ความเสี่ยงทางธุรกิจ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ความเสี่ยงทางธุรกิจ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 23 Dec 2024 10:18:14 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 SCB EIC เปิด ‘ความเสี่ยงธุรกิจไทย’ ที่ต้องรับมือในปีหน้า ท่ามกลางกำลังซื้อในประเทศที่ยังเปราะบาง และ ‘ทรัมป์ 2.0’ ซ้ำเติม https://thestandard.co/scb-eic-business-risks-in-2025/ Mon, 23 Dec 2024 10:18:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1022668

ในปี 2568 ที่กำลังจะมาถึงมีความท้าทายและความเสี่ยงรอภาค […]

The post SCB EIC เปิด ‘ความเสี่ยงธุรกิจไทย’ ที่ต้องรับมือในปีหน้า ท่ามกลางกำลังซื้อในประเทศที่ยังเปราะบาง และ ‘ทรัมป์ 2.0’ ซ้ำเติม appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในปี 2568 ที่กำลังจะมาถึงมีความท้าทายและความเสี่ยงรอภาคธุรกิจไทยที่ต้องเตรียมรับมือในหลายเรื่อง จะมีประเด็นอะไร ธุรกิจไหนเสี่ยงมากที่สุด

 

ปราณิดา ศยามานนท์ ผู้อำนวยการฝ่าย Industry Analysis ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ว่า ภาคธุรกิจไทยในปี 2568 มีความท้าทายรออยู่ค่อนข้างมาก ทั้งปัจจัยภายในประเทศและต่างประเทศ โดยปัจจัยภายในประเทศมาจากประเด็นปัญหาความเปราะบางของภาคครัวเรือน รวมถึงการบริโภคในประเทศที่ฟื้นตัวได้ค่อนข้างจำกัด ส่วนปัจจัยต่างประเทศมาจากกรณีที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวนและยังมีประเด็นจากผลกระทบของนโยบายทรัมป์ 2.0

 

อีกทั้งในภาคของธุรกิจไทยยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างภาคการผลิตที่ยังปรับตัวได้ช้าและมีความสามารถในการแข่งขันน้อย รวมถึงปัจจัยการเปลี่ยนแปลงของเมกะเทรนด์ต่างๆ

 

กำลังซื้อเปราะบาง ฉุดตลาดรถยนต์ปี 2568 ต่อเนื่อง

 

หากประเมินผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทยในปี 2568 ประเมินว่ากลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์จะได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่ยังคงเปราะบาง รวมทั้งสถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการพิจารณาให้สินเชื่อ ในขณะที่ฝั่งผู้ประกอบรถยนต์ก็มีแรงกดดันเพิ่มเติมจากประเด็นการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมจากรถสันดาปไปสู่รถยนต์ EV ส่งผลให้มีข้อจำกัดในการปรับตัวอยู่ค่อนข้างสูง

 

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงจะชะลอตัว ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมที่เผชิญแรงกดดันจากจีน เช่น กลุ่มผู้ผลิตเหล็กและผลิตภัณฑ์พลาสติก ซึ่งมีความเสี่ยงที่เผชิญกับการตีตลาดของสินค้าราคาถูกจากจีนอย่างต่อเนื่อง ทำให้การผลิตยังมีแนวโน้มหดตัว

 

ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์จะเผชิญปัจจัยความเสี่ยงของสถานการณ์โอเวอร์ซัพพลายที่ยังคงมีซัพพลายใหม่ๆ เข้ามาสู่ตลาดอีกจำนวนมาก โดยประเมินว่าความสามารถในการปรับตัวของผู้ประกอบการค่อนข้างมีจำกัด ซึ่งจะเห็นได้ว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ยังคงสามารถปรับตัวได้ ขณะที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายกลางและเล็กยังมีข้อจำกัดในการปรับตัว

 

อย่างไรก็ดี กลุ่มธุรกิจที่ยังคงมีแนวโน้มเติบโตได้ก็ยังคงมีอยู่บ้าง ได้แก่ กลุ่มสินค้าที่สอดรับกับเทรนด์ใหม่ๆ เช่น กลุ่มสินค้าเกษตรและอาหารที่เป็นสินค้าจำเป็นที่ยังคงเติบโตได้ดี รวมถึงกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์บางหมวดที่ตอบโจทย์เทรนด์เซมิคอนดักเตอร์หรือเกี่ยวข้องกับ AI ที่ยังคงมีแนวโน้มเติบโตได้ รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวที่ยังคงเติบโตได้ตามปริมาณของนักท่องเที่ยว รวมถึงที่เกี่ยวข้องเทรนด์สุขภาพที่ขยายตัวได้ดี

 

หวั่น ‘ทรัมป์ 2.0’ ดันสินค้าจีนทะลักเข้าไทยปะทุแรงขึ้น

 

อีกทั้งประเมินว่านโยบายทรัมป์ 2.0 จะมีผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทยในหลายด้าน ได้แก่ ผลกระทบที่จะส่งผ่านมาจากจีน เนื่องจากสหรัฐฯ จะมีการตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากจีน ส่งผลให้จีนส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ ได้น้อยลง โดยจะส่งผลกระทบต่อสินค้าขั้นกลางของไทยที่อยู่ใน Value Chain การผลิตของจีน เช่น กลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขั้นกลาง ส่วนประกอบคอมพิวเตอร์ต่างๆ ที่จะมีความต้องการสินค้าชะลอตัวลง

 

นอกจากนี้ยังมีผลกระทบอีกด้านที่จะส่งต่อมาจากจีน โดยหากจีนส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ ได้น้อยลง ทำให้จีนจำเป็นจะต้องหาตลาดส่งออกสินค้าอื่นๆ เพื่อทดแทนตลาดสหรัฐฯ ดังนั้นสินค้าราคาถูกจากจีนมีโอกาสจะทะลักเข้ามาสู่ไทยมากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัญหาที่รุนแรงมากขึ้น เช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์เหล็ก พลาสติก เครื่องใช้ไฟฟ้า และรถยนต์ EV ที่ผู้ประกอบการของไทยมีความเสี่ยงจะเผชิญกับปัญหาเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น

 

ปราณิดากล่าวต่อว่า นโยบายของ โดนัลด์ ทรัมป์ จะส่งผลให้ดีมานด์สินค้าของสหรัฐฯ ลดลง เนื่องจากการที่สหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีกับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศต่างๆ รวมถึงไทย ซึ่งประเมินว่าอาจจะมีผลกระทบทั้งในเชิงลบและเชิงบวก โดยในแง่ของภาษีนำเข้าที่สูงขึ้นอาจส่งผลให้ดีมานด์สินค้าบางส่วนจากสหรัฐฯ มีความต้องการที่ชะลอตัวลง

 

อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการไทยอาจได้ประโยชน์ เนื่องจากสหรัฐฯ อาจมีการนำเข้าสินค้าจากไทยเข้าไปทดแทนสินค้าจากจีน เพราะถือว่าสินค้าจากไทยยังมีราคาที่ต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับจีนหลังจากมีการใช้นโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ โดยกลุ่มสินค้าที่ประเมินว่ายังคงมีปริมาณสูงจากสหรัฐฯ และยังคงพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ได้แก่ กลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

 

สำหรับผลกระทบในด้านอื่นๆ จากนโยบายของทรัมป์ ซึ่งประกาศนโยบายชัดเจนว่าสนับสนุนการใช้พลังงานจากฟอสซิล รวมถึงอาจจะมีการชะลอนโยบายในการเปลี่ยนผ่านใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้พลังงานสะอาด ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อราคาพลังงานโลกให้มีความผันผวน และมีโอกาสที่จะเห็นการปรับตัวลดลงของราคาพลังงาน

 

พร้อมทั้งประเมินว่ายังมีผลกระทบในเชิงบวกบ้าง อาจจะเห็นอุตสาหกรรมย้ายฐานการผลิตจากจีนมาไทยแทน โดยมีแนวโน้มที่จะเห็นมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาคนิคมอุตสาหกรรมของไทยกับกลุ่มธุรกิจแวร์เฮาส์

 

จับตาทรัมป์ลุยตรวจเก็บภาษี บริษัทจีนย้ายฐานผลิตมาอาเซียน

 

อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามสถานการณ์การย้ายฐานการผลิตจากจีนมายังไทย เนื่องจากสหรัฐฯ อาจดำเนินมาตรการในการตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้า เช่น เริ่มเก็บภาษีนำเข้าจากผู้ผลิตแผงโซลาร์จากบริษัทสัญชาติจีนที่มีฐานผลิตในอาเซียน ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

 

ขณะที่ภาพโครงสร้างของธุรกิจไทยในปี 2568 ยังคงมีความท้าทาย โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ดังนี้

 

1. กลุ่มธุรกิจดั้งเดิม ซึ่งแบ่งย่อยเป็น 2 กลุ่ม คือ

 

1.1 กลุ่มที่เผชิญความเสี่ยงสูงและสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ค่อนข้างยาก คือกลุ่มที่ผลิตสินค้าและบริการเดิมๆ ไม่ตอบโจทย์กับความต้องการของตลาด รวมถึงขาดการพัฒนาเทคโนโลยีและยังคงพึ่งพาในตลาดเดิมๆ ซึ่งหากธุรกิจเหล่านี้ไม่มีการปรับตัวจะไปต่อในอนาคตได้ค่อนข้างยาก

 

ดังนั้นจึงต้องมีการปรับตัวโดยเร่งออกจากเซ็กเมนต์เดิมที่มีความเสี่ยงจะไปต่อไม่ไหว รวมถึงมีการปรับปรุงสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและมีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

 

1.2 กลุ่มที่สามารถปรับตัวได้ในการดำเนินธุรกิจและสามารถนำพาธุรกิจให้ดำเนินต่อไปได้ ซึ่งกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่มีการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้ดีขึ้น อีกทั้งมีการพัฒนาสินค้าให้มีมูลค่าสูงขึ้นหรือดำเนินธุรกิจที่ครบวงจร ซึ่งกลุ่มนี้จะต้องมีกลยุทธ์ในการปรับตัวด้วยเช่นกัน เพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยมีการเพิ่มงบลงทุนในการวิจัยและพัฒนา (R&D)

 

นอกจากนี้ควรมีการบริหารห่วงโซ่อุปทานให้มีความยืดหยุ่น อีกทั้งพัฒนาสินค้าให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์โลกอย่างต่อเนื่อง

 

2. กลุ่มธุรกิจใหม่ๆ เป็นกลุ่มที่สามารถเติบโตได้ตามเทรนด์ของโลกที่เติบโตได้ค่อนข้างดี เช่น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกระแสความยั่งยืน และ AI ต่างๆ ซึ่งในกลุ่มนี้จะมีการพัฒนาด้านนวัตกรรมและโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งจะต้องปรับตัวและต่อยอดจากธุรกิจเดิมเพื่อรับมือกับคู่แข่ง

 

ทั้งนี้ จากโครงสร้างธุรกิจทั้ง 2 กลุ่มข้างต้น ขอยกตัวอย่างในภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่จะเห็นได้ว่ามีทั้งเซ็กเมนต์ดั้งเดิม คือผู้ผลิตรถยนต์สันดาปและผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในอนาคตมีความเสี่ยงที่จะดำเนินธุรกิจต่อไปได้ค่อนข้างยากหากยังไม่ปรับตัวรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมที่มุ่งไปสู่รถยนต์ EV

 

ขณะที่กลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์ไฮบริด (BEV) ยังมีโอกาสดำเนินธุรกิจต่อไปได้ เพราะผลิตและพัฒนาสินค้าได้ตรงกับความต้องการของตลาด และกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจใหม่ๆ ก็ยังมีโอกาสที่จะเติบโตได้ เช่น กลุ่มผู้ผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ที่ใช้กับรถยนต์ EV

 

ภาพ: Artigone Pumsirisawas / Getty Images 

The post SCB EIC เปิด ‘ความเสี่ยงธุรกิจไทย’ ที่ต้องรับมือในปีหน้า ท่ามกลางกำลังซื้อในประเทศที่ยังเปราะบาง และ ‘ทรัมป์ 2.0’ ซ้ำเติม appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำรวจโอกาส-ความเสี่ยงธุรกิจทั่วโลก หลัง EU ออกกฎหมายกำกับ AI https://thestandard.co/eu-ai-law-global-business-impact/ Fri, 09 Aug 2024 06:43:33 +0000 https://thestandard.co/?p=969321 EU

สหภาพยุโรป (EU) ได้นำพระราชบัญญัติ AI (EU Artificial In […]

The post สำรวจโอกาส-ความเสี่ยงธุรกิจทั่วโลก หลัง EU ออกกฎหมายกำกับ AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
EU

สหภาพยุโรป (EU) ได้นำพระราชบัญญัติ AI (EU Artificial Intelligence Act) มาใช้อย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2567 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการควบคุมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มีผลกระทบต่อธุรกิจทั่วโลก รวมถึงธุรกิจที่อยู่นอกสหภาพยุโรป

 

พระราชบัญญัติ AI มีที่มาจากสมุดปกขาวเกี่ยวกับ AI ของคณะกรรมาธิการยุโรป (The European Commission White Paper on AI) ที่ออกมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างกรอบการกำกับดูแลเพื่อให้แน่ใจว่าเทคโนโลยี AI สอดคล้องกับมาตรฐานทางจริยธรรมและสิทธิมนุษยชน และป้องกันความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ AI เช่น อคติและการเลือกปฏิบัติภายในอัลกอริทึม, การแคมเปญข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง, ปัญหาการละเมิดความเป็นส่วนตัว และความท้าทายด้านความโปร่งใสเนื่องจากความซับซ้อนของระบบ AI ตลอดจนข้อกังวลด้านความปลอดภัยในการใช้งานในบางภาคส่วน เช่น การสาธารณสุขและการคมนาคมขนส่ง ความเสี่ยงเหล่านี้นำมาซึ่งแนวคิดการกำกับดูแล AI เพื่อส่งเสริมความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความไว้วางใจของสาธารณะ

 

ในขั้นตอนการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปได้มีการปรึกษาหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกลุ่มผู้พัฒนา AI จากนั้นมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นทางการในเดือนสิงหาคม 2567 ส่งผลให้ EU เป็นผู้นำกฎระเบียบด้าน AI ในปัจจุบัน

 

เปิดเนื้อหาพระราชบัญญัติ AI แบ่งระดับความเสี่ยง

 

กฎหมายฉบับนี้แบ่งระบบ AI ออกเป็น 4 ระดับความเสี่ยง ได้แก่ ความเสี่ยงที่ยอมรับไม่ได้, ความเสี่ยงสูง, ความเสี่ยงจำกัด และความเสี่ยงต่ำ โดยการแบ่งประเภทนี้จะกำหนดระดับการกำกับดูแลตามกฎระเบียบที่แต่ละระบบจะต้องปฏิบัติตาม​

 

  • AI ที่มีความเสี่ยงที่ยอมรับไม่ได้: การใช้งาน AI เพื่อวัตถุประสงค์บางประการถูกห้าม เนื่องจากเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัย สิทธิขั้นพื้นฐาน หรือค่านิยมทางสังคมอย่างมาก เช่น การใช้ AI สำหรับการให้คะแนนทางสังคม (Social Scoring) การระบุข้อมูลไบโอเมตริกซ์ (การระบุอัตลักษณ์ เช่น ลายนิ้วมือ การจดจำใบหน้า) แบบเรียลไทม์ในพื้นที่สาธารณะ และระบบที่ใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ของกลุ่มเฉพาะ​
  • AI ที่มีความเสี่ยงสูง: ครอบคลุมถึงระบบ AI ที่ใช้ในภาคส่วนสำคัญ เช่น การดูแลสุขภาพ, การขนส่ง, การบังคับใช้กฎหมาย และบริการทางการเงิน โดยต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดต่างๆ เช่น การประเมินความเสี่ยง, จัดทำเอกสารทางเทคนิคโดยละเอียด, การจัดทำแนวทางการจัดการข้อมูลที่ปลอดภัย และการกำกับดูแลโดยมนุษย์ ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องต้องทำให้แน่ใจว่าระบบเหล่านี้โปร่งใสและปลอดภัย
  • AI ที่มีความเสี่ยงจำกัด: ได้แก่ แชตบอตและเครื่องมืออัตโนมัติในการบริการลูกค้า โดยระบบเหล่านี้ต้องอยู่ภายใต้ข้อผูกพันด้านความโปร่งใส เช่น ผู้ใช้จะต้องได้รับแจ้งว่าพวกเขากำลังคุยกับ AI
  • AI ที่มีความเสี่ยงต่ำ: การใช้ AI ส่วนใหญ่จัดอยู่ในหมวดหมู่นี้ เช่น วิดีโอเกมที่ใช้ AI หรือตัวกรองสแปม แม้ว่าระบบ AI ที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุดจะได้รับการยกเว้นจากข้อผูกพันตามกฎหมายฉบับนี้ แต่ก็ยังต้องปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ของ EU ด้วย

 

สำรวจผลกระทบต่อธุรกิจนอกสหภาพยุโรป

 

การบังคับใช้พระราชบัญญัติ AI ส่งผลกระทบต่อบริษัทต่างๆ ทั่วโลกที่ต้องการดำเนินการภายในตลาดของ EU ธุรกิจที่พัฒนาหรือใช้ระบบ AI ที่มีการโต้ตอบ (Interact) กับพลเมืองของ EU จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งรวมถึงจัดทำแนวทางการประเมินความเสี่ยง และนำแนวทางการจัดการข้อมูลที่เหมาะสมมาใช้ ตลอดจนต้องทำให้แน่ใจว่าระบบ AI โปร่งใสและมีความรับผิดชอบ

 

ต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น: บริษัทที่ไม่ได้อยู่ใน EUจะเผชิญกับต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากต้องปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานการกำกับดูแลของ EUซึ่งรวมถึงต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมาย การจัดทำเอกสาร หรือแม้แต่อาจต้องทำการออกแบบระบบ AI ใหม่เพื่อให้ตรงตามข้อกำหนดของ EUนอกจากนี้ธุรกิจต่างๆ จะต้องลงทุนในการฝึกอบรมพนักงานและอัปเดตนโยบาย รวมทั้งกรอบการกำกับดูแลให้สอดคล้องกับกฎหมาย

 

โทษหนักสำหรับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย: กฎหมาย AI กำหนดโทษหนักสำหรับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย โดยอาจปรับเงินได้สูงถึง 30 ล้านยูโร หรือ 6 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายประจำปีทั่วโลก แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงอย่างมากสำหรับธุรกิจระหว่างประเทศ

 

ข้อได้เปรียบในการแข่งขันสำหรับธุรกิจที่ปฏิบัติตามกฎหมาย: บริษัทที่ปฏิบัติตามกฎหมาย AI อย่างจริงจังอาจได้รับข้อได้เปรียบในการแข่งขันในตลาด EUและการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นต่อจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์จะทำให้ธุรกิจสามารถเพิ่มชื่อเสียง และสร้างความไว้วางใจต่อผู้บริโภค รวมถึงอาจสร้างโอกาสทางธุรกิจเพิ่มเติมภายใน EUได้​

 

ธุรกิจที่อยู่นอกสหภาพยุโรปต้องรับมืออย่างไร?

 

  • การประเมินระบบ AI: บริษัทต่างๆ ควรประเมินระบบ AI ของตนอย่างละเอียดถี่ถ้วน รวมถึงการทำความเข้าใจการแบ่งประเภทตามความเสี่ยงของเทคโนโลยี AI และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับแต่ละประเภท
  • การเสริมสร้างการกำกับดูแลข้อมูล (Data Governance): ธุรกิจที่อยู่นอก EUจำเป็นต้องนำกรอบการกำกับดูแลข้อมูลที่เหมาะสมมาใช้ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานการจัดการข้อมูลและความโปร่งใส เพื่อรับรองคุณภาพข้อมูล ความเป็นส่วนตัว และความปลอดภัย ตลอดจนการจัดทำกระบวนการจัดทำเอกสารที่ชัดเจน​
  • การเพิ่มความโปร่งใสและความรับผิดชอบ: ธุรกิจต่างๆ ควรเน้นที่การปรับปรุงความโปร่งใสและความรับผิดชอบของระบบ AI ซึ่งรวมถึงการให้ข้อมูลที่ชัดแจ้งแก่ผู้ใช้เกี่ยวกับการทำงานของ AI และการรับรองการกำกับดูแลโดยมนุษย์ในการใช้ AI ที่มีความเสี่ยงสูง
  • การจัดลำดับความสำคัญของระบบ AI ที่มีความเสี่ยงสูง: ธุรกิจต่างๆ ควรโฟกัสไปที่ระบบ AI ที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อให้แน่ใจว่าระบบเหล่านั้นเป็นไปตามมาตรฐานกำหนดโดยสหภาพยุโรป ซึ่งรวมถึงการนำกลยุทธ์การจัดการความเสี่ยงอย่างครอบคลุมมาใช้
  • การติดตามการพัฒนากฎระเบียบ: ในขณะที่สหภาพยุโรปยังคงปรับปรุงภูมิทัศน์ของกฎระเบียบด้าน AI ธุรกิจต่างๆ จะต้องคอยติดตามข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนากฎระเบียบด้าน AI ที่กำลังเกิดขึ้นในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก ขณะที่รัฐเองควรเน้นการมีส่วนร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและสมาคมอุตสาหกรรม เพื่อทำความเข้าใจถึงผลกระทบของกฎระเบียบที่เกิดขึ้นใหม่

 

จับตาแนวโน้มอนาคต

 

พระราชบัญญัติ AI มีแนวโน้มจะสร้างบรรทัดฐานสำหรับการกำกับดูแล AI ทั่วโลก โดยมีอิทธิพลต่อภูมิภาคอื่นๆ ในการพัฒนากรอบการกำกับดูแลที่คล้ายคลึงกัน ความเป็นผู้นำของสหภาพยุโรปในการกำกับดูแล AI ส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงไปสู่การกำกับดูแลเทคโนโลยี AI ที่เข้มงวดยิ่งขึ้น ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการสนทนาในระดับโลกเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติด้าน AI ที่มีจริยธรรม

 

สำหรับธุรกิจนอกสหภาพยุโรป พระราชบัญญัติ AI ถือเป็นทั้งความท้าทายและโอกาส แม้ว่าข้อกำหนดการปฏิบัติตามอาจเข้มงวด แต่การปรับให้สอดคล้องกับมาตรฐานของสหภาพยุโรปสามารถเปิดประตูสู่ตลาดและพันธมิตรใหม่ๆ ซึ่งตอกย้ำความสำคัญของการพัฒนา AI ที่มีจริยธรรมและโปร่งใส

 

เมื่อพระราชบัญญัติ AI มีผลบังคับใช้ ธุรกิจระหว่างประเทศต้องเท่าทัน ปรับตัวและเตรียมพร้อมรับมือกับกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงไป

The post สำรวจโอกาส-ความเสี่ยงธุรกิจทั่วโลก หลัง EU ออกกฎหมายกำกับ AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมเครื่องมือบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนถึงสำคัญกับธุรกิจนำเข้าและส่งออก https://thestandard.co/manage-exchange-rate-risk/ Fri, 26 Apr 2024 07:06:08 +0000 https://thestandard.co/?p=927050

ความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อการค้าและเศรษ […]

The post ทำไมเครื่องมือบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนถึงสำคัญกับธุรกิจนำเข้าและส่งออก appeared first on THE STANDARD.

]]>

ความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อการค้าและเศรษฐกิจทั่วโลก ก็คือวิกฤตทะเลแดง หรือ Red Sea ที่ยังคงตึงเครียดอยู่จนถึงปัจจุบัน โดยวิกฤตนี้เกิดขึ้นจากลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน ได้ก่อเหตุโจมตีเรือบรรทุกสินค้าในทะเลแดง ส่งผลให้ซัพพลายเชนโลกหยุดชะงัก และทำให้บรรดาบริษัทขนส่งทางเรือ หรือ Shippers รายใหญ่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น MSC, Hapag-Lloyd, CMA, CGM, Yang Ming Marine Transport, Evergreen, Maersk รวมไปถึง BP บริษัทน้ำมันระดับโลก ต้องปรับแผนเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือใหม่

 

เช่นเดียวกับประเทศไทยก็อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของการค้าโลกนี้ อีกทั้งยังใช้เส้นทางนี้เป็นเส้นทางหลักในการขนส่งสินค้าผ่านไปยังยุโรป

 

จึงเป็นเหตุให้ผู้ส่งออก-นำเข้าทั้งหลาย ต้องเร่งหาวิธีการรับมือกับความไม่แน่นอนสูงจากปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสงครามที่กล่าวถึงข้างต้น ยังไม่รวมถึงเงินเฟ้อ หรืออัตราดอกเบี้ย ที่ล้วนมีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยน และสร้างความเสี่ยงให้กับธุรกิจที่มีการนำเข้าและส่งออกอยู่ตลอดเวลา และถึงแม้ว่าธุรกิจจะไม่สามารถควบคุมความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนได้ แต่ก็สามารถบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ โดยใช้เครื่องมือต่างๆ ที่เหมาะสมกับธุรกิจตัวเอง เพื่อให้ธุรกิจได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

 

แล้วหากเกิดคำถามว่า ทำไมการป้องกันความเสี่ยงค่าเงินถึงมีความสำคัญ และจะคุ้มค่าหรือไม่? เพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบข้างต้น เราขอพาคุณไปทำความรู้จักกับเครื่องมือบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน 2 รูปแบบ ได้แก่ FX Forward และ FX Option ซึ่งเป็นโซลูชันที่พัฒนาเพื่อ ตอบโจทย์ต่อความต้องการของธุรกิจได้อย่างตรงจุดจาก SCB SME

 

สำหรับไฮไลต์ของเครื่องมือ FX Forward เป็นสัญญาที่ทำเพื่อซื้อหรือขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้ากับธนาคาร ซึ่งวิธีนี้เหมาะกับธุรกิจนำเข้าส่งออกที่ต้องการล็อกเรตอัตราแลกเปลี่ยน โดยมีกำหนดส่งมอบมากกว่า 2 วันทำการขึ้นไป

 

ข้อดีคือสามารถรับรู้รายได้และรายจ่ายเป็นค่าเงินบาทได้ตั้งแต่วันที่ทำสัญญา ยกตัวอย่างให้เห็นภาพได้ชัดมากขึ้นก็คือ ไม่ว่าในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าจะเกิดสถานการณ์ใดๆก็ตามที่ทำให้ธุรกิจ ต้องเจอภาวะที่ต้นทุนสูงขึ้น อัตราแลกเปลี่ยนก็จะเท่าเดิม หรือจะเรียกง่ายๆ ว่าเป็นการล็อกเรตให้ค่าเงินคงที่ในช่วงระยะเวลาที่สัญญามีผล แต่มีข้อจำกัดคือต้องมีวงเงินสินเชื่อ FX Forward กับธนาคารก่อน

 

ขณะที่ไฮไลต์ของเครื่องมือ FX Option เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน สามารถล็อกอัตราแลกเปลี่ยน โดยมีข้อดีคือสามารถเลือกที่จะใช้สิทธิ์หรือไม่ใช้สิทธิ์ของ FX Option ได้ และช่วยลดต้นทุนหรือเพิ่มผลตอบแทนโดยใช้ประโยชน์จากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนในอนาคต

 

อีกทั้งไม่จำเป็นต้องมีวงเงินสินเชื่อ FX Forward กับธนาคาร แต่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการซื้อสิทธิ์ (Premium) อย่างไรก็ตามผู้นำเข้าส่งออกสามารถเลือกเครื่องมือให้เหมาะสมกับธุรกิจ หรือจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ SCB SME ที่จะเข้ามาดูแลทั้ง 2 เครื่องมือดังกล่าว ซึ่งผู้นำเข้าส่งออกจะได้เอาเวลาที่เหลือไปทุ่มเทกับการสร้างกำไรเพื่อให้เติบโตไปพร้อมกับธนาคาร

 

The post ทำไมเครื่องมือบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนถึงสำคัญกับธุรกิจนำเข้าและส่งออก appeared first on THE STANDARD.

]]>
แม้รอดพ้นผลกระทบวิกฤตแบงก์ล่มได้ แต่ธนาคารในอาเซียนกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านสินเชื่อ และปัญหารายได้จากดอกเบี้ยที่ลดลงแทน https://thestandard.co/banks-in-asean-are-facing-credit-risk/ Fri, 05 May 2023 10:30:19 +0000 https://thestandard.co/?p=785602 ธนาคารในอาเซียน

แม้ว่าธนาคารในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ยัง […]

The post แม้รอดพ้นผลกระทบวิกฤตแบงก์ล่มได้ แต่ธนาคารในอาเซียนกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านสินเชื่อ และปัญหารายได้จากดอกเบี้ยที่ลดลงแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาคารในอาเซียน

แม้ว่าธนาคารในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ยังไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตในภาคธนาคารฝั่งตะวันตก อย่างไรก็ตาม ธนาคารหลายแห่งในอาเซียนกลับกำลังเผชิญกับความเสี่ยงด้านสินเชื่อ และส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยรับ-จ่ายสุทธิ (NIM) ที่จ่อลดลง ท่ามกลางแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน 

 

ขณะที่ธนาคารหลายแห่งในสหรัฐฯ และยุโรป กำลังประสบปัญหาการไหลออกของเงินฝาก หรือราคาหุ้นตกต่ำ หลังจากธนาคารกลางเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อสกัดการเพิ่มขึ้นอัตราเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ บรรดาธนาคารในอาเซียนยังไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนว่ากำลังประสบปัญหาในลักษณะเดียวกันกับธนาคารฝั่งตะวันตก

 

กระนั้น ในรายงานของหน่วยวิจัยของ HSBC เมื่อเดือนที่แล้ว ยังระบุถึง ‘ช่องโหว่ความเปราะบาง’ ภายในภาคธนาคารในอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ

 

ตัวอย่างเช่น ในประเทศไทย คาดว่าจะเห็นสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) สำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) พุ่งขึ้นสู่ระดับวิกฤตการเงินโลก (Global Financial Crisis-Levels) ควบคู่ไปกับหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น

 

โดยรายงานยังระบุว่า ธนาคารในฟิลิปปินส์ NPL โดยรวมยังคงสูงที่สุดในบรรดาธนาคารในอาเซียน ขณะที่ธนาคารเวียดนามยังคงมีความล่าช้าในแง่ของการปฏิรูปภาคธนาคารอยู่

 

สิงคโปร์เตรียมเผชิญปัญหาส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ทรุด!

ขณะที่หลายธนาคารในสิงคโปร์ ไม่ว่าจะเป็น DBS Group Holdings และ United Overseas Bank (UOB) ซึ่งเป็นหนึ่งในธนาคารรายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้ได้พลิกฟื้นผลกำไรเป็นประวัติการณ์เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ก็ยังมีความกังวลต่ออนาคตข้างหน้า

 

DBS ซึ่งเป็นธนาคารรายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากพิจารณาจากสินทรัพย์ทั้งหมด เพิ่งรายงานเมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคมว่า กำไรสุทธิในไตรมาสแรกของปีนี้ (มกราคม-มีนาคม) เพิ่มขึ้น 43% จากปีก่อนหน้า อยู่ที่ 2.57 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (หรือกว่า 6.5 หมื่นล้านบาท)

 

อย่างไรก็ตาม Piyush Gupta ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ DBS กลับกล่าวเตือนว่า ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) เป็นเครื่องชี้ที่สะท้อนความสามารถในการหารายได้ของธนาคารพาณิชย์ จากส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยรับ (ซึ่งมีองค์ประกอบที่สำคัญคือ ปริมาณเงินกู้และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้) และดอกเบี้ยจ่าย อาจลดลงในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนเงินฝากคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

 

ทั้งนี้ โดยทั่วไปแล้วธนาคารในสิงคโปร์จะปฏิบัติตามนโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในการกำหนดดอกเบี้ยเงินกู้

 

โดย UOB ดูเหมือนจะเผชิญปัญหา NIM ลดลงแล้ว หลังจากเมื่อเดือนที่แล้ว ธนาคารได้รายงานกำไรสุทธิ 1.51 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในไตรมาสแรก เพิ่มขึ้น 67% เมื่อเทียบจากปีก่อน อย่างไรก็ตาม NIM ของ UOB ลดลง 0.08% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยอยู่ที่ 2.14%

 

ขณะที่ธนาคารอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็กำลังกังวลเกี่ยวกับหนี้สูญ (Bad Debt) เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นกดดันผู้กู้ที่พยายามชำระคืนเงินกู้


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


อ้างอิง:

The post แม้รอดพ้นผลกระทบวิกฤตแบงก์ล่มได้ แต่ธนาคารในอาเซียนกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านสินเชื่อ และปัญหารายได้จากดอกเบี้ยที่ลดลงแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดลิสต์ ‘เทรนด์ธุรกิจ-ความเสี่ยง-บุคคล’ ที่ต้องจับตามองใน 5 อุตสาหกรรมสำคัญของปี 2023 https://thestandard.co/business-trends-risks-of-2023/ Tue, 03 Jan 2023 09:05:34 +0000 https://thestandard.co/?p=732330

Financial Times ได้เผยแพร่บทความเกี่ยวกับเทรนด์ธุรกิจ ค […]

The post เปิดลิสต์ ‘เทรนด์ธุรกิจ-ความเสี่ยง-บุคคล’ ที่ต้องจับตามองใน 5 อุตสาหกรรมสำคัญของปี 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>

Financial Times ได้เผยแพร่บทความเกี่ยวกับเทรนด์ธุรกิจ ความเสี่ยง และบุคคล ที่น่าจับมองของ 5 อุตสาหกรรม ได้แก่ พลังงาน, เทคโนโลยี, Private Capital, อสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ และคริปโตเคอร์เรนซี 

 

โดยอุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการที่เศรษฐกิจกำลังปรับเข้าสู่จุดสมดุลใหม่ หลังเผชิญกับปัจจัยสำคัญหลายประการเมื่อปีก่อน เช่น การผ่านพ้นช่วงเวลาแพร่ระบาดหนักของโควิด หรือสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


พลังงาน

 

  • เทรนด์ที่ต้องจับตามอง

ปี 2023 อาจเป็นปีแห่งการเริ่มต้นยุคสมัยใหม่ของอุตสาหกรรมพลังงาน ซึ่งเป็นการเริ่มต้นของการที่ตลาดน้ำมันโลกถูกแบ่งออกเป็นส่วนๆ สำหรับ 3 ทศวรรษที่ผ่านมา การซื้อขายน้ำมันค่อนข้างจะไหลลื่นอย่างเสรีทั่วโลก แต่หลังจากยุโรปและสหรัฐอเมริกาตัดสินใจคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันของรัสเซีย ทำให้ตลาดน้ำมันไม่เป็นเช่นเดิมอีกต่อไป และแบ่งแยกโลกออกเป็น 2 ฝั่งอีกครั้งคือ ตะวันออกและตะวันตก 

 

น้ำมันของรัสเซียที่เคยส่งออกไปยังยุโรป ปัจจุบันต้องส่งออกไปยังจีนและอินเดีย ขณะที่น้ำมันของสหรัฐฯ และตะวันออกกลางถูกส่งมายังยุโรปแทนที่ ผลที่ตามมาคือ ไม่ว่าการคว่ำบาตรจะได้ผลหรือไม่ และใครจะมารับซื้อน้ำมันจากรัสเซีย สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นคือราคาน้ำมันมีโอกาสจะสูงขึ้นอีกในช่วง 12 เดือนข้างหน้า 

 

  • บุคคลที่จะมีบทบาทสำคัญ

Wael Sawan ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งหัวเรือใหญ่ของ Shell บริษัทด้านพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป โดยขึ้นมาแทนที่ Ben van Beurden อดีตซีอีโอของบริษัทที่ดำรงตำแหน่งมา 9 ปี 

 

Sawan รับช่วงต่อการบริหารงานใน Shell ในช่วงที่บริษัททำกำไรได้เป็นสถิติสูงสุด แต่กลับมีความไม่แน่นอนสูงเกี่ยวกับอนาคตของบริษัท บทบาทของ Sawan หลังจากนี้คือการนำกลยุทธ์ของบริษัทเพื่อเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานมาใช้ให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์แม้เพียงเล็กน้อยของ Shell อาจส่งผลกระทบในวงกว้างต่ออุตสาหกรรมได้ 

 

คำถามสำคัญที่ตามมาสำหรับ Sawan คือ เขาจะเลือกเดินไปในทางไหน ระหว่างเดินหน้าเปลี่ยนธุรกิจไฮโดรคาร์บอนไปสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ หรือยังคงรักษากำลังการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในระดับนี้ต่อไปท่ามกลางวิกฤตด้านพลังงาน

 

  • ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุด

หน่วยงานกำกับในสหรัฐฯ และยุโรปต่างปรับกฏเกณฑ์ที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ อย่างหน่วยงาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ เมื่อเดือนมีนาคม 2022 ได้เสนอมาตรการให้บริษัทเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนในรายงานประจำปี นอกจากนี้ ภายใต้ร่างกฎหมาย Inflation Reduction Act ระบุว่า การปล่อยก๊าซมีเทนส่วนเกินในสหรัฐฯ จะมีบทลงโทษนับแต่ปี 2024

 

ในปีนี้ดูเหมือนว่าจะมีคดีฟ้องร้องเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้เพิ่มขึ้น พร้อมกับผลกระทบโดยตรงต่อแนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทพลังงาน

 

เทคโนโลยี 

 

  • เทรนด์ที่ต้องจับตามอง

Artificial Intelligence หรือ AI ก้าวมาเป็นเทคโนโลยีกระแสหลัก ด้วยระบบที่สามารถเขียนหรือสร้างสรรค์รูปภาพได้ออกมาไม่ต่างไปจากฝืมือของมนุษย์ ด้วยเงินลงทุนจำนวนมหาศาลที่ไหลเข้ามาลงทุน การแข่งขันภายในอุตสาหกรรมตอนนี้คือ จะทำอย่างไรเพื่อทำให้ระบบเหล่านี้เข้าถึงคนในวงกว้าง

 

อีกหนึ่งเทคโนโลยีสำคัญที่ถูกปล่อยออกมาช่วงปลายปี 2022 คือ ChatGPT โดย OpenAI จำลองให้เห็นรูปแบบใหม่ของ AI ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแนวทางการทำงานของมนุษย์ร่วมกับคอมพิวเตอร์ ในปีนี้มีแนวโน้มที่จะเห็นการพัฒนาใหม่ๆ มากขึ้น ด้วยความสามารถของระบบที่ครอบคลุมถึงการผลิตวิดีโอและเสียง

 

  • บุคคลที่จะมีบทบาทสำคัญ

คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก Elon Musk ซึ่งเป็นบุคคลที่ Financial Times เลือกเป็นบุคคลด้านเทคโนโลยีที่ต้องจับตามอง 3 ปีซ้อน แต่เหตุผลในปีนี้อาจแตกต่างออกไป แม้ว่าหลังจากนี้เขาจะตัดสินใจลงจากตำแหน่งซีอีโอของ Twitter แต่ด้วยลักษณะนิสัยของ Elon Musk จะทำให้เราได้ยินชื่อเขาอยู่ตลอด 

 

สิ่งที่ต้องติดตามหลังจากนี้คือ Elon Musk จะกลับไปโฟกัสในสิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุดหรือไม่ นั่นก็คือยานยนต์ไฟฟ้าและกระสวยอวกาศ และเขาจะทำอย่างไรเพื่อต่อยอดเทคโนโลยีไปยังอุตสาหกรรมใหม่ 

 

  • ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุด

การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมการเงินในปี 2022 กระทบต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีอย่างหนักหน่วง ทำให้ฟองสบู่ในบริษัทเทคโนโลยีซึ่งถือเป็น Growth Stock ฟีบลงมา เมื่อรวมกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจในปีนี้ ทำให้การตีมูลค่าบริษัทเทคโนโลยีจะลดต่ำลง 

 

หลายบริษัทเทคโนโลยีต้องตัดสินใจลดต้นทุนพนักงานและลดการลงทุน เศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงกระทบอุปสงค์ที่มีต่อสินค้าและบริการ จะยิ่งซ้ำเติมให้บริษัทต่างๆ ลดต้นทุนมากขึ้นอีก

 

Private Capital 

 

  • เทรนด์ที่ต้องจับตามอง

บริษัทด้าน Private Equity ยักษ์ใหญ่อย่าง Blackstone, CVC และ KKR ต่างพิจารณาที่จะชะลอการลงทุน เงินลงทุนของบริษัทเหล่านี้อาจจะถูกกองไว้เฉยๆ 

 

เวลากลายมาเป็นศัตรูของพวกเขา ด้วยต้นทุนดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้ปล่อยกู้ แต่เป็นปัญหาสำหรับพวกเขาเมื่อรอบครบกำหนดชำระคืนใกล้เข้ามา 

 

ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นที่ซบเซาลงทำให้เป็นสิ่งที่ยากลำบากมากขึ้นต่อการขายธุรกิจออกไปและรับเงินทุนกลับมา ก่อให้เกิดปัญหาด้านสภาพคล่องสำหรับนักลงทุนและการเพิ่มจำนวนเงินลงทุนในบริษัทใหม่ๆ นอกจากนี้ เวลายังได้กระทบต่อมูลค่าอีกด้วย ทำให้บริษัทลงทุนต่างๆ อาจจำเป็นต้องบันทึกการด้อยค่าของเงินลงทุน

 

  • บุคคลที่จะมีบทบาทสำคัญ

Orlando Bravo มหาเศรษฐีพันล้านผู้ร่วมก่อตั้ง Thoma Bravo โดดเด่นขึ้นมาจากความสามารถในการระดมทุนและนำไปลงทุนอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาประมาณ 2 ปี บริษัทของเขาระดมทุนมาได้กว่า 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์ และนำเงินไปลงทุนกับบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์มากกว่า 12 แห่ง 

 

Bravo ยังคงมุ่งลงทุนอย่างหนักเมื่อปีก่อน โดยเข้าซื้อกิจการของบริษัทมหาชน 7 แห่ง นับแต่ที่รัสเซียเริ่มต้นบุกเข้าไปในยูเครน ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่จะแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่เขาลงทุนไปนั้นแพงเกินไปหรือไม่ เพราะการพุ่งขึ้นของต้นทุนดอกเบี้ยกระทบต่อมูลค่าของบริษัทเทคโนโลยีโดยตรง 

 

  • ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุด

Jonathan Kanter หัวหน้าฝ่ายป้องกันการผูกขาด ซึ่งเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง กำลังโฟกัสในส่วนของ Private Equity มากขึ้น 

 

Kanter กังวลเกี่ยวกับขนาดและอิทธิพลของอุตสาหกรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นทำให้ผู้ที่ทำดีลควบรวมกิจการต้องกลับมาคิดทบทวนมากขึ้น 

 

อสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์

 

  • เทรนด์ที่ต้องจับตามอง

ไม่มีใครในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์จะคาดหวังว่าปี 2023 จะเป็นปีที่ง่าย ตลาดที่ซบเซาได้เริ่มต้นขึ้นแล้วและอาจจะย่ำแย่ลงไปอีก คำถามที่นักวิเคราะห์และนักลงทุนสงสัยคือ ตลาดจะดิ่งลงไปหนักแค่ไหนก่อนจะเข้าสู่จุดสมดุล 

 

เจ้าของอาคารสำนักงาน ร้านค้า และคลังสินค้าทั่วโลก ยังคงค้นหาคำตอบว่าผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยจะรุนแรงแค่ไหน 

 

ตลาดกำลังปรับตัวจากยุคที่เงินทุนถูก ซึ่งเคยดึงดูดนักลงทุนหน้าใหม่เข้ามาเป็นจำนวนมาก ไปสู่ยุคที่ต้นทุนสูงขึ้น พร้อมกับแรงกดดันจากเงินเฟ้อและความเสี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่จะทำให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์หลายรายอาจจำใจต้องขายออกมา โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ เนื่องจากจำเป็นต้องรีไฟแนนซ์เงินกู้ด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น 

 

  • บุคคลที่จะมีบทบาทสำคัญ

Sandeep Mathrani ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำคนใหม่ของ WeWork ในปี 2020 ด้วยเป้าที่จะทำให้บริษัทพลิกมีกำไร แต่จนถึงขณะนี้ WeWork ยังคงต้องเผชิญกับการขาดทุน อย่างไรก็ตาม หาก Mathrani สามารถทำให้บริษัทพลิกกลับมาทำกำไรได้ จะเป็นแนวทางที่แสดงให้เห็นว่า บริษัทที่มีหนี้จำนวนมหาศาลจะสามารถเอาตัวรอดได้อย่างไรท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขึ้น

 

  • ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุด

ในปี 2022 สองคำสำคัญที่ถูกนำมาใช้กับอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์คือ Stranded Assets และ Zombie Offices ซึ่งทั้งสองคำอธิบายถึงอาคารสำนักงานที่สร้างมาแล้วหลายปีหลายแห่ง ซึ่งหาผู้เช่าได้ยากภายใต้รูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไป 

 

นอกจากนี้ การปรับกฎเกณฑ์ต่างๆ ทำให้เจ้าของอาคารสำนักงานแต่ละแห่งต้องลงทุนปรับปรุงอาคารเพื่อให้เข้ากับกฎเกณฑ์ใหม่และดึงดูดผู้เช่า

 

คริปโตเคอร์เรนซี

 

  • เทรนด์ที่ต้องจับตามอง

หลังการดิ่งลงอย่างหนักของตลาดคริปโต สะท้อนจากการปลดพนักงานและการล้มละลายของหลายบริษัท รวมทั้งราคาของโทเคนต่างๆ ที่ดิ่งลง ไม่ว่าจะเป็น Bitcoin หรือ Ether หลังจากนั้นอุตสาหกรรมต้องเผชิญกับความปั่นป่วนอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน จากการล่มสลายของ FTX

 

การถล่มลงของอุตสาหกรรมคริปโต ย้ำเตือนว่าการกระจายศูนย์ (Decentralisation) คือพื้นฐานและจุดแข็งที่สำคัญ แต่ปัจจุบันจะเห็นว่าหลายบริษัทในโลกคริปโตยังคงเป็นรูปแบบของการรวมศูนย์ (Centralisation) อย่างกรณีของ Binance ศูนย์ซื้อขายคริปโตที่ใหญ่ที่สุดในโลก ครองส่วนแบ่งการตลาดกว่า 60% 

 

  • บุคคลที่จะมีบทบาทสำคัญ

Cathie Wood ของ Ark Investment Management สูญเสียมูลค่าสินทรัพย์ไปเกือบ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ จากจุดพีคเมื่อปี 2021 อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตลาดคริปโตจะดิ่งลงต่อเนื่อง แต่ Wood ทำนายว่า Bitcoin จะวิ่งกลับไปมีมูลค่า 1 ล้านดอลลาร์ในปี 2030 

 

ทั้งนี้ ราคา Bitcoin ร่วงลงมากว่า 60% ในปีที่ผ่านมา หากปีนี้ราคา Bitcoin ฟื้นกลับมาได้ ศรัทธาของ Wood ต่อสิ่งที่เรียกว่า Disruptive Innovation อาจกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง 

 

  • ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุด

ภายหลังการล่มสลายของ FTX และบริษัทด้านคริปโตอื่นๆ ทำให้เกิดคำถามต่อความมั่งคงทางการเงินของบริษัทที่เหลือในอุตสาหกรรม 

 

อย่างกรณีของ Binance ระบุว่า บริษัทถือครองสินทรัพย์อยู่คิดเป็นมูลค่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์ และเพียงพอต่อการไถ่ถอนของนักลงทุน แต่สิ่งที่บริษัทเปิดเผยออกมานี้ยังไม่ได้รวมถึงหนี้สิน ทำให้ยากต่อการประเมินความแข็งแกร่งทางเงินของบริษัท และด้วยความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น ทำให้ Binance ยังคงเป็นหนึ่งในเรื่องที่น่ากังวลอย่างมากต่อหน่วยงานกำกับและผู้คนทั่วไป 

 

อ้างอิง:

The post เปิดลิสต์ ‘เทรนด์ธุรกิจ-ความเสี่ยง-บุคคล’ ที่ต้องจับตามองใน 5 อุตสาหกรรมสำคัญของปี 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เช็กลิสต์ ‘ปัจจัยบวก-ปัจจัยเสี่ยง’ หุ้น OR ก่อนเข้าเทรด 11 ก.พ. นี้ https://thestandard.co/checklist-positive-and-risk-factors-before-trading-or-stock/ Wed, 10 Feb 2021 06:53:10 +0000 https://thestandard.co/?p=452738 เช็กลิสต์ ‘ปัจจัยบวก-ปัจจัยเสี่ยง’ หุ้น OR ก่อนเข้าเทรด 11 ก.พ. นี้

หุ้น OR กำลังจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย […]

The post เช็กลิสต์ ‘ปัจจัยบวก-ปัจจัยเสี่ยง’ หุ้น OR ก่อนเข้าเทรด 11 ก.พ. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เช็กลิสต์ ‘ปัจจัยบวก-ปัจจัยเสี่ยง’ หุ้น OR ก่อนเข้าเทรด 11 ก.พ. นี้

หุ้น OR กำลังจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยวันแรก 11 กุมภาพันธ์นี้ ด้วยราคา IPO ที่ระดับ 18 บาทต่อหุ้น ขณะที่หลายโบรกเกอร์ให้ราคาเหมาะสมอยู่ในช่วง 19-25 บาทต่อหุ้น ก่อนที่นักลงทุนจะวางกลยุทธ์ลงทุนสำหรับหุ้น OR เรามีเช็กลิสต์กันอีกครั้งว่า ปัจจัยใดเป็นบวกต่อ OR และปัจจัยใดเป็นความเสี่ยงที่ยังต้องติดตาม

 

เช็กลิสต์ ‘ปัจจัยบวก-ปัจจัยเสี่ยง’ หุ้น OR ก่อนเข้าเทรด 11 ก.พ. นี้ infographic

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post เช็กลิสต์ ‘ปัจจัยบวก-ปัจจัยเสี่ยง’ หุ้น OR ก่อนเข้าเทรด 11 ก.พ. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธปท. แนะจับตา ‘3 ความเสี่ยง’ ฉุดเศรษฐกิจไทยระยะข้างหน้า เผยดุลบัญชีเดินสะพัดเดือน พ.ย. พลิก ‘ขาดดุล’ คร้ังแรกรอบ 18 เดือน https://thestandard.co/3-risks-drag-the-thai-economy-in-future/ Wed, 30 Dec 2020 09:32:13 +0000 https://thestandard.co/?p=437839 ธปท. แนะจับตา ‘3 ความเสี่ยง’ ฉุดเศรษฐกิจไทยระยะข้างหน้า เผยดุลบัญชีเดินสะพัดเดือน พ.ย. พลิก ‘ขาดดุล’ คร้ังแรกรอบ 18 เดือน

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงตัวเลขเศรษฐกิจไทยเดือนพฤ […]

The post ธปท. แนะจับตา ‘3 ความเสี่ยง’ ฉุดเศรษฐกิจไทยระยะข้างหน้า เผยดุลบัญชีเดินสะพัดเดือน พ.ย. พลิก ‘ขาดดุล’ คร้ังแรกรอบ 18 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธปท. แนะจับตา ‘3 ความเสี่ยง’ ฉุดเศรษฐกิจไทยระยะข้างหน้า เผยดุลบัญชีเดินสะพัดเดือน พ.ย. พลิก ‘ขาดดุล’ คร้ังแรกรอบ 18 เดือน

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงตัวเลขเศรษฐกิจไทยเดือนพฤศจิกายน 2563 สะท้อนภาพการทยอยฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่การฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง โดยหลายเครื่องชี้เศรษฐกิจขยายตัวจากฐานต่ำในปีก่อน ส่วนในระยะข้างหน้ายังมีประเด็นความเสี่ยงที่ต้องติดตามใน 3 ด้านสำคัญ เพราะอาจมีผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจระยะถัดไป

 

ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ประเด็นความเสี่ยงทั้ง 3 ด้านที่ยังต้องติดตาม คือ 1. การแพร่ระบาดรอบใหม่ของโรคโควิด-19 ในประเทศไทยว่าจะมีพัฒนาการอย่างไร โดยเฉพาะจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่จะเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน ซึ่งประเด็นนี้มีผลต่อความเชื่อมั่นการใช้จ่ายในระยะข้างหน้า

 

“เราคงต้องรอดูว่าภาครัฐจะมีมาตรการจำกัดการแพร่ระบาดอย่างไร เข้มงวดมากน้อยแค่ไหน ซึ่งถ้าดูจาก Google Mobility Index ล่าสุดกิจกรรมการเดินทางเริ่มลดลงบ้าง แต่ยังไม่เท่ากับรอบแรก หากสถานการณ์ในระยะข้างหน้ายังรุนแรงขึ้น ก็อาจกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้เช่นกัน”

 

  1. ต้องดูว่าการใช้มาตรการ ‘ปิดเมือง’ ที่เข้มงวดขึ้นในต่างประเทศ จะส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศมากน้อยแค่ไหน โดยประเด็นนี้จะส่งผลต่อเนื่องมายังภาคการส่งออกของไทย

 

  1. ความต่อเนื่องการฟื้นตัวในตลาดแรงงาน ซึ่งข้อนี้ถือเป็นตัวแปรสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เพราะแม้ว่าตลาดแรงงานจะเริ่มปรับตัวดีขึ้น แต่ยังมีความเปราะบางในบางจุด

 

“การฟื้นตัวแม้เริ่มดีขึ้นแต่ยังไม่ทั่วถึง ตัวเลขการขอรับสวัสดิการการว่างงานก็ยังสูง ยังต้องติดตามดูพัฒนาการส่วนนี้ต่อไป และจำนวนผู้เสมือนการว่างงาน คือผู้ที่มีงานทำน้อยกว่า 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในภาคเกษตร และต่ำกว่า 24 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในฝั่งแรงงานนอกภาคเกษตร สิ่งที่เห็นคือ เริ่มมีจำนวนลดลง แต่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่อยู่นอกภาคเกษตรเป็นสำคัญ”

 

ชญาวดี กล่าวด้วยว่า ในส่วนของผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากการกลับมาระบาดรอบใหม่ของโควิด-19 นั้น ยังต้องติดตามดูพัฒนาการอย่างต่อเนื่องว่าภาครัฐจะมีมาตรการดูแลอย่างไร เพราะสถานการณ์ยังเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดย ธปท. จะนำประเด็นเหล่านี้มาประเมินภาพเศรษฐกิจเป็นระยะ

 

อย่างไรก็ตามในการประเมินเศรษฐกิจรอบที่ผ่านมา ทางคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.​) ได้ประเมินความเสี่ยงด้านต่ำไว้ระดับหนึ่งอยู่แล้ว ดังนั้นผลกระทบโดยภาพรวมจึงน่าจะอยู่ในกรอบการประเมินของ กนง.​

 

สำหรับภาพเศรษฐกิจไทยเดือนพฤศจิกายน 2563 แม้ว่าจะทยอยฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง แต่ยังเป็นการฟื้นตัวที่ไม่ทั่วถึง และหลายเครื่องชี้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้จากฐานปีก่อนที่ต่ำ โดยเครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนกลับมาขยายตัวจากผลของมาตรการภาครัฐและวันหยุดยาวพิเศษ 

 

ขณะที่เครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชนกลับมาขยายตัวจากการลงทุนหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวจากทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน 

 

ส่วนการส่งออกสินค้าหดตัวน้อยลง ซึ่งสอดคล้องกับอุปสงค์ของประเทศคู่ค้าที่ทยอยฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม ภาคการท่องเที่ยวยังหดตัวสูงจากผลของมาตรการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศที่ยังมีอยู่

 

ชญาวดี กล่าวด้วยว่า ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยกลับมาขาดดุลจำนวน 1,475 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากดุลการค้าเกินดุลลดลง ในขณะที่ดุลบริการขาดดุลมากขึ้น ส่วนหนึ่งจากค่าขนส่งสินค้าทางเรือที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ในการขนส่งสินค้า ขณะเดียวกันในเดือนพฤศจิกายนยังพบว่า บริษัทต่างชาติได้ส่งเงินกลับต่างประเทศเพิ่มขึ้นด้วย 

 

สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลจำนวน 1,475 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นตัวเลขการขาดดุลครั้งแรกในรอบ 18 เดือนนับจากเดือนพฤษภาคม 2562

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post ธปท. แนะจับตา ‘3 ความเสี่ยง’ ฉุดเศรษฐกิจไทยระยะข้างหน้า เผยดุลบัญชีเดินสะพัดเดือน พ.ย. พลิก ‘ขาดดุล’ คร้ังแรกรอบ 18 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เงินบาท’ พลิกกลับมาแข็งค่าแตะ 30.01 ต่อดอลลาร์ หลังตลาดเข้าสู่โหมดเปิดรับความเสี่ยง https://thestandard.co/baht-strengthened-after-market-entered-risk-taking-mode/ Fri, 25 Dec 2020 01:49:16 +0000 https://thestandard.co/?p=435736 ‘เงินบาท’ พลิกกลับมาแข็งค่าแตะ 30.01 ต่อดอลลาร์ หลังตลาดเข้าสู่โหมดเปิดรับความเสี่ยง

ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ หัวหน้าทีมกลยุทธ์ตลาดการเงิน แ […]

The post ‘เงินบาท’ พลิกกลับมาแข็งค่าแตะ 30.01 ต่อดอลลาร์ หลังตลาดเข้าสู่โหมดเปิดรับความเสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เงินบาท’ พลิกกลับมาแข็งค่าแตะ 30.01 ต่อดอลลาร์ หลังตลาดเข้าสู่โหมดเปิดรับความเสี่ยง

ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ หัวหน้าทีมกลยุทธ์ตลาดการเงิน และวางแผนการลงทุน แอปพลิเคชัน EASY INVEST บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ไทยพาณิชย์ (SCBS) กล่าวว่า เงินบาทเปิดเช้าวันนี้ที่ 30.01 บาทต่อดอลลาร์ ไม่เปลี่ยนแปลงจากช่วงปิดสิ้นวันทำการก่อน ประเมินกรอบเงินบาทระหว่างวัน 29.90-30.10 บาทต่อดอลลาร์

 

โดยในคืนที่ผ่านมาตลาดการเงินกลับเข้าสู่โหมดเปิดรับความเสี่ยง (Risk On) แทบทุกสินทรัพย์ปรับตัวขึ้น จากความหวังว่าจะมีการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นดัชนี S&P 500 ของสหรัฐที่ปิดบวก 0.4% ดัชนี Stoxx 600 ของยุโรปที่ปรับตัวสูงขึ้น 0.1% ไปจนถึงราคาน้ำมันดิบ WTI ก็กลับขึ้นมาที่ระดับ 48.30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล พร้อมกับราคาทองคำที่ฟื้นตัวขึ้น 0.6% ไปที่ระดับ 1,883 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 

ส่วนในตลาดเงิน เป็นดัชนีดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง 0.1% โดยมีเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) แข็งค่าขึ้น 0.3% จากที่สหภาพยุโรป (EU) และสหราชอาณาจักร (UK) สามารถหาข้อตกลงเรื่อง Brexit กันได้ หนุนให้บอนด์ยีลด์เยอรมันและอังกฤษอายุ 10 ปีต่างปรับตัวขึ้นราว 0.03-0.05% อย่างไรก็ดี บอนด์ยีลด์สหรัฐอายุ 10 ปีกลับปรับตัวลง 0.02% มาที่ 0.92% ชี้ว่านักลงทุนยังมีความระวังตัวสูง

 

ส่วนเงินบาท ช่วงวันที่ผ่านมาเห็นได้ชัดว่าแข็งค่ากลับตามทิศทางของตลาดทุน แม้จะไม่มีแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติ สะท้อนสภาพคล่องในตลาดที่ต่ำและส่วนใหญ่ โดยส่วนใหญ่คาดว่าเป็นการเก็งกำไรและการซื้อขายปรับสถานะช่วงสิ้นปีของนักค้าเงินในภูมิภาค 

 

สำหรับวันนี้ คาดว่าเงินบาทมีโอกาสแข็งค่าลงต่อ และต้องติดตามระดับทุนสำรองระหว่างประเทศ หลังประเทศไทยเริ่มถูกสหรัฐฯ เพ่งเล็งเรื่องการแทรกแซงค่าเงิน

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post ‘เงินบาท’ พลิกกลับมาแข็งค่าแตะ 30.01 ต่อดอลลาร์ หลังตลาดเข้าสู่โหมดเปิดรับความเสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เงินบาท’ เช้านี้อ่อนค่าแตะ 30.12 ต่อดอลลาร์ ยังไม่พบแรงขายสินทรัพย์จากนักลงทุนต่างชาติ https://thestandard.co/the-baht-22-dec-2020-fell-to-30-12-against-the-dollar/ Tue, 22 Dec 2020 01:44:21 +0000 https://thestandard.co/?p=434298 ‘เงินบาท’ เช้านี้อ่อนค่าแตะ 30.12 ต่อดอลลาร์ ยังไม่พบแรงขายสินทรัพย์จากนักลงทุนต่างชาติ

จิติพล พฤกษาเมธานันท์ ผู้อำนวยการอาวุโส Chief Investmen […]

The post ‘เงินบาท’ เช้านี้อ่อนค่าแตะ 30.12 ต่อดอลลาร์ ยังไม่พบแรงขายสินทรัพย์จากนักลงทุนต่างชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เงินบาท’ เช้านี้อ่อนค่าแตะ 30.12 ต่อดอลลาร์ ยังไม่พบแรงขายสินทรัพย์จากนักลงทุนต่างชาติ

จิติพล พฤกษาเมธานันท์ ผู้อำนวยการอาวุโส Chief Investment Office บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ (SCBS CIO) กล่าวว่า เงินบาทเช้าวันนี้เปิดตลาดที่ 30.12 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าจากช่วงปิดสิ้นวันทำการก่อนที่ 30.06 บาทต่อดอลลาร์ ประเมินกรอบเงินบาทระหว่างวัน 30.05-30.25 บาทต่อดอลลาร์

 

ตลาดการเงินอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk Off) ในคืนที่ผ่านมา ดัชนี S&P 500 ของสหรัฐฯ ปรับตัวลง 0.4% โดยมีดัชนี STOXX 600 ของยุโรปที่ปรับตัวลงมากที่สุด 2.3% จากการล็อกดาวน์ในหลายประเทศ ประเด็นดังกล่าวกดดันให้ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลง 2.7% ขณะที่ดัชนีวัดความกลัว (VIX Index) ปรับตัวขึ้น 25 จุด สูงที่สุดในรอบเดือน

 

ฝั่งตลาดเงินประเด็นที่เด่นที่สุดคือเงินปอนด์อ่อนค่าลง 0.9% จากข่าวการกลายพันธุ์ของไวรัส และโดยเฉลี่ยดอลลาร์ฟื้นตัว 0.1% เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ขณะที่บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุสิบปีปรับตัวลดลงเพียง 1BPS มาที่ระดับ 0.94% ชี้ว่านักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ได้กังวลมาก เชื่อว่าส่วนหนึ่งมาจากสภาพคล่องที่อยู่ในระดับสูง และความหวังว่าทางการสหรัฐฯ จะผ่านมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ภายในสัปดาห์นี้

 

ด้านเงินบาท ระยะสั้นอ่อนค่าอย่างรวดเร็วจากการปิดรับความเสี่ยงของตลาด อย่างไรก็ดี เราไม่พบแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติมาก และส่วนใหญ่เป็นการซื้อปิดสถานะขาย (Short) ที่มีอยู่ในสัปดาห์ก่อน เชื่อว่าประเด็นนี้จะยังกดดันตลาดไปอีกสักระยะ แต่จะไม่ทำให้เงินบาทกลับทิศไปอ่อนค่า และผู้ส่งออกส่วนใหญ่รอขายอยู่เหนือระดับ 30.15 บาทต่อดอลลาร์

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ‘เงินบาท’ เช้านี้อ่อนค่าแตะ 30.12 ต่อดอลลาร์ ยังไม่พบแรงขายสินทรัพย์จากนักลงทุนต่างชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Home Bias อคติความเคยชินในการลงทุน กับผลตอบแทนที่หายไป https://thestandard.co/home-bias-prejudice-on-investment-habits-with-the-lost-returns/ Tue, 08 Dec 2020 12:51:37 +0000 https://thestandard.co/?p=429636 Home Bias อคติความเคยชินในการลงทุน กับผลตอบแทนที่หายไป

“อย่าลงทุนในธุรกิจที่คุณยังไม่เข้าใจดี” เป็นประโยคแรกๆ […]

The post Home Bias อคติความเคยชินในการลงทุน กับผลตอบแทนที่หายไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
Home Bias อคติความเคยชินในการลงทุน กับผลตอบแทนที่หายไป

“อย่าลงทุนในธุรกิจที่คุณยังไม่เข้าใจดี” เป็นประโยคแรกๆ ที่นักลงทุนส่วนใหญ่มักเห็นผ่านตาจากหนังสือต่างๆ และยังเป็นคำพูดที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนชื่อดังของโลกได้กล่าวไว้อีกด้วย แต่อย่าลืมว่าสไตล์การลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นค่อนข้างลงทุนเป็นจำนวนเงินก้อนใหญ่ และไม่ถือหุ้นเป็นจำนวนมากโดยถือคติ “ใส่ไข่ทุกฟองไว้ในตะกร้าใบเดียว แล้วจงดูแลมันอย่างดี” ซึ่งค่อนข้างตรงข้ามกับหลักการลงทุนที่ให้กระจายความเสี่ยง โดยผมมองว่าอาชีพหลักของบัฟเฟตต์คือการเป็นนักลงทุนอาชีพ แตกต่างกับนักลงทุนทั่วไปที่อาจไม่ได้มีรายได้หลักมาจากการลงทุน แต่มาจากเงินเดือนหรือธุรกิจส่วนตัว ซึ่งทำให้อาจไม่มีเวลามากพอที่จะดูแลตะกร้าใบเดียวให้ดี แต่อาจจะเหมาะกับการใส่ไข่ไว้ในตะกร้าหลายใบมากกว่า

แม้ทฤษฎีจะบอกให้เรากระจายการลงทุนไปในหลายสินทรัพย์ หลากหลายประเทศ เพื่อสร้างพอร์ตโฟลิโอที่เหมาะสม แต่ผมเชื่อว่าเมื่อดูภาพรวมพอร์ตโฟลิโอของนักลงทุนคนไทยแล้วนั้น ยังน่าจะมีสัดส่วนการลงทุนในไทยมากกว่าในต่างประเทศ โดยหากเทียบ Market Cap ตลาดหุ้นทั่วโลกกว่า 40 แห่ง เราควรจะมีหุ้นสหรัฐฯ ในสัดส่วน 40% หุ้นจีน 18% และหุ้นไทยเพียง 0.50% เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วพอร์ตหุ้นของหลายๆ ท่านเกินกว่าครึ่งน่าจะลงทุนในไทยมากกว่าต่างประเทศ

‘Home Bias’ หรือ ‘Familiarity Bias’ คือพฤติกรรมที่เราลงทุนในประเทศที่เราอาศัยอยู่หรือคุ้นชินเป็นสัดส่วนมากกว่า เสมือนการลงทุนอยู่ใน Comfort Zone โดยไม่มีเหตุผลที่เป็นวิทยาศาสตร์มารองรับ เป็นสิ่งที่เราเรียกว่า อคติการลงทุนประเภทหนึ่ง ที่นักลงทุนใช้ความรู้สึกในการตัดสินใจมากกว่าการใช้เหตุผล

ไม่ใช่แค่นักลงทุนในไทยหรอกครับที่มีพฤติกรรม Home Bias จากผลการศึกษาในต่างประเทศที่สนับสนุนโดย Charles Schwab Investment Management รายงานว่า นักลงทุนที่เป็น High Net Worth ก็ยังมีพฤติกรรม Home Bias โดยส่วนใหญ่มักจะเป็นนักลงทุนที่อยู่ในช่วง Silent Generation (เกิดปี 1928-1945) โดยนักลงทุนที่อายุน้อยมักจะมีพฤติกรรม Home Bias ที่น้อยกว่า แม้กระทั่งมืออาชีพอย่างผู้จัดการกองทุนก็ยังพบพฤติกรรมนี้บ้าง แต่ส่วนใหญ่มักจะปรากฏในพอร์ตของนักลงทุนรายย่อยมากกว่าครับ

Home Bias เกิดขึ้นได้อย่างไรนั้น สาเหตุหลักมาจากสิ่งที่เรียกว่า ‘Information Advantage’ ที่ผู้ลงทุนได้ใช้สินค้าและบริการของหุ้นหรือบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศที่อาศัยอยู่ ทำให้มองว่าเราสามารถเข้าใจธุรกิจนี้ได้ดี และก่อให้เกิดความมั่นใจในการลงทุน เมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนในประเทศที่ไม่เคยไป บริษัทที่ชื่อไม่คุ้นหู และสินค้าที่เราไม่เคยใช้บริการ

โดยเฉพาะในประเทศไทยที่เปิดตลาดทุนมาได้เพียง 45 ปี ซึ่งถือว่าเป็นตลาดที่ค่อนข้างใหม่ การทำให้นักลงทุนรู้จักตลาดหุ้น หรือการลงทุนในช่วงแรกก็ค่อนข้างใช้เวลาพอสมควร อีกทั้งช่องทางในการลงทุนต่างประเทศเมื่อก่อนก็ค่อนข้างจำกัด ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ก็ยิ่งทำให้นักลงทุนไทยเกิดพฤติกรรม Home Bias ได้ง่ายขึ้น

บางท่านอาจจะสงสัยว่า แล้ว Home Bias ไม่ดีอย่างไร ตราบใดที่เราลงทุนแล้วยังได้กำไรก็ถือว่าใช้ได้แล้วไม่ใช่หรือ หากมองเทียบกับผลตอบแทนชนะเงินฝากหรือเงินเฟ้อนั้น การลงทุนแต่ในประเทศที่อาศัยอยู่ก็ไม่ได้ผิดอะไรหรอกครับ แต่มันจะเป็นการจำกัดโอกาสการลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่เป็นผู้นำอย่างสหรัฐฯ หรือประเทศที่มีโอกาสการเติบโตสูงในแถบเอเชีย

การที่นักลงทุนมี Home Bias แล้วจะส่งให้ผลตอบแทนหายไปมากน้อยเท่าใดนั้น เราสามารถหาคำตอบได้โดยใช้วิธีที่เรียกว่าการทำ Back Test หรือจำลองผลตอบแทนจากการลงทุน โดยในช่วงระยะเวลาตั้งแต่ 1 มกราคม 2000 ถึง 31 ตุลาคม 2020 โดยมีสมมติฐานว่าได้รับผลตอบแทนทั้งในรูปแบบของส่วนต่างของราคาและเงินปันผล (Total Return) และมีผลต่างของค่าเงิน (FX Gain/Loss) ให้สะท้อนเสมือนการลงทุนจริงจะได้ผลลัพธ์ดังนี้

 

 

จากกราฟข้างต้นจะเห็นได้ว่าหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นและเติบโตได้ดีในช่วงปี 2010-2013 แต่ในช่วงปี 2017-2020 หุ้นไทยมีผลตอบแทนที่ค่อนข้างไม่ดีนัก ในทางกลับกัน ดัชนีหุ้น NASDAQ ที่ปีนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างที่ใครคาดไม่ถึง ก็มีผลตอบแทนค่อนข้างแย่ในช่วงปี 2010-2014 ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการที่นักลงทุนมี Home Bias จะทำให้พลาดโอกาสในการลงทุนของภูมิภาคอื่นที่มีการปรับตัวได้ดี

หากเป็นสมัยก่อนเราอาจจะบอกได้ว่าเพราะเราไม่รู้จักบริษัทหรือหุ้นต่างประเทศ ทำให้ไม่กล้าเข้าไปลงทุน แต่ในปัจจุบันที่โลกเรามีความเป็น Globalization มากขึ้น ผมว่าเราจะรู้จักบริษัทต่างประเทศมากกว่าบริษัทไทยเสียอีก เพราะเราใช้โทรศัพท์ iPhone, Samsung หรือ Xiaomi เครื่องใช้ไฟฟ้า Sony, LG, Samsung การทำงานเราก็ใช้ Windows, Gmail, LINE ด้านสันทนาการก็ใช้ Spotify, Netflix หรือช้อปปิ้งผ่าน Lazada และ Shopee ดังนั้นจะบอกว่าเราไม่รู้จักหุ้นหรือบริษัทต่างประเทศนั้นก็อาจจะไม่ถูกต้องเสียทีเดียว

แน่นอนว่าเราคงไม่สามารถไป Company Visit หรือสัมภาษณ์ผู้บริหารได้เหมือนในประเทศเราเอง แต่ผมก็ไม่คิดว่านักลงทุนส่วนใหญ่จะทำเช่นนั้นกับหุ้นทุกตัวที่ถืออยู่ แต่จะเป็นการลงทุนที่กระจายลงไปในหุ้นหลายๆ ตัว หรือซื้อทั้งตลาดที่เรียกว่า Index ไปเลยมากกว่า ทำให้ความเสี่ยงเฉพาะตัวของบริษัทย่อมลดน้อยลงไปด้วย

อีกทั้งในปัจจุบันช่องทางในการลงทุนต่างประเทศนั้นก็มีการเปิดกว้างและมีขั้นตอนที่ไม่ซับซ้อนเหมือนสมัยก่อน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนรวมต่างประเทศ ผ่านบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนต่างๆ ที่มีทั้งผู้จัดการกองทุนของ บลจ. ในไทยคัดเลือกหุ้นและลงทุนเอง หรือนำเงินของผู้ลงทุนไปลงทุนกองทุนต่างประเทศอีกต่อ (Feeder Fund หรือ Fund of Funds) ผ่านบริษัทชั้นนำอย่าง BlackRock, JPMorgan, UBS และอื่นๆ อีกมากมาย หรือลงทุนผ่าน Broker บริษัทหลักทรัพย์ที่สามารถเปิดบัญชี Off-Shore เพื่อลงทุนซื้อหุ้นต่างประเทศได้โดยตรง ซึ่งบางแห่งก็มีบริการบทวิเคราะห์หุ้นต่างประเทศให้อีกด้วย

แน่นอนว่ามนุษย์เราคงไม่มีใครสามารถลงทุนโดยไม่มีอคติได้ 100% แต่อย่างน้อยการที่รู้จักเรื่องของ Home Bias นี้ก็น่าจะทำให้นักลงทุนหันมาดูพอร์ตการลงทุนของตัวเอง ว่าสัดส่วนประเทศที่เราลงทุนนั้นเป็นเพราะหุ้นประเทศนั้นมีโอกาสเติบโตได้ดี หรือมาจากอคติความเคยชินกันแน่ เพราะศัตรูคนสำคัญของการลงทุนอาจไม่ใช่ตลาดหุ้น การเมือง หรือเศรษฐกิจ แต่เป็นตัวนักลงทุนเราเองนี่แหละครับ

 

ภาพประกอบ: พรวลี จ้วงพุฒซา

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

The post Home Bias อคติความเคยชินในการลงทุน กับผลตอบแทนที่หายไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เงินบาท’ เช้านี้แข็งค่าแตะ 30.21 ต่อดอลลาร์ หลังนักลงทุนเริ่มเปิดรับความเสี่ยง https://thestandard.co/the-baht-this-morning-hit-30-21-per-dollar/ Thu, 03 Dec 2020 02:03:40 +0000 https://thestandard.co/?p=428073 ‘เงินบาท’ เช้านี้แข็งค่าแตะ 30.21 ต่อดอลลาร์ หลังนักลงทุนเริ่มเปิดรับความเสี่ยง

จิติพล พฤกษาเมธานันท์ ผู้อำนวยการอาวุโส Chief Investmen […]

The post ‘เงินบาท’ เช้านี้แข็งค่าแตะ 30.21 ต่อดอลลาร์ หลังนักลงทุนเริ่มเปิดรับความเสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เงินบาท’ เช้านี้แข็งค่าแตะ 30.21 ต่อดอลลาร์ หลังนักลงทุนเริ่มเปิดรับความเสี่ยง

จิติพล พฤกษาเมธานันท์ ผู้อำนวยการอาวุโส Chief Investment Office บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ (SCBS CIO) กล่าวว่า เงินบาทเปิดเช้าวันนี้ (3 ธันวาคม) ที่ 30.21 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าจากช่วงปิดสิ้นวันทำการก่อนที่ 30.25 บาทต่อดอลลาร์ กรอบเงินบาทวันนี้ 30.10-30.30 บาทต่อดอลลาร์

 

โดยตลาดการเงินซื้อขายสับเปลี่ยนกลุ่มในช่วงคืนที่ผ่านมา ดัชนี S&P 500 ของสหรัฐฯ ขยับขึ้น 0.2% บนแรงหนุนของหุ้นกลุ่มพลังงาน ตามภาพราคาน้ำมันดิบ WTI ที่ปรับตัวขึ้น 1.4% ขณะที่ดัชนี STOXX 600 ของยุโรปปรับตัวลง 0.1% จากการขายทำกำไรหุ้นใหญ่ที่ปรับตัวขึ้นเร็วในช่วงเดือนก่อน

 

ส่วนหนึ่งมาจากภาพเศรษฐกิจที่ยังสับสน ล่าสุดตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชน (ADP) ในสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นเพียง 3.07 แสนตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายน เนื่องจากบริษัทต่างๆ กังวลกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจในปีหน้า อย่างไรก็ดี ส่วนมากยังเชื่อว่าทางการสหรัฐฯ จะต้องมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาเพิ่มเติมในช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้าแน่นอน

 

ด้านตลาดเงินก็ถูกขับเคลื่อนด้วยข่าวนโยบายการคลังที่ระดับใกล้เคียง 1 ล้านล้านดอลลาร์ กดดันให้ดัชนีดอลลาร์อ่อนค่า 0.1% และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุสิบปีปรับตัวขึ้น 0.025% มาที่ระดับ 0.95% สูงที่สุดในรอบสัปดาห์ โดยนักลงทุนส่วนใหญ่เลือกที่จะถือสกุลเงินความเสี่ยงสูง เช่น ดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD) และลดสกุลเงินปลอดภัยอย่างเยนญี่ปุ่น (JPY) หรือฟรังก์สวิส (CHF) สะท้อนภาพตลาดเงินที่เปิดรับความเสี่ยง

 

ส่วนเงินบาทยังคงเคลื่อนไหวในกรอบแคบด้วยสภาพคล่องที่อยู่ในดับต่ำ นักลงทุนส่วนใหญ่รอฟังทิศทางของนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนช่วงปลายปี และตามดูกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย โดยเราเชื่อว่าจุดเปลี่ยนจะอยู่ที่ตลาดหุ้นโลก ซึ่งมีโอกาสผันผวนมากขึ้นในช่วงที่เหลือของเดือนธันวาคม

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post ‘เงินบาท’ เช้านี้แข็งค่าแตะ 30.21 ต่อดอลลาร์ หลังนักลงทุนเริ่มเปิดรับความเสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เงินบาท’ เปิดตลาดทรงตัว นักลงทุนจับตามาตรการเพิ่มเติมจาก ธปท. https://thestandard.co/the-baht-opened-the-market-stable/ Wed, 02 Dec 2020 01:57:31 +0000 https://thestandard.co/?p=427483 ‘เงินบาท’ เปิดตลาดทรงตัว นักลงทุนจับตามาตรการเพิ่มเติมจาก ธปท.

จิติพล พฤกษาเมธานันท์ ผู้อำนวยการอาวุโส Chief Investmen […]

The post ‘เงินบาท’ เปิดตลาดทรงตัว นักลงทุนจับตามาตรการเพิ่มเติมจาก ธปท. appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เงินบาท’ เปิดตลาดทรงตัว นักลงทุนจับตามาตรการเพิ่มเติมจาก ธปท.

จิติพล พฤกษาเมธานันท์ ผู้อำนวยการอาวุโส Chief Investment Office บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ (SCBS CIO) กล่าวว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (2 ธันวาคม) ที่ 30.25 บาทต่อดอลลาร์ ไม่เปลี่ยนแปลงจากช่วงปิดสิ้นวันทำการก่อน กรอบเงินบาทวันนี้ 30.15-30.35 บาทต่อดอลลาร์

 

ตลาดการเงินสหรัฐฯ ฟื้นตัวเปิดรับความเสี่ยง (Risk On) ในคืนที่ผ่านมา ดัชนี S&P 500 ขยับขึ้นทำระดับสูงสุดตลอดกาลอีกครั้งที่ 3,662 จุด ด้วยแรงหนุนของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า และนักลงทุนขายตราสารหนี้กลับเข้าถือหุ้น ด้วยความหวังว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในช่วงปลายปี

 

โดยบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปีถูกกดดันแรงที่สุด ปรับตัวขึ้นถึง 0.087% มาที่ระดับ 0.93% พร้อมกับยีลด์อายุ 30 ปีที่ปรับตัวขึ้นจาก 1.67% ส่งผลให้ส่วนต่าง (Spread) ระหว่างยีลด์ 30 ปี และ 5 ปีเพิ่มสูงขึ้นเป็น 1.25% สะท้อนภาพนักลงทุนที่มั่นใจ ส่วนในฝั่งเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าลงหนักถึง 0.7% โดยมีเงินยูโร (EUR) ที่แข็งค่าทะลุ 1.2 ดอลลาร์ ครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2018 หนุนให้ราคาทองคำฟื้นตัวขึ้น 2.1% มายืนเหนือระดับ 1800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อีกครั้ง

 

ด้านเงินบาท ระยะสั้นเคลื่อนไหวในกรอบแคบ โดยนักลงทุนส่วนใหญ่ระมัดระวังตัวเรื่องนโยบายควบคุมด้านอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารแห่งประเทศไทย และนักลงทุนต่างชาติทยอยลดสถานะการถือครองตราสารหนี้ไทยลง อย่างไรก็ดี มองภาพดังกล่าวเป็นประเด็นระยะสั้น โดยจุดที่ต้องให้ความสำคัญมากที่สุดยังเป็นทิศทางของตลาดทุน ซึ่งถ้าไม่มีอะไรมาขัดจังหวะขาขึ้น ก็อาจเห็นเงินบาทที่แข็งค่าต่อพร้อมกับสกุลเงินเอเชียอื่นๆ ในปลายปีนี้

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล 

The post ‘เงินบาท’ เปิดตลาดทรงตัว นักลงทุนจับตามาตรการเพิ่มเติมจาก ธปท. appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘กองรีท’ ในภาวะปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า ต้อง ‘Selective’ มากขึ้น https://thestandard.co/pfreit-risk-factors-must-selective/ Mon, 26 Oct 2020 05:18:48 +0000 https://thestandard.co/?p=412367 ‘กองรีท’ ภาวะปัจจัยเสี่ย selective

กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสัง […]

The post ‘กองรีท’ ในภาวะปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า ต้อง ‘Selective’ มากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘กองรีท’ ภาวะปัจจัยเสี่ย selective

กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (PF&REIT) เป็นหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มักจะถูกพูดถึงในฐานะ ‘สินทรัพย์ปลอดภัย’ ด้วยลักษณะเฉพาะตัวในเรื่องของผลการดำเนินงานที่ค่อนข้างแน่นอนและเงินปันผลที่จ่ายอย่างสม่ำเสมอ 

 

ซึ่งก่อนหน้านี้หลักทรัพย์ต่างๆ ในกลุ่ม PF&REIT เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในปี 2561-2562 ที่ผ่านมา ซึ่งผลตอบแทนของกลุ่ม PF&REIT อยู่ที่ 7.08% และ 16.46% ตามลำดับ เทียบกับดัชนี SET ที่ติดลบ 10.82% ในปี 2561 และเพิ่มขึ้น 1.02% ในปี 2562 

 

สำหรับปี 2563 นี้ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นภาพที่แตกต่างออกไป โดยดัชนี SET จนถึง 23 ตุลาคมที่ผ่านมา ติดลบ 23.18% ขณะที่ PF&REIT ติดลบไป 31.74% จนล่าสุด ดัชนีกลุ่มมีทีท่าว่าจะลดลงไปทำจุดต่ำสุดใหม่จากช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

 

หลักทรัพย์ PF&REIT ความเคลื่อนไหว

 

พิสุทธิ์ งามวิจิตวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. กสิกรไทย ให้เหตุผลว่า แรงกดดันต่อกลุ่ม PF&REIT ในปีนี้มาจาก 2 ปัจจัยหลัก ปัจจัยแรกคือ ‘ผลตอบแทนของพันธบัตร (Bond Yield) กลับทิศ’ ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อทั้งกลุ่ม 

 

ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา Bond Yield เป็นขาลง ขณะที่กลุ่ม PF&REIT สามารถให้เงินปันผลที่สม่ำเสมอ (ในภาวะปกติ) ทำให้นักลงทุนที่มีเป้าหมายคือ ต้องการผลตอบแทนสม่ำเสมอ หันมาลงทุนใน PF&REIT มากขึ้น แต่เมื่อ Bond Yield เริ่มกลับมาสูงขึ้น ทำให้ราคาของหลักทรัพย์ในกลุ่มนี้ลดลงโดยธรรมชาติ ประกอบกับราคาที่ปรับขึ้นไปมากก่อนหน้านี้ จึงเป็นตัวเร่งให้นักลงทุนขายทำกำไรออกมา 

 

“ด้วยสภาพคล่องที่ค่อนข้างต่ำของกลุ่ม PF&REIT เมื่อนักลงทุนมีการปรับพอร์ต ทำให้ราคาหลักทรัพย์ในกลุ่มนี้จะเหวี่ยงขึ้นลงได้ค่อนข้างแรง”

 

ปัจจัยที่สองคือ ‘ผลกระทบเฉพาะธุรกิจ’ จะเห็นว่า PF&REIT ในกลุ่มโรงแรมได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 รองลงมาคือ กลุ่มห้างสรรพสินค้า ซึ่งกำลังซื้อส่วนหนึ่งมาจากนักท่องเที่ยว เช่นเดียวกับกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม ซึ่งสัดส่วนผู้โดยสารราว 20% มาจากนักท่องเที่ยว 

 

แต่ในขณะเดียวกัน ยังมี PF&REIT บางส่วนที่ผลการดำเนินงานได้รับผลกระทบน้อยคือ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม กลุ่มโลจิสติกส์ รวมถึงกลุ่มโรงไฟฟ้า และกลุ่มโทรคมนาคม ซึ่งมีสัญญาการรับรู้รายได้ที่ค่อนข้างแน่นอน และผู้บริโภคยังคงใช้งานกันตามปกติ 

 

“ด้วยธรรมชาติของนักลงทุนที่เลือกลงทุนใน PF&REIT ซึ่งมักจะรับความเสี่ยงได้ต่ำ และต้องการผลตอบแทนสม่ำเสมอ หากยึดจากเป้าหมายนี้นักลงทุนควรโยกเงินจากหลักทรัพย์ที่ยังมีแนวโน้มกำไรตกต่ำ ไปหาหลักทรัพย์ที่มีผลการดำเนินงานและจ่ายเงินปันผลได้อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ได้อย่างน้อยน่าจะไม่ต่ำกว่า 5% หรืออาจจะสูงถึง 10% สำหรับบางหลักทรัพย์ แม้ราคาจะปรับตัวลงในระยะสั้น แต่แนวโน้มระยะยาวจะฟื้นตัวได้ตามภาวะเศรษฐกิจ”

 

สำหรับ PF&REIT ที่ประสบปัญหาในปัจจุบัน อาจจะเห็นการพักชำระดอกเบี้ยกับเจ้าหนี้ รวมถึงขอผ่อนผันการชำระค่าเช่าจากผู้ถือหน่วย เพราะกระแสเงินสดที่ขาดหายไป รวมถึงการขายสินทรัพย์บางส่วนออกไปเพื่อประคองตัวไว้ ขณะเดียวกันหากราคาสินทรัพย์ปรับตัวลดลงไปมาก อาจจะเห็นเจ้าของสินทรัพย์ระดมเงินเข้าซื้อสินทรัพย์ไว้เอง และอาจจะยกเลิกการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

 

อลงกรณ์ ประธานราษฎร์นิกร รองกรรมการผู้จัดการ บลจ. วรรณ มองว่า การลงทุนใน PF&REIT สำหรับปีนี้ยังน่าสนใจเข้าลงทุนได้ แต่ต้องเลือกสินทรัพย์ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตได้อยู่ ส่วนกองรีทโรงแรมนั้นยอมรับว่าอาจจะให้ผลตอบแทนได้ไม่มากหรือไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากธุรกิจโรงแรมได้รับผลกระทบค่อนข้างมากจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่วนสินทรัพย์ประเภทสำนักงานให้เช่ายังได้รับผลกระทบเช่นเดียวกันจากการล็อกดาวน์ประเทศ ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักไปด้วย

 

“เชื่อว่ากองทรัสต์เป็นทางเลือกการลงทุนได้อยู่ แต่ผลตอบแทนอาจจะไม่มากเท่าเดิม ในปี 2564-2565 อาจจะอยู่ที่ราวๆ 5-6% ได้” 

 

ด้าน บล. เคจีไอ เปิดเผยสถิติในช่วงปี 2559-2562 เกี่ยวกับอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยของกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (IFF) อยู่ระหว่าง 5.92-7.83% ต่อปี ในขณะที่อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยของกองทุนอสังหาริมทรัพย์ (PFund) และกองทรัสต์ฯ (REITs) อยู่ระหว่าง 5.04-5.67% ต่อปี และ 4.17-5.32% ต่อปี ตามลำดับ ในช่วงครึ่งปีแรกพบว่าอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยของ IFF, PFund และ REITs อยู่ที่ 3.21% 3.09% และ 2.66% ตามลำดับ เนื่องจากผลการดำเนินงานอ่อนแอผิดปกติในปี 2563 เพราะการระบาดของโควิด-19 

 

ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์กลุ่มธุรกิจต่างๆ มองว่า กลุ่มโรงแรม เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ และค้าปลีก จะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 มากที่สุด ในขณะที่กลุ่มสำนักงานและอุตสาหกรรมจะถูกกระทบน้อยกว่า

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post ‘กองรีท’ ในภาวะปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า ต้อง ‘Selective’ มากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม คสช. ไม่ควรอุ้มผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลและผู้ประกอบการ 4G https://thestandard.co/why-ncpo-should-not-help-digital-tv-and-4g-operators/ https://thestandard.co/why-ncpo-should-not-help-digital-tv-and-4g-operators/#respond Tue, 20 Mar 2018 04:43:41 +0000 https://thestandard.co/?p=78489

เกิดความเคลื่อนไหวอย่างขันแข็งใน กสทช. และ คสช. เมื่อศา […]

The post ทำไม คสช. ไม่ควรอุ้มผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลและผู้ประกอบการ 4G appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดความเคลื่อนไหวอย่างขันแข็งใน กสทช. และ คสช. เมื่อศาลปกครองกลางมีคำตัดสินในคดีไทยทีวีฟ้อง กสทช. โดยให้ กสทช. คืนหนังสือค้ำประกันการประมูลแก่ไทยทีวี ซึ่งจะมีผลให้ไทยทีวีไม่ต้องจ่ายค่าประมูลให้ กสทช. อีกต่อไป โดยให้เหตุผลว่า กสทช. ดำเนินการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบทีวีดิจิทัลอย่างล่าช้า ไม่เป็นไปตามแผนงานและประชาสัมพันธ์การเปลี่ยนผ่านไม่ทั่วถึง ทำให้ไทยทีวีได้รับความเสียหาย

 

ในช่วงเดียวกันก็มีความเคลื่อนไหวที่จะเสนอให้หัวหน้า คสช. ใช้คำสั่งตามมาตรา 44 ให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลทุกรายพักชำระค่าใบอนุญาตทีวีดิจิทัลเป็นเวลา 3 ปี โดยให้จ่ายเฉพาะดอกเบี้ย 1.5% ต่อปี และลดค่าเช่าโครงข่ายลง 50% เป็นเวลา 2 ปี

 

ที่สำคัญจะมีมาตรการ ‘ผสมโรง’ เพื่อ ‘ช่วยเหลือ’ ผู้ประกอบการโทรคมนาคม 2 รายที่ประมูลคลื่น 4G คือ เอไอเอสและทรู โดยจะให้ผ่อนผันการจ่ายค่าประมูลคลื่นงวดที่ 4 ซึ่งเป็นงวดสุดท้าย จากเดิมที่ต้องจ่ายให้เสร็จในปี 2563 เป็นการทยอยจ่ายไปอีก 5 งวดไปจนถึงปี 2567 (ดังภาพ)

 

ผมขอวิเคราะห์ความสมเหตุสมผลของการดำเนินนโยบาย ‘ช่วยเหลือ’ ผู้ประกอบการทั้งสองกลุ่ม ดังนี้

 

กรณีทีวีดิจิทัล

ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลส่วนใหญ่ประสบปัญหาการขาดทุน ทั้งนี้การขาดทุนมาจากสาเหตุที่สำคัญ 3 ประการคือ

 

  1. การเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีการออกใบอนุญาตเพิ่มถึง 24 ใบ
  2. การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วมาก (Technological Disruption) ทำให้การชมโทรทัศน์ลดลงอย่างฮวบฮาบ
  3. ความบกพร่องของ กสทช. ตามที่ศาลปกครองกลางชี้ไว้

 

การประสบปัญหาจากการขาดทุนจาก 2 สาเหตุแรกนั้น รัฐบาลและ กสทช. ไม่ควรต้องรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจโดยปกติ (Normal Business Risk) โดยการเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการและการแข่งขันที่ตามมานั้น เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการทุกรายควรคาดหมายได้อยู่แล้ว ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วนั้น แม้จะคาดหมายได้ยากกว่า แต่ก็ยังถือว่าเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจโดยปกติในโลกปัจจุบันที่ทุกคนต้องแบกรับอยู่นั่นเอง

 

ส่วนผลการขาดทุนที่เกิดขึ้นจากความบกพร่องของ กสทช. นั้น ผู้ประกอบการควรได้รับการช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐตามสมควร โดยระดับการช่วยเหลือควรได้สัดส่วนกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากรัฐ ไม่ควรด่วนสรุปว่าการที่ กสทช. มีความบกพร่องบางอย่าง เป็นเหตุให้ กสทช. ต้องคืนเอกสารค้ำประกันแก่ผู้ประกอบการ หรือรัฐต้องหามาตรการช่วยเหลือโดยไม่พิจารณาถึงระดับความเสียหายก่อน นอกจากนี้ก่อนที่จะดำเนินการอย่างไร คสช. ควรรอคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุดให้คดีสิ้นสุดเสียก่อน ซึ่งน่าจะใช้เวลาอีกไม่นานหลังจากที่ กสทช. อุทธรณ์คดีต่อศาล

 

คณะรัฐมนตรีเองก็เคยมีมติว่า ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐถูกฟ้องร้องคดี จะต้องยื่นอุทธรณ์จนกว่าคดีจะถึงที่สุด รัฐบาลและ คสช. จึงยังไม่สมควรรีบร้อน ‘ช่วยเหลือ’ ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล โดยเฉพาะการช่วยเหลือที่ไปไกลเกินขอบเขตที่เหมาะสม

 

นอกจากนี้ ประเด็นหนึ่งที่ควรพิจารณาเพิ่มเติมคือ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีมีผลทำให้พฤติกรรมการเสพสื่อของประชาชนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จากการเสพสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ ไปสู่การเสพสื่อออนไลน์เป็นหลัก โดยเฉพาะการเสพผ่านอุปกรณ์ไร้สายต่างๆ ดังนั้น คลื่นความถี่ที่ใช้กับวิทยุและโทรทัศน์ ซึ่งได้รับความนิยมน้อยลง ควรถูกนำมาจัดสรรใหม่เพื่อใช้ในบริการโทรคมนาคมไร้สายแทน

 

หากรัฐบาลเห็นว่าการปล่อยให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลถือครองคลื่นไว้จะทำให้คลื่นไม่ถูกใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า เพราะประชาชนเปลี่ยนพฤติกรรมการเสพสื่อไปแล้ว ก็ควรพิจารณานำเอาคลื่นทีวีดิจิทัลมาประมูลใหม่เพื่อใช้กับบริการโทรคมนาคม โดยเมื่อประมูลเสร็จ รัฐบาลก็สามารถยินยอมให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลคืนใบอนุญาตและคลื่นความถี่ที่ครอบครองอยู่ได้ เช่นเดียวกับที่มีการดำเนินการในสหรัฐฯ ซึ่งทำให้ทั้งคลื่นความถี่ถูกใช้อย่างคุ้มค่า รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น และผู้ประกอบการมีทางออก

 

กรณีผู้ประกอบการ 4G

กรณีการประมูลคลื่น 4G มีความแตกต่างจากการประมูลคลื่นทีวีดิจิทัลมาก เพราะไม่ปรากฏชัดเจนว่าหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะ กสทช. ทำอะไรบกพร่อง นอกจากปล่อยให้แจส โมบาย ซึ่งชนะการประมูลแล้วทิ้งใบอนุญาตได้ง่ายๆ จนรัฐบาลต้องไป ‘เชิญชวน’ ให้เอไอเอสมารับใบอนุญาตแทน

 

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างรุนแรงจนส่งผลต่อผู้ประกอบการมากเท่ากับอุตสาหกรรมโทรทัศน์ เพราะแม้จะเสียรายได้จากบริการบางอย่างไป เช่น บริการเสียง แต่ก็มีรายได้จากการให้บริการข้อมูลมากขึ้น ผู้ประกอบการโทรคมนาคมส่วนใหญ่จึงยังมีกำไร แม้จะลดลงกว่าเดิมไปบ้าง

 

การกล่าวอ้างว่าการที่ แจส โมบาย เข้าร่วมประมูลแล้วทำให้ราคาสูงขึ้นนั้น อาจทำให้เรารู้สึกสงสารผู้ประกอบการทั้งสองคือเอไอเอสและทรู แต่เราต้องไม่ลืมว่าทั้งสองรายได้พิจารณาแล้วว่าราคาที่ตนประมูลได้ไปนั้นมีความคุ้มค่า และเงื่อนไขการจ่ายค่าประมูล รวมทั้งการจ่ายเป็นงวด 4 งวดตามที่กำหนดเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ มิฉะนั้นก็คงถอนตัวจากการประมูลไปแล้ว

 

ผมจึงไม่มีความสงสารผู้ประกอบการทั้งสอง แต่หากจะมีความเห็นใจเล็กๆ บ้างก็คือ เอไอเอส ซึ่งถูกรัฐบาล ‘เชิญชวน’ ให้มารับใบอนุญาตแทนแจส โมบาย ในราคาที่สูงกว่าที่เอไอเอสเคยประมูลไว้ แต่เอไอเอสก็รับไว้ โดยไม่ปรากฏว่าได้ต่อรองกับรัฐบาลในเรื่องงวดการจ่ายค่าประมูลเลย

 

ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลใดๆ เลยที่ คสช. จะต้องเข้ามา ‘อุ้ม’ ผู้ประกอบการทั้งสอง แถมจะดำเนินการล่วงหน้า 2 ปี ก่อนถึงปี 2563 ก่อนที่ คสช. จะหมดอำนาจออกคำสั่งตามมาตรา 44 อันที่จริงระยะเวลาในการผ่อนชำระค่าประมูลของ กสทช. นั้นถือได้ว่าไม่เข้มงวด เพราะให้จ่าย 3 งวดแรกน้อยมากคือ เพียง 1.7 หมื่นล้านบาท แล้วค่อยให้จ่ายที่เหลือประมาณ 6.4 หมื่นล้านบาทในงวดที่ 4 ซึ่งแตกต่างจากการประมูลคลื่นความถี่โดยทั่วไปในต่างประเทศ และการประมูลคลื่น 3G ที่ผ่านมาในประเทศไทยเองที่ให้จ่ายค่าประมูลเกือบหมดตั้งแต่ช่วงแรกๆ แน่นอนว่า เพื่อป้องกันปัญหาการ ‘เบี้ยว’ กันภายหลัง

การที่ คสช. จะยินยอมให้เอไอเอสและทรูเปลี่ยนการจ่ายค่าประมูลงวดสุดท้ายรวดเดียวกลายเป็นการทยอยจ่ายใน 5 ปี จึงเป็นการยกประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการทั้งสอง โดยแม้จะให้มีการจ่ายดอกเบี้ย แต่ดอกเบี้ยที่จะต้องจ่ายกันนั้นก็ต่ำมากคือ 1.5% ต่อปี ทั้งที่ตามเงื่อนไขการประมูล การจ่ายค่าประมูลล่าช้านั้นต้องคิดดอกเบี้ยถึง 15% ต่อปี ส่วนต่างดอกเบี้ยนี้เองที่เป็นผลประโยชน์มากมายมหาศาล

เมื่อคิดมูลค่าผลประโยชน์ที่ คสช. จะยกให้เอไอเอสและทรูนั้น จากส่วนต่างดอกเบี้ยดังกล่าวจะพบว่าสูงถึงรายละเกือบ 1.5 หมื่นล้านบาท หรือรวมกันเกือบ 3 หมื่นล้านบาทเลยทีเดียว จะมากหรือน้อยกว่านี้ก็ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยที่ใช้คิดลด (Discount Rate)

 

ทั้งนี้หากเชื่อว่าผู้ประกอบการทั้งสองสามารถระดมทุนมาจ่ายค่าประมูล จากทั้งการกู้และการเพิ่มทุน โดยมีต้นทุนทางการเงินเฉลี่ย (WACC) ที่ประมาณ 9% ต่อปี ตามที่นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ใช้กับบริษัทเหล่านี้ ผลประโยชน์ที่ คสช. จะยกให้ผู้ประกอบการทั้งสองก็ยังจะสูงถึงระดับ 1.6 หมื่นล้านบาท

ดังนั้น หาก คสช. จะมีมติยกผลประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการทั้งสองรายตามที่เป็นข่าวจริง ก็คงทำให้ประชาชนอดตั้งข้อสังเกตไม่ได้ว่า แม้ว่า คสช. และรัฐบาลประยุทธ์จะแตกต่างจากรัฐบาลทักษิณ 1 เพราะไม่ได้มีคณะรัฐมนตรีที่เต็มไปด้วยนายทุนโทรคมนาคมและนายทุนโทรทัศน์ จนเป็นที่มาของการเกิด ‘คอร์รัปชันเชิงนโยบาย’ แต่นโยบาย ‘อุ้ม’ นายทุนโทรคมนาคมก็แทบจะไม่ได้แตกต่างกันเลย

 

ความแตกต่างเล็กๆ หากจะมีก็คือ รัฐบาลทักษิณออกพระราชกำหนดเก็บภาษีสรรพสามิตเพื่อเอื้อผู้ประกอบการโทรคมนาคมในสมัยนั้น โดยแอบ ‘ซุก’ ไปกับภาษีสรรพสามิตบริการอื่นๆ เช่น สนามกอล์ฟ ในขณะที่ผู้มีอำนาจรัฐในปัจจุบันกำลังจะอุ้มผู้ประกอบการโทรคมนาคมโดย ‘ซุก’ ไปกับการอุ้มผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล

The post ทำไม คสช. ไม่ควรอุ้มผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลและผู้ประกอบการ 4G appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/why-ncpo-should-not-help-digital-tv-and-4g-operators/feed/ 0