- สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นโลกปรับฟื้นขึ้นเล็กน้อย นำโดยกลุ่มเทคฯ และกลุ่มการเงิน แม้ FOMC minutes จะออกมาค่อนข้าง hawkish สะท้อนว่า Fed จะยังไม่รีบลดดอกเบี้ย รวมถึงมีพูดถึงโอกาสขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งหากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง
- บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มองว่า Fed จะสามารถลดดอกเบี้ยได้เพียง 1 ครั้งในปีนี้ ต่ำกว่าที่ตลาดคาดว่าจะลดลง 2 ครั้ง ซึ่งจะทำให้ US 10Y yield ยังมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นในช่วงที่เหลือของปี
- สำหรับเศรษฐกิจไทย บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ เพิ่มประมาณการ GDP ปี 2026 เป็น 1.7% จากมุมมองเดิม 1.4% หลังพรรคภูมิใจไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลทำให้เกิดรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ
- แต่ SET มีโอกาสพักตัว แม้ภาพรวมจะได้แรงหนุนจาก Fund Flow แต่ดัชนีได้ตอบรับข่าวดีเรื่องเสถียรภาพการเมืองไทยไประดับหนึ่งแล้ว จนทำให้ดัชนีที่เข้าใกล้ 1,500 จุด ขยับขึ้นมาเทรด PER 2026F ใกล้ 16 เท่า จึงอาจทำให้แรงส่งการปรับขึ้นเริ่มจำกัด
สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นโลกปรับฟื้นขึ้นเล็กน้อย นำโดยกลุ่มเทคฯ หลังจากที่ปรับลดลงแรงก่อนหน้า โดยกลุ่มเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น 1% WoW และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ออกมาดี หนุนกลุ่มการเงินเพิ่มขึ้น 0.9% WoW แม้ FOMC minutes จะออกมาค่อนข้าง hawkish สะท้อนว่า Fed จะยังไม่รีบลดดอกเบี้ย รวมถึงมีพูดถึงโอกาสขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งหากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง
ในฝั่งยุโรป Christine Lagarde ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มอาจก้าวลงจากตำแหน่งก่อนครบวาระ 8 ปีในเดือน ต.ค. 2027 โดยต้องการอำลาตำแหน่งก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสในเดือน เม.ย. 2027
รัฐบาลอังกฤษเตรียมเร่งงบกลาโหมแตะ 3% ของ GDP ภายในปี 2029 เพื่อรับมือภัยคุกคามจากรัสเซียและลดการพึ่งพาสหรัฐฯ
ด้านเศรษฐกิจญี่ปุ่น 4Q25 ขยายตัว +0.2% QoQ ฟื้นจากไตรมาสก่อน แต่ต่ำกว่าคาดตลาดที่ +1.6% การบริโภคภาคเอกชนขยายตัว +0.4% ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 7 แม้ชะลอลงจาก +1.6% ในไตรมาสก่อน โดยบริการเร่งตัว +1.0% ขณะที่สินค้ากึ่งคงทนและไม่คงทนติดลบ
ด้านตลาดหุ้น EM ปรับขึ้น 0.4% WoW นำโดยตลาดหุ้นเกาหลีใต้ และไทย โดยเศรษฐกิจไทย 4Q25 ขยายตัวที่ 2.5%YoY สูงกว่าคาด และเร่งขึ้นจาก 1.2% ไตรมาสก่อน จากการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ การบริโภคและสินค้าคงคลังที่เร่งตัว หนุนตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นแข็งแกร่ง 3.6% WoW แรงหนุนอีกประการมาจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้า SET Index 333 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา
ด้านราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความกังวลด้านอุปทานหลังการเจรจาสหรัฐและอิหร่านยังไม่คืบหน้า ด้านสหรัฐเสริมกำลังในอ่าวเปอร์เซียเพิ่มเติม พร้อมกับการระบุของรอง ปธน. JD Vance ว่าอิหร่านยังไม่ยอมรับข้อเสนอหลักของสหรัฐฯ เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ ทำให้หุ้นกลุ่มพลังงานสหรัฐเพิ่มขึ้น 1.5% WoW
เพิ่มเป้า GDP ไทยเป็น 1.7% รับเสถียรภาพ ‘รัฐบาลใหม่’
บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2026 เป็น 1.7% จาก 1.4% ในประมาณการครั้งก่อน หลังพรรคภูมิใจไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลทำให้เกิดรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ด้วยเหตุผลดังนี้
1. การลงทุนภาครัฐปรับเพิ่มประมาณการเป็น 1.4% จาก 1.2% เนื่องจากการเบิกจ่ายจะมีเสถียรภาพและราบรื่นมากขึ้น รวมถึงโครงการขนาดใหญ่มีโอกาสเดินหน้าเร็วขึ้นภายใต้รัฐบาลผสมที่มีเสถียรภาพ
2. การลงทุนภาคเอกชนปรับเพิ่มประมาณการเป็น 2.2% จาก -1.3% จากความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นหลังการเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น รวมถึงผลจากนโยบาย Thailand FastPass และการลงทุนที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการภาครัฐขนาดใหญ่ทำให้เกิด Crowding-in effect
3. การบริโภคภาคเอกชนปรับเพิ่มประมาณการเป็น 2.0% จาก 0.7% จากมาตรการกระตุ้น และความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นตัวตาม sentiment ทางการเมือง ในส่วนของดอกเบี้ยนโยบาย เรายังคงคาดการณ์ว่า ธปท. จะลด 2 ครั้ง ครั้งละ 25bp สู่ 0.75% ปลายปี แต่มีความเป็นไปได้มากขึ้นว่าอาจลดได้น้อยลง ขึ้นอยู่กับแนวโน้มสภาพเศรษฐกิจ
ขณะที่ FOMC minutes ออกมาค่อนข้าง hawkish ซึ่งสอดคล้องมุมมองของบล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ที่ประเมินว่า Fed จะสามารถลดดอกเบี้ยได้เพียง 1 ครั้งในปีนี้ ต่ำกว่าที่ตลาดคาดว่าจะลดลง 2 ครั้ง ซึ่งจะทำให้ US 10Y yield ยังมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นในช่วงที่เหลือของปี เนื่องจาก
1. AI ทำให้เศรษฐกิจแข็งแรงกว่าที่ตลาดคาด ทำให้ดอกเบี้ยที่เป็นกลาง (ดอกเบี้ยที่ไม่กดดันหรือเร่งเศรษฐกิจหรือ r*) ขึ้น
2. เงินเฟ้อจะยังคงเหนียว ด้วยผลของ Tariffs รวมถึงนโยบาย reshoring
3. Fiscal deficit สูงทำให้ term premium ปรับเพิ่มขึ้นจากการขาดดุลการคลังที่สูง
กลยุทธ์การลงทุนตลาดหุ้นไทย
- หุ้น Earning Play ซึ่งคาดกำไร 1Q26 จะเติบโตเด่นทั้ง QoQ และ YoY พื้นฐานธุรกิจมั่นคงและมีโมเมนตัมกำไรที่ดี ได้แก่ ADVANC BCH BDMS CENTEL CHG CPALL GULF PRM TRUE
- หุ้นธีม Dividend Play ซึ่งสร้างกระแสเงินสดและลดความเสี่ยงให้แก่พอร์ตลงทุนระยะสั้นที่ให้เกินกว่า 5% ได้แก่ AP BAM KBANK KTB TISCO
- Trading Idea: นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และต้องการเก็งกำไร แนะนำ 1) หุ้นที่ต่างชาติถือครองต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตและราคาหุ้นยังไม่สะท้อนพื้นฐาน ซึ่งมอง Flow มีโอกาสเปลี่ยนจากหุ้นหลักมาหาหุ้นรอง ได้แก่ BDMS BEM BJC CPN OR PTTGC 2) หุ้นที่มีสถานะขายชอร์ตสะสมสูงในช่วงที่ผ่านมา และเริ่มเห็น Cover Short ต่อเนื่อง พร้อมกับเก็บสะสมผ่าน NVDR ซึ่งเป็นสัญญาณว่าต่างชาติเริ่มเปลี่ยนมุมมอง ได้แก่ CPALL GPSC MINT PTT TIDLOR WHA 3) หุ้นที่จะได้ประโยชน์จากนโยบายเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และราคาหุ้นยังปรับขึ้น YTD น้อยกว่า SET ได้แก่ กลุ่มธนาคาร (BBL KTB KBANK) กลุ่มค้าปลีก (CPN BJC TNP) กลุ่มการแพทย์และท่องเที่ยว (BDMS CENTEL) และ 4) หุ้นที่คาดได้อานิสงส์จากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง โดยจะเน้นเก็งกำไรตามรอบข่าว ได้แก่ PTTEP PTT TOP SPRC
หุ้นไทย แรงส่ง เริ่มจำกัด
“ช่วงสั้นมอง SET มีโอกาสพักตัวเพื่อไปต่อในกรอบ 1,450-1,500 จุด โดยแม้ภาพรวมจะได้แรงหนุนจาก Fund Flow แต่ดัชนีได้ตอบรับข่าวดีเรื่องเสถียรภาพการเมืองไทยไประดับหนึ่งแล้ว จนทำให้ดัชนีที่เข้าใกล้ 1,500 จุด ขยับขึ้นมาเทรด PER 2026F ใกล้ 16 เท่า ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี จึงอาจทำให้แรงส่งการปรับขึ้นเริ่มจำกัดและต้องระวังแรงขายทำกำไรสลับออกมาในระยะสั้นเพื่อลดความตึงตัวของ Valuation โดยปัจจัยติดตามสำคัญ ได้แก่ การเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการประกาศงบ 4Q25 ของหุ้น Real Sector ซึ่งจะเห็นแรงเก็งกำไรในหุ้นที่งบออกมาดีหรือจ่ายเงินปันผลเด่น รวมทั้งนโยบายของ ปธน. ทรัมป์ที่ยังมีผลต่อบรรยากาศลงทุน ส่วนการประชุม กนง. คาดจะยังคงมีมติคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25%” บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุไว้ในส่วนหนึ่งของบทวิเคราะห์
ปัจจัยต้องติดตามสัปดาห์นี้
- การประชุมนโยบายการเงิน กนง. ครั้งที่ 1/2026 (25 ก.พ.) และสัปดาห์สุดท้ายการประกาศงบ 4Q25 ของ บจ. ไทย
- สถานการณ์ตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน
- ความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ของไทย และรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยเดือน ม.ค. ของ ธปท.
หุ้นเด่นประจำสัปดาห์: WHA - กำไรเป็นขาขึ้น จาก FDI ที่แข็งแกร่ง
แนะนำ บมจ. ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น หรือ WHA เนื่องจากเหตุผลหลัก ดังนี้
- เป็นผู้นำการให้บริการแบบครบวงจรด้านโลจิสติกส์ของประเทศไทยซึ่งมีศักยภาพเติบโตที่ดี โดยแบ่งออกเป็น 4 ธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจโลจิสติกส์ ธุรกิจพัฒนานิคมอุตสาหกรรม ธุรกิจให้บริการสาธารณูปโภคและพลังงาน และธุรกิจดิจิทัล
- 4Q25 คาดมีกำไรสุทธิ 1.36 พันลบ. เพิ่มขึ้น 9.5%YoY และ 115%QoQ จากยอดโอนที่ดินที่แข็งแกร่ง รวมถึงการขายสินทรัพย์เข้ากอง WHART ซึ่งมีมูลค่าราว 800 ลบ.มากกว่าแผนที่วางไว้เล็กน้อย และยังมีรายได้จากค่าใช้สาธารณูปโภคส่วนเกินที่เพิ่มขึ้น ทำให้ปี 2025 คาดมีกำไรสุทธิ 5.05 พันลบ. เติบโต 16%YoY
- ได้อานิสงส์บวกจาก FDI ที่ยังแข็งแกร่ง โดยปี 2026 คาดกำไรสุทธิทำนิวไฮต่อเนื่องที่ 5.35 พันลบ. เติบโต 6%YoY ซึ่งมีลูกค้ากลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์เป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักทั้งในด้านยอดขายที่ดินและการชำระค่าใช้สาธารณูปโภคส่วนเกิน อีกทั้ง Valuation ยังน่าสนใจ โดยปัจจุบันซื้อขายที่ PER 12 เท่า (-1.5SD.)
- เราประเมินราคาเป้าหมายหุ้นละ 4.80 บาท อิง -1SD จาก PER 7 ปีที่ 13.2 เท่า และคาดมีปันผลจ่ายจากกำไรปี 2025 หุ้นละ 0.22 บาท คิดเป็น Div. Yield ปีละ 5.0%
ธีมการลงทุนตลาดหุ้นโลก
หุ้นเทคฯปรับตัวลงแรงในช่วงที่ผ่านมา นำโดย Software, Platform & Cloud, และ Hardware โดยแม้งบโตดี แต่ตลาดมีความกังวลต่อ CAPEX ที่สูงกว่าคาดและการพัฒนาเทคฯ AI Agents ที่จะมา Disrupt กลุ่มซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิม ทำให้ภาพรวมราคาหุ้นตอบสนองเชิงลบ อย่างไรก็ดี เราเชื่อว่าปัจจัยด้านอุปสงค์AI ยังมีแนวโน้มแข็งแกร่ง ทำให้เรายังมีมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มเทคฯในภาพรวม แต่เราแนะเลือกหุ้นมากขึ้น
- หุ้นกลุ่มเทคฯในช่วงที่ผ่านมาปรับตัวลง นำโดย 1. กลุ่ม Software: ปรับฐานรุนแรงที่สุด เพราะกังวลว่า AI Agents จะมาแทนที่คนกดดันโมเดลรายได้แบบเก็บตามรายหัว (Seat-based) ซึ่งจะส่งผลต่อการเติบโตและอำนาจต่อรองราคาในระยะยาว 2. Platform & Cloud: โดนกดดันจาก Capex ที่ปรับขึ้นสูงกว่าคาด ทำให้ตลาดเริ่มถามหาจุดคุ้มทุน (ROI) ที่ชัดเจน และกังวลเรื่องค่าเสื่อมราคาและต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น 3. Hardware: กำไรโดนบีบจากต้นทุนชิ้นส่วน (Memory) ที่แพงขึ้น แต่ขึ้นราคาขายได้ยากเพราะแข่งกันสูง ประกอบกับองค์กรชะลอการเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่ 4. กลุ่มเซมิฯ: ราคายังคงปรับตัวขึ้นได้โดยเฉพาะกลุ่ม Memory (DRAM/NAND) ที่ราคาและ Margin ดีขึ้นมาก เพราะอุปทานตึงตัวจากการเร่งผลิตชิปความเร็วสูง (HBM) เพื่อรองรับ AI สะท้อนว่าการลงทุนในต้นน้ำยังเติบโตต่อเนื่อง
- เราเชื่อว่าปัจจัยด้านอุปสงค์ของกลุ่มเทคฯยังมีแนวโน้มแข็งแกร่ง โดยเรายังมีมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มเทคฯในภาพรวม แต่เราแนะเลือกหุ้นมากขึ้น โดย 1. กลุ่มผู้ผลิตชิป มองได้ประโยชน์จากงบลงทุนของ AI ที่เพิ่มขึ้น ทำให้อุปสงค์และยอดขายยังแกร่ง (ASML, TSMC, Nvidia, SK Hynix, Broadcom) 2. โครงสร้างพื้นฐาน จะได้ประโยชน์จากความต้องการในการประมวลผลที่เพิ่มขึ้นซึ่งทำให้อุปสงค์ยังแกร่ง (Vertiv, GE Vernova, Legrand, Hon Hai, Asia Vital Component, Wiwynn) 3. กลุ่ม Cloud Service Providers เรามองว่า Hyperscalers มีแนวโน้มเป็นผู้ชนะในการเป็น Platform และงบยังสะท้อนว่าหารายได้จาก AI ได้ (META, GOOGL, MSFT, AMZN, ORCL) 4. กลุ่มซอฟต์แวร์ เรามองว่าบางธุรกิจมีความเสี่ยงถูก AI แย่งงาน โดยกลุ่มเสี่ยง คือ งานกราฟิกและ Productivity (Adobe, Figma, Zoom) ขณะกลุ่มที่มองมีผลกระทบจำกัดและถูกทดแทนยาก เช่น ความปลอดภัยไซเบอร์ (CRWD, PANW), วิเคราะห์ข้อมูล (SNOW, PLTR) และระบบองค์กร (SAP, MSFT, ORCL)
มุมมองการลงทุนต่อสินทรัพย์ต่างๆ โดย SCB CIO
เงินสด / สภาพคล่อง
ได้แรงหนุนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หลังประธานาธิบดี Trump ยังสงวนสิทธิ์ในการใช้กำลังทหาร หากแนวทางการทูตไม่สามารถหยุดยั้งโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านได้ ทั้งนี้ สินทรัพย์สภาพคล่องให้ผลตอบแทนใกล้เคียงดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่ยังสูง แม้อาจลดลง ตามการลดดอกเบี้ยของ Fed
ตราสารหนี้ / เงินฝากระยะยาว
UST Yield ตัวยาว มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากความกังวลเสถียรภาพการคลังที่เพิ่มขึ้น ด้าน TH Bond Yield ระยะยาว ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง เนื่องจากความกังวลด้านหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ คาด Yield ระยะสั้น มีแนวโน้มลดลง ตามทิศทางการลดดอกเบี้ยของกนง. ที่คาดว่าจะลดอย่างน้อย 1 ครั้งในปีนี้
U.S. Treasury & IG
แนะนำ UST และหุ้นกู้ US IG ตัวสั้น ตามแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ Fed แม้ Fed minutes ชี้สมาชิกหลายรายส่งสัญญาณพร้อมขึ้นดอกเบี้ย หากเงินเฟ้อยังสูงอยู่ ขณะที่ ความเสี่ยงเครดิตของ IG ยังต่ำ แต่ให้หลีกเลี่ยงตราสารตัวยาว จากความกังวลหนี้ภาครัฐที่สูง และท่าทีคุมเข้มด้านงบดุลของ Warsh
High Yield Bond
ความเสี่ยงที่ HY credit spread จะเพิ่มขึ้นจากระดับที่ค่อนข้างต่ำยังมีอยู่ แม้ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกของสหรัฐฯ ลดลงสัปดาห์ที่ผ่านมา และต่ำกว่าตลาดคาด แต่เรามองความแตกต่างของผลตอบแทนระหว่างผู้ออกตราสาร HY ที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งและมีฐานะการเงินอ่อนแอ จะเพิ่มขึ้น
สินทรัพย์ผสมกึ่งหนี้กึ่งทุนและ REITs
กองทุนสินทรัพย์ผสม ช่วยกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตลงทุน โดยลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท ลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดและสถานการณ์ภายนอก อีกทั้ง บริหารจัดการโดยผู้เชี่ยวชาญที่สามารถปรับสัดส่วนการลงทุนได้อย่างยืดหยุ่นตามภาวะเศรษฐกิจและความเสี่ยง
Asia REITs
อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลบวกต่อ REITs ในเอเชีย โดยเรามองบวกต่อ Singapore REITs จากแนวโน้มการจ่ายอัตราปันผลที่เพิ่มขึ้น หนุนจากต้นทุนกู้ยืมที่ลดลงจากการ Refinancing รวมถึงโมเมนตัมเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง หนุนการเติบโตของค่าเช่า ด้าน TH REIT ยังมี Valuation อยู่ในระดับน่าสนใจ และมีอัตราปันผลที่สูงถึง 8%
Global Infrastructure
โครงสร้างพื้นฐานเป็นอุปสงค์เชิงโครงสร้างระยะยาว โดยการเร่งลงทุนและใช้งานด้าน AI ที่เพิ่มขึ้นในวงกว้าง ส่งผลให้ความต้องการด้าน AI Infrastructure เพิ่มขึ้น ซึ่งครอบคลุมถึงโครงข่ายไฟเบอร์ เสาโทรคมนาคม ระบบสาธารณูปโภค และโครงข่ายไฟฟ้า ขณะที่ Valuation ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าดัชนี MSCI World ถึงราว 20%
Private Credit *สำหรับนักลงทุน Ultra High Net Worth เท่านั้น
Private Asset ช่วยกระจายความเสี่ยงจากสินทรัพย์แบบดั้งเดิมและให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจ โดยเน้นการลงทุนใน Private Credit ที่ปล่อยสินเชื่อให้ธุรกิจขนาดใหญ่และได้รับผลกระทบจำกัดจาก AI Disruption ทั้งนี้ เรามีมุมมองบวกต่อ Private Equity จากปริมาณ IPO และ M&A ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงผลบวกจากทิศทางดอกเบี้ยที่ลดลง
หุ้นประเทศพัฒนาแล้ว
หุ้นสหรัฐฯ ได้อานิสงส์จากโมเมนตัมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังดี และ EPS ที่เติบโตเป็นวงกว้างขึ้น / หุ้นยุโรปได้แรงหนุนจาก Valuation ที่ต่ำกว่าของสหรัฐฯ และการฟื้นตัวของกำไรบริษัท รวมถึงโอกาสในการจ่ายปันผลเพิ่มขึ้น / หุ้นญี่ปุ่นได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นการคลัง การปฏิรูปบรรษัทภิบาล และการอ่อนค่าของเงินเยน
หุ้นสหรัฐฯ
ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ได้แรงหนุนจาก 1) GDP ที่มีแนวโน้มเติบโตดี จาก AI ที่หนุนการลงทุนและเพิ่มผลิตภาพ 2) EPS ที่มีแนวโน้มเติบโตเป็นวงกว้างขึ้น และ 3) Fed ที่มีแนวโน้มผ่อนคลายการเงิน อีกอย่างน้อย 25 bps.ในปีนี้ แม้การที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินยกเลิกภาษีนำเข้าภายใต้ IEEPA ของ Trump อาจเพิ่มความไม่แน่นอนด้านนโยบาย ก็ตาม
หุ้นยุโรป
ดัชนีหุ้นยุโรป ได้แรงหนุนจากผลประกอบการ 4Q2569 ซึ่งลดลงน้อยกว่าคาดที่ -0.6%YoY โดยเฉพาะกลุ่ม Financial และ Basic Materials ทั้งนี้ เรามองเศรษฐกิจยุโรปในระยะยาวยังได้แรงหนุนจาก การเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและกลาโหม ซึ่งคาดว่า งบประมาณด้านกลาโหมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 12.2% ต่อปี ในช่วงปี 2569-2570
หุ้นญี่ปุ่น
ดัชนีหุ้นญี่ปุ่น ได้รับแรงหนุนจาก 1) เสถียรภาพของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นหลังเลือกตั้ง 2) การเติบโตของเศรษฐกิจ ที่ได้แรงหนุนจากมาตรการทางการคลัง 3) กำไรบจ.โดยรวมที่เติบโต จากอัตรากำไรที่ดีขึ้น และ การอ่อนค่าของเงินเยน รวมทั้ง 4) การปฏิรูปธรรมาภิบาล ที่ช่วยหนุน ROE และยกระดับ P/BV ผ่านการซื้อหุ้นคืนและการจ่ายปันผล
หุ้นประเทศตลาดเกิดใหม่
ตลาดหุ้น EM เอเชีย ได้แรงหนุนจาก การกระจายความเสี่ยงออกจากหุ้นสหรัฐฯ รวมถึงผลบวกจากการที่อัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ จะลดลงมาอยู่ที่ 15% หลังศาลสูงสุดยกเลิกภาษีนำเข้าภายใต้ IEEPA โดยหุ้นในตลาดเอเชียยังได้ประโยชน์จากการเป็นห่วงโซ่อุปทาน AI เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน นอกจากนี้ คาดว่ากำไรปี 2569 จะ +16%YoY
หุ้นอินเดีย
ตลาดหุ้นอินเดีย ได้รับแรงหนุนจาก ความเสี่ยงภาคส่งออกอินเดียที่ลดลง หลังอินเดียบรรลุข้อตกลงการค้ากับ EU และสหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยหนุน EPS นอกจากนี้ ยังได้แรงหนุนจากธีม AI ในอินเดีย หลังบริษัทหลายแห่งเร่งลงทุน AI หลายพันล้านดอลลาร์ เพื่อพัฒนา data centers และโครงสร้างพื้นฐานการประมวลผล
หุ้นไทย
ตลาดหุ้นไทยได้แรงหนุนจากผลการเลือกตั้ง เร่งให้เกิดการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ และ สร้างความต่อเนื่องนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้กระแสเงินทุนต่างชาติมีแนวโน้มไหลเข้าตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง ด้าน กนง.มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยอยู่ที่ 1.0% ใน 1H2569 ขณะที่ อัตราเงินปันผลที่อยู่ในระดับสูง และกำไรของบจ.ทยอยฟื้นตัวในระยะยาว
หุ้นจีน All-Share
ดัชนีหุ้นจีน มีแนวโน้มได้อานิสงส์จาก 1) นโยบาย anti-involution ที่จะช่วยหนุน margin 2) พัฒนาการด้าน AI ในจีน และ 3) ความคาดหวังการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากทางการจีน ในการประชุม NPC เดือนมี.ค. แม้ล่าสุด IMF ยังคงประมาณการ GDP จีนในปี 2569 ไว้ที่ระดับ 4.5% ก็ตาม
หุ้นเกาหลีใต้
ดัชนีหุ้นเกาหลีใต้ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดย Samsung เตรียมขึ้นราคาชิปรุ่นใหม่ HBM4 ถึง 30% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า เพิ่มโอกาสที่อัตรากำไรจากการดำเนินงานจะปรับตัวสูงขึ้น หนุนการปรับประมาณการกำไรต่อเนื่อง ทั้งนี้ ระยะยาวยังได้แรงหนุนจากงบลงทุนเพิ่มเติมของรัฐบาล และนโยบายปฏิรูปตลาดทุนที่ส่งผลบวกต่อผู้ถือหุ้น
สินค้าโภคภัณฑ์
ในระยะสั้นราคาทองคำผันผวนตามทิศทางเงินดอลลาร์ และแรงขายทำกำไร อย่างไรก็ดี ยังได้แรงหนุนจากความไม่แน่นอนของการออกมาตรการตอบโต้ทางการค้าของ Trump หลังคำตัดสินศาลสูงสุดสหรัฐฯ และข้อพิพาทระหว่าง สหรัฐฯ-อิหร่าน รวมทั้งจากการเพิ่มสัดส่วนถือครองทองคำเพิ่มขึ้นของธนาคารกลางทั่วโลก
ดัชนีหุ้น Nasdaq 100
แม้เรามองหุ้นกลุ่ม Software โดยรวมถูกขายมากเกินควร แต่การฟื้นตัวในระยะสั้นของกลุ่มฯ ก็ยังจำกัด จากความแตกแยกภายในกลุ่มเทคโนโลยี หลังตลาดฯ พยายามคัดแยกผู้แพ้ ผู้ชนะ ภายในกลุ่มเทคโนโลยีด้วยกันเอง ซึ่งในสภาวะเช่นนี้ เหมาะกับการเน้นกลยุทธ์การลงทุนแบบ Active และคัดเลือกหุ้นรายตัว มากกว่าการลงทุนแบบ Passive
หุ้นกลุ่ม Health Care
ตลาดสะท้อนข่าวยาลดน้ำหนัก (GLP-1) แบบรับประทานของ Eli Lilly ที่คาดว่าจะได้รับอนุมัติจาก FDA ในเดือน เม.ย.ไปมากแล้ว ทำให้ราคาหุ้นอาจอ่อนไหวต่อผลประกอบการและการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ความเสี่ยงนโยบายควบคุมราคายา และ Medicare ยังอยู่ และ Fed ที่ยังไม่เร่งลดดอกเบี้ย อาจกดดันกิจกรรม M&A ในกลุ่ม Biotech
หุ้นกลุ่มธุรกิจพลังงานยั่งยืน
หุ้นกลุ่มธุรกิจพลังงานยั่งยืน ได้รับอานิสงส์จากกระแส AI และการลงทุน Data Center และในเชิง Valuation ยังคงซื้อขายต่ำกว่ากลุ่ม Tech และมี Dividend Yield สูงกว่า ทำให้ความผันผวนน้อยกว่า ขณะที่แนวโน้มกำไรยังเติบโตตามความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ยังคงเพิ่มขึ้น จากการขยายตัวของ Data Center
หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์
การประกาศผลประกอบการของกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ บ่งชี้ว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และ Data Center ยังคงขยายตัว สนับสนุนภาพการเติบโตอุปสงค์บนห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ทั้งนี้ Consensus คาดว่า กำไรของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ จะเติบโตในอัตราที่เร่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วง 1H2569
ทองคำ
ในระยะสั้นราคาทองคำผันผวนตามทิศทางเงินดอลลาร์ และแรงขายทำกำไร อย่างไรก็ดี ยังได้แรงหนุนจากความไม่แน่นอนของการออกมาตรการตอบโต้ทางการค้าของ Trump หลังคำตัดสินศาลสูงสุดสหรัฐฯ และข้อพิพาทระหว่าง สหรัฐฯ-อิหร่าน รวมทั้งจากการเพิ่มสัดส่วนถือครองทองคำเพิ่มขึ้นของธนาคารกลางทั่วโลก

Facebook
Google
