Wealth – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 17 Aug 2026 13:10:21 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ต่างชาติถือที่ดินไทย 36,277 นิติบุคคล ‘ชลบุรี’ ครองแชมป์ จับตา ‘นอมินี’ https://thestandard.co/foreign-land-thailand-nominee-probe/ Mon, 17 Aug 2026 13:09:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1242983 แผนภาพแสดงสถิตินิติบุคคลต่างชาติถือครองที่ดินในประเทศไทย

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ลุยตรวจนิติบุคคลถือครองอสังหาริมทร […]

The post ต่างชาติถือที่ดินไทย 36,277 นิติบุคคล ‘ชลบุรี’ ครองแชมป์ จับตา ‘นอมินี’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผนภาพแสดงสถิตินิติบุคคลต่างชาติถือครองที่ดินในประเทศไทย

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ลุยตรวจนิติบุคคลถือครองอสังหาริมทรัพย์ พบมีนิติบุคคลที่ต่างชาติร่วมลงทุนและถือครองโฉนดที่ดิน 36,277 ราย กระจุกตัวในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และเมืองท่องเที่ยวสำคัญ เผย ‘ชลบุรี’ ครองอันดับสูงสุด

 

 
 

พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมได้รับความอนุเคราะห์ข้อมูลการถือครองอสังหาริมทรัพย์โดยนิติบุคคลจากกรมที่ดิน จำนวน 144,706 ราย และได้นำมาตรวจสอบกับนิติบุคคล ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมจำนวน 125,662 ราย พบว่า มีการถือครองอสังหาริมทรัพย์ (โฉนดที่ดิน) จำนวน 123,542 ราย แบ่งเป็น นิติบุคคลสถานะเป็นไทย 100% จำนวน 87,265 ราย และมีต่างชาติร่วมลงทุน จำนวน 36,277 ราย

 

โดยส่วนที่หายไป 2,120 ราย เป็นการถือครองอาคารชุด ซึ่งจะมีการตรวจสอบต่อไป และในนิติบุคคลที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์

 

ส่วนใหญ่มีที่ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล 6 จังหวัด กรุงเทพฯ นนทบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี สมุทรสาคร นครปฐม

 

ถือครองที่ดิน

 

รวมถึงจังหวัดแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ 10 จังหวัด ชลบุรี สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต ระยอง เชียงใหม่ เชียงราย ประจวบคีรีขันธ์ กระบี่ พังงา แม่ฮ่องสอน รวม 16 จังหวัด มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 35,154 ราย ที่เหลือ 1,123 ราย กระจายอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ

 

โดยสรุปมีนิติบุคคลที่มีต่างชาติร่วมลงทุนและถือครองโฉนดที่ดินทั่วประเทศ รวม 36,277 ราย แบ่งเป็น สัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติน้อยกว่าหรือเท่ากับ 49% รวม 31,516 ราย แบ่งเป็นห้างหุ้นส่วน 146 ราย บริษัทจำกัด 30,633 ราย

 

บริษัทมหาชนจำกัด 737 รายและสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติ ตั้งแต่ 49% ขึ้นไป รวม 4,761 ราย แบ่งเป็นห้างหุ้นส่วน 11 ราย บริษัทจำกัด 4,709 ราย บริษัทมหาชนจำกัด 41 ราย

 

ทั้งนี้ กรมจะถือว่านิติบุคคลทั้ง 36,277 ราย เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะต้องตรวจสอบทั้งหมด แต่ในนี้ ก็มีนิติบุคคล ที่ได้สิทธิ์ในการถือครองที่ดินจริง ๆ

 

เช่น ได้รับอนุญาตให้ถือครองภายใต้กฎหมายการนิคมอุตสาหกรรม หรือได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ส่วนใหญ่จะอยู่ในจังหวัดชลบุรี และระยอง ที่เป็นพื้นที่ EEC ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่ม 4,761 ราย

 

ส่วนที่อยู่ในกลุ่ม 31,516 ถือเป็นกลุ่มเสี่ยง เพราะมีต่างชาติมาร่วมถือหุ้น แต่ไม่เกิน 49% ซึ่งอาจจะมีการใช้นอมินีเข้ามาถือหุ้นแทน ส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดท่องเที่ยว

 

หากเป็นกรณีที่มีการลงทุนร่วมกันจริง เช่น สัดส่วน 51 ต่อ 49 หรือ 60 ต่อ 40 หรือ 70 ต่อ 30 ก็ถือว่าถูกต้องตามกฎหมาย แต่หากพบว่าต่างชาติถือหุ้น 49% คนไทยถือหุ้น 51% แต่เงินลงทุนไม่ใช่ของคนไทยจริง ก็จะต้องดำเนินการตรวจสอบและดำเนินคดีต่อไป

 

นอกจากนี้ยังพบว่าบางส่วนเป็นชาวต่างชาติที่ซื้อเป็นที่อยู่อาศัย แต่อาจใช้วิธีตั้งบริษัท ให้คนไทยถือหุ้นแทน ซึ่งต้องมีการตรวจสอบ และเป็นเรื่องในระดับนโยบายว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

 

สำหรับการถือครองโฉนดที่ดินของนิติบุคคลที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติไม่เกิน 49% จำนวน 31,516 ราย พบว่า ถือครองโฉนดที่ดิน 1 แปลง จำนวน 20,537 ราย 2-5 แปลง 8,068 ราย 6-10 แปลง 1,511 ราย ตั้งแต่ 11 แปลงขึ้นไป 1,400 ราย และเนื้อที่รวมที่ถือครอง ไม่เกิน 1 ไร่ 21,106 ราย เกิน 1 ไร่ แต่ไม่เกิน 2 ไร่ 2,250 ราย เกิน 2 ไร่ แต่ไม่เกิน 5 ไร่ 2,490 ราย เกิน 5 ไร่ แต่ไม่เกิน 10 ไร่ 1,505 ราย และเกิน 10 ไร่ขึ้นไป 3,865 ราย

 

หากมีการลงทุนร่วมกันระหว่างต่างชาติและไทย โดยต่างชาติถือหุ้นไม่เกิน 49% ถือว่าถูกต้องตามกฎหมาย แต่หาก 49% นั้นเป็นเงินลงทุนของชาวต่างชาติทั้งหมด

 

โดยไม่มีคนไทยร่วมลงทุนจริง หรือมีคนไทยถือหุ้น 51% ในลักษณะนอมินี จะต้องมีการตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม

 

พูนพงษ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้กรมอยู่ระหว่างตรวจสอบการ ถือครองอาคารชุดของนิติบุคคลต่างชาติ โดยกำลังรอข้อมูลจากกรมที่ดินอยู่

 

หากได้มา ก็จะมีชี้แจงให้เห็นรายละเอียดการถือครองต่อไป ซึ่งปัญหาของอาคารชุด ตามกฎหมายให้ต่างชาติถือครองได้ 49% ของพื้นที่ เช่น 100 ห้อง ซื้อได้ 49 ห้อง ส่วนที่เหลือซื้อไม่ได้ ต้องขายให้คนไทย

 

แต่ที่ผ่านมา เกิดปัญหา คือ ต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินีผ่านการตั้งบริษัท แล้วให้บริษัทเข้าไปซื้ออาคารชุดในส่วนที่เหลือ แล้วมาปล่อยเช่า หรือขายต่อ ซึ่งเมื่อได้รายละเอียด ก็จะตรวจสอบเชิงลึกต่อไป

สำหรับโทษตามกฎหมาย

 

หากมีการตรวจสอบพบ ต่างชาติถือครองที่ดิน กรมที่ดินก็จะบังคับขายภายใน 180 วัน เมื่อขายได้แล้ว ก็เอาเงินคืนชาวต่างชาติ ส่วนกรณีตรวจเจอการเป็นนอมินี กรมก็จะดำเนินการตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และในส่วนของคนต่างด้าว ที่ลักลอบประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีโทษตามมาตรา 37 ในอัตราโทษเดียวกัน

 

ทั้งนี้ ปัญหาการถือครองที่ดินโดยต่างชาติผ่านบริษัทนิติบุคคลไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เกิดขึ้นมานานกว่า 20 ปีแล้ว เพียงแต่ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเห็นความสำคัญและเริ่มร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เนื่องจากเป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่สามารถแก้ไขโดยหน่วยงานเดียวได้

 

สำหรับช่วง 7 เดือนของปี 2569 (มกราคม-กรกฎาคม) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจ ในประเทศไทยจำนวน 736 ราย เพิ่มขึ้น 153 ราย คิดเป็น 26% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (583 ราย)

 

เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 219,208 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59,748 ล้านบาท คิดเป็น 37% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (159,460 ล้านบาท)

 

ประเทศที่ลงทุนในไทย

 

จีน-สหรัฐฯ ลงทุนไทยสูงสุด 7 เดือน

 

ในช่วง 7 เดือนของปี 2569 (มกราคม-กรกฎาคม) มีประเทศที่เข้ามาลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

 

  • จีน 133 ราย คิดเป็น 18% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 38,603 ล้านบาท
  • สหรัฐอเมริกา 121 ราย คิดเป็น 16% ของธุรกิจต่างชาติ ในไทย เงินลงทุน 6,226 ล้านบาท
  • สิงคโปร์ 97 ราย คิดเป็น 13% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 61,112 ล้านบาท
  • ญี่ปุ่น 94 ราย คิดเป็น 13% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 45,085 ล้านบาท
  • ฮ่องกง 72 ราย คิดเป็น 10% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 14,077 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 219 ราย คิดเป็น 30% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 54,105 ล้านบาท
 

The post ต่างชาติถือที่ดินไทย 36,277 นิติบุคคล ‘ชลบุรี’ ครองแชมป์ จับตา ‘นอมินี’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจไทยฟื้นไม่ทั่วถึง! Easy Money ชี้ครึ่งแรกปีนี้ ยอดจำนำพุ่ง 2.39 หมื่นล้าน แรงงานอิสระ 13.8 ล้านคน-SME สภาพคล่องตึงตัว https://thestandard.co/thai-economy-uneven-recovery-pawn-loans/ Mon, 17 Aug 2026 13:05:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1242979 ภาพทองคำและเครื่องประดับบนเคาน์เตอร์โรงรับจำนำ สะท้อนภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง

แม้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จะได้อานิสงส […]

The post เศรษฐกิจไทยฟื้นไม่ทั่วถึง! Easy Money ชี้ครึ่งแรกปีนี้ ยอดจำนำพุ่ง 2.39 หมื่นล้าน แรงงานอิสระ 13.8 ล้านคน-SME สภาพคล่องตึงตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพทองคำและเครื่องประดับบนเคาน์เตอร์โรงรับจำนำ สะท้อนภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง

แม้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จะได้อานิสงส์จากการส่งออกและการท่องเที่ยว แต่ Easy Money ชี้ภาวะเศรษฐกิจไทยยังเป็นการ “ฟื้นตัวแบบไม่ทั่วถึง” (Uneven Recovery) กระทบแรงงานอิสระกว่า 13.8 ล้านคน ส่งผลให้ความต้องการสภาพคล่องหมุนเวียนพุ่งสูง สถิติจำนำใหม่ H1/2569 ทะยานแตะ 2.39 หมื่นล้านบาท (+32.8% YoY) โดยมีทองคำและอัญมณีครองแชมป์หลักประกันยอดนิยม ขณะที่ “อัตราทรัพย์หลุด” ต่ำเพียง 0.75% สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่ไม่ได้ต้องการขายขาด แต่ใช้โรงรับจำนำยุคใหม่เป็นเครื่องมือบริหารกระแสเงินสด

 

 
 

เศรษฐกิจไทย H1/69 ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง

 

นายสุธี พนาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อีซี่มันนี่ กรุ๊ป เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 แม้จะเห็นสัญญาณบวกจากภาคการส่งออก การท่องเที่ยว และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ แต่ในความเป็นจริง ประเทศไทยกำลังเผชิญกับภาวะ ‘ฟื้นตัวแบบไม่ทั่วถึง’ (Uneven Recovery) โดยแรงส่งทางเศรษฐกิจยังกระจายไม่ถึงภาคครัวเรือน กลุ่มฐานราก และผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ที่ยังคงแบกรับภาระหนี้สินระดับสูง รายได้ถดถอย และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

 

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ปัจจุบันไทยมี ผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่มีลูกจ้างสูงถึง 13.8 ล้านคน (คิดเป็น 1 ใน 3 ของผู้มีงานทำทั้งหมด) ชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างแรงงานไทยขยับไปสู่การทำธุรกิจส่วนตัว การค้าขายออนไลน์ และงานรับจ้างอิสระมากขึ้น แม้คนกลุ่มนี้จะมีรายได้เข้ามา แต่ความไม่สม่ำเสมอของกระแสเงินสดกลายเป็นโจทย์ใหญ่ในการดำรงชีวิตและการทำธุรกิจ

 

สินทรัพย์ค้ำประกันพุ่ง 2.39 หมื่นล้าน ทรัพย์หลุดต่ำเพียง 0.75%

 

จากโจทย์การบริหารสภาพคล่องดังกล่าว ส่งผลให้บทบาทของสินเชื่อทางเลือกที่มีทรัพย์ค้ำประกัน (Asset-Backed Financing) เติบโตขึ้นอย่างโดดเด่น

 

สุธี กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 อีซี่มันนี่มียอดสินเชื่อที่มีหลักประกันจำนำใหม่รวม 2.39 หมื่นล้านบาท เติบโตขึ้น 32.8% YoY โดยเฉพาะเดือนมกราคม ยอดจำนำใหม่พุ่งสูงถึง 163%

 

โดย TOP 5 สินทรัพย์ยอดนิยมที่ลูกค้านำมาเป็นหลักประกัน ประกอบด้วย

 

  • ทองคำรูปพรรณ 96.5%
  • เพชร พลอย และอัญมณี
  • ทองคำแท่ง 99.99%
  • พระเลี่ยม / พระทองคำ / วัตถุมงคล
  • ทองเจือ นาก และเงิน

 

ประเด็นที่น่าสนใจคือ อัตราทรัพย์หลุดจำนำในครึ่งปีแรก 2569 อยู่ในระดับต่ำเพียง 0.75% โดยมูลค่าและปริมาณทรัพย์ที่หลุดลดลงถึง 34% และ 39% ตามลำดับเมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคและผู้ประกอบการยุคใหม่ว่า ‘ไม่ได้ต้องการขายขาดสินทรัพย์’ แต่เลือกใช้โรงรับจำนำสถาบันเป็นสถาบันการเงินทางเลือกในการสร้างสภาพคล่องระยะสั้น และพร้อมไถ่ถอนคืนเมื่อสถานการณ์ทางการเงินคลี่คลาย

 

ความเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนว่า Asset-Backed Financing กำลังยกระดับจากเพียง ‘แหล่งเงินฉุกเฉิน’ ไปสู่การเป็น “เครื่องมือบริหารกระแสเงินสดเชิงรุก” (Proactive Cash Flow Tool) ของคนเมืองและ SME

 

แนะครึ่งปีหลัง เน้นรักษาสภาพคล่อง มากกว่าขยายการลงทุน

 

สำหรับทิศทางเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง 2569 Easy Money ประเมินว่า แม้จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ เช่น โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เข้ามาช่วยเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนและกำลังซื้อ แต่ปัจจัยกดดันด้านหนี้ครัวเรือน ความไม่แน่นอนของการค้าโลก และรายได้ที่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ยังคงเป็นความท้าทายหลัก

 

“โจทย์ของเศรษฐกิจไทยในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่การกระตุ้นตัวเลขเติบโต แต่คือการสร้างความสามารถในการบริหารสภาพคล่องให้กับครัวเรือนและผู้ประกอบการ Asset-Backed Financing จะมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนสินทรัพย์ที่มีอยู่ให้กลายเป็นสภาพคล่องที่เข้าถึงง่าย โปร่งใส และยืดหยุ่น เพื่อให้ผู้คนก้าวข้ามความผันผวนได้อย่างยั่งยืน” สุธี พนาวร กล่าวสรุป

The post เศรษฐกิจไทยฟื้นไม่ทั่วถึง! Easy Money ชี้ครึ่งแรกปีนี้ ยอดจำนำพุ่ง 2.39 หมื่นล้าน แรงงานอิสระ 13.8 ล้านคน-SME สภาพคล่องตึงตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
CLICX เปิดตัวผลิตภัณฑ์เงินฝากใหม่ ‘CLICX Save More 2%’ ชูดอกเบี้ยสูง 2% ต่อปี ตั้งแต่บาทแรก สูงสุด 1 ล้านบาท นาน 12 เดือน https://thestandard.co/clicx-save-more-deposit/ Mon, 17 Aug 2026 12:14:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1242971 ภาพโปรโมทผลิตภัณฑ์เงินฝาก CLICX Save More 2% ที่มีข้อความดอกเบี้ยสูงและถอนได้ตลอดเวลา

วันนี้ (17 สิงหาคม) ธนาคารคลิกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ CLI […]

The post CLICX เปิดตัวผลิตภัณฑ์เงินฝากใหม่ ‘CLICX Save More 2%’ ชูดอกเบี้ยสูง 2% ต่อปี ตั้งแต่บาทแรก สูงสุด 1 ล้านบาท นาน 12 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโปรโมทผลิตภัณฑ์เงินฝาก CLICX Save More 2% ที่มีข้อความดอกเบี้ยสูงและถอนได้ตลอดเวลา

วันนี้ (17 สิงหาคม) ธนาคารคลิกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ CLICX Bank ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขารายแรกของประเทศไทย เปิดตัวผลิตภัณฑ์เงินฝากใหม่ ‘CLICX Save More 2%’ พ็อกเกตเงินฝากใหม่ ด้วยดอกเบี้ย 2% ต่อปี ตั้งแต่บาทแรก สูงสุด 1 ล้านบาท นาน 12 เดือน ส่วนเงินฝากที่เกิน 1 ล้านบาท จะได้รับอัตราดอกเบี้ย 0.50% ต่อปี

 

CLICX Bank ยังชูจุดเด่น ‘เงินออมที่สร้างผลตอบแทนควบคู่ความคล่องตัว’ เนื่องจากสามารถย้ายเงินเข้า-ออก และ นำไปใช้จ่ายได้ทุกเมื่อ ตอบโจทย์คนเริ่มสร้างเงินเก็บ ไปจนถึงกลุ่มที่ต้องการบริหารเงินพักให้เกิดประโยชน์

 

สุพร สุนทรโรหิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารคลิกซ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเปิดให้ผู้ฝากสามารถเริ่มสร้างผลตอบแทนได้ตั้งแต่บาทแรก ขณะเดียวกันยังคงมีอิสระในการบริหารเงินตามความจำเป็นของแต่ละคน ทำให้การออมไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการมีเงินก้อนใหญ่ หรือแลกกับข้อจำกัดในการนำเงินมาใช้เมื่อจำเป็น แต่สามารถเริ่มต้นได้ตามความพร้อมและเติบโตไปพร้อมกับการใช้ชีวิต ซึ่งธนาคารเชื่อว่าแนวทางนี้จะช่วยเพิ่มทางเลือกให้คนไทยสามารถบริหารเงินที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสร้างแรงจูงใจให้การเก็บออมเป็นเรื่องที่เริ่มต้นและทำต่อเนื่องได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งก้าวของการขับเคลื่อน Financial Well-being ให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

สำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มทางเลือกในการออมผ่านพ็อกเกต CLICX Save More 2% โดยสามารถเปิดพ็อกเกตได้ตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น. – 30 กันยายน 2569 เวลา 23.59 น. และจำกัด 50,000 พ็อกเกต แล้วแต่เงื่อนไขใดจะถึงก่อน

 

โดยผู้สนใจจะต้องมีบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ CLICX Save ก่อน จึงจะสามารถเปิดพ็อกเกตผ่านแอปพลิเคชัน CLICX ได้ โดยเงินฝากตั้งแต่บาทแรกจนถึง 1 ล้านบาท จะได้รับอัตราดอกเบี้ย 2.00% ต่อปี เป็นระยะเวลา 12 เดือน นับจากวันที่เปิดพ็อกเกต ส่วนเงินฝากที่เกิน 1 ล้านบาท จะได้รับอัตราดอกเบี้ย 0.50% ต่อปี

 

ทั้งนี้ ธนาคารจะคำนวณดอกเบี้ยทุกวันจากยอดเงินคงเหลือ ณ สิ้นวัน และโอนดอกเบี้ยเข้าพ็อกเกตทุกวันที่ 1 ของเดือน พร้อมเปิดให้ผู้ฝากสามารถย้ายเงินออกจากพ็อกเกตเพื่อนำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ทุกเมื่อ

The post CLICX เปิดตัวผลิตภัณฑ์เงินฝากใหม่ ‘CLICX Save More 2%’ ชูดอกเบี้ยสูง 2% ต่อปี ตั้งแต่บาทแรก สูงสุด 1 ล้านบาท นาน 12 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สันติธาร’ เผยถึงเวลาต้องปรับตัวชี้วัดเศรษฐกิจเดิม หวังสะท้อนภาพเศรษฐกิจจริงมากขึ้น ชี้ GDP ไตรมาส 2 โต 1.9% เป็นไปตามคาด https://thestandard.co/santitharn-adjust-economy-indicators/ Mon, 17 Aug 2026 11:35:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1242955 สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กำลังหารือเรื่องการปรับตัวชี้วัดเศรษฐกิจ

‘สันติธาร’ ชี้เศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาห […]

The post ‘สันติธาร’ เผยถึงเวลาต้องปรับตัวชี้วัดเศรษฐกิจเดิม หวังสะท้อนภาพเศรษฐกิจจริงมากขึ้น ชี้ GDP ไตรมาส 2 โต 1.9% เป็นไปตามคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กำลังหารือเรื่องการปรับตัวชี้วัดเศรษฐกิจ

‘สันติธาร’ ชี้เศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมใหม่ ทำให้ตัวชี้วัดที่ใช้กับอุตสาหกรรมแบบเดิมสะท้อนภาพรวมได้ไม่ครบ หลังอัตราการใช้กำลังการผลิตของไทยร่วงต่ำสุดรอบ 24 ไตรมาส มอง GDP ครึ่งหลังของปีปรับตัวดีขึ้น จากการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวดีขึ้น

 

 
 

วันนี้ (17 สิงหาคม) สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ระบุว่า เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมใหม่ ทำให้ตัวชี้วัดภาคอุตสาหกรรมแบบเดิม เช่น อัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization Rate) อาจยังสะท้อนภาพเศรษฐกิจได้ไม่ครบถ้วน จนตัวเลขออกมาในระดับต่ำ

 

โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) แถลงเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 พบว่า อัตราการใช้กำลังการผลิตของไทยอยู่ที่ 57.47% ต่ำสุดในรอบ 24 ไตรมาส นับตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 ของปี 2564 ซึ่งเป็นช่วงที่โรงงานถูกสั่งปิดการผลิตเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19

 

ขณะที่การผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัวเพียง 0.1% ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ซึ่งชะลอลงจากการขยายตัว 1.0% ในไตรมาส 1 ของปี 2569

 

ทั้งนี้ ดร.สันติธารกล่าวว่า กระทรวงการคลัง สภาพัฒน์ฯ และกระทรวงอุตสาหกรรม กำลังหารือปรับวิธีวัดผลใหม่ ขณะที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เตรียมปรับ KPI การวัดเม็ดเงินลงทุนให้ต่อยอดสู่การวัดมูลค่าเพิ่ม (Value Added) และการเชื่อมโยงกับซัพพลายเชนในประเทศมากขึ้น

 

พร้อมกันนี้ ดร.สันติธารยอมรับว่ามีการสวมสิทธิบ้าง แต่ยืนยันว่าไม่ใช่สาเหตุหลักเพราะจากการลงพื้นที่จริง พบว่าหลายโรงงานในอุตสาหกรรมสมัยใหม่มีการผลิตจริง และมีการจ้างงานคนไทยจริงๆ

 

มอง GDP ไตรมาส 3 ดีขึ้น

 

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจในระยะต่อไป ดร.สันติธารมองว่า เศรษฐกิจไตรมาส 3 จะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น แต่ยังไม่ได้ดีแบบก้าวกระโดด และคาดว่าเศรษฐกิจไตรมาส 4 จะได้อานิสงส์จากเงินกู้เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น โดยรัฐบาลจะพยายามรักษาโมเมนตัมการลงทุนต่อไปในช่วงครึ่งหลังของปี แต่ยังคงมุมมอง GDP ทั้งปีไว้ที่ 2.5% ตามเดิม

 

ส่วนโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ดร.สันติธารมองว่าเป็นกันชนเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง และช่วยประคองการบริโภคได้ ท่ามกลางความเสี่ยงเงินเฟ้อจากผลของต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะสงคราม อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวไม่ได้ตั้งใจกระตุ้นให้การบริโภคกลับมาร้อนแรงขึ้นมากนัก เนื่องจากต้องรักษาสมดุลไม่ให้ระดับอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงเกินไป

 

ทั้งนี้ ดร.สันติธารมองว่า การท่องเที่ยวจะเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี หลังจากที่ได้รับผลกระทบหนักในช่วงไตรมาส 2 จากสงครามในตะวันออกกลาง

 

โดย ดร.สันติธารเชื่อว่า การท่องเที่ยวจะเริ่มมีเสถียรภาพที่ดีขึ้นในช่วงไตรมาส 3 และดีขึ้นในไตรมาส 4 จากงานอีเวนต์ต่างๆ ที่ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว ทั้งงาน IMF-World Bank Annual Meeting, World Economic Forum งานประชุม Gastech และงานเทศกาลดนตรี Tomorrowland Thailand 2026

 

ดันการลงทุนฟื้นเศรษฐกิจ

 

สำหรับปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ตลอดจนการเข้าถึงสินเชื่อของ SME ที่ยังคงหดจนเป็นปัญหาคาราคาซังในไทย ดร.สันติธารชี้ว่า การลงทุนเพื่ออนาคตสำคัญอย่างมากในการแก้ปัญหาดังกล่าว

 

“เราจึงต้องดูแลอุตสาหกรรมเก่า หรืออุตสาหกรรมดั้งเดิม ที่อยู่กับเรามานาน และสร้างการเติบโตมาจนทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์สันดาป อุตสาหกรรมเบา ให้ปรับตัวได้ อุตสาหกรรมพวกนี้ยังมีความสำคัญ เพียงแต่ต้องปรับตัว ต้องมีการวางระบบอัตโนมัติ แค่เขาอยู่ในอุตสาหกรรมดั้งเดิม ไม่ได้แปลว่าเขาไม่มีอนาคต” ดร.สันติธารกล่าว

 

อุตสาหกรรมใหม่ที่มาแรง เปรียบเสมือนบันไดเลื่อนที่พาขึ้นไปอีกชั้นโดยที่ไม่ต้องออกแรงเอง อย่างไรก็ตามบันไดเลื่อนในปัจจุบัน ยังมีทางเดินที่แคบอยู่ ซึ่งรัฐบาลจะขยายบันไดเลื่อนให้กว้างขึ้น เพื่อให้คนไทยมีส่วนร่วมได้มากขึ้น

 

ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ไม่น่าห่วง แต่ต้องจับตา

 

สำหรับประเด็นการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ดร.สันติธาร แบ่งได้ 3 ส่วน ดังนี้

 

ส่วนที่น่าเป็นห่วง มาจากการพึ่งพาพลังงานนำเข้าในระดับสูง ไทยจึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพื่อสร้างความมั่นคงรองรับความผันผวนในอนาคต

 

ส่วนที่ต้องจับตา การเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมใหม่ โดยในระยะสั้น เป็นธรรมดาที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบขั้นกลางในช่วงแรก เพราะไทยยังผลิตเองไม่ได้ ส่วนในระยะ 2-4 ปีข้างหน้า ไทยควรผลิตเองได้แล้ว หากยังพึ่งพาการนำเข้าอยู่จะถือว่าเป็นปัญหา

 

ส่วนที่เป็นผลดี การลงทุนซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ การขาดดุลจึงไม่ได้หมายความว่าประเทศขาดทุนเสมอไป เพราะการขาดดุลจากการลงทุน ช่วยสร้างอนาคตให้กับประเทศ

The post ‘สันติธาร’ เผยถึงเวลาต้องปรับตัวชี้วัดเศรษฐกิจเดิม หวังสะท้อนภาพเศรษฐกิจจริงมากขึ้น ชี้ GDP ไตรมาส 2 โต 1.9% เป็นไปตามคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมืองไทยประกันชีวิต ยึดโซเชียล! ครอง Share of Voice 42% คว้าอันดับ 1 สองไตรมาสติด ชูนวัตกรรมสุขภาพและคอนเทนต์โดนใจ https://thestandard.co/muang-thai-life-sov-leader/ Mon, 17 Aug 2026 11:12:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1242932 สาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เมืองไทยประกันชีวิต

เมืองไทยประกันชีวิต (MTL) ตอกย้ำความเป็นผู้นำแบรนด์ประก […]

The post เมืองไทยประกันชีวิต ยึดโซเชียล! ครอง Share of Voice 42% คว้าอันดับ 1 สองไตรมาสติด ชูนวัตกรรมสุขภาพและคอนเทนต์โดนใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เมืองไทยประกันชีวิต

เมืองไทยประกันชีวิต (MTL) ตอกย้ำความเป็นผู้นำแบรนด์ประกันชีวิตบนโลกออนไลน์ หลังผลวิเคราะห์ Social Monitoring & Listening โดย Wisesight ประจำไตรมาส 2 ปี 2569 (เมษายน–มิถุนายน) ชี้ว่า MTL คว้า Share of Voice สูงถึง 42% จากการถูกกล่าวถึง 256,448 Mentions ครองอันดับ 1 เป็นไตรมาสที่ 2 ติดต่อกัน ‘สาระ ล่ำซำ’ ซีอีโอ ระบุแรงหนุนสำคัญมาจากแคมเปญสุขภาพ D Health Lite, BBPK และการยกระดับบริการผ่านวิดีโอคอล ตลอดจนรายการออนไลน์ ‘Go Healthier with MTL’ ดำเนินรายการโดย สาริศา ล่ำซำ ที่เปลี่ยนเรื่องสุขภาพยากๆ ให้เข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้จริง สะท้อนว่าแบรนด์ยุคใหม่ต้องสร้างคอนเทนต์ที่มุ่งให้คุณค่าและอยู่เคียงข้างชีวิตผู้บริโภค

 

 
 

ยึดอันดับ 1 สองไตรมาสติด ชู Share of Voice 42%

 

สมรภูมิประกันชีวิตยุคดิจิทัลไม่ได้วัดกันแค่ยอดขาย แต่คือการสร้างการรับรู้และครองใจผู้บริโภคบนสื่อสังคมออนไลน์ ผลการวิเคราะห์ Social Monitoring & Listening ระหว่างเดือนเมษายน–มิถุนายน 2569 โดย Wisesight บริษัทผู้ให้บริการด้าน Social Data Analytics ชั้นนำ เผยว่า บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL ได้รับการกล่าวถึงบนโลกออนไลน์รวม 256,448 Mentions คิดเป็น Share of Voice (SOV) สูงถึง 42% จากทั้งหมด 613,411 Mentions ในอุตสาหกรรมประกันชีวิต

 

สถิติดังกล่าวส่งผลให้เมืองไทยประกันชีวิตครองอันดับ 1 สองไตรมาสติดต่อกัน และขยับเพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกที่ทำได้ 37% โดยเมื่อเจาะลึกเป็นรายเดือน พบสถิติการถูกกล่าวถึงอย่างต่อเนื่อง:

 

  • เดือนเมษายน: 108,200 Mentions
  • เดือนพฤษภาคม: 93,986 Mentions
  • เดือนมิถุนายน: 54,262 Mentions

 

สาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการวิเคราะห์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า บริษัทสามารถเชื่อมโยงการสื่อสาร ผลิตภัณฑ์ บริการ และเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ เข้ากับความสนใจในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ชูผลิตภัณฑ์สุขภาพ ยกระดับบริการวิดีโอคอล

 

ในมิติของ Positive Mentions เมืองไทยประกันชีวิตกวาดเสียงตอบรับเชิงบวกได้รวม 1,676 Mentions (สูงสุดในเดือนพฤษภาคมที่ 900 Mentions) โดยหัวใจหลักที่ทำให้ผู้บริโภคพึงพอใจและเอ่ยถึงแบรนด์ประกอบด้วย 3 มิติหลัก:

 

  • ด้านผลิตภัณฑ์ (52%) นำโดยแคมเปญสุขภาพ D Health Lite และ BBPK ที่ตอบโจทย์การคุ้มครองสุขภาพในราคาเข้าถึงง่าย
  • ด้านบริการหลังการขาย (21%) ความสะดวกจากการใช้บริการ MTL Customer Contact Center, บริการ Video Call และการบริการที่ช่วยให้ลูกค้าทำธุรกรรมได้สะดวกรวดเร็ว
  • ด้านภาพลักษณ์แบรนด์ (19%) กิจกรรมบนสื่อสังคมออนไลน์และการสร้างคุณค่าแก่สังคม

 

‘Go Healthier with MTL’ เปลี่ยนประกัน สู่คอนเทนต์สุขภาพโดนใจ

 

อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่ดันให้ Share of Voice ของบริษัทเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ คือการเปลี่ยนผ่านจากการ ‘ขายประกัน’ ไปสู่การ ‘สร้างคอนเทนต์สุขภาพ’ ผ่านรายการออนไลน์ ‘Go Healthier with MTL’ ซึ่งดำเนินรายการโดย สาริศา ล่ำซำ

 

รายการดังกล่าวเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในประเด็นสุขภาพที่อยู่ใกล้ตัวผู้บริโภคยุคใหม่ เช่น ปัญหาฝุ่น PM2.5, โรคอัลไซเมอร์, โรคหัวใจและหลอดเลือด, โรคไต, สุขภาพการนอน, ปัญหาเชื้อดื้อยา ตลอดจนเทรนด์ออกกำลังกายระดับโลกอย่าง HYROX นำเสนอในรูปแบบที่ย่อยง่าย เข้าใจรวดเร็ว และนำไปปฏิบัติตามได้จริงในชีวิตประจำวัน

 

“ผลการวิเคราะห์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เมืองไทยประกันชีวิตสามารถเชื่อมโยงการสื่อสาร ผลิตภัณฑ์ บริการ และคอนเทนต์ที่เป็นประโยชน์ เข้ากับความสนใจของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเสียงตอบรับที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์เป็นภาพสะท้อนสำคัญของการรับรู้ ความสนใจ และการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์อย่างต่อเนื่อง เมืองไทยประกันชีวิตยังคงเดินหน้ารับฟังเสียงของประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลเชิงลึกมาต่อยอดสู่การพัฒนาที่สร้างคุณค่าให้กับลูกค้าอย่างยั่งยืน” สาระ กล่าวสรุป

The post เมืองไทยประกันชีวิต ยึดโซเชียล! ครอง Share of Voice 42% คว้าอันดับ 1 สองไตรมาสติด ชูนวัตกรรมสุขภาพและคอนเทนต์โดนใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรรพากร-ปอศ. ทลายเครือข่าย ‘ใบกำกับภาษีปลอม’ มูลค่าความเสียหายกว่า 360 ล้านบาท https://thestandard.co/tax-invoice-fraud-network-busted/ Mon, 17 Aug 2026 11:06:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1242924 ภาพเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรและกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) แถลงข่าวการทลายเครือข่ายใบกำกับภาษีปลอม

สรรพากร-ปอศ. ทลายเครือข่าย ‘ใบกำกับภาษีปลอม’ มูลค่าความ […]

The post สรรพากร-ปอศ. ทลายเครือข่าย ‘ใบกำกับภาษีปลอม’ มูลค่าความเสียหายกว่า 360 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรและกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) แถลงข่าวการทลายเครือข่ายใบกำกับภาษีปลอม

สรรพากร-ปอศ. ทลายเครือข่าย ‘ใบกำกับภาษีปลอม’ มูลค่าความเสียหายกว่า 360 ล้านบาท เตือนใช้บิลผีมีทั้งโทษแพ่งและอาญา จำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000-200,000 บาท

 

 
 

วันนี้ (17 สิงหาคม) กรมสรรพากร ร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) แถลงรายละเอียดปฏิบัติการ Operation Anti Ghost Bill เข้าตรวจค้นเครือข่ายออกใบกำกับภาษีปลอมพร้อมกัน 10 จุด เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 หลังพบความเสียหายต่อระบบภาษีมูลค่าเพิ่มกว่า 360 ล้านบาท

 

การปฏิบัติการครั้งนี้ใช้กำลังเจ้าหน้าที่กว่า 100 นาย เข้าตรวจค้นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี สมุทรปราการ ชัยภูมิ และนครราชสีมา พร้อมจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญา 3 หมาย และเข้าตรวจค้นตามหมายค้นอีก 9 หมาย

 

โดยเจ้าหน้าที่ทำการตรวจยึดใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย รวมถึงเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด และจับกุมผู้ต้องหาในข้อหา ‘ร่วมกันมีเจตนาออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิที่จะออก’ ตามมาตรา 90/4 (3) แห่งประมวลรัษฎากร

 

กรมสรรพากรระบุว่า การสืบสวนพบว่าผู้กระทำผิดดำเนินการเป็นขบวนการ โดยจัดตั้งบริษัททั้งที่ประกอบธุรกิจจริงและบริษัทที่ตั้งขึ้นเพื่อขายใบกำกับภาษีโดยเฉพาะ

 

เครือข่ายดังกล่าวมีการแบ่งหน้าที่อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่นายหน้าหาลูกค้าเพื่อจำหน่ายใบกำกับภาษี ไปจนถึงการใช้บัญชีม้ารับโอนเงิน เพื่อสร้างธุรกรรมที่ดูเหมือนถูกต้อง ก่อนนำใบกำกับภาษีไปใช้เครดิตภาษีมูลค่าเพิ่มโดยไม่มีการซื้อขายสินค้าหรือบริการเกิดขึ้นจริง

 

สรรพากรเตือน ใช้บิลผีมีทั้งโทษแพ่งและอาญา

 

สมศักดิ์ อนันทวัฒน์ อธิบดีกรมสรรพากรระบุว่า การออกและใช้ใบกำกับภาษีโดยไม่มีธุรกรรมจริงเป็นการบ่อนทำลายระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม และสร้างความเสียหายต่อรายได้ของรัฐ

 

ผู้ที่ออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิตามมาตรา 86/13 รวมถึงผู้ที่นำใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไปใช้เครดิตภาษี มีความผิดอาญาตามมาตรา 90/4 (3) และมาตรา 90/4 (7) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000-200,000 บาท

The post สรรพากร-ปอศ. ทลายเครือข่าย ‘ใบกำกับภาษีปลอม’ มูลค่าความเสียหายกว่า 360 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรุงศรี ฟินโนเวต กางพอร์ต 5 พันล้าน เดินหน้าลุย 3 สตาร์ทอัพเมกะเทรนด์โลก AI-InsurTech-FinTech เสริมทัพภูมิภาค https://thestandard.co/krungsri-finnovate-ai-insurtech-fintech/ Mon, 17 Aug 2026 10:30:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1242896 ภาพกราฟิกแสดงแนวคิดสตาร์ทอัพเทคโนโลยีระดับโลก

กรุงศรี ฟินโนเวต Corporate Venture Capital (CVC) ในเครื […]

The post กรุงศรี ฟินโนเวต กางพอร์ต 5 พันล้าน เดินหน้าลุย 3 สตาร์ทอัพเมกะเทรนด์โลก AI-InsurTech-FinTech เสริมทัพภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงแนวคิดสตาร์ทอัพเทคโนโลยีระดับโลก

กรุงศรี ฟินโนเวต Corporate Venture Capital (CVC) ในเครือกรุงศรี เปิดเผยพอร์ตการลงทุนสตาร์ทอัพช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 โดยลงทุนใน 3 สตาร์ทอัพชั้นนำสาย AI, InsurTech และ FinTech ที่กำลังมาแรงและมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในระดับโลก

 

ปาลิดา อธิศพงศ์ รักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต จำกัด กล่าวว่า “การลงทุนของกรุงศรี ฟินโนเวต ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาเน้นการลงทุนสตาร์ทอัพต่างประเทศ สอดคล้องกับกลยุทธ์ขององค์กรที่มุ่งลงทุนในเมกะเทรนด์โลก โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างของธุรกิจและบริการทางการเงิน

 

การลงทุนในสตาร์ทอัพทั้ง 3 บริษัทนี้ดำเนินการผ่าน Finnoventure Private Equity Trust I ซึ่งปัจจุบันลงทุนไปแล้ว 20 สตาร์ทอัพ นับตั้งแต่ปี 2564 และยังคงสร้างการเติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่อง และในปีนี้ คาดว่ากรุงศรี ฟินโนเวตจะมีการลงทุนเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง

 

ทั้งนี้ สตาร์ทอัพจำนวน 3 บริษัท ที่กรุงศรี ฟินโนเวต ลงทุนในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ประกอบด้วย

 

  • AlpacaDB, Incorp (Alpaca) สตาร์ทอัพจากสหรัฐฯ และพัฒนาแพลตฟอร์มด้านการบริหารความมั่งคั่งและอัตราแลกเปลี่ยน โดยเป็นผู้ให้บริการ Brokerage-as-a-service เชื่อมต่อ API และพัฒนาระบบหลังบ้านให้กับแพลตฟอร์มด้านการบริหารจัดการความมั่งคั่งของสถาบันการเงินและบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำหลายแห่ง
  • Qoala Technology PTE LTD (Qoala) สตาร์ทอัพสายอินชัวร์เทคสัญชาติสิงคโปร์ ที่มีลูกค้าในหลายประเทศทั่วอาเซียน รวมทั้งประเทศไทย
  • Whale Technologies Limited (Whale) สตาร์ทอัพรายล่าสุดที่กรุงศรี ฟินโนเวต ปิดดีลการลงทุนเมื่อช่วงเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา โดยสตาร์ทอัพรายนี้เป็นแพลตฟอร์ม AI สำหรับองค์กรที่ช่วยยกระดับประสบการณ์ลูกค้า เพิ่มยอดขาย และควบคุมมาตรฐานการดำเนินงานแบบครบทุกช่องทาง โดยใช้ AI วิเคราะห์ภาพ เสียง พฤติกรรมลูกค้า และข้อมูลการปฏิบัติงานแบบเรียลไทม์ โดยให้บริการองค์กรในภาคธุรกิจต่างๆ ในหลายประเทศทั้งในอเมริกาเหนือ ยุโรป ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ รวมทั้งในเอเซียแปซิฟิก

 

“ท่ามกลางการเติบโตของเทคโนโลยี AI ผู้ให้บริการโซลูชัน AI เกิดขึ้นมากมายในตลาด แต่ Whale เป็นหนึ่งใน ไม่กี่รายที่มีศักยภาพเป็น Native Enterprise-grade AI และสามารถขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์แบบครบวงจรและครอบคลุมทุกช่องทางตลอดเส้นทางประสบการณ์การใช้งานของลูกค้า จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่กรุงศรี ฟินโนเวต ตัดสินใจลงทุน ขณะที่ Alpaca และ Qoala เป็นสองบริษัทฟินเทคที่อยู่เบื้องหลังโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในภาคธุรกิจการเงิน และกำลังต่อยอดเทคโนโลยีเพื่อรองรับกับความต้องการขององค์กรการเงินให้สามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ซับซ้อนมากขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว พร้อมขยายโซลูชันให้ครอบคลุมหลาย ภูมิภาคทั่วโลก” ปาลิดา กล่าว

 

“นอกจากโอกาสสร้างความเติบโตให้พอร์ตการลงทุนแล้ว สิ่งสำคัญของการลงทุนในสตาร์ทอัพคือการแสวงหาโอกาสในการผสานความร่วมมือระหว่างสตาร์ทอัพและธุรกิจต่างๆ ในเครือกรุงศรี ดังนั้นเมื่อกรุงศรีเองขยายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาค การลงทุนในสตาร์ทอัพต่างประเทศที่มีศักยภาพระดับภูมิภาคหรือระดับโลกก็จะช่วยส่งเสริมให้ความร่วมมือให้เกิดขึ้นกับธุรกิจและพาร์ทเนอร์”

 

ปัจจุบัน พอร์ตการลงทุนของกรุงศรี ฟินโนเวต มีมูลค่ารวมราว 5,000 ล้านบาท (หรือ 150 ดอลลาร์สหรัฐ) ลงทุนในสตาร์ทอัพรวมกว่า 30 บริษัท ครอบคลุมสตาร์ทอัพไทย อาเซียน และต่างประเทศ ในจำนวนนี้เป็นระดับยูนิคอร์น 4 บริษัท

 

ภาพ: Sutthiphong Chandaeng / Shutterstock

The post กรุงศรี ฟินโนเวต กางพอร์ต 5 พันล้าน เดินหน้าลุย 3 สตาร์ทอัพเมกะเทรนด์โลก AI-InsurTech-FinTech เสริมทัพภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้บริหาร 3 ผู้ค้าทองคำรายใหญ่คาดราคาปีนี้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว แต่จะทะลุได้ 80,000 บาท อาจต้องรอปีหน้า https://thestandard.co/gold-price-forecast-80k-next-year/ Mon, 17 Aug 2026 09:51:45 +0000 https://thestandard.co/gold-price-forecast-80k-next-year/ ภาพทองคำแท่งพร้อมโลโก้ 3 ผู้ค้าทองคำรายใหญ่ และข้อความคาดการณ์ราคา

ผู้บริหาร 3 ผู้ค้าทองคำรายใหญ่ของไทยประเมินตรงกันว่าราค […]

The post ผู้บริหาร 3 ผู้ค้าทองคำรายใหญ่คาดราคาปีนี้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว แต่จะทะลุได้ 80,000 บาท อาจต้องรอปีหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพทองคำแท่งพร้อมโลโก้ 3 ผู้ค้าทองคำรายใหญ่ และข้อความคาดการณ์ราคา

ผู้บริหาร 3 ผู้ค้าทองคำรายใหญ่ของไทยประเมินตรงกันว่าราคาทองคำผ่านจุดต่ำสุดของรอบนี้ไปแล้ว แต่การจะกลับไปเห็นระดับ 80,000 บาทต่อบาททองคำ อาจต้องรอถึงปีหน้า พร้อมชี้แนวต้าน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ คือด่านชี้ขาดทิศทางตลาด

 

 
 

ประเด็นที่ผู้ค้าทองคำทั้ง 3 ราย ได้แก่ ฮั่วเซ่งเฮง, วายแอลจี และเอ็มทีเอส โกลด์ ให้น้ำหนักตรงกันคือ ราคาทองคำโลกได้ผ่านจุดต่ำสุดของรอบการปรับฐานนี้ไปแล้ว

 

ธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทฮั่วเซ่งเฮง กล่าวว่า ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาราคาทองคำโลกทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 5,595 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทำให้พฤติกรรมของนักลงทุนเปลี่ยนไปเมื่อราคาเริ่มย่อตัวลง

 

“เมื่อราคาทองคำเริ่มย่อตัวลงมารอบนี้ พฤติกรรมของคนจึงเปลี่ยนไปคือไม่ได้รีบร้อนเข้าไปซื้อทันทีเหมือนแต่ก่อน เนื่องจากฐานราคาเดิมเคยอยู่สูงมาก วันนี้นักลงทุนจึงเน้นการเฝ้ารอจังหวะย่อตัว เพราะยังคงเชื่อมั่นว่าปัจจัยระยะยาวของทองคำยังคงเป็นทิศทางบวกอยู่” ธนรัชต์กล่าว

 

ฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่าแนวรับสำคัญที่เป็นจุดต่ำสุดอยู่ที่ประมาณ 4,100 ดอลลาร์ และการปรับฐานในช่วง 5-6 เดือนที่ผ่านมาถือว่าลงมาเกือบสุดทางแล้ว โดยหากราคาสามารถทะลุแนวต้านสำคัญที่ 4,500 ดอลลาร์ขึ้นไปได้ ตลาดจะเปลี่ยนทิศทางเข้าสู่สภาวะขาขึ้นอย่างชัดเจน พร้อมตั้งเป้าหมายราคาทองคำโลกปีนี้ไว้ที่ 4,900 – 5,000 ดอลลาร์

 

พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) ประเมินจุดต่ำสุดไว้ต่ำกว่าเล็กน้อยที่ระดับ 3,900 – 3,950 ดอลลาร์ แต่ให้แนวต้านที่ระดับเดียวกันคือ 4,500 ดอลลาร์ และประเมินเป้าหมายจนถึงสิ้นปีนี้ไว้ที่ประมาณ 4,850 – 5,000 ดอลลาร์ต้นๆ พร้อมระบุว่าการกลับไปเห็นระดับราคาสูงสุดเดิมนั้น ในระยะสั้นอาจจะยังไม่เห็น

 

ขณะที่ นายแพทย์กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ผู้บริหารกลุ่มบริษัทในเครือ เอ็มทีเอส โกลด์ (แม่ทองสุก) มองว่าในระยะยาวราคาทองคำไม่น่าจะหลุดแนวรับสำคัญที่ 4,000 ดอลลาร์ลงไปแล้ว โดยให้เหตุผลว่าข่าวร้ายที่กดดันตลาดในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาน่าจะผ่านจุดเลวร้ายที่สุดไปแล้ว

 

“เมื่อไม่มีข่าวร้ายแรงใหม่ๆ เข้ามากระทบ มันก็ไม่มีปัจจัยที่จะมากดดันราคาทองคำ คราวนี้หากหลังจากนี้เกิดข่าวร้ายทางเศรษฐกิจขึ้นมา มันจะยิ่งทำให้ทองคำกลายเป็นพระเอกโดดเด่นยิ่งขึ้นเรื่อยๆ” กฤชรัตน์กล่าว

 

ทะลุ 80,000 บาท อีกครั้ง ต้องรอปีหน้า

 

สำหรับราคาทองคำแท่งในประเทศ กฤชรัตน์ระบุว่า ปัจจุบันราคาทองคำโลกอยู่ที่ประมาณ 4,400 ดอลลาร์ หากปรับขึ้นไปอีกราว 400 ดอลลาร์ หรือประมาณ 10% ราคาทองคำในประเทศจะขยับขึ้ไปสู่ระดับประมาณ 73,000 – 74,000 บาท

 

ส่วนระดับ 80,000 บาทต่อบาททองคำนั้น เขาประเมินว่ามีโอกาสสูงมากที่จะได้เห็นในปี 2570 ช่วงประมาณปลายไตรมาสที่ 1 เนื่องจากคาดว่าทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะมีความชัดเจนและเริ่มมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างเป็นรูปธรรมในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า

 

ด้าน YLG ประเมินกรอบราคาทองคำแท่งไทยไว้ว่าจะไม่กลับไปเห็นระดับต่ำกว่า 72,000 บาทอีกแล้ว โดยให้แนวต้านราคาสูงสุดไว้ที่ประมาณ 77,000 บาท

 

ฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท วายแอลจี กรุ๊ป กล่าวเสริมบนเวทีว่า ในระยะยาวราคาทองคำยังไม่ได้เปลี่ยนเป็นขาลง โดยตั้งเป้าหมายที่ 4,900 ดอลลาร์ในปีนี้ ส่วนปีหน้าอาจจะกลับไปทดสอบจุดสูงสุดเดิม และหากผ่านได้จะไปถึงระดับ 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 

ปัจจัยหนุน ‘Fed การเมืองสหรัฐฯ และแรงซื้อธนาคารกลาง’

 

ปัจจัยที่ผู้ค้าทองคำทั้ง 3 รายให้น้ำหนักมากที่สุดในระยะใกล้คือทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ

 

กฤชรัตน์ระบุว่า เมื่อ 4-5 เดือนก่อน ตลาดโฟกัสแต่เรื่องสงครามและราคาน้ำมันดิบ แต่ปัจจุบันนักลงทุนหันไปมุ่งเน้นเรื่องอัตราดอกเบี้ยเป็นหลัก โดยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาแย่ลง โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงาน กลับเป็นข่าวดีต่อราคาทองคำ เพราะสะท้อนว่าเงินเฟ้อเริ่มอยู่ตัว เขาระบุว่าตลาดและนักวิเคราะห์ประเมินโอกาสที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนเหลือเพียง 30% ลดลงจากเดิมที่เคยสูงถึง 65%

 

ด้าน ธนรัชต์มองว่า การหาเสียงเลือกตั้งของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องเน้นควบคุมค่าครองชีพและราคาสินค้าไม่ให้แพงเกินไปเพื่อรักษาฐานคะแนนเสียง จะช่วยลดแรงกดดันต่อการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed ซึ่งเป็นผลบวกต่อราคาทองคำโดยตรง

 

อีกแรงหนุนสำคัญที่ถูกพูดถึงคือ กระแส De-dollarization หรือการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ของกลุ่มประเทศ BRICS และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งพวรรณ์มองว่าจะช่วยกดดันค่าเงินดอลลาร์ในระยะยาว

 

ขณะที่แรงซื้อจากธนาคารกลางยังคงเป็นปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแรง ธนรัชต์ระบุว่าในครึ่งปีแรกธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำเพิ่ม 345 ตัน โดยหลักอยู่ในไตรมาส 2 ขณะที่ธนาคารกลางเกาหลีใต้กลับมาซื้อทองคำเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี ส่วนธนาคารกลางจีนเข้าซื้อต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 21 และประเทศกำลังพัฒนาได้เพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำในทุนสำรองจากระดับ 10% ขึ้นไปสู่ 20-25%

 

ตลาดทองคำไทยซื้อขายวันละ 6.5 หมื่นล้านบาท มากกว่าตลาดหุ้นไทย

 

สารัชต์ รัตนาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวในงานแถลงข่าว ‘ปลดล็อกปรากฏการณ์การลงทุนครั้งใหม่บน SCB EASY’ ว่า ปริมาณการซื้อขายทองคำในประเทศไทยเคยพุ่งขึ้นไปสูงถึงระดับ 50% ของ GDP ประเทศ ขณะที่ปริมาณการซื้อขายรายวันสูงกว่าตลาดหุ้น ซึ่งเป็นที่มาของการพัฒนาบริการ SCB Gold Marketplace

 

“นี่คือก้าวหนึ่งที่พยายามจะสร้าง wealth platform สำหรับลูกค้า 17 ล้านราย” สารัชต์กล่าว โดยอ้างอิงถึงฐานลูกค้าของ SCB EASY ในปัจจุบัน

 

ด้าน แพททริก ปูเลีย Head of Financial Markets ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ไทยติด 1 ใน 10 ประเทศที่มีการซื้อขายทองคำมากที่สุดในโลก โดยปีก่อนหน้า ปริมาณการซื้อขายทองคำของไทยเคยขึ้นไปสูงสุดที่ 2.5 แสนล้านบาทต่อวัน เทียบกับตลาดหุ้นไทยที่ 7.4 หมื่นล้านบาทต่อวัน ขณะที่มูลค่าเฉลี่ยของการซื้อขายทองคำอยู่ที่ 6.5 หมื่นล้านบาทต่อวัน สูงกว่าตลาดหุ้นไทยที่ 4.2 หมื่นล้านบาทต่อวัน

 

แพททริกระบุว่า ที่ผ่านมาคนไทยซื้อขายทองคำเป็นเงินบาทมาโดยตลอด ซึ่งราคาทองคำไทยจะมี 2 องค์ประกอบอยู่ในนั้นเสมอ คือราคาทองคำ และค่าเงิน การเปิดให้ซื้อขายเป็นสกุลดอลลาร์จึงเป็นการแยกตัวแปรทั้งสองออกจากกัน

 

จุดเด่นของ SCB Gold Marketplace ที่ธนาคารระบุ ประกอบด้วยการรวมผู้ค้าทองคำชั้นนำ 3 ราย เข้ามาอยู่บนแพลตฟอร์มเดียว, การซื้อขายด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ, ไม่มีค่าธรรมเนียมซื้อขาย, รองรับทองคำทั้งความบริสุทธิ์ 99.99% และ 96.5%, ถอนทองคำจริงได้ และซื้อขายผ่านแอปพลิเคชัน SCB EASY

 

ภาพ: Brian A Jackson / Shutterstock

The post ผู้บริหาร 3 ผู้ค้าทองคำรายใหญ่คาดราคาปีนี้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว แต่จะทะลุได้ 80,000 บาท อาจต้องรอปีหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
CRC โชว์ฟอร์ม Q2/69 กำไรพุ่ง 124% ทำรายได้ทะลุ 6 หมื่นล้านบาท รับอานิสงส์ปรับพอร์ตสินค้า-ยอดทัวริสต์โต https://thestandard.co/crc-profit-portfolio-tourism/ Mon, 17 Aug 2026 09:20:27 +0000 https://thestandard.co/crc-profit-portfolio-tourism/ ภาพแสดงโลโก้ CRC และกราฟผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ที่มีกำไรและรายได้เติบโต

เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) เผยผลประกอบการไตรมาส […]

The post CRC โชว์ฟอร์ม Q2/69 กำไรพุ่ง 124% ทำรายได้ทะลุ 6 หมื่นล้านบาท รับอานิสงส์ปรับพอร์ตสินค้า-ยอดทัวริสต์โต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงโลโก้ CRC และกราฟผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ที่มีกำไรและรายได้เติบโต

เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) เผยผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 เติบโตอย่างโดดเด่น โดยมีรายได้รวม 60,119 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 2,114 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 124% สะท้อนความสำเร็จจากการขยายสาขา คุมเข้มบริหารต้นทุนและสร้าง Synergy ที่แข็งแกร่งภายในเครือ

 

ปเนต มหรรฆานุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการเงิน บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC กล่าวว่า หัวใจสำคัญของความสำเร็จในไตรมาสนี้มาจากการปรับปรุงเครือข่ายสาขา ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนสินค้า Private Brand ซึ่งมีอัตรากำไรสูง รวมถึงการบริหาร Product Mix ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค และควบคุมระดับสินค้าคงคลังอย่างเหมาะสม

 

แม้บริษัทต้องเผชิญกับความผันผวนทางเศรษฐกิจและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ แต่ยังคงรักษาวินัยทางการเงิน เสริมสภาพคล่อง และมุ่งสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้น

 

สำหรับกลยุทธ์ขับเคลื่อนการเติบโตในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา CRC เดินหน้าขยายสาขาแบรนด์ต่างๆ ในเครือภายในศูนย์การค้าเซ็นทรัล สาขาขอนแก่น แคมปัส และนอร์ทวิลล์ โดยครอบคลุมทั้ง Tops, Supersports, KIS, CMG, Power Buy, B2S, OfficeMate และ Auto1

 

นอกจากนี้ บริษัทยังรุกเข้าสู่เซกเมนต์ใหม่และต่อยอดธุรกิจในตลาด Beauty เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ผ่านแบรนด์ LOOKS และ KIS ในรูปแบบ Standalone พร้อมเปิดตัวร้านเบเกอรีสไตล์ญี่ปุ่น Haruki รวมถึงพัฒนารูปแบบร้าน TOPS DAILY Hybrid ร่วมกับ PET N’ ME และ TOPS CARE เพื่อเพิ่มความหลากหลายและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค

 

ขณะเดียวกัน CRC ยังให้ความสำคัญกับการเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยว โดยยอดขายจากนักท่องเที่ยวในประเทศไทยเติบโตมากกว่า 9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะอยู่ในภาวะชะลอตัวก็ตาม

 

ในด้านฐานสมาชิก Loyalty Program บริษัทเดินหน้าขยายระบบสมาชิก The 1 Vietnam ให้ครอบคลุมธุรกิจ Non-Food มากขึ้น ส่งผลให้จำนวนสมาชิก The 1 ในไทยและเวียดนามรวมกันเพิ่มขึ้นแตะ 30 ล้านคน โดยแบ่งเป็นสมาชิกในประเทศไทย 23 ล้านคน และเวียดนาม 7 ล้านคน

 

ปเนต ทิ้งท้ายว่า ในส่วนของทิศทางการดำเนินงานช่วงครึ่งหลังของปี 2569 CRC ยังคงมุ่งเน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพ Portfolio ทั้งในประเทศไทยและเวียดนาม เพื่อสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

 

ภาพ: CRC โชว์ฟอร์ม Q2/69

The post CRC โชว์ฟอร์ม Q2/69 กำไรพุ่ง 124% ทำรายได้ทะลุ 6 หมื่นล้านบาท รับอานิสงส์ปรับพอร์ตสินค้า-ยอดทัวริสต์โต appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุป GDP อาเซียนครึ่งแรกปี 2569 ไทยโตรั้งท้าย https://thestandard.co/asean-gdp-thailand-lowest-growth/ Mon, 17 Aug 2026 08:00:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1242826 ธงชาติกลุ่มประเทศอาเซียนขนาดเล็กบนพื้นหลังเบลอ

เศรษฐกิจไทย (GDP) ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ขยายตัว 1.9% […]

The post สรุป GDP อาเซียนครึ่งแรกปี 2569 ไทยโตรั้งท้าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธงชาติกลุ่มประเทศอาเซียนขนาดเล็กบนพื้นหลังเบลอ

เศรษฐกิจไทย (GDP) ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ขยายตัว 1.9% YoY ชะลอตัวลงจากที่ขยายตัว 2.8% YoY ในไตรมาสแรกของปี 2569 ดังนั้น เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เหตุไตรมาสที่ 2 เป็นช่วงเวลาที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากเหตุความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค พบว่าไทยมีอัตราการเติบโตต่ำที่สุด ดังนี้

 

🇻🇳เวียดนาม ขยายตัว 8.4% YoY

 

🇲🇾มาเลเซีย ขยายตัว 6.0% YoY

 

🇸🇬สิงคโปร์ ขยายตัว 5.9% YoY

 

🇮🇩อินโดนีเซีย ขยายตัว 5.3% YoY

 

🇵🇭ฟิลิปปินส์ ขยายตัว 2.3% YoY

 

🇹🇭ไทย ขยายตัว 1.9% YoY

 

ทั้งนี้ ลาว กัมพูชา เมียนมา และ บรูไน ติมอร์-เลสเต มีการเปิดเผยข้อมูล GDP อย่างเป็นทางการ แต่ยังมีข้อจำกัดในแง่ ‘ความถี่’ และ ‘ความทันเวลา’ โดยส่วนใหญ่เผยแพร่ GDP ‘รายปี’ มักล่าช้าหลายเดือน และ ไม่มี GDP รายไตรมาส

 

โดยปัจจัยหลักที่ทำให้ GDP ไทยไตรมาสล่าสุด ชะลอตัวลงมาจาก (1) การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนชะลอตัว (2) การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาลชะลอตัวลงอย่างมาก (3) การลงทุนภาครัฐกลับมาหดตัว (4) ขณะที่ด้านการผลิต หลายสาขาชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ

 

กระนั้น สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ได้ปรับเพิ่มประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศไทยในปี 2569 ขึ้นมาอยู่ที่ช่วง 2.0-2.5% (โดยมีค่ากลางการประมาณการอยู่ที่ 2.2%) ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นจากประมาณการครั้งก่อนหน้า (ณ วันที่ 18 พฤษภาคม 2569) ที่เคยคาดการณ์ไว้ในช่วง 1.5-2.5% (ค่ากลาง 2.0%) จากการส่งออกและภาคท่องเที่ยวฟื้นตัวดีกว่าคาด การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวอย่างก้าวกระโดด และคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อลดต่ำลง ช่วยหนุนกำลังซื้อและการบริโภค

 

อ้างอิง: สภาพัฒน์ รวบรวมข้อมูล ณ วันที่ 17 สิงหาคม 2569

ธงชาติกลุ่มประเทศอาเซียนขนาดเล็กบนพื้นหลังเบลอ 1

The post สรุป GDP อาเซียนครึ่งแรกปี 2569 ไทยโตรั้งท้าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอกนิติ’ ชี้ GDP ไตรมาส 2 โต 1.9% แม้ไม่ถูกใจ แต่สะท้อนไทยมาถูกทางในการประคองเศรษฐกิจ ก่อนเข้าสู่ระดับศักยภาพ https://thestandard.co/ekniti-gdp-thailand-economy-growth/ Mon, 17 Aug 2026 07:18:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1242800 ภาพ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

‘เอกนิติ’ รองนายกฯ และ รมว. คลัง เผยหลัง สภาพัฒน์รายงาน […]

The post ‘เอกนิติ’ ชี้ GDP ไตรมาส 2 โต 1.9% แม้ไม่ถูกใจ แต่สะท้อนไทยมาถูกทางในการประคองเศรษฐกิจ ก่อนเข้าสู่ระดับศักยภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

‘เอกนิติ’ รองนายกฯ และ รมว. คลัง เผยหลัง สภาพัฒน์รายงาน GDP ไทยไตรมาส 2/2569 โต 1.9% สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยมาถูกทาง ในการประคองเศรษฐกิจก่อนเข้าสู่ระดับศักยภาพ พร้อมส่งสัญญาณพิจารณา ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ เฟส 2

 

 

วันนี้ (17 สิงหาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยหลังสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) แถลงตัวเลข GDP ไทยไตรมาส 2/2569 ที่ 1.9% ผ่านการโพสต์ผ่านเพจเฟซบุ๊กทางการในชื่อ ‘ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ โดยระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับประมาณการของกระทรวงการคลังใน 3 ปัจจัย ดังนี้

 

1) ผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง

 

2) การพึ่งพาพลังงานนำเข้าในระดับสูง

 

3) การลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวดี

 

เงินเฟ้อพุ่ง การบริโภคหด ลุ้นต่อ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ เฟส 2

 

สำหรับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางที่เริ่มในช่วงปลายเดือนมีนาคม จนทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น จากต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น ได้สะท้อนผ่านตัวเลขเงินเฟ้อในไตรมาส 2 พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 2.7% จากไตรมาส 1 ที่ติดลบ 0.5% ขณะที่ตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนในไตรมาส 2 ขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.9% จากที่โต 3.3% ในไตรมาส 1

 

ด้วยเหตุนี้ ดร.เอกนิติจึงชี้ว่า เป็นเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ฉุกเฉินฯ เพื่อฟื้นการบริโภคภาคเอกชน ก่อนนำไปสู่วิกฤตปากท้อง และนำไปสู่การหดตัวทางเศรษฐกิจในระลอกต่อไปผ่านการนำเงินไปใช้ในโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’

 

ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีจะมีการดำเนินโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ต่อใน เฟส 2 หรือไม่นั้น ดร.เอกนิติระบุว่า ต้องพิจารณางบประมาณที่เหลืออยู่ ตลอดจนดูผลที่เกิดขึ้นจากโครงการระยะแรก ซึ่งจะจบในไตรมาส 3 เสียก่อน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ

 

ไทยพึ่งพาพลังงานนำเข้าสูง ต้องเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน

 

นอกจากนี้ ตัวเลขจากสภาพัฒน์ยังสะท้อนด้วยว่า ประเทศไทยพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศสูงมาก ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาส 2 กลับมาขาดดุลถึง 1.76 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (คิดเป็นเงินไทยราวเกือบ 6 แสนล้านบาท) จากที่เกินดุลในไตรมาส 1 ประมาณ 1.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ ดังนั้น การเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานจากพลังงานจากฟอสซิลที่ต้องนำเข้าไปสู่พลังงานสะอาดจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

 

ทั้งนี้ ดร.เอกนิติระบุ ว่าโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านบาท ทั้งโซลาร์รูฟท็อป ระบบโครงข่ายไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และยานยนต์ไฟฟ้า จึงเป็นการลงทุนใน ‘โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต’ ของประเทศ โดยเป็นการกู้เพื่อสร้างสินทรัพย์และลดความเสี่ยงของประเทศในระยะยาว ไม่ใช่การกู้เพื่อใช้จ่ายชั่วคราว เป็นการใช้เงินกู้เพื่อช่วยให้ประเทศผลิตและบริหารจัดการพลังงานได้ดีขึ้น ลดการนำเข้าเชื้อเพลิง ลดต้นทุนจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก และสร้างฐานสำหรับการลงทุนใหม่ของภาคเอกชน

 

“เหตุการณ์สงครามในอิหร่านเป็นจุดเปลี่ยนและสัญญาณเตือนว่า ไทยไม่สามารถรอให้วิกฤตราคาพลังงานเกิดขึ้นต่อเนื่องแล้วจึงค่อยแก้ปัญหา ความขัดแย้งในตะวันออกกลางสามารถส่งแรงกระเพื่อมมายังต้นทุนพลังงาน การขนส่ง ราคาสินค้า และค่าครองชีพของประชาชนไทยได้โดยตรง รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องเร่งลงทุนเพื่อให้ประเทศลดความเปราะบางจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าและราคาน้ำมันหรือก๊าซในตลาดโลกให้ได้มากที่สุดในเวลาและงบประมาณอันจำกัด ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับการเพิ่มกำลังผลิตและการใช้พลังงานสะอาดของประเทศไทยตามแผน PDP ของกระทรวงพลังงานด้วยเช่นกัน” ดร.เอกนิติระบุ

 

การลงทุนโต 2 หลักต่อเนื่อง ผลจาก Thailand Fast Pass

 

สำหรับการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวถึง 13.4% ในไตรมาส 2 ซึ่งเป็นอัตราขยายตัวสูงสุดในรอบ 11 ปี และเป็นการขยายตัวเติบโตถึง 2 หลัก (double digit growth) ติดต่อกัน ต่อเนื่องจากที่ขยายตัว 10.1% ในไตรมาสแรก ดร.เอกนิติชี้ว่าส่วนหนึ่งเป็นผลจากโครงการ Thailand Fast Pass ของ BOI ที่ทำให้เม็ดเงินลงทุนจริงจากภาคเอกชนที่สูงถึง 2.55 แสนล้าน ในไตรมาส 2 โดยการลงทุนส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรม S-Curve เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ AI พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมการแปรรูปเกษตร เป็นต้น

 

นอกจากนี้ ยังมีปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการที่ยังขยายตัวต่อเนื่องจาก 12.1% ในไตรมาส 1 มาอยู่ที่ 12.5% ในไตรมาส 2 โดยสินค้าที่ส่งออกหลักคือสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก และที่สำคัญสอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ในประเทศไทยอย่างชัดเจน

 

“ดังนั้น ในมุมมองของต่างชาติที่จัดลำดับให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในดาวรุ่งของประเทศเกิดใหม่ที่สามารถคว้าโอกาสจาก ‘การปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่’ ของโลกรอบนี้ จึงมีความสำคัญมาก คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่าเราจะต้องวิ่งตามอุตสาหกรรมใหม่หรือไม่ คำถามที่สำคัญกว่าคือทำยังไงที่ไทยจะสามารถคว้าโอกาสเป็น global supply chain เพื่อส่งต่อไปยังภาคอุตสาหกรรมในประเทศให้ได้จริง ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยเช่นกัน” ดร.เอกนิติระบุ

 

ชี้ไทยไม่ตกขบวนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

 

จากรายละเอียดตัวเลขต่างๆ ดร.เอกนิติชี้ว่าเศรษฐกิจไทยได้ขยับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ New Economy โลกแล้ว โดยหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกำลังปรับวิธีการจัดกลุ่มดัชนีต่างๆ ให้สอดคล้องกับภาพอุตสาหกรรมใหม่ของโลก ถัดจากนี้ไป จะเห็นภาพที่คมชัดขึ้นของการก้าวไปของเศรษฐกิจไทยอย่างแน่นอน

 

“ถึงแม้ว่า ตัวเลข GDP ในไตรมาสนี้ยังไม่ใช่ตัวเลขที่เราพอใจ แต่ตัวเลขนี้ยืนยันว่าการคาดการณ์และมาตรการประคองเศรษฐกิจของเรามาถูกทางต่อคำถามที่ว่าเศรษฐกิจประเทศไทยอยู่ตรงไหน เราอยู่ในช่วงที่รัฐบาลกำลังเร่ง ‘ประคองเศรษฐกิจเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านให้เศรษฐกิจสามารถโตเต็มศักยภาพ’ โดยเราเห็นสัญญาณการเติบโตของเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ในไตรมาสที่ 2 นี้” ดร.เอกนิติเขียนปิดท้าย

The post ‘เอกนิติ’ ชี้ GDP ไตรมาส 2 โต 1.9% แม้ไม่ถูกใจ แต่สะท้อนไทยมาถูกทางในการประคองเศรษฐกิจ ก่อนเข้าสู่ระดับศักยภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจไทยขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.9% ในไตรมาส 2 ต่ำสุดในอาเซียน พ้นจุดต่ำสุดหรือยัง? https://thestandard.co/thai-economy-q2-lowest-asean/ Mon, 17 Aug 2026 05:17:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1242748 ภาพอินโฟกราฟิกแสดงตัวเลข GDP ไทยไตรมาส 2 เติบโต 1.9% ต่ำสุดในอาเซียน

เศรษฐกิจไทย (GDP) ไตรมาส 2 ปี 2569 ชะลอตัวจากไตรมาสก่อน […]

The post เศรษฐกิจไทยขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.9% ในไตรมาส 2 ต่ำสุดในอาเซียน พ้นจุดต่ำสุดหรือยัง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงตัวเลข GDP ไทยไตรมาส 2 เติบโต 1.9% ต่ำสุดในอาเซียน

เศรษฐกิจไทย (GDP) ไตรมาส 2 ปี 2569 ชะลอตัวจากไตรมาสก่อนหน้า เหลือขยายตัวเพียง 1.9% เหตุไตรมาสที่ 2 เป็นช่วงเวลาที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากเหตุความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค พบว่าไทยมีอัตราการเติบโตต่ำที่สุด สภาพัฒน์ปรับประมาณการ GDP ปีนี้ขึ้นเป็น 2.2% (ค่ากลาง)

 

 
 

วันนี้ (17 สิงหาคม) ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทย (GDP) ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ขยายตัว 1.9% YoY ชะลอตัวลงจากที่ขยายตัว 2.8% YoY ในไตรมาสแรกของปี 2569 ดังนั้น เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า หรือเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยหดตัว 0.2% QoQ เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

 

โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 ชะลอตัวมีสาเหตุหลักมาจากเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากสถานการณ์ความไม่สงบและความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

 

โดยอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยยังนับว่าต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน หลังเศรษฐกิจเวียดนามขยายตัว 8.4% YoY มาเลเซียขยายตัว 6.0% YoY สิงคโปร์ขยายตัว 5.9% YoY อินโดนีเซียขยายตัว 5.3% YoY และฟิลิปปินส์ขยายตัว 2.3% YoY

 

วิเคราะห์ ‘ปัจจัยฉุด’ เศรษฐกิจไทยชะลอตัวในไตรมาส 2 ปีนี้

 

โดยปัจจัยหลักที่ทำให้ GDP ไทยไตรมาสล่าสุด ชะลอตัวลงมาจาก (1) การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนชะลอตัว โดยขยายตัวเหลือ 1.9% (ชะลอลงจาก 3.3% ในไตรมาสก่อนหน้า) เป็นไปตามการลดลงของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคมาอยู่ที่ระดับ 50.3 (ต่ำสุดในรอบ 14 ไตรมาส) โดยมีการชะลอตัวในเกือบทุกหมวดสำคัญ ทั้งหมวดบริการ หมวดสินค้าไม่คงทน และหมวดสินค้าคงทน เป็นต้น

 

(2) การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาลชะลอตัวลงอย่างมาก เหลือโตเพียง 0.2% (ชะลอลงจาก 3.4% ในไตรมาสก่อนหน้า) เนื่องจากการลดลงของรายจ่ายโอนเพื่อสวัสดิการสังคมที่ไม่เป็นตัวเงินและค่าตอบแทนแรงงานที่ปรับตัวลดลง 2.8% และ 0.3% ตามลำดับ

 

(3) การลงทุนภาครัฐกลับมาหดตัว ปรับตัวลดลง 1.6% ซึ่งเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 3 ไตรมาส (เทียบกับการขยายตัว 9.4% ในไตรมาสก่อนหน้า) โดยเฉพาะการลดลงของการลงทุนหมวดเครื่องจักรเครื่องมือและการลงทุนในหมวดก่อสร้าง ตามการลดลงของการก่อสร้างรัฐวิสาหกิจเป็นสำคัญ

 

(4) ขณะที่ด้านการผลิต หลายสาขาชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งสาขาเกษตรกรรม ขยายตัว 1.5% (ชะลอลงจาก 2.0% ในไตรมาสก่อนหน้า) สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัวเพียง 0.1% (ชะลอลงจาก 1.0% ในไตรมาสก่อนหน้า) สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหารชะลอตัว โดยขยายตัว 1.5% (ชะลอจาก 2.2% ในไตรมาสก่อนหน้า) สาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้าชะลอตัว โดยขยายตัว 2.6% (ชะลอลงจาก 3.5% ในไตรมาสก่อน) ขณะที่สาขาก่อสร้างขยายตัวเกือบหยุดนิ่ง โดยขยายตัวเพียง 0.1% (ชะลอลงอย่างรุนแรงจาก 6.2% ในไตรมาสก่อนหน้า)

 

เปิด ‘แรงส่ง’ เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2: ลงทุนภาคเอกชน-ส่งออก

 

แม้ว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 จะเผชิญการชะลอตัวในหลายด้าน แต่ยังมีแรงสำคัญ ได้แก่ การลงทุนภาคเอกชน ที่ขยายตัวถึง 13.4% เร่งตัวขึ้นจาก 10.1% ในไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งนับเป็นอัตราการขยายตัวที่สูงที่สุดในรอบ 54 ไตรมาส หรือตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2555

 

ขณะที่การส่งออกสินค้าขยายตัว 17.6% เท่ากับไตรมาสก่อนหน้า โดยมีแรงสนับสนุนสำคัญมาจากกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง ที่ขยายตัวสอดคล้องกับกระแสความต้องการในตลาดโลก โดยกลุ่มอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคม (ขยายตัว 129%) และชิ้นส่วนและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (ขยายตัว 65.5%)

 

เศรษฐกิจไทยถึงจุดต่ำสุดหรือยัง

 

ดนุชาตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีเศรษฐกิจไทยตอนนี้ผ่านจุดต่ำสุดไปหรือยัง หรือเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 เป็นจุดต่ำสุดของปีนี้ใช่หรือไม่ ว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ เท่าที่ดูข้อมูลจนถึงตอนนี้ คาดว่าน่าจะปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากในครึ่งปีหลัง คาดว่าความรุนแรงของราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์น่าจะเริ่มคลี่คลายลง

 

สภาพัฒน์ปรับขึ้นประมาณการ GDP ไทย

 

สภาพัฒน์ยังได้ปรับเพิ่มประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศไทยในปี 2569 ขึ้นมาอยู่ที่ช่วง 2.0-2.5% (โดยมีค่ากลางการประมาณการอยู่ที่ 2.2%) ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นจากประมาณการครั้งก่อนหน้า (ณ วันที่ 18 พฤษภาคม 2569) ที่เคยคาดการณ์ไว้ในช่วง 1.5-2.5% (ค่ากลาง 2.0%)

 

โดยสาเหตุสำคัญของการปรับเปลี่ยนประมาณการมาจาก 4 สาเหตุสำคัญ ดังนี้

 

  1. การส่งออกสินค้า โดยสภาพัฒน์ปรับคาดการณ์มูลค่าส่งออกขึ้นเป็น 15.1% (จากเดิมคาดไว้ 9.6%) เนื่องจากทิศทางเศรษฐกิจ และ ปริมาณการค้าโลกปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะความต้องการสินค้า อิเล็กทรอนิกส์ และ เทคโนโลยีขั้นสูง (เช่น กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และโครงสร้างพื้นฐาน AI) ที่ยังอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง
  2. นักท่องเที่ยวต่างชาติใช้จ่ายต่อหัวสูงขึ้น โดยปรับคาดการณ์รายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นเป็น 1.65 ล้านล้านบาท (จากเดิมที่คาดไว้ 1.49 ล้านล้านบาท) ส่งผลให้ภาพรวมปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการขยายตัวถึง 10.6% (จากเดิมคาด 6.2%)
  3. การลงทุนภาคเอกชน ปรับขึ้นเป็น 9.6% (จากเดิม 3.7%) สอดคล้องกับการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและเครื่องมือ ตลอดจนความต้องการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าทุน นอกจากนี้ ยังได้รับแรงหนุนจากยอดการขอรับและการออกบัตรส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง
  4. การบริโภคภาคเอกชน ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 2.6% (จาก 2.4%) สอดคล้องกับการปรับลดประมาณการเงินเฟ้อลงมาอยู่ที่ 1.5-2.0%

 

อย่างไรก็ตาม ดนุชากล่าวว่า ประมาณการดังกล่าวยังมีข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ ความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ภายนอกประเทศที่สำคัญ ความเสี่ยงจากการชะลอตัวมากกว่าที่คาดของเศรษฐกิจและการค้าโลก ความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่จะส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ภาระหนี้สินภาคครัวเรือนที่อยู่ในเกณฑ์สูงและธุรกิจ SMEs ที่ยังคงมีความเสี่ยงด้านเครดิตอยู่ในระดับสูงจะเป็นข้อจำกัดต่อการขยายตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ

The post เศรษฐกิจไทยขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.9% ในไตรมาส 2 ต่ำสุดในอาเซียน พ้นจุดต่ำสุดหรือยัง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
อธิปไตย vs. เทคโนโลยี ผ่าปม ทำไม SpaceX ต้องการบุกไทย ปลดล็อกกฎหมายต่างชาติถือหุ้น 100% ในธุรกิจเทเลคอมไทย จำเป็นหรืออันตราย ผ่านเลนส์ 2 อดีต กสทช. https://thestandard.co/spacex-thailand-foreign-telecom-law/ Mon, 17 Aug 2026 03:38:26 +0000 https://thestandard.co/spacex-thailand-foreign-telecom-law/ ภาพประกอบแสดงธงชาติไทยผสมผสานกับเทคโนโลยีสื่อสารดาวเทียม และรูปบุคคล 2 ท่าน

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีการสื่อสารครั้งส […]

The post อธิปไตย vs. เทคโนโลยี ผ่าปม ทำไม SpaceX ต้องการบุกไทย ปลดล็อกกฎหมายต่างชาติถือหุ้น 100% ในธุรกิจเทเลคอมไทย จำเป็นหรืออันตราย ผ่านเลนส์ 2 อดีต กสทช. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงธงชาติไทยผสมผสานกับเทคโนโลยีสื่อสารดาวเทียม และรูปบุคคล 2 ท่าน

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีการสื่อสารครั้งสำคัญของโลก ประเด็นการเข้ามาลงทุนของ SpaceX ของ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) เพื่อให้บริการดาวเทียมวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit หรือ LEO) ภายใต้ชื่อ Starlink ในประเทศไทย กำลังกลายเป็นที่สนใจ หลังจากที่กระทรวงพาณิชย์แสดงจุดยืนชัดเจนว่า ธุรกิจโทรคมนาคมผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำเป็นเรื่องของ ‘อธิปไตย’ และเป็นธุรกิจที่สงวนไว้สำหรับคนไทย โดยไม่อนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้น 100%

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

ขณะเดียวกัน การประกาศความสนใจของ อีลอน มัสก์ ในการนำบริการดาวเทียมวงโคจรต่ำภายใต้แบรนด์ ‘Starlink’ เข้ามาลงทุนในประเทศไทย กำลังกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย ท่ามกลางคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยมีความพร้อมเชิงโครงสร้างพื้นฐานอย่างไร และอะไรคืออุปสรรคเชิงกฎหมายที่ทำให้บิ๊กดีลระดับโลกนี้ยังต้องหยุดชะงัก

 

เพื่อร่วมหาทางออก วิเคราะห์ผลกระทบในมิติต่างๆ และค้นหากุญแจสำคัญในการปลดล็อกประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลแห่งอาเซียน THE STANDARD WEALTH ได้พูดคุยและสัมภาษณ์พิเศษกับ 2 คีย์แมนสำคัญในวงการโทรคมนาคมไทย ได้แก่ พันเอก ดร.นที ศุกลรัตน์ อดีตรองประธานกรรมการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และ ฐากร ตัณฑสิทธิ์ อดีตเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

 

โดยพันเอก ดร.นที อธิบายว่า วัตถุประสงค์การเข้ามาของ SpaceX มี 2 ส่วนสำคัญด้วยกันคือ

 

  • การให้บริการในพื้นที่ห่างไกล ที่โครงข่ายโทรคมนาคมภาคพื้นดินปกติยังไปไม่ถึง ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์พื้นฐานของระบบดาวเทียม LEO ในปัจจุบัน
  • การให้บริการ ‘Direct-to-Cell’ ซึ่งเป็นฟีเจอร์สำคัญที่สุดและเป็นทิศทางหลักที่ SpaceX มุ่งไป

 

บริการ Direct-to-Cell นี้คือแกนหลักของเทคโนโลยี 6G ในอนาคตที่เรียกว่า NTN (Non-Terrestrial Network) ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อไม่ให้มีจุดอับสัญญาณใดๆ บนโลก ไม่ว่าผู้ใช้งานจะอยู่ในป่า อุทยาน ทะเล หรือพื้นที่ทุรกันดาร โดยเป็นการประสานการทำงานระหว่างโครงข่ายภาคพื้นดินเข้ากับดาวเทียมวงโคจรต่ำ

 

เทคโนโลยี LEO นี้เป็นเทคโนโลยีข้ามพรมแดน (Cross-Border Technology) ที่ประเทศใดประเทศหนึ่งไม่สามารถลงทุนได้เองเพียงลำพัง เปรียบเสมือนอินเทอร์เน็ต, Facebook หรือ Google ซึ่งเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้บริการ และคงไม่อาจกล่าวได้ว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้ละเมิด ‘อธิปไตย’ ของประเทศ

 

ภาพประกอบแสดงธงชาติไทยผสมผสานกับเทคโนโลยีสื่อสารดาวเทียม และรูปบุคคล 2 ท่าน 1

 

พันเอก ดร.นที ศุกลรัตน์ อดีตรองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

 

โครงสร้างพื้นฐานไทย ‘เกือบดีที่สุดในโลก’ แต่เสี่ยง ‘กินบุญเก่า’ หากไม่รีบวิ่ง

 

ด้าน ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานทางด้านโทรคมนาคมที่แข็งแกร่งมากและเรียกได้ว่าเกือบดีที่สุดในโลก โดยในช่วงที่เขาพ้นจากตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. เมื่อเดือนมิถุนายน 2563 ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในกลุ่มอาเซียนที่เปิดให้บริการ 5G ก่อนสิงคโปร์ด้วยซ้ำ ส่งผลให้โครงข่ายโทรศัพท์มือถือและการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทยมีประสิทธิภาพสูงมาก มีการต่อยอดใช้งานแพลตฟอร์ม OTT (Over-the-Top) เช่น Facebook และ YouTube สูงกว่าทุก ๆ ประเทศในภูมิภาคอย่างเห็นได้ชัด นอกเหนือจากระบบโทรคมนาคมแล้ว ประเทศไทยยังมีระบบสาธารณสุขและระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ดีควบคู่กันมา

 

อย่างไรก็ตาม ฐากรตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วง 6 ปีหลังจากที่เขาพ้นตำแหน่งมา ประเทศไทยแทบจะไม่มีการก้าวหน้าเพิ่มเติมเท่าที่ควรและกำลังอยู่ในสภาวะ “กินบุญเก่า” ซึ่งในโลกยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีหมุนไปอย่างรวดเร็ว หากเราหยุดนิ่งอยู่กับที่ก็เท่ากับการเดินถอยหลัง

 

“ถ้าเราวันเนี้ยเราอยู่เฉย ๆ ก็เหมือนกับเราเดินถอยหลัง แต่ถ้าเราอยากจะเดินไปข้างหน้าให้เร็วกว่าประเทศอื่นเค้า เราต้องวิ่งแล้วตอนนี้” ฐากรกล่าวเน้นย้ำ

 

เขาระบุว่า ประเทศไทยไม่ควรเปรียบเทียบตัวเองกับสิงคโปร์ซึ่งเป็นประเทศขนาดเล็กที่มีข้อจำกัดทางพื้นที่ แต่เราควรเปรียบเทียบกับประเทศขนาดใหญ่ในภูมิภาค เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และโดยเฉพาะเวียดนามที่กำลังพัฒนาตัวเลขและก้าวหน้าอย่างรวดเร็วมาก ซึ่งไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อหนีคู่แข่งเหล่านี้ให้พ้น

 

ล็อกใหญ่ ‘กฎหมายถือหุ้นต่างชาติ 49:51’ และข้ออ้างเรื่อง ‘อธิปไตย’

 

เงื่อนไขสำคัญที่ทำให้การลงทุนของ Starlink ในไทยยังไม่เกิดขึ้น คือข้อกำหนดของ อีลอน มัสก์ ที่ต้องการเข้ามาลงทุนและ ถือหุ้นในบริษัทเอง 100% เต็ม ขณะที่กฎหมายการประกอบกิจการโทรคมนาคมของไทยในปัจจุบันยังคงจำกัดสัดส่วนการถือครองหุ้นของคนต่างด้าวไว้ที่สัดส่วน 49:51 (ต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน 49% และฝ่ายไทยต้องถือหุ้นอย่างน้อย 51%)

 

เมื่อมองย้อนไปในอดีต ฐากรเล่าว่าประเทศไทยเคยอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติถือหุ้นในสัดส่วน 75% และไทยถือ 25% แต่ต่อมาในยุคอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร (ซึ่งเป็นยุคของ AIS สมัยก่อน) ได้มีการปรับแก้เกณฑ์ลดลงมาเหลือ 49:51 เพื่อความสะดวกในการกำกับดูแลด้านความมั่นคง ส่งผลให้ผู้ประกอบการค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น AIS, True หรืออดีต DTAC ล้วนอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ 49:51 นี้ทั้งหมด

 

ทว่าเมื่อเทียบกับ ภาคส่วนการเงินและระบบธนาคาร ในอดีตก็เคยถูกจำกัดสัดส่วนการถือหุ้นไว้ที่ 49:51 เช่นเดียวกัน แต่ปัจจุบันภาคการเงินได้รับการเปิดเสรีจนต่างชาติสามารถเข้ามาซื้อหุ้นและถือครองได้ 100% แล้ว (เช่น กรณีธนาคารต่างชาติเข้ามาซื้อกิจการของธนาคารกรุงศรีอยุธยา) ในขณะที่ภาคโทรคมนาคมของไทยยังไม่ได้รับการเปิดเสรีในลักษณะนี้

 

ดังนั้น ฐากรระบุว่าเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับ แนวนโยบายของรัฐบาลเพียงอย่างเดียว หากรัฐบาลต้องการดึงดูดการลงทุนจาก Starlink ก็จำเป็นต้องมีการเจรจาปรับปรุงหรือแก้ไขข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม หรือพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เพื่อให้เปิดช่องให้สัดส่วนต่างชาติขยับขึ้นไปเป็น 75% หรือ 100% ตามความเหมาะสม ควบคู่ไปกับกลไกการเจรจาทางการค้า

 

ภาพประกอบแสดงธงชาติไทยผสมผสานกับเทคโนโลยีสื่อสารดาวเทียม และรูปบุคคล 2 ท่าน 2

 

ฐากร ตัณฑสิทธิ์ อดีตเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

 

สอดคล้องกับมุมมองของ พันเอก ดร.นที ที่เตือนว่า ปัญหาสำคัญของประเทศไทยในขณะนี้คือ การนำกฎหมายของโลกยุคเก่ามาบังคับใช้กับเทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน การใช้ประเด็นเรื่อง ‘อธิปไตย’ มาเป็นข้ออ้างเพื่อสกัดกั้นเทคโนโลยี จะส่งผลให้ข้อเสนอต่างๆ ถูกปัดตกจากโต๊ะเจรจาทันที และทำให้ประเทศไทยเป็นผู้เสียประโยชน์เอง ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและเวียดนามต่างยอมรับเงื่อนไขและข้อเสนอเพื่อเดินหน้าเทคโนโลยีนี้แล้ว

 

หากเราปฏิเสธการร่วมมือนี้เนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมาย ในอีก 3-4 ปีข้างหน้าเมื่อโลกเข้าสู่ยุค 6G ประเทศไทยจะสามารถใช้ประสิทธิภาพของเทคโนโลยี 6G ได้เพียง 70% เท่านั้น เนื่องจากจะขาดบริการส่วน NTN ที่ช่วยกระจายสัญญาณครอบคลุมทั่วประเทศ ส่งผลให้รัฐบาลสูญเสียโอกาสที่จะลดต้นทุนการจัดให้บริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึง (USO) ในพื้นที่ห่างไกลให้แทบกลายเป็นศูนย์

 

ความเข้าใจ ‘ดาวเทียม LEO’ ทำงานอย่างไร และพร้อมแค่ไหนในไทย?

 

สำหรับข้อกังวลว่าบริการดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) จะเข้ามารุกคืบทำลายล้าง (Disrupt) ธุรกิจผู้ให้บริการเครือข่ายเดิมของไทยหรือไม่นั้น ฐากรให้ความเห็นว่า ดาวเทียม LEO จะไม่ส่งผลกระทบต่อระบบเสียง (Voice) มากนัก เนื่องจากถูกออกแบบมาเพื่อส่งผ่านข้อมูลหรือให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Data) เป็นหลัก

 

ปัจจุบัน พฤติกรรมผู้บริโภคหันไปใช้การโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ตหรือบริการ OTT (เช่น การโทรผ่านแอปพลิเคชัน Line) เกือบทั้งหมดแล้ว ซึ่งราคาประหยัดกว่ามาก แม้ว่าความคมชัดของเสียงระบบดาต้าอาจจะอยู่ที่ประมาณ 80% เมื่อเทียบกับระบบเสียงดั้งเดิมที่ชัดเจนเต็ม 100% ก็ตาม

 

การทำงานของดาวเทียม LEO มีความต่างจากดาวเทียมวงโคจรสูงดั้งเดิมอย่าง ‘ไทยคม’ (Thaicom) ซึ่งเป็นดาวเทียมที่ลอยอยู่สูงมากและมีตำแหน่งวงโคจรเป็นดวง ๆ แต่ดาวเทียม LEO จะลอยอยู่ใกล้โลกมากกว่า และต้องอาศัยสถานีรับส่งสัญญาณภาคพื้นดิน (Earth Station/Gateway) ในการส่งผ่านข้อมูลลงมา ก่อนจะส่งต่อไปยังเสาสัญญาณพื้นดินที่มีอยู่เพื่อกระจายสัญญาณต่อ

 

ปัจจุบัน ประเทศไทยได้รับการออกใบอนุญาตดาวเทียม LEO และมีการเปิดให้บริการไปแล้ว 1 ราย ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง บริษัทสัญชาติอังกฤษ ร่วมกับ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT โดยมีการจัดตั้งสถานีรับสัญญาณภาคพื้นดินขนาดใหญ่อยู่ที่ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อทำหน้าที่รับข้อมูลจากดาวเทียมและกระจายไปทั่วทั้งประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการโทรคมนาคมของไทย เช่น NT, AIS หรือแม้แต่ไทยคม ต่างมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานเสาส่งพื้นดินในการรองรับระบบเทคโนโลยีนี้อยู่แล้ว

 

ฐากรย้ำว่า หากการเปิดให้บริการนี้จะเข้ามา Disrupt หรือสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อธุรกิจดั้งเดิมจริง ค่ายโทรคมนาคมรายใหญ่ในไทยคงไม่ยอมให้ NT เปิดบริการดาวเทียม LEO จากอังกฤษไปก่อนหน้านี้อย่างแน่นอน

 

เปิดทางออก 2 ระยะ ปรับ พ.ร.บ. หลัก และการตั้ง ‘Regulatory Sandbox’

 

เพื่อไม่ให้ประเทศไทยต้องตกขบวนเทคโนโลยีและสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดด้านกฎหมาย พันเอก ดร.นที ได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่ปฏิบัติได้จริงและถูกต้องตามกฎหมายไว้ 3 ขั้นตอนสำคัญ ดังนี้

 

1. หลีกเลี่ยงการแก้กฎหมายรอง แต่ให้แก้ไข พ.ร.บ. หลักอย่างโปร่งใส

 

พันเอก ดร.นที ย้ำว่า ไม่ควรแก้ไขกฎหมายรองระดับประกาศของ กสทช. เพื่อเอื้อประโยชน์เป็นรายกรณี เพราะอาจนำไปสู่การฟ้องร้องทางกฎหมายจากผู้เสียประโยชน์ จนทำให้การพัฒนา 6G ล่าช้าออกไปอีก สิ่งที่รัฐบาลและหน่วยงานกำกับดูแลต้องทำคือการแก้ไข พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ซึ่งเป็นกฎหมายหลักให้มีความชัดเจนและโปร่งใส โดยกำหนดให้ผู้ให้บริการโครงข่ายภาคพื้นดินในไทย สามารถทำสัญญากับบริษัทดาวเทียมต่างชาติเพื่อให้บริการร่วมกันได้ โดยอยู่ภายใต้ใบอนุญาตและการประกอบกิจการของบริษัทไทย

 

2. กำหนดให้มี ‘ผู้รับผิดชอบทางกฎหมาย’ ในไทย

 

แทนที่จะบังคับให้ตั้งนิติบุคคลร่วมทุนแบบเดิม ควรเปลี่ยนมากำหนดเงื่อนไขให้บริษัทต่างชาติที่มาเชื่อมต่อโครงข่าย ต้องมีตัวแทนหรือผู้รับผิดชอบทางกฎหมายในประเทศไทย (Legal Representative) เพื่อให้ภาครัฐยังคงสามารถควบคุม ดูแล และบังคับใช้กฎหมายได้หากเกิดกรณีที่ขัดต่อกฎหมายของประเทศ

 

3. ประกาศพื้นที่ทดลอง ‘Regulatory Sandbox’ ในระหว่างรอแก้ไขกฎหมาย

 

เนื่องจากกระบวนการแก้ไขกฎหมายหลักต้องใช้เวลา เพื่อไม่ให้ไทยเสียโอกาส พันเอก ดร.นที เสนอให้จัดตั้ง Regulatory Sandbox ในพื้นที่จำกัด เพื่อเปิดโอกาสให้ค่ายดาวเทียมต่างๆ สามารถร่วมมือกับผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในไทย ทดลองให้บริการระบบ Direct-to-Cell (ซึ่งปัจจุบันเริ่มทดสอบใช้งานได้แล้วในยุค 5G-Advanced หรือ 5.5G)

 

ที่สำคัญ Sandbox นี้จะต้องเปิดกว้าง ให้กับผู้ให้บริการทุกรายอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่เพียงแค่ SpaceX เท่านั้น เนื่องจากในอนาคตจะมีคู่แข่งอีกหลายราย ทั้งจากฝั่งยุโรป จีน หรือแม้กระทั่งโครงการ Kuiper ของ Amazon ซึ่งการเปิดกว้างนี้จะช่วยให้ไทยได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนสำหรับใช้ยกร่างกติกาถาวรในอนาคต

 

ทำไมไทย จึงต้องพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ และความเสี่ยงที่ต้องระวัง

 

สำหรับคำถามที่ว่า ทำไมผู้ประกอบการไทยหรือดาวเทียมไทยจึงไม่ลงทุนระบบดาวเทียม LEO เอง พันเอก ดร.นที อธิบายว่า ระบบ LEO จำเป็นต้องใช้เม็ดเงินลงทุนมหาศาลเกินกว่าศักยภาพของประเทศจะรับไหว ปัจจุบัน SpaceX ส่งดาวเทียมขึ้นไปแล้วกว่า 10,000 ดวง และมีแผนจะส่งถึง 30,000 ดวงในอนาคต การลงทุนนี้เปรียบเสมือนการพัฒนา AI Foundation Model ขนาดใหญ่ ซึ่งไทยไม่มีความจำเป็นต้องสร้างขึ้นเองตั้งแต่ต้น แต่เราสามารถเลือกลงทุน On Top เพื่อใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกเหล่านั้นมาสร้างมูลค่าเพิ่มได้

 

ในแง่ของอธิปไตย หากพิจารณาการทำงานจะพบว่าดาวเทียมทำงานโดยใช้สัญญาณเฉพาะจุด (Spot beam) ครอบคลุมเฉพาะพื้นที่เท่านั้น การให้ผู้ให้บริการอย่าง LEO เข้ามาเติมเต็มการบริการร่วมกับค่ายมือถือไทยในพื้นที่จำกัด (เช่น ในอุทยาน เกาะ หรือทะเล) จึงไม่ใช่การละเมิดอธิปไตย แต่เป็นการร่วมมือเพื่อเติมเต็มศักยภาพการบริการให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งจะเอื้อประโยชน์โดยตรงต่อภาคประชาชน เศรษฐกิจ และสังคม

 

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดและความเสี่ยงที่ภาครัฐต้องระมัดระวัง คือความเข้มงวดในการกำกับดูแลระบบ Sandbox ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์เพื่อการทดสอบในพื้นที่จำกัดอย่างแท้จริง ไม่ปล่อยให้มีการลักลอบให้บริการเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบในพื้นที่อื่นที่กฎหมายปัจจุบันยังไม่รองรับ เนื่องจากจะเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายไทย

 

โอกาสทอง สู่ศูนย์กลางโทรคมนาคมอาเซียน และเป้าหมาย ‘เศรษฐกิจดิจิทัลสมบูรณ์’

 

ฐากร ตัณฑสิทธิ์ วิเคราะห์เชิงบวกว่า หากรัฐบาลขับเคลื่อนให้มีผู้ให้บริการดาวเทียม LEO เข้ามาลงทุนได้สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นภายใต้กรอบการถือหุ้น 49:51 หรือการยอมปลดล็อกกฎหมาย 100% จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างมหาศาล

 

การเข้ามาแข่งขันกันของผู้ให้บริการหลากหลายราย ทั้งรายเดิมที่เป็นค่ายอังกฤษ สหรัฐอเมริกา (Starlink) หรือแม้กระทั่งค่ายจากประเทศจีน จะช่วยยกระดับให้ไทยกลายเป็น ศูนย์กลางทางด้านโทรคมนาคม (Telecom Hub) ของภูมิภาคทันที โดยประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับประกอบด้วย

 

  • อินเทอร์เน็ตราคาถูกลง: การแข่งขันจะช่วยเพิ่มปริมาณดาต้าและทำให้ราคาอินเทอร์เน็ตถูกลง ประชาชนสามารถนำอินเทอร์เน็ตไปขับเคลื่อนต่อยอดทำธุรกิจดิจิทัลส่วนตัวได้อย่างกว้างขวาง
  • การลงทุนและการจ้างงาน: จะเกิดเม็ดเงินลงทุนและการจ้างงานในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก
  • การเติบโตของ Data Center สู่ยุค 6G: ปริมาณข้อมูลมหาศาลจากระบบดาวเทียมวงโคจรต่ำจะช่วยสะสมข้อมูลเพื่อป้อนเข้าสู่ระบบ Data Center ในประเทศ รองรับการก้าวเข้าสู่ยุค 6G ในอนาคตอันใกล้

 

ภาพประกอบแสดงธงชาติไทยผสมผสานกับเทคโนโลยีสื่อสารดาวเทียม และรูปบุคคล 2 ท่าน 3

 

สถานีโครงการดาวเทียมวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit หรือ LEO) ภายใต้ชื่อ Starlink ของของ อีลอน มัสก์ ในประเทศสเปน

 

บริการดาวเทียม LEO และระบบข้อมูลภาคพื้นดินเปรียบเสมือน ‘จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ’ ที่จะเชื่อมต่อให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุค ‘เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างสมบูรณ์’ (Complete Digital Economy) ได้สำเร็จ หลังจากที่เราตั้งเป้าหมายนี้มานานแต่ยังเกิดขึ้นไม่ได้เต็มพื้นที่และเต็มรูปแบบเสียที

 

บทเรียนประวัติศาสตร์จากยุค 2G สู่ 3G ที่ไทยไม่ควรซ้ำรอย

 

พันเอก ดร.นที ได้ย้อนบทเรียนในอดีตเพื่อเตือนสติทุกฝ่ายว่า ความพยายามที่จะดึงดันใช้กฎหมายเก่าหรืออ้างเหตุผลด้านอธิปไตยโดยไม่ปรับตัวตามเทคโนโลยี อาจทำให้ประเทศชาติตกเป็นผู้เสียประโยชน์เอง

 

ดังเช่นในอดีตที่ประเทศไทยประสบปัญหาล็อกทางกฎหมายในการเปลี่ยนผ่านจากยุค 2G ไปสู่ 3G ส่งผลให้การพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศล่าช้าไปนานนับสิบปี ครั้งนี้จึงเป็นบททดสอบสำคัญของทั้งรัฐบาล กสทช. และกระทรวงพาณิชย์ ว่าจะสามารถปรับตัวทันความเร็วของเทคโนโลยีอวกาศยุคใหม่ เพื่อรักษาสิทธิของประชาชนไทยในการเข้าถึงโครงข่ายที่ดีที่สุดของโลกได้หรือไม่

 

“ผมอยากเห็นประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางด้านโทรคมนาคมอีกครั้งหนึ่ง” ฐากรกล่าวทิ้งท้าย

 

ความพร้อมในด้านโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ระบบสาธารณสุข และการบริการของไทยยังคงเป็นโอกาสทองที่รอคอยการขับเคลื่อนเชิงนโยบายเพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศ แต่ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับว่า รัฐบาลจะมีนโยบายที่กล้าหาญ ชัดเจน และปรับตัวเร่งสปีดหนีคู่แข่งในอาเซียนได้เร็วเพียงใดในขณะนี้

The post อธิปไตย vs. เทคโนโลยี ผ่าปม ทำไม SpaceX ต้องการบุกไทย ปลดล็อกกฎหมายต่างชาติถือหุ้น 100% ในธุรกิจเทเลคอมไทย จำเป็นหรืออันตราย ผ่านเลนส์ 2 อดีต กสทช. appeared first on THE STANDARD.

]]>
เช็ก 4 จุด ‘Dollar Exposure’ ที่ซ่อนอยู่ในพอร์ตนักลงทุน https://thestandard.co/dollar-exposure-investor-risk/ Mon, 17 Aug 2026 03:00:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1238617 ภาพประกอบกราฟแสดงแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์และความเสี่ยงในพอร์ตลงทุนของนักลงทุนไทย

แม้ลงทุนด้วยเงินบาท นักลงทุนไทยยังเสี่ยงรับผลกระทบจากค่ […]

The post เช็ก 4 จุด ‘Dollar Exposure’ ที่ซ่อนอยู่ในพอร์ตนักลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบกราฟแสดงแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์และความเสี่ยงในพอร์ตลงทุนของนักลงทุนไทย

แม้ลงทุนด้วยเงินบาท นักลงทุนไทยยังเสี่ยงรับผลกระทบจากค่าเงินดอลลาร์ที่ซ่อนอยู่ในพอร์ต โดยมีวิธีประเมินผลกระทบต่อผลตอบแทน หุ้น และธุรกิจ ผ่านความเสี่ยง 4 รูปแบบหลัก ได้แก่ การลงทุนต่างประเทศ รายได้ ต้นทุน และหนี้ต่างประเทศ

 


 

ภาพประกอบกราฟแสดงแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์และความเสี่ยงในพอร์ตลงทุนของนักลงทุนไทย 1

 

This information is not investment advice. Investment decisions should be considered based on the investor’s understanding and risk level.

The post เช็ก 4 จุด ‘Dollar Exposure’ ที่ซ่อนอยู่ในพอร์ตนักลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึก Leverage กู้เงินมาลงทุน คุ้มค่าจริงหรือเสี่ยงพอร์ตแตก? https://thestandard.co/leverage-invest-risk/ Sun, 16 Aug 2026 08:42:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1242625 ภาพกราฟตลาดหุ้นและตัวเลขการลงทุน สื่อถึงความเสี่ยงของ Leverage

ในโลกของการลงทุน เรามักถูกสอนว่า ‘ให้เงินทำงาน’ แต่สำหร […]

The post เจาะลึก Leverage กู้เงินมาลงทุน คุ้มค่าจริงหรือเสี่ยงพอร์ตแตก? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟตลาดหุ้นและตัวเลขการลงทุน สื่อถึงความเสี่ยงของ Leverage

ในโลกของการลงทุน เรามักถูกสอนว่า ‘ให้เงินทำงาน’ แต่สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเร่งสปีดความมั่งคั่งและอยากให้เงินทำงานหนักขึ้นไปอีก ‘การกู้ยืมเงินมาลงทุน’ หรือ Leverage จึงกลายเป็นเครื่องมือยอดฮิตที่ช่วยสร้างผลกำไรได้อย่างมหาศาลในชั่วข้ามคืน

 

 

อย่างไรก็ตาม ดาบย่อมมีสองคมเสมอ เมื่อไม่นานมานี้ เราได้เห็นข่าวใหญ่ที่สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลก เมื่อตลาดหุ้นเกาหลีใต้เกิดเหตุการณ์ดิ่งพสุธาอย่างรุนแรง ส่งผลให้นักลงทุนรายย่อยจำนวนมากต้อง ‘สิ้นเนื้อประดาตัว’ แบบตั้งตัวไม่ติด สาเหตุหลักไม่ได้มาจากแค่การที่หุ้นตกหนักเท่านั้น แต่ความพินาศส่วนใหญ่เกิดจากการที่พวกเขาใช้ Leverage จนถูก ‘บังคับขาย’ ล้างพอร์ตจนเกลี้ยง

 

คำถามที่ตามมาคือ สรุปแล้ว Leverage มันทำงานอย่างไร? การกู้มาลงทุนเหมาะสมหรือไม่? และเครื่องมือนี้เป็น ‘ตัวร้าย’ ในโลกการลงทุนจริงๆ หรือเปล่า?

 

Leverage ทำงานอย่างไร?

 

Leverage หรือ อัตราทด ก็คือการยืมเงินหรือนำเงินทุนของบุคคลอื่น (เช่น โบรกเกอร์) มาใช้เพื่อเพิ่ม ‘อำนาจซื้อ’ ในการลงทุนของตนเอง ทำให้เราสามารถครอบครองสินทรัพย์ในมูลค่าที่สูงกว่าเงินทุนจริงที่เรามีอยู่ เหมือนในทางฟิสิกส์ที่ ‘คานงัด’ ช่วยให้เราออกแรงเพียงนิดเดียวแต่สามารถยกของหนักๆ ได้

 

ตัวอย่างเช่น หากเรามีเงิน 100,000 บาท ซื้อหุ้นปกติ ถ้าหุ้นขึ้น 10% จะได้กำไร 10,000 บาท แต่ถ้าใช้ Leverage ในอัตราทด 1:10 หมายความว่าเงิน 100,000 บาทของเรา จะมีอำนาจซื้อขยายตัวกลายเป็น 1,000,000 บาท ทันที หากหุ้นตัวนั้นขึ้น 10% เท่าเดิม จะได้กำไร 100,000 บาท (ซึ่งคิดเป็น 100% ของเงินต้นที่เรามี)

 

หากนักลงทุนต้องการใช้งาน Leverage สามารถทำได้ผ่านหลายช่องทางในตลาดการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการเปิด บัญชีมาร์จิ้น (Margin Account) กับบริษัทหลักทรัพย์เพื่อกู้ยืมเงินมาซื้อหุ้น หรือการเทรดในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) ตลอดจนการเทรดในตลาดคริปโทเคอร์เรนซีและฟอเร็กซ์ (Forex)

 

แต่แน่นอนว่า ไม่มีใครให้เรายืมเงินฟรีๆ การจะใช้ Leverage ได้ มักจะต้องมีสิ่งมาคู่กันคือ Margin (เงินวางค้ำประกัน) ไปวางไว้กับโบรกเกอร์เสียก่อน และโบรกเกอร์เองก็มีกลไกในการป้องกันไม่ให้ตัวเองต้องมาแบกรับหนี้เสียหากนักลงทุนขาดทุน กลไกนั้นเรียกว่า Force Sell (การบังคับขาย) ซึ่งจะทำงานทันทีเมื่อผลขาดทุนของเราเริ่มกินเงินวางค้ำประกันจนถึงขีดอันตราย

 

เหรียญอีกด้าน เมื่อขาดทุนมหาศาลจนเกิดการ Force Sell

 

หาก Leverage คือคานงัดที่ขยายผลกำไร มันก็ขยาย ‘ผลขาดทุน’ ในอัตราส่วนที่เท่ากันอย่างโหดร้าย นี่คือจุดที่ทำให้มันกลายเป็นฝันร้ายของใครหลายคน

 

ลองย้อนกลับไปดูบทเรียนของ ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ที่ปรับตัวร่วงลงอย่างรุนแรงในวันเดียว ดัชนี KOSPI ร่วงลงอย่างหนักถึง 12.06% เกิดอะไรขึ้นกับนักลงทุนจนถึงขั้นหมดตัว?

 

  • ตลาดเกิดการเทขายอย่างหนัก: ราคาหุ้นร่วงลงอย่างรวดเร็ว ทำให้มูลค่าสินทรัพย์ในพอร์ตของนักลงทุนที่กู้ยืมเงินมา (ใช้ Leverage) หดตัวลงอย่างน่าใจหาย
  • Margin Call (การเรียกหลักประกันเพิ่ม): เมื่อมูลค่าพอร์ตลดลงจนแตะระดับรักษาสภาพ (Maintenance Margin) โบรกเกอร์จะส่งสัญญาณเตือนให้นักลงทุนรีบนำ ‘เงินสด’ มาเติมเข้าพอร์ต เพื่อรักษาสัดส่วนหลักประกันให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย
  • Force Sell: ในภาวะวิกฤตที่หุ้นตกหนักและรวดเร็ว นักลงทุนส่วนใหญ่หาเงินมาเติมไม่ทัน (หรือบางคนไม่มีเงินเหลือแล้ว) เมื่อมูลค่าหลักประกันลดลงจนถึงขีดสุดที่โบรกเกอร์กำหนด ระบบจะทำการ ‘บังคับขายสินทรัพย์ในพอร์ตทิ้งทุกราคา’ ทันที เพื่อนำเงินสดมาคืนโบรกเกอร์

 

ความน่ากลัวที่สุดคือ เมื่อคนจำนวนมากถูก Force Sell พร้อมๆ กัน มันจะกลายเป็นแรงเทขายมหาศาลที่สาดเข้าไปในตลาด กดทับให้ราคาหุ้นร่วงหนักลงไปอีก นักลงทุนชาวเกาหลีใต้หลายคนต้องเห็นพอร์ตของตัวเองถูกขายทิ้งไปในจุดที่ราคาตกต่ำที่สุด เงินต้นที่ลงไปหายวับไปกับตา ซ้ำร้ายบางรายเมื่อขายล้างพอร์ตแล้วเงินยังไม่พอใช้หนี้โบรกเกอร์ กลายเป็นหนี้สินติดตัวตามมาอีกต่างหาก

 

เพื่อให้เห็นภาพความเสียหายชัดเจนขึ้น สมมติว่าเรามีเงินต้น 500,000 บาท กู้โบรกเกอร์มาอีก 500,000 บาท เพื่อซื้อหุ้นมูลค่า 1,000,000 บาท แต่คราวนี้ตลาดหุ้นร่วงลง 30% มูลค่าหุ้น 1,000,000 บาท จะลดลงเหลือเพียง 700,000 บาท หนี้ที่เราติดโบรกเกอร์ยังคงเป็น 500,000 บาทเท่าเดิม

 

นั่นหมายความว่า ส่วนที่เป็นเงินต้นของเรา จะเหลือเพียง 200,000 บาทเท่านั้น เท่ากับว่าขาดทุนไป 300,000 บาท หรือคิดเป็น 60% ของเงินต้นไปแล้ว!

 

ประโยชน์ของ Leverage และใครที่เหมาะจะใช้มัน?

 

แม้จะฟังดูมีเงื่อนไขผูกมัด แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า Leverage มีประโยชน์อย่างมากหากตกอยู่ในมือของคนที่ใช้เป็น

 

  • การใช้เงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ: เราไม่จำเป็นต้องนำเงินก้อนใหญ่ทั้งหมดไปจมไว้กับสินทรัพย์เดียว ทำให้มีสภาพคล่องเหลือไปหมุนเวียน หรือใช้กระจายความเสี่ยงในการลงทุนรูปแบบอื่นๆ ได้
  • เพิ่มโอกาสทำกำไรในตลาดที่เคลื่อนไหวน้อย: สินทรัพย์บางประเภทราคามีการขยับตัวต่ำมาก (เช่น เพียง 1-2%) ซึ่งหากใช้เงินสดซื้อปกติแทบจะไม่เห็นน้ำเห็นเนื้อ แต่เมื่อมีอัตราทดเข้าไป จะทำให้ส่วนต่างกำไรนั้นใหญ่พอที่จะคุ้มค่าต่อการลงทุน

 

เครื่องมือนี้จึงเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับ นักลงทุนที่มีประสบการณ์ มีความรู้ความเข้าใจในกลไกความผันผวนของตลาด มีวินัยสูง และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องมีกลยุทธ์การจำกัดความเสี่ยงและการตั้งจุดตัดขาดทุนที่เด็ดขาด

 

High Risk, High Return ใครที่ไม่ควรใช้ Leverage

 

ด้วยธรรมชาติที่เป็นดาบสองคมขนาดใหญ่ กลุ่มคนที่ ‘ยังไม่ควรแตะต้อง Leverage อย่างเด็ดขาด’ คือ นักลงทุนมือใหม่ที่ยังไม่เข้าใจวัฏจักรของตลาด คนที่ทนรับความกดดันทางอารมณ์ไม่ได้ (เพราะพอร์ตจะสวิงขึ้นลงรุนแรงกว่าปกติหลายเท่า) รวมถึงคนที่นำ ‘เงินร้อน’ หรือเงินที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวันมาลงทุน

 

แต่หากเราอยากใช้เครื่องมือนี้ ต้องเช็กว่ามีความพร้อมเหล่านี้หรือยัง

 

  • เข้าใจกฎเกณฑ์อย่างถ่องแท้: ต้องรู้เงื่อนไขของโบรกเกอร์ ว่าระดับ Margin Call และ Force Sell อยู่ที่ตัวเลขเท่าไหร่
  • การบริหารหน้าตัก: ไม่ควรใช้ Leverage เต็มเพดานสูงสุดที่โบรกเกอร์ให้มา ควรเผื่อพื้นที่ (Buffer) ให้ราคาแกว่งตัวได้บ้างโดยไม่กระทบถึงขั้นโดนเรียกเงินเพิ่ม
  • มีแผนสำรองที่ชัดเจน: ต้องรู้ว่าถ้าผิดทาง จะยอมตัดขาดทุนที่จุดไหน และมีเงินสำรองพร้อมเติมหรือไม่ในกรณีที่ตลาดเกิดความผันผวนระยะสั้น

 

สิ่งที่เป็นตลกร้ายและเจ็บปวดที่สุดในกรณีตลาดหุ้นเกาหลีใต้ คือ ในวันต่อมา ตลาดหุ้นสามารถดีดตัวแรงกลับมาเป็นบวก ดัชนี KOSPI พุ่งกลับขึ้นมา 9.63% ภายในวันเดียว

 

ทว่า นักลงทุนที่ถูกบังคับขายไปเมื่อวานนี้ ได้ถูกระบบกวาดออกจากตลาดไปเรียบร้อยแล้ว พวกเขาหมดตัวและไม่มีโอกาสแม้แต่จะถือหุ้นเพื่อรอให้ราคากลับมาคืนทุน เพราะสินทรัพย์ถูกบังคับขายทิ้งไปหมดแล้วในจุดที่ต่ำที่สุดของวิกฤต

 

ท้ายที่สุดแล้ว Leverage ไม่ใช่เครื่องมือที่ชั่วร้าย มันเป็นเพียงเครื่องขยายผลลัพธ์จากการตัดสินใจของเรามากขึ้นเท่านั้น การจะใช้เครื่องมือนี้ให้มีประสิทธิภาพ จึงต้องเริ่มต้นจากการ ‘เข้าใจและเคารพในความเสี่ยง’ ของมันให้มากที่สุด ไม่ใช่แค่การจินตนาการถึงตัวเลขกำไรเวลาตลาดเป็นใจเพียงอย่างเดียว เพราะในโลกของการลงทุน วันที่ขาดทุนมีโอกาสเกิดขึ้นกับทุกคนเสมอ

 

ภาพ: Prostock-studio / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post เจาะลึก Leverage กู้เงินมาลงทุน คุ้มค่าจริงหรือเสี่ยงพอร์ตแตก? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยรุกเปิดตลาด ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ สู่ ‘หุ้นส่วนเศรษฐกิจ’ ลุ้นฟื้นเที่ยวบินตรงกรุงเทพฯ-โอ๊คแลนด์ https://thestandard.co/thailand-australia-new-zealand-economic-partnership/ Sun, 16 Aug 2026 07:10:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1242567 ภาพเรือยอชต์ในอ่าวซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย และธงชาตินิวซีแลนด์

75 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต นายกฯ นำทีมเยือนออสเตรเลีย- […]

The post ไทยรุกเปิดตลาด ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ สู่ ‘หุ้นส่วนเศรษฐกิจ’ ลุ้นฟื้นเที่ยวบินตรงกรุงเทพฯ-โอ๊คแลนด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเรือยอชต์ในอ่าวซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย และธงชาตินิวซีแลนด์

75 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต นายกฯ นำทีมเยือนออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ 17-22 ส.ค. รุกเจรจาการค้าใหม่สู่ ‘หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์’ พร้อมเปิดตลาด ดึงลงทุน อุตสาหกรรมไฮเทค

 

รายงานข่าวระบุว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย มีกำหนดเดินทางเยือนเครือรัฐออสเตรเลีย 17-20 ส.ค. 69

 

โดยนับเป็นการเยือนอย่างเป็นทางการของนายกฯ ไทยครั้งแรกในรอบ 14 ปี ก่อนครบรอบ 75 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต มุ่งขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน ความมั่นคง พลังงานสะอาด วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงแผนปฏิบัติการร่วมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย-ออสเตรเลีย ค.ศ. 2026-2029

 

จากนั้น นายกฯ จะเดินทางเยือนนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ 20-22 ส.ค. 69 ซึ่งเป็นการเยือนครั้งแรกในรอบ 13 ปี และตรงกับวาระครบรอบ 70 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต โดยเตรียมยกระดับความสัมพันธ์สู่ ‘หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์’ อย่างเป็นทางการ

 

พร้อมขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การลงทุน การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงผลักดันการกลับมาเปิดเที่ยวบินตรงระหว่างกรุงเทพฯ-นครโอ๊คแลนด์ เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว การศึกษา การติดต่อธุรกิจ และการเดินทางระหว่างประชาชน

 

ทั้งนี้ ที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้มีการอนุมัติร่างปฏิญญาร่วม ว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์ ที่จะเพิ่มความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ยกระดับความสัมพันธ์ใน 4 เสาหลัก

 

ได้แก่ การเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้าและนวัตกรรม วัฒนธรรมและความสัมพันธ์ระดับประชาชน และความร่วมมือระดับภูมิภาคและพหุภาคี

 

ส่วนในมิติทางเศรษฐกิจ ทั้งสองประเทศตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันให้ได้เป็น 3 เท่า ภายในปี พ.ศ. 2588 (ค.ศ. 2045)

 

ผ่านการส่งเสริมความร่วมมือด้านการเกษตร นวัตกรรมดิจิทัล พลังงานหมุนเวียน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน

 

รวมถึงการต่อยอดจากความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้นไทย-นิวซีแลนด์ (TNZCEP) เพื่อขจัดอุปสรรคทางการค้าและสนับสนุนกลุ่ม SMEs

 

พร้อมผลักดันสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดนิวซีแลนด์มากขึ้น ทั้งสินค้าเกษตร อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค และธุรกิจค้าปลีก และดึงดูดการลงทุนจากนิวซีแลนด์ โดยนายกรัฐมนตรีมีกำหนดหารือกับบริษัทที่สนใจลงทุนในไทย

 

อาทิ Skyline Enterprises ในธุรกิจท่องเที่ยว และ Fisher & Paykel ในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนไทยสร้างเครือข่ายและจับคู่ธุรกิจกับผู้ประกอบการแบบ One-on-One เพื่อเปลี่ยนความสัมพันธ์ระดับรัฐบาลให้เป็นคำสั่งซื้อ การลงทุน และโอกาสทางธุรกิจของภาคเอกชน

 

นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ถือว่าเป็นประเทศสำคัญที่มีจุดแข็งในด้านทรัพยากรและเทคโนโลยี ที่จะมาช่วยเติมเต็มศักยภาพของประเทศไทยได้เป็นอย่างดี

 

ออสเตรเลีย เป็นผู้นำในสาขาที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นดิจิทัล พลังงาน เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง (Advanced Manufacturing) และการเกษตรสมัยใหม่

 

ขณะที่นิวซีแลนด์ก็เป็นประเทศสำคัญที่เป็นผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์นมที่ใหญ่ที่สุดในระดับโลก มีจุดแข็งทั้งในด้านการเกษตร อาหาร และการท่องเที่ยว ซึ่งจุดแข็งเหล่านี้สามารถมาช่วยต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยได้เป็นอย่างดี

 

ด้านโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า แม้เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญกับความท้าทายจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการกีดกันทางการค้า และความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งความตกลงการค้าเสรี (FTA) ถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้าง โอกาสทางการค้าและรักษาความสามารถในการแข่งขันของไทย

 

ผลสรุปในช่วง 6 เดือนแรก (มกราคม-มิถุนายน 2569) การค้าระหว่างไทยกับประเทศคู่ FTA 18 ประเทศ

 

ได้แก่ อาเซียน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย เปรู และชิลี มีมูลค่า 243,669 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 21.8%

 

จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า คิดเป็นสัดส่วน 57.3% ของการค้าไทยกับโลก

 

โดยไทยส่งออกไปประเทศคู่ FTA มูลค่า 105,494 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 12.6%

 

ไทยนำเข้าจากประเทศคู่ FTA มูลค่า 138,175 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 30.0%

 

โดยกว่าครึ่งหนึ่งของการค้าไทยเป็นการค้ากับประเทศที่มี FTA ด้วย ซึ่งช่วยลดอุปสรรคทางการค้า สร้างความได้เปรียบด้านภาษี และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยขยายตลาด

 

ทั้งนี้ จีนยังคงเป็นคู่ค้า FTA สำคัญอันดับหนึ่งของไทย มูลค่าการค้ารวม 91,513 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 37.6% ของการค้ากับประเทศคู่ FTA ทั้งหมด

 

รองลงมา ได้แก่ ญี่ปุ่น มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ และอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญและมีบทบาทเป็นฐานการผลิตที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของประเทศ

 

โชติมา ระบุอีกว่า ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 กรมจะเดินหน้าขยายและยกระดับ FTA โดยเร่งผลักดันการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป ไทย-เกาหลีใต้ และอาเซียน-แคนาดา ให้มีความคืบหน้าตามกรอบที่กำหนด ควบคู่กับการยกระดับความตกลงที่มีอยู่

 

อาทิ ความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน-อินเดีย

 

รวมถึงผลักดัน FTA ไทย-เปรู ฉบับสมบูรณ์ไปสู่การลงนาม พร้อมติดตามสถานการณ์การค้าโลกและมาตรการทางการค้าของประเทศคู่ค้าอย่างใกล้ชิด

 

ภาพ : Shutterstock / Maxim Studio

The post ไทยรุกเปิดตลาด ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ สู่ ‘หุ้นส่วนเศรษฐกิจ’ ลุ้นฟื้นเที่ยวบินตรงกรุงเทพฯ-โอ๊คแลนด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อายุเท่านี้ควรมีเงินเก็บเท่าไร? ถอดสูตรวางแผนการเงินเกษียณระดับโลก https://thestandard.co/fidelity-retirement-savings/ Sun, 16 Aug 2026 06:05:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1242503 ภาพประกอบการวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณ แสดงคนกำลังดูข้อมูลบนแท็บเล็ตพร้อมสัญลักษณ์เงินและบ้าน

คำถามที่หลายคนเคยสงสัย ‘อายุเท่านี้ ควรมีเงินเก็บเท่าไห […]

The post อายุเท่านี้ควรมีเงินเก็บเท่าไร? ถอดสูตรวางแผนการเงินเกษียณระดับโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณ แสดงคนกำลังดูข้อมูลบนแท็บเล็ตพร้อมสัญลักษณ์เงินและบ้าน

คำถามที่หลายคนเคยสงสัย ‘อายุเท่านี้ ควรมีเงินเก็บเท่าไหร่ ต้องมีเยอะแค่ไหนถึงจะเรียกว่าประสบความสำเร็จ’

 

 
 

คำถามนี้คงกวนใจใครหลายคน โดยเฉพาะเมื่อเริ่มก้าวเข้าสู่วัย 30, 40 หรือ 50 และอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบตัวเองกับคนรอบข้างที่อยู่ในช่วงวัยเดียวกัน แต่ความในความเป็นจริง ‘ความสำเร็จ’ ของแต่ละคนหน้าตานั้นไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ และเป้าหมายชีวิต

 

สำหรับวางแผนการเงินเกษียณให้มั่นคงนั้น Fidelity Investments สถาบันการเงินระดับโลก ได้ถอดสูตรและแนะนำว่าควรมีเงินเก็บสะสม 1 เท่าของรายได้ต่อปี เมื่ออายุ 30 ปี และเพิ่มเป็น 10 เท่า เมื่อเกษียณที่อายุ 67 ปี โดยมี 4 กฎเหล็ก ที่ต้องปฏิบัติเพื่อปั้นพอร์ตให้ถึงเป้าหมายดังกล่าว

 

เช็กลิสต์ อายุ 30, 40, 50 ควรมีเงินเก็บเท่าไหร่?

 

หากตั้งเป้าหมายว่าจะเกษียณตอนอายุ 67 ปี เราควรมีเงินเก็บสะสมคิดเป็นกี่เท่าของ ‘รายได้ต่อปี (ก่อนหักภาษี) ณ ปัจจุบัน?’

 

ภาพประกอบการวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณ แสดงคนกำลังดูข้อมูลบนแท็บเล็ตพร้อมสัญลักษณ์เงินและบ้าน 1

 

  • อายุ 30 ปี ควรมีเงินเก็บ 1 เท่า ของรายได้ (ถ้ารายได้ปีละ 500,000 บาท ก็ควรมีเงินเก็บสะสม 500,000 บาท)
  • อายุ 40 ปี ควรมีเงินเก็บ 3 เท่า ของรายได้
  • อายุ 50 ปี ควรมีเงินเก็บ 6 เท่า ของรายได้
  • อายุ 60 ปี ควรมีเงินเก็บ 8 เท่า ของรายได้
  • อายุ 67 ปี (เกษียณ) ควรมีเงินเก็บ 10 เท่า ของรายได้ (ถ้ารายได้ปีละ 500,000 บาท ก็ควรมีเงินเก็บสะสม 5,000,000 บาท)

 

หมายเหตุ: คำว่า ‘เงินเก็บ’ ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงเงินฝากออมทรัพย์เพียงอย่างเดียว แต่นับรวมมูลค่าสินทรัพย์เพื่อการลงทุนทั้งหมด เช่น หุ้น กองทุนรวม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือประกันสะสมทรัพย์

 

ตัวเลขเหล่านี้มาจากไหน?

 

เห็นเป้าหมายแล้ว บางคนอาจจะรู้สึกว่าเยอะจัง เอาตัวเลขนี้มาจากไหน? จริงๆ แล้ว เช็คลิสต์นี้คือ ไกด์ไลน์ระดับโลกที่คิดค้นโดย Fidelity Investments หนึ่งในบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลกจากสหรัฐอเมริกา พวกเขาคือผู้อยู่เบื้องหลังการจัดการบัญชีเงินฝากเพื่อการเกษียณให้กับคนทำงานหลายสิบล้านคนทั่วโลก

 

ตัวเลขจาก Fidelity มาจาก Big Data ของพฤติกรรมการออมและการลงทุนของคนนับล้าน ผนวกกับการนำไปผ่านการทำ Stress Test (ทดสอบความเครียดของพอร์ตการลงทุนในสภาวะวิกฤติต่างๆ) โดยเช็กลิสต์นี้ตั้งจากสมมติฐานคือผู้เริ่มออมมีอายุ 25 ปี ออมเงิน 15% ของรายได้ต่อปีต่อเนื่อง (ซึ่งรวมถึงเงินสมทบจากนายจ้างด้วย) ลงทุนในหุ้นมากกว่า 50% โดยเฉลี่ยตลอดช่วงชีวิต เกษียณอายุที่ 67 ปี และวางแผนที่จะรักษาวิถีชีวิตแบบก่อนเกษียณไว้ในวัยเกษียณ

 

Fidelity ออกแบบสูตรนี้โดยรับประกันว่า แผนนี้มีโอกาสรอดและใช้งานได้จริงถึง 90% ในทุกสภาวะตลาด ไกด์ไลน์นี้จึงเป็นมาตรฐานที่นักวางแผนการเงินทั่วโลกมักหยิบยกมาใช้อ้างอิง เพราะทำตามได้จริง เรียบง่าย และไม่ได้ตั้งเป้าหมายสูงเกินจนคนธรรมดาเอื้อมไม่ถึง

 

กฎเหล็ก 4 ข้อสำหรับการออมเงินเกษียณสไตล์ Fidelity

 

เพื่อให้เราเดินตามเช็คลิสต์ด้านบนได้สำเร็จและทำตามได้จริง Fidelity ได้สรุป ‘กฎเหล็ก 4 ข้อ’ ที่ต้องปฏิบัติไปพร้อมๆ กัน เป็นนำพาสู่การเกษียณที่มั่นคง

 

  • เป้าหมายใหญ่ ต้องมีเงินเก็บ 10 เท่า ของรายได้ก่อนเกษียณ

 

นี่คือหมุดหมายปลายทางสำคัญที่สุดที่ต้องปักไว้ในใจ เป้าหมายนี้หมายความว่า ในปีที่เราตัดสินใจเกษียณ (สมมติที่อายุ 67 ปี) เราควรมีเงินเก็บสะสมรวมทั้งหมดคิดเป็น 10 เท่าของรายได้ต่อปี ณ ขณะนั้น

 

  • ทำไมต้อง 10 เท่า? เพราะมันเป็นปริมาณเงินที่ผ่านการคำนวณมาแล้วว่า จะเพียงพอให้เราใช้ชีวิตต่อไปได้อีกหลายสิบปีโดยที่เงินไม่หมดไปซะก่อน สมมติว่าช่วงก่อนเกษียณเรามีรายได้ปีละ 1,000,000 บาท (เดือนละประมาณ 83,000 บาท) เป้าหมายเงินก้อนสุดท้ายที่ต้องมีในพอร์ตการลงทุนทั้งหมดคือ 10,000,000 บาท
  • อัตราการออมคือ หักเก็บ 15% ทุกเดือน

 

การจะไปถึงเป้าหมาย 10 เท่าได้ เราต้องมีวินัยระหว่างทางอย่างสม่ำเสมอ Fidelity แนะนำให้หักเงินออม 15% ของรายได้ก่อนหักภาษี ในทุกๆ เดือนหรือทุกๆ ปีที่เราทำงาน

 

  • ข่าวดีคือ ไม่ต้องแบกไว้คนเดียว ตัวเลข 15% นี้นับรวม ‘สวัสดิการที่นายจ้างสมทบให้ด้วย’ เช่น ถ้าเราอยู่ในระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) โดยหักเงินเดือนตัวเอง 5% และบริษัทสมทบให้อีก 5% เท่ากับว่าเรามีเงินออมในระบบแล้ว 10% หน้าที่ของเราคือไปหาช่องทางลงทุนเพิ่มเองอีกแค่ 5% (เช่น ซื้อกองทุน RMF, SSF หรือลงทุนในหุ้น) แค่นี้ก็ทำได้ครบ 15% ตามเป้าแล้ว
  • ค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ เตรียมเงินไว้ทดแทนแค่ 45% ของรายได้เดิม

 

หลายคนมักเครียดและเข้าใจผิดว่า เกษียณแล้วต้องเตรียมเงินให้ครอบคลุมค่าใช้จ่าย 100% เท่ากับตอนทำงานเป๊ะๆ ถึงจะอยู่รอด แต่ในความเป็นจริง Fidelity ประเมินว่า เราเตรียมเงินจากเงินเก็บของเราเอง ให้ครอบคลุมการใช้ชีวิตแค่ 45% ของรายได้ก่อนเกษียณก็พอ

 

  • เงินหายไปไหนตั้งครึ่ง? สาเหตุเพราะเมื่อเกษียณ รายจ่ายก้อนใหญ่หลายอย่างจะหายไปโดยอัตโนมัติ เช่น ไม่ต้องหักเงินเพื่อออมเกษียณอีกต่อไป, ฐานภาษีที่ต้องจ่ายก็น้อยลงมาก, ผ่อนบ้านหรือรถหมดแล้ว และลูกๆ ก็เรียนจบดูแลตัวเองได้แล้ว ส่วนรายได้อีกส่วนหนึ่งที่จะมาช่วยเติมเต็มช่องว่างนี้ จะมาจากสวัสดิการของรัฐ เช่น ประกันสังคม เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ หรือบำนาญต่างๆ นั่นเอง

 

อย่างไรก็ตาม Fidelity ประเมินจากสมมติฐานของคนวัยเกษียณในสหรัฐอเมริกา เพราะที่นั่นมีสวัสดิการรัฐ ที่แข็งแกร่งมาช่วยอุดหนุนส่วนที่เหลือ แต่สำหรับคนไทย สวัสดิการรัฐอย่างประกันสังคมและเบี้ยผู้สูงอายุ อาจให้เงินบำนาญรวมกันเพียงหลักพันบาทต่อเดือน เราอาจต้องเตรียมเงินจากพอร์ตตัวเองให้ครอบคลุมมากกว่านั้น อาจถึง 70-80% ของรายได้ก่อนเกษียณ นั่นหมายความว่า เป้าหมาย 10 เท่าอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เราอาจตั้งเป้าเพิ่มไว้ที่ 12-15 เท่าของรายได้เพื่อความอุ่นใจ

 

  • จำไว้ว่าถอนใช้แค่ปีละ 4-5%

 

เมื่อถึงวัยเกษียณและมีเงินก้อนใหญ่ตามเป้าแล้ว คำถามสำคัญต่อมาคือ ‘จะบริหารเงินยังไงไม่ให้หมดก่อนเสียชีวิต?’ กฎข้อนี้แนะนำให้เราจำกัดการถอนเงินมาใช้จ่ายที่ 4% ถึง 5% ของเงินเก็บก้อนแรกในวันเกษียณ และในปีถัดๆ ไปก็ค่อยๆ ปรับเพิ่มจำนวนเงินขึ้นเล็กน้อยตามอัตราเงินเฟ้อ

 

  • สาเหตุที่ต้องจำกัดการถอน เพื่อดึงเงินทำงานต่อ เช่น ถ้ามีเงินเก็บ 10 ล้านบาท ในปีแรกเราควรถอนมาใช้ที่ 400,000 – 500,000 บาท (หรือประมาณเดือนละ 30,000 – 40,000 กว่าบาท) วิธีนี้จะช่วยให้เงินต้นที่เหลืออีก 9 ล้านกว่าบาท ยังมีโอกาสทำงานและเติบโตต่อไปในพอร์ตการลงทุน (ที่ปรับความเสี่ยงให้ต่ำลง) ทำให้คุณมีเงินหมุนเวียนใช้ไปตลอดรอดฝั่ง

 

ข้อควรระวัง การถอนเงิน 4-5% จะได้ผลก็ต่อเมื่อเงินต้นที่เหลือไม่ได้นอนนิ่งๆ อยู่ในบัญชีออมทรัพย์ เงินก้อนที่เหลือ (เช่น 9 ล้านกว่าบาทจาก 10 ล้าน) ควรไปจัดพอร์ตลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง เพื่อให้สร้างผลตอบแทนเฉลี่ยชนะเงินเฟ้อ วิธีนี้จะทำให้เรามีเงินหมุนเวียนใช้ไปตลอดรอดฝั่ง

 

วิธีปั้นความมั่งคั่งให้ได้ 10 เท่า ก่อนวันเกษียณ

 

ตัวเลข 10 เท่า อาจจะดูยิ่งใหญ่จนหลายคนท้อ แต่ในโลกของการเงิน เรามีตัวช่วยอยู่และนี่คือวิธีที่จะพาเราไปถึงเป้าหมาย

 

  • ใช้พลังของ ‘ดอกเบี้ยทบต้น’ ให้เร็วที่สุด

 

เงินไม่ได้โตด้วยแรงงานเพียงอย่างเดียว แต่โตด้วย ‘เวลา’ เงิน 100,000 บาทที่เริ่มลงทุนตอนอายุ 25 จะเติบโตสร้างผลกำไรได้มากกว่าเงินก้อนเดียวกันที่เพิ่งเริ่มลงทุนตอนอายุ 40 เกือบเท่าตัว การเริ่มออมให้เร็วที่สุดคือสูตรที่ง่ายที่สุด

 

  • ทำให้ 15% เป็นระบบอัตโนมัติ

 

อย่ารอให้รายได้เหลือแล้วค่อยเก็บ เพราะมันมักจะไม่เคยเหลือ ให้ระบบตัดเงินอัตโนมัติไปลงทุนทันทีที่เงินเดือนออก ทำให้การลงทุน 15% นี้เป็นเหมือนรายจ่ายประจำที่เราต้องจ่ายให้ตัวเองในอนาคต

 

  • ลงทุนให้ถูกที่

 

การสร้างเงิน 10 เท่าโดยหวังจากการฝากออมทรัพย์ธรรมดาที่ดอกเบี้ยโตไม่ทันเงินเฟ้อนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ เราควรจัดพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับช่วงวัย ศึกษาการลงทุนแบบไหนที่เหมาะกับความเสี่ยงที่ตัวเรารับได้

 

  • วัย 30-40 รับความเสี่ยงได้สูง อาจลงทุนในหุ้น กองทุนรวมหุ้น หรือสินทรัพย์เติบโตสูง เพื่อเร่งรอบให้เงินต้นพองตัว
  • วัย 50-60 ขยับมาเน้นความปลอดภัย ปกป้องเงินต้น ย้ายเงินบางส่วนมาพักในพันธบัตรรัฐบาล หรือหุ้นกู้คุณภาพดี
  • เพิ่มเงินออมทุกครั้งที่รายได้เพิ่ม

 

เมื่อได้เลื่อนตำแหน่ง เงินเดือนขึ้น หรือได้โบนัส อย่าเพิ่งรีบอัปเกรดไลฟ์สไตล์ ให้แบ่งรายได้ส่วนที่เพิ่มขึ้นนี้ โยนเข้าไปในพอร์ตการลงทุนเพิ่มด้วย มันจะช่วยร่นระยะเวลาเกษียณของเราให้เร็วขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ

 

คำแนะนำของ Fidelity ไม่ใช่กฎที่ต้องกดดันตัวเองให้ทำตามเป๊ะๆ แบบห้ามพลาด แต่เป็นไกด์ไลน์ที่ช่วยให้เราประเมินตัวเองได้ชัดเจนขึ้น ถ้าวันนี้เราอายุ 40 แล้วยังมีเงินเก็บไม่ถึง 3 เท่า ก็ไม่ได้แปลว่าชีวิตพัง แค่เป็นสัญญาณเตือนว่าเราอาจจะต้องเริ่มอุดรอยรั่วของรายจ่าย หาช่องทางเพิ่มรายได้ หรือปรับพอร์ตการลงทุนให้ทำงานหนักขึ้นอีกนิด

 

แผนเกษียณไม่ใช่การวิ่งแข่งกับใคร แต่คือการรับผิดชอบตัวเองและวางแผนเพื่ออนาคตในแบบที่เราอยากให้เป็น เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ แม้จะรู้สึกว่าช้า แต่ก็ยังดีกว่าไม่ลงมือทำอะไรเลย

 

ภาพ: Roman Samborskyi / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post อายุเท่านี้ควรมีเงินเก็บเท่าไร? ถอดสูตรวางแผนการเงินเกษียณระดับโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลกจับตาน้ำมันพุ่ง ทรัมป์ขู่ยึด ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ เป็นดินแดนสหรัฐฯ อิหร่านสวนกลับ ‘ยอมรับความพ่ายแพ้’ https://thestandard.co/trump-iran-hormuz-oil-prices/ Sun, 16 Aug 2026 05:44:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1242497 ภาพเหมือนของโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงตึงเคร […]

The post โลกจับตาน้ำมันพุ่ง ทรัมป์ขู่ยึด ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ เป็นดินแดนสหรัฐฯ อิหร่านสวนกลับ ‘ยอมรับความพ่ายแพ้’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเหมือนของโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงตึงเครียดอีกครั้ง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ เตรียมเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน

 

ขณะที่ความพยายามของวอชิงตันและเตหะรานในการบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 6 เดือนยังไม่มีความคืบหน้าชัดเจน

 

ด้านอิหร่านประกาศจุดยืนแข็งกร้าว โดยบอกกับทรัมป์ว่า ‘จงยอมรับความพ่ายแพ้’ ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น 29% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

 

พร้อมยืนยันว่าจะไม่กลับมาเจรจากับสหรัฐฯ อีก และช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงปิดต่อไป

 

คาเซม การิบาบาดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน โพสต์ข้อความผ่าน X เช้าวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมาว่า

 

“ช่องแคบนี้จะเปิดและปิดได้ก็ต่อเมื่ออยู่ภายใต้คำสั่งของอิหร่านเท่านั้น ตราบใดที่คุณยังไม่ยอมรับความจริงเรื่องความพ่ายแพ้และหยุดหลงระเริงอยู่ในจินตนาการ อิหร่านก็จะยังคงบังคับใช้มาตรการปิดล้อมต่อไป”

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่แทบหยุดชะงัก

 

โดยการวิเคราะห์ของ Kpler บริษัทติดตามการเดินเรือ ระบุว่าการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอยู่ในภาวะหยุดนิ่ง โดยในวันศุกร์ที่ผ่านมามีเรือแล่นผ่านเพียง 2 ลำ และไม่มีการขนส่งน้ำมันดิบแม้แต่บาร์เรลเดียว

 

นับเป็นความตกต่ำอย่างรุนแรงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยก่อนสงครามที่มีเรือผ่านมากกว่า 130 ลำต่อวัน ความล่าช้าและภาวะปิดล้อมนี้ดันราคาน้ำมันดิบ Brent ทะยานสู่ระดับ 87.68-88.52 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

ขณะที่กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ยืนยันว่าได้ทำการสกัดกั้นและเปลี่ยนทิศทางเรือพาณิชย์ไปแล้วกว่า 62 ลำ เพื่อบังคับใช้มาตรการปิดล้อมต่ออิหร่าน

 

ทั้งนี้สถานการณ์ความตึงเครียดดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่ทรัมป์จะกล่าวว่า เขาอาจประกาศให้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นดินแดนของสหรัฐฯ

 

ขณะที่ก่อนหน้านี้ทรัมป์ก็อ้างว่าสหรัฐฯ มีการควบคุมทั้งหมดเหนือเส้นทางยุทธศาสตร์แห่งนี้ ซึ่งอิหร่านออกมาปฏิเสธและยืนยันว่าช่องแคบฮอร์มุซยังอยู่ภายใต้การควบคุมและการจัดการของอิหร่าน

 

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังเรียกร้องให้ชาวอเมริกันยอมรับราคาน้ำมันเบนซินที่สูงขึ้นเล็กน้อย ในระหว่างที่ความขัดแย้งกับอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป โดยทรัมป์กล่าวว่า

 

“ชาวอเมริกันจะต้องยอมรับราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเล็กน้อย ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังลงโทษอิหร่าน โปรดจำไว้ว่าคุณกำลังทำเช่นนั้นเพื่อให้ประเทศที่ชั่วร้ายมากๆ ประเทศที่เป็นผู้สนับสนุนการก่อการร้ายอันดับหนึ่งของโลก ไม่สามารถมีอาวุธนิวเคลียร์ได้”

 

พร้อมกล่าวว่า ไม่ต้องการให้พวกเขามีอาวุธนิวเคลียร์ ดังนั้นโปรดจำไว้ว่า เมื่อคุณต้องจ่ายเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย คุณจะจ่ายเพียง 4 ดอลลาร์

 

ทั้งนี้ ถ้อยแถลงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึง ความเสี่ยงทางการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้นสำหรับทรัมป์ เนื่องจากราคาพลังงานที่แพงขึ้น ขัดแย้งกับนโยบายหาเสียงที่เคยรับปากว่าจะลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน

 

ท่ามกลางการเคลื่อนไหวของพรรคเดโมแครตที่เริ่มนำผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งกับอิหร่านมาเป็นประเด็นหาเสียงก่อนถึงการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน

 

ด้านสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ เตรียมใช้มาตรการทางเศรษฐกิจ ‘ที่ไม่เคยมีใครใช้กับอิหร่านมาก่อน’ โดยเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลเตหะราน

 

เบสเซนต์ กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ Newsmax ว่า

 

“มันจะเป็นการผสมผสานระหว่างการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลก และการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ อย่างต่อเนื่องที่จะป้องกันไม่ให้สิ่งใดเข้าหรือออกจากท่าเรือของอิหร่าน”

 

อย่างไรก็ตาม เบสเซนต์ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาตรการทางเศรษฐกิจดังกล่าว โดยระบุว่าสหรัฐฯ เตรียมประกาศมาตรการใหม่ในช่วงสัปดาห์ถัดไป

 

ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงใช้การกดดันทางเศรษฐกิจควบคู่กับการปิดล้อมทางทะเล เพื่อบีบให้อิหร่านยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซและกลับเข้าสู่กระบวนการเจรจา

 

ท่ามกลางความตึงเครียดดังกล่าว ราคาน้ำมันยังถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางสำคัญต่อการขนส่งพลังงานโลก

 

โดยล่าสุดราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น หลังสหรัฐฯ ขู่ว่าจะเดินหน้าปิดล้อมอิหร่านอย่างไม่มีกำหนด และความกังวลต่อการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง

 

ภาพ : Phil Mistry / Shutterstock

 

อ้างอิง

 

The post โลกจับตาน้ำมันพุ่ง ทรัมป์ขู่ยึด ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ เป็นดินแดนสหรัฐฯ อิหร่านสวนกลับ ‘ยอมรับความพ่ายแพ้’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัส ‘ธุรกิจร้อยปี’ ทำไม ‘ค่านิยมครอบครัว’ และ ‘ระบบมืออาชีพ’ ถึงสำคัญไม่แพ้เรื่องตัวเงิน? https://thestandard.co/family-business-values-professionalism/ Sat, 15 Aug 2026 08:05:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1242312 ภาพผู้บริหารธุรกิจครอบครัวกำลังพูดคุยถึงการสืบทอดกิจการ

“การส่งต่อธุรกิจครอบครัว ไม่ใช่แค่เรื่องของการ transfer […]

The post ถอดรหัส ‘ธุรกิจร้อยปี’ ทำไม ‘ค่านิยมครอบครัว’ และ ‘ระบบมืออาชีพ’ ถึงสำคัญไม่แพ้เรื่องตัวเงิน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บริหารธุรกิจครอบครัวกำลังพูดคุยถึงการสืบทอดกิจการ

“การส่งต่อธุรกิจครอบครัว ไม่ใช่แค่เรื่องของการ transfer ยอดเงินในบัญชีหรือหุ้นในบริษัท แต่คือการส่งต่อตัวตน ค่านิยม และความรับผิดชอบ (Intangible Family Assets) ที่เงินไม่สามารถซื้อได้”

 

 
 

ในยุคที่ความมั่งคั่งของมหาเศรษฐีในภูมิภาคเอเชียกำลังจะส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่นสูงถึง 99.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2029 ซึ่งส่วนใหญ่ผูกติดอยู่กับ ‘ธุรกิจครอบครัว’ (Family Business) คำถามสำคัญที่สุดที่ผู้ก่อตั้งและทายาทต้องเผชิญหน้า ไม่ใช่แค่เรื่อง ‘ทำอย่างไรให้ธุรกิจกำไร’ แต่คือ ‘ทำอย่างไรให้ธุรกิจและครอบครัวก้าวข้ามผ่านกาลเวลาไปด้วยกันได้อย่างยั่งยืน?’

 

งานเสวนา Wealth, Value and Generational Transition ได้รวบรวมมุมมองระดับเอ็กซ์คลูซีฟจากวิทยากรชั้นนำ ทั้งจาก Eu Yan Sang (แบรนด์ยาสมุนไพรจีนอายุ 140+ ปี), DSG Group Indonesia (ธุรกิจบรรจุภัณฑ์และกระดาษรีไซเคิล) และ UOB Private Bank ร่วมกันถอดรหัส ‘สูตรสำเร็จ’ ของการสืบทอดมรดกทางธุรกิจไว้อย่างน่าสนใจ

 

ถอดรหัสที่ 1: อำนาจและบารมีไม่ได้มาพร้อม ‘นามสกุล’

 

Angela Koh, Head of Wealth Planning & Family Office Advisory Services, UOB Private Bank ผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานร่วมกับตระกูลมหาเศรษฐีชี้ว่า ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของทายาทรุ่นใหม่ (Next-Gen) ไม่ใช่ทักษะการทำงาน แต่คือ ‘Legitimacy’ หรือการพิสูจน์ให้ทุกคนยอมรับว่า คุณคือผู้นำที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ได้ตำแหน่งเพราะเป็นลูกใคร

 

“ในองค์กรทั่วไป การรับตำแหน่งใหม่จะมี Job Description และการ Handover งานที่ชัดเจน แต่ทายาทธุรกิจครอบครัวมักก้าวเข้ามาโดยไม่มีคู่มือ ต้องรับมือกับพนักงานรุ่นใหญ่ที่ทำงานกับพ่อมา 25 ปี ต้องรับแรงกดดันจากคู่ค้า และสายตาจับผิดจากลูกพี่ลูกน้อง (Cousins) ที่ตั้งคำถามว่า ทำไมต้องเป็นคุณ?” Angela Koh กล่าว

 

นอกจากนี้ Angela ยังเปิดเผยสถิติที่น่าสนใจว่า ธุรกิจครอบครัวในอาเซียนกว่า 70-80% ปรารถนาจะส่งต่อตำแหน่งผู้นำให้คนในครอบครัว แต่ผลวิจัยทั่วโลกกลับพบว่า การให้คนในครอบครัวบริหาร ไม่ได้สร้างผลตอบแทน (Performance) ที่ดีไปกว่าการจ้าง CEO มืออาชีพ ดังนั้นการสร้างความชอบธรรมจึงเป็นสิ่งที่ทายาทต้องลงมือทำจริงใน Real-time

 

ถอดรหัสที่ 2: สกัด DNA ร้อยปี บทเรียนจาก Eu Yan Sang

 

เคสระดับคลาสสิกของธุรกิจที่ยืนหยัดมานานกว่า 140 ปีอย่าง Eu Yan Sang ยาสมุนไพรจีนระดับตำนาน Richard Yu (Chairman) และ Richie Yu (Managing Director – ทายาทรุ่นที่ 5) ได้ร่วมกันถอดบทเรียนการรักษาไม้ต่อไว้อย่างลึกซึ้ง

 

ภาพผู้บริหารธุรกิจครอบครัวกำลังพูดคุยถึงการสืบทอดกิจการ 1

 

Richard ซึ่งเป็นรุ่นที่ 4 เล่าว่า พ่อของเขาเคยบอกตั้งแต่เขารับปริญญาว่า “แกไม่มีโอกาสได้ทำงานในธุรกิจครอบครัวหรอก ไปหาอาชีพตัวเองทำซะ เพราะการเมืองในบริษัทมันซับซ้อน” ทำให้ Richard ต้องออกไปทำงานองค์กรข้างนอกนานถึง 18 ปี

 

แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้เขากลับมา คือการมองเห็นว่ายาสมุนไพรจีนไม่ใช่ธุรกิจขาลง แต่มันคือโอกาสใหญ่ในการตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่มองหา Natural Therapy เพื่อลดการใช้ยาเคมี

 

สิ่งที่ทำให้ Eu Yan Sang สืบทอดมาได้ถึง 5 เจเนอเรชัน คือการสลัก ‘ค่านิยมครอบครัว (Core Values)’ ไว้ใน ‘บทกลอนประจำตระกูล’ ที่อากงทิ้งไว้ให้ โดยชื่อกลางของทายาททุกคนในแต่ละรุ่นจะถูกตั้งตามคำในบทกลอนนี้ (เช่น คำว่า Zai ในชื่อภาษาจีนของ Richie) เพื่อเป็นกุศโลบายเตือนใจให้ยึดมั่นในความถูกต้อง (Righteousness)

 

ภาพผู้บริหารธุรกิจครอบครัวกำลังพูดคุยถึงการสืบทอดกิจการ 2

 

ด้าน Richie (รุ่นที่ 5) เล่าเสริมถึงหลัก 3H ที่คุณตาปลูกฝังเข้า DNA ตั้งแต่เด็ก

 

  • Honest ยึดมั่นในความถูกต้องต่อลูกค้าและพนักงาน
  • Hardworking พิสูจน์ตัวเองด้วยงานหนัก ไม่ใช้สิทธิพิเศษ
  • Humble ไม่อวดดี และไร้ซึ่งความรู้สึกว่าตนมีสิทธิพิเศษเหนือคนอื่น (No Self-entitlement)

 

“คุณตาบังคับให้ผมไปเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือเด็กพิการที่ Rainbow Center ตั้งแต่อายุ 15 ปีจนถึงมหาลัย ท่านบอกว่า ‘อย่าทำตัวไร้ประโยชน์ในชีวิต แกถือครองนามสกุลของฉันอยู่ ดังนั้นต้องออกไปทำประโยชน์ให้คนอื่น’” Richie Yu กล่าว

 

ถอดรหัสที่ 3: เมื่อผลประโยชน์ของ ‘องค์กร’ ต้องมาก่อนเรื่องส่วนตัว

 

Cynthia Haris, Chief Corporate Officer, DSG Group Indonesia ทายาทรุ่นที่ 2 เล่าประสบการณ์สุดคลาสสิกว่า พ่อของเธอเคยพาครอบครัวไปเที่ยวบาหลีตอนเธออายุ 11 ขวบ แต่แทนที่จะได้เที่ยวชอปปิง พ่อกลับเอากระดาษแผ่นใหญ่ออกมาให้ทุกคนเขียน ‘เป้าหมาย 10 ปีของครอบครัวและธุรกิจ’ เพื่อสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกันตั้งแต่เด็ก

 

ภาพผู้บริหารธุรกิจครอบครัวกำลังพูดคุยถึงการสืบทอดกิจการ 3

 

เมื่อ Cynthia เรียนจบในวัย 18 ปี เธอถูกดึงตัวเข้ามาทำงานในตำแหน่งทีมตรวจสอบภายใน เดินตรวจ SOP ในโรงงาน และตรวจสอบการทำงานของพนักงาน รวมถึงสมาชิกในครอบครัวด้วยกันเอง

 

Cynthia ให้คำตอบที่เด็ดขาดสำหรับคำถามโลกแตกว่า “หากเกิดความขัดแย้งระหว่างคนในครอบครัวกับธุรกิจ ควรเลือกอะไรก่อน?”

 

คำตอบของเธอคือ “Firm First”

 

“เราเคยเห็นบทเรียนราคาแพงมาแล้วเมื่อเอาผลประโยชน์ส่วนตัวของครอบครัวมาก่อนบริษัท พ่อของฉันเคยพยายามวางธรรมเนียมครอบครัวและจะพาบริษัทเดิมเข้า IPO แต่โครงการล้มเหลวเพราะความไม่พร้อม พ่อจึงตัดสินใจลาออกและมาตั้ง DSG Group ใหม่ เพราะบริษัทไม่ได้มีแค่คนในตระกูล แต่เรามีลูกค้า คู่ค้า และพนักงานอีกมากที่เราต้องดูแลในฐานะ Steward (ผู้ดูแลมรดก)” Cynthia Haris

 

ถอดรหัสที่ 4:ถอน ‘อารมณ์’ ออกไป แล้วแทนที่ด้วย ‘ระบบและมืออาชีพ’

 

ต่อคำถามว่า ควรบริหารงานอย่างไร เมื่อเจอวิกฤต หรือเมื่อข้อมูลในมือไม่ครบถ้วน Richard Yu ได้ให้กรอบแนวคิดการตัดสินใจของผู้นำว่า

 

  • “Bad Decision is Better Than No Decision” สิ่งที่เลวร้ายที่สุดสำหรับพนักงาน ไม่ใช่การที่ผู้นำตัดสินใจผิดพลาดแล้วเรียนรู้แก้ไข แต่คือภาวะ Analysis Paralysis (วิเคราะห์จนอัมพาต) ที่ผู้นำนั่งนิ่งไม่ยอมตัดสินใจอะไรเลย ซึ่งตัดกำลังใจคนทำงานมากที่สุด
  • ‘การเปิดรับพาร์ตเนอร์และมืออาชีพภายนอก’ เพื่อให้บริษัทอยู่รอดได้อีกนับร้อยปี เขายกกรณีศึกษาของ Eu Yan Sang ที่ตัดสินใจดึงกองทุน Temasek รวมถึงพาร์ตเนอร์ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นอย่าง Roto Pharmaceutical และ Mitsui & Co. เข้ามาร่วมถือหุ้น (โดยตระกูล Yu ถือหุ้นไว้ 10%) เพื่อเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจตระกูลไปสู่ ‘สถาบันธุรกิจระดับสากล’ ที่บริหารงานโดย CEO มืออาชีพ โดยไม่ยึดติดว่าต้องบริหารด้วยคนนามสกุล Yu เท่านั้น

 

บทสรุปสำหรับ Next-Gen และ Founders

 

การสืบทอดธุรกิจครอบครัวให้ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่เรื่องของโชคช่วย แต่คือกระบวนการ Intentional Journey ที่ต้องใช้เวลา การเตรียมการ และการสร้างธรรมนูญครอบครัว (Family Constitution) ที่ชัดเจน

 

สำหรับ ‘ผู้ก่อตั้ง’ – ต้องเปิดใจสร้างระบบการส่งต่อให้เร็วที่สุด ดึงมืออาชีพเข้ามาเสริม และปลูกฝัง ‘ค่านิยม’ มากกว่าการบังคับให้ลูกหลานต้องทำธุรกิจเดิม

 

สำหรับ ‘ทายาทรุ่นใหม่’ – ต้องเริ่มต้นด้วยความถ่อมตน (Humility) เร่งสร้างบารมีด้วยผลงานจริง (Earned Authority) และมองตัวเองเป็น ‘ผู้ดูแลทรัพย์สินและค่านิยม’ (Custodian) เพื่อส่งต่อสิ่งที่ดีกว่าให้เจเนอเรชันถัดไป

The post ถอดรหัส ‘ธุรกิจร้อยปี’ ทำไม ‘ค่านิยมครอบครัว’ และ ‘ระบบมืออาชีพ’ ถึงสำคัญไม่แพ้เรื่องตัวเงิน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินโดนีเซียท้าชิงฐานผลิต EV-แบตเตอรี่ ไทยจะรักษา Automotive Hub ไว้ได้นานแค่ไหน? https://thestandard.co/indonesia-challenges-thailand-ev-hub/ Sat, 15 Aug 2026 07:54:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1242296 ภาพรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ สื่อถึงการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมยานยนต์

สมรภูมิอุตสาหกรรมยานยนต์อาเซียนกำลังร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง […]

The post อินโดนีเซียท้าชิงฐานผลิต EV-แบตเตอรี่ ไทยจะรักษา Automotive Hub ไว้ได้นานแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ สื่อถึงการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมยานยนต์

สมรภูมิอุตสาหกรรมยานยนต์อาเซียนกำลังร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง เมื่ออินโดนีเซียส่งสัญญาณเปิดบ้านดึงการลงทุน

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

พร้อมเสนอการสนับสนุนในทุกมิติ หากโตโยต้าตัดสินใจขยายฐานการผลิตในประเทศเพิ่มเติม

 

ขณะที่ฝั่งไทยกำลังเผชิญคำถามสำคัญว่า จะรักษาความเป็น ‘Automotive Hub’ ที่สั่งสมมากว่า 60 ปีไว้ได้อย่างไร ในวันที่อุตสาหกรรมยานยนต์โลกกำลัง เปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่สู่รถยนต์ไฟฟ้า

 

กระแสข่าวดังกล่าวกลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจ หลัง ศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด (ทีเอ็มที) ออกมาแสดงความกังวลถึงทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว

 

โดยตั้งคำถามถึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค EV และการแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนที่เข้มข้นขึ้นในภูมิภาค

 

อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าว ยืนยันว่าไม่ใช่การประกาศว่า โตโยต้าจะย้ายฐานการผลิตหลักออกจากประเทศไทย

 

แต่สะท้อนการแข่งขันที่กำลังเกิดขึ้นจริง เมื่ออินโดนีเซียเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งให้กับฐานยานยนต์ของตัวเอง และพร้อมเสนอมาตรการสนับสนุนเพื่อดึงดูดการลงทุนเพิ่มเติม

 

ที่สำคัญ อินโดนีเซียไม่ได้แข่งขันด้วยตลาดรถยนต์เพียงอย่างเดียว แต่กำลังเร่งสร้างระบบนิเวศรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่

 

โดย Toyota Motor Manufacturing Indonesia หรือ TMMIN ได้ร่วมมือกับ CATL ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ของจีน เพื่อพัฒนาห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่ในประเทศ

 

พร้อมลงทุนประมาณ 1.3 ล้านล้านรูเปียห์ หรือราว 75.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแผนเริ่มส่งออกแบตเตอรี่และชิ้นส่วนในช่วงครึ่งหลังของปี 2026

 

นั่นหมายความว่า การแข่งขันระหว่างไทยกับอินโดนีเซียกำลังขยับจากการแย่ง ‘โรงงานผลิตรถยนต์’ ไปสู่การแย่งชิงทั้งระบบนิเวศ ตั้งแต่แบตเตอรี่ ชิ้นส่วน เทคโนโลยี บุคลากร ไปจนถึงห่วงโซ่อุปทานและตลาดส่งออก

 

ศุภกร ระบุว่า ประเทศไทยใช้เวลาสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์มาไม่ต่ำกว่า 60 ปี จนมีองค์ประกอบครบทั้งผู้ผลิตชิ้นส่วน บุคลากร โรงงาน โลจิสติกส์ วิศวกรรม และตลาดส่งออก จนเกิดเป็น Automotive Ecosystem ที่ไม่ได้สร้างขึ้นได้ภายในวันสองวัน หรือหนึ่งสองปี

 

แต่คำถามสำคัญคือ

 

ข้อได้เปรียบที่ประเทศไทยมีอยู่ในวันนี้ จะยังเป็นข้อได้เปรียบในอีก 10-20 ปีข้างหน้าหรือไม่?

 

ศุภกร ยกตัวอย่างว่า จีนมีการเติบโตของ EV อย่างรวดเร็ว แต่เมื่อขนาดตลาดใหญ่ขึ้น การเติบโตก็เริ่มชะลอตัว ขณะที่การแข่งขันรุนแรงจนผู้ผลิตจำนวนมากต้องหายไปจากตลาด

 

ยุโรปยังมีการเติบโตของ EV จากแรงขับเคลื่อนของนโยบายสิ่งแวดล้อมและกฎระเบียบ

 

ขณะที่สหรัฐฯ มีสัดส่วน EV อยู่ราว 10% และผู้บริโภคเริ่มกลับมาให้ความสนใจรถยนต์ไฮบริดมากขึ้น

 

บทเรียนจากตลาดโลกจึงชัดเจนว่า ไม่มีเทคโนโลยีเพียงหนึ่งเดียวที่เหมาะกับทุกประเทศ

 

แต่ละตลาดกำลังมองหา Technology Mix ที่เหมาะสมกับตัวเอง หรือแนวคิด Multi-Pathway ที่โตโยต้าพูดถึงมาอย่างต่อเนื่อง

 

EV โต แต่ไทยกำลังสร้างอุตสาหกรรมใหม่หรือแค่ตลาด?

 

กลับมาที่ประเทศไทย ศุภกร ตั้งคำถามตรงไปตรงมาอย่างน่าสนใจว่า ประเทศไทยกำลังส่งเสริม ‘รถ EV’ หรือกำลังสร้าง ‘อุตสาหกรรม EV’ เพราะสองเรื่องนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

 

วันนี้ยอดขายรถ EV ในประเทศไทยเติบโตขึ้นจากหลายปัจจัย ทั้งราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้นและต้นทุนพลังงานที่ต่ำลง ซึ่งแน่นอนว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค

 

แต่คำถามคือ หากรถเหล่านั้นผลิตจากต่างประเทศ หรือนำเข้าแบตเตอรี่และชิ้นส่วนสำคัญเข้ามาเพื่อประกอบในประเทศ แล้วประเทศไทยจะได้อะไรจากการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้?

 

เพราะอุตสาหกรรมยานยนต์ไม่ได้หมายถึงรถยนต์หนึ่งคัน แต่หมายถึงทั้งระบบนิเวศ ตั้งแต่ผู้ผลิตชิ้นส่วน วิศวกรรม บุคลากร เทคโนโลยี โลจิสติกส์ ไปจนถึงการส่งออก

 

ดังนั้น สิ่งที่ประเทศไทยต้องถามคือ Ecosystem เหล่านี้กำลังเติบโตไปพร้อมกับยอดขาย EV หรือไม่

 

ศุภกรยังตั้งข้อสังเกตว่า การเติบโตของ EV ไม่ควรถูกวัดเพียงจำนวนรถที่ขายได้ แต่ต้องดูว่าประเทศไทยสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศได้มากน้อยเพียงใด

 

หากแบตเตอรี่ ชิ้นส่วน และเทคโนโลยีหลักยังต้องพึ่งพาการนำเข้า ขณะที่ประเทศไทยทำหน้าที่เพียงประกอบรถ คำถามเรื่องคุณค่าทางเศรษฐกิจที่แท้จริงจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

เสีย Suzuki ได้ Neta บทเรียนที่ไทยต้องตอบให้ได้

 

นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามต่อทิศทางนโยบายส่งเสริม EV ของไทย

 

โดยกล่าวถึงภาพที่ว่า ประเทศไทย ‘เสีย Suzuki ไปและได้ Neta มา’ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า สิ่งที่ต้องพิจารณาไม่ใช่เพียงจำนวนผู้ลงทุนรายใหม่ แต่คือคุณภาพของการลงทุนและผลกระทบต่อระบบนิเวศอุตสาหกรรมโดยรวม

 

โจทย์จึงไม่ใช่การพยายามรักษาอดีต แต่คือการตอบให้ได้ว่า

 

อะไรคือเหตุผลที่ในอนาคต นักลงทุนยังอยากเลือกประเทศไทย?

 

คำตอบไม่ควรมีเพียง Incentive จากการเก็บภาษีรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน หรือ ICE ในอัตราสูง แล้วนำมาสนับสนุน EV แต่ควรเป็นการคัดเลือกและส่งเสริมนักลงทุนที่เข้ามาสร้าง Ecosystem อย่างแท้จริง

 

ตั้งแต่การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาบุคลากร ไปจนถึงการสร้าง Supply Chain แบบครบวงจร

 

และที่สำคัญที่สุดคือ การสร้างความมั่นใจว่านโยบายของประเทศมีทิศทางชัดเจนและต่อเนื่อง

 

เพราะในมุมของนักลงทุน สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่การเปลี่ยนแปลง แต่คือความไม่แน่นอน

 

ความเคลื่อนไหวของอินโดนีเซียจึงมีนัยสำคัญ เพราะไม่ได้เป็นเพียงคู่แข่งด้านตลาดรถยนต์ แต่กำลังพยายามยกระดับตัวเองเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ของภูมิภาค

 

การที่ Toyota Indonesia จับมือกับ CATL พัฒนาการผลิตแบตเตอรี่ในประเทศ และมีแผนส่งออกแบตเตอรี่จากอินโดนีเซีย สะท้อนการสร้าง Local Supply Chain ที่ลึกขึ้น ขณะที่ไทยเองกำลังเผชิญคำถามว่า จะสามารถดึงการลงทุนในส่วนต้นน้ำและเทคโนโลยีเข้ามาได้มากเพียงใด

 

ไทยผลิตรถลดลง ขณะที่ EV โตจากการนำเข้า

 

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของ EV ยังมาพร้อมกับคำถามเรื่องโครงสร้างการผลิต เพราะรถยนต์จำนวนมากที่เข้ามาทำตลาดในไทยยังพึ่งพาการนำเข้า ขณะที่ชิ้นส่วนสำคัญ โดยเฉพาะแบตเตอรี่และระบบที่เกี่ยวข้อง ยังต้องสร้างฐานการผลิตภายในประเทศให้แข็งแรงขึ้น

 

นี่จึงเป็นโจทย์ที่ใหญ่กว่าการเพิ่มยอดขาย EV เพราะหากประเทศไทยต้องการรักษาสถานะ Automotive Hub สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงทำให้ ‘รถ EV ขายดี’ แต่ต้องทำให้ EV ที่ขายในไทยสร้างงาน สร้างเทคโนโลยี สร้างชิ้นส่วน และสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศไทยด้วย

 

ท้ายสุด ศุภกร ย้ำว่า เขาเชื่อว่าความสามารถของคนไทยไม่เป็นรองใครในโลก และต้องการเห็นประเทศไทยเป็นประเทศที่ผลิตรถยนต์แห่งอนาคต พัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคต สร้างงาน และส่งออกรถยนต์ไปทั่วโลก

 

เพื่อให้อุตสาหกรรมยานยนต์ยังเป็นเครื่องจักรสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

 

“หากประเทศไทยสามารถทำได้ ไม่ว่าอนาคตจะเป็น BEV, HEV, PHEV, Bio-Fuel, Fuel-Cell, Hydrogen หรือเทคโนโลยีรูปแบบใด ประเทศไทยก็ยังมีโอกาสรักษาสถานะ Automotive Hub ของภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน” ศุภกร กล่าวทิ้งท้าย

 

จุดแข็งตลาดผู้บริโภคอินโดนีเซียใหญ่กว่าไทย

 

สำหรับยอดผลิตรถยนต์ในไทยปีนี้มีแนวโน้มลดลงอีกเหลือราว 1.45 ล้านคัน

 

ขณะที่ยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่ง EV ในไทยช่วงครึ่งแรกของปี 2569 อยู่ที่มากกว่า 100,000 คัน เพิ่มขึ้นราว 90% จากปีก่อน และคิดเป็นประมาณ 30% ของตลาดรถยนต์นั่งโดยรวม

 

หากดู ข้อได้เปรียบสำคัญที่อาจทำให้อินโดนีเซียมีศักยภาพ ในการดึงดูดการลงทุนตั้งฐานผลิตรถยนต์จากไทย คือ ‘ขนาดตลาดผู้บริโภคที่ใหญ่กว่า’

 

โดยในปี 2568 อินโดนีเซียมีประชากรราว 285.7 ล้านคน เทียบกับไทยประมาณ 65.8 ล้านคน หรือมากกว่าราว 4 เท่า

 

แม้รายได้ต่อหัวและกำลังซื้อของอินโดนีเซียยังไม่ได้สูงกว่าไทย แต่จำนวนประชากร การขยายตัวของเมืองขนาดกลาง

 

บวกกับอัตราการถือครองรถยนต์ที่ยังมีช่องว่างให้เติบโต มีแหล่งแร่ โครงสร้างภาษี ทำให้อินโดนีเซียมีศักยภาพเป็นทั้ง ตลาดปลายทางและฐานการผลิตเพื่อขยายยอดขายในระยะยาว

 

ไทยกำลังห่วงฐานผลิต ท่ามกลางจีนที่เร่งออกนอกประเทศ

 

ดังนั้น โจทย์ของไทยยิ่งซับซ้อนขึ้น เมื่อมองไปยังอุตสาหกรรมรถยนต์จีน ซึ่งกำลังเกิดปรากฏการณ์ตรงกันข้าม

 

ขณะที่ตลาดรถยนต์ไทยกำลังพยายามรักษาฐานการผลิตเดิมและดึงการลงทุนใหม่ อุตสาหกรรมรถยนต์จีนกำลังเร่งขยายตัวในต่างประเทศ

 

ตั้งแต่ยุโรป เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ละตินอเมริกา ไปจนถึงตะวันออกกลาง แต่ภายในประเทศจีนกลับกำลังเผชิญภาวะตรงกันข้าม

 

ยอดขายรถยนต์ในจีนเดือนกรกฎาคม 2569 ลดลง 21.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน เหลือ 1.47 ล้านคัน

 

นับเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 10 ขณะที่ยอดส่งออกพุ่งขึ้น 88.2% แตะ 923,000 คัน

 

ภาพดังกล่าวสะท้อนความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างตลาดในประเทศกับตลาดต่างประเทศ และกำลังผลักให้ผู้ผลิตรถยนต์จีนต้องเร่งมองออกไปนอกประเทศมากขึ้น

 

ในช่วง 7 เดือนแรกของปี ยอดขายรถยนต์นั่งในประเทศจีนลดลง 20.5% หรือหายไปประมาณ 2.65 ล้านคันเมื่อเทียบกับปีก่อน

 

ขณะที่การส่งออกยังขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าและ Plug-in Hybrid ซึ่งยอดส่งออกเพิ่มขึ้นถึง 147.8% ในเดือนกรกฎาคม

 

นี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของความทะเยอทะยานในการบุกตลาดโลกของ BYD, Geely หรือ Chery แต่กำลังกลายเป็นความจำเป็นทางเศรษฐกิจภายในจีนเอง

 

บิล รัสโซ ซีอีโอของ Automobility บริษัทที่ปรึกษาด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ในเซี่ยงไฮ้ มองว่า ผู้ผลิตรถยนต์จีนมีทั้งกำลังการผลิตส่วนเกิน ห่วงโซ่อุปทานที่แข่งขันได้ ผลิตภัณฑ์ที่ซับซ้อนขึ้น และแรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในการเติบโตนอกประเทศ

 

การก้าวสู่ตลาดโลกจึงล้วนกลายเป็นสิ่งจำเป็นเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำของจีน

 

ดังนั้น การขยายตัวของจีนกำลังสร้างแรงกดดัน โดยตรงต่อทั้งผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นและยุโรป

 

ในยุโรป ผู้ผลิตรถยนต์จีนเพิ่มส่วนแบ่งตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลจากเพียง 3% เมื่อ 4 ปีก่อน เป็น 16% ในไตรมาสแรกของปี 2026

 

ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นมีส่วนแบ่งประมาณ 12% และแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากช่วง 4 ปีก่อน

 

ช่องว่างยิ่งเห็นชัดในตลาด EV โดยแบรนด์จีนครองส่วนแบ่งเกือบหนึ่งในสี่ของการจัดส่งรถยนต์ไฟฟ้าในยุโรป ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นมีส่วนแบ่งไม่ถึง 5%

 

เหตุผลไม่ได้มีเพียงเรื่องราคา แต่เป็นความได้เปรียบของจีนที่ครอบคลุมทั้งการใช้พลังงานไฟฟ้า แบตเตอรี่ ซอฟต์แวร์ ระบบอัจฉริยะ ขนาดของห่วงโซ่อุปทาน และความเร็วในการพัฒนาผลิตภัณฑ์

 

แบรนด์ญี่ปุ่นกำลังถูกท้าทายด้วยกติกาใหม่

 

สำหรับญี่ปุ่น ความท้าทายครั้งนี้มีความหมายมากกว่าการเสียส่วนแบ่งตลาด เพราะโมเดลความสำเร็จของอุตสาหกรรมรถยนต์ญี่ปุ่นตลอดหลายทศวรรษถูกสร้างขึ้นจากประสิทธิภาพการผลิต คุณภาพ และการประหยัดเชื้อเพลิง

 

แต่ข้อได้เปรียบของจีนในวันนี้กว้างกว่านั้นมาก

 

ทั้งแบตเตอรี่ ซอฟต์แวร์ ระบบอัจฉริยะ การพัฒนา EV ความเร็วในการออกผลิตภัณฑ์ และขนาดของ Supply Chain กำลังกลายเป็นข้อได้เปรียบใหม่

 

ขณะเดียวกัน ตลาด EV โลกเองก็ไม่ได้เดินไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด

 

ทั้งหมดจึงย้อนกลับมาที่คำถามของประเทศไทย ในวันที่อินโดนีเซียกำลังเร่งสร้างระบบนิเวศ EV และแบตเตอรี่

 

ขณะที่จีนกำลังผลักดันกำลังการผลิตออกสู่ตลาดโลก ไทยจะรักษาจุดแข็งของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่สร้างมากว่า 60 ปีได้อย่างไร

 

รัฐเร่งปรับฐานภาษีรถยนต์ใหม่

 

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระแสข่าวข้างต้นยอมรับว่า คู่แข่งอย่างอินโดนีเซียมีความน่าสนใจในแง่ของผู้เล่นหน้าใหม่ แต่ประเทศไทยและญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์ที่ยาวนานและรู้ใจกัน

 

“เราต้องช่วยกันฝ่าฟันไปให้ได้ และต้องมีมาตรการจูงใจ (Incentive) หลายเรื่องเพื่อดึงดูดให้เขายังอยู่กับเรา ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่ายในการคิดกลยุทธ์จีบเขากลับมา ในส่วนของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า” วราวุธ กล่าว

 

โดยรัฐบาลกำลังพิจารณามาตรการใหม่และปรับฐานภาษีสรรพสามิต เสนอคณธรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือนกันยายนเพื่อ สร้างความเท่าเทียมในการแข่งขัน ระหว่างผู้ประกอบการในประเทศและรถยนต์นำเข้า เพื่อไม่ให้โครงสร้างต้นทุนเสียเปรียบเกินไป

 

ภาพ : Shutterstock AI

 

อ้างอิง

The post อินโดนีเซียท้าชิงฐานผลิต EV-แบตเตอรี่ ไทยจะรักษา Automotive Hub ไว้ได้นานแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>