LIFE | FOOD & DRINK – THE STANDARD https://thestandard.co/category/life/life-food-drink/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 12 Oct 2026 07:05:12 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ชูซอฟต์พาวเวอร์อาหารไทยในงานประชุม IMF-World Bank 2026 https://thestandard.co/life/highlighting-the-soft-power-of-thai-food-at/ Mon, 12 Oct 2026 07:05:12 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1267596 ภาพอาหารไทยหลากหลายเมนูที่จัดเตรียมสำหรับงานประชุม IMF-World Bank 2026

ประเทศไทยใช้อาหารเป็นหนึ่งใน Soft Power ต้อนรับผู้เข้าร […]

The post ชูซอฟต์พาวเวอร์อาหารไทยในงานประชุม IMF-World Bank 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอาหารไทยหลากหลายเมนูที่จัดเตรียมสำหรับงานประชุม IMF-World Bank 2026

ประเทศไทยใช้อาหารเป็นหนึ่งใน Soft Power ต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุม 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคมนี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยได้ เชฟโอ๊ต-ทรงพล กิตติคุณวัจนะ Executive Chef ประจำศูนย์การประชุมฯ รับหน้าที่ดูแลการออกแบบเมนู เน้นนำวัตถุดิบท้องถิ่นจากทั่วประเทศไทยมาสร้างสรรค์เป็นอาหารร่วมสมัย

 

เมนูที่น่าสนใจมีตั้งแต่ ปลานิลจากฉะเชิงเทราดรายเอจ 5 วัน เสิร์ฟกับมิโซะจากเขาใหญ่ แซนด์วิชไก่ย่างเบตงพร้อมมาโยน้ำมันตะไคร้ ทาร์ตรากูเนื้อวากิวสกลนคร เบอร์ริโตวากิวสกลนครย่างสไตล์อีสาน ลาบล็อบสเตอร์ภูเก็ต ไปจนถึงหอยเชลล์ดองน้ำมะพร้าวนครชัยศรี ส่วนของหวานมีทั้งทาร์ตช็อกโกแลตนครศรีธรรมราช ทาร์ตน้ำผึ้งลำไยพวงทองบ้านแพ้ว วุ้นกะทิน้ำตาลโตนดเพชรบุรี และข้าวเหนียวมะม่วง รวมถึงการนำรถเข็นผลไม้ไทยมาให้บริการภายในงานด้วย

 

อีกหนึ่งจุดสำคัญคือการเลือกใช้วัตถุดิบจากแหล่งผลิตในประเทศกว่า 70% โดยให้ความสำคัญกับสินค้าเกษตรจากชุมชนและ ผลิตภัณฑ์ GI (Geographical Indication) เช่น ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ข้าวสังข์หยดพัทลุง และผลไม้ตามฤดูกาล เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลกได้รู้จักวัตถุดิบไทยจากหลากหลายภูมิภาค นอกเหนือจากเมนูอาหารไทยที่คุ้นเคย

 

ภาพ: Queen Sirikit National Convention Center

The post ชูซอฟต์พาวเวอร์อาหารไทยในงานประชุม IMF-World Bank 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Tomorrowland Thailand ดึงเชฟตาม Baan Tepa และ เชฟกากัน มาร่วมมาร่วมสร้างประสบการณ์อาหาร https://thestandard.co/life/tomorrowland-thailand-chefs-food-experience/ Fri, 09 Oct 2026 05:25:54 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1266577 ภาพปกงาน Tomorrowland Thailand พร้อมโลโก้และชื่อเชฟดังอย่างเชฟตาม Baan Tepa และเชฟกากัน

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปีนี้ประเทศไทยมีอะไรใหม่ๆ ให้น่าจับตา […]

The post Tomorrowland Thailand ดึงเชฟตาม Baan Tepa และ เชฟกากัน มาร่วมมาร่วมสร้างประสบการณ์อาหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปกงาน Tomorrowland Thailand พร้อมโลโก้และชื่อเชฟดังอย่างเชฟตาม Baan Tepa และเชฟกากัน

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปีนี้ประเทศไทยมีอะไรใหม่ๆ ให้น่าจับตาตลอด และในวงการอาหารเองก็มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ตั้งแต่ร้านใหม่ เชฟใหม่ ไปจนถึงการที่อาหารเริ่มเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของอีเวนต์และไลฟ์สไตล์ในรูปแบบที่มากกว่าเดิม

 

หนึ่งในนั้นคือ Tomorrowland Thailand ที่กำลังจะเกิดขึ้นที่ Wisdom Valley พัทยา ระหว่างวันที่ 11-13 ธันวาคมนี้ ภายใต้ธีม Consciencia เพราะนอกจากเรื่องเวที โปรดักชัน และไลน์อัปดีเจแล้ว ล่าสุดฝั่งอาหารก็เริ่มเผยรายละเอียดออกมาให้เห็นชัดขึ้นว่า งานนี้ไม่ได้ตั้งใจให้คนมาแค่หาอะไรกินระหว่างดูโชว์ แต่มีทั้งมื้อที่ต้องจองล่วงหน้า ร้านจากเชฟชื่อดัง ไปจนถึงอาหารและเครื่องดื่มที่ถูกวางให้เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ของเทศกาล

 

ภาพปกงาน Tomorrowland Thailand พร้อมโลโก้และชื่อเชฟดังอย่างเชฟตาม Baan Tepa และเชฟกากัน 1ภาพปกงาน Tomorrowland Thailand พร้อมโลโก้และชื่อเชฟดังอย่างเชฟตาม Baan Tepa และเชฟกากัน 2

 

สองไฮไลต์ใหญ่ที่น่าจับตาคือ Papillon Restaurant by Baan Tepa และ B-EAT with Gaggan Anand ซึ่งทั้งสองร้านมีคาแรกเตอร์ต่างกันค่อนข้างชัด

 

Papillon Restaurant by Baan Tepa จะมาในรูปแบบร้านอาหารริมทะเลสาบที่มีจำนวนที่นั่งจำกัด โดยเชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ นำแนวคิดของ Baan Tepa เรื่องวัตถุดิบและรสชาติไทยมาปรับให้เข้ากับบรรยากาศของเทศกาล เสิร์ฟเป็น Full Course ตั้งแต่ Welcome Drink, Snacks, อาหารจานแรก จานที่สอง Main Course ที่เลือกได้ทั้งเนื้อ ปลา หรือมังสวิรัติ ไปจนถึงของหวาน ราคา 3,800 บาทต่อคน

 

B-EAT with Gaggan Anand ที่ดูจะตั้งใจทำให้มื้ออาหารมีพลังใกล้เคียงกับปาร์ตี้มากกว่า Fine Dining แบบที่เราคุ้นเคย โดยในเซ็ตมี Tasting Course 4 เมนู, Shooter 1 แก้ว และ Craft Cocktail 2 แก้ว ราคา 2,900 บาทต่อคน พร้อมคอนเซปต์ที่กากันพูดไว้ชัดๆ ว่าเราจะทำให้คุณเต้นได้ด้วยอาหาร ซึ่งก็น่าจะพอบอกได้ว่ามื้อนี้ไม่ได้ออกแบบมาให้นั่งกินเงียบๆ แน่นอน

 

ภาพปกงาน Tomorrowland Thailand พร้อมโลโก้และชื่อเชฟดังอย่างเชฟตาม Baan Tepa และเชฟกากัน 3

 

ยังมีบูธอาหารทั่วงาน ทั้งเชฟและร้านที่คุ้นกันดีอีกหลายชื่อ ไม่ว่าจะเป็น 

เชฟแพม-พิชญา สุนทรญาณกิจ จาก Khao San Sek และ Smoked

เชฟอู๋-สิทธิกร จันทป จาก AKKEE

เชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร จาก Le Du Kaan

Sra Bua by Num Weerawat

เจมส์-ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ จาก Talay Jai

Nara Thai Cuisine 

Blue Elephan

 

ฝั่งบาร์ก็มี ฝาเบียร์-สุชาดา โสภาจารี จาก Lost in Thaislation มาร่วมทำค็อกเทลที่หยิบรสชาติอาหารไทยที่คุ้นเคยมาตีความใหม่ในรูปแบบเครื่องดื่ม ซึ่งถือว่าน่าสนใจตรงที่อาหารและเครื่องดื่มไทยไม่ได้ถูกวางไว้แค่ในฐานะของท้องถิ่นแต่ถูกดึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ Tomorrowland โดยตรง

 

ขณะเดียวกัน ความเป็นเบลเยียมซึ่งเป็นต้นกำเนิดของ Tomorrowland ก็ยังถูกเก็บไว้ผ่านอาหารด้วย ทั้ง Tomorrowland Waffle รูปผีเสื้อ ที่ทำร่วมกับเชฟขนมหวานชาวเบลเยียม Roger van Damme และ Belgian Fries รวมถึงเมนูกินง่ายอย่างเบอร์เกอร์ เคบับ ฮอตดอก สตรีทฟู้ดไทยและเอเชีย ตลอดจนตัวเลือก Vegetarian และ Plant-based

 

สำหรับใครที่สนใจ B-EAT และ Papillon Restaurant by Baan Tepa บัตรจะเปิดขายในวันที่ 15 ตุลาคม 2569 เวลา 15.00 น. สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://thailand.tomorrowland.com/en/welcome/

 

ภาพ: Tomorrowland Thailand

The post Tomorrowland Thailand ดึงเชฟตาม Baan Tepa และ เชฟกากัน มาร่วมมาร่วมสร้างประสบการณ์อาหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
3 บาร์ไทยติดลิสต์ The 50 Best Bars 2026 ส่วน Bar Leone คว้าบาร์ดีที่สุดในโลก 2 ปีซ้อน https://thestandard.co/life/50-best-bars-thai-bar-leone/ Thu, 08 Oct 2026 07:31:19 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1266092 ภาพกราฟิกประกาศผล The 50 Best Bars 2026 พร้อมชื่อบาร์ไทยที่ติดอันดับและ Bar Leone แชมป์โลก

Congratulations!   ประกาศผลกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว […]

The post 3 บาร์ไทยติดลิสต์ The 50 Best Bars 2026 ส่วน Bar Leone คว้าบาร์ดีที่สุดในโลก 2 ปีซ้อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกประกาศผล The 50 Best Bars 2026 พร้อมชื่อบาร์ไทยที่ติดอันดับและ Bar Leone แชมป์โลก

Congratulations!

 

ประกาศผลกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับ The World’s 50 Best Bars 2026 ที่ปีนี้มาในชื่อใหม่ The 50 Best Bars 2026 รางวัลที่คนในวงการบาร์ทั่วโลกต่างเฝ้ารอ โดยปีนี้จัดพิธีประกาศรางวัลขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2026 ณ เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี และข่าวดีคือประเทศไทยยังคงทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม มีบาร์จากกรุงเทพฯ ติดอันดับถึง 3 แห่ง โดยเฉพาะ Bar Us ที่คว้าอันดับ 4 ของโลก ขึ้นแท่นเป็นบาร์จากประเทศไทยที่มีอันดับสูงที่สุดในปีนี้

 

นอกจาก Bar Us แล้ว ยังมี Dry Wave Cocktail Studio ที่สร้างความน่ายินดีด้วยการเข้าสู่ลิสต์ 50 บาร์ที่ดีที่สุดในโลกเป็นครั้งแรกในอันดับ 27 ตามมาด้วย BKK Social Club ในอันดับ 30 สะท้อนให้เห็นว่าซีนค็อกเทลบาร์ของกรุงเทพฯ ยังคงแข็งแกร่งและได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง

 

ขณะที่แชมป์โลกปีนี้ยังคงเป็นของ Bar Leone จากฮ่องกง รักษาตำแหน่ง The World’s Best Bar ได้เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน หลังสร้างประวัติศาสตร์เป็นบาร์แห่งแรกจากเอเชียที่คว้าอันดับ 1 ของโลกเมื่อปี 2025

 

หากมองภาพรวมของเอเชีย ปีนี้ฮ่องกงเป็นเมืองที่มีบาร์ติดอันดับมากที่สุดถึง 4 แห่ง ได้แก่ Bar Leone (อันดับ 1), Argo (อันดับ 25), Montana (อันดับ 36) และ Gokan (อันดับ 41) โดยสองแห่งหลังเป็นบาร์ที่เข้าสู่ลิสต์เป็นครั้งแรก ขณะที่กรุงเทพฯ ตามมาติดๆ ด้วย 3 แห่ง

 

ส่วนเมืองอื่นๆ ในเอเชียก็มีผลงานน่าสนใจไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็น Zest จากกรุงโซล ที่คว้าอันดับ 7, Hope & Sesame จากกวางโจว อันดับ 12, Jigger & Pony จากสิงคโปร์ อันดับ 18, Nutmeg & Clove อันดับ 38 รวมถึงสองบาร์จากโตเกียวอย่าง Bar Benfiddich อันดับ 44 และ Virtù อันดับ 48

 

อีกหนึ่งไฮไลต์ของปีนี้คือ Shingo Gokan บาร์เทนเดอร์และผู้ประกอบการชาวญี่ปุ่น ผู้อยู่เบื้องหลังบาร์ชื่อดังหลายแห่ง เช่น Speak Low ในเซี่ยงไฮ้, The SG Club ในโตเกียว และ Sip & Guzzle ในนิวยอร์ก ได้รับรางวัล Industry Icon Award เพื่อยกย่องบทบาทและอิทธิพลที่มีต่อวงการค็อกเทลร่วมสมัย

 

สำหรับอันดับอื่นๆ รองแชมป์ตกเป็นของ Moebius Milano จากมิลาน ประเทศอิตาลี ซึ่งยังคว้าตำแหน่งบาร์ที่ดีที่สุดในยุโรป ตามมาด้วย Alquímico จากการ์ตาเฮนา ประเทศโคลอมเบีย ในอันดับ 3 ส่วนอันดับ 5 ได้แก่ Line จากกรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ ซึ่งปีนี้ยังได้รับรางวัล Sustainable Bar Award จากแนวทางการดำเนินงานที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนอีกด้วย

 

สรุปบาร์ไทยและเอเชียที่ติดอันดับ The 50 Best Bars 2026

 

ประเทศไทย (3 แห่ง)

  1. อันดับ 4 – Bar Us, กรุงเทพฯ
  2. อันดับ 27 – Dry Wave Cocktail Studio, กรุงเทพฯ (New Entry)
  3. อันดับ 30 – BKK Social Club, กรุงเทพฯ

 

เอเชียอื่นๆ (11 แห่ง)

  1. อันดับ 1 – Bar Leone, ฮ่องกง
  2. อันดับ 7 – Zest, โซล
  3. อันดับ 12 – Hope & Sesame, กวางโจว
  4. อันดับ 18 – Jigger & Pony, สิงคโปร์
  5. อันดับ 25 – Argo, ฮ่องกง
  6. อันดับ 36 – Montana, ฮ่องกง (New Entry)
  7. อันดับ 38 – Nutmeg & Clove, สิงคโปร์
  8. อันดับ 41 – Gokan, ฮ่องกง (New Entry)
  9. อันดับ 42 – Mimi Kakushi, ดูไบ
  10. อันดับ 44 – Bar Benfiddich, โตเกียว
  11. อันดับ 48 – Virtù, โตเกียว

 

รายชื่อทั้งหมดสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของวัฒนธรรมการดื่มในเอเชียที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และฮ่องกงที่ยังคงเป็นสองเมืองสำคัญบนแผนที่ค็อกเทลบาร์ระดับโลก

 

อ่านรายชื่อทั้ง 50 อันดับได้ที่ www.the50.com

 

ภาพ: Courtesy of Bars

The post 3 บาร์ไทยติดลิสต์ The 50 Best Bars 2026 ส่วน Bar Leone คว้าบาร์ดีที่สุดในโลก 2 ปีซ้อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
BAAN KERD คาเฟ่และบรันช์ย่านชิดลม ที่ใช้วัตถุดิบจากฟาร์มไทย https://thestandard.co/life/baan-kerd-cafe-brunch-chidlom/ Tue, 06 Oct 2026 12:52:59 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1265402 บรรยากาศภายในร้าน BAAN KERD คาเฟ่และบรันช์ย่านชิดลม ที่เน้นวัตถุดิบจากฟาร์มไทย

ช่วงนี้ถ้าใครเดินผ่านแถวชิดลม อาจเริ่มสังเกตเห็นความเปล […]

The post BAAN KERD คาเฟ่และบรันช์ย่านชิดลม ที่ใช้วัตถุดิบจากฟาร์มไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรยากาศภายในร้าน BAAN KERD คาเฟ่และบรันช์ย่านชิดลม ที่เน้นวัตถุดิบจากฟาร์มไทย

ช่วงนี้ถ้าใครเดินผ่านแถวชิดลม อาจเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงรอบๆ อาคารมณียาเซ็นเตอร์ที่กำลังทยอยปรับพื้นที่และมีร้านใหม่เข้ามาเรื่อยๆ หนึ่งในนั้นคือ BAAN KERD Café ร้านบรันช์ที่เพิ่งเปิดได้ไม่นาน และเป็นร้านที่เราว่าน่าสนใจทีเดียว โดยเฉพาะถ้าเป็นคนที่เคยรู้จัก HOMELAND มาก่อน เพราะจริงๆ แล้ว BAAN KERD (บ้านเกิด) ไม่ใช่ร้านใหม่เสียทีเดียว แต่เป็นบทต่อมาของ HOMELAND ที่หลายคนน่าจะจำได้จากคาเฟ่ในซอยทองหล่อ 13

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

หากจะเล่าต่อเรื่องราวของร้านจริงๆ เริ่มมาตั้งแต่ปี 2021 ในชื่อ HOMELAND Grocer ร้านชำออนไลน์ที่เกิดขึ้นในช่วงโควิด-19 โดยนำผลผลิตจากเกษตรกรไทยมาขายให้คนเมือง ก่อนจะขยับเข้าสู่ธุรกิจอาหารในปี 2023 ด้วยการเปิด All-day Breakfast & Brunch ที่ทองหล่อ 13 และต่อมาเปิดอีกสาขาที่สุขุมวิท 39 ในปี 2025

 

บรรยากาศภายในร้าน BAAN KERD คาเฟ่และบรันช์ย่านชิดลม ที่เน้นวัตถุดิบจากฟาร์มไทย 1บรรยากาศภายในร้าน BAAN KERD คาเฟ่และบรันช์ย่านชิดลม ที่เน้นวัตถุดิบจากฟาร์มไทย 2

 

วันนี้ร้านเดินทางต่อภายใต้ชื่อ BAAN KERD ซึ่งไม่ใช่แค่การเปลี่ยนชื่อ แต่เหมือนเป็นการทำให้ภาพของสิ่งที่ร้านทำมาตลอดชัดขึ้น นั่นคือการพยายามเชื่อมอาหารที่เราเห็นอยู่บนโต๊ะกลับไปหาคนที่ปลูก เลี้ยง จับ และผลิตวัตถุดิบเหล่านั้น

 

BAAN KERD เรียกตัวเองว่าเป็น Farm-Focused Café & Grocer และแทนที่จะบอกว่าตัวเองเป็นร้านออร์แกนิกหรือ Sustainable 100% ร้านเลือกพูดถึงแนวคิด Conscious Purchasing มากกว่า หรือพูดง่ายๆ ว่า เวลาซื้อวัตถุดิบ ร้านไม่ได้มองแค่ว่าของนั้นดีหรือไม่ แต่มองต่อไปถึงว่า ซื้อจากใคร ซื้ออย่างไร และเงินที่จ่ายไปกลับไปถึงคนต้นทางแบบไหน

 

ปัจจุบันร้านทำงานโดยตรงกับฟาร์มรายย่อยมากกว่า 26 แห่ง กลุ่มประมงพื้นบ้าน 4 กลุ่ม และ Local Makers อีก 7 รายทั่วประเทศ ตั้งแต่ผัก ผลไม้ ข้าว ไข่ กาแฟ และโกโก้ ไปจนถึงเครื่องปรุงอย่างน้ำปลา น้ำส้มสายชูหมักจากข้าว และกะปิ

 

บรรยากาศภายในร้าน BAAN KERD คาเฟ่และบรันช์ย่านชิดลม ที่เน้นวัตถุดิบจากฟาร์มไทย 3

 

วิธีคิดนี้ยังส่งต่อมาถึงอาหารในร้าน เพราะหลายครั้ง BAAN KERD ไม่ได้เริ่มจากการคิดว่าอยากทำเมนูอะไร แล้วค่อยออกไปหาวัตถุดิบให้ได้ตามต้องการ แต่เริ่มจากดูว่า ช่วงนี้เกษตรกรมีอะไร แล้วของเหล่านั้นจะกลายเป็นอะไรในครัวได้บ้าง

 

เพราะฉะนั้นเมนูบางอย่างจึงเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ข้าวที่เสิร์ฟในจานเดิมอาจเปลี่ยนสายพันธุ์ วัตถุดิบบางชนิดอาจมีให้กินเพียงไม่กี่สัปดาห์ หรือผลไม้ที่สุกเกินกว่าจะวางขายสดก็ถูกนำไปทำเป็นแยมและเครื่องดื่มต่อ แทนที่จะถูกทิ้งไป

 

สิ่งที่เราชอบในแนวคิดของ BAAN KERD คือร้านไม่ได้พยายามทำให้อาหารทุกจานต้องเล่าเรื่อง sustainability จนกลายเป็นบทเรียนก่อนกิน ในทางกลับกัน ร้านอยากให้คนเข้ามาเพราะอาหารอร่อยก่อน แล้วถ้าสงสัยว่าทำไมข้าววันนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน กล้วยมาจากไหน หรือทำไมบางเมนูมีขายเพียงช่วงสั้นๆ เรื่องของเกษตรกร ฤดูกาล และที่มาของวัตถุดิบจึงค่อยตามมา

 

บรรยากาศภายในร้าน BAAN KERD คาเฟ่และบรันช์ย่านชิดลม ที่เน้นวัตถุดิบจากฟาร์มไทย 4บรรยากาศภายในร้าน BAAN KERD คาเฟ่และบรันช์ย่านชิดลม ที่เน้นวัตถุดิบจากฟาร์มไทย 5บรรยากาศภายในร้าน BAAN KERD คาเฟ่และบรันช์ย่านชิดลม ที่เน้นวัตถุดิบจากฟาร์มไทย 6

 

The Vibe

 

สาขาชิดลมมาในรูปแบบบ้านพร้อมชั้นที่แทรกตัวอยู่ท่ามกลางย่านธุรกิจ แต่พอเดินเข้ามาแล้วบรรยากาศกลับค่อนข้างต่างจากด้านนอก ร้านเลือกเก็บพื้นผิวและโครงสร้างบางส่วนของอาคารเดิมไว้ แล้วเติมงานไม้ เฟอร์นิเจอร์ และของใช้ที่ให้ความรู้สึกเหมือนบ้าน จึงมีทั้งความดิบของพื้นที่เดิมและความอบอุ่นอยู่ด้วยกัน โดยไม่ได้พยายามทำให้ทุกอย่างดูใหม่หรือเนี้ยบจนเกินไป

 

ชั้นล่างเหมาะกับการแวะมากินอาหารหรือกาแฟ ส่วนชั้นลอยจะสงบกว่า มีที่นั่งริมหน้าต่างและปลั๊กไฟตามจุดต่างๆ จะมานั่งทำงาน อ่านหนังสือ หรือใช้เป็นที่พักจากความวุ่นวายของชิดลมสักสองสามชั่วโมงก็ได้

 

ด้วยเวลาเปิดตั้งแต่เช้าเราว่าคาแรกเตอร์ Neighborhood Café ที่ร้านอยากเป็นจึงค่อนข้างชัด จะเข้ามากินอาหารเช้าก่อนเริ่มงาน นัดเพื่อนกินบรันช์ หรือนั่งกาแฟยาวไปถึงช่วงบ่ายก็ได้หมด

 

บรรยากาศภายในร้าน BAAN KERD คาเฟ่และบรันช์ย่านชิดลม ที่เน้นวัตถุดิบจากฟาร์มไทย 7บรรยากาศภายในร้าน BAAN KERD คาเฟ่และบรันช์ย่านชิดลม ที่เน้นวัตถุดิบจากฟาร์มไทย 8

 

The Taste

 

เมนูอาหารของบ้านเกิดเป็นแนว All-day Breakfast & Brunch ที่ไม่ได้มีแค่อาหารชาติใดชาติหนึ่ง มีทั้งกลิ่นอายตะวันตก ไทย ญี่ปุ่น ไปจนถึงตะวันออกกลาง แต่สิ่งที่เชื่อมทุกจานเข้าด้วยกันคือการเอาวัตถุดิบที่ร้านทำงานกับเกษตรไทยอยู่แล้ว

 

อย่าง Morning Platter เป็นอาหารเช้าเรียบง่ายที่มีไข่ออร์แกนิก 3 ฟอง ผักสดและผักดอง เสิร์ฟกับข้าวออร์แกนิก โดยชนิดของข้าวสามารถเปลี่ยนไปตามฤดูกาล และเลือกเพิ่มของกินคู่กันได้ตั้งแต่ไส้อั่วหมู อะโวคาโด เห็ด ไปจนถึงกิมจิโฮมเมด

 

แล้วถ้าชอบอาหารเช้าฝั่งตะวันตกมากกว่า มี Baked Tomatoes & Eggs (320 บาท) ที่ใช้ไข่ออร์แกนิก หมูจากราชบุรี ฮัลลูมีที่ทำจากนมวัวเชียงราย และมะเขือยาว อบมากับซอสมะเขือเทศแล้วเสิร์ฟพร้อมซาวโดวจ์

 

ส่วน Breakfast Sandwich (290 บาท) เราชอบตรงที่เอาของคุ้นเคยอย่างไส้อั่วหมูมาประกบกับไข่ดาว มะเขือเทศ หอมแดง Sweet Potato Hash Brown และ Chili Aioli ใน English Muffin ที่ร้านทำเอง

 

บรรยากาศภายในร้าน BAAN KERD คาเฟ่และบรันช์ย่านชิดลม ที่เน้นวัตถุดิบจากฟาร์มไทย 9บรรยากาศภายในร้าน BAAN KERD คาเฟ่และบรันช์ย่านชิดลม ที่เน้นวัตถุดิบจากฟาร์มไทย 10บรรยากาศภายในร้าน BAAN KERD คาเฟ่และบรันช์ย่านชิดลม ที่เน้นวัตถุดิบจากฟาร์มไทย 11

 

ถ้าอยากกินเป็นมื้อจริงจังขึ้นมาอีกหน่อย เราว่าต้องสั่ง Spiced Chicken Rice Bowl (350 บาท) ร้านใช้อกไก่ออร์แกนิกหมักเครื่องเทศและนำไป Slow Cook กินกับ Hummus ข้าวหอมมะลิผสมขมิ้น สลัด และ Garlic Yogurt Sauce เป็นจานที่เห็นคาแรกเตอร์ของร้านค่อนข้างชัด

 

แต่ถ้าจะเลือกเมนูที่อธิบายวิธีคิดของบ้านเกิดได้ดี เราว่า OG Hotcakes (300 บาท / Baby Size 160 บาท) น่าสนใจ เพราะกล้วยน้ำว้าออร์แกนิกถูกนำมาใช้หลายรูปแบบ ทั้งกล้วยคาราเมลและ Compote โดยกล้วยที่สุกเกินกว่าจะขายสดก็ถูกนำไปทำ Compote ต่อ ก่อนเสิร์ฟกับ Cashew Nut Butter ที่ร้านทำเอง

 

เช่นเดียวกับเมนูพิเศษที่เปลี่ยนไปตามผลผลิต ช่วงนี้มี Grilled Asparagus (140 บาท) ใช้หน่อไม้ฝรั่งออร์แกนิกจากป่าละอูและโคราช เสิร์ฟกับหอมเจียว พิสตาชิโอ และเต้าหู้บดผสมน้ำมันพริก

 

บรรยากาศภายในร้าน BAAN KERD คาเฟ่และบรันช์ย่านชิดลม ที่เน้นวัตถุดิบจากฟาร์มไทย 12บรรยากาศภายในร้าน BAAN KERD คาเฟ่และบรันช์ย่านชิดลม ที่เน้นวัตถุดิบจากฟาร์มไทย 13บรรยากาศภายในร้าน BAAN KERD คาเฟ่และบรันช์ย่านชิดลม ที่เน้นวัตถุดิบจากฟาร์มไทย 14

 

ส่วนแก้วที่สะดุดตาเราคือ Banana Matcha (180 บาท) ที่จับ Nishio Matcha กับแยมกล้วยน้ำว้าโฮมเมด อบเชย ข้าวโอ๊ต และกะทิ ซึ่งก็เป็นอีกวิธีที่ร้านเอาวัตถุดิบอย่างกล้วยน้ำว้ามาใช้ต่อได้มากกว่าหนึ่งเมนู

 

ฝั่งเครื่องดื่มยังมีกาแฟที่ใช้เมล็ด Single Origin จากหลายจังหวัดในไทยและหมุนเวียนไปตามช่วงเวลา รวมถึง Matcha, Hojicha ชาไทย น้ำมะพร้าวออร์แกนิก น้ำผลไม้ Cold-Pressed และ Kombucha

 

บรรยากาศภายในร้าน BAAN KERD คาเฟ่และบรันช์ย่านชิดลม ที่เน้นวัตถุดิบจากฟาร์มไทย 15

 

Good for

 

ถ้าเคยชอบ HOMELAND มาก่อน มาที่ BAAN KERD ก็น่าจะยังเจอหลายอย่างที่คุ้นเคย ทั้งอาหารและแนวคิดเรื่องวัตถุดิบ เพียงแต่สาขาชิดลมเดินทางง่ายขึ้น และมีพื้นที่ให้นั่งใช้เวลาได้สบายกว่าเดิม ส่วนใครที่ไม่เคยรู้จัก HOMELAND มาก่อน ก็มาได้เหมือนกัน เพราะเอาเข้าจริงที่นี่ก็คือคาเฟ่สำหรับกินอาหารเช้าและบรันช์ จะนัดเพื่อนมานั่งกินข้าว แวะดื่มกาแฟ หรือหอบ MacBook มานั่งทำงานช่วงบ่ายก็ได้ ส่วนเรื่องที่มาของวัตถุดิบและเกษตรกร ค่อยเป็นรายละเอียดที่ทำให้ร้านนี้น่าสนใจขึ้นอีกที

 

BAAN KERD Café Chidlom

 

Location: ชั้น 1 อาคารมณียาเซ็นเตอร์​ (BTS ชิดลม)

Open: เปิดทุกวัน เวลา 07.30-18.00 น.

Contact: BAAN KERD

Parking: ลานจอดรถมณียา นำบัตรมาแสตมป์ที่ร้าน จอดฟรี 2 ชั่วโมง

Budget: ราคา 500-700 บาทต่อคน

Map: https://maps.app.goo.gl/erdDx6J1yvCoxGtj8

 

The post BAAN KERD คาเฟ่และบรันช์ย่านชิดลม ที่ใช้วัตถุดิบจากฟาร์มไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลาเสน่หาเปิดช่วงกลางวัน เฉพาะเสาร์-อาทิตย์พร้อมเมนูข้าวต้มและน้ำชา https://thestandard.co/life/sala-saneha-daytime-menu/ Tue, 06 Oct 2026 05:02:15 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1265051 ภาพบรรยากาศร้านศาลาเสน่หาที่เปิดบริการช่วงกลางวัน พร้อมเมนูข้าวต้มและน้ำชา

ใครที่เคยไป ศาลาเสน่หา ช่วงเย็นหรือกลางคืน น่าจะคุ้นกับ […]

The post ศาลาเสน่หาเปิดช่วงกลางวัน เฉพาะเสาร์-อาทิตย์พร้อมเมนูข้าวต้มและน้ำชา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศร้านศาลาเสน่หาที่เปิดบริการช่วงกลางวัน พร้อมเมนูข้าวต้มและน้ำชา

ใครที่เคยไป ศาลาเสน่หา ช่วงเย็นหรือกลางคืน น่าจะคุ้นกับบรรยากาศที่มีทั้งหนัง ร้านหนังสือ เครื่องดื่ม และผู้คนที่แวะมาใช้เวลาแบบไม่ต้องรีบมากนัก ล่าสุดร้านลองเปิดอีกช่วงเวลาหนึ่งให้เราเห็นศาลาเสน่หาในแสงกลางวันบ้าง โดยทุกวันเสาร์และอาทิตย์จะเริ่มเปิดตั้งแต่ 11.00 น.

 

พร้อมกันนั้นก็มีเมนูตอนกลางวันเพิ่มเข้ามา ตั้งแต่ ชุดข้าวต้มกุ๊ย 320 บาท ที่มาพร้อมไชโป๊ผัดไข่ ยำกุนเชียง ต้มจับฉ่าย และปลาทอดผัดหอมเจียว, แกงฮังเลพร้อมข้าวสวย 350 บาท ไปจนถึงเมนูที่ชื่อชวนให้ลองอย่าง โซเมนมังคุดซาวน้ำ 320 บาท นอกจากนี้ยังมีจานเล็กอย่าง ซาวร์โดก์กับเนยปลาแห้ง, ฟอคคาเซียหน้าเห็ดและเพสโต รวมถึงของหวานอย่าง เค้กกล้วยหอมกับครีมเนยถั่ว และ คัสตาร์ดหม้อแกง

 

ฝั่งเครื่องดื่มก็ไม่ได้มีแค่กาแฟ เพราะมีชาร้อนให้เลือกหลายสไตล์ตั้งแต่ Purple Ya Bao ที่ออกโทนดอกไม้ น้ำผึ้ง และสมุนไพร ไปจนถึง Ba Xian Da Hong Pao ที่มีกลิ่นถั่วคั่ว เครื่องเทศและไม้ ส่วนใครอยากได้กาแฟก็มี Villasachi Cold Brew 180 บาท ใช้เมล็ดจาก Le Te Gold Farm ที่แม่ตื่น อมก๋อย เชียงใหม่ ให้โทนเบอร์รี ส้ม และแอปริคอต

 

ภาพบรรยากาศร้านศาลาเสน่หาที่เปิดบริการช่วงกลางวัน พร้อมเมนูข้าวต้มและน้ำชา 1.img2
ภาพบรรยากาศร้านศาลาเสน่หาที่เปิดบริการช่วงกลางวัน พร้อมเมนูข้าวต้มและน้ำชา 2

ภาพบรรยากาศร้านศาลาเสน่หาที่เปิดบริการช่วงกลางวัน พร้อมเมนูข้าวต้มและน้ำชา 3

 

เราชอบการเปิดกลางวันครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ศาลาเสน่หากลายเป็นคาเฟ่คนละแบบไปเลย เพราะบรรยากาศแบบยังอยู่ครบ ทั้งหนัง ร้านหนังสือ และบรรยากาศที่ชวนให้นั่งยาว เพียงแต่ตอนนี้ใครอยากมากินข้าว จิบชา อ่านหนังสือ หรือดูหนังในวันหยุด ก็เริ่มมาได้ตั้งแต่ก่อนเที่ยงแล้ว

 

ตอนนี้ศาลาเสน่หาเปิดวันเสาร์-อาทิตย์ 11.00-00.00 น. ส่วนวันจันทร์ และพุธ-ศุกร์ เปิด 18.00-00.00 น. และหยุดทุกวันอังคาร

 

 

The post ศาลาเสน่หาเปิดช่วงกลางวัน เฉพาะเสาร์-อาทิตย์พร้อมเมนูข้าวต้มและน้ำชา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ย้อนรอยรสชาติที่คิดถึง After You รุ่น OG สาขาแรกที่ทองหล่อ 13 กลับมาแล้ว https://thestandard.co/life/after-you-thonglor-13-og-reopened/ Mon, 05 Oct 2026 09:46:58 +0000 https://thestandard.co/life/after-you-thonglor-13-og-reopened/ ภาพหน้าร้าน After You สาขาแรกทองหล่อ 13 ที่ได้รับการปรับโฉมใหม่

ถ้าย้อนกลับไปช่วง J Avenue ตอนที่ทองหล่อกำลังกลายเป็นหน […]

The post ย้อนรอยรสชาติที่คิดถึง After You รุ่น OG สาขาแรกที่ทองหล่อ 13 กลับมาแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพหน้าร้าน After You สาขาแรกทองหล่อ 13 ที่ได้รับการปรับโฉมใหม่

ถ้าย้อนกลับไปช่วง J Avenue ตอนที่ทองหล่อกำลังกลายเป็นหนึ่งในย่านแฮงเอาต์ของคนกรุงเทพฯ และคำว่า Cafe Hopping ยังไม่ได้ติดปากเหมือนทุกวันนี้ ร้านขนมที่หลายคนน่าจะจำได้ก็คือ After You ทองหล่อ 13

 

นี่คือ After You สาขาแรก ที่เปิดมาตั้งแต่ปี 2007 และเป็นร้านต้นทางของ Shibuya Honey Toast ที่ต่อมากลายเป็นหนึ่งในเมนูขนมที่คนไทยคุ้นชื่อกันแทบทั้งเมือง พูดง่ายๆ สำหรับคนที่โตมากับทองหล่อยุคนั้น ที่นี่ก็คือ After You รุ่น OG ก่อนที่ร้านจะขยายไปมีสาขาอื่นๆ ตามมาอย่างที่เราเห็นในวันนี้

 

ภาพหน้าร้าน After You สาขาแรกทองหล่อ 13 ที่ได้รับการปรับโฉมใหม่ 1ภาพหน้าร้าน After You สาขาแรกทองหล่อ 13 ที่ได้รับการปรับโฉมใหม่ 2

 

หลังอยู่ตรงนี้มานานกว่า 19 ปี ล่าสุด After You ปรับโฉมร้านเดิมครั้งใหญ่ โดยขยายพื้นที่เป็น 2 ชั้น ตัวอาคารใหม่ใช้เส้นโค้งรับกับต้นไม้ใหญ่ด้านหน้า มีงานไม้และกระจกบานใหญ่ช่วยให้ร้านดูโปร่งขึ้น พร้อมที่นั่งทั้งด้านในและระเบียง Outdoor แต่ถ้ามองจากด้านหน้า เรายังเห็นโลโก้น้องแกะที่ทำให้นึกออกทันทีว่า “ใช่ ร้านนี้แหละ”

 

ส่วนเมนูคลาสสิกอย่าง Shibuya Honey Toast แน่นอนว่ายังอยู่ แต่ครั้งนี้มีของใหม่เพิ่มเข้ามาอย่าง DIY Kakigori ที่เลือกน้ำแข็ง ไส้ ซอส และท็อปปิ้งเองได้ รวมถึงเครื่องดื่มใหม่อย่าง BB Taro Ball Milk Tea ชานมอู่หลงที่ใส่ทั้ง Taro Paste ข้าวเหนียวดำ Taro Mochi บัวลอยเผือก เยลลี่ชาจัสมิน และ Oolong Soft Cream

 

อีกส่วนที่ไม่เคยมีในร้านเดิมคือ After You Marketplace พื้นที่ข้างร้านที่รวมขนม เครื่องดื่ม ของแช่เย็นและแช่แข็ง ไปจนถึงวัตถุดิบและอุปกรณ์ทำเบเกอรี่ ให้แวะซื้อกลับบ้านได้โดยไม่จำเป็นต้องนั่งกินที่ร้าน

 

ภาพหน้าร้าน After You สาขาแรกทองหล่อ 13 ที่ได้รับการปรับโฉมใหม่ 3ภาพหน้าร้าน After You สาขาแรกทองหล่อ 13 ที่ได้รับการปรับโฉมใหม่ 4

 

สำหรับคนที่ทัน After You ยุคแรก การกลับมาครั้งนี้น่าจะมีอะไรให้รู้สึกมากกว่าแค่ร้านรีโนเวตใหม่ เพราะนี่คือการกลับมาเปิดอีกครั้งของ After You สาขาแรกที่ทองหล่อ 13 ที่หลายคนคุ้นเคย ใครคิดถึงร้านรุ่น OG หรืออยากกลับไปกิน Shibuya Honey Toast ตอนนี้ร้านเปิดแล้วทุกวัน เวลา 11.00-23.00 น. ที่ Market Place Thonglor ซอยทองหล่อ 13 สามารถจอดรถที่ Market Place Thonglor และนำบัตรมาแสตมป์เมื่อใช้บริการร้านอาหารหรือช้อปปิ้งภายในโครงการได้

 

ภาพ: After You

The post ย้อนรอยรสชาติที่คิดถึง After You รุ่น OG สาขาแรกที่ทองหล่อ 13 กลับมาแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Pergola ร้านอาหารอิตาเลียนเปิดใหม่ย่านบางนา จากทีม Appia https://thestandard.co/life/pergola-appia-italian-bangna/ Fri, 02 Oct 2026 13:10:20 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1263498 ภาพร้านอาหาร Pergola สไตล์บ้านสวนอิตาลี

ใครที่คุ้นกับ Appia ร้านอิตาเลียนในซอยสุขุมวิท 31 ของเช […]

The post Pergola ร้านอาหารอิตาเลียนเปิดใหม่ย่านบางนา จากทีม Appia appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพร้านอาหาร Pergola สไตล์บ้านสวนอิตาลี

ใครที่คุ้นกับ Appia ร้านอิตาเลียนในซอยสุขุมวิท 31 ของเชฟ Paolo Vitaletti ก็น่าจะร้องอ๋อตามไปด้วย ล่าสุดทีมเดียวกันขยับออกไปทางบางนา เปิด Pergola ร้านอิตาเลียนในซอยบางแก้ว ที่เปลี่ยนบรรยากาศจากร้านในเมืองมาเป็นบ้านกลางสวนมะกอก พร้อมเมนูอิตาเลียนที่ยังคงเน้นวัตถุดิบ การปรุงแบบเรียบง่าย และรสชาติที่กินได้เรื่อยๆ ตั้งแต่มื้อกลางวันไปจนถึงดินเนอร์

 

ส่วนชื่อ Pergola เองหมายถึงซุ้มระแนงในสวนที่พบได้ตามบ้านในอิตาลี เป็นพื้นที่กึ่งเอาต์ดอร์ที่คนในบ้านใช้หลบแดด นั่งกินข้าว ดื่มไวน์ หรือใช้เวลาร่วมกัน และแนวคิดนั้นก็ถูกนำมาใช้กับร้านแห่งนี้เช่นกัน

 

เชฟเล่าให้เราฟังว่า เขาอยากให้ Pergola เป็นร้านสำหรับคนในย่านจริงๆ มากกว่าจะเป็นร้านที่ต้องตั้งใจขับออกนอกเมืองมากิน จะมากินมื้อกลางวันแบบไม่รีบ แวะมานั่งช่วงบ่าย หรือรวมตัวกันสำหรับมื้อค่ำก็ได้ ซึ่งก็เข้ากับความหมายของ Pergola ในแบบดั้งเดิม ที่ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับกินอาหาร แต่เป็นที่สำหรับกลับมาเจอกัน พักผ่อน และใช้เวลาร่วมกันด้วย

 

ภาพร้านอาหาร Pergola สไตล์บ้านสวนอิตาลี 1

ภาพร้านอาหาร Pergola สไตล์บ้านสวนอิตาลี 2

 

เชฟยังบอกกับเราอีกว่าการได้รู้ว่าของในจานมาจากใครและมาจากไหน เป็นความลักชัวรีในแบบของเขา มากกว่าการเลือกใช้วัตถุดิบจากระบบอุตสาหกรรมเพียงเพราะมีราคาสูง

 

อีกเรื่องที่ร้านให้ความสำคัญคือ seasonality เมนูจึงสามารถเปลี่ยนไปตามฤดูกาลของวัตถุดิบ เช่น มะเขือม่วงในช่วงหน้าร้อน หรือเห็ดและฟักทองเมื่อเข้าสู่ช่วงอากาศเย็น ซึ่งเป็นวิธีกินแบบเดียวกับที่เกิดขึ้นในชนบทอิตาลี

 

ในขณะเดียวกัน ถ้าเป็นวิธีทำอาหารอิตาเลียนแบบดั้งเดิม ร้านก็เลือกจะรักษารสชาติและวิธีปรุงไว้ตามต้นฉบับ ไม่ได้ปรับสูตรให้ถูกปากคนกินทุกแบบ เพราะเชฟมองว่าหน้าที่ของร้านคือการพาคนกินไปรู้จักรสชาติอิตาเลียนในแบบที่ควรจะเป็น

 

ภาพร้านอาหาร Pergola สไตล์บ้านสวนอิตาลี 3

ภาพร้านอาหาร Pergola สไตล์บ้านสวนอิตาลี 4

ภาพร้านอาหาร Pergola สไตล์บ้านสวนอิตาลี 5

 

The Vibe

 

บรรยากาศไม่ได้แคชวลจนเกินไป แต่ก็ไม่ได้เป็นร้านอิตาเลียนที่ต้องแต่งตัวเต็มเพื่อมานั่งกินข้าว ตัวร้านตกแต่งให้คล้ายบ้านชนบทในอิตาลี มีความโฮมมีจากวัสดุไม้ โทนสีธรรมชาติ และรายละเอียดที่ทำให้ร้านดูอบอุ่น

 

ด้านหน้าร้านมีโต๊ะเอาต์ดอร์เพียง 3 โต๊ะ เหมาะกับวันที่อากาศดี ส่วนด้านในค่อนข้างเป็นกันเองและมีมุมให้เลือก จะนั่งหน้าเคาน์เตอร์ครัว นั่งโต๊ะติดหน้าต่าง หรือเลือกมุมด้านในที่เป็นส่วนตัวขึ้นก็ได้ ส่วนชั้น 2 มีห้อง Private Dining สำหรับกลุ่มหรือครอบครัวใหญ่ที่อยากได้พื้นที่แยกออกมาอีกหน่อย

 

ภาพร้านอาหาร Pergola สไตล์บ้านสวนอิตาลี 6

ภาพร้านอาหาร Pergola สไตล์บ้านสวนอิตาลี 7

ภาพร้านอาหาร Pergola สไตล์บ้านสวนอิตาลี 8

ภาพร้านอาหาร Pergola สไตล์บ้านสวนอิตาลี 9

 

The Taste

 

อาหารของ Pergola มีรากจากอาหารชนบทของอิตาลี เชฟอธิบายแนวทางของตัวเองว่าอยากให้อาหารเป็นแบบ simple and product-driven คือไม่พยายามโชว์เทคนิคมากเกินไป แต่ให้วัตถุดิบเป็นสิ่งที่คนกินจำได้

 

เมนูแรกที่เราสั่ง Vitello Tonnato (590 บาท) เนื้อลูกวัวสไลซ์บาง เสิร์ฟกับซอสทูน่าเนื้อครีมมี่ คาเปอร์ และหอมแดงดอง จานนี้รสจะค่อนข้างนุ่มและกลมจากตัวเนื้อกับซอส แต่มีทั้งความเค็ม เปรี้ยว และกลิ่นเฉพาะของคาเปอร์กับหอมดองเข้ามาช่วยตัด ทำให้กินแล้วไม่เลี่ยนเกินไป

 

อีกจานคือ Pappa al Pomodoro with Prawns (560 บาท) อาหารพื้นบ้านจาก ทัสคานี ที่นำมะเขือเทศและขนมปังมาเคี่ยวจนข้น เสิร์ฟมาพร้อมกุ้ง

 

ภาพร้านอาหาร Pergola สไตล์บ้านสวนอิตาลี 10

ภาพร้านอาหาร Pergola สไตล์บ้านสวนอิตาลี 11

ภาพร้านอาหาร Pergola สไตล์บ้านสวนอิตาลี 12

 

Grilled Sardines “Muddica” (440 บาท) ซาร์ดีนย่างกับเกล็ดขนมปังสมุนไพรแบบซิซิเลียน ส่วนจานนี้เราค่อนข้างว้าว Agnolotti Stuffed with Roasted Meat (490 บาท) พาสต้าชิ้นเล็กสอดไส้เนื้อย่าง เสิร์ฟกับเนย น้ำสต็อกไก่ และถั่วหวาน

 

สำหรับจานหลักมี Lamb Saddle Porchetta Style with Caponata (790 บาท) เนื้อแกะที่หยิบแนวคิดของ Porchetta มาใช้ และ Terracotta Baked Seabream Acqua Pazza (890 บาท) ปลากะพงอบในหม้อดินในสไตล์ Acqua Pazza

 

ภาพร้านอาหาร Pergola สไตล์บ้านสวนอิตาลี 13

ภาพร้านอาหาร Pergola สไตล์บ้านสวนอิตาลี 14

 

ส่วนคนที่คุ้นกับ Appia ก็ยังจะเจอ Tiramisu (350 บาท) อยู่ในเมนู ใช้มาสคาร์โปเนเนื้อเบาและนุ่ม ตัดกับความขมของกาแฟและโกโก้ ทำให้รสโดยรวมไม่หวานจัด

 

อีกจานที่น่าสนใจคือ Red Wine Poached Pears with Sabaione (320 บาท) ลูกแพร์ตุ๋นไวน์แดงจนเนื้อนุ่มและรสไวน์ซึมเข้าเนื้อ ให้ความหวานอมเปรี้ยวเล็กๆ โรยครัมเบิลเพิ่มสัมผัสกรุบกรอบ และเสิร์ฟคู่ Sabaione ครีมไข่สไตล์อิตาเลียนที่ช่วยเติมความครีมมีให้จานนี้จบมื้อได้แบบไม่หนักเกินไป

 

ภาพร้านอาหาร Pergola สไตล์บ้านสวนอิตาลี 15

ภาพร้านอาหาร Pergola สไตล์บ้านสวนอิตาลี 16

 

Good for

 

เราว่าเป็นร้านที่เหมาะกับคนที่กำลังมองหาร้านอิตาเลียนสำหรับมื้อที่ไม่ต้องเป็นโอกาสพิเศษมากนัก หรือคนในย่านบางนาและสมุทรปราการน่าจะมีร้านสำหรับกลับมากินซ้ำได้ง่ายขึ้น ส่วนใครที่คุ้นกับ Appia ก็จะได้เห็นอีกด้านหนึ่งของเชฟ Paolo ที่ขยับจากบรรยากาศร้านในเมืองมาเป็นอาหารและพื้นที่ที่ใกล้กับภาพชนบทอิตาลีมากขึ้น และด้วยคอนเซปต์ของร้านเอง นี่น่าจะเป็นร้านที่เหมาะกับการนั่งกันหลายคน สั่งอาหารมาแชร์ เปิดไวน์สักขวด และนั่งกินได้ยาวๆ

 

Pergola

Location: ซอยบางแก้ว ถนนบางนา-ตราด อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ

Open: เปิดทุกวัน วันพุธ-วันจันทร์ เวลา 11.00-23.00 น. (ปิดทุกวันอังคาร)

Contact: Pergola

Reservations: 098-822-2455

Parking: สามารถจอดรถได้ริมถนนด้านนอก

Budget: ราคา 1,000-2,500 บาทต่อคน

 


 

The post Pergola ร้านอาหารอิตาเลียนเปิดใหม่ย่านบางนา จากทีม Appia appeared first on THE STANDARD.

]]>
Carna สเต๊กเฮาส์จาก Tuscany กับปรัญชากินเนื้อแบบ Nose-to-Tail https://thestandard.co/life/carna-a-steakhouse-from-tuscany-embodies-the-philosophy/ Wed, 30 Sep 2026 09:37:53 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1262172 ภาพจานเนื้อหลากหลายส่วนจาก Carna สเต๊กเฮาส์ในฮ่องกง

เนื้อส่วนไหนอร่อยที่สุด คำถามนี้จะหมดไปถ้าคุณแวะมาที่ C […]

The post Carna สเต๊กเฮาส์จาก Tuscany กับปรัญชากินเนื้อแบบ Nose-to-Tail appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพจานเนื้อหลากหลายส่วนจาก Carna สเต๊กเฮาส์ในฮ่องกง

เนื้อส่วนไหนอร่อยที่สุด คำถามนี้จะหมดไปถ้าคุณแวะมาที่ Carna by Dario Cecchini ร้าน Contemporary Italian Steakhouse บนชั้น 39 ของ Mondrian Hong Kong ที่เชื่อว่า ทุกส่วนของเนื้อวัวล้วนมีคุณค่าไม่ต่างกัน สิ่งสำคัญคือต้องรู้จักเนื้อดีพอ และรู้วิธีปรุงให้อร่อย! วิธีคิดนี้มาจาก Dario Cecchini คนขายเนื้อชื่อดังจาก Panzano in Chianti แคว้น Tuscany ผู้เติบโตมากับร้านขายเนื้อของครอบครัวและสืบทอดกิจการมาตั้งแต่ปี 1976 ก่อนนำปรัชญา Nose-to-Tail มาเป็นหัวใจของ Carna

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

และเมื่อแนวคิดดังกล่าวเดินทางมาถึงฮ่องกง จึงเกิดเป็น Carna แห่งแรกในเอเชีย ร้านที่ไม่ได้ชวนเรามาเพียงตามหาเนื้อส่วนที่ ‘ดีที่สุด’ แต่ชวนให้ลองทำความรู้จักเนื้อตั้งแต่ส่วนยอดนิยมไปจนถึงส่วนที่หลายคนอาจมองข้าม ผ่านสายตาของคนที่ใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตอยู่กับมัน

 

ภาพจานเนื้อหลากหลายส่วนจาก Carna สเต๊กเฮาส์ในฮ่องกง 1

 

The Vibe

 

ด้วยตั้งอยู่บนชั้นสูงก่อนจะได้ชิมอาหาร วิวของ Carna ก็เรียกความสนใจของเราไปเสียครึ่งหนึ่ง ตัวร้านตั้งอยู่บนชั้น 39 ของ Mondrian Hong Kong มองออกไปเห็น Victoria Harbour และเส้นขอบฟ้าของฮ่องกงแบบเต็มตา Joyce Wang ดีไซเนอร์ชาวฮ่องกง เลือกตกแต่ง Carna ให้ต่างจาก Steakhouse คลาสสิกทั่วไปที่เต็มไปด้วยหนัง ไม้สีเข้ม และบรรยากาศหนักแน่น โดยลดทอนบางส่วนออก ทว่ายังคงกลิ่นอายแบบดั้งเดิม และเสริมเรื่องราวของเนื้อและ Dario Cecchini ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การกิน

 

Carna ไม่ได้ต้องการเป็นเพียงร้านสำหรับมากินสเต๊ก แต่ต้องการพาเราเข้าใจศาสตร์ของการชำแหละและการใช้วัตถุดิบในแบบของ Dario หัวใจของเขาคือแนวคิด Nose-to-Tail หรือการใช้สัตว์ให้ครบทุกส่วน ตั้งแต่ชิ้นที่เราคุ้นเคยไปจนถึงส่วนที่มักถูกมองข้าม เพราะสำหรับ Dario การเคารพสัตว์ไม่ได้หมายถึงการเลือกกินเฉพาะส่วนที่ดีที่สุด แต่คือการไม่ปล่อยให้ส่วนใดสูญเปล่า ปัจจุบัน Carna นำเสนอเนื้อถึง 18 cuts พร้อมเทคนิคตั้งแต่ Dry Age ไปจนถึงการย่างด้วยถ่าน ซึ่งเป็นลายเซ็นสำคัญของร้าน

 

ภาพจานเนื้อหลากหลายส่วนจาก Carna สเต๊กเฮาส์ในฮ่องกง 2ภาพจานเนื้อหลากหลายส่วนจาก Carna สเต๊กเฮาส์ในฮ่องกง 3

 

The Taste

 

การกินเนื้อที่ Carna ให้สนุก แนะนำให้ค่อยๆ ไล่ชิมตั้งแต่จานเล็ก เพื่อดูว่าแต่ละส่วนของเนื้อสามารถเปลี่ยนบุคลิกไปได้มากแค่ไหน เริ่มต้นที่ ‘Chianti Tartare’ ใช้เนื้อส่วน Rump ปรุงกับกระเทียม ปาปริกา เลมอน พริก น้ำมันมะกอก และ Chianti Salt เป็นจานที่สะท้อนความเป็น Tuscany ได้ค่อนข้างตรงไปตรงมา

 

อีกจานที่เราชอบคือ Burrata e Pomodoro Cimelio หรือ Veggie Tartare ที่เหมือนหยิบปรัชญา Nose-to-Tail มาตีความใหม่ในโลกของผัก เพราะร้านเลือกใช้มะเขือเทศแทบทุกส่วน ตั้งแต่เมล็ด เปลือก ไปจนถึงเนื้อ โดยไม่ปล่อยให้ส่วนไหนสูญเปล่า

 

จานนี้เล่นกับมะเขือเทศถึง 3 เท็กซ์เจอร์ ทั้งมะเขือเทศหั่นเต๋า Tomato Tartare และ Gazpacho เนื้อเนียนที่เทล้อม Burrata ไส้ Stracciatella ตรงกลาง เสริมความกรุบด้วยขนมปังครัมเบิล และตัดความครีมมี่ด้วย Basil Sorbet ที่ทั้งสดชื่นและหอมสมุนไพร เป็นจานเปิดมื้อที่เบากว่า Beef Tartare แต่ยังเล่าแนวคิดเรื่องการใช้วัตถุดิบอย่างคุ้มค่าของ Carna ได้ชัดเจนไม่แพ้กัน

 

ภาพจานเนื้อหลากหลายส่วนจาก Carna สเต๊กเฮาส์ในฮ่องกง 4

ภาพจานเนื้อหลากหลายส่วนจาก Carna สเต๊กเฮาส์ในฮ่องกง 5ภาพจานเนื้อหลากหลายส่วนจาก Carna สเต๊กเฮาส์ในฮ่องกง 6

 

แน่นอนว่าพระเอกยังคงเป็นเนื้อจาก Carna’s Charcoal Grill เพราะ Dario เชื่อว่าเนื้อแต่ละส่วนต้องการวิธีปรุงที่ต่างกัน ร้านจึงมีตั้งแต่ Bistecca Toscana ไปจนถึง Bistecca alla Fiorentina และเนื้อ Dry-aged หลายแบบ โดยใช้ไฟและถ่านช่วยดึงกลิ่นหอมออกมา ขณะเดียวกันก็พยายามรักษาคาแรกเตอร์ของเนื้อแต่ละส่วนเอาไว้ ปัจจุบันร้านระบุว่ามีเนื้อให้สำรวจทั้งหมด 18 cuts จึงเหมาะกับการมากันหลายคนแล้วสั่งแชร์มากกว่าการยึดติดกับสเต๊กชิ้นเดียว

 

และถ้าจะปิดมื้อแบบอิตาเลียน แนะนำ Tiramisù di Casa ทีรามิสุคลาสสิกที่ประกอบด้วย Savoiardi ชุบกาแฟ Mascarpone และช็อกโกแลต เป็นตอนจบเรียบง่ายหลังจากมื้อที่เต็มไปด้วยเนื้อและกลิ่นถ่าน

 

ภาพจานเนื้อหลากหลายส่วนจาก Carna สเต๊กเฮาส์ในฮ่องกง 7

 

Good for…

 

สำหรับคนรักเนื้อที่อยากลองอะไรไปไกลกว่า Steakhouse แบบเดิมๆ เราแนะนำให้มาลอง โดยเฉพาะคนที่สนใจเรื่อง Nose-to-Tail และอยากทำความรู้จักเนื้อหลากหลาย Cuts ผ่านมุมมองของ Dario Cecchini รวมถึงคนที่กำลังมองหาร้านสำหรับ มื้อพิเศษหรือ Dinner Date เพราะนอกจากอาหารแล้ว วิว Victoria Harbour จากชั้น 39 ก็เป็นอีกเหตุผลที่ควรมาก่อนพระอาทิตย์ตก แล้วค่อยๆ กินไปพร้อมกับดู Hong Kong skyline เปลี่ยนจากกลางวันเป็นกลางคืน

 

Carna by Dario Cecchini

 

Location: ชั้น 39 ของ Mondrian Hong Kong,

Budget: 5,000 บาทขึ้นไป

Instagram: www.instagram.com/carnahongkong

Map: https://maps.app.goo.gl/zPyedT51iv8aaDUi8

 

 

ภาพ: พลอยจันทร์ สุขคง

The post Carna สเต๊กเฮาส์จาก Tuscany กับปรัญชากินเนื้อแบบ Nose-to-Tail appeared first on THE STANDARD.

]]>
Aman Nai Lert Bangkok เปิด Aman Brunch ครั้งแรกของ Aman ทั่วโลก https://thestandard.co/life/aman-nai-lert-bangkok-brunch-first/ Mon, 28 Sep 2026 09:17:26 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1260870 ภาพบรรยากาศ Aman Brunch ที่ Aman Nai Lert Bangkok เสิร์ฟอาหารแบบ A la Carte

Sunday Brunch ในโรงแรมส่วนใหญ่มักมาพร้อมภาพของไลน์อาหาร […]

The post Aman Nai Lert Bangkok เปิด Aman Brunch ครั้งแรกของ Aman ทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศ Aman Brunch ที่ Aman Nai Lert Bangkok เสิร์ฟอาหารแบบ A la Carte

Sunday Brunch ในโรงแรมส่วนใหญ่มักมาพร้อมภาพของไลน์อาหารขนาดใหญ่ที่ต้องเดินเลือกและตักกันเอง แต่ Aman Nai Lert Bangkok กำลังลองทำอีกแบบ ด้วยการเปิดตัว Aman Brunch บรันช์รูปแบบใหม่ที่ไม่มีไลน์บุฟเฟ่ต์ แต่เปลี่ยนเป็นอาหารแบบ A la Carte ที่สั่งได้เรื่อยๆ และปรุงสดก่อนนำมาเสิร์ฟถึงโต๊ะ

 

 
 

ที่น่าสนใจคือ นี่เป็นครั้งแรกที่ Aman นำคอนเซปต์บรันช์รูปแบบนี้มาใช้ในโรงแรมและรีสอร์ตของแบรนด์ทั่วโลก โดยจะจัดขึ้นที่ Arva ชั้น 9 ทุกวันอาทิตย์แรกของเดือน ตั้งแต่เวลา 12.00-15.30 น.

 

มื้อเดียวลองอาหารจากหลายห้องอาหาร

 

แม้จะนั่งรับประทานที่ Arva แต่เมนูไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะอาหารอิตาเลียนของห้องอาหารนี้ เพราะ Aman Brunch ดึงอาหารจากหลายห้องอาหารภายในโรงแรมมารวมไว้ในมื้อเดียว

 

เริ่มจาก Seafood on Ice ที่เสิร์ฟถึงโต๊ะ มีทั้งหอยนางรม หอยแมลงภู่ดำ กุ้ง และปู ก่อนจะเลือกสั่งอาหารจาก Arva ได้ตั้งแต่ปาเต้ตับไก่กับเพสโตเห็ดทรัฟเฟิล พาสต้าทอร์เทลลีไส้หมูป่า สปาเกตตินีโฮมเมดกับล็อบสเตอร์ ไปจนถึงเนื้อแก้มวัววากิวตุ๋น

 

ส่วนฝั่งอาหารญี่ปุ่นมีเมนูจาก Hiori และ Seisui เช่น สุกี้ยากี้เนื้อวากิว อกเป็ดซอสกระเทียมโชยุ ไข่ม้วน ซูชิ และอิคุระด้ง ทำให้คนที่มากันหลายคนและอยากกินอาหารคนละแนวไม่จำเป็นต้องเลือกร้านเดียวตั้งแต่ต้น

 

ระหว่างมื้อยังมี Trolley Service ที่เชฟจะนำเมนูประจำฤดูกาลมาปรุงหรือจัดจานข้างโต๊ะ รวมถึง Chef’s Surprise ที่จะเปลี่ยนไปในแต่ละครั้ง จึงยังมีองค์ประกอบบางอย่างที่ไม่ได้รู้ล่วงหน้าตั้งแต่เปิดเมนู

 

ภาพบรรยากาศ Aman Brunch ที่ Aman Nai Lert Bangkok เสิร์ฟอาหารแบบ A la Carte 1

ภาพบรรยากาศ Aman Brunch ที่ Aman Nai Lert Bangkok เสิร์ฟอาหารแบบ A la Carte 2

ภาพบรรยากาศ Aman Brunch ที่ Aman Nai Lert Bangkok เสิร์ฟอาหารแบบ A la Carte 3

 

จากไลน์บุฟเฟ่ต์สู่ Table Service

 

สิ่งที่ทำให้ Aman Brunch แตกต่างจึงไม่ใช่แค่จำนวนเมนู แต่เป็นวิธีการเสิร์ฟเพราะแทนที่จะลุกไปตักอาหารเอง ทุกอย่างจะต้องสั่งและนำมาเสิร์ฟที่โต๊ะ แนวคิดนี้ค่อนข้างสอดคล้องกับบรรยากาศของ Aman ที่ให้ความสำคัญกับพื้นที่ ความสงบ และความเป็นส่วนตัวอยู่แล้ว

 

อีกข้อดีของการทำแบบ A la Carte คืออาหารหลายจานสามารถปรุงตามออร์เดอร์ แทนที่จะวางรออยู่บนไลน์ โดยเฉพาะพาสต้า เนื้อ หรืออาหารที่อุณหภูมิมีผลต่อรสชาติ ขณะเดียวกันคนกินก็ยังได้ความหลากหลายแบบบรันช์ เพราะสามารถสั่งเมนูต่างๆ มาลองได้ตลอดมื้อ

 

ของหวานปิดท้ายดูแลโดย Chef Florian Couteau มีทั้งเค้กดาร์กช็อกโกแลต 70% ซึ่งใช้ช็อกโกแลตสูตรเฉพาะจากโกโก้ไทย 3 จังหวัด มิลล์เฟยตามฤดูกาล และขนมอบฝรั่งเศสที่จะหมุนเวียนเปลี่ยนไปในแต่ละเดือน

 

ภาพบรรยากาศ Aman Brunch ที่ Aman Nai Lert Bangkok เสิร์ฟอาหารแบบ A la Carte 4

ภาพบรรยากาศ Aman Brunch ที่ Aman Nai Lert Bangkok เสิร์ฟอาหารแบบ A la Carte 5

ภาพบรรยากาศ Aman Brunch ที่ Aman Nai Lert Bangkok เสิร์ฟอาหารแบบ A la Carte 6

 

เราว่า Aman Brunch หมาะกับครอบครัว คู่รัก หรือกลุ่มเพื่อนที่อยากใช้เวลามื้อกลางวันวันอาทิตย์แบบยาวๆ รวมถึงคนที่ชอบความหลากหลายของ Sunday Brunch แต่อยากกินแบบ A la Carte มากกว่าเดินตักอาหารเอง เพราะในมื้อเดียวสามารถลองอาหารจากหลายห้องอาหารของ Aman Nai Lert Bangkok และสั่งเพิ่มได้

 

Aman Brunch

 

Location: Arva ชั้น 9, Aman Nai Lert Bangkok

Time: ทุกวันอาทิตย์แรกของเดือน เวลา 12.00-15.30 น. เริ่มวันที่ 4 ตุลาคม 2569

Reservation: 02-035-1111

Budget: ผู้ใหญ่ 4,500++ บาทต่อคน รวมเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ น้ำแร่ ชา และกาแฟ / เด็กอายุ 6-12 ปี 2,250++ บาทต่อคน

Beverage Package: Mocktail 950++ บาท / Wine & Cocktail 2,200++ บาท / Champagne 4,500++ บาท / Krug Champagne 14,500++ บาท

 

ภาพ: Aman Nai Lert Bangkok

The post Aman Nai Lert Bangkok เปิด Aman Brunch ครั้งแรกของ Aman ทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bar Hopping: 5 ค็อกเทลบาร์ในเชียงใหม่ สำหรับทริปถัดไปของคุณ https://thestandard.co/life/chiang-mai-cocktail-bars/ Sun, 27 Sep 2026 09:05:58 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1260327 ภาพบรรยากาศค็อกเทลบาร์ในเชียงใหม่

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าวงการค็อกเทลบาร์ในเชียงใหม่ในเวลานี้ค […]

The post Bar Hopping: 5 ค็อกเทลบาร์ในเชียงใหม่ สำหรับทริปถัดไปของคุณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศค็อกเทลบาร์ในเชียงใหม่

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าวงการค็อกเทลบาร์ในเชียงใหม่ในเวลานี้คึกคักไม่แพ้กรุงเทพฯ เลยจริงๆ แค่ช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีเราได้มีโอกาสเห็นค็อกเทลบาร์ใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอด แถมยังมีบาร์เทนเดอร์อีกหลายคนที่สร้างชื่อเสียงคว้ารางวัลระดับประเทศ จนได้แต่คิดว่ามีโอกาสเมื่อไหร่ ต้องรีบไปอัพเดทไปลองจิบค็อกเทลจากร้านเหล่านี้ด้วยตัวเองซักที

 

5 ค็อกเทลบาร์ในเชียงใหม่

 

 
 

ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาประจวบเหมาะกับเทศกาลจิบประจำปีอย่าง Negroni Week 2026 ที่จัดขึ้นทั่วไทยระหว่างวันที่ 21-27 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา มีบาร์จากเชียงใหม่ถึง 17 ร้านที่เข้าร่วมอีเว้นท์ THE STANDARD LIFE เลยถือโอกาสนี้ไปทัวร์ Bar Hopping อัพเดทค็อกเทลบาร์ร้านเด็ดที่หากใครกำลังมีแพลนจะขึ้นเหนือ เซฟลิสท์ของเราเก็บไว้ได้เลย

 

นี่คือ 5 ไฮไลท์บาร์จาก Negroni Week Chiangmai ที่เราไม่อยากให้คุณพลาด

 

Bar.San

 

ภาพบรรยากาศค็อกเทลบาร์ในเชียงใหม่ 1

 

ค็อกเทลบาร์ขนาดกระทัดรัดบนนถนนเจริญประเทศแห่งนี้พกรางวัล Best Bar in Chiangmai 2025 จากเวที Thailand 20 Best Bars 2025 มาหมาดๆ ทำให้ยังไงก็ต้องแวะมาลองค็อกเทลของพวกเขาซักครั้ง ครั้งนี้กับเมนูสำหรับ Negroni Week ที่ Bar.San เลือกเสิร์ฟ Classic Negroni, Le Rosita ญาติของเนโกรนีที่ร้านเลือกเปลี่ยนจินเป็นเมซคาล ผสมความละมุนด้วยลิเคียวร์จากพีช และอีกแก้วสไตล์เปรี้ยวหวานอย่าง Jungle Bird ที่เลือกนำดาร์กรัม คัมปารี มาผสมกับน้ำสับปะรดฉ่ำ ปิดท้ายด้วยเลมอน ให้รสบาลานซ์ลงตัว

 

https://www.instagram.com/bar.san.chiangmai/

Location: ถนนเจริญประเทศ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่
Open: เปิดทุกวัน เวลา 18.00-24.00 น.

Map: https://maps.app.goo.gl/wyvZnpvcxEKzmVtY6

 

Bar Not Found

 

ภาพบรรยากาศค็อกเทลบาร์ในเชียงใหม่ 2

 

บาร์ในอันดับ 12 จากเวที Thailand 20 Best Bars 2025 ซ่อนตัวอยู่ในย่านเมืองเก่าถนนศรีภูมิ ค็อกเทลบาร์แห่งนี้มีซิกเนเจอร์เมนูที่สร้างรสชาติขึ้นมาจากสี ซึ่งนอกจากเมนู Classic Negroni แล้วเรายังได้ชิมอีก 2 ซิกเนเจอร์ของร้านที่ทวิสท์มาจากเนโกรนีอย่าง Ember Spirit แก้วที่เติมความทรอปิกคัลให้กับคลาสสิกเนโกรนีด้วยส่วนผสมของขนุน ใบเตย และ น้ำมันมะพร้าว ส่วน Garnet ค็อกเทลแก้วสีโกเมนที่ทวิสท์มาจากค็อกเทล Americano โดยนำชาไทยไปอินฟิวส์กับคัมปารี ก่อนเติมรสด้วย plum wine และท้อปความสดชื่นด้วยโซดา

 

https://www.instagram.com/barnotfound_________/

Location: ถนนศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่
Open: เปิดทุกวัน เวลา 19.00-24.00 น.

Map: https://maps.app.goo.gl/gvjY5FbwEfRoVN4Y9

 

The White Rabbit Speakeasy

 

ภาพบรรยากาศค็อกเทลบาร์ในเชียงใหม่ 3

 

ค็อกเทลบาร์โลโก้กระต่ายสีขาวแห่งนี้โดดเด่นด้วยเรื่องการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นมาสร้างสรรค์เป็นเครื่องดื่มแต่ละแก้ว ซึ่งในเทศกาลเนโกรนีวีคปีนี้นอกจากแก้วคลาสสิคแล้ว อีกแก้วที่เราว่าน่าสนใจมากคือ Giant Me แก้วซ่าสดชื่นที่ผสมคัมปารี เวอร์มุธ เข้ากับทิงเจอร์แมงดานาที่ให้กลิ่นเป็นเอกลักษณ์ เสิร์มด้วยผักชีลาว และใบมะกรูด แก้วนี้อ่านส่วนผสมคล้ายอาหารซะมากกว่าแต่สดชื่นจิบเพลินๆ หมดแก้วไม่รู้ตัว

 

https://www.instagram.com/thewhiterabbit.speakeasy/

Location: ถนนพระปกเกล้า อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่
Open: เปิดทุกวัน เวลา 18.00-24.00 น.

Map: https://maps.app.goo.gl/NmLMct2UJbeqKCqc7

 

Thuub

 

ภาพบรรยากาศค็อกเทลบาร์ในเชียงใหม่ 4

 

Thuub คือค็อกเทลบาร์เล็กกระทัดรัดในโรงแรม THEE Vijit Lanna ที่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังจิบค็อกเทลอยู่ในกระท่อมเล็กๆ อบอุ่นตามความหมายของคำว่า ‘ตูบ’ ที่แปลว่ากระท่อมในภาษาเหนือ เนโกรนีวีคปีนี้พวกเขาเลือกที่จะหยิบ 3 เมนูจากตระกูลเนโกรนีมาทวิสท์เล็กน้อยด้วยวัตถุดิบอย่าง มะกอกรมควัน ที่นำไปอินฟิวส์กับจินก่อนชงเครื่องดื่ม เพิ่มมิติให้แก้ว Smoked Negroni และ Smoked Americano ได้ดี

 

https://www.instagram.com/thuubbar/

Location: ถนนชัยภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่
Open: เปิดทุกวัน เวลา 18.00-24.00 น.

Map: https://maps.app.goo.gl/1Usm45DprNCVxBkQA

 

Brine.

 

ภาพบรรยากาศค็อกเทลบาร์ในเชียงใหม่ 5

 

หากใครเป็นคนที่รักค็อกเทลสไตล์ Savoury คุณไม่ควรพลาด Brine ด้วยประการทั้งปวง แค่ชื่อก็บอกเป็นนัยๆ แล้วว่าค็อกเทลบาร์บนนถนนนิมมานเหมินทร์แห่งนี้มีซิกเนเจอร์คือการใช้น้ำดองเป็นส่วนผสมในค็อกเทลแก้วต่างๆ ซึ่งในเทศกาลนี้ Brine เลือกนำเสนอซิกเนเจอร์เนโกรนีของพวกเขาอย่าง Brine Negroni ที่ใช้นำดองสูตรพิเศษมาเสริมความเค็มแบบทุ้มๆ ให้กับแก้วเนโกรนีคลาสสิก สาย Savoury จะพลาดได้ยังไง

 

https://www.instagram.com/brine.cnx/
Location: ถนนนิมมานเหมินท์ ซอย 5 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่
Open: เปิดทุกวัน เวลา 18.30-24.00 น.

Map: https://maps.app.goo.gl/X6ZkaXxBBLrzPny27

 

สำหรับใครที่พลาดเทศกาล Negroni Week ในปีนี้ก็ไม่ต้องเสียใจไป เพราะเมนู Negroni หลายๆ แก้วที่เราแนะนำ จัดอยู่ในเมนูหลักของร้านอยู่แล้ว แถมหลายๆ บาร์ก็ยังเสิร์ฟเมนูพิเศษนี้ต่อเนื่องหลังช่วงเทศกาลอีกด้วย ไปเชียงใหม่ครั้งหน้า ลองแวะพูดคุยกับบาร์เทนเดอร์ ไม่แน่คุณอาจจะได้พบกับบาร์โปรดบาร์ใหม่ที่เชียงใหม่ก็เป็นได้

 

The post Bar Hopping: 5 ค็อกเทลบาร์ในเชียงใหม่ สำหรับทริปถัดไปของคุณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
heytea lab เปิดสาขาแรกในไทยที่ centralwOrld มีทั้งชา ทาร์ตไข่ และเจลาโต้ https://thestandard.co/life/heytea-lab-first-branch-thailand-centralworld/ Fri, 25 Sep 2026 05:51:05 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1259262 ภาพหน้าร้าน heytea lab สาขาแรกในไทยที่ centralwOrld แสดงเมนูชา ทาร์ตไข่ และเจลาโต้

หลังจากเห็นชื่อ heytea ตามเมืองใหญ่ในจีนและอีกหลายประเท […]

The post heytea lab เปิดสาขาแรกในไทยที่ centralwOrld มีทั้งชา ทาร์ตไข่ และเจลาโต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพหน้าร้าน heytea lab สาขาแรกในไทยที่ centralwOrld แสดงเมนูชา ทาร์ตไข่ และเจลาโต้

หลังจากเห็นชื่อ heytea ตามเมืองใหญ่ในจีนและอีกหลายประเทศกันมาสักพัก ในที่สุดแบรนด์ชาจากจีนก็มาเปิดสาขาแรกในประเทศไทยอย่างเป็นทางการวันนี้เป็นวันแรกที่ centralwOrld

 

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือสาขาแรกในไทยไม่ได้มาในรูปแบบร้านปกติ แต่เลือกเปิดเป็น heytea lab โมเดลร้านที่ขยายจากเครื่องดื่มไปสู่ประสบการณ์ที่กว้างขึ้น โดยมีทั้ง Tea Lab, Bake Lab และ Gelato Lab อยู่ในพื้นที่เดียวกัน และยังถือเป็น heytea lab แห่งแรกในเอเชียนอกประเทศจีนอีกด้วย

 

นอกจากเครื่องดื่มที่หลายคนน่าจะคุ้นชื่ออย่าง Crisp Grape Boom, Coconut Mango Boom หรือ Triple Matcha Latte แล้ว สาขานี้ยังมีทาร์ตไข่และเจลาโต้ให้ลอง รวมถึงเมนูที่ทำขึ้นสำหรับประเทศไทยโดยเฉพาะ

 

ภาพหน้าร้าน heytea lab สาขาแรกในไทยที่ centralwOrld แสดงเมนูชา ทาร์ตไข่ และเจลาโต้ 1

ภาพหน้าร้าน heytea lab สาขาแรกในไทยที่ centralwOrld แสดงเมนูชา ทาร์ตไข่ และเจลาโต้ 2

ภาพหน้าร้าน heytea lab สาขาแรกในไทยที่ centralwOrld แสดงเมนูชา ทาร์ตไข่ และเจลาโต้ 3

 

The Vibe

 

ร้านอยู่บนชั้น 1 ของ centralwOrld และยังคงงานออกแบบที่ค่อนข้างเรียบของ heytea แต่เพิ่มรายละเอียดที่อ้างอิงถึงประเทศไทยเข้ามา โดยหยิบภาพของ ตลาดน้ำ มาเป็นแรงบันดาลใจ เห็นได้จากเรือไม้ที่ใช้จัดวางวัตถุดิบและผลไม้ภายในร้าน ก่อนนำมาผสมกับบรรยากาศแบบ Tea Lab ที่ทำให้ร้านดูโมเดิร์นขึ้น

 

ภาพหน้าร้าน heytea lab สาขาแรกในไทยที่ centralwOrld แสดงเมนูชา ทาร์ตไข่ และเจลาโต้ 4

ภาพหน้าร้าน heytea lab สาขาแรกในไทยที่ centralwOrld แสดงเมนูชา ทาร์ตไข่ และเจลาโต้ 5

ภาพหน้าร้าน heytea lab สาขาแรกในไทยที่ centralwOrld แสดงเมนูชา ทาร์ตไข่ และเจลาโต้ 6

 

The Taste

 

ใครเคยกินที่จีนมาก่อน หลายเมนูในสาขาไทยก็ยังให้ความรู้สึกคุ้นเคย อย่าง Cloud Crisp Grape (150 บาท) ที่ยังคงเป็นหนึ่งในแก้วที่กินง่ายที่สุดของร้าน ความหวานและสดชื่นจากองุ่นมากับความนัวของครีมชีสในแบบที่แฟน heytea น่าจะจำได้

 

ส่วนแก้วที่เราชอบกว่าที่คิด Kale Boost Tea (185 บาท) เพราะชื่อฟังดูเหมือนจะเป็นน้ำผักจ๋าๆ แต่จริงๆ ดื่มง่าย สดชื่น และแทบไม่มีความรู้สึกขมเขียวแบบที่หลายคนอาจกลัว

 

ส่วน teaAir · Rock Oolong Jackfruit (195 บาท) เมนูพิเศษสำหรับประเทศไทยที่จับชาอู่หลงกับขนุนเข้าด้วยกัน ต้องบอกว่าทำออกมาโอเคนะ กลิ่นขนุนไม่ได้แรงจนกลบชา กลิ่นขนุนไม่ได้แรงจนกลบชา มีความหอมของชาแทรกอยู่ และตัวครีมด้านบนก็หวานกำลังดี เพียงแต่ถ้าให้เราเลือกจากหลายแก้วที่ลอง วันนั้นเรายังเทใจให้เมนูอื่นมากกว่า

 

ภาพหน้าร้าน heytea lab สาขาแรกในไทยที่ centralwOrld แสดงเมนูชา ทาร์ตไข่ และเจลาโต้ 7

ภาพหน้าร้าน heytea lab สาขาแรกในไทยที่ centralwOrld แสดงเมนูชา ทาร์ตไข่ และเจลาโต้ 8

ภาพหน้าร้าน heytea lab สาขาแรกในไทยที่ centralwOrld แสดงเมนูชา ทาร์ตไข่ และเจลาโต้ 9

 

อีกแก้ว Brown Sugar Bobo Milk Tea (160 บาท) ซึ่งเป็นรสที่คุ้นเคยและดื่มง่ายกว่า เหมาะกับคนที่ชอบชานมโทนหวานนัว มีบราวน์ชูการ์เข้ามาเพิ่มกลิ่นและความเข้มขึ้นอีกนิด เป็นแก้วที่ไม่ได้มีอะไรหวือหวา แต่กินแล้วเข้าใจทันทีว่าทำไมเมนูสไตล์นี้ยังเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่คนสั่งกันเรื่อยๆ

 

พอมาถึงฝั่งขนม เราว่า Croissant Egg Tart ทำได้ดีเกินคาด เราลองทั้ง Original (135 บาท), Matcha (165 บาท) โดยเฉพาะ Thai Milk Tea Croissant Egg Tart (165 บาท) ที่แป้งด้านนอกกรอบและหอม ส่วนไส้ชาไทยค่อนข้างชัด ไม่ได้มาแบบหอมกลิ่นชาเบาๆ แล้วจบ ถ้าต้องเลือกหนึ่งรสจาก Original, Matcha และ Thai Milk Tea เราหยิบชาไทยซ้ำแน่นอน

 

ภาพหน้าร้าน heytea lab สาขาแรกในไทยที่ centralwOrld แสดงเมนูชา ทาร์ตไข่ และเจลาโต้ 10

ภาพหน้าร้าน heytea lab สาขาแรกในไทยที่ centralwOrld แสดงเมนูชา ทาร์ตไข่ และเจลาโต้ 11

ภาพหน้าร้าน heytea lab สาขาแรกในไทยที่ centralwOrld แสดงเมนูชา ทาร์ตไข่ และเจลาโต้ 12

 

ส่วนเจลาโต้เราลองสองรส Lime Thai Milk Gelato (139 บาท) ซึ่งเป็นเมนูของสาขานี้โดยเฉพาะ เป็นชาไทยในเวอร์ชันที่เบาและสดชื่นขึ้นจากผิวมะนาวขูดด้านบน กลิ่นซิตรัสช่วยตัดความหวานมันได้ดี ทำให้กินต่อได้เรื่อยๆ โดยไม่รู้สึกเลี่ยนเกินไป

 

และอีกตัว Grape Basque Cheesecake Gelato (139 บาท) ตัวหลังเป็นรสที่เราชอบ เพราะความสดชื่นขององุ่นช่วยตัดกับความนัวของชีสได้พอดี และพอลองกินสลับกับทาร์ตไข่กลับเข้ากันกว่าที่คิด จนกลายเป็นคู่ที่เราชอบที่สุดของมื้อนั้นแบบไม่ตั้งใจ

 

Good for

 

เราว่าสาขานี้น่าจะถูกใจทั้งแฟน heytea ที่เคยลองที่จีนและคนที่ยังไม่เคย เพราะสาขาไทยไม่ได้มีแค่เครื่องดื่ม แต่มีทั้งทาร์ตไข่และเจลาโต้เพิ่มเข้ามา เลยมีอะไรให้ลองเยอะขึ้นกว่าสาขาปกติ

 

heytea lab

Location: ชั้น 1 centralwOrld ฝั่งโซน Comma &nd

Open: เปิดทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น.

Contact: heytea lab 

Parking: สามารถจอดรถฟรี 2 ชั่วโมง
Budget: ราคา 200-500 บาทต่อคน

 


 

The post heytea lab เปิดสาขาแรกในไทยที่ centralwOrld มีทั้งชา ทาร์ตไข่ และเจลาโต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
G.O.D., Opium และ Vesper ติดลิสต์บาร์ดีที่สุดในโลก อันดับ 51-100 ใน World’s 50 Best Bars 2026 https://thestandard.co/life/god-opium-vesper-worlds-50-best/ Wed, 23 Sep 2026 10:01:59 +0000 https://thestandard.co/life/god-opium-vesper-worlds-50-best/ G.O.D., Opium และ Vesper

Congratulations! ยินดีกับ 3 บาร์ไทย   ใกล้เข้ามาทุ […]

The post G.O.D., Opium และ Vesper ติดลิสต์บาร์ดีที่สุดในโลก อันดับ 51-100 ใน World’s 50 Best Bars 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
G.O.D., Opium และ Vesper

Congratulations! ยินดีกับ 3 บาร์ไทย

 

ใกล้เข้ามาทุกทีแล้วกับ ‘The World’s 50 Best Bars 2026’ งานประกาศอันดับบาร์ที่ดีที่สุดในโลก ซึ่งปีนี้เตรียมกลับมาจัดที่ยุโรป โดยปักหมุดกันที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี แต่ก่อนจะรู้ว่า 50 อันดับแรกของปีนี้มีบาร์ไหนบ้าง ล่าสุด 50 Best Bars ได้ประกาศลิสต์อันดับ 51-100 ประจำปี 2026 ออกมาเรียกน้ำย่อย และข่าวดีคือมีบาร์จากกรุงเทพฯ ติดอันดับถึง 3 แห่ง ได้แก่

 

อันดับ 85 G.O.D, Bangkok
อันดับ 97 Opium, Bangkok
อันดับ 99 Vesper, Bangkok

 

โดย G.O.D ถือเป็นหนึ่งใน New Entry ของปีนี้ ขณะที่กรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในสองเมืองของเอเชียที่มีบาร์ติดลิสต์ 51-100 มากถึง 3 แห่ง เทียบเท่ากับโตเกียว ส่วนฮ่องกง มีบาร์อยู่ในลิสต์ 4 แห่ง ได้แก่ Coa อันดับ 54, Penicillin อันดับ 69, Mius อันดับ 81 และ The Savory Project อันดับ 96

 

สำหรับภาพรวมของเอเชีย ปีนี้มีบาร์ติดอันดับ 51-100 ทั้งหมด 16 แห่ง ได้แก่

 

อันดับ 54 Coa, ฮ่องกง

 

อันดับ 57 Boilermaker, กัว

 

อันดับ 60 MO Bar Shenzhen, เซินเจิ้น

 

อันดับ 69 Penicillin, ฮ่องกง

 

อันดับ 71 Bar Cham, โซล

 

อันดับ 74 Bar Trench, โตเกียว

 

อันดับ 79 Vender, ไถจง

 

อันดับ 81 Mius, ฮ่องกง

 

อันดับ 85 G.O.D, กรุงเทพฯ

 

อันดับ 86 Smoke & Bitters, ฮิริเกติยา

 

อันดับ 88 The SG Club, โตเกียว

 

อันดับ 89 Offtrack, สิงคโปร์

 

อันดับ 96 The Savory Project, ฮ่องกง

 

อันดับ 97 Opium, กรุงเทพฯ

 

อันดับ 99 Vesper, กรุงเทพฯ

 

อันดับ 100 The Bellwood, โตเกียว

 

ส่วนอันดับ 1-50 ของ The World’s 50 Best Bars 2026 จะมีบาร์ไทยติดอันดับไหนบ้าง เตรียมลุ้นวันที่ 7 ตุลาคม 2026 เวลา 20.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี

 

ภาพ: พลอยจันทร์ สุขคง

 

The post G.O.D., Opium และ Vesper ติดลิสต์บาร์ดีที่สุดในโลก อันดับ 51-100 ใน World’s 50 Best Bars 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถือแผนที่แล้วไปดื่ม! Negroni Week ชวน Bar Hopping 4 ย่านทั่วกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ https://thestandard.co/life/negroni-week-bar-hopping-bangkok-chiang-mai/ Mon, 21 Sep 2026 11:34:29 +0000 https://thestandard.co/life/negroni-week-bar-hopping-bangkok-chiang-mai/ ภาพค็อกเทล Negroni วางอยู่บนพื้นหลังสีเข้ม

Negroni Week ปีนี้ ถ้ายังไม่รู้ว่าจะเริ่มดื่มที่ไหนดี ล […]

The post ถือแผนที่แล้วไปดื่ม! Negroni Week ชวน Bar Hopping 4 ย่านทั่วกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพค็อกเทล Negroni วางอยู่บนพื้นหลังสีเข้ม

Negroni Week ปีนี้ ถ้ายังไม่รู้ว่าจะเริ่มดื่มที่ไหนดี ลองหยิบแผนที่แล้วออกเดิน Hopping เพราะ Campari ชวนทุกคนไป Bar Hopping ผ่าน 4 ย่าน ได้แก่ ซอยนานา สาทร ทรงวาด และเชียงใหม่ พร้อมชวน การุณ เจียมวิริยะเสถียร หรือ ZilluStation มาถ่ายทอดแต่ละย่านผ่านแผนที่วาดมือในลายเส้นอันเป็นเอกลักษณ์

 

ความสนุกคือทั้ง 4 เส้นทางไม่ได้ชวนไปดื่มในบรรยากาศเดียวกัน แต่สะท้อนคาแรกเตอร์ของแต่ละย่านออกมาแตกต่างกัน เริ่มต้นที่ ‘ซอยนานา เยาวราช’ รูทนี้เหมาะแก่ Bar Hopping หลังพระอาทิตย์ตก โดยเริ่มเดินจาก Thurty กับ Campari Pop-Up และค็อกเทลพิเศษจาก Davide Sambo ก่อนออกเดินเก็บแสตมป์จาก 5 บาร์ ได้แก่ Ba Hao, Xin Xe Goi, Wallflowers, Tep และ Thurty แล้วกลับมาแลกรับของที่ระลึกเมื่อจบเส้นทาง

 

แต่ถ้าคุณเป็นสายกิน แนะนำ ‘ย่านสาทร’ กับ The Ultimate Neighbourhood Food & Cocktail Route ที่เชื่อมร้านอาหารและบาร์ 7 แห่งเข้าด้วยกัน ได้แก่ Le Café des Stagiaires, Bardo Social Bistro & Bar, Masseria Decimo, Supanniga Sathorn, Giglio Trattoria Fiorentina, Charm Eatery & Bar ไปจนถึง ASAI Bangkok Sathorn เหมาะกับการเริ่มต้นตั้งแต่มื้อเย็นแล้วค่อยๆ ดื่มต่อไปตลอดคืน

 

สำหรับใครที่ไม่อยากให้ค่ำ ‘ทรงวาด’ มี Daytime Culture & Cocktail Route ที่ Campari ร่วมกับ Hit the Road ชวนออกเดินเล่นกันตั้งแต่ช่วงกลางวัน ผ่าน 11 จุดหมายที่มีทั้งค็อกเทล อาหาร คาเฟ่ และพื้นที่สร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็น Hit The Road, Shunn Songwat, Terroir, Clay Songwat, Tungchae, Skonx, Onest, Kiss Me Doll, Wanjai Cafe House, Khong Suay และ Matcha Maru ถือเป็นเส้นทางที่ทำให้ Negroni Week กลายเป็นข้ออ้างดีๆ สำหรับกลับไปเดินเล่นย่านเก่าอีกครั้ง

 

จากกรุงเทพฯ ขยับขึ้นเหนือไปที่ เชียงใหม่ ซึ่งปีนี้มีบาร์เข้าร่วมกว่า 17 แห่ง กระจายตัวอยู่ทั่วเมือง ตั้งแต่ค็อกเทลบาร์และสปีคอีซี ไปจนถึงบาร์ในโรงแรม อย่าง Space Time, Ronnie’s, Bray11, Forbidden Bar, Bar Not Found, The White Rabbit, Bar SAN, Noir cmi รวมถึง InterContinental Chiang Mai และ Meliá Chiang Mai Hotel เรียกว่าเลือกเส้นทางกันได้ตามสไตล์การดื่มของตัวเอง

 

นอกจากทำหน้าที่เป็น Drinking Map แล้ว ภาพวาดทั้ง 4 ย่านของ ZilluStation ยังถูกนำไปต่อยอดเป็น เสื้อยืด Limited Edition โดยรายได้จากการจำหน่ายทั้งหมดจะมอบให้การกุศล สามารถสั่งซื้อได้ทาง LINE @campari

 

Negroni Week 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21–27 กันยายน 2026 เพราะฉะนั้นสัปดาห์นี้แทนที่จะถามว่า “คืนนี้ไปดื่มร้านไหนดี?” ลองเปลี่ยนเป็น “คืนนี้ไปเดินย่านไหนดี?” แล้วถือแผนที่ออกไปตามหา Negroni แก้วโปรดระหว่างทางกัน

 

ภาพ: Shutterstock

The post ถือแผนที่แล้วไปดื่ม! Negroni Week ชวน Bar Hopping 4 ย่านทั่วกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
CRENN Bakery ร้านเบเกอรีคิวยาวจากระยอง สู่สาขาแรกในกรุงเทพฯ ที่เอกมัย ซอย 6 https://thestandard.co/life/crenn-bakery-rayong-bangkok-ekkamai/ Mon, 21 Sep 2026 11:11:54 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1257753 ภาพขนมเบเกอรีครัวซองต์และเดนิชหลากหลายชนิดในร้าน CRENN Bakery สาขาเอกมัย

หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า CRENN (เครน) ไม่ได้เริ่มต้นที่เอก […]

The post CRENN Bakery ร้านเบเกอรีคิวยาวจากระยอง สู่สาขาแรกในกรุงเทพฯ ที่เอกมัย ซอย 6 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพขนมเบเกอรีครัวซองต์และเดนิชหลากหลายชนิดในร้าน CRENN Bakery สาขาเอกมัย

หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า CRENN (เครน) ไม่ได้เริ่มต้นที่เอกมัย เพราะก่อนจะมาเปิดสาขาแรกในกรุงเทพฯ ร้านนี้มีบ้านหลังแรกอยู่ที่ระยอง และเปิดมาประมาณ 3 ปีแล้ว จากร้านเบเกอรีห้องแถวเล็กๆ ที่ทำขนมกันเองหลังร้าน ก่อนจะค่อยๆ มีคนตามไปกิน จนถึงช่วงที่เปิดจองออนไลน์แล้วขนมหมดภายในเวลาเพียง 1 นาที

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

แล้วถ้าถามว่าอะไรทำให้คนตาม CRENN มาถึงขนาดนั้น หนึ่งในคำตอบน่าจะอยู่ที่ Laminated Dough ซึ่งเป็นเบสของขนมส่วนใหญ่ในร้าน เทคนิคนี้คือการพับแป้งสลับกับชั้นเนยแบบเดียวกับที่ใช้ทำครัวซองต์ แต่ CRENN ไม่ได้หยุดอยู่แค่ Plain Croissant เพราะเบเกอร์ของร้านนำแป้งเดียวกันไปต่อยอดเป็นขนมหลายรูปแบบ ทั้ง Danish, Croissant Tart ไปจนถึงของคาวอย่าง Sausage & Cheese Croissant และ Croissant Lasagna ขณะที่เมนูบางตัวเริ่มจากการเป็น Seasonal ก่อนจะได้รับความนิยมจนถูกเก็บไว้เป็นเมนูประจำ

 

ภาพขนมเบเกอรีครัวซองต์และเดนิชหลากหลายชนิดในร้าน CRENN Bakery สาขาเอกมัย 1ภาพขนมเบเกอรีครัวซองต์และเดนิชหลากหลายชนิดในร้าน CRENN Bakery สาขาเอกมัย 2

ยะหยา-กัญญาวีร์ ฤทธิไชย

 

เรื่องของ CRENN เริ่มขึ้นเมื่อประมาณ 3 ปีก่อนจากสองพี่น้อง ‘พี่ยะหยาและน้องจีน’ โดยยะหยามีความคิดอยากทำคาเฟ่มาตั้งแต่ก่อนช่วงโควิด-19 และเคยทำส่งให้คาเฟ่มาก่อน ส่วนน้องชายอย่างจีนเลือกฝึกทำขนมและทำงานเป็นเบเกอร์ในกรุงเทพฯ อยู่ประมาณ 2-3 ปี ก่อนที่ทั้งคู่จะตัดสินใจกลับไปเริ่มร้านด้วยกันที่ระยอง เพราะยะหยาเคยทำงานที่นั่นมาก่อน

 

ร้านแรกเป็นเพียงห้องแถวเล็กๆ ในซอยวัด อบขนมกันด้านหลังแล้วนำออกมาขายหน้าร้าน แม้โลเคชันจะไม่ได้เป็นย่านที่คนรู้จัก แต่บริเวณนั้นมีกลุ่มคนทำงานจากนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดอยู่ไม่น้อย และกลายเป็นหนึ่งในฐานลูกค้าของร้าน ประกอบกับช่วงแรก CRENN มีกำลังผลิตครัวซองต์ไม่ถึง 100 ชิ้นต่อวัน จึงใช้วิธีเปิดรับจองออนไลน์ในวันธรรมดา และเปิดให้ Walk-in ในวันเสาร์ จนเริ่มเห็นภาพคนมาต่อคิวตั้งแต่ก่อนร้านเปิด รวมถึงบางรอบที่ยอดจองเต็มภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที

 

เมื่อร้านที่ระยองเริ่มลงตัว ความคิดเรื่องสาขาที่สองจึงตามมา เดิมทีมองทำเลในชลบุรีไว้ด้วย แต่สุดท้ายสองพี่น้องเลือกกลับมาทำความฝันเดิมในกรุงเทพฯ และลงเอยที่เอกมัย ซอย 6 พร้อมนำสิ่งที่ขาดจากร้านแรกมาปรับใหม่ ตั้งแต่ครัวที่เปิดให้เห็นการอบขนม ไปจนถึงพื้นที่นั่งที่มากขึ้น เพื่อให้ CRENN สาขานี้ไม่ได้เป็นเพียงจุดแวะซื้อขนมกลับบ้านเหมือนเดิม

 

ภาพขนมเบเกอรีครัวซองต์และเดนิชหลากหลายชนิดในร้าน CRENN Bakery สาขาเอกมัย 3ภาพขนมเบเกอรีครัวซองต์และเดนิชหลากหลายชนิดในร้าน CRENN Bakery สาขาเอกมัย 4ภาพขนมเบเกอรีครัวซองต์และเดนิชหลากหลายชนิดในร้าน CRENN Bakery สาขาเอกมัย 5

 

The Vibe

 

สิ่งแรกที่ต่างจากระยองอย่างชัดเจนคือสาขาเอกมัยถูกออกแบบมาให้นั่งได้จริงจังมากขึ้น ตัวร้านมีพื้นที่ 2 ชั้น ใช้กระจกบานใหญ่รับแสงธรรมชาติ ก่อนแทรกสีฟ้าเข้ามาเป็นสีหลักของร้าน ตัดกับสีขาวและวัสดุเรียบๆ ชั้นบนมีโต๊ะค่อนข้างเยอะ พร้อม Wi-Fi และปลั๊กไฟ จึงสามารถนั่งกินขนม ดื่มกาแฟ หรือเปิด Macbook ทำงานต่อได้

 

แต่จุดที่เราว่าสื่อถึงตัวตนของ CRENN ได้มากกว่าดีไซน์คือ Open Kitchen บริเวณชั้นล่าง ซึ่งเปิดให้เห็นทีมเบเกอร์ทำงานอยู่ด้านหลังตู้ขนม เราจะได้เห็นขนมแต่ละถาดทยอยออกจากเตา รวมถึงกลิ่นเนยที่ลอยอยู่ในร้าน ส่วนใครตั้งใจมาตามหาเมนูใดเมนูหนึ่ง แนะนำให้มาเร็วหน่อย เพราะขนมจะทยอยอบและมีจำนวนจำกัด เราไปช่วงสายและหลายตัวเริ่มหมดแล้ว ซึ่งก็น่าจะเป็นธรรมดาของร้านเบเกอรีที่อบขายกันเป็นรอบๆ มากกว่าจะมีทุกเมนูเต็มตู้ตลอดทั้งวัน

 

ภาพขนมเบเกอรีครัวซองต์และเดนิชหลากหลายชนิดในร้าน CRENN Bakery สาขาเอกมัย 6ภาพขนมเบเกอรีครัวซองต์และเดนิชหลากหลายชนิดในร้าน CRENN Bakery สาขาเอกมัย 7

 

The Taste

 

ถ้ามองเข้าไปในตู้ขนมก็จะเห็นว่ามีเบเกอรีวางเรียงอยู่หลายแบบ ตั้งแต่ Plain Croissant ไปจนถึง Danish, Croissant Tart และเมนูของคาว ทำให้แค่ยืนเลือกหน้าตู้ก็ใช้เวลาอยู่เหมือนกัน

 

เราแนะนำให้ลอง Raspberry & Tonka Bow (135 บาท) หนึ่งในเมนูซิกเนเจอร์ที่สะดุดตาตั้งแต่รูปทรงโบว์ ตัวแป้งเห็นชั้นค่อนข้างชัด ด้านในเป็นราสป์เบอร์รี่เข้ากับครีม Tonka Bean ซึ่งให้กลิ่นไปทางวานิลลาและเครื่องเทศ ทำให้ไม่ได้มีแค่รสหวานอย่างเดียว

 

อีกตัว Blueberry Lavender Danish (150 บาท) ซึ่งเริ่มต้นจากเมนู Seasonal ก่อนจะกลายมาเป็นเมนูประจำของร้าน ด้านบนวางบลูเบอร์รี่สดกับครีม ก่อนมีทั้งบลูเบอร์รี่ เลมอนเคิร์ด และกานาชที่ Infuse ด้วยลาเวนเดอร์อยู่ในองค์ประกอบเดียวกัน จึงเป็นตัวที่มีทั้งรสผลไม้ ความเปรี้ยว และกลิ่น Floral เข้ามาตัดกับความมันของแป้ง

 

ภาพขนมเบเกอรีครัวซองต์และเดนิชหลากหลายชนิดในร้าน CRENN Bakery สาขาเอกมัย 8

ภาพขนมเบเกอรีครัวซองต์และเดนิชหลากหลายชนิดในร้าน CRENN Bakery สาขาเอกมัย 9ภาพขนมเบเกอรีครัวซองต์และเดนิชหลากหลายชนิดในร้าน CRENN Bakery สาขาเอกมัย 10

 

ฝั่งของคาว เราลอง Sausage & Cheese Croissant (145 บาท) ที่เปลี่ยนครัวซองต์มาเป็นทรงยาวห่อไส้กรอกกับชีส เหมาะกับคนที่ไม่ได้อยากเริ่มวันด้วยขนมหวาน ส่วน Vanilla Croissant Tart (145 บาท) เปลี่ยนครัวซองต์มาอยู่ในรูปทรงทาร์ตสี่เหลี่ยมแล้วเติมวานิลลาครีมตรงกลาง หวานคาราเมลกำลังดี เราว่าเมนูนี้น่าจะถูกใจเด็กอ้วนหลายคน

 

ถ้าหิวกว่านั้น CRENN มีอีกไลน์ที่น่าสนใจคือ Sourdough Sandwich และตัวที่เราเลือกคือ Pastrami (430 บาท) ซึ่งมาแบบจริงจังกว่าคำว่าเบเกอรีพอสมควร เพราะประกบพาสตรามีมาเป็นชั้นค่อนข้างหนาระหว่างขนมปังซาวโดว์ นอกจากนี้ยังมี Tuna and Smoked Cheese (280 บาท), Cubano (290 บาท) และ Ham and Cheese (280 บาท) ส่วนเครื่องดื่มก็มีตั้งแต่กาแฟ มัทฉะ และชา วันที่เราไปอยากกินกาแฟยังไงไม่รู้เลยสั่ง ลาเต้เย็น (90 บาท) มากินคู่กับเบอเกอรี

 

ภาพขนมเบเกอรีครัวซองต์และเดนิชหลากหลายชนิดในร้าน CRENN Bakery สาขาเอกมัย 11

ภาพขนมเบเกอรีครัวซองต์และเดนิชหลากหลายชนิดในร้าน CRENN Bakery สาขาเอกมัย 12ภาพขนมเบเกอรีครัวซองต์และเดนิชหลากหลายชนิดในร้าน CRENN Bakery สาขาเอกมัย 13

 

 

Good for

 

สิ่งที่เราชอบใน CRENN คือการได้เห็นร้านเบเกอรีเล็กๆ จากระยองค่อยๆ เติบโตขึ้นด้วยสิ่งที่ตัวเองถนัด จากวันที่ทำครัวซองต์ได้ไม่ถึง 100 ชิ้นต่อวัน จนวันนี้มีสาขาแรกในกรุงเทพฯ แต่สิ่งที่ตามมาด้วยไม่ใช่การพยายามเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นคาเฟ่ใหญ่ขึ้นเท่านั้น เพราะหัวใจของร้านยังอยู่ที่การทำขนม

 

อีกอย่างที่เรารู้สึกได้คือ CRENN เลือกโตในแบบของตัวเอง ทั้งการเก็บเงินจากร้านแรกเพื่อมาทำสาขานี้ และการตัดสินใจไม่รับนักลงทุนเพื่อให้ยังเลือกทิศทางของร้านได้เอง สำหรับเรา การได้เห็นร้านเล็กๆ จากต่างจังหวัดเติบโตจนมีคนตามกิน และเดินทางเข้ามาเปิดร้านกลางเอกมัยโดยยังรักษาสิ่งที่ตัวเองอยากทำไว้ได้ ก็น่าสนใจไม่แพ้ขนมในตู้เลย

 

CRENN Bakery

 

Location: ต้นซอยเอกมัย 6 ใกล้ Big C เอกมัย

Open: เปิดทุกวัน เวลา 08.00-17.00 น.

Contact: CRENN Bakery

Parking: หน้าร้านจอดรถได้ประมาณ 3 คัน หรือจอดที่ Big C เอกมัย

Budget: ราคา 300-500 บาทต่อคน

Map: https://maps.app.goo.gl/iCcM3dd1UiRDe5bM6

 

The post CRENN Bakery ร้านเบเกอรีคิวยาวจากระยอง สู่สาขาแรกในกรุงเทพฯ ที่เอกมัย ซอย 6 appeared first on THE STANDARD.

]]>
That Salt Beef ร้านใหม่หลังสวนที่จริงจังกับ Salt Beef Sandwich ตั้งแต่การหมักเนื้อ https://thestandard.co/life/that-salt-beef-langsuan-sandwich/ Fri, 18 Sep 2026 12:50:16 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1256873 แซนด์วิช Salt Beef ชิ้นหนาพร้อมเครื่องเคียงในร้าน That Salt Beef

ถ้าเคยกิน Salt Beef Sandwich แบบดั้งเดิม เราน่าจะคุ้นกั […]

The post That Salt Beef ร้านใหม่หลังสวนที่จริงจังกับ Salt Beef Sandwich ตั้งแต่การหมักเนื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แซนด์วิช Salt Beef ชิ้นหนาพร้อมเครื่องเคียงในร้าน That Salt Beef

ถ้าเคยกิน Salt Beef Sandwich แบบดั้งเดิม เราน่าจะคุ้นกับเนื้อชิ้นหนา รสค่อนข้างชัด กินกับขนมปัง มัสตาร์ด และของดอง แต่สิ่งที่ That Salt Beef พยายามทำต่างออกไปเล็กน้อย คือการลดความเค็มนำลง แล้วให้รสและสัมผัสของเนื้อเป็นพระเอกมากขึ้น

 

แถมร้านเลือกใช้เนื้อส่วนอก หรือ Brisket มาหมักในน้ำเกลือและสมุนไพรนาน 7 วัน ก่อนนำไปเคี่ยวในสต็อกที่ควบคุมอุณหภูมิประมาณ 83-85 องศาเซลเซียสต่ออีก 6 ชั่วโมง จุดที่น่าสนใจคือร้านไม่ได้ต้องการให้เนื้อเปื่อยจนละลายในปาก แต่ตั้งใจเหลือเทกซ์เจอร์ให้ยังรู้สึกถึงเส้นใยและได้เคี้ยวเนื้ออยู่

 

สูตรของร้านพัฒนาโดยเชฟชาวญี่ปุ่นที่มีพื้นฐานจากครัวไฟน์ไดนิง เพราะฉะนั้นแม้ภาพแรกจะชวนให้นึกถึง Salt Beef Sandwich แบบลอนดอน แต่เมื่อดูเมนูจริงๆ จะเห็นกลิ่นอายญี่ปุ่นแทรกอยู่ไม่น้อย ตั้งแต่ Shokupan ไปจนถึงซอสอย่าง Shiso Pesto, Karashi Mayo และ Mentaiko Karashi Mayo

 

แซนด์วิช Salt Beef ชิ้นหนาพร้อมเครื่องเคียงในร้าน That Salt Beef 1

แซนด์วิช Salt Beef ชิ้นหนาพร้อมเครื่องเคียงในร้าน That Salt Beef 2

แซนด์วิช Salt Beef ชิ้นหนาพร้อมเครื่องเคียงในร้าน That Salt Beef 3

 

The Vibe

 

พอร้านมาอยู่ Velaa Sindhorn Village หลังสวน ตัวร้านก็เลยหยิบกลิ่นอายของคาเฟ่ในลอนดอนมาใช้กับงานตกแต่งสไตล์โมเดิร์นคลาสสิค แต่ไม่ได้พยายามทำให้ดูเป็นร้านอังกฤษแบบย้อนยุคจนเกินไป

 

ด้านในโปร่ง โล่งด้วยกระจกบานใหญ่และแสงธรรมชาติเข้าทั้งวัน บรรยากาศจึงคล้ายมาคาเฟ่เพื่อกินแซนด์วิช จะเข้ามากินมื้อกลางวันจริงจัง หรือแวะกินแซนด์วิชกับกาแฟช่วงบ่ายก็เข้ากันได้ดี

 

แซนด์วิช Salt Beef ชิ้นหนาพร้อมเครื่องเคียงในร้าน That Salt Beef 4

แซนด์วิช Salt Beef ชิ้นหนาพร้อมเครื่องเคียงในร้าน That Salt Beef 5

แซนด์วิช Salt Beef ชิ้นหนาพร้อมเครื่องเคียงในร้าน That Salt Beef 6

 

The Taste

 

ถ้ามาครั้งแรกและอยากรู้ว่า Salt Beef ของร้านเป็นอย่างไร เราว่าเริ่มจาก That Classic Salt Beef (Regular 610 บาท / Half 305 บาท) ง่ายที่สุด เพราะค่อนข้างตรงไปตรงมา มี Salt Beef เป็นตัวหลัก ตามด้วยแตงกวาดอง พริก Jalapeño ดอง และ Dijon Mustard ที่เข้ามาช่วยตัดความมันและเพิ่มรสเปรี้ยวเผ็ดเล็กๆ

 

ถ้าชอบอะไรที่มีหลายรสขึ้นมาอีกหน่อย ลอง Salt Beef & Apple Vinegar (Regular 700 บาท / Half 350 บาท) ซึ่งเพิ่มหอมใหญ่คาราเมล ซอส Apple Vinegar, Jalapeño และชีสละลายเข้าไป ตัวนี้จึงมีทั้งความมัน หวาน และเปรี้ยวมากกว่า Classic

 

แซนด์วิช Salt Beef ชิ้นหนาพร้อมเครื่องเคียงในร้าน That Salt Beef 7

แซนด์วิช Salt Beef ชิ้นหนาพร้อมเครื่องเคียงในร้าน That Salt Beef 8

แซนด์วิช Salt Beef ชิ้นหนาพร้อมเครื่องเคียงในร้าน That Salt Beef 9

 

นอกจากแซนด์วิช เราลองสั่ง Garlic & Lemon Pasta (230 บาท) และ Seasonal Fruit & Greens Salad (180 บาท) มาด้วย ซึ่งสองจานนี้ทำให้เห็นว่าร้านไม่ได้วางตัวเองเป็นแค่ Salt Beef Sandwich Shop อย่างเดียว แต่ยังมีจานที่สั่งมาแชร์หรือกินประกบกับแซนด์วิชได้ โดยเฉพาะสลัดที่ช่วยเพิ่มอะไรสดๆ เข้ามาตัดกับมื้อที่มีเนื้อและขนมปังเป็นหลัก

 

แซนด์วิช Salt Beef ชิ้นหนาพร้อมเครื่องเคียงในร้าน That Salt Beef 10

แซนด์วิช Salt Beef ชิ้นหนาพร้อมเครื่องเคียงในร้าน That Salt Beef 11

แซนด์วิช Salt Beef ชิ้นหนาพร้อมเครื่องเคียงในร้าน That Salt Beef 12

 

Good for

 

เราว่าน่าจะถูกใจคนที่ชอบ Salt Beef Sandwich อยู่แล้ว หรือคนที่อยากลองแซนด์วิชเนื้อในเวอร์ชันที่ใส่รายละเอียดกับเนื้อและส่วนประกอบมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าชอบปรับรสเอง เพราะตัวเลือกตั้งแต่ขนมปังไปจนถึงซอสทำให้แซนด์วิชชิ้นเดียวเปลี่ยนคาแรกเตอร์ได้ค่อนข้างเยอะ และเป็นร้านที่น่าลองในวันที่อยากกิน Salt Beef แบบจริงจัง

 

That Salt Beef

Location: ชั้น G โครงการ Velaa Sindhorn Village ถนนหลังสวน

Open: เปิดทุกวัน เวลา 09.00-18.00 น. (Last order 17:30)

Contact: That Salt Beef

Parking: มีที่จอดรถในโครงการ
Budget: ราคา 600-1,500 บาทต่อคน

 


 

The post That Salt Beef ร้านใหม่หลังสวนที่จริงจังกับ Salt Beef Sandwich ตั้งแต่การหมักเนื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Massilia Bangkok หนึ่งเดียวจากไทย คว้าอันดับ 34 พิซซ่าที่ดีที่สุดในโลก https://thestandard.co/life/massilia-bangkok-world-best-pizza/ Thu, 17 Sep 2026 09:16:38 +0000 https://thestandard.co/life/massilia-bangkok-world-best-pizza/ พิซซ่าจากร้าน Massilia Bangkok

อยากกินพิซซ่าอร่อยติดท็อประดับโลกต้องไปที่ไหน? แน่นอนว่ […]

The post Massilia Bangkok หนึ่งเดียวจากไทย คว้าอันดับ 34 พิซซ่าที่ดีที่สุดในโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
พิซซ่าจากร้าน Massilia Bangkok

อยากกินพิซซ่าอร่อยติดท็อประดับโลกต้องไปที่ไหน? แน่นอนว่าหนึ่งในคำตอบอยู่ที่กรุงเทพฯ กับ Massilia

 

เป็นอีกหนึ่งปีที่ Massilia ร้านอาหารอิตาเลียนและร้านพิซซ่าชื่อดังในซอยร่วมฤดี มีชื่อติดอันดับ ‘50 Top Pizza World 2026’ การจัดอันดับร้านพิซซ่าจากทั่วโลก โดยปีนี้ Massilia คว้า อันดับ 34 ของโลก และเป็น ร้านพิซซ่าจากประเทศไทยเพียงแห่งเดียวที่ติด Top 50 ของโลก

 

ก่อนหน้านี้ Massilia เพิ่งคว้า อันดับ 6 ในลิสต์ ‘50 Top Pizza Asia-Pacific 2026’ และได้รับการยกให้เป็นร้านพิซซ่าอันดับ 1 ของประเทศไทย นับเป็นอีกปีที่ร้านจากกรุงเทพฯ สามารถยืนอยู่ท่ามกลางร้านพิซซ่าชั้นนำจากอิตาลี สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศทั่วโลกได้สำเร็จ

 

Massilia เริ่มต้นจาก Pizza Truck ในกรุงเทพฯ เมื่อปี 2015 ก่อนพัฒนาสู่ร้านเต็มรูปแบบ โดยจุดเด่นอยู่ที่แป้งพิซซ่าที่หมักตามธรรมชาติยาวนาน 72 ชั่วโมง อบด้วยเตาฟืน และเลือกใช้วัตถุดิบจากอิตาลี เช่น มะเขือเทศ San Marzano DOP และชีส Fior di latte

 

ส่วน อันดับ 1 ของโลกประจำปี 2026 ตกเป็นของ ‘Napoli on the Road’ จากลอนดอน ประเทศอังกฤษ ตามมาด้วย ‘Una Pizza Napoletana’ จากนิวยอร์กในอันดับ 2 และ ‘Confine’ จากมิลานในอันดับ 3 ขณะที่ฝั่งเอเชีย ร้านที่ทำอันดับได้สูงที่สุดคือ ‘RistoPizza by Napoli sta ca’ จากโตเกียว ซึ่งอยู่ในอันดับ 7 ของโลก

 

ใครเป็น Pizza Lover แล้วอยากลองว่าพิซซ่าอันดับ 34 ของโลกเป็นอย่างไร อย่างน้อยก็ไม่ต้องบินไปถึงอิตาลี เพราะหนึ่งในร้านที่ดีที่สุดของโลกอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ นี่เอง

 

ภาพ: Massilia

The post Massilia Bangkok หนึ่งเดียวจากไทย คว้าอันดับ 34 พิซซ่าที่ดีที่สุดในโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
LOLO ร้านใหม่ในอารีย์ที่ชวนมากินอาหารย่างเตาถ่าน พาสต้า และเปิดไวน์แชร์กัน https://thestandard.co/life/lolo-ari-social-dining/ Thu, 17 Sep 2026 04:52:49 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1256146 ภาพบรรยากาศภายในร้าน LOLO ที่ตกแต่งด้วยโทนสีธรรมชาติ งานไม้ และแสงอบอุ่น

อารีย์ยังคงเป็นย่านที่มีร้านกินดื่มเยอะพอสมควร และก็มีร […]

The post LOLO ร้านใหม่ในอารีย์ที่ชวนมากินอาหารย่างเตาถ่าน พาสต้า และเปิดไวน์แชร์กัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศภายในร้าน LOLO ที่ตกแต่งด้วยโทนสีธรรมชาติ งานไม้ และแสงอบอุ่น

อารีย์ยังคงเป็นย่านที่มีร้านกินดื่มเยอะพอสมควร และก็มีร้านใหม่ มุมใหม่ๆ ให้ตามไปเช็กอินกันอยู่เรื่อยๆ ล่าสุดเราไปเจอ LOLO อีกหนึ่งร้านใหม่ที่น่าสนใจตรงที่ไม่ได้วางตัวเองเป็นร้านอาหารเต็มรูปแบบเสียทีเดียว และก็ไม่ได้เป็นเพียงไวน์บาร์ เพราะสิ่งที่เจ้าของร้านอยากทำคือพื้นที่ที่เราสามารถมากินมื้อเย็นจริงจังได้ ขณะเดียวกันก็นั่งเปิดไวน์กับเพื่อนต่อยาวๆ โดยไม่ต้องเปลี่ยนร้าน

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

เบื้องหลัง LOLO คือกลุ่มเพื่อน 3 คนที่ทำไวน์บาร์ด้วยกันมาราว 4 ปี ก่อนจะรีแบรนด์และปรับพื้นที่เดิมให้กลายเป็นร้านในรูปแบบ European Social Dining มากขึ้น คำว่า Social ในที่นี้จึงไม่ได้มีอะไรซับซ้อน แต่หมายถึงการกินที่ชวนให้สั่งอาหารหลายจานมาวางกลางโต๊ะ แล้วแชร์กันไปพร้อมกับไวน์

 

ภาพบรรยากาศภายในร้าน LOLO ที่ตกแต่งด้วยโทนสีธรรมชาติ งานไม้ และแสงอบอุ่น 1ภาพบรรยากาศภายในร้าน LOLO ที่ตกแต่งด้วยโทนสีธรรมชาติ งานไม้ และแสงอบอุ่น 2

 

อาหารของร้านหยิบกลิ่นอายจากหลายพื้นที่ของยุโรป ทั้งอิตาลี ฝรั่งเศส และสเปน โดยมี การย่างด้วยเตาถ่าน เป็นหนึ่งในเทคนิคหลัก โดยเฉพาะเมนูเนื้อและซีฟู้ด วัตถุดิบหลายอย่างเลือกใช้ของในประเทศ ตั้งแต่ปลาจาระเม็ดทอง ปลาเต๋าเต้ย ไปจนถึงเนื้อไทยวากิว ก่อนนำมาจับกับซอสและองค์ประกอบแบบอาหารยุโรป

 

อีกอย่างที่ทำให้ที่นี้ยังมีกลิ่นของไวน์บาร์อยู่ชัดเจนคือ ที่นี่ไม่มีไวน์ลิตส์ตายตัว ร้านจะหมุนเวียนขวดใหม่เข้ามาเรื่อยๆ และคอยแนะนำตามรสที่แต่ละคนชอบหรืออาหารที่สั่ง มากกว่าจะยื่นลิสต์ยาวๆ มาให้เลือกเอง

 

ภาพบรรยากาศภายในร้าน LOLO ที่ตกแต่งด้วยโทนสีธรรมชาติ งานไม้ และแสงอบอุ่น 3ภาพบรรยากาศภายในร้าน LOLO ที่ตกแต่งด้วยโทนสีธรรมชาติ งานไม้ และแสงอบอุ่น 4ภาพบรรยากาศภายในร้าน LOLO ที่ตกแต่งด้วยโทนสีธรรมชาติ งานไม้ และแสงอบอุ่น 5

 

The Vibe

 

บรรยากาศร้านมาในโทนค่อนข้างเรียบ ใช้สีธรรมชาติจับกับงานไม้และแสงอุ่นๆ ให้ความรู้สึกกึ่งร้านอาหารกึ่งไวน์บาร์มากกว่าร้านไฟน์ไดนิง หลายโต๊ะถูกจัดมาให้เหมาะกับการมากันเป็นกลุ่ม ซึ่งก็ไปด้วยกันกับวิธีกินแบบ Social Dining ที่เน้นสั่งหลายจานมาแชร์กันบนโต๊ะ

 

นอกจากพื้นที่ด้านล่างแล้ว บนชั้น 2 ยังมี Private Dining Room 3 ห้อง สำหรับกลุ่มเล็กไปจนถึงประมาณ 10 กว่าคน เผื่อใครอยากนัดกินข้าว เปิดไวน์ หรือจัดมื้อส่วนตัวกับกลุ่มเพื่อน

 

ภาพบรรยากาศภายในร้าน LOLO ที่ตกแต่งด้วยโทนสีธรรมชาติ งานไม้ และแสงอบอุ่น 6ภาพบรรยากาศภายในร้าน LOLO ที่ตกแต่งด้วยโทนสีธรรมชาติ งานไม้ และแสงอบอุ่น 7ภาพบรรยากาศภายในร้าน LOLO ที่ตกแต่งด้วยโทนสีธรรมชาติ งานไม้ และแสงอบอุ่น 8

 

The Taste

 

สิ่งที่เห็นค่อนข้างชัดจากเมนูคือการย่างด้วยเตาถ่าน ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคนิคหลักของครัว โดยเฉพาะเมนูโปรตีน

 

เริ่มจากจานที่เราชอบมากอย่าง Grey Pomfret (450 บาท / 100 g.)

Grey Pompano หรือปลาจาระเม็ดทองย่างเตาถ่านจนหนังด้านนอกกรอบ ขณะที่เนื้อด้านในยังนุ่มเด้ง เสิร์ฟกับ Beurre Blanc ซอสเนยสไตล์ฝรั่งเศสที่ช่วยเพิ่มความหอมมัน ก่อนเติมความสดชื่นด้วยไข่ปลาแซลม่อน Green Oil และ Yuzu Butter ปิดท้ายด้วยใบเสจทอดกรอบและเลมอนสด จานนี้เลยน่าจะถูกใจคนที่ชอบปลาเนื้อมัน แต่ไม่อยากได้รสที่หนักจนเกินไป

 

Smoked Duck Breast (480 บาท) เป็นหนึ่งในจานที่เราว่าครัวจัดการโปรตีนได้เนี้ยบมาก เป็ดไม่มีกลิ่นสาบ เนื้อไม่แข็งหรือเด้งเป็นยาง แต่ยังมีความหนึบเล็กๆ หนังทำมากรอบจนให้อารมณ์คล้ายเป็ดปักกิ่ง ส่วนกลิ่นรมควันออกมาคล้ายสโมกแฮมดีๆ กินกับ Duck Jus รสเข้มแล้วเข้ากัน จานนี้เป็นอีกตัวที่ถ้ากลับไปเราน่าจะสั่งซ้ำ

 

อีกจานที่เราชอบไม่แพ้กันคือ LOLO Pasta (450 บาท) พาสต้าที่รวมปลาหมึกไข่ หอยตลับ และเห็ดเข้าด้วยกัน ซอสมีทั้งเนยฝรั่งเศสและพาร์เมซานชีส แต่ไม่ได้หนักอย่างที่คิด เพราะมีผิวเลมอนช่วยดึงความสดชื่นกลับมา เส้นที่เราได้ค่อนข้างนิ่ม แต่ภาพรวมเป็นจานที่รสกินง่ายและเหมาะกับการสั่งมาแชร์กัน

 

ภาพบรรยากาศภายในร้าน LOLO ที่ตกแต่งด้วยโทนสีธรรมชาติ งานไม้ และแสงอบอุ่น 9ภาพบรรยากาศภายในร้าน LOLO ที่ตกแต่งด้วยโทนสีธรรมชาติ งานไม้ และแสงอบอุ่น 10ภาพบรรยากาศภายในร้าน LOLO ที่ตกแต่งด้วยโทนสีธรรมชาติ งานไม้ และแสงอบอุ่น 11

 

ถ้าอยากเริ่มมื้อด้วยอะไรที่เบาลงมา ก็มี Hamachi Crudo (480 บาท) ฮามาจิแล่ชิ้นหนา เสิร์ฟกับน้ำมันต้นหอมและน้ำมะเขือเทศ ตามด้วยกลิ่นทรัฟเฟิลและไข่ปลาแซลมอน เป็นจานที่มีทั้งความมันของปลาและความสดชื่นอยู่ด้วยกัน ส่วน Caesar V.2 (350 บาท) เป็นซีซาร์สลัดที่ใช้เบบี้คอสกับโพรชุตโตกรอบ เกล็ดขนมปังปรุงรส และน้ำสลัดซีซาร์โฮมเมด เป็นจานผักที่สั่งมาวางกลางโต๊ะแล้วช่วยสลับกับจานที่รสหนักได้ดี

 

ภาพบรรยากาศภายในร้าน LOLO ที่ตกแต่งด้วยโทนสีธรรมชาติ งานไม้ และแสงอบอุ่น 12ภาพบรรยากาศภายในร้าน LOLO ที่ตกแต่งด้วยโทนสีธรรมชาติ งานไม้ และแสงอบอุ่น 13

 

ปิดท้ายด้วย Chocolate FAT Kids (320 บาท) เค้กช็อกโกแลตกับมาร์ชแมลโลว์เผาและไอศกรีมวานิลลา เป็นของหวานที่ไม่ได้ซับซ้อนมาก แต่ทำหน้าที่ปิดมื้อได้ตรงไปตรงมา และก็ไปในทิศทางเดียวกับอาหารหลายจานของร้านที่เข้าใจง่าย กินสนุก และเหมาะกับการวางกลางโต๊ะแชร์กัน

 

ภาพบรรยากาศภายในร้าน LOLO ที่ตกแต่งด้วยโทนสีธรรมชาติ งานไม้ และแสงอบอุ่น 14ภาพบรรยากาศภายในร้าน LOLO ที่ตกแต่งด้วยโทนสีธรรมชาติ งานไม้ และแสงอบอุ่น 15

 

[Error: Image 16 not found]

 

[Error: Image 17 not found]

 

Good for

 

ร้านนี้เราว่าเหมาะกับกลุ่มเพื่อนที่กำลังหาร้านกินมื้อเย็นแล้วสามารถเปิดไวน์นั่งต่อได้ยาวๆ โดยไม่ต้องย้ายร้าน โดยเฉพาะถ้าชอบอาหารย่างเตาถ่านและอยากสั่งหลายจานมาแชร์กัน LOLO ค่อนข้างตอบโจทย์ทั้งมื้อหลังเลิกงานและมื้อสังสรรค์ช่วงสุดสัปดาห์

 

LOLO

 

Location: อารีย์ซอย 4 ฝั่งเหนือ เจอสามแยกแล้วเลี้ยวขวา ร้านอยู่ขวามือ

Open: เปิดทุกวัน เวลา 14.00-23.00 น.

Contact: LOLO BKK

Reservation: Line OA @lolo.bkk

Parking: หน้าร้านจอดได้ประมาณ 6 คัน

Budget: ราคา 800-2,000 บาทต่อคน

Map: https://maps.app.goo.gl/398CnTPQy8tZani99

 

The post LOLO ร้านใหม่ในอารีย์ที่ชวนมากินอาหารย่างเตาถ่าน พาสต้า และเปิดไวน์แชร์กัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิลาศ (VILAS) หยิบรสชาติ ‘กุ๊กช็อป’ กลับมาเล่าใหม่ ผ่านสำรับฝรั่งปนจีนที่คุ้นเคยแต่ไม่เหมือนเดิม https://thestandard.co/life/vilas-cook-shop-reinterpretation/ Tue, 15 Sep 2026 11:45:31 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1255487 อาหารฝรั่งปนจีนสไตล์กุ๊กช็อปจากร้านวิลาศ (VILAS)

ถ้าพูดถึงคำว่า ‘กุ๊กช็อป’ คนรุ่นใหม่อาจไม่ค่อยคุ้นหู แต […]

The post วิลาศ (VILAS) หยิบรสชาติ ‘กุ๊กช็อป’ กลับมาเล่าใหม่ ผ่านสำรับฝรั่งปนจีนที่คุ้นเคยแต่ไม่เหมือนเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาหารฝรั่งปนจีนสไตล์กุ๊กช็อปจากร้านวิลาศ (VILAS)

ถ้าพูดถึงคำว่า ‘กุ๊กช็อป’ คนรุ่นใหม่อาจไม่ค่อยคุ้นหู แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นสตูว์ลิ้นวัว สเต๊กกระทะร้อน เป็ดซอสส้ม หรือขนมปังหัวกะโหลก หลายคนน่าจะเริ่มเห็นภาพ เพราะอาหารเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอาหารฝรั่งปนจีนที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับความนิยมในกรุงเทพฯ และยังพอหากินได้ตามร้านเก่าแก่บางร้านจนถึงทุกวันนี้

 

เรื่องราวของกุ๊กช็อปเริ่มต้นจากกุ๊กชาวจีนไหหลำที่เคยทำงานอยู่ตามบ้านชาวตะวันตกและสถานทูตในอดีต ได้เรียนรู้ทั้งรสชาติและเทคนิคการทำอาหารฝรั่ง ก่อนนำวิชาเหล่านั้นออกมาเปิดร้านของตัวเอง และปรับทุกอย่างให้เข้ากับเครื่องครัว วัตถุดิบ และรสปากของคนบ้านเรา

 

ตรงนี้เองที่ทำให้อาหารกุ๊กช็อปมีเสน่ห์ เพราะมันเกิดจากการแก้ปัญหาของคนครัวล้วนๆ ไม่มีเตาอบสำหรับย่างเนื้อก็ใช้กระทะเหล็กกับไฟแรงจนเกิดกลิ่นคั่วกระทะ เนยราคาแพงก็หันมาใช้น้ำมันหมู ส่วนอาหารฝรั่งที่รสอ่อนไปก็เติม ‘ซอสไก่งวง’ มัสตาร์ด และซีอิ๊วขาวเข้าไป จนอาหารฝรั่งค่อยๆ กลายเป็นอาหารอีกแบบที่มีรสชาติเป็นของตัวเอง

 

อาหารฝรั่งปนจีนสไตล์กุ๊กช็อปจากร้านวิลาศ (VILAS) 1

 

เรื่องราวนี้กลายเป็นที่มาของสำรับกลางปีชุดใหม่จาก VILAS ในชื่อ ‘สมาคมกุ๊กช็อป’ ที่ไม่ได้ตั้งใจนำสูตรเก่ากลับมาทำซ้ำตรงๆ แต่หยิบวิธีคิดของกุ๊กไหหลำมาต่อยอดอีกที บางจานเรายังเห็นต้นฉบับอยู่ชัดเจน ขณะที่บางจานถูกพาไปไกลจนแทบกลายเป็นอาหารจานใหม่ ซึ่งหลังจากเราได้ลองครบทั้งสำรับแล้ว ต้องบอกว่านี่เป็นอีกมื้อที่กินสนุกกว่าการอ่านชื่อเมนูอยู่พอสมควร

 

อาหารฝรั่งปนจีนสไตล์กุ๊กช็อปจากร้านวิลาศ (VILAS) 2

อาหารฝรั่งปนจีนสไตล์กุ๊กช็อปจากร้านวิลาศ (VILAS) 3

อาหารฝรั่งปนจีนสไตล์กุ๊กช็อปจากร้านวิลาศ (VILAS) 4

 

The Vibe

 

ถ้าเข้ามาในร้าน สิ่งแรกที่น่าจะสังเกตเห็นคือ สีสันที่ค่อนข้างจัด ทั้งแดง เขียว เหลือง และน้ำเงิน ผสมกับงานไม้และเฟอร์นิเจอร์หลายรูปแบบ แต่ถึงจะใช้สีเยอะ บรรยากาศโดยรวมกลับยังมีความโรแมนติกและอบอุ่น โดยเฉพาะเมื่อมาเจอกับแสงไฟนวลๆ ทำให้ร้านดูสนุก แต่ไม่ฉูดฉาดจนเกินไป

 

อีกด้านหนึ่งเป็นครัวเปิด ที่มองเห็นเชฟทำอาหารกันตรงๆ ซึ่งเข้ากับสำรับ ‘สมาคมกุ๊กช็อป’ พอดี เพราะหลายจานมีทั้งกระทะเหล็กและไฟแรงเป็นส่วนสำคัญของการทำอาหาร เวลานั่งกินจึงได้เห็นความเคลื่อนไหวในครัวไปพร้อมกันด้วย

 

อาหารฝรั่งปนจีนสไตล์กุ๊กช็อปจากร้านวิลาศ (VILAS) 5

อาหารฝรั่งปนจีนสไตล์กุ๊กช็อปจากร้านวิลาศ (VILAS) 6

อาหารฝรั่งปนจีนสไตล์กุ๊กช็อปจากร้านวิลาศ (VILAS) 7

 

The Taste

 

สำรับนี้มีอาหารให้ลองหลายจาน แต่ถ้าถามถึงจานที่เราชอบที่สุดแบบไม่ต้องคิดนาน คำตอบคือ เนื้อทอดสไตล์กุ๊กช็อป (1,180 บาท) เพราะเป็นจานที่ทั้งกินอร่อยและทำให้เข้าใจคำว่า ‘กุ๊กช็อป’ ได้ง่ายที่สุด

 

จานนี้เริ่มจากสเต๊กเนื้อแบบฝรั่ง แต่ใช้เทคนิคไฟแรงของกุ๊กไหหลำ โดยนำเนื้อสันนอกวากิวออสเตรเลียไปทอดจนด้านนอกกรอบค่อนข้างจัด แต่พอตัดเข้าไปด้านในยังนุ่ม ฉ่ำ และมีความเด้ง ราดด้วยซอสรสเข้มแล้วโรยพริกไทยอ่อนทอด ก่อนเสิร์ฟคู่สลัดน้ำใส ผักกาดแก้ว และหอมแดงดองที่เข้ามาตัดความหนักของเนื้อ สำหรับเราเท็กซ์เจอร์ของเนื้อคือสิ่งที่ทำให้จานนี้เด่นที่สุด และเป็นจานที่ถ้ามาแล้วอยากให้ลอง

 

ส่วนคนไม่กินเนื้อ เราว่า เป็ดซอสส้ม (980 บาท) เป็นอีกจานที่น่าลอง เนื้อเป็ดทำมาได้นุ่มและไม่มีกลิ่นสาบ มีความหอมและเค็มนิดๆ ชวนให้นึกถึงแฮม ก่อนจะได้รสของซอสส้มเข้ามาช่วยตัดรส

 

อาหารฝรั่งปนจีนสไตล์กุ๊กช็อปจากร้านวิลาศ (VILAS) 8

อาหารฝรั่งปนจีนสไตล์กุ๊กช็อปจากร้านวิลาศ (VILAS) 9

อาหารฝรั่งปนจีนสไตล์กุ๊กช็อปจากร้านวิลาศ (VILAS) 10

 

อีกจานใหญ่ที่เราชอบคือ ข้าวต้มกุ้งมังกรกระทะร้อน (3,080 บาท) ซึ่งเป็นจานที่เล่นกับความเป็นอาหารลูกผสมของกุ๊กช็อปได้สนุกมาก เพราะเริ่มต้นจากข้าวต้มทะเลแบบจีนที่เราคุ้นเคย แต่แทนที่จะเป็นข้าวเม็ดๆ ในน้ำซุปใสหอมพริกไทย เชฟนำไปผสมกับแนวคิดของ Arroz de Marisco หรือข้าวทะเลแบบโปรตุเกส

 

น้ำซุปจึงมีความข้นและเข้มจากการเคี่ยวมันกุ้งกับมะเขือเทศจนออกไปทาง Bisque เติมพาร์เมซานชีสเพิ่มความมัน และน้ำมันพริกกะเหรี่ยงให้มีความหอมและเผ็ดปลายๆ ส่วนข้าวใช้ Arborio แบบที่ใช้ทำรีซอตโต ก่อนเสิร์ฟมาในกระทะร้อน จึงยังมีความฉ่ำและข้น ไม่ได้แห้งแบบ Paella

 

แนะนำอย่าเพิ่งรีบกินให้หมด เพราะยิ่งวางไว้ในกระทะร้อน ข้าวจะค่อยๆ ดูดความเข้มข้นของซุปมันกุ้งเข้าไปเรื่อยๆ รสจึงหนักแน่นขึ้นตามเวลา ขณะที่กุ้งมังกรชิ้นใหญ่ยังเด้งและไม่แห้ง กินไปสักพักถ้าอยากเปลี่ยนรสก็เหยาะซอสไก่งวงเพิ่มความเปรี้ยว หรือเติมน้ำมันพริกและพริกไทยเทาให้เผ็ดหอมขึ้นได้ จานนี้ค่อนข้างใหญ่ เราว่ามากันหลายคนแล้ววางตรงกลางแบ่งกันกินกำลังดี

 

ส่วนกลุ่มอาหารที่พาเรากลับไปหากุ๊กช็อปแบบชัดๆ มี สตูลิ้นวัว (580 บาท) อีกหนึ่งเมนูคลาสสิกที่จานนี้ทำลิ้นวัวแบบ Slow Cook จนได้สัมผัสนุ่ม แต่ยังมีความเด้งและฉ่ำ หั่นมาพอดีคำ เสิร์ฟกับหน่อไม้ฝรั่งย่างน้ำมันกระเทียม ราดน้ำสตูรสเข้ม แล้วเพิ่มกลิ่นด้วยน้ำมันโหระพา ก่อนกินเราแนะนำให้ลองเหยาะ ‘ซอสไก่งวง’ แบบที่ร้านกุ๊กช็อปสมัยก่อนนิยมวางไว้บนโต๊ะ ความเปรี้ยวอมหวานจะเข้ามาตัดความเข้มของน้ำสตูและช่วยดึงรสขึ้นอีกหน่อย

 

อาหารฝรั่งปนจีนสไตล์กุ๊กช็อปจากร้านวิลาศ (VILAS) 11

อาหารฝรั่งปนจีนสไตล์กุ๊กช็อปจากร้านวิลาศ (VILAS) 12

 

ยังมี ข้าวอบหนำเลี้ยบวิลาศ (890 บาท) ที่เอาหนำเลี้ยบจีนมาเจอกับมะกอกดำและเขียว หมูไอเบริโกทอด แมคคาเดเมีย และฟิงเกอร์ไลม์

 

ฝั่งของกินเล่นมี หมี่กรอบโบราณ (280 บาท) ที่ถูกย่อและจัดองค์ประกอบใหม่ โดยมีทูน่าดองเพิ่มรสเค็มเปรี้ยวและสัมผัสนุ่มมัน ตัดกับเส้นหมี่กรอบ ก่อนเติมพริก กระเทียมดอง และหอมดองเข้ามาดึงรส

 

แต่จานที่เราเซอร์ไพรส์กว่าคือ ขนมโหงวก้วย (380 บาท) ที่ถูกเปลี่ยนมาอยู่ในร่าง Potato Pavé ใช้มันฝรั่งฝานบางซ้อนกันเป็นชั้นก่อนอบจนด้านนอกหอม เสิร์ฟกับซอสโหงวก้วย แปะก๊วย กุ้งแดงอิตาลี และคาเวียร์ เป็นจานที่มองครั้งแรกแทบเดาไม่ได้ว่ามาจากอะไร แต่พอกินรวมกันแล้วกลับมีทั้งความหวาน เค็ม มัน และสัมผัสหลายแบบอยู่ในคำเดียว

 

อาหารฝรั่งปนจีนสไตล์กุ๊กช็อปจากร้านวิลาศ (VILAS) 13

อาหารฝรั่งปนจีนสไตล์กุ๊กช็อปจากร้านวิลาศ (VILAS) 14

อาหารฝรั่งปนจีนสไตล์กุ๊กช็อปจากร้านวิลาศ (VILAS) 15

 

ของหวานรอบนี้ก็เล่นกับความทรงจำของร้านกุ๊กช็อปเหมือนกัน อย่าง Corn Cheese Sundae (380 บาท) ที่ตั้งต้นจากภาพไอศกรีมราดซุปข้าวโพด แต่เปลี่ยนมาเป็นไอศกรีมข้าวโพดผสมชีส กินกับเจลลีกระเจี๊ยบและองค์ประกอบรสเปรี้ยว หรือ ซอร์เบตมะเขือเทศแช่บ๊วย (280 บาท) ที่ช่วยรีเซ็ตปากหลังอาหารจานหนักได้ดี

 

อาหารฝรั่งปนจีนสไตล์กุ๊กช็อปจากร้านวิลาศ (VILAS) 16

อาหารฝรั่งปนจีนสไตล์กุ๊กช็อปจากร้านวิลาศ (VILAS) 17

อาหารฝรั่งปนจีนสไตล์กุ๊กช็อปจากร้านวิลาศ (VILAS) 18

อาหารฝรั่งปนจีนสไตล์กุ๊กช็อปจากร้านวิลาศ (VILAS) 19

 

Good for

 

ไม่ว่าคุณจะคุ้นเคยกับอาหารกุ๊กช็อปอยู่แล้ว และอยากลองรสชาติในความทรงจำที่ถูกนำมาเล่าใหม่ รวมถึงคนรุ่นใหม่ที่อาจไม่เคยรู้จักอาหารฝรั่งปนจีนสไตล์นี้มาก่อน เพราะสำรับนี้ ไม่ได้ยึดติดกับสูตรดั้งเดิมจนเข้าถึงยาก แต่หยิบทั้งรสชาติและวิธีคิดของกุ๊กช็อปมาทำให้ร่วมสมัยขึ้น ใครอยากลองอะไรใหม่ๆ หรือกำลังหาร้านสำหรับมื้อที่มากันหลายคนแล้วสั่งอาหารมาแชร์กัน ที่นี่ก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ

 

วิลาศ (VILAS)

Location: Velaa Sindhorn Village ชั้น B1 ถนนหลังสวน

Open: เปิดทุกวัน

  • วันจันทร์-พุธ เวลา 17.00-23.00 น.
  • วันพฤหัสบดี-อาทิตย์ เวลา 11.00-15.00 น. และ 17.00-23.00 น.

Contact: VILAS

Parking: มีที่จอดรถรองรับ
Budget: ราคา 500-1,500 บาทต่อคน

 


 
 

The post วิลาศ (VILAS) หยิบรสชาติ ‘กุ๊กช็อป’ กลับมาเล่าใหม่ ผ่านสำรับฝรั่งปนจีนที่คุ้นเคยแต่ไม่เหมือนเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
maja. matcha ร้านมัทฉะเปิดใหม่ย่านรามคำแหง ที่ชวนมาสโลว์ไลฟ์กับมัทฉะและดังโงะ https://thestandard.co/life/maja-matcha-ramkhamhaeng-slow-life/ Mon, 14 Sep 2026 04:29:26 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1254539 ภาพบรรยากาศภายในร้าน maja. matcha แสดงมัทฉะและดังโงะบนโต๊ะไม้

ช่วงนี้ร้านมัทฉะในกรุงเทพฯ เปิดใหม่กันเยอะจนแทบตามไม่ทั […]

The post maja. matcha ร้านมัทฉะเปิดใหม่ย่านรามคำแหง ที่ชวนมาสโลว์ไลฟ์กับมัทฉะและดังโงะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศภายในร้าน maja. matcha แสดงมัทฉะและดังโงะบนโต๊ะไม้

ช่วงนี้ร้านมัทฉะในกรุงเทพฯ เปิดใหม่กันเยอะจนแทบตามไม่ทัน แต่สิ่งที่สนุกคือแต่ละร้านเริ่มมีคาแรกเตอร์ต่างกันชัดเจน บางร้านสนุกกับการนำมัทฉะไปผสมกับผลไม้ บางร้านมีชาให้เลือกจากหลายแหล่งปลูก ขณะที่บางร้านเลือกกลับไปหาวิธีดื่มที่เรียบง่ายที่สุด

 

maja. matcha

 

 
 

maja. matcha อยู่ในกลุ่มหลัง เพราะทั้งร้านมีเครื่องดื่มหลักเพียงมัทฉะแบบ Clear และ Latte ไม่มีเมนูฟิวชันหรือขนมมัทฉะ ส่วนของของกินเล่นก็เลือกทำเพียงขนมญี่ปุ่นอย่างดังโงะและวาราบิโมจิ เพื่อให้ทุกอย่างในร้านยังวนกลับมาอยู่ที่มัทฉะเป็นหลัก

 

ภาพบรรยากาศภายในร้าน maja. matcha แสดงมัทฉะและดังโงะบนโต๊ะไม้ 1

สองผู้ก่อตั้ง maja. matcha

ภาพบรรยากาศภายในร้าน maja. matcha แสดงมัทฉะและดังโงะบนโต๊ะไม้ 2

 

เบื้องหลังร้านเกิดจากความชอบสองอย่างของสองผู้ก่อตั้งคือ มัทฉะและงานออกแบบ ประกอบกับความตั้งใจที่อยากทำคาเฟ่ พอได้พื้นที่ชั้น 2 เหนือร้าน openface จึงค่อยๆ ใช้เวลาราว 7-8 เดือนเปลี่ยนพื้นที่ด้านบนให้กลายเป็นร้านมัทฉะ โดยเจ้าของลงไปเลือกตั้งแต่ไม้จากโรงไม้ เฟอร์นิเจอร์ ภาชนะ ไปจนถึงฉากกั้นที่สั่งทำขึ้นสำหรับพื้นที่นี้โดยเฉพาะ

 

ส่วนชื่อ maja. ก็มาจากเสียงของคำว่า Matcha ในภาษาญี่ปุ่นที่ใกล้กับคำว่า ‘มัจจะ’ ก่อนปรับให้สั้นและจำง่ายขึ้น ส่วนความตั้งใจของร้านถูกสรุปไว้ในประโยค “A warm bowl, a skewer, and a moment to slow down.” หรือถ้าแปลเป็นภาพง่ายๆ ก็คือถ้วยมัทฉะหนึ่งแก้ว มีดังโงะหนึ่งไม้ และใช้เวลาสักพักแบบที่เราไม่จำเป็นต้องรีบไปไหน

 

ภาพบรรยากาศภายในร้าน maja. matcha แสดงมัทฉะและดังโงะบนโต๊ะไม้ 3

ภาพบรรยากาศภายในร้าน maja. matcha แสดงมัทฉะและดังโงะบนโต๊ะไม้ 4

ภาพบรรยากาศภายในร้าน maja. matcha แสดงมัทฉะและดังโงะบนโต๊ะไม้ 5

 

The Vibe

 

ความสนุกของการมาที่ maja. คือร้านไม่ได้อยู่ในจุดที่มองเห็นตั้งแต่หน้าถนน ต้องเข้ามาในซอยรามคำแหง 21 แยก 15 เดินผ่านพื้นที่ของ openface แล้วอ้อมไปขึ้นบันไดด้านหลัง ถึงจะเจอร้านซ่อนอยู่บนชั้น 2 และทันทีที่ขึ้นมาถึง บรรยากาศก็ค่อนข้างต่างจากด้านล่าง

 

พื้นที่ถูกออกแบบโดยมีแนวคิด Wabi-Sabi เป็นจุดตั้งต้น เน้นวัสดุธรรมชาติและพื้นผิวที่ไม่ต้องเนี้ยบจนเกินไป มีทั้งโครงสร้างไม้ ผนังปูน เสื่อทาทามิ โต๊ะไม้เตี้ย และโคมกระดาษ รายละเอียดหลายชิ้นไม่ได้หยิบของสำเร็จรูปมาวางรวมกัน แต่เจ้าของเลือกหรือสั่งทำขึ้นมาเพื่อร้านโดยเฉพาะ ทำให้ถึงองค์ประกอบจะมีไม่เยอะ แต่ทุกอย่างดูไปในทิศทางเดียวกัน

 

ภาพบรรยากาศภายในร้าน maja. matcha แสดงมัทฉะและดังโงะบนโต๊ะไม้ 6

ภาพบรรยากาศภายในร้าน maja. matcha แสดงมัทฉะและดังโงะบนโต๊ะไม้ 7

 

ไฮไลต์ที่เราชอบคือ ถ้านั่งดื่มมัทฉะที่ร้าน เราสามารถเลือก Chawan หรือชามชาที่ชอบได้ด้วยตัวเอง ก่อนที่ร้านจะนำไปเสิร์ฟมัทฉะให้ การได้เลือกชามของตัวเองอาจเป็นเรื่องเล็กๆ แต่พอรวมกับการนั่งบนเสื่อทาทามิหรือริมหน้าต่าง ก็เข้ากับความตั้งใจของ maja. ที่อยากให้การมาดื่มมัทฉะเป็นช่วงเวลาที่เราได้ค่อยๆ จิบและใช้เวลากับมากขึ้น

 

ภาพบรรยากาศภายในร้าน maja. matcha แสดงมัทฉะและดังโงะบนโต๊ะไม้ 8

ภาพบรรยากาศภายในร้าน maja. matcha แสดงมัทฉะและดังโงะบนโต๊ะไม้ 9

ภาพบรรยากาศภายในร้าน maja. matcha แสดงมัทฉะและดังโงะบนโต๊ะไม้ 10

 

The Taste

 

เมนูของ maja. ค่อนข้างตรงไปตรงมา เพราะตั้งใจให้มัทฉะเป็นพระเอกจริงๆ มีเพียง Clear Matcha และ Matcha Latte ไม่มีเมนูฟิวชันหรือมัทฉะผสมผลไม้ให้เลือกเยอะๆ โดยมัทฉะจะแบ่งเป็น House Matcha ที่มีเสิร์ฟเป็นประจำ และ Seasonal Matcha ที่หมุนเวียนไปตามช่วงเวลา

 

ครั้งนี้เราเลือกดื่มแบบ Clear ทั้งสองตัวเพื่อให้ได้รสของมัทฉะเต็มๆ เริ่มจาก Nishio Clear Matcha (165 บาท) คาแรกเตอร์จะออกไปทางโทนถั่วคั่ว มีอูมามิและรสเค็มบางๆ ตามมา เป็นตัวที่รสค่อนข้างชัดและมีน้ำหนักขึ้นมาหน่อย ส่วน Yame Clear Matcha (155 บาท) จะคนละทาง เพราะนุ่มและครีมมี่กว่า มีโทนนัตตี้คล้ายพิสตาชิโอ ทำให้ดื่มง่ายกว่าเมื่อเทียบกันสองตัว ใครที่ยังไม่คุ้นกับมัทฉะแบบ Clear เราว่า Yame น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่เข้าถึงง่ายดี

 

อีกครึ่งหนึ่งของ maja. ที่เราว่าสำคัญพอๆ กับมัทฉะก็คือ ขนมญี่ปุ่น เพราะร้านตั้งใจไม่ทำเค้กหรือขนมมัทฉะแบบคาเฟ่ทั่วไป แต่เลือกของหวานที่เหมาะกับการกินสลับกับชาแทน

 

ภาพบรรยากาศภายในร้าน maja. matcha แสดงมัทฉะและดังโงะบนโต๊ะไม้ 11

ภาพบรรยากาศภายในร้าน maja. matcha แสดงมัทฉะและดังโงะบนโต๊ะไม้ 12

ภาพบรรยากาศภายในร้าน maja. matcha แสดงมัทฉะและดังโงะบนโต๊ะไม้ 13

 

มี Mitarashi Dango (90 บาท) ซึ่งเป็นหนึ่งในขนมโปรดของผู้ก่อตั้งและเป็นเหตุผลที่อยากนำมาไว้ในร้าน ตัวดังโงะจะถูกย่างก่อนเสิร์ฟ จนด้านนอกมีกลิ่นหอม ก่อนราดซอสมิตาราชิรสหวานเค็ม ยิ่งกินสลับกับมัทฉะแบบ Clear ยิ่งเข้ากันดี

 

อีกจานคือ Warabi Mochi (120 บาท) วาราบิโมจิเนื้อนุ่มหนึบ เสิร์ฟพร้อม Kinako และ Kuromitsu ให้ความหวานขึ้นมาอีกนิด แต่ยังไม่หนักจนแย่งรสของชา ซึ่งถ้ามากันสองคน เราว่าสั่งขนมทั้งสองอย่างมาแบ่งกัน แล้วเลือกมัทฉะคนละคาแรกเตอร์แบบที่เราทำ ก็ทำให้เรารู้จัก maja. ได้ค่อนข้างครบในครั้งเดียว

 

ภาพบรรยากาศภายในร้าน maja. matcha แสดงมัทฉะและดังโงะบนโต๊ะไม้ 14

ภาพบรรยากาศภายในร้าน maja. matcha แสดงมัทฉะและดังโงะบนโต๊ะไม้ 15

ภาพบรรยากาศภายในร้าน maja. matcha แสดงมัทฉะและดังโงะบนโต๊ะไม้ 16

 

Good for

 

สายมัทฉะที่อยากลองแบบจริงจังขึ้นอีกหน่อย รวมถึงคนที่กำลังหาร้านใหม่ๆ ลอง ย่านรามคำแหง เพราะที่นี่ไม่ได้มีแค่มัทฉะให้เลือก แต่บรรยากาศก็น่านั่งพอที่จะทำให้เราอยากอยู่ต่อหลังดื่มหมดชาม

 

maja. matcha

Location: ชั้น 2 บนร้าน openface ซอยรามคำแหง 21 แยก 15

Open: เปิดทุกวันพุธ-จันทร์ เวลา 10.00-17.00 น. (ปิดวันอังคาร)

Contact: maja. matcha

Parking: มีลานจอดรถรองรับ
Budget: ราคา 150-300 บาทต่อคน

 

 

The post maja. matcha ร้านมัทฉะเปิดใหม่ย่านรามคำแหง ที่ชวนมาสโลว์ไลฟ์กับมัทฉะและดังโงะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ที่เที่ยวใหม่ของทองหล่อ AMBR ไนต์คลับที่อาโป ร่วมเปิดกับ Watermelon Group https://thestandard.co/life/ambr-apo-watermelon-thonglor-nightclub/ Mon, 14 Sep 2026 01:56:41 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1254443 ภาพบรรยากาศภายใน AMBR ไนต์คลับใหม่ย่านทองหล่อ ที่มีแสงสีส้มทองเป็นเอกลักษณ์

ทองหล่อยังคงเป็นหนึ่งในย่านที่มีร้านใหม่เกิดขึ้นอยู่เสม […]

The post ที่เที่ยวใหม่ของทองหล่อ AMBR ไนต์คลับที่อาโป ร่วมเปิดกับ Watermelon Group appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศภายใน AMBR ไนต์คลับใหม่ย่านทองหล่อ ที่มีแสงสีส้มทองเป็นเอกลักษณ์

ทองหล่อยังคงเป็นหนึ่งในย่านที่มีร้านใหม่เกิดขึ้นอยู่เสมอ ล่าสุด Watermelon Group เปิดตัว AMBR (แอม-เบอร์) ร่วมกับ อาโป-ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์ ในฐานะพาร์ตเนอร์ โดยวางให้ที่นี่เป็นไนต์ไลฟ์สเปซสำหรับการนัดเจอเพื่อน ฟังเพลง และใช้เวลาร่วมกัน มากกว่าจะเน้นภาพของคลับที่มีเพียงแดนซ์ฟลอร์อยู่ตรงกลาง

 

ชื่อ AMBR มาจากคำว่า Amber หรืออำพัน ซึ่งกลายมาเป็นจุดตั้งต้นของงานออกแบบ ภายในจึงใช้แสงโทนส้มและทองเป็นหลัก เพื่อสร้างบรรยากาศคล้ายช่วง Golden Hour ที่ทอดยาวไปตลอดทั้งคืน พร้อมใส่รายละเอียดอย่าง Sun-Crowned Figure และสัญลักษณ์ลูกศรที่สื่อถึงพลังและการเคลื่อนไปข้างหน้า ทำให้ภาพรวมร้านดูอบอุ่น แต่ยังมีความจัดจ้านแบบไนต์ไลฟ์อยู่

 

ภาพบรรยากาศภายใน AMBR ไนต์คลับใหม่ย่านทองหล่อ ที่มีแสงสีส้มทองเป็นเอกลักษณ์ 1ภาพบรรยากาศภายใน AMBR ไนต์คลับใหม่ย่านทองหล่อ ที่มีแสงสีส้มทองเป็นเอกลักษณ์ 2

 

ส่วนเรื่องเพลงที่ AMBR ก็ให้ความสำคัญคือ เพลงไทย โดยไลน์อัปจะสลับระหว่างดนตรีสดกับดีเจ ตั้งแต่เพลงร่วมสมัยไปจนถึงเพลงที่คนส่วนใหญ่ร้องตามได้ จึงให้บรรยากาศค่อนข้างเป็นกันเอง ร้องเพลงข้ามโต๊ะ หรือลุกขึ้นเต้นเกิดขึ้นได้ ขณะที่ฝั่งเครื่องดื่มก็มีค็อกเทลเป็นอีกส่วนสำคัญของประสบการณ์ในร้าน

 

เราว่าสิ่งที่น่าสนใจของ AMBR อาจไม่ใช่แค่การเพิ่มไนต์คลับอีกหนึ่งแห่งให้ทองหล่อ แต่คือการตีความการออกไปเที่ยวกลางคืนในแบบที่ให้ความสำคัญกับโมเมนต์มากขึ้น ทั้งแสง เพลง และบรรยากาศถูกออกแบบมาให้คนใช้เวลาร่วมกัน มากกว่าจะเป็นเพียงสถานที่สำหรับมาดื่มแล้วแยกย้ายกลับบ้าน

 

ภาพบรรยากาศภายใน AMBR ไนต์คลับใหม่ย่านทองหล่อ ที่มีแสงสีส้มทองเป็นเอกลักษณ์ 3ภาพบรรยากาศภายใน AMBR ไนต์คลับใหม่ย่านทองหล่อ ที่มีแสงสีส้มทองเป็นเอกลักษณ์ 4

 

 

AMBR ตอนนี้เปิดให้บริการแล้วที่ Market Place Thonglor ชั้น 4 โดยเปิดทุกวันอังคาร-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 20.30 น. เป็นต้นไป และปิดทุกวันจันทร์

 

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.instagram.com/ambr.bkk

 

ภาพ: AMBR

The post ที่เที่ยวใหม่ของทองหล่อ AMBR ไนต์คลับที่อาโป ร่วมเปิดกับ Watermelon Group appeared first on THE STANDARD.

]]>