ฐิติมา ชูเชิด Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ฐิติมา-ชูเชิด/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 24 Aug 2026 08:42:31 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 บทสรุปตลาดแรงงานไทยครึ่งแรกปี 2569 อัตราว่างงานเพิ่มสูงสุดรอบ 7 ไตรมาส ว่างงานแตะ 4 แสนราย รายได้แท้จริงติดลบ 2.88% จับตาแรงกดดันครึ่งปีหลัง https://thestandard.co/thai-labor-market-unemployment-crisis/ Mon, 24 Aug 2026 08:42:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1245830 แรงงานไทย

อัตราว่างงานไทยในไตรมาส 2 ปี 2569 เพิ่มแตะ 0.95% สูงสุด […]

The post บทสรุปตลาดแรงงานไทยครึ่งแรกปี 2569 อัตราว่างงานเพิ่มสูงสุดรอบ 7 ไตรมาส ว่างงานแตะ 4 แสนราย รายได้แท้จริงติดลบ 2.88% จับตาแรงกดดันครึ่งปีหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
แรงงานไทย

อัตราว่างงานไทยในไตรมาส 2 ปี 2569 เพิ่มแตะ 0.95% สูงสุดรอบ 7 ไตรมาส หลังจำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น 9.7% อยู่ที่ 4 แสนคน ขณะที่ ‘ค่าจ้างที่แท้จริง’ แรงงานไทย (เมื่อปรับผลเงินเฟ้อแล้ว) ลดลงถึง 2.88% SCB EIC ประเมินแนวโน้มช่วงครึ่งหลังของปี 2569 มีแรงกดดันต่อเนื่อง

 

 
 

อัตราว่างงานเพิ่มแตะ 0.95% สูงสุดรอบ 7 ไตรมาส

 

วันนี้ (24 สิงหาคม) ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า อัตราการว่างงานในไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 0.95% เพิ่มขึ้นจาก 0.91% ในไตรมาส 2 ปี 2568 และนับเป็นอัตราที่สูงสุดในรอบ 7 ไตรมาส (หรือ 1 ปี 3 ไตรมาส) หรือนับแต่ไตรมาส 3 ปี 2567 หลังจำนวนผู้ว่างงานปรับตัวเพิ่มขึ้น แตะ 4.0 แสนคน เพิ่มขึ้น 9.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

เมื่อพิจารณาสาเหตุของการว่างงานในกลุ่มที่เคยทำงานมาก่อนพบว่าเกือบครึ่งหนึ่ง (41.1%) เป็นการลาออกจากงาน และส่วนใหญ่มาจากสาขาการค้าส่งและค้าปลีก (22.1%) และสาขาการผลิต (20.1%)

 

นอกจากนี้ หากพิจารณาอัตราการว่างงานตามระดับการศึกษาพบว่ากลุ่มผู้จบอุดมศึกษายังคงมีอัตราการว่างงานสูงสุดที่ 1.70%

 

อัตราว่างงานในระบบสูงสุดรอบกว่า 4 ปี หลังธุรกิจปิดกิจการพุ่ง

 

สำหรับการว่างงานในระบบประกันสังคม พบว่า ในไตรมาส 2 ปี 2569 มีผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน 2.9 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงานในระบบที่ 2.37% เพิ่มขึ้นจาก 2.07% ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และนับเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 51 เดือน (หรือ 4 ปี 3 เดือน) หรือนับตั้งแต่มีนาคม 2565

 

รายงานของสภาพัฒน์ยังระบุว่า การเพิ่มของอัตราว่างงานในระบบสอดคล้องกับข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่พบว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีธุรกิจแจ้งเลิกประกอบกิจการ 7,024 ราย เพิ่มขึ้น 12.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

นอกจากผู้ว่างงานจะเพิ่มขึ้นแล้วยังพบว่า ‘ผู้เสมือนว่างงาน’ หรือผู้มีงานทำที่มีชั่วโมงการทำงานอยู่ในระดับต่ำ (ผู้ที่ทำงาน 0-20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ในภาคเกษตรกรรม และผู้ที่ทำงาน 0-24 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ นอกภาคเกษตรกรรม) มีจำนวน 2.2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 8.0%

 

ค่าแรงที่แท้จริงคนไทยลดลง 2.88%

 

รายงานระบุอีกว่า ค่าจ้างเฉลี่ยของแรงงานยังคงปรับลดลงในภาพรวม อยู่ที่ 15,937 บาทต่อคนต่อเดือน ลดลง 0.25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)

 

โดยแยกตามกลุ่มแรงงานพบว่า กลุ่มอาชีพอิสระเป็นกลุ่มที่มีค่าจ้าง ‘ลดลงมากกว่า’ ลูกจ้างในระบบ โดยค่าจ้างเฉลี่ยของกลุ่มอาชีพอิสระลดลง 1.96% อยู่ที่ 16,059 บาทต่อคนต่อเดือน

 

ขณะที่ค่าจ้างเฉลี่ยของกลุ่มลูกจ้างในระบบอยู่ที่ 15,853 บาทต่อคนต่อเดือน เพิ่มขึ้น 0.90% เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างเฉลี่ยของลูกจ้างเอกชนและของลูกจ้างรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจที่ 1.13% และ 0.18% ตามลำดับ

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อปรับด้วยผลอัตราเงินเฟ้อในไตรมาส 2 ปี 2569 ซึ่งเพิ่มขึ้น 2.70% พบว่า ‘ค่าจ้างแรงงานที่แท้จริง’ ในภาพรวมลดลง 2.88% โดยลดลงทั้งค่าจ้างที่แท้จริงของกลุ่มอาชีพอิสระและของลูกจ้างในระบบที่ 4.54% และ 1.76% ตามลำดับ

 

การลงทุนจากต่างชาติโตแรง แต่ส่งไม่ถึงตลาดแรงงานไทย: ช่องว่างใหญ่เศรษฐกิจไทย

 

ดร. ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) กล่าวกับ THE STANDARD WEALH ว่า แม้ในปีที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามดูแลตลาดแรงงาน ผ่านการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ และการออกพ.ร.ก. กู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อมาช่วยบรรเทาผลกระทบและค่าใช้จ่ายของแรงงานและผู้ประกอบการ รวมไปถึงมาตรการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานต่างๆ เช่น การใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาช่วยตรึงราคา

 

อย่างไรก็ตาม ดร. ฐิติมามองว่า ในระยะต่อไป สิ่งที่รัฐบาลควรพยายามดำเนินการเพิ่มเติม คือ การเพิ่มรายได้ของแรงงานไทยให้สูงขึ้นและยั่งยืนขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่มทักษะให้ทันกับตลาดแรงงานใหม่

 

นอกจากนี้ จากการติดตามนโยบายการทำงานของรัฐบาล ดร. ฐิติมายังพบว่า รัฐบาลพยายามผลักดันการลงทุน ดังนั้นจึงจะเห็นว่า ตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปี 2568 เป็นต้นมา จึงเริ่มเห็นทิศทางการลงทุนไทยดีขึ้นจากที่โตแบบต่ำๆ ก็เริ่มโตกว่า 10% ได้ต่อเนื่อง

 

กระนั้น ยังมีข้อสังเกตว่า การลงทุนที่เข้ามามีลักษณะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ต่างชาติ ที่เป็นกระแส AI ดิจิทัล และ Data center ที่อาจจะยังไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับคนไทย แรงงานไทย หรือธุรกิจไทยเท่าไหร่ กลายเป็นช่องว่าง (Gap) ของประเทศ ดังนั้น ดร. ฐิติมาจึงแนะว่า ในระยะต่อไป รัฐบาลอาจจะต้องปรับเงื่อนไขให้เอื้อกับตลาดแรงงานมากขึ้น

 

“ถ้าการลงทุนจากต่างประเทศในช่วงที่ผ่านมาเป็นผลดี เราก็ต้องเห็นข้อมูลตลาดแรงงานที่ดีขึ้น” ดร. ฐิติมากล่าว

 

เปิดแนวโน้มตลาดแรงงานไทยช่วงครึ่งหลังของปี 2569

 

ดร. ฐิติมา ประเมินต่อว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ตลาดแรงงานน่าจะได้รับแรงกดดันต่อ เนื่องจากผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง เพิ่งเริ่มต้นในไตรมาส 2 ดังนั้นจึงอาจยังเห็นการทยอยส่งผ่านต้นทุนต่อในระยะต่อไป

 

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยยังเผชิญกับการแข่งขันจากต่างประเทศต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นจากตัวเลขธุรกิจแจ้งเลิกประกอบกิจการ มีจำนวนทั้งสิ้น 7,024 ราย ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้น 12.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ทุนจดทะเบียนเลิกกิจการอยู่ที่ 9.89 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นในเกณฑ์สูงถึง 224.1% เทียบกับทุนจดทะเบียนเลิกกิจการ 3.05 หมื่นล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

“ตัวเลขการปิดกิจการที่สูงในครึ่งปีแรก สะท้อนว่า รายได้ การมีงานทำ และกำลังซื้อน่าจะอ่อนแอในช่วงครึ่งหลัง” ดร. ฐิติมากล่าว

 

อีกปัจจัยที่ต้องจับตาในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ คือ ผลการสอบสวนของสหรัฐฯ มาตรา 301 แห่งกฎหมายว่าด้วยการค้าปี 1974 ประเด็นการผลิตส่วนเกิน (Excess Manufacturing Capacity) ซึ่งปัจจุบันยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณา และอาจนำไปสู่การกำหนดมาตรการทางภาษีเพิ่มเติมอีกระลอกในอนาคต

The post บทสรุปตลาดแรงงานไทยครึ่งแรกปี 2569 อัตราว่างงานเพิ่มสูงสุดรอบ 7 ไตรมาส ว่างงานแตะ 4 แสนราย รายได้แท้จริงติดลบ 2.88% จับตาแรงกดดันครึ่งปีหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา FDI ระลอกใหม่ ความหวังดันเศรษฐกิจไทย หมดยุคเน้นปริมาณ รัฐต้องเร่งอัปเกรดสู่ ‘คุณภาพ’ https://thestandard.co/thailand-fdi-quality-investment/ Mon, 08 Jun 2026 07:50:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1215850 ภาพกราฟิกแสดงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) กับเศรษฐกิจไทย

ตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกที่ออกมาเติบโตทะลุความคาดหมาย […]

The post จับตา FDI ระลอกใหม่ ความหวังดันเศรษฐกิจไทย หมดยุคเน้นปริมาณ รัฐต้องเร่งอัปเกรดสู่ ‘คุณภาพ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) กับเศรษฐกิจไทย

ตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกที่ออกมาเติบโตทะลุความคาดหมาย ถือเป็นสัญญาณบวกที่น่าสนใจ โดยมี ‘การลงทุนภาคเอกชน’ โดยเฉพาะเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เป็นฟันเฟืองสำคัญที่กำลังติดเครื่องอย่างร้อนแรง

 

 
 

ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ระบุว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 ปีนี้ ที่ขยายตัวได้ถึง 2.8% สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่าย เนื่องจากแทบไม่ค่อยเห็นตัวเลขการเติบโตเกินระดับ 2% มาบ่อยนัก แม้การส่งออกจะดีกว่าที่คาด แต่การนำเข้าก็สูงตามไปด้วย ทำให้ผลประโยชน์สุทธิต่อเศรษฐกิจไทยอาจจะยังไม่มากนัก

 

แต่ปัจจัยที่โดดเด่นและเป็นตัวขับเคลื่อนหลักคือ ‘การลงทุนภาคเอกชน’ ที่เติบโตถึง 10% ซึ่งเป็นตัวเลขระดับ Double Digit ที่ไม่ได้เห็นมานานกว่า 3 ปี โดยกินสัดส่วนการผลักดันจีดีพีไปกว่าครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 1.6% การลงทุนที่เติบโตได้ดีนี้มาจากหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สินค้าทุน และการก่อสร้างที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัย เช่น โรงงานอุตสาหกรรมและพื้นที่เชิงพาณิชย์ ซึ่งสะท้อนว่าการลงทุนเริ่มจุดติดแล้ว

 

โดยมีแรงส่งสำคัญมาจากเม็ดเงิน FDI ที่ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเกิดจากทั้งปัจจัยผลัก (Push) ด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้ต่างชาติมองหาพื้นที่ปลอดภัย และปัจจัยดึง (Pull) จากกลยุทธ์ของภาครัฐและ BOI ส่งผลให้ SCB EIC ปรับประมาณการจีดีพีไทยปีนี้ขึ้นจาก 1.4% เป็น 1.7% โดยปรับประมาณการเติบโตของการลงทุนขึ้นเท่าตัว จาก 1.5% เป็น 3-4%

 

FDI เวฟใหม่ สัดส่วนเปลี่ยน ทุนจีนแซงญี่ปุ่น เน้นเทคโนโลยี

 

เมื่อเทียบกับคลื่นการลงทุนในอดีต ยุค Eastern Seaboard หรือหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง FDI ระลอกนี้มีความแตกต่างอย่างชัดเจนใน 3 มิติ ได้แก่

 

  • สัดส่วนที่ใหญ่และมาแรง: ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI พุ่งสูงถึง 1.85 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา และเพียงไตรมาส 1 ของปีนี้ก็มีมูลค่าแตะ 1 ล้านล้านบาทแล้ว สัดส่วนการลงทุนจากต่างชาติเทียบกับการลงทุนเอกชนทั้งหมด กระโดดจากประมาณ 10% ขึ้นมาเป็น 20-25% สะท้อนความสนใจลงทุนจริงที่เพิ่มขึ้นมาก
  • อุตสาหกรรมที่เปลี่ยนไป: เม็ดเงินส่วนใหญ่เกาะเทรนด์โลก โดย 70-90% กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มดิจิทัล, ICT และอิเล็กทรอนิกส์ สอดคล้องกับทิศทาง Green Field Investment ของโลกที่เติบโตเฉพาะในกลุ่ม ICT
  • กลุ่มทุนใหม่: ผู้ลงทุนหลักในปัจจุบันเปลี่ยนเป็นกลุ่ม China related (จีน, สิงคโปร์, ฮ่องกง, ไต้หวัน) ซึ่งก้าวขึ้นมาแซงหน้าเจ้าถิ่นเก่าอย่างญี่ปุ่นไปเรียบร้อยแล้ว

 

ภาพกราฟิกแสดงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) กับเศรษฐกิจไทย 1

 

ความท้าทายจาก ‘แผนพัฒนาฯ จีน ฉบับที่ 15’ และบทเรียนที่ไทยต้องแก้

 

อย่างไรก็ตาม บทเรียนจากการลงทุนในอดีตพบว่า เม็ดเงินที่เข้ามามักมาพร้อมกับการนำเข้าที่สูง และใช้เวลานาน 2-3 ปีกว่าเกิดการลงทุนจริง ทำให้ยังไม่เกิดการเชื่อมโยงและสร้าง Ecosystem หรือ Supply chain กับการผลิตในประเทศเท่าที่ควร โดยเฉพาะในเวฟใหม่นี้ที่เป็นทุน China related มักจะใช้ Supply chain จากฝั่งจีนด้วย

 

ดร.ฐิติมา ยังได้เตือนถึงสัญญาณจาก ‘แผนพัฒนาเศรษฐกิจของจีน ฉบับที่ 15’ ที่ระบุชัดเจนว่า จีนยอมเติบโตช้าลงเพื่อแลกกับการเติบโตที่มีคุณภาพ เน้นเทคโนโลยีและผลผลิต แม้จีนยังต้องพึ่งพาการผลิตเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ เช่น การตั้งโรงงาน EV ในไทย แต่จีนจะเก็บ เทคโนโลยีแกนหลัก (Core Technology) ไว้ในประเทศตนเอง และใช้วิธีส่งชิ้นส่วนมาประกอบปลายน้ำในไทย

 

ดังนั้น หากไทยต้องการขยับจากการเป็นเพียง ‘ฐานประกอบปลายน้ำ’ ขึ้นมาอยู่ตรงกลาง ไทยต้องเร่งอัปเกรดทักษะแรงงานและความพร้อมทางเทคโนโลยี เพื่อสร้างอำนาจต่อรองและดึงดูดให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Tech Transfer) อย่างแท้จริง

 

ข้อเสนอแนะถึงภาครัฐ ปฏิรูปกฎเกณฑ์ สู่การให้สิทธิประโยชน์แบบ ‘Outcome-based’

 

เพื่อให้เม็ดเงิน FDI เป็นรากฐานการก้าวกระโดดของเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง SCB EIC เสนอ 2 แนวทางที่ภาครัฐควรเร่งดำเนินการ ได้แก่

 

  • เปลี่ยนโมเดลการส่งเสริมการลงทุนสู่ ‘Outcome-based’: เลิกเน้นแค่การดึงดูดปริมาณความเร็ว แต่ต้องเน้น ‘คุณภาพ’ โดยกำหนดเงื่อนไขการให้สิทธิประโยชน์ที่ผูกกับผลลัพธ์ เช่น การใช้วัตถุดิบในประเทศ (Made in Thailand), การเชื่อมโยงกับงานวิจัย (R&D) และการฝึกอบรมบุคลากรชาวไทย หากทำได้ตามเกณฑ์ถึงจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น
  • ปฏิรูปกฎเกณฑ์ ขยายสเกล Thailand Fast Pass: รัฐบาลควรต่อยอดกลไก Thailand Fast Pass ที่เป็น One Stop Service ช่วยลดความซ้ำซ้อนในการขอใบอนุญาต วีซ่า และพื้นที่อุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันเป็นเพียงนำร่อง (Sandbox) เฉพาะโครงการขนาดใหญ่ระดับพันล้านบาท ให้ครอบคลุมไปถึงการลงทุนระดับประเทศในทุกขนาด เพื่อความรวดเร็ว

 

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายเร่งรัดให้ไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD เร็วขึ้นจากปี 2573 เป็นปี 2571 ยังเป็นโอกาสอันดีที่จะใช้เป็นแรงผลักดันในการปฏิรูปกฎเกณฑ์ของภาครัฐให้มีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และคาดการณ์ได้ตามมาตรฐานสากล ซึ่งจะยิ่งเสริมความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างชาติ

 

ในตอนท้าย การลงทุนต่างชาติรอบนี้จึงไม่ได้วัดกันที่จำนวนเม็ดเงินที่เข้ามาเท่านั้น แต่อยู่ที่ว่าประเทศไทยและบุคลากรไทย จะสามารถเรียนรู้ ต่อยอด และดึงเอาเทคโนโลยีจากกลุ่มทุนเหล่านี้ มาสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมภายในประเทศได้มากน้อยเพียงใด

 

 

The post จับตา FDI ระลอกใหม่ ความหวังดันเศรษฐกิจไทย หมดยุคเน้นปริมาณ รัฐต้องเร่งอัปเกรดสู่ ‘คุณภาพ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 8 ตัวเลข ‘ตลาดแรงงานไทย’ ส่งสัญญาณ ‘น่ากลัว’ กว่าที่คิด ถ้ารัฐบาลไม่รู้อาจ ‘รักษาตำแหน่งงาน’ คนไทยไว้ไม่ทัน https://thestandard.co/thai-labor-market-warning-jobs/ Fri, 01 May 2026 09:56:54 +0000 https://thestandard.co/thai-labor-market-warning-jobs/ ภาพอินโฟกราฟิก แสดง 8 ตัวเลขสำคัญของตลาดแรงงานไทย ที่ส่งสัญญาณน่ากังวลและผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

เปิด 8 ตัวเลข ‘ตลาดแรงงานไทย’ ที่สะท้อนว่า ตลาดแรงงานไท […]

The post เปิด 8 ตัวเลข ‘ตลาดแรงงานไทย’ ส่งสัญญาณ ‘น่ากลัว’ กว่าที่คิด ถ้ารัฐบาลไม่รู้อาจ ‘รักษาตำแหน่งงาน’ คนไทยไว้ไม่ทัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิก แสดง 8 ตัวเลขสำคัญของตลาดแรงงานไทย ที่ส่งสัญญาณน่ากังวลและผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

เปิด 8 ตัวเลข ‘ตลาดแรงงานไทย’ ที่สะท้อนว่า ตลาดแรงงานไทยกำลังเผชิญกับปัญหาระยะสั้น (จากสงครามพลังงาน-การค้า) และปัญหาระยะยาว (เชิงโครงสร้าง) นักเศรษฐศาสตร์เตือนหากรัฐบาลรักษาตำแหน่งงานไว้ไม่ทัน ปัญหาในตลาดแรงงานไทยอาจกลายงูกินหางฉุดเศรษฐกิจอีกระลอก และอาจลุกลามกลายเป็นปัญหาสังคม

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

1. ยอดคนขอรับสวัสดิการ ‘ว่างงาน’ พุ่งแตะ 242,437 คนในมีนาคม

 

ผู้ประกันตนที่รับประโยชน์ทดแทนกรณีการว่างงานรายเดือนของสำนักงานประกันสังคมในมีนาคม 2569 (เดือนแรกของสงครามตะวันออกกลาง) อยู่ที่ 242,437 คนเพิ่มขึ้น 10,392 คน (6.54%) จาก 232,045 คนในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และนับเป็นการเพิ่มขึ้น 3 เดือนติดต่อกันแล้ว

 

ทั้งนี้ ผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน ต้องเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 (ลูกจ้างในระบบ) ที่ถูกเลิกจ้าง ลาออก สิ้นสุดสัญญาจ้าง หรือกรณีพิเศษอื่น (เช่น นายจ้างหยุดกิจการชั่วคราว)

 

2. การเลิกจ้างในระบบจ่อพุ่งแตะ 45,000 คนต่อเดือนในปีนี้ หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ

 

เมื่อดูในฝั่งการเลิกจ้างเพียงด้านเดียว ตามข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) พบว่า การเลิกจ้างแรงงานในระบบประกันสังคม (ม.33) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 7% (CAGR 2565-2568)

 

  • ณ สิ้นปี 2568 มีแรงงานถูกเลิกจ้าง 531,779 คน เพิ่มขึ้นราว 20% (YoY)
  • ณ สิ้นปี 2567 มีแรงงานถูกเลิกจ้าง 441,840 คน เพิ่มขึ้นราว 5% (YoY)
  • ณ สิ้นปี 2566 มีแรงงานถูกเลิกจ้าง 419,405 คน เพิ่มขึ้นราว 5% (YoY)
  • ณ สิ้นปี 2565 มีแรงงานถูกเลิกจ้าง 439,084 คน

 

โดยจากสถิติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ในช่วงปี 2565-2567 ตัวเลขผู้ถูกเลิกจ้างเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ประมาณ 35,000-37,000 คน แต่พอถึงปี 2568 ตัวเลขเฉลี่ยได้พุ่งขึ้นไปสูงถึงประมาณ 44,000 คนต่อเดือน

 

เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า สาเหตุตัวเลขการเลิกจ้างในระบบพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง มาจากปัญหาที่สะสมมายาวนาน ตั้งแต่ช่วงโควิด สงครามรัสเซีย-ยูเครน ปัญหาสงครามการค้า มาตรการภาษีระหว่างประเทศ และความสามารถในการแข่งขันจากการตีตลาดของสินค้านำเข้าจากจีน ท่ามกลางรายได้ของผู้บริโภคในประเทศไม่ได้เพิ่มขึ้น

 

ดังนั้น “หากสถานการณ์ตะวันออกกลางยืดเยื้อ ตัวเลขผู้ถูกเลิกจ้างอาจเพิ่มสูงขึ้นไปอยู่ในระดับ 40,000 – 45,000 คนต่อเดือนได้” เกวลินกล่าว

 

3. รายได้ครัวเรือนคนไทย ‘ลดลง’ หลังเจอปัญหารุมเร้า

 

จากการสํารวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนปี 2568 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ จากกลุ่มตัวอย่าง 57,600 ครัวเรือน พบว่า รายได้ครัวเรือนเฉลี่ยต่อเดือนในปี 2568 อยู่ที่ 28,308 บาทต่อเดือน ลดลงกว่า 2.5% จาก 29,030 บาทต่อเดือนในปี 2566 (ทั้งนี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติมีกำหนดเผยแพร่ข้อมูลรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยต่อเดือนทุก 2 ปี)

 

ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่าสาเหตุหลักที่ทำให้รายได้ครัวเรือนคนไทยลดลงในปีที่ผ่านมา เป็นผลมาจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ ทำให้ธุรกิจไทยต้องปรับตัวจากการแข่งขันที่สูงขึ้นมาก โดยแม้ตัวเลขส่งออกไทยจะออกมาดูดีแต่กลับกระจุกตัวในกลุ่มที่ส่งไปตลาดสหรัฐฯ

 

นอกจากนี้ ธุรกิจไทยยังต้องแข่งขันกับสินค้าจีนที่เข้ามาเยอะ เห็นได้จากตัวเลขของจำนวนธุรกิจเปิดใหม่น้อยลง ขณะที่จำนวนธุรกิจหรือโรงงานปิดตัวเพิ่มเยอะขึ้น ทำให้เห็นการลดชั่วโมงทำงานหรือลดคนงานของนายจ้าง

 

4. ‘หลุมรายได้ที่แท้จริง’ จ่อ ‘แย่ลง’ จากสงครามตะวันออกกลางซ้ำเติม

 

โดยตามการคำนวณ ‘รายได้ที่แท้จริง’ ของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) โดยทำเป็นดัชนี พร้อมกำหนดให้ปี 2019 ซึ่งเป็นปีที่เกิดการระบาดของโควิดเท่ากับ 100 พบว่า การเปลี่ยนแปลงของรายได้ที่แท้จริงเฉลี่ยในรอบ 1 ปีของคนไทยมีลักษณะเป็น ‘หลุม’

 

แม้ในปี 2568 ที่ผ่านมา รายได้ที่แท้จริงของคนไทยฟื้นตัวกลับไปแตะ 99.6 เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อของไทยในปีดังกล่าว ‘ติดลบ’ แต่ก็ยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับไปเท่าช่วงโควิดได้

 

สำหรับแนวโน้ม ‘รายได้แท้จริง’ ในปี 2569 นี้ ดร.ฐิติมา มองว่า มีแนวโน้มจะลดลง หรือ ‘หัวปัก’ เนื่องจาก 2 ตัวแปรหลักได้แก่ รายได้ที่เป็นตัวเงิน (Nominal Income) กำลังลดลงในทุกกลุ่ม ขณะที่ อัตราเงินเฟ้อหรือค่าครองชีพกำลังจะพุ่งสูงขึ้นจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง

 

“ถ้าดูรายได้ที่แท้จริงก็น่ากังวลขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากในปีที่แล้วเรายังไม่ฟื้นกลับไปช่วงก่อนโควิดเลย พอมาปีนี้รายได้ที่แท้จริงก็ยังไม่น่าจะไม่กลับไปได้ เนื่องจากมีสงครามตะวันออกกลางเข้ามาอีก ทิศทางรายได้คนไทยก็น่าจะอาจลดลง” ดร.ฐิติมากล่าว

 

ภาพอินโฟกราฟิก แสดง 8 ตัวเลขสำคัญของตลาดแรงงานไทย ที่ส่งสัญญาณน่ากังวลและผลกระทบต่อเศรษฐกิจ 1

 

5. มีแรงงานราว 2.6 ล้านคนเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง

 

SCB EIC ประเมินว่าหลายกลุ่มธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง เช่น ธุรกิจเกี่ยวข้องกับการปลูกข้าว การผลิตแผ่นไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ที่ใช้ในการก่อสร้าง และการผลิตในกลุ่มเคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก และยางสังเคราะห์ เนื่องจากต้นทุนที่ใช้ในการผลิตสูงขึ้นจากค่าวัตถุดิบ ค่าขนส่ง ประกอบกับการส่งออกสินค้าไปยังตลาดในตะวันออกกลางถูกจำกัด

 

โดยแรงงานกลุ่มเสี่ยงที่ทำงานในธุรกิจเหล่านี้มีอยู่ราว 2.6 ล้านคน หรือ 6.5% ของแรงงานทั้งหมด หากธุรกิจกลุ่มนี้จำเป็นต้องควบคุมต้นทุนเพื่อประคองธุรกิจในช่วงที่ความไม่แน่นอนยังสูง แรงงานกลุ่มนี้จึงมีความเสี่ยงที่จะถูกลดชั่วโมงทำงาน ตัดค่าล่วงเวลา หรือลดการจ้างงานลง ปัจจัยภายนอกเหล่านี้จึงอาจเป็น ‘ตัวเร่ง’ ในปีนี้ที่จะเข้ามาซ้ำเติมความเปราะบางของตลาดแรงงานไทยที่มีอยู่เดิม

 

ภาพอินโฟกราฟิก แสดง 8 ตัวเลขสำคัญของตลาดแรงงานไทย ที่ส่งสัญญาณน่ากังวลและผลกระทบต่อเศรษฐกิจ 2

 

6. คนถอดใจออกจากระบบมากขึ้น: แรงงานไทยกำลัง ‘หาย’ ไปจากกำลังแรงงาน

 

‘ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน’ เพิ่มเป็น 30.2 ล้านคนในปี 2568 จาก 29.6 ล้านคนในปี 2563 เนื่องมาจากจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น รวมไปถึงผู้ที่เกษียณจากงาน กลุ่มคนที่ต้องการพักผ่อนจากการทำงาน กลุ่มคนที่จำเป็นต้องลาออกมาดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยในบ้าน และกลุ่มคนที่ไม่หางานหรือไม่พร้อมทำงานจากปัจจัยส่วนตัว

 

SCB EIC ยังระบุว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างในตลาดแรงงานเช่นนี้ตอกย้ำว่า ภาระของคนไทยวัยทำงานจะยิ่งเพิ่มขึ้นในวันข้างหน้า ขณะที่จำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้อัตราส่วนภาระพึ่งพิง (Dependency ratio) ที่คำนวณจากสัดส่วน “ประชากรที่ไม่ได้อยู่ในวัยทำงาน (อายุไม่เกิน 15 ปี และประชากรอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป)” กับ “ประชากรวัยทำงานที่ยังทำงานอยู่ (อายุ 15 – 59 ปี)” ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

 

ข้อมูลของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติปี 2567 ยังพบว่า อัตราส่วนภาระพึ่งพิงสูงขึ้นอยู่ที่ 58.6% หมายถึงประชากรวัยทำงาน 100 คน ต้องรับภาระดูแลทั้งเด็กและผู้สูงอายุรวมกันราว 58-59 คน และมีแนวโน้มที่อัตราส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในระยะข้างหน้าจากการที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์แล้ว

 

7. อัตราว่างงาน ‘แรงงานจบใหม่’ ยังสูง

 

ตามการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร สำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า จำนวนผู้ว่างงานในกลุ่มเยาวชน (อายุ 15 – 24 ปี) มีจำนวน 1.42 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงาน 4.0% ในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 นับว่าเป็นอัตราที่ ‘สูง’ เมื่อเทียบกับอัตราการว่างงานภาพรวม ซึ่งอยู่ที่ 0.7% ของกำลังแรงงานรวม (จำนวนผู้ว่างงานรวมอยู่ที่ 2.80 แสนคน)

 

8. สัดส่วนแรงงานนอกระบบ ‘สูงกว่า’ แรงงานในระบบ

 

ตามข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ในปี 2568 แรงงานนอกระบบมีจำนวนมากกว่าแรงงานในระบบประมาณ 1.9 แสนคน จากผู้มีงานทำทั้งสิ้น 39.9 ล้านคน เป็นแรงงานนอกระบบ 20.9 ล้านคน (52.4%) และเป็นแรงงานในระบบ 19.0 ล้านคน (47.6%)

 

SCB EIC ยังระบุว่า เมื่อโอกาสในตลาดแรงงานในระบบมีจำกัด แรงงานจบใหม่จำนวนหนึ่งจึงหันไปทำงานนอกระบบมากขึ้น เช่น งานฟรีแลนซ์ งานขับรถรับส่งสินค้าและผู้โดยสาร หรือขายสินค้าออนไลน์ ส่งผลให้สัดส่วนแรงงานนอกระบบในปี 2568 ยังทรงตัวสูงที่ 52.4% ของแรงงานทั้งหมด

 

สะท้อนว่าประชากรส่วนใหญ่ของประเทศยังต้องเผชิญกับความเปราะบางจากการขาดความมั่นคงของรายได้ สวัสดิการพื้นฐาน และการคุ้มครองทางกฎหมาย รวมถึงขาดหลักประกันการออม และลดทอนโอกาสในการขยับฐานะทางสังคม (Social mobility) ของคนรุ่นใหม่ ข้อเท็จจริงนี้ตอกย้ำปัญหาโครงสร้างตลาดแรงงานไทย ภายใต้ตัวเลขอัตราการว่างงานที่ดูต่ำลง

 

ในระยะสั้น รัฐบาลต้องการจัดหาวัตถุดิบ-ต้นทุน ป้องกันการหยุดการผลิต

 

เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) แนะว่า เพื่อรับมือกับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีจุดสิ้นสุด รัฐบาลควรต้องเข้ามาช่วยดูแลเรื่อง ‘วัตถุดิบและต้นทุน’ โดยเฉพาะการจัดหาวัตถุดิบหลัก เช่น พลาสติก ปุ๋ย น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ให้มีเพียงพอและในราคาที่ผู้ประกอบการพออยู่ได้ เพื่อให้โรงงานยังสามารถเดินสายการผลิตต่อไปได้และไม่ต้องเลิกจ้างคน

 

นอกจากนี้ หากโรงงานจำเป็นต้องหยุดพักการผลิตชั่วคราว รัฐควรมีมาตรการเข้าไปช่วยประคับประคองเพื่อให้การหยุดผลิตสั้นที่สุด

 

สำหรับในระยะกลางและระยะยาว รัฐบาลควรเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพ (Productivity) ทั้งในฝั่งของภาคธุรกิจและการพัฒนาแรงงาน สำหรับภาคธุรกิจ รัฐต้องหาทาง ลดต้นทุนแฝง เช่น การลดขั้นตอนความยุ่งยากในการติดต่อหน่วยงานราชการ เพื่อให้ต้นทุนรวมต่ำลงและสามารถแข่งขันได้ ส่วนในฝั่งของแรงงาน รัฐต้องช่วย ยกระดับทักษะ (Upskill) ให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมในอนาคต ควบคู่ไปกับการพัฒนาการศึกษา

 

แนะรัฐอย่ามุ่งแต่ลดค่าครองชีพ ต้องรักษาตำแหน่งงานควบคู่กันด้วย

 

ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) กล่าวต่อว่า ปัจจุบันสิ่งที่รัฐบาลพยายามทำอยู่คือมาตรการลดค่าครองชีพและรายจ่ายในบางกลุ่ม เช่น มาตรการ ‘คนละครึ่ง’ อย่างไรก็ตาม ดร.ฐิติมามองว่า มาตรการที่จะช่วยได้มากกว่าคือ ‘การรักษางาน’ ผ่านการช่วยเหลือนายจ้าง โดยเฉพาะธุรกิจ SME ที่เป็นคนจ้างงานหลักของประเทศ ที่อาจกำลังจะไม่ไหว เพราะแบกต้นทุนที่สูงขึ้นและยังปรับตัวไม่ได้

 

นอกจากนี้ ดร.ฐิติมายังแนะว่า รัฐบาลยังควรต้องเร่งประเมินผลกระทบจากต้นทุนพลังงานแพงและภาวะสินค้าที่ขาดแคลน (Second Round Effect) ให้ชัดเจน เพื่อเข้าไปช่วยรักษาการจ้างงานให้ทันท่วงที

 

“เรายังไม่เคยเห็นนโยบายรักษางาน หรือช่วยนายจ้างธุรกิจ SME เท่าไหร่ นอกจากนี้ รัฐบาลก็ควรประเมินความรุนแรงจาก Second Round Effect ให้ทัน” ดร.ฐิติมากล่าว

 

สำหรับในระยะยาว รัฐบาลควรสร้างแรงจูงใจในการยกระดับทักษะแรงงาน (Upskill) ผ่านมาตรการภาษี หรือเงินอุดหนุน รวมไปถึงการสร้างแพลตฟอร์มจับคู่งาน ขยายระบบสวัสดิการให้ครอบคลุมแรงงานอิสระ (Gig economy) และต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการเข้ามาของ AI ที่จะกระทบกับตลาดแรงงานไทยด้วย

 

วงจรงูกินหาง: ปัญหา ‘คนตกงาน’ จ่อวนกลับมากระทบเศรษฐกิจระดับประเทศ

 

เกวลินกล่าวว่า หากผู้ที่ถูกเลิกจ้างหลุดออกจากระบบไปแล้ว แต่ไม่สามารถหางานใหม่ทำได้ อาจส่งผลกระทบวนกลับสร้างปัญหาเศรษฐกิจ เนื่องจาก หากผู้คนตกงานมากขึ้น ก็จะทำให้กำลังซื้อของครัวเรือนจะหายไป ทำให้คนไม่มีเงินสำหรับจับจ่ายใช้สอย เมื่อคนไม่มีเงินไปจับจ่ายใช้สอย จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงยอดขายของภาคธุรกิจที่ลดลง และส่งผลให้รายได้จากการเก็บภาษีของภาครัฐลดลงตามไปด้วย

 

ท้ายที่สุดปัญหาทั้งหมดจะย้อนกลับมากระทบภาพรวมของ ‘เศรษฐกิจ’ ระดับประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ ตัวเลขการเลิกจ้างจึงกลายเป็นเครื่องชี้วัด (Indicator) ล่วงหน้า ที่ช่วยสะท้อนให้เห็นถึงภาวะเศรษฐกิจในช่วงข้างหน้าได้

 

หากรัฐบาลรักษางานไม่ทัน คนตกงานเรื่อยๆ อาจนำไปสู่ ‘ปัญหาสังคม’

 

ขณะที่ดร.ฐิติมากล่าวว่า ภาวะที่แรงงานไหลออกจากระบบต่อเนื่องเช่นนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อรายได้ สูญเสียสวัสดิการทางสังคม (Social Safety Net) การเข้าถึงแหล่งทุนและสินเชื่อได้ยากขึ้น ทำให้ทักษะการทำงานถดถอยและสูญหาย สุดท้ายจึงอาจทำให้ปัญหาเศรษฐกิจบานปลายสู่ ‘ปัญหาสังคม’

 

โดยดร.ฐิติมาอธิบายต่อว่า เมื่อแรงงานหลุดออกจากระบบ รายได้ประจำจะหายไปทันที และถึงแม้จะสามารถหางานใหม่ที่เป็นงานนอกระบบได้ รายได้ก็มักจะลดลงและไม่มีความแน่นอน

 

การหลุดออกจากระบบก็จะทำให้แรงงานสูญเสียสวัสดิการทางสังคม (Social Safety Net) ต่างๆ ที่เคยได้การเป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นสิทธิการรักษาพยาบาล สิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน รวมถึงเงินออมสะสมที่มีนายจ้างและรัฐบาลช่วยสมทบให้

 

นอกจากนี้ การไม่มีฐานะการจ้างงานที่มั่นคงจะทำให้ขาดความน่าเชื่อถือทางการเงิน ส่งผลให้การขอกู้ยืมเงินหรือเข้าถึงแหล่งทุนในระบบทำได้ยากลำบากขึ้น

 

สุดท้ายแล้ว ปัญหาเศรษฐกิจก็อาจบานปลายสู่ปัญหาสังคม เนื่องจาก “คนทำงาน 1 คนมักมีภาระต้องดูแลสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัว หากคนคนนี้ตกงานและขาดรายได้ ผลกระทบจะไม่หยุดอยู่แค่ตัวเอง แต่จะกระทบถึงคนรอบข้าง ซึ่งท้ายที่สุดจะขยายวงกว้างจากปัญหาเศรษฐกิจกลายเป็นปัญหาสังคม” ดร.ฐิติมากล่าว

The post เปิด 8 ตัวเลข ‘ตลาดแรงงานไทย’ ส่งสัญญาณ ‘น่ากลัว’ กว่าที่คิด ถ้ารัฐบาลไม่รู้อาจ ‘รักษาตำแหน่งงาน’ คนไทยไว้ไม่ทัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สงครามตะวันออกกลางจ่อดันหนี้สาธารณะทะลุเพดานไทยเร็วขึ้น? วิเคราะห์รัฐบาล ‘กู้เงิน’ อุ้มดีเซลต่อหรือพอแค่นี้ https://thestandard.co/wealth-in-depth-thailand-public-debt/ Fri, 13 Mar 2026 04:24:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1187025 ภาพประกอบแสดงผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย หนี้สาธารณะ และการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางอาจทำโลกเผชิญกับวิก […]

The post สงครามตะวันออกกลางจ่อดันหนี้สาธารณะทะลุเพดานไทยเร็วขึ้น? วิเคราะห์รัฐบาล ‘กู้เงิน’ อุ้มดีเซลต่อหรือพอแค่นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย หนี้สาธารณะ และการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางอาจทำโลกเผชิญกับวิกฤตน้ำมัน (Oil Shock) รอบใหม่ หลังสถานการณ์ที่ตึงเครียดต่อเนื่องได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหลายต่อหลายครั้ง จนทำให้รัฐบาลไทยต้องประกาศใช้มาตรการอุดหนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอีกครั้ง เพื่อดูแลค่าครองชีพประชาชนในประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม ภาวะราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นรอบนี้กลับเกิดขึ้นช่วงที่ ‘ฐานะการคลังไทยเปราะบาง’ มากกว่าที่เคย เห็นได้จากสัดส่วนหนี้สาธารณะของไทย ซึ่งอยู่ที่ระดับ 66% ของ GDP (ณ สิ้นมกราคม 2569) ไม่ไกลเพดานปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 70% ของ GDP สะท้อนว่า กระสุนหรือพื้นที่ทางการคลัง (Room) ของไทยที่เหลือให้สามารถกู้เงินเพิ่มได้ อยู่ที่ประมาณ 3-4% ของ GDP หรือคิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 7-8 แสนล้านบาทเท่านั้น ขณะที่การอุดหนุนราคาน้ำมันต้อง ‘เผาเงิน’ เฉลี่ย 700-1,200 ล้านบาทต่อวัน

 

ไทยมีมาตรการ ‘อุดหนุน’ ดีเซลอย่างไรในสงครามรอบนี้

 

ปัจจุบัน กระทรวงพลังงานได้ประกาศตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร (29.94 บาทต่อลิตร) ระหว่างวันที่ 3-17 มีนาคม 2569 รวมเป็นระยะเวลา 15 วัน

 

โดยตามข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ระบุว่า การอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อยู่ที่ 15.45 บาทต่อลิตร จากระดับ 0.74 บาทต่อลิตรในช่วงก่อนเกิดการโจมตี (27 กุมภาพันธ์)

 

หมายความว่า หากภาครัฐไม่ได้ใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาช่วยอุดหนุนให้ราคาไม่เกินลิตรละ 30 บาท เพราะราคาน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของระบบขนส่งและภาคธุรกิจ อาจปรับขึ้นไปอยู่ในระดับเฉลี่ยราว 40 บาทต่อลิตร ที่เป็นราคาจริง

 

เงินไหลออกกองทุนต่อเนื่อง! บางช่วงสูงถึงวันละ 1,200 ล้านบาท

 

การอุดหนุนดังกล่าวส่งผลให้เงินไหลออกจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลงต่อเนื่อง โดยมีรายงานว่า ในช่วงที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ 11.73 บาท เท่ากับใช้เงินอุดหนุนเฉลี่ยประมาณวันละ 700 ล้านบาท ส่วนการอุดหนุนดีเซลที่ระดับ 16.97 บาทต่อลิตร ส่งผลให้มีเงินไหลออกจากกองทุนฯ เฉลี่ยสูงถึงประมาณวันละกว่า 1,000 ล้านบาท

 

โดยเมื่อวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เปิดเผยว่า “ภาพรวมในขณะนี้ สถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและการแบกรับภาระชดเชยอยู่ที่เฉลี่ยประมาณ 1,200 ล้านบาทต่อวัน”

 

 

กระทรวงพลังงานย้ำยังหาแหล่งเงินกู้-ส่งสัญญาณทยอยปรับราคาน้ำมันดีเซล

 

ขณะที่ อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์​ รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​พลังงาน​ กล่าวย้ำว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะยังมีบทบาทและหน้าที่สำคัญในการดูแลภาวะราคาน้ำมันที่ผันผวน นอกจากนี้กระทรวงพลังงานยังเตรียมความพร้อมเรื่องการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้และการกู้ยืมเงินของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงควบคู่ไปด้วย

 

“ตัวกองทุนมีหน้าตักของตัวเองในการที่จะติดลบได้ประมาณหนึ่ง และขนานกัน วันนี้ (10 มีนาคม) ได้มีการหารือกันทั้งเลขาฯ กฤษฎีกา​ ได้มีการเตรียมการเอาไว้แล้วการดำเนินการที่ต้องออกพระราชกำหนดให้กระทรวงการคลัง​ค้ำเงินกู้ ได้ดำเนินการมาแล้ว 1 ครั้ง เพราะฉะนั้นคณะกรรมการที่จะพิจารณาเรื่องพวกนี้ได้มีการเตรียมความพร้อมไว้ทั้งหมดแล้ว”

 

อรรถพลยังย้ำว่า การตรึงราคาในขณะนี้ ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนได้ในระดับหนึ่ง กระทรวงพลังงานได้ส่งสัญญาณว่า ในระยะต่อไปอาจจำเป็นต้องทยอยปรับราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น ‘แบบค่อยเป็นค่อยไป’ เพื่อรักษาเสถียรภาพของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในระยะยาว

 

วิเคราะห์ รัฐบาลปัจจุบัน ‘กู้เงิน’ อุดหนุนราคาน้ำมันได้หรือไม่

 

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า รัฐบาลปัจจุบันไม่สามารถดำเนินการค้ำประกันหนี้ก้อนใหม่ได้ทันที เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวจำเป็นต้องออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ซึ่งจะต้องรอให้มีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่เข้ามาดำเนินการก่อน

 

ส่วนหนี้ก้อนเดิมของกองทุนน้ำมันที่กระทรวงการคลังเคยค้ำประกันไว้ ปัจจุบันมียอดเหลืออยู่ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท แต่ระยะเวลาของสัญญาค้ำประกันนั้นได้หมดอายุลงแล้ว

 

แหล่งข่าวยังกล่าวต่อว่า แม้จะไม่มีการค้ำประกันใหม่จากกระทรวงการคลัง แต่ตัวกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเองยังมีกรอบวงเงินที่สามารถบริหารจัดการกู้เองได้บ้าง โดยก่อนหน้านี้ (10 มีนาคม) ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ยังมีกรอบวงเงินกู้ดังกล่าวของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเหลืออยู่ที่ราว 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งกรอบวงเงินดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นหนี้สาธารณะ ขณะที่การค้ำประกันเงินกู้ของรัฐบาลถือเป็นหนี้สาธารณะ

 

สอดคล้องกับ ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ที่กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้เพื่อนำมาใช้เป็นวงเงินเสริมในการดูแลเสถียรภาพราคาพลังงาน “ตามกฎหมาย รัฐบาลปัจจุบันยังไม่น่าทำได้ เพราะติดข้อจำกัดห้ามสร้างภาระผูกพันต่อรัฐบาลชุดต่อไป”

 

ขณะที่ ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH โดยมองว่า หากรัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งยังไม่มีอำนาจเต็มต้องการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้และการกู้ยืมเงินของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง “ก็น่าจะมีช่องทางกฎหมาย” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ที่อนุญาตให้ออก พ.ร.ก. ค้ำประกันการกู้เงินได้ หากเป็นกรณีฉุกเฉินจำเป็น หรือเร่งด่วนเพื่อความมั่นคงของประเทศ โดยต้องผ่าน กกต. ก่อนจะนำเสนอให้สภา เพื่อพิจารณาในการเปิดประชุมสภาครั้งถัดไป

 

“แม้ว่า ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 169 จะเขียนไว้ว่า รัฐบาลรักษาการไม่ควรจะอนุมัติงานหรือโครงการใดที่จะมีผลสร้างข้อผูกพันให้กับครม.ชุดต่อไป แต่ว่ายังมีข้อยกเว้นอยู่ที่มาตรา 172 ที่บอกว่า รัฐบาลรักษาการสามารถเสนอออกพระราชกำหนดได้ ถ้าหากว่า มีกรณีฉุกเฉินจำเป็นหรือเร่งด่วนที่จะต้องรีบทำเพื่อความมั่นคงประเทศ”

 

เช็กไทยมีกระสุน (พื้นที่) การคลังเหลือพอ รับมือวิกฤตน้ำมันหรือไม่

 

ดร.ฐิติมากล่าวต่อว่า ปัจจุบันกระสุนทางการคลังไทย ‘ต่ำกว่า’ ช่วงที่ออกพ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้และการกู้ยืมเงินของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงครั้งที่ผ่านมา

 

โดยอธิบายว่า เมื่อดูจากระดับหนี้สาธารณะของไทยในปัจจุบัน (ณ สิ้นเดือนมกราคม) ซึ่งอยู่ที่ 66% ของ GDP สะท้อนว่า ไทยเหลือพื้นที่ทางการคลังราว 3-4% เท่านั้นหรือคิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 7-8 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม ดร.ฐิติมาชี้ว่า พื้นที่ที่เหลือราว 7-8 แสนล้านบาทนั้น คือขนาดของการขาดดุลทั้งปีงบประมาณ ที่รัฐบาลเตรียมไว้ใช้อยู่

 

ดร.ฐิติมายังชี้ว่า ถ้าหากว่าดูในอดีต ไทยเคยออกพ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้และการกู้ยืมเงินของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสูงสุดอยู่ที่ 1.5 แสนล้านบาท เมื่อปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน

 

“ในตอนนั้นเพดานก็ไม่ได้สูงมาก แต่ว่าสุดท้ายก็ใช้มาหลักแสนกว่าล้านจริงๆ จนทำให้หนี้สาธารณะค่อยๆ ปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนว่า พื้นที่ (Room) ที่จะเข้าไปตรึงราคาน้ำมันวันนี้ไม่ได้มีเยอะมาก ถ้าเทียบกับครั้งก่อนที่ 1.5 แสนล้านบาท”

 

ขณะที่ ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่าเพดานหนี้สาธารณะที่เห็นว่ามีพื้นที่เหลืออยู่ราว 3% – 4% “เป็นช่องว่างที่ไม่มีอยู่จริง” เนื่องจากกระทรวงการคลังได้วางแผนใช้เงินในอนาคตไว้ก่อนแล้ว ทำให้พื้นที่การคลังในปัจจุบันถือว่าแทบจะเต็มแล้ว

 

“หนี้สาธารณะไม่เหมือนกับการกู้เงินธนาคาร ไม่ใช่ว่าเรามีเครดิตเหลืออยู่ 3% – 4% แล้วจะกู้ได้เลย การที่รัฐจะใช้งบประมาณ มันจำเป็นต้องมีโครงการ ต้องมีวัตถุประสงค์ มีการวางแผนการคลังไว้ก่อนแล้ว ล่วงหน้า 5 ปี ช่องว่างการคลังในปัจจุบันจึงแทบจะเต็มแล้ว” ดร.นณริฏ

 

ประเมินขีดความสามารถของกองทุนน้ำมัน TDRI มองเต็มที่อุ้มได้แค่ 3 เดือน

 

ดร.ฐิติมาย้ำว่า ขีดความสามารถของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงรอบนี้อาจช่วยยื้อเวลาได้แค่หลักไม่กี่เดือนเท่านั้น ดังนั้น การช่วยอุดหนุนพลังงานในรูปแบบนี้จึงถือว่าไม่ยั่งยืนเพราะกระสุนทางการคลังมีจำกัด ขณะที่ตามสถิติแล้ว ในอดีตวิกฤตน้ำมัน (Oil Shock) แต่ละครั้งจะยืดเยื้อ 5-6 เดือนขึ้นไป

 

“ถ้าคำนวณดู สมมุติถ้ายึดเพดานเดิม ราคาน้ำมันอยู่ประมาณ 80-100 ดอลลาร์สหรัฐ ก็อาจจะอุดหนุนได้หลักเดือน แต่สุดท้ายมันก็ไม่ยั่งยืนอยู่ดี เพราะข้อมูลในอดีต วิกฤตน้ำมัน (Oil Shock) จะอยู่นาน 5-6 เดือนขึ้นไป”

 

ดร.นณริฏ ยังกังวลหากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางยืดเยื้อนานเกิน 3 เดือน หวั่นกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประคองราคาต่อไม่ไหว แนะปล่อยตามกลไกตลาดแทนการกู้

 

“สุดท้าย ถ้ากองทุนติดลบนานมาก ประชาชนก็ต้องจ่ายอยู่ดี ไม่สามารถแทรกแซงได้ เพราะรัฐไม่มีเงินช่วย

 

ถ้าราคาสูงนานก็ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ผมมองว่าเบื้องต้นรัฐช่วยได้เต็มที่ได้ 3 เดือน” ดร.นณริฏ กล่าว

 

 

จับตา หนี้สาธารณะไทยจ่อทะลุเพดานเร็วขึ้น หากเศรษฐกิจโตต่ำคาด

 

ดร.ฐิติมา เปิดเผยอีกว่า ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุในตะวันออกกลาง และก่อนจะมีมาตรการอุดหนุนของกองทุนน้ำมันฯ SCB EIC ก็คาดไว้แล้วว่า หนี้สาธารณะไทยจะแตะเพดาน 70% ต่อ GDP ภายใน 1-2 ปี หรือภายในปี 2570 ผ่านการพิจารณาจากความจำเป็นที่รัฐบาลกู้ขาดดุลปีประมาณ 3-4% ของ GDP

 

อย่างไรก็ตาม ดร.ฐิติมา กล่าวต่อว่า หากเศรษฐกิจถูกกระทบแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ก็มีความเป็นไปได้ที่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะแตะเพดานเร็วขึ้น

 

ดังนั้น จากแนวโน้มดังกล่าวจึงสะท้อนว่า อีกไม่นาน รัฐบาลก็จะมีความจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะ ดร.ฐิติมาจึงแนะว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘การสื่อสาร’ ให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agency) เข้าใจว่า การปรับขึ้นเพดานหนี้สาธารณะครั้งนี้จะขึ้นแค่ ‘ชั่วคราว’ ควบคู่ไปกับการปฏิรูปการคลัง เพื่อไม่ให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับลดเครดิตของประเทศ

 

“รัฐบาลควรสื่อสารว่าจะ ขยับเพดานหนี้สาธารณะแค่ชั่วคราว เราจะไม่ทำเหมือนตอนโควิดที่ขยายเพดานจาก 60% ไปเป็น 70% ตอนนั้นเราไม่ได้แสดงความมุ่งมั่นว่า เราจะรีบกลับไปเพดานเดิมที่ 60% เลยกลายเป็นว่า โควิดจบไปแล้ว แต่เราก็ยังใช้เงินเยอะอยู่ดี ทำให้ไทยดูไม่มีวินัย”

 

ดังนั้น ถ้าเราจะขยับเพดานหนี้สาธารณะอีกรอบหนึ่ง เราจะต้องรักษาสัญญาว่าเราจะทำให้เพดานกลับมาภายในระยะ 3 ปี – 5 ปี เราต้องสื่อสารว่า เราไม่ได้จะปล่อยให้เพดานขึ้นไปเรื่อยๆ เหมือนที่ผ่านมา” ดร.ฐิติมากล่าว

 

นอกจากนี้ ดร.ฐิติมายังเน้นย้ำว่า นอกจากการสื่อสารแล้ว ไทยยังควรปฏิรูปการคลัง เช่น ก้าวไปสู่ระบบดิจิตอล พยายามตรวจเช็กการรั่วไหลของเงิน ลดการใช้จ่ายทำให้คุ้มค่าขึ้น ลดการคอร์รัปชัน ลดการทำนโยบายกึ่งการคลังและนโยบายอุดหนุนต่างๆ ควบคู่กันไป

 

เปิดข้อเสนอแนะสร้างความสมดุลระหว่าง ‘การลดค่าครองชีพประชาชน’ vs. ‘รักษาฐานะการคลัง’

 

ดร.ฐิติมาแนะว่า เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการลดค่าครองชีพประชาชนและรักษาฐานะการคลัง ในระยะสั้น รัฐบาลควรเลิกการอุดหนุนแบบถ้วนหน้า เช่น ตรึงราคาดีเซลให้ทุกคนได้ประโยชน์เท่ากัน โดยควรเปลี่ยนมาอุดหนุนแบบเฉพาะกลุ่ม (Targeted) เช่น ช่วยเหลือค่าขนส่งสาธารณะ หรือให้เงินช่วยเหลือโดยตรงกับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากค่าเดินทางสูงที่สุด

 

ส่วนระยะยาว รัฐบาลควรสนับสนุนให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยหันมาใช้พลังงานทางเลือกอย่างจริงจัง เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า เช่น การออกมาตรการลดหย่อนภาษีหรือช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานทางเลือก เช่น แผงพลังงานแสงอาทิตย์

 

นักวิชาการแนะรื้อโครงสร้างพลังงาน เผยเงินไหลออกสูง เหตุไทยอิง ‘ค่าการกลั่น’ สิงคโปร์

 

ด้านศาสตราจารย์ ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า จากการติดตามมาตรการของกระทรวงพลังงาน มองว่าเป็นทิศทางที่ “เหมาะสม” โดยเฉพาะการตรึงราคาน้ำมันดีเซลผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อรักษาระดับราคาขายปลีกและลดแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากดีเซลเป็นต้นทุนสำคัญของภาคการขนส่ง

 

แต่ประเด็นที่ต้องจับตาอีกด้านคือ ‘ค่าการกลั่น’ ที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งมีสาเหตุมาจากโครงสร้างราคาขายปลีกน้ำมันของไทยที่ ‘อ้างอิงราคาหน้าโรงกลั่น’ ในสิงคโปร์เป็นหลัก และรวมค่าการกลั่นที่กำหนดโดยกลไกตลาดโลก ในช่วงที่น้ำมันขาดแคลนหรือความต้องการพุ่งสูง ‘ค่าการกลั่น’ จึงปรับเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ และกลายเป็น ‘ต้นทุนแฝง ในราคาน้ำมันที่ผู้บริโภคชาวไทยต้องแบกรับ

 

ดังนั้น ภายหลังวิกฤตครั้งนี้ผ่านพ้นไป ประเทศไทยควรพิจารณาปรับโครงสร้างราคาน้ำมันใหม่ เช่น การทบทวนสูตรการคำนวณราคาอ้างอิง โดยอาจใช้ราคาจากโรงกลั่นที่มีราคาต่ำที่สุดในตลาดสิงคโปร์เป็นเกณฑ์มาตรฐาน (Benchmark) เพื่อกระตุ้นให้โรงกลั่นในประเทศเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต นอกจากนี้ อาจกำหนดเพดานค่าการกลั่นในภาวะผิดปกติ เพื่อสร้างความเป็นธรรมต่อผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น

 

นอกจากนี้ ระหว่างนี้รัฐบาลควรมีมาตรการเพิ่มเติมที่ควรพิจารณา เช่น การเตรียมแหล่งเชื้อเพลิงทางเลือก การเพิ่มการใช้ถ่านหินลิกไนต์ การนำเข้าพลังงานไฟฟ้าจากเขื่อนใน สปป.ลาว รวมถึงการกำหนดลำดับความสำคัญในการใช้ไฟฟ้าในภาวะฉุกเฉิน

 

ในอีกด้านหนึ่ง ดร.พรายพลย้ำว่า “ประชาชนไม่ควรตื่นตระหนกจนเกินไป เพราะประเทศยังมีปริมาณสำรองพลังงานเพียงพอในระยะหนึ่ง และยังมีเวลาสำหรับการบริหารจัดการ”

 

หากเกิดความตื่นตระหนกจนมีการกักตุนพลังงาน จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาการขาดแคลนให้รุนแรงขึ้น ดังนั้น การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

The post สงครามตะวันออกกลางจ่อดันหนี้สาธารณะทะลุเพดานไทยเร็วขึ้น? วิเคราะห์รัฐบาล ‘กู้เงิน’ อุ้มดีเซลต่อหรือพอแค่นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดตำแหน่ง ‘ไทย’ ใน 11 ดัชนีระดับโลก ‘แย่ลง’ แทบทุกด้าน สะท้อนไทยเจอปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ขาลงชั่วคราว ห่วงวนลูปกลายเป็น ‘วงจรอุบาทว์’ https://thestandard.co/thailand-structural-problems-vicious-cycle/ Tue, 17 Feb 2026 02:02:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1179159

ตำแหน่งของ ‘ประเทศไทย’ ในดัชนีสำคัญๆ ระดับโลก ‘ลดลง’ แท […]

The post เปิดตำแหน่ง ‘ไทย’ ใน 11 ดัชนีระดับโลก ‘แย่ลง’ แทบทุกด้าน สะท้อนไทยเจอปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ขาลงชั่วคราว ห่วงวนลูปกลายเป็น ‘วงจรอุบาทว์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตำแหน่งของ ‘ประเทศไทย’ ในดัชนีสำคัญๆ ระดับโลก ‘ลดลง’ แทบทุกด้านในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตัวอย่างเช่น ดัชนีการรับรู้การคอร์รัปชัน (Corruption perceptions Index: CPI) ที่มีอันดับตกลงอย่างมีนัยสำคัญ มาอยู่ที่ 116 จาก 181 (จากเดิมเคยอยู่ที่ 76/167)

 

ขณะที่ด้านการศึกษา (PISA) ไทยร่วงลงมาอยู่ที่ 63 จาก 80 ประเทศ (จากเดิม 56/102) แสดงให้เห็นว่าคุณภาพการศึกษาไทยถดถอยลงเมื่อเทียบกับโลก เช่นเดียวกับดัชนีหลักนิติธรรม (Rule of Law Index) และประสิทธิผลรัฐบาล (Government Effectiveness Index) ที่อันดับตกลง รวมถึงดัชนีบำนาญ (Global Pension Index) ที่อยู่รั้งท้ายต่อเนื่อง สะท้อนความไม่พร้อมในการรองรับสังคมสูงวัย

 

โดยตำแหน่งของไทยที่อยู่ตรงกลางๆ ค่อนท้าย ตรงข้ามกับประเทศที่ติดอันดับ Top 10 ในดัชนีต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เช่น นอร์เวย์ เดนมาร์ก ฟินแลนด์ สวีเดน และไอซ์แลนด์ นอกจากนี้ ประเทศที่ติดอันดับ Top 10 ก็มักปรากฏชื่อซ้ำๆ ของเกือบทุกดัชนี

 

ขณะที่ สิงคโปร์ถือเป็นตัวแทนเอเชียในเวทีโลก เหตุติดอันดับ Top 10 ในหลายด้านพร้อมกัน ทั้งรายได้ต่อหัว เสรีภาพทางเศรษฐกิจ ขีดความสามารถในการแข่งขัน การรับรู้การทุจริต PISA และประสิทธิผลของรัฐบาล เป็นต้น

 

ภาวะอันดับถดถอยตอกย้ำไทยเจอ ‘ปัญหาเชิงโครงสร้าง’ ไม่ใช่วัฏจักรขาลงชั่วคราว

 

ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) มองว่า ภาวะที่อันดับของประเทศไทยในดัชนีต่างๆ ลดลงสะท้อนว่า ไทยอาจไม่ได้เผชิญแค่ภาวะวัฏจักรเศรษฐกิจขาลงชั่วคราว แต่ภาวะเช่นนี้กำลังตอกย้ำว่า ไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง

 

“การที่อันดับไทยลดลงในหลายมิติ ไม่ใช่แค่ดัชนีเดียว อาจสะท้อนว่า เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ตัวอย่างเช่น ถ้าลดลงแค่ดัชนีเดียว อาจตีความได้ว่า อาจเป็นวัฏจักรเศรษฐกิจหรือปัจจัยเฉพาะ” ณัฐพรกล่าว

 

ณัฐพรยังระบุอีกว่า ‘การเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว’ เป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต่างชาติพิจารณา แต่เมื่อไทยเจอปัญหาเชิงโครงสร้าง ทำให้มองไปในระยะข้างหน้า เศรษฐกิจไทยคงโตไม่สูงต่อไปเรื่อยๆ จึงอาจทำให้นักลงทุนตัดสินใจเลือกไปลงทุนในประเทศอื่นแทนไทย โอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะโตก็อาจจะหายไปจากปัญหาดังกล่าว

 

“ในสายตาของนักลงทุนต่างชาติสนใจว่า การเติบโตระยะยาว (Long-term Growth) ของประเทศไทยว่า จะมาจากอะไร จะไปในทิศทางไหน เราก็พูดกันไปเยอะแล้วว่า (เศรษฐกิจไทย) จะโตแบบได้ประมาณ 2% ไปอีก 3-5 ปีข้างหน้า ถ้าไม่มีการปฏิรูป ดังนั้น สิ่งนี้จึงเป็น Key Message ที่ต่างชาติรับรู้กัน” ณัฐพรกล่าว

 

วิเคราะห์สาเหตุทำไม อันดับไทยลดลงแทบทุกดัชนี

 

ด้านดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) กล่าวว่า ภาวะที่ประเทศไทยมีอันดับลดลงในแทบทุกด้านนับเป็นสัญญาณเตือน (Trigger point) ว่าไทยถึง ‘จุดเปลี่ยน’ แล้ว พร้อมมองว่า สาเหตุที่ทำให้ไทยถึงจุดนี้มาจาก ‘แผลเก่า’ อย่างปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไทยสะสมมานานและยังแก้ไม่ได้ นอกจากนี้ยังเผชิญ ‘แผลใหม่’ จากโควิด-19 ที่ทำให้หลายภาคส่วนของเศรษฐกิจที่ไม่ได้อ่อนแอมากกลับอ่อนแอลง

 

“ภาคส่วนใหญ่ของเศรษฐกิจไทยถูกผลกระทบจากโควิด แล้วก็ยังไม่สามารถกลับไปมีความเข้มแข็งเหมือนเดิมได้ ทำให้เรารู้สึกว่า ปัญหาโครงสร้างที่มีอยู่ บวกกับแผลเป็นที่ยังไม่หายจากโควิด ทำให้ปัญหาต่างๆ ออกอาการพร้อมกัน” ดร.ฐิติมากล่าว

 

ห่วงกบไทยถูกทิ้งในหม้อ แต่กบเพื่อนบ้านกำลังกระโดดออก

 

ดร.ฐิติมา กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ มีหลายคนเปรียบเทียบภาวะที่เศรษฐกิจไทยเผชิญคือ ‘ต้มกบ’ กล่าวคือ เดิมทีไทยอยู่อันดับกลางๆ ในดัชนีต่างๆ ใกล้เคียงกับเพื่อนบ้าน เปรียบเสมือนกบที่อยู่ในหม้อต้มด้วยกัน แต่ปัจจุบันกบเพื่อนบ้านมีการปรับตัวและพัฒนาดีขึ้น ‘กระโดดออกจากหม้อ’ ในขณะที่ไทยยังย่ำอยู่กับที่หรือถดถอยลง ทำให้ช่องว่าง (Gap) ระหว่างไทยกับเพื่อนบ้านห่างขึ้นเรื่อยๆ

 

ระวัง! ไทยติดกับ ‘วงจรร้าย’ หาทางออกไม่ได้

 

ดร.ฐิติมา ยังมองว่า ผลกระทบจากภาวะที่ตัวชี้วัดต่างๆ ของไทยลดลงแทบทุกมิติเช่นนี้ รวมไปถึงด้านนิติธรรมและภาครัฐ ไม่เอื้ออำนวยให้ธุรกิจหรือประชาชนทำมาหากินได้ จึงย่อมทำให้ผู้คนหมดหวัง มีความคิดอยากย้ายประเทศ หรือส่งลูกหลานไปเรียนต่อต่างประเทศ ย่อมทำให้ทรัพยากรและเงินทุนก็ไหลออกประเทศไปหาผลตอบแทนที่ดีกว่า

 

ดร.ฐิติมา กล่าวต่อว่า ภาวะเช่นนี้คล้ายกับ ‘วงจรร้าย’ (Vicious Cycle) เนื่องจากเมื่อคนเก่งและเงินทุนไหลออก ประเทศก็ยิ่งขาดศักยภาพในการพัฒนา ทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจยิ่งแย่ลง และวนกลับไปทำให้คนยิ่งหมดหวังวนไปมากขึ้นเรื่อยๆ

 

KResearch แนะเริ่มแก้จาก ‘สาเหตุ’ หรือปัญหารากฐาน

 

ณัฐพรกล่าวต่อว่า การทำให้อันดับของประเทศไทยดีขึ้นในทุกๆ ด้านพร้อมกันอาจจะเป็นงานใหญ่และยาก ดังนั้น อาจจะต้องมุ่งเน้นแก้ปัญหาที่เป็นต้นตอที่นำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ก่อน อย่างเช่น การศึกษา และความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) นอกจากนี้ ยังต้องเร่งปรับโครงสร้างผ่านการสร้างโมเดลการเติบโตของเศรษฐกิจใหม่

 

“การปรับโครงสร้างของเศรษฐกิจสามารถทำได้ผ่านการสร้างโมเดลการเติบโตของเศรษฐกิจใหม่ๆ เพื่อทำให้การเติบโตสูงขึ้น อย่างเช่น อาจจะมีอุตสาหกรรมใหม่เป็นตัวดัน GDP Growth ในระยะข้างหน้า”

 

SCB EIC ชี้ ‘การปฏิรูป’ ต้องเป็นวาระแห่งชาติ

 

ด้านดร.ฐิติมาแนะว่า สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือ สร้างพิมพ์เขียว (Blueprint) ของประเทศเพื่อกำหนดว่า ในระยะข้างหน้าประเทศไทยควรไปทางไหน นอกจากนี้ รัฐบาลยังควรกำหนดประเด็นเรื่อง ‘การปฏิรูป’ ให้เป็นวาระแห่งชาติ

 

โดยดร.ฐิติมาอธิบายต่อว่า “พรรคภูมิใจ ที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็มีนโยบาย 10 พลัส ซึ่งมีทั้งนโยบายระยะสั้นและยาวแล้ว นอกจากนี้ ปัจจุบัน สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ก็อยู่ระหว่างร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) ตอนนี้จึงถือเป็นจังหวะดีที่รัฐบาลจะรวมแผนเหล่านี้ให้เป็นแผนเดียวกัน ท่ามกลางแรงกดดันที่ไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2030 ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

 

“ด้วยภาวะเหล่านี้ เส้นทางเดียวกันของทุกหน่วยในสังคม คือ ‘การปฏิรูป’ ดังนั้น จึงเป็นจังหวะดีที่ไทยจะยกประเด็นการปฏิรูปนี้ให้เป็นวาระแห่งชาติ (National Agenda)” ดร.ฐิติมากล่าว

 

นอกจากนี้ ดร.ฐิติมายังมองว่า การปฏิรูปประเทศสามารถมุ่งเป้าเลือกทำเป็นด้านๆ ได้ (prioritize) โดยเรื่องเร่งด่วนและสร้างผลกระทบสูง (Impactful) ที่ควรทำเป็นอันดับแรกคือ การเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐและการปลดล็อกกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่ออำนวยให้ภาคเอกชนธุรกิจและประชาชนปรับตัวได้รวดเร็วขึ้น

 

สรุปกลุ่มดัชนีที่ตำแหน่งประเทศไทย ‘ดีขึ้น’ จาก 10 กว่าปีก่อน ได้แก่

 

  • สัมประสิทธิ์ความเสมอภาค (GINI Index): อันดับไทยดีขึ้นมาอยู่ 42 จาก 169 ประเทศ (อยู่ระดับค่อนไปทางดี Top 25%) จากเดิมอันดับ 52 จาก 78 เมื่อปี 2008
  • ดัชนีความเป็นประชาธิปไตย (Democracy Matrix) อันดับไทยดีขึ้นในแง่ตัวเลขอันดับ มาอยู่ 68 จาก 286 ประเทศหรือเขตปกครอง (อยู่ในระดับกลางค่อนไปทางดี) จากเดิมอันดับ 93 จาก 167 เมื่อปี 2014
  • ดัชนีรัฐเปราะบาง (Fragile state index) อันดับไทยดีขึ้นมาอยู่ 83 จาก 179 ประเทศ (อยู่ระดับกลาง) จากเดิมอันดับ 99 จาก 178 เมื่อปี 2014

 

กลุ่มดัชนีที่ตำแหน่งประเทศไทย ‘แย่ลง’ จาก 10 กว่าปีก่อน ได้แก่

 

  • รายได้ประชาชาติต่อหัว (GNI per Capita): อันดับไทยแย่ลงเล็กน้อยโดยอยู่ที่ 120 จาก 218 ประเทศ (อยู่ในระดับกลางของโลก) จากเดิมอันดับ 118 จาก 213 เมื่อปี 2013
  • ดัชนีเสรีภาพทางเศรษฐกิจ (Economic Freedom): อันดับไทยลดลง โดยอยู่ที่ 82 จาก 184 ประเทศ (ระดับกลางๆ) จากเดิมอันดับ 75 จาก 178 เมื่อปี 2015
  • ดัชนีขีดความสามารถในการแข่งขัน (Global Competitiveness Index): อันดับไทยแย่ลงเล็กน้อยโดยอยู่ที่ 30 จาก 69 (อยู่ในระดับกลางๆ) จากเดิมอันดับ 29 จาก 60 เมื่อปี 2015
  • ดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perception Index): อันดับไทยแย่ลงอย่างมาก โดยอยู่ที่ 116 จาก 181 ประเทศ (อยู่ระดับค่อนมาต่ำกว่ากึ่งกลางอย่างชัดเจน) จากเดิมอันดับ 76 จาก 167 เมื่อปี 2015
  • โปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (Programme for International Student Assessment:PISA): อันดับไทยลดลง โดยอยู่ที่ 63 จาก 80 ประเทศ (อยู่ระดับค่อนไประดับท้ายของกลุ่มประเทศที่เข้าร่วมทดสอบ) จากเดิมอันดับ 56 จาก 102 เมื่อปี 2015
  • ดัชนีนิติธรรม (Rule of Law Index): อันดับไทยแย่ลง โดยอยู่ที่ 77 จาก 143 ประเทศ (อยู่ในระดับกลางๆ) จากเดิมอันดับ 54 จาก 102 เมื่อปี 2015
  • ดัชนีประสิทธิผลของรัฐบาล (Government Effectiveness Index): อันดับไทยแย่ลง โดยอยู่ที่ 77 จาก 193 ประเทศ (อยู่ในระดับกลางๆ) จากเดิมอันดับ 66 จาก 100 เมื่อปี 2014
  • ดัชนีบำนาญ (Mercer Global Pension Index 2025): อันดับไทยลดลง โดยอยู่ที่ 48 จาก 52 ประเทศ (กลุ่มรั้งท้าย) จากเดิมอันดับ 43 จาก 43 เมื่อปี 2021

 

ภาพกราฟิกแสดงตำแหน่งของประเทศไทยที่แย่ลงในดัชนีระดับโลก พร้อมแผนภาพวงจรอุบาทว์ที่เกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้าง 1

WEALTH INFO_เปิดตำแหน่ง ‘ไทย’

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

The post เปิดตำแหน่ง ‘ไทย’ ใน 11 ดัชนีระดับโลก ‘แย่ลง’ แทบทุกด้าน สะท้อนไทยเจอปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ขาลงชั่วคราว ห่วงวนลูปกลายเป็น ‘วงจรอุบาทว์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB EIC ชี้เศรษฐกิจไทยเปราะบาง ครึ่งปีแรกส่อโตไม่ถึง 1% จับตา ‘เสถียรภาพรัฐบาลใหม่’ ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน https://thestandard.co/scb-eic-thai-economy-fragile/ Mon, 09 Feb 2026 09:35:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1176520 SCB EIC คาดการณ์เศรษฐกิจไทยเปราะบาง ครึ่งปีแรกเติบโตไม่ถึง 1% และจับตาเสถียรภาพรัฐบาลใหม่

เกาะติดทิศทางเศรษฐกิจไทยหลังทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เ […]

The post SCB EIC ชี้เศรษฐกิจไทยเปราะบาง ครึ่งปีแรกส่อโตไม่ถึง 1% จับตา ‘เสถียรภาพรัฐบาลใหม่’ ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB EIC คาดการณ์เศรษฐกิจไทยเปราะบาง ครึ่งปีแรกเติบโตไม่ถึง 1% และจับตาเสถียรภาพรัฐบาลใหม่

เกาะติดทิศทางเศรษฐกิจไทยหลังทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งพรรคภูมิใจไทย ได้คะแนนเสียงจากการเลือกตั้งสูงสุดเป็นอันดับ 1 มีความท้าทาย หรือโจทย์ใหญ่อะไรที่กำลังรอว่าที่รัฐบาลใหม่อยู่บ้าง

 

ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้ว่ามีความท้าทายสูง โดยมองว่าการเติบโตจะต่ำลง โดยคาดว่า GDP ของไทยปีนี้จะขายตัวต่ำเพียง 1.5% เครื่องยนต์เศรษฐกิจแผ่วลงแทบทุกตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนที่ยังมีการส่งออกและการลงทุนภาครัฐช่วยพยุง โดยคาดการณ์ว่าในช่วงครึ่งปีแรกเศรษฐกิจไทยอาจเติบโตไม่ถึง 1% ในช่วงที่รัฐบาลยังเป็นรัฐบาลรักษาการ

 

ดังนั้น ไทม์ไลน์การจัดตั้งรัฐบาลจึงเป็นปัจจัยชี้นำที่สำคัญมาก โดย SCB EIC ประเมินในกรณีฐานว่ากระบวนการเปลี่ยนผ่านจะใช้เวลาประมาณ 5 เดือน หรือมีรัฐบาลใหม่ในช่วงเดือนพฤษภาคม แต่หากการจัดตั้งรัฐบาลทำได้เร็วกว่านั้น ก็จะเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อผลการเลือกตั้งเริ่มเห็นเค้าลางชัดเจนว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคแกนนำ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงเรื่องความล่าช้าในการทบทวนร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 ลงไปได้

 

SCB EIC คาดการณ์เศรษฐกิจไทยเปราะบาง ครึ่งปีแรกเติบโตไม่ถึง 1% และจับตาเสถียรภาพรัฐบาลใหม่ 1

ภาพ : SCB EIC คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2656 จะขยายตัวต่า 1.5%

 

จุดอ่อนประเทศไทย เสถียรภาพการเมืองและการเปลี่ยนนายกฯ บ่อย

 

ประเด็นสำคัญที่ ดร.ฐิติมา เน้นย้ำคือ ‘เสถียรภาพทางการเมือง’ ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนของไทยมาอย่างยาวนาน สถิติย้อนหลังชี้ให้เห็นข้อมูลว่า ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีมาแล้วถึง 32 คน แต่มีเพียงคนเดียวที่มาจากการเลือกตั้งและอยู่จนครบวาระ 4 ปี คือ ทักษิณ ชินวัตร ในช่วงปี 2544-2549 นอกนั้นอายุของรัฐบาลมักจะสั้น โดยค่าเฉลี่ยอายุรัฐบาลในช่วงหลังอยู่ที่เพียง 9 เดือนเท่านั้น

 

นอกจากนี้ ดัชนีเสถียรภาพทางการเมือง (Political Stability Index) ของไทยยังติดลบและอยู่ในอันดับที่ 149 จาก 194 ประเทศ ซึ่งเป็นเช่นนี้ติดต่อกันมาถึง 2 ทศวรรษ การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะพิสูจน์ให้เห็นถึงความแน่นอนทางการเมือง หากรัฐบาลใหม่อยู่ได้นานกว่า 9 เดือน ก็จะช่วยเรียกความเชื่อมั่นและทำให้นโยบายระยะยาวขับเคลื่อนได้จริง

 

ส่องนโยบายเศรษฐกิจ ตอบโจทย์ แต่ติด ‘คอขวด’ งบประมาณ

 

จากการวิเคราะห์นโยบายหาเสียง โดยเฉพาะของพรรคแกนนำอย่างภูมิใจไทยที่มีนโยบาย ‘10 Plus’ ตั้งเป้าเศรษฐกิจโตเกิน 3% ถือว่าเป็นเป้าหมายที่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงมากขึ้น นโยบายส่วนใหญ่พยายามตอบโจทย์ทั้งปัญหาระยะสั้น เช่น ประเด็นปัญหาปากท้อง, แก้หนี้ และการแก้ปัญหาโครงสร้างระยะยาวของประเทศ เช่น สิ่งแวดล้อม,โครงสร้างพื้นฐาน

 

อย่างไรก็ตาม ดร.ฐิติมา ชี้ให้เห็นถึง ‘คอขวด’ สำคัญ 2 ประการที่อาจทำให้นโยบายดีๆ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง ได้แก่

 

  • ข้อจำกัดด้านงบประมาณ คือ พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) มีจำกัด การจัดลำดับความสำคัญของนโยบายจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่สุด
  • ข้อจำกัดด้านบุคลากร คือ สมรรถนะของภาครัฐและปัจจัยเชิงสถาบันอาจทำให้การขับเคลื่อนนโยบายไม่ง่ายนัก

 

สิ่งที่ยังขาดหายไปและรัฐบาลใหม่ต้องเร่งเติมเต็ม คือการปฏิรูปภาครัฐ (Digital & Regulatory Guillotine) การกำหนดยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมเพื่อหาจุดยืนของไทยในเวทีโลก (Global Supply Chain) และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่รุนแรงขึ้น

 

SCB EIC คาดการณ์เศรษฐกิจไทยเปราะบาง ครึ่งปีแรกเติบโตไม่ถึง 1% และจับตาเสถียรภาพรัฐบาลใหม่ 2

ภาพ : SCB EIC รัฐบาลใหม่จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่เต็มรูปแบบในเดือน พ.ค.ปีนี้

 

3 สิ่งที่รัฐบาลใหม่ต้องทำทันทีเพื่อฟื้นความเชื่อมั่น

 

เมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหาร ดร.ฐิติมา เสนอแนะ 3 เรื่องด่วนที่ควรทำในช่วง 100 วันแรกของรัฐบาลใหม่ หลังแถลงนโยบาย

 

  • เร่งรัดการเบิกจ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะงบลงทุนปี 2569 ที่มีอยู่แล้ว และเร่งทำงบปี 2570 ให้เสร็จทันภายในไตรมาส 4 ของปีนี้ เพื่อให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบ
  • ความชัดเจนเรื่องการปฏิรูปการคลัง แสดงให้เห็นว่าจะบริหารจัดการอย่างไรภายใต้กรอบงบประมาณที่มีจำกัด
  • เดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศ สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ดึงดูดการลงทุน ซึ่งปัจจุบันมีคำขอ BOI รออยู่กว่า 1.8 ล้านล้านบาท และปลดล็อกกฎระเบียบต่างๆ หรือ Thailand Fast Pass เพื่อดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ

 

ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้

 

ในมุมของประชาชน นโยบายที่คาดหวังได้คือการกลับมาของโครงการ ‘คนละครึ่ง Plus’ เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายระยะสั้น และนโยบายลดค่าไฟฟ้าเหลือหน่วยละ 3 บาท สำหรับครัวเรือนรายได้น้อย

 

แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการ ‘เพิ่มโอกาส’ ผ่านการยกระดับทักษะแรงงาน (Upskill/Reskill) และการศึกษาเท่าเทียม เพื่อให้แรงงานมีรายได้สูงขึ้น รวมถึงการสานต่อนโยบาย Reinvent Thailand เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่และการจ้างงานที่มีคุณภาพ

 

ต่างชาติจับตาการเมืองต้องนิ่ง-ฐานะการคลังประเทศ

 

สำหรับมุมมองนักลงทุนต่างชาติ ดร.ฐิติมา สรุปว่าพวกเขากำลังจับตาดู 3 เรื่องหลัก

 

  • เสถียรภาพการเมือง ไทยจะทำลายสถิติรัฐบาลอายุการทำงานที่สั้นได้หรือไม่
  • การปฏิรูปประเทศ จะทำได้จริงตามที่ Bloomberg เคยวิเคราะห์ไว้หรือไม่ว่าไทยจำเป็นต้องปฏิรูป
  • วินัยทางการคลัง รัฐบาลจะสามารถลดการขาดดุลงบประมาณจาก 4% ให้เหลือ 2% ภายใน 5 ปี ตามแผนการคลังระยะปานกลางได้หรือไม่ ท่ามกลางความท้าทายในการหารายได้เพิ่มและลดรายจ่าย

 

หากรัฐบาลใหม่สามารถสร้างความชัดเจนในประเด็นเหล่านี้ได้ ก็จะสามารถรักษาอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติให้กลับเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้ต่อไป

The post SCB EIC ชี้เศรษฐกิจไทยเปราะบาง ครึ่งปีแรกส่อโตไม่ถึง 1% จับตา ‘เสถียรภาพรัฐบาลใหม่’ ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจไทย ‘ไม่ถึงตาย แต่หายใจแผ่วลงเรื่อยๆ’ จับตาเลือกตั้ง 69 เดิมพันครั้งใหญ่ แนะเลิกประชานิยม มุ่งปฏิรูปโครงสร้าง ก่อนสายเกินแก้ https://thestandard.co/economy-struggles-election-69-reform/ Mon, 12 Jan 2026 09:12:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1164243 เศรษฐกิจไทย ‘ไม่ถึงตาย แต่หายใจแผ่วลงเรื่อยๆ’ จับตา เลือกตั้ง 69 เดิมพันครั้งใหญ่ แนะเลิกประชานิยม มุ่งปฏิรูปโครงสร้าง ก่อนสายเกินแก้

เหลือเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งเดือน ประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู […]

The post เศรษฐกิจไทย ‘ไม่ถึงตาย แต่หายใจแผ่วลงเรื่อยๆ’ จับตาเลือกตั้ง 69 เดิมพันครั้งใหญ่ แนะเลิกประชานิยม มุ่งปฏิรูปโครงสร้าง ก่อนสายเกินแก้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจไทย ‘ไม่ถึงตาย แต่หายใจแผ่วลงเรื่อยๆ’ จับตา เลือกตั้ง 69 เดิมพันครั้งใหญ่ แนะเลิกประชานิยม มุ่งปฏิรูปโครงสร้าง ก่อนสายเกินแก้

เหลือเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งเดือน ประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งสำคัญในปี 2569 ซึ่งหลายฝ่ายจับตามองว่านี่ไม่ใช่การเลือกตั้งธรรมดา แต่เป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญท่ามกลางเศรษฐกิจที่ต้องการการผ่าตัดโครงสร้างครั้งใหญ่ ไปติดตามการวิเคราะห์จาก SCB EIC ถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยและความท้าทายที่รออยู่เบื้องหน้า

 

ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่าตัวเลขที่น่ากังวลว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้เปรียบเสมือนคนไข้ที่ ‘ไม่ถึงตาย แต่หายใจแผ่วลงเรื่อยๆ’ โดย SCB EIC ประเมินการเติบโตของ GDP ไว้เพียง 1.5% ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี โดยไม่นับช่วงวิกฤต ที่เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่า 2%

 

สาเหตุสำคัญมาจาก ‘อาการเครื่องยนต์ดับ’ ทั้งระบบ ปัจจัยภายนอกอย่างการส่งออกและการท่องเที่ยวเผชิญการแข่งขันทางการค้าที่รุนแรง ส่วนการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ที่ไทยเคยพึ่งพา ก็ไม่ได้ให้ประโยชน์เหมือนในอดีต ในขณะที่กำลังซื้อภายในประเทศถูกบีบจากปัญหาหนี้สินและธุรกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ นี่คือผลพวงของการใช้นโยบายแก้ปัญหาระยะสั้นมาอย่างยาวนานโดยไม่ได้รักษาอาการเรื้อรังที่แท้จริง

 

ความเสี่ยงสุญญากาศทางการเมือง บทเรียนจากปี 66

 

แม้การเลือกตั้งจะเป็นความหวังในการเปลี่ยนทิศทางประเทศ แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงเรื่องความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาล ดร.ฐิติมา ชี้ว่า หากเกิดกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case) ที่ใช้เวลากว่า 6 เดือนในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในปี 2566 จะส่งผลกระทบให้การเบิกจ่ายงบประมาณปี 2570 ล่าช้า และงบลงทุนภาครัฐที่ควรจะเป็นตัวช่วยพยุงเศรษฐกิจในปีนี้อาจทำงานไม่ได้เลย

 

ความไม่แน่นอนนี้ยังกดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ การเจรจาการค้าสะดุด และที่น่ากังวลคือความเสี่ยงด้านอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของประเทศที่ต่างชาติกำลังจับตามองวินัยทางการคลังของไทยอย่างใกล้ชิด

 

เลิก “แจกเงิน” มุ่ง “ปฏิรูปโครงสร้าง”

 

ดร.ฐิติมา ย้ำชัดเจนว่า ประเทศไทยไม่มีพื้นที่ทางการคลังเหลือพอสำหรับนโยบาย “ลด แลก แจก แถม” อีกต่อไป เนื่องจากเราได้เทหมดหน้าตักเพื่อพยุงเศรษฐกิจในช่วงโควิดและทำประชานิยมไปหลายรอบ ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจโตขึ้นอย่างยั่งยืน หากไม่ทำอะไร หนี้สาธารณะของไทยจะพุ่งทยานสูงขึ้นเรื่อยๆ

 

โดยทางออกเดียวคือการเลือกนโยบายที่เน้น “ระยะกลาง-ยาว” เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เช่น

 

  • การปฏิรูปกฎหมาย (Regulatory Guillotine) ลดกฎเกณฑ์และอำนาจรัฐที่เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้ภาคเอกชนได้โดยที่รัฐไม่ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล
  • การเจรจาการค้าและสร้าง Local Supply Chain ผลักดันให้ธุรกิจไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่การผลิตโลก และสนับสนุนสินค้า Made in Thailand ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
  • Thailand Fast Pass ปลดล็อกอุปสรรคการลงทุนด้วย One Stop Service อำนวยความสะดวกเรื่องวีซ่า การขออนุญาต และพลังงานสะอาด
  • Reinvent Thailand การร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (กกร.) เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและเติมทุนให้ SME

 

สิ่งที่น่ากังวลคือ ประสิทธิภาพของภาครัฐไทยที่อันดับตกลงอย่างต่อเนื่อง (จากอันดับ 24 ร่วงลงมาเหลือ 32) ดังนั้น เราต้องการผู้นำที่มีความกล้าหาญทางการเมือง (Political Leadership) เข้ามาสังคายนาระบบราชการเพื่อปลดล็อกศักยภาพประเทศ

 

คาถาเอาตัวรอดภาคประชาชน สร้างภูมิคุ้มกันจากภายใน

 

เมื่อปัจจัยมหภาคและเสถียรภาพทางการเมืองเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ดร.ฐิติมา แนะนำให้ภาคประชาชนและธุรกิจสร้างความเข้มแข็งจากภายใน (Resiliency) ผ่าน 3 แนวทาง

 

1. การเงินต้องรัดกุม ประชาชนควรทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ลดหนี้ และต้องมีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 3-6 เดือน ส่วนธุรกิจต้องรักษากระแสเงินสดให้ดี

 

2. ทำงานให้เกินคุ้ม ใส่คุณค่า (Value) ลงไปในงานที่ทำ ไม่ใช่แค่ทำให้เสร็จ เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เหนือกว่า

 

3. อัปสกิลสู่โลกใหม่ เรียนรู้ทักษะ AI และ Digital ควบคู่ไปกับความเป็นมนุษย์ (Humanity) ที่เทคโนโลยีแทนที่ไม่ได้ เพื่อเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้ตัวเอง

The post เศรษฐกิจไทย ‘ไม่ถึงตาย แต่หายใจแผ่วลงเรื่อยๆ’ จับตาเลือกตั้ง 69 เดิมพันครั้งใหญ่ แนะเลิกประชานิยม มุ่งปฏิรูปโครงสร้าง ก่อนสายเกินแก้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยุคทรัมป์ 2.0 เขย่า FDI โลก เปลี่ยนทิศครั้งใหญ่ เงินลงทุนของโลกจะไหลไปไหน? https://thestandard.co/trump-20-fdi-global-shift/ Mon, 10 Nov 2025 10:45:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1141758 ยุคทรัมป์ 2.0 เขย่า FDI โลก เปลี่ยนทิศครั้งใหญ่ เงินลงทุนของโลกจะไหลไปไหน?

FDI ทั่วโลกหดตัว 2 ปีติดต่อกัน แต่เงินทุนกำลังกระจุกตัว […]

The post ยุคทรัมป์ 2.0 เขย่า FDI โลก เปลี่ยนทิศครั้งใหญ่ เงินลงทุนของโลกจะไหลไปไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยุคทรัมป์ 2.0 เขย่า FDI โลก เปลี่ยนทิศครั้งใหญ่ เงินลงทุนของโลกจะไหลไปไหน?

FDI ทั่วโลกหดตัว 2 ปีติดต่อกัน แต่เงินทุนกำลังกระจุกตัวในภูมิภาคที่ ‘ลดความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์’ และมีนโยบายรัฐหนุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การลงทุนมุ่งสู่สหรัฐฯ-USMCA และอาเซียน ขณะที่จีนและ EU เจ็บหนัก ในยุคทรัมป์ 2.0 เปลี่ยนโลก FDI เงินทุนของโลกจะไหลไปไหน

 

ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ระบุว่า ทิศทางการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทั่วโลก ที่กำลังมีสัญญาณการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ นับตั้งแต่ยุคทรัมป์ 1.0 ต่อเนื่องมายังยุคทรัมป์ 2.0 โดยเฉพาะผลกระทบจากการที่สหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสูงขึ้นมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลก

 

โดยรวมแล้ว สถานการณ์ FDI ทั่วโลกถือว่าหดตัวลงเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน โดยหดตัวประมาณ 10-11% คิดเป็นมูลค่า 1.55 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมา สาเหตุหลักมาจากความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุนต่อสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และปัจจัยอื่น ๆ ที่เข้ามากระทบ

 

อย่างไรก็ตาม การหดตัวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกประเทศ แต่เกิดการกระจุกตัวในบางพื้นที่ที่น่าสนใจ ดังนี้

  • การลงทุนกลับไปยังสหรัฐฯ มีอัตราเติบโตสูง รวมถึงกลุ่มประเทศ USMCA คือ สหรัฐฯ, เม็กซิโก, แคนาดา ที่เติบโตรวมกันเกือบ 20% และกลุ่ม อาเซียน คือ สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, เวียดนาม, ไทย ซึ่งเติบโตประมาณ 10%
  • เม็ดเงินลงทุนในจีนหายไปเกือบ 30% และกลุ่มสหภาพยุโรป (EU) ก็หดตัวไปมากถึงประมาณ 60%

 

โครงสร้างการลงทุนโลกเปลี่ยน จาก Conventional สู่ Future Economy

 

สิ่งที่น่าจับตาคือ โครงสร้างการลงทุนในลักษณะ Greenfield FDI หรือ การตั้งใจลงทุนใหม่จริงๆ ได้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนทั้งก่อนและหลังโควิด

 

เดิมที ก่อนโควิด สัดส่วนการลงทุนส่วนใหญ่เป็นแบบดั้งเดิม เช่น ธุรกิจบริการ, การเงิน, ท่องเที่ยว, บันเทิง หรือการผลิต Basic Manufacturing เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค, พลาสติก, กระดาษ, สิ่งทอ รวมถึงการผลิตน้ำมัน

 

แต่ปัจจุบัน โลกเปลี่ยนทิศทางไปสู่การลงทุนใน ‘อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ได้แก่

  • Advance Manufacturing ครอบคลุมถึง Data Center, AI, อิเล็กทรอนิกส์, Semiconductor, เครื่องมือแพทย์, และอุตสาหกรรมอากาศยาน
  • พลังงานสะอาด (Clean Energy) การลงทุนในพลังงานที่ปล่อยคาร์บอนต่ำหรือพลังงานสะอาดก็มีสัดส่วนสูงขึ้นมาก เพราะอุตสาหกรรมใหม่เหล่านี้จำเป็นต้องมีพลังงานมาป้อนด้วย

 

ดร.ฐิติมา ระบุว่า การที่ประเทศใดสามารถดึงดูดเม็ดเงินใหม่ๆ มาลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเหล่านี้ได้ จะสามารถ ยกระดับ GDP ได้ถึง 0.5-1% ในระยะสั้น ทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา

 

America First และปรากฏการณ์ Reshoring

 

นโยบาย America First ของสหรัฐฯ ได้พิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนกลับประเทศ (Reshoring) ซึ่งทำให้นโยบายนี้เกิดผล (Trump Effect) ตามที่รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องการ กล่าวคือ สหรัฐฯ สามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนกลับประเทศได้ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การผลิต เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐาน

 

  • มีการรวบรวมข้อตกลงที่รัฐบาลและภาคเอกชนทำร่วมกับสหรัฐฯ เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, กาตาร์, ญี่ปุ่น, ซาอุดีอาระเบีย, EU, Nvidia, Open AI
  • ยอดรวมเม็ดเงินลงทุนที่คาดว่าจะหลั่งไหลเข้าสหรัฐฯ จากนโยบาย Reshoring นี้ อยู่ที่ประมาณ 9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายใน 10 ปี หรือคิดเป็นเม็ดเงินใหม่ประมาณ 900,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

 

การลงทุนเหล่านี้เน้นไปที่อุตสาหกรรมที่สหรัฐฯ ต้องการให้เกิดขึ้น เช่น เทคโนโลยี อากาศยาน พลังงาน และเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อให้การผลิตในประเทศแข็งแกร่งขึ้น และ ลดการพึ่งพาการผลิตจากภายนอก ซึ่งส่งผลให้ความมั่นคงของชาติสูงขึ้นด้วย

 

โอกาสอาเซียนในกระแส Friend Shoring-Near Shoring

 

แม้จะมีกระแส Reshoring ในสหรัฐฯ และ EU แต่อาเซียนก็เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ได้อานิสงส์และเป็นแหล่งที่เงินลงทุนไหลเข้ามาตั้งแต่ปีที่แล้ว อาเซียนถูกมองว่าเป็น Hub ที่ปลอดภัย และเป็นทางเลือกในการ กระจายความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ เป็น Friend Shoring และ Near Shoring

 

โอกาสที่อาเซียนได้รับอานิสงส์

 

  • Global South อาเซียนได้รับอานิสงส์จากกระแสการลงทุนในกลุ่มประเทศ Global South โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนกลุ่มดิจิทัล ซึ่งมีหลายประเทศในอาเซียนติดอันดับ 10 ประเทศแรก แม้ว่าไทยจะอยู่ท้าย ๆ ก็ตาม
  • ห่วงโซ่อุปทาน อาเซียนเป็นตัวเลือกสำคัญในการสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน
  • New Economy นโยบายในอาเซียนสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจใหม่ (Digital และ Green Economy) ซึ่งทำให้มีการเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการลงทุนเหล่านี้
  • ทรัพยากร การลงทุนเพื่อแสวงหาทรัพยากรธรรมชาติใหม่ ๆ เช่น Rare Earth ก็ทำให้นักลงทุนรายใหญ่ทั้งสหรัฐฯ และจีนมองมาที่อาเซียนมากขึ้น

 

โดยสรุป ทิศทางการลงทุนโลกตอนนี้อยู่ภายใต้ 3 กระแสหลัก คือ Reshoring, Friend Shoring, และ Near Shoring ซึ่งอาเซียนถือเป็น Hub ที่น่าสนใจสำหรับทุกประเทศ

 

ความร่วมมือระดับภูมิภาค และการขยับของไทย

 

เพื่อดึงดูดเม็ดเงิน FDI ให้มากขึ้น อาเซียนมีความคืบหน้าในการลงนามข้อตกลงที่สำคัญหลายอย่าง

  • ASEAN Summit มีการลงนามข้อตกลงที่สำคัญ ดังนี้
  • การแก้ไขความตกลงสินค้าภายในอาเซียน เพื่อยกระดับการค้าและการลงทุนให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัล
  • การแก้ไขความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียนกับจีน หรือ CAFTA 3.0 ซึ่งเป็นการยกระดับกรอบกติกาให้กว้างขึ้นจากเดิมที่เน้นแค่การลดภาษี 0% เมื่อ 10 ปีที่แล้ว โดย CAFTA 3.0 มุ่งเน้นการลงทุนใน เทคโนโลยี, เศรษฐกิจสีเขียว, การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน, มาตรฐานสินค้า, และสนับสนุน SMEs ให้ใช้ E-commerce เชื่อมโยงกับจีน
  • APEC Summit การประชุม APEC มีผลต่อ FDI โดยตรงจากกรณีที่ ทรัมป์กับสี จิ้นผิง พบกันและตกลงขยายเวลาไม่เก็บภาษีสูง ๆ ต่อไป 1 ปี ซึ่งทำให้นักลงทุนต้องตัดสินใจว่าจะ Reshoring ไปสหรัฐฯ หรือลงทุนในประเทศที่ 3 ต่อไป
  • ที่ประชุมยังประกาศความร่วมมือ ระหว่างกัน โดยเน้นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและโลจิสติกส์
  • มีการเปิดตัว APEC AI Initiative เพื่อส่งเสริมการลงทุน Data Center, Cloud, และ AI Infrastructure
  • รวมถึงกรอบความร่วมมือที่น่าสนใจเกี่ยวกับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป โดยจะมีการลงทุนในเรื่อง Health และ Aging Solution มากขึ้น

 

ดร.ฐิติมา ทิ้งท้ายว่า แม้ไทยจะติดอยู่ในอันดับท้าย ๆ ของประเทศในอาเซียนที่รับเม็ดเงินกลุ่มดิจิทัล แต่โอกาสก็มีอยู่มาก หากประเทศไทยเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายที่สนับสนุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Innovation ด้าน AI เพื่อให้สามารถขยับขึ้นไปแข่งขันในกลุ่ม Top 5 ของอาเซียนได้

 

ภาพ: Andrew Leyden/ Shutterstoock

The post ยุคทรัมป์ 2.0 เขย่า FDI โลก เปลี่ยนทิศครั้งใหญ่ เงินลงทุนของโลกจะไหลไปไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจ – ตลาดหุ้นไทย จะเป็นอย่างไรต่อ? หลังทรัมป์เคาะภาษีตอบโต้ 19% สินค้าสวมสิทธิ์อีก 40% https://thestandard.co/thailand-gdp-forecast-update/ Sun, 03 Aug 2025 23:00:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1103194 thailand-gdp-forecast-update

หัวข้อในเนื้อหานี้ ‘กสิกรไทย-ทิสโก้’ ปรับประมาณการ GDP […]

The post เศรษฐกิจ – ตลาดหุ้นไทย จะเป็นอย่างไรต่อ? หลังทรัมป์เคาะภาษีตอบโต้ 19% สินค้าสวมสิทธิ์อีก 40% appeared first on THE STANDARD.

]]>
thailand-gdp-forecast-update

หัวข้อในเนื้อหานี้


 

สหรัฐฯ ประกาศปรับอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากคู่ค้าเกือบทั้งหมดของสหรัฐฯ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 7 สิงหาคม โดยกำหนดภาษีตอบโต้ ‘ไทย’ ที่อัตรา 19% และกำหนดอัตราภาษีสินค้าผ่านทาง (Transshipment) ในอัตรา 40% นับว่าเป็นผลดีต่อไทยในระยะสั้น เห็นได้จากศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจต่างๆ พากันปรับขึ้นประมาณการ GDP ในปีนี้

 

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว ข้อตกลงนี้อาจยังเป็นความท้าทายของภาคการผลิตของไทยอยู่ เนื่องจากตามข้อตกลงไทยจำเป็นต้องนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เพิ่มจนดุลการค้าไทยและสหรัฐฯ เข้าสู่สมดุลในที่สุด นอกจากนี้ อัตราภาษีตอบโต้ที่ 19% ซึ่งเพิ่มจากระดับเดิมเกือบ 10 เท่า ยังอาจเพิ่มความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการจะปรับตัวไม่ทัน

 

‘กสิกรไทย-ทิสโก้’ ปรับประมาณการ GDP ไทยปีนี้ทันที

 

วันที่ 1 สิงหาคม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ได้ประกาศปรับขึ้น GDP ไทยปี 2025 ทันที จาก 1.4% มาสู่ระดับ 1.5% เนื่องจากมองว่า อัตราภาษี Reciprocal tariff ที่ดีขึ้นและแข่งขันได้ ปรับมุมมองการส่งออกไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ดีขึ้นกว่าเดิม โดยคาดว่า ส่งออกครึ่งปีหลังจะ -7.4% YoY เท่านั้น จากประมาณก่อนหน้านี้คาดว่าจะ -10% YoY

 

อย่างไรก็ดี KResearch ยังเตือนว่า เศรษฐกิจไทยเผชิญปัจจัยกดดันที่เพิ่มขึ้นจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา รวมถึงการเบิกจ่ายงบประมาณที่อาจต่ำกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้

 

โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยในปี 2568 คาดว่าจะลดลงจากประมาณการเดิมมาอยู่ที่ราว 32.2 ล้านคน ซึ่งเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 5 ปี จากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ยังคงไม่กลับมา

 

ส่งออกไทย

 

ขณะที่ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ก็ปรับขึ้นประมาณการ GDP ไทยปี 2568 จาก 1.6% เป็น 1.9% และปี 2569 จาก 1.4% เป็น 1.6% หลังข่าวไทยปิดดีลภาษีทรัมป์ที่อัตรา 19% ต่ำกว่าระดับเดิมที่อาจสูงถึง 36%

 

โดยเมธัส รัตนซ้อน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ยังเตือนว่า ในระยะต่อไป ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ อาทิ สถานการณ์การเมืองภายในประเทศ ข้อพิพาทชายแดนกับกัมพูชา และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิดต่อไป

 

SCB EIC เตรียมปรับเพิ่มประมาณการ GDP

 

ด้านดร ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยด้านเศรษฐกิจและตลาดการเงิน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ Economic Intelligence Center ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า SCB EIC เตรียมปรับประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทยให้สูงขึ้น จากปัจจัย 3 ประการ ได้แก่

  1. มูลค่าการส่งออกในช่วงครึ่งแรกของปีเติบโตสูงถึง 15% มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากมีการเร่งส่งสินค้าล่วงหน้า (Front Loading) ก่อนที่ภาษีมีผลบังคับใช้
  2. สหรัฐฯ เลื่อนเส้นตายภาษีออกไป มาเป็นวันที่ 7 สิงหาคม แทน ทำให้ไทยมีเวลาเว้นภาษีนานขึ้น
  3. ไทยถูกเรียกเก็บอัตราภาษี 19% ซึ่งดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ เพราะแต่เดิมแล้ว SCB EIC ประเมินไว้ว่า ไทยจะได้รับภาษีในอัตรา 23% โดยพิจารณาจากการนำ Universal Tariff 10% มารวมกับ Reciprocal Tariff 36% แล้วนำมาหารครึ่ง

 

‘บุรินทร์’ คาดไทยอาจรอด Technical Recession

 

ขณะที่ บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยในรายการ Morning Wealth ว่า ความเสี่ยงที่ไทยอาจเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession) ในครึ่งหลังของปีนี้มีน้อยลง

 

โดยประเมินว่า การเติบโตของ GDP ไทย QoQ ในไตรมาสที่ 3 – 4 ของปี 2025 อาจขยายตัวราว 0% หรือ บวกลบ ไปจากระดับนี้เล็กน้อย หลังสหรัฐฯ ประกาศอัตราภาษีตอบโต้ (Reciprocal tariff) ใหม่ต่อไทย ในอัตราที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากระดับ 36% มาอยู่ที่ 19% ใกล้เคียงกับภูมิภาคอาเซียน

 

“โดยรวมเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังคงแย่ลง แต่คงไม่แย่เท่าที่คาดไว้ก่อนหน้า ตอนนี้คงเหลือความหวังไว้ที่การท่องเที่ยวแล้วว่า จะสามารถฉุด GDP ไทยขึ้นมาได้หรือไม่” บุรินทร์ กล่าว

 

อัตราภาษีที่ 19% ‘ถือว่ายังสูง’ เพิ่มจากเดิมเกือบ 10 เท่า

 

เมธัส รัตนซ้อน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) กล่าวว่า อัตราภาษีที่ 19% ถือว่ายังสูงกว่าระดับเดิมที่ไทยเคยเสียภาษีเฉลี่ยเพียง 2% และเพิ่มขึ้นเป็น 10% หลังสหรัฐฯ ผ่อนผันการจัดเก็บภาษีตอบโต้ ออกไป ดังนั้น อัตราภาษีที่ 19% ถือเป็นการปรับเพิ่มขึ้นมาเกือบ 10 เท่าจากเดิมที่ผู้ประกอบการไทยแทบไม่เสียภาษีเลย ซึ่งหมายความว่าผู้ประกอบการไทยจะเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น และอาจกระทบต่อยอดการส่งออกในระยะถัดไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ขณะที่ ดร. ฐิติมา ชี้ว่าเมื่อไทยมีอัตราภาษีใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่งและประเทศเพื่อนบ้าน ความกังวลเกี่ยวกับความได้เปรียบ-เสียเปรียบ ของอัตราภาษีที่ต่างกันในแต่ละประเทศจึงหมดไป อย่างไรก็ตาม ดร. ฐิติมา ชี้ว่า อัตราภาษี 19% ก็ยังเป็นอัตราที่สูงกว่าเดิมที่ไม่เคยมีการเรียกเก็บ สิ่งที่ไทยควรโฟกัสต่อจากนี้คือการเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดต้นทุนสินค้าเพื่อรับมือกับอัตราภาษีที่สูงขึ้น หรือแม้แต่การกระจายตลาดหาโอกาสใหม่ ๆ

 

ภาษี Transshipment 40% ตัวเปลี่ยนเกมภาคการผลิตไทย

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ประเมินอีกว่า อัตราภาษีสินค้าสวมสิทธิ์ (Transshipment) ที่สหรัฐฯ จะเรียกเก็บในอัตรา 40% คาดว่าจะส่งผลให้การนำเข้าสินค้าเพื่อ Re-export ไปยังตลาดสหรัฐฯ ผ่านไทยซึ่งก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มในประเทศต่ำนั้นมีแนวโน้มชะลอลง

 

ดังนั้น หากเกิดการบังคับใช้มาตรการส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local content) อย่างจริงจังที่อาจช่วยลดแรงกดดันต่อภาคการผลิตไทยได้

 

นอกจากนี้ ภาษีนำเข้าฯ ของไทยเทียบกับภูมิภาคที่ไม่แตกต่างกัน ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติกลับมาให้น้ำหนักกับปัจจัยพื้นฐานในการตัดสินใจลงทุนมากขึ้น

 

อย่างไรก็ดี การไหลเข้ามาของสินค้านำเข้าจากจีนเพื่อบริโภคในประเทศคาดว่าจะยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ภาคการผลิตในปีนี้คาดว่าจะยังหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน

 

การเปิดตลาด (Market Access) เพิ่มให้สหรัฐฯ อาจไม่กระทบมาก

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ภายใต้ข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ ไทยต้องยกเว้นภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ราว 90% ของสินค้าทั้งหมด รวมถึงลดมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีลงนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การเปิดตลาดนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ อาจไม่ทำให้สินค้าสหรัฐฯ ไหลบ่าเข้ามาในไทยมากอย่างที่กังวล เนื่องจาก

 

  • สินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ส่วนใหญ่มีอัตราภาษี Most Favoured Nation Treatment (MFN) เป็น 0% อยู่แต่เดิม
  • สินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ไทยไม่สามารถผลิตได้ หรือผลิตได้ไม่เพียงพอกับความต้องการในประเทศ เช่น เครื่องมือแพทย์ ชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์บางรายการที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง อีกทั้งขึ้นอยู่กับความสามารถทางการแข่งขันด้านต้นทุนของสินค้าสหรัฐฯ ในแต่ละอุตสาหกรรม สินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ หลายรายการอาจมีต้นทุนสูงกว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศ หรือสินค้านำเข้าจากตลาดอื่นโดยเฉพาะตลาดที่ไทยมี FTA อยู่แต่เดิม
  • อย่างไรก็ตาม หากไทยต้องเพิ่มโควต้านำเข้าสินค้าพลังงานและเกษตรจากสหรัฐฯ อาทิ สินค้าเกษตรอย่างถั่วเหลือง ข้าวโพด รวมถึงเนื้อสัตว์ คาดว่าจะกระทบเกษตรกรรายย่อย และในบางกรณีจะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตอุตสาหกรรมอาหารเพิ่มขึ้น และอาจจะส่งผ่านมายังเงินเฟ้อในระยะถัดไป ทั้งนี้ ยังต้องติดตามความชัดเจนของการเปิดตลาดสินค้าเกษตรในรายละเอียด รวมถึงมาตรการเยียวยาจากภาครัฐ

 

บุรินทร์กล่าวว่า การเปิดตลาด (Market Access) ให้สหรัฐฯ มากขึ้นไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อ GDP ของไทยมากนัก ยกเว้นในกรณีที่สินค้าของสหรัฐฯ เข้ามาดิสรัปต์ตลาด

 

อย่างไรก็ตาม “หลายสินค้าเราก็เปิดตลาดให้ทั้งญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และจีนอยู่แล้ว ดังนั้นผลกระทบด้านการนำเข้าอาจไม่ได้มาก การเปิดตลาดกับสหรัฐฯ จึงเป็นการดิสรัปต์สินค้าจากประเทศอื่นมากกว่า” บุรินทร์กล่าว

 

‘ศิริกัญญา’ แนะรัฐเปิดเงื่อนไข-รายละเอียดข้อตกลงโดยเร็ว

 

ศิริกัญญา ตันสกุล สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า รัฐบาลต้องเร่งรัดเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับข้อตกลงโดยเร็ว

 

โดยชี้ว่า “เงื่อนไขต่างๆ จำเป็นต้องมีการรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้ประกอบการอื่นๆ ด้วย เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ เพราะเรื่องการตกลง การลงทุน การค้าต่างๆ ที่อาจเกิดผลกระทบอย่างมหาศาล ในระบบเศรษฐกิจจำเป็นที่จะต้องให้มีการรับฟังความเห็น อย่างมากที่สุดก็ต้องผ่านรัฐสภาให้ความเห็นชอบ”

 

“สินค้า 0% ส่วนตัวคิดว่า ทางรัฐบาลคงจะระมัดระวังอย่างที่สุด เพื่อให้เกิดผลกระทบกับคนในประเทศน้อยที่สุด แต่เรายังไม่ทราบอยู่ดีว่า 90% ของสินค้าทั้งหมดที่ไปเปิด 0% มีอะไรบ้าง เช่น ปลานิล จริงๆ ก็มีชื่อว่า ทิลาเพีย ไม่ได้มีแค่ปลานิลอย่างเดียว อาจจะรวมถึงปลาทับทิมหรือปลาอื่นๆ ในวงศ์นั้นด้วย ซึ่งต้องมาตรวจสอบรายละเอียดกันอีกครั้ง หากเป็นพิกัดศุลกากรของทิลาเพียนี้ จะมีสินค้าตัวไหนที่กระทบกับปลาภายในประเทศบ้าง” ศิริกัญญากล่าว

 

ฟันธง. กนง. รอบสุดท้าย ผู้ว่าฯ เศรษฐพุฒิ คงดอกเบี้ยทิ้งทวน

 

บุรินทร์คาดว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 13 สิงหาคมนี้ ธปท. น่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม เนื่องจากจะเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายของ ดร. เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนปัจจุบัน ท่ามกลางท่าที (Stance) ของธนาคารแห่งประเทศไทยยังไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงไปมากนัก

 

อย่างไรก็ตาม หลังจาก วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการคนใหม่เข้ารับตำแหน่ง บุรินทร์คาดว่า จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมอีก 2 ครั้งที่เหลือของปีนี้ เนื่องจาก ผู้ว่าการคนใหม่น่าจะให้ความสำคัญกับปัญหาภายในประเทศมากขึ้น เช่น ปัญหาหนี้ครัวเรือน และกำลังซื้อในประเทศที่ยังอ่อนแอ

 

“ท่าทีของแบงก์ชาติน่าจะเปลี่ยนจาก ‘Wait and see’ ไปเป็นการลดดอกเบี้ยเป็นซีรีส์มากขึ้น จนกว่าจะเริ่มเห็นผล” บุรินทร์กล่าวทิ้งท้าย

 

ขณะที่ TISCO ESU ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีแนวโน้มจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.75% ในการประชุมวันที่ 13 สิงหาคม 2568 นี้ เนื่องจากพื้นที่ในการดำเนินนโยบายมีจำกัด หลังจากมีการปรับอัตราดอกเบี้ยไปแล้วรวม 0.75% ในช่วงที่ผ่านมา และอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ค่อนข้างสอดคล้องกับสมมุติฐานของธปท.

 

อย่างไรก็ตาม เมธัส ยังประเมินว่ามีความเป็นไปได้ที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงอีกในช่วงปลายปี ไปอยู่ที่ 1.25% ในปีนี้ โดยอาจเกิดขึ้นในการประชุม 2 ครั้งสุดท้ายในเดือนตุลาคมและเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ วิทัย รัตนากร จะเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

 

กระนั้น ดร. ฐิติมา มองว่า มีโอกาสที่กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในวันที่ 13 สิงหาคมนี้ ก่อนจะลดอีก 1 ครั้งในช่วงที่เหลือของปีนี้ “คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (กนง.) คาดว่า จะมีมติลดอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งปีนี้ ทำให้อัตราดอกเบี้ยลงมาอยู่ที่ 1.25%” ดร. ฐิติมากล่าว

 

มองสหรัฐฯ ประกาศภาษีนำเข้า 19% เป็นข่าวดีกับตลาดทุนไทย

 

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มองว่า การที่รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศอัตราภาษีนำเข้าในสินค้านำเข้าจากที่ 19% ที่อัตรา ถือเป็นข่าวดีสำหรับตลาดทุนไทย เนื่องจากเป็นการสร้างความชัดเจน ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องการมากที่สุด และอัตราภาษีดังกล่าวก็ไม่ได้ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบคู่แข่งในภูมิภาค

 

ทั้งนี้มีความเห็นว่า ผลกระทบทางตรงต่อบริษัทจดทะเบียนของไทยมีไม่มากนัก เนื่องจากตัวเลขการส่งออกไปยังสหรัฐฯ โดยตรงคิดเป็นสัดส่วนเพียงไม่ถึง 2% ของรายได้ทั้งหมด

 

อย่างไรก็ตาม คงต้องติดตามรายละเอียดของผลกระทบทางอ้อมเพิ่มเติมในอนาคต

 

ส่วนโครงการ โครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทจดทะเบียน หรือ (JUMP+) ซึ่งเป็นโครงการที่สนับสนุนบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนในตลาดหลักทรัพย์ อัสสเดช คงสิริ เชื่อว่าการประกาศอัตราภาษีของสหรัฐฯ จะไม่ส่งผลกระทบต่อโครงการมากนัก เพราะบริษัทที่แสดงความสนใจมีจำนวนมาก และรายได้ส่วนใหญ่ไม่ได้พึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ โดยตรง

 

เมื่อสื่อข่าวถาม พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มีเรียกนัดหมายหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ รวมถึงตลาดหลักทรัพย์ฯ เข้าไปหารือเพื่อประเมินผลกระทบภาษีสหรัฐฯ ที่ประเทศถูกเรียกจัดเก็บหรือ อัสสเดช ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับการนัดหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่คาดว่ามีโอกาสที่มีการหารือร่วมกันในอนาคต

 

ก.ล.ต. ชี้หุ้นไทยผันผวนลดลง หลังภาษีทรัมป์ชัดเจน

 

พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงาน ก.ล.ต. เปิดเผยว่า หลังจากไทยบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ ในเรื่องของภาษีนำเข้า เชื่อว่าความแน่นอนและความผันผวนในตลาดหุ้นไทยจะลดลง

 

“ในตลาดทุนเมื่อมีความไม่แน่นอนจะมีความผันผวนและความเสี่ยงสูงขึ้น เป็นปัจจัยกดดันและน่ากังวลสำหรับการตัดสินใจลงทุน ไม่ว่าจะกับนักลงทุนรายย่อย สถาบัน หรือต่างชาติ” พรอนงค์กล่าว

 

ทั้งนี้ การบรรลุข้อตกลงด้วยอัตราภาษี 19% เชื่อว่าเป็นตัวเลขที่อยู่ในการคาดการณ์ของหลายฝ่าย และหากมองเทียบกับประเทศใกล้เคียง โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคที่มีโครงสร้างการส่งออกสินค้าและบริการใกล้เคียงกัน ถือว่าเป็นข้อตกลงที่เราไม่ได้เสียเปรียบ

 

พรอนงค์กล่าวต่อว่า แน่นอนว่าบางกลุ่มอุตสาหกรรมย่อมได้รับผลกระทบมากกว่า ต้องอาศัยการปรับตัวและสนับสนุนเพิ่มเติมจากภาครัฐ

 

ในฝั่งของตลาดทุนหลังจากนี้ต้องดึงจุดแข็งด้านอื่นๆ ขึ้นมา เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนเพิ่มเติม อย่างไรก็ดี ในมุมของนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างชาติ เชื่อว่าการปลดล็อกเรื่องภาษีจะช่วยให้ความกังวลคลี่คลายไปได้

 

“หากดูกระแสเงินทุนต่างชาติช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นบวกราว 1.6 หมื่นล้านบาท ทำให้ performance ของตลาดดีขึ้นกว่า 10%”

 

ภาพ: esfera / Shutterstock

The post เศรษฐกิจ – ตลาดหุ้นไทย จะเป็นอย่างไรต่อ? หลังทรัมป์เคาะภาษีตอบโต้ 19% สินค้าสวมสิทธิ์อีก 40% appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจ ปมขัดแย้ง ไทย-กัมพูชา KResearch ห่วงการค้าชายแดนสูญ ‘หมื่นล้านบาท’ ต่อเดือน https://thestandard.co/wealth-in-depth-thai-cambodia-conflict/ Fri, 25 Jul 2025 01:10:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1099623

SCB EIC ประเมินว่า ความตึงเครียดไทย-กัมพูชาอาจกระทบเศรษ […]

The post วิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจ ปมขัดแย้ง ไทย-กัมพูชา KResearch ห่วงการค้าชายแดนสูญ ‘หมื่นล้านบาท’ ต่อเดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>

SCB EIC ประเมินว่า ความตึงเครียดไทย-กัมพูชาอาจกระทบเศรษฐกิจผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดน ขณะที่ KResearch ชี้ไทยส่งออกไปกัมพูชาราว 1.4 แสนล้านบาทในปี 2567 จึงอาจส่งผลกระทบ ‘หมื่นล้านบาท’ ต่อเดือน ชี้การค้าชายแดนเริ่มติดลบตั้งแต่เดือนมิถุนายน

 

ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ความตึงเครียดระหว่างชายแดนไทยและกัมพูชาขณะนี้อาจผลกระทบผ่านเศรษฐกิจไทยได้หลากหลายช่องทาง ได้แก่ การค้าชายแดน ความเชื่อมั่น ภาคอุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว

 

โดย ‘ด้านการค้าชายแดน’ ซึ่งไทยมีมูลค่าส่งออกไปกัมพูชาราว 1.4 แสนล้านบาทในปี 2567 คิดเป็นผลกระทบราวหมื่นกว่าล้านบาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อของสถานการณ์

 

ณัฐพร ยังตั้งข้อสังเกตว่า ภาคธุรกิจไทยก็มีการปรับตัวอย่างรวดเร็ว จากสถานการณ์ความขัดแย้งที่เริ่มก่อตัวขึ้น เมื่อเดือนก่อน โดยหากไปดูข้อมูลการส่งออกชายแดนในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาจะเห็นว่า การส่งออกไปกัมพูชาผ่านการค้าชายแดนติดลบแล้ว

 

ขณะเดียวกัน ก็เห็นได้ว่า ภาคธุรกิจมีการปรับตัวอย่างรวดเร็ว จากการเปลี่ยนเส้นทางการส่งออกไปกัมพูชาผ่านประเทศลาวแทน เห็นได้จากตัวเลขการส่งออกผ่านลาวเพิ่มขึ้น สะท้อนว่าแม้ต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่ภาคธุรกิจก็ยังพยายามรักษาการดำเนินธุรกิจให้เดินหน้าต่อไป

 

เมื่อเปรียบเทียบความเสียหายกับกรณีความขัดแย้งเขาพระวิหารในปี 2554 ณัฐพร มองว่า ความตึงเครียดรอบนี้อาจกระทบความเชื่อมั่น (Sentiment) มากกว่าเล็กน้อย เนื่องจากมีการลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงต้องจับตาดูว่า คนไทยที่ทำธุรกิจในกัมพูชาจะต้องกลับมาไทยเพื่อความปลอดภัยหรือไม่ ดังนั้นจึงอาจกระทบต่อความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity) ด้วย

 

ในด้าน ‘ภาคอุตสาหกรรม’ ณัฐพร มองว่า หากโรงงานไม่ได้ตั้งอยู่บริเวณชายแดนก็อาจไม่ได้มีผลกระทบ เห็นได้จากกิจกรรมทางธุรกิจที่ไม่ได้อยู่บริเวณชายแดนก็ยังปกติอยู่

 

ส่วนผลกระทบใน ‘ภาคการท่องเที่ยว’ แม้นักท่องเที่ยวชาวกัมพูชาจะไม่ได้มีสัดส่วนสูงมาก แต่สถานการณ์ความไม่แน่นอนก็อาจซ้ำเติมภาคการท่องเที่ยวไทยที่กำลังเผชิญแรงกดดันอยู่แล้ว สอดคล้องกับข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยวจากบางประเทศ เช่น มาเลเซีย ที่เริ่มชะลอตัว

 

KResearch คงประมาณการ GDP ไว้ที่ 1.4% จับตาตัวเลขท่องเที่ยว-ผลการเจรจาภาษี

 

ณัฐพรย้ำว่า ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินขนาดผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งในครั้งนี้ต่อ GDP โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการการขยายตัวของ GDP ไทยปี 2567 ไว้ที่ 1.4% โดยให้น้ำหนักปัจจัยสำคัญไว้ที่ผลการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ในวันที่ 1 สิงหาคม และตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งหากต่ำกว่าประมาณการที่ตั้งไว้ที่ 34.5 ล้านคน อาจส่งผลต่อการปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจในรอบถัดไป

 

“สถานการณ์ความตึงเครียดไทยและกัมพูชาเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เราติดตามใกล้ชิด แต่ยังไม่ใช่ปัจจัยหลักที่อาจนำไปสู่การปรับลดประมาณการ GDP เทียบกับเรื่องภาษีศุลกากร (Tariff) และจำนวนนักท่องเที่ยว โดยหากจำนวนนักท่องเที่ยวในปีนี้ต่ำกว่าที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประมาณการไว้จะเป็นปัจจัยที่มีน้ำหนักมากในการปรับลดประมาณการ GDP ลง” ณัฐพรกล่าว

 

SCB EIC มองปมความขัดแย้งยังไม่กระทบเศรษฐกิจภาพใหญ่ ห่วงยืดเยื้อความเสียหายหนักขึ้น

 

ดร. ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า เผยว่า SCB EIC ประเมินไว้ว่า ความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชาจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ‘ไม่มากนัก’ อย่างไรก็ตาม พื้นที่ชายแดนอาจได้รับผลกระทบมากกว่า นอกจากนี้ ยังวิเคราะห์อีกว่า ผลกระทบสามารถส่งผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในพื้นที่บริเวณชายแดน

 

โดย SCB EIC อธิบายว่า การค้าชายแดนไทยกับกัมพูชาคิดเป็นสัดส่วนเพียง 3% ของการส่งออกไทยทั้งหมด โดยจำนวนนี้เกือบครึ่งหนึ่ง (44%) ของสัดส่วนนี้ก็เป็นการค้าชายแดน

 

สำหรับ ‘ด้านการลงทุน’ สถานการณ์ความตึงเครียดนี้อาจกระทบต่อบรรยากาศการลงทุน แม้การลงทุนของไทยในกัมพูชาจะคิดเป็นสัดส่วนไม่มากนัก (ประมาณ 17% ของการลงทุนไทยในต่างประเทศ) แต่ก็มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อการลงทุนใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางกระแสชาตินิยม ซึ่งอาจทำให้การตัดสินใจลงทุนของธุรกิจไทยในกัมพูชามีความลำบากมากขึ้น

 

ด้าน ‘ภาคการท่องเที่ยว’ ภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่น ญี่ปุ่นหรือจีน อาจได้รับผลกระทบใน ‘วงจำกัด’ โดยส่วนใหญ่จะกระทบกับจังหวัดที่เกี่ยวข้อง ‘โดยตรง’ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้อาจเป็นปัจจัยฉุดรั้งการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวกลุ่มที่นิยมท่องเที่ยวเป็นภูมิภาค หรือมาไทยและเดินทางต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

 

ในส่วนของ ‘ตลาดแรงงาน’ SCB EIC ประเมินว่า ตลาดแรงงานอาจจะกระทบบ้าง และแต่ก็คงทดแทนได้ เนื่องจากแรงงานกัมพูชาในไทยมีอยู่ประมาณ 1 ล้านคน โดยครึ่งหนึ่งได้รับใบอนุญาตทำงาน นอกจากนี้ การได้รับค่าจ้างที่สูงกว่าในไทยยังคงเป็นปัจจัยจูงใจให้แรงงานเหล่านี้อยู่ในประเทศไทยต่อ หากความขัดแย้งไม่รุนแรง

 

อย่างไรก็ตาม หากกระแสชาตินิยมเพิ่มขึ้น อาจทำให้แรงงานในภาคก่อสร้าง เกษตรกรรม หรือภาคบริการบางส่วนตัดสินใจเดินทางกลับ

 

กระนั้น ตลาดแรงงานไทยก็ยังพึ่งพาแรงงานเมียนมาเป็นหลักถึง 73% ซึ่งแรงงานกลุ่มนี้อาจเข้ามาทดแทนแรงงานกัมพูชาได้ แม้จะต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนผ่านบ้าง

 

ดร. ฐิติมา กล่าวว่า SCB EIC ยังคงประมาณการการเติบโตของ GDP ไทยในปี 2568 ที่ 1.5% โดยยังมองว่าความขัดแย้งกับกัมพูชายังเป็น ‘ความเสี่ยงด้านต่ำ’ และยังไม่รวมอยู่ในกรณีฐานของประมาณการเศรษฐกิจ แต่จะจับตาพัฒนาการของสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

 

ทั้งนี้ หากเหตุการณ์ยืดเยื้อนานคล้ายกับกรณีข้อพิพาทเขาพระวิหารในอดีต อาจส่งผลกระทบผ่านช่องทางทางเศรษฐกิจต่างๆ ยาวนานกว่า

 

ภาพ: Niphon Subsri / Shutterstock

The post วิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจ ปมขัดแย้ง ไทย-กัมพูชา KResearch ห่วงการค้าชายแดนสูญ ‘หมื่นล้านบาท’ ต่อเดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ธุรกิจโลกคุยอะไรใน Business at OECD General Assembly 2025 มีอะไรที่ไทยต้องรู้ | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-10032025-2/ Mon, 10 Mar 2025 04:44:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1050332

ภาคธุรกิจในโลกคุยอะไรกันใน Business at OECD General Ass […]

The post ชมคลิป: ธุรกิจโลกคุยอะไรใน Business at OECD General Assembly 2025 มีอะไรที่ไทยต้องรู้ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

ภาคธุรกิจในโลกคุยอะไรกันใน Business at OECD General Assembly 2025 กรุงปารีส พูดคุยกับ ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ธุรกิจโลกคุยอะไรใน Business at OECD General Assembly 2025 มีอะไรที่ไทยต้องรู้ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ทำความรู้จัก TISA ซื้อหุ้นลดภาษีได้ทางตรง ดีต่อนักลงทุนแค่ไหน | Morning Wealth 10 มี.ค. 2568 https://thestandard.co/morning-wealth-10032025/ Mon, 10 Mar 2025 03:03:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1050272

ทำความรู้จัก TISA มาตรการใหม่ของตลาดหลักทรัพย์ฯ เสนอใช้ […]

The post ชมคลิป: ทำความรู้จัก TISA ซื้อหุ้นลดภาษีได้ทางตรง ดีต่อนักลงทุนแค่ไหน | Morning Wealth 10 มี.ค. 2568 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ทำความรู้จัก TISA มาตรการใหม่ของตลาดหลักทรัพย์ฯ เสนอใช้วงเงินซื้อขายหุ้นใช้ลดหย่อนภาษีได้ทางตรง หวังฟื้นความเชื่อมั่นหุ้นไทย รายละเอียดเป็นอย่างไร

 

ภาคธุรกิจในโลกคุยอะไรกันใน Business at OECD General Assembly 2025 กรุงปารีส พูดคุยกับ ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ทำความรู้จัก TISA ซื้อหุ้นลดภาษีได้ทางตรง ดีต่อนักลงทุนแค่ไหน | Morning Wealth 10 มี.ค. 2568 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: Generative AI ตัวช่วยยกศักยภาพธุรกิจ SMEs ไทยพร้อมแค่ไหน? | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-06012025-2/ Mon, 06 Jan 2025 04:33:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1027379

‘Generative AI ตัวช่วยยกศักยภาพธุรกิจไทย’ พูดคุยกับ ดร. […]

The post ชมคลิป: Generative AI ตัวช่วยยกศักยภาพธุรกิจ SMEs ไทยพร้อมแค่ไหน? | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘Generative AI ตัวช่วยยกศักยภาพธุรกิจไทย’ พูดคุยกับ ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC)

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: Generative AI ตัวช่วยยกศักยภาพธุรกิจ SMEs ไทยพร้อมแค่ไหน? | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เจาะลึก ‘ไทย’ เข้าเป็นหุ้นส่วน BRICS ได้หรือเสียประโยชน์อย่างไร | Morning Wealth 6 ม.ค. 68 https://thestandard.co/morning-wealth-06012025/ Mon, 06 Jan 2025 01:58:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1027296

เริ่มแล้ว! ไทยเป็น 1 ใน 9 ประเทศที่เข้าร่วมเป็นพันธมิตร […]

The post ชมคลิป: เจาะลึก ‘ไทย’ เข้าเป็นหุ้นส่วน BRICS ได้หรือเสียประโยชน์อย่างไร | Morning Wealth 6 ม.ค. 68 appeared first on THE STANDARD.

]]>

เริ่มแล้ว! ไทยเป็น 1 ใน 9 ประเทศที่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกลุ่ม BRICS เพิ่มเติมอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันแรกของปี 2025 จะมีส่วนได้หรือเสียประโยชน์อย่างไรบ้าง พูดคุยกับ ดร.อัทธ์​ พิศาลวานิช นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและเศรษฐกิจอาเซียน

 

‘Generative AI ตัวช่วยยกศักยภาพธุรกิจไทย’ พูดคุยกับ ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC)

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: เจาะลึก ‘ไทย’ เข้าเป็นหุ้นส่วน BRICS ได้หรือเสียประโยชน์อย่างไร | Morning Wealth 6 ม.ค. 68 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ไทยจะได้อะไรจากก้าวแรกสู่การเป็นสมาชิก OECD ในปี 2030 | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-04112024-2/ Mon, 04 Nov 2024 05:32:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1003940 OECD

ไทยจะได้อะไรจากก้าวแรกสู่การเป็นสมาชิก OECD ในปี 2030 พ […]

The post ชมคลิป: ไทยจะได้อะไรจากก้าวแรกสู่การเป็นสมาชิก OECD ในปี 2030 | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
OECD
  • ไทยจะได้อะไรจากก้าวแรกสู่การเป็นสมาชิก OECD ในปี 2030 พูดคุยกับ ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC)

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ไทยจะได้อะไรจากก้าวแรกสู่การเป็นสมาชิก OECD ในปี 2030 | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: จับตาการเมืองกุมอำนาจแบงก์ชาติ เคาะชื่อประธานบอร์ดคนใหม่วันนี้ | Morning Wealth 4 พ.ย. 2567 https://thestandard.co/morning-wealth-04112024/ Mon, 04 Nov 2024 03:00:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1003875

จับตาการเมืองกุมอำนาจแบงก์ชาติ เคาะชื่อเก้าอี้ร้อนประธา […]

The post ชมคลิป: จับตาการเมืองกุมอำนาจแบงก์ชาติ เคาะชื่อประธานบอร์ดคนใหม่วันนี้ | Morning Wealth 4 พ.ย. 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>

จับตาการเมืองกุมอำนาจแบงก์ชาติ เคาะชื่อเก้าอี้ร้อนประธานบอร์ดแบงก์ชาติคนใหม่วันนี้ รายละเอียดเป็นอย่างไร

 

‘จุดยืนคัดค้านการเมืองครอบงำแบงก์ชาติ’ พูดคุยกับ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

 

ไทยจะได้อะไรจากก้าวแรกสู่การเป็นสมาชิก OECD ในปี 2030 พูดคุยกับ ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC)

The post ชมคลิป: จับตาการเมืองกุมอำนาจแบงก์ชาติ เคาะชื่อประธานบอร์ดคนใหม่วันนี้ | Morning Wealth 4 พ.ย. 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ไทยกระทบอย่างไร เมื่อเศรษฐกิจจีนส่งสัญญาณโตต่ำกว่า GDP เป้าหมายที่ 5% | WEALTH IN DEPTH #122 https://thestandard.co/wealth-in-depth-ep122/ Mon, 16 Sep 2024 11:00:22 +0000 https://thestandard.co/?p=984173

เศรษฐกิจจีนส่งสัญญาณเติบโตต่ำกว่าเป้าหมายที่ 5% เนื่องจ […]

The post ชมคลิป: ไทยกระทบอย่างไร เมื่อเศรษฐกิจจีนส่งสัญญาณโตต่ำกว่า GDP เป้าหมายที่ 5% | WEALTH IN DEPTH #122 appeared first on THE STANDARD.

]]>

เศรษฐกิจจีนส่งสัญญาณเติบโตต่ำกว่าเป้าหมายที่ 5% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัญหาที่เรื้อรังมายาวนาน ตั้งแต่วิกฤตอสังหาริมทรัพย์เมื่อ 1-2 ปีที่แล้ว ลามมาถึงวิกฤตกำลังซื้อภายในประเทศที่ซบเซา ทำให้รัฐบาลจีนหันมาผลักดันการส่งออก โดยเฉพาะสินค้าที่กำลังผลิตล้นความต้องการ (Over Supply)

 

ปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างที่จีนเผชิญอยู่นั้น แน่นอนว่ากระทบต่อประเทศคู่ค้าหลายๆ ประเทศ รวมถึงไทยด้วยเช่นกัน

 

WEALTH IN DEPTH ตอนนี้ ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค, ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) จะมาเจาะลึกปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างของจีนว่ามีอะไรบ้าง และรัฐบาลจีนเตรียมแผนแก้ไขแต่ละปัญหาอย่างไร พร้อมทั้งประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ในฐานะหนึ่งในประเทศคู่ค้าสำคัญ

 

The post ชมคลิป: ไทยกระทบอย่างไร เมื่อเศรษฐกิจจีนส่งสัญญาณโตต่ำกว่า GDP เป้าหมายที่ 5% | WEALTH IN DEPTH #122 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: การลงทุนภาคเอกชนไทยหายไปไหน แนวโน้มจะดีขึ้นได้หรือไม่ | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-09092024-2/ Mon, 09 Sep 2024 05:22:27 +0000 https://thestandard.co/?p=981311

การลงทุนภาคเอกชนในระบบเศรษฐกิจจริงของไทยหายไปไหน แนวโน้ […]

The post ชมคลิป: การลงทุนภาคเอกชนไทยหายไปไหน แนวโน้มจะดีขึ้นได้หรือไม่ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

การลงทุนภาคเอกชนในระบบเศรษฐกิจจริงของไทยหายไปไหน แนวโน้มจะดีขึ้นได้หรือไม่ พูดคุยกับ ดร.ฐิติมา ชูเชิด, ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค, ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: การลงทุนภาคเอกชนไทยหายไปไหน แนวโน้มจะดีขึ้นได้หรือไม่ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: หุ้นไทยบวกอันดับ 1 โลก ดีดแรงรับ ‘กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง’ | Morning Wealth 9 ก.ย. 2567 https://thestandard.co/morning-wealth-09092024/ Mon, 09 Sep 2024 01:48:13 +0000 https://thestandard.co/?p=981195

หุ้นไทยสุดร้อนแรง ทะยานบวกสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของโลกในรอ […]

The post ชมคลิป: หุ้นไทยบวกอันดับ 1 โลก ดีดแรงรับ ‘กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง’ | Morning Wealth 9 ก.ย. 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>
  • หุ้นไทยสุดร้อนแรง ทะยานบวกสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของโลกในรอบ 1 เดือน รับอานิสงส์กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง คาดเงินไหลเข้าตลาดทุน 1.5 แสนล้านบาท รายละเอียดเป็นอย่างไร
  • การลงทุนภาคเอกชนในระบบเศรษฐกิจจริงของไทยหายไปไหน แนวโน้มจะดีขึ้นได้หรือไม่ พูดคุยกับ ดร.ฐิติมา ชูเชิด, ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค, ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: หุ้นไทยบวกอันดับ 1 โลก ดีดแรงรับ ‘กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง’ | Morning Wealth 9 ก.ย. 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB EIC ชี้ โลกเสี่ยงเผชิญปัญหา Economic Decoupling รุนแรงมากขึ้น หลังจีน-สหรัฐฯ แบ่งขั้วชัดเจน https://thestandard.co/scb-eic-economic-decoupling-china-usa/ Mon, 08 Jul 2024 08:51:47 +0000 https://thestandard.co/?p=954960 SCB EIC Economic Decoupling

SCB EIC มองเทรนด์ระเบียบโลกใหม่เปลี่ยน มีขั้วมหาอำนาจเพ […]

The post SCB EIC ชี้ โลกเสี่ยงเผชิญปัญหา Economic Decoupling รุนแรงมากขึ้น หลังจีน-สหรัฐฯ แบ่งขั้วชัดเจน appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB EIC Economic Decoupling

SCB EIC มองเทรนด์ระเบียบโลกใหม่เปลี่ยน มีขั้วมหาอำนาจเพิ่ม ทั้งจีน, อินเดีย, รัสเซีย, แอฟริกาใต้ และบราซิล ที่จับมือรวมกลุ่ม ร่วมผลักดันเพิ่มบทบาทเวทีการค้าระหว่างประเทศ

 

ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ว่า SCB EIC มีมุมมองว่า ในระยะข้างหน้าเศรษฐกิจของโลกน่าจะเผชิญปัญหาการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ (Economic Decoupling) มีความเสี่ยงที่จะยกระดับความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันจะเห็นได้จากภาพการแบ่งขั้วระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนที่มีภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

 

ทั้งนี้ เห็นได้ว่าแนวโน้มของระเบียบโลกใหม่จะถูกเปลี่ยนจากเดิมที่มีมหาอำนาจของโลกเพียงรายเดียวคือ สหรัฐฯ เป็นมหาอำนาจที่มาจากหลายขั้ว ซึ่งจะมีประเทศมหาอำนาจเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้น ทั้งจีน, อินเดีย, รัสเซีย, แอฟริกาใต้ และบราซิล ที่จับมือรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่ม BRICS ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของประเทศตลาดเกิดใหม่ที่พยายามผลักดันเพื่อเพิ่มบทบาทเวทีการค้าระหว่างประเทศให้เพิ่มมากขึ้น รวมถึงลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ในการชำระเงินด้วย

 

Economic Decoupling ส่อแรงขึ้น

 

ปัจจัยการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในช่วงเดือนพฤศจิกายนปีนี้จะเร่งให้สถานการณ์ Economic Decoupling รุนแรงเพิ่มมากขึ้นอีก โดยเริ่มเห็นสัญญาณเพิ่มความรุนแรงตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งจากนโยบายหาเสียงของผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ออกมาตรการกีดกันทางการค้าเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะนโยบายหาเสียงของ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งส่งผลต่อคะแนนความนิยมของทรัมป์ให้ปรับตัวขึ้นค่อนข้างดี ดังนั้นในอนาคตจึงมีแนวโน้มที่จะเห็นนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่โจมตีจีนเพิ่มมากขึ้น

 

จากการศึกษาของ SCB EIC ในกรณีที่ Economic Decoupling รุนแรงมากขึ้นอีก โดยแบ่งผลการศึกษาออกเป็น 3 กลุ่มประเทศ

 

  1. กลุ่มสหรัฐฯ, สหภาพยุโรป และออสเตรเลีย

 

  1. กลุ่มจีนและกลุ่มประเทศที่อยู่ฝ่ายเดียวกับจีน

 

  1. กลุ่มประเทศที่มีบทบาทเป็นกลาง ได้แก่ อินเดีย รวมถึงกลุ่ม ASEAN-5 รวมทั้งไทย และอีกหลายประเทศในกลุ่มแอฟริกา

 

โดยจากการศึกษามีการทำสมมติฐาน หากเกิดกรณีประเทศกลุ่ม 1 ที่มีสหรัฐฯ เป็นผู้นำ และกลุ่ม 2 ที่มีจีนเป็นผู้นำ ประกาศจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้า 40% ระหว่างกันในทุกกลุ่มสินค้า พบว่าจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกรวมทั้งการค้าและการส่งออก

 

จีนเสี่ยงโดนผลกระทบหนักสุด

 

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ กลุ่มจีนและกลุ่มประเทศที่อยู่ฝ่ายเดียวกับจีน ส่วนฝั่งสหรัฐฯ และกลุ่มประเทศที่อยู่ฝ่ายสหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบในอัตราที่น้อยกว่า เนื่องจากฝ่ายของสหรัฐฯ สามารถใช้เครื่องยนต์ภายในประเทศขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในได้ หรือสินค้าที่เคยส่งออกก็สามารถนำกลับเข้ามาขายในประเทศทดแทนได้

 

อย่างไรก็ดี จากสถานการณ์ดังกล่าวจะมีกลุ่มที่ได้ประโยชน์คือ กลุ่มที่ 3 ที่มีบทบาทวางตัวเป็นกลาง รวมถึงไทยซึ่งจะได้ประโยชน์จากประเด็นดังกล่าวด้วย โดยภาพรวมของเศรษฐกิจและการส่งออกจะได้รับผลบวกจากประเด็นดังกล่าว ซึ่งหากห่วงโซ่การผลิตของโลกแตกออกมาเป็นหลายส่วน ไทยก็มีโอกาสที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องในส่วนนี้ด้วย ส่งผลบวกต่อภาพการส่งออกของประเทศไทยที่จะได้รับอานิสงส์จากความต้องการสินค้าส่งออกสุทธิสูงขึ้นจากประเทศที่แบ่งขั้ว 

 

เปิดรายชื่อธุรกิจได้ประโยชน์

 

หากศึกษาเจาะรายอุตสาหกรรมของไทยที่จะได้รับประโยชน์จาก Economic Decoupling มีจำนวน 5 อุตสาหกรรม ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์, คอมพิวเตอร์, อิเล็กทรอนิกส์, เนื้อสัตว์ และเครื่องดื่ม โดยกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมยานยนต์, คอมพิวเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ ถือเป็นกลุ่มที่มีฐานการผลิตและมีฐานซัพพลายเชนอยู่ในประเทศไทยอยู่แล้ว ซึ่งเป็นจุดแข็งที่นักลงทุนต่างประเทศที่ต้องการเข้ามาลงทุนสามารถเข้ามาต่อยอดการลงทุนได้ทันที 

 

ส่วนธุรกิจเนื้อสัตว์ ประเทศไทยถือว่ามีจุดแข็งในด้านทรัพยากร สามารถแข่งขันได้

 

สำหรับภาคอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบในด้านลบจากประเด็น Economic Decoupling ก็มีจำนวนมากเช่นกัน ซึ่งมีดังนี้

 

กลุ่ม 1 คืออุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับอุปสงค์หรือห่วงโซ่การผลิตของจีน ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจของจีนที่ชะลอตัวลง 

 

กลุ่ม 2 คือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการทุ่มตลาดของสินค้าจีน

 

กลุ่ม 3 คือกลุ่มที่สหรัฐฯ ต้องการนำเข้าสินค้าที่ผลิตในอาเซียนที่เพิ่มมากขึ้น ขณะที่ประเทศคู่แข่งในอาเซียนของไทยมีการปรับตัวในการแข่งขัน ซึ่งอาจได้รับผลกระทบด้านลบบ้าง แต่โดยรวมมองว่ายังมีผลกระทบที่เป็นบวก

 

โดยหากดูความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย พบว่ายังมีความเสี่ยงจากหลายประเด็นที่อาจกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์, การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, การกีดกันทางการค้า และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

 

ดังนั้น เมื่อพิจารณาศักยภาพความสามารถของภาคธุรกิจไทย พบว่าภาคอุตสาหกรรมการเกษตรถือว่าเป็นภาคธุรกิจที่ไทยมีความเชี่ยวชาญและการแข่งขันไม่รุนแรง เพราะไทยยังถือว่ามีความพร้อมในด้านทรัพยากร

 

ขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์, คอมพิวเตอร์, อิเล็กทรอนิกส์, ปิโตรเคมี และอาหารทะเล ของไทยถือว่ามีความเชี่ยวชาญ แต่เป็นภาคอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันที่สูงมาก

The post SCB EIC ชี้ โลกเสี่ยงเผชิญปัญหา Economic Decoupling รุนแรงมากขึ้น หลังจีน-สหรัฐฯ แบ่งขั้วชัดเจน appeared first on THE STANDARD.

]]>