Wealth – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 19 Aug 2026 06:51:47 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สบน. เตรียมออกบอนด์ยั่งยืนรุ่น 2 อายุ 15 ปี วงเงิน 15,000 ล้านบาท เปิดขายช่วงกลางเดือนกันยายน 2569 https://thestandard.co/pdmo-issue-slb/ Wed, 19 Aug 2026 06:51:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1243655 ภาพกราฟิกแสดงข้อมูล สบน. เตรียมออกบอนด์ยั่งยืนรุ่น 2 วงเงิน 15,000 ล้านบาท

สบน. เตรียมออก SLB รุ่น 2 อายุ 15 ปี วงเงิน 15,000 ล้าน […]

The post สบน. เตรียมออกบอนด์ยั่งยืนรุ่น 2 อายุ 15 ปี วงเงิน 15,000 ล้านบาท เปิดขายช่วงกลางเดือนกันยายน 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข้อมูล สบน. เตรียมออกบอนด์ยั่งยืนรุ่น 2 วงเงิน 15,000 ล้านบาท

สบน. เตรียมออก SLB รุ่น 2 อายุ 15 ปี วงเงิน 15,000 ล้านบาท พร้อมเกณฑ์ใหม่ Biodiversity เริ่มเดินสายประชาสัมพันธ์ 31 สิงหาคมนี้ ก่อนวางขายในช่วงกลางเดือนกันยายน 2569

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

วันนี้ (19 สิงหาคม) จินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เผยว่า สบน. เตรียมออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-Linked Bond: SLB) รุ่นที่ 2 เพื่อเป็นเครื่องมือระดมทุนชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ภายใต้ชื่อพันธบัตร SLB425A โดยกำหนดอายุประมาณ 15 ปี และมีวงเงินเบื้องต้นประมาณ 15,000 ล้านบาท

 

สำหรับการออก SLB ครั้งนี้จะมีการกำหนดตัวชี้วัดด้านความยั่งยืน (KPIs) จำนวน 2 ตัว ครอบคลุมทั้งมิติด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ

 

โดยตัวชี้วัดที่ 1 คือการมุ่งลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิของประเทศ รวมถึงลดการใช้ประโยชน์จากที่ดินและป่าไม้ลง ให้เหลือ 152 ล้าน tCO2e ภายในปี 2035 หรือลดลง 47% เมื่อเทียบกับระดับปี 2019

 

ส่วนตัวชี้วัดที่ 2 คือการมุ่งเพิ่มสัดส่วนพื้นที่คุ้มครองทางบกและแหล่งน้ำในประเทศ รวมถึงพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง (Other Effective Area-Based Conservation Measures: OECMs) ให้มีสัดส่วนรวมไม่น้อยกว่า 30% ของพื้นที่ประเทศ ภายในปี 2030

 

“SLB รุ่นที่ 2 จะเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศควบคู่กับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคการเงินและตลาดทุนในการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืนของประเทศ ช่วยสร้างความต่อเนื่องในการพัฒนาตลาดตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนของประเทศไทย ยกระดับแนวทางการระดมทุนของภาครัฐให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติในระดับสากล” จินดารัตน์กล่าว

 

กางไทม์ไลน์ออก SLB

 

ทั้งนี้ สบน. มีแผนจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์แก่ผู้ลงทุน (Roadshow) เพื่อเผยแพร่ข้อมูลและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับรายละเอียดการออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน รวมถึงกรอบการระดมทุนและโครงสร้างทางการเงินของพันธบัตรดังกล่าว โดยมีกำหนดการ ดังนี้

 

  • 31 สิงหาคม 2569 เดินสายประชาสัมพันธ์ (Roadshow) แก่ผู้ลงทุนภายในประเทศ
  • 1 – 4 กันยายน 2569 เดินสายประชาสัมพันธ์ (Roadshow) แก่ผู้ลงทุนต่างประเทศทั้งฮ่องกง และสิงคโปร์
  • 10 กันยายน 2569 เปิดสำรวจความต้องการซื้อพันธบัตร (Book Building)
  • กลางเดือนกันยายน 2569 ออกจำหน่าย SLB รุ่นที่ 2

The post สบน. เตรียมออกบอนด์ยั่งยืนรุ่น 2 อายุ 15 ปี วงเงิน 15,000 ล้านบาท เปิดขายช่วงกลางเดือนกันยายน 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอกนิติ’ ทบทวนยุทธศาสตร์ดาต้าเซ็นเตอร์ ย้ำเน้นผลประโยชน์ของประเทศ ตัวเลข ROI ต้องคุ้มค่า https://thestandard.co/ekaniti-reviews-data-center-strategy/ Wed, 19 Aug 2026 06:32:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1243635 ภาพ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

‘เอกนิติ’ ทบทวนยุทธศาสตร์ดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ รวมถึงมาตรก […]

The post ‘เอกนิติ’ ทบทวนยุทธศาสตร์ดาต้าเซ็นเตอร์ ย้ำเน้นผลประโยชน์ของประเทศ ตัวเลข ROI ต้องคุ้มค่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

‘เอกนิติ’ ทบทวนยุทธศาสตร์ดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ รวมถึงมาตรการดึงดูดนักลงทุน ย้ำเน้นผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ ตั้งคณะกรรมการวางมาตรฐานกำกับดูแลการใช้น้ำ-ไฟ

 

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้ชี้แจงต่อข้อกังวลเกี่ยวกับ นโยบายดึงดูดการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ที่อาจมีการแย่งชิงทรัพยากรภายในประเทศ ตลอดจนผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยย้ำว่า การพิจารณานโยบายดาต้าเซ็นเตอร์ จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ

 

โดย ดร.เอกนิติระบุว่า ได้สั่งให้มีการทบทวนนโยบายดึงดูดการลงทุนให้เหมาะสม รวมถึงทบทวนยุทธศาสตร์ดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ทั้งหมด ให้คำนึงถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจจากการเป็นฐานของอุตสาหกรรมดังกล่าว ซึ่งดร.เอกนิติมองว่า เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไทยจึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมและปรับตัวให้ทัน เพื่อต่อยอดการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว

 

ทั้งนี้ การกำกับดูแลนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์หลังจากนี้ จะอยู่ภายใต้คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งจะทำหน้าที่ในการวางมาตรฐาน และกำกับดูแลผลกระทบทั้งเรื่องไฟฟ้า และน้ำที่อาจจะเกิดขึ้น ครอบคลุมการเข้าถึงไฟฟ้าของประชาชน เสถียรภาพของระบบไฟฟ้า และความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ

 

“คณะกรรมการฯ ที่จะเข้ามาดูยุทธศาสตร์ดาต้าเซ็นเตอร์หลังจากนี้ มีทั้งเลขาธิการ BOI กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพลังงาน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ซึ่งจะมากำกับดูแลในภาพรวมเป็นหลัก” ดร.เอกนิติกล่าว

 

ด้าน ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า โจทย์ของยุทธศาสตร์ดาต้าเซ็นเตอร์ นอกเหนือจากการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนแล้ว คือการให้ความสำคัญกับอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่ประเทศจะได้รับกลับมาว่าคุ้มค่าหรือไม่

 

โดยการลงทุนที่ผ่านมา BOI ให้ความสำคัญใน 4 มิติ ได้แก่ ไฟฟ้า น้ำ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และผลประโยชน์ของประเทศ ซึ่ง 3 มิติแรกเป็นสิ่งที่ไทยต้องแลก แต่ในส่วนผลประโยชน์ของประเทศ จะเน้นว่าการลงทุนดังกล่าวมีการเพิ่มทักษะการวิจัยและพัฒนา (R&D) ให้คนในประเทศหรือไม่ ต่อยอดการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content) หรือไม่ มีการจ้างงานที่มีคุณภาพหรือไม่

 

“จะเห็นว่ากรอบแนวคิดเรื่องอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์แบบใหม่ของประเทศไทย ไม่ใช่แบบเดิมอีกต่อไป ไม่ใช่เอาเงินมาลงทุนแล้วจบไป แต่หลังจากนี้จะถามหาผลประโยชน์ที่รัฐบาลอยากได้” ดร.สันติธาร ระบุ

The post ‘เอกนิติ’ ทบทวนยุทธศาสตร์ดาต้าเซ็นเตอร์ ย้ำเน้นผลประโยชน์ของประเทศ ตัวเลข ROI ต้องคุ้มค่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพราะไม่เคยขาย Pixel ในจีน และมีซัพพลายเชนที่ Samsung ปูไว้ในเวียดนาม Google จึงเล็งถอนการผลิตออกจากจีนทั้งหมดในปี 2027 https://thestandard.co/google-pixel-production-china-vietnam/ Wed, 19 Aug 2026 05:38:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1243613 ภาพสมาร์ตโฟน Google Pixel พร้อมข้อความ Google เล็งถอนการผลิต Pixel ออกจากจีนทั้งหมดในปี 2027

ความสำเร็จในการพัฒนาและผลิตสมาร์ตโฟน Pixel รุ่นเรือธงใน […]

The post เพราะไม่เคยขาย Pixel ในจีน และมีซัพพลายเชนที่ Samsung ปูไว้ในเวียดนาม Google จึงเล็งถอนการผลิตออกจากจีนทั้งหมดในปี 2027 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสมาร์ตโฟน Google Pixel พร้อมข้อความ Google เล็งถอนการผลิต Pixel ออกจากจีนทั้งหมดในปี 2027

ความสำเร็จในการพัฒนาและผลิตสมาร์ตโฟน Pixel รุ่นเรือธงในเวียดนามเมื่อปีนี้ กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ Google ตัดสินใจย้ายการผลิตออกจากจีนทั้งหมด โดยบริษัทได้แจ้งซัพพลายเออร์แล้วว่าจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีหน้า ครอบคลุมทั้งสมาร์ตโฟน Pixel, สมาร์ตวอตช์ และหูฟังไร้สาย ตามรายงานของ Nikkei Asia

 

 
 

แหล่งข่าวที่รู้เรื่องนี้โดยตรงระบุว่า การผลิตสมาร์ตโฟนยากกว่าการผลิตสมาร์ตวอตช์และหูฟังมาก เมื่อ Google ทำสำเร็จในเวียดนามแล้ว จึงมั่นใจที่จะเดินหน้าตามกรอบเวลาปี 2027 ในการถอนการผลิต Pixel ออกจากจีนอย่างสมบูรณ์

 

หากทำได้จริง Google จะเป็นแบรนด์ระดับโลกรายที่ 2 ต่อจาก Samsung ที่แยกการผลิตสมาร์ตโฟนออกจากจีน ท่ามกลางความตึงเครียดที่ยังดำเนินอยู่ระหว่างวอชิงตันและปักกิ่ง

 

เวียดนามเดินได้เร็ว เพราะมีทางที่ Samsung ปูไว้ให้

 

ปัจจัยที่ทำให้ Google เคลื่อนไหวได้คล่องตัวกว่าคู่แข่ง คือการที่บริษัทไม่ได้ขาย Pixel ในตลาดจีน จึงไม่ต้องกังวลว่าการถอนการผลิตจะกระทบยอดขายในประเทศนั้น

 

“เมื่อเทียบกับ Apple แล้ว Google ไม่มีภาระอะไรในการออกจากจีน เพราะไม่ได้ขาย Pixel ในตลาดจีน ความคืบหน้าในเวียดนามเป็นไปอย่างราบรื่น เพราะ Samsung วางเครือข่ายซัพพลายเชนสมาร์ตโฟนไว้ที่นั่นแล้ว ซึ่ง Google เข้าไปใช้ได้ด้วย” แหล่งข่าวที่ทราบแผนดังกล่าวระบุ

 

ความเคลื่อนไหวนี้เป็นผลต่อเนื่องจากการที่ Google เร่งขยายกำลังการผลิตในเวียดนามและอินเดียมาหลายปี เพื่อลดการพึ่งพาจีน แม้ปัจจุบันสัดส่วนการผลิตส่วนใหญ่ยังอยู่ในจีนก็ตาม ก่อนหน้านี้ Nikkei Asia เป็นสื่อรายแรกที่รายงานแผนย้ายการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับ Pixel รุ่นเรือธงจากจีนไปเวียดนาม

 

ตั้งเป้าโต 8-10% แม้ต้นทุนชิปพุ่ง

 

ขณะที่ปรับโครงสร้างการผลิต Google ก็เดินเกมรุกด้านยอดขายไปพร้อมกัน โดยแจ้งซัพพลายเออร์ว่าจะเพิ่มยอดจัดส่ง Pixel ปีนี้อีก 8-10% จากปีที่แล้วที่อยู่ราว 12 ล้านเครื่อง แม้ต้นทุนชิปหน่วยความจำจะพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก

 

เหตุผลอยู่ที่ความคาดหวังว่าสมาร์ตโฟนของบริษัทจะทำหน้าที่เป็นประตูสำคัญ ที่พาผู้บริโภคเข้าถึงแอปพลิเคชัน AI ตระกูล Gemini

 

สำหรับวิธีรับมือต้นทุนชิปที่สูงขึ้น Google เลือกใช้อำนาจต่อรองจากธุรกิจอื่นเข้ามาช่วย ด้วยการรวมคำสั่งซื้อชิปของธุรกิจคลาวด์เข้ากับคำสั่งซื้อของฝ่ายสมาร์ตโฟน ในการเจรจากับผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง Micron, Samsung และ SK Hynix

 

“กลยุทธ์ของ Pixel ปีนี้คือการบุก เราได้รับแจ้งว่ายอดจัดส่ง Pixel ต้องโตต่อเนื่องให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกกับอะไรก็ตาม” แหล่งข่าวระบุ

 

ท่าทีดังกล่าวสวนทางกับผู้เล่นส่วนใหญ่ในตลาด โดยผู้บริหารจากบริษัทซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนที่ส่งของให้ทั้ง Google และ Xiaomi ระบุกับ Nikkei Asia ว่า Google เป็นผู้ผลิตสมาร์ตโฟนไม่กี่รายที่ไม่ได้ปรับลดเป้ายอดจัดส่งในปีนี้

 

“ฐานยอดขาย Pixel ค่อนข้างเล็ก ซึ่งทำให้มีพื้นที่เติบโตได้อีกมาก และเมื่อพิจารณาจากธุรกิจคลาวด์ขนาดใหญ่ของบริษัท ต้นทุนชิปหน่วยความจำที่พุ่งขึ้นก็ยังไม่ถือเป็นภาระหนักเกินไป” ผู้บริหารรายดังกล่าวระบุ พร้อมมองว่า Google มีโอกาสแย่งส่วนแบ่งตลาดจาก Apple ทั้งในสหรัฐฯ, ญี่ปุ่น และยุโรป ในจังหวะที่ Apple ปรับราคา iPhone ขึ้น

 

ราคา Pixel 11 ขยับขึ้น แต่ยังระวังกว่าคู่แข่ง

 

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Google เพิ่งเปิดตัวเรือธงรุ่นล่าสุด ทั้ง Pixel 11, Pixel 11 Pro และ Pixel 11 Pro Fold โดยราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 899 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 29,748 บาท) สำหรับรุ่นความจุ 256GB สูงกว่า Pixel 10 รุ่นก่อนหน้าที่ราคา 799 ดอลลาร์ (ราว 26,439 บาท) พร้อมความจุ 128GB

 

เกอร์ริต ชนีมันน์ นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Counterpoint Research มองว่า Google ยังระมัดระวังในการขึ้นราคารุ่นที่ขายอยู่แล้วมากกว่าแบรนด์อย่าง Samsung และ Motorola ซึ่งปรับราคาสินค้ากลุ่มระดับกลางขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 

“ในสหรัฐฯ Google ทำโปรโมชันแล้วเปลี่ยนเป็นยอดขายจริงได้สำเร็จ ขณะที่ผู้บริโภคยังหันไปซื้อเครื่องราคาสูงขึ้นต่อเนื่องในไตรมาส 2 โดยเฉพาะรุ่น Pixel 9a และ 10a ที่ตั้งราคาได้น่าสนใจ ท่ามกลางการแข่งขันด้านราคาในตลาดมือถือแบบเติมเงิน และจำนวนคู่แข่งที่เหลือน้อยลง” ชนีมันน์ระบุ

 

เมื่อมองภาพรวมอุตสาหกรรม Nikkei Asia รายงานก่อนหน้านี้ว่า Apple และ Huawei เป็นผู้ผลิตสมาร์ตโฟนไม่กี่รายนอกจาก Google ที่ตั้งเป้าเพิ่มยอดจัดส่งแม้เผชิญภาวะชิปขาดแคลน สวนทางกับ Xiaomi, Oppo และ Vivo ที่ปรับลดเป้าหมายลงหลายครั้งในปีนี้ จากปัญหาต้นทุนชิปหน่วยความจำและชิ้นส่วนอื่นที่สูงขึ้น

 

ด้าน ทิม คุก ซีอีโอของ Apple ยอมรับว่าบริษัทต้องจ่ายค่าชิปหน่วยความจำแพงขึ้นในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ในไตรมาสนี้ โดย Apple ได้ปรับราคา MacBook และ iPad รุ่นที่ขายอยู่แล้วขึ้น รวมถึงราคา iPhone ที่ขายในญี่ปุ่นด้วย

 

ทั้งนี้ Nikkei Asia รายงานด้วยว่า Google ไม่ได้ตอบกลับคำขอความเห็นจากกรณีดังกล่าว

 

ภาพ: Dmitri T / Shutterstock

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.09 บาท ณ วันที่ 19 สิงหาคม 2569

 

อ้างอิง:

 

The post เพราะไม่เคยขาย Pixel ในจีน และมีซัพพลายเชนที่ Samsung ปูไว้ในเวียดนาม Google จึงเล็งถอนการผลิตออกจากจีนทั้งหมดในปี 2027 appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB EIC ผ่าแผนกู้เงิน 2 แสนล้านบาท ชู 3 ระยะเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ลดความเสี่ยงราคาน้ำมันโลกผันผวน พร้อมหนุนเอกชนใช้ AI บริหารจัดการ https://thestandard.co/scb-eic-energy-transition-ai/ Wed, 19 Aug 2026 05:32:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1243607 ภาพประกอบแผนการใช้เงินกู้ 2 แสนล้านบาท เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด พร้อม 3 โรดแมป

2 แสนล้านภายใต้ พ.ร.ก. เงินกู้กับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญขอ […]

The post SCB EIC ผ่าแผนกู้เงิน 2 แสนล้านบาท ชู 3 ระยะเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ลดความเสี่ยงราคาน้ำมันโลกผันผวน พร้อมหนุนเอกชนใช้ AI บริหารจัดการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแผนการใช้เงินกู้ 2 แสนล้านบาท เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด พร้อม 3 โรดแมป

2 แสนล้านภายใต้ พ.ร.ก. เงินกู้กับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของพลังงานไทย

 

พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เปิดทางให้รัฐบาลเดินหน้าโครงการเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศในวงเงิน 2 แสนล้านบาท

 

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้สร้างแรงกดดันต่อต้นทุนพลังงานของไทยอย่างฉับพลันและคาดว่าจะส่งผลกระทบยืดเยื้อจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางในอนาคตข้างหน้า ซึ่งความไม่แน่นอนที่ส่งผลต่อต้นทุนพลังงานดังกล่าวจะส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการให้ปรับสูงขึ้นเป็นวงกว้างในปัจจุบันและอนาคต

 

เพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าว รัฐบาลจึงได้ออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท มีผลตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2026 อย่างไรก็ดี วันที่ 9 กรกฎาคม 2026 ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเห็นชอบ พ.ร.ก. ดังกล่าว โดยรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเป็น 2 ส่วน โดยวงเงิน 2 แสนล้านบาทแรก ใช้พยุงเศรษฐกิจและช่วยค่าครองชีพประชาชน และอีก 2 แสนล้านบาท สำหรับขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่พลังงานสะอาด (Green Transition) ของประเทศ ผ่านแนวทางหลัก 3 ด้าน ได้แก่

 

  • การส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าและส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน
  • การส่งเสริมการใช้ยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • การพัฒนาทักษะ (Upskill) และปรับทักษะ (Reskill) รวมถึงส่งเสริมนวัตกรรมใหม่เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่และพลังงานสะอาด

 

โดยภาครัฐกำลังจัดทำรายละเอียดโครงการเพื่อเตรียมเสนอคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ อาทิ มาตรการเพิ่มเติมในการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสำหรับภาคครัวเรือน, การสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและไบโอดีเซล, การยกระดับภาคการเกษตรด้วยการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงการส่งเสริมและสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาดควบคู่กับการสร้างทักษะแรงงานของประเทศ

 

การเปลี่ยนผ่านพลังงานให้เกิดประสิทธิผล ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดควบคู่กับการพัฒนาแหล่งพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทดแทน

 

ด้วยโครงสร้างพลังงานของไทยที่ยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในระดับสูง ทำให้ประเทศมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาพลังงานโลก ดังนั้น เพื่อให้เงินกู้ 2 แสนล้านบาทเกิดความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โครงการที่ได้รับการสนับสนุนควรสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งภาครัฐอาจพิจารณาโครงการโดยยึดตามหลักเกณฑ์สากลที่ใช้ในกลุ่มประเทศ OECD ตามรายงานของทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (The International Energy Agency : IEA) รวมถึงสอดคล้องกับเป้าหมาย Nationally Determined Contribution (NDC) ของไทย

 

โดยพิจารณาจาก

 

  • ระดับความพร้อมของเทคโนโลยีและความปลอดภัย
  • ระดับความพร้อมในเชิงพาณิชย์และความคุ้มค่าด้านต้นทุน
  • ระดับต้นทุนการปล่อยคาร์บอน
  • ต้นทุนของเทคโนโลยีตลอดอายุการใช้งาน

 

ซึ่งแนวทางโครงการที่อาจนำไปพิจารณา มี 3 แนวทาง ได้แก่

 

แนวทางที่เห็นผลลัพธ์ในระยะสั้น : ภาครัฐสามารถออกมาตรการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดให้เพิ่มขึ้นโดยไม่ใช้งบประมาณ “เริ่มจากการปลดล็อกกฎระเบียบและออกมาตรการเพื่อเร่งให้นำเทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่มีต้นทุนต่ำและมีความพร้อมเชิงพาณิชย์สูงมาใช้งาน ควบคู่กับการส่งเสริมการผลิตพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทดแทนในประเทศ” ไม่ว่าจะเป็น การปลดล็อกระเบียบที่เอื้อต่อการเร่งการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป เช่น การเปิดให้ภาคประชาชนและภาคเอกชนสามารถซื้อขายไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปในอัตราค่าไฟฟ้าขายปลีก (Net metering) และการจัดตั้งระบบแจ้งติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปแบบ One stop service ซึ่งภาครัฐได้เริ่มเข้ามาผลักดันให้มีระบบ One stop service และระบบการกำกับดูแลมาตรฐานมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

 

การปลดล็อกระเบียบขายไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ให้ภาคเอกชนสามารถซื้อไฟฟ้าสะอาดได้โดยตรง (Direct PPA) จากผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดผ่านระบบ Third party access โดยควรเร่งรัดให้เกิดขึ้นจากที่ภาครัฐได้ศึกษาและมีการกำหนดหลักเกณฑ์ ข้อบังคับ กฎระเบียบไปจนถึงค่าธรรมเนียมแล้ว ซึ่งหากสามารถปลดล็อกให้เกิดขึ้น จะทำให้เกิดการเร่งการใช้ไฟฟ้าพลังงานสะอาด จูงใจให้เกิดการผลิตและใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในประเทศและยังสามารถดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ที่ต้องการพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้นด้วย

 

และการปลดล็อกการปรับสัดส่วนไบโอดีเซลให้มีความยืดหยุ่นในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น เพื่อใช้ในกลุ่มยานยนต์ส่วนบุคคลและยานยนต์เชิงพาณิชย์ ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากราคาน้ำมันและยังเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนในประเทศ

 

แนวทางที่เห็นผลลัพธ์ในระยะกลาง (2-3 ปี) : การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน “ส่งเสริมการลงทุนในเทคโนโลยีที่มีความพร้อมของเทคโนโลยีสูง และต้นทุนเทคโนโลยีมีแนวโน้มลดลงในอนาคต” เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง และภาคบริการได้ใช้พลังงานสะอาดที่ผลิตในประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงานด้านพลังงานและเทคโนโลยีให้มีความพร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ อาทิ การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Grid Modernization) รองรับการผลิตไฟฟ้าสะอาดในโครงข่ายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นตามแผนกำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP) และการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดผ่านระบบ Third party access ซึ่งอาจเริ่มต้นจากพื้นที่ที่ต้องการไฟฟ้าสะอาดสูงอย่างนิคมอุตสาหกรรมและพื้นที่เศรษฐกิจของประเทศ

 

การติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System : ESS) ในโครงข่ายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน เพื่อจ่ายไฟฟ้ากลับเข้าสู่ระบบในช่วงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงหรือในช่วงที่กำลังการผลิตจากพลังงานหมุนเวียนลดลง การพัฒนา EV Ecosystem เพื่อรองรับการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลและยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ผ่านมาตรการที่จูงใจให้ภาคเอกชนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบนิเวศของยานยนต์ไฟฟ้าที่ยังมีข้อจำกัด เช่น สถานีชาร์จไฟฟ้า รวมถึงการผลักดันให้จัดตั้งกองทุน EV Transition สำหรับผู้ประกอบการในภาคขนส่ง และอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน (Auto supply chain) เพื่อยกระดับเทคโนโลยี และพัฒนาสายการผลิตสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า และการพัฒนาทักษะ (Upskill) และปรับทักษะ (Reskill) โดยมุ่งเน้นพัฒนาทักษะที่รองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในอนาคต อย่างเช่น เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานสะอาด รวมถึงสนับสนุนงบประมาณเพื่อยกระดับทักษะด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลเพื่อเพิ่มกำลังคนคุณภาพป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงานและเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

 

แนวทางที่เห็นผลลัพธ์ในระยะยาว : วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย Net zero “จัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและต่อยอดนวัตกรรมในด้านพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง” อาทิ การพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ Small Modular Reactor, SMR/Micro Modular Reactor, MMR ซึ่งแม้เทคโนโลยีนี้จะยังมีต้นทุนสูง แต่หลายประเทศต่างเร่งพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เช่น สหรัฐฯ จีน และเกาหลีใต้

 

ดังนั้น ภาครัฐควรตั้งเป้าหมายการพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR/MMR ให้ชัดเจนพร้อมสนับสนุนภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาให้มีส่วนร่วมในการพัฒนา SMR/MMR ร่วมกับเจ้าของเทคโนโลยีในรูปแบบ Technology partner เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าจาก SMR/MMR ของประเทศในอนาคต

 

การผลักดันให้เกิด CCS/CCUS as a service Infrastructure ซึ่งเป็นตัวช่วยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับอุตสาหกรรมหนักที่ยังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก โดยจะเปลี่ยนรูปแบบการลงทุนไปสู่ “การใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน” (Shared infrastructure) เพื่อให้บริการแก่อุตสาหกรรมที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้ยาก (Hard-to-abate industries) เช่น อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และเหล็ก เป็นต้น

 

ภาคเอกชนควรเตรียมความพร้อมรับโอกาสทางธุรกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI

 

เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

 

ภายใต้นโยบายการเปลี่ยนผ่านพลังงานของภาครัฐที่มุ่งเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน ลดการนำเข้าพลังงาน และสนับสนุนเป้าหมาย Net zero ภาคเอกชนควรเร่งเตรียมความพร้อมโดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการพลังงานร่วมสำหรับระบบบริหารจัดการพลังงาน (EMS) ที่สามารถวิเคราะห์และควบคุมการใช้พลังงานแบบ Real-time ช่วยคาดการณ์การผลิตไฟฟ้า บริหารระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) และจัดสรรการใช้ไฟฟ้าอย่างเหมาะสม ทั้งระบบโซลาร์รูฟท็อป โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart grid) และสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging station) ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนพลังงาน เพิ่มการใช้พลังงานสะอาด เสริมสร้างเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า และสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

 

The post SCB EIC ผ่าแผนกู้เงิน 2 แสนล้านบาท ชู 3 ระยะเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ลดความเสี่ยงราคาน้ำมันโลกผันผวน พร้อมหนุนเอกชนใช้ AI บริหารจัดการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไต้หวันเตรียมแจก ‘เงินปันผลจาก AI’ เป็นเงินสดคนละ 10,400 บาทในปีหน้า หลังเศรษฐกิจโตแรงสุดในรอบ 39 ปี https://thestandard.co/taiwan-ai-cash-handout-growth/ Wed, 19 Aug 2026 04:31:34 +0000 https://thestandard.co/taiwan-ai-cash-handout-growth/ มือคนกำลังนับธนบัตรเงินสด

ไต้หวันเตรียมแจกเงินสดให้ประชาชนคนละ 10,000 ดอลลาร์ไต้ห […]

The post ไต้หวันเตรียมแจก ‘เงินปันผลจาก AI’ เป็นเงินสดคนละ 10,400 บาทในปีหน้า หลังเศรษฐกิจโตแรงสุดในรอบ 39 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
มือคนกำลังนับธนบัตรเงินสด

ไต้หวันเตรียมแจกเงินสดให้ประชาชนคนละ 10,000 ดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 10,400 บาท) ในปีหน้า หลังเศรษฐกิจเติบโตแรงที่สุดในรอบเกือบ 4 ทศวรรษ จากความต้องการสินค้าปัญญาประดิษฐ์ทั่วโลกที่พุ่งสูง โดยประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ เป็นผู้ประกาศแผนดังกล่าว

 

 

ไล่เรียกเงินก้อนนี้ว่าเป็นการแบ่งปัน ‘เงินปันผลจาก AI’ ให้กับประชาชน โดยระบุว่าความแข็งแรงที่ไต้หวันสั่งสมมานานในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์, เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมถึงซัพพลายเชนภาคการผลิต คือสิ่งที่ทำให้รัฐบาลมีเงินมาแจกจ่ายในครั้งนี้

 

ตัวเลขเศรษฐกิจไต้หวันในไตรมาส 2 ขยายตัว 12.9% ขณะที่สำนักงานสถิติเพิ่งปรับคาดการณ์การเติบโตทั้งปีนี้ขึ้นเป็น 11.1% ซึ่งจะเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 39 ปี ส่วนปี 2027 คาดว่าจะเติบโต 6% จากความต้องการสินค้า AI ทั่วโลก

 

การเติบโตดังกล่าวช่วยเติมเงินเข้าคลังของรัฐบาล และหนุนให้ตลาดหุ้นไต้หวันปรับขึ้นเกือบ 60% ในปีนี้ แต่ประชาชนไต้หวัน 23 ล้านคนจำนวนมากยังรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตนี้

 

“รัฐบาลจะไม่ได้ให้ความสำคัญเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเท่านั้น แต่จะดูแลทุกครอบครัวที่กำลังดิ้นรนทำมาหากินด้วย” ไล่ระบุ พร้อมยอมรับว่าการพัฒนาในแต่ละอุตสาหกรรมยังไม่เท่าเทียมกัน

 

งบสมดุล ไม่ก่อหนี้ใหม่ พร้อมดันงบกลาโหมทะลุล้านล้านครั้งแรก

 

การปรับคาดการณ์เศรษฐกิจขึ้น ทำให้รัฐบาลกลางปรับประมาณการรายได้ปีหน้าเพิ่มเป็น 3.9266 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 4.08 ล้านล้านบาท) ซึ่งเปิดทางให้จัดสรรงบ 2.357 แสนล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 2.45 แสนล้านบาท) มาใช้แจกเงินก้อนนี้ได้ โดยยังรักษาสมดุลรายรับรายจ่าย และแทบไม่มีหนี้สาธารณะสุทธิเพิ่มขึ้น

 

ไล่ระบุว่าประชาชนและครอบครัวสามารถตัดสินใจเองได้ว่าจะใช้เงินก้อนนี้อย่างไร ทั้งเป็นค่าเล่าเรียนของลูก, ค่าดูแลผู้สูงอายุในบ้าน, ลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน หรือนำไปจับจ่ายเพื่อสนับสนุนธุรกิจและอุตสาหกรรมในท้องถิ่น

 

“เราต้องดูแลความต้องการเฉพาะหน้าของประชาชน และรับผิดชอบต่อคนรุ่นถัดไป แบ่งปันผลจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการรักษาวินัยการคลังของประเทศ” ไล่กล่าว

 

สำหรับนโยบายหลักในปีหน้า รัฐบาลวางไว้ 5 ด้าน ได้แก่ การเดินหน้ายุทธศาสตร์สนับสนุนครอบครัวรูปแบบใหม่, การเสริมความมั่นคงด้านกลาโหม, การดำเนินแผน Smart Nation 2.0, การเร่งโครงการโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะเพื่อการพัฒนาที่สมดุล และการเพิ่มการสนับสนุนให้รัฐบาลท้องถิ่น

 

ในส่วนของงบกลาโหม ปีหน้าจะทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 1.04 ล้านล้านบาท) เป็นครั้งแรก โดยอยู่ที่ 1.1225 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 1.17 ล้านล้านบาท)

 

ด่านหินอยู่ที่สภา ท่ามกลางการเมืองก่อนเลือกตั้งท้องถิ่น

 

อย่างไรก็ตาม การผลักดันงบประมาณผ่านสภายังเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) ของไล่ ซึ่งมีเสียงในสภาน้อยกว่าพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) และพันธมิตร

 

สะท้อนได้จากงบประมาณปี 2026 ที่เพิ่งผ่านสภาเมื่อวันศุกร์ (14 ส.ค.) ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นความล่าช้ายาวนานที่สุดนับตั้งแต่มีการปรับปรุงกฎเกณฑ์ด้านการใช้จ่ายในช่วงปี 1998-1999

 

ขณะเดียวกัน พรรคก๊กมินตั๋งซึ่งเป็นฝ่ายค้าน ก็เรียกร้องให้มีการแจกเงินอีกรอบเช่นกัน ท่ามกลางการหาเสียงของพรรคการเมืองหลักก่อนการเลือกตั้งท้องถิ่นกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน

 

ทั้งนี้ ไต้หวันเคยแจกเงินสดคนละ 10,000 ดอลลาร์ไต้หวันมาแล้วในปี 2025 ซึ่งเป็นปีที่เศรษฐกิจขยายตัว 8.8%

 

ไล่ยังสั่งการให้คณะรัฐมนตรีจัดทำร่างงบประมาณให้เสร็จตามกำหนด พร้อมแสดงความหวังว่าสภาจะพิจารณางบประมาณปี 2027 ได้ตามเวลาที่วางไว้

 

“ให้เทคโนโลยีขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ให้เศรษฐกิจทำให้ประเทศแข็งแรงขึ้น และให้ความก้าวหน้าของประเทศส่งผลดีต่อชีวิตประจำวันของประชาชน” ไล่กล่าว

 

ภาพ : Linaimages / Shutterstock

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน1 ดอลลาร์ไต้หวัน เท่ากับ 1.04 บาท ณ วันที่ 19 สิงหาคม 2569

 

อ้างอิง:

The post ไต้หวันเตรียมแจก ‘เงินปันผลจาก AI’ เป็นเงินสดคนละ 10,400 บาทในปีหน้า หลังเศรษฐกิจโตแรงสุดในรอบ 39 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบื้องหลัง ‘ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน’ เปิดทางให้ TACC ทุ่ม 45 ล้านบาท เข้าถือหุ้น 30% ร่วมปลุกปั้นแบรนด์สู้ตลาดแข่งเดือด https://thestandard.co/tacc-invests-thai-iced-tea/ Wed, 19 Aug 2026 02:23:35 +0000 https://thestandard.co/tacc-invests-thai-iced-tea/ ภาพผู้บริหาร TACC และผู้บริหาร ‘ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน’

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ตลาดเครื่องดื่มชาในประเทศไทยเวลานี้ […]

The post เบื้องหลัง ‘ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน’ เปิดทางให้ TACC ทุ่ม 45 ล้านบาท เข้าถือหุ้น 30% ร่วมปลุกปั้นแบรนด์สู้ตลาดแข่งเดือด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บริหาร TACC และผู้บริหาร ‘ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน’

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ตลาดเครื่องดื่มชาในประเทศไทยเวลานี้ Red Ocean ไปแล้ว ด้วยมูลค่าตลาดสูงถึง 2 หมื่นล้านบาทและยังมีอัตราการเติบโตขึ้นทุกปี ทว่าภายใต้การแข่งขันที่รุนแรงนี้ ก็ยังคงมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ

 

 

สะท้อนได้จากการขยายตัวของผู้เล่นทั้งรายเล็กและรายใหญ่ ไม่เว้นแม้แต่แบรนด์ ‘ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน’ ที่อยู่ในตลาดแค่ 4 ปี แต่สามารถขยายสาขาได้ถึง 27 แห่ง เรียกได้ว่าการจะเติบโตในสนามนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย

 

พันธ์ทิพย์ ดีเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด จำกัด หรือเจ้าของแบรนด์ ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน ฉายภาพว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีแบรนด์ต่างชาติกระโดดเข้ามาในตลาดเครื่องดื่มชาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปทุกวัน แบรนด์จึงต้องปรับตัวอย่างหนักด้วยการเฟ้นหาช่องทางจำหน่ายและพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ออกสู่ตลาด

 

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมองย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้น จากวันแรกจนถึงวันนี้ที่เข้าสู่ปีที่ 4 ของการทำ Branding จริงจัง บริษัทสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งมาจากจุดแข็งด้านรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ โดยได้สูตรมาจากจังหวัดนครศรีธรรมราชซึ่งเป็นบ้านเกิดของตนเอง ซึ่งทำให้ครองใจลูกค้ารอบด้าน

 

ซ้ำยังมีพลังจากชื่อแบรนด์ ‘ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน’ ที่ทำหน้าที่เสมือนการสะกดจิตให้ผู้บริโภคพูดกับตนเองและปฏิบัติตามด้วยการซื้อดื่มทุกวัน ซึ่งพบว่าพฤติกรรมของคนดื่มชาเย็นมีความคล้ายคลึงกับคนดื่มกาแฟ คือดื่มเป็นประจำวันละ 2-3 แก้ว โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่

 

TACC ทุ่ม 45 ล้านบาท เข้าถือหุ้น ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน 30%

 

ถึงกระนั้น ความท้าทายในโลกธุรกิจไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องคู่แข่ง แต่ยังรวมถึงวิกฤตต้นทุนที่พุ่งสูง ทั้งราคาใบชาที่ผันผวนตามฤดูกาลและปรับขึ้นอย่างน้อย 10% รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ในขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคกลับสวนทางลดลงทุกวัน แบรนด์จึงพยายามบริหารจัดการต้นทุนเต็มที่เพื่อตรึงราคาให้นานที่สุด ทว่าก็มีแผนอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาในช่วงปลายปีนี้หรือปี 2570 เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้

 

จากความท้าทายที่มีอยู่รอบด้าน พันธ์ทิพย์ มองว่าหากลุยธุรกิจเพียงลำพัง การเติบโตอาจไม่ทันการณ์ จึงได้ตัดสินใจดึงพาร์ตเนอร์อย่าง บริษัท ที. เอ. ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TACC เข้ามาร่วมลงทุนด้วยการซื้อหุ้น 30% มูลค่ารวม 45 ล้านบาท

 

โดยผลจากการได้ TACC เข้ามาเป็นพันธมิตรในครั้งนี้ จะช่วยเติมเต็มระบบ Supply Chain และระบบหลังบ้านให้แข็งแกร่ง และจะช่วยรองรับช่องทางจำหน่ายขนาดใหญ่ พร้อมทั้งได้ทีมวิจัยและพัฒนา (R&D) มืออาชีพเข้ามาช่วยพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ให้ตอบโจทย์ตลาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

 

นำความเชี่ยวชาญ R&D ร่วมพัฒนาเมนูใหม่-ขยายช่องทางขาย

 

ขณะเดียวกันฝั่งของ ไตรทิพย์ ศิวะกฤษณ์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท ที. เอ. ซี คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TACC ได้เปิดเผยถึงแผนงานระยะสั้นว่า TACC จะนำความเชี่ยวชาญด้าน R&D มาพัฒนาเมนูใหม่ๆ ร่วมกัน เพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าถึงผู้บริโภคนอกเหนือจากการขายหน้าร้าน ควบคู่กับการเตรียมเปิดตัว Flagship Store ในเร็วๆ นี้ และตั้งเป้าจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายใน 3 ปี

 

นอกจากนี้ สำหรับเป้าหมายระยะยาวในอีก 5 ปีข้างหน้า ตั้งเป้าให้แบรนด์ ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน ก้าวขึ้นสู่การเป็น Top of Mind ที่ทำให้คนไม่ได้มองชาเย็นเป็นแค่เครื่องดื่ม แต่มองครอบคลุมถึงมิติของสี กลิ่น รสชาติ และประสบการณ์ทั้งหมด และเมื่อรากฐานในประเทศแข็งแกร่งพอ ก็พร้อมจะขยายตลาดไปบุกต่างประเทศ เพื่อดันชาไทยให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

 

ที่สำคัญ ไตรทิพย์ได้ย้ำชัดว่า การร่วมทุนครั้งนี้ไม่ได้เป็นการก้าวออกจากธุรกิจ B2B ที่ TACC ถนัด แต่เป็นการต่อยอดความเชี่ยวชาญเพื่อเข้าสู่ฝั่ง B2C โดยตรง พร้อมแย้มว่ากำลังเจรจาดีล JV กับแบรนด์เครื่องดื่มอีกแห่งในมูลค่าใกล้เคียงกัน คาดว่าจะชัดเจนช่วงต้น Q4/2569 เพื่อดันสัดส่วนรายได้ B2C ให้ถึง 15% ภายใน 3 ปี

 

เริ่มขยายร้านด้วยระบบแฟรนไชส์รับโอกาสโต

 

ผู้บริหารแบรนด์ ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน กล่าวเสริมว่า จากเดิมที่บริษัทตั้งใจจะค่อยๆ โตตามกำลัง แต่เมื่อมี TACC เข้ามาช่วยเสริมทัพหลังบ้าน ทำให้แบรนด์ขยับตัวได้เร็วและมั่นคงขึ้นมาก พร้อมประเมินความพร้อมของธุรกิจในปัจจุบันว่าอยู่ที่ระดับ 6 จาก 10 เพื่อให้เหลือพื้นที่ในการปรับปรุงและเติบโตได้อีกเรื่อยๆ

 

ในด้านกลยุทธ์การขยายสาขา แม้สภาวะเศรษฐกิจจะทำให้ต้องชะลอการเปิดสาขาลงเล็กน้อยเพื่อเน้นประสิทธิภาพของร้านเดิมที่มีอยู่ แต่ภาพรวมปีนี้ก็ตั้งเป้าขยายได้ถึง 50 สาขา โดยหลังจากใช้โมเดลลงทุนเองมาตลอด 4 ปี จากนี้แบรนด์จะเริ่มตัดสินใจเริ่มขยายร้านด้วยระบบแฟรนไชส์เป็นครั้งแรก เพราะมีพาร์ตเนอร์มาช่วย R&D ซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการเมนูจำนวนมากในระบบแฟรนไชส์ไม่เป็นภาระหนักเกินไป

 

นอกจากแบรนด์ ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน แล้ว เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา บริษัทได้เปิดตัวแบรนด์ ‘ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน’ ที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน เริ่มทดลองตลาดด้วยร้านป๊อปอัปสโตร์ก่อน หากได้รับการตอบรับดีถึงจะเปิดสาขาขนาดใหญ่ขึ้น

 

“ต้องบอกว่าปีนี้ บริษัทหันมาเน้นทำตลาดตามกระแสชาเขียวที่กำลังมาแรง ซึ่งแม้ในตอนแรกจะเคยลังเล แต่เมื่อทำออกมากลับได้รับผลตอบรับดีเกินคาด และเชื่อว่าชาเขียวจะกลายเป็นรสชาติที่ขายดีในระยะยาว เนื่องจากผู้บริโภคยุคนี้มีความเข้าใจและคุ้นเคยกับรสชาติชาเขียวจนตลาดเริ่มอยู่ตัวแล้ว” ผู้บริหารแบรนด์ ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน ย้ำ

The post เบื้องหลัง ‘ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน’ เปิดทางให้ TACC ทุ่ม 45 ล้านบาท เข้าถือหุ้น 30% ร่วมปลุกปั้นแบรนด์สู้ตลาดแข่งเดือด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด ‘ภาพลวงตาหนี้ครัวเรือนไทย’ สัดส่วนหนี้เสียลด แต่ลูกหนี้ยังไหลตกชั้นต่อเนื่อง https://thestandard.co/thai-household-debt-npl-worry/ Tue, 18 Aug 2026 13:14:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1243429 ภาพประกอบแสดงภาพลวงตาของหนี้ครัวเรือนไทยที่สัดส่วนหนี้เสียลดลง แต่ลูกหนี้ยังคงไหลตกชั้น

หนี้ครัวเรือนไทยยังเปราะบาง แบงก์ชาติเผย ลูกหนี้กำลังไห […]

The post เปิด ‘ภาพลวงตาหนี้ครัวเรือนไทย’ สัดส่วนหนี้เสียลด แต่ลูกหนี้ยังไหลตกชั้นต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงภาพลวงตาของหนี้ครัวเรือนไทยที่สัดส่วนหนี้เสียลดลง แต่ลูกหนี้ยังคงไหลตกชั้น

หนี้ครัวเรือนไทยยังเปราะบาง แบงก์ชาติเผย ลูกหนี้กำลังไหลตกชั้น เข้าสู่สถานะหนี้เสีย (NPL) ต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะที่ธนาคารพาณิชย์ยอมตัดหนี้สูญ (Write-off) และเร่งขายหนี้ทิ้ง เหตุกังวลเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่ชัดเจนและไม่ทั่วถึง KResearch ย้ำแม้สัดส่วนหนี้เสียลด แต่สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยยังน่าห่วง เหตุรายได้ครัวเรือนและธุรกิจ รวมถึงความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ยังไม่ดีขึ้น

 

 
 

วันนี้ (18 สิงหาคม) สุโชติ เปี่ยมชล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตรวจสอบแบบจำลอง และวิเคราะห์ความเสี่ยงสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า สัดส่วนสินเชื่อ Stage 2 ที่ค้างไม่เกิน 90 วัน ณ ไตรมาส 2 ปี 2569 ‘ปรับลดลง’ มาอยู่ที่ 6.78% ของสินเชื่อรวม (จากระดับ 7.00% ในไตรมาสก่อนหน้า) ส่วนหนึ่งมาจากลูกหนี้กลุ่มเปราะบางที่ไหลเป็น NPL เพิ่มขึ้น ขณะที่มีลูกหนี้บางส่วนที่เดิมถูกจัดชั้นเชิงคุณภาพปรับตัวดีขึ้น หลังจากได้รับความช่วยเหลือในการปรับโครงสร้างหนี้

 

ภาพประกอบแสดงภาพลวงตาของหนี้ครัวเรือนไทยที่สัดส่วนหนี้เสียลดลง แต่ลูกหนี้ยังคงไหลตกชั้น 1

 

จับตา แบงก์เร่งตัดหนี้สูญ-ขายหนี้ กด NPL ลง ท่ามกลางความไม่แน่นอน

 

ขณะที่ สินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPLs) หรือ Stage 3 ที่ค้างชำระเกิน 90 วัน ณ ไตรมาส 2 ปี 2569 ปรับลดลงมาอยู่ที่ 534.8 พันล้านบาท ส่งผลให้สัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมทรงตัวอยู่ที่ 2.82% ต่อสินเชื่อรวม ซึ่งใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนซึ่งเป็นช่วงต้นของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หรือจากระดับ 2.85% ในไตรมาสแรกของปี 2569

 

โดยสุโชติกล่าวว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้สัดส่วนหนี้เสีย (NPL ratio) ลดลงมาจากการเร่งตัดหนี้สูญ (Write-off) และขายหนี้ (Sale) มากขึ้นของธนาคารพาณิชย์ ขณะที่การช่วยปรับโครงสร้างหนี้มีส่วนช่วยชะลอการเกิดหนี้เสียได้ต่อเนื่องด้วย โดยยังพบว่า กลุ่มสินเชื่อที่ถูก Write-off และเร่งขายหนี้ออกไปอย่างชัดเจนในไตรมาสนี้คือ สินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย

 

ขณะที่ ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ในความจริงแล้ว ก่อนหน้านี้ ธนาคารพาณิชย์ก็มีการตัดหนี้สูญ (Write-off) และขายหนี้ (Sale) มาโดยตลอด เพียงแต่ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ธนาคารพาณิชย์อาจเห็นสัญญาณของปัญหาผิดนัดชำระที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ธนาคารพาณิชย์จึงต้องหันมาบริหารจัดการ ‘เชิงรุก’ มากขึ้น

 

ดร.กาญจนายังกล่าวต่อว่า แม้จะมีการปรับโครงสร้างหนี้ลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม มาตรการการปรับโครงสร้างหนี้ในปัจจุบันอาจ ‘ไม่เท่าทัน’ กับการไหลไปเป็น NPL จึงเป็นที่มาของการตัดหนี้สูญ (Write-off) และขายหนี้ (Sale) ของสถาบันการเงินด้วย

 

ทั้งนี้ สุโชติเปิดเผยว่า ยอดการปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกัน (Pre-emptive Debt Restructuring: DR) ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 อยู่ที่ 4.9 แสนล้านบาท ขณะที่ยอดปรับโครงสร้างหนี้หลังเป็นหนี้เสีย (Trouble Debt Restructure: TDR) อยู่ที่ 7.2 หมื่นล้านบาท

 

ภาพประกอบแสดงภาพลวงตาของหนี้ครัวเรือนไทยที่สัดส่วนหนี้เสียลดลง แต่ลูกหนี้ยังคงไหลตกชั้น 2

 

หนี้เสียลดลง แต่สถานการณ์ยังน่าห่วง

 

ดร.กาญจนากล่าวต่อว่า แม้สัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมลดลงเล็กน้อย แต่สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยยังน่าห่วงอยู่ เนื่องจากการลดลงไม่ได้มาจากภาวะที่ลูกหนี้มีความสามารถในการชำระหนี้ดีขึ้น ไม่ได้มาจากภาวะที่รายได้ลูกหนี้ฟื้น หรือธุรกิจกลับมาเป็นปกติ แต่ลดลงเนื่องจากธนาคารพาณิชย์เร่งจัดการเชิงรุก ‘ให้อยู่หมัด’ ผ่านการตัดหนี้สูญ (Write-off) และขายหนี้ (Sale)

 

“ภาวะเช่นนี้ไม่ได้แปลว่า ธนาคารพาณิชย์วางใจ แต่ตีความได้ว่า พยายามเร่งจัดการปัญหาคุณภาพหนี้เชิงรุก เพราะว่ากังวลใจอยู่ เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภาพรวมยังไม่ค่อยชัด แม้ GDP ไตรมาส 2 ออกมาดีกว่าคาด แต่ก็ยังชะลอ เมื่อเทียบกับไตรมาสแรก” ดร.กาญจนากล่าว

 

จับตาการไหลเป็น NPLs ของสินเชื่อ SME หลังสินเชื่อหด 16 ไตรมาสติด

 

สุโชติยังกล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาการไหลไป NPL จากอัตราการเสื่อม (Migration) ในกลุ่มสินเชื่อ SME พบว่า อัตราการเสื่อม (Migration) อยู่ในทิศทาง ‘เพิ่มขึ้น’ ในไตรมาส 2 จากกลุ่มเปราะบางเดิมเป็นสำคัญ แต่ยังใกล้เคียงกับอัตราในอดีต ส่วนหนึ่งจากการปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกของธนาคารพาณิชย์

 

โดยยอดหนี้เสีย (NPL) ของสินเชื่อ SME อยู่ที่ประมาณ 1 แสนล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นสินเชื่อที่เพิ่งเป็น NPL ครั้งแรก (New Entry NPLs) คิดเป็นยอดราว 5.2 หมื่นล้านบาท และกลุ่มสินเชื่อที่เคยเป็น NPL มาแล้วอย่างน้อย 1 ครั้ง แล้วกลับมาเป็น NPL อีกครั้ง (Re Entry NPLs) อีก 5.2 หมื่นล้านบาท

 

จากข้อมูลดังกล่าว สะท้อนว่า สินเชื่อ SME ยังคงเปราะบาง สอดคล้องกับอัตราขยายตัวของสินเชื่อ SME ที่หดตัว 4.6% ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ และนับเป็นการหดตัวต่อเนื่องติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 16 ตามความเสี่ยงด้านเครดิตที่ยังอยู่ในระดับสูง

 

สวนทางกับอัตราการขยายตัวของสินเชื่อรวมที่พลิกกลับมาเป็นบวก 2 เดือนติดต่อกันอยู่ที่ขยายตัว 2% ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ และสวนทางกับสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ที่ขยายตัวถึง 6.6% ในช่วงเวลาเดียวกัน ตามความต้องการเงินทุนหมุนเวียนที่เร่งขึ้น

 

ธปท. เตรียมพร้อมมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติมไว้แล้ว

 

สุโชติเปิดเผยต่อว่า ธปท. เตรียมพร้อมมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติมไว้แล้ว หากสถานการณ์ส่งผลกระทบรุนแรงขึ้น เช่น มาตรการปรับเกณฑ์ให้ยืดหยุ่นขึ้น เพื่อสนับสนุนให้ธนาคารพาณิชย์ลดค่างวดให้ลึกมากพอ เป็นการชั่วคราว

 

โดยสาเหตุที่ต้อง ‘เตรียมไว้ล่วงหน้า’ เนื่องจากกระบวนการออกมาตรการของภาครัฐและธนาคารกลางมีขั้นตอนที่ต้องใช้เวลานาน เช่น การพิจารณาของคณะกรรมการต่างๆ การเตรียมออกกฎหมาย และการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งปกติต้องใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 3 เดือน

 

อย่างไรก็ตาม สุโชติย้ำว่า แบงก์ชาติจะยังไม่นำมาตรการนี้ออกมาใช้ทันทีในตอนนี้ โดยปัจจุบันยังคงอยู่ในติดตามและประเมินสถานการณ์ เช่น อัตราการไหลตกชั้นของคุณภาพหนี้ (Migration) ไปเป็น NPL ว่ารุนแรงขึ้นหรือไม่

 

ขณะที่ ดร.กาญจนากล่าวต่อว่า ในระยะต่อไป แม้ว่าการจัดการกับปัญหาคุณภาพสินเชื่อจะค่อนข้างท้าทาย ท่ามกลางบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่ไม่ได้เอื้อต่อความสามารถในการหารายได้และความสามารถในการชำระคืนหนี้ของลูกหนี้ แต่การปรับโครงสร้างให้กับลูกหนี้เป็นสิ่งที่ต้องทำต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดด้วย

 

ภาพ: Master1305 / Shutterstock

The post เปิด ‘ภาพลวงตาหนี้ครัวเรือนไทย’ สัดส่วนหนี้เสียลด แต่ลูกหนี้ยังไหลตกชั้นต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. กล่าวโทษ ‘ยิม เลียก’ ต่อบก.ปอศ. ฐานรายงานขายหุ้น ‘เอ็ม วิชั่น หรือ MVP’ ล่าช้า หลังขายเมื่อ 25 เม.ย. 65 แต่แจ้งจริงเมื่อ 15 ต.ค.68 ซึ่งตามกฎหมายกำหนดให้แจ้งภายใน 3 วัน https://thestandard.co/sec-accuses-yim-liek-late-mvp-share-report/ Tue, 18 Aug 2026 11:48:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1243366 ภาพกราฟิกข่าว ก.ล.ต. กล่าวโทษ ยิม เลียก แจ้งขายหุ้น MVP ล่าช้า

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล […]

The post ก.ล.ต. กล่าวโทษ ‘ยิม เลียก’ ต่อบก.ปอศ. ฐานรายงานขายหุ้น ‘เอ็ม วิชั่น หรือ MVP’ ล่าช้า หลังขายเมื่อ 25 เม.ย. 65 แต่แจ้งจริงเมื่อ 15 ต.ค.68 ซึ่งตามกฎหมายกำหนดให้แจ้งภายใน 3 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกข่าว ก.ล.ต. กล่าวโทษ ยิม เลียก แจ้งขายหุ้น MVP ล่าช้า

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวโทษ ยิม เลียก ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ในความผิดกรณีรายงานการจำหน่ายไปซึ่งหุ้นสามัญของบริษัท เอ็ม วิชั่น จำกัด (มหาชน) (MVP) เมื่อข้ามจุดทุกร้อยละ 5 ของจำนวนสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการตามแบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ล่าช้ากว่าระยะเวลาที่คณะกรรมการกำกับตลาดทุนประกาศกำหนด เป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนมาตรา 246 ซึ่งต้องระวางโทษตามมาตรา 298 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ)

 

เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2565 นายยิมได้จำหน่ายไปซึ่งหุ้นสามัญ MVP ทำให้สัดส่วนการถือหุ้น MVP ของนายยิมลดลงจนเป็นการข้ามจุดร้อยละ 5 ของจำนวนสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ นายยิมจึงมีหน้าที่รายงานการจำหน่ายไปซึ่งหุ้นดังกล่าวตามแบบ 246-2 ต่อ ก.ล.ต. ภายใน 3 วันทำการ นับแต่วันที่ได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ กล่าวคือ ภายในวันที่ 28 เมษายน 2565 แต่ปรากฏว่านายยิมยื่นรายงานดังกล่าวต่อ ก.ล.ต. เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 จึงเป็นการรายงานแบบ 246-2 ล่าช้ากว่าระยะเวลาที่ประกาศกำหนด โดยการรายงานของนายยิม เป็นผลมาจากการติดตามตรวจสอบของ ก.ล.ต. ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงว่านายยิมเป็นเจ้าของหลักทรัพย์ดังกล่าวที่แท้จริง

 

การกระทำความผิดของนายยิมข้างต้น มีระวางโทษตามมาตรา 298 แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ สามารถยุติคดีได้ด้วยการเปรียบเทียบ โดยคณะกรรมการเปรียบเทียบที่รัฐมนตรีแต่งตั้งตามมาตรา 317 แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ซึ่ง ก.ล.ต. ได้มีหนังสือแจ้งให้นายยิมทราบการกระทำที่เข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าว และให้พิจารณายินยอมเข้ารับการเปรียบเทียบของคณะกรรมการเปรียบเทียบ แต่นายยิมไม่ได้แสดงความประสงค์ยินยอมเข้ารับการเปรียบเทียบแต่อย่างใด เป็นเหตุให้คดีไม่เป็นอันเลิกกันด้วยการเปรียบเทียบตามมาตรา 317 แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ก.ล.ต. จึงกล่าวโทษนายยิมต่อ บก.ปอศ. เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

 

เอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการ ก.ล.ต. และโฆษก กล่าวว่า แม้ว่าการที่นายยิมมีการรายงานมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว โดยการรายงานเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 เป็นผลส่วนหนึ่งจากการตรวจสอบของ ก.ล.ต. และ ก.ล.ต. ยังมีกระบวนการในการตรวจสอบ ขยายผล ทำให้ในกรณีนี้มีการกล่าวโทษตามมาในภายหลัง

 

ทั้งนี้ ภายหลังการกล่าวโทษของ ก.ล.ต. กระบวนการบังคับใช้กฎหมายทางอาญาต่อไปเป็นการสอบสวนของพนักงานสอบสวน การสั่งฟ้องคดีของพนักงานอัยการ และการพิจารณาของศาลยุติธรรม ตามลำดับ โดย ก.ล.ต. จะติดตามความคืบหน้าในการดำเนินคดี และจะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ในกระบวนการภายหลัง ก.ล.ต. ได้กล่าวโทษแล้ว

The post ก.ล.ต. กล่าวโทษ ‘ยิม เลียก’ ต่อบก.ปอศ. ฐานรายงานขายหุ้น ‘เอ็ม วิชั่น หรือ MVP’ ล่าช้า หลังขายเมื่อ 25 เม.ย. 65 แต่แจ้งจริงเมื่อ 15 ต.ค.68 ซึ่งตามกฎหมายกำหนดให้แจ้งภายใน 3 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยขาดดุลค้า Q2/69 หนักสุดในรอบกว่า 30 ปี เหตุเร่งนำเข้าสินค้าทุนเพื่อสร้าง ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดอ่อนแอที่สุดในรอบกว่า 20 ปี แม้ GDP ขยายตัว 1.9% https://thestandard.co/thailand-trade-deficit-data-center/ Tue, 18 Aug 2026 10:13:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1243334 ภาพศูนย์ข้อมูล (Data Center) แสดงถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล

สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงาน GDP ข […]

The post ไทยขาดดุลค้า Q2/69 หนักสุดในรอบกว่า 30 ปี เหตุเร่งนำเข้าสินค้าทุนเพื่อสร้าง ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดอ่อนแอที่สุดในรอบกว่า 20 ปี แม้ GDP ขยายตัว 1.9% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพศูนย์ข้อมูล (Data Center) แสดงถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล

สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงาน GDP ของไทย ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ขยายตัว 1.9% YoY ชะลอตัวลงจากที่ขยายตัว 2.8% YoY ในไตรมาสแรกของปี 2569 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า หรือเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยหดตัว 0.2% QoQ เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

 

อาริส ดาคาเนย์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ประจําภูมิภาคอาเซียน ธนาคารเอชเอสบีซี เปิดเผยว่า การเติบโตของ GDP ประเทศไทยในไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ออกมาขยาย 1.9% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ชะลอตัวลงแต่น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และสินค้าคงคลัง ช่วยพยุง GDP ไว้ได้

 

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย ส่งผลให้ตัวเลขประมาณการเบื้องต้นของดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลสูงถึง 12% ของ GDP

 

โดยคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะยังคงนโยบายการเงินในระดับผ่อนคลายต่อไปตลอดปี 2569 เนื่องจากประโยชน์จากการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์และการส่งออกที่เกี่ยวข้องกับ AI กระจุกตัวอยู่ในบางกลุ่มอุตสาหกรรม

 

สำหรับข้อเท็จจริง การเติบโตในไตรมาส 2 ปี 2569 สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้เล็กน้อย โดย HSBC คาดไว้ที่ 2.1% ขณะที่ Bloomberg คาดที่ 1.8% โดยชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 1.9% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลงจากระดับ 2.8% ในไตรมาสก่อนหน้า

 

ทั้งนี้ GDP ไตรมาส 2 ปี 2569 ของประเทศไทยที่ออกมายังเติบโตช้ากว่าอัตราการเติบโตในไตรมาส 2 ปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เมื่อปรับตามฤดูกาลแล้ว GDP ลดลง 0.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นการปรับตัวลงบางส่วนจากการเติบโต 0.6% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2569

 

สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์การเติบโตปี 2569 ไว้ที่ 2.0-2.5%

 

ภาพศูนย์ข้อมูล (Data Center) แสดงถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล 1

อาริส ดาคาเนย์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ประจําภูมิภาคอาเซียน ธนาคารเอชเอสบีซี

 

อาริส ยังอธิบายถึงนัยยะต่อเศรษฐกิจว่า ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง การเติบโตของเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงในไตรมาส 2 ปี 2569 แต่น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยมี 2 ปัจจัยหลักที่ช่วยพยุงการเติบโตไว้ ดังนี้

 

  • เชื้อเพลิงและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ: การบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลงในช่วงไตรมาสดังกล่าว เนื่องจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงขายปลีกที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของครัวเรือน ขณะที่การใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวก็ลดลงเช่นกัน จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลงอันเนื่องมาจากราคาบัตรโดยสารเครื่องบินที่สูงขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยทั้งสองได้รับการชดเชยบางส่วนจากโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ซึ่งเป็นโครงการช่วยลดค่าครองชีพจากภาครัฐรูปแบบร่วมจ่ายที่รัฐบาลสนับสนุนค่าใช้จ่าย 60% ของสินค้าที่ซื้อในร้านค้าที่ลงทะเบียน (ภายใต้เงื่อนไขวงเงินรายวันและรายเดือน) โครงการนี้มีงบประมาณรวม 175,000 ล้านบาท และดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 30 กันยายนปีนี้

 

  • ปัญญาประดิษฐ์ (AI): จากความต้องการฮาร์ดแวร์ที่รองรับ AI ทั่วโลก การส่งออกสินค้ายังคงขยายตัวในอัตราสองหลักอย่างต่อเนื่อง โดยไทยเป็นผู้ผลิตฮาร์ดแวร์สำคัญ เช่น ระบบระบายความร้อน แผงวงจรพิมพ์ (PCB) และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์

 

นอกจากนี้ การนำเข้าสินค้ายังพุ่งขึ้น 27.5% เทียบปีต่อปี เนื่องจากไทยเร่งนำเข้าสินค้าทุนที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อสร้างศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center ส่งผลให้ดุลการค้าสุทธิ (ในรูปตัวเงิน) พลิกกลับมาขาดดุลจำนวนมากถึง 509,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับการขาดดุลที่กว้างที่สุดนับตั้งแต่ปี 2536 ซึ่งเป็นปีแรกที่มีข้อมูล แม้ค่าใช้จ่ายในการนำเข้าน้ำมันจะเพิ่มขึ้น แต่เรามองว่าการพลิกกลับของดุลการค้าครั้งนี้ อาจมีลักษณะเชิงโครงสร้าง

 

เนื่องจากไทยกำลังเร่งขยายขีดความสามารถด้านการประมวลผลอย่างต่อเนื่อง

 

เราคาดว่าการเติบโตตลอดทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ 2.2% ซึ่งสอดคล้องกับที่ สศช. คาดการณ์ไว้ โดยได้แรงหนุนจากมาตรการการคลังที่แข็งแกร่งและตัวเลขการส่งออกที่แข็งแกร่ง การเติบโตมีแนวโน้มที่จะเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี ดังที่สะท้อนจากการเพิ่มขึ้นของการเปลี่ยนแปลงในสินค้าคงคลัง ซึ่งการสะสมสินค้าคงคลังมีส่วนช่วยการเติบโตถึง 7.2%

 

อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่า ธปท. มีแนวโน้มที่จะยังคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไป แม้การเติบโตอาจสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ติดต่อกันสองไตรมาส แต่แนวโน้มของปี 2570 ยังคงอ่อนแอ โดยการใช้จ่ายทางการคลังมีแนวโน้มที่จะหยุดชะงักในปีหน้า เพื่อรักษาสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ให้อยู่ในกรอบที่ไทยกำหนดไว้เอง โดยคาดว่าการเติบโตของ GDP ตลอดปี 2570 จะชะลอลงมาอยู่ที่ 1.7%

 

นอกจากนี้ การเติบโตยังคงกระจายตัวไม่ทั่วถึง ซึ่งเรามองว่าเป็นประเด็นสำคัญสำหรับ ธปท. โดยอ้างอิงจากรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เดือนกรกฎาคม 2569 และคำแถลงของ วิทัย รัตนากร ธปท. ระบุว่า ว่า การขยายตัวของการลงทุนในปัจจุบันกระจุกตัวอยู่ในภาคดิจิทัลเป็นหลัก เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ และการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งทั้งสองภาคส่วนพึ่งพาชิ้นส่วนนำเข้าเป็นอย่างมาก

 

และเมื่อเราพูดว่า ‘พึ่งพาอย่างมาก’ ก็หมายถึงมากจริง ๆ หลังจากตัวเลข GDP ไตรมาส 2 ปีนี้ ประกาศออกมา ตัวเลขประมาณการเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่าการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาส 2 ปี 2569 แย่ลงมาอยู่ที่ 12% ของ GDP ซึ่งเป็นระดับที่อ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่มีการเก็บข้อมูลในปี 2548

 

นอกจากนี้ แผนภูมิที่ 2 ยังแสดงให้เห็นว่าสัดส่วนการนำเข้าสินค้าทุนต่อการสะสมทุนถาวรเบื้องต้น (gross capital formation) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ด้วยเหตุนี้ การเติบโตทางเศรษฐกิจจึงยังไม่ส่งผลดีไปถึงครัวเรือนและผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งยังคงเผชิญกับภาวะสินเชื่อที่ตึงตัว

 

แม้จะมีการลงทุนภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่คาดว่า ธปท. จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ไปจนถึงอย่างน้อยปี 2570 การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่แย่ลงอาจนำไปสู่ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน แต่การรักษาความสามารถในการแข่งขันของเงินบาทผ่านนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอาจช่วยให้ SMEs ยังคงประคองตัวได้ท่ามกลางสภาวะการนำเข้าที่ท้าทาย

 

ภาพศูนย์ข้อมูล (Data Center) แสดงถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล 2

ตารางที่ 1: สรุปตัวเลข GDP ไทยในช่วง 4 ไตรมาสที่ผ่านมา

 

ภาพศูนย์ข้อมูล (Data Center) แสดงถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล 3

ที่มา: CEIC, HSBC

 

ภาพ: Sashkin/Shutterstcock, Shutterstock AI

The post ไทยขาดดุลค้า Q2/69 หนักสุดในรอบกว่า 30 ปี เหตุเร่งนำเข้าสินค้าทุนเพื่อสร้าง ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดอ่อนแอที่สุดในรอบกว่า 20 ปี แม้ GDP ขยายตัว 1.9% appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอกนัฎ’ ประกาศเดินหน้า ‘โซลาร์ล้านหลังคา’ ติดฟรี-ผ่อนผ่านบิล ยกระดับคนไทยให้เป็น ‘Prosumer’ แก้ปัญหาไฟแพงอย่างถาวร https://thestandard.co/ekanat-solar-rooftop-prosumer/ Tue, 18 Aug 2026 10:07:47 +0000 https://thestandard.co/ekanat-solar-rooftop-prosumer/ ภาพกราฟิกโครงการโซลาร์ล้านหลังคา พร้อมข้อความ ‘เอกนัฎ’ เดินหน้า ติดฟรี-ผ่อนผ่านบิล

กระทรวงพลังงาน ภายใต้การนำของ รัฐมนตรีเอกนัฎ พร้อมพันธุ […]

The post ‘เอกนัฎ’ ประกาศเดินหน้า ‘โซลาร์ล้านหลังคา’ ติดฟรี-ผ่อนผ่านบิล ยกระดับคนไทยให้เป็น ‘Prosumer’ แก้ปัญหาไฟแพงอย่างถาวร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกโครงการโซลาร์ล้านหลังคา พร้อมข้อความ ‘เอกนัฎ’ เดินหน้า ติดฟรี-ผ่อนผ่านบิล

กระทรวงพลังงาน ภายใต้การนำของ รัฐมนตรีเอกนัฎ พร้อมพันธุ์ ผลักดันมาตรการ ‘โซลาร์ล้านหลังคา’ สู่การปฏิบัติจริง ด้วย ‘On-bill Financing’ ดึงแบงก์รัฐปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ ให้ประชาชนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ฟรีโดยไม่ต้องจ่ายเงินก้อนแรก และผ่อนชำระผ่านบิลค่าไฟจากส่วนต่างที่ประหยัดได้ เป็นการปรับโครงสร้างพลังงานครั้งใหญ่ ลดการนำเข้า LNG และดึงค่าไฟเฉลี่ยประเทศลงอย่างถาวรและยั่งยืน

 

โดย พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา กระทรวงพลังงานได้เดินหน้าปลดล็อกอุปสรรคสำคัญ โดยการทลายข้อจำกัดและรื้อระบบการขออนุญาตติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปให้เสร็จสิ้นภายใน 7 วัน หากประสงค์ขายคืนการไฟฟ้าฯให้เสร็จภายใน 30วัน (จากเดิมที่ต้องใช้เวลาเป็นปี) อีกทั้งเปิดรับซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาดจากภาคประชาชนเพิ่มอีก 500 เมกะวัตต์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมขานรับนโยบายกระทรวงการคลัง ในมาตรการใช้งบประมาณตาม พ.ร.ก. 5 หมื่นล้านบาท เพื่อสนับสนุนประชาชนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) ดังกล่าวอย่างเต็มที่

 

โดยการดึงสถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) มารองรับการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ผ่านโมเดล ‘ติดฟรี-ผ่อนผ่านบิลค่าไฟ’ (On-bill Financing) มีรายละเอียดดังนี้

 

  • ไม่ต้องใช้เงินก้อนแรก

 

โดยรัฐจะอุดหนุนครัวเรือนละประมาณ 50,000 บาท ครอบคลุมเป้าหมาย 1 ล้านหลังคาเรือน พร้อมทั้งสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft rate 2-4% ต่อปี)จากธนาคารรัฐ

 

  • ผ่อนชำระจากส่วนต่างค่าไฟ

 

ผู้เข้าร่วมโครงการจะนำเงินส่วนต่างของค่าไฟฟ้าที่ลดลงในแต่ละเดือนมาผ่อนชำระค่างวด

 

  • เห็นผลทันที

 

สำหรับบ้านที่ติดตั้งระบบขนาด 5kW สามารถผลิตไฟได้เฉลี่ยประมาณ 600 หน่วย/เดือน ประหยัดค่าไฟได้ราว 2,150–2,200 บาท/เดือน ซึ่งเมื่อคำนวณการคืนทุนใน 5-7 ปี ค่างวดผ่อนชำระจะต่ำกว่าเงินที่ประหยัดได้ ทำให้ประชาชนเห็น ‘ค่าไฟสุทธิที่ลดลง’ ตั้งแต่เดือนแรกที่ติดตั้ง

 

พงศ์พล ย้ำว่า นี่คือการยกระดับคนไทยให้เป็น ‘Prosumer’ (ผู้ผลิตและผู้บริโภค) หรือเป็นนายทุนพลังงานที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ การที่ไทยผลิตไฟจากโซลาร์รูฟได้ทุกๆ 1,000 เมกะวัตต์ จะช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าเฉลี่ยลงได้ 0.9 สตางค์/หน่วย หากโครงการโซลาร์ล้านหลังคานี้สำเร็จ (เทียบเท่า 5,000 เมกะวัตต์) จะช่วยลดการนำเข้าก๊าซ LNG ที่มีราคาแพง และดึงค่าไฟเฉลี่ยรวมของทั้งประเทศลงได้อย่างถาวรเกือบ 5 สตางค์/หน่วย

 

“นโยบายนี้ทุกองคาพยพได้ประโยชน์ร่วมกันหมด ประชาชนลดรายจ่าย รัฐลดการนำเข้าพลังงาน และโลกได้พลังงานสะอาด ขณะนี้เรารอความชัดเจนของรูปแบบโครงการที่ทางการไฟฟ้าจะออกแบบและสรุปภายในระยะเวลาประมาณหนึ่งเดือน ผมอยากเห็นโซลาร์ล้านหลังคา เกิดขึ้นจริงในไทย และพร้อมเป็นแรงเชียร์ผลักดันนโยบายนี้ให้ถึงที่สุด” พงศ์พล กล่าว

 

ภาพกราฟิกโครงการโซลาร์ล้านหลังคา พร้อมข้อความ ‘เอกนัฎ’ เดินหน้า ติดฟรี-ผ่อนผ่านบิล 1

The post ‘เอกนัฎ’ ประกาศเดินหน้า ‘โซลาร์ล้านหลังคา’ ติดฟรี-ผ่อนผ่านบิล ยกระดับคนไทยให้เป็น ‘Prosumer’ แก้ปัญหาไฟแพงอย่างถาวร appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะบิ๊กดีล ‘Canva’ นายกฯ บุกซิดนีย์ ดึงยักษ์เทคออสเตรเลียปักฐานไทย ดันฮับ AI-Designer ปั้น Creators สู่ตลาดโลก https://thestandard.co/pm-canva-thailand-ai-design-hub/ Tue, 18 Aug 2026 10:02:32 +0000 https://thestandard.co/pm-canva-thailand-ai-design-hub/ ภาพนายกรัฐมนตรีพบปะผู้บริหาร Canva ที่นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย

นายกฯ นำทีมไทยแลนด์ พบ Canva บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกจาก […]

The post เจาะบิ๊กดีล ‘Canva’ นายกฯ บุกซิดนีย์ ดึงยักษ์เทคออสเตรเลียปักฐานไทย ดันฮับ AI-Designer ปั้น Creators สู่ตลาดโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนายกรัฐมนตรีพบปะผู้บริหาร Canva ที่นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย

นายกฯ นำทีมไทยแลนด์ พบ Canva บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกจากออสเตรเลีย ชวนใช้ไทยเป็นฐาน Designer ระดับโลก พร้อมเชิญชวนตั้งสำนักงานภูมิภาคและศูนย์วิจัย AI-Design ต่อยอดศักยภาพนักออกแบบและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย

 

 

 

นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะภาครัฐและเอกชนไทย ได้เดินทางเยือนนครซิดนีย์ เครือรัฐออสเตรเลีย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศ

 

โดยหนึ่งในภารกิจสำคัญคือการพบหารือกับผู้บริหารบริษัท Canva บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของออสเตรเลีย เพื่อหารือแนวทางขยายความร่วมมือและโอกาสการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย Canva เป็นบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกสัญชาติออสเตรเลีย

 

ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มออกแบบดิจิทัล และ Visual Communication ที่นำ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากกว่า 265 ล้านคนต่อเดือนในกว่า 190 ประเทศทั่วโลก ให้บริการแก่บริษัทยักษ์ใหญ่ในกลุ่ม Fortune 500 มากถึง 475 บริษัททั่วโลก

 

โดยประเทศไทยมีผู้ใช้งานประมาณ 7 ล้านคนต่อเดือน และมีบัญชีผู้ใช้งานสะสมกว่า 30 ล้านบัญชี สะท้อนให้เห็นถึงฐานผู้ใช้งานที่แข็งแกร่งและศักยภาพในการขยายธุรกิจของ Canva ในประเทศไทย ทั้งในฐานะตลาดที่สำคัญ และศูนย์กลางบุคลากรด้านการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์

 

ในการหารือครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้เชิญชวน Canva พิจารณาจัดตั้งสำนักงานภูมิภาคในประเทศไทย และจัดตั้ง AI-Design Research Center เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และพัฒนาขีดความสามารถด้านการออกแบบที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศ และขยายโอกาสในการเข้าสู่ตลาดโลก

 

นายกรัฐมนตรี และ Canva ยังได้หารือถึงการขยายความร่วมมือด้านการศึกษา พัฒนานักออกแบบไทย รวมถึงการพัฒนาการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้แก่ SMEs ไทย โดยที่ผ่านมา Canva ได้มีบทบาทในการยกระดับการศึกษาผ่านการลงนาม MOU กับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.)

 

เพื่อเปิดโอกาสให้ครูและนักเรียนจากโรงเรียนรัฐและเอกชนกว่า 3.3 ล้านคน สามารถเข้าถึงแพลตฟอร์ม Canva Education โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และตั้งเป้าขยายให้ถึง 6.6 ล้านคนภายในปี 2571

 

ในด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมการออกแบบCanva ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนนักออกแบบไทย (Canva Creators) ที่สร้างผลงานผ่านแพลตฟอร์มของ Canva จาก 190 คน เป็น 1,000 คน ภายในปี 2571 รวมถึงพัฒนาทักษะด้าน AI เพื่อเสริมศักยภาพนักออกแบบไทยยุคใหม่ให้ผลิตคอนเทนต์คุณภาพสูง และสามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายผลงานบนแพลตฟอร์มในตลาดโลก

 

นอกจากนี้Canva ยังได้ร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) เพื่อเพิ่มทักษะในการพัฒนาภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์หรือบรรจุภัณฑ์ โดยตั้งเป้าช่วยเหลือ SMEs ไทยให้ถึง 40,000 ราย

 

นอกจากนี้ Canva ยังได้ต่อยอดความร่วมมือผ่านงาน Bangkok Design Week ด้วยโครงการ Canva Design Rescue ฟื้นฟูร้านค้าเก่ากว่า 10 แห่งในย่านหัวลำโพงให้ทันสมัยโดยคงอัตลักษณ์ดั้งเดิม

 

เปิดชื่อบิ๊กคอร์ปไทย ร่วมทริป ยกระดับหุ้นส่วน Tech นวัตกรรม

 

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานในงาน “Thailand-Australia Investment & Business Partnership Reception” ณ Crown Towers Sydney ซึ่งจัดโดยบีโอไอเพื่อเป็นเวทีเชื่อมโยงภาคธุรกิจไทยและออสเตรเลีย โดยมีผู้บริหารจากบริษัทออสเตรเลียกว่า 70 รายเข้าร่วมจากหลากหลายอุตสาหกรรม

 

ทั้งการผลิตขั้นสูง เกษตรและอาหาร ดิจิทัล การศึกษา สุขภาพและการแพทย์ เหมืองแร่และเทคโนโลยีที่เกี่ยวเนื่อง พลังงานหมุนเวียน และธุรกิจบริการ

 

ภายในงานนี้ได้เปิดโอกาสให้ผู้บริหารภาคธุรกิจไทยและออสเตรเลียพบปะและหารือโดยตรง เพื่อสร้างเครือข่ายและต่อยอดโอกาสทางการค้าและการลงทุน โดยคณะภาคเอกชนไทยที่ร่วมเดินทาง เป็นผู้บริหารจากกลุ่มธุรกิจชั้นนำของไทย

 

อาทิ เครือเจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) ไทยเบฟเวอเรจ กลุ่มเซ็นทรัล ปตท. ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม บี.กริม เพาเวอร์ กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ ศุภาลัย เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) เอสซีจี อินเตอร์เนชั่นแนล มิตรผล และบ้านปู ครอบคลุมธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม พลังงาน เคมีภัณฑ์ การพัฒนาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ Wellness และ Hospitality เพื่อแสวงหาโอกาสในการขยายความร่วมมือทางธุรกิจกับบริษัทออสเตรเลียที่เข้าร่วมงาน

 

นายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่า ปี 2569 ถือเป็นวาระสำคัญที่ไทยและออสเตรเลียเฉลิมฉลองครบรอบ 75 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต และในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญการปรับโครงสร้างของห่วงโซ่อุปทานและความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ไทยให้ความสำคัญกับการสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ ผ่านการเสริมสร้างระบบนิเวศธุรกิจให้มีความเข้มแข็ง การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงการขยายความร่วมมือกับประเทศพันธมิตร เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและการลงทุนร่วมกัน

 

ทั้งนี้ ไทยและออสเตรเลียมีจุดแข็งที่สามารถเกื้อหนุนกันได้ในหลายสาขา โดยไทยมีความแข็งแกร่งด้านการแปรรูปอาหาร ขณะที่ออสเตรเลียมีจุดเด่นด้านสินค้าเกษตรคุณภาพสูงและเทคโนโลยี AgriTech รวมถึงพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงาน ดิจิทัลและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ตลอดจนการผลิตขั้นสูง เช่น Precision Machining เครื่องมือแพทย์ และอากาศยาน

 

บีโอไอ ชี้โอกาสรุกขยายลงทุนออสเตรเลียในไทย

 

นฤตม์กล่าวว่า บีโอไอมองว่าการลงทุนจากออสเตรเลียในประเทศไทยยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ออสเตรเลียมีจุดแข็งด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้ และสามารถนำมาเชื่อมโยงกับฐานอุตสาหกรรมของประเทศไทย เพื่อสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

 

ในช่วงปี 2564-มิถุนายน 2569 มีโครงการลงทุนและร่วมทุนจากออสเตรเลียยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 93 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 33,425 ล้านบาท โดยอุตสาหกรรมดิจิทัลมีมูลค่าเงินลงทุนสูงที่สุด 13,833 ล้านบาท รองลงมาคืออุตสาหกรรมเคมี 6,936 ล้านบาท และอุตสาหกรรมเกษตรและแปรรูปอาหาร 3,810 ล้านบาท

 

การลงทุนจากออสเตรเลียในไทยครอบคลุมกิจการที่ใช้เทคโนโลยีในหลายสาขา เช่น เครื่องจักรและระบบอัตโนมัติ ชิ้นส่วนยานยนต์ การวิจัยและพัฒนา และผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์

 

โดยมีบริษัทออสเตรเลียชั้นนำที่เข้ามาลงทุนในไทยแล้ว เช่น ANCA ในกลุ่มเครื่องจักรและระบบอัตโนมัติ ARB ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ Ridley Corporation ในกิจการวิจัยพัฒนา และผลิตสารเสริมอาหารสัตว์ และ Ansell ผู้ผลิตถุงมือทางการแพทย์

 

“ออสเตรเลียมีศักยภาพทั้งด้านเทคโนโลยี และนวัตกรรม ขณะที่ไทยมีฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง และเป็นจุดเชื่อมโยงสู่ตลาดอาเซียน การเยือนครั้งนี้จึงเป็นโอกาสในการเชื่อมโยงจุดแข็งของทั้งสองประเทศ เพื่อต่อยอดไปสู่ความร่วมมือทางธุรกิจใหม่ ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีและสร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น” นฤตม์ กล่าว

The post เจาะบิ๊กดีล ‘Canva’ นายกฯ บุกซิดนีย์ ดึงยักษ์เทคออสเตรเลียปักฐานไทย ดันฮับ AI-Designer ปั้น Creators สู่ตลาดโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘คมนาคม’ จ่อหารือ ‘คลัง’ เดินหน้าเปลี่ยนรถ รถตู้-รถเมล์-แท็กซี่ คันเก่า สู่ยานยนต์ไฟฟ้าคันใหม่ภายในสัปดาห์นี้ https://thestandard.co/transport-finance-ev-conversion/ Tue, 18 Aug 2026 09:19:04 +0000 https://thestandard.co/transport-finance-ev-conversion/ ภาพประกอบการหารือระหว่างกระทรวงคมนาคมและกระทรวงการคลัง เพื่อเปลี่ยนรถตู้ รถเมล์ และแท็กซี่เก่าเป็นยานยนต์ไฟฟ้า

‘เอกนิติ’ เผย กระทรวงคมนาคม จ่อหารือ กระทรวงการคลัง เดิ […]

The post ‘คมนาคม’ จ่อหารือ ‘คลัง’ เดินหน้าเปลี่ยนรถ รถตู้-รถเมล์-แท็กซี่ คันเก่า สู่ยานยนต์ไฟฟ้าคันใหม่ภายในสัปดาห์นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการหารือระหว่างกระทรวงคมนาคมและกระทรวงการคลัง เพื่อเปลี่ยนรถตู้ รถเมล์ และแท็กซี่เก่าเป็นยานยนต์ไฟฟ้า

‘เอกนิติ’ เผย กระทรวงคมนาคม จ่อหารือ กระทรวงการคลัง เดินหน้าเปลี่ยนรถ รถตู้-รถเมล์-แท็กซี่ คันเก่า สู่ยานยนต์ไฟฟ้าคันใหม่ภายในสัปดาห์นี้ คาดโซลาร์รูฟท็อปเสนอ ครม. ทันไตรมาส 4 ปีนี้

 

 

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยความคืบหน้าของแผนงานที่ 2 ด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาทว่า กระทรวงคมนาคมจะเข้าหารือกับลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ภายในสัปดาห์นี้ (17-21 สิงหาคม) เกี่ยวกับมาตรการเปลี่ยนผ่าน ‘รถสาธารณะ’ จากรถสันดาปมาเป็นรถไฟฟ้า

 

สำหรับมาตรการผลักดันการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป เพื่อลดภาระค่าไฟของประชาชนนั้น ดร.เอกนิติเผยว่า กระทรวงการคลังยังอยู่ระหว่างหารือกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) โดยคาดว่าจะเห็นความชัดเจนและเสนอเข้าที่ประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) เสร็จสิ้นภายในไตรมาส 4 นี้

 

พร้อมกันนี้ ดร.เอกนิติย้ำว่า เศรษฐกิจไทยเผชิญสัญญาณเปราะบางอีกครั้ง หลังดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาส 2/2569 พลิกกลับมาขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ไตรมาส จากพลังงานนำเข้าที่มีต้นทุนพุ่งสูงขึ้น ท่ามกลางความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังยืดเยื้อ จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน

 

“เราพึ่งพาแก๊สธรรมชาตินำเข้ากว่า 65% พอน้ำมันแพงอีก เศรษฐกิจก็ถูกกระทบอีก เศรษฐกิจไทยอ่อนแออย่างนี้ เราถึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน และต้องทำควบคู่กันหลายภาคส่วน” ดร.เอกนิติกล่าว

 

วางกรอบเปลี่ยนผ่านพลังงาน 3 ด้าน

 

ด้าน ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า แต่ละนโยบายภายใต้แผนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน มีวัตถุประสงค์ 3 ด้านด้วยกันได้แก่

 

1) เป็นตัว ‘Jump Start’ เร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานในประเทศ

 

2) บรรเทาภาระค่าไฟฟ้า และค่าโดยสารของประชาชน

 

3) สร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ

 

โดยเม็ดเงิน 200,000 ล้านภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงินจะทำหน้าที่เป็นตัวเร่งหรือ ‘Jump Start’ ให้เกิดการลงทุนพร้อมกันในหลายภาคส่วน ทั้งฝั่งผู้ผลิตและผู้ใช้พลังงาน ซึ่งทางฝั่งผู้ผลิต จะช่วยสร้างแหล่งพลังงานสะอาดใหม่ ยกระดับระบบสายส่งและสมาร์ทมิเตอร์ ขณะที่ฝั่งผู้ใช้ไฟฟ้า จะปรับเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) มากขึ้น พร้อมพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

 

นอกจากมาตรการระยะสั้นเพื่อเร่งการลงทุนแล้ว รัฐบาลยังเดินหน้าวางรากฐานระยะยาว เช่น การผลักดันระบบ Direct PPA ซึ่งจะเปิดทางให้ ‘ผู้ประกอบการและภาคธุรกิจขนาดใหญ่’ สามารถซื้อขายไฟจากผู้ผลิตพลังงานสะอาดได้โดยตรง เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทยเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะยาวอีกด้วย

 

โดย รัฐบาลมุ่งเปลี่ยนผ่านพลังงานผ่าน 3 แนวทางหลัก ดังนี้

 

  • การเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพิ่มการผลิตและใช้พลังงานสะอาด เช่น โซลาร์รูฟท็อป ระบบสายส่ง และระบบกักเก็บพลังงาน
  • การขนส่ง เปลี่ยนรถโดยสารสาธารณะเป็นรถ EV
  • การเพิ่มศักยภาพประชากร พัฒนาทักษะแรงงานรองรับอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ช่างติดตั้งโซลาร์และช่างซ่อมบำรุงรถ EV

 

เดินหน้าโละ รถตู้-รถเมล์-แท็กซี่ เก่าสู่ EV

 

ก่อนหน้านี้ ดร.เอกนิติเผยว่า ในการดำเนินมาตรการเปลี่ยนผ่านจากรถสันดาปมาเป็นรถไฟฟ้า รัฐบาลจะเริ่มต้นดำเนินการในส่วนของ ‘รถยนต์สาธารณะ’ ก่อนดำเนินการเปลี่ยนผ่านไปสู่ ‘รถยนต์นั่งส่วนบุคคล’

 

สำหรับเหตุผลที่ต้องเดินหน้าในส่วนของ ‘รถยนต์สาธารณะ’ ก่อนเป็นลำดับแรก เนื่องจาก รถตู้ รถแท็กซี่ รถเมล์ มีปริมาณการใช้งานสูง และส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง ขณะที่ ‘รถยนต์นั่งส่วนบุคคล’ ยังคงมีมาตรการ EV 3.5 ที่ภาครัฐสนับสนุนอยู่อีกคันละ 50,000 บาท

 

สำหรับขั้นตอนกำจัดรถเก่าออกจากระบบ จะมีการหารือกับกระทรวงคมนาคมในการถอนทะเบียน ส่วนการกำจัดซากรถ แยกชิ้นส่วน อยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงอุตสาหกรรม ในการจัดหาหน่วยงานที่สามารถกำจัดซากรถได้ตามมาตรฐาน ซึ่งอาจดึงภาคเอกชนช่วยในการกำจัดซากรถ

The post ‘คมนาคม’ จ่อหารือ ‘คลัง’ เดินหน้าเปลี่ยนรถ รถตู้-รถเมล์-แท็กซี่ คันเก่า สู่ยานยนต์ไฟฟ้าคันใหม่ภายในสัปดาห์นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สิงห์ เอสเตท’ แจ้งงบครึ่งแรกปี 69 ขาดทุนลดลงเหลือ 38 ล้านบาท หลังชูแผนกลยุทธ์เน้นสร้าง Recurring Income https://thestandard.co/singha-estate-h1-loss-recurring-income/ Tue, 18 Aug 2026 08:19:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1243249 ภาพ ชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สิงห์ เอสเตท

บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S แจ้งผลประกอบกา […]

The post ‘สิงห์ เอสเตท’ แจ้งงบครึ่งแรกปี 69 ขาดทุนลดลงเหลือ 38 ล้านบาท หลังชูแผนกลยุทธ์เน้นสร้าง Recurring Income appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สิงห์ เอสเตท

บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S แจ้งผลประกอบการต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุว่า ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 บริษัทฯ รายงานรายได้จากการขายและบริการรวม 6,153 ล้านบาท ปรับตัวลง 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

ขณะที่รายงานขาดทุนสุทธิในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ในส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น บริษัทฯ ที่จำนวน 38 ล้านบาท ปรับตัวดีขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนประมาณ 16% จากการขาดทุนที่ระดับ 45 ล้านบาท

 

ในส่วนของรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ครึ่งปีแรกของปี 2569 จำนวน 537 ล้านบาท ประกอบด้วย

 

  • รายได้จากการขาย บ้านและอาคารชุด จำนวน 484 ล้านบาท ปรับตัวลงประมาณ 59% จากงวดเดียวกันของปีก่อน โดยหลักลดลงจากการโอน กรรมสิทธิ์ของโครงการแนวราบ
  • รายได้จากการขายที่ดินในธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม จำนวน 53 ล้านบาท พลิกจากฐานรายได้ที่ ไม่มีการรับรู้ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้จากการให้เช่าและการให้บริการจำนวน 5,591 ล้านบาท ประกอบด้วย

 

2.1 ธุรกิจโรงแรมมีผลการดำเนินงานจำนวน 4,900 ล้านบาท ชะลอตัวลงเล็กน้อยที่ระดับ 2% โดยหลักเป็นผลกระทบจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค ตะวันออกกลาง

 

2.2 รายได้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าปรับตัวขึ้นสู่จำนวน 645 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จากงวดเดียวกันของปี ก่อนหน้า จากการทยอยส่งมอบพื้นที่เช่าให้กับลูกค้าของอาคารสิงห์ คอมเพล็กซ์และอาคารเอส โอเอซิส

 

  • รายได้จากการ ให้บริการอื่นๆ จำนวน 45 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 16% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยหลักเป็นผลจากการรับรู้รายได้จาก ค่าก่อสร้างโครงการ ลาซัวว์ เดอ เอสที่ลดลง ในช่วงครึ่งปีหลังของปี2 569 บริษัทฯ ยังคงตั้งเป้าตามแผนเดิมที่เคยวางไว้ โดยธุรกิจที่จะเป็นส่วนขับเคลื่อนส าคัญของปีนี้ได้แก่ ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน โดยประเมินการขายที่ดินปรับตัวดีขึ้นตามกระแสการลงทุนจากต่างประเทศ และ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าที่ผลประกอบการมีแนวโน้มสูงขึ้นตามการทยอยเข้าใช้พื้นที่ของผู้เช่ารายใหม่ที่ปิดการขายแล้ว ก่อนหน้าน

 

ขณะที่ผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 มีรายได้จากการดำเนินงานรวม 2,890 ล้านบาท ส่งผลให้รายได้สะสมครึ่งปีแรกแตะ 6,153 ล้านบาท โดยกว่า 90% ของรายได้หลักมาจากธุรกิจรายได้ประจำ (Recurring Income) ช่วยเสริมความมั่นคงของโครงสร้างรายได้และกระแสเงินสด ขณะที่ EBITDA Margin เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 26% ชูกลยุทธ์บริหารต้นทุนและเสริมเสถียรภาพการดำเนินงาน สะท้อนประสิทธิภาพในการควบคุมค่าใช้จ่ายและบริหารพอร์ตธุรกิจอย่างรอบคอบ

 

ชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S เปิดเผยว่า บริษัทเดินหน้าบริหารพอร์ตโฟลิโอควบคู่กับการรักษาวินัยทางการเงิน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจและรองรับโอกาสลงทุนในอนาคต โดยในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา บริษัทประสบความสำเร็จในการปิดขายหุ้นกู้เต็มวงเงิน 2,000 ล้านบาทภายในระยะเวลาอันสั้น สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อพื้นฐานและศักยภาพการดำเนินธุรกิจของบริษัท

 

ขณะเดียวกัน เงินทุนที่ได้รับยังช่วยสนับสนุนการบริหารต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ เสริมความพร้อมในการดำเนินงานและแผนลงทุนในระยะต่อไป พร้อมเป็นอีกทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่มองหาผลตอบแทนสม่ำเสมอภายใต้ระดับความเสี่ยงที่เหมาะสม

 

ชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) 

ชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S

 

ผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2569 สะท้อนความแข็งแกร่งของพอร์ตธุรกิจที่หลากหลาย ดังนี้

 

  • ธุรกิจอาคารสำนักงานให้เช่ามีรายได้ครึ่งปีแรก 645 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรปกติ (Normalized Net Profit) ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 323 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากอัตราการเช่าของอาคารหลักที่ยังอยู่ในระดับสูง
  • ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานมีรายได้ 90 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า จากรายได้ค่าสาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณการใช้ของลูกค้า รวมถึงการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจำนวน 13 ไร่ โดยในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทมีแผนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ตามกำหนด ซึ่งจะเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนการรับรู้รายได้ในช่วงที่เหลือของปี
  • ธุรกิจโรงแรมเริ่มได้รับแรงหนุนจากฤดูกาลท่องเที่ยวในฟิจิและสหราชอาณาจักร โดยพอร์ตโรงแรมในฟิจิมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยเกือบ 90% ในไตรมาส 2 ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 625 ดอลลาร์ฟิจิ
  • ธุรกิจที่พักอาศัยยังเติบโตตามอุปสงค์เพื่ออยู่อาศัยจริงที่ต่อเนื่องจากไตรมาส 2 เข้าสู่ไตรมาส 3 โดยโครงการ “วัน ริเวอร์ พระราม 3” ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุนระหว่างบริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) และบริษัท วัน เรียลเอสเตท จำกัด สามารถปิดการขายได้เป็นที่เรียบร้อย ปัจจุบันงานก่อสร้างมีความคืบหน้าราว 70% (ข้อมูล ณ สิงหาคม 2569) และคาดว่าจะเริ่มทยอยส่งมอบบางส่วนได้เร็วกว่ากำหนดในช่วงปลายปี 2569 ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการรับรู้รายได้ของธุรกิจที่พักอาศัยในระยะถัดไป

 

ชัยรัตน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของพอร์ตธุรกิจที่มีความหลากหลาย และความสามารถในการสร้างรายได้อย่างสมดุลจากหลายกลุ่มธุรกิจ ในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ควบคู่กับการรักษาวินัยทางการเงิน และเดินหน้ารับรู้รายได้จากโครงการตามแผน เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้น

The post ‘สิงห์ เอสเตท’ แจ้งงบครึ่งแรกปี 69 ขาดทุนลดลงเหลือ 38 ล้านบาท หลังชูแผนกลยุทธ์เน้นสร้าง Recurring Income appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Great Transition: เมื่อความสำเร็จของการส่งต่อธุรกิจครอบครัว ขึ้นอยู่กับโครงสร้างธุรกิจมากกว่าที่คิด https://thestandard.co/family-business-succession-structure/ Tue, 18 Aug 2026 07:06:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1243223 ภาพทีมงานนักธุรกิจกำลังเคลื่อนไหว แสดงถึงการเปลี่ยนผ่าน

ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ธุรกิจครอบครัวไทยจำนวนมากอาจไม่ได […]

The post The Great Transition: เมื่อความสำเร็จของการส่งต่อธุรกิจครอบครัว ขึ้นอยู่กับโครงสร้างธุรกิจมากกว่าที่คิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพทีมงานนักธุรกิจกำลังเคลื่อนไหว แสดงถึงการเปลี่ยนผ่าน

ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ธุรกิจครอบครัวไทยจำนวนมากอาจไม่ได้ล้มเพราะขาดกำไร แต่เพราะ ‘ส่งต่อไม่สำเร็จ’

 

 
 

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ และผลของการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องแรงงานหรือระบบสาธารณสุข แต่กำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญของภาคธุรกิจไทยด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะธุรกิจครอบครัวที่ผู้ก่อตั้งใช้เวลาหลายสิบปีสร้างธุรกิจขึ้นจากกิจการเล็กๆ จนเติบโตเป็นกลุ่มบริษัทที่มีธุรกิจหลากหลาย มีบริษัทในเครือหลายแห่ง และมีพนักงานจำนวนมาก

 

ความท้าทายของการส่งต่อธุรกิจในวันนี้ไม่ได้อยู่ที่การหาผู้สืบทอดเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการทำให้โครงสร้างของธุรกิจรองรับการเปลี่ยนผ่านได้จริง เพราะแม้จะมีผู้สืบทอดที่พร้อมรับช่วงต่อ แต่หากโครงสร้างธุรกิจยังคงพึ่งพาบทบาทของผู้ก่อตั้งเป็นหลัก การส่งต่อก็อาจไม่ราบรื่นอย่างที่คาดหวัง

 

ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับรายงาน KPMG Global Family Business Report 2026 ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ธุรกิจครอบครัวทั่วโลกกำลังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง จากธุรกิจที่ครอบครัวเป็นผู้ขับเคลื่อนการดำเนินงานโดยตรง ไปสู่ธุรกิจที่ครอบครัวยังคงกำหนดวิสัยทัศน์และทิศทางระยะยาว แต่ต้องพึ่งพากลไกการกำกับดูแล คณะกรรมการ และผู้บริหารมืออาชีพมากขึ้น

 

การส่งต่อธุรกิจในบริบทนี้จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนตัวบุคคล แต่คือการทำให้ธุรกิจมีระบบที่พร้อมรองรับการเติบโตและสามารถดำเนินต่อได้อย่างต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่น

 

เมื่อความสำเร็จในอดีต กลายเป็นโจทย์ของวันนี้

 

ธุรกิจจำนวนมากไม่ได้เติบโตจากโครงสร้างที่ถูกออกแบบไว้อย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้น แต่ค่อยๆ ขยายตัวไปตามโอกาสทางธุรกิจ เมื่อมีโอกาสใหม่ก็จัดตั้งบริษัทเพิ่ม เมื่อมีพันธมิตรที่เหมาะสมก็ร่วมลงทุน และเมื่อเห็นช่องทางขยายกิจการก็เข้าซื้อหรือรับโอนธุรกิจเพิ่มเติม

 

เมื่อเวลาผ่านไป โครงสร้างของกลุ่มบริษัทจึงมีความซับซ้อน เช่น บางกลุ่มมีบริษัทในเครือหลายแห่งโดยที่บทบาทของแต่ละบริษัทยังไม่ชัดเจน บางแห่งมีการถือหุ้นหลายชั้นหรือถือหุ้นไขว้กัน ขณะที่ในบางกรณี ทรัพย์สินสำคัญ เช่น ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร เครื่องหมายการค้า หรือสัญญาหลักของธุรกิจ อาจกระจายอยู่ในนิติบุคคลหลายแห่งตามประวัติการเติบโตของกิจการ

 

ปัญหาหรือข้อจำกัดของโครงสร้างเดิมอาจมีอยู่แล้วตั้งแต่ช่วงที่ธุรกิจอยู่ภายใต้การบริหารของผู้ก่อตั้ง แต่ข้อจำกัดเหล่านี้มักยังไม่ส่งผลกระทบอย่างชัดเจน เนื่องจากผู้ก่อตั้งสามารถใช้ประสบการณ์ ความสัมพันธ์ทางธุรกิจ และอำนาจในการตัดสินใจส่วนบุคคลในการประสานงานและแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว เมื่อธุรกิจเริ่มส่งต่อสู่คนรุ่นถัดไป ข้อจำกัดดังกล่าวจึงมีแนวโน้มปรากฏชัดมากขึ้น

 

ทำไมธุรกิจจำนวนมากจึงสะดุดหลังการส่งต่อ

 

ธุรกิจที่สะดุดหลังการส่งต่ออาจเกิดจากโครงสร้างที่ยังไม่พร้อมรองรับการบริหารในรูปแบบใหม่ เช่น อำนาจของกรรมการไม่สอดคล้องกับบทบาทจริง โครงสร้างการถือหุ้นไม่สะท้อนอำนาจควบคุม ทรัพย์สินสำคัญกระจายอยู่ในหลายบริษัท หรือสัญญาหลักยังผูกอยู่กับบุคคลหรือบริษัทบางแห่งโดยไม่มีแผนรองรับที่ชัดเจน

 

เมื่อผู้ก่อตั้งไม่ได้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของการตัดสินใจอีกต่อไป ข้อจำกัดเหล่านี้มักเริ่มส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นความล่าช้าในการตัดสินใจ ความไม่ชัดเจนของบทบาทและความรับผิดชอบระหว่างบริษัทในเครือ หรือความยากลำบากในการระดมทุนและดึงนักลงทุนเข้ามาร่วมธุรกิจ แม้ปัญหาเหล่านี้อาจไม่กระทบต่อธุรกิจในทันที แต่สามารถสะสมและกลายเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโตในระยะยาวได้

 

ประเด็นที่ควรทบทวนก่อนวันส่งต่อธุรกิจ

 

ก่อนวันที่ผู้ก่อตั้งค่อยๆ ลดบทบาทลง หรือธุรกิจเริ่มส่งต่อการบริหารไปสู่คนรุ่นถัดไป ธุรกิจครอบครัวควรทบทวนประเด็นสำคัญซึ่งสามารถส่งผลต่อความต่อเนื่องของธุรกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในประเด็นต่อไปนี้

 

  • อำนาจอนุมัติและการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นขอบเขตอำนาจของผู้บริหาร กรรมการ และผู้ถือหุ้นควรถูกกำหนดให้ชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อผู้ก่อตั้งไม่ได้เป็นผู้ตัดสินใจหลักอีกต่อไป
  • การถือครองทรัพย์สินสำคัญ เช่น ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร เครื่องหมายการค้า หรือสัญญาหลักของธุรกิจ เป็นต้น ควรอยู่ในนิติบุคคลที่เหมาะสมและรองรับการดำเนินงานต่อเนื่องได้
  • โครงสร้างบริษัทในเครือ การมีบริษัทหลายแห่งอาจเพิ่มภาระด้านกฎหมาย ภาษี และการกำกับดูแล หากบทบาทของแต่ละบริษัทไม่ชัดเจนหรือซ้ำซ้อนกัน
  • ธุรกรรมภายในกลุ่ม ตัวอย่างเช่น การให้บริการ การโอนทรัพย์สิน การให้กู้ยืม หรือการใช้ทรัพยากรร่วมกัน ควรมีเอกสาร เงื่อนไข และเหตุผลทางธุรกิจรองรับอย่างเหมาะสม

 

หากคำตอบของคำถามเหล่านี้ยังไม่ชัดเจน นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าโครงสร้างเดิมยังไม่พร้อมรองรับการส่งต่อในระยะยาว การปรับโครงสร้างจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงการจัดรูปแบบกลุ่มบริษัทใหม่ แต่เป็นการออกแบบกลไกให้โครงสร้างการบริหาร การถือครองทรัพย์สิน และธุรกรรมภายในกลุ่มสอดคล้องกันมากขึ้น

 

ในทางปฏิบัติการปรับโครงสร้างจึงควรครอบคลุมตั้งแต่การจัดตั้ง holding company การรวมธุรกิจที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน การโอนธุรกิจภายในกลุ่ม การจัดระเบียบทรัพย์สินสำคัญ ไปจนถึงการกำหนดบทบาท หน้าที่ และอำนาจการตัดสินใจของผู้เกี่ยวข้องให้ชัดเจนขึ้น หัวใจของการปรับโครงสร้างจึงไม่ใช่เพียงการจัดรูปแบบกลุ่มบริษัทใหม่ แต่คือการวางกลไกให้ธุรกิจดำเนินงานได้ต่อเนื่อง มีความชัดเจนในการบริหารและการตัดสินใจ และพร้อมรองรับการเติบโตในระยะยาว

 

บทสรุป

 

สำหรับธุรกิจครอบครัวไทยจำนวนมาก ความท้าทายของการส่งต่อจึงไม่ใช่เพียงการหาผู้สืบทอดที่เหมาะสม แต่คือการทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อได้ แม้ผู้ก่อตั้งจะค่อย ๆ ลดบทบาทลงและไม่ได้เป็นศูนย์กลางของการตัดสินใจอีกต่อไป การปรับโครงสร้างที่เหมาะสมจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของกฎหมายหรือการจัดโครงสร้างองค์กร แต่เป็นการวางรากฐานให้ธุรกิจสามารถเติบโตและส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างมั่นคง

 

ในบริบทเช่นนี้ การปรับโครงสร้างกลุ่มบริษัทไม่ใช่เพียงทางเลือกเชิงธุรกิจ แต่เป็นกลไกสำคัญในการรองรับการส่งต่อธุรกิจอย่างเป็นระบบ ช่วยลดความซับซ้อนและความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อความต่อเนื่องของกิจการ พร้อมทั้งวางรากฐานเพื่อความยั่งยืนและการเติบโตในระยะยาว

 

เพราะท้ายที่สุดแล้ว การส่งต่อที่สำเร็จไม่ได้วัดจากวันที่มีการส่งไม้ต่ออย่างเป็นทางการ แต่วัดจากวันที่ธุรกิจสามารถเดินต่อไปได้ แม้ผู้ก่อตั้งหรือผู้นำธุรกิจรุ่นเดิมจะไม่ได้เป็นผู้ขับเคลื่อนหลักขององค์กรอีกต่อไป

 

ภาพ: Shutterstock.AI

The post The Great Transition: เมื่อความสำเร็จของการส่งต่อธุรกิจครอบครัว ขึ้นอยู่กับโครงสร้างธุรกิจมากกว่าที่คิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดประวัติ ‘ฉันทานนท์ วรรณเขจร’ ปลัดพลังงานคนใหม่ จากสายเกษตร สู่ภารกิจเผือกร้อน ความมั่นคงพลังงาน-ค่าไฟ-Data Center https://thestandard.co/chantanon-wannakejohn-energy-secretary-mission/ Tue, 18 Aug 2026 06:12:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1243195 ภาพบุคคล ฉันทนนท์ วรรณเขจร ปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง ‘ฉันทา […]

The post เปิดประวัติ ‘ฉันทานนท์ วรรณเขจร’ ปลัดพลังงานคนใหม่ จากสายเกษตร สู่ภารกิจเผือกร้อน ความมั่นคงพลังงาน-ค่าไฟ-Data Center appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบุคคล ฉันทนนท์ วรรณเขจร ปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง ‘ฉันทานนท์ วรรณเขจร’ ปลัดพลังงานคนใหม่ จากสายเกษตร สู่ภารกิจเผือกร้อน ความมั่นคงพลังงาน-ค่าไฟ-Data Center

 

 
 

จากเดิมที่ชื่อของ ‘ณัฐพล รังสิตพล’ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ถูกจับตาเป็นตัวเต็งข้ามห้วยไปนั่งปลัดกระทรวงพลังงาน

 

ล่าสุดเก้าอี้ดังกล่าวกลับเป็นของ ฉันทานนท์ วรรณเขจร หลัง ครม. มีมติเห็นชอบแต่งตั้งเป็นปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ แทน ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2569

 

ก่อนหน้านี้ กระแสการโยกย้ายปลัด 2 กระทรวงสำคัญอย่าง อุตสาหกรรม-พลังงาน ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะชื่อของ ณัฐพล รังสิตพล ที่มีรายงานว่าเตรียมย้ายจากกระทรวงอุตสาหกรรมไปนั่งปลัดกระทรวงพลังงาน หลังดำรงตำแหน่งปลัดอุตสาหกรรมครบ 4 ปีในวันที่ 30 กันยายนนี้ และยังเหลืออายุราชการอีก 4 ปี

 

แต่การแต่งตั้งกลับพลิกโผในช่วงโค้งสุดท้าย ก่อนที่ชื่อของ ฉันทานนท์ วรรณเขจร จะถูกเสนอขึ้นมาแทน และ ครม. มีมติไฟเขียวในวันนี้ (18 สิงหาคม 2569) ส่งผลให้ฉันทานนท์ก้าวขึ้นเป็นปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ ขณะที่ตำแหน่งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมยังต้องจับตาต่อไป โดยล่าสุดยังไม่มีการแต่งตั้ง

 

สำหรับ ฉันทานนท์ วรรณเขจร ถือเป็นผู้บริหารระดับสูงที่มีประสบการณ์ข้ามกระทรวง โดยเติบโตมาจากสายงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) และผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก่อนขยับมารับตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และล่าสุดได้รับความเห็นชอบให้ขึ้นเป็น ปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่

 

ประวัติส่วนตัวและประวัติการศึกษา

 

ฉันทานนท์ วรรณเขจร อายุ : 55 ปี

 

การศึกษา ระดับปริญญาโท: สาขาบริหารธุรกิจ (Master of Business Administration), University of New Hampshire, ประเทศสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2539 – 2540)

 

  • ประกาศนียบัตร: หลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับการบริหารธุรกิจ, University of Wisconsin-Madison, ประเทศสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2538 – 2539)
  • ปริญญาตรี: บัญชีบัณฑิต (สาขาบัญชี), มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (พ.ศ. 2532 – 2536)

 

ประวัติการอบรมผู้บริหารระดับสูง

 

  • หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 65/2566 วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร
  • หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) รุ่นที่ 36
  • หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านวิทยาการพลังงาน (วพน.) รุ่นที่ 20/2567 สถาบันวิทยาการพลังงาน
  • หลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล รุ่นที่ 4/2564 สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล
  • หลักสูตร Net Zero CEO Leadership Program รุ่นที่ 1

 

ประวัติการทำงานที่สำคัญ ฉันทานนท์เติบโตในสายงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก่อนจะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงข้ามกระทรวง

 

โดยมีประวัติการทำงาน ดังนี้

 

  • พ.ศ. 2569: ปลัดกระทรวงพลังงาน / ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง ระดับ 11)
  • พ.ศ. 2563 – 2568: เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) และโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • พ.ศ. 2562 – 2563: ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • พ.ศ. 2560 – 2562: รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
  • พ.ศ. 2558 – 2560: ผู้อำนวยการสำนักการเกษตรต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • อดีต: อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการเกษตร) ประจำกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
  • พ.ศ. 2543 – 2545: นักวิเคราะห์นโยบายและแผน ส่วนนโยบายเศรษฐกิจการเกษตรระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
  • การดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการ (บอร์ด) องค์กรต่างๆ
  • ประธานกรรมการ การประปานครหลวง (กปน.)
  • กรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
  • กรรมการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank)
  • กรรมการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.)
  • กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐกิจและการตลาด สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส.

 

เปิดภารกิจสำคัญปลัดพลังงาน

 

  • ความมั่นคงทางพลังงาน – ดูแลการจัดหาและสำรองน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และเชื้อเพลิง ให้เพียงพอท่ามกลางความเสี่ยงจากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของตลาดโลก
  • ค่าไฟและต้นทุนพลังงาน – เดินหน้าลดภาระค่าไฟประชาชนและภาคธุรกิจ พร้อมบริหารโครงสร้างต้นทุนไฟฟ้าให้มีความสมดุล
  • PDP ฉบับใหม่ – ขับเคลื่อนแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาวของประเทศ ให้รองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ Data Center และ AI
  • เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด – เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน รองรับเป้าหมาย Net Zero และการลดการปล่อยคาร์บอน
  • เปิดทางลงทุนพลังงานยุคใหม่ – ทั้ง Solar, Wind, Battery Storage, Hydrogen, SAF รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัล
  • บริหารก๊าซธรรมชาติและ LNG – วางสมดุลระหว่างความมั่นคงของระบบกับต้นทุน โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยต้องพึ่งพาการนำเข้า LNG มากขึ้น
  • รับมือภาคอุตสาหกรรมยุค Data Center – ความต้องการไฟฟ้าก้อนใหญ่จาก Cloud, AI และ Data Center จะเป็นโจทย์สำคัญของระบบไฟฟ้าไทย
  • ปฏิรูประบบไฟฟ้า – เดินหน้าประเด็น Direct PPA, การจัดสรรโครงข่าย และการบริหาร Capacity ของระบบส่งให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจสูงสุด

The post เปิดประวัติ ‘ฉันทานนท์ วรรณเขจร’ ปลัดพลังงานคนใหม่ จากสายเกษตร สู่ภารกิจเผือกร้อน ความมั่นคงพลังงาน-ค่าไฟ-Data Center appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Yen Odyssey: มหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยน (ตอน 1) https://thestandard.co/yen-odyssey-intervention-history/ Tue, 18 Aug 2026 06:10:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1243191 ภาพสัญลักษณ์เงินเยนสีทองลอยอยู่กลางมหาสมุทรที่ปั่นป่วน

มหากาพย์ Odyssey ของโฮเมอร์ โอดิสซิอุสใช้เวลาสิบปีกว่าจ […]

The post The Yen Odyssey: มหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยน (ตอน 1) appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสัญลักษณ์เงินเยนสีทองลอยอยู่กลางมหาสมุทรที่ปั่นป่วน

มหากาพย์ Odyssey ของโฮเมอร์ โอดิสซิอุสใช้เวลาสิบปีกว่าจะเดินทางกลับบ้าน ไม่ใช่เพราะไม่รู้ทาง แต่เพราะทุกครั้งที่ใกล้ถึงเป้าหมาย ก็มีเหตุที่ทำให้ต้องเปลี่ยนทิศอยู่เสมอ

 

เงินเยนญี่ปุ่นก็ไม่ต่างกัน สัปดาห์ที่ผ่านมาทางการญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ร่วมกันแทรกแซงค่าเงินเยนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ทั้งสองประเทศต้องการให้เงินเยนแข็งค่า สวนทางกับการอ่อนค่าต่อเนื่องมากว่าสามทศวรรษ

 

เงินเยนกำลังจะไปทางไหน ควรแข็งหรืออ่อน นักลงทุนต้องรู้ให้ทันทิศทางการเดินทางและจุดหมายทั้งในอดีตและปัจจุบัน เพื่อประเมินโอกาสและความเสี่ยงของโลกการเงินในอนาคต

 

จุดเริ่มต้นการเดินทางของเงินเยนคือนโยบายอ่อนค่า 360 เยนต่อดอลลาร์ในปี 1949

 

เงินเยนตั้งต้นบนจุดที่อ่อนค่าผิดปรกติจากนโยบาย Dodge Line ของสหรัฐฯ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นความตั้งใจเพื่อช่วยให้ญี่ปุ่นมีแต้มต่อด้านการส่งออก รัฐบาลและธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผูกค่าเงินไว้กว่า 22 ปี เป็นนโยบายที่ประสบความสำเร็จมาก เศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโตเฉลี่ยปีละกว่า 9% กลายเป็นเศรษฐกิจอันดับสองของโลกภายในสองทศวรรษ

 

จุดเปลี่ยนช่วงแรกมาจากฝั่งสหรัฐฯ เมื่อประธานาธิบดี Nixon ประกาศเลิกผูกดอลลาร์กับทองคำในปี 1971

 

ทุกสกุลเงินหลักเข้าสู่ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว และเยนเดินทางสู่เส้นทางแข็งค่าเป็นครั้งแรก

 

เมื่อเข้าสู่ต้นทศวรรษ 1980 Paul Volcker ประธาน Fed ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ทำให้เยนหยุดการแข็งค่าไว้ที่กรอบ 200-250 เยน แต่ระดับนี้ยังสนับสนุนเศรษฐกิจญี่ปุ่นได้ดี สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับญี่ปุ่นต่อเนื่อง จนแรงกดดันทางการเมืองก่อตัวขึ้น

 

จุดเปลี่ยนที่สองเกิดขึ้นปี 1985 เมื่อรัฐมนตรีคลังห้าประเทศใหญ่ทำข้อตกลง Plaza Accord

 

กลุ่ม G5 นัดพบกันที่โรงแรม Plaza ในนิวยอร์ก แทรกแซงตลาดกดดอลลาร์ให้อ่อนลง เงินเยนแข็งค่าไปสู่กรอบ 150-160 เยนตั้งแต่ 12 เดือนแรก และแข็งต่อไปแตะ 120 เยนในปี 1987

 

ฝั่งญี่ปุ่นเมื่อเจอค่าเงินแข็งเร็ว BOJ ตอบสนองด้วยการลดดอกเบี้ยลงเหลือ 2% เพื่อชะลอปัญหา แต่ภาวะดอกเบี้ยต่ำกลายเป็นจุดเริ่มต้นของฟองสบู่ตลาดหุ้น และอสังหาริมทรัพย์ในประเทศ

 

ความผันผวนเกิดขึ้นอีกครั้งปี 1989 เมื่อ BOJ ขึ้นดอกเบี้ยไปที่ระดับ 6% ภายในปีเดียวเพื่อสยบฟองสบู่

 

ตลาดหุ้นร่วงหนัก อสังหาฯ ปรับฐาน หนี้เสียพุ่ง เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะเงินฝืดพร้อมความซบเซา แต่แทนที่เยนจะอ่อนจากปัญหาเศรษฐกิจญี่ปุ่นเอง กลับเป็นวิกฤตละตินอเมริกาช่วงปี 1994-1995 ที่ลามมาถึงสหรัฐฯ ทำให้ Fed ต้องลดดอกเบี้ยรับมือ ดอลลาร์อ่อน เยนแข็งไปแตะ 79 เยน/ดอลลาร์ นำไปสู่การแทรกแซงจากกลุ่ม G7 พร้อมกับ BOJ ลดดอกเบี้ยเหลือ 0.5%

 

แม้ดอลลาร์/เยนจะอ่อนกลับไปกรอบ 100-125 แต่ญี่ปุ่นก็กลายเป็นประเทศใหญ่แรกที่ใช้ดอกเบี้ยต่ำใกล้ 0% เป็นจุดกำเนิดของยุคกู้เยนไปลงทุนต่างประเทศ (Yen Carry Trade) ที่อยู่กับโลกการเงินมาถึงปัจจุบัน

 

เรื่องราวดูเหมือนจะจบ แต่วิกฤตค่าเงินเอเชียปี 1997 ทำให้เยนอ่อนทะลุ 147 เยน/ดอลลาร์

 

สหรัฐฯ และญี่ปุ่นต้องร่วมมือแทรกแซง แม้สำเร็จช่วงแรก แต่เมื่อวิกฤตลุกลาม นักลงทุนทั่วโลกปิดสถานะ carry trade พร้อมกัน ส่งผลให้เงินเยนเข้าโหมดแข็งค่าเกินไปอีก จนปี 2001 BOJ คิดค้นการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) เป็นประเทศแรกของโลก ทำให้เยนอ่อนกลับขึ้นไปในกรอบ 105-135 เยน

 

จุดเปลี่ยนอีกครั้งเกิดจากวิกฤตการเงินโลกและสึนามิ เมื่อเยนเริ่มมีสถานะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยของโลก

 

ปี 2008 ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับฐาน Fed ลดดอกเบี้ยและทำ QE ทำให้เยนแข็งจาก 110 ลงไป 80 เยน ซ้ำเติมด้วยสึนามิปี 2011 เยนแข็งลงไปถึง 75 เยน/ดอลลาร์ จนกลุ่ม G7 ต้องแทรกแซงขายเยนอีกครั้ง นี่คือจุดที่ญี่ปุ่นตัดสินใจว่าจะไม่ยอมให้เยนแข็งค่าแบบนี้อีก

 

การเปลี่ยนเส้นทางสะท้อนชัดบน Abenomics ด้วยนโยบายศรสามดอก

 

ปี 2012 BOJ เริ่ม QE อัดฉีดสภาพคล่อง ตามด้วยดอกเบี้ยติดลบปี 2016 และควบคุมยีลด์ใกล้ศูนย์ (YCC) เยนเดินทางจาก 76 ไปสู่ 125 เยน/ดอลลาร์ ภายในสามปี เงินเฟ้อกลับมา ตลาดหุ้นขึ้น กำไรบริษัททำจุดสูงสุดใหม่ ทุกอย่างดีจนไม่มีเหตุผลที่จะหยุดการอ่อนค่าของเยน

 

จุดหักหัวเรือสุดท้ายคือปัจจุบัน ช่วงปี 2022-2026 Fed ขึ้นดอกเบี้ยเร็ว แต่ญี่ปุ่นตรึงดอกเบี้ยศูนย์ กว่าจะเริ่มขึ้นก็ช้าเกินไป จนเยนอ่อนไปถึง 164

 

ครั้งนี้ทางการญี่ปุ่นมองต่างจากเดิม เพราะเงินเฟ้อสูงเกินเป้าหมาย ยีลด์ระยะยาวปรับตัวขึ้น ฐานะการคลังถูกตั้งคำถาม และคู่แข่งอย่างจีนกับกระแสกีดกันการค้าทำให้โอกาสส่งออกไม่ดีเหมือนเก่า

 

มาถึงตรงนี้ ผมเชื่อว่านักลงทุนหลายท่านคงมึนงงกับทิศทางที่เปลี่ยนไปมาของเงินเยนและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก

 

แต่สิ่งที่ทุกคนต้องเห็นเหมือนกันคือ มหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยนกำลังบอกทุกอย่างเกี่ยวกับตลาดทุน และใครที่วิเคราะห์ทิศทางเงินเยนได้ถูก จะเห็นโอกาสการลงทุนที่สำคัญในอนาคตแน่นอน

 

เรือของโอดิสซิอุสกำลังเข้าใกล้ฝั่งอิธากาอีกครั้ง แต่จะถึงจริงหรือไม่ ต้องดูว่าลมที่พัดอยู่ตอนนี้เป็นลมส่งหรือลมหลอก แล้วมาคุยกันต่อในตอนหน้าครับ

 

ภาพสัญลักษณ์เงินเยนสีทองลอยอยู่กลางมหาสมุทรที่ปั่นป่วน 1

 

ภาพ: Dragon Claws / Shutterstock

The post The Yen Odyssey: มหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยน (ตอน 1) appeared first on THE STANDARD.

]]>
GMM MUSIC จับมือ MOD ตั้งกิจการร่วมค้า เปิดแบรนด์ ‘ม่วนรังสิต เฟสติวัล’ จับวัยรุ่นย่านรังสิต ปลายปี 2569 https://thestandard.co/gmm-music-mod-muan-rangsit-festival/ Tue, 18 Aug 2026 05:31:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1243153 ภาพผู้บริหาร GMM MUSIC และ MOD พร้อมโลโก้ ‘ม่วนรังสิต เฟสติวัล’

GMM MUSIC ผนึกกำลัง MOD (Monday On December) จัดตั้งกิจ […]

The post GMM MUSIC จับมือ MOD ตั้งกิจการร่วมค้า เปิดแบรนด์ ‘ม่วนรังสิต เฟสติวัล’ จับวัยรุ่นย่านรังสิต ปลายปี 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บริหาร GMM MUSIC และ MOD พร้อมโลโก้ ‘ม่วนรังสิต เฟสติวัล’

GMM MUSIC ผนึกกำลัง MOD (Monday On December) จัดตั้งกิจการร่วมค้า ‘ม่วนไม่จำกัด’ เตรียมเปิดตัวมิวสิกเฟสติวัลแบรนด์ใหม่ ‘ม่วนรังสิต เฟสติวัล’ ประเดิมจับวัยรุ่นย่านรังสิต ปลายปี 2569

 

ภาวิต จิตรกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า พฤติกรรมผู้ชมมิวสิกเฟสติวัลในปัจจุบันให้ความสำคัญกับคอนเซปต์ที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน โดยเฉพาะงานที่เน้นความสนุกและการมีส่วนร่วมของผู้ชม เช่น เพลงลูกทุ่งสามช่า หรือเพลงร็อก กำลังเป็นที่นิยมและมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

 

ด้วยแนวโน้มดังกล่าว GMM SHOW จึงมองเห็นโอกาสในการขยายธุรกิจสู่เซกเมนต์ใหม่ และเลือกลงทุนในย่านรังสิต จังหวัดปทุมธานี ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งใหม่ที่รวมกลุ่มคนรุ่นใหม่ ทั้งนักศึกษาและวัยทำงาน อีกทั้งยังมีระบบคมนาคมที่สะดวก และรองรับผู้เข้าร่วมงานได้ในระดับหลายหมื่นคน

 

สำหรับการจัดงานครั้งนี้ GMM SHOW ร่วมมือกับ MOD (บริษัท มันเดย์ ออน ดีเซมเบอร์ จำกัด) ซึ่งเคยมีบทบาทสำคัญในการออกแบบเวทีคอนเสิร์ตและสร้างสรรค์งาน รังสิตสาด มาแล้ว โดยความร่วมมือครั้งนี้จะนำจุดแข็งด้านการบริหารจัดการของ GMM SHOW มาผสานกับความคิดสร้างสรรค์ของ MOD เพื่อผลักดัน ‘ม่วนรังสิต เฟสติวัล’ ให้เป็นพื้นที่เปิดประสบการณ์ใหม่ทุกมิติ ทั้งด้านไลน์อัปศิลปิน โปรดักชันเวที และมาตรฐานการจัดงานระดับมืออาชีพ

 

ด้าน พัสกร วุฒิวิญญูชน ผู้ก่อตั้งบริษัท มันเดย์ ออน ดีเซมเบอร์ จำกัด กล่าวว่า ความม่วน คือ DNA ของคนไทยที่ไม่ว่าจะเป็นดนตรีแนวใด ก็สามารถร่วมสนุกไปด้วยกันได้ งานนี้จึงต้องการถ่ายทอดเสน่ห์ความสนุกแบบไทยในมุมใหม่ ผ่านศิลปะ แสง สี และงานดีไซน์ เพื่อสร้างประสบการณ์มิวสิกเฟสติวัลรูปแบบใหม่ให้กับอุตสาหกรรม

 

ทั้งนี้ ในโปรเจกต์ดังกล่าว GMM MUSIC จะดูแลด้านศิลปินและคอนเทนต์ ขณะที่ GMM SHOW รับผิดชอบการบริหารการผลิตอีเวนต์ขนาดใหญ่ ส่วน MOD จะดูแลด้าน Creative Direction, การออกแบบเวที, งานวิชวล, งานศิลป์ และบรรยากาศภายในงานทั้งหมด

 

The post GMM MUSIC จับมือ MOD ตั้งกิจการร่วมค้า เปิดแบรนด์ ‘ม่วนรังสิต เฟสติวัล’ จับวัยรุ่นย่านรังสิต ปลายปี 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก ‘WHA ESIE 5’ ระยอง หลังพบหลักฐาน ‘ระเบิดหิน’ วราวุธจี้สอบ 3 วัน ผิดกฎหมายเอาผิดทันที https://thestandard.co/wha-esie5-rayong-rock-blast-probe/ Tue, 18 Aug 2026 05:26:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1243149 วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

วราวุธ สั่ง กนอ.ระงับปรับพื้นที่ใน WHA ESIE 5 หลังพบหลั […]

The post รู้จัก ‘WHA ESIE 5’ ระยอง หลังพบหลักฐาน ‘ระเบิดหิน’ วราวุธจี้สอบ 3 วัน ผิดกฎหมายเอาผิดทันที appeared first on THE STANDARD.

]]>
วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

วราวุธ สั่ง กนอ.ระงับปรับพื้นที่ใน WHA ESIE 5 หลังพบหลักฐานบ่งชี้มีการระเบิดหิน จี้พิสูจน์ข้อเท็จจริงรายงานใน 3 วัน กำชับ หากพบผิดกฎหมายต้องดำเนินคดีเด็ดขาดทันที

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

วันที่ 18 สิงหาคม 2569 วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบเหตุเสียงดังคล้ายระเบิดและแรงสั่นสะเทือนใน 4 อำเภอของจังหวัดระยอง เหตุเกิดเมื่อวันที่ 13 ส.ค.ที่ผ่านมา จนสร้างความตกใจให้เกิดกับพี่น้องประชาชนอย่างมาก ว่า ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ส.ค.2569 คณะทำงานการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ร่วมกับสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.เขตชลบุรี) สส.ในพื้นที่ ผู้แทนฝ่ายปกครองท้องถิ่น ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุภายในโครงการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 5 (WHA ESIE 5) อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง

 

โดยมีฝ่ายปกครองอำเภอบ้านค่าย ผู้แทนราษฎรในพื้นที่ ตัวแทนนิคมฯ WHA และบริษัท บ้านค่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีต จำกัด ซึ่งเป็นผู้รับเหมาร่วมตรวจสอบด้วบ เบื้องต้นพบว่าบริเวณดังกล่าวอยู่ระหว่างการปรับพื้นที่ และพบร่องรอยและหลักฐานที่บ่งชี้ว่ามีการทำลายหินด้วยวิธีการระเบิด

 

ทำให้ กนอ.ต้องเร่งนำหลักฐานทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์โดยหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญ เพื่อยืนยันว่าเกิดอะไรขึ้นและการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่

 

“ขณะนี้ได้กำชับ กนอ. สั่งระงับการปรับพื้นที่บริเวณที่มีหินทั้งหมดในโครงการทันที พร้อมห้ามบุคคลภายนอกเข้าไปในพื้นที่ เพื่อรักษาสภาพจุดเกิดเหตุและป้องกันการทำลายหรือเคลื่อนย้ายหลักฐาน พร้อมสั่งการให้เร่งตรวจสอบให้ได้ข้อเท็จจริงโดยเร็ว”

 

หากผลตรวจสอบพบว่ามีการฝ่าฝืน จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดทันที โดยไม่มีการละเว้น พร้อมทั้งให้เร่งประเมินพื้นที่และความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น เพื่อกำหนดมาตรการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยเร็วที่สุด

 

นอกจากนี้ กนอ.ได้ออกหนังสือถึงผู้พัฒนานิคมฯ ให้ชี้แจงข้อเท็จจริงภายใน 3 วันทำการ ครอบคลุมทั้งกระบวนการดำเนินงานหน้างาน มาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตามรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) รวมถึงใบอนุญาตและการดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

 

วราวุธ กล่าวว่าขั้นตอนต่อไป กนอ.จะตรวจสอบพยานหลักฐานอย่างละเอียด พร้อมเรียกตรวจสอบรายงานประจำวัน (Daily Reports) เพื่อนำข้อมูลพิกัดและลำดับการทำงานมาเทียบเคียงกับสภาพพื้นที่จริง รวมถึงประสานหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจพิสูจน์ เพื่อหาข้อสรุปที่ชัดเจน

 

โดยก่อนหน้านี้ ผู้แทนนิคมฯ และผู้รับเหมายืนยันว่า การเปิดหน้าดินและสกัดหินดำเนินการตามกรอบ EIA และใช้รถหัวเจาะ (Breaker) เท่านั้น

 

โดยไม่มีการใช้วัตถุระเบิด ดังนั้น การพบร่องรอยล่าสุดจึงเป็นประเด็นที่ กนอ.ต้องพิสูจน์ให้ชัดเจนว่าเกิดจากกระบวนการใด ใครเป็นผู้ดำเนินการ และมีการขออนุญาตถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

 

รู้จัก WHA ESIE 5

 

สำหรับความโดดเด่นของโครงการ WHA ESIE 5 ทั้งในด้านทำเลที่ตั้งยุทธศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐานที่ครบวงจร และแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน สามารถดึงดูดบริษัทชั้นนำจากหลากหลายอุตสาหกรรมมากมาย

 

โดยล่าสุด ไฮเออร์ สมาร์ทโฮม (Haier Smart Home) ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและโซลูชันสมาร์ทโฮมระดับโลก ได้เลือก WHA ESIE 5 เป็นที่ตั้งของ ฐานการผลิตเครื่องปรับอากาศอัจฉริยะ (AI Intelligent Manufacturing Base) แห่งที่ 3 ในประเทศไทย

 

ถือเป็นโรงงาน AI Intelligent Factory สำหรับการผลิตเครื่องปรับอากาศส่วนกลางแห่งแรกของโลก และใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สะท้อนความเชื่อมั่นในโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกของ WHA และศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์ของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุค Data Center และ AI Economy

The post รู้จัก ‘WHA ESIE 5’ ระยอง หลังพบหลักฐาน ‘ระเบิดหิน’ วราวุธจี้สอบ 3 วัน ผิดกฎหมายเอาผิดทันที appeared first on THE STANDARD.

]]>
MCOT รับมือสื่อทีวีขาลง เดินแผนปลดล็อกที่ดิน 3 ผืน ประเดิม รัชดา-พระราม 9 มูลค่า 9,000 ล้าน เดินหน้าเปิดประมูลปล่อยเช่า สัญญาเช่ายาว 30 ปี พร้อมจับมือพาร์ตเนอร์ รุกตลาด ‘ซีรีส์ AI’ https://thestandard.co/mcot-land-ratchada-rama9-ai-series/ Tue, 18 Aug 2026 05:24:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1243145 ภาพมุมสูงที่ดินเปล่า 50 ไร่ ย่านรัชดา-พระราม 9 ของ อสมท

ท่ามกลางมรสุมลูกใหญ่ของอุตสาหกรรมสื่อแบบดั้งเดิม (Tradi […]

The post MCOT รับมือสื่อทีวีขาลง เดินแผนปลดล็อกที่ดิน 3 ผืน ประเดิม รัชดา-พระราม 9 มูลค่า 9,000 ล้าน เดินหน้าเปิดประมูลปล่อยเช่า สัญญาเช่ายาว 30 ปี พร้อมจับมือพาร์ตเนอร์ รุกตลาด ‘ซีรีส์ AI’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงที่ดินเปล่า 50 ไร่ ย่านรัชดา-พระราม 9 ของ อสมท

ท่ามกลางมรสุมลูกใหญ่ของอุตสาหกรรมสื่อแบบดั้งเดิม (Traditional Media) โดยเฉพาะทีวรที่กำลังเผชิญหน้ากับภาวะการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) หรือ MCOT ในฐานะรัฐวิสาหกิจด้านสื่อสารมวลชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ก็มีความจำเป็นต้องปรับตัว โดยประกาศ ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ‘MCOT Next’

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

ดร. ญาดา กาศยปนันทน์ กรรมการ รักษาการในตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ อสมท ต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการพึ่งพาเม็ดเงินโฆษณาทางทีวีที่หดตัวลง ไปสู่การสร้างกลไกขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ (New Growth Engine) ด้วยการบริหารทรัพย์สินและรุกคืบสู่โลกดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

 

โดยแผนหนึ่งในการปรับโครงสร้างธุรกิจของ อสมท ในสร้างรายได้และกระแสเงินสดแหล่งใหม่ คือการบริหารที่ดินทำเลทองผืนใหญ่ที่สุดที่ยังหลงเหลืออยู่ใจกลางย่านธุรกิจอย่าง ย่านรัชดา-พระราม 9 เนื้อที่รวมกว่า 50 ไร่ ซึ่งมีราคาประเมินพุ่งสูงถึงตารางวาละกว่า 400,000 บาท คิดเป็นมูลค่าสินทรัพย์รวมกว่า 9,000 ล้านบาท

 

โดนที่ดินผืนนี้มีถือว่ามีทำเลที่มีศักยภาพที่สูง ดังนี้

 

  • ทิศเหนือ ติดศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยและกระทรวงวัฒนธรรม
  • ทิศใต้ ติดถนนเทียมร่วมมิตร
  • ทิศตะวันออก ติดลำชวดกระทุ่มโพง
  • ทิศตะวันตก ติดที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟม.) และศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน

 

โดยมีทำเลตั้งอยู่ติดกับสถานี Interchange ร่วมของรถไฟฟ้าถึง 2 สาย ได้แก่ สายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ – ศูนย์วัฒนธรรม – มีนบุรี ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการรถไฟฟ้าชุดแรกในช่วงกลางปี 2570 และ สายสีน้ำเงิน ช่วงบางซื่อ – ท่าพระ และหัวลำโพง – บางแค โดยโครงการจะถูกออกแบบให้เชื่อมต่อตรงกับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินแบบไร้รอยต่อ (Seamless Integration) เพื่อดึงดูดปริมาณผู้ใช้บริการ และเพิ่มมูลค่าการพัฒนาเชิงพาณิชย์สูงสุด

 

นอกจากนี้ อสมท ยังได้ขจัดข้อกังวลของนักลงทุนเรื่องทางเข้า-ออก โดยเปิดเผยว่าได้ ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับ รฟม. เพื่อขอสิทธิ์ใช้ที่ดินของ รฟม. เป็นทางเข้า-ออกสู่ทางสาธารณะจำนวน 2 ช่องทาง ขนาดความกว้างช่องทางละ 20 เมตร พร้อมทั้งมีสิทธิ์ทางเข้า-ออกภาระจำยอมฝั่งกระทรวงวัฒนธรรมที่จะถูกส่งต่อสิทธิ์นี้ให้แก่ผู้ชนะการประมูล

 

ขณะที่ข้อจำกัดด้านผังเมือง อสมท ได้รับการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า พื้นที่รอบข้างได้ปรับเป็นผังสีแดงทั้งหมดแล้ว และที่ดิน 50 ไร่นี้ กำลังอยู่ในขั้นตอนร่วมกับกรุงเทพมหานครในการปรับเปลี่ยนผังเมืองจากสีน้ำตาลแดงเป็น ‘ผังสีแดง’ (พื้นที่พาณิชยกรรม) ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในปีหน้า ส่งผลให้นักลงทุนสามารถพัฒนาโครงการในรูปแบบมิกซ์ยูส (Mixed-Use) ขนาดใหญ่ ทั้งอาคารสูง อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า หรือโรงแรมระดับชั้นนำได้อย่างเต็มศักยภาพ

 

ภาพมุมสูงที่ดินเปล่า 50 ไร่ ย่านรัชดา-พระราม 9 ของ อสมท 1

ที่ดินเปล่าพื้นที่ 50 ไร่ ย่านรัชดา – พระราม 9 มูลค่า 9,000 ล้านบาท ของ อสมท

 

กางไทม์ไลน์ประมูลเช่า 30 ปี เผยแผนสำรอง ‘เช่าระยะสั้น’ สร้าง Cash Flow

 

อสมท ได้เริ่มเปิดขายซองเอกสารประกวดราคา (TOR) สำหรับการเช่าที่ดินระยะยาว 30 ปี ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมีกำหนดปิดจำหน่ายซองในวันที่ 26 สิงหาคม 2569 สำหรับขั้นตอนถัดไปในไทม์ไลน์ประมูลมีดังนี้

 

  • 2 กันยายน 2569 เชิญผู้ซื้อซองประมูลร่วมประชุมเพื่อชี้แจงรายละเอียดและตอบข้อซักถามเชิงเทคนิคและกฎหมายร่วมกับที่ปรึกษา
  • พฤศจิกายน 2569 กำหนดยื่นข้อเสนอโครงการอย่างเป็นทางการ
  • พฤษภาคม 2570 คาดว่าจะสามารถประกาศรายชื่อกลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์ระดับบิ๊กเนม (Developer) ของไทยที่ชนะการประมูล

 

สำหรับผลตอบแทนที่ อสมท จะได้รับตลอดระยะเวลาสัญญา 30 ปี ได้รับการออกแบบโครงสร้างรายได้ออกเป็น 3 ส่วนหลัก ประกอบด้วย เงินกินเปล่า (Upfront Payment), ค่าเช่ารายปี (โดยกำหนดให้มีช่วงเวลายกเว้นค่าเช่าเพื่อก่อสร้างหรือ Grace Period ในช่วง 3 ปีแรก และปรับขึ้นค่าเช่า 10% ทุกๆ 3 ปีตามสูตรคำนวณ), และส่วนแบ่งรายได้จากโครงการ (Revenue Sharing)

 

อย่างไรก็ดี ดร. ญาดา ประเมินสถานการณ์อย่างรัดกุมท่ามกลางทิศทางธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงอยู่ในช่วงชะลอตัว โดยจัดเตรียม แผนสอง คือ การปล่อยเช่าระยะสั้น”เพื่อพยุงสภาพคล่องในกรณีที่การประมูลระยะยาวไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ปัจจุบันที่ดินผืนนี้พร้อมใช้งานทันทีเนื่องจากผู้เช่าระยะสั้นรายล่าสุดได้ดำเนินการปรับและปรับถมพื้นที่ให้เรียบร้อยแล้ว

 

ที่ผ่านมาที่ดินแปลงนี้ได้รับความสนใจเช่าใช้ชั่วคราวอย่างต่อเนื่อง เช่น การจัดเทศกาลดนตรีระดับโลก เช่น งาน S2O ช่วงสงกรานต์ และพื้นที่ถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ ซึ่ง อสมท ประเมินว่า หากจัดตั้งทีมขาย (Sales Team) เพื่อทำการตลาดปล่อยเช่าระยะสั้นอย่างจริงจังตลอดทั้งปี จะสามารถสร้างรายได้หมุนเวียนไหลกลับเข้าสู่องค์กรได้มากกว่า 100 ล้านบาทต่อปี

 

เดินหน้าลุยแลนด์แบงก์อีก 2 แปลง ‘หนองแขม-บางใหญ่’ ภายในสิ้นปีนี้

 

นอกเหนือจากแปลงรัชดาฯ แล้ว อสมท ยังเตรียมปลดล็อกทรัพย์สินที่ดินแปลงรองอีก 2 แปลงเพื่อสร้างรายได้ต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะเสนออนุมัติและเปิดประมูลเช่าระยะยาวภายในสิ้นปีนี้โดยไม่ต้องรอผลการประมูลของแปลงรัชดาฯ ได้แก่

 

  • ที่ดินแปลงหนองแขม (อดีตสถานีส่งสัญญาณช่อง 3 เดิม) ตั้งอยู่บนผังเมืองสีเหลือง/สีส้ม เป็นย่านที่อยู่อาศัยหนานแน่นปานกลาง และอยู่ติดกับโรงพยาบาล จึงมีศักยภาพสูงในการพัฒนาเชิงพาณิชย์ที่หลากหลาย
  • ที่ดินแปลงบางใหญ่ ปัจจุบันเป็นผังเมืองสีเขียวทแยงขาว (พื้นที่อนุรักษ์เกษตรกรรมและจำกัดสิ่งปลูกสร้างแนวราบ) แม้จะมีข้อจำกัดทางผังเมือง แต่ล่าสุดมีกลุ่มเอกชนติดต่อทาบทามเพื่อเสนอขอพัฒนาเป็นศูนย์ข้อมูลคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ (Data Center) แล้ว

 

เผชิญโจทย์หิน ‘ทีวีดิจิทัลหลังปี 72’ และภาวะสุญญากาศทางนโยบาย กสทช.

 

อสมท กำลังเผชิญกับอุปสรรคสำคัญในการวางยุทธศาสตร์ระยะยาว เนื่องจากนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) หลังสิ้นสุดใบอนุญาตประกอบกิจการในปี 2572 ยังไม่มีความชัดเจน

 

ดร. ญาดา ยังสะท้อนความเห็นต่อในอดีตว่า มูลค่าการประมูลใบอนุญาตดิจิทัลทีวีที่สูงเกินจริง ในระดับพันล้านบาทต่อช่อ เป็นปัจจัยหลักที่กัดกินสภาพคล่องและฉุดรั้งองค์กรจนเข้าสู่จุดวิกฤต เช่นเดียวกับผู้ประกอบการช่องอื่นๆ ดังนั้น ในการเปลี่ยนผ่านสู่รอบหน้า อสมท จึงไม่สามารถเสี่ยงทุ่มเงินทุนมหาศาลเพื่อประมูลโครงข่ายทีวีในราคาเดิมได้อีกต่อไป

 

ยุทธศาสตร์ของช่อง 9 MCOT HD ต่อจากนี้ จึงมุ่งเน้นการเป็นสื่อกลางที่นำเสนอข้อเท็จจริงที่น่าเชื่อถือ มีความเป็นกลางทางข้อมูลและเน้นความเป็นจริง (Fact-based) โดยหลีกเลี่ยงการจัดรายการข่าวที่เน้นประเด็นดราม่ารุนแรงหรือใช้ถ้อยคำหยาบคายเพื่อเรียกเรตติ้ง พร้อมชูรายการหลักเพื่อสังคม เช่น ชัวร์ก่อนแชร์ และรายการเพื่อครอบครัว ควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อมในการถ่ายโอนเนื้อหา (Content) ไปสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างเต็มตัว หากโครงข่ายทีวีดิจิทัลต้องปิดตัวลงหลังปี 2572

 

ภาพมุมสูงที่ดินเปล่า 50 ไร่ ย่านรัชดา-พระราม 9 ของ อสมท 2

ดร. ญาดา กาศยปนันทน์ กรรมการ รักษาการในตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ อสมท

 

เล็งบุก ‘ซีรีส์ AI’ ไตรมาส 4 ควงพันธมิตรจีนแชร์รายได้ไร้ต้นทุนโครงสร้าง

 

เพื่อแก้ไขข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตคอนเทนต์ ซึ่งปกติแล้วการผลิตละครไทย 1 เรื่อง มีต้นทุนสูงถึง 10-20 ล้านบาท อสมท จึงเปิดเกมนวัตกรรมสื่อด้วยการเตรียมรุก ซีรีส์ AI คุณภาพสูง ภายในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้

 

อสมท ได้เจรจาพันธมิตรกับบริษัทผู้ผลิตโปรดักชันภาพยนตร์ดิจิทัลและการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยักษ์ใหญ่จากประเทศจีน ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นกลุ่มที่สามารถสร้างงานภาพ AI ได้เนียนและเสมือนจริงใกล้เคียงมนุษย์ที่สุด โดยการผลิตซีรีส์ AI ความยาวประมาณ 1.5 ชั่วโมง โดยทอนย่อยได้ราว 70 ตอนสั้น มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าละครทั่วไปอย่างมาก อยู่ที่ประมาณ 2-3 ล้านบาทต่อเรื่องเท่านั้น

 

โดยโมเดลธุรกิจของซีรีส์ AI นี้จะมีความพิเศษใน 2 ด้าน ดังนี้

 

  • การผลิตแบบ Dual-Format:ทุกเรื่องจะถูกถ่ายทำและตัดต่อออกเป็น 2 เวอร์ชัน คือ ‘แนวตั้ง’ สำหรับฉายบนแพลตฟอร์มมือถือและแท็บเล็ต และ ‘แนวนอน’ สำหรับออกอากาศผ่านทางหน้าจอทีวีดิจิทัลเพื่อดึงสปอนเซอร์โฆษณา
  • โมเดลการร่วมทุนแบบแบ่งปันผลกำไร (Profit-Sharing / Subscription) อสมท จะไม่มีค่าใช้จ่ายในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างระบบสตรีมมิงใหม่ แต่จะใช้วิธีเปิดเมนูซีรีส์พิเศษเพิ่มขึ้นบนแอปพลิเคชันเดิมอย่าง MCOT Connect เพื่อให้ผู้ใช้บริการสมัครสมาชิก (Subscribe) และแชร์ส่วนแบ่งรายได้ร่วมกับผู้ผลิตจากจีน

 

สัญญาณฟื้นตัวครึ่งปีแรก 2569: ขาดทุนลดลง 9% ลีนองค์กร

 

สำหรับผลประกอบการในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม – มิถุนายน 2569) ส่งสัญญาณบวกและทิศทางการ Turnaround ที่ดีขึ้น ดังนี้

 

  • ผลขาดทุนปรับตัวลดลง 9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
  • ค่าใช้จ่ายภาพรวมลดลง 8% จากปีก่อน โดย อสมท สามารถควบคุมและจำกัดกรอบค่าใช้จ่ายทั้งปีให้อยู่ในระดับประมาณ 1,200 ล้านบาทเศษ
  • สภาพคล่องทางการเงินได้รับการปลดล็อก หลังจาก อสมท ได้รับเม็ดเงินชดเชยจากการเรียกคืนคลื่นความถี่จากสำนักงาน กสทช. จำนวน 491 ล้านบาท ซึ่งองค์กรได้นำเงินจำนวนนี้ไปชำระหนี้สินสถาบันการเงินทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้ไม่มีภาระดอกเบี้ยจ่ายและคงเหลือเงินสดส่วนต่างมาใช้เสริมสภาพคล่องหมุนเวียนภายในองค์กร

 

 

The post MCOT รับมือสื่อทีวีขาลง เดินแผนปลดล็อกที่ดิน 3 ผืน ประเดิม รัชดา-พระราม 9 มูลค่า 9,000 ล้าน เดินหน้าเปิดประมูลปล่อยเช่า สัญญาเช่ายาว 30 ปี พร้อมจับมือพาร์ตเนอร์ รุกตลาด ‘ซีรีส์ AI’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจจีนชะลอตัวหนักเดือน ก.ค. ฉุดค้าปลีก-ลงทุนหดตัว ขณะสิงคโปร์อานิสงส์ AI ปรับเพิ่มเป้า GDP พุ่ง 5.5% https://thestandard.co/china-economy-slowdown-singapore-ai-gdp-2/ Tue, 18 Aug 2026 04:09:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1243069 ภาพมุมสูงของเมืองในประเทศจีน แสดงถึงภาพรวมเศรษฐกิจ

ภาพรวมเศรษฐกิจภูมิภาค Asia-Pacific แสดงสัญญาณสองทิศทาง […]

The post เศรษฐกิจจีนชะลอตัวหนักเดือน ก.ค. ฉุดค้าปลีก-ลงทุนหดตัว ขณะสิงคโปร์อานิสงส์ AI ปรับเพิ่มเป้า GDP พุ่ง 5.5% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงของเมืองในประเทศจีน แสดงถึงภาพรวมเศรษฐกิจ

ภาพรวมเศรษฐกิจภูมิภาค Asia-Pacific แสดงสัญญาณสองทิศทาง โดยเศรษฐกิจจีนเริ่มสูญเสียแรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายและการลงทุนที่ซบเซา ขณะที่สิงคโปร์ได้รับอานิสงส์จากความต้องการเทคโนโลยี AI ทั่วโลก จนปรับเพิ่มเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งปีนี้เป็น 4.5% – 5.5%

 

 

 

จีนเผชิญอุปสงค์ภายในซบเซา ยอดค้าปลีกต่ำกว่าคาด

 

เศรษฐกิจจีนสูญเสียแรงขับเคลื่อนในหลายภาคส่วนตลอดเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยการใช้จ่ายของผู้บริโภคหยุดชะงัก การลงทุนภาคอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐานหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อัตราการว่างงานปรับตัวสูงขึ้น เพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลปักกิ่งต้องเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระลอกใหม่ช่วงครึ่งหลังของปี

 

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจสำคัญประจำเดือนกรกฎาคม ดังนี้:

 

  • ยอดค้าปลีก: ขยายตัวเพียง 0.6% (YoY) ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์จาก Reuters คาดการณ์ไว้ที่ 1.5% และชะลอตัวลงจากระดับ 1.0% ในเดือนมิถุนายน
  • ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม: เติบโต 4.5% (YoY) ชะลอตัวลงเป็นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน อย่างไรก็ตาม การผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ยังคงพุ่งสูงขึ้นกว่า 19%
  • การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร: ปรับตัวลดลง 6.7% ในช่วง 7 เดือนแรกของปี ซึ่งหดตัวรุนแรงกว่าช่วงครึ่งปีแรกที่ติดลบ 5.7%
  • สินเชื่อใหม่ภาคธนาคาร: ปรับตัวลดลงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเทียบรายเดือน (ตามรายงานของ Barclays) สะท้อนถึงความอ่อนแอของการใช้จ่ายภาคครัวเรือนและธุรกิจ

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ฟู่ หลิงฮุย (Fu Linghui) โฆษก NBS ระบุว่า แรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ต่างประเทศ รวมถึงปัจจัยคลื่นความร้อนภายในประเทศ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ พร้อมย้ำว่าจีนจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่ปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตรูปแบบใหม่

 

ด้าน แซกลิน หรง (Jacqueline Rong) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก BNP Paribas SA ประเมินว่า ตัวเลขล่าสุดอาจกดดันให้ GDP จีนในครึ่งปีหลังเติบโตเพียง 4.1% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายเฉลี่ยทั้งปีที่รัฐบาลจีนตั้งไว้ที่ประมาณ 4.3%

 

สิงคโปร์สดใส! อานิสงส์ AI ดัน GDP ปี 2026 พุ่งแตะ 4.5% – 5.5%

 

ในทางกลับกัน กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ (MTI) ประกาศปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ประจำปี 2026 ขึ้นสู่ระดับ 4.5% – 5.5% (จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 2.0% – 4.0%) หลังผลประกอบการช่วงครึ่งปีแรกแข็งแกร่งเกินคาด

 

ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญของสิงคโปร์ ได้แก่:

 

  • แรงหนุนจาก AI และการส่งออก โดยภาคการผลิต การค้าส่ง ตลอดจนภาคการเงินและประกันภัย เติบโตอย่างโดดเด่นจากกระแสความต้องการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั่วโลก
  • GDP ไตรมาส 2 แข็งแกร่ง สะท้อนจากตัวเลขปรับปรุงล่าสุดประจำไตรมาสที่ 2 ขยายตัวสูงถึง 5.9% (สูงกว่าตัวเลขประมาณการเบื้องต้นที่ 5.7%)
  • ผลกระทบพลังงานจำกัด MTI ระบุว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานโลกน้อยกว่าที่กังวล เนื่องจากมีการนำสต็อกน้ำมันมาใช้และเปลี่ยนไปใช้พลังงานทดแทน

 

การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งนี้ ช่วยเปิดช่องให้ธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) สามารถดำเนินนโยบายทางการเงินเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น หลังดัชนีเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 1.6% ในเดือนมิถุนายน

 

ภาพ: VTT Studio / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post เศรษฐกิจจีนชะลอตัวหนักเดือน ก.ค. ฉุดค้าปลีก-ลงทุนหดตัว ขณะสิงคโปร์อานิสงส์ AI ปรับเพิ่มเป้า GDP พุ่ง 5.5% appeared first on THE STANDARD.

]]>