Opinion – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/wealth-opinion/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 15 Jun 2026 11:08:07 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Optical Module อาวุธลับของ AI Data Center กับโอกาสลงทุนในคอขวดใหม่ของโลกเทคโนโลยี https://thestandard.co/opinion-optical-module-ai-data-center/ Mon, 15 Jun 2026 11:08:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1218654 ภาพระยะใกล้ของฮับไฟเบอร์ออปติกในห้องเซิร์ฟเวอร์

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การลงทุนในธีม AI มักโฟกัสไปที่ GP […]

The post Optical Module อาวุธลับของ AI Data Center กับโอกาสลงทุนในคอขวดใหม่ของโลกเทคโนโลยี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพระยะใกล้ของฮับไฟเบอร์ออปติกในห้องเซิร์ฟเวอร์

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การลงทุนในธีม AI มักโฟกัสไปที่ GPU, Semiconductor, Cloud และ Data Center เป็นหลัก เพราะสิ่งเหล่านี้คือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ AI พัฒนาและใช้งานได้จริง แต่เมื่อ AI กำลังก้าวจากเทคโนโลยีทดลองไปสู่การใช้งานจริงในระดับโลก คำถามสำคัญของอุตสาหกรรมเริ่มเปลี่ยนไป จากเดิมที่ตลาดมักถามว่า “ใครมีชิปที่แรงที่สุด” กลายเป็นคำถามใหม่ว่า “ระบบจะเชื่อมต่อชิปจำนวนมหาศาลให้ทำงานร่วมกันได้เร็วพอหรือไม่”

 

นี่คือเหตุผลที่ Optical Module กำลังกลายเป็นหนึ่งในชิ้นส่วนสำคัญของ AI Infrastructure เพราะในโลกของ AI ยุคใหม่ ความเร็วของชิปเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ หากระบบเครือข่ายไม่สามารถส่งข้อมูลระหว่างชิป เซิร์ฟเวอร์ Rack และ Data Center ได้เร็วพอ พลังประมวลผลที่ลงทุนไปมหาศาลก็อาจไม่ถูกใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ

 

อ้างอิงข้อมูลจาก Bloomberg Intelligence “OFC 2026: Optics Go Deeper, Networks Become Denser” as of 23 March 2026 คาดว่ายอดขาย Optical Module และอุปกรณ์ Optical Hardware เข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ โดยตลาดมีแนวโน้มเติบโตแตะ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 เพิ่มขึ้นจาก 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2025 ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีราว 19%

 

Optical Module คืออะไร

 

Optical Module คืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณไฟฟ้าให้เป็นสัญญาณแสง และแปลงกลับเป็นสัญญาณไฟฟ้าอีกครั้ง เพื่อส่งข้อมูลผ่านสายไฟเบอร์ออปติกด้วยความเร็วสูง พูดง่ายๆ คือเป็น “ตัวกลาง” ที่ทำให้ข้อมูลจำนวนมหาศาลวิ่งไปมาระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ ใน Data Center ได้อย่างรวดเร็ว

 

หาก GPU คือ “สมอง” ของ AI และ Data Center คือ “ร่างกาย” Optical Module ก็คือ “ระบบประสาท” ที่ทำให้ทุกส่วนสื่อสารกันได้อย่างราบรื่น เพราะโมเดล AI ขนาดใหญ่ไม่ได้ใช้ GPU เพียงตัวเดียว แต่ต้องใช้ GPU หรือ XPU จำนวนมาก ตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนตัว ชิปเหล่านี้ต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลกันตลอดเวลา ยิ่งโมเดลใหญ่ขึ้น ปริมาณข้อมูลที่ต้องส่งระหว่างชิป เซิร์ฟเวอร์ และ Data Center ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

เมื่อ GPU ไม่ใช่ปัญหาเดียวของ AI

 

ในโลกของ AI การมี GPU จำนวนมากไม่ได้แปลว่าระบบจะเร็วเสมอไป เพราะต่อให้มี GPU ที่แรงที่สุดจำนวนมาก แต่หากการส่งข้อมูลระหว่าง GPU ช้า ระบบก็ไม่สามารถใช้พลังประมวลผลได้เต็มที่ เปรียบเหมือนมีพนักงานเก่ง 1,000 คน แต่ทุกคนต้องใช้ถนนเลนเดียวในการสื่อสาร งานก็ย่อมติดขัดและไม่สามารถเดินหน้าได้เต็มศักยภาพ

 

ดังนั้น AI ยุคต่อไปไม่ได้ต้องการเพียงชิปที่แรงขึ้น แต่ต้องการเครือข่ายที่เร็วขึ้น หนาแน่นขึ้น และใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย นี่คือจุดที่ Optical Module เริ่มมีบทบาทมากขึ้น เพราะช่วยให้การส่งข้อมูลใน Data Center รองรับความเร็วและปริมาณข้อมูลที่สูงขึ้นได้ดีกว่าการเชื่อมต่อแบบเดิม

 

ทำไมโลก AI กำลังเปลี่ยนจาก Copper ไปสู่ Optical

 

ในอดีต Data Center หลายส่วนยังสามารถใช้สายทองแดง หรือ Copper ได้ แต่เมื่อความเร็วและปริมาณข้อมูลเพิ่มขึ้น ข้อจำกัดของทองแดง ก็เริ่มชัดเจนมากขึ้น ทั้งการสูญเสียสัญญาณเมื่อส่งข้อมูลไกลขึ้น ความร้อนที่เพิ่มขึ้น การใช้พลังงานสูงขึ้น 

Optical Module จึงกลายเป็นทางเลือกที่เหมาะกว่า เพราะสามารถส่งข้อมูลได้เร็วกว่า ไกลกว่า และมีประสิทธิภาพด้านพลังงานดีกว่าในหลายกรณี ผลลัพธ์คือ AI Data Center ทั่วโลกกำลังเพิ่มการใช้ Optical Connection มากขึ้น ไม่ใช่แค่การเชื่อมต่อระหว่าง Data Center แต่เริ่มขยับลึกเข้ามาในโครงสร้างภายใน Data Center มากขึ้นเรื่อยๆ

 

AI กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเครือข่ายของ Data Center

 

AI ต้องการให้ GPU จำนวนมหาศาลทำงานร่วมกันเหมือนเป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์เครื่องเดียว ทำให้ความต้องการด้าน Bandwidth และ Latency สูงกว่าระบบ Cloud ทั่วไปมาก เพราะข้อมูลต้องถูกส่งไปมาระหว่างชิปและเซิร์ฟเวอร์จำนวนมากในเวลาที่รวดเร็ว หากเครือข่ายช้าเพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้การประมวลผลทั้งระบบสะดุดได้

โครงสร้างการเชื่อมต่อหลักของ AI Data Center แบ่งได้เป็น 3 ระดับ ได้แก่ Scale-Up หรือการเชื่อมต่อ GPU ภายในระบบเดียวกันหรือ Rack เดียวกัน, Scale-Out หรือการเชื่อมต่อหลาย Rack เข้าด้วยกันเพื่อสร้างเป็น AI Cluster ขนาดใหญ่ และ Scale-Across หรือการเชื่อมต่อ Data Center หลายแห่งเข้าด้วยกัน เพื่อให้ทำงานร่วมกันเหมือนเป็นระบบเดียว

 

ทั้ง 3 ระดับนี้ล้วนต้องใช้ Optical Connection มากขึ้น ยิ่งจำนวน GPU เพิ่มขึ้น จำนวนจุดเชื่อมต่อก็เพิ่มขึ้นตาม ทำให้ Optical กลายเป็นส่วนสำคัญของการขยาย AI Infrastructure เพราะไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนชิป แต่เป็นการทำให้ชิปทั้งหมดทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

Optical Density และการเปลี่ยนผ่านสู่ 800G / 1.6T

 

อีกแนวโน้มสำคัญคือ Optical Density หรือความหนาแน่นของการใช้ Optical Connection ภายใน Data Center ในอดีต Optical Module อาจถูกใช้เฉพาะบางจุดของระบบ แต่ในอนาคตอาจถูกใช้แทบทุกระดับ ตั้งแต่ภายใน Rack ระหว่าง Rack ระหว่าง Cluster ไปจนถึงการเชื่อมต่อระหว่าง Data Center

ขณะเดียวกัน ตลาด Optical Module กำลังเปลี่ยนผ่านจากระดับ 400G ไปสู่ 800G, 1.6T และในอนาคตอาจไปถึง 3.2T ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความสามารถในการส่งข้อมูล ยิ่งตัวเลขสูง ก็ยิ่งรองรับ AI Cluster ขนาดใหญ่ได้ดีขึ้น สำหรับ AI การอัปเกรดจาก 800G ไปสู่ 1.6T ไม่ใช่เพียงการเพิ่มความเร็วธรรมดา แต่เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรองรับโมเดล AI ที่ใหญ่ขึ้น จำนวน GPU ที่เพิ่มขึ้น และปริมาณข้อมูลที่ต้องส่งระหว่างระบบมากขึ้น

 

ทำไมธีมนี้ถึงน่าสนใจสำหรับนักลงทุน

 

Optical Module ไม่ได้เป็นเพียงชิ้นส่วนประกอบเล็กๆ ของ Data Center อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่า AI Infrastructure จะขยายตัวได้เร็วแค่ไหน ในเวลาเดียวกัน Hyperscaler และผู้ให้บริการ AI Cloud รายใหญ่ เช่น Microsoft, Google, Amazon และ Meta ต่างเร่งลงทุนใน AI Data Center อย่างต่อเนื่อง เมื่อการลงทุนใน AI Data Center เพิ่มขึ้น ความต้องการอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องก็เติบโตตามไปด้วย ทั้ง Optical Module, Laser, Transceiver, Fiber, Optical System และ Networking Equipment

 

ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการเติบโตของ Optical Module แบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผู้ผลิต Optical Component และ Transceiver เช่น Coherent, Lumentum และ Fabrinet, บริษัท Networking และ Switching เช่น Broadcom, Marvell และ Arista และผู้ให้บริการ Optical System และ Fiber เช่น Ciena, Nokia และ Corning

 

โดยสรุปธีม Optical Module กำลังกลายเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่สุดของยุค AI เพราะ AI ไม่ได้ต้องการเพียง “สมองที่เร็วขึ้น” แต่ต้องการ “ระบบประสาทที่เร็วขึ้น” ด้วย ยิ่งโมเดล AI ใหญ่ขึ้น จำนวน GPU มากขึ้น และ Data Center เชื่อมต่อกันมากขึ้น ความต้องการส่งข้อมูลความเร็วสูงก็จะเพิ่มขึ้นตาม

 

หากเปรียบ AI เป็นโรงงานขนาดใหญ่ GPU คือเครื่องจักรหลัก Data Center คือโรงงาน และ Optical Module คือสายพานความเร็วสูงที่ทำให้ข้อมูลไหลเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากสายพานนี้ช้า เครื่องจักรที่แพงที่สุดก็อาจทำงานได้ไม่เต็มศักยภาพ และหากสายพานนี้กลายเป็นคอขวด Optical Module ก็อาจเป็นหนึ่งในโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจของ AI Infrastructure 

 

ภาพ: Funtap / Shutterstock 

The post Optical Module อาวุธลับของ AI Data Center กับโอกาสลงทุนในคอขวดใหม่ของโลกเทคโนโลยี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟุตบอลโลก 2026 ผ่านมุมมองโลกการเงิน https://thestandard.co/world-cup-2026-finance-investment/ Thu, 11 Jun 2026 07:46:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1217201 นักฟุตบอลในสนามที่มีธนบัตรเงินดอลลาร์โปรยปรายลงมา

8 ปีก่อน ผมเคยวิเคราะห์ฟุตบอลโลกปี 2018 กับตลาดการเงิน […]

The post ฟุตบอลโลก 2026 ผ่านมุมมองโลกการเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักฟุตบอลในสนามที่มีธนบัตรเงินดอลลาร์โปรยปรายลงมา

8 ปีก่อน ผมเคยวิเคราะห์ฟุตบอลโลกปี 2018 กับตลาดการเงิน ด้วยแนวคิดที่ว่า “ปีฟุตบอลโลก” ควรเป็นช่วงที่ตลาดเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น

 

ผ่านมาเกือบทศวรรษ ผมพบว่าสิ่งที่นักลงทุนได้เรียนรู้จริงจากฟุตบอล ไม่ใช่แค่การทายผลแพ้ชนะ แต่ฟุตบอลเป็นกีฬาที่มีฐานผู้ชมขนาดใหญ่ไม่ต่างกับตลาดหุ้นโลก มีพัฒนาการด้านกลยุทธ์ชัดเจน นอกจากนั้นก็มีอารมณ์ของมนุษย์เข้ามาผสมผสานอย่างโดดเด่น การเข้าใจมหกรรมใหญ่อย่างฟุตบอลโลกจึงสอนให้เรารู้ทันตลาดการเงินไปพร้อมกันได้อย่างดี

 

สิ่งแรกที่ฟุตบอลโลกมักแสดงให้เห็นชัดที่สุด คือยุคสมัยของการเปลี่ยนผ่านด้านการใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ

 

ฟุตบอลเป็นหนึ่งในกีฬาที่ต้องใช้ข้อมูลในการวิเคราะห์มากที่สุด จึงไม่แปลกที่พัฒนาการด้านข้อมูลจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

 

การใช้ข้อมูลในฟุตบอลโลกเด่นชัดขึ้นในปี 2014 ที่บราซิล เมื่อ SAP สร้างระบบ Match Insights เป็น real-time analytics ให้กับสมาคมฟุตบอลเยอรมันนำไปใช้ เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยวิเคราะห์เกมและวางกลยุทธ์ได้อย่างเฉียบขาด จนสามารถเอาชนะบราซิลเจ้าภาพไป 7-1 และได้แชมป์ในปีนั้น

 

ล่าสุด ฟุตบอลโลกปี 2022 ที่กาตาร์ก็เป็นครั้งแรกที่มีการนำ AI มาใช้สำหรับตรวจจับตำแหน่งผู้เล่นล้ำหน้า ผ่าน 29 จุดบนร่างกายและส่งผล real-time 50 ครั้งต่อวินาที

 

จนพูดได้ว่าฟุตบอลโลก เป็นหนึ่งในรายการแข่งขันกีฬาที่ทำให้ตลาดได้เห็นการนำข้อมูลไปประยุกต์ใช้งานได้ชัดที่สุด ผมเชื่อว่าปีนี้จะเป็นทัวร์นาเมนต์ที่ AI เข้ามามีบทบาทอย่างมาก อาจเป็นไอเดียให้เราได้นำไปประยุกต์ต่อในโลกการเงินและการลงทุน

 

เรื่องต่อมาคือ World Cup Effect มีอยู่จริง แต่เหตุเกิดจากจิตวิทยาไม่ใช่ ผลแพ้ชนะ หรือเศรษฐกิจ

 

งานวิจัยของ Edmans, García และ Norli ปี 2007 ศึกษาย้อนกลับไปตั้งแต่ยุค 1970 พบว่าผลการแข่งขันมีผลต่อตลาดหุ้นจริง แต่ความสัมพันธ์ไม่ได้มาจากผลทางเศรษฐกิจ เช่นการท่องเที่ยว หรือกิจกรรมสันทนาการ แต่กลับเกิดจากอารมณ์ของนักลงทุนในประเทศ จากความตื่นตัว หรือผลแพ้ชนะ ที่ส่งผลต่อมุมมองการเปิดรับความเสี่ยง

 

เช่น ปริมาณการซื้อขายในตลาดมีแนวโน้มที่จะลดลงในช่วงที่มีแมตช์สำคัญ หรือผลการแข่งขันส่งผลลบกับตลาดหุ้นประเทศผู้แพ้ผิดปรกติในวันทำการถัดไป หรือผลของความพ่ายแพ้มักสร้างความผันผวนมากกว่าการชนะถึงเท่าตัว

 

ครั้งนี้ ความเสี่ยงสำคัญคือการที่ฟุตบอลโลกมาจัดที่ทวีปอเมริกาซึ่งเป็นศูนย์กลางของโลกการเงิน ในจังหวะที่ Valuation ของตลาดอยู่ในระดับสูงมาก สภาพคล่องที่เบาบางลง อาจกดดันให้ข่าวร้ายสร้างความเสียหายได้มากเป็นพิเศษ

 

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ Winner’s Curse ในฟุตบอล มีความคล้ายคลึงกับ Mean Reversion ในโลกการเงินระยะยาว

 

คำสาปของแชมป์โลก เป็นเรื่องเล่าที่เราได้ยินมาตลอดและมีสถิติรองรับ

 

นับตั้งแต่ปี 1982 แชมป์โลกรอบก่อนหน้า ตกรอบแบ่งกลุ่มในฟุตบอลโลกครั้งถัดมาถึง 6 ใน 10 ครั้งหลังสุด

 

คำอธิบายคือ ทีมแชมป์มักถูกคู่แข่งวิเคราะห์อย่างละเอียด ผู้เล่นหลักมีอายุมากขึ้น 4 ปี เช่นครั้งนี้ Lionel Messi จะมีอายุถึง 39 ปีในช่วงการแข่งขัน และที่สำคัญที่สุด คือความหิวกระหายในชัยชนะที่ลดลง ทำให้ทีมที่แตะจุดสูงสุดไปแล้วมักพยายามน้อยกว่าทีมคู่แข่ง

 

ในโลกการลงทุน เราเรียกเหตุการณ์ลักษณะนี้ว่าเป็น Mean Reversion แบบหนึ่ง

 

เช่นผู้จัดการกองทุนที่ทำผลตอบแทนดีกว่าตลาดในช่วงก่อนหน้า มักเผชิญกับความคาดหวังที่สูงขึ้น เงินทุนไหลเข้ามากเกินไป ทำให้บริหารจัดการยากจน Underperform ตลาด

 

หรือการลงทุนที่ทำผลตอบแทนได้สูงมาก โดยที่พื้นฐานไม่เปลี่ยนแปลง ในระยะยาวระดับมูลค่าก็มักปรับตัวลงกลับสู่ระดับเหมาะสมในที่สุด

 

ถัดมา คือความสัมพันธ์ระหว่างฟุตบอลโลกกับวิกฤติตลาดการเงิน แม้จะไม่มีเหตุผลที่เหมาะสมรองรับ แต่ช่วงเวลาก็มักเกิดขึ้นไล่เลี่ยกัน เตือนให้ไม่ประมาท

 

ย้อนกลับไปดูฟุตบอลโลกในอดีต

 

ปี 1990 ที่อิตาลี สหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะถดถอย

 

ปี 1994 มาจัดที่สหรัฐฯ ก็เกิดวิกฤติตลาดบอนด์ จากการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของเฟด

 

ปี 1998 ที่ฝรั่งเศส ตามมาด้วยวิกฤตการเงินเอเชีย และ LTCM ล่มสลาย

 

ปี 2002 ที่เกาหลีญี่ปุ่น ก็เป็นช่วงคาบเกี่ยวกับวิกฤติ Dot Com และบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง WorldCom โกงบัญชี

 

ปี 2010 ที่แอฟริกาใต้ ก็เกิดพร้อมกับวิกฤติหนี้ Eurozone

 

จนมาถึงปี 2022 ตลาดก็ปรับฐานอีกครั้งจากการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด

 

แม้ฟุตบอลโลกไม่สามารถอธิบายวิกฤติได้ แต่สิ่งนี้ก็เป็นการย้ำเตือนเราว่าความเสี่ยงเป็นวัฎจักรและทุกปีมีความเสี่ยงซ่อนอยู่ สภาพคล่องที่ลดลงและอารมณ์ที่แปรปรวนของนักลงทุน อาจเป็นหนึ่งในชนวนที่เปลี่ยนความเสี่ยงไปเป็นวิกฤติ

 

สุดท้าย ฟุตบอลโลกสอนเราเรื่องทฤษฎีความน่าจะเป็น และการอยู่กับความไม่แน่นอนได้ดีที่สุด

 

แม้ฟุตบอลจะก้าวผ่านการวางกลยุทธ์ที่ใช้แต่สัญชาตญาณ มาเป็นสถิติ จนมาเป็น Big Data และ AI ในปัจจุบัน จนทำให้เรามั่นใจว่าทีมที่มีพื้นฐานที่ดี มักยืนระยะได้ และมีโอกาสชนะมากขึ้น แต่โอกาสชนะสูงที่สุด ก็ไม่ใช่ว่าจะชนะเสมอไป

 

การลงทุนก็เช่นกัน สินทรัพย์ที่ดีหรือการตัดสินใจที่ดี อาจไม่ได้การันตีผลตอบแทนที่ดี

 

สิ่งที่สำคัญคือการยอมรับว่าความไม่แน่นอนเกิดขึ้นได้เสมอ และทางเดียวที่จะ ชนะมากกว่าแพ้ คือการเรียนรู้ที่จะกลับมาหลังจากความพ่ายแพ้ครับ

 

ภาพ: Gorodenkoff, New Africa / Shutterstock

The post ฟุตบอลโลก 2026 ผ่านมุมมองโลกการเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธุรกิจไทยต้องใช้ AI สร้างการเติบโตใหม่อย่างไรในภาวะเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน https://thestandard.co/thai-business-ai-growth-uncertainty/ Wed, 10 Jun 2026 06:56:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1216769 ภาพประกอบแสดงการแข่งขันด้านเทคโนโลยี AI และปัญญาประดิษฐ์

ปี 2569 ถือเป็นปีที่ ‘ความไม่แน่นอน’ ไม่ใช่ความเสี่ยงระ […]

The post ธุรกิจไทยต้องใช้ AI สร้างการเติบโตใหม่อย่างไรในภาวะเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงการแข่งขันด้านเทคโนโลยี AI และปัญญาประดิษฐ์

ปี 2569 ถือเป็นปีที่ ‘ความไม่แน่นอน’ ไม่ใช่ความเสี่ยงระยะสั้นอีกต่อไป แต่กลายเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการทำธุรกิจ โดยผลสำรวจ PwC’s 29th Global CEO Survey – Thailand สะท้อนให้เห็นว่า ความเชื่อมั่นของผู้บริหารไทยกำลังถูกกดดันอย่างต่อเนื่อง โดยมีเพียง 24% ที่ยังมั่นใจต่อการเติบโตของรายได้องค์กรในปีนี้ ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ผันผวน ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และภัยไซเบอร์

 

 
 

คำถามสำคัญสำหรับผู้นำองค์กรจึงไม่ใช่ ‘จะอยู่รอดอย่างไร’ แต่คือ ‘จะเติบโตจากอะไรในโลกที่ทั้งโอกาสและความเสี่ยงเพิ่มขึ้นพร้อมกันเช่นนี้?’

 

AI ถูกใช้มากขึ้น แต่ยังไม่สร้างผลลัพธ์ที่แท้จริง

 

ในช่วงที่ผ่านมา AI กลายเป็นความหวังของหลายองค์กร แต่ในความเป็นจริงนั้นเรากลับพบว่า การใช้งานยังไม่เท่ากับการสร้างมูลค่า ซึ่งผลสำรวจของ PwC ชี้ว่า แม้ 33% ของซีอีโอไทยเริ่มเห็นรายได้เพิ่มขึ้นจาก AI แต่มีเพียง 18% เท่านั้นที่สามารถสร้างทั้งรายได้เพิ่มและลดต้นทุนได้พร้อมกัน สะท้อนให้เห็นว่า องค์กรส่วนใหญ่ยังติดอยู่ในระดับทดลองใช้ หรือเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ยังไม่สามารถยกระดับ AI ให้เป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจ (business impact) ได้จริง

 

กรณีศึกษา: เมื่อองค์กรไทยเริ่มเปลี่ยน AI ให้เป็น ‘growth engine’

 

แม้หลายองค์กรยังอยู่ในช่วงทดลองใช้ AI แต่เริ่มมีตัวอย่างที่ชัดเจนว่า หากใช้ AI อย่างมีทิศทาง สามารถสร้างคุณค่าเชิงธุรกิจได้จริง เช่น ในภาคธนาคาร องค์กรชั้นนำใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าแบบเรียลไทม์ เพื่อแนะนำผลิตภัณฑ์และปรับข้อเสนอให้เหมาะกับแต่ละบุคคล (hyper-personalisation) ผลลัพธ์จึงไม่ใช่เพียงประสิทธิภาพที่ดีขึ้น แต่คือ conversion rate ที่สูงขึ้น และรายได้จากลูกค้าเดิมที่เติบโต

 

ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซ ใช้ AI เพื่อวิเคราะห์ความต้องการผู้บริโภค ปรับราคาและโปรโมชันแบบไดนามิก รวมถึงบริหารสินค้าคงคลังให้สอดคล้องกับความต้องการแบบ near real-time ส่งผลให้ลดสต็อกค้าง เพิ่มยอดขายในกลุ่มมาร์จิ้นสูง และสร้างประสบการณ์ที่กระตุ้นการซื้อซ้ำ และในภาคอุตสาหกรรม หลายองค์กรเริ่มต้นด้วยการใช้ AI ใน predictive maintenance เพื่อลด downtime แต่กลุ่มที่ก้าวไปไกลกว่า ใช้ข้อมูลเดียวกันในการรีดีไซน์กระบวนการผลิตทั้งระบบทำให้สามารถลดต้นทุน เพิ่มกำลังการผลิต และรองรับคำสั่งซื้อใหม่ได้เร็วขึ้น

 

จุดเปลี่ยนไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือ ‘วิธีคิดของผู้นำ’

 

ทั้งนี้ องค์กรที่สร้างผลลัพธ์จาก AI ได้อย่างแท้จริง ไม่ได้แตกต่างกันที่ ‘ใช้ AI มากกว่า’ แต่แตกต่างที่แนวคิด (mindset) ของผู้นำ ในการใช้ AI เพื่อเปลี่ยนเกมธุรกิจ พวกเขาไม่ได้เริ่มต้นด้วยคำถามว่า ‘องค์กรควรใช้ AI หรือไม่’ แต่ถามว่า ‘องค์กรจะใช้ AI เพื่อสร้างการเติบโตอะไรใหม่’ นี่คือแนวคิดของ ‘AI fitness’ หรือความสามารถขององค์กรในการโฟกัส AI ไปที่ผลลัพธ์ที่สำคัญ สร้างรากฐานด้านข้อมูลและธรรมาภิบาล และขยายผลในระดับองค์กรอย่างเป็นระบบ ซึ่งบริษัทกลุ่มนี้สามารถสร้างรายได้และประสิทธิภาพจาก AI ได้สูงกว่าธุรกิจอื่นถึง 7.2 เท่า

 

บททดสอบของธุรกิจไทย

 

สิ่งที่ case study ข้างต้นสะท้อนชัดคือ องค์กรที่สร้างมูลค่าได้จริง มีสามลักษณะร่วมกัน ได้แก่ การใช้ AI เพื่อเชื่อมข้อมูลเข้ากับการตัดสินใจที่จะนำไปสู่การสร้างรายได้ใหม่ การขยายกรณีการใช้งาน (use case) ไปทั้งองค์กร ไม่ใช่แค่โครงการทดลอง และการขับเคลื่อนองค์กรของผู้นำที่มี growth mindset ไม่ใช่ cost mindset ซึ่งตรงกับสิ่งที่องค์กรส่วนใหญ่ยังขาดในปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่ผู้บริหารควรทำต่อจากนี้ไป คือ ยกระดับ AI ไปสู่บทบาทของเครื่องยนต์การเติบโต (growth engine) โดยมุ่งเน้นการสร้างรายได้ใหม่ การเข้าถึงตลาดและลูกค้าใหม่ การออกแบบธุรกิจในรูปแบบใหม่ และการขยายการใช้งาน AI ให้เกิดขึ้นจริงทั้งองค์กร

 

คุณผู้อ่านครับ วันนี้การใช้งาน AI ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่สิ่งที่จะสร้างความแตกต่างคือ คุณใช้ AI อย่างมีทิศทางหรือไม่ จริงอยู่ว่าองค์กรที่ใช้ AI เพียงเพื่อทำสิ่งเดิมให้ดีขึ้นอาจยังอยู่รอดและเดินต่อไปได้ แต่ผู้นำที่ใช้ AI เพื่อสร้างธุรกิจใหม่และกำหนดกติกาการแข่งขันใหม่จะเป็นผู้ที่เติบโตได้ก่อน และเร็วกว่าคู่แข่ง

 

ภาพ: Lightspring / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post ธุรกิจไทยต้องใช้ AI สร้างการเติบโตใหม่อย่างไรในภาวะเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยุทธศาสตร์สู้ศึก UNCLOS: การปะทะผ่านนิติสงคราม https://thestandard.co/unclos-lawfare-thailand-cambodia/ Sat, 06 Jun 2026 04:03:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1215072 แผนที่อ่าวไทยแสดงพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา

ความขัดแย้งเรื่องพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล หรือที่ […]

The post ยุทธศาสตร์สู้ศึก UNCLOS: การปะทะผ่านนิติสงคราม appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผนที่อ่าวไทยแสดงพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา

ความขัดแย้งเรื่องพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า พื้นที่ OCA (Overlapping Claims Area) ระหว่างไทยกับกัมพูชา เป็นเรื่องที่ยืดเยื้อมานานกว่า 50 ปี พื้นที่ขนาด 26,000 ตารางกิโลเมตรในอ่าวไทยนี้ (ขนาดพื้นที่ใหญ่กว่าจังหวัดเชียงใหม่) เต็มไปด้วยขุมทรัพย์พลังงาน โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติมูลค่ามหาศาลที่ถูกแช่แข็งไว้เพราะยังตกลงเรื่องเส้นเขตแดนกันไม่ได้

 

 

แต่เมื่อไม่นานมานี้ สมรภูมินี้ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง นี่ไม่ใช่ยุคของการส่งเรือรบไปยิงปะทะกัน แต่เป็นยุคของ “นิติสงคราม” (Lawfare) หรือการใช้ช่องว่างของกฎหมายระหว่างประเทศเป็นอาวุธโจมตีกันในเวทีโลก

 

เกมพลิกครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อกัมพูชาตัดสินใจเข้าเป็นภาคี อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (United Nations Convention on the Law of the Sea – UNCLOS) และทำสิ่งที่มีเงื่อนงำทันที ด้วยการพยายามใช้กลไกของสหประชาชาติ “ลาก” ประเทศไทยเข้าสู่กระบวนการที่บังคับให้เราต้องไปเจรจาไกล่เกลี่ย โดยหวังจะใช้แรงกดดันจากชาวโลกมาบีบให้ไทยยอมแบ่งเค้กผลประโยชน์ทางทะเล

 

บทความชิ้นนี้จะพาคุณผู้อ่านไปเจาะลึก “คัมภีร์กฎหมายทะเล” ในภาษาที่เข้าใจง่ายที่สุด เพื่อให้คนไทยทุกคนมองเห็น “ความฉ้อฉล” ของเส้นที่กัมพูชาลากขึ้นมา และเข้าใจว่าประเทศไทยจะใช้ไม้เด็ดอะไรในกฎหมายฉบับเดียวกันนี้ เพื่อคว่ำยุทธวิธีของกัมพูชา ปกป้องอธิปไตยของเกาะกูด และประกาศให้โลกรู้ว่าใครกันแน่ที่พยายามจะฮุบสมบัติของคนอื่นมาโดยตลอด

 

1. รู้จักอาวุธในสมรภูมิ: UNCLOS มาตรา 298 คืออะไร?

 

ก่อนจะไปดูว่าเขาจะสู้กันอย่างไร เราต้องเข้าใจก่อนว่า UNCLOS (ยูเอ็นคลอส) คือ “กฎหมายทางทะเลระดับโลก” ที่ทุกประเทศใช้ร่วมกัน เพื่อบอกว่าใครมีสิทธิ์ทำอะไรได้แค่ไหนในมหาสมุทร

 

ในกฎหมายฉบับนี้ มีหมวดหนึ่งที่ว่าด้วยการแก้ปัญหาเวลาประเทศต่างๆ ทะเลาะกัน (เรียกว่า ภาค 15 ตอนที่ 2) ซึ่งกำหนดไว้ว่า ถ้าคุยกันไม่รู้เรื่อง ก็ต้องไปขึ้นศาลโลก หรือศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ เพื่อให้ผู้พิพากษาชี้ขาด เปรียบเหมือนการถูกบังคับขึ้นศาล

 

แต่กฎหมายก็เปิดช่องไว้ เพราะเรื่องบางเรื่องมันละเอียดอ่อนเกินไป เช่น เรื่องความมั่นคงหรือเรื่องเขตแดน รัฐบาลแต่ละประเทศจึงมีสิทธิ์ยื่นเอกสารบอกว่า “ฉันขอไม่ร่วมกระบวนการบังคับขึ้นศาลในเรื่องเหล่านี้นะ” ช่องทางนี้ถูกเขียนไว้ใน มาตรา 298 (Article 298) ของ UNCLOS (เนื้อหาส่วนต่อจากนี้เป็นคำแปลของมาตรา 298 โดยกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ โดยกรมฯ ใช้เป็นคำว่า ข้อ 298 สำหรับคุณผู้อ่านที่ไม่ต้องการอ่านข้อกฎหมายซึ่งมีความซับซ้อนทางภาษา สามารถข้ามไปอ่าน ในส่วนที่ 2 บทวิเคราะห์ได้เลย)

 

ข้อ 298 ข้อยกเว้นที่เลือกได้ในการใช้ตอนที่ 2 (Article 298 Optional exceptions to applicability of section 2)

 

  • เมื่อลงนาม ให้สัตยาบัน หรือภาคยานุวัติอนุสัญญานี้ หรือในเวลาใดหลังจากนั้น รัฐอาจประกาศเป็นหนังสือ โดยไม่เป็นการเสื่อมเสียต่อพันธกรณีที่เกิดขึ้นตามตอนที่ 1 ว่าตนไม่ยอมรับวิธีดำเนินการวิธีหนึ่งวิธีใดหรือหลายวิธีที่บัญญัติไว้ในตอนที่ 2 ในส่วนที่เกี่ยวกับข้อพิพาทประเภทหนึ่งหรือหลายประเภทดังต่อไปนี้

 

(a)(i) ข้อพิพาทเกี่ยวกับการตีความหรือการใช้ข้อ 15, 74 และ 83 ที่เกี่ยวกับการกำหนดขอบเขตของเขตแดนทางทะเล หรือที่เกี่ยวข้องกับอ่าวประวัติศาสตร์หรือสิทธิทางประวัติศาสตร์ โดยมีเงื่อนไขว่า รัฐซึ่งได้ประกาศเช่นว่านั้นต้องยอมรับการเสนอเรื่องนั้นตามการร้องขอจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในข้อพิพาท เข้าสู่การประนอมตามภาคผนวก 5 ตอนที่ 2 เมื่อข้อพิพาทเช่นว่านั้นเกิดขึ้นหลังจากที่อนุสัญญานี้มีผลใช้บังคับ และในกรณีที่ฝ่ายต่างๆ ไม่ได้บรรลุความตกลงในการเจรจาภายในระยะเวลาอันสมควร โดยมีเงื่อนไขนอกจากนั้นว่า ข้อพิพาทใดๆ ซึ่งจำเป็นต้องเกี่ยวพันกับการพิจารณาที่ยังดำเนินอยู่ในเวลาเดียวกันของข้อพิพาทที่ยังไม่ระงับใดๆ เกี่ยวกับอธิปไตยหรือสิทธิอื่นๆ เหนืออาณาเขตทางบกซึ่งเป็นทวีปหรือเกาะต้องไม่รวมอยู่ในการเสนอเช่นว่านั้น

 

(a)(ii) หลังจากคณะกรรมการประนอมได้เสนอรายงานซึ่งจะให้เหตุผลที่ตนใช้เป็นพื้นฐานให้ฝ่ายต่างๆ เจรจาความตกลงบนพื้นฐานของรายงานนั้น หากการเจรจาไม่บรรลุซึ่งความตกลงให้ฝ่ายต่างๆ โดยความยินยอมร่วมกันเสนอปัญหานั้นเข้าสู่วิธีดำเนินการหนึ่งในบรรดาที่บัญญัติไว้ในตอนที่ 2 เว้นแต่ฝ่ายต่างๆ จะตกลงกันเป็นอย่างอื่น

 

(a)(iii) อนุวรรคนี้ไม่ใช้บังคับกับข้อพิพาทเกี่ยวกับเขตแดนทางทะเลซึ่งยุติไปแล้วโดยข้อตกลงระหว่างฝ่ายต่างๆ หรือไม่ใช้บังคับกับข้อพิพาทเช่นว่านั้นซึ่งจะต้องระงับตามข้อตกลงทวิภาคีหรือพหุภาคีซึ่งผูกพันฝ่ายต่างๆ เหล่านั้น

 

(b) ข้อพิพาทเกี่ยวกับกิจกรรมทางทหาร รวมทั้งกิจกรรมทางทหารโดยเรือและอากาศยานรัฐบาลซึ่งใช้ในงานที่มิใช่การพาณิชย์ และข้อพิพาทเกี่ยวกับกิจกรรมในการบังคับใช้กฎหมายในเรื่องการใช้สิทธิอธิปไตยหรือเขตอำนาจที่ไม่รวมอยู่ในเขตอำนาจของศาลหรือคณะตุลาการตามข้อ 297 วรรค 2 หรือ 3

 

(c) ข้อพิพาทซึ่งคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติกำลังใช้อำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายโดยกฎบัตรสหประชาชาติ เว้นแต่คณะมนตรีความมั่นคงจะวินิจฉัยถอนเรื่องนั้นออกจากระเบียบวาระการประชุม หรือเรียกร้องให้ฝ่ายต่างๆ ระงับข้อพิพาทนั้นโดยวิธีที่บัญญัติไว้ในอนุสัญญานี้

 

  • รัฐภาคีซึ่งได้ประกาศตามวรรค 1 อาจถอนคำประกาศนั้นในเวลาใดก็ได้ หรืออาจตกลงให้เสนอข้อพิพาทซึ่งเป็นข้อยกเว้นที่ระบุไว้ในคำประกาศ เข้าสู่วิธีดำเนินการใดๆ ที่ระบุไว้ในอนุสัญญานี้
  • รัฐภาคีซึ่งได้ประกาศตามวรรค 1 จะไม่มีสิทธิที่จะเสนอข้อพิพาทกับรัฐภาคีอีกรัฐหนึ่งในประเภทข้อพิพาทที่ได้รับการยกเว้น เข้าสู่วิธีดำเนินการใดๆ ในอนุสัญญานี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากฝ่ายนั้น
  • ถ้ารัฐภาคีรัฐหนึ่งได้ประกาศตามวรรค 1 (a) รัฐภาคีอื่นใดอาจเสนอข้อพิพาทกับฝ่ายที่ประกาศซึ่งอยู่ในประเภทข้อพิพาทที่ได้รับการยกเว้น เข้าสู่วิธีดำเนินการที่ระบุไว้ในคำประกาศเช่นว่านั้นก็ได้
  • คำประกาศใหม่หรือการถอนคำประกาศ ไม่กระทบกระเทือนแต่ประการใดต่อการดำเนินคดีซึ่งค้างอยู่ในศาลหรือคณะตุลาการตามข้อนี้ เว้นแต่ฝ่ายต่างๆ จะตกลงกันเป็นอย่างอื่น
  • คำประกาศและหนังสือแจ้งการถอนคำประกาศตามข้อนี้ ต้องมอบไว้กับเลขาธิการสหประชาชาติผู้ซึ่งจะส่งสำเนาของคำประกาศและหนังสือแจ้งนั้นไปยังรัฐภาคี

2. บทวิเคราะห์มาตรา 298

 

เรามาแกะดูเนื้อหาของมาตรานี้กันทีละข้อในแบบที่เข้าใจง่ายที่สุดกันครับ:

 

วรรค 1: สิทธิ์ในการปฏิเสธการขึ้นศาลโลก เมื่อลงนาม ให้สัตยาบัน หรือเข้าเป็นภาคี… ประเทศต่างๆ สามารถเขียนหนังสือประกาศได้ว่า ตนเอง “ไม่ยอมรับ” กระบวนการบังคับขึ้นศาลหรืออนุญาโตตุลาการ ในข้อพิพาทต่อไปนี้…

 

  • ความหมายง่ายๆ: ข้อนี้เปรียบเหมือน “บัตรผ่านประตูยกเว้นคดี” ประเทศไทยเราได้ใช้สิทธิ์ตามข้อนี้ตั้งแต่วันแรกที่เข้าเป็นภาคี โดยเราประกาศชัดเจนว่า ถ้าเป็นเรื่องปักปันเขตแดนทางทะเล เรื่องทหาร หรือเรื่องความมั่นคง ไทยจะไม่ยอมรับอำนาจศาลโลกแบบบังคับเด็ดขาด ใครจะมาฟ้องบังคับให้เราขึ้นศาลเรื่องนี้ไม่ได้

 

วรรค 1 (a)(i): ช่องโหว่ที่กัมพูชาใช้โจมตี และ “เกราะป้องกัน” ของไทย

 

ข้อพิพาทเกี่ยวกับการตีความหรือการใช้ข้อ 15, 74 และ 83 ที่เกี่ยวกับการกำหนดขอบเขตของเขตแดนทางทะเล หรือที่เกี่ยวข้องกับอ่าวประวัติศาสตร์หรือสิทธิทางประวัติศาสตร์ โดยมีเงื่อนไขว่า รัฐซึ่งได้ประกาศเช่นว่านั้นต้องยอมรับการเสนอเรื่องนั้นตามการร้องขอจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในข้อพิพาท เข้าสู่การประนอมตามภาคผนวก 5 ตอนที่ 2 ( หรือ Compulsory Conciliation)

 

  • ความหมายง่ายๆ: กฎหมายบอกว่า โอเค… คุณมีสิทธิ์ปฏิเสธไม่ไปขึ้นศาลเพื่อตัดตัดสินแพ้ชนะได้ แต่คุณไม่มีสิทธิ์หนีการไกล่เกลี่ย! ถ้าอีกฝ่ายทำเรื่องร้องขอ คุณต้องยอมส่งตัวแทนมานั่งคุยต่อหน้า “คณะกรรมาธิการประนีประนอม” ของสหประชาชาติ เพื่อให้เขาช่วยออกใบเตือนหรือข้อแนะนำ (แม้ข้อแนะนำนั้นจะยังไม่มีผลบังคับทางกฎหมายให้ต้องทำตาม 100% แต่ก็มีผลกดดันทางการเมืองระหว่างประเทศสูงมาก) นี่คือสิ่งที่กัมพูชาแอบศึกษามา และพยายามใช้ช่องทางนี้ลากไทยไปนั่งเก้าอี้ไกล่เกลี่ย

 

แต่ช้าก่อน! ในวรรค 1 (a)(i) เดียวกันนี้ มีประโยคทองคำท้ายข้อที่เขียนไว้ว่า:

 

โดยมีเงื่อนไขนอกจากนั้นว่า ข้อพิพาทใดๆ ซึ่งจำเป็นต้องเกี่ยวพันกับการพิจารณาที่ยังดำเนินอยู่ในเวลาเดียวกันของข้อพิพาทที่ยังไม่ระงับใดๆ เกี่ยวกับอธิปไตยหรือสิทธิอื่นๆ เหนืออาณาเขตทางบกซึ่งเป็นทวีปหรือเกาะต้องไม่รวมอยู่ในการเสนอเช่นว่านั้น

 

  • ความหมายง่ายๆ (นี่คือไพ่ตายของไทย): กฎหมายทะเลบอกว่า การไกล่เกลี่ยภาคบังคับนี้จะทำได้ เฉพาะเรื่องน้ำและเรื่องพื้นทะเลเท่านั้น แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่ข้อพิพาทเรื่องทะเลนั้น มันลามไปเกี่ยวพันกับเรื่อง “เกาะ” หรือ “แผ่นดิน” ที่ยังเถียงกันไม่จบว่าตั้งอยู่บนแผ่นดินของใคร คณะกรรมาธิการของสหประชาชาติจะ หมดสิทธิ์ยุ่งทันที! กระบวนการไกล่เกลี่ยภาคบังคับจะถูกยกเลิกโดยอัตโนมัติ

 

วรรค 1 (a)(ii) และ (a)(iii): ขั้นตอนหลังไกล่เกลี่ยและสัญญาเก่า

 

  • ความหมายง่ายๆ: หากต้องเข้ากระบวนการไกล่เกลี่ยจริงๆ เมื่อกรรมาธิการเขียนรายงานเสร็จ ทั้งสองประเทศต้องเอาข้อแนะนำนั้นมาคุยกันต่อ ถ้ายังคุยไม่รู้เรื่องอีก ก็ห้ามมัดมือชกไปขึ้นศาล เว้นแต่จะจับมือยอมรับร่วมกันทั้งสองฝ่าย นอกจากนี้ สัญญาเก่าๆ ที่เคยทำไว้ในอดีตก็ยังคงศักดิ์สิทธิ์อยู่ ไม่สามารถใช้ช่องทางนี้มาล้มล้างได้

 

วรรค 1 (b) และ (c): คดีทหารและเรื่องของพี่ใหญ่ UN

 

  • ความหมายง่ายๆ: เรื่องที่เกี่ยวกับกองทัพเรือ กองทัพอากาศ หรือเรื่องที่พี่ใหญ่ระดับโลกอย่างคณะมนตรีความมั่นคงฯ กำลังควบคุมดูแลอยู่เพื่อไม่ให้เกิดสงคราม ศาลกฎหมายทะเลจะไม่เข้าไปก้าวก่าย

 

วรรค 2, 3 และ 4: เกมการเมืองเรื่อง “การถอนคำประกาศ”

 

  • ความหมายง่ายๆ: นี่คือจุดที่ทำให้เกิดเรื่องในปัจจุบัน เดิมทีทั้งไทยและกัมพูชาต่างก็ถือ “บัตรผ่านประตูยกเว้นคดี” ไว้ในมือเหมือนกัน ต่างฝ่ายต่างทำอะไรกันไม่ได้ แต่แผนเหนือเมฆของกัมพูชาคือ เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2026 นี้เอง พวกเขาแอบไปยื่นหนังสือ “ขอถอนประกาศยกเว้น” ของตัวเองออกไปเฉพาะข้อ (a) ส่งผลให้กัมพูชากลายเป็นผู้เล่นที่ยอมรับกฎกติกาการไกล่เกลี่ยของ UN ทันที และได้สิทธิตามวรรค 4 ในการเป็นโจทก์ยื่นคำร้องต่อสหประชาชาติ เพื่อบังคับลากประเทศไทยเข้ามาในกระบวนการประนีประนอมภาคบังคับนี้ โดยที่ไทยไม่ได้เต็มใจ

3. เปิดโปงแผนลวง 50 ปี: เส้นอ้างสิทธิของกัมพูชาขัดกฎหมายโลกอย่างไร?

 

หากเราจะไปสู้กับเขาในเวทีโลก ประเทศไทยต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ข้อพิพาทในพื้นที่ OCA นี้ไม่ได้เกิดจากความเข้าใจผิด แต่เกิดจาก “เจตนาที่จงใจลากเส้นเอาเปรียบ” ของกัมพูชามาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ซึ่งขัดต่อหลักการสากลอย่างสิ้นเชิงใน 3 ประเด็นหลัก:

 

ประเด็นที่ 1: การลากเส้นตัดผ่ากลาง “เกาะกูด”

 

ในปี ค.ศ. 1972 รัฐบาลกัมพูชาในขณะนั้นได้ลากเส้นประกาศเขตทะเลของตัวเอง โดยลากจากชายฝั่งตรงดิ่งมา ตัดผ่านกึ่งกลางของเกาะกูด ซึ่งนี่ขัดต่อข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และกฎหมายอย่างร้ายแรง เพราะตาม สนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยาม ค.ศ. 1907 (ยุคที่ฝรั่งเศสปกครองกัมพูชาเป็นอาณานิคม) ฝรั่งเศสเป็นคนเขียนระบุไว้เองในสัญญาว่า ให้เกาะกูดเป็นของสยาม (ไทย) การที่กัมพูชามาลากเส้นแบ่งทะเลผ่ากลางเกาะของไทย จึงเป็นการละเมิดดินแดนของประเทศอื่นอย่างหน้าตาเฉย ซึ่งไม่มีกฎหมายสากลฉบับไหนในโลกยอมรับ

 

แผนที่อ่าวไทยแสดงพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา 1

 

ประเด็นที่ 2: ปฏิเสธหลักเส้นกึ่งกลาง (Equidistance Principle)

 

ตามหลักการของ UNCLOS เวลาที่สองประเทศมีทะเลเอื้อต่อกันและอยู่ใกล้กัน วิธีที่ยุติธรรมที่สุดคือการหา “เส้นกึ่งกลาง” ที่วัดระยะห่างจากชายฝั่งของทั้งสองฝ่ายเท่าๆ กัน แต่กัมพูชากลับไม่ใช้หลักการนี้ พวกเขาลากเส้นเบี่ยงเข้ามาทางน่านน้ำไทยอย่างน่าเกลียด เพื่อฮุบเอาพื้นที่ทะเลที่เป็นแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติไปฝั่งตัวเองให้ได้มากที่สุด คิดเป็นพื้นที่ป่าราบทางทะเลของไทยที่ถูกล้ำเข้ามาถึง 26,000 ตารางกิโลเมตร

 

ประเด็นที่ 3: เกมชุบตัวในศตวรรษที่ 21

 

ที่ผ่านมา ประเทศไทยพยายามคุยด้วยหลักการผ่านข้อตกลง MOU 2544 (MOU 2001) โดยไทยยืนยันคำขาดว่า “ต้องคุยเรื่องการแบ่งเขตแดนทางทะเลให้จบ พร้อมๆ กับการคุยเรื่องแบ่งปันผลประโยชน์พลังงาน” เพราะถ้าไม่คุยเรื่องเขตแดนให้ชัดเจน ก็เท่ากับเรายอมรับเส้นที่ผิดกฎหมายของเขา

 

เมื่อกัมพูชาเห็นว่าไทยไม่ยอมหลงกล และไทยอาจจะยกเลิก MOU ฉบับนี้ กัมพูชาจึงรีบเปลี่ยนแผนทันที ด้วยการเข้าเป็นภาคี UNCLOS ในปี 2026 แล้วแอบถอนประกาศข้อยกเว้นของตัวเอง เพื่อจะใช้สหประชาชาติเป็นเครื่องมือสร้างภาพให้ตัวเองดูเป็น “ผู้ปฏิบัติตามกฎหมายสากล” และพยายามตราหน้าว่าไทยเป็นฝ่ายไม่ยอมร่วมมือ

 

4. ยุทธศาสตร์สู้ศึก: พิมพ์เขียวพลิกเกมเพื่อชัยชนะของประเทศไทย

 

เมื่อกัมพูชาส่งหมายแต่เพียงฝ่ายเดียวผ่านสหประชาชาติ สิ่งที่คนไทยหลายคนคิดคือ “งั้นเราก็ไม่ต้องไปสนใจ ไม่ต้องไปร่วมประชุมกับเขาซะก็สิ้นเรื่อง”

 

ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ… คิดแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาดครับ! เพราะกฎหมายของ UNCLOS เขียนไว้ชัดว่า หากฝ่ายหนึ่งเบี้ยวไม่ยอมมา คณะกรรมาธิการสามารถแต่งตั้งคนอื่นมาทำหน้าที่แทนฝ่ายไทย และเดินหน้าพิจารณาจนออกรายงานแนะนำฝ่ายเดียวได้ ซึ่งถ้าถึงจุดนั้น ประเทศไทยจะกลายเป็นผู้ร้ายในสายตาชาวโลกทันที (เหมือนเช่นกรณีที่ฟิลิปปินส์เคยนำประเด็นทะเลจีนใต้ขึ้นกระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยที่จีนไม่เข้าร่วมกระบวนการ ในปี 2014 และเมื่อมีคำตัดสินในปี 2016 แม้จะไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย แต่ในสายตาประชาคมโลก ฟิลิปปินส์ก็ได้แต้มต่อ)

 

ยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องของไทยไม่ใช่การ “หนี” แต่คือการ “เดินหน้าเข้าชนเพื่อล้มกระบวนการตั้งแต่ก้าวแรก” โดยใช้แผนยุทธศาสตร์ 4 ขั้นตอนดังนี้ครับ:

 

ขั้นตอนที่ 1: ยื่น “คัดค้านอำนาจกรรมาธิการ” (Preliminary Objections)

 

เมื่อไทยไปปรากฏตัว สิ่งแรกที่เราต้องทำไม่ใช่การไปเถียงเรื่องน่านน้ำ แต่เป็นการยื่นเอกสารตบโต๊ะว่า “พวกคุณ (คณะกรรมาธิการ) ไม่มีสิทธิ์มาพิจารณาเรื่องนี้ตั้งแต่แรก!” โดยใช้ข้อสู้อันทรงพลัง 2 ข้อที่ซ่อนอยู่ในมาตรา 298:

 

  • สู้ด้วยเรื่องเกาะกูด (The Island Sovereignty Bar): เราต้องชี้ให้กรรมาธิการดูแผนที่ว่า เส้นอ้างสิทธิของกัมพูชามันลากตัดผ่าเกาะกูด ซึ่งเป็นดินแดนของไทย ดังนั้น คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเขตแดนทางทะเลเฉยๆ แต่เป็นเรื่อง “ข้อพิพาทอธิปไตยเหนือเกาะ” ซึ่งตามกฎหมายมาตรา 298 วรรค 1 (a)(i) ประโยคท้าย เขียนไว้ชัดเจนว่า ถ้าเกี่ยวกับเรื่องเกาะหรือแผ่นดิน ให้ยกเว้นจากการไกล่เกลี่ยภาคบังคับทันที ข้อนี้เปรียบเหมือนหมัดน็อคที่จะทำให้คณะกรรมาธิการต้องปิดแฟ้มคดีและยุติบทบาทลงทันที เพราะขัดต่อกฎของตัวเอง
  • สู้ด้วยเรื่องเวลา (Temporal Jurisdiction Bar): เราต้องแย้งว่าความขัดแย้งนี้เกิดจากการลากเส้นของกัมพูชาในปี 1972 ซึ่งเกิดก่อนที่กฎหมาย UNCLOS 1982 จะคลอดออกมาเสียอีก และตามมาตรา 298 วรรค 1 (a)(i) ระบุว่ากลไกนี้จะใช้ได้กับข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ภายหลังจากที่อนุสัญญานี้มีผลบังคับใช้เท่านั้น เรื่องเก่ารุ่นคุณปู่ก่อนมีกฎหมาย จึงไม่อยู่ในอำนาจของกรรมาธิการชุดนี้

 

ขั้นตอนที่ 2: แฉพฤติกรรม “ไร้ความสุจริต” (Bad Faith) ในเวทีโลก

 

ในกฎหมายสากล มีหลักการสำคัญที่เรียกว่า “หลักความสุจริต” (Good Faith) หมายความว่าผู้ที่จะมาพึ่งพากฎหมายต้องทำตัวสะอาดและซื่อสัตย์ ไทยต้องแสดงหลักฐานให้คณะกรรมาธิการและชาวโลกเห็นว่า เส้นปี 1972 ของกัมพูชาเป็นเส้นที่ลากขึ้นมาเองอย่างไม่มีหลักวิชาการ เพื่อจงใจสร้างเรื่องขัดแย้ง (Manufactured Dispute) และการที่กัมพูชาเพิ่งมาสมัครเข้าภาคี UNCLOS ในปี 2026 แล้วรีบถอนข้อยกเว้นปุบปับเพื่อจะฟ้องไทย ถือเป็นพฤติกรรม “เล็งผลเลิศเลือกใช้ช่องว่างกฎหมายเพื่อเอาเปรียบ” (Forum Shopping) ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของสหประชาชาติอย่างร้ายแรง

 

ขั้นตอนที่ 3: เปิดยุทธการ “สมุดปกขาว” ฉีกหน้ากัมพูชาผ่านสื่อโลก

 

นอกจากสู้ในห้องพิจารณาคดีแล้ว ประเทศไทยต้องเปิดเกมรุกทางสื่อสารมวลชนระดับโลก ด้วยการจัดทำ “สมุดปกขาว” (White Paper) เป็นภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส และจีน เพื่อกระจายข้อมูลไปยังสถานทูต สื่อมวลชน และมหาวิทยาลัยทั่วโลก โดยในสมุดปกขาวต้องแสดงหลักฐานเด็ด 2 อย่าง:

 

  • ภาพหลักฐานจากสนธิสัญญา ค.ศ. 1907 ที่บรรพบุรุษของกัมพูชา (ผ่านฝรั่งเศส) เคยเซ็นยอมรับเองว่าเกาะกูดเป็นของไทย
  • ภาพกราฟิกเปรียบเทียบทางเรขาคณิตที่แสดงให้เห็นว่า เส้นที่กัมพูชาลากขึ้นมานั้นมันบิดเบี้ยวและน่าตลกขบขันเพียงใดเมื่อเทียบกับหลักสากล

 

การทำแบบนี้เป็นการย้อนเกล็ดบดขยี้ภาพลักษณ์ของกัมพูชา จากที่พยายามจะโชว์ตัวเป็นพระเอกผู้รักษากฎหมาย ให้กลายเป็นประเทศที่ฉ้อฉลในสายตาของประชาคมโลกทันที

 

ขั้นตอนที่ 4: แสดงสิทธิ์ความเป็นเจ้าของในพื้นที่จริง (Effective Occupation)

 

ในขณะที่นักกฎหมายสู้กันด้วยกระดาษ ในพื้นที่จริงของอ่าวไทย ประเทศไทยต้องทำตัวเป็นเจ้าของบ้านที่เข้มแข็ง กองทัพเรือไทยและตำรวจน้ำต้องคงการลาดตระเวน ดูแลชาวประมง และบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่น่านน้ำของเราอย่างต่อเนื่องและสงบ (Continuous and Peaceful Display of Authority) เพราะในกฎหมายระหว่างประเทศ การเข้าไปบริหารจัดการและดูแลพื้นที่จริงอย่างสม่ำเสมอ เป็นหลักฐานที่แน่นหนาที่สุดในการยืนยันสิทธิ์ความเป็นเจ้าของที่แท้จริง

 

5. บทสรุป: ชัยชนะบนความถูกต้องและการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ

 

ศึกนิติสงคราม UNCLOS ครั้งนี้ แม้ดูเผินๆ เหมือนกัมพูชาจะเป็นฝ่ายรุกคืบ เดินเกมวางแผนมาอย่างดิบดีเพื่อหวังใช้เวทีสากลมากดดันไทย แต่เมื่อเรากล้าที่จะเปิดคัมภีร์กฎหมายมาตีความกันอย่างละเอียดทุกวรรค ทุกอนุข้อ โดยเฉพาะใน มาตรา 298 (a)(i) จะเห็นชัดเจนเลยว่า กัมพูชากำลังเดินตัวปลิวเข้ามาติดกับดักทางกฎหมายที่ตัวเองไม่ได้ศึกษาให้รอบคอบ

 

ประเทศไทยมีความชอบธรรมเต็มร้อย มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่หนาแน่น และมีข้อต่อสู้ทางกฎหมายที่คมกริบ การเข้าสู่กระบวนการเพื่อ “คัดค้านและคว่ำอำนาจ” ของกรรมาธิการในครั้งนี้ จะไม่เพียงแต่ปกป้องเกาะกูดและรักษาพื้นที่ทางทะเลอันเป็นสมบัติของชาติไว้ได้เท่านั้น แต่จะเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ไทยจะได้ “ฉีกหน้ากาก” แฉความจริงให้ชาวโลกได้ประจักษ์ถึงความไม่สุจริตของรัฐบาลกัมพูชาที่จ้องจะชิงพื้นที่ของไทยมาโดยตลอด

 

นี่คือศึกที่เราจะไม่เพียงแต่ชนะในทางกฎหมาย แต่เราจะชนะในแง่ของความถูกต้องและศักดิ์ศรีของความเป็นชาติในเวทีโลกอย่างภาคภูมิใจ!

 

ข้อสงวนสิทธิ์ (Disclaimer): ทัศนะและข้อวิเคราะห์ที่ปรากฏในบทความนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของ รองศาสตราจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ในฐานะรองศาสตราจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เท่านั้น มิได้เป็นการวิเคราะห์ แสดงความคิดเห็น หรือสะท้อนจุดยืนในฐานะหรือตำแหน่งงานอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) และมูลนิธิอาเซียน (ASEAN Foundation) แต่อย่างใด

 

Disclaimer: The views and analyses expressed in this article are solely those of Assoc. Prof. Dr. Piti Srisangnam in his personal capacity as an Associate Professor at the Faculty of Economics, Chulalongkorn University. They do not represent, reflect, or constitute the views or positions of any of his other roles related to ASEAN or the ASEAN Foundation.

 

ภาพ: zelvan via ShutterStock

 

แผนที่อ่าวไทยแสดงพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา 2

The post ยุทธศาสตร์สู้ศึก UNCLOS: การปะทะผ่านนิติสงคราม appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ ติดหล่ม 100 วันสงครามรุกรานอิหร่าน: จุดจบของความเป็นเจ้าอำนาจและรุ่งอรุณแห่งระเบียบโลกใหม่ https://thestandard.co/us-iran-war-hegemony-end/ Sat, 06 Jun 2026 03:52:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1215066 ภาพประกอบแสดงสถานการณ์ความขัดแย้งทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

ในวันที่สหรัฐอเมริกาก้าวเข้าสู่ภาวะถดถอยทางอำนาจอย่างเต […]

The post สหรัฐฯ ติดหล่ม 100 วันสงครามรุกรานอิหร่าน: จุดจบของความเป็นเจ้าอำนาจและรุ่งอรุณแห่งระเบียบโลกใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงสถานการณ์ความขัดแย้งทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

ในวันที่สหรัฐอเมริกาก้าวเข้าสู่ภาวะถดถอยทางอำนาจอย่างเต็มรูปแบบ บทบาทของอภิมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกได้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง จากเดิมที่สหรัฐฯ เคยดำรงสถานะเป็นทั้ง “สถาปนิก” ผู้ออกแบบกฎกติการะหว่างประเทศ เป็น “กรรมการ” ผู้ควบคุมการบังคับใช้กฎ และเป็น “ผู้เล่นหลัก” ที่ได้รับผลประโยชน์สูงสุดจากระเบียบเสรีนิยมที่ตนเองสร้างขึ้น แต่ ณ วันนี้สหรัฐฯ ได้แปรสภาพกลายเป็น “ผู้ทำลายกฎกติกา” เสียเอง ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นอย่างเด่นชัดที่สุดผ่าน 100 วันสงครามรุกรานอิหร่านโดยพันธมิตรสหรัฐฯ-อิสราเอล ที่เริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความปั่นป่วนทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ยังเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่สั่นคลอนรากฐานของระเบียบเศรษฐกิจการเมืองโลกอย่างไม่อาจหวนคืน

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นเต็มไปด้วยความย้อนแย้งและคำถามเชิงยุทธศาสตร์ที่ท้าทายประชาคมโลก ไม่ว่าจะเป็นการกลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้งในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2026 แม้จะอยู่ระหว่างการเจรจา การพยายามผลักดัน “ข้อตกลงอับราฮัม” (Abraham Accords) ที่เผยให้เห็นถึงความล้มเหลวของเป้าหมายดั้งเดิมในการโค่นล้มระบอบสาธารณรัฐอิสลาม ความวิบัติจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซซ้อน (Double Blocking) ตลอดจนข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนทางเศรษฐกิจของกลุ่มผู้นำ บทความชิ้นนี้มุ่งเจาะลึกและวิเคราะห์พลวัตความขัดแย้งดังกล่าวผ่านเลนส์ของ 4 กรอบวิชาการหลัก ได้แก่ รัฐศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (International Relations) ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geoeconomics) และเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ (International Political Economy)

 

ภาพลวงตาทางการทูต และยุทธศาสตร์ “สู้ไป เจรจาไป”

 

การตัดสินใจของสหรัฐฯ ในการเปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้งในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2026 ทั้งที่โต๊ะเจรจาขยายเวลาหยุดยิงยังคงดำเนินอยู่ สร้างความกังขาต่อความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ อย่างรุนแรง ทว่าในกรอบทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พฤติกรรมดังกล่าวไม่ใช่ความไร้เหตุผลหรือความผิดพลาดทางการทูต แต่เป็นภาพสะท้อนของยุทธศาสตร์ “การทูตเชิงบังคับ” (Coercive Diplomacy) และยุทธวิธี “สู้ไป เจรจาไป” (Fight-and-Talk Strategy) สหรัฐฯ ต้องการส่งสัญญาณ (Signaling) อย่างชัดเจนว่า การยอมนั่งโต๊ะเจรจาไม่ได้หมายความว่าอำนาจทางการทหารของตนถูกป้องปราม (Deterred) การใช้กำลังทหารในขณะที่ปากกำลังเจรจา คือการสร้างสภาวะข่มขู่เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง (Bargaining leverage) และบีบให้อิหร่านต้องยอมรับเงื่อนไขโดยปราศจากข้อโต้แย้ง ซึ่งแน่นอนว่าสอดคล้องกับยุทธวิธีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เชี่ยวชาญการเจรจาทางธุรกิจตามแนวทางในหนังสือเล่มแรกของเขา “The Art of the Deal”

 

อย่างไรก็ตาม ยุทธวิธีนี้ได้นำสหรัฐฯ ไปสู่ “ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของพันธมิตร” (Alliance Dilemma) อิหร่าน (ตามการคาดการณ์ของหลายฝ่าย) เลือกตอบกลับการโจมตีของสหรัฐฯ โดยโจมตีกลับไปยังฐานทัพของสหรัฐฯ ในประเทศคูเวต ในฐานะพันธมิตรหลักและจุดศูนย์กลางทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Fulcrum) ที่กองทัพสหรัฐฯ ใช้เป็นฐานส่งกำลังบำรุง เมื่อแนวป้องกันนี้ถูกทดสอบ สหรัฐฯ จำเป็นต้องตอบโต้อย่างฉับพลัน หากสหรัฐฯ เลือกที่จะเพิกเฉยเพื่อรักษาสถานการณ์การเจรจา พันธมิตรกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียจะยิ่งรู้สึกอย่างรุนแรงมากยิ่งขึ้นถึงการถูก “ทอดทิ้ง” (Abandonment) และสูญเสียความเชื่อมั่นในร่มเกล้าความมั่นคง (Security Umbrellra) ของอเมริกา แต่เมื่อสหรัฐฯ เลือกที่จะลั่นไกตอบโต้ ก็เท่ากับเดินตกลง ถลำลึกลงไปใน “หลุมพรางของการถูกดึงเข้าสู่สงครามระยะยาว” (Entrapment) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ การแตกหักของความน่าเชื่อถือสองมาตรฐาน (Bifurcation of Credibility) ในสายตาของศัตรูและรัฐที่เป็นกลาง สหรัฐฯ สูญเสีย “ความน่าเชื่อถือทางการทูต” อย่างสิ้นเชิง กลายเป็นตัวแสดงที่หน้าไหว้หลังหลอกและไม่สามารถไว้วางใจได้ ในขณะเดียวกัน สำหรับอิสราเอลและพันธมิตรอ่าวเปอร์เซีย (ที่อาจจะสูญเสียศรัทธาต่อสหรัฐฯ ไปแล้ว) สหรัฐฯ กลับมากู้ชื่อและได้รับ “ความน่าเชื่อถือด้านการทหาร” เพิ่มขึ้น (เล็กน้อย) เพราะพยายามพิสูจน์ให้เห็นว่ากรุงวอชิงตันพร้อมที่จะปกป้องพันธมิตรเสมอ แม้จะต้องแลกกับการพังทลายของโต๊ะเจรจาสันติภาพระดับโลกก็ตาม การเลือกเส้นทางนี้ตอกย้ำว่าอ่าวเปอร์เซียยังคงเป็น “ทะเลสาบของอเมริกา” (American Lake) ที่ใครล้ำเส้นจะต้องถูกบดขยี้

 

จากการเปลี่ยนระบอบ สู่กำแพงภูมิรัฐศาสตร์แห่ง “อับราฮัม”

 

เมื่อมองย้อนกลับไป 100 วันที่แล้วถึงเป้าหมายแรกเริ่มในการบุกอิหร่านเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2026 สหรัฐฯ มุ่งหวังที่จะทำลายศูนย์กลางอำนาจ (Decapitation Strike) เพื่อนำไปสู่การโค่นล้มระบอบสาธารณรัฐอิสลาม (Regime Change) ทว่าในทางรัฐศาสตร์ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ความทนทานของระบอบ (Regime Resilience) เมื่อเผชิญภัยคุกคามจากภายนอก สังคมอิหร่านกลับเกิดปรากฏการณ์ “Rally ’round the flag” การรวมพลังชาตินิยมเพื่อปกป้องประเทศ โครงสร้างสถาบันผู้นำสูงสุด (Velayat-e Faqih) และกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guard Corps: IRGC) มีความเป็นสถาบัน (Institutionalized) ที่ฝังรากลึกเกินกว่าจะล่มสลายลงเพียงเพราะการสูญเสียผู้นำระดับสูงบางคน สหรัฐฯ จึงต้องยอมจำนนต่อความล้มเหลวทางยุทธวิธีนี้

 

การเปลี่ยนเป้าหมายมาสู่การยัดเยียดและผลักดัน “ข้อตกลงอับราฮัม” (Abraham Accords) คือการปรับกระบวนทัศน์จากยุทธศาสตร์ “ทำลายล้าง” (Annihilation) มาเป็นยุทธศาสตร์ “ปิดล้อม” (Containment) ข้อตกลงนี้ไม่ได้เป็นเพียงสนธิสัญญาสันติภาพทางกระดาษ แต่คือความพยายามในการสร้างแนวกันชนทางภูมิรัฐศาสตร์ (Cordon Sanitaire) หรือที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “NATO แห่งตะวันออกกลาง” (Middle East Strategic Alliance: MESA) ทางพฤตินัย การดึงประเทศอ่าวเปอร์เซียให้เข้ามาร่วมมือกับอิสราเอล คือการสร้างกำแพงสกัดกั้นอิทธิพลของเครือข่ายตัวแทนอิหร่าน (Axis of Resistance, Non-State Actors โดยเฉพาะ ฮามาส (Hamas) ในปาเลสไตน์, ฮิซบุลลอฮ์ (Hizbullah) ในซีเรียและเลบานอน, ฮูตี (Houthis) ในเยเมน และ ฮาชด์ อัล-ชาอาบี (Al-Hashd al-Shaabi) ในอิรัก) ไม่ให้แผ่ขยายจากเตหะรานไปสู่ชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน และ ทะเลแดง

 

ปรากฏการณ์นี้ยังอธิบายได้ชัดเจนผ่านทฤษฎีกลุ่มผลประโยชน์ (Interest Group Theory) ข้อสังเกตที่ว่า “สหรัฐฯ อยู่ใต้อำนาจของไซออนิสต์” สะท้อนผ่านอิทธิพลของเครือข่ายล็อบบี้ยิสต์ภายในกลไกการเมืองและเศรษฐกิจของหสรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม American Israel Public Affairs Committee (AIPAC) ที่มีอำนาจในการชี้จูงนโยบาย ยุทธศาสตร์ระดับชาติของสหรัฐฯ (Grand Strategy) ถูกผูกติด (Aligned) เข้ากับความอยู่รอดและผลประโยชน์สูงสุดของอิสราเอลอย่างแยกไม่ออก เมื่อการใช้ระเบิดทำลายนิติรัฐอิหร่านไม่สำเร็จ สหรัฐฯ จึงต้องใช้อำนาจเชิงโครงสร้าง (Structural Power) เพื่อบีบให้อิหร่านยอมถอดเขี้ยวเล็บตนเองและถูกกลืนเข้าสู่สถาปัตยกรรมความมั่นคงใหม่ที่มีเทลอาวีฟและวอชิงตันเป็นศูนย์กลาง

 

ในมิติภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geoeconomics) สหรัฐฯ และอิสราเอลใช้การพึ่งพาอาศัยกันที่ถูกนำมาใช้เป็นอาวุธ (Weaponized Interdependence) อิสราเอลครอบครองเทคโนโลยีล้ำสมัยในฐานะ Tech-Hegemon ขณะที่กลุ่มอ่าวเปอร์เซียครอบครองทุนมหาศาล การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานทางเลือก เช่น ระเบียงเศรษฐกิจอินเดีย-ตะวันออกกลาง-ยุโรป (India-Middle East-Europe Economic Corridor – IMEC) มุ่งเป้าที่จะสร้างเครือข่ายลอจิสติกส์ที่ “ข้ามหัวอิหร่านและหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ” หากอิหร่านตกลงเข้าร่วมโครงสร้างนี้ ย่อมหมายถึงการสูญเสียอำนาจต่อรองทางยุทธศาสตร์ไปโดยสิ้นเชิง นอกจากนี้ การผลักดันข้อตกลงยังเป็นการ ถ่ายโอนต้นทุนความมั่นคง (Burden Shifting) ภายใต้นโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ สหรัฐฯ บังคับให้รัฐอ่าวเปอร์เซียต้องจ่ายค่าความคุ้มครองตนเอง เพื่อเปิดทางให้กองทัพสหรัฐฯ สามารถถอนตัวไปทำสงครามเทคโนโลยีเต็มรูปแบบกับ “จีน” ในอินโด-แปซิฟิก

 

วิกฤตการณ์ “ปิดกั้นซ้อน” ที่ช่องแคบฮอร์มุซ และผลกระทบทั่วโลก

 

หนึ่งในบาดแผลที่ลึกที่สุดจากสงครามครั้งนี้ คือวิกฤตการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นจุดคอขวดทางยุทธศาสตร์ (Chokepoint) ที่สำคัญที่สุดของสายเลือดเศรษฐกิจโลก สถานะเดิม (Status Quo) ก่อนการปะทุของสงครามคือการที่ช่องแคบยังคงเปิดให้บริการเดินเรือได้อย่างเสรี การที่พันธมิตรสหรัฐฯ-อิสราเอลเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อน ถือเป็นการทำลายสถานะเดิมดังกล่าว ในมุมมองของอิหร่าน การปิดช่องแคบฮอร์มุซจึงเป็นการใช้ ยุทธศาสตร์การป้องปรามแบบอสมมาตร (Asymmetric Deterrence) เพื่อตอบโต้การคุกคามอธิปไตย เมื่อประเมินจากหลักเหตุและผล (Chain of Causality) ประชาคมโลกย่อมตระหนักดีว่า สหรัฐฯ คือ “ตัวเร่งปฏิกิริยา” (Provocateur) ที่บีบให้อิหร่านไม่มีทางเลือกอื่น ความรับผิดชอบทางศีลธรรมจึงตกอยู่กับวอชิงตันในฐานะผู้จุดชนวน

 

สถานการณ์เลวร้ายลงสู่ขั้นวิกฤตเมื่อประธานาธิบดีทรัมป์สั่งใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเล (Naval Blockade) ซ้ำในวันที่ 13 เมษายน 2026 สิ่งนี้ก่อให้เกิดสภาวะ “การปิดกั้นซ้อน” (Double Blocking) นี่คือการปะทะกันอย่างสมบูรณ์แบบระหว่าง “มหาอำนาจทางทะเลระดับโลก” (Global Sea Power) ที่พยายามควบคุมเส้นทางคมนาคมทางทะเล (Sea lines of communications – SLOCs) กับ “มหาอำนาจทางบกระดับภูมิภาค” ที่ใช้ภูมิศาสตร์ภูเขาและชายฝั่งสร้างระบบ “ต่อต้านการเข้าถึงและปฏิเสธพื้นที่” (Anti-Access/Area Denial – A2/AD) สหรัฐฯ ปิดล้อมจากผืนน้ำด้านนอกเพื่อตัดเสบียงอิหร่าน ขณะที่อิหร่านปิดกั้นจากชายฝั่งด้านใน ทั้งเตหะรานและวอชิงตันต่างกระทำการไปเพื่อจับเศรษฐกิจโลกเป็นตัวประกัน นี่คือการใช้ ภูมิศาสตร์เป็นอาวุธทำลายล้างสูง (Geopolitical Weaponization) ที่สั่นสะเทือนโลกทั้งใบ

 

ผลกระทบทางภูมิเศรษฐศาสตร์ที่ตามมาคือความย้อนแย้งที่น่าสะพรึงกลัว การทำ Double Blocking สร้าง ผลกระทบภายนอกเชิงลบ (Negative Externalities) อย่างมหาศาล อุปทานขาดแคลนขั้นรุนแรง (Supply Shock) จากการขาดหายไปของน้ำมันดิบกว่าร้อยละ 20 ของโลก ส่งผลให้กลุ่มประเทศนำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะในเอเชียและ กลุ่มประเทศโลก-ใต้ (Global South, ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาน้อยที่สุด) ต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรง ต้นทุนอุตสาหกรรมพุ่งทะยาน และห่วงโซ่อุปทานชะงักงัน ในขณะที่สหรัฐฯ อาศัยข้อได้เปรียบจากการปฏิวัติเชลออยล์ (Shale Oil Revolution) ทำให้เศรษฐกิจในประเทศมีภูมิต้านทาน สหรัฐฯ ได้ทำลายความเป็นกลางทางเศรษฐกิจ และ ผลักภาระต้นทุนความเสียหาย ไปให้ประชาคมโลกแบกรับ ในขณะที่กลุ่มทุนพลังงานอเมริกันกลับโกยกำไรมหาศาลจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง นี่คือสถานการณ์เศรษฐกิจสงคราม (War Economy) ที่มหาอำนาจเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ขูดรีดจากประเทศอื่นๆ ทั่วโลก

 

การแปรรูปสงครามเป็นสินค้า และภาพสะท้อนของผลประโยชน์ทับซ้อน

 

เมื่อมองผ่านเลนส์เศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ มิได้ถูกขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ประชาธิปไตยหรือสันติภาพโลก หากแต่เป็นผลผลิตจาก โครงสร้างเศรษฐกิจภายใน (Domestic Economic Structure) และการครอบงำของกลุ่มทุน (State Capture) การเจรจาหยุดยิงที่นำไปสู่สันติภาพถาวร ไม่ตอบโจทย์โมเดลธุรกิจของ “กลุ่มทุนอุตสาหกรรมอาวุธ” (Military-Industrial Complex) ในขณะที่สงครามเบ็ดเสร็จ (Total War) ก็มีความเสี่ยงสูงเกินควบคุม

 

สภาวะที่เอื้ออำนวยต่อการแสวงหากำไรสูงสุดคือ สภาวะ “ไม่สงบ แต่ก็ไม่พังทลาย” (Controlled Instability) การฉวยโอกาสระหว่างที่การเจรจากำลังก้าวหน้า เพื่อกลับไปเปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง คือกลไกในการยืดอายุวัฏจักรการใช้จ่ายงบประมาณกลาโหม ยิ่งไปกว่านั้น ข้อครหาเรื่อง ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) และการใช้ข้อมูลภายใน (Insider Trading) ของเครือข่ายผู้นำระดับสูงในทำเนียบขาว เพื่อเก็งกำไรในตลาดทุน ตลาดเงิน และตลาดอนุพันธ์ (Derivatives Market) ก่อนปฏิบัติการทางการทหารทุกครั้ง ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงการแปรรูปสงครามให้กลายเป็นเพียง “สินค้า” และ “เครื่องมือทางการเงิน” สำหรับชนชั้นนำเพียงหยิบมือ

 

พฤติกรรมเหล่านี้นำไปสู่การล่มสลายของ ทฤษฎีเสถียรภาพของรัฐมหาอำนาจ (Hegemonic Stability Theory) ระบบเศรษฐกิจโลกที่เคยเจริญรุ่งเรืองภายใต้ปีกของมหาอำนาจผู้นำ (Hegemon) ที่คอยจัดหา “สินค้าสาธารณะระดับโลก” (Global Public Goods) อย่างเสรีภาพในการเดินเรือ ได้สิ้นสุดลงแล้ว สหรัฐฯ ละทิ้งบทบาท “ผู้รักษาเสถียรภาพ” (Stabilizer) อย่างสิ้นเชิง และยอมสละผลประโยชน์ส่วนรวมของมวลมนุษยชาติ เพียงเพื่อแลกกับเป้าหมายทางการเมืองในประเทศและความอยู่รอดของอิสราเอล

 

สถาปัตยกรรมเศรษฐกิจโลกใหม่ ในรุ่งอรุณแห่งยุคหลังอเมริกา

 

แม้องค์กรระหว่างประเทศในปัจจุบันอย่าง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund – IMF), กลุ่มธนาคารโลก (World Bank), องค์การการค้าโลก (World Trade Organisation: WTO) หรือ องค์การสหประชาชาติ (United Nations – UN) จะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของชาติตะวันตก และไม่สามารถนำสหรัฐฯ เข้าสู่กระบวนการรับผิดชอบ (Accountability) ทางกฎหมายได้ แต่การลงโทษอย่างแท้จริงกำลังเกิดขึ้นในรูปแบบของ การลงโทษเชิงโครงสร้าง (Structural Retribution) ประชาคมโลกตระหนักแล้วว่า ระบบเศรษฐกิจแบบเปโตรดอลลาร์ (Petrodollar) ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยอีกต่อไป พฤติกรรมที่คาดเดาไม่ได้ (The Cost of Unpredictability) ของสหรัฐฯ ได้สร้างความผันผวนอย่างรุนแรง (Hyper-volatility) จนนำไปสู่กระบวนการ “ลดความเสี่ยง” (De-risking) ทั่วโลก

 

ในมิติทางการเงิน วิกฤตนี้คือตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดีที่ทำให้กระบวนการลดการใช้และลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ (De-dollarization) เติบโตอย่างก้าวกระโดด ประเทศที่เดือดร้อนเริ่มหันไปพึ่งพาสกุลเงินท้องถิ่นหรือเงินหยวน (Petroyuan) มากขึ้น ในขณะที่จีนก็พร้อมก้าวขึ้นมาเป็นเสาหลักทางเลือก นำเสนอ โครงข่ายความปลอดภัยทางการเงิน (Financial Safety Net) ผ่านสถาบันอย่าง ธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (Asian Infrastructure Investment Bank – AIIB), ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งใหม่ (New Development Bank – NDB) ของกลุ่ม BRICS และระบบชำระเงิน CIPS (Cross-border Interbank Payment System, ระบบชำระเงินข้ามพรมแดนที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยธนาคารประชาชนจีน (People’s Bank of China – PBOC)) การที่ผู้นำจากทั่วโลก (สหราชอาณาจักร, สเปน, แคนาดา, ฝรั่งเศส, รัสเซีย, เวียดนาม, อินโดนีเซีย รวมทั้งสหรัฐฯ เอง) ต่างมุ่งหน้าไปเยือนกรุงปักกิ่ง จึงไม่ใช่แค่การเจรจาการค้า แต่คือการขอลี้ภัยเข้าสู่ “สถาปัตยกรรมเศรษฐกิจโลกใหม่” ที่รอดพ้นจากการใช้ค่าเงินดอลลาร์เป็นอาวุธ (Weaponization of the Dollar)

 

ในมิติโครงสร้างพื้นฐาน การตระหนักรู้ว่าเส้นทางทะเลภายใต้กองทัพเรือสหรัฐฯ สามารถถูกปิดกั้นได้ทุกเมื่อ ได้เร่งให้เกิด การเปลี่ยนผ่านความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Shift) สู่การสร้างระเบียงทางบก (Land Corridors) ข้ามทวีปยูเรเชีย เช่น ข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative – BRI) ของจีน หรือเส้นทางขนส่งเหนือ-ใต้ (International North-South Transport Corridor – INSTC เชื่อมโยง รัสเซีย อิหร่าน อินเดีย อาร์เมเนีย อาเซอร์ไบจาน คาซัคสถาน คีร์กีซสถาน ทาจิกิสถาน ตุรกี ยูเครน เบลารุส โอมาน ซีเรีย และบัลแกเรีย) ของรัสเซีย ยิ่งไปกว่านั้น วิกฤตพลังงานยังบีบให้ทั่วโลกต้องเร่งลงทุนมหาศาลในพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อตัดวงจรการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางอย่างถาวร

 

บทสรุปเชิงยุทธศาสตร์

 

สงครามรุกรานอิหร่านในปี 2026 และความพยายามบีบบังคับทางภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการทวงคืนความยิ่งใหญ่รอบใหม่ของสหรัฐอเมริกา หากแต่เป็น “ตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงโครงสร้าง” (Structural Catalyst) ที่ตีแผ่ความเสื่อมถอยของอำนาจนำ สหรัฐฯ กำลังขุดหลุมฝังศพความเป็นเจ้าอำนาจ (Hegemony) ของตนเอง ผลักดันให้ประชาคมโลกต้องจับมือกันออกแบบระเบียบโลกและระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ปราศจากการแทรกแซงของวอชิงตัน นับจากนี้ โลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคพหุขั้วอำนาจ และยุคหลังอเมริกา (Post-American World) อย่างเป็นทางการ

 

ภาพ: Lightspring via ShutterStock

The post สหรัฐฯ ติดหล่ม 100 วันสงครามรุกรานอิหร่าน: จุดจบของความเป็นเจ้าอำนาจและรุ่งอรุณแห่งระเบียบโลกใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แรงซื้อทองคำยังแน่น ไม่ยอมให้เข้าสู่ Bear Market https://thestandard.co/gold-price-bear-market-central-banks/ Thu, 04 Jun 2026 05:27:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1214452 กราฟราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นเหนือระดับ 2,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์

รู้หรือไม่ว่า หลังจากที่ราคาทองคำพุ่งขึ้นทำระดับสูงสุดต […]

The post แรงซื้อทองคำยังแน่น ไม่ยอมให้เข้าสู่ Bear Market appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นเหนือระดับ 2,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์

รู้หรือไม่ว่า หลังจากที่ราคาทองคำพุ่งขึ้นทำระดับสูงสุดตลอดกาล (All-Time High) ที่ระดับ 5,596 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2026 แม้จะถูกเทขายทำกำไรอยู่เป็นระยะๆ แต่ยังไม่มีสัปดาห์ไหนเลยที่ราคาจะยอมปิดหลุดลงไปในโซน ‘Bear Market

 

ในโลกของการลงทุน ตัวเลข -20% จากระดับสูงสุด คือเกณฑ์ที่นักลงทุนทั่วโลกใช้เป็น ‘เส้นแบ่งเขตแดน’ ระหว่างการปรับฐานปกติ (Correction) กับการเข้าสู่สภาวะตลาดหมี (Bear Market) เมื่อสินทรัพย์ใดๆ ปรับตัวลดลงจากระดับสูงสุดเดิมเกินกว่า -20% จะถือเป็นสัญญาณทางเทคนิคที่รุนแรง บ่งบอกถึงการเปลี่ยนโครงสร้างเทรนด์จากขาขึ้นไปสู่ขาลง และมักกระตุ้นให้เกิดแรงเทขายตื่นตระหนก (Panic Selling) จากความเชื่อมั่นที่พังทลายลง

 

จุดวัดราคาทองคำที่จะเข้าสู่สภาวะตลาดหมี หรือ ‘Bear Market’ คือระดับที่ต่ำกว่าระดับ 4,476 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยราคาทองคำเคยแวะเวียนลงไปมาแล้ว 4 ครั้ง ได้แก่

 

  • สัปดาห์ที่ 2 กุมภาพันธ์: ราคาลงไปทำระดับต่ำสุดที่ 4,404 ดอลลาร์ต่อออนซ์
  • สัปดาห์ที่ 23 มีนาคม: ราคาลงไปทำระดับต่ำสุดที่ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์
  • สัปดาห์ที่ 30 มีนาคม: ราคาลงไปทำระดับต่ำสุดที่ 4,420 ดอลลาร์ต่อออนซ์
  • สัปดาห์ที่ 18 พฤษภาคม: ราคาลงไปทำระดับต่ำสุดที่ 4,454 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 

ล่าสุดเป็นครั้งที่ 5 ในสัปดาห์ที่ 25 พฤษภาคม ที่ราคาทองคำลงไปทำระดับต่ำกว่า 4,476 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งทำระดับต่ำสุดไว้ที่ 4,367 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ก็เป็นอีกครั้งที่มีแรงซื้อเข้ามามหาศาล จนดันราคาวิ่งกลับมาปิดสัปดาห์สูงถึง 4,540 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยนอกจากแรงซื้อของนักลงทุนรายย่อยทั่วไปแล้ว ยังมีอีกหนึ่งผู้เล่นรายใหญ่ที่มีความเป็นได้สูงสุดในการเป็นผู้ช้อนซื้อ (Buy on dip) ในสถานการณ์เช่นนี้คือ ‘ธนาคารกลาง (Central banks)’ ซึ่งถือเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดในตลาดทองคำ และในไตรมาส 1/2026 ธนาคารกลางยังเดินหน้าสะสมอีก 244 ตัน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี

 

โดยเฉพาะธนาคารกลางจีน (PBOC) ที่เปิดเผยว่าได้ทำการเร่งตุนทองคำเข้าทุนสำรองระหว่างประเทศ (International Reserves) ในช่วงการร่วงลงของราคา โดยในเดือนเมษายน PBOC ซื้อทองคำเพิ่มอีก 8.1 ตัน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงเดือนตุลาคม 2025 จนถึง กุมภาพันธ์ 2026 มากถึง 8.67 เท่า และนับเป็นการสำรองทองคำเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18 ติดต่อกัน ส่งผลให้ปัจจุบัน PBOC ได้ถือครองทองคำรวมเพิ่มขึ้นแตะระดับ 2,321.1 ตัน หรือ ประมาณ 9% ของทุนสำรองฯ ทั้งหมดเข้าไปแล้ว

 

การยืนหยัดเหนือแนวสำคัญที่ 4,476 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นบทพิสูจน์ถึงแรงซื้อหนุนหลังที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะจากการสะสมทองคำอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางทั่วโลก ท่ามกลางกระแส De-dollarization โดยเฉพาะธนาคารกลางจีน (PBOC) ที่มองเห็นคุณค่าของทองคำในฐานะทุนสำรองที่มั่นคงท่ามกลางความผันผวนของระบบการเงินโลก

 

อย่างไรก็ดี ระดับดังกล่าวจะสามารถเอาอยู่ได้ตลอดทั้งปี 2026 หรือไม่ ก็จะขึ้นอยู่กับทิศทางการดำเนินนโยบายของ Fed ที่ก้าวเข้าสู่ภายใต้การนำของ ‘Kevin Warsh’ ประธาน Fed คนใหม่ เพราะสิ่งที่สำคัญคือ Warsh จะต้องต้องรับมือกับทั้ง มรสุมเงินเฟ้อ และแรงกดดันทางการเมืองที่ต้องการให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย ดังนั้น การประชุม Fed ในวันที่ 16-17 มิถุนายนนี้ จะเป็นบทพิสูจน์ครั้งแรกว่าทองคำจะรักษาความแข็งแกร่งนี้ไว้ได้นานแค่ไหนภายใต้ทิศทางนโยบายการเงินใหม่

 

ภาพ: Shutterstock.AI Generator

The post แรงซื้อทองคำยังแน่น ไม่ยอมให้เข้าสู่ Bear Market appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นไทยทดสอบจุดสูงสุดของปี ถึงเวลาระวังหรือไปต่อ https://thestandard.co/thai-stocks-high-caution-risks/ Wed, 27 May 2026 10:52:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1211579 หุ้นไทยทดสอบจุดสูงสุดของปี ถึงเวลาระวังหรือไปต่อ

ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกเผชิญความผัน […]

The post หุ้นไทยทดสอบจุดสูงสุดของปี ถึงเวลาระวังหรือไปต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นไทยทดสอบจุดสูงสุดของปี ถึงเวลาระวังหรือไปต่อ

ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกเผชิญความผันผวนมากขึ้น จากแรงกดดันหลายด้าน ทั้งความยืดเยื้อและไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ โดย Moody’s ซึ่งทำให้ครบทั้ง 3 สถาบันหลักที่ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ลงจากระดับสูงสุด รวมถึงความกังวลด้านเงินเฟ้อที่เร่งตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ตลาดตราสารหนี้มีความผันผวนสูง และ Bond Yield ปรับขึ้นทั่วโลก จนตลาดต้องปรับมุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ยกันใหม่

 

ท่ามกลางปัจจัยลบรอบด้าน ตลาดหุ้นไทยกลับยืนหยัดได้ดีกว่าที่หลายคนคาด SET Index สามารถปรับขึ้นไปทำจุดสูงสุดของปี แรงหนุนจากความคาดหวังเชิงบวกต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มผ่อนคลายลง GDP ไทย 1Q26 ที่ออกมา +2.8% ดีกว่าตลาดคาดไว้ที่ +2.2% ขณะที่ภาพรวมกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยที่ประกาศออกมาถือว่าน่าพอใจในระดับหนึ่ง หลายอุตสาหกรรมมีกำไรสุทธิสูงกว่าที่ตลาดประเมิน และกำไรรวมยังเติบโต YoY ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 รวมถึงหุ้น DELTA ซึ่งมีน้ำหนักมากในตลาดได้รับการเพิ่มน้ำหนักในดัชนี MSCI

 

อย่างไรก็ดี ภาพที่ดูดีนี้ไม่ได้แปลว่าควรประมาท คำถามสำคัญสำหรับนักลงทุนในระยะนี้จึงอาจไม่ใช่แค่ ‘ตลาดจะไปต่อได้หรือไม่’ แต่ควรเป็น ‘มีปัจจัยใดบ้างที่ต้องระมัดระวัง’

 

ประเด็นแรกที่ต้องระวังคือ Valuation ที่เริ่มตึงตัวขึ้น หลังราคาหุ้นปรับขึ้นมาพอสมควร โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่บางตัวที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของดัชนี หากการปรับขึ้นของตลาดกระจุกตัวอยู่ในหุ้นเพียงไม่กี่กลุ่ม ความเสี่ยงจากการพักฐานของหุ้นนำตลาดอาจกระทบดัชนีโดยรวมได้มากกว่าที่คาด

 

ประเด็นถัดมาคือ Bond Yield ที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญต่อทั้งตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ ณ วันที่ 19 พฤษภาคม 2026 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี อยู่ที่ระดับสูงสุดประมาณ 4.7% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 15 เดือน ส่วนพันธบัตรอายุ 30 ปีนั้นยิ่งน่าตกใจกว่า เพราะขึ้นไปแตะ 5.2% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 18 ปี โดยแรงกดดันหลักมาจาก 3 ปัจจัยที่เสริมกัน ได้แก่ ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เพิ่มความเสี่ยงต่อราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ ปัญหาการคลังของสหรัฐฯ ที่ทำให้นักลงทุนเรียกร้องผลตอบแทนชดเชยความเสี่ยงระยะยาวที่สูงขึ้น และท่าทีของ Fed ที่ยังไม่รีบลดดอกเบี้ย ตราบใดที่เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ Bond Yield มีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อไป และอาจกดดันสินทรัพย์เสี่ยงผ่านต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น

 

ผลกระทบที่เห็นได้ชัดคือหุ้นกลุ่ม Growth และเทคโนโลยี ซึ่งมักถูกประเมินมูลค่าบนสมมติฐานของอัตราคิดลดที่ต่ำ เมื่อ Yield สูงขึ้น มูลค่าของกำไรในอนาคตจะถูก Discount ลงมามากขึ้น ทำให้ราคาหุ้นกลุ่มนี้อ่อนไหวต่อแรงขายมากกว่ากลุ่มอื่น สำหรับตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทย อาจเผชิญแรงกดดันจาก Fund Flow ที่ไหลกลับไปหาสินทรัพย์ปลอดภัยในสหรัฐฯ ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงขึ้น อย่างไรก็ดี ภาวะ Yield สูงไม่ได้เป็นลบกับทุกสินทรัพย์ เพราะยังเป็นบวกต่อบางกลุ่ม เช่น ธนาคารที่อาจได้ประโยชน์จากส่วนต่างดอกเบี้ย และตราสารหนี้ระยะสั้นที่ให้ผลตอบแทนน่าสนใจโดยมีความเสี่ยง Duration ต่ำ

 

อีกปัจจัยที่ยังไม่ควรวางใจคือ ความเสี่ยงจากตะวันออกกลาง แม้ตลาดจะตอบรับข่าวเชิงบวกจากการเจรจาเป็นระยะ แต่สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง หากความตึงเครียดกลับมาปะทุ ราคาน้ำมันอาจปรับขึ้นแรง และส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อ ต้นทุนภาคธุรกิจ และกำลังซื้อของผู้บริโภคในระยะถัดไป

 

สำหรับตลาดหุ้นไทย แม้ผลประกอบการ 1Q26 จะออกมาดีกว่าคาด แต่ยังต้องระวังว่าแรงส่งจากกำไรอาจเริ่มจำกัดลง หากเศรษฐกิจในประเทศยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง หรือการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนยังไม่กลับมาแข็งแรงมากพอ การปรับขึ้นของตลาดในระยะถัดไปจึงอาจต้องอาศัยปัจจัยใหม่เข้ามาสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เห็นผลจริง การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ หรือการไหลเข้าของเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ

 

ดังนั้น ในภาวะที่ตลาดขึ้นมาอยู่ในระดับสูงและปัจจัยลบยังรายล้อม กลยุทธ์การลงทุนควรเน้นความระมัดระวังมากกว่าการไล่ซื้อ นักลงทุนอาจทยอยลดความเสี่ยงในหุ้นที่ราคาปรับขึ้นแรงเกินพื้นฐาน และหันมาให้ความสำคัญกับหุ้นที่มีงบการเงินแข็งแรง กระแสเงินสดดี หนี้ต่ำ และยังรักษาอัตรากำไรได้ในภาวะต้นทุนผันผวน

 

ในเชิงพอร์ตการลงทุน การกระจายความเสี่ยงยังเป็นหัวใจสำคัญ โดยอาจเพิ่มน้ำหนักในตราสารหนี้คุณภาพดีระยะสั้นถึงกลาง หรือกองทุนตลาดเงิน เพื่อช่วยลดแรงกระแทกหากตลาดเกิดการพักฐาน ขณะที่ฝั่งหุ้นควรเน้นการคัดเลือกหุ้นรายตัว เพราะในช่วงที่ดัชนีอยู่ในจุดสูงสุดของปี โอกาสในการสร้างผลตอบแทนจะขึ้นอยู่กับการคัดเลือกหุ้นมากกว่าการอาศัยแรงหนุนจากภาพรวมตลาดเพียงอย่างเดียว

 

ผู้ลงทุนควรจัดพอร์ตให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงและเป้าหมายทางการเงินของตัวเอง และสิ่งที่ผู้ลงทุนควรถามตัวเองอาจไม่ใช่แค่ว่า ‘จะได้กำไรอีกเท่าไร’ แต่คือ ‘หากตลาดไม่เป็นไปตามคาด เราพร้อมรับมือแค่ไหน’

 

ภาพ: janews / Shutterstock

The post หุ้นไทยทดสอบจุดสูงสุดของปี ถึงเวลาระวังหรือไปต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Workslop: เมื่อ AI กำลังลดประสิทธิภาพในการทำงาน https://thestandard.co/workslop-ai-productivity-trust/ Wed, 27 May 2026 07:19:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1211472 ภาพประกอบแนวคิด Workslop ที่ AI ลดประสิทธิภาพการทำงาน

ในปฏิทินมีข้อความสั้นๆ ว่า: Team brainstorm. นำไอเดียมา […]

The post Workslop: เมื่อ AI กำลังลดประสิทธิภาพในการทำงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิด Workslop ที่ AI ลดประสิทธิภาพการทำงาน

ในปฏิทินมีข้อความสั้นๆ ว่า: Team brainstorm. นำไอเดียมาด้วยนะ

 

 
 

เช้าวันอังคาร หนึ่งชั่วโมงก่อนเข้าประชุม คุณยังคงนั่งทำงานอย่างอื่นอยู่ คุณเปิด Claude ขึ้นมา แล้วพิมพ์ว่า “ช่วยคิดห้าไอเดียสำหรับแคมเปญไตรมาส 3 หน่อย ใส่ในสไลด์ให้ด้วย” สิบสองวินาทีต่อมา คุณก็ได้ห้าไอเดียจัดวางอย่างเรียบร้อยในสามสไลด์ คุณกวาดตาดูคร่าวๆ เปลี่ยนหนึ่งคำ แล้วเดินเข้าห้องประชุม

 

เพื่อนร่วมงานทยอยนำเสนอทีละคน

 

เพื่อนร่วมงานคนแรก สไลด์มีสามคอลัมน์ที่จัดวางอย่างสมดุล นำเสนอเรื่อง cross-functional synergies สไลด์คนที่สอง มีสามคอลัมน์เช่นกัน นำเสนอเรื่อง การสำรวจกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยเจาะตลาด สไลด์คนที่สาม มีสามคอลัมน์อีกแล้ว นำเสนอ แผนการทำ digital transformation แต่ละเฟส

 

ทุกสไลด์ดูสะอาดตา ระยะห่างระหว่างองค์ประกอบเป๊ะจนน่าสงสัย ทุกไอเดียฟังดูสมเหตุสมผล ไม่มีใครคัดค้านอะไร

 

ระหว่างที่ฟังไปครึ่งทาง คุณสังเกตเห็นบางอย่าง ไม่มีใครมีความเห็นที่หนักแน่น ไม่มีใครต่อสู้เพื่อไอเดียของตัวเอง ไม่มีใครพูดว่า “ฉันเชื่อจริงๆ ว่าเราควรทำสิ่งนี้ และนี่คือเหตุผล” ทุกไอเดียฟังดูดี แต่ไม่มีใครในห้องที่ดูเหมือนจะเชื่อในไอเดียของตัวเองจริงๆ ห้องประชุมมีบรรยากาศที่นิ่งเงียบผิดธรรมชาติ ไม่ใช่เพราะทุกคนคิดเหมือนกัน แต่เพราะทุกคนถามเครื่องมือเดียวกันด้วยคำถามแบบเดียวกัน

 

การประชุมจบลง “วันนี้ดีมาก” มีคนกล่าว แต่ไม่มีการตัดสินใจอะไรเกิดขึ้น

 

ยินดีต้อนรับสู่ยุคของ workslop

 

ในเดือนกันยายน 2025 นักวิจัยจาก Stanford Social Media Lab ร่วมกับ BetterUp Labs ตีพิมพ์งานวิจัยใน Harvard Business Review ที่ตั้งชื่อให้กับปรากฏการณ์ที่คนทำงานออฟฟิศหลายล้านคนกำลังจมอยู่กับมันอย่างเงียบๆ

 

Workslop คือเนื้อหางานที่สร้างโดย AI ซึ่งดูเหมือนเป็นงานที่ดี แต่กลับขาดเนื้อหาสาระที่จะช่วยให้งานนั้นเดินหน้าไปได้จริง

 

มันดูเป็นมืออาชีพ ใช้คำที่ถูกต้อง แต่เมื่อพิจารณาให้ลึกลงไป เนื้อหาที่อยู่ข้างในกลับกลวงเปล่า สไลด์ที่ไม่ได้บอกอะไร บันทึกการประชุมที่สรุปอะไรไม่ได้ ‘ข้อเสนอแนะ’ ที่จริงๆ แล้วเป็นเพียงรายการประเด็นที่โยนกลับให้คนถามไปคิดเอง

 

จากการสำรวจพนักงานออฟฟิศในสหรัฐฯ จำนวน 1,150 คน 40% บอกว่าพวกเขาได้รับ workslop ในเดือนที่ผ่านมา การแก้ไขแต่ละชิ้นใช้เวลาเฉลี่ยเกือบสองชั่วโมง นักวิจัยประเมินว่าต้นทุนของเรื่องนี้อยู่ที่ 186 ดอลลาร์ต่อพนักงานหนึ่งคนต่อเดือน หรือเก้าล้านดอลลาร์ต่อปีสำหรับองค์กรขนาด 10,000 คน

 

แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าตัวเลขคือเรื่องนี้ คนที่ได้รับงานรูปแบบ workslop พวกเขามักมองคนที่ส่งมาว่าน่าเชื่อถือน้อยลง มีความคิดสร้างสรรค์น้อยลง และไว้ใจได้น้อยลง การใช้ AI อย่างไม่ระมัดระวังกำลังสร้างต้นทุนทางความไว้วางใจอย่างเงียบๆ และมันค่อยๆ สะสมขึ้น แม้จะไม่มีใครพูดถึงมันออกมาตรงๆ ก็ตาม

 

คำสัญญาของ AI คือมันจะช่วยมนุษย์ให้ทำงานได้อย่างมีความหมายมากขึ้น แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกลับเป็นในทางตรงกันข้าม AI ทำให้การ ‘ผลิตงาน’ มีต้นทุนต่ำลง เราจึงผลิตมากขึ้น แต่ความคิดที่อยู่ข้างในกลับลดลง คนส่งประหยัดเวลาไปสิบห้านาที คนรับเสียเวลาสองชั่วโมงเพื่อพยายามถอดรหัสว่ามันต้องการสื่ออะไร

 

งานไม่ได้หายไปไหน มันแค่ถูกส่งต่อจากคนที่ควรจะไตร่ตรองมาแล้ว ไปยังคนที่ต้องมาตามเก็บกวาดทีหลัง

 

นี่คือความขัดแย้งที่อยู่ใจกลางเรื่องราวของ AI กับ productivity ใครก็ตามที่มี AI สามารถสร้างสไลด์ที่ดูดีได้ในสิบสองวินาที สิ่งที่ยากขึ้นทุกวันไม่ใช่การผลิต แต่เป็นวิจารณญาณ ความสามารถในการอ่านงานแล้วบอกว่า งานนี้ดูดีแต่กลวง ทำใหม่ ความกล้าที่จะปักธงและพูดว่า นี่คือสิ่งที่ฉันคิด และนี่คือเหตุผล

 

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นทักษะของมนุษย์โดยแท้ AI ไม่ได้ทำให้มันมีค่าน้อยลง ตรงกันข้าม มันทำให้ทักษะเหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในห้อง

 

คำตอบไม่ใช่การใช้ AI ให้น้อยลง ‘คิดดีๆ’ ไม่ได้แปลว่าต้องคิดด้วยมือเปล่า การใช้ AI ให้เป็นคือการใช้มันเพื่อคิดให้หนักขึ้น ใช้มันเป็นเพื่อนคู่คิดที่ช่วยผลักดันความคิดของเราให้ไกลขึ้น ไม่ใช่ใช้มันมาแทนการคิดทั้งหมด

 

ที่ SCBX ในขณะที่เรากำลังเดินหน้าสู่การเป็นองค์กร AI-first นี่คือเส้นทางที่เรากลับมาทบทวนเสมอ การเป็น AI-first ไม่ใช่เรื่องของการผลิตมากขึ้น แต่คือการปลดล็อกให้คนของเราได้ทำสิ่งที่มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่ทำได้ นั่นคือการตัดสินใจ การเลือกว่าอะไรสำคัญ และการกล้าพูดว่าสิ่งนี้ยังไม่ดีพอ ในยุคที่ผลผลิตเป็นสิ่งไม่จำกัด สิ่งที่หายากที่สุดคือมนุษย์ที่กล้าตัดสินใจ

 

กลับไปที่การประชุมเช้าวันอังคาร คุณเดินกลับมาที่โต๊ะทำงาน คุณเปิด Claude อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ คุณไม่ได้ขอให้มันสร้างอะไรให้คุณ คุณพิมพ์ความคิดของตัวเอง ความคิดที่ยังไม่สุก ยังไม่กลม ยังประหลาดอยู่นิดหน่อย ความคิดที่คุณเชื่อในมันจริงๆ แต่ยังหาวิธีพูดมันออกมาไม่ได้

 

คุณพิมพ์หา Claude ช่วยผลักดันความคิดของฉันหน่อย บอกฉันด้วยว่าตรงไหนที่มันยังไม่แข็งแรง

 

นั่นคือช่วงเวลาที่ AI คืนประสิทธิภาพในการทำงานที่แท้จริงให้กับคุณ

The post Workslop: เมื่อ AI กำลังลดประสิทธิภาพในการทำงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นยักษ์ AI โลกจะโตไปถึงไหน เมื่อไรฟองสบู่จะแตก https://thestandard.co/ai-stock-bubble-risk/ Sat, 23 May 2026 06:12:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1210231 ภาพประกอบฟองสบู่ในตลาดหุ้น AI แสดงถึงความเสี่ยง

ความก้าวหน้าแบบ ‘ก้าวกระโดด’ ของ AI เฉพาะอย่างยิ่งการเป […]

The post หุ้นยักษ์ AI โลกจะโตไปถึงไหน เมื่อไรฟองสบู่จะแตก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบฟองสบู่ในตลาดหุ้น AI แสดงถึงความเสี่ยง

ความก้าวหน้าแบบ ‘ก้าวกระโดด’ ของ AI เฉพาะอย่างยิ่งการเปิดตัวของ ChatGPT ในช่วงปลายปี 2022 ดูเหมือนว่าจะ ‘เปลี่ยนแปลงโลกไปอย่างสิ้นเชิง’ ในแง่ที่ว่า AI นั้นจะฉลาดและเก่งกว่ามนุษย์แน่ๆ และมันสามารถที่จะคิดและปฏิบัติงานแทนมนุษย์ในกิจกรรมต่างๆ ได้แทบทุกอย่าง

 

ทั้งงานที่ซับซ้อนมากๆ อย่างเรื่องของการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การแพทย์ซึ่งรวมถึงการผ่าตัดใหญ่ งานทางด้านกฎหมาย งานบัญชีและสำนักงานทุกอย่าง และงานที่ไม่ซับซ้อนแต่เป็นงานที่น่าเบื่อหรือสกปรกเช่น การทำความสะอาด ล้างจานและการขับรถ ไม่ต้องพูดถึงงานโรงงานที่มันทำมานานแล้วก่อนที่จะมีคำว่า AI ทั้งหมดนั้นถูกประเมินว่าจะเกิดขึ้นภายในเวลาไม่เกิน 10-20 ปี

 

หุ้นเทคหรือหุ้นดิจิทัลขนาดใหญ่หรือขนาด ‘ยักษ์’ ทั้งโลก เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ‘หุ้นเจ็ดนางฟ้า’ หรือ ‘Magnificent 7’ ที่ยิ่งใหญ่อยู่แล้วก่อนการมาของ ChatGPT ต่างก็เข้ามาร่วมเล่น ‘เกม’ นี้ นั่นก็คือ การพัฒนา AI ตัวใหม่อาทิ Gemini และ Claude ถูกเปิดตัวตามออกมาอย่างรวดเร็ว แต่ละตัวต่างก็มีจุดเด่นที่สามารถแข่งขันได้กับ AI ตัวอื่น

 

และทั้งหมดต่างก็ทุ่มทุนพัฒนา AI คิดเป็นเงินลงทุนเป็นล้านล้านดอลลาร์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ‘กระแสของ AI’ กำลังมาแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในประวัติศาสตร์การพัฒนาของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์

 

ในด้านของผู้ใช้งานทั้งที่เป็นบุคคลและบริษัทหรือหน่วยงานทั้งโลก ต่างก็เข้ามาใช้งาน AI อย่างรวดเร็ว เพราะคนที่ไม่ใช้หรือยังใช้ไม่เป็นก็จะมีปัญหาในอนาคตในการแข่งขันกับคนอื่น เหตุเพราะว่า AI ทำงานได้เก่งมากและเก่งขึ้นเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว ทำงานได้ 24 ชั่วโมง และด้วยต้นทุนที่ต่ำและจะต่ำลงเรื่อยๆ จนทำให้งานจำนวนมากรวมถึงงานที่ซับซ้อนต้องใช้คนที่มีค่าแรงแพงมากจะถูกแทนที่ด้วย AI ที่มี ‘ค่าจ้าง’ ต่ำลงเรื่อยๆ

 

ดังนั้น AI จึงกลายเป็นธุรกิจที่จะโตมหาศาลและจะโตไปอีกนาน อาจจะนานจนกว่าโลกหรือรัฐบาลของทุกประเทศจะบอกว่าต้อง ‘หยุดได้แล้ว’ เพราะคนในโลกจะ ‘ไม่มีงานทำ’ และไม่มีเงินที่จะซื้อสินค้าที่ผลิตและควบคุมโดย AI

 

เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ถ้าหยุด AI ไม่ได้ ในระยะยาว AI ก็อาจจะเข้ามาครองโลกแทนมนุษย์ อาจจะเป็นไปได้ว่า ในอีกหลายพันปีข้างหน้าหรือน้อยกว่านั้น มนุษย์ที่เป็นสารชีวภาพแบบพวกเราในปัจจุบันอาจจะ ‘สูญพันธุ์’ ไป และโลกจะมีแต่ ‘มนุษย์ AI’ ที่เป็น ‘ซิลิคอน’ มีตัวเป็นเหล็กที่ทำเป็นหุ่นยนต์ที่จะ ‘ไม่ตาย’ และเผยแพร่จำนวนเพิ่มขึ้นได้ตามที่ต้องการ

 

ผมอาจจะพูด ‘เพ้อฝัน’ ไปหน่อย แต่ถ้าดูวิวัฒนาการของโลกตั้งแต่กำเนิดสิ่งมีชีวิตเมื่อหลายพันล้านปีก่อน ใครจะไปคิดว่าสุดท้ายจะมีมนุษย์ขึ้นมาและครองโลกได้ในเวลาแค่ไม่กี่หมื่นหรือแสนปี?

 

ในมุมมองทางด้าน ‘หุ้น’ ซึ่งก็คือการมองไปข้างหน้าในอนาคตอันยาวไกล AI จึงเป็น ‘Ultimate Super Growth’ หรือธุรกิจที่จะ ‘โตเร็ว โตมาก และโตนานที่สุด’ และอาจจะโตตลอดกาลจนสิ้นสุดยุคมนุษย์ ดังนั้น หุ้น AI จึงมีศักยภาพที่จะโตมหาศาลจนแทบกลืนกินหรือ ‘ครอบงำ’ ตลาดหุ้นได้ และนั่นก็คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกที่เราเห็นหุ้นยักษ์ AI อาจจะแค่ 10 ตัวมี Market Cap. เกือบครึ่งหนึ่งของตลาดหุ้นในดัชนี S&P 500 ซึ่งเป็นตลาดหุ้นของทั้งประเทศสหรัฐฯ

 

หุ้นของประเทศอื่นที่เกี่ยวข้องกับ AI เช่น หุ้น TSMC ของไต้หวัน หุ้น Samsung Electronics ของเกาหลีใต้ และหุ้น ASML ของเนเธอร์แลนด์ เพียงตัวเดียวของแต่ละประเทศแต่มี Market Cap. มากกว่า 50% ของตลาดหุ้นทั้งหมด

 

พูดง่ายๆ ตอนนี้ นักลงทุนมองว่าสินค้าหรือบริการที่เราเคยใช้มาตลอด ตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อ 2-300 ปีก่อนนั้น คงจะไม่โตอีกต่อไป หรือคงจะโตช้ามาก ต่อไปนี้ มีแต่ AI และอุตสาหกรรมหรือบริการที่เกี่ยวข้องเท่านั้นที่จะโต ‘ระเบิด’ และจะโตเร็วมากจนแทบจะกลืนกินโลก และสิ่งที่พิสูจน์ก็คือ ราคาหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พร้อมๆ กับรายได้ของบริษัทที่ทำเกี่ยวกับ AI ทั้งหลาย และกำไรที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามหรือสูงยิ่งกว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้น

 

ทั้งหมดนั้นก็คือ ‘สตอรี่’ ของหุ้นที่ทำให้หุ้นวิ่งขึ้นไปมหาศาลแบบ ‘หลุดโลก’ แต่แค่ ‘เรื่องราวหรือเรื่องเล่า’ นั้น ยังไม่พอที่จะทำให้หุ้นขึ้นระดับนั้นได้

 

หุ้นที่ขึ้นรอบนี้ยังมีองค์ประกอบเพิ่มเติมนั่นก็คือ

 

1) ความเชื่อที่ว่าหุ้นทั้งหมดนั้น จะเป็นผู้ชนะและสามารถครองตลาดเพราะพวกเขามีอำนาจผูกขาดหรือมี Moat หรือป้อมปราการทางธุรกิจที่จะกันไม่ให้คู่แข่งเข้ามาแย่งชิงตลาดได้

 

2) หุ้นถูก ‘คอร์เนอร์’ โดยกลุ่มนักลงทุนขนาดใหญ่จำนวนมาก นั่นก็คือ คนเข้ามาลงทุนโดยไม่ได้คิดถึงเรื่อง ‘พื้นฐาน’ ที่แท้จริงที่ต้องมองถึงกำไรและ ‘ราคาหุ้นที่เหมาะสม’ เช่น กลุ่มกองทุนอิงดัชนีต่างๆ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่ต้องซื้อหุ้นตามสัดส่วนในดัชนีโดยไม่ต้องคำนึงถึงคุณค่า ดังนั้น เมื่อหุ้นขึ้นก็ต้องซื้อเพิ่ม ทำให้หุ้นขึ้นไปอีก

 

นักลงทุนรายย่อยที่ในระยะหลังมีเพิ่มขึ้นมาก และตอนนี้สามารถเข้ามาซื้อหุ้นเก็งกำไรได้ทั่วโลกด้วยเม็ดเงินแค่หมื่นบาทผ่านแพลตฟอร์มที่แทบไม่ต้องเสียค่าคอมมิชชัน พวกเขาต่างก็เข้ามาซื้อหุ้นที่กำลังร้อนเหล่านี้เพื่อการเก็งกำไร

 

และสุดท้ายก็คือ การซื้อ-ขายหุ้นด้วยโปรแกรมซึ่งตอนนี้ก็ใช้ AI ในการวิเคราะห์และสั่งการ และเป็นระบบที่ใช้กันมากทั่วโลก นี่ก็มีส่วนทำให้การซื้อ-ขาย เน้นไปที่หุ้นกลุ่มยักษ์ที่มีสภาพคล่องสูงมาก และนี่ก็ช่วยให้หุ้น AI วิ่งกันระเบิด

 

3) อัตราดอกเบี้ยในตลาดที่อยู่ในช่วงต่ำต่อเนื่องมานานน่าจะนับ 10 ปีแล้ว ก็มีส่วนทำให้การเก็งกำไรในหุ้น AI เพิ่มขึ้นทวีคูณ เฉพาะอย่างยิ่ง การใช้มาร์จินหรือการกู้เงินลงทุนก็มากขึ้นมากเมื่อเทียบกับภาวะปกติ

 

คำถามสำคัญก็คือ หุ้นยักษ์ AI หลังจากนี้จะขึ้นต่อ หรือหยุด หรือจะตกลงมาและแรงแค่ไหน?

 

คำตอบของผมก็คือ มันก็คงขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้หุ้นขึ้นตั้งแต่แรกที่กล่าวถึงนั่นคือ

 

1) สตอรี่เรื่องของ AI ว่ามันจะเป็นจริงอย่างรวดเร็วตามที่คุยกันหรือไม่ เช่น บริษัทหรือธุรกิจอื่นจะซื้อบริการหรือผลิตภัณฑ์ AI มาใช้แทนการจ้างคนงานมากน้อยแค่ไหน และบุคคลธรรมดาจะยอมจ่ายเงินซื้อสินค้าและบริการจากบริษัทที่ทำ AI แคไหน เป็นต้น

 

หากรายได้ของบริษัทที่ทำ AI เพิ่มขึ้นช้ากว่ารายจ่ายและการลงทุนในการสร้าง AI มากกว่าที่คิดซึ่งก็อาจจะเกิดขึ้นกับบางบริษัทจนทำให้ฐานะทางการเงินมีปัญหา นั่นก็อาจจะทำให้ความมั่นใจในธุรกิจ AI โดยรวมลดลงจนอาจจะก่อให้เกิดวิกฤติบางอย่างตามมาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของราคาหุ้นหรือ Market Cap. ของหุ้นในกลุ่มนี้ทั้งหมด และนี่ก็คือความเสี่ยงแรกที่สำคัญที่อาจจะทำให้ ‘ฟองสบู่หุ้น AI’ แตก

 

2) อัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดปรับตัวขึ้นอย่างแรงและรวดเร็ว อานิสงส์จากอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นอันเป็นผลจากราคาสินค้าเช่น น้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงมาก สิ่งนี้จะทำให้สภาพคล่องของตลาดเงินลดลงอย่างแรง และทำให้เงินถูกถอนออกจากหุ้นด้วยการลดมาร์จินลง ซึ่งทำให้หุ้นตกลงมาแรง ซึ่งก็จะทำให้ต้องลดการกู้หรือลดมาร์จินลงอีก วนเป็นลูป และนั่นอาจจะทำให้หุ้นเก็งกำไรทั้งหลายถล่มทลายได้ ว่าที่จริงประเด็นนี้น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะผลตอบแทนพันธบัตรระยะ 10 ปี ของอเมริกาและของประเทศใหญ่ทั้งหลายเช่น ญี่ปุ่นกำลังไต่ขึ้นไปสูงลิ่วในช่วงนี้

 

3) อาจจะเป็นความเสี่ยงทางด้านกฎเกณฑ์การดูแลและควบคุมจากรัฐต่อธุรกิจเกี่ยวข้องกับ AI ที่ทั้งกังวลและกลัวว่าสาธารณชนจะต่อต้านหรือกลัวว่าวันหนึ่ง AI อาจจะเป็นภัยต่อรัฐบาล ตัวอย่างที่เกิดก็เช่น มี ‘ข่าวลือ’ ว่ารัฐบาลเกาหลีใต้อาจจะพิจารณาเก็บภาษี ‘ลาภลอย’ ของบริษัท AI ที่ ‘ทำกำไรมากเกินไป’ หรือในโอกาสต่อไปเมื่อ AI ทำให้คน ‘ตกงาน’ มาก รัฐบาลก็อาจจะออกกฎหมาย ‘คิดภาษีสรรพสามิต’ สำหรับ AI ที่นำมาใช้แทนคน เป็นต้น หรือ อย่างในประเทศที่รัฐต้องการ ‘ควบคุมข่าวสาร’ เพื่อความมั่นคงของรัฐหรือรัฐบาล พวกเขาก็อาจจะออกกฎเกณฑ์บางอย่างที่ทำให้บริษัท AI ไม่สามารถทำกำไรที่ดีได้ เป็นต้น

 

ทั้งหมดนั้น ดูแล้วก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ไม่น้อย แต่ก็อาจจะยังมีอย่างอื่นที่จะเกิดขึ้นและเปลี่ยนภาพที่สดใสมายาวนานของหุ้นและตลาดหุ้นได้ และนั่นก็คือความเสี่ยงของการลงทุนโดยเฉพาะในหุ้นที่มีราคาขึ้นมาแบบ ‘ฟองสบู่’ ที่เราควรจะนำมาคิดคำนวณหรือประเมินว่าเราควรจะลงทุนในหุ้นอย่างไรในช่วงเวลานี้

 

สำหรับผมเองนั้น ก็ได้แต่รอต่อไป

 

ภาพ: Lightspring / Shutterstock

The post หุ้นยักษ์ AI โลกจะโตไปถึงไหน เมื่อไรฟองสบู่จะแตก appeared first on THE STANDARD.

]]>
โอกาสและความเสี่ยงของ Twist Steepening ยีลด์ในยุค Kevin Warsh https://thestandard.co/kevin-warsh-fed-twist-steepening-yield/ Sat, 23 May 2026 06:00:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1210227 ภาพกราฟแสดงเส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve) ที่ชันขึ้นแบบ Twist Steepening

จากบทความเดือนที่แล้ว ผมได้ทิ้งคำถามไว้ว่า จะเกิดอะไรขึ […]

The post โอกาสและความเสี่ยงของ Twist Steepening ยีลด์ในยุค Kevin Warsh appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟแสดงเส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve) ที่ชันขึ้นแบบ Twist Steepening

จากบทความเดือนที่แล้ว ผมได้ทิ้งคำถามไว้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้า Kevin Warsh ได้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed แทนที่ Jerome Powell

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

ล่าสุด Warsh เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธาน Fed คนที่ 17 เป็นที่เรียบร้อย ทำให้เราสามารถวิเคราะห์กันต่อได้ว่านโยบายการเงินในยุคของ Warsh จะมีทิศทางเป็นเช่นไร

 

แม้ Warsh ให้คำมั่นว่าจะนำ “การเปลี่ยนแปลงระบอบ” มาสู่ Fed และประธานาธิบดี Trump ให้ความเป็นอิสระอย่างเต็มที่ในฐานะประธานธนาคารกลางคนใหม่ แต่ผมคงมุมมองเดิม และยังเชื่อว่า Warsh จะเลือกรักษาสมดุลระหว่าง Fed และทำเนียบขาว ด้วยความพยายามลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อสะท้อนมุมมองของ Trump ไปพร้อมกับการลดขนาดงบดุล (QT) เพื่อตอบโจทย์คณะกรรมการ Fed ที่ต้องการการสื่อสารเชิงนโยบายที่เข้มงวด

 

ในระยะสั้นเราอาจยังไม่เห็นผลลัพธ์เกิดขึ้นเร็ว แต่ในระยะยาว การใช้นโยบายการเงินลักษณะนี้จะส่งผลให้ยีลด์ชันขึ้นในแบบที่ตลาดเรียกว่า Twist Steepening นักลงทุนไทยจึงต้องรู้ให้ทันกับความชันรูปแบบใหม่ ผลกระทบ ความเสี่ยง และโอกาสที่กำลังจะเกิดขึ้นในตลาดทุนไปพร้อมกัน

 

เริ่มด้วยการทำความเข้าใจว่า Yield Curve ยุค Warsh จะไม่ใช่แค่ชันแบบปกติ แต่จะชันในแบบ Twist ที่เป็นเหมือนการรวม Bull และ Bear เข้าด้วยกัน

 

โดยทั่วไป นักลงทุนในตลาดจะรู้จักความชันของยีลด์อยู่สองรูปแบบ

 

แบบแรกคือ Bull Steepening หรือความชันแบบกระทิง

 

เป็นสถานการณ์ที่ยีลด์ระยะสั้นปรับตัวลงมากกว่ายีลด์ระยะยาว ส่วนใหญ่มักเกิดจากเศรษฐกิจมีปัญหา เช่น ในปี 2001–2004 (ยุค Alan Greenspan) ที่ Fed ลดดอกเบี้ยจาก 6.5% ลงเหลือ 1.0% หลังวิกฤติ Dot-com หรือปี 2007–2009 ช่วงยุค Ben Bernanke ที่เกิดวิกฤติ GFC กดดันให้ Fed ต้องลดดอกเบี้ยจาก 5.25% ลงเหลือเพียง 0.25% ขณะที่ยีลด์ระยะยาวส่วนใหญ่จะทรงตัว เพราะแนวโน้มเงินเฟ้อและการเติบโตของเศรษฐกิจระยะยาวไม่ได้เปลี่ยนแปลง

 

กรณี Bull Steepening ความชันของยีลด์จะกดดันให้ตลาดหุ้นเข้าสู่ภาวะ Risk-off ได้ง่าย ตลาดจะกลับมาเป็นขาขึ้นจริงก็ต่อเมื่อวิกฤติเริ่มผ่านพ้นไป ยีลด์ระยะสั้นที่ลดลงมักกดดันให้ดอลลาร์อ่อนค่า สวนทางกับราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้น

 

แบบที่สองคือ Bear Steepening หรือความชันแบบหมี

 

หมายถึงเหตุการณ์ที่ยีลด์ระยะยาวปรับตัวขึ้นมากกว่ายีลด์ระยะสั้น มักเกิดขึ้นเมื่อความคาดหวังเงินเฟ้อปรับตัวสูง เช่น ช่วงปีแรกของ Alan Greenspan (1987) ที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ร้อนแรง เงินเฟ้อเร่งตัวสูง ยีลด์ 10 ปีพุ่งจาก 7% ไปเป็น 10% ภายในปีเดียว หรือปี 2013 ที่ประธาน Fed อย่าง Ben Bernanke ส่งสัญญาณว่า Fed จะลดการทำ QE ส่งผลให้ยีลด์ 10 ปีตอบรับด้วยการปรับตัวขึ้นจาก 1.6% ไปถึง 3.0% ภายในไตรมาสเดียว จนได้รับชื่อว่า Taper Tantrum

 

กรณี Bear Steepening แม้ชื่อจะเป็นหมี แต่ตลาดหุ้นมักอยู่ในโหมดกระทิงมาก่อน ความชันของยีลด์จะหนุนให้ดอลลาร์แข็งค่า กดดันสินทรัพย์เสี่ยงนอกสหรัฐฯ และยีลด์จะชันขึ้นไปจนกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะเริ่มชะลอตัว

 

ในมุมมองของผม ความชันในยุค Warsh จะเป็นส่วนผสมของทั้งหมี และ กระทิงที่ตลาดเรียกว่า Twist Steepening

 

ยีลด์แบบ Twist ไม่ใช่รูปแบบใหม่ มีการกล่าวถึงครั้งแรกในปี 1961 จากนโยบายการเงินของ Fed ที่ชื่อว่า Operation Twist มีเป้าหมายทำให้ Yield Curve แบนลง ด้วยการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายพร้อมกับการซื้อบอนด์ระยะยาว เพื่อดึงดูดเงินลงทุนและหนุนดอลลาร์ไม่ให้อ่อนค่า

 

แต่ครั้งนี้ Twist มีแนวโน้ม “กลับด้าน” กล่าวคือ ยีลด์ระยะสั้นจะลดลงตามแนวโน้มที่ Warsh จะลดดอกเบี้ย ขณะที่ยีลด์ระยะยาวมีโอกาสปรับตัวขึ้นจากความกังวลเรื่องการคลัง QT และเงินเฟ้อคาดหวังที่สูงขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้คือเส้นยีลด์บิดตัวชันขึ้น

 

จุดเด่นของ Twist Steepening คือการส่งสัญญาณว่าระบบการเงินจะเร่งตัว หนุนการลงทุนและการเติบโตต่อเนื่อง

 

ในบริบทของโลกการเงิน ความชันของยีลด์เปรียบเสมือนความเร่ง และ Margin ของเศรษฐกิจ

 

เช่น ในภาคธนาคาร กำไรจากส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากระยะสั้นกับดอกเบี้ยสินเชื่อระยะยาว (NIM) จะกว้างขึ้นตามความชัน ทำให้ธนาคารมีแรงจูงใจในการปล่อยสินเชื่อเพิ่ม กลไกส่งผ่านนโยบายการเงินจะยิ่งได้ผลดี ทำให้การลดดอกเบี้ยมีประสิทธิภาพจริงในระบบเศรษฐกิจ

 

ประเด็นถัดมาคือ ภาคธุรกิจและการลงทุนจะได้อานิสงส์โดยตรงจากดอกเบี้ยระยะสั้น เพราะต้นทุนการกู้ยืมจะลดลงทันที ขณะที่การลงทุนจะเร่งตัวขึ้นตาม Valuation ของตลาดเพราะเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการตัดสินใจลงทุน และการจัดหาทุนระยะยาวของภาคเอกชน

 

อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงสำคัญของ Twist Steepening ในมุมมองของผมคือ เป็นรูปแบบยีลด์ที่ควบคุมได้ยากที่สุด

 

ปัญหาแรกคือยีลด์ระยะยาว เพราะทุกครั้งที่ยีลด์ชันขึ้น อีกความหมายหนึ่งคือยีลด์ระยะยาวยิ่งห่างออกจากดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลาง ทำให้สูญเสียการควบคุมง่าย

 

ตัวอย่างเช่นในปี 1978 ประธาน Fed อย่าง William Miller ปล่อยให้ยีลด์ชันตามความต้องการของภาคการเมือง จนท้ายที่สุดไม่สามารถควบคุมทั้งเงินเฟ้อและยีลด์ได้ จนประธานาธิบดี Carter ต้องแต่งตั้ง Paul Volcker เข้ามาแทน เพื่อเร่งขึ้นดอกเบี้ย

 

ปัญหาที่สองคือความเสี่ยงของ Policy Inconsistency หรือความไม่สอดคล้องของนโยบาย ที่เกิดจากการ Twist

 

เพราะ Fed กำลังส่งสัญญาณ Easing และ Tightening ไปพร้อมกัน ตลาดจะตอบสนองด้วยความสับสน ก่อนจะเลือกเชื่อสัญญาณที่แรงกว่า ในครั้งนี้ หากเงินเฟ้อยังคงทรงตัวในระดับสูง การลดดอกเบี้ยอาจไม่ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจได้มากเท่าที่ควร

 

ปัญหาสุดท้ายคือ Asset Bubble ที่มักขยายตัวได้เร็วและแรงที่สุดในภาวะ Twist Steepening

 

เช่น ช่วงปี 2003–2006 ที่ยีลด์ชันขึ้นหลัง Fed ลดดอกเบี้ยระหว่างเศรษฐกิจเติบโต ตามมาด้วยราคาบ้านที่สูงขึ้นอย่างร้อนแรง

 

หรือในปัจจุบันที่การลงทุนใน AI เฟื่องฟูและมี Valuation สูงขึ้นต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งก็เกิดจากความคาดหวังเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ และโอกาสของการลดดอกเบี้ยในอนาคต

 

เมื่อรู้อย่างนี้ คำถามสุดท้ายคือ ควรวางกลยุทธ์การลงทุนอย่างไร

 

ฝั่งบวก ผมมองว่ากลุ่มการเงินเป็นกลุ่มแรกที่ได้ประโยชน์โดยตรงจาก NIM ที่กว้างขึ้น กลุ่มที่สองคือ Commodities & Energy เนื่องจากยีลด์ระยะยาวที่สูงขึ้นเปรียบเสมือนการยืนยันว่าความคาดหวังเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับสูง น้ำมัน ทองแดง และทองคำ มักทำผลตอบแทนได้ดีในภาวะนี้

 

สุดท้ายคือหุ้นที่มีรายได้สม่ำเสมอหรือหุ้นปันผล เพราะกระแสเงินสดที่แน่นอนมีความผันผวนต่ำกว่าโอกาสการเติบโต ในภาวะที่ Discount Rate อยู่ในระดับสูง

 

ในทางกลับกัน ธีมการลงทุนที่ต้องระวังประกอบด้วย

 

กลุ่ม Long-duration Growth แม้โอกาสการเติบโตจะสูง แต่มูลค่าจะผันผวนอย่างมากในภาวะที่ดอกเบี้ยระยะยาวไม่นิ่ง

 

ตามด้วยกลุ่ม REITs และ Utilities ที่มีลักษณะผลตอบแทนคล้าย Long Duration Bonds ความแตกต่างจากหุ้นปันผลคือ ผลตอบแทนของกลุ่มนี้มักเป็นไปตามสัญญาระยะยาว ไม่สามารถปรับตัวขึ้นตามเศรษฐกิจหรือเงินเฟ้อระยะสั้นได้ ทำให้มูลค่าลดลงเมื่อยีลด์ชัน

 

และท้ายที่สุด Emerging Markets ที่อ่อนไหวต่อทิศทางกระแสเงินทุนและค่าเงินดอลลาร์ หลายประเทศอาจไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจไปพร้อมกับสหรัฐฯ ได้ หากดอลลาร์มีความผันผวนสูง อีกทั้งยีลด์สหรัฐฯ ระยะยาวที่สูงขึ้น เงินทุนจะไหลออกอย่างรวดเร็วเมื่อตลาดเข้าสู่โหมด Risk-off

 

โดยรวม Twist Steepening ในยุค Warsh คือรูปแบบยีลด์ที่มีทั้งโอกาสและความเสี่ยง เป็นบททดสอบสำคัญของตลาดการเงินที่เรากำลังจะต้องเผชิญไปพร้อมกันครับ

 

ภาพ: Steve Travelguide / Shutterstock

The post โอกาสและความเสี่ยงของ Twist Steepening ยีลด์ในยุค Kevin Warsh appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อชีวิตอยู่คนละขั้นของพีระมิด คำแนะนำทางการเงินจึงไม่เหมือนกัน https://thestandard.co/opinion-maslow-financial-pyramid/ Fri, 22 May 2026 07:49:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1210015 ภาพพีระมิดลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ที่เชื่อมโยงกับการวางแผนการเงินส่วนบุคคล

คำแนะนำทางการเงินต่างๆ ที่เราได้ยินในปัจจุบัน เมื่อได้ย […]

The post เมื่อชีวิตอยู่คนละขั้นของพีระมิด คำแนะนำทางการเงินจึงไม่เหมือนกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพพีระมิดลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ที่เชื่อมโยงกับการวางแผนการเงินส่วนบุคคล

คำแนะนำทางการเงินต่างๆ ที่เราได้ยินในปัจจุบัน เมื่อได้ยินแล้วเป็นสิ่งที่ถูกต้องทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการมีเงินสำรองเผื่อเหตุไม่คาดคิด การเริ่มลงทุนให้เร็ว การคิดเรื่องเกษียณตั้งแต่อายุยังไม่มาก หรือการจัดระบบป้องกันความเสี่ยงไว้ก่อนที่ภาระชีวิตจะเพิ่มขึ้น แต่เมื่อถึงเวลาจะลงมือจริง กลับไม่แน่ใจว่าเราควรเริ่มจากเรื่องใดก่อน

 

เพราะในชีวิตจริง จุดที่แต่ละคนยืนอยู่ไม่ได้เหมือนกันเสมอไป แม้จะใช้คำว่าวางแผนการเงินเหมือนกัน แต่สิ่งที่แต่ละคนกำลังเผชิญอยู่กลับต่างกัน บางคนเพิ่งเริ่มทำงานและกำลังพยายามทำให้รายได้ก้อนแรกพอสำหรับชีวิตที่เริ่มมีค่าใช้จ่ายของตัวเองจริงๆ ขณะที่บางคนรายได้เพิ่มขึ้นแต่ภาระก็ค่อยๆ ขยายตามทั้งบ้าน รถ ลูก และครอบครัว หรือบางคนมีทรัพย์สินมีการลงทุนอยู่แล้ว แต่ยังรู้สึกว่าความมั่นคงที่ควรจะมีนั้นยังไม่ชัดอย่างที่คิด และบางคนเริ่มมีอิสระมากขึ้นแต่กลับหันมาถามตัวเองว่าเงินที่มีอยู่ กำลังพาชีวิตไปในทิศทางที่ต้องการจริงหรือไม่ จึงไม่แปลกที่คำแนะนำเดียวกันอาจเหมาะกับบางคนในเวลาหนึ่ง แต่ยังไม่ใช่คำตอบของอีกคนในอีกช่วงหนึ่ง

 

แนวคิดตามทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ (Maslow‘s Hierarchy of Needs) อธิบายเรื่องนี้ไว้ชัดเจนว่า มนุษย์มักให้ความสำคัญกับสิ่งที่จำเป็นที่สุดในช่วงเวลานั้นก่อนเสมอ เมื่อฐานยังไม่มั่นคงเรามักคิดถึงความอยู่รอดก่อน เมื่อเริ่มมั่นคงแล้วจึงมองหาความปลอดภัย และเมื่อปลอดภัยเพียงพอจึงเริ่มถามถึงอนาคต อิสระและความหมายของชีวิต

 

พีระมิดความต้องการของ Maslow จึงสอดคล้องกับพีระมิดทางการเงิน เพราะสิ่งที่เปลี่ยนไปในแต่ละชั้น ไม่ใช่เพียงแค่จำนวนเงินเท่านั้น แต่คือคำถามที่เราเริ่มถามกับชีวิตในแต่ละช่วง และเมื่อเรามองออกว่าตัวเองอยู่ตรงไหนของพีระมิด ขั้นต่อไปของการเงินก็มักชัดขึ้นกว่าการเริ่มจากคำถามว่าวันนี้ควรลงทุนอะไร ถ้ายังรู้สึกว่าเงินเดือนหมดเร็วเกินไป เราอาจยังต้องสร้างฐานของพีระมิดให้แน่นหนาแข็งแรงกว่านี้ก่อน การมองพีระมิดทางการเงินด้วยแนวคิดของ Maslow จึงช่วยให้เราเข้าใจว่าเรากำลังอยู่ที่ขั้นใดของพีระมิด

 

  • ฐานล่างสุดของ Maslow คือความต้องการพื้นฐานของชีวิต

 

อาหาร ที่อยู่อาศัย การพักผ่อน และความมั่นคงเบื้องต้น ในทางการเงินนี่คือช่วงที่เงินยังทำหน้าที่หลักเพื่อให้ชีวิตเดินต่อได้โดยไม่สะดุด สัญญาณของคนที่อยู่ในขั้นนี้ คือ แม้จะมีรายได้แล้วแต่ยังรู้สึกว่ารายรับกับรายจ่ายอยู่ใกล้กันมากเกินไป หากมีค่าใช้จ่ายก้อนหนึ่งเข้ามาต้องปรับทั้งเดือนทันที คนในขั้นนี้ไม่ได้หมายถึงคนรายได้น้อยเสมอไป หลายคนรายได้ดี แต่มีภาระหลายด้านจนสภาพคล่องยังไม่เกิดจริง

 

ดังนั้นพีระมิดการเงินในชั้นแรกจึงเริ่มจากเรื่องพื้นฐานที่สุด เงินสำรองฉุกเฉิน การรู้ค่าใช้จ่ายจำเป็นจริงของตัวเอง การไม่ปล่อยให้หนี้ระยะสั้นขยายเร็วเกินไป เพราะถ้าฐานยังไม่แข็งแรงพอ ทุกอย่างที่อยู่ชั้นบนจะสั่นง่ายกว่าที่คิด

 

  • ถ้าเริ่มคิดว่าเหตุไม่คาดคิดอาจเปลี่ยนชีวิตได้ นั่นคือสัญญาณของฐานพีระมิดขั้นที่สอง

 

เมื่อฐานเริ่มนิ่งขึ้น ความคิดจะเปลี่ยนจาก ‘พอไหม’ เป็น ‘ถ้าเกิดอะไรขึ้นจะรับไหวหรือไม่’ นี่คือระดับของความปลอดภัยใน Maslow และในทางการเงินนี่คือจุดที่คำว่า ‘ป้องกัน’ เริ่มสำคัญกว่าคำว่า ‘เติบโต’ โดยเฉพาะคนวัยทำงานช่วงกลางชีวิต จะมองเห็นขั้นนี้ชัดขึ้นเมื่อชีวิตมีหลายบทบาทพร้อมกัน บ้านกลายเป็นภาระระยะยาว รถกลายเป็นต้นทุนจำเป็น ลูกมีค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง พ่อแม่เริ่มมีเรื่องสุขภาพที่ต้องคิดล่วงหน้า ทันทีที่ชีวิตมีหลายสิ่งต้องดูแล เงินจะไม่ใช่เรื่องของตัวเองเพียงคนเดียวอีกต่อไป

 

พีระมิดการเงินในชั้นนี้ คือการสร้างระบบกันกระแทกให้ชีวิต ไม่ใช่เพื่อกันทุกความเสี่ยงออกไปทั้งหมด แต่เพื่อไม่ให้เหตุการณ์หนึ่งทำให้ทั้งระบบเสียสมดุลเกินไป

 

  • ถ้าเริ่มมองไปข้างหน้าไกลเกินกว่าปีหน้า คุณกำลังก้าวสู่ชั้นของความมั่นคงระยะยาว

 

เมื่อเรื่องพื้นฐานและความปลอดภัยเริ่มลงตัว คนจะเริ่มคิดไกลขึ้นโดยธรรมชาติ อีกสิบปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เงินเกษียณพอหรือยัง รายได้วันนี้จะต่อเนื่องพอสำหรับชีวิตระยะยาวหรือไม่ นี่คือช่วงที่พีระมิดการเงินเปลี่ยนจากการประคองไปสู่การสร้าง การลงทุนจึงเริ่มมีความหมายจริงในชั้นนี้ เพราะไม่ได้ทำเพื่อหวังผลตอบแทนอย่างเดียว แต่เพื่อทำให้อนาคตมีโครงสร้างรองรับ บางคนเริ่มสะสมสินทรัพย์ บางคนเริ่มจัดระบบเงินเกษียณ บางคนเริ่มแยกเงินที่ใช้ในชีวิต กับเงินที่ใช้เพื่ออนาคตออกจากกันได้ชัดขึ้น

 

สิ่งสำคัญคือ เงินแต่ละก้อนควรมีหน้าที่ของตัวเอง ไม่ใช่เพียงมีมากขึ้นแต่ยังไม่ชัดว่าจะใช้เมื่อไรและเพื่ออะไร

 

ภาพพีระมิดลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ที่เชื่อมโยงกับการวางแผนการเงินส่วนบุคคล 1

 

  • เมื่อเงินเริ่มช่วยให้มีทางเลือกในชีวิตมากขึ้น พีระมิดกำลังเข้าสู่ชั้นของอิสระ

 

มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ทันสังเกตว่าตัวเองมาถึงชั้นนี้แล้ว เพราะเงินเริ่มไม่ได้เปลี่ยนแค่ตัวเลขแต่เปลี่ยนวิธีตัดสินใจ บางคนเลือกงานโดยไม่ดูเพียงรายได้ บางคนมีเวลาสำหรับครอบครัวมากขึ้น บางคนปฏิเสธบางโอกาสได้ โดยไม่รู้สึกว่าต้องรีบคว้าไว้ทั้งหมด นี่คือจุดที่เชื่อมกับขั้นความภาคภูมิใจและคุณค่าของตัวเองใน Maslow เพราะเมื่อชีวิตไม่ต้องใช้พลังกับความกังวลพื้นฐานมากเหมือนเดิม มนุษย์จะเริ่มถามถึงคุณภาพของสิ่งที่เลือก

 

พีระมิดการเงินในขั้นนี้จึงไม่ใช่เรื่องสะสมเพิ่ม แต่คือการใช้เงินเพื่อคืนอิสระให้ชีวิต

 

  • และพีระมิดบนขั้นยอดสูงสุด คำถามเรื่องเงินมักเปลี่ยนจาก ‘มีเท่าไร’ เป็น ‘เพียงพอสำหรับชีวิตแบบไหน’

 

ท้ายที่สุด คนจำนวนมากจะพบว่าเมื่อผ่านแต่ละชั้นมาได้ สิ่งที่สำคัญขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่ตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่คือความรู้สึกว่าสิ่งที่สร้างมาทั้งหมดกำลังรองรับชีวิตแบบที่ต้องการจริงหรือไม่ มีเวลาไหม มีความสบายใจไหม ยังเลือกได้ไหม หรือยังต้องวิ่งอยู่กับความกังวลในรูปแบบใหม่ นี่คือจุดที่พีระมิดการเงินกับพีระมิดของ Maslow มาบรรจบกันชัดที่สุด เพราะสุดท้ายเงินไม่ได้มีความหมายเพียงเพราะมากขึ้น แต่เพราะมันค่อยๆ พาเราออกจากความกังวลในแต่ละชั้น จนเหลือพื้นที่พอสำหรับคำถามที่ลึกกว่าเดิม

 

ลองสำรวจดูว่าเราอยู่ที่ขั้นใดของพีระมิด เมื่อรู้แล้วสิ่งสำคัญไม่ใช่รีบขึ้นไปข้างบน แต่คือการทำให้ขั้นถัดไปมั่นคงพอ การรู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหนของพีระมิดการเงิน ไม่ได้มีไว้เพื่อเปรียบเทียบว่าใครไปไกลกว่าใคร สิ่งสำคัญคือการมองให้ชัดว่าขั้นที่อยู่ตรงหน้าเราตอนนี้ต้องการอะไรที่เราต้องลงมือทำ

 

ถ้ายังอยู่ในช่วงที่รายรับรายจ่ายเบียดกันมาก สิ่งที่ควรทำอาจไม่ใช่รีบมองหาผลตอบแทนสูง แต่คือทำให้ชีวิตมีพื้นที่หายใจมากขึ้นก่อน

 

ถ้ากำลังอยู่ในช่วงที่เริ่มเห็นความเสี่ยงของชีวิตชัดขึ้น ขั้นต่อไปอาจไม่ใช่เพิ่มสินทรัพย์ทันที แต่คือทำให้สิ่งที่สร้างมาไม่เสียสมดุลเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด

 

ถ้าเริ่มมีอนาคตในใจมากขึ้น สิ่งสำคัญคือทำให้เงินแต่ละก้อนมีหน้าที่ชัดว่าอะไรคือเงินของวันนี้ อะไรคือเงินของวันข้างหน้า และถ้าวันนี้เริ่มมีอิสระในการเลือกมากขึ้น คำถามที่ควรถามอาจไม่ใช่เพียงจะมีเพิ่มอีกเท่าไร แต่คือสิ่งที่มีอยู่กำลังสนับสนุนชีวิตแบบที่ต้องการจริงหรือไม่

 

บางครั้งแผนการเงินที่ดีจึงไม่ใช่การเปลี่ยนทุกอย่างพร้อมกัน แต่เริ่มจากการขยับเพียงหนึ่งเรื่องที่เหมาะกับขั้นที่เรายืนอยู่ในวันนี้

 

หมายเหตุ: ทำไมพีระมิดของ Maslow จึงใช้กับเรื่องการเงินได้

 

แนวคิดของ Maslow เดิมเป็นทฤษฎีทางจิตวิทยาที่อธิบายว่า มนุษย์มีลำดับความต้องการจากพื้นฐานไปสู่ระดับที่สูงขึ้น เริ่มจากความต้องการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น อาหาร ที่อยู่อาศัย การพักผ่อน จากนั้นจึงเป็นความปลอดภัย ความสัมพันธ์ การได้รับการยอมรับ และท้ายที่สุด คือการใช้ชีวิตอย่างเต็มศักยภาพของตัวเอง

 

เหตุผลที่แนวคิดนี้ถูกนำมาใช้กับการเงินได้ เพราะพฤติกรรมทางการเงินของคนส่วนใหญ่ก็มักเดินในลำดับคล้ายกัน เมื่อรายได้ยังไม่มั่นคง คนมักคิดเรื่องความอยู่รอดก่อน เมื่อเริ่มมั่นคงขึ้น จึงหันมาสนใจการป้องกันความเสี่ยง เมื่อฐานแข็งแรงขึ้น จึงเริ่มสร้างอนาคต และเมื่ออนาคตชัดขึ้น เงินจึงเริ่มทำหน้าที่มากกว่าการสะสม

 

จึงเกิดเป็น ‘พีระมิดการเงิน’ ที่ใช้เรียงลำดับความพร้อมทางการเงินในลักษณะใกล้เคียงกัน

 

ฐานล่าง คือเงินที่ทำให้ชีวิตเดินต่อได้ ชั้นถัดมา คือการป้องกันความเสี่ยง ชั้นกลาง คือการสร้างความมั่นคงระยะยาว ชั้นบน คืออิสระในการเลือก และยอดสุด คือการใช้เงินเพื่อชีวิตที่ตอบตัวเอง

 

แน่นอนว่าในชีวิตจริง ไม่มีใครเดินขึ้นทีละชั้นแบบสมบูรณ์เสมอไป บางคนลงทุนตั้งแต่ยังไม่มีเงินสำรอง บางคนมีสินทรัพย์มากแต่ยังไม่รู้สึกปลอดภัย หรือบางช่วงชีวิตอาจต้องย้อนกลับมาสร้างฐานใหม่อีกครั้ง แต่สิ่งที่พีระมิดทั้งสองแบบพยายามบอกเหมือนกัน คือ ความพร้อมในแต่ละระดับ มีผลต่อสิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราเลือก และสิ่งที่เรากังวลในช่วงเวลานั้น

 

และเมื่อมองออกว่าตัวเองอยู่ตรงไหน การวางแผนขั้นต่อไปก็มักชัดขึ้นกว่าการเริ่มจากคำถามว่า คนอื่นกำลังทำอะไรกันอยู่

 

ภาพ: bangoland / Shuttestock

The post เมื่อชีวิตอยู่คนละขั้นของพีระมิด คำแนะนำทางการเงินจึงไม่เหมือนกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อสงครามดัน Bond Yield สูงขึ้น ตลาดกำลังกังวลอะไร และตราสารหนี้ยังน่าลงทุนหรือไม่? https://thestandard.co/war-bond-yield-market-investment/ Thu, 21 May 2026 08:14:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1209710

เมื่อความตึงเครียดในตะวันออกกลางปะทุขึ้นในช่วงปลายเดือน […]

The post เมื่อสงครามดัน Bond Yield สูงขึ้น ตลาดกำลังกังวลอะไร และตราสารหนี้ยังน่าลงทุนหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อความตึงเครียดในตะวันออกกลางปะทุขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สิ่งที่ตลาดการเงินกังวลไม่ใช่เพียงความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่รวมถึงความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก ความกังวลดังกล่าวส่งผลให้ราคาพลังงานดีดตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกดดันเงินเฟ้อและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากตลาดเริ่มปรับคาดการณ์ว่าธนาคารกลางหลายแห่งอาจต้องชะลอการลดดอกเบี้ย หรืออาจจำเป็นต้องกลับมาปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้ออีกครั้ง

 

ในอดีต เมื่อเกิดสงคราม นักลงทุนมักจะเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งจะส่งผลให้ Bond Yield ปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม ภาพที่เกิดขึ้นในรอบนี้กลับแตกต่างออกไป โดย Bond Yield ทั่วโลกกลับปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนว่าความกังวลหลักของตลาดกลับเป็นเรื่องเงินเฟ้อ ซึ่งมีสาเหตุสำคัญมาจากความเสี่ยงที่ผลกระทบด้านพลังงานอาจยืดเยื้อนานกว่าที่คาด เนื่องจากความขัดแย้งได้กระทบไม่เพียงเส้นทางขนส่ง แต่ยังรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในตะวันออกกลางอีกด้วย

 

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ แม้ความขัดแย้งอาจคลี่คลายลงได้ แต่ฝั่งอุปทาน (Supply Side) ของตลาดพลังงานอาจต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว ราคาพลังงานจึงมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงและทยอยส่งผ่านไปยังต้นทุนสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งภายใต้สภาวะเช่นนี้ ธนาคารกลางอาจจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับสูงนานขึ้น (Higher for Longer) ยิ่งไปกว่านั้น หากสงครามยืดเยื้อเป็นเวลานาน ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินจะทวีความรุนแรงขึ้น และอาจนำไปสู่ภาวะ Stagflation หรือภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง ซึ่งในภาวะดังกล่าว ธนาคารกลางอาจถูกบีบให้ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยแม้เศรษฐกิจจะอยู่ในภาวะชะลอตัวก็ตาม

 

สำหรับประเทศไทย เงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป โดยเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนเมษายน พลิกกลับมาขยายตัวที่ 2.89% YoY หลังจากอยู่ในระดับต่ำและบางช่วงติดลบมาต่อเนื่อง โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประเมินว่าเงินเฟ้อทั่วไปอาจเร่งตัวขึ้นและมีโอกาสปรับสูงกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 1-3% ชั่วคราว ตามการทยอยส่งผ่านต้นทุนพลังงานไปยังราคาสินค้าและบริการ อย่างไรก็ตาม การส่งผ่านต้นทุนดังกล่าวจะเกิดขึ้นอย่างจำกัดภายใต้

 

อุปสงค์ภายในประเทศที่ยังเปราะบาง ขณะที่ความเสี่ยงที่จะเกิด Second-Round Effects ของเงินเฟ้อไทยยังจำกัด และเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังคงยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย

 

ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจไทยก่อนเกิดความขัดแย้งสะท้อนภาพการฟื้นตัว โดย GDP ไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัว 2.8% YoY เร่งตัวขึ้นจาก 2.5% YoY ในไตรมาส 4 ปี 2568 จากแรงหนุนของการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน การส่งออกสินค้า และการใช้จ่ายภาครัฐที่เร่งตัวขึ้น ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวในเกณฑ์ดี และรายได้จากภาคการท่องเที่ยวกลับมาฟื้นตัว

 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่แข็งแกร่งในไตรมาสแรกของปียังไม่ได้สะท้อนผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งและราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างเต็มที่ เศรษฐกิจไทยจึงมีแนวโน้มชะลอตัวลงในระยะถัดไป จากทั้งราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นและการส่งผ่านต้นทุนที่จะซ้ำเติมกำลังซื้อของภาคครัวเรือน ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มได้รับแรงกดดันจากต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นและการลดลงของนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง ส่วนภาคการผลิตและการส่งออกเผชิญความท้าทายจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าระวางเรือที่สูงขึ้น ขณะที่ พ.ร.ก. กู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาทของภาครัฐ น่าจะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจไม่ให้ชะลอตัวรุนแรง แต่ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงด้านการคลังในระยะต่อไป เนื่องจากหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอลง อาจทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ขยับเข้าใกล้เพดานวินัยการคลังที่ระดับ 70% มากขึ้น

 

ดังนั้น แม้ไทยจะเผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อจากฝั่งอุปทาน (Supply-Side Inflation) แต่เงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย ขณะที่ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจมีมากขึ้น กนง. จึงมีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% ต่อเนื่องอีกระยะหนึ่ง เพื่อรอดูสถานการณ์และประเมินผลกระทบ (Wait-and-see) โดยการดำเนินนโยบายการเงินและนโยบายการคลังจำเป็นต้องทำงานสอดประสานกันมากขึ้นในการช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ ภายใต้ Policy Space ของทั้งนโยบายการเงินและนโยบายการคลังที่เริ่มมีจำกัดมากขึ้น

 

ในมุมของตลาดตราสารหนี้ไทย Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมาสอดคล้องกับทิศทางตลาดโลก ทั้งจากความเสี่ยงจากสงครามที่ยืดเยื้อและเงินเฟ้อ รวมถึงความกังวลต่อแนวโน้มหนี้สาธารณะของไทยที่เพิ่มขึ้น ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ Bond Yield ระยะยาวปรับตัวสูงขึ้นเร็วกว่าระยะสั้น จนทำให้ Yield Curve มีลักษณะชันขึ้น (Bear Steepening) สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้า ทั้งนี้ Bond Yield ที่ปรับสูงขึ้นมาแล้วนั้น สะท้อนว่าตลาดได้รับรู้ (Priced-In) ความเสี่ยงดังกล่าวไปในระดับหนึ่งแล้ว ทำให้ Bond Yield เริ่มกลับมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจมากขึ้นสำหรับการทยอยสะสมเพื่อการลงทุนในระยะกลางถึงยาว โดยเฉพาะในบริบทที่เศรษฐกิจไทยยังเติบโตในระดับต่ำ และดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มทรงตัวมากกว่าปรับขึ้น

 

ภายใต้โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง ตราสารหนี้ยังคงเป็นสินทรัพย์สำคัญในการช่วยกระจายความเสี่ยง (Diversification) และสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ แต่การเคลื่อนไหวของตลาดการเงินจะมีความซับซ้อนและผันผวนมากยิ่งขึ้น การลงทุนในตราสารหนี้หลังจากนี้อาจไม่ใช่ภาพของการได้รับอานิสงส์จาก Bond Yield ที่ปรับลดลงตามวัฏจักรดอกเบี้ยเหมือนในช่วงปี 2567–2568 ที่ผ่านมา แต่จะเป็นช่วงเวลาที่นักลงทุนต้องเน้นบริหาร Duration ของพอร์ตการลงทุน และคัดเลือกคุณภาพเครดิตอย่างระมัดระวังมากยิ่งขึ้น

 

ภาพ: La Terase / Shutterstock

The post เมื่อสงครามดัน Bond Yield สูงขึ้น ตลาดกำลังกังวลอะไร และตราสารหนี้ยังน่าลงทุนหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดีลปักกิ่ง 2026 เมื่อดีลที่ไม่เกิด บอกอนาคตมากกว่าดีลที่เกิด https://thestandard.co/opinion-beijing-deal-2026/ Thu, 21 May 2026 07:06:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1209664 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พบปะหารือกัน

ก่อนที่ Trump จะออกเดินทางสู่ปักกิ่ง ผมเขียนบทความวิเคร […]

The post ดีลปักกิ่ง 2026 เมื่อดีลที่ไม่เกิด บอกอนาคตมากกว่าดีลที่เกิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พบปะหารือกัน

ก่อนที่ Trump จะออกเดินทางสู่ปักกิ่ง ผมเขียนบทความวิเคราะห์ว่าการพบกันครั้งนี้จะมีดีลสามแบบ คือดีลการค้าแบบสุภาพบุรุษ ดีลแลกเปลี่ยนด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และดีลลับเรื่องเทคโนโลยี

 

ในตอนนี้ ทั่วทั้งตลาดกำลังวิเคราะห์และประเมินผลของดีลที่เกิดขึ้นอยู่ แต่สำหรับนักลงทุนไทย ผมมองว่าเรื่องที่ต้องรู้ให้ทันมากที่สุดกลับเป็นผลของดีลที่ไม่เกิด เพราะอาจสำคัญกว่าดีลที่สหรัฐฯ และจีนได้จากการพบกันที่ปักกิ่งรอบนี้เสียอีก

 

ผมวิเคราะห์จากดีลที่เห็นชัดที่สุดก่อนคือเรื่องการค้าที่ผมเรียกว่าดีลสุภาพบุรุษ ครั้งนี้สุภาพเกินไปและต่ำคาดไปมาก

 

ดีลที่ใหญ่ที่สุด คือคำสั่งซื้อเครื่องบิน Boeing 200 ลำ น้อยกว่าคำสั่งซื้อ 300 ลำในปี 2017 เสียอีก ขณะที่ดีลสินค้าเกษตรก็มีแค่แถลงการณ์กว้างๆ โดยไม่มีตัวเลขผูกพันและไม่มีการลงนามสัญญาจริง สรุปว่าการค้าเป็นดีลที่ทั้งสองประเทศระมัดระวังตัวสูงมาก จนมีดีลแต่เหมือนไม่มีดีล

 

ต่อมาคือดีลแลกเปลี่ยน ที่ผมเคยคาดว่าอาจมีการแลกไต้หวันกับอิหร่าน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือสหรัฐฯ กดดันไต้หวันฝ่ายเดียว โดยไม่ได้รับอะไรกลับมา

 

แม้ก่อนการประชุมจะจบลง จีนออกแถลงการณ์เรื่องอิหร่านว่า “ความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ควรเกิดขึ้น ไม่มีเหตุผลที่จะดำเนินต่อไป” แต่นั่นไม่ถือเป็นความชัดเจน เพราะจีนไม่มีคำสัญญาใดๆ ในการกดดันอิหร่านให้เปิดช่องแคบ Hormuz

 

ในทางกลับกัน สิ่งที่ชัดเจนกลายเป็นสัญญาณจากฝั่งสหรัฐฯ ที่กดดันไต้หวัน ไม่ว่าจะเป็นการที่ Trump พูดถึงความจำเป็นที่ไต้หวันต้องจ่ายค่าคุ้มครองเพิ่มขึ้น หรือนัยว่าการขายอาวุธให้ไต้หวันอาจถูกพิจารณาใหม่ กลายเป็นจีนที่ได้ดีลอย่างไม่เสียอะไร

 

ดีลลับ คือสิ่งที่ไม่เกิดขึ้น แต่กลับเป็นความชัดเจนว่า Tech War ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ดำเนินมาถึงจุดที่ไม่สามารถย้อนกลับได้แล้ว

 

นักลงทุนทั่วโลกและผมเคยแอบหวังว่าจะมีดีลด้านการซื้อขาย Chip ขั้นสูงเกิดขึ้น

 

แต่สุดท้าย ดีลไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะแม้จะมีการผ่อนคลาย Export Controls ให้จีนซื้อ Chip จากสหรัฐฯ ได้ แต่เป็นรัฐบาลจีนเองที่กลับลำ สั่งให้บริษัทจีนไม่รับ Chip จากสหรัฐฯ ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง พร้อมกับที่ทางการต้องการสร้าง AI Supply Chain ของจีนให้ได้เร็วที่สุด

 

ผมมองว่านี่คือการยืนยันการเปลี่ยนแปลงแนวคิดเชิงโครงสร้างที่สำคัญมาก เพราะในด้านเทคนิค ประสิทธิภาพของ Chip จากจีนไม่มีทางที่จะทำได้ใกล้เคียง Chip ของสหรัฐฯ แต่จีนกลับตัดสินใจไม่ทำดีล ตอกย้ำว่า Tech Independent ระหว่างสองประเทศ จะต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

มองไปข้างหน้า ผลของ No-Deal Tech War ครั้งนี้ จะยิ่งก่อให้เกิดการแข่งขันที่เข้มข้น และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครั้งใหญ่ของการลงทุนในอุตสาหกรรม Chip โลก

 

ผมเชื่อว่าการตีความดีลที่สำคัญที่สุดสำหรับนักลงทุนไทย คือการยอมรับว่าโลก กำลังแยกออกเป็นสองขั้วถาวร แต่ละตลาดมีโอกาสและความเสี่ยงที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

 

ไต้หวันคือตลาดที่ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมากที่สุด

 

ฝั่งจีนกำลังพยายามลดการพึ่งพา Chip นอกประเทศรวมถึงไต้หวัน ส่วนสหรัฐฯ ก็ไม่ได้มีเป้าหมายในการช่วยปกป้องไต้หวันอย่างจริงจัง ในขณะเดียวกันก็มีความตั้งใจที่จะให้การผลิตชิปขั้นสูงย้ายไปผลิตในฝั่งสหรัฐฯ

 

ส่วนตลาดในประเทศไต้หวันกำลังเผชิญกับความเสี่ยง Concentration risk เพราะ TSMC คิดเป็นกว่า 40% ของตลาด การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยของนโยบายชิปโลก อาจกลายเป็นแรงกระแทกมหาศาลกับตลาดหุ้นอย่างไม่ต้องสงสัย

 

หุ้น Tech ในจีนและสหรัฐฯ อยู่ในกลุ่มเสี่ยงรองลงมาด้วยเหตุผลที่ต่างกัน

 

สำหรับสหรัฐฯ แม้จะเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีที่ทิ้งห่างประเทศอื่นมาก แต่ก็แลกมาด้วยงบการลงทุนที่สูงผิดปรกติ และ Valuation ที่แบกความคาดหวังไว้เต็มที่ ความเสี่ยงที่ต้องระวังมากที่สุด คือการมีคู่แข่งประสิทธิภาพใกล้เคียงเกิดขึ้น บนต้นทุนที่ถูกกว่า

 

ขณะที่ฝั่งจีน ความเสี่ยงสูงสุดมาจาก Execution Risk หรือการลงมือทำจริง ว่าจะสามารถพัฒนาเทคโนโลยีให้เร็วทัดเทียมทั่วโลกได้ด้วยตัวเองหรือไม่ หรือจะต้องใช้เวลานานแค่ไหน เพราะถ้าช้า และไม่น่าเชื่อถือ อาจกลายเป็นผลผลิตส่วนเกินคุณภาพต่ำที่ไม่คุ้มค่าการลงทุนในที่สุด

 

ญี่ปุ่นและเกาหลีคือตลาดที่ผมมองว่ามีโอกาสดีที่สุดในสถานการณ์นี้

 

ทั้งสองประเทศคือ Tech ที่ไม่เลือกข้าง ฝั่งญี่ปุ่นมี Value Chain ที่ทั่วโลกต้องพึ่งพาหลายอย่าง ทำให้สามารถเกาะกระแสการแข่งขันไปได้ แม้จะไม่ได้เป็นผู้นำด้านสินค้า หรือบริการ AI โดยตรง

 

ส่วนเกาหลี คือตลาดที่ได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรการลงทุนของ AI มากที่สุด ด้วยการมีสองบริษัทใหญ่ด้าน Memory อย่าง Samsung และ SK Hynix ที่เริ่มต้นด้วยระดับ Valuation ไม่แพง เมื่อกำไรเร่งตัวราคาหุ้นก็ปรับตัวขึ้นได้เร็ว

 

โดยสรุป ผมเชื่อว่าดีลที่แท้จริงของปักกิ่ง 2026 คือการยืนยันว่าโลกแบ่งขั้วถาวร และใน Tech War กลยุทธ์ที่ดีที่สุดคือการกระจายการลงทุนให้ได้มากที่สุด และไม่เลือกข้างให้ได้นานที่สุดครับ

 

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พบปะหารือกัน 1

 

ภาพ: Alex Wong/Getty Images

The post ดีลปักกิ่ง 2026 เมื่อดีลที่ไม่เกิด บอกอนาคตมากกว่าดีลที่เกิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Toxic Corporate Culture เอาตัวรอดอย่างไรในวันที่ ‘ดราม่าเจ้านาย’ กำลังบดขยี้คนทำงานตัวเล็ก https://thestandard.co/how-to-survive-toxic-boss-drama/ Tue, 19 May 2026 06:41:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1208758 Toxic Corporate Culture

การเมืองในออฟฟิศ คือสงครามประสาทและเกมแย่งชิงผลประโยชน์ […]

The post Toxic Corporate Culture เอาตัวรอดอย่างไรในวันที่ ‘ดราม่าเจ้านาย’ กำลังบดขยี้คนทำงานตัวเล็ก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Toxic Corporate Culture

การเมืองในออฟฟิศ คือสงครามประสาทและเกมแย่งชิงผลประโยชน์ที่ซ่อนอยู่ใต้พรมของที่ทำงาน วัฒนธรรมเป็นพิษแบบนี้คือตัวการหลักที่ทำให้คนลาออกมากกว่าเรื่องเงินถึง 10.4 เท่า การรบราฆ่าฟันของคนเบื้องบนจึงไม่ใช่แค่เรื่องขำขันในวงเมาท์ แต่คือชนวนเหตุสำคัญที่สูบพลังชีวิตคนทำงานตัวเล็กให้หมดไฟและทิ้งความฝันไปอย่างน่าเสียดาย แต่เรายังพอรับมือได้ หากรู้วิธีประคองใจให้รอดในเกมอำนาจ

 

🟡 วัฒนธรรมดราม่า เป็นพิษกับคนทำงานอย่างไร

 

Toxic Corporate Culture หรือวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นพิษคือเพชฌฆาตเงียบที่ทรงพลังยิ่งกว่าตัวเลขในสลิปเงินเดือนหลายเท่าตัว 

 

งานวิจัยโดย Donald Sull และ Charles Sull ที่วิเคราะห์ข้อมูลจากรีวิวพนักงานกว่า 34 ล้านรายการ พบว่าสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้เกิดการลาออกระลอกใหญ่ (The Great Resignation) ไม่ใช่แค่ค่าตอบแทนไม่ถึง แต่คือการที่พนักงานต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ไร้จรรยาบรรณ มีการเลือกปฏิบัติ และการกลั่นแกล้งกันในที่ทำงาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลาออกมากกว่าปัจจัยเรื่องรายได้ถึง 10.4 เท่า 

 

แปลว่าต่อให้องค์กรจะอัดฉีดสวัสดิการดีแค่ไหน แต่ถ้าปล่อยให้การเมืองภายในกัดกินความรู้สึกคนทำงาน องค์กรนั้นก็จะเป็นเหมือนถังที่รั่วซึ่งไม่มีวันเติมเต็มด้วยบุคลากรคุณภาพได้เลย

 

🟡 ผู้ใหญ่ดราม่ากัน ทำไมคนทำงานต้องเหนื่อยไปด้วย

 

ลองจินตนาการถึงวันที่คุณต้องแก้สไลด์พรีเซนต์สิบรอบ เพียงเพราะหัวหน้าแผนกเอไม่กินเส้นกับหัวหน้าแผนกบี หรือการต้องคอยเช็กทิศทางลมก่อนจะพิมพ์อะไรลงในกรุ๊ปไลน์ออฟฟิศ 

 

หากมองผ่านทฤษฎี Conservation of Resources ของนักจิตวิทยา Stevan Hobfoll มนุษย์เรามีพลังงานจำกัด เมื่อเราต้องใช้โควตาพลังงานในแต่ละวันไปกับการเอาตัวรอด อ่านใจเจ้านาย หรือหลบกระสุนตก โควตาสำหรับการคิดงานสร้างสรรค์ก็จะหมดลงทันที นำไปสู่ความเหนื่อยล้าทางอารมณ์สะสมจนแทบจะหมดสติบนโต๊ะทำงานแล้ว

 

🟡 ทำไมเรื่องแค่นี้อาจถึงขั้นทำลายองค์กรได้

 

เพราะการปล่อยให้ระบบเส้นสายทำงานเหนือความสามารถคือการฆ่าความเชื่อมั่นของพนักงานและสร้างวัฒนธรรมการทำงานแบบซอมบี้ 

 

เมื่อคนตัวเล็กเห็นกับตาว่าคนที่ได้โปรโมตคือคนที่ชงกาแฟถูกใจเจ้านาย ไม่ใช่คนที่อดหลับอดนอนปั่นโปรเจกต์ พวกเขาจะตกอยู่ในสภาวะ Learned Helplessness หรือความรู้สึกหมดหนทาง ทำดีไปก็ไร้ความหมาย ท้ายที่สุดพนักงานจะเลิกเสนอไอเดีย เลิกสู้ และเลือกเส้นทาง Quiet Quitting เพื่อเซฟใจตัวเอง 

 

ข้อมูลนี้สอดคล้องกับรายงาน State of the Global Workplace ของ Gallup ที่ย้ำเตือนว่าองค์กรที่คนทำงานขาดความผูกพัน จะสร้างความสูญเสียทางรายได้มหาศาล เพราะข้างในกลวงโบ๋และขับเคลื่อนด้วยคนที่แค่นั่งรอเวลาเลิกงาน

 

🟡 คนตัวเล็กๆ ในออฟฟิศ ประคองใจอย่างไรให้รอด

 

สำหรับใครที่ยังต้องทนอยู่ในสภาพแวดล้อมตึงเครียดแบบนี้ การปรับมุมมองด้วยเฟรมเวิร์คเหล่านี้อาจช่วยให้คุณหายใจหายคอได้คล่องขึ้น

 

🔸การตัดขาดทางจิตวิทยา: นักวิจัย Sabine Sonnentag แนะนำให้เราปิดสวิตช์ตัวเองจากงานอย่างเด็ดขาด เลิกงานปุ๊บคือจบ ไม่หอบเอาความหงุดหงิดที่หัวหน้าตีกันกลับมาบ่นต่อที่บ้าน เพื่อให้พื้นที่ส่วนตัวของคุณปราศจากสารพิษจากออฟฟิศอย่างแท้จริง

 

🔸วงกลมแห่งการควบคุม: หยิบแนวคิดของ Stephen Covey มาใช้เตือนสติ โฟกัสเฉพาะสิ่งที่เราคุมได้อย่างคุณภาพงานของเรา หรือวิธีจัดการอารมณ์ตัวเอง และปล่อยเบลอสิ่งที่เราคุมไม่ได้ เช่น อารมณ์แปรปรวนของเบอร์หนึ่ง หรือการเมืองในห้องประชุมผู้บริหาร

 

🔸การวางตัวเป็นกลางอย่างมีกลยุทธ์: ทำตัวเป็นสวิตเซอร์แลนด์ในที่ทำงาน เป็นมิตรกับทุกคนแต่ไม่คลุกคลีลึกซึ้ง เลี่ยงการผสมโรงนินทาที่อาจพาซวยในอนาคต และที่สำคัญคือต้องมีหลักฐานการทำงานหรืออีเมลยืนยันเสมอ เพื่อใช้เป็นเกราะป้องกันตัวเวลาผู้ใหญ่ออกลวดลายใส่กัน

 

ดราม่าในที่ทำงานอาจเป็นมลพิษที่เราเลี่ยงไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เราเลือกได้ว่าจะยอมให้มันมาปนเปื้อนความสุขในชีวิตเราหรือไม่ เพราะสุดท้ายแล้ว สุขภาพจิตที่แข็งแรงของคุณคือสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดที่ไม่มีองค์กรไหนจ่ายเงินซื้อคืนให้ได้

The post Toxic Corporate Culture เอาตัวรอดอย่างไรในวันที่ ‘ดราม่าเจ้านาย’ กำลังบดขยี้คนทำงานตัวเล็ก appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิเคราะห์ Xi–Trump Summit: ‘พักรบเชิงยุทธศาสตร์’ มากกว่าการคืนดีของสองมหาอำนาจ https://thestandard.co/xi-trump-summit-strategic-truce/ Mon, 18 May 2026 09:43:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1208504 กราฟแสดงผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีของ DR NDX01 และ STAR5001

การพบกันระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และสี จิ้นผิง ที่ปักกิ่ง […]

The post วิเคราะห์ Xi–Trump Summit: ‘พักรบเชิงยุทธศาสตร์’ มากกว่าการคืนดีของสองมหาอำนาจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแสดงผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีของ DR NDX01 และ STAR5001

การพบกันระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และสี จิ้นผิง ที่ปักกิ่ง (เดือนพ.ค. 2569) สะท้อนความพยายาม ‘จัดระเบียบความขัดแย้ง’ มากกว่าการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งสองฝ่ายสื่อสารเชิงบวกถึงความคืบหน้าและเสถียรภาพที่ดีขึ้น แต่เมื่อดูรายละเอียด จะเห็นว่าความต่างเชิงยุทธศาสตร์ยังลึก โดยเฉพาะไต้หวัน อิหร่าน ช่องแคบฮอร์มุซ และการแข่งขันการค้า – เทคโนโลยี ทีม Global Investing หลักทรัพย์บัวหลวง สรุปประเด็นสำคัญดังนี้

 

1. ภาพใหญ่ทั้งสองฝ่ายต้องการ ‘ลดแรงปะทะ’ แต่ไม่ได้ลดการแข่งขัน

 

จีนพยายามวางกรอบการประชุมครั้งนี้ว่าเป็นการสร้างความสัมพันธ์จีน – สหรัฐฯ แบบใหม่ที่ ‘สร้างสรรค์ มั่นคง และมียุทธศาสตร์’ ขณะที่สหรัฐฯ เน้นผลลัพธ์เชิงปฏิบัติ เช่น การเปิดตลาดจีน การเพิ่มการซื้อสินค้าเกษตรและพลังงาน รวมถึงการควบคุมเฟนทานิล สิ่งนี้สะท้อนมุมมองที่ต่างกันอย่างชัดเจน จีนต้องการให้การประชุมถูกมองว่าเป็นการยอมรับสถานะมหาอำนาจของจีน ส่วนสหรัฐฯ มองผ่านผลประโยชน์ที่จับต้องได้ พูดง่ายๆ คือ จีนต้องการ ‘สถานะและเสถียรภาพ’ ส่วนทรัมป์ต้องการ ‘ดีลและผลลัพธ์ที่ขายได้ทางการเมือง’

 

2. ไต้หวันยังเป็น red line ที่ลึกที่สุดของจีน

 

ประเด็นไต้หวันเป็นจุดที่จีนส่งสัญญาณแข็งกร้าวที่สุด โดยสี จิ้นผิง ระบุว่าไต้หวันคือ ‘ประเด็นสำคัญที่สุด’ ในความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ และหากจัดการไม่ดี อาจนำไปสู่ ‘การปะทะและความขัดแย้ง’ ได้

 

ขณะที่สหรัฐฯ เลี่ยงพูดถึงไต้หวันโดยตรงในการประชุม สะท้อนความพยายามลดการเผชิญหน้า แต่ภายหลัง Marco Rubio ยืนยันว่านโยบายสหรัฐฯ ต่อไต้หวัน ‘ไม่เปลี่ยนแปลง’ และเตือนว่าการใช้กำลังจะเป็นความผิดพลาดร้ายแรง ดังนั้นแม้บรรยากาศการประชุมจะดูผ่อนคลาย แต่ไต้หวันยังเป็นความเสี่ยงหลักของความสัมพันธ์จีน – สหรัฐฯ และเป็นประเด็นที่ตลาดต้องจับตา โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยี เซมิคอนดักเตอร์ และ supply chain ที่เกี่ยวข้องกับไต้หวัน

 

3. Trade deal มีความคืบหน้า แต่ยังเป็น ‘headline มากกว่า detail’

 

ทรัมป์ระบุว่ามี ‘ข้อตกลงการค้าที่ยอดเยี่ยม’ ระหว่างการเยือนจีน แต่ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจน โดยประเด็นที่ถูกพูดถึงคือ การเพิ่มการซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ เช่น ถั่วเหลืองและเนื้อวัว รวมถึงความเป็นไปได้ที่จีนจะซื้อเครื่องบินจาก Boeing จำนวน 200 ลำ และเปิดตลาดให้บริษัทการเงินอเมริกันอย่าง Mastercard และ Visa เข้าถึงตลาดจีนมากขึ้น

 

หากเกิดขึ้นจริง จะเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มเกษตร การบิน พลังงาน และระบบชำระเงินของสหรัฐฯ แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ จีนอาจใช้การซื้อสินค้าเหล่านี้เป็น ‘เครื่องมือบริหารความสัมพันธ์’ มากกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างถาวร พูดอีกแบบคือดีลการค้าอาจช่วยลดแรงกดดันระยะสั้น แต่ยังไม่ได้หมายความว่าความขัดแย้งระยะยาวระหว่างสองประเทศจะจบลง

 

4. อิหร่านและช่องแคบฮอร์มุซ จุดร่วมที่เกิดจากผลประโยชน์ด้านพลังงาน

 

ประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายมีจุดร่วมชัดเจนที่สุดคือการเปิดเส้นทางเดินเรือผ่าน Strait of Hormuz เพื่อให้พลังงานโลกกลับมาไหลเวียนได้ตามปกติ เนื่องจากก่อนเกิดสงคราม น้ำมันราว 20% ของโลกขนส่งผ่านเส้นทางนี้

 

สำหรับจีน ความมั่นคงด้านพลังงานเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจีนพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางสูง ขณะที่สหรัฐฯ ต้องการลดแรงกดดันจากราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ ทำให้ความร่วมมือครั้งนี้เกิดจาก ‘ผลประโยชน์ร่วม’ มากกว่าความไว้วางใจระยะยาว อย่างไรก็ตามจีนยังระมัดระวังต่อการกดดันอิหร่านโดยตรง เพราะจีนเป็นคู่ค้าสำคัญของอิหร่าน และไม่ต้องการถูกมองว่าเดินตามยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ มากเกินไป

 

5. เฟนทานิล (Fentanyl) ประเด็นเล็กในเชิงเศรษฐกิจ แต่ใหญ่ทางการเมืองสหรัฐฯ

 

สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการสกัดการไหลของสารตั้งต้นเฟนทานิลจากจีน ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมืองภายในประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหายาเสพติด แม้จีนไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้โดยตรง แต่กล่าวกว้างๆ ถึงความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายในประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกัน สะท้อนว่าจีนอาจยอมเปิดพื้นที่เจรจาบางส่วน แต่ไม่ต้องการให้เรื่องนี้ถูกมองว่าจีนเป็นต้นตอของปัญหายาเสพติดในสหรัฐฯ

 

6. มุมมอง BLS Global Investing บวกต่อบรรยากาศลงทุนระยะสั้น แต่ยังไม่ใช่จุดจบของความขัดแย้ง

 

การประชุมน่าจะช่วยลดแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ในระยะสั้น โดยเฉพาะความขัดแย้งจีน – สหรัฐฯ จะรุนแรงขึ้น ตลาดอาจมองบวกต่อหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของการค้า เช่น Boeing กลุ่มสินค้าเกษตร พลังงาน ระบบชำระเงิน และธีมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน อย่างไรก็ตามยังไม่ควรมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนระยะยาว เพราะประเด็นสำคัญอย่างไต้หวัน เทคโนโลยีขั้นสูง ความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน และบทบาทของจีนในตะวันออกกลาง ยังไม่ได้รับการแก้ไข

 

ดังนั้น การพบกันระหว่าง Xi Jinping และ Donald Trump จึงเป็นเหมือน ‘การพักเกมชั่วคราว’ ทั้งสองฝ่ายต้องการลดแรงปะทะ ท่ามกลางความเสี่ยงจากอิหร่าน ราคาพลังงาน และเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว แต่การแข่งขันเชิงอำนาจยังคงอยู่ในระยะยาว การแข่งขันจีน – สหรัฐฯ อาจยิ่งเร่งการลงทุนด้านเทคโนโลยี โดยสหรัฐฯ ยังเป็นผู้นำด้าน AI ชิป คลาวด์ และซอฟต์แวร์ ขณะที่จีนเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมขั้นสูง รถยนต์ไฟฟ้า หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีภายในประเทศ

 

สำหรับนักลงทุน การกระจายลงทุนผ่าน DR อย่าง NDX01 และ STAR5001 จึงเป็นทางเลือกในการเปิดรับโอกาสจากทั้งสองมหาอำนาจ โดย NDX01 เน้นผู้นำเทคโนโลยีสหรัฐฯ ส่วน STAR5001 ช่วยเพิ่มโอกาสในหุ้นเทคโนโลยีจีนที่ได้แรงหนุนจากนโยบายยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศ

 

ในภาพใหญ่ แม้จีนและสหรัฐฯ ยังแข่งขันกันเข้มข้น แต่การแข่งขันนี้อาจกลายเป็นแรงผลักดันให้ทั้งสองฝ่ายเร่งลงทุนด้านเทคโนโลยี ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญสำหรับนักลงทุนระยะยาวผ่าน DR ที่ซื้อขายเป็นเงินบาทในตลาดหุ้นไทยอย่าง NDX01 และ STAR5001

 

กราฟแสดงผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีของ DR NDX01 และ STAR5001 1

กราฟผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 69 (YTD) ของ DR NDX01 และ STAR5001

 

ที่มา แอป Aspen Bualuang Trade (ณ วันที่ 18/05/2569)

 

ภาพ: miss.cabul / Shutterstock

The post วิเคราะห์ Xi–Trump Summit: ‘พักรบเชิงยุทธศาสตร์’ มากกว่าการคืนดีของสองมหาอำนาจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
S&P500 อาจเป็น หรือ เป็น World Equity Index ไปซะแล้ว https://thestandard.co/sp-500-world-equity-index/ Sat, 16 May 2026 04:07:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1207813 กราฟแสดงรายได้ของบริษัทในดัชนี S&P 500 ที่มาจากนอกสหรัฐอเมริกา

วันก่อนครับ ผมได้ไปออกกำลังกายที่ Fitness เจ้าประจำ ย่า […]

The post S&P500 อาจเป็น หรือ เป็น World Equity Index ไปซะแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแสดงรายได้ของบริษัทในดัชนี S&P 500 ที่มาจากนอกสหรัฐอเมริกา

วันก่อนครับ ผมได้ไปออกกำลังกายที่ Fitness เจ้าประจำ ย่านสาทร และ บังเอิญได้เจอมิตรสหายท่านหนึ่งในวงการการลงทุนซึ่งรู้จักกันมาเกือบ 10 ปี

 

สิ่งที่ได้คุยก็มีทั้งชีวิต หน้าที่การงาน และ หนีไม่พ้น “ความแข็งแกร่งของ S&P500” และ ประโยคหนึ่งที่ได้คุยกันและให้ผมมาครุ่นคิดต่อ คือ “ตอนนี้ S&P500 อาจไม่ใช่ US Equity Index อีกต่อไปแล้ว แต่ อาจจะกลายเป็น หรือเป็น World Equity Index ไปเรียบร้อยแล้ว”

 

ผมเอาเรื่องนี้มาประมวลและคิดตลบไปตลบมา และ พอไตร่ตรองเสร็จก็อุทานออกมาว่า “อ้าว ก็จริงนี่หว่า”

 

ประการแรก รายได้ของบริษัท S&P500 ประมาณ 30% เกิดขึ้นนอกสหรัฐฯ หรือ Non-US market แม้บริษัททั้งหมดใน S&P 500 จะจดทะเบียนและมีสำนักงานใหญ่ในสหรัฐฯ แต่ โครงสร้างรายได้ของพวกเขากลับไม่ได้เกิดในสหรัฐฯ ข้อมูลล่าสุดจากหลายสำนักชี้ตรงกันว่า รายได้จากต่างประเทศของบริษัทใน S&P 500 อยู่ในช่วงประมาณ 28% ถึง 41% ของรายได้รวม

 

และ เรื่องดังกล่าวจึงนำมาสู่ ประการถัดมา ว่ารายได้ของ “Magnificent 7” หรือ “7 นางฟ้า” (น้ำหนัก 40% ของ S&P500) … รายได้เกินครึ่งมาจากนอกสหรัฐฯ หรือ Non-US market ตามรูปที่แนบผมได้แนบไว้จาก Visual Capitalist

 

ตัวเลขเหล่านี้มีนัยสำคัญอย่างมาก เพราะมันหมายความว่า “รายได้เกือบครึ่งหนึ่งของบริษัทใน S&P500 ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจสหรัฐฯ”

 

และ ประการสุดท้าย การเติบโต (Growth) ก็เกิดจาก Non-US market

 

ข้อมูลจาก FactSet ชี้ว่า บริษัทที่มีรายได้จากต่างประเทศมากกว่า 50% มีอัตราการเติบโตของกำไรประมาณ 20.8% (เทียบกับ 14.4% สำหรับบริษัทที่พึ่งพาตลาดในประเทศ) … นั่นหมายความว่า Global exposure ไม่ได้เป็นการ hedging หรือ diversification แต่เป็น growth engine หรือ การขยายตลาดเพื่อเติบโตต่อ หรือ เข้าถึงตลาดที่เติบโตเร็วกว่า เช่น เอเชีย หรือ emerging markets

 

การเติบโตของ S&P 500 จึงไม่ได้สะท้อน GDP สหรัฐฯ เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสะท้อน GDP ทั่วโลก

 

ทีนี้ เราจึงเข้าใจแล้วว่าทำไม S&P500 จึงถูกกระทบหนัก หาก Donald Trump ออกมาตรการภาษีกับประเทศอื่นๆ หรือ ทำไม S&P500 จึงแข็งแกร่งมากยามดอลลาร์เสื่อมค่าหรืออ่อนค่า เพราะ รายได้ต่างประเทศเยอะ

 

และ ตอนนี้ S&P 500 อาจจะไม่ใช่ดัชนีที่สะท้อน “เศรษฐกิจอเมริกา” อีกต่อไปแล้ว แต่เป็นดัชนีที่สะท้อน “อำนาจของบริษัทข้ามชาติที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก” … แค่บังเอิญจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯก็เท่านั้นเอง อิอิ

 

กราฟแสดงรายได้ของบริษัทในดัชนี S&P 500 ที่มาจากนอกสหรัฐอเมริกา 1

ที่มา: VISUAL CAPITALIST

 

*การแสดงความเห็นให้คำแนะนำดังกล่าว ข้าพเจ้าขอเรียนว่า เป็นการกระทำในนามส่วนตัวของข้าพเจ้า เท่านั้น บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด มิได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ใดๆ ทั้งสิ้น

 

ภาพปก: Gorodenkoff / Shutterstock

The post S&P500 อาจเป็น หรือ เป็น World Equity Index ไปซะแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อ AI เปลี่ยนเกมค้าปลีก: บทเรียนระดับโลกจากกลยุทธ์สู่หน้าร้าน https://thestandard.co/ai-transforms-retail-strategy-storefront/ Tue, 12 May 2026 08:34:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1206334 ภาพหุ่นยนต์กำลังให้บริการลูกค้าในร้านค้า สร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งยุคใหม่

ในช่วง 12-18 เดือนที่ผ่านมา อุตสาหกรรมค้าปลีกทั่วโลกกำล […]

The post เมื่อ AI เปลี่ยนเกมค้าปลีก: บทเรียนระดับโลกจากกลยุทธ์สู่หน้าร้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพหุ่นยนต์กำลังให้บริการลูกค้าในร้านค้า สร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งยุคใหม่

ในช่วง 12-18 เดือนที่ผ่านมา อุตสาหกรรมค้าปลีกทั่วโลกกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่หลายองค์กรยังอยู่ในช่วงทดลองใช้ AI ในบางกระบวนการ สู่การนำ AI มาใช้จริงในระดับองค์กร และเริ่มเห็นผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้มากขึ้น

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

ผู้เขียนขอนำข้อมูลจากรายงาน AI in retail: Global lessons from strategy to storefront ของเคพีเอ็มจี ที่ระบุว่า ผู้บริหารธุรกิจค้าปลีกกว่าร้อยละ 64 ให้ความสำคัญกับการลงทุนใน AI และหลายองค์กรก็คาดว่าจะสามารถขยายผลการใช้งานจนสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมภายในปี 2026

 

ผู้เขียนมองว่าแนวโน้มดังกล่าวถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการปรับตัวเชิงกลยุทธ์ขององค์กร ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความผันผวนและการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น

 

โลกค้าปลีกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ Agentic AI ที่ผู้บริโภคมี ‘ตัวแทนดิจิทัล’ ช่วยค้นหา เปรียบเทียบ และคัดกรองทางเลือกก่อนการตัดสินใจซื้อ เมื่อ AI กลายเป็นผู้ช่วยตัดสินใจซื้อของลูกค้า ดังนั้น ผู้เขียนอยากชี้ให้เห็นว่า การแข่งขันของแบรนด์จึงไม่ได้อยู่ที่การชนะใจผู้บริโภค เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการชนะใจอัลกอริทึมของลูกค้าด้วย นั่นหมายความว่า สนามแข่งขันใหม่ของธุรกิจค้าปลีกกำลังย้ายไปอยู่ที่ คุณภาพของข้อมูล ความโปร่งใส และความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูล มากกว่าที่เคย

 

จาก Personalization สู่ Dynamic Partnership ระหว่างแบรนด์ ลูกค้า และ AI agents

 

ในอดีต ธุรกิจค้าปลีกให้ความสำคัญกับ Personalization หรือการนำเสนอสินค้าและประสบการณ์ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าแต่ละคน เพื่อทำความเข้าใจลูกค้าแต่ละคนให้ลึกที่สุด แต่เมื่อ AI เริ่มเข้ามามีบทบาทในการค้นหา เปรียบเทียบ และตัดสินใจซื้อ ผู้เขียนขอนำเสนอว่า ความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์และลูกค้าก็เปลี่ยนไปสู่รูปแบบใหม่ที่มี สามฝ่ายร่วมกันตัดสินใจ นั่นก็คือแบรนด์ ผู้บริโภค และ AI agents

 

การเดินทางของลูกค้าในยุค AI หรือ Customer journey กำลังพัฒนาไปไกลกว่าการทำ Personalization แบบเดิม โดยมุ่งสร้างประสบการณ์ที่ต่อเนื่อง และทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้าเปลี่ยนเป็นรูปแบบ ‘Partnership’ ระหว่าง แบรนด์ ผู้บริโภค โดยมี AI agents เข้ามามีบทบาทในหลายช่วงของประสบการณ์ลูกค้า ซึ่งเห็นได้ผ่าน 4 ระยะสำคัญ ได้แก่

 

  • จากการค้นหาสินค้าสู่การสร้างบทสนทนา – ลูกค้าไม่ได้เริ่มต้นจากการค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดเพียงอย่างเดียว แต่สามารถเริ่มจากการสนทนากับ AI ที่ช่วยคัดกรองและเสนอทางเลือกที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละคน
  • จากการพิจารณาสู่การร่วมออกแบบ – นอกจากจะเลือกชมสินค้าแล้ว ลูกค้ายังสามารถปรับแต่ง และทดลองสินค้าได้แบบเรียลไทม์
  • จากการคลิกซื้อเองสู่การมอบหมายให้ AI agents ดำเนินการซื้อ – ลูกค้าได้รับประสบการณ์ซื้อสินค้าแบบไร้รอยต่อ และในบางกรณี AI อาจได้รับมอบหมายให้ดำเนินการซื้อแทน ตั้งแต่การเลือกซื้อสินค้า การชำระเงิน ไปจนถึงการจัดส่ง
  • จากการบริการหลังการขายสู่การสร้างความสัมพันธ์หลังการขายแบบต่อเนื่อง – การดูแลลูกค้าไม่ได้สิ้นสุดที่การซื้อ แต่ย้ายไปสู่การให้บริการอย่างต่อเนื่องผ่านระบบแจ้งเตือน การคาดการณ์ความต้องการของลูกค้าล่วงหน้า และนำเสนอสิทธิประโยชน์ที่ช่วยสร้างความภักดีต่อแบรนด์

 

Efficiency ที่วัดผลได้: เมื่อ AI ทำให้ซัพพลายเชนคิดและตัดสินใจได้

 

อีกหนึ่งในพื้นที่ที่ธุรกิจค้าปลีกเห็นผลลัพธ์จาก AI อย่างชัดเจนสำหรับผู้เขียน คือการยกระดับประสิทธิภาพของซัพพลายเชน หลายองค์กรนำเทคโนโลยีอย่าง Digital Twin หรือแบบจำลองดิจิทัลมาใช้ เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ คาดการณ์ และสนับสนุนการตัดสินใจแบบเรียลไทม์ ตั้งแต่การคาดการณ์ความต้องการสินค้า การบริหารสต็อก และการวางแผนเส้นทางขนส่ง การจัดการคำสั่งซื้อ การหยิบสินค้าในคลัง ไปจนถึงการตอบคำถามลูกค้าผ่านระบบอัตโนมัติที่เชื่อมกับข้อมูลสต็อกและโลจิสติกส์โดยตรง

 

ตัวอย่างจากรายงานของเคพีเอ็มจีระบุว่า ผู้ค้าปลีกอิเล็กทรอนิกส์รายหนึ่งสามารถลดเวลาบริการลูกค้าได้ร้อยละ 40 ลดค่าใช้จ่ายปฏิบัติการร้อยละ 25 และเพิ่มความพึงพอใจลูกค้าร้อยละ 20 ภายใน 6 เดือน หลังนำระบบแชตอัจฉริยะที่เชื่อมกับข้อมูลสต็อกและการขนส่งมาใช้ กรณีเช่นนี้ ผู้เขียนอยากสะท้อนให้เห็นว่าองค์กรค้าปลีกจำนวนมากกำลังขยับจากการทดลองใช้ AI ในรูปแบบ Proof of Concept ไปสู่การสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจจริง หรือ Proof of Value

 

พนักงานยุคใหม่คือ ‘ที่ปรึกษา’ ไม่ใช่ ‘ผู้ให้บริการ’

 

แม้หลายองค์กรจะให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านเทคโนโลยี แต่จากประสบการณ์ของผู้เขียน สิ่งที่มักถูกมองข้ามคือ บทบาทของบุคลากร ในโลกที่ข้อมูลอัปเดตแบบเรียลไทม์ พนักงานหน้าร้านไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียง ‘ผู้ให้บริการ’ อีกต่อไป แต่กำลังเปลี่ยนบทบาทไปสู่การเป็น ที่ปรึกษา ที่ใช้ข้อมูลและ AI เพื่อช่วยลูกค้าตัดสินใจได้อย่างตรงจุดมากขึ้น

 

ความไว้วางใจในยุค AI เริ่มจากการวางรากฐานธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง

 

เมื่อ AI เข้ามามีบทบาทในการตั้งราคา การแนะนำสินค้า และการตัดสินใจในกระบวนการซื้อขาย สำหรับผู้เขียน ประเด็นเรื่องความโปร่งใส และการคุ้มครองข้อมูล เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากขึ้น

 

ผู้เขียนขอหยิบยกรายงานของเคพีเอ็มจีที่ระบุว่า ผู้นำองค์กรจำนวนมาก เริ่มยกระดับการกำกับดูแล AI จากการบริหารจัดการความเสี่ยง ไปเป็นความสามารถเชิงกลยุทธ์ ด้วยการวางโครงสร้างการกำกับดูแลที่ชัดเจน เช่น การตั้งคณะกรรมการกำกับดูแล การพัฒนาระบบอธิบายผลลัพธ์ของ AI และการสื่อสารให้ผู้บริโภคเข้าใจการทำงานของระบบ ความไว้วางใจจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ แต่เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการแข่งขัน

 

โอกาสของค้าปลีกไทย

 

ประเทศไทยมีโครงสร้างดิจิทัลที่เอื้อต่อการนำ AI มาใช้จริง ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ใช้มือถือเป็นหลัก การซื้อขายผ่านโซเชียลและไลฟ์คอมเมิร์ซ หรือการใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลและพร้อมเพย์ที่แพร่หลาย โครงสร้างนี้เปิดโอกาสให้ผู้ค้าปลีกเชื่อมโยง ข้อมูลสื่อ โปรโมชั่น และยอดขายจริง เข้าด้วยกันได้ เมื่อระบบหลังบ้านเชื่อมข้อมูลแบบเรียลไทม์ หน้าร้านและระบบสมาชิกสามารถพัฒนาเป็น Retail Media Network ที่สร้างรายได้จากสื่อ และวัดผลจากยอดขายจริงได้อย่างโปร่งใส ในมุมของผู้เขียน นี่คือ ‘กำไรชั้นที่สอง’ ที่ธุรกิจค้าปลีกไทยยังมีโอกาสปลดล็อก

 

บทสรุป: เมื่อ AI กลายเป็นตัวกำหนดผู้ชนะในเกมค้าปลีก

 

จากประสบการณ์ของผู้เขียน โครงการ AI ที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจค้าปลีกมักเริ่มจาก กรณีใช้งานที่สามารถสร้างรายได้และข้อมูลคุณภาพได้อย่างรวดเร็ว เช่น ระบบคืนสินค้าอัตโนมัติ แชตช่วยขายที่เชื่อมกับระบบบริหารจัดการสต็อก และ

 

โปรโมชั่นที่ปรับตามระดับสต็อกและอัตรากำไร เมื่อระบบเหล่านี้เริ่มสร้างกระแสเงินสด องค์กรก็มีทรัพยากรและแรงขับเคลื่อนเพียงพอในการพัฒนาโครงสร้างข้อมูลและระบบหลังบ้านต่อไป

 

ขณะเดียวกัน ระบบความน่าเชื่อถือ (Trust architecture) ต้องถูกออกแบบตั้งแต่ต้น เพราะในโลกที่ระบบอัตโนมัติสื่อสารกันเอง แบรนด์ที่สามารถอธิบายเหตุผลของระบบได้อย่างโปร่งใส จะเป็นแบรนด์ที่ทั้งผู้บริโภคและ AI agents เลือกก่อน

 

ท้ายที่สุด ผู้นำค้าปลีกยุคใหม่อาจไม่ใช่คนที่ใช้ AI มากที่สุด แต่คือคนที่เปลี่ยน AI ให้กลายเป็นรายได้ และสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งผู้บริโภคและระบบอัตโนมัติได้มากที่สุด

 

ภาพ: sizah / Shutterstock

The post เมื่อ AI เปลี่ยนเกมค้าปลีก: บทเรียนระดับโลกจากกลยุทธ์สู่หน้าร้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เสริมพอร์ตหลักด้วยกองทุนกลยุทธ์ Absolute Return ตัวเลือกช่วยกระจาย ความเสี่ยงจากหุ้นโลกท่ามกลางความไม่แน่นอนเศรษฐกิจโลก https://thestandard.co/absolute-return-fund-portfolio-diversification-economic-uncertainty/ Tue, 12 May 2026 07:21:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1206290 กราฟแท่งเทียนแสดงสัญญาณซื้อขาย

ปี 2026 นักลงทุนเผชิญกับความไม่แน่นอนจากปัจจัยด้านภูมิร […]

The post เสริมพอร์ตหลักด้วยกองทุนกลยุทธ์ Absolute Return ตัวเลือกช่วยกระจาย ความเสี่ยงจากหุ้นโลกท่ามกลางความไม่แน่นอนเศรษฐกิจโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแท่งเทียนแสดงสัญญาณซื้อขาย

ปี 2026 นักลงทุนเผชิญกับความไม่แน่นอนจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงซึ่งอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและเงินเฟ้อสูง (Stagflation) และในขณะเดียวกันระดับราคาของสินทรัพย์เสี่ยงที่อยู่ในระดับตึงตัว ล้วนเพิ่มความเปราะบางและอาจกระทบต่อผลตอบแทนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงได้

 

ด้วยเหตุนี้ การรับมือกับความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งสำคัญ นักลงทุนควรมีการวางแผนและกำหนดกลยุทธ์ในการจัดการกับความเสี่ยงเหล่านี้ ทั้งการกระจายการลงทุนและการปรับเปลี่ยนพอร์ตให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยปกป้องพอร์ตการลงทุนในระยะยาว

 

หนึ่งในกลยุทธ์การลงทุนที่สามารถช่วยลดความผันผวนของพอร์ตได้ คือ กองทุนกลยุทธ์ประเภท Absolute Return คือ กลยุทธ์การลงทุนโดยมุ่งสร้างผลตอบแทนเป็นบวก (Absolute Return) ไม่มีความสัมพันธ์กับทิศทางของสภาวะตลาดโดยรวม ช่วยกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงได้ ที่ผ่านมา กลยุทธ์ประเภท Absolute Return มีแนวโน้ม ให้ผลการดำเนินงานดีกว่าดัชนีหุ้นในบางช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวเป็นขาลง นอกจากนี้ ยังมีการควบคุมความผันผวนให้อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับตลาดโดยรวมอีกด้วย

 

กองทุนกลยุทธ์ประเภท Absolute Return สามารถลงทุนได้ในหลากหลายสินทรัพย์ เช่น หุ้น ตราสารหนี้ ค่าเงิน หรือแม้กระทั่งตราสารอนุพันธ์ มีความยืดหยุ่นในการลงทุนสูง ส่วนใหญ่มักใช้กลยุทธ์แบบ Long-Short กล่าวคือ มีทั้งสถานะซื้อ (Long Position) และสถานะขาย (Short Position) ในระดับความเสี่ยงที่ใกล้เคียงกัน ส่งผลให้ความเสี่ยงจากทิศทางตลาด (Market Risk) ของพอร์ตอยู่ในระดับต่ำ และมีค่าสหสัมพันธ์ (Correlation) กับสินทรัพย์อื่นๆ ต่ำ หมายความว่า ไม่ว่าตลาดจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด พอร์ตโฟลิโอจะได้รับผลกระทบจากทิศทางตลาดโดยรวมค่อนข้างจำกัด โดยการสร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่าตลาด หรือ Alpha จะมาจากความสามารถในการคัดเลือกสินทรัพย์ (Asset Selection) ของผู้จัดการกองทุนเป็นหลัก

 

จากที่กล่าวมาข้างต้น กองทุนกลยุทธ์ประเภท Absolute Return มีข้อดีสามารถตอบโจทย์ภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูงได้ อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับการลงทุนประเภทอื่น ยังมีความเสี่ยงที่นักลงทุนควรพิจารณา ตัวอย่างเช่น แม้กองทุน Absolute Return จะตั้งเป้าหมายสร้างผลตอบแทนเป็นบวกในทุกสภาวะตลาด แต่ไม่สามารถรับประกันได้ 100% ว่ากลยุทธ์ดังกล่าวจะบรรลุเป้าหมายได้ในทุกช่วงเวลา นอกจากนี้ ในช่วงที่ตลาดโดยรวมปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรง กองทุนประเภท Absolute Return มักให้ผลตอบแทนต่ำกว่ากองทุนหุ้นทั่วไป อีกทั้งการใช้ตราสารอนุพันธ์หรืออัตราแลกเปลี่ยนก็อาจเพิ่มความซับซ้อนและความเสี่ยงให้กับการลงทุนได้

 

ดังนั้น ในการคัดเลือกกองทุนประเภท Absolute Return นักลงทุนควรพิจารณาผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนควบคู่กับเป้าหมายการลงทุน รวมถึงให้ความสำคัญกับกรอบการควบคุมความเสี่ยง เช่น ระดับความผันผวนที่กองทุนกำหนด รวมถึงพอร์ตโฟลิโอว่ามีความสอดคล้องกันหรือไม่ เช่น สัดส่วนที่ลงทุนเหมาะสมในระยะยาว เป็นต้น ปัจจุบัน มีตัวเลือกให้นักลงทุนเลือกหลายประเภท อาทิ Global Equity Absolute Return ซึ่งเป็นการลงทุนในหุ้นโลก ผ่านกองทุน SCBGEAR หรือ Asia Pacific Equity Absolute Return ที่ลงทุนในหุ้นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ผ่านกองทุน SCBABSAP เป็นต้น

 

กล่าวโดยสรุป กองทุน Absolute Return เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ ไม่ต้องพึ่งพาทิศทางตลาดโดยตรง และช่วยลดความผันผวนของพอร์ตโฟลิโอของนักลงทุนได้ อย่างไรก็ตาม การลงทุนยังคงมีความเสี่ยง นักลงทุนจึงควรศึกษาข้อมูลและพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง

 

หมายเหตุ: 

  • SCBGEAR Complex Fund กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือซับซ้อน
  • กองทุนหลักมีการลงทุนโดยใช้กลยุทธ์ long/short market neutral เป็นการลงทุนที่มีกลยุทธ์แบบซับซ้อน ดังนั้น ผู้ลงทุนมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินต้นทั้งหมด และ/หรือได้รับเงินต้นคืนไม่เต็มจำนวน และ/หรือผลตอบแทนไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ อันเกิดจากสาเหตุ เช่น มูลค่าของสินทรัพย์ที่ลงทุน เคลื่อนไหวไปในทิศทางตรงข้ามกับที่คาดการณ์ เป็นต้น 
  • การลงทุนในผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนที่มีความเสี่ยงสูง หรือมีความซับซ้อน ซึ่งมีปัจจัยอ้างอิง มีความแตกต่างจากการลงทุนในปัจจัยอ้างอิงโดยตรง จึงอาจทำให้ราคาของผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนดังกล่าวมีความผันผวนแตกต่างจากราคาของปัจจัยอ้างอิงได้
  • SCBABSAP *Complex Fund กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือซับซ้อน 
  • กองทุนหลักใช้แบบจำลองที่เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้จัดการลงทุน ซึ่งรวมถึงการวิเคราะห์เชิงปริมาณ 
  • อย่างไรก็ดี ผลการดำเนินงานของกองทุนหลักอาจแตกต่างจากที่คาดการณ์ไว้ได้ เนื่องจากปัจจัยที่ใช้วิเคราะห์ในแบบจำลอง การให้น้ำหนักแต่ละปัจจัย แนวโน้มในอดีตที่เปลี่ยนแปลงไป และปัญหาในการสร้างและใช้งานแบบจำลอง 
  • โดยกองทุนหลักไม่มีการรับประกันว่าการใช้แบบจำลองดังกล่าวจะส่งผลให้การตัดสินใจลงทุนมีประสิทธิภาพ เนื่องจากข้อมูลที่ใช้ในแบบจำลองอาจเป็นข้อมูลที่ได้รับมาจากบุคคลที่สามซึ่งอาจไม่ถูกต้องและครบถ้วน ส่งผลให้ประสิทธิภาพของแบบจำลองมีข้อจำกัด นอกจากนี้ ข้อมูลบางส่วนเป็นข้อมูลในอดีตจึงมีแนวโน้มที่จะไม่สามารถคาดการณ์การเคลื่อนไหวของตลาดในอนาคตได้อย่างแม่นยำ
  • กองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน 
  • ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ 
  • ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง และขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจก่อนทำการลงทุน 
  • สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ บลจ.ไทยพาณิชย์ โทร. 0 2777 7777 www.scbam.com

 

ภาพ: Who is Danny / Shutterstock

The post เสริมพอร์ตหลักด้วยกองทุนกลยุทธ์ Absolute Return ตัวเลือกช่วยกระจาย ความเสี่ยงจากหุ้นโลกท่ามกลางความไม่แน่นอนเศรษฐกิจโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดีลปักกิ่ง 2026: ดีลสุภาพบุรุษ ดีลแลกเปลี่ยน และดีลลับ ของสหรัฐฯ และจีน https://thestandard.co/trump-china-beijing-deal-analysis/ Tue, 12 May 2026 07:11:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1206270 ดีลปักกิ่ง 2026

เหตุการณ์สำคัญของโลกเศรษฐกิจและตลาดการเงินในเดือนพ.ค. 2 […]

The post ดีลปักกิ่ง 2026: ดีลสุภาพบุรุษ ดีลแลกเปลี่ยน และดีลลับ ของสหรัฐฯ และจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดีลปักกิ่ง 2026

เหตุการณ์สำคัญของโลกเศรษฐกิจและตลาดการเงินในเดือนพ.ค. 2026 คือการที่ประธานาธิบดี Donald Trump เดินทางไปปักกิ่งเพื่อพบกับ Xi Jinping

 

ตลาดจับตาไปที่วาระบนโต๊ะเจรจาหลายเรื่องทั้ง Trade, Taiwan, Tehran ไปจนถึง Technology

 

แน่นอนว่าการพบกันครั้งนี้ต้องมีจุดเปลี่ยนที่สำคัญไม่มากก็น้อย นักลงทุนจึงควรรู้ให้ทันกับทุกความเป็นไปได้ และเตรียมกลยุทธ์รับกับความผันผวนที่กำลังจะตามมา

 

ประเด็นสำคัญที่สุดสำหรับการเจรจาคือการค้า ทั้งสองฝ่ายมีแนวโน้มได้ประกาศ ‘ดีลแห่งชัยชนะ’ แต่ดีลที่ยิ่งใหญ่อาจเป็นแค่ข้อตกลงบนเศษกระดาษ

 

Trump เคยเดินทางเยือนปักกิ่งในสมัยแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2017 และกลับสหรัฐฯ พร้อมดีลมูลค่ารวมกว่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์ ครอบคลุมตั้งแต่พลังงาน การบิน ไปจนถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

 

แต่ในปีถัดมา Trump กลับประกาศ Trade War ที่พุ่งเป้าไปยังจีน ทำให้ดีลทางธุรกิจหลายรายการไม่เกิดขึ้นจริง

 

ครั้งนี้ Trump ต้องการให้จีนซื้อเครื่องบิน สินค้าเกษตร และพลังงานเพิ่ม แต่สิ่งที่ Xi อยากได้คือ Chips ประสิทธิภาพสูง หรือต้องการให้สหรัฐฯ ลดภาษี EV และ Solar Panel

 

ในการพบกันครั้งนี้ ผมประเมินว่าจีนมีไพ่ต่อรองที่สูงขึ้นมากจากการเป็นผู้นำในหลายอุตสาหกรรม นอกจากนี้ก็มีการกระจายการค้าไปสู่หลายประเทศ

 

โอกาสที่ทั้งคู่จะมี ‘ดีลสุภาพบุรุษ’ ด้านการค้าเพื่อประกาศชัยชนะจึงมีสูง แต่ด้วยความต้องการที่ไม่ตรงกัน สุดท้ายอาจไม่มีใครทำตามข้อผูกพันจริง ไม่ต่างจากที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วทุกครั้ง

 

ดีลที่สอง คือการเมืองระหว่างประเทศ การแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่าง Taiwan แลก Tehran คือดีลที่ไม่มีใครพูดถึงตรงๆ แต่ทุกคนรู้ดีว่านั่นคือสิ่งที่อยู่บนโต๊ะ

 

ไต้หวัน เป็นประเด็นที่จีนต้องเจรจาทุกครั้งที่พบกับสหรัฐฯ ขณะที่ Trump ในตอนนี้ก็ต้องการหาทางลงจากสงครามกับอิหร่านและการเปิดช่องแคบ Hormuz

 

ดีลที่ดีที่สุดจึงคือการแลกเปลี่ยน Taiwan-Tehran โดยสหรัฐฯ ชะลอการขายอาวุธให้ไต้หวัน แลกกับการที่จีนช่วยกดดันอิหร่านให้เปิดช่องแคบ Hormuz หากเกิดขึ้นได้จะเป็น ‘ดีลแลกเปลี่ยน’ ที่ตลาดไม่ได้คาดไว้

 

อย่างไรก็ดี ผมประเมินว่าผลลัพธ์ที่เป็นไปได้มากกว่า คือแถลงการณ์ร่วมที่ระบุว่าทั้งสองฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของเสถียรภาพในแต่ละภูมิภาค โดยไม่มี กลไกบังคับใช้รองรับเพราะเป็นรูปแบบปรกติที่มักเกิดขึ้นเสมอ

 

ดีลสุดท้ายคือเทคโนโลยี เหมือนจะอยู่บนโต๊ะ แต่ลึกๆ ทั้งสองฝ่ายรู้ดีว่ายังไม่พร้อมที่จะดีลกันจริง

 

จีนต้องการ AI Chips และ Semiconductor Equipment เพื่อการผลิตขั้นสูง ฝั่งสหรัฐฯ ชัดเจนว่าจะไม่ผ่อนปรน เพราะการเป็นผู้นำด้าน AI กลายเป็นประเด็นความมั่นคงของชาติที่ไม่อาจต่อรองได้ไปแล้ว

 

ผมมองว่านี่คือวาระที่สหรัฐฯ มีไพ่ต่อรองสูงที่สุดในบรรดาดีลทั้งหมด เนื่องจากเป็นสิ่งที่จีนต้องการจริงๆ

 

แม้โอกาสจะมีดีลเกิดขึ้นต่ำ แต่ผมไม่ปิดความเป็นไปได้ที่ Trump อาจใช้การเข้าถึงเทคโนโลยีเป็น ‘ดีลลับ’ เช่น การผ่อนคลายมาตรการควบคุมการส่งออกชิปบางประเภท เพื่อแลกกับดีลการนำเข้าสินค้า หรือการกดดันอิหร่าน ถ้าเกิดขึ้นจะเป็นแรงหนุนของทั้งตลาดจีนและสหรัฐฯ อย่างไม่ต้องสงสัย

 

ถึงจุดนี้ ไม่ว่าดีลไหนจะเกิดขึ้นหรือไม่ นักลงทุนก็ควรต้องเริ่มมองหากลยุทธ์ให้ตรงกับเป้าหมายและผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

 

ระยะสั้น 1-3 เดือน แม้ดีลส่วนใหญ่จะเอียงไปทางบวก แต่ต้องระวังว่าดีลดีอาจอยู่ได้เพียงช่วงสั้นๆ

 

ไม่ว่าจะมีดีลแบบไหน ผมมองว่า H-Shares คือตลาดที่มีโอกาสตอบรับดีที่สุด ข้อมูลในอดีตชี้ว่า MSCI China ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 2-4% ใน 1-3 เดือนหลังการพบกันทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะเป็นกลุ่มที่นักลงทุนทั่วโลกเข้าถึงได้ง่ายและมี Valuation ที่ไม่สูง

 

ระยะกลาง 6-12 เดือน ต้องระวังดีลที่อาจเปลี่ยนแปลงจากการเมือง เพราะมี US Midterm Elections วันที่ 3 พ.ย. รออยู่

 

หาก Democrat ยึดสภาผู้แทนราษฎรได้ ดีลการค้าอาจเกิดง่ายขึ้นเพราะภาษีการค้าจะผ่อนคลายลง แรงกดดันจากสงครามอิหร่านจะลดลง และเป็นบวกกับทั้งหุ้นจีนและสหรัฐฯ แต่ถ้า Republican รักษาทั้งสองสภาไว้ได้ ความเสี่ยง Trade and Tech War อาจกลับมาเร็วกว่าที่คาด และจีนอาจต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศแรงขึ้นและมองหาดีลแลกเปลี่ยนเพื่อเร่งการพัฒนาเทคโนโลยี

 

ระยะยาวไปถึงปี 2030 ไม่ว่าดีลครั้งนี้จะออกมาอย่างไร การแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างสองมหาอำนาจจะไม่มีวันหยุด

 

ดีลที่สหรัฐฯ ไม่เคยขอ และจีนก็ไม่คิดจะยอมคือโอกาสการลงทุนระยะยาว ผมมองว่า Chinese AI Ecosystem เป็นธีมที่นักลงทุนยังเข้าไม่ถึง

 

ถ้าจีนไม่สะดุดและได้ดีลที่เหมาะสม โอกาสที่จะก้าวขึ้นมาทัดเทียมสหรัฐฯ ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่นั่นอาจเป็นความเสี่ยง Deepseek v2030 มากกว่า เพราะ valuation ของหุ้นสหรัฐฯ ปัจจุบัน ไม่ได้เตรียมพร้อมรับกับการมีคู่แข่งไว้เลย

 

ผมเชื่อว่าการพบกันที่ปักกิ่งจะเป็นหนึ่งดีลที่สร้างสีสันให้กับตลาด แต่ในระยะยาว ดีลหรือไม่ดีล อาจไม่สำคัญเท่าความสามารถในการกำหนดข้อตกลงบนดีลในอนาคตครับ

 

ภาพ ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ วิเคราะห์ดีลปักกิ่ง 2026 1

MSCI China เปรียบเทียบช่วงประธานาธิบดี Trump สมัยแรกกับปัจจุบัน

 

ที่มา: Bloomberg, White House Statements, FSS

ภาพ: Below the Sky / Shutterstock

The post ดีลปักกิ่ง 2026: ดีลสุภาพบุรุษ ดีลแลกเปลี่ยน และดีลลับ ของสหรัฐฯ และจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
AI Super Cycle หุ้นเทคฯ โชว์กำไร ‘ของจริง’ ตลาดเข้าสู่โหมด ‘Selective Risk-taking’ https://thestandard.co/ai-super-cycle-tech-stocks-real-profits/ Mon, 11 May 2026 02:06:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1205762 กราฟหุ้นเทคโนโลยี AI แสดงผลกำไรที่แท้จริง ท่ามกลางสภาวะตลาดที่เลือกเข้าลงทุน

ทำไมหุ้นสหรัฐฯ พุ่งทำ All time high อีกแล้ว ทั้งๆ ที่สง […]

The post AI Super Cycle หุ้นเทคฯ โชว์กำไร ‘ของจริง’ ตลาดเข้าสู่โหมด ‘Selective Risk-taking’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟหุ้นเทคโนโลยี AI แสดงผลกำไรที่แท้จริง ท่ามกลางสภาวะตลาดที่เลือกเข้าลงทุน

ทำไมหุ้นสหรัฐฯ พุ่งทำ All time high อีกแล้ว ทั้งๆ ที่สงครามตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย เงินเฟ้อสูง สหรัฐฯ หนี้สาธารณะท่วม ล่าสุดธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ไม่มีเซอร์ไพรส์ด้วย

 

 
 

คงจำกันได้เมื่อเร็วๆ นี้ นักลงทุนระดับโลกอย่าง Warren Buffett ยังออกมายืนยันชัดๆ ว่า ‘ไม่ว่าอย่างไรก็อย่าแทงสวนสหรัฐฯ’ ราวกับเสียงปลุกความเชื่อมั่นผู้กล้ากลับเข้าตลาดครับ

 

วันนี้ มีแต่คำถามเข้ามาถามผมว่า ‘เงินเราควรจะอยู่ตรงไหนดี’ และอยากได้คำแนะนำ ‘วางกลยุทธ์ยังไงไม่ให้พอร์ตพัง’

 

ผมจะมาฉายภาพรวมให้เห็นกันว่า อะไรที่ทำให้ใครๆ ต่างกระโจนเข้าหุ้นสหรัฐฯ แบบไม่กลัวฟองสบู่แตกกันแล้ว? ตอนนี้เงินทุนระดับโลกกำลังไหลไปไหน? และจะคว้าโอกาสอย่างไรเมื่อมาถึง

 

หุ้นสหรัฐฯ บวก 4-6% ฝ่า oil shock-เงินเฟ้อพุ่ง Fed คงดอกเบี้ย

 

ในช่วง 2 เดือนของตลาดหุ้นโลกอย่างสหรัฐฯ ที่ผจญภัยกับสงครามสหรัฐฯ – อิหร่านยิงสู้รบกันหนัก แต่จู่ๆ มีรถไฟ AI ก็พุ่งขึ้นดันตลาดแรลลี่จนถึงวันนี้ ใครที่ถือหุ้นไว้อยู่ โกยกำไรกันเต็มๆ มือ

 

ช่วงแรกที่เริ่มสงครามยิงสู้รบกัน (28 ก.พ.) ตลาดตกใจ น้ำมันพุ่ง หุ้นสหรัฐฯ ร่วงแรงมาก ดัชนี S&P 500 ร่วงต่ำสุดราว -9% เป็นช่วงที่มีการปรับฐาน (Correction) มากกว่า 10% ทั้ง Nasdaq และ Dow Jones จนเข้าสู่ปลายเดือนมีนาคม ตลาดเริ่มชินและย่อยข่าวสงครามกันแล้ว จึงมีแรงซื้อกลับบางช่วง (Rebound)

 

จังหวะที่สหรัฐฯ ประกาศพักรบ (Ceasefire) ต้นเมษายน คือ ฤดูปิดงบไตรมาสแรกกันแล้ว ตลาดพลิกฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว นักลงทุนมองข้ามสงคราม และโฟกัสที่ผลกำไร โดยมีกำไรของกลุ่มหุ้นเทคโนโลยี AI เป็นตัวขับเคลื่อนตลาดขาขึ้น ทั้ง S&P 500 และ Nasdaq เดินหน้าทำ All time high และทำให้ผลตอบแทนปลายเดือนเมษายน เทียบกับเมื่อต้นปี (YtD) S&P 500 บวก 4.2% ส่วน Nasdaq บวก 6.2%

 

ช่วงนี้ตลาดเริ่มแกว่งขาลงบ้าง สะท้อนข่าว Fed ไม่ลดดอกเบี้ย โดยยังให้น้ำหนักต่อเงินเฟ้อสูงมากกว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ แนวโน้มข้างหน้าตลาดจะ Sideway หรือไปต่อ ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดครับ

 

ผลประชุม Fed รอบนี้ เป็นไปตามที่ตลาดก็คาดไว้อยู่แล้ว คือ การคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% ตามตลาดคาด เพราะสัญญาณเงินเฟ้อยังเสี่ยงสูงอยู่ และไม่ส่งสัญญาณชัดเจนเกี่ยวกับการลดดอกเบี้ยในระยะถัดไป ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น

 

ตอนนี้ประเด็นที่ตลาดให้ความสำคัญ คือ Fed ปรับมุมมองเงินเฟ้อขึ้น โดยระบุว่า ‘ยังอยู่ในระดับสูง’ (elevated) จากเดิมที่เคยใช้คำว่า ‘ค่อนข้างสูง’ สะท้อนแรงกดดันด้านราคาที่ยังไม่คลี่คลาย โดยเฉพาะจากราคาพลังงานที่ปรับตัวขึ้น ซึ่งล่าสุด ราคาน้ำมันดิบกลับมาพุ่งขึ้นไปถึง 119.50 ดอลลาร์/บาร์เรลแล้ว แพงที่สุดในรอบ 2 ปี

 

อีกจุดที่น่าสนใจ คือ ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) รอบนี้มีมติคงอัตราดอกเบี้ยฯ ออกมาที่ 8-4 เสียง ถือเป็นระดับความเห็นต่างสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1992 โดยมีกรรมการ 1 รายสนับสนุนการลดดอกเบี้ย ขณะที่อีก 3 รายไม่เห็นด้วยกับแนวโน้มผ่อนคลายนโยบาย สะท้อนความเห็นที่ ‘แตกต่างกันมากขึ้น’ ภายใน Fed

 

แนวโน้มในระยะข้างหน้า ‘Jerome Powell’ ที่กำลังนับถอยหลังประธาน Fed มองว่า ‘ความเสี่ยงเงินเฟ้อยังไม่จบ’ และ Fed ยังต้องระวังอย่างมาก ในการลดดอกเบี้ยหรือผ่อนคลายนโยบาย สถานการณ์เงินเฟ้อระยะสั้น ‘เริ่มกลับมาสูงขึ้น’ ล่าสุด ประเมินเงินเฟ้อ PCE อยู่ที่ประมาณ 3.5% (มี.ค. 2026) ขณะที่สงครามตะวันออกกลาง อาจดันราคาพลังงานเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่อง นโยบายดอกเบี้ยปัจจุบันยังเหมาะสม และยังไม่จำเป็นต้องรีบลดดอกเบี้ย

 

ก่อนหน้านี้ Donald Trump ได้ออกมาเรียกร้องให้ Fed ลดดอกเบี้ยอย่างชัดเจน แต่การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า Fed ยังคงให้น้ำหนักกับความเสี่ยงเงินเฟ้อมากกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ก็ต้องจับตาการเข้ามาของ ‘Kavin Warskh’ ประธานคนใหม่ หลังจาก ‘Powell’ หมดวาระประธาน Fed วันที่ 15 พ.ค. นี้ แต่ยังอยู่ใน Federal Reserve ต่อในตำแหน่งผู้ว่าการ (Governor)

 

สรุป สงครามไม่ได้ทำให้ตลาดหุ้นพัง แต่กลับเกิด ‘deep’ ให้ซื้อ มองข้ามสงคราม โฟกัสกำไรบริษัทจดทะเบียน ตัวขับเคลื่อนตลาดจริงๆ

 

AI New Super Cycle พิสูจน์กำไรของจริง เสาค้ำยันตลาดไปต่อ

 

ข่าวดีอย่างหนึ่งที่พอจะเป็นเสาค้ำยันให้ตลาดได้คือ ผลประกอบการของกลุ่มเทคโนโลยี ส่วนใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามอิหร่านมากนัก

 

ข้อมูลจาก Bloomberg Intelligence คาดการณ์ว่า กำไรของกลุ่มเทคฯ ในไตรมาสแรกจะเติบโตถึง 41% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือว่าโตแรงมาก แต่ก็เป็นมาตรฐานที่สูงเอาเรื่อง ใครพลาดเป้าก็มีโอกาสโดนเทแรงเหมือนกัน

 

กลุ่ม Magnificent 7 (7นางฟ้า) ทะยอยเปิดงบฯ กำไรประจำไตรมาส 1/2026 ออกมากันแล้ว ส่วนใหญ่กำไรยังเติบโตแข็งแกร่งและบางตัวทำดีกว่าตลาดคาดด้วย

 

ตัวหุ้นเด่นๆ เคลื่อนไหวหลังรายงานงบการเงินไตรมาสแรกปีนี้ออกมา อาทิ Alphabet (google) พุ่งขึ้น +7% หลังโชว์กำไรโตกว่า 80%, หุ้น Amazon ปรับขึ้น +2% หลังเปิดกำไรโต 28%

 

ส่วน Meta ปรับตัวลง -7% หลังจากโชว์รายได้โต 31% และกำไรดีกว่าคาด เนื่องจากมีประเด็นการลงทุนเพิ่ม (CAPEX) ที่อาจกดดันอัตรากำไรในอนาคต เช่นเดียวกับ Microsoft เป็นอีกตัวที่ร่วง -2% ทั้งๆ ที่รายได้และกำไรโต แต่มี Apple ที่โตช้ากว่ากลุ่ม ขณะที่ OpenAI บริษัทผู้สร้าง ChatGPT กลับทำผลงานออกมาพลาดเป้า กระทบตัวหุ้นร่วงเต็มๆ

 

ประเด็นสำคัญที่ทำให้หุ้นกลุ่ม 7 นางฟ้า ยังมีโมเมนตัมไปต่อ คือ

 

  • หุ้นบิ๊กเทคฯ ส่วนใหญ่ ทำรายได้โตถึง double digit สะท้อนยอดขาย มีรายได้เข้ามาแล้ว เป็นกำไรโตจากการดำเนินงานจริงๆ และ EPS โตแรง
  • AI เป็น New Super Cycle โดย 4 บริษัทยักษ์ใหญ่ลงทุน AI รวมกันกว่า 650-700 ล้านดอลลาร์ในปีเดียว ตัวที่ทำรายได้โตเร็วสุด คือ Cloud, AI Services, Data Center
  • ตอนนี้ตลาดเริ่มแบ่งเกรด การจัดกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีที่เป็น winner ได้แก่ Google, Microsoft, Amazon กลุ่มที่เสี่ยง ได้แก่ Meta เพราะมีการลงทุน (Capex)สูง อีกกลุ่มที่กลางๆ เช่น Apple และ Tesla

 

ตอนนี้ AI เป็นช่วงของ ‘Monetization Phase’ หรือช่วงพิสูจน์รายได้ หุ้นกลุ่มเทค ยังนำตลาดแต่ความคาดหวังเริ่มละเอียดขึ้น ไม่ใช่แค่ ‘มี AI แล้วราคาขึ้น’

 

AI ไม่ได้เป็นแค่เทรนด์ แต่กำลังกลายเป็น ‘โครงสร้างพื้นฐานใหม่’ หรือเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจโลก AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนแรงงาน วิเคราะห์ข้อมูลได้แม่นยำขึ้น และเร่งการตัดสินใจทางธุรกิจได้เร็วขึ้น สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนโครงสร้างต้นทุนและศักยภาพการเติบโตของธุรกิจที่สร้างรายได้และกำไรอย่างต่อเนื่อง

 

ทุกครั้งที่โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เงินลงทุนมักเคลื่อนไหวก่อนที่ผลลัพธ์จะปรากฏชัดเจน เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในยุคสมัยอินเทอร์เน็ต ยุคสมาร์ทโฟน และยุคคลาวด์ ที่บริษัทซึ่งอยู่ท่ามกลางคลื่นการเปลี่ยนแปลงสามารถสร้างการเติบโตมหาศาลในเวลาไม่นาน วันนี้ AI กำลังอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน

 

เมื่อ AI กลายเป็นเมกะเทรนด์ โลกธุรกิจแทบทุกอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิต การเงิน สุขภาพ การขนส่ง หรือบริการดิจิทัล เงินทุนย่อมเคลื่อนเข้าสู่โอกาสก่อนเสมอ ปลายทางของเงินทุนโลกกำลังไหลเข้าหุ้นธีมเมกะเทรนด์ครับ

 

และหนึ่งในนักลงทุนระดับโลก Ray Dalio จาก Bridgewater เปิดรายงานว่าไตรมาส 4 ปี 2568 ได้เพิ่มน้ำหนักลงทุนหุ้นสหรัฐฯ 21.53% จนตอนนี้ถือหุ้นสหรัฐฯ มากกว่า 88% ของพอร์ตแล้ว โดยเพิ่มน้ำหนักหุ้นเมกะเทรนด์ด้วย

 

เปิดโหมด ‘Selective Risk-taking’ ด้วย 4 กลยุทธ์ ชนะเกมลงทุน

 

โลกกำลังจะเปลี่ยน…เงินเราควรจะอยู่ตรงไหนดี และลงทุนอย่างไรไม่ให้พอร์ตพัง

 

แม้นักลงทุนเริ่มมองข้ามความเสี่ยงสงคราม ปิดโหมด Risk off มาเป็น ‘Selective Risk-taking’ หรือ เลือกลงทุนมากขึ้นเป็นรายสินทรัพย์ ซึ่งก็คือ ความเสี่ยงยังอยู่ แต่ ‘ไม่ได้กดตลาดทั้งระบบ’ เหมือนเดิม

 

ปัจจุบัน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไม่ได้ถูก ค่า P/E อยู่ในระดับสูง ประมาณ 26 เท่า​ แต่ในขณะเดียวกัน เหล่าตัวเลขการเงิน ทั้ง ROE ROA และกำไรสุทธิ ก็อยู่ในระดับดีที่สุดในโลกเช่นกัน ทั้งนี้ ไตรมาสแรก บริษัทในตลาดมากกว่า 88% ที่รายงานงบฯ ทำกำไรได้ดีกว่าคาด และคาดจะมีแนวโน้มกำไรเติบโต ‘ระดับสองหลัก’ ต่อเนื่องหลายไตรมาส

 

 

เท่ากับว่าเมื่อเทียบกับคุณภาพแล้ว หุ้นสหรัฐฯ ‘ราคาสูง’ แต่อาจ ‘ไม่ได้แพง’ ครับ

 

จุดที่ต้องระวัง

 

  • หุ้นสหรัฐฯ ปรับขึ้นมา 3 ปีต่อเนื่อง เชิงสถิติหากตลาดขึ้น 4 ปีติด ปีถัดไปมีโอกาสปรับตัวลงสูงถึง 80%
  • ล่าสุด Bank of America จุดพลุ ‘กระแสฟองสบู่ AI จะแตก’ อีกครั้ง โดยชี้ว่า ‘AI Big Tech’ หรือกลุ่มหุ้นผู้นำ เช่น Nvidia, Microsoft, Amazon, Alphabet และ Meta Platforms มีน้ำหนักในดัชนีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนแตะระดับที่เคยเป็น ‘จุดพีก’ ก่อนฟองสบู่แตกในอดีต เช่น Nifty Fifty ในยุค 1970s, หุ้นญี่ปุ่นยุค 1980s และ Dot-com ปี 2000 ซึ่งล้วนจบลงด้วยการปรับฐานระยะยาว

 

การลงทุนในช่วงนี้จึงไม่ใช่การคาดเดาทิศทางตลาดจากข่าวสาร แต่เป็นการให้ความสำคัญกับตัวเลขเศรษฐกิจพื้นฐานและทิศทางผลประกอบการของบริษัทในตลาดมากกว่า และ ‘จัดพอร์ตให้รอดในทุกสถานการณ์’

 

​กลยุทธ์สำคัญ คือการกระจายความเสี่ยง จัดพอร์ตแบบ Core & Satellite (สัดส่วน 70%-80% กับ 30%-20%)

 

  • มี Core Portfolio หรือพอร์ตหลักที่กระจายความเสี่ยงครอบคลุมทั้งในแง่ของสินทรัพย์ที่หลากหลายและภูมิภาค เช่น กระจายลงทุนหุ้นทั่วโลกร่วมกับตราสารหนี้ เช่น หุ้นสหรัฐฯ หุ้นประเทศพัฒนาแล้ว หุ้นตลาดเกิดใหม่ และ พันธบัตรระยะสั้น
  • การคว้าโอกาสลงทุนเพิ่มกำไรด้วย Satellite Portfolio หรือพอร์ตรอง ที่ลงทุนในกลุ่มที่เน้นโอกาสเติบโตสูงในช่วงนี้ อย่างกลุ่ม AI เทคโนโลยี ราคาขึ้นมาแรงมาก จึงต้องเลือกตัวหุ้น หรือธีมเมกะเทรนด์ต่างๆ ที่มีโอกาสเติบโตสูง เช่น พลังงานสะอาด แบตเตอรี่ ได้แรงหนุนจากวิกฤติพลังงาน โลกต้องการลดการพึ่งพาน้ำมัน เป็นเมกะเทรนด์ระยะยาว
  • ลงทุนสม่ำเสมอ (DCA) ลงทุนต่อเนื่องไม่ต้องจับจังหวะ ช่วยควบคุมอารมณ์และยังเฉลี่ยต้นทุนและสร้างวินัยระยะยาวด้วย
  • Rebalance สม่ำเสมอ ปรับพอร์ตทุก 3-6 เดือน ขายสินทรัพย์ที่เกินสัดส่วน เติมสินทรัพย์ที่ยังมีโอกาส เท่ากับ ‘ล็อกกำไร และเตรียมลงทุนรอบใหม่’ ยึดแผนลงทุนที่ถูกหลักการ

 

ในโลกที่มีความผันผวนสูง เลือกโฟกัส ‘กำไรบริษัท’ มากกว่าข่าว เพราะสงคราม เป็นความผันผวนระยะสั้น แต่การลงทุนเป็นเกมระยะยาว และคนที่สร้างผลตอบแทนได้จริงไม่ใช่คนที่ ‘หนีตลาดได้เก่งที่สุด’

 

แต่คือคนที่ ‘อยู่ในตลาดได้นานพอ และมีวินัยมากพอ’ ต่างหากที่เป็นผู้ชนะในเกมนี้

The post AI Super Cycle หุ้นเทคฯ โชว์กำไร ‘ของจริง’ ตลาดเข้าสู่โหมด ‘Selective Risk-taking’ appeared first on THE STANDARD.

]]>