UNCLOS และเดิมพันของไทยในอ่าวไทย
NEWSLETTER 21-27 มิถุนายน 2569
สวัสดีผู้ติดตาม THE STANDARD ทุกท่าน
UNCLOS กลับมาอยู่กลางบทสนทนาของไทยอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะเป็นเพียงประเด็นเทคนิคทางกฎหมายทะเล แต่เพราะข้อพิพาททางทะเลไทย-กัมพูชาในอ่าวไทยกำลังกำหนดให้ไทยต้องตอบคำถามใหญ่กว่าเดิมว่า เราจะปกป้องอธิปไตย ผลประโยชน์ด้านพลังงาน และสถานะของประเทศบนเวทีโลกอย่างไร ภายใต้กติกาสากลที่ทั้งให้โอกาสและสร้างแรงกดดันไปพร้อมกัน
เรื่องนี้เริ่มจากพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทย หรือ Overlapping Claims Area ระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งทั้งสองประเทศยังไม่สามารถตกลงเส้นเขตแดนทางทะเลกันได้อย่างชัดเจนมายาวนานกว่าสองทศวรรษ พื้นที่ดังกล่าวถูกประเมินว่ามีขนาดประมาณ 26,000 ตารางกิโลเมตร และมีรายงานระบุว่ามีศักยภาพด้านก๊าซธรรมชาติราว 12 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต รวมถึงน้ำมันที่อาจมีมูลค่าระดับหลายแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
แต่ตัวเลขเหล่านี้ยังเป็น ‘การประเมิน’ ไม่ใช่ปริมาณสำรองที่พิสูจน์และผลิตได้แล้วทั้งหมด การนำทรัพยากรใต้ทะเลขึ้นมาใช้จริงยังต้องขึ้นอยู่กับข้อตกลงทางกฎหมาย เทคโนโลยี การลงทุน ราคาพลังงานในตลาดโลก และความชอบธรรมทางการเมืองของข้อตกลงที่ทั้งสองประเทศจะยอมรับร่วมกันได้
ก่อนมาถึงกรอบ UNCLOS ไทยกับกัมพูชาเคยใช้ MOU 44 หรือบันทึกความเข้าใจปี 2544 เป็นกรอบหลักในการพูดคุย MOU 44 ไม่ใช่สนธิสัญญาแบ่งเขตแดน และไม่ใช่เอกสารที่ตัดสินว่าใครได้หรือเสียพื้นที่ทางทะเล แต่เป็นกรอบเจรจาที่กำหนดว่าต้องจัดการสองเรื่องพร้อมกัน คือ การแบ่งเขตทางทะเล และการพิจารณาพัฒนาทรัพยากรร่วมกันในพื้นที่ที่ยังอ้างสิทธิทับซ้อน
นี่คือเหตุผลที่ MOU 44 กลายเป็นประเด็นอ่อนไหวในสังคมไทย ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าเป็นกรอบจำเป็นที่ทำให้ไทยกับกัมพูชายังมีโต๊ะเจรจา อีกฝ่ายกังวลว่าอาจเปิดทางให้การพูดเรื่องผลประโยชน์นำหน้าการแบ่งเขตแดน ความกังวลนี้ไม่ควรถูกปัดทิ้ง เพราะการจัดลำดับระหว่าง ‘เส้นเขตแดน’ กับ ‘ผลประโยชน์ใต้ทะเล’ คือหัวใจของเรื่องนี้
หลังฝ่ายไทยมีมติบอกเลิก MOU44 กัมพูชาจึงหันมาใช้กลไกภายใต้ UNCLOS หรืออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ซึ่งมักถูกเรียกว่า ‘รัฐธรรมนูญของทะเล’ เพราะเป็นกติกากลางที่กำหนดสิทธิ หน้าที่ และเขตอำนาจของรัฐชายฝั่ง ตั้งแต่ทะเลอาณาเขต เขตเศรษฐกิจจำเพาะ ไหล่ทวีป เสรีภาพในการเดินเรือ ไปจนถึงกลไกระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐ
ไทยให้สัตยาบัน UNCLOS ในปี 2554 แต่ใช้สิทธิตามมาตรา 298 ประกาศไม่ยอมรับกระบวนการบังคับตัดสินบางประเภท โดยเฉพาะข้อพิพาทเรื่องการแบ่งเขตทางทะเล ดังนั้นการเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับครั้งนี้ไม่ได้แปลว่าไทยยอมให้ศาลระหว่างประเทศตัดสินชี้ขาด และไม่ได้แปลว่าไทยยอมรับข้ออ้างของกัมพูชา แต่หมายถึงไทยเข้าสู่กลไกที่ทั้งสองฝ่ายต้องนำข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และหลักฐานของตนไปสู่กระบวนการที่มีคณะผู้ประนอมช่วยเสนอทางออก
ขณะนี้กระบวนการเดินมาถึงจุดสำคัญแล้ว ไทยและกัมพูชาแต่งตั้งผู้ประนอมฝ่ายละ 2 คนแล้ว ฝ่ายไทยแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายทะเลระดับสูง 2 คน คือ รูดิเกอร์ โวล์ฟรุม และ อัลเบิร์ต ฮอฟฟ์แมน ซึ่งต่างเคยดำรงตำแหน่งประธานศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ ขณะที่ผู้ประนอมทั้ง 4 คนต้องร่วมกันเลือกประธานคนที่ 5 เพื่อให้คณะกรรมาธิการประนอมมีองค์ประกอบครบและเริ่มกระบวนการได้เต็มรูปแบบ
อีกชั้นหนึ่งที่สำคัญคือการจัดทัพของฝ่ายไทย คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทำหน้าที่หัวหน้าคณะเจรจา ขณะที่ ทรงชัย ชัยปฏิยุทธ เอกอัครราชทูต ณ กรุงคูเวต จะทำหน้าที่รองหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายไทย บทบาทของทั้งสองคนสะท้อนว่าไทยไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นเพียงข้อพิพาททางเทคนิค แต่เป็นโจทย์ที่ต้องใช้ทั้งการเมืองระหว่างประเทศ กฎหมายทะเล และประสบการณ์ด้านเขตแดนมาประกอบกัน
เมื่อคณะกรรมาธิการประนอมจัดตั้งครบแล้ว ตามกรอบ UNCLOS จะต้องจัดทำรายงานภายใน 12 เดือน รายงานนี้ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายเหมือนคำพิพากษาของศาล แต่ไม่ควรถูกมองว่าไม่มีความหมาย เพราะข้อเสนอแนะจากคณะผู้ประนอมย่อมมีน้ำหนักทางการเมือง การทูต และความชอบธรรมในสายตาประชาคมระหว่างประเทศ
เดิมพันของไทยจึงมีหลายชั้น ชั้นแรกคืออธิปไตยและเขตอำนาจทางทะเล ไทยต้องยืนยันการแบ่งเขตบนหลักกฎหมายสากล หลักฐานทางประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ สนธิสัญญาที่เกี่ยวข้อง และแนวปฏิบัติของกฎหมายทะเลระหว่างประเทศอย่างรัดกุม เพราะนี่ไม่ใช่เพียงการขีดเส้นบนแผนที่ แต่คือการกำหนดขอบเขตอำนาจรัฐ ผลประโยชน์ด้านทรัพยากร และความชอบธรรมของไทยในระยะยาว
ชั้นที่สองคือพลังงานและเศรษฐกิจ หากปัญหายืดเยื้อต่อไป ทรัพยากรใต้ทะเลก็ยังเป็นสินทรัพย์ที่ถูกแช่แข็ง ขณะที่ไทยต้องเผชิญโจทย์ความมั่นคงทางพลังงาน ต้นทุนค่าไฟ และความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
ชั้นที่สามคือภาพลักษณ์ของไทยบนเวทีโลก การเข้าสู่กระบวนการ UNCLOS อย่างสุขุมจะสะท้อนว่าไทยเป็นประเทศที่เคารพกติกาสากล แต่ไม่จำนนต่อกติกาอย่างไร้ยุทธศาสตร์ ไทยต้องแสดงให้เห็นว่าสามารถใช้เวทีพหุภาคีเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเองได้ ไม่ใช่ปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นผู้เขียนเรื่องเล่าบนเวทีโลกเพียงฝ่ายเดียว
คำถามสำคัญต่อจากนี้คือ ไทยมีเอกภาพในทีมเจรจาเพียงใด ไทยจะแยกเรื่องการแบ่งเขตทางทะเลออกจากการแบ่งผลประโยชน์ได้ชัดแค่ไหน รัฐบาลจะสื่อสารกับประชาชนอย่างไรให้โปร่งใสพอโดยไม่เปิดไพ่ทางยุทธศาสตร์ และรัฐสภาจะตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยเหตุผล มากกว่าการปลุกความกลัวเพื่อผลทางการเมืองระยะสั้นได้หรือไม่
UNCLOS ไม่ใช่สนามที่ไทยควรกลัว แต่ก็ไม่ใช่สนามที่ไทยควรประมาท บททดสอบของไทยไม่ใช่การส่งเสียงดังที่สุดในนามของความรักชาติ แต่คือการต่อสู้ให้แม่นที่สุด ด้วยหลักฐาน กฎหมาย สติ และยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน
เพราะในทะเล เส้นเขตแดนอาจมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่บนเวทีโลก สิ่งที่ทุกประเทศมองเห็นชัด คือคุณภาพของรัฐไทยในการปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง
กองบรรณาธิการ THE STANDARD
Editor’s Pick
| กต.เผย ไทยส่งหนังสือตอบรับกัมพูชา เข้าร่วมกระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS อย่างเป็นทางการ ย้ำวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดเขตทางทะเล 19 มิ.ย. 2569 | 17:55 |
| ‘อนาคตคือเอเชีย’ ที่ไม่มีผู้ชนะเพียงคนเดียว : ถอดรหัส ‘สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว’ กับสมการนำไทยฝ่าระเบียบโลกใหม่ 19 มิ.ย. 2569 | 13:08 |
| เปิดไทม์ไลน์กระบวนการประนอมภาคบังคับ ไทย-กัมพูชา 18 มิ.ย. 2569 | 16:07 |
| เจาะโครงสร้างผู้ประนอมในกระบวนการ ‘ประนอมภาคบังคับ’ ไทย-กัมพูชา เวทีเจรจาที่ไม่ใช่ศาล 19 มิ.ย. 2569 | 12:47 |
| กต.ย้ำจุดยืนไทยเข้าร่วมประนอมภาคบังคับ UNCLOS มุ่งคุยแบ่งเขตทางทะเลกับกัมพูชา ไม่เกี่ยวทรัพยากรใต้ทะเล ยืนยันไม่ใช่ศาลตัดสินถูกผิด 17 มิ.ย. 2569 | 16:46 |