น่าจะเป็นร้านที่ถูกใจคนชอบกินเนื้อ โดยเฉพาะคนที่ชื่นชอบพาสตรามี่หรือแซนด์วิชสไตล์อเมริกันที่เน้นเนื้อเป็นหลัก รวมถึงคนที่อยากลองอะไรใหม่ๆ นอกเหนือจากแซนด์วิชทั่วไป เพราะร้านนี้ไม่ใช่แค่ใส่เนื้อมาเยอะ ยังให้ความสำคัญกับการเตรียมเนื้อที่ใช้เวลาหลายวันด้วย
ส่วนตัวเรามองว่าเมนูเหมาะกับการสั่งมาแบ่งกัน ยิ่งถ้าคุณไม่ได้เป็นคนกินจุ เพราะปริมาณเนื้อ 320 กรัมยังไม่รวมขนมปัง ซอส และเครื่องเคียง ส่วนใครที่อยากลองแต่ไม่อยากเริ่มจากแซนด์วิชชิ้นใหญ่ขนาดนั้น ก็ยังมีขนาด Baby Size ให้เลือก
อีกเรื่องที่ควรรู้คือเนื้อแต่ละส่วนต้องใช้เวลาเตรียมหลายวัน ทำให้ปริมาณที่ขายในแต่ละวันมีจำกัด หากตั้งใจจะมาลองเนื้อส่วนไหนเป็นพิเศษ แนะนำให้แวะมาก่อนช่วงบ่ายสามโมง เพราะบางเมนูอาจหมดก่อนร้านปิด
DIEHARD
Location: ชั้น LG บริเวณหน้า Gourmet Market, Terminal 21 อโศก
Open: เปิดทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น.
Contact: DIEHARD
Budget: ราคา 500-700 บาทต่อคน
The post DIEHARD ร้านพาสตรามี่แซนด์วิชเนื้อวากิว สไตล์อเมริกันเดลีเจ้าแรกในไทย appeared first on THE STANDARD.
]]>
ประเทศไทยกลับมารับหน้าที่เป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของ […]
The post คุยกับเชฟโอ๊ตถึงเบื้องหลังอาหารไทยบนโต๊ะผู้นำในงาน IMF-World Bank 2026 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ประเทศไทยกลับมารับหน้าที่เป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) อีกครั้งในรอบ 35 ปี ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2026 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นอกจากการหารือเรื่องเศรษฐกิจและการเงินโลกแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ ‘อาหาร’ ที่ถูกเตรียมไว้ต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมจาก 191 ประเทศ
เพราะเบื้องหลังอาหารที่เสิร์ฟตลอดหนึ่งสัปดาห์ไม่ได้มีเพียงต้มยำกุ้ง มัสมั่น หรือเมนูไทยที่ชาวต่างชาติคุ้นเคย แต่ยังมีวัตถุดิบจากหลายจังหวัดของไทยที่อาจไม่เคยอยู่ในสายตาของคนทั่วไป ตั้งแต่ปลานิล เกลือหวานปัตตานี มะพร้าวน้ำหอมนครชัยศรี งาขี้ม้อน ไปจนถึงข้าวสายพันธุ์ต่างๆ ที่ถูกนำมาปรุงด้วยเทคนิคทั้งแบบไทยและตะวันตก
ผู้อยู่เบื้องหลังคือ เชฟโอ๊ต-ทรงพล กิตติคุณวัจนะ Executive Chef ประจำศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งรับหน้าที่ดูแลการออกแบบเมนูและการจัดเลี้ยงสำหรับงานครั้งนี้ โดยใช้เวลาเตรียมความพร้อมร่วมกับทีมงาน
ครั้งนี้เราได้มีโอกาสพูดคุยกับเชฟโอ๊ตถึงการออกแบบอาหารสำหรับแขกจากหลากหลายวัฒนธรรม เหตุผลที่เลือกนำวัตถุดิบท้องถิ่นและสินค้า GI มาใช้ ตลอดจนความท้าทายในการทำให้วัตถุดิบจากชุมชนไทยสามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอาหารในงานประชุมระดับโลกได้จริง

เชฟบอกกับเราว่า “จริงๆ เราเริ่มเตรียมงานนี้กันมานานพอสมควรครับ ตั้งแต่ช่วงแรกที่ต้องนำเสนอรูปแบบอาหารให้คณะทำงานจากต่างประเทศพิจารณา ทั้งไลน์บุฟเฟต์ สเตชัน คอฟฟีเบรก รวมถึงอาหารแบบเซต เพราะงานนี้มีรูปแบบการประชุมและความต้องการที่หลากหลายมาก
ด้วยความท้าทายอย่างหนึ่งคือจำนวนจุดบริการอาหารที่มีประมาณ 30-40 จุดทั่วศูนย์การประชุมฯ และเราต้องดูแลอาหารตลอดทั้งวัน ตั้งแต่มื้อเช้า อาหารว่าง มื้อกลางวัน ไปจนถึงมื้อเย็น แต่ละวันก็ต้องมีเมนูหมุนเวียนกันไป ไม่ใช่เสิร์ฟอาหารแบบเดิมทุกวัน
อีกเรื่องคือผู้เข้าร่วมประชุมมาจากหลายประเทศ มีข้อจำกัดเรื่องอาหารที่แตกต่างกัน เราจึงต้องวางระบบให้รองรับความต้องการเหล่านี้ได้ ขณะเดียวกันก็ต้องทำให้อาหารออกมาได้รวดเร็ว เพราะผู้เข้าร่วมงานไม่ได้มีเวลานั่งรับประทานอาหารกันนานๆ ทุกมื้อ”
“สิ่งแรกที่เราต้องคิดคือทำอย่างไรให้อาหารที่เสิร์ฟสามารถรับประทานได้ง่าย และตอบโจทย์คนจากหลากหลายวัฒนธรรมครับ เราไม่สามารถทำแต่อาหารไทยทั้งหมดได้ เพราะแขกบางคนอาจไม่คุ้นเคยกับรสชาติหรือวัตถุดิบบางอย่าง
สำหรับงานนี้ผมได้วางสัดส่วนอาหารไทยไว้ประมาณ 25-30% ของเมนูทั้งหมด โดยเลือกอาหารที่เป็นที่รู้จักอยู่แล้ว เช่น ต้มยำกุ้ง มัสมั่น ส้มตำ รวมถึงแกงและอาหารย่างต่างๆ เพราะอาหารเหล่านี้เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชาวต่างชาติเข้าถึงอาหารไทยได้ง่าย
แต่สิ่งที่เราอยากทำมากกว่านั้นคือการนำวัตถุดิบไทยไปอยู่ในเมนูอาหารนานาชาติด้วย ไม่จำเป็นว่าใช้วัตถุดิบไทยแล้วจะต้องออกมาเป็นอาหารไทยเสมอไป บางอย่างเราสามารถนำไปใช้กับเทคนิคการปรุงแบบตะวันตกหรือญี่ปุ่นได้ ซึ่งช่วยเปิดโอกาสให้แขกได้รู้จักวัตถุดิบของไทยในอีกมุมหนึ่ง”
“ปลานิลเป็นปลาที่มีความสำคัญกับประเทศไทยครับ และยังมีเรื่องราวเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์การเกษตรไทยด้วย เราจึงอยากนำปลาที่คนไทยคุ้นเคยมาลองทำอะไรใหม่ๆ เพื่อให้เห็นว่าวัตถุดิบชนิดเดียวกันสามารถพัฒนาไปได้อีกหลายรูปแบบ”
วิธีที่ใช้คือเริ่มจากนำปลาไปแช่ในน้ำเกลือที่ผสมเกลือหวานปัตตานีและสมุนไพรไทย เช่น อบเชย กานพลู กระวาน และตะไคร้ จากนั้นนำไปดรายเอจประมาณ 5 วัน เพื่อปรับเนื้อสัมผัส รสชาติ และกลิ่นของปลา
อีกหนึ่งส่วนประกอบที่น่าสนใจคือมิโซะจากเขาใหญ่ ซึ่งผลิตโดยครอบครัวชาวญี่ปุ่นที่นำถั่วเหลืองออร์แกนิกในพื้นที่มาหมักด้วยเทคนิคแบบญี่ปุ่น เราจึงนำมิโซะตัวนี้มาใช้คู่กับปลา
ผมว่าตรงนี้ค่อนข้างน่าสนใจครับ คือทั้งปลาและถั่วเหลืองเป็นวัตถุดิบที่มาจากประเทศไทย แต่เมื่อผ่านกระบวนการและเทคนิคการปรุงที่ต่างออกไป ก็เป็นอาหารอีกแบบหนึ่งได้ ซึ่งเมนูนี้ก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริหารระดับสูงที่ได้ลองชิมด้วยครับ”

“มีครับ อย่างหนึ่งที่เราเรียกว่า Future Food Concept เราเลือกใช้ภูเก็ตล็อบสเตอร์มาจับคู่กับมะพร้าวน้ำหอมนครชัยศรี ซึ่งเป็นสินค้า GI ของไทย วิธีการทำจะนำเอาน้ำมะพร้าวมาทำเป็นสเฟียร์ หรือทรงกลมที่มีน้ำมะพร้าวอยู่ด้านใน แล้วเสิร์ฟคู่กับซัลซาแอปเปิลเขียวรมควันและมะพร้าวฟรีซดราย
คอนเซปต์ของเมนูนี้คืออยากใช้รสชาติจากวัตถุดิบธรรมชาติให้มากที่สุด และเลือกเทคนิคการปรุงที่ไม่ต้องผ่านการทอด เราอยากให้คนได้เห็นว่าวัตถุดิบของไทยไม่ได้มีดีแค่การนำมาทำอาหารแบบดั้งเดิม แต่ยังสามารถนำมาพัฒนาเป็นอาหารร่วมสมัยได้ด้วย”
“ปัจจุบันที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เราใช้วัตถุดิบจากภายในประเทศประมาณ 70-80% อยู่แล้วครับ และพยายามมองหาวัตถุดิบจากแหล่งผลิตต่างๆ ทั้งโครงการหลวง โครงการพระราชดำริ เกษตรกร และชุมชนในแต่ละพื้นที่
ประเทศไทยมีวัตถุดิบดีๆ อีกเยอะมาก แต่บางอย่างคนยังไม่ค่อยรู้จัก หรืออาจรู้จักเฉพาะในพื้นที่นั้นๆ เราจึงพยายามหาวิธีนำวัตถุดิบเหล่านี้มาใช้ในอาหารที่เราเสิร์ฟ
ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างเมล็ดงาขี้ม่อน ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่มีอยู่ในไทย ปกติเวลาเราทำขนมปังซาวร์โด เราอาจคุ้นเคยกับการใส่เมล็ดแฟลกซ์หรือเมล็ดเจีย แต่เราก็สามารถนำงาขี้ม่อนมาใช้แทนได้
สำหรับผม นี่เป็นอีกวิธีที่จะทำให้วัตถุดิบไทยเข้าไปอยู่ในอาหารที่คนทั่วโลกคุ้นเคย โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนอาหารจานนั้นให้กลายเป็นอาหารไทย”


“ผมอยากให้แขกได้รู้ว่าประเทศไทยมีข้าวหลายชนิดมากครับ ไม่ใช่แค่ข้าวหอมมะลิที่คนส่วนใหญ่รู้จัก เราจึงเลือกใช้ข้าวจากแหล่งผลิตต่างๆ เช่น ข้าวหอมปทุมจากปทุมธานี รวมถึงข้าวจากพะเยาและสกลนคร แล้วหมุนเวียนนำมาเสิร์ฟในแต่ละวัน
เรายังมี QR Code ให้แขกสแกนดูได้ว่าข้าวที่กำลังรับประทานมาจากจังหวัดไหน เพื่อให้คนที่สนใจสามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้
ผมคิดว่าการบอกแหล่งที่มาของวัตถุดิบเป็นเรื่องสำคัญ เพราะบางครั้งคนอาจรับประทานอาหารจานหนึ่งแล้วรู้สึกว่าอร่อย แต่ไม่รู้เลยว่าวัตถุดิบที่อยู่ในจานนั้นมาจากที่ไหน หรือมีเรื่องราวอะไรอยู่เบื้องหลัง”
“เราต้องคิดถึงความสะดวกในการรับประทานเป็นหลักด้วยครับ เพราะผู้เข้าร่วมประชุมบางคนอาจมีเวลาไม่มาก หรือบางครั้งก็ต้องรับประทานอาหารระหว่างการประชุมในห้องส่วนตัว
เมนูที่เราเตรียมจึงมีทั้งแรปเนื้อสะเต๊ะ แรปไก่เขียวหวาน รวมถึงโรลสไตล์เกาหลีที่ใช้ข้าวไทยเป็นส่วนประกอบ อาหารเหล่านี้รับประทานง่าย แต่ยังสามารถใส่รสชาติและวัตถุดิบไทยเข้าไปได้
นอกจากอาหารมื้อหลัก เรายังมีข้าวเหนียวมะม่วง รวมถึงรถเข็นผลไม้และไอศกรีมแบบไทยๆ อย่างไอศกรีมไผ่ทอง ที่จัดให้บริการวันละ 2 รอบด้วย
เราอยากให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสวัฒนธรรมการกินของไทยในรูปแบบอื่นๆ ด้วย ไม่ใช่เฉพาะอาหารที่อยู่บนโต๊ะจัดเลี้ยงเท่านั้น”
“ผมอยากเห็นการสนับสนุนวัตถุดิบ GI และสินค้าเกษตรจากชุมชนให้มากขึ้นครับ เพราะจริงๆ แล้วประเทศไทยมีวัตถุดิบที่น่าสนใจอยู่ทั่วประเทศ แต่บางชนิดยังไม่ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง
ผมคิดว่าเราอาจต้องกลับมามองเรื่องการพัฒนาแหล่งผลิต รวมถึงการพิจารณาว่าการกำหนดเอกลักษณ์ของสินค้า GI จะสามารถครอบคลุมวัตถุดิบที่มีจุดเด่นเฉพาะพื้นที่ได้มากขึ้นอย่างไร
ขณะเดียวกัน เรื่องนี้ไม่ใช่หน้าที่ของเชฟอย่างเดียว ผู้ประกอบการและผู้บริโภคเองก็มีส่วนสำคัญ ถ้าทุกฝ่ายช่วยกันสนับสนุนวัตถุดิบที่ผลิตในประเทศไทย ก็จะช่วยสร้างโอกาสให้เกษตรกรและชุมชนได้พัฒนาสินค้าและขยายตลาดต่อไป
สำหรับผม การทำให้วัตถุดิบไทยเป็นที่รู้จักในต่างประเทศไม่จำเป็นต้องนำเสนอผ่านอาหารไทยแบบเดิมเท่านั้น เราสามารถนำวัตถุดิบมาปรุงด้วยเทคนิคใหม่ๆ และบอกเล่าเรื่องราวของแหล่งที่มาไปพร้อมกันได้
เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่ผมอยากให้แขกได้รู้จักไม่ใช่แค่อาหารจานหนึ่ง แต่รวมถึงวัตถุดิบและผู้คนที่อยู่เบื้องหลังอาหารจานนั้นด้วยครับ”
The post คุยกับเชฟโอ๊ตถึงเบื้องหลังอาหารไทยบนโต๊ะผู้นำในงาน IMF-World Bank 2026 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ประเทศไทยใช้อาหารเป็นหนึ่งใน Soft Power ต้อนรับผู้เข้าร […]
The post ชูซอฟต์พาวเวอร์อาหารไทยในงานประชุม IMF-World Bank 2026 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ประเทศไทยใช้อาหารเป็นหนึ่งใน Soft Power ต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุม 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคมนี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยได้ เชฟโอ๊ต-ทรงพล กิตติคุณวัจนะ Executive Chef ประจำศูนย์การประชุมฯ รับหน้าที่ดูแลการออกแบบเมนู เน้นนำวัตถุดิบท้องถิ่นจากทั่วประเทศไทยมาสร้างสรรค์เป็นอาหารร่วมสมัย
เมนูที่น่าสนใจมีตั้งแต่ ปลานิลจากฉะเชิงเทราดรายเอจ 5 วัน เสิร์ฟกับมิโซะจากเขาใหญ่ แซนด์วิชไก่ย่างเบตงพร้อมมาโยน้ำมันตะไคร้ ทาร์ตรากูเนื้อวากิวสกลนคร เบอร์ริโตวากิวสกลนครย่างสไตล์อีสาน ลาบล็อบสเตอร์ภูเก็ต ไปจนถึงหอยเชลล์ดองน้ำมะพร้าวนครชัยศรี ส่วนของหวานมีทั้งทาร์ตช็อกโกแลตนครศรีธรรมราช ทาร์ตน้ำผึ้งลำไยพวงทองบ้านแพ้ว วุ้นกะทิน้ำตาลโตนดเพชรบุรี และข้าวเหนียวมะม่วง รวมถึงการนำรถเข็นผลไม้ไทยมาให้บริการภายในงานด้วย
อีกหนึ่งจุดสำคัญคือการเลือกใช้วัตถุดิบจากแหล่งผลิตในประเทศกว่า 70% โดยให้ความสำคัญกับสินค้าเกษตรจากชุมชนและ ผลิตภัณฑ์ GI (Geographical Indication) เช่น ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ข้าวสังข์หยดพัทลุง และผลไม้ตามฤดูกาล เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลกได้รู้จักวัตถุดิบไทยจากหลากหลายภูมิภาค นอกเหนือจากเมนูอาหารไทยที่คุ้นเคย
ภาพ: Queen Sirikit National Convention Center
The post ชูซอฟต์พาวเวอร์อาหารไทยในงานประชุม IMF-World Bank 2026 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปีนี้ประเทศไทยมีอะไรใหม่ๆ ให้น่าจับตา […]
The post Tomorrowland Thailand ดึงเชฟตาม Baan Tepa และ เชฟกากัน มาร่วมมาร่วมสร้างประสบการณ์อาหาร appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปีนี้ประเทศไทยมีอะไรใหม่ๆ ให้น่าจับตาตลอด และในวงการอาหารเองก็มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ตั้งแต่ร้านใหม่ เชฟใหม่ ไปจนถึงการที่อาหารเริ่มเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของอีเวนต์และไลฟ์สไตล์ในรูปแบบที่มากกว่าเดิม
หนึ่งในนั้นคือ Tomorrowland Thailand ที่กำลังจะเกิดขึ้นที่ Wisdom Valley พัทยา ระหว่างวันที่ 11-13 ธันวาคมนี้ ภายใต้ธีม Consciencia เพราะนอกจากเรื่องเวที โปรดักชัน และไลน์อัปดีเจแล้ว ล่าสุดฝั่งอาหารก็เริ่มเผยรายละเอียดออกมาให้เห็นชัดขึ้นว่า งานนี้ไม่ได้ตั้งใจให้คนมาแค่หาอะไรกินระหว่างดูโชว์ แต่มีทั้งมื้อที่ต้องจองล่วงหน้า ร้านจากเชฟชื่อดัง ไปจนถึงอาหารและเครื่องดื่มที่ถูกวางให้เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ของเทศกาล


สองไฮไลต์ใหญ่ที่น่าจับตาคือ Papillon Restaurant by Baan Tepa และ B-EAT with Gaggan Anand ซึ่งทั้งสองร้านมีคาแรกเตอร์ต่างกันค่อนข้างชัด
Papillon Restaurant by Baan Tepa จะมาในรูปแบบร้านอาหารริมทะเลสาบที่มีจำนวนที่นั่งจำกัด โดยเชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ นำแนวคิดของ Baan Tepa เรื่องวัตถุดิบและรสชาติไทยมาปรับให้เข้ากับบรรยากาศของเทศกาล เสิร์ฟเป็น Full Course ตั้งแต่ Welcome Drink, Snacks, อาหารจานแรก จานที่สอง Main Course ที่เลือกได้ทั้งเนื้อ ปลา หรือมังสวิรัติ ไปจนถึงของหวาน ราคา 3,800 บาทต่อคน
B-EAT with Gaggan Anand ที่ดูจะตั้งใจทำให้มื้ออาหารมีพลังใกล้เคียงกับปาร์ตี้มากกว่า Fine Dining แบบที่เราคุ้นเคย โดยในเซ็ตมี Tasting Course 4 เมนู, Shooter 1 แก้ว และ Craft Cocktail 2 แก้ว ราคา 2,900 บาทต่อคน พร้อมคอนเซปต์ที่กากันพูดไว้ชัดๆ ว่าเราจะทำให้คุณเต้นได้ด้วยอาหาร ซึ่งก็น่าจะพอบอกได้ว่ามื้อนี้ไม่ได้ออกแบบมาให้นั่งกินเงียบๆ แน่นอน

ยังมีบูธอาหารทั่วงาน ทั้งเชฟและร้านที่คุ้นกันดีอีกหลายชื่อ ไม่ว่าจะเป็น
เชฟแพม-พิชญา สุนทรญาณกิจ จาก Khao San Sek และ Smoked
เชฟอู๋-สิทธิกร จันทป จาก AKKEE
เชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร จาก Le Du Kaan
Sra Bua by Num Weerawat
เจมส์-ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ จาก Talay Jai
Nara Thai Cuisine
Blue Elephan
ฝั่งบาร์ก็มี ฝาเบียร์-สุชาดา โสภาจารี จาก Lost in Thaislation มาร่วมทำค็อกเทลที่หยิบรสชาติอาหารไทยที่คุ้นเคยมาตีความใหม่ในรูปแบบเครื่องดื่ม ซึ่งถือว่าน่าสนใจตรงที่อาหารและเครื่องดื่มไทยไม่ได้ถูกวางไว้แค่ในฐานะของท้องถิ่นแต่ถูกดึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ Tomorrowland โดยตรง
ขณะเดียวกัน ความเป็นเบลเยียมซึ่งเป็นต้นกำเนิดของ Tomorrowland ก็ยังถูกเก็บไว้ผ่านอาหารด้วย ทั้ง Tomorrowland Waffle รูปผีเสื้อ ที่ทำร่วมกับเชฟขนมหวานชาวเบลเยียม Roger van Damme และ Belgian Fries รวมถึงเมนูกินง่ายอย่างเบอร์เกอร์ เคบับ ฮอตดอก สตรีทฟู้ดไทยและเอเชีย ตลอดจนตัวเลือก Vegetarian และ Plant-based
สำหรับใครที่สนใจ B-EAT และ Papillon Restaurant by Baan Tepa บัตรจะเปิดขายในวันที่ 15 ตุลาคม 2569 เวลา 15.00 น. สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://thailand.tomorrowland.com/en/welcome/
ภาพ: Tomorrowland Thailand
The post Tomorrowland Thailand ดึงเชฟตาม Baan Tepa และ เชฟกากัน มาร่วมมาร่วมสร้างประสบการณ์อาหาร appeared first on THE STANDARD.
]]>
Congratulations! ประกาศผลกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว […]
The post 3 บาร์ไทยติดลิสต์ The 50 Best Bars 2026 ส่วน Bar Leone คว้าบาร์ดีที่สุดในโลก 2 ปีซ้อน appeared first on THE STANDARD.
]]>
Congratulations!
ประกาศผลกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับ The World’s 50 Best Bars 2026 ที่ปีนี้มาในชื่อใหม่ The 50 Best Bars 2026 รางวัลที่คนในวงการบาร์ทั่วโลกต่างเฝ้ารอ โดยปีนี้จัดพิธีประกาศรางวัลขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2026 ณ เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี และข่าวดีคือประเทศไทยยังคงทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม มีบาร์จากกรุงเทพฯ ติดอันดับถึง 3 แห่ง โดยเฉพาะ Bar Us ที่คว้าอันดับ 4 ของโลก ขึ้นแท่นเป็นบาร์จากประเทศไทยที่มีอันดับสูงที่สุดในปีนี้
นอกจาก Bar Us แล้ว ยังมี Dry Wave Cocktail Studio ที่สร้างความน่ายินดีด้วยการเข้าสู่ลิสต์ 50 บาร์ที่ดีที่สุดในโลกเป็นครั้งแรกในอันดับ 27 ตามมาด้วย BKK Social Club ในอันดับ 30 สะท้อนให้เห็นว่าซีนค็อกเทลบาร์ของกรุงเทพฯ ยังคงแข็งแกร่งและได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่แชมป์โลกปีนี้ยังคงเป็นของ Bar Leone จากฮ่องกง รักษาตำแหน่ง The World’s Best Bar ได้เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน หลังสร้างประวัติศาสตร์เป็นบาร์แห่งแรกจากเอเชียที่คว้าอันดับ 1 ของโลกเมื่อปี 2025
หากมองภาพรวมของเอเชีย ปีนี้ฮ่องกงเป็นเมืองที่มีบาร์ติดอันดับมากที่สุดถึง 4 แห่ง ได้แก่ Bar Leone (อันดับ 1), Argo (อันดับ 25), Montana (อันดับ 36) และ Gokan (อันดับ 41) โดยสองแห่งหลังเป็นบาร์ที่เข้าสู่ลิสต์เป็นครั้งแรก ขณะที่กรุงเทพฯ ตามมาติดๆ ด้วย 3 แห่ง
ส่วนเมืองอื่นๆ ในเอเชียก็มีผลงานน่าสนใจไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็น Zest จากกรุงโซล ที่คว้าอันดับ 7, Hope & Sesame จากกวางโจว อันดับ 12, Jigger & Pony จากสิงคโปร์ อันดับ 18, Nutmeg & Clove อันดับ 38 รวมถึงสองบาร์จากโตเกียวอย่าง Bar Benfiddich อันดับ 44 และ Virtù อันดับ 48
อีกหนึ่งไฮไลต์ของปีนี้คือ Shingo Gokan บาร์เทนเดอร์และผู้ประกอบการชาวญี่ปุ่น ผู้อยู่เบื้องหลังบาร์ชื่อดังหลายแห่ง เช่น Speak Low ในเซี่ยงไฮ้, The SG Club ในโตเกียว และ Sip & Guzzle ในนิวยอร์ก ได้รับรางวัล Industry Icon Award เพื่อยกย่องบทบาทและอิทธิพลที่มีต่อวงการค็อกเทลร่วมสมัย
สำหรับอันดับอื่นๆ รองแชมป์ตกเป็นของ Moebius Milano จากมิลาน ประเทศอิตาลี ซึ่งยังคว้าตำแหน่งบาร์ที่ดีที่สุดในยุโรป ตามมาด้วย Alquímico จากการ์ตาเฮนา ประเทศโคลอมเบีย ในอันดับ 3 ส่วนอันดับ 5 ได้แก่ Line จากกรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ ซึ่งปีนี้ยังได้รับรางวัล Sustainable Bar Award จากแนวทางการดำเนินงานที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนอีกด้วย
ประเทศไทย (3 แห่ง)
เอเชียอื่นๆ (11 แห่ง)
รายชื่อทั้งหมดสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของวัฒนธรรมการดื่มในเอเชียที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และฮ่องกงที่ยังคงเป็นสองเมืองสำคัญบนแผนที่ค็อกเทลบาร์ระดับโลก
อ่านรายชื่อทั้ง 50 อันดับได้ที่ www.the50.com
ภาพ: Courtesy of Bars
The post 3 บาร์ไทยติดลิสต์ The 50 Best Bars 2026 ส่วน Bar Leone คว้าบาร์ดีที่สุดในโลก 2 ปีซ้อน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ช่วงนี้ถ้าใครเดินผ่านแถวชิดลม อาจเริ่มสังเกตเห็นความเปล […]
The post BAAN KERD คาเฟ่และบรันช์ย่านชิดลม ที่ใช้วัตถุดิบจากฟาร์มไทย appeared first on THE STANDARD.
]]>
ช่วงนี้ถ้าใครเดินผ่านแถวชิดลม อาจเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงรอบๆ อาคารมณียาเซ็นเตอร์ที่กำลังทยอยปรับพื้นที่และมีร้านใหม่เข้ามาเรื่อยๆ หนึ่งในนั้นคือ BAAN KERD Café ร้านบรันช์ที่เพิ่งเปิดได้ไม่นาน และเป็นร้านที่เราว่าน่าสนใจทีเดียว โดยเฉพาะถ้าเป็นคนที่เคยรู้จัก HOMELAND มาก่อน เพราะจริงๆ แล้ว BAAN KERD (บ้านเกิด) ไม่ใช่ร้านใหม่เสียทีเดียว แต่เป็นบทต่อมาของ HOMELAND ที่หลายคนน่าจะจำได้จากคาเฟ่ในซอยทองหล่อ 13
หากจะเล่าต่อเรื่องราวของร้านจริงๆ เริ่มมาตั้งแต่ปี 2021 ในชื่อ HOMELAND Grocer ร้านชำออนไลน์ที่เกิดขึ้นในช่วงโควิด-19 โดยนำผลผลิตจากเกษตรกรไทยมาขายให้คนเมือง ก่อนจะขยับเข้าสู่ธุรกิจอาหารในปี 2023 ด้วยการเปิด All-day Breakfast & Brunch ที่ทองหล่อ 13 และต่อมาเปิดอีกสาขาที่สุขุมวิท 39 ในปี 2025


วันนี้ร้านเดินทางต่อภายใต้ชื่อ BAAN KERD ซึ่งไม่ใช่แค่การเปลี่ยนชื่อ แต่เหมือนเป็นการทำให้ภาพของสิ่งที่ร้านทำมาตลอดชัดขึ้น นั่นคือการพยายามเชื่อมอาหารที่เราเห็นอยู่บนโต๊ะกลับไปหาคนที่ปลูก เลี้ยง จับ และผลิตวัตถุดิบเหล่านั้น
BAAN KERD เรียกตัวเองว่าเป็น Farm-Focused Café & Grocer และแทนที่จะบอกว่าตัวเองเป็นร้านออร์แกนิกหรือ Sustainable 100% ร้านเลือกพูดถึงแนวคิด Conscious Purchasing มากกว่า หรือพูดง่ายๆ ว่า เวลาซื้อวัตถุดิบ ร้านไม่ได้มองแค่ว่าของนั้นดีหรือไม่ แต่มองต่อไปถึงว่า ซื้อจากใคร ซื้ออย่างไร และเงินที่จ่ายไปกลับไปถึงคนต้นทางแบบไหน
ปัจจุบันร้านทำงานโดยตรงกับฟาร์มรายย่อยมากกว่า 26 แห่ง กลุ่มประมงพื้นบ้าน 4 กลุ่ม และ Local Makers อีก 7 รายทั่วประเทศ ตั้งแต่ผัก ผลไม้ ข้าว ไข่ กาแฟ และโกโก้ ไปจนถึงเครื่องปรุงอย่างน้ำปลา น้ำส้มสายชูหมักจากข้าว และกะปิ

วิธีคิดนี้ยังส่งต่อมาถึงอาหารในร้าน เพราะหลายครั้ง BAAN KERD ไม่ได้เริ่มจากการคิดว่าอยากทำเมนูอะไร แล้วค่อยออกไปหาวัตถุดิบให้ได้ตามต้องการ แต่เริ่มจากดูว่า ช่วงนี้เกษตรกรมีอะไร แล้วของเหล่านั้นจะกลายเป็นอะไรในครัวได้บ้าง
เพราะฉะนั้นเมนูบางอย่างจึงเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ข้าวที่เสิร์ฟในจานเดิมอาจเปลี่ยนสายพันธุ์ วัตถุดิบบางชนิดอาจมีให้กินเพียงไม่กี่สัปดาห์ หรือผลไม้ที่สุกเกินกว่าจะวางขายสดก็ถูกนำไปทำเป็นแยมและเครื่องดื่มต่อ แทนที่จะถูกทิ้งไป
สิ่งที่เราชอบในแนวคิดของ BAAN KERD คือร้านไม่ได้พยายามทำให้อาหารทุกจานต้องเล่าเรื่อง sustainability จนกลายเป็นบทเรียนก่อนกิน ในทางกลับกัน ร้านอยากให้คนเข้ามาเพราะอาหารอร่อยก่อน แล้วถ้าสงสัยว่าทำไมข้าววันนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน กล้วยมาจากไหน หรือทำไมบางเมนูมีขายเพียงช่วงสั้นๆ เรื่องของเกษตรกร ฤดูกาล และที่มาของวัตถุดิบจึงค่อยตามมา



สาขาชิดลมมาในรูปแบบบ้านพร้อมชั้นที่แทรกตัวอยู่ท่ามกลางย่านธุรกิจ แต่พอเดินเข้ามาแล้วบรรยากาศกลับค่อนข้างต่างจากด้านนอก ร้านเลือกเก็บพื้นผิวและโครงสร้างบางส่วนของอาคารเดิมไว้ แล้วเติมงานไม้ เฟอร์นิเจอร์ และของใช้ที่ให้ความรู้สึกเหมือนบ้าน จึงมีทั้งความดิบของพื้นที่เดิมและความอบอุ่นอยู่ด้วยกัน โดยไม่ได้พยายามทำให้ทุกอย่างดูใหม่หรือเนี้ยบจนเกินไป
ชั้นล่างเหมาะกับการแวะมากินอาหารหรือกาแฟ ส่วนชั้นลอยจะสงบกว่า มีที่นั่งริมหน้าต่างและปลั๊กไฟตามจุดต่างๆ จะมานั่งทำงาน อ่านหนังสือ หรือใช้เป็นที่พักจากความวุ่นวายของชิดลมสักสองสามชั่วโมงก็ได้
ด้วยเวลาเปิดตั้งแต่เช้าเราว่าคาแรกเตอร์ Neighborhood Café ที่ร้านอยากเป็นจึงค่อนข้างชัด จะเข้ามากินอาหารเช้าก่อนเริ่มงาน นัดเพื่อนกินบรันช์ หรือนั่งกาแฟยาวไปถึงช่วงบ่ายก็ได้หมด


เมนูอาหารของบ้านเกิดเป็นแนว All-day Breakfast & Brunch ที่ไม่ได้มีแค่อาหารชาติใดชาติหนึ่ง มีทั้งกลิ่นอายตะวันตก ไทย ญี่ปุ่น ไปจนถึงตะวันออกกลาง แต่สิ่งที่เชื่อมทุกจานเข้าด้วยกันคือการเอาวัตถุดิบที่ร้านทำงานกับเกษตรไทยอยู่แล้ว
อย่าง Morning Platter เป็นอาหารเช้าเรียบง่ายที่มีไข่ออร์แกนิก 3 ฟอง ผักสดและผักดอง เสิร์ฟกับข้าวออร์แกนิก โดยชนิดของข้าวสามารถเปลี่ยนไปตามฤดูกาล และเลือกเพิ่มของกินคู่กันได้ตั้งแต่ไส้อั่วหมู อะโวคาโด เห็ด ไปจนถึงกิมจิโฮมเมด
แล้วถ้าชอบอาหารเช้าฝั่งตะวันตกมากกว่า มี Baked Tomatoes & Eggs (320 บาท) ที่ใช้ไข่ออร์แกนิก หมูจากราชบุรี ฮัลลูมีที่ทำจากนมวัวเชียงราย และมะเขือยาว อบมากับซอสมะเขือเทศแล้วเสิร์ฟพร้อมซาวโดวจ์
ส่วน Breakfast Sandwich (290 บาท) เราชอบตรงที่เอาของคุ้นเคยอย่างไส้อั่วหมูมาประกบกับไข่ดาว มะเขือเทศ หอมแดง Sweet Potato Hash Brown และ Chili Aioli ใน English Muffin ที่ร้านทำเอง



ถ้าอยากกินเป็นมื้อจริงจังขึ้นมาอีกหน่อย เราว่าต้องสั่ง Spiced Chicken Rice Bowl (350 บาท) ร้านใช้อกไก่ออร์แกนิกหมักเครื่องเทศและนำไป Slow Cook กินกับ Hummus ข้าวหอมมะลิผสมขมิ้น สลัด และ Garlic Yogurt Sauce เป็นจานที่เห็นคาแรกเตอร์ของร้านค่อนข้างชัด
แต่ถ้าจะเลือกเมนูที่อธิบายวิธีคิดของบ้านเกิดได้ดี เราว่า OG Hotcakes (300 บาท / Baby Size 160 บาท) น่าสนใจ เพราะกล้วยน้ำว้าออร์แกนิกถูกนำมาใช้หลายรูปแบบ ทั้งกล้วยคาราเมลและ Compote โดยกล้วยที่สุกเกินกว่าจะขายสดก็ถูกนำไปทำ Compote ต่อ ก่อนเสิร์ฟกับ Cashew Nut Butter ที่ร้านทำเอง
เช่นเดียวกับเมนูพิเศษที่เปลี่ยนไปตามผลผลิต ช่วงนี้มี Grilled Asparagus (140 บาท) ใช้หน่อไม้ฝรั่งออร์แกนิกจากป่าละอูและโคราช เสิร์ฟกับหอมเจียว พิสตาชิโอ และเต้าหู้บดผสมน้ำมันพริก



ส่วนแก้วที่สะดุดตาเราคือ Banana Matcha (180 บาท) ที่จับ Nishio Matcha กับแยมกล้วยน้ำว้าโฮมเมด อบเชย ข้าวโอ๊ต และกะทิ ซึ่งก็เป็นอีกวิธีที่ร้านเอาวัตถุดิบอย่างกล้วยน้ำว้ามาใช้ต่อได้มากกว่าหนึ่งเมนู
ฝั่งเครื่องดื่มยังมีกาแฟที่ใช้เมล็ด Single Origin จากหลายจังหวัดในไทยและหมุนเวียนไปตามช่วงเวลา รวมถึง Matcha, Hojicha ชาไทย น้ำมะพร้าวออร์แกนิก น้ำผลไม้ Cold-Pressed และ Kombucha

ถ้าเคยชอบ HOMELAND มาก่อน มาที่ BAAN KERD ก็น่าจะยังเจอหลายอย่างที่คุ้นเคย ทั้งอาหารและแนวคิดเรื่องวัตถุดิบ เพียงแต่สาขาชิดลมเดินทางง่ายขึ้น และมีพื้นที่ให้นั่งใช้เวลาได้สบายกว่าเดิม ส่วนใครที่ไม่เคยรู้จัก HOMELAND มาก่อน ก็มาได้เหมือนกัน เพราะเอาเข้าจริงที่นี่ก็คือคาเฟ่สำหรับกินอาหารเช้าและบรันช์ จะนัดเพื่อนมานั่งกินข้าว แวะดื่มกาแฟ หรือหอบ MacBook มานั่งทำงานช่วงบ่ายก็ได้ ส่วนเรื่องที่มาของวัตถุดิบและเกษตรกร ค่อยเป็นรายละเอียดที่ทำให้ร้านนี้น่าสนใจขึ้นอีกที
Location: ชั้น 1 อาคารมณียาเซ็นเตอร์ (BTS ชิดลม)
Open: เปิดทุกวัน เวลา 07.30-18.00 น.
Contact: BAAN KERD
Parking: ลานจอดรถมณียา นำบัตรมาแสตมป์ที่ร้าน จอดฟรี 2 ชั่วโมง
Budget: ราคา 500-700 บาทต่อคน
Map: https://maps.app.goo.gl/erdDx6J1yvCoxGtj8
The post BAAN KERD คาเฟ่และบรันช์ย่านชิดลม ที่ใช้วัตถุดิบจากฟาร์มไทย appeared first on THE STANDARD.
]]>
ใครที่เคยไป ศาลาเสน่หา ช่วงเย็นหรือกลางคืน น่าจะคุ้นกับ […]
The post ศาลาเสน่หาเปิดช่วงกลางวัน เฉพาะเสาร์-อาทิตย์พร้อมเมนูข้าวต้มและน้ำชา appeared first on THE STANDARD.
]]>
ใครที่เคยไป ศาลาเสน่หา ช่วงเย็นหรือกลางคืน น่าจะคุ้นกับบรรยากาศที่มีทั้งหนัง ร้านหนังสือ เครื่องดื่ม และผู้คนที่แวะมาใช้เวลาแบบไม่ต้องรีบมากนัก ล่าสุดร้านลองเปิดอีกช่วงเวลาหนึ่งให้เราเห็นศาลาเสน่หาในแสงกลางวันบ้าง โดยทุกวันเสาร์และอาทิตย์จะเริ่มเปิดตั้งแต่ 11.00 น.
พร้อมกันนั้นก็มีเมนูตอนกลางวันเพิ่มเข้ามา ตั้งแต่ ชุดข้าวต้มกุ๊ย 320 บาท ที่มาพร้อมไชโป๊ผัดไข่ ยำกุนเชียง ต้มจับฉ่าย และปลาทอดผัดหอมเจียว, แกงฮังเลพร้อมข้าวสวย 350 บาท ไปจนถึงเมนูที่ชื่อชวนให้ลองอย่าง โซเมนมังคุดซาวน้ำ 320 บาท นอกจากนี้ยังมีจานเล็กอย่าง ซาวร์โดก์กับเนยปลาแห้ง, ฟอคคาเซียหน้าเห็ดและเพสโต รวมถึงของหวานอย่าง เค้กกล้วยหอมกับครีมเนยถั่ว และ คัสตาร์ดหม้อแกง
ฝั่งเครื่องดื่มก็ไม่ได้มีแค่กาแฟ เพราะมีชาร้อนให้เลือกหลายสไตล์ตั้งแต่ Purple Ya Bao ที่ออกโทนดอกไม้ น้ำผึ้ง และสมุนไพร ไปจนถึง Ba Xian Da Hong Pao ที่มีกลิ่นถั่วคั่ว เครื่องเทศและไม้ ส่วนใครอยากได้กาแฟก็มี Villasachi Cold Brew 180 บาท ใช้เมล็ดจาก Le Te Gold Farm ที่แม่ตื่น อมก๋อย เชียงใหม่ ให้โทนเบอร์รี ส้ม และแอปริคอต
.img2


เราชอบการเปิดกลางวันครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ศาลาเสน่หากลายเป็นคาเฟ่คนละแบบไปเลย เพราะบรรยากาศแบบยังอยู่ครบ ทั้งหนัง ร้านหนังสือ และบรรยากาศที่ชวนให้นั่งยาว เพียงแต่ตอนนี้ใครอยากมากินข้าว จิบชา อ่านหนังสือ หรือดูหนังในวันหยุด ก็เริ่มมาได้ตั้งแต่ก่อนเที่ยงแล้ว
ตอนนี้ศาลาเสน่หาเปิดวันเสาร์-อาทิตย์ 11.00-00.00 น. ส่วนวันจันทร์ และพุธ-ศุกร์ เปิด 18.00-00.00 น. และหยุดทุกวันอังคาร
The post ศาลาเสน่หาเปิดช่วงกลางวัน เฉพาะเสาร์-อาทิตย์พร้อมเมนูข้าวต้มและน้ำชา appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้าย้อนกลับไปช่วง J Avenue ตอนที่ทองหล่อกำลังกลายเป็นหน […]
The post ย้อนรอยรสชาติที่คิดถึง After You รุ่น OG สาขาแรกที่ทองหล่อ 13 กลับมาแล้ว appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้าย้อนกลับไปช่วง J Avenue ตอนที่ทองหล่อกำลังกลายเป็นหนึ่งในย่านแฮงเอาต์ของคนกรุงเทพฯ และคำว่า Cafe Hopping ยังไม่ได้ติดปากเหมือนทุกวันนี้ ร้านขนมที่หลายคนน่าจะจำได้ก็คือ After You ทองหล่อ 13
นี่คือ After You สาขาแรก ที่เปิดมาตั้งแต่ปี 2007 และเป็นร้านต้นทางของ Shibuya Honey Toast ที่ต่อมากลายเป็นหนึ่งในเมนูขนมที่คนไทยคุ้นชื่อกันแทบทั้งเมือง พูดง่ายๆ สำหรับคนที่โตมากับทองหล่อยุคนั้น ที่นี่ก็คือ After You รุ่น OG ก่อนที่ร้านจะขยายไปมีสาขาอื่นๆ ตามมาอย่างที่เราเห็นในวันนี้


หลังอยู่ตรงนี้มานานกว่า 19 ปี ล่าสุด After You ปรับโฉมร้านเดิมครั้งใหญ่ โดยขยายพื้นที่เป็น 2 ชั้น ตัวอาคารใหม่ใช้เส้นโค้งรับกับต้นไม้ใหญ่ด้านหน้า มีงานไม้และกระจกบานใหญ่ช่วยให้ร้านดูโปร่งขึ้น พร้อมที่นั่งทั้งด้านในและระเบียง Outdoor แต่ถ้ามองจากด้านหน้า เรายังเห็นโลโก้น้องแกะที่ทำให้นึกออกทันทีว่า “ใช่ ร้านนี้แหละ”
ส่วนเมนูคลาสสิกอย่าง Shibuya Honey Toast แน่นอนว่ายังอยู่ แต่ครั้งนี้มีของใหม่เพิ่มเข้ามาอย่าง DIY Kakigori ที่เลือกน้ำแข็ง ไส้ ซอส และท็อปปิ้งเองได้ รวมถึงเครื่องดื่มใหม่อย่าง BB Taro Ball Milk Tea ชานมอู่หลงที่ใส่ทั้ง Taro Paste ข้าวเหนียวดำ Taro Mochi บัวลอยเผือก เยลลี่ชาจัสมิน และ Oolong Soft Cream
อีกส่วนที่ไม่เคยมีในร้านเดิมคือ After You Marketplace พื้นที่ข้างร้านที่รวมขนม เครื่องดื่ม ของแช่เย็นและแช่แข็ง ไปจนถึงวัตถุดิบและอุปกรณ์ทำเบเกอรี่ ให้แวะซื้อกลับบ้านได้โดยไม่จำเป็นต้องนั่งกินที่ร้าน


สำหรับคนที่ทัน After You ยุคแรก การกลับมาครั้งนี้น่าจะมีอะไรให้รู้สึกมากกว่าแค่ร้านรีโนเวตใหม่ เพราะนี่คือการกลับมาเปิดอีกครั้งของ After You สาขาแรกที่ทองหล่อ 13 ที่หลายคนคุ้นเคย ใครคิดถึงร้านรุ่น OG หรืออยากกลับไปกิน Shibuya Honey Toast ตอนนี้ร้านเปิดแล้วทุกวัน เวลา 11.00-23.00 น. ที่ Market Place Thonglor ซอยทองหล่อ 13 สามารถจอดรถที่ Market Place Thonglor และนำบัตรมาแสตมป์เมื่อใช้บริการร้านอาหารหรือช้อปปิ้งภายในโครงการได้
ภาพ: After You
The post ย้อนรอยรสชาติที่คิดถึง After You รุ่น OG สาขาแรกที่ทองหล่อ 13 กลับมาแล้ว appeared first on THE STANDARD.
]]>
ใครที่คุ้นกับ Appia ร้านอิตาเลียนในซอยสุขุมวิท 31 ของเช […]
The post Pergola ร้านอาหารอิตาเลียนเปิดใหม่ย่านบางนา จากทีม Appia appeared first on THE STANDARD.
]]>
ใครที่คุ้นกับ Appia ร้านอิตาเลียนในซอยสุขุมวิท 31 ของเชฟ Paolo Vitaletti ก็น่าจะร้องอ๋อตามไปด้วย ล่าสุดทีมเดียวกันขยับออกไปทางบางนา เปิด Pergola ร้านอิตาเลียนในซอยบางแก้ว ที่เปลี่ยนบรรยากาศจากร้านในเมืองมาเป็นบ้านกลางสวนมะกอก พร้อมเมนูอิตาเลียนที่ยังคงเน้นวัตถุดิบ การปรุงแบบเรียบง่าย และรสชาติที่กินได้เรื่อยๆ ตั้งแต่มื้อกลางวันไปจนถึงดินเนอร์
ส่วนชื่อ Pergola เองหมายถึงซุ้มระแนงในสวนที่พบได้ตามบ้านในอิตาลี เป็นพื้นที่กึ่งเอาต์ดอร์ที่คนในบ้านใช้หลบแดด นั่งกินข้าว ดื่มไวน์ หรือใช้เวลาร่วมกัน และแนวคิดนั้นก็ถูกนำมาใช้กับร้านแห่งนี้เช่นกัน
เชฟเล่าให้เราฟังว่า เขาอยากให้ Pergola เป็นร้านสำหรับคนในย่านจริงๆ มากกว่าจะเป็นร้านที่ต้องตั้งใจขับออกนอกเมืองมากิน จะมากินมื้อกลางวันแบบไม่รีบ แวะมานั่งช่วงบ่าย หรือรวมตัวกันสำหรับมื้อค่ำก็ได้ ซึ่งก็เข้ากับความหมายของ Pergola ในแบบดั้งเดิม ที่ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับกินอาหาร แต่เป็นที่สำหรับกลับมาเจอกัน พักผ่อน และใช้เวลาร่วมกันด้วย


เชฟยังบอกกับเราอีกว่าการได้รู้ว่าของในจานมาจากใครและมาจากไหน เป็นความลักชัวรีในแบบของเขา มากกว่าการเลือกใช้วัตถุดิบจากระบบอุตสาหกรรมเพียงเพราะมีราคาสูง
อีกเรื่องที่ร้านให้ความสำคัญคือ seasonality เมนูจึงสามารถเปลี่ยนไปตามฤดูกาลของวัตถุดิบ เช่น มะเขือม่วงในช่วงหน้าร้อน หรือเห็ดและฟักทองเมื่อเข้าสู่ช่วงอากาศเย็น ซึ่งเป็นวิธีกินแบบเดียวกับที่เกิดขึ้นในชนบทอิตาลี
ในขณะเดียวกัน ถ้าเป็นวิธีทำอาหารอิตาเลียนแบบดั้งเดิม ร้านก็เลือกจะรักษารสชาติและวิธีปรุงไว้ตามต้นฉบับ ไม่ได้ปรับสูตรให้ถูกปากคนกินทุกแบบ เพราะเชฟมองว่าหน้าที่ของร้านคือการพาคนกินไปรู้จักรสชาติอิตาเลียนในแบบที่ควรจะเป็น



บรรยากาศไม่ได้แคชวลจนเกินไป แต่ก็ไม่ได้เป็นร้านอิตาเลียนที่ต้องแต่งตัวเต็มเพื่อมานั่งกินข้าว ตัวร้านตกแต่งให้คล้ายบ้านชนบทในอิตาลี มีความโฮมมีจากวัสดุไม้ โทนสีธรรมชาติ และรายละเอียดที่ทำให้ร้านดูอบอุ่น
ด้านหน้าร้านมีโต๊ะเอาต์ดอร์เพียง 3 โต๊ะ เหมาะกับวันที่อากาศดี ส่วนด้านในค่อนข้างเป็นกันเองและมีมุมให้เลือก จะนั่งหน้าเคาน์เตอร์ครัว นั่งโต๊ะติดหน้าต่าง หรือเลือกมุมด้านในที่เป็นส่วนตัวขึ้นก็ได้ ส่วนชั้น 2 มีห้อง Private Dining สำหรับกลุ่มหรือครอบครัวใหญ่ที่อยากได้พื้นที่แยกออกมาอีกหน่อย




อาหารของ Pergola มีรากจากอาหารชนบทของอิตาลี เชฟอธิบายแนวทางของตัวเองว่าอยากให้อาหารเป็นแบบ simple and product-driven คือไม่พยายามโชว์เทคนิคมากเกินไป แต่ให้วัตถุดิบเป็นสิ่งที่คนกินจำได้
เมนูแรกที่เราสั่ง Vitello Tonnato (590 บาท) เนื้อลูกวัวสไลซ์บาง เสิร์ฟกับซอสทูน่าเนื้อครีมมี่ คาเปอร์ และหอมแดงดอง จานนี้รสจะค่อนข้างนุ่มและกลมจากตัวเนื้อกับซอส แต่มีทั้งความเค็ม เปรี้ยว และกลิ่นเฉพาะของคาเปอร์กับหอมดองเข้ามาช่วยตัด ทำให้กินแล้วไม่เลี่ยนเกินไป
อีกจานคือ Pappa al Pomodoro with Prawns (560 บาท) อาหารพื้นบ้านจาก ทัสคานี ที่นำมะเขือเทศและขนมปังมาเคี่ยวจนข้น เสิร์ฟมาพร้อมกุ้ง



Grilled Sardines “Muddica” (440 บาท) ซาร์ดีนย่างกับเกล็ดขนมปังสมุนไพรแบบซิซิเลียน ส่วนจานนี้เราค่อนข้างว้าว Agnolotti Stuffed with Roasted Meat (490 บาท) พาสต้าชิ้นเล็กสอดไส้เนื้อย่าง เสิร์ฟกับเนย น้ำสต็อกไก่ และถั่วหวาน
สำหรับจานหลักมี Lamb Saddle Porchetta Style with Caponata (790 บาท) เนื้อแกะที่หยิบแนวคิดของ Porchetta มาใช้ และ Terracotta Baked Seabream Acqua Pazza (890 บาท) ปลากะพงอบในหม้อดินในสไตล์ Acqua Pazza


ส่วนคนที่คุ้นกับ Appia ก็ยังจะเจอ Tiramisu (350 บาท) อยู่ในเมนู ใช้มาสคาร์โปเนเนื้อเบาและนุ่ม ตัดกับความขมของกาแฟและโกโก้ ทำให้รสโดยรวมไม่หวานจัด
อีกจานที่น่าสนใจคือ Red Wine Poached Pears with Sabaione (320 บาท) ลูกแพร์ตุ๋นไวน์แดงจนเนื้อนุ่มและรสไวน์ซึมเข้าเนื้อ ให้ความหวานอมเปรี้ยวเล็กๆ โรยครัมเบิลเพิ่มสัมผัสกรุบกรอบ และเสิร์ฟคู่ Sabaione ครีมไข่สไตล์อิตาเลียนที่ช่วยเติมความครีมมีให้จานนี้จบมื้อได้แบบไม่หนักเกินไป


เราว่าเป็นร้านที่เหมาะกับคนที่กำลังมองหาร้านอิตาเลียนสำหรับมื้อที่ไม่ต้องเป็นโอกาสพิเศษมากนัก หรือคนในย่านบางนาและสมุทรปราการน่าจะมีร้านสำหรับกลับมากินซ้ำได้ง่ายขึ้น ส่วนใครที่คุ้นกับ Appia ก็จะได้เห็นอีกด้านหนึ่งของเชฟ Paolo ที่ขยับจากบรรยากาศร้านในเมืองมาเป็นอาหารและพื้นที่ที่ใกล้กับภาพชนบทอิตาลีมากขึ้น และด้วยคอนเซปต์ของร้านเอง นี่น่าจะเป็นร้านที่เหมาะกับการนั่งกันหลายคน สั่งอาหารมาแชร์ เปิดไวน์สักขวด และนั่งกินได้ยาวๆ
Pergola
Location: ซอยบางแก้ว ถนนบางนา-ตราด อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ
Open: เปิดทุกวัน วันพุธ-วันจันทร์ เวลา 11.00-23.00 น. (ปิดทุกวันอังคาร)
Contact: Pergola
Reservations: 098-822-2455
Parking: สามารถจอดรถได้ริมถนนด้านนอก
Budget: ราคา 1,000-2,500 บาทต่อคน
The post Pergola ร้านอาหารอิตาเลียนเปิดใหม่ย่านบางนา จากทีม Appia appeared first on THE STANDARD.
]]>