ในโลกการทำงาน เราถูกสอนฝังหัวว่าผู้นำที่ดีต้องมี Empathy ต้องเป็นผู้ฟังที่ดี ต้องสังเกตสีหน้าลูกน้องให้ออกแม้เขาจะไม่พูดอะไรสักคำ
แต่เคยไหมที่เรามัวแต่เป็นฝ่าย ‘แจกจ่าย’ ความเข้าใจให้คนทั้งโลก จนลืมไปว่าถังพลังงานของเราเองก็แห้งเหือดเหมือนกัน และสิ่งที่เจ็บปวดที่สุด ไม่ใช่ความเหนื่อยจากการทำงาน แต่คือคำถามที่ตะโกนก้องในใจว่า “ทำไมไม่มีใครเข้าใจฉันบ้างเลย”
ทำไมไม่มีใครเข้าใจเราสักที
นักจิตวิทยาชื่อ Gilovich, Savitsky และ Medvec ค้นพบปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘The Illusion of Transparency’ หรือภาพลวงตาแห่งความโปร่งใส
มนุษย์เรามี Bias ทางความคิดที่น่าตกใจ คือเรามักหลงผิดว่าอารมณ์ความรู้สึกของเรานั้น ‘แสดงออกชัดเจน’ จนคนอื่นต้องดูออกแน่ๆ เราใช้ความรู้สึกตัวเราเองเป็น ‘จุดยึด’ แล้วคิดเอาเองว่าคนอื่นก็น่าจะเห็นสิ่งเดียวกัน แต่ความจริงคือ คนอื่นมองเห็นสัญญาณเหล่านั้นน้อยกว่าที่เราคิดมาก
ยิ่งไปกว่านั้น การปล่อยให้อีกฝ่ายต้องมานั่ง ‘เดาใจ’ เป็นการสร้างภาระทางสมองมหาศาล
การบอกใบ้ การเงียบ หรือการประชดประชัน คือการสร้าง ‘Extraneous Load’ หรือภาระส่วนเกินที่ไร้ประโยชน์ ทำให้สมองของเขาต้องเสียพลังงานไปกับการ ‘ถอดรหัส’ จนไม่เหลือพลังงานมา Empathy เรา ผลลัพธ์คือสมองเขาเลือกที่จะ Shut down หรือเพิกเฉยไปเลย ไม่ใช่เพราะเขาใจร้าย แต่เพราะสมองเขารับภาระไม่ไหว
ยิ่งเงียบยิ่งแย่จริงหรือ
หลายคนเลือกที่จะไม่พูดตรงๆ เพราะกลัวดูไม่ดี หรือกลัวถูกปฏิเสธ ซึ่งในทางจิตวิทยาเรียกพฤติกรรมนี้ว่า ‘Indirect Support-Seeking’ เช่น การถอนหายใจ, บ่นลอยๆ, หน้าตึง
งานวิจัยโดย Don et al. ได้ระบุถึงปรากฏการณ์ ‘ความย้อนแย้งของการแสวงหาการสนับสนุนทางอ้อม’ (The Paradox of Indirect Support-Seeking) ซึ่งอธิบายว่า ยิ่งบุคคลพยายามสื่อสารความต้องการผ่านพฤติกรรมทางอ้อมเพื่อปกป้องตนเองจากการถูกปฏิเสธมากเท่าใด กลับยิ่งมีโอกาสสูงที่จะได้รับการตอบสนองเชิงลบจากคู่สนทนา เช่น การเมินเฉยหรือการตำหนิ ซึ่งส่งผลเสียต่อความพึงพอใจในความสัมพันธ์ในระยะยาว
ในทางกลับกัน คนที่มี Secure Attachment (ความผูกพันแบบมั่นคง) จะกล้าใช้ ‘Direct Support-Seeking’ คือการบอกความต้องการตรงๆ ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่านำไปสู่การดูแลที่มีคุณภาพ และความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกว่า
3 ขั้นตอนการ ‘Brief’ วิธีดูแลใจเราให้คนอื่น
การเดินไปบอกตรงๆ ว่า ‘ช่วยรับฟังฉันหน่อย’ ไม่ใช่การแสดงความอ่อนแอ แต่มันคือการยื่นคู่มือการใช้งานให้เขารู้ว่า ณ เวลานี้ เขาต้องปฏิบัติกับเราอย่างไร เพื่อเปลี่ยน ‘ภาระส่วนเกิน’ ให้เป็นพลังงานที่สร้างสรรค์
ลองใช้ Framework นี้ดู
- ระบุชื่ออารมณ์ให้สมองสงบ: งานวิจัย Neuroimaging ยืนยันว่า การทำ ‘Affect Labeling’ หรือการระบุชื่ออารมณ์ เช่น พูดว่า “ตอนนี้ฉันโกรธ” หรือ “ฉันเสียใจ” จะช่วยลดการทำงานของสมองส่วนอามิกดาลาที่ใช้อารมณ์ และไปกระตุ้นสมองส่วนหน้าที่ใช้เหตุผลแทน
ก่อนเริ่มคุย ต้องแยกให้ออกว่าเราต้องการ Support แบบไหน?
- Socio-Affective Support: ต้องการการปลอบโยน ความเข้าใจ
- Cognitive Support: ต้องการคำแนะนำ ทางแก้ปัญหา
- เริ่มบรีฟ: ใช้เทคนิคจาก Interpersonal Psychotherapy (IPT) ที่เรียกว่า ‘Communication Analysis’ คือสื่อสารให้ตรงกับความต้องการภายในที่สุด
เลี่ยง: “ทำไมเธอไม่เคยถามฉันเลยว่าเป็นไงบ้าง วันๆ เอาแต่เล่นมือถือ” นี่คือ Role Dispute หรือความขัดแย้งในบทบาท
ใช้: “ช่วงนี้งานฉันเครียดมากเลย ฉันอยากได้คนปลอบโยน แค่รับฟังเฉยๆ ถ้าคืนนี้เราวางมือถือแล้วมาคุยกันสัก 15 นาที จะช่วยให้ฉันรู้สึกดีขึ้นมากๆ เลย”
- สอน อย่าทดสอบ: อย่าทดสอบใจด้วยความเงียบ ถ้าเขาเผลอแนะนำทางแก้ปัญหาในตอนที่เราแค่อยากระบายให้รีบตบกลับเข้าประเด็นอย่างสุภาพ เพื่อป้องกัน Support Mismatch
“ขอบคุณที่ช่วยคิดนะ แต่ตอนนี้สมองฉันล้ามาก แค่เธอนั่งฟังบ่นเฉยๆ ก็ช่วยชาร์จพลังให้ฉันแล้ว’”
สุดท้ายนี้ การขอ Empathy เป็นทักษะที่ต้องใช้คู่กับ ‘การให้’ ในฐานะผู้นำหรือคนทำงาน การแบกรับอารมณ์ผู้อื่นฝ่ายเดียวจะนำไปสู่ ‘Empathy Fatigue’ หรือความเหนื่อยล้าจากความเห็นอกเห็นใจ
การกล้าที่จะ Brief ว่าเราต้องการอะไร คือการสร้างความปลอดภัยทางจิตวิทยาให้ทั้งตัวเราและคนรอบข้าง มันคือการเคารพตัวเองและให้เกียรติสมองของอีกฝ่ายไม่ต้องทำงานหนักเกินความจำเป็น
เลิกคาดหวังให้เขารู้ใจ แต่จงเริ่ม ‘สื่อสาร’ สิ่งที่อยู่ในใจ เพราะผู้นำทางความรู้สึก หรือ Emotional Leader ที่แท้จริง คือคนที่กล้าบอกว่าตัวเองต้องการความรักและการดูแลเช่นกัน


