“ผมบอกกับตัวเองเสมอว่าผมไม่ต้องการถูกระบบกลืน”
คือคำประกาศจากชายผู้เข้าสู่การเมืองตั้งแต่อายุ 27 และก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวัย 44 ปี วันนี้ ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ กลับมาในฐานะผู้ช่วยหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ แต่ในสมรภูมิที่เปลี่ยนไป
พรรคฯ กำลังอยู่ในจุดตกต่ำที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ แต่เขากลับมาด้วยเป้าหมายเดียว คือฟื้นศรัทธาเดิมให้กลับมา และพิสูจน์ว่าสถาบันการเมืองที่ไม่มีเจ้าของยังมีที่ยืนในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่ง
กลยุทธ์ ‘คนใหม่’ ในพรรค คืออะไร
อภิสิทธิ์กลับมาพร้อมตั้งเงื่อนไขกับตัวเองว่า จะรับงานบริหารอีกครั้งก็ต่อเมื่อสามารถชวน ‘คนใหม่’ เข้ามาร่วมขับเคลื่อนได้จริง
หรือพูดให้ง่ายขึ้นก็คือไม่ใช่แค่ล้างหน้า ทาแป้ง แต่คือปรับโครงสร้างกระดูก และหัวใจของพรรค เปลี่ยนภาพลักษณ์ให้ประชาชนเห็นว่า คนรุ่นใหม่มีบทบาทจริง มีอำนาจในการตัดสินใจ ไม่ใช่แค่ใบหน้าในโปสเตอร์ หรือเครื่องมือสร้างความชอบธรรม
บทบาทของอภิสิทธิ์ในรอบนี้เป็นอย่างไร
“ผมไม่ได้กลับมาเพื่อจะเป็นทุกอย่างของพรรค”
อภิสิทธิ์มองบทบาทตัวเองวันนี้เป็นเพียงสะพานเชื่อม ประคับประคองคนรุ่นใหม่ให้ก้าวเดินอย่างมั่นใจ โดยไม่หลงลืมรากเดิมของพรรคที่ยืนอยู่บนอุดมการณ์
การสร้างทีมผู้นำที่ผสมผสานระหว่างประสบการณ์และความคิดใหม่จึงเป็นหัวใจของการ Turnaround ครั้งนี้ เพราะเขาเชื่อว่า ความเชื่อมั่นไม่เกิดจากวาทกรรม แต่ต้องเห็นโครงสร้างจริง
ยุทธศาสตร์ใหม่ประชาธิปัตย์ จะเดินหน้าพรรคไปยังทิศทางใด
อีกหนึ่งสิ่งที่อภิสิทธิ์พยายามสื่อสารคือ ประชาธิปัตย์ต้องกลับไปเป็นพรรคที่ ‘ไม่มีเจ้าของ’
ต้องไม่มีใครชี้นำทิศทางพรรคได้เบ็ดเสร็จ เขาเชื่อว่าพรรคการเมืองที่ดีต้องไม่ใช่เครื่องมือของอำนาจใด และในบางยุคบางสมัย อาจต้อง ‘ยอมแพ้’ ในทางการเมืองยอมสูญเสียอำนาจ เสียคะแนนนิยม หรือแม้แต่พ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง เพราะยืนยันจะรักษาคำพูดหรือหลักการที่ให้ไว้กับประชาชน ไม่ยอมเปลี่ยนจุดยืนเพื่อแลกกับชัยชนะในระยะสั้น
เช่นในปี 2562 เขาประกาศไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจของพลเอกประยุทธ์ พอพรรคมีมติสวนทาง เขาเลือกลาออกจาก ส.ส. แม้รู้ว่าจะเสียฐานเสียงและอำนาจ การตัดสินใจแบบนี้ทำให้พรรคเสียเปรียบในเชิงยุทธศาสตร์การเมือง แต่ในมุมของอภิสิทธิ์ มันคือการรักษาคำพูด
“ถ้าวันนั้นผมไม่เป็นผมที่ไป ผมก็เป็น ส.ส. ต่อไป มีตำแหน่งต่อไป แต่ผมคงไม่มีที่ยืนแบบที่มีอยู่ในวันนี้” อภิสิทธิ์กล่าว
หน้าที่ของรัฐ ในมุมของประชาธิปัตย์ยุคใหม่
ในมิติการบริหารประเทศ อภิสิทธิ์เสนอให้รัฐทำหน้าที่เป็น Enabler ไม่ใช่ผู้ควบคุมหรือผู้ผูกขาดนโยบายอีกต่อไป หัวใจสำคัญคือการใช้เทคโนโลยีและข้อมูล (Data) มาเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสในระบบราชการ โดยเฉพาะใน 3 มิติหลัก
1. ชี้ทาง ให้ประชาชนเห็นโอกาสและทิศทางของโลก
2. เปิดทาง ด้วยการปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย
3. ไม่ขวางทาง ด้วยระบบราชการที่โปร่งใสและทันสมัย
นอกจากนี้ยังมีแนวคิด ‘บุฟเฟต์การศึกษา’ ที่ให้ผู้เรียนเลือกเส้นทางทักษะของตัวเอง ไม่ต้องเรียนตามหลักสูตรสำเร็จรูปทั้งหมดอีกต่อไป เป้าหมายคือการเตรียมคนให้มีศักยภาพแข่งขันในระดับโลก ไม่ใช่แค่สอบผ่านในระบบเดิม
อภิสิทธิ์สรุปบทเรียนจากชีวิตการเมือง 33 ปีว่า ผู้นำไม่สามารถเลือกปัญหาที่จะเจอได้ สิ่งที่ทำได้คือการเตรียมชุดความคิดให้พร้อมรับมือทุกสถานการณ์
ในยุคที่การเมืองขับเคลื่อนด้วยกระแสความนิยม ประชาธิปัตย์จึงต้องกลับไปหาจุดแข็งเดิมคือการเป็นพรรคการเมืองที่เป็นสถาบัน การกู้ศรัทธาประชาธิปัตย์จึงไม่ใช่การวิ่งตามกระแส แต่คือการพิสูจน์ว่า ‘สัจจะ’ และ ‘อุดมการณ์’ ยังเป็นที่พึ่งพาได้จริงในระยะยาว


