THE STANDARD Economic Forum 2026: Future Thailand, Future Economy

วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธุรกิจ เทคโนโลยี พลังงาน และอนาคตประเทศไทยผ่าน 8 Future Pillars

Data Center: ไทยต้องไม่เป็นเพียง ‘ที่วางเซิร์ฟเวอร์’ ของโลก

August 30, 2026
2 min read.

NEWSLETTER 30 สิงหาคม – 5 กันยายน 2569 

Data Center: ไทยต้องไม่เป็นเพียง ‘ที่วางเซิร์ฟเวอร์’ ของโลก

 

สวัสดีผู้ติดตาม THE STANDARD ทุกท่าน

 

Data Center กำลังถูกเสนอให้เป็นหนึ่งในโอกาสการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศไทยในยุค AI ขณะเดียวกันเสียงตั้งคำถามก็ดังขึ้นเรื่อยๆ ว่า เหตุใดประเทศต้องใช้ไฟฟ้า น้ำ พื้นที่ และโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก เพื่อรองรับอุตสาหกรรมที่ไม่ได้สร้างการจ้างงานโดยตรงมากเท่าโรงงานแบบเดิม

 

ทั้งสองฝ่ายมีเหตุผล

 

แต่คำถามที่สำคัญกว่าการเลือกว่า ‘เอา’ หรือ ‘ไม่เอา’ Data Center คือ ประเทศไทยกำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเศรษฐกิจ AI ของตัวเอง หรือกำลังกลายเป็นเพียงสถานที่วางเซิร์ฟเวอร์ของโลก

 

ตัวเลขล่าสุดสะท้อนว่าคำถามนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

 

ข้อมูลของ BOI ณ เดือนสิงหาคม 2569 ระบุว่า ในช่วงปี 2567-2569 มีโครงการ Data Center ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนแล้ว 42 โครงการ คิดเป็น IT Load รวมประมาณ 3,400 เมกะวัตต์ และเงินลงทุนรวมถึง 750,000 ล้านบาท นักลงทุนมีทั้งไทย จีน สหรัฐฯ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศ

 

เม็ดเงินระดับนี้ย่อมเป็นข่าวดีสำหรับประเทศที่ต้องการดึงดูดอุตสาหกรรมใหม่ แต่ยอด FDI เพียงอย่างเดียวไม่ควรเป็นมาตรวัดความสำเร็จของนโยบาย

 

 

Data Center จำเป็น แต่ไม่ใช่ทุกโครงการจะมีคุณค่าเท่ากัน

 

ฝ่ายสนับสนุน Data Center มีเหตุผลที่แข็งแรง

 

โลกกำลังต้องการกำลังประมวลผลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก AI, Cloud Computing และบริการดิจิทัล International Energy Agency หรือ IEA ประเมินว่า การใช้ไฟฟ้าของ Data Center ทั่วโลกอาจเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าจนแตะประมาณ 945 เทราวัตต์ชั่วโมงในปี 2030 โดยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ความต้องการไฟฟ้าจาก Data Center จะเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเช่นกัน

 

ประเทศที่ไม่มีโครงสร้างพื้นฐานด้าน Cloud และ Computing เพียงพอ ย่อมเสียเปรียบในการพัฒนา AI ธุรกิจดิจิทัล การเงิน การวิจัย รวมถึงบริการภาครัฐ

 

สำหรับไทยยังมีมิติเรื่องความมั่นคงของข้อมูลด้วย นโยบาย Cloud First ของภาครัฐกำหนดแนวทางการจัดเก็บข้อมูลตามระดับความอ่อนไหว และข้อมูลที่มีความลับสูงสุดต้องมีศูนย์ข้อมูลหลักอยู่ในประเทศไทย ขณะที่ข้อมูลที่มีผลกระทบสูงกำลังถูกวางกรอบให้ใช้ Sovereign Cloud ที่เหมาะสม

 

ดังนั้น การปฏิเสธ Data Center ทั้งหมดเพราะ ‘กินไฟ กินน้ำ และจ้างงานน้อย’ ย่อมง่ายเกินไป

 

Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ไทยจำเป็นต้องมี

 

แต่ประโยคถัดไปก็สำคัญไม่แพ้กัน: ไม่ใช่ Data Center ทุกแห่งจะสร้างคุณค่าให้ประเทศไทยเท่ากัน

 

ข้อกังวลเรื่องไฟและน้ำ ไม่ใช่การต่อต้านเทคโนโลยี

 

สิ่งที่ฝ่ายนโยบายต้องระวังคือการมองเสียงวิจารณ์เรื่องทรัพยากรว่าเป็นความกลัวเทคโนโลยี

 

Data Center เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้าสูง และผลกระทบไม่ได้เกิดจากปริมาณการใช้ไฟฟ้าในภาพรวมเพียงอย่างเดียว เพราะ Data Center มักกระจุกตัวในบางพื้นที่ ทำให้เกิดความต้องการกำลังผลิต ระบบสายส่ง และน้ำในจุดเดียวกัน IEA เองเตือนว่าลักษณะการกระจุกตัวเช่นนี้ทำให้การเชื่อมต่อเข้ากับระบบไฟฟ้ามีความท้าทายกว่าการมองตัวเลขการใช้ไฟระดับประเทศเพียงอย่างเดียว

 

กรณีของไอร์แลนด์เป็นบทเรียนที่น่าสนใจ ไม่ใช่เพราะไอร์แลนด์ปฏิเสธ Data Center แต่เพราะประเทศที่ประสบความสำเร็จในการดึงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเข้ามามาก กลับต้องออกแบบกติกาใหม่เมื่อ Data Center ใช้ไฟฟ้าถึง 22% ของความต้องการไฟฟ้าทั้งประเทศในปี 2024 และอาจเพิ่มเป็น 31% ภายในปี 2034

 

หน่วยงานกำกับของไอร์แลนด์จึงกำหนดให้ Data Center ใหม่ต้องจัดหากำลังผลิตหรือระบบกักเก็บไฟฟ้ามารองรับความต้องการของตัวเอง และในระยะต่อไปต้องรองรับอย่างน้อย 80% ของความต้องการไฟฟ้ารายปีด้วยโครงการพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติม

 

บทเรียนไม่ใช่ว่า ‘Data Center อันตราย’

 

แต่คือ รัฐบาลต้องวางกติกาก่อนที่ความต้องการทรัพยากรจะกลายเป็นความขัดแย้ง

 

ใครใช้ ใครต้องจ่าย

 

ในด้านนี้ ทิศทางล่าสุดของรัฐบาลไทยถือว่ามาถูกทาง

 

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. เห็นชอบให้กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับ Data Center แยกต่างหาก เพื่อสะท้อนต้นทุนการจัดหาพลังงานและการลงทุนขยายโครงข่ายที่เกิดขึ้นจากผู้ใช้ไฟรายใหญ่ ไม่ให้ต้นทุนดังกล่าวถูกผลักไปยังผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป

 

กพช. ยังเห็นชอบให้ Data Center รายใหญ่ต้องวางหลักประกันการใช้ระบบโครงข่าย จัดทำแผนบริหารจัดการน้ำ และเปิดทางให้ใช้ Direct PPA เพื่อซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนโดยตรงจากผู้ผลิต

 

หลักการนี้สำคัญมาก

 

หากนักลงทุนรายหนึ่งต้องการไฟฟ้าหลายร้อยเมกะวัตต์ จนรัฐต้องสร้างหรือขยายโครงข่ายเพื่อรองรับ ต้นทุนส่วนนั้นไม่ควรถูกเฉลี่ยให้ประชาชนทั่วประเทศเป็นผู้จ่าย

 

หากโครงการต้องใช้น้ำจำนวนมากในพื้นที่เดียวกับภาคเกษตรและชุมชน ก็ต้องพิสูจน์ว่ามีแหล่งน้ำ ระบบรีไซเคิล และแผนรับมือฤดูแล้งเพียงพอ

 

นี่ไม่ใช่การลงโทษนักลงทุน แต่คือหลักการธรรมดาว่า ผู้ที่สร้างต้นทุนเพิ่มให้ระบบควรรับผิดชอบต้นทุนนั้นอย่างเหมาะสม

 

สิ่งที่ไทยต้องเรียกร้องมากกว่าเงินลงทุน

 

ประเด็นที่สำคัญยิ่งกว่าไฟและน้ำ คือประเทศไทยจะได้อะไรกลับมาจากเงินลงทุน 750,000 ล้านบาท

 

BOI เองเริ่มขยับคำถามไปในทิศทางนี้แล้ว หลังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบการจัดตั้งกลไกระดับชาติเพื่อกำหนดนโยบาย Data Center เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 โดยกรอบคัดกรองใหม่จะไม่ดูเพียงมูลค่าการลงทุน แต่ครอบคลุมการจ้างงานทักษะสูง การพัฒนาวิศวกรไทย การใช้ Vendor และอุปกรณ์ในประเทศ การทำวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัย ตลอดจนการช่วยให้ SME สตาร์ตอัพ และสถาบันการศึกษาไทยเข้าถึง Cloud, Computing Power และเครื่องมือ AI

 

นี่คือทิศทางที่ควรเดินต่ออย่างจริงจัง

 

เพราะประเทศไทยไม่ควรพอใจกับการเป็นเพียงประเทศที่มีที่ดิน ไฟฟ้า และน้ำมากพอให้บริษัทเทคโนโลยีต่างชาตินำเครื่องจักรมาตั้ง

 

เป้าหมายควรเป็นการทำให้การลงทุนเหล่านี้สร้าง Ecosystem ที่อยู่ในประเทศ ตั้งแต่ผู้ผลิตอุปกรณ์ ระบบไฟฟ้าและระบบทำความเย็น วิศวกร Cybersecurity และ Cloud ไปจนถึงนักพัฒนา AI บริษัทเทคโนโลยี และสตาร์ตอัพไทย

 

และแม้การมี Data Center อยู่ในประเทศจะช่วยเรื่องความมั่นคงของข้อมูล แต่ต้องไม่สับสนว่า ‘มีเซิร์ฟเวอร์อยู่ในไทย’ เท่ากับ ‘ไทยมีอธิปไตยทางดิจิทัล’

 

หากเทคโนโลยี ความรู้ แพลตฟอร์ม Cloud และความสามารถในการสร้าง AI ยังคงอยู่ในมือบริษัทต่างประเทศเกือบทั้งหมด ประเทศก็ยังเป็นผู้ใช้โครงสร้างพื้นฐานของคนอื่นอยู่ดี เพียงแต่เครื่องจักรเหล่านั้นตั้งอยู่บนแผ่นดินไทย

 

อย่าวัดความสำเร็จด้วยจำนวน Data Center

 

ประเทศไทยจึงไม่ควรเลือกระหว่างสองสุดขั้ว

 

เราไม่ควรปิดประตูใส่ Data Center เพราะกลัวการใช้ทรัพยากร แต่ก็ไม่ควรเปิดประตูรับทุกโครงการเพียงเพราะตัวเลขการลงทุนสูง

 

หน้าที่ของรัฐบาลคือ เลือกให้เป็น

 

เลือกโครงการที่มีผู้ใช้และโมเดลธุรกิจจริง

ให้ผู้ลงทุนรับผิดชอบต้นทุนไฟฟ้า น้ำ และโครงข่ายของตัวเอง

กำหนดมาตรฐานพลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด

เชื่อมการลงทุนกับ Supply Chain และบุคลากรไทย

และทำให้ Computing Power ที่เกิดขึ้นมีส่วนยกระดับความสามารถของธุรกิจ มหาวิทยาลัย และนักพัฒนาไทย

 

ท้ายที่สุด ความสำเร็จของยุทธศาสตร์ Data Center ไม่ควรวัดว่าไทยมี Data Center กี่แห่ง หรือดึง FDI ได้กี่แสนล้านบาท

 

คำถามที่สำคัญกว่าคือ อีก 10 ปีข้างหน้า เรามีวิศวกรและบริษัทเทคโนโลยีไทยมากขึ้นหรือไม่ เรามีความสามารถสร้าง AI และบริการ Cloud ของตัวเองมากขึ้นหรือไม่ ธุรกิจไทยเข้าถึง Computing Power ได้ดีขึ้นหรือไม่ และประชาชนต้องแบกรับต้นทุนทรัพยากรจากการลงทุนเหล่านี้หรือไม่

 

Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ไทยไม่อาจมองข้ามในเศรษฐกิจยุคใหม่ แต่โจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงว่าจะดึงการลงทุนเข้ามาได้มากเพียงใด หากอยู่ที่ประเทศไทยจะเปลี่ยนการลงทุนเหล่านี้ให้กลายเป็นขีดความสามารถของประเทศได้มากแค่ไหน

 

เพราะท้ายที่สุด สิ่งที่ไทยควรได้จากการลงทุนรอบนี้ ไม่ควรมีเพียงเงินทุนและเครื่องจักร แต่ต้องรวมถึง เทคโนโลยี บุคลากร ระบบนิเวศทางธุรกิจ และความสามารถใหม่ของประเทศ

 

กองบรรณาธิการ THE STANDARD



Previous Issues