Mr.Vop, Author at THE STANDARD https://thestandard.co/author/mrvop/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 11 Feb 2024 07:52:59 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ดวงอาทิตย์​เทียม​ในอังกฤษ สร้างสถิติพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชันครั้งใหม่ เทียบเท่าจ่ายพลังงาน​หล่อเลี้ยง​บ้าน 12,000 หลัง นาน 5 วินาที https://thestandard.co/jet-latest-fusion-energy-record/ Sun, 11 Feb 2024 07:52:30 +0000 https://thestandard.co/?p=898523 ดวงอาทิตย์​เทียม

เตาปฏิกรณ์​แบบหลอมรวมธาตุชนิดโทคาแมคในโครงการ ‘Joint Eu […]

The post ดวงอาทิตย์​เทียม​ในอังกฤษ สร้างสถิติพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชันครั้งใหม่ เทียบเท่าจ่ายพลังงาน​หล่อเลี้ยง​บ้าน 12,000 หลัง นาน 5 วินาที appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดวงอาทิตย์​เทียม

เตาปฏิกรณ์​แบบหลอมรวมธาตุชนิดโทคาแมคในโครงการ ‘Joint European Torus (JET)’ ที่ศูนย์พลังงานฟิวชันคัลแฮม ในอ็อกซ์ฟอร์ดเชียร์ของอังกฤษ ทำลายสถิติด้านพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชันครั้งใหม่ โดยสามารถสร้างพลัง​งานได้ถึง 69.26​ เมกะจูลจากมวลต้นทุนเพียง 0.21 มิลลิกรัม ทำลายสถิติ​ 59 เมกะจูลที่ทำได้ในปี 2022 ไปเรียบร้อย​

 

พลังงานจำนวนนี้เปรียบเทียบ​แล้วสามารถนำไปจ่ายให้กับบ้านเรือน​ประชาชน​จำนวน​ 12,000 หลังได้นาน 5 วินาที

 

ถือเป็น​ความสำเร็จ​ครั้งใหม่ที่มนุษย์​สามารถสร้างพลาสมาที่มีอุณหภูมิ​สูง​กว่าทุกหน​แห่ง​ในระบบสุริยะ ​นั่นคือ 150 ล้านองศาเซลเซียส ​ซึ่งร้อนกว่าใจกลาง​ดวงอาทิตย์​หลายเท่า จนสามารถ​ก่อให้เกิดการหลอมรวมธาตุ​ไอโซโทปของไฮโดรเจน แล้วปลดปล่อยพลังงาน​ออกมาในปริมาณ​มากที่ป้อนเข้าไปเพื่อสร้างอุณหภูมิ​สูงขนาดนั้น พลังงานส่วนต่างนี้เองคือจุดแข่งขันของเตาปฏิกรณ์​แบบหลอม​รวม​ธาตุ​ทุกเครื่อง​บนโลก 

 

 

เตาปฏิกรณ์​ JET​ ใน​อังกฤษ​นี้ถือเป็นหนึ่งในโครงการ​ทดลองปฏิกรณ์​แบบหลอม​รวม​ธาตุ​ของประเทศ​สมาชิก​เช่นเดียวกับเตาปฏิกรณ์​ EAST​ ของจีน เพื่อหาข้อมูล​และเทคนิคใหม่ๆ ในการปรับปรุง​เตาปฏิกรณ์​ยักษ์​ในโครงการนานาชาติ​ ITER ที่ตั้งอยู่​ทางตอ​นใต้​ของ​ฝรั่งเศส​ 

 

โดยรูปแบบของปฏิกรณ์​ JET​ ของอังกฤ​ษจะออกแบบให้มีลักษณะ​เป็น​โรงไฟฟ้ามากกว่าเพื่อน เพื่อนำทางไปสู่การใช้งานจริงในวันที่เตาปฏิกรณ์​ยักษ์​ ITER บรรลุเป้าหมาย​ นั่นคือสามารถจ่ายพลังงาน​ออกมามากกว่าพลังงาน​ที่ป้อนเข้า​ไปแบบ ‘ถาวร’ และเมื่อวันนั้นมาถึง โลกของเราก็จะมีไฟฟ้าสะอาดราคาถูกจากเขื้อเพลิงที่หาได้ง่ายและมีอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ​นั่นคือไฮโดรเจน​ และแน่นอนว่าเป็น​พลังงาน​สะอาด เพราะไม่ปล่อยขยะนิวเคลียร์​ออกมา ผลผลิตของปฏิกรณ์​แบบหลอมรวม​ธาตุ​คือฮีเลียม ซึ่งเป็นธาตุที่ไม่มีอันตราย​

 

ขณะที่โลกเรากำลังมุ่งไปสู่ความเปลี่ยนแปลง​ทางสภาพอากาศ​จากภาวะโลกร้อน หนึ่งในความหวัง​ที่จะมาพลิกโฉมปัญหานี้คือพลังงาน​สะอาดจากเตาปฏิกรณ์​ฟิวชัน​ พลังงานไฟฟ้าที่เพียงพอต่อการใช้งานทุกรูปแบบและไม่ปล่อยคาร์​บอนออกสู่ชั้น​บรรยากาศ​ แต่เราอาจทุ่มเทความหวังกับสิ่งประดิษฐ์​นี้จนหมดหน้าตักไม่ได้ เพราะกว่าจะผ่านการทดลองจนใช้งานได้จริง มูลค่าการสร้างในเชิงพาณิชย์​อาจกระโดดหนีไปไกลจนสร้างไม่ไหว ดังนั้น​ ระหว่างที่ ‘ดวงอาทิตย์​เทียม’ ยังมีการพัฒนา​ต่อไปเรื่อยๆ และประกาศ​ความสำเร็จ​ออกมาเป็นระยะ เราทุกคนก็ยังต้องช่วยกันหยุดวิกฤตโลกร้อนด้วยการลดการปล่อย​คาร์​บอนตามแนวทางเดิมกันต่อไป

 

สามารถ​อ่านคำอธิบาย​แบบเข้าใจง่ายเกี่ยวกับ ‘ดวงอาทิตย์​เทียม​’ ได้จากบทความนี้ https://thestandard.co/artificial-sun-china-break-own-record/

 

อ้างอิง:

The post ดวงอาทิตย์​เทียม​ในอังกฤษ สร้างสถิติพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชันครั้งใหม่ เทียบเท่าจ่ายพลังงาน​หล่อเลี้ยง​บ้าน 12,000 หลัง นาน 5 วินาที appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุณหภูมิ​เฉลี่ย​โลกในคาบเวลา 12 เดือน ทะลุ 1.5 องศาเป็น​ครั้งแรก https://thestandard.co/world-temperature-average-12-months-increase/ Fri, 09 Feb 2024 03:32:23 +0000 https://thestandard.co/?p=897788 อุณหภูมิ

อุณหภูมิเฉลี่ยโลกในรอบ 12 เดือนล่าสุด​คือตั้งแต่เดือนกุ […]

The post อุณหภูมิ​เฉลี่ย​โลกในคาบเวลา 12 เดือน ทะลุ 1.5 องศาเป็น​ครั้งแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุณหภูมิ

อุณหภูมิเฉลี่ยโลกในรอบ 12 เดือนล่าสุด​คือตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2023 ถึงเดือนมกราคม 2024 พุ่งสูงไปถึง 1.52 องศาเซลเซียส ซึ่งทะลุตัวเลขเป้าหมาย​ 1.5 องศาเซลเซียส ตามข้อตกลงปารีสไปเรียบร้อย​

 

อุณหภูมิ

 

นอกจากนี้​อุณหภูมิ​เฉลี่ยโลกในเดือน​มกราคม​ 2024 บันทึกโดยระบบ ERA5 ของโครงการโคเปอร์นิคัสจากศูนย์พยากรณ์อากาศระยะกลางภาคพื้นยุโรป หรือ ECMWF​ ก็อยู่​ที่ 13.14 องศาเซลเซียส ส่ง​ผลให้กลายเป็น​เดือนมกราคม​ที่ร้อนที่สุดในรอบ 30 ปี คือสูงกว่าค่าเฉลี่ย​ระหว่าง​ปี 1991-2020 อยู่ 0.7 องศาเซลเซียส และทำลายสถิติ​เดิมคือเดือนมกราคม​ 2020 ไปถึง 0.12 องศาเซลเซียส

 

นักวิทยาศาสตร์​ระบุสาเหตุ​หลักไปที่ปรากฏการณ์​เอลนีโญที่ค่อนข้าง​รุนแรง​ในปี 2023 ปรากฏการณ์​นี้ทำให้ความร้อนที่สะสมในมหาสมุทรถูกปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศและกระจายไปทั่วโลก

 

อุณหภูมิ

 

อย่างไร​ก็​ตาม ข้อมูล​จากสถาบันวิจัย​นานาชาติ​มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย​ได้พยากรณ์​ว่า สภา​วะเอลนีโญที่กำลังดำเนินอยู่​ในเวลา​นี้จะสิ้นสุด​ลง​ตั้งแต่​ช่วงหลังเดือน​พฤษภาคม​ 2024 เป็นต้นไป โดยโลกจะเปลี่ยนเข้าสู่​สภาวะเป็นกลาง จากนั้นจะค่อยๆ เปลี่ยนไปสู่​สภาวะลานีญา​ในช่วง​ปลายปี​ ซึ่งจากข้อสังเกต​ที่เคยเป็นมา ผลตามหลังของสภาวะเอลนีโญ​จะเกิดต่อไปอีกระยะก่อนสิ้นสุดลงอย่างแท้จริง​

 

สภาพของโลกที่เป็นอยู่​เวลานี้ที่มีอุณหภูมิ​เฉลี่ย​รายปีสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสตามข้อตกลง​ปารีสไปแล้ว​นั้น ยังไม่ถือว่าถึงจุดล้มเหลว​ของข้อตกลง​ดังกล่าว​เสียทีเดียว เพราะตัวชี้วัดของข้อตกลง​นี้คือค่าเฉลี่ย​ของอุณหภูมิ​โลกในคาบ 20 ปี

 

แน่นอนว่าผลร้ายจากสภาวะ​อากาศ​สุดขั้ว เช่น พายุหมุน​เขตร้อน​ระดับเฮอริเคน​ที่สูงถึงระดับ 6 คลื่นความร้อน​ ภัยแล้ง ภัยหนาว รวมทั้งการเกิดน้ำท่วมจากฝนที่ตกหนักแบบฟ้ารั่ว จะเกิดตามมาในอัตราที่ถี่ขึ้นเรื่อยๆ จำเป็นอย่างยิ่งที่มนุษย์​ต้องเพิ่มความระมัดระวังตัว

 

เพื่อให้สามารถ​เข้าใจผลกระทบ​จากสภาวะ​โลก​ร้อนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น​​ เมื่อวันที่ 8 มกราคม​ที่ผ่านมา​ NASA​ ได้ปล่อยดาวเทียม​ PACE ขึ้นสู่วงโคจร​ ชื่อของดาวเทียมดวง​นี้ย่อมาจาก​คำว่า Plankton, Aerosol, Cloud, Ocean Ecosystem ทำหน้าที่​เก็บข้อมูลต่างๆ ​ตั้งแต่จุลชีพในทะเล ละอองฝุ่นในอากาศ ลักษณะ​ของเมฆ ไปจนถึงระบบนิเวศของทุกมหาสมุทร​ เพื่อนำข้อมูล​ที่ได้ไปปรับเพิ่มความแม่นยำ​ให้กับระบบพยากรณ์​ความรุนแรง​ของเฮอริเคน รวมทั้งระบบเฝ้าระวังภัยทางภูมิอากาศ​ที่เป็นผลจากอุณหภูมิ​เฉลี่ย​ของโลก​ที่เพิ่มสู​งขึ้น​

 

การบรรเทา​ปัญหา​จากสภา​วะโลกร้อนนั้นเราต้องการความเข้าใจและความร่วมมือจากทุกผู้คนบนโลก วิธีเดียวที่ทางกลุ่ม​นักวิทยาศาสตร์​เห็น​พ้องต้องกันคือการที่ประเทศ​ต่างๆ​ ทั่วโลกลดการปล่อย​ก๊าซ​เรือนกระจก​ให้มากที่สุดและเร็วที่สุดเท่าที่​จะ​เป็นไปได้​

 

ภาพ: David McNew / Getty Images

อ้างอิง:

The post อุณหภูมิ​เฉลี่ย​โลกในคาบเวลา 12 เดือน ทะลุ 1.5 องศาเป็น​ครั้งแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิจัยแนะ เพิ่มเกณฑ์ ‘ระดับ​ 6’ ใช้กับ​เฮอริเคน​ที่นับวันยิ่งรุนแรง​ขึ้น https://thestandard.co/recommend-add-level-6-to-hurricanes/ Thu, 08 Feb 2024 05:46:34 +0000 https://thestandard.co/?p=897422

วิกฤตสภาพ​อากาศ​กำลังเปลี่ยนแปลง​โลกใบนี้ในแทบทุกด้าน แ […]

The post นักวิจัยแนะ เพิ่มเกณฑ์ ‘ระดับ​ 6’ ใช้กับ​เฮอริเคน​ที่นับวันยิ่งรุนแรง​ขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

วิกฤตสภาพ​อากาศ​กำลังเปลี่ยนแปลง​โลกใบนี้ในแทบทุกด้าน แม้แต่ ‘มาตราเฮอริเคนแซฟเฟอร์-ซิมป์สัน’ ที่เคยใช้เป็นมาตรฐาน​วัดความรุนแรงของพายุหมุน​เขตร้อน​กันมายาวนานก็ยังมาถึงทางตัน ระดับ 5 ที่เคยเป็นระดับสูงสุดยังไม่พอ อาจต้องพิจารณา​เพิ่มระดับสูง​สุดขึ้นไปอีกขั้น นั่นคือ ‘ระดับ 6’ 

 

ศูนย์เฮอริเคนแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ NHC เริ่มใช้มาตราเฮอริเคนแซฟเฟอร์-ซิมป์สันมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 70 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดความยุ่งยากในการสื่อสารกับประชาชน มาตราเฮอริเคนแซฟเฟอร์-ซิมป์สันจะแบ่งเฮอริเคนออกเป็น 5 หมวด ตามระดับความเร็วลม โดยเริ่มจากพายุ​หมุน​เขตร้อน​ที่มีความเร็ว​ลมใกล้​ศูนย์กลาง​สูงกว่าพายุ​โซน​ร้อน​เป็นต้นไป

 

แล้วพายุหมุน​เขตร้อน​คืออะไร

 

พายุหมุน​เขตร้อน​คือ พายุหมุนขนาดใหญ่ที่ก่อตัวในมหาสมุทรบริเวณ ‘เขตร้อน’ นั่นคือใกล้เส้นศูนย์สูตร 

 

สาเหตุที่พายุนี้หมุน เริ่มมาจากความร้อนของน้ำที่ผิวทะเลในระดับ 50 เมตรมีอุณหภูมิสูงตั้งแต่ 26.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป ส่งผลให้อากาศลอยตัวขึ้นกลายเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ เมื่ออากาศบริเวณใจกลางของหย่อมความกดอากาศต่ำลอยตัวขึ้น จะเกิดที่ว่างด้านล่างให้ลมจากรอบด้านพัดเข้ามา ลมที่พัดเข้ามาจะไม่เดินทางเป็นเส้นตรง แต่จะ ‘เลี้ยวขวา’ ตามแรงคอริออลิส (Coriolis Force) เมื่อลมทุกสายมาพบกัน แรงลมที่ปัดไปทางขวาจะทำให้แกนกลางของหย่อมความกดอากาศต่ำเกิดการหมุนทวนเข็มนาฬิกา และจากนี้ไป หากปัจจัยคือความร้อนของน้ำทะเลยังคงมีอยู่ การยกตัวจะเกิดต่อเนื่อง แกนกลางก็จะหมุนเร็วขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายก็กลายเป็นดีเปรสชัน (ในซีกโลกใต้ลมจะพัดเลี้ยวซ้ายตรงข้ามกัน พายุหมุนเขตร้อนในซีกโลกใต้จึงหมุนตามเข็มนาฬิกา)

 

ดีเปรสชันนั้นถือเป็นพายุหมุนเขตร้อนระดับเริ่มต้นที่ยังไม่มีการตั้งชื่อเรียก (ทาง WMO จะตั้งหมายเลขเอาไว้เรียกแทนชื่อ) หากน้ำทะเลใต้พายุลดอุณหภูมิลง ดีเปรสชันลูกนั้นก็จะมีโอกาสอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำได้อีกครั้ง แต่หากน้ำทะเลยังคงร้อน ความเร็วลมที่หมุนอยู่ในบริเวณศูนย์กลางพายุก็จะยังคงเพิ่มขึ้น ในที่สุดดีเปรสชันก็จะกลายเป็นพายุโซนร้อน ซึ่งจะมีการตั้งชื่อเรียกเอาไว้ล่วงหน้า แยกไปตามกฎการตั้งชื่อของประเทศที่รับผิดชอบ และหลังจากนั้น หากพายุโซนร้อนยังคงมีความเร็วลมเพิ่มขึ้นไปอีกก็จะกลายเป็นเฮอริเคน และจากจุดนี้ มาตราเฮอริเคนแซฟเฟอร์-ซิมป์สันก็จะเข้ามามีบทบาทต่อไป

 

 

เฮอริเคนแตกต่างจากไซโคลนหรือไต้ฝุ่นหรือไม่

 

คำตอบคือไม่ เฮอริเคน ไซโคลน หรือไต้ฝุ่น เป็นพายุหมุนเขตร้อนในระดับเดียวกัน แต่ที่มีชื่อเรียกไม่เหมือนกันเพราะเป็นการเรียกแยกไปตามมหาสมุทรอันเป็นถิ่นกำเนิด คือหากก่อตัวขึ้นบริเวณฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับแถบบ้านเรา ก็จะเรียกว่าไต้ฝุ่น หากไปก่อตัวในมหาสมุทรที่ติดกับสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นฝั่งแอตแลนติกหรือฝั่งตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิก ก็จะเรียกว่าเฮอริเคน นอกเหนือจาก 2 กลุ่มนี้ พวกที่ไปก่อตัวในมหาสมุทรอื่น เช่น มหาสมุทรอินเดียหรือแปซิฟิกใต้ เราจะเรียกรวมๆ กันว่าไซโคลน 

 

 

เกิดอะไรขึ้นกับมาตราเฮอริเคนแซฟเฟอร์-ซิมป์สัน ทำไมต้องเพิ่มระดับ 6

 

หลังจากเริ่มใช้งานมาตราเฮอริเคนแซฟเฟอร์-ซิมป์สันเป็นต้นมา ก็มีการปรับแก้เล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้สามารถใช้สื่อสารได้อย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตาม มาตรานี้มีลักษณะเป็นแบบปลายเปิด คือหลังจากระดับที่ 5 หรือความเร็วลมที่เกินกว่า 70 เมตรต่อวินาทีแล้ว มาตราเฮอริเคนแซฟเฟอร์-ซิมป์สันก็ไม่อาจแยกแยะความเร็วลมได้อีกต่อไป ส่งผลให้การวางแผนรับมือความเสียหายที่เกิดขึ้นของหน่วยงานรัฐและผู้เกี่ยวข้องไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรจะเป็น  

 

 

ธรรมชาตินำหน้าเราก้าวหนึ่งเสมอ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่ปี 2013) มีพายุหมุนเขตร้อนที่มีความเร็วลมเกินระดับ 5 จนสามารถนับเป็นระดับ 6 ก่อตัวขึ้นถึง 5 ลูก เช่น เฮอริเคนแพทริเซียในปี 2015 ที่มีความเร็วลมใกล้ศูนย์กลางพายุสูงที่สุดในโลกคือ 345 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือ 95.8 เมตรต่อวินาที โชคดีที่พายุลูกนี้อ่อนกำลังลงก่อนขึ้นฝั่งประเทศเม็กซิโก และยังขึ้นฝั่งที่รัฐฮาลิสโกซึ่งมีประชากรเบาบาง ทำให้ความสูญเสียค่อนข้างน้อย ตรงข้ามกับไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนในปี 2013 ที่มีความเร็วลมใกล้ศูนย์กลางพายุ 315 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือ 87.5 เมตรต่อวินาที แต่พายุลูกนี้กลับเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์ที่จังหวัดซีลางังซามาร์ที่มีประชากรหนาแน่น โดยไม่ลดความเร็วลมลงเลย จึงสร้างความสูญเสียมากมายระดับประวัติศาสตร์ คือมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 6,350 คน

 

สภาวะโลกร้อนเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการสะสมของกระแสน้ำอุ่นบนผิวทะเลที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ จนมีการประเมินว่าในอนาคต แม้จำนวนของเฮอริเคนที่เกิดในแต่ละปีจะไม่เพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นคือโอกาสที่จะเกิดเฮอริเคนที่มีความเร็วลมสูงมากๆ และเฮอริเคนลักษณะนี้มีโอกาสก่อตัวขึ้นในทุกน่านน้ำ 

 

ไมเคิล เวห์เนอร์ (Michael Wehner) นักวิจัยจากห้องปฏิบัติการแห่งชาติ Lawrence Berkeley ของสหรัฐฯ และนักวิจัยร่วม เจมส์ คอสซิน (James Kossin) รวมทั้งทีมงาน มีความเห็นว่า มาตราเฮอริเคนแซฟเฟอร์-ซิมป์สันที่ใช้งานกันอยู่ในปัจจุบัน น่าจะถึงเวลาที่ต้อง ‘อัปเกรด’ ให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลก ไม่เช่นนั้นการประเมินความเสี่ยงในการรับมือมหันตภัยอย่างเฮอริเคนระดับ 6 จะผิดพลาด หากเรามีมาตรวัดที่สิ้นสุดแค่เฮอริเคนระดับ 5 เหมือนทุกวันนี้

 

ทีมงานเสนอให้มีการเพิ่มระดับ 6 ที่ความเร็วลมใกล้ศูนย์กลางพายุตั้งแต่ 86 เมตรต่อวินาที หรือ 309 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป 

 

อย่างไรก็ตาม ก็มีความเห็นแย้งมาจาก ไมเคิล เบรนแนน (Michael Brennan) ผู้อำนวยการศูนย์เฮอริเคนแห่งชาติ (NHC) ของ NOAA ในแง่ที่ว่าความสูญเสียด้านชีวิตส่วนใหญ่ที่เกิดจากเฮอริเคนไม่ได้เกิดจากความเร็วลมโดยตรง แต่เกิดจากคลื่นพายุซัดฝั่งแบบสตอร์มเซิร์จ (Storm Surge) ฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน หรือการก่อตัวของทอร์นาโดระหว่างการขึ้นฝั่งของเฮอริเคน การอัปเกรดมาตราเฮอริเคนแซฟเฟอร์-ซิมป์สันจึงไม่ใช่เรื่องที่ทางหน่วยงานสนใจ

 

กลับมาทางด้านทีมงานของ ไมเคิล เวห์เนอร์ ที่สรุปทิ้งท้ายว่า การเปลี่ยนแปลงแก้ไขมาตราเฮอริเคนแซฟเฟอร์-ซิมป์สันที่ใช้งานกันมาอย่างยาวนานน่าจะไม่ใช่เรื่องง่าย ตามขั้นตอนหลังจากนี้คงต้องมีการจัดอภิปรายครั้งใหญ่ร่วมกับผู้เกี่ยวข้องอีกหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นด้านผังเมือง ด้านจิตวิทยา และอีกมากมาย กว่าจะเกิดขึ้นจริงได้ แต่ที่เกิดขึ้นไปแล้วคือเฮอริเคนที่มีความเร็วลมในระดับที่น่ากลัว นี่คือจุดมุ่งหมายของงานวิจัยชิ้นนี้ที่เตือนให้เราตระหนักรู้ว่า โลกของเรากำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่สภาวะอากาศที่เลวร้ายลงเรื่อยๆ และเราต้องหันมาสนใจอย่างจริงจัง

 

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์เผยแพร่ใน PNAS เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2024 https://www.pnas.org/doi/10.1073/pnas.2308901121

 

ภาพปก: NOAA via Getty Images

อ้างอิง: 

The post นักวิจัยแนะ เพิ่มเกณฑ์ ‘ระดับ​ 6’ ใช้กับ​เฮอริเคน​ที่นับวันยิ่งรุนแรง​ขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
หรือการโคลนนิ่งมนุษย์คือก้าวต่อไป? หลังความสำเร็จ​ในการโคลนนิ่งลิง https://thestandard.co/human-cloning-after-monkey-success/ Sun, 28 Jan 2024 12:59:08 +0000 https://thestandard.co/?p=893201 การโคลนนิ่ง

‘เรโทร’ (Retro)​ คือชื่อของลิงวอก (Macaca mulatta) เพศผ […]

The post หรือการโคลนนิ่งมนุษย์คือก้าวต่อไป? หลังความสำเร็จ​ในการโคลนนิ่งลิง appeared first on THE STANDARD.

]]>
การโคลนนิ่ง

‘เรโทร’ (Retro)​ คือชื่อของลิงวอก (Macaca mulatta) เพศผู้ ซึ่งเป็น​สัตว์ในกลุ่มวานรหรือไพรเมตสายพันธุ์ล่าสุดที่ประสบความสำเร็จ​จากการโคลนนิ่ง โดยเจ้าจ๋อเรโทร​นี้ถือกำเนิดขึ้นในจีนเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม​ 2020 จวบจนบัดนี้​ผ่านไป 3 ปีแล้วยังคงมีสุขภาพดี

 

การโคลนนิ่งเจ้าจ๋อเรโทรเดินตามรอยไพรเมตรุ่นพี่ต่างสายพันธุ์​ 2 ตัว นั่นคือ ‘จงจง’ (中中)​ ที่ถือกำเนิด​เ​มื่อวันที่​ 27 พฤศจิกายน 2017 และ ‘หัวหัว’ (华华)​ ที่เกิดในวันที่​ 5 ธันวาคมปีเดียวกัน ทั้งคู่​เป็นโคลนนิ่งของลิงแสม (Macaca fascicularis)​ เพศเมีย ที่ทุกวันนี้ต่างก็มีอายุเข้าสู่ปีที่ 6 แล้ว ถือเป็นการโคลนนิ่งสัตว์​ในตระกูล​ไพรเมตสำเร็จ​เป็น​ครั้ง​แรกของโล​ก (ชื่อทั้งคู่แยกมาจากคำว่า ‘จงหัว’ 中华 ที่หมายถึงประชาชาติจีน)

 

ความสำเร็จเหล่านี้ก่อให้เกิดคำถามว่า ใกล้ถึงเวลาของการโคลนนิ่งมนุษย์แล้วใช่หรือไม่

 

คำตอบมีทั้งในแง่ของจริยธรรมและในแง่ของเทคนิคการโคลนนิ่ง

 

แน่นอนว่าการโคลนนิ่งมนุษย์เป็นเรื่องที่ไม่มีใครยอมรับได้ในปัจจุบันไม่ว่าจะมองจากแง่มุมไหน แต่อย่าลืมว่ายังคงมีความต้องการแฝงเร้นในเรื่องนี้อยู่เสมอ ดังนั้นหากจะว่ากันในแง่ของการพยายามทำอย่างเปิดเผยย่อมเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน ยกเว้นจะมีบางประเทศที่สามารถจัดการทดลองแบบลับๆ

 

ส่วนในแง่ของเทคนิคก็มีปัญหามากมายไม่แพ้กัน 

 

ทั้งลิงวอกอย่างเรโทรและลิงแสมอย่างจงจงและหัวหัวนั้นต่างก็เป็นลิงโลกเก่าในตระกูลลิงมาคาก (Macaque)​ ที่แม้จะมีหาง แต่ก็แทบไม่ใช้หางในการปีนต้นไม้​แล้ว​ ถึงอย่างนั้นกว่าจะมาถึงมนุษย์​เราก็ยังต้องข้ามเอป (Ape)​ หรือวานรไร้หางอีก 4 สายพันธุ์​ นั่นคือชะนี อุรังอุตัง กอริลลา และชิมแปนซี​ เสียก่อน

 

หลังความสำเร็จของการโคลนนิ่ง ‘แกะดอลลี’ ในปี 1996 เทคนิคการโคลนนิ่งด้วยถ่ายโอนนิวเคลียสของเซลล์​ที่ไม่ใช่เซลล์สืบพันธุ์ ​หรือ SCNT ก็ถูกนำมาใช้กับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำนวนมาก วิธีการนี้สามารถอธิบายแบบง่ายๆ คือ ย้ายนิวเคลียสของเซลล์สัตว์ที่เราต้องการโคลนไปใส่ในเซลล์ไข่ใบใหม่ของสัตว์ตัวที่ 2 ที่ไร้นิวเคลียส จากนั้นใช้ไฟฟ้ากระตุ้นเซลล์ให้แบ่งตัวจนพัฒนาเป็นตัวอ่อน แล้วจึงนำไปฝังตัวในมดลูกของสัตว์ตัวที่ 3 เพื่ออุ้มบุญ 

 

วิธีการนี้ได้ผลกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิดตลอด 20 ปีที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นหนู, ม้า, วัว, อูฐ, พังพอน, กระต่าย, หมู, สุนัข และแมว ฯลฯ แต่แทบใช้ไม่ได้ผลกับสัตว์ในกลุ่มไพรเมต

 

ทีมนักวิทยาศาสตร์ผู้ประสบความสำเร็จในการโคลนนิ่งลิงแสมคู่แรกของโลกนั้นพบว่า สำหรับลิงแสม ทีมงานไม่อาจใช้นิวเคลียสจากเซลล์ร่างกายของลิงที่โตเต็มวัยได้ (ในกรณีของแกะดอลลีใช้เซลล์ร่างกายแกะจากบริเวณเต้านม) ทีมงานจำเป็น​ต้องแยกนิวเคลียสของเซลล์ลิงแสมจากร่างกายตัวอ่อนลิงที่ยังอยู่ในรกเท่านั้น และเมื่อนำมาใส่ไว้ในเซลล์ไข่แล้ว 

 

ยังมีสิ่งที่ต้องทำเพิ่มเติมคือ ต้องใช้เทคนิค ‘คริสเปอร์’ (CRISPR-Cas9) ด้วยเอนไซม์อีก 2 ตัว เพื่อลบความจำอิพิเจเนติกส์ในด้านที่เคยเป็นเซลล์ร่างกายของนิวเคลียส จึงสามารถดำเนินรวมนิวเคลียสเข้ากับไข่ได้ และหลังจากนำไข่ 21 ฟองไปฝากอุ้มบุญไว้ในแม่ลิงจำนวน 6 ครรภ์ แม่ลิงก็คลอดลิงแสม 2 ตัวที่รอดชีวิตออกมาเป็นจงจงและหัวหัวได้สำเร็จ

 

และเมื่อมาถึงคราวของลิงวอกอย่างเรโทร ขั้นตอนการโคลน​นิ่งนั้นยากขึ้นไปอีก ทีมงานใช้วิธีการเดิมแบบที่ใช้กับลิงแสมไม่ได้ผล เยื่อหุ้มเซลล์ขั้นนอกที่ปกติจะพัฒนาไปเป็นรกนั้นมีการเติบโตอย่างไม่เหมาะสม ทำให้ตัวอ่อนตายลงไปเป็นจำนวนมาก ทีมงานจึงเปลี่ยนไปเป็นการปลูกถ่ายมวลเซลล์ชั้นใน (สิ่งที่อยู่ภายในเซลล์) ของเซลล์ที่จะโคลนเข้าไปแทนที่เซลล์ของตัวอ่อนที่หามาใหม่ ซึ่งเป็นเซลล์ที่มาจากวิธีผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ 

 

ผลคือตัวอ่อนของลิงวอกโคลนนิ่งจะได้ไปเติบโตในรกของลิงวอกอื่นที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกันทาง DNA

 

ทีมงานพบว่าวิธีการนี้ได้ผล ตัวอ่อน 113 ตัว มี 11 ตัวที่มีศักยภาพดีพอที่จะย้ายไปฝังในมดลูกของแม่ลิงอุ้มบุญ แต่สุดท้ายก็มีลิงวอกโคลนนิ่งเพียงตัวเดียวที่คลอดออกมาได้นั่นคือ ‘เรโทร’

 

ตามที่กล่าวมาข้างต้น ความยุ่งยากทางเทคนิคเหล่านี้เกิดกับลิงแสมและลิงวอกซึ่งเป็นลิงในตระกูลมาคาก จนทำให้อัตราความสำเร็จในการโคลนนิ่งมีน้อยมาก และหากข้ามขั้นไปถึงวานรไร้หางอย่างเอป แน่นอนว่าเทคนิคดังกล่าวคงไม่ได้ผล จนทำให้ต้องหาเทคนิคใหม่ในการโคลนนิ่งอีกเป็นเวลายาวนาน และคงนานขึ้นไปอีกกว่าจะพบขั้นตอนที่ถูกต้องที่จะสามารถโคลนนิ่งเอปชั้นสูงสุดอย่างมนุษย์เราขึ้นมาได้ 

 

ดังนั้นต่อคำถามที่ว่า ใกล้ถึงเวลาของการโคลนนิ่งมนุษย์แล้วใช่หรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่ใช่ในเร็ววันนี้ เรายังคงต้องรออีกนานกับการยอมรับของสังคมในแง่จริยธรรม ความเชื่อทางศาสนา ตลอดจนเทคนิคการทำโคลนนิ่งที่ต้องพัฒนาต่อไป

 

ภาพ: Qiang Sun / Nature Communications / AFP

อ้างอิง:

The post หรือการโคลนนิ่งมนุษย์คือก้าวต่อไป? หลังความสำเร็จ​ในการโคลนนิ่งลิง appeared first on THE STANDARD.

]]>
พบฟอสซิลญาติใกล้ชิดของไดโนเสาร์จอมโหด ‘ทีเร็กซ์’ ที่ตัวโตพอๆ กันแต่เก่าแก่กว่า https://thestandard.co/found-fossils-of-close-relatives-of-t-rex/ Thu, 18 Jan 2024 12:36:59 +0000 https://thestandard.co/?p=889408 Mcraeensis

ถ้าถามใครสักคนว่ารู้จักไดโนเสาร์พันธุ์ไหนบ้าง เชื่อว่าเ […]

The post พบฟอสซิลญาติใกล้ชิดของไดโนเสาร์จอมโหด ‘ทีเร็กซ์’ ที่ตัวโตพอๆ กันแต่เก่าแก่กว่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
Mcraeensis

ถ้าถามใครสักคนว่ารู้จักไดโนเสาร์พันธุ์ไหนบ้าง เชื่อว่าเจ้า ‘ทีเร็กซ์’ ผู้โด่งดังจะต้องเป็นหนึ่งในคำตอบที่ได้รับอย่างแน่นอน ล่าสุดได้มีผู้ค้นพบฟอสซิลของไดโนเสาร์กินเนื้อเดินสองเท้าสปีชีส์ใหม่ ที่น่าจะเป็นสายพันธุ์ใกล้ชิดที่สุดของทีเร็กซ์ แต่ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกก่อนเจ้าจอมโหด 5-7 ล้านปี

 

‘ทีเร็กซ์’ (T.Rex) คือชื่อที่ย่อมาจาก ไทแรนโนซอรัส เร็กซ์ (Tyrannosaurus Rex) คำว่าไทแรนโนซอรัส เป็นชื่อสกุล หมายถึง ‘กิ้งก่าทรราช’ ก่อนหน้านี้มีไดโนเสาร์ชนิดเดียวในสกุลนี้คือ ‘เร็กซ์’ (Rex) ที่หมายถึงราชา แต่เจ้าทีเร็กซ์จะไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป เพราะจะมีอีกหนึ่งสมาชิกใหม่ที่ใช้สกุลเดียวกัน

 

นักวิทยาศาสตร์ตั้งชื่อไดโนเสาร์สปีชีส์ใหม่ที่ค้นพบว่า ‘แมคเรเอนซิส’ (Mcraeensis) หรือชื่อเต็มว่า ‘ไทแรนโนซอรัส แมคเรเอนซิส’ ถ้าเราจะเรียกชื่อย่อตามแบบทีเร็กซ์ คงต้องเรียกมันว่า ทีแมคเรเอนซิส เชื่อว่าคงมีคนอยากย่อชื่อมันให้สั้นลงไปอีกว่า ‘ทีแมค’

 

 

ดร.เซบาสเตียน ดาลมาน (Sebastian G. Dalman) และทีมงาน นำฟอสซิลของ ‘ทีแมค’ ที่พบตั้งแต่ทศวรรษที่ 80 มาวิเคราะห์ ฟอสซิลชุดนี้พบจากแหล่งขุดค้นบริเวณทะเลสาบฮอลล์ในนิวเม็กซิโก ซึ่งพื้นที่ตรงนี้คือฝั่งตะวันตกของทวีปอเมริกาเหนือในยุคครีเทเชียสที่มีชื่อว่า ลารามิเดีย (Laramidia) แยกห่างจากพื้นที่ฝั่งตะวันออกคือ แอปพาเลเชีย (Appalachia) โดยมีทะเลตื้นๆ คั่นไว้ตรงกลาง

 

จุดที่พบฟอสซิลทำให้ทีมงานสามารถระบุได้ว่า ไดโนเสาร์ในสกุลไทแรนโนซอรัสทุกชนิดน่าจะมีต้นกำเนิดจากทางตอนใต้ของลารามิเดียก่อนแพร่กระจายไปสู่ส่วนอื่นๆ ของพื้นทวีป

 

“เมื่อปีแรกๆ ที่พบฟอสซิลนี้ ลักษณะมันดูคล้ายกับทีเร็กซ์จนพาเอาหลายคนในตอนนั้นเข้าใจผิด” ดร.สเปนเซอร์ ลูคัส (Spencer Lucas) หนึ่งในทีมงานอธิบาย “ต่อมาในปี 2013 เมื่อทีมงานของเราเริ่มวิเคราะห์ลึกลงไป เราก็เริ่มพบความแตกต่างหลายจุดจนแน่ใจว่าที่เห็นอยู่นี้คือสปีชีส์ใหม่”

 

จุดเด่นที่สุดที่ทำให้เจ้าไทแรนโนซอรัส เร็กซ์ และไทแรนโนซอรัส แมคเรเอนซิส แตกต่างกันมี 2 จุด จุดแรกคือลักษณะของกราม โดยกรามล่างของเจ้า ‘ทีเร็กซ์’ ที่วิวัฒนาการขึ้นภายหลัง ‘ทีแมค’ หลายล้านปีนั้นมีขนาดใหญ่กว่า แต่กลับมีซี่ฟันที่เล็กและห่างกว่า จุดนี้ทำให้ ‘ทีเร็กซ์’ มีพลังการกัดที่รุนแรงชนิดที่ว่าสามารถทะลุผ่านกล้ามเนื้อเข้าไปถึงกระดูกของไดโนเสาร์​กินพืชได้อย่างง่ายดาย​   

 

จุดที่ 2 คือสันคิ้ว โดยไทแรนโนซอรัส เร็กซ์ ได้วิวัฒนาการสันคิ้วจนสูงโด่งกว่าญาติของมันค่อนข้างชัดเจน อาจเพื่อวัตถุประสงค์ในด้านการเพิ่มความสนใจกับเพศตรงข้าม ซึ่งญาติยุคแรกของมันไม่มีสันคิ้วโด่งแบบนี้ ถือเป็นเรื่องปกติของขั้นตอนวิวัฒนาการ

 

ทีมงานพบว่า ในช่วงต้นยุคครีเทเชียส ไดโนเสาร์ส่วนใหญ่จะมีขนาดร่างกายไม่ใหญ่มาก ต่อมาเมื่อใกล้เข้าสู่ช่วงช่วงคัมปาเนียน ซึ่งอยู่ประมาณช่วงกลางค่อนไปทางปลายยุคครีเทเชียส ไดโนเสาร์ชนิดต่างๆ โดยเฉพาะพวกกินพืชอย่างเช่น เซราทอปเซียน ฮาโดรซอร์ และไททันโนซอร์ ก็เริ่มมีขนาดร่างกายที่ใหญ่โตขึ้น ทำให้ไดโนเสาร์กินเนื้อโดยเฉพาะสกุลไทแรนโนซอรัส ยกตัวอย่างเช่น แมคเรเอนซิสที่ค้นพบใหม่นี้ ต้องวิวัฒนาการขนาดร่างกายให้ใหญ่โตตามไปด้วย จนพวกมันมีน้ำหนักเกือบ 10 ตัน และมีความยาวจากหัวถึงหาง 10-12 เมตร พูดง่ายๆ คือเมื่อไดโนเสาร์กินพืชตัวใหญ่ขึ้น ไดโนเสาร์กินเนื้อก็ตัวใหญ่ขึ้นตาม หลังจาก​นั้นการวิวัฒนาการด้านอื่นเพื่อให้มันเป็นนักล่าที่สมบูรณ์แบบก็ดำเนินไป จนมาถึงช่วงมาสทรีเชียน เราจึงได้พบกับเจ้า ‘ทีเร็กซ์’ ราชันย์แห่งไดโนเสาร์กินเนื้อที่มีกรามอันทรงพลังพร้อมแรงกัดมหาศาล หากพวกมันไม่สูญพันธุ์ไปก็ยังไม่รู้ว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอย่างมนุษย์เราจะมีโอกาสมาเดินอยู่บนโลกนี้หรือไม่

 

ทีมงานตีพิมพ์​เผยแพร่การค้นพบ​ครั้งนี้​ลงใน​วารสาร https://www.nature.com/articles/s41598-023-47011-0

 

อ้างอิง:

The post พบฟอสซิลญาติใกล้ชิดของไดโนเสาร์จอมโหด ‘ทีเร็กซ์’ ที่ตัวโตพอๆ กันแต่เก่าแก่กว่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนพัฒนา​แบตเตอรี่พลังงานนิวเคลียร์ ใช้ใส่มือถือได้ 50 ปีโดยไม่ต้องชาร์จ https://thestandard.co/betavolt-technology-radioactive-battery/ Tue, 16 Jan 2024 10:08:25 +0000 https://thestandard.co/?p=888406

บริษัท เบต้าโวลท์ เทคโนโลยี (Betavolt Technology) ของจี […]

The post จีนพัฒนา​แบตเตอรี่พลังงานนิวเคลียร์ ใช้ใส่มือถือได้ 50 ปีโดยไม่ต้องชาร์จ appeared first on THE STANDARD.

]]>

บริษัท เบต้าโวลท์ เทคโนโลยี (Betavolt Technology) ของจีน ประกาศความสำเร็จในการย่อส่วนแหล่งจ่ายไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ หรืออุปกรณ์เบตาโวลตาอิก หรือเราจะเรียกให้เข้าใจง่ายๆ ว่า แบตเตอรี่พลังนิวเคลียร์ ให้มีขนาดเล็กและบางลงจนเหลือขนาดเพียง 15x15x5 มิลลิเมตร

 

อุปกรณ์เบตาโวลตาอิก (Betavoltaic Device) ซึ่งเป็นแหล่งจ่ายไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์นี้ไม่ใช่ของใหม่ เทคโนโลยีนี้มีต้นกำเนิดมายาวนานตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 70 มีหลักการทำงานคือการแปลงคู่ของช่องว่างอิเล็กตรอน Electron-Hole Pairs ที่เกิดจากการไหลกระโดดของอนุภาคเบตา Ionization Trail of Beta Particles ซึ่งเคลื่อนที่ผ่านเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) เป็นกำลังไฟฟ้า 

 

อุปกรณ์นิวเคลียร์ชนิดนี้มีข้อจำกัดที่สามารถสร้างความหนาแน่นของกำลังไฟฟ้า หรือ Power Density ออกมาได้ค่อนข้างน้อยคือเพียงระดับไมโครวัตต์เท่านั้น แต่เพราะอนุภาคเบตาที่ผลิตได้มีอำนาจทะลุทะลวงต่ำมาก และไม่ปล่อยความร้อน แถมมีอายุการใช้งานที่ยาวนานโดยไม่ต้องมีการบำรุงรักษา ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้จึงมีการนำไปใช้ในระบบงานที่ไม่ต้องการกำลังไฟฟ้ามาก แต่ต้องมีอายุการใช้งานยาวนานโดยไม่ต้องมีการชาร์จไฟเพิ่มเติม เช่น นำไปใช้เป็นแหล่งจ่ายพลังงานให้อุปกรณ์การแพทย์ฝังอยู่ในร่างกาย ใช้จ่ายพลังงานให้ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ใต้ทะเลลึก หรือนำไปใช้งานในกิจการอวกาศ เป็นต้น

 

สารกัมมันตรังสีสำหรับผลิตแบตเตอรี่พลังนิวเคลียร์รูปแบบนี้มีหลายชนิด เช่น ไอโซโทปคาร์บอน 14 ที่มีประสิทธิภาพและราคาค่อนข้างสูง ส่วนใหญ่นิยมใช้ในการทหาร แต่ทางบริษัท เบต้าโวลท์ เทคโนโลยี ได้เลือกใช้ไอโซโทปนิกเกิล-63 ที่มีประสิทธิภาพลดลงมาในระดับกลางๆ แต่ราคาถูกกว่า เพื่อให้ง่ายต่อการผลิตจำหน่าย โดยทางบริษัทนำแผ่นนิกเกิล-63 ที่มีความหนาเพียง 2 ไมครอน มาประกอบสลับกับเซมิคอนดักเตอร์เพชรผลึกเดี่ยวที่มีความหนา 10 ไมครอน ซ้อนกัน 2 ชั้น เพื่อให้เกิดการแปลงกระแสไฟฟ้าได้ในระดับกำลังที่นำไปใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน นั่นคือกำลังไฟฟ้า 100 ไมโครวัตต์ (μW) และแรงดันไฟฟ้า 3 โวลท์ (V) 

 

 

ชั้นของสารกัมมันตรังสีและเซมิคอนดักเตอร์จะถูกครอบทับเอาไว้ในเคสที่แข็งแรงเพื่อลดแรงกระแทก รวมถึงยังสามารถใช้งานในอุณหภูมิที่แตกต่างกันได้ตั้งแต่ -60 C ถึง 120 C อีกด้วย

 

ทางบริษัทระบุว่า เวลานี้ตัวแบตเตอรี่พลังงานนิวเคลียร์ที่มีชื่อเรียกว่า BV-100 กำลังอยู่ในขั้นตอนการทดสอบใช้งานในลักษณะต่างๆ ซึ่งการทดสอบจะดำเนินไปอย่างหนักเพื่อให้มั่นใจถึงความปลอดภัย เช่น ถึงขั้นนำไปยิงด้วยลูกกระสุนปืนจนทะลุ ผลคือแบตเตอรี่นี้ไม่มีการติดไฟลุกไหม้ใดๆ ทั้งสิ้น การหาข้อบกพร่องยังคงดำเนินต่อไป และเมื่อพัฒนาได้สมบูรณ์ก็จะเริ่มการผลิตจำนวนมากเพื่อใช้งานเชิงพาณิชย์ได้ในอนาคต โดยเวอร์ชันที่นำออกจำหน่ายจะสามารถจ่ายไฟฟ้าได้นานถึง 50 ปี และทางบริษัทยังมีแผนจะผลิตรุ่นอัปเกรดที่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ถึง 1 วัตต์ออกจำหน่ายในอนาคตอันใกล้

 

ธรรมชาติของไอโซโทปนิกเกิล-63 นั้นเมื่อหมดอายุจะกลายสภาพเป็นทองแดง ซึ่งเป็นธาตุเสถียร ไร้กัมมันตรังสี และไม่ก่อให้เกิดอันตรายหรือมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม

 

หลายคนอาจกังวลกับคำว่านิวเคลียร์ อาจนึกไปถึงโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล หรือเหตุการณ์ทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาและนางาซากิในสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ความจริงพลังงานนิวเคลียร์แบบนั้นคือพลังฟิชชันของธาตุหนักจากปฏิกิริยาลูกโซ่ซึ่งไม่ใช่ชนิดที่กล่าวถึงในบทความนี้ หรือบางคนอาจนึกไปถึงนิวเคลียร์แบบ RTG ของ NASA ที่ปล่อยพลังงานความร้อนและรังสีจากการสลายตัวของธาตุหนัก ซึ่งก็ไม่ใช่เช่นกัน 

 

สำหรับเบตาโวลตาอิกในบทความนี้เป็นการใช้งานนิวเคลียร์ในแบบที่ปลอดภัยกว่านั้นมาก และด้วยความสะดวกปลอดภัยของมัน และหากสามารถเชื่อมต่อหลายเซลล์เข้าด้วยกันเพื่อจ่ายพลังงานให้มากขึ้นได้ ในอนาคตอาจพลิกโฉมโลกใบนี้ในเรื่องของอุปกรณ์ที่นำติดตัว เช่น แก็ดเจ็ตไอทีต่างๆ ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน โดรน หุ่นยนต์ หรือแม้แต่ยานยนต์ไฟฟ้าตามท้องถนนกันเลยทีเดียว

 

 

อ้างอิง: 

The post จีนพัฒนา​แบตเตอรี่พลังงานนิวเคลียร์ ใช้ใส่มือถือได้ 50 ปีโดยไม่ต้องชาร์จ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทียบแผ่นดินไหวธรรมชาติ vs. ฝีมือมนุษย์ หักล้างทฤษฎีสมคบคิด ‘ใครทำแผ่นดินไหวญี่ปุ่น’ https://thestandard.co/natural-vs-man-made-earthquakes/ Fri, 05 Jan 2024 07:56:13 +0000 https://thestandard.co/?p=884581

ในวันขึ้นปีใหม่ ขณะที่ผู้คนในญี่ปุ่นกำลังเฉลิมฉลอง ได้เ […]

The post เทียบแผ่นดินไหวธรรมชาติ vs. ฝีมือมนุษย์ หักล้างทฤษฎีสมคบคิด ‘ใครทำแผ่นดินไหวญี่ปุ่น’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในวันขึ้นปีใหม่ ขณะที่ผู้คนในญี่ปุ่นกำลังเฉลิมฉลอง ได้เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ถึง 7.6 ที่คาบสมุทรโนโตะ จังหวัดอิชิคาวะ ที่ก่อให้เกิดคลื่นสึนามิตามมา ในช่วงเวลาแห่งความตื่นตระหนกนั้น ก็มีกระแสข่าวที่โพสต์ออกมาเป็นจำนวนมากในแพลตฟอร์ม X ว่า แผ่นดินไหวใหญ่ในครั้งนี้อาจเป็น ‘ฝีมือของมนุษย์’ จนเกิดแฮชแท็ก #人工地震

 

จากการวิเคราะห์ข้อมูลออนไลน์ของสำนักข่าว NHK เกี่ยวกับแผ่นดินไหวที่คาบสมุทรโนโตะ พบว่าเมื่อนับถึงเวลา 17.30 น. ของวันที่ 2 มกราคม มีชาวเน็ตแห่โพสต์ถึงประมาณ 250,000 โพสต์ เกี่ยวกับสมมติฐานหรือทฤษฎีสมคบคิดของแผ่นดินไหวที่ไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม มีบางโพสต์ที่ออกมาปฏิเสธแนวคิดนี้ ซึ่งมีโพสต์หนึ่งที่มีผู้เข้าชมเกือบ 8.5 ล้านครั้ง

 

แนวคิดของชาวเน็ตญี่ปุ่นออกไปในแนวทางที่ว่า แผ่นดินไหวที่คาบสมุทรโนโตะ จังหวัดอิชิคาวะครั้งนี้ มีความเกี่ยวพันกับการทดลองนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ

 

ข้อเท็จจริงของแผ่นดินไหวในคาบสมุทรโนโตะเป็นอย่างไร

 

ท่ามกลางความงุนงงสับสน เรามาดูข้อเท็จจริงและเกร็ดความรู้เกี่ยวกับแผ่นดินไหวกันดีกว่า

 

เริ่มจากขนาด หลายคนงุนงงกับขนาดของแผ่นดินไหวในครั้งนี้ เช่น พบว่าเครือข่ายยุโรปอย่าง GEOFON หรือ EMSC และเครือข่ายอเมริกาคือ USGS รายงานขนาดแผ่นดินไหวว่าเป็น 7.5 แต่ทำไม JMA ของญี่ปุ่นรายงานว่า 7.6 แล้วมันคือขนาดเท่าไรกันแน่

 

คำตอบแบบเข้าใจง่ายคือเรากำลังพูดถึงตัวเลขเดียวกัน แต่คนละมาตรา เหมือนเบอร์รองเท้าไซส์เดียวกัน แต่บางยี่ห้อบอกเบอร์​แบบยุโรป บางยี่ห้อ​บอกเบอร์​แบบอเมริกา ก็เลยออกมาคนละตัวเลข  

 

ดังนั้น ขนาดของแผ่นดินไหวที่คาบสมุทรโนโตะ จังหวัดอิชิคาวะ ครั้งนี้ หากวัดตามมาตรา Mjma ของญี่ปุ่น ก็จะได้ 7.6 แต่หากวัดตามมาตราโมเมนต์ หรือ Mw ก็จะออกมา 7.5 ซึ่งเราจะใช้อันไหนก็ได้ ไม่ผิดหลักการ หรือเราอาจจะเพิ่มรายละเอียดลงไปในวงเล็บตามหลัง เช่น 7.5 (Mw) และ 7.6 (Mjma)​ แม้ดูรุงรังหน่อยแต่ก็ชัดเจนดี 

 

ยังมีอีกตัวเลข นั่นคือเลข 7 ที่สื่อและชาวญี่ปุ่นนิยมใช้และเป็นที่เข้าใจกันมากกว่า เลข 7 นี้ไม่ใช่ขนาด แต่คือ ‘ความรุนแรง’ ซึ่งเราสามารถสังเกตง่ายๆ ว่าหากเป็นการพูดถึง ‘ขนาด’ จะมีทศนิยม 1 หลักเสมอ แม้ลงท้ายด้วยศูนย์ เช่น 5.0 แต่หากกำลังพูดถึง ‘ความรุนแรง’ ก็จะเป็นเลขหลักหน่วยตัวเดียวโดดๆ ไม่มีทศนิยม

 

แล้วขนาดกับความรุนแรงต่างกันตรงไหน 

 

‘ขนาด’ คือค่าอ้างอิงตายตัวเหมือนเบอร์หลอดไฟ 100 วัตต์ จะเอาไปไว้ไกลแค่ไหน หลอดไฟหลอดนั้นก็ยังคงเป็น 100 วัตต์ แต่ ‘ความรุนแรง’ นั้นไม่ตายตัว ตัวเลขนี้ขึ้นกับระยะทาง เหมือนยิ่งใกล้หลอดไฟก็ยิ่งสว่าง ซึ่งญี่ปุ่นมีมาตราวัดความรุนแรงที่เรียกว่า ‘ชินโดะ’ โดยในแผ่นดินไหวที่คาบสมุทรโนโตะในครั้งนี้ มีค่าความรุนแรงเท่ากับ 7 ตามมาตราชินโดะ เกิดขึ้นที่เมืองชิกะ จังหวัดอิชิคาวะ ซึ่งเป็นจุดเหนือจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวพอดี

 

เราจะรู้ได้อย่างไรว่า แผ่นดินไหวครั้งไหนมาจากมนุษย์ ครั้งไหนมาจากธรรมชาติ

 

 

ตัวบ่งชี้แผ่นดินไหวตามธรรมชาติ vs. ฝีมือมนุษย์

 

สิ่งนี้อาจจะยุ่งยากไปเล็กน้อยสำหรับนักวิทยาศาสตร์แขนงอื่น แต่สำหรับนักแผ่นดินไหววิทยา (Seismologist) นั้นแทบจะบอกได้ในทันทีว่า แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นมาจากธรรมชาติหรือฝีมือมนุษย์ ด้วยสิ่งประดิษฐ์หรือเครื่องมือ 2 อย่าง

 

อย่างแรก เรียกว่า Focal Mechanism เป็นแผนภาพรูปวงกลมเหมือนลูกบอลชายหาด มีสีดำ-ขาวสลับกันด้านใน

 

แผนภาพรูปวงกลมนี้จะบ่งบอกถึงทิศทางการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกจากแผ่นดินไหวครั้งนั้นๆ สีดำหมายถึงพุ่งเข้ามาหาสถานีวัด หรือหมายถึงการบีบอัด การดันขึ้นด้านบน ส่วนสีขาวหมายถึงการคลายตัว

 

แผนภาพรูปวงกลมนี้ เมื่อไม่เกิดแผ่นดินไหวจะเป็นสีขาวล้วน แต่เมื่อใดที่เกิดแผ่นดินไหวขึ้นมา แผนภาพนี้จะปรากฏเป็น 2 สีคือขาวและดำ เพื่อบอกทิศทางการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก

 

เช่น หากเป็นแผ่นดินไหวจากรอยเลื่อนตามแนวระดับ (Strike-Slip Fault) ซึ่งเป็นรอยเลื่อนที่เปลือกโลกสองฟากของรอยเลื่อนเคลื่อนตัวในแนวราบ แผนภาพจะแสดงรูปวงกลมดำ-ขาวคล้ายตารางหมากรุก (วงกลมซ้ายบน)

 

แต่หากแผ่นดินไหวครั้งนั้นเกิดจากการทดลองนิวเคลียร์ แผนภาพรูปวงกลม Focal Mechanism ของนักแผ่นดินไหววิทยา จะแสดงภาพเป็นสี ‘ดำล้วน’ ทั้งวง ไม่มีสีขาวปน เหตุจากแรงอัดไปรอบทิศทางของการระเบิด

 

สำหรับเหตุการณ์แผ่นดินไหววันปีใหม่ที่คาบสมุทรโนโตะ จังหวัดอิชิคาวะ หน่วยงาน GEOFON แสดงภาพ Focal Mechanism ออกมาให้ทราบว่าเกิดจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกแบบย้อนตามแนวเอียงเท (Reverse Dip-Slip Fault) ซึ่งเรายังคงเห็นแผนภาพรูปวงกลมแสดง 2 สีคือดำและขาว ไม่ใช่สีดำล้วน นี่เป็นการยืนยันว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ใช่ฝีมือของเกาหลีเหนือแต่อย่างใด

 

เครื่องมือที่ 2 ของนักแผ่นดินไหววิทยา ก็คือการดูจาก ‘กราฟแผ่นดินไหว’

 

แผ่นดินไหวตามธรรมชาติจะก่อให้เกิดคลื่นออกมา 4 ชนิด แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกจะวิ่งไปตามเนื้อในของโลก (Body Wave) ได้แก่ คลื่นปฐมภูมิ (Primary Wave) หรือ ‘คลื่น P’ และคลื่นทุติยภูมิ (Secondary Wave) หรือ ‘คลื่น S’

 

กลุ่มที่ 2 จะวิ่งไปตามเปลือกโลก (Surface Wave) ได้แก่ คลื่น Love Wave และ Rayleigh Wave 

 

เราสนใจคลื่น P เพราะมันมีความเร็วสูง วิ่งมาถึงสถานีวัดก่อนเพื่อนเสมอ

 

ในแผ่นดินไหวตามธรรมชาติ คลื่น P จะมีขนาดที่เล็กกว่าคลื่นอื่น อาจใหญ่กว่าคลื่น S ในบางครั้ง แต่ไม่ใหญ่จนโดดเด่น (กราฟสีน้ำเงินในรูปบน)

 

แต่ในเหตุการณ์แผ่นดินไหวจากการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ใต้ดิน (กราฟสีแดงในรูปบน) คลื่น P ที่มาถึงสถานีวัดและปรากฏในกราฟจะมีขนาดใหญ่มาก ซึ่งกราฟแบบนี้ไม่มีทางเกิดตามธรรมชาติ 

 

สำหรับเหตุการณ์แผ่นดินไหววันปีใหม่ที่คาบสมุทรโนโตะ จังหวัดอิชิคาวะ ไม่มีกราฟแผ่นดินไหวจากสถานีใดเลยที่แสดงภาพ ‘คลื่น P หัวโต’ ให้เห็น นี่จึงเป็นการยืนยันตามหลักวิทยาศาสตร์แบบรวดเร็วได้ว่า แผ่นดินไหวในวันปีใหม่ที่ญี่ปุ่นไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเกาหลีเหนือเลย

 

แผ่นดินไหววิทยายังบอกอะไรเราได้อีก

 

แน่นอนว่าด้วยเครื่องมือต่างๆ ของนักแผ่นดินไหววิทยา ทำให้เราทราบได้ทันทีว่า ในโลกเรานี้มีการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ใต้ดินเกิดขึ้นวันและเวลาใด ที่ประเทศไหน (เราหาพิกัดด้วยการคำนวณเวลาที่คลื่นแผ่นดินไหวเดินทางไปถึงสถานีวัดที่กระจายอยู่ตามประเทศต่างๆ แล้วหาจุดตัด) แม้ทางการเมืองอาจพยายามปิดบังว่าไม่ได้ทดลองระเบิดนิวเคลียร์ หรือจะเปลี่ยนผลทดลองที่ไม่สำเร็จให้กลับกลายเป็นตรงข้าม ก็ไม่อาจปิดบังความจริงเอาไว้ได้ และที่สำคัญ เรายังสามารถต่อต้านข่าวลือหรือทฤษฎีสมคบคิดต่างๆ ที่ปรากฏตามโซเชียลมีเดียโดยหลักการทางวิทยาศาสตร์ได้ด้วย

 

ภาพ: Buddhika Weerasinghe / Getty Images

อ้างอิง:

The post เทียบแผ่นดินไหวธรรมชาติ vs. ฝีมือมนุษย์ หักล้างทฤษฎีสมคบคิด ‘ใครทำแผ่นดินไหวญี่ปุ่น’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘โรคกวางซอมบี้​’ ภัยที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอาจแพร่ระบาดไปยังมนุษย์ https://thestandard.co/zombie-deer-disease-experts-warn/ Fri, 05 Jan 2024 05:27:46 +0000 https://thestandard.co/?p=884539

หลังพบการระบาดล่าสุดในกลุ่มสัตว์จำพวกกวางในอุทยานแห่งชา […]

The post ‘โรคกวางซอมบี้​’ ภัยที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอาจแพร่ระบาดไปยังมนุษย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังพบการระบาดล่าสุดในกลุ่มสัตว์จำพวกกวางในอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตนของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน 2023 ที่ผ่านมา เหล่านักวิทยาศาสตร์และผู้เกี่ยวข้องเริ่มเกิดความกังวลว่า ‘โรคกวางซอมบี้’ มีโอกาสจะระบาดจากสัตว์สู่มนุษย์ในวงกว้าง

 

โรคระบาดดังกล่าวมีชื่อว่า CWD ซึ่งย่อมาจากคำว่า Chronic Wasting Disease ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่ของใหม่ โรคนี้พบกันมานานหลายสิบปีแล้ว โดยมีการตรวจพบครั้งแรกในปี 1967 จากกวางที่อาศัยอยู่ในศูนย์วิจัยสัตว์ป่าทางตอนเหนือของรัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา ต่อมาพบว่ามันระบาดในกวางหลายชนิด เช่น กวางแคริบู, กวางหางขาว, กวางเอลก์, กวางมูส และกวางล่อ

 

มีการตรวจพบการระบาดของโรคเป็นระยะๆ ครั้งหลังสุดคือปี 2019 แล้วก็มาถึงครั้งนี้จากการพบฝูงกวางจำนวนมากตายด้วยโรคเดียวกัน และหลังจากมีการสอบสวนของศูนย์ควบคุมโรคติดต่อสหรัฐฯ หรือ CDC ก็ได้พบการแพร่กระจายของโรคนี้ใน 31 รัฐของสหรัฐฯ และอีก 3 รัฐในแคนาดา รวมทั้งเริ่มมีการพบในประเทศอื่นด้วย เช่น นอร์เวย์, ฟินแลนด์, สวีเดน และเกาหลีใต้

 

ทำไมเรียกโรคนี้ว่า ‘กวางซอมบี้’

 

ชื่อเรียก Zombie Deer Disease หรือ ‘กวางซอมบี้’ นั้นมาจากอาการของโรค นั่นคือสมองกวางที่ติดเชื้อจะเกิดรูพรุน ส่งผลให้กวางเริ่มผอมแห้ง น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว มีอาการน้ำลายไหล เซื่องซึม จากนั้นจะเริ่มมีพฤติกรรมก้าวร้าว เดินสะดุดไปทั่ว ด้วยอาการดวงตาล่องลอยว่างเปล่าเหมือนซอมบี้ในภาพยนตร์ และกวางที่ติดเชื้อก็จะเสียชีวิตในที่สุด

 

สาเหตุของโรค

 

โรค CWD จัดอยู่ในกลุ่มของโรคสมองฟ่ามติดต่อ (Transmissible Spongiform Encephalopathies) เกิดจากโปรตีนรูปร่างผิดปกติที่มีชื่อว่า ‘พรีออน’ (Prion) ซึ่งเป็นโปรตีนขนาดเล็กที่ตรวจไม่พบกรดนิวคลีอิก ไม่ละลายน้ำ ทนความร้อน ทนการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิทั้งร้อนและเย็น ทนต่อความแห้ง ทนต่อแสงยูวี ทนต่อการย่อยสลายโดยเอนไซม์ ทั้ง Protease และ Nuclease โปรตีนตัวนี้สามารถแพร่กระจายความผิดปกติไปสู่โปรตีนตัวอื่นได้ มีระยะฟักตัวนานมากอาจถึงหลายสิบปี ออกฤทธิ์ทำให้โปรตีนต่างๆ เกิดการผลิตสารสื่อประสาทที่ผิดปกติ ในที่สุดสมองที่ติดเชื้อจะเกิดรูพรุนเหมือนฟองน้ำ รักษาไม่หาย และเจ้าของสมองก็จะตายลงในที่สุด

 

การระบาดระหว่างสัตว์ด้วยกัน

 

โปรตีน ‘พรีออน’ สาเหตุของโรค CWD ในกวางนั้นส่งต่อกันโดยสารคัดหลั่ง ตั้งแต่น้ำลาย เลือด ปัสสาวะ หรืออุจจาระ ซึ่งมันจะคงอยู่ในสภาพแวดล้อมได้นานจนกวางหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ เช่น หมาป่า, เสือคูการ์ และหมี หรือแม้กระทั่งนกมากินเข้าไป ไม่ว่าตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

 

การระบาดสู่มนุษย์

 

การระบาดข้ามจากสัตว์สู่มนุษย์ของโรค CWD เกิดขึ้นโดยการรับประทานชิ้นส่วนของกวางที่มี ‘พรีออน’ เข้าไป ซึ่งจะก่อให้เกิดโรคสมองฝ่อวาเรียนท์ (vCJD) ในมนุษย์ ลักษณะคล้ายกับที่เกิดการระบาดจากวัวสู่มนุษย์ในโรควัวบ้าหรือ BSE (Bovine Spongiform Encephalopathy) ซึ่งเป็นโรคสมองฝ่อในวัวที่มีสาเหตุมาจากพรีออนเช่นเดียวกัน

 

โรคสมองฝ่อวาเรียนท์ (vCJD) ในมนุษย์นั้นไม่มีทางรักษา และด้วยคุณสมบัติที่อาจมีการฟักตัวของโรคนานมาก ทำให้การตรวจหาสาเหตุในภายหลังเป็นเรื่องยาก สุดท้ายผู้ติดเชื้อก็จะเสียชีวิตในที่สุด

 

‘พรีออน’ นั้นแทบจะฆ่าไม่ตาย ทำลายไม่ได้ ไม่ว่าจะนำชิ้นส่วนของกวางไปต้มให้สุกเพียงใดก็ตาม เนื่องจากอุณหภูมิที่สามารถทำลายโปรตีนนี้ได้สูงกว่าอุณหภูมิที่ใช้ประกอบอาหารตามปกติมาก นอกจากนี้มันยังมีอายุยืน แม้เอาไปแช่เย็นแล้วนำมาปรุงอาหารใหม่อีกกี่ครั้งก็ไม่อาจทำลายพรีออนลงได้

 

ปัญหาคือฤดูการล่าสัตว์ในสหรัฐอเมริกากำลังดำเนินไปในเวลานี้ และผู้ที่ยิงกวางได้มักนิยมนำเนื้อกวางมาบริโภค นำไปเป็นของฝาก และอื่นๆ ซึ่งทางศูนย์ควบคุมโรคติดต่อสหรัฐฯ ได้ออกประกาศขอความร่วมมือให้งดพฤติกรรมดังกล่าวแล้ว แต่ก็ยังคงพบว่ามีการนำเนื้อกวางไปบริโภคตามค่านิยมอยู่อีกเป็นจำนวนมาก

 

นอกจากติดเชื้อผ่านทางการบริโภคแล้ว พรีออนอาจเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ผ่านการชำแหละซากกวางด้วยมือเปล่าแบบไม่สวมถุงมืออีกด้วย

 

จากโรคโควิด-19 ที่ระบาดไปก่อนหน้านี้ ที่ได้คร่าชีวิตมนุษย์ทั่วโลกไปหลายล้าน ซึ่งมีข้อสันนิษฐานจากหลักฐานบางอย่างว่าอาจเกิดจากการระบาดของไวรัสข้ามจากสัตว์สู่มนุษย์ หน่วยงานทั่วโลกต่างจับตามองโรคระบาดอื่นๆ ที่อาจระบาดจากสัตว์ข้ามมาสู่มนุษย์ได้อีก ไม่ว่าเกิดจากไวรัส, แบคทีเรีย หรือโปรตีนผิดปกติอย่าง ‘พรีออน’ ก็ตาม แต่เนื่องจากการรุกล้ำถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การระมัดระวังหรือชะลอการเกิดโรคลักษณะนี้จึงเป็นไปได้ค่อนข้างยาก ก็เพียงแต่หวังให้ผู้มีโอกาสสัมผัสเชื้อเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น และคอยติดตามข่าวสารตลอดจนปฏิบัติตามคำแนะนำต่างๆ อย่างเคร่งครัด

 

ภาพ: Karl Gehring / The Denver Post via Getty Images

อ้างอิง:

The post ‘โรคกวางซอมบี้​’ ภัยที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอาจแพร่ระบาดไปยังมนุษย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประมวลภัยพิบัติจากความวิปริตแปรปรวนของสภาพอากาศโลก ปี 2023 https://thestandard.co/disasters-from-global-climate-in-2023/ Thu, 28 Dec 2023 01:28:36 +0000 https://thestandard.co/?p=881990

ปี 2023 กลายเป็นปีที่เลวร้ายที่สุดของภัยพิบัติ​ที่เกี่ย […]

The post ประมวลภัยพิบัติจากความวิปริตแปรปรวนของสภาพอากาศโลก ปี 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปี 2023 กลายเป็นปีที่เลวร้ายที่สุดของภัยพิบัติ​ที่เกี่ยวเนื่อง​กับสภาวะ​โลก​ร้อน​ ด้วยจำนวนผู้เสียชีวิต​ทั่วโลกที่มากขึ้นกว่าปี 2022 ถึง 30% หรือกว่า 12,000 คน

 

ยอดผู้เสียชีวิต​ที่พุ่งสูงในปีนี้ หลักๆ มาจากเมืองเดอร์​นาของลิเบียที่ต้องพบกับหายนะจากเขื่อนแตกจากอิทธิพล​ของพายุแดเนียลที่ปรากฏขึ้นแบบไม่คาดคิดในเดือนกันยายน พายุลูกนี้เป็นเฮอริเคนนอกสารบบที่ก่อตัวขึ้นในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เป็นชนิดพายุที่ไม่ได้พบเห็นได้ทั่วไป ​จนต้องตั้งชื่อชนิดพายุให้ใหม่ว่า ‘เมดิเคน’ (Medicane)​

 

สภาพอากาศ​โลกที่ก้าวเข้าสู่สภาวะ​เอลนีโญ​ยังผลักดันให้ปี 2023 กลายเป็นปีที่อุณหภูมิ​เฉลี่ย​ของโลก​พุ่ง​สูง​จนทำลายสถิติ​ในเดือนพฤศจิกา​ยน และด้วยความร้อนของน้ำทะเลนี้เองที่มีงานวิจัย​พบว่า ระดับความรุนแรง​ของพายุหมุน​เขตร้อน​ในมหาสมุทร​แอตแลนติก​เพิ่มสู​งขึ้น​ 28.7% เมื่อเทียบกับพายุในยุคก่อนโลกร้อน (ปี 1971-1990) พายุหมุนทวีความเร็ว​ลม​ใกล้​ศูนย์กลางเร็ว​ขึ้น 20 นอต​ และอาจถึง 50 นอต​ในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง​ เทียบกับที่ต้องใช้เวลาถึง 36 ชั่วโมง​ในยุคก่อน

 

 

สิ่งที่เกิดในปี 2023 คือพายุโซนร้อน​ ‘โอทิส’ ในเดือน​ตุลาคม​ ที่ทำลายสถิติ​พายุหมุนทั่ว​ไป โดยการทวีกำลัง​จนกลายเป็นซูเปอ​ร์เฮอริเคน​ความเร็ว​ลม​ใกล้​ศูนย์กลาง​พายุ​​กว่า 145 นอต​ในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง เข้าถล่มรัฐอากาปุลโกของเม็กซิโกจนมีผู้เสียชีวิต​หลายสิบคน 

 

โอทิสยังถือเป็นพายุหมุน​เขตร้อน​ระดับ 5 ตามมาตรา​เฮอริเคน​แซฟเฟอร์-​ซิมป์สันจากฝั่ง​แปซิฟิก​ลูกแรกในประวัติศาสตร์ที่ขึ้นฝั่ง​ทวีปอเมริกา​เหนือ​ด้วย

 

นอกจากพายุหมุน​เขตร้อน​ที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว​ พายุหมุน​ยังมีอายุยืนยาวผิดปกติ​ โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์​ได้ปรากฏ​การก่อตัวของไซโคลน​ ‘เฟรดดี​’ ทางตะวันออกเฉียงใต้​ของทวีป​แอฟริกา​ ที่สุดท้ายแล้วกลายเป็น​พายุหมุน​เขตร้อน​ที่มีอายุยืนยาว​ที่สุดในประวัติศาสตร์​ นั่นคือนานถึง 36 วัน ลากยาวมาถึงกลางเดือนมีนาคม​เลยทีเดียว​ และแน่นอน​ว่าก่อความเสียหาย​มากมายกับกลุ่มประเทศบริเวณ​ที่เส้นทางพายุลูกนี้เคลื่อนผ่าน ตั้งแต่มาดากัสการ์​ โมซัมบิก ซิมบับเว​ และมาลาวี จนมีผู้เสียชีวิต​เกือบ 1,500 คน

 

ความผันผวนของสภาพอากาศ​โลกที่เปลี่ยนแปลง​ไปยังก่อให้เกิดภัยพิบัติ​ในรูปแบบต่างๆ ที่รุนแรง​ขึ้นชนิดที่แทบไม่เคยพบเห็น​มาก่อน ยกตัวอย่าง​เช่น ไฟป่าฮาวายในเดือนสิงหาคม​ ที่ถือเป็น​ไฟป่าครั้งร้ายแรงที่สุด ทำลายสถิติ​ในรอบกว่า 100 ปีของสหรัฐ​อเมริกา ชนิดที่เมืองลาไฮนาบนเกาะเมาวีถูกเผาวอดเกือบทั้งเมือง ​

 

ประเทศ​โซมาเลียและเคนยาต้องพบกับการพลิก​กลับด้านของสภาพ​อากาศ​ จากความแห้งแล้งยาวนานติดต่อ​กันหลายปีที่เป็นภาวะ​ปกติ​ของประเทศ​แถบทะเล​ทราย กลับกลายเป็นการถูกฝนถล่มอย่างไม่ลืมหูลืมตา​ในเดือนพฤศจิกา​ยน จนมีผู้เสียชีวิตหลายสิบคนจากน้ำท่วมครั้งใหญ่​ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ​

 

การทำลายสถิติ​ยังเกิดขึ้นไม่หยุด กรุงปักกิ่ง​ของจีนต้องพบกับคลื่นความเย็นปกคลุมจนอุณหภูมิต่ำกว่า 0 องศา ยาวนานกว่า 300 ชั่วโมง​ ตั้งแต่วันที่ 11-24 ธันวาคม ถือเป็นระยะเวลายาวนานที่สุดในรอบ 72 ปี​

 

ประเทศ​ไทยเราก็ไม่รอดจากภัยพิบัติ​ที่เกี่ยวเนื่องกับสภาพ​อากาศ​ ด้วยการถูกหย่อมความ​กดอากาศต่ำ​หลัง​การสลายตัว​ (Remnants)​ ของ​​ดีเปรสชัน​เจอลาวัตผสมกับมรสุม​ตะวันออกเฉียงเหนือ​ เข้าปกคลุมในวันคริสต์มาส​จนเกิดฝนหนักสุดขีดในรอบ 68 ปี นั่นคือ 651 มม. จนเกิดน้ำท่วมหนักอย่างไม่เคยพบมาก่อน

 

ทั้งหมดนี้คือบางส่วนของผลที่เกิดจากความเปลี่ยนแปลง​ของสภาพ​ภูมิอากาศ​ ที่เวลานี้ได้แสดงความชัดเจนให้เราเห็นแล้ว แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงบทเริ่มต้นเท่านั้น ตราบใดที่เรายังลดอุณหภูมิ​เฉลี่ย​ของโลกลงต่ำกว่า 1.5 องศา​เซลเซียส​ไม่ได้ อนาคตของโลกใบนี้ก็ยังคงต้องพบกับสิ่งที่เลวร้ายอย่างไม่คาดคิดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้​

 

ภาพ: Dr.Rick Knabb​, Getty Images

อ้างอิง: 

The post ประมวลภัยพิบัติจากความวิปริตแปรปรวนของสภาพอากาศโลก ปี 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>
พบฟอสซิลที่สมบูรณ์ที่สุดของไพลโอซอร์ อสูรยักษ์​แห่งทะเลจูราสสิก https://thestandard.co/pliosaurs-fossil-found/ Thu, 14 Dec 2023 07:57:52 +0000 https://thestandard.co/?p=876707 ไพลโอซอร์

นักบรรพชีวินวิทยา ฟิลลิป​ จาค็อบส์ (Philip Jacobs)​ และ […]

The post พบฟอสซิลที่สมบูรณ์ที่สุดของไพลโอซอร์ อสูรยักษ์​แห่งทะเลจูราสสิก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไพลโอซอร์

นักบรรพชีวินวิทยา ฟิลลิป​ จาค็อบส์ (Philip Jacobs)​ และ สตีฟ เอตเชส (Steve Etches)​ ขุดพบฟอสซิลส่วนกะโหลกศีรษะอายุ 150 ล้านปีของไดโนเสาร์​นักล่าจอมโหดแห่งท้องทะเล ‘ไพลโอซอร์’ (Pliosaur)​ บริเวณ​หน้าผาจูราสสิก ซึ่งเป็นหน้าผาโบราณ​ที่ทอดยาวจากอีสต์เดวอนไปถึงอ่าวสตัดแลนด์​ในมณฑลดอร์เซ็ต ทางตอนใต้ของเกาะอังกฤษ

 

ชิ้นส่วนฟอสซิล​ดังกล่าวมีขนาดใหญ่​โตมาก ความยาวโดยรวมถึง 2 เมตร และมีน้ำหนักถึงครึ่งตัน ประมาณ​การว่าขนาดร่างกายของสัตว์​โบราณ​ตัวนี้​อาจมีความยาวโดยรวมได้ถึง 15 เมตร

 

“การค้นพบครั้งนี้เต็มไปด้วยเรื่องน่าอัศจรรย์” ดร.สตีฟ เอตเชส นักบรรพชีวินวิทยา ผู้ซึ่งง่วนอยู่กับ​การขุดหาฟอสซิล​ต่างๆ ในคิมเมอริดจ์​มานานกว่า 40 ปี เปิดเผยถึงที่มาของการค้นพบ 

 

“ฟิลลิป​ จาค็อบส์ เพื่อนของผม เดินสะดุดกับส่วนปลายจมูกของเจ้าไพลโอซอร์​เข้าโดยบังเอิญ​ขณะเดินอยู่​บนพื้นหินเหนือหน้าผา เขาโทรหาผมทันที” สตีฟเล่าอย่างตื่นเต้น

 

เราพบว่าจากปลายจมูกลงไปคือส่วนปลายขากรรไกรบนล่างของมันนั้นปิดสนิท นั่นหมายถึงเรากำลังจะได้พบฟอสซิลที่สมบูรณ์อย่างยิ่ง​เข้าให้แล้ว

 

“การเตรียมงานขุดค้นเริ่มขึ้นทันที ผมและเพื่อนอีกคนคือ คริส มัวร์ (Chris Moore) พร้อมทีมงาน ใช้โดรนบินสำรวจเพื่อทําแผนผังหน้าผา จากนั้นก็วางแผนการขุดค้น ตำแหน่งของฟอสซิลหัวกะโหลกไพลโอซอร์ชิ้นนี้ถูกฝังลึกลงไปในหน้าผา ซึ่งอยู่เหนือพื้นดินด้านล่างขึ้นมาประมาณ 11 เมตร และต่ำลงไปจากพื้นผิวด้านบนหน้าผา 15 เมตร” ดร.เอตเชส อธิบาย 

 

“เราทำงานแข่งกับเวลา เราไม่อยากให้กระแสลมที่ค่อนข้างแรงช่วงนี้พัดเข้ามาทำฟอสซิลเสียหาย ถึงอย่างนั้นเราก็ยังต้องใช้เวลาไปทั้งสิ้น 3 สัปดาห์ และอย่างที่บอกว่าการค้นพบครั้งนี้เต็มไปด้วยเรื่องน่าอัศจรรย์” ดร.เอตเชส กล่าวต่อ “การที่ฟอสซิลนี้ยังคงอยู่ในสภาพที่ดีเช่นนี้ ก็เพราะไพลโอซอร์ตัวนี้บังเอิญตายในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม มันตายบริเวณทะเลที่เต็มไปด้วยตะกอน และจังหวะที่มันตายร่างกายมันก็ได้จมลงไปในตะกอนและถูกฝังอย่างรวดเร็ว”

 

‘ไพลโอซอร์’ คือเครื่องจักรสังหารแห่งทะเลจูราสสิก ในปากของหัวกะโหลกฟอสซิลชิ้นนี้มีฟันรูปสามเหลี่ยมเรียงรายมากมายถึง 130 ซี่ ด้านหลังของฟันแต่ละซี่มีลักษณะที่คมกริบดุจดั่งใบมีด รูปทรงฟันแบบนี้ทำให้ไพลโอซอร์สามารถกัดเข้าไปที่ร่างกายของเหยื่อได้โดยง่าย จากนั้นก็จะอ้าปากถอนคมเขี้ยวออก แล้วงับซ้ำลงไปอีกครั้งได้อย่างรวดเร็ว

 

ศาสตราจารย์ด้านบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยบริสตอลแห่งสหราชอาณาจักร เอมิลี เรย์ฟิลด์ (Emily Rayfield) กล่าวถึงไพลโอซอร์ว่า มันมีพลังในการกัดรุนแรงมากหากเทียบกับจระเข้น้ำเค็ม ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีแรงงับของขากรรไกรที่ทรงพลังที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน (16,000 นิวตัน)​ ไพลโอซอร์นั้นจะสามารถงับได้แรงกว่าจระเข้น้ำเค็มถึงกว่า 2 เท่า (33,000 นิวตัน)​ เลยทีเดียว

 

“ขนาดร่างกายอันใหญ่โตของไพลโอซอร์ตัวนี้ผมคิดว่าจะทำให้มันสามารถล่าเหยื่อในทะเลได้แทบทุกชนิดที่หลงเข้ามาในอาณาเขตหากินของมัน” ดร.อันเดร โรว์ (Andre Rowe) จากมหาวิทยาลัยเดียวกัน ให้ความเห็น 

 

อาหารมื้อใหญ่ของไพลโอซอร์ นอกจากสัตว์ทะเลทั่วไปในยุคนั้น ยังรวมถึงสัตว์เลื้อยคลานทะเลคอยาว ‘เพลซิโอซอร์’ (Plesiosaurs) ที่เป็นญาติของมันเอง รวมทั้ง ‘อิกทีโอซอร์’ (Ichthyosaur) สัตว์เลื้อยคลานทะเลที่คล้ายโลมาด้วย นอกจากนี้ยังเคยมีหลักฐานทางฟอสซิลที่ค้นพบก่อนหน้านี้ชี้ให้เห็นว่า ในบางครั้งสัตว์ร้ายนี้ก็กินพวกเดียวกันเป็นอาหาร

 

ทางด้าน ดร.จูดิธ แซสซูน (Judyth Sassoon) หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจากมหาวิทยาลัยบริสตอล ได้กล่าวถึงลักษณะของฟอสซิลที่ทีมงาน ดร.เอตเชส ค้นพบล่าสุดว่า มันมีลักษณะเฉพาะหลายอย่างที่ชี้นำว่าหัวกะโหลก​ที่พบอาจเป็นของไพรโอซอร์สปีชีส์ใหม่ที่เราไม่เคยเห็น​มาก่อน ยกตัวอย่าง​เช่น ​ลักษณะของสันกระดูกคล้ายหงอนด้านหลังหัวกะโหลก (Sagittal Crest) ที่มีขนาดใหญ่ 

 

“ความสูงของหงอนอาจเป็นข้อบ่งชี้ถึงความแตกต่างระหว่างเพศของไพลโอซอร์ที่ค้นพบใหม่นี้” 

 

และอีกเรื่องซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญกว่าก็คือ ฟอสซิลชุดนี้มีอายุน้อยกว่าอายุของไพลโอซอร์ที่พบที่แหล่งขุดค้นอื่นถึง 3 ล้านปี นั่นหมายถึงมันมีวิวัฒนาการ​มากกว่าไพรโอซอร์​รุ่นก่อนหน้า​นี้ จนทำให้มันเป็นหนึ่งในนักล่าแห่งผืนน้ำที่น่ากลัวที่สุดในยุคของมัน

 

ภาพ: Ben Stansall / AFP / BBC Studios

อ้างอิง:

The post พบฟอสซิลที่สมบูรณ์ที่สุดของไพลโอซอร์ อสูรยักษ์​แห่งทะเลจูราสสิก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปี 2023 อุณหภูมิโลกเพิ่มถึงจุดที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ข่าวร้ายคือปี 2024 ภาวะโลกร้อนมีแนวโน้มเลวร้ายลงอีก https://thestandard.co/global-temp-reach-unprecedented-levels-in-2023/ Tue, 05 Dec 2023 03:29:11 +0000 https://thestandard.co/?p=873565 อุณหภูมิโลก

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เปิดเผยข้อมูลล่าสุดระหว่า […]

The post ปี 2023 อุณหภูมิโลกเพิ่มถึงจุดที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ข่าวร้ายคือปี 2024 ภาวะโลกร้อนมีแนวโน้มเลวร้ายลงอีก appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุณหภูมิโลก

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เปิดเผยข้อมูลล่าสุดระหว่างการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change) ครั้งที่ 28 หรือ COP28 ที่มีขึ้น ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ชี้ถึงสภาพภูมิอากาศโลกที่ได้ก้าวมาถึงจุดที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

 

หากนับถึงเพียงสิ้นเดือนตุลาคมของปีนี้ ตามข้อมูลของ WMO ระบุว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มมาอยู่ที่ 1.4 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับอุณหภูมิเฉลี่ยโลกในช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม (ระหว่างปี 1850-1900) ถือเป็นอุณหภูมิเฉลี่ยที่เพิ่มสูงจนทำลายสถิติเดิมของปี 2016 และ 2020 ซึ่งก่อนหน้านี้เคยได้รับการจัดอันดับให้เป็นสองปีที่อุณหภูมิเฉลี่ยโลกสูงที่สุดมาแล้ว 

 

มฤตยุนเจย์ โมหะพัตรา อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยาของอินเดีย ดำรงตำแหน่งรองประธาน WMO กล่าวในที่ประชุมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประเทศของตนว่า ทางตอนเหนือของประเทศอินเดียเวลานี้มีอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นเร็วมากเมื่อเปรียบเทียบกับทางตอนใต้ 

 

 

“อุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้น้ำทะเลมีแนวโน้มที่จะเกิดการขยายตัว ทำระดับน้ำทะเลสูงขึ้น นอกจากนี้ เมื่อมหาสมุทรอุ่นขึ้น ธารน้ำแข็งที่อยู่ติดชายฝั่งก็จะละลายเร็วขึ้น ซ้ำเติมให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงในอัตราที่มากขึ้นไปอีกเมื่อเทียบกับการขยายตัวของน้ำทะเล ถือเป็นภัยคุกคามต่อพื้นที่ชายฝั่งอินเดีย รวมไปถึงพื้นที่ชายฝั่งของประเทศอื่นทั่วโลกด้วย” เขากล่าว

 

ตามข้อมูลของ WMO นั้น ช่วง 9 ปีสุดท้ายนับถึงปีนี้ คือตั้งแต่ปี 2015-2023 ถือเป็นช่วงที่โลกเรามีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์

 

ปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังดำเนินอยู่ในเวลานี้มีแนวโน้มที่จะกระตุ้นให้เกิดสภาวะโลกร้อนที่เลวร้ายลงไปอีกในปีถัดไป นั่นคือปี 2024 เนื่องจากโดยทั่วไปแล้ว ปรากฏการณ์เอลนีโญจะมีผลกระทบมากที่สุดต่ออุณหภูมิโลกหลังจากที่อุณหภูมิไปถึงจุดสูงสุดแล้ว

 

รายงานยังแสดงให้เห็นว่า อัตราการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลในช่วงปี 2013-2022 นั้น เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าของอัตราที่เคยบันทึกไว้ในทศวรรษแรกของการใช้ดาวเทียมติดตามระดับน้ำทะเล (ปี 1993-2002) ทั้งนี้ ก็เนื่องจากภาวะโลกร้อนและการละลายของธารน้ำแข็งและแผ่นน้ำแข็งอย่างต่อเนื่อง

 

ศาสตราจารย์เพตเทรี ทาลาส เลขาธิการ WMO สรุปถึงข้อมูลล่าสุดที่พบ นั่นคือ “ระดับก๊าซเรือนกระจกยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีทีท่าจะลดลง อุณหภูมิผิวน้ำทะเลและระดับน้ำทะเลได้เพิ่มสูงขึ้นสอดคล้องกับปริมาณน้ำแข็งในทะเลแอนตาร์กติกที่ลดลงต่ำเป็นประวัติการณ์ และสภาพภูมิอากาศสุดขั้วที่ดำเนินไปทั่วโลกก่อให้เกิดความเสียหายทั้งกับชีวิตและทรัพย์สินอย่างไม่เคยมีมาก่อน”

 

เรายังพบระดับคาร์บอนไดออกไซด์ที่สูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรมถึง 50% อายุที่ยาวนานของคาร์บอนไดออกไซด์จะส่งผลให้อุณหภูมิโลกจะยังคงสูงขึ้นต่อไปอีกหลายปีต่อจากนี้

 

 

“สิ่งเหล่านี้เป็นมากกว่าสถิติ เรากำลังเสี่ยงสูญเสียโอกาสที่จะเร่งมือปกป้องธารน้ำแข็ง และควบคุมการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล เราไม่สามารถกลับไปสู่บรรยากาศของศตวรรษที่ 20 ได้อีกแล้ว มีแต่ต้องเดินหน้าไป เพื่อจำกัดความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่จะมีมากขึ้นทั้งในศตวรรษนี้และต่อจากนี้” ศาสตราจารย์ทาลาสกล่าว

 

รายงานดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เข้าถึงได้ทั่วโลก โดยในภาพรวมมีผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงความมั่นคงทางอาหาร และการพลัดถิ่นของประชากร

 

“ปีนี้เราได้เห็นชุมชนต่างๆ ทั่วโลกถูกไฟไหม้ น้ำท่วม และอุณหภูมิที่ร้อนจัด ความร้อนทั่วโลกที่ทำลายสถิติน่าจะส่งผลกระทบให้บรรดาผู้นำโลกต้องสั่นสะท้าน” อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวในการประชุมเดียวกัน

 

“แต่โลกยังคงมีความหวัง” เขากล่าว

 

“เรามีแผนงานในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส เพื่อหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศอันเลวร้าย แต่เราต้องการให้เหล่าผู้นำที่มาประชุมร่วมกันในการประชุม COP28 นี้ กดปุ่มสตาร์ทเริ่มการแข่งขันของประเทศตัวเอง เพื่อรักษาขีดจำกัด 1.5 องศาเซลเซียสนี้ให้กลายเป็นความจริงให้จงได้ โดยการกำหนดความคาดหวังที่ชัดเจนสำหรับแผนปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศที่จะมีขึ้นจากนี้ไป และเราต้องการคำมั่นสัญญาในด้านความร่วมมือทุกด้าน รวมทั้งด้านการเงิน เพื่อให้ทุกสิ่งสามารถเป็นไปได้ โดยมุ่งมั่นที่จะเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนเป็น 3 เท่า และเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานขึ้น 2 เท่า และเรามุ่งมั่นที่จะยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล โดยมีกรอบเวลาที่ชัดเจนสอดคล้องกับขีดจำกัด 1.5 องศาเซลเซียส” กูเตอร์เรสเน้นย้ำ

 

หมายเหตุ: อุณหภูมิเฉลี่ยโลก 1.4 องศาเซลเซียสที่ WMO ขีดเส้นสรุปยอดไปเมื่อสิ้นเดือนตุลาคมนั้น ภายใน 2 สัปดาห์ต่อมา คือวันที่ 17 พฤศจิกายน อุณหภูมิเฉลี่ยโลกก็ได้พุ่งทะลุขีดจำกัดไปถึง 2.07 องศาเซลเซียสเรียบร้อย ตามรายงานข่าวที่เราเสนอไปก่อนหน้านี้

 

ภาพ: Ian Waldie / Getty Images

อ้างอิง: 

The post ปี 2023 อุณหภูมิโลกเพิ่มถึงจุดที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ข่าวร้ายคือปี 2024 ภาวะโลกร้อนมีแนวโน้มเลวร้ายลงอีก appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลกร้อนหยุดไม่อยู่​ ทะลุขีดจำกัด​ 2 องศา​ไปแล้ว https://thestandard.co/global-warming-unstoppable/ Sat, 25 Nov 2023 05:10:13 +0000 https://thestandard.co/?p=869608 โลกร้อน

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายนที่ผ่านมา​ อุณหภูมิ​เฉลี่ย​ของโ […]

The post โลกร้อนหยุดไม่อยู่​ ทะลุขีดจำกัด​ 2 องศา​ไปแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลกร้อน

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายนที่ผ่านมา​ อุณหภูมิ​เฉลี่ย​ของโลกพุ่ง​ทะลุขีดจำกัดเทียบกับ​ก่อนยุคอุตสาหกรรม​ไป 2.07 องศาเซลเซียส ถือเป็นอุณหภูมิเฉลี่ยที่สูงที่สุดเท่าที่เคยบันทึก​มา จากนั้นในวันต่อมาคือ 18 พฤศจิกายน อุณหภูมิ​​เฉลี่ย​ของโลกก็ลดลงมาอยู่ที่ 2.06 องศาเทียบกับ​ก่อนยุคอุตสาหกรรม

 

การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ​เฉลี่ย​โลกครั้งนี้ ถือเป็นอุณหภูมิ​ที่ทำลายขีดจำกัด 2 องศา​ตามข้อตกลง​ปารีส ซึ่ง 195 รัฐจากทั่วโลกได้ลงนามกันไว้ในปี 2016 ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อลดความเปลี่ยนแปลงในทางเลวร้ายของสภาพภูมิอากาศโลก

 

ตามข้อมูล ERA5 ของโครงการโคเปอร์นิคัสจากศูนย์พยากรณ์อากาศระยะกลางภาคพื้นยุโรป หรือ ECMWF ที่เก็บสะสมมาตั้งแต่ปี 1940 จนถึงปัจจุบัน ยืนยันได้ชัดเจนตามกราฟที่เห็นจากภาพที่โพสต์ผ่านทาง X (Twitter) ของทางศูนย์ฯ ว่า อุณหภูมิ​เฉลี่ย​ของโลกเราล่าสุด พุ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย 50 ปี ในยุค​ก่อนยุคอุตสาหกรรม (ปี 1850-1900) ไปแล้วอย่างแน่นอน

 

โลกร้อน

 

การประกาศอุณหภูมิเฉลี่ยโลกที่สูงทำลายสถิติครั้งนี้ มีขึ้นก่อนการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ ครั้งที่ 28 หรือ COP28 ที่จะจัดขึ้นในนครดูไบของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 12 ธันวาคมนี้ ไม่ถึง 2 สัปดาห์

 

ข้อมูลจากโครงการโคเปอร์นิคัสที่เห็นนี้จึงเป็นเหมือนข้อความสำคัญส่งตรงไปถึงผู้นำจำนวนกว่า 200 ประเทศที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุม COP28 อย่างไม่มีเบื้องหลังใดๆ ว่า วันเวลาที่จะลงมือปฏิบัติอย่างถูกต้องจริงจังเพื่อช่วยโลกของเราคือ “เดี๋ยวนี้” ไม่มีเวลาให้รออีกแล้ว

 

ส่วนคำถามที่ว่าทำไมต้องเป็น 2 องศา ทำไมต้องจริงจังกับตัวเลขนี้ คำตอบคือตัวเลข 2 องศาเป็นตัวเลขที่มีพื้นหลังเป็นผลการคำนวณทางวิทยาศาสตร์ เกี่ยวโยงกับความเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ที่หากรักษาเอาไว้ไม่ได้ จะส่งผลต่อระบบนิเวศทั่วโลก 

 

และหากอุณหภูมิเฉลี่ยยังไม่หยุดเพียงจุดนี้ หากยังคงเพิ่มสูงเกิน 2 องศาขึ้นไปอีก ก็จะเกิดการละลายของน้ำแข็งขั้วโลกใต้ในอัตราเร่ง ที่จะส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น จนกระทบที่ราบชายฝั่งของประเทศและหมู่เกาะต่างๆ การเกิดสภาพอากาศสุดขั้ว พายุหมุนเขตร้อนที่รุนแรงและเกิดผิดที่ผิดเวลา ฝนหนักน้ำท่วม ดินถล่ม คลื่นความร้อน ความแห้งแล้ง ความผิดเพี้ยนของอุณหภูมิยังก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อวงจรชีวิตสัตว์และพืช นำไปสู่การสูญพันธุ์ของสายพันธุ์ต่างๆ ตลอดจนเกิดการกลายพันธุ์ของจุลชีพบางชนิดจนอาจนำไปสู่โรคระบาดใหม่ๆ 

 

แน่นอนว่าเหตุการณ์เลวร้ายเหล่านี้ไม่มีใครอยากให้เกิด เพราะจะนำมนุษย์ไปสู่การหยุดชะงักทางสังคมและเศรษฐกิจที่สำคัญ ความยากจนที่เพิ่มขึ้น การอพยพย้ายถิ่นฐาน เกิดความขัดแย้งในทุกบริบทของสังคม แต่เมื่อตัวเลขทางวิทยาศาสตร์ที่โกหกไม่ได้นี้เป็นเหมือนกระจกสะท้อนพฤติกรรมที่ผ่านมาของมนุษย์เรา การพุ่งทะลุหมุดหมาย 2 องศาครั้งนี้ จึงเป็นคำเตือนถึงมนุษย์ทุกคนตลอดจนเหล่าผู้นำประเทศที่จะเข้าร่วมประชุม COP28 ว่าโลกใบนี้กำลังเจ็บป่วย มีไข้ขึ้นสูงและต้องการยาแรงเพื่อรักษาอย่างเร่งด่วน

 

ภาพ: William-Bossen, Ed Ram / Getty Images 

อ้างอิง:

The post โลกร้อนหยุดไม่อยู่​ ทะลุขีดจำกัด​ 2 องศา​ไปแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
อเมริกา ยุโรป ตื่นเต้นกับแสงเหนือหลากสี มันคือปรากฏการณ์อะไร? https://thestandard.co/aurora-colors/ Tue, 07 Nov 2023 09:40:28 +0000 https://thestandard.co/?p=863394

เกิดแสงเหนือหรือแสงออโรราชนิดหลากสีสัน ทั้งแดง ม่วง ชมพ […]

The post อเมริกา ยุโรป ตื่นเต้นกับแสงเหนือหลากสี มันคือปรากฏการณ์อะไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดแสงเหนือหรือแสงออโรราชนิดหลากสีสัน ทั้งแดง ม่วง ชมพู และเขียว ขึ้นบนท้องฟ้าของหลายประเทศในซีกโลกเหนือในช่วง 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ที่ได้พบเห็น โดยเฉพาะในบางพื้นที่ที่อยู่ในพิกัดที่ปกติแล้วแสงออโรราจะไม่ค่อยปรากฏให้เห็น

 

แสงออโรราคืออะไร

 

แสงออโรรา คือแสงที่เกิดบนชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์ จากการแตกตัวของโมเลกุลก๊าซเมื่อถูกอนุภาคมีประจุจากดวงอาทิตย์พุ่งชน โดยส่วนใหญ่แล้วอนุภาคเหล่านี้จะเดินทางมากับการสะบัดกลับของเมกนีโตเทล (Magnetotail) หรือหางของสนามแม่เหล็กโลกที่ถูกพลังงานของดวงอาทิตย์ดันให้ยืดยาวออกไปแล้วคืนตัว

 

 

ทำไมครั้งนี้จึงพิเศษ

 

ดวงอาทิตย์ปล่อยมวลสารโคโรนา หรือ CME (Coronal Mass Ejection) ซึ่งก็คือก้อนพลาสมาขนาดยักษ์ เดินทางเข้ามาชนกับสนามแม่เหล็กโลกเมื่อเวลา 16.05 น. ของวันที่ 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ตามเวลาในประเทศไทย

 

 

การเข้าชนของ CME ทำให้สนามแม่เหล็กโลกเกิดการสั่นสะเทือน และดันให้เกิดเมกนีโตเทลยืดยาวออกไป เรียกว่าเกิด ‘พายุแม่เหล็กโลก’ หรือ Geomagnetic Storm เราวัดระดับความรุนแรงของปรากฏการณ์นี้ได้ด้วยดัชนี K หรือ K-Index ตามกราฟด้านบน

 

โดยปกติแล้วจะเริ่มเกิดแสงออโรรา หรือแสงเหนือให้เรามองเห็นได้บนท้องฟ้า เมื่อมีพายุแม่เหล็กโลกที่มีความรุนแรงในระดับตั้งแต่ K-Index = 5 ขึ้นไป ซึ่งทางดาราศาสตร์ได้มีการกำหนดหน่วยแยกออกไปอีก นั่นคือค่า G โดยกำหนดค่า G1 เท่ากับ K-Index = 5 ค่า G2 เท่ากับ K-Index = 6 ไปจนถึง G5 ซึ่งมีค่าสูงสุดจะตรงกับ  K-Index = 9

 

และการชนของ CME จากดวงอาทิตย์เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีความแรงถึง G3 หรือ K-Index = 7 จึงเกิดแสงออโรราขึ้นมากมายหลายพื้นที่จนเป็นข่าวไปทั่ว

 

เกิดแสงหลากสีสัน

 

แสงออโรราจะมีสีต่างๆ ตามโมเลกุลของอากาศที่แตกตัว ที่เห็นบ่อยคือสีเขียว ซึ่งเป็นแสงที่เกิดจากโมเลกุลออกซิเจน แตกตัวที่ความสูงประมาณ 100-300 กิโลเมตรจากผิวโลก แต่ถ้าโมเลกุลออกซิเจนแตกตัวที่ความสูงเกิน 300 กิโลเมตรขึ้นไป ตาเราจะเห็นเป็นแสงสีแดง ส่วนแสงสีม่วงหรือน้ำเงินที่ค่อนข้างเกิดไม่บ่อยจะเป็นการแตกตัวของไนโตรเจน แสงสีอื่น เช่น สีเหลือง ก็อาจเป็นการแตกตัวของโมเลกุลก๊าซอื่น เช่น อาร์กอน เป็นต้น สีต่างๆ ของออโรราอาจเกิดจากการผสมสีทางแสงด้วย

 

การเกิดออโรราครั้งนี้มาจากพายุแม่เหล็กโลกระดับ G3 ทำให้ช่วงของชั้นบรรยากาศที่ถูกกระทบนั้นกว้างหลายร้อยกิโลเมตร ผ่านโมเลกุลของก๊าซมากมาย จึงเกิดแสงหลากหลายสีกว่าครั้งที่เกิดโดยธรรมดาทั่วไป

 

เกิดในหลายพื้นที่

 

เส้นละติจูดคือตัวบ่งบอกว่าปรากฏการณ์แสงเหนือครั้งนั้นมาจากความรุนแรงของพายุแม่เหล็กโลกระดับไหน ยิ่งผู้คนมองเห็นแสงออโรราในละติจูดต่ำ นั่นหมายถึงพายุแม่เหล็กโลกยิ่งรุนแรง ซึ่งรอบนี้มีรายงานการพบแสงออโรราทั้ง ‘แสงเหนือ’ และ ‘แสงใต้’ คือเกิดทั้ง 2 ซีกโลก ในละติจูดต่ำลงมาถึงประเทศสโลวาเกียและฮังการี แม้กระทั่งรัฐทางภาคกลางของสหรัฐฯ เช่น รัฐโคโลราโด ก็มีรายงานว่าพบเห็นแสงออโรราเช่นกัน และแน่นอนว่าชาวออสเตรเลียที่อยู่ในซีกโลกใต้ก็ได้ชื่นชม ‘แสงใต้’ ด้วย

 

มีอันตรายไหม ทำไมต้องจัดระดับความแรง 

 

การพุ่งชนของ CME เป็นหนึ่งในปฏิกิริยาของดวงอาทิตย์ที่เกิดในแต่ละวงรอบของวัฏจักรสุริยะ ซึ่งมีคาบเวลาประมาณ 11 ปี ปฏิกิริยาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องก็เช่นการลุกจ้าหรือ Solar Flare หรือการเพิ่มความเร็วของอนุภาคตามความเร็วของลมสุริยะ การปะทุของจุดมืด เป็นต้น ปฏิกิริยาเหล่านี้อาจส่งผลเสียหายต่อระบบดาวเทียม ระบบส่งน้ำมัน หรืออาจรุนแรงจนระบบส่งไฟฟ้าล่มสลาย เกิดไฟฟ้าดับทั้งรัฐอย่างที่เกิดในควิเบก ประเทศแคนาดา เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 1989 เป็นต้น

 

NASA และหน่วยงานทางอวกาศของประเทศอื่นไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้จัดหน่วยเฝ้าระวัง ‘ภูมิอวกาศ’ หรือ Space Weather ขึ้นมาเพื่อเฝ้าดูดวงอาทิตย์โดยเฉพาะ มีการส่งยานอวกาศหลายลำขึ้นไปเพื่อถ่ายภาพเตือนภัย อย่างในภาพบนคือภาพจากยานอวกาศ SOHO ที่ถ่าย CME พุ่งออกจากดวงอาทิตย์ในวันที่ 3 และ CME ก้อนนี้ใช้เวลาเดินทาง 2 วันจึงมาชนกับสนามแม่เหล็กโลกดังที่กล่าวมาข้างต้น นั่นหมายถึงหน่วยงานของ NASA รู้ล่วงหน้าแล้วว่าจะต้องลดการสื่อสารของดาวเทียมลง ดาวเทียมบางดวงต้องสั่งให้เข้าโหมดงีบหลับ ทั้งสายการบินต่างๆ ก็ได้รับคำเตือนให้ระวังความขัดข้องของระบบสื่อสาร เป็นต้น

 

(วงกลมดำในภาพจาก SOHO คือโลหะบังแสงที่มีแขนของยานยื่นออกไปถือไว้บังดวงอาทิตย์ไม่ให้ส่องแสงมาที่กล้องของยานโดยตรง)

 

เมืองไทยจะได้เห็นไหม

 

หลายคนตั้งคำถามนี้ แต่คำตอบคือ ‘ไม่’ ประเทศไทยตั้งอยู่บริเวณเส้นศูนย์สูตร ถือเป็นจุดที่หนาที่สุดของเกราะแม่เหล็กโลก ดังนั้นหากแสงเหนือปรากฏขึ้นบนฟ้าเมืองไทยเมื่อใด นั่นหมายถึงหายนะครั้งใหญ่ที่อาจมาจากการที่โลกเราสูญเสียสนามแม่เหล็กที่คอยปกป้องเราไปแล้ว ดังนั้น หากอยากชมแสงสวยงามละลานตาของแสงออโรรา เราควรเดินทางไปชมในท้องฟ้าจำลอง หรือบินไปชมตามประเทศแถบอาร์กติกดีกว่า

 

ภาพ: Owen Humphreys / PA Images via Getty Images

อ้างอิง:

The post อเมริกา ยุโรป ตื่นเต้นกับแสงเหนือหลากสี มันคือปรากฏการณ์อะไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอลนีโญทำน้ำจืดซีกโลกใต้แห้งหาย และทำให้ฤดู​หนาวในไทยเกิดช้าลง https://thestandard.co/el-nino-dries-up-southern-hemisphere/ Tue, 07 Nov 2023 03:35:12 +0000 https://thestandard.co/?p=863176 พื้นดินที่แห้งแล้ง

ปี 2566 ที่กำลังจะผ่านไปนี้ โลกเราได้เข้าสู่สภาวะเอลนีโ […]

The post เอลนีโญทำน้ำจืดซีกโลกใต้แห้งหาย และทำให้ฤดู​หนาวในไทยเกิดช้าลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
พื้นดินที่แห้งแล้ง

ปี 2566 ที่กำลังจะผ่านไปนี้ โลกเราได้เข้าสู่สภาวะเอลนีโญอย่างสมบูรณ์แบบ ประกอบกับอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มสูงจากภาวะโลกร้อน ผลที่เกิดคือความวิปริตแปรปรวนอย่างชัดเจนของสภาพภูมิอากาศทั่วโลก

 

ตามปกติในปีที่เกิดเอลนีโญ กลุ่มฝนในละติจูดเส้นศูนย์สูตรจะย้ายจากฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกไปฝั่งตะวันออก ผลคือมีความแห้งแล้งในกลุ่มประเทศแถบอาเซียน ตั้งแต่ทางเหนือคือประเทศไทยไปจนถึงทางใต้คืออินโดนีเซีย และกลุ่มประเทศโอเชียเนีย เช่น ออสเตรเลีย ที่มักจะแล้งถึงขั้นเกิดไฟป่าได้ง่ายๆ

 

อีกด้านของสภาวะเอลนีโญคือลมกรดเจ็ตสตรีมที่พัดอยู่เหนือสหรัฐฯ ไปจนถึงมหาสมุทรแอตแลนติกจะเปลี่ยนเส้นทาง นำคลื่นความร้อน ความชื้น และฝนหนักเข้าสู่ยุโรป แอฟริกาเหนือ และอาจไปไกลถึงเอเชียตะวันออก นั่นคือจีน เกาหลี ฯลฯ

 

ก่อนหน้านี้โลกเคยเกิดสภาวะเอลนีโญรุนแรงมาแล้วในปี 2535 แต่ในปี 2566 นี้ กลับรุนแรงยิ่งกว่า ประกอบกับภาวะโลกร้อนหนุนเสริม ลมเจ็ตสตรีมที่กล่าวมาข้างต้นจึงมีความรุนแรงกว่าปกติมาก ส่งผลให้เกิดสภาพฝนตกหนักและการก่อตัวของพายุในแถบเมดิเตอร์เรเนียน รวมทั้งในยุโรปชนิดที่ไม่พบเจอได้ในรอบหลายปีที่ผ่านมา

 

เริ่มจากปริมาณฝนที่ตกมากถึง 650 มิลลิเมตรในฟลอริดาเมื่อกลางเดือนเมษายน ก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันไปในหลายพื้นที่ พอล่วงเข้าเดือนพฤษภาคม สภาพฝนหนักน้ำท่วมก็เริ่มเกิดในแคนาดา, อิตาลี, อังกฤษ และบอสเนีย จากนั้นในเดือนมิถุนายน ฝนรุนแรงระดับ 54 มิลลิเมตร ในชั่วโมงเดียวก็ถล่มโคโซโว นอกจากนี้ในตุรกี, เฮติ, เอกวาดอร์, คิวบา และบราซิล ก็มีฝนหนักน้ำท่วมชนิดไม่ปกติ 

 

พอเข้าเดือนกรกฎาคมก็เกิดฝนหนักทำน้ำท่วมในหลายรัฐทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ ถึงระดับต้องประกาศภาวะฉุกเฉินทางภัยพิบัติ ฝนหนักน้ำท่วมในจังหวัดฟุกุโอกะของญี่ปุ่นและตุรกี พอมาถึงกลางเดือนก็เกิดฝนถล่มเกาหลีใต้จนมีข่าวประชาชนติดค้างในรถบัสขณะที่เกิดน้ำท่วมในอุโมงค์

 

นอกจากฝนหนักยังมีเหตุการณ์ลูกเห็บขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 16 เซนติเมตรตกในเมืองอิตาลี ถือเป็นลูกเห็บขนาดใหญ่ระดับทำลายสถิติยุโรปเลยทีเดียว และพอถึงปลายเดือนก็มีฝนปริมาณ 250 มิลลิเมตรในแคนาดา เกิดน้ำท่วมในหลายรัฐจนต้องประกาศภาวะฉุกเฉินเช่นกัน

 

ล่วงเข้าสู่ต้นเดือนสิงหาคม หลายรัฐทางตอนกลางและทางใต้ของสหรัฐฯ ก็พบกับฝนหนักน้ำท่วมอีกครั้ง ทางยุโรปก็ไม่แพ้กัน ฝนถล่มจนน้ำล้นตลิ่งในสโลวีเนีย ตามมาด้วยฝนหนักน้ำท่วมในบังกลาเทศและรัฐหิมาจัลประเทศของอินเดีย ฝนหนักน้ำท่วมในหลายมณฑลของจีนไม่เว้นแม้แต่ปักกิ่ง จากความผิดปกติของ ‘พายุทกซูรี’ ที่ปกติแล้วควรอ่อนกำลังลงเมื่อขึ้นฝั่งและเคลื่อนตัวลึกเข้าไปในแผ่นดิน แต่พายุลูกนี้กลับยังมีพลังต่อเนื่องไปอีกหลายวันจนเกิดน้ำท่วมไปทั่ว

 

เมื่อเข้าสู่เดือนกันยายน ก็มีการก่อตัวของพายุหมุนชนิดที่ไม่ได้มีให้เห็นบ่อยครั้ง นั่นคือพายุหมุนคล้ายเฮอริเคนในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน หรือชื่ออย่างไม่เป็นทางการของพายุชนิดนี้คือ ‘เมดิเคน’ (Medicane) และในครั้งนี้ เมดิเคนที่มีชื่อว่า ‘เดเนียล’ ได้ก่อตัวขึ้น และส่งผลให้เกิดฝนหนักน้ำท่วมในประเทศทางภาคใต้ของยุโรป เช่น อิตาลี, กรีซ, ตุรกี และบัลแกเรีย จากนั้นพายุเดเนียลก็เคลื่อนตัวข้ามทะเลไปขึ้นฝั่งที่เมืองเดอร์นาของประเทศลิเบีย ก่อให้เกิดเหตุการณ์เศร้าสลดครั้งใหญ่นั่นคือเขื่อนแตกถึง 2 แห่ง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนหลายพันคน

 

อิทธิพลของสภาวะเอลนีโญในปีนี้ ยังคงส่งผลต่อเนื่องถึงเดือนตุลาคม ที่แม้จะเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงในซีกโลกเหนือแล้วก็ตาม ยังคงมีหลายประเทศต้องประสบกับฝนที่ตกหนักจนน้ำท่วมอยู่ ยกตัวอย่างเช่นรัฐสิกขิมในอินเดีย หรือแม้แต่ประเทศในตะวันออกกลางอย่างซาอุดีอาระเบียก็ไม่รอดจากฝนตกน้ำท่วมเช่นกัน 

 

ส่วนประเทศในซีกโลกใต้ก็เริ่มได้รับผลจากสภาวะฝนหนักน้ำท่วมด้วย เช่น รัฐซันตากาตารีนาในบราซิล เป็นต้น และแม้เข้าสู่เดือนพฤศจิกายน ก็ยังมีการ​ก่อตัวของพายุเคียรัน ซึ่งเป็นพายุ​หมุน​นอกเขตร้อนที่ก่อตัวจากกระแสลมเจ็ตสตรีมแอตแลนติก​เหนือ​ ถล่มหลายประเทศ​ในยุโรปจากการขึ้นฝั่ง​ด้วย​ความเร็ว​ลมถึง 207 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

 

ทางด้านผลกระทบของความแห้งแล้งนั้น มีงานวิจัยที่กินระยะเวลาเก็บข้อมูลยาวนานถึง 20 ปีของ ดร.เคลวิน คอลลินส์ (Kevin Collins) นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมจาก Open University ของออสเตรเลีย บ่งบอกถึงปริมาณน้ำจืดบนโลก (น้ำจืดในธรรมชาติมีเพียง 3% เท่านั้นจากปริมาณน้ำทั้งหมดในโลก ที่เหลือเป็นน้ำเค็มในมหาสมุทร และมีเพียง 1% เท่านั้นที่อยู่ในสภาพบริโภคได้ ที่เหลือเป็นน้ำจืดในรูปของน้ำแข็งตามยอดเขาหรือขั้วโลก) โดยเฉพาะในซีกโลกใต้ มีการลดลงด้านปริมาณอย่างต่อเนื่องมาตลอดช่วงเวลาที่เก็บข้อมูล 

 

 

จากตัวเลขที่ทีมงานเก็บและวิเคราะห์นั้น พบว่าอิทธิพลของสภาวะเอลนีโญตลอดช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2001-2020 ทำให้ปริมาณน้ำจืดที่บริโภคได้ของซีกโลกใต้เหือดแห้งไปมากกว่าซีกโลกเหนือหลายเท่าตัว โดยเฉพาะในเขตอเมริกาใต้ ทวีปแอฟริกา ออสเตรเลีย และอาเซียน และในอนาคต ผลที่เกิดนี้จะย้อนกลับไปสู่ประเทศในแถบซีกโลกเหนือด้วย เพราะจะเกิดการขาดแคลนน้ำจืดในป่าฝนขนาดใหญ่อย่างป่าแอมะซอนที่อยู่ในซีกโลกใต้ จนวันหนึ่งทั่วโลกอาจมีปัญหาวิกฤตน้ำจืดก็เป็นได้

 

 

ย้อนกลับมาดูประเทศไทยของเรา ปีนี้ตลอดปีมีปริมาณฝนที่ตกน้อยกว่าปริมาณฝนปกติอย่างชัดเจนตามรายงานด้านตัวเลขที่ได้จากกรมอุตุนิยมวิทยา (ดูกราฟด้านบนประกอบ เส้นสีแดงคือปี 2566 สีเขียวเข้มคือ 2535 ที่เกิดเอลนีโญรุนแรงในรอบก่อน ล้วนอยู่ใต้เส้นเฉลี่ยปริมาณฝนปกติ) แม้ว่าเราจะพบฝนหนัก น้ำท่วมหลายครั้งตามจังหวัดต่างๆ ตลอดฤดูฝนที่ผ่านมา เช่น บางจังหวัดในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก แต่ก็เป็นลักษณะฝนหนักในพื้นที่ไม่กว้างและตกในระยะเวลาไม่นานนัก เมื่อรวมปริมาณแล้วก็ยังคงน้อยกว่าปีก่อนๆ ที่ไม่ได้มีสภาวะเอลนีโญมาเกี่ยวข้อง และจากอิทธิพลของลมเจ็ตสตรีมของเอลนีโญ ยังส่งผลให้มวลอากาศเย็นในมองโกเลียและจีนอ่อนกำลังกว่าปกติ รวมทั้งกระแสลมตะวันออกที่ยังคงพัดแรง ทำให้ฤดูหนาวในประเทศไทยที่โดยปกติแล้วจะมาถึงในช่วงกลางเดือนหรืออย่างช้าก็ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนตุลาคม จะต้องเลื่อนออกไปอีกอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ตามประกาศล่าสุดของกรมอุตุฯ ที่ประกาศเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

 

 

โชคยังดีที่แบบจำลองตามรายงานล่าสุดจากสถาบันวิจัยนานาชาติเพื่อสภาพภูมิอากาศและสังคมหรือ IRI มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ระบุว่าสภาวะเอลนีโญครั้งรุนแรงที่เกิดในปีนี้ (สีแดงตามกราฟแท่งด้านบน) กำลังค่อยๆ บรรเทาลง และโลกจะเริ่มเข้าสู่สภาวะเป็นกลางหรือนิวทรัล (สีเทาในภาพ) ช่วงประมาณเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคมปี 2567 เป็นต้นไป สิ่งที่เกิดในปีนี้น่าจะเป็นเหมือนคำเตือนให้โลกได้รู้ว่า สภาวะเอลนีโญที่เสริมแรงด้วยสภาพโลกร้อนนั้นสร้างความแปรปรวนให้สภาพอากาศได้มากถึงเพียงไหน บ่งบอกให้มนุษยชาติเอาใจใส่ดูแลโลกใบนี้ก่อนที่จะสายเกินไป

 

ทีมงาน ดร.เคลวิน คอลลินส์ ตีพิมพ์ผลงานวิจัยลงในวารสาร  https://www.science.org/doi/10.1126/science.adh0716

 

ภาพ: Ethan Miller / Getty Images 

อ้างอิง:

The post เอลนีโญทำน้ำจืดซีกโลกใต้แห้งหาย และทำให้ฤดู​หนาวในไทยเกิดช้าลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุณหภูมิเฉลี่ยโลกพุ่ง​เกินเกณฑ์​ 1.5 องศา ในจำนวนวันที่มากจนทำสถิติในปีนี้ https://thestandard.co/world-temperature-exceed-1-5-degree-celcius/ Mon, 09 Oct 2023 01:55:42 +0000 https://thestandard.co/?p=852213 อุณหภูมิโลก

เหล่านักวิทยาศาสตร์​ที่เฝ้าดูปัญหา​โลกร้อนต่างแสดงความเ […]

The post อุณหภูมิเฉลี่ยโลกพุ่ง​เกินเกณฑ์​ 1.5 องศา ในจำนวนวันที่มากจนทำสถิติในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุณหภูมิโลก

เหล่านักวิทยาศาสตร์​ที่เฝ้าดูปัญหา​โลกร้อนต่างแสดงความเป็นห่วง​เมื่อตรวจพบอุณหภูมิ​เฉลี่ย​ของโลกล้ำเส้น 1.5 องศาเซลเซียส ​หลายครั้งในปี 2023 นี้ โดยครั้งล่าสุดยังคงค่าสูงอยู่ยาวนานหลายวันชนิดที่ไม่เคยเป็นมาก่อนด้วย

 

เกณฑ์​ 1.5 องศา​เซลเซียส​มาจากไหน ใครเป็นคนกำหนด

 

ตัวเลขนี้มาจากข้อกำหนด​ของการประชุมชาติภาคีสมาชิก UNFCCC (กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) หรือ United Nations Framework Convention on Climate Change ที่ปารีส เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2015 โดยมีเป้าหมายแรกเพื่อวางแผนควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับระดับอุณหภูมิ​เฉลี่ย​ของโลก​ในยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม (ปี 1850-​1900 คือก่อนการแพร่หลาย​ของ​เชื้อเพลิงฟอสซิล​) และมีเป้าหมายหลัก​คือมุ่งไปที่การควบคุม​อุณหภูมิ​เฉลี่ย​โลก​ไม่ให้เกิน ​1.5 องศาเซลเซียสให้​ได้ โดยให้ชาติภาคีสมาชิก​ทบทวนผลกันทุกๆ 5 ปี

 

สิ่งที่เกิดขึ้นในปีนี้

 

ปี 2023 อุณหภูมิ​เฉลี่ย​ของโลกเริ่มทะลุเกณฑ์​เป็นช่วงสั้นๆ ครั้งแรกเมื่อต้นเดือนมีนาคม และอีกครั้งในเดือนมิถุนายน แต่หลังเดือนกรกฎาคม โลก​ก็มีจำนวนวันที่อุณหภูมิ​สูง​เกินเกณฑ์​มากขึ้นเรื่อยๆ จนมาเลวร้าย​สุดในเดือนกันยายน​ ที่มีวันที่อุณหภูมิ​เฉลี่ย​ของโลก​พุ่ง​สูง​เกิน​เกณฑ์​ 1.5​ องศา​เซลเซียส ​ยาวนานติดกันหลายวันจนทำสถิติ

 

นับจากต้นปีจนถึง​วันที่​ 2 ตุลาคม​ โลกเรามีจำนวนวันร้อนเกิน 1.5​ องศา​เซลเซียส มากถึง 86 วัน

 

ปีอื่นก่อนหน้านี้ก็เคยมีบ้าง แต่ก็จะเกิดไม่กี่วันในรอบปี ที่เด่นสุดคือปี 2016 ที่เกิดเอลนีโญ​ ปีนั้นมีจำนวนวันทะลุเกณฑ์​ที่ 75 วัน แต่ในปี 2023 นี้ ตัวเลขความร้อนทิ้งห่างปี 2016 ขาดลอยตั้งแต่ยังไม่ทันสิ้นปีด้วยซ้ำ

 

“มันเป็นสัญญาณว่าเรามาถึงระดับที่เราไม่เคยมีมาก่อน” ดร.เมลิสสา ลาเซนบี จากมหาวิทยาลัยซัสเซ็กซ์กล่าว

 

“ปี 2023 นี้ถือเป็น​ปีที่โลกร้อนเป็นประวัติการณ์​ ที่น่ากังวลคือปีหน้า 2024 อาจร้อนยิ่งกว่านี้”

 

ทำไมถึงเป็นเดือนกันยายน

 

เราคนไทยอาจเคยชินกับคำว่าอากาศ​ร้อนที่ควบคู่​มากับเดือนเมษายน แต่สำหรับเขตอาร์กติกในซีกโลกเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่หลักที่ใช้ในการบันทึกอุณหภูมิ​เฉลี่ย​ของโลกกันนั้น จะเข้าฤดูร้อน​ในเดือนกรกฎาคม และจะไปร้อนที่สุดปลายฤดู​ร้อนคือเดือนกันยายน โดยอุณหภูมิ​​จะเริ่มสูงขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน ​และเริ่มเย็นลงในเดือนตุลาคม​

 

ที่มาของความร้อน

 

ปี 2023 นี้เป็นอีกปีที่เกิดปรากฏการณ์​เอลนีโญ ซึ่งมีแนวโน้ม​ที่จะรุนแรงขึ้นในปีหน้า “เรา​ยังตรวจพบแนวน้ำอุ่นผิดปกติพาดยาวจากญี่ปุ่​นถึงแคลิฟอร์เนีย​ รวมทั้ง​ระดับอุณหภูมิ​น้ำในมหาสมุทร​แอตแลนติก​ปีนี้ก็ร้อนเป็นประวัติการณ์” ดร.เจนนิเฟอร์​ ฟรานซิส จากศู​นย์วิจัยสภาพภูมิอากาศ​วูดเวลล์​ในสหรัฐ​ฯ (Woodwell Climate Research Center)​ อธิบาย

 

จำนวนอนุภาค​แขวนลอยในอากาศ​​ในแถบแอตแลนติก​เหนือที่ทำหน้าที่สะท้อนแสงอาทิตย์กลับสู่อวกาศก็ลดลงอย่างมีนัย​สำคัญในปีนี้ ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากการลดจำนวนเที่ยวของการขนส่งข้ามมหาสมุทร

 

ผู้เชี่ยวชาญบางคนยังเน้นให้สังเกตอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้น 2 ครั้งในรอบไม่กี่เดือนที่ผ่านมาของขั้วโลกใต้ที่อาจเกิดจากความแปรปรวนตามปกติ แต่กลับส่งผลไปสู่ระบบอากาศทั่วโลก “ทั้งหมดนี้รวมกับสาเหตุอื่นที่เรายังไม่รู้และยังคงต้องศึกษาเพิ่มเติม ได้ก่อให้เกิดสภาพอุณหภูมิโลกที่สูงเกินเส้น 1.5 องศาเซลเซียสที่ขีดเอาไว้ตามความตกลงปารีสไปหลายวันในปีนี้”

 

เหล่านักวิทยาศาสตร์ต่างคาดหวังว่าตัวเลขความผิดปกติครั้งล่าสุดของสภาพอากาศโลก โดยเฉพาะอุณหภูมิเฉลี่ยที่สูงทะลุเกณฑ์​ที่ 1.5 องศาเซลเซียส จะปลุกจิตสำนึกของนักการเมืองและผู้นำประเทศจากชาติภาคีสมาชิก UNFCCC ในการประชุมภาคีครั้งที่ 28 หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า COP28 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 12 ธันวาคม 2023 ใน Expo City ที่ดูไบ ให้ช่วยกันออกมาตรการเร่งด่วนที่มีประสิทธิภาพให้เห็นผลโดยเร็วไม่ว่าวิธีการใด

 

ผลของความเลวร้ายจากอุณหภูมิโลกที่ผิดปกติในปีนี้ได้ส่งผลให้เห็นแล้วจากคลื่นความร้อนในยุโรปที่ก่อตัวจนเกิดพายุเมดิเคนหรือพายุหมุนกึ่งเขตร้อน ‘แดเนียล’ ที่ก่อฝนหนักถล่มหลายประเทศ ตั้งแต่กรีซ, ตุรกี, บัลแกเรีย ข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปทำเขื่อนแตกในลิเบีย จนมีผู้เสียชีวิตนับหมื่นคน ไม่นับฝนตกหนักผิดปกติในเอเชียตะวันออก อินเดีย และอเมริกาใต้ ถือเป็นสัญญาณเตือนว่าถึงเวลาสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้นำโลกทุกประเทศต้องทุ่มเทอย่างจริงจังก่อนสภาพอากาศของโลกจะเปลี่ยนไปจนเกินเยียวยา

 

ภาพ: David McNew / Getty Images

อ้างอิง:

The post อุณหภูมิเฉลี่ยโลกพุ่ง​เกินเกณฑ์​ 1.5 องศา ในจำนวนวันที่มากจนทำสถิติในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รูโหว่โอโซนขยายขึ้นจนใหญ่กว่าขนาดประเทศ​บราซิล​ถึง 3 เท่า https://thestandard.co/ozone-hole-larger-than-brazil/ Mon, 09 Oct 2023 01:32:09 +0000 https://thestandard.co/?p=852142 รูโหว่โอโซน

16 กันยายนของทุกปี ถือเป็น ‘วันโอโซนโลก’ เป็นวันครบรอบพ […]

The post รูโหว่โอโซนขยายขึ้นจนใหญ่กว่าขนาดประเทศ​บราซิล​ถึง 3 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
รูโหว่โอโซน

16 กันยายนของทุกปี ถือเป็น ‘วันโอโซนโลก’ เป็นวันครบรอบพิธีสารมอนทรีออลที่เริ่มต้นขึ้นในปี 1987 ให้เราช่วยกันลด-ละ-เลิก การใช้สาร CFCs เพื่อรักษาโอโซนบนชั้นบรรยากาศของโลกไว้ แต่ใน ‘วันโอโซนโลก’ ปีนี้ ดาวเทียมโคเปอร์นิคัส เซนติเนล ขององค์การอวกาศยุโรป (ESA) กลับพบข่าวร้าย นั่นคือรูโหว่โอโซนใหม่ขนาดมหึมา

 

รูโหว่นี้มีขนาดกว้างถึง 26 ล้านตารางกิโลเมตร ใหญ่กว่าขนาดของประเทศรัสเซียกับจีนรวมกัน หรือใหญ่กว่าขนาดประเทศไทยมากกว่า 50 เท่า

 

ตัวรูโหว่โอโซนนี้ปรากฏอยู่เหนือทวีปแอนตาร์กติกาหรือขั้วโลกใต้ ขนาดของมันกว้างใหญ่กว่าทวีปแอนตาร์กติกาเอง 2 เท่า เรียกว่าถ้ามองจากอวกาศ จะเห็นขั้วโลกใต้ที่ไร้ชั้นโอโซนได้ทั้งทวีป

 

นี่คือรูโหว่ของชั้นบรรยากาศโลกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยเหล่านักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากเหตุภูเขาไฟใต้น้ำระเบิดที่ประเทศตองกาเมื่อเดือนมกราคม ปี 2022 ที่ได้ดันให้โมเลกุลน้ำถึง 50 ล้านตันลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์ ที่เป็นที่อยู่ของแก๊สโอโซน ไอน้ำเหล่านี้จะแตกตัวกลายเป็นอนุภาคมีประจุที่สามารถทำลายโอโซนได้ไม่ต่างจากสาร CFCs ผสมกับกระแสลมประจำฤดูในปีนี้ที่พัดแรงผิดปกติ ทำให้มวลอากาศขั้วโลกแยกตัวเป็นเอกเทศจากมวลอากาศส่วนอื่น ไอน้ำเหล่านั้นจึงคงอยู่นานจนเกิดปฏิกิริยากับโอโซนดังที่กล่าวมา

 

รูโหว่โอโซน

ภาพดาวเทียมเหตุภูเขาไฟใต้ทะเลในหมู่เกาะตองการะเบิด เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2022

 

โอโซนในชั้นบรรยากาศโลกมาจากไหน

 

การเกิดโอโซน (O₃) ในชั้นบรรยากาศโลกตามธรรมชาตินั้นโดยปกติจะมาจากโมเลกุลของออกซิเจน (O2) ในชั้นบรรยากาศทำปฏิกิริยากับกระแสไฟฟ้าแรงสูงจำพวกฟ้าผ่า ฟ้าแลบ หรืออาจเกิดจากการทำปฏิกิริยากับแสงอาทิตย์ แต่มนุษย์เราก็สามารถผลิตโอโซนเพื่อใช้งานในทางอุตสาหกรรมได้เช่นกัน เช่นนำมาใช้การบำบัดน้ำเสียของโรงงาน ฯลฯ วิธีการผลิตก็ทำคล้ายวิธีตามธรรมชาติ นั่นคือใช้สนามแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่สูงบังคับให้ก๊าซออกซิเจน (O2) ที่เตรียมไว้เกิดปฏิกิริยากลายเป็นโอโซน

 

การเกิดรูโหว่โอโซนจะเกิดผลอย่างไร

 

โอโซนบนชั้นบรรยากาศ​มีหน้าที่สำคัญในการป้องกันแสงอัลตราไวโอเลตหรือ UV จากแสงอาทิตย์​เอาไว้ไม่ให้ส่องลงมาทำอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตบนผิวโลก โดยจะกรองรังสี UV-A (ความยาวคลื่น 315-400 นาโนเมตร) ได้ประมาณ 5% กรองรังสี UV-B (ความยาวคลื่น 280-315 นาโนเมตร) ได้ 95% แต่จะปิดกั้นรังสีอันตรายพลังงานสูงอย่าง UV-C (ความยาวคลื่น 100-280 นาโนเมตร) ได้ทั้ง 100%

 

การเกิดรูโหว่โอโซนจึงเป็นช่วงเวลาอันตรายที่ผู้เกี่ยวข้องต้องคอยแจ้งข่าวและเฝ้าระวังการเพิ่มขึ้นของรังสี UV ชนิดต่างๆ บนผิวโลกในพื้นที่ใต้รูโหว่ ที่อาจทำลายสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในห่วงโซ่อาหาร เช่น แพลงก์ตอน ไปจนถึงโอกาสการเกิดมะเร็งผิวหนังที่เพิ่มขึ้นในมนุษย์ (โชคดีที่ขั้วโลกใต้ไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่ถาวร)

 

ผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไร

 

โดยปกติแล้วโอโซนในชั้นบรรยากาศโลกจะสามารถซ่อมแซมตัวของมันเองได้หากไม่ถูกทำลายซ้ำซาก ยกตัวอย่างเช่น รูโหว่ชั้นโอโซนในซีกโลกเหนือที่มีขนาดกว้างเท่าเกาะกรีนแลนด์ ที่ได้ค่อยๆ ลดขนาดแคบลงจนปิดตัวได้อย่างสมบูรณ์ในเดือนเมษายน ปี 2020

 

ในส่วนของรูโหว่โอโซนขนาดยักษ์เหนือขั้วโลกใต้ที่ค้นพบใหม่นี้ ผู้เชี่ยวชาญของศูนย์พยากรณ์อากาศระยะกลางประจำภาคพื้นยุโรป หรือ ECMWF ประเมินว่า น่าจะเกิดการซ่อมแซมตัวเองอย่างช้าๆ จนปิดสนิทได้อย่างสมบูรณ์เหมือนรูโหว่ขนาดใหญ่ที่เคยเกิดขึ้นมาในบริเวณอื่น หากมนุษย์ไม่ปล่อยสาร CFCs เพิ่มขึ้นและไม่มีเหตุการณ์ภูเขาไฟใต้น้ำระเบิดซ้ำ

 

นอกจากนี้ทางผู้เชี่ยวชาญยังมองในแง่ดีกว่าหากการรณรงค์งดการปล่อยสาร CFCs เป็นไปในลักษณะนี้ และมีผู้ให้ความร่วมมือปฏิบัติจริงจัง รูโหว่โอโซนทั่วโลกที่เกิดจากมนุษย์ทุกรูจะปิดสนิทภายในปี 2050

 

อ้างอิง:

The post รูโหว่โอโซนขยายขึ้นจนใหญ่กว่าขนาดประเทศ​บราซิล​ถึง 3 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก ‘ซีแลนเดีย’ ทวีปที่ 8 ของโลก ที่เพิ่งมีการเผยแผนที่ฉบับสมบูรณ์ https://thestandard.co/zealandia-the-8th-continent/ Sat, 30 Sep 2023 03:47:25 +0000 https://thestandard.co/?p=848448 zealandia

ตามตำราที่เราได้เรียนกันมานั้น โลกมีทวีปทั้งหมด 7 ทวีปด […]

The post รู้จัก ‘ซีแลนเดีย’ ทวีปที่ 8 ของโลก ที่เพิ่งมีการเผยแผนที่ฉบับสมบูรณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
zealandia

ตามตำราที่เราได้เรียนกันมานั้น โลกมีทวีปทั้งหมด 7 ทวีปด้วยกัน อันได้แก่ ทวีปเอเชีย, ทวีปยุโรป, ทวีปแอฟริกา, ทวีปแอนตาร์กติกา, ทวีปอเมริกาเหนือ, ทวีปอเมริกาใต้ และทวีปออสเตรเลีย แต่จากการค้นพบล่าสุดนั้น อาจถึงขั้นต้องปฏิวัติบทเรียนกันใหม่ เมื่อโลกกำลังจะมีทวีปใหม่เป็นทวีปที่ 8 นั่นคือ ‘ซีแลนเดีย’

 

พื้นที่ส่วนใหญ่หรือมากถึง 94% ของทวีปนี้จมอยู่ใต้ทะเล คงโผล่ขึ้นมาให้เห็นเฉพาะเทือกเขาและยอดเขาที่สูงที่สุดให้เรามองเห็นเป็นเกาะใหญ่ 2 เกาะ นั่นคือนิวซีแลนด์ และนิวแคลิโดเนีย ส่วนยอดเขาอื่นๆ จะโผล่พ้นน้ำทะเลขึ้นมาให้เห็นเป็นเกาะเล็กอีกหลายเกาะ เช่น เกาะนอร์ฟอล์ก เกาะลอร์ดฮาว เกาะบอลส์พีระมิด เป็นต้น

 

แผนที่ทวีปโลก

 

ตำแหน่งที่ตั้งของซีแลนเดียอยู่ทางตะวันออกของทวีปออสเตรเลีย มีขนาดประมาณ 4,900,000 ตารางกิโลเมตร ถือเป็นอนุทวีปขนาดใหญ่ที่สุดในโลก 

 

 

ที่มาที่ไปของทวีปนี้

ทวีปซีแลนเดียหรือที่มีชื่อในภาษาเมารีว่า ‘เตรีอูอามาวอี’ นั้นเคยเป็นส่วนหนึ่งของมหาทวีป (Supercontinent) โบราณที่มีชื่อเรียกว่า ‘กอนด์วานา (Gondwana) ซึ่งก่อตัวเมื่อราว 550 ล้านปีที่แล้ว เป็นมหาทวีปที่รวมแผ่นดินผืนต่างๆ ในซีกโลกใต้เข้าไว้ด้วยกัน จากนั้นเมื่อ 105 ล้านปีที่แล้ว แผ่นเปลือกโลกสมุทรทางตะวันออกของซีแลนเดียก็เริ่มมุดตัวเข้าด้านใต้แผ่นทวีปนี้ ก่อให้เกิดแรงกดดันจนแผ่นทวีปซีแลนเดียแยกตัวออกจากแผ่นทวีปออสเตรเลีย รอยแยกนี้เด่นชัดขึ้นในช่วง 80 ล้านปีก่อน กลายเป็นผืนทะเลที่เข้ามาขั้นกลาง อย่างไรก็ตาม แผ่นทวีปทั้ง 2 คือ ออสเตรเลีย และซีแลนเดียก็เคลื่อนออกห่างจากส่วนอื่นของกอนด์วานาไปในทิศทางเดียวกัน จนมาอยู่ในที่ตั้งที่ปรากฏในปัจจุบัน

 

 

การค้นพบ

มีนักสำรวจจำนวนมากตั้งข้อสังเกตของการมีอยู่ของแผ่นดินใหญ่ใต้เกาะนิวซีแลนด์มาตั้งแต่ยุคโบราณ เริ่มจากปี 1642 อาเบล ทาสแมน นักเดินเรือชาวดัตช์ ออกเดินทางล่องเรือไปสู่มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ในซีกโลกใต้ด้วยเชื่อมั่นว่าต้องมีทวีปขนาดใหญ่ที่ยังไม่มีใครค้นพบตั้งอยู่บริเวณนั้น และก็ได้ค้นพบเกาะนิวซีแลนด์ อีกหลายร้อยปีต่อมา ในปี 1985 นักธรรมชาติวิทยาชาวสกอตแลนด์ เซอร์ เจมส์ เฮคเตอร์ ที่เข้าร่วมการเดินเรือสำรวจเกาะต่างๆ นอกชายฝั่งทางใต้ของเกาะนิวซีแลนด์เพื่อหาเบาะแสของทวีปนี้ ก็เริ่มได้ข้อสรุปว่า นิวซีแลนด์คือยอดของเทือกเขาจากทวีปใหญ่ที่จมอยู่ใต้มหาสมุทร ต่อมาในปี 1995 บรูซ ลูเยนดิค นักธรณีฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ก็ออกมาย้ำข้อสรุปของ เซอร์ เจมส์ เฮคเตอร์ ว่ามีความเป็นไปได้เป็นอย่างยิ่งที่จะมีทวีปใหม่อยู่ด้านล่างของนิวซีแลนด์ และตั้งชื่อทวีปนี้ว่าซีแลนเดียจนเป็นชื่อที่นิยมเรียกกันต่อมา

 

นิยามของคำว่าทวีปที่ใช้กับซีแลนเดีย

ก่อนทศวรรษ 1960 นิยามของคำว่าทวีปนั้นเรียบง่ายมาก โดย เอ็มมานูเอล โบเวน (นักแกะสลักแผนที่ชาวเวลส์) ให้นิยามว่า ทวีปนั้นคือ “พื้นที่แห้งขนาดใหญ่ที่ประกอบขึ้นจากหลายประเทศรวมตัวกันโดยไม่มีทะเลขั้นกลาง” นิยามนี้ค่อนข้างหยาบและขาดความชัดเจนหลายอย่าง จนต่อมานักภูมิศาสตร์และนักธรณีวิทยายุคใหม่ได้กำหนดนิยามขึ้นมาว่า ทวีปคือแผ่นเปลือกโลกชนิดหนึ่งที่แตกต่างจากเปลือกโลกภาคพื้นสมุทร โดยจะมีความหนาเฉลี่ย 30-40 กิโลเมตร ขณะที่เปลือกโลกภาคพื้นสมุทรจะบางกว่ามาก คือมีความหนาเฉลี่ยที่ 10 กิโลเมตรเท่านั้น ด้วยคำนิยามนี้ ‘ซีแลนเดีย’ ซึ่งมีความหนาเฉลี่ยประมาณ 20 กิโลเมตรจึงควรจะถูกจัดให้เป็นทวีป แต่เป็นทวีปที ‘บางที่สุด’ ยิ่งกว่าทวีปใด นอกจากนี้ ด้วยข้อมูลทางธรณีวิทยาอื่นๆ เช่นความหลากหลายของชั้นหิน ทั้งหินอัคนี หินแปร และหินตะกอน รวมทั้งข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียม และแผนที่ความโน้มถ่วง ทำให้การระบุว่าซีแลนเดียคือ ‘ทวีป’ ที่จมอยู่ใต้ทะเลเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง

 

ความเคลื่อนไหวล่าสุด

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันจีเอ็นเอส ไซแอนส์ (GNS Science) ได้วาดแผนที่ทวีปซีแลนเดียในระดับความละเอียดสูง ตีพิมพ์ผลงานลงในวารสารเทคโทนิค ตามลิงก์นี้ https://agupubs.onlinelibrary.wiley.com/doi/10.1029/2023TC007961 และท่านสามารถดูแผนที่เพิ่มเติมได้ทางลิงก์นี้ https://data.gns.cri.nz/mapservice/apps/tez/

 

เรื่องนี้มีความสำคัญมากกว่าแค่การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ 

จากอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเลปี 1982 ที่กำหนดว่า ประเทศต่างๆ สามารถขยายพื้นที่อย่างถูกต้องตามกฎหมายไปไกลกว่าเขตเศรษฐกิจจำเพาะของตัวเองที่ระยะ 200 ไมล์ทะเลจาก ‘ไหล่ทวีป’ นั้นหมายถึงว่าหากมีการประกาศอย่างเป็นทางการถึงการมีอยู่ของทวีปซีแลนเดีย ซึ่งนิวซีแลนด์ถือเป็นประเทศหนึ่งในทวีปนั้นจะส่งผลให้นิวซีแลนด์สามารถขยายขอบเขตดินแดนของประเทศออกไปได้จากปัจจุบันถึง 6 เท่า และนั่นหมายถึงผลในด้านเศรษฐกิจที่จะทำให้ประเทศนิวซีแลนด์มีทรัพยากรทางทะเลอย่างแหล่งน้ำมัน และแร่ธาตุที่อุดมสมบูรณ์เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก

 

ภาพ: Wikipedia, joidesresolution.org

อ้างอิง:

The post รู้จัก ‘ซีแลนเดีย’ ทวีปที่ 8 ของโลก ที่เพิ่งมีการเผยแผนที่ฉบับสมบูรณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิจัย Google DeepMind สร้าง AI ที่สามารถ​ระบุการกลายพันธุ์ของ DNA สำเร็จ​ อาจช่วยพยากรณ์การเกิดโรคในอนาคตได้ https://thestandard.co/google-deepmind-build-ai-predict-illness/ Thu, 21 Sep 2023 03:38:10 +0000 https://thestandard.co/?p=844125 AlphaMissense

ถือเป็นก้าวสำคัญในวงการแพทย์ เมื่อทีมนักวิจัยจาก Google […]

The post นักวิจัย Google DeepMind สร้าง AI ที่สามารถ​ระบุการกลายพันธุ์ของ DNA สำเร็จ​ อาจช่วยพยากรณ์การเกิดโรคในอนาคตได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
AlphaMissense

ถือเป็นก้าวสำคัญในวงการแพทย์ เมื่อทีมนักวิจัยจาก Google DeepMind นำโดย ดร.เฉิงจุน ได้พัฒนาโปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในชื่อ ‘AlphaMissense’ ที่สามารถพยากรณ์การกลายพันธุ์ในระดับยีนของมนุษย์ได้อย่างแม่นยำ

 

AlphaMissense เป็นผลงานที่พัฒนาต่อเนื่องมาจากโปรแกรม ‘AlphaFold’ เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ที่สร้างขึ้นมาเพื่อคาดการณ์โครงสร้าง 3 มิติของโปรตีนมนุษย์จากองค์ประกอบทางเคมี โดยเวอร์ชันสุดท้ายพัฒนาเสร็จในปี 2020

 

AlphaMissense จะช่วยเปลี่ยนการระบุการกลายพันธุ์ของ DNA ด้วยวิธีแบบเก่าที่มีขั้นตอนที่ซับซ้อน ใช้เวลานาน และมีค่าใช้จ่ายสูง ให้กลายเป็นเรื่องง่าย รวดเร็ว และประหยัดขึ้นมาก 

 

AlphaMissense

 

AI ตัวนี้ถูกสร้างให้พุ่งเป้าไปที่การกลายพันธุ์ของ DNA แบบ Missense ซึ่งเป็นการแทนที่อักษรในลำดับเบสที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง จนส่งผลให้เกิดการสร้างกรดอะมิโนโปรตีนของโคดอนนั้นเพี้ยนไปจากเดิม ผลลัพธ์ของการกลายพันธุ์แบบนี้ส่วนใหญ่จะไม่ส่งผลใดกับร่างกายเลย แต่ก็มีโอกาสไม่น้อยที่จะปล่อยโปรตีนที่ก่อปัญหาออกมา เป็นต้นเหตุให้เกิดโรคหรืออาการต่างๆ หลายชนิด เช่น โรคโลหิตจางชนิดเคียว (SCD), โรคมะเร็ง, โรคซิสติกไฟโบรซิส ไปจนถึงพัฒนาการของสมอง

 

“สิ่งนี้คล้ายกับภาษามนุษย์มาก” ดร.เฉิงจุน อธิบาย “ถ้าเราแทนที่คำในประโยคภาษาอังกฤษ คนที่คุ้นเคยกับภาษาอังกฤษจะสามารถมองเห็นได้ทันทีว่าการแทนที่คำนั้นจะเปลี่ยนความหมายของประโยคหรือไม่ อย่างไร”

 

ทีมงานป้อนข้อมูลเกี่ยวกับลำดับ DNA ทั้งจากมนุษย์และวานร (ไพรเมต) เข้าไปสู่ระบบการเรียนรู้ของ AlphaMissense เพื่อให้มันสามารถแยกแยะได้ว่าการกลายพันธุ์แบบ Missense ชนิดใดจะเกิดโปรตีนที่ปลอดภัย และชนิดใดจะเกิดโปรตีนที่เป็นอันตราย ส่งผลให้เกิดโรคร้ายต่างๆ ในเวลาเดียวกัน AI ก็จะได้ทำความคุ้นเคยกับลำดับเบสต่างๆ จนสุดท้ายตัวมันเองก็จะเรียนรู้ได้เองว่าโปรตีนที่ ‘ดีต่อสุขภาพ’ มีหน้าตาเป็นอย่างไร

 

เมื่อทีมงานป้อนข้อมูลการกลายพันธุ์แบบ Missense จำนวน 71 ล้านรายการเข้าสู่  โปรแกรม AlphaMissense แล้วตั้งค่าความแม่นยำในการประมวลผลไปที่ 90% ผลการพยากรณ์ของ AI ตัวนี้บอกเราว่า 57% ของการกลายพันธุ์แบบ Missense ไม่ส่งผลร้ายใดๆ ต่อร่างกายมนุษย์ แต่พบว่า 32% ที่อาจก่อให้เกิดโรค 11% ที่เหลือคือผลที่ยังก้ำกึ่ง ไม่อาจฟันธงด้านใดด้านหนึ่งได้ 

 

ศ.โจ มาร์ช นักชีววิทยาเชิงคำนวณจากมหาวิทยาลัยเอดินบะระ ผู้ที่ไม่ได้มีส่วนได้เสียกับงานวิจัยครั้งนี้ ได้ออกมาชื่นชมผลงานของทีมวิจัยจาก DeepMind ว่า ระบบปัญญาประดิษฐ์ AlphaMissense นั้นถือได้ว่ามีศักยภาพที่ยอดเยี่ยม 

 

“เรามักมีปัญหากับระบบพยากรณ์ทางชีววิทยาเชิงคำนวณ เนื่องจากผลคำนวณของมนุษย์นั้นเชื่อถือไม่ค่อยได้ แต่กับระบบ AI ที่สร้างขึ้นมานี้มีความแม่นยำใช้ได้เลยทีเดียว”

 

ทีมงาน Google DeepMind ได้แยกไฟล์ที่ได้จากการประมวลผลครั้งนี้เตรียมไว้ให้นักพันธุศาสตร์และแพทย์ หรือบุคคลผู้สนใจผลของการกลายพันธุ์แบบ Missense เอาไว้ให้ดาวน์โหลดตามลิงก์นี้: https://zenodo.org/record/8360242

 

ทีมงานตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานครั้งนี้ลงในวารสาร Science: https://www.science.org/doi/10.1126/science.adg7492

 

ภาพ: DeepMind

อ้างอิง: 

The post นักวิจัย Google DeepMind สร้าง AI ที่สามารถ​ระบุการกลายพันธุ์ของ DNA สำเร็จ​ อาจช่วยพยากรณ์การเกิดโรคในอนาคตได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พบหลักฐานว่า บรรพบุรุษ​มนุษย์เคยลดจำนวนจนเกือบสูญพันธุ์​จาก​โลก https://thestandard.co/human-ancestors-were-almost-extinct/ Sun, 03 Sep 2023 06:57:03 +0000 https://thestandard.co/?p=836968 การลดจำนวนของมนุษย์

จำนวนประชากรมนุษย์บนโลก​ล่าสุด​นั้นทะลุ 8 พันล้านคนไปแล […]

The post พบหลักฐานว่า บรรพบุรุษ​มนุษย์เคยลดจำนวนจนเกือบสูญพันธุ์​จาก​โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
การลดจำนวนของมนุษย์

จำนวนประชากรมนุษย์บนโลก​ล่าสุด​นั้นทะลุ 8 พันล้านคนไปแล้ว ก่อให้เกิดปัญหา​ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นด้านมลพิษหรือการแย่งชิงและทำลายทรัพยากร​ธรรมชาติ​ ส่งผลต่อจำนวนสัตว์​และพืชบนดาวเคราะห์บ้านเกิดดวงนี้ แต่ใครจะรู้ว่าครั้งหนึ่งในอดีต​ ประชากร​มนุษย์​เคยลดจำนวนลงอย่างน่าตกใจจนเหลือเพียง 1,280 คนเท่านั้น เรียกได้ว่าเกือบสูญพันธุ์​กันเลยทีเดียว

 

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (CAS) นำโดย หูวั่งเจี๋ย ได้ใช้เทคนิค​ใหม่ที่ใช้ในการวิเคราะห์​ข้อมูลทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต หรือจีโนม (Genome) ที่มีชื่อเรียกว่ากระบวนการ ‘ฟิตโคล’ (FitCoal ​ย่อมาจาก​ Fast infinitesimal time Coalescent process) เพื่อสร้างแบบจำลองย้อนกลับไปหาจำนวนประชากร​มนุษย์​ในอดีต​

 

แผนภูมิของช่วงเวลาการเกิด ‘คอขวดประชากร’ (เส้นสีเขียวบาง) 

เมื่อราว 1 ล้าน – 8 แสนปีก่อน 

ซึ่งตอนนั้นบรรพบุรุษมนุษย์มีความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ได้สูงมาก

 

ผลการวิเคราะห์​จีโนมของกลุ่มตัวอย่าง​จำนวน 3,154 คน แบ่งเป็นประชากรเชื้อสายแอฟริกันจากต้นแบบ 10 กลุ่ม และที่ไม่ใช่เชื้อสายแอฟริกันอีก 40 กลุ่ม พบ​ว่า ครั้งหนึ่งในอดีตคือ เมื่อราว 930,000 และ 813,000 ปีที่แล้ว บรรพบุรุษ​ของมนุษย์​ในเวลานั้นต้องเผชิญกับปัญหาคอขวดของประชากรระดับรุนแรง (Severe Human Bottleneck)​ จนจำนวนลดลงเหลือเพียงหลักพันคนเท่านั้น

 

มนุษย์​กลุ่ม​เล็กๆ นี้เองที่ต้องดิ้นรนอยู่รอด เพื่อขยายเผ่าพันธุ์​มายาวนานถึง 117,000 ปี 

 

ทีมงานวิจัยคาดว่า ต้นเหตุของการสูญเสียประชากรไปถึง 98.7% จากที่มีอยู่เดิม​นั้น น่าจะมาจากความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เข้าสู่ยุคน้ำแข็งที่เต็มไปด้วยความ​แห้งแล้งและหนาวเย็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณ​ทวีปแอฟริกาและภูมิภาคยูเรเชีย

 

แต่ท่ามกลางปัญหา​อันเลวร้ายนี้อาจส่งผลดีต่อวิวัฒนาการ​มนุษย์​ นั่นคือการเกิดขึ้นของโฮโมนีแอนเดอร์ทัลและเดนิโซวาน​ รวมทั้งบรรพบุรุษ​สายตรงของเรานั่นคือ โฮโมเซเปียนส์ในยุคต่อมา เนื่องจากผลงานวิจัย​นี้สอดคล้องกับงานวิจัยของทีมงานอื่นก่อนหน้านี้​ที่พบว่า โครโมโซมคู่ที่ 2 ของโฮโมเซเปียนส์ หรือมนุษย์ยุคใหม่ รวมทั้งของนีแอนเดอร์ทัลและเดนิโซวาน เกิดจากการรวมตัวของโครโมโซมโบราณ 2 ตัวเมื่อ 900,000-740,000 ปีที่แล้ว ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เกิดวิกฤตคอขวดตามที่กล่าวมาข้างต้น

 

ในแง่มุมอื่นทีมงานยังตั้ง​ข้อสังเกต​ว่า ปัญหา​การลดลงของประชากร​มนุษย์​อาจไปเร่งวิวัฒนาการ​ของสมอง จนสามารถใช้งานเครื่อง​มือใหม่ๆ โดยเฉพาะ​อย่างยิ่งการใช้ไฟ จน​มนุษย์​โบราณ​สามารถเอาชนะสภาพอากาศ​อันเลวร้ายสืบทอดเผ่าพันธุ์​มาเป็น​เราท่านในปัจจุบัน​

 

หมายเหตุ: ทีมงานตีพิมพ์รายงานการค้นพบนี้ลงในวารสาร Science เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2566: https://www.science.org/doi/10.1126/science.abq7487

 

แฟ้มภาพ: Gorodenkoff Via Shutterstock

อ้างอิง: 

The post พบหลักฐานว่า บรรพบุรุษ​มนุษย์เคยลดจำนวนจนเกือบสูญพันธุ์​จาก​โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิทย์ฯ ถอดรหัสพันธุกรรมที่ซับซ้อนที่สุดของมนุษย์ นั่นคือ ‘โครโมโซมเพศชาย’ ได้แล้ว https://thestandard.co/human-y-chromosome-decoded/ Tue, 29 Aug 2023 05:19:57 +0000 https://thestandard.co/?p=835062

โครงการถอดรหัสพันธุกรรม​มนุษย์ของ​สมาคม Telomere-to-Tel […]

The post นักวิทย์ฯ ถอดรหัสพันธุกรรมที่ซับซ้อนที่สุดของมนุษย์ นั่นคือ ‘โครโมโซมเพศชาย’ ได้แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>

โครงการถอดรหัสพันธุกรรม​มนุษย์ของ​สมาคม Telomere-to-Telomere (T2T) ร่วมกับทีมนักวิชาการ​นานาชาติ​ ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2000 และประกาศความสำเร็จ​ไปเมื่อวันที่ 31 มีนาคม​ 2022 นั้น ยังขาดโครโมโซม​ที่สำคัญ​และถอดรหัส​ยากที่สุด​ไป 1 ตัว นั่นคือโครโมโซม​ Y​ แต่ในที่สุด​ความพยายาม​ก็พาทีมงาน​มาถึงจุดหมาย​ 

 

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ​2023 ทีมงานร่วมกับเหล่า​นักวิทยาศาสตร์​อีกกว่า 100 ชีวิต​ ได้ประกาศ​ความสำเร็จ​ผ่านการตีพิมพ์​บทความเผยแพร่​ลงในวารสาร Nature​ ถึงการที่สามารถถอดรหัสอันซับซ้อนและมีคู่เบสที่เรียงตัวซ้ำกลับไปกลับมาแบบพาลินโดรม* ของโครโมโซม​ Y ได้จนครบสมบูรณ์​

 

“ก่อน​หน้านี้ทีมงานเราพบปัญหาการเรียงตัวซ้ำของคู่เบสในโครโมโซม​ Y​ จนสับสน แต่ด้วยเทคโนโลยีการหาลำดับและอัลกอริทึมทางชีวสารสนเทศในยุคหลัง ทำให้ความยุ่ง​ยากเหล่านี้หมดไป

 

“เวลานี้เรามีลำดับโครโมโซม Y ครบ 100% แล้ว ต่อจากนี้ไปเราจะสามารถระบุและสำรวจความแปรผันทางพันธุกรรมมากมายที่อาจส่งผลกระทบต่อลักษณะและโรคของมนุษย์ ในแบบที่เราไม่สามารถทำได้มาก่อน” ดีแลน เทย์เลอร์ นักพันธุศาสตร์ของ Johns Hopkins หนึ่งในทีมงานกล่าว

 

สิ่งที่ได้จากการถอดรหัส​โครโมโซม​ Y จะช่วยให้เราศึกษาสภาวะและความผิดปกติที่เชื่อมโยงกับโครโมโซมได้ง่ายขึ้น เช่น ความบกพร่อง​ในการผลิตสเปิร์มที่นำไปสู่ภาวะมีบุตรยาก เคนเนธ วอลช์ ศาสตราจารย์ด้านชีวเคมีและอณูพันธุศาสตร์ จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย ซึ่งอยู่นอกทีมวิจัยให้ความเห็น​

 

“โครโมโซม Y เป็นความลึกลับดำมืดไม่ต่างจาก ‘สสารมืด’ ในจักรวาล​ของของจีโนมเสมอมา” ศาสตราจารย์เคนเนธกล่าวเสริม​ “แต่นับจากนี้​ก็เหมือนเรามีแผนที่นำทางไปสู่หนทางใหม่ๆ ในการป้องกันโรคที่เกี่ยวข้อง​กับพันธุกรรม ​เช่น โรคมะเร็ง และโรคหลอดเลือดหัวใจ”

 

ยังมีบางสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ไม่เคยเข้าใจอย่างถ่องแท้ เช่น อาการสูญเสียโครโมโซม​ Y​ จากเซลล์​เม็ดเลือดแดงในผู้ชายบางคนเมื่ออายุมากขึ้น​ ซึ่งส่งผลต่อความรุนแรงของมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ และยังเพิ่ม​ความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ การเปิดเผยลำดับของรหัสพันธุกรรม​ที่พบจากโครโมโซม​ Y อาจทำให้เราพบความเชื่อมโยงของสิ่งต่างๆ เหล่านี้ และหาทางแก้ไขได้ในที่สุด ศาสตราจารย์เคนเนธ​ทิ้งท้าย

 

ทีมงานตีพิมพ์ผลงานครั้งนี้ลงในวารสาร Nature ฉบับลงวันที่ 23 สิงหาคม 2023 www.nature.com/articles/s41586-023-06457-y

 

ภาพ: Vchal via ShutterStock

อ้างอิง: 

The post นักวิทย์ฯ ถอดรหัสพันธุกรรมที่ซับซ้อนที่สุดของมนุษย์ นั่นคือ ‘โครโมโซมเพศชาย’ ได้แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>