จริงหรือที่โลกมุ่งสู่พลังงานนิวเคลียร์?
พลังงานนิวเคลียร์เป็นเทคโนโลยีที่สร้างข้อถกเถียงระหว่างความหวังด้านพลังงานสะอาดกับความทรงจำจากอุบัติเหตุครั้งใหญ่ ตั้งแต่เชอร์โนบิลไปจนถึงฟุกุชิมะมาโดยตลอดหลายสิบปี และทำให้หลายประเทศชะลอหรือทบทวนบทบาทของนิวเคลียร์ในระบบพลังงานของตนเอง
ประเด็นสำคัญ
แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทิศทางพลังงานโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ทั้งจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ บทเรียนจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งมากเกินไป รวมถึงการแข่งขันทางเทคโนโลยีและการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล
มุมมองนี้สอดคล้องกับ Prof. Michael Short ผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุนิวเคลียร์จาก MIT ที่มองว่า สิ่งที่โลกกำลังเผชิญไม่ใช่แค่โจทย์การลดคาร์บอน แต่คือโจทย์ความมั่นคงทางพลังงาน หลายประเทศเริ่มเห็นว่าการพึ่งพาพลังงานนำเข้ามากเกินไปทำให้ทั้งราคาพลังงานและความมั่นคงของประเทศเปราะบางขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น การเติบโตของ AI, Data Center และอุตสาหกรรมดิจิทัล ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อุตสาหกรรมเหล่านี้ต้องการทั้งไฟฟ้าปริมาณมาก ระบบที่มีเสถียรภาพ และพลังงานคาร์บอนต่ำ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทและนักลงทุน
สหรัฐอเมริกาสนับสนุนการต่ออายุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีอยู่เดิม ขณะที่สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสยังคงให้นิวเคลียร์เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์พลังงานระยะยาว หลายประเทศในยุโรปยืดอายุการใช้งานโรงไฟฟ้าเดิมเพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าระหว่างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และจีนเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่เดินหน้าก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งใหม่อย่างต่อเนื่อง
Prof. Michael Short เรียกความเคลื่อนไหวนี้ว่า Nuclear Renaissance หรือการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ โดยเขามองว่า สิ่งที่กำลังกลับมาไม่ได้มีเพียงโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า แต่รวมถึงทักษะ บุคลากร และความตั้งใจของหลายประเทศที่จะกลับมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานขนาดใหญ่ หลังจากอุตสาหกรรมนี้ชะลอตัวมานานหลายทศวรรษ
แต่ถึงจะดูเหมือนว่ากระแสนิวเคลียร์กำลังได้รับความสนใจมากขึ้น ข้อมูลจาก International Atomic Energy Agency (IAEA) และ International Energy Agency (IEA) ระบุว่า ปัจจุบันพลังงานนิวเคลียร์ผลิตไฟฟ้าราว 9% ของโลก ขณะที่กำลังการผลิตรวมของโลกเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการเติบโตของพลังงานหมุนเวียนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยังคงเป็นเทคโนโลยีที่ถูกถกเถียงอย่างหนัก ทั้งในด้านต้นทุน ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และระยะเวลาก่อสร้างที่อาจยาวนานกว่าสิบปี ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกัน ต้นทุนของพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมกลับลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดคำถามว่างบประมาณจำนวนมหาศาลควรถูกนำไปลงทุนกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ หรือควรถูกใช้เพื่อเร่งการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน และโครงข่ายไฟฟ้ามากกว่ากัน
ภาพที่เกิดขึ้นในเวลานี้จึงอาจไม่ใช่การที่ทั้งโลกกำลังมุ่งหน้าไปสู่นิวเคลียร์ แต่เป็นภาพของแต่ละประเทศที่กำลังเลือกเส้นทางด้านพลังงาน ภายใต้เงื่อนไข ความเป็นไปได้ และข้อจำกัดของตนเอง โดยนิวเคลียร์เป็นเพียงหนึ่งในตัวเลือกเหล่านั้น
Prof. Michael Short มองว่า การเลือกไม่นำนิวเคลียร์มาใช้ก็ต้องมีคำอธิบายรองรับเช่นกัน ประเทศนั้นต้องตอบให้ได้ว่าจะผลิตไฟฟ้าสะอาดและรักษาความมั่นคงของระบบด้วยวิธีใด โดยไม่ทำให้ต้นทุนพลังงานสูงเกินไป
สำหรับไทย การพิจารณานิวเคลียร์จึงต้องวางเทียบกับทางเลือกอื่นในระบบไฟฟ้าของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน การพัฒนาสายส่ง หรือการจัดการความต้องการใช้ไฟฟ้า
นิวเคลียร์จะเป็นคำตอบของไทยจริงหรือไม่?
สำหรับประเทศไทย พลังงานนิวเคลียร์ไม่ใช่ประเด็นใหม่ ประเทศไทยศึกษาความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีนี้มาตั้งแต่ยุคปรมาณูเพื่อสันติ ทั้งการสำรวจพื้นที่ การประเมินต้นทุน ทั้งในรูปแบบโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่แบบดั้งเดิม และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR (Small Modular Reactor) ที่ถูกบรรจุไว้ในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP 2024 โดยระบุไฟฟ้าจาก SMR รวม 600 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นเครื่องขนาด 300 เมกะวัตต์ จำนวน 2 เครื่อง ภายในปี 2037 รวมถึงการเตรียมความรู้ด้านบุคลากรมาอย่างยาวนาน แต่จนถึงวันนี้ ประเทศไทยยังไม่เคยก้าวจากขั้นตอนการศึกษาไปสู่การลงทุนจริง
Prof. Michael Short มองว่า การเลือกไม่นำนิวเคลียร์มาใช้ก็ต้องมีคำอธิบายรองรับเช่นกัน ประเทศนั้นต้องตอบให้ได้ว่าจะผลิตไฟฟ้าสะอาดและรักษาความมั่นคงของระบบด้วยวิธีใด โดยไม่ทำให้ต้นทุนพลังงานสูงเกินไป
สำหรับไทย การพิจารณานิวเคลียร์จึงต้องวางเทียบกับทางเลือกอื่นในระบบไฟฟ้าของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน การพัฒนาสายส่ง หรือการจัดการความต้องการใช้ไฟฟ้า
สุชาติ คล้ายแก้ว หรือชาร์ลส์ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านนโยบายพลังงาน องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศเยอรมนี ประจำประเทศไทย (GIZ) มองว่า ประเทศไทยอาจกำลังตั้งโจทย์ผิด เพราะก่อนจะตอบว่านิวเคลียร์เหมาะกับประเทศไทยหรือไม่ ควรเริ่มจากการตั้งคำถามก่อนว่าระบบไฟฟ้าของประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาอะไรอยู่
ในอีกมุมหนึ่ง Prof. Michael Short มองว่า นิวเคลียร์มีข้อได้เปรียบจากการผลิตไฟฟ้าคาร์บอนต่ำได้ต่อเนื่อง โดยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในสหรัฐฯ มี Capacity Factor เกือบ 95% หรือสามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้เกือบตลอดเวลาเมื่อเทียบกับกำลังผลิตติดตั้ง
คุณสมบัตินี้อาจช่วยเพิ่มเสถียรภาพให้ระบบไฟฟ้า ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า และรองรับอุตสาหกรรมที่ต้องการไฟฟ้าสะอาดจำนวนมาก เช่น Data Center อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้เสนอให้ประเทศใดพึ่งพานิวเคลียร์ทั้งหมด เพราะความมั่นคงทางพลังงานต้องอาศัยแหล่งพลังงานที่หลากหลาย
ปัจจุบัน ความคุ้มค่าของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ยังขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ขนาดของตลาดไฟฟ้า ความต้องการใช้ไฟฟ้าในระยะยาว และความสามารถของระบบในการรองรับกำลังการผลิต ประเทศที่พัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชิงพาณิชย์จำนวนมากจึงมักมีทั้งความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง มีระบบสายส่งที่เชื่อมโยงกันในระดับภูมิภาค และมีตลาดซื้อขายไฟฟ้าที่เอื้อให้สามารถส่งไฟฟ้าข้ามพรมแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในมุมมองของชาร์ลส์ ประเทศไทยยังมีข้อจำกัดหลายด้านที่ต้องจัดการก่อนจะไปถึงจุดนั้น
“ผมไม่ได้บอกว่าประเทศไทยไม่ควรมีนิวเคลียร์ แต่เราควรถามก่อนว่า วันนี้เรามีตลาดรองรับหรือยัง มีผู้ใช้ไฟฟ้าที่พร้อมจ่าย มีระบบสายส่ง และมีโครงสร้างตลาดที่รองรับหรือยัง หากยังไม่มี การลงทุนในเทคโนโลยีขนาดใหญ่ก่อน อาจทำให้ต้นทุนสุดท้ายตกอยู่กับผู้ใช้ไฟฟ้า”
“บทเรียนจากหลายประเทศคือ เขาไม่ได้เริ่มจากการสร้างกำลังผลิตก่อน แต่เริ่มจากการสร้างตลาด โครงสร้างพื้นฐาน และความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้าให้พร้อม ฝรั่งเศสสามารถพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์ในสัดส่วนสูงได้ เพราะมีทั้งอุปสงค์ไฟฟ้าภายในประเทศขนาดใหญ่ และโครงข่ายไฟฟ้าที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้สามารถบริหารจัดการและซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
“ประเทศไทยกำลังเดินมาถูกทางในเรื่องการเชื่อมโยงตลาดไฟฟ้าระดับภูมิภาคผ่านโครงการ LTMS-PIP แต่ปริมาณการซื้อขายยังอยู่ในระดับจำกัด ขณะเดียวกัน ระบบสายส่งภายในประเทศและการเชื่อมโยงข้ามพรมแดนยังมีข้อจำกัดอีกหลายด้าน นี่จึงเป็นสิ่งที่เราควรเร่งลงทุนและปฏิรูปก่อน”
“สำหรับผม คำถามไม่ใช่ว่า ‘ประเทศไทยควรมีนิวเคลียร์หรือไม่’ แต่คือ ‘ประเทศไทยพร้อมสำหรับนิวเคลียร์แล้วหรือยัง’ หากเรายังไม่มีตลาดไฟฟ้าที่แข่งขันได้ ระบบสายส่งที่ยืดหยุ่น และโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ การรีบลงทุนในเทคโนโลยีที่มีต้นทุนสูงอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด”
“ผมเชื่อว่าสิ่งที่ประเทศไทยควรทำในวันนี้ คือการปฏิรูปตลาดไฟฟ้า เปิดทางให้เกิดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ขยายระบบสายส่ง เพิ่มความสามารถในการซื้อขายไฟฟ้าภายในประเทศและกับประเทศเพื่อนบ้าน และสร้างอุปสงค์สำหรับไฟฟ้าสะอาดให้เติบโต เมื่อระบบมีขนาดใหญ่และยืดหยุ่นเพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นนิวเคลียร์ เทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็จะสามารถแข่งขันได้บนพื้นฐานของเศรษฐศาสตร์ ไม่ใช่ด้วยการผลักภาระต้นทุนไปยังผู้ใช้ไฟฟ้า”
“แต่ประเทศไทยเคยทำมาแล้ว เราจะขายไฟให้สิงคโปร์ แต่สุดท้ายก็ยังไม่ได้ขายใช่ไหมครับ ภาคใต้ของเราระบบสายส่งก็ยังไม่มีความพร้อม สายส่งก็ติดคอขวด ส่งไฟไปมาเลเซียก็ยังทำไม่ได้ ใช่ไหมครับ เราใช้เวลา 10 ปี กว่าจะส่งไฟจากลาวไปสิงคโปร์ได้เพียง 500 เมกะวัตต์ ขณะที่ยุโรปซื้อขายไฟฟ้ากันในปริมาณมหาศาล เทรดกันแบบวันต่อวัน เพราะฉะนั้นผมจึงมองว่า เราต้องรีดีไซน์ตลาดไฟฟ้าครั้งใหญ่ก่อนที่จะคิดนำเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามา”
ประเด็นเรื่องผู้รับภาระเป็นข้อกังวลของ Prof. Michael Short เช่นกัน เพราะโครงการนิวเคลียร์ขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ และยุโรปหลายแห่งเผชิญทั้งความล่าช้าและต้นทุนบานปลาย หากไทยจะเดินหน้า จึงต้องกำหนดตั้งแต่ต้นว่า ใครเป็นผู้รับความเสี่ยงเมื่อโครงการก่อสร้างไม่เสร็จตามกำหนด ใครจ่ายต้นทุนส่วนเกิน และค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะถูกส่งผ่านมายังค่าไฟของประชาชนหรือไม่
หากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ดูจะเกินศักยภาพของประเทศไทย ตัวเลือกที่ถูกพูดถึงต่อมาคือ SMR ซึ่งชาร์ลส์มองว่าเป็นเทคโนโลยีที่ควรติดตามและถูกบรรจุไว้ในแผนพัฒนาในอนาคต แต่ในวันนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าเป็นคำตอบสำหรับประเทศไทย เพราะทั้งต้นทุน รูปแบบธุรกิจ และห่วงโซ่อุปทานยังอยู่ระหว่างการพิสูจน์
Prof. Michael Short มองว่า จุดที่ทำให้ SMR น่าสนใจคือขนาดกำลังผลิตที่เล็กกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบเดิม และแนวคิดการผลิตชิ้นส่วนจากโรงงานก่อนนำมาประกอบในพื้นที่ ซึ่งอาจช่วยลดความซับซ้อนและทำให้เกิดการเรียนรู้จากการผลิตซ้ำได้ในอนาคต
สำหรับประเทศที่ยังไม่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชิงพาณิชย์ SMR อาจเป็นช่องทางให้เริ่มสะสมประสบการณ์ด้านการกำกับดูแล การเดินเครื่อง และการพัฒนาบุคลากรจากโครงการที่มีขนาดเล็กลง แต่เทคโนโลยีนี้ยังไม่ได้พิสูจน์ความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์อย่างกว้างขวาง จึงต้องพิจารณาทั้งต้นทุนจริง ความล่าช้า และผู้ที่ต้องรับภาระหากโครงการไม่เป็นไปตามแผน
ชาร์ลส์จึงมองว่า SMR เป็นเทคโนโลยีที่น่าจับตามอง แต่ในแง่ของต้นทุนจริงๆ มันไม่ได้ถูกเลย กลับแพงกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ด้วยซ้ำ
“เพราะ Economies of Scale ยังไม่เกิด เรื่อง National Security ของเราก็ต้องมีทั้งระบบใบอนุญาต หน่วยงานกำกับดูแล รวมถึงซัพพลายเชน ซึ่งปัจจุบัน 100% ต้องนำเข้าทั้งหมด เราไม่มีอะไรผลิตได้เองในประเทศ เพราะฉะนั้นเวลามีคนถามว่าทำได้ไหม ผมคิดว่าควรมีไว้ในแผน เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นและใช้ทดสอบ Business Model”
นอกเหนือจากต้นทุนและความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์แล้ว การพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยังต้องอาศัยความพร้อมจากหลายภาคส่วน ตั้งแต่หน่วยงานกำกับและตรวจสอบความปลอดภัย ระบบการอนุญาต บุคลากรเฉพาะทาง ตลอดจนอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหลายประเทศใช้เวลาสร้างรากฐานเหล่านี้ต่อเนื่องยาวนานหลายสิบปี
ชาร์ลส์ยกตัวอย่างญี่ปุ่นและเยอรมนีเพื่อชี้ให้เห็นว่า แม้จะเป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีก้าวหน้าและมาตรฐานสูง ก็ยังเผชิญความท้าทายในการบริหารจัดการความเสี่ยงและการตัดสินใจเชิงนโยบายอยู่เสมอ เช่นเดียวกับเกาหลีใต้ ซึ่งได้รับการยอมรับว่ามีอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ที่เข้มแข็ง แต่ก็เคยเผชิญวิกฤตความเชื่อมั่นจากกรณีการปลอมแปลงเอกสารรับรองคุณภาพอุปกรณ์ ทำให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้เกิดจากฟิสิกส์ของเครื่องปฏิกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับระบบกำกับดูแล ความโปร่งใส และการบังคับใช้กฎหมายด้วย
หลายคนมักยกตัวอย่างเชอร์โนบิล แต่ในความเป็นจริง ฟุกุชิมะให้บทเรียนที่สำคัญกว่า เพราะเหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศที่ขาดเทคโนโลยีหรือมาตรฐานความปลอดภัย ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบวิศวกรรมและการกำกับดูแลที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเป็นประเทศที่พึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์ในสัดส่วนสูงมานาน”
“แต่คณะกรรมการสอบสวนอิสระของรัฐสภาญี่ปุ่นกลับสรุปว่า ฟุกุชิมะเป็น ‘ภัยพิบัติที่มนุษย์สร้างขึ้น’ (man-made disaster) ไม่ใช่เพียงผลจากแผ่นดินไหวหรือสึนามิ หากเกิดจากความล้มเหลวของการกำกับดูแล การที่หน่วยงานกำกับดูแลและผู้ประกอบการใกล้ชิดกันมากเกินไป (regulatory capture) และการไม่กล้าตั้งคำถามต่อความเสี่ยงที่รู้อยู่แล้ว”
“บทเรียนจึงไม่ใช่ว่าเทคโนโลยีนิวเคลียร์ไม่ปลอดภัย แต่คือ ต่อให้ประเทศที่มีมาตรฐานสูงที่สุด หากระบบธรรมาภิบาลและการกำกับดูแลไม่เข้มแข็ง ความเสี่ยงก็ยังเกิดขึ้นได้”
“เหตุการณ์ฟุกุชิมะยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเยอรมนี รัฐบาลของแองเกลา แมร์เคิล ซึ่งก่อนหน้านั้นเคยสนับสนุนการขยายอายุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ได้ตัดสินใจเร่งดำเนินนโยบายยุติการใช้นิวเคลียร์ พร้อมเดินหน้าลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างจริงจัง แม้แนวทางนี้จะมีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ก็สะท้อนว่าการตัดสินใจด้านพลังงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว หากยังขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นของสังคม คุณภาพของสถาบัน และความสามารถในการกำกับดูแลความเสี่ยงในระยะยาว”
มุมมองของ Prof. Michael Short ไปในทิศทางเดียวกัน เขาระบุว่า การทุจริตเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้อย่างเด็ดขาดในอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ เพราะความผิดพลาดในการเลือกอุปกรณ์ การตรวจสอบ หรือการรับรองมาตรฐานอาจส่งผลต่อความปลอดภัยของระบบในระยะยาว
การตัดสินใจสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยังผูกประเทศผู้ซื้อเข้ากับเจ้าของเทคโนโลยีเป็นเวลาหลายสิบปี ตั้งแต่การก่อสร้าง การจัดหาเชื้อเพลิง การซ่อมบำรุง ไปจนถึงการรื้อถอนโรงไฟฟ้า Michael เปรียบความสัมพันธ์นี้ว่าเป็น “การแต่งงาน 100 ปี” ซึ่งหมายความว่า การเลือกเทคโนโลยีเกี่ยวข้องกับอำนาจต่อรองทางการเมืองและความมั่นคงของประเทศด้วย
หากประเทศไทยจะเดินหน้าเรื่องนิวเคลียร์ สิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่กันคือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กติกาที่ใช้กำกับดูแล ระดับความเชื่อมั่นที่สังคมมีต่อเรื่องนี้ รวมถึงการยอมรับของสังคม ชาร์ลส์ยกตัวอย่างจังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน แต่เสียงจากชุมชนกลับไม่ได้ต้องการให้มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในพื้นที่ของตนเอง
“ทุกวันนี้แม้แต่เครนยังถล่ม หรือทางด่วนยังถล่มอยู่เลย แล้วสุดท้ายก็กลายเป็นความผิดของบุคคล แต่ถ้าเป็นนิวเคลียร์ ผลกระทบมันกินพื้นที่เป็นพันกิโลเมตร เพราะฉะนั้นความเสียหายตรงนั้นประเมินมูลค่าไม่ได้เลย”
“นิวเคลียร์เขาไม่เอา ผมไปถามที่ลำปาง ถ้าลำปางยังไม่เอา ผมก็นึกไม่ออกว่าจะสร้างนิวเคลียร์ที่ไหนในประเทศไทย เพราะแค่เกิด Meltdown ที่ Cooling Tower ผลกระทบก็อาจกว้างถึง 300 กิโลเมตร แล้วพื้นที่ปนเปื้อนในรัศมี 100 กิโลเมตร ใครจะเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบได้ในประเทศไทย แม้แต่ SMR ก็เหมือนกัน คนในพื้นที่กลับอยากได้โซลาร์มากกว่า หรืออยากเป็นเจ้าของโซลาร์เอง เพื่อให้รายได้กลับมาสนับสนุนชุมชนในระยะยาว”
Prof. Michael Short มองว่า ความกลัวของประชาชนไม่ควรถูกปัดทิ้งว่าเกิดจากความไม่เข้าใจ เพราะความไว้วางใจขึ้นอยู่กับกระบวนการตัดสินใจของรัฐด้วย ประชาชนต้องเข้าถึงข้อมูลเรื่องพื้นที่ตั้ง เทคโนโลยี ต้นทุน ความปลอดภัย แผนฉุกเฉิน และการจัดการกาก รวมถึงมีส่วนร่วมก่อนที่รัฐจะตัดสินใจเลือกโครงการ
หากผู้คนรู้สึกว่าการตัดสินใจเกิดขึ้นไปแล้ว และการรับฟังความคิดเห็นเป็นเพียงขั้นตอนภายหลัง ความขัดแย้งอาจเริ่มขึ้นตั้งแต่โรงไฟฟ้ายังไม่ได้ก่อสร้าง
เมื่อพิจารณาร่วมกันทั้งเรื่องตลาดไฟฟ้า ต้นทุน สถาบันกำกับดูแล และการยอมรับของสังคม การมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อาจไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญที่ต้องประเมินคือ ประเทศไทยพร้อมจะเดินไปถึงจุดนั้นแล้วหรือยัง
ปัญหาของไทย ไม่ใช่ไฟไม่พอ
ความเร่งด่วนของพลังงานไทยในเวลานี้อาจอยู่ที่การทำให้ไฟฟ้ามีต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้ สะอาดขึ้น และตอบโจทย์ภาคธุรกิจที่ต้องการใช้พลังงานสีเขียว มากกว่าการเร่งลงทุนในเทคโนโลยีต้นทุนสูงอย่างนิวเคลียร์
ปัจจุบัน สัดส่วนไฟฟ้าสีเขียวของไทยยังต่ำกว่า 10% ทั้งที่ระบบสายส่ง สถานีไฟฟ้า และโครงข่ายไฟฟ้าที่มีอยู่สามารถรองรับพลังงานหมุนเวียนได้มากกว่านั้น โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ โซลาร์รูฟท็อป และการผลิตไฟฟ้าใกล้จุดใช้งาน นักวิชาการบางกลุ่มจึงมองว่า หากพัฒนาอย่างเป็นระบบภายใต้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ในปัจจุบัน ประเทศไทยมีโอกาสเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดได้ถึงประมาณ 25%
“ในเมื่อมีสิ่งที่ทำได้ง่ายกว่าและต้นทุนถูกกว่า ทำไมเราไม่ทำก่อน ถ้าเทียบกับการพัฒนา ตัวอย่างเช่น ประเทศไทยใช้เวลา 10 ปี ในการพัฒนา 10 Gbps ขณะที่เวียดนามใช้เวลาเพียง 3 ปี ในการพัฒนา 10 เมกะวัตต์ นั่นคือสเกลของการเติบโต อะไรที่เป็น Low-hanging Fruit หรือทำได้ง่าย เราควรทำก่อน แต่เรากลับยังไม่ได้ทำ”
อีกปัญหาหนึ่งคือวิธีคิดในการวางแผนระบบไฟฟ้า ซึ่งให้น้ำหนักกับฝั่ง Supply มากเกินไป เมื่อคาดการณ์ว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น คำตอบแรกมักเป็นการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ ขณะที่หลายประเทศเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับ Demand Side Management ตั้งแต่การใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ การบริหารโหลด ไปจนถึงการลดความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงพีก
“ปัจจุบันระบบของเรา Balance กันเป็นรายวัน รายชั่วโมง ซึ่งไม่เพียงพอครับ สิงคโปร์ Balance ทุก 5 นาที ฟิลิปปินส์ก็ Balance ทุก 5 นาที เวียดนาม Balance ทุก 15 นาที ระบบต้องทำให้ Demand กับ Supply ใกล้เคียงกันมากที่สุด ถึงจะได้ต้นทุนและราคาที่สมเหตุสมผล ไม่ใช่ผลิตไฟฟ้าเกินไว้ก่อน แล้วสุดท้ายเอาทุกอย่างมารวมกัน หารเฉลี่ย แล้วให้ประชาชนเป็นคนจ่าย”
มุมมองนี้เชื่อมโยงไปถึงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ที่ใช้คาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าและกำหนดกำลังการผลิตใหม่ในอนาคต ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตัวเลขคาดการณ์ใน PDP หลายฉบับถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าสูงกว่าการใช้ไฟฟ้าจริง ส่งผลให้ประเทศไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองอยู่ในระดับสูง และต้นทุนดังกล่าวถูกส่งผ่านมายังค่าไฟฟ้าของประชาชน หากต้องการลดค่าไฟอย่างจริงจัง ประเทศไทยจำเป็นต้องกลับมาพิจารณาต้นทุนหลักและกลไกของระบบไฟฟ้า
ค่าไฟปัจจุบันมีต้นทุนหลักอยู่ 3 ส่วน ส่วนแรกคือค่าก๊าซธรรมชาติ เนื่องจากการผลิตก๊าซในอ่าวไทยมีแนวโน้มลดลง ทำให้ประเทศไทยต้องนำเข้า LNG เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันไฟฟ้าของไทยยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก คิดเป็นประมาณ 60% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ขณะที่ก๊าซนำเข้าบางส่วน โดยเฉพาะ Spot LNG ซึ่งมีสัดส่วนราว 10–15% ของ Pool Gas มีต้นทุนสูงกว่าและผันผวนตามราคาตลาดโลก ดังนั้น การลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในระยะยาวจะช่วยลดความเสี่ยงด้านต้นทุนและความผันผวนของค่าไฟได้
ต้นทุนส่วนที่สองคือค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment) ซึ่งเป็นต้นทุนที่ใช้รักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและทำให้โรงไฟฟ้าพร้อมเดินเครื่องเมื่อจำเป็น อย่างไรก็ตาม เมื่อโครงสร้างระบบไฟฟ้าเปลี่ยนไปและมีพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น ก็ควรมีการทบทวนรูปแบบการจ่ายค่าความพร้อมจ่ายและเงื่อนไขของสัญญาซื้อขายไฟฟ้า เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ไฟฟ้าในปัจจุบัน และลดภาระต้นทุนที่ไม่จำเป็นของระบบ
ส่วนที่สามคือต้นทุนที่เกิดจากนโยบายการต่ออายุสัญญารับซื้อไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนบางส่วน ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าควรมีการทบทวน เนื่องจากต้นทุนของเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนในปัจจุบันลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงที่เริ่มมีการส่งเสริมเมื่อกว่า 20 ปีก่อน การเปิดให้มีการแข่งขันหรือปรับเงื่อนไขสัญญาใหม่อาจช่วยลดภาระต้นทุนของระบบไฟฟ้าได้
ไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่มีอยู่ในระบบแล้วสามารถนำมาต่อยอดได้ทันที หากเปิดให้ภาคเอกชนซื้อขายไฟฟ้าสะอาดกันโดยตรงผ่านระบบสายส่งของรัฐ ภายใต้โครงสร้างค่าผ่านสายที่ชัดเจนและเป็นธรรม หรือที่เรียกว่า Third Party Access แนวทางนี้ถูกนำมาใช้ในหลายประเทศ รวมถึงเวียดนาม แต่ประเทศไทยยังไม่สามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้จริง ทั้งที่ภาคธุรกิจจำนวนมากต้องการใช้ไฟฟ้าสีเขียว การปลดล็อกระบบดังกล่าวจึงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะเพิ่มทางเลือกให้ผู้ใช้ไฟ เปิดโอกาสให้พลังงานสะอาดเข้าสู่ตลาดมากขึ้น และสร้างการแข่งขันในระบบไฟฟ้า
หากประเทศไทยต้องการเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานจะมีมูลค่าสูงมาก ซึ่งภาครัฐเพียงฝ่ายเดียวอาจไม่สามารถรองรับได้ทั้งหมด ดังนั้น เราจึงควรเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ผ่านรูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership: PPP) หรือโมเดลที่ให้เอกชนลงทุนและดำเนินการในช่วงแรก ก่อนส่งมอบโครงสร้างพื้นฐานให้ภาครัฐเมื่อสิ้นสุดสัญญา แนวทางเหล่านี้ถูกนำมาใช้ในหลายประเทศและสามารถช่วยเร่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ลดภาระงบประมาณของภาครัฐ และรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมและพลังงานสะอาดในอนาคตได้
Data Center ก็เช่นเดียวกัน เราควรแยกความแตกต่างระหว่าง ‘ความสนใจลงทุน’ กับ ‘การลงทุนจริง’ ออกจากกันก่อน เพราะผู้ประกอบการมักศึกษาความเป็นไปได้ในหลายประเทศพร้อมกัน ทั้งประเทศไทย สิงคโปร์ เวียดนาม และอินโดนีเซีย การได้รับสิทธิประโยชน์จาก BOI จึงไม่ได้หมายความว่าโครงการจะเกิดขึ้นจริงเสมอไป ปัจจัยสำคัญอยู่ที่ความพร้อมของระบบไฟฟ้า ระบบน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจ
ส่วนความกังวลว่า Data Center จะทำให้ประเทศไทยมีไฟฟ้าไม่เพียงพอ ชาร์ลส์มองว่าปัญหาอยู่ที่การกระจุกตัวของโครงการ มากกว่ากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักเลือกลงทุนในพื้นที่ EEC ซึ่งมีระบบนิเวศทางธุรกิจรองรับอยู่แล้ว เมื่อความต้องการใช้ไฟฟ้าปริมาณมากกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เดียว ระบบสายส่งในพื้นที่นั้นจึงอาจเผชิญข้อจำกัด ขณะที่อีกหลายจังหวัดยังมีศักยภาพรองรับการลงทุนได้อีกมาก จึงควรออกแบบนโยบายเพื่อกระจายการลงทุนให้มากขึ้น
“Data Center เป็นโอกาสสำคัญที่จะกระจายการพัฒนาไปยังภูมิภาคอื่นของประเทศไทย เพราะพื้นที่อื่นมีความพร้อมมาก ทั้งระบบไฟฟ้า ระบบประปา และระบบน้ำ ขอเพียงสร้าง Special Connection ให้ถูกจุด ก็จะเกิดการจ้างงานและสร้างประโยชน์ให้กับพื้นที่ได้จริง”
“เมื่อทุกคนไปกระจุกตัวอยู่ที่เดียว ระบบสายส่งและระบบไฟฟ้าก็ไม่พอ จึงถูกนำมาอ้างว่า ‘ไฟจะไม่พอ’ ทั้งที่จริงแล้วมันไม่พอเฉพาะพื้นที่นั้น ในการออกแบบระบบ ถ้าเทียบกับเยอรมนี เขาจะไม่พัฒนาอยู่แค่เมืองเดียว ตัวอย่างเช่น BMW อยู่มิวนิก ส่วน Mercedes-Benz ก็อยู่คนละเมือง เขาจะกระจายการพัฒนาเศรษฐกิจออกไป ไม่ได้กระจุกอยู่เพียงพื้นที่เดียว”
สรุปแล้ว ประเทศไทยอาจไม่ได้เผชิญปัญหาการขาดแคลนกำลังผลิตไฟฟ้า แต่กำลังเผชิญโจทย์เรื่องต้นทุนพลังงาน โครงสร้างตลาดไฟฟ้า ความยืดหยุ่นของระบบ และการรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้ารูปแบบใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในมุมมองของบางฝ่าย นิวเคลียร์จึงอาจยังไม่ใช่คำตอบเร่งด่วนที่สุดของระบบพลังงานไทยในเวลานี้ เพราะก่อนจะตัดสินใจลงทุนในเทคโนโลยีที่มีต้นทุนสูงและใช้เวลาพัฒนานาน ประเทศไทยยังมีอีกหลายโจทย์ที่ต้องจัดการให้ชัดเจน
และก่อนที่จะถามว่าเราควรมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือไม่ อาจต้องเริ่มจากว่าปัญหาพลังงานที่แท้จริงของไทยคืออะไรกันแน่