×

‘Bad Bunny’ ศิลปินลาตินคนแรกบนเวทีโชว์พักครึ่ง Super Bowl LX (2026) ที่เปลี่ยนรากเหง้าวัฒนธรรมเป็น Pop Culture ระดับโลก

18.02.2026
  • LOADING...
bad-bunny-super-bowl-2026-social-media-record

128.2 ล้าน คือยอดผู้ชมสดผ่านทางโทรทัศน์และสตรีมมิ่งในช่วงโชว์พักครึ่งของการแข่งกีฬาอเมริกันฟุตบอลระดับโลก Super Bowl LX (2026) แม้จะยังไม่ทำลายสถิติเดิมของ Kendrick Lamar ในปี 2025 ซึ่งมียอดชมสด 133.5 ล้านคน ทว่าได้ทุบสถิติยอดวิวในโซเชียลมีเดียสูงสุดในประวัติศาสตร์ถึง 4 พันล้านครั้งภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังจบโชว์

 

และเจ้าของโชว์ในวันนั้น คือ ‘Bad Bunny’ ศิลปินชาวเปอร์โตริโกที่ประกาศชัยชนะทางวัฒนธรรมของศิลปินลาตินเดี่ยวคนแรกที่ขึ้นครองบัลลังก์นี้ด้วยภาษาสเปน 100% แม้จะถูกวิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนจากฝั่งอนุรักษนิยม แต่ในสายตาคนรุ่นใหม่ นี่คือโชว์ที่จริงใจและทรงอิทธิพลที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

 

Bad Bunny มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร และอะไรคืออาวุธลับที่ใช้พังกำแพงภาษาจนครองใจอเมริกันชนและคนทั่วโลกได้ขนาดนี้?

 

Bad Bunny คือใคร โด่งดังมาจากไหน

 

ก่อนที่คนทั้งโลกจะรู้จักเขาในนาม Bad Bunny ชายหนุ่มคนนี้คือ เบนิโต อันโตนิโอ มาร์ติเนซ โอคาซิโอ (Benito Antonio Martínez Ocasio) อายุ 31 ปี เขาเติบโตในย่าน Vega Baja เปอร์โตริโก เคยเป็นเด็กร้องเพลงในโบสถ์ ก่อนเติบโตเป็นนักศึกษานิเทศศาสตร์ที่หารายได้พิเศษด้วยการเป็นพนักงานแพ็คของในซูเปอร์มาร์เก็ต Econo

 

เขาเริ่มเส้นทางดนตรีจากการทำเพลงในห้องนอนและอัปโหลดลง SoundCloud จนเพลง ‘Diles’ กลายเป็นไวรัลสะดุดตาค่ายเพลง Hear This Music เขาถูกจับเซ็นสัญญา ปล่อยเพลง Diles เวอร์ชันรีมาสเตอร์ และทยอยปล่อยซิงเกิลระหว่างปี 2016-2018 

 

แต่แล้ว Bad Bunny ก็ตัดสินใจออกจาก Hear This Music ในปี 2018 แม้จะกำลังรุ่งสุดๆ เพราะค่ายไม่ยอมให้เขาออกอัลบั้มเต็ม และอยากให้เขาวิ่งรอกออกแค่ซิงเกิลหรือไปร่วมฟีเจอริ่งกับคนอื่นไปเรื่อยๆ ความอัดอั้นนี้เองที่ทำให้เขาเลือกไปร่วมงานกับ Noah Assad เพื่อทำอัลบั้มแรกอย่าง X 100PRE และร่วมก่อตั้ง Rimas Entertainment ซึ่งให้สิทธิ์เขาในการถือครองผลงาน และอิสระในการทดลองแนวดนตรีใหม่ๆ ไร้ขีดจำกัด

 

ทำไมความ ‘บ้านๆ’ แบบเปอร์โตริโกถึงชนะใจคนทั้งโลก และตีตลาด USA ได้สำเร็จ?

 

หลายคนอาจเชื่อว่า  ‘ต้องปรับตัวตามกระแสหลักถึงจะรอด’ แต่ Bad Bunny เลือกทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม เขาปฏิเสธการร้องเพลงภาษาอังกฤษเพื่อเข้าหาตลาดอเมริกา แต่กลับดึงเอาสำเนียงสเปนท้องถิ่นและดนตรีแนว Reggaeton มาเป็นอาวุธหลัก 

 

Bad Bunny ได้สร้างอาณาจักรบนโลกดิจิทัลไว้อย่างบ้าคลั่ง เขาทำสถิติเป็นศิลปินที่มียอดวิวบน YouTube รวมกันมากกว่าพันล้านครั้งภายในเวลาไม่กี่ปี และมีฐานแฟนคลับชาวลาติน (Hispanic) ในอเมริกากว่า 65 ล้านคน (เกือบ 20% ของประชากรทั้งหมด) ที่พร้อมจะ ‘ปั่นสตรีม’ จนชาร์ตแตก Bad Bunny จึงไม่ได้เดินไปขอส่วนแบ่งตลาดจากศิลปินอเมริกัน แต่เขาคือ ‘ขวัญใจมวลชน’ ที่แบรนด์และศิลปินยักษ์ใหญ่โหยหา 

 

ไม่แปลกที่หลังจากนั้น เขาจะได้ไปปรากฏตัวในเพลง ‘I Like It’ ร่วมกับ Cardi B เจ้าแม่แร็ปเปอร์แห่งยุค และทำให้ศิลปินเบอร์ใหญ่อย่าง Drake ต้องยอมร้องภาษาสเปนในเพลง ‘Mia’ จนในที่สุดอัลบั้ม Un Verano Sin Ti ของเขากลายเป็นอัลบั้มภาษาสเปนชุดแรกที่ขึ้นอันดับ 1 Billboard 200 ได้สำเร็จ 

 

Bad Bunny สร้างชุมชนอย่างไรให้เหนียวแน่นขนาดนี้

 

Bad Bunny ไม่ได้สร้างแฟนคลับ แต่เขาสร้าง ‘ชุมชน’ ที่มีความเชื่อร่วมกัน เขารักษาความสัมพันธ์กับรากเหง้าอย่างเหนียวแน่นจนแฟนๆ รู้สึกว่าเขาคือเพื่อนบ้าน มากกว่า ‘ซุปตาร์’ อย่างการจัดงาน Listen Party ในบ้านเกิดเพื่อให้คนท้องถิ่นได้ฟังเพลงใหม่ก่อนใครในโลก การให้เกียรติคนกลุ่มแรกที่สนับสนุนเขาเป็น Loyalty ที่เงินซื้อไม่ได้

 

นอกจากนี้เขายังขยายอาณาจักรธุรกิจไปสู่สิ่งที่เขาและแฟนเพลงหลงใหลร่วมกัน ทั้งการก่อตั้ง Rimas Sports เพื่อดูแลนักกีฬาชาวลาติน และก้าวเข้าสู่วงการมวยปล้ำ WWE ความสำเร็จของเขาจึงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขสตรีมมิ่ง แต่เป็นความสำเร็จของวัฒนธรรมที่เขาเป็นตัวแทน การเป็นคนที่ไม่เคยลืมรากเหง้า คือหัวใจสำคัญที่ทำให้คนรุ่นใหม่ยอมทุ่มเทใจให้เขาอย่างไม่มีเงื่อนไข

 

จุดยืนแบบ Bad Bunny ที่ซื้อใจคนรุ่นใหม่คืออะไร 

 

เหตุผลที่ Bad Bunny กลายเป็นไอคอนของยุคสมัยไม่ใช่แค่เรื่องเพลง แต่คือการที่เขาใช้ชื่อเสียงเป็นกระบอกเสียงให้สังคมมาตลอด

 

เขาทำลายกรอบความเชื่อเรื่องเพศสภาพผ่านมิวสิกวิดีโอเพลง ‘Caro’ ที่มีฉากการทาสีเล็บและการสื่อถึงความงามที่ไม่มีขีดจำกัดทางเพศ และใส่เดรสยาวใน MV เพื่อต่อต้านค่านิยม Toxic Masculinity

 

แต่ที่ดุเดือดที่สุดคือการประกาศจุดยืนทางการเมือง ในงานประกาศผลรางวัลแกรมมี่ อวอร์ดส์ ครั้งที่ 68 ที่ลอสแอนเจลิส Bad Bunny คว้ารางวัล Album of the Year จากอัลบั้มชุด ‘Debí Tirar Mas Fotos’ ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เพลงภาษาสเปนได้รับรางวัลยิ่งใหญ่ที่สุดของแกรมมี่ทั้งอัลบั้ม เขาใช้โอกาสนี้พูดถึงพี่น้องชาวลาตินในอเมริกาที่ต้องเผชิญกับการคุกคามจากนโยบายตรวจคนเข้าเมือง พร้อมประกาศก้องว่า “พวกเราไม่ใช่คนต่างด้าว พวกเราคือมนุษย์” ซึ่งเป็นการฟาดกลับนโยบายการไล่ล่าผู้อพยพของ ICE โดยตรง ทำให้ชนะใจชาว Hispanic ทั่วอเมริกา

 

และบนเวที Super Bowl 2026 ก็ยังปรากฎซีนจำลองเสาไฟฟ้าที่พังทลาย เพื่อเสียดสีความล้มเหลวของรัฐบาลในการจัดการวิกฤตพลังงานในเปอร์โตริโก การกล้าเอาชื่อเสียงไปเสี่ยงเพื่อพูดแทนคนที่ไม่มีเสียงทำให้เขาไม่ใช่แค่ศิลปิน แต่เป็นผู้นำทางความคิดที่คนรุ่นใหม่ทั่วโลกพร้อมจะยืนเคียงข้าง

 

Secret Sauce ของ Bad Bunny คือการเปลี่ยนอัตลักษณ์ที่เคยถูกมองว่าเป็นกำแพงให้กลายเป็นสะพานเชื่อมคนทั้งโลกเข้าด้วยกัน และสอนเราว่าถ้าคุณอยากจะชนะใจคนในยุคนี้ ‘การรู้จักตัวเอง และเป็นตัวเองอย่างถึงที่สุด’ คือเดิมพันที่คุ้มค่าที่สุดในการสร้างความสำเร็จที่ยั่งยืน

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising