Al Jazeera Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/al-jazeera/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 02 Sep 2026 04:17:47 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ยอดตายทะลุ 1,000 คน เหตุน้ำท่วมใหญ่เนปาล เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่อเนื่อง https://thestandard.co/nepal-flood-deaths-rescue/ Wed, 02 Sep 2026 04:17:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1249646 ภาพความเสียหายและปฏิบัติการกู้ภัยจากเหตุน้ำท่วมใหญ่เนปาล

วันนี้ (2 กันยายน) ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมใหญ่เนป […]

The post ยอดตายทะลุ 1,000 คน เหตุน้ำท่วมใหญ่เนปาล เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพความเสียหายและปฏิบัติการกู้ภัยจากเหตุน้ำท่วมใหญ่เนปาล

วันนี้ (2 กันยายน) ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมใหญ่เนปาลทะลุเกิน 1,000 คน ขณะที่ยังมีผู้สูญหายอีกหลายพันคน หมู่บ้านหนึ่งในเนปาล บ้านเรือนอย่างน้อย 250 หลังถูกกระแสน้ำพัดหายไป และเหลือสิ่งปลูกสร้างที่ชำรุดทรุดโทรมอยู่เพียงไม่กี่หลัง

ดูภาพข่าว 

โดยศูนย์กลางการกู้ภัยขณะนี้เน้นไปที่โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำในเนปาล เนื่องจากเชื่อว่า มีคนงานจำนวนมากติดค้างอยู่ภายในอุโมงค์ เบื้องต้นประเมินว่า มีคนงานสูญหายกว่า 900 คน แต่ล่าสุด นายกรัฐมนตรีเนปาลระบุว่า สามารถช่วยเหลือคนงานออกมาได้แล้ว 279 คน

 

ขณะนี้มีการช่วยเหลือประชาชนในภูมิภาคที่ประสบภัยพิบัติครั้งนี้รวมแล้วมากกว่า 11,000 คน พร้อมเริ่มฟื้นฟูระบบไฟฟ้าและการสื่อสารในบางจุดแล้ว โดยเนปาลได้รับความช่วยเหลือจากต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาแล้วมากกว่า 42 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่า จะมียอดบริจาคเพิ่มขึ้นอีก

 

ประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินเดียและจีนได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือในการกู้ภัย รวมถึงช่วยสร้างสะพานเบลีย์ (Bailey Bridges) เพื่อเชื่อมเส้นทางเข้าสู่พื้นที่ห่างไกลที่ถูกตัดขาด

 

 

ภาพความเสียหายและปฏิบัติการกู้ภัยจากเหตุน้ำท่วมใหญ่เนปาล 1ภาพความเสียหายและปฏิบัติการกู้ภัยจากเหตุน้ำท่วมใหญ่เนปาล 2ภาพความเสียหายและปฏิบัติการกู้ภัยจากเหตุน้ำท่วมใหญ่เนปาล 3ภาพความเสียหายและปฏิบัติการกู้ภัยจากเหตุน้ำท่วมใหญ่เนปาล 4ภาพความเสียหายและปฏิบัติการกู้ภัยจากเหตุน้ำท่วมใหญ่เนปาล 5

 

อ้างอิง:

The post ยอดตายทะลุ 1,000 คน เหตุน้ำท่วมใหญ่เนปาล เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทัพเมียนมารักษาอำนาจนำทางการเมืองไว้ได้อย่างไร หลังก่อรัฐประหารมานานกว่า 5 ปี https://thestandard.co/myanmar-military-power-coup/ Mon, 31 Aug 2026 08:33:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1248850 พลเอกอาวุโส มินอ่องหล่าย ผู้นำกองทัพเมียนมา

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในเมียนมาที่ดำเนินมาถึงปีที […]

The post กองทัพเมียนมารักษาอำนาจนำทางการเมืองไว้ได้อย่างไร หลังก่อรัฐประหารมานานกว่า 5 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
พลเอกอาวุโส มินอ่องหล่าย ผู้นำกองทัพเมียนมา

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในเมียนมาที่ดำเนินมาถึงปีที่ 5 กองทัพเมียนมาสามารถสกัดกั้นความพ่ายแพ้และเริ่มกลับมาชิงพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ รวมถึงเส้นทางการค้าสำคัญคืนจากฝ่ายต่อต้านได้สำเร็จ โดยกลยุทธ์การรักษาอำนาจและพลิกฟื้นแนวรบในครั้งนี้ถูกขับเคลื่อน ‘ปัจจัยทางทหารและภูมิรัฐศาสตร์’ ควบคู่ไปกับการจัดตั้งรัฐบาลกึ่งพลเรือน เพื่อกระชับอำนาจทางการเมืองของ พลเอกอาวุโส มินอ่องหล่าย ประธานาธิบดีเมียนมาคนปัจจุบัน ส่งผลให้กองกำลังฝ่ายต่อต้านต้องปรับเปลี่ยนวิธีการรับมือ

 

กองทัพเมียนมารักษา ‘อำนาจนำทางการเมือง’ ไว้ได้อย่างไร

 

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ภาพรวมกลยุทธ์ของกองทัพเมียนมาในการรักษาอำนาจและชิงพื้นที่คืนในปัจจุบัน มีปัจจัยขับเคลื่อนหลักทางด้านการทหารและภูมิรัฐศาสตร์อย่างน้อย 3 ประการ ได้แก่

 

(1) การโจมตีทางอากาศที่รุนแรง (Relentless Air Raids)

 

การครองอากาศอย่างเบ็ดเสร็จถือเป็น ‘ข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุด’ ของกองทัพเมียนมามาตั้งแต่เริ่มสงคราม เนื่องจากฝ่ายต่อต้านขาดขีดความสามารถในการต่อกรกับแสนยานุภาพทางอากาศนี้

 

แอนโทนี เดวิส นักวิเคราะห์ความมั่นคง ให้ความเห็นกับ Al Jazeera ว่า นอกจากกำลังทางอากาศขั้นพื้นฐานที่ช่วยในการโจมตีและส่งกำลังบำรุงแล้ว กองทัพเมียนมายังเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถทางการทหารด้วยการนำ ‘เทคโนโลยีโดรน’ มาใช้ ทั้งในบทบาทการลาดตระเวนและการโจมตีประสานงานระหว่างหน่วยรบที่ดียิ่งขึ้น

 

ทางด้าน ฟิล โรเบิร์ตสัน ผู้อำนวยการองค์กรสิทธิมนุษยชนและแรงงานแห่งเอเชีย (Asia Human Rights and Labour Advocates: AHRLA) กล่าวกับ Al Jazeera ว่า การที่ฝ่ายต่อต้านไม่สามารถรับมือกับการโจมตีทางอากาศได้ ส่งผลบั่นทอนกำลังใจของกองกำลัง PDF และกลุ่มต่อต้านอื่นๆ อย่างมาก รวมถึงทำให้ประชาชนที่คอยสนับสนุนฝ่ายต่อต้านต้องอพยพกระจัดกระจาย

 

ข้อมูลจาก Myanmar Internet Project เผยว่า มีการโจมตีทางอากาศถึง 520 ครั้งในช่วงเดือนเมษายน-เดือนมิถุนายน ส่งผลให้มีพลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 314 ราย โดยเฉพาะในรัฐชินที่โดนโจมตีหนักที่สุด (122 ครั้ง)

 

ตัวอย่างสมรภูมิ เช่น ชัยชนะของกองทัพในการยึดเมืองฟาลัม (Falam) ในรัฐชินคืนมาได้นั้น เกิดจากการระดมโจมตีทางอากาศหลายร้อยครั้งควบคู่กับการบุกภาคพื้นดิน โดย ซาไล วิลเลียม ชิน สมาชิกกลุ่มต่อต้าน Chin Brotherhood ยอมรับว่า การยึดเมืองนั้นทำได้ แต่การรักษาเมืองไว้ในระยะยาวท่ามกลางการโจมตีทางอากาศอย่างหนักหน่วงจำเป็นต้องใช้กำลังพล โลจิสติกส์ และระบบบริหารจัดการมหาศาล ทำให้ในปัจจุบัน ฝ่ายต่อต้านต้องหันไปใช้กลยุทธ์ ‘สงครามจรยุทธ์แบบเคลื่อนที่’ แทน เพื่อรักษาชีวิตกำลังพลและปกป้องพลเรือน

 

(2) การบังคับเกณฑ์ทหารขนานใหญ่ (Mass Conscription)

 

กองทัพเมียนมาแก้ไขปัญหาการขาดแคลนกำลังพลด้วยการบังคับเกณฑ์ทหารทั่วประเทศ แม้ว่าจะสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนอย่างมากก็ตาม

 

แอนโทนี เดวิส ประเมินว่า กองทัพเมียนมาสามารถเพิ่มทหารเข้าไปในกองกำลังรบได้เกือบ 150,000 คน นับตั้งแต่ปี 2024 แม้ว่าทหารเกณฑ์เหล่านี้จำนวนมากจะผ่านการฝึกอบรมมาอย่างจำกัด แต่ด้วยจำนวนที่มหาศาลก็เพียงพอที่จะช่วยให้กองทัพค่อยๆ บดขยี้แนวรบและหยุดยั้งความพ่ายแพ้ในอดีตได้สำเร็จ

 

(3) บทบาทการสนับสนุนและแรงกดดันจากจีน (China’s Pivotal Role)

 

แอนโทนี เดวิส ยังมองว่า จีนเข้ามาทำหน้าที่ ‘คนกลาง’ เจรจาข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกองทัพเมียนมากับกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ทางตอนเหนือ เช่น MNDAA และ TNLA ซึ่งช่วยลดความกดดันในแนวรบด้านเหนือลง เปิดโอกาสให้กองทัพเมียนมาสามารถสับเปลี่ยนและโยกย้ายทหารไปทำศึกในพื้นที่ยุทธศาสตร์ส่วนอื่นๆ ได้

 

จีนยังได้กดดันกองทัพสหรัฐว้า (UWSA) ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ทรงอิทธิพล ให้ยุติการจำหน่ายอาวุธให้แก่กลุ่มต่อต้าน ส่งผลให้กลุ่มต่อต้านทั่วประเทศเริ่มเผชิญกับภาวะขาดแคลนกระสุนและอาวุธ เพิ่มความยากลำบากในการต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมา

 

ข้อมูลจากสถาบันวิจัยอิสระ ISP-Myanmar ระบุว่า กองทัพได้รุกชิงเมืองคืบมาได้อย่างน้อย 22 เมืองจากทั้งหมด 101 เมืองที่เสียไปหลังรัฐประหาร คิดเป็นประมาณ 9% ของพื้นที่ที่สูญเสียไป แม้จะเป็นสัดส่วนที่น้อย แต่เป็นจุดยุทธศาสตร์ทางการค้าที่สำคัญ ซึ่ง ซู มอน นักวิเคราะห์จากโครงการ Armed Conflict Location and Event Data (ACLED) อธิบายว่า ชัยชนะเหล่านี้ได้ทำลายความสามารถทางเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ของกลุ่มต่อต้าน และบีบให้ฝ่ายต่อต้านต้องเปลี่ยนแนวรบจากการประสานงานบุกโจมตีขนาดใหญ่ไปเป็นการทำสงครามจรยุทธ์ เพื่อตั้งรับแทน

 

นอกจากปัจจัยด้านการทหารแล้ว กองทัพยังพยายามใช้แนวทางด้านการเมืองเพื่อสร้างความชอบธรรมจอมปลอมและรักษาอำนาจเอาไว้ โดยรายงานของ International Crisis Group เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ระบุว่า การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองแบบจัดฉาก (Stage-Managed Elections) ก็เป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาอำนาจนำทางการเมืองของกองทัพเมียนมา

 

มินอ่องหล่าย ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีผ่านกระบวนการเลือกตั้งภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญปี 2008 ที่เขียนขึ้นโดยกองทัพเอง โดยมีการกีดกันพรรคฝ่ายค้านหลักออกไป แม้ความพยายามนี้จะช่วยลดการถูกโดดเดี่ยวทางการทูตลงได้บ้างด้วยแรงหนุนจากจีน แต่ก็ไม่ได้รับความยอมรับจากประชาชนอย่างแท้จริง และไม่ได้ช่วยยุติความขัดแย้งในประเทศ

 

แฟ้มภาพ: Lamin Tun / Anadolu Agency / Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post กองทัพเมียนมารักษาอำนาจนำทางการเมืองไว้ได้อย่างไร หลังก่อรัฐประหารมานานกว่า 5 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปักกิ่งชื่นชมอันวาร์ หนุน ‘จีนเดียว-สิทธิใช้กำลังรวมชาติ’ ไต้หวันประณาม เตือนผลกระทบเชิงลบต่อมาเลเซีย https://thestandard.co/anwar-backs-china-taiwan-condemns/ Fri, 21 Aug 2026 03:27:26 +0000 https://thestandard.co/anwar-backs-china-taiwan-condemns/ ภาพนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย

หลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนเผยแพร่แถลงการณ์ […]

The post ปักกิ่งชื่นชมอันวาร์ หนุน ‘จีนเดียว-สิทธิใช้กำลังรวมชาติ’ ไต้หวันประณาม เตือนผลกระทบเชิงลบต่อมาเลเซีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย

หลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนเผยแพร่แถลงการณ์ผ่าน X ว่าจีนแสดงความชื่นชมต่อท่าทีของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย ในการให้สัมภาษณ์ต่อสำนักข่าว Al Jazeera เมื่อเร็วๆ นี้ โดยแสดงการสนับสนุนหลักการ ‘จีนเดียว’ ของปักกิ่ง รวมถึงสิทธิในการใช้กำลัง หากการรวมชาติอย่างสันติประสบความล้มเหลว

 

“จีนชื่นชมความเห็นของนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย อันวาร์ อิบราฮิม เกี่ยวกับประเด็นไต้หวันในจุดยืนที่แน่วแน่ของเขาต่อหลักการจีนเดียว” แถลงการณ์ระบุ และเสริมว่าท่าทีของผู้นำมาเลเซียสะท้อนถึงความรู้สึกของประชาชน และความมุ่งมั่นของประชาคมระหว่างประเทศต่อจุดยืนนี้ “จะไม่สั่นคลอน” พร้อมทั้งยืนยันว่า “ไม่มีอะไรจะหยุดยั้งจีนจากการรวมชาติได้”

 

ด้านสำนักข่าว Xinhua รายงานว่า ในการแถลงข่าวประจำวันพุธ (19 สิงหาคม) ที่ผ่านมา โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าวย้ำว่า “การยึดมั่นในหลักการจีนเดียวสะท้อนถึงความรู้สึกของประชาชนและเป็นการยืนอยู่ข้างสิ่งที่ถูกต้อง”

 

“มีเพียงจีนเดียวในโลก และไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนจีนที่ไม่อาจแบ่งแยกได้” หลินกล่าวถึงความคิดเห็นของอันวาร์

 

ท่าทีของอันวาร์ มีขึ้นหลังจากเขาถูกถามเกี่ยวกับมุมมองต่อความลังเลของไต้หวันที่จะยอมรับการปกครองของจีน

 

โดยผู้สื่อข่าว Al Jazeera ถามว่า “ทั่วโลกส่วนใหญ่ยอมรับว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน คุณก็เช่นกัน แต่คุณถูกมองว่าเป็นคนที่ยืนหยัดเพื่อประชาธิปไตย เพื่อความปรารถนาของประชาชน เจตจำนงของประชาชนชาวไต้หวันไม่สำคัญหรือ เพราะผลสำรวจครั้งแล้วครั้งเล่าแสดงให้เห็นว่าส่วนใหญ่ไม่ต้องการถูกปกครองโดยปักกิ่ง?” ขณะที่อันวาร์ตอบว่า “ต้องพิจารณาเหตุผลทางประวัติศาสตร์ โดยเน้นย้ำว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนอย่างแท้จริง”

 

“ผมมองว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน จบ”

 

“เราอาจไม่เห็นด้วยกับ… มีบางอย่างที่เกินเลยไป ใช่ แสดงความคิดเห็นของคุณได้ แต่ต้องอยู่ในบริบทนั้น จีนเป็นหนึ่งเดียว ทุกคนยอมรับ” เขากล่าว

 

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับจุดยืนของจีนที่สงวนสิทธิ์ในการใช้กำลังหากการรวมชาติอย่างสันติกับไต้หวันล้มเหลว อันวาร์ ได้ตอบคำถามโดยยกตัวอย่างกรณีของมาเลเซีย

 

“ผมจะยกมาเลเซียเป็นตัวอย่าง ถ้าหากจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งตัดสินใจแยกตัวออกไป เราจะใช้กำลังหรือไม่? ผมคิดว่าผมจะปกป้องความศักดิ์สิทธิ์และความเป็นเอกภาพของชาติ” เขากล่าว และเมื่อถูกถามว่านั่นหมายความว่า เขาจะใช้กำลังในกรณีที่อาจมีการแยกตัวออกไปหรือไม่ อันวาร์ตอบว่า “ใช่ มิฉะนั้น (ประเทศ) จะแตกแยก”

 

ทั้งนี้ ในปี 2025 กระทรวงการต่างประเทศของมาเลเซียได้ออกแถลงการณ์ร่วมกับจีน โดยระบุว่า มาเลเซียยอมรับรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนว่า เป็น “รัฐบาลที่ถูกต้องตามกฎหมายเพียงหนึ่งเดียวของจีน” และอธิบายว่า “ไต้หวันเป็นดินแดนที่ไม่อาจโอนถ่ายได้ของสาธารณรัฐประชาชนจีน” และ “เพื่อให้จีนบรรลุการรวมชาติ มาเลเซียจะไม่สนับสนุนการเรียกร้องเอกราชของไต้หวัน”

 

ไต้หวันประณามคำพูดอันวาร์ เตือนผลกระทบเชิงลบ

 

ทางด้านกระทรวงการต่างประเทศไต้หวันได้ประณามคำพูดของอันวาร์ในแถลงการณ์เมื่อวันอังคาร (18 สิงหาคม) โดยระบุว่า อันวาร์ได้กล่าวถ้อยคำที่ “เป็นเท็จ” จากการกล่าวเป็นนัยว่า ไต้หวันเป็นมณฑลที่แยกตัวเป็นอิสระของจีน และให้เหตุผลต่อสาธารณะถึงท่าทีของจีนในการรวมไต้หวันด้วยกำลัง

 

โดยกระทรวงการต่างประเทศไต้หวันยังเตือนว่าจุดยืนของอันวาร์ ที่สนับสนุนจีน อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อการลงทุนของไต้หวันในมาเลเซียด้วย

 

“เนื่องจากความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดระหว่างอธิปไตยของชาติและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การสนับสนุนจีนของอันวาร์ อาจส่งผลกระทบในเชิงลบต่อความเชื่อมั่นของธุรกิจไต้หวันที่ลงทุนในมาเลเซีย” กระทรวงฯ ระบุ

 

ด้านฟาห์มี ฟัดซิล โฆษกรัฐบาลมาเลเซียและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารของมาเลเซีย กล่าวเมื่อวันพุธว่า คำพูดของอันวาร์ “ไม่ได้ถูกนำมาหารือ” ในการประชุมคณะรัฐมนตรีประจำสัปดาห์

 

วานนี้ อันวาร์ยังได้ย้ำมุมมองของเขาอีกครั้ง โดยเน้นย้ำว่า “จุดยืนของมาเลเซียเกี่ยวกับหลักการจีนเดียว ยังคงสอดคล้องมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลของอับดุล ราซัค ฮุสเซน ที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่สองของมาเลเซียตั้งแต่ปี 1970 จนกระทั่งเสียชีวิตในปี 1976

 

“ดังนั้น ผมจึงเพียงแค่แสดงจุดยืนที่สอดคล้องกัน” อันวาร์กล่าว ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ New Straits Times

 

“ในมุมมองของผม นโยบายนั้นยังคงมีผลบังคับใช้ และเรายังคงยึดมั่นในนโยบายนั้น และแน่นอน เราต้องการแสวงหาทางออกอย่างสันติ” อันวาร์กล่าว และเสริมว่า “หลักการจีนเดียว ได้รับการยอมรับภายในองค์การสหประชาชาติ”

 

แฟ้มภาพ : FAZRY ISMAIL/Pool via REUTERS

 

อ้างอิง :

The post ปักกิ่งชื่นชมอันวาร์ หนุน ‘จีนเดียว-สิทธิใช้กำลังรวมชาติ’ ไต้หวันประณาม เตือนผลกระทบเชิงลบต่อมาเลเซีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไฟไหม้เรือเฟอร์รีอินโดนีเซียกลางทะเล เสียชีวิต 5 คน สูญหาย 41 คน https://thestandard.co/ferry-fire-indonesia-dead-missing/ Mon, 03 Aug 2026 03:15:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1237430 ภาพมุมสูงเรือเฟอร์รีอินโดนีเซียไฟไหม้กลางทะเล มีควันดำพวยพุ่ง

เรือเฟอร์รีของอินโดนีเซียเกิดไฟไหม้กลางทะเลนอกชายฝั่งเก […]

The post ไฟไหม้เรือเฟอร์รีอินโดนีเซียกลางทะเล เสียชีวิต 5 คน สูญหาย 41 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงเรือเฟอร์รีอินโดนีเซียไฟไหม้กลางทะเล มีควันดำพวยพุ่ง

เรือเฟอร์รีของอินโดนีเซียเกิดไฟไหม้กลางทะเลนอกชายฝั่งเกาะชวา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 คน และสูญหายอีกหลายสิบคน ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยและเรือที่สัญจรอยู่ใกล้เคียงช่วยอพยพผู้คนหลายร้อยคนออกจากเรือที่กำลังลุกไหม้

 

เมื่อวาน (2 สิงหาคม) สำนักงานค้นหาและกู้ภัยแห่งชาติอินโดนีเซีย (Basarnas) ระบุว่า เกิดเหตุไฟไหม้กับเรือเฟอร์รีมูเตียรา เซนโตซา 2 ในน่านน้ำนอกเขตซูเมเนป ที่กำลังเดินทางจากเมืองสุราบายา จังหวัดชวาตะวันออก ไปยังเมืองมากัสซาร์ จังหวัดสุลาเวสีใต้ โดยมีผู้โดยสาร 232 คน และลูกเรือ 39 คน

 

ตามรายงาน เพลิงไหม้เกิดขึ้นในช่วงเวลา 06.00-07.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ขณะที่บริษัท PT Atosim Lampung Pelayaran ผู้ให้บริการเรือเฟอร์รี ได้แจ้งเหตุถึงหน่วยกู้ภัยในอีก 1 ชั่วโมงต่อมา ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะระบุตำแหน่งเรือได้ว่า อยู่ห่างจากเกาะบูรูอัน ซาปูดี ไปทางเหนือประมาณ 19 ไมล์ทะเล โดยเรือบรรทุกสินค้าที่อยู่ใกล้เคียงไม่สามารถเข้าใกล้เรือที่กำลังลุกไหม้ได้ เนื่องจากบรรทุกวัตถุไวไฟ

 

อนึ่ง ภาพที่เผยแพร่โดยหน่วยกู้ภัยแห่งชาติ แสดงให้เห็นกลุ่มควันดำพุ่งออกมา และปกคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของตัวเรือ ขณะที่คลิปวิดีโอที่เผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียและกลุ่มแชต ปรากฏให้เห็นอาการหวาดกลัวของผู้โดยสาร ส่วนใหญ่สวมเสื้อชูชีพ และรวมตัวกันอยู่บนดาดฟ้าและบริเวณชั้นบนของเรือเพื่อรอความช่วยเหลือ บางคนตัดสินใจกระโดดลงทะเล ขณะที่เปลวไฟสีส้มและควันดำพวยพุ่งออกจากตัวเรือ

 

Al Jazeera รายงานว่า เปลวไฟลุกไหม้เกือบทั่วทั้งลำ ทำให้ผู้โดยสารไปรวมตัวกันบริเวณสะพานเดินเรือและหัวเรือ ก่อนที่เรือลากจูงและเรืออีกลำที่แล่นผ่านบริเวณดังกล่าวจะเข้าไปช่วยอพยพผู้โดยสารในเวลาประมาณ 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

 

ปัจจุบัน มีรายงานว่า ทางการสามารถช่วยเหลือผู้โดยสารและลูกเรือได้ 225 คน ขณะที่มีผู้เสียชีวิต 5 คน และผู้สูญหายราว 41 คน โดยปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยยังคงดำเนินต่อไป

 

เบื้องต้น ยังไม่ทราบสาเหตุของเพลิงไหม้ แต่หน่วยกู้ภัยได้ส่งเรือออกจากเมืองสุราบายา ซึ่งคาดว่าอาจใช้เวลา 6 ชั่วโมงในการเดินทางถึงจุดเกิดเหตุ ขณะที่กองทัพเรืออินโดนีเซียได้ส่งเรือรบเข้าร่วมภารกิจช่วยเหลือประชาชน

 

ทั้งนี้ BBC ระบุว่า อินโดนีเซียเป็นประเทศหมู่เกาะ และเกิดอุบัติเหตุทางทะเลอยู่บ่อยครั้ง โดยส่วนหนึ่งเกิดจากการบังคับใช้กฎระเบียบด้านความปลอดภัยที่หละหลวมและสภาพอากาศที่แปรปรวน

 

ภาพประกอบ / ภาพ / แฟ้มภาพ:

อ้างอิง:

ภาพมุมสูงเรือเฟอร์รีอินโดนีเซียไฟไหม้กลางทะเล มีควันดำพวยพุ่ง 1ภาพมุมสูงเรือเฟอร์รีอินโดนีเซียไฟไหม้กลางทะเล มีควันดำพวยพุ่ง 2ภาพมุมสูงเรือเฟอร์รีอินโดนีเซียไฟไหม้กลางทะเล มีควันดำพวยพุ่ง 3ภาพมุมสูงเรือเฟอร์รีอินโดนีเซียไฟไหม้กลางทะเล มีควันดำพวยพุ่ง 4ภาพมุมสูงเรือเฟอร์รีอินโดนีเซียไฟไหม้กลางทะเล มีควันดำพวยพุ่ง 5

The post ไฟไหม้เรือเฟอร์รีอินโดนีเซียกลางทะเล เสียชีวิต 5 คน สูญหาย 41 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาสงครามอิหร่าน หลังขู่ถล่มแหล่งน้ำมันตะวันออกกลาง หากสหรัฐฯ สั่งโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน https://thestandard.co/iran-us-oil-war-threat/ Sun, 02 Aug 2026 04:46:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1237321 ภาพแหล่งน้ำมันในตะวันออกกลาง ท่ามกลางความตึงเครียดอิหร่าน-สหรัฐฯ

อิหร่านเตือนสหรัฐอเมริกาอย่าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพล […]

The post จับตาสงครามอิหร่าน หลังขู่ถล่มแหล่งน้ำมันตะวันออกกลาง หากสหรัฐฯ สั่งโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแหล่งน้ำมันในตะวันออกกลาง ท่ามกลางความตึงเครียดอิหร่าน-สหรัฐฯ

อิหร่านเตือนสหรัฐอเมริกาอย่าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โดยยืนยันว่า ไม่ว่าสงครามจะดำเนินไปในทิศทางใด เตหะรานจะเป็นฝ่ายกำหนดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางความพยายามเจรจาเพื่อสกัดไม่ให้ความขัดแย้งลุกลาม หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศระงับแผนโจมตีอิหร่านรอบใหม่

 

 
 

หากโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน อิหร่านจะโจมตีแหล่งน้ำมันในตะวันออกกลาง

 

วันนี้ (2 สิงหาคม) Al Jazeera รายงานว่า ฮัสซัน กัชกาวี สส.อาวุโส และโฆษกคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งชาติและนโยบายต่างประเทศของรัฐสภาอิหร่าน ระบุว่า สหรัฐฯ กำลังส่งสัญญาณสองด้าน โดยขู่ยกระดับสถานการณ์ผ่านสื่อ แต่กลับเรียกร้องให้มีการเจรจาผ่านช่องทางเบื้องหลัง

 

“ในสื่อ พวกเขาพูดถึงการยกระดับความตึงเครียด แต่ในช่องทางที่มีอยู่ กลับเรียกร้องให้มีการเจรจา” กัชกาวียืนยันว่า ไม่ว่าจะเลือกใช้กำลังหรือเจรจา สิทธิของอิหร่านในการจัดระเบียบการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ยังคงเป็น ‘ทางเลือกเดียวบนโต๊ะ’

 

ส่วน มาจิดเรซา ฮารีรี ประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมอิหร่าน-จีน กล่าวว่า สหรัฐฯ ไม่มีความกล้าที่จะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน เนื่องจากอิหร่านมีความสามารถในการรับมือกับความเสียหายได้มากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค

 

ขณะเดียวกัน Nournews สื่อที่มีความเชื่อมโยงกับหน่วยงานความมั่นคงระดับสูงของอิหร่าน เตือนว่า หากสหรัฐฯ โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน เตหะรานอาจตอบโต้ด้วยการโจมตีแหล่งน้ำมันในซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงแหล่งก๊าซในกาตาร์และอิสราเอล โดยทิ้งท้ายว่า ทุกแห่งจะถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน

 

ขณะที่รายงาน Al Jazeera ระบุว่า ระบบไฟฟ้าของอิหร่านเป็นหนึ่งในโครงข่ายที่มีการกระจายศูนย์มากที่สุดในโลก โดยมีโรงไฟฟ้ามากถึง 150 แห่งทั่วประเทศ ทำให้การโจมตีทางอากาศเพื่อทำให้ไฟฟ้าดับทั่วประเทศทำได้ยาก

 

ทรัมป์ระงับแผนโจมตี เปิดทางเจรจา ซาอุดีอาระเบียกังวลสงครามลามถึงแหล่งน้ำมัน

 

ช่วงเย็นวันที่ 1 สิงหาคมตามเวลาท้องถิ่น ทรัมป์ประกาศผ่านโซเชียลมีเดียว่า เขาจะระงับการโจมตีอิหร่านรอบใหม่ไว้ก่อน หลังอิหร่านและประเทศในตะวันออกกลางขอเวลาเพื่อบรรลุข้อตกลง

 

ทรัมป์ยังระบุว่า ข้อตกลงที่กำลังเจรจาจะต้องนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยทันที รวมถึงการยุติภัยคุกคามด้านนิวเคลียร์จากอิหร่าน โดยย้ำว่า เป็นการยกเลิกการโจมตีเพื่ออนาคตโลก และความอยู่รอดของอิหร่าน ภายใต้เงื่อนไขว่า ทั้งสองฝ่ายต้องสามารถบรรลุข้อตกลงได้อย่างรวดเร็ว

 

ผู้นำสหรัฐฯ ยังเปิดเผยว่า อิสราเอลตกลงเข้าร่วมกับสหรัฐฯ ในความพยายามบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงคราม แต่อีกฝ่ายยังไม่ได้ออกแถลงการณ์ต่อสาธารณะเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในทันที

 

ส่วนสำนักข่าว AP รายงานว่า เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารและผู้นำโดยพฤตินัยของซาอุดีอาระเบีย ได้สนทนาทางโทรศัพท์กับทรัมป์ก่อนระงับแผนโจมตี โดยแสดงความกังวลที่สหรัฐฯ อาจยกระดับความขัดแย้ง

 

ซาอุดีอาระเบียระบุว่า หากสหรัฐฯ โจมตีแหล่งพลังงานหรือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอิหร่าน เตหะรานอาจตอบโต้ด้วยการโจมตีแหล่งน้ำมันและก๊าซของประเทศอ่าว พร้อมขอให้ทรัมป์ชี้แจงว่า สหรัฐฯ กำลังพิจารณาปฏิบัติการใดต่ออิหร่าน ซึ่งในเวลาต่อมา ทำเนียบขาวยืนยันการสนทนา แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียด

 

ก่อนหน้านี้ ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐฯ ร่วมกันโจมตีพื้นที่โลจิสติกส์และคลังอาวุธของกองกำลังติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านในอิรัก แต่ก็พยายามผลักดันให้วอชิงตันและเตหะรานกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา

 

อิหร่านพร้อมเจรจาเพราะถูกกดดัน หรือกำลังใช้ฮอร์มุซต่อรอง

 

ส่วน มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ อ้างว่า ปฏิบัติการทางทหารของวอชิงตันทำให้อิหร่านพร้อมเจรจามากขึ้น ทั้งในประเด็นโครงการนิวเคลียร์และช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ว่าจะเป็น การโจมตีของสหรัฐฯ ทำลายกองทัพเรือ กองทัพอากาศ ระบบป้องกันขีปนาวุธ ฐานยิง และโรงงานผลิตอาวุธของอิหร่าน รวมถึงลดทอนขีดความสามารถในการป้องกันประเทศอย่างรุนแรง

 

แม้อิหร่านยังมีขีปนาวุธและโดรนที่สามารถสร้างความเสียหายได้ แต่รูบิโออ้างว่า เตหะรานสูญเสียเกราะป้องกันแบบดั้งเดิม และกำลังเข้าสู่การเจรจาจากสถานะที่เสียเปรียบ

 

อย่างไรก็ตาม ท่าทีจากฝั่งอิหร่านสะท้อนว่า เตหะรานไม่ได้มองว่าตนเองกำลังถูกบีบให้ยอมจำนน แต่กำลังใช้ความสามารถในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซและการคุกคามโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศอ่าว เป็นอำนาจต่อรองกับสหรัฐฯ

 

อนึ่ง ข้อตกลงจะเกิดขึ้นได้หรือไม่จึงขึ้นอยู่กับว่า ทั้งสองฝ่ายจะหาจุดร่วมใน 2 ประเด็นสำคัญได้หรือไม่ คือ การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบ และข้อจำกัดต่อโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

 

ภาพ: TANYARICO / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post จับตาสงครามอิหร่าน หลังขู่ถล่มแหล่งน้ำมันตะวันออกกลาง หากสหรัฐฯ สั่งโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภัยพิบัติแผ่นดินไหวเวเนซุเอลา ทำไม ‘กรุงการากัส’ เสียหายหนักและเปราะบางที่สุด https://thestandard.co/venezuela-earthquake-caracas-vulnerable/ Sat, 27 Jun 2026 09:05:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1223746 ภาพความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหวในกรุงการากัส ประเทศเวเนซุเอลา

เหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้งซ้อน (Double Earthquak […]

The post ภัยพิบัติแผ่นดินไหวเวเนซุเอลา ทำไม ‘กรุงการากัส’ เสียหายหนักและเปราะบางที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหวในกรุงการากัส ประเทศเวเนซุเอลา

เหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้งซ้อน (Double Earthquake) ที่เวเนซุเอลา ขนาด 7.2 และ 7.5 เมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา ถือเป็นแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดของประเทศนับตั้งแต่ปี 1900

 

ยอดเสียชีวิตล่าสุดพุ่งทะลุ 920 รายแล้ว และมีผู้บาดเจ็บอีกกว่า 3,000 คน ขณะที่ทีมกู้ภัยที่ยังทำงานแข่งกันเวลา เชื่อว่ายังมีผู้คนอีกจำนวนมากที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง

 

มีหลายพื้นที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยเฉพาะในรัฐลากวยรา (La Guaira) ซึ่งเป็นที่ตั้งของท่าเรือและสนามบินหลักของประเทศ รวมถึงพื้นที่ชายฝั่งตอนเหนือและกรุงการากัส โดยเฉพาะย่านโลสปาโลสกรันเดส (Los Palos Grandes) และอัลตามิรา (Altamira) ซึ่งถือเป็นย่านศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้า ร้านอาหาร และสถานทูตต่างประเทศที่ทันสมัยและปลอดภัยที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองหลวงของเวเนซุเอลา

 

คำถามที่เกิดขึ้นคือ ทำไมกรุงการากัส เมืองหลวง จึงได้รับความเสียหายอย่างหนักและมีความเปราะบางกับแผ่นดินไหวครั้งนี้

 

สำนักข่าว Al Jazeera และนักธรณีฟิสิกส์ได้วิเคราะห์ 4 ปัจจัยสำคัญที่อาจตอบคำถามข้างต้น

 

  • ทำเลที่ตั้งบน ‘แอ่งตะกอนลึก’ (deep sedimentary basin) และรอยต่อเปลือกโลก: เวเนซุเอลาตั้งอยู่บนรอยต่อระหว่างแผ่นเปลือกโลกแคริบเบียนและแผ่นอเมริกาใต้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงเกิดแผ่นดินไหวใหญ่หลายครั้งจากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกในอดีต ยิ่งไปกว่านั้น วาชาน ไรท์ นักธรณีฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก อธิบายว่า กรุงการากัสตั้งอยู่บน “แอ่งตะกอนลึก” ซึ่งภูมิประเทศลักษณะนี้จะขยายความรุนแรงของคลื่นแผ่นดินไหวให้ทรงพลังยิ่งขึ้น
  • แผ่นดินไหวที่จุดกำเนิดอยู่ตื้น (Shallow Earthquake): จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดลึกเพียง 7.8 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าตื้นมาก พลังงานมหาศาลจึงไม่ได้ถูกดูดซับผ่านชั้นหินด้านล่าง แต่ถูกปลดปล่อยเข้าสู่ผิวดินและย่านชุมชนโดยตรง ทำให้อานุภาพทำลายล้างรุนแรงกว่าแผ่นดินไหวที่ระดับลึก
  • ‘บาร์ริโอส’ (Barrios) ชุมชนแออัดบริเวณเชิงเขา: เป็นระเบิดเวลาของกรุงการากัส คาดการณ์ว่ามีประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของเมืองหลวง (จากทั้งหมด 5 ล้านคน) อาศัยอยู่ในชุมชนไม่เป็นทางการ หรือ ‘บาร์ริโอส’ ซึ่งเป็นบ้านอิฐบล็อกราคาถูกที่สร้างกันเองโดยไม่มีเสาเข็มหรือการเสริมเหล็ก ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ไม่มีความปลอดภัย และบ้านเหล่านี้ก็ตั้งอยู่บนทางลาดชันของภูเขา เมื่อเกิดแรงสั่นสะเทือน โครงสร้างเหล่านี้จึงถล่มลงมาได้ง่าย
  • พิษเศรษฐกิจและการคว่ำบาตรจากนานาชาติ: ทำให้โครงสร้างพื้นฐานขาดงบประมาณในการดูแลรักษา นอกจากนี้ยังขาดการลงทุนในการวางผังเมืองและข้อกำหนดตึกอาคารที่ต้านทานแผ่นดินไหว โดยก่อนหน้านี้เวเนซุเอลาเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตกมานานหลายทศวรรษ แม้ช่วงต้นปี 2026 สหรัฐฯ จะเริ่มยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรบางส่วน หลังใช้ปฏิบัติการทางทหารที่นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านอำนาจจากอดีตประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร สู่เดลซี โรดริเกซ แต่กรุงการากัสก็ยังคงบอบช้ำและไม่สามารถฟื้นฟูระบบโครงสร้างพื้นฐานได้ทันเวลา

 

สำหรับสถานการณ์ล่าสุด ทีมกู้ภัยและเจ้าหน้าที่อาสาสมัครยังคงทำงานแข่งกับเวลาเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิตที่อาจติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง ขณะที่ประชาชนอีกนับล้านคนในกรุงการากัสยังต้องเผชิญกับภาวะไม่มีไฟฟ้าใช้ ท่ามกลางความกังวลว่าข้อจำกัดด้านงบประมาณและปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่สะสมมานาน จะทำให้การฟื้นฟูเยียวยาเมืองหลวงแห่งนี้เป็นไปได้อย่างล่าช้า

 

ภาพ: REUTERS / Fausto Torrealba

 

อ้างอิง:

The post ภัยพิบัติแผ่นดินไหวเวเนซุเอลา ทำไม ‘กรุงการากัส’ เสียหายหนักและเปราะบางที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
จาก ‘ปิด Telegram’ ถึง ‘ใช้กองทัพฯ ขนข้อสอบ’ อินเดียป้องกันการโกงสอบเข้าแพทย์อย่างไร https://thestandard.co/india-medical-exam-cheating-prevention/ Thu, 25 Jun 2026 05:24:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1222644 เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและทหารควบคุมการสอบเข้าแพทย์ในอินเดีย

ใช้กองทัพอากาศลำเลียงข้อสอบ ติดตั้งกล้องวงจรปิดกว่า 1.3 […]

The post จาก ‘ปิด Telegram’ ถึง ‘ใช้กองทัพฯ ขนข้อสอบ’ อินเดียป้องกันการโกงสอบเข้าแพทย์อย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและทหารควบคุมการสอบเข้าแพทย์ในอินเดีย

ใช้กองทัพอากาศลำเลียงข้อสอบ ติดตั้งกล้องวงจรปิดกว่า 1.3 ล้านตัว และสั่งระงับการใช้งาน Telegram ชั่วคราว

 

 
 

เหล่านี้คือส่วนหนึ่งของมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดที่สุดครั้งหนึ่งในโลกของการสอบ หลังการสอบเข้าคณะแพทย์ของรัฐบาลอินเดีย หรือ NEET-UG ปี 2026 ถูกยกเลิกจากข้อกล่าวหาเรื่องข้อสอบรั่ว ซึ่งพัวพันกับรายงานการซื้อขายข้อสอบและการทุจริตในสนามสอบมูลค่าหลายล้านรูปี

 

เหตุการณ์ดังกล่าวจุดชนวนให้เกิดการประท้วงทั่วประเทศ กระแสกดดันให้รัฐมนตรีศึกษาธิการลาออก และคำถามใหญ่ต่อระบบสอบระดับชาติของอินเดีย ซึ่งในแต่ละปีเป็นตัวกำหนดอนาคตของเยาวชนหลายล้านคน

 

เหตุใดข้อสอบเข้าแพทย์เพียงหนึ่งชุดจึงกลายเป็นวิกฤตระดับชาติ แล้วอินเดียคุมเข้มการสอบใหม่อย่างไร THE STANDARD ชวนไล่เรียงเรื่องนี้ไปพร้อมกัน

 

เกิดอะไรขึ้น ข้อกล่าวหาโกงข้อสอบเข้าคณะแพทย์เป็นอย่างไร

 

National Eligibility cum Entrance Test (NEET-UG) เป็นการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในคณะแพทยศาสตร์ทั่วประเทศอินเดีย ถือเป็นหนึ่งในการสอบแข่งขันที่ยากและมีการแข่งขันสูงที่สุดของประเทศ โดยมีผู้สมัครราว 2.28 ล้านคน แต่มีผู้ได้รับคัดเลือกเข้าเรียนในคณะแพทยศาสตร์เพียงประมาณ 1.29 แสนคน หรือคิดเป็นโอกาสสอบติดเพียง 5-6%

 

นักเรียนจำนวนมากจึงใช้เวลาหลายปีในการเตรียมตัว ลงเรียนสถาบันกวดวิชาราคาแพง และอ่านหนังสืออย่างหนัก เพื่อแข่งขันในสนามสอบที่ได้รับการยอมรับว่าโหดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

 

แต่หลังการสอบสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมา ก็เกิดข้อกล่าวหาเรื่องข้อสอบรั่วตามมา โดยมีการเผยแพร่เอกสารผ่าน Telegram และสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งหลายฝ่ายอ้างว่ามีเนื้อหาตรงกับข้อสอบจริงจำนวนมาก ก่อนที่ประเด็นดังกล่าวจะนำไปสู่การสอบสวนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

Al Jazeera รายงานว่า เมืองสิการ์ (Sikar) ในรัฐราชสถาน กลายเป็นศูนย์กลางของข้อกล่าวหาเกี่ยวกับเครือข่ายซื้อขายข้อสอบ โดยมีรายงานว่าข้อสอบถูกเสนอขายในราคาสูงถึง 5 ล้านรูปี หรือประมาณ 1.9-2 ล้านบาท

 

ต่อมา NTA ระบุว่ามีข้อมูลน่าสงสัยเกี่ยวกับความโปร่งใสของการสอบ และส่งต่อให้หน่วยงานสอบสวนของรัฐบาลกลาง ก่อนที่ทางการจะประกาศยกเลิกการสอบ พร้อมกำหนดวันสอบใหม่เป็นวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา ขณะที่เกิดการประท้วงในหลายพื้นที่ และมีผู้เรียกร้องให้ ธรรมเมนทรา ปราธาน (Dharmendra Pradhan) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก

 

โกงข้อสอบแพทย์ไม่ใช่ครั้งแรก แต่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี 2024

 

อันที่จริง มหากาพย์การทุจริตในการสอบเข้าแพทย์ของอินเดียเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2024 ในปีนั้น มีการจัดสอบ NEET-UG เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม โดยมีผู้เข้าสอบกว่า 2.4 ล้านคน แต่หลังจากนั้นไม่นาน NTA ได้ประกาศผลสอบเร็วกว่ากำหนด จนนำไปสู่ข้อสังเกตถึงความผิดปกติหลายประการ

 

หนึ่งในประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคือ จำนวนผู้ได้คะแนนเต็มที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ หากเทียบกับปี 2023 มีผู้ได้คะแนนเต็ม 720 คะแนนเพียง 2 คน แต่ในปี 2024 กลับมีผู้ได้คะแนนเต็มเพิ่มเป็น 67 คน ขณะที่จำนวนผู้ได้คะแนนมากกว่า 700 คะแนนก็พุ่งจาก 304 คน เป็นกว่า 2,100 คน

 

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตถึงการเกิดขึ้นของ ‘คะแนนปริศนา’ เนื่องจากระบบการให้คะแนนของ NEET กำหนดให้ตอบถูกได้ 4 คะแนน และตอบผิดหัก 1 คะแนน จึงแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะมีผู้สอบได้ 718 หรือ 719 คะแนน

 

ความผิดปกติดังกล่าวจุดชนวนให้ผู้เข้าสอบและผู้ปกครองออกมาประท้วง พร้อมตั้งคำถามว่า เกิดการรั่วไหลของข้อสอบ หรือมีขบวนการโกงสอบอยู่เบื้องหลังหรือไม่

 

ต่อมา NTA ชี้แจงว่า คะแนนดังกล่าวเกิดจากการให้ ‘คะแนนชดเชย’ (Grace Marks) แก่ผู้เข้าสอบบางรายที่ได้รับผลกระทบจากความล่าช้าหรือปัญหาระหว่างการสอบ แต่หน่วยงานกลับไม่ได้เปิดเผยหลักเกณฑ์หรือวิธีการคำนวณคะแนนอย่างชัดเจน ทำให้ข้อสงสัยยิ่งทวีความรุนแรง

 

ท้ายที่สุด เรื่องดังกล่าวลุกลามจนกลายเป็นประเด็นระดับชาติ มีผู้ปกครองและผู้เข้าสอบยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อเรียกร้องให้จัดสอบใหม่ ขณะที่ตำรวจรัฐพิหารเปิดโปงเครือข่ายข้อสอบรั่ว โดยผู้ต้องสงสัยรายหนึ่งให้การว่า ได้รับข้อสอบล่วงหน้าก่อนวันสอบหนึ่งคืน หลังจ่ายเงินราว 3 ล้านรูปี หรือประมาณ 1.1-1.12 ล้านบาท ส่วนในรัฐคุชราต ตำรวจพบเครือข่ายช่วยเหลือผู้เข้าสอบที่เชื่อมโยงกับสถาบันกวดวิชา ครู และเจ้าหน้าที่ประจำสนามสอบ

 

ภายหลัง NTA ประกาศยกเลิกคะแนนชดเชยของผู้เข้าสอบ 1,563 คน และจัดสอบใหม่เฉพาะผู้เข้าสอบกลุ่มดังกล่าว อย่างไรก็ตาม นักเรียนจำนวนมากมองว่า หากข้อสอบรั่วจริง ก็ควรจัดสอบใหม่ทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะบางกลุ่ม

 

แม้รัฐบาลอินเดียจะให้คำมั่นว่า จะปฏิรูประบบการสอบและยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย แต่ NTA ก็ยังคงถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการจัดสอบอย่างต่อเนื่อง ขณะที่วิกฤตความเชื่อมั่นดังกล่าวได้กลายเป็นฉากหลังสำคัญของเหตุการณ์ข้อสอบ NEET-UG ปี 2026 ที่กลับมาสั่นคลอนระบบสอบของอินเดียอีกครั้ง

 

รัฐบาลอินเดียจัดการปัญหาโกงข้อสอบอย่างไร

 

ปัจจุบัน BBC และ Brut รายงานว่า รัฐบาลอินเดียจัดสอบ NEET-UG ใหม่ พร้อมยืนยันว่ากระบวนการทั้งหมดจะเป็นไปอย่างยุติธรรมและโปร่งใส ขณะที่ยังมอบหมายให้สำนักงานสอบสวนกลางของอินเดีย (Central Bureau of Investigation: CBI) เดินหน้าสอบสวนเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการรั่วไหลของข้อสอบ NEET-UG ปี 2026 ควบคู่ไปกับการยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในการสอบครั้งใหม่ดังต่อไปนี้

 

  • ผู้เข้าสอบทุกคนต้องผ่านมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ทั้งการตรวจค้นร่างกาย การสแกนโลหะ การยืนยันตัวตนด้วยข้อมูลชีวมิติ (Biometric) เช่น การสแกนใบหน้าหรือลายนิ้วมือ รวมถึงการเดินผ่านเครื่องตรวจจับโลหะ โดยมีตำรวจและกองกำลังกึ่งทหารประจำการรอบศูนย์สอบทั่วประเทศ

 

  • ในบางพื้นที่ เจ้าหน้าที่นำโดรนและสุนัขตำรวจมาใช้เฝ้าระวังบริเวณโดยรอบศูนย์สอบ ขณะที่หลายศูนย์สอบบังคับใช้ระเบียบการแต่งกายอย่างเข้มงวด เช่น ห้ามสวมรองเท้าหุ้มส้น และมีผู้เข้าสอบหญิงบางรายถูกขอให้ถอดต่างหู เครื่องประดับที่เจาะจมูก รวมถึงด้ายผูกข้อมือตามความเชื่อทางศาสนา

 

  • ภายในสนามสอบ มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดในห้องสอบกว่า 9.5 หมื่นห้อง รวมแล้วมากกว่า 1.3 ล้านตัวทั่วประเทศ เพื่อเฝ้าระวังและบันทึกการสอบทุกขั้นตอน พร้อมติดตั้งเครื่องรบกวนสัญญาณ (Jammer) จำนวน 5.1 หมื่นเครื่อง เพื่อป้องกันการใช้โทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์สื่อสารระหว่างการสอบ รวมถึงลดความเสี่ยงจากการส่งข้อมูลหรือการทุจริตผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

 

  • รัฐบาลอินเดียยังสั่งระงับการใช้งาน Telegram เป็นการชั่วคราวจนถึงวันที่ 22 มิถุนายน เพื่อป้องกันการเผยแพร่หรือซื้อขายข้อสอบผ่านแพลตฟอร์มดังกล่าว แม้มาตรการนี้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนบางส่วน แต่ศาลอินเดียวินิจฉัยว่ารัฐบาลสามารถดำเนินการได้ เพื่อรักษาความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของการสอบ

 

  • นอกจากนี้ ทางการยังขอให้ Telegram ปิดฟีเจอร์ Edit Message จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน โดยมองว่าเป็นช่องโหว่สำคัญที่อาจถูกใช้แก้ไขข้อความย้อนหลังเพื่อแนบไฟล์ข้อสอบหรือเอกสารใหม่ ขณะที่วันและเวลาโพสต์ยังคงเดิม ทำให้ดูเสมือนว่าข้อสอบถูกเผยแพร่ก่อนวันสอบ ทั้งที่อาจมีการแก้ไขข้อมูลในภายหลัง

 

  • ในการขนส่งข้อสอบ รัฐบาลอินเดียใช้กองทัพอากาศลำเลียงข้อสอบไปยังบางพื้นที่ เพื่อป้องกันการรั่วไหลระหว่างการขนส่ง พร้อมส่งกำลังกึ่งทหารเข้ารักษาความปลอดภัยการลำเลียงเอกสารสอบและศูนย์สอบทั่วประเทศ

 

  • รัฐบาลยังใช้มาตรการกักตัวผู้ออกข้อสอบและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยตั้งแต่ผู้ออกข้อสอบ ผู้ตรวจทาน ไปจนถึงผู้แปลข้อสอบ ถูกกักตัวภายใต้มาตรการควบคุมอย่างเข้มงวดระหว่างการจัดทำข้อสอบ พร้อมห้ามใช้โทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต และการติดต่อกับบุคคลภายนอก เพื่อลดความเสี่ยงที่ข้อสอบจะรั่วไหลก่อนวันสอบ

 

  • ส่วนการรักษาความปลอดภัยภายในสนามสอบ NTA เตรียมเจ้าหน้าที่ตรวจค้นร่างกายเกือบ 3.9 หมื่นคนทั่วประเทศ เพื่อตรวจสอบว่าผู้เข้าสอบไม่มีสิ่งของต้องห้ามติดตัวเข้าสนามสอบ พร้อมจัดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำศูนย์สอบแห่งละ 40-50 คน

 

  • Brut ยังรายงานว่า นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ติดตามการจัดสอบครั้งใหม่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าการสอบจะเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เนื่องจากปัญหาการทุจริตครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล

 

ภาพ: Hindustan Times / Reuters

 

อ้างอิง:

The post จาก ‘ปิด Telegram’ ถึง ‘ใช้กองทัพฯ ขนข้อสอบ’ อินเดียป้องกันการโกงสอบเข้าแพทย์อย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดีล 3 แสนล้านดอลลาร์ใน MOU สันติภาพ ‘สหรัฐฯ – อิหร่าน’ คืออะไร ทำไมทรัมป์ถูกวิจารณ์ https://thestandard.co/us-iran-300bn-deal-trump/ Fri, 19 Jun 2026 09:50:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1220687 โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ แถลงข่าว

รัฐบาลสหรัฐอเมริกาภายใต้ โดนัลด์ ทรัมป์ เผชิญเสียงวิจาร […]

The post ดีล 3 แสนล้านดอลลาร์ใน MOU สันติภาพ ‘สหรัฐฯ – อิหร่าน’ คืออะไร ทำไมทรัมป์ถูกวิจารณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ แถลงข่าว

รัฐบาลสหรัฐอเมริกาภายใต้ โดนัลด์ ทรัมป์ เผชิญเสียงวิจารณ์จาก ‘ดีล 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ’ ในข้อตกลงสันติภาพยุติสงครามอิหร่าน หลังเนื้อหาใน MOU ระบุว่า สหรัฐฯ จะจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูและพัฒนา (Reconstruction and Development Fund) ให้กับทางการเตหะรานด้วยเงินมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์ (ประมาณ 9.84 ล้านล้านบาท) ขณะที่ผู้นำสหรัฐฯ ออกโรงปฏิเสธว่า ไม่ใช่เงินจากภาษีประชาชนชาวอเมริกัน

 

 
 

ดีลกองทุน 3 แสนล้านดอลลาร์คืออะไร

 

ในวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา Reuters เผยบทความพิเศษว่า สหรัฐฯ และอิหร่านจะจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาอิหร่าน โดยอุดหนุนเงินทุน 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อกระตุ้นการลงทุนในเตหะราน

 

แหล่งข่าวระบุว่า กองทุนดังกล่าวเป็นการสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจให้อิหร่านต้องการบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงคราม หากแต่ยังไม่ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการ โดยเน้นย้ำว่า กองทุนนี้เป็นกลไกการลงทุนในภาคเอกชน ไม่ใช่โครงการฟื้นฟูหรือค่าปฏิกรรมชดเชยความเสียหายจากสงคราม

 

สำหรับที่มาของแหล่งเงินทุน เงินทั้งหมดจะมาจากภาคเอกชน และมีการให้คำมั่นลงทุนแล้วมากกว่าครึ่งหนึ่งของวงเงิน โดยจะไม่ขอเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลใด ๆ ซึ่งในเบื้องต้น มีบริษัทเอกชนจากสหรัฐฯ, เอเชีย, อเมริกาใต้, แอฟริกา และอ่าวอาหรับให้คำมั่นสนับสนุนเงินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

น่าสนใจว่า แหล่งข่าวระดับสูงอิหร่านเปิดเผยกับ Reuters ว่า เดิมที ทางการเตหะรานเรียกร้องเงินชดเชยความเสียหายจากสงครามมูลค่า 4 แสนล้านดอลลาร์ จากสหรัฐฯ แต่ถูกปฏิเสธทันที จึงนำไปสู่การจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาดังกล่าว

 

ตามกลไกของกองทุน ประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางจะเข้ามามีส่วนร่วม เช่น การค้ำประกันเงินกู้ การเปิดวงเงินสินเชื่อ หรือการสนับสนุนเงินทุนโดยตรงเพื่อฟื้นฟูสถานที่ที่ได้รับความเสียหายจากสงคราม เช่น โรงงานเหล็ก โรงกลั่นน้ำมัน สนามบิน และโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ

 

บทความยังหมายเหตุว่า กองทุนนี้เป็นคนละส่วนกับมาตรการยกเลิกการคว่ำบาตร และการปลดล็อกทรัพย์สินของรัฐบาลอิหร่าน ที่ถูกสหรัฐฯ อายัดในต่างประเทศ โดยทั้งสองกลไกมีวัตถุประสงค์และกรอบเวลาที่แตกต่างกัน

 

อย่างไรก็ดี กองทุนจะยังไม่ถูกจัดตั้งหรือเริ่มดำเนินการ จนกว่าจะมีการลงนามข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ภายใน 60 วันข้างหน้า โดยแหล่งข่าวระบุว่า ในระหว่างนี้ ผู้บริหารกองทุนจะทำงานร่วมกับฝ่ายอิหร่านและนักลงทุนเพื่อวางแผนและกำหนดขอบเขตของโครงการต่าง ๆ

 

ทรัมป์โดนโจมตี ชี้ให้เงินอิหร่านฟรี

 

ล่าสุด Al Jazeera ระบุว่า รัฐบาลทรัมป์ต้องเผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์ภายในประเทศ หลังพรรคเดโมแครตออกมาโจมตีการมีอยู่ของกองทุน 3 แสนล้านดอลลาร์ว่า เป็นเงินที่สามารถใช้จ่ายกับสวัสดิการสังคมและเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ได้ ซึ่งคาดว่า จะเป็นประเด็นสำคัญที่ใช้โจมตีพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งมิดเทอมปลายปี 2026

 

ทั้งนี้ เอมี โคลบูชาร์ วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตโพสต์บน X ว่า ด้วยเงิน 300,000 ล้านดอลลาร์ สหรัฐฯ สามารถยุติปัญหาคนไร้บ้าน สนับสนุนงานวิจัยโรคมะเร็งได้นาน 40 ปี และจัดการศึกษาก่อนวัยเรียนฟรีให้เด็กทุกคนได้นานกว่า 7 ปี แต่ทรัมป์กลับส่งเงินก้อนนั้นให้อิหร่าน

 

ด้าน ชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภาโต้ตอบว่า พรรคเดโมแครตจะไม่ช่วยทรัมป์ส่งเงิน 3 แสนล้านดอลลาร์ให้อิหร่าน ขณะที่ เจสัน โครว์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรวิจารณ์พรรครีพับลิกันว่า ไม่มีเงินช่วยประกันสุขภาพของชาวอเมริกัน แต่กลับให้เงินกับอิหร่าน

 

นอกจากนี้ สมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วนก็แสดงความกังวลเช่นกัน โดย โรเจอร์ วิคเกอร์ วุฒิสมาชิกวิจารณ์ว่า แม้เงินก้อนดังกล่าวไม่ได้มาจากภาษีของชาวอเมริกัน แต่วงเงินที่มากขนาดนี้ ทำให้ผลประโยชน์ที่อิหร่านได้รับจากข้อตกลง JCPOA (Joint Comprehensive Plan of Action) ในยุค บารัก โอบามา อดีตผู้นำสหรัฐฯ เมื่อปี 2015 ดูเล็กน้อยไปเลย

 

ขณะเดียวกัน โธมัส แมสซี สส.พรรครีพับลิกัน สายวิจารณ์ทรัมป์ตัวยง ก็ออกมาโจมตีแผนดังกล่าวว่า 3 แสนล้านดอลลาร์ เป็นเงินจำนวนมากกว่าที่สภาคองเกรสใช้งบประมาณในการสร้างถนนและสะพานทั่วประเทศ

 

รัฐบาลทรัมป์ตอบโต้อย่างไร

 

ทรัมป์โพสต์ข้อความบน Truth Social ว่า ไม่มีการจ่ายเงิน 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้อิหร่านจากสหรัฐฯ เป็นเพียงข่าวปลอมและการโฆษณาชวนเชื่อของพรรคเดโมแครต ส่วน เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ย้ำกับ New York Times ว่า กองทุนนี้ไม่ได้ใช้เงินภาษีชาวอเมริกัน แม้แต่เงินดอลลาร์แค่เซนต์เดียวก็จะไม่ถูกส่งไป

 

แวนซ์ยังย้ำในการแถลงข่าวว่า กองทุนดังกล่าวอาจได้รับการสนับสนุนจากประเทศอาหรับในภูมิภาค และนักลงทุนจากประเทศอื่นที่สนใจเข้าไปลงทุนในอิหร่าน เพื่อสร้างการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจซึ่งจะช่วยรับประกันสันติภาพในระยะยาว

 

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีประเทศใดออกมายืนยันอย่างเป็นทางการว่า จะสนับสนุนเงินทุนตามแผนดังกล่าว

 

ภาพ: The White House

 

อ้างอิง:

 

The post ดีล 3 แสนล้านดอลลาร์ใน MOU สันติภาพ ‘สหรัฐฯ – อิหร่าน’ คืออะไร ทำไมทรัมป์ถูกวิจารณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดรายละเอียดดีลสันติภาพ สหรัฐฯ-อิหร่าน มีอะไรบ้าง? https://thestandard.co/us-iran-peace-deal-details/ Mon, 15 Jun 2026 12:28:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1218701 ภาพโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และผู้นำสูงสุดอิหร่าน พร้อมธงชาติสหรัฐฯ และอิหร่าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และรัฐบาลอิหร่านปร […]

The post เปิดรายละเอียดดีลสันติภาพ สหรัฐฯ-อิหร่าน มีอะไรบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และผู้นำสูงสุดอิหร่าน พร้อมธงชาติสหรัฐฯ และอิหร่าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และรัฐบาลอิหร่านประกาศว่า ได้บรรลุ ‘ข้อตกลงยุติสงคราม’ และเตรียมที่จะร่วมลงนามข้อตกลงที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในวันศุกร์นี้ (19 มิถุนายน)

 

ภาพโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และผู้นำสูงสุดอิหร่าน พร้อมธงชาติสหรัฐฯ และอิหร่าน 1

 

“ข้อตกลงกับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านเสร็จสมบูรณ์แล้ว ขอแสดงความยินดีกับทุกฝ่าย! ข้าพเจ้าขออนุญาตเปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม และในขณะเดียวกันก็อนุญาตให้ยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ทันที เรือทั่วโลก สตาร์ทเครื่องยนต์ ปล่อยให้น้ำมันไหล!” ทรัมป์กล่าวในโพสต์บน Truth Social

 

ทั้งนี้ สื่อทางการอิหร่านและสื่อระดับโลกหลายสำนัก ทั้ง Al Jazeera และ Reuters เปิดเผยรายละเอียดของร่างข้อตกลง ซึ่งมีเงื่อนไขทั้งหมด 14 ข้อ โดยรวมถึง

 

  • การหยุดยิงถาวรในทุกแนวรบ รวมถึงเลบานอน เริ่มตั้งแต่วันจันทร์ (22 มิถุนายน)
  • อิหร่านจะเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งใน 30 วัน ‘ภายใต้การจัดการของอิหร่าน’
  • สหรัฐฯ จะเริ่มยกเลิกปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่านทันทีภายหลังลงนาม และจะดำเนินการแล้วเสร็จใน 30 วัน
  • สหรัฐฯ จะถอนกำลังทหารออกจากบริเวณรอบอิหร่าน
  • สหรัฐฯ จะไม่เพิ่มกำลังทหารในภูมิภาคและไม่กำหนดมาตรการคว่ำบาตรใหม่ต่ออิหร่าน
  • สหรัฐฯ จะไม่แทรกแซงกิจการภายในของอิหร่าน
  • สหรัฐฯ และพันธมิตรจะส่งมอบแผนการฟื้นฟูอิหร่านมูลค่าอย่างน้อย 300 พันล้านดอลลาร์
  • สหรัฐฯ จะยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันต่ออิหร่านเป็นระยะเวลาที่กำหนด
  • สหรัฐฯ จะปลดล็อกทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้มูลค่า 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ระหว่างเจรจา 60 วัน
  • อิหร่านจะไม่ผลิตหรือครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

 

อย่างไรก็ตาม หลังการลงนามจะมีการเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายภายในระยะเวลา 60 วัน โดยขึ้นอยู่กับการที่อิหร่านตรวจสอบว่า สหรัฐฯ ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อตกลงแล้วหรือไม่ ซึ่งรวมถึงการยุติการสู้รบ การยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล การปล่อยทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้ไว้ครึ่งหนึ่ง และการระงับมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน

 

อ้างอิง :

The post เปิดรายละเอียดดีลสันติภาพ สหรัฐฯ-อิหร่าน มีอะไรบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดไทม์ไลน์ดีลสันติภาพ ‘สหรัฐฯ-อิหร่าน’ จะเกิดอะไรขึ้นใน 60 วันต่อจากนี้? https://thestandard.co/us-iran-peace-deal-timeline/ Mon, 15 Jun 2026 09:50:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1218634 ภาพกราฟิกไทม์ไลน์ข้อตกลงสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน มีธงชาติและภาพผู้นำประกอบ

ปิดฉากความขัดแย้งในตะวันออกกลางตลอด 107 วัน หลังสหรัฐอเ […]

The post เปิดไทม์ไลน์ดีลสันติภาพ ‘สหรัฐฯ-อิหร่าน’ จะเกิดอะไรขึ้นใน 60 วันต่อจากนี้? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกไทม์ไลน์ข้อตกลงสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน มีธงชาติและภาพผู้นำประกอบ

ปิดฉากความขัดแย้งในตะวันออกกลางตลอด 107 วัน หลังสหรัฐอเมริกาและอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพ เปิดทางสู่การเจรจาครั้งสำคัญอย่างวาระครอบครองนิวเคลียร์ของอิหร่าน ขณะที่ เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่า จะพลิกโฉมหน้าตะวันออกกลางไปอีกอย่างน้อย 50 ปี

 

หากลงลึกรายละเอียดของข้อตกลง ปรากฏ ‘กรอบเวลา’ ให้สหรัฐฯ และอิหร่านปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ว่าจะเป็นการลงนามดีลสันติภาพ การเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือกลับมาสัญจรตามปกติ การปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ไปจนถึงการเจรจาเชิงเทคนิคที่ลงรายละเอียดเชิงลึก 60 วัน อย่างเงื่อนไขการครอบครองนิวเคลียร์ของอิหร่าน

 

ก้าวต่อไปของโรดแมปสู่สันติภาพครั้งนี้จะเป็นอย่างไร? THE STANDARD สรุปไทม์ไลน์และเงื่อนไขสำคัญทั้งหมด

 


 

ภาพกราฟิกไทม์ไลน์ข้อตกลงสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน มีธงชาติและภาพผู้นำประกอบ 1

 

ภาพประกอบ: กันยกร กาญจนวิไล

อ้างอิง

 

 

The post เปิดไทม์ไลน์ดีลสันติภาพ ‘สหรัฐฯ-อิหร่าน’ จะเกิดอะไรขึ้นใน 60 วันต่อจากนี้? appeared first on THE STANDARD.

]]>
แหล่งข่าวเผย สหรัฐฯ-อิหร่าน บรรลุดีลขยายหยุดยิงอีก 60 วัน พร้อมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ-เลิกคว่ำบาตรบางส่วน แต่ทรัมป์ ยังไม่อนุมัติ https://thestandard.co/us-iran-ceasefire-deal-trump/ Fri, 29 May 2026 02:58:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1212220 ภาพประกอบแสดงถึงการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

Al Jazeera รายงานโดยอ้างข้อมูลจากแหล่งข่าวในทำเนียบขาว […]

The post แหล่งข่าวเผย สหรัฐฯ-อิหร่าน บรรลุดีลขยายหยุดยิงอีก 60 วัน พร้อมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ-เลิกคว่ำบาตรบางส่วน แต่ทรัมป์ ยังไม่อนุมัติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงถึงการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

Al Jazeera รายงานโดยอ้างข้อมูลจากแหล่งข่าวในทำเนียบขาว ระบุว่าสหรัฐฯ และอิหร่าน สามารถบรรลุข้อตกลงในบันทึกความเข้าใจ (MoU) เพื่อขยายเวลาหยุดยิงออกไปอีก 60 วัน เพื่อเปิดโอกาสให้มีการเจรจาอย่างเป็นทางการ แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังไม่ได้ให้การอนุมัติ

 

ขณะที่สำนักข่าว Tasnim สื่อกึ่งทางการของอิหร่าน อ้างข้อมูลจากแหล่งข่าวใกล้ชิดทีมเจรจา ระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวยังไม่เสร็จสมบูรณ์ โดยข้อความในบันทึกความเข้าใจยังไม่ได้รับการสรุปหรือยืนยัน และจะแจ้งให้ประชาชนทราบเมื่อเสร็จเรียบร้อย

 

Reuters รายงานข้อมูลจากแหล่งข่าว 4 รายที่ใกล้ชิดกับการเจรจาข้อตกลงดังกล่าว โดยระบุรายละเอียดข้อตกลงดังกล่าว รวมถึงการขยายเวลาหยุดยิงออกไปอีก 60 วัน และการอนุญาตให้เรือสินค้าผ่านเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างไม่จำกัด ขณะที่สหรัฐฯ ต้องยกเลิกการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน และยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนต่อการขายน้ำมันของอิหร่านด้วย

 

ซึ่งในระหว่างการขยายเวลาหยุดยิง ผู้แทนเจรจาของทั้งสองฝ่ายจะดำเนินการหารือกันต่อไปในประเด็นที่ยากและละเอียดอ่อนอื่นๆ เช่น โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

 

ทั้งนี้ รายงานข่าวดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันลดลง ท่ามกลางความหวังว่าช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดอีกครั้ง

 

อย่างไรก็ตาม เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวกับผู้สื่อข่าวในกรุงวอชิงตันว่า ณ ตอนนี้ การเจรจายังไม่ไปถึงจุดที่บรรลุข้อตกลงกับอิหร่าน แต่ใกล้มากแล้วและกำลังเดินหน้าทำงานต่อไป

 

“เรายังไม่ถึงจุดนั้น แต่เราใกล้มากแล้ว และเราจะทำงานต่อไป ผมไม่สามารถรับประกันได้ว่าเราจะไปถึงจุดนั้น แต่ตอนนี้ผมรู้สึกดีมาก”

 

ทั้งนี้ หากผู้นำสหรัฐฯ และอิหร่าน อนุมัติข้อตกลงใน MoU ดังกล่าว จะถือเป็นก้าวสำคัญที่สุดในกระบวนการสันติภาพ นับตั้งแต่ที่ความขัดแย้งเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยข่าวการบรรลุข้อตกลงเกิดขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯ และอิหร่านทำการโจมตีตอบโต้กันไปมา ซึ่งเป็นเหตุการณ์ล่าสุดนับตั้งแต่การหยุดยิงมีผลบังคับใช้ในต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา

 

ภาพ : REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

 

อ้างอิง:

 

The post แหล่งข่าวเผย สหรัฐฯ-อิหร่าน บรรลุดีลขยายหยุดยิงอีก 60 วัน พร้อมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ-เลิกคว่ำบาตรบางส่วน แต่ทรัมป์ ยังไม่อนุมัติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อดีตนายกเทศมนตรีในแคลิฟอร์เนีย เป็น ‘สายลับจีน’ ช่วยเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อ จ่อเผชิญโทษจำคุก 10 ปี https://thestandard.co/former-mayor-california-china-spy/ Tue, 12 May 2026 07:31:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1206297 ไอลีน หวัง อดีตนายกเทศมนตรีเมืองอาร์เคเดีย แคลิฟอร์เนีย ผู้ยอมรับสารภาพว่าเป็นสายลับให้รัฐบาลจีน

ไอลีน หวัง (Eileen Wang) อดีตนายกเทศมนตรีเมืองอาร์เคเดี […]

The post อดีตนายกเทศมนตรีในแคลิฟอร์เนีย เป็น ‘สายลับจีน’ ช่วยเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อ จ่อเผชิญโทษจำคุก 10 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไอลีน หวัง อดีตนายกเทศมนตรีเมืองอาร์เคเดีย แคลิฟอร์เนีย ผู้ยอมรับสารภาพว่าเป็นสายลับให้รัฐบาลจีน

ไอลีน หวัง (Eileen Wang) อดีตนายกเทศมนตรีเมืองอาร์เคเดียในรัฐแคลิฟอร์เนีย ออกมายอมรับว่า เป็น ‘สายลับ’ ให้รัฐบาลจีน ชี้เคยทำโฆษณาชวนเชื่อสนับสนุนรัฐบาลปักกิ่ง โดยยื่นใบลาออกจากตำแหน่ง และอาจเผชิญโทษจำคุกสูงสุด 10 ปีเต็ม

 

 
 

เมื่อคืนนี้ (11 พฤษภาคม) สื่อต่างประเทศหลายแห่งรายงานถึงกรณีกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DoJ) ประกาศตั้งข้อหานายกเทศมนตรีเมืองอาร์เคเดียในรัฐแคลิฟอร์เนียว่า ปฏิบัติหน้าที่เป็น ‘สายลับต่างชาติ’ ของจีนอย่างผิดกฎหมาย โดยในเวลาต่อมา เธอยื่นใบลาออกจากตำแหน่งและรับสารภาพในข้อหาความผิดร้ายแรง ซึ่งอาจเผชิญโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี

 

ไอลีน หวัง สารภาพอะไรบ้าง?

 

หวังยอมรับว่า เธอ และ เหยาหนิง ซุน (Yaoning Sun) เผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อที่เป็นประโยชน์ต่อจีน โดยมีเจ้าหน้าที่ปักกิ่งคอยควบคุมเนื้อหาตั้งแต่ปี 2020-2022 ภายใต้เว็บไซต์ US News Center ที่พุ่งเป้าไปยังชาวอเมริกันเชื้อสายจีน

 

เช่น ในเดือนมิถุนายน 2021 เธอได้เผยแพร่บทความของกงสุลใหญ่จีนที่ตีพิมพ์ใน Los Angeles Times ลงบนเว็บไซต์ของตนเอง หลังเจ้าหน้าที่ปักกิ่งได้ส่งลิงก์มาให้ ซึ่งมีเนื้อหาปฏิเสธเรื่องการกดขี่ การใช้แรงงานบังคับ และการทารุณกรรมชาวอุยกูร์ในมณฑลซินเจียง

 

“ไม่เคยมีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในซินเจียง หรือการบังคับใช้แรงงานในทุ่งฝ้ายหรือภาคส่วนอื่นใดในภูมิภาคนี้” รายงานของ CNN ระบุว่า หวังได้แชร์ลิงก์ดังกล่าวลงบนเว็บไซต์ข่าวของเธอภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที

 

ขณะที่ซุนยอมรับสารภาพในข้อหาเดียวกันในเดือนตุลาคม 2025 ซึ่งขณะนี้กำลังรับโทษจำคุกเป็นเวลา 4 ปี โดยหวังระบุว่า ซุนเคยเป็นคู่หมั้นของเธอ รวมถึงเคยเป็นเหรัญญิกในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของเธอเมื่อปี 2022 อีกด้วย

 

นอกจากนี้ อัยการยังระบุว่า หวังมีการติดต่อกับ จอห์น เฉิน บุคคลสำคัญในพรรคคอมมิวนิสต์จีน และสมาชิกหน่วยข่าวกรองระดับสูงที่สามารถติดต่อกับ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนได้โดยตรง ซึ่งถูกศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ตัดสินจำคุก 20 เดือนในข้อหาเป็นสายลับเมื่อปี 2024

 

ประกาศลาออกและยอมรับความผิด

 

ล่าสุด หวังได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม โดยทนายความส่วนตัวระบุว่า อดีตนายกเทศมนตรีหญิงต้องการขอโทษในความผิดพลาดส่วนตัวครั้งนี้

 

ทนายความระบุว่า หวังเคยหมั้นกับซุน ก่อนความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะสิ้นสุดลงในปี 2024 ช่วงฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งระบุตรงไปตรงมาในแถลงการณ์ว่า ความรักและความเชื่อใจที่มีให้ซุน คือความผิดพลาด และนำไปสู่ความหลงผิดครั้งใหญ่ของเธอ

 

“พฤติกรรมดังกล่าวเกี่ยวข้องกับชีวิตส่วนตัวของเธอเพียงอย่างเดียว คือแพลตฟอร์มสื่อที่เธอเคยทำร่วมกับคนที่เธอเชื่อว่าเป็นคู่หมั้น ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐที่ได้รับเลือกตั้งแต่อย่างใด” ทนายความระบุว่า หวังขอให้ชาวอาร์เคเดียเข้าใจ พร้อมย้ำว่า ความรักของเธอต่อชุมชนยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

 

อย่างไรก็ตาม จอห์น เอ. ไอเซนเบิร์ก (John A. Eisenberg) ผู้ช่วยอัยการสูงสุดฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติแสดงความกังวลอย่างยิ่ง โดยเฉพาะข้อเท็จจริงที่ว่า หวังอยู่ในตำแหน่งที่ได้รับความไว้วางใจจากพลเมืองสหรัฐฯ แต่กลับปฏิบัติตามคำสั่งของทางการจีน

 

ปัจจุบัน สถานทูตจีนในสหรัฐฯ ยังไม่ตอบกลับความคิดเห็นในทันที ขณะที่การดำเนินคดีครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่างที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเดินทางไปพบกับสีในการประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐฯ ในวันที่ 14-15 พฤษภาคม

 

แฟ้มภาพ: City of Arcadia

 

อ้างอิง:

 

The post อดีตนายกเทศมนตรีในแคลิฟอร์เนีย เป็น ‘สายลับจีน’ ช่วยเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อ จ่อเผชิญโทษจำคุก 10 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์สับเละ ข้อเสนอสันติภาพอิหร่านเป็นเศษขยะ ชี้ข้อตกลงหยุดยิงร่อแร่ เหมือนคนป่วยโคม่า ด้านเตหะรานขู่พร้อมสอนบทเรียน https://thestandard.co/trump-iran-peace-proposal-unacceptable/ Tue, 12 May 2026 03:42:56 +0000 https://thestandard.co/trump-iran-peace-proposal-unacceptable/ โดนัลด์ ทรัมป์ แถลงข่าวที่ทำเนียบขาว

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า การบ […]

The post ทรัมป์สับเละ ข้อเสนอสันติภาพอิหร่านเป็นเศษขยะ ชี้ข้อตกลงหยุดยิงร่อแร่ เหมือนคนป่วยโคม่า ด้านเตหะรานขู่พร้อมสอนบทเรียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ แถลงข่าวที่ทำเนียบขาว

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า การบรรลุข้อตกลงสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่านอยู่ในภาวะ ‘โคม่า’ โดยเปรียบเทียบว่า เหมือนคนไข้ที่มีโอกาสรอดชีวิตเพียง 1% พร้อมเรียกข้อเสนอของเตหะรานว่า ‘เศษขยะ’ ขณะที่ทางการอิหร่านขู่ว่า จะสอนบทเรียนให้กับผู้รุกราน และจะไม่มีการเจรจาใดๆ จนกว่าสหรัฐฯ จะทำตามข้อตกลงที่ยื่นให้

 

 

ทรัมป์วิจารณ์อิหร่าน ย้ำข้อเสนอคือเศษขยะที่อ่านไม่จบ

 

วันนี้ (12 พฤษภาคม) ทรัมป์ให้สัมภาษณ์สื่อที่ห้องทำงานรูปไข่ ทำเนียบขาวถึงความเคลื่อนไหวของข้อตกลงสันติภาพสหรัฐฯ และอิหร่านว่า ‘อ่อนแออย่างไม่น่าเชื่อ’ พร้อมเปรียบเปรยว่า เหมือนคนไข้โคม่าที่มีโอกาสรอดชีวิตไม่ถึง 1% เท่านั้น

 

“ผมว่าการหยุดยิงกำลังอยู่ในภาวะวิกฤต… เหมือนหมอเดินเข้ามาแล้วบอกว่า คุณครับ คนที่คุณรักมีโอกาสรอดชีวิตประมาณ 1%” ทรัมป์ยังเสริมว่า ผู้นำอิหร่านเป็นคนที่ไม่น่าเคารพอย่างยิ่ง ซึ่งเขาติดต่อกับทางการเตหะรานมาแล้ว 4-5 ครั้ง แต่ก็มักเปลี่ยนใจไปมาตลอด

 

ทรัมป์ยังเรียกข้อเสนอของอิหร่านว่า ‘เศษขยะ’ ที่เขาอ่านไม่จบด้วยซ้ำ ก่อนจะกล่าวหาต่อว่า อิหร่านผิดสัญญาที่ให้ไว้กับสหรัฐฯ ว่า จะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์และถอนแร่ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะออกจากประเทศ

 

อิหร่านสวนกลับ ชี้สหรัฐฯ ไม่มีทางเลือก

 

โมฮัมหมัด กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่านโพสต์ข้อความเตือนผ่าน X ว่า กองทัพพร้อมจะสั่งสอนบทเรียนให้แก่ผู้รุกราน โดยย้ำว่า สหรัฐฯ ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องยอมรับข้อเสนอ 14 ประการของอิหร่าน เพราะยิ่งทรัมป์ลากเวลาออกไป คนอเมริกันก็ต้องจ่ายภาษีแพงขึ้น

 

ส่วน เอสมาอิล บาฆาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า ข้อเรียกร้องของทางการอิหร่านมีความชอบธรรม โดยสำนักข่าวทัสนิม (Tasnim) สื่ออิหร่านยังอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดกับทีมเจรจาว่า ในข้อเสนอของอิหร่านไม่มีส่วนใดที่ยอมรับการนำวัสดุนิวเคลียร์เสริมสมรรถนะออกนอกประเทศ

 

ก่อนหน้านี้ Axios สื่ออเมริกันรายงานว่า ร่างบันทึกข้อตกลงเบื้องต้น (Memorandum) ของสหรัฐฯ มีความยาว 1 หน้า และประกอบด้วยข้อเสนอ 14 ประการ เช่น สั่งให้อิหร่านระงับการเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์, คืนสิทธิในการเดินเรือเสรีผ่านช่องแคบฮอร์มุซ, ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร โดยแหล่งข่าวระบุว่า เงื่อนไขส่วนใหญ่ในบันทึกจะมีผลก็ต่อเมื่อบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายแล้วเท่านั้น

 

นักวิเคราะห์มองสถานการณ์อย่างไร

 

จอร์โจ คาฟิเอโร (Giorgio Cafiero) CEO จาก Gulf State Analytics ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Al Jazeera ว่า การเจรจาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ กำลังอยู่ในภาวะ ‘ชะงักงัน’ ถือเป็นสถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่ง หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคำนวณผิดพลาดเล็กน้อย สงครามอาจปะทุใหม่อีกระลอก

 

อย่างไรก็ตาม คาฟิเอโรเชื่อว่า ทรัมป์จะยังไม่ต้องการให้สงครามเริ่มต้นใหม่ระหว่างต้องเดินทางไปเยือนจีน โดยวาทกรรม ‘โคม่า’ ที่ผู้นำสหรัฐฯ ใช้ คือความพยายามข่มขู่ให้คนอิหร่านหวาดกลัว ทรัมป์ต้องการให้เชื่อว่า ถ้าไม่ทำตามข้อตกลง อิหร่านจะถูกถล่มอีกรอบ

 

คาฟิเอโรวิเคราะห์ว่า คำพูดดังกล่าวเป็นสไตล์ของทรัมป์อย่างชัดเจน ซึ่งมักใช้คำขู่ประเด็นแสนยานุภาพทางทหารที่เหนือกว่าเพื่อบีบให้ประเทศอื่นยอมถอย แต่เขามองว่า อิหร่านไม่ยอมก้มหัวให้กับวิธีแบบนี้ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เดินไปผิดทิศผิดทางอย่างมาก

 

ภาพ: Evelyn Hockstein / Reuters

อ้างอิง:

 

The post ทรัมป์สับเละ ข้อเสนอสันติภาพอิหร่านเป็นเศษขยะ ชี้ข้อตกลงหยุดยิงร่อแร่ เหมือนคนป่วยโคม่า ด้านเตหะรานขู่พร้อมสอนบทเรียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาวอิหร่านเผชิญวิกฤตปากท้อง สงครามดันเงินเฟ้อ-ราคาอาหารพุ่ง https://thestandard.co/iran-food-crisis-inflation-war/ Tue, 12 May 2026 01:28:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1206100 ชาวอิหร่านเผชิญวิกฤตปากท้องเนื่องจากสงครามที่ส่งผลให้เงินเฟ้อและราคาอาหารพุ่งสูงขึ้น

ชาวอิหร่านกำลังเผชิญกับราคาอาหารพุ่งทะยานขึ้นอย่างรุนแร […]

The post ชาวอิหร่านเผชิญวิกฤตปากท้อง สงครามดันเงินเฟ้อ-ราคาอาหารพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาวอิหร่านเผชิญวิกฤตปากท้องเนื่องจากสงครามที่ส่งผลให้เงินเฟ้อและราคาอาหารพุ่งสูงขึ้น

ชาวอิหร่านกำลังเผชิญกับราคาอาหารพุ่งทะยานขึ้นอย่างรุนแรง โดยอัตราเงินเฟ้อที่สูงเป็นประวัติการณ์และเงินเรียลที่อ่อนค่าลงอย่างหนักกำลังคุกคามความมั่นคงทางอาหารของครัวเรือนในอิหร่าน ขณะที่ความพยายามทางการทูตเพื่อยุติสงครามยังคงดำเนินต่อไป ท่ามกลางสถานการณ์การปิดล้อมทางทะเลโดยสหรัฐฯ

 

 

ประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน กล่าวต่อกลุ่มเจ้าหน้าที่เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ในระหว่างการหารือเรื่องการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยระบุว่า “ประชาชนต้องเข้าใจสภาพความเป็นจริงและข้อจำกัดของประเทศ” พร้อมเสริมว่า “เป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องเผชิญกับอุปสรรคในเส้นทางนี้ แต่ด้วยความร่วมมือและความสามัคคีของคนในชาติ เราจะสามารถผ่านพ้นปัญหาไปได้”

 

เงินเฟ้อสูง-ราคาอาหารพุ่ง-ค่าเงินเรียลดิ่ง

 

คำกล่าวของเปเซชเคียนมีขึ้นหลังจากที่ศูนย์สถิติแห่งอิหร่าน (SCI) เปิดเผยก่อนหน้านั้นเพียงหนึ่งวันว่า ในเดือนฟาร์วาร์ดิน (Farvardin) หรือเดือนแรกตามปฏิทินเปอร์เซีย ซึ่งสิ้นสุดเมื่อวันที่ 20 เมษายน อัตราเงินเฟ้ออิหร่านพุ่งสูงถึง 73.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ขณะที่ธนาคารกลางอิหร่านรายงานตัวเลขที่ต่ำกว่าเล็กน้อยที่ 67% ต่อปี และ 7% ต่อเดือน

 

อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขจะต่างกันตามวิธีการคำนวณ แต่ข้อมูลจากทั้งสองสถาบันต่างสะท้อนภาพเดียวกันคือ เงินเฟ้อกำลังเร่งตัวขึ้นอย่างน่าวิตก และกำลังทำให้ชาวอิหร่านยากจนลงเรื่อยๆ

 

ชาวอิหร่านรายหนึ่งที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงอย่างกรุงเตหะราน กล่าวกับ Al Jazeera ว่า สินค้าบางอย่างที่เดือนที่แล้วยังซื้อได้ มาตอนนี้กลับซื้อไม่ไหวแล้ว “และไม่ใช่แค่ฉันคนเดียว ฉันคิดว่าตอนนี้คนส่วนใหญ่ในสังคมก็ไม่สามารถซื้อของที่ต้องการได้เหมือนกัน”

 

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ เงินเฟ้อในหมวดอาหารพุ่งสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมาก หมายความว่าคนอิหร่านต้องเจียดเงินในกระเป๋ามากขึ้นเพื่อมาซื้อข้าวของเครื่องใช้พื้นฐาน ในขณะที่เงินเดือนหดลงๆ

 

SCI รายงานว่า อัตราเงินเฟ้อด้านอาหารพุ่งถึง 115% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยสินค้าจำเป็นหลายชนิดมีราคาสูงขึ้นกว่าสามเท่า ไม่ว่าจะเป็นไขมันพืช (solid vegetable oil) ที่เพิ่มขึ้นสูงสุดในอัตรา 375%, น้ำมันปรุงอาหาร (liquid cooking oil) เพิ่มขึ้น 308%, ข้าวนำเข้า เพิ่มขึ้น 209%, ข้าวในประเทศ เพิ่มขึ้น 173%, เนื้อไก่ เพิ่มขึ้น 191% ในขณะที่สินค้าอย่างเนย เพิ่มขึ้น 48%, นมผงสำหรับเด็กทารก 71% และพาสต้า 75% ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีการปรับตัวขึ้นน้อยที่สุด

 

ลูกจ้างหนุ่มที่ร้านเคบับแห่งหนึ่งในกรุงเตหะราน เล่าว่า ร้านของเขาปรับราคาขึ้นไปแล้วถึงสามครั้งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา “ราคาตับแพงขึ้นเป็นสองเท่า พอถามว่าทำไม ซัพพลายเออร์ก็บอกว่าของขาดบ้าง หรือไม่ก็บอกว่าแกะถูกส่งออก จริงๆ แล้วไม่มีใครดูแลเรื่องนี้จริงจังเลย”

 

ขณะเดียวกัน ค่าเงินเรียลของอิหร่านทำสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์อย่างต่อเนื่องในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยราคาซื้อขายล่าสุด ณ วันอาทิตย์ อยู่ที่ประมาณ 1.77 ล้านเรียลต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ประมาณ 830,000 เรียลต่อดอลลาร์

 

แผนสมคบคิดของศัตรู หรือความล้มเหลวในการบริหาร?

 

เปเซชเคียน และอับดุลนาเซอร์ เฮมมาติ ผู้ว่าการธนาคารกลางอิหร่าน ต่างรับทราบถึงปัญหาราคาสินค้าที่พุ่งขึ้น โดยกล่าวโทษว่าเป็นเพราะสงครามที่ปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์

 

ทั้งนี้ รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาด้วยการแจกเงินอุดหนุนและคูปองอิเล็กทรอนิกส์เพื่อซื้อสินค้าจำเป็น ซึ่งรวมแล้วมีมูลค่าไม่ถึง 10 ดอลลาร์ต่อคนต่อเดือน ขณะเดียวกันก็พยายามเดินหน้าปราบปรามการกักตุนสินค้าที่เชื่อว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาราคาสินค้าแพง ด้วยการดำเนินคดีกับผู้ที่ฉวยโอกาสขึ้นราคาและกักตุนสินค้า

 

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่ามาตรการเหล่านี้ยังไม่เห็นผล เนื่องจากขาดแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจมหภาคที่ชัดเจน

 

ด้านสมาชิกรัฐสภากลุ่มหัวรุนแรง รวมถึงสื่อที่เชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ออกมาตั้งข้อสงสัยว่าราคาสินค้าที่พุ่งสูงนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ โดยระบุว่าเป็นปฏิบัติการ “แก้แค้นทางเศรษฐกิจ” ของฝ่ายศัตรูที่พ่ายแพ้ในสมรภูมิรบ

 

ขณะเดียวกัน ความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจไม่ได้มาจากปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตเกือบทั้งหมดในประเทศที่ดำเนินมานานกว่า 70 วันแล้ว และคาดว่าจะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไปจนกว่าสงครามจะสิ้นสุด แม้เจ้าหน้าที่จำนวนมากในรัฐบาล บริษัทโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ต บริษัทโทรคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับรัฐ ต่างแสดงความไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการดังกล่าว ซึ่งเป็นคำสั่งจากสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด

 

ด้วยเหตุนี้ ประชาชนและภาคธุรกิจของอิหร่านจึงกำลังถูกบีบคั้นอย่างหนักจากหลายปัจจัยรวมกัน ทั้งการบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพภายในประเทศ มาตรการคว่ำบาตรของตะวันตก ผลกระทบจากภาวะสงครามที่ทำให้ประเทศถูกปิดล้อม ไปจนถึงการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต โดยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับภาคธุรกิจสะท้อนได้จากแถลงการณ์ของสมาคมธุรกิจออนไลน์ที่ระบุว่า “ระบบนิเวศสตาร์ตอัปของประเทศได้ตายไปแล้ว”

 

ภาพ: Majid Asgaripour/WANA (West Asia News Agency) via REUTERS

อ้างอิง:

 

The post ชาวอิหร่านเผชิญวิกฤตปากท้อง สงครามดันเงินเฟ้อ-ราคาอาหารพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์เตือน สหรัฐฯ จะไม่ปล่อยให้อิหร่านเข้าถึงแร่ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะระดับสูง https://thestandard.co/trump-us-warns-iran-uranium-access/ Mon, 11 May 2026 03:18:11 +0000 https://thestandard.co/trump-us-warns-iran-uranium-access/ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แถลงการณ์เกี่ยวกับอิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศเตือนเมื่ […]

The post ทรัมป์เตือน สหรัฐฯ จะไม่ปล่อยให้อิหร่านเข้าถึงแร่ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะระดับสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แถลงการณ์เกี่ยวกับอิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศเตือนเมื่อวานนี้ (10 พฤษภาคม) ว่า สหรัฐฯ จะมุ่งเป้าโจมตีชาวอิหร่านทุกคนที่พยายามเข้าถึงแร่ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะระดับสูง โดยระบุว่ากองทัพสหรัฐฯ กำลังเฝ้าระวังวัสดุนิวเคลียร์ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

 

ในการสัมภาษณ์กับรายการ Full Measure ทรัมป์ได้ลดทอนความสำคัญของการที่ยูเรเนียมยังคงหลงเหลืออยู่ในอิหร่าน โดยเชื่อว่าแร่ดังกล่าวถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพังของศูนย์นิวเคลียร์ ทรัมป์กล่าวว่ากองทัพอวกาศ (Space Force) กำลังเฝ้าดูอยู่ และหากมีใครพยายามเข้าใกล้พื้นที่ดังกล่าว สหรัฐฯ จะรู้และจะโจมตีพวกเขาทันที

 

ประเด็นหลักของความขัดแย้ง

 

ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะระดับสูงถือเป็นประเด็นความขัดแย้งหลักในการเจรจาหยุดยิง เพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านที่ยืดเยื้อมานานถึง 10 สัปดาห์ สหรัฐฯ ต้องการให้อิหร่านส่งมอบยูเรเนียมออกนอกประเทศและยุติโครงการนิวเคลียร์ทั้งหมด แต่อิหร่านยืนกรานว่าจะไม่ยอมทิ้งสิทธิในโครงการเสริมสมรรถนะของตนเอง

 

สื่อหลายสำนักรายงานว่า ยูเรเนียมยังคงอยู่ใต้ซากศูนย์นิวเคลียร์ที่สหรัฐฯ ทิ้งระเบิดเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2025 แต่อิหร่านยังไม่ได้ยืนยันตำแหน่งของวัสดุนิวเคลียร์ดังกล่าว ทรัมป์อ้างว่า อิหร่าน ‘ตกลง’ ให้สหรัฐฯ นำเครื่องจักรขนาดใหญ่เข้าไปขุดแร่ยูเรเนียมเพื่อนำกลับสหรัฐฯ แต่อิหร่าน ‘ปฏิเสธ’ ข้อกล่าวอ้างนี้อย่างสิ้นเชิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านระบุว่า ยูเรเนียมมีความศักดิ์สิทธิ์เทียบเท่ากับแผ่นดินอิหร่านและจะไม่ถูกโอนย้ายไปที่ใดทั้งสิ้นในทุกกรณี

 

ปัจจุบันคาดว่า อิหร่านครอบครองยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ 60% ในปริมาณมากกว่า 400 กิโลกรัม ซึ่งหากได้รับการเสริมสมรรถนะต่อไปจนถึงระดับความบริสุทธิ์ 90% จะสามารถใช้สร้างอาวุธนิวเคลียร์ได้ ในปี 2015 อิหร่านเคยตกลงจำกัดการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมไว้ที่ 3.67% เพื่อแลกกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรตามข้อตกลง JCPOA

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากทรัมป์ยกเลิกข้อตกลงและนำมาตรการคว่ำบาตรกลับมาใช้ อิหร่านก็เริ่มพัฒนาโครงการนิวเคลียร์เกินขีดจำกัดที่เคยตกลงกันไว้ ทรัมป์อ้างว่าการทำสงครามในปัจจุบันมีจุดประสงค์ เพื่อป้องกันไม่ให้อิหร่านครอบครองระเบิดนิวเคลียร์

 

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันในสหรัฐฯ ได้พุ่งสูงขึ้นเป็นกว่า 4.50 ดอลลาร์ต่อแกลลอนจากเดิมที่ต่ำกว่า 3 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นผลมาจากปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่เกิดจากการที่อิหร่านปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงเมื่อเดือนที่แล้ว แต่ยังคงมีการปะทะกันอย่างต่อเนื่องจากการที่สหรัฐฯ เข้าปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน ท่ามกลางสถานการณ์ปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ

 

ล่าสุด สื่อที่มีความเชื่อมโยงกับรัฐอิหร่านรายงานว่า อิหร่านได้ส่งคำตอบรับข้อเสนอยุติสงครามฉบับล่าสุดของสหรัฐฯ ผ่านทางปากีสถานซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางแล้ว แม้ทรัมป์จะมองว่าอิหร่าน ‘พ่ายแพ้’ ไปแล้ว แต่เขาย้ำว่าสงครามยังไม่จบลง โดยขู่ว่าสหรัฐฯ ได้ทำลายเป้าหมายไปแล้ว 70% และสามารถใช้เวลาอีก 2 สัปดาห์เดินหน้าโจมตีเป้าหมายอื่นๆ ที่เหลือได้หากต้องการ

 

แฟ้มภาพ: Kevin Lamarque / Reuters

อ้างอิง:

 

The post ทรัมป์เตือน สหรัฐฯ จะไม่ปล่อยให้อิหร่านเข้าถึงแร่ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะระดับสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปแฟ้มลับ UFO สหรัฐฯ มีอะไรในเอกสาร-รูปภาพที่ทรัมป์สั่งเปิดเผยบ้าง? https://thestandard.co/us-releases-ufo-files-trump/ Sat, 09 May 2026 06:37:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1205427 หน้าเว็บไซต์ Presidential Unsealing and Reporting System for UAP Encounters (PURSUE) แสดงเอกสาร UFO

กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกาสร้างความฮือฮาต่อสาธารณชน ด้วย […]

The post สรุปแฟ้มลับ UFO สหรัฐฯ มีอะไรในเอกสาร-รูปภาพที่ทรัมป์สั่งเปิดเผยบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
หน้าเว็บไซต์ Presidential Unsealing and Reporting System for UAP Encounters (PURSUE) แสดงเอกสาร UFO

กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกาสร้างความฮือฮาต่อสาธารณชน ด้วยการเปิดเผยเอกสารลับชุดแรกที่เกี่ยวกับ ‘วัตถุบินที่ไม่สามารถระบุได้’ (Unidentified Flying Object: UFO) โดยอาศัยอำนาจตามคำสั่งประธานาธิบดีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ลงนามตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2026

 

 
 

การเปิดเผยข้อมูลชุดนี้ประกอบด้วยแฟ้มข้อมูลมากกว่า 160 ชุดที่มีอายุนานหลายทศวรรษ รวมถึงเอกสารจากสำนักงานสอบสวนกลาง (FBI), กระทรวงการต่างประเทศ และองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) ภายในเว็บไซต์ของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ใช้เป็นแหล่งเก็บรวบรวมเอกสารเหล่านี้

 

เรารู้อะไรจากเอกสารชุดนี้บ้าง THE STANDARD สรุปข้อมูลทั้งหมดที่ทางการสหรัฐฯ เปิดเผยออกมา

 

ประเด็นสำคัญจากแถลงการณ์ของสหรัฐฯ

 

เมื่อคืนนี้ (8 เมษายน) เพนตากอนปล่อยแฟ้มข้อมูลและเอกสารจำนวนมากที่เรียกว่า ‘New, Never-Before-Seen’ (ใหม่และไม่เคยเห็นมาก่อน) ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อมูลของ UFO และปรากฏการณ์ทางอากาศที่ไม่สามารถระบุได้ (Unidentified Anomalous Phenomena: UAP) โดยชี้ว่า เป็นตัวอย่างของความมุ่งมั่นที่แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลสหรัฐฯ มีความโปร่งใสมากเพียงใด

 

“ในขณะที่รัฐบาลชุดก่อนๆ พยายามบิดเบือนหรือยับยั้งความสนใจของชาวอเมริกัน แต่ประธานาธิบดีทรัมป์มุ่งเน้นไปที่การมอบความโปร่งใสสูงสุดแก่สาธารณชน เพื่อให้ประชาชนสามารถตัดสินใจด้วยตนเองเกี่ยวกับข้อมูลในแฟ้มเหล่านี้” แถลงการณ์ระบุ

 

ทรัมป์ระบุว่า โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของคำสั่งเปิดเผยความลับของทางการสหรัฐฯ เช่นเดียวกับการปล่อยเอกสารลับในคดีลอบสังหาร จอห์น เอฟ.เคนเนดี อดีตผู้นำสหรัฐฯ และ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ บาทหลวงและนักเคลื่อนไหวเพื่อคนผิวดำ (ซึ่งข้อสรุปที่ได้ คือมีการให้รายละเอียดชุดใหม่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น)

 

“เพื่อความโปร่งใสที่สมบูรณ์และสูงสุด ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้สั่งการให้รัฐบาลระบุและจัดเตรียมแฟ้มข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตนอกโลก ทั้ง UAP และ UFO ขอให้ทุกคนสนุกและเพลิดเพลินกับข้อมูล!”

 

อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ของเพนตากอนไม่ได้สรุปผลใดๆ ต่อเอกสารและรูปภาพที่ถูกเปิดเผย โดยระบุว่า ข้อมูลจำนวนมากผ่านการคัดกรองเพื่อความปลอดภัย และไม่ได้มีวิเคราะห์ความผิดปกติใด

 

ส่วนฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์กล่าวหาว่า ทรัมป์กำลังเบี่ยงเบนความสนใจจากกรณีจัดการแฟ้มสอบสวนของกระทรวงยุติธรรม โดย โทมัส แมสซี (Thomas Massie) สส. พรรครีพับลิกันกล่าวหาว่า ผู้นำสหรัฐฯ ใช้เอกสารดังกล่าวปกปิดคดี เจฟฟรีย์ เอปสตีน อาชญากรค้ามนุษย์และล่วงละเมิดทางเพศผู้เยาว์

 

ในเว็บไซต์และเอกสารมีอะไรบ้าง

 

สำหรับเว็บไซต์ที่เปิดเผยข้อมูล คือ https://www.war.gov/UFO/ โดยใช้ชื่อว่า Presidential Unsealing and Reporting System for UAP Encounters (PURSUE) มีจุดเด่น คือ ฟอนต์และกราฟิกที่เหมือนออกมาจากเครื่องพิมพ์ดีด ซึ่งให้กลิ่นอายเหมือนภาพยนตร์สยองขวัญไซไฟยุค 90

 

ในเว็บไซต์ มีข้อความของผู้นำสหรัฐฯ และแถลงการณ์ของ พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ว่า ร่วมมือกับทรัมป์เพื่อนำเสนอความโปร่งใสของข้อมูลที่ถูกปกปิดมานาน ถึงเวลาแล้วที่ชาวอเมริกันจะได้เห็นด้วยตาตนเอง

 

ปัจจุบัน (9 เมษายน เวลา 12.00 น. ตามเวลาประเทศไทย) มีเอกสารถูกอัปโหลดราว 161 ไฟล์ โดยเพนตากอนระบุว่า จะมีการทยอยเปิดเผยบันทึกเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไฟล์ชุดแรกประกอบด้วยเอกสารตั้งแต่ยุคการแข่งขันทางอวกาศช่วงทศวรรษ 1960 ระหว่างสหรัฐฯ กับสหภาพโซเวียต

 

THE STANDARD ได้ทำการตรวจสอบเอกสารฉบับแรกของเว็บไซต์ โดยพบว่า เป็นหัวข้อที่ชื่อว่า ‘Orbs Launching Orbs’ หรือคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่พิเศษของรัฐบาลกลาง 6 คนในปี 2023 ว่า พบเห็นลูกไฟกลมสีส้มบนท้องฟ้าจากจุดที่ต่างกันในช่วงเวลาพลบค่ำทางตะวันตกของสหรัฐฯ ซึ่งปรากฏบนท้องฟ้าเพียง 1-2 วินาที และปล่อยลูกไฟทรงกลมอีก 2-4 ลูก ก่อนที่จะหายวับไป

 

นอกจากนี้ เว็บไซต์ยังประกอบด้วยภาพถ่าย เช่น ในไฟล์ FBI-Photo-B17 มีภาพวัตถุบนท้องฟ้าที่มีใจความว่า FBI ยื่นรายงาน UAP ต่อหน่วยงาน All-domain Anomaly Resolution Office (AARO) เป็นภาพขาวดำ โดยมีวัตถุสีดำทรงกลมขนาดเล็กจำนวน 2 จุด แต่เอกสารหมายเหตุว่า ผู้อ่านไม่ควรตีความว่า ส่วนใดส่วนหนึ่งของคำอธิบายเป็นผลสรุปจากการวิเคราะห์ ขณะที่มีการปกปิดข้อมูลส่วนตัว หรือข้อมูลทางทหารที่เป็นความลับ

 

ขณะที่ New York Times รายงานว่า มีภาพถ่ายของ NASA จากภารกิจ Apollo 17 ในปี 1972 แสดงให้เห็นจุดสามจุดเรียงตัวเป็นรูปสามเหลี่ยม พร้อมด้วยข้อความประกอบว่า ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดเกี่ยวกับความผิดปกตินี้ แต่อาจเป็นวัตถุทางกายภาพบางอย่าง

 

กล่าวโดยสรุปว่า สาธารณชนยังต้องจับตากันต่อไปว่า เอกสารเหล่านี้จะเปิดเผยอะไรเพิ่มเติม หรือข้อมูลชุดใหม่ที่มีความชัดเจน ขณะที่การวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

 

ย้อนไทม์ไลน์ ทำไมเรื่องต่างดาวกลายเป็นประเด็นทางการเมืองสหรํฐฯ

 

อันที่จริง ปรากฏการณ์ประหลาดบนท้องฟ้าอยู่คู่กับการเมืองสหรัฐฯ มานานหลายทศวรรษ แต่ครั้งที่ความชัดเจนที่สุด คือ ในปี 2022 รัฐสภาได้จัดตั้งสำนักงานในเพนตากอนเพื่อสอบสวนและถอดรหัสลับวัสดุที่เกี่ยวข้องอย่าง AARO ขณะที่คณะกรรมาธิการสภาได้จัดการไต่สวนสาธารณะครั้งแรกในเรื่องนี้ในรอบกว่า 50 ปี

 

ทั้งนี้ เพนตากอนออกมาทบทวนเอกสารประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ UFO ย้อนหลังไปถึงปี 1945 ซึ่งเป็นปีที่มีรายงานว่า มีวัตถุรูปทรงคล้ายอะโวคาโดตกลงในรัฐนิวเม็กซิโก ใกล้กับเขตทดสอบโครงการแมนฮัตตัน ระเบิดปรมาณูลูกแรกของโลก

 

ก่อนหน้านี้ในปี 2019 New York Times เคยรายงานเหตุการณ์ที่นักบินกองทัพเรือพบวัตถุบินที่ไม่มีเครื่องยนต์หรือไอเสียที่มองเห็นได้ แต่สามารถทำความเร็วเหนือเสียงและบินสูงถึง 3 หมื่นฟุต

 

ต่อมาในปี 2021 สำนักผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติเผยแพร่รายงานรวบรวมเหตุการณ์ UAP 143 กรณีตั้งแต่ปี 2004 แต่ส่วนใหญ่ยังหาคำอธิบายไม่ได้ ขณะที่ในปี 2024 รายงานของเพนตากอนระบุว่า ไม่พบหลักฐานว่า รัฐบาลปกปิดความลับเรื่องมนุษย์ต่างดาวและการพบเห็น UFO

 

ส่วนเรื่องที่สร้างความฮือฮามากที่สุด คือ ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2026 บารัก โอบามา อดีตผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่า เอเลี่ยนมีจริง แต่ไม่เคยเห็นระหว่างการดำรงตำแหน่ง

 

“ในเชิงสถิติ จักรวาลกว้างใหญ่มาก โอกาสที่มีสิ่งมีชีวิตอยู่ที่อื่นจึงมีสูง แต่ระยะห่างระหว่างระบบสุริยะต่างๆ ไกลมาก โอกาสที่มนุษย์ต่างดาวมาเยือนโลกจึงต่ำ และระหว่างที่ผมเป็นประธานาธิบดี ผมไม่เห็นหลักฐานใดๆ ว่า สหรัฐฯ ติดต่อจากสิ่งมีชีวิตนอกโลก จริงๆ นะครับ!” โอบามาโพสต์คลิปวิดีโอในรายการ พร้อมด้วยแคปชันอธิบายใน Instagram

 

ในปี 2021 โอบามาเคยเล่าว่า ตอนดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ เขาพยายามหาคำตอบเรื่องสิ่งมีชีวิตนอกโลก โดยอ้างทฤษฎีสมคบคิดอย่าง Area 51 ฐานทัพในรัฐเนวาดาที่ถูกลือว่า เป็นที่เก็บเทคโนโลยีล้ำสมัยและสิ่งมีชีวิตจากนอกโลก แต่เมื่อไปตรวจสอบ ก็ไม่เจออะไรที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ต่างดาวหรือยานอวกาศ

 

ภาพ: U.S. Defense Department via Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post สรุปแฟ้มลับ UFO สหรัฐฯ มีอะไรในเอกสาร-รูปภาพที่ทรัมป์สั่งเปิดเผยบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟุตบอลบนความขัดแย้ง! อิหร่านจะได้ไปฟุตบอลโลก 2026 หรือไม่ https://thestandard.co/iran-world-cup-2026-politics-safety/ Sat, 09 May 2026 05:56:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1205419 นักฟุตบอลทีมชาติอิหร่านฉลองชัยชนะ

ทีมชาติอิหร่านยืนยันจะเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 […]

The post ฟุตบอลบนความขัดแย้ง! อิหร่านจะได้ไปฟุตบอลโลก 2026 หรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักฟุตบอลทีมชาติอิหร่านฉลองชัยชนะ

ทีมชาติอิหร่านยืนยันจะเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐอเมริกา แม้จะมีความตึงเครียดทางการเมืองและปัญหาด้านความปลอดภัยอย่างรุนแรง โดย จานนี อินฟานติโน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ FIFA ยืนยันว่า “กีฬาต้องอยู่เหนือการเมือง” และนักเตะพร้อมที่จะลงแข่งขันในฐานะตัวแทนของประชาชน

 

 
 

สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ส่งผลต่อการเข้าร่วมการแข่งขันของราชสีห์แห่งเปอร์เซียในสหรัฐฯ โดยก่อนหน้านี้ เมห์ดี ทาจ นายกสมาคมฟุตบอลอิหร่าน ถูกปฏิเสธวีซ่าเนื่องจากความเชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC

 

ความขัดแย้งที่เกิดนำไปสู่คำขอย้ายสถานที่แข่งขันในรอบแบ่งกลุ่มของอิหร่าน ต่อ FIFA จากสหรัฐอเมริกาไปเม็กซิโก แต่ทางองค์กรลูกหนังโลกยืนยันให้อิหร่าน ลงแข่งขันตามกำหนดการเดิม

 

ผ่านไปรอบคัดเลือก แต่ไม่แน่จะได้ไปบอลโลก?

 

อิหร่านผ่านเข้ารอบสุดท้ายเป็นทีมแรกๆ แต่ความขัดแย้งที่เริ่มต้นขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ทำให้รัฐมนตรีกระทรวงกีฬาของอิหร่านประกาศว่าพวกเขาไม่ต้องการไปแข่งขันในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นคู่ขัดแย้ง

 

สถานการณ์นี้เป็นการทดสอบอำนาจของ FIFA ในการควบคุมฟุตบอลโลกท่ามกลางความขัดแย้งทางการทูต และเป็นการวัดใจว่าอุดมการณ์ของกีฬาที่ต้องการ “สร้างสะพานเชื่อมโยงผู้คน” จะทำได้จริงหรือไม่ในภาวะสงคราม

 

เรื่องนี้กระทบต่อความปลอดภัยของนักกีฬา และการยอมรับในสัญลักษณ์ของชาติ โดยเฉพาะเงื่อนไขของอิหร่านที่ต้องการให้เกียรติกองกำลัง IRGC ระหว่างการแข่งขัน ซึ่งเป็นองค์กรที่สหรัฐฯ ขึ้นบัญชีดำ

 

นับตั้งแต่เริ่มสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ทางอิหร่านขอย้ายสนามฟุตบอลโลก เพื่อไปเล่นที่ประเทศเม็กซิโกแต่ถูกปฏิเสธ ทำให้มีความไม่แน่ชัดในการไปเล่นฟุตบอลโลกของพวกเขาตามมา

 

ฟุตบอลไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง?

 

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ (พฤษภาคม 2026) อิหร่านก็ยังเตรียมทีมและเก็บตัวเพื่อไปฟุตบอลโลกอยู่ที่ตุรกี และมีโปรแกรมอุ่นเครื่อง 3 นัดก่อนฟุตบอลโลก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพวกเขายังต้องการที่จะไปเล่นในฟุตบอลโลก 2026 ครั้งนี้อยู่

 

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ FIFA ถูกตั้งคำถามพอสมควรถึงความเป็นกลางในการจัดการแข่งขัน เพราะในระยะหลัง จานนี อินฟานติโน มีภาพคู่กับประธานาธิบดีสหรัฐฯ บ่อยครั้ง และมักกล่าวโดนัลด์ ทรัมป์ ในแง่บวก

 

การที่พวกเขาให้อิหร่านต้องลงสนามในดินแดนของสหรัฐอเมริกา ทั้งที่อาจจะเกิดเหตุการณ์ตึงเครียดขึ้น และอาจเป็นอันตรายต่อบรรดานักเตะได้ทำให้มีแรงวิจารณ์มาถึงพวกเขาพอสมควร

 

แต่ในทางกลับกัน บางฝ่ายก็มองว่านี่เป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลแล้วที่ FIFA ไม่ยอมปรับโปรแกรมเพื่อชาติใดชาติหนึ่ง โดยย้ำว่าฟุตบอลต้องอยู่เหนือการเมือง ซึ่งนั่นก็เป็นคำถามที่ต้องรอดดูคำตอบว่าการบริหารจัดการให้อิหร่านไปแข่งขันในสหรัฐฯ จะทำได้ดีแค่ไหน และอันที่จริงแล้ว นักเตะอิหร่านจะยอมเดินทางไปหรือไม่?

 

พังพาบหรือผ่านพ้น? จับตาการเดินทางของอิหร่านสู่สหรัฐฯ

 

การเดินทางของนักเตะอิหร่านไปสู่ลอสแอนเจลิสของทีมชาติอิหร่านในเดือนมิถุนายนนี้ น่าจะเป็นที่จับตามองอย่างมากว่าจะมีการประท้วงหรือปัญหาด้านวีซ่าเพิ่มเติมสำหรับนักเตะและทีมงานหรือไม่

 

ปัจจุบันยังไม่มีการยืนยันว่าอิหร่านจะเดินทางไปยังแดนลุงแซมเมื่อไหร่ แต่ที่แน่ๆ พวกเขาต้องแข่งขันนัดแรกในวันที่ 15 มิถุนายน โดยจะพบนิวซีแลนด์ที่ลอสแอนเจลิส

 

ขณะที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แม้จะความกังวลเรื่องความปลอดภัยในตอนแรก แต่ภายหลังระบุว่า “โอเค” หากให้อิหร่านเดินทางมาแข่งขันในสหรัฐอเมริกา ตามคำยืนยันของ อินฟานติโน ประธาน FIFA แม้จะจะเคยมีตัวแทนของเขา เสนอให้เปลี่ยนอิหร่านเป็นอิตาลีให้มาแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้แทนก็ตาม

 

ในตอนนี้ แม้จะยังไม่สามารถยืนยันแบบ 100% ว่าอิหร่านจะได้ไปแข่งขันฟุตบอลโลกในสหรัฐอเมริกา หรือไม่ แต่ที่สิ่งที่รู้ตอนนี้คือพวกเขา ‘อยากไป’ และทางการสหรัฐฯ ก็ ‘ไม่ว่าอะไร’ หากพวกเขาจะมา

 

เจตจำนงของอิหร่านพยายามแสดงให้ทุกฝ่ายเห็นว่า ต่อให้กำแพงทางการการเมืองและความขัดแย้งจะสูงชันเพียงใด แต่ปัจจุบัน ทีมพวกเขากำลังพยายามพิสูจน์ว่าเสียงแห่งแฟนบอลและความฝันของโลกกีฬาอาจจะดังกว่าเสียงของความขัดแย้งทางการเมือง

 

อ้างอิง

The post ฟุตบอลบนความขัดแย้ง! อิหร่านจะได้ไปฟุตบอลโลก 2026 หรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ อนุมัติขายอาวุธมูลค่า 8.6 พันล้านดอลลาร์ ให้พันธมิตรในตะวันออกกลาง https://thestandard.co/us-arms-sales-middle-east-allies/ Sun, 03 May 2026 06:41:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1203514 กราฟิกแสดง สหรัฐฯ อนุมัติขายอาวุธ 8.6 พันล้านดอลลาร์ ให้พันธมิตรตะวันออกกลาง

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เผยแพร่ประกาศ ว่ารัฐบาลสหรัฐ […]

The post สหรัฐฯ อนุมัติขายอาวุธมูลค่า 8.6 พันล้านดอลลาร์ ให้พันธมิตรในตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟิกแสดง สหรัฐฯ อนุมัติขายอาวุธ 8.6 พันล้านดอลลาร์ ให้พันธมิตรตะวันออกกลาง

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เผยแพร่ประกาศ ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ได้อนุมัติการขายอาวุธมูลค่า 8.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้แก่พันธมิตรในตะวันออกกลาง เพื่อเสริมกำลังป้องกันการโจมตีจากอิหร่านในช่วงสงคราม

 

การขายอาวุธครั้งนี้เกิดขึ้นหลังมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ อ้างถึงสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อเร่งดำเนินการส่งมอบอาวุธโดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบจากสภาคองเกรสสหรัฐฯ ก่อน

 

รายละเอียดการขายอาวุธดังกล่าว รวมถึงการส่งมอบอาวุธทำลายล้างแม่นยำขั้นสูง (APKWS) และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องมูลค่า 992 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่อิสราเอล และการสั่งซื้อระบบบัญชาการรบโดยคูเวตในราคา 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

 

ขณะที่กาตาร์ได้รับการอนุมัติให้ซื้อ APKWS และเติมสต็อกระบบป้องกันภัยทางอากาศและระบบขีปนาวุธ Patriot ในราคาเกือบ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้รับการอนุมัติให้ซื้อ APKWS ในราคา 148 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

 

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุในประกาศ ว่าได้ให้เหตุผลโดยละเอียด เกี่ยวกับเหตุฉุกเฉินที่จำเป็นต้องขายอาวุธ “เพื่อผลประโยชน์ด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา” โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบของสภาคองเกรสตามที่ระบุไว้ในกฎหมายควบคุมการส่งออกอาวุธ

 

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อิสราเอลและกลุ่มประเทศในอ่าวเปอร์เซีย ต่างเผชิญกับการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนจำนวนมากจากอิหร่าน จนส่งผลให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศได้รับความเสียหายอย่างหนัก

 

ขณะที่สงครามครั้งนี้ทำให้สหรัฐฯ เริ่มขาดแคลนอาวุธสำคัญหลายชนิด รวมถึงขีปนาวุธสกัดกั้นสำหรับระบบขีปนาวุธ Patriot ซึ่งกำลังขาดแคลนทั่วโลก

 

โดยการขายอาวุธครั้งนี้ เกิดขึ้นในระหว่างที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้เตือนไปยังชาติพันธมิตรในทวีปยุโรป รวมถึงสหราชอาณาจักร โปแลนด์ ลิทัวเนีย และเอสโตเนีย เพื่อให้เตรียมรับมือกับความล่าช้าในการส่งมอบอาวุธ เนื่องจากสหรัฐฯ กำลังเร่งเติมเต็มคลังอาวุธที่ลดลงไปจากสงครามอิหร่าน

 

ภาพ : Sean Gallup/Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post สหรัฐฯ อนุมัติขายอาวุธมูลค่า 8.6 พันล้านดอลลาร์ ให้พันธมิตรในตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลทหารเมียนมาอภัยโทษ อองซาน ซูจี ลดโทษจำคุก-เปลี่ยนสถานที่คุมขังเป็นบ้านพัก https://thestandard.co/aung-san-suu-kyi-myanmar-pardon/ Fri, 01 May 2026 04:14:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1202985 อองซาน ซูจี อดีตผู้นำเมียนมา ผู้ถูกลดโทษและย้ายไปกักบริเวณในบ้านพัก

เมื่อวานนี้ (30 เมษายน) อองซานซูจี อดีตผู้นำเมียนมาและเ […]

The post รัฐบาลทหารเมียนมาอภัยโทษ อองซาน ซูจี ลดโทษจำคุก-เปลี่ยนสถานที่คุมขังเป็นบ้านพัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
อองซาน ซูจี อดีตผู้นำเมียนมา ผู้ถูกลดโทษและย้ายไปกักบริเวณในบ้านพัก

เมื่อวานนี้ (30 เมษายน) อองซานซูจี อดีตผู้นำเมียนมาและเจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพวัย 80 ปี ได้ถูกย้ายจากการคุมขังในเรือนจำไปสู่การกักบริเวณในที่พักอาศัยแล้ว โดย มินอองหล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา ผู้ก่อการรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือนในปี 2021 ได้แถลงว่าจะให้เธอเปลี่ยนมารับโทษที่เหลืออยู่ในที่พักที่ถูกกำหนดไว้แทน

 

 
 

การเปลี่ยนสถานที่กักขังครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการอภัยโทษและลดโทษนักโทษครั้งใหญ่ เนื่องในวันหยุดสำคัญทางศาสนาพุทธ ซึ่งส่งผลให้โทษจำคุกเดิมของเธอที่ 33 ปี ซึ่งตัดสินเมื่อปลายปี 2022 ถูกลดหย่อนลงหลายครั้ง จนปัจจุบันเหลือโทษจำคุกประมาณ 18 ปี

 

แม้สื่อของรัฐจะมีการเผยแพร่ภาพถ่ายของเธอนั่งอยู่กับเจ้าหน้าที่ทหาร แต่ คิม อาริส บุตรชายของเธอ ออกมาระบุว่า ภาพดังกล่าวเป็นภาพเก่าตั้งแต่ปี 2022 และเขายังไม่ปักใจเชื่อจนกว่า จะมีการยืนยันสภาพความเป็นอยู่จากหน่วยงานอิสระ นอกจากนี้ ทีมทนายความของเธอก็ระบุว่า พวกเขาเพิ่งทราบข่าวจากสื่อและยังไม่ได้รับการแจ้งเตือนโดยตรงจากทางการแต่อย่างใด

 

ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพและสภาพความเป็นอยู่ของเธอถูกรัฐบาลทหารควบคุมอย่างเข้มงวดมาโดยตลอด มีรายงานในช่วงปี 2024 และ 2025 ว่าเธอมีปัญหาสุขภาพที่ทรุดโทรมลง เช่น ภาวะความดันโลหิตต่ำ วิงเวียนศีรษะ และปัญหาโรคหัวใจ แต่ข้อมูลเหล่านี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ และครอบครัวไม่ได้ติดต่อกับเธอมานานกว่า 2 ปีแล้ว

 

ปฏิกิริยาจากนานาชาติและนัยทางการเมือง

 

โฆษกเลขาธิการสหประชาชาติมองว่าการให้เธอไปรับโทษกักบริเวณในบ้านพักถือเป็น ‘ก้าวที่มีความหมาย’ ไปสู่กระบวนการทางการเมืองที่น่าเชื่อถือ แต่ก็ยังคงเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนักโทษทางการเมืองทุกคนโดยเร็วที่สุด

 

การปรากฏตัวของเธอในสื่อของรัฐและการปรับเปลี่ยนสถานะครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลทหารอาจกำลังเตรียมการเปลี่ยนแปลงสถานะของเธอในอนาคต ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกับที่ มินอองหล่าย เพิ่งสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี หลังจากการจัดการเลือกตั้งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าจัดขึ้นเพื่อรักษาอำนาจของกองทัพไว้ตามเดิม ท่ามกลางความต้องการที่จะยุติการถูกโดดเดี่ยวจากประชาคมโลก

 

แฟ้มภาพ: Myanmar State TV

 

อ้างอิง:

 

The post รัฐบาลทหารเมียนมาอภัยโทษ อองซาน ซูจี ลดโทษจำคุก-เปลี่ยนสถานที่คุมขังเป็นบ้านพัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องข้อจำกัดทรัมป์: เดดไลน์ 1 พฤษภาคมคืออะไร สงครามอิหร่านจะไปต่อหรือพอแค่นี้ https://thestandard.co/trump-iran-war-congress-deadline/ Tue, 28 Apr 2026 09:53:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1202042 โดนัลด์ ทรัมป์ เผชิญหน้ากับสภาคองเกรสและสงครามอิหร่านจากเดดไลน์ 1 พฤษภาคม

ท่ามกลางความตึงเครียดที่ยังคงคุกรุ่นระหว่างสหรัฐอเมริกา […]

The post ส่องข้อจำกัดทรัมป์: เดดไลน์ 1 พฤษภาคมคืออะไร สงครามอิหร่านจะไปต่อหรือพอแค่นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ เผชิญหน้ากับสภาคองเกรสและสงครามอิหร่านจากเดดไลน์ 1 พฤษภาคม

ท่ามกลางความตึงเครียดที่ยังคงคุกรุ่นระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน แม้โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะประกาศขยายเวลาหยุดยิงออกไป แต่เขากำลังเผชิญกับแรงกดดันครั้งสำคัญที่ไม่ได้มาจากสมรภูมิรบ ทว่ามาจาก ‘เดดไลน์ 1 พฤษภาคม’ ในสภาคองเกรส ภายใต้กฎหมายมติอำนาจทำสงคราม (War Powers Act) ที่อาจเป็น ‘ตัวจำกัดขอบเขต’ การใช้กำลังทางทหารของทรัมป์

 

สิ่งที่น่าจับตามองคือ เมื่อเวลาบีบคั้นเข้ามา ผู้นำสหรัฐฯ จะยอมปฏิบัติตามกรอบกฎหมายที่อาจถูกมองว่าเป็นการยอมรับความพ่ายแพ้ หรือเขาจะงัดกลยุทธ์และข้ออ้างใดขึ้นมา เพื่อหลบหลีกข้อจำกัดนี้และเดินหน้าเดิมพันกับสงครามต่อไป

 

เดดไลน์ 1 พฤษภาคม คืออะไร

 

เดดไลน์นี้คือ ข้อกำหนดทางกฎหมายภายใต้ War Powers Act หรือ มติอำนาจทำสงคราม ปี 1973 ซึ่งกำหนดให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต้องจำกัดระยะเวลาการใช้กองกำลังทหารในความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ไว้ที่ ‘60 วัน’ หากต้องการทำสงครามต่อหลังจากผ่านเส้นตายนี้ไป ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะต้องได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากรัฐสภา ผ่านมติร่วมที่ใช้ ‘เสียงข้างมาก’ จากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา

 

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สามารถขอขยายเวลาเพิ่มได้ ‘เพียงครั้งเดียว’ เป็นเวลา 30 วัน หากสามารถรับรองเป็นลายลักษณ์อักษรต่อรัฐสภาว่า การใช้กำลังทหารต่อไปนั้นเกิดจาก ‘ความจำเป็นทางทหารที่หลีกเลี่ยงไม่ได้’ และหากพ้นกรอบเวลา 90 วันนี้แล้ว สภาคองเกรสไม่มีการประกาศสงครามหรือให้ความเห็นชอบให้ดำเนินปฏิบัติการทางทหารต่อไป ประธานาธิบดีจะต้อง ‘ยุติการใช้กองกำลังทหารทันที’

 

หลังจากเดดไลน์ดังกล่าว ทรัมป์ยังสามารถทำสงครามกับอิหร่านต่อไปได้ แม้ว่าการขออนุมัติจากรัฐสภาโดยตรงจะมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากมีความแตกแยกอย่างร้าวลึกระหว่างพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกัน รวมถึงสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วนที่แม้จะเคยสนับสนุนทรัมป์ ก็เริ่มแสดงความกังวลและประกาศชัดเจนว่า จะไม่สนับสนุนการทำสงครามที่ยืดเยื้อเกินกรอบเวลา 60 วัน หากไม่ผ่านการอนุมัติจากรัฐสภาตามกฎหมายสหรัฐฯ

 

ช่องทางอื่นๆ ของทรัมป์ เพื่อเดินหน้าทำสงคราม

 

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังมี ‘ช่องทางอื่นๆ’ ที่จะใช้หลีกเลี่ยงการขออนุมัติจากรัฐสภา เพื่อเดินหน้าทำสงครามต่อไปได้

 

  • การใช้ ‘กฎหมายมอบอำนาจให้ใช้กำลังทหาร’ (AUMF)

 

ทรัมป์อาจอ้างสิทธิจาก AUMF (Authorization for Use of Military Force) ซึ่งเคยมอบอำนาจให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใช้กำลังทหารได้สำหรับ ‘เป้าหมายเฉพาะเจาะจง’ โดยในช่วงวาระแรก ทรัมป์เคยใช้ AUMF ปี 2002 มาเป็นข้ออ้างในการสั่งลอบสังหาร นายพลกัสเซม โซไลมานี ของอิหร่านมาแล้วในปี 2020 ขณะที่ อดีตประธานาธิบดีอย่าง บารัก โอบามาเองก็เคยใช้ AUMF ปี 2001 ในปฏิบัติการปราบปรามกลุ่ม ISIS เช่นเดียวกัน

 

  • การอ้างว่าข้อกำหนดนี้ ‘ขัดต่อรัฐธรรมนูญ’

 

อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลายคน ‘เคยปฏิเสธ’ ที่จะปฏิบัติตามคำสั่งให้ยุติการใช้กำลังทหาร โดยให้เหตุผลว่าข้อบังคับของ War Powers Act ในส่วนนี้ ‘ขัดต่อรัฐธรรมนูญ’ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว รัฐสภาก็ไม่มีช่องทางทางกฎหมายที่ชัดเจนนักที่จะบังคับให้ประธานาธิบดีปฏิบัติตามได้สำเร็จ

 

  • การตีความคำว่า ‘ความเป็นศัตรู’ (Hostilities)

 

รัฐบาลทรัมป์อาจใช้ข้ออ้างเดียวกับรัฐบาลโอบามาในกรณีความขัดแย้งที่ลิเบียเมื่อปี 2011 ที่อ้างว่า การโจมตีไม่ได้มีการ ‘ยิงปะทะโดยตรงกับกองกำลังศัตรู’ จึงไม่เข้าข่ายนิยามทางกฎหมายของคำว่า ‘ความเป็นศัตรู’ ภายใต้ War Powers Act ทำให้ไม่ต้องขออนุมัติจากรัฐสภา

 

นอกจากเหตุผลทางกฎหมายแล้ว ในทางการเมือง ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า ทรัมป์มีแนวโน้มที่จะ ‘ทำสงครามต่อไปในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง’

 

ศาสตราจารย์ ซาลาร์ โมฮันเดซี วิเคราะห์ใน Al Jazeera ว่า ภาพลักษณ์ทั้งหมดของทรัมป์ขึ้นอยู่กับ ‘ชัยชนะ’ การที่เขายอมถอยจะหมายถึง ‘การยอมรับความพ่ายแพ้’ และเนื่องจากทรัมป์มีนิสัยชอบเสี่ยง จึงเป็นไปได้อย่างมากที่เขาจะยกระดับความขัดแย้งต่อไป เพื่อหวังจะคว้าชัยชนะให้ได้ในภายหลัง ซึ่งเห็นได้จากสถานการณ์ปัจจุบันที่แม้ทั้งสองฝ่ายจะประกาศหยุดยิง แต่สหรัฐฯ ก็ยังคงใช้มาตรการกดดันทางทหารในทางทะเลอย่างต่อเนื่อง เช่น การปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน และการยิงปะทะหรือยึดเรือในช่องแคบฮอร์มุซและทะเลอาหรับ

 

อ้างอิง:

 

The post ส่องข้อจำกัดทรัมป์: เดดไลน์ 1 พฤษภาคมคืออะไร สงครามอิหร่านจะไปต่อหรือพอแค่นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>