กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/กิตติศักดิ์-รัตนวราหะ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 18 Apr 2025 01:04:37 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ศาลพิจิตรพิพากษา อดีต สว. กิตติศักดิ์ นำมวลชนบุกวัดบางคลาน จำคุก 12 เดือน รอลงอาญา 2 ปี คุมประพฤติ 1 ปี ห้ามก่อเหตุซ้ำ https://thestandard.co/ex-senator-kittisak-suspended-sentence-probation/ Wed, 24 Jul 2024 09:49:33 +0000 https://thestandard.co/?p=962357

วันนี้ (24 กรกฎาคม) ที่ศาลจังหวัดพิจิตร ผู้พิพากษาได้ออ […]

The post ศาลพิจิตรพิพากษา อดีต สว. กิตติศักดิ์ นำมวลชนบุกวัดบางคลาน จำคุก 12 เดือน รอลงอาญา 2 ปี คุมประพฤติ 1 ปี ห้ามก่อเหตุซ้ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (24 กรกฎาคม) ที่ศาลจังหวัดพิจิตร ผู้พิพากษาได้ออกนั่งบัลลังก์ 10 อ่านคำพิพากษาคดีที่วัดบางคลานยื่นฟ้อง กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ อดีตสมาชิกวุฒิสภา จากกรณีเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2561 กิตติศักดิ์ จำเลยได้นำมวลชนบุกวัดหิรัญญาราม หรือวัดบางคลาน ตำบลบางคลาน อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร ปิดกุฏิรักษาการเจ้าอาวาส และขับไล่รักษาการเจ้าอาวาส

 

ศาลพิพากษาว่า กิตติศักดิ์มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 358, 365 (2) ประกอบมาตรา 362 และมาตรา 364 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของกิตติศักดิ์เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานบุกรุกโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป จำคุก 1 ปี และปรับ 30,000 บาท ฐานร่วมกันเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น กับฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 3,000 บาท

 

จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานบุกรุกโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป คงเหลือจำคุก 6 เดือน และปรับ 15,000 บาท ฐานร่วมกันเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น คงเหลือจำคุก 6 เดือน และปรับ 1,500 บาท รวมจำคุกทั้งหมด 12 เดือน และปรับเป็นเงิน 16,500 บาท และไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และให้คุมประพฤติไว้ 1 ปี

 

ทั้งนี้ ให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร กับให้จำเลยละเว้นการประพฤติอันนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันกับคดีนี้อีก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ความผิดหลายกรรม

 

ส่วนคดีที่กิตติศักดิ์นำชายฉกรรจ์ชุดดำบุกทำร้ายร่างกายพระสงฆ์ ไวยาวัจกร และคนงาน ภายในวัดบางคลาน เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2566 ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาไปวันที่ 4 กันยายน 2567 เนื่องจากจำเลยที่ 7 ไม่มาศาล

The post ศาลพิจิตรพิพากษา อดีต สว. กิตติศักดิ์ นำมวลชนบุกวัดบางคลาน จำคุก 12 เดือน รอลงอาญา 2 ปี คุมประพฤติ 1 ปี ห้ามก่อเหตุซ้ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 ปี ‘ความภูมิใจ’ สว. ชุดพิเศษ https://thestandard.co/5-years-pride-special-senators/ Mon, 08 Jul 2024 04:01:48 +0000 https://thestandard.co/?p=954593

ก่อนสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดที่ 12 ที่ถูกขนานนามว่าเป็น […]

The post 5 ปี ‘ความภูมิใจ’ สว. ชุดพิเศษ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ก่อนสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดที่ 12 ที่ถูกขนานนามว่าเป็น ‘สว. ชุดพิเศษ’ ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ต่อในฐานะสภาสูง และอำนาจตามบทเฉพาะกาล เช่น การเลือกนายก​​รัฐมนตรี ร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่กำหนดอนาคตของประเทศ

 

รวมถึงมีอำนาจลงมติร่วมกับ สส. เพื่อพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศ หรือแม้แต่การมีอำนาจลงมติด้วยเสียง 1 ใน 3 เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะหมดอำนาจลงในอีกไม่กี่วันนี้

 

และก่อน สว. ชุดพิเศษนี้จะจากลาการเมืองไทยไปตลอดกาล THE STANDARD ประมวลความคิดเห็น 8 สว. ผู้ทรงเกียรติ ผ่านการสนทนาพิเศษเกี่ยวกับความภูมิใจในการทำหน้าที่ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เพื่อเป็นการส่งท้าย

 

 

กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวถึงความภูมิใจในการทำหน้าที่ สว. ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา

 

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่:

 

 


 

 

เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวถึงความภูมิใจในการทำหน้าที่ สว. ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา

 

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่:

 

 


 

 

แพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวถึงความภูมิใจในการทำหน้าที่ สว. ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา

 

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่:

 

 


 

 

คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา กล่าวถึงความภูมิใจในการทำหน้าที่ สว. ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา

 

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่:

 

 


 

 

วัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวถึงความภูมิใจในการทำหน้าที่ สว. ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา

 

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่:

 

 


 

 

สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธ์ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวถึงความภูมิใจในการทำหน้าที่ สว. ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา

 

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่:

 

 


 

 

วันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวถึงความภูมิใจในการทำหน้าที่ สว. ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา

 

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่:

 

 


 

 

ซากีย์ พิทักษ์คุมพล สมาชิกวุฒิสภา กล่าวถึงความภูมิใจในการทำหน้าที่ สว. ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา

 

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่:

 

 

ภาพประกอบ: พรวลี จ้วงพุฒซา

The post 5 ปี ‘ความภูมิใจ’ สว. ชุดพิเศษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อำลา ‘250 สว. ชุดเฉพาะกาล’ ร่วมถ่ายภาพหมู่ครั้งสุดท้าย https://thestandard.co/group-photo-250-senators/ Wed, 19 Jun 2024 04:21:50 +0000 https://thestandard.co/?p=946965 250 สว.

วันนี้ (19 มิถุนายน) ที่สนามหญ้าลานปลาอานนท์ หน้าอาคารร […]

The post อำลา ‘250 สว. ชุดเฉพาะกาล’ ร่วมถ่ายภาพหมู่ครั้งสุดท้าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
250 สว.

วันนี้ (19 มิถุนายน) ที่สนามหญ้าลานปลาอานนท์ หน้าอาคารรัฐสภา ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 250 คน ร่วมกันถ่ายภาพหมู่เป็นที่ระลึก ก่อนที่จะมี สว. ชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ ภายหลังจากศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ และทำให้การเลือก สว. ไม่โมฆะ

 

สำหรับ สว. ชุดที่ 12 นี้ เข้ารับหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2562 จนถึงวันที่ 10 พฤษภาคม 2567 ถือเป็นวุฒิสภาชุดแรกภายใต้รัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2560 หลังจากการรัฐประหารในประเทศไทยเมื่อปี 2557 และได้รับฉายาว่า ‘สว. เฉพาะกาล’ เนื่องจากมีที่มามาจากบทเฉพาะกาลตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรี เป็นส่วนหนึ่งที่ได้กำหนดอนาคตประเทศตลอด 5 ปีที่ผ่านมา

 

การถ่ายรูปหมู่ในวันนี้นำโดย พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา, พล.อ. สิงห์ศึก สิงห์ไพร รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง และ ศุภชัย สมเจริญ รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง

 

กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า ตนรู้สึกดีใจ เพราะเราได้ปฏิบัติหน้าที่ แล้วจะมีชุดใหม่มาปฏิบัติหน้าที่ต่อ ส่วนจะให้รีวิวคะแนนการทำงานของตัวเอง เราไม่สามารถให้คะแนนตัวเองไม่ได้ ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน และให้ผลงานที่ฝากไว้ในแผ่นดินนี้เป็นผู้ตัดสิน

 

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่าจะทำอะไรต่อไป กิตติศักดิ์ยิ้มแล้วตอบว่า ตอนนี้ก็เข้าวัดทำบุญก่อน ไม่แน่อาจจะไปบวชที่อินเดียสัก 3 วัน ตอนนี้คนยุให้บวชตลอดชีวิตเลย แต่ตนก็คิดว่าไม่ได้ ส่วนจะทิ้งการเมืองเลยหรือไม่ ตนยืนยันว่าไม่ทิ้งแน่นอน เราอยู่ในการเมืองทั้งเบื้องหลังและเบื้องหน้ามาตลอด เพราะฉะนั้นสิ่งใดที่เรามีความรู้ความสามารถไหนที่ช่วยบ้านเมืองได้เราก็ยินดี เพราะไม่ต้องการอย่างอื่นแล้ว

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ามีสิ่งใดที่จะฝากถึง สว. ชุดใหม่ หรือไม่ กิตติศักดิ์กล่าวว่า อยากให้ตั้งใจทำงาน และฝากให้ทุกท่านที่จะมาเป็น สว. ชุดใหม่ รักและเทิดทูนชาติ อยากให้รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

 

 

The post อำลา ‘250 สว. ชุดเฉพาะกาล’ ร่วมถ่ายภาพหมู่ครั้งสุดท้าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สว. 67 : รอวันกลับบ้าน! ฉากชีวิตถัดไปของ ‘กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ’ สว. ตัวตึง ทายาท คสช. https://thestandard.co/kittisak-rattanawaraha-senator-homecoming/ Sat, 01 Jun 2024 02:00:32 +0000 https://thestandard.co/?p=939926

ภาพจำของประชาชนคนไทยทั้งประเทศที่มีต่อ ‘สมาชิกวุฒิสภา ( […]

The post สว. 67 : รอวันกลับบ้าน! ฉากชีวิตถัดไปของ ‘กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ’ สว. ตัวตึง ทายาท คสช. appeared first on THE STANDARD.

]]>

ภาพจำของประชาชนคนไทยทั้งประเทศที่มีต่อ ‘สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดที่ 12’ ทั้ง 250 คน เป็น สว. ที่มาจากแต่งตั้งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2562 ซึ่งมีวาระการดำรงตำแหน่งทั้งสิ้น 5 ปี และไม่สามารถกลับมาเป็น สว. ได้อีก 

 

สว. ทั้ง 250 คนเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ต่อในฐานะสภาสูง และอำนาจตามบทเฉพาะกาล เช่น การเลือกนายก​​รัฐมนตรี ร่วมกับ สส. ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่กำหนดอนาคตของประเทศ รวมถึงมีอำนาจลงมติร่วมกับ สส. เพื่อพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศ หรือแม้แต่การมีอำนาจลงมติด้วยเสียง 1 ใน 3 เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

 

ปัจจุบันแม้ สว. ชุดที่ 12 ได้หมดวาระลงไปแล้ว แต่ สว. ชุดนี้ยังคงปฏิบัติหน้าที่รักษาการจนกว่าจะได้ สว. ชุดใหม่ จำนวน 200 คน ก่อนที่ สว. ชุดพิเศษนี้จะลาจากการเมืองไทย THE STANDARD ขอนำเสนอโปรเจกต์การสนทนาพิเศษกับบรรดา สว. ผู้ทรงเกียรติ ถึงผลงาน 5 ปีที่ผ่านมา และก้าวต่อไปหลังเข้าสู่ช่วงพ้นวาระ 

 

ประเดิมคนแรกด้วย ‘กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ’ สว. ตัวตึง ผู้สร้างภาพจำด้วยการสร้างตำนาน ‘ชี้นิ้ว’ ระหว่างการแถลงนโยบายรัฐบาลของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่อที่ประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2562 หลังถูกกล่าวหาว่า ‘เข้าสภาได้’ เพราะ ‘เลียรองเท้าทหาร’ 

 


 

กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ นั่งอยู่บนรถยนต์กระบะโตโยต้าวีโก้ตอนเดียวคู่ใจ

พร้อมชี้นิ้วย้อนรำลึกตำนานที่ได้สร้างภาพจำภายในห้องประชุมสภา

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 


 

‘กิตติศักดิ์’ เดินทางด้วยรถยนต์กระบะโตโยต้าวีโก้ตอนเดียวคู่ใจ เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกวุฒิสภาที่อาคารสัปปายะสภาสถาน พร้อมเปิดห้องทำงานส่วนตัวบนชั้น 5 ภายในอาคารรัฐสภา พูดคุยถึงเส้นทางชีวิตที่ไม่ง่าย จากเกษตรกรคนธรรมดาสู่ สว. สายตรงของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา 

 

จากเกษตรกรคนธรรมดาสู่ สว. ทายาท คสช. 

 

‘กิตติศักดิ์’ เริ่มต้นบทสนทนาว่า ชีวิตของเขานั้นสุดแสนธรรมดา เป็นคนบ้านนอก และอยู่ในพื้นที่กันดารมาทั้งชีวิต เกิดที่จังหวัดกำแพงเพชร แต่ไปเติบโตและพบรักกับภรรยา จนได้สร้างครอบครัวที่จังหวัดพิจิตร 

 

เมื่อมีลูกสาวก็ตัดสินใจขายทุกอย่าง (เหลือที่ดิน 10 ไร่) ย้ายสำมะโนครัวเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ เพื่อให้ลูกสาวได้รับการศึกษาที่ดี และเมื่อลูกสาวเรียนจบก็ตัดสินใจกลับไปอยู่จังหวัดพิจิตรอีกครั้ง

 

“ผมเป็นคนบ้านนอก แล้วก็คิดว่ากรุงเทพฯ ไม่ใช่ถิ่นที่เราจะอยู่อาศัย กรุงเทพฯ​ เป็นเมืองที่วุ่นวาย และมีรายได้เดือนชนเดือน จึงตัดสินใจกลับบ้าน” กิตติศักดิ์เล่าชีวิตตัวเอง 

 


 

กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ยืนอยู่บริเวณหน้าประตูห้องทำงานส่วนตัว ชั้น 5

ภายในอาคารรัฐสภา

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร 

 


 

เมื่อกลับไปจังหวัดพิจิตร ก็กลับไปทำมาหากินจากที่ดินที่เหลืออยู่ และอาศัยความรู้เรื่องเกษตรที่ตนเองมีไปช่วยเหลือเกษตรกรที่เดือดร้อน โดยเฉพาะชาวนาที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากนโยบายประกันรายได้ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเป็นรอยต่อก่อนที่จะเข้าสู่ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 

 

กิตติศักดิ์เล่าว่า ตนเองเป็นส่วนหนึ่งในการนำม็อบชาวนามาเรียกร้องที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเจรจาให้รัฐบาลจ่ายเงินทดแทนประกันรายได้แก่ชาวนาทั่วประเทศที่ยังค้างอยู่เป็นจำนวนเงินกว่า 7 พันล้านบาท ทำให้จากนั้นเริ่มมีชื่อเสียงในกลุ่มชาวนามากยิ่งขึ้น จนถูกเลือกให้เป็นประธานชาวนาภาคเหนือ 

 

หลังจากนั้น 1 ปี โครงการจำนำข้าวก็ถือกำเนิดขึ้น โดยผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตรได้เลือกตนเองให้เป็นคณะกรรมการตรวจสอบในโครงการจำนำข้าวด้วย ก่อนจะเข้าสู่ช่วงวิกฤตจากโครงการจำนำข้าวของรัฐบาล ชาวนาเรียกร้องให้รัฐบาลจ่ายเงินจากการซื้อข้าวไป 

 

“เราเริ่มต้นเรียกร้องในจังหวัดพิจิตรก่อนด้วยจำนวนคนหลักร้อย เมื่อการเรียกร้องไม่เป็นผลจึงได้ขยับมาเรียกร้องที่กระทรวงพาณิชย์ และมาพร้อมกับชาวนาหลักหมื่นคน”

 


 

กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ นั่งบนโซฟากลางห้องทำงานส่วนตัว ชั้น 5

ภายในอาคารรัฐสภา ระหว่างให้สัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 


 

กิตติศักดิ์กล่าวอธิบายว่า กลุ่มชาวนาผู้เรียกร้องเหล่านี้เรียกร้องเฉพาะในส่วนของโครงการจำนำข้าวเท่านั้น ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องการเรียกร้องของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ที่นำโดย สุเทพ เทือกสุบรรณ แต่อย่างใด 

 

“ชาวนาที่เดือดร้อนจากโครงการจำนำข้าวมีจำนวนมาก และสิ่งที่สะเทือนใจมากที่สุดคือการเห็นชาวนาเริ่มฆ่าตัวตาย ผมก็ได้เรียกร้องไปยังรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ ว่าควรที่จะหาเงินมาจ่ายให้แก่ชาวนา เมื่อเอาข้าวเขาไปแล้ว ก็ควรที่จะต้องจ่ายเงินให้กับเขา จนกระทั่งถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 คสช. ได้ยึดอำนาจทำการรัฐประหารและเปลี่ยนแปลงอำนาจ ม็อบชาวนาได้สลายตัว ผมก็กลับบ้าน”

 

เสียงปลายสาย… “นายเรียกให้มารายงานตัวกรุงเทพฯ ด่วน”

 

2 สัปดาห์ผ่านไป มีสายโทรศัพท์เข้า ปลายสายรายงานตัวว่าเป็นนายทหารยศพันโท พร้อมแจ้งว่า “นายสั่งให้ท่านเข้ากรุงเทพฯ ไปสโมสรทหารบกด่วน” 

 

กิตติศักดิ์บอกว่า การที่มีนายทหารโทรศัพท์หา แล้วบอกว่าให้เขาเดินทางไปที่สโมสรทหารบก ซึ่งเป็นสถานที่ที่ คสช. ประกาศยึดอำนาจรัฐบาล โดยไม่ทราบว่าให้ไปทำไม เป็นสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกใจตุ๊มๆ ต่อมๆ ไม่น้อยทีเดียว 

 

“ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าจะได้รับการทาบทามให้เข้ามาดำรงตำแหน่งอะไร กังวลเพียงว่าการที่เรียกเราไปต้องรายงานตัวที่สโมสรทหารบกเราจะโดนกี่คดี และมารู้ทีหลังว่าได้รับการทาบทามให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในโควตาเกษตรกร”  

 

กิตติศักดิ์เล่าต่อว่า บุคคลที่จะได้เป็นสมาชิก สนช. ได้บุคคลนั้นจะต้องได้รับโค้ดทั้งสิ้น 3 ครั้ง ซึ่งโค้ดนั้นมีลักษณะเป็นรหัสอะไรสักอย่าง หากได้โค้ดไม่ครบ 3 ครั้ง เตรียมใจได้เลยนั่นหมายความว่า บุคคลนั้นอาจไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก สนช. 

 

สำหรับกระบวนการได้โค้ดนั้น ครั้งแรกคือ เรียกเข้าพบ ครั้งที่สองคือ การตรวจสอบประวัติการศึกษา ตรวจสอบคดีต่างๆ เกี่ยวข้องกับยาเสพติดหรือไม่ ครั้งที่ 3 เป็นการยืนยันว่า เราจะเป็นสมาชิก สนช. อย่างแน่นอน 

 

มีเกร็ดที่ตลกอย่างหนึ่ง แม่บ้านของผมไปบนใหญ่เลย ขอให้ได้ตำแหน่ง บน 3 ที่ หัวหมูที่ละ 5 หัว ผมจึงเล่าติดตลกให้เพื่อน สว. ฟังว่า ผมไม่ได้มาด้วยความสามารถนะ แต่มาด้วยแรงบนทั้ง 3 ที่

 


 

กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ เท้าสะเอว

ก่อนขึ้นรถยนต์กระบะคู่ใจเพื่อเดินทางกลับจังหวัดพิจิตร 

ภายหลังเสร็จสิ้นการสัมภาษณ์พิเศษ กับ THE STANDARD 

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 


 

กิตติศักดิ์เล่าต่อว่า เขาเดินทางจากจังหวัดพิจิตรมาถึงกรุงเทพฯ ใช้เวลาทั้งสิ้น 4 ชั่วโมงด้วยกระบะวีโก้คันเดิม เข้ารายงานตัวเป็นสมาชิก สนช. ที่รัฐสภา ตอนนั้นก็แต่งตัวธรรมดา จน รปภ. ต้องเอ่ยถามว่ามาทำอะไร “ลุงมาทำอะไร” ก็อมยิ้ม ไม่ได้ตอบอะไร แล้วอาศัยห้องน้ำสภาแต่งตัวเสียใหม่ 

 

ในวันนั้นได้พบและพูดคุยกับ ‘ครูหยุย-วัลลภ ตังคณานุรักษ์’ หนึ่งในบุคคลที่ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิก สนช. และได้เป็น สว. เป็นครั้งแรก และถูกชักชวนให้เข้าร่วมกลุ่มไปทำงานด้วยกันตลอด 10 ปีที่ผ่านมา 

 

“การเป็น สนช. และ สว. ในชุดนี้ผ่านการโปรดเกล้าฯ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่การเลือก สว. ใหม่นี้จะเป็นโดยการรับรองของ กกต. ซึ่งมีความต่างกัน จากวันนั้นที่ได้รายงานตัว และไม่มีอะไรติดตัวเลย วันนี้เป็นมงคลชีวิตสูงสุดที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสายสะพาย สายที่ 3 นับเป็นมงคลสูงสุดในชีวิต” กิตติศักดิ์กล่าว

 


 

กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ในชุดข้าราชการ ยกมือวันทยหัตถ์ทักทาย 

เจ้าหน้าที่ชุดตรวจเก็บกู้วัตถุระเบิด วัตถุต้องสงสัย 

ก่อนการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี 

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2566 

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 


 

5 ปี สว. ‘ภูมิใจ’ ที่ได้ตอบแทนแผ่นดินอย่างเต็มความสามารถ

 

“5 ปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง เล่าให้ฟังหน่อย” THE STANDARD ถาม 

 

กิตติศักดิ์ตอบว่า ‘ไม่สนุกเอาเสียเลย’ เมื่อได้รับเลือกให้เป็น สว. ได้จัดตั้งโครงการ สว. พบประชาชนในทั่วทุกภูมิภาค หลังเสร็จสิ้นภารกิจการประชุมที่รัฐสภาเราก็จะลงพื้นที่ไปพบประชาชนทันที ทำให้เราเห็นว่าหลายพื้นที่ในประเทศประเทศไทยยังไม่มีถนน ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำใช้ โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่บนเขา 

 

“เชื่อไหม บางหมู่บ้านตั้งหมู่บ้านมาแล้วกว่า 70 ปี แต่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของใคร แต่เพราะประชาชนเหล่านั้นอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนหรืออยู่ในพื้นที่อุทยาน ผมศึกษากฎระเบียบเกี่ยวกับกฎหมายป่าไม้ กฎหมายของอุทยาน ว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนเหล่านั้นมีสาธารณูปโภคเบื้องต้นได้”

 


 

กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ยืนข้างโต๊ะทำงาน ภายในห้องทำงานส่วนตัว ชั้น 5

อาคารรัฐสภา ระหว่างให้สัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 


 

กิตติศักดิ์บอกว่า แนวทางการทำงานของเขานั้นเป็นการทำงานปิดทองหลังพระ ไม่ได้โฆษณาว่าตัวเองทำงานอย่างไร ช่วยเหลือประชาชนอย่างไร ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เมื่อทำสำเร็จก็ไม่อนุญาตให้ติดชื่อตนเองในฐานะผู้ที่เกี่ยวข้องแต่อย่างใด เพราะทุกอย่างที่ทำนั้นเป็นความต้องการของประชาชน ขณะเดียวกันเงินงบประมาณที่ใช้นั้นก็เป็นภาษีของประชาชน

 

หรืออีกตัวอย่างที่สำคัญคือ การพัฒนาบึงสีไฟที่จังหวัดพิจิตร จากบ่อน้ำทิ้งร้างใช้ประโยชน์ไม่ได้ แต่ตนเองเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถพัฒนาสำเร็จได้ ทุกวันนี้บึงสีไฟมีความงดงาม และรู้สึกภาคภูมิใจที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์สร้างสนามจักรยานรอบบึงสีไฟให้ชาวจังหวัดพิจิตรและจังหวัดใกล้เคียงได้มีสถานที่ออกกำลังกาย ทำให้ ณ เวลานี้ บึงสีไฟเป็นบึงที่มีความงดงาม และเป็นเมืองที่ได้รับความกรุณาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระราชินีด้วย 

 

“สิ่งที่ภูมิใจที่สุดคือ ได้ตอบแทนแผ่นดิน ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อย่างเต็มที่ เต็มความสามารถ โดยไม่มีเรื่องทุจริตและคอร์รัปชัน” กิตติศักดิ์ตอบหลังถูกถามว่า 5 ปีที่ผ่านมา อะไรคือความภาคภูมิใจในการเป็น สว. 

 

กิตติศักดิ์อธิบายเพิ่มเติมว่า ตนเองภูมิใจทุกตำแหน่งที่ได้ทำ โดยมีหลักการทำงานคือจะไม่ทำเรื่องทุจริต จะทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์เป็นคุณต่อประเทศ และ 3 สถาบันหลักเท่านั้น

 

กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ นั่งบนโซฟากลางห้องทำงานส่วนตัว ชั้น 5

ภายในอาคารรัฐสภา ระหว่างให้สัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 


 

แต่หากให้ยกตัวอย่างผลงานที่ภาคภูมิใจ คือการเป็นส่วนหนึ่งที่ได้พัฒนาถนน 4 เลนจากกำแพงเพชรมาถึงถนนสายเอเชียด้วยระยะทาง 60 กิโลเมตร ซึ่งปัจจุบันใกล้จะเสร็จแล้ว รู้สึกภูมิใจเวลาที่ขับรถผ่านไป 

 

หน้าที่ในสภาผมทำเต็มที่ 100% และลาน้อยมาก หลายคนไม่รู้ สว. มีส่วนช่วยพัฒนาประเทศ สว. เป็นผู้ปิดทองหลังพระ จนสร้างความหมั่นไส้ให้แก่ใครหลายคน จนเกิดคำที่ว่า สว. มีไว้ทำไม

 

สว. เลือกเกิดไม่ได้ 

 

กิตติศักดิ์กล่าวถึงความรู้สึกของตนเอง กรณีที่ประชาชนตั้งคำถามต่อการมีอยู่ของ สว. ว่า ตนเองได้พูดคุยกับพี่น้อง สว. มาตลอดว่า เมื่อเรามาอยู่ตรงนี้ แม้เราจะกำเนิดมาจาก คสช. เราเลือกเกิดไม่ได้ และอย่าปฏิเสธเลย เราควรยอมรับ และเราควรทำวิกฤตให้เป็นโอกาสจะเป็นการดีกว่า 

 

“สว. หลายคนทำใจได้ และ สว. หลายคนก็ทำใจไม่ได้ แต่สำหรับผม ผมเป็นนักกีฬาเก่า เป็นสุภาพบุรุษ ถ้ารับการติชมไม่ได้ก็อย่ามาเป็น สว. เลย อย่ามาอยู่ตรงนี้เลย แต่สิ่งที่เราทำได้คือเราต้องปฏิบัติหน้าที่ ทั้งในสภาและนอกสภาอย่างเต็มที่ โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง

 

“ในช่วงที่ผ่านมา สว. ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันบนโซเชียลมีเดีย (ทัวร์ลง) อย่างหนักมาโดยตลอด ตั้งรับอย่างไร” THE STANDARD ถามต่อ 

 

กิตติศักดิ์ตอบว่า ถ้าทัวร์ลงมากๆ ก็จะไม่อ่านคอมเมนต์ในโซเชียลมีเดีย แม้จะมีความรู้น้อย แต่ตนเองเป็นคนที่เขียนหนังสือ ทำให้รับรู้กระแสตนเองตลอด และเป็นคนที่ทบทวนสิ่งที่ตัวเองทำเสมอ ไม่ว่าจะเกิดเมื่อวาน เมื่อเดือนที่แล้ว หรือเมื่อปีที่แล้ว 

 

“ไม่ว่ากิตติศักดิ์จะทำดีที่สุดแค่ไหน คนที่เขาไม่ชอบก็คือไม่ชอบ แต่หากมองอีกมุมผมก็มีแฟนคลับจำนวนมากนะ อย่างการไปร่วมงานสันนิบาตเมื่อเดือนที่แล้วก็มีคนเข้ามาให้กำลังใจจำนวนมาก มีนายทหารตั้งแต่ยศ ‘ผู้พัน’ ถึง ‘นายพล’ จำนวนมากเข้ามาให้กำลังใจ”

 


 

กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ยืนระหว่างทางเชื่อมชั้น 5 ภายในอาคารรัฐสภา

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 


 

กิตติศักดิ์อธิบายตัวตนที่แท้จริงของตัวเองว่า ตัวจริงเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน โดยเฉพาะเมื่อพบกับประชาชน ประชาชนจะเกลียดน้อยมาก เพราะเป็นคนติดดิน ส่วนบทบาทในสภานั้นที่อาจรุนแรงและก้าวร้าวไปบ้าง เพราะนั่นคือการปฏิบัติหน้าที่ แม้สังคมจะมองว่ากิตติศักดิ์ดูก้าวร้าว ชี้นิ้วครั้งเดียวจากการโดนโจมตีอย่างหนัก ตอนนั้นเรารู้สึกว่า สว. ถูก สส. ด่า และโจมตีหนัก จึงคิดว่านี่เป็นสิทธิที่เราจะโต้ตอบในฐานะส่วนหนึ่งของ สว. ไม่ใช่แค่กิตติศักดิ์คนเดียว

 

แต่สุดท้ายเมื่อการประชุมจบ ทุกอย่างก็จบ คู่กรณีเข้าก็มายกมือไหว้ตอนหลัง และมีการพูดคุยกัน ขอโทษและขออภัยกันไป ผมเป็นนักกีฬาเก่าผมจึงมีสปิริตในเรื่องนี้

 

ไร้กังวล บ้านเมืองเป็นของทุกคน

 

กิตติศักดิ์กล่าวขอบคุณด้วยใจ หลังจากที่สื่อมวลชนและประชาชนยกให้ตนเองเป็น ‘สว. ตัวตึง’ ยืนยันว่าไม่ได้สนใจว่าคนจะมองตนเองในแง่ไหน อยู่ตรงนี้อยู่มา 10 ปี หลายคนค่อนข้างคุ้นเคย หลายคนก็บอกว่าอย่าเปลี่ยนลุคเปลี่ยนสไตล์ ไม่อย่างนั้นไม่ใช่ตัวตนของเรา อย่างการทำงานในห้องประชุม แม้ไม่ใช่คนที่พูดกฎหมายเป๊ะปัง แต่เป็นคนที่พูดโดยไม่มีโพย เพราะทำการบ้านมาอย่างดี 

 

ตัวอย่างเวลาลุกขึ้นประท้วงเราไม่เคยพลาดสักครั้ง เพราะทุกคนต้องแม่นข้อบังคับ เพราะทุกการประชุม ไม่ว่าจะเป็นการประชุม สส. การประชุม สว. หรือการประชุมร่วมของ สส. และ สว. ล้วนมีความแตกต่างกัน ดังนั้นเราต้องทำการบ้านให้ดี ซึ่งที่ผ่านมาก็มีหลายคนต้องพบกับความผิดพลาด เพราะทำการบ้านน้อยไป

 


 

กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ พา THE STANDARD ทัวร์อาคารรัฐสภา

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 


 

 “ตอนนี้กังวลต่อสถานการณ์บ้านเมืองอย่างไรบ้าง” THE STADARD ถาม

 

กิตติศักดิ์ตอบว่า ส่วนตัว ณ​ ตอนนี้ไม่ได้กังวลอะไร เราได้ทำหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถแล้ว เมื่อเราหมดวาระไปแล้วเราไม่จำเป็นต้องกังวลอะไรอีก เพราะบ้านเมืองเป็นของทุกคน 

 

แต่คนที่จะเข้ามาไม่ว่าจะเป็น สส. หรือ สว. ขอให้รู้ไว้เลยว่า ท่านเป็นหนึ่งในองค์กรหลักของประเทศเรา การทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ท่านได้รับเกียรติสูงสุดแล้ว สิ่งที่อยากจะฝากไว้คือ ทุกท่านต้องรักและเทิดทูนชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน ท่านจะเจริญรุ่งเรือง 

 

“การเลือก สว. ครั้งใหม่ กฎระเบียบการเลือกซับซ้อนมากๆ กังวลหรือไม่ หากได้ สว. ชุดใหม่ช้ากว่าที่กำหนดจนต้องรักษาการยาว” THE STADARD ถาม

 

กิตติศักดิ์ตอบว่า ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 109 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า สว. ชุดเดิมแม้จะพ้นวาระไปแล้ว แต่ว่ายังต้องปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะได้ สว. ชุดใหม่ ซึ่งตามเงื่อนไขการเลือกจะต้องได้ครบ 200 ครั้งในครั้งเดียว โดยไม่สามารถขาดได้แม้แต่คนเดียว ซึ่งตามไทม์ไลน์ภายใน 2 กรกฎาคมนี้ ก็ขอให้กำลังใจ

 

‘เราก็จะได้กลับบ้าน’

 


 

กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ กำลังเดินไปที่รถส่วนตัวเพื่อเดินทางกลับจังหวัดพิจิตร 

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร 

 


 

“สว. ส่วนใหญ่อยากให้การเลือก สว. ชุดใหม่ผ่านไปได้ด้วยดีและจบได้ด้วยดี เพราะหากต้องลากไปก็ไม่มีประโยชน์ คนที่ลากไม่ใช่ สว. ดังนั้นอย่ามาโทษ สว. เราทุกคนพร้อมที่จะกลับบ้าน แต่หากกระบวนการเลือกไม่สำเร็จก็อย่ามาโทษกลุ่ม สว. เราต้องอยู่ไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ขอให้เข้าใจในส่วนนี้ด้วย เราอยู่ไปก็มีแต่เสีย” 

 

ยังรักการเมือง ลุ้นอีก 2 ปีข้างหน้า 

 

กิตติศักดิ์กล่าวถึงแผนในอนาคตของเขาว่า กิตติศักดิ์อยู่ในการเมืองมาแทบตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นคนเบื้องหลังหรือคนเบื้องหน้า มีพรรคพวกเป็นนักการเมือง และชีวิตจิตใจก็ชื่นชอบการเมืองและรักการเมือง แต่ไม่มีปัญญาและไม่มีทรัพย์สินที่จะไปสมัคร สส. 

 

ตอนนี้มีพรรคการเมืองหลายพรรคการเมืองที่เข้ามาติดต่อชักชวนให้เข้าร่วมพรรคการเมือง ยกเว้นพรรคก้าวไกล มีหลายพรรคการเมืองพูดคุยและชักชวน แต่ ณ ตอนนี้ขอทำหน้าที่ตรงนี้ก่อน ยังไม่ได้คิดไปไกล หากมีโอกาสก็อยากรับใช้บ้านเมือง แต่หากไม่มีก็กลับบ้าน เลี้ยงสุนัข เลี้ยงแมว

 


 

กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ยืนบนลานกลางแจ้งบริเวณด้านหน้าอาคารรัฐสภา 

โดยมีเมฆขาวและท้องฟ้าเป็นแบ็กกราวด์ 

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 


 

ส่วนโอกาสจะลงเล่นการเมือง สมัคร สส. หรือไม่นั้น ขอให้รอติดตามในอนาคต ตอนนี้กำลังเรียนปริญญาอยู่ และอีก 2 ปีจะเรียนจบ มีคุณสมบัติครบ สามารถลงสมัคร สส. ได้ โดยปรารถนาที่จะลง สส. เขต มากกว่า สส. แบบบัญชีรายชื่อ โดยมองว่า สส. แบบบัญชีรายชื่อ ของแต่ละพรรคนั้นล้วนเป็นนักการเมืองที่มีบารมี เป็นนักการเมืองบ้านใหญ่หรือเป็นนายทุนทั้งนั้น 

 

“อยากแสดงความสามารถด้วยการลงเขตมากกว่า การชนะหรือแพ้ไม่ใช่เรื่องสำคัญ และถ้าได้ลงก็อยากลงสมัครให้กับจังหวัดพิจิตร แม้จะเกิดที่จังหวัดกำแพงเพชร แต่ผูกพันกับจังหวัดพิจิตรมากกว่า”

 

ถึงประชาชน “กราบขออภัย หากทำให้ไม่สบอารมณ์” 

 

“มีสิ่งที่อยากจะฝากถึงประชาชนคนไทยก่อนที่จะพ้นตำแหน่งหรือไม่” THE STANDARD ถาม 

 

“ต้องกราบขออภัยด้วยความเคารพ ที่อาจทำให้พี่น้องประชาชนไม่สบอารมณ์ไปบ้าง หรือไม่พอใจต่อที่มาของ สว. ชุดนี้ไปบ้าง หรือ สว. ชุดนี้ได้กระทำสิ่งใดที่สร้างความไม่พอใจให้กับพี่น้องประชาชน ต้องกราบขอโทษไว้ ณ โอกาสนี้ แต่สิ่งที่ สว. ชุดนี้ได้ตั้งใจทำและปฏิบัติตัวด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” กิตติศักดิ์กล่าวทิ้งท้าย และจบการสนทนากับ THE STANDARD

 

กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ โบกมือลาและลงลิฟต์ ก่อนเดินไปยังที่จอดรถยนต์ส่วนตัว 

เพื่อเดินทางกลับจังหวัดพิจิตร 

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

The post สว. 67 : รอวันกลับบ้าน! ฉากชีวิตถัดไปของ ‘กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ’ สว. ตัวตึง ทายาท คสช. appeared first on THE STANDARD.

]]>
สว. ได้ 12 ชั่วโมง ซักฟอกรัฐบาล ภาวนาเศรษฐาอยู่ให้ถึง 25 มี.ค. หวั่นไม่ได้อภิปราย https://thestandard.co/senators-will-get-12-hours/ Mon, 11 Mar 2024 07:25:06 +0000 https://thestandard.co/?p=909655 สว. ได้ 12 ชั่วโมง ซักฟอกรัฐบาล

วันนี้ (11 มีนาคม) ที่รัฐสภา กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาช […]

The post สว. ได้ 12 ชั่วโมง ซักฟอกรัฐบาล ภาวนาเศรษฐาอยู่ให้ถึง 25 มี.ค. หวั่นไม่ได้อภิปราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สว. ได้ 12 ชั่วโมง ซักฟอกรัฐบาล

วันนี้ (11 มีนาคม) ที่รัฐสภา กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมในการอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 153 ว่า สมาชิกที่เข้าชื่อไว้ประมาณ 36 คน มีความพร้อมมาก โดยตนจะเป็นผู้พิจารณาเวลาอภิปรายของแต่ละคน ส่วนจะอภิปรายด้วยหรือไม่นั้นขอให้ติดตาม หากคนที่อภิปรายมีความเก่งตนก็ไม่จำเป็นต้องอภิปราย ในส่วนกรอบเวลาที่จะอภิปรายเป็นช่วงเวลา 09.00-00.00 น. ในวันที่ 25 มีนาคม ซึ่ง สว. ได้สัดส่วนเวลา 12 ชม. ส่วนฝ่ายรัฐบาลขอเวลา 3 ชม. 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณี ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะอยู่ในหัวข้อที่อภิปรายหรือไม่ กิตติศักดิ์กล่าวว่า มีเยอะ ทั้งนี้ ตนก็ไม่ทราบว่าคนที่อภิปรายจะกลัวทักษิณฟ้องหรือไม่ แต่คิดว่าทุกคนต้องพร้อม ตนก็พร้อมมาก หากปล่อยให้สิ่งที่ไม่ถูกต้องเกิดขึ้น ละเมิดกฎหมาย ทุจริตกันมหาศาล เสร็จแล้วกลับมาบ้านหน้าตาเฉย แล้วส่งลูกน้องไปฟ้องคนที่วิจารณ์ จากความกลัวจะกลายเป็นความไม่กลัว เป็นแบบนี้จะไปสอนลูกหลานอย่างไร 

 

กิตติศักดิ์เปิดเผยว่า ขณะนี้อดีต สส. ถูกฟ้องเพราะไปลงภาพที่ทักษิณซ้อมต่อยมวยก่อนจะกลับประเทศไทย ไม่ทราบว่าลูกน้องทักษิณจะไปเดือดร้อนแทนอะไรไม่ทราบถึงได้มีการฟ้อง

 

เสรีภาวนาให้เศรษฐาอยู่ให้ถึง 25 มีนาคม หวั่นไม่ได้อภิปราย 

 

ขณะที่ เสรี สุวรรณภานนท์ สว. กล่าวว่า การเสนอให้มีการอภิปรายทั่วไปเพื่อให้รัฐบาลมาชี้แจงในการบริหารราชการแผ่นดิน มีสมาชิกแสดงความจำนงต้องการอภิปรายกว่า 30 คนแล้ว แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องของระยะเวลาที่มีเพียง 1 วัน หรือประมาณ 12 ชั่วโมงนั้น ซึ่ง สว. ได้หารือร่วมกัน หากมีการอภิปรายในประเด็นเดียวกันหรือคล้ายคลึงกัน จะมอบหมายให้ตัวแทน สว. อภิปรายในประเด็นนั้นๆ คนเดียว เพื่อให้การอภิปรายเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลและประชาชน 

 

เสรียังกล่าวตำหนิไปยังรัฐบาลอีกว่า วุฒิสภาเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อนำประเด็นปัญหาการบริหารราชการแผ่นดินมาพูดคุยในสภา ซึ่งรัฐบาลควรจะให้ความสำคัญมากกว่านี้ รัฐบาลเองยังไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้เท่าไรนัก ตอนแรกก็ไม่ให้สมาชิกวุฒิสภาลงชื่อเพื่อยื่นมติ หลังจากนั้นก็ยังมีการจำกัดและยืดระยะเวลาออกไปอีก รัฐบาลควรจะขวนขวายรีบประชุมและนำประเด็นข้อเสนอเหล่านี้ไปแก้ไขปัญหา แต่กลายเป็นรัฐบาลให้ความสำคัญน้อย ทำให้รัฐบาลเองเสียประโยชน์ เสียโอกาส และเสียความน่าเชื่อถือ 

 

ส่วนจะเป็นการทิ้งทวนของ สว. ชุดนี้หรือไม่นั้น เสรีกล่าวว่า ก็อาจพูดได้ เพราะเป็นช่วงเวลาสุดท้ายแล้ว ถือเป็นการทิ้งทวน ทิ้งหอก ทิ้งดาบ ที่เราพยายามทำให้ดีที่สุด ในช่วงที่ผ่านมาเราไม่ค่อยมีโอกาสทำแบบนี้ เพราะกว่าจะทำความเข้าใจกับสมาชิกได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย หากสามารถทำความเข้าใจกันได้ง่ายๆ ก็คงยื่นไปตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว เพราะเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ รัฐบาลควรจะเข้าใจ ไม่ใช่กลายเป็นว่าอภิปรายแล้วกลายเป็นการล้มรัฐบาลเสีย

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่รัฐบาลอาจจะอ้างได้ว่ายังไม่ได้ใช้งบประมาณนั้น สว. จะมีการอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องการใช้งบประมาณหรือไม่ เสรีกล่าวว่า เรื่องนี้รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้อยู่แล้ว ไม่เกี่ยวกับเรื่องใช้งบประมาณ เพียงแต่มีคนในรัฐบาลเอามาอ้างว่า ที่ยังไม่ทำเพราะไม่มีงบประมาณ มันไม่ใช่ รัฐบาลสามารถใช้งบประมาณตามกฎหมายเดิมได้อยู่แล้ว พอกฎหมายใหม่ออกมา รัฐบาลก็เอามาใช้ได้ 

 

“จำนวนเงินก็จำนวนเงินเดิม เป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น ถ้าพูดอย่างนี้คนไม่รู้ ไม่เข้าใจ ก็ไปเชื่อคนที่อ้าง เป็นคนละเรื่อง คุณไม่มีงบประมาณ แต่คุณมีกฎหมายที่จะสามารถจัดงบได้อยู่แล้ว” เสรีกล่าว

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องที่ สว. อยากอภิปรายมากที่สุดจากขอบข่ายการอภิปรายทั้ง 7 ประเด็นนั้น เรื่องใดที่สมาชิกแสดงความจำนงไว้มากที่สุด เสรีกล่าวว่า เป็นเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง ความลำบากของประชาชน ที่รัฐบาลจะแก้ปัญหาด้วยการแจกเงินดิจิทัล ซึ่งเป็นการแก้ผิดทาง 

 

ส่วนการประเมินภายหลังจาก สว. หมดวาระ ที่อาจมีแรงกระเพื่อมไปถึงขั้นเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีหรือไม่นั้น เสรีกล่าวว่า ก็อาจถูกมองได้ การเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีมีการพูดกันมาช่วงเวลาหนึ่งแล้ว มีนายกรัฐมนตรี 2 คนบ้าง 3 คนบ้าง ตนก็ยังภาวนาให้รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันอยู่ให้ถึงวันที่ 25 มีนาคม ถ้าอยู่ก็จะได้อภิปรายกัน ถ้าเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีก่อนหน้าวันที่ 25 มีนาคม คณะรัฐมนตรีก็ต้องหมดไป การอภิปรายก็อาจจะสิ้นผลไป”

 

เสรีกล่าวต่อว่า การเมืองตอนนี้กระเพื่อมอยู่ทุกวัน เพราะประเด็นปัญหาในการบริหารประเทศมีเยอะ แต่รัฐบาลแก้อะไรที่เป็นรูปธรรมไม่ได้ สิ่งที่พูดมาเป็นเรื่องการชี้แจงที่สัมผัสไม่ได้ มีแต่พูดกันรายวัน แต่ไม่เห็นมีอะไรชัดเจน ที่ชัดเจนที่สุดตอนนี้คือสถิติไปต่างประเทศ เกือบ 200 วัน ซึ่งก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากว่า แทนที่จะเอาเวลามาบริหารประเทศ เอาเวลามาทำประโยชน์ให้กับประชาชน มาพูดคุย มาทำความเข้าใจให้กับสภา กลับทำให้เสียโอกาส เมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์มากๆ ความน่าเชื่อถือก็จะเสื่อมลง เพราะไม่เห็นความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาประเทศ 

 

“ตรงนี้ก็อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีก็ได้ แต่ก็ต้องอยู่ที่คนที่มีกำลังในทางการเมืองเป็นคนตัดสินใจ เห็นอยู่แล้วว่าไม่ใช่นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันเป็นคนตัดสินใจ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันอยู่ด้วยจมูกของคนอื่น เพราะฉะนั้นก็ขึ้นอยู่กับคนที่มีอำนาจจริงๆ ว่าจะตัดสินใจอย่างไร” เสรีกล่าว

 

ส่วนจะต้องจำกัดขอบเขตไม่ให้อภิปรายถึงบุคคลภายนอกหรือไม่ เนื่องจากสมาชิกหลายคนอยากจะอภิปรายถึง ทักษิณ ชินวัตร และ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เสรีกล่าวว่า การพูดเรื่องเหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องเอ่ยชื่อคนนอกด้วยซ้ำไป เพราะหลักการคือเรื่องกระบวนการยุติธรรมที่เป็นหลักสำคัญของบ้านเมืองถูกกระบวนการทางการเมืองเข้าไปแทรกแซง และทำให้การใช้กฎหมาย การให้ความเป็นธรรมมีหลายมาตรฐาน พูดแค่นี้ก็เข้าใจ ก็มองเห็นแล้วว่าปัญหาของประเทศและกระบวนการยุติธรรมอยู่ตรงไหน

The post สว. ได้ 12 ชั่วโมง ซักฟอกรัฐบาล ภาวนาเศรษฐาอยู่ให้ถึง 25 มี.ค. หวั่นไม่ได้อภิปราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กิตติศักดิ์เหนื่อยใจทักษิณได้กลับบ้าน เชื่อจากนี้มีนายกฯ มากกว่า 2 คน ‘เศรษฐา’ จะเป็นดาวที่ไร้แสง https://thestandard.co/kittisak-rattanawaraha-19022924/ Mon, 19 Feb 2024 04:58:40 +0000 https://thestandard.co/?p=901625 กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ

วันนี้ (19 กุมภาพันธ์) ที่รัฐสภา กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ […]

The post กิตติศักดิ์เหนื่อยใจทักษิณได้กลับบ้าน เชื่อจากนี้มีนายกฯ มากกว่า 2 คน ‘เศรษฐา’ จะเป็นดาวที่ไร้แสง appeared first on THE STANDARD.

]]>
กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ

วันนี้ (19 กุมภาพันธ์) ที่รัฐสภา กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงกรณีที่ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับการพักโทษกลับไปอยู่บ้านว่า รู้สึกเหนื่อยใจ เคยบอกแล้วว่าทักษิณจะกลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกหลายเรื่องที่ต้องบันทึกไว้ในโลกนี้ คุณคิดว่าการทำดีทำชั่วคนอื่นไม่รู้ แต่ใจตัวเองต้องรู้ คือการตกนรกทั้งเป็น ทักษิณจะต้องได้รับกรรมตรงนี้อยู่แล้ว

 

ส่วนเรื่องอาการป่วยของทักษิณที่จนถึงตอนนี้ยังไม่ชัดเจนนั้น กิตติศักดิ์เชื่อว่าประชาชนทั่วไปหากมีใจเป็นกลาง ดูก็รู้ว่าทักษิณไม่ได้ป่วยจริง ย้ำว่าไม่ได้ป่วยจริง แต่จะไปปรักปรำก็พูดยาก เพราะเขามาตามกฎหมายทุกอย่าง แต่ในคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา จะขอหารือเรื่องการตรวจสอบกรมราชทัณฑ์และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม จากกรณีที่ทักษิณมีคดีทุจริต หนีไปต่างประเทศ และศาลมีคำพิพากษาจำคุก แต่เมื่อกลับมาแล้วไม่ถูกจำคุกเลยแม้แต่วันเดียว จะเป็นธรรมกับนักโทษกว่า 200,000 คนในเรือนจำหรือไม่ หากทักษิณยังทำตัวอยู่เหนือกฎหมายแบบนี้ เป็นห่วงบ้านเมืองว่าความขัดแย้งและความรุนแรงของประชาชนจะมากขึ้น ซึ่งอาจจะถึงขั้นนองเลือดหรือไม่นั้นคงไม่สามารถคาดการณ์ได้ แต่ตอนนี้เริ่มมีการกระทบกระทั่งของกลุ่มเห็นต่างแล้ว จึงสามารถกล่าวหาได้เลยว่าทักษิณเป็นตัวปัญหาที่สร้างความแตกแยกให้กับคนไทยทั้งประเทศ

 

กิตติศักดิ์กล่าวว่า กรณีของทักษิณจะต้องถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายในการอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 153 ของวุฒิสภาแน่นอน แต่ก็ต้องระวังเรื่องการหมิ่นประมาทหรือการละเมิดสิทธิของผู้อื่นตามกฎหมาย แต่เมื่อเข้ามาทำหน้าที่แล้วเห็นว่าไม่น่าจะต้องห่วงในเรื่องนั้น เพราะหากมีคนทำผิดกฎหมายแล้วแต่ไม่มีการพูดถึงเลยก็ไม่ควรเข้ามาทำหน้าที่นี้

 

ส่วนการคาดการณ์ว่าอะไรทั้งสิ้นจะเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารประเทศในอนาคตนั้น กิตติศักดิ์กล่าวว่า ประเทศไทยขาดคนดีแล้วหรือ หากไม่มีทักษิณประเทศอยู่ไม่ได้ใช่หรือไม่ ตนเห็นว่าคนไทยที่ไม่ใช่ทักษิณจะต้องมาช่วยกันดูแลบ้านเมือง แก้ไขปัญหาให้ประเทศ แต่หากเอานักโทษที่หนีคดีไป 10 กว่าปี และไม่ต้องติดคุกแม้แต่วันเดียวมาบริหารประเทศ ตนยังมองไม่ออกว่าประเทศไทยจะเดินไปสู่จุดไหน

 

ส่วนปรากฏการณ์ที่พรรคเพื่อไทย รวมถึงพรรคร่วมรัฐบาล เตรียมเดินสายเข้าพบทักษิณที่บ้านพัก และอาจกลายศูนย์รวมอำนาจนั้น กิตติศักดิ์กล่าวว่า ไม่สามารถไปละเมิดความคิดความรักของคนได้ โดยเฉพาะในแวดวงการเมือง ไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร ดังนั้นจะไปไหว้หรือกราบใครก็ถือเป็นสิทธิ์ แต่สำหรับ สว. กิตติศักดิ์จะไหว้แต่คนดีมีคุณธรรมเท่านั้น

 

ส่วนที่หลายฝ่ายกังวลว่าหลังจากนี้จะเกิดสภาวะนายกรัฐมนตรี 2 คนนั้น กิตติศักดิ์กล่าวว่า อาจจะมีมากกว่าสองคนด้วยซ้ำ เพราะยังมี แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย อีก 1 คน จึงถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของประเทศไทย แต่อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ ใครทำผิด คนอื่นไม่รู้แต่สวรรค์รู้ ซึ่งตั้งแต่แรกส่วนตัวไม่ได้ให้ราคา เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี อยู่แล้ว แล้วยิ่งทักษิณมาอยู่ตรงนี้ เศรษฐาก็จะกลายเป็นดาวที่ไร้แสง

The post กิตติศักดิ์เหนื่อยใจทักษิณได้กลับบ้าน เชื่อจากนี้มีนายกฯ มากกว่า 2 คน ‘เศรษฐา’ จะเป็นดาวที่ไร้แสง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ไม่ไหวก็กลับบ้าน’ สว. ขู่ยื่น ป.ป.ช. ทั้งคณะ หากเบี้ยวซักฟอก ‘ดิจิทัลวอลเล็ต-ทักษิณ’ มาแน่ https://thestandard.co/senator-threatens-to-submit-to-nacc/ Tue, 06 Feb 2024 11:47:32 +0000 https://thestandard.co/?p=896766

วันนี้ (6 กุมภาพันธ์) กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิส […]

The post ‘ไม่ไหวก็กลับบ้าน’ สว. ขู่ยื่น ป.ป.ช. ทั้งคณะ หากเบี้ยวซักฟอก ‘ดิจิทัลวอลเล็ต-ทักษิณ’ มาแน่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (6 กุมภาพันธ์) กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นที่มีการขอเปิดอภิปรายทั่วไปรัฐบาลโดยไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 153 ว่า จะอภิปรายในเรื่องที่ประชาชนสงสัย ทั้งเรื่องแจกเงินในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท และสิ่งที่พี่น้องประชาชนติดใจสงสัยมากที่สุดคงไม่พ้นเรื่องของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 

 

แต่ขณะนี้ประเด็นอยู่ที่ว่า มีประเด็นที่สื่อสารมายัง สว. ว่ารัฐบาลจะยื้อเวลาหรือไม่นั้นตนไม่ทราบ และมีข่าวว่านายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปต่างประเทศ ดังนั้นขอเรียนว่าอย่าทำอย่างนั้นเลย เพราะ สว. ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ และไม่อยากกล่าวหาว่าเป็นการหลีกเลี่ยงมาตอบ ซึ่งตนมองว่าไม่เป็นผลดีกับฝ่ายใดทั้งนั้น

 

“เรียนว่าถ้ารัฐบาลนำโดย เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ปฏิเสธที่จะมาตอบคำถามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 153 เรื่องจะไม่จบง่ายๆ เรื่องจะต้องไปถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ดังนั้นคิดว่าฝ่ายบริหารควรจะให้ความร่วมมือ มาปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ รัฐบาลจะมาตอบอย่างไรก็ได้ตามที่มีข้อมูล สว. ทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ควรให้เกียรติซึ่งกันและกัน แต่ถ้าหากรัฐบาลพร้อมที่จะมาตอบคำถามในการอภิปราย ก็จะขอขอบคุณล่วงหน้า แต่อย่าให้เลยเถิดไปจนถึงขนาดหลีกเลี่ยงไปจนกระทั่งปิดสมัยประชุม เรื่องก็คงไปถึง ป.ป.ช. แน่ ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157” กิตติศักดิ์กล่าว

 

กิตติศักดิ์กล่าวอีกว่า เราไม่ประสงค์ที่จะใช้ความรุนแรง แต่ถ้าหากไม่ให้เกียรติกัน เราก็จำเป็นจะต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ แต่ถ้ามาตอบเรื่องก็จบกันไป แต่ถ้าไม่มารับรองว่าจะมีคนไปยื่น ป.ป.ช. ตามมาตรา 157 แน่นอน ส่วนจะยื่นเฉพาะตัวนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีทั้งคณะนั้น ฝ่ายกฎหมายคงจะพิจารณา แต่ถ้าไม่มาก็อาจจะยื่นยกคณะก็ได้ เพราะรัฐมนตรีจะต้องมาตอบใน 7 กลุ่มคำถามที่ สว. ตั้งไว้ซักถามแทบทุกกระทรวง ยืนยันว่าหากยื่น ป.ป.ช. จริงก็น่าจะยื่นทั้งคณะ

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ไม่เห็นใจรัฐบาลบ้างหรือ เพราะรัฐบาลบอกว่านายกรัฐมนตรีทำงานหนักจนถึงขั้นล้มป่วย กิตติศักดิ์กล่าวว่า ถ้าไม่แข็งแรง ตนว่ากลับบ้านดีกว่า สว. ก็เช่นเดียวกัน แต่ขนาดเจ็บป่วยก็ยังมาปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้นคุณมาปฏิบัติหน้าที่ 4-5 เดือนแล้ว ร่างกายอ่อนแอ ทำงานไม่ไหว ตนคิดว่ากลับเถอะ

The post ‘ไม่ไหวก็กลับบ้าน’ สว. ขู่ยื่น ป.ป.ช. ทั้งคณะ หากเบี้ยวซักฟอก ‘ดิจิทัลวอลเล็ต-ทักษิณ’ มาแน่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
98 สว. ขอทำภารกิจส่งท้าย ยื่นซักฟอก ครม. เศรษฐา เปิดอภิปรายรัฐบาลในรอบ 11 ปี https://thestandard.co/senators-final-mission/ Mon, 22 Jan 2024 04:53:25 +0000 https://thestandard.co/?p=890508

วันนี้ (22 มกราคม) ที่รัฐสภา เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุ […]

The post 98 สว. ขอทำภารกิจส่งท้าย ยื่นซักฟอก ครม. เศรษฐา เปิดอภิปรายรัฐบาลในรอบ 11 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (22 มกราคม) ที่รัฐสภา เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา พร้อมด้วย สว. เช่น สมชาย แสวงการ, ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม, เฉลิมชัย เฟื่องคอน, ว่าที่ ร.ต. วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี และ กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ที่ร่วมลงชื่อในญัตติจำนวน 98 คน เข้ายื่นญัตติอภิปรายทั่วไปคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 153 ยื่นต่อ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา

 

เสรี สุวรรณภานนท์ ในฐานะแกนนำ สว. คนสำคัญ ได้แถลงต่อหน้าสื่อมวลชนว่า สว. จำนวน 98 คน ขอยื่นญัตติเปิดอภิปรายทั่วไปคณะรัฐมนตรีโดยไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 153 เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน สำหรับเนื้อหาที่ต้องการชี้แจงนั้นเราเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ยืนยันว่าการยื่นอภิปรายครั้งนี้ไม่ได้มีเจตนารมณ์ที่จะล้มรัฐบาลแต่อย่างใด แต่ 7 ประเด็นที่เสนอตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลควรจะเริ่มดำเนินการในสิ่งที่รัฐบาลได้หาเสียงและแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไว้

 

เสรีกล่าวว่า หากถามว่าเหตุใดจึงเพิ่งมายื่นรัฐบาลชุดปัจจุบัน และไม่ใช่รัฐบาลชุดที่แล้ว รัฐบาลนี้กับรัฐบาลที่แล้วไม่ได้ต่างกันเท่าไร พรรคร่วมรัฐบาลส่วนใหญ่เป็นพรรคการเมืองเดิมจากรัฐบาลที่แล้ว และเราก็ไม่ได้ดูว่าใครเป็นนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าการยื่นอภิปรายครั้งนี้เป็นภารกิจสำคัญที่ สว. จะต้องทำ เชื่อว่าจะไม่ได้สร้างความเสียหาย แต่รัฐบาลกลับจะได้ประโยชน์ด้วยซ้ำ

 

“เราจะพ้นหน้าที่แล้ว ในช่วง 3-4 เดือนที่เหลือ คิดว่าวุฒิสภาจะได้ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ต่อประชาชน” เสรีกล่าว

 

เสรีกล่าวถึงปัญหาสำคัญที่ทำให้จำเป็นต้องยื่นนั้นมีเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง เราน่าจะแก้ปัญหาได้เร็วและดีกว่านี้ แต่ไปเสียเวลาอยู่กับการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ตที่ทำได้ยาก มีอุปสรรคมาก เช่นเดียวกับเรื่องกระบวนการยุติธรรม หากรัฐบาลยังเลือกปฏิบัติ หาช่องทางเอื้อประโยชน์ จะเป็นปัญหาใหญ่ของบ้านเมือง ไม่จำเป็นต้องรอนาน

 

ขณะที่ประเด็นกระบวนการยุติธรรมจำเป็นต้องเปิดอภิปรายในช่วงเวลาก่อนที่ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะได้รับการพักโทษหรือไม่นั้น เสรีระบุว่า ไม่ได้เน้นตัวบุคคล เน้นที่ตัวหลักการ ไม่ขึ้นอยู่กับเปิดอภิปรายก่อนหรือหลัง สำคัญอยู่ที่จะยึดหลักกระบวนการยุติธรรมให้เป็นจริงได้มากเพียงไร ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่ากฎหมายต้องใช้กับทุกคนเท่าเทียมกัน

 

เสรียังเผยว่า ตั้งใจขอกรอบเวลาในการอภิปราย 2 วัน ส่วนจำนวนผู้อภิปรายอยู่ที่สมาชิกจะแสดงความจำนงชัดเจนแค่ไหน แต่ปัจจุบันนี้ก็มีลงชื่อมาเยอะแล้ว

 

รอสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาประสาน ครม. เคาะวันอภิปราย

 

ขณะที่ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา กล่าวว่า กระบวนการในการส่งหนังสือฉบับนี้ไปให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ซึ่งจะตรวจสอบข้อมูลที่ระบุมาว่าเข้าหลักเกณฑ์หรือไม่ และต้องประสานงานไปยัง ครม. ในการมาชี้แจงข้อเท็จจริง ส่วนจะเป็นเมื่อไรนั้นต้องให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาไปประสานงานกับ ครม. ว่าประสงค์จะมาชี้แจงในเวลาใดและใช้เวลาเท่าไร ซึ่งทางสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาจะต้องรายงานกลับมาที่ตนว่า ครม. มีความพร้อมหรือไม่ ดังนั้นกระบวนการจะเริ่มตั้งแต่วันนี้

 

พรเพชรกล่าวปฏิเสธว่าการยื่นอภิปรายครั้งนี้จะเป็นผลงานชิ้นโบแดงทิ้งทวนก่อนหมดสมัยหรือไม่ แต่ตนเองคิดว่าการทำงานของ สว. เป็นการทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ และถ้าสามารถรวบรวมรายชื่อเพื่อขอเปิดอภิปรายได้ก็ยังอยู่ในกรอบการดำเนินงานของรัฐสภา จึงไม่มีปัญหาอะไร

 

“จะโบแดงหรือโบขาวทุกคนก็จะตระหนักได้เอง ผมเข้าใจความประสงค์ของสมาชิกว่าต้องการทำให้เกิดประโยชน์” พรเพชรกล่าว

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าคาดว่าจะได้อภิปรายในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคมนี้ใช่หรือไม่ พรเพชรกล่าวว่า เท่าที่ฟังมาอย่างไม่เป็นทางการ สมาชิกอยากได้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ก็จะดูให้ว่าเหมาะสมหรือไม่ ส่วนขั้นตอนธุรการทางสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาจะจัดการให้ แต่เรื่องกรอบเวลา ตนกับผู้เสนอจะเป็นคนประสานงานกัน

 

7 ประเด็นเพื่อทางออกประเทศ

 

สำหรับ 7 ประเด็น สมาชิกวุฒิสภาทั้ง 98 คนจะยื่นอภิปรายเพื่อหาทางออกของประเทศ และจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดิน

 

  1. ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาปากท้องประชาชน เช่น การสร้างงาน สร้างอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืนให้ประชาชน รวมถึงการแก้ปัญหาความยากจนที่ตั้งคำถามถึงแนวทางการทำงานของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม, สภาพปัญหาการทำนโยบายเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่สร้างภาระหนี้ให้ประชาชน, การแก้หนี้นอกระบบที่ไม่ได้มุ่งแก้ปัญหาต้นตอในระดับครัวเรือน, การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมประมง และการสร้างรายได้จากทรัพยากรธรรมชาติ

 

  1. ปัญหาด้านกระบวนการยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมาย เช่น การปฏิบัติต่อผู้ต้องขังตามคำพิพากษาที่สะท้อนกระบวนการยุติธรรมสองมาตรฐาน, การทุจริตคอร์รัปชันและยาเสพติด, การลักลอบนำเข้าสินค้าปศุสัตว์, การเปลี่ยน ส.ป.ก. เป็นที่ดินเพื่อเกษตรกรที่เอื้อประโยชน์ให้นายทุนจะรับมืออย่างไร

 

  1. ปัญหาด้านพลังงาน เช่น การจัดการราคาค่าไฟฟ้า ก๊าซหุงต้ม และน้ำมัน, ปัญหากลุ่มทุนพลังงานที่มีอิทธิพลต่อการเมือง ส่งผลให้ประชาชนแบกรับภาระต้นทุนราคาเชื้อเพลิง และปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับประเทศเพื่อนบ้าน

 

  1. ปัญหาการศึกษาและสังคม เช่น การปฏิรูปการศึกษาผ่านร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ, การแก้ปัญหาหนี้สินครู, การจัดหลักสูตรการศึกษาให้ประชาชนเข้าใจในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และปัญหาการดูแลผู้สูงวัย ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส

 

  1. ปัญหาการต่างประเทศและท่องเที่ยว เช่น ปัญหาทุนจีนสีเทาที่กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ, การไม่เลือกข้างความขัดแย้งของรัฐบาล และมาตรการการคุ้มครองความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยว

 

  1. ปัญหาการแก้รัฐธรรมนูญ ที่ต้องอธิบายการดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อประโยชน์ประชาชนและพัฒนาประเทศ

 

  1. ปัญหาการปฏิรูปประเทศ แนวทางของรัฐบาลต่อการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศ

 

สว. ยื่นซักฟอกรัฐบาลในรอบ 11 ปี

 

ข้อมูลจากคลังสารสนเทศของสถาบันนิติบัญญัติ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พบว่าที่ผ่านมาวุฒิสภาได้ใช้สิทธิขอเปิดอภิปรายทั่วไปรัฐบาลเพียง 5 ครั้งเท่านั้น

 

 

อย่างไรก็ตาม พบว่าตลอดการบริหารราชการแผ่นดินในรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา 4 ปีที่ผ่านมา สว. ไม่ได้มีการยื่นญัตติขออภิปรายทั่วไปสักครั้งเดียว ทำให้การยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปคณะรัฐมนตรีโดยไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 153 ครั้งนี้เกิดขึ้นในรอบเกือบ 11 ปี

 

The post 98 สว. ขอทำภารกิจส่งท้าย ยื่นซักฟอก ครม. เศรษฐา เปิดอภิปรายรัฐบาลในรอบ 11 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
สว. ลงชื่อยื่นญัตติ ‘อภิปราย ม.153’ ทะลุเป้า กิตติศักดิ์ชี้ กรณีทักษิณเป็นเรื่องมหัศจรรย์ของโลก คงไม่พ้นถูกซักฟอก https://thestandard.co/m153-debate-senate-exceed-feedback/ Mon, 15 Jan 2024 05:06:34 +0000 https://thestandard.co/?p=887791 กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ

วันนี้ (15 มกราคม) ที่รัฐสภา กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาช […]

The post สว. ลงชื่อยื่นญัตติ ‘อภิปราย ม.153’ ทะลุเป้า กิตติศักดิ์ชี้ กรณีทักษิณเป็นเรื่องมหัศจรรย์ของโลก คงไม่พ้นถูกซักฟอก appeared first on THE STANDARD.

]]>
กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ

วันนี้ (15 มกราคม) ที่รัฐสภา กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีการรวบรวมรายชื่อ สว. จำนวน 84 คน เพื่อยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 153 ว่าล่าสุดได้รับรายงานมาในเช้าวันนี้ว่า ตัวเลขน่าจะถึง 84 คนแล้ว ซึ่งคาดว่าสามารถเปิดการประชุมเพื่อจะอภิปรายตามมาตรา 153 ได้ ส่วนเรื่องกรอบเวลานั้น คาดว่าในสัปดาห์หน้าที่จะเสนอประธานวุฒิสภา และส่งเรื่องไปยัง ครม. จากนั้นก็จะเป็นเรื่องของรัฐบาลว่าจะเปิดประชุมได้เมื่อใด 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวลือว่ามีการล็อบบี้ สว. ไม่ให้มาร่วมลงชื่อเพื่อยื่นญัตติขอเปิดอภิปราย กิตติศักดิ์ตอบว่า อย่าไปบอกว่าเป็นการล็อบบี้หรือสกัด เพราะ สว. ทั้ง 250 คนนั้นมีเอกสิทธิ์ที่จะโหวตอย่างไรก็ได้ การเซ็นชื่อก็เช่นกันเป็นเอกสิทธิ์ของแต่ละคน 

 

“เขาไม่ได้ห้าม เพราะรู้ว่าห้ามไม่ได้กันอยู่แล้ว น่าจะให้เหตุผลกันมากกว่าว่าเป็นเรื่องที่รัฐบาลเพิ่งมาบริหารประเทศ บริหารงานตรงนี้ เป็นต้น แต่เรื่องที่น่ากังวลก็คือเรื่องชั้น 14 คุณทักษิณ ตรงนี้จากได้ฟังหลายๆ ฝ่ายแล้ว ผมเองบอกได้เลยว่ากรณีคุณทักษิณ อนาคตจะเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก เรื่องสลับซับซ้อนมากมายสำหรับคุณทักษิณ วันหลังว่างๆ จะเล่าให้ฟัง” กิตติศักดิ์กล่าว

 

กิตติศักดิ์กล่าวต่อว่า เรื่องชั้น 14 นั้นจะไปกระทบความยุติธรรมตรงนั้นเป็นหลัก และมันจะจารึกไว้ว่ากรณีอย่างนี้เป็นเรื่องประหลาด ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย ตนถึงได้บอกว่าไม่เกินที่จะเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่า สว. ส่วนใหญ่เห็นว่าเรื่องชั้น 14 นั้นไม่ถูกต้องต่อกระบวนการยุติธรรม กิตติศักดิ์กล่าวว่า ก็แล้วแต่ ท่านที่มีข้อมูลและหาหลักฐานไว้ก็คงจะได้มาบอกกล่าวให้ประชาชนได้ฟัง และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะมาตอบ พร้อมทั้งเชื่อว่า กรณีทักษิณคงไม่พ้นที่จะถูกพูดถึงการรักษาตัวในอภิปราย ม.153 แน่นอน ส่วนข้อมูลนั้นก็อยู่ที่ สว. แต่ละคนที่จะอภิปราย ซึ่งได้ศึกษาและเก็บข้อมูลมาพอสมควร หากบอกไปหมดเดี๋ยวเรื่องจะจืด และไม่สามารถบอกได้ก่อนว่าใครจะเป็นผู้อภิปรายเรื่องนี้

The post สว. ลงชื่อยื่นญัตติ ‘อภิปราย ม.153’ ทะลุเป้า กิตติศักดิ์ชี้ กรณีทักษิณเป็นเรื่องมหัศจรรย์ของโลก คงไม่พ้นถูกซักฟอก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: กิตติศักดิ์ชี้ สว. คาใจปมทักษิณ ท้ารบ. กู้เงิน 5 แสนล้าน แจกเงินสด 1 หมื่นให้ ปชช. | THE STANDARD https://thestandard.co/thestandardnow090167-3/ Tue, 09 Jan 2024 17:14:37 +0000 https://thestandard.co/?p=885896

กิตติศักดิ์ชี้ สว. คาใจปมทักษิณ ท้ารัฐบาลกู้เงิน 5 แสนล […]

The post ชมคลิป: กิตติศักดิ์ชี้ สว. คาใจปมทักษิณ ท้ารบ. กู้เงิน 5 แสนล้าน แจกเงินสด 1 หมื่นให้ ปชช. | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>

กิตติศักดิ์ชี้ สว. คาใจปมทักษิณ ท้ารัฐบาลกู้เงิน 5 แสนล้าน แจกเงินสด 1 หมื่นให้ ปชช. ไม่ต้องแจกเงินดิจิทัล ย้ำ สว.ถอยไม่ได้ ต้องเดินหน้าซักฟอกรัฐบาล

The post ชมคลิป: กิตติศักดิ์ชี้ สว. คาใจปมทักษิณ ท้ารบ. กู้เงิน 5 แสนล้าน แจกเงินสด 1 หมื่นให้ ปชช. | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: สว. เสียงแตก ขออภิปรายรัฐบาลครั้งแรกในรอบ 4 ปี ปมทักษิณ-ดิจิทัลวอลเล็ต | THE STANDARD https://thestandard.co/thestandardnow090167/ Tue, 09 Jan 2024 14:14:34 +0000 https://thestandard.co/?p=885877

สว. เสียงแตก ขออภิปรายรัฐบาลครั้งแรกในรอบ 4 ปี ปมทักษิณ […]

The post ชมคลิป: สว. เสียงแตก ขออภิปรายรัฐบาลครั้งแรกในรอบ 4 ปี ปมทักษิณ-ดิจิทัลวอลเล็ต | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>

สว. เสียงแตก ขออภิปรายรัฐบาลครั้งแรกในรอบ 4 ปี ปมทักษิณ-ดิจิทัลวอลเล็ต

 

พูดคุยกับแขกรับเชิญ 2 ช่วง

 

ช่วงที่ 1 ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ การพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา

 

ช่วงที่ 2 กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา (สว.)

 

พบกันในรายการ THE STANDARD NOW กับ อ๊อฟ ชัยนนท์ วันที่ 9 มกราคม 2567 เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD

The post ชมคลิป: สว. เสียงแตก ขออภิปรายรัฐบาลครั้งแรกในรอบ 4 ปี ปมทักษิณ-ดิจิทัลวอลเล็ต | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
66 ภาพข่าวการเมืองแห่งปี 2566 ผ่านชัตเตอร์ช่างภาพ THE STANDARD https://thestandard.co/the-standard-politics-2566-photographs/ Mon, 18 Dec 2023 09:12:44 +0000 https://thestandard.co/?p=878024 ภาพข่าวการเมืองแห่งปี 2566

ตลอดปี 2566 การเมืองไทยยังคงร้อนแรง เริ่มต้นปีด้วยการเข […]

The post 66 ภาพข่าวการเมืองแห่งปี 2566 ผ่านชัตเตอร์ช่างภาพ THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพข่าวการเมืองแห่งปี 2566

ตลอดปี 2566 การเมืองไทยยังคงร้อนแรง เริ่มต้นปีด้วยการเข้าสู่โหมดหาเสียง ซึ่งเป็นการเลือกตั้งทั่วไปรอบใหม่ หลัง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ประกาศยุบสภา และจัดให้มีการกาบัตรในเดือนพฤษภาคม เป็นศึกเลือกตั้งที่สร้างเซอร์ไพรส์ทางการเมือง เมื่อพรรคก้าวไกลเป็นพรรคการเมืองที่คว้าชัยอันดับ 1 ได้สำเร็จ หลังสู้กันอย่างดุเดือดกับพรรคเพื่อไทย และกลายเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองในรอบ 2 ทศวรรษ ที่พรรคเพื่อไทยไม่ได้คว้าชัยเป็นอันดับ 1 ในการเลือกตั้ง

 

ปี 2566 ถือเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงของประเทศในหลายด้าน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงด้านการเมืองหลังการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ซึ่งถือเป็นการก้าวเข้าสู่หน้าใหม่ของหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ปิดฉากคู่ขัดแย้งเดิม เปิดหน้าคู่ต่อสู้หรือพันธมิตรใหม่

 

ปี 2566 ประเทศไทยเปลี่ยนผู้นำประเทศครั้งแรกในรอบ 9 ปี จาก พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา สู่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่มาจากพลเรือนชื่อ เศรษฐา ทวีสิน และเป็นการปิดฉากการสืบต่ออำนาจของ คสช. ด้วย

 

และนี่คือ 66 ภาพข่าวการเมืองที่ช่างภาพ THE STANDARD คัดสรรมาให้ผู้อ่านได้ย้อนนึกถึงเหตุการณ์สำคัญตลอดปี

 

ภาพที่: 1

 

 

 

3 เมษายน 2566: คู่พ่อลูก พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง พรรครวมไทยสร้างชาติ กับ ร.ต.อ. พงศกร ขวัญเมือง พรรคประชาธิปัตย์ ที่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนร่วมกัน สำหรับการเปิดรับสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (กกต.กทม.) เป็นวันแรก โดยใช้พื้นที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 เป็นสถานที่รับสมัคร สำหรับบรรยากาศการรับสมัครเป็นไปอย่างคึกคัก 

 

 

ภาพที่: 2

 



3 เมษายน 2566: เศรษฐา ทวีสิน กล่าวถึงรายละเอียดโครงการ Digital Wallet หรือกระเป๋าเงินดิจิทัล ซึ่งหากพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลจะเติมเงินเข้าไปในกระเป๋าดิจิทัลให้ประชาชนจำนวน 10,000 บาท สำหรับประชาชนชาวไทยอายุ 16 ปีขึ้นไป ใช้บริโภคในชีวิตประจำวันภายใน 6 เดือน โดยสามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่มีรัศมี 4 กิโลเมตรจากที่อยู่อาศัย ในงานเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในบัญชีของพรรคเพื่อไทย 3 คนอย่างเป็นทางการ ประกอบด้วย แพทองธาร ชินวัตร, เศรษฐา ทวีสิน และ ชัยเกษม นิติสิริ 

 

 

ภาพที่: 3

 

 

7 เมษายน 2566: พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา แคนดิเดตนายกฯ พร้อมด้วยผู้สมัคร สส. กทม. พรรครวมไทยสร้างชาติ ถ่ายรูปหมู่ร่วมกัน ในงานเปิดตัวผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) ทั้ง 33 เขตเลือกตั้ง ที่บริเวณลานอัฒจันทร์กลางแจ้ง สวนเบญจกิติ พร้อมชี้แจงนโยบายด้านต่างๆ ของพรรค พล.อ.  ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 ของพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวระหว่างปราศรัยตอนหนึ่งว่า “ถ้าอยากให้พรรครวมไทยสร้างชาติทำต่อ สิ่งที่ผมและทีมงานทำแล้ว ทำอยู่ ไม่สูญเปล่า ต้องเลือกพรรครวมไทยสร้างชาติ เบอร์ 22 เป็นรัฐบาล เลือกผมเป็นนายกรัฐมนตรี”

 

 

ภาพที่: 4

 

 

20 เมษายน 2566: พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ชวนพีระพันธุ์และแกนนำพรรครวมไทยสร้างชาติ ร่วมเตะตะกร้อกับประชาชนที่มาออกกำลังกาย โดยโชว์ลีลาการเตะและโหม่งลูกตะกร้อ ใช้เวลาราว 10 นาที ก่อนจะลงไปนั่งเรือเป็ดเหลืองปั่นในสระน้ำภายในสวนลุมพินี ลงพื้นที่พบปะประชาชนที่มาออกกำลังกายบริเวณสวนลุมพินี และขอคะแนนเสียงให้กับ ศิรินันท์ ศิริพานิช ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กรุงเทพมหานคร เขต 2 ของพรรครวมไทยสร้างชาติ

 

 

ภาพที่: 5

 

 

23 เมษายน 2566: ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) นครราชสีมา ช่วยพยุง พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ก่อนการขึ้นปราศรัยที่ลานตลาดเซฟวัน จังหวัดนครราชสีมา พล.อ. ประวิตรกล่าวด้วยว่า ตนพูดไม่เก่ง แต่ทำงานประสานประโยชน์ให้กับทุกฝ่ายได้ นำพาคนเก่งมาร่วมมือกันก้าวข้ามความขัดแย้ง ผู้สมัคร สส. จังหวัดนครราชสีมาของพรรคพลังประชารัฐ ที่ยืนอยู่ตรงนี้จะรับใช้ประชาชนอย่างจริงจัง ตนขอประกาศว่าพวกเราทำได้ พร้อมแล้วที่จะรับใช้ประชาชน ขอฝากชาวอีสานทุกคนด้วย 

 

 

ภาพที่: 6

 

 

23 เมษายน 2566: พรรคก้าวไกลจัดเวทีปราศรัยใหญ่ พรรคก้าวไกล รัฐบาลก้าวไกล ประเทศไทยไม่เหมือนเดิม ที่บริเวณลานหน้าสามย่านมิตรทาวน์ กทม. มีแกนนำที่ขึ้นเวทีปราศรัย ปิดท้ายเวทีด้วย พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในฐานะผู้ช่วยหาเสียง ได้กล่าวย้ำถึงการสร้างประเทศไทยที่ดีกว่านี้ และพรรคก้าวไกลจะยอมโดดเดี่ยวจากนักการเมืองที่ไม่มีอุดมการณ์ 

 

ขณะที่พิธากล่าวถึงกระแสพรรคที่พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง และขอให้วางใจในพรรคก้าวไกล เพราะพรรคก้าวไกลคือความเปลี่ยนแปลงที่ไว้ใจได้ ตรงไปตรงมา พร้อมยืนยันว่า ‘มีลุงไม่มีเรา มีเราไม่มีลุง’ โดยในช่วงปิดท้ายเวที มีการให้มวลชนที่มาฟังปราศรัยเปิดแฟลชเพื่อถ่ายรูปร่วมกันอีกด้วย

 

 

ภาพที่: 7

 

 

3 พฤษภาคม 2566: ตู้ล็อกเกอร์มีการล็อกกุญแจและปิดเทปผนึกไว้ พร้อมเจ้าหน้าที่เขตและตำรวจเซ็นกำกับภายในห้องที่จัดเก็บอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ทั้งหมดมีกล้องวงจรปิดคอยจับภาพ ที่สำนักงานเขตสัมพันธวงศ์ เตรียมมความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นการทั่วไปล่วงหน้า เพื่อรักษาความปลอดภัย โดยระบบเป็นแบบออนไลน์ เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบและบันทึกภาพได้แบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงมีเจ้าหน้าที่เฝ้าบริเวณทางเข้า-ออก  

 

 

ภาพที่: 8

 

 

3 พฤษภาคม 2566: ครอบครัวชินวัตร นำโดย คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ พร้อมด้วย พินทองทา ชินวัตร พา ‘พฤจ์ธาษิณ สุขสวัสดิ์’ ลูกของแพทองธาร ชินวัตร หรืออุ๊งอิ๊ง ซึ่งนับเป็นหลานคนที่ 7 ของทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน มาพบพี่น้องสื่อมวลชนเป็นครั้งแรก ที่โรงพยาบาลพระรามเก้า 

 

แพทองธารเปิดเผยว่า การคลอดเป็นไปด้วยความปลอดภัยและแข็งแรงทุกประการ สำหรับชื่อ ธาษิณ-พฤจ์ธาษิณ สุขสวัสดิ์ แพทองธารระบุว่า เป็นชื่อที่ตั้งเอง จึงเป็นความหมายที่นิยามด้วยตนเอง โดย ‘จ์’ มาจาก ‘พจมาน’ หรือคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ผู้เป็นยาย และ ‘ธาษิณ’ มาจาก ทักษิณ ชินวัตร ผู้เป็นตา

 

 

ภาพที่: 9

 

 

5 พฤษภาคม 2566: ที่ลานพาร์คพารากอน ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ลงพื้นที่รณรงค์ต่อต้านกัญชาเสรี ซึ่งพรรคเพื่อไทยจัดกิจกรรม ‘เพื่อเศรษฐกิจ เพื่อคุณภาพชีวิต เพื่อสิทธิเสรีภาพ เพื่อไทย’ โดยมาดักรอพบ เศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย เพื่อถามจุดยืนกัญชาเสรี 

 

ชูวิทย์กล่าวว่า เศรษฐาเป็นคนดี ค้าขายเจริญรุ่งเรือง จึงอยากถามเศรษฐาว่า พรรคเพื่อไทยมีนโยบายอย่างไรต่อกัญชาเสรี จะปล่อยให้กัญชามามอมเมาเยาวชนหรือไม่ 

 

ด้านเศรษฐาตอบทันทีว่า ไม่เอานโยบายกัญชาเสรี เอาแค่นโยบายกัญชาทางการแพทย์ และกัญชาจะอยู่ในการควบคุมของแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ชัดเจน “เมื่อคุณเศรษฐาไม่สนับสนุนกัญชา ผมขอสนับสนุนพรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อไทยก็ต้องเป็นแลนด์สไลด์ ขออวยพรให้เศรษฐาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย” ชูวิทย์กล่าว

 

 

ภาพที่: 10

 

 

5 พฤษภาคม 2566: จินนี่-ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ บุตรสาว คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย น.ต. ศิธา ทิวารี แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทย สุพันธุ์ มงคลสุธี แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทย และทีมโฆษกพรรค ลงพื้นที่หาเสียงย่านสยามสแควร์ โดยวันนี้มีการจัดเตรียมป้าย ‘กาพรรคแม่ยาย’ และ ‘เข้าคูหา กาแม่ยาย’ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์การหาเสียงของพรรคไทยสร้างไทย เนื่องจากจินนี่เป็นที่รู้จักของคนรุ่นใหม่ และเดินสายหาเสียงช่วยคุณหญิงสุดารัตน์ หรือแม่หน่อย มาโดยตลอด

 

 

ภาพที่: 11

 

 

7 พฤษภาคม 2566: ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต ยกมือไหว้อธิษฐานก่อนหย่อนบัตรเลือกตั้งลงหีบ โดยเมื่อถึงช่วงเวลาเปิดหีบเลือกตั้งที่หน่วยเลือกตั้งเซ็นทรัล พระราม 2 ในเวลา 08.00 น. มีผู้ที่ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งมารอเป็นจำนวนมาก สำหรับหน่วยเลือกตั้งแห่งนี้มีผู้ลงทะเบียนของใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้ากว่า 23,112 คน แต่ภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้เตรียมการรับมือและจัดระเบียบให้เป็นไปตามขั้นตอน 

 

 

ภาพที่: 12

 

 

7 พฤษภาคม 2566: ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต ใส่เสื้อยืดลายบิกินี ที่ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) เขตดินแดง โดยมีประชาชนผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าทยอยเดินทางมาต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเช้า 

 

ทั้งนี้ ด้วยพื้นที่สถานที่จัดให้ลงคะแนนอยู่ภายในอาคารและมีขนาดใหญ่ จึงยังไม่พบปัญหาความแออัดของผู้ที่เดินทางมาหรือสภาพอากาศร้อน เนื่องจากหน่วยเลือกตั้งอยู่ในร่ม ภาพรวมยังคงเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ในจุดนี้มีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิที่ 25,383 คน

 

 

ภาพที่: 13

 

 

7 พฤษภาคม 2566: ช่างภาพข่าว THE STANDARD ที่ลงพื้นที่ติดตามมาตั้งแต่ช่วงเช้าเปิดหีบเลือกตั้ง รายงานว่าภายหลังการจัดเก็บอุปกรณ์ เจ้าหน้าที่บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ได้มีการตรวจสอบถุงผ้าที่บรรจุบัตรลงคะแนนโดยละเอียดก่อนการเคลื่อนย้าย ซึ่งทุกใบจะต้องมีรหัสประจำถุงและสายรัดประจำถุงที่ตรงกัน และแต่ละถุงจะมีบัตรลงคะแนนไม่เกิน 1,000 ชุด ที่หน่วยเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2566 รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ภายหลังที่เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งปิดรับลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าตามเวลาที่กำหนด พร้อมเก็บอุปกรณ์และคัดแยกบัตรลงคะแนนเลือกตั้ง เพื่อส่งมอบให้บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ดำเนินการต่อ

 

 

ภาพที่: 14

 

 

12 พฤษภาคม 2566 พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ พร้อมแกนนำของพรรค กล่าวปราศรัยพร้อมย้ำจุดยืนก้าวข้ามความขัดแย้ง ขจัดทุกปัญหา พัฒนาทุกพื้นที่ ในเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งที่บริเวณอาคารกีฬาเวสน์ 2 สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง ในช่วงท้าย พล.อ. ประวิตร ที่เดินขบวนโบกธงเปิดตัวเข้ามายังเวทีปราศรัย พร้อมกล่าวว่า วันนี้จะเป็นเวทีปราศรัยสุดท้าย ทุกนโยบายที่เราหาเสียงไว้ ขอสัญญาว่าเราจะทำให้สำเร็จ บางช่วงของการปราศรัย พล.อ. ประวิตรได้สอบถามประชาชนที่ร่วมรับฟังการปราศรัย โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีเสียงปรบมือและส่งเสียงให้กำลังใจตลอด ในช่วงท้าย พล.อ. ประวิตรถ่ายรูปร่วมกับบรรดาผู้สมัคร สส. และแกนนำพรรค พร้อมเซลฟีกับประชาชนที่เข้าร่วมปราศรัยด้วย

 

 

ภาพที่: 15

 

 

12 พฤษภาคม 2566: เวทีปราศรัยใหญ่เวทีสุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทย ภายใต้ธีม ‘เลือกเพื่อไทยแลนด์สไลด์ ประเทศไทยเปลี่ยนทันที’ ที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก

 

แพทองธาร ชินวัตร ย้ำว่า ไม่ว่าใครได้เป็นนายกฯ แคนดิเดตอีก 2 คนจะช่วยสนับสนุนตลอด จนนโยบายที่สัญญากับประชาชนไว้สำเร็จทุกนโยบาย

 

ในช่วงท้าย เศรษฐา ทวีสิน กล่าวว่า ผมขอให้ทุกคนลงคะแนนให้พรรคเพื่อไทย ทั้ง สส. เขต และพรรคเบอร์ 29 ให้แลนด์สไลด์ทั้งประเทศ เพื่อให้พรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างมีเสถียรภาพ ให้พวกเราไปรับใช้ประชาชน ไปทำความหวังของทุกคน เปลี่ยนประเทศให้ได้จริง และส่งต่ออนาคตที่ดีกว่าให้กับลูกหลาน” 

 

 

ภาพที่: 16

 

 

12 พฤษภาคม 2566: การปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายก่อนเข้าคูหาเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2566 ของพรรคก้าวไกล ภายใต้แคมเปญ ‘คำตอบสุดท้าย กาก้าวไกลทั้งแผ่นดิน’ ประชาชนและกลุ่มผู้สนับสนุนเข้าร่วมฟังการปราศรัยเต็มอาคารกีฬาเวสน์ 1 ทำให้ต้องปิดประตูตั้งแต่ก่อนเริ่มปราศรัย และให้ผู้ที่เดินทางมาหลังเวลา 18.00 น. ไปนั่งฟังการปราศรัยที่สนามฟุตบอลด้านข้างอาคารกีฬาเวสน์ 1

 

สำหรับงานวันนี้ ปิดท้ายเวทีปราศรัยด้วย พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกล ปราศรัยระบุว่า พร้อมเป็นนายกฯ คนใหม่ของประเทศ ตอนนี้เหลือเวลาอีกเพียง 2 วันเท่านั้น ขอให้คำตอบสุดท้ายกาก้าวไกลทั้งแผ่นดิน และร่วมกันขีดเขียนประวัติศาสตร์ใหม่ของไทยให้ไม่เหมือนเดิม ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ก็สามารถฝากความหวังและความฝันได้ 

 

 

 

ภาพที่: 17

 

 

12 พฤษภาคม 2566: นี่คือสีหน้าของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรครวมไทยสร้างชาติ ขณะปราศรัยใหญ่ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ใจความสำคัญของการปราศรัยคือ พล.อ. ประยุทธ์ ประกาศย้ำว่าจะไม่ยอมให้ใครมาเปลี่ยนประเทศไทยแบบพลิกฟ้าคว่ำดิน ทำลายรากเหง้า ทำลายคุณค่าอันดีงามของสังคมไทยของเรา และตลอดระยะเวลาที่ปราศรัย พล.อ. ประยุทธ์ ยังมีดวงตาแดงก่ำ และสะอื้นหลั่งน้ำตาเป็นบางช่วง อีกทั้งแกนนำที่ร่วมฟังการปราศรัยหลายคนก็มีน้ำตา

 

 

ภาพที่: 18

 

 

14 พฤษภาคม 2566: พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เดินทางมาใช้สิทธิเลือกตั้ง ที่เต็นท์บริเวณที่จอดรถธนาคารออมสินภาค 2 ปากซอยสุขุมวิท 39 หน่วยเลือกตั้งที่ 10 แขวงคลองตันเหนือ เขตเลือกตั้งที่ 4 (วัฒนา) กรุงเทพมหานคร โดยกล่าวว่า ทำเต็มที่กับสิ่งที่ผ่านมาแล้ว และคาดหวังกับผลลัพธ์ที่ออกมาวันนี้ แต่ตอนนี้ยังไม่คิดถึงเกี่ยวกับพรรคเท่าไร ตนอยากให้ประชาชนคนไทยออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งกันให้มาก

 

 

ภาพที่: 19

 

 

14 พฤษภาคม 2566: พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครวมไทยสร้างชาติ ลงมาจากที่ทำการพรรครวมไทยสร้างชาติเพื่อเดินทางกลับ หลังเข้ามาติดตามผลการนับคะแนนการเลือกตั้งที่ทำการพรรคตั้งแต่ช่วงเย็นที่ผ่านมา พล.อ. ประยุทธ์ พยายามเดินออกจากที่ทำการพรรคท่ามกลางการรุมล้อมของช่างภาพและสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศ โดยมีสื่อมวลชนพยายามตั้งคำถามถึงจุดยืนของพรรค กรณีที่พรรคเพื่อไทยมาเป็นพรรคอันดับ 1 ได้จัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ และคำถามว่า พรรคก้าวไกลได้คะแนนขนาดนี้ จะนำไปสู่การปฏิวัติหรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์ไม่ตอบคำถามดังกล่าว โดยพยายามแหวกวงล้อมไปขึ้นรถเดินทางกลับทันที

 

 

ภาพที่: 20

 

 

14 พฤษภาคม 2566: เศรษฐา ทวีสิน พร้อมด้วย อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเมื่อถามถึงกรณีความเป็นไปได้ หากพรรคก้าวไกลได้คะแนนอันดับ 1 ยินดีเสนอชื่อ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ทั้งคู่ยืนยันยึดหลักประชาธิปไตย และให้สิทธิของผู้ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนสูงสุด ย้ำว่าพรรคที่ได้อันดับ 1 จะต้องเป็นผู้เสนอชื่อนายกฯ และยังไม่มีการพูดคุยกับพรรคก้าวไกล ที่ศูนย์รายงานข่าวการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ชั้น 7

 

 

ภาพที่: 21

 

 

14 พฤษภาคม 2566: พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกล เดินทางลงมาชั้น 1 ณ ที่ทำการพรรคก้าวไกล สำนักงานใหญ่ เพื่อพบปะพูดคุยกับประชาชน ภายหลังแถลงข่าวการติดตามการนับคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าอย่างไม่เป็นทางการมาตลอด 5 ชั่วโมง เมื่อพิธาพบกองเชียร์ที่มาให้กำลังใจ กองเชียร์ตะโกนส่งเสียงเรียกพิธาว่า “นายกฯ นายกฯ” พิธากล่าวว่า ที่ประชาชนเรียกนายกฯ ส่วนตัวรู้สึกอยากจะเข้าไปทำงานให้เร็วที่สุดตามที่ก้าวไกลได้สัญญากับประชาชนไว้ ตำแหน่งเป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่การนับคะแนนยังไม่จบสมบูรณ์ แต่ก็ถือว่าบรรลุเป้าหมาย 

 

 

ภาพที่: 22

 



15 พฤษภาคม 2566: พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล แถลงข่าวที่พรรคก้าวไกล หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลคะแนนเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ สรุปว่าพรรคก้าวไกลได้จำนวน สส. เป็นอันดับ 1 ว่าเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าพี่น้องประชาชนได้แสดงเจตจำนงผ่านคูหาเลือกตั้งให้พรรคก้าวไกลได้คะแนนเป็นอันดับ 1 จึงขอประกาศว่าพรรคก้าวไกลพร้อมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล น้อมรับฉันทมติของพี่น้องประชาชน พลิกขั้วเปลี่ยนข้างจากฝ่ายค้านเดิมในการจัดตั้งรัฐบาล

 

 

ภาพที่: 23

 

 

15 พฤษภาคม 2566: พรรคเพื่อไทยแถลงยืนยันโหวตพิธาเป็นนายกฯ หลังเป็นพรรคแกนนำอันดับ 1 ยืนยันไม่มีแนวคิดตั้งรัฐบาลพรรคเพื่อไทย นำโดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย แพทองธาร ชินวัตร และ เศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค พร้อมด้วยแกนนำพรรคเพื่อไทย ร่วมแถลงข่าวผลการเลือกตั้ง และการเตรียมความพร้อมหลังการเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย 

 

“เมื่อพรรคก้าวไกลได้อันดับ 1 เราแสดงความยินดีด้วย แล้วเราก็เชียร์เพื่อประชาธิปไตย เพื่อประเทศชาติที่จะไปต่อได้ เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่เรื่องส่วนตัว มันเป็นเรื่องของการเมือง ทุกคนต้องก้าวไปข้างหน้าด้วยกันค่ะ” แพทองธารกล่าว 

 

ด้านเศรษฐากล่าวว่า วันนี้เป็นวันที่ควรเฉลิมฉลองให้กับเสียงของประชาชนที่เชื่อในประชาธิปไตย และยินดีกับพรรคก้าวไกลที่ชนะการเลือกตั้ง พวกเราพรรคเพื่อไทยสนับสนุนให้คุณพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

 

 

ภาพที่: 24

 

 

15 พฤษภาคม 2566: เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ พร้อมกับสมาชิกพรรคก้าวไกล ขึ้นรถแห่คาราวาน ขอบคุณประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครชั้นใน โดยเคลื่อนขบวนออกจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มุ่งหน้าไปตามเส้นทางสนามหลวง พิธาขอบคุณทุกคะแนนเสียงจากประชาชนที่ทำให้ชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้ ขอบคุณคะแนนเสียงที่เลือกพรรคก้าวไกลเป็นว่าที่ สส. ทั้ง 32 เขต พร้อมทั้งแจกลายเซ็นอย่างต่อเนื่อง

 

 

ภาพที่: 25

 

 

17 พฤษภาคม 2566: แกนนำทั้ง 6 พรรคจับมือโชว์สื่อมวลชน หลังการพูดคุยจัดตั้งรัฐบาลที่นำโดยพรรคก้าวไกล ซึ่งรวมเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) 309 เสียง ที่ร้านอาหารบริเวณถนนสุโขทัย โดยนัดหมายกันในเวลา 16.00 น. นำโดยพรรคก้าวไกล การพูดคุยจัดตั้งรัฐบาลที่นำโดยพรรคก้าวไกล ผ่านไปเกือบ 2 ชั่วโมง เวลาประมาณ 17.50 น. แกนนำจาก 6 พรรคการเมือง ประกอบด้วย พรรคก้าวไกล, พรรคเพื่อไทย, พรรคประชาชาติ, พรรคเสรีรวมไทย, พรรคไทยสร้างไทย และพรรคเป็นธรรม เดินลงมาด้านล่างของร้านอาหารซึ่งสื่อมวลชนรอทำข่าวอยู่ 

 

 

ภาพที่: 26

 

 

17 พฤษภาคม 2566: แกนนำ 6 พรรคการเมืองกินข้าวร่วมกันโดยมีบรรยากาศชื่นมื่น ก่อนทยอยออกมาจากร้านเพื่อเดินทางกลับหลังพูดคุยจัดตั้งรัฐบาล ก่อนแถลงทางการพรุ่งนี้ การพูดคุยจัดตั้งรัฐบาลที่นำโดยพรรคก้าวไกล ซึ่งรวมเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) 310 เสียง ที่ร้านอาหารบริเวณถนนสุโขทัย 

 

 

ภาพที่: 27

 

 

18 พฤษภาคม 2566: พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมด้วย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย, วันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ, สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย, พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย, วสวรรธน์ พวงพรศรี หัวหน้าพรรคเพื่อไทรวมพลัง, ปิติพงศ์ เต็มเจริญ หัวหน้าพรรคเป็นธรรม และ เชาวฤทธิ์ ขจรพงศ์​กีรติ หัวหน้าพรรคพลังสังคมใหม่ แถลงข่าวประกาศตั้งรัฐบาลประชาธิปไตยของประชาชน ซึ่งจากผลการเลือกตั้งที่ไม่เป็นทางการ มีจำนวนผู้แทนราษฎรรวมกันทั้งสิ้น 313 คน 

 

 

ภาพที่: 28

 

 

22 พฤษภาคม 2566: พรรคก้าวไกลในฐานะพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล นัดพรรคฝ่ายประชาธิปไตย ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย, พรรคประชาชาติ, พรรคเสรีรวมไทย, พรรคไทยสร้างไทย, พรรคเพื่อไทรวมพลัง, พรรคเป็นธรรม และพรรคพลังสังคมใหม่ ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกัน (MOU) ในการจัดตั้งรัฐบาล สำหรับบันทึกความเข้าใจร่วมกันนี้ ทำเพื่อสร้างพื้นฐานของรัฐบาล และการทำงานร่วมกันระหว่างพรรคก้าวไกลและพรรคร่วม ที่ห้องบอลรูม โรงแรมคอนราด กรุงเทพมหานคร 

 

 

ภาพที่: 29

 

 

29 พฤษภาคม 2566: พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคก้าวไกล และ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พูดคุยกันบนเวทีระหว่างร่วมกิจกรรมแคมเปญ The Road to Bangkok Pride 2023 ที่สกายวอล์ก หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อช่วงเย็นวันนี้ โดยในกิจกรรมดังกล่าวมีผู้แทนจากหน่วยงานราชการ ภาคประชาสังคมต่างๆ เข้าร่วมกิจกรรมอย่างคึกคัก 

 

 

ภาพที่: 30

 

 

30 พฤษภาคม 2566: พล.อ. ประยุทธ์ไม่ตอบคำถาม แต่หันมาทำท่าตั้งการ์ดแบบมวยไทยเลิศฤทธิ์ใส่ผู้สื่อข่าว เป็นสัญลักษณ์ว่าไม่ตอบถึง 2 ครั้ง หลังผู้สื่อข่าวสอบถามว่า ได้ติดตามสถานการณ์การเมืองและผลฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้ กับเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ที่ประเทศอังกฤษหรือไม่ ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล 

 

 

ภาพที่: 31

 

 

30 พฤษภาคม 2566: ช่วงหนึ่งของการแถลงข่าวภายหลังจากการหารือกับพรรคร่วมรัฐบาล ทั้งพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ทำมือประกบกันเป็นรูปหัวใจ สยบข่าวลือดีลการตั้งรัฐบาลลับ ยืนยันว่าจากนี้พรรคเพื่อไทยจะเปลี่ยนดีลลับให้กลายเป็นดีลรักทั้งหมด ที่พรรคประชาชาติ ที่ประชุมมีมติร่วมกันจัดตั้งคณะทำงานช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ประกอบด้วยบุคลากรจากทุกพรรคการเมือง คือพรรคก้าวไกล, พรรคเพื่อไทย, พรรคประชาชาติ, พรรคไทยสร้างไทย, พรรคเพื่อไทรวมพลัง, พรรคเสรีรวมไทย, พรรคเป็นธรรม และพรรคพลังสังคมใหม่

 

 

ภาพที่: 32

 

 

4 มิถุนายน 2566: พิธา ลิ้ม​เจริญ​รัตน์​ และ แพทองธาร ชินวัตร ร่วมงาน ‘บางกอกนฤมิตไพรด์’ โบกมือทักทายและให้กำลังใจร่วมผู้เดินขบวน บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าสยามเซ็นเตอร์ ร่วมเฉลิมฉลองเทศกาล ‘Bangkok Pride 2023’ ขบวนพาเหรดอย่างยิ่งใหญ่และมีความสร้างสรรค์ ภายใต้แนวคิดสุขภาวะของผู้มีความหลากหลายทางเพศ มุ่งหวังให้มีความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศในทุกด้าน ทั้งเพศ เชื้อชาติ สุขภาพ อย่างเท่าเทียม

 

 

ภาพที่: 33

 

 

6 มิถุนายน 2566: พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล ลงมาซื้อเครื่องดื่มช็อกโกแลตมินต์ เมนูยอดฮิตตามคำแนะนำของแพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย รวมทั้งซื้อเมนูกาแฟส้ม ซึ่งเป็นเมนูโปรดที่ร้าน ThinkLab Creative Space and Cafe ของพรรคเพื่อไทย ภายหลังจากการประชุมของทั้ง 8 พรรคร่วมเสร็จสิ้น

 

 

ภาพที่: 34

 

 

27 มิถุนายน 2566: พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล นำ สส. พรรคก้าวไกล 150 คน เดินทางมายังอาคารรัฐสภา เพื่อรายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยสวมเสื้อยืดสีขาวที่มีข้อความว่า ‘เราคือผู้แทนราษฎร เรามาจากประชาชน’ พิธาระบุว่า การเลือกมารายงานตัววันนี้ก็เพราะเป็นวันที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ คือวันที่ 27 มิถุนายน 2475 เป็นวันที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศ

 

 

ภาพที่: 35

 

 

8 กรกฎาคม 2566: ป้ายไวนิลพื้นขาวตัวอักษรสีแดง ระบุข้อความว่า ‘หมดศรัทธาพรรคเพื่อไทย’ ที่ติดตั้งอยู่ด้านหน้าร้าน ‘คุณเล็ก’ ขายเสื้อผ้าพื้นเมือง บริเวณด้านหน้าศูนย์การค้าบุรีสแควร์ จังหวัดเชียงใหม่ โดยเป็นป้ายไวนิลขนาดใหญ่ สามารถมองเห็นได้ชัดเจน และเป็นที่สนใจของผู้ที่สัญจรผ่านไปมา ด้าน พลวัต มงคล กล่าวว่า “การแสดงออกครั้งนี้เพื่อต้องการสื่อสารและเป็นเสียงสะท้อนไปยังพรรคเพื่อไทย เพื่อให้ทราบว่ามีวิกฤตศรัทธาของผู้สนับสนุนพรรค” 

 

 

ภาพที่: 36

 

 

9 กรกฎาคม 2566: พรรคก้าวไกลจัดกิจกรรม ‘ขอบคุณประชาชน ฟังเสียงทุกคนก่อนโหวตนายกฯ’ โดยมี สส. พรรคก้าวไกล มาร่วมงานอย่างคึกคัก พิธาขึ้นปิดท้ายเวที กล่าวว่า “ครั้งนี้คือโอกาสประวัติศาสตร์ที่สมาชิกทั้ง 750 คนในรัฐสภาจะคืนความปกติให้การเมืองไทย ให้ประเทศไทยเดินหน้า ให้เราเท่าเทียมกันและเท่าทันโลก” ขณะที่บรรยากาศช่วงที่พิธาปราศรัยที่ลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ หน้าจอโดยรอบศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ขึ้นสีส้มทุกจอ 

 

 

ภาพที่: 37

 

 

12 กรกฎาคม 2566: วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร และ ปดิพัทธ์ สันติภาดา, พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภา ขึ้นนั่งบัลลังก์ครั้งแรก เพื่อเป็นประธานในการประชุม สส. ชุดที่ 26 นัดแรก ซึ่งก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ที่ประชุมได้รับทราบพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศแต่งตั้งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่อาคารรัฐสภา 

 

 

ภาพที่: 38

 

 

13 กรกฎาคม 2566: รักชนก ศรีนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล แสดงอาการออกทางหน้าตาระหว่างการประชุมร่วมกันของรัฐสภาที่มี วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เป็นประธานในการประชุมเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 

 

ทั้งนี้มี พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกล เป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อเพียงผู้เดียว โดยไม่มีสมาชิกพรรคการเมืองอื่นเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีขึ้นมาแข่ง

 

 

ภาพที่: 39

 

 

13 กรกฎาคม 2566: ชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขต จังหวัดอุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นอภิปรายก่อนการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นคนแรก ถึงแถลงการณ์จุดยืนของพรรคภูมิใจไทยว่า ไม่สนับสนุนนายกรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองที่สนับสนุนการแก้ไขหรือยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พร้อมทั้งเรียกร้องไปยังพรรคร่วมรัฐบาล และขอเรียกร้องพรรคร่วมรัฐบาลร่วมแสดงจุดยืนเรื่องมาตรา 112 ด้วย 

 

ชาดากล่าวอีกว่า พิธาอ้างว่าต้องทำเพื่อรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยเจตนาดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ตนเองและพรรคภูมิใจไทยไม่เชื่อ และเป็นสิทธิของพรรคภูมิใจไทยที่ขอไม่เชื่อ เนื่องจากพฤติกรรมมีความชัดเจนมาโดยตลอด พร้อมตั้งข้อคำถามไปถึง 7 พรรคร่วมรัฐบาลว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร

 

 

ภาพที่: 40

 



13 กรกฎาคม 2566: การประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ที่ประชุมเริ่มเข้าสู่กระบวนการโหวตให้ความเห็นชอบ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคก้าวไกล โดยมีผู้ให้ความเห็นชอบ 324 เสียง ไม่เห็นชอบ 182 เสียง และงดออกเสียง 199 เสียง จากนั้น วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา แจ้งต่อที่ประชุมรัฐสภาว่า พิธาได้รับคะแนนเห็นชอบไม่มากกว่ากึ่งของจำนวนสมาชิกรัฐสภาที่มีอยู่ จึงถือว่ามติที่ประชุมไม่เห็นชอบในการแต่งตั้ง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ให้เป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 272 (1) 

 

 

ภาพที่: 41

 

 

16 กรกฎาคม 2566: อานนท์ นำภา ปราศรัยกล่าวถึงกรณี 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลที่จะเสนอชื่อให้รัฐสภาโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีอีกครั้งในวันที่ 19 กรกฎาคมนี้ พร้อมระบุด้วยว่า ให้ทั้ง 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลจับมือกันให้แน่น ใครแตกแถวก่อนคือเผด็จการ ในกิจกรรมคาร์ม็อบ Respect My Vote ซึ่งนัดหมายที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยมี อานนท์ นำภา แกนนำกลุ่มราษฎร และกลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆ เข้าร่วม เพื่อส่งสารเรียกร้องถึงผู้นำเหล่าทัพที่เป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยตำแหน่ง ซึ่งไม่ได้ไปลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อให้ลาออกจากตำแหน่ง

 

 

ภาพที่: 42

 

 

18 กรกฎาคม 2566: สว. กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ รับดอกไม้จากมวลชนที่มาให้กำลังใจด้านหน้าอาคารรัฐสภา นำโดย นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ โดยมีการยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง สว. เพื่อเป็นกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ ก่อนที่ในวันที่ 19 กรกฎาคม จะมีการประชุมรัฐสภาเพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งที่ 2 สำหรับกลุ่มที่มาให้กำลังใจ เช่น กลุ่มพลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดิน ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน และกองทัพธรรม 

 

 

ภาพที่: 43

 

 


19 กรกฎาคม 2566: พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เดินออกจากห้องประชุมรัฐสภา พร้อมชูกำปั้นท่ามกลาง สส. พรรคก้าวไกลทั้งหมดที่ลุกขึ้นยืนปรบมือให้ ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์รับคำร้องกรณีหุ้น ITV ของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และมีมติตามเสียงข้างมาก (7:2) มีคำสั่งให้พิธาหยุดปฏิบัติหน้าที่ สส. ตั้งแต่วันนี้ จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

 

 

ภาพที่: 44

 

 

19 กรกฎาคม 2566: ผู้ชุมนุมแสดงความไม่พอใจต่อคำสั่งภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยสั่งให้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคก้าวไกล ยุติปฏิบัติหน้าที่ สส. หลังถูกร้องกรณีถือหุ้น ITV ด้วยมติเสียงข้างมาก 7:2 บริเวณประตูรั้วรัฐสภา อีกทั้งมวลชนบางส่วนยังได้เขย่าประตูรั้วรัฐสภาจนโอนเอนไปมา ท่ามกลางการห้ามปรามจากเจ้าหน้าที่และผู้ชุมนุมบางส่วน ขณะที่ด้านในรั้วของรัฐสภาเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) เข้าตรึงกำลังควบคุมสถานการณ์

 

 

ภาพที่: 45

 

 

22 กรกฎาคม 2566: อนุทิน ชาญวีรกูล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ชนแก้วรับประทาน ‘ช็อกโกแลตมินต์’ ซึ่งเป็นเครื่องดื่มยอดฮิตประจำพรรคเพื่อไทย และนั่งพูดคุยกันกับ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแกนนำพรรค ภายหลังการหารือร่วมกันระหว่างตัวแทนพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย ที่ร้าน ThinkLab Creative Space and Cafe โดยอนุทินกล่าวชมว่ารสชาติอร่อยดี ให้คะแนน 11 เต็ม 10

 

 

ภาพที่: 46

 

 

22 กรกฎาคม 2566: พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ขณะนั่งอยู่ที่ร้าน ThinkLab Creative Space and Cafe เพื่อร่วมรับประทาน ‘ช็อกโกแลตมินต์’ ซึ่งเป็นเครื่องดื่มยอดฮิตประจำพรรคเพื่อไทย หลังการหารือร่วมกันระหว่างตัวแทนพรรครวมไทยสร้างชาติและพรรคเพื่อไทยในการหาแนวทางแก้ไขปัญหาวิกฤตและหาทางออกของประเทศร่วมกัน

 

 

ภาพที่: 47

 

 

23 กรกฎาคม 2566: บรรยากาศที่พรรคเพื่อไทย ระหว่างการหารือกันของแกนนำพรรคเพื่อไทยและพรรคพลังประชารัฐอยู่นั้น กลุ่มทะลุวัง นำโดย ตะวัน-ทานตะวัน ตัวตุลานนท์, หยก เยาวชนอายุ 15 ปี และ สายน้ำ-นภสินธุ์ ตรีรยาภิวัฒน์

 

ได้เดินทางมาชูป้ายกระดาษคัดค้านการหารือการร่วมมือกันของพรรคเพื่อไทย โดยสั่งช็อกมินต์มาชิมและระบุว่า ช็อกมินต์จะไม่เหมือนเดิมหากร่วมจับมือพลังประชารัฐ ก่อนสาดแป้งเป็นสัญลักษณ์ พร้อมประกาศว่าถ้ามีการยืนยันว่าจับมือกันตั้งรัฐบาล ก็จะกลับมาทันที ไม่คิดว่าพรรคเพื่อไทยจะเปลี่ยนจุดยืนได้เร็วขนาดนี้ ซึ่งแป้งได้กระจายไปยังสื่อมวลชนรวมถึง สันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ที่กำลังเดินทางกลับพร้อมคณะ ซึ่งไม่ได้ปะทะกับกลุ่มทะลุวังแต่อย่างใด

 

 

ภาพที่: 48

 



29 กรกฎาคม 2566: กลุ่มมวลชนนำโดย สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด จัดกิจกรรม #พร้อม2 ด้วยการเดินเท้าจากอโศกสู่ราชประสงค์ เพื่อแปรอักษรเป็นตัว ‘ห’ สื่อถึง ‘การเห็นหัวประชาชน’ พร้อมอ่านแถลงการณ์ตอนหนึ่งมีใจความว่า ขอให้สมาชิกวุฒิสภาเห็นหัวประชาชน อย่าเห็นแก่ตัว

 

 

ภาพที่: 49

 



2 สิงหาคม 2566: กลุ่มทะลุวัง เผาหุ่นฟางสาดสี แสดงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ หน้าพรรคเพื่อไทย ในกิจกรรม ‘CAR MOB แห่มาลัยวิวาห์ ยื่นรายชื่อประชาชน คล้องใจ 8 พรรคการเมือง’ จัดโดยกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เป้าหมายหลักคือการส่งรายชื่อที่ได้รวบรวมจากประชาชนไปยัง 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล เพื่อส่งสัญญาณให้ร่วมรับรู้ว่าประชาชนทุกคนมุ่งหวังที่จะเห็นรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของ 8 พรรคร่วมที่ลงนาม MOU ร่วมกัน 

 

 

ภาพที่: 50

 

 

3 สิงหาคม 2566: ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ แถลงข่าวโดยนำข้อมูลเอกสารหลักฐาน อ้าง เศรษฐา ทวีสิน เลี่ยงภาษีโอนที่ดิน ทำรัฐสูญเงินกว่า 500 ล้านบาท ที่โรงแรมเดอะเดวิส สุขุมวิท 24 ในประเด็นการอภิปรายคุณสมบัตินายกรัฐมนตรี ‘มีความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์หรือไม่’ และจะนำข้อมูลเอกสารหลักฐานที่แถลงวันนี้ไปยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ประธานรัฐสภา และกรมสรรพากร เพื่อให้นำข้อมูลนี้ไปประกอบในการพิจารณาโหวต เศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี

 

 

ภาพที่: 51

 

 

4 สิงหาคม 2566: สส. พรรคก้าวไกล ทำท่าทางแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ หลังประธานรัฐสภา วันมูหะมัดนอร์ได้ใช้อำนาจตามข้อบังคับที่ 22 ขอเลื่อนการประชุมรัฐสภาในวันนี้ออกไปก่อน จากนั้นปิดการประชุมทันที ในการประชุมร่วมรัฐสภาวาระเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ไม่ให้อำนาจสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งที่ประชุมใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง เพื่อรอให้องค์ประชุมครบ จึงสามารถเปิดประชุมได้ ทั้งนี้ รังสิมันต์ โรม สมาชิกพรรคสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคก้าวไกล ได้เสนอญัตติด่วนให้ทบทวนมติรัฐสภากรณีเสนอชื่อ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ซ้ำได้หรือไม่ โดยที่ประชุมได้อภิปรายจากทาง สส. และ สว. อย่างกว้างขวาง แต่ก็ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้

 

 

ภาพที่: 52

 



7 สิงหาคม 2566: พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยแถลงข่าวจัดตั้งรัฐบาล หลังแถลงจบ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ยกมือไหว้ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย 

 

ในช่วงแถลง นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ในนามพรรคเพื่อไทยต้องขอบคุณพรรคภูมิใจไทยที่รับคำเชิญในการร่วมจัดตั้งรัฐบาล เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในภาวะวิกฤต โดยเฉพาะวิกฤตรัฐธรรมนูญที่เป็นเดดล็อก และเงื่อนไขให้พวกเรามีความยุ่งยากมากในการจัดตั้งรัฐบาล

 

 

ภาพที่: 53

 


13 สิงหาคม 2566: ผู้ชุมนุมใช้ถาดติดกาวดักหนูปาใส่ป้ายที่ทำการพรรคภูมิใจไทย โดยกลุ่มโมกหลวงริมน้ำจัดกิจกรรมชุมนุมในรูปแบบคาร์ม็อบ ‘เราจะไปไล่หนูท่อ หมอเก๊ พ่อค้ากัญชาเถื่อน แล้วไปดัดสันหลังเพื่อนรว๊ากส์ ที่หักเหลี่ยมกันหน้าด้านๆ’ มีจุดประสงค์เพื่อทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ขับไล่ และส่งเสียงสะท้อนความไม่พอใจไปยังกลุ่มจัดตั้งรัฐบาลล่าสุดซึ่งนำโดยพรรคเพื่อไทย 

 

 

ภาพที่: 54

 

 

13 สิงหาคม 2566: ผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยกรีดเสื้อแดง นปช. ซึ่งมีภาพใบหน้าของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในกิจกรรมที่จัดโดยกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ มวลชนได้แสดงออกเชิงสัญลักษณ์หน้าที่ทำการพรรคเพื่อไทย เช่น ปาแก้วที่ระลึกให้แตก ฉีกเสื้อสีแดงสมัย นปช. ปี 2553 ฉีกปฏิทินปี 2563 และกล่าวว่าคนเสื้อแดงมันเจ็บใจ 

 

 

ภาพที่: 55

 

 

21 สิงหาคม 2566: นพ.ชลน่าน อ่านแถลงการณ์ว่า พรรคเพื่อไทยและพรรคการเมืองรวม 11 พรรค จำนวน 314 เสียง ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล โดยไม่มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และไม่มีพรรคก้าวไกลเข้าร่วมรัฐบาล และมีมติร่วมกันเสนอชื่อ เศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยต่อรัฐสภา เพื่อให้ความเห็นชอบเป็นนายกรัฐมนตรี ที่รัฐสภา

 

 

ภาพที่: 56 

 

 

21 สิงหาคม 2566: แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย และ พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ พี่สาว ร้องไห้ด้วยความปลื้มใจระหว่างที่กลุ่มมวลชนเสื้อแดงร้องเพลงอวยพรวันเกิดในวันที่แพทองธารมีอายุครบ 37 ปี รวมทั้งมวลชนร่วมแสดงความยินดีที่ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางกลับประเทศด้วย ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย 

 

 

ภาพที่: 57

 

 

22 สิงหาคม 2566: ทักษิณ ชินวัตร เดินทางกลับถึงประเทศไทยโดยเครื่องบินส่วนตัว หลังใช้ชีวิตในต่างประเทศถึง 17 ปี นับแต่ถูกรัฐประหารในปี 2549 ถือเป็นการกลับประเทศไทยตามที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ เมื่อผ่านขั้นตอนในการตรวจคนเข้าเมืองแล้ว ทักษิณได้เดินทางมาที่อาคารผู้โดยสารอากาศยานส่วนบุคคล โดยมี พานทองแท้ ชินวัตร, พินทองทา ชินวัตร และ แพทองธาร ชินวัตร เดินออกมาพร้อมกันด้วย จากนั้นทักษิณได้ก้มกราบพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ก่อนจะเดินเข้ามาทักทายกับบรรดาแกนนำและอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ที่มาให้การต้อนรับ

 

 

ภาพที่: 58

 

 

22 สิงหาคม 2566: เศรษฐา ทวีสิน ว่าที่นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังที่ประชุมรัฐสภามีมติเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ ว่า วันนี้ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับเลือกเป็นนายกฯ คนที่ 30 ผมอยากขอขอบคุณประชาชนคนไทยทุกคน พรรคร่วมรัฐบาล สส. และ สว. ทุกท่านที่ร่วมโหวตในวันนี้ ผมพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุด จะลืมความเหน็ดเหนื่อยที่ผ่านมา ยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนคนไทยทุกคน ภายหลังแถลงเสร็จสิ้นได้เดินทางไปพบมวลชนที่มาให้กำลังใจพรรคเพื่อไทย โดยมวลชนต่างตะโกนว่า “นายกฯ เศรษฐา” อย่างต่อเนื่อง ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย 

 

 

ภาพที่: 59

 

 

22 สิงหาคม 2566: ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล แถลงภายหลังที่ประชุมรัฐสภามีมติโหวตเลือก เศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี ว่าวันนี้เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า การเลือกนายกรัฐมนตรีในวันนี้ และการจัดตั้งรัฐบาลหลังจากวันนี้ มิได้เป็นไปตามเจตจำนงของประชาชนส่วนใหญ่ที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้ง 

 

ชัยธวัชกล่าวว่า การทำงานในฐานะฝ่ายค้าน พรรคก้าวไกลจะทำอย่างสร้างสรรค์ ยึดหลักการและเหตุผลเป็นตัวตั้ง ตนคิดว่าสิ่งที่จะล้มรัฐบาลชุดนี้ได้ คือศรัทธาของพี่น้องประชาชน นอกจากนี้ แม้เราเป็นฝ่ายค้าน พรรคก้าวไกลจะเดินหน้าทำงานเพื่อเตรียมความพร้อมที่จะบริหารประเทศให้ดีที่สุดในการเลือกตั้งครั้งหน้า นี่คือเป้าหมายของเรา 

 

 

ภาพที่: 60

 

 

24 สิงหาคม 2566: ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลัง เศรษฐา​ ทวีสิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ยกมือไหว้ พล.อ. ประยุทธ์​ จันทร์​โอชา​ นายก​รัฐมนตรีคนที่ 29 ก่อนเดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาล หลังการพูดคุยเข้าหารือ ใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เยี่ยมชมภายในตึกไทยคู่ฟ้าและตึกภักดีบดินทร์ โดย พล.อ. ประยุทธ์ ได้มอบแจกันดอกไม้สีม่วงเหลืองแสดงความยินดีที่ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นนายกฯ คนที่ 30 ของไทย พร้อมนำชมและเดินมาส่งเศรษฐาขึ้นรถยนต์ ซึ่งเศรษฐาได้โบกมือทักทายสื่อมวลชน ก่อนจะเดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลไปในทันที

 

 

ภาพที่: 61

 

 

30 สิงหาคม 2566: นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แถลงข่าวลาออกจากหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมกล่าวว่า วันนี้มีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายตามที่เคยบอกไว้ ในฐานะกรรมการบริหารพรรค หากดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลเสร็จสิ้นแล้วจะประกาศต่อหน้าสื่อมวลชนว่าจะลาออกจากหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ตามที่เคยพูดไว้เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2566 ในเวทีดีเบตที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่เคยลั่นวาจาไว้ว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยและกรรมการบริหารพรรคมีมติจะร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ จับมือกับ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ ตนเองจะขอลาออกจากหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ตามที่เคยประกาศไว้ ณ บัดนี้

 

 

ภาพที่: 62

 


31 สิงหาคม 2566: พล.อ. ประยุทธ์ โบกมือส่งสัญลักษณ์ I Love You ให้กับสื่อมวลชน ก่อนขึ้นห้องทำงานบนตึกไทยคู่ฟ้า และช่วงที่ขึ้นไปยังห้องทำงานยังหยุดแล้วโบกมือลาสื่อมวลชนอีกครั้ง ก่อนขึ้นไปสักการะพระพรหมเจ้าที่บนตึกไทยคู่ฟ้า จากนั้นข้าราชการและลูกจ้างภายในทำเนียบรัฐบาลนำดอกไม้เข้าอำลานายกรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีได้ให้โอวาทและถ่ายรูปร่วมกัน พร้อมเดินออกจากตึกไทยคู่ฟ้าไปทักทายแฟนคลับที่มารอในโอกาสอำลาตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะเข้าปฏิบัติหน้าที่ที่ทำเนียบรัฐบาลเป็นวันสุดท้าย  

 

 

ภาพที่: 63

 

 

2 กันยายน 2566: ชายสวมเสื้อแดงรายหนึ่งเข้าไปโผกอด ด้วง-ดวงฤทธิ์ บุนนาค สมาชิกกลุ่มแคร์ โดยพยายามห้ามปรามให้ดวงฤทธิ์หยุดกิจกรรมดังกล่าว แต่เจ้าหน้าที่ได้นำตัวออกจากพื้นที่ ในกิจกรรม Letter to Freedom จดหมายสู่อิสรภาพ ‘Freedom to Be, Freedom to Act’ เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อคำพูดของตนเอง หลังเคยทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์ (X) ประกาศว่า “ถ้าเพื่อไทยจับมือกับพลังประชารัฐ ผมจะยอมให้เอาขี้ปาหัว”

 

 

ภาพที่: 64

 

 

5 กันยายน 2566: ก้าวแรกของ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล เดินตามทางเชื่อมระหว่างตึกไทยคู่ฟ้ามาที่ตึกสันติไมตรี ด้วยการสวมชุดปกติขาว เพื่อเข้าไปถ่ายภาพประจำตัวติดบัตรคณะรัฐมนตรี โดยได้ทักทายสื่อมวลชนด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอารมณ์ดี 

 

 

ภาพที่: 65

 

 

5 กันยายน 2566: เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถ่ายภาพหมู่ร่วมกันหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พร้อมแถลงภายหลังนำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนปฏิบัติหน้าที่ว่า “ผมขอยืนยันว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลของประชาชน และทุกท่านในที่นี้ มาวันนี้ มาที่นี่เพื่อเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนทุกคน รัฐบาลนี้เรามีความตั้งใจ ปัญหามีมากมาย เราจะทำงานอย่างลืมความเหน็ดเหนื่อย ทุกวัน ทุกนาที เราจะเอาความต้องการของพี่น้องประชาชนทุกคนเป็นที่ตั้ง”

 

 

ภาพที่: 66

 

 

11 กันยายน 2566: เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถึงห้องประชุมรัฐสภา พร้อมนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี และทดสอบไมโครโฟน เพื่อแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งมีการประชุม 2 วัน คือวันที่ 11-12 กันยายน ทั้งนี้ถ้อยแถลงนโยบายต่อรัฐสภา สาระสำคัญในการวางกรอบนโยบายในการบริหารและพัฒนาประเทศ ตามกรอบความเร่งด่วน ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว  

 

The post 66 ภาพข่าวการเมืองแห่งปี 2566 ผ่านชัตเตอร์ช่างภาพ THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
พวงเพ็ชรเผย เตรียมประชุมวงเล็กหาทางออกปัญหาวัดบางคลาน อาจรวม สว. กิตติศักดิ์ด้วย บอกอยากให้จบในรัฐบาลนี้ หลังยืดเยื้อมานาน 9 ปี https://thestandard.co/phuangphet-bang-khlan-temple-19092023/ Tue, 19 Sep 2023 09:31:24 +0000 https://thestandard.co/?p=843448 พวงเพ็ชร ชุนละเอียด

วันนี้ (19 กันยายน) พวงเพ็ชร ชุนละเอียด รัฐมนตรีประจำสำ […]

The post พวงเพ็ชรเผย เตรียมประชุมวงเล็กหาทางออกปัญหาวัดบางคลาน อาจรวม สว. กิตติศักดิ์ด้วย บอกอยากให้จบในรัฐบาลนี้ หลังยืดเยื้อมานาน 9 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
พวงเพ็ชร ชุนละเอียด

วันนี้ (19 กันยายน) พวงเพ็ชร ชุนละเอียด รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวถึงปัญหาข้อพิพาทวัดบางคลาน จังหวัดพิจิตร ว่าตั้งแต่รับทราบข่าวก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ สอบถามไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติถึงที่มาที่ไปของเหตุการณ์ ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมา 9 ปี จนทำให้วัดต้องปิดไป ในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมองว่าวัดดังกล่าวเป็นวัดที่ศักดิ์สิทธิ์ มีชื่อเสียง จึงอยากให้วัดกลับมาเปิดให้ประชาชนได้เข้าไปสักการบูชา เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของประชาชนต่อไป

 

ทั้งนี้ จากการสอบถามไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ วัดนี้ขึ้นกับเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ และเจ้าคณะจังหวัด การมีเรื่องระหว่างพระกับฆราวาสที่มีความไม่เข้าใจกัน และเรายังไม่ทราบถึงเหตุผลว่าเกิดจากอะไร ทำไมถึงยาวนานมาถึง 9 ปี ซึ่งเจ้าอาวาสเก่ามรณะไปแล้ว และเจ้าอาวาสใหม่ก็เข้าวัดไปปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ โดยวันจันทร์ที่ 25 กันยายนนี้ จะประชุมกันในวงเล็ก ที่มีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ตำรวจ และอาจจะมี กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ร่วมด้วย เพื่อรับเรื่องทั้งหมดมาพิจารณา โดยเจ้าคณะจังหวัดจะเป็นผู้รับเรื่องและตัดสินใจ ซึ่งเจ้าคณะใหญ่หนเหนือจะเป็นผู้ไกล่เกลี่ยว่าจะทำอะไรได้บ้าง

 

พวงเพ็ชรยังย้ำว่า ในฐานะรัฐมนตรีที่กำกับดูแลก็อยากจะทำให้ดีที่สุด ทำให้วัดนี้กลับมาเปิดได้อีกครั้ง โดยความจริงแล้วส่วนตัวอยากจะทำให้จบเลย แต่เนื่องจากติดภารกิจเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีสารนิเทศอาเซียนที่ประเทศเวียดนาม ระหว่างวันที่ 21-23 กันยายน 2566 จึงต้องเลื่อนออกไปในสัปดาห์หน้า รวมทั้งอยากให้กำลังใจทั้งวัดและประชาชน อยากให้ทุกอย่างราบรื่น

 

พวงเพ็ชรยอมรับด้วยว่าเราไม่มีสิทธิ์ไปตัดสิน แต่ในฐานะที่ดูแลเรื่องนี้ถ้าสามารถเชิญคนมาให้ข้อมูล ทำความเข้าใจกันได้ ก็อยากจะให้จบด้วยดี พร้อมย้ำว่าจะพยายามทำให้เรื่องนี้จบในสมัยที่ตนเองเป็นรัฐมนตรี เพราะเรื่องยาวนานมาถึง 9 ปีแล้ว

The post พวงเพ็ชรเผย เตรียมประชุมวงเล็กหาทางออกปัญหาวัดบางคลาน อาจรวม สว. กิตติศักดิ์ด้วย บอกอยากให้จบในรัฐบาลนี้ หลังยืดเยื้อมานาน 9 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรเพชรยืนยัน สว. ไม่ได้อุ้มกิตติศักดิ์ ปมขัดขวางเจ้าอาวาสวัดบางคลานปฏิบัติหน้าที่ เผย ตร. ออกหมายจับแล้ว แต่มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง https://thestandard.co/pornpetch-confirmed-senate-not-sponsoring-kittisak/ Tue, 19 Sep 2023 05:34:31 +0000 https://thestandard.co/?p=843317 พรเพชร วิชิตชลชัย

วันนี้ (19 กันยายน) พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ให้ […]

The post พรเพชรยืนยัน สว. ไม่ได้อุ้มกิตติศักดิ์ ปมขัดขวางเจ้าอาวาสวัดบางคลานปฏิบัติหน้าที่ เผย ตร. ออกหมายจับแล้ว แต่มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรเพชร วิชิตชลชัย

วันนี้ (19 กันยายน) พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงมติที่ประชุมวุฒิสภาต่อกรณีที่ กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ขัดขวางเจ้าอาวาสวัดบางคลานปฏิบัติหน้าที่ว่าไม่ขัดจริยธรรม เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับ มีการตั้งคณะกรรมการพิจารณารับฟังข้อเท็จจริงทั้ง 2 ฝ่าย และพิจารณาเห็นแล้วว่ามีความผิดแต่ไม่ใช่ความผิดที่ร้ายแรง จึงเสนอให้ที่ประชุมวุฒิสภาพิจารณา ซึ่งตามระเบียบข้อบังคับการประชุมของวุฒิสภาไม่เหมือนกับสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เพราะ สส. เรื่องจบที่คณะกรรมการจริยธรรม แต่ สว. ต้องนำเสนอเรื่องให้ที่ประชุมใหญ่พิจารณาให้ความเห็นชอบ และต้องได้เสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งในการเห็นชอบ หรือ 124 เสียง ซึ่งในกรณีของกิตติศักดิ์ได้คะแนนเห็นชอบเพียง 93 เสียง เป็นไปตามกติกา 

 

นอกจากนี้พรเพชรยังกล่าวถึงกรณีที่อาจจะมีข้อเท็จจริงเข้ามาใหม่หรือไม่นั้นว่า ขณะนี้ตำรวจอาจจะตั้งข้อกล่าวหาซึ่งเป็นเรื่องที่นอกเหนือการพิจารณาของ สว. เพราะ สว. ไม่ได้พิจารณาในส่วนของคดีอาญา จึงต้องรอดูก่อนว่าจะเป็นอย่างไร โดยเรื่องที่ตำรวจตั้งข้อกล่าวหาเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงได้

 

ส่วนประเด็นพฤติกรรมของกิตติศักดิ์ที่ชาวบ้านในพื้นที่ยังถือป้ายประท้วงและคัดค้าน พรเพชรกล่าวว่า ต้องไปดูว่าชาวบ้านในพื้นที่เป็นกลุ่มไหน ต้องการอะไร และมีความผิดเป็นอย่างไร เนื่องจากมี 2 ฝ่าย ซึ่งตนก็ไม่ทราบและไม่ได้ศึกษารายละเอียดของปัญหาที่เกิดขึ้น

 

พรเพชรกล่าวอีกว่า เมื่อตำรวจตั้งข้อกล่าวหามาก็ไม่ทราบว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการช่วยเหลือหรือเป็นการอุ้มกิตติศักดิ์ สว. แต่ละคนมีวิจารณญาณ เป็นการพิจารณาตามเนื้อผ้า และไม่ได้มีการปรึกษาหารือช่วยเหลือกัน ซึ่งผลการลงมติที่ออกมาเป็นการใช้วิจารณญาณส่วนตัวของ สว. และบางครั้งก็ไม่ได้ทราบรายละเอียดจึงยกประโยชน์ให้

 

พรเพชรกล่าวว่า กรณีของกิตติศักดิ์ขณะนี้ไม่ใช่เรื่องร้องเรียนแล้ว แต่เป็นเรื่องของการออกหมายจับจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งขณะนี้กิตติศักดิ์ได้ใช้เอกสิทธิ์คุ้มครองในช่วงการเปิดสมัยประชุม และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ส่งหนังสือมายังวุฒิสภา

 

พรเพชรยอมรับว่าก่อนหน้านี้ได้เคยพูดคุยกับกิตติศักดิ์ว่าพยายามอย่าไปมีเรื่องทะเลาะกับใครเลย ให้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ถ้าไม่ถูกต้องให้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่จัดการ ซึ่งตนเคยแนะนำไว้

The post พรเพชรยืนยัน สว. ไม่ได้อุ้มกิตติศักดิ์ ปมขัดขวางเจ้าอาวาสวัดบางคลานปฏิบัติหน้าที่ เผย ตร. ออกหมายจับแล้ว แต่มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
มติ สว. ชี้ ‘กิตติศักดิ์’ ไม่ทำผิดจริยธรรม หลังถูกร้องเรียนเป็นผู้มีอิทธิพล กรณีขวางเจ้าอาวาสวัดบางคลาน https://thestandard.co/senate-resolution-mention-kittisak-not-guilty/ Mon, 18 Sep 2023 07:31:48 +0000 https://thestandard.co/?p=842886 กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ

วันนี้ (18 กันยายน) ศุภชัย สมเจริญ รองประธานวุฒิสภาคนที […]

The post มติ สว. ชี้ ‘กิตติศักดิ์’ ไม่ทำผิดจริยธรรม หลังถูกร้องเรียนเป็นผู้มีอิทธิพล กรณีขวางเจ้าอาวาสวัดบางคลาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ

วันนี้ (18 กันยายน) ศุภชัย สมเจริญ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุมวุฒิสภา เพื่อพิจารณารายงานผลการพิจารณาเรื่องร้องเรียนจริยธรรมสมาชิกวุฒิสภา ของคณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภา (กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา) ตามข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกวุฒิสภาและกรรมาธิการ พ.ศ. 2563 ข้อ 42 โดยมี พล.อ. สิงห์ศึก สิงห์ไพร รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ในฐานะประธานคณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภา รายงานผลการพิจารณาของคณะกรรมการต่อที่ประชุม

 

พล.อ. สิงห์ศึก กล่าวว่า มีบุคคลยื่นหนังสือขอให้ดำเนินการไต่สวนและวินิจฉัยพฤติกรรมของกิตติศักดิ์ จากกรณีปัญหาความขัดแย้งที่วัดบางคลาน อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร ซึ่งกิตติศักดิ์ถูกร้องเรียนว่าทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพล ไม่ยอมให้เจ้าอาวาสวัดบางคลานที่ถูกแต่งตั้งอย่างถูกต้องเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ พบพฤติกรรมที่ขัดต่อข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมฯ โดยสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้มีการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนเบื้องต้นแล้ว และส่งเรื่องร้องเรียนมายังคณะกรรมการฯ

 

คณะกรรมการฯ ได้มีมติในการตั้งอนุกรรมการขึ้นมาเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อให้ได้ข้อมูลและข้อเท็จจริงว่ามีมูลที่จะรับเรื่องร้องเรียนไว้พิจารณาหรือไม่

 

เมื่อคณะกรรมการฯ ได้พิจารณารายงานผลการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนแล้ว เห็นว่าเรื่องร้องเรียนดังกล่าวมีมูลเพียงพอที่จะรับเรื่องไว้พิจารณา จึงมีมติให้รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าวไว้พิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับแต่ได้รับเรื่องจากวุฒิสภา แต่เรื่องดังกล่าวมีข้อเท็จจริงและเอกสารที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก คณะกรรมการฯ จึงขอขยายเวลาพิจารณาจำนวน 2 ครั้ง มีการพิจารณาเรื่องดังกล่าวทั้งสิ้น 13 ครั้ง ก่อนที่เสนอให้ที่ประชุมวุฒิสภาพิจารณาลงมติ ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาลงคะแนนเป็นการลับ

 

ท้ายที่สุดหลังการลงคะแนนเสียงแบบลับ ที่ประชุมวุฒิสภามีมติเห็นชอบกับความเห็นของคณะกรรมการฯ 93 คะแนน ไม่เห็นชอบด้วยกับความเห็นของคณะกรรมการฯ 33 คะแนน และไม่ออกเสียง 37 คะแนน

 

จึงถือว่า กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ มิได้กระทำการในลักษณะก่อให้เกิดความเคลือบแคลงหรือสงสัยในการปฏิบัติหน้าที่ หรือให้ความเห็นในลักษณะการใส่ร้ายหรือเสียดสีบุคคลอื่น หรือนำเรื่องที่เป็นเท็จมาอภิปรายหรือแสดงความคิดเห็นในการประชุม ตามข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมฯ ข้อที่ 31 และ 36 วรรคหนึ่ง

 

ด้วยคะแนนเสียงที่เห็นชอบด้วยกับความเห็นของคณะกรรมการฯ ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ คือ ไม่ถึง 124 คะแนน ตามข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมฯ ข้อ 43 วรรคสาม

 

ทั้งนี้ รายงานคณะกรรมการฯ เสียงข้างมากเห็นว่า กรณีตามเรื่องร้องเรียนดังกล่าว มีการกระทำที่เป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมฯ เป็นการกระทำอันอาจทำให้บุคคลอื่นเกิดความเคลือบแคลงหรือสงสัยในการปฏิบัติหน้าที่ หรือให้ความเห็นในลักษณะการใส่ร้ายบุคคลอื่น หรือนำเอาเรื่องที่เป็นเท็จมาอภิปรายหรือแสดงความเห็นในการประชุม ตามข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมฯ ข้อ 31 และข้อ 36 (1) และให้วุฒิสภามีมติ ‘ว่ากล่าวตักเตือน’

 

อย่างไรก็ตาม ผลการพิจารณาดังกล่าวจะแจ้งไปยังผู้ร้องและผู้ถูกร้องทราบตามระเบียบว่าด้วยการยื่นเรื่องร้องเรียนและวิธีพิจารณาของคณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภาต่อไป

The post มติ สว. ชี้ ‘กิตติศักดิ์’ ไม่ทำผิดจริยธรรม หลังถูกร้องเรียนเป็นผู้มีอิทธิพล กรณีขวางเจ้าอาวาสวัดบางคลาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปธ.คณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภา เผยสอบจริยธรรม ‘กิตติศักดิ์’ ปมทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพลขวางเจ้าอาวาสเข้าวัดบางคลาน ขอรอมติ 18 ก.ย. นี้ https://thestandard.co/singsuk-singpai-kittisak-ethic/ Thu, 14 Sep 2023 13:21:03 +0000 https://thestandard.co/?p=841786

วันนี้ (14 กันยายน) พล.อ. สิงห์ศึก สิงห์ไพร รองประธานวุ […]

The post ปธ.คณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภา เผยสอบจริยธรรม ‘กิตติศักดิ์’ ปมทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพลขวางเจ้าอาวาสเข้าวัดบางคลาน ขอรอมติ 18 ก.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (14 กันยายน) พล.อ. สิงห์ศึก สิงห์ไพร รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ในฐานะประธานคณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภา เปิดเผยถึงการรวบรวมข้อมูลและตรวจสอบข้อร้องเรียนเรื่องจริยธรรมของ กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา ว่าเข้าข่ายผิดประมวลจริยธรรมของสมาชิกวุฒิสภาและกรรมาธิการ พ.ศ. 2563 หรือไม่ จากกรณีปัญหาความขัดแย้งที่วัดหิรัญญาราม หรือ วัดบางคลาน อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร ซึ่งกิตติศักดิ์ถูกร้องเรียนว่าทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพล ไม่ยอมให้เจ้าอาวาสวัดบางคลานที่ถูกแต่งตั้งอย่างถูกต้องเข้าไปปฏิบัติหน้าที่

 

พล.อ. สิงห์ศึกระบุว่า ตอนนี้คณะกรรมการจริยธรรมฯ ได้มีความเห็นเรียบร้อยแล้ว และได้ส่งเรื่องให้ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา บรรจุเข้าสู่วาระการประชุมในวันจันทร์ที่ 18 กันยายนนี้ เพื่อให้ที่ประชุมลงมติว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบตามความเห็นของคณะกรรมการจริยธรรมฯ ส่วนความเห็นของคณะกรรมการจริยธรรมฯ เป็นอย่างไรนั้นไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากเป็นการประชุมลับ 

 

สำหรับวัดบางคลาน จังหวัดพิจิตร เดิมมีชื่อว่า ‘วัดวังตะโก’ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่านเก่า หลวงพ่อเงินเป็นผู้สร้างไว้ เมื่อประมาณปี 2377 มีพิพิธภัณฑ์นครไชยบวรเป็นพิพิธภัณฑ์รูปมณฑป 2 ชั้น ชั้นบนประดิษฐานรูปหล่อเท่าองค์จริงของหลวงพ่อเงิน เกจิอาจารย์ที่ชาวไทยรู้จัก เคารพนับถือ และเลื่อมใสศรัทธา

 

โดยปมปัญหาความขัดแย้งวัดบางคลานเริ่มจากปัญหาในการบริหารงานและเงินของวัดตั้งแต่ปี 2557 หลังเจ้าคณะจังหวัดพิจิตรมีคำสั่งปลดอดีตเจ้าอาวาส เนื่องจากมีการใช้เงินวัดผิดวัตถุประสงค์ และตั้งรักษาการแทนเจ้าอาวาสให้เข้ามาบริหารจัดการเงินบริจาคและทรัพย์สินของวัด 

 

แต่ก็มีความเห็นชาวบ้านไม่ตรงกันระหว่าง 2 ฝ่าย ฝ่ายแรกไม่เชื่อใจรักษาการเจ้าอาวาสใหม่ เนื่องจากมีพฤติกรรมเกี่ยวกับเรื่องเงินเช่นเดียวกัน กับอีกฝ่ายที่ต้องการเข้ามาตรวจสอบทรัพย์สินของวัด เพื่อความโปร่งใส จนมีเรื่องฟ้องร้องหลายคดี โดยฝ่ายคัดค้านเจ้าอาวาสใหม่มีกิตติศักดิ์เข้ามาช่วยแก้ปัญหา 

 

กระทั่งเกิดเหตุกลุ่มชายฉกรรจ์บุกเข้าไปในวัดบางคลาน ก่อนจะทำร้ายไวยาวัจกรและกลุ่มคนงานบาดเจ็บกว่า 10 คน มีการแจ้งความดำเนินคดี ต่อมาตำรวจออกหมายจับกลุ่มชาย 21 คน รวมถึงออกหมายเรียกกิตติศักดิ์ 3 ข้อหา คือ เป็นผู้ใช้และจ้างวาน บุกรุกเคหสถาน และทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้รับบาดเจ็บอาการสาหัส 

 

กิตติศักดิ์ได้ใช้เอกสิทธิ์ความเป็น สว. คุ้มครอง ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถดำเนินคดีได้ตามกฎหมาย ส่งผลให้ไวยาวัจกรวัดบางคลาน ชมรมรักษ์พุทธศาสน์นานาชาติ ตัวแทนองค์กรปกป้องพระพุทธศาสนาฯ และชาวบ้านบางคลาน ร่วมกันยื่นหนังสือถึงผู้ตรวจการแผ่นดินและประธานวุฒิสภา เพื่อให้ไต่สวนจริยธรรมของกิตติศักดิ์ และพิจารณาถอดถอนออกจากตำแหน่ง 

 

ล่าสุดเจ้าอาวาสวัดคนปัจจุบันก็ยังไม่สามารถเข้าวัดบางคลานได้ แม้จะมีการนำคำสั่งประกาศของเจ้าอาวาสวัดบางคลานมาติดประกาศให้ผู้ที่ฝ่าฝืนปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดแล้วก็ตาม

The post ปธ.คณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภา เผยสอบจริยธรรม ‘กิตติศักดิ์’ ปมทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพลขวางเจ้าอาวาสเข้าวัดบางคลาน ขอรอมติ 18 ก.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทินแจงกรณี สว. กิตติศักดิ์ และวัดบางคลาน พิจิตร ให้เป็นหน้าที่ผู้ว่าฯ แนะเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นอย่าสนิทสนมกับผู้มีอิทธิพลหรือคนไม่ดี https://thestandard.co/anutin-explains-kittisaks-case/ Thu, 14 Sep 2023 07:05:18 +0000 https://thestandard.co/?p=841629 อนุทิน ชาญวีรกูล ในชุดสีกากี

วันนี้ (14 กันยายน) อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี แล […]

The post อนุทินแจงกรณี สว. กิตติศักดิ์ และวัดบางคลาน พิจิตร ให้เป็นหน้าที่ผู้ว่าฯ แนะเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นอย่าสนิทสนมกับผู้มีอิทธิพลหรือคนไม่ดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล ในชุดสีกากี

วันนี้ (14 กันยายน) อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่ากระทรวงมหาดไทย ได้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในกระทรวงมหาดไทยเป็นวันแรก หลังเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการและแถลงนโยบายต่อรัฐสภา 

 

ผู้สื่อข่าวสอบถามความคืบหน้าถึงกรณีการปราบผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ต่างๆ หลังเมื่อวานนี้ (13 กันยายน) กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา ไปขวางทางเจ้าอาวาสและตำรวจไม่ให้เข้าไปตรวจสอบทรัพย์สินในวัดบางคลาน ในพื้นที่อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร 

 

อนุทินกล่าวว่า ต้องพยายามทำให้คนเหล่านั้นไม่ไปคุกคามหรือไปกลั่นแกล้งประชาชนได้ ไม่ใช่เป็นผู้มีอิทธิพล อันธพาล นักเลง เมื่อไม่พอใจก็เอาปืนไปทำร้ายไปยิงคนอื่นแบบนี้ไม่ได้ เมื่อวาน เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีได้สั่งในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และถือเป็นมติ ครม. ว่าจะต้องเข้มงวดเรื่องตรวจสอบใบอนุญาตการครอบครองอาวุธปืน รวมถึงอาวุธทุกชนิดที่สามารถนำไปทำร้ายคนได้ จากนี้กระทรวงจะเร่งดูข้อกฎหมายและระเบียบว่าสามารถดำเนินการอย่างไรได้บ้าง เพื่อจะเข้มงวดกับการใช้กฎหมายมากขึ้น 

 

เมื่อถามว่า ขณะนี้พบว่าผู้มีอิทธิพลส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับนักการเมืองในท้องที่ จะต้องมีมาตรการอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ อนุทินกล่าวว่า เดิมทีผู้มีอิทธิพลถูกแบ่งออกเป็น 16 ประเภท เช่น ผู้ค้าของเถื่อน ผู้ค้าประเวณี น้ำมันเถื่อน ฮั้วประมูล และผู้ค้ายาเสพติด เป็นต้น ซึ่งก็อาจจะต้องมาดูว่าจำเป็นต้องเพิ่มหรือไม่ เพราะแม้ว่าส่วนใหญ่จะมีกฎหมายและเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลอยู่แล้ว แต่กระทรวงมหาดไทยจะต้องป้องกันไม่ให้บุคคลเหล่านี้มีบทบาทและใช้อิทธิพลไปทำร้ายผู้อื่น ทางกระทรวงมหาดไทยได้กำชับไปยังการปกครองส่วนท้องถิ่นตลอด เพราะสิ่งที่เขาทำมันผิดกฎหมายอยู่แล้ว เราจึงต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพราะหากไม่ใช่เจ้าหน้าที่บ้านเมือง การพกอาวุธถือว่าผิดกฎหมายทั้งนั้น แต่ที่ผ่านมาการบังคับใช้กฎหมายไม่เข้มงวด 

 

“เจ้าหน้าที่บ้านเมืองต้องวางตัวให้ดี ไปคลุกคลี ไปตีสนิท ไปสนิทสนมกับคนเหล่านี้ ถ้าไม่ใช่คนที่มีพฤติกรรมที่ดีเราก็ควรจะต้องไม่ไปสนิทสนมกับเขา และต้องคอยดูแลพฤติกรรมของคนเหล่านี้ด้วย เราจะให้ปลาเน่าตัวเดียวเหม็นไปทั้งข้องไม่ได้ ทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายกฯ อบจ. นายกฯ อบต. ที่ทำงานดีทุ่มเทเพื่อพี่น้องประชาชน ตั้งใจเสียสละทำงานเพื่อส่วนรวมก็มี และมั่นใจว่ามีมากกว่าคนที่ผ่านมาเยอะ แต่เราไปเน้นที่คนพาล” อนุทินกล่าว

 

ในส่วนของกรณีวัดบางคลานนั้น อนุทินระบุว่า เท่าที่ทราบทางผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตรเข้าไปประสานงานอยู่แล้ว ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องผลประโยชน์ จึงต้องรู้ว่าผลประโยชน์คืออะไร หากเป็นผลประโยชน์ที่ถูกต้องก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร แสดงว่าเรื่องนี้ผลประโยชน์เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง

The post อนุทินแจงกรณี สว. กิตติศักดิ์ และวัดบางคลาน พิจิตร ให้เป็นหน้าที่ผู้ว่าฯ แนะเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นอย่าสนิทสนมกับผู้มีอิทธิพลหรือคนไม่ดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
สว. กิตติศักดิ์ จี้รัฐบาลแจงนโยบายแจกดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทให้ชัด บอกหากอภิปรายไม่เคลียร์ว้าวุ่นแน่ https://thestandard.co/parliament-policy-110966-3/ Mon, 11 Sep 2023 01:58:24 +0000 https://thestandard.co/?p=839860 กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ

วันนี้ (11 กันยายน) ที่อาคารรัฐสภา กิตติศักดิ์ รัตนวราห […]

The post สว. กิตติศักดิ์ จี้รัฐบาลแจงนโยบายแจกดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทให้ชัด บอกหากอภิปรายไม่เคลียร์ว้าวุ่นแน่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ

วันนี้ (11 กันยายน) ที่อาคารรัฐสภา กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงการอภิปรายนโยบายรัฐบาลในการแถลงต่อสภาวันแรกว่า สว. จะมีผู้อภิปรายเกือบ 60 คน ได้เวลาในการอภิปราย 5 ชั่วโมง ซึ่งตนมองว่าไม่พอ และขอเอาใจช่วยให้บ้านเมืองเดินอย่างนี้ต่อไป เพราะเรากำลังได้รัฐบาลใหม่และเดินหน้าไปด้วย ทั้งนี้ ในส่วนของตนไม่ได้เข้าร่วมอภิปรายเพราะ สว. ได้เวลาอภิปรายน้อย

 

ส่วนจะมีประเด็นนโยบายอะไรน่าสนใจเป็นพิเศษหรือไม่ กิตติศักดิ์กล่าวว่า ตนติดใจในเรื่องเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ฉะนั้นฝากรัฐบาลชี้แจงเรื่องนี้ให้ชัดเจนว่าเหตุใดทำไมถึงไม่จ่ายเป็นเงินสด และการไปเข้าระบบดังกล่าวมีเบื้องหน้าเบื้องหลังหรือไม่ เพราะ สส. และ สว. ติดใจในประเด็นดังกล่าว ฉะนั้นนายกรัฐมนตรีและพรรคร่วมรัฐบาลควรมีคำตอบ ซึ่งหากชี้แจงได้ก็จะไม่เป็นปัญหา ทั้งนี้ ตนอยากสนับสนุนให้ประชาชนอิ่มท้องและเงินตกถึงประชาชนจริงๆ แต่ถ้ามีเบื้องหน้าเบื้องหลังไม่นานคิดว่าว้าวุ่นแน่

The post สว. กิตติศักดิ์ จี้รัฐบาลแจงนโยบายแจกดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทให้ชัด บอกหากอภิปรายไม่เคลียร์ว้าวุ่นแน่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กิตติศักดิ์ยอมรับประวิตรคุมเสียง สว. ชี้ไม่โหวตนายกฯ ให้เศรษฐา เพราะมีปมด้อยเรื่องจริยธรรม ขอเลือกอนุทินเป็นนายกฯ เพราะสดกว่า https://thestandard.co/kittisak-senator-17082023/ Thu, 17 Aug 2023 05:31:58 +0000 https://thestandard.co/?p=830299 กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ

วานนี้ (16 สิงหาคม) กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา […]

The post กิตติศักดิ์ยอมรับประวิตรคุมเสียง สว. ชี้ไม่โหวตนายกฯ ให้เศรษฐา เพราะมีปมด้อยเรื่องจริยธรรม ขอเลือกอนุทินเป็นนายกฯ เพราะสดกว่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ

วานนี้ (16 สิงหาคม) กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ให้สัมภาษณ์ในรายการ THE STANDARD NOW ดำเนินรายการโดย อ๊อฟ-ชัยนนท์ หาญคีรีรัตน์ ถึงประเด็นโหวตนายกรัฐมนตรีของ สว.

 

กิตติศักดิ์ยอมรับว่า พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้คุมเสียง สว. ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม ได้ผ่อนคลายไปแล้ว และต่อให้ที่มาของ สว. จะมาจากทั้ง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็ตาม แต่เมื่อถึงห้วงเวลาการตัดสินใจ เชื่อว่า สว. ทุกคนจะใช้เหตุและผลในการพิจารณา

 

กิตติศักดิ์มองว่า เศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย น่าจะมีจุดอ่อนเรื่องจริยธรรม เนื่องจากคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับจริยธรรมของเศรษฐามา 2 เรื่อง ซึ่งผู้ที่จะเป็นแคนดิเดตนายกฯ จริยธรรมเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก 

 

ดังนั้น การที่เศรษฐามีปมเลี่ยงภาษีย่อมส่งผลต่อจริยธรรม และเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 วรรค 4 ที่ระบุว่า รัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

 

กิตติศักดิ์ระบุเพิ่มว่า ไม่ว่าใครที่เป็นแคนดิเดตนายกฯ ก็ต้องได้รับการตรวจสอบในทางเดียวกัน ฉะนั้น ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่ตรวจสอบ อนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกฯ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ แคนดิเดตนายกฯ พรรคพลังประชารัฐ ส่วนจะมากหรือน้อยเพียงใดก็อยู่ที่ข้อมูลของแต่ละคน 

 

ทั้งนี้ หากให้เลือกระหว่างอนุทินกับ พล.อ. ประวิตร ตนเองขอเลือกอนุทิน เพราะมีความสดกว่า และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพรรคต่างๆ เชื่อว่าจะประสานงานได้ดีพอสมควร ส่วน พล.อ. ประวิตร มีการประสานที่เป็นรองกว่า เนื่องจากเป็นทหารอาจไม่ได้มีพรรคพวกเยอะเท่ากับอนุทิน

 

ส่วนการได้มาซึ่งคะแนนโหวตนายกรัฐมนตรีนั้น กิตติศักดิ์มองว่า หากไม่ต้องการให้ สว. เข้ามามีส่วนร่วมในการโหวตนายกฯ พรรคการเมืองที่เสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ หรือรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลก็หาเสียงให้ได้เกิน 375 เสียง ก็เป็นการปิดโอกาส สว. เข้ามายุ่งเกี่ยวแล้ว

The post กิตติศักดิ์ยอมรับประวิตรคุมเสียง สว. ชี้ไม่โหวตนายกฯ ให้เศรษฐา เพราะมีปมด้อยเรื่องจริยธรรม ขอเลือกอนุทินเป็นนายกฯ เพราะสดกว่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: กิตติศักดิ์ ชี้เศรษฐาไม่ผ่านจริยธรรม สว. ยอมรับประวิตรคุมเสียง สว. แต่ขอเลือกอนุทิน | THE STANDARD https://thestandard.co/thestandardnow160866-3/ Thu, 17 Aug 2023 02:32:50 +0000 https://thestandard.co/?p=830197

กิตติศักดิ์ ชี้เศรษฐาไม่ผ่านจริยธรรม สว. ยอมรับประวิตรค […]

The post ชมคลิป: กิตติศักดิ์ ชี้เศรษฐาไม่ผ่านจริยธรรม สว. ยอมรับประวิตรคุมเสียง สว. แต่ขอเลือกอนุทิน | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>

กิตติศักดิ์ ชี้เศรษฐาไม่ผ่านจริยธรรม สว. ยอมรับประวิตรคุมเสียง สว. แต่ขอเลือกอนุทิน

The post ชมคลิป: กิตติศักดิ์ ชี้เศรษฐาไม่ผ่านจริยธรรม สว. ยอมรับประวิตรคุมเสียง สว. แต่ขอเลือกอนุทิน | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>