Opinion – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/wealth-opinion/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 03 Jul 2026 02:08:40 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เมื่อ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ กฎหมายและการกำกับดูแลจึงไม่ใช่เรื่องปลายทาง https://thestandard.co/ai-business-trusted-governance/ Fri, 03 Jul 2026 02:04:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1226176 ภาพประกอบแสดงแนวคิด AI จริยธรรม กฎหมาย และความรับผิดชอบ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificia […]

The post เมื่อ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ กฎหมายและการกำกับดูแลจึงไม่ใช่เรื่องปลายทาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงแนวคิด AI จริยธรรม กฎหมาย และความรับผิดชอบ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ได้ก้าวจากบทบาทของ ‘เทคโนโลยีสนับสนุน’ มาเป็น ‘กลไกสำคัญ’ ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนและพัฒนาโมเดลธุรกิจ การบริหารยอดขาย การคัดเลือกบุคลากร ไปจนถึงการออกแบบประสบการณ์ของลูกค้า ทั้งหมดนี้ล้วนเชื่อมโยงโดยตรงกับสิทธิ เสรีภาพ และความเป็นส่วนตัวของบุคคล

 

 
 

เมื่อ AI เข้ามามีบทบาทในระดับการตัดสินใจมากขึ้น ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียง ‘ความแม่นยำของระบบ’ เท่านั้น หากแต่รวมถึง ‘ความชอบด้วยกฎหมาย’ ของผลลัพธ์และกระบวนการตัดสินใจดังกล่าว ซึ่งกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของการกำกับดูแลการใช้ AI ในองค์กรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

เมื่อ ‘กฎหมาย’ ไม่ใช่ข้อจำกัด แต่เป็นเงื่อนไขของการใช้ AI

 

แม้ในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะที่กำกับดูแลการใช้ AI โดยตรง อย่างไรก็ดี การพัฒนาและใช้งาน AI โดยทั่วไปต้องอาศัย ‘ข้อมูลจำนวนมาก’ ซึ่งในหลายกรณีอาจเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล การประมวลผลข้อมูลดังกล่าวย่อมมีความเสี่ยงกระทบต่อสิทธิของเจ้าของข้อมูล และอาจนำไปสู่ความรับผิดภายใต้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้โดยตรง ดังนั้น การพิจารณาความสอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) จึงเป็นประเด็นสำคัญที่องค์กรไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เมื่อมีการนำ AI มาใช้ในการดำเนินงาน

 

แนวปฏิบัติโดยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล: กรอบกำกับดูแลตลอดวงจรชีวิต AI

 

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ได้จัดทำ ‘ร่างแนวปฏิบัติด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับการพัฒนาและใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์’ เพื่อเป็นกรอบแนวทางให้องค์กรสามารถใช้ AI ได้อย่างมีความรับผิดชอบและโปร่งใส แนวปฏิบัตินี้มีความน่าสนใจตรงที่ไม่ได้มอง AI เป็นเพียงเรื่องของ compliance หรือการปฏิบัติตามกฎหมายเฉพาะเรื่องอีกต่อไป แต่ยกระดับไปสู่การเป็นกรอบการกำกับดูแลตลอด ‘วงจรชีวิตของ AI’ ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ การพัฒนา ไปจนถึงการนำไปใช้จริง โดยเน้นหลักการสำคัญ เช่น ความรับผิดชอบ (accountability) ความโปร่งใส (transparency) และความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) ซึ่งล้วนเป็นหัวใจของการสร้าง ‘AI ที่เชื่อถือได้’ หรือ Trusted AI

 

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่องค์กรต้องให้ความสำคัญอย่างมากคือ ‘การบริหารจัดการข้อมูล’ เนื่องจาก AI ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะข้อมูลที่ใช้ในการฝึกโมเดลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงข้อมูลที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้งาน เช่น คำสั่งที่ผู้ใช้ป้อนเข้าไป (prompt) ผลลัพธ์ที่ระบบสร้าง (output) รวมถึงข้อมูลในเชิงเทคนิคอย่าง embedding และ log ต่างๆ การจัดการข้อมูลเหล่านี้จึงต้องทำอย่างรอบด้าน องค์กรต้องสามารถอธิบายได้ว่าข้อมูลใดถูกเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยเพื่อวัตถุประสงค์ใด และมีฐานทางกฎหมายรองรับหรือไม่ พร้อมทั้งต้องสื่อสารให้เจ้าของข้อมูลรับทราบอย่างโปร่งใส และจำกัดการใช้ข้อมูลให้อยู่ภายในขอบเขตวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้เท่านั้น หลักการนี้สะท้อนแนวคิดพื้นฐานของ PDPA ที่เน้น ‘ความจำเป็นและความชัดเจน’ ในการใช้ข้อมูล

 

นอกจากการจัดการข้อมูลแล้ว องค์กรยังต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับ ‘สิทธิของเจ้าของข้อมูล’ ซึ่งยังคงเป็นหัวใจสำคัญแม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงไปเพียงใด องค์กรต้องมีมาตรการที่สามารถรองรับสิทธิต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการเข้าถึง แก้ไข หรือลบข้อมูล ตลอดจนสิทธิในการคัดค้านการประมวลผลข้อมูล ที่สำคัญคือในยุคที่ AI สามารถตัดสินใจแทนมนุษย์ได้มากขึ้น องค์กรต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในกรณีที่มี ‘การตัดสินใจโดยอัตโนมัติ’ โดยเฉพาะหากการตัดสินใจนั้นส่งผลกระทบต่อบุคคลอย่างมีนัยสำคัญ แนวทางที่เหมาะสมคือการนำกลไก Human-in-the-loop เข้ามาใช้ เพื่อให้มนุษย์ยังคงมีบทบาทในการตรวจสอบหรือยืนยันผลการตัดสินใจของ AI ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความเป็นธรรมให้กับระบบ

 

ในอีกด้านหนึ่ง การนำ AI มาใช้ยังมาพร้อมกับความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่องค์กรอาจยังไม่คุ้นเคยมากนัก เช่น การโจมตีผ่านคำสั่ง (prompt injection) การย้อนวิเคราะห์ข้อมูลจากโมเดล (model inversion) หรือการปนเปื้อนข้อมูลฝึกสอน (data poisoning) ซึ่งอาจส่งผลให้ระบบให้ผลลัพธ์ที่ไม่ถูกต้อง หรือเลวร้ายกว่านั้นคือเกิดการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ตั้งใจ ในกรณีที่ระบบ AI มีความเสี่ยงสูง องค์กรจึงควรจัดให้มีการประเมินผลกระทบด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ Data Protection Impact Assessment (DPIA) เพื่อช่วยระบุความเสี่ยงล่วงหน้า ประเมินผลกระทบ และกำหนดมาตรการลดความเสี่ยงอย่างเหมาะสม

 

สุดท้าย เรื่องของความมั่นคงปลอดภัยยังคงเป็นพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ มาตรการด้านความปลอดภัยต้องครอบคลุมทั้งในเชิงองค์กร กายภาพ และเทคนิค ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดสิทธิการเข้าถึงข้อมูล การเข้ารหัสข้อมูล การจัดทำบันทึกการใช้งานเพื่อตรวจสอบย้อนหลัง หรือการกำหนดกลไกควบคุมระบบเพื่อป้องกันการใช้งานที่ไม่เหมาะสม ตลอดจนการทดสอบระบบอย่างสม่ำเสมอ ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงจากการใช้ AI อย่างเป็นรูปธรรม

 

การสร้างความเชื่อมั่น: ปัจจัยสำเร็จของ AI ในระยะยาว

 

จากหลักการและแนวทางดังกล่าว ผู้เขียนเห็นว่าองค์กรที่ต้องการใช้ AI อย่างยั่งยืนควรเริ่มจาก ‘การตั้งคำถามเชิงระบบ’ มากกว่าการแก้ไขปัญหาเป็นรายกรณี เช่น

 

  • การประเมินช่องว่าง (gap) ระหว่างแนวทางปฏิบัติที่มีอยู่กับข้อกำหนดทางกฎหมายและจริยธรรมด้าน AI เพื่อระบุความเสี่ยงที่อาจยังไม่ถูกมองเห็นอย่างชัดเจน
  • การกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติภายในองค์กรที่ชัดเจนสำหรับการใช้ AI โดยเฉพาะในประเด็นการใช้ข้อมูล การตัดสินใจอัตโนมัติ และความรับผิดชอบของผู้ที่เกี่ยวข้อง
  • การพัฒนาความรู้และความเข้าใจของบุคลากรในระดับองค์กร เพื่อให้สามารถใช้ AI ได้อย่างเหมาะสมทั้งในเชิงเทคนิค กฎหมาย และจริยธรรม

 

Trusted AI: จากการปฏิบัติตามกฎหมายสู่การตัดสินใจทางธุรกิจอย่างยั่งยืน

 

ท่ามกลางแนวโน้มการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เข้มข้นขึ้น และข้อเท็จจริงที่ว่า AI โดยธรรมชาติมักต้องพึ่งพาข้อมูลส่วนบุคคลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แนวคิด KPMG Trusted AI ช่วยให้การกำกับดูแล AI ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการปฏิบัติตามกฎหมาย แต่เชื่อมโยงไปสู่การตัดสินใจทางธุรกิจในภาพรวม ไม่ว่าจะเป็น การยึดโยงกับคุณค่าขององค์กร การคงบทบาทของมนุษย์ในกระบวนการตัดสินใจ หรือการสร้างความน่าเชื่อถือของระบบ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่กำหนดว่า AI จะสามารถใช้งานได้อย่างยั่งยืนหรือไม่

 

ท้ายที่สุด โอกาสทางธุรกิจในยุคปัญญาประดิษฐ์มิได้เกิดขึ้นจากเพียงความสามารถในการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น หากแต่เกิดจากการสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อองค์กรสามารถดำเนินงานได้อย่างมีความรับผิดชอบ โปร่งใส และสอดคล้องกับกฎหมายอย่างเคร่งครัด อันเป็นรากฐานสำคัญของการใช้ AI อย่างยั่งยืนในอนาคต

 

ภาพ: Summit Art Creations/ Shutterstock

The post เมื่อ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ กฎหมายและการกำกับดูแลจึงไม่ใช่เรื่องปลายทาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
AI-flation เริ่มมาแล้วจะกระทบ ‘ทองคำ’ แค่ไหน https://thestandard.co/ai-flation-gold-impact-temporary/ Thu, 02 Jul 2026 08:41:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1225994 มือของนักธุรกิจหญิงกำลังถือทองคำแท่ง

AI-flation คือ คำศัพท์ใหม่ที่รวมคำว่า AI + Inflation เข […]

The post AI-flation เริ่มมาแล้วจะกระทบ ‘ทองคำ’ แค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
มือของนักธุรกิจหญิงกำลังถือทองคำแท่ง

AI-flation คือ คำศัพท์ใหม่ที่รวมคำว่า AI + Inflation เข้าด้วยกัน เพื่ออธิบายภาวะที่ความต้องการและเม็ดเงินลงทุนมหาศาลในเทคโนโลยี AI กลายเป็นตัวเร่งให้เกิดเงินเฟ้อ หรือดันราคาสินค้าบางประเภทให้สูงขึ้น ซึ่งเราเริ่มได้เห็นแล้วจากที่ Apple ได้ปรับราคา MacBook และ iPad ขึ้นสูงถึง 20% และหลังจากนั้นไม่นาน Microsoft ก็ปรับขึ้นราคา Xbox ตามมาอีก 100 ดอลลาร์

 

คำถามถัดมาคือ สถานการณ์นี้จะผลักดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้นจนบีบให้ Fed ต้องใช้ดอกเบี้ยในระดับสูงยาวนาน จนกลับมาทุบราคาทองคำหรือไม่

 

การวิเคราะห์จาก Deutsche Bank พบว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ในเดือนพฤษภาคม ค่อนข้างเห็นได้ชัดว่าในส่วนของราคาสินค้า Electronics ซึ่งครอบคลุม Semiconductors และอุปกรณ์หน่วยความจำ (Memory) นั้นพุ่งสูงขึ้นถึง 27% ด้วยสถานการณ์ที่บรรดายักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีต่างพากันเร่งรีบวางรากฐาน AI ทั้งสั่งซื้อชิปประมวลผล ตลอดจนถึงการสร้าง Data centers เมื่อมาประกอบกับหลักฐานที่ปรากฏถึงต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากดัชนี PPI จึงเกิดกระแสความกังวลถึงภาวะ “AI-flation” และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเหล่านี้จะค่อย ๆ ส่งผ่านไปยังผู้บริโภค ซึ่งจะสะท้อนออกมาผ่าน “ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)”

 

อย่างไรก็ดี ราคาสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังคงจำกัดอยู่แค่ในห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์ และอยู่ในหมวดหมู่สินค้าที่คิดเป็นสัดส่วนเพียงเล็กน้อยของดัชนีเงินเฟ้อโดยรวมเท่านั้น อาทิ Software คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เสริม มีสัดส่วนไม่ถึง 1% ของตะกร้าดัชนี CPI ซึ่ง ณ ปัจจุบันยังหาหลักฐานการส่งผ่านไปยังผู้บริโภคไม่ชัดเจนมากนัก มีเพียงหมวดค่าไฟฟ้า (Electricity) ที่สูงขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น

 

ในส่วน “ค่าจ้างแรงงานก่อสร้าง” ในหมวดนี้เพิ่มขึ้นเร็วผิดปกติถึง 4.3% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยทั้งเศรษฐกิจที่ 3.4% จากความต้องการแรงงานจำนวนมากเพื่อสร้าง Data centers สำหรับ AI ที่ใช้ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน, ระบบไฟฟ้า และระบบทำความเย็น

 

อย่างไรก็ดี ความกังวลเรื่อง AI-flation อาจไม่ได้ลากยาวอย่างที่คิด เมื่อ The Information สำนักข่าวแวดวงเทคโนโลยี รายงานในวันที่ 30 มิถุนายน ว่าวิศวกรภายในของ OpenAI สามารถพัฒนาชุดเทคนิคการปรับปรุงระบบ (Optimization) บนเซิร์ฟเวอร์เดิม ซึ่งสามารถลดต้นทุนการรัน Inference ลงได้มากกว่า 50% และช่วยลดการใช้การ์ดจอระดับท็อปอย่าง NVIDIA ลงเหลือเพียงไม่กี่ร้อยตัวเท่านั้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่น้อยจนคนในวงการประหลาดใจ ดังนั้น หาก OpenAI หรือบริษัทอื่นๆ สามารถทำได้จริง ปัญหา “AI-flation” จะบรรเทาลงได้อย่างมาก ทั้งในแง่ของการใช้ GPU ที่ลดลง, การใช้ไฟฟ้าที่ลดลง และค่าเสื่อมราคา Hardware ที่ช้าลงด้วยเช่นกัน

 

ดังนั้นเราจึงประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อที่มาจากเทคโนโลยี AI จะเป็นเพียงแรงกดดันต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ย Fed แค่ชั่วคราว และเพียงเล็กน้อยเท่านั้น พอถึงจุดที่สามารถ Optimize Inference ได้สมบูรณ์ หรือ สามารถเข้ามาเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ได้อย่างยั่งยืน โดยไม่ก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อหรือกดให้ลดลงได้ ตามแนวทางที่ Kevin Warsh ประธาน Fed เคยได้กล่าวเอาไว้ ประเด็นดังกล่าวก็จะไม่เป็นอุปสรรคต่อนโยบายการเงินของ Fed แต่อย่างใด และจะเป็นโอกาสทองของนักลงทุนในการอาศัยจังหวะที่ทองคำปรับตัวลงจากความกลัว (Panic) ที่มากเกินความเป็นจริงนี้ เพื่อเข้าซื้อสะสมทองคำในระยะยาว

 

The post AI-flation เริ่มมาแล้วจะกระทบ ‘ทองคำ’ แค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
มุมมองไตรมาส 3 : ถอดรหัสประธาน Fed หลังฮอร์มุซเริ่มเปิด แต่ความเสี่ยงยังไม่จบ https://thestandard.co/fed-hormuz-risk-market-outlook/ Thu, 02 Jul 2026 04:30:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1225853 ภาพมุมสูงเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้าในทะเล

หลังตลาดการเงินทั่วโลกเผชิญความผันผวนจากความตึงเครียดใน […]

The post มุมมองไตรมาส 3 : ถอดรหัสประธาน Fed หลังฮอร์มุซเริ่มเปิด แต่ความเสี่ยงยังไม่จบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้าในทะเล

หลังตลาดการเงินทั่วโลกเผชิญความผันผวนจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางตลอดช่วงไตรมาสที่ 2 ล่าสุดการเริ่มกลับมาของเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซช่วยลดความกังวลเรื่องอุปทานพลังงาน และทำให้บรรยากาศการลงทุนผ่อนคลายลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่การเปิดฮอร์มุซไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงหายไปทันที เพราะต้นทุนการขนส่ง และประกันภัยยังต้องใช้เวลาในการกลับสู่ภาวะปกติ ขณะที่การเจรจาข้อตกลงสันติภาพแบบถาวรยังเป็นสิ่งที่ตลาดต้องติดตามต่อไป

 

 
 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ตลาดไม่ได้กำลังลืมสงคราม แต่กำลังย้ายจุดสนใจจากความเสี่ยงด้านพลังงาน ไปสู่คำถามใหม่ที่สำคัญกว่าในไตรมาส 3 นั่นคือ เงินเฟ้อจะอยู่สูงนานเพียงใด และ Fed จะตอบสนองอย่างไร

 

Fed ยุคใหม่ “พูดน้อยลง แต่พึ่งข้อมูลมากขึ้น”

 

แม้ Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 3.50%-3.75% ในการประชุมล่าสุดเดือนมิ.ย. แต่สาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่การคงดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว หากเป็นการประชุมนัดแรกของนาย Kevin Warsh ในฐานะประธาน Fed ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงแนวคิดของ Fed โดยนาย Warsh ส่งสัญญาณว่า Fed จะให้น้ำหนักกับการยกระดับผลิตภาพ การลงทุน และศักยภาพด้านอุปทานของเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเชื่อว่าการลงทุนในเทคโนโลยี AI ระบบอัตโนมัติ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อาจช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อในระยะยาวได้ อย่างไรก็ดี ในระยะสั้น ภารกิจหลักของ Fed ยังคงเป็นการรักษาเสถียรภาพด้านราคา เงินเฟ้อที่ยังสูง ความเสี่ยงจากราคาพลังงาน และมาตรการภาษีการค้า ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนทำให้ Fed ยังไม่สามารถผ่อนคลายนโยบายการเงินได้อย่างรวดเร็ว

 

จุดเปลี่ยนสำคัญอีกด้านคือรูปแบบการสื่อสาร Warsh ลดบทบาทของ Forward Guidance และไม่เผยแพร่ Dot Plot ของตนเอง แต่ส่งสัญญาณว่า Fed ต้องการให้ตลาดกลับมาโฟกัสกับข้อมูลเศรษฐกิจจริง มากกว่าการพยายามตีความถ้อยแถลงของธนาคารกลาง ผลคือ ตลาดจะตอบสนองต่อข้อมูลเงินเฟ้อ การจ้างงาน ค่าจ้าง ยอดค้าปลีก และราคาพลังงานมากขึ้น ดังนั้น Bond Yield และค่าเงินดอลลาร์จึงมีแนวโน้มผันผวนสูงขึ้นตามไปด้วย สรุปแล้วเรากำลังเข้าสู่ Fed ยุคใหม่ที่ไม่ใช่เพียงดอกเบี้ยที่อาจอยู่สูงนานกว่าคาด แต่เป็น Fed ที่คาดเดายากขึ้น และพร้อมปรับนโยบายตามข้อมูลเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป

 

จับตาเงินเฟ้อ…นโยบายภาษีการค้าและการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯอาจกลับมาสร้างแรงกระเพื่อมต่อตลาด

 

ในช่วงไตรมาส 3 ตลาดจะให้ความสนใจต่อเงินเฟ้อโลกโดยเฉพาะสหรัฐฯเนื่องจากราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวลงหลังการบรรลุข้อตกลงยุติสงครามชั่วคราวที่เกิดขึ้น ซึ่งการส่งผ่านราคาน้ำมันต่อเงินเฟ้อหากทำได้รวดเร็วก็จะทำให้แรงกดดันการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ลดลงส่งผลให้ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลลดลงตามไปด้วย ขณะเดียวกันฝั่งตลาดหุ้นก็มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นได้ แต่หากเงินเฟ้อลดลงได้ช้าการปรับขึ้นของสินทรัพย์เสี่ยงที่ผ่านมาก็จะเผชิญแรงขายทำกำไรได้เช่นกัน

 

นอกจากเงินเฟ้อแล้ว นโยบายภาษีการค้าและการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดได้ในไตรมาส 3 แม้ว่าศาลสูงสหรัฐฯได้วินิจฉัยจำกัดอำนาจการใช้กฎหมายฉุกเฉิน (IEEPA) เพื่อจัดเก็บภาษีนำเข้าในวงกว้าง อย่างไรก็ตามประธานาธิบดีทรัมป์ก็จะพยายามหาทางใช้มาตรการภาษีการค้าเป็นเครื่องมือต่อรองต่อประเทศต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความเป็นมหาอำนาจของสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใกล้เข้าสู่การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯมากขึ้นประธานธิบดีทรัมป์ก็จะต้องเร่งดำเนินนโยบายเพื่อสร้างคะแนนนิยมให้กับตัวเอง ซึ่งหลังจากได้พยายามหาข้อยุติประกาศชัยชนะต่อสงครามแล้วก็มีแนวโน้มที่จะกลับมาดำเนินนโยบาย American First ใช้ภาษีมาต่อรองกับประเทศต่างๆโดยเฉพาะประเทศจีนมากขึ้น ส่งผลให้ความผันผวนของตลาดอาจกลับมาเพิ่มขึ้นได้อีกในช่วงปลายไตรมาส 3

 

กลับมาลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้นแต่ยังเน้นเลือกสินทรัพย์ด้วยปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก

 

เมื่อความเสี่ยงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซลดลงประกอบกับผลประกอบการของหุ้นในตลาดหลักๆยังเติบโตได้ดี ผมมองว่าช่วงต้นไตรมาส 3 ควรปรับเพิ่มการลงทุนหุ้นโลกเล็กน้อยแต่ยังไม่ถึงจังหวะของการเพิ่มความเสี่ยงแบบเต็มพอร์ตเนื่องจากตลาดรับรู้ข่าวดีจากการคลี่คลายของความขัดแย้งไปแล้วพอสมควร ขณะที่ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และค่าเงินดอลลาร์ยังคงอยู่ กลยุทธ์ที่เหมาะสมจึงไม่ใช่การเพิ่มน้ำหนักหุ้นทั้งกระดาน แต่เป็นการเลือกตลาดและสินทรัพย์ที่มีคุณภาพสูงกว่า และเมื่อผ่านพ้นช่วงประกาศผลประกอบการบริษัทไปแล้วเข้าสู่ปลายไตรมาส 3 อาจเป็นช่วงเวลาของการเลือกทยอยขายกำไรลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนได้บ้างจากความเสี่ยงปัจจัยการเมืองสหรัฐฯ

 

หุ้นสหรัฐฯยังคงเป็นภูมิภาคที่เน้นลงทุนต่อไปได้เนื่องจากเศรษฐกิจยังมีความแข็งแกร่งและกำไรบริษัทยังเติบโตได้ดีโดยเฉพาะกลุ่ม AI, Semiconductor และ Mega-cap Technology ขณะที่ปรับเพิ่มน้ำหนักลงทุนหุ้นยุโรปเล็กน้อยหลังความเสี่ยงทางด้านพลังงานเริ่มผ่อนคลายและหุ้นยุโรปยังปรับตัวขึ้นตามหลังตลาดหุ้นอื่นๆอยู่ สำหรับตลาดหุ้นกลุ่มประเทศเกิดใหม่ หุ้นเกาหลีใต้ยังคงมีความน่าสนใจลงทุนแม้ว่าราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมามากแต่คาดการณ์ผลประกอบการบริษัทก็ปรับขึ้นอย่างมากทำให้มูลค่า P/E อยู่ที่ระดับ 9 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ที่ 11.7 เท่า อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นเกาหลีมีการกระจุกตัวในกลุ่ม Memory Chip และ AI Hardware สูง จึงแนะนำลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงผ่านตลาดเอเชียเกิดใหม่ที่ไม่รวมจีน ซึ่งยังได้แรงหนุนจากการย้ายฐานการผลิตและการค้าโลก

 

ทางฝั่งตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวขึ้นเป็นจังหวะที่ดีของการทยอยลงทุนในตราสารหนี้ระยะกลาง โดยอยากให้มองในแง่ของรายได้จากดอกเบี้ยที่มากขึ้นมากกว่าการเก็งกำไรจากราคาพันธบัตร เพราะเส้นทางดอกเบี้ยของ Fed ยังไม่ชัดเจน และเน้นลงทุนในกลุ่มความเสี่ยงเครดิตต่ำ (Investment Grade) มากกว่าความเสี่ยงเครดิตสูง (High Yield) เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนของตลาดอยู่มากพอสมควรจึงควรเน้นการรักษาความปลอดภัยของเงินต้นในการลงทุนตราสารหนี้

 

สำหรับสินทรัพย์ทางเลือกผมยังเห็นว่าทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ควรลงทุนเพื่อการบริหารความเสี่ยงของพอร์ตไม่ใช่เพื่อการเก็งกำไร โดยสามารถทยอยสะสมในช่วงที่ราคาทองคำปรับตัวลงจากมุมมองดอกเบี้ยที่อาจปรับขึ้น แต่ไม่แนะนำลงทุนในน้ำมันหลังความเสี่ยงปิดช่องแคบฮอร์มุซลดลงและอาจยังมีความผันผวนของราคาที่สูงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่คาดเดาได้ยาก

 

สรุปแล้ว ไตรมาส 3 ไม่ใช่ช่วงของการเปิดเกมรุกเต็มที่แต่เป็นช่วงของการลงทุนอย่างมีวินัย สามารถเพิ่มสินทรัพย์เสี่ยงได้บ้าง แต่ต้องเพิ่มความเข้มงวดในการคัดเลือกสินทรัพย์โดยให้น้ำหนักกับปัจจัยพื้นฐานเป็นสำคัญ และระมัดระวังเรื่อง valuation เพราะแม้ฮอร์มุซเริ่มเปิดแต่ความเสี่ยงของตลาดยังไม่ได้หายไป เพียงแค่เปลี่ยนจากสงครามและราคาน้ำมันไปสู่เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และ Fed ที่ตลาดจะต้องเรียนรู้ในยุคใหม่ อีกทั้งยังมีนโยบายการค้าและการเลือกตั้งสหรัฐฯที่อาจสร้างความผันผวนให้ตลาดได้อยู่

 

ภาพ: APChanel / Shutterstock

The post มุมมองไตรมาส 3 : ถอดรหัสประธาน Fed หลังฮอร์มุซเริ่มเปิด แต่ความเสี่ยงยังไม่จบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ทองคำดิจิทัล’ ที่ไม่ใช่ทอง: รู้จัก Bitcoin ETF ก่อนตัดสินใจ https://thestandard.co/bitcoin-etf-digital-gold-investment/ Mon, 29 Jun 2026 05:25:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1224494 โลโก้ Bitcoin บนหน้าจอดิจิทัลพร้อมฉากหลังเมือง

คนไทยผูกพันกับทองคำมายาวนาน ทั้งซื้อเก็บไว้ยามฉุกเฉินแล […]

The post ‘ทองคำดิจิทัล’ ที่ไม่ใช่ทอง: รู้จัก Bitcoin ETF ก่อนตัดสินใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ Bitcoin บนหน้าจอดิจิทัลพร้อมฉากหลังเมือง

คนไทยผูกพันกับทองคำมายาวนาน ทั้งซื้อเก็บไว้ยามฉุกเฉินและลงทุนผ่านกองทุนที่อิงราคาทองโดยไม่ต้องถือทองแท่ง ทองจึงได้ชื่อว่าเป็น ‘สินทรัพย์ปลอดภัย’ ที่ไว้ใจได้มานานหลายทศวรรษ หลายปีมานี้ Bitcoin ถูกเรียกขานว่า ‘ทองคำดิจิทัล’ เพราะมีคุณสมบัติบางอย่างคล้ายทอง แต่เมื่อลงไปดูข้อมูลจริง ภาพที่ได้กลับต่างจากคำเรียกนั้นอย่างมีนัยสำคัญ และนำไปสู่คำถามที่นักลงทุนควรตอบให้ได้ก่อนตัดสินใจ

 

 

Bitcoin เหมือนทองตรงไหน?

 

ความเชื่อว่า Bitcoin คือ ‘ทองคำดิจิทัล’ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ มีเหตุผลรองรับอยู่จริง ข้อแรก ปริมาณ Bitcoin ถูกกำหนดเพดานไว้ตายตัวที่ 21 ล้านเหรียญ คล้ายทองคำที่มีอยู่จำกัดในโลก ข้อสอง ไม่มีรัฐบาลหรือธนาคารกลางใดควบคุม ทำให้บางคนมองว่าเป็นเครื่องป้องกันความเสี่ยงจากนโยบายการเงินและเงินเฟ้อ เช่นเดียวกับบทบาทที่ทองเคยทำมา แต่ข้อมูล 5 ปีกำลังบอกเรื่องราวที่ต่างออกไป เมื่อนำข้อมูลราคาย้อนหลัง 5 ปี (มกราคม 2564 – มีนาคม 2569) มาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์ต่างๆ พบสิ่งที่ประหลาดใจ ความสัมพันธ์ระหว่าง Bitcoin กับทองคำอยู่ที่เพียง 0.06–0.11 ซึ่งแปลว่าแทบไม่มีความสัมพันธ์กันเลย ในวันที่ทองคำขึ้น Bitcoin ไม่ได้ขึ้นตาม และในวันที่ทองคำลง Bitcoin ก็ไม่ได้ลงตาม ในทางกลับกัน ความสัมพันธ์ระหว่าง Bitcoin กับดัชนีหุ้น S&P 500 ของสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 0.35–0.41 ซึ่งสูงกว่ามาก

 

ภาพที่เห็นจากข้อมูลจึงชัดเจน Bitcoin ขึ้นลงตามอารมณ์ของตลาดหุ้นมากกว่าตามราคาทอง พฤติกรรมใกล้เคียงกับ ‘หุ้นเทคโนโลยีที่มีความผันผวนสูง’ มากกว่า ‘สินทรัพย์ปลอดภัย’ นั่นหมายความว่าในช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตและตลาดหุ้นไปได้ดี Bitcoin มักให้ผลตอบแทนสูง แต่ในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวหรือมีวิกฤต Bitcoin จะร่วงลงพร้อมกับหุ้น ไม่ใช่ที่หลบภัยเหมือนทองคำ

 

หลักฐานที่ชัดที่สุดคือปี 2565 เมื่อดอกเบี้ยพุ่งจนตลาดหุ้นทั่วโลกปรับฐาน Bitcoin ดิ่งถึง -64% ภายในปีเดียว ขณะที่ทองคำลดลงเพียงเล็กน้อย ผู้ที่ซื้อ Bitcoin ด้วยหวังให้ช่วยพยุงพอร์ตยามวิกฤต จึงได้ผลตรงข้ามกับที่คาด

 

Bitcoin ETF คืออะไร และทำไมถึงเปลี่ยนเกม

 

กองทุน ETF (Exchange-Traded Fund) หรือ ‘กองทุนที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์’ คือกองทุนที่รวบรวมเงินจากนักลงทุนหลายคนไปลงทุนในสินทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น หุ้น ทองคำ หรือพันธบัตร แล้วแบ่งออกเป็น ‘หน่วยลงทุน’ ให้ซื้อขายได้สะดวกเหมือนหุ้นตัวหนึ่งในตลาด จุดเด่นของ ETF คือซื้อขายผ่านบัญชีหุ้นปกติได้ทันที ราคาขยับขึ้นลงตามราคาสินทรัพย์ที่กองทุนถืออยู่ และผู้ลงทุนไม่ต้องไปถือสินทรัพย์นั้นด้วยตัวเอง ตัวอย่างที่คนไทยคุ้นที่สุดคือ ETF ทองคำ ที่ให้ผลตอบแทนตามราคาทองโดยที่เราไม่ต้องซื้อทองแท่งมาเก็บในตู้เซฟ พูดง่ายๆ คือ ETF ทำให้การลงทุนในสินทรัพย์ที่เคยยุ่งยาก กลายเป็นเรื่องง่ายเหมือนซื้อหุ้นตัวหนึ่ง

 

ย้อนไปปี 2547 การเปิดตัวกองทุน SPDR Gold Trust (GLD) ในสหรัฐฯ เปลี่ยนวิธีที่คนทั้งโลกลงทุนในทองไปตลอดกาล ก่อนหน้านั้นต้องซื้อทองแท่งหรือเหรียญมาเก็บเอง แต่หลัง GLD เปิดตัว นักลงทุนซื้อทองได้ผ่านบัญชีหุ้นปกติ

 

วันนี้ Bitcoin กำลังถึงจุดเปลี่ยนแบบเดียวกัน Bitcoin ETF ทำงานเหมือน ETF ทองทุกประการ กล่าวคือ กองทุนซื้อ Bitcoin จริงมาเก็บ แล้วขายหน่วยลงทุนให้ผู้ลงทุน ผู้ถือได้รับผลตอบแทนตามราคา Bitcoin โดยไม่ต้องเปิดบัญชีกับแพลตฟอร์มคริปโต ไม่ต้องจัดการ Private Key และไม่ต้องเสี่ยง ‘ลืมรหัส’ จนเงินหาย

 

จุดเปลี่ยนมาถึงเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2567 เมื่อ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) อนุมัติ Bitcoin ETF แบบ Spot เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ วันแรกที่เปิดซื้อขายมีมูลค่าซื้อขายรวมกว่า 4.6 พันล้านดอลลาร์ และภายใน 50 วัน กองทุน iShares Bitcoin Trust ของ BlackRock กวาดสินทรัพย์ได้ถึง 10,000 ล้านดอลลาร์ สถิติที่ GLD เคยใช้เวลาถึง 817 วัน หรือเร็วกว่ากัน 16 เท่า

 

หลัง ETF อนุมัติ: สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

 

แม้ Bitcoin จะไม่ใช่ทองดิจิทัล แต่นับจาก SEC อนุมัติ Bitcoin ETF มีสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนชัดเจน นั่นคือการเข้าถึงและหน้าตาของกลุ่มผู้ถือรายใหญ่ของตลาด Bitcoin BlackRock บริษัทจัดการกองทุนใหญ่ที่สุดในโลก ปัจจุบันถือ Bitcoin ผ่าน iShares Bitcoin Trust มูลค่ากว่า 1.54 ล้านล้านบาท ตามด้วย Fidelity, Goldman Sachs และกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ขณะนี้มีสถาบันการเงินกว่า 1,800 แห่งทั่วโลกเปิดเผยว่าถือ Bitcoin ETF ในพอร์ตอย่างเป็นทางการ

 

ที่น่าจับตาคือสัดส่วนของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund) ที่เพิ่มต่อเนื่อง สะท้อนมุมมองระยะยาวมากกว่าการเก็งกำไรสั้นๆ ความเปลี่ยนแปลงนี้สำคัญกว่าที่เห็น เพราะสถาบันเหล่านี้มีกระบวนการตัดสินใจเข้มงวด มีคณะกรรมการลงทุน และกรอบความเสี่ยงชัดเจน การที่พวกเขาเลือกถือ Bitcoin จึงผ่านการวิเคราะห์มาแล้ว ไม่ใช่การซื้อตามกระแส

 

อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของสถาบันก็ไม่ควรถูกตีความว่า Bitcoin กลายเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยโดยอัตโนมัติ หรือเป็นสินทรัพย์ที่เหมาะกับนักลงทุนทุกคน บางสถาบันอาจถือเพื่อการจัดสรรสินทรัพย์ระยะยาว ขณะที่บางส่วนอาจใช้เพื่อกลยุทธ์การซื้อขายหรือการบริหารส่วนต่างราคา

 

แล้วควรมีไว้ในพอร์ตไหม?

 

คำถามที่นักลงทุนทั่วไปอยากรู้ที่สุดคือ ‘สรุปแล้วควรลงทุนไหม’ ผลทดสอบพอร์ตแบบผสมที่มีทั้งหุ้น พันธบัตร ทองคำ และสินค้าโภคภัณฑ์ ในช่วงปี 2567–2569 พบว่าการเติม Bitcoin ในสัดส่วน 5% ของพอร์ตให้ผลดีที่สุด คือผลตอบแทนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ความเสี่ยงรวมของพอร์ตเพิ่มเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อเพิ่มเกิน 10% ความเสี่ยงกลับพุ่งเร็วกว่าผลตอบแทนที่ได้

 

สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ Bitcoin ให้ผลดีในช่วงเศรษฐกิจเติบโตและตลาดหุ้นขาขึ้น แต่ทำหน้าที่ได้ไม่ดีนักยามเศรษฐกิจชะลอหรือเกิดวิกฤต การถือ Bitcoin ควรถูกมองเป็นสินทรัพย์เสี่ยงสูงที่อาจมีบทบาทเสริมในพอร์ตมากกว่าจะเป็นสินทรัพย์หลัก การลงทุนในสัดส่วนเล็กน้อยอาจเหมาะกับผู้ที่มีระยะเวลาลงทุนยาว รับความผันผวนระยะสั้นได้ สำหรับผู้สนใจ จุดเริ่มต้นที่เหมาะสมน่าจะอยู่ที่ 1–5% ของพอร์ต มากพอจะได้ประโยชน์จากการกระจายความเสี่ยง แต่ไม่มากจนกลายเป็นภาระเกินรับไหวเมื่อตลาดผันผวน

 

บทสรุป

 

Bitcoin อาจไม่ใช่ทองคำดิจิทัลอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่มันมีธรรมชาติเฉพาะตัว และกำลังมีที่ยืนชัดเจนขึ้นในพอร์ตระยะยาว การมาถึงของ ETF ทำให้เข้าถึงง่ายกว่าเดิมมาก เช่นเดียวกับที่กองทุนทองเคยเปิดทางให้คนทั่วไปลงทุนในทองโดยไม่ต้องถือทองแท่ง ประวัติศาสตร์บอกว่า GLD ใช้เวลาหลายปีกว่าจะกลายเป็นกระแสหลัก Bitcoin ETF กำลังเดินบนเส้นทางเดียวกัน เพียงแต่เร็วกว่ามาก ข้อมูลไม่ได้บอกว่าทุกคนต้องมี Bitcoin แต่บอกว่า สำหรับผู้ที่เข้าใจธรรมชาติแท้จริงของมัน การถือไว้ในสัดส่วนเล็กน้อยอาจเป็นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผลกว่าที่คิด

 

ภาพ: Rokas Tenys / Shutterstock

The post ‘ทองคำดิจิทัล’ ที่ไม่ใช่ทอง: รู้จัก Bitcoin ETF ก่อนตัดสินใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยุคตื่น AI เมื่อ Tech Bubble เปลี่ยนเป็น Earning Bubble https://thestandard.co/ai-earning-bubble-investment-guide/ Sun, 28 Jun 2026 05:03:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1224084 ภาพแนวคิดฟองสบู่ AI ในตลาดการเงินโลก

ธีม AI เป็นหัวใจของการลงทุนโลกมานานกว่า 3 ปี วันนี้มาถึ […]

The post ยุคตื่น AI เมื่อ Tech Bubble เปลี่ยนเป็น Earning Bubble appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแนวคิดฟองสบู่ AI ในตลาดการเงินโลก

ธีม AI เป็นหัวใจของการลงทุนโลกมานานกว่า 3 ปี วันนี้มาถึงช่วงเปลี่ยนผ่าน ที่ผู้สร้าง AI Modelers อย่าง SpaceX (xAI), OpenAI และ Anthropic กำลังเข้าสู่ตลาด ในจังหวะที่ดัชนี S&P 500 ซื้อขายที่ Long-term P/E สูงถึง 36เท่า ใกล้เคียงจุดสูงสุดของ Dot Com Crisis

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

ชาวตลาดการเงินแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกมองว่าราคาหุ้นแพงเกินไป เสี่ยงปรับฐานแรง อีกกลุ่มมองว่ารอบนี้หุ้นมีกำไรหนุน ควรได้ไปต่อ

 

คำตอบไม่ใช่ลงทุนหรือไม่ลงทุน แต่คือลงทุนอะไร และในราคาเท่าไหร่

 

สำหรับความตื่น AI ปี 2026 เรื่องราวตื่นทอง หรือ Gold Rush ในอเมริกาปี 1848 เป็นเรื่องเปรียบเทียบที่เห็นภาพมากที่สุด เพราะมันบอกทั้งโครงสร้างธุรกิจ โอกาส และความเสี่ยงของแต่ละกลุ่มได้ในภาพเดียว

 

และประวัติศาสตร์สอนเราว่าเศรษฐกิจตื่นทองประกอบด้วยหลายโมเดลธุรกิจที่เราต้องเข้าใจและประเมินมูลค่าให้ถูกวิธี

 

กลุ่มที่เข้าใจง่ายที่สุดคือ “นักขุดทอง” เป็นกลุ่มธุรกิจที่เข้ามาเพื่อประยุกต์ใช้ AI โอกาสจึงอยู่ที่การลงทุนแวดล้อม

 

นักขุดทองในรอบนี้ ประกอบด้วยกลุ่มสื่อสาร พลังงาน อุตสาหกรรม Healthcare และการเงิน ลักษณะสำคัญคือมักไม่ได้เป็นเจ้าของอะไรในระบบนิเวศ AI แต่ได้ประโยชน์จากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ระยะยาว (Heavy Asset, Low Obsolescence หรือ HALO) ธุรกิจเติบโตจากการลงทุน การกู้ยืม และการเติบโตของธีม AI ความเสี่ยงด้านกำไรอาจไม่มาก เพราะมีธุรกิจดั้งเดิมแต่การเติบโตอาจจบลงอย่างรวดเร็วได้ ถ้าการลงทุนชะลอตัว

 

กลุ่มที่สองคือ “คนขายพลั่วและเสียม” ปัจจุบันคือ AI Infrastructure

 

เช่นผู้ผลิตชิปอย่าง NVIDIA, Broadcom, AMD เน้นขายอุปกรณ์ให้ทุกคนที่อยากขุด ไม่สนว่าใครจะชนะใน AI Rush ขอแค่ทุกคนต้องใช้พลั่วก็พอ กลุ่มนี้มีความชัดเจนที่สุดในห่วงโซ่ AI รายได้แน่นอนตราบที่ยังมีผู้ประกอบธุรกิจในธีมอยู่ ความเสี่ยงหลักคือพัฒนาการที่เร่งตัว และกำลังซื้อที่มีความเป็นวัฏจักร เมื่อเทคโนโลยีการขุดเปลี่ยน พลั่วแบบเดิมก็อาจล้าสมัยทันที แต่ธุรกิจจำเป็นต้องลงทุนผลิตไปก่อนหน้า

 

กลุ่มที่สามคือ “เจ้าของเหมือง” อย่าง Hyperscalers มีความได้เปรียบที่เงินทุนและขนาดธุรกิจ

 

สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าสู่สนาม AI ต้องรู้จัก Hyperscalers อย่าง Amazon AWS, Google Cloud, Microsoft Azure ในมุมการเป็นเจ้าของพื้นที่ ลงทุนสร้าง infrastructure ขนาดใหญ่ล่วงหน้า แล้วเก็บค่าเช่าจากทุกคนที่อยากเข้ามาทำธุรกิจ

 

จุดเด่นคล้ายกับผู้ผลิตชิป คือไม่ว่าใครจะชนะหรือแพ้ เจ้าของเหมืองก็ได้ค่าเช่าจากทุกราย บวกด้วย scale และ network effect ที่ใครก็สร้างตามได้ยาก

 

แต่จุดอ่อนสำคัญคือเงินลงทุนที่สูง แรงกดดันจากเศรษฐกิจหรือนโยบายการเงินอาจกระทบรุนแรงกว่ากลุ่มอื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

สุดท้ายคือ AI Model Developer ที่เปรียบเสมือน “เมือง Boomtown”

 

OpenAI, Anthropic และบริษัท Software ที่ฝัง AI ไว้ในผลิตภัณฑ์คือ เมืองและสังคมที่ผุดขึ้นรอบเหมือง เป็นกลุ่มที่สร้างชีวิตให้ระบบนิเวศทั้งหมด การเติบโตสูงที่สุดเพราะทุกกิจกรรมจำเป็นต้องพึ่งพา Model AI แต่โมเดลธุรกิจท้าทายที่สุด

 

เพราะมูลค่าผูกติดกับความสำเร็จของธุรกิจ ถ้าเหมืองรุ่ง เมืองก็รุ่ง ถ้าเหมืองร่วง เมืองก็ร้าง

 

เมื่อเราเข้าใจธุรกิจแล้วก็ได้เวลาที่นักลงทุนต้องรู้วิธีประเมินมูลค่าที่เหมาะสม ผมแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มตามโครงสร้างของรายได้และกำไรในปัจจุบัน

 

กลุ่มที่มีกำไรรองรับพอวัดด้วย P/E และ PEG ได้ คือนักขุดและเจ้าของเหมือง

 

ผมแบ่งการประเมินมูลค่าออกเป็นสองมิติ มูลค่าธุรกิจวัดด้วยระดับ P/E เทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต และมูลค่าของการเติบโต ประเมินด้วยความเบี่ยงเบนจากค่ากลางในปัจจุบัน

 

ข้อมูลในตอนนี้ บอกสถานการณ์ได้บ้าง เช่นกลุ่ม Industrials ที่ซื้อขายบนระดับP/E ราว 31เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ย 10 ปีที่เพียง 20เท่า ถือเป็นจุดที่ต้องระวังมากที่สุด ต่างจากกลุ่ม Healthcare และ Utilities ระดับมูลค่าใกล้เคียงค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ผ่านมา เป็นสัญญาณที่น่าสนใจว่าถ้ามี AI use case ที่ชัดเจนเมื่อไหร่โอกาสปรับตัวขึ้นก็จะสูงขึ้นพร้อมกันทันที

 

สำหรับ Hyperscalers เครื่องมือที่เหมาะที่สุดคือ PEG Ratio หรือ P/E หารด้วยอัตราการเติบโตของกำไร เพราะปัจจุบัน Hyperscalers ซื้อขายที่กรอบ P/E 17-36เท่า สะท้อนว่าเจ้าของเหมืองแต่ละที่มีมูลค่าที่ต่างกันมาก เราจึงควรนำการเติบโตเข้ามาคิดร่วมด้วย โดยระดับ PEG ที่ต่ำกว่า 1 มักเป็นจังหวะที่ให้ผลตอบแทนดีในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า ขณะที่สัญญาณที่บอกว่าแพงเกินไปคือ PEG สูงกว่า 2

 

กลุ่มที่กำไรไม่มั่นคง อาจต้องประเมินด้วย EV/Sales

 

บริษัท AI Model Developers อย่าง OpenAI และ Anthropic อยู่ในช่วงลงทุนสูง DCF หรือ P/E อาจไม่ใช่เครื่องมือที่เชื่อถือได้ เหมาะกว่าคือ EV/Sales หรือมูลค่ากิจการหารด้วยรายได้

 

ในอดีต EV/Sales ของกลุ่ม Software ที่ต่ำกว่า 5เท่า สำหรับบริษัทที่มีการเติบโตของกำไรเกิน 20% ต่อปี มักเป็นจุดที่ให้ผลตอบแทนในอนาคตดีที่สุด ส่วนระดับที่ต้องระวังคือ EV/Sales สูงกว่า 15 เท่าโดยที่โมเดลการทำกำไรไม่ชัดเจน เพราะความเสี่ยงเฉพาะของกลุ่มนี้คือ margin ที่จะบางลงเรื่อย ๆ ตามความเข้มข้นของการแข่งกัน เพราะท้ายที่สุด AI model อาจกลายเป็นเหมือนสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วไปถ้าพัฒนาการเริ่มถึงจุดอิ่มตัว

 

เมื่อเราเข้าใจโครงสร้างทั้งหมดแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะต้องประเมินว่าเราควรลงทุน AI อย่างไรต่อจากนี้

 

ผมมองว่าความต่างคือ Earning แต่ Earning Bubble ก็ยังเป็น Bubble อยู่ดี

 

ความแตกต่างที่สำคัญของฟองสบู่ AI กับฟองสบู่รอบอื่นคือกำไร

 

เช่นยุคปี 2000 เหมือนปีที่มีแต่นักขุด เมื่อกำไรของบริษัท Internet ไม่มาตามนัดทำให้ซื้อขายแพงกว่าความจริงไม่ได้ แต่ปี 2026 เรามีเจ้าของเหมือง อย่าง Hyperscalers ทำให้ตลาดมีทั้งกำไรแท้จริงและการเติบโตที่สูงคอยช่วยพยุงอยู่

 

แต่สิ่งที่เหมือนกันคือภาวะฟองสบู่ของการประเมินมูลค่าธุรกิจโดยรวม

 

เพราะปัจจุบัน มูลค่าที่ตลาดบวกเพิ่มให้หุ้น AI ตั้งแต่ปลายปี 2022 มาถึงตอนนี้สูงถึง 27 ล้านล้านดอลลาร์ แต่มูลค่าของกำไรจริงที่ AI อาจสร้างให้เศรษฐกิจได้ในกรณีฐานอาจมีเพียง 9 ล้านล้านดอลลาร์

 

ช่องว่างนี้ปิดได้ก็จริง แต่ต้องการสมมติฐานเชิงบวกหลายข้อพร้อมกัน ความเสี่ยงจึงไม่ใช่ว่าตลาดจะพังทลายแบบปี 2000 แต่คือตลาดจะต้องลดความคาดหวังลง การลงทุนจะต้องชะลอตัว กำไรอาจไม่เป็นไปตามคาด และรายได้ของBoomtown อาจไม่สูงอย่างที่ตลาดกำลังจินตนาการ

 

ในยุค Gold Rush ปี 1848 นักขุดทองหลายแสนคนทิ้งบ้านมุ่งหน้าสู่แคลิฟอร์เนียด้วยความฝันเดียวกัน แต่คนที่รวยจริงคือคนที่ไม่ได้ขุดทอง แต่เข้าใจว่าระบบนิเวศรอบทองทำงานอย่างไร ยุคตื่น AI ก็เช่นกัน Hyperscaler ที่เป็นเจ้าของเหมืองและ Infrastructure ที่ขายพลั่วให้ทุกคน คือตัวเลือกที่มีกำไรรองรับ และ มูลค่าที่สมเหตุสมผลกว่ากลุ่มอื่น ส่วน AI Modelers ที่กำลังจะเข้าตลาดนั้นน่าติดตาม แต่ต้องเลือกการลงทุนที่สร้างบนพื้นฐานจริง ไม่ใช่เมืองที่สร้างบนความฝัน

 

ความน่ากลัวของ Earning Bubble ไม่ใช่ว่ากำไรไม่มีจริง แต่คือวันที่กำไรเริ่มชะลอตัว ตลาดจะปรับความคาดหวังลงรุนแรงแค่ไหนครับ

 

ภาพ: CHIEW / Shutterstock

The post ยุคตื่น AI เมื่อ Tech Bubble เปลี่ยนเป็น Earning Bubble appeared first on THE STANDARD.

]]>
Jagged Intelligence: ถ้า Einstein ทำงานในบริษัทของคุณ คุณจะทำอย่างไร https://thestandard.co/jagged-intelligence-ai-management/ Tue, 23 Jun 2026 03:55:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1221673 ภาพประกอบแนวคิด Jagged Intelligence เปรียบเทียบ AI กับ Einstein ในที่ทำงาน

ในปฏิทินมีข้อความสั้นๆ ว่า: Team brainstorm นำไอเดียมาด […]

The post Jagged Intelligence: ถ้า Einstein ทำงานในบริษัทของคุณ คุณจะทำอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิด Jagged Intelligence เปรียบเทียบ AI กับ Einstein ในที่ทำงาน

ในปฏิทินมีข้อความสั้นๆ ว่า: Team brainstorm นำไอเดียมาด้วยนะ

 

ลองจินตนาการว่า Einstein มาทำงานในบริษัทของคุณ

 

สัปดาห์หนึ่ง เขาเขียนงานวิจัยที่ถูกอ้างถึงในทุกเวทีของอุตสาหกรรมไปอีกสิบปี แต่สัปดาห์ถัดมา เขาลืมส่งสัญญาให้ลูกค้า แล้วคุณก็เสียดีลนั้นไป

 

คุณจะไล่เขาออกไหม หรือคุณจะให้เขาอยู่ต่อ คุณจะบริหารเขาอย่างไร แล้วทีมของคุณล่ะ ยังจำเป็นอยู่ไหมในเมื่อคุณมี Einstein แล้ว

 

AI ในวันนี้กำลังเริ่มมีหน้าตาคล้าย Einstein คนนั้น

 

ปรากฏการณ์ใหม่นี้ มีชื่อเรียกแล้ว ในเดือนกรกฎาคม 2024 Andrej Karpathy หนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้ง OpenAI ได้บัญญัติศัพท์ว่า jagged intelligence เพื่ออธิบายธรรมชาติที่แปลกประหลาดและไม่สม่ำเสมอของ AI ยุคใหม่ เขาเขียนไว้ว่าโมเดลที่ก้าวหน้าที่สุดในวันนี้สามารถแก้โจทย์คณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนได้ แต่ในขณะเดียวกันก็อาจพลาดในเรื่องที่เด็กยังทำได้ ในงาน World Economic Forum ที่เมือง Davos เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา Demis Hassabis ซีอีโอของ Google DeepMind หยิบคำนี้ขึ้นมาพูดต่อ เขาบอกว่า AI ในวันนี้มี ‘jagged edges (ขอบที่ขรุขระ)’ หรือในคำของ Karpathy คือ ‘เป็นทั้งอัจฉริยะรอบด้าน และเด็กประถมที่สับสน ในเวลาเดียวกัน’

 

งานวิจัยชิ้นสำคัญจาก Harvard Business School ร่วมกับ Boston Consulting Group ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Organization Science เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ให้ที่ปรึกษาจำนวน 758 คนทำโจทย์ธุรกิจจริง 18 ข้อ โดยกลุ่มหนึ่งใช้ GPT-4 และอีกกลุ่มหนึ่งไม่ใช้ งานที่อยู่ในขอบความสามารถของ AI กลุ่มที่ใช้ AI ได้ผลงานคุณภาพสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและทำงานเสร็จเร็วกว่าอย่างเห็นได้ชัด แต่งานที่อยู่นอกขอบเขตนั้นเพียงเล็กน้อย ที่ปรึกษากลุ่มเดิมกลับมีโอกาสตอบผิดสูงกว่าถึง 19 เปอร์เซ็นต์ สิ่งที่น่าจะทำให้ผู้บริหารทุกคนหยุดคิดอยู่ตรงนี้ AI พูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจเท่ากันทั้งสองกรณี และมนุษย์ก็แยกไม่ออก ความเฉียบแหลมและความผิดพลาดดูเหมือนกันจากภายนอก

 

นี่ไม่ใช่อนาคต นี่คือปัจจุบัน PwC รายงานว่าสัดส่วนคนทำงานชาวไทยที่ใช้ generative AI ในชีวิตประจำวันเพิ่มจาก 17% เป็น 24% ภายในเวลาแค่ปีเดียว เราไม่ได้กำลังรอให้ AI เข้ามาในที่ทำงาน มันอยู่ตรงนี้แล้ว คำถามจึงไม่ใช่ว่าจะใช้ AI หรือไม่ แต่คือเราจะทำงานร่วมกับสิ่งที่ในงานหนึ่ง อาจเฉียบแหลมสุดขีด หรืออาจผิดพลาดอย่างเงียบๆ ได้อย่างไร

 

ความจริงคือยังไม่มีใครรู้แน่ชัด แต่รูปแบบบางอย่างกำลังเริ่มชัดขึ้น องค์กรที่ได้ประโยชน์จาก AI มากที่สุดในวันนี้ ไม่ใช่องค์กรที่เข้าถึงโมเดลที่ฉลาดที่สุด แต่คือองค์กรที่ลงมือทำงานที่ยากกว่าและมองเห็นได้ยากกว่า พวกเขาออกแบบกระบวนการทำงานให้รองรับ jagged edges ของ AI พวกเขาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม ในข้อมูลที่เหมาะสม ในคนที่เหมาะสม และในการกำกับดูแลที่เหมาะสม เพื่อแปลงศักยภาพของโมเดลให้กลายเป็นผลลัพธ์จริง การจัดการกับ jagged edges เป็นส่วนหนึ่งของคำตอบ แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น การใช้ AI ให้ถูกต้องคือโจทย์ของทั้งองค์กร ไม่ใช่เพียงการเลือกโมเดลที่ดีที่สุด

 

ที่ SCBX นี่คือคำถามที่เรากลับมาทบทวนอยู่เสมอ ในขณะที่เรากำลังเดินหน้าสู่การเป็นองค์กรแบบ AI-first เราเชื่อว่าความได้เปรียบจะไม่ได้มาจากการไล่หาโมเดลที่ฉลาดที่สุด แต่จะมาจากการออกแบบกระบวนการทำงานที่รองรับ jaggedness ของ AI และการสร้างวิจารณญาณของมนุษย์ที่คอยจับช่วงเวลาที่ AI ตอบผิดด้วยความมั่นใจเต็มที่ นี่คือหนึ่งในแก่นความคิดหลักของ SCBX AI Outlook 2026: The Age of Abundant Intelligence ซึ่งสำรวจสิ่งที่เราเรียกว่า harness หรือทุกอย่างที่องค์กรสร้างขึ้นรอบ AI เพื่อแปลงศักยภาพให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่น่าเชื่อถือ ในโลกที่ใกล้จะถึงวันที่เกือบทุกองค์กรเข้าถึงโมเดลระดับแนวหน้าเดียวกัน harness นี่เองที่กำลังกลายเป็นความได้เปรียบในการแข่งขันที่แท้จริง

 

กลับมาที่ Einstein คุณคงไม่ไล่ทีมของคุณออกเพียงเพราะคุณจ้าง Einstein มา คุณจะออกแบบงานใหม่ให้เหมาะกับเขา คุณจะสร้างบริษัทที่รองรับความเฉียบแหลมของเขาได้ โดยไม่พังลงเพราะจุดบอดของเขา

 

AI กำลังขอให้เราทำสิ่งเดียวกัน ไม่ใช่ทำงานน้อยลง แต่ทำงานฉลาดขึ้น ไม่ใช่ลดจำนวนคน แต่จัดวางคนให้อยู่ในจุดที่เหมาะสมยิ่งขึ้น ไม่ใช่การแข่งกันแทนที่ตัวเอง แต่คือการลงมือออกแบบระบบอย่างประณีตเพื่อให้แข็งแรงพอที่จะรองรับสติปัญญาที่ในตอนนี้ ยังไม่สามารถยืนได้ด้วยตัวเอง

 

อ่าน SCBX AI Outlook 2026 ฉบับเต็มได้ทาง LINE OA: https://lin.ee/8dvXKVs

The post Jagged Intelligence: ถ้า Einstein ทำงานในบริษัทของคุณ คุณจะทำอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 ข้อควรรู้ SpaceX จะไปต่อได้แค่ไหน? โอกาสเข้าถึงหุ้นอวกาศระดับโลกผ่านตลาดหุ้นไทย https://thestandard.co/opinion-spacex-ipo-space-stock-future/ Sun, 21 Jun 2026 06:22:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1221131 โลโก้ SpaceX บนหน้าจอสมาร์ทโฟน

หลังเข้าเทรด หุ้น SpaceX ยังคงได้รับความสนใจอย่างมากจาก […]

The post 5 ข้อควรรู้ SpaceX จะไปต่อได้แค่ไหน? โอกาสเข้าถึงหุ้นอวกาศระดับโลกผ่านตลาดหุ้นไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ SpaceX บนหน้าจอสมาร์ทโฟน

หลังเข้าเทรด หุ้น SpaceX ยังคงได้รับความสนใจอย่างมากจากตลาด โดยราคาหุ้นปรับขึ้นเหนือราคา IPO อย่างมีนัยสำคัญ และผลักดันให้มูลค่าตลาดของบริษัททะลุ 2 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้ SpaceX ไม่ใช่เพียงหนึ่งใน IPO ขนาดใหญ่ที่สุดของตลาด แต่กลายเป็นบททดสอบสำคัญว่า นักลงทุนควรตีมูลค่า ‘อนาคตของอวกาศ’ อย่างไร

 

ความยากคือ SpaceX ไม่ได้เป็นธุรกิจมิติเดียว ด้านหนึ่ง บริษัทยังมีรายได้เพียง 18.7 พันล้านดอลลาร์ และยังขาดทุนสุทธิ แต่อีกด้านหนึ่ง SpaceX คือผู้นำด้านจรวดนำกลับมาใช้ซ้ำ มี Starlink เป็นโครงข่ายดาวเทียมระดับโลก มีธุรกิจด้านความมั่นคง และมีโอกาสเติบโตเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจอวกาศในระยะยาว

 

ข้อที่ 1 SpaceX เป็นแค่หุ้นจรวด หรือเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของโลก?

 

หากมองแบบผิวเผิน SpaceX คือบริษัทที่ปล่อยจรวดขึ้นสู่วงโคจร แต่ในมุมของตลาดทุน เรื่องราวใหญ่กว่านั้นมาก SpaceX กำลังถูกมองเป็นแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจอวกาศ ตั้งแต่บริการปล่อยดาวเทียมและขนส่งนักบินอวกาศ ไปจนถึงอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม ธุรกิจด้านกลาโหม และโอกาสในอนาคตอย่าง direct-to-cell หรือโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลบนวงโคจร

 

จุดแข็งสำคัญคือ SpaceX ไม่ได้มีเพียงไอเดีย แต่มีขนาดธุรกิจจริงรองรับ บริษัททำภารกิจปล่อยจรวดจำนวนมากในแต่ละปี มีจรวด reusable ที่ช่วยเปลี่ยนเศรษฐศาสตร์ของการเข้าถึงอวกาศ และมี Starlink เป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ ต่างจากบริษัทอวกาศจำนวนมากที่ยังอยู่ในช่วงพิสูจน์โมเดลธุรกิจ

 

นี่คือเหตุผลที่ตลาดไม่ได้ตีมูลค่า SpaceX เหมือนบริษัทอุตสาหกรรมอวกาศแบบดั้งเดิม แต่ให้ค่ากับบริษัทในฐานะผู้เล่นที่อาจทำให้อวกาศกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ คล้ายกับยุค AI ที่ตลาดไม่ได้ให้มูลค่าเฉพาะบริษัทที่สร้างแอปพลิเคชันปลายทาง แต่ให้ค่ากับผู้เล่นที่เป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ตั้งแต่ชิป ดาต้าเซ็นเตอร์ ไปจนถึงเครือข่ายที่ทำให้เทคโนโลยีทั้งหมดขยายตัวได้

 

ข้อที่ 2 ระยะสั้นหุ้นยังมีแรงส่งเหลืออยู่หรือไม่?

 

ในมุมมองของทีม BLS Global Investing ภาพระยะสั้นของ SpaceX ยังมีโอกาสเป็นบวกในช่วง 2-3 สัปดาห์แรกหลังเข้าเทรด หนึ่งในแรงหนุนสำคัญไม่ใช่แค่กระแสความตื่นเต้นหลัง IPO แต่คือโอกาสที่หุ้นขนาดใหญ่ระดับนี้จะถูกนำเข้าดัชนีสำคัญเร็วกว่าหุ้น IPO ทั่วไป

 

จากข้อมูลเกณฑ์ดัชนีที่เกี่ยวข้อง FTSE Russell และ CRSP อาจเป็นกลุ่มแรกที่เปิดทางให้ SpaceX เข้าดัชนีได้เร็วที่สุดภายในราว 5 วันทำการ ตามด้วย MSCI ในราว 10 วันทำการ และ Nasdaq-100 ในราว 15 วันทำการ หากผ่านเงื่อนไขที่กำหนด ขณะที่ S&P 500 ยังเป็นข้อยกเว้นสำคัญ เพราะไม่มี fast-track สำหรับ mega-IPO และยังต้องใช้ประวัติการซื้อขาย รวมถึงเงื่อนไขด้านกำไรตามเกณฑ์ปกติ

 

ความหมายคือ SpaceX อาจได้แรงซื้อจากกองทุน ETF และกองทุน Passive ที่ต้องปรับพอร์ตเมื่อหุ้นถูกเพิ่มเข้าดัชนี กองทุนที่อ้างอิงดัชนีนั้นก็จำเป็นต้องซื้อ

 

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต้องระวังว่าแรงซื้อจากดัชนีเป็นแรงส่งที่มีกรอบเวลา หากตลาดรับรู้ล่วงหน้าและมีแรงซื้อดักหน้าไปแล้ว วันที่เข้าดัชนีจริงอาจไม่ได้สร้างแรงหนุนมากเท่าที่คาด ดังนั้น ระยะสั้นของ SpaceX อาจยังดูแข็งแรง แต่ไม่น่าจะเป็นการปรับขึ้นแบบไร้แรงต้าน

 

ข้อที่ 3 เมื่อแรงซื้อช่วงแรกจางลง ใครจะเป็นแรงขายรอบถัดไป?

 

หลังผ่านช่วงแรกของ IPO ตลาดจะเริ่มเปลี่ยนโฟกัสจากฝั่ง demand ไปสู่ฝั่ง supply นั่นคือ ‘หุ้นของผู้ถือหุ้นเดิมที่ทยอยพ้นช่วง Lockup’

 

SpaceX เป็นบริษัทที่อยู่ในตลาด private มายาวนาน ผู้ถือหุ้นเดิมจำนวนมาก ทั้งพนักงาน นักลงทุนยุคแรก venture capital และกองทุน private market อาจถือหุ้นมาหลายปี และมีต้นทุนต่ำกว่าราคาตลาดอย่างมีนัยสำคัญ

 

จาก timeline ที่เปิดเผย การปลดล็อกหุ้นของ SpaceX ไม่ได้เกิดขึ้นทั้งหมดในคราวเดียว แต่ทยอยเป็นหลายรอบ ตั้งแต่ช่วงหลังประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2026 เดือน ก.ค. ต่อเนื่องไปตามช่วงเวลาหลัง IPO และมีก้อนใหญ่ตามมาในช่วงหลังประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 รวมถึงส่วนที่เหลือในช่วง 180 วันหลัง IPO ซึ่งคือช่วงต้นเดือน ธ.ค.

 

นี่ทำให้แนวโน้มหุ้นอาจแบ่งออกได้เป็น 2 ช่วง ช่วงแรกคือช่วงที่ตลาดโฟกัสแรงซื้อจาก IPO และการเข้าดัชนี ส่วนช่วงถัดไปคือช่วงที่ตลาดต้องประเมินว่าแรงซื้อใหม่แข็งแรงพอจะรับแรงขายจากหุ้นที่ทยอยปลดล็อกได้หรือไม่ หากราคาหุ้นยังอยู่สูงกว่าราคา IPO มาก แรงขายทำกำไรจากผู้ถือหุ้นเดิมก็อาจเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ

 

ข้อที่ 4 มูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สมเหตุสมผลแค่ไหน?

 

ถ้าตอบด้วยตัวเลขปัจจุบัน SpaceX ไม่ใช่หุ้นถูก บริษัทมีรายได้ปี 2025 ราว 18.7 พันล้านดอลลาร์ และยังขาดทุนสุทธิ ขณะที่มูลค่าตลาดหลังวันแรกทะลุ 2 ล้านล้านดอลลาร์ ที่ราคา IPO หุ้นซื้อขายบน price-to-sales ราว 95 เท่า ซึ่งสูงกว่าบริษัทเทคโนโลยี mega-cap หลายแห่ง

 

แต่เหตุผลที่ตลาดยอมจ่าย valuation สูงขนาดนี้ เพราะ SpaceX มีคุณสมบัติที่หาได้ยากในตลาดหุ้น

 

  • หนึ่งคือ scarcity นักลงทุนมีทางเลือกน้อยมากในการลงทุนโดยตรงกับเศรษฐกิจอวกาศขนาดใหญ่
  • สองคือ market leadership บริษัทมีความได้เปรียบด้านจรวด reusable และความถี่ในการปล่อยจรวด สามคือ Starlink ที่อาจถูกมองเป็น global connectivity platform มากกว่าธุรกิจดาวเทียมแบบเดิม
  • สี่คือ ธุรกิจกลาโหมและโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์
  • และห้าคือ Musk factor ที่ทำให้นักลงทุนบางส่วนยอมจ่ายแพงเพื่อซื้อภาพอนาคต

 

คล้ายกับกรณี Tesla ที่ตลาดไม่เคยมองเป็นเพียงบริษัทรถยนต์ แต่ให้มูลค่าบริษัทในฐานะแพลตฟอร์มของ EV, battery, software, autonomy และ energy SpaceX เองก็อาจกำลังถูกตลาดมองในกรอบเดียวกัน คือไม่ใช่แค่บริษัทจรวด แต่เป็นแพลตฟอร์มของ launch, broadband, defence, direct-to-cell, AI infrastructure และเศรษฐกิจวงโคจรในอนาคต

 

ประเด็นคือ valuation สูงไม่ใช่เรื่องผิดโดยอัตโนมัติ หากบริษัทสามารถเติบโตทันความคาดหวังได้จริง แต่ valuation สูงทำให้พื้นที่สำหรับความผิดพลาดลดลงมาก หากรายได้โตช้ากว่าคาด margin ไม่ดีขึ้น หรือ capex ยังสูงต่อเนื่อง ราคาหุ้นอาจถูกกดดันได้ง่าย เพราะความสำเร็จในอนาคตจำนวนมากถูกสะท้อนเข้าไปในราคาแล้ว

 

ข้อที่ 5 SpaceX จะเปลี่ยนความฝันให้เป็นตัวเลขได้เร็วแค่ไหน?

 

นี่อาจเป็นคำถามสำคัญที่สุดในระยะยาว เพราะมูลค่าระดับ 2 ล้านล้านดอลลาร์ไม่ได้สะท้อนแค่ธุรกิจที่มีอยู่ในวันนี้ แต่สะท้อนความคาดหวังว่า SpaceX จะกลายเป็นแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจอวกาศในอนาคต

 

ตัวเลขที่ตลาดจะจับตามากที่สุดคือ Starlink เพราะเป็นธุรกิจที่ทำให้ SpaceX เปลี่ยนจากบริษัทที่มีรายได้จากโครงการหรือสัญญา เป็นธุรกิจที่มีรายได้ประจำจากผู้ใช้งานทั่วโลก หาก Starlink เติบโตต่อได้ ทั้งในกลุ่มผู้บริโภค องค์กร การบิน เรือเดินสมุทร รัฐบาล และ direct-to-cell ตลาดก็อาจยอมให้ multiple สูงต่อไปได้

 

แต่ Starlink ไม่ใช่คำตอบเดียว SpaceX ยังต้องพิสูจน์ว่าธุรกิจ launch สามารถรักษาความได้เปรียบด้านต้นทุนได้ Starship สามารถเดินหน้าจากโครงการที่ใช้เงินลงทุนมหาศาลไปสู่สินทรัพย์ที่สร้างมูลค่าจริงได้ ธุรกิจกลาโหมสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงได้ และภาพรวมบริษัทสามารถค่อยๆ เปลี่ยนจากการเติบโตที่ใช้เงินลงทุนสูง ไปสู่กำไรและกระแสเงินสดที่ยั่งยืน

 

นี่คือจุดที่ตลาดจะเข้มงวดขึ้นหลัง IPO เพราะบริษัทจดทะเบียนต้องถูกประเมินทุกไตรมาส ความฝันระยะยาวยังสำคัญ แต่ตัวเลขรายได้ margin cash flow และ capex จะสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ดังนั้น ภาพรวมของ SpaceX หลังเข้าเทรดอาจสรุปได้ว่า ระยะสั้นยังมีแรงส่งจาก IPO และการเข้าดัชนี ระยะกลางต้องระวังแรงขายจากหุ้นที่ทยอยปลดล็อก ส่วนระยะยาวจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการเปลี่ยนความเป็นผู้นำด้านอวกาศให้กลายเป็นผลประกอบการที่สมกับมูลค่าตลาด

 

SpaceX อาจเป็นหนึ่งในหุ้นที่สำคัญที่สุดของทศวรรษนี้ เพราะเป็นบริษัทที่ทำให้เศรษฐกิจอวกาศกลายเป็นธีมลงทุนกระแสหลักของตลาดทุนโลก แต่หุ้นที่ยิ่งใหญ่มักมาพร้อมคำถามที่ใหญ่ไม่แพ้กัน คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า SpaceX เป็นบริษัทที่น่าตื่นเต้นหรือไม่ เพราะคำตอบชัดเจนว่าใช่ แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ ราคาหุ้นวันนี้สะท้อนอนาคตที่น่าตื่นเต้นนั้นไปมากแค่ไหนแล้ว

 

สำหรับนักลงทุนไทยที่อยากมีส่วนร่วมกับโอกาสของ SpaceX ผ่านตลาดหุ้นไทย รอติดตาม DR อ้างอิงหุ้น SpaceX ที่ออกโดยหลักทรัพย์บัวหลวงเร็วๆ นี้ ในฐานะ DR ตัวแรกของไทยที่พานักลงทุนเข้าถึงหุ้นโครงสร้างพื้นฐานอวกาศระดับโลกได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพ

 

ภาพกราฟหุ้น SpaceX ราย 15 นาที

 

โลโก้ SpaceX บนหน้าจอสมาร์ทโฟน 1

 

ภาพ: Below the Sky / Shutterstock

 

อ้างอิง:

  • BLS Global Investing, Bloomberg, SpaceX
  • แอป Trading View As of 19/06/2569

 

The post 5 ข้อควรรู้ SpaceX จะไปต่อได้แค่ไหน? โอกาสเข้าถึงหุ้นอวกาศระดับโลกผ่านตลาดหุ้นไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนาคตการลงทุน AI เมื่อผู้สร้างโมเดลตบเท้าเข้าสู่ตลาด https://thestandard.co/opinion-ai-modelers-market/ Sun, 21 Jun 2026 06:13:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1221126 ภาพกราฟิกแสดงการเติบโตของ AI และความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น โดยมีแผงโซลาร์เซลล์ประกอบ

ตลอดสองปีที่ทั่วโลกได้เริ่มใช้ ChatGPT ธีม AI ก็กลายเป็ […]

The post อนาคตการลงทุน AI เมื่อผู้สร้างโมเดลตบเท้าเข้าสู่ตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงการเติบโตของ AI และความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น โดยมีแผงโซลาร์เซลล์ประกอบ

ตลอดสองปีที่ทั่วโลกได้เริ่มใช้ ChatGPT ธีม AI ก็กลายเป็นหนึ่งในธีมหลักที่สร้างผลตอบแทนให้นักลงทุนได้ดีต่อเนื่อง

 

ผู้ผลิตชิปอย่าง Nvidia ปรับขึ้นหลายเท่าจนมูลค่าตลาดทะลุ 4 ล้านล้านดอลลาร์ บริษัทเทคฯ ใหญ่หันตัวไปเป็น Hyperscalers ดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ Data Center เร่งราคาหุ้นปรับตัวขึ้นสูง

 

ล่าสุด ผู้สร้าง AI ตัวจริงอย่าง SpaceX (xAI) Anthropic และ OpenAI กำลังจะเข้าสู่ตลาด นี่คือจุดเริ่มต้นของขาขึ้นรอบใหม่ หรือสัญญาณว่ากระแสกำลังเข้าสู่ปลายวัฏจักร ไม่ว่าจะเป็นกรณีไหน นักลงทุนไทยก็ต้องทำความเข้าใจ และเตรียมวางกลยุทธ์ลงทุนไว้ให้พร้อม

 

การประเมินมูลค่าของกลุ่มผู้สร้าง AI (Modelers) ระดับโลกไม่สามารถคิดได้จากกำไรในวันนี้ แต่ทุกอย่างเป็นเรื่องของอนาคต ดังนั้นเหตุผลประกอบจึงสำคัญที่สุด

 

ในมุมมองของผม 3 แกนหลักของมูลค่า AI Modelers ประกอบด้วย ขนาดตลาด อัตรากำไร และความต่อเนื่องของการลงทุน

 

แกนแรกคือ เงินลงทุน (Investment)

 

ธุรกิจ AI Modeler ต่างจากซอฟต์แวร์ยุคก่อน เพราะไม่ได้สร้างครั้งเดียวแล้วขายซ้ำได้ไม่จำกัด แต่ต้องเผาเงินต่อเนื่อง ทั้งค่าชิป ค่าไฟ และค่าฝึกโมเดลรุ่นใหม่ที่ไม่มีวันหยุด OpenAI มีกระแสเงินสดติดลบราว 27,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 และคาดว่าจะยังไม่พลิกเป็นบวกจนถึงปี 2030 ส่วน Anthropic วางแผนใช้เงินด้านการประมวลผลราว 19,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ และยังไม่คาดว่าจะมีกำไรจนถึงปี 2028

 

ตัวเลขเหล่านี้บอกเราว่า การเป็นเจ้าของโมเดลไม่ใช่เกมของคนที่มีไอเดียดีที่สุด แต่เป็นเกมของคนที่มีสายป่านยาวที่สุด

 

แกนที่สองคือขนาดตลาด (Total Addressable Market หรือ TAM)

 

รายได้ของกลุ่ม Modelers กำลังเติบโตเร็วอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ รายได้ของ OpenAI ขยายตัวจากราว 2,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีในปี 2023 มาที่ราว 20,000 ล้านดอลลาร์เมื่อสิ้นปี 2025 ส่วน Anthropic มีอัตราการเพิ่มขึ้นของรายได้ระดับ 1,000% ต่อปีในช่วงนี้

 

คำถามที่ไม่มีใครตอบได้คือตลาดปลายทางใหญ่จริงแค่ไหน แต่หากการเติบโตไปต่อด้วยความเร่งนี้ รายได้รวมของกลุ่มอาจแตะ 5-7 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 ตัวเลข TAM ที่ฟังดูน่าตื่นเต้นระดับหลายล้านล้านดอลลาร์นั้น ยังไม่มีคำตอบว่าใครกันที่จะได้ส่วนแบ่งนั้นจริงๆ

 

แกนที่สามคือ อัตรากำไร (Margin) เป็นเรื่องที่น่ากังวลที่สุด

 

สาเหตุคือต้นทุนค่าประมวลผลทุกครั้งที่มีคนใช้งาน ต้นทุนจะพุ่งขึ้นตามทันที หมายความว่ายิ่งขายมาก ก็ยิ่งมีค่าใช้จ่ายมาก margin อาจขยายตัวได้ไม่ทัน โดยเฉพาะในช่วงที่การแข่งขันด้านราคาดุเดือดและต้นทุนชิปแพง

 

คำถามที่แท้จริงของธุรกิจ AI Modeler จึงไม่ใช่แค่ลงทุนมากแค่ไหน หรือสร้างรายได้เติบโตเร็วแค่ไหน แต่รวมไปถึงเมื่อไหร่ที่การเติบโตนั้นจะแปลงเป็นกำไรได้จริงด้วย

 

แล้วราคาที่ตลาดให้ สมเหตุสมผลไหม

 

ล่าสุด SpaceX (รวม xAI) เข้าเทรดเมื่อกลางเดือนที่ผ่านมาด้วยราคาเปิดที่ 135 ดอลลาร์ต่อหุ้น คิดเป็นราคาต่อยอดขาย (P/S) ราว 119 เท่า ตัวเลข P/S ระดับร้อยเท่าแบบนี้คือสิ่งที่นักลงทุนต้องหยุดคิด เพราะหมายความว่าตลาดกำลังจ่ายเงินวันนี้สำหรับรายได้ที่ยังต้องรออีกทั้งศตวรรษ

 

ถ้าใช้กรอบเดียวกันนี้ส่องไปที่คาดการณ์ IPO ของ OpenAI ที่มูลค่าราว 0.8-1.0 ล้านล้านดอลลาร์ บนรายได้ราว 20,000 ล้านดอลลาร์ OpenAI กำลังจะเข้าตลาดที่ P/S ระดับ 40-50 เท่า – ใกล้เคียงกับ Cisco ตอนพีกปี 2000 ก่อนที่หุ้นจะร่วงกว่า 80% ในปีถัดมา ส่วน Anthropic ที่มูลค่าใกล้ 1 ล้านล้านดอลลาร์ก็คิดเป็น P/S ที่ 20-30เท่าเป็นอย่างน้อย

 

แม้การประเมินผ่าน TAM การเติบโตปัจจุบัน และ P/S อาจไม่ใช่เหตุผลที่เข้มแข็งเพียงพอจะบอกว่า AI Modeler แพงจนไม่น่าลงทุน แต่การที่ความแพงระดับนี้ไม่เคยเกิดขึ้นบ่อยๆ ในอดีต ก็กำลังเตือนเราว่าความเสี่ยงด้าน Valuation มีอยู่สูง

 

ผมเชื่อว่าไม่มีใครรู้คำตอบที่แท้จริงว่าเราควรลงทุนอย่างไรเมื่อ AI Modelers ก้าวเข้าสู่ตลาด แต่เราเลือกวิธีลงทุนให้เหมาะกับระดับความเชื่อมั่นได้

 

สำหรับนักลงทุนที่เชื่อมั่นสูง กลุ่ม Modelers คือทางตรงที่สุด

 

OpenAI คาดว่าจะมี TAM กว้างที่สุด รายได้เติบโตเร็วเพราะใช้เงินลงทุนมากที่สุด Google Gemini มาเป็นอันดับสอง ด้วยฐานผู้ใช้สูง 4-5 พันล้านราย margin ดีกว่าทุกราย Anthropic แม้จะมี TAM แคบกว่า OpenAI แต่มีการเติบโตของรายได้ที่รวดเร็วจากการพุ่งเป้าไปที่ลูกค้าระดับองค์กร ปิดท้ายด้วย xAI ที่มี TAM เล็กสุดในวันนี้ แต่ถ้าสามารถรวมเข้ากับ ecosystem อวกาศของ SpaceX ได้ โอกาสอาจเพิ่มขึ้นมหาศาลอย่างคาดไม่ถึง

 

สำหรับนักลงทุนที่กังวลเรื่องมูลค่า กลุ่ม Infrastructure คือคำตอบ

 

เช่นผู้ผลิตชิปหรือโครงสร้างพื้นฐานใน data center และ power grid เพราะมีสินทรัพย์จับต้องได้ รายได้ชัด มูลค่าไม่ร้อนแรงเท่า แต่ต้องรับความเสี่ยงด้านวัฏจักร และโอกาสการถูกแทนที่ได้ง่าย

 

สำหรับนักลงทุนสายกลาง ผมมองว่ากลุ่ม Hyperscalers มีสมดุลดีที่สุด

 

ด้วยฐานลูกค้าหลายพันล้านคน มี Cloud ที่สร้างกระแสเงินสดจริง และแปลง AI เป็นรายได้ไม่ยาก

 

ปี 2026 คำถามสำคัญไม่ใช่ว่า AI จะเปลี่ยนโลกการลงทุนหรือไม่ เพราะเรื่องนั้นเกิดขึ้นไปแล้วหลังผู้สร้าง AI ตบเท้าเข้าสู่ตลาด

 

เรากำลังจ่ายเท่าไรเพื่อซื้อโลกใบนั้น คือสิ่งที่เราต้องคิดให้ดีในปีนี้ครับ

 

ภาพ: Ole.CNX / Shutterstock

The post อนาคตการลงทุน AI เมื่อผู้สร้างโมเดลตบเท้าเข้าสู่ตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เควิน วอร์ช … นักการเงิน ผู้ว่าฯ และ นักการเมือง https://thestandard.co/kevin-warsh-fed-fomc-new-era/ Fri, 19 Jun 2026 12:29:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1220773 ภาพ เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ กำลังกล่าวสุนทรพจน์

ระหว่างที่ผมกำลังดื่มด่ำและสนุกสนานไปกับฟุตบอลโลก หรือ […]

The post เควิน วอร์ช … นักการเงิน ผู้ว่าฯ และ นักการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ กำลังกล่าวสุนทรพจน์

ระหว่างที่ผมกำลังดื่มด่ำและสนุกสนานไปกับฟุตบอลโลก หรือ World Cup 2026 (Messi Hat-trick / Mbappe Halland และ Kane เหมาสอง ส่วน CR7 เล่นไม่ออกในเกมแรก) รอคอยการประชุม FOMC นัดแรกของเควิน วอร์ช

 

 

ผมได้แต่อุทานว่า “โอ้โห” เพราะรอบนี้น่าสนใจหลายเรื่องครับ โดย ผมสรุปมาให้ 5 ประเด็นแบบย่อยง่าย

 

ประการแรก เอกฉันท์ ชัดเจน

 

อันนี้ก็ตามคาดครับ คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟดมีมติเอกฉันท์ 12-0 ในการคงอัตราดอกเบี้ยระยะที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมครั้งนี้ ตามการคาดการณ์ของทุกคน

 

ประการที่สอง สั้นลง และ ไม่มีแล้ว Forward Guidance

 

อันนี้สิ น่าสนใจ เพราะ แถลงการณ์ของเฟดรอบนี้ “สั้นกว่า” ทุกครั้งที่ผ่านมา ซึ่ง วอร์ช แจงว่า

 

มันสั้นลงเล็กน้อย เรียบง่ายขึ้นนิดหน่อย และ เลิกใช้ภาษาเก่าๆ บางอย่าง แถลงการณ์นั้นเพียงแค่ให้ข้อเท็จจริงแก่คุณเท่าที่เราจะสามารถประเมินได้

 

“นอกจากนี้ สิ่งที่หายไปคือสิ่งที่เรียกว่าการส่งสัญญาณแนวโน้มนโยบายล่วงหน้า (forward guidance) ซึ่งเราเห็นพ้องกันว่าไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ด้านนโยบายในปัจจุบัน”

 

เหน็บคนเก่าเต็มๆ 555 นึกว่าการเมือง

 

 

 

ประการถัดมา โคตรแน่ ไม่ส่ง Dot ตัวเอง

 

น่าสนใจไปอีก ก็คือ จากผู้เข้าร่วมการประชุม FOMC ทั้งหมด มีอยู่ 1 ท่านที่ไม่ได้ส่ง Dot Plot ซึ่งแว่วๆ ว่า วอร์ช ยืนยัน แบบแมนๆว่าเป็นเค้าเอง

 

“มันเป็นแนวทางปฏิบัติของคณะกรรมการชุดนี้ที่ผู้เข้าร่วมจะส่งข้อมูลคาดการณ์เหล่านี้ และผมได้สนับสนุนให้เพื่อนร่วมงานทำเช่นนั้นต่อไป

 

อย่างไรก็ตาม ผมเลือกที่จะละเว้นจากการส่งข้อมูลคาดการณ์ของตัวเอง ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองที่ผมมีมาอย่างยาวนานต่อรายงานคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจ (SEP) อย่างน้อยก็ในโครงสร้างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน”

 

ประการต่อมา อาญาสิทธิ์ เงินเฟ้อ 2%

 

ส่วนเรื่องสำคัญสุดก็ยังคงเป็นเงินเฟ้อ โดย วอร์ชย้ำว่า เฟดมุ่งมั่นที่จะฉุดเงินเฟ้อให้กลับสู่ระดับ 2% ซึ่งเป็นระดับที่ไม่ได้เห็นมานานถึงครึ่งทศวรรษ ซึ่งเขารู้สึกเสียใจต่อข้อเท็จจริงดังกล่าว

 

“ความมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายนั้นแข็งแกร่ง เป็นเอกฉันท์ และชัดเจน และนั่นคือสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นข้อความสำคัญที่เราพลาดไปเป็นเวลา 5 ปี และเรากำลังจะแก้ไขในเรื่องนั้น”

 

เหน็บต่อรอบสอง

 

ประการสุดท้าย ตั้งทีม Avengers ดู 5 เรื่อง

 

ท้ายสุด เค้าเตรียมตั้งทีม 5 Task forces เพื่อดู 5 ประเด็นสำคัญ โดย มุ่งเน้นไปที่ 1) การสื่อสารของเฟด 2) งบดุลของเฟดรวมถึงนโยบายต่างๆ 3) การพึ่งพาแหล่งข้อมูลทางเศรษฐกิจ 4) ผลิตภาพและการจ้างงาน ในยุคที่ได้รับผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ 5) กรอบเงินเฟ้อยุคใหม่ ในยุคที่ได้รับผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI)

 

ชัดเจน แจ่มแจ้งครับ ก็คงได้แต่บอกว่า เควิน วอร์ช … นายแน่มาก

 

และ ตอนนี้เรากำลังเข้าสู่ยุคใหม่ของการประชุม FOMC กันแล้ว

 

ใครที่ตื่นมารอลุงพาวเวลล์ ตอบคำถาม ให้สัญญาณ อาจจะไม่ต้องแล้ว

 

เพราะ พี่เควิน แกบอกชัดว่า “ทุกอย่างสั้นลง” “ไม่มีตอบพร่ำเพรื่อ” “เงินเฟ้อต้องกลับมา 2%” และ รอบนี้ ชัดมากว่าคือ “Hawkish Hold”

 

*การแสดงความเห็นให้คำแนะนำดังกล่าว ข้าพเจ้าขอเรียนว่า เป็นการกระทำในนามส่วนตัวของข้าพเจ้า เท่านั้น บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด มิได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ใดๆ ทั้งสิ้น

The post เควิน วอร์ช … นักการเงิน ผู้ว่าฯ และ นักการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศึก UNCLOS ไทย-กัมพูชา: ประนอมภาคบังคับ หรือ สงครามชิงทะเล? https://thestandard.co/thailand-cambodia-unclos/ Fri, 19 Jun 2026 12:15:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1220737 ธงชาติไทยและธงชาติกัมพูชาปักอยู่ในน้ำ แสดงถึงข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล

บทนำ: การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างพรมแดนทางทะเล (Legal T […]

The post ศึก UNCLOS ไทย-กัมพูชา: ประนอมภาคบังคับ หรือ สงครามชิงทะเล? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธงชาติไทยและธงชาติกัมพูชาปักอยู่ในน้ำ แสดงถึงข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล

บทนำ: การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างพรมแดนทางทะเล (Legal Transition)

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

หน้าประวัติศาสตร์การทูตและกฎหมายระหว่างประเทศของราชอาณาจักรไทยได้บันทึกจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญที่สุดในรอบสองทศวรรษ เมื่อกรอบความตกลงร่วมกันเกี่ยวกับการสำรวจและพัฒนาทรัพยากรปิโตรเลียมในพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อน หรือที่รู้จักกันในนาม ‘MOU 2544’ (Memorandum of Understanding 2001) ได้สิ้นสุดบทบาทลงอย่างเป็นทางการ พลวัตของข้อพิพาทเขตแดนทางทะเลในพื้นที่อ่าวไทยที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจและความมั่นคงสูงสุดจำต้องเปลี่ยนผ่านเข้าสู่กลไกสากลภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 หรือ UNCLOS (United Nations Convention on the Law of the Sea)

 

ใจกลางของข้อพิพาทนี้คือพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อน (Overlapping Claims Area: OCA) ขนาดใหญ่ถึง 26,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งซุกซ่อนแหล่งพลังงานปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันดิบอันเป็นขุมทรัพย์สำรองที่ประเมินมูลค่าไม่ได้ในทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางวิกฤตการณ์พลังงานโลกและสภาวะเศรษฐกิจที่ต้องการแรงขับเคลื่อนใหม่ ทั้งประเทศไทยและกัมพูชาต่างเผชิญหน้ากับความกดดันในการนำทรัพยากรเหล่านี้ขึ้นมาใช้ ทว่า อุปสรรคสำคัญคือ “เส้นเขตแดนทางทะเล” ที่ยังไม่เคยปักปันกันได้อย่างเด็ดขาด

 

เมื่อกลไกทวิภาคีเดิมภายใต้ MOU 2544 ถึงทางตัน การเผชิญหน้าครั้งใหม่จึงอุบัติขึ้นในรูปแบบที่สังคมไทยไม่คุ้นเคย นั่นคือ ‘กระบวนการประนอมภาคบังคับ’ (Compulsory Conciliation) ซึ่งฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้เปิดเกมรุกยื่นโนติส (Notification) เพื่อดึงไทยเข้าสู่กระบวนการระงับข้อพิพาทสากล การดำเนินกลยุทธ์ในครั้งนี้ไม่ใช่การฟ้องร้องต่อศาลโลกเพื่อให้มีคำพิพากษาแพ้-ชนะอย่างเบ็ดเสร็จ แต่เป็นเกมการทูตและกฎหมายที่มีความสลับซับซ้อน สูงด้วยเล่ห์เหลี่ยมเชิงยุทธศาสตร์ และมีกรอบเวลาเร่งรัดอย่างยิ่ง

 

บทความวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ฉบับนี้ จึงจัดทำขึ้นเพื่อถอดรหัส แสวงหาข้อเท็จจริง และวิเคราะห์แนวทางการเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับของประเทศไทย โดยบูรณาการข้อมูลจากการแสดงความคิดเห็นของสองผู้เชี่ยวชาญหลักของประเทศ ได้แก่ คุณเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะผู้กำหนดนโยบายและหัวหน้าส่วนปฏิบัติการทางกฎหมายของรัฐ และ รองศาสตราจารย์ ดร.ธนภัทร ชาตินักรบ อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับการสืบค้นข้อมูลเชิงลึกในเวทีภูมิรัฐศาสตร์สากลโดยตัวผู้เขียน เพื่อชี้ทิศทางว่าในสงครามกฎหมายและการทูตครั้งนี้ ประเทศไทยกำลังยืนอยู่ ณ จุดใด และจะปกป้องผลประโยชน์สูงสุดของชาติได้อย่างไร

 

1.นิยามและแก่นแท้ของ ‘การประนอมภาคบังคับ’ (The Doctrine of Compulsory Conciliation)

 

ปรากฏการณ์ที่สังคมไทยเกิดความตระหนกและตั้งคำถามอย่างกว้างขวางเมื่อกัมพูชาประกาศนำข้อพิพาทเข้าสู่ ‘การประนอมภาคบังคับ’ ส่วนใหญ่เกิดจากความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อคำว่า ‘ภาคบังคับ’ (Compulsory) โดยเกรงว่า ประเทศไทยกำลังถูกบีบบังคับให้สูญเสียเอกราชอธิปไตย หรือถูกลากไปขึ้นศาลระหว่างประเทศโดยไม่ยินยอม ซึ่งในประเด็นนี้ ทั้งคุณเบญจมินทร์ และ รศ.ดร.ธนภัทร ได้ร่วมกันอธิบายหลักการทางนิติศาสตร์ระหว่างประเทศ เพื่อสร้างกรอบความคิดที่ถูกต้องแก่สาธารณชน

 

1.1 เบื้องหลังการตั้ง ‘ข้อสงวน’ ของประเทศไทย

 

ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2554 (ค.ศ. 2011) เมื่อประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคีสมาชิกของอนุสัญญา UNCLOS 1982 นักกฎหมายและส่วนราชการไทยในอดีตได้วางแผนยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศไว้อย่างรัดกุม โดยการตั้ง ‘ข้อสงวน’ หรือ ‘คำประกาศปัดปฏิเสธ’ (Reservation / Declaration) ตามมาตรา 298 วรรค 1 (a) ของอนุสัญญา ซึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนว่า:

 

“ประเทศไทยไม่ยอมรับเขตอำนาจผูกพันของศาลระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice – ICJ) หรือศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (International Tribunal for the Law of the Sea – ITLOS) ในกรณีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับการปักปันเขตแดนทางทะเล (Maritime Delimitation)”

 

การตั้งข้อสงวนนี้เป็นเกราะกำบังไม่ให้ประเทศเพื่อนบ้านสามารถฟ้องร้องลากประเทศไทยขึ้นสู่กระบวนการพิจารณาคดีของศาลสากลที่มีคำพิพากษาผูกพันเด็ดขาดได้แบบทางตรง ทว่า อนุสัญญา UNCLOS ได้ออกแบบกลไก ‘ทางเลือกสำรอง’ ไว้ในกรณีที่รัฐภาคีตั้งข้อสงวนไม่ไปศาล นั่นคือ หากเกิดข้อพิพาทขึ้นและไม่สามารถตกลงกันได้ผ่านการเจรจาทวิภาคีปกติ รัฐคู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิ์ที่จะร้องขอให้เปิดกระบวนการที่เรียกว่า Compulsory Conciliation หรือ ‘การประนอมภาคบังคับ’

 

1.2 สภาพบังคับทางกฎหมาย: บังคับให้คุย แต่ไม่บังคับให้ยอมรับผล

 

แก่นแท้ของกระบวนการนี้สามารถสรุปเป็นสูตรทางยุทธศาสตร์ได้ว่า “บังคับให้ต้องเข้ามาร่วมโต๊ะเจรจาต่อหน้าคณะกรรมการคนกลาง แต่ไม่มีอำนาจผูกพันหรือบังคับให้ต้องปฏิบัติตามผลลัพธ์”

 

คุณเบญจมินทร์ ย้ำเตือนว่า ผลผลิตสุดท้ายของกระบวนการนี้หลังจากสิ้นสุดระยะเวลาพิจารณา จะไม่ออกมาในรูปแบบของ ‘คำพิพากษา’ (Judgment) หรือ ‘คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ’ (Arbitral Award) แต่จะปรากฏในลักษณะของ ‘รายงานและคำแนะนำ’ (Report and Recommendations) เท่านั้น ซึ่งโดยสภาพตามกฎหมายระหว่างประเทศ คำแนะนำนี้ ‘ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย’ (Non-binding) รัฐภาคีทั้งไทยและกัมพูชามีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอในรายงานฉบับดังกล่าว หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายปฏิเสธ รายงานนั้นก็เป็นเพียงกระดาษแผ่นหนึ่งในประวัติศาสตร์ และคู่กรณีต้องกลับไปแสวงหาหนทางเจรจาต่อรองกันเองต่อไป กระบวนการนี้จึงต่างจากการไปขึ้นศาลโลก (ICJ) ที่ไทยเคยมีประสบการณ์อันเจ็บปวดในอดีตอย่างสิ้นเชิง

 

2. โครงสร้างองค์คณะผู้ประนอมระดับโลกและการขับเคลื่อนเชิงเวลา (The Conciliation Commission & Timeline)

 

ตามภาคผนวก 5 (Annex V) ของอนุสัญญา UNCLOS กระบวนการประนอมภาคบังคับจะถูกขับเคลื่อนและกลั่นกรองผ่านบุคคลภายนอกที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิระดับสากล โดยมีหลักเกณฑ์ที่เข้มงวดว่า “ห้ามมิให้ตั้งบุคคลที่มีสัญชาติของรัฐภาคีคู่พิพาทเข้ามาเป็นกรรมการ” เพื่อรับประกันความซื่อสัตย์สุจริตและความเป็นกลางอันเป็นที่ยอมรับในสากล (Impartiality and Independence)

 

โครงสร้างของ ‘คณะกรรมาธิการประนอม’ (Conciliation Commission) จะประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน โดยฝ่ายกัมพูชาและฝ่ายไทยได้รับสิทธิ์ในการเสนอชื่อฝ่ายละ 2 ท่าน และผู้ประนอมทั้ง 4 ท่านแรกจะร่วมกันโหวตเลือกประธานคณะกรรมาธิการคนที่ 5 ซึ่งรายชื่อจริงและภูมิหลังเชิงลึกขององค์คณะในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงดุลอำนาจและการดำเนินกลยุทธ์ที่น่าสนใจยิ่ง:

 

2.1 ฝ่ายกัมพูชา: สายปฏิบัติการเชิงทูตและเจนสนามจากเคสประวัติศาสตร์

 

ฝ่ายกัมพูชาได้ยื่นหนังสือแจ้งความประสงค์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569 พร้อมเปิดเผยรายชื่อผู้ประนอม 2 ท่านแรก ซึ่งเป็นทีมงานระดับหัวกะทิที่เคยสร้างชัยชนะให้กับประเทศติมอร์-เลสเตมาแล้ว:

 

  • ปีเตอร์ ทักโซ-เยนเซน (Peter Taksøe-Jensen) — สัญชาติเดนมาร์ก: อดีตเอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำสหรัฐอเมริกา และเป็นบุคคลผู้มีชื่อเสียงที่สุดในโลกจากบทบาท ‘ประธานคณะกรรมาธิการประนอมภาคบังคับ’ ในคดีติมอร์-เลสเต vs ออสเตรเลีย เป็นผู้มีความเชี่ยวชาญเชิงปฏิบัติการในการไกล่เกลี่ยคดีพลังงานและพรมแดน
  • ศาสตราจารย์ ฌอง-มาร์ค ตูเวนิน (Jean-Marc Thouvenin) — สัญชาติฝรั่งเศส: เลขาธิการสถาบันกฎหมายระหว่างประเทศแห่งกรุงเฮก (Hague Academy of International Law) ทนายความผู้เจนจัดในเวทีศาลโลก (ICJ) และเป็นอดีตทนายความหลักของฝ่ายติมอร์-เลสเต

 

2.2 ฝ่ายประเทศไทย: เสาหลักตุลาการและผู้พิพากษาขั้นสูงสุดของกฎหมายทะเล

 

ประเทศไทยภายใต้การเสนอของกระทรวงการต่างประเทศและมติคณะรัฐมนตรี ได้ตอบโต้เชิงยุทธศาสตร์ด้วยการเสนอชื่อ 2 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดในโครงสร้างตุลาการกฎหมายทะเลโลก ซึ่งมีจุดร่วมคือ เป็นอดีตประธานศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (ITLOS) ทั้งสองท่าน:

 

  • ผู้พิพากษา รูดิเกอร์ โวล์ฟรุม (Rüdiger Wolfrum) — สัญชาติเยอรมัน: อดีตประธานศาล ITLOS (ค.ศ. 2005–2008) และผู้พิพากษาที่ดำรงตำแหน่งยาวนานกว่า 20 ปี ถือเป็นหนึ่งในบิดาแห่งกฎหมายทะเลสมัยใหม่ของยุโรป
  • ผู้พิพากษา อัลเบิร์ต ฮอฟฟ์แมน (Albert Hoffmann) — สัญชาติแอฟริกาใต้: อดีตประธานศาล ITLOS (ค.ศ. 2020–2023) ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านกลไกการระงับข้อพิพาทและการปักปันเขตแดนทางทะเล

 

2.3 โครงสร้างและการขับเคลื่อนตามกรอบเวลา (Procedural Roadmap)

 

กฎหมายทะเลกำหนดให้กระบวนการนี้ต้องเสร็จสิ้นภายใน 12 เดือน (1 ปี) นับตั้งแต่วันที่องค์คณะกรรมาธิการได้รับการจัดตั้งขึ้นอย่างสมบูรณ์ โครงสร้างการทำงานและกรอบเวลาจึงถูกจำกัดไว้ในสมการที่ตึงตัว ดังแสดงในตารางเปรียบเทียบเชิงขั้นตอนต่อไปนี้:

 

 

3. ยุทธศาสตร์กำลังพลและกลไกบูรณาการภายในของ ‘ทีมประเทศไทย’

 

การเข้าสู่สมรภูมิกฎหมายระหว่างประเทศที่มีความเสี่ยงสูงระดับนี้ ไม่อาจปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งตามลำพัง คุณเบญจมินทร์ ได้เปิดเผยแนวทางการเตรียมพร้อมและการจัดทัพของฝั่งไทย ซึ่งเป็นการรวบรวมขุนพลระดับ ‘ครีม’ ของประเทศในทุกมิติ มารวมกันภายใต้รหัสปฏิบัติการ ‘ทีมประเทศไทย’ (Team Thailand)

 

3.1 โครงสร้างและสายการบังคับบัญชาของคณะผู้แทนเจรจา (The Agent System)

 

ในภาษาทางกฎหมายระหว่างประเทศ สมาชิกที่เป็นปากเสียงและตัวแทนของรัฐบาลจะถูกเรียกว่า Agent (ผู้แทน) และ Deputy Agent (รองผู้แทน) ซึ่งรัฐบาลไทยได้วางตัวบุคคลไว้ดังนี้:

 

  • หัวหน้าคณะผู้แทนเจรจา (Agent): คุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว (รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ) บุคคลผู้ได้รับการยอมรับในฐานะ ‘ปรมาจารย์ทางการทูตสากล’ ของไทย มีบารมีและสายสัมพันธ์กว้างขวางในเวทีพหุภาคีและอาเซียน
  • รองหัวหน้าคณะผู้แทนเจรจา (Deputy Agent): คุณทรงชัย ชัยปฏิยุทธ์ (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศคูเวต) ซึ่งคุณเบญจมินทร์ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของท่านทูตทรงชัยว่า เป็นอดีตรองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายที่มีความเชี่ยวชาญ ค่ำหวอด และแม่นยำในเทคนิคกฎหมายทะเลอันดับต้นๆ ของประเทศ เป็นผู้ถือพิมพ์เขียวข้อต่อสู้ทางกฎหมายทั้งหมด

 

3.2 การบูรณาการ 3 มิติหลัก: กฎหมาย – เทคนิค – ทรัพยากร

 

  • มิติกฎหมายระหว่างประเทศ: นำโดยกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ทำหน้าที่เป็นทนายความฝั่งไทย ร่วมมือกับ ทีมที่ปรึกษากฎหมายชาวต่างชาติ (International Counsel) ระดับโลก เช่น Sir Michael Wood อดีตที่ปรึกษากฎหมายกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษ และ Professor Alain Pellet ชาวฝรั่งเศส ซึ่งเป็นทีมที่ทำงานและเห็นฝีไม้ลายมือร่วมกับรัฐบาลไทยในฐานะที่ปรึกษามานานกว่า 10 ปี
  • มิติทางเทคนิคและแผนที่: กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ รับบทบาทสำคัญที่สุดในการคำนวณพิกัดทางคณิตศาสตร์ ขีดเส้นแผนที่ทางทะเล และใช้วิทยาศาสตร์ทางทะเลในการพิสูจน์แนวชายฝั่ง เพื่อคัดค้านเส้นที่ลากโดยมิชอบ
  • มิติทรัพยากรและพลังงานใต้ทะเล: กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ทำหน้าที่ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ ข้อมูลธรณีวิทยาปิโตรเลียม และปริมาณสำรองพลังงานในพื้นที่ OCA เพื่อส่งข้อมูลหนุนหลังทีมเจรจา

 

3.3 โมเดล ‘ผู้ใหญ่บ้านไกล่เกลี่ยลูกบ้าน’

 

เพื่อลบภาพความน่ากลัวของกฎหมายระหว่างประเทศ คุณเบญจมินทร์ได้ใช้การเปรียบเปรยอย่างเรียบง่ายว่า กระบวนการนี้แท้จริงแล้วก็ยังเป็น ‘กระบวนการทวิภาคี’ (Bilateral Process) ที่มีบุคคลที่สามเข้ามาช่วยเสริม เหมือนคนในหมู่บ้าน 2 คน ทะเลาะกันเรื่องแนวรั้วบ้าน แทนที่จะเดินขึ้นโรงขึ้นศาลให้แตกหักและเสียค่าใช้จ่ายมหาศาล ทั้งคู่เลือกที่จะเดินไปหา ‘ผู้ใหญ่บ้าน’ เพื่อเล่าเรื่องราวให้ฟัง ผู้ใหญ่บ้านจะฟังหลักฐานของทั้งคู่แล้วให้คำแนะนำสายกลาง หรือทางออกใหม่ ๆ (Breakthrough) ที่ลูกบ้านอาจนึกไม่ถึง โดยผู้ใหญ่บ้านไม่มีสิทธิ์สั่งยึดที่ดินใคร แต่คำแนะนำนั้นจะเป็นจุดเริ่มต้นให้ลูกบ้านทั้งสองกลับไปเจรจาตกลงกันด้วยความพึงพอใจ

 

4. มหากาพย์กรณีศึกษา ‘ติมอร์-เลสเต vs ออสเตรเลีย’

 

การจะเข้าใจ ‘เกมรุกของกัมพูชา’ ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง จำเป็นต้องศึกษาคดีประวัติศาสตร์ที่เป็น ‘พิมพ์เขียวและกรณีศึกษาเดียวในโลก’ ที่เคยผ่านกระบวนการประนอมภาคบังคับสำเร็จ นั่นคือกรณีพิพาทระหว่าง ประเทศติมอร์-เลสเต และ ประเทศออสเตรเลีย (ค.ศ. 2016-2018) โดยเราสามารถถอดบทเรียนจากกรณีนี้ เพื่อฉายภาพให้เห็นพฤติกรรมศาสตร์ของรัฐขนาดใหญ่และรัฐขนาดเล็กในเวทีสากล

 

4.1 บริบทแห่งการกดขี่ทางประวัติศาสตร์และปมขุมทรัพย์พลังงาน

 

ติมอร์-เลสเต (Timor-Leste) หรือติมอร์ตะวันออก เป็นประเทศเกิดใหม่ในศตวรรษที่ 21 ที่มีประวัติศาสตร์อันเจ็บปวดจากการตกเป็นอาณานิคมของโปรตุเกสยาวนาน และถูกรุกรานยึดครองโดยอินโดนีเซียในปี 1975 ในช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากของชาวติมอร์ ประเทศเพื่อนบ้านยักษ์ใหญ่อย่าง ออสเตรเลีย กลับมองเห็นโอกาสทางเศรษฐกิจใต้ทะเลบริเวณที่เรียกว่า Timor Gap (ช่องว่างติมอร์) ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบขนาดมหึมา นามว่า ‘Greater Sunrise’ และ ‘Bayu-Undan’

 

ออสเตรเลียได้ทำสนธิสัญญากับอินโดนีเซียในปี 1989 (Timor Gap Treaty) เพื่อแบ่งเค้กผลประโยชน์พลังงานร่วมกัน โดยออสเตรเลียยอมรับสิทธิการเข้ายึดครองติมอร์ของอินโดนีเซียในทางพฤตินัย เพื่อแลกกับการได้สิทธิ์สำรวจปิโตรเลียมที่ตนเองได้เปรียบ ต่อมาเมื่อติมอร์-เลสเตได้รับเอกราชอย่างสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2545 (ค.ศ. 2002) ประเทศอยู่ในสภาพล้มละลาย โครงสร้างพื้นฐานถูกทำลาย และยากจนที่สุดในภูมิภาค ติมอร์ฯ จำเป็นต้องพึ่งพารายได้ปิโตรเลียมเพื่อสร้างชาติ แต่ออสเตรเลียซึ่งเป็นประเทศพัฒนาแล้วและร่ำรวยกว่ามาก กลับใช้ความเหนือกว่าทางการทูตและเศรษฐกิจ บีบให้ผู้นำติมอร์ฯ ลงนามในข้อตกลงชั่วคราวหลายฉบับ (เช่น Treaty between Australia and the Democratic Republic of Timor-Leste on Certain Maritime Arrangements in the Timor Sea – CMATS ปี 2006) ที่ระบุให้แบ่งรายได้คนละครึ่ง (50:50) และมีเงื่อนไขอันโหดร้ายคือ “สั่งห้ามมิให้ติมอร์-เลสเตเรียกร้องหรือเจรจาเรื่องการปักปันเขตแดนถาวรไปอีก 50 ปี”

 

ธงชาติไทยและธงชาติกัมพูชาปักอยู่ในน้ำ แสดงถึงข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล 1

 

4.2 จุดหักเหทางกฎหมาย: เมื่อประเทศเล็กขยับหมากรุกสากล

 

ติมอร์-เลสเตตระหนักว่า ตนเองกำลังถูกขูดรีดทรัพยากรอย่างไม่เป็นธรรม แต่พวกเขาก็ไม่สามารถฟ้องออสเตรเลียต่อศาลโลก (ICJ) หรือศาลกฎหมายทะเล (ITLOS) ได้ เนื่องจากก่อนที่ติมอร์ฯ จะประกาศเอกราชเพียงไม่กี่วัน รัฐบาลออสเตรเลียได้ชิง ‘ถอนตัวออกจากการรับเขตอำนาจศาลระหว่างประเทศทั้งหมด’ ในคดีปักปันเขตแดน เพื่อปิดประตูไม่ให้ประเทศเกิดใหม่นี้ฟ้องร้องตนเองได้

 

ภายใต้สภาวะจนตรอก รัฐบุรุษและฮีโร่สงครามกู้ชาติของติมอร์-เลสเตอย่าง ชานานา กุฌเมา (Xanana Gusmão) พร้อมทีมที่ปรึกษากฎหมาย (ซึ่งปัจจุบันมาอยู่ฝั่งกัมพูชา) ได้ค้นพบช่องโหว่ทางยุทธศาสตร์ในอนุสัญญา UNCLOS 1982 นั่นคือกลไก ‘การประนอมภาคบังคับ’ ในภาคผนวก 5 ซึ่งต่อให้ออสเตรเลียจะประกาศปฏิเสธศาลไว้ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธกลไกนี้ได้ ติมอร์-เลสเตจึงตัดสินใจยื่นคำร้องเปิดกระบวนการประนอมภาคบังคับครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลกเมื่อปี ค.ศ. 2016 บีบให้ออสเตรเลียต้องเดินลงจากแท่นมหาอำนาจมาร่วมโต๊ะเจรจาในฐานะคู่กรณีที่เท่าเทียมกันตามกฎหมายสากล

 

5. บริบทนอกกระบวนการประนอม: ปมจารกรรมและข้อต่อสู้เชิงมนุษยธรรม

 

คดีประวัติศาสตร์ระหว่างติมอร์-เลสเตและออสเตรเลียจะไม่มีทางเข้าใจได้อย่างสมบูรณ์ หากปราศจากการวิเคราะห์บริบทนอกห้องพิจารณา ซึ่งเป็นหนึ่งใน ‘เรื่องอื้อฉาวและน่าละอายที่สุดในประวัติศาสตร์การทูตสมัยใหม่’ และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่เปลี่ยนดุลอำนาจในกระบวนการประนอม

 

5.1 ปฏิบัติการดักฟังห้องประชุมคณะรัฐมนตรี (The Bugging Scandal)

 

ในระหว่างที่กระบวนการประนอมภาคบังคับดำเนินอยู่ ความจริงอันน่าตกใจได้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณชนโลกว่า ในช่วงที่มีการเจรจาสนธิสัญญา CMATS เมื่อปี ค.ศ. 2004 รัฐบาลออสเตรเลียได้สั่งการให้ หน่วยสืบราชการลับของออสเตรเลีย (Australian Secret Intelligence Service – ASIS) ดำเนินปฏิบัติการจารกรรมข้อมูลขั้นสูง

 

เจ้าหน้าที่สอดแนมของออสเตรเลียได้แฝงตัวเป็น ‘ช่างเทคนิคและอาสาสมัครในโครงการความช่วยเหลือเพื่อมนุษยธรรมและการพัฒนา’ เข้าไปดำเนินโครงการซ่อมแซมและปรับปรุงอาคารสำนักงานและทำเนียบรัฐบาลของติมอร์-เลสเต แต่อาศัยโอกาสดังกล่าว ลักลอบติดตั้งเครื่องดักฟัง (Bugging Devices) ไว้ในผนังห้องประชุมคณะรัฐมนตรีของติมอร์-เลสเต ปฏิบัติการจารกรรมนี้ทำให้รัฐบาลออสเตรเลียล่วงรู้ข้อมูล ข้อมูลลับ กลยุทธ์การเจรจา และจุดยืนขั้นต่ำสุดของรัฐบาลติมอร์-เลสเตในทุกสัปดาห์ ส่งผลให้ออสเตรเลียสามารถควบคุมเกมและต้อนติมอร์-เลสเตจนมุมในการเซ็นสัญญาแบ่งผลประโยชน์พลังงานปิโตรเลียมในอดีต

 

5.2 บทบาทของ ‘Witness K’ และความพังทลายของความชอบธรรมทางศีลธรรม

 

ความลับนี้ถูกเปิดโปงโดยอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ ASIS ผู้ควบคุมปฏิบัติการ ซึ่งรู้จักกันในนาม ‘Witness K’ และทนายความของเขา Bernard Collaery ด้วยความรู้สึกผิดทางมโนธรรมที่เห็นประเทศมหาอำนาจแฝงตัวเป็นผู้ใจบุญ เพื่อรังแกและปล้นทรัพยากรจากประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก เมื่อติมอร์-เลสเตได้หลักฐานนี้มา พวกเขาได้ใช้เป็น ‘อาวุธนิวเคลียร์ทางการทูต’ ทันที

 

แม้ในทางกฎหมาย คณะกรรมาธิการประนอมภาคบังคับจะพิจารณาตามตัวบทของ UNCLOS แต่ในทางปฏิบัติเชิงรัฐศาสตร์ ปมดักฟังอันน่าละอายนี้ได้ทำลาย ‘ความชอบธรรมทางศีลธรรม’ (Moral High Ground) ของออสเตรเลียในเวทีโลกอย่างสิ้นเชิง ออสเตรเลียถูกตราหน้าจากมิตรประเทศว่า เป็นรัฐที่รังแกเพื่อนบ้าน ส่งผลให้ออสเตรเลียตกเป็น ‘จำเลยของสังคมโลก’ และเผชิญแรงกดดันอย่างมหาศาล จนไม่อาจเล่นเกมดึงเช็งหรือใช้มาตรการแข็งกร้าวในกระบวนการประนอมได้ และจำต้องยอมประนีประนอมในที่สุด

 

(สิ่งที่ไทยต้องคำนึงถึงและระมัดระวังให้มากก็คือ หากระบอบฮุนเซนใช้กระบวนการข่าวสารข้อมูล เพื่อสร้างภาพพจน์ให้ไทยอยู่ในสภาพที่ประชาคมนานาชาติพิจารณาว่าเป็น ‘ประเทศใหญ่กว่า’ ที่รังแก ‘ประเทศเล็กกว่า’ อย่างกัมพูชา ซึ่งเชื่อว่าระบอบฮุนเซนทำอย่างแน่นอน เพราะปัจจุบันก็เริ่มเดินสายปราศรัยในประเทศกัมพูชาแล้ว)

 

6. มิติแห่งความยุติธรรม: เมื่อหลัก ‘Equity’ อยู่เหนือ ‘Fairness’ แบบทื่อๆ

 

ประเด็นทางนิติศาสตร์ระหว่างประเทศที่ลึกซึ้งและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อข้อต่อสู้ของรัฐขนาดเล็ก นั่นคือ การปะทะกันระหว่างคำว่า ‘Fairness’ (ความถูกต้องตามแบบแผนสัญญารูปแบบเดิม) กับ ‘Equity’ (หลักความยุติธรรมตามสภาพการณ์จริงที่คำนึงถึงความเหลื่อมล้ำ)

 

6.1 การต่อสู้ระหว่างสองหลักการกฎหมายทะเล

 

ในคดีติมอร์-ออสเตรเลีย ออสเตรเลียพยายามสู้ด้วยหลักเกณฑ์ข้อตกลงเดิมและความ ‘แฟร์’ ในมุมของตน โดยอ้างหลักกฎหมายทะเลโบราณที่เรียกว่า ‘หลักการยื่นยาวตามธรรมชาติของไหล่ทวีป’ (Natural Prolongation of Continental Shelf) ออสเตรเลียชี้ว่า แผ่นดินทวีปของออสเตรเลียใต้ทะเลที่เป็นข้อพิพาทสืบสายยาวออกไปใต้ทะเลจนเกือบจะถึง ‘แนวร่องลึกติมอร์’ (Timor Trough) ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งติมอร์เพียงไม่กี่ไมล์ทะเล

 

ดังนั้นตามสิทธิ์ธรรมชาติ พื้นที่ทะเลและทรัพยากรก๊าซเกือบทั้งหมดจึงต้องตกเป็นของออสเตรเลีย ออสเตรเลียอ้างว่านี่คือความถูกต้องตามสิทธิ์ (Fairness) ของตนที่มีแผ่นดินใหญ่กว่า (ซึ่งคล้ายคลึงกับแนวทางที่ประเทศไทยอาจจะใช้ในการกระบวนการประนอม นั่นคือ แผนที่ที่ลากโดยกัมพูชาในปี 1972 ไม่มีความถูกต้องตามหลักวิชาการ ในขณะที่แผนที่ที่ไทยจัดทำขึ้นในปี 1973 มีความถูกต้องตามหลักวิชาการมากกว่า)

 

ทว่า ฝ่ายติมอร์-เลสเตและคณะกรรมาธิการประนอมสากลได้ร่วมกันผลักดันกฎหมายทะเลสมัยใหม่ที่ยึดหลัก Equity ซึ่งพัฒนาขึ้นมาเพื่อคุ้มครองรัฐที่เสียเปรียบ โดยเปลี่ยนมาใช้ ‘หลักเส้นกึ่งกลาง’ (Median Line / Equidistant Line) ควบคู่กับหลักการพิจารณาสภาพการณ์พิเศษ (Special Circumstances) (ซึ่งเป็นประเด็นที่ไทยต้องระวังให้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณากับเจตนาการทำสงครามข่าวสารข้อมูลที่บิดเบือนของระบอบฮุนเซน)

 

คณะกรรมาธิการประนอมฯ มองว่า หากยึดตามหลักออสเตรเลีย ประเทศเล็กๆ ที่ยากจนและติดอยู่กับข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์จะไม่มีทางลืมตาอ้าปากได้เลย หลัก Equity จึงเข้ามาทำหน้าที่แก้ไขความเหลื่อมล้ำทางธรรมชาติ โดยกำหนดให้ลากเส้นแบ่งครึ่งกึ่งกลางระหว่างชายฝั่งของทั้งสองประเทศอย่างเท่าเทียม ซึ่งเป็นหลักการที่สะท้อนอยู่ในกฎหมาย UNCLOS มาตรา 74 และ 83 ในปัจจุบัน

 

6.2 ผลลัพธ์ประวัติศาสตร์ที่เป็นธรรม

 

แรงกดดันจากหลัก Equity และความพังทลายของภาพลักษณ์จากการจารกรรม ทำให้ออสเตรเลียยอมจำนนและลงนามใน สนธิสัญญาพรมแดนทางทะเลถาวรฉบับใหม่ ณ กรุงนิวยอร์ก ในปี ค.ศ. 2018 ผลลัพธ์คือ:

 

  • การลากเส้นเขตแดนถูกเปลี่ยนมาใช้ ‘เส้นกึ่งกลาง’ (Median Line) ตามหลักกฎหมายสมัยใหม่
  • ติมอร์-เลสเต ได้สิทธิอธิปไตยเหนือแหล่งก๊าซ Bayu-Undan เต็ม 100%
  • ติมอร์-เลสเต ได้ส่วนแบ่งรายได้จากขุมทรัพย์พลังงาน Greater Sunrise สูงถึง 70% ถึง 80% (ขึ้นอยู่กับว่าท่อก๊าซจะลากไปขึ้นฝั่งที่ใด) กลายเป็นเครื่องมือสร้างสมดุลเชิงอำนาจแบบอสมมาตร (Asymmetric Equalizer) พลิกโฉมหน้าเศรษฐกิจของประเทศเกิดใหม่นี้ให้มีกินมีใช้จนถึงปัจจุบัน

7. การเทียบเคียงเชิงยุทธศาสตร์: กรณีไทย-กัมพูชา เทียบกับ ติมอร์-ออสเตรเลีย ได้จริงหรือ?

 

เมื่อกัมพูชาหันมาใช้กลไกประนอมภาคบังคับ คำถามที่สำคัญที่สุดในเชิงยุทธศาสตร์ความมั่นคงของไทยคือ “เราสามารถนำกรณีไทย-กัมพูชา ไปเทียบเคียงกับคดีติมอร์-ออสเตรเลียได้หรือไม่?” ในประเด็นนี้ ทั้งคุณเบญจมินทร์ และ รศ.ดร.ธนภัทร ได้ให้ข้อวิเคราะห์ตรงกันว่า “กัมพูชาพยายามเลียนแบบโมเดลติมอร์เต็มรูปแบบ แต่ในข้อเท็จจริงทางกฎหมายและภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสองกรณีนี้มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และไทยไม่ใช่รอยเท้าของออสเตรเลีย”

 

7.1 สิ่งที่กัมพูชา ‘ลอกเลียนแบบ’ มา (The Similarities)

 

  • กลไกกฎหมายและตัวบุคคล: กัมพูชาจงใจข้ามขั้นตอนเจรจาปกติเพื่อใช้ช่องทางบังคับของ UNCLOS เหมือนที่ติมอร์ทำ และที่สำคัญคือการไปดึงตัว นายปีเตอร์ ทักโซ-เยนเซน และ ศ.ฌอง-มาร์ค ตูเวนิน ซึ่งเป็นผู้พาติมอร์คว้าชัยชนะมาเป็นกรรมการฝั่งตน ย่อมสะท้อนเจตนาว่ากัมพูชาต้องการ “รีเมก” ละครเรื่องเดิม
  • จิตวิทยาการทูตและภาพจำ (The Underdog Narrative): กัมพูชาต้องการฉายภาพให้สังคมโลกเห็นว่า ตนเองเป็นประเทศขนาดเล็กที่มีระบบเศรษฐกิจด้อยกว่า กำลังถูกประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่ใหญ่กว่า มีกองทัพเรือที่ทรงอานุภาพกว่า และได้เปรียบทางกฎหมายมากกว่า ปฏิเสธการแบ่งปันผลประโยชน์ทรัพยากรพลังงานในอ่าวไทย

 

7.2 ข้อแตกต่างในสาระสำคัญที่ทำให้โมเดลนี้ใช้ไม่ได้กับไทย (The Great Differences)

 

แม้กัมพูชาจะพยายามตีบทเป็นติมอร์-เลสเต แต่โครงสร้างทางกฎหมายและภูมิรัฐศาสตร์ของไทยแตกต่างจากออสเตรเลียอย่างสิ้นเชิงใน 3 มิติหลัก:

 

  • มิติพรมแดนทางบกที่ผูกพัน: ออสเตรเลียและติมอร์กั้นด้วยทะเลเปิดกว้าง ไม่มีพรมแดนทางบกติดกัน ต่างจากไทยและกัมพูชาที่มีชายแดนทางบกติดกันยาวนาน มีปัญหากระแสชาตินิยมและประวัติศาสตร์ร่วมกัน ซึ่งคุณเบญจมินทร์ชี้ว่า ในทางกฎหมายผู้ประนอมจะดูแค่เรื่องทะเล แต่ในทางพฤตินัย พฤติกรรมและความสัมพันธ์ทางบกจะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศและดุลยพินิจทางทะเลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
  • ความชอบธรรมของเส้นอ้างสิทธิ์ (The Morality of Claims): ในคดีอดีต ออสเตรเลียคือฝ่ายที่ทำตัวไม่เป็นธรรมโดยการลากเส้นเกินกึ่งกลางเข้าไปฮุบพื้นที่ของประเทศเล็ก แต่ในกรณีปัจจุบัน บทบาทกลับตาลปัตร เพราะประเทศไทยลากเส้นเขตแดนไหล่ทวีปเมื่อปี พ.ศ. 2516 (ค.ศ. 1973) บนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และกฎหมายสากล (อนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1958) แต่ ฝ่ายกัมพูชาต่างหากที่เป็นฝ่ายลากเส้นอ้างสิทธิ์เมื่อปี พ.ศ. 2515 (ค.ศ. 1972) อย่างไร้หลักวิชาการ โดยลากเส้นพาดผ่านตัดกึ่งกลาง “เกาะกูด” ของไทย ซึ่งขัดต่อกฎหมายสากลอย่างรุนแรง
  • ไทยไม่ใช่ผู้กดขี่: ประเทศไทยไม่เคยยึดครอง ไม่เคยส่งทหารไปทำลายโครงสร้างพื้นฐาน หรือตั้งตนเป็นเจ้าอาณานิคมเหนือประเทศกัมพูชา เหมือนเช่นที่อินโดนีเซียหรือออสเตรเลียเคยทำกับติมอร์-เลสเต ดราม่าเรื่อง “ประเทศใหญ่รังแกประเทศเล็ก” จึงขาดความชอบธรรมเชิงประวัติศาสตร์อย่างสิ้นเชิงในเคสนี้ (ในทัศนะของผู้เขียน ประเด็นนี้จะนำไปสู่สงครามการบิดเบือนข่าวสารอย่างรุนแรงจากฝ่ายระบอบฮุนเซน ซึ่งไทยต้องวางกลยุทธ์ในการตอบโต้สงครามข่าวสารนี้อย่างรอบคอบรัดกุมระมัดระวัง)

8. วิเคราะห์ความเสี่ยงเชิง Realism: สุภาพบุรุษบนหอคอยงาช้าง ปะทะ รัฐอันธพาลเชิงกลยุทธ์

 

หากมองผ่านแว่นตาของลัทธิ ‘สัจนิยมทางภูมิรัฐศาสตร์’ (Geopolitical Realism) ข้อกังวลขั้นรุนแรงที่นักยุทธศาสตร์ความมั่นคงฝั่งไทยต้องตระหนักคือ พฤติกรรมศาสตร์ของระบอบการเมืองกัมพูชาภายใต้พรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) ของตระกูลฮุน ซึ่งมีลักษณะเป็น ‘รัฐรวมศูนย์อำนาจแบบเด็ดขาด’ (Single-core Authoritarian State) ที่พร้อมจะใช้ยุทธวิธีแบบอสมมาตร (Asymmetric Tactics) เล่ห์เพทุบาย และแท็กติกนอกกติกาเพื่อบรรลุเป้าหมาย เช่นในอดีตที่มีกรณีอื้อฉาวเกี่ยวกับการปล่อยคลิปเสียงบทสนทนาส่วนตัวเพื่อแบล็กเมล์ทางการเมือง

 

เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับแนวทางของประเทศไทยที่มักจะรับบทเป็น ‘สุภาพบุรุษนักกฎหมายบนหอคอยงาช้าง’ ที่ยึดมั่นในระเบียบแบบแผน ขีดเส้นใต้ทุกตัวอักษรตามกรอบกติกา คำถามคือ “ไทยกำลังเดินเข้าสู่กับดักและเสียเปรียบหรือไม่?”

 

8.1 จุดที่ประเทศไทย ‘เสียเปรียบ’ อย่างรุนแรง

 

  • การพ่ายแพ้ในสมรภูมิ Narrative Warfare: จุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของกระทรวงการต่างประเทศและรัฐบาลไทยคือ ‘ความเชื่องช้าและการสื่อสารสาธารณะที่จำกัด’ ในขณะที่กัมพูชาเตรียมพร้อมทีมสื่อสาร แผนการปล่อยข่าวบิดเบือนข้อเท็จจริง และการปั่นกระแสในเวทีสากลเพื่อสร้างภาพลักษณ์ Underdog หากไทยยังคงนิ่งเงียบและชี้แจงด้วยภาษากฎหมายที่เข้าใจยาก ประชาคมโลกจะปักใจเชื่อฝั่งกัมพูชาไปก่อนนานแล้ว
  • ความเปราะบางของการเมืองภายในของไทย: ระบบการเมืองไทยเป็นระบบหลายขั้ว มีความขัดแย้งภายในสูง และไวต่อ ‘กระแสชาตินิยมเรื่องดินแดน’ กัมพูชาล่วงรู้จุดสลบนี้ดี พวกเขาสามารถใช้เล่ห์เพทุบาลโดยการ ‘ปล่อยข้อมูลลวง’ หรือเอกสารหลุดบางชิ้นในระหว่างกระบวนการประนอม เพื่อจุดชนวนให้คนไทยทะเลาะกันเอง โจมตีรัฐบาลตนเอง ซึ่งจะทำลายสมาธิและเสถียรภาพของคณะทำงาน Team Thailand จนกลไกภายในพังทลาย

 

8.2 จุดแข็งและไพ่ตายที่ทำให้ไทย ‘เหนือกว่า’

 

แม้จะมีความเสี่ยงข้างต้น แต่ในสมรภูมินี้ไทยมี ‘ไพ่ตาย’ และ ‘เกราะป้องกัน’ ที่แข็งแกร่งจนกัมพูชาไม่อาจเจาะได้ง่าย ๆ หากไทยไม่ทำลายตัวเองไปเสียก่อน:

 

  • Technical Superiority (ความเหนือกว่าเชิงเทคนิคที่หลอกลวงไม่ได้): คณะกรรมาธิการที่ไทยส่งไปคือ อดีตประธานศาล ITLOS ถึง 2 ท่าน บุคคลระดับนี้จะพิจารณาคดีบนฐานกฎหมายและวิทยาศาสตร์แผนที่อุทกศาสตร์อย่างแท้จริง เส้นของกัมพูชาที่ลากผ่าเกาะกูดและไม่ให้สิทธิ์ทะเลอาณาเขตแก่เกาะกูด ถือเป็นสิ่งที่ ‘ผิดหลักกฎหมายทะเลสากลอย่างร้ายแรงและน่าขบขัน’ ในสายตานักตุลาการโลก ต่อให้กัมพูชาจะแสดงละครเก่งเพียงใด ก็ไม่สามารถเปลี่ยนพิกัดแผนที่ทางคณิตศาสตร์และตัวบทของ UNCLOS ได้
  • The Non-binding Shield (โล่กำบังคำแนะนำไม่มีผลผูกพัน): นี่คือไพ่ใบสุดท้ายที่เป็นยุทธศาสตร์สูงสุด หากกระบวนการประนอมเสร็จสิ้นแล้วผลลัพธ์ออกมาในลักษณะที่ไทยเสียเปรียบ หรือมีการใช้แท็กติกสกปรกแทรกแซง ประเทศไทยมีสิทธิ์อันชอบธรรมร้อยเปอร์เซ็นต์ตามกฎหมายสากลที่จะประกาศว่า ‘ไม่ยอมรับรายงานฉบับนี้’ เกมนี้กัมพูชาบังคับให้ไทยมาคุยได้ แต่ไม่มีวันบังคับให้ไทยเซ็นยอมรับความสูญเสียได้ ถ้าไทยปฏิเสธ ทุกอย่างจะกลับสู่สถานะเดิม (Status Quo) และเป็นฝ่ายกัมพูชาเองที่จะต้องสูญเสียโอกาสและงบประมาณในการลงทุนไปฟรีๆ

9. ฉากทัศน์แห่งอนาคต (Scenarios), สถานะเกาะกูด และบทสรุปเชิงนโยบาย

 

9.1 การยืนยันสิทธิอธิปไตยเหนือ ‘เกาะกูด’

 

เพื่อสยบกระแสความตระหนกและข่าวลือเรื่องการสูญเสียดินแดน ทุกภาคส่วนในประเทศไทยต้องประสานเสียงยืนยันข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์กฎหมายไว้อย่างหนักแน่น:

 

ข้อเท็จจริงแห่งสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ.1907 (พ.ศ.2450): ระบุไว้เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจนและเด็ดขาดว่า “เกาะกูดเป็นดั่งดินแดนในอธิปไตยของราชอาณาจักรไทย” ในอดีตกัมพูชาไม่เคยและไม่สามารถโต้แย้งสิทธิ์นี้ในเวทีสากลได้ การเข้าสู่กระบวนการประนอมครั้งนี้ ไม่มีความเสี่ยงใด ๆ ต่ออธิปไตยเหนือตัวเกาะกูด สิ่งเดียวที่จะถูกนำมาอภิปรายในเชิงเทคนิคคือ “การกำหนดให้เกาะกูดมีสิทธิ์ขีดเส้นทะเลอาณาเขต (Territorial Sea) และเขตต่อเนื่องรอบเกาะได้กว้างขวางเพียงใดตามหลักสากล” เพื่อนำไปคำนวณตัดสลับกับแนวชายฝั่งของกัมพูชาเท่านั้น

 

9.2 สามฉากทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ (3 Scenarios) หลังกรกฎาคม 2570

 

เมื่อกระบวนการประนอมภาคบังคับขับเคลื่อนไปจนครบกำหนด 12 ขวบปี ฉากทัศน์แห่งอนาคตของความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา สามารถจำแนกออกเป็น 3 ทิศทางหลัก (ตามแนวทางการวิเคราะห์ของคุณณเบญจมินทร์ อธิบดีกรมสนธิสัญญาฯ และ รศ.ดร.ธนภัทร):

 

  • ฉากทัศน์ที่ดีที่สุด (Best-Case Scenario): ด้วยแรงกดดันขององค์คณะผู้ประนอมระดับโลก ทั้งไทยและกัมพูชาสามารถใช้โอกาสนี้เปิดเจรจาทวิภาคีคู่ขนานและสามารถบรรลุข้อตกลง “สนธิสัญญาปักปันเขตแดนทางทะเลถาวร” ร่วมกันได้สำเร็จก่อนครบกำหนด 1 ปี เดินตามรอยความสำเร็จของโมเดลออสเตรเลีย-ติมอร์ พลังงานใต้ทะเลถูกนำขึ้นมาใช้ประโยชน์ร่วมกันภายใต้ขอบเขตอธิปไตยที่ชัดเจน
  • ฉากทัศน์สายกลาง (Mid-Case Scenario): รายงานคำแนะนำของคณะกรรมาธิการฯ ออกมาในลักษณะที่สมดุล โดยชี้ให้เห็นว่าเส้นของกัมพูชาปี 1972 นั้นผิดหลักสากล และเสนอให้ลากเส้นใหม่ตามหลักเส้นกึ่งกลาง (Median Line) ส่งผลให้พื้นที่ทับซ้อน 26,000 ตร.กม. บีบตัวแคบลงจนเกือบหมด เหลือเพียงพื้นที่ไข่แดงขนาดเล็กที่อาจต้องนำไปตั้งคณะทำงานพัฒนาพวกร่วมกันเฉพาะจุดในอนาคต
  • ฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด (Worst-Case Scenario): กัมพูชาปฏิเสธที่จะยอมรับหลักวิชาการสากลและยังคงดึงดันจะเอาเส้นเดิมที่ผ่าเกาะกูด หรือฝ่ายไทยประเมินแล้วว่า คำแนะนำขององค์คณะทำให้ไทยเสียเปรียบเชิงยุทธศาสตร์ ผลลัพธ์คือ ประเทศไทยประกาศใช้สิทธิ์ปฏิเสธรายงาน กระบวนการทั้งหมดแท้งลง ทุกอย่างกลับสู่สถานะเดิมก่อนปี 2569 ขุมทรัพย์พลังงานถูกแช่แข็งต่อไป และกัมพูชาเผชิญหน้ากับความสูญเสียทางเศรษฐกิจมากกว่าไทย (ซึ่งผู้เขียนวิเคราะห์ว่า กัมพูชาจะไม่หยุด และจะเดิน ‘เกมสงครามข่าวสารข้อมูล’ ในเวทีโลกว่า ประเทศไทยไม่เคารพกฎกติกา ประเทศไทยเป็นประเทศใหญ่รังแกประเทศเล็กอย่างกัมพูชา แน่นอนว่าเพื่อปลุกกระแสชาตินิยมในกัมพูชาและส่งผลดีให้พรรค CPP ของตนเองได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งต่อไป และยังสร้างแรงกดดันทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างมหาศาลต่อไทยในประชาคมโลก)

 

9.3 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายขั้นสูงสุด: ยุทธศาสตร์สองแนวทางคู่ขนาน (Dual-Track Strategy)

 

ข้อวิเคราะห์เชิง Realism นำมาสู่บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่ประเทศไทยต้องปรับเปลี่ยนอย่างเร่งด่วน: ไทยต้องทำตัวเป็นสุภาพบุรุษที่ยึดมั่นในกรอบกฎหมายหน้ากระดาษ และต้องดำเนิน ‘ยุทธศาสตร์สองแนวทางคู่ขนาน’ (Dual-Track) เพื่อกุมชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จ:

 

  • แนวทางที่ 1 (On-Stage/Legalistic Track): เดินหน้าด้วยความสุภาพและความเป็นเลิศทางวิชาการในห้องประชุมประนอม ใช้ศักยภาพของอดีตประธานศาล ITLOS และทีมที่ปรึกษากฎหมายชาวต่างชาติในการบดขยี้ความไม่ชอบธรรมของเส้นอ้างสิทธิ์กัมพูชาด้วยวิทยาศาสตร์แผนที่และตัวบทกฎหมาย UNCLOS อย่างเฉียบขาด
  • แนวทางที่ 2 (Off-Stage/Strategic Information Track): จัดตั้งทีมปฏิบัติการข่าวสารและการทูตสาธารณะ (Public Diplomacy) เชิงรุก สื่อสารสู้กับกัมพูชาในเวทีโลกด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายและทรงพลัง เพื่อไม่ให้กัมพูชาแย่งชิงพื้นที่ความน่าสงสารไปได้ พร้อมทั้งควบคุมดูแลระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูล (Cybersecurity) ชั้นสูงสุด เพื่อป้องกันปฏิบัติการจารกรรมทางไซเบอร์หรือการปล่อยข่าวลวงเพื่อทำลายเสถียรภาพทางการเมืองภายในของไทย โดยข้อมูลตอบโต้ทั้งหมดต้องคิดแบบเชิงรุก สื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ผ่านอย่างน้อย 5 ภาษา นั่นคือ ไทย ขแมร์ อังกฤษ จีน และฝรั่งเศส โดยต้องมีซือแป๋ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารมวลชน สื่อสารกลยุทธ์ และสื่อสารการตลาดที่เก่งฉกาจมาร่วมทีม

 

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าผลลัพธ์ของคณะกรรมาธิการประนอมภาคบังคับจะออกมาในรูปแบบใด กลไกทางกฎหมายภายในของไทยยังมีปราการด่านสุดท้ายที่รัดกุมและปลอดภัยสูงสุด นั่นคือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 178 ซึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนว่า หนังสือสัญญาใด ๆ ที่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตอำนาจแห่งรัฐ จะต้องได้รับความเห็นชอบจาก ‘รัฐสภา’ เสียก่อน

 

ดังนั้น กระบวนการทั้งหมดจึงต้องถูกตรวจสอบอย่างโปร่งใสโดยตัวแทนของประชาชนไทย และไม่มีผู้ใดสามารถกระทำการเอื้อประโยชน์หรือยกดินแดนของชาติให้แก่ผู้ใดได้โดยมิชอบ ประเด็นสำคัญที่สุด คือ ทำอย่างไรให้ไทยและกัมพูชายังสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปรองดองในภูมิภาคเดียวกัน เพราะเราไม่สามารถยกประเทศหนีจากกันได้ ทำอย่างไรให้พี่น้องที่อยู่บริเวณชายแดนทั้ง 2 ฟาก ได้ประโยชน์ร่วมกันจากชายแดนที่ติดกัน ทำอย่างไรให้ประชาชนทั้งสองประเทศไม่เกลียดชังซึ่งกันและกัน โอกาสการค้าการลงทุนอย่างยั่งยืนของสองประเทศ นี่คือสิ่งสำคัญที่สุด ขอให้ประชาชนชาวไทยมีความเชื่อมั่นในอธิปไตย หลักกฎหมายสากล และบูรณาการความพร้อมของ ‘ทีมประเทศไทย’ ในการศึกครั้งนี้อย่างมีสติและปัญญาคุ้มครองแผ่นดินสืบไป

 

แฟ้มภาพ: TnkImages / Shutterstock,A_Ple / Shutterstock

The post ศึก UNCLOS ไทย-กัมพูชา: ประนอมภาคบังคับ หรือ สงครามชิงทะเล? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหุ้นโลกกระทิง: จัดพอร์ตอย่างไรให้ได้กำไรแบบอุ่นใจ https://thestandard.co/bull-market-portfolio-strategy-ai/ Fri, 19 Jun 2026 05:29:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1220514 ภาพกราฟแสดงแนวโน้มตลาดหุ้นโลกและกลยุทธ์การลงทุน

ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ตลาดทุนทั่วโลกต้องเผชิญกับบททดสอ […]

The post ตลาดหุ้นโลกกระทิง: จัดพอร์ตอย่างไรให้ได้กำไรแบบอุ่นใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟแสดงแนวโน้มตลาดหุ้นโลกและกลยุทธ์การลงทุน

ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ตลาดทุนทั่วโลกต้องเผชิญกับบททดสอบอย่างหนักหน่วงจากประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาวะเงินเฟ้อ และทิศทางอัตราดอกเบี้ย ปัจจัยเหล่านี้สร้างความกังวลและกดดันให้นักลงทุนจำนวนมากตัดสินใจชะลอการลงทุน หรือกระทั่งเทขายสินทรัพย์ออกจากพอร์ตเพื่อลดความเสี่ยง

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

แต่แล้วบทสนทนาในแวดวงการลงทุนก็เริ่มเปลี่ยนไป จากเสียงบ่นปนถอนหายใจ ในวันนี้คำถามที่ผมเจอบ่อยที่สุดกลับกลายเป็น ‘ตลาดมันกลับมาแล้วเหรอ? เราพลาดอะไรไปหรือเปล่า?’

 

หลังวันที่ 14 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 80 ปีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เขาได้มอบของขวัญวันเกิดให้โลก ด้วยการโพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า สงครามกำลังจะยุติลง โดยมีกำหนดการเซ็น MOU เพื่อยุติความขัดแย้งกับอิหร่านทางออนไลน์ และจะมีพิธีลงนามอย่างเป็นทางการที่สวิตเซอร์แลนด์ นัยสำคัญของเหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจโลกในหลายมิติ และที่สำคัญคือทำให้ ‘ตลาดกระทิง (Bull Market)’ ส่งสัญญาณฟื้นตัวให้เห็นอย่างชัดเจน

 

อ่านมาถึงตรงนี้นักลงทุนหลายท่านอาจกำลังคิดว่า ความตื่นตระหนกต่อภาวะสงครามในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เราพลาด ‘โอกาสทอง’ ในการเข้าสะสมสินทรัพย์พื้นฐานดีในราคาต่ำไปแล้วไหมนะ พร้อมกับคำว่า ‘รู้งี้’ ที่ดังก้องในหัว เพราะความเป็นจริงที่เรารู้กันอยู่แต่มักมองข้ามเสมอคือ ท่ามกลางฝุ่นควันที่เรานึกว่าเป็นวิกฤติ จริงๆ แล้วมักซ่อน ‘ป้ายลดราคา’ ให้คนที่เห็นโอกาสได้คว้าไว้เสมอ

 

เมื่อควันปืนจางหาย: สัญญาณบวกทางเศรษฐกิจที่ถูกมองข้าม

 

ลองมาดูกันครับว่าข่าวนี้ได้ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญด้านใดบ้าง สิ่งแรกที่เราเห็นชัดเจนคือ การผ่อนคลายของราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ เพราะการเจรจาที่ราบรื่นช่วยลดแรงกดดันต่อราคาพลังงาน ซึ่งเป็นต้นตอสำคัญของปัญหาเงินเฟ้อ ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคมีแนวโน้มทรงตัว

 

นอกจากนี้ การยุติความขัดแย้งยังส่งผลดีต่อ ความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน เพราะช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ที่ถือเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญของโลก กำลังจะกลับมาเปิดใช้งานได้ตามปกติ

 

สุดท้ายคือเรื่องของ เสถียรภาพทางการเมือง การที่สหรัฐฯ สามารถบรรลุเป้าหมายในการจัดการผู้นำระดับสูงของอิหร่านและลดความร้อนแรงของการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ลงได้ สร้างความเชื่อมั่นต่อภาพรวมความมั่นคงระดับสากล ขณะเดียวกันทรัมป์เองก็ต้องการความสงบเพื่อรักษาฐานเสียงสำหรับการเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Election) ในช่วงปลายปี

 

ปัจจัยเหล่านี้คือรากฐานสำคัญที่สนับสนุนให้เม็ดเงินลงทุนเริ่มไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้ง และใครที่ยังรักษาวินัยการลงทุนในช่วงวิกฤติที่ผ่านมาไว้ได้ จึงเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของตลาดในรอบนี้

 

เพราะสถิติในอดีตสอนเราเสมอว่า ‘ช่วงเวลาที่น่ากลัวที่สุดคือตอนที่สงครามเริ่มยิงกันวันแรก แต่นั่นคือจุดที่ควรเริ่มลงทุนที่สุด’ เพราะเมื่อเหตุการณ์ความรุนแรงสะท้อนไปในราคาหุ้นแล้ว ตลาดจะเริ่มฟื้นตัว ดังนั้นใครที่กล้าหลับตาข้างหนึ่งแล้วตั้งหน้าตั้งตาลงทุนแบบถัวเฉลี่ย (DCA) มาตั้งแต่ช่วงที่คนอื่นกำลังตื่นตระหนก ตอนนี้คงเปิดแอปดูพอร์ตแล้วอมยิ้มมุมปากกันไปหลายคนแล้ว และผมหวังว่าจะเป็นคุณๆ กันนะครับ

 

บทเรียนจากความโลภ: การประเมินมูลค่าสินทรัพย์และกระแส FOMO

 

ในยามที่สภาวะตลาดมีความผันผวนสูง เรามักจะเห็นสินทรัพย์ที่น่าตื่นเต้นสวนกระแสขึ้นมา ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือกรณีการทำ IPO ของ SpaceX ที่มูลค่าบริษัทพุ่งทะยานทะลุ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สร้างปรากฏการณ์ที่กระตุ้นให้นักลงทุนเกิดภาวะ FOMO (Fear Of Missing Out) หรือ ‘กลัวคุยกับเพื่อนไม่รู้เรื่อง’ อยากจะกระโดดขึ้นยานไปดวงจันทร์กับคุณอีลอน มัสก์ ด้วยคน

 

หากถามผมว่าลงทุนได้ไหม? ได้สิครับ แต่ในมุมมองของการลงทุนระยะยาว ผมอยากสะกิดเตือนด้วยคำพูดของปู่วอร์เรน บัฟเฟตต์ นิดนึงว่า ‘อะไรที่เราไม่เข้าใจทะลุปรุโปร่ง… อย่าเพิ่งไปยุ่ง’

 

เพราะธุรกิจเทคโนโลยีล้ำยุคหรือหุ้นในกลุ่มบริษัทของ อีลอน มัสก์ นั้นมีความผันผวนและคาดเดาได้ยาก เช่นเดียวกับหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูงที่มักมาพร้อมกับความผันผวนและการประเมินมูลค่าที่ซับซ้อน การเข้าลงทุนตามกระแสโดยปราศจากการจำกัดความเสี่ยง อาจนำไปสู่ผลขาดทุนที่กระทบต่อความมั่งคั่งได้ ดังนั้น การลงทุนในสินทรัพย์ลักษณะนี้จึงควรถูกจัดสรรให้อยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมและจำกัดความเสี่ยงที่รับได้

 

ผมย้ำว่า ผมไม่ได้ห้ามคุณลงทุนนะครับ ถ้าคุณอยากจะซิ่งกับหุ้นเทคโนโลยีล้ำยุคที่ยังคาดเดาอนาคตยาก ผมแค่แนะนำให้ ‘จำกัดความเสี่ยง’ หากคุณอยากลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูงแบบนี้ก็แค่แบ่งเงินส่วนน้อยที่คุณ ‘รับได้ถ้ามันจะหายไป’ โดยให้จัดไว้ในส่วนที่เป็น ‘พอร์ตรอง’ (Satellite Portfolio) เอาไว้เป็นสีสันของชีวิตและเพิ่มโอกาสทำกำไรก้าวกระโดด แต่อย่าเอาเงินเก็บทั้งชีวิตไปเดิมพันกับจรวดที่ยังไม่รู้ว่าจะลงจอดท่าไหนเลยครับ หากกรณีเลวร้ายเกิดความสูญเสียขึ้นมา ก็จะไม่กระทบกับความมั่งคั่งหลักของคุณ

 

อย่าพึ่งพาหุ้นสหรัฐฯ เพียงที่เดียว… เงินไหลเข้าของถูกในเอเชีย

 

ที่ผ่านมา ตลาดสหรัฐฯ อาจจะอยู่ในจุดที่เต็มไปด้วย ‘ความหวัง’ เรื่อง AI และทิศทางดอกเบี้ย สู้กับ ‘ความกังวล’ เรื่องฟองสบู่และ Valuation ที่แพงเกินไป

 

สิ่งที่เกิดขึ้นตามมา คือนักลงทุนกระจายลงทุนหุ้นบิ๊กเนมในภูมิภาคอื่นทั่วโลก ที่ยังคงมี Valuation ที่น่าดึงดูดและมีโอกาสเติบโตจากกระแส AI หุ้นโครงสร้างพื้นฐานได้อีกมาก นั่นก็คือ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน ที่กลับมาร้อนแรงทำสถิติใหม่เช่นกัน

 

ตลาดหุ้นเกาหลีใต้กำลังอยู่ในช่วงเวลาร้อนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังดัชนี KOSPI พุ่งขึ้นแล้วถึง 100% นับตั้งแต่ต้นปี 2026 นี้ ทะยานสู่ 8,800 จุด ช่วงต้นเดือนมิถุนายน มูลค่าตลาดของตลาดหุ้นเกาหลีที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วจนขึ้นไปเป็นตลาดหุ้นใหญ่อันดับ 7 ของโลกแล้ว ก่อนจะปรับลดลงในช่วงไม่กี่วันมานี้

 

แรงขับเคลื่อนตลาดมาจากหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์หรือหุ้นชิป โดยเฉพาะ เอสเค ไฮนิกซ์ (SK hynix) และ ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ขึ้นแท่นหุ้นพระเอกของตลาดเกาหลีไปแล้ว ซึ่งได้อานิสงส์จากกระแสการลงทุนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความต้องการชิปหน่วยความจำสำหรับ AI เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ปัจจุบัน มูลค่าตามราคาตลาดของหุ้นเทคยักษ์เกาหลี 2 ตัวนี้มีสัดส่วนขึ้นมาถึง 42% ของมูลค่ารวมทั้งตลาดเกาหลี หากดูเฉพาะ SK Hynix ราคาหุ้นพุ่งปรอทแตกจนกลายเป็นบริษัทใหญ่ติดอันดับที่ 3 ในประวัติศาสตร์เอเชียที่มีมูลค่าตลาดทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ได้สำเร็จ

 

นักวิเคราะห์ยังไม่มองว่าตลาดหุ้นเกาหลีกำลังเข้าสู่ฟองสบู่ เนื่องจากเชื่อว่าตลาดชิปโลกกำลังอยู่ในช่วง Memory Supercycle ทั้งจากภาวะขาดแคลนชิปและการลงทุน AI ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วทั่วโลก ทำให้ทั่วโลกมีความต้องการชิปหน่วยความจำพุ่งขึ้นมหาศาล ตลาดชิปเกาหลีกำลังเปลี่ยนผ่านจากรูปแบบการเติบโตตามวัฏจักรไปสู่แนวโน้มการเติบโตระยะยาวที่ผูกกับการขยายตัวของอุตสาหกรรม AI และ Data Center ของโลก

 

ตลาดที่แรงเหนือคาด คือ ‘ตลาดหุ้นญี่ปุ่น’ ที่ขยับขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ จากการเติบโตของกลุ่มเทคโนโลยี เซมิคอนดักเตอร์ และ AI รวมถึงกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันขาลง จนทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่โดดเด่นที่สุดของโลกในช่วงเดือนที่ผ่านมา แม้การเติบโตจะยังกระจุกตัวอยู่ในบางอุตสาหกรรมก็ตาม

 

ล่าสุด ผลตอบแทนของตลาดหุ้นญี่ปุ่น (Nikkei 225) ปรับเพิ่มขึ้นประมาณ +6% ถึง +9% ขณะที่ดัชนี TOPIX บวกไป +8% ถึง +10% โดยได้แรงหนุนจากนักลงทุนที่แห่เข้าซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี, AI และอุตสาหกรรมส่งออกขนาดใหญ่ หุ้นใหญ่หนุนนำตลาด อาทิ SoftBank ที่ได้กระแสคาดหวัง OpenAI จะเสนอขายหุ้น IPO, Toyota, Sony, Hitachi และหุ้นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ปรับตัวขึ้นทั่วกระดาน ขณะที่หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ และ AI ได้แรงหนุนจากกระแสลงทุน AI ทั่วโลก

 

ปัจจุบัน มูลค่าตลาดหุ้นญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นกว่า 30-35 ล้านล้านเยน หรือไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนตลาด คือ ความหวังว่าความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอาจเริ่มคลี่คลาย หลังมีรายงานว่าทั้งสองฝ่ายกำลังหารือขยายข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวอีก 60 วัน ซึ่งช่วยลดความกังวลเรื่องราคาน้ำมันและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

 

ขณะเดียวกัน เงินเยนที่ยังอ่อนค่าเมื่อเทียบดอลลาร์ยังคงเป็นปัจจัยบวกต่อบริษัทส่งออกญี่ปุ่น และช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม

 

อีกจุดที่นักลงทุนจับตา คือ การที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นกลับมาเป็น ‘ผู้นำตลาดโลก’ อีกครั้ง หลังจากเคยใช้เวลากว่า 30 ปีในการฟื้นตัวจากฟองสบู่เศรษฐกิจยุค 1990

 

ในช่วง 14 เดือนที่ผ่านมา ดัชนี Nikkei พุ่งขึ้นแล้วกว่า +110% สะท้อนกระแสเงินทุนขนาดใหญ่ที่ไหลกลับเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นอีกครั้ง ได้แรงหนุนเต็มๆ จากหุ้นกลุ่ม AI, ชิป เซมิคอนดักเตอร์ และระบบ Automation หลังบริษัทขนาดใหญ่จำนวนมากกลายเป็นหุ้นเทคแห่งยุคไปแล้ว

 

ตลาดหุ้นจีน กลับมาแตะระดับสูงสุดในรอบ 11 ปี หลังการปิดฉากประชุมสุดยอดสองผู้นำโลก ‘Trump-Xi Summit’ เมื่อกลางเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งให้ผลลัพธ์แบบ ‘No Deal, No Catalyst’ เนื่องจากยังไม่มีข้อสรุปที่เป็นรูปธรรมในประเด็นสำคัญ และมีการจัดตั้งเพียง Board of Trade ที่ยังไม่มีผลในทางปฏิบัติจริงตอนนี้

 

อย่างไรก็ตาม ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากตัวเลขส่งออกที่เติบโตดีกว่าคาด เงินเฟ้อภาคการผลิตที่สูงสุดในรอบกว่า 3 ปี และสัญญาณฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน โดย GDP เติบโต 5% ในไตรมาสแรก ทำให้นักลงทุนทั่วโลกเริ่มกลับมาจับตาว่า จีนอาจผ่านช่วงที่ยากที่สุดไปแล้ว และกลับมาอยู่บนเรดาร์การลงทุนอีกครั้ง

 

ในเดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นจีน A-Shares ปรับตัวบวกขึ้นประมาณ +3% ถึง +4% ขณะที่ตลาดหุ้นฮ่องกง (HSI) โดดเด่นกว่าโดยบวกไปถึง +8% ถึง +12% ขานรับเชิงบวกโดยมีกลุ่มเทคโนโลยีและชิป เป็นตัวขับเคลื่อนตลาดโดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์ และ AI ประกอบกับเป็นช่วงฤดูประกาศผลประกอบการของบริษัทในจีนซึ่งบริษัทยักษ์ใหญ่ Alibaba, Tencent, JD.com ฯลฯ ทำผลงานได้ดี

 

ตลาดหุ้นทั่วโลกต่างปรับตัวขาขึ้นโลดแล่นตอบรับกระแสโลกกำลังเข้าสู่ยุค ‘Abundant Intelligence’ หรือยุคที่เทคโนโลยี AI ไม่ได้เป็นสิ่งแปลกใหม่หรือหายากอีกต่อไป แต่กำลังกลายมาเป็น ‘โครงสร้างพื้นฐาน’ ที่เข้าถึงกันได้ง่าย มีต้นทุนต่ำ และถูกปลูกฝังอยู่ในวิถีการใช้ชีวิตของผู้คนและเศรษฐกิจ ไม่ต่างกับการเข้าถึงไฟฟ้าหรืออินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน

 

บทบาทของ AI ในยุคนี้ กลายมาเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจและองค์กรต่างๆ นำมาใช้เพื่อเป็น ‘ผู้ช่วยเชิงปฏิบัติการอัจฉริยะล้นเหลือ’ ซึ่งออกแบบเฉพาะให้มีความสามารถทั้งเข้าใจเป้าหมาย วางแผน ตัดสินใจ ลงมือทำงานแทนมนุษย์แบบอัตโนมัติ ส่งผลให้สมการการแข่งขันของธุรกิจเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ก้าวข้ามจากเดิมที่เป็นเพียงเครื่องมือ ‘ตอบคำถาม’ เท่านั้น มาสู่ความสามารถในการออกแบบระบบ การพัฒนาโมเดลเฉพาะทางที่ตอบโจทย์ธุรกิจได้อย่างแท้จริง

 

ตลาดเชื่อมั่นว่าโลก AI กำลังเข้ามาเป็นหุ้นโครงสร้างพื้นฐานของโลกและมีอนาคตการเติบโตในระยะยาว จะเป็นแกนหลักขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดหุ้นทั่วโลกครับ แรงซื้อจึงไหลเข้าหาผู้ผลิตที่เป็น supply chain ของเทคโนโลยี AI ที่กระจายอยู่ทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ หรือ ชิปหน่วยความจำสำหรับ AI

 

แม้จะมองว่า ถ้า Big Tech โตต่อ ดัชนีก็อาจโตแรง แต่ถ้าวันหนึ่ง… AI เริ่มชะลอ โดนกฎหมายผูกขาดเล่นงาน ตลาดเริ่มมองว่าหุ้นแพงเกินไป ทั้งดัชนีก็ร่วงได้เหมือนกันครับ เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับตลาดหุ้นจีนมาเมื่อ 5 ปีก่อน และกว่าจะฟื้นตัวกลับมาได้ก็ใช้เวลาหลายปี

 

ตลาดขาขึ้น กระจายความเสี่ยงข้ามภูมิภาค จัดพอร์ตให้อุ่นใจ

 

ภาพสะท้อนของตลาดหุ้นหลักๆ ยังทำผลงานได้ดีท่ามกลางความผันผวน และเงินทุนยังไม่ได้ไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหมด เพียงแต่ตลาดขาขึ้นรอบนี้เป็นลักษณะ ‘Selective Flow’ การเลือกลงทุนเฉพาะสินทรัพย์คุณภาพไม่ใช่แค่ดูว่า ‘หุ้นถูกและธุรกิจเติบโตในระยะยาว’ คงไม่พอแต่จะต้องเลือกประเทศได้ถูกด้วย

 

ปกติ ตลาดไม่เคยขึ้นหรือลงตลอด มันเคลื่อนด้วย ‘ความกลัว’ และ ‘ความคาดหวัง’

 

ช่วงที่คนกลัวมาก ราคามักปรับตัวลงแรง แต่เมื่อความกังวลเริ่มคลี่คลาย ตลาดก็กลับมาฟื้นตัว ถ้าตลาดมีความคาดหวัง ราคามักปรับขึ้นแรงเช่นปัจจุบัน ​

 

ข้อมูลสถิติย้อนหลังที่น่าสนใจ แม้ตลาดจะเคยเจอวิกฤติหนักๆ แต่ในระยะยาว ก็ยังให้ผลตอบแทนเฉลี่ยราว 8-10% ต่อปี

 

ปีที่ตลาดบวกมีมากกว่าปีที่ลบ และปีที่กำไรสูง เกิดบ่อยกว่าปีที่ขาดทุนหนัก

 

เพียงแต่การลงทุนในช่วงนี้ควรระมัดระวังการไล่ราคาในหุ้นที่ Valuation เริ่มแพง เช่นสหรัฐฯ และควรให้ความสำคัญกับตัวเลขผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งตอนนี้คงต้องรอติดตามดูงบการเงินของไตรมาส 2 เป็นต้นไป​

 

อย่างไรก็ตาม แม้วันนี้ สหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง ตลาดหุ้นก็ยังเติบโตได้ดีต่อเนื่อง แต่ไม่มีใครรู้ว่าอีก 10 ปีข้างหน้า ตลาดที่เติบโตดีที่สุด จะยังเป็นสหรัฐฯ อยู่มั้ย และหากวันหนึ่งเอเชียหรือยุโรปเริ่มเติบโตดีกว่า พอร์ตที่ลงทุนแค่ S&P 500 อาจทำผลตอบแทนต่ำกว่าตลาดโลกไปอีกหลายปี

 

จริงอยู่ว่าการลงทุนระยะยาว S&P 500 ยังเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังเป็นผู้นำของโลก แต่ขณะเดียวกัน ควรต้องพิจารณากระจายความเสี่ยงทั้งในแง่ของภูมิภาคกระจายไปยังตลาดหุ้นประเทศที่มีโอกาสเติบโตอื่นๆ และในแง่ของทรัพย์สินที่หลากหลาย การมีตราสารหนี้ ที่มักเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับหุ้น จะช่วยลดความผันผวนให้กับพอร์ตได้ดี และเพิ่มโอกาสเติบโตในทุกสภาวะตลาด

 

การคว้าโอกาสลงทุนยังต้องให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยง ทั้งในแง่ของสินทรัพย์ที่อาจต้องมีทั้งหุ้นและพันธบัตรผสมผสานกัน และในแง่ของภูมิภาคที่จะต้องลดการกระจุกตัวอยู่แค่หุ้นสหรัฐฯ และกระจายไปยังตลาดหุ้นอื่นๆ ที่น่าสนใจเพิ่มมากขึ้นเช่น จีน หรือญี่ปุ่น เป็นต้น

 

กลยุทธ์ Core & Satellite: ทางรอดและทางรวยในตลาดขาขึ้น

 

​​กลยุทธ์ลงทุนในช่วงนี้ ผมยังแนะนำจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite​ แบ่งเป็น Core Portfolio สัดส่วน 70-80% พอร์ตหลักนี้จะเน้นกระจายลงทุนในทรัพย์สินที่หลากหลายทั้งหุ้นและพันธบัตร ตราสารหนี้ทั่วโลก เพื่อสร้างเสถียรภาพให้พอร์ตในระยะยาว โดยหลักๆ จะอยู่ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างจีน ​

 

ส่วน Satellite Portfolio สัดส่วน 20-30% พอร์ตรองนี้เน้นหาโอกาสสร้างผลตอบแทนเพิ่มจากธีมเติบโตระยะยาว เช่น หุ้นกลุ่ม Quality Growth โดยเฉพาะ AI ที่มีรายได้และกำไรเติบโตจริง รวมถึงตลาดเกิดใหม่อย่าง จีน อินเดีย เวียดนาม รวมถึงไต้หวันและเกาหลีใต้ที่ได้อานิสงส์จาก AI และเซมิคอนดักเตอร์

 

วินัยการลงทุน: ศิลปะการควบคุม ‘อารมณ์’ เพื่อชัยชนะระยะยาว

 

​อีกเรื่องสำคัญ คือการถือเงินสดบางส่วนไว้เป็น ‘กระสุนลงทุน’ ในวันที่ตลาด Panic รวมถึงการลงทุนแบบ DCA อย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความผิดพลาดจากการพยายามจับจังหวะตลาด

 

และในวันที่ตลาดปรับตัวลงแรง การเพิ่มเงินลงทุน อาจช่วยให้คุณได้ ‘ต้นทุนที่ต่ำลง’ ยิ่งเริ่มสะสมในช่วงที่ยังไม่แน่นอน และถือยาวไปจนสถานการณ์คลี่คลาย โอกาสสร้างผลตอบแทน ก็ยิ่งสูงขึ้น และการกระจายความเสี่ยง มีสินทรัพย์ที่ผันผวนต่ำในพอร์ต จะช่วยให้คุณอยู่ในเกมได้จนถึงวันฟื้นตัว ​

 

แต่เหนือสิ่งอื่นใดการโฟกัสกลยุทธ์การลงทุนให้ชัดเจน และทำตามแผนจะช่วยให้คุณ ‘ลงทุนได้อย่างมีสติ’ ทำการบ้านศึกษาหาข้อมูลคัดสรรทรัพย์สินที่สนใจลงทุน เลือกซื้อทรัพย์สินนั้นเพราะอะไร เข้าใจถึงผลตอบแทน ความเสี่ยงและความผันผวนที่ยอมรับได้ กระจายความเสี่ยงในการลงทุนทั่วโลก คอยจัดพอร์ต ปรับพอร์ตให้เป็นไปตามแผน พร้อมๆ ไปกับมีวินัย DCA สม่ำเสมอ ตามแนวทางที่ตั้งไว้จะช่วยลดการใช้อารมณ์ในการลงทุน ผลลัพธ์จะมีผลเสียหายที่น้อยกว่าในระยะยาว เรียกง่ายๆ ว่า ‘Mindful Investing’ ที่จะทำให้คุณอุ่นใจได้ทุกวันเวลา ไม่ว่าใครจะเชียร์หุ้นตัวใด หรือตลาดจะผันผวนแค่ไหนก็ตาม ​

 

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือช่วงนี้เองที่โลกกำลังจะได้เห็นภาพสงครามกำลังจะยุติลงตลาดกลับเข้าสู่ภาวะตลาดกระทิง (Bull Market) อีกครั้ง อาการ ‘รู้งี้’ กำเริบเพราะพลาดโอกาสในวันที่ตลาดยังถูกข่าวร้ายกดดัน ไม่กล้าที่จะลงทุน พอตลาดหุ้นขึ้นก็ไม่มีของในมือเสียแล้ว พาลให้พลาดโอกาสอันงาม

 

การมี Mindful Investing จะช่วยให้คุณเอาชนะเกมการลงทุนได้ไม่ว่าตลาดจะเป็นขาขึ้นหรือขาลง ยิ่งในโลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนในระยะยาว​ สิ่งสำคัญไม่ใช่การทายตลาดให้ถูกทุกครั้ง แต่คือ ‘จัดพอร์ตกระจายลงทุนให้พร้อมอยู่รอด และเติบโตได้ในทุกสภาวะตลาด’ เท่านี้ จะทำให้คุณกินอิ่มนอนหลับได้แบบอุ่นใจครับ

The post ตลาดหุ้นโลกกระทิง: จัดพอร์ตอย่างไรให้ได้กำไรแบบอุ่นใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความปลอดภัยทางไซเบอร์ ปี 2026: 8 คำถามที่ผู้นำธุรกิจควรถาม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความยั่งยืน https://thestandard.co/cybersecurity-business-leaders-questions-2026/ Thu, 18 Jun 2026 06:43:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1220018 นักธุรกิจแตะไอคอนเครื่องหมายคำถามและเครื่องหมายตกใจ สื่อถึงความท้าทายด้านความปลอดภัยไซเบอร์

ในประเทศไทย องค์กรในหลากหลายภาคธุรกิจ ทั้งภาคธนาคาร อุต […]

The post ความปลอดภัยทางไซเบอร์ ปี 2026: 8 คำถามที่ผู้นำธุรกิจควรถาม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักธุรกิจแตะไอคอนเครื่องหมายคำถามและเครื่องหมายตกใจ สื่อถึงความท้าทายด้านความปลอดภัยไซเบอร์

ในประเทศไทย องค์กรในหลากหลายภาคธุรกิจ ทั้งภาคธนาคาร อุตสาหกรรมการผลิต ภาคบริการสุขภาพ หน่วยงานภาครัฐ และภาคธุรกิจอื่นๆ กำลังเร่งนำ AI มาใช้ โดยขยายแพลตฟอร์มดิจิทัลและเชื่อมโยงการดำเนินงานในวงกว้าง โรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) มีการเชื่อมต่อถึงกันมากขึ้น ขณะที่ห่วงโซ่อุปทานกำลังก้าวสู่ความเป็นดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจต่างพึ่งพาระบบคลาวด์ ระบบอัตโนมัติ และเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจมากขึ้น

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

แต่ยิ่งองค์กรเชื่อมถึงกันมากขึ้น ก็ยิ่งมีโอกาสเผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้นด้วย ความปลอดภัยทางไซเบอร์จึงไม่ใช่แค่เรื่องของไอทีอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของความยืดหยุ่นทางธุรกิจ ความเชื่อมั่น และการเติบโต และนี่คือ 8 คำถามเชิงกลยุทธ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่ผู้เขียนมองว่าผู้นำธุรกิจควรเริ่มตั้งคำถามกับองค์กรของตนตั้งแต่วันนี้

 

1. คุณกำลังใช้ AI อย่างปลอดภัย หรือเพียงแค่เร่งนำมาใช้ในองค์กรให้เร็วขึ้น?

 

หลายองค์กรกำลังเร่งนำ AI copilots ระบบอัตโนมัติ และเอเจนต์อัจฉริยะมาใช้งาน ทั้งที่แนวทางการกำกับดูแลยังไม่สมบูรณ์เพียงพอ แม้ AI จะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการทำงานและประสบการณ์ลูกค้า แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างความเสี่ยงทางไซเบอร์รูปแบบใหม่เช่นกัน ตั้งแต่การรั่วไหลของข้อมูล การโจมตีแบบอัตโนมัติ ไปจนถึงพฤติกรรมของ AI ที่ไม่ได้รับการติดตามหรือเฝ้าระวังอย่างเพียงพอ ผู้เขียนเห็นว่า องค์กรชั้นนำจึงนำแนวทางการกำกับดูแล ความมั่นคงปลอดภัย และการกำกับดูแลโดยมนุษย์ (Human Oversight) มาผสานเข้ากับการนำ AI ไปใช้งาน ตั้งแต่เริ่มต้น แทนที่จะรอให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้วจึงค่อยแก้ไข

 

2. คุณรู้แน่ชัดหรือไม่ว่ามีตัวตนที่ไม่ใช่มนุษย์ใดบ้างอยู่ในระบบของคุณ?

 

ปัจจุบัน ตัวตนที่ไม่ใช่มนุษย์ (Non-human Identities) ไม่ว่าจะเป็น AI agents บอท APIs หรือบัญชีที่ใช้โดยระบบอัตโนมัติ กำลังทำงานอยู่ในแทบทุกองค์กร โดยหลายครั้งมีจำนวนและความซับซ้อนเกินกว่าที่มนุษย์จะมองเห็นได้ทั้งหมด ในหลายองค์กร ตัวตนที่ไม่ใช่มนุษย์เหล่านี้มีมากกว่าจำนวนพนักงานแล้วด้วยซ้ำ

 

สำหรับองค์กรไทยที่กำลังขยายการใช้งานระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีคลาวด์ ผู้เขียนมองว่า การกำกับดูแลตัวตน (Identity governance) เป็นประเด็นความเสี่ยงที่สำคัญ องค์กรจำเป็นต้องยกระดับความสามารถในการมองเห็น การติดตามแบบเรียลไทม์ ควบคู่กับการกำหนดมาตรการควบคุมการเข้าถึงตามหลัก Zero Trust สำหรับการเข้าถึงของทั้งมนุษย์และเครื่องจักร

 

3. ห่วงโซ่อุปทานกลายเป็นจุดอ่อนทางไซเบอร์ที่ใหญ่ที่สุดของคุณหรือไม่?

 

เศรษฐกิจไทยเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับเครือข่ายการผลิต การขนส่ง และห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ช่องโหว่ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ของคู่ค้าทางธุรกิจ ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ หรือแพลตฟอร์มคลาวด์เพียงรายเดียว อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานขององค์กรทั้งระบบได้ ผู้เขียนเห็นว่า องค์กรควรก้าวข้ามการประเมินความเสี่ยงของคู่ค้าเป็นรายปี ไปสู่การติดตามและเฝ้าระวังความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการวางแผนรับมือเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน

 

4. ระบบเทคโนโลยีปฏิบัติการของคุณพร้อมรับมือกับการหยุดชะงักจากภัยไซเบอร์แล้วหรือยัง?

 

โรงงานอัจฉริยะ อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกัน และระบบเทคโนโลยีปฏิบัติการ (Operational Technology: OT) กำลังพลิกโฉมภาคอุตสาหกรรมของไทย แต่ความเชื่อมโยงที่เพิ่มขึ้นนี้ก็ทำให้ช่องโหว่ด้านความปลอดภัยเพิ่มขึ้นด้วย การหยุดชะงักของระบบ (Downtime) จึงไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านการดำเนินงานอีกต่อไป แต่ยังเป็นประเด็นด้านความยืดหยุ่นทางไซเบอร์ด้วย

 

ดังนั้น ผู้เขียนพิจารณาว่า ภาคการผลิต ผู้ให้บริการสาธารณูปโภคและผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานจำเป็นต้องมีแนวทางด้านความมั่นคงปลอดภัยที่เชื่อมโยงระหว่างระบบ IT และ OT แบบบูรณาการ เพื่อให้สามารถติดตามและเฝ้าระวังทั้งระบบดิจิทัลและการดำเนินงานที่เกิดขึ้นจริงได้อย่างต่อเนื่อง

 

5. มาตรการด้านไซเบอร์ของคุณสอดคล้องกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์หรือไม่?

 

ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์กำลังได้รับอิทธิพลมากขึ้นจากภูมิรัฐศาสตร์ อธิปไตยทางดิจิทัล (Digital Sovereignty) และความความแตกต่างของกฎระเบียบในแต่ละประเทศ องค์กรจำนวนมากจึงเริ่มทบทวนว่า

 

  • ข้อมูลถูกจัดเก็บอยู่ที่ใด
  • องค์กรพึ่งพาเทคโนโลยีใดอยู่บ้าง
  • มีความเสี่ยงจากการพึ่งพาผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่งมากเกินไปหรือไม่
  • การดำเนินงานข้ามพรมแดนมีความพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนมากเพียงใด

 

สำหรับองค์กรไทยที่กำลังขยายธุรกิจไปต่างประเทศ ผู้เขียนเห็นว่า ความยืดหยุ่นทางไซเบอร์เป็นประเด็นเชิงกลยุทธ์ทางธุรกิจ ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องทางเทคนิคเท่านั้น

 

6. คุณเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบควอนตัมหรือยัง?

 

แม้เทคโนโลยี Quantum Computing อาจยังดูเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับหลายองค์กร แต่ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการเข้ารหัส (encryption) และความปลอดภัยของข้อมูลในอนาคตนั้นไม่ควรถูกมองข้าม สำหรับภาคการธนาคาร โทรคมนาคม และหน่วยงานรัฐ การเตรียมความพร้อมอาจต้องใช้เวลาหลายปี เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับระบบและโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก ผู้เขียนแนะนำว่าองค์กรไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงทันที แต่ควรเริ่มทำความเข้าใจว่าความเปราะบางหรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตนั้นอยู่ตรงจุดใด เพื่อเตรียมความพร้อมได้อย่างเหมาะสม

 

7. ความปลอดภัยไซเบอร์ช่วยให้ธุรกิจคุณเดินหน้าได้เร็วขึ้นหรือกำลังกลายเป็นอุปสรรค?

 

องค์กรที่มีความพร้อมสูงไม่ได้มองความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เป็นเพียงกลไกควบคุมที่แยกออกจากการเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ดิจิทัล แต่เป็นการผสมผสานความมั่นคงปลอดภัยด้านไซเบอร์ในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การนำ AI มาใช้ การดำเนินงานดิจิทัล และการเปลี่ยนแปลงในระดับองค์กร

 

ผู้เขียนเห็นว่า ความไว้วางใจกำลังกลายเป็นปัจจัยสร้างความแตกต่างทางธุรกิจ องค์กรที่สามารถขยายการเติบโตโดยเน้นความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์มักสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าได้มากกว่าองค์กรที่เร่งสร้างนวัตกรรมโดยไม่คำนึงถึงด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ อีกทั้งยังสนับสนุนการเติบโตขององค์กรในระยะยาว

 

8. CISO เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจระดับองค์กรหรือไม่

 

บทบาทของผู้บริหารด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ (Chief Information Security Officer: CISO) กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ผู้นำด้านไซเบอร์ในปัจจุบันจำเป็นต้องทำงานร่วมกับคณะกรรมการบริษัท หน่วยงานกำกับดูแล และผู้บริหารระดับสูงในประเด็นที่กว้างไกลกว่าด้านเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน การกำกับดูแล AI ความต่อเนื่องทางธุรกิจ และการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์จึงไม่อาจดำเนินงานแยกออกจากกลยุทธ์ทางธุรกิจได้อีกต่อไป

 

บทสรุป

 

เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง การนำ AI มาใช้จะขยายตัวมากขึ้น โครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมต่อกันจะเพิ่มขึ้น และห่วงโซ่อุปทานจะยิ่งเชื่อมโยงและทำงานแบบอัตโนมัติมากกว่าเดิม แต่ยิ่งองค์กรมีความเป็นดิจิทัลมากขึ้นเท่าใด ความยืดหยุ่นและความเชื่อมั่นก็ยิ่งมีบทบาทสำคัญในการกำหนดความได้เปรียบทางการแข่งขันมากขึ้นเท่านั้น

 

สำหรับองค์กรไทย ในความเห็นของผู้เขียน สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ คือ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการรับมืออีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงในการป้องกันเชิงรุก เพื่อเป็นรากฐานของความเชื่อมั่น สร้างความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน และส่งเสริมการเติบโตในระยะยาว และในปี 2026 ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถเติบโตและเดินหน้าได้อย่างมั่นใจ

 

ภาพ: Panchenko Vladimir / Shutterstock

 

อ้างอิง:

  • รายงาน Cybersecurity Considerations 2026 ของเคพีเอ็มจี อินเตอร์เนชั่นแนล

The post ความปลอดภัยทางไซเบอร์ ปี 2026: 8 คำถามที่ผู้นำธุรกิจควรถาม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทฤษฎีหมูกระทะการเงิน : เมื่อชีวิตเต็มไปด้วยเรื่องที่ต้องดูแล https://thestandard.co/financial-hotpot-life-burden/ Thu, 18 Jun 2026 06:25:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1220006 ภาพหมูกระทะบนโต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหารหลากหลาย

หมูกระทะอาจเป็นหนึ่งในเมนูที่ ‘เข้าใจชีวิตคนไทย’ มากที่ […]

The post ทฤษฎีหมูกระทะการเงิน : เมื่อชีวิตเต็มไปด้วยเรื่องที่ต้องดูแล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพหมูกระทะบนโต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหารหลากหลาย

หมูกระทะอาจเป็นหนึ่งในเมนูที่ ‘เข้าใจชีวิตคนไทย’ มากที่สุด เพราะถ้าไปกินคนเดียว ทุกอย่างมักจัดการไม่ยาก เราเลือกสิ่งที่อยากกิน กะปริมาณได้ และดูแลแค่ความสุขของตัวเองก็พอ แต่หมูกระทะจริงๆ มักไม่ได้ถูกออกแบบมาให้กินคนเดียว มันคืออาหารของการ ‘กินหลายคน’

 

 

และเมื่อมีหลายคนอยู่บนโต๊ะ ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไป คนหนึ่งอยากกินกุ้ง อีกคนอยากกินเนื้อ บางคนสั่งชีส บางคนอยากได้ของทอด บางคนบอก ‘เอามาก่อน เดี๋ยวค่อยกิน’ สุดท้ายยังไม่ทันเริ่มกินจริงจัง โต๊ะก็เริ่มเต็มแล้ว

 

แปลกดีที่ภาพแบบนี้ คล้ายชีวิตของคนวัยทำงานยุคนี้มาก โดยเฉพาะคนที่กำลังอยู่ในบทบาท ‘เดอะแบก’ หลายครั้ง ชีวิตที่เหนื่อย ไม่ได้เกิดจากการมี ‘น้อยเกินไป’ แต่เกิดจากการที่ทุกอย่างกำลังเข้ามาพร้อมกัน ทั้งเรื่องงาน เรื่องบ้าน เรื่องลูก เรื่องพ่อแม่ เรื่องเงิน เรื่องอนาคต รวมถึงความคาดหวังจากคนรอบตัว เหมือนโต๊ะหมูกระทะที่ทุกคนต่างก็หยิบอะไรบางอย่างเข้ามาเพิ่มเสมอ และสุดท้าย คนที่เหนื่อยที่สุด มักไม่ใช่คนที่กินเยอะที่สุด แต่คือคนที่พยายามดูแลทุกอย่างบนโต๊ะพร้อมกัน

 

เมื่อทุกอย่างสำคัญพร้อมกัน ชีวิตจึงเริ่มตึง

 

ปัญหาของคนยุคนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่อง ‘รายได้’ อย่างเดียว แต่คือการที่ชีวิตเต็มไปด้วย ‘เรื่องสำคัญ’ พร้อมกันมากเกินไป เราอยากมีบ้านที่ดีขึ้น อยากมีรถที่สบายขึ้น อยากดูแลพ่อแม่ให้ดีที่สุด อยากให้ลูกมีโอกาสที่ดี อยากมีเงินเกษียณ อยากลงทุน อยากมีสมดุลระหว่างงานและชีวิต อยากดูแลสุขภาพ และก็อยากมีเวลาของตัวเองด้วย ทุกอย่างล้วนเป็นเป้าหมายที่ถูกต้องทั้งหมด

 

แต่ปัญหาคือ หลายคนพยายามทำทุกเป้าหมาย ‘พร้อมกัน’ เราอยากมีบ้านและรถในช่วงเดียวกัน พร้อมกับเริ่มลงทุนจริงจัง อยากดูแลพ่อแม่ให้ดีที่สุด ขณะเดียวกันก็อยากส่งลูกเข้าโรงเรียนดีๆ อยากมีรายได้เสริม อยากเกษียณเร็ว และยังคาดหวังว่าตัวเองจะมีเวลาใช้ชีวิต มีสุขภาพที่ดี และมีความสุขไปพร้อมกันด้วย

 

ผลคือ ทั้งกระแสเงินสด และ ‘พลังของชีวิต’ เริ่มตึงขึ้นเรื่อยๆ หลายคนจึงเริ่มรู้สึกว่า แม้รายได้จะมากขึ้น แต่ชีวิตกลับเหนื่อยกว่าเดิม เพราะสิ่งที่ขาดไม่ใช่แค่เงิน แต่คือ ‘พื้นที่’ ของชีวิต ทั้งเวลา พลังงาน สุขภาพ และพื้นที่ทางใจ

 

อย่าหยิบทุกอย่างขึ้นโต๊ะพร้อมกัน

 

ในทางการเงิน เรามักให้ความสำคัญกับการจัดสรรเงิน แต่จริงๆ แล้ว ชีวิตก็ต้องการ ‘การจัดลำดับ’ เหมือนกัน เพราะต่อให้รายได้เพิ่มขึ้นมากแค่ไหน คนเราก็ยังมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่าเดิม มีร่างกายเท่าเดิม และมีพลังในการรับแรงกดดันอย่างจำกัด เหมือนเวลาไปกินหมูกระทะ คนที่กินสบายที่สุด มักไม่ใช่คนที่หยิบเก่งที่สุด แต่คือคนที่ ‘เลือก’ เป็น รู้ว่าอะไรสำคัญ อะไรค่อยสั่งทีหลังได้ อะไรยังไม่จำเป็น และอะไรที่ถ้าหยิบขึ้นมาตอนนี้ โต๊ะจะเริ่มแน่นเกินไป

 

ชีวิตการเงินก็ไม่ต่างกัน ปัญหาของคนยุคนี้ไม่ใช่ไม่มีเป้าหมาย แต่คืออยากทำทุกเป้าหมายในเวลาเดียวกัน ทั้งที่ในโลกจริง ชีวิตที่มั่นคง มักไม่ได้เกิดจากการทำทุกอย่างเร็วที่สุด แต่เกิดจากการรู้ว่า ‘ช่วงนี้ อะไรสำคัญที่สุด’ บางช่วงของชีวิต อาจต้องสร้างเงินสำรองก่อนลงทุน บางช่วงอาจต้องลดภาระหนี้ก่อนเพิ่มค่าใช้จ่ายระยะยาว บางช่วงอาจต้องให้เวลากับสุขภาพหรือครอบครัว มากกว่าการเร่งสร้างรายได้เพิ่ม เพราะชีวิตที่มั่นคงจริงๆ มักไม่ได้เกิดจากการ ‘มีครบทุกอย่างพร้อมกัน’ แต่เกิดจากการค่อยๆ เติมทีละอย่าง ในจังหวะที่ชีวิตยังรับไหว

 

ทุกอย่างที่หยิบเข้ามาในชีวิต มีต้นทุนเสมอ

 

ร้านหมูกระทะสมัยนี้มักมีป้ายเขียนไว้ชัดเจนว่า ‘กินไม่หมด ปรับ’ ตอนแรกเราอาจไม่รู้สึกอะไร เพราะคิดว่า ‘เอาไว้ก่อน เดี๋ยวค่อยกิน’ แต่พอเวลาผ่านไป โต๊ะเริ่มแน่น เริ่มอิ่ม และเริ่มพบว่า บางอย่างที่อยู่ตรงหน้า เราอาจไม่ได้ต้องการจริงๆ ตั้งแต่แรก

 

ชีวิตการเงินก็ไม่ต่างกัน หลายครั้งเรารับทุกอย่างเข้ามา เพราะคิดว่า ‘ยังไหว’ ผ่อนบ้านเพิ่ม ผ่อนรถเพิ่ม รับผิดชอบเพิ่ม ลงทุนเพิ่ม ทำงานเพิ่ม และพยายามหารายได้เพิ่ม จนลืมไปว่า ทุกอย่างมีต้นทุนเสมอ และต้นทุนของชีวิต ไม่ได้จ่ายเป็นเงินอย่างเดียว แต่มาในรูปของเวลา สุขภาพ ความสัมพันธ์ และพลังชีวิตที่ค่อยๆ ลดลง

 

หลายคนสร้างภาระระยะยาวเร็วเกินไป บ้านเกินตัว รถเกินตัว หรือไลฟ์สไตล์โตเร็วกว่ารายได้ เหมือนคนที่ตักทุกอย่างตั้งแต่รอบแรก สุดท้ายโต๊ะเต็มเร็ว และชีวิตเริ่มไม่มีความยืดหยุ่นเหลือ

 

บางคนมีรายได้มากขึ้น แต่ไม่มีเวลาใช้เงิน บางคนมีบ้านใหญ่ขึ้น แต่ไม่มีเวลาอยู่บ้าน บางคนลงทุนเก่ง แต่สุขภาพเริ่มพัง และบางคนวางแผนเกษียณไว้ดีมาก แต่กลับไม่มีแรงใช้ชีวิตเมื่อถึงวันนั้น

 

นี่คือเหตุผลที่คนจำนวนมากเริ่มรู้สึกว่า ตัวเองกำลัง ‘รวยขึ้น แต่เหนื่อยกว่าเดิม’

 

เดอะแบกที่เก่งที่สุด อาจไม่ใช่คนที่แบกทุกอย่างไว้คนเดียว

 

เดอะแบกจำนวนมากมักคิดว่าหน้าที่ของตัวเองคือ ‘แบกให้ไหว’ จึงพยายามรับทุกอย่างไว้คนเดียว ทั้งดูแลครอบครัว ดูแลอนาคต ดูแลเรื่องเงิน และดูแลความคาดหวังของทุกคน ทั้งที่ในความเป็นจริง ชีวิตที่ดีอาจไม่ได้ต้องการคนที่ ‘แบกเก่งที่สุด’ แต่ต้องการคนที่ ‘จัดโต๊ะชีวิตเป็น’ มากกว่า เหมือนโต๊ะหมูกระทะที่กินแล้วสบาย มักไม่ใช่โต๊ะที่มีของเยอะที่สุด แต่เป็นโต๊ะที่มีการแบ่งกันดู ค่อยๆ เติม เริ่มจากสิ่งสำคัญก่อน และเหลือพื้นที่บนโต๊ะไว้เสมอ

 

ชีวิตก็เหมือนกัน หลายครั้งสิ่งที่ควรทำ ไม่ใช่พยายามเปลี่ยนทุกอย่างพร้อมกัน แต่อาจเริ่มจากการกลับมาทบทวนว่า ตอนนี้อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดจริงๆ อะไรคือเป้าหมายระยะนี้ อะไรคือภาระที่หนักเกินไป และอะไรคือสิ่งที่อาจ ‘ยังไม่ต้องรีบ’ เพราะชีวิตที่มั่นคง มักไม่ได้เกิดจากการมีทุกอย่างเร็วที่สุด แต่เกิดจากการที่เรายังมีแรงไปต่อได้ในระยะยาว

 

ชีวิตที่ดี ต้องเหลือพื้นที่ให้ตัวเองด้วย

 

คนเป็นเดอะแบกจำนวนมากมักรู้สึกว่า การคิดถึงตัวเองก่อนเป็นเรื่องเห็นแก่ตัว แต่ความจริงคือ ถ้าคนที่แบกทุกอย่างล้มลง คนทั้งโต๊ะก็มักได้รับผลกระทบไปด้วย

 

บนเครื่องบิน เรายังถูกสอนให้ใส่หน้ากากออกซิเจนให้ตัวเองก่อนช่วยคนอื่น ไม่ใช่เพราะให้รักตัวเองมากกว่าคนอื่น แต่เพราะคนที่หมดแรง จะช่วยใครต่อไม่ได้เลย

 

เรื่องการเงินและชีวิตก็เหมือนกัน การมีเงินสำรอง สุขภาพที่ดี เวลาพัก พลังใจ รวมถึงเวลาของตัวเอง ไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่มันคือ ‘พื้นที่ว่าง’ ที่ทำให้ชีวิตยังไปต่อได้

 

เพราะสุดท้ายแล้ว ชีวิตที่ดี อาจไม่ใช่ชีวิตที่มีทุกอย่างเต็มโต๊ะ แต่คือชีวิตที่ยังมีพื้นที่เหลือ ให้เราได้หายใจ ใช้ชีวิต และค่อยๆ ดูแลสิ่งสำคัญทีละอย่าง… โดยไม่ลืมการใส่ใจดูแลตัวเองไปพร้อมกันด้วย

 

ภาพ: GG STORY / Shutterstock

The post ทฤษฎีหมูกระทะการเงิน : เมื่อชีวิตเต็มไปด้วยเรื่องที่ต้องดูแล appeared first on THE STANDARD.

]]>
Optical Module อาวุธลับของ AI Data Center กับโอกาสลงทุนในคอขวดใหม่ของโลกเทคโนโลยี https://thestandard.co/opinion-optical-module-ai-data-center/ Mon, 15 Jun 2026 11:08:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1218654 ภาพระยะใกล้ของฮับไฟเบอร์ออปติกในห้องเซิร์ฟเวอร์

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การลงทุนในธีม AI มักโฟกัสไปที่ GP […]

The post Optical Module อาวุธลับของ AI Data Center กับโอกาสลงทุนในคอขวดใหม่ของโลกเทคโนโลยี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพระยะใกล้ของฮับไฟเบอร์ออปติกในห้องเซิร์ฟเวอร์

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การลงทุนในธีม AI มักโฟกัสไปที่ GPU, Semiconductor, Cloud และ Data Center เป็นหลัก เพราะสิ่งเหล่านี้คือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ AI พัฒนาและใช้งานได้จริง แต่เมื่อ AI กำลังก้าวจากเทคโนโลยีทดลองไปสู่การใช้งานจริงในระดับโลก คำถามสำคัญของอุตสาหกรรมเริ่มเปลี่ยนไป จากเดิมที่ตลาดมักถามว่า “ใครมีชิปที่แรงที่สุด” กลายเป็นคำถามใหม่ว่า “ระบบจะเชื่อมต่อชิปจำนวนมหาศาลให้ทำงานร่วมกันได้เร็วพอหรือไม่”

 

 
 

นี่คือเหตุผลที่ Optical Module กำลังกลายเป็นหนึ่งในชิ้นส่วนสำคัญของ AI Infrastructure เพราะในโลกของ AI ยุคใหม่ ความเร็วของชิปเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ หากระบบเครือข่ายไม่สามารถส่งข้อมูลระหว่างชิป เซิร์ฟเวอร์ Rack และ Data Center ได้เร็วพอ พลังประมวลผลที่ลงทุนไปมหาศาลก็อาจไม่ถูกใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ

 

อ้างอิงข้อมูลจาก Bloomberg Intelligence “OFC 2026: Optics Go Deeper, Networks Become Denser” as of 23 March 2026 คาดว่ายอดขาย Optical Module และอุปกรณ์ Optical Hardware เข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ โดยตลาดมีแนวโน้มเติบโตแตะ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 เพิ่มขึ้นจาก 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2025 ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีราว 19%

 

Optical Module คืออะไร

 

Optical Module คืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณไฟฟ้าให้เป็นสัญญาณแสง และแปลงกลับเป็นสัญญาณไฟฟ้าอีกครั้ง เพื่อส่งข้อมูลผ่านสายไฟเบอร์ออปติกด้วยความเร็วสูง พูดง่ายๆ คือเป็น “ตัวกลาง” ที่ทำให้ข้อมูลจำนวนมหาศาลวิ่งไปมาระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ ใน Data Center ได้อย่างรวดเร็ว

 

หาก GPU คือ “สมอง” ของ AI และ Data Center คือ “ร่างกาย” Optical Module ก็คือ “ระบบประสาท” ที่ทำให้ทุกส่วนสื่อสารกันได้อย่างราบรื่น เพราะโมเดล AI ขนาดใหญ่ไม่ได้ใช้ GPU เพียงตัวเดียว แต่ต้องใช้ GPU หรือ XPU จำนวนมาก ตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนตัว ชิปเหล่านี้ต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลกันตลอดเวลา ยิ่งโมเดลใหญ่ขึ้น ปริมาณข้อมูลที่ต้องส่งระหว่างชิป เซิร์ฟเวอร์ และ Data Center ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

เมื่อ GPU ไม่ใช่ปัญหาเดียวของ AI

 

ในโลกของ AI การมี GPU จำนวนมากไม่ได้แปลว่าระบบจะเร็วเสมอไป เพราะต่อให้มี GPU ที่แรงที่สุดจำนวนมาก แต่หากการส่งข้อมูลระหว่าง GPU ช้า ระบบก็ไม่สามารถใช้พลังประมวลผลได้เต็มที่ เปรียบเหมือนมีพนักงานเก่ง 1,000 คน แต่ทุกคนต้องใช้ถนนเลนเดียวในการสื่อสาร งานก็ย่อมติดขัดและไม่สามารถเดินหน้าได้เต็มศักยภาพ

 

ดังนั้น AI ยุคต่อไปไม่ได้ต้องการเพียงชิปที่แรงขึ้น แต่ต้องการเครือข่ายที่เร็วขึ้น หนาแน่นขึ้น และใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย นี่คือจุดที่ Optical Module เริ่มมีบทบาทมากขึ้น เพราะช่วยให้การส่งข้อมูลใน Data Center รองรับความเร็วและปริมาณข้อมูลที่สูงขึ้นได้ดีกว่าการเชื่อมต่อแบบเดิม

 

ทำไมโลก AI กำลังเปลี่ยนจาก Copper ไปสู่ Optical

 

ในอดีต Data Center หลายส่วนยังสามารถใช้สายทองแดง หรือ Copper ได้ แต่เมื่อความเร็วและปริมาณข้อมูลเพิ่มขึ้น ข้อจำกัดของทองแดง ก็เริ่มชัดเจนมากขึ้น ทั้งการสูญเสียสัญญาณเมื่อส่งข้อมูลไกลขึ้น ความร้อนที่เพิ่มขึ้น การใช้พลังงานสูงขึ้น 

Optical Module จึงกลายเป็นทางเลือกที่เหมาะกว่า เพราะสามารถส่งข้อมูลได้เร็วกว่า ไกลกว่า และมีประสิทธิภาพด้านพลังงานดีกว่าในหลายกรณี ผลลัพธ์คือ AI Data Center ทั่วโลกกำลังเพิ่มการใช้ Optical Connection มากขึ้น ไม่ใช่แค่การเชื่อมต่อระหว่าง Data Center แต่เริ่มขยับลึกเข้ามาในโครงสร้างภายใน Data Center มากขึ้นเรื่อยๆ

 

AI กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเครือข่ายของ Data Center

 

AI ต้องการให้ GPU จำนวนมหาศาลทำงานร่วมกันเหมือนเป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์เครื่องเดียว ทำให้ความต้องการด้าน Bandwidth และ Latency สูงกว่าระบบ Cloud ทั่วไปมาก เพราะข้อมูลต้องถูกส่งไปมาระหว่างชิปและเซิร์ฟเวอร์จำนวนมากในเวลาที่รวดเร็ว หากเครือข่ายช้าเพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้การประมวลผลทั้งระบบสะดุดได้

โครงสร้างการเชื่อมต่อหลักของ AI Data Center แบ่งได้เป็น 3 ระดับ ได้แก่ Scale-Up หรือการเชื่อมต่อ GPU ภายในระบบเดียวกันหรือ Rack เดียวกัน, Scale-Out หรือการเชื่อมต่อหลาย Rack เข้าด้วยกันเพื่อสร้างเป็น AI Cluster ขนาดใหญ่ และ Scale-Across หรือการเชื่อมต่อ Data Center หลายแห่งเข้าด้วยกัน เพื่อให้ทำงานร่วมกันเหมือนเป็นระบบเดียว

 

ทั้ง 3 ระดับนี้ล้วนต้องใช้ Optical Connection มากขึ้น ยิ่งจำนวน GPU เพิ่มขึ้น จำนวนจุดเชื่อมต่อก็เพิ่มขึ้นตาม ทำให้ Optical กลายเป็นส่วนสำคัญของการขยาย AI Infrastructure เพราะไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนชิป แต่เป็นการทำให้ชิปทั้งหมดทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

Optical Density และการเปลี่ยนผ่านสู่ 800G / 1.6T

 

อีกแนวโน้มสำคัญคือ Optical Density หรือความหนาแน่นของการใช้ Optical Connection ภายใน Data Center ในอดีต Optical Module อาจถูกใช้เฉพาะบางจุดของระบบ แต่ในอนาคตอาจถูกใช้แทบทุกระดับ ตั้งแต่ภายใน Rack ระหว่าง Rack ระหว่าง Cluster ไปจนถึงการเชื่อมต่อระหว่าง Data Center

ขณะเดียวกัน ตลาด Optical Module กำลังเปลี่ยนผ่านจากระดับ 400G ไปสู่ 800G, 1.6T และในอนาคตอาจไปถึง 3.2T ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความสามารถในการส่งข้อมูล ยิ่งตัวเลขสูง ก็ยิ่งรองรับ AI Cluster ขนาดใหญ่ได้ดีขึ้น สำหรับ AI การอัปเกรดจาก 800G ไปสู่ 1.6T ไม่ใช่เพียงการเพิ่มความเร็วธรรมดา แต่เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรองรับโมเดล AI ที่ใหญ่ขึ้น จำนวน GPU ที่เพิ่มขึ้น และปริมาณข้อมูลที่ต้องส่งระหว่างระบบมากขึ้น

 

ทำไมธีมนี้ถึงน่าสนใจสำหรับนักลงทุน

 

Optical Module ไม่ได้เป็นเพียงชิ้นส่วนประกอบเล็กๆ ของ Data Center อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่า AI Infrastructure จะขยายตัวได้เร็วแค่ไหน ในเวลาเดียวกัน Hyperscaler และผู้ให้บริการ AI Cloud รายใหญ่ เช่น Microsoft, Google, Amazon และ Meta ต่างเร่งลงทุนใน AI Data Center อย่างต่อเนื่อง เมื่อการลงทุนใน AI Data Center เพิ่มขึ้น ความต้องการอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องก็เติบโตตามไปด้วย ทั้ง Optical Module, Laser, Transceiver, Fiber, Optical System และ Networking Equipment

 

ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการเติบโตของ Optical Module แบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผู้ผลิต Optical Component และ Transceiver เช่น Coherent, Lumentum และ Fabrinet, บริษัท Networking และ Switching เช่น Broadcom, Marvell และ Arista และผู้ให้บริการ Optical System และ Fiber เช่น Ciena, Nokia และ Corning

 

โดยสรุปธีม Optical Module กำลังกลายเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่สุดของยุค AI เพราะ AI ไม่ได้ต้องการเพียง “สมองที่เร็วขึ้น” แต่ต้องการ “ระบบประสาทที่เร็วขึ้น” ด้วย ยิ่งโมเดล AI ใหญ่ขึ้น จำนวน GPU มากขึ้น และ Data Center เชื่อมต่อกันมากขึ้น ความต้องการส่งข้อมูลความเร็วสูงก็จะเพิ่มขึ้นตาม

 

หากเปรียบ AI เป็นโรงงานขนาดใหญ่ GPU คือเครื่องจักรหลัก Data Center คือโรงงาน และ Optical Module คือสายพานความเร็วสูงที่ทำให้ข้อมูลไหลเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากสายพานนี้ช้า เครื่องจักรที่แพงที่สุดก็อาจทำงานได้ไม่เต็มศักยภาพ และหากสายพานนี้กลายเป็นคอขวด Optical Module ก็อาจเป็นหนึ่งในโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจของ AI Infrastructure 

 

The post Optical Module อาวุธลับของ AI Data Center กับโอกาสลงทุนในคอขวดใหม่ของโลกเทคโนโลยี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟุตบอลโลก 2026 ผ่านมุมมองโลกการเงิน https://thestandard.co/world-cup-2026-finance-investment/ Thu, 11 Jun 2026 07:46:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1217201 นักฟุตบอลในสนามที่มีธนบัตรเงินดอลลาร์โปรยปรายลงมา

8 ปีก่อน ผมเคยวิเคราะห์ฟุตบอลโลกปี 2018 กับตลาดการเงิน […]

The post ฟุตบอลโลก 2026 ผ่านมุมมองโลกการเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักฟุตบอลในสนามที่มีธนบัตรเงินดอลลาร์โปรยปรายลงมา

8 ปีก่อน ผมเคยวิเคราะห์ฟุตบอลโลกปี 2018 กับตลาดการเงิน ด้วยแนวคิดที่ว่า “ปีฟุตบอลโลก” ควรเป็นช่วงที่ตลาดเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น

 

ผ่านมาเกือบทศวรรษ ผมพบว่าสิ่งที่นักลงทุนได้เรียนรู้จริงจากฟุตบอล ไม่ใช่แค่การทายผลแพ้ชนะ แต่ฟุตบอลเป็นกีฬาที่มีฐานผู้ชมขนาดใหญ่ไม่ต่างกับตลาดหุ้นโลก มีพัฒนาการด้านกลยุทธ์ชัดเจน นอกจากนั้นก็มีอารมณ์ของมนุษย์เข้ามาผสมผสานอย่างโดดเด่น การเข้าใจมหกรรมใหญ่อย่างฟุตบอลโลกจึงสอนให้เรารู้ทันตลาดการเงินไปพร้อมกันได้อย่างดี

 

สิ่งแรกที่ฟุตบอลโลกมักแสดงให้เห็นชัดที่สุด คือยุคสมัยของการเปลี่ยนผ่านด้านการใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ

 

ฟุตบอลเป็นหนึ่งในกีฬาที่ต้องใช้ข้อมูลในการวิเคราะห์มากที่สุด จึงไม่แปลกที่พัฒนาการด้านข้อมูลจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

 

การใช้ข้อมูลในฟุตบอลโลกเด่นชัดขึ้นในปี 2014 ที่บราซิล เมื่อ SAP สร้างระบบ Match Insights เป็น real-time analytics ให้กับสมาคมฟุตบอลเยอรมันนำไปใช้ เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยวิเคราะห์เกมและวางกลยุทธ์ได้อย่างเฉียบขาด จนสามารถเอาชนะบราซิลเจ้าภาพไป 7-1 และได้แชมป์ในปีนั้น

 

ล่าสุด ฟุตบอลโลกปี 2022 ที่กาตาร์ก็เป็นครั้งแรกที่มีการนำ AI มาใช้สำหรับตรวจจับตำแหน่งผู้เล่นล้ำหน้า ผ่าน 29 จุดบนร่างกายและส่งผล real-time 50 ครั้งต่อวินาที

 

จนพูดได้ว่าฟุตบอลโลก เป็นหนึ่งในรายการแข่งขันกีฬาที่ทำให้ตลาดได้เห็นการนำข้อมูลไปประยุกต์ใช้งานได้ชัดที่สุด ผมเชื่อว่าปีนี้จะเป็นทัวร์นาเมนต์ที่ AI เข้ามามีบทบาทอย่างมาก อาจเป็นไอเดียให้เราได้นำไปประยุกต์ต่อในโลกการเงินและการลงทุน

 

เรื่องต่อมาคือ World Cup Effect มีอยู่จริง แต่เหตุเกิดจากจิตวิทยาไม่ใช่ ผลแพ้ชนะ หรือเศรษฐกิจ

 

งานวิจัยของ Edmans, García และ Norli ปี 2007 ศึกษาย้อนกลับไปตั้งแต่ยุค 1970 พบว่าผลการแข่งขันมีผลต่อตลาดหุ้นจริง แต่ความสัมพันธ์ไม่ได้มาจากผลทางเศรษฐกิจ เช่นการท่องเที่ยว หรือกิจกรรมสันทนาการ แต่กลับเกิดจากอารมณ์ของนักลงทุนในประเทศ จากความตื่นตัว หรือผลแพ้ชนะ ที่ส่งผลต่อมุมมองการเปิดรับความเสี่ยง

 

เช่น ปริมาณการซื้อขายในตลาดมีแนวโน้มที่จะลดลงในช่วงที่มีแมตช์สำคัญ หรือผลการแข่งขันส่งผลลบกับตลาดหุ้นประเทศผู้แพ้ผิดปรกติในวันทำการถัดไป หรือผลของความพ่ายแพ้มักสร้างความผันผวนมากกว่าการชนะถึงเท่าตัว

 

ครั้งนี้ ความเสี่ยงสำคัญคือการที่ฟุตบอลโลกมาจัดที่ทวีปอเมริกาซึ่งเป็นศูนย์กลางของโลกการเงิน ในจังหวะที่ Valuation ของตลาดอยู่ในระดับสูงมาก สภาพคล่องที่เบาบางลง อาจกดดันให้ข่าวร้ายสร้างความเสียหายได้มากเป็นพิเศษ

 

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ Winner’s Curse ในฟุตบอล มีความคล้ายคลึงกับ Mean Reversion ในโลกการเงินระยะยาว

 

คำสาปของแชมป์โลก เป็นเรื่องเล่าที่เราได้ยินมาตลอดและมีสถิติรองรับ

 

นับตั้งแต่ปี 1982 แชมป์โลกรอบก่อนหน้า ตกรอบแบ่งกลุ่มในฟุตบอลโลกครั้งถัดมาถึง 6 ใน 10 ครั้งหลังสุด

 

คำอธิบายคือ ทีมแชมป์มักถูกคู่แข่งวิเคราะห์อย่างละเอียด ผู้เล่นหลักมีอายุมากขึ้น 4 ปี เช่นครั้งนี้ Lionel Messi จะมีอายุถึง 39 ปีในช่วงการแข่งขัน และที่สำคัญที่สุด คือความหิวกระหายในชัยชนะที่ลดลง ทำให้ทีมที่แตะจุดสูงสุดไปแล้วมักพยายามน้อยกว่าทีมคู่แข่ง

 

ในโลกการลงทุน เราเรียกเหตุการณ์ลักษณะนี้ว่าเป็น Mean Reversion แบบหนึ่ง

 

เช่นผู้จัดการกองทุนที่ทำผลตอบแทนดีกว่าตลาดในช่วงก่อนหน้า มักเผชิญกับความคาดหวังที่สูงขึ้น เงินทุนไหลเข้ามากเกินไป ทำให้บริหารจัดการยากจน Underperform ตลาด

 

หรือการลงทุนที่ทำผลตอบแทนได้สูงมาก โดยที่พื้นฐานไม่เปลี่ยนแปลง ในระยะยาวระดับมูลค่าก็มักปรับตัวลงกลับสู่ระดับเหมาะสมในที่สุด

 

ถัดมา คือความสัมพันธ์ระหว่างฟุตบอลโลกกับวิกฤติตลาดการเงิน แม้จะไม่มีเหตุผลที่เหมาะสมรองรับ แต่ช่วงเวลาก็มักเกิดขึ้นไล่เลี่ยกัน เตือนให้ไม่ประมาท

 

ย้อนกลับไปดูฟุตบอลโลกในอดีต

 

ปี 1990 ที่อิตาลี สหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะถดถอย

 

ปี 1994 มาจัดที่สหรัฐฯ ก็เกิดวิกฤติตลาดบอนด์ จากการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของเฟด

 

ปี 1998 ที่ฝรั่งเศส ตามมาด้วยวิกฤตการเงินเอเชีย และ LTCM ล่มสลาย

 

ปี 2002 ที่เกาหลีญี่ปุ่น ก็เป็นช่วงคาบเกี่ยวกับวิกฤติ Dot Com และบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง WorldCom โกงบัญชี

 

ปี 2010 ที่แอฟริกาใต้ ก็เกิดพร้อมกับวิกฤติหนี้ Eurozone

 

จนมาถึงปี 2022 ตลาดก็ปรับฐานอีกครั้งจากการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด

 

แม้ฟุตบอลโลกไม่สามารถอธิบายวิกฤติได้ แต่สิ่งนี้ก็เป็นการย้ำเตือนเราว่าความเสี่ยงเป็นวัฎจักรและทุกปีมีความเสี่ยงซ่อนอยู่ สภาพคล่องที่ลดลงและอารมณ์ที่แปรปรวนของนักลงทุน อาจเป็นหนึ่งในชนวนที่เปลี่ยนความเสี่ยงไปเป็นวิกฤติ

 

สุดท้าย ฟุตบอลโลกสอนเราเรื่องทฤษฎีความน่าจะเป็น และการอยู่กับความไม่แน่นอนได้ดีที่สุด

 

แม้ฟุตบอลจะก้าวผ่านการวางกลยุทธ์ที่ใช้แต่สัญชาตญาณ มาเป็นสถิติ จนมาเป็น Big Data และ AI ในปัจจุบัน จนทำให้เรามั่นใจว่าทีมที่มีพื้นฐานที่ดี มักยืนระยะได้ และมีโอกาสชนะมากขึ้น แต่โอกาสชนะสูงที่สุด ก็ไม่ใช่ว่าจะชนะเสมอไป

 

การลงทุนก็เช่นกัน สินทรัพย์ที่ดีหรือการตัดสินใจที่ดี อาจไม่ได้การันตีผลตอบแทนที่ดี

 

สิ่งที่สำคัญคือการยอมรับว่าความไม่แน่นอนเกิดขึ้นได้เสมอ และทางเดียวที่จะ ชนะมากกว่าแพ้ คือการเรียนรู้ที่จะกลับมาหลังจากความพ่ายแพ้ครับ

 

ภาพ: Gorodenkoff, New Africa / Shutterstock

The post ฟุตบอลโลก 2026 ผ่านมุมมองโลกการเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธุรกิจไทยต้องใช้ AI สร้างการเติบโตใหม่อย่างไรในภาวะเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน https://thestandard.co/thai-business-ai-growth-uncertainty/ Wed, 10 Jun 2026 06:56:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1216769 ภาพประกอบแสดงการแข่งขันด้านเทคโนโลยี AI และปัญญาประดิษฐ์

ปี 2569 ถือเป็นปีที่ ‘ความไม่แน่นอน’ ไม่ใช่ความเสี่ยงระ […]

The post ธุรกิจไทยต้องใช้ AI สร้างการเติบโตใหม่อย่างไรในภาวะเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงการแข่งขันด้านเทคโนโลยี AI และปัญญาประดิษฐ์

ปี 2569 ถือเป็นปีที่ ‘ความไม่แน่นอน’ ไม่ใช่ความเสี่ยงระยะสั้นอีกต่อไป แต่กลายเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการทำธุรกิจ โดยผลสำรวจ PwC’s 29th Global CEO Survey – Thailand สะท้อนให้เห็นว่า ความเชื่อมั่นของผู้บริหารไทยกำลังถูกกดดันอย่างต่อเนื่อง โดยมีเพียง 24% ที่ยังมั่นใจต่อการเติบโตของรายได้องค์กรในปีนี้ ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ผันผวน ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และภัยไซเบอร์

 

 
 

คำถามสำคัญสำหรับผู้นำองค์กรจึงไม่ใช่ ‘จะอยู่รอดอย่างไร’ แต่คือ ‘จะเติบโตจากอะไรในโลกที่ทั้งโอกาสและความเสี่ยงเพิ่มขึ้นพร้อมกันเช่นนี้?’

 

AI ถูกใช้มากขึ้น แต่ยังไม่สร้างผลลัพธ์ที่แท้จริง

 

ในช่วงที่ผ่านมา AI กลายเป็นความหวังของหลายองค์กร แต่ในความเป็นจริงนั้นเรากลับพบว่า การใช้งานยังไม่เท่ากับการสร้างมูลค่า ซึ่งผลสำรวจของ PwC ชี้ว่า แม้ 33% ของซีอีโอไทยเริ่มเห็นรายได้เพิ่มขึ้นจาก AI แต่มีเพียง 18% เท่านั้นที่สามารถสร้างทั้งรายได้เพิ่มและลดต้นทุนได้พร้อมกัน สะท้อนให้เห็นว่า องค์กรส่วนใหญ่ยังติดอยู่ในระดับทดลองใช้ หรือเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ยังไม่สามารถยกระดับ AI ให้เป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจ (business impact) ได้จริง

 

กรณีศึกษา: เมื่อองค์กรไทยเริ่มเปลี่ยน AI ให้เป็น ‘growth engine’

 

แม้หลายองค์กรยังอยู่ในช่วงทดลองใช้ AI แต่เริ่มมีตัวอย่างที่ชัดเจนว่า หากใช้ AI อย่างมีทิศทาง สามารถสร้างคุณค่าเชิงธุรกิจได้จริง เช่น ในภาคธนาคาร องค์กรชั้นนำใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าแบบเรียลไทม์ เพื่อแนะนำผลิตภัณฑ์และปรับข้อเสนอให้เหมาะกับแต่ละบุคคล (hyper-personalisation) ผลลัพธ์จึงไม่ใช่เพียงประสิทธิภาพที่ดีขึ้น แต่คือ conversion rate ที่สูงขึ้น และรายได้จากลูกค้าเดิมที่เติบโต

 

ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซ ใช้ AI เพื่อวิเคราะห์ความต้องการผู้บริโภค ปรับราคาและโปรโมชันแบบไดนามิก รวมถึงบริหารสินค้าคงคลังให้สอดคล้องกับความต้องการแบบ near real-time ส่งผลให้ลดสต็อกค้าง เพิ่มยอดขายในกลุ่มมาร์จิ้นสูง และสร้างประสบการณ์ที่กระตุ้นการซื้อซ้ำ และในภาคอุตสาหกรรม หลายองค์กรเริ่มต้นด้วยการใช้ AI ใน predictive maintenance เพื่อลด downtime แต่กลุ่มที่ก้าวไปไกลกว่า ใช้ข้อมูลเดียวกันในการรีดีไซน์กระบวนการผลิตทั้งระบบทำให้สามารถลดต้นทุน เพิ่มกำลังการผลิต และรองรับคำสั่งซื้อใหม่ได้เร็วขึ้น

 

จุดเปลี่ยนไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือ ‘วิธีคิดของผู้นำ’

 

ทั้งนี้ องค์กรที่สร้างผลลัพธ์จาก AI ได้อย่างแท้จริง ไม่ได้แตกต่างกันที่ ‘ใช้ AI มากกว่า’ แต่แตกต่างที่แนวคิด (mindset) ของผู้นำ ในการใช้ AI เพื่อเปลี่ยนเกมธุรกิจ พวกเขาไม่ได้เริ่มต้นด้วยคำถามว่า ‘องค์กรควรใช้ AI หรือไม่’ แต่ถามว่า ‘องค์กรจะใช้ AI เพื่อสร้างการเติบโตอะไรใหม่’ นี่คือแนวคิดของ ‘AI fitness’ หรือความสามารถขององค์กรในการโฟกัส AI ไปที่ผลลัพธ์ที่สำคัญ สร้างรากฐานด้านข้อมูลและธรรมาภิบาล และขยายผลในระดับองค์กรอย่างเป็นระบบ ซึ่งบริษัทกลุ่มนี้สามารถสร้างรายได้และประสิทธิภาพจาก AI ได้สูงกว่าธุรกิจอื่นถึง 7.2 เท่า

 

บททดสอบของธุรกิจไทย

 

สิ่งที่ case study ข้างต้นสะท้อนชัดคือ องค์กรที่สร้างมูลค่าได้จริง มีสามลักษณะร่วมกัน ได้แก่ การใช้ AI เพื่อเชื่อมข้อมูลเข้ากับการตัดสินใจที่จะนำไปสู่การสร้างรายได้ใหม่ การขยายกรณีการใช้งาน (use case) ไปทั้งองค์กร ไม่ใช่แค่โครงการทดลอง และการขับเคลื่อนองค์กรของผู้นำที่มี growth mindset ไม่ใช่ cost mindset ซึ่งตรงกับสิ่งที่องค์กรส่วนใหญ่ยังขาดในปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่ผู้บริหารควรทำต่อจากนี้ไป คือ ยกระดับ AI ไปสู่บทบาทของเครื่องยนต์การเติบโต (growth engine) โดยมุ่งเน้นการสร้างรายได้ใหม่ การเข้าถึงตลาดและลูกค้าใหม่ การออกแบบธุรกิจในรูปแบบใหม่ และการขยายการใช้งาน AI ให้เกิดขึ้นจริงทั้งองค์กร

 

คุณผู้อ่านครับ วันนี้การใช้งาน AI ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่สิ่งที่จะสร้างความแตกต่างคือ คุณใช้ AI อย่างมีทิศทางหรือไม่ จริงอยู่ว่าองค์กรที่ใช้ AI เพียงเพื่อทำสิ่งเดิมให้ดีขึ้นอาจยังอยู่รอดและเดินต่อไปได้ แต่ผู้นำที่ใช้ AI เพื่อสร้างธุรกิจใหม่และกำหนดกติกาการแข่งขันใหม่จะเป็นผู้ที่เติบโตได้ก่อน และเร็วกว่าคู่แข่ง

 

ภาพ: Lightspring / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post ธุรกิจไทยต้องใช้ AI สร้างการเติบโตใหม่อย่างไรในภาวะเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยุทธศาสตร์สู้ศึก UNCLOS: การปะทะผ่านนิติสงคราม https://thestandard.co/unclos-lawfare-thailand-cambodia/ Sat, 06 Jun 2026 04:03:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1215072 แผนที่อ่าวไทยแสดงพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา

ความขัดแย้งเรื่องพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล หรือที่ […]

The post ยุทธศาสตร์สู้ศึก UNCLOS: การปะทะผ่านนิติสงคราม appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผนที่อ่าวไทยแสดงพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา

ความขัดแย้งเรื่องพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า พื้นที่ OCA (Overlapping Claims Area) ระหว่างไทยกับกัมพูชา เป็นเรื่องที่ยืดเยื้อมานานกว่า 50 ปี พื้นที่ขนาด 26,000 ตารางกิโลเมตรในอ่าวไทยนี้ (ขนาดพื้นที่ใหญ่กว่าจังหวัดเชียงใหม่) เต็มไปด้วยขุมทรัพย์พลังงาน โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติมูลค่ามหาศาลที่ถูกแช่แข็งไว้เพราะยังตกลงเรื่องเส้นเขตแดนกันไม่ได้

 

 

แต่เมื่อไม่นานมานี้ สมรภูมินี้ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง นี่ไม่ใช่ยุคของการส่งเรือรบไปยิงปะทะกัน แต่เป็นยุคของ “นิติสงคราม” (Lawfare) หรือการใช้ช่องว่างของกฎหมายระหว่างประเทศเป็นอาวุธโจมตีกันในเวทีโลก

 

เกมพลิกครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อกัมพูชาตัดสินใจเข้าเป็นภาคี อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (United Nations Convention on the Law of the Sea – UNCLOS) และทำสิ่งที่มีเงื่อนงำทันที ด้วยการพยายามใช้กลไกของสหประชาชาติ “ลาก” ประเทศไทยเข้าสู่กระบวนการที่บังคับให้เราต้องไปเจรจาไกล่เกลี่ย โดยหวังจะใช้แรงกดดันจากชาวโลกมาบีบให้ไทยยอมแบ่งเค้กผลประโยชน์ทางทะเล

 

บทความชิ้นนี้จะพาคุณผู้อ่านไปเจาะลึก “คัมภีร์กฎหมายทะเล” ในภาษาที่เข้าใจง่ายที่สุด เพื่อให้คนไทยทุกคนมองเห็น “ความฉ้อฉล” ของเส้นที่กัมพูชาลากขึ้นมา และเข้าใจว่าประเทศไทยจะใช้ไม้เด็ดอะไรในกฎหมายฉบับเดียวกันนี้ เพื่อคว่ำยุทธวิธีของกัมพูชา ปกป้องอธิปไตยของเกาะกูด และประกาศให้โลกรู้ว่าใครกันแน่ที่พยายามจะฮุบสมบัติของคนอื่นมาโดยตลอด

 

1. รู้จักอาวุธในสมรภูมิ: UNCLOS มาตรา 298 คืออะไร?

 

ก่อนจะไปดูว่าเขาจะสู้กันอย่างไร เราต้องเข้าใจก่อนว่า UNCLOS (ยูเอ็นคลอส) คือ “กฎหมายทางทะเลระดับโลก” ที่ทุกประเทศใช้ร่วมกัน เพื่อบอกว่าใครมีสิทธิ์ทำอะไรได้แค่ไหนในมหาสมุทร

 

ในกฎหมายฉบับนี้ มีหมวดหนึ่งที่ว่าด้วยการแก้ปัญหาเวลาประเทศต่างๆ ทะเลาะกัน (เรียกว่า ภาค 15 ตอนที่ 2) ซึ่งกำหนดไว้ว่า ถ้าคุยกันไม่รู้เรื่อง ก็ต้องไปขึ้นศาลโลก หรือศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ เพื่อให้ผู้พิพากษาชี้ขาด เปรียบเหมือนการถูกบังคับขึ้นศาล

 

แต่กฎหมายก็เปิดช่องไว้ เพราะเรื่องบางเรื่องมันละเอียดอ่อนเกินไป เช่น เรื่องความมั่นคงหรือเรื่องเขตแดน รัฐบาลแต่ละประเทศจึงมีสิทธิ์ยื่นเอกสารบอกว่า “ฉันขอไม่ร่วมกระบวนการบังคับขึ้นศาลในเรื่องเหล่านี้นะ” ช่องทางนี้ถูกเขียนไว้ใน มาตรา 298 (Article 298) ของ UNCLOS (เนื้อหาส่วนต่อจากนี้เป็นคำแปลของมาตรา 298 โดยกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ โดยกรมฯ ใช้เป็นคำว่า ข้อ 298 สำหรับคุณผู้อ่านที่ไม่ต้องการอ่านข้อกฎหมายซึ่งมีความซับซ้อนทางภาษา สามารถข้ามไปอ่าน ในส่วนที่ 2 บทวิเคราะห์ได้เลย)

 

ข้อ 298 ข้อยกเว้นที่เลือกได้ในการใช้ตอนที่ 2 (Article 298 Optional exceptions to applicability of section 2)

 

  • เมื่อลงนาม ให้สัตยาบัน หรือภาคยานุวัติอนุสัญญานี้ หรือในเวลาใดหลังจากนั้น รัฐอาจประกาศเป็นหนังสือ โดยไม่เป็นการเสื่อมเสียต่อพันธกรณีที่เกิดขึ้นตามตอนที่ 1 ว่าตนไม่ยอมรับวิธีดำเนินการวิธีหนึ่งวิธีใดหรือหลายวิธีที่บัญญัติไว้ในตอนที่ 2 ในส่วนที่เกี่ยวกับข้อพิพาทประเภทหนึ่งหรือหลายประเภทดังต่อไปนี้

 

(a)(i) ข้อพิพาทเกี่ยวกับการตีความหรือการใช้ข้อ 15, 74 และ 83 ที่เกี่ยวกับการกำหนดขอบเขตของเขตแดนทางทะเล หรือที่เกี่ยวข้องกับอ่าวประวัติศาสตร์หรือสิทธิทางประวัติศาสตร์ โดยมีเงื่อนไขว่า รัฐซึ่งได้ประกาศเช่นว่านั้นต้องยอมรับการเสนอเรื่องนั้นตามการร้องขอจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในข้อพิพาท เข้าสู่การประนอมตามภาคผนวก 5 ตอนที่ 2 เมื่อข้อพิพาทเช่นว่านั้นเกิดขึ้นหลังจากที่อนุสัญญานี้มีผลใช้บังคับ และในกรณีที่ฝ่ายต่างๆ ไม่ได้บรรลุความตกลงในการเจรจาภายในระยะเวลาอันสมควร โดยมีเงื่อนไขนอกจากนั้นว่า ข้อพิพาทใดๆ ซึ่งจำเป็นต้องเกี่ยวพันกับการพิจารณาที่ยังดำเนินอยู่ในเวลาเดียวกันของข้อพิพาทที่ยังไม่ระงับใดๆ เกี่ยวกับอธิปไตยหรือสิทธิอื่นๆ เหนืออาณาเขตทางบกซึ่งเป็นทวีปหรือเกาะต้องไม่รวมอยู่ในการเสนอเช่นว่านั้น

 

(a)(ii) หลังจากคณะกรรมการประนอมได้เสนอรายงานซึ่งจะให้เหตุผลที่ตนใช้เป็นพื้นฐานให้ฝ่ายต่างๆ เจรจาความตกลงบนพื้นฐานของรายงานนั้น หากการเจรจาไม่บรรลุซึ่งความตกลงให้ฝ่ายต่างๆ โดยความยินยอมร่วมกันเสนอปัญหานั้นเข้าสู่วิธีดำเนินการหนึ่งในบรรดาที่บัญญัติไว้ในตอนที่ 2 เว้นแต่ฝ่ายต่างๆ จะตกลงกันเป็นอย่างอื่น

 

(a)(iii) อนุวรรคนี้ไม่ใช้บังคับกับข้อพิพาทเกี่ยวกับเขตแดนทางทะเลซึ่งยุติไปแล้วโดยข้อตกลงระหว่างฝ่ายต่างๆ หรือไม่ใช้บังคับกับข้อพิพาทเช่นว่านั้นซึ่งจะต้องระงับตามข้อตกลงทวิภาคีหรือพหุภาคีซึ่งผูกพันฝ่ายต่างๆ เหล่านั้น

 

(b) ข้อพิพาทเกี่ยวกับกิจกรรมทางทหาร รวมทั้งกิจกรรมทางทหารโดยเรือและอากาศยานรัฐบาลซึ่งใช้ในงานที่มิใช่การพาณิชย์ และข้อพิพาทเกี่ยวกับกิจกรรมในการบังคับใช้กฎหมายในเรื่องการใช้สิทธิอธิปไตยหรือเขตอำนาจที่ไม่รวมอยู่ในเขตอำนาจของศาลหรือคณะตุลาการตามข้อ 297 วรรค 2 หรือ 3

 

(c) ข้อพิพาทซึ่งคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติกำลังใช้อำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายโดยกฎบัตรสหประชาชาติ เว้นแต่คณะมนตรีความมั่นคงจะวินิจฉัยถอนเรื่องนั้นออกจากระเบียบวาระการประชุม หรือเรียกร้องให้ฝ่ายต่างๆ ระงับข้อพิพาทนั้นโดยวิธีที่บัญญัติไว้ในอนุสัญญานี้

 

  • รัฐภาคีซึ่งได้ประกาศตามวรรค 1 อาจถอนคำประกาศนั้นในเวลาใดก็ได้ หรืออาจตกลงให้เสนอข้อพิพาทซึ่งเป็นข้อยกเว้นที่ระบุไว้ในคำประกาศ เข้าสู่วิธีดำเนินการใดๆ ที่ระบุไว้ในอนุสัญญานี้
  • รัฐภาคีซึ่งได้ประกาศตามวรรค 1 จะไม่มีสิทธิที่จะเสนอข้อพิพาทกับรัฐภาคีอีกรัฐหนึ่งในประเภทข้อพิพาทที่ได้รับการยกเว้น เข้าสู่วิธีดำเนินการใดๆ ในอนุสัญญานี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากฝ่ายนั้น
  • ถ้ารัฐภาคีรัฐหนึ่งได้ประกาศตามวรรค 1 (a) รัฐภาคีอื่นใดอาจเสนอข้อพิพาทกับฝ่ายที่ประกาศซึ่งอยู่ในประเภทข้อพิพาทที่ได้รับการยกเว้น เข้าสู่วิธีดำเนินการที่ระบุไว้ในคำประกาศเช่นว่านั้นก็ได้
  • คำประกาศใหม่หรือการถอนคำประกาศ ไม่กระทบกระเทือนแต่ประการใดต่อการดำเนินคดีซึ่งค้างอยู่ในศาลหรือคณะตุลาการตามข้อนี้ เว้นแต่ฝ่ายต่างๆ จะตกลงกันเป็นอย่างอื่น
  • คำประกาศและหนังสือแจ้งการถอนคำประกาศตามข้อนี้ ต้องมอบไว้กับเลขาธิการสหประชาชาติผู้ซึ่งจะส่งสำเนาของคำประกาศและหนังสือแจ้งนั้นไปยังรัฐภาคี

2. บทวิเคราะห์มาตรา 298

 

เรามาแกะดูเนื้อหาของมาตรานี้กันทีละข้อในแบบที่เข้าใจง่ายที่สุดกันครับ:

 

วรรค 1: สิทธิ์ในการปฏิเสธการขึ้นศาลโลก เมื่อลงนาม ให้สัตยาบัน หรือเข้าเป็นภาคี… ประเทศต่างๆ สามารถเขียนหนังสือประกาศได้ว่า ตนเอง “ไม่ยอมรับ” กระบวนการบังคับขึ้นศาลหรืออนุญาโตตุลาการ ในข้อพิพาทต่อไปนี้…

 

  • ความหมายง่ายๆ: ข้อนี้เปรียบเหมือน “บัตรผ่านประตูยกเว้นคดี” ประเทศไทยเราได้ใช้สิทธิ์ตามข้อนี้ตั้งแต่วันแรกที่เข้าเป็นภาคี โดยเราประกาศชัดเจนว่า ถ้าเป็นเรื่องปักปันเขตแดนทางทะเล เรื่องทหาร หรือเรื่องความมั่นคง ไทยจะไม่ยอมรับอำนาจศาลโลกแบบบังคับเด็ดขาด ใครจะมาฟ้องบังคับให้เราขึ้นศาลเรื่องนี้ไม่ได้

 

วรรค 1 (a)(i): ช่องโหว่ที่กัมพูชาใช้โจมตี และ “เกราะป้องกัน” ของไทย

 

ข้อพิพาทเกี่ยวกับการตีความหรือการใช้ข้อ 15, 74 และ 83 ที่เกี่ยวกับการกำหนดขอบเขตของเขตแดนทางทะเล หรือที่เกี่ยวข้องกับอ่าวประวัติศาสตร์หรือสิทธิทางประวัติศาสตร์ โดยมีเงื่อนไขว่า รัฐซึ่งได้ประกาศเช่นว่านั้นต้องยอมรับการเสนอเรื่องนั้นตามการร้องขอจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในข้อพิพาท เข้าสู่การประนอมตามภาคผนวก 5 ตอนที่ 2 ( หรือ Compulsory Conciliation)

 

  • ความหมายง่ายๆ: กฎหมายบอกว่า โอเค… คุณมีสิทธิ์ปฏิเสธไม่ไปขึ้นศาลเพื่อตัดตัดสินแพ้ชนะได้ แต่คุณไม่มีสิทธิ์หนีการไกล่เกลี่ย! ถ้าอีกฝ่ายทำเรื่องร้องขอ คุณต้องยอมส่งตัวแทนมานั่งคุยต่อหน้า “คณะกรรมาธิการประนีประนอม” ของสหประชาชาติ เพื่อให้เขาช่วยออกใบเตือนหรือข้อแนะนำ (แม้ข้อแนะนำนั้นจะยังไม่มีผลบังคับทางกฎหมายให้ต้องทำตาม 100% แต่ก็มีผลกดดันทางการเมืองระหว่างประเทศสูงมาก) นี่คือสิ่งที่กัมพูชาแอบศึกษามา และพยายามใช้ช่องทางนี้ลากไทยไปนั่งเก้าอี้ไกล่เกลี่ย

 

แต่ช้าก่อน! ในวรรค 1 (a)(i) เดียวกันนี้ มีประโยคทองคำท้ายข้อที่เขียนไว้ว่า:

 

โดยมีเงื่อนไขนอกจากนั้นว่า ข้อพิพาทใดๆ ซึ่งจำเป็นต้องเกี่ยวพันกับการพิจารณาที่ยังดำเนินอยู่ในเวลาเดียวกันของข้อพิพาทที่ยังไม่ระงับใดๆ เกี่ยวกับอธิปไตยหรือสิทธิอื่นๆ เหนืออาณาเขตทางบกซึ่งเป็นทวีปหรือเกาะต้องไม่รวมอยู่ในการเสนอเช่นว่านั้น

 

  • ความหมายง่ายๆ (นี่คือไพ่ตายของไทย): กฎหมายทะเลบอกว่า การไกล่เกลี่ยภาคบังคับนี้จะทำได้ เฉพาะเรื่องน้ำและเรื่องพื้นทะเลเท่านั้น แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่ข้อพิพาทเรื่องทะเลนั้น มันลามไปเกี่ยวพันกับเรื่อง “เกาะ” หรือ “แผ่นดิน” ที่ยังเถียงกันไม่จบว่าตั้งอยู่บนแผ่นดินของใคร คณะกรรมาธิการของสหประชาชาติจะ หมดสิทธิ์ยุ่งทันที! กระบวนการไกล่เกลี่ยภาคบังคับจะถูกยกเลิกโดยอัตโนมัติ

 

วรรค 1 (a)(ii) และ (a)(iii): ขั้นตอนหลังไกล่เกลี่ยและสัญญาเก่า

 

  • ความหมายง่ายๆ: หากต้องเข้ากระบวนการไกล่เกลี่ยจริงๆ เมื่อกรรมาธิการเขียนรายงานเสร็จ ทั้งสองประเทศต้องเอาข้อแนะนำนั้นมาคุยกันต่อ ถ้ายังคุยไม่รู้เรื่องอีก ก็ห้ามมัดมือชกไปขึ้นศาล เว้นแต่จะจับมือยอมรับร่วมกันทั้งสองฝ่าย นอกจากนี้ สัญญาเก่าๆ ที่เคยทำไว้ในอดีตก็ยังคงศักดิ์สิทธิ์อยู่ ไม่สามารถใช้ช่องทางนี้มาล้มล้างได้

 

วรรค 1 (b) และ (c): คดีทหารและเรื่องของพี่ใหญ่ UN

 

  • ความหมายง่ายๆ: เรื่องที่เกี่ยวกับกองทัพเรือ กองทัพอากาศ หรือเรื่องที่พี่ใหญ่ระดับโลกอย่างคณะมนตรีความมั่นคงฯ กำลังควบคุมดูแลอยู่เพื่อไม่ให้เกิดสงคราม ศาลกฎหมายทะเลจะไม่เข้าไปก้าวก่าย

 

วรรค 2, 3 และ 4: เกมการเมืองเรื่อง “การถอนคำประกาศ”

 

  • ความหมายง่ายๆ: นี่คือจุดที่ทำให้เกิดเรื่องในปัจจุบัน เดิมทีทั้งไทยและกัมพูชาต่างก็ถือ “บัตรผ่านประตูยกเว้นคดี” ไว้ในมือเหมือนกัน ต่างฝ่ายต่างทำอะไรกันไม่ได้ แต่แผนเหนือเมฆของกัมพูชาคือ เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2026 นี้เอง พวกเขาแอบไปยื่นหนังสือ “ขอถอนประกาศยกเว้น” ของตัวเองออกไปเฉพาะข้อ (a) ส่งผลให้กัมพูชากลายเป็นผู้เล่นที่ยอมรับกฎกติกาการไกล่เกลี่ยของ UN ทันที และได้สิทธิตามวรรค 4 ในการเป็นโจทก์ยื่นคำร้องต่อสหประชาชาติ เพื่อบังคับลากประเทศไทยเข้ามาในกระบวนการประนีประนอมภาคบังคับนี้ โดยที่ไทยไม่ได้เต็มใจ

3. เปิดโปงแผนลวง 50 ปี: เส้นอ้างสิทธิของกัมพูชาขัดกฎหมายโลกอย่างไร?

 

หากเราจะไปสู้กับเขาในเวทีโลก ประเทศไทยต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ข้อพิพาทในพื้นที่ OCA นี้ไม่ได้เกิดจากความเข้าใจผิด แต่เกิดจาก “เจตนาที่จงใจลากเส้นเอาเปรียบ” ของกัมพูชามาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ซึ่งขัดต่อหลักการสากลอย่างสิ้นเชิงใน 3 ประเด็นหลัก:

 

ประเด็นที่ 1: การลากเส้นตัดผ่ากลาง “เกาะกูด”

 

ในปี ค.ศ. 1972 รัฐบาลกัมพูชาในขณะนั้นได้ลากเส้นประกาศเขตทะเลของตัวเอง โดยลากจากชายฝั่งตรงดิ่งมา ตัดผ่านกึ่งกลางของเกาะกูด ซึ่งนี่ขัดต่อข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และกฎหมายอย่างร้ายแรง เพราะตาม สนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยาม ค.ศ. 1907 (ยุคที่ฝรั่งเศสปกครองกัมพูชาเป็นอาณานิคม) ฝรั่งเศสเป็นคนเขียนระบุไว้เองในสัญญาว่า ให้เกาะกูดเป็นของสยาม (ไทย) การที่กัมพูชามาลากเส้นแบ่งทะเลผ่ากลางเกาะของไทย จึงเป็นการละเมิดดินแดนของประเทศอื่นอย่างหน้าตาเฉย ซึ่งไม่มีกฎหมายสากลฉบับไหนในโลกยอมรับ

 

แผนที่อ่าวไทยแสดงพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา 1

 

ประเด็นที่ 2: ปฏิเสธหลักเส้นกึ่งกลาง (Equidistance Principle)

 

ตามหลักการของ UNCLOS เวลาที่สองประเทศมีทะเลเอื้อต่อกันและอยู่ใกล้กัน วิธีที่ยุติธรรมที่สุดคือการหา “เส้นกึ่งกลาง” ที่วัดระยะห่างจากชายฝั่งของทั้งสองฝ่ายเท่าๆ กัน แต่กัมพูชากลับไม่ใช้หลักการนี้ พวกเขาลากเส้นเบี่ยงเข้ามาทางน่านน้ำไทยอย่างน่าเกลียด เพื่อฮุบเอาพื้นที่ทะเลที่เป็นแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติไปฝั่งตัวเองให้ได้มากที่สุด คิดเป็นพื้นที่ป่าราบทางทะเลของไทยที่ถูกล้ำเข้ามาถึง 26,000 ตารางกิโลเมตร

 

ประเด็นที่ 3: เกมชุบตัวในศตวรรษที่ 21

 

ที่ผ่านมา ประเทศไทยพยายามคุยด้วยหลักการผ่านข้อตกลง MOU 2544 (MOU 2001) โดยไทยยืนยันคำขาดว่า “ต้องคุยเรื่องการแบ่งเขตแดนทางทะเลให้จบ พร้อมๆ กับการคุยเรื่องแบ่งปันผลประโยชน์พลังงาน” เพราะถ้าไม่คุยเรื่องเขตแดนให้ชัดเจน ก็เท่ากับเรายอมรับเส้นที่ผิดกฎหมายของเขา

 

เมื่อกัมพูชาเห็นว่าไทยไม่ยอมหลงกล และไทยอาจจะยกเลิก MOU ฉบับนี้ กัมพูชาจึงรีบเปลี่ยนแผนทันที ด้วยการเข้าเป็นภาคี UNCLOS ในปี 2026 แล้วแอบถอนประกาศข้อยกเว้นของตัวเอง เพื่อจะใช้สหประชาชาติเป็นเครื่องมือสร้างภาพให้ตัวเองดูเป็น “ผู้ปฏิบัติตามกฎหมายสากล” และพยายามตราหน้าว่าไทยเป็นฝ่ายไม่ยอมร่วมมือ

 

4. ยุทธศาสตร์สู้ศึก: พิมพ์เขียวพลิกเกมเพื่อชัยชนะของประเทศไทย

 

เมื่อกัมพูชาส่งหมายแต่เพียงฝ่ายเดียวผ่านสหประชาชาติ สิ่งที่คนไทยหลายคนคิดคือ “งั้นเราก็ไม่ต้องไปสนใจ ไม่ต้องไปร่วมประชุมกับเขาซะก็สิ้นเรื่อง”

 

ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ… คิดแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาดครับ! เพราะกฎหมายของ UNCLOS เขียนไว้ชัดว่า หากฝ่ายหนึ่งเบี้ยวไม่ยอมมา คณะกรรมาธิการสามารถแต่งตั้งคนอื่นมาทำหน้าที่แทนฝ่ายไทย และเดินหน้าพิจารณาจนออกรายงานแนะนำฝ่ายเดียวได้ ซึ่งถ้าถึงจุดนั้น ประเทศไทยจะกลายเป็นผู้ร้ายในสายตาชาวโลกทันที (เหมือนเช่นกรณีที่ฟิลิปปินส์เคยนำประเด็นทะเลจีนใต้ขึ้นกระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยที่จีนไม่เข้าร่วมกระบวนการ ในปี 2014 และเมื่อมีคำตัดสินในปี 2016 แม้จะไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย แต่ในสายตาประชาคมโลก ฟิลิปปินส์ก็ได้แต้มต่อ)

 

ยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องของไทยไม่ใช่การ “หนี” แต่คือการ “เดินหน้าเข้าชนเพื่อล้มกระบวนการตั้งแต่ก้าวแรก” โดยใช้แผนยุทธศาสตร์ 4 ขั้นตอนดังนี้ครับ:

 

ขั้นตอนที่ 1: ยื่น “คัดค้านอำนาจกรรมาธิการ” (Preliminary Objections)

 

เมื่อไทยไปปรากฏตัว สิ่งแรกที่เราต้องทำไม่ใช่การไปเถียงเรื่องน่านน้ำ แต่เป็นการยื่นเอกสารตบโต๊ะว่า “พวกคุณ (คณะกรรมาธิการ) ไม่มีสิทธิ์มาพิจารณาเรื่องนี้ตั้งแต่แรก!” โดยใช้ข้อสู้อันทรงพลัง 2 ข้อที่ซ่อนอยู่ในมาตรา 298:

 

  • สู้ด้วยเรื่องเกาะกูด (The Island Sovereignty Bar): เราต้องชี้ให้กรรมาธิการดูแผนที่ว่า เส้นอ้างสิทธิของกัมพูชามันลากตัดผ่าเกาะกูด ซึ่งเป็นดินแดนของไทย ดังนั้น คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเขตแดนทางทะเลเฉยๆ แต่เป็นเรื่อง “ข้อพิพาทอธิปไตยเหนือเกาะ” ซึ่งตามกฎหมายมาตรา 298 วรรค 1 (a)(i) ประโยคท้าย เขียนไว้ชัดเจนว่า ถ้าเกี่ยวกับเรื่องเกาะหรือแผ่นดิน ให้ยกเว้นจากการไกล่เกลี่ยภาคบังคับทันที ข้อนี้เปรียบเหมือนหมัดน็อคที่จะทำให้คณะกรรมาธิการต้องปิดแฟ้มคดีและยุติบทบาทลงทันที เพราะขัดต่อกฎของตัวเอง
  • สู้ด้วยเรื่องเวลา (Temporal Jurisdiction Bar): เราต้องแย้งว่าความขัดแย้งนี้เกิดจากการลากเส้นของกัมพูชาในปี 1972 ซึ่งเกิดก่อนที่กฎหมาย UNCLOS 1982 จะคลอดออกมาเสียอีก และตามมาตรา 298 วรรค 1 (a)(i) ระบุว่ากลไกนี้จะใช้ได้กับข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ภายหลังจากที่อนุสัญญานี้มีผลบังคับใช้เท่านั้น เรื่องเก่ารุ่นคุณปู่ก่อนมีกฎหมาย จึงไม่อยู่ในอำนาจของกรรมาธิการชุดนี้

 

ขั้นตอนที่ 2: แฉพฤติกรรม “ไร้ความสุจริต” (Bad Faith) ในเวทีโลก

 

ในกฎหมายสากล มีหลักการสำคัญที่เรียกว่า “หลักความสุจริต” (Good Faith) หมายความว่าผู้ที่จะมาพึ่งพากฎหมายต้องทำตัวสะอาดและซื่อสัตย์ ไทยต้องแสดงหลักฐานให้คณะกรรมาธิการและชาวโลกเห็นว่า เส้นปี 1972 ของกัมพูชาเป็นเส้นที่ลากขึ้นมาเองอย่างไม่มีหลักวิชาการ เพื่อจงใจสร้างเรื่องขัดแย้ง (Manufactured Dispute) และการที่กัมพูชาเพิ่งมาสมัครเข้าภาคี UNCLOS ในปี 2026 แล้วรีบถอนข้อยกเว้นปุบปับเพื่อจะฟ้องไทย ถือเป็นพฤติกรรม “เล็งผลเลิศเลือกใช้ช่องว่างกฎหมายเพื่อเอาเปรียบ” (Forum Shopping) ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของสหประชาชาติอย่างร้ายแรง

 

ขั้นตอนที่ 3: เปิดยุทธการ “สมุดปกขาว” ฉีกหน้ากัมพูชาผ่านสื่อโลก

 

นอกจากสู้ในห้องพิจารณาคดีแล้ว ประเทศไทยต้องเปิดเกมรุกทางสื่อสารมวลชนระดับโลก ด้วยการจัดทำ “สมุดปกขาว” (White Paper) เป็นภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส และจีน เพื่อกระจายข้อมูลไปยังสถานทูต สื่อมวลชน และมหาวิทยาลัยทั่วโลก โดยในสมุดปกขาวต้องแสดงหลักฐานเด็ด 2 อย่าง:

 

  • ภาพหลักฐานจากสนธิสัญญา ค.ศ. 1907 ที่บรรพบุรุษของกัมพูชา (ผ่านฝรั่งเศส) เคยเซ็นยอมรับเองว่าเกาะกูดเป็นของไทย
  • ภาพกราฟิกเปรียบเทียบทางเรขาคณิตที่แสดงให้เห็นว่า เส้นที่กัมพูชาลากขึ้นมานั้นมันบิดเบี้ยวและน่าตลกขบขันเพียงใดเมื่อเทียบกับหลักสากล

 

การทำแบบนี้เป็นการย้อนเกล็ดบดขยี้ภาพลักษณ์ของกัมพูชา จากที่พยายามจะโชว์ตัวเป็นพระเอกผู้รักษากฎหมาย ให้กลายเป็นประเทศที่ฉ้อฉลในสายตาของประชาคมโลกทันที

 

ขั้นตอนที่ 4: แสดงสิทธิ์ความเป็นเจ้าของในพื้นที่จริง (Effective Occupation)

 

ในขณะที่นักกฎหมายสู้กันด้วยกระดาษ ในพื้นที่จริงของอ่าวไทย ประเทศไทยต้องทำตัวเป็นเจ้าของบ้านที่เข้มแข็ง กองทัพเรือไทยและตำรวจน้ำต้องคงการลาดตระเวน ดูแลชาวประมง และบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่น่านน้ำของเราอย่างต่อเนื่องและสงบ (Continuous and Peaceful Display of Authority) เพราะในกฎหมายระหว่างประเทศ การเข้าไปบริหารจัดการและดูแลพื้นที่จริงอย่างสม่ำเสมอ เป็นหลักฐานที่แน่นหนาที่สุดในการยืนยันสิทธิ์ความเป็นเจ้าของที่แท้จริง

 

5. บทสรุป: ชัยชนะบนความถูกต้องและการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ

 

ศึกนิติสงคราม UNCLOS ครั้งนี้ แม้ดูเผินๆ เหมือนกัมพูชาจะเป็นฝ่ายรุกคืบ เดินเกมวางแผนมาอย่างดิบดีเพื่อหวังใช้เวทีสากลมากดดันไทย แต่เมื่อเรากล้าที่จะเปิดคัมภีร์กฎหมายมาตีความกันอย่างละเอียดทุกวรรค ทุกอนุข้อ โดยเฉพาะใน มาตรา 298 (a)(i) จะเห็นชัดเจนเลยว่า กัมพูชากำลังเดินตัวปลิวเข้ามาติดกับดักทางกฎหมายที่ตัวเองไม่ได้ศึกษาให้รอบคอบ

 

ประเทศไทยมีความชอบธรรมเต็มร้อย มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่หนาแน่น และมีข้อต่อสู้ทางกฎหมายที่คมกริบ การเข้าสู่กระบวนการเพื่อ “คัดค้านและคว่ำอำนาจ” ของกรรมาธิการในครั้งนี้ จะไม่เพียงแต่ปกป้องเกาะกูดและรักษาพื้นที่ทางทะเลอันเป็นสมบัติของชาติไว้ได้เท่านั้น แต่จะเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ไทยจะได้ “ฉีกหน้ากาก” แฉความจริงให้ชาวโลกได้ประจักษ์ถึงความไม่สุจริตของรัฐบาลกัมพูชาที่จ้องจะชิงพื้นที่ของไทยมาโดยตลอด

 

นี่คือศึกที่เราจะไม่เพียงแต่ชนะในทางกฎหมาย แต่เราจะชนะในแง่ของความถูกต้องและศักดิ์ศรีของความเป็นชาติในเวทีโลกอย่างภาคภูมิใจ!

 

ข้อสงวนสิทธิ์ (Disclaimer): ทัศนะและข้อวิเคราะห์ที่ปรากฏในบทความนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของ รองศาสตราจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ในฐานะรองศาสตราจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เท่านั้น มิได้เป็นการวิเคราะห์ แสดงความคิดเห็น หรือสะท้อนจุดยืนในฐานะหรือตำแหน่งงานอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) และมูลนิธิอาเซียน (ASEAN Foundation) แต่อย่างใด

 

Disclaimer: The views and analyses expressed in this article are solely those of Assoc. Prof. Dr. Piti Srisangnam in his personal capacity as an Associate Professor at the Faculty of Economics, Chulalongkorn University. They do not represent, reflect, or constitute the views or positions of any of his other roles related to ASEAN or the ASEAN Foundation.

 

ภาพ: zelvan via ShutterStock

 

แผนที่อ่าวไทยแสดงพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา 2

The post ยุทธศาสตร์สู้ศึก UNCLOS: การปะทะผ่านนิติสงคราม appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ ติดหล่ม 100 วันสงครามรุกรานอิหร่าน: จุดจบของความเป็นเจ้าอำนาจและรุ่งอรุณแห่งระเบียบโลกใหม่ https://thestandard.co/us-iran-war-hegemony-end/ Sat, 06 Jun 2026 03:52:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1215066 ภาพประกอบแสดงสถานการณ์ความขัดแย้งทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

ในวันที่สหรัฐอเมริกาก้าวเข้าสู่ภาวะถดถอยทางอำนาจอย่างเต […]

The post สหรัฐฯ ติดหล่ม 100 วันสงครามรุกรานอิหร่าน: จุดจบของความเป็นเจ้าอำนาจและรุ่งอรุณแห่งระเบียบโลกใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงสถานการณ์ความขัดแย้งทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

ในวันที่สหรัฐอเมริกาก้าวเข้าสู่ภาวะถดถอยทางอำนาจอย่างเต็มรูปแบบ บทบาทของอภิมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกได้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง จากเดิมที่สหรัฐฯ เคยดำรงสถานะเป็นทั้ง “สถาปนิก” ผู้ออกแบบกฎกติการะหว่างประเทศ เป็น “กรรมการ” ผู้ควบคุมการบังคับใช้กฎ และเป็น “ผู้เล่นหลัก” ที่ได้รับผลประโยชน์สูงสุดจากระเบียบเสรีนิยมที่ตนเองสร้างขึ้น แต่ ณ วันนี้สหรัฐฯ ได้แปรสภาพกลายเป็น “ผู้ทำลายกฎกติกา” เสียเอง ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นอย่างเด่นชัดที่สุดผ่าน 100 วันสงครามรุกรานอิหร่านโดยพันธมิตรสหรัฐฯ-อิสราเอล ที่เริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความปั่นป่วนทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ยังเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่สั่นคลอนรากฐานของระเบียบเศรษฐกิจการเมืองโลกอย่างไม่อาจหวนคืน

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นเต็มไปด้วยความย้อนแย้งและคำถามเชิงยุทธศาสตร์ที่ท้าทายประชาคมโลก ไม่ว่าจะเป็นการกลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้งในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2026 แม้จะอยู่ระหว่างการเจรจา การพยายามผลักดัน “ข้อตกลงอับราฮัม” (Abraham Accords) ที่เผยให้เห็นถึงความล้มเหลวของเป้าหมายดั้งเดิมในการโค่นล้มระบอบสาธารณรัฐอิสลาม ความวิบัติจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซซ้อน (Double Blocking) ตลอดจนข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนทางเศรษฐกิจของกลุ่มผู้นำ บทความชิ้นนี้มุ่งเจาะลึกและวิเคราะห์พลวัตความขัดแย้งดังกล่าวผ่านเลนส์ของ 4 กรอบวิชาการหลัก ได้แก่ รัฐศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (International Relations) ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geoeconomics) และเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ (International Political Economy)

 

ภาพลวงตาทางการทูต และยุทธศาสตร์ “สู้ไป เจรจาไป”

 

การตัดสินใจของสหรัฐฯ ในการเปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้งในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2026 ทั้งที่โต๊ะเจรจาขยายเวลาหยุดยิงยังคงดำเนินอยู่ สร้างความกังขาต่อความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ อย่างรุนแรง ทว่าในกรอบทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พฤติกรรมดังกล่าวไม่ใช่ความไร้เหตุผลหรือความผิดพลาดทางการทูต แต่เป็นภาพสะท้อนของยุทธศาสตร์ “การทูตเชิงบังคับ” (Coercive Diplomacy) และยุทธวิธี “สู้ไป เจรจาไป” (Fight-and-Talk Strategy) สหรัฐฯ ต้องการส่งสัญญาณ (Signaling) อย่างชัดเจนว่า การยอมนั่งโต๊ะเจรจาไม่ได้หมายความว่าอำนาจทางการทหารของตนถูกป้องปราม (Deterred) การใช้กำลังทหารในขณะที่ปากกำลังเจรจา คือการสร้างสภาวะข่มขู่เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง (Bargaining leverage) และบีบให้อิหร่านต้องยอมรับเงื่อนไขโดยปราศจากข้อโต้แย้ง ซึ่งแน่นอนว่าสอดคล้องกับยุทธวิธีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เชี่ยวชาญการเจรจาทางธุรกิจตามแนวทางในหนังสือเล่มแรกของเขา “The Art of the Deal”

 

อย่างไรก็ตาม ยุทธวิธีนี้ได้นำสหรัฐฯ ไปสู่ “ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของพันธมิตร” (Alliance Dilemma) อิหร่าน (ตามการคาดการณ์ของหลายฝ่าย) เลือกตอบกลับการโจมตีของสหรัฐฯ โดยโจมตีกลับไปยังฐานทัพของสหรัฐฯ ในประเทศคูเวต ในฐานะพันธมิตรหลักและจุดศูนย์กลางทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Fulcrum) ที่กองทัพสหรัฐฯ ใช้เป็นฐานส่งกำลังบำรุง เมื่อแนวป้องกันนี้ถูกทดสอบ สหรัฐฯ จำเป็นต้องตอบโต้อย่างฉับพลัน หากสหรัฐฯ เลือกที่จะเพิกเฉยเพื่อรักษาสถานการณ์การเจรจา พันธมิตรกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียจะยิ่งรู้สึกอย่างรุนแรงมากยิ่งขึ้นถึงการถูก “ทอดทิ้ง” (Abandonment) และสูญเสียความเชื่อมั่นในร่มเกล้าความมั่นคง (Security Umbrellra) ของอเมริกา แต่เมื่อสหรัฐฯ เลือกที่จะลั่นไกตอบโต้ ก็เท่ากับเดินตกลง ถลำลึกลงไปใน “หลุมพรางของการถูกดึงเข้าสู่สงครามระยะยาว” (Entrapment) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ การแตกหักของความน่าเชื่อถือสองมาตรฐาน (Bifurcation of Credibility) ในสายตาของศัตรูและรัฐที่เป็นกลาง สหรัฐฯ สูญเสีย “ความน่าเชื่อถือทางการทูต” อย่างสิ้นเชิง กลายเป็นตัวแสดงที่หน้าไหว้หลังหลอกและไม่สามารถไว้วางใจได้ ในขณะเดียวกัน สำหรับอิสราเอลและพันธมิตรอ่าวเปอร์เซีย (ที่อาจจะสูญเสียศรัทธาต่อสหรัฐฯ ไปแล้ว) สหรัฐฯ กลับมากู้ชื่อและได้รับ “ความน่าเชื่อถือด้านการทหาร” เพิ่มขึ้น (เล็กน้อย) เพราะพยายามพิสูจน์ให้เห็นว่ากรุงวอชิงตันพร้อมที่จะปกป้องพันธมิตรเสมอ แม้จะต้องแลกกับการพังทลายของโต๊ะเจรจาสันติภาพระดับโลกก็ตาม การเลือกเส้นทางนี้ตอกย้ำว่าอ่าวเปอร์เซียยังคงเป็น “ทะเลสาบของอเมริกา” (American Lake) ที่ใครล้ำเส้นจะต้องถูกบดขยี้

 

จากการเปลี่ยนระบอบ สู่กำแพงภูมิรัฐศาสตร์แห่ง “อับราฮัม”

 

เมื่อมองย้อนกลับไป 100 วันที่แล้วถึงเป้าหมายแรกเริ่มในการบุกอิหร่านเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2026 สหรัฐฯ มุ่งหวังที่จะทำลายศูนย์กลางอำนาจ (Decapitation Strike) เพื่อนำไปสู่การโค่นล้มระบอบสาธารณรัฐอิสลาม (Regime Change) ทว่าในทางรัฐศาสตร์ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ความทนทานของระบอบ (Regime Resilience) เมื่อเผชิญภัยคุกคามจากภายนอก สังคมอิหร่านกลับเกิดปรากฏการณ์ “Rally ’round the flag” การรวมพลังชาตินิยมเพื่อปกป้องประเทศ โครงสร้างสถาบันผู้นำสูงสุด (Velayat-e Faqih) และกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guard Corps: IRGC) มีความเป็นสถาบัน (Institutionalized) ที่ฝังรากลึกเกินกว่าจะล่มสลายลงเพียงเพราะการสูญเสียผู้นำระดับสูงบางคน สหรัฐฯ จึงต้องยอมจำนนต่อความล้มเหลวทางยุทธวิธีนี้

 

การเปลี่ยนเป้าหมายมาสู่การยัดเยียดและผลักดัน “ข้อตกลงอับราฮัม” (Abraham Accords) คือการปรับกระบวนทัศน์จากยุทธศาสตร์ “ทำลายล้าง” (Annihilation) มาเป็นยุทธศาสตร์ “ปิดล้อม” (Containment) ข้อตกลงนี้ไม่ได้เป็นเพียงสนธิสัญญาสันติภาพทางกระดาษ แต่คือความพยายามในการสร้างแนวกันชนทางภูมิรัฐศาสตร์ (Cordon Sanitaire) หรือที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “NATO แห่งตะวันออกกลาง” (Middle East Strategic Alliance: MESA) ทางพฤตินัย การดึงประเทศอ่าวเปอร์เซียให้เข้ามาร่วมมือกับอิสราเอล คือการสร้างกำแพงสกัดกั้นอิทธิพลของเครือข่ายตัวแทนอิหร่าน (Axis of Resistance, Non-State Actors โดยเฉพาะ ฮามาส (Hamas) ในปาเลสไตน์, ฮิซบุลลอฮ์ (Hizbullah) ในซีเรียและเลบานอน, ฮูตี (Houthis) ในเยเมน และ ฮาชด์ อัล-ชาอาบี (Al-Hashd al-Shaabi) ในอิรัก) ไม่ให้แผ่ขยายจากเตหะรานไปสู่ชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน และ ทะเลแดง

 

ปรากฏการณ์นี้ยังอธิบายได้ชัดเจนผ่านทฤษฎีกลุ่มผลประโยชน์ (Interest Group Theory) ข้อสังเกตที่ว่า “สหรัฐฯ อยู่ใต้อำนาจของไซออนิสต์” สะท้อนผ่านอิทธิพลของเครือข่ายล็อบบี้ยิสต์ภายในกลไกการเมืองและเศรษฐกิจของหสรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม American Israel Public Affairs Committee (AIPAC) ที่มีอำนาจในการชี้จูงนโยบาย ยุทธศาสตร์ระดับชาติของสหรัฐฯ (Grand Strategy) ถูกผูกติด (Aligned) เข้ากับความอยู่รอดและผลประโยชน์สูงสุดของอิสราเอลอย่างแยกไม่ออก เมื่อการใช้ระเบิดทำลายนิติรัฐอิหร่านไม่สำเร็จ สหรัฐฯ จึงต้องใช้อำนาจเชิงโครงสร้าง (Structural Power) เพื่อบีบให้อิหร่านยอมถอดเขี้ยวเล็บตนเองและถูกกลืนเข้าสู่สถาปัตยกรรมความมั่นคงใหม่ที่มีเทลอาวีฟและวอชิงตันเป็นศูนย์กลาง

 

ในมิติภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geoeconomics) สหรัฐฯ และอิสราเอลใช้การพึ่งพาอาศัยกันที่ถูกนำมาใช้เป็นอาวุธ (Weaponized Interdependence) อิสราเอลครอบครองเทคโนโลยีล้ำสมัยในฐานะ Tech-Hegemon ขณะที่กลุ่มอ่าวเปอร์เซียครอบครองทุนมหาศาล การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานทางเลือก เช่น ระเบียงเศรษฐกิจอินเดีย-ตะวันออกกลาง-ยุโรป (India-Middle East-Europe Economic Corridor – IMEC) มุ่งเป้าที่จะสร้างเครือข่ายลอจิสติกส์ที่ “ข้ามหัวอิหร่านและหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ” หากอิหร่านตกลงเข้าร่วมโครงสร้างนี้ ย่อมหมายถึงการสูญเสียอำนาจต่อรองทางยุทธศาสตร์ไปโดยสิ้นเชิง นอกจากนี้ การผลักดันข้อตกลงยังเป็นการ ถ่ายโอนต้นทุนความมั่นคง (Burden Shifting) ภายใต้นโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ สหรัฐฯ บังคับให้รัฐอ่าวเปอร์เซียต้องจ่ายค่าความคุ้มครองตนเอง เพื่อเปิดทางให้กองทัพสหรัฐฯ สามารถถอนตัวไปทำสงครามเทคโนโลยีเต็มรูปแบบกับ “จีน” ในอินโด-แปซิฟิก

 

วิกฤตการณ์ “ปิดกั้นซ้อน” ที่ช่องแคบฮอร์มุซ และผลกระทบทั่วโลก

 

หนึ่งในบาดแผลที่ลึกที่สุดจากสงครามครั้งนี้ คือวิกฤตการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นจุดคอขวดทางยุทธศาสตร์ (Chokepoint) ที่สำคัญที่สุดของสายเลือดเศรษฐกิจโลก สถานะเดิม (Status Quo) ก่อนการปะทุของสงครามคือการที่ช่องแคบยังคงเปิดให้บริการเดินเรือได้อย่างเสรี การที่พันธมิตรสหรัฐฯ-อิสราเอลเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อน ถือเป็นการทำลายสถานะเดิมดังกล่าว ในมุมมองของอิหร่าน การปิดช่องแคบฮอร์มุซจึงเป็นการใช้ ยุทธศาสตร์การป้องปรามแบบอสมมาตร (Asymmetric Deterrence) เพื่อตอบโต้การคุกคามอธิปไตย เมื่อประเมินจากหลักเหตุและผล (Chain of Causality) ประชาคมโลกย่อมตระหนักดีว่า สหรัฐฯ คือ “ตัวเร่งปฏิกิริยา” (Provocateur) ที่บีบให้อิหร่านไม่มีทางเลือกอื่น ความรับผิดชอบทางศีลธรรมจึงตกอยู่กับวอชิงตันในฐานะผู้จุดชนวน

 

สถานการณ์เลวร้ายลงสู่ขั้นวิกฤตเมื่อประธานาธิบดีทรัมป์สั่งใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเล (Naval Blockade) ซ้ำในวันที่ 13 เมษายน 2026 สิ่งนี้ก่อให้เกิดสภาวะ “การปิดกั้นซ้อน” (Double Blocking) นี่คือการปะทะกันอย่างสมบูรณ์แบบระหว่าง “มหาอำนาจทางทะเลระดับโลก” (Global Sea Power) ที่พยายามควบคุมเส้นทางคมนาคมทางทะเล (Sea lines of communications – SLOCs) กับ “มหาอำนาจทางบกระดับภูมิภาค” ที่ใช้ภูมิศาสตร์ภูเขาและชายฝั่งสร้างระบบ “ต่อต้านการเข้าถึงและปฏิเสธพื้นที่” (Anti-Access/Area Denial – A2/AD) สหรัฐฯ ปิดล้อมจากผืนน้ำด้านนอกเพื่อตัดเสบียงอิหร่าน ขณะที่อิหร่านปิดกั้นจากชายฝั่งด้านใน ทั้งเตหะรานและวอชิงตันต่างกระทำการไปเพื่อจับเศรษฐกิจโลกเป็นตัวประกัน นี่คือการใช้ ภูมิศาสตร์เป็นอาวุธทำลายล้างสูง (Geopolitical Weaponization) ที่สั่นสะเทือนโลกทั้งใบ

 

ผลกระทบทางภูมิเศรษฐศาสตร์ที่ตามมาคือความย้อนแย้งที่น่าสะพรึงกลัว การทำ Double Blocking สร้าง ผลกระทบภายนอกเชิงลบ (Negative Externalities) อย่างมหาศาล อุปทานขาดแคลนขั้นรุนแรง (Supply Shock) จากการขาดหายไปของน้ำมันดิบกว่าร้อยละ 20 ของโลก ส่งผลให้กลุ่มประเทศนำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะในเอเชียและ กลุ่มประเทศโลก-ใต้ (Global South, ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาน้อยที่สุด) ต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรง ต้นทุนอุตสาหกรรมพุ่งทะยาน และห่วงโซ่อุปทานชะงักงัน ในขณะที่สหรัฐฯ อาศัยข้อได้เปรียบจากการปฏิวัติเชลออยล์ (Shale Oil Revolution) ทำให้เศรษฐกิจในประเทศมีภูมิต้านทาน สหรัฐฯ ได้ทำลายความเป็นกลางทางเศรษฐกิจ และ ผลักภาระต้นทุนความเสียหาย ไปให้ประชาคมโลกแบกรับ ในขณะที่กลุ่มทุนพลังงานอเมริกันกลับโกยกำไรมหาศาลจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง นี่คือสถานการณ์เศรษฐกิจสงคราม (War Economy) ที่มหาอำนาจเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ขูดรีดจากประเทศอื่นๆ ทั่วโลก

 

การแปรรูปสงครามเป็นสินค้า และภาพสะท้อนของผลประโยชน์ทับซ้อน

 

เมื่อมองผ่านเลนส์เศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ มิได้ถูกขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ประชาธิปไตยหรือสันติภาพโลก หากแต่เป็นผลผลิตจาก โครงสร้างเศรษฐกิจภายใน (Domestic Economic Structure) และการครอบงำของกลุ่มทุน (State Capture) การเจรจาหยุดยิงที่นำไปสู่สันติภาพถาวร ไม่ตอบโจทย์โมเดลธุรกิจของ “กลุ่มทุนอุตสาหกรรมอาวุธ” (Military-Industrial Complex) ในขณะที่สงครามเบ็ดเสร็จ (Total War) ก็มีความเสี่ยงสูงเกินควบคุม

 

สภาวะที่เอื้ออำนวยต่อการแสวงหากำไรสูงสุดคือ สภาวะ “ไม่สงบ แต่ก็ไม่พังทลาย” (Controlled Instability) การฉวยโอกาสระหว่างที่การเจรจากำลังก้าวหน้า เพื่อกลับไปเปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง คือกลไกในการยืดอายุวัฏจักรการใช้จ่ายงบประมาณกลาโหม ยิ่งไปกว่านั้น ข้อครหาเรื่อง ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) และการใช้ข้อมูลภายใน (Insider Trading) ของเครือข่ายผู้นำระดับสูงในทำเนียบขาว เพื่อเก็งกำไรในตลาดทุน ตลาดเงิน และตลาดอนุพันธ์ (Derivatives Market) ก่อนปฏิบัติการทางการทหารทุกครั้ง ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงการแปรรูปสงครามให้กลายเป็นเพียง “สินค้า” และ “เครื่องมือทางการเงิน” สำหรับชนชั้นนำเพียงหยิบมือ

 

พฤติกรรมเหล่านี้นำไปสู่การล่มสลายของ ทฤษฎีเสถียรภาพของรัฐมหาอำนาจ (Hegemonic Stability Theory) ระบบเศรษฐกิจโลกที่เคยเจริญรุ่งเรืองภายใต้ปีกของมหาอำนาจผู้นำ (Hegemon) ที่คอยจัดหา “สินค้าสาธารณะระดับโลก” (Global Public Goods) อย่างเสรีภาพในการเดินเรือ ได้สิ้นสุดลงแล้ว สหรัฐฯ ละทิ้งบทบาท “ผู้รักษาเสถียรภาพ” (Stabilizer) อย่างสิ้นเชิง และยอมสละผลประโยชน์ส่วนรวมของมวลมนุษยชาติ เพียงเพื่อแลกกับเป้าหมายทางการเมืองในประเทศและความอยู่รอดของอิสราเอล

 

สถาปัตยกรรมเศรษฐกิจโลกใหม่ ในรุ่งอรุณแห่งยุคหลังอเมริกา

 

แม้องค์กรระหว่างประเทศในปัจจุบันอย่าง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund – IMF), กลุ่มธนาคารโลก (World Bank), องค์การการค้าโลก (World Trade Organisation: WTO) หรือ องค์การสหประชาชาติ (United Nations – UN) จะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของชาติตะวันตก และไม่สามารถนำสหรัฐฯ เข้าสู่กระบวนการรับผิดชอบ (Accountability) ทางกฎหมายได้ แต่การลงโทษอย่างแท้จริงกำลังเกิดขึ้นในรูปแบบของ การลงโทษเชิงโครงสร้าง (Structural Retribution) ประชาคมโลกตระหนักแล้วว่า ระบบเศรษฐกิจแบบเปโตรดอลลาร์ (Petrodollar) ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยอีกต่อไป พฤติกรรมที่คาดเดาไม่ได้ (The Cost of Unpredictability) ของสหรัฐฯ ได้สร้างความผันผวนอย่างรุนแรง (Hyper-volatility) จนนำไปสู่กระบวนการ “ลดความเสี่ยง” (De-risking) ทั่วโลก

 

ในมิติทางการเงิน วิกฤตนี้คือตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดีที่ทำให้กระบวนการลดการใช้และลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ (De-dollarization) เติบโตอย่างก้าวกระโดด ประเทศที่เดือดร้อนเริ่มหันไปพึ่งพาสกุลเงินท้องถิ่นหรือเงินหยวน (Petroyuan) มากขึ้น ในขณะที่จีนก็พร้อมก้าวขึ้นมาเป็นเสาหลักทางเลือก นำเสนอ โครงข่ายความปลอดภัยทางการเงิน (Financial Safety Net) ผ่านสถาบันอย่าง ธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (Asian Infrastructure Investment Bank – AIIB), ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งใหม่ (New Development Bank – NDB) ของกลุ่ม BRICS และระบบชำระเงิน CIPS (Cross-border Interbank Payment System, ระบบชำระเงินข้ามพรมแดนที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยธนาคารประชาชนจีน (People’s Bank of China – PBOC)) การที่ผู้นำจากทั่วโลก (สหราชอาณาจักร, สเปน, แคนาดา, ฝรั่งเศส, รัสเซีย, เวียดนาม, อินโดนีเซีย รวมทั้งสหรัฐฯ เอง) ต่างมุ่งหน้าไปเยือนกรุงปักกิ่ง จึงไม่ใช่แค่การเจรจาการค้า แต่คือการขอลี้ภัยเข้าสู่ “สถาปัตยกรรมเศรษฐกิจโลกใหม่” ที่รอดพ้นจากการใช้ค่าเงินดอลลาร์เป็นอาวุธ (Weaponization of the Dollar)

 

ในมิติโครงสร้างพื้นฐาน การตระหนักรู้ว่าเส้นทางทะเลภายใต้กองทัพเรือสหรัฐฯ สามารถถูกปิดกั้นได้ทุกเมื่อ ได้เร่งให้เกิด การเปลี่ยนผ่านความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Shift) สู่การสร้างระเบียงทางบก (Land Corridors) ข้ามทวีปยูเรเชีย เช่น ข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative – BRI) ของจีน หรือเส้นทางขนส่งเหนือ-ใต้ (International North-South Transport Corridor – INSTC เชื่อมโยง รัสเซีย อิหร่าน อินเดีย อาร์เมเนีย อาเซอร์ไบจาน คาซัคสถาน คีร์กีซสถาน ทาจิกิสถาน ตุรกี ยูเครน เบลารุส โอมาน ซีเรีย และบัลแกเรีย) ของรัสเซีย ยิ่งไปกว่านั้น วิกฤตพลังงานยังบีบให้ทั่วโลกต้องเร่งลงทุนมหาศาลในพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อตัดวงจรการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางอย่างถาวร

 

บทสรุปเชิงยุทธศาสตร์

 

สงครามรุกรานอิหร่านในปี 2026 และความพยายามบีบบังคับทางภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการทวงคืนความยิ่งใหญ่รอบใหม่ของสหรัฐอเมริกา หากแต่เป็น “ตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงโครงสร้าง” (Structural Catalyst) ที่ตีแผ่ความเสื่อมถอยของอำนาจนำ สหรัฐฯ กำลังขุดหลุมฝังศพความเป็นเจ้าอำนาจ (Hegemony) ของตนเอง ผลักดันให้ประชาคมโลกต้องจับมือกันออกแบบระเบียบโลกและระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ปราศจากการแทรกแซงของวอชิงตัน นับจากนี้ โลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคพหุขั้วอำนาจ และยุคหลังอเมริกา (Post-American World) อย่างเป็นทางการ

 

ภาพ: Lightspring via ShutterStock

The post สหรัฐฯ ติดหล่ม 100 วันสงครามรุกรานอิหร่าน: จุดจบของความเป็นเจ้าอำนาจและรุ่งอรุณแห่งระเบียบโลกใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แรงซื้อทองคำยังแน่น ไม่ยอมให้เข้าสู่ Bear Market https://thestandard.co/gold-price-bear-market-central-banks/ Thu, 04 Jun 2026 05:27:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1214452 กราฟราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นเหนือระดับ 2,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์

รู้หรือไม่ว่า หลังจากที่ราคาทองคำพุ่งขึ้นทำระดับสูงสุดต […]

The post แรงซื้อทองคำยังแน่น ไม่ยอมให้เข้าสู่ Bear Market appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นเหนือระดับ 2,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์

รู้หรือไม่ว่า หลังจากที่ราคาทองคำพุ่งขึ้นทำระดับสูงสุดตลอดกาล (All-Time High) ที่ระดับ 5,596 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2026 แม้จะถูกเทขายทำกำไรอยู่เป็นระยะๆ แต่ยังไม่มีสัปดาห์ไหนเลยที่ราคาจะยอมปิดหลุดลงไปในโซน ‘Bear Market

 

ในโลกของการลงทุน ตัวเลข -20% จากระดับสูงสุด คือเกณฑ์ที่นักลงทุนทั่วโลกใช้เป็น ‘เส้นแบ่งเขตแดน’ ระหว่างการปรับฐานปกติ (Correction) กับการเข้าสู่สภาวะตลาดหมี (Bear Market) เมื่อสินทรัพย์ใดๆ ปรับตัวลดลงจากระดับสูงสุดเดิมเกินกว่า -20% จะถือเป็นสัญญาณทางเทคนิคที่รุนแรง บ่งบอกถึงการเปลี่ยนโครงสร้างเทรนด์จากขาขึ้นไปสู่ขาลง และมักกระตุ้นให้เกิดแรงเทขายตื่นตระหนก (Panic Selling) จากความเชื่อมั่นที่พังทลายลง

 

จุดวัดราคาทองคำที่จะเข้าสู่สภาวะตลาดหมี หรือ ‘Bear Market’ คือระดับที่ต่ำกว่าระดับ 4,476 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยราคาทองคำเคยแวะเวียนลงไปมาแล้ว 4 ครั้ง ได้แก่

 

  • สัปดาห์ที่ 2 กุมภาพันธ์: ราคาลงไปทำระดับต่ำสุดที่ 4,404 ดอลลาร์ต่อออนซ์
  • สัปดาห์ที่ 23 มีนาคม: ราคาลงไปทำระดับต่ำสุดที่ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์
  • สัปดาห์ที่ 30 มีนาคม: ราคาลงไปทำระดับต่ำสุดที่ 4,420 ดอลลาร์ต่อออนซ์
  • สัปดาห์ที่ 18 พฤษภาคม: ราคาลงไปทำระดับต่ำสุดที่ 4,454 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 

ล่าสุดเป็นครั้งที่ 5 ในสัปดาห์ที่ 25 พฤษภาคม ที่ราคาทองคำลงไปทำระดับต่ำกว่า 4,476 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งทำระดับต่ำสุดไว้ที่ 4,367 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ก็เป็นอีกครั้งที่มีแรงซื้อเข้ามามหาศาล จนดันราคาวิ่งกลับมาปิดสัปดาห์สูงถึง 4,540 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยนอกจากแรงซื้อของนักลงทุนรายย่อยทั่วไปแล้ว ยังมีอีกหนึ่งผู้เล่นรายใหญ่ที่มีความเป็นได้สูงสุดในการเป็นผู้ช้อนซื้อ (Buy on dip) ในสถานการณ์เช่นนี้คือ ‘ธนาคารกลาง (Central banks)’ ซึ่งถือเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดในตลาดทองคำ และในไตรมาส 1/2026 ธนาคารกลางยังเดินหน้าสะสมอีก 244 ตัน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี

 

โดยเฉพาะธนาคารกลางจีน (PBOC) ที่เปิดเผยว่าได้ทำการเร่งตุนทองคำเข้าทุนสำรองระหว่างประเทศ (International Reserves) ในช่วงการร่วงลงของราคา โดยในเดือนเมษายน PBOC ซื้อทองคำเพิ่มอีก 8.1 ตัน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงเดือนตุลาคม 2025 จนถึง กุมภาพันธ์ 2026 มากถึง 8.67 เท่า และนับเป็นการสำรองทองคำเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18 ติดต่อกัน ส่งผลให้ปัจจุบัน PBOC ได้ถือครองทองคำรวมเพิ่มขึ้นแตะระดับ 2,321.1 ตัน หรือ ประมาณ 9% ของทุนสำรองฯ ทั้งหมดเข้าไปแล้ว

 

การยืนหยัดเหนือแนวสำคัญที่ 4,476 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นบทพิสูจน์ถึงแรงซื้อหนุนหลังที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะจากการสะสมทองคำอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางทั่วโลก ท่ามกลางกระแส De-dollarization โดยเฉพาะธนาคารกลางจีน (PBOC) ที่มองเห็นคุณค่าของทองคำในฐานะทุนสำรองที่มั่นคงท่ามกลางความผันผวนของระบบการเงินโลก

 

อย่างไรก็ดี ระดับดังกล่าวจะสามารถเอาอยู่ได้ตลอดทั้งปี 2026 หรือไม่ ก็จะขึ้นอยู่กับทิศทางการดำเนินนโยบายของ Fed ที่ก้าวเข้าสู่ภายใต้การนำของ ‘Kevin Warsh’ ประธาน Fed คนใหม่ เพราะสิ่งที่สำคัญคือ Warsh จะต้องต้องรับมือกับทั้ง มรสุมเงินเฟ้อ และแรงกดดันทางการเมืองที่ต้องการให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย ดังนั้น การประชุม Fed ในวันที่ 16-17 มิถุนายนนี้ จะเป็นบทพิสูจน์ครั้งแรกว่าทองคำจะรักษาความแข็งแกร่งนี้ไว้ได้นานแค่ไหนภายใต้ทิศทางนโยบายการเงินใหม่

 

ภาพ: Shutterstock.AI Generator

The post แรงซื้อทองคำยังแน่น ไม่ยอมให้เข้าสู่ Bear Market appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นไทยทดสอบจุดสูงสุดของปี ถึงเวลาระวังหรือไปต่อ https://thestandard.co/thai-stocks-high-caution-risks/ Wed, 27 May 2026 10:52:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1211579 หุ้นไทยทดสอบจุดสูงสุดของปี ถึงเวลาระวังหรือไปต่อ

ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกเผชิญความผัน […]

The post หุ้นไทยทดสอบจุดสูงสุดของปี ถึงเวลาระวังหรือไปต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นไทยทดสอบจุดสูงสุดของปี ถึงเวลาระวังหรือไปต่อ

ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกเผชิญความผันผวนมากขึ้น จากแรงกดดันหลายด้าน ทั้งความยืดเยื้อและไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ โดย Moody’s ซึ่งทำให้ครบทั้ง 3 สถาบันหลักที่ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ลงจากระดับสูงสุด รวมถึงความกังวลด้านเงินเฟ้อที่เร่งตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ตลาดตราสารหนี้มีความผันผวนสูง และ Bond Yield ปรับขึ้นทั่วโลก จนตลาดต้องปรับมุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ยกันใหม่

 

ท่ามกลางปัจจัยลบรอบด้าน ตลาดหุ้นไทยกลับยืนหยัดได้ดีกว่าที่หลายคนคาด SET Index สามารถปรับขึ้นไปทำจุดสูงสุดของปี แรงหนุนจากความคาดหวังเชิงบวกต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มผ่อนคลายลง GDP ไทย 1Q26 ที่ออกมา +2.8% ดีกว่าตลาดคาดไว้ที่ +2.2% ขณะที่ภาพรวมกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยที่ประกาศออกมาถือว่าน่าพอใจในระดับหนึ่ง หลายอุตสาหกรรมมีกำไรสุทธิสูงกว่าที่ตลาดประเมิน และกำไรรวมยังเติบโต YoY ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 รวมถึงหุ้น DELTA ซึ่งมีน้ำหนักมากในตลาดได้รับการเพิ่มน้ำหนักในดัชนี MSCI

 

อย่างไรก็ดี ภาพที่ดูดีนี้ไม่ได้แปลว่าควรประมาท คำถามสำคัญสำหรับนักลงทุนในระยะนี้จึงอาจไม่ใช่แค่ ‘ตลาดจะไปต่อได้หรือไม่’ แต่ควรเป็น ‘มีปัจจัยใดบ้างที่ต้องระมัดระวัง’

 

ประเด็นแรกที่ต้องระวังคือ Valuation ที่เริ่มตึงตัวขึ้น หลังราคาหุ้นปรับขึ้นมาพอสมควร โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่บางตัวที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของดัชนี หากการปรับขึ้นของตลาดกระจุกตัวอยู่ในหุ้นเพียงไม่กี่กลุ่ม ความเสี่ยงจากการพักฐานของหุ้นนำตลาดอาจกระทบดัชนีโดยรวมได้มากกว่าที่คาด

 

ประเด็นถัดมาคือ Bond Yield ที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญต่อทั้งตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ ณ วันที่ 19 พฤษภาคม 2026 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี อยู่ที่ระดับสูงสุดประมาณ 4.7% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 15 เดือน ส่วนพันธบัตรอายุ 30 ปีนั้นยิ่งน่าตกใจกว่า เพราะขึ้นไปแตะ 5.2% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 18 ปี โดยแรงกดดันหลักมาจาก 3 ปัจจัยที่เสริมกัน ได้แก่ ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เพิ่มความเสี่ยงต่อราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ ปัญหาการคลังของสหรัฐฯ ที่ทำให้นักลงทุนเรียกร้องผลตอบแทนชดเชยความเสี่ยงระยะยาวที่สูงขึ้น และท่าทีของ Fed ที่ยังไม่รีบลดดอกเบี้ย ตราบใดที่เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ Bond Yield มีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อไป และอาจกดดันสินทรัพย์เสี่ยงผ่านต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น

 

ผลกระทบที่เห็นได้ชัดคือหุ้นกลุ่ม Growth และเทคโนโลยี ซึ่งมักถูกประเมินมูลค่าบนสมมติฐานของอัตราคิดลดที่ต่ำ เมื่อ Yield สูงขึ้น มูลค่าของกำไรในอนาคตจะถูก Discount ลงมามากขึ้น ทำให้ราคาหุ้นกลุ่มนี้อ่อนไหวต่อแรงขายมากกว่ากลุ่มอื่น สำหรับตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทย อาจเผชิญแรงกดดันจาก Fund Flow ที่ไหลกลับไปหาสินทรัพย์ปลอดภัยในสหรัฐฯ ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงขึ้น อย่างไรก็ดี ภาวะ Yield สูงไม่ได้เป็นลบกับทุกสินทรัพย์ เพราะยังเป็นบวกต่อบางกลุ่ม เช่น ธนาคารที่อาจได้ประโยชน์จากส่วนต่างดอกเบี้ย และตราสารหนี้ระยะสั้นที่ให้ผลตอบแทนน่าสนใจโดยมีความเสี่ยง Duration ต่ำ

 

อีกปัจจัยที่ยังไม่ควรวางใจคือ ความเสี่ยงจากตะวันออกกลาง แม้ตลาดจะตอบรับข่าวเชิงบวกจากการเจรจาเป็นระยะ แต่สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง หากความตึงเครียดกลับมาปะทุ ราคาน้ำมันอาจปรับขึ้นแรง และส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อ ต้นทุนภาคธุรกิจ และกำลังซื้อของผู้บริโภคในระยะถัดไป

 

สำหรับตลาดหุ้นไทย แม้ผลประกอบการ 1Q26 จะออกมาดีกว่าคาด แต่ยังต้องระวังว่าแรงส่งจากกำไรอาจเริ่มจำกัดลง หากเศรษฐกิจในประเทศยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง หรือการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนยังไม่กลับมาแข็งแรงมากพอ การปรับขึ้นของตลาดในระยะถัดไปจึงอาจต้องอาศัยปัจจัยใหม่เข้ามาสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เห็นผลจริง การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ หรือการไหลเข้าของเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ

 

ดังนั้น ในภาวะที่ตลาดขึ้นมาอยู่ในระดับสูงและปัจจัยลบยังรายล้อม กลยุทธ์การลงทุนควรเน้นความระมัดระวังมากกว่าการไล่ซื้อ นักลงทุนอาจทยอยลดความเสี่ยงในหุ้นที่ราคาปรับขึ้นแรงเกินพื้นฐาน และหันมาให้ความสำคัญกับหุ้นที่มีงบการเงินแข็งแรง กระแสเงินสดดี หนี้ต่ำ และยังรักษาอัตรากำไรได้ในภาวะต้นทุนผันผวน

 

ในเชิงพอร์ตการลงทุน การกระจายความเสี่ยงยังเป็นหัวใจสำคัญ โดยอาจเพิ่มน้ำหนักในตราสารหนี้คุณภาพดีระยะสั้นถึงกลาง หรือกองทุนตลาดเงิน เพื่อช่วยลดแรงกระแทกหากตลาดเกิดการพักฐาน ขณะที่ฝั่งหุ้นควรเน้นการคัดเลือกหุ้นรายตัว เพราะในช่วงที่ดัชนีอยู่ในจุดสูงสุดของปี โอกาสในการสร้างผลตอบแทนจะขึ้นอยู่กับการคัดเลือกหุ้นมากกว่าการอาศัยแรงหนุนจากภาพรวมตลาดเพียงอย่างเดียว

 

ผู้ลงทุนควรจัดพอร์ตให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงและเป้าหมายทางการเงินของตัวเอง และสิ่งที่ผู้ลงทุนควรถามตัวเองอาจไม่ใช่แค่ว่า ‘จะได้กำไรอีกเท่าไร’ แต่คือ ‘หากตลาดไม่เป็นไปตามคาด เราพร้อมรับมือแค่ไหน’

 

ภาพ: janews / Shutterstock

The post หุ้นไทยทดสอบจุดสูงสุดของปี ถึงเวลาระวังหรือไปต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>