Opinion – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/wealth-opinion/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 25 Sep 2026 10:06:32 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 อินทรีคุมฟ้า มังกรพ่นไฟ อ่านธีมลงทุนจีนหลัง Trump พบ Xi https://thestandard.co/us-china-investment-themes/ Fri, 25 Sep 2026 10:06:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1259436 ภาพอินทรีอเมริกันและมังกรจีน สื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน

ละครการเมืองระหว่างประเทศมีเรื่องแปลกอยู่ข้อหนึ่ง คือฉา […]

The post อินทรีคุมฟ้า มังกรพ่นไฟ อ่านธีมลงทุนจีนหลัง Trump พบ Xi appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินทรีอเมริกันและมังกรจีน สื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน

ละครการเมืองระหว่างประเทศมีเรื่องแปลกอยู่ข้อหนึ่ง คือฉากที่สวยที่สุดมักไม่ใช่ฉากที่สำคัญที่สุด

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

 

สัปดาห์ที่ผ่านมา Xi Jinping เดินทางเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 และเป็นการพบกับ Donald Trump ครั้งที่สามในรอบปี ถ้อยแถลงเชิงบวกคือสิ่งที่ตลาดได้เห็นทันที แต่สิ่งที่จะกำหนดแนวโน้มของหุ้นจีนในพอร์ตเราอาจไม่ง่ายอย่างนั้น

 

เดิมพันรอบนี้สูงกว่าทุกครั้ง เพราะทั้งสองฝ่ายมีความเสี่ยงรออยู่ทั้งในบ้านและนอกบ้าน

 

ฝั่ง Trump มีคะแนนนิยมด้านเศรษฐกิจตกต่ำ ภาระสงครามกับอิหร่านที่กดดันราคาพลังงาน และการเลือกตั้งกลางเทอมรออยู่ข้างหน้า ส่วนฝั่งจีน แม้จะมีแร่หายากและเงินทุนอยู่ในมือ แต่ข้อตกลงพักรบทางการค้าคลุมเครือ เข้าถึงชิปประมวลผลขั้นสูงไม่ได้ และเศรษฐกิจในประเทศก็เร่งตัวไม่ขึ้น

 

ผมมองว่าการพบกันครั้งนี้มีสองส่วนที่ต้องแยกออกจากกันให้ชัด คือประเด็นที่ต่อรองได้ กับประเด็นที่จะต้องแข่งขันกันต่อไป และนักลงทุนต้องปรับกลยุทธ์ตามให้ทัน

 

พลังงานคือดีลที่ง่ายที่สุด เพราะไม่มีใครต้องเสียหน้า

 

เรื่องพลังงานและสินค้าเกษตรเป็นเรื่องเดียวที่ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์พร้อมกัน สหรัฐฯ ต้องการผู้ซื้อ LNG และสินค้าเกษตรเพื่อแสดงตัวเลขให้ประชาชนเห็นก่อนมิดเทอม ส่วนจีนต้องการความมั่นคงด้านพลังงานในจังหวะที่สงครามอิหร่านทำให้เส้นทางขนส่งจากตะวันออกกลางมีความเสี่ยงสูง ดีลลักษณะนี้เขียนเป็นตัวเลขได้ ประกาศได้ และที่สำคัญคือไม่แตะเส้นความมั่นคงของใคร

 

ส่วนเรื่องการเงิน อาจกลายเป็นเครื่องมือเพื่อต่อรองนโยบายอื่น

 

เพราะจีนสามารถปล่อยให้หยวนแข็งค่าได้บ้าง เพื่อลดข้อกล่าวหาเรื่องการได้เปรียบทางการค้า โดยที่จีนเองก็ได้ประโยชน์จากต้นทุนนำเข้าพลังงานที่ถูกลง และความน่าสนใจของสินทรัพย์สกุลหยวนที่เพิ่มขึ้น สะท้อนผ่านการออกพันธบัตร Panda และ Dim Sum ที่เพิ่มขึ้นกว่า 60% ในครึ่งแรกของปี 2026

 

อีกทางหนึ่งคือการนำเงินมาลงทุนตรงในสหรัฐฯ ตามแบบที่ยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้เคยทำมาแล้ว คำถามมีเพียงว่าสิ่งที่จีนจะได้กลับมาคุ้มค่ากันหรือไม่

 

แต่เรื่อง AI และชิป ผมเชื่อว่าไม่มีใครยอม

 

เพราะนี่ไม่ใช่การแย่งส่วนแบ่งตลาด แต่คือการแย่งกันวางระบบที่คนทั้งโลกจะต้องใช้ในอีกยี่สิบปีข้างหน้า

 

สหรัฐฯ เป็นผู้นำด้านการพัฒนาเทคโนโลยี มีศูนย์ข้อมูลคิดเป็น 44% ของโลกเทียบกับจีนที่ 26% แต่จีนนำหน้าด้านการใช้งานจริง โดยติดตั้งหุ่นยนต์ในภาคการผลิตมากกว่าสหรัฐฯ ถึงสิบสองเท่าเมื่อเทียบจากระดับรายได้แรงงาน และโมเดล AI แบบ open-weight ชั้นนำของโลกวันนี้เกือบทั้งหมดมาจากบริษัทจีน

 

ที่ประเด็นนี้กินกันไม่ลง เพราะทั้งสองฝ่ายถือไพ่คนละใบที่อีกฝ่ายไม่มี

 

สหรัฐฯ คุมพิมพ์เขียวทั้ง Model และชิปขั้นสูง ส่วนจีนคุมสิ่งที่ทำให้ AI กลายเป็นสิ่งจับต้องได้ ทั้งแม่เหล็กถาวร 98% การถลุงแร่หายาก 92% ของโลก และไฟฟ้า การยอมในเรื่องนี้จึงไม่ใช่การเสียส่วนแบ่งตลาด แต่คือการมอบการควบคุมให้อีกฝ่ายถือไว้ถาวร ความไม่แน่นอนนี้จึงจะอยู่กับตลาดไปอย่างน้อยหนึ่งทศวรรษ

 

อย่างไรก็ดี ผมมองว่าละครฉากนี้กำลังพาเราไปสู่ธีมการลงทุนใหม่สามกลุ่ม ที่สามารถลงทุนได้จริงผ่าน DR ในตลาดไทยทันที

 

ธีมที่หนึ่ง จีนลงทุนตรงในสหรัฐฯ

 

สิ่งที่ Trump ต้องการคือเม็ดเงินลงทุนที่จับต้องได้ และนี่คือเส้นทางเดียวกับที่ญี่ปุ่นเดินในทศวรรษ 1980 ธีมนี้คือการให้น้ำหนักกับบริษัทที่งบดุลแข็งแรงพอจะลงทุนข้ามประเทศโดยไม่ต้องเพิ่มทุน มีเทคโนโลยีที่ขายเป็นใบอนุญาตได้ และเริ่มสร้างเครือข่ายบริการหลังการขายในตลาดปลายทางแล้ว

 

บนกระดาน DR ไทยมีสองตัวที่ตรงโจทย์ที่สุด ตัวแรกคือ CATL80 เลือกขายเทคโนโลยีให้ Ford แทนการเป็นเจ้าของโรงงานเอง ทำให้ได้ค่าธรรมเนียมและรักษาความเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรมไว้ โดยไม่ต้องผ่านด่านตรวจสอบการลงทุนต่างชาติแบบเต็มรูปแบบ

 

สองคือ HAIERS19 (Haier Smart Home) ที่ซื้อ GE Appliances มาตั้งแต่ปี 2016 วันนี้มีทั้งโรงงานและเครือข่ายบริการหลังการขายในสหรัฐฯ ที่ลูกค้าไม่รู้สึกว่าเป็นแบรนด์จีน

 

ส่วนใครที่ต้องการกระจายทั้งกลุ่ม CNEV24 (China EV and Battery ETF) ที่ลงทุนในหุ้นรถยนต์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่จีนราว 30 บริษัท ช่วยลดความเสี่ยงรายตัวได้

 

ความเสี่ยงของธีมนี้คือการเมืองสหรัฐฯ เอง เพราะเงินลงทุนจีนในภาคที่อ่อนไหวอาจถูกตีกลับด้วยกฎเกณฑ์ความมั่นคง ดีลที่ประกาศบนเวทียังไม่ใช่ดีลที่ผ่านด่านจริง

 

ธีมที่สอง กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากเงินหยวนแข็ง

 

เรื่องนี้ไม่ใช่ของใหม่ เพราะสหรัฐฯ เคยเดินเกมนี้กับญี่ปุ่นมาแล้วตั้งแต่ Plaza Accord และสิ่งที่ตามมาคือการเปลี่ยนตัวผู้ชนะในตลาดหุ้น จากผู้ส่งออกไปเป็นบริษัทที่มีรายได้ในประเทศ

 

ด้านลบคืออัตรากำไรของผู้ส่งออกที่แข่งด้วยราคาจะแย่ลง แต่ด้านบวกคือช่วยยกระดับผลตอบแทนสินทรัพย์จีนในสายตานักลงทุนทั่วโลก และลดแรงกดดันเงินทุนไหลออก

 

สามกลุ่มที่ได้ประโยชน์และมี DR ให้เลือก กลุ่มแรกคือแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตที่รายได้เกือบทั้งหมดเป็นหยวน ได้แก่ TENCENT80 และ MEITUAN80 มักเป็นกลุ่มแรกที่เงินต่างชาติกลับเข้ามาเมื่อค่าเงินมีเสถียรภาพ

 

กลุ่มที่สองคือสาธารณูปโภคและไฟฟ้าอย่าง CYPC80 (China Yangtze Power) บริษัทขายไฟฟ้าในประเทศแต่มีต้นทุนอุปกรณ์อิงดอลลาร์

 

กลุ่มที่สามคือสถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่งบดุลเป็นหยวนล้วนและได้ประโยชน์จากเงินทุนไหลกลับ เช่น ICBC19 CMBANK23 และ PINGAN80 ข้อควรระวังคืออย่าซื้อเพราะค่าเงินอย่างเดียว ถ้ากำไรไม่โต หยวนแข็งก็ช่วยได้แค่ชั่วคราว

 

ธีมที่สาม โลกคู่ขนานของ AI

 

ธีมนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าไม่มีใครยอมเป็นเบอร์สอง โลกจึงกำลังเดินไปสู่สองระบบที่ทำงานคู่ขนานกัน และถ้ามองจากความได้เปรียบที่จีนมีจริง ไม่ใช่สิ่งที่จีนอยากมี ผมจะไม่เริ่มจากผู้ผลิตชิป แต่เริ่มจากไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่ทำให้ศูนย์ข้อมูลทำงานได้

 

เพราะภายในปี 2030 กำลังผลิตไฟฟ้าสำรองของจีนอาจมากกว่าความต้องการของศูนย์ข้อมูลทั่วโลกถึงสามเท่า ขณะที่ตลาดไฟฟ้าสหรัฐฯ ตึงตัวแล้ว

 

สามตัวเลือกนี้อยู่คนละจุดของห่วงโซ่เดียวกัน CYPC80 คือต้นน้ำ เพราะสิ่งที่จีนได้เปรียบจริงคือไฟฟ้าที่ถูกและมีเหลือ SUNGROW80 คือกลางน้ำ ผู้ผลิตอินเวอร์เตอร์ และระบบกักเก็บพลังงานที่ทำให้ไฟฟ้าป้อนเข้าระบบได้เสถียรพอสำหรับศูนย์ข้อมูล และ GDS23 (GDS Holding) คือปลายน้ำ ผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลรายใหญ่ในจีนที่อิงการใช้งานจริงในประเทศ

 

ส่วนใครที่อยากลงทุนด้านการใช้งาน AI แบบกระจายความเสี่ยง CNAI80 ที่ลงทุนใน E Fund CSI Artificial Intelligence ETF ประกอบด้วยหุ้น AI ทั้งสายของจีน ก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ

 

ในมุมมองของผม การพบกันของ Trump และ Xi ครั้งนี้ เปลี่ยนคำถามจากว่า ใครได้ลดภาษี ไปเป็นว่าจีนจะเปลี่ยนจากเศรษฐกิจที่เน้นลงทุนในประเทศ ไปเป็นเศรษฐกิจที่ออกไปลงทุนต่างประเทศ และเน้นการบริโภค AI ในประเทศได้มากและเร็วแค่ไหนครับ

 

ภาพ: Andreanicolini / Shutterstock

 

The post อินทรีคุมฟ้า มังกรพ่นไฟ อ่านธีมลงทุนจีนหลัง Trump พบ Xi appeared first on THE STANDARD.

]]>
U.S. Midterm Election 2026 : จุดเปลี่ยนทางการเมือง หรือเพียงความผันผวนระยะสั้นของตลาด? https://thestandard.co/us-midterm-election-market-volatility/ Thu, 24 Sep 2026 04:31:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1258775 ภาพปกบทความการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ 2026 พร้อมข้อความ 'จุดเปลี่ยนทางการเมือง หรือเพียงความผันผวนระยะสั้น?'

การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ (U.S. Midterm Election) ซึ่ง […]

The post U.S. Midterm Election 2026 : จุดเปลี่ยนทางการเมือง หรือเพียงความผันผวนระยะสั้นของตลาด? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปกบทความการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ 2026 พร้อมข้อความ 'จุดเปลี่ยนทางการเมือง หรือเพียงความผันผวนระยะสั้น?'

การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ (U.S. Midterm Election) ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามองเนื่องจากผลการเลือกตั้งจะเป็นตัวกำหนดดุลอำนาจในสภาคองเกรส และอาจส่งผลต่อความสามารถของรัฐบาลในการผลักดันนโยบายในช่วงครึ่งหลังของวาระประธานาธิบดี

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับนักลงทุน คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า ‘พรรคใดจะชนะ’ แต่คือความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อตลาดอย่างไร และหลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไป ปัจจัยใดจะกลับมาเป็นตัวกำหนดทิศทางการลงทุน

 

จากการศึกษาของ Goldman Sachs พบว่า ในอดีตช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมมักมาพร้อมกับความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น โดยความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจ (Economic Policy Uncertainty) และความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ มักปรับตัวสูงขึ้นในช่วงก่อนวันเลือกตั้ง ขณะที่นักลงทุนมีแนวโน้มลดความต้องการถือครองหุ้นสหรัฐฯ ก่อนกลับมาเพิ่มการลงทุนเมื่อความไม่แน่นอนจากการเลือกตั้งเริ่มคลี่คลาย พฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนผ่านผลตอบแทนของตลาดหุ้นในอดีต โดยจากการเลือกตั้งกลางเทอม 13 ครั้งนับตั้งแต่ปี 1974 ดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย ประมาณ 0% ตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคมจนถึงวันเลือกตั้ง ก่อนที่ผลตอบแทนจะปรับตัวดีขึ้นเป็นประมาณ 6% ในช่วง 3 เดือนหลังการเลือกตั้ง สะท้อนว่าความไม่แน่นอนก่อนการเลือกตั้งอาจกดดันบรรยากาศการลงทุนในระยะสั้น ขณะที่การคลี่คลายของความไม่แน่นอนหลังทราบผลการเลือกตั้งอาจเปิดโอกาสให้ตลาดกลับมาให้น้ำหนักกับปัจจัยพื้นฐานมากขึ้น

 

ในอดีต ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มักให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าในช่วง ‘รัฐบาลต่างขั้ว’ ที่ฝ่ายบริหารและสภาคองเกรสมาจากคนละพรรค เนื่องจากลดโอกาสการออกกฎหมายที่กระทบภาคธุรกิจอย่างรุนแรง อย่างไรก็ดี สถิติในอดีตอาจนำมาตัดสินการเลือกตั้งรอบนี้ไม่ได้ทั้งหมด เนื่องจากความผันผวนของตลาดในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากกระบวนการนิติบัญญัติเพียงอย่างเดียว แต่ยังผูกติดกับปัจจัยมหภาคที่ซับซ้อน เช่น เงินเฟ้อ, ทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed), ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนนโยบายสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในสภา คองเกรสจึงไม่ได้หมายความว่าจะเปลี่ยนทิศทางตลาดหุ้นในทันที

 

ในระยะสั้น สิ่งที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญจึงอาจเป็น ‘ความผันผวน’ มากกว่า ‘ผลการเลือกตั้ง’ โดยปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่างหุ้นในดัชนี S&P 500 อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยกดความผันผวนในระดับดัชนี อย่างไรก็ตาม เมื่อฤดูกาลประกาศผลประกอบการผ่านพ้นไป และความสนใจของตลาดกลับมายังปัจจัยมหภาคมากขึ้น ความผันผวนของตลาดในระดับดัชนีจึงมีโอกาสเพิ่มขึ้นในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ในขณะเดียวกัน ทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องติดตามควบคู่ไปกับการเลือกตั้ง เนื่องจากข้อมูลในอดีตสะท้อนว่าตลาดหุ้นมักเผชิญแรงกดดันเมื่อ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้น หากตลาดหุ้นปรับตัวลงในช่วงก่อนวันเลือกตั้ง นักลงทุนควรพิจารณาที่มาของความผันผวนประกอบกัน ทั้งปัจจัยการเมือง เงินเฟ้อ และทิศทางอัตราดอกเบี้ย มากกว่าตีความว่าการปรับตัวลงทั้งหมดเกิดจากความกังวลต่อผลการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว

 

ในเชิงกลยุทธ์การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ปี 2026 อาจควรถูกมองเป็นปัจจัยที่เพิ่มความผันผวนในระยะสั้น มากกว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแนวโน้มตลาดหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจากข้อมูลในอดีตยังไม่พบความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างผลการเลือกตั้งกับผลตอบแทนของตลาดในระยะต่อมา ดังนั้น การปรับพอร์ตลงทุนจากการคาดการณ์ว่าพรรคใดจะเป็นผู้ชนะอาจไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสม นักลงทุนควรใช้ช่วงก่อนการเลือกตั้งในการประเมินปัจจัยพื้นฐานและเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนที่อาจเพิ่มขึ้นมากกว่า สำหรับนักลงทุนระยะยาว หากตลาดปรับฐานจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ช่วงดังกล่าวอาจเป็นโอกาสในการทยอยสะสมการลงทุน ทั้งนี้ ควรติดตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยและปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจควบคู่กัน เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้มักมีอิทธิพลต่อแนวโน้มตลาดในระยะยาวมากกว่าผลการเลือกตั้งเอง

 

ท้ายที่สุด การเลือกตั้งกลางเทอมอาจเป็นเพียง ปัจจัยรบกวนตลาดในระยะสั้น แต่สำหรับนักลงทุน คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียง ‘ใครจะชนะการเลือกตั้ง?’ แต่คือ ‘ความผันผวนที่เกิดขึ้นได้เปลี่ยนแปลงปัจจัยพื้นฐานของการลงทุนหรือไม่?’ หากคำตอบคือยังไม่เปลี่ยนแปลง การอ่อนตัวของตลาดจากความไม่แน่นอนก่อนการเลือกตั้งอาจกลายเป็นโอกาสในการทยอยลงทุน เพื่อสร้างโอกาสต่อยอดความมั่งคั่งในระยะยาว โดยเมื่อวันเลือกตั้งผ่านพ้นไปและความไม่แน่นอนลดลง ทิศทางเศรษฐกิจ ผลประกอบการ เงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ย จะกลับมาเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญอีกครั้ง

 

ภาพ: bella1105 / Shutterstock

The post U.S. Midterm Election 2026 : จุดเปลี่ยนทางการเมือง หรือเพียงความผันผวนระยะสั้นของตลาด? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Crypto-Agility : สูตรรับมือ Q-Day https://thestandard.co/crypto-agility-q-day-quantum/ Wed, 23 Sep 2026 02:51:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1258354 ภาพประกอบแนวคิด Crypto-Agility สูตรรับมือ Q-Day ในโลกดิจิทัล

ลองจินตนาการถึงร้านอาหารร้านหนึ่งที่เสิร์ฟเมนูเดิมมาตลอ […]

The post Crypto-Agility : สูตรรับมือ Q-Day appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิด Crypto-Agility สูตรรับมือ Q-Day ในโลกดิจิทัล

ลองจินตนาการถึงร้านอาหารร้านหนึ่งที่เสิร์ฟเมนูเดิมมาตลอดสามสิบปี

 

มันคือเหตุผลที่ผู้คนมาที่นี่ ทุกโต๊ะสั่งเมนูนี้ ทุกอย่างในครัวถูกออกแบบมาสำหรับเมนูนี้ สูตรไม่เคยเปลี่ยน เพราะไม่เคยจำเป็นต้องเปลี่ยน

 

แล้ววันอังคารวันหนึ่ง ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป หัวหน้าเชฟเปิดหนังสือพิมพ์แล้วเห็นสูตรของร้านตัวเองพิมพ์อยู่บนหน้าหนึ่ง มีคนถอดรหัสสูตรได้แล้ว ทุกคนบนโลกรู้แล้วว่าจะทำเมนูนี้อย่างไร

 

ร้านต้องเปลี่ยนเมนู แต่ทั้งร้านนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเมนูนี้เมนูเดียว

 

โลกดิจิทัลกำลังอยู่ในจุดเดียวกับร้านอาหารนี้ ณ ตอนนี้

 

ในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมา ข้อมูลดิจิทัลเกือบทุกชิ้นที่เราพึ่งพาอยู่ ถูกปกป้องด้วย ‘สูตรการเข้ารหัส’ เพียงไม่กี่สูตร ตอนที่คุณล็อกอินเข้าแอปธนาคาร ตอนที่คุณทำธุรกรรมทางการเงิน ตอนที่เว็บไซต์แสดงไอคอนแม่กุญแจเล็กๆ ที่แถบเบราว์เซอร์ หนึ่งในสูตรเหล่านี้กำลังทำงานอยู่เงียบๆ เบื้องหลัง คอยเข้ารหัสข้อมูลไม่ให้ใครนอกจากคนที่ควรอ่านได้อ่าน คุณไม่เคยเห็นมัน แต่มันอยู่ทุกที่

 

ปัญหาคือสูตรทุกสูตรมีวันหมดอายุ บางครั้งนักคณิตศาสตร์ก็ค้นพบวิธีใหม่ที่จะถอดรหัสมัน และบางครั้ง คอมพิวเตอร์ชนิดใหม่ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนก็โผล่ขึ้นมา และเปลี่ยนความเป็นไปได้ทั้งหมด

 

ข้อสุดท้ายนั้นไม่ใช่แค่ทฤษฎี มันมีชื่อว่า Quantum Computing

 

คอมพิวเตอร์ควอนตัมที่ทรงพลังพอจะสามารถแก้โจทย์คณิตศาสตร์ที่คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันไม่สามารถแก้ได้ รวมถึงโจทย์คณิตศาสตร์ที่กำลังปกป้องธุรกรรมดิจิทัล ประวัติการรักษาพยาบาล และข้อมูลลับของรัฐเกือบทุกชิ้นในโลก วงการเรียกวันที่คอมพิวเตอร์แบบนี้เกิดขึ้นจริงว่า Q-Day ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า Q-Day จะมาถึงเมื่อไร แต่เวลานั้นสั้นลงทุกปี

 

และนั่นนำเราไปสู่คำที่คุณจะได้ยินบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า นั่นคือ Crypto-Agility

 

Crypto-Agility คือความสามารถในการเปลี่ยนสูตรการเข้ารหัสได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย โดยไม่ทำให้ทุกอย่างที่พึ่งพาสูตรนั้นพัง มันคือสิ่งที่แยกร้านอาหารที่เปลี่ยนเมนูได้ในคืนเดียว ออกจากร้านที่ต้องปิดปรับปรุงเป็นปี

 

นี่คือเหตุผลว่าทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ใช่ในอนาคต แม้แต่สูตรการเข้ารหัสยุคหลังควอนตัมที่กำลังถูกพัฒนาอยู่ในตอนนี้ก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าจะปลอดภัยตลอดไป ในเดือนกรกฎาคม 2026 ที่ผ่านมา ระบบ AI ตัวหนึ่งถูกส่งไปวิเคราะห์อัลกอริทึมหลังควอนตัมที่ชื่อว่า HAWK ซึ่งผ่านการทบทวนโดยผู้เชี่ยวชาญเป็นเวลาสองปี และเข้าสู่รอบสุดท้ายของการพิจารณาเป็นมาตรฐานใหม่ ในเวลาประมาณ 60 ชั่วโมง AI พบข้อบกพร่องทางคณิตศาสตร์ที่นักวิจัยที่เป็นมนุษย์มองข้าม ภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากนั้น ทีมพัฒนา HAWK ก็ถอนอัลกอริทึมนี้ออกจากการพิจารณาทั้งหมด แม้แต่อัลกอริทึมที่โลกกำลังพิจารณาอย่างละเอียดในฐานะตัวเลือกทดแทน ก็สามารถล้มเหลวได้ในเวลาไม่กี่วัน

 

องค์กรที่จะรับมือ Q-Day ได้ดี ไม่ใช่องค์กรที่มีการเข้ารหัสที่ดีที่สุดในตอนนี้ แต่คือองค์กรที่ระบบถูกออกแบบมาให้เปลี่ยนการเข้ารหัสได้โดยไม่กระทบต่อการทำงาน ร้านเดิม เมนูใหม่

 

เรื่องการแข่งขันก็ชัดเจนอยู่แล้ว ลองนึกถึงโลกที่เครือข่ายบัตรระดับโลกอย่าง Mastercard และ Visa อัปเกรดระบบชำระเงินให้ต้านทานควอนตัมได้และมี Crypto-Agility อย่างเต็มรูปแบบอย่างเงียบๆ ถ้าธนาคารไทยยังไม่ได้ทำแบบเดียวกัน ธุรกรรมของเราก็จะกลายเป็นจุดอ่อนที่สุดในห่วงโซ่ ลูกค้าองค์กรจะสังเกตเห็น หน่วยงานกำกับดูแลจะสังเกตเห็น และลูกค้าทั่วไปก็จะสังเกตเห็นในที่สุด การมาช้าไม่ใช่ปัญหาทางเทคโนโลยีอีกต่อไป มันคือปัญหาเรื่องความไว้วางใจ

 

ที่ SCBX นี่คือเรื่องที่เราให้ความสำคัญ ในฐานะหนึ่งในกลุ่มธุรกิจการเงินที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ระบบของเราประมวลผลธุรกรรมนับล้านทุกวัน ทุกธุรกรรมถูกปกป้องด้วยการเข้ารหัสที่ต้องทำงานได้อย่างไม่มีสะดุด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอีกทศวรรษข้างหน้า Crypto-Agility ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการเตรียมพร้อมสำหรับควอนตัม แต่คือการสร้างกล้ามเนื้อที่ปรับตัวได้กับสิ่งที่จะมาหลังจากควอนตัม และสิ่งที่จะมาหลังจากนั้นอีก มันเริ่มต้นด้วยการรู้ว่าการเข้ารหัสของเราอยู่ที่ไหนบ้างในทุกส่วนของการดำเนินงาน และดำเนินต่อด้วยการออกแบบระบบที่สามารถเปลี่ยนสูตรได้โดยที่ลูกค้าไม่ต้องรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงเลย

 

กลับมาที่ร้านอาหาร เมนูที่เคยทำให้ร้านโด่งดัง สักวันหนึ่งก็จะกลายเป็นเพียงความทรงจำ ครัวที่อยู่รอด คือครัวที่รู้แล้วว่าจะเสิร์ฟอะไรต่อไป

 

นั่นแหละคือความหมายที่แท้จริงของ Crypto-Agility มันไม่ใช่เทคโนโลยี มันไม่ใช่โปรเจกต์ มันคือความพร้อมที่กลายเป็นนิสัย เรียนรู้เอาไว้ตั้งแต่ก่อนที่จะจำเป็นต้องใช้ และในโลกที่สูตรถัดไปสามารถล่มสลายได้ในหกสิบชั่วโมง องค์กรที่ซ้อมไว้แล้ว คือองค์กรที่จะยังยืนอยู่ในวันที่เมนูเปลี่ยนไปตลอดกาล

The post Crypto-Agility : สูตรรับมือ Q-Day appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภัยพิบัติชายแดน Nepal–Tibet: หรือ “ฝี” ของโลกร้อนกำลังแตก? https://thestandard.co/global-warming-cascading-risk/ Sat, 19 Sep 2026 09:44:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1257114 ภาพถ่ายมุมสูงแสดงเหตุการณ์ดินถล่มและกระแสน้ำพัดพาเศษซากในพื้นที่ภูเขาของเนปาล

เช้าวันที่ 26 สิงหาคม มวลน้ำแข็ง หิน และตะกอนบนเทือกเขา […]

The post ภัยพิบัติชายแดน Nepal–Tibet: หรือ “ฝี” ของโลกร้อนกำลังแตก? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพถ่ายมุมสูงแสดงเหตุการณ์ดินถล่มและกระแสน้ำพัดพาเศษซากในพื้นที่ภูเขาของเนปาล

เช้าวันที่ 26 สิงหาคม มวลน้ำแข็ง หิน และตะกอนบนเทือกเขาหิมาลัยพังลงสู่หุบเขา ก่อนนำไปสู่น้ำท่วมฉับพลันและความเสียหายต่อชุมชนและโครงสร้างพื้นฐานบริเวณชายแดน Nepal-Tibet

 

นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ได้สรุปว่า Climate Change เป็นสาเหตุโดยตรง เราจึงไม่ควรรีบจับโลกร้อนใส่กุญแจมือ ถ้าหลักฐานยังไม่ครบ

 

แต่เรารู้ว่าธารน้ำแข็ง Himalaya กำลังถอยร่น และ permafrost ที่ช่วยยึดภูเขากำลังเปลี่ยนแปลง

 

เหตุการณ์นี้ทำให้ผมนึกถึงคำว่า ‘ฝีแตก’

 

ที่ผ่านมาเรามอง Global Warming ผ่านภาพน้ำแข็งขั้วโลกละลาย และระดับน้ำทะเลที่ค่อยๆ สูงขึ้น

 

น่ากลัว แต่ดูไกลตัว

 

ปี 2050… 2100…

 

Unfortunately, Climate Change may not have read our timetable.

 

ความเสี่ยงที่สะสมช้าๆ อาจกลายเป็นภัยพิบัติในเวลาไม่กี่นาที และเมื่อมันเริ่มแล้ว มันอาจไม่หยุดอยู่ที่เหตุการณ์แรก

 

Warming → Glacier instability → Avalanche → Flood → Infrastructure → Energy → Supply Chain → Economy

 

ตำราเรียกว่า Cascading Risk

 

ผมเรียกง่ายๆ ว่า Snowball เพราะมันยิ่งกลิ้ง ยิ่งใหญ่ ยิ่งหนัก และยิ่งหยุดยาก

 

ฝี คือความเสี่ยงที่สะสมก่อนเกิดเหตุ

 

Snowball คือความเสียหายที่ขยายตัวหลังเกิดเหตุ

 

Climate Strategy จึงไม่ใช่แค่การลด Carbon

 

Mitigation ถามว่า เราจะทำให้โลกร้อนช้าลงอย่างไร

 

Resilience ถามว่า ถ้ามันไม่รอเรา เราจะรับมืออย่างไร

 

ถ้าผมนั่งอยู่ในห้องประชุมบอร์ด ผมคงชวนฝ่ายจัดการกลับไปขบคิด 3 คำถาม

 

  • Where are our hidden abscesses?

 

มี Climate Risk อะไรที่กำลังสะสมเงียบๆ ในธุรกิจ สินทรัพย์ Supply Chain หรือชุมชนรอบตัวเรา ที่ยังไม่ปรากฏใน Risk Register?

 

  • Where can the snowball roll?

 

ถ้าจุดหนึ่งล้ม มันจะกลิ้งไปกระทบอะไรต่อ – Supplier, Energy, Logistics, Customer, Finance หรือ Reputation?

 

  • Are we resilient – or merely lucky?

 

ที่เรายังไม่เคยเจอวิกฤต เป็นเพราะระบบเราพร้อมจริง ๆ หรือเพียงเพราะ Snowball ยังไม่เคยกลิ้งมาทางเรา?

 

หน้าที่ของบอร์ดไม่ใช่การทำนายว่า ฝีจะแตกวันไหน

 

แต่คือการชวนฝ่ายจัดการมองให้เห็นว่า ฝีอยู่ตรงไหน Snowball จะกลิ้งไปทางไหน และเราพร้อมแค่ไหนเมื่อมันมาถึง

 

Climate Change may not have read our timetable.

 

The Board had better read the risks.

 

ภาพ: shankar bhujel / Shutterstock

The post ภัยพิบัติชายแดน Nepal–Tibet: หรือ “ฝี” ของโลกร้อนกำลังแตก? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทุกการตัดสินใจ กำลังเขียนอนาคตของคุณ https://thestandard.co/financial-decision-future-life/ Sat, 19 Sep 2026 09:30:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1257105 ผู้หญิงสวมรองเท้าผ้าใบยืนอยู่บนถนนที่มีลูกศรชี้ไปหลายทิศทาง

หลังจากทำงานมาหลายปีคุณเริ่มมีเงินเก็บก้อนหนึ่ง มันมากพ […]

The post ทุกการตัดสินใจ กำลังเขียนอนาคตของคุณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้หญิงสวมรองเท้าผ้าใบยืนอยู่บนถนนที่มีลูกศรชี้ไปหลายทิศทาง

หลังจากทำงานมาหลายปีคุณเริ่มมีเงินเก็บก้อนหนึ่ง มันมากพอที่จะเปลี่ยนชีวิต แต่ยังไม่มากพอที่จะทำทุกอย่างพร้อมกัน คุณอาจกำลังคิดว่าจะซื้อบ้านเพื่อให้ครอบครัวมีพื้นที่ใช้ชีวิตมากขึ้น อาจเตรียมลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว วางแผนซื้อประกันเพื่อสร้างหลักประกันให้คนที่รัก หรือเก็บเงินก้อนนั้นไว้ก่อนเพราะยังไม่แน่ใจว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น

 

ทุกทางเลือกล้วนมีเหตุผลของตัวเอง และทุกทางเลือกก็ดูเหมือนจะพาเราไปสู่อนาคตที่ดีกว่า ปัญหาคือเราเลือกได้เพียงทางเดียว ทันทีที่เลือกทางหนึ่งอีกหลายทางก็หายไปพร้อมกัน หลายคนจึงใช้เวลาเปรียบเทียบผลตอบแทน อ่านรีวิว ศึกษาข้อมูล และพยายามหาทางเลือกที่ดีที่สุด

 

แต่ยิ่งศึกษามากขึ้น หลายครั้งกลับยิ่งตัดสินใจยากขึ้น ไม่ใช่เพราะข้อมูลไม่เพียงพอ แต่เพราะข้อมูลส่วนใหญ่กำลังบอกเพียงว่า แต่ละทางเลือกจะให้อะไร โดยไม่ได้บอกว่า แต่ละทางเลือกกำลังเปลี่ยนชีวิตของเราในอนาคตอย่างไร

 

ลองนึกถึงการซื้อบ้านหลังใหม่ สิ่งที่เห็นทันที คือบ้านที่กว้างขึ้น ลูกมีห้องของตัวเอง พ่อแม่มีพื้นที่ใช้ชีวิตมากขึ้น คุณภาพชีวิตของครอบครัวดีขึ้นตั้งแต่วันนี้ แต่ในเวลาเดียวกัน การตัดสินใจครั้งนั้นก็เริ่มเขียนอนาคตของครอบครัวทันที

 

เงินดาวน์ที่จ่ายออกไป อาจทำให้เงินสำรองลดลง ภาระผ่อนบ้านอาจยาวออกไปอีกหลายสิบปี เงินลงทุนเพื่อเป้าหมายอื่นอาจต้องชะลอลง และความยืดหยุ่นในการตัดสินใจเรื่องสำคัญในอนาคตก็อาจลดลงตามไปด้วย

 

บ้านหลังใหม่ไม่ได้เปลี่ยนเพียงสถานที่ที่เราอยู่ แต่มันกำลังเปลี่ยนชีวิตที่เราจะมีในอีกสิบหรือยี่สิบปีข้างหน้า

 

ทุกการตัดสินใจ คือการแลกเปลี่ยนชีวิตในอนาคต

 

ในทางเศรษฐศาสตร์ หลักคิดนี้เรียกว่า ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) หมายถึง คุณค่าของทางเลือกที่เราต้องยอมสละ เมื่อเลือกอีกทางหนึ่ง

 

แต่สำหรับการวางแผนการเงิน สิ่งที่สำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า วันนี้เราเสียโอกาสอะไร หากคือการมองให้เห็นว่า การตัดสินใจในวันนี้ กำลังสร้างหรือกำลังลดทอนโอกาสอะไรให้กับชีวิตในอนาคต

 

เมื่อเลือกลงทุนในหุ้น เราอาจต้องแลกกับความผันผวนในวันนี้ แต่ก็มีโอกาสสร้างความมั่งคั่งและอิสรภาพทางการเงินในระยะยาว

 

เมื่อเลือกฝากเงินหรือลงทุนในตราสารหนี้ เราอาจได้ความมั่นคงและสภาพคล่องในวันนี้ แต่ก็อาจแลกกับการเติบโตของเงินที่ช้าลง และทางเลือกทางการเงินที่น้อยลงในอนาคต

 

เมื่อเลือกซื้อประกันชีวิต เราอาจมีเงินสำหรับการลงทุนลดลงในวันนี้ แต่ก็อาจช่วยปกป้องอนาคตของครอบครัว หากวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด

 

แม้แต่การเลือกยังไม่ลงทุน ก็เป็นการตัดสินใจเช่นกัน เพราะความสบายใจในวันนี้ อาจแลกกับกำลังซื้อที่ลดลงจากเงินเฟ้อ และโอกาสในการสร้างความมั่งคั่งที่หายไปในระยะยาว

 

ต้นทุนค่าเสียโอกาสจึงไม่ใช่เพียงสิ่งที่เราไม่ได้เลือก แต่คือทางเลือกที่เราจะมี หรืออาจไม่มีในอนาคตเพราะการตัดสินใจในวันนี้

 

เมื่อมองเช่นนี้ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าวันนี้เราได้หรือเสียอะไร แต่คือการตัดสินใจครั้งนี้ กำลังสร้างชีวิตแบบไหนให้กับเราในอนาคต

 

การวางแผนการเงินจึงไม่ได้เริ่มจากการเลือกหุ้น กองทุน ประกัน หรือสินทรัพย์ใด ๆ แต่เริ่มจากการทำความเข้าใจว่า เรากำลังพยายามสร้างชีวิตแบบไหน เพราะเมื่อเป้าหมายของชีวิตต่างกัน คำตอบทางการเงินก็ย่อมต่างกัน

 

คนวัยเริ่มทำงานอาจให้ความสำคัญกับการเติบโตของเงินทุน

 

คนที่กำลังสร้างครอบครัวอาจให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง

 

ส่วนคนที่ใกล้เกษียณอาจให้ความสำคัญกับความมั่นคงและกระแสเงินสดมากกว่า

 

เมื่อคำถามเปลี่ยน วิธีคิดก็มักเปลี่ยนตาม

 

ครั้งต่อไปที่คุณต้องตัดสินใจเรื่องการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้าน การลงทุน การทำประกัน หรือการใช้เงินก้อนใหญ่ อย่าเพิ่งรีบถามว่า “อะไรดีที่สุด”

 

ลองเริ่มต้นด้วยคำถามที่ต่างออกไป

 

“การตัดสินใจครั้งนี้ กำลังสร้างชีวิตแบบไหนให้กับเราในอนาคต”

 

เราจะไม่ได้มองเพียงสิ่งที่จะได้รับในวันนี้ แต่จะเริ่มมองเห็นผลของการตัดสินใจที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในวันข้างหน้า

 

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการวางแผนการเงิน เพราะการวางแผนการเงินไม่ได้เริ่มจากการเลือกผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด แต่เริ่มจากการเข้าใจว่า ทุกการตัดสินใจ กำลังกำหนดทั้งคุณภาพชีวิตในวันนี้ และทางเลือกที่เราจะมีในอนาคต

 

โจทย์ที่แท้จริง จึงไม่ใช่การเลือกข้าง

 

ไม่ใช่การเลือกระหว่างความสุขในวันนี้ หรือความมั่นคงในอนาคต แต่คือการหาทางเลือกที่ทำให้ทั้งสองเดินไปด้วยกันได้มากที่สุดภายใต้ทรัพยากรที่เรามี

 

บางครั้งคำตอบอาจเป็นการลดขนาดของเป้าหมายในวันนี้ เพื่อรักษาโอกาสในอนาคต

 

บางครั้งอาจเป็นการชะลอการตัดสินใจออกไป เพื่อให้มีข้อมูลหรือความพร้อมมากขึ้น

 

หรือบางครั้งอาจเป็นการยอมรับผลตอบแทนที่ไม่สูงที่สุด เพราะแลกกับความมั่นคงและความยืดหยุ่นที่เหมาะกับชีวิตของเรา

 

ไม่มีคำตอบเดียวที่ถูกต้องสำหรับทุกคนเพราะไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น เราจึงไม่สามารถวางแผนจากข้อมูลที่สมบูรณ์แบบได้

 

การตัดสินใจที่ดีจึงไม่ใช่การพยายามทำนายอนาคตให้ถูกต้อง แต่คือการตัดสินใจบนข้อมูลที่ดีที่สุดที่เรามีในวันนี้ พร้อมกับการรักษาทางเลือกและความยืดหยุ่นไว้มากพอหากวันหนึ่งชีวิตไม่เป็นไปตามที่คาด

 

เพราะสุดท้ายแล้ว การวางแผนการเงินไม่ใช่การทำให้ทุกการตัดสินใจถูกต้อง แต่คือการทำให้ทุกการตัดสินใจในวันนี้ มีโอกาสพาเราไปสู่ชีวิตที่ต้องการ พร้อมยังเหลือทางเลือกให้เรา หากวันพรุ่งนี้ไม่เป็นอย่างที่คิด

 

ภาพ: New Africa / Shutterstock

The post ทุกการตัดสินใจ กำลังเขียนอนาคตของคุณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อผู้นำการเติบโต AI ขอแตะเบรก https://thestandard.co/ai-leaders-slow-development-investment/ Sat, 19 Sep 2026 07:50:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1257056 ภาพกราฟิกแสดงแนวคิด AI กับการลงทุนในตลาดหุ้นและคริปโตเคอร์เรนซี

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีเรื่องที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเมื่อ Da […]

The post เมื่อผู้นำการเติบโต AI ขอแตะเบรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงแนวคิด AI กับการลงทุนในตลาดหุ้นและคริปโตเคอร์เรนซี

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีเรื่องที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเมื่อ Dario Amodei ซีอีโอ Anthropic ออกโรงเรียกร้องให้อุตสาหกรรม AI ชะลอความเร็วในการพัฒนาโมเดล AI เพื่อให้ระบบความปลอดภัยตามทัน ไม่เช่นนั้นอาจเกิดความเสี่ยงร้ายแรงภายใน 6-12 เดือนข้างหน้า

 

Sam Altman แห่ง OpenAI เห็นด้วยทันที และประกาศเลื่อน IPO ออกไปเป็นปี 2027 ขณะที่ Elon Musk ผู้ก่อตั้ง SpaceX ก็ออกมาสนับสนุนแนวคิดนี้เช่นกัน

 

สำหรับนักลงทุน ผมมองว่าคำถามที่แท้จริงไม่ใช่ “อันตรายจาก AI ต่อมนุษย์หรือไม่” เพราะนั่นเป็นคำถามปรัชญาที่ไม่มีใครตอบได้ แต่เราต้องรู้ให้ทันว่าอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าผู้นำการเติบโตหลักของตลาดหุ้นโลกอย่างธีม AI จะต้องถูกควบคุมความเร็วในการพัฒนาจริง

 

เริ่มด้วยเรื่องของความเร็ว การชะลอพัฒนาการไม่ได้มีแต่ข้อเสีย เป็นเรื่องดีในด้านต้นทุน แค่ต้องไม่พัฒนาช้าเกินไปจนเป็นปัญหา

 

ทฤษฎีการลงทุนจะมองการเติบโตของเทคโนโลยีผ่าน S-Curve คือเริ่มช้า เร่งตัวแรง แล้วชะลอเมื่อถึงจุดอิ่มตัว

 

จากประวัติศาสตร์เทคโนโลยี 70 ปีที่ผ่านมา พัฒนาการของโมเดล AI ตอนนี้เร็วกว่าทุก S-Curve ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตไปแล้ว และเร็วกว่าแม้แต่กฎของ Moore ที่เคยเป็นเพดานอุตสาหกรรมชิปมานานหลายทศวรรษด้วย

 

ข้อเสียของการพัฒนาที่เร็วไป คือต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานจะล้าสมัยเร็ว บริษัทจึงต้องเร่งลงทุนไม่หยุด หนุนให้ต้นทุนพุ่งขึ้นไปอีก

 

ปัญหาจะไม่เกิดขึ้นถ้าพัฒนาการชะลอตัว การลงทุนในชิปและ data center จะมีอายุการใช้งานนานคุ้มค่ากว่าเดิม

 

แต่ในทางกลับกัน ต้องไม่ลืมว่า Valuation ของตลาดอยู่ในระดับสูง หุ้น AI ทุกวันนี้ตีมูลค่าจากสมมติฐานการเติบโตแบบทวีคูณ หากอุตสาหกรรมชะลอความเร็วลงมากเกินไป ตลาดจะต้องปรับสมมติฐานเติบโตใหม่ทั้งหมด อาจสร้างความผันผวนที่รุนแรงกับโลกการเงินกว่าความเสี่ยงจาก AI เองเสียอีก

 

ด้านประเด็นการยกระดับการควบคุม ผมมองว่ามีทั้งต้นทุนที่ต้องจ่ายและเกราะป้องกันความเสี่ยงที่ได้กลับมา

 

เพราะการมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน จะช่วยลดความเสี่ยงที่ AI จะถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์ ลดความเสี่ยงที่ตลาดจะถูกแย่งไปโดยผู้เล่นที่ไม่มีกรอบความรับผิดชอบ และลดความเสี่ยงที่โมเดลจะถูกลอกเลียนแบบอย่างรวดเร็วเกินควบคุม

 

ส่วนต้นทุนที่ต้องจ่าย คือค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่สูงขึ้น ความเร็วในการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ช้าลง และที่สำคัญที่สุด คือมูลค่าตลาดรวมของอุตสาหกรรม (Total Addressable Market) ที่อาจเล็กลงกว่าที่นักลงทุนเคยประเมินไว้

 

คำถามที่น่าสนใจอีกเรื่อง คือโอกาสที่เหล่าผู้นำด้าน AI จะประเมินผิด

 

ประเด็นนี้เป็นความเสี่ยงที่นักลงทุนส่วนใหญ่มองข้าม แต่มักเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนตัวผู้นำการเติบโตในอดีต

 

เช่น Steve Ballmer ซีอีโอ Microsoft เคยบอกว่า iPhone ไม่มีทางมี market share ที่มีนัยสำคัญได้ แต่ปัจจุบันขายไปแล้วกว่า 3 พันล้านเครื่อง ต้นทุนของการเดาผิดครั้งนั้นคือ Microsoft เสียโอกาสครองตลาดมือถือไปทั้งยุค

 

หรือ Sam Altman เองก็เพิ่งกลับคำ หลังเคยเตือนว่า AI จะกวาดงานระดับเริ่มต้นหายไปครึ่งหนึ่ง แต่สุดท้ายยอมรับว่าผิดพลาดเรื่องผลกระทบเศรษฐกิจและสังคมที่สูงเกินจริง

 

ความเสี่ยงของรอบนี้คือการประเมิน timeline พัฒนาการ ถ้าประเมินถูก สหรัฐฯ ก็น่าจะรักษาความเป็นผู้นำด้านโมเดล AI ไว้ได้ไม่ยาก แต่ถ้าผิด ก็จะเป็นโอกาสให้ผู้พัฒนารายอื่นๆ ก้าวแซงขึ้นมาได้เช่นกัน

 

จากการวิเคราะห์เบื้องต้น จะเห็นว่าทั้งหมดมีทั้งโอกาสและความเสี่ยง สำหรับนักลงทุน กลยุทธ์ที่ดีที่สุดจึงเป็นการเลือกสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์ไม่ว่า AI จะ Speed up หรือ Slow down

 

(1) โครงข่ายสาธารณูปโภคสำหรับ Data Center

 

ไม่ว่าโมเดลจะพัฒนาต่อเร็วหรือชะลอลง ความต้องการไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน และโครงสร้างพื้นฐานพลังงานจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะโมเดลที่มีอยู่แล้วก็ต้องใช้พลังงานรันตลอดเวลาอยู่ดี

 

(2) ผู้ผลิตชิปที่มีสัญญาระยะยาวรองรับ

 

เพราะสัญญาที่เซ็นไปแล้ว ไม่ได้ถูกยกเลิกเพียงเพราะบริษัท AI ประกาศชะลอการพัฒนา ความต้องการชิปยังคงมีอยู่จากทั้งการเทรนโมเดลใหม่ และการรันโมเดลเดิมในเชิงพาณิชย์

 

(3) ผู้ให้บริการตรวจสอบและรับรองความปลอดภัยของ AI

 

หาก AI เร่งพัฒนาต่อ ความต้องการตรวจสอบจะยิ่งเพิ่มตามความซับซ้อน แต่หากอุตสาหกรรมถูกบังคับให้ชะลอด้วยกฎระเบียบ ความต้องการตรวจสอบจะยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีกจากแรงกดดันด้านการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์

 

มุมมองของผม เรื่องร้ายมักขายดีกว่าเรื่องดีอยู่แล้วในทุกยุคสมัย แต่ผมเชื่อว่าโอกาสที่โมเดลภาษา จะพัฒนาเร็วจนกลายเป็นภัยคุกคามการดำรงอยู่ของมนุษยชาติในระยะสั้นยังต่ำมาก

 

อย่างไรก็ดี ในมุมของกลยุทธ์การลงทุน ทุกอย่างมีโอกาสเกิดขึ้นได้ เราจึงต้องปรับพอร์ตให้ยืดหยุ่น เพื่อพร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลงมากกว่าเดิมครับ

 

 

ภาพ: Tero Vesalainen / Shutterstock

The post เมื่อผู้นำการเติบโต AI ขอแตะเบรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
แมลงสาบไม่เคยมาตัวเดียว เงินเฟ้อไม่เคยค้างแป้ปเดียว และ เฟดไม่เคยขึ้นดอกเบี้ยครั้งเดียว https://thestandard.co/fed-interest-rate-hikes-inflation-not-done/ Fri, 18 Sep 2026 05:40:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1256664 เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ กำลังกล่าวสุนทรพจน์

ณ ขณะที่ผมกำลังพักฟื้นจากการผ่าตัดโพรงจมูก (ไซนัสอักเสบ […]

The post แมลงสาบไม่เคยมาตัวเดียว เงินเฟ้อไม่เคยค้างแป้ปเดียว และ เฟดไม่เคยขึ้นดอกเบี้ยครั้งเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ กำลังกล่าวสุนทรพจน์

ณ ขณะที่ผมกำลังพักฟื้นจากการผ่าตัดโพรงจมูก (ไซนัสอักเสบ) ที่รพ. หมอและพยาบาลก็บอกให้พักผ่อน แต่พอเห็นความเคลื่อนไหวของโลกการเงินการลงทุนในช่วงนี้ โดยเฉพาะการกระทำของ Kevin Warsh, การประชุม FOMC รอบล่าสุด

 

ก็คงต้องบอกว่า “นายแน่มาก” และ “สะเด่าไปเลยอีน้อง”

 

ประเด็นแรก คือ คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของ Fed มีมติเป็นเอกฉันท์ด้วยคะแนนเสียง 12-0 ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00%

 

ส่วนรายงาน Dot Plot ซึ่งแสดงการคาดการณ์ของเจ้าหน้าที่ Fed ระบุว่า เจ้าหน้าที่ 16 รายจากทั้งหมด 18 ราย คาดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้

 

เท่ากับว่าดอกเบี้ย 4.00-4.25% มาค่อนข้างแน่ เพราะ วางเกม เดินหมาก ไว้รอแล้ว

 

ประเด็นต่อมา ตอกย้ำคำพูดตน นั่นคือ “เงินเฟ้อ 2% คือ อาญาสิทธิ์” โดย เค้าย้ำว่า คณะกรรมการ FOMC มีวัตถุประสงค์ที่แน่วแน่และมีนัยสำคัญ นั่นคือ การจ้างงานที่เต็มศักยภาพ การสร้างเสถียรภาพด้านราคา และ การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สร้างมาตรฐานให้แก่ทั่วโลก

 

เสถียรภาพด้านราคาคือ “รากฐานสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ”

 

อีกประเด็นสุดแสบ และ อาศัยจังหวะชุลมุน โดย เค้ากล่าวว่า

 

ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีส่วนทำให้มุมมองของ Fed เปลี่ยนแปลงไป

 

... ชัดเจนว่าคือสถานการณ์อิหร่านกับสหรัฐฯ

 

ลองดูรูปนี้ที่ผมทำมาก็ชัดแล้วครับ (รูปน้ำมันดิบ Brent และ ดอกเบี้ยนโยบายของ Fed)

 

เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ กำลังกล่าวสุนทรพจน์ 1

 

หนึ่ง ทุกครั้งที่น้ำมันดิบปรับตัวขึ้น (นับตั้งแต่ปี 2001) … Fed ต้องขึ้นดอกเบี้ยตาม

 

สอง มีแค่ปี 2008 เท่านั้นที่น้ำมันดิบขึ้น แล้ว Fed ไม่ตามเนื่องจากเกิดวิกฤตบ้าน (Hamburger crisis)

 

และ สาม เมื่อไหร่ก็ตามที่ Fed ขึ้นดอกเบี้ย … Fed ไม่เคยขึ้นแค่รอบเดียว

 

ดังนั้น ในบทความนี้ ผมจึงอยากจะมาแชร์ให้ผู้อ่านได้ทราบกันครับว่า สำหรับใครที่มองว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยแบบ “One and Done” … อนุญาตให้คิดใหม่และคิดดีๆ ครับ.

 

“ในมุมมองส่วนตัวของผม ผมมองว่า 4.00-4.25% ค่อนข้างแน่ และ ควรจะจบ หรือ หยุดตรงแถวๆนี้ (4.50%) ไม่เกิน … แต่ถ้าขึ้นไปจนถึง 5.00-5.25% ที่เดิม ผมกึคงต้องขอนอนต่อแล้วกันครับ”

 

เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ กำลังกล่าวสุนทรพจน์ 2

ที่มา: FOMC, Macro & Mr. Market

 

*การแสดงความเห็นให้คำแนะนำดังกล่าว ข้าพเจ้าขอเรียนว่า เป็นการกระทำในนามส่วนตัวของข้าพเจ้า เท่านั้น บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น

The post แมลงสาบไม่เคยมาตัวเดียว เงินเฟ้อไม่เคยค้างแป้ปเดียว และ เฟดไม่เคยขึ้นดอกเบี้ยครั้งเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อผู้สร้าง AI ขอแตะเบรก: จุดจบหุ้นเทค หรือจุดเปลี่ยนวิธีเลือกลงทุน? https://thestandard.co/ai-slowdown-tech-stocks-investment/ Wed, 16 Sep 2026 01:55:36 +0000 https://thestandard.co/ai-slowdown-tech-stocks-investment/ หุ่นยนต์ AI กำลังทำงานในตลาดหุ้น

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หุ้น AI เติบโตมาพร้อมการแข่งขันพัฒน […]

The post เมื่อผู้สร้าง AI ขอแตะเบรก: จุดจบหุ้นเทค หรือจุดเปลี่ยนวิธีเลือกลงทุน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ่นยนต์ AI กำลังทำงานในตลาดหุ้น

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หุ้น AI เติบโตมาพร้อมการแข่งขันพัฒนาเทคโนโลยีให้เร็วขึ้น เก่งขึ้น และเข้าถึงผู้ใช้งานมากขึ้น แต่เมื่อผู้พัฒนาเองเริ่มส่งสัญญาณว่าความก้าวหน้าอาจเร็วจนการดูแลความปลอดภัยตามไม่ทัน นักลงทุนจึงต้องกลับมาทบทวนว่า อุตสาหกรรมนี้จะเดินหน้าต่ออย่างไร

 

แรงกดดันรอบนี้เกิดขึ้นหลัง Dario Amodei ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Anthropic เสนอให้ชะลอการพัฒนา AI ระดับแนวหน้า หรือ Frontier AI พร้อมเพิ่มการตรวจสอบความปลอดภัยจากผู้เชี่ยวชาญภายนอก และสร้างกติการ่วมกันระหว่างบริษัทกับภาครัฐ

 

แนวคิดดังกล่าวได้รับเสียงสนับสนุนจากผู้นำรายอื่นในอุตสาหกรรม ขณะที่หุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยเฉพาะผู้ผลิตชิป เผชิญแรงขายในวันที่ 14 กันยายน 2569

 

หุ่นยนต์ AI กำลังทำงานในตลาดหุ้น 1

 

Source: Bloomberg

 

จากภาพ ดัชนี SOX ซึ่งสะท้อนความเคลื่อนไหวของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์สหรัฐฯ เผชิญแรงขายหนัก โดยเปิดตลาดวันที่ 14 ก.ย. 2569 ลดลงราว 5% จากราคาปิดวันที่ 11 ก.ย. 2569

ขณะเดียวกัน Sam Altman ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OpenAI ส่งสัญญาณว่าบริษัทจะยังไม่เข้าตลาดหุ้นในปี 2569 ท่ามกลางภารกิจด้านความปลอดภัยที่ต้องดำเนินการ ยิ่งทำให้ตลาดหันมาตั้งคำถามว่า เม็ดเงินลงทุนมหาศาลใน AI จะสร้างรายได้และกำไรกลับมาเมื่อไร
ความกังวลนี้กระทบราคาหุ้นได้ทันที เพราะมูลค่าหุ้น AI ส่วนหนึ่งสะท้อนการเติบโตในอนาคตไว้แล้ว หากตลาดมองว่าผลตอบแทนจากการลงทุนอาจมาช้ากว่าคาด นักลงทุนก็อาจลดราคาที่ยอมจ่าย แม้รายได้ปัจจุบันยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง จึงเกิดแรงขายต่อเนื่องไปถึงผู้ผลิตชิปและผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน

อย่างไรก็ตาม การพัฒนา AI รุ่นใหม่ให้ช้าลงไม่ได้หมายถึงการหยุดใช้ AI หรือหยุดลงทุนทั้งหมด ธุรกิจยังสามารถนำโมเดลที่มีอยู่ไปช่วยเขียนโปรแกรม วิเคราะห์ข้อมูล และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ ซึ่งยังต้องอาศัยชิป หน่วยความจำ และศูนย์ข้อมูลรองรับ ความต้องการส่วนนี้จึงยังมีโอกาสเติบโต แม้การเปิดตัวโมเดลรุ่นใหม่จะต้องผ่านการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับเสียงเรียกร้องให้ชะลอ AI โดยมองว่าสหรัฐฯ มีมาตรการกำกับดูแลอยู่แล้ว เมื่อประกอบกับการแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ กับจีน เราจึงประเมินว่าการชะลอในวงกว้างเกิดขึ้นได้ยาก เพราะแต่ละฝ่ายต่างกังวลว่าจะเสียความได้เปรียบหากตัวเองชะลอ แต่อีกฝ่ายยังเดินหน้าต่อ

ความกังวลด้านความปลอดภัยยังทำให้ Cybersecurity หรือความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์น่าจับตา เพราะเมื่อองค์กรเชื่อมต่อ AI เข้ากับข้อมูลลูกค้า เอกสารภายใน และระบบงานสำคัญ ก็จำเป็นต้องควบคุมสิทธิ์การเข้าถึง ป้องกันข้อมูลรั่วไหล และตรวจจับการใช้งานผิดปกติ เราจึงมองว่างบประมาณด้านความปลอดภัยมีโอกาสเติบโตควบคู่กับการนำ AI ไปใช้งานจริง และเป็นอีกส่วนของอุตสาหกรรมที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญ

แล้วหุ้น AI ที่กำลังพักฐานยังน่าสนใจหรือไม่?

ข้อมูลจากทีม Global Investing หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่าการปรับตัวลงรอบนี้อาจเปิดโอกาสให้ทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่งในราคาที่เหมาะสม โดยเรายังมองว่าแรงขายสะท้อนการลดความคาดหวังของตลาด มากกว่าการสิ้นสุดของวัฏจักรการลงทุน AI อย่างไรก็ตาม มุมมองนี้ต้องได้รับการสนับสนุนจากงบลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ คำสั่งซื้อชิป และแนวโน้มกำไร หากเริ่มเห็นการเลื่อนโครงการหรือลดคำสั่งซื้อเป็นวงกว้าง ก็จำเป็นต้องประเมินสถานการณ์ใหม่

อีกปัจจัยที่ต้องจับตาคือ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ โดยมีกำหนดประกาศผลการประชุมวันที่ 16 กันยายน 2569 ตามเวลาสหรัฐฯ หรือเวลา 01.00 น. ของวันที่ 17 กันยายน ตามเวลาไทย เพราะดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอาจเพิ่มต้นทุนทางการเงินและกดดันมูลค่าหุ้นเทคโนโลยี แม้ธุรกิจยังเติบโต ราคาหุ้นก็อาจผันผวนต่อได้ การแบ่งเงินทยอยลงทุนและเผื่อเงินสำหรับจังหวะที่ตลาดปรับตัวเพิ่มเติมจึงเป็นแนวทางที่เหมาะกับความไม่แน่นอนช่วงนี้

ในห่วงโซ่ AI ยังมีบริษัทที่น่าติดตามตั้งแต่ NVIDIA ผู้พัฒนาชิปประมวลผล Micron ผู้ผลิตหน่วยความจำ ไปจนถึง ASML ผู้ผลิตเครื่องจักรสำหรับการผลิตชิป รวมถึง Samsung Electronics และ SK hynix ของเกาหลีใต้ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลิตหน่วยความจำรองรับ AI
นักลงทุนไทยสามารถเข้าถึงบริษัทเหล่านี้ผ่าน DR01 ที่ซื้อขายเป็นเงินบาทในตลาดหุ้นไทย เช่น NVDA01, MICRON01 และ ASML01 ส่วน KOREA01 อ้างอิง ETF ที่ลงทุนตามดัชนี KOSPI 200 ซึ่งมี Samsung Electronics และ SK hynix เป็นส่วนประกอบ จึงเชื่อมโยงทั้งกับธีมหน่วยความจำและภาพรวมตลาดหุ้นเกาหลีใต้

เมื่อความเร็วในการพัฒนา AI เริ่มถูกตั้งคำถาม นักลงทุนย่อมให้ความสำคัญมากขึ้นกับการเปลี่ยนเทคโนโลยีให้เป็นรายได้และกำไรจริง โอกาสระยะยาวจึงต้องพิจารณาควบคู่กับราคาที่เข้าลงทุน เพราะแม้ธุรกิจจะเติบโตได้ดี ผลตอบแทนยังขึ้นอยู่กับว่าเราจ่ายแพงเพียงใด และพร้อมรับความผันผวนระหว่างทางได้แค่ไหน
ที่มา: BLS Global Investing 15/09/2569

ภาพ: Will Falcon / Shutterstock

The post เมื่อผู้สร้าง AI ขอแตะเบรก: จุดจบหุ้นเทค หรือจุดเปลี่ยนวิธีเลือกลงทุน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องโอกาสในตลาดหุ้นจีน เมื่อโลกกำลังจัดระเบียบเงินทุน https://thestandard.co/china-stock-global-capital-reallocation/ Wed, 16 Sep 2026 01:50:55 +0000 https://thestandard.co/china-stock-global-capital-reallocation/ ภาพประกอบแสดงกราฟตลาดหุ้นจีนและทิศทางการลงทุนทั่วโลก

ตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญกับ ‘แรงเทขายบอนด์’ อย่างหนักตล […]

The post ส่องโอกาสในตลาดหุ้นจีน เมื่อโลกกำลังจัดระเบียบเงินทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงกราฟตลาดหุ้นจีนและทิศทางการลงทุนทั่วโลก

ตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญกับ ‘แรงเทขายบอนด์’ อย่างหนักตลอดช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา หรือนี่เป็นสัญญาณวิกฤติโลกที่ไม่ได้หยุดแค่ตลาดหุ้นเท่านั้น แต่มันกำลังบ่งชี้ถึงความกลัวของตลาดกำลังย้ายฝั่ง

 

 

‘พันธบัตรรัฐบาล’ หรือบอนด์ (Bond) เป็นสินทรัพย์ที่ถูกมองว่า ‘ปลอดภัยที่สุด’ ของโลก โดยเฉพาะพันธบัตรระยะยาว และเมื่อไหร่ที่เราเห็นการพุ่งขึ้นของ Bond Yield เกิดขึ้น นั่นหมายความว่า พันธบัตรกำลังถูกเทขายและราคาตกลง

 

คำถามสำคัญ… ตลาดกำลังส่งสัญญาณเตือนอะไร? แล้วเงินโลกกำลังเปลี่ยนทิศไปทางไหน และเมื่อมองกลับมาที่พอร์ตลงทุนของตัวเอง เราจะรอดมั้ย?

 

เมื่อสภาพคล่องโลกไม่ได้ไหลเหมือนเดิม

 

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังปะทะกันรุนแรง หลังจากที่สหรัฐฯ กับอิหร่านไม่สามารถเจรจาบรรลุข้อตกลงสันติภาพร่วมกันได้ สหรัฐฯ งัดไม้ตายประกาศ ‘คว่ำบาตรเศรษฐกิจ’ อิหร่าน ฝั่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซใหม่ กดดันราคาน้ำมันดีดขึ้นแรงเฉียด 100 ดอลลาร์/บาร์เรล จากที่ก่อนหน้ารอบนี้ลดลงมาอยู่ที่ระดับกว่า 80 ดอลลาร์/บาร์เรล

 

นี่คือต้นเหตุของความเสี่ยงเงินเฟ้อรอบใหม่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก เพราะหากราคาน้ำมันยืนสูงต่อเนื่อง ต้นทุนจะไหลผ่านทั้งระบบเศรษฐกิจทั่วโลกครับ และนี่คือสิ่งที่ตลาดกำลังกลัวครับ

 

เมื่อไหร่ที่เงินเฟ้อสหรัฐฯ กลับมา ดอกเบี้ยก็อาจจะไม่ลงได้อย่างที่ตลาดคาดหวังไว้หลายเดือนก่อนหน้า และอาจจะแย่กว่านั้น คือ ดอกเบี้ยอาจจะต้องขึ้นด้วยซ้ำ ขณะที่ ‘เควิน วอร์ช’ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ยังไม่มีท่าทีจะส่งสัญญาณดอกเบี้ยนโยบายออกมา

 

ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ มีความเสี่ยงด้านหนี้สาธารณะสะสมสูง 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แล้ว และในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 นี้จะต้องออกพันธบัตรเพื่อไถ่ถอนตัวที่หมดอายุและออกเพิ่มลอตใหม่อีกเพื่อชดเชยปัญหาขาดดุลงบประมาณ ประกอบกับปัจจัยแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขึ้น ทำให้นักลงทุนต้องการเรียกร้องผลตอบแทนของพันธบัตรใหม่ที่สูงกว่าชุดเดิม เพื่อชดเชยความเสี่ยงที่สูงขึ้น

 

จากปัจจัยความเสี่ยงหลักๆ ของเงินเฟ้อและหนี้สาธารณะสหรัฐฯ จึงทำให้นักลงทุนเทขายบอนด์ในตลาดออก กดดัน Bond Yield ที่พุ่งขึ้น โดยเฉพาะอายุ 10 ปี ทะลุ 4.8% สูงสุดในรอบ 2 ปี และอายุ 30 ปี พุ่งแตะ 5.3% ในรอบ 20 ปี ตัวเลขนี้กำลังจะเป็นต้นทุนทางการเงินของทั้งระบบ ซึ่งไม่ใช่แค่รัฐบาลสหรัฐฯ ที่จะมีต้นทุนที่สูงขึ้นสำหรับพันธบัตรที่จะออกใหม่ แต่ยังไปตกหนักกับหุ้นกู้ภาคเอกชนด้วย

 

เพราะถ้าพันธบัตรรัฐบาลให้ผลตอบแทนสูงและมีความเสี่ยงต่ำ ย่อมไม่มีนักลงทุนอยากมาถือหุ้นกู้ภาคเอกชนมีผลตอบแทนน้อย ทั้งๆ ที่ความเสี่ยงสูงกว่าอยู่แล้ว

 

สิ่งที่เราจะเห็นคือ บริษัทเอกชนที่ต้องการระดมทุนไม่ว่าจะออกหุ้นกู้ สินเชื่อก็ตาม อาจต้องแบกภาระต้นทุนเงินที่สูงขึ้นทันที แปลว่า ‘กำไร’ ของบริษัทย่อมลดลง แนวโน้มแผนลงทุนถูกชะลอ เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว นี่คือแรงกระแทกตลาดหุ้น

 

และอีกแรงกระแทกที่จะเห็น คือ ถ้าเงินฝากหรือพันธบัตรให้ผลตอบแทนสูงภายใต้ความเสี่ยงที่ต่ำ เมื่อเทียบกับหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงกว่า แต่ได้ผลตอบแทนที่คาดหวังไม่ต่างจากพันธบัตรมากนัก เงินก็ย่อมไหลออกจากตลาดหุ้น

 

นี่คือภาพ Bond Yield กำลังกดดันตลาดหุ้นเป็นคลื่นใต้น้ำครับ ผมไม่ได้บอกว่า

 

ภาคธุรกิจจะแย่ลงทันทีนะครับ เพราะปัจจุบันยังเห็นผลประกอบการของบริษัทในตลาดสหรัฐฯ และหลายๆ ประเทศออกมาแข็งแกร่งอยู่ ส่วนในระยะข้างหน้ายังไม่แน่นอนครับ

 

แต่สิ่งที่ผมกำลังจะพูดถึง คือ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ขึ้นมาแรงต่อเนื่องหลายปี นักลงทุนที่เคยยอมจ่าย แม้หุ้นจะมี Valuation แพง และ PE สูงก็ตาม แต่หากทุกอย่างไม่เหมือนเดิม ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นย่อมต้องประเมินราคาใหม่ ไม่ว่า Valuation ที่อาจต้องลดลง และ PE ถูกบีบโดยเฉพาะ Growth Stock ซึ่งเงินอาจจะไหลออกจากตลาดหุ้น

 

ช่วงที่ผ่านมาหลังหมดข่าวผลประกอบการของบริษัทแล้ว จึงเห็นตลาดหุ้นสามวันดีสี่วันไข้ เพราะในวันที่ตลาดพุ่งทำนิวไฮรับข่าวดีผลประกอบการออกมาแข็งแกร่ง แต่ถ้าปัจจัยรอบด้านอึมครึม ตลาดก็จะอ่อนแรงไร้ทิศทางอย่างที่เห็น

 

สถานการณ์โลกกำลังสะท้อนว่า ภาวะที่เงินทุนไม่ได้ไหลไปตามคำว่า ‘ตลาดไหนผลตอบแทนดี’ อย่างเดียว แต่กำลังถูกกำหนดโดย ดอกเบี้ย เงินเฟ้อ ค่าเงิน ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และการจัดระเบียบเงินทุนข้ามประเทศมากขึ้น

 

ถามว่า โลกกำลัง ‘จัดระเบียบเงินทุน’ อย่างไร?

 

เรากำลังเห็น 4 ปรากฏการณ์พร้อมกัน อย่างแรก สหรัฐฯ ต้องการรักษาเงินทุนในระบบตัวเอง แต่เมื่อ Bond Yield สูงขึ้นจากแรงกดดันเงินเฟ้อและภาระหนี้ ทำให้ต้นทุนการถือสินทรัพย์สหรัฐฯ เปลี่ยนไป

 

อย่างที่สอง ญี่ปุ่นกำลังดึงเงินทุนกลับ วันนี้เงินเยนแข็งขึ้นอย่างรวดเร็วหลังธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เข้าแทรกแซง และตลาดคาดการณ์ BOJ จะขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ความเสี่ยงที่ Yen Carry Trade Unwind กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง

 

อย่างที่สาม ยุโรปกำลังเผชิญเงินเฟ้อจากราคาพลังงานสูง

 

ราคาน้ำมัน Brent กลับขึ้นเหนือ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล กระทบต่อเงินเฟ้อสูง ทำให้ตลาดต้องประเมินทิศทางดอกเบี้ยใหม่ ซึ่งมีโอกาสที่จะต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเกิดขึ้นเช่นกัน

 

อย่างที่สี่ จีนกำลังสร้างระบบเงินทุนของตัวเองมากขึ้น

 

จีนไม่ได้รอเงินต่างชาติอย่างเดียว แต่กำลังใช้เงินทุนภายในประเทศ รัฐบาลเติมทุนให้ และเงินหยวนนอกประเทศ (RMB Internationalization) เป็นเครื่องมือสำคัญ

 

นี่คือจุดที่ทำให้หุ้นจีนแตกต่างจากตลาด Emerging Markets อื่นๆ

 

สรุป สภาพคล่องโลกไม่ได้ ‘ตึง’ แบบเดียวกันทุกประเทศครับ

 

วันที่เงินหยวนจีนสะพัดนอกประเทศ – หุ้นจีนพ้นจุดต่ำสุด

 

เมื่อเร็วๆ นี้ คุณน่าจะได้ยินข่าวจีนเข้าซื้อบอนด์สหรัฐฯ จำนวนมากถึง 6 แสนล้านดอลลาร์ท่ามกลางตลาดเทขายบอนด์กัน

 

คงสงสัยกันว่า ทำไมจีนถึงเข้าซื้อบอนด์สวนตลาด? และ ‘สภาพคล่องจีน’ เป็นอย่างไรกันแน่?

 

ผมขออธิบายให้เห็นภาพ ธนาคารพาณิชย์จีนกลับเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นท่ามกลางภาวะสินเชื่อที่ซบเซา จึงต้องปรับกลยุทธ์โยกเงินมาลงทุนในสินทรัพย์ภาครัฐต่างประเทศ

 

ลองนึกดู Bond Yield ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี อยู่ที่ระดับสูงราว 4.85% ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลจีน 10 ปี อยู่ที่ระดับต่ำ 1.68% เท่ากับได้ส่วนต่างผลตอบแทนกว้างถึง 3.17% เป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเพิ่มแรงจูงใจให้เงินทุนบางส่วนเคลื่อนออกจากจีนไปหาสินทรัพย์ดอลลาร์

 

อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลรายงานว่านักลงทุนทั่วโลกเพิ่มเงินในกองทุน Money Market จำนวนถึง 4.6 แสนล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 2 ก.ย.นี้ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นเดือน ส.ค. 2026 สะท้อนการพักเงินและรอดูสถานการณ์มากกว่าการไล่ซื้อสินทรัพย์เสี่ยง

 

เงินทุนโลกกำลังมีแรงจูงใจให้ลดความเสี่ยงในจีน และโยกเข้าสินทรัพย์ดอลลาร์

 

โดยเฉพาะพันธบัตรสหรัฐฯ ระยะสั้น-กลาง และสินทรัพย์สภาพคล่องสูง ขณะที่พันธบัตรระยะยาวได้รับความสนใจน้อยกว่า เพราะ Yield สูงและความเสี่ยงดอกเบี้ยสูงขึ้น

 

สำหรับประเด็นสภาพคล่องของจีนนั้น ตอนนี้รัฐบาลกำลังพยายามเติมทุนเข้าสู่ระบบการเงิน

 

ล่าสุดรัฐบาลจีนเตรียมอัดฉีดเงินประมาณ 360,000 ล้านหยวน หรือราว 54,000 ล้านดอลลาร์ ให้กับธนาคารรัฐและบริษัทประกันเพื่อเสริมฐานเงินทุนและสนับสนุนการขยายสินเชื่อและเศรษฐกิจ

 

ขณะเดียวกัน จีนกำลังมีการเติบโตของตลาดทุนอย่างเห็นได้ชัด โดยตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (HKEX) ระบุว่าในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2026 มูลค่าการระดมทุนผ่าน IPO เพิ่มขึ้น 153% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) ขณะที่มูลค่าการระดมทุนรวมเพิ่มขึ้น 76%

 

โดยภาพรวม Fund Flow ของจีนมีทั้งเข้าและออก นักลงทุนจีนในประเทศเคยเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดฮ่องกง ข้อมูลในไตรมาสแรกของปี 2026 นักลงทุนจีนแผ่นดินใหญ่ไหลเข้าสุทธิในตลาดฮ่องกงจำนวนมากกว่า 2.2 แสนล้านดอลลาร์ฮ่องกง และเน้นหุ้นเทคโนโลยีและสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer)

 

แต่ล่าสุดภาพกลับเริ่มซับซ้อนขึ้น มีรายงานว่า ETF ในจีนที่ลงทุนในหุ้นฮ่องกงมีเงินไหลออกประมาณ 25,000 ล้านหยวน (ราว 29.2 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง) ในสัปดาห์เดียว ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

 

ดังนั้น จีนอาจไม่ได้ขาด ‘เงิน’ เพียงแต่กำลังมีปัญหาว่าเงินกำลังหมุนระหว่างตลาดหุ้น A-Share ตลาดหุ้นฮ่องกง ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดเงิน (Money Market) และพันธบัตรตามระดับความเสี่ยงและผลตอบแทน

 

แต่อย่างไรก็ตาม วันนี้ค่าเงินดอลลาร์เองกำลังอ่อนลง และเงินหยวนแข็งค่าขึ้น ซึ่งทำให้ภาพของ Capital Flow แตกต่างจากวัฏจักรก่อนๆ

 

‘RMB กำลังเปลี่ยนบทบาท’ มีข้อมูลน่าสนใจว่า ปี 2026 การกู้ยืมในสกุลเงินหยวนนอกประเทศทำสถิติสูงสุด โดยยอด offshore RMB borrowing แตะประมาณ 1 ล้านล้านหยวน หรือเกือบ 1.5 แสนล้านดอลลาร์

 

เหตุผลสำคัญคือ ต้นทุนเงินหยวนต่ำกว่าดอลลาร์มาก จึงเริ่มเห็น RMB ถูกใช้เป็น funding currency

 

หาก RMB กลายเป็นแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำมากขึ้น เงินทุนในระบบการเงินจีนอาจไม่ได้มีบทบาทเฉพาะในประเทศ แต่สามารถเชื่อมต่อกับตลาดทุนเอเชียและตลาดโลกมากขึ้น

 

ฝั่งตลาดหุ้นจีนเริ่มส่งสัญญาณก้าวพ้นจุดต่ำสุด (Reflation) มุมมองของนักลงทุนสถาบันต่างชาติ อาทิ UBS และ J.P. Morgan เริ่มกลับมาเพิ่มสัดส่วนและมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นจีน เนื่องจาก Valuation (ระดับราคา) ยังค่อนข้างถูก และคาดการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียน (Earnings Growth) มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยถึง 13% กลุ่มเด่นคือ Deep Tech, ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Advanced Manufacturing

 

แม้ปัจจุบันเศรษฐกิจจีนอยู่ในภาวะฟื้นตัวแบบ K-Shaped โดยภาคการส่งออกและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่ง ขณะที่การบริโภคภายในประเทศและภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในช่วงครึ่งแรกของปีขยายตัวราว 4.7% ถึง 5.0% ซึ่งยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมาย GDP ของรัฐบาลเติบโตที่ 4.5% – 5.0%

 

สำหรับนโยบายขับเคลื่อนประเทศในระยะยาว จีนกำลังก้าวเข้าสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปีฉบับที่ 15 เน้นนโยบายเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการพึ่งพาเทคโนโลยีของตนเอง มุ่งสู่การเติบโตเชิงคุณภาพในระยะยาว ที่โลกเฝ้าจับตาจีนจะสามารถแซงสหรัฐฯ ขึ้นเบอร์หนึ่งของโลกได้อย่างไรและเมื่อไร

 

แต่จีนยังมีความเสี่ยงสำคัญที่ต้องระวัง

 

  • ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้า ทั้งข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงมาตรการกำแพงภาษี (Tariffs) รอบใหม่ๆ เป็นปัจจัยหลักที่จะกดดัน Sentiment ของตลาดหุ้นจีนและกระทบกลุ่มส่งออกได้
  • กำลังซื้อในประเทศฟื้นตัวช้า ตลาดแรงงานที่ยังคงเปราะบางส่งผลให้ภาคการบริโภคภายในประเทศรวมถึงอสังหาริมทรัพย์ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
  • ตลาดหุ้นจีนโดยเฉพาะ A-Shares มีสัดส่วนของนักลงทุนรายย่อยภายในประเทศค่อนข้างสูง ทำให้อาจเกิดแรงเทขายหรือแรงซื้อตามกระแสอย่างรุนแรงในระยะสั้น
  • ความไม่แน่นอนเชิงนโยบายและกำกับดูแล แม้ปัจจุบันรัฐบาลจีนจะเน้นมาตรการผ่อนคลายและกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น แต่ยังต้องติดตามนโยบายการควบคุมอุตสาหกรรมเฉพาะส่วน เช่น กลุ่มแพลตฟอร์มออนไลน์ กลุ่มพลังงาน ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้

 

ตอนนี้หุ้นจีนควร ‘ลงทุนหรือยัง?’ ผมมอง 3 Scenario

 

กรณีแรก ‘เป็นบวก’ ตลาดเงินโลกผ่อนคลาย คือ ถ้าเฟดไม่ขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ Bond Yield สหรัฐฯ ลด ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อน สภาพคล่องโลกดีขึ้น ตลาดหุ้นจีนและฮ่องกงมีโอกาสได้รับประโยชน์ โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI และสินค้าบริโภค

 

กรณีที่ 2 ‘เป็นกลาง’ ตลาดเงินโลกยังตึง แต่จีนยังอัดฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ ช่วยสนับสนุนตลาดทุน และรัฐบาลเติมทุน เงินหยวนแข็งค่า ตลาดหุ้นจีนสามารถไปต่อได้ด้วยสภาพคล่องภายในประเทศ Scenario นี้น่าสนใจที่สุดสำหรับหุ้นจีน

 

กรณีที่ 3 แย่สุด ตลาดเงินโลกช็อก หากน้ำมันสูง เงินเฟ้อสูง เฟดจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย กระทบ Bond Yield สหรัฐฯ พุ่งสูง เงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่า เราจะเห็น

 

เม็ดเงินอาจกลับเข้าสินทรัพย์ดอลลาร์ ส่วนหุ้นจีนและตลาดเกิดใหม่ (EM) เผชิญแรงกดดัน แม้ว่าจีนจะเติมสภาพคล่องในประเทศก็ตาม

 

จัดพอร์ตรับมือโลกจัดระเบียบเงินทุนใหม่ ‘Global Capital Reallocation’

 

เมื่อโลกมีแต่ข่าวรายวันถาโถมทั้งดอกเบี้ย Bond Yield หนี้สหรัฐฯ กระแส AI ไปจนถึงความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ จนทำให้ตลาดผันผวนและคาดเดาทิศทางระยะสั้นได้ยาก

 

ถ้าเราคาดเดาไม่ได้ว่าตลาดจะขึ้นหรือลง คำตอบคือ จัดพอร์ตให้พร้อมรับทุกสภาวะตลาด

​

วิธีที่ช่วยลดการพึ่งพาการคาดเดาตลาด คือ แบ่งพอร์ตออกเป็น 2 ส่วน

 

ส่วนแรกเป็น Core Port สัดส่วนประมาณ 70–80%

 

เป็นแกนหลักของพอร์ต เน้นกระจายการลงทุน (Diversification) ในหลายสินทรัพย์ตั้งแต่เสี่ยงต่ำจนถึงสูงและหลายตลาดแบบข้ามภูมิภาคด้วย ทั้งสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น เป็นต้น รวมถึงสินทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์กับตลาดสหรัฐฯ ต่ำ

 

ทั้งนี้ สัดส่วนหุ้นและตราสารหนี้ปรับให้เหมาะกับความเสี่ยงที่รับได้ และไม่ว่าจะเกิดสงครามหรือวิกฤติใดๆ ยังคงลงทุนต่อ (Stay Invest) เพื่อสร้างการเติบโตระยะยาว

 

ส่วนถัดมาคือ Satellite ไม่เกิน 20–30%

 

พอร์ตรองจะเป็นส่วนที่ช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนจากตลาดหรือธีมที่เรามองว่ามีศักยภาพเติบโตสูง แต่ต้องแลกกับความผันผวนที่สูงขึ้น จึงควรจำกัดไว้เป็นสัดส่วนรองของพอร์

 

สำหรับคนที่มองหาโอกาสลงทุนสำหรับ Satellite สถานการณ์ในตอนนี้ มี 3 ธีมที่น่าจับตามอง

 

ธีม AI

 

โลกกำลังเข้าสู่ Super AI Cycle สร้างห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำอยู่ในสภาวะเติบโตรอบใหญ่ทั้งเซมิคอนดักเตอร์ ซอฟต์แวร์ต่างๆ การพัฒนา AI ใหม่ๆ ออกมา ตลาดเริ่มมองมากกว่าแค่บริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI แต่ให้ความสำคัญกับบริษัทที่สามารถนำ AI ไปสร้างรายได้และกำไรได้จริง ซึ่งจะเป็นตัวค้ำยันราคาหุ้นธีม AI เติบโตตามผลประกอบการที่ออกมาแข็งแกร่ง แม้ธีม AI ทั่วโลกโดยเฉพาะสหรัฐฯ จะร้อนแรงมาหลายปี และฝั่งเอเชียที่เพิ่งร้อนแรงตามทีหลัง

 

ธีมจีน

 

แม้ยังมีความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและนโยบาย แต่การผลักดัน AI และเทคโนโลยี ทำให้จีนยังเป็นอีกตลาดที่น่าจับตา อีกทั้งจีนยังเป็นมหาอำนาจเบอร์สองของโลกรองจากสหรัฐฯ ทำให้สามารถเกาะการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้

 

ธีมเวียดนาม

 

​เศรษฐกิจเติบโตและมีเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ทำให้เศรษฐกิจยังมีโอกาสเติบโตในระยะยาว ขณะที่ปีนี้ตลาดหุ้นเวียดนามได้รับการยกระดับเป็นตลาดหุ้นเกิดใหม่​

 

แต่น่าสนใจ ผมไม่ได้หมายความว่าจะต้องลงทุนทั้งหมด เพราะพอร์ตรองมีไว้เพื่อ ‘เพิ่มโอกาส’ สร้างผลตอบแทนสูงให้พอร์ต แต่อย่าลืม! ความเสี่ยงก็มีสูงตามเช่นกัน จึงไม่ใช่เอาทั้งพอร์ตไปเดิมพันกับธีมที่กำลังมาแรงทุกธีมนะครับ

 

หลายคนถามมาว่า ‘แล้วถ้าตลาดลงแรง เราควรทำยังไง?’

 

จริงๆ แล้ว สิ่งที่ควรถามอาจควรจะเป็น… “ถ้าตลาดลง 20–30% เรายังลงทุนตามแผนเดิมต่อได้ไหม?”

 

ถ้าเรายังรับไหวกับความผันผวนและลงทุนต่อได้ ก็แปลว่าพอร์ตที่จัดไว้อาจเหมาะกับความเสี่ยงที่เรารับได้แล้ว​

 

ผมย้ำเสมอว่า การลงทุนระยะยาว ไม่จำเป็นต้องทายตลาดถูกทุกครั้ง หรือรีบขายทุกครั้งที่มีข่าวร้าย แต่ขอแค่ให้รู้ว่า เงินส่วนไหนเป็น Core สำหรับเติบโตระยะยาว และส่วนไหนเป็น Satellite สำหรับเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน

 

ถ้าวันไหนสัดส่วนเริ่มเปลี่ยนไปจากแผน เราก็ Rebalancing หรือปรับพอร์ตกลับมาให้อยู่ในระดับความเสี่ยงที่รับได้ครับ และรอโอกาสเข้าซื้อในสินทรัพย์ (คุณภาพดี) ที่เล็งไว้ หรือจะนำเงินจากการขายได้กำไร มาทำการ DCA ต่อก็สามารถทำได้

 

เวลาเราพูดถึงการลงทุน หลายคนอาจนึกถึงแต่จะหาหุ้นที่ดีได้ราคาถูกที่สุดทุกครั้ง การเลือกจับจังหวะตลาดให้แม่นที่สุด หรือการพยายามสร้างผลตอบแทนให้ได้มากที่สุดทุกปี

 

แต่จริงๆ แล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เราอยู่ในเกมการลงทุนได้นานแค่ไหน

 

เพราะยิ่งมีเวลาให้เงินทำงานนานขึ้น พลังของผลตอบแทนทบต้นก็ยิ่งมีโอกาสแสดงผลได้มากขึ้น

 

แต่ถ้าเรามีพอร์ตที่เหมาะกับตัวเอง กระจายความเสี่ยง วางแผนลงทุนอย่างมีวินัย และไม่ตัดสินใจตามอารมณ์จนต้องถอนตัวออกจากตลาดไปก่อน

 

‘เวลา’ อาจกลายเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดของเรา

 

สรุป ถ้าคุณอยากมีเงินมากขึ้น บางทีสิ่งที่ต้องทำอาจไม่ใช่เรื่องการหาผลตอบแทนที่ดีที่สุด แต่คือการอยู่ในตลาดให้ได้นานที่สุด

 

นอกจากนี้ ความมั่งคั่งไม่ได้มีแค่เรื่อง ‘เงิน’ แต่ยังรวมถึงการลงทุนในความรู้ สุขภาพ และความสัมพันธ์ด้วย

 

เพราะสุดท้ายแล้วเราไม่ได้ลงทุนเพื่อให้มีเงินมากที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ลงทุนเพื่อให้มี ‘เวลา’ มากพอที่จะได้ใช้เงินที่สร้างขึ้นมาอย่างมีความสุขตลอดช่วงชีวิตด้วยครับ

The post ส่องโอกาสในตลาดหุ้นจีน เมื่อโลกกำลังจัดระเบียบเงินทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทุนโลกไหลมา แต่ต้องมี “ฝายทางปัญญา” https://thestandard.co/thailand-capital-capability-dams/ Sun, 13 Sep 2026 08:00:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1254287 ภาพปกแสดงตึกระฟ้าในกรุงเทพฯ สื่อถึงการลงทุนและเศรษฐกิจ

เงินทุนก็เหมือนน้ำ คำถามสำคัญไม่ใช่เพียง น้ำไหลเข้ามาเท […]

The post ทุนโลกไหลมา แต่ต้องมี “ฝายทางปัญญา” appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปกแสดงตึกระฟ้าในกรุงเทพฯ สื่อถึงการลงทุนและเศรษฐกิจ

เงินทุนก็เหมือนน้ำ คำถามสำคัญไม่ใช่เพียง น้ำไหลเข้ามาเท่าไร? แต่คือ เมื่อน้ำไหลผ่านแล้ว ผืนดินของเราชุ่มขึ้นหรือไม่?

 

 
 

นี่คือสิ่งที่ผมนึกถึงหลังฟัง Tonson Santitarn Sathirathai – ดร.สันติธาร เสถียรไทย หรือ ‘ดร.ต้นสน’ พูดเรื่องเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทย บนเวที Techsauce Global Summit 2026 วันที่ 26 สิงหาคม 2569

 

ครึ่งปีแรก มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI ประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

ตัวเลขสวยครับ แต่ตัวเลขสวย ไม่ได้แปลว่าเศรษฐกิจจะแข็งแรงเสมอไป เหมือนคนถ่ายรูปขึ้นกล้อง ก็ไม่ได้แปลว่าผลตรวจสุขภาพจะดี โจทย์จึงไม่ใช่เพียงว่า ทุนเข้ามาเท่าไร แต่คือเราเก่งขึ้นเพราะทุนเข้ามา หรือเพียงมีของที่เก่งขึ้นมาตั้งอยู่ในประเทศไทย?

 

ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยโตด้วยการเพิ่ม Input – คน แรงงาน ทรัพยากร และกำลังการผลิต แต่เมื่อคนเกิดน้อยลง สังคมสูงวัยขึ้น โมเดลเดิมก็เริ่มหมดแรง

 

เราจึงต้อง ‘ทำสิ่งเดิมให้ดีขึ้น ทำสิ่งเดิมด้วยวิธีใหม่ และทำสิ่งใหม่ที่โลกต้องการ’

 

เทคโนโลยีจึงไม่ใช่แค่เรื่องของคน Tech แต่คือ วาระเศรษฐกิจของประเทศ

 

ดร.ต้นสน อธิบายว่า โลกกำลังเปลี่ยนจาก ‘Efficiency-first → Security-first’ จาก ‘Just in Time → Just in Case’

 

เมื่อก่อนบริษัทถามว่า ‘ผลิตที่ไหนถูกที่สุด?’ วันนี้ต้องถามเพิ่มว่า ‘ถ้าเกิดวิกฤต ของจะยังส่งมาได้หรือไม่?’

 

โลกจึงเริ่มกระจายฐานการผลิต และนี่คือโอกาสของไทยในการเป็น Trusted Connector

 

แต่เราคงชนะด้วยแรงงานราคาถูกตลอดไปไม่ได้ เพราะถ้ายุทธศาสตร์คือ ‘ถูกกว่า’ วันหนึ่งย่อมมีคนถูกกว่าเรา

 

การลงทุนใหม่กำลังเข้ามาทั้ง AI Infrastructure, Advanced Electronics, Robotics, Bioeconomy และ Green Economy

 

ดร.ต้นสนจึงตั้งคำถามสองข้อที่ผมคิดว่าสำคัญมาก

 

‘ไทยทำอะไรให้ New Economy ได้บ้าง?’ และ ‘New Economy ทำอะไรให้ไทยได้บ้าง?’

 

สองประโยคดูคล้ายกัน แต่ความหมายต่างกันมาก

 

คำถามแรกคือ เราจะดึงการลงทุนเข้ามาอย่างไร

 

คำถามที่สองคือ การลงทุนนั้นจะเปลี่ยนประเทศไทยอย่างไร

 

เราสามารถมี Data Center ระดับโลกตั้งอยู่ในประเทศไทยได้ แต่หาก AI ไม่ได้เพิ่ม Productivity ให้โรงงาน ฟาร์ม SMEs และคนไทย มันก็อาจเป็นเพียง ‘เกาะแห่งความเจริญ’ ที่มาตั้งอยู่บนแผนที่ประเทศไทย

 

เพราะ การมีเทคโนโลยีอยู่ในประเทศ ไม่ได้แปลว่าประเทศมีความสามารถด้านเทคโนโลยี

 

ไทยอาจไม่ต้องแข่งสร้าง LLM ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่สามารถสร้าง AI Applications ในสนามที่เรามีความรู้ ข้อมูล และตลาดอยู่แล้ว เช่น สุขภาพ ท่องเที่ยว เกษตร โลจิสติกส์ และบริการทางการเงิน

 

Longevity Economy ก็เช่นกัน

 

เรามีจุดแข็งด้านการแพทย์และ Wellness แต่เราจะขยับจาก ‘ให้บริการเก่ง’ ไปสู่การสร้างผลิตภัณฑ์ นวัตกรรม และ Intellectual Property ได้หรือไม่?

 

เราไม่จำเป็นต้องชนะทุกสนาม แต่ต้องรู้ว่า สนามไหนที่เรามีสิทธิ์ชนะ

 

ประโยคหนึ่งของ ดร.ต้นสน ที่ผมชอบที่สุดคือ

 

“We should not simply count the dollars. We must turn capital into capabilities.”

 

การลงทุนรอบนี้คาดว่าจะสร้างงานประมาณ 82,000 ตำแหน่ง และการจัดซื้อในประเทศราว 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

 

ตัวเลขเหล่านี้สำคัญ แต่ผมคิดว่าเราต้องถามต่อว่า ‘คนไทยเก่งขึ้นหรือไม่?’ ‘บริษัทไทยขยับขึ้นไปอยู่ใน Supply Chain ที่มีมูลค่าสูงขึ้นหรือไม่?’ ‘เราได้สร้าง Technology, Know-how และ IP ของตัวเองหรือไม่?’ และเมื่อสิทธิประโยชน์หมดลง ‘ความสามารถเหล่านั้นยังอยู่หรือไม่?’

 

เพราะสิ่งที่เราต้องการไม่ใช่เพียง Capital Inflow แต่คือ Capability Left Behind

 

และนี่ทำให้ผมนึกถึงสิ่งที่ประเทศไทยต้องสร้าง ‘ฝายทางปัญญา’ ฝายที่ดีไม่ได้มีไว้หยุดน้ำ แต่มีไว้ ชะลอ กระจาย และเปิดโอกาสให้น้ำซึมลงสู่ผืนดิน

 

ทุนต่างประเทศก็ควรทำงานเช่นเดียวกัน

 

โรงงานเข้ามา — คนไทยได้ทักษะ

 

เทคโนโลยีเข้ามา — บริษัทไทยได้ Know-how

 

Supply Chain เข้ามา — SMEs ไทยเข้าไปมีส่วนร่วม

 

บริษัทระดับโลกเข้ามา — มหาวิทยาลัย Startup และงานวิจัยไทยเติบโตตาม

 

จนเกิดวงจร

 

Capital → Knowledge → Capability → Ecosystem

 

นี่คือความแตกต่างระหว่างประเทศที่เพียง ‘รับการลงทุน’ กับประเทศที่ ‘ใช้การลงทุนสร้างความสามารถของตัวเอง’

 

ฟังจบ ผมเลยคิดว่า ประเทศไทยอาจต้องการ ‘ต้นสน’ แบบนี้อีกสัก 100 ต้น ไม่ใช่เพื่อปลูกป่า แต่เพื่อช่วยกันสร้าง ‘ฝายทางปัญญา’

 

3 คำถามที่บอร์ดควรชวนฝ่ายจัดการขบคิด

 

  • ทุนและเทคโนโลยีที่ไหลผ่านองค์กร กำลังทิ้ง ‘ความสามารถอะไร’ ไว้กับเรา?

 

นอกจากรายได้และกำไร เราได้คนที่เก่งขึ้น Know-how, Technology, Data หรือ IP ที่จะยังอยู่ แม้วันหนึ่งพันธมิตรจะจากไปหรือไม่?

 

  • เรากำลังสร้าง ‘ฝาย’ หรือเพียงยืนดู ‘น้ำไหลผ่าน’?

 

Supplier คน งานวิจัย Startup และ Ecosystem รอบตัวเรา กำลังเติบโตไปพร้อมกับเราหรือไม่?

 

  • อีก 3–5 ปี หากกระแสทุนรอบนี้ผ่านไป เราจะเก่งขึ้นกว่าเดิมตรงไหน?

 

เพราะคำถามของบอร์ดไม่ควรมีเพียง ‘ทุนใหม่จะสร้างกำไรให้เราเท่าไร?’ แต่ต้องถามด้วยว่า ‘เมื่อทุนไหลผ่านไป องค์กรของเราจะเก่งขึ้นกว่าเดิมแค่ไหน?’

 

และสำหรับประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน เราไม่ควรวัดความสำเร็จเพียงว่า ‘ทุนไหลเข้ามาเท่าไร?’ แต่อาจต้องวัดว่า ‘ทุกหนึ่งบาทที่ไหลเข้ามา ทิ้งความสามารถไว้กับประเทศไทยเท่าไร?’

 

เพราะทุนโลกก็เหมือนน้ำ สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงมีน้ำไหลผ่าน แต่หลังน้ำผ่านไป ผืนดินของเราต้องอุดมสมบูรณ์กว่าเดิม

 

มิฉะนั้น การลงทุนครั้งประวัติศาสตร์อาจเหลือไว้เพียง ‘ตัวเลขระดับน้ำสูงสุด’ บนกำแพงเศรษฐกิจไทย

 

ภาพ: meunierd / Shutterstock

 

The post ทุนโลกไหลมา แต่ต้องมี “ฝายทางปัญญา” appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 ความเสี่ยงสุดย้อนแย้งส่งท้ายปี 2026 https://thestandard.co/5-risks-market-2026/ Fri, 11 Sep 2026 06:14:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1253632 ภาพกราฟแท่งและตัวเลขทางการเงินสีฟ้าเรืองแสงบนพื้นหลังสีดำ แสดงแนวโน้มตลาดหุ้น

เรื่องไม่คาดฝันมากมายเกิดขึ้นและดำเนินต่อเนื่องมาในปี 2 […]

The post 5 ความเสี่ยงสุดย้อนแย้งส่งท้ายปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟแท่งและตัวเลขทางการเงินสีฟ้าเรืองแสงบนพื้นหลังสีดำ แสดงแนวโน้มตลาดหุ้น

เรื่องไม่คาดฝันมากมายเกิดขึ้นและดำเนินต่อเนื่องมาในปี 2026 ทั้งสงคราม ความขัดแย้งทางการเมือง บอนด์ยีลด์สูง Valuation แพง แต่ตลาดหุ้นทั่วโลก กลับไต่ระดับแตะจุดสูงสุด พร้อมกับดัชนีวัดความกลัว (VIX Index) ต่ำที่สุดในรอบปี

 

ผมมองว่าภาพที่เราเห็นอยู่ เกิดจากมุมมองของตลาดที่ไม่ตรงกันระดับความเสี่ยง นักลงทุนจึงต้องรู้ให้ทันว่าอะไรคือประเด็นสำคัญและตรรกะที่กำลังย้อนแย้ง เพื่อเตรียมพร้อมวางกลยุทธ์รับมือไว้เพราะตรรกะและมุมมองเปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ

 

ความเสี่ยงแรก สงครามการค้า การกีดกันการค้ามีอยู่ต่อเนื่อง แต่ตลาด “ชินชา” เพราะเชื่อว่าผ่านจุดที่น่ากลัวที่สุดไปแล้ว

 

ในทางทฤษฎี สงครามการค้าเป็นความเสี่ยงที่ไม่มีทางจบง่าย แต่ในทางปฏิบัติตลาดผ่านจุดที่เจ็บที่สุดมาแล้วตั้งแต่เมษายน 2025 ตอนที่ภาษีการค้าพุ่งขึ้นไป ถึง 27%

 

ผมเชื่อว่าการยกระดับกีดกันการค้ารอบใหม่มีโอกาสเกิดขึ้นสูงถึง 60-70% ท้ายปีนี้ แต่ด้วยมุมมองตลาดที่ชินกับความเสี่ยง ผลกระทบต่ออาจเป็นแค่การย่อตัวในกรอบ 5-7% และคาดว่าจะฟื้นตัวขึ้นได้เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

 

ความเสี่ยงที่สอง สงครามอิหร่านและการปิดช่องแคบ Hormuz เป็นความเสี่ยงที่มาพร้อมกับความหวัง

 

สงครามตะวันออกกลาง ต่างจากความเสี่ยงสงครามการค้าอย่างชัดเจนคือ ตลาดไม่ได้ชินกับสงคราม แต่ “หวัง” ว่าสงครามจะจบเร็วเหมือนทุกครั้ง

 

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่สงครามจะทวีความรุนแรงขึ้นมากแค่ไหน แต่อยู่ที่ความหวังว่าทุกอย่างจะจบสงบสุขนั้นจะถูกหรือผิด ผมให้โอกาสเกิดการยกระดับสงครามสูงถึง 50-60% ราคาน้ำมันอาจไม่ลดลง กดดันตลาดให้ปรับฐานได้แรงถึง 7-12% แต่ทั้งหมดจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดไวจบไวเช่นกัน

 

เศรษฐกิจชะลอตัว เงินเฟ้อสูง (Stagflation) เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดสูง แต่ตลาดเลือกที่จะ “ไม่สนใจ”

 

โอกาสเกิด Stagflation ปลายปีนี้ยังสูงถึง 30-40% เพราะตัวเลขเศรษฐกิจเร่งไม่ขึ้น ขณะที่เงินเฟ้อทรงตัวสูง ถ้าการเติบโตอาจลดลงเร็ว แต่เงินเฟ้อไม่ลดลงตาม ตลาดจะมี Downside อย่างน้อย 10-15%

 

อย่างไรก็ดี ผมมองว่าตลาดเลือกที่จะไม่สนใจ Stagflation ในช่วงท้ายปีนี้ เพราะกำไรของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกไม่ได้เคลื่อนไหวตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ แต่มาจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และการลงทุนเหล่านี้คาดว่าจะดำเนินต่อไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปีข้างหน้า

 

ความเสี่ยงที่สี่ ยีลด์สูงฉุดไม่อยู่ สำคัญมากแต่กลายเป็นความเสี่ยงตลาด อยู่ได้เพราะ “ความเชื่อ”

 

ยีลด์สูงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับ Valuation ของตลาดเสมอ และยีลด์สูงในครั้งนี้ก็ไม่ได้มาจากแค่เงินเฟ้อ แต่มาจากระดับหนี้ แนวโน้มการขาดดุลการคลัง และการกู้ยืมเพื่อการลงทุน AI ของเอกชน ทำให้สภาพคล่องตึงตัวมากขึ้นไปอีก

 

ที่ตลาดไม่ปรับฐานลงทันที ผมมองว่าเกิดจากความเชื่อว่าสุดท้ายต้องมีนโยบายการเงินเข้ามาช่วยพยุงเหมือนทุกครั้ง

 

ยีลด์ที่สูงอาจจะกลายเป็นความเสี่ยงระดับตลาดหมี (ตลาดปรับตัวลงมากกว่า 20%) ถ้าธนาคารกลางเลือกที่จะเข้มงวดโดยไม่สนใจความเสี่ยงด้านโครงสร้างการคลังและสภาพคล่อง เป็นความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้ามในช่วงท้ายปี

 

ความเสี่ยงสุดท้าย ฟองสบู่ AI แตก เป็นความเสี่ยงที่ทั่วโลกเคลื่อนที่ด้วย “ความกลัวตกขบวน”

 

เพราะ AI หนุนให้กำไรต่อหุ้นของ S&P 500 เติบโตกว่า 50% จากปีก่อน

 

ขณะที่ส่วนใหญ่มาจากกำไรจากการประเมินมูลค่าเงินลงทุนใน Anthropic และ OpenAI ที่ยังไม่รับรู้เป็นเงินสดจริง ถ้ากำไรที่แท้จริงไม่มาตามที่หวัง ตลาดหมีจะเกิดขึ้นแรงและยาวนาน

 

ปัญหาคือไม่มีใครรู้ว่าฟองสบู่กำไรจะลดขนาดลงตอนไหน นอกจากนั้นยังต้องเดาต่อว่า นักลงทุนจะหมดหวังใน AI เมื่อไหร่ จากเรื่องอะไร สำหรับช่วงท้ายปีนี้ ผมจึงให้โอกาสแค่ 5-10% เพราะมองว่าความเสี่ยงที่นักลงทุนกลัว คือการตกขบวนกำไรมากกว่าฟองสบู่แตก

 

ถึงตรงนี้ทุกคนคงเข้าใจแล้วว่าความเสี่ยงสำคัญไม่ได้หายไป บางเรื่องทวีความรุนแรงขึ้นด้วย แต่สิ่งที่เราประเมินยากคือ ความชินชา ความหวัง ความไม่สนใจ ความเชื่อ และความกลัว ของตลาดที่เอาแน่เอานอนไม่ได้

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนสิ้นปี ผมเลือกสามกลยุทธ์สำคัญคือ

 

(1) กระจายการลงทุนลดการกระจุกตัว (2) ถือสินทรัพย์ที่ราคามีแนวโน้มปรับตัวขึ้นพร้อมกับความเสี่ยง และ (3) ทยอยขายทำกำไรสินทรัพย์ที่ปรับขึ้นมาแรงแล้ว เก็บสภาพคล่องรอจังหวะซื้อตอนตลาดปรับฐาน

 

ภาพตลาดที่ย้อนแย้งในวันนี้ ยืนยันกับเราว่า ความเสี่ยง โอกาส ความกลัว และความหวัง กำลังย้อนแย้งกันอยู่ แต่มุมมองไหนจะเปลี่ยนแปลง ไปในทิศทางไหนนั้น เรากำลังจะได้รู้ไปพร้อมกันท้ายปีนี้ครับ

 

ที่มา: FSS

 

ภาพ: Golden Dayz / Shutterstock

 

The post 5 ความเสี่ยงสุดย้อนแย้งส่งท้ายปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราคาน้ำมันพุ่งแค่ไหน ถึงจะส่งแรงกระแทก “ทองคำ” ผ่านดอกเบี้ย Fed https://thestandard.co/oil-price-impact-gold-fed/ Wed, 09 Sep 2026 01:58:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1252453 ภาพกราฟและตารางข้อมูลตลาดหุ้นและการเงิน

ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดกังวลว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอา […]

The post ราคาน้ำมันพุ่งแค่ไหน ถึงจะส่งแรงกระแทก “ทองคำ” ผ่านดอกเบี้ย Fed appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟและตารางข้อมูลตลาดหุ้นและการเงิน

ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดกังวลว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจดันให้ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เหมือนที่เคยเกิดขึ้น แต่จากข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันจะดีดตัวแรงระดับนั้นมีค่อนข้างต่ำ ซึ่งสถานการณ์นี้ส่งผลดีทางอ้อมต่อตลาดทองคำ เพราะปัจจัยที่จะกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อนั้นลดลงตามไปด้วย

 

แม้สถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่านยังยืดเยื้อ กลุ่มผู้ค้าที่ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg ระบุว่าปริมาณการขนส่งน้ำมันดิบผ่าน “ช่องแคบฮอร์มุซ” ช่วงปลายเดือนสิงหาคมอยู่ที่ราว 6 ถึง 8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งสอดคล้องกับ Argus Media ที่เปิดเผยว่าปริมาณการขนส่งน้ำมันดิบใน “ตะวันออกกลาง” ลดลงเหลือ 11 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต่ำกว่าระดับปกติที่ 22 ถึง 24 ล้านบาร์เรลต่อวันก่อนเกิดความขัดแย้ง แต่ทำไมราคาน้ำมันถึงไม่ได้พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์อย่างรุนแรง ส่วนหนึ่งมาจากตลาดน้ำมันโลกสามารถปรับตัวรับมือได้อย่างรวดเร็วจาก

 

  • การปรับตัวของการขนส่งทางเรือ แม้การส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะเคยทรุดหนัก และเรือขนาดใหญ่ (VLCC) จะแล่นผ่านช่องแคบได้ยาก แต่ปัจจุบันเริ่มฟื้นตัวกลับมา ผ่านการใช้เทคนิคเดินเรือแบบซ่อนร่องรอย (Dark Crossings) รวมไปถึงการถ่ายโอนสินค้าระหว่างเรือต่อเรือ (Ship-to-ship transfers)
  • ซาอุดีอาระเบียหันไปใช้ท่าเรือในอียิปต์ ขณะที่อิรักและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก็มีตัวเลขส่งออกที่ฟื้นตัว อุปทานที่เพิ่มขึ้นจากแหล่งอื่น ผู้ผลิตนอกกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) เช่น สหรัฐฯ แคนาดา และกายอานา เตรียมอัดฉีดกำลังการผลิตเพิ่มอีก 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวันในปีนี้
  • ภาวะอุปสงค์หดตัว (Demand Destruction) ไตรมาส 3 หายไปถึง 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน นำโดยจีนที่หันไปพึ่งพายานยนต์ไฟฟ้า (EV) และมีคลังสำรองน้ำมันมหาศาลถึง 1,170 ล้านบาร์เรลคอยพยุงความมั่นใจ

 

อย่างไรก็ดี Morgan Stanley มองว่าในตลาดซื้อขายจริง (Physical Markets) ยังมีความตึงตัวสูง และคาดว่าราคาน้ำมันดิบ Brent อาจขยับไปเฉลี่ยที่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ในไตรมาส 4 แต่คำถามสำคัญคือ ระดับราคาดังกล่าวสูงจนกระตุ้นความกังวลให้ Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อหรือไม่ โดยหากวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติมพบว่า Barclays ได้ประเมินว่าราคาน้ำมันที่เข้าใกล้ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้น ประกอบกับ Goldman Sachs ประเมินว่า ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ 10% จะดันดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ให้เพิ่มขึ้นประมาณ 0.28 percentage points โดยหากทรงตัวอยู่ในระดับสูงนาน 3 เดือน ผลกระทบจะรุนแรงชัดเจนมากขึ้น

 

ดังนั้น เราจึงสามารถแบ่งสถานการณ์ออกเป็น 3 กรณี ได้ดังนี้

 

  • สถานการณ์ที่ยังไม่น่ากังวล (Best Case) : ราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ในช่วง 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือต่ำกว่า สะท้อนการที่ตลาดหาจุดสมดุลได้และปริมาณการขนส่งยังคงที่ แรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อจะเบาบางลง Fed ไม่มีเหตุผลให้ต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ราคาทองคำตอบสนองเชิงบวกในสภาพแวดล้อมเช่นนี้
  • สถานการณ์ปกติ (Base Case) : ราคาน้ำมันเคลื่อนไหวเฉลี่ยที่ราว 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มีการเคลื่อนไหวเข้าใกล้ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอยู่เป็นช่วงๆ แต่ไม่ทะลุผ่านขึ้นไปอย่างรุนแรง สะท้อนตลาดเจอระดับราคาที่เป็น New Normal และตอบสนองตามสถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่าน ด้วยมุมมองเพียง “Supply shock” ในระยะสั้น ทำให้ราคาทองคำจะตอบสนองในเชิงลบบ้าง ตามกระแส Fed ขึ้นดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ประเมิน downside ของทองคำอยู่ในระดับจำกัด และเพียงระยะสั้น
  • สถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวัง (Worst Case) : ราคาน้ำมันปรับตัวแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จนไปถึงระดับสูงสุดเดิมที่ราว 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องนาน 3 เดือนขึ้นไป ในเคสนี้จะกระทบอัตราเงินเฟ้อให้สูงขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งจะกลายเป็นแรงกดดันให้ Fed อาจต้องพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อระลอกใหม่

 

ภาพ: Minh8686 / Shutterstock

The post ราคาน้ำมันพุ่งแค่ไหน ถึงจะส่งแรงกระแทก “ทองคำ” ผ่านดอกเบี้ย Fed appeared first on THE STANDARD.

]]>
ร้านอาหารและใบอนุญาตที่กฎหมายกำหนด https://thestandard.co/restaurant-license-law-business/ Tue, 01 Sep 2026 10:44:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1249482 ภาพมุมสูงย่านธุรกิจร้านอาหารและสถานบันเทิงในเมืองซานดิเอโก

สำหรับบทความฉบับนี้ ขอกล่าวถึงภาพรวมของธุรกิจร้านอาหาร […]

The post ร้านอาหารและใบอนุญาตที่กฎหมายกำหนด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงย่านธุรกิจร้านอาหารและสถานบันเทิงในเมืองซานดิเอโก

สำหรับบทความฉบับนี้ ขอกล่าวถึงภาพรวมของธุรกิจร้านอาหาร เพราะสังคมไทยธุรกิจร้านอาหารยังคงเป็นหนึ่งในภาคธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญต่อวิถีชีวิตของคนไทย

 

 
 

ความนิยมในการรับประทานอาหารนอกบ้าน การท่องเที่ยว และการเติบโตของช่องทางดิจิทัล ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ธุรกิจร้านอาหารเติบโตอย่างต่อเนื่อง และนับว่าเป็นหนึ่งในช่องทางการสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง

 

อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผ่านมาหลายท่านคงได้ทราบข่าวเกี่ยวกับการยื่นขอเปิดประกอบธุรกิจร้านอาหารผิดประเภท อาทิ การยื่นขอประเภทร้านอาหาร แต่กลับเปิดบริการในรูปแบบสถานบันเทิง ดังนั้น หากจะเปิดดำเนินธุรกิจร้านอาหาร จุดเริ่มต้นคือ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับข้อกฎหมายและใบอนุญาตที่กำหนดสำหรับผู้ประกอบการในประเทศไทย

 

ภาพรวมข้อกฎหมายสำคัญสำหรับร้านอาหาร ร้านที่จำหน่ายสุรา และกิจการที่มีความบันเทิง สำหรับเงื่อนไขการเปิดร้านอาหารในประเทศไทยไม่ได้มีใบอนุญาตเพียงฉบับเดียว แต่ต้องพิจารณาตามขนาดพื้นที่ ลักษณะอาคาร และรูปแบบการให้บริการ โดยใบอนุญาตหลักของร้านอาหารทั่วไปอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ขณะที่ร้านที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือมีลักษณะเป็นสถานบริการ จะมีกฎหมายเฉพาะเพิ่มเติมเข้ามาควบคุม1

 

1. อาคารและการใช้ประโยชน์ที่ดินต้องถูกต้องก่อนลงทุนเปิดร้าน

 

ก่อนก่อสร้างหรือตกแต่งร้าน ควรตรวจสอบว่าการใช้ประโยชน์ที่ดินสอดคล้องกับกฎหมายผังเมือง และอาคารที่จะใช้ประกอบกิจการถูกต้องตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร หากมีการก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนการใช้อาคารในลักษณะที่กฎหมายกำหนด ต้องดำเนินการขออนุญาตหรือรับรองให้ถูกต้องตามกรณี

 

ทั้งนี้ “ใบอนุญาตเปิดใช้อาคาร (“อ.6”) ไม่ใช่ใบอนุญาตที่ทุกร้านอาหารต้องขอใหม่เสมอไป และอาจไม่ใช่ใบอนุญาตเพียงใบเดียวที่ต้องใช้ สิ่งสำคัญคืออาคารและการใช้อาคารต้องชอบด้วยกฎหมายก่อนประกอบกิจการ3

 

2. ใบอนุญาตหรือหนังสือรับรองการแจ้ง “สถานที่จำหน่ายอาหาร”

 

มาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติการสาธารณสุขกำหนดเกณฑ์ตามขนาดพื้นที่อย่างชัดเจน คือ หากสถานที่จำหน่ายอาหารมี พื้นที่เกิน 200 ตารางเมตร ต้องได้รับ ใบอนุญาตจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหาร จากเจ้าพนักงานท้องถิ่น แต่หากมี พื้นที่ไม่เกิน 200 ตารางเมตร ต้องแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นและได้รับ หนังสือรับรองการแจ้ง ก่อนเปิดดำเนินการ สำหรับกรุงเทพมหานครยื่นต่อสำนักงานเขตหรือผ่านช่องทางที่ กทม. กำหนด ส่วนต่างจังหวัดยื่นต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่รับผิดชอบ เช่น เทศบาลหรือ อบต.1

 

นอกจากการได้รับใบอนุญาตหรือหนังสือรับรองแล้ว สถานที่ยังต้องเป็นไปตามหลักสุขลักษณะ เช่น ความสะอาด การจัดการขยะและน้ำเสีย การปรุงและเก็บอาหาร ภาชนะอุปกรณ์ น้ำใช้ และสุขลักษณะส่วนบุคคล รวมถึงผู้ประกอบกิจการและผู้สัมผัสอาหารต้องผ่านการอบรมหลักสูตรสุขาภิบาลอาหารตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด2

 

3. หากขายเบียร์ ไวน์ หรือสุรา ต้องมีใบอนุญาตขายสุรา

 

ร้านอาหารที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต้องขอ ใบอนุญาตขายสุรา ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง โดยยื่นต่อสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่/สาขาที่สถานประกอบการตั้งอยู่ หรือผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ตามที่กรมสรรพสามิตกำหนด4 ขณะเดียวกันยังต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยปัจจุบันมีพระราชบัญญัติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ซึ่งควบคุมเรื่องการขาย การโฆษณา การส่งเสริมการขาย และข้อจำกัดอื่นตามกฎหมาย5

 

4. ผับ บาร์ หรือร้านที่มีความบันเทิง อาจต้องมีใบอนุญาตเพิ่มเติม

 

หากรูปแบบกิจการเข้าลักษณะ “สถานบริการ” ตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จะต้องได้รับ ใบอนุญาตตั้งสถานบริการ จากพนักงานเจ้าหน้าที่ และต้องพิจารณาข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ตั้งและเงื่อนไขของสถานบริการด้วย การเป็นร้านอาหารหรือการขายสุราเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้ร้านเป็นสถานบริการโดยอัตโนมัติ แต่ต้องพิจารณาจากลักษณะกิจการจริงตามนิยามกฎหมาย6 นอกจากนี้ ในบางท้องถิ่นอาจมีกฎเฉพาะเพิ่มเติม เช่น กรุงเทพมหานครกำหนดกิจการจัดให้มีการแสดงดนตรี เต้นรำ ดิสโกเทก หรือคาราโอเกะเป็นกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ จึงควรตรวจสอบใบอนุญาตท้องถิ่นเพิ่มเติมก่อนดำเนินกิจการ7

 

บทสรุปสุดท้าย ร้านอาหารทั่วไปต้องมีใบอนุญาต/หนังสือรับรองการแจ้งสถานที่จำหน่ายอาหารและใช้อาคารอย่างถูกต้อง หากขายแอลกอฮอล์ให้เพิ่มใบอนุญาตขายสุราและหากมีรูปแบบความบันเทิงจนเข้าข่ายสถานบริการหรือกิจการที่ท้องถิ่นควบคุม ต้องขอใบอนุญาตเพิ่มเติมตามลักษณะกิจการ โดยเจ้าพนักงานของรัฐจะประเมินจากลักษณะของกิจการ อาทิ รายได้หลักมาจากอาหาร หรือไม่ การดำเนินการมุ่งการดื่มและความบันเทิงหรือไม่ มีการแสดงดนตรี ดีเจ หรือมีการใช้แสงสีเสียงอย่างไร เป็นต้น

 

อย่างไรก็ดี ในมิติของการลงทุนผ่านกองทุนรวม หรือกองทรัสต์ ที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ นอกเหนือจากการเข้าตรวจสอบของหน่วยงานภาครัฐแล้ว กองทุนรวม หรือกองทรัสต์ ผู้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องดังกล่าว ในการกลั่นกรองและช่วยดูแลให้การใช้พื้นที่ที่กองทุน/ทรัสต์ เข้าลงทุน ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด อาทิ ผู้เช่าพื้นที่จะต้องแสดงใบอนุญาตที่ใช้ประกอบการ ต้องดำเนินธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงผู้ให้เช่าสามารถขอตรวจสอบการใช้พื้นที่ได้อีกด้วย

 

ภาพ: Sean Pavone / Shutterstock

 

อ้างอิง:

  • กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข — พ.ร.บ.การสาธารณสุข มาตรา 38 และเกณฑ์พื้นที่ 200 ตร.ม.
  • กรมอนามัย — กฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 และการอบรมผู้สัมผัสอาหาร
  • กรุงเทพมหานคร – คู่มือการขอรับใบอนุญาตจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหาร (ตรวจผังเมืองและกฎหมายอาคาร)
  • กรมสรรพสามิต – การขออนุญาตขายสุรา (สำหรับรายใหม่) และกฎกระทรวงการอนุญาตขายสุรา พ.ศ. 2560
  • กรมควบคุมโรค – พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 และ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568
  • กรมการปกครอง – สรุปสาระสำคัญ พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ. 2509
  • กรุงเทพมหานคร – ข้อบัญญัติ/ระเบียบเกี่ยวกับกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพประเภทการแสดงดนตรีและคาราโอเกะ

The post ร้านอาหารและใบอนุญาตที่กฎหมายกำหนด appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤติยีลด์สูงในสหรัฐฯ หยุดไหวไหมหรือต้องไปต่อ https://thestandard.co/us-treasury-bond-yield-crisis/ Sun, 30 Aug 2026 07:00:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1248460 ภาพข้อความเกี่ยวกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และวิกฤติยีลด์สูง

Stanley Druckenmiller หนึ่งในนักลงทุนที่มีชื่อเสียงที่ส […]

The post วิกฤติยีลด์สูงในสหรัฐฯ หยุดไหวไหมหรือต้องไปต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพข้อความเกี่ยวกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และวิกฤติยีลด์สูง

Stanley Druckenmiller หนึ่งในนักลงทุนที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลกกล่าวไว้ว่า

 

“The long-term Treasury yield is the most important price in the world. It is also the only fiscal disciplinarian the U.S. has left.”

 

การที่บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง จนกระทรวงการคลังต้องประกาศซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวล่าสุดจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม

 

ในมุมมองของผม การปรับตัวขึ้นของยีลด์ระยะยาวในรอบนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างสองเรื่อง เริ่มที่วัฏจักรเศรษฐกิจรอบใหม่ที่ใช้เงินทุนสูง หนุนการเติบโตและเงินเฟ้อ พร้อมกับที่ภาระหนี้ภาครัฐของสหรัฐฯ มหาศาลจนส่งผลกับราคาบอนด์

 

การเปลี่ยนแปลงทั้งคู่มีโอกาสหนุนให้ยีลด์ที่สูงอยู่แล้วยิ่งสูงขึ้นไปอีก แต่ในทางกลับกัน ช่วงเวลาแบบนี้ก็มักเป็นจังหวะที่ผู้กำหนดนโยบายมักเข้ามามีบทบาทแทรกแซงตลาดได้มากที่สุด นักลงทุนไทยจึงควรเตรียมพร้อม และคิดกลยุทธ์รับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้

 

การประเมินสถานการณ์ เริ่มต้นที่การทำความเข้าใจกับที่มาของยีลด์ที่สูงก่อน

 

รอบนี้ยีลด์ที่ปรับตัวสูงขึ้นมาจากทั้งทิศทางนโยบายการเงิน การคลัง และสภาพคล่องที่ตึงตัว

 

ในทางทฤษฎี ยีลด์ระยะยาว (เช่น สิบปี) แยกออกได้เป็นสองส่วน คือคาดการณ์ดอกเบี้ยนโยบายเฉลี่ย บวกกับค่าชดเชยความเสี่ยง (Term Premium)

 

จากโมเดลของเฟด ปัจจุบันตลาดยังไม่เชื่อว่าการลดดอกเบี้ยจะเกิดขึ้น ยีลด์ส่วนแรกจึงอยู่ที่ระดับราว 3.5-4.0%

 

ขณะที่งานวิจัยและข้อมูลในอดีต ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าการขาดดุลการคลังมักเป็นเครื่องกำหนด Term Premium

 

เช่น ขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้น 1% ของ GDP เท่ากับ Term Premium ราว 25bps หรือ Term Premium รวม (bps) เท่ากับราว 1.2 เท่าของระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ปัจจุบันที่สหรัฐฯ คาดว่าจะขาดดุลการคลังปีละ 5-7% ของ GDP และหนี้ต่อ GDP ระดับ 120% จึงชี้ไปที่ Term Premium ราว 100-150bps เป็นอย่างน้อย

 

ไม่เพียงแค่หนี้ภาครัฐที่สูง AI hyperscaler ก็คาดว่าจะระดมทุนผ่านตลาดหุ้นกู้ต่อปีกว่า 0.5-1.0 ล้านล้านดอลลาร์ ด้วยสมการเดิมจะคิดเป็น Term Premium ส่วนเพิ่มอีกราว 15-30bps สามแรงส่งนี้คือเหตุผลที่ยีลด์ไม่มีทีท่าจะลดลงง่าย

 

ทางแก้ปัญหาปกติมี 3 ทางหลักคือ ปล่อยเงินเฟ้อสูง เร่งการเติบโต หรือให้นโยบายการเงินเข้าช่วย แต่ละอย่างมีจุดแข็งและจุดอ่อนแตกต่างกัน

 

“ปล่อยเงินเฟ้อสูง” เป็นทางที่รัฐบาลไม่ต้องทำอะไรมาก มูลค่าแท้จริงของหนี้จะลดลงเองเมื่อเวลาผ่านไป จุดอ่อนคือประชาชนเป็นผู้แบกรับต้นทุนผ่านค่าครองชีพที่สูงขึ้น และถ้าเงินเฟ้อคาดการณ์หลุดกรอบ Term Premium จะยิ่งพุ่งแรงกว่าเดิมกลายเป็นปัญหาใหม่

 

“เร่งการเติบโต” เป็นทางที่ดีที่สุดในทางทฤษฎี เพราะถ้า GDP โตเร็วกว่าดอกเบี้ยที่จ่าย หนี้ต่อ GDP จะลดลงเอง นี่คือเดิมพันที่รัฐบาลสหรัฐฯ หวังไว้กับ AI ว่าจะช่วยเพิ่มผลิตภาพจนชดเชยต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นได้ จุดอ่อนคือเป็นแผนที่ต้องรอผลระยะยาว และไม่มีหลักประกันว่าผลิตภาพจาก AI จะเกิดขึ้นเร็วพอ

 

ทางออกที่เร็วที่สุดคือกดยีลด์ “นโยบายการเงิน” ผ่านการกลับมาซื้อพันธบัตรหรือปรับกฎเกณฑ์ให้มีผู้ซื้อมากขึ้น จุดอ่อนคือเสี่ยงต่อความน่าเชื่อถือของธนาคารกลาง และถ้าตลาดตีความว่าเป็นการพิมพ์เงินเพื่อหนุนการคลัง ผลลัพธ์อาจย้อนกลับ คือยีลด์ไม่ลงแต่กลับขึ้นแรงกว่าเดิมเพราะ Term Premium สะท้อนความไม่เชื่อมั่น

 

หลังจากนี้ ผมเชื่อว่าภาพตลาดในอนาคตมีสี่รูปแบบที่อาจเกิดขึ้นได้

 

สองแบบแรก ไม่มีการใช้นโยบายการเงินเข้าช่วย

 

ความผันผวนต่ำสุดคือเงินเฟ้อลดลงเองเพราะการลงทุนชะลอตัว

 

งบลงทุน AI แตะเพดานตามธรรมชาติ บริษัทเทคเริ่มเข้มงวดกับผลตอบแทนการลงทุน ความต้องการเงินทุนลดลง Term Premium คลายตัวกลับมาที่ 0.6-0.8% ยีลด์ 10 ปีมีโอกาสกลับไปยืนแถว 4.0-4.3% เป็นฉากที่ดีที่สุดสำหรับทั้งหุ้นและบอนด์ แต่ต้องแลกกับการที่ธีม AI และตลาดหุ้นเองก็ชะลอตัว

 

แบบที่สอง ยีลด์สูงต่อเพราะเศรษฐกิจร้อนแรง เป็นฉากที่ผมให้น้ำหนักมากที่สุด

 

เพราะการลงทุน AI อาจไม่ชะลอลง ส่งผลให้เงินเฟ้อทรงตัวสูงต่อ ยีลด์ 10 ปีจะแกว่งอยู่แถว 4.7-5.1% ตลาดหุ้นมีโอกาสไปต่อได้จากกำไร แต่ P/E ขยายได้ยากขึ้น เป็นรูปแบบที่ไม่มีสินทรัพย์ไหนชนะชัดเจน

 

อีกสองแบบคือใช้นโยบายการเงินเข้าช่วย เช่นเฟดกลับมาซื้อพันธบัตร หรือปรับเกณฑ์กำกับดูแลให้ธนาคารถือพันธบัตรมากขึ้น

 

นโยบายจะกดยีลด์สำเร็จ ก็ต่อเมื่อตลาดยอมรับว่าการแทรกแซงไม่ใช่การยอมแพ้ต่อเงินเฟ้อ Term Premium ถึงจะคลายตัว ยีลด์ 10 ปีถอยมาแตะ 4.0-4.5%

 

แต่นักลงทุนต้องระวังว่านี่คือยีลด์ที่ลงพร้อมกับเงินเฟ้อสูง ผลตอบแทนที่แท้จริงของการถือพันธบัตรจะติดลบ เรียกว่าภาวะ Financial Repression ที่ราคาพันธบัตรทรงตัว แต่กำลังซื้อของผู้ถือจะถูกลดทอนไปเรื่อยๆ

 

ความน่ากลัวจะเกิดขึ้นถ้าเฟดใช้นโยบายการเงินเข้าช่วยแต่ตลาดไม่เชื่อมั่น

 

เพราะภาระหนี้ปัจจุบัน มีโอกาสที่ตลาดจะตีความว่าเฟดยอมสูญเสียความเป็นอิสระให้กับกระทรวงการคลัง Term Premium จะพุ่งขึ้นเพื่อเป็นค่าชดเชยความเสี่ยงเชิงนโยบาย ยีลด์ 10 ปีอาจทะลุ 5.5% ขึ้นไป ดอลลาร์อาจอ่อนค่า และตลาดหุ้นจะปรับฐานแรง

 

สำหรับนักลงทุนไทย กลยุทธ์คือกระจายการลงทุนทั้งหุ้นและบอนด์ออกจากสหรัฐฯ และป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้น

 

จากเหตุการณ์ยีลด์สูงจนต้องซื้อคืนครั้งนี้ ผมมองว่านักลงทุนควรลดน้ำหนักการลงทุนในบอนด์สหรัฐฯ ระยะยาวลง เพราะไม่ว่าจะเกิดรูปแบบไหน ผลตอบแทนที่แท้จริงของการถือพันธบัตรระยะยาวก็ไม่น่าดึงดูด

 

ในทางกลับกัน สินทรัพย์ที่ป้องกันความเสี่ยงจากทั้งเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย อย่างทองคำ จะมีเหตุผลให้ถือครองมากขึ้นเพราะได้ประโยชน์ทั้งจาก Repression และความเชื่อมั่นที่ลดลง

 

สำหรับตลาดหุ้น กลยุทธ์คือกระจายพอร์ตออกจากสหรัฐฯ ไม่ใช่เพราะไม่เชื่อใน AI แต่เพราะระดับ Valuation ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าเฟดต้องช่วยและต้องสำเร็จ สวนทางกับความเชื่อมั่นที่ต่ำ และปริมาณหนี้ที่สูงเป็นประวัติการณ์

 

สุดท้ายคือเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน นักลงทุนไทยที่ถือสินทรัพย์สหรัฐฯ ควรพิจารณาป้องกันความเสี่ยงมากขึ้น เพราะสามในสี่รูปแบบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ล้วนมีดอลลาร์อ่อนค่าเป็นผลลัพธ์ร่วม ต่างกันแค่ระดับความรุนแรง

 

คำถามที่ว่ายีลด์จะหยุดหรือไปต่อ ไม่มีคำตอบเดียวที่แน่นอน แต่สิ่งที่แน่นอนคือ ยีลด์พันธบัตรสหรัฐฯ กำลังทำหน้าที่เป็นตัวชี้วัดความน่าเชื่อถือทางการคลังของประเทศมหาอำนาจที่สุดในโลกเช่นเดียวกับที่ Druckenmiller ว่าไว้

 

“นี่ไม่ใช่แค่เรื่องดอกเบี้ยขึ้นหรือลง แต่คือการตั้งคำถามว่าสินทรัพย์ที่เคยถูกมองว่าปลอดภัยที่สุดในโลกอย่างบอนด์สรัฐ ยังคงปลอดภัยอยู่ไหมในยุค AI”

 

ภาพ: QQMinh88 / Shutterstock

The post วิกฤติยีลด์สูงในสหรัฐฯ หยุดไหวไหมหรือต้องไปต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Q-Day: การนับถอยหลังสู่ยุคควอนตัมได้เริ่มขึ้นแล้ว https://thestandard.co/opinion-q-day-quantum-countdown/ Sun, 30 Aug 2026 06:51:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1248456 ภาพประกอบแสดงถึงการนับถอยหลังสู่ยุคควอนตัมและภัยคุกคามต่อข้อมูลดิจิทัล

ลองจินตนาการว่า คุณตื่นขึ้นมาในวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2 […]

The post Q-Day: การนับถอยหลังสู่ยุคควอนตัมได้เริ่มขึ้นแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงถึงการนับถอยหลังสู่ยุคควอนตัมและภัยคุกคามต่อข้อมูลดิจิทัล

ลองจินตนาการว่า คุณตื่นขึ้นมาในวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2487 ทหารฝ่ายสัมพันธมิตรหลายพันนายกำลังจะยกพลขึ้นบกที่ชายหาดนอร์ม็องดี และโลกกำลังจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

 

ปฏิบัติการบุกโจมตีใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่การเตรียมการกินเวลานานหลายปี

 

งานที่สำคัญที่สุดเกิดขึ้นก่อนเรือจะแล่นถึงชายฝั่งนานแล้ว เมื่อ Alan Turing และทีมของเขาสามารถถอดรหัส Enigma ของเยอรมนีได้สำเร็จ เมื่อ D-Day มาถึง การเคลื่อนไหวที่ชี้ขาดได้เกิดขึ้นไปแล้วเมื่อหลายเดือนก่อน ภายในห้องอันเงียบสงบ โดยกลุ่มคนที่ทหารบนชายหาดเหล่านั้นไม่มีวันได้พบ

 

เกือบหนึ่งศตวรรษต่อมา โลกกำลังเตรียมรับมือกับ D-Day อีกรูปแบบหนึ่ง ครั้งนี้ไม่มีชายหาด ไม่มีกองเรือ และไม่มีวันที่ระบุไว้บนปฏิทิน แต่แนวคิดยังคงเหมือนเดิม งานที่สำคัญที่สุดจะต้องเกิดขึ้นก่อนวันนั้นจะมาถึง

 

Q-Day คือช่วงเวลาที่ quantum computer ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงเพียงพอสามารถทำลาย encryption ที่ปกป้องข้อมูลดิจิทัลแทบทุกชิ้นบนโลกได้ เช่น การโอนเงินผ่านธนาคาร เวชระเบียน ความลับของรัฐ “แม่กุญแจ” ที่ค้ำจุนเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งหมด อาจใช้การไม่ได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง

 

เหตุใด quantum จึงเป็นภัยคุกคามร้ายแรง? ลองนึกภาพว่า encryption ที่ปกป้องแทบทุกสิ่งบนอินเทอร์เน็ตเป็นถังสี ที่มีหลายสีผสมเข้าด้วยกัน การนำสีสองเฉดมาผสมเพื่อสร้างสีใหม่ด้วยตัวเองเป็นเรื่องง่าย แต่หากมีใครยื่นสีที่ผสมเสร็จแล้วให้คุณ และถามคุณว่า สีนั้นเกิดจากการผสมสีอะไร คุณอาจใช้เวลาทั้งชีวิตโดยยังหาคำตอบไม่ได้ ความไม่สมมาตรนี้ถูกเรียกว่า asymmetry และนี้เองคือสิ่งที่ปกป้องบัญชีธนาคาร เวชระเบียน และทุกรหัสลายเซ็นที่คุณพึ่งพาอยู่

 

ไม่ว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไปจะทรงพลังเพียงใด มันก็ไม่สามารถย้อนกระบวนการผสมนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เมื่อ quantum computer ทำงานด้วย algorithm ที่ถูกต้อง มันสามารถตรวจจับจังหวะหรือรูปแบบที่ซ่อนอยู่ภายในส่วนผสมนั้นได้ และเมื่อพบรูปแบบดังกล่าว แม่สีก็จะถูกค้นพบตามไปด้วย สิ่งที่คอมพิวเตอร์ทั่วไปต้องใช้เวลาหลายล้านปี อาจใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงสำหรับ quantum computer ที่มีประสิทธิภาพสูงเพียงพอ

 

เราไม่รู้ว่า Q-Day จะมาถึงเมื่อใด แต่สิ่งที่เรารู้คือ มันกำลังเข้าใกล้เร็วกว่าที่เราเคยคาดการณ์ไว้

 

เมื่อไม่กี่ปีก่อน การประเมินที่น่าเชื่อถือระบุว่า Q-Day อาจเกิดขึ้นในช่วงกลางทศวรรษที่ 2030 ถึง 2040 ในปี 2019 Google Quantum AI ประเมินว่า การทำลาย encryption key ที่ใช้กันทั่วไปจะต้องอาศัย noisy physical qubits ประมาณ 20 ล้าน qubits แต่ในเดือนพฤษภาคม 2025 ตัวเลขประมาณการดังกล่าวถูกปรับลดลงเหลือน้อยกว่า 1 ล้าน qubits ภายในเวลาราวห้าปีความต้องการด้านจำนวน qubits ลดลงถึง 20 เท่า

 

ความแตกต่างระหว่าง qubit แต่ละประเภทมีความสำคัญอย่างยิ่ง “physical qubit” คือ hardware qubit ที่มีอยู่จริง เนื่องจาก physical qubits มีแนวโน้มเกิดข้อผิดพลาด จึงต้องนำ qubits หลายร้อยหรือหลายพันตัวมารวมกัน เพื่อสร้าง “logical qubit” ที่มีความเสถียรเพียงหนึ่งตัว ซึ่ง algorithm สามารถเชื่อถือได้ เมื่อเราพูดถึง qubits หลายล้านตัว แทบทุกครั้งเรากำลังหมายถึง physical qubits และนี่คือตัวเลขที่เพิ่งลดลงอย่างมหาศาล

 

หากแต่ความก้าวหน้าครั้งนี้ไม่ได้เกิดจาก hardware ที่เร็วขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจาก algorithm ที่ชาญฉลาดขึ้นและการแก้ไขข้อผิดพลาด (error correction) ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น กล่าวในอีกนัย คือมันเกิดจากความเฉลียวฉลาดของมนุษย์ที่พัฒนาไปเร็วกว่าที่คนส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้

 

แต่ภัยคุกคามที่เร่งด่วนกว่านั้นกลับเงียบกว่า และมันได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ภัยคุกคามนี้มีชื่อว่า Harvest Now, Decrypt Later

 

ในวันนี้ผู้ร้ายฝ่ายตรงข้ามกำลังรวบรวมข้อมูลที่เข้ารหัส (encrypted data) และจัดเก็บข้อมูลเหล่านั้นไว้ เพื่อรอวันที่ quantum machine สามารถปลดล็อกมันได้ ไม่ว่าข้อมูลทางการเงิน ประวัติทางการแพทย์ และความลับของรัฐ ที่ถูกส่งผ่านอินเทอร์เน็ตอยู่ในขณะนี้ อาจถือได้ว่าถูกคุกคามไปแล้ว หากแต่ไม่ใช่เพราะ encryption ถูกทำลายในวันนี้ แต่เป็นเพราะมีคนเก็บกล่องใบนั้นไว้ และกำลังรอวันที่กุญแจจะถือกำเนิดขึ้น

 

นี่คือเหตุผลที่รัฐบาลต่าง ๆ ไม่เลือกที่จะรอ และกรอบเวลาก็กำลังหดสั้นลงเรื่อย ๆ ในเดือนมิถุนายน 2026 สหรัฐอเมริกาเร่งการกำหนดเส้นตายของรัฐบาลกลางให้เร็วขึ้นห้าปี โดยสั่งให้หน่วยงานต่าง ๆ เปลี่ยนระบบที่มีความอ่อนไหวสูงสุด รวมถึงการแลกเปลี่ยนกุญแจเข้ารหัสลับ (key exchange) ไปใช้ post-quantum encryption ภายในปี 2030 และระบบลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ (digital signatures) ให้แล้วเสร็จภายในปี 2031

 

สหราชอาณาจักรกำลังเดินหน้าตามกรอบเวลาที่ใกล้เคียงกัน ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง Google, Microsoft และ Cloudflare กำหนดเป้าหมายภายในไว้ที่ปี 2029

 

สำหรับประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (SEC) ได้ออก roadmap “Quantum-Ready 2030” ขณะที่สำนักงาน ก.ล.ต. ไทยได้เตือนให้สถาบันการเงินเริ่มเตรียมความพร้อมแล้ว

 

สิ่งที่น่าจับตามองไม่ใช่แผนของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่คือการที่รัฐบาลและบริษัทต่าง ๆ ที่แทบไม่เคยเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน ได้เห็นพ้องเรื่องกรอบเวลาเดียวกัน และยังเร่งกรอบเวลานั้นให้เร็วขึ้นอีก

 

สำหรับ SCBX นี่คือประเด็นที่เราให้ความสำคัญอย่างจริงจัง ในฐานะหนึ่งในกลุ่มธุรกิจการเงินขนาดใหญ่ของประเทศไทย ความไว้วางใจที่เราได้รับถูกจารึกอยู่ใน encryption ซึ่งปกป้องทุกธุรกรรม ทุกบัญชี และข้อมูลลูกค้าทุกชิ้นที่เราเป็นผู้ดูแล

 

Quantum readiness หรือการเตรียมความพร้อม ไม่ใช่โครงการ IT ที่อยู่อย่างห่างไกล แต่เป็นความรับผิดชอบหลักของเรา และมันเริ่มต้นจากขั้นตอนพื้นฐานที่สุด นั่นคือการทำ inventory assessment สำหรับ digital assets เพื่อให้เราทราบอย่างชัดเจนว่า encryption อยู่ที่จุดใดบ้างภายในระบบของเรา และส่วนใดจำเป็นต้องได้รับการโอนถ่ายระบบก่อน

 

จากนั้น เรากำลังเดินหน้ายกระดับ legacy encryption ด้วยการนำ hybrid post-quantum cryptography มาใช้กับ digital banking applications และวางรากฐานแบบ quantum-safe ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของภูมิภาคจะต้องพึ่งพาก่อนที่ quantum hardware จะมาถึง เพราะในโลกของ Harvest Now, Decrypt Later งานปกป้องข้อมูลของวันพรุ่งนี้จำเป็นต้องเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้

 

ย้อนกลับไปที่นอร์ม็องดี เหตุผลที่ D-Day ถูกจดจำในฐานะจุดเปลี่ยน ไม่ได้มีเพียงความกล้าหาญที่เกิดขึ้นบนชายหาด แม้ว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง แต่เป็นการเตรียมการที่เสร็จสิ้นไปแล้ว รหัสถูกถอดสำเร็จ แผนการถูกวางไว้อย่างพร้อมสรรพ และเมื่อเรือยกพลขึ้นบกเดินทางถึงชายฝั่ง การเตรียมการทั้งหมดก็เป็นอดีตไปแล้ว

 

Q-Day จะเป็นช่วงเวลาในลักษณะเดียวกัน เมื่อวันนั้นมาถึง ผลลัพธ์จะไม่ได้ถูกตัดสินจากสิ่งที่เกิดขึ้นภายในวันนั้น แต่จะถูกตัดสินจากสิ่งที่เราได้ลงมือทำในช่วงหลายปีก่อนหน้า

 

การนับถอยหลังได้เริ่มขึ้นแล้ว

The post Q-Day: การนับถอยหลังสู่ยุคควอนตัมได้เริ่มขึ้นแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
อย่าใช้ความสำเร็จด้านเดียว วัดคุณภาพทั้งชีวิตของเรา https://thestandard.co/opinion-life-quality-beyond-money/ Sat, 29 Aug 2026 08:55:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1248149 ภาพคอลลาจแสดงองค์ประกอบชีวิตหลายด้าน เช่น การเงิน สุขภาพ และความสัมพันธ์

หลักการลงทุนข้อหนึ่งที่เราได้ยินกันอยู่เสมอคือ อย่านำเง […]

The post อย่าใช้ความสำเร็จด้านเดียว วัดคุณภาพทั้งชีวิตของเรา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพคอลลาจแสดงองค์ประกอบชีวิตหลายด้าน เช่น การเงิน สุขภาพ และความสัมพันธ์

หลักการลงทุนข้อหนึ่งที่เราได้ยินกันอยู่เสมอคือ อย่านำเงินทั้งหมดไปวางไว้ในสินทรัพย์เพียงประเภทเดียว เพราะไม่ว่าสินทรัพย์นั้นจะเคยให้ผลตอบแทนดีเพียงใด การกระจุกตัวก็ทำให้พอร์ตเปราะบาง หากสิ่งที่เราเชื่อมั่นมากที่สุดไม่เป็นไปตามคาด

 

น่าแปลกที่เราระมัดระวังเรื่องนี้กับเงิน แต่กลับใช้ชีวิตในทางตรงกันข้าม หลายคนทุ่มเวลา พลังงาน และความใส่ใจเกือบทั้งหมดให้กับงานและการสร้างฐานะ โดยเชื่อว่า หากมีเงินมากพอ ชีวิตด้านอื่นจะค่อยๆ ดีตามมา เราทำงานหนักขึ้นเพื่อให้ครอบครัวสบาย แต่กลับมีเวลาอยู่กับครอบครัวน้อยลง ยอมแลกการพักผ่อนกับความก้าวหน้า และเลื่อนการดูแลตัวเองออกไป เพราะคิดว่าวันหนึ่งเมื่อพร้อมกว่านี้ เราจะนำสิ่งที่สะสมไว้กลับมาซื้อสิ่งเหล่านั้นคืน

 

แต่ชีวิตไม่เหมือนพอร์ตการลงทุน เพราะสินทรัพย์บางอย่างไม่มีตลาดรอง และบางสิ่งเมื่อสูญเสียไปแล้ว อาจซื้อคืนไม่ได้ในราคาเดิม คนคนหนึ่งจึงอาจมีงบดุลการเงินที่แข็งแรง มีเงินสำรองและเตรียมเงินเกษียณไว้อย่างรอบคอบ แต่ในเวลาเดียวกันกลับมี “ฐานะของชีวิต” ที่เปราะบาง สุขภาพเริ่มถดถอย จิตใจเหนื่อยล้า ความสัมพันธ์กับคนสำคัญห่างเหิน และไม่แน่ใจว่าความสำเร็จที่สะสมมาทั้งหมดมีไว้เพื่ออะไร

 

สุขภาพดีและมีเงินพร้อมย่อมเป็นส่วนสำคัญของชีวิต แต่สองสิ่งนี้เพียงลำพังยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า เรามีคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะชีวิตที่ดีไม่ได้วัดจากด้านที่เราทำได้ดีที่สุด หากต้องมองว่า สุขภาพ จิตใจ การเงิน และความสัมพันธ์ ยังเกื้อหนุนให้เราใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการได้หรือไม่

 

คุณภาพชีวิตไม่มีตัวเลขเพียงตัวเดียว

 

สิ่งที่วัดได้ง่ายมักได้รับความสำคัญมากกว่าสิ่งที่วัดได้ยาก เรามองเห็นรายได้ มูลค่าทรัพย์สิน ผลตอบแทนจากการลงทุน น้ำหนักตัว หรือผลตรวจสุขภาพได้ค่อนข้างชัด แต่ความสงบภายใน ความรู้สึกว่าชีวิตมีความหมาย หรือคุณภาพของความสัมพันธ์ ไม่สามารถสรุปออกมาเป็นตัวเลขเดียวได้ง่ายนัก

 

นั่นไม่ได้แปลว่าสิ่งเหล่านี้สำคัญน้อยกว่า เพียงแต่ไม่ปรากฏอยู่ในรายงานที่เราคุ้นเคย องค์การอนามัยโลกไม่ได้อธิบายคุณภาพชีวิตว่าเป็นเพียงการไม่มีโรค หากรวมถึงการที่บุคคลรับรู้สถานะของตนเองภายใต้บริบทชีวิต คุณค่า เป้าหมาย ความคาดหวัง และสิ่งที่ตนกังวล ขณะที่ OECD Well-being Framework ก็มองความเป็นอยู่ที่ดีเป็นเรื่องหลายมิติ ครอบคลุมตั้งแต่รายได้และความมั่งคั่ง สุขภาพ ไปจนถึงความสัมพันธ์ทางสังคม จึงไม่อาจใช้รายได้หรือสุขภาพเพียงด้านเดียวเป็นตัวแทนของคุณภาพชีวิตทั้งหมดได้

 

การมองชีวิตผ่านตัวเลขเพียงตัวเดียวจึงไม่ต่างจากการประเมินกิจการจากรายได้ โดยไม่ดูต้นทุน หนี้สิน หรือความสามารถในการดำเนินต่อไปในอนาคต รายได้สูงอาจสะท้อนความสำเร็จทางอาชีพ แต่ไม่บอกว่าเราต้องใช้สุขภาพ เวลา หรือความสัมพันธ์มากเพียงใดเพื่อแลกมา สิ่งที่ดูดีเมื่อพิจารณาแยกออกมาด้านเดียว จึงไม่ได้หมายความว่า ชีวิตโดยรวมกำลังไปได้ดีเสมอไป

 

เราทุกคนมีทุนมากกว่าเงิน

 

ในโลกการเงิน “ทุน” คือทรัพยากรที่สามารถนำไปใช้เพื่อสร้างคุณค่าในอนาคต แต่ชีวิตของเรามีทุนมากกว่าหนึ่งประเภท สุขภาพคือทุนที่ทำให้เรามีพลังใช้ชีวิต จิตใจคือทุนที่ช่วยให้เรารับมือกับความไม่แน่นอนและยังมองเห็นความหมายของสิ่งที่ทำ การเงินคือทุนที่สร้างความมั่นคงและเปิดทางเลือก ส่วนความสัมพันธ์คือทุนที่ทำให้เรามีคนร่วมแบ่งปันความสำเร็จและพยุงกันในวันที่ยากลำบาก

 

ทุนทั้งสี่ด้านต้องอาศัยเวลาสะสม เติบโตจากการดูแลอย่างสม่ำเสมอ และค่อยๆ เสื่อมลงเมื่อถูกละเลย แต่ไม่สามารถทดแทนกันได้อย่างสมบูรณ์

 

เงินช่วยให้เราเข้าถึงการรักษาที่ดี แต่ซื้อร่างกายเดิมกลับมาไม่ได้ทั้งหมด เงินซื้อวันหยุดได้ แต่ไม่อาจรับประกันว่าเราจะนอนหลับอย่างสบายใจ และเงินจัดงานเลี้ยงครอบครัวได้ แต่ไม่อาจซื้อความสนิทสนมที่ไม่ได้สร้างมานานหลายปีกลับคืนมาในทันที ในทางกลับกัน ความรักจากคนรอบตัวก็ไม่อาจชำระหนี้แทนเราได้ทั้งหมด จิตใจที่เข้มแข็งไม่ได้ทำให้ค่ารักษาพยาบาลหายไป และสุขภาพที่ดีไม่ได้หมายความว่า เราจะรับมือกับเหตุการณ์ทางการเงินที่ไม่คาดคิดได้เสมอไป

 

Harvard Study of Adult Development ซึ่งติดตามชีวิตผู้เข้าร่วมอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1938 พบว่า ความสัมพันธ์ที่อบอุ่นและมั่นคงเป็นองค์ประกอบสำคัญของทั้งความสุข สุขภาพ และการมีชีวิตที่ดี ขณะเดียวกัน งานทบทวนการศึกษาแบบติดตามระยะยาว 58 เรื่องในสหรัฐอเมริกา พบว่า งานวิจัยส่วนใหญ่รายงานผลไปในทิศทางเดียวกันว่า ความตึงเครียดทางการเงินมีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าที่เพิ่มขึ้น

 

ข้อค้นพบเหล่านี้สะท้อนว่า สุขภาพ จิตใจ การเงิน และความสัมพันธ์ไม่ได้แยกขาดจากกัน ปัญหาการเงินอาจสร้างความเครียด ความเครียดกระทบสุขภาพ สุขภาพที่ถดถอยลดความสามารถในการทำงาน ขณะที่ความสัมพันธ์ที่เปราะบางทำให้เรารับมือกับปัญหาทั้งหมดได้ยากขึ้น ไม่มีด้านใดสามารถแบกรับชีวิตทั้งหมดแทนด้านอื่นได้ตลอดไป

 

บางครั้งความสำเร็จคือการกู้ยืมจากชีวิตในอนาคต

 

เมื่อรายได้เพิ่มขึ้นหรือทรัพย์สินเติบโต เรามักเห็นผลตอบแทนที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน แต่ไม่ค่อยบันทึกต้นทุนที่ถูกหักออกจากชีวิตด้านอื่น

 

การทำงานวันละสิบสองชั่วโมงอาจทำให้รายได้สูงขึ้น แต่เวลานอนที่หายไป ความเครียดที่สะสม และความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ ห่างเหิน ไม่เคยปรากฏอยู่ในงบการเงิน เราจึงอาจเข้าใจว่า ตัวเองกำลังสร้างความมั่งคั่ง ทั้งที่ส่วนหนึ่งเกิดจากการ “กู้ยืม” มาจากสุขภาพ จิตใจ และเวลาของคนที่เรารัก

 

การแลกเปลี่ยนเช่นนี้ไม่ได้ผิดเสมอไป หากเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว มีเหตุผลชัดเจน และเรารู้ว่าจะหยุดเมื่อใด ชีวิตแต่ละช่วงย่อมมีเรื่องที่ต้องให้น้ำหนักไม่เท่ากัน คนที่เริ่มทำงานอาจต้องทุ่มเทสร้างฐานะ พ่อแม่ที่มีลูกเล็กอาจเหลือเวลาส่วนตัวน้อยลง หรือคนที่ดูแลผู้ป่วยในครอบครัวอาจต้องชะลอเป้าหมายบางอย่างออกไป

 

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ชีวิตเคยเสียสมดุล แต่อยู่ที่เราปล่อยให้ภาวะชั่วคราวกลายเป็นโครงสร้างถาวร โดยไม่กลับมาทบทวนว่า เหตุผลที่เคยทำให้เรายอมแลกนั้นยังคงอยู่หรือไม่

 

เมื่อเราถอนทุนจากสุขภาพ จิตใจ หรือความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง ต้นทุนอาจกลับมาเรียกเก็บพร้อมดอกเบี้ย สุขภาพที่เสียไปทำให้ต้องใช้เงินและเวลารักษามากขึ้น ความเหนื่อยล้าลดคุณภาพการตัดสินใจ ส่วนความสัมพันธ์ที่ขาดการดูแลอาจไม่เหลืออยู่ในวันที่เราพร้อมจะกลับไปหา นี่คือหนี้สินที่ไม่ปรากฏในงบดุล แต่มีผลต่อฐานะที่แท้จริงของชีวิต

 

เป้าหมายไม่ใช่สูงสุด แต่คือเพียงพอและไปด้วยกันได้

 

หากชีวิตมีทุนหลายด้าน เป้าหมายก็คงไม่ใช่การทำให้ด้านใดด้านหนึ่งเติบโตสูงสุด เพราะการมุ่งไปสู่จุดสูงสุดในเรื่องหนึ่ง มักมาพร้อมความเสี่ยงและต้นทุนในอีกเรื่องหนึ่ง

 

คนที่ให้ความสำคัญกับการเงินเพียงอย่างเดียวอาจมีทรัพย์สินมากขึ้น แต่ไม่มีสุขภาพหรือเวลาเพียงพอที่จะใช้สิ่งที่สะสมมา คนที่ทุ่มเทให้ทุกคนจนลืมดูแลตัวเองอาจมีความสัมพันธ์ที่ดี แต่ไม่มีพลังเหลือสำหรับชีวิตของตน ส่วนคนที่ระมัดระวังทุกความเสี่ยงอาจรักษาความมั่นคงไว้ได้มาก แต่พลาดโอกาสบางอย่างที่ทำให้ชีวิตมีความหมาย

 

เป้าหมายที่เหมาะสมกว่าจึงอาจไม่ใช่คำว่า “สูงสุด” แต่เป็นคำว่า “เพียงพอและไปด้วยกันได้” มีสุขภาพเพียงพอที่จะใช้ชีวิตตามที่ต้องการ มีความมั่นคงทางใจเพียงพอที่จะรับมือกับวันที่ไม่เป็นอย่างที่คิด มีเงินเพียงพอที่จะไม่ถูกบีบให้เลือกทางที่ไม่ต้องการ และมีความสัมพันธ์ที่ดีพอที่จะมีใครบางคนร่วมอยู่ในความหมายของชีวิตนั้น

 

ความเพียงพอของแต่ละคนย่อมไม่เท่ากันและเปลี่ยนไปตามช่วงชีวิต สมดุลจึงไม่ได้หมายถึงการแบ่งเวลาให้ทั้งสี่ด้านเท่ากัน แต่คือการรู้ว่า เวลานี้ด้านใดต้องการความใส่ใจมากขึ้น และด้านใดกำลังถูกละเลยมานานเกินไป

 

การวางแผนการเงินจึงไม่ควรเริ่มต้นและจบลงที่ตัวเลข เป้าหมายเกษียณไม่ควรถามเพียงว่า ต้องมีเงินกี่ล้านบาท แต่ต้องถามต่อว่า เราต้องการใช้ชีวิตแบบใด สุขภาพจะเอื้อให้ทำสิ่งนั้นหรือไม่ เราอยากใช้เวลาร่วมกับใคร และอะไรจะทำให้ยังรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าเมื่อไม่มีตำแหน่งงานเดิม

 

แผนการเงินที่ดีจึงไม่ใช่แผนที่ทำให้เรามีเงินมากที่สุด หากเป็นแผนที่ทำให้เงินสนับสนุนชีวิตด้านอื่น และช่วยให้เรามีทางเลือกมากพอที่จะไม่ต้องนำสิ่งสำคัญออกไปแลกโดยไม่จำเป็น เพราะคงไม่มีประโยชน์นัก หากงบดุลการเงินแข็งแรงขึ้นทุกปี แต่ชีวิตด้านอื่นค่อยๆ ล้มละลายลงทีละด้าน

 

เริ่มจากปรับหนึ่งด้านก่อน ไม่ใช่เปลี่ยนทั้งชีวิต

 

เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนสุขภาพ จิตใจ การเงิน และความสัมพันธ์พร้อมกันทั้งหมด

 

เพราะอาจทำให้การดูแลชีวิตกลายเป็นภาระเพิ่มขึ้นอีกชุดหนึ่ง เช่นเดียวกับการวางแผนการเงิน เราไม่จำเป็นต้องแก้ทุกอย่างในวันเดียว แต่ควรเริ่มจากมองเห็นสถานะที่แท้จริงก่อน ลองถามตัวเองด้วยคำถามสี่ข้อ

 

  • วันนี้ด้านใดของชีวิตกำลังไปได้ดี เพื่อให้เห็นทุนที่เรามีอยู่ ไม่ใช่มองแต่สิ่งที่ขาด
  • ด้านใดกำลังถูกละเลยหรือเริ่มส่งสัญญาณเตือน หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปอีกสามปี ด้านใดจะกลายเป็นความเสี่ยงต่อชีวิตโดยรวมมากที่สุด
  • ความสำเร็จที่กำลังเกิดขึ้น ได้มาจากการถอนทุนด้านใดออกมาใช้ การมองเห็นต้นทุนจะช่วยให้รู้ว่า การแลกเปลี่ยนนั้นยังคุ้มค่าและควรดำเนินต่อไปหรือไม่
  • วันนี้เราสามารถจัดสรรอะไรกลับไปให้ด้านที่ถูกละเลยได้บ้าง อาจเป็นการตรวจสุขภาพ วางระบบเงินสำรอง พูดคุยกับคนสำคัญ หรือยอมรับว่า ความเหนื่อยบางอย่างต้องการการดูแล ไม่ใช่เพียงความอดทน

 

สิ่งสำคัญคือ ต้องระบุให้ได้ว่าจะทำอะไรและเมื่อใด เพราะความตั้งใจที่ไม่มีพื้นที่อยู่ในปฏิทินหรืองบประมาณ มักถูกเรื่องเร่งด่วนกว่าเบียดออกไปเสมอ จากนั้นจึงกลับมาทบทวนในอีกสามหรือหกเดือนว่า สิ่งที่เริ่มทำช่วยให้ชีวิตด้านนั้นดีขึ้นหรือไม่ เราไม่จำเป็นต้องทำให้ทั้งสี่ด้านสมบูรณ์พร้อมกัน เป้าหมายแรกอาจเป็นเพียงการไม่ปล่อยให้ด้านที่เปราะบางที่สุดทรุดลง จนดึงชีวิตส่วนที่เหลือตามไปด้วย

 

ไม่ต้องรอให้พร้อม จึงค่อยเริ่มดูแลชีวิต

 

เราอาจคุ้นเคยกับการเลื่อนบางเรื่องออกไปจนกว่าจะมีเวลามากขึ้น มีเงินมากขึ้น หรืองานเบาลง แต่ชีวิตมักมีเรื่องใหม่เข้ามาแทนเรื่องเดิมเสมอ วันที่ทุกอย่างพร้อมจึงอาจไม่เคยมาถึงจริง

 

ในโลกการเงิน การเริ่มต้นเร็วทำให้พลังของการสะสมทำงานได้มากขึ้น ทุนด้านอื่นของชีวิตก็ไม่ต่างกัน การดูแลเพียงเล็กน้อยแต่ต่อเนื่องในวันนี้ มักใช้ต้นทุนน้อยกว่าการรอซ่อมแซมเมื่อปัญหาเติบโตขึ้นแล้ว

 

สุขภาพดีและมีเงินพร้อมอาจทำให้ชีวิตมั่นคงขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าเรามีคุณภาพชีวิตที่ดี หากจิตใจไม่มีความสงบ หรือไม่มีความสัมพันธ์ที่ทำให้ความมั่นคงนั้นมีความหมาย

 

ท้ายที่สุด ความมั่งคั่งที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่เราสะสมทุนด้านใดไว้มากที่สุด แต่อยู่ที่ทุนทั้งสี่ด้านยังช่วยให้เราใช้ชีวิตในแบบที่เลือกได้หรือไม่

 

เพราะฐานะทางการเงินที่ดีควรทำให้ฐานะของชีวิตดีขึ้นด้วย ไม่ใช่เป็นเพียงตัวเลขด้านเดียวที่เติบโต ท่ามกลางการขาดทุนของชีวิตส่วนที่เหลือ

 

และหากพบว่าวันนี้ชีวิตบางด้านกำลังถูกละเลย เวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะเริ่มดูแล อาจไม่ใช่วันที่เราพร้อมกว่านี้ แต่อาจเป็นวันนี้ ขณะที่เรายังมีโอกาสทำให้ทุกด้านค่อยๆ กลับมาเดินไปด้วยกัน

 

ภาพ: Roman Samborskyi / Shutterstock

 

อ้างอิง:

  • Harvard T.H. Chan School of Public Health. “The Good Life: A Discussion with Dr. Robert Waldinger.” Harvard Study of Adult Development.
  • Ryu, S. & Fan, L. (2023). “The Relationship Between Financial Worries and Psychological Distress Among U.S. Adults.” Journal of Family and Economic Issues, 44, 16–33.
  • Ettman, C.K. et al. (2023). “Financial Strain and Depression in the U.S.: A Scoping Review.” Translational Psychiatry, 13.

The post อย่าใช้ความสำเร็จด้านเดียว วัดคุณภาพทั้งชีวิตของเรา appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิทยาศาสตร์ในเศรษฐศาสตร์: Veblen in Plain English ธอร์สไตน์ เวเบลน ต้นธารความคิดเศรษฐศาสตร์สถาบัน https://thestandard.co/thorstein-veblen-institutional-economics/ Fri, 28 Aug 2026 04:58:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1247573 ภาพปกหนังสือ ธอร์สไตน์ เวเบลน ต้นธารความคิดเศรษฐศาสตร์สถาบัน

“เศรษฐศาสตร์นั้นมีความเป็นวิทยาศาสตร์ (scientific) มากก […]

The post วิทยาศาสตร์ในเศรษฐศาสตร์: Veblen in Plain English ธอร์สไตน์ เวเบลน ต้นธารความคิดเศรษฐศาสตร์สถาบัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปกหนังสือ ธอร์สไตน์ เวเบลน ต้นธารความคิดเศรษฐศาสตร์สถาบัน

“เศรษฐศาสตร์นั้นมีความเป็นวิทยาศาสตร์ (scientific) มากกว่าสังคมศาสตร์อื่นๆ” คำกล่าวเช่นนี้สร้างความหมั่นไส้ให้กับประชาคมสังคมศาสตร์ แต่นักเศรษฐศาสตร์ก็คิดเช่นนี้จริงๆ

 

ท่ามกลางความหลากหลายของความคิดทางอุดมการณ์ของเศรษฐศาสตร์ ในฝั่งหนึ่งมีแนวคิดที่มาจากมาร์กซในเรื่องวิทยาศาสตร์สังคมนิยม (scientific socialism) ส่วนในฝั่งที่นิยมตลาด นักเศรษฐศาสตร์หลายๆ คนไม่เคยจะคิดว่าเศรษฐศาสตร์อยู่ในสังคมศาสตร์เลยด้วยซ้ำ

 

นี่ตั้งคำถามกับเราว่าวิชาเศรษฐศาสตร์นั้นพิเศษกว่าใครเขาจริงหรือ?

 

ธอร์สไตน์ เวเบลน: ต้นธารความคิดเศรษฐศาสตร์สถาบัน โดย เคน แมคคอร์มิก แปลไทยโดย นภนต์ ภุมมา อธิบายและพยายามสรุปแนวคิดของ ธอร์สไตน์ เวเบลน ที่ตั้งคำถามถึงหลักวิธีคิดของวิชาเศรษฐศาสตร์ และเสนอแนวทางเศรษฐศาสตร์สถาบัน เพื่อตอบคำถามถึงความเป็นวิทยาศาสตร์ของเศรษฐศาสตร์ โดยชี้ไปถึงวิธีการคิดแบบวิวัฒนาการ (evolution)

 

หนังสือพยายามรวบรวมและแปลความหมายของงานเขียนเวเบลนอย่างเป็นระบบ เนื่องจากงานเขียนของเขานั้นอ่านยาก กระจัดกระจายและไม่สามารถอ่านอย่างเรียงลำดับได้ จึงสร้างความลำบากต่อผู้อ่านในการเชื่อมโยงให้เป็นระบบ หนังสือเล่มนี้ประสบความสำเร็จอย่างมากที่รวบรวมภาพใหญ่ของความคิดเวเบลนให้ผู้อ่านได้เห็น แต่ทั้งนี้หนังสือก็เสริมเติมแต่งและนำเอาองค์ความรู้จากนักคิดเศรษฐศาสตร์สถาบันสมัยใหม่เข้ามาช่วยอธิบาย

 

หนังสือเริ่มจากข้อวิจารณ์ของเวเบลนที่ติเตียนเศรษฐศาสตร์กระแสหลักซึ่งใช้กรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์แบบตายตัวอิง ดุลยภาพ ว่าเป็นวิธีการจำแนกแบบอนุกรมวิธาน (taxonomy) วิธีของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเป็นกระบวนการแยกแยะแจกแจงสิ่งที่เกิดขึ้นในจุดๆ หนึ่ง โดยไม่คำนึงถึงพลวัติที่เป็นจริง วิธีเช่นนี้ทำให้เศรษฐศาสตร์อยู่ในกรอบแคบๆ ไม่คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงและละเลยพลวัติที่มาจากการเติบโต สังคมมนุษย์ไม่ได้หยุดนิ่ง และมีการเปลี่ยนแปลงทางสถาบันอยู่ตลอดเวลา วิธีการดุลยภาพของกระแสหลักจึงไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์ของเศรษฐศาสตร์

 

ดังนั้น เศรษฐศาสตร์จึงต้องใช้วิธีการแบบ วิวัฒนาการ เป็นกระบวนการระเบียบวิธีเชิงวิทยาศาสตร์ ต้องกล่าวก่อนว่าแม้วิธีการนี้จะมาจาก ชาล์ส ดาวิน ที่เล่าถึงวิวัฒนาการของสัตว์ แต่เมื่อมาปรับใช้กับสังคมมนุษย์แล้ว เราต้องสำเหนียกว่ามนุษย์นั้นมีสติที่จะเลือก ไม่ได้มีพฤติกรรมที่กำหนดโปรแกรมไว้แล้วเช่นสัตว์ สังคมมนุษย์จึงวิวัฒน์ตามทางเลือกสองขั้วของสัญชาตญาณและกมลสันดาน (instinct and traits) ที่มีในธรรมชาติของมนุษย์เราทุกคน เรามีธรรมชาติขั้วหนึ่งที่ทำงานเพื่อเอาตัวรอด และอีกขั้วที่เอาเปรียบเพื่อให้รอดอยู่สบาย เวเบลนเรียกธรรมชาติของมนุษย์สองขั้วนี้แตกต่างกันไปตามแต่บริบท ตัวอย่างที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือการเปรียบเทียบระหว่าง สัญชาติญาณการล่า (predatory instinct) ในฐานะคู่ตรงข้ามกับสัญชาติญาณการผลิต (instinct of workmanship)

 

นี่ทำให้สถาบันในสังคมของเราเกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปตามพฤติกรรมมนุษย์ ธรรมชาติของมนุษย์ผลักดันให้เราปรับตัวเอาตัวรอดตามกมลสันดานสองขั้ว ระบบตลาด ระบบกฎหมาย ประเพณี ศาสนา ความเชื่อ ความคิดความเข้าใจทางศีลธรรม ฯลฯ คือสถาบันซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากแรงผลักดันทางวิวัฒนาการ ในแง่นี้หนังสือได้สรุปการให้เหตุปัจจัยของเวเบลนอย่างตรงไปตรงมา ชี้ให้เห็นว่าสถาบันเกิดมาจากการวิวัฒน์ของสังคมตามธรรมชาติที่มีตามสัญชาตญาณสองขั้วในมนุษย์

 

หนังสือชี้ว่าจุดเปลี่ยนสำคัญของการวิวัฒน์มาจากการเกิดขึ้นของเทคโนโลยี พลวัติในสัญชาตญาณสองขั้วของมนุษย์และเทคโนโลยีเป็นตัวกำหนดทิศทางของสถาบันในสังคม หนังสือนำเอาองค์ความรู้สมัยใหม่จากนักวิชาการที่ดำเนินรอยตามเวปเบลนมาใช้ เพื่อประกอบการอธิบายพลวัติของเทคโนโลยี เนื่องเพราะเวปเบลนไม่ได้วิจารณ์เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงสังคมเราเช่นในสมัยนี้ โดยหนังสือหยิบเอาตัวอย่าง เทคโนโลยีทางการแพทย์ นวัตกรรมการกำหนดเวลา การผลิตทางอุตสาหกรรม ฯลฯ ซึ่งสร้างพลวัติการเปลี่ยนแปลง หนังสือต้องอาศัยกรอบการอธิบายเชิงสถาบันตามงานของ Joel Mokyr ที่เพิ่งได้รางวัลโนเบลในปี 2025 ในการนำเสนอ เพื่ออธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเข้ามารวมกับรากฐานการวิวัฒนาการสถาบัน และไหนจะมีเรื่องของ AI ปัญญาประดิษฐ์ซี่งไม่มีในหนังสือที่ยังต้องมีการทำความเข้าใจถึงผลกระทบของมันอีกมาก

 

กระนั้นครึ่งแรกของหนังสือประสบความสำเร็จอย่างมากในการทำให้ผู้อ่านเข้าใจความคิดภาพรวมที่เป็นแนวทางของเวเบลนและเศรษฐศาสตร์สถาบัน พลวัติในธรรมชาติของมนุษย์และเทคโนโลยีที่วิวัฒน์ออกมาเป็นสถาบันในสังคม เรียกว่าอธิบายโมเดลทางเศรษฐศาสตร์สถาบันให้ผู้อ่านเข้าใจออกมาเป็นภาพใหญ่โดยไม่ได้ใช้คณิตศาสตร์แต่อย่างใด

 

ในส่วนที่เหลือ หนังสือได้นำโมเดลทางความคิดที่อธิบายไว้ในครึ่งแรกไปขยายและเจาะลึกในประเด็นต่างๆ ตั้งแต่ ความก้าวหน้าในประวัติศาสตร์ (progress) ที่สันดานสองขั้วของมนุษย์ปะทะกัน แต่ไหนแต่ไรจากสังคมบุพกาลมายังยุคอุตสาหกรรมและการค้า ความหมายและคำอธิบายของคำว่า ทุน ที่นักเศรษฐศาสตร์ใช้กันอย่างห้วนๆโดยไม่มีทฤษฎีมารองรับ การบริโภคโอ้อวด ของชนชั้นสูงแสดงความสุนทรีย์ที่มาจากธรรมชาติตามกมลสันดานอีกด้านของมนุษย์ซึ่งชอบมองบน กลไกนี้ควบคุมพฤติกรรมเพื่อการปกครองแบบลำดับขั้น และ การศึกษา ที่เวบเบลนเห็นว่าอาจจะถูกนำมาใช้ในการกำหนดลำดับขั้นมากกว่าการแสวงหาปัญญาอย่างที่ควรจะเป็น

 

เวเบลนนั้นมีชื่อเสียงจากบทวิจารณ์ความเป็นวิทยาศาสตร์ในเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ตั้งคำถามและเสนอว่าเศรษฐศาสตร์ควรใช้วิธีการทางวิวัฒนาการในการมองภาพรวม ตรงกันข้ามกับการวิเคราะห์ดุลยภาพ หนังสือเล่มนี้สรุปแนวคิดของเวเบลนและอธิบายให้ทำความเข้าใจได้ง่าย พร้อมกับเจาะลึกไปในประเด็นทางพฤติกรรมต่างๆที่เกิดจากธรรมชาติสองขั้วของมนุษย์ที่แสดงออกมาในสถาบันของสังคม

 

กระนั้น แม้ ธอร์สไตน์ เวเบลน: ต้นธารความคิดเศรษฐศาสตร์สถาบัน จะสื่อความคิดของเวบเบลนออกมาให้เข้าใจง่าย พร้อมกับอธิบายโมเดลวิธีการคิดแบบวิวัฒนาการออกมา แต่การอธิบายก็เสริมเติมแต่งแนวทางสมัยใหม่เข้าไป อาจจะไม่เถรตรงถูกใจผู้ศึกษาความคิดของเวเบลนอย่างเป็นวิชาการนัก รวมถึงไม่ได้อ้างอิงและอธิบายบทความทั้งหมดของเวบเบลนอย่างครบถ้วน อย่างไรก็ตาม หนังสือเล่มนี้เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้อ่านที่กำลังแสวงหาแนวความคิดที่สามารถตอบโจทย์เศรษฐกิจสังคมที่มีอยู่จริง โดยเฉพาะการทำความเข้าใจโลกที่ผันผวนและวิวัฒน์ไปอย่างรวดเร็วซึ่งเป็นความปั่นป่วนรอบตัวเรา ท่านผู้อ่านสามารถเริ่มที่หนังสือเล่มนี้ ตั้งคำถามถึงความเป็นวิทยาศาสตร์ในเศรษฐศาสตร์ เรียนรู้วิธีมองสังคมมนุษย์ผ่านกรอบวิวัฒนาการในเศรษฐศาสตร์สถาบันซึ่งมีต้นธารมาจาก ธอร์สไตน์ เวเบลน

 

หมายเหตุ :

 

  • ผู้เขียนอยากแย้งว่าจริงๆ แล้วไม่เห็นด้วยกับการตีความเช่นนี้ หนังสือชี้ว่าทั้งสันดานของมนุษย์และเทคโนโลยีทำงานอย่างเป็นพลวัต ส่งผลให้เกิดการวิวัฒนาการในสังคม การตีความนี้ให้เหตุปัจจัย (causality ) ชัดเจนว่า สถาบัน = f (มนุษย์, เทคโนโลยี) โดยเทคโนโลยีเป็นตัวแปรภายนอก ผู้เขียนอยากแย้งว่าควรจะมองเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันต่างหาก มนุษย์กำหนดทั้งเทคโนโลยีที่จะใช้และตัวสถาบันที่ดำเนินการใช้เทคโนโลยี
  • เวเบลน ติเตียน ทฤษฎีมูลค่าทุน ของเศรษฐศาสตร์ทั้งสองฝ่าย อาจารย์ของเขาเอง John Bate Clark ผู้ริเริ่มแนวคิด marginal product of capital และ คาร์ล มาร์กซ ที่ใช้ทฤษฎีมูลค่าแรงงาน ในเชิงที่พวกเขามองเศรษฐศาสตร์เป็นวิทยาศาสตร์ที่ตายตัว ทฤษฎีมูลค่าทุนของทั้งสองฝ่ายนั้นก็ไม่สามารถแก้ไขทางคณิตศาสตร์ได้
  • เอาให้จริงเราก็สามารถวิจารณ์เวเบลนได้ว่า วิธีการแบบวิวัฒนาการในเศรษฐศาสตร์ ก็ไม่เป็นวิทยาศาสตร์เช่นกัน เพราะไม่มีตัวชี้วัด (measurement) เพราะเวเบลนก็ไม่มี ทฤษฎีมูลค่าทุน ซึ่งเป็นตัวเลข

The post วิทยาศาสตร์ในเศรษฐศาสตร์: Veblen in Plain English ธอร์สไตน์ เวเบลน ต้นธารความคิดเศรษฐศาสตร์สถาบัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สัญญาณการก่อกำเนิด Pax Islamica: ปรากฏการณ์ปัดฝุ่นดุลอำนาจ และระเบียบโลกสามก๊กแห่งศตวรรษที่ 21 https://thestandard.co/pax-islamica-new-world-order/ Mon, 24 Aug 2026 10:37:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1245889 แผนที่โลกแบบจุดแสดงขอบเขตประเทศต่างๆ

ระเบียบโลกที่เราเคยคุ้นเคยกำลังพังทลายลงต่อหน้าต่อตา โค […]

The post สัญญาณการก่อกำเนิด Pax Islamica: ปรากฏการณ์ปัดฝุ่นดุลอำนาจ และระเบียบโลกสามก๊กแห่งศตวรรษที่ 21 appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผนที่โลกแบบจุดแสดงขอบเขตประเทศต่างๆ

ระเบียบโลกที่เราเคยคุ้นเคยกำลังพังทลายลงต่อหน้าต่อตา โครงสร้างสถาบันความมั่นคงเดิมที่เคยเป็นเสาหลักให้แก่โลกเสรีนิยมตะวันตกกำลังเผชิญภาวะเสื่อมถอยอย่างกะทันหัน ขณะที่แนวคิดเรื่อง ‘ระเบียบโลกหลายขั้ว’ (Multipolarity) ไม่ได้หยุดอยู่แค่การประชันอำนาจระหว่างสองมหาอำนาจใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาและจีนอีกต่อไป แต่กำลังเปิดพื้นที่ให้แก่ขั้วอำนาจใหม่ที่ก่อตัวขึ้นจากรากฐานทางศาสนา วัฒนธรรม ทรัพยากร และภูมิรัฐศาสตร์ นั่นคือการเผยตัวของสัญญาณการก่อกำเนิด ‘Pax Islamica’ หรือระเบียบสันติภาพแห่งโลกมุสลิม ที่อาจกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดดุลอำนาจโลกในศตวรรษที่ 21

 

 
 

 

จุดเริ่มต้นจากถ้อยแถลง: คำเชิญอิหร่านสู่ Mecca Agreement เรื่องจริงหรือเรื่องลวง?

 

เมื่อพิจารณาข่าวสารภูมิรัฐศาสตร์ในช่วงกลางเดือนสิงหาคม 2026 สำนักข่าว Al Mayadeen ได้รายงานคำสัมภาษณ์ของ Mehdi Rahimi หัวหน้านักข่าวประจำสำนักข่าวรัฐสภาอิหร่าน (Khaneh Mellat) ซึ่งเปิดเผยว่า เตหะรานได้รับหนังสือเชิญอย่างเป็นทางการให้เข้าร่วมข้อตกลง Mecca Joint Defence Agreement หรือ Mecca Agreement ซึ่งเป็นข้อตกลงความมั่นคงร่วมกันที่เพิ่งมีการลงนามกันอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2026 ณ นครมักกะฮ์ โดยสามมหาอำนาจสำคัญในโลกมุสลิม ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย ตุรเกีย และปากีสถาน

 

คำถามสำคัญคือ ข่าวนี้เป็นความจริงหรือไม่? จากการตรวจสอบยืนยันข้อมูลพบว่า ข่าวการลงนามใน Mecca Agreement เป็นความจริงทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นแล้ว โดยทั้งสามประเทศได้ลงนามในสนธิสัญญาความคุ้มกันร่วม (Collective Defense) ซึ่งวางหลักการในลักษณะเดียวกับมาตรา 5 (Article 5) ขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organisation – NATO) นั่นคือ “การโจมตีประเทศใดประเทศหนึ่ง ให้ถือเป็นการโจมตีทั้งสามประเทศ”

 

สำหรับข่าวการเชิญอิหร่านนั้น แม้จะเป็นรายงานทางการทูตที่เพิ่งได้รับการเปิดเผยจากฝั่งรัฐสภาอิหร่าน และอยู่ระหว่างการพิจารณาของผู้นำระดับสูงในเตหะราน แต่นี่คือ ‘สัญญาณลองเชิง’ (Trial Balloon) ทางการเมืองที่ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก เพราะหากอิหร่านเข้าร่วมจริง พันธมิตรสามฝ่ายจะกลายสภาพเป็นขั้วอำนาจความมั่นคงที่ไร้รอยต่อทันที

 

ทำไมต้องเป็น Mecca Agreement? วิกฤตความเชื่อมั่นต่อสหรัฐฯ ของสามมหาอำนาจ

 

การถือกำเนิดของ Mecca Agreement ไม่ได้เกิดขึ้นจากความวู่วาม แต่เป็นผลผลิตจากการประเมินเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบคอบของทั้ง 3 ประเทศสมาชิกก่อตั้ง ที่เริ่มมองเห็นความเสื่อมถอยและความไม่น่าเชื่อถือของสหรัฐอเมริกาในฐานะ “ผู้รับประกันความมั่นคง” (Security Guarantor)

 

ตุรเกีย แม้จะเป็นสมาชิก NATO และมีกองกำลังทหารขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของพันธมิตรตะวันตก แต่ตุรเกียภายใต้การนำของประธานาธิบดีเออร์โดอัน ก็เผชิญความตึงเครียดกับสหรัฐฯ มาโดยตลอด ทั้งจากการที่สหรัฐฯ กดดันให้พันธมิตรเพิ่มสัดส่วนงบประมาณกลาโหมต่อ GDP และความระแวงต่อท่าทีของสหรัฐฯ หากตุรเกียต้องปะทะโดยตรงกับรัสเซียในบริเวณทะเลดำหรือซีเรีย ตุรเกียเริ่มตระหนักว่า ร่มเงาของ NATO อาจไม่ได้กางออกเพื่อปกป้องตนอย่างแท้จริงในยามวิกฤต

 

ปากีสถาน รัฐมหาอำนาจนิวเคลียร์เพียงแห่งเดียวในโลกมุสลิม ต้องเผชิญกับความผันผวนทางนโยบายของสหรัฐฯ ที่มักตัดฉับความช่วยเหลือหรือใช้มาตรการกดดันเมื่อไม่บรรลุผลประโยชน์ ปากีสถานจึงเบนเข็มเข้าหาจีนผ่านโครงการระเบียงเศรษฐกิจจีน-ปากีสถาน (China-Pakistan Economic Corridor – CPEC) และต้องการโครงสร้างความมั่นคงในภูมิภาคที่จะช่วยคุ้มกันตนเองโดยไม่ต้องตกเป็นหมากในเกมการเมืองของสหรัฐฯ

 

ซาอุดีอาระเบีย นี่คือจุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในอดีต ริยาดดำเนินนโยบายยึดโยงความมั่นคงไว้กับกรอบ ‘แลกน้ำมันกับความมั่นคง’ (Petrodollar Architecture) ขายน้ำมันเป็นเงินดอลลาร์ นำเงินดอลลาร์ที้ได้ไปซื้ออาวุธและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยอมให้สหรัฐฯ ตั้งฐานทัพในภูมิภาคโดยยอมสูญเสียอธิปไตยบางส่วน ทว่า ซาอุดีอาระเบียกลับพบความจริงอันขมขื่นว่า สหรัฐฯ กำลังเผชิญปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจภายในที่มีหนี้สาธารณะทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ในอนาคต ยิ่งไปกว่านั้น สหรัฐฯ กลับปฏิเสธการถ่ายทอดเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อการพาณิชย์ให้แก่ซาอุฯ ไม่จริงใจในการช่วยปกป้องซาอุฯ จากการโจมตีของกลุ่มผู้เล่นที่มิใช่ภาครัฐแต่เป็นตัวแทนของอิหร่าน (Non-State Actor/Proxy) และที่น่าแค้นเคืองที่สุดในมุมมองของโลกมุสลิม คือการที่สหรัฐฯ ร่วมมือกับอิสราเอลเปิดการโจมตีทางทหารต่ออิหร่านในระหว่างที่กำลังมีกระบวนการเจรจาทางการทูตในช่วงเดือนรอมฎอนอันศักดิ์สิทธิ์

 

ซาอุดีอาระเบียในฐานะผู้นำโลกอาหรับและผู้ดูแลมัสยิดฮารามัยน์สองแห่ง (Haramayn, ผู้พิทักษ์มัสยิดอัลฮะรอม (Al-Masjid al-Haram) แห่งมักกะฮ์และ มัสยิดอันนะบะวีย์ (Al-Masjid an-Nabawi) แห่งมะดีนะฮ์) ซาอุดีอาระเบียไม่สามารถยอมรับการกระทำที่หยาบกระด้างและขาดความจริงใจเช่นนี้ได้ การถูกกดดันให้สร้างความสัมพันธ์ปกติ (Normalization) กับอิสราเอล ในขณะที่อิสราเอลภายใต้รัฐบาลขวาจัดนิยมลัทธิ Zionist กลายเป็นภัยคุกคามทางทหารที่สร้างความผันผวนในภูมิภาค ทำให้ซาอุฯ มองว่า การหันมาจับมือกับอิหร่าน และรวมพลังกับมหาอำนาจมุสลิมด้วยกันเอง อาจเป็นทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ที่ปลอดภัย มั่นคง และมีเกียรติมากกว่าการพึ่งพาสหรัฐฯ

 

ทั้งนี้ต้องไม่ลืมบทบาทของตัวแปรทางภูมิเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญยิ่งอีก 1 ปัจจัยนั่นคือ มหาอำนาจจีน ที่ลงทุนมหาศาลในระบบโลจิสติกส์และโทรคมนาคมในภูมิภาคไม่ว่าจะเป็นระบบรถไฟเชื่อมทวีปเอเซีย-ยุโรปผ่านประเทศตุรเกีย ระเบียงเศรษฐกิจจีน-ปากีสถานที่มีทั้งท่อก๊าซ ท่อน้ำมัน รถไฟ ทางหลวง และท่าเรือ หรือแม้แต่การลงทุนสร้างอุตสาหกรรมพลังงานและภาคการผลิตใหม่ในซาอุดีอาระเบียเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดิบ จีนกลายเป็นตัวเร่งปฏิกริยาที่สำคัญให้เกิดการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านและซาอุดีอาระเบียตลอดทศวรรษที่ผ่านมา

 

สมการวิเคราะห์ผลดี-ผลเสีย: หากอิหร่านตอบรับ หรือ ปฏิเสธ

 

หากอิหร่านตัดสินใจต่อคำเชิญนี้ ฉากทัศน์โลกจะถูกแบ่งออกเป็นสองทางอย่างเด็ดขาด ดังนี้:

 

1) ต่ออิหร่าน:

 

  • หากอิหร่านตอบรับเข้าเป็นพันธมิตร Mecca Agreement: ผลดีมหาศาลคือการสลายยุทธศาสตร์กดดันขั้นสูงสุด (Maximum Pressure) ของสหรัฐฯ ลงอย่างสิ้นเชิง อิหร่านจะหลุดพ้นจากการโดดเดี่ยว สามารถเปิดประตูการค้าและระบบการเงินกับเพื่อนบ้านได้เต็มที่ ส่วนผลเสียคือ อิหร่านจะถูกบีบให้ต้องยับยั้งชั่งใจในการใช้กลุ่มกองกำลังตัวแทน (Proxies) เช่น ฮูษี (ซึ่งกระทบความสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบีย) หรือฮิซบุลลอฮ์-ซีเรีย (ซึ่งกระทบความสัมพันธ์กับตุรเกีย) ไม่ให้สร้างความเดือดร้อนแก่สมาชิกในกลุ่ม Mecca Agreement
  • หากอิร่านตอบปฏิเสธไม่เข้าเป็นพันธมิตร Mecca Agreement: อิหร่านจะยังคงมีอิสระในการใช้สงครามตัวแทนและพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ได้ตามใจชอบ แต่ผลเสียคือต้องเผชิญกับภาวะโดดเดี่ยวอย่างรุนแรง และเสี่ยงต่อการโดนกลุ่ม 3 มหาอำนาจมุสลิมบวกกับสหรัฐฯ ร่วมมือกันปิดล้อมจำกัดเขต

 

2) ต่อ 3 ประเทศสมาชิก Mecca Agreement (ซาอุฯ, ตุรกี, ปากีสถาน):

 

  • หากอิร่านตอบรับเข้าเป็นพันธมิตร Mecca Agreement: ผลดีคือการบรรลุเสถียรภาพสูงสุดในภูมิภาค การสลายรอยร้าวเชิงนิกาย (ซุนนี-ชีอะฮ์) และการรวมเอาทรัพยากรพลังงาน ทหาร นิวเคลียร์ และยุทธศาสตร์เข้าด้วยกัน ผลเสียคืออาจเกิดการระแวงกันเองภายในกลุ่ม และความตึงเครียดขั้นรุนแรงกับพันธมิตรสหรัฐฯ – อิสราเอล
  • หากอิหร่านตอบปฏิเสธไม่เข้าเป็นพันธมิตร Mecca Agreement: ทั้ง 3 ประเทศจะบริหารจัดการกลุ่มได้ง่ายขึ้นเนื่องจากไม่มีความซับซ้อนของนิกายชีอะฮ์ แต่ผลเสียคือซาอุฯ ยังคงต้องเผชิญความเสี่ยงจากการโจมตีของอิหร่านและกลุ่มตัวแทนต่อไป

 

3) ต่อสหรัฐอเมริกา:

 

  • หากอิหร่านตอบรับเข้าเป็นพันธมิตร Mecca Agreement: สหรัฐฯ จะสูญเสียอิทธิพลทางยุทธศาสตร์ในตะวันออกกลางอย่างสมบูรณ์ ระเบียบเงินดอลลาร์ (Petrodollar) จะเสื่อมถอยรวดเร็วขึ้น สหรัฐฯ จะสูญเสียที่มั่นทางการทหารในทำเลภูมิยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของโลก นั่นคือ พื้นที่เอเซียตะวันตก (ตะวันออกกลางและอ่าวเปอร์เซีย) ที่เป็นจุดเชื่อมโยงแอฟริกา เอเซีย และยุโรปเข้าด้วยกัน
  • หากอิหร่านตอบปฏิเสธไม่เข้าเป็นพันธมิตร Mecca Agreement: สหรัฐฯ ยังคงสามารถใช้นโยบายแบ่งแยกและปกครอง (Divide and Rule) ผลักดันการขายอาวุธ และเดินหน้านโยบายคว่ำบาตรอิหร่านต่อไปได้ แต่ต้องแบกรับภาระทางการเงินและการทหารที่สูงลิ่ว

 

4) ต่อจีน:

 

  • หากอิหร่านตอบรับเข้าเป็นพันธมิตร Mecca Agreement: จีนได้รับประโยชน์สูงสุด ความมั่นคงทางพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้รับการคุ้มครอง โครงการ Belt and Road Initiative (BRI) มีความราบรื่น และเป็นการลดอิทธิพลของสหรัฐฯ ตามยุทธศาสตร์การจัดระเบียบโลกใหม่ของจีน
  • หากอิหร่านตอบปฏิเสธไม่เข้าเป็นพันธมิตร Mecca Agreement: จีนยังคงต้องรับบทบาทผู้ไกล่เกลี่ยที่เหน็ดเหนื่อย และต้องเผชิญความเสี่ยงที่เส้นทางขนส่งน้ำมันจะสะดุดลงจากความขัดแย้ง

 

5) ต่ออาเซียน:

 

  • หากอิหร่านตอบรับเข้าเป็นพันธมิตร Mecca Agreement: ราคาน้ำมันโลกจะมีเสถียรภาพมากขึ้น ลดภาวะเงินเฟ้อและการขาดดุลพลังงานของประเทศในภูมิภาค แรงงานอาเซียนในตะวันออกกลางมีความปลอดภัย
  • หากอิหร่านตอบปฏิเสธไม่เข้าเป็นพันธมิตร Mecca Agreement: ความผันผวนของราคาน้ำมันจะยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจมหภาคของอาเซียนอย่างต่อเนื่อง

 

6) ต่อประเทศไทย:

 

  • หากอิหร่านตอบรับเข้าเป็นพันธมิตร Mecca Agreement: ส่งผลดีต่อการลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าครองชีพและค่าไฟฟ้าในประเทศเสถียรขึ้น เปิดโอกาสการส่งออกสินค้าเกษตร อาหารฮาลาล และแรงงานฝีมือสู่โลกมุสลิมในเอเซียตะวันตก (ตะวันออกกลาง-เปอร์เซีย) รวมถึงโอกาสการเจรจาซื้อพลังงานในราคาที่เป็นมิตรขึ้น
  • หากอิหร่านตอบปฏิเสธไม่เข้าเป็นพันธมิตร Mecca Agreement: ไทยต้องเผชิญความเสี่ยงจากวิกฤตราคาพลังงานพุ่งสูง และต้องแบกรับภาระการคลังในการอุดหนุนราคาพลังงานต่อไป โอกาสการค้าการลงทุนกับอิหร่านที่ยังคงมีอุปสรรค

 

เค้าลาง Pax Islamica และทฤษฎีสามก๊กแห่งศตวรรษที่ 21

 

เค้าลางของการก่อกำเนิด Pax Islamica ในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันหรือจินตนาการทางภูมิรัฐศาสตร์อีกต่อไป แม้กระบวนการรวมตัวอย่างเบ็ดเสร็จจะยังต้องใช้เวลาอีกยาวนานในการสลายความหวาดระแวงไ่ม่ไว้วางใจระหว่างรัฐสมาชิกภายใน แต่การตั้งไข่ของ Mecca Agreement ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า มหาอำนาจในโลกมุสลิมพร้อมที่จะแสวงหา ‘อธิปไตยเชิงยุทธศาสตร์’ (Strategic Autonomy) ของตนเอง

 

หาก Pax Islamica เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ โลกจะเข้าสู่ ‘ทฤษฎีสามก๊กแห่งศตวรรษที่ 21’ อย่างแท้จริง โดยดุลอำนาจจะแบ่งออกเป็น 3 ขั้วใหญ่:

 

  • Global-North: นำโดยสหรัฐฯ, สหภาพยุโรป และ G7 (ครอบครองระเบียบโลกแบบเดิมที่กำลังสั่นคลอนเพราะตนเอง ควบคุมเทคโนโลยีและระบบสถาบันการเงินดั้งเดิมที่ถูกท้าทายมากยิ่งขึ้น)
  • Global-South: นำโดยจีน, รัสเซีย และ BRICS+ (ครอบครองภาคการผลิตและทรัพยากร รวมทั้งโอกาสใหม่ทางเทคโนโลยีและระบบการเงิน)
  • Pax Islamica: นำโดย ซาอุฯ, อิหร่าน, ตุรเกีย, ปากีสถาน (ครอบครองทรัพยากรพลังงาน นิวเคลียร์ จุดยุทธศาสตร์การเดินเรือ และศูนย์รวมจิตใจของประชากรกว่า 2,000 ล้านคนผ่านศาสนาอิสลาม)

 

สภาวะเช่นนี้จะนำไปสู่ ‘สงครามเย็นครั้งที่ 2’ ที่มีความซับซ้อนยิ่งกว่าสงครามเย็นในอดีต เพราะมหาอำนาจจากทั้งขั้ว Global-North และ Global-South จะไม่สามารถใช้อำนาจเข้าข่มขู่ Pax Islamica ได้ตรงๆ อีกต่อไป แต่จะต้องแข่งกันแย่งชิงการเป็นพันธมิตรกับ Pax Islamica เพื่อใช้ดึงดุลอำนาจในการปิดล้อมและจำกัดเขต (Containment) ฝ่ายตรงข้าม ใครที่สามารถซื้อใจ Pax Islamica ได้ จะเป็นผู้กุมความได้เปรียบในห่วงโซ่อุปทานพลังงานและเส้นทางเดินเรือของโลก

 

และประเด็นสำคัญที่สุดที่นักยุทธศาสตร์ไทยและอาเซียนห้ามละเลยอย่างเด็ดขาด คือการมองว่า Pax Islamica เป็นเรื่องของ ‘ตะวันออกกลาง’ เท่านั้น เพราะในความเป็นจริง โลกมุสลิมมีศูนย์กลางประชากรและเศรษฐกิจที่สำคัญอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย

 

ประเทศอย่างอินโดนีเซีย (ประเทศที่มีประชากรมุสลิมมากที่สุดในโลก) มาเลเซีย รวมถึงพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างของประเทศไทย ต่างเชื่อมโยงกับกระแส Pax Islamica ทั้งในมิติศาสนา วัฒนธรรม และสายสัมพันธ์ทางการเงิน หาก Pax Islamica ก่อตัวขึ้นเป็นขั้วอำนาจที่สามอย่างแข็งแกร่ง อิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจจะแผ่ขยายเข้ามายังภูมิภาคอาเซียนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อินโดนีเซียและมาเลเซียอาจกลายเป็น ‘สะพานเชื่อม’ หรือยุทธศาสตร์ส่วนขยายของ Pax Islamica ในฝั่งตะวันออก

 

สำหรับประเทศไทย นี่คือทั้งโอกาสและความท้าทายครั้งยิ่งใหญ่ การทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้ จะช่วยให้ไทยสามารถวางนโยบายการต่างประเทศ การบริหารพลังงาน และการจัดการความมั่นคงในพื้นที่ภาคใต้ได้อย่างเท่าทัน ไม่ตกเป็นเหยื่อในเกมสู้รบของมหาอำนาจ แต่สามารถใช้ความเปราะบางของโลกสามก๊กนี้ในการสร้างบทบาท ‘รัฐตัวกลางที่ทรงคุณค่า’ เพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติได้อย่างยั่งยืน

 

ภาพ: Muhammad Javed Ghafoor via ShutterStock

The post สัญญาณการก่อกำเนิด Pax Islamica: ปรากฏการณ์ปัดฝุ่นดุลอำนาจ และระเบียบโลกสามก๊กแห่งศตวรรษที่ 21 appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Next Bigshot = Bitcoin (BTC) ? … Hear me out. https://thestandard.co/bitcoin-next-bigshot/ Thu, 20 Aug 2026 10:45:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1244219 ภาพมือถือแสดงโลโก้ Bitcoin และเหรียญ Bitcoin วางอยู่บนโต๊ะ

ทุกวันนี้สินทรัพย์แต่ละตัวเคลื่อนไหวเร็วและแรงมาก ̷ […]

The post The Next Bigshot = Bitcoin (BTC) ? … Hear me out. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมือถือแสดงโลโก้ Bitcoin และเหรียญ Bitcoin วางอยู่บนโต๊ะ

ทุกวันนี้สินทรัพย์แต่ละตัวเคลื่อนไหวเร็วและแรงมาก … ทั้งหุ้นสหรัฐฯที่ทำ All-time high, หุ้นเกาหลีที่วิ่งขึ้นและลงแบบรถไฟเหาะจากการ leverage ของนักลงทุนยุคใหม่, ราคาทองคำที่รีบาวน์กลับมาใกล้ US$4500/oz ขนาดหุ้นไทยยังทำทรงจะไปทดสอบ 1,700 จุด … ตอนนี้ยังมีอะไรถูก / มีอะไรยังพอซื้อได้บ้าง ?

 

คำตอบผมนะ ผมคิดว่ามันคือ Bitcoin (BTC)

 

Not Financial Advice แบบฟินฟลูการเงินนะครับ อิอิ แต่ Hear me Out.

 

ประการแรก: Downcycle ของ Bitcoin (ขึ้น 3 ปี ลง 1 ปี) ผ่านมาแล้วกว่าครึ่งทาง

 

หากใครเป็นสาย Crypto น่าจะทราบถึง Crypto Winter หรือ วัฎจักร 4 ปี ของ Bitcoin (ขึ้น 3 ปี ลง 1 ปี)

 

และ ใช่ครับปี 2026 คือ ปีที่ลง 1 ปี พอดิบพอดี และ ผ่านมากว่าครึ่งทางของปี 2026 เรียบร้อยแล้ว

 

มากไปกว่านั้น หากดูอีกมุม ถ้าเราพิจารณาจากรูป Bitcoin Holder Realized Price หรือ ต้นทุนราคาการถือครอง Bitcoin ของแต่ละประเภทบุคคล, นักลงทุน (ราคาต้นทุนของนักลงทุนระยะสั้น ราคาต้นทุนของนักลงทุนระยะยาว และ ราคาต้นทุนของนักลงทุนทั้งหมด)

 

เราจะพบว่า ราคาของ Bitcoin ปัจจุบัน เทียบเท่าหรือแทบจะใกล้กับราคาต้นทุนของนักลงทุนระยะสั้น และ ห่างจากราคาต้นทุนของนักลงทุนระยะยาวอีกไม่ไกลเท่าไหร่ หรือ ราว US$10K+/-

 

ถือว่าถูกมากครับ เมื่อเทียบกับช่วงปี 2024 และ 2025 ที่ส่วนต่างราคา Bitcoin กับราคาต้นทุนของนักลงทุนระยะยาวห่างกับเกือบราว US$50K+/-

 

ประการที่สอง: BTC/Gold Ratio ต่ำสุดในรอบ 3 ปี (เทียบเท่าปี 2022, 2023)

 

เราดูในเชิงของตนเองไปแล้ว (ราคา และ Pattern ของ Bitcoin เองในอดีต)

 

คราวนี้เรามาดูกันในเชิงเปรียบเทียบกันบ้าง … แน่นอนครับ ต้องเปรียบกับคู่แข่งตลอดกาลอย่าง “ทองคำ” … ดูสิ้ ทองคำ กับ ทองคำดิจิทัล ใครจะแน่กว่ากัน

 

ผมนำภาพ BTC/Gold ratio มาให้ดูครับ หรือ ภาพสัดส่วนที่กำลังจะบอกว่า Bitcoin เทียบกับราคาทองคำ … อะไร และ ใคร ถูกแพงกว่ากันแค่ไหน …

 

… ซึ่งเราจะเห็นว่า Ratio ดังกล่าวต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี หรือ พูดง่ายๆ ราคา Bitcoin ถูกมากเมื่อเทียบกับ ราคา ทองคำ และ ถูกที่สุดใน รอบ 3 ปี

 

ประการสุดท้าย: US Yields 30 ปี สหรัฐฯ ทะลุ 5.25% ทำ New high รอบ 19 ปี

 

และ สุดท้าย หนีไม่พ้น คือ ประเด็นเศรษฐกิจครับ เพราะ ปัจจุบัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯทะลุ 5.25% ทำจุดสูงสุดใหม่ หรือ New high รอบ 19 ปี ตั้งแต่ปี 2007 เรียบร้อยแล้ว

 

… สะท้อนความไม่เชื่อมั่นต่อการถือพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวของสหรัฐฯ และ ชัดเจนครับว่าถึงแม้จะให้ Yields 5%++ … คนก็ไม่ถืออยู่ดี

 

จนล่าสุด กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ถึงขนาดต้องประกาศเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลมากกว่าสองเท่า เพื่อดูดซับแรงขายพันธบัตรตัวยาว

 

ซึ่งผมว่าขอนี้ชัดนะครับ เพราะว่าเหตุการณ์นี้

 

คนไม่มั่นใจพันธบัตรตัวยาว ย้ำว่าตัวยาว ของสหรัฐฯ และ เพื่อนๆลองถามตัวเองดูว่า สินทรัพย์ใดเกิดมาเพื่อแทนที่การถือเงินดอลลาร์, พันธบัตรสหรัฐฯ… มันก็คือ Bitcoin ยังไงล่ะ … Bitcoin เกิดมาเพราะไม่ชอบที่รัฐแทรกแซงไง !

 

ดังนั้น ใครตกรถสินทรัพย์อะไรในปีนี้ … Hear me Out ครับ

 

และ ลองไปพินิจพิเคราะห์ ตัดสินใจกันดูเองครับ (Not Financial Advice) (Just Hear me Out)

 

ภาพมือถือแสดงโลโก้ Bitcoin และเหรียญ Bitcoin วางอยู่บนโต๊ะ 1

ภาพมือถือแสดงโลโก้ Bitcoin และเหรียญ Bitcoin วางอยู่บนโต๊ะ 2

 

*ที่มา: MacroMicro/ CBOND

 

หมายเหตุ:

  • การแสดงความเห็นให้คำแนะนำดังกล่าว ข้าพเจ้าขอเรียนว่า เป็นการกระทำในนามส่วนตัวของข้าพเจ้า เท่านั้น บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด มิได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ใดๆ ทั้งสิ้น

 

ภาพ: Phongphan / Shutterstock

The post The Next Bigshot = Bitcoin (BTC) ? … Hear me out. appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อความไม่แน่นอนคือภาวะปกติใหม่ ซีอีโอต้องใช้ AI เพื่อมองเห็นเร็วและตัดสินใจให้เฉียบคมขึ้น https://thestandard.co/ceo-ai-fast-decisions-uncertainty/ Wed, 19 Aug 2026 08:01:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1243690 ซีอีโอชายกำลังมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่มีข้อมูลและกราฟ

ในโลกธุรกิจที่ความผันผวนเกิดขึ้นพร้อมกันหลายด้าน ทั้งเศ […]

The post เมื่อความไม่แน่นอนคือภาวะปกติใหม่ ซีอีโอต้องใช้ AI เพื่อมองเห็นเร็วและตัดสินใจให้เฉียบคมขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีอีโอชายกำลังมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่มีข้อมูลและกราฟ

ในโลกธุรกิจที่ความผันผวนเกิดขึ้นพร้อมกันหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจ ต้นทุน ห่วงโซ่อุปทาน ภูมิรัฐศาสตร์ และเทคโนโลยี คำถามสำคัญสำหรับซีอีโอไทยในวันนี้ไม่ใช่เพียงว่าองค์กรนำ AI มาใช้มากน้อยเพียงใด แต่คือ AI ช่วยให้ผู้บริหารเห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้น ตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น และเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้เป็นโอกาสทางธุรกิจได้จริงหรือไม่

 

 

ทั้งนี้ ข้อมูลจาก PwC’s CEO Survey Snapshot-August 2026 ซึ่งสำรวจซีอีโอ 351 คนจาก 59 ประเทศและ 27 อุตสาหกรรม ระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคมถึง 22 มิถุนายน 2569 โดยเป็นกลุ่มผู้ตอบแบบสำรวจเดียวกับที่เข้าร่วม PwC’s 29th Global CEO Survey เมื่อปลายปีที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่า มุมมองของผู้นำธุรกิจต่อการเติบโตและการใช้ AI กำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี

 

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การคาดการณ์อนาคตให้ถูกต้องทุกครั้ง แต่เป็นการมีระบบบริหารที่รับรู้สัญญาณได้เร็ว เชื่อมสัญญาณเหล่านั้นกับการตัดสินใจทางธุรกิจ และวัดผลได้ว่าแต่ละการตัดสินใจสร้างคุณค่าจริงหรือไม่ สำหรับซีอีโอไทย นี่คือจุดที่ AI ควรถูกยกระดับจากเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ ไปสู่กลไกเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยให้องค์กรบริหารความเสี่ยงและแสวงหาโอกาสได้พร้อมกัน

 

ความเชื่อมั่นต่อการเติบโตของรายได้ฟื้นเล็กน้อย แม้เผชิญแรงกดดันรอบด้าน

 

แม้ปี 2569 จะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่ผลสำรวจล่าสุดของ PwC พบว่า ซีอีโอทั่วโลกมีมุมมองต่ออนาคตที่ดีขึ้น โดยสัดส่วนผู้บริหารที่เชื่อมั่นต่อการเติบโตของรายได้ในช่วง 12 เดือนข้างหน้าเพิ่มขึ้นจาก 39% เป็น 42% และสัดส่วนผู้ที่เชื่อมั่นต่อการเติบโตในช่วงสามปีข้างหน้าเพิ่มขึ้นจาก 46% เป็น 51% สะท้อนว่าองค์กรจำนวนมากยังคงมองเห็นโอกาสในการเติบโต แม้ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทาย

 

อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นนี้เกิดขึ้นท่ามกลางต้นทุนด้านพลังงาน วัตถุดิบ และโลจิสติกส์ที่ยังได้รับผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ โดยซีอีโอราว 7 ใน 10 ยอมรับว่าต้นทุนของบริษัทปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้การกำหนดราคาและการบริหารห่วงโซ่อุปทานมีความซับซ้อนมากขึ้น

 

สำหรับประเทศไทย ภาพดังกล่าวยิ่งมีนัยสำคัญ เพราะ PwC’s 29th Global CEO Survey – Thailand พบว่า มีเพียง 34% ของซีอีโอไทยที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะปรับตัวดีขึ้นในช่วง 12 เดือนข้างหน้า และเพียง 24% ที่มีความเชื่อมั่นสูงต่อการเติบโตของรายได้องค์กร ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก ความระมัดระวังนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้นำธุรกิจควรชะลอการเปลี่ยนแปลง แต่สะท้อนว่าองค์กรไทยยิ่งต้องเลือกลงทุนอย่างมีวินัย โดยให้ AI เชื่อมโยงกับโจทย์ธุรกิจที่ชัดเจน เช่น การบริหารต้นทุน การคาดการณ์อุปสงค์ การดูแลลูกค้า การบริหารความเสี่ยง และการสร้างรายได้ใหม่

 

AI ต้องไม่ใช่โครงการทดลอง แต่ต้องเป็นวาระการเติบโตของซีอีโอ

 

แม้ AI จะเป็นหนึ่งในวาระสำคัญขององค์กรทั่วโลก แต่เราคงต้องยอมรับว่าผลตอบแทนทางธุรกิจยังไม่เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียมกัน โดยผลสำรวจ PwC’s CEO Survey Snapshot-August 2026 ระบุว่า สัดส่วนขององค์กรที่สามารถรักษาหรือเพิ่มผลกระทบเชิงบวกจาก AI นั้นน้อยกว่าครึ่ง (39%) ขณะที่ 16% รายงานผลกระทบเชิงลบ สะท้อนว่า AI ไม่ได้สร้างคุณค่าโดยอัตโนมัติ แต่ขึ้นอยู่กับความชัดเจนของโจทย์ธุรกิจ คุณภาพของข้อมูล กระบวนการทำงาน และการกำกับดูแล

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองในระดับองค์กร ภาพที่เกิดขึ้นมีความหลากหลายมากขึ้น หลายบริษัทเริ่มเห็นประโยชน์จาก AI อย่างชัดเจน ขณะที่บางแห่งยังคงเผชิญความท้าทายในการเปลี่ยนการลงทุนให้เป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้ สะท้อนให้เห็นว่าการแข่งขันด้าน AI ในปัจจุบันไม่ได้วัดเพียงการนำเทคโนโลยีมาใช้ แต่รวมถึงความสามารถในการประยุกต์ใช้ให้เกิดคุณค่าทางธุรกิจอย่างแท้จริง ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของซีอีโอไทยจากผลสำรวจฉบับประเทศไทยที่แม้จะมีความระมัดระวังต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและการเติบโตของธุรกิจมากขึ้น แต่ยังคงให้ความสำคัญกับ AI ในฐานะกลไกสำคัญสำหรับการสร้างความสามารถในการแข่งขันและการปรับตัวในระยะยาว

 

สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ 38% ของซีอีโอทั่วโลกเริ่มใช้ AI เพื่อมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่เกิดจากภาวะดิสรัปชัน ข้อมูลนี้มีความหมายต่อสื่อและผู้นำธุรกิจไทยอย่างยิ่ง เพราะในช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่แน่นอน ผู้ชนะอาจไม่ใช่องค์กรที่ลงทุนมากที่สุด แต่เป็นองค์กรที่ใช้ AI เพื่ออ่านตลาดเร็วกว่า ปรับโมเดลธุรกิจเร็วกว่า และตัดสินใจบนข้อมูลที่เชื่อมโยงกับผลลัพธ์ทางธุรกิจจริง

 

ผู้นำต้องเปลี่ยน ‘สัญญาณ’ ให้เป็นระบบตัดสินใจ

 

ข้อมูลจากผลสำรวจของ PwC ช่วยให้เราเห็นภาพรวมและทิศทางการบริหารองค์กรของผู้นำ รวมถึงช่วยให้กำหนดแผนกลยุทธ์ข้างหน้าได้อย่างเฉียบคม ผมจึงขอเสนอแนวทางในการวางแผนบริหารองค์กรภายใต้สภาวะปัจจุบันสามด้าน ได้แก่

 

  • กำหนดโจทย์จากผลลัพธ์ทางธุรกิจ ไม่ใช่จากเทคโนโลยี ซีอีโอควรเริ่มจากคำถามว่า ‘การตัดสินใจใดควรเร็วขึ้นหรือดีขึ้น’ แล้วจึงเลือกการใช้งานเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงกับรายได้ ต้นทุน เงินทุนหมุนเวียน ความเสี่ยง หรือประสบการณ์ลูกค้า พร้อมกำหนดตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้ เพื่อหลีกเลี่ยงโครงการที่น่าสนใจเชิงเทคนิค แต่ไม่สร้างผลกระทบในระดับองค์กร
  • เชื่อมข้อมูล คน และกระบวนการเข้าด้วยกัน AI จะสร้างคุณค่าได้ต่อเมื่อข้อมูลมีคุณภาพ เข้าถึงได้ และถูกนำไปใช้ในจังหวะการทำงานจริง ขณะเดียวกัน บุคลากรขององค์กรต้องมีทักษะและอำนาจตัดสินใจที่จะใช้ข้อเสนอแนะจาก AI อย่างเหมาะสม โดยมีการกำกับดูแลที่ชัดเจน เพื่อรักษาความถูกต้อง ความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัย และความรับผิดชอบ
  • สร้างวินัยในการติดตามคุณค่าและปรับโครงการ ข้อมูลจากการสำรวจล่าสุดยังแสดงให้เห็นว่า ผลลัพธ์จาก AI สามารถเปลี่ยนแปลงได้ภายในเวลาไม่กี่เดือน ผู้นำธุรกิจจึงควรทบทวนอย่างสม่ำเสมอ ขยายสิ่งที่สร้างผลลัพธ์ ปรับสิ่งที่มีศักยภาพ และยุติโครงการที่ไม่คุ้มค่า เพื่อให้ทรัพยากรถูกส่งไปยังพื้นที่ที่สร้างความได้เปรียบได้จริง

 

ท้ายที่สุด ความสามารถของซีอีโอยุคใหม่จะไม่ได้วัดจากการมีคำตอบครบทุกข้อ แต่วัดจากการสร้างองค์กรที่มองเห็นเร็ว เรียนรู้เร็ว และตัดสินใจอย่างมีวินัย สำหรับธุรกิจไทย การใช้ AI อย่างมีจุดมุ่งหมายไม่ใช่ทางเลือกด้านเทคโนโลยี แต่เป็นวาระสำคัญของการสร้างความยืดหยุ่น ความสามารถในการแข่งขัน และการเติบโตในระยะยาวครับ

 

ภาพ: Rawpixels stock / Shutterstock

อ้างอิง:

  • PwC’s CEO Survey Snapshot—August 2026, PwC
  • PwC’s 29th Global CEO Survey – Thailand: Leading through uncertainty in the age of AI, PwC ประเทศไทย
  • PwC 2026 Global CEO Survey, PwC

 

The post เมื่อความไม่แน่นอนคือภาวะปกติใหม่ ซีอีโอต้องใช้ AI เพื่อมองเห็นเร็วและตัดสินใจให้เฉียบคมขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>