น้ำท่วม 5 วัน กรุงเทพฯและเศรษฐกิจไทยทั่วประเทศเสียหายแค […]
The post น้ำท่วม 5 วัน สูญ 7 พันล้าน ราคาที่กรุงเทพฯ ต้องจ่าย? น้ำลด…แต่หนี้ยังอยู่ รัฐต้องคิดใหม่เรื่อง ‘บริหารน้ำ’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
น้ำท่วม 5 วัน กรุงเทพฯและเศรษฐกิจไทยทั่วประเทศเสียหายแค่ไหน?
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจประเมินความเสียหายจากน้ำท่วมเพียง 5 วัน สูญ 1.2 หมื่นล้านบาท ขณะที่ KResearch คาดผลกระทบอยู่ที่ 7,000-17,000 ล้านบาท หากสถานการณ์จบภายใน 3-7 วัน
น่าห่วงว่าผลกระทบรอบนี้อยู่ที่การจับจ่าย การท่องเที่ยว ร้านอาหาร บริการ และโลจิสติกส์ ขณะที่กลุ่มแรงงานรายวันและไรเดอร์เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
แต่โจทย์สำคัญคือต้องจับตาสัปดาห์นี้ ที่ต้องเฝ้าระวังมวลน้ำหลากและศึกน้ำทะเลหนุนสูง ในช่วงวันที่ 29 กันยายน-4 ตุลาคม 2569 หากลามถึง EEC และนิคมอุตสาหกรรม ความเสียหายต่อเศรษฐกิจอาจเพิ่มขึ้นจากที่ประเมินไว้

ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจช่วง 25-29 ก.ย. ในกรณีฐานอยู่ที่ประมาณ 12,283 ล้านบาท หรือ 0.066% ของ GDP ทั้งปี
ขณะที่กรอบประมาณการอยู่ระหว่าง 5,896-20,635 ล้านบาท หรือ 0.03-0.11% ของ GDP ขึ้นอยู่กับพื้นที่น้ำท่วมจริง และความสามารถในการชดเชยกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หยุดชะงัก
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าว ยังไม่รวมความเสียหายต่อทรัพย์สิน เช่น ที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ สินค้าคงคลัง และผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งจะสามารถประเมินได้ชัดเจนหลังสถานการณ์น้ำลด โดยศูนย์พยากรณ์ฯ คาดว่าสถานการณ์อุทกภัยจะคลี่คลายภายใน 1 สัปดาห์ หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินกว่าที่ประเมินไว้ จะมีการทบทวนผลกระทบทางเศรษฐกิจอีกครั้ง

ผลการประเมินรายพื้นที่พบว่า กรุงเทพมหานครได้รับความเสียหายสูงสุดประมาณ 7,014 ล้านบาท คิดเป็น 57% ของความเสียหายทั้งหมด เนื่องจากเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และกิจกรรมหลักเป็นภาคการค้าและบริการ ซึ่งพึ่งพาการเดินทางของผู้บริโภคและแรงงาน
แม้พื้นที่น้ำท่วมหนักจะกระจุกตัวบริเวณฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ แต่ภาคการเงินและงานสำนักงานส่วนใหญ่ ยังสามารถทำงานจากที่บ้านได้ จึงช่วยลดผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางส่วน ขณะที่ 4 จังหวัดปริมณฑล ได้แก่ สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี และนครปฐม มีความเสียหายรวมประมาณ 1,839 ล้านบาท โดยสมุทรปราการได้รับผลกระทบมากที่สุด
ส่วน ภาคตะวันออก ได้รับความเสียหายเป็นอันดับ 2 ประมาณ 2,976 ล้านบาท โดยชลบุรีได้รับผลกระทบสูงสุดราว 2,101 ล้านบาท
เนื่องจากเกิดน้ำท่วมก่อนพื้นที่อื่น ประกอบกับพัทยามีน้ำท่วมขังสูงเกือบ 1 เมตร และเศรษฐกิจจังหวัดพึ่งพาการท่องเที่ยว ค้าปลีก และโลจิสติกส์ท่าเรือ ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อการหยุดชะงักของการเดินทาง
ขณะที่จังหวัดอุตสาหกรรมอื่น ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้รับผลกระทบน้อยกว่า เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นน้ำท่วมขังเฉพาะจุด
และยังไม่มีรายงานนิคมอุตสาหกรรมต้องหยุดการผลิต ส่วนภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วง 5 วันยังอยู่ในระดับจำกัด
ศูนย์พยากรณ์ฯ ประเมินว่า การบริโภค การท่องเที่ยว และภาคบริการในเขตเมือง เป็นช่องทางหลักที่ส่งผ่านผลกระทบสู่เศรษฐกิจ
โดยน้ำท่วมทำให้การจับจ่ายในห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร และสถานีบริการน้ำมันลดลง รวมถึงการเดินทางของแรงงานหยุดชะงัก
นอกจากนี้ การกำหนดวันหยุดราชการพิเศษวันที่ 28-29 ก.ย. ในกรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ ส่งผลให้จำนวนวันทำงานในพื้นที่เศรษฐกิจลดลง
ขณะที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะพื้นที่เมืองพัทยาและแหล่งท่องเที่ยวในชลบุรี ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกหรือเลื่อนการเดินทางของนักท่องเที่ยว กระทบรายได้ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่อง ผลกระทบในส่วนนี้มีข้อจำกัดในการชดเชย โดยเฉพาะรายได้ของแรงงานรายวันและผู้ประกอบการรายย่อย
ในขณะที่ระบบโลจิสติกส์และการกระจายสินค้า จากถนนสายหลักบางเส้นทางถูกน้ำท่วม ทำให้การขนส่งสินค้าไปยังสาขาค้าปลีกในบางพื้นที่ เช่น บางกะปิ มีนบุรี และรังสิต ทำได้ยากขึ้น
“ส่วนภาคการผลิตได้รับผลกระทบทางอ้อม จากการเดินทางของแรงงานและการขนส่งวัตถุดิบ มากกว่าความเสียหายโดยตรงต่อโรงงาน ซึ่งแตกต่างจากสถานการณ์มหาอุทกภัยปี 2554 อย่างมีนัยสำคัญ”
ด้านราคาสินค้า เริ่มพบการปรับขึ้นของผักสด โดยเฉพาะผักใบอ่อน ซึ่งต้องติดตามต่อเนื่องไปจนถึงเทศกาลกินเจระหว่างวันที่ 10-18 ต.ค.2569 อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะอยู่ในวงจำกัดและเป็นเพียงชั่วคราว

สำหรับภาคเกษตร ความเสี่ยงสำคัญอยู่ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะชัยนาท สิงห์บุรี สุพรรณบุรี และพระนครศรีอยุธยา ซึ่งระดับน้ำยังเพิ่มขึ้นในช่วงที่ข้าวนาปีกำลังใกล้เก็บเกี่ยว โดยความเสียหายต่อผลผลิตจะเห็นชัดเจนหลังน้ำลด และมีการสำรวจพื้นที่จริง
ศูนย์พยากรณ์ฯ ประเมินว่า ความเสียหายในกรณีฐานที่ประมาณ 12,283 ล้านบาท หรือราว 0.06% ของ GDP ทั้งปี เทียบเท่าประมาณ 0.26% ของ GDP ไตรมาส 3/2569
โดยเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจไทยมีสัญญาณชะลอตัว หลัง GDP ไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 1.9% จาก 2.8% ในไตรมาสแรก
ทั้งนี้ ผลกระทบจากอุทกภัยในกรณีฐาน ‘ยังไม่รุนแรง’ ถึงขั้นเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจไทยทั้งปี แต่เพิ่มแรงกดดันต่อการขยายตัวในช่วงครึ่งหลังของปี
โดยเฉพาะหากสถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยายืดเยื้อเข้าสู่ไตรมาส 4
ชงรัฐเร่งเยียวยา ลงทุนกับระบบระบายน้ำ


ศูนย์พยากรณ์ฯ เสนอให้ภาครัฐเร่งดำเนินมาตรการ 3 ด้าน
ด้านณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 25-27 กันยายน 2569 จนเกิดอุทกภัยในพื้นที่ กรุงเทพฯ และ ปริมณฑล
เบื้องต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายใต้กรอบเวลาประมาณ 3-7 วัน
โดยเบื้องต้นคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยประมาณ 0.03%-0.11% ของ GDP ซึ่งคิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 7,000-17,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ณัฐพรเปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงตัดสินใจคงประมาณการ GDP ภาพรวมทั้งปี 2569 ไว้ที่ 2.0% เท่าเดิม
กระนั้น ณัฐพรเตือนว่า ปัจจุบันสถานการณ์ยังไม่จบ ดังนั้น หากเหตุน้ำท่วมลากยาว ยืดเยื้อ หรือขยายวงไปกระทบพื้นที่อื่นๆ
โดยเฉพาะฝั่งตะวันออก พื้นที่ EEC หรือนิคมอุตสาหกรรม ผลกระทบต่อ GDP ก็อาจมากกว่าที่ประเมินไว้
ณัฐพร ยังกล่าวอีกว่า สำหรับภาคส่วนที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด ได้แก่ ธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร แพลตฟอร์มบริการ การขนส่งและ โลจิสติกส์
ขณะที่กลุ่มลูกจ้างที่เปราะบางที่สุดคือ กลุ่มลูกจ้างรายวันและไรเดอร์ ที่หากออกไปทำงานไม่ได้ รายได้จะขาดหายไปทันที
อย่างไรก็ดี ณัฐพรมองว่า ผลกระทบจากเหตุน้ำท่วมรอบนี้จะมีลักษณะเป็นการหยุดชะงักชั่วคราว (Temporary Disruption) มากกว่า ไม่เหมือนกับช่วงน้ำท่วมใหญ่รอบก่อนหรือวิกฤตโควิด
นอกจากนี้อีกมุมหนึ่ง ณัฐพรมองว่า “เหตุน้ำท่วมครั้งนี้น่าจะกระทบต่อการใช้จ่ายและการบริโภคของผู้คน เนื่องจากเหตุน้ำท่วมทำให้ผู้คนบางส่วนออกไปจับจ่ายใช้สอยไม่ได้ นอกจากนี้หลายคนอาจต้องกันเงินบางส่วนไว้เพื่อซ่อมแซมบ้านเรือนหรือรถยนต์ที่เสียหาย ท่ามกลางภาวะปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยที่เปราะบางอยู่แล้ว”
อย่างไรก็ตาม ณัฐพรมองว่า แม้เหตุน้ำท่วมจะเพิ่มภาระหนี้ให้ผู้ประสบภัยบางคน แต่ไม่น่าจะทำให้หนี้ครัวเรือนในภาพรวมแย่ลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP จะยังคงลดลงและต่ำกว่า 84% ในปีนี้ 2569
เนื่องจากสถาบันการเงินมีมาตรการพักชำระหนี้ พักดอกเบี้ย และปรับโครงสร้างหนี้รองรับกลุ่มเปราะบางอยู่แล้ว
“หนี้ครัวเรือนไทยเปราะบางอยู่แล้ว และเหตุน้ำท่วมก็อาจจะไปเพิ่มแรงกดดันมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่หนี้สินเยอะอยู่แล้ว แต่ถามว่าจะทำให้เห็นภาพตัวเลขหนี้ครัวเรือนในภาพใหญ่ของประเทศไหลต่อไหม คงไม่เห็นภาพนั้น โดยหนี้ครัวเรือนต่อ GDP น่าจะยังลดลงอยู่ และอาจจะอยู่ระดับต่ำกว่า 84% ต่อ GDP ในปีนี้”
The post น้ำท่วม 5 วัน สูญ 7 พันล้าน ราคาที่กรุงเทพฯ ต้องจ่าย? น้ำลด…แต่หนี้ยังอยู่ รัฐต้องคิดใหม่เรื่อง ‘บริหารน้ำ’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
สถานการณ์การให้บริการภาคพื้น (Ground Handling) ณ ท่าอาก […]
The post เปิดใจ CEO ‘การบินไทย’ ขอโทษผู้โดยสารกระเป๋าตกค้าง-เที่ยวบินดีเลย์สุวรรณภูมิ เร่งประสานหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือ เร่งเคลียร์ปัญหาให้จบในอีก 3 วัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
สถานการณ์การให้บริการภาคพื้น (Ground Handling) ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI กำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ ทั้งปัญหากระเป๋าเดินทางตกค้างสะสม เที่ยวบินล่าช้า (Delay) การยกเลิกเที่ยวบิน ตลอดจนปัญหาในส่วนของขนส่งสินค้าทางอากาศ (Air Cargo)
ชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD WEALTH ถึงสาเหตุที่แท้จริงของวิกฤตในครั้งนี้ พร้อมกางแผนยุทธศาสตร์แก้ปัญหาเร่งด่วน และคำขอโทษอย่างจริงใจส่งตรงถึงผู้โดยสารทุกคน
ชาย เอี่ยมศิริ เปิดเผยถึงสาเหตุหลักของปัญหาว่า เกิดจากการที่พนักงานปฏิบัติการ ทั้งในกลุ่มแรงงานทั่วไปและพนักงานทักษะพิเศษที่มีใบอนุญาต (Skill/License) ในการควบคุมเครื่องมืออุปกรณ์ภาคพื้น ไม่สามารถเดินทางมาปฏิบัติงานได้ตามแผนที่วางไว้ เนื่องจากบ้านเรือนและที่พักอาศัยประสบปัญหาน้ำท่วมขัง
แม้ทางบริษัทฯ จะพยายามแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการจัดส่งรถตระเวนไปรับพนักงานถึงหน้าบ้าน แต่พนักงานบางส่วนยังไม่สามารถเดินทางมาทำงานได้ เนื่องจากมีความห่วงใยความปลอดภัยของครอบครัวและทรัพย์สินที่บ้าน ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้กำลังคนหน้างานขาดแคลนอย่างหนัก และเกิดปัญหากระเป๋าเดินทางรวมถึงสินค้าคาร์โก้สะสมตกค้างในพื้นที่สนามบินจนกลายเป็นภาวะดินพอกหางหมู
ต่อข้อสงสัยและคำวิพากษ์วิจารณ์ว่า เหตุใดสายการบินอื่นจึงสามารถจัดการปัญหาหน้างานได้ดีกว่า ทั้งที่พนักงานประสบปัญหาน้ำท่วมเช่นเดียวกัน CEO การบินไทย ชี้แจงใน 2 ประเด็นหลัก
ทั้งนี้ ชาย ยืนยันจากการลงพื้นที่ตรวจหน้างานด้วยตนเองว่า สายการบินลูกค้าและผู้ประกอบการรายอื่นก็ประสบปัญหากระเป๋าล่าช้าเช่นกัน แต่การบินไทยรับภาระในสเกลที่ใหญ่กว่ามาก จึงเห็นภาพผลกระทบเด่นชัดกว่า
เพื่อเร่งแก้ไขสถานการณ์ไม่ให้ลุกลาม การบินไทยได้วางแนวทางการบริหารจัดการวิกฤตออกเป็น 4 ด้านหลัก
1. ตัดตอนปัญหา (Cut the Cycle)
ยอมรับความจริงเกี่ยวกับขีดความสามารถในการปฏิบัติงาน หากประเมินแล้วว่าไม่สามารถรองรับปริมาณงานได้ จะดำเนินการ ควบรวมเที่ยวบิน หรือแจ้งยกเลิกเที่ยวบินล่วงหน้า พร้อมโอนย้ายผู้โดยสารไปยังสายการบินอื่น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความล่าช้าสะสมพันพัวจนไม่สามารถบริหารจัดการได้
2. โอนย้ายภาระงานสายการบินลูกค้า
ประสานความร่วมมือกับคณะกรรมการดำเนินงานธุรกิจการบิน (AOC) ในการจัดหาและผ่องถ่ายการดูแลบริการภาคพื้นของสายการบินลูกค้านอกเหนือจากการบินไทย ไปให้ผู้ประกอบการรายอื่นช่วยรับช่วงดูแลแทน เพื่อลดความแออัดของภาระงาน
3. ระดมพลจากสำนักงานใหญ่ลงพื้นที่หน้างาน
ระดมกำลังพนักงานจากสำนักงานใหญ่ลงพื้นที่ช่วยสนับสนุนปฏิบัติงาน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทั้งในส่วนของอาคารผู้โดยสาร (Terminal), พื้นที่จัดเก็บและลำเลียงกระเป๋า (Baggage Area) ตลอดจนครัวการบินไทย เพื่อเสริมกำลังคนในจุดวิกฤต
4. ระบบ QR Code และผนึกกำลัง ‘ไปรษณีย์ไทย’ จัดส่งกระเป๋าถึงที่พัก
เนื่องจากหน้างานขาดแคลนกำลังคนในการขนย้ายกระเป๋าจากตัวเครื่องขึ้นมา ทำให้ไม่สามารถระบุเวลาที่แน่นอนแก่ผู้โดยสารได้ การบินไทยจึงปรับแผนโดยแจ้งให้ผู้โดยสาร ไม่ต้องเข้าคิวรอรับกระเป๋าที่สนามบิน แต่ให้สแกน QR Code เพื่อระบุที่อยู่สำหรับจัดส่ง
พร้อมกันนี้ ได้รับความช่วยเหลือจาก บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ในการจัดส่งเจ้าหน้าที่และรถขนส่ง เข้ามาช่วยดำเนินการคัดแยก (Sorting), ติดแท็กระบุตัวตน, แมปปิ้ง (Mapping) ข้อมูลที่อยู่กับระบบลงทะเบียน และทยอยขนส่งกระเป๋าเดินทางตรงถึงบ้านหรือที่พักของผู้โดยสารอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาพำนักระยะสั้นและต้องเดินทางกลับ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูงสุด
ชาย เอี่ยมศิริ ได้กล่าวขอโทษผู้โดยสารและลูกค้าต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“ต้องขอโทษทางลูกค้าและผู้โดยสารจริงๆ ว่าเหตุการณ์นี้เราก็ไม่ได้แก้ตัว ไม่ได้อยากให้เกิด แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วเราก็ต้องยอมรับความจริงและเร่งแก้ไขไป” ชายกล่าว
การบินไทยยืนยันความมุ่งมั่นในการตรึงกำลังแก้ปัญหาอย่างสุดความสามารถในทุกจุดบริการ เพื่อให้ระบบการให้บริการภาคพื้น การลำเลียงกระเป๋า และเที่ยวบินทั้งหมด กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด คาดว่าอย่างเร็วที่สุดน่าจะใช้ระยะเวลา 3 วันจากนี้
ทั้งนี้ล่าสุด บมจ.การบินไทย ประกาศแจ้งยกเลิกเที่ยวบินบางเส้นทาง ระหว่างวันที่ 29-30 กันยายน 2569 ตามที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ดังนี้
29 กันยายน 2569 เส้นทางระหว่าง
30 กันยายน 2569 เส้นทางระหว่าง
ผู้โดยสารสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ THAI Contact Center โทร. +66 2 356 1111 ตลอด 24 ชั่วโมง หรืออีเมล [email protected]
The post เปิดใจ CEO ‘การบินไทย’ ขอโทษผู้โดยสารกระเป๋าตกค้าง-เที่ยวบินดีเลย์สุวรรณภูมิ เร่งประสานหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือ เร่งเคลียร์ปัญหาให้จบในอีก 3 วัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย เรียกร้องให้รัฐ […]
The post สมาพันธ์ SME ไทยจี้รัฐ-กทม. เร่งช่วยผู้ประกอบการรายย่อยทันที ไม่ต้องรอน้ำลด ชี้ปิดร้านแค่ 3-4 วัน รายได้อาจเป็นศูนย์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย เรียกร้องให้รัฐบาลและกรุงเทพมหานครเร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยทันที หลังเกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมขังในพื้นที่กรุงเทพฯ และเขตเศรษฐกิจสำคัญ รวมถึงหลายจังหวัดที่เผชิญอุทกภัย โดยเน้นว่าไม่ควรรอให้น้ำลดก่อนจึงค่อยให้ความช่วยเหลือ เพราะสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ทุกนาทีมีค่า
ดร.ณพพงศ์ ชี้ว่า เหตุการณ์ครั้งนี้มีลักษณะเป็นฝนหนักในช่วงเวลาสั้นและเกิดน้ำท่วมขังในเมือง แตกต่างจากน้ำท่วมในนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในปี 2554 ผลกระทบจึงไปกระทบต่อเศรษฐกิจจากการเคลื่อนที่อย่างตรงจุด ได้แก่ การค้าหน้าร้าน ภาคบริการ การเดินทางของแรงงาน และระบบโลจิสติกส์
แม้ถนนจะท่วมเพียงไม่กี่วันก็ทำให้ร้านค้าต้องปิด เครื่องจักรและสินค้าเสียหาย รายได้และผลิตภาพลดลงทันที ในขณะที่ภาระค่าเช่า ค่าแรง ค่างวด และดอกเบี้ยยังคงไหลต่อเนื่อง
นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครประกาศเขตประสบสาธารณภัยครบทั้ง 50 เขต แม้ยังไม่สามารถประเมินมูลค่าความเสียหายสุทธิได้ แต่สมาพันธ์ฯ ยอมรับว่ากังวลมาก เนื่องจากผู้ประกอบการ MSME มีสายป่านสั้นและเปราะบาง การหยุดกิจการเพียง 3-4 วัน อาจทำให้รายได้กลายเป็นศูนย์ โดยยกบทเรียนจากน้ำท่วมใหญ่หาดใหญ่ปลายปี 2568 ว่าการฟื้นตัวของธุรกิจค้าขนาดเล็กต้องใช้เวลานานถึง 3-6 เดือน หากรอให้ความเสียหายลุกลาม บางธุรกิจอาจไม่สามารถฟื้นตัวได้
สมาพันธ์ SME ไทยจึงเรียกร้องให้เปลี่ยนแนวคิดจากการป้องกันเพียงอย่างเดียว ไปสู่แนวทาง ‘Flood Resilience’ หรือความยืดหยุ่นในการฟื้นตัว ซึ่งประกอบด้วยหลักการสำคัญว่า ‘รู้ล่วงหน้า ระบายเร็ว การเดินทางไม่ล่มทั้งระบบ ธุรกิจหยุดสั้นที่สุด ฟื้นตัวเร็วที่สุด’ และขอให้รัฐบาลและกทม. ใช้อำนาจ งบประมาณ และกลไกที่มีเพื่อสั่งการและลงมือทันทีผ่านมาตรการช่วยเหลือและฟื้นฟู 5 ข้อ ประกอบด้วย
“อำนาจมิได้มีไว้เพียงบริหารราชการ แต่มีไว้เพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชน” ดร.ณพพงศ์ กล่าว พร้อมเน้นว่า ทุกวันที่ธุรกิจหยุดคือรายได้ที่หายไป ทุกวันที่ไม่มีเงินทุนคือโอกาสที่หายไป ดังนั้น สมาพันธ์ SME ไทยจึงขอให้รัฐบาลและกรุงเทพฯ ตัดสินใจ สั่งการ และระดมทุกหน่วยงานช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยทันที
The post สมาพันธ์ SME ไทยจี้รัฐ-กทม. เร่งช่วยผู้ประกอบการรายย่อยทันที ไม่ต้องรอน้ำลด ชี้ปิดร้านแค่ 3-4 วัน รายได้อาจเป็นศูนย์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
การลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในส […]
The post คาดเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ในสหรัฐฯ พุ่ง 343 ล้านล้านบาทถึงปี 2032 สูงกว่ายุคสร้างทางรถไฟ ทางหลวง และอินเทอร์เน็ต appeared first on THE STANDARD.
]]>
การลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในสหรัฐฯ กำลังจะกลายเป็นเดิมพันทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ โดยเงินลงทุนรวมจะสูงกว่าโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในอดีต ทั้งทางรถไฟ, ระบบทางหลวง และโครงข่ายอินเทอร์เน็ต
ประมาณการใหม่ของ สไตน์ ฟาน นีเวนเบิร์ก นักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเผยแพร่โดย Brookings Institution ระบุว่าเงินลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐาน AI จะรวมเป็น 10.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 343.50 ล้านล้านบาท) ระหว่างปี 2025-2032 หรือเฉลี่ยปีละ 3.6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)
เงินก้อนนี้กำลังสร้างงานหลายแสนตำแหน่งและมหาเศรษฐีหน้าใหม่ ทว่าก็มาพร้อมความเสี่ยงสำคัญ เพราะส่วนใหญ่มาจากการกู้ยืม และหากการลงทุนชะลอลงอย่างกะทันหัน ก็อาจสร้างแรงกระแทกไปทั่วเศรษฐกิจ
แม้ตัวเลขจริงอาจต่ำกว่าประมาณการนี้มาก แต่เงินที่ทุ่มลงไปในปีนี้ก็ถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นในยุคใหม่ โดย Goldman Sachs ประเมินว่าการลงทุนด้าน AI ในสหรัฐฯ จะแตะ 1.9% ของ GDP ในปี 2026 ซึ่งครั้งล่าสุดที่อุตสาหกรรมเดียวมีสัดส่วนต่อเศรษฐกิจสูงกว่านี้คือยุคบูมของทางรถไฟในปลายศตวรรษที่ 19
ข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ระบุว่าช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ ภาคเอกชนใช้เงินก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ไปแล้ว 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.23 ล้านล้านบาท) มากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนราว 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.00 แสนล้านบาท)
ขณะที่การก่อสร้างของภาคเอกชนในส่วนอื่นทั้งหมด ทั้งบ้าน, อพาร์ตเมนต์ และศูนย์การค้า กลับลดลงราว 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.53 ล้านล้านบาท) จากปีก่อน
ปัญหาที่ตามมาคือดาต้าเซ็นเตอร์กำลังดึงทั้งแรงงานและไฟฟ้าที่มีจำกัดไปใช้ จนดันต้นทุนของธุรกิจอื่นให้สูงขึ้น โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาริชมอนด์รายงานว่าการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์กำลังทำให้แรงงานในพื้นที่ขาดแคลน
ตัวอย่างคือเมื่อปีที่แล้ว รัฐมิสซิสซิปปีเคยอยู่ในรายชื่อที่จะได้โรงถลุงอะลูมิเนียมพร้อมงานถาวรราว 1,000 ตำแหน่ง แต่มีการประกาศสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ใกล้พื้นที่ที่เสนอไว้ ซึ่งจะใช้ไฟฟ้าที่โรงถลุงต้องการ จนโรงถลุงเลือกไปตั้งที่รัฐโอคลาโฮมาแทน ตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่รู้เรื่องการตัดสินใจ
ดาต้าเซ็นเตอร์ยังดันราคาที่ดินในหลายพื้นที่ให้สูงขึ้นด้วย โดย ดีดี คอลด์เวลล์ ที่ปรึกษาด้านการเลือกทำเลให้อุตสาหกรรมหนัก ระบุว่า “มันกำลังเบียดภาคการผลิตออกไป”
อีกความเสี่ยงที่ใหญ่กว่านั้นคือหนี้ โดยข้อมูลของ FactSet ระบุว่านักวิเคราะห์ประเมินงบลงทุนของบริษัทยักษ์ใหญ่ 5 แห่ง ได้แก่ Alphabet, Amazon, Meta Platforms, Microsoft และ Oracle ไว้ที่ 4.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 140.07 ล้านล้านบาท) ในช่วง 4 ปีจนถึงปี 2029 โดยสัดส่วนที่มาจากการกู้ยืมก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ฟาน นีเวนเบิร์กระบุว่าบริษัทเทคโนโลยีมักตั้งนิติบุคคลที่ไม่แสดงในงบดุลของตัวเองไปกู้เงินจากธนาคารและบริษัทสินเชื่อนอกระบบธนาคาร ซึ่งแทบไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ ทำให้ประเมินได้ยากว่าความเสี่ยงใหญ่แค่ไหน
หาก AI สร้างรายได้ไม่พอจะชำระหนี้ที่กู้มาสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ ผลกระทบก็อาจลามไปทั่วระบบการเงิน
นักเศรษฐศาสตร์ยังเห็นไม่ตรงกันว่า AI กำลังกระทบงานออฟฟิศอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ แต่แรงงานบางกลุ่มกลับเป็นที่ต้องการอย่างมาก
LinkedIn ประเมินว่า AI สร้างงานใหม่ในสหรัฐฯ กว่า 750,000 ตำแหน่งตั้งแต่ปี 2023 โดยเงินเดือนเฉลี่ยของงานที่เกี่ยวกับ AI อยู่ที่ราว 180,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 6.00 ล้านบาท) เทียบกับ 80,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.67 ล้านบาท) ของงานทั้งหมด
คอรี แคนเทนกา หัวหน้าฝ่ายเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคอเมริกาของ LinkedIn ระบุว่านี่เป็นหนึ่งในส่วนที่ยังแข็งแรงของตลาดแรงงานที่เติบโตช้ามาก
นอกจากงานออฟฟิศอย่างวิศวกร AI แล้ว นายจ้างยังเพิ่มงานในดาต้าเซ็นเตอร์อีก 117,000 ตำแหน่งนับตั้งแต่ต้นปี 2024 ซึ่งยังไม่รวมงานก่อสร้างที่ส่วนใหญ่เป็นงานชั่วคราว
ในพื้นที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. จำนวนช่างไฟฟ้าที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานเพิ่มจาก 9,000 คนเป็น 17,500 คนในช่วงไม่กี่ปี ซึ่งหลายคนมาทำงานนี้เพื่อใช้หนี้เงินกู้เรียน
ควากู อาฟรียี วัย 23 ปี ที่จบปริญญาด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เปลี่ยนสายมาเป็นช่างไฟฟ้าเมื่อปีก่อนเพราะกังวลว่า AI จะแย่งงานไอทีของเขา ตอนนี้เขาได้ค่าแรงราว 30 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง (ประมาณ 1,000 บาท) ในฐานะช่างฝึกหัด
ส่วนช่างที่มีประสบการณ์อย่าง ไทเลอร์ บีม วัย 28 ปี ได้ค่าแรงชั่วโมงละ 62 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2,068 บาท) บวกค่าล่วงเวลา และมักทำงานสัปดาห์ละ 58 ชั่วโมง เพราะ “พวกเขาอยากสร้างให้เสร็จเร็วที่สุด”
ข้อมูลของธนาคารกลางสหรัฐฯ ระบุว่า ณ ไตรมาส 2 มูลค่าหุ้นและกองทุนรวมที่คนอเมริกันถืออยู่รวมเป็น 63 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2,101 ล้านล้านบาท) เกือบเท่าตัวของเมื่อสิ้นปี 2022 ซึ่งช่วยพยุงการใช้จ่าย แม้ประโยชน์จะตกอยู่กับคนมีฐานะเป็นหลัก
ขณะที่ยอดขายบ้านทั่วประเทศซบเซามา 4 ปี เงินจาก AI กลับดันตลาดบ้านหรูในซิลิคอนแวลลีย์ โดยบ้านหลังหนึ่งที่ตั้งราคาไว้ 9.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 330 ล้านบาท) ขายได้มากกว่า 13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 434 ล้านบาท) ภายใน 2 สัปดาห์ และผู้ซื้อคือผู้ประกอบการด้าน AI
อีกด้านหนึ่ง ความต้องการชิปหน่วยความจำสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ทำให้สินค้าขาดแคลน โดยราคานำเข้าคอมพิวเตอร์, อุปกรณ์ต่อพ่วง และเซมิคอนดักเตอร์ในเดือนสิงหาคมสูงกว่าปีก่อน 20% ซึ่งดันราคาสินค้าอย่าง iPhone และเครื่องเล่นเกมคอนโซล และมีส่วนทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น
ออสแตน กูลส์บี ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาชิคาโก เตือนว่าการลงทุนนี้กำลังดันค่าจ้างในสาขาที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ระบุว่าการกู้ยืมของบริษัทยักษ์ใหญ่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ดอกเบี้ยระยะยาวสูงขึ้น จนคนอเมริกันหลายล้านคนซื้อบ้านได้ยากขึ้น
นอกจากนี้ค่าไฟฟ้าในบางพื้นที่ที่มีดาต้าเซ็นเตอร์หนาแน่นก็พุ่งสูงขึ้นอย่างมากเช่นกัน
ภาพ: Standret / Shutterstock
หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.35 บาท ณ วันที่ 25 กันยายน 2569
อ้างอิง:
The post คาดเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ในสหรัฐฯ พุ่ง 343 ล้านล้านบาทถึงปี 2032 สูงกว่ายุคสร้างทางรถไฟ ทางหลวง และอินเทอร์เน็ต appeared first on THE STANDARD.
]]>
ส่อง ‘กรมอุตุนิยมวิทยา’ ซึ่งเป็นหน่วยงานพยากรณ์อากาศของ […]
The post กรมอุตุนิยมวิทยาได้งบเพิ่มกว่า 40% สองปีติดต่อกัน เปิดรายชื่อหน่วยงานรัฐ ได้งบเพิ่มมากสุด 10 อันดับแรกในปีงบฯ 70 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ส่อง ‘กรมอุตุนิยมวิทยา’ ซึ่งเป็นหน่วยงานพยากรณ์อากาศของรัฐบาลไทย สังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้งบประมาณเพิ่มขึ้นในอัตราสูงถึง 40% มา 2 ปีติดต่อกัน
โดยในปี 2569 ได้งบฯ 2,692.75 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.81% จาก 1,898.83 ล้านบาท ในปี 2568 ขณะที่ในปี 2570 ได้งบฯ 3,902.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 44.93% จาก 2,692.8 ล้านบาทในปี 2569
โดยตามข้อมูลจากสำนักงบประมาณ พบว่า ในประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 กระทรวง/หน่วยงาน/ รายการ ที่มีสัดส่วนการเพิ่มขึ้นของงบประมาณสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่
โดยงบประมาณที่เพิ่มขึ้นราว 34% ของกระทรวงดีอี มาจากการเพิ่มขึ้นของสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่เพิ่มขึ้น 93% และกรมอุตุนิยมวิทยาที่เพิ่มขึ้น 45%
นอกจากนี้ ‘กรมอุตุนิยมวิทยา’ ยังติดอันดับ 8 ใน 10 รายชื่อหน่วยงานรัฐที่ได้งบประมาณ เพิ่มมากสุด 10 อันดับแรก ในปีงบประมาณ 2570
| ส่องงบฯ จัดการน้ำ 6 ปีย้อนหลัง ทะลุ 4.2 แสนล้านบาท แต่ประเทศไทยยังเจอ ‘น้ำท่วม-ภัยแล้ง’ ซ้ำซาก! 28 ก.ย. 2569 | 19:47 |

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร
The post กรมอุตุนิยมวิทยาได้งบเพิ่มกว่า 40% สองปีติดต่อกัน เปิดรายชื่อหน่วยงานรัฐ ได้งบเพิ่มมากสุด 10 อันดับแรกในปีงบฯ 70 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ประเทศไทยใช้งบประมาณจำนวนมาก เพื่อบริหารจัดการน้ำ โดยข้ […]
The post ส่องงบฯ จัดการน้ำ 6 ปีย้อนหลัง ทะลุ 4.2 แสนล้านบาท แต่ประเทศไทยยังเจอ ‘น้ำท่วม-ภัยแล้ง’ ซ้ำซาก! appeared first on THE STANDARD.
]]>
ประเทศไทยใช้งบประมาณจำนวนมาก เพื่อบริหารจัดการน้ำ โดยข้อมูลจาก สำนักงบประมาณของรัฐสภาระบุว่า ตลอด 6 ปีนับตั้งแต่ 2560 ถึง 2566 รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณภายใต้แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำกว่า 421,426 ล้านบาท ขณะที่ปี 2569 นี้ ปีเดียวมีการจัดสรรวงเงินทั้งสิ้นกว่า 63,421 ล้านบาท แต่ประเทศไทยยังประสบอุทกภัยและภัยแล้งเป็นประจำทุกปี
ขณะที่ ตามข้อมูลล่าสุดจากธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยรวมจากน้ำท่วมในประเทศไทยในปัจจุบันมีมูลค่าเฉลี่ยราว 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือใกล้เคียง 3% ของ GDP โดยกรุงเทพฯ แบกรับความเสียหายในสัดส่วนที่สูงกว่าพื้นที่อื่น
ตามการวิเคราะห์ของสำนักงบประมาณของรัฐสภา (PBO) ยังชี้ว่า งบประมาณการบริหารจัดการน้ำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วงระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 – 2569 ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น (CAGR) ได้ประมาณ 4.9% ต่อปี
โดยในแต่ละปี แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมีวงเงินค่อนข้างทรงตัว อยู่ที่ประมาณ 54,100 – 63,401 ล้านบาทต่อปี
อย่างไรก็ตาม งบประมาณภายใต้แผนงานอื่นๆ เพิ่มขึ้นมากโดยเพิ่มจาก 139,747.4 ล้านบาทในปี 2567 เป็น 183,756 ล้านบาทในปี 2568 สะท้อนว่า งบประมาณส่วนใหญ่ถูกกระจายอยู่ในแผนงานอื่นๆ มากกว่าได้รับการบูรณาการเพื่อบริหารจัดการน้ำโดยเฉพาะ
ไม่เพียงเท่านั้น งบประมาณบริหารจัดการน้ำกว่า 87.2% เป็นรายจ่ายลงทุน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนที่สูงมาก หากโครงการลงทุนด้านน้ำล่าช้าจะส่งผลต่อการแก้ปัญหาภัยแล้งน้ำท่วม และการกระจายน้ำในพื้นที่โดยตรง
เมื่อพิจารณามิติรายกระทรวงพบว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีสัดส่วนงบประมาณด้านบริหารจัดการน้ำสูงสุดที่ 40% ส่วนใหญ่เป็นงบประมาณของกรมชลประทาน และดำเนินภารกิจด้านการเกษตร ตามด้วยกระทรวงมหาดไทย ซึ่งงบประมาณส่วนใหญ่ใช้กับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบระบายน้ำ ประปา งานโยธา
ขณะที่ งบกลาง ที่แม้จะมีวงเงินสูงสุดของงบประมาณรายจ่าย แต่งบประมาณด้านน้ำ กลับถูกใช้เพื่อรองรับภารกิจเร่งด่วนหรือสถานการณ์เฉพาะ เช่น ภัยแล้ง อุทกภัย หรือโครงการแก้ไขปัญหาน้ำที่ต้องดำเนินการนอกเหนือจากแผนปกติ
นอกจากนี้ ยังมีกระทรวงคมนาคม และ รัฐวิสาหกิจ ซึ่งแม้ไม่ใช่หน่วยงาน ด้านน้ำโดยตรง แต่กลับมีงบเกี่ยวข้องกับระบบระบายน้ำ ท่อลอด ทางน้ำ และระบบประปาเช่นกัน
ในภาพรวม สำนักงบประมาณของรัฐสภาเสนอว่า รัฐบาลควรกำหนดกรอบงบประมาณด้านน้ำทั้งระบบ โดยรวบรวมงบประมาณจากแผนงานบูรณาการ
แผนงานพื้นฐาน แผนงานยุทธศาสตร์ งบกลาง จังหวัดและกลุ่มจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้สามารถมองเห็นภาพรวมการจัดสรรงบประมาณด้านน้ำของประเทศได้อย่างครบถ้วนลดความซ้ำซ้อนของภารกิจและโครงการระหว่างหน่วยงาน
ทั้งนี้ การจัดสรรงบประมาณด้านน้ำควรพิจารณาบนฐานข้อมูลพื้นที่ที่ชัดเจน ได้แก่ ลุ่มน้ำ พิกัดพื้นที่ดำเนินการ กลุ่มผู้รับประโยชน์ และผลลัพธ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น เพื่อให้การใช้งบประมาณสามารถตอบสนองต่อปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม และความต้องการใช้น้ำของแต่ละพื้นที่ได้อย่างตรงจุด
กรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งเป็นหน่วยงานพยากรณ์อากาศของรัฐบาลไทย สังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้งบประมาณเพิ่มขึ้นในอัตราสูงถึง 40% มา 2 ปีติดต่อกัน
โดยในปี 2569 ได้งบฯ 2,692.75 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.81% จาก 1,898.83 ล้านบาท ในปี 2568
ขณะที่ในปี 2570 ได้งบฯ 3,902.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 44.93% จาก 2,692.8 ล้านบาทในปี 2569
โดยตามข้อมูลจากสำนักงบประมาณ พบว่า ในประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 กระทรวง/หน่วยงาน/ รายการ ที่มีสัดส่วนการเพิ่มขึ้นของงบประมาณสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่
โดยงบประมาณที่เพิ่มขึ้นราว 34% ของกระทรวงดีอี มาจากการเพิ่มขึ้นของสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่เพิ่มขึ้น 93% และกรมอุตุนิยมวิทยาที่เพิ่มขึ้น 45%
สำหรับหน่วยงาน/รายการที่ได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นมากที่สุดในปี 2570 เมื่อเทียบกับปี 2569 ตามเอกสารงบประมาณโดยสังเขป ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 มีดังนี้
อันดับ 1: กรมควบคุมมลพิษ
อันดับ 2: สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน)
อันดับ 3: สถาบันการบินพลเรือน (สบพ.)
อันดับ 4: สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.)
อันดับ 5: กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)
อันดับ 6: ธนาคารออมสิน
อันดับ 7: สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.)
อันดับ 8: กรมอุตุนิยมวิทยา
อันดับ 9: โรงพยาบาลบ้านแพ้ว (องค์การมหาชน)
อันดับ 10: กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม

ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH โดยระบุว่า ท่ามกลางภาวะที่รัฐบาลมีพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ‘จำกัด’ เมื่อเกิดเหตุน้ำท่วม มาตรการในระยะเร่งด่วนเฉพาะหน้า ควรมีลักษณะ ‘เยียวยาและฟื้นฟู’ ครัวเรือนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ณัฐพรยังมองว่า รัฐบาลจำเป็นต้องตั้งต้นจากโจทย์ที่ว่า “มีงบประมาณในมืออยู่เท่าไหร่” แล้วจึงนำวงเงินที่มีอยู่นั้นมาจัดสรรให้เกิด ‘ประสิทธิภาพสูงสุด’ มากกว่าการตั้งต้นจาก ‘ความต้องการใช้จ่าย’ โดยไม่ดูขีดจำกัดของงบประมาณ
“ต้องหาสมดุล (Balance) ว่าภายใต้กรอบการคลังที่มีเงินแค่นี้ เราจะใช้เงินอย่างไรให้ถึงคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดของระบบเศรษฐกิจ” ณัฐพรกล่าว
วันนี้ (28 กันยายน) ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง ว่า สำหรับเกณฑ์เยียวยาพี่น้องกรุงเทพมหานครนั้น กรุงเทพมหานครได้มีระเบียบการชดเชยเยียวยาประชาชน ซึ่งรัฐบาลได้หารือกับกรุงเทพมหานครที่จะต้องลงรายละเอียดว่าจะจัดสรรกันอย่างไร โดยขอยืนยันว่าทุกส่วนพร้อมดูแลประชาชนอย่างเต็มกำลัง
เมื่อถามว่ากรุงเทพมหานครจะได้รับเงินเยียวยา 9,000 บาทต่อครัวเรือน ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับจังหวัดอื่นที่เคยเกิดสถานการณ์น้ำท่วมหรือไม่ ภราดรกล่าวว่า มีสิทธิ์ได้ เพราะทั่วประเทศต้องใช้เกณฑ์เดียวกัน เพียงแต่กรุงเทพมหานครจะมีเกณฑ์อย่างไร มีงบกลางของกรุงเทพมหานครอย่างไร และในส่วนที่ต้องเพิ่มเติม รัฐบาลก็พร้อมจะสนับสนุน
นอกจากนี้ ภราดรยังระบุว่า รัฐบาลได้เตรียมกันงบกลางปี 2569 ประมาณ 2,000 ล้านบาท เพื่อดูแลสถานการณ์น้ำท่วมตั้งแต่วันที่ 20 กันยายนเป็นต้นมา ทั่วทั้งประเทศ รวมถึงกรุงเทพมหานคร โดยสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จะต้องแจ้งเหตุการณ์น้ำท่วมต่างๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน ว่าจำเป็นต้องใช้ในรูปแบบใดและเยียวยาที่ใด ก่อนเสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรีมีมติต่อไป
The post ส่องงบฯ จัดการน้ำ 6 ปีย้อนหลัง ทะลุ 4.2 แสนล้านบาท แต่ประเทศไทยยังเจอ ‘น้ำท่วม-ภัยแล้ง’ ซ้ำซาก! appeared first on THE STANDARD.
]]>
สถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลันที่ยังกระทบหลายพื้นที […]
The post ไม่ได้มีแค่ถุงยังชีพ! ส่องมาตรการเอกชนสู้น้ำท่วม ตั้งแต่ War Room 24 ชม. ถึงพักค่าผ่อนไรเดอร์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
สถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลันที่ยังกระทบหลายพื้นที่ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด ไม่เพียงสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน แต่ยังส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่ระบบสื่อสาร ห้างร้าน ไปจนถึงโครงการที่อยู่อาศัย
ภาคเอกชนหลายรายจึงเร่งออกมาตรการดูแลลูกค้า พนักงาน และส่งต่อความช่วยเหลือถึงผู้ประสบภัย THE STANDARD WEALTH รวบรวมความเคลื่อนไหวของแต่ละธุรกิจไว้ดังนี้
จากสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมที่ยังส่งผลกระทบในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ AIS เดินหน้าดูแลโครงข่ายอย่างต่อเนื่อง โดยทีมวิศวกรในทุกภูมิภาคยังคงลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ พร้อมกันนี้ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร AIS ได้ประสานหน่วยงานภาครัฐ นำรถสถานีฐานเคลื่อนที่เข้าเสริมการให้บริการบริเวณ ศูนย์พักพิงชั่วคราว ภายในสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และศูนย์พักพิงในพื้นที่ร่มเกล้า
พร้อมเปิดจุดบริการชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่เข้าพักพิง สามารถติดต่อครอบครัว ติดตามข้อมูลข่าวสาร และประสานขอความช่วยเหลือในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน
ขณะเดียวกัน ทีมวิศวกร AIS ในต่างจังหวัดทุกภูมิภาคยังคงปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงใน ภาคเหนือตอนล่าง ด้านตะวันตกของภาคกลาง และภาคตะวันออก ซึ่งยังต้องติดตามสถานการณ์ฝนและน้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมปรับแผนการดูแลโครงข่ายตามสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ โดยใน ภาคตะวันออก แม้ปริมาณฝนในบางพื้นที่เริ่มลดลง แต่ยังต้องเฝ้าระวังปริมาณน้ำจากการระบายน้ำของเขื่อนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงบางพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการตัดกระแสไฟฟ้า
ทีมวิศวกรจึงเร่งเข้าพื้นที่เพื่อนำเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเข้าสนับสนุนสถานีฐานตามจุดต่างๆ ให้ได้มากที่สุด พร้อมเตรียมแบตเตอรี่สำรอง เชื้อเพลิง และอุปกรณ์ที่จำเป็น เพื่อดูแลโครงข่ายท่ามกลางข้อจำกัดของสถานการณ์ในพื้นที่
ศูนย์ปฏิบัติการเครือข่าย AIS ยังคงติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งสถานะโครงข่าย สภาพอากาศ ระดับน้ำ และระบบไฟฟ้า พร้อมนำ AI มาช่วยประเมินและวิเคราะห์ความเสี่ยง เพื่อสนับสนุนการวางแผนและการทำงานของทีมวิศวกรภาคสนาม ให้สามารถจัดสรรกำลังคนและอุปกรณ์ไปยังพื้นที่ที่จำเป็นได้อย่างเหมาะสม เพื่อสนับสนุนการติดต่อสื่อสารของประชาชนและการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตลอดช่วงสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วม

จากสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ และปริมณฑล LINE MAN ออกมาตรการช่วยเหลือไรเดอร์ โดยยึดความปลอดภัยในการปฏิบัติงานเป็นหลัก พร้อมลดภาระความกังวลของไรเดอร์ ครอบคลุม 3 ด้าน ได้แก่
ยกเลิกงานได้เมื่อเส้นทางไม่ปลอดภัย โดยจะไม่นำมาคำนวณอัตรายกเลิกงาน
ไรเดอร์สามารถยกเลิกงานได้ด้วยตนเองเมื่อพบเส้นทางน้ำท่วมหรือไม่ปลอดภัย โดยเลือกเหตุผล ‘ฝนตกหนัก/ภัยธรรมชาติ’ และจะไม่ถูกนำไปคำนวณอัตรายกเลิกงาน รวมถึงไม่มีบทลงโทษพักงานชั่วคราวใด ๆ ทั้งสิ้น
พักชำระค่าผ่อน โดยพักการเรียกเก็บค่าผ่อนชำระ สำหรับไรเดอร์ที่มีภาระผ่อนชำระกับบริษัทฯ
อัปเดตจุดเสี่ยงน้ำท่วมรายวัน บริษัทฯ ได้เฝ้าระวังและแจ้งข้อมูลพื้นที่เสี่ยง รวมถึงจุดที่ควรเพิ่มความระมัดระวังผ่านแอปฯ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ไรเดอร์ตรวจสอบเส้นทางและประเมินความปลอดภัยก่อนออกให้บริการ

เซ็นทรัลพัฒนาขอเชิญชวน ‘คนไทยรวมใจที่เซ็นทรัล’ ร่วมบริจาคสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ได้แก่ ข้าวสาร, อาหารแห้ง, น้ำดื่ม, ยารักษาโรคและ ของใช้จำเป็น ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลหลายสาขาทั่วประเทศ (อัปเดตวันที่ 28 ก.ย. 69 เวลา 13.40 น.)
กรุงเทพฯ และปริมณฑล — 18 สาขา
เซ็นทรัล พระราม 2
เซ็นทรัล พระราม 3
เซ็นทรัลพาร์ค
เซ็นทรัล พระราม 9
เซ็นทรัล เวสต์เกต
เซ็นทรัล บางนา
เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า
เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ
เอสพลานาด รัชดา
เซ็นทรัล วิลเลจ
เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์
เซ็นทรัล อีสต์วิลล์
เซ็นทรัล เวสต์วิลล์
เซ็นทรัล รามอินทรา
เซ็นทรัลเวิลด์
เซ็นทรัล ลาดพร้าว
เซ็นทรัล ศาลายา
เซ็นทรัล มหาชัย
ภาคตะวันออก — 6 สาขา
เซ็นทรัล จันทบุรี
เซ็นทรัล ระยอง
เซ็นทรัล พัทยาบีช
เซ็นทรัล มารีนา
เซ็นทรัล ชลบุรี
เซ็นทรัล ศรีราชา
ภาคเหนือ — 4 สาขา
เซ็นทรัล เชียงใหม่แอร์พอร์ต
เซ็นทรัล เชียงใหม่
เซ็นทรัล พิษณุโลก
เซ็นทรัล นครสวรรค์
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ — 3 สาขา
เซ็นทรัล อุบล
เซ็นทรัล อุดร
เซ็นทรัล โคราช
ภาคใต้ — 1 สาขา
เซ็นทรัล สุราษฎร์ธานี
จากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ เซ็นทรัล รีเทล และห้างร้านในเครือ เดินหน้าช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า และประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง
ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล เปิดพื้นที่จอดรถยนต์ฟรี ณ เซ็นทรัลบางรัก, เซ็นทรัลชิดลม และเซ็นทรัล เอ็มบาสซี
26 – 30 ก.ย. 69
ท็อปส์ เร่งเติมอาหาร น้ำดื่ม และสินค้าจำเป็นเข้าสู่สาขา รวมถึงเพิ่มรอบการจัดส่งในพื้นที่ที่สามารถเข้าถึงได้ เพื่อให้ทุกคนยังมีสิ่งจำเป็นใกล้ตัว
พร้อม มอบถุงยังชีพ และสิ่งของจำเป็นให้แก่ผู้ประสบภัยที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว 2 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนวัดดอนดอนเมือง และโรงเรียนศรีพฤฒา เพื่อสนับสนุนสินค้าอุปโภคบริโภคและสิ่งของจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน อาทิ ข้าวหอมมะลิ น้ำดื่ม นมถั่วเหลือง ปลากระป๋อง และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ : เปิดให้บริการตามปกติทุกสาขา
ท็อปส์ : เปิดให้บริการตามปกติ
ยกเว้น สาขาแฟชั่นไอส์แลนด์: ปิดให้บริการชั่วคราว
ท็อปส์ เดลี่ : เปิดให้บริการปกติ
ยกเว้น 5 สาขาที่ปิดให้บริการชั่วคราว ดังนี้
สาขาเคหะคลองจั่น
สาขานิลุบล ซอย 10
สาขาร่มเกล้า 27
สาขารัชดาภิเษก 52
สาขา Klaeng Gas Station
ท็อปส์ แคร์ : เปิดให้บริการตามปกติทุกสาขา
ขณะเดียวกันจะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการดูแลความปลอดภัยของลูกค้าและพนักงาน ความพร้อมของสาขา และประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือไปยังประชาชนและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสมและต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ตอกย้ำแนวคิด Small Acts Together ที่เชื่อว่าพลังเล็ก ๆ เมื่อรวมกันแล้วสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้ พร้อมขอส่งความห่วงใยและกำลังใจไปยังทุกครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้
โก โฮลเซลล์ ร่วมสนับสนุนข้าวสาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นให้แก่หน่วยงานและพื้นที่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อนำไปประกอบอาหารและช่วยเหลือประชาชน รวมถึงกลุ่มเปราะบาง ในพื้นที่สาขารังสิต และสาขาเจริญราษฎร์
มอบถุงยังชีพ และสิ่งของจำเป็นให้แก่ผู้ประสบภัยที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว 2 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนวัดดอนดอนเมือง และโรงเรียนศรีพฤฒา
พร้อม เคียงข้างชุมชนสาขาศรีนครินทร์ ด้วยการสนับสนุนข้าวสาร 15 ถุงและไข่ไก่ 2 มัดให้แก่ตัวแทนผู้ใหญ่บ้าน เพื่อส่งต่อให้เทศบาลบางเมืองนำไปประกอบอาหารแจกจ่ายประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
สาขาอมตะ สนับสนุนอุปกรณ์สำหรับจัดทำถุงยังชีพจำนวน 21 แพ็ค เพื่อนำไปบรรจุและส่งต่อความช่วยเหลือแก่ประชาชนและผู้ประสบภัยน้ำท่วม
โก โฮลเซลล์ : เปิดให้บริการตามปกติทุกสาขา
ไทวัสดุ ส่งทีมพนักงานสาขาสุขาภิบาล 3 ลงพื้นที่มอบน้ำดื่มแก่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่คลองแสนแสบ
พร้อมเปิดพื้นที่จอดรถชั่วคราวที่ไทวัสดุ สาขาอรัญประเทศ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน
ไทวัสดุ และ บีเอ็นบี โฮม : เปิดให้บริการตามปกติทุกสาขา
ออโต้วัน : เปิดให้บริการตามปกติทุกสาขา ออโต้วันพร้อมดูแลรถของท่าน
ตั้งแต่เวลา 8.00 น. -20.00 น.
สามารถสอบถาม 02-103-3999
ดูสาขาใกล้บ้านคุณ : https://www.auto1.co.th/th/store
เพาเวอร์บาย เปิดให้บริการชาร์จแบตเตอรี่มือถือฟรีที่เพาเวอร์บาย ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในช่วงสถานการณ์น้ำท่วม

โรบินสันไลฟ์สไตล์ เปิดพื้นที่จอดรถฟรี ณ โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ บ่อวิน, บ้านฉาง, สุวรรณภูมิ, ปราจีนบุรี และศรีสมาน
และขอเชิญชวนบริจาคข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม ยารักษาโรค และของใช้จำเป็น เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม
เพื่อรวบรวมและส่งต่อความช่วยเหลือไปยังประชาชนในพื้นที่ประสบภัย ทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดต่าง ๆ อาทิ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี จันทบุรี ระยอง พระนครศรีอยุธยา และชัยนาท รวมถึงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอื่น ๆ
จุดรับบริจาค โรบินสันไลฟ์สไตล์ ฉะเชิงเทรา, กาญจนบุรี, ปราจีนบุรี, ชลบุรี, บ่อวิน และ บ้านฉาง ตั้งแต่วันนี้ – 2 ตุลาคม 2569
เซ็นทรัล รีเทล พร้อมรวมพลังจากทุกธุรกิจในเครือ เพื่อดูแลลูกค้า พนักงาน และชุมชนอย่างต่อเนื่อง เราขอส่งความห่วงใยและกำลังใจให้ทุกคนที่ได้รับผลกระทบ ขอให้ทุกคนปลอดภัย และเราจะก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน 

จากสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลันในช่วงวันที่ 25–27 ก.ย. 69 ซึ่งส่งผลให้หลายพื้นที่มีระดับน้ำสูง แสนสิริ และพลัส พร็อพเพอร์ตี้ ได้เปิด War Room บริหารจัดการเชิงรุกระดมกำลังดูแลทั้งลูกบ้านและพนักงานอย่างใกล้ชิด ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อความปลอดภัยและสร้างความอุ่นใจ นอกจากนี้ยังได้ขยายความช่วยเหลือไปยังโครงการเดิมที่แสนสิริเป็นผู้พัฒนาและได้รับการติดต่อขอความช่วยเหลือ
อาทิ ในโซนประชาชื่นที่มีมากกว่า 700 หลังคาเรือน ควบคู่ไปกับการประกาศมาตรการเร่งด่วนเพื่อดูแลพนักงานที่ได้รับผลกระทบและระยะถัดไปได้เตรียมแผนงานและมาตรการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วนเพื่อให้ทุกโครงการกลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว
ทีมงานแสนสิริและพลัสฯ ได้ลงพื้นที่ปฏิบัติการอย่างทันที พร้อมจัดสรรทรัพยากรเพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงทุกพื้นที่อย่างรวดเร็ว ประกอบไปด้วย เสริมกระสอบทรายและยกระดับแนวป้องกันในจุดเสี่ยง
พร้อมเคลื่อนย้ายเครื่องสูบน้ำไปยังโครงการที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน, เร่งจัดส่งอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็น พร้อมประสานงานด้านการขนส่งเพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงลูกบ้านได้อย่างทันท่วงที,Sansiri Call Center เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ระหว่างวันที่ 26–27 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมา
พร้อมให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ และเด็ก
เพื่อประสานทีมงานเข้าดูแลเป็นรายกรณีและทีมงานในแต่ละโครงการอัปเดตสถานการณ์น้ำและแนวทางปฏิบัติที่จำเป็นให้ลูกบ้านทราบอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางของโครงการและ Kuhu Application
สำหรับโครงการแนวราบ พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักมีระดับน้ำบริเวณหน้าโครงการประมาณ 50 ซม.ทีมงานได้เร่งเข้าให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน พร้อมเสริมกำลังพลและทรัพยากรจากพื้นที่ใกล้เคียงรวมถึงเดินหน้าสูบน้ำอย่างต่อเนื่องและเฝ้าระวังจุดเสี่ยงอย่างใกล้ชิด ส่วนโครงการแนวสูงเร่งส่งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมเข้าพื้นที่ จัดเตรียมอาหารและสิ่งของจำเป็น พร้อมตรวจสอบระบบสำคัญของอาคาร เช่น ชั้นใต้ดิน ห้องระบบ ห้องไฟฟ้า Lobby ระบบสูบน้ำ และระบบลิฟต์ และต่อจากนี้จะมีการประเมินความพร้อมและเตรียมเข้าสู่ขั้นตอนการฟื้นฟู
และที่สำคัญ ได้ออกมาตรการช่วยเหลือพนักงานอย่างรอบด้าน ทั้งการสนับสนุนค่าที่พัก อำนวยความสะดวกด้านสถานที่จอดรถ โดยเปิดให้พนักงานสามารถนำรถมาจอดที่อาคาร SIRI CAMPUS ได้ อนุมัติการลาหยุดกรณีพิเศษสำหรับพนักงานที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมฉับพลันในช่วงวันที่เกิดเหตุ
ตลอดจนจัดหาที่พักใกล้โครงการ พร้อมจัดเตรียมอาหารและน้ำดื่ม เพื่อสนับสนุนให้ทีมงานส่วนหน้าสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่หลังสถานการณ์น้ำลดบริษัทได้จัดเตรียมเงินช่วยเหลือเพื่อฟื้นฟูบ้านพักอาศัยของพนักงาน พร้อมสินเชื่อฉุกเฉินกรณีพิเศษอัตราดอกเบี้ย 0% เพื่อช่วยบรรเทาภาระและสนับสนุนการฟื้นฟูความเป็นอยู่ของพนักงาน
ล่าสุด ได้มีการขยายการดูแลลูกบ้านโดยจัดให้มีรถรับ-ส่ง นำร่องในทำเลที่เป็นคอมมูนิตี้ที่พักอาศัยโดยลูกบ้านสามารถติดตามประกาศและข้อมูลล่าสุดจากช่องทางของโครงการ และ Kuhu Application แสนสิริ พร้อมเคียงข้าง ดูแล และให้ความช่วยเหลือลูกบ้านอย่างเต็มกำลังในทุกสถานการณ์
สำหรับลูกบ้านที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน สามารถติดต่อนิติบุคคลประจำโครงการ, Sansiri Call Center โทร. 1685

ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมกับ สำนักงาน กสทช. ดูแลการสื่อสารในพื้นที่น้ำท่วมเคหะร่มเกล้า เขตลาดกระบัง ด้วยความห่วงใยประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยเร่งนำรถสถานีฐานเคลื่อนที่เร็ว (Cell-On-Wheel: COW) เข้าติดตั้งเพื่อเสริมสัญญาณและรองรับการติดต่อสื่อสารของประชาชน รวมถึงการประสานความช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่และหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันระดับน้ำท่วมยังอยู่ในระดับสูง และบางจุดสูงกว่า 1 เมตร ส่งผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัย
โดยเฉพาะผู้ป่วย เด็ก และผู้สูงอายุ รวมถึงเป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง ขณะที่หลายหน่วยงานเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชน ทั้งการอพยพออกจากพื้นที่ การขนย้ายสิ่งของ และการนำอาหาร น้ำดื่ม ยาสามัญประจำบ้าน และสิ่งของจำเป็นเข้าไปช่วยเหลือประชาชนที่ยังอยู่ภายในชุมชน
ในสถานการณ์ที่ประชาชนจำนวนมากยังคงอยู่ในพื้นที่ การติดต่อสื่อสารมีความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งสำหรับการประสานขอความช่วยเหลือ การติดต่อกับครอบครัว และการติดตามข้อมูลข่าวสารและสถานการณ์ล่าสุด การเสริมสัญญาณในพื้นที่จึงมีความสำคัญต่อทั้งประชาชน ตลอดจนเจ้าหน้าที่และหน่วยงานต่างๆ ที่กำลังปฏิบัติภารกิจอพยพ ให้ความช่วยเหลือ และนำสิ่งของจำเป็นเข้าสู่พื้นที่ เพื่อให้การติดต่อและประสานงานสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง
การนำ COW เข้าพื้นที่ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการฉุกเฉินของทรูในการดูแลโครงข่ายสื่อสารตลอด 24 ชั่วโมง ท่ามกลางสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วม โดยทีมวิศวกรภาคสนามยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับการทำงานและเสริมอุปกรณ์ตามความจำเป็น เพื่อให้ประชาชนสามารถติดต่อสื่อสาร รับข้อมูลข่าวสาร และประสานความช่วยเหลือได้อย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาที่การสื่อสารมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ผ่านมา ส่งผลให้มีปริมาณน้ำสะสมในหลายพื้นที่และเกิดภาวะน้ำท่วมฉับพลัน สร้างผลกระทบต่อประชาชนและชุมชนในวงกว้าง บริษัทได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมความพร้อมในการดูแลลูกบ้านและโครงการอย่างต่อเนื่อง โดยยึดหลักว่า “ก่อนจะช่วย เราต้องรู้ก่อนว่าแต่ละพื้นที่ต้องการอะไรจริง ๆ” เพื่อให้การช่วยเหลือรวดเร็วและตรงกับความจำเป็นของลูกบ้าน
ทั้งนี้ SENA ได้เริ่มเฝ้าระวังและเตรียมทีมรับมือ เนื่องจากสถานการณ์ฝนอาจเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว โดยให้ทุกทีมใช้สถานะโครงการ 3 ระดับ ได้แก่ RED / YELLOW / GREEN เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อประเมินความเร่งด่วนและดูแลลูกบ้านต่อเนื่องในแต่ละช่วงของสถานการณ์ ดังนี้
การเปลี่ยนสถานะเป็น GREEN ไม่ได้หมายความว่างานจบ แต่หมายถึงทีมสามารถเปลี่ยนจากการช่วยเหลือภาวะฉุกเฉินไปสู่การฟื้นฟูและดูแลเรื่องสิทธิของลูกบ้านได้เต็มที่ โดยการดูแลหนึ่งกรณีจะสิ้นสุดเมื่อลูกบ้านได้รับการช่วยเหลือจนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ
“งานของ SENA ไม่จบเมื่อน้ำลด แต่จบเมื่อลูกบ้านกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ เราเริ่มเฝ้าระวังตั้งแต่ต้น เพราะรู้ว่าสถานการณ์เปลี่ยนได้เร็ว สิ่งสำคัญคือการรู้สถานการณ์จริงของแต่ละโครงการ ความต้องการของลูกบ้านแต่ละที่ไม่เหมือนกัน เราจึงประชุมทีมอย่างเร่งด่วนเพื่ออัปเดตสถานการณ์ ประเมินจุดที่ต้องเฝ้าระวังและจุดที่ต้องเข้าไปช่วยเหลือ พร้อมจัดทีมและสิ่งของจำเป็นให้ตรงกับความต้องการจริง” ผศ.ดร.เกษรา กล่าว
นอกจากนี้ ผู้บริหาร SENA ยังลงพื้นที่ร่วมกับทีมงาน เพื่อรับฟังสถานการณ์จากหน้างานและเสียงสะท้อนของลูกบ้านโดยตรง เนื่องจากข้อมูลจากพื้นที่จริงเป็นหัวใจของการตัดสินใจช่วยเหลือ ยิ่งรับรู้สถานการณ์ได้เร็ว ก็ยิ่งจัดทีมและทรัพยากรได้ตรงจุดมากขึ้น
สำหรับลูกบ้าน SENA ที่ต้องการแจ้งเหตุ ขอความช่วยเหลือ หรือสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ประจำโครงการ หรือ SENA Contact Center โทร. 1775 เพื่อให้ทีมงานรับเรื่องและประสานความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังมีช่องทางติดต่อฉุกเฉินรายโครงการ เพื่อให้ลูกบ้านประสานผู้จัดการอาคารและนิติบุคคลได้โดยตรง ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/senadevelopmentpcl หรือ https://www.facebook.com/SenXGroups

พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) พร้อม พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1 (มทภ.1) และ พล.ต.กิตติ ประพิตรไพศาล ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.1 รอ.) ร่วมกับผู้บริหารเดอะมอลล์ กรุ๊ป โดย เดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ นำโดย วรลักษณ์ ตุลาภรณ์ และคุณไพลิน – พลอยชมพู อัมพุช ร่วมบรรจุอาหาร ข้าวกล่อง และสิ่งของจำเป็นจาก Gourmet Market และ Gourmet Eats ส่งต่อให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยใน ชุมชนแฟลตคลองจั่น เขตบางกะปิ ซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมสูงและการเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบาก โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทัพในการอำนวยความสะดวกเข้าพื้นที่ เพื่อเร่งส่งต่อความช่วยเหลือถึงประชาชนอย่างทั่วถึงและทันท่วงที
การดำเนินงานครั้งนี้สะท้อนความร่วมมือระหว่าง ภาครัฐ กองทัพ ภาคเอกชน และชุมชน ในการร่วมดูแลและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงสถานการณ์อุทกภัย โดย เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ ซึ่งอยู่คู่กับชุมชนบางกะปิมายาวนานกว่า 32 ปี พร้อมเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ในการประสานความช่วยเหลือและดูแลชุมชนโดยรอบ ซึ่งจากผลกระทบจากอุทกภัยครั้งนี้ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ มีความจำเป็นต้องปิดให้บริการ โดยมีกำหนดกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในวันอังคารที่ 29 กันยายน 2569 เพื่อรองรับการให้บริการสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าบริโภคจำเป็นซึ่ง Gourmet Market และ Gourmet Eats ได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่
เดอะมอลล์ กรุ๊ป พร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการส่งต่อความช่วยเหลือ และร่วมดูแลชุมชนให้ผ่านพ้นสถานการณ์ครั้งนี้ไปด้วยกัน

Pepper Lunch, Yoshinoya และ Katsuya ร่วมส่งต่อมื้ออาหารและกำลังใจแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม ด้วยการส่งมอบอาหารให้แก่ผู้ประสบภัย ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราว หอประชุมเจ้าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
แม็คโคร-โลตัส ภายใต้ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) เดินหน้าส่งมอบอาหารพร้อมรับประทาน เครื่องดื่ม และของใช้จำเป็นแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล อ.ปากช่อง และจังหวัดนครนายก เพื่อบรรเทาผลกระทบในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน
การดำเนินงานครั้งนี้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานในพื้นที่ อาทิ สำนักงานเขตบึงกุ่ม สำนักงานเขตบางกะปิ กรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ (กร.ทอ.) เพื่อนำไปมอบให้ประชาชนในพื้นที่ดอนเมืองและสายไหม รวมถึงในพื้นที่อ.ปากช่อง และจังหวัดนครนายก โดยจัดส่งสิ่งของจำเป็นไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนและชุมชนได้อย่างตรงจุด พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและประสานงานกับหน่วยงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การสนับสนุนสอดคล้องกับความต้องการที่เกิดขึ้นจริง
ซีพี แอ็กซ์ตร้า ยังคงติดตามสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งต่ออาหาร เครื่องดื่ม และสิ่งของจำเป็นไปยังประชาชนในพื้นที่ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลชุมชนในช่วงสถานการณ์น้ำท่วมที่ได้รับผลกระทบ
The post ไม่ได้มีแค่ถุงยังชีพ! ส่องมาตรการเอกชนสู้น้ำท่วม ตั้งแต่ War Room 24 ชม. ถึงพักค่าผ่อนไรเดอร์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
มาเรียนา อันตายา อดีต Product Manager ของ Microsoft วัย […]
The post Gen Z หวังใช้ทักษะ AI เพิ่มรายได้ อดีตพนักงาน Microsoft วัย 25 ปีชี้ ผลงานที่จับต้องได้มีค่ากว่าใบรับรอง appeared first on THE STANDARD.
]]>
มาเรียนา อันตายา อดีต Product Manager ของ Microsoft วัย 25 ปี มองว่าความรู้ความเข้าใจในการใช้ AI คือหนึ่งในทักษะสำคัญที่สุดที่ช่วยเพิ่มรายได้ของเธอ
“จำนวนงานที่ฉันทำได้และความเร็วในการทำงานเพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มคุณค่าที่ฉันสร้างให้คนอื่นและผู้ถือหุ้นได้มากขึ้น” ผู้ประกอบการที่อาศัยอยู่ในนิวยอร์กระบุ
ปัจจุบัน อันตายาเป็นผู้ก่อตั้ง quantifAI สตาร์ตอัปฟินเทคที่ช่วยให้ผู้ใช้สร้างและทดสอบโมเดลแมชชีนเลิร์นนิงที่เชื่อถือได้
อันตายาเรียนรู้พื้นฐานด้าน AI ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งเธอศึกษาคณิตศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์ และเริ่มใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่อย่าง ChatGPT ทันทีที่เปิดตัว
ช่วงแรกเธอใช้ทำนายผลการแข่งรถ Formula 1 หรือคาดการณ์ว่าทีมไหนจะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก แต่การใช้งานหลักที่สุดคือการเขียนโค้ด
หลังเรียนจบในปี 2023 เธอสมัครงานสายเทคโนโลยีหลายสิบตำแหน่ง ทั้งงานบริหาร, วิศวกรรมซอฟต์แวร์ และงานออกแบบ ก่อนจะได้ฝึกงานที่ Microsoft ซึ่งเธอได้ทำงานด้านฟีเจอร์เสียง และต่อมาได้สร้างระบบประเมินผลและเครื่องมือสำหรับโมเดล AI ด้านเสียง
ตอนนี้เธอพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เน้น AI และแชร์วิธีสร้างให้ผู้ติดตามบนโลกออนไลน์ ซึ่งเธอมองว่าทักษะเหล่านี้มีค่ามากกว่าวุฒิการศึกษาอย่างเดียว
“ถ้าคุณมีหลักฐานจริงว่าสร้างอะไรขึ้นมาและเผยแพร่มันทางออนไลน์ได้ คนอื่นก็จะเห็นว่ามันเป็นหลักฐานที่มีประโยชน์” อันตายาอธิบาย “ซึ่งมีค่ามากกว่าป้ายรับรองเล็กๆ ใดๆ”
ในชีวิตประจำวัน เธอใช้ AI จัดตารางงาน, ร่างคำตอบอีเมลทุกฉบับในกล่องจดหมาย, วิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก และรวบรวมสถิติการเข้าร่วมสัมมนาออนไลน์จาก Zoom
เธอมองว่าการรู้วิธีใช้เทคโนโลยีนี้จะทำให้คนคนหนึ่งกลายเป็นคนที่ขาดไม่ได้ในที่ทำงาน “นั่นคือสิ่งที่ฉันทำ และมันพาฉันไปสู่โอกาสมากกว่าที่เคยจินตนาการไว้เยอะ”
มุมมองของอันตายาสอดคล้องกับแนวโน้มในวงกว้าง เพราะคนรุ่นใหม่มักตื่นเต้นกับผลกระทบของ AI ต่ออาชีพมากกว่าคนรุ่นก่อน
ผลสำรวจของ PwC เมื่อปี 2025 ซึ่งสอบถามคนทำงานรุ่นใหม่กว่า 2,000 คนในสหราชอาณาจักร พบว่า Gen Z 67% คาดว่า AI จะช่วยให้ทำงานได้มากขึ้น ขณะที่เกือบครึ่งคาดว่า AI จะช่วยเพิ่มเงินเดือนและความมั่นคงในงาน
สำหรับคนที่อยากเริ่มพัฒนาทักษะ AI แมตทิว แชนซีย์ นักวางแผนการเงินที่ได้รับการรับรองและผู้ก่อตั้ง Tax Alpha Companies มองว่าคอร์สฝึกอบรม AI ฟรีมีคุณค่ามาก
“เนื้อหาที่เคยต้องจ่ายค่าเรียนถึงจะเข้าถึงได้ ตอนนี้กลับเปิดให้เรียนฟรี และมักเผยแพร่โดยบริษัทที่สร้างเครื่องมือนั้นขึ้นมาเอง” เขาระบุ
แชนซีย์แนะนำว่าเวลาเลือกคอร์สให้ดูว่าใครเป็นผู้สร้าง, เนื้อหายังทันสมัยหรือไม่ และที่สำคัญที่สุดคือเรียนจบแล้วได้ผลงานที่ทำเสร็จจริงออกมาหรือแค่ได้ทำแบบทดสอบ
ส่วนคนที่ตัดสินใจจ่ายเงินลงเรียน เขาแนะนำให้ตรวจสอบก่อนว่านายจ้างจะช่วยออกค่าใช้จ่ายหรือไม่ เพราะนายจ้างจำนวนมากมีสวัสดิการด้านนี้ แต่พนักงานกลับไม่ค่อยใช้สิทธิ
บทความต้นทางยังสรุปแนวทางไว้ 3 ข้อ ข้อแรกคือลงทุนเวลาก่อนลงทุนเงิน เพราะการพัฒนาทักษะ AI เป็นการลงทุนในอาชีพระยะยาว ซึ่งเวลามักมีค่ามากกว่าค่าเรียน
ข้อที่สองคือให้ความสำคัญกับผลงานมากกว่าใบรับรอง เพราะโปรเจกต์ที่ลงมือทำจริงและช่วยปรับปรุงการทำงานได้ มักมีน้ำหนักในสายตานายจ้างมากกว่า
ข้อสุดท้ายคือหาก AI ช่วยให้รายได้เพิ่มขึ้น ควรนำส่วนที่เพิ่มไปเก็บออมหรือลงทุนก่อนจะเพิ่มการใช้จ่าย ทั้งการสร้างเงินสำรองฉุกเฉิน, การชำระหนี้ และการสะสมเงินเพื่อการเกษียณ ซึ่งจะช่วยให้ฐานะการเงินแข็งแรงขึ้นในระยะยาว
ภาพ: TA design / Shutterstock
อ้างอิง:
The post Gen Z หวังใช้ทักษะ AI เพิ่มรายได้ อดีตพนักงาน Microsoft วัย 25 ปีชี้ ผลงานที่จับต้องได้มีค่ากว่าใบรับรอง appeared first on THE STANDARD.
]]>
ทีมโรดโชว์สหรัฐฯ นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำ […]
The post FETCO ชี้นักลงทุนสถาบันในสหรัฐฯ ให้ความสนใจหุ้นไทยมากขึ้น เทียบกับ 2-3 ปีที่ผ่านมา appeared first on THE STANDARD.
]]>
ทีมโรดโชว์สหรัฐฯ นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำทีมตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินทางไปให้ข้อมูลกับนักลงทุนสถาบันที่สหรัฐฯ โดย FETCO เผยนักลงทุนสถาบันให้ความสนใจหุ้นไทยมากขึ้นเทียบกับ 2-3 ปีที่ผ่านมา
ในปีนี้ ดัชนี SET ของตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้น 27% ยืนอยู่ในระดับ 1,600 จุด ท่ามกลางแรงซื้อสุทธิจากนักลงทุนต่างชาติ มูลค่ากว่า 4.7 หมื่นล้านบาท ในปีนี้ ถือเป็นการกลับมาซื้อสุทธิครั้งแรกในรอบ 4 ปี หลังจากที่เห็นการขายสุทธิต่อเนื่อง 1.92 แสนล้านบาท ในปี 2566 ขายสุทธิ 1.47 แสนล้านบาท ในปี 2567 และขายสุทธิ 1.07 แสนล้านบาท ในปี 2568
ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ของ THE STANDARD WEALTH ว่า การเดินทางครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยปกติการนัดหมายนักลงทุนในสหรัฐฯ หรือที่นิวยอร์กทำได้ยาก เนื่องจากตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดขนาดเล็ก ขณะที่กองทุนในสหรัฐฯ มักเน้นลงทุนในตลาดหุ้นขนาดใหญ่
“ครั้งนี้ได้รับการตอบรับดีมาก มีการจัดทั้งหมด 2 เซสชัน มีกองทุนเข้าร่วมพบเกือบ 40 กองทุน บริหารเงินรวมกันเกิน 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ มีทั้งกองทุนขนาดใหญ่และขนาดกลาง บรรยากาศถือว่าคึกคักอย่างมาก”
ไพบูลย์กล่าวต่อว่า การพบกับนักลงทุนในสหรัฐฯ ครั้งนี้ ได้นำเสนอ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ (New Economic Engine) โดยชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลมีความตั้งใจจริงในการสร้างเครื่องยนต์ใหม่ เนื่องจากไทยพึ่งพาเครื่องยนต์เก่ามานานจนการเติบโตของ GDP ลดลงเหลือประมาณ 2% ต่อปี
“เรานำเสนอไปว่าระดับ 2% น่าจะเป็นจุดต่ำสุดแล้ว และรัฐบาลพยายามผลักดันให้ GDP กลับไปเติบโตระดับ 3%-4% ผ่านการเน้นลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น Semiconductor และ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต”
ส่วนสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ล่าสุด ไพบูลย์ ระบุว่า “กองทุนต่างประเทศมักมองภาพระยะยาว 3-5 ปีข้างหน้า ไม่ได้สนใจกับภาวะระยะสั้น สถานการณ์น้ำท่วมถือเป็นภาวะระยะสั้น และในการพูดคุยนักลงทุนไม่ได้ถามเรื่องน้ำท่วมเลย สิ่งสำคัญคือความสนใจของกองทุนสหรัฐฯ ต่อประเทศไทยเริ่มกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาความสนใจลดลงไปมากเพราะขาดความมั่นใจ”
อีกประเด็นที่สำคัญคือ ความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) เช่น ความร่วมมือในการผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ทั้งสองแห่งพร้อมกัน (Dual Listing) แม้ Dual Listing จะไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่เป็นการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน และเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเปิดโอกาสให้บริษัทกลุ่ม New Economy สามารถจดทะเบียนได้ทั้งสองตลาด รวมถึงการนำ ETF ไทยไปจดทะเบียนในสหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสนใจในหุ้นไทย และเปิดโอกาสให้ไทยเรียนรู้จากตลาดหลักทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ทั้งนี้ ไพบูลย์ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มดีต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า ปัจจัยหลักคือกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่ฟื้นตัวชัดเจน โดยครึ่งปีแรกกำไรเติบโตประมาณ 22% สอดคล้องกับดัชนีหุ้นที่ปรับตัวขึ้นประมาณ 20% การขึ้นของดัชนีเกิดจากกำไรที่ดีขึ้น โดยที่ค่า P/E ยังไม่ได้ปรับตัวขึ้น
ขณะที่ FETCO เสนอว่าตลาดทุนเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ปัจจุบันอัตราการออมของไทยอยู่ที่ประมาณ 25% ของ GDP ขณะที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายการลงทุนไว้ที่ 30% ของ GDP ทำให้เกิดส่วนต่างอยู่ประมาณ 5% ไทยจึงต้องเร่งการออมผ่านตลาดทุนเพื่อจัดสรรเงินอย่างมีประสิทธิภาพ การเพิ่มการออมจะช่วยลดความเสี่ยงการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และเสนอให้รัฐบาลเน้นย้ำโครงการกองทุนออมระยะยาวอย่าง TISA ให้มีวงเงินสูงพอเพื่อกระตุ้นการออมในประเทศ
ด้าน ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยว่า การเดินทางไปโรดโชว์ครั้งนี้ มีโอกาสพบนักลงทุนสองกลุ่มหลัก คือ นักลงทุนสถาบัน และบริษัทขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ เช่น Microsoft, Google และ Pimco เป็นต้น
ดร.พิพัฒน์กล่าวต่อว่า นักลงทุนที่นิวยอร์กถือเป็น Global Investor ที่กระจายลงทุนทั่วโลก และครั้งนี้ก็ได้รับความสนใจจากบุคคลระดับบริหารที่มีอำนาจตัดสินใจของหลายองค์กร เช่น ซีอีโอของ Pimco
“ครั้งนี้นักลงทุนสถาบันค่อนข้างให้ความสนใจหุ้นไทย” ดร.พิพัฒน์กล่าว อย่างไรก็ตาม ในเรื่องการตัดสินใจลงทุนเพิ่มเติมในหุ้นไทย หรือเรื่องมูลค่าของหุ้นไทย ณ ปัจจุบันว่าถูกหรือแพง ดร.พิพัฒน์ ชี้แจงว่าไม่ได้มีการพูดหรือส่งสัญญาณใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้
ส่วนประเด็นคำถามหลักครอบคลุมหลายเรื่อง ทั้งโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย, การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์, การจัดการกับกำแพงภาษี, นโยบายรองรับเรื่องของราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ในระดับสูง รวมทั้งนโยบายของไทยท่ามกลางสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ
ขณะที่ฝั่ง corporate ที่จะเข้ามาลงทุนในไทย ส่วนหนึ่งกำลังติดตามกฎเกณฑ์ภาครัฐเกี่ยวกับเรื่องการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ หลังจากที่รัฐบาลชะลอการอนุมัติการลงทุนชั่วคราว
The post FETCO ชี้นักลงทุนสถาบันในสหรัฐฯ ให้ความสนใจหุ้นไทยมากขึ้น เทียบกับ 2-3 ปีที่ผ่านมา appeared first on THE STANDARD.
]]>
Starbucks ประกาศปิดร้านกาแฟในทวีปอเมริกาเหนือ กว่า 250 […]
The post Starbucks ลดสาขา-ลดต้นทุน ปิดร้านกว่า 250 แห่งในอเมริกาเหนือ หวังฟื้นผลประกอบการ appeared first on THE STANDARD.
]]>
Starbucks ประกาศปิดร้านกาแฟในทวีปอเมริกาเหนือ กว่า 250 แห่ง จากจำนวนร้านทั้งหมด 18,371 แห่ง โดยบริษัทวางแผนดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสิ้นสัปดาห์นี้ และร้านส่วนใหญ่จะปิดก่อนสิ้นปีการเงิน 2026 ซึ่งสิ้นสุดในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้
การปิดสาขาครั้งนี้ถือเป็นการปิดร้านครั้งใหญ่รอบที่ 2 ในทวีปอเมริกาเหนือ นับตั้งแต่ไบรอัน นิคคอล เข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Starbucks เมื่อปี 2024 โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนฟื้นฟูและปรับปรุงธุรกิจ บริษัทจะมุ่งยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า ทั้งด้านบรรยากาศภายในร้าน ควบคู่กับการให้บริการ และการปฏิสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับพนักงาน
Starbucks ยังไม่ได้เปิดเผยอย่างเป็นทางการว่าร้านใดบ้างจะถูกปิด หรือมีร้านในสหรัฐฯ จำนวนเท่าใดที่อยู่ในรายชื่อดังกล่าว อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าสาขา Fig Garden Village ซึ่งตั้งอยู่ใกล้มหาวิทยาลัย Fresno State และสาขาในเมือง Merced รัฐแคลิฟอร์เนีย อยู่ในกลุ่มร้านที่เตรียมปิด
ไมค์ แกรมส์ ประธานฝ่ายปฏิบัติการของ Starbucks กล่าวในจดหมายถึงพนักงานว่า บริษัทได้ตรวจสอบพอร์ตโฟลิโอร้านกาแฟในอเมริกาเหนืออย่างละเอียด และพบว่าร้านบางแห่งไม่สามารถมอบประสบการณ์ที่บริษัทต้องการแก่ลูกค้าและพนักงานได้อย่างสม่ำเสมอ หรือไม่มีแนวทางที่จะทำให้ผลประกอบการอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ โดยร้านส่วนใหญ่ที่ถูกเลือกปิดมีสาเหตุมาจากผลประกอบการที่ไม่เป็นที่ยอมรับ หรือไม่สามารถมอบประสบการณ์ตามมาตรฐานของบริษัทได้
สำหรับปีการเงิน 2026 Starbucks ปรับลดเป้าหมายการเปิดร้านใหม่เหลือ 440 แห่ง จากเดิมที่คาดว่าจะเปิดประมาณ 600–650 แห่ง โดยจะเน้นการขยายสาขาในตลาดต่างประเทศเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุว่ายังเห็นโอกาสการเติบโตระยะยาวในอเมริกาเหนือ และยังคงพัฒนาแผนเปิดสาขาใหม่ รวมถึงตั้งเป้าเพิ่มจำนวนร้านในภูมิภาคนี้ต่อไป
Starbucks คาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างจากการปิดร้านครั้งนี้ประมาณ 300 ล้านดอลลาร์ (ราว 1 หมื่นล้านบาท) แบ่งเป็น ค่าใช้จ่ายเงินสดประมาณ 200 ล้านดอลลาร์ สำหรับการยกเลิกสัญญาเช่าก่อนกำหนดและการจ่ายค่าชดเชยให้พนักงาน
ตามด้วยค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่เงินสดประมาณ 100 ล้านดอลลาร์ (ราว 3.3 พันล้านบาท)จากการจำหน่ายและการบันทึกค่าเสื่อมมูลค่าทรัพย์สินของร้านกาแฟที่บริษัทเป็นเจ้าของ
ทั้งนี้ บริษัทจะพยายามย้ายพนักงานจากร้านที่ปิดไปยังสาขาอื่น หากมีตำแหน่งว่างและสามารถดำเนินการได้ แต่หากไม่สามารถจัดหาตำแหน่งงานใหม่ให้ได้ จะให้การสนับสนุนด้านค่าชดเชยตามความเหมาะสม
นอกจากการปิดสาขาแล้ว Starbucks ยังเดินหน้าลดจำนวนพนักงานในฝ่ายบริหารและฝ่าย nonretail ซึ่งไม่ได้ทำงานประจำอยู่ในร้านกาแฟโดยตรง โดยบริษัทปลดพนักงานกลุ่มดังกล่าว 900 คนในช่วงการปิดร้านรอบก่อนเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว และปลดพนักงานฝ่ายบริหารเพิ่มเติมอีก 300 คนในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พร้อมปิดสำนักงานบางแห่งในสหรัฐฯ ที่มีการใช้งานน้อย เพื่อควบคุมต้นทุนและปรับโครงสร้างการดำเนินงาน
Starbucks Workers United ซึ่งเป็นองค์กรตัวแทนพนักงาน Starbucks ที่รวมตัวเป็นสหภาพแรงงานประมาณ 700 แห่งในสหรัฐฯ เปิดเผยว่า มีร้านที่เป็นสาขาสหภาพแรงงาน 20 แห่งอยู่ในกลุ่ม 250 ร้านที่จะปิด หรือคิดเป็นประมาณ 8% ของร้านทั้งหมดที่จะถูกปิด
ในส่วนของพนักงาน Starbucks เริ่มลงมติจัดตั้งสหภาพแรงงานตั้งแต่ปลายปี 2021 แต่จนถึงขณะนี้ สหภาพแรงงานและบริษัทยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงด้านแรงงานร่วมกันได้ โดย Starbucks Workers United รายงานว่าจะส่งคำขอข้อมูลอย่างเป็นทางการเพื่อขอรายละเอียดเกี่ยวกับแผนการปิดสาขา และจะดำเนินการเจรจาต่อรองในทุกสาขาที่มีการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงาน
นอกเหนือจากการปิดร้านที่ดำเนินงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ Starbucks ยังเดินหน้าปรับปรุงร้านกาแฟในอเมริกาเหนือให้มีบรรยากาศอบอุ่นและน่าใช้บริการมากขึ้น โดยตั้งเป้าปรับปรุงร้านจำนวน 1,500 แห่งให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายนนี้ ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดปีการเงินของบริษัท
บริษัทย้ำว่า ความคืบหน้าดังกล่าวช่วยให้เห็นภาพการดำเนินงานของแต่ละสาขาชัดเจนขึ้น แม้ร้านส่วนใหญ่จะได้รับประโยชน์จากการปรับปรุงและแรงผลักดันโดยรวมของบริษัท แต่ยังมีบางร้านที่ไม่สามารถทำผลงานให้ดีขึ้นได้ แม้พนักงานและผู้บริหารจะพยายามอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม
ความเคลื่อนไหวทั้งหมดสะท้อนว่า Starbucks กำลังเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจในอเมริกาเหนือ ทั้งการลดจำนวนร้านที่ไม่ทำกำไร รวมถึงลดต้นทุนด้านบุคลากรและสำนักงาน ตลอดจนการลงทุนปรับปรุงสาขาที่มีศักยภาพ เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าและฟื้นฟูผลประกอบการในระยะยาว
ภาพ: bluestork / Shutterstock
อ้างอิง:
The post Starbucks ลดสาขา-ลดต้นทุน ปิดร้านกว่า 250 แห่งในอเมริกาเหนือ หวังฟื้นผลประกอบการ appeared first on THE STANDARD.
]]>
น้ำท่วมยังไม่สะเทือนอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. เผยโรงงานส […]
The post น้ำท่วม 2569 กระทบโรงงานรถยนต์แค่ไหน? ส.อ.ท. จับตาฐานผลิตภาคตะวันออก ยันไม่ลดเป้าผลิตทั้งปีที่ 1.45 ล้านคัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
น้ำท่วมยังไม่สะเทือนอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. เผยโรงงานส่วนใหญ่ยังผลิตได้ตามปกติ ซัพพลายเชนยังเดินหน้า แต่ต้องจับตาภาคตะวันออก ย้ำยังตรึงเป้าผลิตปี 2569 ที่ 1.45 ล้านคัน แนะผู้ใช้รถ EV ใช้ระบบไฟฟ้าและแบตเตอรี่ที่มีค่าซ่อมสูง
วันที่ 28 ก.ย. สุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และ สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงภาพรวมผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมว่า จากการติดตามและตรวจสอบโรงงานสมาชิก พบว่า โรงงานผลิตรถยนต์ส่วนใหญ่ยังคงสามารถเดินสายการผลิตได้ตามปกติ
แม้จะมีบางโรงงานในบางพื้นที่ได้รับผลกระทบน้ำเข้าท่วมบ้าง ซึ่งต้องทำการฟื้นฟูเล็กน้อย แต่ในด้านระบบการขนส่งชิ้นส่วนและซัพพลายเชนยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากใช้รถบรรทุกขนาดใหญ่ในการขนส่ง
อีกทั้งทาง ส.อ.ท. ได้กำชับให้ผู้ประกอบการตรวจสอบสต็อกชิ้นส่วนในคลังสินค้าและความพร้อมในการผลิตอย่างต่อเนื่อง
“แม้พื้นที่กทม.และนิคมฯโดยรอบจะไม่กระทบ แต่หลังจากนี้พื้นที่ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งเป็นฐานการผลิตและการส่งออกหลักของอุตสาหกรรมยานยนต์”
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายลงภายใน 2-3 วัน ทางกลุ่มฯ ยังคงยืนยันที่จะตรึงเป้าหมายยอดการผลิตและยอดจำหน่ายรถยนต์ปีนี้ไว้ที่ตัวเลขเดิม”
โดยประเมินว่าอุทกภัยครั้งนี้ จะไม่ส่งผลกระทบจนต้องปรับลดเป้าหมาย ภาพรวมที่ตั้งเป้ายอดผลิตทั้งปีไว้ที่ 1,450,000 คัน แบ่งเป็นผลิตเพื่อส่งออก 900,000 คัน และผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 550,000 คัน
สุวัชร์ กล่าวอีกว่า ส.อ.ท.ห่วงใยถึงผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ว่า รถไฟฟ้ามีความเสี่ยงสูงเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมหนัก
โดยเฉพาะระบบไฟฟ้าและแบตเตอรี่ ซึ่งหากเกิดความเสียหายจะมีค่าใช้จ่าย ในการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่ค่อนข้างสูง
“เบื้องต้นยังไม่ได้รับรายงานความเสียหายหนักเข้ามา ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ประชาชนเตรียมพร้อมนำรถไปจอดในที่สูง รวมถึงศูนย์การค้าและห้างร้านต่างๆ ที่ให้ความอนุเคราะห์พื้นที่จอดรถ”
นอกจากนี้ ในส่วนของคำแนะนำประชาชนที่ประสบปัญหาน้ำท่วมขัง หากน้ำเข้าสู่ตัวรถหรือเครื่องยนต์แล้ว ไม่ควรทำการสตาร์ทรถอย่างเด็ดขาด เพราะจะยิ่งสร้างความเสียหายต่อระบบเครื่องยนต์และระบบไฟฟ้ามากขึ้น โดยค่ายรถยนต์สมาชิกได้ร่วมมือตรวจเช็กสภาพรถฟรี พร้อมส่วนลดค่าอะไหล่เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย
สุรพงษ์กล่าวถึงความกังวลว่าสถานการณ์น้ำท่วมอาจซ้ำเติมกำลังซื้อของประชาชนในช่วงปลายปี ซึ่งเป็นช่วงที่อุตสาหกรรมยานยนต์เตรียมเข้าสู่งาน Motor Expo ว่า หากสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายลงก่อนถึงช่วงดังกล่าว คาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อยอดซื้อรถยนต์มากนัก
อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลที่มีการประเมินว่าความเสียหายจากน้ำท่วมครั้งนี้อาจอยู่ที่ประมาณ 30,000 ล้านบาท ย่อมส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชนบางกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วม เนื่องจากต้องนำเงินไปใช้สำหรับการซ่อมแซมและฟื้นฟูบ้านเรือนและทรัพย์สิน หรือที่เรียกว่า Soft Spend
ขณะเดียวกัน มองว่าในเดือนตุลาคมจะมีปัจจัยสนับสนุนจากการประชุมระหว่างประเทศหลายอีเว้นต์ อย่าง World bank , IMF ซึ่งภาครัฐได้ประกาศวันหยุดเป็นกรณีพิเศษในกรุงเทพมหานคร โดยคาดว่าจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังสามารถส่งออกสินค้าได้ดี โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ Data Center และดิจิทัล ซึ่งในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา ตัวเลขการส่งออกยังเติบโตได้ดี จึงมองว่าจะเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยเพิ่มเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
โดยการลงทุนในอุตสาหกรรม AI และ Data Center ในประเทศไทย ซึ่งได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ยังช่วยสร้างการจ้างงานและเพิ่มกิจกรรมด้านการก่อสร้าง เมื่อการก่อสร้างเพิ่มขึ้น มีส่วนช่วยชดเชยผลกระทบจากน้ำท่วมได้
อย่างไรก็ตาม การส่งออกรถกระบะที่ยังติดลบ สะท้อนว่าแรงกดดันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจากกำลังซื้อในประเทศ แต่เริ่มส่งผ่านมาจากตลาดส่งออกด้วย วิกฤติสงครามตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ยอดกระบะตกลงส่งผลกระทบในวงกว้างไม่เพียงแต่ผู้ผลิตรถ
แต่ยังรวมไปถึง Supply Chain ระดับลึกด้วย เนื่องจากรถกระบะเป็นรถที่มีสัดส่วน local content สูงมาก บางยี่ห้อสูงอยู่ในระดับมากกว่า 90%
“กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์หวังจะเห็นมาตรการ ‘กระตุ้น’ ตลาดจากภาครัฐในอนาคตอันใกล้นี้ เพื่อรักษาระดับการผลิต และความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน รวมถึง Ecosystem ของ product champion ไว้”
สุวัชร์ กล่าวอีกว่า ต้องขอบคุณภาครัฐสำหรับมติ บอร์ด EV เมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา เรื่องการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า imported ให้สูงกว่ารถผลิตในประเทศ ซึ่งถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องในการปกป้องผู้ลงทุนไทย
รวมถึงเตรียมเสนอมาตรการกำหนดโควตานำเข้าและ Thai content เพื่อรักษาสมดุล Ecosystem ของอุตสาหกรรมยานยนต์และซัพพลายเชน local content ในประเทศ
โดยยอดผลิตและยอดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศเพิ่มขึ้น แต่ยอดขายรถกระบะยังน่ากังวล ขณะที่ยอดส่งออกรวมลดลง
สำหรับตัวเลขการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์ 8 เดือนแรกปี 2569
1. ยอดการผลิต (Production)
ยอดผลิตรถยนต์รวมในเดือนสิงหาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 124,646 คัน เพิ่มขึ้น 10.93% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ส่งผลให้ยอดผลิตสะสม 8 เดือนแรก (มกราคม-สิงหาคม 2569) อยู่ที่ 959,711 คัน เพิ่มขึ้น 1.27%
2. ยอดการจำหน่ายในประเทศ (Domestic Sales)
ยอดจำหน่ายในประเทศเดือนสิงหาคม 2569 อยู่ที่ 59,809 คัน เพิ่มขึ้น 25.59% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 1.04% จากเดือนกรกฎาคม 2569 โดยมียอดขายสะสม 8 เดือนแรกอยู่ที่ 465,971 คัน เพิ่มขึ้น 16.60%
โดยข้อสังเกตพบว่า ยอดขาย BEV ในประเทศช่วง 8 เดือนแรกอยู่ที่ 145,132 คัน แต่ผลิตได้ในประเทศเพียง 60,578 คัน หรือ 41.74% ขณะที่ที่เหลือเป็นรถนำเข้าสูงถึง 58.26% ส.อ.ท. จึงเสนอให้รัฐเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสนับสนุนพลังงานชีวภาพ (B20 / แก๊สโซฮอล์) เพื่อช่วยซัพพลายเชนรถกระบะและ ICE ในประเทศ
3. ยอดการส่งออก (Exports)
การส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปในเดือนสิงหาคม 2569 ทำได้ 69,724 คัน ลดลง 2.04% โดยมีมูลค่าการส่งออกรถยนต์ เครื่องยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่ รวมทั้งสิ้น 69,310.69 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.05%
ปัจจัยฉุดรั้งสำคัญมาจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ยอดส่งออกไปตลาดดังกล่าวลดลงถึง 40.24%
ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกยานยนต์และชิ้นส่วนรวมทั้งหมดในเดือนสิงหาคม 2569 แตะระดับ 74,291.23 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.99% ขณะที่ยอดรวมสะสม 8 เดือนแรกมีมูลค่า 602,255.49 ล้านบาท ลดลง 3.79%
4. ยอดจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้า (EV Registration Status)
สถิติการจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ประเภทต่างๆ สะท้อนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานอย่างชัดเจน โดยยอดจดทะเบียนสะสม ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 มีดังนี้
BEV (รถไฟฟ้าแบตเตอรี่) ป้ายแดงเดือนสิงหาคม 2569 อยู่ที่ 24,505 คัน เพิ่มขึ้น 113.35% ขณะที่ยอดสะสมรวมอยู่ที่ 539,630 คัน เพิ่มขึ้น 69.39% จากปีก่อน แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง 428,544 คัน และรถจักรยานยนต์ 103,252 คัน
The post น้ำท่วม 2569 กระทบโรงงานรถยนต์แค่ไหน? ส.อ.ท. จับตาฐานผลิตภาคตะวันออก ยันไม่ลดเป้าผลิตทั้งปีที่ 1.45 ล้านคัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ […]
The post คปภ. ถกภาคธุรกิจประกันภัย ออกมาตรการช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยน้ำท่วม เร่งจ่ายสินไหมใน 7 วัน ผ่อนผันเบี้ย พร้อมเยียวยาบ้าน-ร้านค้า-คนกลาง appeared first on THE STANDARD.
]]>
คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) นัดภาคธุรกิจประกันภัยเพื่อร่วมกันติดตามสถานการณ์ความเสียหายด้านการประกันภัย และเตรียมมาตรการรองรับการให้ความช่วยเหลือประชาชนและผู้เอาประกันภัยที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในหลายพื้นที่ของประเทศ เร่งจ่ายสินไหมใน 7 วัน
วันนี้ (28 กันยายน) ชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้มอบหมายให้ อดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ รองเลขาธิการ ด้านกฎหมายและตรวจสอบ เป็นประธานการประชุมติดตามและเตรียมความพร้อมของภาคธุรกิจประกันภัยเพื่อรองรับสถานการณ์อุทกภัย ร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยไทยและภาคธุรกิจประกันภัย ผ่านระบบออนไลน์
ทั้งนี้ เพื่อร่วมกันติดตามสถานการณ์ความเสียหายด้านการประกันภัย และเตรียมมาตรการรองรับการให้ความช่วยเหลือประชาชนและผู้เอาประกันภัยที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในหลายพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร ผู้สำรวจภัย ช่องทางรับแจ้งเหตุ เครือข่ายอู่ซ่อมรถ การสำรวจและประเมินความเสียหาย ตลอดจนการพิจารณาและจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้สามารถรองรับสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำนักงาน คปภ. ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและจัดประชุมครั้งนี้ขึ้นเพื่อรับฟังสถานการณ์ ปัญหาและอุปสรรค ตลอดจนสะท้อนการเตรียมความพร้อมและร่วมกันกำหนดแนวทางช่วยเหลือผู้เอาประกันภัย โดยได้หารือถึงการสำรวจข้อมูลกรมธรรม์ประกันภัยในพื้นที่ประสบอุทกภัยผ่านระบบฐานข้อมูลกลางประกันภัย (Insurance Bureau System : IBS) เพื่อประเมินขอบเขตความเสียหายและจำนวนผู้เอาประกันภัยที่อาจได้รับผลกระทบ รวมถึงการบูรณาการความร่วมมือกับบริษัทประกันภัยในการจัดเตรียมรถยกและรถลากสำหรับช่วยเหลือและเคลื่อนย้ายรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมและกีดขวางการจราจร ตลอดจนประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดเตรียมพื้นที่รองรับการเคลื่อนย้ายรถยนต์
สำหรับแนวทางดำเนินการ สำนักงาน คปภ. ได้กำชับให้บริษัทประกันภัยเตรียมความพร้อมและกำหนดมาตรการรองรับ ทั้งด้านบุคลากร ผู้สำรวจภัย ช่องทางรับแจ้งเหตุ และเครือข่ายอู่ซ่อมรถให้เพียงพอ
รวมถึงเตรียมรองรับกรณีมีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน โดยจากการรายงานของภาคธุรกิจพบว่า ผู้สำรวจภัยและบริษัทประกันภัยส่วนใหญ่ได้เริ่มดำเนินการเชิงรุก ไม่รอให้ผู้เอาประกันภัยติดต่อเข้ามาเพียงฝ่ายเดียว แต่มีการแยกทีมสำหรับติดต่อประสานลูกค้าในพื้นที่ประสบภัยผ่านช่องทางที่หลากหลาย ทั้งโทรศัพท์ LINE และช่องทางออนไลน์ เพื่อคัดแยกผู้ที่ได้รับผลกระทบและนัดหมายการสำรวจความเสียหายล่วงหน้า โดยเฉพาะพื้นที่ที่ระดับน้ำยังสูงและไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ เพื่อให้สามารถเข้าดำเนินการได้ทันทีเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย ทั้งนี้ ภาคธุรกิจยืนยันความพร้อมในการเพิ่มช่องทางการติดต่อเพื่อให้แจ้งเหตุได้สะดวกรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้หารือถึงข้อจำกัดสำคัญในการวางแผนเข้าพื้นที่ คือ ข้อมูลระดับน้ำในแต่ละพื้นที่ที่เป็นปัจจุบัน ภาคธุรกิจจึงเสนอให้สำนักงาน คปภ. ประสานหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลสถานการณ์ ระดับน้ำ และการเข้าถึงพื้นที่ เพื่อใช้ประกอบการวางแผนจัดส่งผู้สำรวจภัยและทีมช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสม และเมื่อได้รับข้อมูลแล้วให้ส่งต่อไปยังสมาคมประกันวินาศภัยไทย เพื่อกระจายข้อมูลไปยังบริษัทสมาชิกใช้ประกอบการเตรียมความพร้อมเข้าพื้นที่ต่อไป
ในด้านการพิจารณาค่าสินไหมทดแทน สำนักงาน คปภ. เน้นย้ำให้ภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับความรวดเร็วในการพิจารณาและจ่ายค่าสินไหมทดแทน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้เอาประกันภัยได้อย่างทันท่วงที โดยสำหรับกรณีที่สามารถตรวจสอบและพิสูจน์ความเสียหายได้อย่างชัดเจน บริษัทประกันภัยมีความพร้อมดำเนินการจ่ายค่าสินไหมทดแทนภายในระยะเวลาไม่เกิน 7 วัน รวมถึงกรณีความเสียหายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
ขณะที่กรณีที่ตรวจสอบแล้วเข้าหลักเกณฑ์ความเสียหายสิ้นเชิง (Total Loss) บริษัทประกันภัยจะดำเนินการจัดเตรียมและรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้องควบคู่กับกระบวนการประเมินความเสียหาย เพื่อให้เอกสารครบถ้วนและสามารถดำเนินการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้โดยเร็วและเป็นธรรมตามเงื่อนไขกรมธรรม์
สำหรับกรณีรถยนต์ที่อยู่ระหว่างการเช่าซื้อหรือมีภาระกับสถาบันการเงิน ที่ประชุมได้หารือถึงปัญหาความล่าช้าในการรวบรวมเอกสารจากผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อ ซึ่งเป็นข้อจำกัดต่อการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในกรณี Total Loss โดยสำนักงาน คปภ. จะประสานความร่วมมือกับสมาคมธนาคารไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดเตรียมและส่งต่อเอกสาร เพื่อลดระยะเวลาและขั้นตอนการดำเนินการ
ในประเด็นการประเมินความเสียหายของรถยนต์จากน้ำท่วม ที่ประชุมได้หารือให้แยกแนวทางการพิจารณาระหว่างรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ดังนี้
นอกจากนี้ สำนักงาน คปภ. ให้บริษัทประกันภัยรวบรวมและรายงานข้อมูลจำนวนการแจ้งเคลม ประเภทความเสียหาย มูลค่าความเสียหายเบื้องต้น ความคืบหน้าการสำรวจและการจ่ายค่าสินไหมทดแทน รวมถึงปัญหาอุปสรรคตามแบบฟอร์มที่ คปภ. กำหนด เพื่อใช้ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน สำนักงาน คปภ. ได้ออกมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยให้เข้าถึงสิทธิประโยชน์ตามกรมธรรม์ได้อย่างรวดเร็ว ดังนี้
เพื่อให้ผู้เอาประกันภัยได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที คปภ. ได้กำหนดมาตรการจ่ายค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น โดยผู้เอาประกันภัยสามารถนำส่งเอกสารยืนยันตัวตนและหลักฐานความเสียหาย เช่น ภาพถ่ายน้ำท่วม หรือรายการทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย ประกอบการพิจารณา ดังนี้
ในส่วนของคนกลางประกันภัย สำนักงาน คปภ. ได้ขยายระยะเวลาผ่อนผันการยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตตัวแทนประกันภัยและนายหน้าประกันภัยประเภทบุคคลธรรมดา สำหรับผู้ที่ใบอนุญาตสิ้นอายุตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2569 เป็นต้นไป โดยสามารถยื่นคำขอขยายระยะเวลาได้ภายใน 15 วันนับแต่วันที่เหตุอุทกภัยสิ้นสุดลง แต่ต้องไม่เกินวันที่ 31 ธันวาคม 2569 พร้อมหนังสือชี้แจงเหตุผลประกอบการพิจารณา ครอบคลุมทั้งผู้ที่ผ่านการอบรมแล้วแต่ยื่นไม่ทัน หรือผู้ที่ยังอบรมไม่ครบถ้วนเนื่องจากได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ทั้งนี้ ในระหว่างที่ใบอนุญาตสิ้นอายุและยังไม่ได้รับการต่ออายุ ผู้ถือใบอนุญาตจะไม่สามารถเสนอขายกรมธรรม์ประกันภัยหรือดำเนินกิจกรรมในฐานะคนกลางประกันภัยได้จนกว่าจะได้รับการต่ออายุเรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้ สำนักงาน คปภ. ได้ฝากถึงภาคธุรกิจประกันภัยให้เตรียมความพร้อมรองรับการให้ความช่วยเหลือภายหลังระดับน้ำลดลง โดยเฉพาะพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายสูงซึ่งประชาชนอาจไม่สามารถเคลื่อนย้ายรถยนต์และทรัพย์สินได้ทัน
โดยขอให้เตรียมบุคลากร ผู้สำรวจภัย ช่องทางรับแจ้งเหตุ เครือข่ายอู่ซ่อมรถ และการประเมินความเสียหายให้เพียงพอ เพื่อเข้าดูแลผู้เอาประกันภัยได้ทันทีเมื่อสถานการณ์คลี่คลายอย่างปลอดภัย พร้อมกำชับให้เร่งดำเนินการตามประเด็นที่หารือและรายงานความคืบหน้าให้ คปภ. ทราบอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ประชาชนและผู้เอาประกันภัยที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการประกันภัย การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน หรือสิทธิประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน คปภ. 1186 หรือ LINE Official Account @OICCONNECT “คปภ.รอบรู้”
The post คปภ. ถกภาคธุรกิจประกันภัย ออกมาตรการช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยน้ำท่วม เร่งจ่ายสินไหมใน 7 วัน ผ่อนผันเบี้ย พร้อมเยียวยาบ้าน-ร้านค้า-คนกลาง appeared first on THE STANDARD.
]]>
บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ขอแจ้งความคืบหน้าการบริห […]
The post ‘การบินไทย’ เร่งแก้ปัญหาสัมภาระตกค้างในสนามบิน จากผลกระทบฝนตกหนักและน้ำท่วม เร่งเพิ่มกำลังคน 2 วันรวด พร้อมทยอยนำส่งถึงผู้โดยสารบ่ายวันนี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ขอแจ้งความคืบหน้าการบริหารจัดการสัมภาระผู้โดยสารตกค้าง อันเป็นผลจากสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติการให้บริการภาคพื้น ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทำให้กระบวนการคัดแยกและนำส่งสัมภาระเกิดความล่าช้า
บริษัทฯ ได้เร่งจัดสรรบุคลากรเพิ่มเติมตลอดระยะเวลา 2 วันที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหา
สำหรับสัมภาระของผู้โดยสารที่ตกค้างในช่วง 2 วันที่ผ่านมา และได้ลงทะเบียนไว้กับบริษัทฯ แล้ว บริษัทฯ จะสามารถทยอยนำส่งให้แก่ผู้โดยสารได้ภายในช่วงบ่ายของวันนี้
ผู้โดยสารสามารถติดตามสถานะสัมภาระและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ ดังนี้
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จะติดต่อผู้โดยสารเพื่อยืนยันข้อมูลก่อนดำเนินการจัดส่งสัมภาระผ่านทางโทรศัพท์หรืออีเมล
บริษัทฯ ขออภัยผู้โดยสารสำหรับความไม่สะดวกและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ดังกล่าว โดยบริษัทฯ ยังคงเร่งดำเนินการบริหารจัดการสัมภาระตกค้างอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถนำส่งสัมภาระถึงผู้โดยสารโดยเร็วที่สุด

ภาพ: Sorbis / Shutterstock
The post ‘การบินไทย’ เร่งแก้ปัญหาสัมภาระตกค้างในสนามบิน จากผลกระทบฝนตกหนักและน้ำท่วม เร่งเพิ่มกำลังคน 2 วันรวด พร้อมทยอยนำส่งถึงผู้โดยสารบ่ายวันนี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันในกรุงเทพฯ และปริมณฑลช่วงสุดสัปด […]
The post หุ้นซ่อมรถ-ซ่อมบ้านวิ่งรับน้ำท่วมกรุงเทพฯ ACG พุ่งเกือบ 29% ขณะที่ประกันภัยเสี่ยงยอดเคลมพุ่ง appeared first on THE STANDARD.
]]>
เหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันในกรุงเทพฯ และปริมณฑลช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เริ่มสะท้อนเข้ามาในตลาดหุ้นไทยวันนี้ (28 กันยายน) โดยช่วงเปิดตลาดช่วงบ่าย หุ้นกลุ่มซ่อมรถยนต์-อะไหล่ และกลุ่มซ่อมแซมบ้าน ปรับตัวขึ้นเป็นกลุ่มนำตลาด ขณะที่นักวิเคราะห์ประเมินว่ากลุ่มที่ต้องจับตาในฝั่งลบคือประกันภัย เสี่ยงเผชิญยอดเคลมเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาส 4/69 ถึงไตรมาส 1/70
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองตรงกันว่า น้ำท่วมรอบนี้ไม่ควรนำไปเทียบกับปี 2554 และผลกระทบต่อภาพรวมตลาดหุ้นน่าจะจำกัด
ข้อมูล ณ ช่วงปิดตลาดภาคเช้า พบหุ้นที่เชื่อมโยงกับการซ่อมแซมหลังน้ำลดปรับตัวขึ้นแรง ได้แก่ บมจ.ออโตคอร์ป โฮลดิ้ง (ACG) ผู้จำหน่ายรถยนต์ฮอนด้าและเจ้าของศูนย์บริการรถยนต์เร่งด่วน (Fast-Fit) ออโตคลิก +28.99% บมจ.เอส.ซี.แอล.มอเตอร์ พาร์ท (SCL) ผู้จัดจำหน่ายอะไหล่รถยนต์ +20.26% บมจ.ไทยนามพลาสติกส์ (TNPC) ผู้ผลิตหนังเทียมและแผ่นพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ +8.05% บมจ.สหโมเสคอุตสาหกรรม (UMI) ผู้ผลิตกระเบื้อง +5.49% บมจ.ดูโฮม (DOHOME) +4.12% บมจ.ยัวซ่าแบตเตอรี่ ประเทศไทย (YUASA) ผู้ผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ +3.33% บมจ.โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) +3.23% บมจ. มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) (MRDIYT) +2.27% และบมจ.สยามโกลบอลเฮ้าส์ (GLOBAL) +0.78%
ส่วนหุ้นกลุ่มประกันภัยที่ปรับตัวลดลงในช่วงเช้า อาทิ บมจ.ไทยวิวัฒน์ โฮลดิ้งส์ (TVH) -7.89% บมจ.ไทยรับประกันภัยต่อ (THRE) -4.92% และบมจ.ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (TIPH) -4.00%
ภาดล วรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า กลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์ระยะสั้น แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
กลุ่มซ่อมแซมบ้านอย่าง HMPRO, DOHOME และ GLOBAL จะได้ประโยชน์ โดยบทวิเคราะห์ของหยวนต้ามองว่า HMPRO ได้ประโยชน์มากที่สุด จากสัดส่วนสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและ Home Solution ที่สูง ขณะที่ DOHOME และ GLOBAL อาจถูกกดดันชั่วคราวหากงานก่อสร้างชะลอตัว ด้าน บล.ทรีนีตี้ เชื่อว่า TOA ในกลุ่มวัสดุก่อสร้างที่อาจได้อานิสงส์จากความต้องการหลังน้ำลด
กลุ่มค้าปลีกสินค้าจำเป็น อาทิ CPALL, BJC และ CPAXT อาจได้แรงหนุนจากการกักตุนสินค้าจำเป็น เช่น น้ำดื่มและอาหารแห้ง แต่หยวนต้าเตือนถึงความเสี่ยงจากสาขาที่ต้องปิดชั่วคราวและการขนส่งที่สะดุด
กลุ่มสื่อสาร การทำงานจากบ้าน (Work from Home) หนุนการใช้งานอินเทอร์เน็ตและดาต้า โดยหยวนต้าเลือก ADVANC เป็นตัวเลือกหลัก จากอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) ราว 5%
ส่วนกลุ่มได้รับผลกระทบโดยตรง คือ ประกันภัย ทั้งสองโบรกฯ มองตรงกันว่าเป็นกลุ่มที่ถูกกระทบโดยตรง จากการเคลมความเสียหายทั้งประกันที่อยู่อาศัยและประกันรถยนต์ ซึ่งหยวนต้าคาดว่าค่าสินไหมทดแทนจะเร่งตัวในช่วงไตรมาส 4/69 ถึงไตรมาส 1/70 ขณะที่ทรีนีตี้ระบุชื่อ TIPH และ THRE เป็นหุ้นที่อาจเผชิญแรงกดดันด้าน Sentiment จากต้นทุนเคลมและการตั้งสำรองสินไหมที่เพิ่มขึ้น
ด้านกลุ่มกระทบเล็กน้อย ได้แก่ ธนาคารและไฟแนนซ์ จากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งอาจทำให้อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ชะลอตัว ขณะที่กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ แม้น้ำท่วมใหญ่จะเป็นความเสี่ยงต่อโรงงาน แต่รอบนี้ผลกระทบจำกัด เพราะน้ำยังไม่เข้าพื้นที่โรงงาน โดย DELTA, SMT และ TEAM ยังผลิตได้ตามปกติ
ส่วนยานยนต์ การขนส่งชิ้นส่วนอาจสะดุดชั่วคราว ส่วน AH ซึ่งมีโรงงานในพื้นที่ที่เคยถูกน้ำท่วมปี 2554 ได้ปรับปรุงระบบรองรับไว้แล้ว ขณะที่อาจมีผลบวกจากความต้องการรถใหม่ทดแทนคันที่เสียหาย เช่นเดียวกับ ห้าง ร้านอาหาร และขนส่งมวลชน ซึ่งทรีนีตี้มองว่า CRC, CPN, BEM และ BTS อาจได้รับผลกระทบจากผู้คนเดินทางน้อยลงในระยะสั้น
ภาดล วรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า น้ำท่วมรอบนี้ไม่น่าจะกระทบตลาดมากนัก และไม่ควรนำไปเทียบกับปี 2554 ซึ่งตลาดหุ้นปรับตัวลงแรง เพราะนิคมอุตสาหกรรมและโรงงานกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ถูกน้ำท่วมหนัก
“รอบนี้เป็นแค่ช่วงสั้น ถ้าผ่าน 2-3 วันนี้ไปน่าจะเห็นน้ำค่อยๆ ลด” ภาดลกล่าว พร้อมระบุว่า ตลาดภาพรวมไม่ควรจะลงเยอะ เนื่องจากโรงงานและนิคมอุตสาหกรรมไม่ได้รับผลกระทบ อาจมีเพียงผลกระทบด้านการขนส่งสินค้า
บทวิเคราะห์ของ บล.หยวนต้า ระบุว่า ต้นเหตุของน้ำท่วมรอบนี้คือพายุดีเปรสชันที่ทำให้ปริมาณฝนเร่งตัวขึ้นตั้งแต่ 25 กันยายน จนเกิดน้ำท่วมฉับพลัน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ไม่เคยท่วมหรือท่วมน้อยในอดีต แต่เนื่องจากไม่มีปัจจัยกดดันจากน้ำเหนือและน้ำทะเลหนุนสูงเหมือนปี 2554 สถานการณ์จึงคลายตัวเร็ว โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ชั้นใน
ข้อมูลของสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร ที่อ้างอิงในบทวิเคราะห์ ระบุว่า ปริมาณฝนสะสมตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 26 กันยายน 2569 อยู่ที่ 1,233 มิลลิเมตร ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปีที่ 1,305.9 มิลลิเมตร ราว 5.6% สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ปริมาณฝนทั้งปี แต่อยู่ที่ฝนตกหนักกระจุกตัวในช่วงสั้น ขณะที่ระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศช่วงปลายเดือนกันยายนปีนี้ ยังต่ำกว่าปี 2554 อย่างชัดเจน
หยวนต้ายังชี้ว่า เหตุน้ำท่วมเมืองหลวงของหลายประเทศในเอเชียช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และเวียดนาม กระทบบรรยากาศการลงทุนอย่างจำกัด เพราะตลาดมองเป็นเหตุการณ์ชั่วคราว และความเสียหายส่วนใหญ่เคลมประกันได้
ในมิติเศรษฐกิจ บทวิเคราะห์ของหยวนต้าอ้างอิงการประเมินของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ว่าน้ำท่วมทั่วประเทศช่วง 25-27 กันยายน จะสร้างความเสียหายสูงสุดราว 1 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 0.05% ของ GDP แบ่งเป็นกรุงเทพฯ และปริมณฑล 3,000-5,000 ล้านบาท และต่างจังหวัด 21 จังหวัด 2,000-5,000 ล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าสถานการณ์จะค่อยๆ คลายตัวตั้งแต่ 28 กันยายน อย่างไรก็ดี หยวนต้าเตือนว่า กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีสัดส่วนราวครึ่งหนึ่งของ GDP ทั้งประเทศ หากน้ำท่วมสูงและนานกว่าคาด ผลกระทบจะมีนัยสำคัญกว่านี้ อีกจุดที่ต้องติดตามคือภาคท่องเที่ยว ซึ่งอาจไม่ได้แรงหนุนจากช่วง Golden Week ของจีนดีเท่าที่คาดไว้
The post หุ้นซ่อมรถ-ซ่อมบ้านวิ่งรับน้ำท่วมกรุงเทพฯ ACG พุ่งเกือบ 29% ขณะที่ประกันภัยเสี่ยงยอดเคลมพุ่ง appeared first on THE STANDARD.
]]>
ความวุ่นวายบริเวณสายพานรับสัมภาระ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภู […]
The post เจาะเบื้องหลังกระเป๋ามาช้า-ตกค้างหนัก ที่สุวรรณภูมิ เหตุ‘การบินไทย’ ที่รับผิดชอบ Ground Handling ‘มีคนไม่เพียงพอ’ เร่งประสาน ‘ทบ.-ทอ.-ไปรษณีย์ไทย’ ระบายกระเป๋า appeared first on THE STANDARD.
]]>
ความวุ่นวายบริเวณสายพานรับสัมภาระ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่ผู้โดยสารขาเข้าต้องเผชิญกับการรอคอยกระเป๋าเดินทางยาวนานถึง 5-6 ชั่วโมง รวมถึงเที่ยวบินล่าช้าอย่างต่อเนื่อง ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการบริหารจัดการของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT
อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลการสัมภาษณ์เชิงลึกของฝ่ายบริหาร AOT ได้สะท้อนให้เห็นว่า ต้นตอของวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากระบบของสนามบิน แต่เกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ความขาดแคลนบุคลากรของผู้ให้บริการภาคพื้น (Ground Handling) และข้อจำกัดทางสัญญาสัมปทานที่มีมานานกว่า 20 ปี
ปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า สำหรับปัญหาการลำเลียงสัมภาระล่าช้าและตกค้างสะสม มีสาเหตุหลักมาจาก บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ดูแลระบบบริการภาคพื้น (Ground Handling) ประสบปัญหา ‘บุคลากรไม่เพียงพอ’ อย่างหนัก ส่งผลให้ไม่สามารถขนย้ายกระเป๋าขึ้นเครื่อง หรือนำกระเป๋าลงจากเครื่องบินมายังสายพานรับสัมภาระได้ทันตามรอบเที่ยวบิน
เมื่อเที่ยวบินเก่าทยอยลำเลียงกระเป๋าไม่เสร็จ แต่เที่ยวบินใหม่ยังคงเดินทางมาถึงอย่างต่อเนื่อง จึงเกิดปัญหากระเป๋าเดินทางตกค้างและสะสมเป็นจำนวนมาก
ประเด็นสำคัญคือ ปัญหานี้เกิดขึ้น เฉพาะกับสายการบินที่ใช้บริการ Ground Handling ของการบินไทยเท่านั้น ซึ่งครอบคลุมทั้งเที่ยวบินของการบินไทยเองและสายการบินลูกค้าอื่น ๆ ที่การบินไทยรับดูแล ขณะที่ผู้ให้บริการภาคพื้นอีก 2 รายในสุวรรณภูมิไม่มีปัญหาแต่อย่างใด นอกจากนี้ เหตุการณ์นี้ยังเกิดขึ้นเฉพาะที่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เท่านั้น โดยท่าอากาศยานดอนเมืองไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากไม่มีการให้บริการภาคพื้นของการบินไทย
ในระหว่างที่การบินไทยยังไม่สามารถเคลียร์ระบบได้ลงตัว ทาง AOT ได้เร่งประสานงานและยื่นมือเข้าช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้โดยสาร แม้จะมีข้อจำกัดทางกฎหมายและขอบเขตหน้าที่ก็ตาม โดยได้เร่งแก้ไขปัญหา ดังนี้
AOT ได้ส่งเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ ภายใน ทอท. เข้าไปช่วยยกและขนย้ายกระเป๋าสัมภาระ อย่างไรก็ตาม การทำงานทำได้เพียงในขอบเขตการช่วยยกตามจุดที่การบินไทยกำหนดเท่านั้น เนื่องจากสิทธิและความรับผิดชอบในตัวกระเป๋าเป็นของการบินไทย
AOT ได้ขอความอนุเคราะห์ส่งกำลังพลจากกองทัพบกเข้ามาร่วมช่วยขนย้ายสัมภาระเพื่อเพิ่มความรวดเร็ว
AOT กำลังหารือร่วมกับการบินไทยในการขนย้ายกระเป๋าตกค้างออกมายังพื้นที่อื่นเพื่อให้ผู้โดยสารรับได้เร็วขึ้น พร้อมทั้งประสานงานกับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เพื่อจัดส่งกระเป๋าสัมภาระตรงไปยังที่พักอาศัยของผู้โดยสาร
สำหรับเรื่องภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพิ่มเติม AOT ระบุว่า การบินไทยจะต้องรับผิดชอบในส่วนของการบินไทย แต่ในส่วนที่ AOT เข้าไปช่วยเหลือเพื่อแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้น ทาง AOT ยินดีรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาให้ผู้โดยสารเป็นสำคัญมากกว่าการเกี่ยงภาระค่าใช้จ่าย
เมื่อเกิดความเสียหายขึ้น สังคมต่างตั้งคำถามถึงบทลงโทษและค่าปรับที่ AOT ควรเรียกเก็บจากการบินไทย แต่จากการเปิดเผยสัญญาพบข้อจำกัดทางกฎหมายที่สำคัญ ดังนี้
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ AOT มักตกเป็นผู้รับอิฐรับขวานและถูกตำหนิจากสาธารณชน ทั้งที่ไม่มีเครื่องมือทางสัญญาในการกำกับดูแลหรือลงโทษคู่สัญญา
บทเรียนจากการพึ่งพาการบินไทยเพียงอย่างเดียว สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงในการบริหารจัดการท่าอากาศยานระดับชาติ AOT จึงผลักดันการจัดหา ผู้ให้บริการภาคพื้น รายที่ 3 (Ground Handler รายที่ 3) เพื่อกระจายและบริหารความเสี่ยงอย่างยั่งยืน
สำหรับความคืบหน้าผู้ให้บริการรายที่ 3 หลังจากที่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติโครงการแล้วเมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา โดยกำหนดลงนามในสัญญาภายในสัปดาห์นี้
ทั้งนี้คาดว่าจะเริ่มเปิดให้บริการได้จริงประมาณ ต้นปีหน้าการเข้ามาของผู้ให้บริการรายที่ 3 จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถ (Capacity) ในการบริหารจัดการสัมภาระภาคพื้นขึ้นทันที 30% และหากพัฒนาเต็มศักยภาพจะขยายขีดความสามารถได้สูงถึง 50% ซึ่งจะช่วยปิดจุดอ่อนเรื่องการผูกขาดบริการ และป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตกระเป๋าล่าช้าซ้ำรอยในอนาคต
ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์จากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยช่วงเช้าวันนี้ (28 กันยายน) เวลาประมาณ 9.30-10.30 น. จำนวนผู้โดยสารเบาบางลงกว่าปกติ แต่ยังมีผู้โดยสารตกค้างจากเที่ยวบินที่ล่าช้าเมื่อวาน ทั้งนี้ด้วยสถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ที่ยังรุนแรงในหลายพื้นที่ ส่งผลให้พนักงานบริการภาคพื้นดินบางส่วนเดินทางมาทำงานไม่ได้ ทำให้บริการอำนวยความสะดวกผู้โดยสารก่อนขึ้นเครื่องเป็นไปด้วยความล่าช้า โดยเฉพาะบริการขนถ่ายสัมภาระที่ล่าช้าหลายชั่วโมง ทำให้วันนี้ผู้โดยสารทั้งไทยและต่างชาติต่อแถวจองบริการส่งกระเป๋าจากสนามบินไปยัง โรงแรม ที่พักอย่างหนาแน่น เพราะรอรับกระเป๋าเดินทางเองไม่ไหว
ด้านฝั่งผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ มีคนไทยบ้างประปราย ล่าสุดเวลา 11.07 น. สายการบิน Thai Airways เที่ยวบิน TG413 เดินทางจากกรุงเทพฯ-สิงคโปร์ แจ้งว่าเที่ยวบินจะมีความล่าช้าประมาณ 1-2 ชั่วโมง เนื่องจากการจัดเตรียมความพร้อมการบินไม่เรียบร้อย และแนะนำให้ผู้โดยสารรับประทานอาหารกลางวันไว้ล่วงหน้า เนื่องจากบนเครื่องอาจไม่มีการเสิร์ฟอาหาร
ล่าสุดเวลา 12.20 น. สายการบิน Thai Airways แจ้งว่ามีเที่ยวบินล่าช้าเพิ่มเติม โดยเที่ยวบิน TG922 กรุงเทพฯ-แฟรงก์เฟิร์ต จากเดิมมีกำหนดออกเดินทางเวลา 12.25 น. คาดว่าจะล่าช้าประมาณ 11 ชั่วโมง 20 นาที โดยเลื่อนกำหนดออกเดินทางเป็นเวลา 23.45 น.
พร้อมแจ้งให้ผู้โดยสารที่เดินทางเที่ยวบินดังกล่าวติดต่อพนักงานที่ Gate C9
The post เจาะเบื้องหลังกระเป๋ามาช้า-ตกค้างหนัก ที่สุวรรณภูมิ เหตุ‘การบินไทย’ ที่รับผิดชอบ Ground Handling ‘มีคนไม่เพียงพอ’ เร่งประสาน ‘ทบ.-ทอ.-ไปรษณีย์ไทย’ ระบายกระเป๋า appeared first on THE STANDARD.
]]>
แม้กระแสข่าวการปรับขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) จะถูก […]
The post ขึ้นภาษี EV 30% ยังไม่นิ่ง! ส.ยานยนต์เตือนข่าวตัวเลขป่วนตลาด ค่ายรถเร่งนำเข้า แห่ตุนสต๊อก appeared first on THE STANDARD.
]]>
แม้กระแสข่าวการปรับขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) จะถูกจับตาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตัวเลขระดับ 30% แต่ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ย้ำว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุป โดยยังต้องรอความชัดเจนจากภาครัฐ
ขณะเดียวกัน ภาคอุตสาหกรรมเป็นห่วงว่า การเปิดเผยตัวเลขภาษีในช่วงที่ยังไม่มีข้อสรุป อาจกระทบต่อพฤติกรรมของทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค โดยผู้บริโภคอาจเร่งตัดสินใจซื้อรถก่อนภาษีใหม่มีผล
ขณะที่ค่ายรถอาจเร่งนำเข้ารถยนต์มาสต๊อกล่วงหน้า ซึ่งอาจทำให้ตลาดเกิดความเคลื่อนไหวที่ไม่สะท้อนความต้องการที่แท้จริง (ดีมานด์เทียม)
สุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า แม้ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าภาครัฐจะปรับขึ้นภาษีรถยนต์ EV นำเข้าเป็น 30% เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและยังต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย โดยยังไม่ได้ฟันธงว่าจะอยู่ที่ระดับ 10%, 20% หรือ 30%
สำหรับรถยนต์นำเข้ามีหลายระดับ โดยเฉพาะรถยนต์ที่ไม่มีการผลิตในประเทศไทยและเป็นการนำเข้าทั้งหมด ซึ่งอัตราภาษีอาจอยู่ในระดับสูง ดังนั้นจึงต้องรอความชัดเจนจากตัวเลขที่ภาครัฐจะพิจารณา
“ยังไม่ได้ฟันธง แต่มีหลายระดับ โดยเฉพาะในส่วนของรถนำเข้า ถ้าไม่มีการผลิตในประเทศเลย ก็จะเป็นการนำเข้าล้วนๆ ซึ่งอันนี้ก็จะเยอะ จะสูงสุดขนาดไหน ต้องรอดูตัวเลข”
สุวัชร์ กล่าวอีกว่า ภาคอุตสาหกรรมต้องการเห็นความชัดเจน เนื่องจากการเปิดเผยข่าวเกี่ยวกับการปรับขึ้นภาษีทั้งที่ยังไม่มีข้อสรุป อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ประกอบการและผู้บริโภค
หากตลาดรับรู้ว่าภาษีจะปรับขึ้น ผู้ที่มีแผนจะซื้อรถอาจเร่งตัดสินใจซื้อก่อนการปรับขึ้นภาษี ขณะที่ผู้ประกอบการอาจเร่งนำเข้ารถยนต์เข้ามาสต๊อกล่วงหน้า ส่งผลให้ตลาดเกิดความเคลื่อนไหวจากการเร่งซื้อและเร่งนำเข้า
โดยเฉพาะในช่วงปลายปีที่มีการจัดงานมอเตอร์โชว์ครั้งใหญ่ จึงต้องติดตามว่าหากมีการส่งสัญญาณตัวเลขภาษีที่ชัดเจน เช่น 30% หรือ 40% จะส่งผลต่อพฤติกรรมของตลาดอย่างไร เพราะทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคสามารถนำตัวเลขดังกล่าวไปคำนวณต้นทุนและราคาขายได้ทันที
“ผมคาดเดาไม่ได้ แต่เชื่อว่าแน่นอนว่ามันก็ต้องสูง ถ้ายิ่งมีการพูดถึงตัวเลข 30% หรือ 40% คนก็คำนวณตัวเลขได้ เพราะสามารถนำไปคูณได้เลย”
สุวัชร์ ย้ำว่า ตัวเลขภาษีระดับ 30% กว่า ไม่ได้มาจากข้อเสนอของสมาคมหรือกลุ่มอุตสาหกรรมเพียงฝ่ายเดียว แต่ที่ผ่านมา 10 สมาคมยานยนต์ได้มีการเสนอแนวทางและตัวเลขต่อภาครัฐ โดยตัวเลขระดับ 30% กว่า มีเหตุผลเพื่อให้รถยนต์นำเข้ากับ รถยนต์ที่ประกอบในประเทศมีระดับการแข่งขันที่ใกล้เคียงกัน
สำหรับการประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) ครั้งต่อไป สุวัชร์กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมต้องการเห็นความ ชัดเจนของแนวทางมากขึ้น เพราะหากยังไม่มีข้อสรุป ซึ่งก่อนหน้านี้ขีดเส้นไว้ที่ภายในเดือนกันยายน ก็ต้องรอต่อไปโดยไม่ทราบกรอบเวลาที่แน่นอน
ทั้งนี้ การประชุมบอร์ด EV ไม่ได้กำหนดตายตัวว่าจะต้องประชุมทุก 2 เดือน แต่ขึ้นอยู่กับภาครัฐ หากมีประเด็นที่ต้องพิจารณาก็สามารถเรียกประชุมได้
ปัจจุบันมีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาพิจารณาประเด็นต่างๆ โดยจากเดิมมี 3 คณะ ปัจจุบันลดลงเหลือ 2 คณะ ซึ่งกระบวนการจะต้องรอให้อนุกรรมการหารือและได้ข้อสรุปก่อน จึงจะเสนอเข้าสู่บอร์ดใหญ่ต่อไป
“อันดับแรกต้องดูอนุก่อน ถ้าอนุคุยถึงเมื่อไหร่ ได้ข้อสรุป ก็จะเห็นความชัด แล้วก็จะต้องตามด้วยบอร์ดใหญ่”
สุวัชร์ กล่าวถึงการเข้ามาของแบรนด์รถยนต์ใหม่ โดยเฉพาะแบรนด์จากจีนว่า ผู้ประกอบการบางรายอาจสามารถเข้ามาทำตลาดได้โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนในประเทศจำนวนมาก หากสามารถนำเข้ารถยนต์มาจำหน่ายและสร้างยอดขายได้ แต่หากยอดขายไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ธุรกิจก็อาจยุติการดำเนินงานได้
ดังนั้น สิ่งที่ภาครัฐต้องให้ความสำคัญคือการ ให้ข้อมูลและสร้างความเข้าใจแก่ผู้บริโภคเกี่ยวกับการเลือกซื้อรถยนต์ รวมถึงการวางหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกนักลงทุน
โดยในแผนการขอรับสิทธิประโยชน์จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ควรมีแผนที่ชัดเจนเกี่ยวกับการดูแลลูกค้า และความรับผิดชอบต่อลูกค้า หากเกิดกรณีถอนการลงทุน ปิดกิจการ หรือไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้ รวมถึงแนวทางการชดเชยหรือเยียวยาผู้บริโภค
ประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญต่อผู้บริโภค เพราะหากซื้อรถจากแบรนด์ที่ไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้ อาจเกิดคำถามตามมาว่า หลังจากนั้นจะมีใครรับผิดชอบด้านบริการหลังการขาย การซ่อมบำรุง และการดูแลรถที่จำหน่ายไปแล้ว
สุวัชร์ย้ำว่า ภาคอุตสาหกรรมต้องการให้ภาครัฐมีความชัดเจนในประเด็นต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องของตัวเลข หากมีการให้ข่าวที่ยังไม่มีการเคาะตัวเลขที่ชัดเจนจะมีผลต่อภาวะตลาด รวมถึงทิศทางนโยบายที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ ก็ต้องมีความชัดเจน ตามกรอบเวลา เพราะความล่าช้าอาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมในกรอบเวลาที่วางไว้
อย่างไรก็ตาม จากการหารือด้านยุทธศาสตร์ร่วมกับภาครัฐ มีการวางเป้าหมายเศรษฐกิจไทยในระยะ 12 ปีข้างหน้าให้ GDP ขยายตัวในระดับ 5.5% โดยอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นหนึ่ง ในอุตสาหกรรมสำคัญที่จะมีส่วนช่วยขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าว
ดังนั้น จึงจำเป็นต้องร่วมกันจัดทำแผนเพื่อกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมให้ชัด พร้อมวางรากฐานซัพพลายเชนยานยนต์ในระยะยาว เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถเดินหน้ารับการเปลี่ยนแปลงของตลาดและเป้าหมายเศรษฐกิจของประเทศได้
อย่างไรก็ตาม รายงานข่าวระบุว่า ล่าสุด เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ความคืบหน้าการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ขณะนี้ได้มอบหมายให้กรมสรรพสามิตเร่งดำเนินการศึกษาและพิจารณารายละเอียด
โดยเน้นย้ำให้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็น จากภาคอุตสาหกรรมเพื่อนำข้อเสนอแนะและปัจจัยต่าง ๆ มาประกอบการพิจารณาอย่างรอบคอบ
โครงสร้างการจัดเก็บภาษีเบื้องต้นแบ่งออกเป็น 3 ขั้น ได้แก่
The post ขึ้นภาษี EV 30% ยังไม่นิ่ง! ส.ยานยนต์เตือนข่าวตัวเลขป่วนตลาด ค่ายรถเร่งนำเข้า แห่ตุนสต๊อก appeared first on THE STANDARD.
]]>
รศ. ดร. อนุสรณ์ เตือนอย่าประมาทอุทกภัยซ้ำซาก ชี้ภัยพิบั […]
The post ‘อนุสรณ์’ เปิดแผนแม่บทแก้ ‘มหาอุทกภัย’ ซ้ำซาก เสนอทำ Flood Way กทม. ฝั่งตะวันออก วัดใจรัฐบาลเลือก ‘ถมทะเล’ หรือ ‘ย้ายเมืองหลวง’ ก่อนกรุงเทพฯ จมทะเล appeared first on THE STANDARD.
]]>
รศ. ดร. อนุสรณ์ เตือนอย่าประมาทอุทกภัยซ้ำซาก ชี้ภัยพิบัติไม่ใช่แค่เรื่องธรรมชาติ แต่เป็นความล้มเหลวเชิงโครงสร้างในการบริหารจัดการ ‘ทุนธรรมชาติ’ พร้อมเสนอต้องเร่งทำ Flood Way ใน กทม. ฝั่งตะวันออก ขุดลอกคูคลอง ทำแก้มลิง แนะถมทะเลสร้างเขื่อนกั้นเมือง VS ย้ายเมืองหลวง หนีกรุงเทพฯ จมทะเล
รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และรองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ชี้ว่า ตลอดระยะเวลา 30-40 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญภัยพิบัติน้ำท่วมและน้ำแล้งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนถึงความล้มเหลวของนโยบายการบริหารจัดการภัยพิบัติของหลายรัฐบาลที่ผ่านมา ที่ขาดการลงทุนอย่างมียุทธศาสตร์และอย่างมีบูรณาการ
โดยความเสียหายจากมหาอุทกภัยปี 2554 ส่งผลกระทบต่อประชาชน 16 ล้านคน ใน 74 จังหวัด ทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจติดลบ และสั่นสะเทือนห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain) ยานยนต์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก มูลค่าความเสียหายรวมสูงถึง 1.44 ล้านล้านบาทตามการประเมินของธนาคารโลก ขณะที่ภัยพิบัติน้ำท่วมในจังหวัดสงขลาและ 9 จังหวัดภาคใต้เมื่อปลายปีที่แล้ว กระทบประชาชน 3.5 ล้านคน เสียชีวิต 162 คน เกิดความเสียหายมากกว่า 1,500 ล้านบาทต่อวัน หรือมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยรวมมากกว่า 25,000 ล้านบาท
สำหรับสถานการณ์ล่าสุด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ระบุว่า ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยใน 21 จังหวัด 93 อำเภอทั่วประเทศ โดยมีพื้นที่ได้รับผลกระทบสะสม 36 จังหวัด รวม 33,302 ครัวเรือน 102,957 คน
เมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา ก่อนเกิดน้ำท่วมกรุงเทพฯ และปริมณฑล รศ. ดร. อนุสรณ์ ได้ตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรี (โดยมี รองนายกรัฐมนตรี ทรงศักดิ์ ทองศรี มาตอบแทน) เรื่องมาตรการเตรียมความพร้อม แผนแม่บทระยะยาว และการประเมินความเสี่ยงจากวิกฤตอุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อปกป้องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ท่ามกลาง Climate Change, น้ำทะเลหนุนสูง, แผ่นดินทรุดตัว และปัญหาการใช้งบแก้ปัญหาน้ำแบบรายปี โดยยื่น 3 ข้อถามสำคัญ ได้แก่
ทั้งนี้ ในวันดังกล่าว รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้ความมั่นใจว่าสามารถบริหารจัดการน้ำท่วมได้ และบอกว่าไม่น่าจะเกิดปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ และปริมณฑล
รศ. ดร. อนุสรณ์ เปิดเผยว่า การแก้ปัญหาอุทกภัยน้ำท่วมซ้ำซากต้องอาศัยมาตรการโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวควบคู่ไปกับมาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและมาตรการเยียวยาเร่งด่วนที่โปร่งใสและเข้าถึงจริง โดยพื้นที่ กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ต้องมีการลงทุนทำ Flood Way (ทางระบายน้ำหลาก) ซึ่งเป็นช่องทางหรือพื้นที่ที่ถูกกำหนดและออกแบบขึ้นมาเป็นพิเศษ เพื่อใช้เบี่ยงและระบายน้ำปริมาณมหาศาลให้ออกห่างจากพื้นที่เศรษฐกิจ ชุมชนหนาแน่น หรือเมืองใหญ่ ลงสู่ทะเลหรือพื้นที่รองรับน้ำได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่พื้นที่กรุงเทพฯ ตะวันตกเฉียงใต้ (เขตตลิ่งชันและทวีวัฒนา) ได้ร่วมกับ กทม. สนับสนุนการขุดลอกคูคลองอย่างสม่ำเสมอ กำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อให้ระบายน้ำได้เร็วและท่วมขังน้อยลง
นอกจากนี้ ได้เตือนผู้บริหารประเทศและ กทม. ว่าต้องตั้งอยู่บนความไม่ประมาท แม้ฝนต้นฤดูจะน้อย แต่กราฟฝนสะสม 4 ปีเฉพาะเดือนกันยายนที่พุ่งสูงทำสถิติเหมือนหลอกให้ตายใจ ทำให้ปริมาณน้ำฝนมาถล่มหนักจนรับมือไม่ทันและระบบเตือนภัยก็ไม่แจ้งล่วงหน้า สำหรับมาตรการเชิงโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในภาพรวม ประกอบด้วย
สิ่งที่เป็นความเสี่ยงสูงสุดของสังคมไทยในอนาคต คือ กรุงเทพฯ กำลังจะค่อยๆ จมลงและจะอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลในที่สุด จนพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลต้องเผชิญมหาอุทกภัย รศ. ดร. อนุสรณ์ จึงเสนอให้รัฐบาลและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรร่วมกันระดมความคิดเห็นและนำเสนอทางออก โดยตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษา 2 ทางเลือกใหญ่อย่างจริงจัง ดังนี้
พรรคประชาชนได้ประสานงานร่วมกับสำนักงานเขตและผู้บริหารกรุงเทพมหานคร โดย กทม. ได้ขยายพื้นที่ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 50 เขต มีผลตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย. 2569 เพื่อให้หน่วยงานเข้าช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบต้องดำเนินการ 3 ขั้นตอน ดังนี้
สำหรับหลักเกณฑ์การช่วยเหลือเยียวยาของ กทม. มีดังนี้
หากประชาชนไม่ได้รับเงินช่วยเหลือหรือได้รับไม่ครบตามความเสียหายจริง สามารถยื่น ‘แบบคำขออุทธรณ์ผลการตรวจสอบข้อมูลผู้ประสบอุทกภัย’ พร้อมหลักฐานภาพถ่ายและเอกสารรับรอง ณ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายในเวลาที่กำหนด โดยสามารถติดต่อแจ้งเหตุได้ที่ สำนักงานเขตพื้นที่, สายด่วน กทม. 1555, แอปพลิเคชัน Traffy Fondue และศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม กรุงเทพมหานคร โทร. 02-248-5115 ตลอด 24 ชั่วโมง
ภาพ: ‘อนุสรณ์’ เสนอทางรอด
The post ‘อนุสรณ์’ เปิดแผนแม่บทแก้ ‘มหาอุทกภัย’ ซ้ำซาก เสนอทำ Flood Way กทม. ฝั่งตะวันออก วัดใจรัฐบาลเลือก ‘ถมทะเล’ หรือ ‘ย้ายเมืองหลวง’ ก่อนกรุงเทพฯ จมทะเล appeared first on THE STANDARD.
]]>
‘ศุภจี’ เผยดีลภาษีสหรัฐฯ ได้ข้อสรุปในหลักการแล้ว เหลือก […]
The post ‘ศุภจี’ เร่งปิดดีลภาษีสหรัฐฯ ก่อน 301 เผยหลักการจบแล้ว เหลือรายละเอียดทางเทคนิค appeared first on THE STANDARD.
]]>
‘ศุภจี’ เผยดีลภาษีสหรัฐฯ ได้ข้อสรุปในหลักการแล้ว เหลือการตรวจสอบรายละเอียดทางเทคนิค พร้อมเร่งสรุปให้แล้วเสร็จก่อนสหรัฐฯ ประกาศผลการไต่สวนมาตรา 301 ย้ำการหารือกับ USTR เป็นไปอย่างราบรื่น ขณะที่ไทยเดินหน้ารักษาผลประโยชน์ทางการค้ากับทั้งสหรัฐฯ และจีน
เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 28 กันยายน 2569 ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงความคืบหน้าการเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาว่า “เรื่องนี้จบไปแล้ว แต่ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการในรายละเอียดด้านเทคนิค ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบรายละเอียดต่างๆ ให้รอบคอบ”
จากนั้นจะเป็นเรื่องของการประสานงานระหว่างทั้งสองฝ่าย เนื่องจากการเจรจาและการดำเนินการใดๆ จำเป็นต้องทำอย่างรอบคอบ
โดยในหลักการไม่ได้มีประเด็นติดขัดอะไร ขณะที่ในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ มีโอกาสได้หารือกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ซึ่งการหารือก็ไม่ได้มีประเด็นติดขัดมากนัก
“การพูดคุยทุกอย่างราบรื่นดี และให้ทีมงานดำเนินการต่อ โดยมีเป้าหมายว่าจะต้องสำเร็จและจบให้ได้ ก่อนที่สหรัฐฯ จะประกาศผลการพิจารณาข้อไต่สวน 301 ว่าด้วยเรื่องของการขึ้นภาษีและการผลิตส่วนเกิน หรือเรื่องของแรงงานบังคับ”
เมื่อถามว่า ผู้นำสหรัฐฯ และจีนได้มีการผ่อนคลายเรื่องภาษี ประเทศไทยจะได้บรรยากาศที่ผ่อนคลายด้วยหรือไม่
ศุภจี กล่าวว่า “เราต้องดำเนินการทางการค้ากับทั้ง 2 ประเทศ ในบริบทที่จะส่งผลประโยชน์ร่วมกัน โดยหลักใหญ่ทั้งของสหรัฐฯ และจีนคือเรื่องสินค้าสวมสิทธิ์ที่มีความกังวลในเรื่องนี้”
โดยไทยมีมาตรการดูแลในเรื่องนี้ จึงเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้เพิ่มผลผลิตหรือสินค้าที่เป็นของไทยมากขึ้น หากขั้วอำนาจของสองประเทศนี้สามารถตกลงกันได้ สิ่งที่ไทยจะดำเนินการจะเกิดประโยชน์กับผู้ประกอบการไทย ที่จะใช้คอนเทนต์ของไทยมากขึ้น
The post ‘ศุภจี’ เร่งปิดดีลภาษีสหรัฐฯ ก่อน 301 เผยหลักการจบแล้ว เหลือรายละเอียดทางเทคนิค appeared first on THE STANDARD.
]]>
บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ออกแถลงการณ์ระบุว่า บริษ […]
The post เช็กเงื่อนไข! ‘การบินไทย’ เยียวยาผู้โดยสารกระทบน้ำท่วม เว้นค่าเปลี่ยนตั๋ว-คืนเงินเต็มจำนวนหากไฟลต์ยกเลิก appeared first on THE STANDARD.
]]>
บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ออกแถลงการณ์ระบุว่า บริษัทฯ ยังคงดูแลและอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารอย่างต่อเนื่อง ภายหลังสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลเริ่มคลี่คลาย โดยบริษัทฯ ได้เตรียมความพร้อมด้านการปฏิบัติการและดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้การเดินทางของผู้โดยสารได้รับผลกระทบน้อยที่สุด และสนับสนุนให้การปฏิบัติการ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว บริษัทฯ ได้ดำเนินมาตรการสำคัญ ดังนี้
ผู้โดยสารที่ถือบัตรโดยสารซึ่งออกก่อนหรือภายในวันที่ 26 กันยายน 2569 และมีกำหนดเดินทางเข้า–ออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทั้งเที่ยวบินภายในประเทศและระหว่างประเทศ ระหว่างวันที่ 26 กันยายน–11 ตุลาคม 2569 สามารถเปลี่ยนแปลงวันเดินทางได้ถึงวันที่ 11 ตุลาคม 2569 โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมการเปลี่ยนแปลง ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด ดังนี้

ขอแนะนำผู้โดยสารเผื่อเวลาเดินทางและตรวจสอบสถานะเที่ยวบิน
แม้สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลาย บริษัทฯ ขอแนะนำให้ผู้โดยสารเผื่อเวลาในการเดินทางมายังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เนื่องจากสภาพการจราจรในบางพื้นที่อาจยังได้รับผลกระทบ และขอให้ตรวจสอบสถานะเที่ยวบินก่อนออกเดินทางผ่านช่องทางต่าง ๆ ดังนี้
บริษัทฯ ขออภัยในความไม่สะดวกที่อาจเกิดขึ้น
The post เช็กเงื่อนไข! ‘การบินไทย’ เยียวยาผู้โดยสารกระทบน้ำท่วม เว้นค่าเปลี่ยนตั๋ว-คืนเงินเต็มจำนวนหากไฟลต์ยกเลิก appeared first on THE STANDARD.
]]>
ชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการป […]
The post คปภ. ประสานบริษัทประกันภัยเร่งลงพื้นที่น้ำท่วมช่วยเหลือ ประชาชนที่ได้รับความเสียหาย พร้อมเปิด 4 ขั้นตอนสำคัญขอเคลมประกันบ้าน-รถยนต์ ที่เสียน้ำท่วมจากน้ำท่วม appeared first on THE STANDARD.
]]>
ชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศ สำนักงาน คปภ. ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมแสดงความห่วงใยต่อประชาชนและผู้เอาประกันภัยที่ได้รับผลกระทบ โดยขอให้ประชาชนคำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตเป็นสำคัญ และเมื่อสถานการณ์คลี่คลายจนสามารถเข้าสำรวจพื้นที่ได้อย่างปลอดภัยแล้ว ควรตรวจสอบความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย พร้อมเก็บหลักฐานความเสียหายให้ครบถ้วนก่อนดำเนินการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย
สำหรับบ้านเรือนและรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม สำนักงาน คปภ. ขอแนะนำประชาชนผู้เอาประกันภัยให้ดำเนินการตาม 4 ขั้นตอนสำคัญ ดังนี้
1. ตรวจสอบความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย
ผู้เอาประกันภัยควรตรวจสอบว่ากรมธรรม์ประกันภัยที่มีอยู่ให้ความคุ้มครองกรณีน้ำท่วมหรือภัยธรรมชาติหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบวงเงินความคุ้มครองและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลกรมธรรม์ประกันภัยได้ผ่าน LINE Official Account @OICCONNECT “คปภ.รอบรู้” ของสำนักงาน คปภ. ในเมนู “กรมธรรม์ของฉัน (My Policy)” เพื่อดูรายละเอียดความคุ้มครองได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว
ทั้งนี้ ประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 ให้ความคุ้มครองความเสียหายจากน้ำท่วม ขณะที่ประกันภัยรถยนต์ประเภท 2+ และ 3+ ควรตรวจสอบเพิ่มเติมว่าได้ซื้อความคุ้มครองกรณีน้ำท่วมเพิ่มเติมไว้หรือไม่ ส่วนประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัย ควรตรวจสอบว่ากรมธรรม์ระบุความคุ้มครองภัยน้ำท่วมหรือภัยธรรมชาติไว้ด้วยหรือไม่
2. เก็บหลักฐานความเสียหายให้ครบถ้วน
ผู้เอาประกันภัยควรถ่ายภาพหรือบันทึกวิดีโอความเสียหายทั้งภาพรวมและรายละเอียดของทรัพย์สินที่ได้รับผลกระทบ เช่น กรณีบ้านเรือน ถ่ายภาพทรัพย์สินที่เสียหายแบบเจาะจงทีละชิ้น ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้าง พื้น ผนัง เฟอร์นิเจอร์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า กรณีรถยนต์ ถ่ายภาพให้เห็นสภาพรถทั้งภายนอก ภายใน ห้องเครื่อง รวมถึงบันทึกระดับน้ำหรือรอยคราบน้ำไว้เป็นหลักฐานประกอบการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน
3. ติดต่อบริษัทประกันภัยโดยเร็ว
ผู้เอาประกันภัยควรแจ้งเหตุแก่บริษัทประกันภัยทันทีที่สามารถดำเนินการได้ พร้อมเตรียมข้อมูลที่จำเป็น เช่น เลขที่กรมธรรม์ ทะเบียนรถ วัน เวลา และสถานที่เกิดเหตุ ตลอดจนรายละเอียดความเสียหาย เพื่ออำนวยความสะดวกในการพิจารณาค่าสินไหมทดแทน และเก็บเลขที่ใบเคลม (Claim No.) ไว้สำหรับติดตามสถานะ
4. เตรียมเอกสารประกอบการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน
ผู้เอาประกันภัยควรจัดเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน เช่น สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ภาพถ่ายความเสียหาย สำเนาทะเบียนรถ สำเนาทะเบียนบ้านหรือสำเนาโฉนดที่ดิน และเอกสารประกอบอื่นๆ กรณีบริษัทประกันวินาศภัยมีการร้องขอ

นอกจากนี้ สำนักงาน คปภ. ได้กำหนดแนวปฏิบัติตามมาตรฐานการซ่อมรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม เพื่อใช้เป็นแนวทางในการประเมินความเสียหายและการซ่อมแซม โดยแบ่งระดับความเสียหายออกเป็น 5 ระดับ ได้แก่ ระดับ A น้ำท่วมถึงพรมพื้นรถยนต์ ค่าซ่อมประมาณ 8,000-10,000 บาท ระดับ B น้ำท่วมถึงเบาะนั่ง ค่าซ่อมประมาณ 15,000-20,000 บาท ระดับ C น้ำท่วมถึงส่วนล่างของคอนโซลหน้า ค่าซ่อมประมาณ 25,000-30,000 บาท ระดับ D น้ำท่วมถึงส่วนบนของคอนโซลหน้า ค่าซ่อมประมาณ 30,000 บาทขึ้นไป และระดับ E รถยนต์จมน้ำทั้งคัน บริษัทประกันภัยจะพิจารณาความเสียหายตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัย ทั้งนี้ หากเข้าข่ายเป็นความเสียหายสิ้นเชิง (Total Loss) บริษัทประกันภัยจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย
เลขาธิการ คปภ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันจันทร์ที่ 28 กันยายน 2569 สำนักงาน คปภ. จะเชิญบริษัทประกันวินาศภัยประชุมหารือแนวทางการให้ความช่วยเหลือและเยียวยาผู้เอาประกันภัยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม โดยมีประเด็นสำคัญเบื้องต้น ได้แก่
1) การสำรวจข้อมูลกรมธรรม์ประกันภัยในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมผ่านระบบฐานข้อมูลกลางประกันภัย (Insurance Bureau System : IBS) เพื่อประเมินขอบเขตความเสียหายและจำนวนผู้เอาประกันภัยที่ได้รับผลกระทบ
2) การบูรณาการความร่วมมือกับบริษัทประกันภัยในการจัดเตรียมรถยกและรถลากเข้าช่วยเหลือเพื่อเคลื่อนย้ายรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมและกีดขวางการจราจร โดยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรุงเทพมหานคร เพื่อจัดเตรียมพื้นที่รองรับการเคลื่อนย้ายรถยนต์
3) การกำหนดแนวทางและกรอบระยะเวลาในการพิจารณาและชำระค่าสินไหมทดแทน รวมถึงมาตรการช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยเพื่อให้ได้รับการเยียวยาอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม นอกจากนี้ จะมีการพิจารณามาตรการผ่อนผันการชำระเบี้ยประกันภัยสำหรับผู้เอาประกันภัยในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม ตลอดจนพิจารณาผ่อนผันการยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตตัวแทนประกันภัยและนายหน้าประกันภัยบุคคลธรรมดาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว

The post คปภ. ประสานบริษัทประกันภัยเร่งลงพื้นที่น้ำท่วมช่วยเหลือ ประชาชนที่ได้รับความเสียหาย พร้อมเปิด 4 ขั้นตอนสำคัญขอเคลมประกันบ้าน-รถยนต์ ที่เสียน้ำท่วมจากน้ำท่วม appeared first on THE STANDARD.
]]>