LIFE | FOOD & DRINK – THE STANDARD https://thestandard.co/category/life/life-food-drink/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 03 Aug 2026 13:17:47 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Cafe LOM คาเฟ่เรือนกระจกเปิดใหม่ย่านพระราม 9 พื้นที่พักใจสำหรับคนเมือง https://thestandard.co/life/cafe-lom-glasshouse-rama-9/ Tue, 04 Aug 2026 01:12:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1237774 Cafe LOM คาเฟ่เรือนกระจกเปิดใหม่ย่านพระราม 9 บรรยากาศร่มรื่น

ท่ามกลางอาคารสำนักงานและการจราจรที่ไม่เคยหยุดนิ่งของย่า […]

The post Cafe LOM คาเฟ่เรือนกระจกเปิดใหม่ย่านพระราม 9 พื้นที่พักใจสำหรับคนเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Cafe LOM คาเฟ่เรือนกระจกเปิดใหม่ย่านพระราม 9 บรรยากาศร่มรื่น

ท่ามกลางอาคารสำนักงานและการจราจรที่ไม่เคยหยุดนิ่งของย่านพระราม 9 มีหนึ่งคาเฟ่ถือกำเนิดขึ้นภายใน Raintree Office Garden โครงการพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ นั่นก็คือ Cafe Lom ที่เจ้าของร้านตั้งใจให้เป็นมากกว่าที่ซื้อกาแฟ แต่ต้องการเป็นพื้นที่ให้คนทำงานและคนในละแวกใกล้เคียงได้หยุดพักจากจังหวะเร่งรีบของเมือง

 

ส่วนชื่อร้านคำสั้นๆ อย่าง ‘ลม’ สื่อถึงความโปร่งเบา ความสงบ และความรู้สึกสบายใจเมื่อได้ปล่อยตัวเองไปกับบรรยากาศรอบข้าง ขณะเดียวกันยังเชื่อมโยงกับพื้นที่ข้างเคียง Rin at Raintree ที่ใช้ชื่อว่า ‘ริน’ ซึ่งมีความหมายถึงป่าในภาษาญี่ปุ่น เมื่อนำสององค์ประกอบมารวมกัน จึงเกิดเป็นภาพของพื้นที่สีเขียวที่มีทั้งต้นไม้ ร่มเงา และสายลมเคลื่อนไหวอยู่ใจกลางเมือง

 

ภายนอกร้านมีต้นไม้ใหญ่เดิมกระจายตัวอยู่แล้ว ก่อนจะเพิ่มต้นไม้เข้ามาเติมความเขียวให้หนาแน่นขึ้น โดยเฉพาะพันธุ์ไม้จากภาคอีสานที่ถูกนำมาจัดวางให้เกิดเลเยอร์ของธรรมชาติรอบตัวร้าน ทำให้แม้จะอยู่ไม่ไกลจากถนนสายหลัก แต่บรรยากาศกลับสงบและแยกตัวออกจากความวุ่นวายได้อย่างน่าประหลาดใจ

 

Cafe LOM คาเฟ่เรือนกระจกเปิดใหม่ย่านพระราม 9 บรรยากาศร่มรื่น 1

Cafe LOM คาเฟ่เรือนกระจกเปิดใหม่ย่านพระราม 9 บรรยากาศร่มรื่น 2

 

แนวคิดของ Cafe Lom เริ่มต้นจากการลดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็น และเปิดเผยโครงสร้างของร้านอย่างตรงไปตรงมา ผนังกระจกใสรอบด้านช่วยลดเส้นแบ่งระหว่างพื้นที่ภายในกับสวนภายนอก ขณะที่โทนสีเอิร์ธโทนทำให้ร้านกลมกลืนไปกับสีของต้นไม้และแสงแดด

 

แทนที่จะตกแต่งร้านด้วยรายละเอียดจำนวนมาก ที่นี่เลือกปล่อยให้แสงธรรมชาติ เงาไม้ และบรรยากาศที่เปลี่ยนไปตามช่วงเวลาของวันกลายเป็นพระเอก จึงเป็นคาเฟ่ที่ให้ความรู้สึกแตกต่างกันเล็กน้อยในแต่ละครั้งที่มาเยือน และชวนให้เราใช้เวลากับสิ่งรอบตัวอย่างช้าลงโดยไม่ต้องพยายาม

 

Cafe LOM คาเฟ่เรือนกระจกเปิดใหม่ย่านพระราม 9 บรรยากาศร่มรื่น 3

Cafe LOM คาเฟ่เรือนกระจกเปิดใหม่ย่านพระราม 9 บรรยากาศร่มรื่น 4

 

The Vibe

 

ตัวร้านเป็นเรือนกระจกมินิมอลที่เปิดรับแสงจากทุกทิศทาง แสงแดดที่ลอดผ่านใบไม้และผนังกระจกเข้ามาช่วยให้บรรยากาศด้านในดูอบอุ่น โปร่งสบาย และไม่รู้สึกเหมือนกำลังนั่งอยู่ในอาคารปิด

 

ที่นั่งมีทั้งโซนภายในร้านและพื้นที่สวนด้านนอก โดยแต่ละมุมเหมาะกับการใช้งานต่างกันไป จะหยิบหนังสือมานั่งอ่าน เปิดแล็ปท็อปทำงาน นัดคุยกันแบบไม่เป็นทางการ หรือแวะมาพักสมองสักครึ่งชั่วโมงก็ได้ทั้งหมด

 

ช่วงที่เราไปเป็นวันหยุดบรรยากาศเลยค่อนข้างคึกคัก ส่วนคนที่อยากได้ความสงบ เราแนะนำให้แวะมาในวันธรรมดาหรือช่วงเช้าแทน

 

Cafe LOM คาเฟ่เรือนกระจกเปิดใหม่ย่านพระราม 9 บรรยากาศร่มรื่น 5

Cafe LOM คาเฟ่เรือนกระจกเปิดใหม่ย่านพระราม 9 บรรยากาศร่มรื่น 6

Cafe LOM คาเฟ่เรือนกระจกเปิดใหม่ย่านพระราม 9 บรรยากาศร่มรื่น 7

 

The Taste

 

เมนูของที่นี่เน้นเครื่องดื่มที่ดื่มได้ในชีวิตประจำวัน ควบคู่ไปกับเบเกอรีโฮมเมดสูตรของคุณน้าเจ้าของร้าน ให้ความรู้สึกเหมือนได้กินขนมฝีมือคนในครอบครัวมากกว่า

 

ฝั่งกาแฟมีเมนูพื้นฐานให้เลือกครบ ส่วนคนที่ไม่ดื่มกาแฟก็ยังมีชา มัทฉะ และเครื่องดื่มสดชื่นให้เลือกหลายแบบ

 

ช่วงเช้าที่เราไป เลยได้ลอง Hot Latte (80 บาท) ลาเต้ร้อนเสิร์ฟในแก้วเซรามิกสุดเก๋ ร้านใช้เมล็ดกาแฟเบลนด์จากไทยและบราซิล คั่วระดับ Medium to Dark ให้โทนรสของดาร์กช็อกโกแลต คาราเมล และถั่ว รสชาตินุ่ม ดื่มง่าย 

 

Cafe LOM คาเฟ่เรือนกระจกเปิดใหม่ย่านพระราม 9 บรรยากาศร่มรื่น 8

 

พอนั่งไปสักพัก แน่นอนว่าเราจะไม่พลาดที่สั่ง Coconut Matcha (120 บาท) 

ความหวานตามธรรมชาติของน้ำมะพร้าวเข้ากันได้ดีกับมัทฉะที่ร้านเลือกใช้ รสชาติเบาและสดชื่น เหมาะกับวันที่อยากได้เครื่องดื่มที่ปลุกความสดใสโดยไม่หนักจนเกินไป

 

ส่วนเบเกอรี่ก็เป็นสูตรโฮมเมด Lemon Cheese Pie (120 บาท) เลมอนชีสพาย ที่เนื้อพายหอมมัน ตัดด้วยเลมอนรสเปรี้ยวอมหวาน สดชื่น ไม่เลี่ยน เหมาะกับการกินคู่กับกาแฟร้อน

 

Basque Burnt Cheesecake (110 บาท) ชีสเค้กหน้าไหม้เนื้อเนียน มีกลิ่นหอมจากผิวด้านบนที่อบจนเกรียมเล็กน้อย เข้มข้นกำลังดี และครีมมี่เบาๆ

 

Cafe LOM คาเฟ่เรือนกระจกเปิดใหม่ย่านพระราม 9 บรรยากาศร่มรื่น 9

Cafe LOM คาเฟ่เรือนกระจกเปิดใหม่ย่านพระราม 9 บรรยากาศร่มรื่น 10

 

Good for

 

ไม่ว่าคุณจะเป็นคนทำงานย่านพระราม 9 ที่กำลังมองหาสถานที่พักจากหน้าจอ หรือคนที่ชอบคาเฟ่ธรรมชาติ แสงสวย และบรรยากาศไม่เร่งรีบ ที่นี่อาจไม่ใช่คาเฟ่ที่ทำให้เราหลุดออกจากเมืองอย่างสมบูรณ์ แต่ก็ยังเป็นมุมเล็กๆ ที่ช่วยให้เมืองดูเบาลง ก่อนที่เราจะลุกขึ้นและกลับไปใช้ชีวิตต่อด้วยความรู้สึกที่ผ่อนคลายกว่าเดิม

 

Cafe Lom

Location: ตั้งอยู่ในโครงการ Raintree Office Garden พระราม 9 ซอย 17

Open: ร้านเปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00-17.00 น.

Contact: Cafe Lom

Parking: มีที่จอดรถในโครงการ

Budget: ราคา 100-300 บาท

 

 

The post Cafe LOM คาเฟ่เรือนกระจกเปิดใหม่ย่านพระราม 9 พื้นที่พักใจสำหรับคนเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
12 บาร์ไทย ติดอันดับบาร์ยอดเยี่ยมในเอเชีย และเราควรเก็บลิสต์ไว้ฮอป https://thestandard.co/life/12-thai-bars-asia-best/ Thu, 30 Jul 2026 01:58:51 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1236283 ภาพรวมของบาร์ค็อกเทลที่ติดอันดับบาร์ยอดเยี่ยมในเอเชีย

เพิ่งจบกันไปเมื่อคืนนี้ กับการประกาศผลรางวัลบาร์ยอดเยี่ […]

The post 12 บาร์ไทย ติดอันดับบาร์ยอดเยี่ยมในเอเชีย และเราควรเก็บลิสต์ไว้ฮอป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรวมของบาร์ค็อกเทลที่ติดอันดับบาร์ยอดเยี่ยมในเอเชีย

เพิ่งจบกันไปเมื่อคืนนี้ กับการประกาศผลรางวัลบาร์ยอดเยี่ยมระดับเอเชีย หรือ Asia’s 50 Best Bars 2026 ซึ่งจัดขึ้นที่ Wynn Palace เขตบริหารพิเศษมาเก๊า โดยปีนี้ Hope & Sesame จาก Guangzhou คว้ารางวัลบาร์ที่ดีที่สุดในเอเชีย 2026 และประเทศไทยมีบาร์ที่ติดลิสต์สูงสุดถึง 8 แห่ง และยังมีอีก 4 แห่งที่ติดอันดับพิเศษ 51-100

 

 

ใครที่เป็นสายฮอปบาร์ หรือชอบหาที่ดีๆ ไว้แฮงเอาต์ เก็บลิสต์นี้แล้วแวะไปได้ด้วย เพราะทุกที่เป็นบาร์มาแรงของไทยในปีนี้ และมีครบทุกไวบ์ให้คุณลอง

 

ภาพรวมของบาร์ค็อกเทลที่ติดอันดับบาร์ยอดเยี่ยมในเอเชีย 1

 

Dry Wave Cocktail Studio

 

อันดับที่ 4

 

บาร์สุดฮอตย่านทองหล่อที่เปิดตัวปีแรกก็มีชื่ออยู่บน Asia’s 50 Best Bars 2024 แล้วเรียบร้อย หลังจากปีที่แล้วที่พวกเขาได้ท็อป 5 ปีนี้พวกเขาไต่ลิสต์เพิ่มขึ้นสูงอีกหนึ่งอันดับ มาเป็นอันดับ 4 พร้อมตำแหน่ง Best Bar in Thailand นำโดย ปาล์ม-ศุภวิชญ์ มุททารัตน์ บาร์เทนเดอร์มือดีที่หันมาเปิดบาร์ของตัวเองครั้งแรกหลังจากยืนเบื้องหลังมาหลายปี เมนูของที่นี่เป็นการนำคลาสสิกค็อกเทล 2 ตัวเข้าคู่กัน กลายเป็น ‘Super Classic’ เมนูซิกเนเจอร์ที่ไม่ธรรมดา

 

Contact: Dry Wave Cocktail Studio

Open: ทุกวัน เวลา 19.00-01.00 น.

Location: https://maps.app.goo.gl/yvU4b3kTtSpioGEP6

 

ภาพรวมของบาร์ค็อกเทลที่ติดอันดับบาร์ยอดเยี่ยมในเอเชีย 2

 

BAR US

 

อันดับที่ 6

 

บาร์ดีกรีอันดับ 6 เจ้าของรางวัล Sustainable Bar Award 2026 เครื่องดื่มของที่นี่น่าสนใจตรงการหยิบส่วนผสมจากอาหาร เช่น ผักชี ข้าวคั่ว และน้ำปลา มารังสรรค์เป็นค็อกเทลด้วยขั้นตอนที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อน เมนูเครื่องดื่มจึงแบ่งออกเป็น 4 หมวด เหมือนให้เราเลือกสั่งอาหารคือ Starter, Main, After และ All Night

 

Contact: BAR US

Open: วันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 18.00-00.00 น. (วันเสาร์-อาทิตย์ ปิดเวลา 01.00 น.)

Location: https://maps.app.goo.gl/eU4c7K9MXDfsVesi7

 

ภาพรวมของบาร์ค็อกเทลที่ติดอันดับบาร์ยอดเยี่ยมในเอเชีย 3

 

Lennon’s

 

อันดับที่ 7

 

บาร์สุดเท่บนชั้นบนสุดของโรงแรม Rosewood Bangkokที่เข้าลิสต์ครั้งแรกด้วยอันดับ 7 พร้อมตำแหน่ง Highest New Entry Award 2026 มาในคอนเซปต์สตูดิโออัดเสียงยุค 50s ผสมกลิ่นอายสปีคอีซี่ ตั้งแต่ทางเข้าที่เป็นร้านขายแผ่นเสียงกว่า 6,000 แผ่น (แวะฟังหรือซื้อกลับได้) ด้านในตกแต่งสไตล์อาร์ตเดโคสุดคลาสสิกด้วยกระจกสูงโปร่งและบันไดวนขึ้นสู่ซิการ์เลานจ์ ด้านเครื่องดื่มได้ทีมงานมือเก๋าอย่าง KT Lam และบาร์แมเนเจอร์ เจมส์-โฆษิล มาดูแล โดยไฮไลต์ยกให้เมนู Bangkok Beats ที่จับรสชาติอาหารไทยมาบิดเป็นค็อกเทลได้อย่างสนุกสนาน ไม่ว่าจะเป็น Man Do-tini (ข้าวเหนียวมะม่วง) หรือ Fa-d Thai Sour (ผัดไทย) รวมถึงมีค็อกเทลคลาสสิกและวิสกี้หายากให้ลิ้มลอง เป็นบาร์เรโทรบรรยากาศดีที่นั่งแล้วเพลินจนไม่อยากกลับบ้าน

 

Contact: Lennon’s

Open: ทุกวัน เวลา 18.00-00.00 น.

Location: https://maps.app.goo.gl/bd23BjikPjAUo7B47

 

ภาพรวมของบาร์ค็อกเทลที่ติดอันดับบาร์ยอดเยี่ยมในเอเชีย 4

 

Bar Sathorn

 

อันดับที่ 17

 

ใครผ่านไปแถวสะพานช่องนนทรีย่อมต้องเห็นคฤหาสน์หลังเก่าอายุเกือบ 140 ปีตั้งเด่นเป็นสง่า ขอให้รู้ไว้ว่าด้านในมีบาร์บรรยากาศดีกลิ่นอายโคโลเนียลไว้บริการ ซิกเนเจอร์ค็อกเทลของที่นี่เป็นการพานักดื่มย้อนอดีตไปกับ 4 ยุครุ่งเรืองของคฤหาสน์ The House on Sathorn ตั้งแต่ยุคของหลวงสาทรราชายุกต์เป็นเจ้าของบ้าน ไล่มาถึงปี 1920 สมัยเป็นโรงแรม Hotel Royal ต่อด้วย Embassy Row ในยุคสถานเอกอัครราชทูตรัสเซีย และ The Present ในยุคปัจจุบัน

 

Contact: Bar Sathorn

Open: ทุกวัน เวลา 14.30-01.00 น.

Location: https://maps.app.goo.gl/angsp75KgjVpGZD6A

 

ภาพรวมของบาร์ค็อกเทลที่ติดอันดับบาร์ยอดเยี่ยมในเอเชีย 5

 

BKK Social Club

 

อันดับที่ 20

 

อดีตเจ้าของตำแหน่งบาร์ที่ดีที่สุดในประเทศไทย 3 ปีซ้อนจากการจัดอันดับโดย Asia’s 50 Best Bars 2022-2024 โดยบาร์นี้ตั้งอยู่ใน Four Seasons Hotel Bangkok ย่านเจริญกรุง นำทีมโดย ฟิลิป บิสคอฟฟ์ บาร์เทนเดอร์ชาวอังกฤษผู้เคยประจำอยู่ที่อีกบาร์ชื่อดังอย่าง Manhattan ในประเทศสิงคโปร์ ค็อกเทลของบาร์มีหลายหมวด แบ่งเป็น Places, People, Party โดยค็อกเทลซีรีส์ใหม่ เป็นการพานักดื่มไปสัมผัสเสน่ห์อันน่าหลงใหลและเรื่องราวของ ‘เม็กซิโกซิตี้’ เมืองที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม

 

Contact: BKK Social Club

Open: ทุกวัน เวลา 17.00-00.00 น.

Location: https://maps.app.goo.gl/uUH5314tfusoxtnb8

 

ภาพรวมของบาร์ค็อกเทลที่ติดอันดับบาร์ยอดเยี่ยมในเอเชีย 6

 

Opium Bkk

 

อันดับที่ 25

 

บาร์บนชั้น 4 ของร้านอาหาร POTONG ที่มีเมนูเด่นเป็นแรงบันดาลใจจาก 6 สถานที่ และกลั่นความรู้สึกออกมาเป็นค็อกเทล 3 แก้ว บอกเล่าเรื่องราวความรู้สึกต่อสถานที่นั้นๆ เครื่องดื่มที่ทุกคนนิยมสั่งของซีรีส์นี้คือ The Opium Oath ที่ให้ฟีลเหมือนเครื่องดื่มร่วมสาบานในหนังจีนย้อนยุค

 

Contact: Opium Bkk

Open: วันพฤหัสบดี-จันทร์ เวลา 17.00-00.00 น. (ปิดวันอังคาร-พุธ)

Location: https://maps.app.goo.gl/ARWitJew53FskoFS8

 

ภาพรวมของบาร์ค็อกเทลที่ติดอันดับบาร์ยอดเยี่ยมในเอเชีย 7

 

G.O.D (Genius On Drugs)

 

อันดับที่ 31

 

บาร์สุดเท่ในเครือ Yolo Group ที่ปีนี้ครองอันดับที่ 31 คำว่า G.O.D ย่อมาจาก Genius On Drugs ซึ่งผู้อยู่เบื้องหลังบาร์ค็อกเทลคอนเซปต์เทพเจ้าแห่งนี้ก็ไม่ใช่ใคร แต่เป็นทีมงานเดียวกับหลายบาร์ดีในซอยนานาอย่าง Teens of Thailand, Asia Today, TAX และ Independence สำหรับที่นี่พวกเขาตั้งใจสร้างค็อกเทลที่แปลกใหม่ด้วยการมาคู่กับ Bites ให้กินไปจิบไป โดยเซ็ตเมนูใหม่เป็นการนำค็อกเทลมาแพริ่งกับหอยเม่น ที่ช่วยสร้างรสชาติและรสสัมผัสใหม่ที่ไม่เหมือนดื่มที่ไหนมาก่อน

 

Contact: G.O.D

Open: วันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 19.00-01.00 น. (ปิดวันจันทร์)

Location: https://maps.app.goo.gl/Gk47SRwegti3UizZ6

 

ภาพรวมของบาร์ค็อกเทลที่ติดอันดับบาร์ยอดเยี่ยมในเอเชีย 8

 

AQUA Bar

 

อันดับที่ 48

 

บาร์กึ่งเอาท์ดอร์ของ Anantara Siam Bangkok ที่เข้าลิสต์ครั้งแรกในปีนี้ ด้วยอันดับที่ 48 Aqua Bar นำเสนอค็อกเทลสไตล์ Modern Potions ที่ผสานรสชาติไทยดั้งเดิมเข้ากับเทคนิค มิกโซโลจี ยุคใหม่ เช่น Thai Old Fashioned หรือ Ruby Rose ควบคู่ไปกับเครื่องดื่มคลาสสิก วิสกี้พรีเมียม และเมนูกินเล่นสไตล์สากล-ตะวันออกกลาง เหมาะสำหรับการสังสรรค์หรือค่ำคืนที่ต้องการความสงบผ่อนคลาย

 

Contact: AQUA Bar

Open: ทุกวัน เวลา 19.00 – 01.00 น.

Map: https://maps.app.goo.gl/ad8nuREpudVvkMQR8

 

ภาพรวมของบาร์ค็อกเทลที่ติดอันดับบาร์ยอดเยี่ยมในเอเชีย 9

 

Vesper

 

อันดับที่ 56

 

บาร์ดีย่านศาลาแดง เจ้าของอันดับที่ 56 บาร์นี้เหมือนสัญลักษณ์ของกรุงเทพฯ เสิร์ฟดริงก์ที่เชื่อถือได้ว่าเราจะได้จิบของดี เมนูที่นี่มาในธีม ‘Britain through Seasons’ หวนคืนสู่รากเดิมของบาร์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากบาร์ที่อังกฤษ โดยแบ่งออกเป็น 4 ซีซัน ได้แก่ Spring, Summer, Autumn และ Winter ซึ่งแต่ละซีซันจะสะท้อนถึงสภาพอากาศและวัฒนธรรมของชาวอังกฤษในขณะนั้น เช่น Rhubarb & Cream เมนูจากหมวด Spring ที่ฤดูใบไม้ผลิคือช่วงเวลาที่ชาวอังกฤษนิยมนำ Rhubarb มาปรุงอาหาร ทำทั้งของหวาน ของคาว และเครื่องดื่ม หรือ ‘Leaf & Soil’ จากหมวด Autumn ตัวแทนของฤดูใบไม้ร่วงที่สะท้อนถึงดิน ทราย ใบไม้ที่ร่วงโรย ฯลฯ

 

Contact: Vesper

Open: ทุกวัน เวลา 17.30-02.00 น.

Location: https://maps.app.goo.gl/fwmUKvSYoVy8dGNE8

 

ภาพรวมของบาร์ค็อกเทลที่ติดอันดับบาร์ยอดเยี่ยมในเอเชีย 10

 

Messengerservice Bar

 

อันดับ 69

 

อดีตบาร์แรกของ ‘อั้ม-วีรัช แสวงทรัพย์’ และ ‘ตาล-สุดารัตน์ โรจนวานิช’ ทีมเดียวกับ Barus ที่ย้ายจากย่านพัฒนาการสู่บ้านหลังใหม่ ‘บ้านตรอกถั่ว’ พร้อมปรับกระบวนท่าใหม่จนได้รางวัล Best Bar Design Award จากเวที 50 Best เมื่อปี 2025

 

Contact: Messengerservice Bar

Open: อังคาร-อาทิตย์ เวลา 18.00-00.00 น.

Location: https://maps.app.goo.gl/aoNXDXxBvC68WAkw9

 

ภาพรวมของบาร์ค็อกเทลที่ติดอันดับบาร์ยอดเยี่ยมในเอเชีย 11

 

Mahaniyom Cocktail Bar

 

อันดับที่ 76

 

ค็อกเทลบาร์ยอดเยี่ยมที่ทำผลงานได้ดีมาตลอด ตั้งอยู่บนชั้น 2 ของร้านอาหาร 100 Mahaseth บนถนนมหาเศรษฐ์ นำโดย หนึ่ง-รณภร คณิวิชาภรณ์ และ แจน-เจนญ์ณรงค์ ภูมิจิตร ผู้อยู่เบื้องหลังบาร์ดีอย่าง #FineTheLockerRoom และ #FindThePhotoBooth ที่นี่พวกเขาสร้างเครื่องดื่มในคอนเซปต์ ‘Resourceful Cocktail’ ตั้งใจใช้วัตถุดิบไทยและเลือกใช้วัตถุดิบหนึ่งอย่างให้คุ้มค่าที่สุดในแต่ละแก้ว

 

Contact: Mahaniyom Cocktail Bar

Open: วันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 17.00-00.00 น. (ปิดวันจันทร์)

Location: https://maps.app.goo.gl/wsaMFzYEihMNY9kt7

 

ภาพรวมของบาร์ค็อกเทลที่ติดอันดับบาร์ยอดเยี่ยมในเอเชีย 12

 

Firefly Bar

 

อันดับที่ 78

 

ยกระดับการดื่มไปอีกขั้นกับบาร์สุดหรูสไตล์ยุโรปภายใน Sindhorn Kempinski Hotel Bangkok ที่เพิ่งคว้ารางวัลลำดับที่ 82 จาก Asia’s 50 Best Bars 2025 ที่ใครชอบบาร์ไวบ์สนุก มีเพลงแจ๊สฟัง ค็อกเทลคุณภาพ ต้องห้ามพลาดเด็ดขาด

 

Contact: Firefly Bar

Open: ทุกวัน เวลา 17.00-01.00 น.

Location: https://maps.app.goo.gl/kYDZuLrR6eS3yboP6

 

ภาพ: THE STANDARD TEAM, Courtesy of Bars

The post 12 บาร์ไทย ติดอันดับบาร์ยอดเยี่ยมในเอเชีย และเราควรเก็บลิสต์ไว้ฮอป appeared first on THE STANDARD.

]]>
เตรียมโบกมือลา ‘La Petite Maison Bangkok’ ร้านป็อปอัประดับดาวมิชลิน 31 ก.ค.นี้ https://thestandard.co/life/la-petite-maison-bangkok-closing/ Wed, 29 Jul 2026 10:35:33 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1236173 บรรยากาศภายในร้านอาหาร La Petite Maison Bangkok

โอกาสสุดท้ายแล้ว สำหรับสายกูร์เมต์! หรือคนชอบกิน เพราะ […]

The post เตรียมโบกมือลา ‘La Petite Maison Bangkok’ ร้านป็อปอัประดับดาวมิชลิน 31 ก.ค.นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรยากาศภายในร้านอาหาร La Petite Maison Bangkok

โอกาสสุดท้ายแล้ว สำหรับสายกูร์เมต์! หรือคนชอบกิน เพราะ ‘La Petite Maison Bangkok’ ร้านอาหารสไตล์ French–Mediterranean ชื่อดังระดับโลกที่มาเปิดป็อปอัปสุดพิเศษ ณ ห้องอาหารบิสก็อตติ โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ กำลังเตรียมปิดฉากลงแล้ว ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ที่จะถึงนี้

 

ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา La Petite Maison Bangkok ได้นำบรรยากาศและวัฒนธรรมการกินดื่มในสไตล์ Côte d’Azur มาสู่กรุงเทพฯ โดยมีเมนูเด่นเป็นซิกเนเจอร์ยอดฮิตสไตล์แชร์ริ่ง เช่น กุ้งทะเลเสิร์ฟอุ่นราดน้ำมันมะกอก, เอสคาโกต์เนยกระเทียม, ปลากะพงอบเกลือ, ซี่โครงแกะหมัก และของหวานชื่อดังอย่าง วานิลลาเครมบรูเล่

 

นอกจากนี้ยังมี ‘Lobster Risotto with Thai Basil’ เมนูพิเศษที่เชฟ Maurizio Pace ตั้งใจปรุงขึ้นเพื่อป็อปอัปนี้เท่านี้ โดยนำความหอมของโหระพาไทยและใบมะกรูดมาผสานกับริซอตโต้เข้มข้น ควบคู่ไปกับการเฉลิมฉลองเทศกาล Rosé Week ด้วยไวน์โรเซ่คัดสรรพิเศษ และ Tomatini ค็อกเทลซิกเนเจอร์ระดับตำนาน

 

นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้น ณ กรุงลอนดอนในปี พ.ศ. 2550 La Petite Maison ได้ขยายความสำเร็จไปทั่วโลก ทั้งในดูไบ ไมอามี ฮ่องกง โดฮา และมิโคนอส จนกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความหรูหราแบบริเวียราที่ดึงดูดทั้งเหล่ากูร์เมต์ ผู้ทรงอิทธิพล และบุคคลสำคัญระดับโลก

 

สำหรับ ‘La Petite Maison Bangkok’ ตอนนี้เหลือเพียงไม่กี่วันแล้ว และไม่มีข่าวว่าจะขยายเวลาเพิ่มเติมแต่อย่างใด สำหรับใครที่อยากลิ้มลองเราแนะนำให้เช็คกับร้านอีกที เพราะถึงแม้จะเต็มแล้วทุกมื้ออาหาร แต่อาจจะมีหลุดมาถึงมือเราบ้าง ในกรณีหลุดจอง!

 

La Petite Maison Bangkok เปิดให้บริการ 2 มื้อ ได้แก่ เวลา 12.00 – 14.30 น. และ 18.00 – 22.30 น. ใครสนใจสำรองที่นั่งได้ที่ โทรศัพท์ +66 2431 9494

 

ภาพ: La Petite Maison Bangkok

The post เตรียมโบกมือลา ‘La Petite Maison Bangkok’ ร้านป็อปอัประดับดาวมิชลิน 31 ก.ค.นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
8 บาร์ไทยคว้ารางวัล Asia’s 50 Best Bars 2026 https://thestandard.co/life/asias-50-best-bars-2026/ Tue, 28 Jul 2026 15:17:53 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1235979 ภาพกราฟิกประกาศ 8 บาร์ไทยที่ได้รับรางวัล Asia’s 50 Best Bars 2026

จบลงไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับการประกาศรางวัล Asia’ […]

The post 8 บาร์ไทยคว้ารางวัล Asia’s 50 Best Bars 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกประกาศ 8 บาร์ไทยที่ได้รับรางวัล Asia’s 50 Best Bars 2026

จบลงไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับการประกาศรางวัล Asia’s 50 Best Bars 2026 หรือ 50 อันดับบาร์ยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย ณ โรงแรม Wynn Palace มาเก๊า โดยปีนี้ Hope & Sesame จากประเทศจีน คว้าอันดับ 1 ไปครอง ตามติดมาด้วย Zest และ Bar Leone อันดับ 2 และ 3 ตามลำดับ ซึ่งรอบนี้มีบาร์หน้าใหม่ติดอันดับ (New Entry) มากถึง 14 แห่ง

 

สำหรับบาร์ไทย ปีนี้มีค็อกเทลบาร์ติดอันดับมากถึง 8 แห่ง ได้แก่

 

อันดับที่ 4 Dry Wave Cocktail Studio

 

อันดับที่ 6 Bar Us (Sustainable Bar Award 2026)

 

อันดับที่ 7 Lennon’s (Highest New Entry 2026)

 

อันดับที่ 17 Bar Sathorn (Highest Climber Award 2026)

 

อันดับที่ 20 BKK Social Club

 

อันดับที่ 25 Opium

 

อันดับที่ 31 G.O.D

 

อันดับที่ 48 AQUA Bar (New Entry)

 

เท่ากับว่าปีนี้ Dry Wave Cocktail Studio ขึ้นแท่นเป็นบาร์ยอดเยี่ยมที่สุดในประเทศไทยด้วยอันดับที่ 4 ของเอเชีย (จากเดิมปีที่แล้วอยู่ในอันดับ 5) ส่วน AQUA Bar คือบาร์ไทยที่ติดลิสต์ครั้งแรก

 

ขณะเดียวกัน HATS Bar บาร์จากประเทศอินโดนีเซีย ยังได้รับรางวัลพิเศษ One To Watch Award 2026 ซึ่งมอบให้บาร์น้องใหม่ไฟแรงน่าจับตามองแห่งปีด้วย

 

ส่วนรางวัล Bartender Award 2026 ผู้ได้รับรางวัลในปีนี้คือ ‘Shelley Tai’ จากบาร์ Mius ประเทศฮ่องกง และผู้ได้รับรางวัล Sustainable Bar Award 2026 ได้แก่ Bar Us จากประเทศไทย

 

และบาร์อื่นๆ จากประเทศไทยที่ติดอันดับในลิสต์ 51-100 ซึ่งประกาศไปแล้วก่อนหน้านี้ ได้แก่ Vesper (อันดับ 56), Messengerservice Bar (อันดับ 69), Mahaniyom Cocktail Bar (อันดับ 76) และ Firefly (อันดับ78)

 

ขอแสดงความยินดีกับผู้ได้รางวัลอีกครั้งหนึ่ง ปีนี้ #TeamThailand เราแข็งแกร่งจริงๆ

 

ส่วนลิสต์บาร์ที่ติดอันดับทั้งหมด สามารถเข้าไปดูได้ที่ https://www.instagram.com/50bestbars/

The post 8 บาร์ไทยคว้ารางวัล Asia’s 50 Best Bars 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
4 HOURS LIFE with Sea Tawinan กับกิจกรรมพักเบรกก่อนกลับอยุธยา https://thestandard.co/life/sea-tawinan-4-hours-life/ Tue, 28 Jul 2026 03:47:27 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1235810 ซี-ทวินันท์ อนุกูลประเสริฐ นักแสดงหนุ่ม

“ผมชอบทำงานให้เสร็จไว ๆ เพื่อที่จะได้กลับบ้านเร็ว ๆ แล้ […]

The post 4 HOURS LIFE with Sea Tawinan กับกิจกรรมพักเบรกก่อนกลับอยุธยา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซี-ทวินันท์ อนุกูลประเสริฐ นักแสดงหนุ่ม

“ผมชอบทำงานให้เสร็จไว ๆ เพื่อที่จะได้กลับบ้านเร็ว ๆ แล้วถ้าไม่มีธุระอะไรต่อก็จะรีบขับกลับอยุธยาทันที” นี่คือที่ไปที่มาชื่อตอนในคราวนี้ของ ซี-ทวินันท์ อนุกูลประเสริฐ (@sea_tawinan) นักแสดงหนุ่มมาดเท่แห่ง GMMTV ขวัญใจแฟนซีรีส์วาย คำตอบที่มาพร้อมรอยยิ้มนี้น่าจะบ่งบอกได้ชัดเจนว่าเขาคนนี้เป็นคนรักบ้านมากแค่ไหน ระยะทางไปกลับนับร้อยกิโลเมตรในแต่ละวันอาจไม่ใช่อุปสรรค ถ้าความยากลำบากนั้นพาให้เรากลับไปพบกับพื้นที่แห่งความสุข “ผมชอบฟิลแบบกลับถึงบ้านตอนที่ฟ้ายังสว่างอยู่ มันทำให้เราได้มีเวลาทำโน่นทำนี่ต่อ มันฟินมากเลย” ซียังเสริมต่อว่าแต่ถ้าเรากลับถึงบ้านตอนกลางคืนที่ฟ้ามืดแล้ว เราจะรู้สึกว่าเหนื่อยต้องการพัก อารมณ์นั้นมันจะทำให้เราไม่อยากทำอะไรแล้ว อยากอาบน้ำแล้วก็เข้านอนเลย อดใช้ชีวิตที่มีความสุขกับการอยู่บ้านไปเลย

 

 
ซี-ทวินันท์ อนุกูลประเสริฐ นักแสดงหนุ่ม 1

 
หลายคนมักคิดว่าคนที่ทำงานในวงการบันเทิงมักชอบสังสรรค์เข้าสังคมพบปะผู้คนเสมอ ทว่าความเป็นจริงแล้วเมื่อถึงเวลาว่างหลายคนมักเลือกพักผ่อนอยู่กับพื้นที่ของตัวเองเสียมากกว่า “ผมอาจจะไม่ใช่สายปาร์ตี้เท่าไรครับ ปกติก็ไม่ค่อยได้ออกไปไหนอยู่แล้ว ทำงานเสร็จก็กลับบ้านเลย” นั่นเป็นวิถีปกติของซีที่เขานิยามตัวเองว่าเป็นคนติดบ้านมาก เวลากลับถึงบ้านแล้วจะรู้สึกสบายใจทุกที “มันเหมือนเราได้กลับมาอยู่กับตัวเอง แล้วก็ได้ใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้น เพราะเมื่อก่อนเราใช้เวลาอยู่กับครอบครัวเยอะ เป็นช่วงเวลาที่เราแฮปปี้มาก แต่พอเริ่มทำงานมันก็ถูกแบ่งเวลาออกไปจนได้ใช้เวลาร่วมกันน้อยลง ฉะนั้นพอมีเวลาว่างก็จะคิดถึงครอบครัวก่อนเสมอ และอยากรีบกลับบ้านให้เร็วที่สุด”

 
ซี-ทวินันท์ อนุกูลประเสริฐ นักแสดงหนุ่ม 2

นั่นเป็นเหตุผลการกลับบ้านที่ชวนเรานั่งอมยิ้มไปกับเขาด้วยในระหว่างกำลังพูดคุยกัน แต่ไหนๆ วันนี้โอกาสดีที่ได้เลิกงานเร็ว เราเลยอยากรู้ว่าถ้าซีมีเวลาว่าง 4 ชั่วโมงก่อนกลับอยุธยา เขาเลือกที่จะทำอะไรบ้าง

 

ฟิตร่างกาย

 

ซี-ทวินันท์ อนุกูลประเสริฐ นักแสดงหนุ่ม 3

 
เพื่อนนักแสดงหลายคนในค่ายเดียวกันต่างอิจฉาและอยากมีร่างกายฟิตแอนเฟิร์มเหมือนซี บอดี้ร่างทองนี้ไม่ใช่สิ่งที่เสกขึ้นมากันได้ง่ายๆ ชั่วพริบตา แต่เกิดจากพื้นฐานการฝึกฝนร่างกายอย่างสม่ำเสมอ และมีวินัยกับตนเองอย่างต่อเนื่อง “ทุกเช้าจะตื่นมาออกกำลังกายก่อนเลยครับ ถ้ามีเวลาว่างไม่รีบก็จะใช้เวลาตรงนี้ประมาณ 2 ชม. อย่างต่ำ ชอบเน้นคอร์บอดี้ แล้วก็จะมีรูทีนอีกอย่างคือจะต้องวิ่ง ครั้งละประมาณ 10 กม. สัก 4-5 ครั้งต่ออาทิตย์ เพราะเราเป็นคนกินเยอะมาก กินของจุกจิกตลอดเวลา เลยต้องเบิร์นออก” นอกจากนี้เขายังชอบที่จะออกกำลังกายอย่างอื่นด้วยทั้งว่ายน้ำไปจนถึงแบดมินตันที่เป็นกีฬาโปรด

 

ซี-ทวินันท์ อนุกูลประเสริฐ นักแสดงหนุ่ม 4

หลายคนคงรู้ดีว่าซีฝึกฝนแบดมินตันมาตั้งแต่เด็กจนโต ฝีมือตีแบดฯ ห่างชั้นกับคำว่าสมัครเล่นเพราะเขาเป็นถึงนักกีฬาแบดมินตันมาก่อน และมีฝันจะเป็นนักแบดฯ ทีมชาติมาตั้งแต่เด็กแล้ว ทว่านี่คือตัวอย่างของเส้นทางเดินที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป อาการบาดเจ็บร้ายแรงจนทำให้ต้องหยุดฝัน และเปลี่ยนเส้นทางคว้าความสำเร็จใหม่ “ก็เสียใจมากครับ แต่เราก็ต้องเดินต่อไป ตอนนั้นพ่อถึงกับไปลงเรียนพวกศาสตร์กายภาพเพื่อที่จะมาช่วยดูแลฟื้นฟูผมด้วย ทุกวันนี้ก็ดีขึ้นมาก ต้องขอบคุณครอบครัวที่ช่วยประคับประคองเราให้ผ่านพ้นวิกฤตมาได้” ฟ้าหลังฝนมักสดใสเสมอ นั่นอาจเป็นชะตาฟ้าลิขิตที่ทำให้เขาได้รับโอกาสใหม่ในเส้นทางบันเทิงสายนี้

 

ซี-ทวินันท์ อนุกูลประเสริฐ นักแสดงหนุ่ม 5

ซี-ทวินันท์ อนุกูลประเสริฐ นักแสดงหนุ่ม 6

 

เพราะกีฬาช่วยสร้างวินัยในการฝึกฝนและดูแลร่างกายเสมอมา นี่คือเคล็ดลับสำคัญที่ทำให้เขามีร่างกายที่ดีและแข็งแรง รวมถึงสร้างนิสัยในการชอบออกกำลังกาย ถ้ามีเวลาว่างเมื่อไรก็จะต้องเข้ายิมเพื่อฟิตร่างกายตลอดเวลา นอกจากความเคยชินแล้วซียังบอกเราเพิ่มเติมว่า “ถ้าวันไหนไม่ได้เสียเหงื่อมันจะรู้สึกหงุดหงิด แต่ถ้าวันไหนได้ออกกำลังกายแล้วมันจะรู้สึกตัวโล่ง สบาย กระปรี้กระเปร่า มีความสุขครับ” หลายคนเวลาออกกำลังกายจนอาจจะรู้สึกเหนื่อยจนท้อ แต่สำหรับเขาแล้วมันคือสิ่งที่ตรงกันข้ามเลย “ผมอาจจะเสพติดกับความเหนื่อย เพราะได้เสียเหงื่อแล้วรู้สึกมันฟินมากครับ”

 

Yellow Lane (อารีย์)

 

ซี-ทวินันท์ อนุกูลประเสริฐ นักแสดงหนุ่ม 7

 

เรื่องมันเริ่มมาจากว่าเขาได้ยินมาว่าขนมปังซาวโดว์ (Sourdough) ของร้านนี้อร่อยเลยตามลองมาชิม สเต็ปต่อมาที่ทำให้เขาชื่นชอบร้านนี้มากขึ้นก็คือการเน้นเมนูเฮลท์ตี้ดีต่อสุขภาพ ส่วนสเต็ปที่ทำให้เขาหลงรักจนต้องยกนิ้วให้ก็คือรสชาติที่อร่อยถูกปากเสมอ “งานของเราทำให้เราต้องดูแลร่างกายตลอดเวลา ผมเลยชอบกินอาหารเฮลท์ตี้ครับ ทุกวันนี้ผมแทบไม่กินข้าวเลย เน้นโปรตีนกับผักเป็นหลัก ถ้าเป็นพวกแป้งหรือคาร์บก็จะกินแต่ขนมปังไปเลย แล้วก็ต้องเป็นขนมปังที่ดีต่อสุขภาพหน่อย อย่างตอนนี้นี่ชอบกินซาวโดว์มาก เจอที่ไหนใครบอกอร่อยก็อยากตามไปกินตลอด”

 

ซี-ทวินันท์ อนุกูลประเสริฐ นักแสดงหนุ่ม 8

 

เมนูสายเฮลท์ตี้ชวนลองวันนี้แนะนำ SMASHED AVOCADO ON TOAST ซึ่งเป็นซาวโดว์ปาดหน้าอะโวคาโดบดทานกับสลัดสุดอร่อย เมนูโปรดต่อมาที่ซีแนะนำคือ BURRATA ที่เสิร์ฟบูราต้าชีสสดสุดโปรดทานกับสลัดผัดและซาวโดว์อร่อยลงตัวไม่แพ้กัน อีกจานอร่อยเบสิกในสูตรไม่เหมือนใครก็คือ CEASAR BOWL ที่เสิร์ฟซีซาร์สลัดสูตรเฉพาะตัวทานกับแซลมอนซาวโดว์หอมกรุ่นพร้อมเลือกท๊อปปิ้งเสริมได้ตามชอบ ปิดท้ายด้วยเมนูขนมหวานเปี่ยมประโยชน์ OAT AND CHIA SEED PUDDING ที่ชวนอร่อยกับพุดดิ้งมะพร้าวเสิร์ฟพร้อมโฮมเมดกราโนล่าผสมผสานเมล็ดเจียและผลไม้ตามฤดูกาลหลากชนิด

 

ซี-ทวินันท์ อนุกูลประเสริฐ นักแสดงหนุ่ม 9

 

“เวลาเจออะไรอร่อย ๆ ผมก็มักจะชอบซื้อกลับไปฝากให้ที่บ้านได้กินด้วย” เวลาได้เห็นคนกินของอร่อยที่เราซื้อไปฝากเราก็มักมีความสุขตามไปด้วย นี่คืออีกเคล็ดลับของครอบครัวสุขสันต์ที่ซีไม่ได้บอกเราตรง ๆ แต่เราจินตนาการภาพนั้นได้ชัดเจนทันที ก่อนกลับซีแอบกระซิปบอกเราว่าเหตุผลอีกอย่างที่ทำให้เขาชอบร้านนี้ก็คือบรรยากาศร่มรื่นรายรอบที่ทำให้ได้กินอาหารไปพร้อมดื่มด่ำธรรมชาติ ซึ่งความเขียวขจีของที่นี่ทำให้เราลืมไปชั่วขณะเลยว่ากำลังนั่งอยู่ใจกลางเมืองใหญ่ท่ามกลางตึกระฟ้ามากมาย “มันทำให้ผมนึกถึงบรรยากาศที่บ้าน” บรรยากาศของบ้านที่เต็มไปด้วยต้นไม้ บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสงบร่มรื่น บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น

 

Open: จ.-ศ. 07.30-22.00

Address: 92/2 ถ.พหลโยธิน ซ.5, สามเสนใน, พญาไท, กรุงเทพฯ

Map: https://maps.app.goo.gl/GhZG5dVNX5ViRVrw7

 

บ้านพึงชม (อารีย์)

 

ซี-ทวินันท์ อนุกูลประเสริฐ นักแสดงหนุ่ม 10

 

หลายคนอาจแปลกใจว่าทำไมร้านอาหารไทยนี้จึงอยู่ในลิสต์ร้านโปรดของเขา “ผมเป็นคนชอบอาหารอีสานมาก แล้วก็ชอบกินอาหารรสจัดแบบทางใต้ครับ” นอกจากรสมือแสนอร่อยแบบตำรับดั้งเดิมแล้ว เมนูอาหารใต้รสจัดจ้านของที่นี่ยังถือเป็นจานโปรดของซีด้วย อันที่จริงแล้วเขาบอกกับเราว่าเมื่อก่อนนี้ผ่านแถวนี้บ่อยมากแต่ไม่เคยรู้จักและเลี้ยวเข้าไปร้านนี้มาก่อน ได้รู้จักเพราะตอนนั้นเสิร์ชหาร้านอาหารไทยอร่อย ๆ กิน แล้วมาเจอร้านนี้เข้า พอมาถึงก็ไม่คิดเลยว่าร้านอร่อยนี้จะซ่อนอยู่ในเมืองแบบไม่ไกลตัวเลยนี่เอง

 

ซี-ทวินันท์ อนุกูลประเสริฐ นักแสดงหนุ่ม 11

 

บ้านพึงชมเป็นร้านอาหารตำรับไทยดั้งเดิมเก่าแก่คู่อารีย์ที่เปิดบริการมาแล้วไม่ต่ำกว่า 25 ปี อันที่จริงแล้วจะว่าไม่ใช่ร้านดังก็ไม่ใช่เสียทีเดียวเพียงแต่ว่าร้านนี้ซ่อนตัวอยู่ในซอยด้านในซึ่งใครที่ไม่รู้จักตำนานความอร่อยนี้ก็อาจไม่เคยเห็นผ่านตาไปเลย เมนูเด็ดที่ซีเลือกแนะนำในวันนี้เริ่มต้นด้วย แกงเหลืองใบเหลียงปลากะพง สูตรแกงใต้รสเด็ดจัดจ้านที่ต้องยกนิ้วให้ อีกจานที่เด็ดไม่แพ้กันคือ ยำสะเดาปลาดุกฟู ผสมผสานสองตำรับอร่อยเปรี้ยวหวานเข้ากันลงตัวมาก ตามด้วยเมนูธรรมดาและสูตรเด็ดเฉพาะตัวไม่ซ้ำใครอย่าง มะระพัชรินทร์ มะระผัดไข่ที่พัฒนาสูตรมาจากลูกค้าเจ้าประจำซึ่งชอบสั่งเมนูมะระผัดไข่สูตรใส่กุ้งสับผสมหมูสับบ่อยจนโต๊ะข้าง ๆ อยากสั่งบ้างและกลายมาเป็นเมนูโปรดของร้านในที่สุด ปิดท้ายด้วยเมนูเติบโปรตีนอย่าง เนื้อย่าง หอมกรุ่นนุ่มอร่อยที่ทานกับน้ำจิ้มแจ่วออกรส ให้ความอร่อยแบบตำรับอิสานแท้จริง

 

ซี-ทวินันท์ อนุกูลประเสริฐ นักแสดงหนุ่ม 12

 

เมนูที่นี่น่าลองไปหมดทุกอย่าง แต่ซีมักจะเลือกทานกลุ่มเนื้อเพื่อเน้นโปรตีนเป็นหลักมากกว่า และเสริมเมนูผักให้มากขึ้นเพื่อดีต่อสุขภาพ แต่อีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้ซีชอบร้านนี้ก็เพราะเป็นร้านที่พ่อและแม่ชอบมาก และมักจะแวะมาซื้อไปฝากพ่อแม่ก่อนกลับบ้านเสมอ “เมื่อก่อนป๊ากับม๊าชอบพาพวกเราไปกินร้านอาหารไทยอร่อย ๆ เสมอ เวลามาร้านแบบนี้ก็จะทำให้นึกถึงบรรยากาศเก่า ๆ ของครอบครัว แล้วก็ทำให้คิดถึงป๊าม๊าขึ้นมาเลย แล้วยิ่งเจอร้านอร่อยก็จะยิ่งอยากซื้อกลับไปฝากเขาทุกครั้ง” รสชาติอาหารอาจทำให้เราอิ่มปากอิ่มท้องมากขึ้น แต่โมเมนต์ความสุขบนโต๊ะอาหารอาจทำให้เราอิ่มใจได้ยิ่งกว่าเดิม

 

Open: จ.-ส. 11.00-14.00 และ 16.00-21.00 / หยุดวันอาทิตย์

Address: 38/1 ซ.พหลโยธิน 7 (อารีย์), สามเสนใน, พญาไท, กรุงเทพฯ

Map: https://maps.app.goo.gl/eBXAR6JTkowFGUMo6

 

แวะซูเปอร์มาร์เก็ต

 

ซี-ทวินันท์ อนุกูลประเสริฐ นักแสดงหนุ่ม 13

 

ดูเหมือนจะเป็นกิจกรรมแสนธรรมดา ทว่ากิจกรรมนี้เป็นกิจวัตรของเขาที่เต็มไปด้วยความใส่ใจและพิถีพิถันในการใช้ชีวิต จนทำให้เราไม่แปลกใจเลยว่าทำไมมันกลายเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญก่อนกลับบ้าน “เมื่อก่อนตอนเราเด็ก ๆ แม่จะเป็นคนซื้อของเข้าบ้าน แต่พอเราโตขึ้น แล้วยิ่งตอนนี้ทำงานแล้ว เราก็จะเริ่มหันมาดูแลตัวเองมากขึ้น ใส่ใจรายละเอียดของชีวิตมากขึ้น ผมก็จะเริ่มซื้อของทุกอย่างด้วยตัวเองแล้วครับ”

 

ซี-ทวินันท์ อนุกูลประเสริฐ นักแสดงหนุ่ม 14

 

กิจกรรมแวะซุปเปอร์มาร์เก็ตก่อนกลับบ้านดูเหมือนจะกลายเป็นกิจกรรมโปรดของชีวิตมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่แค่พิถีพิถันกับของใช้เท่านั้นแต่เขายังใส่ใจไปถึงของกินอย่างพิถีพิถันเพื่อสุขภาพและการดูแลตัวเอง รวมถึงเพื่อการทำงานด้วย อย่างลิสต์ของที่ต้องช้อปก่อนกลับในวันนี้ก็จะมี ขนมปังซาวโดว์ สไตล์โฮมเมดที่ต้องซื้อประจำแทบทุกอาทิตย์ ซึ่งปัจจุบันนี้มีสูตรอร่อยจากหลากหลายแหล่งทั่วไทยให้เลือกลองเยอะมาก อีกลิสต์ที่ช้อปประจำก็คือ นมอัลมอนด์ เพื่อเติมโปรตีนจากพืชที่ดีต่อสุขภาพ ซีสนใจนมจากพืชนี้ไม่ใช่เพราะเทรนด์นิยมแต่มันคือวิถีในการดูแลสุขภาพที่ดี ที่สำคัญทุกวันนี้นมอัลมอนด์มีหลากหลายและอร่อยถูกปากไม่แพ้นมวัวทีเดียว มาถึงลิสต์ที่ขาดไม่ได้ก็คือ ถั่วกรุบกรอบ ขนมขบเขี้ยวที่ดีต่อใจและดีต่อสุขภาพ ซึ่งเมื่อก่อนเขามักจะติดกินมันฝรั่งแผ่นทอดกรอบแบรนด์ดัง แต่พอหันมาดูแลสุขภาพอย่างจริงจังก็เปลี่ยนมาเป็นเมนูสายถั่วทดแทน ที่สำคัญจะเน้นสูตรไม่ปรุงเกลือ (Unsalted) เพื่อลดเค็มและดีต่อสุขภาพมากกว่า

 

ซี-ทวินันท์ อนุกูลประเสริฐ นักแสดงหนุ่ม 15

 

การเดินช้อปในซุปเปอร์มาร์เก็ตของซีนั้นอาจไม่ใช่แค่การแวะมาซื้อของ แต่เน้นการคัดสรรและเลือกซื้อสิ่งที่ดีต่อร่างกายและคุณภาพชีวิตเสียมากกว่า ไม่ได้สักแต่หยิบซื้อแต่ต้องอ่านและศึกษาฉลากให้เข้าใจด้วย รวมถึงควบคุมการบริโภคที่ดีต่อสุขภาพอย่างแท้จริง “นิสัยนี้น่าจะติดมาจากตอนเป็นนักกีฬาด้วย เพราะตั้งแต่เด็กเราโชคดีที่ได้ฝึกกับโค้ชที่เคร่งครัดและมีวินัยสูงมาก” นั่นเลยทำให้เขาโตมาแบบมีวินัย ใส่ใจรายละเอียดจริงจัง ดูแลตัวเองอย่างพิถีพิถันและมีระเบียบ สร้างนิสัยรักสุขภาพที่กลายเป็นวิถีชีวิตประจำวันที่ดี

 

เป้าหมายใหม่ไว้พุ่งชน

 

ซี-ทวินันท์ อนุกูลประเสริฐ นักแสดงหนุ่ม 16

 

หัวใจนักกีฬายังคงไหลเวียนในตัวเขาเสมอ และกลายมาเป็นแก่นหนึ่งของชีวิตไปแล้ว “ผมว่ากีฬามันไม่ใช่แค่การออกกำลังกายนะ มันเป็นสิ่งที่ช่วยทำให้เราผ่อนคลาย คลายเครียด แล้วก็บำบัดเราได้ทั้งกายและใจ” นั่นเป็นสิ่งที่ซีบอกเหตุผลเพิ่มเติมว่าทำไมสิ่งนี้จึงสำคัญสำหรับเขา และยังคงฝึกฝนอย่างมีวินัยเสมอ

 

ซี-ทวินันท์ อนุกูลประเสริฐ นักแสดงหนุ่ม 17

 

ความฝันในการเป็นนักกีฬาทีมชาติอาจจางหายไปแล้ว แต่เป้าหมายใหม่ก็กำลังก่อตัวขึ้น เราได้ข่าวว่าช่วงนี้เขากำลังตั้งเป้าหมายใหม่เพื่ออยากร่วมแข่งฮาล์ฟมาราธอนดูสักรายกาย “ใช่ครับ เพราะรู้สึกว่าเราวิ่ง 10 กม. เป็นปกติไปแล้วไง เลยอยากข้ามขีดจำกัดของตัวเองไปอีกขั้น อยากลองวิ่งแบบ 21 กม. ดูบ้าง หรือถ้าเป็นไปได้ก็อยากลองลงไตรกีฬา IRONMAN ดูสักครั้ง” ดูเป็นเป้าหมายที่น่าสนใจและเราเชื่อว่าสักวันเขาต้องทำได้แน่ ๆ

The post 4 HOURS LIFE with Sea Tawinan กับกิจกรรมพักเบรกก่อนกลับอยุธยา appeared first on THE STANDARD.

]]>
haus VE/LA แฟล็กชิปสโตร์แห่งใหม่ในซอยสุขุมวิท 53 บ้านที่เล่าเรื่องราวของแบรนด์ https://thestandard.co/life/haus-vela-sukhumvit-53-flagship/ Tue, 28 Jul 2026 03:00:51 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1235782 ภาพบรรยากาศภายใน haus VE/LA แฟล็กชิปสโตร์ที่มีหน้าต่างกระจกบานใหญ่รับแสงธรรมชาติ

ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา VE/LA เปิดร้านมาแล้วหลายสาขา แต่ไม่เ […]

The post haus VE/LA แฟล็กชิปสโตร์แห่งใหม่ในซอยสุขุมวิท 53 บ้านที่เล่าเรื่องราวของแบรนด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศภายใน haus VE/LA แฟล็กชิปสโตร์ที่มีหน้าต่างกระจกบานใหญ่รับแสงธรรมชาติ

ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา VE/LA เปิดร้านมาแล้วหลายสาขา แต่ไม่เคยมีสักแห่งที่แบรนด์เรียกว่า “บ้าน”

 

จนกระทั่งวันนี้ haus VE/LA แฟล็กชิปสโตร์แห่งใหม่ในซอยสุขุมวิท 53 พื้นที่ที่รวบรวมทุกสิ่งที่หล่อหลอม VE/LA ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดการชงกาแฟ งานออกแบบ สมุดสเกตช์ เมนูที่บันทึกเหตุการณ์สำคัญในแต่ละปี หรือแม้แต่ความทรงจำเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในรายละเอียดของบ้านหลังนี้

ประเด็นสำคัญ

 

 

 

 

หากคาเฟ่หลายแห่งถูกสร้างขึ้นเพื่อให้คนรีบสั่ง รีบดื่ม และรีบไป haus VE/LA กลับชวนให้เราทำตรงกันข้าม คือค่อยๆ ใช้เวลาอยู่กับพื้นที่ตรงหน้าให้นานกว่าที่ตั้งใจ

 

เราขอเล่าย้อนกลับไปในปี 2021 แบรนด์ VE/LA เริ่มต้นจาก Espresso Bar ขนาดเล็กที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมหนึ่งของร้านขายอุปกรณ์ศิลปะในสุขุมวิท 42 ผู้ก่อตั้ง พีท-กษิดิศ ประสิทธิ์รัตนพร ในวัยเพียง 16 ปี ตั้งใจทำ Specialty Coffee ที่เข้าถึงง่ายแต่ใส่ใจในรายละเอียด ตั้งแต่เมล็ดกาแฟ Dawn และ Dusk ไปจนถึงการชวนให้ลูกค้าเลือกช่วงเวลาของตัวเองผ่านรสชาติของกาแฟ

 

จากร้านเล็กๆ ที่ครั้งหนึ่งเคยมีผู้คนต่อแถวยาวออกมานอกร้าน วันนี้ VE/LA เติบโตจนมีหลายสาขา รวมถึงสาขาที่ต่างประเทศด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นคือพื้นที่ที่รวบรวมเรื่องราวทั้งหมดของแบรนด์ไว้ในที่เดียว

 

ทำให้ haus VE/LA จึงไม่ใช่เพียงแฟล็กชิปสโตร์ แต่เป็นบทสรุปของการเดินทางตลอด 5 ปีที่ผ่านมา

 

ภาพบรรยากาศภายใน haus VE/LA แฟล็กชิปสโตร์ที่มีหน้าต่างกระจกบานใหญ่รับแสงธรรมชาติ 1ภาพบรรยากาศภายใน haus VE/LA แฟล็กชิปสโตร์ที่มีหน้าต่างกระจกบานใหญ่รับแสงธรรมชาติ 2ภาพบรรยากาศภายใน haus VE/LA แฟล็กชิปสโตร์ที่มีหน้าต่างกระจกบานใหญ่รับแสงธรรมชาติ 3

 

The Vibe

 

บรรยากาศของสาขานี้ให้ความรู้สึกเหมือนเดินเข้าไปคาเฟ่ร่วมสมัยที่เปี่ยมด้วยความอบอุ่น ไฮไลต์แรกคือหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่เปิดรับแสงธรรมชาติอย่างเต็มที่ ในช่วงบ่าย แสงจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นไฟโทนอุ่นคล้ายแสงเทียน เพิ่มมู้ดสโลว์ไลฟ์

 

อีกมุมที่เราใช้เวลานานกว่าที่คิดคือ Coffee Table ใจกลางร้าน ที่รวบรวมสมุดสเก็ตช์ โลโก้เวอร์ชันแรก และบันทึกต่างๆ ของ VE/LA ราวกับเปิดแฟ้มประวัติของแบรนด์ให้ทุกคนได้พลิกดู

 

และอย่าลืมแวะไปที่ hardcopy ตู้ถ่ายภาพใต้บันไดวนไม้ ซึ่งจะพิมพ์รูปออกมาในรูปแบบใบเสร็จ

 

ภาพบรรยากาศภายใน haus VE/LA แฟล็กชิปสโตร์ที่มีหน้าต่างกระจกบานใหญ่รับแสงธรรมชาติ 4ภาพบรรยากาศภายใน haus VE/LA แฟล็กชิปสโตร์ที่มีหน้าต่างกระจกบานใหญ่รับแสงธรรมชาติ 5ภาพบรรยากาศภายใน haus VE/LA แฟล็กชิปสโตร์ที่มีหน้าต่างกระจกบานใหญ่รับแสงธรรมชาติ 6

 

The Taste

 

แน่นอนว่ามีสิ่งที่ทำให้การมา haus VE/LA แตกต่างจากสาขาอื่น คือตัวเมนูเครื่องดื่ม Exclusive 5 แก้วพิเศษในซีรีส์ ‘The Archives’ ที่สร้างขึ้นเพื่อบันทึกเหตุการณ์สำคัญในแต่ละปีของแบรนด์ ผ่านรสชาติและเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ รวมถึงเบเกอรีที่ออกแบบมาอย่างมีกิมมิก

 

ครั้งนี้เราได้ลอง 3 เมนู ส่วนแก้วที่เราชอบที่สุดคือ The Affair (195 บาท) เมนู Earl Grey Matcha ที่นำชาเอิร์ลเกรย์และมัทฉะมาเลเยอร์กันอย่างสวยงาม ดื่มแล้วจะได้ทั้งกลิ่นหอมของเบอร์กามอตและความนุ่มของมัทฉะในแก้วเดียว

 

ขณะที่ Sticky Situation (185 บาท) ให้รสชาติที่ชวนให้นึกถึงข้าวเหนียวมะม่วง ผ่านการผสมเอสเปรสโซ น้ำมะม่วง และครีมมะพร้าว ก่อนโรยข้าวคั่วด้านบน เพิ่มทั้งกลิ่นและเท็กซ์เจอร์ในทุกคำ

 

ภาพบรรยากาศภายใน haus VE/LA แฟล็กชิปสโตร์ที่มีหน้าต่างกระจกบานใหญ่รับแสงธรรมชาติ 7ภาพบรรยากาศภายใน haus VE/LA แฟล็กชิปสโตร์ที่มีหน้าต่างกระจกบานใหญ่รับแสงธรรมชาติ 8ภาพบรรยากาศภายใน haus VE/LA แฟล็กชิปสโตร์ที่มีหน้าต่างกระจกบานใหญ่รับแสงธรรมชาติ 9

 

ส่วน Sweet Sixteen (180 บาท) เป็นแก้วที่หยิบแรงบันดาลใจจาก Banoffee Pie มาถ่ายทอดผ่านกาแฟ Long Black ที่ท็อปด้วยครีมกล้วย คาราเมล และมีกล้วยกรอบด้านบน กลายเป็นเมนูที่ทั้งสนุกและดื่มง่ายกว่าที่คิด

 

สำหรับเบเกอรีเราได้ลอง Canvas Basque Cheesecake (300 บาท) ชีสเค้กเนื้อแน่นแต่ยังคงความละมุน ด้านบนเคลือบไวต์ช็อกโกแลต เสิร์ฟพร้อมสีและพู่กันที่ให้เราเพนต์ลวดลายของตัวเองได้ กับ Fat Kid Banana Bread (145 บาท) ที่หอมกล้วย เนื้อเค้กชุ่มฉ่ำ กินคู่กับกาแฟแล้วลงตัวพอดี

 

นอกจากเมนูเอ็กซ์คลูซีฟแล้ว ทางร้านยังมีเมนูกาแฟจากเมล็ด Dawn และ Dusk รวมถึงเครื่องดื่มและเบเกอรีที่คุ้นเคยให้เลือกครบเช่นกัน

 

ภาพบรรยากาศภายใน haus VE/LA แฟล็กชิปสโตร์ที่มีหน้าต่างกระจกบานใหญ่รับแสงธรรมชาติ 10ภาพบรรยากาศภายใน haus VE/LA แฟล็กชิปสโตร์ที่มีหน้าต่างกระจกบานใหญ่รับแสงธรรมชาติ 11ภาพบรรยากาศภายใน haus VE/LA แฟล็กชิปสโตร์ที่มีหน้าต่างกระจกบานใหญ่รับแสงธรรมชาติ 12

 

Good for

 

ไม่ว่าคุณจะตั้งใจมานั่งทำงาน อ่านหนังสือ นัดพูดคุยกับเพื่อน หรือเพียงแค่ต้องการแวะพักหลีกหนีความวุ่นวาย haus VE/LA ก็ถูกออกแบบมาเพื่อชะลอจังหวะชีวิตในวันธรรมดาให้ช้าลงอีกนิด ที่นี่จึงเหมาะมากสำหรับสายคาเฟ่ฮอปที่กำลังมองหาสเปซอบอุ่น โปร่งสบาย ใจกลางย่านสุขุมวิท

 

haus VE/LA

 

Location: ซอยสุขุมวิท 53 (หน้าคอนโด Chalermnit Art De Maison)

Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 07.00-20.00 น.

Contact: VE/LA Bangkok 

Budget: ราคา 250-500 บาทต่อคน

Map: https://maps.app.goo.gl/PbENSQN39eqpBSBv5

The post haus VE/LA แฟล็กชิปสโตร์แห่งใหม่ในซอยสุขุมวิท 53 บ้านที่เล่าเรื่องราวของแบรนด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Yamu ร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์โยโชคุ ซอยสาทร 7 ของเชฟ Mirco Keller https://thestandard.co/life/yamu-mirco-keller-japanese-sathorn/ Sun, 26 Jul 2026 01:00:54 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1235140 ภาพบรรยากาศร้าน Yamu ร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์โยโชคุที่อบอุ่นและเป็นกันเอง

มีร้านอาหารอยู่ไม่กี่ร้านที่เราอยากกลับไปซ้ำ บางร้านดึง […]

The post Yamu ร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์โยโชคุ ซอยสาทร 7 ของเชฟ Mirco Keller appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศร้าน Yamu ร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์โยโชคุที่อบอุ่นและเป็นกันเอง

มีร้านอาหารอยู่ไม่กี่ร้านที่เราอยากกลับไปซ้ำ บางร้านดึงดูดเราด้วยชื่อของเชฟ บางร้านก็ทำให้คิดถึงเพราะบรรยากาศและอาหาร ส่วน Yamu เป็นร้านที่มีทั้งสองอย่าง

 

นี่คือร้านใหม่ของ เชฟ Mirco Keller ที่หลายคนน่าจะคุ้นชื่อจาก Water Library และ Keller แต่ครั้งนี้เขาวางภาพของเชฟไฟน์ไดนิงลง แล้วเลือกทำร้าน Modern Japanese ขนาดอบอุ่นในซอยสาทร 7 ที่เสิร์ฟอาหารสไตล์โยโชกุ หรืออาหารญี่ปุ่นที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก ในแบบที่เข้าถึงง่ายกว่าเดิม

 

เชฟเล่าให้เราฟังว่า หลังใช้ชีวิตอยู่ในโลกไฟน์ไดนิงมานาน เขาอยากกลับมาทำอาหารที่คนสามารถแวะมากินได้บ่อยๆ สั่งได้หลายจานมาแชร์กัน และไม่ต้องรอโอกาสพิเศษ นั่นจึงเป็นที่มาของร้านนี้ที่เชฟต้องการให้เป็นห้องทดลองเล็กๆ ที่เปิดโอกาสให้เขาได้ทำอาหารอย่างเป็นอิสระ โดยยังคงใช้เทคนิคแบบฝรั่งเศส ความละเอียดในการปรุง และประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอดหลายปี

 

แม้แต่ชื่อร้านก็สะท้อนตัวตนของที่นี่ เพราะ Yamu (ยามู) คือชื่อน้องหมาโกลเด้นรีทรีฟเวอร์ของหุ้นส่วน ที่กลายมาเป็นแรงบันดาลใจในการตั้งชื่อร้าน และโชคดีวันที่เราไปได้เจอน้อง น้องมีคาแรกเตอร์อบอุ่น เป็นกันเอง และดูเหมือนจะถูกถ่ายทอดออกมาผ่านทั้งบรรยากาศและอาหารของร้านได้อย่างพอดี

 

ภาพบรรยากาศร้าน Yamu ร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์โยโชคุที่อบอุ่นและเป็นกันเอง 1

Chef Mirco Keller และน้อง Yamu

 

ภาพบรรยากาศร้าน Yamu ร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์โยโชคุที่อบอุ่นและเป็นกันเอง 2

ภาพบรรยากาศร้าน Yamu ร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์โยโชคุที่อบอุ่นและเป็นกันเอง 3

 

The Vibe

 

สิ่งแรกที่เรารู้สึกได้ทันทีเมื่อก้าวเข้ามาในร้าน คือความผ่อนคลาย ตัวร้านแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ชั้นอย่างเรียบง่าย ไม่ได้ตกแต่งหวือหวา แต่เลือกใช้ไม้ แสงไฟโทนอุ่น และโทนสีที่สบายตา เป็นบรรยากาศที่ชวนให้นั่งนานกว่าที่ตั้งใจไว้

 

เริ่มจากชั้นแรกโดดเด่นด้วยบาร์เคาน์เตอร์ไม้ยาวคู่ครัวเปิดมอบบรรยากาศเป็นกันเอง ชวนให้พูดคุยเชฟได้

 

ส่วนชั้นสองร้านจัดสรรเป็นโต๊ะนั่งแบบจริงจังหลายโต๊ะ เหมาะสำหรับการมากันเป็นกลุ่มหรือต้องการสเปซความเป็นส่วนตัว

 

ภาพบรรยากาศร้าน Yamu ร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์โยโชคุที่อบอุ่นและเป็นกันเอง 4

ภาพบรรยากาศร้าน Yamu ร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์โยโชคุที่อบอุ่นและเป็นกันเอง 5

ภาพบรรยากาศร้าน Yamu ร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์โยโชคุที่อบอุ่นและเป็นกันเอง 6

 

The Taste

 

ถ้าถามว่าเมนูไหนคือจานที่ชอบที่สุด คำตอบคือเลือกไม่ได้ เพราะแทบทุกอย่างที่ได้ลองในมื้อนี้ทำออกมาได้ดีอย่างน่าประทับใจ เมนูเป็นแบบอะลาคาร์ต แบ่งหมวดหมูชัดเจน เหมาะทั้งกับการแวะมากินมื้อเบาๆ หรือสั่งหลายจานมาแชร์กันทั้งโต๊ะ

 

Mixed Salad (80 บาท) เปิดมื้อด้วยสลัดผักสดที่เรียบง่ายแต่สดชื่น ผักกรอบ น้ำสลัดรสเบา ช่วยเรียกน้ำย่อยก่อนเข้าสู่จานถัดไป

 

Crispy Tofu, Ginger, Daikon (190 บาท) เต้าหู้ทอดกรอบนอกนุ่มใน เสิร์ฟพร้อมซอสที่ผสมเทคนิคแบบฝรั่งเศสเข้ากับรสชาติญี่ปุ่นได้อย่างลงตัว เป็นเมนูที่ดูเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยรายละเอียด

 

ภาพบรรยากาศร้าน Yamu ร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์โยโชคุที่อบอุ่นและเป็นกันเอง 7

ภาพบรรยากาศร้าน Yamu ร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์โยโชคุที่อบอุ่นและเป็นกันเอง 8

ภาพบรรยากาศร้าน Yamu ร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์โยโชคุที่อบอุ่นและเป็นกันเอง 9

 

หนึ่งในจานที่เราประทับใจที่สุดของมื้อนี้ Hamachi, Salted Plum, Edamame (320 บาท) ฮามาจิผ่านการดรายเอจในตู้ที่เชฟออกแบบขึ้นเอง ทำให้เนื้อปลามีสัมผัสแน่นขึ้น ก่อนจับคู่กับซอสบ๊วยเค็ม ความมันของอิดามาเมะ และความสดชื่นของพริกฮาลาปิโนที่ช่วยเติมมิติให้แต่ละคำ

 

Salmon Roll, Sweet Egg, Avocado (360 บาท) โรลคำโตที่รวมความมันของแซลมอนและอะโวคาโดเข้ากับไข่หวานได้อย่างพอดี เป็นเมนูที่กินง่าย รสชาติบาลานซ์ และเหมาะสำหรับสั่งมาแชร์กันบนโต๊ะ

 

ภาพบรรยากาศร้าน Yamu ร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์โยโชคุที่อบอุ่นและเป็นกันเอง 10

ภาพบรรยากาศร้าน Yamu ร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์โยโชคุที่อบอุ่นและเป็นกันเอง 11

 

ส่วนเมนูเส้นเราได้ลอง Beef, Egg, Bok Choi (490 บาท) เป็นบะหมี่เนื้อที่ให้รสชาติเข้มข้นแต่ไม่หนักจนเกินไป เส้นเหนียวนุ่มกำลังดี เสิร์ฟพร้อมเนื้อวัว ไข่ และผักกวางตุ้งจีน เป็นชามที่ให้ความรู้สึกคอมฟอร์ตและอิ่มกำลังพอดี

 

ปิดท้ายมื้อด้วย Matcha Tiramisu (170 บาท) ของหวานที่หยิบทีรามิสุสไตล์อิตาเลียนมาทวิสต์ด้วยมัทฉะ เนื้อครีมนุ่มละมุน ตัดกับรสขมอ่อนๆ ของมัทฉะทำให้จบมื้อได้อย่างสดชื่นโดยไม่หวานจนเกินไป

 

นอกจากเมนูที่เราได้ลอง ทางร้านยังมีเมนูเสียบไม้ย่างถ่านสไตล์อิซากายะให้เลือกอีกหลายรายการ ซึ่งน่าจะเป็นอีกเหตุผลให้ต้องหาโอกาสกลับมาเยือนอีกครั้ง

 

ภาพบรรยากาศร้าน Yamu ร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์โยโชคุที่อบอุ่นและเป็นกันเอง 12

ภาพบรรยากาศร้าน Yamu ร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์โยโชคุที่อบอุ่นและเป็นกันเอง 13

 

Good for

 

คนที่กำลังมองหาร้านบรรยากาศอบอุ่นสำหรับนัดเพื่อนหลังเลิกงานย่านสาธร หรือใครก็ตามที่เชื่อว่าอาหารที่ดีไม่จำเป็นต้องซับซ้อนเสมอไป หากทำด้วยความตั้งใจและใส่ใจในรายละเอียด Yamu ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งร้านที่ควรค่าแก่การมาลองสักครั้ง

 

Yamu (ยามู)

Location: ซอยสาทร 7 (หลังตึก Sathorn City Tower)

Open: เปิดบริการเฉพาะวันจันทร์-วันศุกร์ (หยุดวันเสาร์และวันอาทิตย์)

Time: เปิดมื้อกลางวันเวลา 11.30-14.00 น. และมื้อเย็นเวลา 17.00-21.00 น.

Contact: Yamu Bangkok

Budget: ราคา 500-1,000 บาทต่อคน


 

 

The post Yamu ร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์โยโชคุ ซอยสาทร 7 ของเชฟ Mirco Keller appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดประสบการณ์ไฟน์ไดนิงที่ etcha ร้าน 1 ดาวมิชลินกับคอนเซปต์อาหารไร้สัญชาติ https://thestandard.co/life/etcha-fine-dining-michelin-no-label/ Fri, 24 Jul 2026 07:11:32 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1234596 อาหารจานเด่นจากร้าน etcha ร้านอาหารไฟน์ไดนิง 1 ดาวมิชลิน

หลังจากเปิดได้ไม่นาน etcha ก็คว้า 1 ดาวมิชลิน มาครองได้ […]

The post เปิดประสบการณ์ไฟน์ไดนิงที่ etcha ร้าน 1 ดาวมิชลินกับคอนเซปต์อาหารไร้สัญชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาหารจานเด่นจากร้าน etcha ร้านอาหารไฟน์ไดนิง 1 ดาวมิชลิน

หลังจากเปิดได้ไม่นาน etcha ก็คว้า 1 ดาวมิชลิน มาครองได้อย่างรวดเร็วและกลายเป็นหนึ่งในร้านไฟน์ไดนิงที่น่าจับตามองของกรุงเทพฯ ความน่าสนใจของร้านไม่ได้อยู่แค่เทคนิคการปรุงหรือความประณีตของอาหาร แต่เป็นแนวคิดที่เชฟ Giacomo Primante เรียกว่า No Label Cuisine

 

etcha ร้าน 1 ดาวมิชลิน คอนเซปต์อาหารไร้สัญชาติ

 

 
 

และเมื่อคิดต่อ เรามักใช้เรื่องสัญชาติเป็นจุดเริ่มต้นในการทำความเข้าใจอาหาร ไม่ว่าจะเป็นไทย อิตาเลียน ญี่ปุ่น หรือฝรั่งเศส เพราะรสชาติ วัตถุดิบ และวิธีการปรุงต่างก็มาจากภูมิประเทศ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ แต่สำหรับเชฟแล้ว สัญชาติเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเรื่องราว ไม่ใช่กรอบที่ใช้อธิบายทุกอย่างบนจาน

 

แต่ละคอร์สของที่นี่จึงยังมีรากเหง้า มีที่มา เพียงไม่ถูกจำกัดด้วยนิยามเพียงคำเดียว วัตถุดิบไทยยังสามารถทำงานร่วมกับเทคนิคจากยุโรปได้ ขณะที่ประสบการณ์จากหลายวัฒนธรรมของเชฟที่หลอมรวมกัน ปล่อยให้รสชาติเป็นผู้เล่าเรื่องมากกว่าป้ายกำกับว่าอาหารจานนั้นเป็นของชาติใด

 

วิธีคิดนี้ยังสัมพันธ์กับเส้นทางชีวิตของเชฟอย่างแยกไม่ออก เริ่มจากเขาเกิดในครอบครัวชาวอิตาเลียน เติบโตในฝรั่งเศส ผ่านครัวระดับโลกมากว่า 15 ปี ก่อนเลือกปักหลักในประเทศไทยและค่อยๆ ทำความรู้จักวัตถุดิบท้องถิ่นอย่างจริงจัง

 

อาหารจานเด่นจากร้าน etcha ร้านอาหารไฟน์ไดนิง 1 ดาวมิชลิน 1

Chef Giacomo Primante

Head Chef

 

อาหารจานเด่นจากร้าน etcha ร้านอาหารไฟน์ไดนิง 1 ดาวมิชลิน 2

อาหารจานเด่นจากร้าน etcha ร้านอาหารไฟน์ไดนิง 1 ดาวมิชลิน 3

 

Cooking is an act of love

 

ประโยคแรกที่เราเห็นเมื่อเปิดเมนู เป็นประโยคนี้ไม่ได้เป็นเพียงสโลแกนของร้าน หากเป็นปรัชญาที่เชฟยึดถือมาตลอดชีวิต โดยมีจุดเริ่มต้นจากคำสอนของลุงในวัยเด็ก

 

“Maria, today you didn’t put love into this food, and when you don’t put love into it, it doesn’t come out right.”

 

สำหรับเชฟแล้ว ความรักไม่ได้หมายถึงแค่ความโรแมนติกเพียงอย่างเดียว ยังมีทั้งความเคารพในงาน ความใส่ใจในรายละเอียด และความรับผิดชอบต่อทุกคนที่อยู่เบื้องหลังอาหารหนึ่งจาน ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ชาวประมง ทีมครัว ทีมบริการ ไปจนถึงแขก

 

เห็นได้ชัดจากการทำงานของเชฟที่ร่วมกับผู้ผลิตท้องถิ่นกว่า 25 ราย เชฟเรียกคนเหล่านี้ว่าเป็นคอมมูนิตี้ของร้านมากกว่าคู่ค้า เพราะความสัมพันธ์ไม่ได้จบลงเมื่อวัตถุดิบถูกส่งถึงครัว ทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนความรู้ ทดลองสิ่งใหม่ และพัฒนาคุณภาพไปพร้อมกัน เมนูของร้านจึงค่อยๆ เปลี่ยนไปตามวัตถุดิบที่ดีที่สุดในแต่ละช่วงเวลา ทำให้ทุกครั้งที่กลับมาเยือน etcha อาจได้พบประสบการณ์ที่แตกต่างออกไป

 

อาหารจานเด่นจากร้าน etcha ร้านอาหารไฟน์ไดนิง 1 ดาวมิชลิน 4

อาหารจานเด่นจากร้าน etcha ร้านอาหารไฟน์ไดนิง 1 ดาวมิชลิน 5

อาหารจานเด่นจากร้าน etcha ร้านอาหารไฟน์ไดนิง 1 ดาวมิชลิน 6

อาหารจานเด่นจากร้าน etcha ร้านอาหารไฟน์ไดนิง 1 ดาวมิชลิน 7

 

The Vibe

 

ถึงจะเป็นร้านไฟน์ไดนิงระดับมิชลิน แต่กลับไม่ได้ให้ความรู้สึกเคร่งขรึมหรือห่างเหิน บรรยากาศภายในร้านเรียบง่ายร่วมสมัย เปิดโอกาสให้ทีมเชฟและทีมบริการพูดคุยกับแขกอย่างเป็นกันเอง ทำให้มื้ออาหารเต็มไปด้วยความผ่อนคลายมากกว่าความกดดัน

 

ไฮไลต์ที่หลายคนน่าจะชอบคือช่วง Kitchen Tour ก่อนเข้าสู่ของหวาน ทีมงานจะเชิญแขกเข้าไปในครัวเพื่อรับประทาน Pre-dessert ท่ามกลางการทำงานจริงของทีมเชฟ เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่ทำให้เห็นทั้งความตั้งใจ และพลังของผู้คนเบื้องหลังอาหารแต่ละจาน จนรู้สึกว่าเราได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์นั้นด้วย

 

อาหารจานเด่นจากร้าน etcha ร้านอาหารไฟน์ไดนิง 1 ดาวมิชลิน 8

อาหารจานเด่นจากร้าน etcha ร้านอาหารไฟน์ไดนิง 1 ดาวมิชลิน 9

อาหารจานเด่นจากร้าน etcha ร้านอาหารไฟน์ไดนิง 1 ดาวมิชลิน 10

Kitchen Tour / Mr. Felice Tavolario

 

The Taste

 

คอร์สที่เราได้ลองคือ etcha 360° ซึ่งประกอบด้วยอาหาร 11 คอร์ส และยังมี etcha 180° จำนวน 8+ คอร์สให้เลือกด้วย สิ่งที่น่าสนใจคือแทบทุกจานมีจุดเริ่มต้นจากวัตถุดิบหรือรสชาติที่เราคุ้นเคย แต่นำมาตีความใหม่ จนได้ประสบการณ์ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

 

อีกสิ่งที่ประทับใจคือทีมบริการที่ดูแลจังหวะของมื้ออาหารได้อย่างลื่นไหล โดยเฉพาะ Wine Pairing ที่นำโดย Max เจ้าของรางวัล Thailand Best Sommelier Award ซึ่งเลือกไวน์แต่ละแก้วมาเสริมรสชาติของอาหาร โดยไม่กลบคาแรกเตอร์ของวัตถุดิบหลัก

 

Small Delicacies มื้ออาหารเริ่มต้นด้วยของว่างคำเล็ก 3 คำที่ทำหน้าที่เปิดรสและแนะนำภาษาการทำอาหารของร้านตั้งแต่ต้น

 

คำแรกคือปลาอาจิเสิร์ฟคู่กับผักดอง ให้รสสดและความเปรี้ยวกรอบที่ช่วยปลุกประสาทสัมผัส คำถัดมาเป็นทาร์ตเนื้อกรอบบางเสิร์ฟคู่กับน้ำมันปรุงรส ก่อนปิดท้ายด้วยแพนเค้กเนื้อวัวที่หยิบรสชาติของลาบเหนือมาตีความใหม่ ตกแต่งด้วยสมุนไพรทอด เพิ่มทั้งกลิ่นเครื่องเทศ รสเนื้อ และเนื้อสัมผัสกรอบในคำเดียว

 

จับคู่กับเครื่องดื่มที่หมักจากน้ำผึ้ง ยีสต์ และน้ำ โดยใช้น้ำผึ้งดอกลำไยจากเชียงใหม่ ให้รสหวานหอมอ่อนๆ ที่ช่วยเชื่อมของว่างทั้งหมดเข้าด้วยกันอย่างนุ่มนวล

 

อาหารจานเด่นจากร้าน etcha ร้านอาหารไฟน์ไดนิง 1 ดาวมิชลิน 11

อาหารจานเด่นจากร้าน etcha ร้านอาหารไฟน์ไดนิง 1 ดาวมิชลิน 12

 

Sea Urchin, Buttermilk, Pomegranate

 

จานถัดมาด้านล่างเป็นไข่ตุ๋น มีอูนิที่ให้ทั้งความหวาน เค็ม และอูมามิตามธรรมชาติ ก่อนเติมโฟม Buttermilk และกรานิต้าจากน้ำทับทิมเพื่อเพิ่มความสดชื่น

 

แนะนำให้ตักทุกองค์ประกอบพร้อมกัน เพื่อให้ได้ทั้งความนุ่มของไข่ตุ๋น ความมันของอูนิ ความเบาของโฟม และความเย็นสดของกรานิต้าในคำเดียว เป็นจานที่มีหลายเลเยอร์ แต่ทุกส่วนกลับประสานกันได้อย่างพอดี

 

Squid, Basil, Oscietra Caviar

 

จานซิกเนเจอร์ที่ถ่ายทอดแนวคิด No Label Cuisine ได้ชัดเจนที่สุด มาจากจุดเริ่มต้นมาจากประสบการณ์ของเชฟที่ได้สัมผัสวิถีการจับปลาหมึกและอาหารท้องถิ่นในพังงา ก่อนนำความทรงจำนั้นกลับมาตีความใหม่ทั้งหมด

 

จานนี้นำปลาหมึกกล้วยที่ถูกแช่ในน้ำกะทิเป็นเวลา 2 วัน มาสไลซ์เป็นเส้นบางคล้าย Tagliatelle จนเนื้อปลาหมึกทำหน้าที่เสมือนเส้นพาสต้า เสิร์ฟพร้อมซอสเพสโตและ Oscietra Caviar ได้ทั้งความหนึบของปลาหมึก ความหอมสดของสมุนไพร และความเค็มอูมามิจากคาเวียร์ เป็นจานที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกใหม่ในเวลาเดียวกัน

 

อาหารจานเด่นจากร้าน etcha ร้านอาหารไฟน์ไดนิง 1 ดาวมิชลิน 13

อาหารจานเด่นจากร้าน etcha ร้านอาหารไฟน์ไดนิง 1 ดาวมิชลิน 14

 

Potato, Smoked Beef Heart, Mussels

 

หนึ่งในจานที่ประทับใจที่สุดของมื้อ ได้แรงบันดาลใจจากอาหารหอยแมลงภู่แบบอิตาเลียนตอนใต้ ก่อนนำองค์ประกอบเดิมมาถอดและประกอบใหม่ในรูปแบบร่วมสมัย

 

ด้านล่างเป็นหอยแมลงภู่ญี่ปุ่นผัด เสริมด้วยไข่แดงที่เพิ่มความมันและกลมกล่อม ตามด้วยหัวหอมดองที่เติมทั้งความกรอบและรสเปรี้ยว ก่อนคลุมด้วยโฟมมันฝรั่งเนื้อเนียนและโรยหัวใจวัวรมควันด้านบน

 

ทางร้านแนะนำให้ตักช้อนลงไปจนถึงล่างสุด เพื่อให้ได้ทุกองค์ประกอบในคำเดียว ทั้งความหวานของหอย ความมันของไข่แดง ความนุ่มของโฟม และกลิ่นรมควันจากหัวใจวัว เป็นจานที่มีทั้งความลึก ความละมุน และอูมามิชัดเจน

 

Frog, Duck, Caper

 

จานนี้เกิดจากความทรงจำของเชฟระหว่างไปเยี่ยมบ้านของสมาชิกทีมครัวในต่างจังหวัด ซึ่งครอบครัวได้เตรียมกบทอดไว้ต้อนรับ ก่อนที่เชฟจะนำประสบการณ์นั้นกลับมาตีความใหม่

 

เนื้อกบทอดวางอยู่บนซอสเป็ดรสเข้มข้น เสริมด้วย Garlic Cream และ Caper Air ที่ช่วยเพิ่มทั้งความหอม ความมัน และรสเปรี้ยวเค็ม ด้านข้างเสิร์ฟหนังกบทอดกรอบโรยผงเคเปอร์

 

ความสนุกอยู่ที่วิธีรับประทาน เพราะจานนี้เสิร์ฟพร้อมช้อนเพียงคันเดียว และให้ใช้หนังกบทอดในมืออีกข้างช่วยตักอาหารคล้ายส้อม ก่อนรับประทานตามไปพร้อมกัน เป็นการใช้กบทั้งตัวอย่างสร้างสรรค์ พร้อมเปลี่ยนภาพจำของวัตถุดิบชนิดนี้ไปโดยสิ้นเชิง

 

อาหารจานเด่นจากร้าน etcha ร้านอาหารไฟน์ไดนิง 1 ดาวมิชลิน 15

 

อาหารจานเด่นจากร้าน etcha ร้านอาหารไฟน์ไดนิง 1 ดาวมิชลิน 16

 

Raviolo

 

เชฟนำแรงบันดาลใจจากผัดกะเพรามาตีความในรูปแบบ Raviolo ชิ้นใหญ่ ด้านในเป็นไส้ผัดกะเพราเนื้อที่มีรสเข้มข้นและกลิ่นสมุนไพรชัดเจน เสิร์ฟกับซอส ก่อนตกแต่งด้วยไข่ขาวทอด ไข่แดงจากไข่นกกระทา หอมหัวใหญ่ย่าง และใบกะเพราทอด

 

เมื่อผ่าออก ไส้ด้านในจะไหลมาผสานกับซอสและองค์ประกอบด้านบน ได้ทั้งความนุ่มของแป้ง ความเข้มของเนื้อ ความมันจากไข่แดง และกลิ่นหอมไหม้อ่อนๆ ของหัวหอมย่าง เป็นการตีความผัดกะเพราที่แทบไม่เหลือรูปลักษณ์เดิม แต่ยังเก็บรสชาติที่คุ้นเคยไว้ได้อย่างชัดเจน

 

ก่อนเข้าสู่ Main Course ทางร้านเสิร์ฟ Bread Course ซึ่งประกอบด้วย Brioche เนื้อนุ่ม Homemade Breadstick น้ำมันมะกอก และ Balsamic Vinegar

 

ไฮไลต์คือ Grass-fed Mesa Butter ที่ทำจากน้ำนมของวัวชื่อ ‘เมษา’ จากจังหวัดลพบุรี ให้รสหอมมันนุ่มและมีความเป็นธรรมชาติชัดเจน เมื่อกินคู่กับ Brioche อุ่นๆ ยิ่งช่วยขับกลิ่นเนยให้เด่นขึ้น

 

Charcoal Stingray, Roasted Black Leek, Citrus

 

ปลากระเบนถูกย่างถ่านจนมีกลิ่นควันชัดเจน ขณะที่เนื้อด้านในยังคงแน่นและชุ่มฉ่ำ เสิร์ฟคู่กับ Roasted Black Leek ที่ให้ความหวานและกลิ่นย่าง ก่อนตัดด้วยซิตรัสที่ช่วยเพิ่มความสดและทำให้จานไม่หนักเกินไป

 

อาหารจานเด่นจากร้าน etcha ร้านอาหารไฟน์ไดนิง 1 ดาวมิชลิน 17

อาหารจานเด่นจากร้าน etcha ร้านอาหารไฟน์ไดนิง 1 ดาวมิชลิน 18

 

Sweetbread, Topinambur, Tamarind

 

จานนี้ใช้ Sweetbread เป็นองค์ประกอบหลัก เสิร์ฟกับซอสจากแก่นตะวัน หรือ Topinambur ซึ่งให้รสหวานนุ่มและมีกลิ่นนัตตี้เล็กๆ ด้านบนมีผงปรุงรสเพื่อเพิ่มเนื้อสัมผัส ขณะที่ซอสมะขามช่วยตัดความมันของ Sweetbread ด้วยความเปรี้ยวสด

 

Apple, Yoghurt, Cumin

 

ของหวานจานแรกมาในโทนเบาและสดชื่น องค์ประกอบจากแอปเปิลเนื้อเย็นนุ่มเสิร์ฟคู่กับโยเกิร์ต ก่อนเติมยี่หร่าที่ให้กลิ่นเครื่องเทศอุ่นๆ

 

อาหารจานเด่นจากร้าน etcha ร้านอาหารไฟน์ไดนิง 1 ดาวมิชลิน 19

อาหารจานเด่นจากร้าน etcha ร้านอาหารไฟน์ไดนิง 1 ดาวมิชลิน 20

 

Ginger, Orange, Chrysanthemum

 

ของหวานจานนี้โดดเด่นด้วยความสดชื่น ขิงช่วยสร้างความอุ่นและเผ็ดที่ปลายลิ้น ก่อนตัดด้วยรสเปรี้ยวหวานและกลิ่นซิตรัสของส้ม ขณะที่ดอกเก๊กฮวยเติมโทนกลิ่นแบบฟลอรัล

 

Mignardises

 

ปิดท้ายด้วยขนมคำเล็ก 3 แบบ คำแรกคือขนมสไตล์อิตาเลียนที่ได้แรงบันดาลใจจากขนมครก ใช้ครีมมะพร้าวและข้าวโพด ด้านบนโรยผงต้นหอม ให้รสหวาน มัน และเค็มอ่อนๆ ในคำเดียว คำที่สองเป็น ทาร์ตชาไทย และคำสุดท้ายคือ โมจิไส้แอปเปิล เป็นการปิดมื้อด้วยสามรสชาติและสามเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันอย่างพอดี

 

อาหารจานเด่นจากร้าน etcha ร้านอาหารไฟน์ไดนิง 1 ดาวมิชลิน 21

 

อาหารจานเด่นจากร้าน etcha ร้านอาหารไฟน์ไดนิง 1 ดาวมิชลิน 22

 

Good for

 

ไม่ว่าคุณจะเป็นนักชิมมื้ออาหารไฟน์ไดนิงที่หาประสบการณ์ใหม่ และกำลังมองหาร้านไว้เฉลิมฉลองโอกาสพิเศษในบรรยากาศอบอุ่น สำหรับเราแล้ว etcha มอบมื้ออาหารที่ไม่เพียงแต่อิ่มเอมในรสชาติ แต่ยังจุดประกายแรงบันดาลใจและทำให้อยากกลับมาดูว่าเมนูครั้งต่อไปจะเปลี่ยนไปอย่างไร

 

etcha

Location: 7th Floor, Chatrium Grand Bangkok

Open: วันอังคาร-วันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป (Last Seating 20.00 น. / ปิดให้บริการวันอาทิตย์และวันจันทร์)

Contact: etcha 

Parking: มีที่จอดรถ

Budget:

  • Tasting Menu
  • etcha 180° — 8+ Courses | 4,750++ บาท
  • etcha 360° — 11+ Courses | 5,750++ บาท
  • Wine Pairing
  • 3 Glasses — 1,600++ บาท
  • 5 Glasses — 2,500++ บาท
  • 6 Glasses — 3,250++ บาท

 

 

The post เปิดประสบการณ์ไฟน์ไดนิงที่ etcha ร้าน 1 ดาวมิชลินกับคอนเซปต์อาหารไร้สัญชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
THE BARISTRO คาเฟ่ลูกรักชาวเชียงใหม่ สู่สาขาใหม่ใจกลางทองหล่อ https://thestandard.co/life/the-baristro-thonglor-cafe/ Mon, 20 Jul 2026 12:37:46 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1233047 ภาพบรรยากาศร้าน THE BARISTRO สาขาทองหล่อ

ถ้าพูดถึงร้านกาแฟหรือคาเฟ่ที่หลายคนต้องแวะทุกครั้งเมื่อ […]

The post THE BARISTRO คาเฟ่ลูกรักชาวเชียงใหม่ สู่สาขาใหม่ใจกลางทองหล่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศร้าน THE BARISTRO สาขาทองหล่อ

ถ้าพูดถึงร้านกาแฟหรือคาเฟ่ที่หลายคนต้องแวะทุกครั้งเมื่อไปเชียงใหม่ ชื่อของ The Baristro น่าจะอยู่ในลิสต์แรกๆ ของใครหลายคนแน่นอน ล่าสุดได้เปิดสาขาแรกในกรุงเทพฯ แล้วที่ Market Place Thonglor พร้อมพาบรรยากาศที่หลายคนคุ้นเคย

 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา The Baristro โดย ต่อ-ธนิต สุวณิชย์ ที่เติบโตจากร้านกาแฟเล็กๆ ในเชียงใหม่ จนกลายเป็นหนึ่งในร้านสเปเชียลตี้คอฟฟี่ที่ได้รับความนิยมที่สุดแห่งหนึ่ง ด้วยการคัดเลือกเมล็ดกาแฟอย่างจริงจัง คั่วกาแฟเอง และออกแบบแต่ละสาขาให้มีคาแรกเตอร์แตกต่างกัน ทำให้หลายคนไม่ได้แวะมาเพียงเพื่อดื่มกาแฟ แต่ยังแวะมาเพื่อสัมผัสบรรยากาศของร้านในแต่ละโลเคชันด้วย

 

แม้ว่าในกรุงเทพฯ จะมีร้านกาแฟสเปเชียลตี้เปิดใหม่แทบทุกเดือน แต่การมาของ The Baristro ก็ถือว่าน่าสนใจไม่น้อย เพราะนี่ไม่ใช่แบรนด์หน้าใหม่ หากเป็นหนึ่งในร้านที่มีบทบาทสำคัญต่อวัฒนธรรมคาเฟ่ของเชียงใหม่ และเป็นหมุดหมายที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติแวะเวียนกันไปนานหลายปี

 

ภาพบรรยากาศร้าน THE BARISTRO สาขาทองหล่อ 1ภาพบรรยากาศร้าน THE BARISTRO สาขาทองหล่อ 2ภาพบรรยากาศร้าน THE BARISTRO สาขาทองหล่อ 3ภาพบรรยากาศร้าน THE BARISTRO สาขาทองหล่อ 4

 

บรรยากาศของสาขาทองหล่อยังคงรักษาลายเซ็นของแบรนด์ไว้ด้วยงานออกแบบสไตล์โมเดิร์น มินิมัลใช้โทนสีอ่อน กระจกบานใหญ่รับแสงธรรมชาติ และเฟอร์นิเจอร์ที่เรียบง่าย ทำให้ร้านดูโปร่ง นั่งสบาย

 

ส่วนเมนูของสาขานี้ยังคงให้ความสำคัญกับกาแฟเป็นหลัก โดยมีเมล็ดกาแฟสเปเชียลตี้ให้เลือกหลากหลายคาแรกเตอร์ทั้งจากไทยและต่างประเทศ ควบคู่ไปกับบาร์มัทฉะขนาดเล็ก เครื่องดื่ม Non-Coffee และเบเกอรี่อบสดใหม่ทุกวัน โดยมีแก้วไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด อย่าง Iced Americano (95 บาท) กาแฟดำเย็นที่สะท้อนคาแรกเตอร์สะอาด สดชื่น รสชาติสมดุล ดื่มง่ายได้ในทุกวัน

 

Aerocano (125 บาท) เมนูทวิสต์ไอเดียใหม่ที่ผสานเอสเปรสโซเข้ากับไมโครโฟมเนียนละเอียดด้วยเทคนิคเฉพาะ จนได้เนื้อสัมผัสนุ่มฟูคล้ายการดื่ม Nitro Cold Brew แต่ยังคงความเข้มข้นชัดเจนตามแบบฉบับเอสเปรสโซ

 

Soft Matcha (185 บาท) เมนูซิกเนเจอร์สำหรับคนรักชาเขียว มัทฉะเข้มข้นเสิร์ฟมาพร้อมซอฟต์ครีมเนื้อเนียนนุ่ม หอมมัน หวานกำลังดี

 

ภาพบรรยากาศร้าน THE BARISTRO สาขาทองหล่อ 5ภาพบรรยากาศร้าน THE BARISTRO สาขาทองหล่อ 6

 

Baristro Beer (140 บาท) เมนูขายดีที่ครองใจทุกเพศทุกวัย ดึงความหวานหอมสดชื่นของน้ำเก๊กฮวยมาจับคู่กับท็อปเลเยอร์ครีมชีสรสเค็มมันนัว เกิดเป็นมิติรสชาติใหม่ที่เป็นเอกลักษณ์

 

Pink Panther (145 บาท) เครื่องดื่มม็อกเทลสีชมพูสดใส เบลนด์รสชาติของสาลี่ สตรอว์เบอร์รี และกลิ่นหอมละมุนของกุหลาบเข้าไว้ด้วยกัน ช่วยรีเฟรชร่างกายได้เป็นอย่างดี

 

ส่วนเบเกอรี่อบสดใหม่กลิ่นหอมฟุ้ง อย่าง Almond Croissant (140 บาท) ครัวซองต์เนยสดผิวนอกกรอบ สอดไส้อัลมอนด์ครีมเนื้อเนียน และ Sweet Potato Bun (80 บาท) ขนมปังมันม่วงเนื้อนุ่มหนึบสไตล์เกาหลี สอดไส้มันหวานญี่ปุ่นรสหวานธรรมชาติ

 

ภาพบรรยากาศร้าน THE BARISTRO สาขาทองหล่อ 7ภาพบรรยากาศร้าน THE BARISTRO สาขาทองหล่อ 8ภาพบรรยากาศร้าน THE BARISTRO สาขาทองหล่อ 9

 

THE BARISTRO thonglor

Location: ชั้น 2 โครงการ Market Place ทองหล่อ

Open: เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 07.00-20.00 น.

Website: The Baristro 

Budget: ราคา 200-500 บาท ต่อคน

 

 

 

ภาพ: The Baristro

 

The post THE BARISTRO คาเฟ่ลูกรักชาวเชียงใหม่ สู่สาขาใหม่ใจกลางทองหล่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
minimalmeal คอร์สชา ‘Siamese Summer’ เมื่อฤดูร้อนของไทยถูกเล่าในรูปแบบ Tea Table https://thestandard.co/life/minimalmeal-siamese-summer-tea-table-thonglor/ Fri, 17 Jul 2026 12:17:20 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1232075 ภาพการจัดวางคอร์สชา ‘Siamese Summer’ บนโต๊ะไม้เรียบง่ายของ minimalmeal

ในยุคที่ร้านอาหารต่างแข่งขันกันสร้างความตื่นตาตื่นใจ mi […]

The post minimalmeal คอร์สชา ‘Siamese Summer’ เมื่อฤดูร้อนของไทยถูกเล่าในรูปแบบ Tea Table appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการจัดวางคอร์สชา ‘Siamese Summer’ บนโต๊ะไม้เรียบง่ายของ minimalmeal

ในยุคที่ร้านอาหารต่างแข่งขันกันสร้างความตื่นตาตื่นใจ minimalmeal กลับเลือกทำสิ่งตรงกันข้าม ด้วยการลดทุกองค์ประกอบให้เหลือเพียงชา วัตถุดิบ และความเงียบ

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

Tea Table ขนาดเล็กที่ซ่อนตัวอยู่บนชั้นสองของอาคาร ย่านทองหล่อ ไม่ได้เป็นร้านชาที่คุณแวะมานั่งดื่มแล้วกลับ แต่เป็นพื้นที่ที่ชวนให้ใช้ชีวิตลงสัก 2 ชั่วโมงครึ่ง ผ่านคอร์สชาและของหวานประจำฤดูกาลชุดใหม่ Siamese Summer ที่ตีความฤดูร้อนของไทยด้วยผลไม้ ชา และรสชาติที่ค่อยๆ คลี่คลายไปทีละลำดับ

 

เบื้องหลังพื้นที่แห่งนี้คือ เชฟพีท-วรศานต์ ผู้ใช้ชีวิตอยู่ที่นิวซีแลนด์เกือบ 30 ปี ก่อนกลับเมืองไทยพร้อมความตั้งใจที่จะเล่าเรื่องชาในแบบที่ต่างออกไป เขานำพื้นฐานด้าน Fine Arts มาผสานกับประสบการณ์การเป็นเชฟ จนเกิดเป็น Tea Table ที่ให้ความสำคัญกับองค์ประกอบทุกอย่าง ตั้งแต่น้ำที่ใช้ชงชา ภาชนะ การจัดวาง ไปจนถึงจังหวะการเสิร์ฟ ทุกอย่างถูกออกแบบให้ผู้ดื่มมีสมาธิกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามากที่สุด

 

แต่แทนที่จะเรียกประสบการณ์นี้ว่า Tea Course เชฟพีทเลือกใช้คำว่า Tea Table เพราะอยากให้ชาเป็นศูนย์กลางของโต๊ะ ทุกแก้ว ทุกจาน และทุกช่วงเวลาถูกออกแบบให้เชื่อมโยงกันอย่างเป็นธรรมชาติ มากกว่าจะเป็นเพียงการเสิร์ฟเครื่องดื่มตามลำดับคอร์ส

 

ภาพการจัดวางคอร์สชา ‘Siamese Summer’ บนโต๊ะไม้เรียบง่ายของ minimalmeal 1ภาพการจัดวางคอร์สชา ‘Siamese Summer’ บนโต๊ะไม้เรียบง่ายของ minimalmeal 2ภาพการจัดวางคอร์สชา ‘Siamese Summer’ บนโต๊ะไม้เรียบง่ายของ minimalmeal 3ภาพการจัดวางคอร์สชา ‘Siamese Summer’ บนโต๊ะไม้เรียบง่ายของ minimalmeal 4

 

The Vibe

 

สิ่งแรกที่สัมผัสได้เมื่อเดินเข้ามาในพื้นที่ไม่ใช่กลิ่นชา แต่เป็นความเงียบที่เข้ามาต้อนรับ ภายในห้องชาร่วมสมัยแห่งนี้แทบไม่มีองค์ประกอบใดที่เกินความจำเป็น มีแค่ผนังสีขาว โต๊ะไม้เรียบๆ และโล่งสบายตา ช่วยตัดขาดความวุ่นวายของทองหล่อออกไปอย่างสิ้นเชิง บรรยากาศสงบพอให้ได้ยินเสียงน้ำร้อนที่ค่อยๆ รินลงบนใบชา

 

เชฟพีทแต่งกายด้วยชุดสีดำเรียบสนิท ค่อยๆ อธิบายวัตถุดิบ วิธีการชง และเหตุผลของการเลือกภาชนะแต่ละใบอย่างไม่เร่งรีบ ตลอดทั้งคอร์ส คุณแทบไม่รู้สึกอยากหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเลย เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าก็น่าสนใจกว่าหน้าจอเสียอีก

 

ภาพการจัดวางคอร์สชา ‘Siamese Summer’ บนโต๊ะไม้เรียบง่ายของ minimalmeal 5ภาพการจัดวางคอร์สชา ‘Siamese Summer’ บนโต๊ะไม้เรียบง่ายของ minimalmeal 6

 

The Taste

 

ครั้งนี้เราก็ได้มาลองเมนูประจำฤดูกาลชุดใหม่ล่าสุด Siamese Summer ที่ถูกนำเสนอในรูปแบบคอร์สที่มีการเรียงร้อยเลเยอร์รสชาติอย่างประณีตและเน้นวัตถุดิบที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ ผ่านผลไม้ตามฤดูกาล ชาจากหลายแหล่งปลูก และของหวานที่ค่อยๆ พาผู้ดื่มเดินทางจากความสดชื่นไปสู่รสชาติที่ลุ่มลึกขึ้นเรื่อยๆ

 

เริ่มต้นคอร์สด้วย MANGoSTEEN น้ำมังคุดสกัดเย็นที่ผ่านกระบวนการ Clarified จนใสราวกับน้ำแร่ ความหวานธรรมชาติยังอยู่ครบ แต่สัมผัสกลับเบาและสะอาดอย่างน่าประหลาดใจ เสิร์ฟในแก้วใสที่วางหมิ่นเหม่อยู่บนขอบโต๊ะ กลายเป็นภาพจำที่หลายคนคุ้นตาจาก minimalmeal และเป็นการเปิดคอร์สที่เรียบง่ายแต่ชวนให้หยุดมอง

 

ต่อด้วย MINT เครื่องดื่มสีเขียวสดที่เบลนด์มัทฉะสายพันธุ์ Kirari และ Gokasho เข้ากับใบมินต์สด ก่อนปิดท้ายด้วย Cacao Air ที่เพิ่มทั้งกลิ่นและมิติของรสชาติ ทำให้มัทฉะแก้วนี้สดชื่นกว่าที่คาดไว้

 

ภาพการจัดวางคอร์สชา ‘Siamese Summer’ บนโต๊ะไม้เรียบง่ายของ minimalmeal 7

MANGoSTEEN

 

ภาพการจัดวางคอร์สชา ‘Siamese Summer’ บนโต๊ะไม้เรียบง่ายของ minimalmeal 8ภาพการจัดวางคอร์สชา ‘Siamese Summer’ บนโต๊ะไม้เรียบง่ายของ minimalmeal 9

MINT

 

ของหวานจานแรกคือ MIZU WARABI วาราบิโมจิที่ใช้แป้ง Hon Warabi จากจังหวัดมิยาซากิ เนื้อสัมผัสนุ่มเด้งละลายในปาก รับประทานคู่กับน้ำตาลดำ Kokuto จากโอกินาวา ความหวานไม่จัด แต่มีความหอมลึกที่ช่วยดึงรสชาติของวาราบิออกมาอย่างลงตัว

 

ช่วงกลางคอร์ส เชฟเสิร์ฟ KoCHA ชาดำสายพันธุ์ Mei Li Hong จากเชียงรายในถ้วยเซรามิกสีขาว พร้อมแผ่นบ๊วยดอง Ume Noshi ที่ช่วยรีเซ็ตลิ้น

 

เมื่อเข้าสู่ช่วงท้ายของคอร์ส อุณหภูมิและรสชาติค่อยๆ เปลี่ยนกลับมาสู่ความสดชื่นอีกครั้งกับ SUIKA เกล็ดหิมะแตงโมเนื้อละเอียด เสิร์ฟคู่ส้มโอ ทับทิมสยาม และผิวส้มซ่า ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังทานผลไม้ในบ่ายฤดูร้อนของไทย

 

ภาพการจัดวางคอร์สชา ‘Siamese Summer’ บนโต๊ะไม้เรียบง่ายของ minimalmeal 10ภาพการจัดวางคอร์สชา ‘Siamese Summer’ บนโต๊ะไม้เรียบง่ายของ minimalmeal 11

MIZU WARABI

 

ภาพการจัดวางคอร์สชา ‘Siamese Summer’ บนโต๊ะไม้เรียบง่ายของ minimalmeal 12

KoCHA

 

ภาพการจัดวางคอร์สชา ‘Siamese Summer’ บนโต๊ะไม้เรียบง่ายของ minimalmeal 13

SUIKA

 

คอร์สก็ค่อยๆ เปลี่ยนจังหวะอีกครั้งกับ MANDoKoRo ชา Cold Brew ที่เบลนด์ใบชา Hira Bancha จากจังหวัดชิงะ และ Kondowase จากชิซูโอกะ ความเย็นช่วยขับความหวานตามธรรมชาติของใบชาออกมาได้อย่างนุ่มนวล ให้บุคลิกที่เบา สะอาด และดื่มง่าย เป็นเหมือนช่วงพักหายใจของคอร์สก่อนเข้าสู่ของหวานช่วงท้าย

 

ส่วน Gooseberry คือเมนูที่สนุกที่สุดของคอร์ส ด้วยการนำชาจีน Shui Xian มาผสมกับ Cape Gooseberry โทนิก เติมความหวานด้วย Wild Honey และกลิ่นจาก Lemon Air เกิดเป็น Tea & Tonic ที่ทั้งสดชื่น ซับซ้อน และดื่มง่ายกว่าที่คิด

 

ปิดท้ายด้วยไอศกรีมมัทฉะโฮมเมดที่เบลนด์ใบชา Samidori จากเมือง Joyo และ Yabukita จาก Tsujiki ให้รสมัทฉะเข้มแต่ไม่ขมจนเกินไป สามารถเลือกจับคู่กับ Usucha หรือมัทฉะเย็นได้ตามความชอบ เป็นการจบคอร์สที่เรียบง่าย แต่ทิ้งความหอมของชาไว้ในปากได้อย่างยาวนาน

 

ภาพการจัดวางคอร์สชา ‘Siamese Summer’ บนโต๊ะไม้เรียบง่ายของ minimalmeal 14

MANDoKoRo

 

ภาพการจัดวางคอร์สชา ‘Siamese Summer’ บนโต๊ะไม้เรียบง่ายของ minimalmeal 16

ภาพการจัดวางคอร์สชา ‘Siamese Summer’ บนโต๊ะไม้เรียบง่ายของ minimalmeal 17

MANDoKoRo

 

ภาพการจัดวางคอร์สชา ‘Siamese Summer’ บนโต๊ะไม้เรียบง่ายของ minimalmeal 18

ICE CREAM

 

ภาพการจัดวางคอร์สชา ‘Siamese Summer’ บนโต๊ะไม้เรียบง่ายของ minimalmeal 19

 

เราว่าสิ่งที่ทำให้ minimalmeal แตกต่างจาก Tea Course ทั่วไป คงไม่ใช่จำนวนเมนูหรือความหายากของวัตถุดิบ แต่เป็นจังหวะของการเสิร์ฟ ทุกอย่างดำเนินไปอย่างช้าๆ ไม่มีความเร่งรีบ มีเสียงดนตรีคลอเบาๆ คอยสร้างบรรยากาศ บทสนทนาของเชฟ กลิ่นของชา และเสียงน้ำร้อนที่รินลงบนในถ้วย ทำให้เรากลับมาโฟกัสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอีกครั้ง

 

ยิ่งในทุกวันนี้ที่ชีวิตเต็มไปด้วยการแจ้งเตือนและความเร่งรีบ การใช้เวลาสองชั่วโมงครึ่งนั่งดื่มชาอาจฟังดูยาวนาน แต่เมื่อคอร์สจบลง คุณอาจรู้สึกเหมือนเวลาผ่านไปเร็วกว่าที่คิด

 

Good for

 

คนที่หลงใหลวัฒนธรรมการดื่มชา ชอบร้านเงียบๆ และอยากพักจากความวุ่นวาย รวมถึงคนที่กำลังมองหาประสบการณ์ Tea Table ที่ไม่ได้เน้นความหวือหวา แต่ใช้ความเรียบง่ายเป็นพระเอก การมาลองประสบการณ์ของ minimalmeal ก็เป็นอีกที่ที่ประทับใจไม่แพ้กัน

 

minimalmeal

 

Address: ชั้น 2 ตึก We Space ซอยทองหล่อ 5

Open: เปิดตามรอบที่จอง

Contact: minimalmeal 

Bookings: Line Official @minimalmeal

Budget: ราคา 2,800 บาท ต่อคน

Map: https://maps.app.goo.gl/b5MKrGWSBSX4A37a9

 

The post minimalmeal คอร์สชา ‘Siamese Summer’ เมื่อฤดูร้อนของไทยถูกเล่าในรูปแบบ Tea Table appeared first on THE STANDARD.

]]>
Tsujihan จากนิฮงบาชิสู่กรุงเทพฯ Zeitaku Don ร้านดังที่หลายคนยอมต่อคิว https://thestandard.co/life/tsujihan-zeitaku-don-bangkok-2/ Thu, 16 Jul 2026 12:01:08 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1231567 ภาพข้าวหน้าปลาดิบรวม Zeitaku Don ของร้าน Tsujihan ที่จัดวางอย่างสวยงาม

จากร้านเล็กๆ ในย่าน Nihonbashi ใจกลางกรุงโตเกียว ที่สร้ […]

The post Tsujihan จากนิฮงบาชิสู่กรุงเทพฯ Zeitaku Don ร้านดังที่หลายคนยอมต่อคิว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพข้าวหน้าปลาดิบรวม Zeitaku Don ของร้าน Tsujihan ที่จัดวางอย่างสวยงาม

จากร้านเล็กๆ ในย่าน Nihonbashi ใจกลางกรุงโตเกียว ที่สร้างชื่อด้วยเมนูเดียวอย่าง ‘Zeitaku Don’ หรือ ‘ข้าวหน้าปลาดิบรวมระดับพรีเมียม’ ขยับขยายสาขาจนกลายเป็นร้านที่นักท่องเที่ยวหลายคนปักหมุดไว้ในลิสต์ ‘ต้องกินสักครั้งเมื่อไปญี่ปุ่น’ และด้วยแนวคิดที่ต่างจากไคเซ็นด้งทั่วไป ทั้งการคัดเลือกวัตถุดิบ วิธีจัดเสิร์ฟ และลำดับการรับประทานที่ถูกออกแบบมาอย่างตั้งใจ ทำให้ Tsujihan ได้รับความนิยมมากจนมีสาขายังต่างประเทศ และล่าสุดร้าน Zeitaku Don มาเปิดที่ไทยแล้ว และพร้อมเปิดร้านให้ชิมวันที่ 18 กรกฎาคมนี้ วันแรก

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

ภาพข้าวหน้าปลาดิบรวม Zeitaku Don ของร้าน Tsujihan ที่จัดวางอย่างสวยงาม 1

 

The Vibe

 

แม้จะเป็นสาขาแรกในประเทศไทย แต่บรรยากาศยังคงกลิ่นอายแบบร้านต้นตำรับในโตเกียวได้ดี ตัวร้านตั้งอยู่บนชั้น 5 ของ Central Park ด้านในตกแต่งด้วยไม้ธรรมชาติ มีแสงแดดอบอุ่น และเคาน์เตอร์เปิดที่มองเห็นเชฟกำลังจัดเตรียมอาหาร ช่วยให้ร้านดูเรียบง่ายแต่มีชีวิตชีวา

 

พื้นที่ไม่ได้ใหญ่มากนัก แต่จัดวางอย่างเป็นระเบียบ ให้ความรู้สึกเหมือนร้านอาหารญี่ปุ่นที่เน้นคุณภาพมากกว่าความหวือหวา ทุกองค์ประกอบตั้งแต่ชามลายเส้นสีน้ำเงิน ถาดไม้ ไปจนถึงเครื่องเคียงที่เสิร์ฟมาพร้อมกัน ล้วนสะท้อนความพิถีพิถันของร้านที่เลือกโฟกัสเพียงเมนูเดียว จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์

 

ภาพข้าวหน้าปลาดิบรวม Zeitaku Don ของร้าน Tsujihan ที่จัดวางอย่างสวยงาม 2

 

The Taste

 

Tsujihan เสริฟเมนูเดียวคือ Zeitaku Don ข้าวหน้าปลาดิบรวมระดับพรีเมียม โดย Zeitaku Don แตกต่างจากไคเซ็นด้งที่เราคุ้นเคย เพราะแทนที่จะเรียงปลาดิบเป็นชิ้นๆ บนข้าว ร้านเลือกนำอาหารทะเลหลายชนิดมาสับ คลุกเคล้า แล้วจัดวางเป็นทรงสูง ก่อนปิดท้ายด้วยไข่ปลาแซลมอน อูนิ หรือเนื้อปูตามระดับของแต่ละเมนู ทำให้ทุกคำเต็มไปด้วยรสสัมผัสที่หลากหลาย ทั้งความหวานของปลา ความมันของอูนิ และความกรุบแตกของไข่ปลาแซลมอน

 

ร้านแบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ Ume, Take, Matsu และ Tokujo (Supreme) ราคาเริ่มต้น 390 บาท โดยเพิ่มวัตถุดิบพรีเมียมขึ้นตามแต่ละระดับ ถ้าใครอยากได้แบบจัดเต็ม แนะนำให้สั่ง Tokujo จัดเต็มทั้งอูนิ เนื้อปู และไข่ปลาแซลมอน เสิร์ฟมาแบบพูนๆ ชามแบบข้าวหน้าล้นที่เห็นแล้วชวนน้ำลายสอทันที

 

สิ่งที่เราชอบที่สุดของ Zeitaku Don เวอร์ชั่น Tsujihan คือแม้วัตถุดิบทั้งหมดจะถูกคลุกเคล้ารวมกัน แต่รสชาติของแต่ละอย่างยังแยกตัวชัดเจน เนื้อปลาหวานสด อูนิให้ความมันแบบนุ่มนวล ไม่กลบวัตถุดิบอื่น ขณะที่ไข่ปลาแซลมอนช่วยเติมความเค็มกำลังดี ทำให้แต่ละคำมีมิติและไม่รู้สึกจำเจ

 

ภาพข้าวหน้าปลาดิบรวม Zeitaku Don ของร้าน Tsujihan ที่จัดวางอย่างสวยงาม 3

 

แต่ถ้าถามว่าช่วงไหนของมื้อที่ประทับใจที่สุด…คำตอบของเราคือ ตอนที่เหลือข้าวประมาณหนึ่งในสามของชาม เพราะนั่นคือจังหวะที่พนักงานจะนำน้ำซุปปลาร้อนๆ มาเทลงบนข้าว เปลี่ยน Zeitaku Don ให้กลายเป็น Ochazuke ตามแบบฉบับของ Tsujihan และนี่คือเหตุผลที่ทำให้ร้านนี้มีแฟนประจำมากมาย

 

จากข้าวหน้าปลาดิบที่อร่อยอยู่แล้ว น้ำซุปร้อนกลับช่วยดึงรสหวานของอาหารทะเลออกมาอีกระดับ กลิ่นหอมของน้ำซุปทำให้รสชาติทุกอย่างกลมกล่อมขึ้น ข้าวที่เคยเย็นกลายเป็นอาหารจานอุ่นที่ให้ความรู้สึกสบายอย่างน่าประหลาด Ochazuke ชามนี้จึงไม่ใช่แค่การเติมน้ำซุปลงไปในชาม แต่เหมือนเราได้กินอาหารอีกหนึ่งเมนูโดยใช้วัตถุดิบชุดเดิม

 

นอกจากนี้ทุกคอร์สยังเสิร์ฟพร้อมซาชิมิตามฤดูกาล ราดซอสงาญี่ปุ่น 4 ชิ้น โดยทางร้านแนะนำให้กินแค่ 2 ชิ้นแรก และเก็บ 2 ชิ้นสุดท้ายไว้กินกับ Ochazuke ความร้อนจากซุปจะช่วยดึงรสชาติและความหอมของปลาในอีกรูปแบบหนึ่ง

 

ภาพข้าวหน้าปลาดิบรวม Zeitaku Don ของร้าน Tsujihan ที่จัดวางอย่างสวยงาม 4ภาพข้าวหน้าปลาดิบรวม Zeitaku Don ของร้าน Tsujihan ที่จัดวางอย่างสวยงาม 5

 

Good for

 

ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่เคยต่อคิวกิน Tsujihan ที่ญี่ปุ่น หรือเพิ่งได้รู้จักร้านนี้เป็นครั้งแรก เราคิดว่าที่นี่มีเหตุผลให้ลองทั้งคู่ คนที่เคยกินจะได้กลับมาสัมผัสรสชาติที่คิดถึงอีกครั้ง ส่วนคนที่ยังไม่เคยลองก็น่าจะสนุกกับการค้นพบว่า Zeitaku Don แตกต่างจากไคเซ็นด้งทั่วไปอย่างไร เพราะเสน่ห์ของร้านไม่ได้อยู่แค่ความสดของวัตถุดิบ แต่รวมถึงการออกแบบประสบการณ์การกินในทุกขั้นตอน ตั้งแต่คำแรกไปจนถึงการปิดท้ายด้วย Ochazuke ที่ทำให้เราเข้าใจว่าทำไมหลายคนถึงยอมต่อคิวเพื่อร้านเล็กๆ แห่งนี้ในย่านนิฮงบาชิ

 

Tsujihan Bangkok

 

Location: ชั้น 5, Central Park

Budget: เริ่มต้นที่ 390 บาทต่อเซต

Instagram: www.instagram.com/tsujihan.th

Facebook: www.facebook.com/TsujihanThailand

Map: https://maps.app.goo.gl/6qxMWMSKhePSa8Ry6

 

 

ภาพ: พลอยจันทร์ สุขคง

The post Tsujihan จากนิฮงบาชิสู่กรุงเทพฯ Zeitaku Don ร้านดังที่หลายคนยอมต่อคิว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Openface คาเฟ่บรันช์เปิดใหม่ย่านรามคำแหง ที่นำกลิ่นอายอิกซอนดงมาไว้ในบ้านหลังใหญ่ https://thestandard.co/life/openface-brunch-cafe-ramkhamhaeng/ Thu, 16 Jul 2026 00:49:42 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1231230 ภาพมุมกว้างของคาเฟ่ Openface ย่านรามคำแหง ที่มีสถาปัตยกรรมสไตล์เกาหลี

หากพูดถึงย่านอิกซอนดง หลายคนอาจนึกถึงตรอกเล็กๆ ในกรุงโซ […]

The post Openface คาเฟ่บรันช์เปิดใหม่ย่านรามคำแหง ที่นำกลิ่นอายอิกซอนดงมาไว้ในบ้านหลังใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมกว้างของคาเฟ่ Openface ย่านรามคำแหง ที่มีสถาปัตยกรรมสไตล์เกาหลี

หากพูดถึงย่านอิกซอนดง หลายคนอาจนึกถึงตรอกเล็กๆ ในกรุงโซลที่เต็มไปด้วยฮันอกโบราณซึ่งถูกรีโนเวตให้กลายเป็นคาเฟ่ ร้านอาหาร และร้านดีไซน์ร่วมสมัย ในที่สุดบรรยากาศแบบนั้นก็เดินทางมาถึงกรุงเทพฯ แล้ว ผ่าน Openface ร้าน All-Day Brunch เปิดใหม่ย่านรามคำแหง ด้วยการตีความสถาปัตยกรรมเอเชียร่วมสมัยใหม่ ตั้งแต่การนำเข้ากระเบื้องหลังคาจากเกาหลี ไปจนถึงพื้นที่เปิดโล่งที่ชวนให้นึกถึงบ้านหลังใหญ่ซึ่งซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางเมือง

 

เบื้องหลังร้านแห่งนี้เกิดจากความหลงใหลในการเดินทางของกลุ่มผู้ก่อตั้ง โดยเฉพาะความประทับใจที่มีต่อย่านอิกซอนดง ซึ่งสามารถรักษาเสน่ห์ของอาคารเก่าไว้ พร้อมเติมชีวิตใหม่ผ่านร้านอาหารและคาเฟ่ร่วมสมัย แนวคิดดังกล่าวจึงถูกนำมาต่อยอดเป็นร้านที่ตั้งใจให้สถาปัตยกรรม อาหาร และบรรยากาศเล่าเรื่องเดียวกัน

 

หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง ณ-ณชพล เกษมสุวรรณ สถาปนิกที่จบจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ได้รับหน้าที่ออกแบบร้านด้วยตัวเอง โดยเลือกใช้บ้านหลังใหญ่สีขาวโอบล้อมพื้นที่กลางแจ้งของร้าน พร้อมนำเข้ากระเบื้องหลังคาแบบดั้งเดิมจากเกาหลี เพื่อถ่ายทอดรายละเอียดของสถาปัตยกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากอิกซอนดงอย่างตั้งใจ

 

ภาพมุมกว้างของคาเฟ่ Openface ย่านรามคำแหง ที่มีสถาปัตยกรรมสไตล์เกาหลี 1

ภาพมุมกว้างของคาเฟ่ Openface ย่านรามคำแหง ที่มีสถาปัตยกรรมสไตล์เกาหลี 2

ภาพมุมกว้างของคาเฟ่ Openface ย่านรามคำแหง ที่มีสถาปัตยกรรมสไตล์เกาหลี 3

 

ชื่อร้าน Openface เองก็มาจากเมนู Open-face Sandwich ก่อนจะขยายความหมายไปสู่แนวคิดเรื่องความเปิดเผยและความจริงใจ ซึ่งสะท้อนผ่านการออกแบบครัวแบบเปิด การเลือกใช้วัสดุอย่างคอนกรีต สเตนเลส และไม้ รวมถึงการให้ลูกค้าเห็นทุกขั้นตอนของการทำอาหาร ตั้งแต่การนวดแป้ง รีดเส้นพาสต้า ไปจนถึงการจัดจานต่อหน้า

 

และในอนาคตเจ้าของร้านมีแผนขยายเวลาเปิดให้บริการเป็น All-day Dining พร้อมเพิ่มเมนูไวน์ โซจู และมีร้านมัทฉะสเปเชียลตี้บนชั้น 2 มาเปิดอีกด้วย

 

The Vibe

 

ทันทีที่เดินเข้ามาในร้านจะเห็นจุดเด่นอยู่ที่การออกแบบพื้นที่ซึ่งแบ่งฟังก์ชันไว้อย่างชัดเจน แต่ยังเชื่อมต่อกันด้วยคอร์ตกลางแจ้งที่ช่วยดึงแสงธรรมชาติเข้าสู่ทุกมุมของอาคาร ทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาของวัน และยังกลายเป็นมุมถ่ายภาพยอดฮิต

 

เริ่มจากด้านในเป็นโซน Dining ที่จัดโต๊ะในสไตล์ร้านอาหารเต็มรูปแบบ เหมาะสำหรับการนั่งบรันช์หรือมื้อกลางวันแบบจริงจัง ขณะที่ด้านนอกมีพื้นที่กึ่งเอาต์ดอร์เรียงรายตามทางเดิน ให้ความรู้สึกคล้ายคาเฟ่ในตรอกอิกซอนดง เหมาะสำหรับนั่งจิบกาแฟหรือของหวานในช่วงบ่าย

 

อีกมุมหนึ่งคือห้องที่ออกแบบมาเพื่อรองรับคนที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศมานั่งทำงาน หรือ Work from Cafe ได้ตลอดทั้งวัน ซึ่งแยกออกจากพื้นที่หลักเล็กน้อย รองรับคนที่ต้องการเปลี่ยนบรรยากาศมานั่งทำงาน พร้อมพื้นที่ที่ค่อนข้างเงียบ

 

ภาพมุมกว้างของคาเฟ่ Openface ย่านรามคำแหง ที่มีสถาปัตยกรรมสไตล์เกาหลี 4

ภาพมุมกว้างของคาเฟ่ Openface ย่านรามคำแหง ที่มีสถาปัตยกรรมสไตล์เกาหลี 5

ภาพมุมกว้างของคาเฟ่ Openface ย่านรามคำแหง ที่มีสถาปัตยกรรมสไตล์เกาหลี 6

 

The Taste

 

เช่นเดียวกับงานออกแบบ ฝั่งอาหารก็หยิบแรงบันดาลใจจากเกาหลีมาผสมกับอาหารตะวันตกและเอเชียในสไตล์ Korean & Asian Twist โดยหลายองค์ประกอบของร้านทำขึ้นเอง ไม่ว่าจะเป็นซาวโดวจ์ เส้นพาสต้าสด ซอส หรือไซรัปสำหรับเครื่องดื่ม

 

แม้ร้านจะนิยามตัวเองว่าเป็น All-Day Brunch แต่เมนูกลับมีความหลากหลายกว่าที่คิด ตั้งแต่ Open-face Sandwich, อาหารเรียกน้ำย่อย, ข้าว, พาสต้า ไปจนถึงเบเกอรีที่อบสดใหม่ทุกวัน

 

เราเริ่มด้วย Crispy Nori with Salmon Tartar Sauce (220 บาท) แผ่นไรซ์เปเปอร์และสาหร่ายทอดกรอบ ท็อปด้วยแซลมอนทาร์ทาร์ ผักดอง และสมุนไพรสด ให้สัมผัสหลายเลเยอร์ในคำเดียว

 

อีกเมนูที่เป็นเหมือนลายเซ็นของร้านคือ Open-face Sandwich ซึ่งมีให้เลือก 4 หน้า แต่เราเลือกลอง Salmon Avocado (300 บาท) และ Smoked Beef Brisket (370 บาท) เสิร์ฟบนซาวโดวจ์ที่ย่างมาหอมๆ โดยเวอร์ชันเนื้อใช้บริสเกตรมควันที่นุ่มกำลังดี เสิร์ฟคู่มันบดและมายองเนสกระเทียมดำ ส่วนเวอร์ชันแซลมอนมีฐานเป็นอะโวคาโด และนำแซลมอนไปเพิ่มรสเปรี้ยวจากบีตรูตดอง ที่ช่วยให้ไม่เลี่ยน เพิ่มอิคุระและดิลล์มายองเนส

 

ภาพมุมกว้างของคาเฟ่ Openface ย่านรามคำแหง ที่มีสถาปัตยกรรมสไตล์เกาหลี 7

ภาพมุมกว้างของคาเฟ่ Openface ย่านรามคำแหง ที่มีสถาปัตยกรรมสไตล์เกาหลี 8

ภาพมุมกว้างของคาเฟ่ Openface ย่านรามคำแหง ที่มีสถาปัตยกรรมสไตล์เกาหลี 9

 

จานที่ทุกคนบนโต๊ะยกให้เป็นเมนูโปรดคือ Mentaiko Pasta (380 บาท) พาสต้าเส้นสดเฟตตูชินีคลุกซอสเนื้อครีมเข้มข้น เสิร์ฟพร้อมกุ้ง ไข่ปลาแซลมอน และสาหร่าย เพิ่มทั้งเนื้อสัมผัสและรสชาติในแต่ละคำที่ตัก

 

ส่วน Bacon & Kimchi Fried Rice (250 บาท) เป็นอีกเมนูที่เหมาะสำหรับคนชอบอาหารมื้อหนัก ข้าวผัดกิมจิผัดแห้งหอมกลิ่นกระทะ เสิร์ฟพร้อมเบคอนรมควัน โพชเอ็ก ถั่วงอกญี่ปุ่น และสาหร่าย

 

นอกจากอาหารที่จริงจังแล้ว ก็มีเครื่องดื่ม Coffee และ Non-Coffee ให้เลือกสรร ในหมวด Coffee ที่มีเมล็ดกาแฟโทน Nutty (110 บาท) และ Floral (130 บาท) ส่วนสาย Non-Coffee แนะนำ Chocolate Strawberry (150 บาท) ที่ใช้ไซรัปสตรอว์เบอร์รีโฮมเมดจับคู่กับช็อกโกแลตเข้มข้น หรือ Yuzu Sparkling (130 บาท) เครื่องดื่มรสเปรี้ยวซ่า ช่วยตัดเลี่ยนอาหารได้ดี

 

ปิดท้ายด้วยของหวานอย่าง Caramel Egg Tart (90 บาท) ทาร์ตไข่คาราเมลอบร้อน แป้งพัฟฟ์ฟูกรอบเนื้อคัสตาร์ดเนียนนุ่ม และ Tiramitsu Croissant (150 บาท) ครัวซองต์ที่มีครีมทิรามิสุเข้มข้นอยู่ด้านบน

 

ภาพมุมกว้างของคาเฟ่ Openface ย่านรามคำแหง ที่มีสถาปัตยกรรมสไตล์เกาหลี 10

ภาพมุมกว้างของคาเฟ่ Openface ย่านรามคำแหง ที่มีสถาปัตยกรรมสไตล์เกาหลี 11

ภาพมุมกว้างของคาเฟ่ Openface ย่านรามคำแหง ที่มีสถาปัตยกรรมสไตล์เกาหลี 12

ภาพมุมกว้างของคาเฟ่ Openface ย่านรามคำแหง ที่มีสถาปัตยกรรมสไตล์เกาหลี 13

 

Good for

 

ไม่ว่าจะเป็นสายคาเฟ่ฮอป หรือสายบรันช์ที่กำลังมองหาร้านบรรยากาศโฮมมี อบอุ่นเหมือนบ้านหลังที่สอง Openface ในย่านรามคำแหงก็ตอบโจทย์อย่างยิ่งสำหรับมากินบรันช์ในวันหยุด Work from Cafe หรือแม้แต่เดตในช่วงกลางวัน เป็นอีกหนึ่งร้านใหม่ที่ควรแวะไปสักครั้ง

 

Openface

Address: ซอยรามคำแหง 21 แยก 15

Open: จันทร์,พุธ-พฤหัส เวลา 08.00-17.00 น. และ ศุกร์-อาทิตย์ เวลา 08.00-22.00 น. (ปิดทุกวันอังคาร)

Parking: มีที่จอดรถประมาณ 12++ คัน และสามารถจอดริมซอยหน้าร้านได้

Contact: openfacebkk 

Budget: ราคา 200-1,000 บาทต่อคน

 


 

The post Openface คาเฟ่บรันช์เปิดใหม่ย่านรามคำแหง ที่นำกลิ่นอายอิกซอนดงมาไว้ในบ้านหลังใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
4 บาร์ไทยติดอันดับ 51-100 Asia’s 50 Best Bars 2026 ก่อนลุ้น Top 50 ปลายเดือนนี้ https://thestandard.co/life/thai-bars-asia-50-best-2026/ Tue, 14 Jul 2026 09:37:29 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1230616 ภาพบรรยากาศภายใน Mahaniyom Cocktail Bar

Congratulations! ยินดีกับทุกบาร์ที่ได้รางวัล   ใกล […]

The post 4 บาร์ไทยติดอันดับ 51-100 Asia’s 50 Best Bars 2026 ก่อนลุ้น Top 50 ปลายเดือนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศภายใน Mahaniyom Cocktail Bar

Congratulations! ยินดีกับทุกบาร์ที่ได้รางวัล

 

ใกล้เข้ามาทุกทีแล้วกับ Asia’s 50 Best Bars 2026 งานประกาศอันดับสุดยอดบาร์ระดับเอเชีย ที่ปีนี้ยังคงปักหมุดประกาศผลกันที่ ‘มาเก๊า’ เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน โดยจัดขึ้น ณ สองโรงแรมดังมีชื่อ Wynn Macau และ Wynn Palace ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2026 แต่ก่อนจะถึงวันนั้น ทางผู้จัดได้ปล่อยลิสต์บาร์ในอันดับ 51-100 ประจำปี 2026 มาเรียกน้ำย่อย ซึ่งมีบาร์ไทยติดอันดับอยู่ถึง 4 แห่ง ด้วยกัน

 

อันดับที่ 56 Vesper, กรุงเทพฯ

 

อันดับที่ 69 Messengerservice Bar, กรุงเทพฯ

 

อันดับที่ 76 Mahaniyom Cocktail Bar, กรุงเทพฯ

 

อันดับที่ 78 Firefly, กรุงเทพฯ

 

ส่วนใครที่อยากดูลิสต์ฉบับเต็ม เข้าไปดูได้ที่ www.instagram.com/p/Daw6b1cgJZR

 

ภาพ: Mahaniyom

The post 4 บาร์ไทยติดอันดับ 51-100 Asia’s 50 Best Bars 2026 ก่อนลุ้น Top 50 ปลายเดือนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
WIANG Khaosoi & Grill Bar เปลี่ยนข้าวซอยให้กลายเป็นมื้อดินเนอร์กับไวน์ https://thestandard.co/life/wiang-khaosoi-grill-bar-dinner-wine/ Tue, 14 Jul 2026 07:10:56 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1230472 บรรยากาศภายในร้าน WIANG Khaosoi & Grill Bar พร้อมเมนูข้าวซอยและอาหารย่าง

กลางวันกินข้าวซอย กลางคืนจิบไวน์ แนะนำ WIANG Khaosoi &a […]

The post WIANG Khaosoi & Grill Bar เปลี่ยนข้าวซอยให้กลายเป็นมื้อดินเนอร์กับไวน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรยากาศภายในร้าน WIANG Khaosoi & Grill Bar พร้อมเมนูข้าวซอยและอาหารย่าง

กลางวันกินข้าวซอย กลางคืนจิบไวน์ แนะนำ WIANG Khaosoi & Grill Bar ร้านใหม่ที่อยากให้นัดเพื่อนไป

 

หากคุ้นชื่อเชฟก้อง–ก้องวุฒิ ชัยวงศ์ขจร จาก Locus Native Food Lab และ Taang ที่เปิดไปเมื่อเดือนก่อน ร้านใหม่ของเขาอย่าง เวียง WIANG: Khaosoi & Grill Bar น่าจะเป็นอีกหมุดหมายที่น่าสนใจในหมู่ฟู้ดดี้ เพราะครั้งนี้เชฟไม่ได้เลือกทำ Chef’s Table แต่นำเสนอเมนู A La Carte ที่หยิบข้าวซอย มาเป็นตัวละครหลักในการเล่าเรื่องประวัติศาสตร์อาหาร ผ่านเมนูข้าวซอย 5 ยุค ในช่วงกลางวัน ส่วนช่วงเย็นร้านจะเปลี่ยนเป็น Khaosoi & Grill Bar ที่เสิร์ฟอาหารย่างจากเตาถ่าน อาหารเหนือร่วมสมัย และไวน์ที่ออกแบบมาให้จับคู่กับอาหารโดยเฉพาะ ทำให้แต่ละช่วงเวลามีคาแรกเตอร์ร้านและอาหารที่ต่างกันอย่างชัดเจน

 

บรรยากาศภายในร้าน WIANG Khaosoi & Grill Bar พร้อมเมนูข้าวซอยและอาหารย่าง 1

เชฟก้อง–ก้องวุฒิ ชัยวงศ์ขจร

 

The Vibe

 

ตัวร้านตั้งอยู่บนชั้น 2 ของเอราวัณ แบงค็อก บรรยากาศค่อนข้างสงบและให้ความรู้สึกเหมือน Wine Bar มากกว่าร้านอาหารเหนือแบบที่คุ้นเคย ภายในตกแต่งด้วยโทนสีเข้ม และครัวเปิดที่มองเห็นการย่างด้วยเตาถ่าน ช่วยสร้างบรรยากาศของมื้อเย็นได้ดี ขณะที่จำนวนโต๊ะมีไม่มาก ทำให้การนั่งกินค่อนข้างเป็นส่วนตัว สามารถแวะมากินเป็นมื้อจริงจัง หรือสังสรรค์กับเพื่อนยามเย็นหลังเลิกงาน

 

บรรยากาศภายในร้าน WIANG Khaosoi & Grill Bar พร้อมเมนูข้าวซอยและอาหารย่าง 2

 

The Taste

 

บรรยากาศภายในร้าน WIANG Khaosoi & Grill Bar พร้อมเมนูข้าวซอยและอาหารย่าง 3

 

เมนูกลางวันโดดเด่นด้วยข้าวซอย 5 ยุค ที่พาผู้กินไล่เรียงวิวัฒนาการของข้าวซอย ได้แก่

  • Origin ปาปาซอย อาหารเส้นของชาวยูนนาน ใช้เส้นแป้งข้าวทำสดที่มีเนื้อสัมผัสหนาและเหนียวนุ่ม เสิร์ฟในน้ำซุปใสหรือแบบแห้ง
  • Influenced ข้าวซอยสุลต่าน เส้นแบบ แน่นเครื่องเทศ ไม่ใส่กะทิ เสิร์ฟคู่ไก่ น่องวัวตุ๋น หรือซี่โครงแกะย่าง
  • Movement ข้าวซอยยำ ใช้เส้นจากหัวมันที่ให้สัมผัสคล้ายพาสต้า คลุกเคล้ากับเครื่องยำและผักดอง
  • Present ข้าวซอยที่เราคุ้นเคยใช้เส้นสดกลม น้ำแกงกะทิที่เข้มข้นแต่ไม่หนักเกินไป เสิร์ฟคู่ไก่ย่างหม่าล่า หรือริบอายย่างเตาถ่าน
  • Forward ข้าวซอยเย็นใช้เส้นที่ให้สัมผัสคล้ายโซเมน เสิร์ฟในน้ำซุปกะทิใสแบบ Clarified Consommé รับประทานคู่ไก่และผักดอง ให้รสชาติสดชื่น เบาสบาย แต่ยังคงกลิ่นอายของข้าวซอยไว้อย่างครบถ้วน

 

บรรยากาศภายในร้าน WIANG Khaosoi & Grill Bar พร้อมเมนูข้าวซอยและอาหารย่าง 4

ส้าขม (จริงๆ) และ หมูตุ๊บน้ำพริกข่า

 

ส่วนมื้อค่ำจะมีเมนูอาหารเหนือที่หลากหลายยิ่งขึ้น ทั้ง Hanger Steak ย่างเตาถ่านเสิร์ฟกับซอส 3 แบบ (690 บาท) กุ้งลายเสือย่างน้ำพริกหนุ่ม (520 บาท) ส้าขม (จริงๆ) (550 บาท) สะโพกไก่เสียบไม้ย่างเกลือ (108 บาท) ข้าวฟืนทอด (100 บาท) หมูตุ๊บน้ำพริกข่า ส่วนข้าวซอยจะเสิร์ฟแบบ Half Size ที่สั่งมากินคู่กับอาหารจานอื่นได้ ช่วงเย็นจึงเหมาะกับการแชร์หลายเมนูบนโต๊ะจิบเคล้าไวน์ ค่อยๆ กิน ค่อยๆ คุยกันไป มากกว่าการสั่งคนละชามแล้วจบ

 

บรรยากาศภายในร้าน WIANG Khaosoi & Grill Bar พร้อมเมนูข้าวซอยและอาหารย่าง 5

ข้าวฟืนทอด และ กุ้งลายเสือย่างน้ำพริกหนุ่ม

 

Good for…

 

WIANG น่าจะถูกใจคนที่สนใจอาหารเหนือร่วมสมัย หรืออยากลองเมนูใหม่ๆ ของเชฟก้องดูบ้าง โดยเฉพาะมื้อเย็นที่มีทั้งข้าวซอย เมนูกินแกล้มไวน์ และบรรยากาศสบายๆ ของทางร้าน แต่ถ้าใครอยากเน้นไปที่เมนูคอมฟอร์ตฟู้ดแบบจานเดียวจบ แนะนำให้มาช่วงกลางวันจะถูกใจมากกว่า

 

WIANG : Khaosoi & Grill Bar

Location: ชั้น 2 เอราวัณ แบงค็อก

Open: ทุกวันพฤหัสบดี – เสาร์ มื้อกลางวัน 12.00 – 14.00 น. และดินเนอร์ 18.00 – 22.00 น.

Contact: 064-461-6545

 


 

 

The post WIANG Khaosoi & Grill Bar เปลี่ยนข้าวซอยให้กลายเป็นมื้อดินเนอร์กับไวน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
OBi Record Bar บาร์แผ่นเสียงสไตล์ญี่ปุ่นแห่งใหม่ย่านสีลม https://thestandard.co/life/obi-record-bar-silom/ Mon, 13 Jul 2026 06:53:45 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1230068 ภาพบรรยากาศภายใน OBi Record Bar บาร์แผ่นเสียงสไตล์ญี่ปุ่นย่านสีลม

หลังจากประสบความสำเร็จกับ Yayyyyy Record Bar ที่ย่านหลา […]

The post OBi Record Bar บาร์แผ่นเสียงสไตล์ญี่ปุ่นแห่งใหม่ย่านสีลม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศภายใน OBi Record Bar บาร์แผ่นเสียงสไตล์ญี่ปุ่นย่านสีลม

หลังจากประสบความสำเร็จกับ Yayyyyy Record Bar ที่ย่านหลานหลวง ซึ่งมีลูกค้าตั้งใจเดินทางไปเยือนโดยเฉพาะ ทีมผู้ก่อตั้งจึงเริ่มมองหาพื้นที่ใหม่ที่เข้าถึงผู้คนได้ง่ายขึ้น ใช้เวลานานเกือบหนึ่งปีในการค้นหาทำเล ก่อนจะลงตัวที่ย่านสีลม-สาทร จนเกิดขึ้นเป็น OBi Record Bar พร้อมออกแบบร้านให้เป็นเหมือนบาร์ฟังเพลง เป็นร้านที่ชาวออฟฟิศสามารถเปิดประตูเข้ามานั่งพัก จิบเครื่องดื่ม พูดคุยกับบาร์เทนเดอร์ หรือปล่อยให้เสียงเพลงช่วยคลายความเหนื่อยล้าหลังวันทำงานได้

 

ส่วนชื่อ OBi ตอนแรกเราก็แอบสงสัยว่ามาจากไหน พอรู้คำตอบก็ถึงกับร้องอ๋อทีเดียว เพราะมันสะท้อนแนวคิดร้านได้อย่างชัดเจน ซึ่งมาจาก Obi Strip หรือแถบกระดาษที่คาดอยู่บนหน้าปกแผ่นเสียงจากญี่ปุ่นเท่านั้น ซึ่งระบุรายละเอียดของศิลปินและอัลบั้ม สำหรับนักสะสม แผ่นเสียงที่ยังคงมี Obi ครบถ้วนถือเป็นของที่สมบูรณ์และทรงคุณค่า จึงกลายมาเป็นชื่อร้านที่แสดงถึงความเคารพต่อวัฒนธรรมการฟังเพลงและการสะสมแผ่นเสียงแบบญี่ปุ่น

 

ภาพบรรยากาศภายใน OBi Record Bar บาร์แผ่นเสียงสไตล์ญี่ปุ่นย่านสีลม 1

ภาพบรรยากาศภายใน OBi Record Bar บาร์แผ่นเสียงสไตล์ญี่ปุ่นย่านสีลม 2

ภาพบรรยากาศภายใน OBi Record Bar บาร์แผ่นเสียงสไตล์ญี่ปุ่นย่านสีลม 3

ภาพบรรยากาศภายใน OBi Record Bar บาร์แผ่นเสียงสไตล์ญี่ปุ่นย่านสีลม 4

 

เสน่ห์อีกอย่างของที่นี้ คือการถ่ายทอดจิตวิญญาณของ Jazz Kissa ได้อย่างร่วมสมัย เป็นพื้นที่ที่ให้ความสำคัญกับการฟังมากพอๆ กับการดื่ม พนักงานทุกคนในร้านถูกเรียกว่า Bar Viber เพราะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงชงเครื่องดื่ม แต่ยังสลับบทบาทเป็นดีเจ คอยดูแลบรรยากาศและพูดคุยเรื่องดนตรีกับลูกค้าได้อย่างออกรส หากเห็นแผ่นเสียงที่สนใจ ก็สามารถขอให้ดีเจหยิบขึ้นมาเปิดฟังได้เช่นกัน

 

แถมทุกเพลงในร้านเปิดผ่านแผ่นเสียงไวนิลทั้งหมด แนวเพลงจะค่อยๆ เปลี่ยนอารมณ์ไปตามช่วงเวลาของคืน เริ่มต้นด้วยแจ๊สชิลๆ ก่อนจะไล่ไปสู่ฮิปฮอป, R&B, โซล และฟังก์ โดยมีดีเจหมุนเวียนมาเปิดแผ่นทุกวัน ซึ่งในวันพุธเป็นดีเจรับเชิญ ส่วนวันพฤหัสบดีถึงวันเสาร์จะเป็นคิวของดีเจประจำร้าน ทำให้แต่ละคืนมีคาแรกเตอร์ไม่เหมือนกัน

 

The Vibe

 

เปิดประตูเข้ามา สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือแสงไฟสลัว บาร์ไม้ และเสียงจากแผ่นไวนิลที่ค่อยๆ พาเราออกจากความวุ่นวายของสีลมด้านนอก มีชั้นวางแผ่นเสียงไม้ขนาดใหญ่ที่เรียงรายไปด้วยแผ่นจากญี่ปุ่นหายาก ขณะที่ทุกมุมของร้านถูกออกแบบให้ผู้คนสามารถนั่งฟังเพลง พูดคุย หรือแม้แต่มาคนเดียวก็ไม่รู้สึกแปลกแยก

 

ภาพบรรยากาศภายใน OBi Record Bar บาร์แผ่นเสียงสไตล์ญี่ปุ่นย่านสีลม 5

ภาพบรรยากาศภายใน OBi Record Bar บาร์แผ่นเสียงสไตล์ญี่ปุ่นย่านสีลม 6

ภาพบรรยากาศภายใน OBi Record Bar บาร์แผ่นเสียงสไตล์ญี่ปุ่นย่านสีลม 7

 

The Taste

 

แม้ร้านจะเน้นให้ผู้คนมาฟังเพลงเป็นหลัก แต่เครื่องดื่มก็ถูกออกแบบอย่างตั้งใจไม่แพ้กัน โดยหยิบกลิ่นอายของญี่ปุ่นมาผสมกับเทคนิคการทำค็อกเทลร่วมสมัย มีตั้งแต่ Highball, Classic Twist ไปจนถึงซิกเนเจอร์ค็อกเทลที่สะท้อนคาแรกเตอร์ของร้านได้อย่างชัดเจน

 

ซิกเนเจอร์ตัวแรก Melon Melon No.2 (440 บาท) ดื่มง่ายที่สุดของร้าน เบสวอดก้าผสาน Melon Liqueur และ Midori ก่อนตัดความหวานด้วย Fino Sherry และเพิ่มความสดชื่นจากเลมอนและ Saline ให้รสชาติหวานแบบเมลอนแต่ไม่เลี่ยน ปิดท้ายด้วยกลิ่นหอมของ Absinthe Spray ที่ช่วยเพิ่มมิติแบบสมุนไพรบางๆ

 

Smoky Aomori (460 บาท) ถัดมาเป็นแก้วที่มีคาแรกเตอร์ซับซ้อนขึ้นมาหน่อย เริ่มจากความสดใสของน้ำแอปเปิลอาโอโมริ สตรอว์เบอร์รี และ Apricot Brandy ก่อนปิดท้ายด้วยการพ่น Islay Single Malt Whisky ลงบนผิวเครื่องดื่ม ทำให้ได้กลิ่นควันพีตลอยขึ้นมาก่อนจิบ เป็นแก้วที่มีทั้งความเปรี้ยวหวาน สดชื่น และกลิ่นสโมกในตอนท้าย เหมาะสำหรับคนที่ชอบดื่มอะไรมีเลเยอร์

 

สำหรับสาย Gin ทางร้านยังมี Garden Martini (440 บาท) ที่ให้โทนฟลอรัลจาก Elderflower และ Rose Liqueur เสริมด้วยความสดชื่นของแอปเปิลและเลมอน ก่อนปิดท้ายด้วย Lavender Foam ให้สัมผัสเบาและหอมละมุน เหมาะกับคนที่ชอบค็อกเทลสไตล์สดชื่น ดื่มง่าย และมีกลิ่นเป็นเอกลักษณ์

 

ภาพบรรยากาศภายใน OBi Record Bar บาร์แผ่นเสียงสไตล์ญี่ปุ่นย่านสีลม 8

ภาพบรรยากาศภายใน OBi Record Bar บาร์แผ่นเสียงสไตล์ญี่ปุ่นย่านสีลม 9

ภาพบรรยากาศภายใน OBi Record Bar บาร์แผ่นเสียงสไตล์ญี่ปุ่นย่านสีลม 10

ภาพบรรยากาศภายใน OBi Record Bar บาร์แผ่นเสียงสไตล์ญี่ปุ่นย่านสีลม 11

 

Good for

 

หากคืนไหนที่ไม่ได้อยากปาร์ตี้ แค่อยากหาบาร์ดีๆ นั่งสักแห่งเพื่อปล่อยให้เสียงเพลงพาใจพัก OBi Record Bar ก็เหมาะทั้งสำหรับการแวะมาคนเดียวหลังเลิกงาน นัดเพื่อนสนิทมานั่งคุย หรือพาใครสักคนมาฟังแจ๊สแบบญี่ปุ่น และที่นี่อาจทำให้คุณค้นพบว่าการนั่งฟังเพลงเฉยๆ ก็เป็นความสุขของค่ำคืนได้เหมือนกัน

 

OBi Record Bar

Location: ย่านสีลม-สาทร กรุงเทพมหานคร

Open: เปิดบริการทุกวันพฤหัสบดี-วันเสาร์ เวลา 18.00-01.00 น.

Contact: OBi.Record Bar 
Budget: ราคา 500-1,000 บาทต่อคน

 


 

The post OBi Record Bar บาร์แผ่นเสียงสไตล์ญี่ปุ่นแห่งใหม่ย่านสีลม appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Paring of One Spirit เมื่อ ‘สาเก’ แดนอาทิตย์อุทัย จับคู่กับ ‘ตำรับฝรั่งเศส’ กลิ่นอายญี่ปุ่น https://thestandard.co/life/sake-french-cuisine-mezzaluna-lebua/ Sat, 11 Jul 2026 18:45:37 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1229579 ภาพอาหารฝรั่งเศสจานพิเศษจับคู่กับสาเกญี่ปุ่นในงานดินเนอร์

ดินแดนอาทิตย์อุทัยนั้นเต็มไปด้วยสิ่งพิเศษน่าหลงใหลซ่อนก […]

The post The Paring of One Spirit เมื่อ ‘สาเก’ แดนอาทิตย์อุทัย จับคู่กับ ‘ตำรับฝรั่งเศส’ กลิ่นอายญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอาหารฝรั่งเศสจานพิเศษจับคู่กับสาเกญี่ปุ่นในงานดินเนอร์

ดินแดนอาทิตย์อุทัยนั้นเต็มไปด้วยสิ่งพิเศษน่าหลงใหลซ่อนกระจายตัวอยู่ในทุกพื้นที่ และนั่นเป็นที่มาของค่ำคืนสุดพิเศษ JOZAN Sake Dinner at Mezzaluna by lebua นี้ที่ตั้งใจนำจิตวิญญาณญี่ปุ่นอันพิถีพิถันสองรูปแบบมาพบกัน เพื่อสร้างสรรค์อรรถรสน่าประทับใจไม่รู้ลืม

 

ภาพอาหารฝรั่งเศสจานพิเศษจับคู่กับสาเกญี่ปุ่นในงานดินเนอร์ 1

 

แนวคิดการรังสรรค์มื้อพิเศษคราวนี้มาในธีม Paring Dinner กับ 6-Course Chef’s Tasting Menu ที่เป็นการจับคู่ ‘สาเก’ สุดคราฟท์จิบเคล้ากับตำรับฝรั่งเศสกลิ่นอายญี่ปุ่นสุดพิถีพิถัน ทุกเมนูที่เสิร์ฟดูแลความอร่อยโดย Ryuki Kawasaki เชฟชาวญี่ปุ่นผู้อยู่เบื้องหลัง Mezzaluna by lebua ระดับสองดาวมิชลินการันตี อาหารแต่ละจานนั้นทำการบ้านควบคู่ไปกับการค้นหาสาเกสูตรเด็ดระดับ Secret Label จากไพรเวทคอลเลกชันสุดพิเศษเพื่อให้มื้ออร่อยแต่ละเมนูเข้ากันได้ดีกับสาเกแต่ละสูตรอย่างกลมกลืนลงตัวและออกรสที่สุด

 

ในส่วนของสาเกนอกจากจะคัดสรรและจับคู่โดยผู้เชี่ยวชาญด้านไวน์แล้วก็ยังได้รับคำปรึกษาโดยตรงอย่างถึงแก่นลึกซึ้งจากคุณ Shimpei Tokoyama ทายาทรุ่นที่ 9 และหัวหน้าทีมผลิตสาเก (Master Brewer) ของโรงบ่ม Tokoyama Shuzo (常山酒造) อันเก่าแก่จาก จ.ฟุกุอิ (Fukui) ผู้ผลิตแบรนด์สาเกชื่อดังอย่าง Jozan นั่นเอง

 

ภาพอาหารฝรั่งเศสจานพิเศษจับคู่กับสาเกญี่ปุ่นในงานดินเนอร์ 2

 

สองจิตวิญญาณญี่ปุ่นผสานและส่งเสริมกันได้อย่างน่าสนใจ แทบไม่น่าเชื่อว่าสาเกจะจับคู่ทานกับอาหารเลิศรสตำรับตะวันตกได้ไม่ต่างจากไวน์ สิ่งที่โดดเด่นที่สุดในมื้อนี้เห็นจะเป็นการนำเอาจานอร่อยซิกเนอเจอร์ประจำร้านอย่าง Niigata Murakami Wagyu Beef, Smoked Eel, Green Asparagus, Wasabi ที่นำเข้าเนื้อคุณภาพเกรดพรีเมียมมาจาก จ.นีงาตะ (Niigata) อันเป็นบ้านเกิดของเชฟเอง มากริลล์ในแบบฉบับเฉพาะตัว เพื่อทานเคล้ากับซอสและเครื่องเคียงสูตรพิเศษของเชฟ

 

ภาพอาหารฝรั่งเศสจานพิเศษจับคู่กับสาเกญี่ปุ่นในงานดินเนอร์ 3

 

จานนี้จิบเคล้ากับสาเก JOZAN, Miyamanishiki 2024 ขวดพิเศษที่รังสรรค์เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสที่โรงบ่ม Jozan Shuzo นี้มีอายุครบ 220 ปี โดยสูตรนี้บ่มจากพันธุ์ข้าวญี่ปุ่นสายพันธุ์ท้องถิ่นหมักกับน้ำแร่ธรรมชาติบริสุทธิ์จากเทือกเขาใน จ.ฟุกุอิ และยีสต์ที่เลี้ยงเอง นอกจากนั้น ในงานครั้งนี้ยังมีสาเกสูตรพิเศษอีกหลายขวดที่ส่งตรงมาจากญี่ปุ่นโดยเฉพาะ

 

ภาพ: Mezzaluna by lebua, Tokoyama Shuzo

The post The Paring of One Spirit เมื่อ ‘สาเก’ แดนอาทิตย์อุทัย จับคู่กับ ‘ตำรับฝรั่งเศส’ กลิ่นอายญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมชาวนอร์เวย์ถึงภูมิใจในปลาแซลมอนและปลาเทราต์? https://thestandard.co/life/norway-salmon-trout-pride/ Wed, 08 Jul 2026 03:05:26 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1227936 ภาพวิวฟยอร์ดในนอร์เวย์ แสดงถึงแหล่งเพาะเลี้ยงปลาแซลมอนและปลาเทราต์

ก่อนเดินทางไปนอร์เวย์พร้อมกับ สภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร […]

The post ทำไมชาวนอร์เวย์ถึงภูมิใจในปลาแซลมอนและปลาเทราต์? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพวิวฟยอร์ดในนอร์เวย์ แสดงถึงแหล่งเพาะเลี้ยงปลาแซลมอนและปลาเทราต์

ก่อนเดินทางไปนอร์เวย์พร้อมกับ สภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ (Norwegian Seafood Council – NSC) และ ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์ เราคิดว่าทริปนี้คงเป็นการไปดูฟาร์มปลา เรียนรู้เรื่องแซลมอนและปลาเทราต์จากแหล่งกำเนิด แล้วกลับมาพร้อมความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับอาหารทะเลจากประเทศนอร์เวย์

 

 

แต่หลังจากใช้เวลาหลายวันในแบร์เกน เมืองริมทะเลทางตะวันตกของนอร์เวย์ ตั้งแต่เดินทางไปตลาดปลา ขึ้นเขาไปชมวิวเมือง นั่งรถและเรือออกไปยังฟาร์มเพาะเลี้ยงกลางฟยอร์ด ไปจนถึงการนั่งกินมื้อค่ำริมทะเลกับเชฟมิชลินสตาร์และเชฟท้องถิ่น สิ่งที่ได้กลับมาไม่ใช่แค่ความรู้เรื่องปลา แต่คือความเข้าใจว่า ทำไมชาวนอร์เวย์ถึงภูมิใจในปลาแซลมอนและปลาเทราต์ของพวกเขาขนาดนี้ เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว ปลาไม่ใช่แค่อาหาร แต่เป็นส่วนหนึ่งที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม

 

ภาพวิวฟยอร์ดในนอร์เวย์ แสดงถึงแหล่งเพาะเลี้ยงปลาแซลมอนและปลาเทราต์ 1

 

จุดเริ่มต้นที่เมืองแบร์เกน นอร์เวย์

 

วันแรกของทริปเริ่มต้นที่เมืองแบร์เกน (Bergen) เมืองท่าที่มีทะเลเป็นเหมือนฉากหลัง เราได้เดินผ่าน Søstrene Hagelin ร้านปลาเก่าแก่ของเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่อง Fish cake หรือทอดมันปลาสไตล์นอร์เวย์ เมนูประจำบ้านง่ายๆ ของชาวนอร์เวย์ ก่อนจะไปยัง Fishmarket และรับประทานอาหารกลางวันที่ Fjellskål ซึ่งเป็นเหมือนภาพแรกที่ทำให้เห็นว่า ซีฟู้ดไม่ได้เป็นเพียงเมนูพิเศษของนักท่องเที่ยว แต่เป็นวัตถุดิบที่อยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นร้านหรู ร้านแคชชวล หรือที่พร้อม grab and go ในตลาด

 

ภาพวิวฟยอร์ดในนอร์เวย์ แสดงถึงแหล่งเพาะเลี้ยงปลาแซลมอนและปลาเทราต์ 2

Fish cake หรือทอดมันปลาสไตล์นอร์เวย์

 

บนโต๊ะอาหารมีทั้งปลาเทราต์ย่างรมควัน แซนด์วิชหน้าเปิดที่มาพร้อมกุ้งน้ำเย็น ซาชิมิแซลมอน ปลาแมกเคอเรลย่าง ปิดท้ายด้วยซุปปลาสไตล์ Bergen

 

ภาพวิวฟยอร์ดในนอร์เวย์ แสดงถึงแหล่งเพาะเลี้ยงปลาแซลมอนและปลาเทราต์ 3

แซนวิซกุ้งและซุปปลาที่ Fjellskål

 

หลังจากนั้น เราได้เดินชมย่าน Bryggen ซึ่งเป็น UNESCO World Heritage Site ก่อนขึ้นรถราง Fløibanen ไปยัง Fløyen เพื่อมองเมืองแบร์เกนจากมุมสูง ภาพที่เห็นคือเมืองเล็กๆ ที่โอบล้อมด้วยภูเขาและทะเล และอาจเป็นภาพที่อธิบายความสัมพันธ์ของชาวนอร์เวย์กับธรรมชาติได้ดีที่สุด

 

ภาพวิวฟยอร์ดในนอร์เวย์ แสดงถึงแหล่งเพาะเลี้ยงปลาแซลมอนและปลาเทราต์ 4

Fløyen

 

แวะชมฟาร์มปลาเลี้ยงอย่างยั่งยืนที่ Osland

 

วันที่สอง เราเดินทางออกจากแบร์เกนไปยัง Osland บริษัทเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดำเนินงานโดยครอบครัวมาหลายเจเนอเรชัน และให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ที่นี่เราได้เห็นตั้งแต่โรงเพาะพันธุ์ลูกปลา ไปจนถึงระบบการดูแลปลาแซลมอนและปลาเทราต์ ก่อนจะเติบโตพอที่จะย้ายออกไปยังฟาร์มกลางฟยอร์ด

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ แทนที่จะพูดว่าปลาของเราดีแค่ไหน แต่พวกเขาเริ่มจากการพูดถึงน้ำ ทะเล อุณหภูมิ สิ่งแวดล้อม และเวลา เพราะปลาหนึ่งตัวไม่ได้โตขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์ แต่ต้องใช้เวลาหลายปี กว่าจะได้คุณภาพและขนาดที่พร้อมส่งออกไปยังปลายทางต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย

 

ภาพวิวฟยอร์ดในนอร์เวย์ แสดงถึงแหล่งเพาะเลี้ยงปลาแซลมอนและปลาเทราต์ 5

 

Osland บริษัทเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

 

ดังนั้น ในโลกที่หลายอย่างถูกเร่งให้เร็วขึ้น ผลิตได้มากขึ้นๆ การได้เห็นฟาร์มปลาในนอร์เวย์ทำให้เรารู้สึกว่า คุณภาพบางอย่างไม่สามารถเร่งได้ ปลาแซลมอนและปลาเทราต์ต้องการเวลา ต้องการน้ำที่ดี ต้องการพื้นที่ที่เหมาะสม และต้องการการดูแลอย่างต่อเนื่อง ภายใต้กรอบของความยั่งยืน

 

ระหว่างอยู่ที่ Osland เราได้เห็นทั้งลูกปลา ระบบให้อาหาร การติดตามสุขภาพปลา และการเดินทางออกไปยัง aquaculture site (กระชังปลา) กลางฟยอร์ด ทุกอย่างเป็นระบบ สะอาด และเข้มงวดในเรื่องความปลอดภัยของปลา ในขณะที่ภาพของกระชังปลาท่ามกลางทะเลกลางแจ้ง ทำให้เข้าใจว่า ฟาร์มปลาในนอร์เวย์ไม่ได้พยายามแยกตัวออกจากธรรมชาติ แต่ต้องทำงานร่วมกับธรรมชาติ

 

ภาพวิวฟยอร์ดในนอร์เวย์ แสดงถึงแหล่งเพาะเลี้ยงปลาแซลมอนและปลาเทราต์ 6

aquaculture site (กระชังปลา) กลางฟยอร์ด

 

ดังนั้นหากทะเลไม่ดี ปลาไม่มีทางดี หรือถ้าระบบนิเวศเสีย ธุรกิจนี้ก็ไปต่อไม่ได้ และหากคนรุ่นนี้ไม่ดูแลทะเล คนรุ่นต่อไปก็จะไม่มีอะไรให้ภูมิใจอีก นี่จึงเป็นสิ่งที่พวกเขาตั้งใจปลูกฝังให้กับคนรุ่นใหม่ และให้ความรู้ที่ถูกต้องในการทำอาชีพประมง

 

ภาพวิวฟยอร์ดในนอร์เวย์ แสดงถึงแหล่งเพาะเลี้ยงปลาแซลมอนและปลาเทราต์ 7ภาพวิวฟยอร์ดในนอร์เวย์ แสดงถึงแหล่งเพาะเลี้ยงปลาแซลมอนและปลาเทราต์ 8

ลองมื้อกลางวันด้วยเมนูจากปลาแซลมอนและปลาเทราต์

 

ลิ้มลองซีฟู้ดสดๆ จากถิ่นในนอร์เวย์

 

ภาพวิวฟยอร์ดในนอร์เวย์ แสดงถึงแหล่งเพาะเลี้ยงปลาแซลมอนและปลาเทราต์ 9

 

วันต่อมา เราเดินทางต่อไปยัง Øygarden ที่อยู่ไม่ไกลจากแบร์เกน เพื่อกินมื้อกลางวันบนเกาะ จาก Scalmarin ผู้คัดสรรหอยและอาหารทะเลเปลือกสดจากภูมิภาคเวสต์แลนด์ของนอร์เวย์ ที่ได้จากประมงท้องถิ่น ร่วมกับเชฟระดับมิชลินสตาร์อย่าง Christopher Haatuft ที่มีแซลมอนเป็นพระเอก มีทั้งทั้งหอยนางรม หอยเชลล์ กุ้ง ฯลฯ โดยปรุงแต่งรสชาติให้น้อยที่สุด เพื่อให้เราเข้าใจว่าความอร่อยของซีฟู้ดนอร์เวย์ อยู่ที่การเคารพวัตถุดิบ และปล่อยให้รสชาติของทะเลทำหน้าที่ของมัน

 

ภาพวิวฟยอร์ดในนอร์เวย์ แสดงถึงแหล่งเพาะเลี้ยงปลาแซลมอนและปลาเทราต์ 10

ซีฟู้ดสดๆ จาก Scalmarin

 

ภาพวิวฟยอร์ดในนอร์เวย์ แสดงถึงแหล่งเพาะเลี้ยงปลาแซลมอนและปลาเทราต์ 11

จานแซลมอนโดยเชฟ Christopher Haatuft

 

แต่ซีฟู้ดจากนอร์เวย์ก็สามารถเป็นวัตถุดิบชั้นยอดให้กับอาหารแนวไฟน์ไดนิ่งได้เช่นเดียวกัน ดังที่เราได้ลองเทสติ้งเมนูจาก Mirabelle by Ørjan Johannessen เชฟเจ้าของรางวัล Bocuse d’Or 2015 หนึ่งในเวทีแข่งขันทำอาหารที่สำคัญที่สุดของโลกที่หยิบปลาแซลมอนและปลาเทราต์มาทำเมนูพิเศษ ที่ทำให้เราเห็นอีกมิติหนึ่งของวัตถุดิบชนิดนี้

 

ภาพวิวฟยอร์ดในนอร์เวย์ แสดงถึงแหล่งเพาะเลี้ยงปลาแซลมอนและปลาเทราต์ 12

2 จานจาก Mirabelle by Ørjan Johannessen

 

หากทะเลดี ปลาก็ดี

 

ภาพวิวฟยอร์ดในนอร์เวย์ แสดงถึงแหล่งเพาะเลี้ยงปลาแซลมอนและปลาเทราต์ 13

 

หลังจบทริป เราจึงเข้าใจว่า ความภูมิใจของชาวนอร์เวย์ที่มีต่อปลาแซลมอนและปลาเทราต์ ไม่ได้มาจากการบอกว่าปลาของพวกเขาอร่อยที่สุด หรือดีที่สุดในโลก

 

แต่มาจากการรู้ว่า กว่าที่ปลาหนึ่งตัวจะเดินทางจากฟยอร์ดของนอร์เวย์ไปถึงจานอาหารของผู้คนทั่วโลก รวมถึงเมืองไทย ได้ผ่านการดูแลจากผู้คนจำนวนมาก ผ่านระบบที่ต้องอาศัยความรู้ ความอดทน และความรับผิดชอบต่อธรรมชาติ ดังนั้น ความภาคภูมิใจของชาวนอร์เวย์จึงไม่ได้เริ่มต้นที่ปลา แต่เริ่มต้นที่ทะเล เพราะหากทะเลดี ปลาก็จะดีตามไปด้วย

The post ทำไมชาวนอร์เวย์ถึงภูมิใจในปลาแซลมอนและปลาเทราต์? appeared first on THE STANDARD.

]]>
CRUNCH x Pan Bagels คาเฟ่ซาวโดวจ์และเบเกิลเปิดใหม่ย่านสาทร https://thestandard.co/life/crunch-pan-bagels-sathorn-cafe/ Tue, 07 Jul 2026 01:00:21 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1227185 ภาพรวมของร้าน CRUNCH x Pan Bagels ที่ย่านสาทร แสดงขนมปังซาวโดวจ์และเบเกิล

เชื่อว่าหลายคนน่าจะมีร้านซาวโดวจ์ประจำอยู่ในใจสักร้าน แ […]

The post CRUNCH x Pan Bagels คาเฟ่ซาวโดวจ์และเบเกิลเปิดใหม่ย่านสาทร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรวมของร้าน CRUNCH x Pan Bagels ที่ย่านสาทร แสดงขนมปังซาวโดวจ์และเบเกิล

เชื่อว่าหลายคนน่าจะมีร้านซาวโดวจ์ประจำอยู่ในใจสักร้าน แม้ไม่ได้มีโอกาสพิเศษอะไร นึกขึ้นมาเมื่อไรก็แวะไปเมื่อนั้น ไม่ว่าจะเป็นเช้าก่อนเริ่มงาน มื้อกลางวันที่อยากกินบรันช์อร่อยๆ หรือช่วงบ่ายที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศมานั่งทำงานในคาเฟ่ พร้อมจิบกาแฟคู่กับขนมปังอบใหม่สักชิ้น

 

และสำหรับใครที่เป็นสายซาวโดวจ์ ชื่อของ CRUNCH Sourdough & Sandwich ก็น่าจะเป็นหนึ่งในร้านที่คุ้นเคยกันดี ล่าสุดร้านได้ขยายสาขาใหม่มายังย่านสาทร พร้อมจับมือกับ Pan Bagels เจ้าของเบเกิลสไตล์นิวยอร์ก จนกลายเป็นร้านที่รวมทั้งซาวโดวจ์ เบเกิล และแซนด์วิชไว้ในที่เดียว

 

ภาพรวมของร้าน CRUNCH x Pan Bagels ที่ย่านสาทร แสดงขนมปังซาวโดวจ์และเบเกิล 1

ภาพรวมของร้าน CRUNCH x Pan Bagels ที่ย่านสาทร แสดงขนมปังซาวโดวจ์และเบเกิล 2

ภาพรวมของร้าน CRUNCH x Pan Bagels ที่ย่านสาทร แสดงขนมปังซาวโดวจ์และเบเกิล 3

 

สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าร้านนี้น่าจะกลายเป็นร้านประจำของใครหลายคน ไม่ได้มีแค่เมนูซาวโดวจ์หรือเบเกิลเท่านั้น แต่รวมถึงบรรยากาศที่ชวนให้แวะเข้ามาใช้เวลาได้เรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการฝากท้องแบบรีบๆ ก่อนเริ่มวัน หรือการนั่งพักพร้อมกาแฟสักแก้วในวันที่อยากชะลอจังหวะชีวิตลงเล็กน้อย

 

The Vibe

 

หากเดินทางด้วย BTS ลงสถานีช่องนนทรี ทางออก 5 เดินต่อมาเพียงไม่กี่นาทีก็ถึงร้าน ทันทีที่ผลักประตูเข้ามา สิ่งแรกที่สะดุดตาคือตู้ขนมปังที่ตั้งอยู่ติดกับทางเข้าคอยดึงดูดสายตาได้ไม่ยาก สาขานี้แม้ตัวร้านจะไม่ได้ใหญ่โตมากนัก แต่ก็แบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ชั้นและจัดสเปซได้อย่างดี

 

ภาพรวมของร้าน CRUNCH x Pan Bagels ที่ย่านสาทร แสดงขนมปังซาวโดวจ์และเบเกิล 4

ภาพรวมของร้าน CRUNCH x Pan Bagels ที่ย่านสาทร แสดงขนมปังซาวโดวจ์และเบเกิล 5

ภาพรวมของร้าน CRUNCH x Pan Bagels ที่ย่านสาทร แสดงขนมปังซาวโดวจ์และเบเกิล 6

ภาพรวมของร้าน CRUNCH x Pan Bagels ที่ย่านสาทร แสดงขนมปังซาวโดวจ์และเบเกิล 7

 

บรรยากาศด้านในดูอบอุ่น สบายตา และผ่อนคลายด้วยการตกแต่งสไตล์มินิมอลที่เน้นเฟอร์นิเจอร์ไม้เป็นหลัก รับกับแสงไฟโทนอุ่นและต้นไม้สีเขียวที่แทรกอยู่ตามมุมต่างๆ ได้อย่างลงตัว แถมยังแอบเอาใจสายคอนเทนต์หรือคนชอบทำงานด้วยการกระจายปลั๊กไฟไว้ตามจุดต่างๆ อย่างทั่วถึง

 

ระหว่างที่เรานั่งอยู่ ก็เริ่มสังเกตเห็นผู้คนแวะเวียนเข้ามาเรื่อยๆ จนร้านเริ่มมีชีวิตชีวา บางโต๊ะเป็นแก๊งเพื่อนที่มานั่งอัปเดตชีวิตกันอย่างออกรส บางมุมเป็นคนที่มาพร้อมโน้ตบุ๊กและกาแฟคู่ใจสักแก้ว

 

ภาพรวมของร้าน CRUNCH x Pan Bagels ที่ย่านสาทร แสดงขนมปังซาวโดวจ์และเบเกิล 8

ภาพรวมของร้าน CRUNCH x Pan Bagels ที่ย่านสาทร แสดงขนมปังซาวโดวจ์และเบเกิล 9

ภาพรวมของร้าน CRUNCH x Pan Bagels ที่ย่านสาทร แสดงขนมปังซาวโดวจ์และเบเกิล 10

 

The Taste

 

ถ้าจะมีเมนูไหนที่ทำให้เรารู้จักร้านนี้มากขึ้น เราขอยกให้เมนูสุดเอ็กซ์คลูซีฟของสาขานี้อย่าง HIDDEN EGG BOWL (159 บาท) มันบดราดซอสเกรวี่ ตอนแรกมองเผินๆอาจจะดูธรรมดา แต่พอตักลงไปถึงได้รู้ว่าข้างในแอบซ่อนไข่ออนเซ็นเอาไว้ ยิ่งคลุกทุกอย่างเข้าด้วยกัน ความนุ่มของมันบด ความหอมของน้ำเกรวี่ และไข่แดงเยิ้มๆ ก็ยิ่งทำให้เมนูนี้นัวขึ้นแบบกำลังดี ที่เราชอบอีกอย่างคือรสชาติไม่ได้หนักจนเกินไป กินหมดถ้วยสบายๆ

 

ภาพรวมของร้าน CRUNCH x Pan Bagels ที่ย่านสาทร แสดงขนมปังซาวโดวจ์และเบเกิล 11

ภาพรวมของร้าน CRUNCH x Pan Bagels ที่ย่านสาทร แสดงขนมปังซาวโดวจ์และเบเกิล 12

ภาพรวมของร้าน CRUNCH x Pan Bagels ที่ย่านสาทร แสดงขนมปังซาวโดวจ์และเบเกิล 13

ภาพรวมของร้าน CRUNCH x Pan Bagels ที่ย่านสาทร แสดงขนมปังซาวโดวจ์และเบเกิล 14

 

ส่วนเมนู GRILLED SOURDOUGH SANDWICHES TUNA MELT (239 บาท) แซนด์วิชซาวโดวจ์ไส้ทูน่าที่ไส้แน่นเต็มคำ ที่ตัดเลี่ยนด้วยฮาลาปีโญมารสเผ็ดเบาๆ เมนูนี้ยิ่งกินตอนร้อนๆ ก็ยิ่งเข้ากันได้ดีกับขนมปังซาวร์โดกรอบๆ

 

และอีกหนึ่งความสนุกของร้านนี้คือการเลือกจับคู่ซาวโดวจ์กับดิปและสเปรดที่มีให้เลือกหลายรส ถ้าใครชอบรสจัดจ้านต้องลอง 2 รสนี้เลย Jalapeño Dill Pickles (65 บาท) ที่ได้ความสดชื่นของแตงกวาดองและกลิ่นหอมของเฮิร์บต่างๆ และ Sun-dried Tomatoes (65 บาท) ตัวนี้จะมีมะเขือเทศอยู่ด้านในซึ่งจะให้รสเข้มข้นมาทางอมเปรี้ยวขึ้นอีกนิด

 

ภาพรวมของร้าน CRUNCH x Pan Bagels ที่ย่านสาทร แสดงขนมปังซาวโดวจ์และเบเกิล 15

 
ภาพรวมของร้าน CRUNCH x Pan Bagels ที่ย่านสาทร แสดงขนมปังซาวโดวจ์และเบเกิล 16

ภาพรวมของร้าน CRUNCH x Pan Bagels ที่ย่านสาทร แสดงขนมปังซาวโดวจ์และเบเกิล 17

 

ส่วนใครเป็นสายหวาน เราขอแนะนำ Brown Butter (45 บาท) กินคู่กับ Strawberry Jam (45 บาท) เพราะความหอมของเนยเข้ากับรสเปรี้ยวหวานของแยมได้พอดี โดยเฉพาะเมื่อทาลงบนซาวโดวจ์ Rye Sourdough หรือ Cranberry Walnut ที่เปลือกกรอบกำลังดี ยิ่งจิบคู่กับ Iced Orange Matcha (119 บาท) มัทฉะน้ำส้มก็จะช่วยรีเฟรชปากระหว่างมื้อได้ดีมาก แถมที่นี่ใช้น้ำส้มคั้นสดอีกด้วย

 

ปิดท้ายด้วยหมวดเบเกิลที่เราประทับใจที่สุดอย่าง Double Blueberry (99 บาท) เพราะทันทีที่กัดเข้าไปก็ได้กลิ่นบลูเบอร์รีลอยขึ้นมาก่อนเลย ตัวขนมปังเบเกิลกรอบนอกแต่นุ่มใน ตัวไส้ครีมชีสอมเปรี้ยวตัดกับความหวานของบลูเบอร์รีได้พอดี แถมยังมีเนื้อบลูเบอร์รีซ่อนอยู่ด้านในอีกด้วย เป็นเมนูที่ยิ่งกินก็ยิ่งเพลิน จนเผลอหมดชิ้นโดยไม่รู้ตัว

 

ภาพรวมของร้าน CRUNCH x Pan Bagels ที่ย่านสาทร แสดงขนมปังซาวโดวจ์และเบเกิล 18

ภาพรวมของร้าน CRUNCH x Pan Bagels ที่ย่านสาทร แสดงขนมปังซาวโดวจ์และเบเกิล 19

 

Good for

 

CRUNCH สาขานี้เราว่าเหมาะกับคนที่อยากจะหาขนมปังกินเบาๆ รองท้องคู่กับกาแฟก่อนเริ่มงาน หรือช่วงระหว่างวันที่อยากหาเมนูที่ไม่หนักจนเกินไป หรือใครที่มองหาคาเฟ่สำหรับนั่งทำงานก็ลงตัว เดินทางได้ง่าย ไม่ว่าจะเดินหรือเรียกรถมาก็สะดวก จึงเป็นร้านที่เรารู้สึกว่าไม่ว่าจะนึกถึงเมื่อไรก็แวะมาได้เสมอ

 

CRUNCH x Pan Bagels

Address: บ้านเลขที่ 267/55-56, สาทร (BTS ช่องนนทรี ทางออก 5)

Open: เปิดทุกวัน เวลา 07.00-20.00 น.

Contact: Crunch Sourdough & Sandwich 

Parking: มีที่จอดรถ**
Budget:** ราคา 200-300 บาท

 


 

The post CRUNCH x Pan Bagels คาเฟ่ซาวโดวจ์และเบเกิลเปิดใหม่ย่านสาทร appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘HANAM BBQ’ พาชิมก่อนเปิดจริง ปิ้งย่างอันดับหนึ่งจากเกาหลี https://thestandard.co/life/hanam-bbq-korea-centralworld/ Mon, 06 Jul 2026 12:17:48 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1227425 ภาพปิ้งย่างหมูสามชั้นและเนื้อบนเตาถ่านในร้าน HANAM BBQ

หากพูดถึงร้านปิ้งย่างที่ชาวเกาหลีรู้จักกันดี ชื่อของ ‘H […]

The post ‘HANAM BBQ’ พาชิมก่อนเปิดจริง ปิ้งย่างอันดับหนึ่งจากเกาหลี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปิ้งย่างหมูสามชั้นและเนื้อบนเตาถ่านในร้าน HANAM BBQ

หากพูดถึงร้านปิ้งย่างที่ชาวเกาหลีรู้จักกันดี ชื่อของ ‘HANAM BBQ’ น่าจะเป็นหนึ่งในลิสต์อันดับต้นๆ ด้วยสาขากว่า 200 แห่งทั่วเกาหลีใต้ และยังเป็นร้านที่หลายคนคุ้นตาจากซีรีส์เกาหลีชื่อดังอย่าง Queen of Tears และ Hospital Playlist จนกลายเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กที่คนชอบดูซีรีย์อยากแวะไปตามรอย

 

ล่าสุด Hanam BBQ เดินทางมาเปิดสาขาแรกในประเทศไทยที่ CentralWorld ในวันที่ 9 กรกฎาคม ที่จะถึงนี้ พร้อมนำเอกลักษณ์ของแบรนด์มาแบบครบถ้วน ตั้งแต่การเลือกใช้เนื้อสดที่ไม่ผ่านการแช่แข็ง เทคนิคการย่างด้วยถ่านที่เป็นซิกเนเจอร์ ไปจนถึงการบริการแบบ Table Service ที่ให้พนักงานเป็นผู้ดูแลการย่างเนื้อในจังหวะที่เหมาะสม เพื่อให้ลูกค้าได้โฟกัสกับการกินและการใช้เวลาบนโต๊ะอาหารมากกว่าการคอยพลิกเนื้อเองตลอดมื้อ

 

ภาพปิ้งย่างหมูสามชั้นและเนื้อบนเตาถ่านในร้าน HANAM BBQ 1

ภาพปิ้งย่างหมูสามชั้นและเนื้อบนเตาถ่านในร้าน HANAM BBQ 2

 

The Vibe

 

HANAM BBQ หรือที่ชาวเกาหลีรู้จักกันในชื่อ Hanam Pig เป็นร้านปิ้งย่างที่ถือกำเนิดจากเมืองฮานัม จังหวัดคยองกี ก่อนเติบโตจนมีสาขามากกว่า 200 แห่งทั่วเกาหลีใต้ และขยายไปยังหลายประเทศทั่วโลก 

 

สำหรับสาขาในไทย สิ่งที่ HANAM BBQ นำมาด้วยไม่ใช่แค่รสชาติ แต่คือบรรยากาศและวัฒนธรรมการกินบาร์บีคิวแบบเกาหลีตัวร้านตั้งอยู่บนชั้น 6 ของศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวิล์ด ด้านในตกแต่งเรียบง่ายแต่ร่วมสมัย ใช้โทนสีดำ เทา และไม้เป็นองค์ประกอบหลัก เสริมด้วยเตาย่างฝังบนโต๊ะ มีปล่องดูดควันแบบอินดัสเทรียล ให้ความรู้สึกเหมือนบินไปกินถึงถิ่น ราวกับหลุดไปยังร้านแถวฮงแด

 

ภาพปิ้งย่างหมูสามชั้นและเนื้อบนเตาถ่านในร้าน HANAM BBQ 3

 

The Taste

 

สิ่งที่ทำให้ Hanam BBQ แตกต่างจากร้านปิ้งย่างทั่วไป คือ เทคนิค Charcoal Pre-Grilling หรือการนำเนื้อไปย่างบนเตาถ่านในครัวก่อนเสิร์ฟ จากนั้นจึงนำมาย่างต่อบนเตาที่โต๊ะเพียงเล็กน้อย วิธีนี้ช่วยให้เนื้อได้กลิ่นหอมจากถ่านตั้งแต่คำแรก ขณะเดียวกันก็ยังคงความชุ่มฉ่ำและลดเวลารออาหารบนโต๊ะได้เป็นอย่างดี

 

เมนูแนะนำเริ่มจาก ‘Signature Assortment’ เซ็ตรวมเนื้อหมูหลายส่วนไว้ในจานเดียว เหมาะสำหรับคนที่อยากทำความรู้จักสไตล์ของร้าน เพราะได้ลองทั้งสามชั้น คอหมู และส่วนพิเศษต่างๆ ในมื้อเดียว

 

ห้ามพลาดกับ ‘Five Layers Belly Pork’ อีกหนึ่งเมนูซิกเนเจอร์ ด้วยการหั่นหมูสามชั้นหนาเป็นพิเศษ ทำให้ได้ทั้งความกรอบของผิวด้านนอกและความนุ่มฉ่ำของเนื้อด้านใน ส่วน Pork Neck ให้สัมผัสแน่นกำลังดี มีไขมันแทรกไม่มากจนเลี่ยน ขณะที่ Pork Jowl โดดเด่นด้วยความนุ่มและความหอมของไขมันที่ละลายในปาก

 

แน่นอนว่าจะกินให้อร่อยต้องคู่มากับเครื่องเคียง ทุกคำสามารถจับคู่กับผักสด ซัมจัง กระเทียม กิมจิ หรือเครื่องเคียงหลากหลายชนิดที่เสิร์ฟมาแบบไม่อั้น โดยเฉพาะใบกระเทียมดอง กินคู่กับสามชั้น 5 เลเยอร์ ช่วยเพิ่มมิติของรสชาติและตัดความมันของเนื้อได้ดีเยี่ยม

 

ภาพปิ้งย่างหมูสามชั้นและเนื้อบนเตาถ่านในร้าน HANAM BBQ 4

ภาพปิ้งย่างหมูสามชั้นและเนื้อบนเตาถ่านในร้าน HANAM BBQ 5

ภาพปิ้งย่างหมูสามชั้นและเนื้อบนเตาถ่านในร้าน HANAM BBQ 6

 

สำหรับสายเนื้อ เราแนะนำให้สั่ง ‘โบยอกัลบี’ เนื้อซี่โครงติดกระดูกยอดนิยมที่สะท้อนเสน่ห์ของปิ้งย่างสไตล์เกาหลีไว้เต็มเปี่ยม สัมผัสนุ่ม รสเข้มข้นกว่าเนื้อทั่วไป พร้อมกลิ่นหอมโดดเด่นชวนน้ำลายสอ แต่ถ้าคุณชอบเนื้อเคี้ยวง่าย ละลายในปาก เราแนะนำ ‘เนื้อวากิวหั่นเต๋า’ ที่ใช้เนื้อระดับ A3 ที่ไม่นุ่มและเหนียวจนเกินไป แต่ยังมีความ Juicy และรสชาติความอร่อยตามธรรมชาติของเนื้ออยู่เต็มเปี่ยม

 

นอกจาก เนื้อและหมูที่มีให้สั่งในหลายชิ้นส่วน ที่นี่ยังมีเมนูเด็ดอื่นๆ เช่น ซุปกิมจิ ไข่ตุ๋นชีส มันฝรั่งชีส หรือ Makgeolli Honey-comb Set มักกอลลีสูตรดั้งเดิมจากเกาหลีเสิร์ฟพร้อมรวงผึ้งธรรมชาติ กินคู่กับ BBQ เข้ากันอย่าบอกใคร

 

ภาพปิ้งย่างหมูสามชั้นและเนื้อบนเตาถ่านในร้าน HANAM BBQ 7

ภาพปิ้งย่างหมูสามชั้นและเนื้อบนเตาถ่านในร้าน HANAM BBQ 8

ภาพปิ้งย่างหมูสามชั้นและเนื้อบนเตาถ่านในร้าน HANAM BBQ 9

 

Good for

 

Hanam BBQ เหมาะสำหรับคนที่กำลังมองหาร้านปิ้งย่างเกาหลีที่ให้ประสบการณ์ใกล้เคียงกับการกินในเกาหลีจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นแฟนซีรีส์ที่อยากตามรอยร้านดัง นักชิมที่ชื่นชอบเนื้อคุณภาพดี หรือกลุ่มเพื่อนและครอบครัวที่กำลังมองหาร้านสำหรับนั่งใช้เวลาร่วมกัน

 

จุดเด่นของร้านไม่ได้อยู่แค่คุณภาพของวัตถุดิบ แต่ยังรวมถึงการบริการที่ช่วยดูแลการย่างทุกขั้นตอน ทำให้มื้ออาหารเต็มไปด้วยการพูดคุยและการแบ่งปันมากกว่าการคอยเฝ้าเตา หากกำลังมองหาร้าน Korean BBQ เปิดใหม่ที่ครบทั้งรสชาติ บรรยากาศ และประสบการณ์ Hanam BBQ ถือเป็นอีกหนึ่งร้านที่ควรปักหมุดไว้ในลิสต์ช่วงนี้

 

HANAM BBQ

Location: ชั้น 6, CentralWorld

Open: 10.00 – 22.00 น.

Instagram: www.instagram.com/hanambbq_thailand

Facebook: https://www.facebook.com/Hanambbqthailand

 

 

 

The post ‘HANAM BBQ’ พาชิมก่อนเปิดจริง ปิ้งย่างอันดับหนึ่งจากเกาหลี appeared first on THE STANDARD.

]]>
TROK MARAGA ร้านก๋วยเตี๋ยวไก่มะระสุดจัดจ้านสาขาใหม่ใจกลางทองหล่อ https://thestandard.co/life/trok-maraga-thonglor-new-branch/ Fri, 03 Jul 2026 13:42:19 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1226469 บรรยากาศภายในร้านตรอกมะระกาสาขา Market Place ทองหล่อ

ทุกวันนี้หลายคนพยายามเพิ่มโปรตีนในมื้ออาหาร แต่เมื่อนึก […]

The post TROK MARAGA ร้านก๋วยเตี๋ยวไก่มะระสุดจัดจ้านสาขาใหม่ใจกลางทองหล่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรยากาศภายในร้านตรอกมะระกาสาขา Market Place ทองหล่อ

ทุกวันนี้หลายคนพยายามเพิ่มโปรตีนในมื้ออาหาร แต่เมื่อนึกถึงก๋วยเตี๋ยว ภาพจำก็มักเป็นอาหารที่มีเส้นมากกว่าเนื้อสัตว์ ทำให้ ‘ตรอกมะระกา’ พยายามตีความเมนูคุ้นเคยนี้ใหม่ ด้วยการให้บทบาทของเนื้อไก่เป็นพระเอกของชาม ไม่ว่าจะเป็นอกไก่ฉีก ไก่ชิ้น หรือน่องไก่ตุ๋นขนาดใหญ่ที่เสิร์ฟมาแบบไม่หวง ทำให้แต่ละชามให้ความรู้สึกอิ่มกว่าและตอบโจทย์คนที่อยากได้โปรตีนเพิ่มขึ้นในแต่ละวัน

 

และล่าสุดได้เปิดสาขาใหม่ที่ Market Place ทองหล่อ แก้ปัญหาของสาขาแรกได้ดี ด้วยพื้นที่ร้านที่กว้าง โปร่ง และรองรับลูกค้าได้มากขึ้น เหมาะทั้งสำหรับมื้อกลางวันระหว่างวันทำงานหรือมื้อเย็นหลังเลิกงาน โดยไม่ต้องกังวลเรื่องคิวยาวเหมือนที่ผ่านมา

 

สิ่งที่ยังคงเป็นเอกลักษณ์คือซุปพะโล้มะระที่เคี่ยวจนได้รสเข้มข้น มีกลิ่นเครื่องเทศหอมชัด ขณะที่มะระก็ตุ๋นจนนุ่มและลดความขมลงพอสมควร ทำให้แม้แต่คนที่ไม่กินมะระก็สามารถเริ่มต้นลองได้ไม่ยาก

 

บรรยากาศภายในร้านตรอกมะระกาสาขา Market Place ทองหล่อ 1บรรยากาศภายในร้านตรอกมะระกาสาขา Market Place ทองหล่อ 2บรรยากาศภายในร้านตรอกมะระกาสาขา Market Place ทองหล่อ 3

 

The Vibe

 

แม้จะเป็นร้านก๋วยเตี๋ยว แต่บรรยากาศของตรอกมะระกาสาขาทองหล่อให้ความรู้สึกแตกต่างจากร้านก๋วยเตี๋ยวแบบดั้งเดิม ด้วยการตกแต่งที่ร่วมสมัย โปร่ง และเป็นกันเอง โต๊ะมีระยะห่างกำลังดี ทำให้นั่งได้สบายกว่าที่คิด เหมาะทั้งสำหรับการแวะมาทานคนเดียว หรือชวนเพื่อนมาสั่งเมนูหม้อไฟและของกินเล่นแชร์กัน

 

บรรยากาศภายในร้านตรอกมะระกาสาขา Market Place ทองหล่อ 4บรรยากาศภายในร้านตรอกมะระกาสาขา Market Place ทองหล่อ 5บรรยากาศภายในร้านตรอกมะระกาสาขา Market Place ทองหล่อ 6

 

The Taste

 

มีหนึ่งสิ่งที่ทำให้ตรอกมะระกาต่างจากร้านก๋วยเตี๋ยวไก่ทั่วไป คือการให้เนื้อไก่มาแบบไม่กั๊ก ไม่ว่าจะสั่งเมนูไหนก็รู้สึกว่ามีโปรตีนเป็นพระเอกมากกว่าเส้น

 

เริ่มต้นด้วย ก๋วยเตี๋ยวไก่ตรอกมะระการวมมิตร (149 บาท) เราลองทั้งเส้นเล็กแบบน้ำและบะหมี่แบนแซ่บแห้ง ซึ่งสามารถเลือกระดับความเผ็ดได้ตามชอบ ถ้าเป็นสายรสจัด แนะนำแบบแห้งที่คลุกซอสมาเข้มข้นถึงเครื่อง ส่วนแบบน้ำก็โดดเด่นที่น้ำซุปพะโล้มะระกลิ่นหอมและรสกลมกล่อม ซดง่ายกว่าที่คิด

 

อีกเมนูที่กลายเป็นเซอร์ไพรส์ของมื้อนี้คือ ข้าวหน้าไก่ตุ๋น (169 บาท) น้ำราดข้นคลักเคลือบข้าวกำลังดี เนื้อไก่ตุ๋นนุ่ม เคี้ยวง่าย เสริมด้วยเห็ดหอม กุนเชียงทอด ต้นหอม ผักชี และพริกชี้ฟ้าเขียว ก่อนปิดท้ายด้วยไข่ดาวเยิ้มๆ ที่ช่วยให้ทุกคำมีมิติขึ้น เป็นจานที่เราคิดว่าไม่ควรมองข้าม เพราะให้ความรู้สึกเหมือนข้าวหน้าไก่สไตล์คลาสสิกที่ถูกตีความใหม่ได้ลงตัว

 

บรรยากาศภายในร้านตรอกมะระกาสาขา Market Place ทองหล่อ 7บรรยากาศภายในร้านตรอกมะระกาสาขา Market Place ทองหล่อ 8บรรยากาศภายในร้านตรอกมะระกาสาขา Market Place ทองหล่อ 9

 

ส่วนของกินเล่นก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน โดยเฉพาะ ไก่สะเต๊ะ (139 บาท) ที่หมักเครื่องเทศจนเข้าเนื้อ ย่างมาหอมกำลังดี เนื้อไก่ยังคงความชุ่มฉ่ำไม่แห้ง เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มถั่วรสเข้มข้นและอาจาดช่วยตัดเลี่ยน กินเล่นระหว่างรอเมนูหลักหรือสั่งมาแชร์กันบนโต๊ะก็เพลิน ส่วน ข้อไก่ตุ๋นอบหม้อดิน (99 บาท) เสิร์ฟมาในหม้อดินร้อนๆ พร้อมน้ำซอสข้นคลั่กเคลือบเนื้อข้อไก่จนทั่ว เนื้อตุ๋นนุ่ม เคี้ยวง่าย รสชาติออกเค็มหวานกลมกล่อม เป็นเมนูเรียบง่ายที่ยิ่งกินยิ่งเพลิน

 

ปิดท้ายมื้อด้วย กรานิต้าชาไทยเฉาก๊วย (89 บาท) เกล็ดน้ำแข็งเนื้อละเอียดให้รสชาไทยเข้มข้นแต่ไม่หวานจัด ตัดกับเฉาก๊วยเนื้อหนึบที่ช่วยรีเฟรชปากหลังมื้อรสจัดได้อย่างลงตัว หรือถ้าอยากได้ของหวานสไตล์ไทยคลาสสิก แนะนำ เต้าทึง (95 บาท) ที่รวมเครื่องมาแน่นทั้งแปะก๊วย ถั่ว และธัญพืชหลากชนิด เสิร์ฟเย็นกำลังสดชื่น ให้รสหวานพอดี ปิดท้ายมื้อได้แบบสบายท้อง

 

บรรยากาศภายในร้านตรอกมะระกาสาขา Market Place ทองหล่อ 10บรรยากาศภายในร้านตรอกมะระกาสาขา Market Place ทองหล่อ 11บรรยากาศภายในร้านตรอกมะระกาสาขา Market Place ทองหล่อ 12

 

แต่ถ้าถามว่าอะไรคือเมนูที่อยากกลับมาสั่งอีกครั้ง คงเป็น รีเซ็ตร่างพัง (95 บาท) เครื่องดื่มที่นำมะระขี้นกมาปั่นรวมกับมะม่วงเบา รสชาติเปรี้ยวจี๊ดสดชื่นและทิ้งความขมปลายเบาๆ ไว้ในคอ ช่วยตัดเลี่ยนและรีเฟรชปากหลังเจออาหารรสจัดได้ดีเกินคาด ฟินมาก หรือจะเลือกสั่ง สดชื่นยันเย็น (95 บาท) น้ำส้มคั้นสดแท้ๆ ที่ผสมเนื้อส้มมาให้เคี้ยวฉ่ำๆ ก็ฟินเต็มร้อยไม่แพ้กัน

 

บรรยากาศภายในร้านตรอกมะระกาสาขา Market Place ทองหล่อ 13บรรยากาศภายในร้านตรอกมะระกาสาขา Market Place ทองหล่อ 14

 

Good for

 

สายสุขภาพที่มองหามื้อโปรตีนสูง หรือแม้แต่ใครที่เคยอยากลองตรอกมะระกาแต่ไม่อยากต่อคิวยาวที่สาขาแรก สาขา Market Place ทองหล่อถือเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์กว่า ด้วยพื้นที่ที่นั่งสบาย เมนูที่ครบขึ้น และยังคงรักษาเอกลักษณ์เรื่องเนื้อไก่จัดเต็มกับน้ำซุปเข้มข้นเอาไว้ได้เหมือนเดิม เหมาะสำหรับทั้งมื้อกลางวันเร่งรีบและมื้อเย็นที่อยากนั่งใช้เวลากับเพื่อนแบบไม่ต้องรีบลุกจากโต๊ะ

 


 

ตรอกมะระกา (Trok Maraga) | Market Place Thonglor

Address: ขั้น 1 โครงการ Market Place Thonglor, ทองหล่อ 15

Open: ร้านเปิดทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น.

Parking: มีที่จอดรถ

Instagram: Trok Maraga BKK

Map: https://maps.app.goo.gl/UBs1q3eqnH49Gp9Z9

The post TROK MARAGA ร้านก๋วยเตี๋ยวไก่มะระสุดจัดจ้านสาขาใหม่ใจกลางทองหล่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>