Opinion – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/wealth-opinion/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 15 Oct 2026 09:18:40 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Asset Allocation แบบเดิม … อยู่ไม่ไหว อยู่ไม่ไหว อ้าว เจ้าของเพจและติ้กต้อก WealthVerse ส่องจักรวาลการลงทุน https://thestandard.co/asset-allocation-investment-strategy/ Thu, 15 Oct 2026 09:18:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1268695 ภาพแผนการจัดสรรสินทรัพย์แบบใหม่

นับตั้งแต่ AI ขึ้นเป็นพระเอกของตลาดในช่วงสองสามปีที่ผ่า […]

The post Asset Allocation แบบเดิม … อยู่ไม่ไหว อยู่ไม่ไหว อ้าว เจ้าของเพจและติ้กต้อก WealthVerse ส่องจักรวาลการลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแผนการจัดสรรสินทรัพย์แบบใหม่

นับตั้งแต่ AI ขึ้นเป็นพระเอกของตลาดในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ใครถือหุ้นสหรัฐฯ รวมถึง ทองคำ และ คริปโตฯ กำไรกันถ้วนหน้า และ เรามักจะเห็นกราฟขยับไปทางเดียวกันเป็นช่วงๆ (2021 คริปโตฯ บูลรัน 2023-ปัจจุบัน ยุคทองหุ้นเอไอหลังเปิดตัว ChatGPT และ 2025 ทองคำพุ่งแรงจากประเด็นดอลลาร์เสื่อม)

 

แต่ ปัจจุบัน Fed กลับมาขึ้นดอกเบี้ย และ ตอนนี้ ดอกเบี้ยบอนด์ หรือ Bond yields ทะลุ 5.0% แล้ว สินทรัพย์ต่างๆเหล่านี้ก็ปักหัวลงพร้อมกันเช่นเดียวกัน

 

เพราะสินทรัพย์เหล่านี้ โดยเฉพาะ หุ้นมี “ต้นทุนทางการเงิน” ในการกู้ รวมถึง “ค่าเสียโอกาส” ในโลกของการลงทุน เพราะ แค่ฝากเงินได้เหนาะ ๆแล้ว 4.0% ถ้าตัวยาวหน่อยก็ 5.0% ต่างจากทองและคริปโตฯ ที่ไม่มีดอกเบี้ย และ ปันผล … “Asset Allocation แบบเดิม ถือหุ้น บอนด์ บวก ทองคำ ใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว”

 

ผมจึงอยากจะเอาความจริง 3 ข้อ หรือ ลูกแก้ว 3 ประการ มาบอกให้ผู้อ่านทุกท่านได้รับรู้ รับทราบ และ อยากให้รับเรื่อง ปฏิบัติด้วยครับ เพราะ ดอกเบี้ย 5.0% มันเถื่อนนะ พูดตรงๆนะ … Asset Allocation ไม่ดีอยู่ไม่ได้

 

ประการแรก: หุ้น คริปโตฯ ทอง เรามองเป็นหนึ่ง

 

เนื่องจากทุกสินทรัพย์มีจุดร่วม คือ มูลค่าถูกกดดันเมื่ออัตราคิดลด (Bond yields)สูงขึ้น และ ได้แรงหนุนเมื่อสภาพคล่องกลับมา หนำซ้ำทองและคริปโตฯไม่ได้จ่ายผลตอบแทนระหว่างการถือในระดับที่แข่งกับดอกเบี้ย 5.0% ได้ อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ส่วนหุ้น โดยเฉพาะ หุ้นเทคโนโลยีก็ไวต่อดอกเบี้ยอยู่แล้ว

 

ถ้าพอร์ตคุณมีสินทรัพย์ 3 อย่างแต่ขยับพร้อมกัน ก็เหมือนกับมีปืนหลายแบบ แต่ ศัตรูรอบนี้ใส่เกราะกันกระสุน มีไป 3 อย่างแต่กลับทำอะไรไม่ได้

 

ความหลากหลายที่เห็นอาจเป็นภาพลวงตา … ทางแก้ของผม คือ มองทุกอย่างเป็นหนึ่งเดียวครับ หรือ ถือหุ้นล้วนไปเลยยังจะดีเสียกว่า

 

ประการที่สอง ถือ Bills (ตราสารหนี้ระยะสั้น) แทน Bonds (ตราสารหนี้ระยะยาว) เพราะตอนนี้ Bills ให้แล้ว 4.0% ในขณะที่ Bonds ให้ 5.0% แต่ไม่มีความเสี่ยงเรื่องราคาที่ปรับตัวลดลง และ ปัจจุบัน AI ยังร้อนแรงและช่วยการเติบโต (Growth) อยู่

 

… ถ้าเศรษฐกิจมี Growth คุณต้องเล่นหุ้นครับ ไม่ใช่เล่นตราสารหนี้ตัวยาว … ตราสารหนี้ยาวไว้ป้องกันเศรษฐกิจถดถอย

 

ประการสุดท้าย มี Commodities ไม่ใช่แค่ Gold

 

อันนี้สำคัญ เพราะ Commodities ไม่ได้มีแค่ทอง หากแต่รวมถึงน้ำมัน สินค้าเกษตรกรรมต่างๆ … เนื่องจากหลายๆสินทรัพย์เหล่านี้ คือ ปัญหาของเงินเฟ้อ โดยเฉพาะน้ำมัน และ เงินเฟ้อนำมาสู่ดอกเบี้ย

 

ส่วนสินค้าเกษตรสะท้อนต้นทุนอาหารและเงินเฟ้อที่ครัวเรือนรู้สึกจริง

 

ภาพด้านล่างจึงเป็น Asset allocation จากผมครับ เพราะ ดอกเบี้ย 5.0% มันโหด และ อยากบอกกับผู้อ่านทุกท่านจริงๆ เพราะ ดอกเบี้ย 5.0% มันโหดนะ สินทรัพย์ใดให้ไม่ถึง ก็ไม่ได้ไปต่อ กลัวพอร์ตทุกท่านจะอยู่ไม่ไหว อยู่ไม่ไหว อ้าว!

 

ภาพแผนการจัดสรรสินทรัพย์แบบใหม่ 1

 

*การแสดงความเห็นให้คำแนะนำดังกล่าว ข้าพเจ้าขอเรียนว่า เป็นการกระทำในนามส่วนตัวของข้าพเจ้า เท่านั้น บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด มิได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ใดๆ ทั้งสิ้น

 

The post Asset Allocation แบบเดิม … อยู่ไม่ไหว อยู่ไม่ไหว อ้าว เจ้าของเพจและติ้กต้อก WealthVerse ส่องจักรวาลการลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Age of Builders: สร้างเก่ง อาจยังไม่พอ ต้อง Build The Builders เพื่อสานต่อด้วย https://thestandard.co/age-builders-purpose-stewardship/ Sun, 11 Oct 2026 10:08:41 +0000 https://thestandard.co/?post_type=the_secret_sauce&p=1267371 กลุ่มคนทำงานก่อสร้างกำลังปรึกษาหารือโครงการใหม่

เมื่อไม่นานมานี้ ผมมางาน Secret Sauce Summit 2026 : The […]

The post The Age of Builders: สร้างเก่ง อาจยังไม่พอ ต้อง Build The Builders เพื่อสานต่อด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มคนทำงานก่อสร้างกำลังปรึกษาหารือโครงการใหม่

เมื่อไม่นานมานี้ ผมมางาน Secret Sauce Summit 2026 : The Age of Builders และสะดุดกับคำว่า Builder ตั้งแต่ Session แรกของ เคน นครินทร์

 

เคนชวนให้มองว่า Builder ไม่ใช่ตำแหน่ง ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของธุรกิจ CEO หรือคนทำเทคโนโลยี จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ ศิลปิน หรือใครก็ได้

 

เพราะสิ่งที่ทำให้คนคนหนึ่งเป็น Builder คือ วิธีมองโลก หรือ Mindset

 

จากการพูดคุยกับผู้คนจำนวนมากในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา เคนพบคุณลักษณะบางอย่างที่ Builder มีร่วมกัน และจากที่ผมจดทัน มีอยู่ 4 ข้อ

 

See Advantage (What can I build from?)

 

มองเห็นข้อได้เปรียบในสิ่งที่คนอื่นมองว่าเป็นปัญหาว่า (What could be?)

 

เช่น Nelson Mandela – เปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นโอกาสสร้างชาติใหม่

 

Explore Possibility (What could be?)

 

Builder ไม่ได้รู้อนาคตมากกว่าคนอื่น แต่เขาสำรวจมันก่อนคนอื่น กล้าลอง กล้าผิด กล้าถูก เช่น Elon Musk – เห็นความเป็นไปได้ของรถยนต์ไฟฟ้าในฐานะ mass-market technology

 

Create Reality (How do we make it real?)

 

เปลี่ยนความเป็นไปได้และความฝันให้กลายเป็นของจริง ไม่หยุดอยู่ที่การพูดหรือวิจารณ์ แต่ลงมือสร้างสินค้า Process Resource หรือประสบการณ์ใหม่ เช่น Thomas Edison – ไม่ได้หยุดที่การคิดค้นหลอดไฟ แต่พัฒนาองค์ประกอบต่าง ๆ จนเกิดระบบไฟฟ้าที่ใช้งานได้จริง

 

Connect the Dots (Who and what can we connect?)

 

นำสิ่งที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกันมาเชื่อมจนเกิดสิ่งใหม่ แฟชั่นอาจเจอกับอาหาร ดีไซน์อาจเจอกับการเงิน ความงามอาจเจอกับเทคโนโลยี เช่น Leonardo da Vinci – Art × Science × Anatomy × Engineering

 

ผมนั่งฟังแล้วเกิดคำถามขึ้นมาว่า จริง ๆ แล้ว 4 Mindsets นี้ใหม่ตรงไหน?

 

ถ้าเอา AI ออกจากสมการ ผมคิดว่ามันแทบไม่ใหม่เลย นักสำรวจ นักวิทยาศาสตร์ ผู้ประกอบการที่เปลี่ยนโลกตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา ต่างก็ทำสิ่งเหล่านี้

 

ผมไม่ได้บอกว่า session นี้ไม่มีของใหม่ โลกเปลี่ยนไปอย่างมาก และน่าจะเป็นการวิเคราะห์ ตีความหมายของ Builder Mindset ในโลกใหม่

 

แต่คือ Power to Create and Co-create

 

วันนี้ AI ทำให้คนหนึ่งคนมีความสามารถที่เมื่อก่อนอาจต้องใช้คนทั้งทีม ความรู้จำนวนมหาศาลเข้าถึงได้ในเวลาไม่กี่วินาที

 

ขณะเดียวกัน โลกที่เชื่อมถึงกันเปิดโอกาสให้ Builder หา คนมาร่วม Build ได้ง่ายขึ้น

 

เราไม่ได้มีแค่ Tool ที่ทรงพลังขึ้น แต่สามารถเชื่อมคน ความรู้ เงินทุน เทคโนโลยี และทรัพยากร จนเกิดเป็น Community และพัฒนาเป็น Ecosystem ที่ไม่มี Builder คนใดสร้างได้ด้วยตัวคนเดียว เช่น Social Mediaทั้งหลาย ตั้งแต่Wikipedia จนถึงTikTok

 

AI จึงเพิ่มพลังของ Individual Builder

 

ส่วน Community และ Ecosystem เพิ่มพลังของ Collective Builders

 

แต่ยิ่ง Power to Build เพิ่มขึ้น ผมกลับคิดว่ายิ่งต้องมีคำถามอีกสองด้านมาประกบ

 

1. Should we build it?

 

เราสร้างสิ่งนี้ไปทำไม?.. สร้างเพื่อใคร?… ถ้าสำเร็จ ใครจะได้ประโยชน์?… สังคมและโลกจะได้อะไร?

 

และที่สำคัญไม่แพ้กัน… ใครอาจเป็นผู้เสียหาย หรือเป็นคนจ่ายต้นทุนจากสิ่งที่เราสร้าง?

 

เพราะ Builder Mindset ทั้ง 4 ข้อไม่ได้เป็น Virtue ในตัวมันเอง

 

มันคือไม้กายสิทธิ์ที่เสกของโดยบัดดล

 

คนที่ See Advantage เก่ง อาจเห็นช่องโหว่ของระบบเป็นโอกาส

 

คนที่ Explore เก่ง อาจทดลองโดยให้คนอื่นรับความเสี่ยง

 

คนที่ Create เก่ง อาจสร้างสิ่งที่ทำกำไรมหาศาลแต่ทิ้งต้นทุนไว้กับสังคม

 

และคนที่ Connect เก่ง อาจสร้าง Ecosystem ที่สุดท้ายกลายเป็นการผูกขาด

 

Purpose จึงไม่ควรเป็นเพียงประโยคสวย ๆ ที่เขียนไว้ก่อนเริ่มโครงการ แต่เป็นคำถามที่ต้องย้อนกลับมาถามตลอดเวลาที่กำลัง Build

 

2. การ Build ไม่ได้จบในวันที่เราสร้างเสร็จ

 

ลองคิดถึงบ้านหลังหนึ่ง

 

เราอาจเป็นคนออกแบบ วางรากฐาน และสร้างบ้านหลังนั้นขึ้นมาอย่างดี

 

แต่บ้านที่มีชีวิตต้องมีคนดูแล

 

หลังคารั่วต้องมีคนซ่อม

 

วิถีชีวิตเปลี่ยนไป พื้นที่ในบ้านก็ต้องเปลี่ยนตาม

 

และวันหนึ่ง คนรุ่นใหม่อาจต้องต่อเติมบ้านหลังนั้นในแบบที่เราไม่เคยคิดไว้เลย

 

สิ่งที่เราสร้างก็เช่นเดียวกัน

 

Builder จึงไม่ควรถามเพียงว่า “ผมจะ Build สิ่งนี้ให้สำเร็จได้อย่างไร?” แต่ต้องถามต่อว่า“ใครจะมาช่วยบำรุงรักษามัน และใครจะ Build มันต่อจากเรา?”

 

นี่ต่างจากการสร้างสิ่งหนึ่งขึ้นมาแล้วพยายามรักษามันให้อยู่ในสภาพเดิมตลอดไป…เพราะโลกไม่เคยหยุดเปลี่ยน…สิ่งที่เราสร้างวันนี้ ต่อให้ดีเพียงใด วันหนึ่งก็ต้องถูกซ่อม ปรับปรุง รื้อบางส่วน หรือต่อเติม

 

ดังนั้น Built to Last สำหรับผมจึงไม่ได้หมายความว่า

 

สร้างให้เหมือนเดิมไปตลอด

 

แต่หมายถึง…สร้างให้มีคนรุ่นต่อไปสามารถดูแล และ Build ต่อให้เข้ากับโลกที่ไม่เคยหยุดเปลี่ยน

 

แต่เป็นบ้านที่วางรากฐานแข็งแรงพอ และเปิดพื้นที่มากพอ ให้คนรุ่นต่อไปสามารถสร้างต่อจากสิ่งที่เราเริ่มไว้

 

บางที Builder ที่ดีจึงไม่ได้สร้างเพียง Product, Business หรือ Organization

 

เขาต้องสร้าง Builders รุ่นต่อไป ด้วย

 

เพราะถ้าสิ่งที่เราสร้างยังต้องรอเราตัดสินใจทุกเรื่อง ผมไม่แน่ใจว่าเราสร้างมันเสร็จแล้วจริง ๆ ผมจึงอยากเตือนตัวเองว่า

 

ถ้าท่านไม่สามารถหาคนมาช่วยบำรุง และ Build ต่อจากสิ่งที่ท่านสร้างไว้ได้ บางทีงานของ Builder ยังไม่เสร็จ

 

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ผมจึงเห็น Age of Builders เป็นสามคำถาม

 

PURPOSE – Should we build it?

 

เราควรสร้างมันหรือไม่ และเพื่อใคร?

 

BUILDING – Can we build it?

 

เราจะใช้ See Advantage, Explore Possibility, Create Reality และ Connect the Dots ทำให้มันเกิดขึ้นจริงได้อย่างไร?

 

STEWARDSHIP – Who will build after us?

 

ใครจะดูแลมัน และใครจะต่อเติมสิ่งที่เราสร้างให้เข้ากับโลกที่เปลี่ยนไป? เรากำลังBuild The Buildersไปด้วยหรือเปล่า

 

โลกอาจกำลังเข้าสู่ The Age of Builders

 

แต่บางทีสิ่งที่โลกต้องการไม่ใช่เพียงคนที่สร้างเก่ง

 

แต่คือ Responsible Builders

 

คนที่รู้ว่า ทำไมจึงสร้าง

 

รู้ว่า กำลังสร้างเพื่อใคร

 

คิดถึง คนที่อาจต้องรับผลจากสิ่งที่สร้าง

 

หรือเราอาจลองตีลังกา คิดว่าและทำใจว่าสิ่งที่เราBuildในวันนี้ จะทำหน้าที่เป็น ‘นั่งร้าน’ ของBuilderรุ่นต่อไป

 

ภาพ: Anton Vierietin / Shutterstock

The post The Age of Builders: สร้างเก่ง อาจยังไม่พอ ต้อง Build The Builders เพื่อสานต่อด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดอกเบี้ยสูง-Bond Yield พุ่งรอบหลายทศวรรษ เปลี่ยนการไหลของเงินทุน https://thestandard.co/high-interest-bond-yield-capital-flow/ Sat, 10 Oct 2026 08:35:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1267054 ภาพกราฟิกแสดงแนวโน้มดอกเบี้ยสูงและ Bond Yield ที่พุ่งขึ้น ส่งผลต่อการไหลของเงินทุน

ตอนนี้มีแต่ฟีดข่าว ‘โลกเผชิญวิกฤติพันธบัตร’ เต็มโซเชียล […]

The post ดอกเบี้ยสูง-Bond Yield พุ่งรอบหลายทศวรรษ เปลี่ยนการไหลของเงินทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงแนวโน้มดอกเบี้ยสูงและ Bond Yield ที่พุ่งขึ้น ส่งผลต่อการไหลของเงินทุน

ตอนนี้มีแต่ฟีดข่าว ‘โลกเผชิญวิกฤติพันธบัตร’ เต็มโซเชียลไปหมด เพราะเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ได้เห็นกันบ่อยๆ ในตลาดตราสารหนี้โลก

 

เพราะ ‘พันธบัตรรัฐบาล’ จัดเป็นประเภทสินทรัพย์ที่ปลอดภัยรองจากเงินฝาก โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพราะเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ยังถือเป็นเงินสกุลหลักในโลกการค้า เพียงเพราะสหรัฐฯ ยังเป็นประเทศมหาอำนาจเบอร์หนึ่งของโลกอยู่ในเวลานี้

 

แต่ระยะยาวข้างหน้า ไม่มีใครคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่า สหรัฐฯ จะยืนหนึ่งได้ตลอดนิรันดร์หรือไม่ และอย่างไร รวมไปถึงเงินดอลลาร์จะล่มสลายแบบไหน?

 

เสียงเตือนจากกูรูทั้งในและต่างประเทศส่งถึงนักลงทุนให้ระวัง!!

 

เกิดคำถามตามมาว่า “เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้น เงินทุนโลกกำลังเปลี่ยนทิศทางไปไหน” แล้วจะดูแลพอร์ตอย่างไรดี

 

ทั่วโลกเผชิญวิกฤติ Bond Yield พุ่งแรง ‘เงินเฟ้อสูง’ Risk Premium ขึ้น

 

วิกฤติ Bond Yield พุ่งแรงไม่ได้เกิดแค่พันธบัตรสหรัฐฯ เท่านั้น เพราะอังกฤษ ฝรั่งเศส ต่างพุ่งแรงในรอบกว่าหลายทศวรรษ รวมถึงฝั่งเอเชียอย่างญี่ปุ่นก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน

 

ในช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนของพันธบัตร (Bond Yield) ของประเทศต่างๆ นำโดย Bond Yield สหรัฐฯ และยุโรปก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน ท่ามกลางความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ราคาน้ำมันที่อยู่เหนือ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล และภาระหนี้ภาครัฐที่สูงขึ้น

 

ขณะที่ตลาดญี่ปุ่นก็ถูกกดดันด้วย โดย Bond Yield อายุ 10 ปี เข้าใกล้ 3.1% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 3 ทศวรรษ ท่ามกลางภาระหนี้รัฐบาลที่สูงมาก ฝั่งเยอรมนีและออสเตรเลียก็เผชิญแรงขายไปด้วยเช่นกัน

 

แน่นอนว่า หนึ่งในตัวเร่งสำคัญ ตลาดเริ่มกังวลว่า ‘เงินเฟ้อ’ อาจลงยากกว่าที่คิด จากราคาพลังงานและความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง ประกอบกับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังแข็งแรง และความเสี่ยงจากภาระหนี้รัฐบาลที่สูงขึ้นมาก ทำให้นักลงทุนเรียกร้องผลตอบแทนสูงขึ้น (Risk Premium) เพื่อถือพันธบัตรระยะยาว

 

‘สหรัฐฯ’ พันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี Yield แตะ 5.361% สูงสุดในรอบ 24 ปีนับตั้งแต่ปี 2002 ส่วนอายุ 30 ปี Yield ขึ้นไปแตะ 5.73% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2002 หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75%-4% เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยเงินเฟ้อยังอยู่ระดับสูงเหนือ 3% แม้ตลาดแรงงานเริ่มอ่อนแอ แต่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่งจากแรงส่งเทคโนโลยี AI ล่าสุด FedWatch Tool ยังคาดโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ย 1-2 ครั้งในช่วงที่เหลือในปีนี้

 

ฝั่งยุโรปนำโดย ‘อังกฤษ’ ยิ่งเผชิญโจทย์หนักกว่า Bond Yield อายุ 30 ปี ให้ผลตอบแทนทะลุ 6.04% สูงสุดในรอบ 28 ปี ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 1998 และล่าสุด ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.75% ขณะที่เงินเฟ้อยังสูงเหนือ 3% และ BoE เตือนว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกในช่วงหลายไตรมาสข้างหน้า จากราคาพลังงานที่สูงขึ้นเพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อ และมีความกังวลเรื่องฐานะการคลังและงบประมาณใหม่ ส่งผลให้นักลงทุนเทขายพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษ

 

‘ฝรั่งเศส’ กำลังถูกจับตา เพราะเป็นอีกประเทศที่กำลังเผชิญวิกฤติ Bond Yield พุ่ง โดยอายุ 10 ปี พุ่งแตะ 5% สูงที่สุดในรอบ 24 ปีแล้วนับตั้งแต่ปี 2002 สะท้อนแรงขายพันธบัตรและความกังวลเรื่องฐานะการคลังของฝรั่งเศสที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตลาดไม่เชื่อมั่นรัฐบาล และยังมีพันธบัตรที่ต้องออกใหม่อีกมหาศาลในปีหน้า นักลงทุนเรียกร้อง Risk Premium มากขึ้นอย่างชัดเจน

 

แล้วทำไม Bond Yield ทั่วโลกถึงพุ่งพร้อมกัน

 

เรื่องแรก ราคาน้ำมันแพง ทำให้ตลาดกลับมากลัวเงินเฟ้อ

 

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ทำให้ราคาน้ำมันแพงขึ้น ส่งต่อไปยังต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่สูงขึ้น มีโอกาสทำให้เงินเฟ้อลดลงช้ากว่าที่ตลาดเคยคาด และเมื่อเงินเฟ้อสูง ธนาคารกลางประเทศต่างๆ จะกลับมาพิจารณาการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อคุมเงินเฟ้อและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ฉะนั้น นักลงทุนก็ต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยการถือพันธบัตรระยะยาว

 

เรื่องที่สอง ตลาดเริ่มกลัวว่า Fed อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยอีก

 

Fed เพิ่งขึ้นดอกเบี้ยเดือนกันยายนที่ผ่านมา แต่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแรง ขณะที่เงินเฟ้อยังไม่กลับสู่เป้าหมายง่าย ๆ ตลาดจึงเริ่มคิดว่า วงจรขึ้นดอกเบี้ยรอบนี้อาจยังไม่จบ และคาดมีโอกาสประมาณ 22% ที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอีกในการประชุมเดือนตุลาคมนี้

 

เรื่องที่สาม รัฐบาลสหรัฐฯ มีหนี้มาก และต้องออกพันธบัตรใหม่อีกจำนวนมาก

 

เมื่อรัฐบาลต้องขาดดุลงบประมาณและกู้เงินต่อเนื่อง ก็จำเป็นต้องนำพันธบัตรจำนวนมหาศาลออกมาขาย ล่าสุดมีการประมูล Treasury อายุ 10 ปี มูลค่า 39,000 ล้านดอลลาร์ เมื่อ Supply ของ Bond เพิ่มขึ้น ถ้าต้องการให้คนซื้อ ก็ต้องเสนอ Yield ที่น่าสนใจขึ้น ราคาพันธบัตรจึงลดลง และ Yield ปรับขึ้น

 

เรื่องสุดท้าย นักลงทุนเริ่มเรียก ‘Term Premium’ สูงขึ้น

 

ถ้ามีคนขอให้เราปล่อยเงินให้รัฐบาลกู้เป็นเวลา 10 ปี หรือ 30 ปี ท่ามกลางโลกที่เงินเฟ้อไม่แน่นอน หนี้รัฐบาลสูงขึ้นเรื่อย ๆ และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น สิ่งที่นักลงทุนสนใจ คือ ‘ผลตอบแทน’ ได้รับเท่าไหร่ถึงจะคุ้มกับการล็อกเงินไว้นานกับพันธบัตรระยะยาว ตลาดจึงเรียก Term Premium สูงเพิ่มขึ้น

 

หากนี่คือข่าวลบของคนถือบอนด์ในตลาดอยู่แล้ว แต่อาจเป็นข่าวบวกสำหรับคนที่กำลังจะซื้อพันธบัตรใหม่ที่กำลังจะออก เพราะ Yield ยิ่งสูง นักลงทุนรายใหม่ก็ยิ่งสามารถล็อกผลตอบแทนในระดับสูงได้ เพราะ Bond Yield ที่ระดับ 5.361% เป็นระดับที่ไม่เห็นมานานกว่า 20 ปีครับ

 

ในระยะข้างหน้า หากเงินเฟ้อของสหรัฐฯ เริ่มลด เศรษฐกิจชะลอ และ Fed กลับมาลดดอกเบี้ย ก็มีโอกาสที่ Bond Yield ปรับลงได้ ซึ่งคนที่ถือบอนด์สหรัฐฯ ระยะยาว ก็จะได้ประโยชน์ 2 ต่อ นั่นคือ ได้ดอกเบี้ยสูงกว่า 5% ระหว่างทางถือบอนด์ในช่วงเวลาดังกล่าว และได้ส่วนต่างกำไร (Capital Gain) จากราคาบอนด์สหรัฐฯที่เพิ่มขึ้นเมื่อ Yield ลดลง

 

แต่ในทางกลับกัน หาก Yield ขึ้นต่อไปถึง 6% ราคาบอนด์ก็ยังสามารถลดลงได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น Bond Yield ที่สูงไม่ได้แปลว่าพันธบัตรที่ถือนั้นจะไม่มีความเสี่ยงนะครับ

 

ฉะนั้น วันนี้สิ่งที่นักลงทุนต้องการ คือ ‘ค่าตอบแทนสำหรับการรับความเสี่ยง’ หรือ Risk Premium ที่สูงกว่าที่เคยได้รับในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา

 

นี่อาจมองได้ว่าตลาด Bond ระยะยาวในช่วงนี้ กำลังเปลี่ยนจากสินทรัพย์ที่ไม่มีใครอยากถือ ไปเป็นสินทรัพย์ที่น่าจับตามองที่สุดกลุ่มหนึ่ง เพราะอย่างน้อย ๆ นักลงทุนที่ทยอยล็อกผลตอบแทนที่สูง ๆ ได้ ก่อนที่ดอกเบี้ยจะลดลง ก็ถือว่าได้ประโยชน์แล้ว

 

แต่ ๆ ยังมีข้อมูลรายงานว่า เดือนกันยายนที่ผ่านมา นักลงทุนรายย่อยแห่ช้อนซื้อ ‘พันธบัตรสหรัฐฯ’ มากที่สุดในรอบปี สะท้อนภาพว่าทุกคนพยายามล็อก ‘ดอกเบี้ย 5.25%’ ไปยาว 20 ปี แบบไม่กลัว ‘ดอลลาร์ล่มสลาย’

 

ดอกเบี้ยระยะยาวระดับเกิน 5% แบบนี้ เป็นวิกฤติหรือโอกาสแห่งทศวรรษกันแน่!

 

ลองนึกดูว่า ถ้าถือพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนประมาณ 5% นักลงทุนไม่จำเป็นต้องรับความเสี่ยงสูงเหมือนเดิมเพื่อหวังผลตอบแทนจากหุ้นก็ได้…ใช่ไหมครับ

 

เงินไม่ได้ไหลเข้าสหรัฐฯ ทั้งหมด แต่ตลาดไหนให้ผลตอบแทนดีกว่า

 

สถานการณ์โลกในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่อง ‘ราคาบอนด์ตก’ เท่านั้น แต่กำลังหมายถึง ต้นทุนเงินกำลังแพงขึ้นทั่วโลกอีกครั้งและเป็นตัวแปรหนึ่งที่ทำให้สินทรัพย์ต่าง ๆ กำลังปรับฐานหามูลค่าที่แท้จริง

 

และวิกฤติ Bond Yield ระยะยาวพุ่งแรง สะท้อนภาพชัดเจนว่า วันนี้ดอกเบี้ยนโยบายกับ Bond Yield ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

 

เพราะดอกเบี้ยนโยบายเป็นราคาของเงินระยะสั้น ซึ่ง Fed เป็นผู้กำหนดโดยดูจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ ตลาดแรงงาน เงินเฟ้อทั้งจากฝั่ง Demand และ Supply ที่มีตัวแปรใหญ่จากราคาน้ำมัน ภาษีการค้า เป็นต้น

 

ขณะที่ Bond Yield เป็นผลตอบแทนที่ตลาดเรียกร้องจากการถือพันธบัตรโดยเฉพาะระยะยาว กำลังสะท้อนความเสี่ยงทั้งเงินเฟ้อ เศรษฐกิจและการคลังเข้ามา ทุกคนก็รู้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯมีหนี้สูงเกือบ 40 ล้านล้านดอลลาร์ และนักลงทุนมีความคาดหวังต่อดอกเบี้ยในอนาคตต้องชดเชยความเสี่ยงการถือพันธบัตรเป็นเวลายาวนานนับสิบ ๆ ปี

 

ต่อให้ตลาดคาดว่า Fed จะลดดอกเบี้ยในอนาคต แต่ถ้า Yield 10 ปีของสหรัฐฯ ยังสูงขึ้น หมายความว่าตลาดพันธบัตรอาจกำลังกังวลเรื่องอื่น เช่น เงินเฟ้อ หนี้รัฐบาล และปริมาณพันธบัตรที่จะออกมารองรับการขาดดุลในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า

 

ล่าสุด รายงานการประชุม Fed ที่ออกมา คณะกรรมการยังเห็นให้ขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคมนี้อีกครั้ง เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่สูงเกินเป้าหมายมานาน 5 ปีแล้ว

 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงทั้ง ๆ ที่เพิ่งพุ่งขึ้นทั้ง Nasdaq และ S&P 500 ที่ปิดทำสถิติสูงสุดเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม บรรยากาศตลาดยังเต็มไปด้วยอารมณ์อ่อนไหวรายวันครับ หากมีตัวเลขชี้วัดเศรษฐกิจอ่อนแอ ความคาดหวังจะเห็น Fed ลดลงหรือชะลอการขึ้นดอกเบี้ย ก็จะดันตลาดขึ้นได้ แต่ในทางตรงกันข้าม เศรษฐกิจแข็งแรง เงินเฟ้อสูง ตลาดแรงงานดี ก็คาดการณ์ Fed จะขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งจะเป็นผลลบต่อตลาดหุ้นปรับตัวลงเช่นกัน

 

มุมมองของผม เชื่อว่า เงินทุนไม่ได้หนีหุ้น แต่กำลังเลือกหุ้นและธีมที่เชื่อว่า สามารถสร้างกำไรได้ดี แม้ต้นทุนเงินจะสูงมีการลงทุนต่าง ๆ โดยเฉพาะ AI และเทคโนโลยี แต่ตลาดหุ้นยังเชื่อมั่นวัฏจักรเศรษฐกิจโลกที่ถูกขับเคลื่อนด้วย AI

 

อย่างไรก็ตาม มีคำเตือนให้ระวัง จาก Brian Sozzi จาก Yahoo Finance ชี้ว่า สถิติดังกล่าวอาจบดบังภาพตลาดที่มีการกระจุกตัวสูง โดยหุ้น 3 บริษัทที่มีน้ำหนักมากที่สุดใน S&P 500 ได้แก่ Nvidia, Apple และ Microsoft มีน้ำหนักรวมกันราว 20% ของดัชนี

 

ปัจจัยที่กดดันตลาดในปีนี้ยังอาจเป็นอุปสรรคต่อการปรับขึ้นของตลาด ‘ราคาน้ำมันดิบ Brent’ ยังคงอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ท่ามกลางการโจมตีล่าสุดของกลุ่มฮูตีในตะวันออกกลาง ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตร แม้ปรับลดลงในบางวันแต่ยังอยู่ใกล้ระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ

 

ด้านความเสี่ยงทางการเมืองและการเลือกตั้งที่เพิ่มสูงขึ้น นับถอยหลังอีกเพียง 1 เดือน การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาด

 

ตลาดคาดการณ์ผลการเลือกตั้งว่ามีโอกาสสูงที่จะเกิดรัฐบาลแบบแบ่งอำนาจ (Divided Government) โดยมีข้อมูลสถิติ ชี้ว่า S&P 500 มักให้ผลตอบแทนสูงสุดภายใต้รัฐบาลสหรัฐฯ แบบแบ่งขั้ว และตลาดหุ้นสหรัฐฯ มักปรับขึ้นหลังการเลือกตั้งกลางเทอม

 

แต่ปัจจุบัน นักลงทุนไม่ได้มีทางเลือกแค่ หุ้นสหรัฐฯ กับพันธบัตรสหรัฐฯเท่านั้น เพราะปกติของนักลงทุนย่อมต้องมองหาตลาดเปรียบเทียบผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Return) และความเสี่ยงของสินทรัพย์ทั่วโลก เพื่อกระจายลงทุนสินทรัพย์ (Asset Allocation) ทั่วโลกครับ

 

ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า พันธบัตรตลาดเกิดใหม่บางประเทศยังมีความแข็งแกร่งกว่าพันธบัตรตลาดพัฒนาแล้ว เพราะมี Real Yield สูงกว่า ฐานนักลงทุนในประเทศแข็งแรง และบางประเทศมีวินัยทางการคลังดีขึ้น

 

นี่คือคำตอบเงินลงทุนกำลังมองหาทิศทางใหม่ นักลงทุนทั่วโลกกำลังอยู่ในโหมดเลือกกระจายลงทุนสินทรัพย์ (Asset Allocation)

 

‘แผนที่เงินทุนโลก’ รับมือตลาดแปรปรวน

 

สิ่งที่ปกป้องหุ้นได้จริงก็คือ EPS Revisions ที่ยังขึ้นเกินกว่าที่ตลาดคาดไว้แล้ว

 

ภาพปัจจุบันของตลาดหุ้นสหรัฐฯ คือ การเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ของบริษัทในตลาด ปรับเป็นขาขึ้นอย่างแข็งแรงมากกว่า 26% ในช่วงไตรมาส 4

 

ขณะที่ GDP Now (คาดการณ์จากแบบจำลอง) จะเติบโต 5% ในไตรมาส 3 สะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแกร่ง และสู้ได้กับอัตราดอกเบี้ยสูงในเวลานี้

 

Wall Street คาดว่าปี 2027 จะมีการลงทุนในดาตาเซ็นเตอร์ อีก 1.89 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 1.13 ล้านล้านดอลลาร์

 

เรากำลังเข้าสู่ยุคของหุ้นกู้ ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ ซึ่งตอนนี้ปริมาณทะลุ 1.52 แสนล้านดอลลาร์แล้ว ส่วนใหญ่มาจากการกู้ของ Hyperscalers

 

จุดที่น่าสนใจก็คือ S&P 500 ใกล้จุดสูงสุด แต่มีหุ้นจำนวนมากทำจุดต่ำสุดในรอบ 1 ปี แปลว่าการเติบโตของกำไรในตลาดนั้นกระจุกตัวอยู่แค่บางกลุ่ม ซึ่งก็คือเทคโนโลยีและ AI อย่างที่รู้กันนั่นเอง

 

จากประเด็นที่ว่า Bond Yield สูงขึ้นรวดเร็ว ทำให้ Discount Rate สูงขึ้น บริษัทที่เน้นการเติบโตในอนาคตไกล ๆ จึงถูกปรับลดมูลค่าลง แต่เงินไปไหลเข้า AI Infrastructure ที่เห็นว่ารายได้เกิดขึ้นจริงแน่นอนในยุคปัจจุบัน

 

เราเห็นตลาด Rotation กลับเข้าสู่หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่มาต่อเนื่องจนทำให้ Nasdaq-100 ปรับตัวดีกว่า S&P 500 นับตั้งแต่จุดสูงสุดในเดือนสิงหาคม ขณะที่ Market Breadth ของ S&P 500 ลดลงต่ำกว่า 50% สะท้อนว่าการปรับฐานกระจุกตัวอยู่ในหุ้นบางกลุ่มมากกว่าการเป็นการลดลงทั้งตลาด

 

ปัจจุบัน Forward P/E หุ้นเทคโนโลยีอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบปี แถวๆ 20 เท่า

 

สรุปก็คือถ้า Bond Yield ไม่ได้กระชากแรงระดับ 0.25-0.50% ในระยะเวลาอันสั้น มีโอกาสที่ตลาดหุ้นจะยังเอาอยู่ เนื่องจาก Earnings Growth ของหุ้นเทคโนโลยีที่สูงอยู่คอยค้ำไว้ และ Nasdaq ยังทำจุดสูงสุดใหม่ สะท้อนว่าเงินไม่ได้ไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหมด แต่กำลัง ‘เลือก’ มากขึ้น

 

สำหรับมุมมองลงทุนตลาดโลกในช่วงโค้งท้ายปี

 

1. ลดการกระจุกตัวในสินทรัพย์เดียว

 

ตลาดสหรัฐฯมี Valuation และความกระจุกตัวสูง จึงควรคิดในมุม ‘กระจายภูมิภาค’ มากกว่า ‘ออกจากหุ้น’ แต่ไม่ได้หมายความให้ขายหุ้นสหรัฐฯ ออกทั้งหมด เพราะกำไรบริษัทโดยเฉพาะกลุ่มที่ได้ประโยชน์จาก AI ยังเป็นแรงหนุนตลาดหุ้นอยู่

 

BlackRock เองยังมองบวกต่อหุ้นสหรัฐฯ แต่เพิ่มน้ำหนักหุ้นในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets: EM) และมองหาโอกาสนอกเหนือจาก Asset Class แบบเดิม

 

2. เพิ่มบทบาทของตราสารหนี้ แต่ไม่จำเป็นต้องไล่ซื้อพันธบัตรยาว

 

เมื่อ Yield สูงขึ้น ตราสารหนี้กลับมามีรายได้ที่น่าสนใจอีกครั้ง แต่ถ้า Yield ยังมีโอกาสขึ้นต่อ พันธบัตรอายุยาวจะมีความเสี่ยงจากราคาที่ลดลง ควรให้น้ำหนักกับพันธบัตรระยะสั้นมากกว่าพันธบัตรระยะยาว ขณะที่กระแสเงินก็เริ่มกลับเข้าสู่กองทุนตราสารหนี้อย่างชัดเจน

 

3. อย่ามองตลาดเกิดใหม่ เป็นกลุ่มเดียวกัน

 

แม้ US Yield สูงและดอลลาร์แข็งจะเป็นแรงกดดัน EM แต่พันธบัตรสกุลเงินท้องถิ่นของ EM บางตลาดกลับรับมือกับ Bond Sell-off ได้ดีกว่าตลาดพัฒนาแล้ว เนื่องจากบางประเทศในตลาดเกิดใหม่มี Real Yield สูง วินัยการคลังดีขึ้น และฐานเงินทุนในประเทศแข็งแรง ซึ่งสามารถขอคำแนะนำจากที่ปรึกษาการลงทุนดีกว่าครับ เพราะน่าจะมีข้อมูลการวิเคราะห์ที่มากกว่าเราจะมาศึกษาเอง

 

ตลาดไทยเป็นหนึ่งในตลาดเกิดใหม่ที่ยังน่าสนใจทั้งมุม Valuation และ Real Return ข้อมูลล่าสุดจาก Financial Times ระบุว่า ไทยเป็นหนึ่งใน EM ที่มีฐานเงินทุนภายในประเทศค่อนข้างลึก ซึ่งช่วยให้ตลาดรับแรงกระแทกจากเงินทุนโลกได้ดีกว่าประเทศที่พึ่งพาเงินทุนภายนอกสูง วันนี้ตลาดไทยจึงจัดอยู่ใน ‘Global Allocation’ ครับ

 

5. ทองคำ ในฐานะ ‘ตัวกระจายความเสี่ยง’

 

ในภาวะที่ปัญหาไม่ได้มีแค่ดอกเบี้ย แต่มีทั้งหนี้รัฐบาล เงินเฟ้อ ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนของค่าเงิน

 

ทองคำจะมีบทบาทต่างจากหุ้นและพันธบัตร เพราะไม่ได้ขึ้นอยู่กับกระแสเงินสดของบริษัทหรือรัฐบาลโดยตรง ช่วงที่ผ่านมา แม้ Bond Yield และ Dollar จะแข็ง แต่ทองคำยังขยับขึ้นได้ สะท้อนว่าตลาดกำลังให้ค่ากับทองคำในฐานะสินทรัพย์กระจายความเสี่ยงด้วย แม้แต่ธนาคารกลางประเทศต่างๆ ทั่วโลก ยังคงสะสมทองคำอย่างต่อเนื่องแม้ราคาทองคำจะผันผวนสูงก็ตาม

 

พอร์ตลงทุนตลาดโลกในยุคนี้ควรเปลี่ยนจากแนวคิด ‘ซื้อประเทศที่ตลาดขึ้นมากที่สุด’ เป็นกระจายไปยังประเทศและสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนเหมาะสมกับความเสี่ยง

 

ผมหวังว่า ‘แผนที่เงินทุนโลก’ จะช่วยให้คุณใช้จัดพอร์ตให้ยืดหยุ่นแบบ Flexi ได้เลยครับ

The post ดอกเบี้ยสูง-Bond Yield พุ่งรอบหลายทศวรรษ เปลี่ยนการไหลของเงินทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ประกันลูกทรพี’ ประกันภัยรูปแบบใหม่ที่พ่อแม่อาจต้องซื้อไว้ ก่อนถูกลูกจับไปขัง! https://thestandard.co/ungrateful-child-insurance-parents-protection/ Fri, 09 Oct 2026 03:17:16 +0000 https://thestandard.co/ungrateful-child-insurance-parents-protection/ ภาพประกอบแนวคิดความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนในครอบครัว หรือการตัดสินใจที่ยากลำบาก

ทุกวันนี้เรามีประกันแทบทุกอย่าง ตั้งแต่ประกันชีวิต ประก […]

The post ‘ประกันลูกทรพี’ ประกันภัยรูปแบบใหม่ที่พ่อแม่อาจต้องซื้อไว้ ก่อนถูกลูกจับไปขัง! appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิดความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนในครอบครัว หรือการตัดสินใจที่ยากลำบาก

ทุกวันนี้เรามีประกันแทบทุกอย่าง ตั้งแต่ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุ ประกันบ้าน ประกันรถยนต์ ไปจนถึงประกันสัตว์เลี้ยง แต่หลังจากเห็นข่าวการร้องเรียนเกี่ยวกับผู้สูงอายุที่ถูกพาตัวไปอยู่ในสถานดูแลโดยไม่สมัครใจ ผมก็อดคิดในฐานะนักคณิตศาสตร์ประกันภัยไม่ได้ว่า…

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

ถึงเวลาหรือยังที่ประเทศไทยควรมีผลิตภัณฑ์ประกันภัยประเภทใหม่ชื่อว่า ‘ประกันลูกทรพี’

 

ฟังดูเหมือนเรื่องตลกใช่ไหมครับ แต่ลองคิดดูว่า ถ้าเรามีเงิน มีบ้าน มีธุรกิจ มีทรัพย์สินที่สร้างมาทั้งชีวิต แล้ววันหนึ่งกลับถูกพาตัวไปอยู่ในสถานที่ที่ไม่สามารถติดต่อใครได้ โทรศัพท์ถูกยึด บัญชีธนาคารเข้าไม่ถึง และแม้แต่อิสรภาพของตัวเองก็ไม่สามารถเรียกร้องกลับคืนมาได้

 

ต่อให้มีเงินร้อยล้านพันล้าน ก็อาจไม่มีโอกาสใช้เงินสักบาทเพื่อช่วยเหลือตัวเอง

 

ที่น่าคิดกว่านั้นคือ ถ้าคนที่พาเราไปอยู่ในสถานที่ดังกล่าวเป็นคนในครอบครัวเสียเอง ใครจะเป็นคนตามหา ใครจะเป็นคนจ้างทนาย และใครจะเป็นคนจ่ายเงินให้คนเหล่านั้น?

 

ผมเลยลองออกแบบกรมธรรม์สมมติขึ้นมาฉบับหนึ่ง โดยตั้งโจทย์ว่า ถ้าต้องขายประกันลูกทรพีจริงๆ บริษัทประกันควรคุ้มครองอะไรบ้าง

 

1. บริการตรวจสอบว่ายังมีชีวิตอยู่ และยังมีอิสรภาพหรือไม่

 

ความคุ้มครองแรกอาจไม่ใช่การจ่ายเงิน แต่เป็นบริการโทรศัพท์หรือวิดีโอคอลตรวจสอบผู้เอาประกันภัยเป็นระยะ เช่น ทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน

 

เจ้าหน้าที่จะสอบถามสารทุกข์สุกดิบ ตรวจสอบว่ายังติดต่อได้ตามปกติหรือไม่ และมีใครจำกัดการใช้ชีวิตหรือการติดต่อกับบุคคลภายนอกหรือเปล่า

 

อาจมีรหัสลับที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ผู้เอาประกันสามารถส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือได้โดยไม่ต้องพูดตรงๆ ว่ากำลังตกอยู่ในอันตราย

 

หากหายตัวไปอย่างผิดปกติ ติดต่อไม่ได้ต่อเนื่อง หรือมีสัญญาณน่าสงสัย บริษัทประกันต้องเริ่มกระบวนการตรวจสอบตามข้อตกลงที่ผู้เอาประกันยินยอมไว้ทันที

 

ประกันชีวิตทั่วไปอาจเริ่มจ่ายเงินหลังจากเราเสียชีวิต แต่ประกันลูกทรพีต้องเริ่มทำงานตั้งแต่สงสัยว่าเรากำลังจะถูกทำให้หายไป

 

2. ความคุ้มครองกรณีถูกอุ้มหรือกักขังโดยไม่สมัครใจ

 

สมมติว่าวันหนึ่งลูกแจ้งคนอื่นว่า “คุณพ่อไปพักผ่อนอยู่เนิร์สซิ่งโฮมครับ”

 

แต่ปัญหาคือคุณพ่อไม่ได้อยากไป และออกมาเองไม่ได้

 

กรมธรรม์จะต้องมีบริการประสานงานฉุกเฉิน ส่งทนายความและผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริง ประสานตำรวจหรือหน่วยงานที่มีอำนาจ และดำเนินการตามกฎหมายเพื่อช่วยให้ผู้เอาประกันได้รับอิสรภาพกลับคืนมา

 

ที่สำคัญ บริษัทประกันต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของทีมช่วยเหลือภายในวงเงินที่กำหนด

 

เพราะต่อให้เรามีทนายเก่งที่สุดในประเทศ แต่ถ้าเราไม่สามารถติดต่อเขาได้ หรือไม่มีใครรู้ว่าเราถูกพาไปอยู่ที่ไหน ความเก่งของทนายก็คงไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก

 

และทนายความที่เข้ามาช่วยเหลือก็ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีใครจ่ายค่าจ้างให้ เพราะมีบริษัทประกันเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายตามกรมธรรม์

 

3. ค่าสืบสวนหาตัวการและผู้ร่วมขบวนการ

 

การช่วยคนออกมาได้อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะยังต้องตรวจสอบว่าใครเป็นคนสั่งการ ใครเป็นคนพาตัวไป และมีใครได้รับประโยชน์จากเหตุการณ์ดังกล่าวบ้าง

 

ประกันลูกทรพีจึงควรคุ้มครองค่าจ้างผู้สืบสวนที่ดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมาย ค่ารวบรวมพยานหลักฐาน ค่าตรวจสอบกล้องวงจรปิด และค่าใช้จ่ายในการติดตามข้อมูลที่จำเป็น

 

รวมถึงการตรวจสอบว่าระหว่างที่ผู้เอาประกันหายตัวไป มีการเคลื่อนย้ายเงินหรือทรัพย์สินอย่างผิดปกติหรือไม่

 

เพราะบางครั้งสิ่งที่น่ากลัวกว่าการหาคนไม่เจอ ก็คือการพบว่าระหว่างที่คนหายไป ทรัพย์สินก็ทยอยหายตามไปด้วย

 

4. ค่าตรวจสุขภาพจิต เพื่อพิสูจน์ความสามารถในการตัดสินใจของตนเอง

 

ความคุ้มครองนี้ผมคิดว่าน่าสนใจเป็นพิเศษ

 

สมมติว่าผู้เอาประกันถูกกล่าวหาว่ามีปัญหาทางจิตเวช ไม่สามารถตัดสินใจด้วยตัวเองได้ หรือจำเป็นต้องถูกควบคุมดูแลตลอดเวลา

 

บริษัทประกันควรจ่ายค่าตรวจประเมินโดยจิตแพทย์อิสระ รวมถึงค่าตรวจสุขภาพและค่าออกรายงานทางการแพทย์ เพื่อใช้ประกอบการพิสูจน์ข้อเท็จจริงและการปกป้องสิทธิทางกฎหมาย

 

แน่นอนว่าไม่ได้หมายความว่าบริษัทประกันซื้อใบรับรองแพทย์ให้ผู้เอาประกันได้ แต่เป็นการรับรองว่ามีโอกาสเข้าถึงการประเมินอย่างเป็นกลาง โดยแพทย์ต้องให้ความเห็นตามข้อเท็จจริง

 

และถึงแม้บุคคลนั้นจะมีปัญหาสุขภาพจิตจริง ก็ไม่ได้หมายความว่าใครจะสามารถกักขังหรือละเมิดสิทธิของเขาได้ตามใจชอบ

 

เพราะการไม่ยอมยกมรดกให้ลูก ไม่ควรกลายเป็นอาการป่วยทางจิตประเภทใหม่

 

5. ค่าทนายความและค่าใช้จ่ายในการฟ้องร้อง

 

หากพบหลักฐานว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้น กรมธรรม์ควรมีวงเงินสนับสนุนค่าทนายความ ค่าดำเนินคดีอาญาและคดีแพ่ง รวมถึงค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทางศาลเพื่อปกป้องสิทธิของผู้เอาประกัน

 

ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินคดีกับผู้กักขัง ผู้ร่วมกระทำผิด หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการยักย้ายทรัพย์สิน

 

โดยบริษัทประกันควรจ่ายค่าทนายให้โดยตรงตามเงื่อนไขที่กำหนด ไม่ต้องผ่านการอนุมัติจากญาติที่อาจมีผลประโยชน์ทับซ้อน

 

ลองนึกภาพว่าถ้าต้องให้ลูกที่ถูกสงสัยว่าเป็นคนพาพ่อไปขัง มาเป็นผู้อนุมัติค่าทนายที่จะไปฟ้องตัวเอง ก็คงเป็นระบบเคลมประกันที่แปลกประหลาดที่สุดในโลก

 

6. ค่ารักษาพยาบาลและฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจ

 

เมื่อได้รับอิสรภาพกลับมา ไม่ได้แปลว่าความเสียหายจะสิ้นสุดลงทันที

 

ผู้เอาประกันอาจมีอาการบาดเจ็บ เจ็บป่วย หรือได้รับผลกระทบทางจิตใจจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงควรมีวงเงินสำหรับค่ารักษาพยาบาล ค่าจิตแพทย์ ค่านักจิตวิทยา และค่าฟื้นฟูสุขภาพ

 

รวมถึงค่าใช้จ่ายในการจัดหาที่พักปลอดภัยชั่วคราว หากไม่สามารถกลับไปอยู่บ้านเดิมได้

 

เพราะบางครั้งคนที่ช่วยเราออกจากสถานที่กักขังได้ อาจยังต้องช่วยหาที่อยู่ใหม่ให้ด้วย โดยเฉพาะถ้าคนที่เราไม่อยากพบที่สุดกำลังรออยู่ที่บ้าน

 

7. ค่าป้องกันการถูกบังคับโอนทรัพย์สินหรือฮุบมรดก

 

หากมีการบังคับลงนามในเอกสารมอบอำนาจ โอนที่ดิน เปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ หรือทำธุรกรรมที่น่าสงสัยระหว่างที่ผู้เอาประกันไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างอิสระ

 

กรมธรรม์ควรคุ้มครองค่าตรวจสอบเอกสาร ค่าพิสูจน์ลายมือชื่อ ค่าที่ปรึกษากฎหมาย และค่าดำเนินการเพื่อป้องกันหรือเรียกคืนทรัพย์สินตามกระบวนการยุติธรรม

 

บริษัทประกันไม่จำเป็นต้องรับประกันว่าจะได้ทรัพย์สินคืนทั้งหมด แต่ควรทำให้เจ้าของทรัพย์สินมีโอกาสต่อสู้เพื่อรักษาสิทธิของตัวเอง

 

เพราะการมีชื่ออยู่ในโฉนดอาจไม่มีประโยชน์มากนัก ถ้าเราไม่มีอิสรภาพพอจะไปคัดค้านวันที่ชื่อของตัวเองกำลังจะถูกเปลี่ยน

 

8. ความคุ้มครองธุรกิจหยุดชะงักและถูกฮุบกิจการ (Business Interruption & Business Hijacking)

 

ข้อนี้สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้เอาประกันที่เป็นเจ้าของกิจการ

 

สมมติว่าผู้เอาประกันบริหารธุรกิจมูลค่าหลายร้อยล้านบาท แต่วันหนึ่งถูกพาตัวไปจนไม่สามารถกลับมาบริหารงานได้

 

ลูกค้ารออนุมัติงานไม่ได้ คู่ค้ารอคำตอบไม่ได้ พนักงานไม่มีผู้ตัดสินใจ รายได้เริ่มหาย แต่เงินเดือน ค่าเช่า และภาระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ยังคงเดินหน้าต่อไป

 

ประกันจึงควรคุ้มครองกำไรทางธุรกิจที่สูญเสียไปและค่าใช้จ่ายจำเป็นที่ยังต้องจ่ายตามเงื่อนไขกรมธรรม์ รวมถึงค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการจัดหาผู้บริหารชั่วคราวโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อประคองกิจการระหว่างที่เจ้าของไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้

 

หากมีคนฉวยโอกาสเข้ามาพยายามเปลี่ยนกรรมการ โอนหุ้น หรือยักย้ายทรัพย์สินของบริษัท ก็จะมีวงเงินค่าทนายและค่าตรวจสอบธุรกรรมเพื่อปกป้องกิจการด้วย

 

เพราะบางครั้งการอุ้มเจ้าของบริษัทไปเพียงคนเดียว อาจทำให้กิจการทั้งบริษัทถูกอุ้มตามไปด้วย โดยไม่ต้องย้ายโต๊ะทำงานแม้แต่ตัวเดียว

 

และเมื่อเจ้าของกลับมาแล้ว ก็ไม่ควรต้องมาพบว่าบริษัทที่สร้างมาทั้งชีวิตกลายเป็นของคนอื่นไปเรียบร้อย

 

ประกันที่ดีที่สุด อาจเป็นประกันที่ไม่มีวันต้องเคลม

 

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจคิดว่าผมกำลังเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่แปลกที่สุดในโลก

 

แต่ในมุมของนักคณิตศาสตร์ประกันภัย สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของประกันลูกทรพี อาจไม่ใช่ความคุ้มครองทั้ง 8 ข้อที่กล่าวมาเลยก็ได้

 

เพราะผมเชื่อว่า ประกันภัยบางประเภทไม่ได้มีไว้เพื่อให้เราใช้ แต่มีไว้เพื่อทำให้เราไม่จำเป็นต้องใช้มันตั้งแต่แรก

 

ลองนึกภาพว่าพ่อแม่ซื้อประกันลูกทรพีไว้แล้ว มีเจ้าหน้าที่โทรมาตรวจสอบความปลอดภัยเป็นประจำ มีบุคคลอิสระที่ได้รับแต่งตั้งให้ติดตามหากหายตัวไป และมีทนายความพร้อมดำเนินการทันทีหากเกิดเหตุผิดปกติ

 

คนที่คิดจะทำอะไรไม่ดีอาจต้องคิดหนักขึ้น เพราะรู้ว่าถ้าพ่อแม่หายตัวไปเฉย ๆ จะไม่ได้จบลงด้วยการบอกญาติคนอื่นว่า “คุณพ่อไปพักผ่อนอยู่ครับ”

 

แต่จะมีคนเริ่มโทรตาม มีคนเริ่มตรวจสอบ และมีทนายพร้อมเข้ามาดำเนินการ โดยไม่ต้องกังวลว่าใครจะเป็นคนจ่ายเงิน

 

ผมจึงมองว่าประกันลักษณะนี้อาจทำหน้าที่คล้าย ‘ยันต์กันภัย’ ที่ซื้อไว้แล้วก็แขวนเอาไว้ ไม่ได้หวังว่าจะต้องหยิบมาใช้ แต่มีไว้ให้รู้ว่าหากเกิดอะไรขึ้น จะไม่ถูกปล่อยให้อยู่ตามลำพัง

 

ยันต์นี้ไม่ได้มีอิทธิฤทธิ์เหนือธรรมชาติ แต่เกิดจากความเชื่อมั่นว่าเรามีระบบช่วยเหลือที่พร้อมทำงานจริง และคนรอบข้างก็รับรู้ว่ามีระบบนี้อยู่

 

ยิ่งความคุ้มครองสามารถป้องปรามไม่ให้เหตุการณ์เกิดขึ้นได้มากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นผลดีต่อทั้งผู้เอาประกันและบริษัทประกันมากขึ้นเท่านั้น

 

เพราะผู้เอาประกันไม่ต้องสูญเสียอิสรภาพ บริษัทประกันไม่ต้องจ่ายสินไหม และทุกฝ่ายไม่ต้องเสียเงินเสียเวลาไปกับความเสียหายที่อาจป้องกันได้

 

นี่อาจเป็นตัวอย่างของประกันภัยที่ประสบความสำเร็จที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องมีการเคลมแม้แต่ครั้งเดียว

 

บางทีประกันภัยที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่กรมธรรม์ที่จ่ายเงินให้เรามากที่สุดเมื่อเกิดเหตุร้าย แต่เป็นกรมธรรม์ที่ทำให้คนคิดจะก่อเหตุร้ายต้องเปลี่ยนใจเสียก่อน

 

และถ้าแนวคิดนี้ช่วยให้ผู้สูงอายุสักคนไม่ถูกพรากอิสรภาพไปตั้งแต่ต้น ผมก็ถือว่าประกันลูกทรพีฉบับสมมตินี้ได้ทำหน้าที่ของมันสำเร็จแล้ว

 

หมายเหตุ:

 

ประกันลูกทรพีเป็นแนวคิดผลิตภัณฑ์สมมติเพื่ออภิปรายการบริหารความเสี่ยง มิใช่กรมธรรม์ที่มีจำหน่ายจริง การให้ความช่วยเหลือและการจ่ายค่าสินไหมต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและเงื่อนไขความคุ้มครองที่ได้รับอนุมัติ

 

ภาพ: Tetiana Yurchenko / Shutterstock

The post ‘ประกันลูกทรพี’ ประกันภัยรูปแบบใหม่ที่พ่อแม่อาจต้องซื้อไว้ ก่อนถูกลูกจับไปขัง! appeared first on THE STANDARD.

]]>
5% เราไม่เท่ากัน ทำไมตลาดไม่ตกใจกับบอนด์ยีลด์สูงเหมือนก่อน https://thestandard.co/bond-yield-market-not-panic/ Thu, 08 Oct 2026 04:05:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1266014 ภาพประกอบแสดงตัวอักษร 'BOND' บนพื้นหลังธนบัตรดอลลาร์สหรัฐ สื่อถึงประเด็นบอนด์ยีลด์

บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ เป็นประเด็นที่ตลาดการเงินกังวลและตั้งค […]

The post 5% เราไม่เท่ากัน ทำไมตลาดไม่ตกใจกับบอนด์ยีลด์สูงเหมือนก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงตัวอักษร 'BOND' บนพื้นหลังธนบัตรดอลลาร์สหรัฐ สื่อถึงประเด็นบอนด์ยีลด์

บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ เป็นประเด็นที่ตลาดการเงินกังวลและตั้งคำถามมากถึงที่สุด เพราะยีลด์สูงมักเป็นประเด็นกดดันให้ตลาดหุ้นปรับฐานอย่างรวดเร็ว

 

ย้อนกลับไปแค่เดือนตุลาคมปี 2023 ยีลด์สหรัฐฯ 10 ปี แตะ 5% ในครั้งนั้นกดดันให้ดัชนี S&P 500 ปรับลงไปกว่า 10%

 

แต่ตอนนี้ แม้ยีลด์จะทะลุ 5% ไปแล้ว ดัชนีหุ้นกลับไม่ปรับตัวลง และยังอยู่ห่างจุดสูงสุดตลอดกาลแค่ 2% ผมมองว่ามีหลายทฤษฎีที่กำหนดความสูงและความชันของยีลด์ และแต่ละเหตุผลก็มีความเสี่ยงที่ต่างกัน เราต้องรู้ให้ทันเพื่อวางกลยุทธ์รับมือให้พร้อม

 

ทฤษฎีแรกคือความคาดหวัง หรือ Expectations Hypothesis มองว่ายีลด์ขาขึ้นรอบนี้เกิดจากนโยบายการเงิน ขณะที่ดอกเบี้ยเป้าหมายไม่ได้สูงกว่าปัจจุบันมาก

 

ทฤษฎีความคาดหวังประเมินว่ายีลด์แต่ละอายุเป็นค่าเฉลี่ยของดอกเบี้ยระยะสั้นในอนาคตของช่วงนั้นๆ

 

ทฤษฎีนี้เชื่อมโยงกับการปรับตัวขึ้นของยีลด์รอบนี้โดยตรง เพราะส่วนใหญ่มาจากมุมมองนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นหลัง Kevin Warsh ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ เห็นได้จากยีลด์ 2ปี ที่ปรับตัวขึ้นเร็วกว่ายีลด์ 30ปี

 

อย่างไรก็ดี ยีลด์ที่ปรับตัวสูงขึ้นทั้งเส้นเป็นผลจากเศรษฐกิจที่แข็งแรง ขณะเดียวกัน ตลาดก็เชื่อว่าต่อให้ดอกเบี้ยนโยบายขึ้นถึง 5.00-5.50% ก็ไม่ได้อยู่สูงกว่าปัจจุบันที่ 4.25% มากนัก จึงไม่ได้มองว่าเป็นความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้

 

ทฤษฎีที่สองคือเรื่องของผู้ซื้อ แม้จะมีความไม่แน่นอนจากผู้ซื้อต่างประเทศ แต่เหตุผลด้านราคาอย่างเดียวอาจเปลี่ยนโครงสร้างการลงทุนข้ามคืนไม่ได้

 

ทฤษฎีผู้ซื้อขาประจำ (Preferred Habitat) บอกว่ายีลด์แต่ละช่วงมีผู้ซื้อขาประจำอยู่ เช่น

 

2ปี เป็นพื้นที่ของกองทุนตลาดเงินและธนาคารกลางต่างประเทศ

 

10ปี เป็นพื้นที่ของธนาคาร ผู้ปล่อยสินเชื่อ และกองทุนความมั่งคั่งต่างประเทศ

 

30ปี เป็นพื้นที่ของกองทุนบำนาญและบริษัทประกันชีวิต

 

ผู้ซื้อเหล่านี้ไม่ได้ซื้อเพราะทิศทางหรือแค่ส่วนต่างดอกเบี้ย แต่ซื้อเพราะต้องถือสินทรัพย์ในช่วงอายุนั้นๆ

 

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือบริษัทประกันชีวิตญี่ปุ่น เมื่อยีลด์ 30ปี ของญี่ปุ่นอยู่ที่ 4.3% ในปัจจุบัน ก็ไม่มีเหตุผลเลยที่นักลงทุนกลุ่มนี้จะซื้อบอนด์สหรัฐฯ ยีลด์ 5.6% ที่หลังป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนแล้วเหลือแค่ 2.7% แต่การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนก็ยังไม่เกิดขึ้น

 

สาเหตุเกิดจากหลายปัจจัย เช่น การเป็นองค์กรใหญ่ที่ขยับตัวช้า การขายบอนด์ที่ต้องรับรู้ขาดทุน หรือสภาพคล่องในทั้งสองตลาดที่ยังไม่เอื้อให้ปรับเปลี่ยนได้ทันที

 

พอการขายไม่เกิดขึ้น ดอลลาร์ไม่อ่อน ตลาดจึงคลายความกังวลเรื่องผู้ซื้อลงเช่นกัน

 

ทฤษฎีที่สาม Liquidity Preference คือเหตุผลที่น่ากลัวที่สุด แต่ตลาดอยู่ในช่วงที่ไม่กลัว เพราะกำไรเพิ่มขึ้นเร็วกว่าต้นทุน

 

ทฤษฎีนี้บอกว่านักลงทุนไม่ชอบถือบอนด์ยาว เพราะราคาผันผวนและสภาพคล่องน้อย ถ้าจะลงทุนระยะยาวขึ้น ยีลด์ก็ต้องเพิ่มเพื่อชดเชยความเสี่ยง

 

ความน่ากลัวของ Liquidity Preference คือยีลด์ไม่ได้สัมพันธ์กับดอกเบี้ยนโยบาย เช่น Fed อาจหยุดขึ้นดอกเบี้ย แต่ถ้าสภาพคล่องไม่กลับมา ยีลด์ระยะยาวก็อาจไม่ปรับตัวลง

 

ปัจจุบันสภาพคล่องในตลาดบอนด์ลดลงมากจากนโยบายการเงินเข้มงวดและการไม่มี QE อย่างไรก็ดี สภาพคล่องทั้งระบบยังคงเพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจ กำไรบริษัทที่เติบโต และมูลค่าสินทรัพย์เสี่ยงที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

 

สรุปได้ว่ายีลด์ที่ขึ้นตามทฤษฎีสภาพคล่องจะน่ากลัวจริงก็ต่อเมื่อเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย

 

มองผ่าน 3 ทฤษฎี ไม่แปลกที่ตลาดจะเชื่อว่าครั้งนี้แตกต่างจากอดีต

 

ทว่าถ้ามองให้ลึก ความสงบวันนี้มีเงื่อนไข คือยีลด์ต้องขึ้นเพราะดอกเบี้ยหรือกำไร ไม่ใช่เพราะผู้ซื้อหายไปหรือสภาพคล่องตึงตัว ผมจึงแบ่งเส้นทางข้างหน้าออกเป็นสามฉาก

 

กรณีฐาน (50%) ยีลด์สูงค้างนาน ตลาดไปต่อกับหุ้นเติบโตสูง

 

Fed มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยสูงนาน ขณะที่กำไรบริษัทใหญ่เติบโตเร็วกว่าต้นทุน ดอลลาร์ไม่อ่อน ผู้ซื้อไม่ย้ายเงินหนี การลงทุนแนวคุณภาพ (Quality) มีแนวโน้มดีกว่าหุ้นขนาดเล็ก

 

กรณีดีที่สุด (25%) ยีลด์ย่อตัวจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลง

 

ในภาวะนี้เงินเฟ้อจะชะลอตัวโดยเศรษฐกิจไม่สะดุด Fed หยุดขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด ยีลด์ระยะสั้นลดลง ดอลลาร์อ่อนค่า ตลาดจะปรับตัวขึ้นแบบกว้าง และการลงทุนสไตล์ Growth กับหุ้นตลาดเกิดใหม่จะกลับมา

 

กรณีเลวร้าย (25%) Fed หยุดขึ้นดอกเบี้ย แต่ยีลด์ไม่หยุดขึ้น

 

ถ้าเหตุผลมาจากสภาพคล่องในระบบที่ตึงตัว หรือกำไรที่ไม่มาตามคาด จะส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่า ผู้ซื้อต่างประเทศเริ่มย้ายเงินกลับ ยีลด์ระยะยาวไม่กลับลงมาต่ำ และต้นทุนเงินแพงขึ้น

 

การหยุดขึ้นหรือแม้แต่ลดดอกเบี้ยของ Fed อาจช่วยได้แค่ทำให้ยีลด์ระยะสั้นปรับตัวลง แต่ตลาดจะเลือกลดการถือสินทรัพย์เสี่ยง โดยมีทองคำและสกุลเงินต่างประเทศเป็นคำตอบในระยะถัดไป

 

ตลาดไม่ได้กลัวตัวเลข 5% แต่กลัวเหตุผลที่อยู่เบื้องหลัง ตราบใดที่ยีลด์ขึ้นเพราะเศรษฐกิจดี หุ้นก็ไปต่อได้ แต่ถ้าวันหนึ่งยีลด์ขึ้นสวนทาง Fed และดอลลาร์เริ่มอ่อน 5% ในวันนั้นก็จะมีความหมายไม่เหมือน 5% ตอนนี้แน่นอนครับ

 

ภาพประกอบแสดงตัวอักษร 'BOND' บนพื้นหลังธนบัตรดอลลาร์สหรัฐ สื่อถึงประเด็นบอนด์ยีลด์ 1

 

ภาพ: Branding Pot / Shutterstock

The post 5% เราไม่เท่ากัน ทำไมตลาดไม่ตกใจกับบอนด์ยีลด์สูงเหมือนก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
AI ไม่ได้อยู่แค่บน Cloud: เมื่อ Data Center เผชิญบททดสอบ ESG จากชุมชนและกฎเกณฑ์ใหม่ https://thestandard.co/ai-data-center-esg-challenge/ Tue, 06 Oct 2026 07:23:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1265178 ภาพ Data Center แสดงถึงความท้าทายด้าน ESG และชุมชน

เมื่อกล่าวถึง AI หลายคนมักนึกถึงซอฟต์แวร์ โมเดลภาษา หรื […]

The post AI ไม่ได้อยู่แค่บน Cloud: เมื่อ Data Center เผชิญบททดสอบ ESG จากชุมชนและกฎเกณฑ์ใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ Data Center แสดงถึงความท้าทายด้าน ESG และชุมชน

เมื่อกล่าวถึง AI หลายคนมักนึกถึงซอฟต์แวร์ โมเดลภาษา หรือบริการดิจิทัล ผ่าน Cloud แต่เบื้องหลังเทคโนโลยีเหล่านี้คือโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่สร้างอยู่บนผืนดินจริงที่ประกอบด้วยชิป เซิร์ฟเวอร์ ระบบเครือข่าย ระบบระบายความร้อน ตลอดจนโรงไฟฟ้าและระบบส่งไฟฟ้าที่ต้องจ่ายพลังงานอย่างต่อเนื่อง โดยการใช้งาน AI ที่ต้องการการตอบสนองที่รวดเร็ว ทำให้ Data Center มีเหตุผลที่จะตั้งอยู่ใกล้ศูนย์กลางการใช้งาน ซึ่งหมายถึงการเข้าใกล้เมืองและชุมชนมากขึ้น ส่งผลให้มีผู้คนในชุมชนกลายเป็นผู้มีส่วนได้เสียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น การเติบโตของ AI จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทาย ทั้งด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม และการยอมรับจากสังคม

 

การใช้งาน AI ที่เพิ่มขึ้นผลักดันความต้องการกำลังประมวลผลและ Data Center ขณะที่อุปทานไม่ได้เพิ่มได้ด้วยการสร้างอาคารและติดตั้งเซิร์ฟเวอร์เพียงอย่างเดียว โครงการยังต้องมีไฟฟ้าที่จ่ายได้จริง จุดเชื่อมต่อโครงข่าย สถานีไฟฟ้า ระบบน้ำ และใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้อาจใช้เวลาพัฒนานานกว่าตัว Data Center เอง

 

สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดว่า การใช้ไฟฟ้าของ Data Center ทั่วโลกอาจแตะประมาณ 945 เทราวัตต์-ชั่วโมงภายในปี 2573 ซึ่งเทียบเท่าการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศของญี่ปุ่นในปัจจุบัน ขณะที่ ในสหรัฐฯ กระทรวงพลังงานประเมินว่า สัดส่วนการใช้ไฟฟ้าของ Data Center ซึ่งอยู่ที่ราว 4.4% ของทั้งประเทศในปี 2566 อาจเพิ่มเป็น 6.7–12% ภายในปี 2571 โดยความท้าทายอยู่ที่ ความเร็วในการก่อสร้าง Data Center ที่ไม่เท่ากัน บางแห่งอาจสร้างเสร็จได้ภายในไม่กี่ปี แต่ว่าโรงไฟฟ้า สายส่ง สถานีไฟฟ้าซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานส่วนสนับสนุน อาจใช้เวลาสร้าง รวมถึงใช้เวลาในกระบวนการอนุมัติโครงการนานกว่า ส่งผลให้ไฟฟ้าที่เข้าถึงได้จริง กลายเป็นคอขวดสำคัญของการลงทุน AI

 

นอกจากนี้ ความต้องการดังกล่าวยังต้องแข่งขันกับการใช้ไฟฟ้าในภาคครัวเรือน อุตสาหกรรม ยานยนต์ไฟฟ้า และอาคารต่างๆ ทำให้ แม้ประเทศหนึ่งจะมีกำลังผลิตไฟฟ้าเพียงพอในภาพรวม แต่ในพื้นที่ที่มี Data Center ตั้งอยู่ อาจขาดแคลนสายส่ง หม้อแปลง หรือสถานีไฟฟ้าที่รองรับความต้องการใช้พลังงานขนาดใหญ่และต่อเนื่องได้

 

แม้ว่า Data Center จะสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้อย่างชัดเจน ทั้งการขยายบริการ Cloud การสนับสนุนการใช้งาน AI การลงทุนก่อสร้าง รายได้ภาษี ตลอดจนความต้องการบุคลากรด้านวิศวกรรม พลังงาน และโทรคมนาคม แต่ประโยชน์เหล่านี้อาจกระจายเป็นวงกว้างไปยังผู้ใช้งานทั่วประเทศหรือทั่วโลก ขณะที่ ต้นทุนหลายด้านกลับกระจุกตัวในชุมชนที่เป็นที่ตั้งโครงการ โดยชุมชนอาจต้องเผชิญกับการใช้น้ำจำนวนมาก เสียงรบกวน การก่อสร้าง อุณหภูมิที่สูงขึ้นจากการระบายความร้อน การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน หรือความเสี่ยงที่ค่าไฟฟ้าจะสูงขึ้น หากครัวเรือนต้องร่วมรับภาระค่าลงทุนโครงข่ายซึ่งสร้างขึ้น เพื่อรองรับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่

 

นอกจากนี้ หลายพื้นที่ยังตั้งคำถามว่า สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่โครงการได้รับ คุ้มค่ากับการจ้างงานถาวรที่จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ หรือในด้านการเลือกระบบระบายความร้อน ก็มีผลกระทบที่ต้องชั่งน้ำหนักให้ดี โดยระบบที่ใช้น้ำอาจช่วยลดการใช้ไฟฟ้าได้ แต่ก็เพิ่มแรงกดดันในพื้นที่ขาดแคลนน้ำ ส่วนระบบที่ใช้อากาศมากขึ้น อาจประหยัดน้ำ แต่ใช้พลังงานสูงกว่า จึงไม่มีคำตอบเดียวที่เหมาะกับทุกพื้นที่

 

ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าการขยาย Data Center ทำให้ประเด็นสิ่งแวดล้อม (E) และสังคม (S) เชื่อมโยงกันโดยตรง การใช้ทรัพยากรไฟฟ้าและน้ำมหาศาลสร้างแรงกดดันต่อประชากรในพื้นที่ คำถามสำคัญคือ หากต้องลงทุน โดยเฉพาะขยายโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อรองรับผู้ใช้รายใหญ่ ใครคือผู้ได้รับประโยชน์ และ ใครคือผู้จ่ายต้นทุนดังกล่าว ด้วยความท้าทายเหล่านี้ ทำให้เริ่มเห็นแรงต้านจากชุมชนต่างๆ มากขึ้น

 

ภาพดังกล่าวเห็นได้ชัดในสหรัฐฯ โดย Data Center Watch ระบุว่า ในไตรมาสแรกของปี 2569 มีโครงการอย่างน้อย 75 แห่ง มูลค่ารวมประมาณ 1.3 แสนล้านดอลลาร์ สรอ. ถูกระงับหรือชะลอออกไป จากแรงคัดค้านของชุมชน โดยตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกโครงการถูกยกเลิกถาวร แต่สะท้อนว่า การยอมรับจากชุมชน หรือ Social license กำลังกลายเป็นเงื่อนไขทางธุรกิจที่มีผลต่อระยะเวลาก่อสร้าง ต้นทุนทางการเงิน และโอกาสที่โครงการจะเปิดดำเนินงานได้จริง

 

ทั้งนี้ แม้ว่าจะมีทางผู้พัฒนาโครงการขนาดใหญ่ เริ่มจัดกิจกรรมการบริจาคหรือกิจกรรมเพื่อสังคมอื่นๆ ในพื้นที่ ซึ่งอาจช่วยบรรเทาปัญหาได้บ้าง แต่หากชุมชนยังไม่ทราบตั้งแต่ต้นว่า โครงการจะใช้น้ำและไฟฟ้าเท่าใด ใครจะรับผิดชอบค่าขยายโครงข่าย และประโยชน์ระยะยาวจะตกอยู่กับคนในพื้นที่มากน้อยเพียงใด ความไว้วางใจที่เสียไปแล้วตั้งแต่ต้น อาจเรียกคืนได้ยาก และกลายเป็นต้นทุนทางสังคมตามมา

 

Governance คือการกำหนดว่าใครรับผิดชอบต้นทุน

 

เมื่อผลกระทบและแรงเสียดทานชัดเจนขึ้น บทบาทของภาครัฐ (G) จึงไม่ใช่เพียงการเร่งอนุมัติหรือจำกัดการก่อสร้าง แต่คือการวางกติกาให้การเติบโตของ Data Center ไม่ผลักภาระไปยังผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปและชุมชน หลายประเทศเริ่มปรับนโยบายจากการส่งเสริมการลงทุนเพียงด้านเดียว ไปสู่การกำหนดเงื่อนไขเรื่องพลังงาน น้ำ การปล่อยคาร์บอน และความยืดหยุ่นในการใช้ไฟฟ้า อย่างเช่น ในสหรัฐฯ ที่ไม่มีใบอนุญาต Data Center ระดับชาติใบเดียวที่ใช้ได้กับทุกโครงการ โดยผู้พัฒนาต้องผ่านการอนุมัติผังเมืองและอาคารจากท้องถิ่น ทำข้อตกลงเชื่อมต่อกับบริษัทไฟฟ้าหรือผู้ดูแลโครงข่าย และขอใบอนุญาตด้านอากาศ น้ำ หรือสิ่งแวดล้อมจากรัฐ ขณะที่การพิจารณาระดับรัฐบาลกลางอาจเข้ามาเกี่ยวข้อง หากโครงการใช้ที่ดินของรัฐบาล กระทบทรัพยากรที่ได้รับความคุ้มครอง หรือมีการปล่อยมลพิษในระดับที่เข้าเกณฑ์ โดยแม้อยู่ในรัฐเดียวกัน แต่ข้อกำหนดก็อาจต่างกันตามเทศมณฑล เขตให้บริการไฟฟ้า และตลาดพลังงาน

 

โดยล่าสุด (30 ก.ย. 2569) วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ จากทั้งพรรคเดโมแครต และ รีพับลิกันได้บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นเกี่ยวกับร่างกฎหมายที่มีเป้าหมายเร่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศ ทั้งท่อส่งพลังงาน สายส่งไฟฟ้าแรงสูง และโครงการพลังงานขนาดใหญ่ โดยหนึ่งในสาระสำคัญของร่างกฎหมายคือการกำหนดให้ผู้พัฒนา Data Center ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่จากกระแส AI ต้องรับผิดชอบต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการขยายระบบไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นสายส่งแรงสูง โรงไฟฟ้า หรือระบบจำหน่ายไฟฟ้า แทนการผลักภาระต้นทุนดังกล่าวไปยังผู้บริโภคทั่วไป ยิ่งไปกว่านั้น ร่างกฎหมายยังมีมาตรการเร่งรัดการอนุมัติการก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าแรงสูง ซึ่งถือเป็นคอขวดสำคัญของระบบพลังงานสหรัฐฯ ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม กระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายยังไม่สิ้นสุด โดยคาดว่าวุฒิสภาจะยังไม่ลงมติจนกว่าจะผ่านการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน และเนื้อหาร่างกฎหมายยังมีโอกาสถูกปรับแก้อีก

 

นอกจากนี้ แต่ละรัฐกำลังยกระดับเงื่อนไขด้วยแนวทางที่แตกต่างกัน อาทิ นิวยอร์กพักการออกใบอนุญาตสิ่งแวดล้อมระดับรัฐสำหรับโครงการขนาดใหญ่ เป็นเวลาสูงสุด 1 ปี ระหว่างจัดทำมาตรฐานเพื่อคุ้มครองผู้ใช้ไฟฟ้า โครงข่าย ทรัพยากรธรรมชาติ และชุมชน ขณะที่ รัฐเพนซิลเวเนียกำหนดให้โครงการต้องได้รับความเห็นชอบจากท้องถิ่น และทำข้อผูกพันตามมาตรฐานการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างรับผิดชอบ หรือ Grid ที่มีผลทางกฎหมาย เป็นต้น

 

ด้านยุโรปกำลังพัฒนากรอบประเมินความยั่งยืนของ Data Center ที่ครอบคลุมประสิทธิภาพการใช้พลังงานและน้ำ การใช้พลังงานสะอาด การนำความร้อนทิ้งกลับมาใช้ และความสามารถในการช่วยรักษาสมดุลของโครงข่าย

 

ส่วนจีนใช้แนวทางที่ต่างออกไปผ่านโครงการ “East Data, West Computing” โดยพยายามย้ายงานประมวลผลที่ไม่มีความจำเป็นต้องตอบสนองแบบทันที เช่น การฝึกโมเดล AI และการจัดเก็บข้อมูล ไปยังพื้นที่ภาคตะวันตกและภาคเหนือซึ่งมีที่ดิน พลังงานหมุนเวียน และภูมิอากาศที่เหมาะสมกว่า ขณะที่งานที่ต้องการความหน่วงต่ำ ยังคงอยู่ใกล้เมืองและผู้ใช้งาน แนวคิดนี้สะท้อนทางเลือกสำคัญว่า ในบางกรณีเราอาจส่ง “ข้อมูล” ไปประมวลผลที่ใกล้แหล่งพลังงาน แทนที่จะสร้างสายส่งเพื่อส่ง “ไฟฟ้า” เข้ามายังศูนย์กลางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว

 

อย่างไรก็ดี ไม่มีแนวทางใดที่ปราศจากต้นทุน การย้ายงานประมวลผลต้องอาศัยเครือข่ายใยแก้วนำแสงและซอฟต์แวร์ที่จัดสรรงานข้ามพื้นที่ได้ ส่วนพลังงานหมุนเวียนก็ยังต้องมีระบบกักเก็บหรือแหล่งพลังงานที่จ่ายไฟได้ต่อเนื่องในช่วงที่ลมหรือแสงอาทิตย์ไม่เพียงพอ

 

โดยภาพรวม ทิศทางของกฎเกณฑ์ในหลายประเทศจึงมีจุดร่วมสำคัญ ได้แก่ โครงการใหม่ต้องแสดงให้เห็นว่ามีแหล่งพลังงานรองรับจริง รับผิดชอบต้นทุนโครงข่ายที่เกิดจากตนเอง จัดหาพลังงานสะอาดเพิ่มเติมจากระบบเดิม เปิดเผยการใช้น้ำและการปล่อยคาร์บอนตามสภาพจริงของพื้นที่ และหารือกับชุมชนตั้งแต่ก่อนตัดสินใจเรื่องที่ตั้งและสิทธิประโยชน์ โดยการจัดหาพลังงานสะอาดเพิ่มเติมในที่นี้ไม่ใช่เพียงการซื้อใบรับรองจากกำลังผลิตเดิม แต่ควรช่วยให้เกิดโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด ระบบกักเก็บพลังงาน หรือแหล่งจ่ายไฟคาร์บอนต่ำใหม่ในระบบจริงด้วย

 

ESG ไม่ใช่เพียงหลักการ และ ภาพลักษณ์ แต่ได้สร้างผลกระทบทางการเงินที่จับต้องได้จริง

 

สำหรับนักลงทุน ESG จึงไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อมที่แยกจากผลตอบแทน แต่เป็นตัวแปรทางการเงินของโครงการโดยตรง ค่าใช้จ่ายเพื่อการเชื่อมต่อไฟฟ้าและจัดหาระบบน้ำ อาจสูงขึ้นตามค่าไฟ ค่าน้ำ ราคาคาร์บอน หรือมาตรฐานประสิทธิภาพที่เข้มงวดขึ้น นอกจากนี้ อาจต้องเพิ่มเงินลงทุนด้านการสร้างสถานีไฟฟ้า สายส่ง ระบบสำรองไฟ และระบบน้ำ ส่วนการคัดค้านหรือการอนุมัติที่ล่าช้าทำให้รายได้เลื่อนออกไป ขณะที่ดอกเบี้ยและต้นทุนก่อสร้างยังสะสมต่อเนื่อง ส่งผลต่อต้นทุนทางการเงิน โครงการที่ดูให้ผลตอบแทนดีบนกระดาษจึงอาจมีความคุ้มค่าต่างไปมาก เมื่อรวมต้นทุนด้านพลังงาน ทรัพยากร และชุมชนอย่างครบถ้วน

 

นัยต่อการลงทุน: การสร้างอาจชะลอ แต่ Demand ไม่จำเป็นต้องชะลอตาม

 

SCB CIO มองว่า กฎเกณฑ์ที่เข้มงวดขึ้นและข้อจำกัดด้านไฟฟ้า อาจทำให้ Data Center ใหม่เข้าสู่ตลาดช้าลง แต่ การสร้างที่ช้าลงไม่ใช่หลักฐานว่าความต้องการใช้ AI ลดลง ประเด็นนี้เป็นความเสี่ยงด้านการส่งมอบอุปทาน มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนทิศของความต้องการโดยอัตโนมัติ

 

ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว โครงการที่มีลูกค้าหรือสัญญารองรับ มีใบอนุญาต มีไฟฟ้าที่เชื่อมต่อได้จริง และพร้อมเปิดให้บริการ อาจมีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้นเมื่อกำลังการผลิตใหม่เข้าสู่ตลาดได้ช้า ตรงกันข้าม โครงการที่ยังมีเพียงแผนก่อสร้าง แต่ไม่มีความชัดเจนเรื่องไฟฟ้า ใบอนุญาต หรือการยอมรับจากชุมชน จะเผชิญความเสี่ยงด้านเวลา ต้นทุน และผลตอบแทนสูงกว่า นักลงทุนจึงควรให้น้ำหนักกับ ความพร้อมส่งมอบจริง มากกว่าจำนวนเมกะวัตต์ที่ประกาศไว้

 

ในภาพใหญ่ ความต้องการลงทุนไม่ได้จำกัดอยู่ที่ Data Center เพราะระบบไฟฟ้ายังต้องรองรับการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น ทั้งผ่านการขยายโครงข่าย อุปกรณ์ไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และเทคโนโลยีที่ช่วยใช้ไฟฟ้าและน้ำอย่างมีประสิทธิภาพขึ้น โอกาสการลงทุนในวัฏจักร AI จึงอยู่ทั้งในสินทรัพย์ที่พร้อมให้บริการ และในธุรกิจที่ช่วยปลดคอขวดให้ระบบเติบโตต่อได้

 

กลุ่มแรกคือโครงข่ายไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น หม้อแปลง สวิตช์เกียร์ สายเคเบิล สถานีไฟฟ้า ระบบควบคุมโครงข่าย และระบบกักเก็บพลังงาน ซึ่งได้ประโยชน์จากความต้องการลงทุนทั้งเพื่อ Data Center และการใช้ไฟฟ้าของเศรษฐกิจในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม สำหรับธุรกิจสาธารณูปโภค นักลงทุนยังต้องพิจารณาว่า หน่วยงานกำกับดูแลอนุญาตให้เรียกเก็บต้นทุนได้มากน้อยเพียงใด และภาระต้นทุนดังกล่าวจะถูกแบ่งระหว่างผู้พัฒนาโครงการกับผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปอย่างเหมาะสมหรือไม่

 

กลุ่มที่สองคือเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น ชิปที่ใช้พลังงานน้อยลง ระบบระบายความร้อนขั้นสูง การนำความร้อนทิ้งกลับมาใช้ และซอฟต์แวร์ที่เลื่อนงานประมวลผลไปยังช่วงเวลาหรือพื้นที่ที่มีไฟฟ้าเหลือ เทคโนโลยีเหล่านี้มีโอกาสได้ประโยชน์ แม้การก่อสร้าง Data Center ใหม่จะชะลอลง เพราะศูนย์เดิมก็ยังจำเป็นต้องลดต้นทุนและปฏิบัติตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มขึ้น

 

บทสรุป – AI อาจเป็นเทคโนโลยีบน Cloud แต่ความสามารถในการขยายตัวขึ้นอยู่กับข้อจำกัดบนพื้นดิน ทั้งไฟฟ้า น้ำ กฎเกณฑ์ และการยอมรับจากชุมชน ผู้ชนะในระยะยาวจึงไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่ประกาศสร้างได้มากที่สุด แต่เป็นผู้ที่สร้างได้จริง เปิดให้บริการได้จริง และสร้างผลตอบแทนได้หลังรับผิดชอบต้นทุน ESG อย่างครบถ้วน ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างประโยชน์ที่ชุมชนสัมผัสได้ จะมีโอกาสเปลี่ยนการเติบโตของ AI ให้เป็นผลตอบแทนระยะยาวได้มากกว่า ดังนั้น โอกาสการลงทุน จึงไม่ใช่เพียงการหาหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI แต่คือการแยกให้ออกว่าธุรกิจใดมีศักยภาพจริงเมื่อรวมต้นทุนด้าน ESG เข้าไปแล้ว เพราะท้ายที่สุดประเด็น ESG ต้องถูกนำมาประเมินคุณภาพ กระแสเงินสด และความอยู่รอดของสินทรัพย์นั้นตั้งแต่ริเริ่มโครงการ ถือเป็นต้นทุนที่รวมอยู่ในการลงทุนนั่นเอง

 

หมายเหตุ:

  • จัดทำ ณ วันที่ 2 ตุลาคม 2569 ทั้งนี้ ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละขณะเวลา ผู้ใช้ข้อมูลควรใช้ความระมัดระวังในการตัดสินใจลงทุน

 

คำเตือน:

  • การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง รวมถึงควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจก่อนตัดสินใจลงทุน
  • เนื่องจากกองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
  • ศึกษาข้อมูลกองทุนหลักและหนังสือชี้ชวนกองทุนรวมเพิ่มเติมได้จาก website ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ไทยพาณิชย์ จำกัด หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ SCB Call Center โทร. 02-777-7777

 

อ้างอิง: 

 และ https://www.nj.gov/governor/news/2026/approved/20260707a.shtml 

The post AI ไม่ได้อยู่แค่บน Cloud: เมื่อ Data Center เผชิญบททดสอบ ESG จากชุมชนและกฎเกณฑ์ใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Net Zero: คำมั่นเดิม ในกฎใหม่ เกมใหม่ https://thestandard.co/net-zero-new-rules-game/ Sun, 04 Oct 2026 06:00:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1264043 ภาพประกอบแนวคิด Net Zero และความท้าทายในการบรรลุเป้าหมายในโลกที่เปลี่ยนแปลง

หลายองค์กรประกาศ Net Zero ไปแล้ว แต่มีคำถามหนึ่งที่เราอ […]

The post Net Zero: คำมั่นเดิม ในกฎใหม่ เกมใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิด Net Zero และความท้าทายในการบรรลุเป้าหมายในโลกที่เปลี่ยนแปลง

หลายองค์กรประกาศ Net Zero ไปแล้ว แต่มีคำถามหนึ่งที่เราอาจไม่ได้กลับไปถาม

 

‘วันที่เราให้คำมั่น โลกยังเหมือนวันนี้อยู่หรือเปล่า?’

 

คำถามนี้ติดอยู่ในหัวผม หลังจากได้ฟัง ดร.เหมือนจิต แจ่มศิลป์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืน บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด บรรยายเรื่อง Global Climate Order and Regulatory Landscape 2026 ในหลักสูตร Net Zero CEO รุ่น 3

 

ผมกลับมาคิดว่า Net Zero อาจเหมือนมาราธอนที่ยาวหลายสิบปี

 

เราประกาศเส้นชัยตั้งแต่วันออกตัว แต่ระหว่างทาง สนามเปลี่ยน กติกาเปลี่ยน คนดูเปลี่ยน และแม้แต่นักวิ่งก็เปลี่ยน

 

กฎหมาย เทคโนโลยี มาตรฐาน ราคาพลังงานและคาร์บอน รวมถึงความคาดหวังของนักลงทุน ลูกค้า และสังคม ล้วนเปลี่ยนได้

 

บางคนข้างสนามไม่ได้แค่ดู เขามีนกหวีด และบางคนมีใบแดง

 

ปี 2025 เพียงปีเดียว มีคดีเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศใหม่ทั่วโลก 249 คดี และยอดสะสมมากกว่า 3,600 คดีใน 62 ประเทศ ตามข้อมูลของ Grantham Research Institute, LSE

 

แน่นอน ไม่ใช่ทั้งหมดเป็นคดี Net Zero หรือคดีต่อบริษัท แต่ก็มากพอที่จะบอกว่า Climate Litigation ไม่ใช่เรื่องที่บอร์ดควรปล่อยให้ฝ่ายกฎหมายวิ่งคนเดียว

 

นักวิ่งก็เปลี่ยน มาราธอนนี้ยาวกว่าวาระของ CEO และกรรมการหลายชุด

 

คนประกาศเป้าหมาย คนลงทุน และคนพาองค์กรเข้าเส้นชัย ‘อาจไม่ใช่คนเดียวกัน’

 

โจทย์ของ Governance จึงไม่ใช่แค่วิ่งเร็วแค่ไหน แต่คือ ‘จะส่งไม้ต่ออย่างไร’ โดยไม่ทำคำมั่นหล่นหายระหว่างทาง

 

Scope 3 เหมือน PM2.5 ในสนาม

 

ลองนึกภาพว่า ระหว่างวิ่ง PM2.5 เริ่มปกคลุมสนาม ไม่มีนักวิ่งคนไหนควบคุมฝุ่นทั้งหมดได้ แต่ถ้าทุกคนบอกว่า ‘ไม่ใช่ฝุ่นของผม’ สุดท้ายทุกคนก็ต้องสูดอากาศเดียวกัน

 

Scope 3 ก็คล้ายกัน การปล่อยส่วนหนึ่งอยู่ใน Value Chain ตั้งแต่ Supplier การขนส่ง วัตถุดิบ ไปจนถึงลูกค้าและการใช้ผลิตภัณฑ์

 

เราไม่ได้ Control ทั้งหมด แต่ก็ไม่ใช่เรื่องของ ‘คนอื่น’ เพราะธุรกิจเราเองก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบนั้น

 

บางเรื่องเราต้อง Control บางเรื่องต้อง Influence และบางเรื่องต้อง Collaborate… เพราะถ้าไม่มีใครจัดการ

 

ทุกคนในสนาม รวมถึงนักวิ่ง ก็อาจไปไม่ถึงเส้นชัย และมาราธอนนี้ต้องมีเงินวิ่ง

 

การเปลี่ยนผ่านต้องใช้เงินจริง เทคโนโลยีใหม่ พลังงานใหม่ Supply Chain ใหม่ และคนที่มีทักษะใหม่ ล้วนต้องใช้เงินลงทุน

 

องค์กรจึงต้องยังแข่งขันได้ สร้างกำไรและกระแสเงินสดได้อย่างต่อเนื่อง

 

โจทย์จึงไม่ใช่ Profit หรือ Planet แต่คือ ‘จะสร้าง Profit วันนี้อย่างไร เพื่อมีทุนพาองค์กรไปถึงเส้นชัยวันข้างหน้า’

 

3 คำถามสำหรับบอร์ด

 

1. Where exactly is our finish line?

 

เราให้คำมั่นอะไรไว้ และครอบคลุม Scope 1, 2, 3 แค่ไหน?

 

2. Has the course changed?

 

กฎหมาย เทคโนโลยี ต้นทุน ตลาด และ assumptions เปลี่ยนจากวันออกตัวอย่างไร?

 

3. Can we still finish the race?

 

เรามีคน เงินทุน กำไร และกระแสเงินสดเพียงพอไหม? อะไร Control อะไร Influence และอะไรต้อง Collaborate?

 

สุดท้ายแล้ว สนามเปลี่ยนได้ กติกาเปลี่ยนได้ นักวิ่งก็เปลี่ยนได้หลายชุด

 

แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรเปลี่ยน ​คือ ‘เหตุผลว่าเรากำลังวิ่งเพื่อใคร’

 

ลูกหลานของเราไม่ได้เป็นคนประกาศ Net Zero ไม่ได้นั่งอยู่ในห้องบอร์ด และไม่ได้เลือก assumptions ของวันนี้ แต่เขาคือคนที่จะอยู่รับผลจากการตัดสินใจของเราในวันข้างหน้า

 

เราอาจเปลี่ยนนักวิ่งได้หลายชุด เปลี่ยนแผนได้หลายครั้ง แต่คนที่รออยู่ปลายทาง อาจไม่เคยมีโอกาสเลือกเลยว่า คนรุ่นเราจะวิ่งอย่างไร

 

ขอบคุณ ดร.เหมือนจิต แจ่มศิลป์ ที่ทำให้ผมกลับมาขบคิดเรื่องนี้ครับ

 

ภาพ: Shutterstock AI

The post Net Zero: คำมั่นเดิม ในกฎใหม่ เกมใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สภาหลุดมือทรัมป์ ฝันร้ายการเมือง สัญญาณบวกทองคำ https://thestandard.co/midterm-election-trump-congress-gold/ Sun, 04 Oct 2026 03:31:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1264004 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังกล่าวกับสื่อมวลชน

ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 กำลังจะมี Big Event นั่นคือ ก […]

The post สภาหลุดมือทรัมป์ ฝันร้ายการเมือง สัญญาณบวกทองคำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังกล่าวกับสื่อมวลชน

ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 กำลังจะมี Big Event นั่นคือ การเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Election) ซึ่งสิ่งที่ทั่วโลกรอจับตาคือการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร (House) และวุฒิสภา (Senate) ซึ่งจะเป็นการกำหนดดุลอำนาจในสภาคองเกรส (U.S. Congress) เพื่อผลักดันนโยบายในวาระที่เหลือของประธานาธิบดี โดยปัจจุบันถือว่าสหรัฐเป็นรัฐบาลเอกภาพ (Unified Government) จากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มาจาก Republican และเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ก็มาจาก Republican เช่นกัน

 

จากผลสำรวจ Reuters/Ipsos คะแนนนิยมของทรัมป์ดิ่งลงเหลือ 32% ต่ำสุดในเส้นทางการเมือง รวมถึงการสนับสนุนจากผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งฝั่ง Republican มีเพียง 35% แต่ฝั่ง Democrat อยู่ที่ 43% ซึ่งเป็นความต่าง 8% ที่กว้างที่สุดในปีนี้

 

ดังนั้นจึงเกิดกระแสว่า Republican อาจเสียหนึ่งสภา (Divided Congress) หรือทั้งสองสภา House และ Senate ให้กับพรรค Democrat (Democrat Sweep) โดยตลาดคาดการณ์ฉากทัศน์ ‘Divided Congress’ หรือ Republican ที่เสียหนึ่งสภาด้วยโอกาส 30% ในขณะที่ฉากทัศน์ ‘Democrat Sweep’ หรือ Republican ที่เสียทั้งสองสภา มีโอกาสมากถึง 64% อ้างอิงข้อมูลจาก Polymarket วันที่ 2 ตุลาคม 2026

 

เมื่อรวมฉากทัศน์ทั้งสองจะมีโอกาสเกิดขึ้นมากถึง 94% ดังนั้น เราจึงสามารถคาดการณ์ผลกระทบต่อราคาทองคำ โดยอ้างอิงสถิติจากเหตุการณ์ในอดีตได้อย่างชัดเจนมากขึ้น และสามารถวิเคราะห์ในช่วงเวลาตั้งแต่ปี 1970 ได้ดังนี้

 

(i) การเปลี่ยนจาก Unified Government ไปสู่ ‘Divided Congress’ เกิดขึ้นทั้งหมด 3 ครั้ง ในปี 2010, 2018 และ 2022 ซึ่งเป็นสมัยของประธานาธิบดีบารัก โอบามา, โดนัลด์ ทรัมป์ (สมัยแรก) และ โจ ไบเดน ตามลำดับ ปรากฏว่าราคาทองคำตอบสนองได้อย่างโดดเด่นใน 6 เดือนต่อมา ปรับตัวขึ้นเฉลี่ยสูงถึง 12%

 

(ii) การเปลี่ยนจาก Unified Government ไปสู่ ‘Opposition Sweep’ (พรรคฝ่ายค้านกวาดทั้งสองสภา) เกิดขึ้นทั้งหมด 2 ครั้ง โดยปี 1994 เกิด ‘Republican Sweep’ ในสมัยประธานาธิบดีบิล คลินตัน และปี 2006 เกิด ‘Democrat Sweep’ ในสมัยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช และราคาทองคำ 6 เดือนต่อมา ปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 6.5%

 

หากผลกระทบยังคงเป็นไปตามสถิติในอดีต ราคาทองคำในช่วง 6 เดือนหลังการเลือกตั้ง Midterm Election มีแนวโน้มสูงที่จะให้ผลตอบแทนเป็นบวก ไม่ว่าสภาวะทางการเมืองหลังการเลือกตั้งจะจบลงในรูปแบบใดก็ตาม โดยหากเป็น Divided Congress ราคาทองคำมีสถิติปรับตัวขึ้นได้อย่างโดดเด่นถึง 12% หรือแม้กระทั่งพลิกขั้วไปสู่ Democrat Sweep ราคาทองคำก็ยังคงปรับตัวขึ้นได้ 6.5% เพราะจะตามมาด้วยการคานอำนาจและความไม่แน่นอนทางนโยบายหลังการเลือกตั้ง จึงเป็นปัจจัยหนุนสำคัญที่ดันราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยได้อย่างแข็งแกร่ง

 

ภาพ: Rawpixel.com / Shutterstock

The post สภาหลุดมือทรัมป์ ฝันร้ายการเมือง สัญญาณบวกทองคำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
การบินไทย พังเพราะอะไรนะ? https://thestandard.co/thai-airways-flood-ground-staff-problem/ Wed, 30 Sep 2026 05:29:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1261829 ภาพปกบทความวิเคราะห์ปัญหาการบินไทยช่วงน้ำท่วม สาเหตุจากคนภาคพื้น

ช่วงน้ำท่วมรอบนี้ หลายคนสงสัยว่า ทำไมสายการบินอื่นยังบิ […]

The post การบินไทย พังเพราะอะไรนะ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปกบทความวิเคราะห์ปัญหาการบินไทยช่วงน้ำท่วม สาเหตุจากคนภาคพื้น

ช่วงน้ำท่วมรอบนี้ หลายคนสงสัยว่า ทำไมสายการบินอื่นยังบินได้ แต่การบินไทยถึงดีเลย์แทบทั้งระบบ กระเป๋าค้างเป็นพันใบ และสุดท้ายต้องยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก

 

อาทิตย์นั้นผมก็เดินทางเหมือนกัน แต่ใช้ดอนเมือง แทบไม่ได้รับผลกระทบอะไร กลับมาแล้วถึงได้ยินเสียงบ่นเรื่องการบินไทยเต็มไปหมด

 

ถ้าถามผม คำตอบสั้นๆ คือ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เครื่องบิน แต่อยู่ที่ “คนภาคพื้น”

 

สุวรรณภูมิยังเปิดรันเวย์ยังใช้ได้ เครื่องบินยังบินได้

 

แต่พนักงานจำนวนมากมาทำงานไม่ได้ เพราะบ้านและเส้นทางรอบสนามบินถูกน้ำท่วม

 

งานภาคพื้นของการบินไทยปกติต้องใช้คนประมาณ 500 คนต่อวัน ช่วงวิกฤตเหลือมาทำงานเพียง 200–300 คน

 

บางตำแหน่งเฉพาะทาง เช่น Loadmaster ปกติต้องใช้ราว 45 คน เหลือประมาณ 20 คน

 

พูดง่ายๆ คือ คนหายไปเกือบครึ่งในเวลาเดียวกัน

 

จากนั้นปัญหาก็ไหลเป็นลูกโซ่

 

คนไม่พอ

 

→ กระเป๋าลงไม่ทัน

 

→ เครื่องออกช้า

 

→ เครื่องเที่ยวต่อไปช้า

 

→ กระเป๋าใหม่เข้ามาเพิ่ม

 

→ ของเก่ายังไม่หมด ของใหม่ก็มากอง

 

สุดท้ายกระเป๋าค้างประมาณ 5,600 ใบ และเที่ยวบินที่ออกตรงเวลาเหลือน้อยมาก

 

แล้วทำไมสายการบินอื่นไม่หนักเท่า?

 

ส่วนหนึ่งเพราะสายการบินต่างชาติไม่ได้มีฐานใหญ่ในกรุงเทพฯ แบบการบินไทย

 

ANA, Air China หรือ Singapore Airlines อาจมีเที่ยวบินวันละไม่กี่เที่ยว แต่การบินไทยมีมากกว่าร้อยเที่ยวต่อวัน และยังรับทำ Ground Handling ให้สายการบินอื่นอีกจำนวนมาก

 

เมื่อคนหายไปครึ่งหนึ่ง ปัญหาจึงไม่ได้จบเป็นเที่ยวๆ แต่มันสะสมทั้งวัน

 

ที่น่าสนใจกว่าคือ Ground Handler รายอื่นในสุวรรณภูมิไม่ได้พังในระดับเดียวกัน มีรายงานว่าบางรายเตรียมที่พักให้พนักงานอยู่ใกล้สนามบินก่อนฝนหนัก เพื่อกันปัญหาคนเดินทางเข้ามาไม่ได้

 

นอกจากนี้ยังมีข้อสงสัยว่า การบินไทยต้องรักษามาตรฐานการให้บริการสายการบินคู่สัญญาด้วยหรือไม่ จนทรัพยากรบางส่วนถูกใช้ไปกับลูกค้า Ground Handling ก่อน

 

เรื่องนี้ยังฟันธงไม่ได้ แต่ควรตรวจสอบปัญหาอาจไม่ใช่ “ไม่มีแผน” แต่คือแผนมาช้าหลังระบบเริ่มล้ม การบินไทยก็ทำหลายอย่างถูก เอาพนักงานออฟฟิศลงมาช่วย ขอกำลังทหาร จัดรถรับพนักงาน ให้ Ground Handler อื่นช่วยรับงานลดเที่ยวบินลง 30–40%

 

แยกกระเป๋าใหม่ออกจากของค้างเร่งเคลียร์สัมภาระปัญหาคือ หลายอย่างเกิดขึ้น หลังระบบเริ่มพังแล้ว

 

คำถามจึงไม่ใช่ “ทำไมพนักงานมาไม่ได้?” แต่คือ “รู้ว่าฝนจะหนัก แล้วเตรียมอะไรไว้บ้าง?”

 

มีคนสำรองไหม

 

มีที่พักไหม

 

มีรถรับส่งไหม

 

ดึงคนจากหน่วยอื่นได้ไหม

 

และเมื่อรู้ว่าคนหายไปเกือบครึ่ง ทำไมไม่ลดเที่ยวบินตั้งแต่ต้น

 

นี่แหละคือ BCP แบบภาษาชาวบ้าน

 

ถ้าวันหนึ่งของที่เราต้องใช้หายไปครึ่งหนึ่ง เราจะอยู่ต่ออย่างไร

 

กรณีนี้ ของที่หายไปคือ “คน”

 

เรื่องนี้ทำให้นึกถึง Emirates ตอนน้ำท่วมดูไบ

 

ปี 2024 ดูไบน้ำท่วมหนัก Emirates ก็เละเหมือนกัน

 

ถนนเข้าสนามบินน้ำท่วมพนักงานมาไม่ได้ ผู้โดยสารตกเครื่อง กระเป๋าค้างเป็นหมื่นใบ

 

ผมเองก็ไปต่อเครื่องช่วงนั้นและตกเครื่องเหมือนกัน แต่ Emirates เลือกทำอย่างหนึ่งที่สำคัญมากเมื่อรู้ว่าระบบรับไม่ไหว เขายอมหยุด หยุด check-in บางช่วง

 

หยุดรับผู้โดยสารต่อเครื่อง ยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก แล้วเอากำลังทั้งหมดไปเคลียร์ปัญหาที่ค้างอยู่ก่อน

 

หลักคิดง่ายมาก ถ้ากำลังการผลิตเหลือ 60% ก็อย่าฝืนทำงาน 100%

 

เพราะยิ่งฝืน งานค้างก็ยิ่งโต

 

สุดท้ายไม่ได้ช่วยให้ระบบเดินต่อ แต่ทำให้ปัญหาของวันนี้กลายเป็นปัญหาของพรุ่งนี้ด้วย

 

และสุดท้าย เรื่องนี้กลับมาที่ “คน” บริษัทอาจมีเครื่องบิน มีรถ มีระบบ มีคู่มือฉุกเฉิน

 

แต่วันวิกฤต ทุกอย่างสุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับคน

 

บางคนบอกว่า วันน้ำท่วมบริษัทไม่ควรคาดหวังให้พนักงานมาทำงาน

 

ผมเห็นด้วยในเรื่องความปลอดภัย แต่ธุรกิจบางประเภท เช่น โรงพยาบาล โรงไฟฟ้า สนามบิน หรือสายการบิน หยุดทุกอย่างไม่ได้

 

คำถามจึงไม่ใช่

 

“จะบังคับให้พนักงานมาอย่างไร?”

 

แต่คือ “จะทำอย่างไรให้คนที่จำเป็นต้องมา สามารถมาได้ และอยากมาช่วยเอง”

 

ตรงนี้ ผมว่า Employee Engagement สำคัญมาก

 

Engagement ไม่ใช่ outing, ไม่ใช่เสื้อบริษัท, ไม่ใช่คำขวัญบนผนัง, แต่มันคือความรู้สึกว่า

 

“นี่คือบริษัทของเรา ถ้ามันมีปัญหา เราอยากช่วย”

 

ถ้าคนรู้สึกแบบนี้ ความสำคัญของบริษัทจะมีน้ำหนักมากกว่าความไม่สะดวก

 

ส่วนตัวโดยอัตโนมัติ

 

ไม่ใช่เพราะถูกสั่ง

 

ไม่ใช่เพราะกลัวโดนหักเงิน

 

แต่เพราะรู้สึกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของเราด้วย

 

แน่นอน ถ้าบ้านกำลังจะจมน้ำ หรือเดินทางไม่ปลอดภัย ไม่มีบริษัทไหนควรเรียกร้องให้พนักงานเสี่ยงชีวิต

 

แต่ระหว่าง “ไปไม่ได้จริงๆ” กับ “ไปได้ แต่ลำบากหน่อย” ตรงนี้แหละที่ความผูกพันมีผล

 

คนที่รักองค์กรอาจยอมตื่นตีสี่

 

ยอมเดินไกลขึ้น

 

ยอมเปลี่ยนกะ

 

ยอมนอนใกล้สนามบิน

 

ยอมอยู่ต่อ

 

หรือช่วยหาคนอื่นมาทำงานแทน

 

แต่ความรู้สึกแบบนี้สร้างไม่ได้ในเช้าวันที่น้ำท่วม

 

มันต้องสะสมมาตั้งแต่วันปกติ บริษัทดูแลเขาหรือเปล่า

 

ฟังเขาหรือเปล่า ให้ความเป็นธรรมหรือเปล่า

 

และวันที่เขาเดือดร้อน บริษัทเคยช่วยเขาหรือเปล่า

 

ถ้าวันนี้บริษัทต้องการให้คนเสียสละ บริษัทก็ต้องเสียสละให้คนเหมือนกัน

 

มีรถไปรับ

 

มีที่พัก

 

มีค่าเดินทาง

 

มีเงินพิเศษ

 

มีอาหาร

 

และไม่ปล่อยให้ต้นทุนของการ “มาช่วยบริษัท” ตกอยู่ที่พนักงานฝ่ายเดียว

 

ความสัมพันธ์แบบนี้มันต้องสองทาง

 

วันที่บริษัทเดือดร้อน พนักงานช่วยบริษัท วันที่พนักงานเดือดร้อน บริษัทก็ช่วยพนักงาน

 

ล

 

ถ้าทำได้จริง วันวิกฤตแทบไม่ต้องใช้คำว่า “บังคับ” คนจะพยายามมาช่วยเอง

 

และบางที นั่นอาจเป็นระบบสำรองที่สำคัญที่สุดขององค์กร

 

น้ำท่วมครั้งนี้จึงไม่ได้แค่ทำให้เที่ยวบินดีเลย์ แต่มันทำให้เราเห็นว่า

 

เมื่อคนหายไปครึ่งหนึ่ง การบินไทยมีแรงสำรองเหลืออยู่แค่ไหน

 

และที่สำคัญกว่าความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทกับคน แข็งแรงพอหรือยังในวันที่ต้องพึ่งกันจริงๆ

 

หวังว่าบทเรียนครั้งนี้จะทำให้การบินไทยแข็งแรงกว่าเดิมครับ

 

ยังรัก “ป้าม่วง” ครับ

 

ป.ล. เป็นความเห็นส่วนตัวครับ อาจจะมีการคาดเดาบ้าง เพราะไม่ทราบข้อมูลภายในบริษัทครับ

The post การบินไทย พังเพราะอะไรนะ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Thailand Has a Good Position. แต่เราจะยืนอยู่ตรงนั้นอีกนานไหม? https://thestandard.co/thailand-good-position-transformation/ Sun, 27 Sep 2026 07:21:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1260273 ภาพกราฟิกแสดงถึงเศรษฐกิจไทยที่กำลังดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

“Thailand has a very good positioning.”   ผมได้ยิน […]

The post Thailand Has a Good Position. แต่เราจะยืนอยู่ตรงนั้นอีกนานไหม? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงถึงเศรษฐกิจไทยที่กำลังดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

“Thailand has a very good positioning.”

 

ผมได้ยินประโยคนี้ใน Panel ที่ Techsauce Global Summit 2026 แล้วทั้งดีใจและเสียวๆ พร้อมกัน เพราะ Position ที่ดีมีประโยชน์ ก็ต่อเมื่อเราขยับจากมัน

 

ดร.ต้นสน สันติธาร เสถียรไทย เริ่มจากโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทย

 

ที่ผ่านมาเราโตด้วยการเพิ่ม Inputs – คน ทุน และทรัพยากร แต่เมื่อประเทศไทยแก่ลง แรงงานไม่เพิ่มเหมือนเดิม โมเดลนี้เริ่มไปต่อยาก

 

ถ้าเพิ่มคนไม่ได้ ก็ต้องเพิ่ม Productivity แต่ Productivity ไม่ใช่เพียงทำของเดิมให้เร็วขึ้น ถูกลง หรือใช้คนน้อยลง

 

Technology ต้องช่วยให้เรา ทำสิ่งใหม่ที่เมื่อก่อนทำไม่ได้

 

ผมชอบอีกประโยคของต้นสน – “True resilience does not lie in isolation.”

 

โลกยิ่ง Fragmented เราไม่ได้ยิ่งต้องปิดประเทศ ตรงกันข้าม เราต้องสร้าง Capability ที่แข็งแรงภายใน ขณะเดียวกันก็ยัง Connected กับโลก เพราะไม่มีประเทศไหนสร้างอนาคตได้คนเดียว

 

คุณขัตติยา อินทรวิชัย จาก KBank พาโจทย์นี้ลงมาที่ SME

 

SME รอบหน้าจะอยู่แค่ Survive ไม่พอ ต้อง Adapt → Transform → Thrive และ Access to Finance อย่างเดียวก็ไม่พอเช่นกัน ต้องมี Technology, Business Model ใหม่, Market Access, Risk Management และความสามารถในการปรับตัว

 

ผมเลยคิดต่อว่า คำถามของธนาคารในอนาคตอาจไม่ใช่เพียง “เราปล่อยกู้ให้เขาได้ไหม?” แต่อาจเป็น “เงินของเราช่วยให้เขา Transform ได้ไหม?”

 

จาก Financing the Business

 

ไปสู่ Financing the Transformation

 

คุณขัตติยายังพูดถึง Transition Finance เพราะ Green ไม่ควรเป็นของประดับข้าง Strategy อีกต่อไป มันกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Competitiveness

 

Alejandro พูดคำที่ผมคิดว่าร้อยทั้ง Session เข้าด้วยกัน – “Credibility of execution.”

 

Capital กำลังเคลื่อน Supply Chains กำลังถูกจัดใหม่ เงินทุนโลกกำลังมองหา credible, investable countries

 

ประเทศที่ไม่ได้เพียงประกาศ Regulatory Reform แต่ทำจริง ลงทุนใน Skills จริง

 

ยกระดับ Sustainability Standards จริง

 

Alejandro จึงมองว่า “Thailand has a very good positioning.”

 

ผมเห็นด้วยครับ เราอาจไม่ได้ขาดโอกาสเลย

 

Technology กำลังมา Capital กำลังหาที่ไป Supply Chains กำลังจัดใหม่ และ Thailand ก็อยู่ถูกที่

 

สิ่งที่ต้องพิสูจน์คือ ‘เราจะเปลี่ยน Position ให้เป็น Performance ได้หรือไม่’

 

แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับ Board?

 

ผมคิดว่าเกี่ยวโดยตรง เพราะสิ่งที่เกิดกับประเทศไทย ก็กำลังเกิดกับบริษัทจำนวนมากเช่นกัน หลายบริษัทมี Good Position – มี Brand มี Capital มีลูกค้า มี Distribution มีคนเก่ง และบางแห่งมี Technology พร้อมเสียด้วย

 

แต่ในโลกที่ Capital, Technology และ Supply Chain เคลื่อนเร็วกว่ารอบประชุม Board สิ่งที่เคยเป็น Strategic Advantage อาจมี Shelf Life สั้นกว่าที่เราคิด

 

หน้าที่ของ Board จึงไม่ใช่เพียงถามว่า “วันนี้เราอยู่ใน Position ที่ดีหรือไม่?” แต่ต้องถามต่อว่า “Position นี้กำลังเปิด Window of Opportunity อะไร และเราขยับเร็วพอหรือยัง?”

 

เพราะ Opportunity มีเรื่องน่ารำคาญอยู่อย่างหนึ่งครับ มันไม่ค่อยรอ Agenda การประชุมครั้งหน้า

 

3 คำถามที่ Board น่าชวนฝ่ายจัดการคุย

 

1. Productivity – Technology ของเรากำลังช่วยให้ทำของเดิมดีขึ้น หรือทำให้เกิดสิ่งใหม่ที่เมื่อก่อนทำไม่ได้?

 

ถ้ายังวัด Technology ด้วย Cost Saving อย่างเดียว เราอาจกำลังใช้เครื่องยนต์ใหม่เพื่อขับรถไปเส้นทางเดิม

 

2. Transformation – เงินทุนและทรัพยากรที่เราลงวันนี้ กำลัง Finance the Business หรือ Finance the Transformation?

 

Growth CAPEX, Technology, People และ Sustainability ควรถูกมองร่วมกันว่า กำลังสร้างความสามารถในการแข่งขันชุดใหม่ให้บริษัทหรือไม่

 

3. Execution – ถ้าเรามี Position ที่ดีจริง อะไรคือหลักฐานว่าเรากำลังเปลี่ยนมันเป็น Performance?

 

ใครเป็น Owner? Milestone คืออะไร? ต้องเห็นผลเมื่อไร? และ Board จะรู้ได้อย่างไรว่าความเร็วขององค์กรยังทันกับความเร็วของโลก?

 

ฟังแล้วผมนึกถึงฟุตบอล การยืนถูกตำแหน่งสำคัญครับ แต่ถ้าบอลมาถึงแล้ว เรายังประชุมกันว่าใครควรยิง…Scoreboard ก็คงไม่ประทับใจกับ Positioning ของเราเท่าไร

 

สามเสียงใน Panel วันนี้ สำหรับผมจึงเหลือสามคำ

 

Productivity → Transformation → Execution

 

สองคำแรกบอกว่าเราต้องไปทางไหน

 

คำสุดท้ายต่างหากที่จะบอกว่าเราไปถึงหรือเปล่า

 

Thailand has a good position.

 

ดีครับ

 

คราวนี้เหลือแค่ขยับ

 

ภาพ: Mrthanh22 / Shutterstock

The post Thailand Has a Good Position. แต่เราจะยืนอยู่ตรงนั้นอีกนานไหม? appeared first on THE STANDARD.

]]>
น้ำท่วมกรุงเทพฯ และต้นทุนของการรอให้แน่ใจ คณิตศาสตร์ประกันภัยช่วยให้เราใช้คำพยากรณ์ฝนได้ดีขึ้นอย่างไร https://thestandard.co/bangkok-flood-forecast-actuarial-cost/ Sun, 27 Sep 2026 02:56:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1260085 ภาพถนนในกรุงเทพฯ ที่มีน้ำท่วมขัง สะท้อนถึงความเสี่ยงและต้นทุนของการรอให้แน่ใจ

เมื่อฝนตั้งเค้าเหนือกรุงเทพฯ เจ้าของกิจการอาจกำลังชั่งใ […]

The post น้ำท่วมกรุงเทพฯ และต้นทุนของการรอให้แน่ใจ คณิตศาสตร์ประกันภัยช่วยให้เราใช้คำพยากรณ์ฝนได้ดีขึ้นอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพถนนในกรุงเทพฯ ที่มีน้ำท่วมขัง สะท้อนถึงความเสี่ยงและต้นทุนของการรอให้แน่ใจ

เมื่อฝนตั้งเค้าเหนือกรุงเทพฯ เจ้าของกิจการอาจกำลังชั่งใจว่าจะยกสินค้าหนีน้ำหรือยัง ผู้จัดการอาคารอาจต้องตัดสินใจว่าจะติดตั้งแนวกั้นน้ำเมื่อไร ส่วนคนทำงานกำลังคิดว่าควรรีบกลับบ้านหรือย้ายรถออกจากชั้นใต้ดินหรือไม่

 

ทุกคนอาจเห็นคำพยากรณ์เดียวกัน แต่มีต้นทุนของการตัดสินใจต่างกัน บางคนเสียเวลาเพียงเล็กน้อยหากเตรียมตัวเกินเหตุ ขณะที่บางคนอาจสูญเสียเงินเก็บหลายปีหากเตรียมตัวช้าไป

 

คุณค่าของคำพยากรณ์จึงอยู่ทั้งที่ความแม่นยำและการช่วยให้ผู้คนตัดสินใจได้ทันเวลา เพราะแม้เรายังไม่รู้แน่นอนว่าน้ำจะท่วมที่ไหน เราก็สามารถเตรียมตัวเพื่อลดความเสียหายได้

 

ผมมองว่าเรื่องนี้ใกล้กับงานของเรามาก เราอยู่กับอนาคตที่ไม่แน่นอน และต้องตัดสินใจว่าจะเตรียมทรัพยากรอย่างไรให้เพียงพอกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้น คำถามสำคัญคือ เราจะใช้ข้อมูลจากกรมอุตุฯ และหน่วยงานด้านน้ำให้เกิดประโยชน์อย่างไร ก่อนที่ความเสียหายจะมาถึง

 

เราเตรียมรับความเสี่ยงได้ แม้ไม่รู้อนาคตทั้งหมด

 

บริษัทประกันภัยเองก็ไม่รู้ล่วงหน้าว่ารถคันไหนจะเกิดอุบัติเหตุในวันพรุ่งนี้ แต่สามารถประเมินโอกาสเกิดเหตุ ความเสียหายที่อาจตามมา และเงินที่ควรเตรียมไว้รองรับได้

 

และเมื่อนำหลักคิดนี้มาใช้กับน้ำท่วม เราคงต้องมองว่าพื้นที่นี้มีโอกาสท่วมมากเพียงใด หากท่วมจะลึกและนานแค่ไหน มีทรัพย์สินอะไรอยู่ในพื้นที่ และการเตรียมตัวล่วงหน้าช่วยลดความเสียหายได้มากน้อยเพียงใด

 

ต้องบอกก่อนว่าคณิตศาสตร์ประกันภัยไม่ได้เข้ามาแทนที่นักอุตุนิยมวิทยาหรือวิศวกรระบายน้ำ แต่อาจเป็นส่วนหนึ่งของฟันเฟืองในการช่วยเชื่อมข้อมูลความเสี่ยงกับการตัดสินใจทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ตอบได้ว่า ควรเตรียมพร้อมแค่ไหน และควรเริ่มเมื่อไร

 

สำหรับธุรกิจ คำถามนี้อาจหมายถึงการย้ายสินค้า สำหรับอาคาร อาจหมายถึงการป้องกันระบบไฟฟ้า ส่วนสำหรับเมือง อาจหมายถึงการจัดเจ้าหน้าที่และเครื่องสูบน้ำไปยังจุดที่จำเป็นก่อนเกิดเหตุ

 

เข้าใจคำพยากรณ์ให้ตรง ก่อนตัดสินว่าแม่นหรือไม่

 

ข้อความที่เราคุ้นเคยอย่าง “มีฝนร้อยละ 70 ของพื้นที่” ไม่ได้แปลว่าบ้านของเรามีโอกาสฝนตก 70% และไม่ได้หมายความว่าฝนจะตกเป็นเวลา 70% ของวัน แต่อาจกล่าวถึงการกระจายของฝนในพื้นที่ที่พยากรณ์

 

ความแตกต่างนี้สำคัญ เพราะหากคนอ่านเข้าใจตัวเลขไม่ตรงกัน ข้อมูลชุดเดียวกันก็อาจนำไปสู่การตัดสินใจคนละแบบ

 

นอกจากนี้ ฝนตกกับน้ำท่วมยังเป็นคนละขั้นตอนของปัญหา ฝนปริมาณเท่ากันอาจทำให้สองพื้นที่ท่วมต่างกัน ขึ้นอยู่กับความหนักและระยะเวลาของฝน สภาพท่อและคลอง ปริมาณน้ำที่ค้างอยู่ และความสามารถในการระบายขณะนั้น

 

การประเมินน้ำท่วมกรุงเทพฯ จึงต้องเชื่อมข้อมูลอากาศกับข้อมูลระบบน้ำ การคาดหวังให้คำพยากรณ์ฝนเพียงอย่างเดียวตอบได้ว่าถนนทุกเส้นจะท่วมหรือไม่ ย่อมยังไม่เพียงพอ

 

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่เราต้องการรู้มักเป็นเรื่องเฉพาะตัว เช่น ถนนที่ใช้กลับบ้านจะเสี่ยงช่วงไหน ควรย้ายรถหรือยัง และยังมีเวลาเตรียมตัวเท่าไร การพัฒนาบริการ “พยากรณ์” ของหน่วยงานภาครัฐ จึงควรเดินไปให้ถึงคำถามเหล่านี้

 

โอกาสท่วมไม่ถึงครึ่ง ก็อาจคุ้มที่จะเตรียมตัว

 

ลองนึกถึงเจ้าของกิจการที่มีสินค้าเสียหายง่ายวางอยู่บนพื้น หากการยกสินค้าขึ้นที่สูงใช้แรงงานและเวลาเพียงเล็กน้อย แต่ช่วยป้องกันความเสียหายจำนวนมากได้ เจ้าของกิจการจึงควรลงมือแม้โอกาสท่วมยังไม่สูงนัก

 

ในทางกลับกัน หากมาตรการรับมือมีต้นทุนสูงและกระทบคนจำนวนมาก การตัดสินใจก็ต้องใช้ข้อมูลและพิจารณาผลกระทบอย่างรอบคอบขึ้น

 

เราไม่จำเป็นต้องใช้ระดับความเสี่ยงเดียวกันกับทุกการกระทำ การตรวจเครื่องสูบน้ำ การเตรียมเจ้าหน้าที่ และการปิดถนน มีต้นทุนและผลกระทบต่างกัน จึงควรมีจังหวะเริ่มดำเนินการต่างกันด้วย

 

หลักคิดสำคัญคือ ต้นทุนของการเตรียมตัวต้องพิจารณาควบคู่กับความเสียหายที่อาจป้องกันได้

 

หากเกี่ยวข้องกับชีวิต โรงพยาบาล หรือบริการจำเป็น ก็ต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเพิ่มเติม การมองเพียงความคุ้มค่าเป็นตัวเงินย่อมไม่ครอบคลุมทั้งหมด

 

ถ้าหน่วยงานภาครัฐ การรอจนมั่นใจว่าน้ำจะท่วมแน่นอนอาจทำให้ตัดสินใจง่ายขึ้น แต่ในเวลานั้น การเคลื่อนย้ายของหรือป้องกันพื้นที่อาจทำได้ยากและมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าเดิมมาก

 

วันที่ฝนไม่ตก ไม่ได้แปลว่าการเตรียมพร้อมไร้ประโยชน์

 

เมื่อมีคำเตือนแล้ว แต่ฝนดันไม่ตก เราอาจรู้สึกว่าเตรียมตัวเสียเวลา แต่การตัดสินใจที่ดีควรประเมินจากข้อมูลที่มีอยู่ในขณะนั้นด้วย

 

เช่นเดียวกับการซื้อประกันภัย การที่ปีนี้ไม่เกิดอุบัติเหตุไม่ได้หมายความว่าการเตรียมความคุ้มครองไว้เป็นการตัดสินใจที่ผิด

 

อย่างไรก็ตาม การเตือนเกินเหตุบ่อยครั้งก็มีต้นทุน ทั้งค่าใช้จ่าย ความไม่สะดวก และความเชื่อมั่นที่ลดลง จึงต้องตรวจสอบทั้งกรณีที่เตือนแล้วไม่เกิดเหตุ และกรณีที่เกิดเหตุรุนแรงแต่เตือนไม่ทัน

 

สำหรับคำพยากรณ์ที่ระบุโอกาสเกิดเหตุ เราควรดูผลจากหลายครั้งประกอบกัน หากบอกว่ามีโอกาสสูงอยู่เสมอ แต่แทบไม่เกิดขึ้นจริง ก็ต้องปรับปรุง เช่นเดียวกับภาครัฐที่บอกว่าเสี่ยงต่ำ แต่ดันกลับพลาดเหตุรุนแรงขึ้นมา

 

การประเมินกรมอุตุฯ จึงควรมีผลตรวจสอบย้อนหลัง แบบที่ประชาชนเข้าใจได้ แยกตามพื้นที่ ระยะเวลาล่วงหน้า และความรุนแรงของฝน เพื่อให้เห็นทั้งจุดแข็งและจุดที่ต้องพัฒนา

 

หากจะเปรียบเทียบกับบริการต่างประเทศ ก็ควรเปรียบเทียบการพยากรณ์เหตุการณ์เดียวกัน ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน ดังนั้นความเชื่อมั่นที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นถ้าเกิดจากหลักฐานที่สามารถตรวจสอบและประเมินผลได้

The post น้ำท่วมกรุงเทพฯ และต้นทุนของการรอให้แน่ใจ คณิตศาสตร์ประกันภัยช่วยให้เราใช้คำพยากรณ์ฝนได้ดีขึ้นอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินทรีคุมฟ้า มังกรพ่นไฟ อ่านธีมลงทุนจีนหลัง Trump พบ Xi https://thestandard.co/us-china-investment-themes/ Fri, 25 Sep 2026 10:06:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1259436 ภาพอินทรีอเมริกันและมังกรจีน สื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน

ละครการเมืองระหว่างประเทศมีเรื่องแปลกอยู่ข้อหนึ่ง คือฉา […]

The post อินทรีคุมฟ้า มังกรพ่นไฟ อ่านธีมลงทุนจีนหลัง Trump พบ Xi appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินทรีอเมริกันและมังกรจีน สื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน

ละครการเมืองระหว่างประเทศมีเรื่องแปลกอยู่ข้อหนึ่ง คือฉากที่สวยที่สุดมักไม่ใช่ฉากที่สำคัญที่สุด

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

 

สัปดาห์ที่ผ่านมา Xi Jinping เดินทางเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 และเป็นการพบกับ Donald Trump ครั้งที่สามในรอบปี ถ้อยแถลงเชิงบวกคือสิ่งที่ตลาดได้เห็นทันที แต่สิ่งที่จะกำหนดแนวโน้มของหุ้นจีนในพอร์ตเราอาจไม่ง่ายอย่างนั้น

 

เดิมพันรอบนี้สูงกว่าทุกครั้ง เพราะทั้งสองฝ่ายมีความเสี่ยงรออยู่ทั้งในบ้านและนอกบ้าน

 

ฝั่ง Trump มีคะแนนนิยมด้านเศรษฐกิจตกต่ำ ภาระสงครามกับอิหร่านที่กดดันราคาพลังงาน และการเลือกตั้งกลางเทอมรออยู่ข้างหน้า ส่วนฝั่งจีน แม้จะมีแร่หายากและเงินทุนอยู่ในมือ แต่ข้อตกลงพักรบทางการค้าคลุมเครือ เข้าถึงชิปประมวลผลขั้นสูงไม่ได้ และเศรษฐกิจในประเทศก็เร่งตัวไม่ขึ้น

 

ผมมองว่าการพบกันครั้งนี้มีสองส่วนที่ต้องแยกออกจากกันให้ชัด คือประเด็นที่ต่อรองได้ กับประเด็นที่จะต้องแข่งขันกันต่อไป และนักลงทุนต้องปรับกลยุทธ์ตามให้ทัน

 

พลังงานคือดีลที่ง่ายที่สุด เพราะไม่มีใครต้องเสียหน้า

 

เรื่องพลังงานและสินค้าเกษตรเป็นเรื่องเดียวที่ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์พร้อมกัน สหรัฐฯ ต้องการผู้ซื้อ LNG และสินค้าเกษตรเพื่อแสดงตัวเลขให้ประชาชนเห็นก่อนมิดเทอม ส่วนจีนต้องการความมั่นคงด้านพลังงานในจังหวะที่สงครามอิหร่านทำให้เส้นทางขนส่งจากตะวันออกกลางมีความเสี่ยงสูง ดีลลักษณะนี้เขียนเป็นตัวเลขได้ ประกาศได้ และที่สำคัญคือไม่แตะเส้นความมั่นคงของใคร

 

ส่วนเรื่องการเงิน อาจกลายเป็นเครื่องมือเพื่อต่อรองนโยบายอื่น

 

เพราะจีนสามารถปล่อยให้หยวนแข็งค่าได้บ้าง เพื่อลดข้อกล่าวหาเรื่องการได้เปรียบทางการค้า โดยที่จีนเองก็ได้ประโยชน์จากต้นทุนนำเข้าพลังงานที่ถูกลง และความน่าสนใจของสินทรัพย์สกุลหยวนที่เพิ่มขึ้น สะท้อนผ่านการออกพันธบัตร Panda และ Dim Sum ที่เพิ่มขึ้นกว่า 60% ในครึ่งแรกของปี 2026

 

อีกทางหนึ่งคือการนำเงินมาลงทุนตรงในสหรัฐฯ ตามแบบที่ยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้เคยทำมาแล้ว คำถามมีเพียงว่าสิ่งที่จีนจะได้กลับมาคุ้มค่ากันหรือไม่

 

แต่เรื่อง AI และชิป ผมเชื่อว่าไม่มีใครยอม

 

เพราะนี่ไม่ใช่การแย่งส่วนแบ่งตลาด แต่คือการแย่งกันวางระบบที่คนทั้งโลกจะต้องใช้ในอีกยี่สิบปีข้างหน้า

 

สหรัฐฯ เป็นผู้นำด้านการพัฒนาเทคโนโลยี มีศูนย์ข้อมูลคิดเป็น 44% ของโลกเทียบกับจีนที่ 26% แต่จีนนำหน้าด้านการใช้งานจริง โดยติดตั้งหุ่นยนต์ในภาคการผลิตมากกว่าสหรัฐฯ ถึงสิบสองเท่าเมื่อเทียบจากระดับรายได้แรงงาน และโมเดล AI แบบ open-weight ชั้นนำของโลกวันนี้เกือบทั้งหมดมาจากบริษัทจีน

 

ที่ประเด็นนี้กินกันไม่ลง เพราะทั้งสองฝ่ายถือไพ่คนละใบที่อีกฝ่ายไม่มี

 

สหรัฐฯ คุมพิมพ์เขียวทั้ง Model และชิปขั้นสูง ส่วนจีนคุมสิ่งที่ทำให้ AI กลายเป็นสิ่งจับต้องได้ ทั้งแม่เหล็กถาวร 98% การถลุงแร่หายาก 92% ของโลก และไฟฟ้า การยอมในเรื่องนี้จึงไม่ใช่การเสียส่วนแบ่งตลาด แต่คือการมอบการควบคุมให้อีกฝ่ายถือไว้ถาวร ความไม่แน่นอนนี้จึงจะอยู่กับตลาดไปอย่างน้อยหนึ่งทศวรรษ

 

อย่างไรก็ดี ผมมองว่าละครฉากนี้กำลังพาเราไปสู่ธีมการลงทุนใหม่สามกลุ่ม ที่สามารถลงทุนได้จริงผ่าน DR ในตลาดไทยทันที

 

ธีมที่หนึ่ง จีนลงทุนตรงในสหรัฐฯ

 

สิ่งที่ Trump ต้องการคือเม็ดเงินลงทุนที่จับต้องได้ และนี่คือเส้นทางเดียวกับที่ญี่ปุ่นเดินในทศวรรษ 1980 ธีมนี้คือการให้น้ำหนักกับบริษัทที่งบดุลแข็งแรงพอจะลงทุนข้ามประเทศโดยไม่ต้องเพิ่มทุน มีเทคโนโลยีที่ขายเป็นใบอนุญาตได้ และเริ่มสร้างเครือข่ายบริการหลังการขายในตลาดปลายทางแล้ว

 

บนกระดาน DR ไทยมีสองตัวที่ตรงโจทย์ที่สุด ตัวแรกคือ CATL80 เลือกขายเทคโนโลยีให้ Ford แทนการเป็นเจ้าของโรงงานเอง ทำให้ได้ค่าธรรมเนียมและรักษาความเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรมไว้ โดยไม่ต้องผ่านด่านตรวจสอบการลงทุนต่างชาติแบบเต็มรูปแบบ

 

สองคือ HAIERS19 (Haier Smart Home) ที่ซื้อ GE Appliances มาตั้งแต่ปี 2016 วันนี้มีทั้งโรงงานและเครือข่ายบริการหลังการขายในสหรัฐฯ ที่ลูกค้าไม่รู้สึกว่าเป็นแบรนด์จีน

 

ส่วนใครที่ต้องการกระจายทั้งกลุ่ม CNEV24 (China EV and Battery ETF) ที่ลงทุนในหุ้นรถยนต์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่จีนราว 30 บริษัท ช่วยลดความเสี่ยงรายตัวได้

 

ความเสี่ยงของธีมนี้คือการเมืองสหรัฐฯ เอง เพราะเงินลงทุนจีนในภาคที่อ่อนไหวอาจถูกตีกลับด้วยกฎเกณฑ์ความมั่นคง ดีลที่ประกาศบนเวทียังไม่ใช่ดีลที่ผ่านด่านจริง

 

ธีมที่สอง กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากเงินหยวนแข็ง

 

เรื่องนี้ไม่ใช่ของใหม่ เพราะสหรัฐฯ เคยเดินเกมนี้กับญี่ปุ่นมาแล้วตั้งแต่ Plaza Accord และสิ่งที่ตามมาคือการเปลี่ยนตัวผู้ชนะในตลาดหุ้น จากผู้ส่งออกไปเป็นบริษัทที่มีรายได้ในประเทศ

 

ด้านลบคืออัตรากำไรของผู้ส่งออกที่แข่งด้วยราคาจะแย่ลง แต่ด้านบวกคือช่วยยกระดับผลตอบแทนสินทรัพย์จีนในสายตานักลงทุนทั่วโลก และลดแรงกดดันเงินทุนไหลออก

 

สามกลุ่มที่ได้ประโยชน์และมี DR ให้เลือก กลุ่มแรกคือแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตที่รายได้เกือบทั้งหมดเป็นหยวน ได้แก่ TENCENT80 และ MEITUAN80 มักเป็นกลุ่มแรกที่เงินต่างชาติกลับเข้ามาเมื่อค่าเงินมีเสถียรภาพ

 

กลุ่มที่สองคือสาธารณูปโภคและไฟฟ้าอย่าง CYPC80 (China Yangtze Power) บริษัทขายไฟฟ้าในประเทศแต่มีต้นทุนอุปกรณ์อิงดอลลาร์

 

กลุ่มที่สามคือสถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่งบดุลเป็นหยวนล้วนและได้ประโยชน์จากเงินทุนไหลกลับ เช่น ICBC19 CMBANK23 และ PINGAN80 ข้อควรระวังคืออย่าซื้อเพราะค่าเงินอย่างเดียว ถ้ากำไรไม่โต หยวนแข็งก็ช่วยได้แค่ชั่วคราว

 

ธีมที่สาม โลกคู่ขนานของ AI

 

ธีมนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าไม่มีใครยอมเป็นเบอร์สอง โลกจึงกำลังเดินไปสู่สองระบบที่ทำงานคู่ขนานกัน และถ้ามองจากความได้เปรียบที่จีนมีจริง ไม่ใช่สิ่งที่จีนอยากมี ผมจะไม่เริ่มจากผู้ผลิตชิป แต่เริ่มจากไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่ทำให้ศูนย์ข้อมูลทำงานได้

 

เพราะภายในปี 2030 กำลังผลิตไฟฟ้าสำรองของจีนอาจมากกว่าความต้องการของศูนย์ข้อมูลทั่วโลกถึงสามเท่า ขณะที่ตลาดไฟฟ้าสหรัฐฯ ตึงตัวแล้ว

 

สามตัวเลือกนี้อยู่คนละจุดของห่วงโซ่เดียวกัน CYPC80 คือต้นน้ำ เพราะสิ่งที่จีนได้เปรียบจริงคือไฟฟ้าที่ถูกและมีเหลือ SUNGROW80 คือกลางน้ำ ผู้ผลิตอินเวอร์เตอร์ และระบบกักเก็บพลังงานที่ทำให้ไฟฟ้าป้อนเข้าระบบได้เสถียรพอสำหรับศูนย์ข้อมูล และ GDS23 (GDS Holding) คือปลายน้ำ ผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลรายใหญ่ในจีนที่อิงการใช้งานจริงในประเทศ

 

ส่วนใครที่อยากลงทุนด้านการใช้งาน AI แบบกระจายความเสี่ยง CNAI80 ที่ลงทุนใน E Fund CSI Artificial Intelligence ETF ประกอบด้วยหุ้น AI ทั้งสายของจีน ก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ

 

ในมุมมองของผม การพบกันของ Trump และ Xi ครั้งนี้ เปลี่ยนคำถามจากว่า ใครได้ลดภาษี ไปเป็นว่าจีนจะเปลี่ยนจากเศรษฐกิจที่เน้นลงทุนในประเทศ ไปเป็นเศรษฐกิจที่ออกไปลงทุนต่างประเทศ และเน้นการบริโภค AI ในประเทศได้มากและเร็วแค่ไหนครับ

 

ภาพ: Andreanicolini / Shutterstock

 

The post อินทรีคุมฟ้า มังกรพ่นไฟ อ่านธีมลงทุนจีนหลัง Trump พบ Xi appeared first on THE STANDARD.

]]>
U.S. Midterm Election 2026 : จุดเปลี่ยนทางการเมือง หรือเพียงความผันผวนระยะสั้นของตลาด? https://thestandard.co/us-midterm-election-market-volatility/ Thu, 24 Sep 2026 04:31:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1258775 ภาพปกบทความการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ 2026 พร้อมข้อความ 'จุดเปลี่ยนทางการเมือง หรือเพียงความผันผวนระยะสั้น?'

การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ (U.S. Midterm Election) ซึ่ง […]

The post U.S. Midterm Election 2026 : จุดเปลี่ยนทางการเมือง หรือเพียงความผันผวนระยะสั้นของตลาด? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปกบทความการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ 2026 พร้อมข้อความ 'จุดเปลี่ยนทางการเมือง หรือเพียงความผันผวนระยะสั้น?'

การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ (U.S. Midterm Election) ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามองเนื่องจากผลการเลือกตั้งจะเป็นตัวกำหนดดุลอำนาจในสภาคองเกรส และอาจส่งผลต่อความสามารถของรัฐบาลในการผลักดันนโยบายในช่วงครึ่งหลังของวาระประธานาธิบดี

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับนักลงทุน คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า ‘พรรคใดจะชนะ’ แต่คือความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อตลาดอย่างไร และหลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไป ปัจจัยใดจะกลับมาเป็นตัวกำหนดทิศทางการลงทุน

 

จากการศึกษาของ Goldman Sachs พบว่า ในอดีตช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมมักมาพร้อมกับความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น โดยความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจ (Economic Policy Uncertainty) และความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ มักปรับตัวสูงขึ้นในช่วงก่อนวันเลือกตั้ง ขณะที่นักลงทุนมีแนวโน้มลดความต้องการถือครองหุ้นสหรัฐฯ ก่อนกลับมาเพิ่มการลงทุนเมื่อความไม่แน่นอนจากการเลือกตั้งเริ่มคลี่คลาย พฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนผ่านผลตอบแทนของตลาดหุ้นในอดีต โดยจากการเลือกตั้งกลางเทอม 13 ครั้งนับตั้งแต่ปี 1974 ดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย ประมาณ 0% ตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคมจนถึงวันเลือกตั้ง ก่อนที่ผลตอบแทนจะปรับตัวดีขึ้นเป็นประมาณ 6% ในช่วง 3 เดือนหลังการเลือกตั้ง สะท้อนว่าความไม่แน่นอนก่อนการเลือกตั้งอาจกดดันบรรยากาศการลงทุนในระยะสั้น ขณะที่การคลี่คลายของความไม่แน่นอนหลังทราบผลการเลือกตั้งอาจเปิดโอกาสให้ตลาดกลับมาให้น้ำหนักกับปัจจัยพื้นฐานมากขึ้น

 

ในอดีต ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มักให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าในช่วง ‘รัฐบาลต่างขั้ว’ ที่ฝ่ายบริหารและสภาคองเกรสมาจากคนละพรรค เนื่องจากลดโอกาสการออกกฎหมายที่กระทบภาคธุรกิจอย่างรุนแรง อย่างไรก็ดี สถิติในอดีตอาจนำมาตัดสินการเลือกตั้งรอบนี้ไม่ได้ทั้งหมด เนื่องจากความผันผวนของตลาดในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากกระบวนการนิติบัญญัติเพียงอย่างเดียว แต่ยังผูกติดกับปัจจัยมหภาคที่ซับซ้อน เช่น เงินเฟ้อ, ทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed), ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนนโยบายสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในสภา คองเกรสจึงไม่ได้หมายความว่าจะเปลี่ยนทิศทางตลาดหุ้นในทันที

 

ในระยะสั้น สิ่งที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญจึงอาจเป็น ‘ความผันผวน’ มากกว่า ‘ผลการเลือกตั้ง’ โดยปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่างหุ้นในดัชนี S&P 500 อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยกดความผันผวนในระดับดัชนี อย่างไรก็ตาม เมื่อฤดูกาลประกาศผลประกอบการผ่านพ้นไป และความสนใจของตลาดกลับมายังปัจจัยมหภาคมากขึ้น ความผันผวนของตลาดในระดับดัชนีจึงมีโอกาสเพิ่มขึ้นในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ในขณะเดียวกัน ทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องติดตามควบคู่ไปกับการเลือกตั้ง เนื่องจากข้อมูลในอดีตสะท้อนว่าตลาดหุ้นมักเผชิญแรงกดดันเมื่อ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้น หากตลาดหุ้นปรับตัวลงในช่วงก่อนวันเลือกตั้ง นักลงทุนควรพิจารณาที่มาของความผันผวนประกอบกัน ทั้งปัจจัยการเมือง เงินเฟ้อ และทิศทางอัตราดอกเบี้ย มากกว่าตีความว่าการปรับตัวลงทั้งหมดเกิดจากความกังวลต่อผลการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว

 

ในเชิงกลยุทธ์การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ปี 2026 อาจควรถูกมองเป็นปัจจัยที่เพิ่มความผันผวนในระยะสั้น มากกว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแนวโน้มตลาดหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจากข้อมูลในอดีตยังไม่พบความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างผลการเลือกตั้งกับผลตอบแทนของตลาดในระยะต่อมา ดังนั้น การปรับพอร์ตลงทุนจากการคาดการณ์ว่าพรรคใดจะเป็นผู้ชนะอาจไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสม นักลงทุนควรใช้ช่วงก่อนการเลือกตั้งในการประเมินปัจจัยพื้นฐานและเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนที่อาจเพิ่มขึ้นมากกว่า สำหรับนักลงทุนระยะยาว หากตลาดปรับฐานจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ช่วงดังกล่าวอาจเป็นโอกาสในการทยอยสะสมการลงทุน ทั้งนี้ ควรติดตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยและปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจควบคู่กัน เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้มักมีอิทธิพลต่อแนวโน้มตลาดในระยะยาวมากกว่าผลการเลือกตั้งเอง

 

ท้ายที่สุด การเลือกตั้งกลางเทอมอาจเป็นเพียง ปัจจัยรบกวนตลาดในระยะสั้น แต่สำหรับนักลงทุน คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียง ‘ใครจะชนะการเลือกตั้ง?’ แต่คือ ‘ความผันผวนที่เกิดขึ้นได้เปลี่ยนแปลงปัจจัยพื้นฐานของการลงทุนหรือไม่?’ หากคำตอบคือยังไม่เปลี่ยนแปลง การอ่อนตัวของตลาดจากความไม่แน่นอนก่อนการเลือกตั้งอาจกลายเป็นโอกาสในการทยอยลงทุน เพื่อสร้างโอกาสต่อยอดความมั่งคั่งในระยะยาว โดยเมื่อวันเลือกตั้งผ่านพ้นไปและความไม่แน่นอนลดลง ทิศทางเศรษฐกิจ ผลประกอบการ เงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ย จะกลับมาเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญอีกครั้ง

 

ภาพ: bella1105 / Shutterstock

The post U.S. Midterm Election 2026 : จุดเปลี่ยนทางการเมือง หรือเพียงความผันผวนระยะสั้นของตลาด? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Crypto-Agility : สูตรรับมือ Q-Day https://thestandard.co/crypto-agility-q-day-quantum/ Wed, 23 Sep 2026 02:51:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1258354 ภาพประกอบแนวคิด Crypto-Agility สูตรรับมือ Q-Day ในโลกดิจิทัล

ลองจินตนาการถึงร้านอาหารร้านหนึ่งที่เสิร์ฟเมนูเดิมมาตลอ […]

The post Crypto-Agility : สูตรรับมือ Q-Day appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิด Crypto-Agility สูตรรับมือ Q-Day ในโลกดิจิทัล

ลองจินตนาการถึงร้านอาหารร้านหนึ่งที่เสิร์ฟเมนูเดิมมาตลอดสามสิบปี

 

มันคือเหตุผลที่ผู้คนมาที่นี่ ทุกโต๊ะสั่งเมนูนี้ ทุกอย่างในครัวถูกออกแบบมาสำหรับเมนูนี้ สูตรไม่เคยเปลี่ยน เพราะไม่เคยจำเป็นต้องเปลี่ยน

 

แล้ววันอังคารวันหนึ่ง ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป หัวหน้าเชฟเปิดหนังสือพิมพ์แล้วเห็นสูตรของร้านตัวเองพิมพ์อยู่บนหน้าหนึ่ง มีคนถอดรหัสสูตรได้แล้ว ทุกคนบนโลกรู้แล้วว่าจะทำเมนูนี้อย่างไร

 

ร้านต้องเปลี่ยนเมนู แต่ทั้งร้านนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเมนูนี้เมนูเดียว

 

โลกดิจิทัลกำลังอยู่ในจุดเดียวกับร้านอาหารนี้ ณ ตอนนี้

 

ในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมา ข้อมูลดิจิทัลเกือบทุกชิ้นที่เราพึ่งพาอยู่ ถูกปกป้องด้วย ‘สูตรการเข้ารหัส’ เพียงไม่กี่สูตร ตอนที่คุณล็อกอินเข้าแอปธนาคาร ตอนที่คุณทำธุรกรรมทางการเงิน ตอนที่เว็บไซต์แสดงไอคอนแม่กุญแจเล็กๆ ที่แถบเบราว์เซอร์ หนึ่งในสูตรเหล่านี้กำลังทำงานอยู่เงียบๆ เบื้องหลัง คอยเข้ารหัสข้อมูลไม่ให้ใครนอกจากคนที่ควรอ่านได้อ่าน คุณไม่เคยเห็นมัน แต่มันอยู่ทุกที่

 

ปัญหาคือสูตรทุกสูตรมีวันหมดอายุ บางครั้งนักคณิตศาสตร์ก็ค้นพบวิธีใหม่ที่จะถอดรหัสมัน และบางครั้ง คอมพิวเตอร์ชนิดใหม่ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนก็โผล่ขึ้นมา และเปลี่ยนความเป็นไปได้ทั้งหมด

 

ข้อสุดท้ายนั้นไม่ใช่แค่ทฤษฎี มันมีชื่อว่า Quantum Computing

 

คอมพิวเตอร์ควอนตัมที่ทรงพลังพอจะสามารถแก้โจทย์คณิตศาสตร์ที่คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันไม่สามารถแก้ได้ รวมถึงโจทย์คณิตศาสตร์ที่กำลังปกป้องธุรกรรมดิจิทัล ประวัติการรักษาพยาบาล และข้อมูลลับของรัฐเกือบทุกชิ้นในโลก วงการเรียกวันที่คอมพิวเตอร์แบบนี้เกิดขึ้นจริงว่า Q-Day ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า Q-Day จะมาถึงเมื่อไร แต่เวลานั้นสั้นลงทุกปี

 

และนั่นนำเราไปสู่คำที่คุณจะได้ยินบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า นั่นคือ Crypto-Agility

 

Crypto-Agility คือความสามารถในการเปลี่ยนสูตรการเข้ารหัสได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย โดยไม่ทำให้ทุกอย่างที่พึ่งพาสูตรนั้นพัง มันคือสิ่งที่แยกร้านอาหารที่เปลี่ยนเมนูได้ในคืนเดียว ออกจากร้านที่ต้องปิดปรับปรุงเป็นปี

 

นี่คือเหตุผลว่าทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ใช่ในอนาคต แม้แต่สูตรการเข้ารหัสยุคหลังควอนตัมที่กำลังถูกพัฒนาอยู่ในตอนนี้ก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าจะปลอดภัยตลอดไป ในเดือนกรกฎาคม 2026 ที่ผ่านมา ระบบ AI ตัวหนึ่งถูกส่งไปวิเคราะห์อัลกอริทึมหลังควอนตัมที่ชื่อว่า HAWK ซึ่งผ่านการทบทวนโดยผู้เชี่ยวชาญเป็นเวลาสองปี และเข้าสู่รอบสุดท้ายของการพิจารณาเป็นมาตรฐานใหม่ ในเวลาประมาณ 60 ชั่วโมง AI พบข้อบกพร่องทางคณิตศาสตร์ที่นักวิจัยที่เป็นมนุษย์มองข้าม ภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากนั้น ทีมพัฒนา HAWK ก็ถอนอัลกอริทึมนี้ออกจากการพิจารณาทั้งหมด แม้แต่อัลกอริทึมที่โลกกำลังพิจารณาอย่างละเอียดในฐานะตัวเลือกทดแทน ก็สามารถล้มเหลวได้ในเวลาไม่กี่วัน

 

องค์กรที่จะรับมือ Q-Day ได้ดี ไม่ใช่องค์กรที่มีการเข้ารหัสที่ดีที่สุดในตอนนี้ แต่คือองค์กรที่ระบบถูกออกแบบมาให้เปลี่ยนการเข้ารหัสได้โดยไม่กระทบต่อการทำงาน ร้านเดิม เมนูใหม่

 

เรื่องการแข่งขันก็ชัดเจนอยู่แล้ว ลองนึกถึงโลกที่เครือข่ายบัตรระดับโลกอย่าง Mastercard และ Visa อัปเกรดระบบชำระเงินให้ต้านทานควอนตัมได้และมี Crypto-Agility อย่างเต็มรูปแบบอย่างเงียบๆ ถ้าธนาคารไทยยังไม่ได้ทำแบบเดียวกัน ธุรกรรมของเราก็จะกลายเป็นจุดอ่อนที่สุดในห่วงโซ่ ลูกค้าองค์กรจะสังเกตเห็น หน่วยงานกำกับดูแลจะสังเกตเห็น และลูกค้าทั่วไปก็จะสังเกตเห็นในที่สุด การมาช้าไม่ใช่ปัญหาทางเทคโนโลยีอีกต่อไป มันคือปัญหาเรื่องความไว้วางใจ

 

ที่ SCBX นี่คือเรื่องที่เราให้ความสำคัญ ในฐานะหนึ่งในกลุ่มธุรกิจการเงินที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ระบบของเราประมวลผลธุรกรรมนับล้านทุกวัน ทุกธุรกรรมถูกปกป้องด้วยการเข้ารหัสที่ต้องทำงานได้อย่างไม่มีสะดุด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอีกทศวรรษข้างหน้า Crypto-Agility ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการเตรียมพร้อมสำหรับควอนตัม แต่คือการสร้างกล้ามเนื้อที่ปรับตัวได้กับสิ่งที่จะมาหลังจากควอนตัม และสิ่งที่จะมาหลังจากนั้นอีก มันเริ่มต้นด้วยการรู้ว่าการเข้ารหัสของเราอยู่ที่ไหนบ้างในทุกส่วนของการดำเนินงาน และดำเนินต่อด้วยการออกแบบระบบที่สามารถเปลี่ยนสูตรได้โดยที่ลูกค้าไม่ต้องรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงเลย

 

กลับมาที่ร้านอาหาร เมนูที่เคยทำให้ร้านโด่งดัง สักวันหนึ่งก็จะกลายเป็นเพียงความทรงจำ ครัวที่อยู่รอด คือครัวที่รู้แล้วว่าจะเสิร์ฟอะไรต่อไป

 

นั่นแหละคือความหมายที่แท้จริงของ Crypto-Agility มันไม่ใช่เทคโนโลยี มันไม่ใช่โปรเจกต์ มันคือความพร้อมที่กลายเป็นนิสัย เรียนรู้เอาไว้ตั้งแต่ก่อนที่จะจำเป็นต้องใช้ และในโลกที่สูตรถัดไปสามารถล่มสลายได้ในหกสิบชั่วโมง องค์กรที่ซ้อมไว้แล้ว คือองค์กรที่จะยังยืนอยู่ในวันที่เมนูเปลี่ยนไปตลอดกาล

The post Crypto-Agility : สูตรรับมือ Q-Day appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภัยพิบัติชายแดน Nepal–Tibet: หรือ “ฝี” ของโลกร้อนกำลังแตก? https://thestandard.co/global-warming-cascading-risk/ Sat, 19 Sep 2026 09:44:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1257114 ภาพถ่ายมุมสูงแสดงเหตุการณ์ดินถล่มและกระแสน้ำพัดพาเศษซากในพื้นที่ภูเขาของเนปาล

เช้าวันที่ 26 สิงหาคม มวลน้ำแข็ง หิน และตะกอนบนเทือกเขา […]

The post ภัยพิบัติชายแดน Nepal–Tibet: หรือ “ฝี” ของโลกร้อนกำลังแตก? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพถ่ายมุมสูงแสดงเหตุการณ์ดินถล่มและกระแสน้ำพัดพาเศษซากในพื้นที่ภูเขาของเนปาล

เช้าวันที่ 26 สิงหาคม มวลน้ำแข็ง หิน และตะกอนบนเทือกเขาหิมาลัยพังลงสู่หุบเขา ก่อนนำไปสู่น้ำท่วมฉับพลันและความเสียหายต่อชุมชนและโครงสร้างพื้นฐานบริเวณชายแดน Nepal-Tibet

 

นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ได้สรุปว่า Climate Change เป็นสาเหตุโดยตรง เราจึงไม่ควรรีบจับโลกร้อนใส่กุญแจมือ ถ้าหลักฐานยังไม่ครบ

 

แต่เรารู้ว่าธารน้ำแข็ง Himalaya กำลังถอยร่น และ permafrost ที่ช่วยยึดภูเขากำลังเปลี่ยนแปลง

 

เหตุการณ์นี้ทำให้ผมนึกถึงคำว่า ‘ฝีแตก’

 

ที่ผ่านมาเรามอง Global Warming ผ่านภาพน้ำแข็งขั้วโลกละลาย และระดับน้ำทะเลที่ค่อยๆ สูงขึ้น

 

น่ากลัว แต่ดูไกลตัว

 

ปี 2050… 2100…

 

Unfortunately, Climate Change may not have read our timetable.

 

ความเสี่ยงที่สะสมช้าๆ อาจกลายเป็นภัยพิบัติในเวลาไม่กี่นาที และเมื่อมันเริ่มแล้ว มันอาจไม่หยุดอยู่ที่เหตุการณ์แรก

 

Warming → Glacier instability → Avalanche → Flood → Infrastructure → Energy → Supply Chain → Economy

 

ตำราเรียกว่า Cascading Risk

 

ผมเรียกง่ายๆ ว่า Snowball เพราะมันยิ่งกลิ้ง ยิ่งใหญ่ ยิ่งหนัก และยิ่งหยุดยาก

 

ฝี คือความเสี่ยงที่สะสมก่อนเกิดเหตุ

 

Snowball คือความเสียหายที่ขยายตัวหลังเกิดเหตุ

 

Climate Strategy จึงไม่ใช่แค่การลด Carbon

 

Mitigation ถามว่า เราจะทำให้โลกร้อนช้าลงอย่างไร

 

Resilience ถามว่า ถ้ามันไม่รอเรา เราจะรับมืออย่างไร

 

ถ้าผมนั่งอยู่ในห้องประชุมบอร์ด ผมคงชวนฝ่ายจัดการกลับไปขบคิด 3 คำถาม

 

  • Where are our hidden abscesses?

 

มี Climate Risk อะไรที่กำลังสะสมเงียบๆ ในธุรกิจ สินทรัพย์ Supply Chain หรือชุมชนรอบตัวเรา ที่ยังไม่ปรากฏใน Risk Register?

 

  • Where can the snowball roll?

 

ถ้าจุดหนึ่งล้ม มันจะกลิ้งไปกระทบอะไรต่อ – Supplier, Energy, Logistics, Customer, Finance หรือ Reputation?

 

  • Are we resilient – or merely lucky?

 

ที่เรายังไม่เคยเจอวิกฤต เป็นเพราะระบบเราพร้อมจริง ๆ หรือเพียงเพราะ Snowball ยังไม่เคยกลิ้งมาทางเรา?

 

หน้าที่ของบอร์ดไม่ใช่การทำนายว่า ฝีจะแตกวันไหน

 

แต่คือการชวนฝ่ายจัดการมองให้เห็นว่า ฝีอยู่ตรงไหน Snowball จะกลิ้งไปทางไหน และเราพร้อมแค่ไหนเมื่อมันมาถึง

 

Climate Change may not have read our timetable.

 

The Board had better read the risks.

 

ภาพ: shankar bhujel / Shutterstock

The post ภัยพิบัติชายแดน Nepal–Tibet: หรือ “ฝี” ของโลกร้อนกำลังแตก? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทุกการตัดสินใจ กำลังเขียนอนาคตของคุณ https://thestandard.co/financial-decision-future-life/ Sat, 19 Sep 2026 09:30:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1257105 ผู้หญิงสวมรองเท้าผ้าใบยืนอยู่บนถนนที่มีลูกศรชี้ไปหลายทิศทาง

หลังจากทำงานมาหลายปีคุณเริ่มมีเงินเก็บก้อนหนึ่ง มันมากพ […]

The post ทุกการตัดสินใจ กำลังเขียนอนาคตของคุณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้หญิงสวมรองเท้าผ้าใบยืนอยู่บนถนนที่มีลูกศรชี้ไปหลายทิศทาง

หลังจากทำงานมาหลายปีคุณเริ่มมีเงินเก็บก้อนหนึ่ง มันมากพอที่จะเปลี่ยนชีวิต แต่ยังไม่มากพอที่จะทำทุกอย่างพร้อมกัน คุณอาจกำลังคิดว่าจะซื้อบ้านเพื่อให้ครอบครัวมีพื้นที่ใช้ชีวิตมากขึ้น อาจเตรียมลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว วางแผนซื้อประกันเพื่อสร้างหลักประกันให้คนที่รัก หรือเก็บเงินก้อนนั้นไว้ก่อนเพราะยังไม่แน่ใจว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น

 

ทุกทางเลือกล้วนมีเหตุผลของตัวเอง และทุกทางเลือกก็ดูเหมือนจะพาเราไปสู่อนาคตที่ดีกว่า ปัญหาคือเราเลือกได้เพียงทางเดียว ทันทีที่เลือกทางหนึ่งอีกหลายทางก็หายไปพร้อมกัน หลายคนจึงใช้เวลาเปรียบเทียบผลตอบแทน อ่านรีวิว ศึกษาข้อมูล และพยายามหาทางเลือกที่ดีที่สุด

 

แต่ยิ่งศึกษามากขึ้น หลายครั้งกลับยิ่งตัดสินใจยากขึ้น ไม่ใช่เพราะข้อมูลไม่เพียงพอ แต่เพราะข้อมูลส่วนใหญ่กำลังบอกเพียงว่า แต่ละทางเลือกจะให้อะไร โดยไม่ได้บอกว่า แต่ละทางเลือกกำลังเปลี่ยนชีวิตของเราในอนาคตอย่างไร

 

ลองนึกถึงการซื้อบ้านหลังใหม่ สิ่งที่เห็นทันที คือบ้านที่กว้างขึ้น ลูกมีห้องของตัวเอง พ่อแม่มีพื้นที่ใช้ชีวิตมากขึ้น คุณภาพชีวิตของครอบครัวดีขึ้นตั้งแต่วันนี้ แต่ในเวลาเดียวกัน การตัดสินใจครั้งนั้นก็เริ่มเขียนอนาคตของครอบครัวทันที

 

เงินดาวน์ที่จ่ายออกไป อาจทำให้เงินสำรองลดลง ภาระผ่อนบ้านอาจยาวออกไปอีกหลายสิบปี เงินลงทุนเพื่อเป้าหมายอื่นอาจต้องชะลอลง และความยืดหยุ่นในการตัดสินใจเรื่องสำคัญในอนาคตก็อาจลดลงตามไปด้วย

 

บ้านหลังใหม่ไม่ได้เปลี่ยนเพียงสถานที่ที่เราอยู่ แต่มันกำลังเปลี่ยนชีวิตที่เราจะมีในอีกสิบหรือยี่สิบปีข้างหน้า

 

ทุกการตัดสินใจ คือการแลกเปลี่ยนชีวิตในอนาคต

 

ในทางเศรษฐศาสตร์ หลักคิดนี้เรียกว่า ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) หมายถึง คุณค่าของทางเลือกที่เราต้องยอมสละ เมื่อเลือกอีกทางหนึ่ง

 

แต่สำหรับการวางแผนการเงิน สิ่งที่สำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า วันนี้เราเสียโอกาสอะไร หากคือการมองให้เห็นว่า การตัดสินใจในวันนี้ กำลังสร้างหรือกำลังลดทอนโอกาสอะไรให้กับชีวิตในอนาคต

 

เมื่อเลือกลงทุนในหุ้น เราอาจต้องแลกกับความผันผวนในวันนี้ แต่ก็มีโอกาสสร้างความมั่งคั่งและอิสรภาพทางการเงินในระยะยาว

 

เมื่อเลือกฝากเงินหรือลงทุนในตราสารหนี้ เราอาจได้ความมั่นคงและสภาพคล่องในวันนี้ แต่ก็อาจแลกกับการเติบโตของเงินที่ช้าลง และทางเลือกทางการเงินที่น้อยลงในอนาคต

 

เมื่อเลือกซื้อประกันชีวิต เราอาจมีเงินสำหรับการลงทุนลดลงในวันนี้ แต่ก็อาจช่วยปกป้องอนาคตของครอบครัว หากวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด

 

แม้แต่การเลือกยังไม่ลงทุน ก็เป็นการตัดสินใจเช่นกัน เพราะความสบายใจในวันนี้ อาจแลกกับกำลังซื้อที่ลดลงจากเงินเฟ้อ และโอกาสในการสร้างความมั่งคั่งที่หายไปในระยะยาว

 

ต้นทุนค่าเสียโอกาสจึงไม่ใช่เพียงสิ่งที่เราไม่ได้เลือก แต่คือทางเลือกที่เราจะมี หรืออาจไม่มีในอนาคตเพราะการตัดสินใจในวันนี้

 

เมื่อมองเช่นนี้ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าวันนี้เราได้หรือเสียอะไร แต่คือการตัดสินใจครั้งนี้ กำลังสร้างชีวิตแบบไหนให้กับเราในอนาคต

 

การวางแผนการเงินจึงไม่ได้เริ่มจากการเลือกหุ้น กองทุน ประกัน หรือสินทรัพย์ใด ๆ แต่เริ่มจากการทำความเข้าใจว่า เรากำลังพยายามสร้างชีวิตแบบไหน เพราะเมื่อเป้าหมายของชีวิตต่างกัน คำตอบทางการเงินก็ย่อมต่างกัน

 

คนวัยเริ่มทำงานอาจให้ความสำคัญกับการเติบโตของเงินทุน

 

คนที่กำลังสร้างครอบครัวอาจให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง

 

ส่วนคนที่ใกล้เกษียณอาจให้ความสำคัญกับความมั่นคงและกระแสเงินสดมากกว่า

 

เมื่อคำถามเปลี่ยน วิธีคิดก็มักเปลี่ยนตาม

 

ครั้งต่อไปที่คุณต้องตัดสินใจเรื่องการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้าน การลงทุน การทำประกัน หรือการใช้เงินก้อนใหญ่ อย่าเพิ่งรีบถามว่า “อะไรดีที่สุด”

 

ลองเริ่มต้นด้วยคำถามที่ต่างออกไป

 

“การตัดสินใจครั้งนี้ กำลังสร้างชีวิตแบบไหนให้กับเราในอนาคต”

 

เราจะไม่ได้มองเพียงสิ่งที่จะได้รับในวันนี้ แต่จะเริ่มมองเห็นผลของการตัดสินใจที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในวันข้างหน้า

 

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการวางแผนการเงิน เพราะการวางแผนการเงินไม่ได้เริ่มจากการเลือกผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด แต่เริ่มจากการเข้าใจว่า ทุกการตัดสินใจ กำลังกำหนดทั้งคุณภาพชีวิตในวันนี้ และทางเลือกที่เราจะมีในอนาคต

 

โจทย์ที่แท้จริง จึงไม่ใช่การเลือกข้าง

 

ไม่ใช่การเลือกระหว่างความสุขในวันนี้ หรือความมั่นคงในอนาคต แต่คือการหาทางเลือกที่ทำให้ทั้งสองเดินไปด้วยกันได้มากที่สุดภายใต้ทรัพยากรที่เรามี

 

บางครั้งคำตอบอาจเป็นการลดขนาดของเป้าหมายในวันนี้ เพื่อรักษาโอกาสในอนาคต

 

บางครั้งอาจเป็นการชะลอการตัดสินใจออกไป เพื่อให้มีข้อมูลหรือความพร้อมมากขึ้น

 

หรือบางครั้งอาจเป็นการยอมรับผลตอบแทนที่ไม่สูงที่สุด เพราะแลกกับความมั่นคงและความยืดหยุ่นที่เหมาะกับชีวิตของเรา

 

ไม่มีคำตอบเดียวที่ถูกต้องสำหรับทุกคนเพราะไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น เราจึงไม่สามารถวางแผนจากข้อมูลที่สมบูรณ์แบบได้

 

การตัดสินใจที่ดีจึงไม่ใช่การพยายามทำนายอนาคตให้ถูกต้อง แต่คือการตัดสินใจบนข้อมูลที่ดีที่สุดที่เรามีในวันนี้ พร้อมกับการรักษาทางเลือกและความยืดหยุ่นไว้มากพอหากวันหนึ่งชีวิตไม่เป็นไปตามที่คาด

 

เพราะสุดท้ายแล้ว การวางแผนการเงินไม่ใช่การทำให้ทุกการตัดสินใจถูกต้อง แต่คือการทำให้ทุกการตัดสินใจในวันนี้ มีโอกาสพาเราไปสู่ชีวิตที่ต้องการ พร้อมยังเหลือทางเลือกให้เรา หากวันพรุ่งนี้ไม่เป็นอย่างที่คิด

 

ภาพ: New Africa / Shutterstock

The post ทุกการตัดสินใจ กำลังเขียนอนาคตของคุณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อผู้นำการเติบโต AI ขอแตะเบรก https://thestandard.co/ai-leaders-slow-development-investment/ Sat, 19 Sep 2026 07:50:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1257056 ภาพกราฟิกแสดงแนวคิด AI กับการลงทุนในตลาดหุ้นและคริปโตเคอร์เรนซี

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีเรื่องที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเมื่อ Da […]

The post เมื่อผู้นำการเติบโต AI ขอแตะเบรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงแนวคิด AI กับการลงทุนในตลาดหุ้นและคริปโตเคอร์เรนซี

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีเรื่องที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเมื่อ Dario Amodei ซีอีโอ Anthropic ออกโรงเรียกร้องให้อุตสาหกรรม AI ชะลอความเร็วในการพัฒนาโมเดล AI เพื่อให้ระบบความปลอดภัยตามทัน ไม่เช่นนั้นอาจเกิดความเสี่ยงร้ายแรงภายใน 6-12 เดือนข้างหน้า

 

Sam Altman แห่ง OpenAI เห็นด้วยทันที และประกาศเลื่อน IPO ออกไปเป็นปี 2027 ขณะที่ Elon Musk ผู้ก่อตั้ง SpaceX ก็ออกมาสนับสนุนแนวคิดนี้เช่นกัน

 

สำหรับนักลงทุน ผมมองว่าคำถามที่แท้จริงไม่ใช่ “อันตรายจาก AI ต่อมนุษย์หรือไม่” เพราะนั่นเป็นคำถามปรัชญาที่ไม่มีใครตอบได้ แต่เราต้องรู้ให้ทันว่าอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าผู้นำการเติบโตหลักของตลาดหุ้นโลกอย่างธีม AI จะต้องถูกควบคุมความเร็วในการพัฒนาจริง

 

เริ่มด้วยเรื่องของความเร็ว การชะลอพัฒนาการไม่ได้มีแต่ข้อเสีย เป็นเรื่องดีในด้านต้นทุน แค่ต้องไม่พัฒนาช้าเกินไปจนเป็นปัญหา

 

ทฤษฎีการลงทุนจะมองการเติบโตของเทคโนโลยีผ่าน S-Curve คือเริ่มช้า เร่งตัวแรง แล้วชะลอเมื่อถึงจุดอิ่มตัว

 

จากประวัติศาสตร์เทคโนโลยี 70 ปีที่ผ่านมา พัฒนาการของโมเดล AI ตอนนี้เร็วกว่าทุก S-Curve ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตไปแล้ว และเร็วกว่าแม้แต่กฎของ Moore ที่เคยเป็นเพดานอุตสาหกรรมชิปมานานหลายทศวรรษด้วย

 

ข้อเสียของการพัฒนาที่เร็วไป คือต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานจะล้าสมัยเร็ว บริษัทจึงต้องเร่งลงทุนไม่หยุด หนุนให้ต้นทุนพุ่งขึ้นไปอีก

 

ปัญหาจะไม่เกิดขึ้นถ้าพัฒนาการชะลอตัว การลงทุนในชิปและ data center จะมีอายุการใช้งานนานคุ้มค่ากว่าเดิม

 

แต่ในทางกลับกัน ต้องไม่ลืมว่า Valuation ของตลาดอยู่ในระดับสูง หุ้น AI ทุกวันนี้ตีมูลค่าจากสมมติฐานการเติบโตแบบทวีคูณ หากอุตสาหกรรมชะลอความเร็วลงมากเกินไป ตลาดจะต้องปรับสมมติฐานเติบโตใหม่ทั้งหมด อาจสร้างความผันผวนที่รุนแรงกับโลกการเงินกว่าความเสี่ยงจาก AI เองเสียอีก

 

ด้านประเด็นการยกระดับการควบคุม ผมมองว่ามีทั้งต้นทุนที่ต้องจ่ายและเกราะป้องกันความเสี่ยงที่ได้กลับมา

 

เพราะการมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน จะช่วยลดความเสี่ยงที่ AI จะถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์ ลดความเสี่ยงที่ตลาดจะถูกแย่งไปโดยผู้เล่นที่ไม่มีกรอบความรับผิดชอบ และลดความเสี่ยงที่โมเดลจะถูกลอกเลียนแบบอย่างรวดเร็วเกินควบคุม

 

ส่วนต้นทุนที่ต้องจ่าย คือค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่สูงขึ้น ความเร็วในการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ช้าลง และที่สำคัญที่สุด คือมูลค่าตลาดรวมของอุตสาหกรรม (Total Addressable Market) ที่อาจเล็กลงกว่าที่นักลงทุนเคยประเมินไว้

 

คำถามที่น่าสนใจอีกเรื่อง คือโอกาสที่เหล่าผู้นำด้าน AI จะประเมินผิด

 

ประเด็นนี้เป็นความเสี่ยงที่นักลงทุนส่วนใหญ่มองข้าม แต่มักเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนตัวผู้นำการเติบโตในอดีต

 

เช่น Steve Ballmer ซีอีโอ Microsoft เคยบอกว่า iPhone ไม่มีทางมี market share ที่มีนัยสำคัญได้ แต่ปัจจุบันขายไปแล้วกว่า 3 พันล้านเครื่อง ต้นทุนของการเดาผิดครั้งนั้นคือ Microsoft เสียโอกาสครองตลาดมือถือไปทั้งยุค

 

หรือ Sam Altman เองก็เพิ่งกลับคำ หลังเคยเตือนว่า AI จะกวาดงานระดับเริ่มต้นหายไปครึ่งหนึ่ง แต่สุดท้ายยอมรับว่าผิดพลาดเรื่องผลกระทบเศรษฐกิจและสังคมที่สูงเกินจริง

 

ความเสี่ยงของรอบนี้คือการประเมิน timeline พัฒนาการ ถ้าประเมินถูก สหรัฐฯ ก็น่าจะรักษาความเป็นผู้นำด้านโมเดล AI ไว้ได้ไม่ยาก แต่ถ้าผิด ก็จะเป็นโอกาสให้ผู้พัฒนารายอื่นๆ ก้าวแซงขึ้นมาได้เช่นกัน

 

จากการวิเคราะห์เบื้องต้น จะเห็นว่าทั้งหมดมีทั้งโอกาสและความเสี่ยง สำหรับนักลงทุน กลยุทธ์ที่ดีที่สุดจึงเป็นการเลือกสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์ไม่ว่า AI จะ Speed up หรือ Slow down

 

(1) โครงข่ายสาธารณูปโภคสำหรับ Data Center

 

ไม่ว่าโมเดลจะพัฒนาต่อเร็วหรือชะลอลง ความต้องการไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน และโครงสร้างพื้นฐานพลังงานจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะโมเดลที่มีอยู่แล้วก็ต้องใช้พลังงานรันตลอดเวลาอยู่ดี

 

(2) ผู้ผลิตชิปที่มีสัญญาระยะยาวรองรับ

 

เพราะสัญญาที่เซ็นไปแล้ว ไม่ได้ถูกยกเลิกเพียงเพราะบริษัท AI ประกาศชะลอการพัฒนา ความต้องการชิปยังคงมีอยู่จากทั้งการเทรนโมเดลใหม่ และการรันโมเดลเดิมในเชิงพาณิชย์

 

(3) ผู้ให้บริการตรวจสอบและรับรองความปลอดภัยของ AI

 

หาก AI เร่งพัฒนาต่อ ความต้องการตรวจสอบจะยิ่งเพิ่มตามความซับซ้อน แต่หากอุตสาหกรรมถูกบังคับให้ชะลอด้วยกฎระเบียบ ความต้องการตรวจสอบจะยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีกจากแรงกดดันด้านการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์

 

มุมมองของผม เรื่องร้ายมักขายดีกว่าเรื่องดีอยู่แล้วในทุกยุคสมัย แต่ผมเชื่อว่าโอกาสที่โมเดลภาษา จะพัฒนาเร็วจนกลายเป็นภัยคุกคามการดำรงอยู่ของมนุษยชาติในระยะสั้นยังต่ำมาก

 

อย่างไรก็ดี ในมุมของกลยุทธ์การลงทุน ทุกอย่างมีโอกาสเกิดขึ้นได้ เราจึงต้องปรับพอร์ตให้ยืดหยุ่น เพื่อพร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลงมากกว่าเดิมครับ

 

 

ภาพ: Tero Vesalainen / Shutterstock

The post เมื่อผู้นำการเติบโต AI ขอแตะเบรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
แมลงสาบไม่เคยมาตัวเดียว เงินเฟ้อไม่เคยค้างแป้ปเดียว และ เฟดไม่เคยขึ้นดอกเบี้ยครั้งเดียว https://thestandard.co/fed-interest-rate-hikes-inflation-not-done/ Fri, 18 Sep 2026 05:40:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1256664 เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ กำลังกล่าวสุนทรพจน์

ณ ขณะที่ผมกำลังพักฟื้นจากการผ่าตัดโพรงจมูก (ไซนัสอักเสบ […]

The post แมลงสาบไม่เคยมาตัวเดียว เงินเฟ้อไม่เคยค้างแป้ปเดียว และ เฟดไม่เคยขึ้นดอกเบี้ยครั้งเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ กำลังกล่าวสุนทรพจน์

ณ ขณะที่ผมกำลังพักฟื้นจากการผ่าตัดโพรงจมูก (ไซนัสอักเสบ) ที่รพ. หมอและพยาบาลก็บอกให้พักผ่อน แต่พอเห็นความเคลื่อนไหวของโลกการเงินการลงทุนในช่วงนี้ โดยเฉพาะการกระทำของ Kevin Warsh, การประชุม FOMC รอบล่าสุด

 

ก็คงต้องบอกว่า “นายแน่มาก” และ “สะเด่าไปเลยอีน้อง”

 

ประเด็นแรก คือ คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของ Fed มีมติเป็นเอกฉันท์ด้วยคะแนนเสียง 12-0 ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00%

 

ส่วนรายงาน Dot Plot ซึ่งแสดงการคาดการณ์ของเจ้าหน้าที่ Fed ระบุว่า เจ้าหน้าที่ 16 รายจากทั้งหมด 18 ราย คาดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้

 

เท่ากับว่าดอกเบี้ย 4.00-4.25% มาค่อนข้างแน่ เพราะ วางเกม เดินหมาก ไว้รอแล้ว

 

ประเด็นต่อมา ตอกย้ำคำพูดตน นั่นคือ “เงินเฟ้อ 2% คือ อาญาสิทธิ์” โดย เค้าย้ำว่า คณะกรรมการ FOMC มีวัตถุประสงค์ที่แน่วแน่และมีนัยสำคัญ นั่นคือ การจ้างงานที่เต็มศักยภาพ การสร้างเสถียรภาพด้านราคา และ การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สร้างมาตรฐานให้แก่ทั่วโลก

 

เสถียรภาพด้านราคาคือ “รากฐานสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ”

 

อีกประเด็นสุดแสบ และ อาศัยจังหวะชุลมุน โดย เค้ากล่าวว่า

 

ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีส่วนทำให้มุมมองของ Fed เปลี่ยนแปลงไป

 

... ชัดเจนว่าคือสถานการณ์อิหร่านกับสหรัฐฯ

 

ลองดูรูปนี้ที่ผมทำมาก็ชัดแล้วครับ (รูปน้ำมันดิบ Brent และ ดอกเบี้ยนโยบายของ Fed)

 

เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ กำลังกล่าวสุนทรพจน์ 1

 

หนึ่ง ทุกครั้งที่น้ำมันดิบปรับตัวขึ้น (นับตั้งแต่ปี 2001) … Fed ต้องขึ้นดอกเบี้ยตาม

 

สอง มีแค่ปี 2008 เท่านั้นที่น้ำมันดิบขึ้น แล้ว Fed ไม่ตามเนื่องจากเกิดวิกฤตบ้าน (Hamburger crisis)

 

และ สาม เมื่อไหร่ก็ตามที่ Fed ขึ้นดอกเบี้ย … Fed ไม่เคยขึ้นแค่รอบเดียว

 

ดังนั้น ในบทความนี้ ผมจึงอยากจะมาแชร์ให้ผู้อ่านได้ทราบกันครับว่า สำหรับใครที่มองว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยแบบ “One and Done” … อนุญาตให้คิดใหม่และคิดดีๆ ครับ.

 

“ในมุมมองส่วนตัวของผม ผมมองว่า 4.00-4.25% ค่อนข้างแน่ และ ควรจะจบ หรือ หยุดตรงแถวๆนี้ (4.50%) ไม่เกิน … แต่ถ้าขึ้นไปจนถึง 5.00-5.25% ที่เดิม ผมกึคงต้องขอนอนต่อแล้วกันครับ”

 

เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ กำลังกล่าวสุนทรพจน์ 2

ที่มา: FOMC, Macro & Mr. Market

 

*การแสดงความเห็นให้คำแนะนำดังกล่าว ข้าพเจ้าขอเรียนว่า เป็นการกระทำในนามส่วนตัวของข้าพเจ้า เท่านั้น บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น

The post แมลงสาบไม่เคยมาตัวเดียว เงินเฟ้อไม่เคยค้างแป้ปเดียว และ เฟดไม่เคยขึ้นดอกเบี้ยครั้งเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อผู้สร้าง AI ขอแตะเบรก: จุดจบหุ้นเทค หรือจุดเปลี่ยนวิธีเลือกลงทุน? https://thestandard.co/ai-slowdown-tech-stocks-investment/ Wed, 16 Sep 2026 01:55:36 +0000 https://thestandard.co/ai-slowdown-tech-stocks-investment/ หุ่นยนต์ AI กำลังทำงานในตลาดหุ้น

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หุ้น AI เติบโตมาพร้อมการแข่งขันพัฒน […]

The post เมื่อผู้สร้าง AI ขอแตะเบรก: จุดจบหุ้นเทค หรือจุดเปลี่ยนวิธีเลือกลงทุน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ่นยนต์ AI กำลังทำงานในตลาดหุ้น

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หุ้น AI เติบโตมาพร้อมการแข่งขันพัฒนาเทคโนโลยีให้เร็วขึ้น เก่งขึ้น และเข้าถึงผู้ใช้งานมากขึ้น แต่เมื่อผู้พัฒนาเองเริ่มส่งสัญญาณว่าความก้าวหน้าอาจเร็วจนการดูแลความปลอดภัยตามไม่ทัน นักลงทุนจึงต้องกลับมาทบทวนว่า อุตสาหกรรมนี้จะเดินหน้าต่ออย่างไร

 

แรงกดดันรอบนี้เกิดขึ้นหลัง Dario Amodei ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Anthropic เสนอให้ชะลอการพัฒนา AI ระดับแนวหน้า หรือ Frontier AI พร้อมเพิ่มการตรวจสอบความปลอดภัยจากผู้เชี่ยวชาญภายนอก และสร้างกติการ่วมกันระหว่างบริษัทกับภาครัฐ

 

แนวคิดดังกล่าวได้รับเสียงสนับสนุนจากผู้นำรายอื่นในอุตสาหกรรม ขณะที่หุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยเฉพาะผู้ผลิตชิป เผชิญแรงขายในวันที่ 14 กันยายน 2569

 

หุ่นยนต์ AI กำลังทำงานในตลาดหุ้น 1

 

Source: Bloomberg

 

จากภาพ ดัชนี SOX ซึ่งสะท้อนความเคลื่อนไหวของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์สหรัฐฯ เผชิญแรงขายหนัก โดยเปิดตลาดวันที่ 14 ก.ย. 2569 ลดลงราว 5% จากราคาปิดวันที่ 11 ก.ย. 2569

ขณะเดียวกัน Sam Altman ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OpenAI ส่งสัญญาณว่าบริษัทจะยังไม่เข้าตลาดหุ้นในปี 2569 ท่ามกลางภารกิจด้านความปลอดภัยที่ต้องดำเนินการ ยิ่งทำให้ตลาดหันมาตั้งคำถามว่า เม็ดเงินลงทุนมหาศาลใน AI จะสร้างรายได้และกำไรกลับมาเมื่อไร
ความกังวลนี้กระทบราคาหุ้นได้ทันที เพราะมูลค่าหุ้น AI ส่วนหนึ่งสะท้อนการเติบโตในอนาคตไว้แล้ว หากตลาดมองว่าผลตอบแทนจากการลงทุนอาจมาช้ากว่าคาด นักลงทุนก็อาจลดราคาที่ยอมจ่าย แม้รายได้ปัจจุบันยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง จึงเกิดแรงขายต่อเนื่องไปถึงผู้ผลิตชิปและผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน

อย่างไรก็ตาม การพัฒนา AI รุ่นใหม่ให้ช้าลงไม่ได้หมายถึงการหยุดใช้ AI หรือหยุดลงทุนทั้งหมด ธุรกิจยังสามารถนำโมเดลที่มีอยู่ไปช่วยเขียนโปรแกรม วิเคราะห์ข้อมูล และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ ซึ่งยังต้องอาศัยชิป หน่วยความจำ และศูนย์ข้อมูลรองรับ ความต้องการส่วนนี้จึงยังมีโอกาสเติบโต แม้การเปิดตัวโมเดลรุ่นใหม่จะต้องผ่านการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับเสียงเรียกร้องให้ชะลอ AI โดยมองว่าสหรัฐฯ มีมาตรการกำกับดูแลอยู่แล้ว เมื่อประกอบกับการแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ กับจีน เราจึงประเมินว่าการชะลอในวงกว้างเกิดขึ้นได้ยาก เพราะแต่ละฝ่ายต่างกังวลว่าจะเสียความได้เปรียบหากตัวเองชะลอ แต่อีกฝ่ายยังเดินหน้าต่อ

ความกังวลด้านความปลอดภัยยังทำให้ Cybersecurity หรือความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์น่าจับตา เพราะเมื่อองค์กรเชื่อมต่อ AI เข้ากับข้อมูลลูกค้า เอกสารภายใน และระบบงานสำคัญ ก็จำเป็นต้องควบคุมสิทธิ์การเข้าถึง ป้องกันข้อมูลรั่วไหล และตรวจจับการใช้งานผิดปกติ เราจึงมองว่างบประมาณด้านความปลอดภัยมีโอกาสเติบโตควบคู่กับการนำ AI ไปใช้งานจริง และเป็นอีกส่วนของอุตสาหกรรมที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญ

แล้วหุ้น AI ที่กำลังพักฐานยังน่าสนใจหรือไม่?

ข้อมูลจากทีม Global Investing หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่าการปรับตัวลงรอบนี้อาจเปิดโอกาสให้ทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่งในราคาที่เหมาะสม โดยเรายังมองว่าแรงขายสะท้อนการลดความคาดหวังของตลาด มากกว่าการสิ้นสุดของวัฏจักรการลงทุน AI อย่างไรก็ตาม มุมมองนี้ต้องได้รับการสนับสนุนจากงบลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ คำสั่งซื้อชิป และแนวโน้มกำไร หากเริ่มเห็นการเลื่อนโครงการหรือลดคำสั่งซื้อเป็นวงกว้าง ก็จำเป็นต้องประเมินสถานการณ์ใหม่

อีกปัจจัยที่ต้องจับตาคือ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ โดยมีกำหนดประกาศผลการประชุมวันที่ 16 กันยายน 2569 ตามเวลาสหรัฐฯ หรือเวลา 01.00 น. ของวันที่ 17 กันยายน ตามเวลาไทย เพราะดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอาจเพิ่มต้นทุนทางการเงินและกดดันมูลค่าหุ้นเทคโนโลยี แม้ธุรกิจยังเติบโต ราคาหุ้นก็อาจผันผวนต่อได้ การแบ่งเงินทยอยลงทุนและเผื่อเงินสำหรับจังหวะที่ตลาดปรับตัวเพิ่มเติมจึงเป็นแนวทางที่เหมาะกับความไม่แน่นอนช่วงนี้

ในห่วงโซ่ AI ยังมีบริษัทที่น่าติดตามตั้งแต่ NVIDIA ผู้พัฒนาชิปประมวลผล Micron ผู้ผลิตหน่วยความจำ ไปจนถึง ASML ผู้ผลิตเครื่องจักรสำหรับการผลิตชิป รวมถึง Samsung Electronics และ SK hynix ของเกาหลีใต้ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลิตหน่วยความจำรองรับ AI
นักลงทุนไทยสามารถเข้าถึงบริษัทเหล่านี้ผ่าน DR01 ที่ซื้อขายเป็นเงินบาทในตลาดหุ้นไทย เช่น NVDA01, MICRON01 และ ASML01 ส่วน KOREA01 อ้างอิง ETF ที่ลงทุนตามดัชนี KOSPI 200 ซึ่งมี Samsung Electronics และ SK hynix เป็นส่วนประกอบ จึงเชื่อมโยงทั้งกับธีมหน่วยความจำและภาพรวมตลาดหุ้นเกาหลีใต้

เมื่อความเร็วในการพัฒนา AI เริ่มถูกตั้งคำถาม นักลงทุนย่อมให้ความสำคัญมากขึ้นกับการเปลี่ยนเทคโนโลยีให้เป็นรายได้และกำไรจริง โอกาสระยะยาวจึงต้องพิจารณาควบคู่กับราคาที่เข้าลงทุน เพราะแม้ธุรกิจจะเติบโตได้ดี ผลตอบแทนยังขึ้นอยู่กับว่าเราจ่ายแพงเพียงใด และพร้อมรับความผันผวนระหว่างทางได้แค่ไหน
ที่มา: BLS Global Investing 15/09/2569

ภาพ: Will Falcon / Shutterstock

The post เมื่อผู้สร้าง AI ขอแตะเบรก: จุดจบหุ้นเทค หรือจุดเปลี่ยนวิธีเลือกลงทุน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องโอกาสในตลาดหุ้นจีน เมื่อโลกกำลังจัดระเบียบเงินทุน https://thestandard.co/china-stock-global-capital-reallocation/ Wed, 16 Sep 2026 01:50:55 +0000 https://thestandard.co/china-stock-global-capital-reallocation/ ภาพประกอบแสดงกราฟตลาดหุ้นจีนและทิศทางการลงทุนทั่วโลก

ตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญกับ ‘แรงเทขายบอนด์’ อย่างหนักตล […]

The post ส่องโอกาสในตลาดหุ้นจีน เมื่อโลกกำลังจัดระเบียบเงินทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงกราฟตลาดหุ้นจีนและทิศทางการลงทุนทั่วโลก

ตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญกับ ‘แรงเทขายบอนด์’ อย่างหนักตลอดช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา หรือนี่เป็นสัญญาณวิกฤติโลกที่ไม่ได้หยุดแค่ตลาดหุ้นเท่านั้น แต่มันกำลังบ่งชี้ถึงความกลัวของตลาดกำลังย้ายฝั่ง

 

 

‘พันธบัตรรัฐบาล’ หรือบอนด์ (Bond) เป็นสินทรัพย์ที่ถูกมองว่า ‘ปลอดภัยที่สุด’ ของโลก โดยเฉพาะพันธบัตรระยะยาว และเมื่อไหร่ที่เราเห็นการพุ่งขึ้นของ Bond Yield เกิดขึ้น นั่นหมายความว่า พันธบัตรกำลังถูกเทขายและราคาตกลง

 

คำถามสำคัญ… ตลาดกำลังส่งสัญญาณเตือนอะไร? แล้วเงินโลกกำลังเปลี่ยนทิศไปทางไหน และเมื่อมองกลับมาที่พอร์ตลงทุนของตัวเอง เราจะรอดมั้ย?

 

เมื่อสภาพคล่องโลกไม่ได้ไหลเหมือนเดิม

 

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังปะทะกันรุนแรง หลังจากที่สหรัฐฯ กับอิหร่านไม่สามารถเจรจาบรรลุข้อตกลงสันติภาพร่วมกันได้ สหรัฐฯ งัดไม้ตายประกาศ ‘คว่ำบาตรเศรษฐกิจ’ อิหร่าน ฝั่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซใหม่ กดดันราคาน้ำมันดีดขึ้นแรงเฉียด 100 ดอลลาร์/บาร์เรล จากที่ก่อนหน้ารอบนี้ลดลงมาอยู่ที่ระดับกว่า 80 ดอลลาร์/บาร์เรล

 

นี่คือต้นเหตุของความเสี่ยงเงินเฟ้อรอบใหม่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก เพราะหากราคาน้ำมันยืนสูงต่อเนื่อง ต้นทุนจะไหลผ่านทั้งระบบเศรษฐกิจทั่วโลกครับ และนี่คือสิ่งที่ตลาดกำลังกลัวครับ

 

เมื่อไหร่ที่เงินเฟ้อสหรัฐฯ กลับมา ดอกเบี้ยก็อาจจะไม่ลงได้อย่างที่ตลาดคาดหวังไว้หลายเดือนก่อนหน้า และอาจจะแย่กว่านั้น คือ ดอกเบี้ยอาจจะต้องขึ้นด้วยซ้ำ ขณะที่ ‘เควิน วอร์ช’ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ยังไม่มีท่าทีจะส่งสัญญาณดอกเบี้ยนโยบายออกมา

 

ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ มีความเสี่ยงด้านหนี้สาธารณะสะสมสูง 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แล้ว และในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 นี้จะต้องออกพันธบัตรเพื่อไถ่ถอนตัวที่หมดอายุและออกเพิ่มลอตใหม่อีกเพื่อชดเชยปัญหาขาดดุลงบประมาณ ประกอบกับปัจจัยแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขึ้น ทำให้นักลงทุนต้องการเรียกร้องผลตอบแทนของพันธบัตรใหม่ที่สูงกว่าชุดเดิม เพื่อชดเชยความเสี่ยงที่สูงขึ้น

 

จากปัจจัยความเสี่ยงหลักๆ ของเงินเฟ้อและหนี้สาธารณะสหรัฐฯ จึงทำให้นักลงทุนเทขายบอนด์ในตลาดออก กดดัน Bond Yield ที่พุ่งขึ้น โดยเฉพาะอายุ 10 ปี ทะลุ 4.8% สูงสุดในรอบ 2 ปี และอายุ 30 ปี พุ่งแตะ 5.3% ในรอบ 20 ปี ตัวเลขนี้กำลังจะเป็นต้นทุนทางการเงินของทั้งระบบ ซึ่งไม่ใช่แค่รัฐบาลสหรัฐฯ ที่จะมีต้นทุนที่สูงขึ้นสำหรับพันธบัตรที่จะออกใหม่ แต่ยังไปตกหนักกับหุ้นกู้ภาคเอกชนด้วย

 

เพราะถ้าพันธบัตรรัฐบาลให้ผลตอบแทนสูงและมีความเสี่ยงต่ำ ย่อมไม่มีนักลงทุนอยากมาถือหุ้นกู้ภาคเอกชนมีผลตอบแทนน้อย ทั้งๆ ที่ความเสี่ยงสูงกว่าอยู่แล้ว

 

สิ่งที่เราจะเห็นคือ บริษัทเอกชนที่ต้องการระดมทุนไม่ว่าจะออกหุ้นกู้ สินเชื่อก็ตาม อาจต้องแบกภาระต้นทุนเงินที่สูงขึ้นทันที แปลว่า ‘กำไร’ ของบริษัทย่อมลดลง แนวโน้มแผนลงทุนถูกชะลอ เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว นี่คือแรงกระแทกตลาดหุ้น

 

และอีกแรงกระแทกที่จะเห็น คือ ถ้าเงินฝากหรือพันธบัตรให้ผลตอบแทนสูงภายใต้ความเสี่ยงที่ต่ำ เมื่อเทียบกับหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงกว่า แต่ได้ผลตอบแทนที่คาดหวังไม่ต่างจากพันธบัตรมากนัก เงินก็ย่อมไหลออกจากตลาดหุ้น

 

นี่คือภาพ Bond Yield กำลังกดดันตลาดหุ้นเป็นคลื่นใต้น้ำครับ ผมไม่ได้บอกว่า

 

ภาคธุรกิจจะแย่ลงทันทีนะครับ เพราะปัจจุบันยังเห็นผลประกอบการของบริษัทในตลาดสหรัฐฯ และหลายๆ ประเทศออกมาแข็งแกร่งอยู่ ส่วนในระยะข้างหน้ายังไม่แน่นอนครับ

 

แต่สิ่งที่ผมกำลังจะพูดถึง คือ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ขึ้นมาแรงต่อเนื่องหลายปี นักลงทุนที่เคยยอมจ่าย แม้หุ้นจะมี Valuation แพง และ PE สูงก็ตาม แต่หากทุกอย่างไม่เหมือนเดิม ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นย่อมต้องประเมินราคาใหม่ ไม่ว่า Valuation ที่อาจต้องลดลง และ PE ถูกบีบโดยเฉพาะ Growth Stock ซึ่งเงินอาจจะไหลออกจากตลาดหุ้น

 

ช่วงที่ผ่านมาหลังหมดข่าวผลประกอบการของบริษัทแล้ว จึงเห็นตลาดหุ้นสามวันดีสี่วันไข้ เพราะในวันที่ตลาดพุ่งทำนิวไฮรับข่าวดีผลประกอบการออกมาแข็งแกร่ง แต่ถ้าปัจจัยรอบด้านอึมครึม ตลาดก็จะอ่อนแรงไร้ทิศทางอย่างที่เห็น

 

สถานการณ์โลกกำลังสะท้อนว่า ภาวะที่เงินทุนไม่ได้ไหลไปตามคำว่า ‘ตลาดไหนผลตอบแทนดี’ อย่างเดียว แต่กำลังถูกกำหนดโดย ดอกเบี้ย เงินเฟ้อ ค่าเงิน ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และการจัดระเบียบเงินทุนข้ามประเทศมากขึ้น

 

ถามว่า โลกกำลัง ‘จัดระเบียบเงินทุน’ อย่างไร?

 

เรากำลังเห็น 4 ปรากฏการณ์พร้อมกัน อย่างแรก สหรัฐฯ ต้องการรักษาเงินทุนในระบบตัวเอง แต่เมื่อ Bond Yield สูงขึ้นจากแรงกดดันเงินเฟ้อและภาระหนี้ ทำให้ต้นทุนการถือสินทรัพย์สหรัฐฯ เปลี่ยนไป

 

อย่างที่สอง ญี่ปุ่นกำลังดึงเงินทุนกลับ วันนี้เงินเยนแข็งขึ้นอย่างรวดเร็วหลังธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เข้าแทรกแซง และตลาดคาดการณ์ BOJ จะขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ความเสี่ยงที่ Yen Carry Trade Unwind กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง

 

อย่างที่สาม ยุโรปกำลังเผชิญเงินเฟ้อจากราคาพลังงานสูง

 

ราคาน้ำมัน Brent กลับขึ้นเหนือ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล กระทบต่อเงินเฟ้อสูง ทำให้ตลาดต้องประเมินทิศทางดอกเบี้ยใหม่ ซึ่งมีโอกาสที่จะต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเกิดขึ้นเช่นกัน

 

อย่างที่สี่ จีนกำลังสร้างระบบเงินทุนของตัวเองมากขึ้น

 

จีนไม่ได้รอเงินต่างชาติอย่างเดียว แต่กำลังใช้เงินทุนภายในประเทศ รัฐบาลเติมทุนให้ และเงินหยวนนอกประเทศ (RMB Internationalization) เป็นเครื่องมือสำคัญ

 

นี่คือจุดที่ทำให้หุ้นจีนแตกต่างจากตลาด Emerging Markets อื่นๆ

 

สรุป สภาพคล่องโลกไม่ได้ ‘ตึง’ แบบเดียวกันทุกประเทศครับ

 

วันที่เงินหยวนจีนสะพัดนอกประเทศ – หุ้นจีนพ้นจุดต่ำสุด

 

เมื่อเร็วๆ นี้ คุณน่าจะได้ยินข่าวจีนเข้าซื้อบอนด์สหรัฐฯ จำนวนมากถึง 6 แสนล้านดอลลาร์ท่ามกลางตลาดเทขายบอนด์กัน

 

คงสงสัยกันว่า ทำไมจีนถึงเข้าซื้อบอนด์สวนตลาด? และ ‘สภาพคล่องจีน’ เป็นอย่างไรกันแน่?

 

ผมขออธิบายให้เห็นภาพ ธนาคารพาณิชย์จีนกลับเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นท่ามกลางภาวะสินเชื่อที่ซบเซา จึงต้องปรับกลยุทธ์โยกเงินมาลงทุนในสินทรัพย์ภาครัฐต่างประเทศ

 

ลองนึกดู Bond Yield ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี อยู่ที่ระดับสูงราว 4.85% ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลจีน 10 ปี อยู่ที่ระดับต่ำ 1.68% เท่ากับได้ส่วนต่างผลตอบแทนกว้างถึง 3.17% เป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเพิ่มแรงจูงใจให้เงินทุนบางส่วนเคลื่อนออกจากจีนไปหาสินทรัพย์ดอลลาร์

 

อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลรายงานว่านักลงทุนทั่วโลกเพิ่มเงินในกองทุน Money Market จำนวนถึง 4.6 แสนล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 2 ก.ย.นี้ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นเดือน ส.ค. 2026 สะท้อนการพักเงินและรอดูสถานการณ์มากกว่าการไล่ซื้อสินทรัพย์เสี่ยง

 

เงินทุนโลกกำลังมีแรงจูงใจให้ลดความเสี่ยงในจีน และโยกเข้าสินทรัพย์ดอลลาร์

 

โดยเฉพาะพันธบัตรสหรัฐฯ ระยะสั้น-กลาง และสินทรัพย์สภาพคล่องสูง ขณะที่พันธบัตรระยะยาวได้รับความสนใจน้อยกว่า เพราะ Yield สูงและความเสี่ยงดอกเบี้ยสูงขึ้น

 

สำหรับประเด็นสภาพคล่องของจีนนั้น ตอนนี้รัฐบาลกำลังพยายามเติมทุนเข้าสู่ระบบการเงิน

 

ล่าสุดรัฐบาลจีนเตรียมอัดฉีดเงินประมาณ 360,000 ล้านหยวน หรือราว 54,000 ล้านดอลลาร์ ให้กับธนาคารรัฐและบริษัทประกันเพื่อเสริมฐานเงินทุนและสนับสนุนการขยายสินเชื่อและเศรษฐกิจ

 

ขณะเดียวกัน จีนกำลังมีการเติบโตของตลาดทุนอย่างเห็นได้ชัด โดยตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (HKEX) ระบุว่าในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2026 มูลค่าการระดมทุนผ่าน IPO เพิ่มขึ้น 153% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) ขณะที่มูลค่าการระดมทุนรวมเพิ่มขึ้น 76%

 

โดยภาพรวม Fund Flow ของจีนมีทั้งเข้าและออก นักลงทุนจีนในประเทศเคยเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดฮ่องกง ข้อมูลในไตรมาสแรกของปี 2026 นักลงทุนจีนแผ่นดินใหญ่ไหลเข้าสุทธิในตลาดฮ่องกงจำนวนมากกว่า 2.2 แสนล้านดอลลาร์ฮ่องกง และเน้นหุ้นเทคโนโลยีและสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer)

 

แต่ล่าสุดภาพกลับเริ่มซับซ้อนขึ้น มีรายงานว่า ETF ในจีนที่ลงทุนในหุ้นฮ่องกงมีเงินไหลออกประมาณ 25,000 ล้านหยวน (ราว 29.2 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง) ในสัปดาห์เดียว ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

 

ดังนั้น จีนอาจไม่ได้ขาด ‘เงิน’ เพียงแต่กำลังมีปัญหาว่าเงินกำลังหมุนระหว่างตลาดหุ้น A-Share ตลาดหุ้นฮ่องกง ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดเงิน (Money Market) และพันธบัตรตามระดับความเสี่ยงและผลตอบแทน

 

แต่อย่างไรก็ตาม วันนี้ค่าเงินดอลลาร์เองกำลังอ่อนลง และเงินหยวนแข็งค่าขึ้น ซึ่งทำให้ภาพของ Capital Flow แตกต่างจากวัฏจักรก่อนๆ

 

‘RMB กำลังเปลี่ยนบทบาท’ มีข้อมูลน่าสนใจว่า ปี 2026 การกู้ยืมในสกุลเงินหยวนนอกประเทศทำสถิติสูงสุด โดยยอด offshore RMB borrowing แตะประมาณ 1 ล้านล้านหยวน หรือเกือบ 1.5 แสนล้านดอลลาร์

 

เหตุผลสำคัญคือ ต้นทุนเงินหยวนต่ำกว่าดอลลาร์มาก จึงเริ่มเห็น RMB ถูกใช้เป็น funding currency

 

หาก RMB กลายเป็นแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำมากขึ้น เงินทุนในระบบการเงินจีนอาจไม่ได้มีบทบาทเฉพาะในประเทศ แต่สามารถเชื่อมต่อกับตลาดทุนเอเชียและตลาดโลกมากขึ้น

 

ฝั่งตลาดหุ้นจีนเริ่มส่งสัญญาณก้าวพ้นจุดต่ำสุด (Reflation) มุมมองของนักลงทุนสถาบันต่างชาติ อาทิ UBS และ J.P. Morgan เริ่มกลับมาเพิ่มสัดส่วนและมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นจีน เนื่องจาก Valuation (ระดับราคา) ยังค่อนข้างถูก และคาดการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียน (Earnings Growth) มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยถึง 13% กลุ่มเด่นคือ Deep Tech, ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Advanced Manufacturing

 

แม้ปัจจุบันเศรษฐกิจจีนอยู่ในภาวะฟื้นตัวแบบ K-Shaped โดยภาคการส่งออกและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่ง ขณะที่การบริโภคภายในประเทศและภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในช่วงครึ่งแรกของปีขยายตัวราว 4.7% ถึง 5.0% ซึ่งยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมาย GDP ของรัฐบาลเติบโตที่ 4.5% – 5.0%

 

สำหรับนโยบายขับเคลื่อนประเทศในระยะยาว จีนกำลังก้าวเข้าสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปีฉบับที่ 15 เน้นนโยบายเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการพึ่งพาเทคโนโลยีของตนเอง มุ่งสู่การเติบโตเชิงคุณภาพในระยะยาว ที่โลกเฝ้าจับตาจีนจะสามารถแซงสหรัฐฯ ขึ้นเบอร์หนึ่งของโลกได้อย่างไรและเมื่อไร

 

แต่จีนยังมีความเสี่ยงสำคัญที่ต้องระวัง

 

  • ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้า ทั้งข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงมาตรการกำแพงภาษี (Tariffs) รอบใหม่ๆ เป็นปัจจัยหลักที่จะกดดัน Sentiment ของตลาดหุ้นจีนและกระทบกลุ่มส่งออกได้
  • กำลังซื้อในประเทศฟื้นตัวช้า ตลาดแรงงานที่ยังคงเปราะบางส่งผลให้ภาคการบริโภคภายในประเทศรวมถึงอสังหาริมทรัพย์ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
  • ตลาดหุ้นจีนโดยเฉพาะ A-Shares มีสัดส่วนของนักลงทุนรายย่อยภายในประเทศค่อนข้างสูง ทำให้อาจเกิดแรงเทขายหรือแรงซื้อตามกระแสอย่างรุนแรงในระยะสั้น
  • ความไม่แน่นอนเชิงนโยบายและกำกับดูแล แม้ปัจจุบันรัฐบาลจีนจะเน้นมาตรการผ่อนคลายและกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น แต่ยังต้องติดตามนโยบายการควบคุมอุตสาหกรรมเฉพาะส่วน เช่น กลุ่มแพลตฟอร์มออนไลน์ กลุ่มพลังงาน ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้

 

ตอนนี้หุ้นจีนควร ‘ลงทุนหรือยัง?’ ผมมอง 3 Scenario

 

กรณีแรก ‘เป็นบวก’ ตลาดเงินโลกผ่อนคลาย คือ ถ้าเฟดไม่ขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ Bond Yield สหรัฐฯ ลด ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อน สภาพคล่องโลกดีขึ้น ตลาดหุ้นจีนและฮ่องกงมีโอกาสได้รับประโยชน์ โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI และสินค้าบริโภค

 

กรณีที่ 2 ‘เป็นกลาง’ ตลาดเงินโลกยังตึง แต่จีนยังอัดฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ ช่วยสนับสนุนตลาดทุน และรัฐบาลเติมทุน เงินหยวนแข็งค่า ตลาดหุ้นจีนสามารถไปต่อได้ด้วยสภาพคล่องภายในประเทศ Scenario นี้น่าสนใจที่สุดสำหรับหุ้นจีน

 

กรณีที่ 3 แย่สุด ตลาดเงินโลกช็อก หากน้ำมันสูง เงินเฟ้อสูง เฟดจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย กระทบ Bond Yield สหรัฐฯ พุ่งสูง เงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่า เราจะเห็น

 

เม็ดเงินอาจกลับเข้าสินทรัพย์ดอลลาร์ ส่วนหุ้นจีนและตลาดเกิดใหม่ (EM) เผชิญแรงกดดัน แม้ว่าจีนจะเติมสภาพคล่องในประเทศก็ตาม

 

จัดพอร์ตรับมือโลกจัดระเบียบเงินทุนใหม่ ‘Global Capital Reallocation’

 

เมื่อโลกมีแต่ข่าวรายวันถาโถมทั้งดอกเบี้ย Bond Yield หนี้สหรัฐฯ กระแส AI ไปจนถึงความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ จนทำให้ตลาดผันผวนและคาดเดาทิศทางระยะสั้นได้ยาก

 

ถ้าเราคาดเดาไม่ได้ว่าตลาดจะขึ้นหรือลง คำตอบคือ จัดพอร์ตให้พร้อมรับทุกสภาวะตลาด

​

วิธีที่ช่วยลดการพึ่งพาการคาดเดาตลาด คือ แบ่งพอร์ตออกเป็น 2 ส่วน

 

ส่วนแรกเป็น Core Port สัดส่วนประมาณ 70–80%

 

เป็นแกนหลักของพอร์ต เน้นกระจายการลงทุน (Diversification) ในหลายสินทรัพย์ตั้งแต่เสี่ยงต่ำจนถึงสูงและหลายตลาดแบบข้ามภูมิภาคด้วย ทั้งสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น เป็นต้น รวมถึงสินทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์กับตลาดสหรัฐฯ ต่ำ

 

ทั้งนี้ สัดส่วนหุ้นและตราสารหนี้ปรับให้เหมาะกับความเสี่ยงที่รับได้ และไม่ว่าจะเกิดสงครามหรือวิกฤติใดๆ ยังคงลงทุนต่อ (Stay Invest) เพื่อสร้างการเติบโตระยะยาว

 

ส่วนถัดมาคือ Satellite ไม่เกิน 20–30%

 

พอร์ตรองจะเป็นส่วนที่ช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนจากตลาดหรือธีมที่เรามองว่ามีศักยภาพเติบโตสูง แต่ต้องแลกกับความผันผวนที่สูงขึ้น จึงควรจำกัดไว้เป็นสัดส่วนรองของพอร์

 

สำหรับคนที่มองหาโอกาสลงทุนสำหรับ Satellite สถานการณ์ในตอนนี้ มี 3 ธีมที่น่าจับตามอง

 

ธีม AI

 

โลกกำลังเข้าสู่ Super AI Cycle สร้างห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำอยู่ในสภาวะเติบโตรอบใหญ่ทั้งเซมิคอนดักเตอร์ ซอฟต์แวร์ต่างๆ การพัฒนา AI ใหม่ๆ ออกมา ตลาดเริ่มมองมากกว่าแค่บริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI แต่ให้ความสำคัญกับบริษัทที่สามารถนำ AI ไปสร้างรายได้และกำไรได้จริง ซึ่งจะเป็นตัวค้ำยันราคาหุ้นธีม AI เติบโตตามผลประกอบการที่ออกมาแข็งแกร่ง แม้ธีม AI ทั่วโลกโดยเฉพาะสหรัฐฯ จะร้อนแรงมาหลายปี และฝั่งเอเชียที่เพิ่งร้อนแรงตามทีหลัง

 

ธีมจีน

 

แม้ยังมีความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและนโยบาย แต่การผลักดัน AI และเทคโนโลยี ทำให้จีนยังเป็นอีกตลาดที่น่าจับตา อีกทั้งจีนยังเป็นมหาอำนาจเบอร์สองของโลกรองจากสหรัฐฯ ทำให้สามารถเกาะการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้

 

ธีมเวียดนาม

 

​เศรษฐกิจเติบโตและมีเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ทำให้เศรษฐกิจยังมีโอกาสเติบโตในระยะยาว ขณะที่ปีนี้ตลาดหุ้นเวียดนามได้รับการยกระดับเป็นตลาดหุ้นเกิดใหม่​

 

แต่น่าสนใจ ผมไม่ได้หมายความว่าจะต้องลงทุนทั้งหมด เพราะพอร์ตรองมีไว้เพื่อ ‘เพิ่มโอกาส’ สร้างผลตอบแทนสูงให้พอร์ต แต่อย่าลืม! ความเสี่ยงก็มีสูงตามเช่นกัน จึงไม่ใช่เอาทั้งพอร์ตไปเดิมพันกับธีมที่กำลังมาแรงทุกธีมนะครับ

 

หลายคนถามมาว่า ‘แล้วถ้าตลาดลงแรง เราควรทำยังไง?’

 

จริงๆ แล้ว สิ่งที่ควรถามอาจควรจะเป็น… “ถ้าตลาดลง 20–30% เรายังลงทุนตามแผนเดิมต่อได้ไหม?”

 

ถ้าเรายังรับไหวกับความผันผวนและลงทุนต่อได้ ก็แปลว่าพอร์ตที่จัดไว้อาจเหมาะกับความเสี่ยงที่เรารับได้แล้ว​

 

ผมย้ำเสมอว่า การลงทุนระยะยาว ไม่จำเป็นต้องทายตลาดถูกทุกครั้ง หรือรีบขายทุกครั้งที่มีข่าวร้าย แต่ขอแค่ให้รู้ว่า เงินส่วนไหนเป็น Core สำหรับเติบโตระยะยาว และส่วนไหนเป็น Satellite สำหรับเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน

 

ถ้าวันไหนสัดส่วนเริ่มเปลี่ยนไปจากแผน เราก็ Rebalancing หรือปรับพอร์ตกลับมาให้อยู่ในระดับความเสี่ยงที่รับได้ครับ และรอโอกาสเข้าซื้อในสินทรัพย์ (คุณภาพดี) ที่เล็งไว้ หรือจะนำเงินจากการขายได้กำไร มาทำการ DCA ต่อก็สามารถทำได้

 

เวลาเราพูดถึงการลงทุน หลายคนอาจนึกถึงแต่จะหาหุ้นที่ดีได้ราคาถูกที่สุดทุกครั้ง การเลือกจับจังหวะตลาดให้แม่นที่สุด หรือการพยายามสร้างผลตอบแทนให้ได้มากที่สุดทุกปี

 

แต่จริงๆ แล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เราอยู่ในเกมการลงทุนได้นานแค่ไหน

 

เพราะยิ่งมีเวลาให้เงินทำงานนานขึ้น พลังของผลตอบแทนทบต้นก็ยิ่งมีโอกาสแสดงผลได้มากขึ้น

 

แต่ถ้าเรามีพอร์ตที่เหมาะกับตัวเอง กระจายความเสี่ยง วางแผนลงทุนอย่างมีวินัย และไม่ตัดสินใจตามอารมณ์จนต้องถอนตัวออกจากตลาดไปก่อน

 

‘เวลา’ อาจกลายเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดของเรา

 

สรุป ถ้าคุณอยากมีเงินมากขึ้น บางทีสิ่งที่ต้องทำอาจไม่ใช่เรื่องการหาผลตอบแทนที่ดีที่สุด แต่คือการอยู่ในตลาดให้ได้นานที่สุด

 

นอกจากนี้ ความมั่งคั่งไม่ได้มีแค่เรื่อง ‘เงิน’ แต่ยังรวมถึงการลงทุนในความรู้ สุขภาพ และความสัมพันธ์ด้วย

 

เพราะสุดท้ายแล้วเราไม่ได้ลงทุนเพื่อให้มีเงินมากที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ลงทุนเพื่อให้มี ‘เวลา’ มากพอที่จะได้ใช้เงินที่สร้างขึ้นมาอย่างมีความสุขตลอดช่วงชีวิตด้วยครับ

The post ส่องโอกาสในตลาดหุ้นจีน เมื่อโลกกำลังจัดระเบียบเงินทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>