บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/บริษัท-พีทีที-โกลบอล-เคม/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 09 Jun 2025 10:49:57 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ความยั่งยืนไม่ใช่แค่เทรนด์อีกต่อไป! อิชิตันย้ำ พร้อมปั้นโมเดลรีไซเคิลขวดพลาสติกครบวงจร นำร่องในจังหวัดเชียงใหม่ https://thestandard.co/ichitan-recircle-chiang-mai/ Mon, 09 Jun 2025 10:49:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1083338 ตัน ภาสกรนที เปิดตัวโครงการ Ichitan ReCircle ที่จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมพันธมิตรสร้างโมเดลรีไซเคิลขวดพลาสติก PET

ถึงวันนี้ ‘ความยั่งยืน’ ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรูอีกต่อไป แต […]

The post ความยั่งยืนไม่ใช่แค่เทรนด์อีกต่อไป! อิชิตันย้ำ พร้อมปั้นโมเดลรีไซเคิลขวดพลาสติกครบวงจร นำร่องในจังหวัดเชียงใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตัน ภาสกรนที เปิดตัวโครงการ Ichitan ReCircle ที่จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมพันธมิตรสร้างโมเดลรีไซเคิลขวดพลาสติก PET

ถึงวันนี้ ‘ความยั่งยืน’ ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรูอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นหัวใจของการทำธุรกิจ โดยเฉพาะในไทยที่หลายบริษัทเริ่มขยับตัวกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง

 

จริงๆ แล้วสิ่งนี้ไม่ได้เกิดจากแรงกดดันทางกฎหมายหรือลูกค้าเพียงอย่างเดียว แต่กำลังจะพลิกมุมมองของธุรกิจไทยต่อบทบาทในการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการรีไซเคิลขวดน้ำพลาสติก PET ที่กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น 

 

แต่ถือว่ายังน้อยเพราะขวดน้ำดื่ม PET ที่หลายคนบริโภคกันทุกวันนี้ มีแค่ 14% เท่านั้นที่ถูกนำไปรีไซเคิล ส่วนอีก 86% ถูกทิ้งไว้ในหลุมฝังกลบ จากความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้ ‘อิชิตัน กรุ๊ป’ ริเริ่มเปิดตัวโครงการ ‘Ichitan ReCircle’ เก็บขวดพลาสติก PET ที่ใช้แล้วกลับระบบรีไซเคิลหมุนเวียนแบบปิด เริ่มตั้งแต่รวบรวม คัดแยก ฆ่าเชื้อ ไปจนถึงการขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างครบวงจร

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ตัน ภาสกรนที กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงการนี้ได้ผนึกกับพันธมิตร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ตามด้วย GC YOU เทิร์น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และวันนิมมาน เชียงใหม่โดยมีเป้าหมายร่วมกันสร้างวงจรของขวดพลาสติก PET ให้กลับมาใช้ได้อีกครั้ง เพื่อไม่ให้ไปทิ้งไว้อยู่ในหลุมฝังกลบ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของก๊าซเรือนกระจกและภาวะโลกร้อน

 

เบื้องต้นระยะแรกจะนำร่องตู้ ‘Ichitan ReCircle’ ไปวางในพื้นที่โรงเรียนและแหล่งท่องเที่ยว ในจังหวัดเชียงใหม่ก่อน โดยตั้งเป้าเก็บขวดพลาสติก PETกลับมาแปรรูปให้ได้ 9,000 ตันต่อปี จากนั้นจะเริ่มทยอยนำไปติดตั้งในจังหวัดอื่นๆ ต่อไป 

 

ไม่เฉพาะโครงการ Ichitan ReCircle เท่านั้น แต่อิชิตันได้พัฒนาพื้นที่ One ChiChan ซึ่งเป็นสถานที่จัดคอนเสิร์ตท่ามกลางธรรมชาติ ขนาด 5,000 ที่นั่งให้เป็น sustainable concert space ชวนผู้ชมคอนเสิร์ตให้ร่วมกันนำขวดน้ำที่ดื่มแล้วกลับเข้าสู่โครงการรีไซเคิล 

 

“แม้ต้นทุนของการนำขวดพลาสติกนำกลับมาใช้ใหม่นั้นจะราคาสูงกว่า ขวดพลาสติก ทั่วไปประมาณ 30% แต่ก็ต้องทำ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของแบบอย่างในการทำธุรกิจแบบยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของอิชิตัน เราตั้งเป้าจะผลิตบรรจุภัณฑ์ที่สามารถรีไซเคิลได้ 100% ให้สำเร็จภายในปี 2026 จากปัจจุบันที่ทำได้เกือบครึ่งทางแล้ว” ตัน ภาสกรนที ย้ำ 

 

ด้าน กิจชัย เฉลิมสุขสันต์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดและการขาย กลุ่มลูกค้าแพลตฟอร์มอุตสาหกรรม บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน GC YOU เทิร์น มีจุดรับพลาสติกใช้แล้วกว่า 400 จุดทั่วประเทศ และการมาจับมือกับอิชิตันในโครงการ Ichitan ReCircle ถือว่าสอดรับกับแนวทางของบริษัท 

 

พร้อมที่จะสนับสนุนโครงการ Ichitan ReCircle อย่างเต็มที่ ทั้งในด้านเทคโนโลยีการรีไซเคิลและการขยายเครือข่ายจุดรับขวดที่ตั้งใจจะสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนของพลาสติก PET ในประเทศไทยและมั่นใจว่าการมีโครงการรีไซเคิลครบวงจรจะช่วยเสริมภาพลักษณ์ของเชียงใหม่ในฐานะเมืองท่องเที่ยวสีเขียวและจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมเข้ามาเที่ยวมากขึ้น

The post ความยั่งยืนไม่ใช่แค่เทรนด์อีกต่อไป! อิชิตันย้ำ พร้อมปั้นโมเดลรีไซเคิลขวดพลาสติกครบวงจร นำร่องในจังหวัดเชียงใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีอีโอ ‘พีทีที โกลบอล เคมิคอล’ จับตาใกล้ชิดผลกระทบภาษีสหรัฐฯ พร้อมประเมินผลกระทบทางตรงยังอยู่ในวงจำกัด https://thestandard.co/ptt-global-chemical-ceo-monitor-us-tariff-impact/ Sat, 24 May 2025 04:00:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1077882 พีทีที โกลบอล เคมิคอล

บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล ปรับเป้าหมายการเพิ่มรายได้และ […]

The post ซีอีโอ ‘พีทีที โกลบอล เคมิคอล’ จับตาใกล้ชิดผลกระทบภาษีสหรัฐฯ พร้อมประเมินผลกระทบทางตรงยังอยู่ในวงจำกัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
พีทีที โกลบอล เคมิคอล

บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล ปรับเป้าหมายการเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่ายจาก 4,500 ล้านบาท เป็น 5,500 ล้านบาทภายในปีนี้ ควบคู่กับการเดินหน้ากลยุทธ์ Asset Light และการทรานส์ฟอร์มสู่ธุรกิจมูลค่าสูง-คาร์บอนต่ำ 

 

ณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/68  PTTGC กล่าวว่า PTTGC มีรายได้จากการขายรวมในไตรมาส 1/68 อยู่ที่ 132,547 ล้านบาท และมีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (Adjusted EBITDA) อยู่ที่ 5,377 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 102% จากไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนความสำเร็จของการบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวทาง Holistic Optimization แม้ในไตรมาส 1/68 ยังคงขาดทุนสุทธิที่ 2,567 ล้านบาท แต่ถือว่าปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับไตรมาส 4/67 ที่รายงานขาดทุนสุทธิ 11,738 ล้านบาท เนื่องจากรับรู้รายการที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการดำเนินงานปกติ

 

สำหรับผลประกอบการที่ดีขึ้นในไตรมาส 1/68 เป็นผลมาจากการใช้วัตถุดิบอีเทนในกลุ่มธุรกิจโอเลฟินส์มากขึ้น ส่งผลให้ Adjusted EBITDA ปรับตัวดีขึ้น การบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย ขณะที่กลุ่มเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษยังคงเติบโตดี โดย allnex มียอดขายปรับตัวเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินการที่ลดลงเป็นผลจากการปรับโครงสร้างของ Vencorex

 

นอกจากนี้บริษัทฯ ยังคงรักษาฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานกว่า 12,000 ล้านบาท และเงินสดรวมกว่า 37,000 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส ซึ่งสะท้อนถึงสภาพคล่องที่มั่นคง และความสามารถในการบริหารจัดการภายใต้ภาวะตลาดที่ผันผวน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่สนับสนุนกลยุทธ์ธุรกิจผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงและคาร์บอนต่ำ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

 

แม้ภาพรวมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั่วโลกยังเผชิญความกดดันจากความไม่แน่นอน ทั้งภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน อุปทานส่วนเกิน และมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ GC ได้เตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน โดยมุ่งปรับโครงสร้างธุรกิจให้มีความยืดหยุ่นและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น บริษัทฯ ได้ดำเนินมาตรการพลิกสถานการณ์ธุรกิจอย่างจริงจัง โดยเฉพาะภายใต้แนวทาง Holistic Optimization และ Asset Light ซึ่งเดิมตั้งเป้าเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่ายที่ 4,500 ล้านบาท แต่จากความคืบหน้าในการดำเนินงานที่ชัดเจน บริษัทฯ คาดว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายใหม่ที่ 5,500 ล้านบาทต่อปี เพื่อรองรับความท้าทายที่เข้มข้นยิ่งขึ้น

 

โดยเพิ่มเป้าหมายเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่ายเป็น 5,500 ล้านบาท เดินหน้าธุรกิจมูลค่าสูง-คาร์บอนต่ำ จากความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องในการดำเนินมาตรการพลิกฟื้นธุรกิจ PTTGC ได้ปรับเป้าหมายของแผนการเพิ่มประสิทธิภาพ จากเดิม 4,500 ล้านบาท เป็น 5,500 ล้านบาท ภายในปี 2568 ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับผลประกอบการ และรองรับความท้าทายที่เข้มข้นขึ้นในอุตสาหกรรม โดยครอบคลุม 4 แนวทางหลัก ได้แก่

 

  1. Holistic Optimization: ปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานแบบองค์รวม พร้อมเดินหน้าต่อยอดการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อยกระดับประสิทธิภาพทั่วทั้งองค์กร

 

  1. Portfolio Transformation: บริหารจัดการสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มมูลค่าและลดต้นทุนในระยะยาว

 

  1. OPEX Saving: ลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ด้วยการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการควบคุมต้นทุนในทุกส่วนขององค์กรโดยไม่กระทบต่อคุณภาพการดำเนินงาน

 

  1. Other Enhancements: เพิ่มความสามารถในการจัดหาวัตถุดิบและเพิ่มความเป็นเลิศด้านการค้า

 

ณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC

 

ทั้งนี้ PTTGC ได้วางแผนรับมือสถานการณ์ความไม่แน่นอนอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และนโยบายการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกรณีมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ซึ่งบริษัทฯ ประเมินว่าผลกระทบโดยตรงยังอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากสินค้าที่  PTTGC ผลิตในสหรัฐฯ ส่วนใหญ่จำหน่ายภายในประเทศ 

 

ขณะที่สัดส่วนการส่งออกจากฐานการผลิตอื่นของ  PTTGC ไปยังสหรัฐฯ มีไม่ถึง 1% สำหรับผลกระทบทางอ้อมจากภาวะเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงของทิศทางการค้า บริษัทฯ ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเสริมความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ โดยได้วิเคราะห์สถานการณ์ในหลายรูปแบบ (Scenario Analysis) และวางแผนรับมือทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในทุกกรณี

 

ขณะเดียวกัน GC ยังคงเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนภายใต้แนวคิด GC StandOut แตกต่างอย่างยั่งยืน โดยมุ่งพัฒนาความสามารถในการแข่งขันผ่านนวัตกรรม กระบวนการทำงานที่ทันสมัย และการต่อยอดจุดแข็งเฉพาะตัวอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการสร้างความแตกต่างผ่านการขยายธุรกิจในกลุ่มเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษและวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ Coating Resin พลาสติกชีวภาพ และเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง ซึ่งดำเนินงานผ่านธุรกิจระดับโลกอย่าง Allnex และ NatureWorks เพื่อตอบสนองต่อแนวโน้มของตลาดโลกที่มุ่งสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและการลดการปล่อยคาร์บอนอีกด้วย

The post ซีอีโอ ‘พีทีที โกลบอล เคมิคอล’ จับตาใกล้ชิดผลกระทบภาษีสหรัฐฯ พร้อมประเมินผลกระทบทางตรงยังอยู่ในวงจำกัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
GC ฝ่าวิกฤตขาลงปิโตรเคมี ลุยปรับกลยุทธ์ หั่นต้นทุนดัน EBITDA โตหมื่นล้านใน 5 ปี เผย ปตท. เปิดทางพาร์ตเนอร์ต่างชาติร่วมลงทุน หวังฟื้นภาวะขาดทุน https://thestandard.co/gc-petrochemical-downturn-strategy-ebitda-growth/ Mon, 03 Mar 2025 14:47:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1048083 GC

GC ลุยลดต้นทุน เพิ่มรายได้ 4,500 ล้านบาทต่อปี หวังพลิกฟ […]

The post GC ฝ่าวิกฤตขาลงปิโตรเคมี ลุยปรับกลยุทธ์ หั่นต้นทุนดัน EBITDA โตหมื่นล้านใน 5 ปี เผย ปตท. เปิดทางพาร์ตเนอร์ต่างชาติร่วมลงทุน หวังฟื้นภาวะขาดทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
GC

GC ลุยลดต้นทุน เพิ่มรายได้ 4,500 ล้านบาทต่อปี หวังพลิกฟื้นจากภาวะขาดทุน เดินหน้าดัน EBITDA โต 1 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2573 พร้อมลุยลงทุน allnex SEA Hub คาดชัดเจนภายในปี 68 ซีอีโอยืนยันธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่นยังเป็นธุรกิจหลักของ ปตท. ชี้บริษัทแม่ ปตท. เปิดทางพาร์ตเนอร์ร่วมลงทุนหวังเสริมแกร่งธุรกิจ แผนปรับกลยุทธ์ไม่กระทบการดำเนินการของ GC แน่นอน

 

ณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุตสาหกรรมในภาพรวมกำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน นโยบายสหรัฐอเมริกาที่เปลี่ยนแปลง และภาวะอุปทานส่วนเกิน (Oversupply) ธุรกิจปิโตรเคมี ส่งผลให้ผลประกอบการของบริษัทปี 2567 ขาดทุนสุทธิที่ 29,810.55 ล้านบาท จากปี 2566 ที่มีกำไรสุทธิ 999.13 ล้านบาท

 

ขณะที่ในปี 2568 GC ยังเดินหน้าพลิกธุรกิจ “หยุดภาวะขาดทุน” และมุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ขยายธุรกิจมูลค่าสูงและคาร์บอนต่ำ (High Value & Low Carbon Business) เพื่อเร่งนำธุรกิจกลับสู่สถานการณ์ปกติท่ามกลางจุดต่ำสุดของอุตสาหกรรม

 

โดยตั้งเป้าลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ 4,500 ล้านบาทต่อปี และตั้งเป้าให้มีกำไร ก่อนหักภาษี ดอกเบี้ย และค่าเสื่อมราคา(EBITDA) ได้กว่า 10,000 ล้านบาทภายใน 5 ปี หรือปี 2573  ผ่านการประหยัดค่าใช้จ่าย เสริมสภาพคล่องจากสินทรัพย์ที่มี และปรับปรุงการดำเนินงานให้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

พร้อมเสริมความแข็งแกร่งด้วยมาตรการระยะกลางผ่าน 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การเสริมศักยภาพธุรกิจมูลค่าสูง และการเติบโตในธุรกิจที่ยั่งยืน 

 

GC บริษัทไทยรายแรกที่นำเข้าอีเทนจากสหรัฐ

โดยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน จะต้องสร้างความมั่นคงในระยะสั้น GC ได้ดำเนิน มาตรการเร่งด่วนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และรักษาเสถียรภาพของธุรกิจ โดยบรรลุข้อตกลงการจัดหาอีเทนกับ ปตท. ซึ่งเป็นบริษัทรายแรกที่นำเข้าจากสหรัฐ โดยคาดว่าจะได้รับการจัดสรรปริมาณอีเทนเพิ่มขึ้นอีก 20% จากปี 2567

 

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังใช้บริหารสินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามแนวทาง Asset Light และลดค่าใช้จ่ายด้านการลงทุน (Capex) รวมถึงดำเนินมาตรการเสริมสภาพคล่องผ่านวงเงินสินเชื่อหมุนเวียน เพื่อรักษาสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและรองรับการเติบโตในอนาคต

 

ส่วนการเสริมความมั่นคงด้านวัตถุดิบและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนในระยะยาว GC จะที่นำเข้าอีเทนจากสหรัฐฯ มาใช้ในประเทศไทย เพื่อทดแทนวัตถุดิบอื่นๆ โดยได้ลงนามข้อตกลงร่วมกับ ปตท. และพันธมิตรระดับโลก ได้แก่ บริษัทย่อยใน Enterprise Products Partners บริษัท เอ็มไอเอสซี เบอร์ฮาด และบริษัท ไทยแท้งค์เทอร์มินัล จำกัด เพื่อจัดหาและขนส่งอีเทนคุณภาพสูง 400,000 ตันต่อปี เป็นระยะเวลา 15 ปี

 

“GC สามารถนำอีเทนมาใช้เป็นวัตถุดิบได้โดยไม่ต้องปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของโรงงาน ซึ่งได้รับการออกแบบให้รองรับอีเทนได้ตั้งแต่ต้น ลดความจำเป็นในการลงทุนเพิ่มเติม คาดว่าโครงการจะเริ่มดำเนินการในปี 2572 การเสริมศักยภาพธุรกิจมูลค่าสูง”

 

เพิ่มกำลังผลิตโรงงานที่ใหญ่ที่สุดในจีน-อินเดีย

ขณะเดียวกัน GC ยังเดินหน้า allnex SEA Hub ในระยอง ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในเฟสแรก และคาดว่าจะตัดสินใจลงทุนภายในปี 2568 โดยมุ่งเน้น Waterborne Coatings และ Coating Resins ชนิดพิเศษ เพื่อขยายตลาดในอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ

 

นอกจากนี้ บริษัทฯ ผลักดัน allnex ให้เติบโตอย่างต่อเนื่องผ่านกลยุทธ์ขยายตลาดและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยในปี 2567 allnex ได้เพิ่มกำลังการผลิตในโรงงานที่ใหญ่ที่สุดที่ มณฑลเจ้อเจียง ประเทศจีน และลงทุนในโรงงานแห่งใหม่ที่ เมืองมะหาด ประเทศอินเดีย ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาสที่ 3 ปี 2568 โครงการนี้ช่วยเสริมศักยภาพด้านการผลิตและการกระจายสินค้าในตลาดที่มีการเติบโตสูง

 

“ด้วยเป้าหมาย 4,500 ล้านบาทที่ตั้งไว้ จะทำให้บริษัทกลับมาเป็นบวกตามสถานการณ์ดีขึ้น และมีการบริหารต้นทุนที่ดี แต่หากสถานการณ์แย่กว่านี้ GC ก็ต้องมีแผนรองรับ แต่มั่นใจว่าเมื่อมีการบริหารต้นทุนที่ดีแล้ว จะไม่สร้างผลกระทบให้กับบริษัทไปมากกว่านี้”

 

ยันธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่นยังเป็นธุรกิจหลักของ ปตท.

ณะรงค์ศักดิ์ กล่าวถึงการเปิดโอกาสให้พาร์ตเนอร์เข้ามาร่วมลงทุน ตามนโยบายของคงกระพัน อินทรแจ้ง ซีอีโอ ปตท. ที่ระบุว่า ภาพรวมของอุตสาหกรรมของกลุ่มธุรกิจปลายน้ำ (Downstream) คือกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี กำลังอยู่ในช่วงวัฏจักรขาลง (Downcycle) นั้น

 

”ยืนยันว่าธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่นยังเป็นธุรกิจหลักของ ปตท. อย่างไรก็ตาม การที่ปตท.หาพาร์ตเนอร์เข้ามานั้นก็เป็นการคัดสรรให้บริษัทลูกแข็งแรงมากขึ้น ขณะเดียวกันเราต้องดูสินทรัพย์ของเราทุกตัว ว่าตัวไหนมีโอกาสที่จะเติบโต ขณะที่การปรับกลยุทธ์ต่าง ๆ ยืนยันว่าจะไม่กระทบการดำเนินการของ GC แน่นอน เรายังเดินหน้าลดต้นทุน เพิ่มรายได้ต่อเนื่อง” ณะรงค์ศักดิ์กล่าว

The post GC ฝ่าวิกฤตขาลงปิโตรเคมี ลุยปรับกลยุทธ์ หั่นต้นทุนดัน EBITDA โตหมื่นล้านใน 5 ปี เผย ปตท. เปิดทางพาร์ตเนอร์ต่างชาติร่วมลงทุน หวังฟื้นภาวะขาดทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปตท. เร่งเดินหน้าหาพาร์ตต่างชาติ รับมือวัฏจักรปิโตรเคมีขาลง เน้นกุมฐานะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน PTTGC-TOP-IRPC https://thestandard.co/ptt-profit-drop-petrochemical-partners-2024/ Sun, 23 Feb 2025 05:11:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1044913 ปตท รายงานกำไรลดลง 19.6% พร้อมเดินหน้าหาพาร์ตเนอร์ต่างชาติรับมือปิโตรเคมีขาลง

ปตท. แจ้งกำไรสุทธิปี 2567 ร่วง 19.6%YoY เหลือ 9 หมื่นล้ […]

The post ปตท. เร่งเดินหน้าหาพาร์ตต่างชาติ รับมือวัฏจักรปิโตรเคมีขาลง เน้นกุมฐานะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน PTTGC-TOP-IRPC appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปตท รายงานกำไรลดลง 19.6% พร้อมเดินหน้าหาพาร์ตเนอร์ต่างชาติรับมือปิโตรเคมีขาลง

ปตท. แจ้งกำไรสุทธิปี 2567 ร่วง 19.6%YoY เหลือ 9 หมื่นล้านบาท จากปี 2566 มีกำไรสุทธิ 1.12 แสนล้านบาท เนื่องจาก EBITDA ที่ลดลง มีรายการด้อยค่าและประมาณการค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตเพิ่มขึ้นของบริษัทในเครือ พร้อมชี้แจงว่าไม่มีการควบรวมกิจการ 3 บริษัท PTTGC-TOP-IRPC

 

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยใน ‘งานแถลงผลการดำเนินงาน ปตท. ประจำปี 2567’ ระบุว่า ยอมรับว่า ภาพรวมของอุตสาหกรรมของกลุ่มธุรกิจปลายน้ำ (Downstream) คือกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี กำลังอยู่ในช่วงวัฏจักรขาลง (Downcycle) โดยในช่วง 4 ปีก่อน ทั้งกลุ่ม ปตท. เคยมีกำไรสูงถึงระดับประมาณ 5-7 หมื่นล้านบาท 

 

ทั้งนี้ ถือเป็นช่วงของ Downcycle ของภาพรวมอุตสาหกรรมโรงกลั่นและปิโตรเคมีที่เกิดขึ้นมายาวนาน ซึ่งมีสาเหตุมาจากสถานการณ์ Oversupply จากจีน รวมทั้งประเทศอื่นๆ ที่มีการผลิตออกมามากเกินความต้องการใช้ ขณะที่การเติบโตความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปกับปิโตรเคมีจะอิงกับอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจของโลก

 

 

บรรยากาศของงานแถลงผลการดำเนินงาน ปตท. ประจำปี 2567

 

เร่งหาพาร์ตเนอร์กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีเสริมความแข็งแกร่ง

 

สำหรับความคืบหน้าในการปรับตัวหรือรับมือ Downcycle ของภาพรวมอุตสาหกรรมโรงกลั่นและปิโตรเคมี ปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินการหาพาร์ตเนอร์ต่างชาติซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาอยู่จำนวนหลายราย อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ และหากมีข้อสรุปจะมีการแจ้งข้อมูลกับสื่อมวลชนอีกครั้ง พร้อมยืนยันว่าไม่มีแนวคิดในการเลิกดำเนินธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี 

 

“ในทางตรงกันข้ามเรายังเห็นของความสำคัญในกลุ่มธุรกิจ Downstream หรือปิโตรเคมี ที่เป็นบริษัทแฟลกชิปและ ปตท. ถือหุ้นใหญ่อยู่ เพียงแต่มีความจำเป็นและเป็นเรื่องที่สมควรที่เราจะต้องหาพาร์ตเนอร์ที่แข็งแรงที่มีวัตถุดิบ หรือมีตลาด หรือที่มีเทคโนโลยี มาช่วยเสริม ตอนนี้ก็อยู่ในกระบวนการ ซึ่งถือว่ามีความก้าวหน้าอยู่ และไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะทั่วโลกเขาก็ทำกัน” ดร.คงกระพัน กล่าว

 

ดร.คงกระพัน ซีอีโอของ ปตท. ยังชี้แจงต่อว่า ปตท. จะไม่มีการควบรวมกิจการ 3 บริษัทที่ทำธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี ซึ่งอยู่ในเครือของ ปตท. พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC, บมจ.ไทยออยล์ หรือ TOP และ บมจ.ไออาร์พีซี หรือ IRPC แต่จะมีพาร์ตเนอร์ต่างชาติเข้ามาช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับทั้ง 3 บริษัทดังกล่าว ตามแนวทางที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ พร้อมทั้งย้ำ ปตท. จะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในทั้ง 3 บริษัทต่อไป 

 

นอกจากกลุ่ม ปตท. ตั้งเป้าหมายจะเพิ่มกำไรก่อนภาษี ค่าเสื่อม และดอกเบี้ยจ่าย (EBITDA) เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 3 หมื่นล้านบาทภายใน 3 ปีหรือปี 2570 โดยจะมาจากส่วนของบริษัท ปตท. เอง จำนวน 1 หมื่นล้านบาท และบริษัทในเครืออีก 2 หมื่นล้านบาท โดยมุ่งเน้นปรับโครงสร้างธุรกิจ นำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้เพิ่มรายได้และลดต้นทุน 

 

 

เป้าหมายของ บมจ.ปตท. ในการเพิ่ม EBITDA ในปี 2570

 

แผน 5 ปี ตั้งงบลงทุน 5.5 หมื่นล้านบาท เน้นธุรกิจก๊าซ

 

สำหรับแผนในช่วง 5 ปี ระหว่าง 2568-2572 ในส่วนของ ปตท. และบริษัทลูกที่ถือหุ้นสัดส่วน 100% ไว้ที่ประมาณ 5.5 หมื่นล้านบาท โดยในปีนี้มีแผนจะใช้งบลงทุน 2.5 หมื่นล้านบาท โดยสัดส่วนหลักลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานธุรกิจท่อส่งและโรงแยกก๊าซธรรมชาติ และอีกส่วนลงทุนในธุรกิจเทรดดิ้ง โดยในปีนี้บริษัทยังไม่มีแผนลงทุนในกลุ่มธุรกิจใหม่ๆ เพิ่มเติม

“ต้องยอมรับว่าโลกยุคปัจจุบันมีความไม่แน่นอนเยอะ ถ้าจะให้เราไปลงทุนสร้างโรงงาน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แล้วรอไปอีก 4 ปีเพื่อให้โรงงานเสร็จ วันนี้เราคงไม่ทำแบบนั้น เพราะกว่าจะสร้างเสร็จภาพตลาดก็อาจเปลี่ยนไป ดังนั้น ปตท. ต้องทำอะไรที่ความเสี่ยงต่ำ” ดร.คงกระพัน กล่าว

 

สำหรับกรณีที่ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ออกมาให้ข่าวเกี่ยวกับประเด็นการปรับระบบ Pool Gas เพื่อปรับใช้ลดค่าไฟฟ้า คงกระพันกล่าวว่า ปัจจุบันยังไม่มีการเรียกคุย และยังไม่ได้มีการนัด ปตท. เข้าไปเพื่อหารือในประเด็นนี้

 

ปตท. กำไรสุทธิ ปี 2567 ร่วง 19.6% เหลือ 9 หมื่นล้านบาท

 

ทั้งนี้ บมจ.ปตท. แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ รายงานผลประกอบการในปี 2567 ปตท. มีกำไรสุทธิจำนวน 90,072 ล้านบาท ลดลง 21,952 ล้านบาท หรือ 19.6% จากปี 2566 ที่มีกำไร 112,024 ล้านบาท โดยหลักจาก EBITDA ที่ลดลง ประกอบกับค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ลดลง อีกทั้งมีการรับรู้รายการ Non-Recurring Items สุทธิภาษีตามสัดส่วนของ ปตท. เป็นขาดทุนประมาณ 4.5 พันล้านบาท 

 

โดยหลักจากการด้อยค่าและประมาณการค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตของกลุ่มบริษัท Vencorex และ PTTAC ของ PTTGC ประมาณ 1.05 หมื่นล้านบาท ขณะที่ในปี 2566 มีการรับรู้รายการ Non-Recurring Items สุทธิภาษีตามสัดส่วนของ ปตท. เป็นกำไรประมาณ 300 ล้านบาท โดยหลักจากการขายสัดส่วนการลงทุนในโครงการ Cash-Maple ของ PTTEP

 

ปตท รายงานกำไรลดลง 19.6% พร้อมเดินหน้าหาพาร์ตเนอร์ต่างชาติรับมือปิโตรเคมีขาลง

สรุปข้อมูลกำไรสุทธิของ บมจ.ปตท. ประจำปี 2567

          

ขณะที่ในปี 2567 ปตท. มีรายได้จากการขายจำนวน 3,090,453 ล้านบาท ลดลงจากปี 2566 จำนวน 54,431 ล้านบาท หรือลดลง 1.7% โดยกลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศมีรายได้จากการขายลดลงจากราคาขายผลิตภัณฑ์ปรับตัวลดลงตามราคาน้ำมันที่อ้างอิง แม้ว่าปริมาณขายเพิ่มขึ้น โดยหลักจากปริมาณการค้าน้ำมันสำเร็จรูปและ LNG ระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น กลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติมีรายได้จากการขายลดลง โดยหลักจากธุรกิจจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติจากราคาขายเฉลี่ยปรับลดลงตามราคา Pool Gas รวมทั้งปริมาณขายก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยที่ลดลง

 

พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับงวดผลการดำเนินงานปี 2567 ที่ 2.10 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทน (Dividend Yield) ที่ 6.6% และมี Payout Ratio ที่ 67%

The post ปตท. เร่งเดินหน้าหาพาร์ตต่างชาติ รับมือวัฏจักรปิโตรเคมีขาลง เน้นกุมฐานะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน PTTGC-TOP-IRPC appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 5 บจ.ไทย ที่คาดว่าจะมีรายได้มากที่สุด ประจำปี 2024 https://thestandard.co/highest-earning-companies-in-thailand-2024/ Wed, 25 Dec 2024 07:38:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1023641

ประเทศไทย หนึ่งในประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ […]

The post เปิด 5 บจ.ไทย ที่คาดว่าจะมีรายได้มากที่สุด ประจำปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ประเทศไทย หนึ่งในประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของอาเซียน แต่ประเทศไทยกลับมีแต่ธุรกิจขนาดใหญ่ที่เกาะตัวอยู่ในอุตสาหกรรมยุคเก่า เช่น อสังหา ค้าปลีก ท่องเที่ยว ธนาคาร และน้ำมันและปิโตรเคมี และขาดบริษัทยุคใหม่ๆ ที่มาจากอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีตามกระแสการเติบโตของโลก

 

ในบทความนี้ทีมงาน THE STANDARD WEALTH จะพาไปสำรวจ 5 บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (บจ.) ที่คาดว่าจะมีรายได้มากที่สุดในประเทศไทย ว่าเป็นบริษัทใดบ้าง และทำธุรกิจในอุตสาหกรรมประเภทใด รวมไปถึงกำไรและมูลค่าของกิจการของบริษัทเหล่านั้น

 

ทั้งนี้ ข้อมูลนี้เป็นเพียงการประเมินล่วงหน้า จากผลประกอบการงวด 9 เดือน ปี 2024 ที่ประกาศออกมาเท่านั้น

 

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

The post เปิด 5 บจ.ไทย ที่คาดว่าจะมีรายได้มากที่สุด ประจำปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
PTTGC – ปลด Overhang ออกไปอีกอย่าง https://thestandard.co/market-focus-pttgc-5/ Thu, 12 Sep 2024 13:20:04 +0000 https://thestandard.co/?p=982929 PTTGC

เกิดอะไรขึ้น: บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ประกาศว […]

The post PTTGC – ปลด Overhang ออกไปอีกอย่าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
PTTGC

เกิดอะไรขึ้น:

บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ประกาศว่าธุรกิจ Performance Chemical ภายใต้ Vencorex ในฝรั่งเศสเข้าสู่กระบวนการปรับปรุงโครงสร้างทางธุรกิจในชั้นศาลตามกฎหมายของประเทศฝรั่งเศส (Book VI of the French Commercial Code) โดยประกอบด้วยบริษัทย่อย 2 แห่ง คือ Vencorex France และ Vencorex TDI ซึ่งถือหุ้นโดย Vencorex Holdings ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ PTTGC ถือหุ้นทั้งหมด 

 

การปรับปรุงโครงสร้างทางธุรกิจในชั้นศาลจะใช้เวลาราว 3-4 เดือนจึงจะแล้วเสร็จ แต่ PTTGC จะบันทึกรายการด้อยค่าของสินทรัพย์จำนวน 8 พันล้านบาทใน 3Q67 พร้อมกับตั้งสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงโครงสร้างทางธุรกิจจำนวน 1 พันล้านบาท

 

ทั้งนี้ แม้ว่าจะใช้ความพยายามอย่างหนัก ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงการดำเนินงาน การเจรจาสัญญาใหม่ และการปรับโครงสร้างโมเดลธุรกิจ แต่บริษัททั้งสองแห่งนี้ก็ยังไม่สามารถพลิกฟื้นกลับมาได้ เนื่องจากต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงและต้นทุนพลังงานที่สูงในยุโรป ธุรกิจ HDI (ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง) ของ Vencorex ในประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาจะยังคงดำเนินต่อไปโดยใช้วัตถุดิบที่จัดหาจากที่อื่นแทนการนำเข้าจากโรงงานในฝรั่งเศส การขายธุรกิจเหล่านี้คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2567

 

ในการประชุมนักวิเคราะห์เมื่อเดือนสิงหาคม ผู้บริหารกล่าวว่า บริษัทมีการปรับพอร์ตธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากภูมิทัศน์ทางธุรกิจที่เปลี่ยนไป โดยมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจที่กำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน นอกจาก Vencorex แล้ว InnovestX Research คาดว่าจะมีการพิจารณาสินทรัพย์เพิ่มเติมอีก 2-3 รายการ รวมถึง PTTAC (~9 พันล้านบาท) โดยคาดว่าจะมีการบันทึกค่าใช้จ่ายด้อยค่าไม่เกิน 1.1 หมื่นล้านบาทใน 4Q67 แม้ว่ารายการพิเศษจะส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิ แต่ผู้บริหารคาดว่าการปรับปรุงโครงสร้างทางธุรกิจครั้งนี้จะส่งผลกระทบเชิงบวก 

 

สำหรับ Vencorex เพียงบริษัทเดียว ผู้บริหารคาดว่าจะมีผลกระทบเชิงบวกต่อกำไรสุทธิ 4 พันล้านบาทในปี 2568 เนื่องจากจะไม่มีการรับรู้ผลขาดทุนจาก Vencorex (อิงกับขาดทุนสุทธิ 56 ล้านยูโร หรือ 2 พันล้านบาทใน 1H67) ในขณะที่คาดว่าส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจของ Vencorex ในประเทศไทยและสหรัฐฯ จะมีจำนวนน้อยมาก

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น PTTGC ปรับขึ้น 14.3% สู่ระดับ 26.75 บาท ขณะที่ SET Index ปรับขึ้น 9.1% สู่ระดับ 1,415.41 จุด  

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2567:

แม้ว่าอุปสงค์ที่ชะลอตัวลงและความไม่สมดุลของอุปทานในตลาดปิโตรเคมีจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจปิโตรเคมีอย่างต่อเนื่อง แต่คาดว่ากำไรปกติจะปรับตัวดีขึ้น HoH ใน 2H67 จากการฟื้นตัวของ GRM โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ Middle Distillate นอกจากนี้ อุปทานอีเทนที่เพิ่มขึ้นจาก PTT ก็จะช่วยสนับสนุนให้ความสามารถในการทำกำไรของกลุ่มธุรกิจโอเลฟินส์ปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่แหล่งเอราวัณผลิตก๊าซเต็มกำลัง 

 

อย่างไรก็ตาม กำไรปกติ 2H67 ไม่น่าจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายครั้งเดียว และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงโครงสร้างทางธุรกิจจำนวน 2 หมื่นล้านบาท ดังนั้น จึงปรับประมาณการปี 2567 ลดลงจากเดิมที่คาดว่าจะมีกำไรสุทธิ 7.5 พันล้านบาท เป็นขาดทุนสุทธิ 1.25 หมื่นล้านบาท 

 

นอกจากนี้ InnovestX Research ยังปรับราคาเป้าหมาย (สิ้นปี 2567) ลดลงจาก 35 บาท เป็น 32 บาทต่อหุ้น อ้างอิง P/BV 0.5 เท่า (ปี 2567) หรือ -1.5SD โดยคิดเป็น EV/EBITDA ที่ 7.2 เท่า (2024F) เทียบกับค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 9 เท่า ซึ่งยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาคที่ > 10 เท่า 

 

โดยเชื่อว่าความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้จะช่วยปลดล็อก Overhang ที่มีต่อราคาหุ้นของ PTTGC และ Valuation ไม่แพงที่ P/BV (ปี 2567) เพียง 0.4 เท่า และคงคำแนะนำ Outperform 

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือ 

  • ราคาน้ำมันดิบและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ผันผวนของธุรกิจโรงกลั่นและธุรกิจปิโตรเคมี 
  • ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น โดยมีสาเหตุมาจากวัตถุดิบก๊าซที่ลดลง
  • รายการด้อยค่าของสินทรัพย์
  • การเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (< 3% ของกำลังการผลิต)
  • การเปลี่ยนแปลงนโยบายรัฐบาลในการจัดสรรอุปทานก๊าซภายในประเทศให้แก่ธุรกิจปิโตรเคมี 

 

ปัจจัยเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญคือ ผลกระทบของธุรกิจต่อสิ่งแวดล้อม และการปรับตัวในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและเศรษฐกิจหมุนเวียน

The post PTTGC – ปลด Overhang ออกไปอีกอย่าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปสถานการณ์ปิโตรเคมีไทยปี 2024 และอนาคตปี 2025 จาก ‘The 15th PTT Group Petrochemical Outlook Forum’ [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/thai-petrochemical-2024-2025/ Tue, 10 Sep 2024 03:20:29 +0000 https://thestandard.co/?p=981418

สถานการณ์โลกที่ไม่มีความแน่นอน ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐก […]

The post สรุปสถานการณ์ปิโตรเคมีไทยปี 2024 และอนาคตปี 2025 จาก ‘The 15th PTT Group Petrochemical Outlook Forum’ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

สถานการณ์โลกที่ไม่มีความแน่นอน ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง สถานการณ์ตลาดน้ำมันโลก รวมถึงความยั่งยืนที่ต้องคำนึงถึง

 

PRISM Petrochemical Market Outlook ของกลุ่ม ปตท. จึงได้จัดงานสัมมนา ‘The 15th PTT Group Petrochemical Outlook Forum’ ขึ้น ภายใต้หัวข้อ ‘Shaping the Future of Petrochemicals Along the Sustainable Pathway’

 

 

งานสัมมนานี้จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 และเป็นปีที่ 2 ที่เปิดกว้างให้ผู้สนใจทุกภาคส่วนเข้าร่วมการสัมมนา เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจ สถานการณ์น้ำมันในตลาดโลก ความท้าทายต่างๆ มากมาย ทั้งจากสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง ด้านสิ่งแวดล้อม ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ตลอดจนความต้องการของผู้บริโภค และกฎระเบียบต่างๆ ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว รวมไปถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ให้พร้อมปรับตัวและสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อช่วยกันนำพาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของเราไปสู่อนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน

 

ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่ยังต้องจับตา

 

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ฉายภาพว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปี 2025 มีแนวโน้มที่น่าสนใจ โดยคาดว่าสหรัฐอเมริกาจะเติบโตประมาณ 2% ท่ามกลางความท้าทายจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่อาจส่งผลกระทบต่อนโยบายเศรษฐกิจในวงกว้าง ขณะที่ Fed มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างระมัดระวัง

 

ในด้านเศรษฐกิจจีน การชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ส่งผลให้รัฐบาลเร่งเพิ่มกำลังการผลิตและการส่งออก ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะอุปทานสูงกว่ากำลังการผลิต (Overcapacity) ในตลาดโลก

 

 

สำหรับไทย แม้จะมีปัจจัยบวกจากการลงทุนภาครัฐและการท่องเที่ยว แต่ก็เผชิญความท้าทายจากการบริโภคภายในประเทศที่อ่อนแอ ความไม่แน่นอนทางการเมือง และแรงกดดันในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ต้องเผชิญกับอุปสงค์ที่ชะลอตัว และภาวะอุปทานล้นตลาดจากจีน ทั้งหมดนี้บ่งชี้ถึงภาพรวมเศรษฐกิจโลกและไทยที่กำลังเผชิญกับความท้าทายและความไม่แน่นอนในหลายมิติ ซึ่งต้องการการบริหารจัดการและการปรับตัวอย่างรอบคอบจากทุกภาคส่วน

 

การปรับตัวเพื่อชิงความได้เปรียบในตลาด PE

 

ธนเดช งามธนวิทย์ Senior Analyst บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) กล่าวว่า Polyethylene (PE) เป็นเม็ดพลาสติกที่นิยมนำไปใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม กว่า 70% ของ PE ถูกใช้ในบรรจุภัณฑ์ อีก 20% ใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง และที่เหลืออีก 10% ใช้ในผลิตภัณฑ์อื่นๆ

 

 

ตลาดของ PE จะขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัย ได้แก่

 

  1. ต้นทุนวัตถุดิบ: ซึ่งผันผวนตามวัตถุดิบตั้งต้น ได้แก่ น้ำมันดิบ Naphtha หรือ Ethylene
  2. อุปสงค์และอุปทาน: เกือบ 40% ของ Polymer ทั่วโลก เป็น PE การแข่งขันในตลาด PE จึงยังคงสูง โดยเฉพาะจากอเมริกาเหนือ ตะวันออกกลาง และจีน คาดการณ์ว่าราคา Spread ของ HDPE Film CFR SEA เทียบกับ Naphtha MOPJ จะไม่เปลี่ยนแปลงจากปัจจุบันมากนัก เนื่องจากความต้องการที่ยังคงทรงตัว
  3. อุปสรรคทางการค้า: ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) และกลไกการปรับค่าคาร์บอน (CBAM) จะเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายให้กับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ทั้งการขยายตลาดหรืออุปสรรคทางด้านภาษี

 

GC จึงปรับตัวโดยปรับกลยุทธ์ที่เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพตลอดห่วงโซ่อุปทาน ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน และพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น พลาสติกชีวภาพและวัสดุประสิทธิภาพสูงที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

 

PP ล้นตลาดจากจีน แผนความยั่งยืนจึงสำคัญ

 

เธียร เครือโชติกุล Department Manager Strategy and Risk Management บริษัท เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอส์ จำกัด (HMC Polymers) ได้ฉายภาพให้เห็นว่า Polypropylene (PP) เป็นเม็ดพลาสติกที่มีคุณสมบัติโดดเด่นด้านความใสและทนความร้อนสูง ทำให้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในผลิตภัณฑ์ชีวิตประจำวัน ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์ยืดหยุ่นและแข็งแรง ไปจนถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์และชิ้นส่วนอุตสาหกรรม

 

 

อย่างไรก็ตาม ตลาด PP กำลังเผชิญความท้าทายจากนโยบายเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตนเอง (Self-Sufficiency) ของจีน ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะ Overcapacity ในตลาดโลก ทำให้การคาดการณ์ราคาในอนาคตไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงมากนัก แม้ว่าความต้องการจะเติบโตตาม GDP โลกก็ตาม

 

ในสถานการณ์นี้ HMC Polymers ได้วางแผนปรับตัวเพื่อความยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงความสามารถในการแข่งขัน การปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ และการสำรวจตัวเลือกที่ยั่งยืน นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับนวัตกรรมเพื่อลดการใช้พลาสติก ส่งเสริมการใช้ซ้ำและรีไซเคิล รวมถึงการทำงานร่วมกันตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อสร้างความยั่งยืนในอุตสาหกรรมพลาสติกในระยะยาว

 

การเปลี่ยนแปลงสำคัญของ BZ และ PX

 

ชุติภา เรืองศรีมั่น นักวิเคราะห์การพาณิชย์ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมปิโตรเคมีในส่วนของ Benzene (BZ) และ Paraxylene (PX) กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ซึ่งทั้งสองผลิตภัณฑ์มีบทบาทสำคัญในการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคหลากหลายประเภท ตั้งแต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไปจนถึงเสื้อผ้าและผงซักฟอก

 

 

การเติบโตของอุปสงค์สำหรับผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีแนวโน้มที่จะสอดคล้องกับการเติบโตของ GDP โลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดเกิดใหม่อย่างอินเดีย แอฟริกาใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้ว่าจีนจะมีนโยบาย Self-Sufficiency มากขึ้น แต่ก็ยังคงเป็นผู้นำเข้าสุทธิของทั้ง BZ และ PX ซึ่งส่งผลให้แนวโน้มราคาของทั้งสองผลิตภัณฑ์มีทิศทางที่ดีขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมนี้กำลังเผชิญกับความท้าทายจากกระแสความยั่งยืน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการใช้วัสดุสังเคราะห์ในอนาคต เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้ บริษัทในอุตสาหกรรมอย่าง ไทยออยล์ กำลังปรับตัวด้วยการพัฒนากระบวนการผลิตให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพในการแปรรูปน้ำมันดิบเป็นสารเคมี และขยายธุรกิจไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงอย่างสารลดแรงตึงผิว ซึ่งมีแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่ง

 

การปรับตัวเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของอุตสาหกรรมในการรักษาความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนในระยะยาว ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

ตลาด SM ยังเผชิญกับความท้าทาย

 

สิริรัชต์ หวานแฉล้ม เจ้าหน้าที่บริหารการตลาดอาวุโส บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) กล่าวว่า Styrene Monomer (SM) เป็นผลิตภัณฑ์สำคัญในสายอโรมาติก ที่ใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเม็ดพลาสติก PS, EPS และ ABS ซึ่งมีบทบาทสำคัญในหลากหลายอุตสาหกรรม ได้แก่

 

  1. เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (39%)
  2. บรรจุภัณฑ์ (23%)
  3. การก่อสร้าง (19%)
  4. ชิ้นส่วนยานยนต์ (4%)

 

ปัจจุบันอุปสงค์หลักของผลิตภัณฑ์สไตรีนิกส์อยู่ในจีน ซึ่งมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามนโยบายเศรษฐกิจแบบ Self-Sufficiency

 

 

ขณะที่อนุทวีปอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเติบโตอย่างโดดเด่นจากนโยบาย China Plus One คาดว่าธุรกิจสไตรีนิกส์จะฟื้นตัวหลังปี 2025 โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลัก คือ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และการขยายตัวของเมืองในประเทศกำลังพัฒนา

 

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายด้านความยั่งยืนยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะในเรื่องการรีไซเคิลที่ยังมีอัตราต่ำ เนื่องจากความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความสามารถในการรีไซเคิล การจัดการ e-Waste ที่ซับซ้อน และต้นทุนการรีไซเคิลที่สูง IRPC จึงปรับตัวโดยพัฒนาผลิตภัณฑ์ Bio Composite และ Recycled Compound เพื่อตอบสนองต่อแนวโน้มความยั่งยืนและความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป

 

ตลาดยานยนต์ไฟฟ้าในไทยยังต้องปรับตัวและพัฒนาต่อไป

 

กฤษฎา อุตตโมทย์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ได้แจกแจงสถานการณ์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไว้ว่า มีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในปี 2023 ซึ่งมียอดขายโดยรวมทั่วโลกประมาณ 14 ล้านคัน โดยมาจากจีน ยุโรป และสหรัฐฯ

 

นอร์เวย์ถือเป็นประเทศแรกในยุโรปที่การจดทะเบียนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลทั้งหมดจะเป็นรถยนต์ที่ไม่มีการปล่อยไอเสีย ทั้งแบบไฟฟ้าหรือไฮโดรเจน ภายในปี 2025 ซึ่งรัฐได้มีการสนับสนุน คือ ไม่มีภาษีซื้อ/นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า, ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม 25% สำหรับการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า, ยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษ หรือการจอดรถในที่สาธารณะ

 

 

ยานยนต์ไฟฟ้าในไทยถือว่าเติบโตสูงขึ้นมากกว่า 600% ในปี 2023 ตลาดยานยนต์ในไทยมียอดขายในประเทศประมาณ 6-7 แสนคันต่อปี และทรงตัว หากผู้ประกอบการมากขึ้น ซัพพลายมากขึ้น ก็จะมีการแข่งขันของราคามากขึ้น

 

จีนเริ่มเข้าตั้งฐานการผลิตไทย แต่ยังนำเข้าชิ้นส่วนของตัวเอง เพราะชิ้นส่วนสำคัญของยานยนต์ไฟฟ้ายังผลิตในประเทศไม่ได้ในช่วงแรก ไทยต้องพัฒนาและยกระดับผู้ประกอบการชิ้นส่วนยานยนต์ให้ตอบโจทย์ตามความต้องการของเทคโนโลยีใหม่ๆ พร้อมทั้งพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับบุคลากร เพื่อสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในไทยต่อไป และต้องสร้างแรงจูงใจภาคส่วนต่างๆ ให้หันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้ามากยิ่งขึ้น เพื่อเตรียมรับมือกับภาษีคาร์บอน และต้องวางแผนในระยะยาวเพื่อปรับเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น

The post สรุปสถานการณ์ปิโตรเคมีไทยปี 2024 และอนาคตปี 2025 จาก ‘The 15th PTT Group Petrochemical Outlook Forum’ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
“มาบตาพุดไม่เป็นรองใคร ไม่แพ้ใครในโลก” ซีอีโอ GC มองอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยยังไปได้อีกไกล https://thestandard.co/thai-petrochemical-industry-still-has-a-long-way-to-go/ Wed, 19 Jun 2024 09:36:45 +0000 https://thestandard.co/?p=947156

ซีอีโอ GC คนใหม่ เปิดวิสัยทัศน์ ‘3 Steps Plus’ ลุยต่อยอ […]

The post “มาบตาพุดไม่เป็นรองใคร ไม่แพ้ใครในโลก” ซีอีโอ GC มองอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยยังไปได้อีกไกล appeared first on THE STANDARD.

]]>

ซีอีโอ GC คนใหม่ เปิดวิสัยทัศน์ ‘3 Steps Plus’ ลุยต่อยอดธุรกิจปิโตรเคมี ขยายการลงทุนผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์มูลค่าสูง พร้อมหมายมั่นผลักดันให้ ‘มาบตาพุด’ เป็นฐานผลิตอันดับ 1 ของอาเซียน

 

ณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์การทำงานหลังรับตำแหน่งซีอีโอคนล่าสุดว่า ก้าวต่อไปของ GC คือการสานต่อกลยุทธ์ 3 Steps Plus นั่นคือ Step Change, Step Out และ Step Up ที่มุ่งเสริมศักยภาพการแข่งขันให้เติบโตสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

 

โดยเน้นการลงทุนด้านนวัตกรรม ต่อยอดผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์และพลาสติกชีวภาพ ลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ตามเทรนด์โลก

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

“แม้โลกจะเผชิญกับความผันผวนจากเศรษฐกิจ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ การกีดกันทางการค้า GC มั่นใจว่าปีนี้จะบริหารธุรกิจให้เติบโตต่อเนื่องและมีกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) สูงกว่าปีที่ผ่านมา”

 

ลุยเดินหน้า 2 โปรเจกต์ ต่อยอดธุรกิจเคมีภัณฑ์มูลค่าสูงและมาบตาพุด

 

ณะรงค์ศักดิ์กล่าวถึงแผนธุรกิจปีนี้อีกว่า ช่วงครึ่งปีหลังจะผลักดัน 2 ภารกิจ

 

ภารกิจแรก คือผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value Products: HVP) และคาร์บอนต่ำ (Low Carbon) เพิ่มขึ้นจากเดิมที่เราเน้นจำหน่ายสินค้าโภคภัณฑ์เป็นหลัก และจะทำตลาดสินค้าที่เข้าใกล้ผู้บริโภคมากขึ้น

 

โดยจะต่อยอดธุรกิจผ่าน Allnex Holding GmbH หรือ allnex ที่มีโรงงานและฐานธุรกิจสารเคลือบผิว (Coating Resins) อยู่ 34 แห่งทั่วโลก โดย GC ถือหุ้น 100% ตามแผนกลยุทธ์การปรับพอร์ตธุรกิจของ GC ให้มีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นจากธุรกิจผลิตภัณฑ์ High Value ที่ต้องอาศัยนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง

 

ขณะที่กลุ่มธุรกิจ Bio และ Green มีการลงทุนกับผู้ผลิตไบโอพลาสติกประเภทโพลีแล็กติกแอซิด (PLA) ชั้นนำของโลก ลงทุนร่วมกับ GC สร้างโรงงานผลิต PLA ครบวงจรแห่งใหม่ที่นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ (Nakhonsawan BioComplex: NBC) สัดส่วน 50% ร่วมกับพันธมิตร Cargill และ NatureWorks นั้นคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2568 และจะรับรู้รายได้ปี 2569

 

“โปรเจกต์นี้เราอยากสร้างโอกาสแก่ภาคเกษตรกรรมและพัฒนาเศรษฐกิจไปอีกขั้น ซึ่งสิ่งที่ตามมาคือการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกเพื่อตอบสนองความต้องการวัสดุเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Material) สู่ตลาดโลก”

 

 

ส่วนอีกภารกิจ ณะรงค์ศักดิ์บอกว่า ตั้งเป้ายกระดับสร้างโอกาสการลงทุนในมาบตาพุด จังหวัดระยอง เพื่อรองรับการขยายตัวการลงทุนและเศรษฐกิจ ตลอดจนการย้ายฐานผลิตมาไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งโอกาสการลงทุนของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นนอกจากจะมีรายได้ประชาชาติ (GDP) เติบโต 4.6% แล้ว ยังมีความพร้อมหลายๆ ด้าน เช่น ประชากร โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม

 

โดย GC วางแผนให้ allnex เข้าไปลงทุน วิจัยและพัฒนา โดยจะตั้ง GC-allnex Thailand Innovation Hub เพื่อเป็นฐานการผลิตสารเคลือบผิว (Coating Resins) ผลิตภัณฑ์ High Value ให้มาบตาพุดเป็นศูนย์กลาง (Hub) ธุรกิจ High Value และ Specialty Chemicals เป็นฐานการผลิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลกภายใน 3-5 ปีข้างหน้า สอดรับกับนโยบายรัฐบาลในการผลักดันการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูง ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

 

“allnex และ BioComplex จะเป็นเรือธงยกระดับสร้างโอกาสการลงทุนในมาบตาพุด ดังนั้นการตั้ง GC-allnex Thailand Innovation Hub คือโอกาส ส่วนรายละเอียดการลงทุน วงเงิน รูปแบบ นั้นจะมีความชัดเจนภายในเวลาประมาณ 1 ปีจากนี้ หลังจากนั้นจะเดินหน้าดึงพันธมิตรจากทั่วโลกเข้าลงทุน”

 

มาบตาพุดไม่เป็นรองใคร!

 

หากถามว่าทำไมจึงอยากผลักดันมาบตาพุดเป็นฐานผลิตสำคัญของอาเซียนนั้น “ผมมองว่าเราควรจะอัปเกรดการลงทุนในมาบตาพุด เพราะเป็นพื้นที่ที่มีความพร้อม มีนักลงทุนสนใจจำนวนมาก ธุรกิจปิโตรเคมีสามารถต่อยอดไปได้อีกไกล”

 

เพราะเมื่อเทียบความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ด้านปิโตรเคมีในอาเซียนมีอยู่ประมาณ 13,500 ตันต่อ 1 ล้านคน หากเทียบกับตลาดยุโรป 27,000 ตันต่อ 1 ล้านคน สหรัฐอเมริกา 32,000 ตันต่อ 1 ล้านคน ดังนั้นตลาดอาเซียน ซึ่งมีประชากรมากกว่า 600 ล้านคน และมีอัตราการเติบโตของ GDP 4.6% เราจึงมองว่ายังสามารถเติบโตได้อีก 2-3 เท่า

 

ท้ายที่สุด ณะรงค์ศักดิ์ย้ำว่า “ผมมองว่ามาบตาพุดในวันนี้ไม่แพ้ใครในโลก เพราะเราทำงานกับผู้ร่วมทุนหลายๆ ชาติ การที่จะตัดสินใจลงทุนอะไร นักลงทุนมองหลายๆ เรื่อง ต้นทุน สิ่งแวดล้อม พาร์ตเนอร์ เมื่อมีการย้ายฐานผลิตมาอาเซียนมากขึ้น ไทยซึ่งมีมาบตาพุดไม่เป็นรองใครเลย”

 

ส่วนคำถามที่ว่าสถานการณ์การเมืองของไทยในขณะนี้มีผลต่อนักลงทุนหรือไม่ ณะรงค์ศักดิ์มองว่า เราจะมุ่งมั่นต่อยอดธุรกิจ และเราจะทำเต็มที่ เชื่อว่าทุกคนเชื่อมั่น ผู้บริหารเองก็มีความพร้อม การลงทุนจากต่างประเทศก็มีเข้ามาต่อเนื่อง

The post “มาบตาพุดไม่เป็นรองใคร ไม่แพ้ใครในโลก” ซีอีโอ GC มองอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยยังไปได้อีกไกล appeared first on THE STANDARD.

]]>
PTTGC เซ็นสัญญาปล่อยกู้เงิน วงเงินรวมไม่เกิน 1.2 พันล้านบาท ช่วยเสริมสภาพคล่องระยะสั้นให้กับ GGC https://thestandard.co/pttgc-sign-a-loan-agreement/ Fri, 31 May 2024 09:29:05 +0000 https://thestandard.co/?p=939807 PTTGC กู้เงิน

บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล เซ็นสัญญาปล่อย กู้เงิน  […]

The post PTTGC เซ็นสัญญาปล่อยกู้เงิน วงเงินรวมไม่เกิน 1.2 พันล้านบาท ช่วยเสริมสภาพคล่องระยะสั้นให้กับ GGC appeared first on THE STANDARD.

]]>
PTTGC กู้เงิน

บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล เซ็นสัญญาปล่อย กู้เงิน  & Lending กับบริษัทลูก บมจ.โกลบอลกรีนเคมิคอล เสริมสภาพคล่องระยะสั้น

 

ภัทรลดา สง่าแสง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงินและบัญชี บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ลงนามสัญญาในรูปแบบของการกู้ยืมเงินระหว่างกัน (Inter-Company Borrowing & Lending) (ICBL) กับ บมจ.โกลบอลกรีนเคมิคอล หรือ GGC ซึ่งบริษัทฯ ถือหุ้นอยู่ 72.29% 

 

โดยมีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสภาพคล่องระยะสั้นของกลุ่มบริษัทฯ

 

สำหรับสัญญา ICBL มีรายละเอียดที่สำคัญ ดังนี้

 

  • การรับความช่วยเหลือทางการเงิน วงเงินสัญญาไม่เกิน 200 ล้านบาท อายุสัญญา 1 ปี (31 พฤษภาคม 2567 – 30 พฤษภาคม 2568) อัตราดอกเบี้ยปกติ อ้างอิงตามตลาด โดยใช้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมระยะสั้น BIBOR (Bangkok Interbank Offered Rate) บวกส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Spread)
  • การให้ความช่วยเหลือทางการเงิน วงเงินสัญญาไม่เกิน 1,000 ล้านบาท อายุสัญญา 1 ปี (31 พฤษภาคม 2567 – 30 พฤษภาคม 2568) อัตราดอกเบี้ยปกติ อ้างอิงตามตลาด โดยใช้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมระยะสั้น BIBOR (Bangkok Interbank Offered Rate) บวกส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Spread)

 

ทั้งนี้ รวมวงเงินการให้ความช่วยเหลือทางการเงินดังกล่าวจะอยู่ที่ไม่เกินวงเงิน 1,200 ล้านบาท

The post PTTGC เซ็นสัญญาปล่อยกู้เงิน วงเงินรวมไม่เกิน 1.2 พันล้านบาท ช่วยเสริมสภาพคล่องระยะสั้นให้กับ GGC appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: GC จับมือ BIG ดัน ‘เศรษฐกิจไฮโดรเจน’ ครั้งแรกในไทย | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-10052024-2/ Fri, 10 May 2024 08:02:23 +0000 https://thestandard.co/?p=931993

‘เศรษฐกิจไฮโดรเจน’ คืออะไร กำลังจะเกิดขึ้นครั้งแรกในประ […]

The post ชมคลิป: GC จับมือ BIG ดัน ‘เศรษฐกิจไฮโดรเจน’ ครั้งแรกในไทย | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘เศรษฐกิจไฮโดรเจน’ คืออะไร กำลังจะเกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย ในขณะที่เทรนด์พลังงานสีเขียวจะเป็นสิ่งดึงดูด Big Tech ให้มาลงทุนด้าน Data Center และ AI ไทยพร้อมรองรับแค่ไหน?

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: GC จับมือ BIG ดัน ‘เศรษฐกิจไฮโดรเจน’ ครั้งแรกในไทย | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
GC-BIG ดัน ‘เศรษฐกิจไฮโดรเจน’ ครั้งแรกในไทย! หลังประสบความสำเร็จสร้างคอมเพล็กซ์กรีนไฮโดรเจนใหญ่สุดในโลกที่ NEOM ซาอุดีอาระเบีย https://thestandard.co/gc-big-launches-thailand-hydrogen-economy/ Thu, 09 May 2024 08:18:05 +0000 https://thestandard.co/?p=931514 gc big

GC จับมือ BIG ประกาศร่วมส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของ Hydr […]

The post GC-BIG ดัน ‘เศรษฐกิจไฮโดรเจน’ ครั้งแรกในไทย! หลังประสบความสำเร็จสร้างคอมเพล็กซ์กรีนไฮโดรเจนใหญ่สุดในโลกที่ NEOM ซาอุดีอาระเบีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
gc big

GC จับมือ BIG ประกาศร่วมส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของ Hydrogen Economy ในไทย หวังใช้โอกาสธุรกิจไทยเดินหน้าหนุนใช้ไฮโดรเจน มุ่งสู่การลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas: GHG) ในปี 2573

 

โดยความร่วมมือครั้งนี้มุ่งเน้นการพัฒนาและขยายโครงสร้างพื้นฐาน และการกระตุ้นให้เกิดทั้งอุปสงค์และอุปทานตลอดห่วงโซ่ธุรกิจไฮโดรเจนในประเทศ ประกอบด้วยการผลิตและการแสวงหานวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านไฮโดรเจน และโอกาสในการขยายธุรกิจไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำ เพื่อรองรับความต้องการพลังงานเชื้อเพลิงปลอดคาร์บอนในอนาคต เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ และธุรกิจการบินที่ให้ความสำคัญกับเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF)

 

ทศพร บุณยพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีขั้นต้นและขั้นกลาง บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC กล่าวว่า GC มีแผนการดำเนินงานด้วยกลยุทธ์ 3 Steps Plus มุ่งแสวงหาโอกาสและพัฒนาต่อยอดให้เกิดธุรกิจใหม่ด้านไฮโดรเจนและคาร์บอน และการใช้ไฮโดรเจนพลังงานสะอาดในกระบวนการผลิต สู่การผลิตและส่งมอบผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593

 

BIG ผู้นำธุรกิจไฮโดรเจนรายใหญ่สุดในไทย

 

ปิยบุตร จารุเพ็ญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด หรือ BIG เปิดเผยว่า BIG เป็นผู้นำนวัตกรรมก๊าซอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อสภาพภูมิอากาศของไทย เป็นบริษัทในเครือ Air Products จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งดำเนินธุรกิจไฮโดรเจนรายใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยเงินลงทุนโครงการบลูและกรีนไฮโดรเจน มูลค่ากว่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

 

“ล่าสุดได้สร้างคอมเพล็กซ์ผลิตกรีนไฮโดรเจนที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่เมืองนีออม (NEOM) ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งใช้พลังงานหมุนเวียนมาผลิตเป็นกระแสไฟฟ้าเพื่อผลิตเป็นกรีนแอมโมเนียขนส่งไปทั่วโลก และยังเป็นหนึ่งในผู้ผลิตไฮโดรเจนของโครงการ Clean Hydrogen Hubs สหรัฐฯ”

 

สำหรับไทยนั้น BIG เป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจไฮโดรเจนรายใหญ่ที่สุดในไทย มุ่งเน้นสร้างความยั่งยืนด้วยการนำเทคโนโลยีไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำมาช่วยแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครอบคลุมทั้งในภาคขนส่ง อุตสาหกรรม และการผลิตไฟฟ้า

 

“เชื่อมั่นว่าการร่วมมือกับ GC ในครั้งนี้จะสร้างอนาคตที่สะอาด (Generating a Cleaner Future) ผลักดันการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน พร้อมกับการพัฒนา Ecosystem เพื่อประสานความเชี่ยวชาญที่หลากหลายของทั้งสององค์กร”

 

รู้จัก Hydrogen Economy กับแผนพัฒนาไฮโดรเจนไทย

 

เศรษฐกิจไฮโดรเจน หรือ Hydrogen Economy คือการประยุกต์ใช้ไฮโดรเจนในลักษณะ Energy Storage การใช้ไฮโดรเจนควบคู่กับเทคโนโลยี Fuel Cell เพื่อใช้ในภาคขนส่ง โดยอยู่ภายใต้ข้อกำหนดว่า ต้นทุนพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในกระบวนการผลิตไฮโดรเจนต้องไม่สูง พร้อมทั้งสนับสนุนการใช้ไฮโดรเจนที่ผลิตผ่านกระบวนการอิเล็กโทรลิซิส (Electrolysis) จากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เพื่อการลดการปลดปล่อยคาร์บอน ปรับใช้นโยบายที่ช่วยกระตุ้นการใช้ไฮโดรเจนที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียน

ปัจจุบันนโยบายการผลิตไฮโดรเจนสีเขียวของไทยอยู่ในเป้าหมายใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกให้ได้ถึง 30% ของการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายภายในปี 2579 โดยกระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างจัดทำและปรับปรุงแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) และแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) คาดว่าจะแล้วเสร็จกลางปี ภายใต้แผนพลังงานชาติ

The post GC-BIG ดัน ‘เศรษฐกิจไฮโดรเจน’ ครั้งแรกในไทย! หลังประสบความสำเร็จสร้างคอมเพล็กซ์กรีนไฮโดรเจนใหญ่สุดในโลกที่ NEOM ซาอุดีอาระเบีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
PTTGC ประกาศผลซื้อคืนหุ้นกู้ก่อนครบอายุมูลค่า 753.52 ล้านดอลลาร์ หลังนักลงทุนแห่ขายคืนมากกว่าแผนที่ประกาศ Tender Offer https://thestandard.co/pttgc-announces-results-of-bond-repurchase-before-maturity/ Wed, 24 Apr 2024 08:53:59 +0000 https://thestandard.co/?p=926211 PTTGC

บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล ประกาศผลการซื้อคืนหุ้นกู้สกุล […]

The post PTTGC ประกาศผลซื้อคืนหุ้นกู้ก่อนครบอายุมูลค่า 753.52 ล้านดอลลาร์ หลังนักลงทุนแห่ขายคืนมากกว่าแผนที่ประกาศ Tender Offer appeared first on THE STANDARD.

]]>
PTTGC

บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล ประกาศผลการซื้อคืนหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์ก่อนครบอายุ มากกว่าแผนที่ประกาศ Tender Offer ไว้ที่มูลค่า 700 ล้านดอลลาร์ หลังเข้าเงื่อนไขที่กำหนด

 

ภัทรลดา สง่าแสง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงินและพบัญชี บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ชี้แจง เรื่องการซื้อคืนหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์บางส่วน โดยการทำคำเสนอซื้อคืนเป็นการทั่วไป (Tender Offer) ลงวันที่ 17 เมษายน 2567 ที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ไปแล้วนั้น บริษัท จีซี ศูนย์บริหารเงิน จำกัด (GCTC) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้นสัดส่วน 100% ได้ทำคำเสนอซื้อคืนเป็นการทั่วไป (Tender Offer) เพื่อที่จะซื้อคืนหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์ประเภทไม่มีหลักประกันและไม่ด้อยสิทธิ (หุ้นกู้) ที่ออกและเสนอขายในต่างประเทศโดย GCTC ในช่วงวันที่ 16-23 เมษายน 2567 จำนวน 3 รุ่น ได้แก่

 

  1. หุ้นกู้จำนวน 1,000 ล้านดอลลาร์ อายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.40% ต่อปี ครบกำหนดปี 2575 ซึ่งได้ออกและเสนอขายในเดือนมีนาคม 2565 

 

  1. หุ้นกู้จำนวน 550 ล้านดอลลาร์ อายุ 30 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.30% ต่อปี ครบกำหนดปี 2594 ซึ่งได้ออกและเสนอขายในเดือนมีนาคม 2564

 

  1. หุ้นจำนวน 300 ล้านดอลลาร์ อายุ 30 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5.20% ต่อปี ครบกำหนดปี 2595 ซึ่งได้ออกและเสนอขายในเดือนมีนาคม 2565 GCTC ได้กำหนดกรอบการซื้อคืนหุ้นกู้จำนวน 700 ล้านดอลลาร์

 

ทั้งนี้ เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการทำคำเสนอซื้อคืนเป็นการทั่วไป GCTC ได้รับการตอบรับคำเสนอซื้อคืนจากนักลงทุนคิดเป็นมูลค่าหุ้นกู้รวมทั้งสิ้น 753.52 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเกินกว่ากรอบที่วางไว้ข้างต้น จึงประสงค์รับคำเสนอซื้อไว้ทั้งจำนวน

 

โดยบริษัทขอแจ้งผลการทำคำเสนอซื้อคืนหุ้นกู้เป็นการทั่วไปดังกล่าว โดยมีรายละเอียดตามตารางด้านล่างนี้

 

PTTGC

 

*หมายเหตุ: ในกรณีที่หุ้นกู้ที่มีการตอบรับคำเสนอซื้อคืนดังที่ระบุในข้อที่ 2 ข้างต้นทั้งหมดได้รับการซื้อคืน

 

ทั้งนี้ เมื่อได้มีการส่งมอบและชำระราคา (Settlement) หุ้นกู้ที่ซื้อคืนเสร็จสิ้นแล้ว บริษัทฯ จะแจ้งผลการซื้อคืน และการยกเลิกหุ้นกู้ที่ซื้อคืนให้ทราบต่อไป

 

The post PTTGC ประกาศผลซื้อคืนหุ้นกู้ก่อนครบอายุมูลค่า 753.52 ล้านดอลลาร์ หลังนักลงทุนแห่ขายคืนมากกว่าแผนที่ประกาศ Tender Offer appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดประวัติ ‘คงกระพัน อินทรแจ้ง’ ซีอีโอป้ายแดง คนที่ 11 ‘ปตท.’ https://thestandard.co/kongkrapan-intarajang-ptt-ceo/ Thu, 25 Jan 2024 13:45:38 +0000 https://thestandard.co/?p=892239

มติบอร์ด ปตท. เห็นชอบตั้ง ‘คงกระพัน อินทรแจ้ง’ ประธานเจ […]

The post เปิดประวัติ ‘คงกระพัน อินทรแจ้ง’ ซีอีโอป้ายแดง คนที่ 11 ‘ปตท.’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

มติบอร์ด ปตท. เห็นชอบตั้ง ‘คงกระพัน อินทรแจ้ง’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC นั่งเก้าอี้ซีอีโอ ปตท. คนที่ 11 ต่อจาก ‘อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์’ ที่ครบวาระ 4 ปีในเดือนพฤษภาคมนี้  

 

รายงานข่าวระบุว่า ในการประชุมคณะกรรมการบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) วันนี้ (25 มกราคม) มีวาระการพิจารณาผลการสรรหาประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. คนที่ 11 หลังปิดรับสมัครไปเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2567

 

โดยผู้เข้ารับการสรรหาจะต้องมีสัญชาติไทย อายุไม่เกิน 58 ปี มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ วิสัยทัศน์ทางด้านธุรกิจพลังงาน ปิโตรเลียม ปิโตรเคมี รวมถึงธุรกิจเกี่ยวเนื่อง พร้อมความรอบรู้และประสบการณ์ในการบริหารองค์กรขนาดใหญ่ 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 


 

โดย ปตท. ถือเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพลังงาน ซึ่งมีกระทรวงการคลังถือหุ้น 51% ดำเนินธุรกิจเพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ มีรายได้ปีที่ผ่านมากว่า 3 ล้านล้านบาท 

 

ปัจจุบัน คงกระพัน อินทรแจ้ง อายุ  55 ปี จบการศึกษาวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (วิศวกรรมเคมี) (เกียรตินิยมอันดับสอง) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศึกษาต่อจนจบ Doctor of Philosophy (Ph.D.) in Chemical Engineering, University of Houston, U.S.A.

 

มีประสบการณ์มากกว่า 25 ปี ในการบริหารบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและการกลั่นปิโตรเลียมแบบครบวงจร รวมถึงมีความเชี่ยวชาญในด้านการกำหนดกลยุทธ์องค์กร การพัฒนาธุรกิจ การเงินและนักลงทุนสัมพันธ์ การวิจัยและพัฒนา (R&D) การพัฒนาโครงการลงทุนที่สำคัญ การควบรวมกิจการระหว่างประเทศ และการบริหารจัดการกิจการร่วมค้า

 

มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมธุรกิจ

 

  • มีประสบการณ์ที่หลากหลายในการบริหารจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ และเคยดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Emery Oleochemicals Group และกรรมการของบริษัทย่อยในต่างประเทศ ได้แก่ Emery Oleochemicals Group ในมาเลเซีย Vencorex Holding ในฝรั่งเศส และ NatureWorks LLC ในสหรัฐอเมริกา
  • ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดำรงตำแหน่งประธานร่วม France-Thailand Business Forum โดยมีบทบาทหน้าที่ในการเป็นผู้นำและส่งเสริมในเรื่องเศรษฐกิจความร่วมมือกัน (Economic Collaboration) รวมทั้งการลงทุนและการค้าทั้งสองทาง (Two-Way Trade and Investment) ระหว่างประเทศไทยและฝรั่งเศส
  • ดำรงตำแหน่งสมาชิกของ United Nations Global Compact (UNGC) และสภาธุรกิจโลกเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (WBCSD) รวมทั้งกรรมการขององค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) โดยได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นต้นแบบที่ดีในด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนและความรับผิดชอบในด้าน ESG เพื่อเสริมสร้างคุณค่าการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาวให้กับธุรกิจ ทั้งในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับโลก

 

ทั้งนี้ การสมัครซีอีโอ ปตท. มีผู้ยื่นสมัครทั้งหมด 5 คน ประกอบด้วย

 

  1. คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC  
  2. บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่ และโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน)  
  3. ม.ล.ปีกทอง ทองใหญ่ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน)  
  4. พงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน)  
  5. วรวัฒน์ พิทยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC  

 

สานต่อธุรกิจเดิม-ธุรกิจใหม่

 

หลังจากนี้ภารกิจของซีอีโอ ปตท. คงต้องสานต่อวิสัยทัศน์การทำงานตามแผนของบอร์ด ปตท. ได้มีมติอนุมัติงบลงทุน 5 ปี (ปี 2567-2571) และเตรียมงบลงทุนในโครงการที่อยู่ระหว่างหาโอกาสลงทุนในอนาคตในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้าไว้รวมเป็นวงเงินเกือบ 2 แสนล้านบาท 

 

โดยมีงบลงทุน 5 ปีของ ปตท. และบริษัทที่ ปตท. ถือหุ้นร้อยละ 100 วงเงินรวม 89,203 ล้านบาท โดย ปตท. มีการลงทุนในธุรกิจหลัก (Core Business) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนของงบการลงทุน 5 ปี ประมาณ 51% 

 

 ประกอบไปด้วยการลงทุนในธุรกิจใหม่ผ่านบริษัทที่ ปตท. ถือหุ้น 100% อาทิ โครงการลงทุนในธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร เช่น โครงการ EVme ซึ่งให้บริการด้านดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อการใช้รถยนต์ไฟฟ้าครบวงจร และโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า Horizon Plus 

 

ธุรกิจโรงงานประกอบแบตเตอรี่โดยใช้เทคโนโลยี Cell to Pack (CTP) ล่าสุดบริษัทลูกของ ปตท. คือ ARUN PLUS ได้ต้ังบริษัท เอ ซี เอนเนอร์ยี่ โซลูชั่น เพื่อดำเนินธุรกิจโรงงานประกอบแบตเตอรี่โดยใช้เทคโนโลยี CTP เพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย และมีแผนเริ่มดำเนินการผลิตภายในปี 2567

 

นอกจากนี้ยังได้จัดเตรียมงบลงทุนในโครงการที่อยู่ระหว่างหาโอกาสลงทุนในอนาคต (Provisional Capital Expenditure) ในระยะ 5 ปีข้างหน้าอีกประมาณ 1.07 แสนล้านบาท โดยหลักเพื่อการขยายการลงทุนในช่วงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 

 

รวมถึงมุ่งเน้นธุรกิจพลังงานสะอาดเพื่อไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ อาทิ การลงทุนในธุรกิจชีววิทยาศาสตร์ (Life Science) ซึ่งรวมถึงธุรกิจยา ธุรกิจโภชนาการ อุปกรณ์และการวินิจฉัยทางการแพทย์ และธุรกิจ AI & Robotics เพื่อเป้าหมายในการเป็นผู้นำการให้บริการด้าน AI & Robotics ในอนาคต

The post เปิดประวัติ ‘คงกระพัน อินทรแจ้ง’ ซีอีโอป้ายแดง คนที่ 11 ‘ปตท.’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
WHA ทุ่ม 2,640 ล้านบาท ซื้อหุ้น 50% ใน GLC บริษัทย่อยของ PTTGC จับมือลุยธุรกิจโลจิสติกส์ครบวงจร คาดดีลจบในเดือน ธ.ค. นี้ https://thestandard.co/wha-2640mb-50-percent-glc/ Tue, 21 Nov 2023 04:42:17 +0000 https://thestandard.co/?p=867957

บมจ.ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น ต่อยอดธุรกิจคลังสินค้าและ […]

The post WHA ทุ่ม 2,640 ล้านบาท ซื้อหุ้น 50% ใน GLC บริษัทย่อยของ PTTGC จับมือลุยธุรกิจโลจิสติกส์ครบวงจร คาดดีลจบในเดือน ธ.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

บมจ.ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น ต่อยอดธุรกิจคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้า ประกาศใช้งบลงทุน 2,640 ล้านบาท ซื้อหุ้น GCL บริษัทย่อยของพีทีที โกลบอล เคมิคอล ร่วมทุนลุยธุรกิจครบวงจร ฟาก PTTCG มองช่วยเสริมความสามารถการแข่งขันธุรกิจโพลีเมอร์ของบริษัท

 

จรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท บมจ.ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น หรือ WHA แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่าที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัท เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2566 มีมติอนุมัติให้บริษัท ดับบลิวเอชเอ เวนเจอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (WHAVH) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท เข้าซื้อหุ้นสามัญของบริษัท จีซี โลจิสติกส์ โซลูชั่นส์ จำกัด (GCL) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC ในสัดส่วน 50% คิดเป็นมูลค่า 2,640 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ เป็นไปตามขอบเขตของข้อกำหนดและเงื่อนไขที่สำคัญซึ่ง WHAVH และ PTTGC จะเข้าทำสัญญาซื้อขายหุ้น (Share Purchase Agreement) ระหว่างกันต่อไป โดยคาดว่าการโอนหุ้นที่ซื้อขายจะแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2566 หรือตามที่ WHAVH และ PTTGC จะตกลงกัน

 

โดยการเข้าทำธุรกรรมครั้งนี้ถือเป็นการร่วมมือกันระหว่างพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อสนับสนุนและต่อยอดการเติบโตของธุรกิจคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้า ตลอดจนธุรกิจด้านโลจิสติกส์อย่างครบวงจร ด้วยความแข็งแกร่งของกลุ่มบริษัทและ PTTGC จะช่วยพัฒนาและปรับปรุงประสิทธิภาพ ลดต้นทุนการดำเนินงาน และร่วมสร้างโอกาสในการเติบโตในธุรกิจโลจิสติกส์ของ GCL รวมถึงพัฒนาสู่ Integrated Logistics Company ที่มีเครือข่ายทางธุรกิจอย่างครบวงจร

 

PTTGC มองช่วยเสริมความสามารถการแข่งขันธุรกิจโพลีเมอร์

 

ด้าน ภัทรลดา สง่าแสง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงินและบัญชี บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2566 ได้มีมติอนุมัติเห็นชอบให้บริษัทขายหุ้นสามัญของบริษัท จีซี โลจิสติกส์ โซลูชั่นส์ จำกัด (GCL) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยภายใต้ธุรกิจบริการและอื่นๆ ให้บริษัท ดับบลิวเอชเอ เวนเจอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (WHAVH) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บมจ.ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA) เพื่อปรับโครงสร้างการถือหุ้นในธุรกิจโลจิสติกส์สำหรับธุรกิจโพลีเมอร์ของบริษัท ในสัดส่วน 50% คิดเป็นมูลค่า 2,640 ล้านบาท

 

โดยการเข้าทำธุรกรรมนี้ถือเป็นการสร้างพันธมิตรร่วมกันพัฒนารูปแบบโครงสร้างทางธุรกิจที่ช่วยส่งเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจ GCL และธุรกิจโพลีเมอร์ รวมถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพ ลดต้นทุนการดำเนินงาน และร่วมสร้างโอกาสในการเติบโตในธุรกิจโลจิสติกส์ พัฒนาสู่ Integrated Logistics Company ที่มีเครือข่ายทางธุรกิจอย่างครบวงจร ภายหลังจากที่การโอนหุ้นแล้วเสร็จ สัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทจะลดลงจากสัดส่วน 100% เป็นสัดส่วน 50% ส่งผลให้การลงทุนใน GCL เปลี่ยนสถานะจากบริษัทย่อยเป็นกิจการร่วมค้า

 

ทั้งนี้ การเข้าร่วมถือหุ้นโดย WHAVH ในฐานะพันธมิตรที่แข็งแกร่งในธุรกิจคลังสินค้าและนิคมอุตสาหกรรม สามารถสนับสนุนต่อยอดการเติบโตของธุรกิจคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้า ตลอดจนด้านโลจิสติกส์อย่างครบวงจร

The post WHA ทุ่ม 2,640 ล้านบาท ซื้อหุ้น 50% ใน GLC บริษัทย่อยของ PTTGC จับมือลุยธุรกิจโลจิสติกส์ครบวงจร คาดดีลจบในเดือน ธ.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
PTTGC – ลอยตัวอยู่ได้ในทะเลที่มีคลื่นลมรุนแรง https://thestandard.co/pttgc-3q65-2q66-profit/ Mon, 20 Nov 2023 07:29:53 +0000 https://thestandard.co/?p=867643 PTTGC

เกิดอะไรขึ้น:   เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2566 บมจ.พ […]

The post PTTGC – ลอยตัวอยู่ได้ในทะเลที่มีคลื่นลมรุนแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
PTTGC

เกิดอะไรขึ้น:

 

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2566 บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) รายงานกำไรสุทธิ 3Q66 อยู่ที่ 1.4 พันล้านบาท ฟื้นตัวจากขาดทุนสุทธิใน 3Q65 และ 2Q66 แม้ว่ายังต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้เล็กน้อย ธุรกิจโรงกลั่นเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสนับสนุนกำไรซึ่งเป็นผลมาจาก GRM ที่แข็งแกร่งที่ 12.6 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นเท่าตัวจาก 5.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลใน 2Q66 และกำไรจากสินค้าคงเหลือจำนวน 3.8 พันล้านบาท แต่ถูกลดทอนโดยขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์เพื่อประกันความเสี่ยงจำนวน 2.8 พันล้านบาท

 

กำไรจากธุรกิจผลิตภัณฑ์โพลิเมอร์ก็ปรับตัวดีขึ้น QoQ ซึ่งเป็นผลมาจาก Adjusted EBITDA Margin ที่ดีขึ้นที่ 10% เทียบกับเพียง 3% ใน 2Q66 โดยเกิดจากต้นทุนวัตถุดิบก๊าซที่ลดลง อัตราการใช้กำลังการผลิตก็เพิ่มขึ้นจาก 104% ใน 2Q66 สู่ 109% ใน 3Q66 ปริมาณการขายที่สูงขึ้นของ Allnex ในจีนก็ช่วยหนุนให้ Adjusted EBITDA ของธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษปรับตัวเพิ่มขึ้น 23%QoQ แม้ว่ายังคงลดลง 16%YoY โดย Adjusted EBITDA Margin ปรับขึ้นจาก 7% ใน 2Q66 สู่ 8% ใน 3Q66 ผลการดำเนินงาน 9M66 ยังอยู่ในแดนลบ โดยมีขาดทุนสุทธิ 4.1 พันล้านบาท แม้ว่าดีกว่าขาดทุน 9.4 พันล้านบาทใน 9M65

 

ทั้งนี้ ผู้บริหารกล่าวว่าการดำเนินมาตรการภายในมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบันช่วยให้ EBITDA ของบริษัทยังคงเป็นบวกในช่วงที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีอยู่ในวัฏจักรขาลง ผลประโยชน์สะสมของโครงการกว่า 10,000 โครงการอยู่ที่ 4.45 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากแผนงานปฏิบัติการที่เป็นเลิศ (Operational Excellence) ใน MAX Project ซึ่งทำให้ EBITDA เพิ่มขึ้น 3.1 หมื่นล้านบาท (70% ของผลประโยชน์ทั้งหมด) ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ซึ่งคิดเป็น 14% ของ EBITDA ทั้งหมดในช่วงเวลาดังกล่าว   

 

กระทบอย่างไร:

 

ตั้งแต่การรายงานผลประกอบการ 3Q66 ราคาหุ้น PTTGC ปรับขึ้น 8.52% สู่ระดับ 38.25 บาท ขณะที่ SET Index ปรับขึ้น 0.37% สู่ระดับ 1,417.05 จุด 

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2566

 

ด้วย Market GRM ที่แคบลงและราคาน้ำมันที่ลดลง QoQ InnovestX Research จึงคาดว่ากำไร 4Q66 ของ PTTGC จะอ่อนตัวลง QoQ Crack Spread ของ Gasoil (เกือบ 70% ของปริมาณการขายทั้งหมดของธุรกิจโรงกลั่น) ลดลง 20%QoQ ใน 4Q66TD แม้ว่ามีอุปสงค์ตามฤดูกาล อุปสงค์ที่ชะลอตัวลงและความไม่สมดุลของอุปทานในตลาดปิโตรเคมีจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจปิโตรเคมีอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบคาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับสูงตามราคาน้ำมัน 

 

ความเสี่ยงขาลงต่อประมาณการกำไรปี 2566 คือ ราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างมาก ซึ่งอาจทำให้เกิดขาดทุนจากสต๊อก แม้ว่าจะมีจำนวนเล็กน้อยก็ตาม โดยยังคงประมาณการว่า PTTGC จะมีขาดทุนปกติ 4.5 พันล้านบาท ในปี 2566 ก่อนที่จะฟื้นตัวในปี 2567 จากอุปทานก๊าซที่เพิ่มขึ้นซึ่งเป็นข้อได้เปรียบหลักของบริษัท

 

อย่างไรก็ดี PTTGC ไม่น่าจะสามารถรายงานผลการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากธุรกิจปิโตรเคมีไม่น่าจะฟื้นตัวจนกว่าจะถึงปีหน้าเป็นอย่างเร็ว ผู้บริหารยังคงมั่นใจว่าด้วยมาตรการภายในที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2559 จะทำให้บริษัทสามารถก้าวผ่านช่วงวัฏจักรขาลงในปัจจุบันของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไปได้ ในขณะที่การปรับธุรกิจไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงและคาร์บอนต่ำสามารถดำเนินการได้ตามที่วางแผนไว้ 

 

ด้านราคาหุ้น PTTGC ปรับขึ้น 2% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา (แต่ยังลดลง 20%YTD) ซึ่งดีกว่า SET ทีลดลง 7% และ SETPETRO ที่ลดลง 8% สะท้อนถึงมุมมองเชิงบวกมากขึ้นที่ตลาดมีต่อแนวโน้มผลประกอบการของบริษัท อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการที่คาดว่าจะอ่อนตัวลงใน 4Q66 และยังไม่มีปัจจัยกระตุ้นราคาหุ้นใหม่ๆ จึงคงเรตติ้ง Neutral สำหรับ PTTGC ด้วยราคาเป้าหมาย 50 บาทต่อหุ้น อ้างอิง PBV 0.8 เท่า

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ 

 

  • ราคาน้ำมันดิบและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ผันผวนของธุรกิจโรงกลั่นและธุรกิจปิโตรเคมี 
  • ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น โดยมีสาเหตุมาจากวัตถุดิบก๊าซที่ลดลง 
  • รายการด้อยค่าของสินทรัพย์
  • การเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (<3% ของกำลังการผลิต) 
  • การเปลี่ยนแปลงนโยบายรัฐบาลในการจัดสรรอุปทานก๊าซภายในประเทศให้แก่ธุรกิจปิโตรเคมี

The post PTTGC – ลอยตัวอยู่ได้ในทะเลที่มีคลื่นลมรุนแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
We are ‘GEN S’ สรุปงานสำคัญด้านความยั่งยืนแห่งปี เมื่อโลกเดือด จึงเป็นเรื่องของทุกคนที่ต้องช่วยทำให้โลกดีขึ้น [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/gc-we-are-gen-s/ Thu, 16 Nov 2023 04:00:02 +0000 https://thestandard.co/?p=866104

หากพูดถึงองค์กรที่ขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืนอย่างเป็นร […]

The post We are ‘GEN S’ สรุปงานสำคัญด้านความยั่งยืนแห่งปี เมื่อโลกเดือด จึงเป็นเรื่องของทุกคนที่ต้องช่วยทำให้โลกดีขึ้น [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

หากพูดถึงองค์กรที่ขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรมและเอาจริงเอาจังมากที่สุด ไม่พูดถึง GC คงไม่ได้ 

 

นอกจากวิสัยทัศน์ที่มุ่งสู่การเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำ ดำเนินธุรกิจตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนแล้ว ยังนับเป็นองค์กรที่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมในเรื่อง Sustainability สู่สังคมไทยอย่างต่อเนื่อง จนวันนี้ใครๆ ต่างก็พูดตรงกันว่า การลงมือทำด้านความยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือก แต่คือทางรอดเดียวของโลก 

 

เมื่อความยั่งยืนคือวาระเร่งด่วน ทั้งยังเป็นเรื่องของทุกคน เพราะทุกคนสามารถเป็น GEN S หรือคน GEN ใหม่หัวใจยั่งยืนได้ จึงเป็นที่มาของแนวคิดการจัดงานประชุมระดับโลก GC Sustainable Living Symposium 2023: We are GEN S ผนึกกำลังทุกภาคส่วนเพื่อผลักดันเรื่องการสร้างความยั่งยืนให้ก้าวไปอีกขั้น

 

 

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ผู้นำธุรกิจเคมีภัณฑ์ระดับสากล เดินหน้าจัดงานประชุมระดับโลก GC Sustainable Living Symposium 2023: We are GEN S หรือเจเนอเรชัน Sustainability เพื่อระดมทุกภาคส่วนมาร่วมลงมือแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของโลก ตลอดจนส่งต่อแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตด้วยแนวคิด Sustainable Living เพื่อเปลี่ยนจากโลกที่กำลังจะอยู่ไม่ได้ สู่โลกใบนี้ที่ดีกว่าเดิม

 

งานจัดขึ้นในวันที่ 27-28 ตุลาคมที่ผ่านมา ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน โดยครั้งนี้นับเป็นการต่อยอดความสำเร็จอย่างต่อเนื่องสู่ปีที่ 4 จับมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม คนรุ่นใหม่ และกว่า 40 ตัวจริงด้านความยั่งยืน จากทั้งในและต่างประเทศ มาร่วมส่งต่อแนวคิดสู่การลงมือทำ 

 

การประชุมระดับโลกครั้งนี้ยังได้รับเกียรติจาก ยูริ ยาร์วียาโฮ เอกอัครราชทูตฟินแลนด์ประจำประเทศไทย มาเป็นประธานเปิดงาน พร้อมทั้งได้แสดงวิสัยทัศน์ระดับโลกเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติด้านความยั่งยืนจากประเทศฟินแลนด์ ประเทศที่ลงมือทำด้านความยั่งยืนเป็นอันดับหนึ่งของโลก

 

 

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ GC กล่าวถึงสถานการณ์ของไทยไว้ว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่า 1% เมื่อเทียบกับปริมาณก๊าซเรือนกระจกของทั้งโลก แต่ประเทศไทยกลับเป็น 1 ใน 10 ประเทศของโลกที่จะได้รับผลกระทบสูงสุด” 

 

ทั้งนี้ GC ในฐานะองค์กรที่ขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืนมาอย่างยาวนาน ได้เล็งเห็น 2 แนวทางในการแก้ไข ได้แก่ Energy Transition และ Circular and Bio-Based Economy อย่างเช่น การเปลี่ยนผ่านจากการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานที่สะอาดมากขึ้น และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรด้วยแนวทางแบบ Bio Solutions หรือการนำหลัก Circular Economy ซึ่งเกี่ยวข้องกับการ Reduce, Reuse และ Recycle มาปรับใช้ในการทำการเกษตรแบบคาร์บอนต่ำ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยที่มีภาคการเกษตรเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจ 

 

 

สำหรับงานในวันที่ 27 ตุลาคม อัดแน่นด้วยเนื้อหาสุดเข้มข้นจากภาคธุรกิจที่มาร่วมแบ่งปันแนวทางการปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตโลกเดือดอย่างเร่งด่วน จากองค์กรระดับโลกอย่าง Accenture, allnex และ Econic ช่วงบ่ายคือชั่วโมงแห่งการเรียนรู้เรื่องราวในการก้าวไปสู่ Net Zero จากตัวแทนคน GEN S ที่จุดประกายไอเดียตลอดจนแนวทางในการลงมือทำอย่างได้ผล 

 

พร้อมพบกับโครงการ GC Upcycling Upstyling ปี 4 ที่เผยให้เราได้เห็นไอเท็มที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์กว่า 15 คอลเล็กชัน จาก 8 พาร์ตเนอร์ และ 12 ดีไซเนอร์ชั้นแนวหน้าของประเทศที่มาประชันไอเดียในการออกแบบ เพื่อจุดประกายแนวคิดการสร้างคุณค่าจากพลาสติกใช้แล้ว เกิดเป็นคอลเล็กชัน Design for Sustainable Living ขยายโอกาสธุรกิจเพื่อความยั่งยืน 

 

 

ส่วนงานในวันที่ 28 ตุลาคม พบกับเวทีเสวนาที่นำเอาความยั่งยืนมาทำให้เป็นเรื่องใกล้ตัว ผ่านการแชร์ประสบการณ์ของเหล่าไอดอล GEN S สายกรีน เช่น เต้ย จรินทร์พร และ ติ๊ก เจษฎาภรณ์ ในหัวข้อ ‘กินดี…กินแบบไหน ให้ดีกับทั้งเราและโลก’ ตามมาด้วยหัวข้อ ‘อยู่ให้ดี…ลองอยู่แบบ Sustainable Living ทำได้จริงต้องทำอย่างไร’ ปิดท้ายด้วยหัวข้อ ‘Low Carbon Tourism เทรนด์เที่ยวคาร์บอนต่ำ’

 

นอกจากเวทีหลักแล้ว บรรยากาศโดยรอบของงานยังเต็มไปด้วยไอเดียในการนำเอาพลาสติกใช้แล้วมาสร้างสรรค์เป็นของตกแต่งสุดเก๋ รวมถึงกิจกรรมต่างๆ ที่จัดมาให้ผู้ร่วมงานได้ซึมซับแนวคิด Sustainability ไปสู่ชีวิตประจำวัน เช่น กิจกรรมตะลุยเขาวงกต ที่เปิดให้ทุกคนได้เรียนรู้ถึงการสร้างคุณค่าจากพลาสติกใช้แล้ว หรือกิจกรรมทดสอบความกรีน รวมถึงสินค้าแฟชั่นรักษ์โลกที่มีมาให้เลือกช้อปกันอย่างจุใจ 

 

 

แม้งานในปีนี้จะจบลงไปแล้ว แต่การลงมือทำเรื่องความยั่งยืนยังเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องร่วมมือรวมพลังทำกันต่อไป เพื่อเปลี่ยนโลกใบนี้ที่กำลังร้อนระอุ ไปสู่โลกใบที่ทุกคนอยู่อย่างปลอดภัย มีความสุข มีชีวิตที่ดี และยั่งยืนยิ่งขึ้น

The post We are ‘GEN S’ สรุปงานสำคัญด้านความยั่งยืนแห่งปี เมื่อโลกเดือด จึงเป็นเรื่องของทุกคนที่ต้องช่วยทำให้โลกดีขึ้น [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลก Recession เศรษฐกิจไม่แน่นอน ‘GC’ ชี้อุตฯ ปิโตรเคมีต้องเร่งปรับตัว ดึงนวัตกรรมแทนแรงงานคน มุ่งลงทุนแบบ High Value และ Low Carbon https://thestandard.co/gc-petrochemical-must-adapt/ Tue, 14 Nov 2023 13:45:00 +0000 https://thestandard.co/?p=865709 อุตสาหกรรม ปิโตรเคมี ต้องปรับตัว

‘คงกระพัน’ ซีอีโอ GC เผยกำลังการผลิตปี 2567 ยังเติบโต 1 […]

The post โลก Recession เศรษฐกิจไม่แน่นอน ‘GC’ ชี้อุตฯ ปิโตรเคมีต้องเร่งปรับตัว ดึงนวัตกรรมแทนแรงงานคน มุ่งลงทุนแบบ High Value และ Low Carbon appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุตสาหกรรม ปิโตรเคมี ต้องปรับตัว

คงกระพัน’ ซีอีโอ GC เผยกำลังการผลิตปี 2567 ยังเติบโต 10% ท่ามกลางภาวะโลก Recession ต้องบริหารความเสี่ยงด้วยการบริหารต้นทุน เพิ่มนวัตกรรม เน้นลงทุนแบบ High Value และ Low Carbon และปรับพอร์ตการลงทุนธุรกิจในปี 2567 หาพาร์ตเนอร์ร่วมทุนในเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน (CCUS) นำคาร์บอนมาทำเป็นเคมีภัณฑ์ใหม่ๆ พร้อมเผยเทรนด์การบริโภคสินค้าที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ไลฟ์สไตล์กลุ่มคนรุ่นใหม่มีส่วนช่วยให้สินค้าของ GC เติบโต

 

คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC เปิดเผยว่า ปี 2567 บริษัทวางแผนปรับพอร์ตการลงทุนทั้งรูปแบบการควบรวมและเข้าซื้อกิจการ (M&A) และจะเห็นการลงทุนใหม่ๆ เพิ่มขึ้น เห็นการซื้อ-ขายของธุรกิจเดิมที่เคยถือหุ้นไว้ ซึ่งสอดคล้องกับงบการลงทุน 5 ปี ตามที่คณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัทได้อนุมัติไว้ที่ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นไปตามกลยุทธ์ 3 Steps Plus ได้แก่

 

  • Step Change การยกระดับความสามารถในการแข่งขัน สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ 
  • Step Out การแสวงหาโอกาสการเติบโตในธุรกิจใหม่ หรือในต่างประเทศ 
  • Step Up การสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจ โดยมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593

 

ขณะเดียวกัน บริษัทคาดการณ์ว่าในปีหน้ากำลังการผลิตของทุกผลิตภัณฑ์ (Volume) จะเพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปีนี้ เนื่องจากไม่ได้อยู่ในช่วงปิดซ่อมบำรุง ทำให้ธุรกิจโรงกลั่นสามารถเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิต ซึ่งในส่วนนี้จะมีส่วนช่วยเพิ่ม Margin 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

สำหรับปัจจุบัน ยอดขายกลุ่มพลาสติกยังคงเติบโต รวมถึงกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีขั้นต้น ผลิตภัณฑ์โพลิเมอร์ และเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ ยังคงช่วยขับเคลื่อนองค์กรได้ดี 

 

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมอุตสาหกรรมปิโตรเคมียังถือว่าทรงตัวท่ามกลางสถานการณ์ธุรกิจเคมีภัณฑ์ทั่วโลกที่ยังไม่แน่นอน โดยเฉพาะในปี 2567 ยังคงต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย (Recession)

 

รวมถึงเศรษฐกิจในประเทศจีนที่ยังมีการชะลอตัวจากภาคอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่ซบเซา และภาวะสงคราม อาทิ สงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสที่อาจจะขยายวงกว้างขึ้น

 

“ยอมรับว่าอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเปลี่ยนไป GC จึงมองว่า เราควรมุ่งเน้นลดค่าใช้จ่ายเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน ซึ่งต้องทำตั้งแต่ตอนที่ยังแข็งแรง เมื่อกำลังคนลดลงจะต้องมีเครื่องมือนวัตกรรมเข้ามาเสริม”

 

Soft Landing อานิสงส์รายได้

 

แม้ว่าแนวโน้มธุรกิจจะเริ่มขยับเข้าสู่ขาขึ้น แต่ยอมรับว่ายังไม่เท่าปี 2564 ที่สามารถทำกำไรได้สูงสุดหลังจากผ่านสถานการณ์โควิด แต่เพื่อให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง

 

บริษัทจึงมีแผนบริหารจัดการต้นทุนด้วยการลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา GC สามารถลดต้นทุนได้ถึง 30,000 ล้านบาท 

 

ทั้งนี้ คาดว่าปี 2566 นี้จะสามารถลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพได้ 5,000-6,000 ล้านบาท และตั้งเป้า 5 ปีจะลดต้นทุนได้เพิ่ม 12,000 ล้านบาท ขณะที่ภาพรวมการส่งออกก็ยังมีอีกหลายประเทศที่จะเป็นโอกาสให้กับบริษัท เช่น กลุ่มประเทศแอฟริกาที่เป็นตลาดที่ดี รวมถึงอินเดีย และตลาดสหรัฐอเมริกาที่มีความพยายามชะลอภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น (Soft Landing) ก็จะทำให้มีโอกาสในการขายสินค้าได้มากขึ้น 

 

จากผลการดำเนินงานดังกล่าว ส่งผลให้ไตรมาส 3/2566 บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,427 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 126% จากไตรมาสที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการเติบโตของกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์โพลิเมอร์และเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ

 

 ยึด 3 เสาหลักในการลงทุนอนาคต 

 

  • ปรับกระบวนการผลิต ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ที่ปัจจุบันบริษัทได้ปรับปรุงการผลิตเพื่อลดการใช้พลังงาน และเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดทั้งหมด 146 โครงการ ช่วยลดการใช้พลังงานลงทั้งหมด 1,794,045 จิกะจูลต่อปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 133,722 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี 
  • บริหารพอร์ตโฟลิโอธุรกิจและผลิตภัณฑ์ของกลุ่มบริษัทผ่านนวัตกรรมและการลงทุน มุ่งสู่ธุรกิจ High Value and Low Carbon ด้วยการลงทุนใน Allnex ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 600-780 กิโลตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
  • ลงทุนในเทคโนโลยี CCUS ผ่านแนวทางต่างๆ เช่น การสร้างพันธมิตรและการร่วมทุนทางธุรกิจ เพื่อนำคาร์บอนมาทำเป็นเคมีภัณฑ์ใหม่ๆ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาและวิจัย และด้าน Nature-Based Solutions ปลูกป่าเพื่อลดคาร์บอน ทั้งป่าบนบกและป่าชายเลน

 

คงกระพันกล่าวกับ THE STANDARD WEALTH อีกว่า สิ่งที่น่าสนใจคือ ปัจจุบันสินค้าและผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มาจากสิ่งแวดล้อมที่สามารถใช้งานได้จริง กำลังเป็นเทรนด์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่

 

ซึ่งหากดูจากโครงการ GC Upcycling Upstyling ถือว่าได้รับการตอบรับดีมาก เราได้พัฒนาจากปิโตรเคมีมาวิจัยนวัตกรรม แบรนด์แฟชั่นและดีไซเนอร์ไทยชั้นนำได้ออกแบบและสร้างสรรค์ เช่น นำพลาสติกใช้แล้วมาเพิ่มมูลค่าผ่านการออกแบบรักษ์โลกอย่างยั่งยืน Eco-Design หลายๆ โปรดักต์ช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดและการจำหน่ายให้กับธุรกิจ Upcycling ของ GC ในส่วนนี้บริษัทก็มองว่าเป็นเทรนด์ที่น่าสนใจ และคิดว่าตลาดกลุ่มคนรุ่นใหม่ Gen Z ถือว่ามาแรง

The post โลก Recession เศรษฐกิจไม่แน่นอน ‘GC’ ชี้อุตฯ ปิโตรเคมีต้องเร่งปรับตัว ดึงนวัตกรรมแทนแรงงานคน มุ่งลงทุนแบบ High Value และ Low Carbon appeared first on THE STANDARD.

]]>
PTTGC – พรีวิว 3Q66 คาดเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของปี https://thestandard.co/market-focus-pttgc-3q66/ Thu, 19 Oct 2023 10:01:52 +0000 https://thestandard.co/?p=856486

เกิดอะไรขึ้น:   InnovestX Research ได้จัดทำบทวิเคร […]

The post PTTGC – พรีวิว 3Q66 คาดเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

 

InnovestX Research ได้จัดทำบทวิเคราะห์พรีวิวผลประกอบการ 3Q66 ของ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ซึ่งคาดว่าจะประกาศผลประกอบการวันที่ 8 พฤศจิกายน 2566

 

โดยประเมินผลการดำเนินงาน 3Q66 ว่าจะพลิกกลับมาจากขาดทุนสุทธิ 5.6 พันล้านบาทใน 2Q66 เป็นกำไรสุทธิ 1.7 พันล้านบาท (0.36 บาทต่อหุ้น) โดยได้แรงหนุนจากธุรกิจการกลั่นน้ำมัน เนื่องจากค่าการกลั่น (GRM) ที่แข็งแกร่งที่ 12 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจาก 5.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลใน 2Q66 และกำไรจากสต๊อกน้ำมันที่ 3 พันล้านบาท 

 

แต่ถูกชดเชยด้วยการขาดทุนจากการประกันความเสี่ยง Crack Spread Hedging จำนวน 1.4 พันล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากการป้องกันความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์น้ำมันดีเซล (ประมาณ 30% ของการผลิตน้ำมันดีเซลทั้งหมด) และขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 1 พันล้านบาทจากเงินกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐ ผลการดำเนินงานปกติน่าจะเป็นกำไรสุทธิหลักที่ 1.4 พันล้านบาท เทียบกับที่ขาดทุน 2.6 พันล้านบาทใน 2Q66 และเพิ่มขึ้น 66%YoY 

 

ส่วนธุรกิจปิโตรเคมีน่าจะยังอ่อนแอใน 3Q66 ซึ่งคาดว่ากำไรจะยังคงลดลงเนื่องจาก Spread ที่แคบลงของทั้งสายอะโรเมติกส์และสายโอเลฟินส์ นอกจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ลดลงแล้ว กำไรของธุรกิจอะโรเมติกส์น่าจะได้รับผลกระทบจากการปิดโรงงานตามแผนเป็นเวลา 37 วัน ซึ่งทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิตลดลงจาก 90% ใน 2Q66 เหลือเพียง 70% ใน 3Q66 

 

โอเลฟินส์และโพลีเมอร์อาจยังคงอ่อนแอใน 3Q66 เนื่องจากสัดส่วนวัตถุดิบอีเทน (34% ของทั้งหมดใน 3Q66) ยังคงต่ำกว่าปกติ (>50%) แม้ว่าอัตราการใช้กำลังการผลิตของกลุ่มโอเลฟินส์จะเพิ่มขึ้นจาก 81% ใน 2Q66 เป็น 90% ใน 3Q66 เนื่องจาก มีแผนปิดโรงงานโอเลฟินส์ (OLE 2/2) ใน 2Q66 สัดส่วนอีเทนที่ลดลงถูกแทนที่ด้วยการใช้โพรเพนที่สูงขึ้น หลังจากที่โครงการ OMP เริ่มดำเนินการใน 2Q66 ซึ่งทำให้สามารถใช้โพรเพนได้มากขึ้นจาก 29% เป็น 40% และคาดว่ากลุ่มโพลีเมอร์จะฟื้นตัวเล็กน้อย เนื่องจากอัตราการใช้กำลังการผลิตที่สูงขึ้นและผลกระทบจากฐานใน 2Q66 ซึ่งได้รับผลกระทบการขายผลิตภัณฑ์ที่ผิดสเปกต่ำกว่าทุน 

 

ด้านกำไรจากธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษน่าจะทรงตัว QoQ ซึ่งส่วนใหญ่เป็น Allnex (เรซินเคลือบและสารเติมแต่ง) คาดว่าจะทรงตัว QoQ แม้ว่าจะอ่อนแอกว่าที่คาดไว้ในตอนแรกเมื่อ PTTGC เข้าซื้อกิจการในปลายปี 2564 เนื่องจากความเชื่อมั่นของตลาดที่ตกต่ำในยุโรป แม้ว่าอัตรากำไร EBITDA ของ Allnex จะยังคงอยู่ในระดับพรีเมียมเมื่อเทียบกับอัตรากำไรโดยรวมของ PTTGC แต่ปริมาณการขายยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับไปอยู่ในระดับก่อนโควิดได้ 

 

ขณะที่ผลการดำเนินงานของ Vencorex (ไอโซไซยาเนตที่ใช้ในการเคลือบและกาวโพลียูรีเทน) อาจยังคงส่งผลลบต่อกำไรจากกลุ่มเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ เนื่องจากอุปสงค์ในยุโรปที่ชะลอตัวลง 

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น PTTGC ปรับลง 1.43%MoM อยู่ที่ระดับ 34.50 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลง 5.87%MoM อยู่ที่ระดับ 1,437.85 จุด 

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2566:

 

ใน 4Q66 ยังคงคาดว่ากำไรของ PTTGC จะยังคงอ่อนตัว แม้ว่าส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลจะยังคงแข็งแกร่งเนื่องจากอุปสงค์ตามฤดูกาล InnovestX Research มองว่า อุปสงค์ที่ชะลอตัวและความไม่สมดุลของอุปทานในตลาดปิโตรเคมีน่าจะยังคงส่งผลกระทบต่อรายได้จากธุรกิจปิโตรเคมี ในขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบคาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับสูงตามราคาน้ำมัน 

 

ความเสี่ยงด้านลบต่อประมาณการกำไรในปี 2566 คือ ราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างมาก ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดผลขาดทุนจากสต๊อกในระดับสูง แม้ว่าจะยังไม่น่าเป็นไปได้ก็ตาม

 

สำหรับปี 2566 คาดว่าผลการดำเนินงานยังคงเป็นผลขาดทุน ซึ่งเป็นผลมาจากอุปสงค์ที่ซบเซาในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและกำลังการผลิตใหม่เพิ่มเติม โดยส่วนใหญ่อยู่ในจีนและตะวันออกกลาง 

 

อย่างไรก็ดี มองว่าขาดทุนจากรายการพิเศษที่ลดลง (ส่วนใหญ่เป็นขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมันและขาดทุนจากสินค้าคงเหลือ) จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนให้กำไรปรับตัวเพิ่มขึ้น YoY ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันและอะโรเมติกส์เป็นแรงขับเคลื่อนหลักในปี 2566 ในขณะที่ธุรกิจโอเลฟินส์และโพลีเมอร์อาจยังคงอ่อนแอกว่าปกติ เนื่องจากความเชื่อมั่นที่ตกต่ำและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ลดลง

 

ดังนั้นด้วยการคาดการณ์ผลการดำเนินงานในปี 2566 ที่ยังคงเป็นผลขาดทุน แม้ว่าจะมีการปรับตัวดีขึ้นใน 3Q66 จึงยังคงเรตติ้ง Neutral สำหรับ PTTGC โดยให้ราคาเป้าหมาย 50 บาทต่อหุ้น อิงจาก 0.8x PBV

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ

 

  • ราคาน้ำมันดิบและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ผันผวนของธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันและธุรกิจปิโตรเคมี
  • ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น โดยมีสาเหตุมาจากวัตถุดิบก๊าซที่ลดลง
  • รายการด้อยค่าของสินทรัพย์
  • การเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (<3% ของกำลังการผลิต)
  • การเปลี่ยนแปลงนโยบายรัฐบาลในการจัดสรรอุปทานก๊าซภายในประเทศให้แก่ธุรกิจปิโตรเคมี

The post PTTGC – พรีวิว 3Q66 คาดเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัสความยั่งยืนทุกมิติ กับงาน ‘SUSTAINABILITY EXPO 2023’ นำโดย 5 องค์กรธุรกิจต้นแบบด้านความยั่งยืนระดับโลก จับมือภาครัฐ-เอกชนเปิดเวที ร่วมสร้างความยั่งยืนที่ใช้ได้ผลจริงในระยะยาว https://thestandard.co/sustainability-expo-2023/ Thu, 05 Oct 2023 02:00:01 +0000 https://thestandard.co/?p=850635 SX 2023

คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทย […]

The post ถอดรหัสความยั่งยืนทุกมิติ กับงาน ‘SUSTAINABILITY EXPO 2023’ นำโดย 5 องค์กรธุรกิจต้นแบบด้านความยั่งยืนระดับโลก จับมือภาครัฐ-เอกชนเปิดเวที ร่วมสร้างความยั่งยืนที่ใช้ได้ผลจริงในระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
SX 2023

คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานอำนวยการจัดงาน SX 2023 กล่าวว่า ไทยเบฟให้ความสำคัญกับการนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติ โดยเราเชื่อว่างาน SUSTAINABILITY EXPO 2023 หรือ SX 2023 นั้นถือเป็นมหกรรมด้านความยั่งยืนที่จะเป็นโอกาสและเวทีกลางให้ทุกภาคส่วนได้มาร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยน เรียนรู้เรื่องความยั่งยืน เพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก (SDGs) ภายในปี 2030

 

 

ถอดรหัสด้านความยั่งยืนในทุกมิติ

 

สำหรับงาน SUSTAINABILITY EXPO 2023 จัดต่อเนื่องมา 4 ปี ถือเป็นงานเอ็กซ์โปเกี่ยวกับความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน บนพื้นที่จัดงานรวมกว่า 70,000 ตารางเมตร ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยงานเกิดขึ้นจากความร่วมมือของ 5 องค์กรธุรกิจชั้นนำ ได้แก่ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC, บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG, บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

 

 

หัวใจหลักของการจัดงานในครั้งนี้อยู่ภายใต้นิยามของคำว่า ‘พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก’ (Sufficiency for Sustainability) ที่ได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญกว่า 300 รายทั่วโลก และองค์กรชั้นนำของไทยและต่างประเทศกว่า 500 แห่ง มาให้ความรู้ ส่งต่อแนวคิดและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่น่าสนใจผ่านโครงการต่างๆ ที่ทำสำเร็จจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

 

ควบคู่กับการจัดกิจกรรมเวิร์กช็อปเสริมการเรียนรู้เกี่ยวกับการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน ที่จะช่วยให้องค์กรและประชาชนนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ผ่านแนวคิด Good Balance, Better World สมดุลที่ดี เพื่อโลกที่ดีกว่า

 

 

ส่องไฮไลต์เด็ดภายในงาน ‘SUSTAINABILITY EXPO 2023’

 

ยิ่งไปกว่านั้น ภายในงานจะมีทั้งหมด 8 โซน โดยหัวใจหลักของงานคือโซน SEP หัวใจของความยั่งยืน นิทรรศการที่จะช่วยให้เข้าใจถึงมิติคู่ขนานระหว่างโลกไร้สมดุลกับโลกแห่งสมดุลที่ดี ผ่านรูปแบบ Immersive Multimedia ที่ผสานความร่วมมือจากการนำเสนอผลงาน Collaboration ของศิลปิน BAB 2018 คุณสนิทัศน์ ประดิษฐ์ทัศนีย์ (บีน) ผนวกกลุ่มสร้างแสงและเสียงร่วมสมัย ร่วมกับภาพมหัศจรรย์บนพื้นโลกจาก NAT GEO

 

 

ร่วมถ่ายทอดผ่านแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญเกี่ยวเนื่องระหว่างองค์ประกอบและนโยบายต่างๆ ด้านความยั่งยืน ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ เพื่อให้ผู้เข้าชมสามารถนำแรงบันดาลใจไปปรับใช้ในการสร้างความยั่งยืนได้

 

 

เช่นเดียวกับอีกหนึ่งไฮไลต์หลักๆ ในโซน ‘BETTER LIVING’ ซึ่งจะมีองค์กรชั้นนำขนาดใหญ่มานำเสนอกิจกรรมและโครงการส่งเสริมด้านสิ่งแวดล้อม ตามด้วยการสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนและการยกระดับคุณภาพชีวิตที่เกิดจากการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยทั้งหมดจะอยู่ภายใต้ 4 แกนหลัก เริ่มตั้งแต่

 

 

1. แนวทางในการดูแลบริหารจัดการน้ำ ภายในงานจะมีบูธของไทยเบฟที่มานำเสนอความสำคัญด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งนโยบายของบริษัท เพื่อให้ลดการใช้น้ำและนำทรัพยากรน้ำกลับมาใช้ซ้ำในกระบวนการผลิตให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด

 

 

ที่สำคัญยังได้ต่อยอดนโยบายด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือว่าสอดคล้องกับนโยบายของกลุ่มไทยเบฟ หากย้อนกลับไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไทยเบฟได้ออกแบบบรรจุภัณฑ์ การบริหารจัดการของเสีย การบริหารจัดการน้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพ เริ่มต้นด้วยโครงการการบริหารจัดการน้ำชุมชนของไทยเบฟ

 

 

ตามด้วยโครงการไทยเบฟรวมใจต้านภัยหนาว กับการนำเอาขวดพลาสติก PET หลังการบริโภคเข้าสู่ระบบรีไซเคิล และนำมาผลิตเป็นเส้นใย rPET เพื่อทำเป็นผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก พร้อมกับวิธีการจัดการขยะ และเสริมข้อมูลบรรจุภัณฑ์ของแต่ละผลิตภัณฑ์

 

 

รวมถึงในมุมสังคม ไทยเบฟนำกลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มทางเลือกเพื่อสุขภาพ เข้ามาเป็นทางเลือกใหม่ให้ผู้บริโภคและได้สนับสนุนโครงการต่างๆ โดยเน้นย้ำงานด้านสังคม ผ่าน 6 แกนหลัก ได้แก่ การพัฒนาด้านสาธารณสุข, การศึกษา, กีฬา, ศิลปะและวัฒนธรรม, การพัฒนาชุมชน และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

 

 

2. การลดคาร์บอนในหลากหลายมิติ ซึ่งปัจจุบันไทยเบฟได้ตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งทางตรงและทางอ้อมตามหลักวิทยาศาสตร์อย่างน้อย 2.5% ต่อปี

 

 

3. ความหลากหลายทางชีวภาพ โดยจะมีหลายองค์กรมาช่วยสะท้อนความสำคัญของความยั่งยืน ผ่านความหลากหลายทางชีวภาพที่เกิดขึ้น ยกตัวอย่างบูธของ BJC Glass ที่ได้นำเสนอขวดแก้ว บรรจุภัณฑ์รักษ์โลกที่มีจุดเด่นคือการนำเศษแก้วหมุนเวียนกลับมาผลิตใหม่ จนทำให้ปัจจุบันสามารถใช้ในการผลิตได้ถึง 85% และลดการใช้ทรัพยากรและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง

 

 

4. การจัดการของเสีย คือการลด การใช้ซ้ำ และการนำกลับมาใช้ใหม่ รวมถึงการจัดการบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภค ยกตัวอย่างจากบูธของโครงการ Aluminium Loop เป็นการเก็บกระป๋องอะลูมิเนียมกลับมาเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลเพื่อผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มกระป๋องอะลูมิเนียมใหม่อีกครั้ง

 

 

ทั้งหมดในโซน BETTER LIVING มีเป้าหมายเพื่อการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์หรือ Net Zero

 

ขณะที่โซนอื่นๆ ภายในงาน เริ่มตั้งแต่ โซน ‘BETTER ME’ มีหลายองค์กรมาอัปเดตเทรนด์สุขภาพและนวัตกรรมทางการแพทย์ในรูปแบบของ Application และ AI ที่จะนำไปสู่แนวทางการนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้จริง ผ่าน 3 มิติ ได้แก่ สุขภาพ สังคมสูงวัย และการเรียนรู้ตลอดชีวิต

 

ตามด้วยโซน ‘BETTER COMMUNITY’ ที่เน้นเปิดเผยมุมมองและเรื่องราวของสังคมเพื่อสร้างความเท่าเทียม รวมถึงการเปิดตลาดงานเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละบุคคล พร้อมนำเสนอแนวทางการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิต โดยเฉพาะความรับผิดชอบต่อสังคม ที่จะต้องมีการรวมตัวกัน การสืบสาน รักษา และต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรม ให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ รวมถึงต้นแบบของการพัฒนาชุมชนให้เกิดความยั่งยืน ทั้งชุมชน เมือง และภูมิภาค

 

รวมถึงโซน ‘BETTER WORLD’ ที่ได้รวมงานศิลป์มาสะท้อนมุมมองความยั่งยืนในหลากหลายรูปแบบ เช่น NAT GEO สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย และผลงานนานาชาติ 10 ประเทศอาเซียนที่ยังไม่เคยจัดแสดงที่ไหนมาก่อน จากโครงการ ASEAN SX Photo Contest และโครงการ Trash to Treasure เปลี่ยนขยะเป็นงานศิลป์ทรงคุณค่า พร้อมทั้งกิจกรรมต่างๆ ให้ร่วมประสบการณ์ใหม่ๆ

 

 

และยังมีโซนเทศกาลอาหารเพื่อโลก ‘SX FOOD FESTIVAL’ เรียกได้ว่าเป็นเทศกาลอาหารจากเชฟชื่อดัง หลากหลายร้าน และได้จำลองจุดแลนด์มาร์กชื่อดังร่วมสมัยในกรุงเทพฯ เมืองเก่าภูเก็ต และหัวเมืองสำคัญของไทยมาไว้ในที่เดียวกัน ผ่านธีม ‘THAI STREET FOOD MUSEUM : ไทยสตรีทฟู้ด ไทยสตรีทกู้ด ดีต่อไทย ดีต่อโลก’ ที่จะเน้นเสิร์ฟอาหารแนว Zero-Waste Cooking และแนว Sustainable Food ประเภทต่างๆ ถือเป็นการเรียนรู้การจัดการขยะอาหารเพื่อความยั่งยืนแบบเต็มรูปแบบ

 

ตามด้วยโซน ‘SX MARKETPLACE’ รวมร้านค้าจากดีไซเนอร์รักษ์โลก สินค้านวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ต้นไม้ สินค้าตกแต่งบ้าน และสินค้าชุมชนกว่า 200 ร้านค้ามาไว้ในที่เดียว และโซน ‘SX KIDS ZONE’ ได้เปิดพื้นที่ให้เรียนรู้ทั้งในด้าน Digital Experience และ Environmental ที่สามารถสร้างจินตนาการและเสริมทักษะให้แก่เด็กๆ

 

พร้อมกันนี้ยังมีโซน ‘REPARTMENT STORE’ จุดเรียนรู้การแยกขยะ และจุดดรอปพอยต์ ที่เปิดให้นำสิ่งของที่ใช้แล้วมาแบ่งปัน ภายใต้แนวคิด ‘รวมให้ รวมแบ่งปัน’ ซึ่งของเหล่านั้นสามารถ Reduce, Reuse และ Recycle เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีและสังคมไร้ขยะที่ยั่งยืน

 

ทั้งนี้ งาน SUSTAINABILITY EXPO 2023 จัดตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน – 8 ตุลาคม 2023 เวลา 10.00-20.00 น. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยสามารถเข้าชมได้ฟรี เพื่อสร้างสมดุลที่ดี เพื่อโลกที่ดีกว่า

 

The post ถอดรหัสความยั่งยืนทุกมิติ กับงาน ‘SUSTAINABILITY EXPO 2023’ นำโดย 5 องค์กรธุรกิจต้นแบบด้านความยั่งยืนระดับโลก จับมือภาครัฐ-เอกชนเปิดเวที ร่วมสร้างความยั่งยืนที่ใช้ได้ผลจริงในระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทช. และ GC จับมือชุมชนระยอง ร่วมลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อนด้วยการปลูกป่าชายเลน https://thestandard.co/dmcr-and-gc-collab-rayong-mangrove/ Fri, 08 Sep 2023 09:50:43 +0000 https://thestandard.co/?p=839040 ทช. และ GC

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) และ บริษัท พีทีที โก […]

The post ทช. และ GC จับมือชุมชนระยอง ร่วมลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อนด้วยการปลูกป่าชายเลน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทช. และ GC

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) และ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) จับมือหน่วยงานภาครัฐจังหวัดระยอง ชุมชนตำบลเนินฆ้อและตำบลทางเกวียน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ร่วมกันจัดกิจกรรมปลูกป่าชายเลน ช่วยกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero และการปล่อยปูแสม เพื่อส่งเสริมอาชีพและคุณภาพชีวิตให้กับชุมชนท้องถิ่นระยอง ภายใต้โครงการ ‘ยิ่งปลูก ยิ่งดี’ โดยมี ไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง เป็นประธานในพิธี ร่วมด้วย อภิชัย เอกวนากุล รักษาการอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) และ ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ GC พร้อมทั้งผู้บริหาร ชุมชนในพื้นที่ และพนักงานจิตอาสา ร่วมกิจกรรมปลูกป่าชายเลน ณ พื้นที่ตำบลเนินฆ้อ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง 

 

อภิชัย เอกวนากุล รักษาการอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กล่าวว่า ทช. ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาวิกฤตโลกร้อน และส่งเสริมแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สำหรับโครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต เป็นหนึ่งในแนวทางที่ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชนท้องถิ่น ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลนในพื้นที่ความรับผิดชอบของกรมฯ ที่ถูกบุกรุกหรือเสื่อมโทรมให้กลับคืนสภาพเป็นป่าชายเลนที่มีระบบนิเวศที่สมบูรณ์ รวมถึงการผลักดันทุกภาคส่วนในการร่วมแก้ไขปัญหา เร่งฟื้นฟูพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม และการเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลนเพื่อให้เป็นแหล่งกักเก็บก๊าซเรือนกระจก อีกทั้งยังควบคุม กำกับ ดูแล และติดตามการดำเนินงานโครงการฯ การยื่นคำขอขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER กับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และการยื่นคำขอรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจก หรือคาร์บอนเครดิต

 

ทช. และ GC ร่วมมือกับชุมชนตำบลเนินฆ้อและตำบลทางเกวียน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ร่วมกันปลูกต้นไม้เพื่อพัฒนาและฟื้นฟูพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม และส่งเสริมการเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลน และวางแผนต่อยอดขยายผลไปยังพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ตราด และเพชรบุรี รวมกว่า 3,400 ไร่ ทั้งนี้ เมื่อโครงการเสร็จสมบูรณ์ นอกจากจะทำให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพของป่าชายเลนแล้ว จะช่วยสนับสนุนงาน อาชีพ และเศรษฐกิจที่แข็งแรงให้กับชุมชนด้วย

 

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) กล่าวว่า GC มีความมุ่งมั่นพร้อมสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของทุกคน (Chemistry for Better Living) มีแผนงานที่ชัดเจนในการลดก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้ 20% ภายในปี 2030 และพร้อมเดินหน้าสู่ Net Zero ในปี 2050 ในฐานะพลเมืองโลกเราต้องการส่งต่อโลกใบนี้ที่ดีกว่าให้กับคนรุ่นต่อไป การปลูก ฟื้นฟู และรักษาป่าร่วมกับภาครัฐ เอกชน และชุมชนท้องถิ่น เป็นหนึ่งในกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เป็นแนวทางการจัดหาคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูงที่บริษัทดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2556 โดยปัจจุบันดำเนินงานไปแล้วในพื้นที่กว่า 6,000 ไร่ สำหรับโครงการนี้ GC มีการดำเนินการครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด คือ จังหวัดระยอง, ตราด, จันทบุรี และเพชรบุรี จำนวนทั้งหมดประมาณ 3,500 ไร่ คาดการณ์ว่าจะช่วยลดคาร์บอนได้ประมาณ 23,700 ตัน CO2e ต่อปี นอกจากนี้ เรายังมีกิจกรรมปล่อยปูพันธุ์แสม ณ สะพานรักษ์แสม เพื่อเพาะพันธุ์ปูในพื้นที่อนุบาล ช่วยส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้ให้กับชาวประมงในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของชุมชนอีกด้วย 

 

โครงการนี้จะสำเร็จด้วยดีเพราะเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน และเมื่อการดำเนินการโครงการในพื้นที่ของ ทช. แล้วเสร็จ จะเกิดประโยชน์ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และยังมีประโยชน์ในการสร้างให้เกิดงาน อาชีพ และเศรษฐกิจชุมชนที่แข็งแรงในอนาคตต่อไป

 

ทช. และ GC ทช. และ GC ทช. และ GC ทช. และ GC ทช. และ GC ทช. และ GC

The post ทช. และ GC จับมือชุมชนระยอง ร่วมลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อนด้วยการปลูกป่าชายเลน appeared first on THE STANDARD.

]]>