LIFE | FOOD & DRINK – THE STANDARD https://thestandard.co/category/life/life-food-drink/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 23 Jun 2026 11:14:14 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ดื่มด่ำค็อกเทล Zero-waste ที่ Sipping Tiger บาร์ลับแห่งใหม่ในภูเก็ต https://thestandard.co/life/sipping-tiger-phuket-bar/ Tue, 23 Jun 2026 11:14:14 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1221913 ภาพค็อกเทล Zero-waste ที่ Sipping Tiger บาร์ลับแห่งใหม่ในภูเก็ต

เราว่าการมาถึงของ Sipping Tiger ช่วยเติมเต็มประสบการณ์ก […]

The post ดื่มด่ำค็อกเทล Zero-waste ที่ Sipping Tiger บาร์ลับแห่งใหม่ในภูเก็ต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพค็อกเทล Zero-waste ที่ Sipping Tiger บาร์ลับแห่งใหม่ในภูเก็ต

เราว่าการมาถึงของ Sipping Tiger ช่วยเติมเต็มประสบการณ์การพักผ่อนของ InterContinental Phuket Resort ได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพราะผู้เข้าพักแทบไม่จำเป็นต้องออกไปแสวงหาบาร์ดีๆ นอกโรงแรมอีกต่อไป

 

ตัวบาร์ซ่อนตัวอยู่ในมุมสงบของล็อบบี้ฝั่งภูเขา ได้รับการออกแบบภายใต้คอนเซปต์ ‘ถ้ำเสือกลางป่าลึก’ ที่หยิบความลึกลับของธรรมชาติมาตีความใหม่ผ่านงานออกแบบร่วมสมัย

 

เบื้องหลังของบาร์แห่งนี้ อลิฟ อาบรู Head of Beverages ผู้คร่ำหวอดในวงการฮอสพิทาลิตี้และแวดวงมิกโซโลจีภูเก็ตมากว่า 13 ปี ร่วมด้วย คิม-คุณาวุฒิ วงศ์รื่น ผู้จัดการบาร์ และผู้เข้ารอบสุดท้าย Diageo World Class Thailand ในปี 2019 และ 2024

 

หนึ่งในรายละเอียดของบาร์ที่สะดุดตาที่สุดคือห้องกระจกควบคุมอุณหภูมิภายในบาร์ ซึ่งทำหน้าที่เสมือนห้องทดลอง ภายในเรียงรายไปด้วยสมุนไพรและพืชกลิ่นหอมหลากชนิด ไม่ว่าจะเป็นโหระพาไทย ผักชีลาว เลมอนเวอร์บีนา และมินต์ ที่ถูกปลูกและดูแลเพื่อนำมาใช้จริงในเครื่องดื่มแต่ละแก้ว

 

ภาพค็อกเทล Zero-waste ที่ Sipping Tiger บาร์ลับแห่งใหม่ในภูเก็ต 1ภาพค็อกเทล Zero-waste ที่ Sipping Tiger บาร์ลับแห่งใหม่ในภูเก็ต 2

 

อีกหนึ่งความน่าสนใจ Sipping Tiger ถือเป็นค็อกเทลบาร์แห่งแรกในประเทศไทยที่ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และศึกษาคุณสมบัติเชิงลึกของพืชพื้นถิ่น ก่อนนำมาต่อยอดสู่การสร้างสรรค์เครื่องดื่มภายใต้แนวคิด Zero-waste

 

โดยเน้นการใช้วัตถุดิบอย่างคุ้มค่าครบทุกส่วน นำเศษผลไม้ เปลือก หรือวัตถุดิบเหลือใช้ถูกนำกลับมาสกัด แปรรูป และสร้างมูลค่าใหม่ผ่านเทคนิควิทยาศาสตร์อาหาร เพื่อให้ทุกแก้วสะท้อนทั้งรสชาติและตัวตนของภูเก็ตอย่างยั่งยืน

 

ภาพค็อกเทล Zero-waste ที่ Sipping Tiger บาร์ลับแห่งใหม่ในภูเก็ต 3

ภาพค็อกเทล Zero-waste ที่ Sipping Tiger บาร์ลับแห่งใหม่ในภูเก็ต 4ภาพค็อกเทล Zero-waste ที่ Sipping Tiger บาร์ลับแห่งใหม่ในภูเก็ต 5

 

The Vibe

 

บรรยากาศร้านซ่อนตัวอยู่อย่างน่าค้นหา ทันทีที่ผลักบานประตูไม้เข้าไป จะพบกับบรรยากาศที่อบอุ่น ด้วยการใช้โทนสีไม้ธรรมชาติ งานจักสาน และแสงไฟสลัวที่ช่วยสร้างความรู้สึกคล้ายกำลังหลบเข้ามาในถ้ำ

 

พื้นที่หลักถูกออกแบบให้เป็นหัวใจของบาร์ ด้วยเคาน์เตอร์หลักที่มีฉากหลังเป็นงานหวายและโคมไฟจักสาน แขกสามารถนั่งพูดคุยกับบาร์เทนเดอร์อย่างใกล้ชิด หรือเลือกเอนกายบนโซฟาหนังคู่กับโต๊ะหินอ่อนในมุมเลานจ์สำหรับการสังสรรค์ได้แบบสบาย

 

 

ภาพค็อกเทล Zero-waste ที่ Sipping Tiger บาร์ลับแห่งใหม่ในภูเก็ต 6ภาพค็อกเทล Zero-waste ที่ Sipping Tiger บาร์ลับแห่งใหม่ในภูเก็ต 7ภาพค็อกเทล Zero-waste ที่ Sipping Tiger บาร์ลับแห่งใหม่ในภูเก็ต 8

 

สำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ยังมีห้องไพรเวตที่รองรับได้ประมาณ 12 ที่นั่ง โดดเด่นด้วยเคาน์เตอร์บาร์เรืองแสงและโคมระย้าขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับการเฉลิมฉลองในกลุ่มเล็ก แถมภายในยังซ่อนห้องสูบซิการ์ไว้สำหรับผู้ที่ต้องการดื่มด่ำกับค่ำคืนในบรรยากาศที่สุขุมยิ่งขึ้น

 

ภาพค็อกเทล Zero-waste ที่ Sipping Tiger บาร์ลับแห่งใหม่ในภูเก็ต 9ภาพค็อกเทล Zero-waste ที่ Sipping Tiger บาร์ลับแห่งใหม่ในภูเก็ต 10

 

The Taste

 

เมนูค็อกเทลของที่นี่ถูกออกแบบให้ค่อยๆ พาเดินทางผ่านช่วงเวลาต่างๆ ของค่ำคืน จากรสชาติที่สดชื่นและเข้าถึงง่าย ไปสู่ความเข้มข้นและซับซ้อนมากขึ้น

 

แก้วแรก Calamansi Riposato (490 บาท) ค็อกเทลสไตล์ Aperitivo ที่ผสมวอดก้าและไวต์เวอร์มุตเข้ากับซินนามอนและพีชเชอร์เบต เสิร์ฟพร้อมน้ำแข็งที่สกัดจากส้มคาลามันซีและส้มแมนดาริน ซึ่งจะค่อยๆ ปล่อยความเปรี้ยวสดชื่นออกมาเมื่อเริ่มละลาย

 

แก้วไฮบอลที่อยากให้ลอง Shiro (590 บาท) โทนคลีนและดราย ใช้จินอินฟิวส์ดอกเก๊กฮวยและใบหูเสือ ผสมกับยูสุสาเก เลมอน น้ำผึ้ง และเมดิเตอร์เรเนียนโทนิก

 

 

ภาพค็อกเทล Zero-waste ที่ Sipping Tiger บาร์ลับแห่งใหม่ในภูเก็ต 11ภาพค็อกเทล Zero-waste ที่ Sipping Tiger บาร์ลับแห่งใหม่ในภูเก็ต 12

 

Smoke & Summer (590 บาท) เครื่องดื่มสไตล์เมซคาล พาโลมา ที่ให้กลิ่นอายความสโมกกี ตัดกับความหวานธรรมชาติของอากาเวสับปะรดหมักโฮมเมด และเกรปฟรุตโซดา

 

เมนูที่ร่วมพัฒนากับ Chalong Bay Rum Den It Again (590 บาท) ใช้รัมอากริโคลจากอ้อยภูเก็ตที่ผ่านการบ่มในถังโอ๊กฝรั่งเศส ผสมฝรั่ง เครื่องเทศไฟว์สไปซ์ และไวน์สร้างรสชาติ

 

 

ภาพค็อกเทล Zero-waste ที่ Sipping Tiger บาร์ลับแห่งใหม่ในภูเก็ต 13ภาพค็อกเทล Zero-waste ที่ Sipping Tiger บาร์ลับแห่งใหม่ในภูเก็ต 14

 

ถ้าชอบมาร์ตินี แนะนำให้สั่ง Leaf & Brine (590 บาท) เป็นดรายมาร์ตินีเวอร์ชันทะเลใต้ที่ใช้ Oyster Gin เวอร์มุตอินฟิวส์ใบมะกรูด และเชอร์รี สร้างกลิ่นเค็มสดชื่นแบบชายฝั่งทะเล

 

ปิดท้ายด้วย Dessert Island (550 บาท) รัมอินฟิวส์ใบเตย ผสานชา Silver Needle ที่ผลิตเฉพาะสำหรับรีสอร์ต และคอฟฟีลิเคอร์อัปไซเคิล ให้กลิ่นอายของขนมหวานเอเชียในรูปแบบเครื่องดื่ม

 

ภาพค็อกเทล Zero-waste ที่ Sipping Tiger บาร์ลับแห่งใหม่ในภูเก็ต 15

ภาพค็อกเทล Zero-waste ที่ Sipping Tiger บาร์ลับแห่งใหม่ในภูเก็ต 16

 

นอกจากค็อกเทลแล้ว ทางบาร์ยังมีเมนูอาหารสำหรับจับคู่กับเครื่องดื่ม ไม่ว่าจะเป็น Egg & Eggs (1,700 บาท) คัสตาร์ดไข่ออร์แกนิกสไตล์ชาวานมูชิที่เสิร์ฟพร้อมกระเทียมดำและท็อปปิ้งด้วยคาเวียร์ Arrosticini (350 บาท) สะเต๊ะเนื้อแกะย่างกลิ่นหอม The Sandwich (350 บาท) แซนด์วิชแฮมและชีสกรูแยร์สไตล์คลาสสิก SPT Burger (330 บาท) เบอร์เกอร์เนื้อฉ่ำที่สามารถเพิ่ม Kaluga N25 Caviar ได้ตามต้องการ รวมถึง Chocolate (290 บาท) ของหวานซิกเนเจอร์สไตล์ดูไบช็อกโกแลต ใช้ช็อกโกแลตภูเก็ต 70% สลับเลเยอร์กับพิสตาชิโอคูนาฟาคั่นความกรอบ และคัสตาร์ดพิสตาชิโอรสเข้มข้น

 

ภาพค็อกเทล Zero-waste ที่ Sipping Tiger บาร์ลับแห่งใหม่ในภูเก็ต 17ภาพค็อกเทล Zero-waste ที่ Sipping Tiger บาร์ลับแห่งใหม่ในภูเก็ต 18ภาพค็อกเทล Zero-waste ที่ Sipping Tiger บาร์ลับแห่งใหม่ในภูเก็ต 19ภาพค็อกเทล Zero-waste ที่ Sipping Tiger บาร์ลับแห่งใหม่ในภูเก็ต 20ภาพค็อกเทล Zero-waste ที่ Sipping Tiger บาร์ลับแห่งใหม่ในภูเก็ต 21

 

Good for

 

สำหรับคนที่หลงใหลบาร์บรรยากาศลึกลับ หรือกำลังมองหาสถานที่แฮงเอาต์ที่ให้มากกว่าแค่การดื่ม Sipping Tiger คือหนึ่งในจุดหมายใหม่ที่น่าสนใจอีกที่ของหาดกมลา ที่นี่คุณจะไม่ได้แค่การมานั่งดื่ม แต่เหมือนมาเรียนรู้เรื่องราวของพืชพรรณไทย ผ่านความคิดสร้างสรรค์ และแนวทางความยั่งยืนที่ถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย

 

Sipping Tiger Bar

Location: ภายใน InterContinental Phuket Resort หาดกมลา, ภูเก็ต

Open: เปิดบริการทุกวัน เวลา 17.00-01.00 น.

Contact: Sipping Tiger

Budget: ราคา 1,000-2,500 บาทต่อคน

 

 

The post ดื่มด่ำค็อกเทล Zero-waste ที่ Sipping Tiger บาร์ลับแห่งใหม่ในภูเก็ต appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fei Ya เผยโฉมใหม่ ร้านอาหารกวางตุ้งร่วมสมัย ที่ผสานความคลาสสิกและนวัตกรรม [PR News] https://thestandard.co/life/fei-ya-cantonese-restaurant-peking-duck/ Fri, 19 Jun 2026 10:08:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1220484 ภาพอาหารเป็ดปักกิ่งเฟยยาและบรรยากาศร้านอาหารกวางตุ้งร่วมสมัย Fei Ya ที่โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์

ถ้าพูดถึงห้องอาหารจีนในโรงแรมที่หลายคนคิดถึงเวลาอยากกิน […]

The post Fei Ya เผยโฉมใหม่ ร้านอาหารกวางตุ้งร่วมสมัย ที่ผสานความคลาสสิกและนวัตกรรม [PR News] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอาหารเป็ดปักกิ่งเฟยยาและบรรยากาศร้านอาหารกวางตุ้งร่วมสมัย Fei Ya ที่โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์

ถ้าพูดถึงห้องอาหารจีนในโรงแรมที่หลายคนคิดถึงเวลาอยากกินเป็ดปักกิ่งดี ๆ ชื่อของ Fei Ya ที่โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ น่าจะอยู่ในลิสต์ของใครหลายคน เพราะที่นี่คือห้องอาหารจีนกวางตุ้งที่มีเมนูซิกเนเจอร์อย่าง “เป็ดปักกิ่งเฟยยา” จนกลายเป็นภาพจำของร้านมานาน

 

ภาพอาหารเป็ดปักกิ่งเฟยยาและบรรยากาศร้านอาหารกวางตุ้งร่วมสมัย Fei Ya ที่โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ 1

 

Fei Ya ยกเครื่องปรับโฉมใหม่พร้อมเฮดเชฟใหม่ ‘เชฟเจอร์รี่ ลี’

 

ล่าสุดเฟยยาที่ตั้งอยู่ ณ โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ กลับมาอีกครั้งพร้อมการปรับโฉมครั้งสำคัญ ทั้งในแง่บรรยากาศ ภาพลักษณ์ และเมนูอาหารที่ถูกออกแบบใหม่ เพื่อพาอาหารจีนกวางตุ้งเดินต่อไปในทิศทางที่ร่วมสมัยขึ้น แต่ยังคงรักษารสชาติคลาสสิกและรากของอาหารจีนเอาไว้อย่างชัดเจน

 

ภาพอาหารเป็ดปักกิ่งเฟยยาและบรรยากาศร้านอาหารกวางตุ้งร่วมสมัย Fei Ya ที่โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ 2

 

บทใหม่ของเฟยยาเริ่มจากการเข้ามาของ เชฟเจอร์รี่ ลี เอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟอาหารจีนคนใหม่ ผู้มีประสบการณ์ทำงานในโรงแรมหรูระดับนานาชาติมานานกว่าทศวรรษ ทั้งในจีน ตะวันออกกลาง และมัลดีฟส์ ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เชฟเข้าใจทั้งรสนิยมของอาหารจีนแบบดั้งเดิมและความคาดหวังของนักชิมยุคใหม่ที่มองหาอะไรสดใหม่บนโต๊ะอาหาร

 

ภาพอาหารเป็ดปักกิ่งเฟยยาและบรรยากาศร้านอาหารกวางตุ้งร่วมสมัย Fei Ya ที่โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ 3

เชฟเจอร์รี่ ลี

 

แนวคิดของเชฟเจอร์รี่คือการไม่ปล่อยให้กระแสนิยมมากลบตัวตนของอาหารจีน แต่เลือกสร้างสรรค์สิ่งใหม่บนรากฐานของประเพณีดั้งเดิม เมนูใหม่ของเฟยยาจึงเป็นการค่อย ๆ เติมวัตถุดิบพรีเมียมจากนานาชาติ เทคนิค และการจับคู่รสชาติที่ร่วมสมัยขึ้น เพื่อเชื่อมรสนิยมของคนหลายเจเนอเรชันเข้าด้วยกัน

 

ภาพอาหารเป็ดปักกิ่งเฟยยาและบรรยากาศร้านอาหารกวางตุ้งร่วมสมัย Fei Ya ที่โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ 4

 

เปิดลิสต์เมนูใหม่มากมายที่ Fei Ya

 

เมนูใหม่ที่น่าสนใจเริ่มจาก Wrapped Wild Vegetables with Black Truffle Sauce หรือถุงทองผักตามฤดูกาลกับซอสทรัฟเฟิล เมนูจีนคลาสสิกที่ถูกเติมกลิ่นอายตะวันตกเข้าไปอย่างพอดี ได้ทั้งความกรอบเบา ๆ ของแป้ง ความสดของผัก และกลิ่นทรัฟเฟิลที่ช่วยยกให้จานนี้ดูหรูขึ้นโดยไม่หนักเกินไป

 

ภาพอาหารเป็ดปักกิ่งเฟยยาและบรรยากาศร้านอาหารกวางตุ้งร่วมสมัย Fei Ya ที่โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ 5

 

ต่อด้วย Traditional Braised Pork Belly with Five Spices & Bamboo Shoots 

หมูสามชั้นตุ๋นเครื่องเทศและหน่อไม้ตำรับดั้งเดิม จานนี้เหมาะกับคนที่ชอบอาหารจีนรสลุ่มลึก ด้วยเนื้อหมูตุ๋นที่นุ่มละลายในปาก หอมกรุ่นด้วยเครื่องเทศ และเสิร์ฟคู่กับหมั่นโถวนึ่งร้อนๆ สำหรับจิ้มซอสเข้มขน ให้เพลิดเพลินกับรสชาติได้ในทุกคำ

 

ภาพอาหารเป็ดปักกิ่งเฟยยาและบรรยากาศร้านอาหารกวางตุ้งร่วมสมัย Fei Ya ที่โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ 6

 

อีกจานที่เชฟใส่ลูกเล่นมากขึ้นคือ Kung Pao Chicken Wings with Minced Shrimp ปีกไก่ยัดไส้กุ้งสับ ผัดซอสกงเปารสจัดจ้าน เป็นเมนูที่รวมความกรอบ นุ่ม และเด้งไว้ในคำเดียว ตัวซอสให้รสเผ็ด เค็ม หวาน และหอมแบบกงเปา ทำให้เป็นจานที่กินสนุกและเข้าถึงง่าย

 

ภาพอาหารเป็ดปักกิ่งเฟยยาและบรรยากาศร้านอาหารกวางตุ้งร่วมสมัย Fei Ya ที่โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ 7

 

สำหรับคนที่อยากได้อะไรเบาสบายขึ้น แนะนำ Double-boiled Chicken Soup with Coconut ซุปไก่ตุ๋นในลูกมะพร้าวอ่อน เมนูนี้ให้รสกลมกล่อม หอมหวานจากน้ำมะพร้าวธรรมชาติ และช่วยบาลานซ์มื้ออาหารได้ดี โดยเฉพาะเมื่อกินคู่กับจานที่รสเข้มข้นกว่า

 

ภาพอาหารเป็ดปักกิ่งเฟยยาและบรรยากาศร้านอาหารกวางตุ้งร่วมสมัย Fei Ya ที่โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ 8

 

ถ้าอยากเพิ่มสีสันให้มื้ออาหาร Poached Chicken with Sichuan Spicy Sauce and Peanut หรือไก่แช่เหล้าซอสพริกเสฉวนและถั่วลิสง เป็นอีกจานที่น่าสนใจ เพราะหยิบความเผ็ดร้อนแบบเสฉวนเข้ามาเติมมิติให้โต๊ะอาหารจีนกวางตุ้ง ตัวถั่วลิสงช่วยเพิ่มทั้งกลิ่นหอมและเท็กซ์เจอร์ให้จานนี้มีเสน่ห์ขึ้น

 

ภาพอาหารเป็ดปักกิ่งเฟยยาและบรรยากาศร้านอาหารกวางตุ้งร่วมสมัย Fei Ya ที่โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ 9

 

ส่วนจานที่น่าจะถูกใจคนรุ่นใหม่คือ Crispy Tiger Prawns with Wasabi Mayo กุ้งลายเสือทอดกรอบซอสวาซาบิมายองเนส กุ้งตัวใหญ่ทอดจนกรอบนอก เนื้อด้านในยังเด้งเต็มคำ ก่อนเคลือบด้วยซอสวาซาบิมายองเนสที่ให้รสชัด สดชื่น และร่วมสมัยมากขึ้น

 

ภาพอาหารเป็ดปักกิ่งเฟยยาและบรรยากาศร้านอาหารกวางตุ้งร่วมสมัย Fei Ya ที่โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ 10

 

แม้เฟยยาจะเปิดรับรสชาติใหม่มากขึ้น แต่เมนูที่ยังเป็นหัวใจของร้านคือ “เป็ดปักกิ่งเฟยยา” เมนูซิกเนเจอร์ระดับรางวัลที่หลายคนตั้งใจมากินโดยเฉพาะ ความพิเศษอยู่ที่เป็ดซึ่งผ่านการอบด้วยไม้ลิ้นจี่จนได้หนังบางกรอบและกลิ่นหอมเฉพาะตัว เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงและลิ้นจี่อบแห้งรสหวานอมเปรี้ยวที่ช่วยเพิ่มมิติให้รสชาติของเป็ดชัดขึ้น

 

ภาพอาหารเป็ดปักกิ่งเฟยยาและบรรยากาศร้านอาหารกวางตุ้งร่วมสมัย Fei Ya ที่โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ 11

 

หลังจากกินหนังเป็ดแล้ว แขกยังสามารถเลือกนำเนื้อเป็ดไปทำเป็นเมนูพิเศษเพิ่มเติมได้อีกหนึ่งรายการ ไม่ว่าจะเป็นราดหน้าเส้นใหญ่กรอบเนื้อเป็ดผัดซอสพริกไทยดำ หรือเมี่ยงเป็ดหน่อไม้เห็ดหอมผัดเครื่องเทศ เสิร์ฟพร้อมผักสด เป็นวิธีต่อยอดเมนูซิกเนเจอร์ให้ครบทั้งความคลาสสิกและความอิ่มคุ้มในมื้อเดียว

 

ภาพอาหารเป็ดปักกิ่งเฟยยาและบรรยากาศร้านอาหารกวางตุ้งร่วมสมัย Fei Ya ที่โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ 12

 

นอกจากอาหาร เฟยยายังมี Fei Ya Signature Blend – Lychee Black Tea หรือชาดำลิ้นจี่สูตรซิกเนเจอร์ที่ได้แรงบันดาลใจจากเป็ดปักกิ่งของร้าน ตัวชาผสานความละมุนของชาดำเข้ากับกลิ่นหอมหวานของลิ้นจี่ ช่วยล้างปากและปิดท้ายมื้ออาหารได้อย่างพอดี

 

ภาพอาหารเป็ดปักกิ่งเฟยยาและบรรยากาศร้านอาหารกวางตุ้งร่วมสมัย Fei Ya ที่โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ 13

 

พร้อมเปิดให้บริการภายใต้บรรยากาศที่พลิกโฉมใหม่

 

อีกสิ่งที่เปลี่ยนไปชัดเจนคือบรรยากาศของร้าน เฟยยาโฉมใหม่ถูกปรับให้สว่าง โปร่ง และร่วมสมัยขึ้นกว่าเดิม ผ่านเฟอร์นิเจอร์ใหม่ โทนสีที่ตัดกันอย่างมีชั้นเชิง และรายละเอียดการตกแต่งที่หยิบความงามของวัฒนธรรมจีนมาตีความในมุมที่เบาขึ้น อบอุ่นขึ้น และเข้ากับการกินอาหารจีนในหลายโอกาสมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นมื้อครอบครัว มื้อธุรกิจ หรือดินเนอร์พิเศษ

 

ภาพอาหารเป็ดปักกิ่งเฟยยาและบรรยากาศร้านอาหารกวางตุ้งร่วมสมัย Fei Ya ที่โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ 14

 

ใครที่คิดถึงเป็ดปักกิ่งเฟยยา หรืออยากลองอาหารกวางตุ้งในเวอร์ชันที่คลาสสิกแต่ไม่จำเจ ตอนนี้ Fei Ya โฉมใหม่พร้อมเปิดให้สัมผัสแล้วที่โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์

 

Fei Ya

Location: โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์

Contact: 02 125 5000

Website: www.feiyabangkok.com 

Facebook: @feiyabkk

Instagram: @feiyabangkok

LINE: @renaissancebkk

The post Fei Ya เผยโฉมใหม่ ร้านอาหารกวางตุ้งร่วมสมัย ที่ผสานความคลาสสิกและนวัตกรรม [PR News] appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จักเทือกเขาแอลป์ผ่านเมนูใหม่ของ Maison Dunand https://thestandard.co/life/maison-dunand-cuisine-alps-2/ Fri, 19 Jun 2026 01:06:56 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1220337 ภาพจานอาหารจากเมนูใหม่ 'Cuisine of the Alps' ของ Maison Dunand

หลังจากเปิดร้านมากว่า 4 ปี ไม่น่ามานี้ร้านอาหาร Maison […]

The post รู้จักเทือกเขาแอลป์ผ่านเมนูใหม่ของ Maison Dunand appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพจานอาหารจากเมนูใหม่ 'Cuisine of the Alps' ของ Maison Dunand

หลังจากเปิดร้านมากว่า 4 ปี ไม่น่ามานี้ร้านอาหาร Maison Dunand ได้เปิดตัวเมนูใหม่ภายใต้คอนเซ็ปต์ Cuisine of the Alps ซึ่งเป็นการพาเรากลับไปสำรวจรากเหง้าของเชฟ Arnaud Dunand Sauthier ผ่านวัตถุดิบและวัฒนธรรมอาหารจากเทือกเขาแอลป์ที่ครอบคลุมพื้นที่ในฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ และอิตาลี แทนที่จะเล่าถึงอาหารฝรั่งเศสในภาพรวมอย่างที่เราคุ้นเคย แต่รอบนี้เชฟเลือกโฟกัสไปที่ภูมิประเทศ ฤดูกาล และวิถีชีวิตของผู้คนบนภูเขา ซึ่งเป็นสิ่งที่หล่อหลอมตัวตนของเชฟมาตั้งแต่เติบโตในแคว้นซาวัว ประเทศฝรั่งเศส

 

ภาพจานอาหารจากเมนูใหม่ 'Cuisine of the Alps' ของ Maison Dunand 1

 

เมนูใหม่นี้ดูเป็นการเล่าเรื่องที่ใกล้ตัวเขามากกว่า ผ่านวัตถุดิบที่พบได้ในภูมิภาคแอลป์ ทั้งปลาในทะเลสาบน้ำเย็น ผลิตภัณฑ์นมจากทุ่งหญ้าบนที่สูง เห็ดป่า ธัญพืชอย่างไรย์และบักวีต รวมถึงผักตามฤดูกาลอย่าง White Asparagus ที่กำลังอยู่ในช่วงดีที่สุดของปี

 

ภาพจานอาหารจากเมนูใหม่ 'Cuisine of the Alps' ของ Maison Dunand 2

White Asparagus

 

ภาพจานอาหารจากเมนูใหม่ 'Cuisine of the Alps' ของ Maison Dunand 3

มูสที่ทำจากปลาไพก์เพิร์ช 

 

ระหว่างมื้อเราเลยได้ลองทั้ง ปลาเทราต์, White Asparagus, Pollen & Herbs, Mushroom Consommé, มูสที่ทำจากปลาไพก์เพิร์ช และ Omble Chevalier ที่มีทั้งเรื่องราวและความซับซ้อนของอาหาร จานหลักมีให้เลือกระหว่างแกะกับพิราบ

 

ภาพจานอาหารจากเมนูใหม่ 'Cuisine of the Alps' ของ Maison Dunand 4ภาพจานอาหารจากเมนูใหม่ 'Cuisine of the Alps' ของ Maison Dunand 5

จานพิราบ

 

รวมถึงจานขนมที่วันนั้นได้ลองหลายจาน เราติดใจตั้งแต่ชีสที่มีมาให้เราเลือกชมตามใจชอบ จับคู่กับขนมปังสูตรพิเศษ และการแพร์ริ่งกับไวน์ที่ช่วยเสริมรสชาติอาหารให้ลงตัวยิ่งขึ้น

 

ภาพจานอาหารจากเมนูใหม่ 'Cuisine of the Alps' ของ Maison Dunand 6

 

ภาพจานอาหารจากเมนูใหม่ 'Cuisine of the Alps' ของ Maison Dunand 7

รอบนี้เทสติ้งเมนูเริ่มต้นที่ 4,950++ บาท สำหรับ 7 คอร์ส และ 6,500++ บาท สำหรับ 9 คอร์ส รอบ Lunch เปิดทุกวันศุกร์–เสาร์ เวลา 12.00-15.00 น. รอบอาหารค่ำ เปิดทุกวันอังคาร–เสาร์ เวลา 18.00-23.00 น. โทร. 065-639-0515

 

 

 

The post รู้จักเทือกเขาแอลป์ผ่านเมนูใหม่ของ Maison Dunand appeared first on THE STANDARD.

]]>
Sato Sammosorn บาร์อีสานกายะเปิดใหม่ย่านอนุสาวรีย์ฯ โดยเชฟชาลี https://thestandard.co/life/sato-sammosorn-chalee-kader-bar-opens/ Wed, 17 Jun 2026 08:44:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1219583 บรรยากาศภายในร้าน Sato Sammosorn บาร์อีสานกายะ เปิดใหม่ย่านอนุสาวรีย์ฯ พร้อมเมนูอาหารและเครื่องดื่มสาโทคราฟต์

หากจะนิยามว่า สาโท สโมสร คือภาคต่อในเวอร์ชันซนและแคชชวล […]

The post Sato Sammosorn บาร์อีสานกายะเปิดใหม่ย่านอนุสาวรีย์ฯ โดยเชฟชาลี appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรยากาศภายในร้าน Sato Sammosorn บาร์อีสานกายะ เปิดใหม่ย่านอนุสาวรีย์ฯ พร้อมเมนูอาหารและเครื่องดื่มสาโทคราฟต์

หากจะนิยามว่า สาโท สโมสร คือภาคต่อในเวอร์ชันซนและแคชชวลขึ้นของร้าน Wana Yook ก็คงไม่ผิดนัก เพราะทั้งสองพื้นที่ต่างร้อยเรียงเรื่องราวโดยมี ‘ข้าวไทย’ เป็นแกนกลางในการเล่าเรื่องเหมือนกัน

 

ทว่าความสนุกรอบนี้เกิดจากการที่ เชฟชาลี กาเดอร์ ได้ยกทีมเชฟฝีมือจากร้าน E-San ร้านอีสานกายะชื่อดังย่านเพลินจิต ย้ายปักหมุดมาเปิดร้านกินดื่มในโซนอนุสาวรีย์ฯ โดยยังคงนำเสนออาหารอีสานแกล้มเครื่องดื่มเป็นแกนหลัก แล้วเติมเต็มความหลากหลายด้วยอาหารไทยจากหลากภูมิภาคที่ถูกนำมาทวิสต์รสชาติอย่างสนุกสนาน

 

ความน่าสนใจยังลามไปถึงเทคนิคและเทรนด์การปรุงอาหารที่หันกลับไปหาความเรียบง่ายดั้งเดิม เราจะได้เห็นจังหวะการทำอาหารที่มีทั้งการเคี่ยวแกงไทยรสเข้มข้นบนเตาอั้งโล่ ไปจนถึงการหยิบเอานวัตกรรมเตาฝรั่งมาใช้ทำอาหารเสียบไม้ แต่เลือกส่งต่อความร้อนผ่านถ่านไม้บินโจตัน เพื่อดึงกลิ่นอายความหอมของควันไม้และควบคุมไฟได้อย่างแม่นยำ

 

อีกหนึ่งบทบาทสำคัญของร้านคือพร้อมทั้งทำหน้าที่เป็นสโมสรของคนรักสาโท ด้วยการรวบรวมคราฟต์สาโทแบรนด์พื้นบ้านจากทั้งภาคอีสาน เหนือ กลาง และใต้ มาไว้มากกว่า 50 เลเบล สะท้อนทั้งความหลากหลายของสายพันธุ์ข้าวและภูมิปัญญาท้องถิ่นได้อย่างดีเยี่ยม

 

บรรยากาศภายในร้าน Sato Sammosorn บาร์อีสานกายะ เปิดใหม่ย่านอนุสาวรีย์ฯ พร้อมเมนูอาหารและเครื่องดื่มสาโทคราฟต์ 1บรรยากาศภายในร้าน Sato Sammosorn บาร์อีสานกายะ เปิดใหม่ย่านอนุสาวรีย์ฯ พร้อมเมนูอาหารและเครื่องดื่มสาโทคราฟต์ 2บรรยากาศภายในร้าน Sato Sammosorn บาร์อีสานกายะ เปิดใหม่ย่านอนุสาวรีย์ฯ พร้อมเมนูอาหารและเครื่องดื่มสาโทคราฟต์ 3

 

The Vibe

 

เชฟชาลีตั้งใจให้ สาโท สโมสร เป็นเหมือนห้องทานข้าวที่ใครก็สามารถแวะเข้ามาพักผ่อน พูดคุย และใช้เวลาร่วมกันได้อย่างสบายใจ บรรยากาศภายในจึงอบอุ่น เป็นกันเอง และไม่เป็นทางการจนเกินไป 

 

เคาน์เตอร์บาร์ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางพื้นที่ เปิดโอกาสให้ได้พูดคุยกับทีมงานและเรียนรู้เรื่องราวของสาโทแต่ละตัวอย่างใกล้ชิด ตัวร้านผสมผสานความร่วมสมัยเข้ากับกลิ่นอายแบบดั้งเดิมได้อย่างลงตัว ให้ความรู้สึกโปร่ง โล่ง และผ่อนคลายมากกว่าบาร์เครื่องดื่มทั่วไป

 

บรรยากาศภายในร้าน Sato Sammosorn บาร์อีสานกายะ เปิดใหม่ย่านอนุสาวรีย์ฯ พร้อมเมนูอาหารและเครื่องดื่มสาโทคราฟต์ 4บรรยากาศภายในร้าน Sato Sammosorn บาร์อีสานกายะ เปิดใหม่ย่านอนุสาวรีย์ฯ พร้อมเมนูอาหารและเครื่องดื่มสาโทคราฟต์ 5บรรยากาศภายในร้าน Sato Sammosorn บาร์อีสานกายะ เปิดใหม่ย่านอนุสาวรีย์ฯ พร้อมเมนูอาหารและเครื่องดื่มสาโทคราฟต์ 6

 

The Taste

 

แม้จะนิยามตัวเองว่าเป็นบาร์ แต่ความจริงแล้วอาหารคืออีกหนึ่งพระเอกของร้าน ทุกจานถูกออกแบบมาให้ทำงานร่วมกับสาโทแต่ละสไตล์โดยเฉพาะ ทำให้การกินไม่ได้จบแค่ความอร่อยของอาหารหรือเครื่องดื่มเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นการค้นพบรสชาติใหม่ที่เกิดขึ้นระหว่างทั้งสองสิ่งในทุกคำและทุกจิบ

 

สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นทำความรู้จักสาโท เราแนะนำ SATO FLIGHT (399 บาท) ชุดชิมที่พาออกเดินทางผ่านสาโท 4 คาแรกเตอร์ ตั้งแต่ Nuanchan ที่สดชื่นและดื่มง่าย Muengkrung ที่โดดเด่นด้วยกลิ่นหอมฟลอรัล Koon ที่นุ่มนวลเรียบง่าย ไปจนถึง Satom ที่มีมิติและกลิ่นอายแบบเอิร์ธตี้ลุ่มลึก โดยแต่ละแก้วมาพร้อมโน้ตแนะนำรสชาติที่ช่วยให้การทำความรู้จักสาโทง่ายและสนุกขึ้น

 

เริ่มจาก ผักดองประจำร้าน (150 บาท) จานเปิดต่อมรับรสชวนสะดุดตาที่รวมมิตรผักดองโฮมเมดทั้ง คอมบุ มะละกอ แตงกวาญี่ปุ่น กวางตุ้ง พริก และชีสปานีร์รสเปรี้ยว

 

บรรยากาศภายในร้าน Sato Sammosorn บาร์อีสานกายะ เปิดใหม่ย่านอนุสาวรีย์ฯ พร้อมเมนูอาหารและเครื่องดื่มสาโทคราฟต์ 7บรรยากาศภายในร้าน Sato Sammosorn บาร์อีสานกายะ เปิดใหม่ย่านอนุสาวรีย์ฯ พร้อมเมนูอาหารและเครื่องดื่มสาโทคราฟต์ 8บรรยากาศภายในร้าน Sato Sammosorn บาร์อีสานกายะ เปิดใหม่ย่านอนุสาวรีย์ฯ พร้อมเมนูอาหารและเครื่องดื่มสาโทคราฟต์ 9

 

นาซิเลอมักปีกไก่ทอด (130 บาท) หนึ่งในจานที่สร้างความประหลาดใจได้มากที่สุด หนังไก่ทอดบางกรอบแต่เนื้อด้านในยังฉ่ำ สอดไส้ข้าวมันกะทิที่ให้ความหอมมัน ตัดกับซัมบาลรสเผ็ดเค็มเข้มข้นได้อย่างลงตัว มีหอมเจียวและไข่นกกระทาช่วยเติมกลิ่นและสัมผัสมากขึ้นในทุกคำ

 

ยำคอหมูย่าง (250 บาท) คอหมูย่างหั่นชิ้นพอดีคำยัง นำไปย่างจนหอมจาก น้ำยำรสเปรี้ยวเผ็ดจัดจ้านมีผลไม้ตามฤดูกาลอย่างมังคุด สับปะรด และองุ่นเติมความหวาน ทำให้จานนี้มีความสดชื่นและกินได้เรื่อยๆ โดยไม่รู้สึกหนักเกินไป

 

ผัดด๊องแด๊ง (190 บาท) เมนูที่ให้ความรู้สึกคล้ายคั่วไก่ในเวอร์ชันอีสาน เส้นขนมจีนด๊องแด๊งหนึบหนับคล้ายเกี๊ยมอี๋เคลือบด้วยซอสหวานเค็ม ไข่แดงด้านบนช่วยเพิ่มความนัวและเป็นจานที่ไม่อยากหยุดตักเลย

 

บรรยากาศภายในร้าน Sato Sammosorn บาร์อีสานกายะ เปิดใหม่ย่านอนุสาวรีย์ฯ พร้อมเมนูอาหารและเครื่องดื่มสาโทคราฟต์ 10บรรยากาศภายในร้าน Sato Sammosorn บาร์อีสานกายะ เปิดใหม่ย่านอนุสาวรีย์ฯ พร้อมเมนูอาหารและเครื่องดื่มสาโทคราฟต์ 11

 

ผัดเผ็ดเนื้อ (320 บาท) จานนี้โดดเด่นด้วยความเข้มข้นของพริกแกงและกลิ่นสมุนไพรไทยที่ลอยขึ้นมาแตะจมูกตั้งแต่คำแรก เนื้อสไลซ์นุ่มซึมซับเครื่องแกง รสชาติค่อนข้างเผ็ดร้อนแต่ไม่กลบรสวัตถุดิบหลัก แนะนำให้กินคู่กับข้าวเพื่อลดความเผ็ด

 

ปลาเก๋าย่าง (890 บาท) ปลาเก๋าถูกย่างมาจนหนังด้านนอกกรอบ แต่เนื้อด้านในยังคงความชุ่มฉ่ำและหวานตามธรรมชาติ มีน้ำจิ้มซีฟู้ดรสเปรี้ยวเผ็ด ส่วนใบชะครามลวกราดกะทิก็ช่วยเติมความมันแบบอาหารใต้ได้อย่างน่าสนใจ

 

ต้มไก่ใบมะขาม (230 บาท) เมนูต้มยำน้ำใสรสเปรี้ยวธรรมชาติจากใบมะขามอ่อนให้ความสดชื่นและกลมกล่อมแตกต่างจากต้มยำทั่วไป น้ำซุปซดคล่องคอ ส่วนเนื้อไก่ 3 พันธุ์ก็นุ่ม เคี้ยวเพลิน เป็นจานที่ช่วยรีเซ็ตลิ้นได้ดีหลังจากผ่านอาหารรสจัดหลายเมนู

 

บรรยากาศภายในร้าน Sato Sammosorn บาร์อีสานกายะ เปิดใหม่ย่านอนุสาวรีย์ฯ พร้อมเมนูอาหารและเครื่องดื่มสาโทคราฟต์ 12บรรยากาศภายในร้าน Sato Sammosorn บาร์อีสานกายะ เปิดใหม่ย่านอนุสาวรีย์ฯ พร้อมเมนูอาหารและเครื่องดื่มสาโทคราฟต์ 13บรรยากาศภายในร้าน Sato Sammosorn บาร์อีสานกายะ เปิดใหม่ย่านอนุสาวรีย์ฯ พร้อมเมนูอาหารและเครื่องดื่มสาโทคราฟต์ 14

 

แกงป่า (300 บาท) แกงป่าสูตรจันทบุรีถ้วยนี้มาพร้อมกลิ่นที่ชัดเจน ทั้งเครื่องแกง สมุนไพร และความเผ็ดร้อนที่ค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นในปาก มีหอยแครงลวกและเห็ดฟางช่วยดูดซับน้ำแกงเอาไว้ได้อย่างเต็มที่ เป็นจานที่เผ็ดอีกจาน 

 

หรือหากใครไม่สู้เผ็ดสามารถขยับไปสั่ง เนื้อต้มกะทิ (300 บาท)  คือทางเลือกที่นุ่มนวลกว่า เนื้อวัวถูกเคี่ยวจนเปื่อยนุ่ม ซึมซับความหอมมันของกะทิและกลิ่นสมุนไพรไทยอย่างเต็มที่ รสชาติกลมกล่อมละมุน มีความแบบอาหารไทยโบราณที่ชวนให้ค่อยๆ ซดจนหมดชาม

 

ปิดท้ายมื้อด้วยของหวาน วาราบิตินาโกะ (150 บาท) ที่ผสมผสานกลิ่นอายญี่ปุ่นเข้ากับรสชาติที่คนไทยคุ้นเคยได้ วาราบิโมจิผสมน้ำมะพร้าวมีเนื้อสัมผัสนุ่ม ชุ่มฉ่ำ และเบากว่าโมจิทั่วไป น้ำราดด้วยผงคินาโกะคั่วหอมที่ให้กลิ่นถั่วอ่อนๆ และเสิร์ฟคู่ไอศกรีมชาไทยรสเข้มข้น กลิ่นหอมชัดเจน หวานกำลังดี เป็นของหวานที่ช่วยปิดมื้ออาหารรสจัดจ้านได้อย่างพอดี และทิ้งความประทับใจไว้ในคำสุดท้ายได้ดีไม่น้อย

 

บรรยากาศภายในร้าน Sato Sammosorn บาร์อีสานกายะ เปิดใหม่ย่านอนุสาวรีย์ฯ พร้อมเมนูอาหารและเครื่องดื่มสาโทคราฟต์ 15บรรยากาศภายในร้าน Sato Sammosorn บาร์อีสานกายะ เปิดใหม่ย่านอนุสาวรีย์ฯ พร้อมเมนูอาหารและเครื่องดื่มสาโทคราฟต์ 16บรรยากาศภายในร้าน Sato Sammosorn บาร์อีสานกายะ เปิดใหม่ย่านอนุสาวรีย์ฯ พร้อมเมนูอาหารและเครื่องดื่มสาโทคราฟต์ 17

 

Good for

 

ใครที่หลงใหลในรสชาติจัดจ้านของอาหารไทยและอีสาน รวมถึงนักดื่มที่อยากเปิดโลกทำความรู้จัก ‘สาโท’ อย่างจริงจัง เพราะที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงร้านอาหารหรือบาร์แห่งใหม่ แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ชวนให้เราเรียนรู้เรื่องราวของข้าวไทย วัฒนธรรมการหมัก ภูมิปัญญาท้องถิ่นผ่านอาหารและเครื่องดื่มได้อย่างสนุก

 

Sato Sammosorn | สาโท สโมสร

Location: โครงการ 515 Victory (ตรงข้ามร้าน Wana Yook)

Open: เปิดวันวันพุธ-จันทร์ เวลา 17.30-00.00 น. (ปิดทุกวันอังคาร) 

Contact: Sato Sammosorn

Parking: มีที่จอดรถ

Budget: ราคา 400-3,000 บาทต่อคน

 

 

 

The post Sato Sammosorn บาร์อีสานกายะเปิดใหม่ย่านอนุสาวรีย์ฯ โดยเชฟชาลี appeared first on THE STANDARD.

]]>
SODO Donut โดนัทโฮมเมดที่หยิบวัตถุดิบท้องถิ่นมาเล่าใหม่ ผ่านรสชาติที่ชวนให้คิดถึง https://thestandard.co/life/sodo-donut-local-ingredients/ Wed, 17 Jun 2026 01:09:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1219322 ภาพโดนัทโฮมเมด SODO Donut ที่ทำจากวัตถุดิบท้องถิ่น วางเรียงบนโต๊ะอย่างสวยงาม

หากพูดถึงย่านสี่พระยาในเวลานี้ ภาพของตึกแถวและอาคารเก่า […]

The post SODO Donut โดนัทโฮมเมดที่หยิบวัตถุดิบท้องถิ่นมาเล่าใหม่ ผ่านรสชาติที่ชวนให้คิดถึง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโดนัทโฮมเมด SODO Donut ที่ทำจากวัตถุดิบท้องถิ่น วางเรียงบนโต๊ะอย่างสวยงาม

หากพูดถึงย่านสี่พระยาในเวลานี้ ภาพของตึกแถวและอาคารเก่าที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ในวันวานก็ลอยเข้ามาในหัวทันที และภายในบ้านหลังเก่าที่ถูกชุบชีวิตขึ้นมาใหม่ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นความฝันของ คุณเกด-ดุษฎี ทวีพานิชย์ ผู้ก่อตั้งร้าน SODO Donut ที่อยากหยิบวัตถุดิบไทยมาเล่าเรื่องใหม่ในรูปแบบที่เข้าถึงง่ายขึ้น ผ่านขนมยอดนิยมอย่างโดนัท

 

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 9 เดือนก่อน แรกเริ่มเดิมทีทางร้านตั้งใจเนรมิตพื้นที่ของบ้านหลังนี้ให้เป็น ‘เวิ้ง’ ของคนไทยที่รวมไลฟ์สไตล์ ทั้งร้านโดนัท (SODO Donut), ร้านกาแฟ (Flow Coffee Roasters), โรงเรียนสอนทำขนมไทย และส่วนของโรงแรมในอนาคตอีกด้วย โดยหวังให้โดนัทชิ้นเล็กๆ นี้ทำหน้าที่เป็นแลนด์มาร์กคอยต้อนรับแขก

 

ภาพโดนัทโฮมเมด SODO Donut ที่ทำจากวัตถุดิบท้องถิ่น วางเรียงบนโต๊ะอย่างสวยงาม 1ภาพโดนัทโฮมเมด SODO Donut ที่ทำจากวัตถุดิบท้องถิ่น วางเรียงบนโต๊ะอย่างสวยงาม 2ภาพโดนัทโฮมเมด SODO Donut ที่ทำจากวัตถุดิบท้องถิ่น วางเรียงบนโต๊ะอย่างสวยงาม 3ภาพโดนัทโฮมเมด SODO Donut ที่ทำจากวัตถุดิบท้องถิ่น วางเรียงบนโต๊ะอย่างสวยงาม 4

 

แต่กลายเป็นว่าหลังจากเปิดตัวได้ไม่นาน ความอร่อยของโดนัทกลับเป็นที่ฮอตฮิตที่สุดนำหน้าทุกโปรเจกต์ จนกลายมาเป็นร้านคิวทองที่หน้าร้านมีคนแวะเวียนมาต่อคิวกันอย่างคึกคักไม่เว้นแต่ละวัน ไม่ต่างจากออร์เดอร์ฝั่งเดลิเวอรีที่หลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสายเช่นกัน

 

และอีกหนึ่งดีเทลน่ารักๆ ที่ทำให้เราอินกับร้านนี้มากขึ้น คือการที่ทางร้านหยิบคำว่า ‘แม่วิเสท’ หรือคำเรียกตำแหน่งแม่ครัวในรั้ววังสมัยก่อนมาเป็นแรงบันดาลใจ ด้วยความเชื่อที่ว่ารสมือที่ดีจะสามารถเปลี่ยนวัตถุดิบธรรมดาให้กลายเป็นความอร่อยระดับวิเศษได้ และนั่นคือที่มาของคำว่า “Whatever they serve, we made it delicious.” แนวคิดหลักที่ SODO ใช้ต้อนรับสายกินทุกคนที่แวะเวียนเข้ามา

 

ภาพโดนัทโฮมเมด SODO Donut ที่ทำจากวัตถุดิบท้องถิ่น วางเรียงบนโต๊ะอย่างสวยงาม 5ภาพโดนัทโฮมเมด SODO Donut ที่ทำจากวัตถุดิบท้องถิ่น วางเรียงบนโต๊ะอย่างสวยงาม 6ภาพโดนัทโฮมเมด SODO Donut ที่ทำจากวัตถุดิบท้องถิ่น วางเรียงบนโต๊ะอย่างสวยงาม 7ภาพโดนัทโฮมเมด SODO Donut ที่ทำจากวัตถุดิบท้องถิ่น วางเรียงบนโต๊ะอย่างสวยงาม 8

 

The Vibe

 

ถึงแม้ว่าภายนอกจะเป็นอาคารบ้านไม้ที่ดูเก่าแก่ผ่านกาลเวลามานาน แต่เมื่อก้าวเข้ามาด้านใน พื้นที่แห่งนี้ไม่ได้ดูทรุดโทรมตามลงไปเลยแม้แต่น้อย กลับอบอวลไปด้วยความอบอุ่น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะแสงไฟโทนสีส้มนวลที่รับกับแสงธรรมชาติที่ลอดผ่านกระจกบานใหญ่เข้ามาพอดี ช่วยให้บรรยากาศดูปลอดโปร่ง โล่งสบาย ผสมผสานกับดีไซน์การตกแต่งที่มีกลิ่นอายความวินเทจด้วยแล้ว ทำให้ที่นี่กลายเป็นร้านที่ชวนให้เราอยากนั่งยาวๆ ตั้งแต่เช้าจรดเย็น

 

ภาพโดนัทโฮมเมด SODO Donut ที่ทำจากวัตถุดิบท้องถิ่น วางเรียงบนโต๊ะอย่างสวยงาม 9ภาพโดนัทโฮมเมด SODO Donut ที่ทำจากวัตถุดิบท้องถิ่น วางเรียงบนโต๊ะอย่างสวยงาม 10

 

The Taste

 

สิ่งที่ทำให้โดนัทของที่นี่ต่างออกไปคือเรื่องของ ‘เนื้อแป้ง’ ที่กัดเข้าไปก็สัมผัสได้ถึงความนุ่ม เบา และไม่อมน้ำมัน ฟิลเหมือนหยิบเอาความนุ่มฟูแบบญี่ปุ่นมารวมกับความหนึบหนับสไตล์ลอนดอน ทว่าที่นี่เลือกซ่อนทีเด็ดด้วยการใช้ ‘แป้งข้าวเจ้า’ มาเป็นพระเอก

 

จากนั้นก็ไปลงทอดด้วย ‘น้ำมันมะพร้าว’ และทันทีที่ขึ้นจากกระทะเชฟจะนำโดนัทไปน็อกความเย็นทันที เพื่อให้เนื้อแป้งเซตตัว ซึ่งวิธีนี้เป็นไอเดียที่ร้านคิดขึ้นมาเพื่อสู้กับสภาพอากาศบ้านเรา ทำให้เนื้อแป้งยังคงความนุ่มชุ่มฉ่ำและอร่อยได้นานขึ้น

 

สิ่งที่เราว่าเป็นไฮไลต์ชวนสะดุดตาที่สุดคงไม่พ้น ‘หน้าโดนัท’ เพราะเพียงแค่ได้ยินชื่อวัตถุดิบ ภาพของดีขึ้นชื่อประจำจังหวัดนั้นๆ ก็ลอยเข้ามาในหัวเราทันที  ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของร้านที่หยิบเอาเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นมาบอกเล่าเป็นรสชาติ อย่างเนียนๆ

 

ภาพโดนัทโฮมเมด SODO Donut ที่ทำจากวัตถุดิบท้องถิ่น วางเรียงบนโต๊ะอย่างสวยงาม 11ภาพโดนัทโฮมเมด SODO Donut ที่ทำจากวัตถุดิบท้องถิ่น วางเรียงบนโต๊ะอย่างสวยงาม 12ภาพโดนัทโฮมเมด SODO Donut ที่ทำจากวัตถุดิบท้องถิ่น วางเรียงบนโต๊ะอย่างสวยงาม 13

 

หากไม่รู้จะเริ่มจากรสไหน เราอยากชวนให้ลอง ‘มะนาวพริกเกลือ’ (29 บาท) เมื่อกัดเข้าไปคำแรกเราจะรู้สึกเปรี้ยวปรี๊ดขึ้นมา ตัดกับรสชาติเค็มเผ็ดปลายๆ จากซอสพริกเกลือ ซึ่งให้ความรู้สึกสดชื่นแบบผลไม้รถเข็นไทย 

 

ส่วนสายรสชาติไทยเดิมอาจถูกใจ ‘ไวท์ช็อกไข่เค็ม’ (59 บาท) ที่ได้ความหอมเค็มนัวจากไข่เค็มโบราณ, ‘ฉ่ำวาว’ (39 บาท) น้ำตาลวานิลลาเคลือบ โรยด้วยเกลือสินสมุทรของไทยเรา ทำให้ได้รสสัมผัสเค็มปลายๆ

 

‘น้ำตาลมะพร้าว’ (69 บาท) น้ำตาลแท้ๆ ส่งตรงมาจากอัมพวา และ ‘เผือกหอม’ (49 บาท) ที่ใช้เผือกจากจังหวัดสระบุรี หอมกลิ่นเผือกค่อนข้างชัด ซึ่งทีเด็ดคือทุกรสชาติทำออกมาได้หวานกำลังดี ใครที่เป็นสายหวานน้อยบอกเลยว่าต้องถูกใจแน่นอน

 

ภาพโดนัทโฮมเมด SODO Donut ที่ทำจากวัตถุดิบท้องถิ่น วางเรียงบนโต๊ะอย่างสวยงาม 14ภาพโดนัทโฮมเมด SODO Donut ที่ทำจากวัตถุดิบท้องถิ่น วางเรียงบนโต๊ะอย่างสวยงาม 15ภาพโดนัทโฮมเมด SODO Donut ที่ทำจากวัตถุดิบท้องถิ่น วางเรียงบนโต๊ะอย่างสวยงาม 16

 

สำหรับรสที่เราประทับใจเป็นพิเศษ ‘ข้าวหลามหนองมน’ (59 บาท) ที่ยกความหอมมันหวานนัวอันเป็นเอกลักษณ์ของตำบลหนองมน จังหวัดชลบุรี เมนูนี้กินสนุกตรงที่เราจะได้สัมผัสความกรอบของข้าวพองและตัวข้าวเหนียวที่เรียงเม็ดสวยกำลังดี ตัดกับความนุ่มของเนื้อแป้งได้อย่างลงตัวสุดๆ 

 

เช่นเดียวกันกับหน้า ‘สตรอว์เบอร์รีมิลค์กี้’ (39 บาท) รสชาติไม่หวานเกินไปแอบอมเปรี้ยวเบาๆ จากรสสตรอว์เบอร์รีสดด้วย หน้านี้ทำให้เรานึกถึงบิสกิตแท่งรสสตรอเบอร์รี่ในวัยเด็กขึ้นมาทันที ส่วนรส ‘ดาร์กช็อกโกแลต’ (39 บาท) ก็หอมช็อกโกแลตชัดเจนแถมไม่ขม 

 

เหมือนกันกับ ‘ทองดำ’ (49 บาท) รสนี้จะมีเท็กซ์เจอร์ความกรุบกรอบจากตัววาฟเฟิลอบโรยมาด้านบนด้วย เราว่าเป็นอีกสามรสที่เข้าถึงง่าย กินเพลิน และชวนย้อนนึกถึงวันวาน

 

ภาพโดนัทโฮมเมด SODO Donut ที่ทำจากวัตถุดิบท้องถิ่น วางเรียงบนโต๊ะอย่างสวยงาม 17ภาพโดนัทโฮมเมด SODO Donut ที่ทำจากวัตถุดิบท้องถิ่น วางเรียงบนโต๊ะอย่างสวยงาม 18ภาพโดนัทโฮมเมด SODO Donut ที่ทำจากวัตถุดิบท้องถิ่น วางเรียงบนโต๊ะอย่างสวยงาม 19

 

นอกจากนี้ยังมีอีกสองรสชาติที่ไม่อยากให้พลาดอย่างหน้า ‘มัทฉะ มะพร้าว’ (69 บาท) ที่หอมมัทฉะเข้มข้น ใครที่เป็นสายมัทฉะต้องลองเลย

 

และกลับมาที่รสออริจินัลที่เป็นหัวใจหลักของร้าน ‘แป้งข้าวไทย’ (29 บาท) ที่ถึงแม้จะเป็นหน้าที่เรียบง่ายที่สุดของร้าน ไม่ตกแต่งอะไรเยอะ แต่ก็ทำให้เราได้โฟกัสกับตัวเทกซ์เจอร์แป้งเปล่าๆ ที่บอกเลยว่ายิ่งเคี้ยวก็ยิ่งเพลิน จนหมดชิ้นไม่รู้ตัว

 

อีกหนึ่งรายละเอียดเล็กๆ ที่เราชอบคือ ร้านไม่มีช้อนหรือส้อมให้บริการ แต่เลือกแจกถุงมือแทน เพื่อให้ทุกคนได้หยิบโดนัทขึ้นมากัดแบบเต็มคำ และสัมผัสประสบการณ์การกินอย่างเป็นกันเองโดยไม่ต้องกังวลว่าจะเลอะเทอะ

 

ภาพโดนัทโฮมเมด SODO Donut ที่ทำจากวัตถุดิบท้องถิ่น วางเรียงบนโต๊ะอย่างสวยงาม 20

 

 

Good for

 

SODO Donut เหมาะกับคนที่ชอบขนมหวานสไตล์ไทยคราฟต์รสชาติแปลกใหม่ หวานกำลังดี เคี้ยวสนุก ไม่ว่าจะมานั่งทำงานคนเดียวชิลๆ มากับแก๊งเพื่อนในช่วงบ่าย หรือกับครอบครัวก็สั่งโดนัทได้หลายรสมาแชร์ด้วยกันได้ แล้วจะยิ่งดีขึ้นไปอีก ถ้าได้จับคู่โดนัทกับกาแฟแก้วโปรดมาจิบเพลินๆ คู่กัน ก็ลองสั่งจากร้าน Flow ที่อยู่ใกล้ๆ มาได้เช่นกัน 

 

SODO Donut

Address: บ้านเลขที่ 230 ถ.นเรศ, สี่พระยา, บางรัก กรุงเทพฯ

Open: เปิดทุกวัน เวลา 08.00-18.00 น.

Contact: SODO Donut

Budget: ราคาเริ่มต้น 30-100 บาท 

 

The post SODO Donut โดนัทโฮมเมดที่หยิบวัตถุดิบท้องถิ่นมาเล่าใหม่ ผ่านรสชาติที่ชวนให้คิดถึง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Plum & Tobacco คาเฟ่สโลว์ไลฟ์เปิดใหม่ไซส์กะทัดรัด ย่านรัชดา https://thestandard.co/life/plum-tobacco-cafe-ratchada-vietnam/ Tue, 16 Jun 2026 06:50:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1218975 ภาพบรรยากาศร้าน Plum & Tobacco คาเฟ่สโลว์ไลฟ์แห่งใหม่ในซอยรัชดา 19

จุดเริ่มต้นของคาเฟ่แห่งนี้เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางไปเว […]

The post Plum & Tobacco คาเฟ่สโลว์ไลฟ์เปิดใหม่ไซส์กะทัดรัด ย่านรัชดา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศร้าน Plum & Tobacco คาเฟ่สโลว์ไลฟ์แห่งใหม่ในซอยรัชดา 19

จุดเริ่มต้นของคาเฟ่แห่งนี้เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางไปเวียดนามของเจ้าของร้าน ที่ได้เห็นภาพผู้คนนั่งบนเก้าอี้ตัวเล็กหน้าร้านกาแฟ ใช้เวลาอ่านหนังสือ ทำงาน หรือปล่อยใจไปกับลมธรรมชาติอย่างไม่เร่งรีบ ภาพเรียบง่ายเหล่านั้นทำให้เขาตระหนักว่าหัวใจสำคัญของการดื่มกาแฟอาจไม่ใช่เพียงรสชาติ แต่คือช่วงเวลาของการได้หยุดพักอย่างแท้จริง

 

จากแรงบันดาลใจดังกล่าวจึงกลายมาเป็น Plum & Tobacco ร้านกาแฟที่ถูกออกแบบจากรสนิยมส่วนตัวของเจ้าของ ให้บรรยากาศอบอุ่น สบายใจ และเป็นกันเอง เหมาะสำหรับการแวะซื้อกาแฟสักแก้วก่อนเริ่มต้นวัน หรือหยุดพักระหว่างวันเพื่อเติมพลังให้ตัวเองอีกครั้ง

 

ความหมายของชื่อร้านก็สะท้อนแนวคิดนี้ได้อย่างชัดเจน โดยคำว่า Plum แทนรสชาติที่หวานละมุนและนุ่มนวลของกาแฟ ส่วน Tobacco เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของความนิ่งสงบ การทอดถอนใจ และการปล่อยอารมณ์ให้ผ่อนคลาย เมื่อนำมารวมกันจึงกลายเป็นนิยามของร้านที่หุ้นส่วนตั้งใจมอบให้ผู้มาเยือนว่า ‘Time to Rest’ ในช่วงเวลาสั้นๆ สำหรับการพักจากความเร่งรีบ เพื่อให้คนทำงานในย่านนี้มีพื้นที่สำหรับหยุดหายใจและใช้เวลากับตัวเองมากขึ้น

 

ภาพบรรยากาศร้าน Plum & Tobacco คาเฟ่สโลว์ไลฟ์แห่งใหม่ในซอยรัชดา 19 1ภาพบรรยากาศร้าน Plum & Tobacco คาเฟ่สโลว์ไลฟ์แห่งใหม่ในซอยรัชดา 19 2

 

The Vibe

 

ตัวร้านตั้งอยู่ริมถนนในซอยวิภาวดีรังสิต 16 หรือที่หลายคนคุ้นเคยในชื่อซอยรัชดา 19 รายล้อมด้วยอาคารสำนักงานและชุมชนที่คึกคักตลอดทั้งวัน ร้านมาในรูปแบบ Coffee Stand ขนาดเล็กที่มีมุมให้นั่งพักผ่อนพอประมาณ ตัวร้านเน้นงานไม้และการตกแต่งแบบเรียบง่าย แทรกกลิ่นอายญี่ปุ่นเบาๆ ผ่านผ้าม่านสีขาว โคมไฟทรงกลม และพื้นที่เปิดโล่งที่รับแสงธรรมชาติได้อย่างเต็มที่

 

แม้ร้านจะไม่ได้มีพื้นที่มากนัก แต่กลับให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็นกันเอง หนึ่งในช่วงเวลาที่เราชอบที่สุดคือช่วงบ่ายแก่ๆ เมื่อแสงแดดสาดกระทบเคาน์เตอร์ไม้ด้านหน้า ทำให้ทั้งร้านดูนุ่มนวลขึ้น บรรยากาศโดยรวมให้ความรู้สึกที่ชวนให้คนอยากนั่งอยู่ต่ออีกสักพัก แม้กาแฟในมือจะหมดไปแล้วก็ตาม

 

ภาพบรรยากาศร้าน Plum & Tobacco คาเฟ่สโลว์ไลฟ์แห่งใหม่ในซอยรัชดา 19 3ภาพบรรยากาศร้าน Plum & Tobacco คาเฟ่สโลว์ไลฟ์แห่งใหม่ในซอยรัชดา 19 4ภาพบรรยากาศร้าน Plum & Tobacco คาเฟ่สโลว์ไลฟ์แห่งใหม่ในซอยรัชดา 19 5

 

The Taste

 

แม้จะเป็นร้านขนาดเล็กและตั้งราคาค่อนข้างเป็นมิตร แต่รายละเอียดในแต่ละเมนูกลับถูกใส่ใจไม่น้อย กาแฟหลักของร้านเลือกใช้เมล็ดบราซิลเบลนด์คั่วกลางค่อนเข้ม ให้บอดี้แน่น ดื่มง่าย และเหมาะกับคนที่ชอบกาแฟสไตล์บาลานซ์ มีให้เลือกทั้งเมนู Coffee และ Non-Coffee รวมถึงขนมอบโฮมเมดที่ทำออกมาได้ดีเกินคาด

 

Iced Latte (75 บาท) ลาเต้เย็นที่ให้ความสมดุลระหว่างความหอมมันของนมและบอดี้กาแฟคั่วกลางค่อนเข้ม ดื่มง่าย เหมาะสำหรับเริ่มต้นวันแบบไม่หนักจนเกินไป

 

Iced Cocoa (60 บาท) เมนูขวัญใจคนไม่ดื่มกาแฟ รสกลมกล่อมกำลังดี เหมาะสำหรับคนที่ไม่ดื่มกาแฟ แต่อยากแวะมาเติมความสดชื่นชิลๆ ระหว่างวัน

 

Soft Cookie (45 บาท) ซอฟต์คุกกี้โฮมเมดเนื้อหนึบที่ยังคงความชุ่มฉ่ำอยู่ตรงกลาง ให้รสชาติเข้มข้นแต่ไม่หวานจัด เป็นขนมชิ้นเล็กๆ ที่เหมาะสำหรับหยิบมากินคู่กับกาแฟระหว่างวัน

 

ภาพบรรยากาศร้าน Plum & Tobacco คาเฟ่สโลว์ไลฟ์แห่งใหม่ในซอยรัชดา 19 6ภาพบรรยากาศร้าน Plum & Tobacco คาเฟ่สโลว์ไลฟ์แห่งใหม่ในซอยรัชดา 19 7ภาพบรรยากาศร้าน Plum & Tobacco คาเฟ่สโลว์ไลฟ์แห่งใหม่ในซอยรัชดา 19 8

 

Biscoff (125 บาท) เมนูซิกเนเจอร์ของร้านที่สายครีมมี่ไม่ควรพลาด เสิร์ฟพร้อมครีมเนื้อนุ่มและบิสคอฟด้านบน เพิ่มมิติของรสชาติทั้งความหอม หวาน และเนื้อสัมผัสที่สนุกขึ้นในทุกคำ

 

Coconut Matcha (95 บาท) ร้านเลือกทำมัทฉะในรูปแบบโฟมเนื้อเนียนนุ่ม ช่วยให้รสสัมผัสเบาและเข้าถึงง่ายขึ้น เมื่อดื่มคู่กับน้ำมะพร้าวสดด้านล่างจะได้ทั้งความหอมและความหวานที่ช่วยบาลานซ์ความขมได้อย่างพอดี แม้จะไม่ใช่คนดื่มมัทฉะเป็นประจำก็ตาม เป็นเมนูที่สดชื่น ดื่มง่าย 

 

Bombolone (45 บาท) บอมโบโลนีหรือโดนัทสไตล์อิตาเลียนที่มาพร้อมเนื้อสัมผัสนุ่มเบาและไส้วานิลลาหอมละมุน เป็นอีกหนึ่งเมนูที่ช่วยเติมความสมบูรณ์ให้ช่วงพักกาแฟยามบ่ายได้เป็นอย่างดี

 

นอกจากนี้ยังมีเมนูฟอกาเซียอบสดใหม่ ในราคาเริ่มต้น 79 บาท สำหรับคนที่อยากหาอะไรรองท้องระหว่างวันอีกด้วย แต่น่าเสียดายที่วันนั้นเราไม่ได้ลอง

 

ภาพบรรยากาศร้าน Plum & Tobacco คาเฟ่สโลว์ไลฟ์แห่งใหม่ในซอยรัชดา 19 9ภาพบรรยากาศร้าน Plum & Tobacco คาเฟ่สโลว์ไลฟ์แห่งใหม่ในซอยรัชดา 19 10ภาพบรรยากาศร้าน Plum & Tobacco คาเฟ่สโลว์ไลฟ์แห่งใหม่ในซอยรัชดา 19 11

 

Good for

 

หากคุณกำลังมองหาร้านกาแฟเปิดใหม่ในย่านรัชดา สำหรับแวะซื้อกาแฟก่อนเข้าทำงาน หามุมพักระหว่างวัน หรือใช้เวลาสั้นๆ อยู่กับตัวเอง ร้านแห่งนี้คืออีกหนึ่งจุดหมายที่ควรปักหมุดไว้ในลิสต์ นี้อาจไม่ใช่คาเฟ่ที่โดดเด่นด้วยขนาดร้านหรือการตกแต่งหวือหวา แต่สิ่งที่ทำให้เราจดจำได้คือความเรียบง่ายที่พอดี ทั้งบรรยากาศ กาแฟ และความตั้งใจที่ซ่อนอยู่ในรายละเอียดเล็กๆ

 

Plum & Tobacco

Address: ริมถนนในซอยวิภาวดีรังสิต 16 (รัชดา 19)

Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 07.00-16.00 น.

Contact: Plum & Tobacco

Parking: มีที่จอดรถ
Budget: ราคา 60-250 บาท

The post Plum & Tobacco คาเฟ่สโลว์ไลฟ์เปิดใหม่ไซส์กะทัดรัด ย่านรัชดา appeared first on THE STANDARD.

]]>
4 HOURS LIFE with Junior กับชั่วโมงหลังกล้องสุดชิลในวันพักเบรก https://thestandard.co/life/4-hours-life-with-junior/ Tue, 16 Jun 2026 01:02:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1218738 จูเนียร์ ปณชัย นักแสดงหนุ่มขณะพักผ่อนสบายๆ ในวันหยุด

นักแสดงรุ่นใหม่มากฝีมืออย่าง จูเนียร์-ปณชัย ศรีอาริยะรุ […]

The post 4 HOURS LIFE with Junior กับชั่วโมงหลังกล้องสุดชิลในวันพักเบรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
จูเนียร์ ปณชัย นักแสดงหนุ่มขณะพักผ่อนสบายๆ ในวันหยุด

นักแสดงรุ่นใหม่มากฝีมืออย่าง จูเนียร์-ปณชัย ศรีอาริยะรุ่งเรือง (@junniorrs) ที่ทำคอซีรีส์วายจิกหมอนมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนนี้ถึงแม้จะก้าวสู่วงการบันเทิงมาได้สักพักใหญ่แล้วแต่ทุกวันนี้เขายังคงสนุกและตื่นเต้นกับงานแสดงไม่เคยเปลี่ยน การได้ตื่นไปทำงานทุกวันกลายเป็นความสุขถึงขนาดทำให้คราวที่ได้หยุดพักกลายเป็นเวลาที่ไม่อยากอยู่นิ่งเฉยจนเสียเปล่า หรือบางทีก็ทำให้หนุ่มจอมกระตือรือร้นคนนี้กลับทำอะไรไม่ถูกเลยทีเดียว “เมื่อก่อนชอบอยู่ติดห้อง นั่งเล่นเกมทั้งวัน เดี๋ยวนี้ต้องออกไปทำงานทุกวัน ห้องเลยมีไว้กลับมานอนและอาบน้ำเท่านั้น (ฮา)” ทุกครั้งที่จูเนียร์มีวันหยุดเขามักตื่นเช้ามาในห้องแบบงง ๆ นิสัยอยู่ติดห้องแบบเดิมเริ่มจางหาย กลายเป็นคนเอาท์โกอิ้งที่ชอบออกไปหาอะไรทำนอกบ้านอยู่เสมอ เอาล่ะ! ไหน ๆ วันนี้ก็เป็นวันหยุดของเขาแล้ว เราเลยขอคิวแอบตามติดไปสนุกกับชีวิตหลังกล้องด้วยสักวัน

 

 
 

“ถ้าวันว่างจริง ๆ แบบไม่มีงานอะไรเลยจะเป็นวันที่ผมต้องหันมาจัดการตัวเองให้เรียบร้อย เริ่มจากจัดห้องให้สะอาดก่อน เพราะผมเป็นคนไม่ชอบอยู่ห้องรก ๆ มาตั้งแต่เด็กแล้ว จากนั้นก็จะขนผ้าไปซักที่ร้าน ระหว่างรอมันเสร็จก็จะขับรถออกไปกินข้าวร้านประจำแถวบ้าน กินเสร็จก็จะกลับมาเอาผ้าขึ้นไปเก็บบนห้อง แล้วค่อยคิดต่อว่าจะทำอะไร ก็จะวนเวียนแบบนี้อยู่ตลอด” นี่คือวิถีชีวิตยามเช้าปกติในที่จูเนียร์ได้หยุด กิจกรรมมักวนลูปเดิมซ้ำทุกครั้ง ทว่าในบางความซ้ำนั้นกลับไม่ใช่ความน่าเบื่อ แต่เป็นการเลือกอยู่กับสิ่งที่ชอบและคุ้นเคยมากกว่า

 

เจ้ยุ ต้มเลือดหมู จุฬาฯ 50 (สามย่าน)

 

จูเนียร์ ปณชัย นักแสดงหนุ่มขณะพักผ่อนสบายๆ ในวันหยุด 1

 

ด้วยความที่ใช้ชีวิตแถวนี้ตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ จุฬาฯ จูเนียร์เดินผ่านร้านนี้ประจำแต่ไม่เคยแวะเข้าไปกินสักที จนกระทั่ง… “ความอินต้มเลือดหมูมันเกิดจากตอนที่เคยได้ดูคลิปของพี่มาวิน ฟินเฟ่อร์ (MAWIN FINFERRR) ครับ เขากินได้อร่อยมากกกก แล้วพอเห็นเขาปรุงน้ำจิ้มอ่ะ มันดูแซบมาก คือผมเป็นคนติดน้ำจิ้มไงครับ ชอบปรุงน้ำจิ้มเป็นสูตรของตัวเอง มันจะมีรสที่เราชอบ ทำให้กินอะไรก็อร่อย ตอนเห็นเขาเอาเซี่ยงจี๊ไปจิ้มน้ำจิ้มแล้วมากินกับข้าวร้อน ๆ นะ เห้ย! มันใช่อ่ะ อยากลองกินบ้างเลย” หลังจากดูคลิปนั้นจบเขาก็รีบเสิร์ชทันทีว่าละแวกบ้านมีร้านต้มเลือดหมูที่ไหนบ้าง แล้วโชคชะตาก็พามาเจอร้านเจ้ยุ ของดีใกล้ตัวที่ไม่เคยรู้มาก่อน จากร้านที่เคยเดินผ่านก็กลายมาเป็นร้านโปรดที่ต้องหยุดแวะเสมอ

 

จูเนียร์ ปณชัย นักแสดงหนุ่มขณะพักผ่อนสบายๆ ในวันหยุด 2

 

ร้านห้องแถวเก่าแก่แห่งสามย่านนี้เปิดขายมานานมากกว่า 30 ปีแล้ว ถึงเมนูจะดูเบสิกเรียบง่ายแต่ความใส่ใจเลือกสรรวัตถุดิบตลอดจนปรุงอย่างพิถีพิถันตามสูตรเฉพาะตัวก็ทำให้ต้มเลือดหมูตำรับนี้อร่อยสมคำเล่าลือ เมนูขวัญใจลูกค้าทุกคนเสมอก็คือ เกาเหลาเลือดหมูใส่สาหร่าย เมนูธรรมดาที่เพิ่มความพิเศษลงไปอีกหน่อย ซุปใสร้อนแต่รสเข้มข้นกลมกล่อมราดลงบนวัตถุดิบครบเครื่อง เวลากินกับข้าวสวยร้อน ๆ แล้วฟินเฟ่อร์สุด ๆ “ผมไปตอนแรกก็สั่งต้มเลือดหมูแบบออริจินอลของเขาก่อนเลย แต่รู้สึกว่ามันยังไม่ใช่อ่ะ คือจริง ๆ เราไม่ชอบกินหมูกรอบ ไม่ชอบกินหมูชิ้น ไม่ชอบกินหมูเด้ง อะไรพวกนี้ แต่จะชอบกินเซี่ยงจี๊กับหมูสับบะช่อแล้วก็เลือดมาก แค่นั้นเลย หลังจากนั้นก็เลยสั่งแบบที่ชอบมาตลอด” ของดีทีเด็ดที่หลายคนออกปากชมก็คือ เครื่องในลวด สะอาดและไม่คาว นุ่มหนึบชิ้นใหญ่เต็มคำ ทว่าอีกความอร่อยเด็ดห้ามพลาดที่ทุกคนบอกปากต่อปากก็คือ หมูกรอบ สูตรทอดน้ำมันร้อนจัด เนื้อกรอบนุ่มชุ่มฉ่ำ ชิ้นใหญ่เต็มคำ ไม่หืนอมน้ำมัน

 

จูเนียร์ ปณชัย นักแสดงหนุ่มขณะพักผ่อนสบายๆ ในวันหยุด 3

 

นอกจากนี้อีกหนึ่งสิ่งที่เขาหลงใหลก็คือบรรยากาศเก่า ๆ แบบนอสตัลเจีย (Nostalgia) ทำให้หวนคิดถึงวันวาน ยิ่งมองไปเห็นบรรดารูปถ่ายทั้งเก่าและใหม่แปะเรียงรายอยู่บนกำแพงซึ่งเจ้าของร้านชอบถ่ายกับคนดังที่แวะเวียนมาชิมก็ยิ่งรู้สึกว่าอัตลักษณ์แบบไทย ๆ นี้มัน (โคตร) มีมนต์เสน่ห์จัง … ดังแค่ไหนไม่ต้องพูด! ดูบนกำแพงเอา … ตอนนี้เราไม่ได้หมายถึงกิตติศัพท์ของร้าน แต่เรากำลังแซวจูเนียร์กลับ “มี 2 รูปเลยนะ (ฮา) เอาจริง ๆ เค้าน่าจะอยากถ่ายเต (ตะวัน วิหครัตน์) มากกว่ามั้ง เพราะตอนนั้นผมมากินกับเต แล้วก็ยังไม่ดังเลยด้วย” ประโยคถ่อมตนปนหน้าอมยิ้มทำให้เรารู้ว่าเขาภูมิใจกับร้านนี้มากแค่ไหน 

 

จูเนียร์ ปณชัย นักแสดงหนุ่มขณะพักผ่อนสบายๆ ในวันหยุด 4

 

ถึงแม้จะเป็นคนขี้เบื่อ แต่บางครั้งความซ้ำซากจำเจก็กลายเป็นสิ่งที่ชอบได้ จูเนียร์บอกเราว่าไปร้านนี้กี่ทีกี่ทีก็กินแต่เมนูเดิมทุกครั้ง แล้วมันก็อร่อยไม่เคยเปลี่ยน “ไปกินแบบนี้บ่อยมาก ๆ บ่อยจนที่ร้านจำได้ แค่ผมเดินเข้าไปนั่งเฉย ๆ ไม่ต้องสั่งอะไร เขาก็จะเอาชุดเดิมมาเสิร์ฟให้ทุกครั้ง” ไม่ง่ายเลยที่เราจะค้นพบรสถูกปากร้านรู้ใจ และไม่ยากเลยที่เราจะตามรอยไปอร่อยกันบ้าง

 

Open: จ.-ศ. 06.00-13.00 / ส.-อา. 06.00-11.00 

Address: 252 ซ.จุฬาฯ 50, ถ.พระราม 4, ปทุมวัน, กรุงเทพฯ 

Map: https://maps.app.goo.gl/Bm45RZ4s3g1fwrLNA 

 

heirloom Bangkok (หัวลำโพง)

 

จูเนียร์ ปณชัย นักแสดงหนุ่มขณะพักผ่อนสบายๆ ในวันหยุด 5

 

วันว่างถ้าคิดไม่ออกว่าจะทำอะไรเขามักจะขับรถไปเดินเล่นตามห้างแถวบ้าน เดินดูผู้คน ช้อปปิ้งเสื้อผ้าที่ชอบ แค่นี้ก็รู้สึกว่าได้ใช้เวลาให้คุ้มค่าแล้ว “ถ้าไม่ซื้อเสื้อผ้าก็ชอบนั่งดูผู้คนเดินไปเดินมาครับ ชอบมองชอบดูคนแต่งตัวมาก ทั้งผู้ชายแล้วก็ผู้หญิงเลย ชอบดูว่าเขาใส่อะไรบ้าง ทำไมถึงเก๋ ทำไมถึงแมตช์เสื้อผ้าเก่ง ไอเท็มชิ้นไหนกำลังมา เนื้อผ้าเป็นยังไง ตอนนี้เทรนด์ไหนฮิต อะไรพวกนี้ เพลินดีครับ” แล้วก็ยังได้อัพเดทแฟชั่นไปในตัวด้วย นอกจากนี้เขายังชอบช้อปปิ้งเป็นชีวิตจิตใจ รักแฟชั่นและชอบแต่งตัว ถ้าเป็นเสื้อผ้าใหม่มือหนึ่งก็มักจะช้อปออนไลน์ หรือไม่ก็ไปซื้อตาม Shop ในห้าง แต่ถ้าเป็นเสื้อผ้าวินเทจมือสองก็มักจะไปตามร้านประจำ “ชอบใส่เสื้อผ้าแนววินเทจมือสองครับ เพราะรู้สึกว่ามันมีคาแรกเตอร์ดี ไม่ค่อยเหมือนใคร แล้วบางชิ้นก็มีแค่ชิ้นเดียวในโลกด้วย” รวมถึงชุดที่เลือกใส่ในวันนี้ล้วนเป็นไอเท็มโปรดจากร้านโปรดทั้งสิ้น 

 

จูเนียร์ ปณชัย นักแสดงหนุ่มขณะพักผ่อนสบายๆ ในวันหยุด 6

 

heirloom นั้นแปลตรงตัวว่า ‘มรดกตกทอด’ มันสะท้อนตัวตนของร้านและคุณค่าของเสื้อผ้าได้เป็นอย่างดี สวรรค์นักช้อปแห่งนี้เต็มไปด้วยของดีไอเท็มเด็ดมากมายที่ทุกชิ้นล้วนคัดสรรมาอย่างดีทั้งในด้านคุณภาพและความมีสไตล์ ถึงแม้ร้านจะอยู่แบบสแตนด์อโลนในโซนที่ไม่ใช่ย่านช้อปปิ้งหรือแหล่งแฟชั่น แต่แบรนด์นั้นติดตลาดในหมู่คนชอบ Selective Vintage Shop เลยเชียวล่ะ “จริง ๆ ผมรู้จักร้านนี้มานานมากแล้ว ดูในไอจีบ่อยมาก รู้ว่าเขาอยู่ในละแวกที่เราอยู่นี่แหละ แต่ก็ไม่เคยมีโอกาสได้แวะไปสักที จนวันนึงเขาไปเปิดบูธในงานวินเทจงานหนึ่งแล้วเราเดินไปเจอ ได้เห็นเสื้อผ้าจริง ๆ ก็เลยชอบมาก แล้วพอดีวันนั้นบังเอิญไปเจอกับบุ๊ค (กษิดิ์เดช ปลูกผล) ด้วย เราเป็นคนชอบเสื้อผ้าวินเทจเหมือนกัน แล้วช่วงนั้นบุ๊คมันเครียดกับงาน ก็เลยแบบว่า โอเค! เดี๋ยวจะพาเพื่อนไปใช้เงินแก้เครียด (ฮา) เลยได้นัดกันไปช้อปที่ร้านซะเลย” นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นพบแหล่งสมบัติของจูเนียร์ 

 

จูเนียร์ ปณชัย นักแสดงหนุ่มขณะพักผ่อนสบายๆ ในวันหยุด 7

 

แทนที่จะชวนเพื่อนไปใช้เงินแก้เครียด สุดท้ายแล้วคนที่ได้ใช้เงินกลับกลายเป็นตัวจูเนียร์เสียเอง (ฮา) ไอเท็มโปรดที่เขาสอยมาได้ก็คือ French Work Jacket (หรือ Chore Jacket) แจ็คเก็ตสไตล์เวิร์กแวร์เรียบเท่สุดคลาสสิกในตำนานที่มีพื้นฐานมาจากเครื่องแบบของแรงงานฝรั่งเศสในยุคอดีต รูปทรงจะใกล้เคียงกับเสื้อเชิ้ตตัวนอก (Overshirt) แต่จะต่างตรงที่เนื้อผ้าหนาและทนทาน มาพร้อมกระเป๋าเสื้อเอนกประสงค์สามช่องอันเป็นเอกลักษณ์ อีกดีเทลที่ทำให้โดนใจก็คือการเลือกใช้ผ้าโมลสกิน (Moleskine) ที่ดูคลายหนังกลับแต่อ่อนนุ่มกว่า ทำให้อยู่ทรง ยับและขาดยาก แต่ยังสวมใส่สบาย “ผมว่ามันอายุมากกว่าผมอีกนะ น่าจะประมาณยุค 70s ได้มั้ง จากสภาพน่าจะใช้งานมาสมบุกสมบันพอสมควร ไม่รู้เหมือนกันว่าเปลี่ยนมากี่มือแล้ว แต่ก็รักมากเลยตัวนี้” ไม่ใช่แค่สไตล์แต่มาพร้อมเรื่องราว นี่สินะเสน่ห์วินเทจ

 

Open: อ.-อา. 12.00-19.00 (หยุดวันจันทร์) 

Address: ชั้น 12 อาคารตั้งฮั่วปัก (Tang Hua Pak Bldg.), ถ.พระราม 4, บางรัก, กรุงเทพฯ  

Map: https://maps.app.goo.gl/5QodrgiYiVVvWPJz8 

 

Room.65 (ประดิพัทธ์-สะพานควาย)

 

จูเนียร์ ปณชัย นักแสดงหนุ่มขณะพักผ่อนสบายๆ ในวันหยุด 8

 

ใครจะคิดว่าอีกหนึ่งกิจกรรมที่เขาชอบทำบ่อย ๆ ก็คือการไปตัดผม “เป็นคนตัดผมบ่อยมาก 2 อาทิตย์ครั้งน่าจะได้” จูเนียร์บอกเราว่าแต่ละเดือนเขาเข้าร้านตัดผมไม่ต่ำกว่า 2-3 รอบ บ่อยจนกลายเป็นลูกค้าประจำที่แวะมาร้านราวกับบ้านเพื่อน เหตุผลที่ทำให้เขาชอบตัดผมบ่อยคือการไม่ค่อยชอบไว้ผมยาว แต่อีกเหตุผลที่ซ่อนอยู่นั้นคือนิสัยที่ติดมาจากตอนถ่ายซีรีส์นั่นเอง “ตอนเล่นซีรีส์กองจะคอยเช็คเรื่องคอนตินิว (Continue) ตลอด ให้ลุคมันต่อเนื่องแบบไม่โดด มีอยู่เรื่องนึงตัวละครเป็นคนผมสั้น เราก็ต้องคอยเช็คตัวเองอยู่เสมอ ผมยาวหรือยัง ถ้ายาวต้องไปตัดทิ้งก่อนไปคอนตินิวกับกอง มันทำต่อเนื่องกันบ่อย ๆ จนติดเป็นนิสัยแล้ว” แม้เรื่องนั้นจะจบไปแล้ว แต่เขาก็ยังรักการตัดผมสั้นอยู่เรื่อย ๆ และคิดว่าเป็นลุคที่เหมาะกับตัวเองที่สุด ที่สำคัญเมืองไทยอากาศมันร้อนเนอะ ผมสั้นนี่แหละสบายหัวที่สุดแล้ว

 

จูเนียร์ ปณชัย นักแสดงหนุ่มขณะพักผ่อนสบายๆ ในวันหยุด 9

 

ร้านตัดผมสุดเท่ที่ซ่อนอยู่ในย่านประดิพัทธ์นี้เป็นร้านขวัญใจชาวเซเลปและคนบันเทิงอยู่พอสมควรเลยล่ะ เหมาะกับคนที่ชอบลุคธรรมดาแต่ดูมีดีเทลและเท่ทันสมัย อีกอย่างที่เลื่องลือไม่แพ้กันก็คือการทำสีผมซึ่งทั้งเนี้ยบและโดดเด่น ทั้งแบบโทนธรรมชาติไปจนถึงเฉดสีจี๊ดสุดปัง ถึงตรงนี้เราเลยอยากรู้ว่าเขามารู้จักร้านนี้ได้อย่างไร “มีช่วงนึงเรากำลังหาร้านตัดผมใหม่อยู่พอดี แล้วตอนนั้นไปทำงานนึงก็เจอพี่เปรี้ยว (หนึ่งในเจ้าของร้านร่วม) มาเซ็ตผมให้ ตอนนั้นเขาเปิดร้าน Room.65 เลยแนะนำว่าให้ไปตัดกับพี่เต้สิ (เจ้าของร้านร่วมอีกคน) ก็เลยลองไปตัดดูครั้งแรก แล้วคนชมกันเยอะมาก หลังจากนั้นก็ไม่เคยเปลี่ยนร้านตัดผมอีกเลย” ทั้งจูเนียร์และพี่เต้ต่างยิ้มพร้อมกัน 

 

จูเนียร์ ปณชัย นักแสดงหนุ่มขณะพักผ่อนสบายๆ ในวันหยุด 10

 

ทุกวันนี้พี่เต้ช่างมือหนึ่งแห่ง Room.65 กลายมาเป็นทั้งคนดูแลผมประจำและเป็นเหมือนเพื่อนไปแล้ว จูเนียร์แวะเวียนมาร้านนี้เสมอยามต้องการดูแลความเนี้ยบของตัวเอง บรรยากาศพูดคุยกันในร้านระหว่างทำผมทำให้เราเห็นอีกมุมของเขาที่บ่งบอกเลยว่าไลฟ์สไตล์ดูมีสีสันและมีชีวิตชีวาทีเดียว ทรงผมก็ไม่ต่างอะไรกับแฟชั่นที่บ่งบอกสไตล์ความเป็นตัวเองได้ดีเช่นกัน

 

Open: 11.00-20.00 (หยุดวันจันทร์) 

Address: 33 (A113-A114) Space Pradipat, ถ.ประดิพัทธิ์, กรุงเทพฯ  

Map: https://maps.app.goo.gl/MXW1xxXPFMe6fwpCA 

 

No Drama Burger (สีลม-สาทร) 

 

จูเนียร์ ปณชัย นักแสดงหนุ่มขณะพักผ่อนสบายๆ ในวันหยุด 11

 

เราได้ข่าวมาว่าจูเนียร์เป็นคนชอบกินเบอร์เกอร์มาก คราวนี้เลยอยากให้เขาพาไปเก็บแต้มร้านเด็ดกันสักหน่อย แต่ระหว่างทางเราอยากรู้ที่ไปที่มาว่าทำไมถึงหลงใหลเบอร์เกอร์ขนาดนั้น “จริง ๆ แล้วต้องบอกว่าชอบเบอร์เกอร์เป็นอันดับ 2 เพราะอันดับ 1 ที่ทำให้เราอยากเข้าร้านเบอร์เกอร์ก็คืออยากกินเฟรนช์ฟรายส์” นี่ไม่ใช่มุกตลก เป็นความจริงที่จูเนียร์เล่าเสริมว่ามันคือความทรงจำที่ฝังอยู่ในใจมาตั้งแต่วัยเด็ก เพราะเมื่อก่อนบ้านอยู่ชานเมืองแล้วในคอมมูนิตี้มอลล์แถวบ้านก็มีอยู่ไม่กี่ร้าน ร้านโปรดของครอบครัวคือกระทะร้อนของเจ้าบาร์บิกอน แต่อีกร้านที่เขากับน้องชายต้องชวนกันแวะไปตลอดก็คือเบอร์เกอร์สุดแมสของโรนัลด์นั่นเอง “ปกติแล้วครอบครัวเราไม่กินเนื้อกัน แต่จำได้เลยว่าการกินชีสเบอร์เกอร์ครั้งแรกของผมกับน้องชายคือมันแบบว้าวมาก โห! นี่ทำไมบ้านเราไม่ชอบกินเนื้อกันนะ มันอร่อยมากเลยอ่ะ มันติดอยู่ในใจเลย” ความอร่อยแบบนี้มีแค่เขากับน้องชายเท่านั้นที่เข้าใจกัน  

 

จูเนียร์ ปณชัย นักแสดงหนุ่มขณะพักผ่อนสบายๆ ในวันหยุด 12

 

ชีสเบอร์เกอร์ของแมคโดนัลด์คือเมนูเนื้ออันแรกในชีวิตจูเนียร์ แต่กว่าจะตัดสินใจลองก็ปาเข้าไปช่วงวัยรุ่นเสียแล้ว ความติดใจคราวนั้นเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาและน้องชายกลายเป็นสาวกเบอร์เกอร์เนื้อ คอยเสาะหาตามชิมร้านอร่อยอยู่เสมอ กิจกรรมระหว่างสองพี่น้องนี้เป็นมิชชันที่เต็มไปด้วยแพสชัน เคยถึงขนาดเฝ้าอัพเดทไอจี Food Truck เบอร์เกอร์ร้านโปรดแล้วปักหมุดขับรถตามไปกินกันเสมอ นี่ยังไม่นับประสบการณ์อีกมากมายหลายร้านที่บอกได้เลยว่าทั้งคู่เป็นเซียนเบอร์เกอร์อย่างแท้จริง แต่ร้านเด็ดที่เขายกนิ้วให้และตั้งใจคัดสรรชวนชิมในวันนี้ คือร้านที่เคยสะดุดกับคำโปรยหน้าคลิปว่า The Best Street Food Burger in Bangkok

 

จูเนียร์ ปณชัย นักแสดงหนุ่มขณะพักผ่อนสบายๆ ในวันหยุด 13

 

“ลองสิ จะรออะไร (ฮา)” แค่คำโปรยก็กระตุ้นให้อยากดูคลิปต่อแล้ว ในคลิปถ่ายให้เห็นถึงวิธีทำเบอร์เกอร์สูตรเฉพาะตัวในสไตล์ Smashburger ที่กดแผ่นเนื้อสับบนกระทะร้อนให้แบนบี้บางแต่ได้เท็กซ์เจอร์กรอบนอกฉ่ำเนื้อนุ่มใน ทีเด็ดของที่นี่ก็คือการเลือกใช้เนื้อไทยวากิวดรายเอจ 30 วันเท่านั้น แล้วราดซอสสุดพิเศษที่ทำขึ้นเอง พร้อมโปะด้วย Handmade-Bun ขนมปังบริออชสูตรโฮมเมดเนื้อนุ่มหอมกรุ่น แนะนำให้เริ่มลองจากเมนูเด็ดยอดฮิต No Drama CheeseBurger สูตรเบสิกแต่ซิกเนเจอร์กันก่อน ลุคธรรมดาแต่อร่อยไม่ธรรมดาและขอบอกว่า Juicy สุด ๆ “เบอร์เกอร์ที่ใช่ต้องไม่ขาดเฟรนช์ฟรายส์และน้ำอัดลม” จูเนียร์ไม่ลืมที่จะสั่งเมนูโปรดนัมเบอร์วันด้วย นี่คือ Perfect Combination ที่ต้องมาด้วยกันเสมอ แต่ถ้าไม่มีเบอร์เกอร์ก็ไม่เป็นไร เฟรนช์ฟรายส์อย่างเดียวเอาอยู่ ไม่ว่าจะกรอบ แข็ง แห้ง เหี่ยว หรือมาสภาพไหนก็อร่อยได้หมด

 

Open: ทุกวัน 11.00-22.00  

Address: BLOQyard, ซ.พิพัฒน์ 2, สีลม, กรุงเทพฯ  

Map: https://maps.app.goo.gl/kbnkbafCC3P2JYjC7

The post 4 HOURS LIFE with Junior กับชั่วโมงหลังกล้องสุดชิลในวันพักเบรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
SIPLOR แคชชวลไดนิงจากทีมสามล้อ ชวนมาใช้มือหยิบอาหารแกล้มค็อกเทล https://thestandard.co/life/siplor-casual-dining-samlor-cocktails/ Mon, 15 Jun 2026 00:58:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1218354 บรรยากาศร้าน SIPLOR แคชชวลไดนิง พร้อมอาหารที่หยิบกินด้วยมือและค็อกเทล

ใครที่เป็นแฟนคลับร้านสามล้อแล้วจองโต๊ะไม่ได้สักที เราแน […]

The post SIPLOR แคชชวลไดนิงจากทีมสามล้อ ชวนมาใช้มือหยิบอาหารแกล้มค็อกเทล appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรยากาศร้าน SIPLOR แคชชวลไดนิง พร้อมอาหารที่หยิบกินด้วยมือและค็อกเทล

ใครที่เป็นแฟนคลับร้านสามล้อแล้วจองโต๊ะไม่ได้สักที เราแนะนำให้ขยับมาเช็กอินที่ ‘สิบล้อ’ (SIPLOR) ร้านกินดื่มเปิดใหม่ย่านหัวลำโพง โปรเจกต์ล่าสุดจากเชฟโจและทีมสามล้อที่ตั้งใจสร้างพื้นที่สำหรับการสังสรรค์มากกว่าการนั่งกินอาหารมื้อใหญ่

 

ชื่อร้านมาจากการเล่นคำระหว่าง SIP ที่หมายถึงการจิบเครื่องดื่ม และ LOR ที่สื่อถึงการรอคอย ไม่ว่าจะเป็นการรออาหารหรือรอเพื่อน สะท้อนแนวคิดของร้านที่ให้การดื่มและการใช้เวลาร่วมกันเป็นหัวใจหลัก

 

สิ่งที่ทำให้สิบล้อแตกต่างคือแนวคิด ‘Get Your Hands Dirty’ ที่ชวนให้ทุกคนกลับมาสนุกกับการกินอีกครั้งผ่านอาหารที่ออกแบบมาให้ใช้มือหยิบทานแทบทุกจาน โดยไม่มีช้อนส้อมวางบนโต๊ะเป็นค่าเริ่มต้น ทุกเมนูมาในขนาดพอดีคำ เหมาะสำหรับสั่งมาแชร์และกินสลับกับเครื่องดื่มตลอดทั้งคืน

 

แม้จะดูเป็นร้านสไตล์แคชชวล แต่เบื้องหลังอาหารแต่ละคำยังคงเต็มไปด้วยเทคนิคแบบเดียวกับที่แฟนๆ สามล้อคุ้นเคย ทั้งการหมักดอง การบ่มวัตถุดิบ และการหยิบภูมิปัญญาอาหารไทยพื้นบ้านมาตีความใหม่ในรูปแบบร่วมสมัย

 

บรรยากาศร้าน SIPLOR แคชชวลไดนิง พร้อมอาหารที่หยิบกินด้วยมือและค็อกเทล 1บรรยากาศร้าน SIPLOR แคชชวลไดนิง พร้อมอาหารที่หยิบกินด้วยมือและค็อกเทล 2บรรยากาศร้าน SIPLOR แคชชวลไดนิง พร้อมอาหารที่หยิบกินด้วยมือและค็อกเทล 3บรรยากาศร้าน SIPLOR แคชชวลไดนิง พร้อมอาหารที่หยิบกินด้วยมือและค็อกเทล 4

 

The Vibe

 

ตัวร้านยังคงมีกลิ่นอายดิบเท่แบบที่เข้ากับย่านเก่าแก่ของหัวลำโพง ด้วยงานออกแบบสไตล์อินดัสเทรียลที่โชว์โครงสร้างเหล็ก เพดานสูง และผนังปูนเปลือย ตัดด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สีน้ำตาลเข้มที่ช่วยเติมความอบอุ่น มีครัวเปิดและเคาน์เตอร์บาร์ทอดยาวให้มองเห็น ขณะที่ผนังกระจกบานใหญ่ช่วยให้บรรยากาศดูโปร่งและไม่อึดอัด

 

บรรยากาศร้าน SIPLOR แคชชวลไดนิง พร้อมอาหารที่หยิบกินด้วยมือและค็อกเทล 5บรรยากาศร้าน SIPLOR แคชชวลไดนิง พร้อมอาหารที่หยิบกินด้วยมือและค็อกเทล 6บรรยากาศร้าน SIPLOR แคชชวลไดนิง พร้อมอาหารที่หยิบกินด้วยมือและค็อกเทล 7บรรยากาศร้าน SIPLOR แคชชวลไดนิง พร้อมอาหารที่หยิบกินด้วยมือและค็อกเทล 8

 

The Taste

 

แม้อาหารจะมาในขนาดพอดีคำสำหรับแชร์กันบนโต๊ะ แต่รสชาติของแต่ละจานกลับเข้มข้นและชัดเจนพอจะยืนเคียงข้างค็อกเทลได้อย่างสบาย และนี่คือสิ่งที่เราชอบที่สุด เพราะแม้ทุกจานจะถูกออกแบบมาให้เป็นกับแกล้ม แต่ไม่มีเมนูไหนทำหน้าที่เป็นเพียงตัวประกอบ แต่ละคำเต็มไปด้วยเทคนิค รายละเอียด และคาแรกเตอร์ที่ชัดเจนพอจะเป็นดาวเด่นได้ด้วยตัวเอง

 

เราเริ่มต้นด้วย ผลไม้แช่อิ่มตามฤดูกาล (90 บาท) ที่ผ่านการหมักและดองจนได้รสเปรี้ยวหวานซับซ้อน ก่อนเติมมิติด้วยเจลน้ำปลาหวานและผงกุ้งแห้ง กลายเป็นคำเล็กๆ ที่ช่วยปลุกต่อมรับรสก่อนเข้าสู่เมนูถัดไปได้อย่างดี

 

บรรยากาศร้าน SIPLOR แคชชวลไดนิง พร้อมอาหารที่หยิบกินด้วยมือและค็อกเทล 9บรรยากาศร้าน SIPLOR แคชชวลไดนิง พร้อมอาหารที่หยิบกินด้วยมือและค็อกเทล 10บรรยากาศร้าน SIPLOR แคชชวลไดนิง พร้อมอาหารที่หยิบกินด้วยมือและค็อกเทล 11

 

จานที่สะดุดตาตั้งแต่ชื่อคือ ปลาเงี่ยน (190 บาท) ซึ่งฟังดูชวนเข้าใจผิดอยู่ไม่น้อย แต่จริงๆ แล้วเป็นชื่อที่ชาวประมงภาคใต้ใช้เรียกเมนูปลาสดที่แล่กินกันบนเรือหลังจับขึ้นมาได้ใหม่ๆ เชฟนำแนวคิดดังกล่าวมาตีความใหม่ในรูปแบบคล้ายครูโด เสิร์ฟพร้อมดาชิเจล น้ำจิ้มซีฟู้ด และแตงกวาดอง ให้รสชาติสดชื่น เปรี้ยว เผ็ด

 

Grilled Chicken Liver Pâté (190 บาท) ตับไก่ปิ้งบดเนื้อเนียนเสิร์ฟมาในโคนกรอบที่ทำจากหอมแดง ให้รสสัมผัสครีมมี่เข้มข้น พร้อมกลิ่นหอมควันบางๆ แทรกด้วยมิติรสชาติจากอังคักหรือข้าวแดงหมัก และความสดชื่นจากผลไม้ดอง จนเป็นคำเล็กๆ ที่สร้างความประทับใจได้เกินขนาดของมัน

 

สำหรับสายเนื้อ เราแนะนำ เนื้อเค็ม (330 บาท) ที่นำเนื้อไทยวากิวมาหมักและตากในแบบที่ได้แรงบันดาลใจจากเนื้อเค็มพื้นบ้าน ก่อนเสิร์ฟมาพร้อมข้าวเหนียวจี่และซอสมะขามรสจัดจ้าน ตัวเนื้อมีทั้งความเค็มนัว ความหอมจากการบ่ม และสัมผัสที่หนึบกำลังดี เมื่อกินรวมกันแล้วให้ความรู้สึกเหมือนอาหารอีสานเวอร์ชันร่วมสมัย

 

บรรยากาศร้าน SIPLOR แคชชวลไดนิง พร้อมอาหารที่หยิบกินด้วยมือและค็อกเทล 12บรรยากาศร้าน SIPLOR แคชชวลไดนิง พร้อมอาหารที่หยิบกินด้วยมือและค็อกเทล 13

 

อีกหนึ่งจานที่เราชอบคือ เนื้อย่าง 10 วิ (590 บาท) เมนูที่โชว์คุณภาพวัตถุดิบแบบตรงไปตรงมา เนื้อไทยวากิวส่วนบาวเวตต์ถูกย่างเพียงช่วงเวลาสั้นๆ จนผิวด้านนอกเกิดกลิ่นหอมจากไฟ แต่ยังคงความฉ่ำไว้ด้านใน เสิร์ฟพร้อมซอสโชยุสูตรของร้านและกระเทียมเจียวกรุบๆ ช่วยขับรสหวานธรรมชาติของเนื้อให้เด่นขึ้น เป็นจานที่เรียบง่ายกว่าเมนูอื่น แต่กลับเป็นหนึ่งในจานที่กินแล้วหยุดไม่ได้

 

ปิดท้ายด้วย ห่อหมกกุ้ง (330 บาท) ที่นำความหอมของพริกแกงแดงมาผสานกับเนื้อกุ้งหวานเด้งและซอสเนยใบโหระพา ก่อนเสิร์ฟคู่แผ่นโรตีให้หยิบห่อกินด้วยมือ ให้ความรู้สึกคุ้นเคยแบบห่อหมกไทย แต่มีรายละเอียดและเท็กซ์เจอร์ในทุกคำ

 

บรรยากาศร้าน SIPLOR แคชชวลไดนิง พร้อมอาหารที่หยิบกินด้วยมือและค็อกเทล 14บรรยากาศร้าน SIPLOR แคชชวลไดนิง พร้อมอาหารที่หยิบกินด้วยมือและค็อกเทล 15

 

Good for

 

ใครที่ชอบนั่งดื่มยาวๆ พร้อมอาหารรสจัดที่ออกแบบมาให้กินคู่เครื่องดื่มโดยเฉพาะ รวมถึงแฟนๆ สามล้อที่อยากเห็นอีกด้านหนึ่งของทีมเชฟโจในเวอร์ชันที่สนุกและเข้าถึงง่ายกว่าเดิม ที่สำคัญหากคุณเป็นคนที่ชอบสั่งอาหารมาแชร์บนโต๊ะ ชอบหยิบ ชิม แลกกันกิน ร้านสิบล้อน่าจะเป็นร้านที่ทำให้การมือเปื้อนกลายเป็นส่วนหนึ่งของความอร่อยได้อย่างน่าจดจำ

 

SIPLOR | สิบล้อ

Location: ถนนมหาพฤฒาราม (ชั้น 2 ข้างบนร้าน Slow Butter)

Open: เปิดวันวันพุธ-จันทร์ เวลา 18.00-01.00 น. (ปิดทุกวันอังคาร) 

Contact: SIPLOR

Parking: มีที่จอดรถ

Budget: ราคา 500-2,500 บาทต่อคน

 

The post SIPLOR แคชชวลไดนิงจากทีมสามล้อ ชวนมาใช้มือหยิบอาหารแกล้มค็อกเทล appeared first on THE STANDARD.

]]>
Baan Lamyai ร้านอาหารไทยสุดโฮมมี่ รสมือเชฟตู่ ย่านทองหล่อ https://thestandard.co/life/baan-lamyai-thai-restaurant-thonglor/ Sun, 14 Jun 2026 07:51:04 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1218200 ภาพบรรยากาศร้านอาหารไทย บ้านลำไย ที่ทองหล่อ

ใต้คอนโดในซอยทองหล่อ 18 มีประตูไม้บานหนึ่งที่ไม่มีแม้แต […]

The post Baan Lamyai ร้านอาหารไทยสุดโฮมมี่ รสมือเชฟตู่ ย่านทองหล่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศร้านอาหารไทย บ้านลำไย ที่ทองหล่อ

ใต้คอนโดในซอยทองหล่อ 18 มีประตูไม้บานหนึ่งที่ไม่มีแม้แต่ป้ายชื่อร้านซ่อนตัวอยู่ เบื้องหลังบานประตูนั้นคือ บ้านลำไย ร้านอาหารไทยสุดโฮมมี่ที่กำลังเป็นหนึ่งในร้านอาหารที่น่าจับตามองไม่น้อย

 

แม้ภายนอกร้านจะดูเรียบง่าย ไม่พยายามเรียกร้องความสนใจ แต่สิ่งที่รออยู่ภายในกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เพราะนี่เป็นร้านอาหารไทยที่รสชาติหนักแน่น จัดจ้านตรงไปตรงมา ถ่ายทอดผ่านฝีมือของ เชฟตู่-ชลิตา เชฟสาวที่เติบโตมากับพื้นที่แห่งนี้ ก่อนออกไปศึกษาศาสตร์อาหารฝรั่งเศสและสั่งสมประสบการณ์ในวงการอาหารอยู่หลายปี จนตัดสินใจกลับมาเปิดร้านของตัวเองอีกครั้งในชื่อของคุณยายผู้เป็นแรงบันดาลใจ หลังเรียนจบสายอาหารฝรั่งเศส เธอเลือกกลับมาศึกษาอาหารไทยอย่างจริงจัง ทำงานร่วมกับเชฟรุ่นใหญ่ รวมถึงตระเวนจัด Pop-up Kitchen ตามไวน์บาร์และร้านอาหารต่างๆ ก่อนกลับมาเปิดประตูบ้านต้อนรับแขกอีกครั้งในรูปแบบที่เป็นตัวเอง

 

บ้านลำไยแห่งนี้เลยเป็นร้านอาหารไทยที่หยิบความทรงจำเรื่องกับข้าวบ้านของที่บ้าน มาตีความใหม่ ผ่านวัตถุดิบตามฤดูกาลจากเกษตรกรทั่วประเทศ จับคู่กับไวน์ สาโทคราฟต์ และเครื่องดื่มท้องถิ่นที่ช่วยขับรสชาติของอาหารให้โดดเด่นยิ่งขึ้น

 

ภาพบรรยากาศร้านอาหารไทย บ้านลำไย ที่ทองหล่อ 1ภาพบรรยากาศร้านอาหารไทย บ้านลำไย ที่ทองหล่อ 2

 

The Vibe

 

ความรู้สึกแรกหลังผลักประตูไม้เข้าไปก็ได้เจอกับความอบอุ่น โฮมมี่ที่ตัดขาดจากความคึกคักของทองหล่อด้านนอกอย่างสิ้นเชิง ภายในร้านมีไม่กี่โต๊ะ บรรยากาศราวกับกินข้าวในบ้าน

 

กลิ่นพริกแกงคั่วลอยออกเป็นระยะ เสียงพูดคุยของผู้คนดังคลอเบาๆ ภายในร้านยังคงเก็บร่องรอยของบ้านหลังเดิมเอาไว้ เพราะสถานที่แห่งนี้คือพื้นที่ที่เชฟตู่เติบโตมาและใช้ชีวิตอยู่มาตั้งแต่วัยเด็ก

 

ภาพบรรยากาศร้านอาหารไทย บ้านลำไย ที่ทองหล่อ 3ภาพบรรยากาศร้านอาหารไทย บ้านลำไย ที่ทองหล่อ 4ภาพบรรยากาศร้านอาหารไทย บ้านลำไย ที่ทองหล่อ 5

 

The Taste

 

เมนูที่นี้ไม่ได้พยายามเป็นร้านอาหารไทยโบราณ หรือร้านอาหารไทยไฟน์ไดนิ่งที่เต็มไปด้วยเทคนิคซับซ้อน สิ่งที่อยู่บนโต๊ะคืออาหารไทยที่เราคุ้นเคย ตั้งแต่ยำ ผัด แกง ของทอด ไปจนถึงของหวาน แต่ความพิเศษอยู่ที่รสชาติต่างหาก

 

ก่อนอาหารจะทยอยมาเสิร์ฟ ทางร้านมีข้าวให้เลือก 2 แบบ ทั้งข้าวหอมมะลิและข้าวดอยผสมข้าวพญาลืมแกง ซึ่งเติมได้ไม่อั้นตลอดมื้อ และสำหรับร้านที่อาหารรสชาติจัดจ้านขนาดนี้ เราขอแนะนำให้สั่งข้าวดอยไว้ตั้งแต่คำแรก เพราะสุดท้ายคุณน่าจะต้องขอเติมเพิ่มอีกอย่างแน่นอน

 

เราเริ่มต้นมื้อด้วย แตงโมเย็นหน้าปลาแห้ง (185 บาท) จานเรียบง่ายที่ปลุกต่อมรับรสได้ดีเกินคาด ความหวานฉ่ำเย็นของแตงโมตัดกับความเค็มและกลิ่นหอมของปลาแห้งได้อย่างลงตัว เป็นคำเปิดมื้อที่สดชื่นและชวนให้ตั้งตารอจานถัดไป

 

ภาพบรรยากาศร้านอาหารไทย บ้านลำไย ที่ทองหล่อ 6ภาพบรรยากาศร้านอาหารไทย บ้านลำไย ที่ทองหล่อ 7ภาพบรรยากาศร้านอาหารไทย บ้านลำไย ที่ทองหล่อ 8

 

จากนั้นเข้าสู่โหมดจริงจังกับ ปีกไก่ลา(บ)ภ ข้าวเหนียว น้ำปลาหวาน (380 บาท) เมนูที่สะท้อนความขี้เล่นของเชฟได้อย่างชัดเจน ปีกไก่ถูกเลาะกระดูกออกอย่างประณีต ก่อนยัดไส้ด้วยข้าวเหนียวนุ่มๆ ด้านนอกเคลือบด้วยเครื่องลาบเหนือรสเข้มและน้ำปลาหวานฉ่ำ เมื่อบีบมะนาวเพิ่มเล็กน้อย ทุกองค์ประกอบกลับเชื่อมเข้าหากันอย่างน่าประหลาด เป็นหนึ่งในจานที่เราจดจำได้มากที่สุดของมื้อนี้

 

อีกจานที่สร้างความประทับใจไม่แพ้กัน กุ้งก้ามกรามสะดุ้งไฟ พริกขี้หนูร้อยเม็ด (520 บาท) กุ้งก้ามกรามตัวโตถูกย่างจนได้ระดับความสุกกำลังดี เนื้อยังคงเด้งรสหวาน ก่อนถูกปกคลุมด้วยพริกขี้หนูคั่วจำนวนมหาศาลที่มอบความเผ็ดร้อนแบบไม่ประนีประนอม เป็นจานที่ทั้งจัดจ้าน สนุก และชวนให้ตักข้าวตามแทบทุกคำ

 

ฝั่งยำ เราได้ลอง คอหมูย่างรมควัน ยำมะม่วงแรด ซอสมะขาม (380 บาท) ซึ่งโดดเด่นด้วยกลิ่นรมควันที่หอมชัดของเนื้อคอหมู ความเปรี้ยวสดของมะม่วงแรดและซอสมะขามช่วยตัดความมันได้อย่างพอดี ทำให้จานนี้มีทั้งความสดชื่นและมิติของรสชาติในคำเดียว

 

ภาพบรรยากาศร้านอาหารไทย บ้านลำไย ที่ทองหล่อ 9ภาพบรรยากาศร้านอาหารไทย บ้านลำไย ที่ทองหล่อ 10ภาพบรรยากาศร้านอาหารไทย บ้านลำไย ที่ทองหล่อ 11

 

แม้แต่เมนูคลาสสิกอย่าง ผัดไทยบ้านลำไย (270 บาท) ก็ยังทำออกมาได้ดี เส้นจันท์เหนียวนุ่มเคลือบซอสอย่างทั่วถึง รสชาติกลมกล่อมโดยไม่มีความหวานหรือเปรี้ยวโดดจนเกินไป

 

แต่หากต้องเลือกจานซิกเนเจอร์เพียงหนึ่งเดียวบนโต๊ะ คงหนีไม่พ้น แกงแขกแพะลำไยอบแห้ง เสิร์ฟคู่ข้าวมันขมิ้น (680 บาท) หม้อแกงที่รวมความเข้มข้นของเครื่องเทศ ความนุ่มละลายของเนื้อแพะ และความหวานธรรมชาติจากลำไยอบแห้งเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ยิ่งรับประทานคู่กับข้าวมันขมิ้นหอมๆ ยิ่งช่วยขับรสชาติของแกงให้ลุ่มลึกขึ้นไปอีกขั้น

 

และปิดท้ายมื้อด้วย หม้อแกงบ้านลำไย คุกกี้มะพร้าวคั่ว (240 บาท) ของหวานที่นำขนมไทยคุ้นเคยมาตีความใหม่ในรูปแบบร่วมสมัย เนื้อหม้อแกงเนียนละมุนคล้ายแฟลน ขณะที่คุกกี้มะพร้าวคั่วช่วยเพิ่มทั้งกลิ่นหอมและสัมผัสกรุบกรอบ เป็นจานสุดท้านที่ปิดจบได้นุ่มนวล

 

ภาพบรรยากาศร้านอาหารไทย บ้านลำไย ที่ทองหล่อ 12ภาพบรรยากาศร้านอาหารไทย บ้านลำไย ที่ทองหล่อ 13ภาพบรรยากาศร้านอาหารไทย บ้านลำไย ที่ทองหล่อ 14ภาพบรรยากาศร้านอาหารไทย บ้านลำไย ที่ทองหล่อ 15

 

Good for

 

สำหรับใครที่หลงใหลในอาหารไทยรสชาติถึงพริกถึงขิง และกำลังมองหาร้านกินดื่มที่ให้ความรู้สึกเหมือนได้มานั่งกินข้าวที่บ้าน เราว่าบ้านลำไยคือหนึ่งในร้านที่ไม่ควรมองข้าม รสมืออันหนักแน่น ความใส่ใจในวัตถุดิบ และบรรยากาศที่อบอุ่นเป็นกันเอง ทำให้ห้องเล็กๆ ใต้คอนโดแห่งนี้เต็มไปด้วยเสน่ห์เกินขนาดพื้นที่

 


 

Baan Lamyai | บ้านลำไย

Address: ซอยทองหล่อ 18 ตึก Thonglor Tower

Open: เปิดวันพฤหัสบดี-อาทิตย์ เวลา 17.30-00.00 น. (ปิดวันจันทร์-พุธ)

Contact: Baan Lamyai

Budget: ราคา 400-1,000 บาทต่อคน

Map: https://maps.app.goo.gl/MMBfrGkb5EtdRTJG7

The post Baan Lamyai ร้านอาหารไทยสุดโฮมมี่ รสมือเชฟตู่ ย่านทองหล่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Papa Curry x KRBB ข้าวแกงกะหรี่เจ้าดังเชียงใหม่ กลับมาเปิดที่กรุงเทพฯ อีกครั้ง https://thestandard.co/life/papa-curry-krbb-bangkok-curry/ Sun, 14 Jun 2026 03:48:20 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1218106 จานข้าวแกงกะหรี่ Papa Curry x KRBB พร้อมเนื้อพรีเมียม

ใครที่เคยพลาดโอกาสชิม Papa Curry ตอนมาเปิดป๊อปอัปในกรุง […]

The post Papa Curry x KRBB ข้าวแกงกะหรี่เจ้าดังเชียงใหม่ กลับมาเปิดที่กรุงเทพฯ อีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
จานข้าวแกงกะหรี่ Papa Curry x KRBB พร้อมเนื้อพรีเมียม

ใครที่เคยพลาดโอกาสชิม Papa Curry ตอนมาเปิดป๊อปอัปในกรุงเทพฯ เมื่อหลายปีก่อน ตอนนี้มีข่าวดี เพราะร้านข้าวแกงกะหรี่ชื่อดังจากเชียงใหม่กลับมาแล้ว ภายใต้ความร่วมมือกับ KRBB The Boutique Butcher ร้านบุชเชอร์ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อคุณภาพ ภายใน Habito Mall ซอยสุขุมวิท 77

 

ความน่าสนใจของการกลับมาครั้งนี้ไม่ได้อยู่แค่การยกสูตรแกงกะหรี่ซิกเนเจอร์ของ Papa Curry มาเสิร์ฟในกรุงเทพฯ แต่ยังเป็นการต่อยอดด้วยวัตถุดิบเด่นของ KRBB ที่นำเนื้อมาเป็นส่วนหนึ่งของเมนู จนเกิดเป็นเวอร์ชันใหม่ที่แตกต่างจากต้นตำรับเชียงใหม่ในแบบที่น่าสนใจ

 

เมนูที่เริ่มต้นในช่วงแรกมีทั้งหมด 4 จาน ได้แก่ ข้าวแกงกะหรี่วากิว ราคา 990 บาท ข้าวแกงกะหรี่ลิ้นวัวตุ๋น ราคา 550 บาท ข้าวแกงกะหรี่เนื้อใหญ่ ราคา 450 บาท และข้าวแกงกะหรี่หมูคุโรบุตะชุบแป้งทอด ราคา 350 บาท โดยยังสามารถเพิ่มท็อปปิงต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นลิ้นวัวตุ๋น มะเขือม่วงทอด หรือไข่ข้น

 

แม้เจ้าของสูตรอย่าง Papa Curry จะไม่ได้มาประจำที่ร้าน แต่ทีมงาน KRBB ได้รับการถ่ายทอดวิธีทำและรายละเอียดของสูตรอย่างใกล้ชิด เพื่อให้รสชาติและมาตรฐานยังคงใกล้เคียงกับที่หลายคนคุ้นเคยจากเชียงใหม่มากที่สุด

 

ใครที่อยากรู้ว่าข้าวแกงกะหรี่คิวยาวจากเชียงใหม่จะเข้ากับเนื้อพรีเมียมของ KRBB มากแค่ไหน ตอนนี้สามารถไปลองได้แล้วที่ Habito Mall หรือสั่งผ่านเดลิเวอรีก็ได้เช่นกัน แต่ถ้าอยากสัมผัสรสชาติแบบเต็มประสบการณ์ ทางร้านแนะนำให้นั่งกินที่ร้านมากกว่า ใครที่อยากไปลองพิสูจน์ความอร่อยของข้าวแกงกะหรี่เชียงใหม่ในเวอร์ชันเนื้อพรีเมียม แนะนำให้ทักไปสำรองที่นั่งล่วงหน้ากันก่อนนะ ที่ Line OA: @alakrbb หรือโทร 098 986 2956 เพราะร้านมีจำนวนจำกัด จะได้ไม่ต้องไปยืนรอคิวนาน

 

ภาพ: Papa Curry

The post Papa Curry x KRBB ข้าวแกงกะหรี่เจ้าดังเชียงใหม่ กลับมาเปิดที่กรุงเทพฯ อีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
% Arabica Song Wat เช็กอินคาเฟ่ใหม่ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาในตึกเก่า https://thestandard.co/life/arabica-song-wat-chao-phraya-cafe/ Thu, 11 Jun 2026 06:22:48 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1217115 ภาพคาเฟ่ % Arabica สาขาทรงวาด ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

หากพูดถึงย่านสุดฮอตที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ในกรุงเทพฯ นาทีนี […]

The post % Arabica Song Wat เช็กอินคาเฟ่ใหม่ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาในตึกเก่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพคาเฟ่ % Arabica สาขาทรงวาด ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

หากพูดถึงย่านสุดฮอตที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ในกรุงเทพฯ นาทีนี้ คงหนีไม่พ้น ทรงวาด ย่านเก่าแก่ที่โดดเด่นด้วยบรรยากาศงานอาร์ต ความดิบเท่ของสถาปัตยกรรม ที่ซ่อนตัวอยู่แทบทุกตรอกซอกซอย

 

ล่าสุดย่านนี้ยิ่งน่าสนใจขึ้นไปอีก เมื่อ % Arabica แบรนด์กาแฟสัญชาติญี่ปุ่นได้เลือกเปิดสาขาใหม่ที่นี่ โดยตัวร้านตั้งอยู่บนชั้น 2 ของ Adidas Originals Store Song Wat เป็นคาเฟ่ขนาดเล็กที่มาพร้อมวิวแม่น้ำเจ้าพระยา จนกลายเป็นหนึ่งในจุดเช็กอินแห่งใหม่ที่สายคาเฟ่ฮอปเปอร์ไม่ควรพลาด ชวนให้หลายคนพร้อมใจกันยกให้ที่นี่เป็นสาขาวิวสวยที่สุดในไทยตอนนี้เลยทีเดียว

 

ภาพคาเฟ่ % Arabica สาขาทรงวาด ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 1ภาพคาเฟ่ % Arabica สาขาทรงวาด ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 2ภาพคาเฟ่ % Arabica สาขาทรงวาด ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 3

 

The Vibe

 

ภายในร้านโดดเด่นด้วยบานกระจกขนาดใหญ่ที่เปิดรับวิวแม่น้ำเจ้าพระยาแบบพาโนรามา แม้พื้นที่ของร้านจะไม่ได้กว้างมากนัก แต่ก็มีมุมให้เก็บคอนเทนต์ได้แทบทุกมุม

 

ไม่ว่าจะเป็นมุมริมหน้าต่างที่ทอดยาวขนานไปกับแม่น้ำ โซนบันไดทางขึ้น หรือมุมระเบียงด้านนอกร้านที่ยังคงกลิ่นอายของตึกเก่า ซึ่งเบลนด์เข้ากับความคลีนสไตล์มินิมอลตามคอนเซปต์แบรนด์ได้อย่างลงตัว

 

ภาพคาเฟ่ % Arabica สาขาทรงวาด ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 4ภาพคาเฟ่ % Arabica สาขาทรงวาด ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 5ภาพคาเฟ่ % Arabica สาขาทรงวาด ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 6

ภาพคาเฟ่ % Arabica สาขาทรงวาด ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 7

 

The Taste

 

ส่วนเครื่องดื่มก็ยังคงคุณภาพตามมาตรฐานของ % Arabica เช่นเคย หากมาเยือนสาขานี้ เราแนะนำให้สั่งกาแฟแก้วโปรดมาดื่ม อย่าง Hot Caffe Latte (165 บาท) หรือถ้าใครอยากเติมความสดชื่นจะสั่งเป็น Iced Caffe Latte (165 บาท) มากินก็เหมาะดีเหมือนกัน ดื่มคู่กับ Pecan Tart (120 บาท) ทาร์ตพีแคนเม็ดโตที่ให้รสสัมผัสหวานมันกำลังดี เข้ากันได้อย่างลงตัว

 

หรือถ้าใครไม่ใช่สายกาแฟก็ไม่ต้องกังวล เพราะที่นี่มีเมนู Non-Coffee ให้เลือกเอนจอยด้วย อย่าง Iced Matcha Latte (185 บาท) ที่มาพร้อมกลิ่นหอมและรสชาติมัทฉะเข้มข้น ยิ่งกินคู่กันกับ Protein Brownie (120 บาท) บราวนี่เนื้อฟัดจ์แน่นหนึบที่พอกัดแล้วจะอยากกินคำถัดไปจนวางช้อน ขอแอบกระซิบว่าเมนูขนม 2 เมนูนี้มีจำหน่ายแค่ที่สาขาทรงวาดเท่านั้น

 

ภาพคาเฟ่ % Arabica สาขาทรงวาด ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 8ภาพคาเฟ่ % Arabica สาขาทรงวาด ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 9ภาพคาเฟ่ % Arabica สาขาทรงวาด ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 10ภาพคาเฟ่ % Arabica สาขาทรงวาด ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 11

 

Good for

 

ไม่ว่าคุณจะเป็นสายคาเฟ่ฮอปเปอร์ หรือคนที่หลงใหลเสน่ห์ของย่านนี้ ด้วยการผสมผสานระหว่างความดิบเท่ของอาคารเก่าเข้ากับความเรียบง่ายสไตล์มินิมอลได้อย่างลงตัว พร้อมเห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยาที่ช่วยเติมพลังและสร้างแรงบันดาลใจได้ตลอดวัน

 

หากว่าช่วงนี้กำลังมีแพลนมาเดินเล่นแถวทรงวาด หรือแวะชอปปิง Adidas Originals Store Song Wat ก็ลองขึ้นมาเช็กอินที่ % Arabica ที่ชั้น 2 ด้วย เพื่อจิบกาแฟหรือหามุมถ่ายรูปสตรีทๆ ก็ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้ครบจบในตึกเดียว

 

% Arabica Song Wat

Address: ชั้น 2 ของช้อป Adidas Originals Store Song Wat

Open: เปิดทุกวัน เวลา 09.00-19.30 น.

Contact: Arabica Thailand 

Budget: ราคา 200 – 400 บาทต่อคน

 

The post % Arabica Song Wat เช็กอินคาเฟ่ใหม่ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาในตึกเก่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
Kimi SW3 บาร์อิซากายะลับทรงวาด แวะมานั่งชิลหลังเลิกงาน https://thestandard.co/life/kimi-sw3-izakaya-song-wat/ Wed, 10 Jun 2026 03:19:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1216567 ภาพบรรยากาศ Kimi SW3 บาร์อิซากายะครัวเปิดย่านทรงวาด ที่รังสรรค์เมนูไทยด้วยเทคนิคญี่ปุ่น

ที่ผ่านมา Kimi พาเราไปรู้จักอาหารญี่ปุ่นผ่านหลายรูปแบบ […]

The post Kimi SW3 บาร์อิซากายะลับทรงวาด แวะมานั่งชิลหลังเลิกงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศ Kimi SW3 บาร์อิซากายะครัวเปิดย่านทรงวาด ที่รังสรรค์เมนูไทยด้วยเทคนิคญี่ปุ่น

ที่ผ่านมา Kimi พาเราไปรู้จักอาหารญี่ปุ่นผ่านหลายรูปแบบ ทั้งโอมากาเสะในสุขุมวิท 49 และร้านบรันช์บรรยากาศอบอุ่นในซอยสมคิด แต่สำหรับ Kimi SW3 พวกเขาเลือกเล่าเรื่องผ่านร้านอิซากายะครัวเปิดในย่านทรงวาดแทน

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

ทำเลใหม่ในย่านเก่าแก่ริมแม่น้ำแห่งนี้เต็มไปด้วยพลังของคนรุ่นใหม่ ร้านอาหาร และคอมมูนิตี้สร้างสรรค์ที่ทยอยเข้ามาเติมสีสันให้พื้นที่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ชื่อ SW3 ก็มาจาก Song Wat และหมายเลขล็อกเดิมของพื้นที่ที่ร้านตั้งอยู่ ก็กลายเป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่เชื่อมโยงตัวร้านเข้ากับย่านได้อย่างน่าสนใจ

 

เบื้องหลังอาหารทุกจานของที่นี่ใช้แนวคิด Sozai O Ikasu ซึ่งเป็นปรัชญาการทำอาหารแบบญี่ปุ่นที่เชื่อในการเคารพธรรมชาติของวัตถุดิบ แทนที่จะปรุงแต่งจนสูญเสียรสชาติเดิม แต่ร้านเลือกที่จะใช้เทคนิคอย่างการบ่ม การรมควัน และการย่างถ่าน เพื่อช่วยขับเน้นรสชาติที่มีอยู่แล้วให้ชัดขึ้น แถมยังใช้วัตถุดิบที่มาจากเกษตรกรและชาวประมงในประเทศไทย ตั้งแต่อาหารทะเลจากฝั่งอันดามัน เนื้อวัวจากฟาร์มท้องถิ่น ไปจนถึงข้าวจากภาคเหนือ ก่อนถูกนำมาตีความใหม่ผ่านมุมมองแบบญี่ปุ่นที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมของวัตถุดิบเอาไว้

 

ภาพบรรยากาศ Kimi SW3 บาร์อิซากายะครัวเปิดย่านทรงวาด ที่รังสรรค์เมนูไทยด้วยเทคนิคญี่ปุ่น 1

ภาพบรรยากาศ Kimi SW3 บาร์อิซากายะครัวเปิดย่านทรงวาด ที่รังสรรค์เมนูไทยด้วยเทคนิคญี่ปุ่น 2

ภาพบรรยากาศ Kimi SW3 บาร์อิซากายะครัวเปิดย่านทรงวาด ที่รังสรรค์เมนูไทยด้วยเทคนิคญี่ปุ่น 3

 

The Vibe

 

เริ่มตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้ามาในร้าน ที่ถูกออกแบบให้มีบรรยากาศผ่อนคลายแบบร้านกินดื่มในญี่ปุ่น แต่ยังคงความร่วมสมัยตามสไตล์ของ Kimi หัวใจสำคัญของร้านคือครัวเปิด ล้อมด้วยเคาน์เตอร์บาร์ไม้ที่ทำให้ลูกค้าสามารถนั่งดูทุกขั้นตอนการทำงานของเชฟได้อย่างใกล้ชิด

 

กลิ่นควันจากเตาย่าง เสียงคนพูด และการทำงานของทีมครัว ช่วยสร้างบรรยากาศที่มีชีวิตชีวา ทำให้มื้ออาหารที่นี่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังนั่งอยู่ในอิซากายะเล็กๆ ที่ญี่ปุ่นมากกว่าร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งที่ต้องเคร่งครัดกับพิธีการ

 

ภาพบรรยากาศ Kimi SW3 บาร์อิซากายะครัวเปิดย่านทรงวาด ที่รังสรรค์เมนูไทยด้วยเทคนิคญี่ปุ่น 4

ภาพบรรยากาศ Kimi SW3 บาร์อิซากายะครัวเปิดย่านทรงวาด ที่รังสรรค์เมนูไทยด้วยเทคนิคญี่ปุ่น 5

 

The Taste

 

เมนูทั้งหมดถูกออกแบบมาเพื่อแชร์ริ่งกัน ตั้งแต่ของกินเล่นคำเล็ก ยากิโทริ เมนูเส้น ไปจนถึงเมนูข้าว โดยทุกจานยังคงยึดแนวคิดเดียวกันคือการใช้เทคนิคญี่ปุ่นเป็นเครื่องมือในการนำเสนอวัตถุดิบไทย ทำให้หลายเมนูยังเข้าถึงง่ายสำหรับคนไทย ขณะเดียวกันก็มีรายละเอียดที่ชวนให้ค้นพบในทุกคำ

 

เวลาเราไปร้านอาหารญี่ปุ่น ชอบที่จะสั่งถั่วแระเป็นธรรมเนียม SPICY EDAMAME (90 บาท) วันนี้ก็สั่งเช่นเคย แต่ร้านนี้นำถั่วแระญี่ปุ่นไปคั่วเตาถ่านจนได้กลิ่นหอม จากนั้นก็นำไปคลุกเคล้าด้วยซอสพริกกระเทียมรสจัดจ้าน สำหรับเราเป็นเมนูกับแกล้มที่เคี้ยวเพลินจิบคู่กับสาเกได้ดีมาก

 

เริ่มเปิดต่อมรับรส ด้วย BIJIN TOMATO – DASHI MARINATED (290 บาท) มะเขือเทศบิจินลูกโตจากเชียงรายที่ถูกนำไปดองในน้ำซุปดาชิ ก่อนท็อปด้วยคัตสึโอบุชิ หรือปลาโอแห้ง จานนี้ให้โดยรวมให้รสสัมผัสที่หวานฉ่ำเย็นชื่นใจดีทีเดียว

 

SOM-JEED INANIWA (290 บาท) อุด้งเย็นสไตล์ดั้งเดิมจากเมืองอากิตะ ชูจุดเด่นที่เส้นอินานิวะขนาดเล็กเหนียวนุ่ม เสิร์ฟแบบเย็นทวิสต์รสชาติด้วยส้มจี๊ดจากจันทบุรีทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของไทย และซอสพอนสึรสเปรี้ยวเค็มที่มาในรูปแบบเกล็ดน้ำแข็งกรานิต้า เมนูนี้เปรี้ยวเย็นสดชื่นตาสว่างมาก

 

ภาพบรรยากาศ Kimi SW3 บาร์อิซากายะครัวเปิดย่านทรงวาด ที่รังสรรค์เมนูไทยด้วยเทคนิคญี่ปุ่น 6

ภาพบรรยากาศ Kimi SW3 บาร์อิซากายะครัวเปิดย่านทรงวาด ที่รังสรรค์เมนูไทยด้วยเทคนิคญี่ปุ่น 7

ภาพบรรยากาศ Kimi SW3 บาร์อิซากายะครัวเปิดย่านทรงวาด ที่รังสรรค์เมนูไทยด้วยเทคนิคญี่ปุ่น 8

 

THAI TAJIMA WAGYU TATAKI (690 บาท) เนื้อไทยทาจิมะวากิวเซียร์บางๆ สไตล์ทาทากิ เสิร์ฟพร้อมไข่แดงสด เคเปอร์ และต้นหอม กินบนข้าวเกรียบว่าวกรอบๆ ได้ทั้งความหอมของเนื้อ ความเค็มนิดจากเคเปอร์ และเท็กซ์เจอร์ที่เคี้ยวสนุกขึ้นในคำเดียว

 

อีกจานที่เราแนะนำให้สั่ง GRILLED THAI KURUMA EBI (TIGER PRAWN) (220 บาท) กุ้งลายเสือจากสุราษฎร์ธานีถูกย่างจนเนื้อหวาน ราดด้วยซอสมันกุ้งเข้มข้น ส่วนหัวกุ้งถูกนำไปทอดแบบคาราอาเกะจนกรอบ ทำให้เราเคี้ยวได้ทั้งตัวกุ้งแบบไม่ต้องเสียดาย

 

ภาพบรรยากาศ Kimi SW3 บาร์อิซากายะครัวเปิดย่านทรงวาด ที่รังสรรค์เมนูไทยด้วยเทคนิคญี่ปุ่น 9

ภาพบรรยากาศ Kimi SW3 บาร์อิซากายะครัวเปิดย่านทรงวาด ที่รังสรรค์เมนูไทยด้วยเทคนิคญี่ปุ่น 10

ภาพบรรยากาศ Kimi SW3 บาร์อิซากายะครัวเปิดย่านทรงวาด ที่รังสรรค์เมนูไทยด้วยเทคนิคญี่ปุ่น 11

 

เมนูปลาดิบประจำวัน CRUDO (350 บาท) ที่ร้านใช้ปลาจากการจับแบบธรรมชาติและผ่านกระบวนการ Ikejime เพื่อรักษาคุณภาพเนื้อปลาให้สดและเด้งเป็นพิเศษ สไลซ์มาบางๆ สไตล์ครูโด ปรุงรสด้วยขึ้นฉ่าย พอนสึ พริกดอง และใบพริกไทยป่าจากฉะเชิงเทรา เติมความสดชื่นด้วยเลมอน ส้มสะดือ และน้ำมันดิลล์

 

CHARCOAL GRILLED (590 บาท) ปลาย่างเตาถ่านที่ทำออกมาได้ดีเกินคาด หนังด้านนอกกรอบหอมกลิ่นถ่านอ่อนๆ ส่วนเนื้อด้านในยังคงความชุ่มฉ่ำ เสิร์ฟพร้อมซอสไซเคียวมิโสะขิงรสหวานนัว ตัดด้วยความสดชื่นของส้มจี๊ดและผักดอง ทำให้กินได้เรื่อยๆ โดยไม่รู้สึกเลี่ยน

 

หรือถ้าใครอยากอิ่มท้องเพิ่ม ลองสั่ง OYAKODON (350 บาท) ข้าวหน้าไก่และไข่ที่ไม่ธรรมดา เพราะเชฟเลือกใช้เนื้อสะโพกไก่ออร์แกนิกจากนครราชสีมา นำมาย่างจนหอมราดซอสและไข่แดงเยิ้มๆ ท็อปด้วยต้นหอมญี่ปุ่น สาหร่ายเส้น และพริกไทยซันโช

 

ภาพบรรยากาศ Kimi SW3 บาร์อิซากายะครัวเปิดย่านทรงวาด ที่รังสรรค์เมนูไทยด้วยเทคนิคญี่ปุ่น 12

ภาพบรรยากาศ Kimi SW3 บาร์อิซากายะครัวเปิดย่านทรงวาด ที่รังสรรค์เมนูไทยด้วยเทคนิคญี่ปุ่น 13

ภาพบรรยากาศ Kimi SW3 บาร์อิซากายะครัวเปิดย่านทรงวาด ที่รังสรรค์เมนูไทยด้วยเทคนิคญี่ปุ่น 14

ภาพบรรยากาศ Kimi SW3 บาร์อิซากายะครัวเปิดย่านทรงวาด ที่รังสรรค์เมนูไทยด้วยเทคนิคญี่ปุ่น 15

 

Good for

 

ถ้ากำลังมองหาร้านนั่งดื่มบรรยากาศดีในทรงวาด Kimi SW3 ก็เป็นอีกหนึ่งร้านที่น่าแวะ ไม่ว่าจะเป็นการชวนเพื่อนมาสั่งอาหารแชร์กันหลายจาน หรือนั่งจิบสาเกหลังเลิกงาน เราว่าร้านนี้สามารถมอบประสบการณ์ที่ทำให้การกินดื่มเป็นมากกว่าความอร่อย เหมือนพาเราไปรู้จักกับเรื่องราวของวัตถุดิบไทยผ่านมุมมองแบบญี่ปุ่น ทำให้มื้ออาหารธรรมดากลายเป็นมื้อที่น่าจดจำได้

 

KIMI SW3

 

Address: โครงการ Soul Songwat ถนนทรงวาด

Open: เปิดวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 12.00-22.00 น. (ปิดวันจันทร์)

Contact: KIMI SW3

Parking: สามารถจอดรถได้ที่ลาดจอดรถช้าง

Budget: ราคา 400-1,200 บาทต่อคน

Map: https://maps.app.goo.gl/nX3WqHtf4HhEcFZx8

The post Kimi SW3 บาร์อิซากายะลับทรงวาด แวะมานั่งชิลหลังเลิกงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
MTCH™ Song Wat คาเฟ่มัทฉะดีไซน์โรงน้ำชา สาขาใหม่ทรงวาด https://thestandard.co/life/mtch-song-wat-tea-house/ Tue, 09 Jun 2026 10:02:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1216376 MTCH™ Song Wat คาเฟ่มัทฉะดีไซน์โรงน้ำชาญี่ปุ่นซ้อนในอาคารกระจกย่านทรงวาด

ถ้าพูดถึงร้านมัทฉะในกรุงเทพฯ เราว่าชื่อของ MTCH™ คงเป็น […]

The post MTCH™ Song Wat คาเฟ่มัทฉะดีไซน์โรงน้ำชา สาขาใหม่ทรงวาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
MTCH™ Song Wat คาเฟ่มัทฉะดีไซน์โรงน้ำชาญี่ปุ่นซ้อนในอาคารกระจกย่านทรงวาด

ถ้าพูดถึงร้านมัทฉะในกรุงเทพฯ เราว่าชื่อของ MTCH™ คงเป็นหนึ่งในร้านที่หลายคนนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ และในวันนี้ก็ได้มี MTCH™ Song Wat ปรากฏตัวด้วยภาพของกล่องกระจกขนาดใหญ่ที่ชวนให้คนเดินผ่านต้องหยุดมอง ที่ภายในนั้นมีบ้านทรงจั่วหลังเล็กซ่อนตัวอยู่อีกชั้นหนึ่ง

 

อีกหนึ่งสิ่งที่สะดุดตาและสลัดภาพของแบรนด์ที่มักมาพร้อมโทนสีเขียว แต่สาขานี้เปลี่ยนมาใช้สีฟ้าครามเป็นสีหลักแทน สีใหม่นี้ถูกตั้งใจเลือกมาเพื่อสะท้อนความสดใหม่ของแบรนด์ที่เชื่อมโยงไปถึงเมนูซิกเนเจอร์และงานศิลปะภายในร้านอีกด้วย

 

จิว-สรวิศ พันธ์เกษม ผู้ก่อตั้งแบรนด์เล่าให้ฟังว่า เดิมทีทีมงานตั้งใจออกแบบร้านแห่งนี้ให้เป็นคาเฟ่ในรูปแบบที่คุ้นเคย แต่เมื่อกลับมาคิดอีกครั้งก็พบว่าแนวคิดเหล่านั้นเริ่มมีความคล้ายคลึงกับสิ่งที่เคยทำมาแล้วใน 4 สาขาก่อนหน้า จนเกิดคำถามว่าแท้จริงแล้วแบรนด์อยากเล่าเรื่องอะไรผ่านสาขานี้ คำตอบที่ได้คือคำว่า House

 

จึงเกิดเป็นบ้านทรงจั่วขนาดย่อมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโรงน้ำชาในญี่ปุ่น ถูกสร้างซ้อนอยู่ภายในอาคารกระจกขนาดใหญ่อีกชั้นหนึ่ง กลายเป็นที่มาของคอนเซปต์ Tea House in a Tea House ที่ทำให้ร้านแห่งนี้แตกต่างจากทุกสาขาที่ผ่านมา

 

MTCH™ Song Wat คาเฟ่มัทฉะดีไซน์โรงน้ำชาญี่ปุ่นซ้อนในอาคารกระจกย่านทรงวาด 1MTCH™ Song Wat คาเฟ่มัทฉะดีไซน์โรงน้ำชาญี่ปุ่นซ้อนในอาคารกระจกย่านทรงวาด 2MTCH™ Song Wat คาเฟ่มัทฉะดีไซน์โรงน้ำชาญี่ปุ่นซ้อนในอาคารกระจกย่านทรงวาด 3

 

The Vibe

 

สิ่งที่เราชอบมากที่สุดของสาขานี้คือความรู้สึกโปร่งและสบายตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าร้าน ผนังกระจกขนาดใหญ่เปิดรับแสงธรรมชาติ ขณะที่บ้านทรงจั่วกลางร้านกลายเป็นจุดโฟกัสที่ดึงสายตาของคนโดยอัตโนมัติ

 

ด้านหน้าร้านก็มีผลงานที่ต่อยอดมาจากเลขที่บ้าน 1226 ขณะที่ภายในร้านยังสอดแทรกกลิ่นอายวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านภาพวาดพู่กันดั้งเดิมที่บันทึกบทกวีเกี่ยวกับดอกพุดซ้อน ที่ดอกไม้ที่ผลิบานในช่วงเดือน 6 ซึ่งเป็นเดียวกับการเปิดตัวของสาขานี้พอดี

 

ยังอีกหนึ่งรายละเอียดที่หลายคนอาจไม่ได้นึกถึง คือเสียงเพลงที่เปิดคลออยู่ภายในร้าน ที่เป็นเสียงบทสวดของพระญี่ปุ่นมาผสมเข้ากับจังหวะแบบอิเล็กทรอนิกส์ร่วมสมัยที่ถูกคัดเลือกมาสำหรับสาขาทรงวาด

 

MTCH™ Song Wat คาเฟ่มัทฉะดีไซน์โรงน้ำชาญี่ปุ่นซ้อนในอาคารกระจกย่านทรงวาด 4MTCH™ Song Wat คาเฟ่มัทฉะดีไซน์โรงน้ำชาญี่ปุ่นซ้อนในอาคารกระจกย่านทรงวาด 5MTCH™ Song Wat คาเฟ่มัทฉะดีไซน์โรงน้ำชาญี่ปุ่นซ้อนในอาคารกระจกย่านทรงวาด 6

 

The Taste

 

เมนูส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็นเมนูซิกเนเจอร์ที่เราคุ้นเคยกันดี แต่สาขาทรงวาดก็เพิ่มสีสันและความสนุกเข้ามาอีกเล็กน้อยให้สอดคล้องกับบรรยากาศของย่าน

 

แก้วแรกที่เราแนะนำคือ SORA IRO มัทฉะลาเต้ซิกเนเจอร์ประจำสาขาที่ตั้งชื่อล้อไปกับโทนสีฟ้าใหม่ของร้าน ให้รสสัมผัสครีมมี่ มีความนัวแบบถั่วและรสอูมามิที่ชัดเจน ก่อนจะจบด้วยความขมบางๆ ที่ปลายลิ้น 

 

ส่วนใครที่ชอบรสชาติหวานขึ้นอีกนิด ต้องลอง CLASSIC BROWN SUGAR MATCHA เมนูใหม่ที่เปิดตัวครั้งแรกที่สาขานี้ ได้แรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมการดื่มชาในเกียวโต โดยดึงความหอมของน้ำตาลทรายแดงเข้ามาช่วยเพิ่มมิติให้กับรสชาติของมัทฉะได้อย่างลงตัว

 

MTCH™ Song Wat คาเฟ่มัทฉะดีไซน์โรงน้ำชาญี่ปุ่นซ้อนในอาคารกระจกย่านทรงวาด 7MTCH™ Song Wat คาเฟ่มัทฉะดีไซน์โรงน้ำชาญี่ปุ่นซ้อนในอาคารกระจกย่านทรงวาด 8

 

ถ้ายังอยากเพิ่มความเข้มข้น ทางร้านยังมีตัวเลือก FLOAT ที่เพิ่มเจลาโต้มัทฉะลงไปด้านบน ช่วยเพิ่มทั้งความหวาน ความครีมมี่ และเนื้อสัมผัสที่หลากหลายขึ้น 

 

และอีกแก้วสำหรับคนชื่นชอบความถั่ว YAMA-KAZE ที่โดดเด่นด้วยกลิ่นหอมของถั่วคั่วและช็อกโกแลตอ่อนๆ ดื่มง่าย ไม่เข้มจนเกินไป เหมาะสำหรับคนที่อยากเริ่มต้นทำความรู้จักมัทฉะแบบเพียวๆ หรือกำลังมองหาแก้วที่สามารถดื่มได้เรื่อยๆ ตลอดวัน

 

นอกจากเครื่องดื่มแล้ว เรายังได้ลอง MATCHA PURIN พุดดิ้งมัทฉะเนื้อเนียนนุ่มที่รสหวานกำลังดี ก่อนจะตามมาด้วยความหอมและขมปลายเบาๆ กินเพลินโดยไม่รู้สึกเลี่ยน

 

ส่วนใครที่อยากหาอะไรทานคู่กับเครื่องดื่ม เราแนะนำ GELATO MONAKA ขนมโมนากะแป้งกรอบสไตล์ญี่ปุ่น สอดไส้ไอศกรีมมัทฉะเจลาโต้และถั่วแดง ได้ทั้งความหอมของมัทฉะ ความหวานกำลังดีของถั่วแดง และความได้เคี้ยวของแผ่นโมนากะ

 

MTCH™ Song Wat คาเฟ่มัทฉะดีไซน์โรงน้ำชาญี่ปุ่นซ้อนในอาคารกระจกย่านทรงวาด 9MTCH™ Song Wat คาเฟ่มัทฉะดีไซน์โรงน้ำชาญี่ปุ่นซ้อนในอาคารกระจกย่านทรงวาด 10MTCH™ Song Wat คาเฟ่มัทฉะดีไซน์โรงน้ำชาญี่ปุ่นซ้อนในอาคารกระจกย่านทรงวาด 11MTCH™ Song Wat คาเฟ่มัทฉะดีไซน์โรงน้ำชาญี่ปุ่นซ้อนในอาคารกระจกย่านทรงวาด 12

 

Good for

 

ใครที่มีแพลนแวะไปเดินเล่นทรงวาดในช่วงนี้ และกำลังมองหาพิกัดคาเฟ่เปิดใหม่สำหรับนั่งพัก ที่นี่คืออีกหนึ่งร้านที่ไม่ควรพลาด โดยเฉพาะคนที่รักในการดื่มมัทฉะ เราเชื่อว่าสาขานี้จะกลายเป็นแลนด์มาร์กสุดฮอตประจำย่านที่ทุกคนต้องแวะเวียนมาเช็กอินในอีกไม่ช้าแน่นอน

 

MTCH™ Song Wat

Address: 1226 ถนนทรงวาด (ตรงสามแยก I WANNA BANGKOK)

Open: เปิดทุกวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 11.00-18.00 น. (ปิดวันจันทร์-อังคาร)

Contact: MTCH™ 

 

 

The post MTCH™ Song Wat คาเฟ่มัทฉะดีไซน์โรงน้ำชา สาขาใหม่ทรงวาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Cherry Olive Cocktail Club บาร์ใหม่ย่านสีลม ที่เล่าความรู้สึกผ่านค็อกเทล 20 แก้ว https://thestandard.co/life/cherry-olive-cocktail-club-silom/ Tue, 09 Jun 2026 08:12:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1216297 ภายในบาร์ Cherry Olive Cocktail Club ย่านสีลม กับค็อกเทลที่เป็นเอกลักษณ์

หลังเปิด Drywave Cocktail Studio จนได้รางวัลมากมาย ‘ปาล […]

The post Cherry Olive Cocktail Club บาร์ใหม่ย่านสีลม ที่เล่าความรู้สึกผ่านค็อกเทล 20 แก้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภายในบาร์ Cherry Olive Cocktail Club ย่านสีลม กับค็อกเทลที่เป็นเอกลักษณ์

หลังเปิด Drywave Cocktail Studio จนได้รางวัลมากมาย ‘ปาล์ม-ศุภวิช มุททารัตน์’ และเอ้ ภรรยาผู้ร่วมก่อตั้ง ก็ตัดสินใจเปิดบาร์ใหม่อีกแห่งหนึ่ง โดยชวน ‘อั๋น-ชานนท์ บุรานนท์’ บาร์เทนเดอร์ยุคบุกเบิกที่หายหน้าหายตาไปนานหลายปี พร้อมกับ ‘บอย-ชาญชัย รอดบำรุง อดีตแชมป์ World Class 2013 มาร่วมกันทำร้านใหม่ในซอยคอนแวนต์ ย่านสีลม โดยมี ‘เข้ม-ธนัช สุทธิรักษ์’ แชมป์ World Class 2024 มาเป็น Head Bartender แค่ชื่อตัวละครก็ทำให้วงการบาร์ต่างจับตามองว่า Cherry Olive Cocktail Club จะออกมาเป็นบาร์รูปแบบไหนกันแน่

 

Cherry Olive Cocktail Club เป็นบาร์เปิดใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกานิชยอดนิยม 2 ชนิด คือ เชอร์รี่ (Cherry) และมะกอก (Olive) โดยเชอร์รี่เป็นตัวแทนของความสนุก ความคิดสร้างสรรค์ และเทคนิคการทำเครื่องดื่มร่วมสมัย ส่วน Olive เป็นตัวแทนของความคลาสสิกเหนือกาลเวลา เสน่ห์ที่ไม่เคยตกยุค เมื่อนำ 2 แนวคิดมารวมกัน Cherry Olive Cocktail Club จึงเป็นบาร์ที่เลือกเสิร์ฟดริ๊งก์ทั้งสายอินโนเวทีฟ และคลาสสิกในที่เดียว

 

ภายในบาร์ Cherry Olive Cocktail Club ย่านสีลม กับค็อกเทลที่เป็นเอกลักษณ์ 1

 

The Vibe

 

จะเรียกว่าหาร้านยากไหมก็ไม่ยาก แต่จะหาง่ายเลยไหมอันนี้เราก็ไม่แน่ใจ เพราะ Cherry Olive ตั้งอยู่ในย่านคนพลุกพล่านของถนนคอนแวนต์ แต่ก็แอบหลบซ่อนตัวอยู่ในมุมเงียบๆ ปลีกวิเวกออกมาจากร้านอื่น ด้านนอกเรียบง่ายด้วยประตูไม้และกระจกบานโตที่เผยให้เห็นบรรยากาศด้านใน ตัวร้านมี 2 ชั้น เด่นด้วยเคาน์เตอร์หินอ่อนสี Rose Gold ที่ให้ความรู้สึกคลาสสิก จับคู่กับสเตนเลสโต๊ะสีเขียวมะกอกและแดงเชอร์รี่ ที่เพิ่มความโมเดิร์นและหรูหราแบบร่วมสมัย ด้านบนมีนั่งแบบเคาน์เตอร์บาร์ และโซฟาตัวใหญ่ นั่งได้ทั้งนักดื่มแบบเดี่ยวและกลุ่มเพื่อนที่อยากได้บรรยากาศแบบส่วนตัว

 

ภายในบาร์ Cherry Olive Cocktail Club ย่านสีลม กับค็อกเทลที่เป็นเอกลักษณ์ 2ภายในบาร์ Cherry Olive Cocktail Club ย่านสีลม กับค็อกเทลที่เป็นเอกลักษณ์ 3

 

The Taste

 

หัวใจของ Cherry Olive Cocktail Club คือเมนูซิกเนเจอร์ชุด ‘YOURS’ ที่หยิบเอา ‘ความรู้สึก’ และ ‘อารมณ์’ ต่างๆ มาตีความเป็นค็อกเทล โดยแบ่งออกเป็นสองฝั่ง  Cherry และ Olive ฝั่งละ 10 เมนู จุดเด่นของเมนูไม่ได้อยู่แค่เทคนิคหรือวัตถุดิบ แต่

 

คือการเล่าเรื่องผ่านรสชาติ ทำให้การสั่งค็อกเทลแต่ละแก้วเหมือนการเลือกอารมณ์ที่อยากสัมผัสในวันนั้น โดยฝั่ง Cherry จะเน้นความสนุกและเทคนิคสมัยใหม่ ตัวอย่างเช่น Good Old Days ค็อกเทลที่พาผู้ดื่มย้อนกลับไปสู่ความทรงจำในวัยเด็ก เสิร์ฟคู่ Popsicle หรือ Nosy ที่ผสมวัตถุดิบกลิ่นจัดจ้านอย่างทรัฟเฟิล ขนุน และบีทรูตเข้าด้วยกันอย่างน่าสนใจ

 

ส่วนฝั่ง Olive จะเน้นเทคนิคคลาสสิกที่ผ่านการตีความใหม่ เช่น Nostalgic ค็อกเทลที่ชวนให้นึกถึงรสชาติของซีเรียลในชามอาหารเช้า หรือ Curious ที่ใช้บลูชีสเป็นส่วนประกอบหลัก สร้างประสบการณ์การดื่มที่ทั้งแปลกใหม่และคาดเดาไม่ได้

 

นอกจากค็อกเทลจะน่าสนใจแล้ว สิ่งที่ทำให้เราชอบมากที่สุดของ Cherry Olive คือ ของกินเล่นอย่างมะกอกที่มีให้กิน 2 แบบตามใจชอบ ได้แก่ ‘Olive! Olive! Olive!’ มะกอกรวม 5 ชนิด และ ‘Olive Mix’ มะกอกยำที่นำไปมิกซ์กับชอริโซ และชีส อร่อยไปอีกแบบ

 

ภายในบาร์ Cherry Olive Cocktail Club ย่านสีลม กับค็อกเทลที่เป็นเอกลักษณ์ 4ภายในบาร์ Cherry Olive Cocktail Club ย่านสีลม กับค็อกเทลที่เป็นเอกลักษณ์ 5ภายในบาร์ Cherry Olive Cocktail Club ย่านสีลม กับค็อกเทลที่เป็นเอกลักษณ์ 6

 

Good for

 

Cherry Olive Cocktail Club เหมาะสำหรับคนที่ดื่มค็อกเทลเป็นประจำและกำลังมองหาบาร์ที่มีเรื่องราวมากกว่าการทำเครื่องดื่มอร่อยสักแก้ว รวมถึงคนที่ชื่นชอบการทดลองรสชาติใหม่ๆ แต่ยังอยากมีตัวเลือกแบบคลาสสิกที่ดื่มง่ายอยู่ในเมนูเดียวกัน

 

นอกจากนี้ยังเหมาะสำหรับกลุ่มเพื่อนที่อยากหาร้านนั่งฟังเพลง พูดคุย และใช้เวลายามค่ำคืนในบรรยากาศสนุกสนานแบบ Cocktail Club ใจกลางสีลม ซึ่งสามารถนั่งได้ยาวตั้งแต่หัวค่ำไปจนดึกโดยไม่รู้สึกเบื่อเลยสักนิด

 

Cherry Olive Cocktail Club

Location: ถนนคอนแวนต์ สีลม

Open: ทุกวัน 18.00 – 01.00 น.

Budget: เริ่มต้นที่ 450++ บาท

Facebook: www.facebook.com/profile.php?id=61589282331304 

Instagram: www.instagram.com/cherryolivecocktailclub 


 

ภาพ: พลอยจันทร์ สุขคง, Cherry Olive

The post Cherry Olive Cocktail Club บาร์ใหม่ย่านสีลม ที่เล่าความรู้สึกผ่านค็อกเทล 20 แก้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
LIFE TABLE x No Name Noodle เมื่อราเมงคราฟต์กลายเป็นรสชาติของการกลับบ้าน และความหวังในการต่อชีวิต https://thestandard.co/life/life-table-no-name-noodle-siriraj/ Mon, 08 Jun 2026 05:10:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1215704 ราเมงคราฟต์จาก No Name Noodle ในกิจกรรม LIFE TABLE เพื่อระดมทุนช่วย โรงพยาบาลศิริราช

บรรยากาศมื้อพิเศษของกิจกรรม ‘LIFE TABLE: The Taste of H […]

The post LIFE TABLE x No Name Noodle เมื่อราเมงคราฟต์กลายเป็นรสชาติของการกลับบ้าน และความหวังในการต่อชีวิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราเมงคราฟต์จาก No Name Noodle ในกิจกรรม LIFE TABLE เพื่อระดมทุนช่วย โรงพยาบาลศิริราช

บรรยากาศมื้อพิเศษของกิจกรรม ‘LIFE TABLE: The Taste of Homecoming’ ซีรีส์มื้ออาหารที่ THE STANDARD LIFE และ ศิริราชมูลนิธิ ชวนเชฟ ร้านอาหารชื่อดังมาร่วมถ่ายทอดนิยามของคำว่า ‘การกลับบ้าน’ ผ่านรสชาติ ความทรงจำ และเรื่องเล่าบนโต๊ะอาหาร เพื่อสมทบทุนบริจาคในปรับปรุงห้องผ่าตัด ตึกสยามินทร์ โรงพยาบาลศิริราช ที่เปิดใช้งานมานานกว่า 30 ปี โดยรายได้ทั้งหมดจากการจองโดยไม่หักค่าใช้จ่าย จะถูกส่งต่อเพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วย และยังสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

 

ราเมงคราฟต์จาก No Name Noodle ในกิจกรรม LIFE TABLE เพื่อระดมทุนช่วย โรงพยาบาลศิริราช 1

 

สำหรับมื้อพิเศษครั้งนี้ แขกผู้มีเกียรติได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์จาก No Name Noodle ร้านราเมงคราฟต์ชื่อดังที่นำโดย เชฟชินจิ อิโนะอุเอะ (Shinji Inoue) ผู้ตีความธีม ‘Homecoming’ ผ่านมุมมองที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความหมาย


ความพิเศษอยู่ที่สำรับราเมงคราฟต์ที่เชฟชินตื่นมาเตรียมเส้นสดแต่เช้ามืดเพื่อมื้อนี้โดยเฉพาะ ก่อนนำเสนอในรูปแบบ ‘เกเมย์’ (Gamei) หรือการรับประทานเส้นคู่กับซุปที่เปิดโอกาสให้ผู้ทานได้สัมผัสรายละเอียดของวัตถุดิบและรสชาติอย่างเต็มที่

 

ราเมงคราฟต์จาก No Name Noodle ในกิจกรรม LIFE TABLE เพื่อระดมทุนช่วย โรงพยาบาลศิริราช 2ราเมงคราฟต์จาก No Name Noodle ในกิจกรรม LIFE TABLE เพื่อระดมทุนช่วย โรงพยาบาลศิริราช 3ราเมงคราฟต์จาก No Name Noodle ในกิจกรรม LIFE TABLE เพื่อระดมทุนช่วย โรงพยาบาลศิริราช 4ราเมงคราฟต์จาก No Name Noodle ในกิจกรรม LIFE TABLE เพื่อระดมทุนช่วย โรงพยาบาลศิริราช 5ราเมงคราฟต์จาก No Name Noodle ในกิจกรรม LIFE TABLE เพื่อระดมทุนช่วย โรงพยาบาลศิริราช 6

ราเมงคราฟต์จาก No Name Noodle ในกิจกรรม LIFE TABLE เพื่อระดมทุนช่วย โรงพยาบาลศิริราช 7

 

ไฮไลต์ของเมนูราเมงในครั้งนี้อยู่ที่การมอบประสบการณ์กินถึง 2 รูปแบบในชามเดียว โดยหยิบแนวคิด 1 เมล็ดข้าว ที่ใช้ครบทุกส่วน มาสร้างสรรค์เป็นตัวเส้น ตั้งแต่เปลือกข้าว เนื้อข้าว ไปจนถึงจมูกข้าวที่อุดมด้วยสารอาหาร จนเกิดเป็นจุดสีดำเล็กๆ อันเป็นเอกลักษณ์บนเส้น ก่อนเติมความหนึบหนับด้วยเส้นแป้งโมจิผสมมัทฉะจากเกียวโต

 

โดยรายละเอียดเล็กๆ ที่เชฟตั้งใจทำคือความยาวของเส้นที่ทำให้ยาวกว่าปกติ เพื่อสื่อถึงความหมายของ Long Life หรือคำอวยพรให้ทุกคนมีสุขภาพแข็งแรง มีชีวิตที่ยืนยาว ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของมื้อนี้ที่ต้องการส่งต่อโอกาสในการรักษาให้แก่ผู้ป่วย

 

ก่อนราเมงจะถูกเสิร์ฟ เชฟยังเลือกใช้ ‘ตะเกียบ’ เป็นสัญลักษณ์ของการพบเจอกันครั้งแรกระหว่างเชฟและแขกคนสำคัญ เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของบทสนทนาและความทรงจำใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นบนโต๊ะอาหาร

 

ราเมงคราฟต์จาก No Name Noodle ในกิจกรรม LIFE TABLE เพื่อระดมทุนช่วย โรงพยาบาลศิริราช 8ราเมงคราฟต์จาก No Name Noodle ในกิจกรรม LIFE TABLE เพื่อระดมทุนช่วย โรงพยาบาลศิริราช 9ราเมงคราฟต์จาก No Name Noodle ในกิจกรรม LIFE TABLE เพื่อระดมทุนช่วย โรงพยาบาลศิริราช 10ราเมงคราฟต์จาก No Name Noodle ในกิจกรรม LIFE TABLE เพื่อระดมทุนช่วย โรงพยาบาลศิริราช 11

 

สำหรับเราในมื้อนี้จึงไม่ได้สะท้อนเพียงความพิถีพิถันของราเมงคราฟต์ที่ผ่านการคิดและลงมือทำอย่างละเอียดเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องย้ำเตือนว่าอาหารหนึ่งมื้อสามารถสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่กว่าความอร่อยได้ เมื่อรายได้จากมื้อนี้จะถูกเปลี่ยนเป็นโอกาสในการรักษา และกลายเป็นปาฏิหาริย์แห่งการต่อชีวิตให้กับเพื่อนมนุษย์อีกมากมาย เพราะบางครั้ง ความหมายของการกลับบ้าน อาจไม่ใช่แค่การได้กลับไปยังสถานที่ที่เราคุ้นเคย แต่คือการได้มีโอกาสกลับไปใช้ชีวิตกับคนที่เรารักอีกครั้ง

LIFE TABLE: The Taste of Homecoming ยังคงเดินหน้าส่งต่อเรื่องราวของ ‘การกลับบ้าน’ โดยมื้อถัดไปจะจัดขึ้นในวันที่ 21 มิถุนายน 2569 กับการร่วมมือระหว่างร้าน Rasik และ Front Room ที่จะนำเสนอวัตถุดิบท้องถิ่นเข้ากับเทคนิคการปรุงอาหารจากสองมุมมองได้อย่างน่าสนใจ

 

แม้ที่นั่งจะถูกจับจองครบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่สำหรับใครที่พลาดมื้อพิเศษนี้ และอยากสบทบทุนบริจาคเพิ่มเติม  คลิก ›

The post LIFE TABLE x No Name Noodle เมื่อราเมงคราฟต์กลายเป็นรสชาติของการกลับบ้าน และความหวังในการต่อชีวิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
Drop By Dough คาเฟ่มินิมัลเปิดใหม่ ใกล้สวนลุมฯ เอาใจพี่นักวิ่ง https://thestandard.co/life/drop-by-dough-lumpini-cafe-runners/ Sun, 07 Jun 2026 04:12:06 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1215396 ภาพมุมกว้างของร้าน Drop By Dough สาขาสวนลุมพินี ที่ตกแต่งสไตล์มินิมัลด้วยปูนเปลือยและไม้

หลังจากโบกมือลาสาขาเอ็มควอเทียร์ไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อน […]

The post Drop By Dough คาเฟ่มินิมัลเปิดใหม่ ใกล้สวนลุมฯ เอาใจพี่นักวิ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมกว้างของร้าน Drop By Dough สาขาสวนลุมพินี ที่ตกแต่งสไตล์มินิมัลด้วยปูนเปลือยและไม้

หลังจากโบกมือลาสาขาเอ็มควอเทียร์ไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ล่าสุด Drop By Dough ก็กลับมาสร้างเซอร์ไพรส์อีกครั้งด้วยการเปิดสาขาใหม่บนถนนสาทรเหนือ ใกล้แยกวิทยุและสวนลุมพินี

 

การย้ายมาปักหลักครั้งนี้ดูจะถูกใจสายออกกำลังกายและชาวรันคลับเป็นพิเศษ เพราะนอกจากจะเดินทางสะดวกแล้ว ร้านยังเปิดตั้งแต่เช้าตรู่ เหมาะสำหรับแวะเติมพลังหลังวิ่ง หรือเริ่มต้นวันใหม่ด้วยกาแฟแก้วโปรดหรือโดนัทสักชิ้น

 

อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้สาขานี้มีความพิเศษมากกว่าการเป็นคาเฟ่เปิดใหม่ คือเรื่องราวเบื้องหลังการเริ่มต้นอีกครั้งของ โอ๊ต-เฉลิมพล อัครภิญโญสกุล และ โอ๊ต-ณรงค์ฤทธิ์ ศรีตลานนท์ สองผู้ก่อตั้ง Drop By Dough ที่เล่าว่า หลังจากปิดสาขาเอ็มควอเทียร์ลง พวกเขายังอยากรักษาทีมงานที่เติบโตมาด้วยกันเอาไว้ บ้านหลังใหม่ใกล้สวนลุมฯ แห่งนี้จึงเกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะสร้างพื้นที่ให้ทุกคนได้เดินทางต่อไปด้วยกัน

 

ความผูกพันนั้นยังถูกซ่อนไว้ในรายละเอียดเล็กๆ ผ่านงานอาร์ตภายในร้านที่เกิดจากการร่วมกันสร้างสรรค์ระหว่างผู้ก่อตั้งและพนักงาน กลายเป็นกิมมิกน่ารักๆ ที่ช่วยเติมชีวิตและความอบอุ่นให้กับพื้นที่แห่งนี้ได้เป็นอย่างดี

 

ภาพมุมกว้างของร้าน Drop By Dough สาขาสวนลุมพินี ที่ตกแต่งสไตล์มินิมัลด้วยปูนเปลือยและไม้ 1ภาพมุมกว้างของร้าน Drop By Dough สาขาสวนลุมพินี ที่ตกแต่งสไตล์มินิมัลด้วยปูนเปลือยและไม้ 2ภาพมุมกว้างของร้าน Drop By Dough สาขาสวนลุมพินี ที่ตกแต่งสไตล์มินิมัลด้วยปูนเปลือยและไม้ 3ภาพมุมกว้างของร้าน Drop By Dough สาขาสวนลุมพินี ที่ตกแต่งสไตล์มินิมัลด้วยปูนเปลือยและไม้ 4

โอ๊ต-เฉลิมพล อัครภิญโญสกุล และ โอ๊ต-ณรงค์ฤทธิ์ ศรีตลานนท์

สองผู้ก่อตั้ง Drop By Dough

 

The Vibe

 

สาขาลุมพินีมาพร้อมภาพลักษณ์ที่สุขุมและมินิมัลกว่าสาขาก่อนอย่างชัดเจน ตัวร้านเล่นกับวัสดุอย่างปูนเปลือย คอนกรีต และโลหะ ก่อนเบรกความดิบด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้โทนอ่อนให้บรรยากาศอบอุ่นขึ้น แถมด้านหน้าร้านเปิดรับแสงธรรมชาติผ่านกระจกบานใหญ่ พร้อมไฮไลต์เป็นบันไดปูนเปลือยดีไซน์โดดเด่น และกลายเป็นอีกหนึ่งมุมถ่ายรูปยอดนิยมของสายคอนเทนต์

 

ภาพมุมกว้างของร้าน Drop By Dough สาขาสวนลุมพินี ที่ตกแต่งสไตล์มินิมัลด้วยปูนเปลือยและไม้ 5ภาพมุมกว้างของร้าน Drop By Dough สาขาสวนลุมพินี ที่ตกแต่งสไตล์มินิมัลด้วยปูนเปลือยและไม้ 6ภาพมุมกว้างของร้าน Drop By Dough สาขาสวนลุมพินี ที่ตกแต่งสไตล์มินิมัลด้วยปูนเปลือยและไม้ 7

 

The Taste

 

ความพิเศษของสาขานี้คือการขยายเมนูสู่ All-day Dining เพื่อตอบโจทย์ทั้งสายเฮลตี้และคนที่อยากฝากท้องในมื้อหลักมากขึ้น โดยนำซาวโดวจ์โฮมเมดสูตรเฉพาะของร้านมาเป็นพระเอก ที่เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบ กินง่าย และไม่มีรสเปรี้ยวโดดจนเกินไป

 

เมนูแรกที่เราชอบ TUNA MELT (290 บาท) แซนด์วิชซาวโดวจ์สอดไส้ทูน่าสลัดและชีสเยิ้มๆ ก่อนนำไปย่างจนผิวขนมปังกรอบหอม ตัวไส้เข้มข้นและมีเท็กซ์เจอร์ให้เคี้ยวเพลิน

 

อีกเมนูที่เหมาะจับคู่กับกาแฟหรือมัทฉะ GRILLED SOURDOUGH BROWN BUTTER & RASPBERRY JAM (190 บาท) ซาวโดวจ์ปิ้งเสิร์ฟพร้อมบราวน์บัตเตอร์หอมนัวและแยมราสป์เบอร์รีโฮมเมดรสเปรี้ยวอมหวาน กินง่ายและลงตัว

 

ภาพมุมกว้างของร้าน Drop By Dough สาขาสวนลุมพินี ที่ตกแต่งสไตล์มินิมัลด้วยปูนเปลือยและไม้ 8ภาพมุมกว้างของร้าน Drop By Dough สาขาสวนลุมพินี ที่ตกแต่งสไตล์มินิมัลด้วยปูนเปลือยและไม้ 9ภาพมุมกว้างของร้าน Drop By Dough สาขาสวนลุมพินี ที่ตกแต่งสไตล์มินิมัลด้วยปูนเปลือยและไม้ 10

 

วันที่เราไปอยากได้อะไรเบาๆ เลยเลือก GRILLED TOFU SALAD (300 บาท) สลัดจานหลักที่รวมเคล ร็อกเกต และแรดิช คลุกเคล้าน้ำสลัดงาขาวรสกลมกล่อม เสิร์ฟพร้อมอะโวคาโดสดและขนมปังกรอบที่ทำจากเนื้อโดนัท เพิ่มความสนุกให้จานได้ดี

 

ภาพมุมกว้างของร้าน Drop By Dough สาขาสวนลุมพินี ที่ตกแต่งสไตล์มินิมัลด้วยปูนเปลือยและไม้ 11

 

ฝั่งเครื่องดื่ม เราได้ลอง KYOTO MATCHA LATTE (150 บาท) มัทฉะลาเต้เย็นจากเกียวโตที่ให้รสเข้มข้น หอม และนุ่มละมุน ดื่มง่าย เข้ากับนมได้อย่างลงตัว

 

ส่วนโดนัทหน้าพิเศษที่ได้ชิมเป็น PISTACHIO CREAM (150 บาท) โดนัทผ่ากลางสอดไส้พิสตาชิโอครีมเข้มข้น หอมมันและนัวถั่วแบบเต็มคำ

 

ตามมาด้วย BOSTON CREAM (150 บาท) ที่ยังคงเสน่ห์ของแป้งโดนัทเนื้อนุ่ม เคลือบหน้าด้วยช็อกโกแลตเข้มข้น และซ่อนคัสตาร์ดครีมเนื้อเนียนไว้ด้านในอีกที

 

อีกหนึ่งเมนูที่เห็นหลายโต๊ะสั่ง FRIED CHICKEN DOUGHNUT (290 บาท) โดนัทออริจินัลประกบด้วยไก่ทอดชิ้นโต เสิร์ฟพร้อมโคลสลอว์ เชดดาร์ชีส และซอสสไปซี ซึ่งน่าจะเป็นเมนูที่เราต้องกลับมาลองในครั้งหน้า

 

ภาพมุมกว้างของร้าน Drop By Dough สาขาสวนลุมพินี ที่ตกแต่งสไตล์มินิมัลด้วยปูนเปลือยและไม้ 12ภาพมุมกว้างของร้าน Drop By Dough สาขาสวนลุมพินี ที่ตกแต่งสไตล์มินิมัลด้วยปูนเปลือยและไม้ 13ภาพมุมกว้างของร้าน Drop By Dough สาขาสวนลุมพินี ที่ตกแต่งสไตล์มินิมัลด้วยปูนเปลือยและไม้ 14ภาพมุมกว้างของร้าน Drop By Dough สาขาสวนลุมพินี ที่ตกแต่งสไตล์มินิมัลด้วยปูนเปลือยและไม้ 15

 

Good for

 

ไม่ว่าจะเป็นพี่นักวิ่งที่เพิ่งออกจากสวนลุมฯ หรือสายคาเฟ่ฮอปที่กำลังมองหาร้านใหม่สำหรับนั่งชิล Drop By Dough สาขานี้ก็เป็นอีกหนึ่งร้านที่ตอบโจทย์ทั้งบรรยากาศ อาหาร และเครื่องดื่มได้ครบในที่เดียว ตื่นเช้ามาวิ่งสักรอบ แล้วเดินข้ามฝั่งมานั่งจิบมัทฉะเย็นๆ กินคู่กับทูน่าเมลต์หรือโดนัทสักชิ้น ก็เป็นการเริ่มต้นวันที่ดีไม่น้อย

 


 

Drop By Dough Lumpini

Location: ถนนสาทรเหนือ (ใกล้แยกถนนวิทยุ)
Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 07.00-18.00 น.
Contact: DROP BY DOUGH (Tag IG @dropbydough)
Parking: สามารถจอดรถได้ที่โรงแรม SO Bangkok**
Budget: ราคา 150-450 บาทต่อคน
Map: https://maps.app.goo.gl/AMDtum2kCub4DU4A9

The post Drop By Dough คาเฟ่มินิมัลเปิดใหม่ ใกล้สวนลุมฯ เอาใจพี่นักวิ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
No Name Noodle เปิดเมนูฤดูร้อน ราเมนเย็นกุ้งซากุระสุดคราฟต์ https://thestandard.co/life/no-name-noodle-summer-sakura-shrimp-ramen/ Fri, 05 Jun 2026 01:22:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1214804 ราเมนเย็นกุ้งซากุระสุดคราฟต์จาก No Name Noodle จัดวางอย่างสวยงามในชามพร้อมเครื่องเคียง

หลายคนคงรู้ดีว่าการจะได้เป็น 1 ใน 35 คนต่อวันของ No Nam […]

The post No Name Noodle เปิดเมนูฤดูร้อน ราเมนเย็นกุ้งซากุระสุดคราฟต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราเมนเย็นกุ้งซากุระสุดคราฟต์จาก No Name Noodle จัดวางอย่างสวยงามในชามพร้อมเครื่องเคียง

หลายคนคงรู้ดีว่าการจะได้เป็น 1 ใน 35 คนต่อวันของ No Name Noodle ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้าได้เห็นเมนูใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวรับช่วงก่อนซัมเมอร์ของญี่ปุ่น ก็น่าจะเข้าใจทันทีว่าทำไมหลายคนถึงยอมตื่นมากดจองโต๊ะตั้งแต่ 9 โมงเช้าของทุกวันอาทิตย์

 

ล่าสุด No Name Noodle ร้านราเมนเจ้าของรางวัล Michelin Bib Gourmand สองปีซ้อน (2025-2026) ภายใต้แนวคิด Ramen can make people happy เปิดตัวเมนูเย็นประจำฤดูกาลที่จะพาเราเดินทางสู่บรรยากาศต้นฤดูร้อนของญี่ปุ่น ผ่านรสชาติที่ทั้งสดชื่น ละเมียดละไม และเต็มไปด้วยรายละเอียดตามสไตล์ของร้าน

 

ซึ่งเมนูในซีซันนี้อย่าง Nama Sakuraebi Konbusui Hiyasisoba ราเมนเย็นน้ำคอมบุและกุ้งซากุระสด ความน่าสนใจของเมนูนี้คือการออกแบบประสบการณ์การกินให้สนุกขึ้น เชฟชินตั้งใจให้ลูกค้าเริ่มต้นจากการชิมราเมนเย็นในรูปแบบดั้งเดิมก่อน เพื่อสัมผัสรสชาติของวัตถุดิบทั้งหมดในชามอย่างเต็มที่ แล้วจึงค่อยนำเส้นไปจุ่มกับน้ำซุปเย็นอีก 2 ชนิดที่เสิร์ฟแยกมา เปลี่ยนประสบการณ์การกินให้คล้ายสึเคเมนในอีกมิติหนึ่ง ทำให้หนึ่งชามสามารถมอบรสชาติและความรู้สึกที่แตกต่างกันได้หลายแบบจากการจับคู่ระหว่างเส้น 3 ชนิดและซุป 3 สไตล์ที่ถูกออกแบบมาให้ทำงานร่วมกันตั้งแต่อุณหภูมิ กลิ่น รสสัมผัส ไปจนถึงรสชาติที่ค่อยๆ ทิ้งท้ายอยู่ในปากหลังกลืน

 

เริ่มที่รสชาติหลักของเมนูมาจากน้ำคอมบุหรือสาหร่ายเคลป์ที่ให้ความอูมามิช่วยเพิ่มความหวานตามธรรมชาติของกุ้งซากุระสดให้ออกมายิ่งขึ้น ก่อนจะเสริมความกลมกล่อมด้วยน้ำซุปปลาแห้งนิโบชิที่ทำให้น้ำซุปมีความสดชื่น และไม่หนักจนเกินไป แม้จะเป็นเมนูที่เต็มไปด้วยองค์ประกอบมากมายก็ตาม

 

อีกหนึ่งรายละเอียดที่ทำให้ชามนี้น่าสนใจคือการรวมเส้นโฮมเมด 3 ชนิดไว้ในชามเดียว เริ่มจากเส้นโฮลวีตที่ให้กลิ่นหอมคล้ายรวงข้าว เส้นแป้งสาลีโมจิที่มีความเหนียวนุ่ม หนึบหนับ และเคี้ยวสนุก ไปจนถึงเส้น Mokumen แบบแบนที่ทำจากแป้งข้าวสาลีฮาอิกะ ซึ่งให้สัมผัสแตกต่างออกไปอย่างชัดเจน ทำให้การกินแต่ละคำมีมิติและความรู้สึกไม่เหมือนกัน

 

นอกจากน้ำซุปหลักในชาม ทางเชฟยังเสิร์ฟซุปเย็นอีก 2 ชนิดสำหรับใช้จุ่มเส้นเพื่อเปลี่ยนรสชาติระหว่างมื้อ เริ่มจากซุปโชยุพอนสึเย็นที่ใช้โชยุรสเข้มข้นตัดกับพอนสึโฮมเมดของร้าน ให้รสเปรี้ยวเค็มสดชื่นช่วยปลุกต่อมรับรสได้ดี ขณะที่ซุปสีเขียวที่ทำจากถั่วลันเตาหวานและถั่วแระญี่ปุ่นจะให้รสชาติที่นวลกว่า สดชื่นกว่า และสื่อถึงความเขียวชอุ่มของต้นฤดูร้อนในญี่ปุ่นตามภาพที่เชฟต้องการถ่ายทอด

 

สำหรับเมนูนี้สามารถเลือกสั่งได้ทั้งแบบ A La Carte ราคา 1,280 บาท หรือเลือกเป็นเซต โดย Original Set ราคา 1,615 บาท จะมาพร้อมข้าวหน้าหมู เครื่องดื่ม 1 อย่าง และไอศกรีม 1 รสชาติ ส่วน Premium Set ราคา 1,785 บาท ที่จะเปลี่ยนเป็นข้าวหน้าเนื้อวากิว พร้อมเครื่องดื่มและไอศกรีมเช่นเดียวกัน

 

ใครที่อยากลองสัมผัสเมนูฤดูกาลจานนี้ต้องไม่ลืมว่าทางร้านเปิดให้จองที่นั่งทุกวันอาทิตย์ เวลา 09.00 น. สำหรับเข้ารับประทานในช่วงวันอังคารถึงวันอาทิตย์ของสัปดาห์ถัดไป โดยมีทั้งหมด 4 รอบ ตั้งแต่เวลา 11.00-14.15 น. และด้วยจำนวนที่นั่งเพียง 35 คนต่อวัน สามารถเข้าไปเช็กรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หน้าเพจของ No Name Noodle BKK

The post No Name Noodle เปิดเมนูฤดูร้อน ราเมนเย็นกุ้งซากุระสุดคราฟต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Runner’s Cafe Guide 18 คาเฟ่ใต้ร่มไม้ พิกัดรีชาร์จสำหรับพี่นักวิ่งรอบกรุงเทพฯ https://thestandard.co/life/bangkok-runner-cafes-recharge/ Thu, 04 Jun 2026 10:43:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1214620 รูปภาพคาเฟ่ใต้ร่มไม้ บรรยากาศร่มรื่นในกรุงเทพฯ เหมาะสำหรับนักวิ่ง

ไวบ์เช้าวันหยุดของทุกคนเป็นแบบไหนกันบ้าง? แต่สำหรับใครห […]

The post Runner’s Cafe Guide 18 คาเฟ่ใต้ร่มไม้ พิกัดรีชาร์จสำหรับพี่นักวิ่งรอบกรุงเทพฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รูปภาพคาเฟ่ใต้ร่มไม้ บรรยากาศร่มรื่นในกรุงเทพฯ เหมาะสำหรับนักวิ่ง

ไวบ์เช้าวันหยุดของทุกคนเป็นแบบไหนกันบ้าง? แต่สำหรับใครหลายคน อาจจะเริ่มจากการตื่นมารับลมเย็นๆ ผูกเชือกรองเท้าคู่โปรด แล้วออกไปลุย City Run แต่โมเมนต์นี้จะฟูลฟิลยิ่งขึ้นไปอีก หากว่าหลังวิ่งเสร็จเราได้ดื่มกาแฟดีๆ สักแก้ว ฝากท้องกับบรันช์สักมื้อ นั่งเอนหลังทอดสายตามองต้นไม้สีเขียวท่ามกลางธรรมชาติ โดยที่ยังไม่ต้องเดินทางออกนอกเมือง

 

 
 

Runner’s Cafe Guide เดินทางมาถึง EP.3 แล้ว หลังจากพาเหล่านักวิ่งไปเช็กอินคาเฟ่รอบสวนลุมฯ-สวนเบญฯ และคาเฟ่รอบสวนจตุจักร-สวนรถไฟ

 

ครั้งนี้เราเลยคัดลิสต์ 18 คาเฟ่ใต้ร่มไม้ บรรยากาศร่มรื่น ตั้งแต่สวนกลางเมือง เรือนกระจกท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ ไปจนถึงโฮมคาเฟ่ที่ให้ความรู้สึกเหมือนได้หลบไปพักต่างจังหวัด เหมาะกับวันดีๆ ดื่มด่ำกับความสงบสมกับวันหยุดสุดสัปดาห์ ถ้าใครพร้อมแล้วเตรียมเซฟลิสต์นี้ไว้ แล้วออกมาลุยกันเลย

 

รูปภาพคาเฟ่ใต้ร่มไม้ บรรยากาศร่มรื่นในกรุงเทพฯ เหมาะสำหรับนักวิ่ง 1

 

Craft at Kimpton Maa-Lai Bangkok

 

ใครที่กำลังมองหาที่นั่งชิลใจกลางเมืองแบบไม่ต้องรีบลุกไปไหน เราว่า CRAFT คือหนึ่งในร้านที่ชวนให้นั่งได้ตั้งแต่เช้าจรดเย็น แม้จะตั้งอยู่ภายในโรงแรมหรูย่านหลังสวน แต่บรรยากาศกลับเป็นกันเองกว่าที่คิด โดยเฉพาะโซนเอาต์ดอร์ที่รายล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่และพื้นที่สีเขียว ให้ความรู้สึกเหมือนได้พักจากความวุ่นวายของเมืองสักชั่วคราว ซึ่งตลอดทั้งวันก็จะเห็นผู้คนแวะเวียนมานั่งทำงาน นัดพบเพื่อน หรือพาสัตว์เลี้ยงคู่ใจออกมาเดินเล่น เพราะที่นี่เป็น Pet-Friendly แบบเต็มตัว จนกลายเป็นหนึ่งในจุดนัดพบยอดนิยมของคนรักสัตว์ในกรุงเทพฯ

 

Address: โรงแรม Kimpton Maa-Lai Bangkok ชั้น 1 ซอยหลังสวน, ปทุมวัน

Open: เปิดทุกวัน เวลา 07.00-23.00 น.

Contact: kimptonmaalaibangkok 

Map: https://maps.app.goo.gl/Xv9uaS4A6xshommE6

 

รูปภาพคาเฟ่ใต้ร่มไม้ บรรยากาศร่มรื่นในกรุงเทพฯ เหมาะสำหรับนักวิ่ง 2

 

Nai Lert Park Heritage Home

 

อีกหนึ่งพิกัดที่กำลังฮิตในตอนนี้ และอยู่ใจกลางย่านเพลินจิตที่เต็มไปด้วยตึกสูง ความเร่งรีบของเมือง ภายในมีสวนประวัติศาสตร์อายุกว่าร้อยปีซ่อนตัวอยู่ อย่าง ‘บ้านปาร์คนายเลิศ’ ซึ่งเราจะได้เดินลัดเลาะชมวิวไปตามทางเดินในสวน ก่อนจะมาหยุดพักที่ Ma Maison ร้านอาหารเรือนกระจกที่ตั้งอยู่กลางสนามหญ้าสีเขียว มองออกไปทางไหนก็เห็นวิวสวนและเรือนไม้โบราณที่ช่วยเติมเสน่ห์ให้กับพื้นที่แห่งนี้

 

เมนูของที่นี่จะเป็นอาหารไทยโฮมคุกที่สืบทอดมาจากสูตรประจำตระกูล ไม่ว่าจะเป็นหมี่น้ำปาร์คนายเลิศ, ห่อหมก, หรือแกงมัสมั่นสูตรดั้งเดิม ส่วนใครที่อยากมานั่งพักผ่อนในช่วงบ่าย ก็สามารถสั่งเครื่องดื่มเย็นๆ หรือของหวานมานั่งเอนจอยบรรยากาศใต้ร่มไม้ได้เช่นกัน

 

Address: บ้านปาร์คนายเลิศ, ถนนเพลินจิต

Open: เปิดทุกวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 09.30-16.30 น. (หยุดวันจันทร์และอังคาร)

Contact: nailertpark_heritagehome 

Map: https://maps.app.goo.gl/wDwFk1USFmWZwVT46

 

รูปภาพคาเฟ่ใต้ร่มไม้ บรรยากาศร่มรื่นในกรุงเทพฯ เหมาะสำหรับนักวิ่ง 3

 

Piccolo Vicolo Cafe

 

สำหรับใครที่ชอบคาเฟ่บรรยากาศอบอุ่น รายล้อมด้วยต้นไม้สีเขียว และมีมุมให้นั่งใช้เวลาได้แบบไม่ต้องรีบ ‘Piccolo Vicolo’ น่าจะเป็นอีกหนึ่งชื่อที่คุ้นตากันดี เพราะไม่ว่าจะเป็นสาขาไหน สิ่งที่เหมือนกันคือความรู้สึกสงบและเป็นกันเองที่ซ่อนอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายของเมือง

 

ตัวร้านของแต่ละสาขาไม่ว่าจะเป็นสาขา ‘ราชเทวี’ ที่ซ่อนตัวอยู่ในสวนกลางเมือง, สาขา ‘สามยอด’ ที่โดดเด่นด้วยอาคารสไตล์ลอฟต์ในย่านเมืองเก่า, หรือสาขา ‘ลาซาล’ ที่มาพร้อมกลิ่นอายวาบิ-ซาบิ จะเห็นได้ว่าทุกสาขามีการแทรกตัวอยู่ตามย่านเก่าหรือตรอกเล็กๆ ที่กลมกลืนไปกับต้นไม้และแสงธรรมชาติได้อย่างลงตัว มีทั้งมุมริมหน้าต่าง มุมนั่งทำงานเงียบๆ ไปจนถึงโซน Open-air ที่เปิดรับลมธรรมชาติ ทำให้หลายคนตั้งใจมาแค่ดื่มกาแฟ แต่สุดท้ายกลับนั่งเพลินจนเผลอใช้เวลาอยู่ที่นี่เกือบทั้งวัน

 

Address: มีสาขาทั้งหมด 3 สาขา ได้แก่ สาขา GalileOasis (ราชเทวี), สาขาวังบูรพา-สามยอด, สาขา Dadfa Lasalle (ลาซาล)

Open: เปิดทุกวันพุธ-จันทร์ เวลา 09.00-18.00 น. (หยุดทุกวันอังคาร)

Contact: Piccolo Vicolo 
รูปภาพคาเฟ่ใต้ร่มไม้ บรรยากาศร่มรื่นในกรุงเทพฯ เหมาะสำหรับนักวิ่ง 4

 

RAWR Cafe

 

คาเฟ่ย่านพระโขนงที่ซ่อนตัวอยู่ในโครงการ Naiipa Art Complex (ในป่า อาร์ท คอมเพลกซ์) ทันทีที่ก้าวเข้ามาก็จะสะดุดตาด้วยต้นก้ามปูขนาดยักษ์ พร้อมทางเดินสะพานไม้ที่ทอดยาวอยู่ใต้เงา ส่วนตัวร้านให้ความรู้สึกปลอดโปร่งด้วยดีไซน์กลาสเฮาส์สุดเท่ที่จับคู่โครงสร้างเหล็กสีดำเข้ากับกระจกใส ทำให้มองเห็นพื้นที่สีเขียวขจีได้แบบพาโนรามา ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็เหมือนได้หลุดเข้าไปในป่าใจกลางเมืองจริงๆ

 

สำหรับเมนูซิกเนเจอร์ที่หลายคนแนะนำคือ ‘กาแฟสกัดเย็น’ หรือเมนูเดอร์ตี้หอมๆ ส่วนใครที่ไม่ใช่สายกาแฟก็ไม่ต้องกังวลไป ทางร้านยังมีเมนูช็อกโกแลตเย็นเข้มข้นที่ตอบโจทย์ไม่แพ้กัน แถมยังมีเบเกอรีโฮมเมดอย่าง ‘ครัวซองต์’ อบร้อนๆ ไว้กินคู่กันก็ลงตัวพอดี

 

Address: RAWR Cafe (รอวร์คาเฟ่), โครงการ Naiipa Art Complex, ซอยสุขุมวิท 46 (ใกล้ BTS พระโขนง)

Open: เปิดทุกวันเวลา 10.00-18.00 น.

Contact: RAWR Cafe at Naiipa

Map: https://maps.app.goo.gl/GobtzGmzj8vVnhrP9

 
รูปภาพคาเฟ่ใต้ร่มไม้ บรรยากาศร่มรื่นในกรุงเทพฯ เหมาะสำหรับนักวิ่ง 5

 

Patom Organic Living

 

คาเฟ่กลาสเฮาส์ใจกลางทองหล่อที่รายล้อมด้วยสวนออร์แกนิก บรรยากาศโปร่งสบายจากแสงธรรมชาติและโครงสร้างไม้เรียบง่ายช่วยให้ที่นี่แตกต่างจากคาเฟ่ใจกลางเมืองทั่วไป หลายคนเลือกแวะมานั่งพัก อ่านหนังสือ หรือใช้เวลาอยู่กับตัวเองสักพักหลังจากผ่านเช้าวันอันแอ็กทีฟมาแล้ว ส่วนเมนูก็ยังคงยึดแนวคิดออร์แกนิกเป็นหัวใจสำคัญ ตั้งแต่เครื่องดื่มอย่าง Organic Coconut Coffee ไปจนถึงขนมไทยร่วมสมัย

 

Address: ซอยสุขุมวิท 49/6 เขตวัฒนา กรุงเทพฯ

Open: เปิดทุกวัน เวลา 09.00-18.00 น.

Contact: Patom Organic Living

Map: https://maps.app.goo.gl/V3ivw4HZnGkJn99G8

 
รูปภาพคาเฟ่ใต้ร่มไม้ บรรยากาศร่มรื่นในกรุงเทพฯ เหมาะสำหรับนักวิ่ง 6

 

Tavy’s Home

 

ถัดมาที่ย่านบางจากกับคาเฟ่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและความอบอุ่นของบ้านไม้เก่าแก่อายุกว่า 65 ปี ที่รีโนเวตใหม่กลายเป็นโฮมคาเฟ่สุดโคซี่ ภายนอกโอบล้อมด้วยสวนสีเขียวขจีให้ความรู้สึกเหมือนได้กลับมาพักผ่อนที่บ้านสวนของคุณตาคุณยาย ซึ่งนอกจากบรรยากาศจะชวนผ่อนคลายแล้ว ที่นี่ยังมีเมนูอาหาร เครื่องดื่ม และขนมให้เลือกแบบครบจบในที่เดียว ส่วนใครที่อยากเติมความสดชื่นระหว่างวัน แนะนำให้ลองสั่ง ‘กาแฟมะปี๊ดโซดา’ สดชื่นดื่มง่ายและช่วยปลุกความกระปรี้กระเปร่าได้เป็นอย่างดี และเป็นร้านที่ Pet-Friendly ด้วย ซึ่งสามารถพาน้องๆ สัตว์เลี้ยงมาเดินเล่น นั่งชิล และใช้เวลาร่วมกันได้

 

Address: Tavy’s Home (ทาวี่ส์โฮม), ซอยสุขุมวิท 97/1 (ใกล้ BTS บางจาก)

Open: เปิดทุกวันจันทร์และวันพุธ-ศุกร์ เวลา 09.00-17.00 น. , วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 09.00-17.30 น. (หยุดทุกวันอังคาร)

Contact: Tavy’s Home ทาวี่ส์โฮม 

Map: https://maps.app.goo.gl/5CMWipsJs7gCJpfx5

 
รูปภาพคาเฟ่ใต้ร่มไม้ บรรยากาศร่มรื่นในกรุงเทพฯ เหมาะสำหรับนักวิ่ง 7

 

Baansuan Sathorn

 

ใจกลางย่านธุรกิจที่เต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้าอย่างสาทร ก็มีพื้นที่สวนเขียวชอุ่มขนาดย่อมซ่อนอยู่นั่นคือ ‘บ้านสวนสาทร คราฟแอนด์คาเฟ่’ ที่ให้เราได้พักใจใต้เงาของต้นไม้น้อยใหญ่ มีน้ำตกจำลอง บ่อปลาคาร์ป และไอหมอกจางๆ ที่พ่นออกมารอบบริเวณ ช่วยลดอุณหภูมิความร้อนและสร้างความเย็น ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินเล่นอยู่ในป่าลึกทั้งที่ยังอยู่ใจกลางเมือง

 

ที่ไม่ว่าจะมาฝากท้องมื้อกลางวันหรือมื้อเย็นรสชาติก็ถึงเครื่อง แล้วตามด้วยของหวานและเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของสมุนไพรหรือผลไม้ไทยก็ช่วยเติมความสดชื่นได้ดีเช่นกัน

 

Address: บ้านสวนสาทร คราฟแอนด์คาเฟ่, ซอยศรีบำเพ็ญ, สาทร

Open: เปิดทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 10.30-23.00 น. และเสาร์-อาทิตย์ เวลา 08.30-23.00 น.

Contact: baansuansathorn 

Map: https://maps.app.goo.gl/L3TcJMbGVCdvVGee6

 

รูปภาพคาเฟ่ใต้ร่มไม้ บรรยากาศร่มรื่นในกรุงเทพฯ เหมาะสำหรับนักวิ่ง 8

 

MiVana Organic Forest Coffee

 

อีกหนึ่งร้านที่อยากชวนให้ปักหมุดไว้ของย่านศรีนครินทร์ ทันทีที่ก้าวเข้ามา บรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยแนวต้นไม้สูงใหญ่ที่โอบล้อมพื้นที่เอาไว้จนแทบลืมไปว่ากำลังอยู่ในกรุงเทพฯ ตัวร้านเป็นเรือนกระจกโปร่งสบาย มองไปทางไหนก็เห็นพื้นที่สีเขียวของต้นไม้

 

แน่นอนว่าหัวใจสำคัญของร้านคือ ‘กาแฟออร์แกนิก’ ที่ปลูกใต้ร่มเงาป่าต้นน้ำจากภาคเหนือของไทย ซึ่งเป็นแนวทางการเพาะปลูกที่ช่วยรักษาระบบนิเวศไปพร้อมกับการสร้างรายได้ให้ชุมชน ซึ่งหลายคนแนะนำให้ลองกาแฟดริปหรือเมล็ด Single Origin ของทางร้าน

 

Address: โครงการ One Premier Corporate Park, ซอยศรีนครินทร์ 57, หนองบอน, ประเวศ

Open: เปิดทุกวัน เวลา 07.30-18.30 น.

Contact: MiVana Organic Forest Coffee 

Map: https://maps.app.goo.gl/Yx1neFxeB7NNqYGk8

 
รูปภาพคาเฟ่ใต้ร่มไม้ บรรยากาศร่มรื่นในกรุงเทพฯ เหมาะสำหรับนักวิ่ง 9

 

อยู่ | กับ | บ้าน

 

แค่ชื่อร้านก็ชวนให้รู้สึกสบายใจ ‘อยู่ | กับ | บ้าน’ โฮมคาเฟ่เล็กๆ ภายในเป็นบ้านไม้สองชั้นที่ยังคงเสน่ห์ดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างอบอุ่น รายล้อมด้วยต้นไม้และสวนสีเขียวที่ได้รับการดูแลอย่างดี จนบรรยากาศโดยรอบเงียบสงบและเป็นกันเองราวกับกำลังมานั่งเล่นอยู่บ้านของคนรู้จัก ส่วนเมนูก็เน้นความเรียบง่ายและใส่ใจในรายละเอียด ทั้งกาแฟ ชาไทย และเบเกอรีโฮมเมดที่อบสดใหม่ในแต่ละวัน

 

Address: อ่อนนุช 17, สวนหลวง, กรุงเทพฯ

Open: เปิดทุกวันพุธ-จันทร์ เวลา 10.00-20.30 น. (หยุดทุกวันอังคาร)

Contact: อยู่ | กับ | บ้าน

Map: https://maps.app.goo.gl/hUAzMXHNJabxEvsC6

 
รูปภาพคาเฟ่ใต้ร่มไม้ บรรยากาศร่มรื่นในกรุงเทพฯ เหมาะสำหรับนักวิ่ง 10

 

Ripple Coffee Roasters

 

มาที่ย่านวงศ์สว่างกันบ้าง ย่านนี้ก็มีสเปซสีเขียวซ่อนอยู่เช่นกันกับ ‘Ripple Coffee Roasters BKK’ คาเฟ่สไตล์มินิมอลที่กลมกลืนไปกับธรรมชาติ ด้วยการตกแต่งของตัวร้านที่เน้นการใช้แสงธรรมชาติให้ลอดผ่านเงาไม้ลงมา ผสานกับโครงสร้างเรียบง่ายดูสบายตา ทำให้ทุกมุมของร้านอบอวลไปด้วยมวลเอเนอร์จีบวกและมอบความรู้สึกผ่อนคลายทันทีที่ก้าวเข้ามา อีกทั้งกาแฟของที่นี่เขาคั่วเมล็ดเอง และมีให้เลือกหลากหลายทั้ง House Blend และ Single Origin ดื่มคู่กับสโคนเนื้อนวลก็ดีเหมือนกัน ใครที่เป็นคอกาแฟตัวจริงบอกเลยว่าห้ามพลาด

 

Address: Ripple Coffee Roasters, ซอยวงศ์สว่าง 29, บางซื่อ

Open: เปิดทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00-17.00 น. และวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 08.00-18.00 น.

Contact: ripplecoffeeroasters 

Map: https://maps.app.goo.gl/DriBgRRpSZ3seUJC7

 
รูปภาพคาเฟ่ใต้ร่มไม้ บรรยากาศร่มรื่นในกรุงเทพฯ เหมาะสำหรับนักวิ่ง 11

 

Yellow Lane

 

ขยับมาที่ย่านอารีย์กันบ้างกับ Yellow Lane คาเฟ่และร้านอาหารสไตล์บรันช์ที่ดัดแปลงบ้านหลังใหญ่ให้กลายเป็นพื้นที่พักผ่อนท่ามกลางสวนสีเขียวสุดร่มรื่น รายล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่และสนามหญ้ากว้างๆ ที่ช่วยให้บรรยากาศดูผ่อนคลายจนแทบลืมไปว่ากำลังอยู่ใจกลางเมือง ให้ฟีลคล้ายการมานั่งเล่นในสวนหลังบ้านมากกว่าการมาคาเฟ่ทั่วไป

 

ส่วนเมนูเด่นๆ ของที่นี่ก็หนีไม่พ้นบรันช์สไตล์ออสเตรเลียนอย่าง Smashed Avocado บนขนมปังซาวร์โดวจ์ รวมถึงสมูทตี้และเครื่องดื่มสายเฮลท์ตี้

 

Address: ซอยพหลโยธิน 5 (ซอยราชครู) อารีย์ 1

Open: เปิดทุกวัน เวลา 07.30-22.00 น.

Contact: yellowlanebkk 

Map: https://maps.app.goo.gl/No1y4tGQkav6s3Mu6

 
รูปภาพคาเฟ่ใต้ร่มไม้ บรรยากาศร่มรื่นในกรุงเทพฯ เหมาะสำหรับนักวิ่ง 12

 

TOKIZEN Cafe

 

คาเฟ่สไตล์ญี่ปุ่นที่ซ่อนตัวอยู่ในซอยบางขุนนนท์ 31 บรรยากาศเป็นแบบเอาต์ดอร์ตกแต่งสวนสไตล์เซน โดดเด่นด้วยต้นไม้สูงใหญ่อยู่ตรงกลางร้านให้ความรู้สึกสงบและร่มรื่น เหมือนได้วาร์ปไปนั่งพักผ่อนอยู่ที่เกียวโต

 

สำหรับเมนูที่หลายคนแนะนำให้ลองเลยคือ ‘มัทฉะเย็น’ คุณภาพพรีเมียมตีสดใหม่แก้วต่อแก้ว ใครที่หลงรักความเข้มข้นกลมกล่อมของมัทฉะเราว่าน่าจะถูกใจแน่นอน จะสั่งมาดื่มคู่กับขนมหวานสไตล์ญี่ปุ่นแท้ๆ อย่าง ‘วาราบิโมจิ’ เนื้อนุ่มหนึบ หรือ ‘ทาร์​ตมัทฉะ’ ก็เข้ากันลงตัวพอดี

(แอบกระซิบว่าช่วงนี้ทางร้านตกแต่งธีมซากุระด้วย ใครเป็นสายคอนเทนต์หรือชอบถ่ายรูป รับรองได้รูปกลับไปเพียบแน่นอน!)

 

Address: Tokizen cafe, บางขุนนนท์, บางกอกน้อย

Open: เปิดทุกวันเวลา 08.00-17.00 น.

Contact: TOKIZEN Cafe 

Map: https://maps.app.goo.gl/y5jZUGLhHj4LzJJn7

 
รูปภาพคาเฟ่ใต้ร่มไม้ บรรยากาศร่มรื่นในกรุงเทพฯ เหมาะสำหรับนักวิ่ง 13

 

SIT UNDER TREE Special Coffee&Home Roasters

 

ขยับออกมาชานเมืองฝั่งคลองสามวากันบ้าง แค่ชื่อร้านก็บ่งบอกถึงคอนเซปต์ได้อย่างชัดเจน ที่นี่พร้อมให้ทุกคนมานั่งทิ้งตัวในบรรยากาศสบายๆ ใต้ร่มไม้ใหญ่ เหมือนอยู่สวนหลังบ้าน ตัวร้านมีความโฮมมี่และเปิดรับลมธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ เหมาะกับการมานั่งสูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอด แต่เห็นอย่างนี้ที่นี่ก็เด่นด้วยเมนูอาหารอิตาเลียนโฮมเมดจัดเต็ม ทั้งพิซซ่าเตาถ่านแป้งบางกรอบ พาสต้ารสชาติเข้มข้น ส่วนเครื่องดื่มก็น่าสนใจไม่แพ้กันอย่าง กาแฟแบบ Specialty ที่ร้านคั่วเอง นอกจากนี้ ที่นี่ยังเปิดเป็น Pet-Friendly อีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งคาเฟ่ที่ตอบโจทย์ทั้งสายกิน สายชิล และคนรักสัตว์เลี้ยงในที่เดียว

 

Address: SIT UNDER TREE Special Coffee&Home Roasters, ถนนเลียบคลองสอง (ย่านคู้บอน), คลองสามวา

Open: เปิดทุกวัน เวลา 07.30-17.00 น.

Contact: ssitundertree

Map: https://maps.app.goo.gl/Em5KSKTDvVebwa7f8

 
รูปภาพคาเฟ่ใต้ร่มไม้ บรรยากาศร่มรื่นในกรุงเทพฯ เหมาะสำหรับนักวิ่ง 14

 

BASKET – coffee and croissant

 

คาเฟ่สไตล์โฮมมี่แถวชานเมืองที่มาในบรรยากาศแสนอบอุ่น ด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้และโทนสีขาวสบายตาโอบล้อมด้วยสวนสวยสีเขียวชอุ่ม ให้ความรู้สึกเหมือนได้มาเที่ยวบ้านพักตากอากาศกลางสวนอังกฤษ ตัวร้านมีทั้งโซน Indoor ที่แฝงกลิ่นอายวินเทจเบาๆ และโซน Outdoor ท่ามกลางต้นไม้และดอกไม้ช่วยเติมความสดชื่นตลอดวัน ไม่ว่าจะนั่งปิกนิก พักผ่อน หรือใช้เวลากับน้องๆ สัตว์เลี้ยงก็ทำได้อย่างสบายๆ เพราะที่นี่เป็นร้าน Pet-Friendly อีกด้วย จึงเหมาะทั้งสำหรับครอบครัว กลุ่มเพื่อน และคนรักสัตว์

 

สำหรับเมนูที่เรียกได้ว่าเป็นพระเอกของที่นี่คือ ‘ครัวซองต์’ อบร้อนๆ หอมกลิ่นเนยชัดเจน มีให้เลือกหลายรสชาติ กินคู่กับกาแฟหรือช็อกโกแลตเย็นก็เข้ากันสุดๆ

 

Address: BASKET – coffee and croissant, ถนนหทัยราษฎร์, คลองสามวา

Open: เปิดทุกวันอังคาร-ศุกร์ เวลา 08.00-17.00 น. และวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 09.00-18.00 น.

Contact: basketcoffeeandcroissant 

Map: https://maps.app.goo.gl/ioZLt7MPg99eFAAs5

 
รูปภาพคาเฟ่ใต้ร่มไม้ บรรยากาศร่มรื่นในกรุงเทพฯ เหมาะสำหรับนักวิ่ง 15

 

ฐ.ฐาน Simplemeet Cafe

 

ทันทีที่ก้าวเข้ามา บรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนจากความวุ่นวายของเมืองเป็นความร่มรื่นของสวนขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยต้นไม้ บ่อน้ำ และมุมพักผ่อนกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ ไฮไลต์ของที่นี่คือคาเฟ่เรือนกระจกสีขาวที่ตั้งอยู่ท่ามกลางสวนเขียว ให้ความรู้สึกโปร่งสบายและอบอุ่นในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะเลือกนั่งจิบกาแฟในห้องแอร์ หรือออกมาสูดอากาศบริเวณสวนด้านนอก ก็ชวนให้เผลอใช้เวลาอยู่ได้นานกว่าที่คิด

 

ระหว่างรออาหารหรือเครื่องดื่ม ยังสามารถเดินเล่นรอบสวน ให้อาหารปลาคาร์ฟ หรือหามุมเงียบๆ นั่งพักสายตาจากความวุ่นวายได้อีกด้วย ส่วนเมนูที่หลายคนแนะนำคือเบเกอรีโฮมเมดที่อบสดใหม่ในแต่ละวัน โดยเฉพาะเค้กเนื้อนุ่มที่เข้ากันได้ดีกับกาแฟซิกเนเจอร์ของทางร้าน

 

Address: ลาดพร้าว 71 ถนนนาคนิวาส

Open: เปิดทุกวัน เวลา 09.00-20.00 น.

Contact: th.thancafe 

Map: https://maps.app.goo.gl/5Gy7Mrh2FvVBVUF76

 
รูปภาพคาเฟ่ใต้ร่มไม้ บรรยากาศร่มรื่นในกรุงเทพฯ เหมาะสำหรับนักวิ่ง 16

 

Forestpresso Cafe, Bistro and Co-working Space

 

เป็นคาเฟ่ที่เมื่อก้าวเข้ามา บรรยากาศรอบตัวก็ทำให้รู้สึกผ่อนคลายและสดชื่นขึ้นทันที ด้วยความร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่ บ่อน้ำ และเสียงน้ำไหลเบาๆ ที่คลออยู่ตลอดเวลา อีกทั้งภายในร้านมีหลายมุมให้เลือกนั่ง ไม่ว่าจะเป็นโซนห้องแอร์ที่มองเห็นวิวสีเขียวผ่านกระจกบานใหญ่ และโซนด้านนอกท่ามกลางธรรมชาติที่ชวนให้ใช้เวลาอยู่ได้นานกว่าที่ตั้งใจไว้ ราวกับได้หลีกหนีความวุ่นวายในเมืองไปพักผ่อนบนดอยสักแห่ง ทั้งที่ยังอยู่ในกรุงเทพฯ

 

ส่วนเมนูของที่นี่ก็มีให้เลือกครบทั้งอาหาร เครื่องดื่ม และขนม โดยหลายคนแนะนำให้ลองเมนูกาแฟสเปเชียลตี้ของทางร้าน หรือหากอยากเติมความสดชื่นระหว่างวัน เครื่องดื่มแนว Refreshing ก็เป็นอีกตัวเลือกที่ไม่ควรพลาด

 

Address: Forestpresso Cafe, ซอยสังคมสงเคราะห์ 11, วังทองหลาง

Open: เปิดทุกวัน เวลา 10.30-19.30 น.

Contact: Forestpresso

Map: https://maps.app.goo.gl/MBFePRsPkoG1gggPA

 

 
รูปภาพคาเฟ่ใต้ร่มไม้ บรรยากาศร่มรื่นในกรุงเทพฯ เหมาะสำหรับนักวิ่ง 17

 

Camin Cuisine & Cafe

 

‘ขมิ้น’ Camin Cuisine & Cafe’ คือหนึ่งในร้านอาหารใต้รสจัดจ้านที่หลายคนตั้งใจมาฝากท้อง แต่ไม่ได้มีดีแค่อาหารเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะที่นี่มีเมนูเครื่องดื่มและขนมหวานจากโซนคาเฟ่ที่ช่วยดับความเผ็ดร้อนได้ มาที่นี่ทุกคนจะได้เดินเล่นเพลินๆ ชมสวนและลำธารเล็กๆ ให้อาหารปลาคาร์ฟ และดื่มด่ำกับธรรมชาติรอบตัวในพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่ชวนให้ใช้เวลาอยู่ได้นานกว่าที่ตั้งใจไว้

 

Address: Camin Cuisine & Cafe, ซอยประเสริฐมนูกิจ 2, จตุจักร

Open: เปิดทุกวัน เวลา 10.00-21.30 น.

Contact: camin.cuisineandcafe

Map: https://share.google/k4iLrVE3XOVKhiEo8

 
รูปภาพคาเฟ่ใต้ร่มไม้ บรรยากาศร่มรื่นในกรุงเทพฯ เหมาะสำหรับนักวิ่ง 18

 

Natura Cafe

 

Natura Cafe คาเฟ่สวนลิ้นจี่เก่าแก่ริมคลองอายุกว่า 100 ปีที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่และความเงียบสงบ ทำให้เราได้รีเฟรชร่างกายตัวเองเหมือนออกต่างจังหวัด แต่อันที่จริงแค่ขับรถออกจากตัวเมืองมาไม่นาน ซึ่งความน่าสนใจของที่นี่ไม่ใช่แค่ตัวคาเฟ่ไม้ไผ่ที่เปิดรับลมธรรมชาติ หรือเมนูกาแฟที่หยิบวัตถุดิบในพื้นที่มาสร้างสรรค์ใหม่ แต่คือจังหวะการใช้ชีวิตที่ค่อยๆ ช้าลงตั้งแต่ก้าวเข้ามาในสวน แต่เป็นการได้นั่งมองวิวคลอง เดินเล่นใต้ร่มต้นลิ้นจี่ พายเรือคายัก หรือปล่อยเวลาให้ผ่านไปพร้อมเครื่องดื่มเย็นๆ สักแก้ว

 

Address: ซอยจอมทอง 19, กรุงเทพฯ

Open: เปิดทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 10.00-17.00 น. และวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 09.00-17.30 น.

Contact: naturacafebkk 

Map: https://maps.app.goo.gl/4mvgLEXPDEhxxKEZA

 

ภาพ: Courtesy of Cafe

The post Runner’s Cafe Guide 18 คาเฟ่ใต้ร่มไม้ พิกัดรีชาร์จสำหรับพี่นักวิ่งรอบกรุงเทพฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รีวิว TAANG ร้านใหม่ของเชฟก้อง ที่พาอาหารเหนือไปไกลกว่าข้าวซอยและไส้อั่ว https://thestandard.co/life/taang-chef-kong-northern-food/ Mon, 01 Jun 2026 11:01:01 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1213514 ภาพอาหารเหนือจานสวยจากร้าน TAANG ของเชฟก้อง

อาหารเหนือในวันนี้อาจไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนเมืองอีกต่ […]

The post รีวิว TAANG ร้านใหม่ของเชฟก้อง ที่พาอาหารเหนือไปไกลกว่าข้าวซอยและไส้อั่ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอาหารเหนือจานสวยจากร้าน TAANG ของเชฟก้อง

อาหารเหนือในวันนี้อาจไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนเมืองอีกต่อไป เราคุ้นเคยกับข้าวซอย ไส้อั่ว น้ำพริกหนุ่ม หรือแกงฮังเลในร้านอาหารมากมาย แต่สิ่งที่ TAANG ทำไม่ใช่การพยายามนำอาหารเหนือมาทำให้หรูขึ้นหรือร่วมสมัยขึ้น หากเป็นการชวนย้อนกลับไปมองว่าอาหารเหล่านี้เดินทางมาได้อย่างไร ผ่านผู้คน เส้นทางการค้า และวัฒนธรรมที่หลอมรวมกันอยู่บนภูเขาและชายแดนภาคเหนือมาหลายร้อยปี

 

ภาพอาหารเหนือจานสวยจากร้าน TAANG ของเชฟก้อง 1

 

เชฟเทเบิ้ลขนาด 12 ที่นั่งของเชฟก้อง–ก้องวุฒิ ชัยวงศ์ขจร จาก Locus Native Food Lab เชียงราย จึงไม่ใช่แค่ประสบการณ์การกินแบบ Tasting Menu แต่เหมือนการออกเดินทางที่เคยเชื่อมโยงผู้คน วัตถุดิบ และรสชาติจากหลากวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน โดยแต่ละคอร์สถูกออกแบบตามช่วงของการเดินทาง ตั้งแต่เสบียงระหว่างทาง ป่าบนภูเขา ไปจนถึงการตั้งถิ่นฐาน และความทรงจำที่ยังหลงเหลืออยู่ในอาหาร

 

ภาพอาหารเหนือจานสวยจากร้าน TAANG ของเชฟก้อง 2

เชฟก้อง–ก้องวุฒิ ชัยวงศ์ขจร

 

The Vibe

 

TAANG ซ่อนตัวอยู่บนชั้น 2 ของเอราวัณ แบงค็อก ในพื้นที่ขนาดกะทัดรัดที่รองรับแขกได้เพียง 12 คน บรรยากาศแตกต่างจากร้าน Fine Dining ที่เน้นความโอ่อ่า ทางการ เป็นความอบอุ่น นิ่งสงบ

 

ภาพอาหารเหนือจานสวยจากร้าน TAANG ของเชฟก้อง 3

 

ภายในตกแต่งด้วยวัสดุธรรมชาติอย่างไม้ งานจักสาน และโทนสีเอิร์ธที่ชวนให้นึกถึงภูมิประเทศทางเหนือ ภาชนะถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกับอาหารแต่ละจานได้อย่างลงตัว

 

The Taste

 

เมนูเปิดตัวถูกแบ่งออกเป็น 6 ช่วงของการเดินทาง โดยใช้แนวคิดเรื่อง Caravan หรือเส้นทางการค้าของภาคเหนือเป็นแกนหลัก

 

ภาพอาหารเหนือจานสวยจากร้าน TAANG ของเชฟก้อง 4

First Trip

 

ช่วง First Trip เปรียบเสมือนเสบียงที่พกติดตัวระหว่างทาง เริ่มจาก ข้าวปั้นถั่ว ที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมชาวไทใหญ่ เสิร์ฟคู่ซอสเต้าหู้ ก่อนต่อด้วย กุ้งคุ้น กุ้งแห้งกึ่งตากที่เพิ่มมิติด้วยผักกาดดองหมัก และ พริกซ้า ที่นำปลาทูย่างมาเล่นกับความเผ็ดหอมของพริกพื้นถิ่น

 

ในช่วง Highland Canopy เชฟพาเข้าสู่โลกของป่าและภูเขา จานที่น่าสนใจคือ น้ำพริกปลาจ่าวเลื้อ ที่เสิร์ฟพร้อมผักท้องถิ่น และจานที่เราชอบมากอย่าง ข้าวซอยเย็น ที่เป็นการตีความเมนูคลาสสิกของภาคเหนือในรูปแบบที่สดชื่น เบา แต่ยังได้รสของข้าวซอยชัดเจน

 

ภาพอาหารเหนือจานสวยจากร้าน TAANG ของเชฟก้อง 5ภาพอาหารเหนือจานสวยจากร้าน TAANG ของเชฟก้อง 6

 

ข้าวซอยเย็น

 

เมื่อเข้าสู่ช่วง By The Fire รสชาติเริ่มเข้มข้นขึ้น ทั้งจานเรียบง่ายอย่าง หมูดำเมืองเหนือ นำมาจิ้มเกลือ และ ไส้อั่วค่าง ที่หยิบไส้อั่วดั้งเดิมมานำเสนอในบริบทใหม่ โดยยังรักษากลิ่นอายของเครื่องเทศเหนือ

 

ภาพอาหารเหนือจานสวยจากร้าน TAANG ของเชฟก้อง 7ภาพอาหารเหนือจานสวยจากร้าน TAANG ของเชฟก้อง 8

หมูดำเมืองเหนือ และ ไส้อั่วค่าง

 

ต่อด้วย Settlement หรือจานหลัก ซึ่งสะท้อนอิทธิพลของการตั้งถิ่นฐานและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอาหารในภาคเหนือ ผ่าน แกงฮังเล รสจัดจ้าน และ บะหมี่ขอย หรือเส้นสไตล์ยูนนานที่ทางร้านทำเอง จับคู่กับเนื้อตุ๋น ไขกระดูก และผักดอง ซึ่งเป็นสูตรเก่าแก่ที่ทางเชฟก้องได้มา

 

ภาพอาหารเหนือจานสวยจากร้าน TAANG ของเชฟก้อง 9

แกงฮังเล รสจัดจ้าน และ บะหมี่ขอย

 

จากนั้นล้างปากด้วย ภูแล สับปะรดภูแลใบจิ๋ว ก่อนปิดท้ายด้วย ขนมจ๊อกเซ๊บ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากขนมมะพร้าวของชาวไทใหญ่ เสิร์ฟพร้อมไอศกรีมรมควัน สาคู และข้าวเหนียว ที่เป็นจานสร้างชื่อของเชฟ

 

Good For…

 

เหมาะสำหรับคนที่อยากสัมผัสอาหารเหนือในมุมที่ลึกขึ้น ผ่านวัตถุดิบท้องถิ่น เรื่องราวการเดินทางของผู้คน และอิทธิพลทางวัฒนธรรม ซึ่งแตกต่างจากร้านอาหารเหนือทั่วไป เหมาะสำหรับนักชิมที่มองหาประสบการณ์เหนือแบบใหม่ๆ ที่แพร์ริ่งกับไวน์แล้วดีมาก รวมถึงคนที่คิดถึงรสมือของเชฟก้องแต่ไม่สามารถบินไปกินที่เชียงรายได้บ่อยๆ มาที่นี่ รับรองว่าเชฟต้อนรับเป็นอย่างดี

 

TAANG

 

Address: ชั้น 2 เอราวัณ แบงค็อก (Erawan Bangkok) ถนนราชดำริ

Open: ทุกวันจันทร์-พุธ เวลา 18.30 น. (วันละ 1 รอบ)

Contact: LINE Official: @taang

Parking: สามารถจอดรถได้ที่อาคารเอราวัณ แบงค็อก

Budget: Tasting Menu ราคา 3,880++ บาทต่อคน (มี Beverage Pairing ให้เลือกเพิ่มเติม)

The post รีวิว TAANG ร้านใหม่ของเชฟก้อง ที่พาอาหารเหนือไปไกลกว่าข้าวซอยและไส้อั่ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Thaicoon ร้านอาหารไทยโมเดิร์นทวิสต์เปิดใหม่ ในไวบ์กึ่งบาร์สุดชิลย่านสีลม https://thestandard.co/life/thaicoon-modern-thai-silom/ Sun, 31 May 2026 11:54:05 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1213217 ไทยคูณ

ปีนี้เราเห็นเช็กลิสต์ร้านอาหารไทยเปิดใหม่ในกรุงเทพฯ ค่อ […]

The post Thaicoon ร้านอาหารไทยโมเดิร์นทวิสต์เปิดใหม่ ในไวบ์กึ่งบาร์สุดชิลย่านสีลม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยคูณ

ปีนี้เราเห็นเช็กลิสต์ร้านอาหารไทยเปิดใหม่ในกรุงเทพฯ ค่อนข้างคึกคักและหลากหลาย แต่ถ้าจะให้จิ้มหนึ่งร้านที่น่าจับตามองคงยกให้ Thaicoon ‘ไทยคูณ’ ร้านอาหารไทยโมเดิร์นทวิสต์เปิดใหม่ใจกลางสีลม ทว่าสิ่งที่ทำให้สายฟู้ดดี้ต้องหูผึ่งคือการได้ เชฟหวาย-สาละ ศักดาเดช จากร้าน Rasik ร้านอาหารไทยชื่อดังแห่งเชียงใหม่ และ เชฟบัดดี้-ถมธนัตถ์ หทโยดม มารับหน้าหลักในการรังสรรค์และวางโครงสร้างเมนู รวมถึงการเบลนด์เครื่องแกงหลักให้แก่ไทยคูณด้วยตัวเอง

 

พอทุกคนได้ยินแบบนี้ ก็คงจะคิดว่าเป็นรสชาติแบบที่รสิกหรือไปทางอีซีบัดดี้ไหมนะ?ขอบอกตรงนี้เลยว่าไม่ใช่ ด้วยคอนเซปต์ที่ว่า Real Thai, No Rules อาหารของไทคูณจึงเลือกที่จะสนุกมากขึ้นในสไตล์ที่เข้าถึงง่ายกว่า โดยมีการปรับรสชาติให้ถูกปากมากขึ้น และความตื่นเต้นอยู่ตรงที่เชฟหวายยอมเปิดใจสนุกไปกับการคอมไบน์วัตถุดิบไทยกับวัตถุดิบนำเข้า เพื่อให้ได้รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ในแบบฉบับของไทคูณ และในอนาคตร้านยังมีแผนจะเปิดบริการมื้อกลางวัน ขยายเวลาให้บริการทุกวัน พร้อมด้วยค็อกเทลซิกเนเจอร์ ไวน์ลิสต์ดีๆ และดีเจเปิดเพลงขับกล่อมในยามค่ำคืน

 

นอกจากนี้ เราเชื่อว่าหลายคนก็คงสงสัยในชื่อร้าน Thaicoon ซึ่งเราได้คำตอบมาว่าเป็นการเล่นคำที่ลึกซึ้ง โดยพ้องเสียงกับคำว่า Tycoon ที่แปลว่านักธุรกิจผู้มั่งคั่ง ก่อนจะปรับการสะกดเป็น Thaicoon เพื่อสื่อถึงคำว่า ‘ไทย’ และ ‘คูณ’ ในภาษาไทยที่เป็นมงคล หมายถึงความมั่งคั่งและช่วยเสริมบารมีเพิ่มพูนให้แก่กัน ซึ่งพอรวมกันแล้วถือเป็นความหมายที่ดีมากทีเดียว

     

 

 

The Vibe

 

ที่นี่ตั้งใจให้เป็นแฮงเอาต์ที่ทุกคนสามารถใส่ชุดลำลองมานั่งกินข้าวพูดคุยได้อย่างสบายใจ ไม่ชวนให้รู้สึกเกร็งเหมือนร้านไฟน์ไดนิงทั่วไป บรรยากาศภายในร้านมีกระจกบานใหญ่เปิดรับแสงธรรมชาติ ให้ความรู้สึกโปร่งโล่ง โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็นหลายมุมตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย ทั้งโซนหน้าบาร์ โซนห้องส่วนตัวสำหรับกินข้าวกับครอบครัว และโซนที่นั่งกินข้าวแฮงเอาต์แชร์บทสนทนา ส่วนงานดีไซน์เน้นร้านก็ได้ดึงองค์ประกอบของความโชคดีและมั่งคั่งตามชื่อร้านมาตกแต่งได้อย่างมีศิลปะ

 

 

 

The Taste

 

เมนูทั้งหมดในตอนนี้ยังเป็นเมนู Soft Opening อยู่ ซึ่งเราก็ได้เลือกสั่งจานเด็ดที่ผ่านการคัดสรรมาในทุกหมวดหมู่ ตั้งแต่จานเรียกน้ำย่อยไปจนถึงจานหลักหม้อร้อน เป็นสำรับอาหารไทยสไตล์คราฟต์ที่เต็มไปด้วยลูกเล่นทวิสต์ต่างๆ อย่างน่าประทับใจ

 

เริ่มที่คำเล็กเปิดต่อมรับรส เราสั่ง หอยเชลล์ดิบ ไอติมน้ำพริกถั่วตัด ปลาเงินทอด (290 บาท) หอยโฮตาเตะสดรสหวาน เสิร์ฟคู่กับความแปลกใหม่ของไอศกรีมน้ำพริกถั่วตัดและปลาเงินทอดกรอบ

 

ขนมครกหอย(ปู)ทอด (250 บาท) ก็เป็นขนมครกตามชื่อเลย ตัวแป้งกรอบสไตล์ไทยทวิสต์ที่อัดแน่นด้วยเนื้อปูทอดหอมมัน

 

ลาบกุ้งแดงญี่ปุ่นดิบผักสด (240 บาท) กุ้งแก้วอากะอิบิเนื้อเด้ง นำมาทำลาบรสจัดจ้าน เสิร์ฟบนผักคอสกรอบๆ

 

 

แล้วต่อด้วยจานที่เราสั่งมาแชร์กันในโต๊ะ อย่าง ไก่แช่รีเจนซี่ กานาฉ่าย น้ำพริกกะเหรี่ยง (320 บาท) เนื้อไก่นุ่มฉ่ำๆ ได้กลิ่นเหล้าไม่หนักเกินไป แกล้มด้วยกานาฉ่าย ตัดรสด้วยน้ำพริกกะเหรี่ยง เข้ากันอย่างไม่น่าเชื่อ

 

แฮมเบิร์กเนื้อสับปลาเค็มย่างทรงเครื่องกับไข่แดงดอง (320 บาท) จานนี้อยากให้คนที่กินเนื้อได้ลองสั่ง เนื้อสับผสมปลาเค็มย่างจนหอม ท็อปด้วยไข่แดงดองเพิ่มความนัวตบท้าย

 

ใบเหลียงผัดไข่เป็ด (230 บาท) ผัดใบเหลียงคลาสสิกที่เลือกใช้ไข่เป็ดแทนไข่ไก่เพิ่มความมันนัว แถมจานนี้ก็หอมกลิ่นคั่วกระทะ

 

 

อีกจานที่ทุกคนบนโต๊ะต่างลงความเห็นว่าดี เนื้อน่องลายตุ๋นผัดเขียวหวานแห้ง (650 บาท) เป็นเนื้อน่องลายที่ตุ๋นจนเปื่อยนุ่ม นำมาคั่วแห้งๆ กับเครื่องแกงเขียวหวานรสเข้มข้น ยิ่งกินข้าวสวยร้อนเป็นคำที่คอมพลีตเลย

 

จอแหร้งกรรเชียงปู (790 บาท) แกงคั่วกะทิปูซิกเนเจอร์ เชฟทำแบบน้ำขลุกขลิกรสเลยค่อนข้างเข้มข้นทีเดียว มีความหอมมัน แน่นอนว่าจัดเต็มด้วยเนื้อกรรเชียงปูม้าเน้นๆ

 

เมนูธรรมดาที่แก้เผ็ดของเมนูก่อนหน้าได้ดี คงหนีไม่พ้น ไข่เจียวเหรียญทอง (160 บาท) และเป็นร้านที่ทอดไข่เจียวมาได้ฟูกรอบสีเหลืองทองแพใหญ่สะใจมาก

 

กินไปสักพัก เชฟก็เสิร์ฟ ข้าวคลุกกุ้งแม่น้ำทอดสามเกลอหม้อร้อนสูตรเด็ด (1,190 บาท) ข้าวสวยร้อนๆ คลุกเครื่องสามเกลอ เสิร์ฟมาในหม้อร้อน ด้านบนมีกุ้งแม่น้ำตัวโตมันเยิ้ม เชฟบอกเป็นเมนูไฮไลต์ที่ห้ามพลาด

 

 

จากนั้นก็เข้าสู่ช่วงของหวานปิดท้ายมื้อ สัปปะรดภูแลกรานิต้า พริกเกลือ (230 บาท) ถ้วยนี้ล้างปากได้ดีมาก เกล็ดน้ำแข็งกรานิต้าสับปะรดภูแลเปรี้ยวหวาน ตัดด้วยพริกเกลือแซ่บๆ

 

กะลอจี๊ คาราเมลน้ำตาลโตนด (200 บาท) ต้องบอกก่อนว่าจานนี้เกิดขึ้นมาจากความชอบส่วนตัวของผู้ร่วมก่อตั้ง ตัวกะลอจี๊ทอดจนกรอบนอกเนื้อในหนึบ ราดซอสคาราเมลน้ำตาลโตนดหวานหอมละมุน เป็นอีกหนึ่งเมนูที่หากินได้ยากมากในปัจจุบัน

 

ปิดท้ายด้วย อินทนินไอศกรีมซันเดย์ (250 บาท) ขนมไทยโบราณเนื้อเหนียวนุ่ม นำมาทวิสต์จัดจานเสิร์ฟสไตล์ไอศกรีมซันเดย์ ราดน้ำกะทิที่รสออกเค็มนิดๆ ตัดรสชวนกินเพลิน

 

 

 

Good for

 

คนที่มองหาร้านอาหารไทยรสชาติจัดจ้านและไวบ์ดี ที่นี่ตอบโจทย์มากสำหรับคนที่อยากพากลุ่มเพื่อนที่ออฟฟิศมาสังสรรค์หลังเลิกงาน หรือพาครอบครัวมาจัดมื้อเย็นในบรรยากาศสบายๆ ด้วยรสชาติอาหารที่เข้าใจง่ายแต่แฝงด้วยความคิดสร้างสรรค์ เราเชื่อว่า Thaicoon จะกลายเป็นร้านใหม่ประจำย่านสีลมที่คุณอยากแวะเวียนมาบ่อยๆ แน่นอน

 

Thaicoon | ไทยคูณ

Address: ถนนสีลม (ข้างโรงแรม Pullman G Silom)

Open: เปิดวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 17 00-22.00 น. (ปิดวันจันทร์)

Contact: Thaicoon BKK (Tag IG @thaicoonbkk)

Parking: สามารถจอดรถได้ที่โรงแรม Pullman G (แสตมป์จอดรถได้ที่ร้าน)
Budget:
ราคา 500-2,000 บาทต่อคน

 

 

 

 

The post Thaicoon ร้านอาหารไทยโมเดิร์นทวิสต์เปิดใหม่ ในไวบ์กึ่งบาร์สุดชิลย่านสีลม appeared first on THE STANDARD.

]]>