Wealth – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 17 Jun 2026 13:13:03 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ธปท.พร้อมให้ความร่วมมือ-สนับสนุนข้อมูลปฏิบัติการทลายเครือข่าย Forex เต็มที่ https://thestandard.co/bot-forex-crackdown/ Wed, 17 Jun 2026 13:06:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1219750 ภาพข้อความ 'แบงก์ชาติพร้อมให้ความร่วมมือ สนับสนุนข้อมูล ทลายเครือข่าย Forex'

ธปท. ตอบปมปฏิบัติการ Shutdown the Laundering พร้อมให้คว […]

The post ธปท.พร้อมให้ความร่วมมือ-สนับสนุนข้อมูลปฏิบัติการทลายเครือข่าย Forex เต็มที่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพข้อความ 'แบงก์ชาติพร้อมให้ความร่วมมือ สนับสนุนข้อมูล ทลายเครือข่าย Forex'

ธปท. ตอบปมปฏิบัติการ Shutdown the Laundering พร้อมให้ความร่วมมือและสนับสนุนข้อมูลเต็มที่ เผยคดีหลอกลวงประชาชนอยู่ในอำนาจหน้าที่ของ DSI เป็นหลัก ย้ำ ธปท.ยังไม่เคยให้ใบอนุญาตซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (FX) กับบุคคลหรือหน่วยงานอื่น ที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์

 

วันนี้ (17 มิถุนายน) ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตอบกรณีปฏิบัติการ ‘Shutdown the Laundering’ ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ร่วมกับ บช.สอท. กระทรวงยุติธรรม และธปท. โดยระบุว่า ธปท.พร้อมที่จะประสานงานและสนับสนุนข้อมูลอย่างเต็มที่ พร้อมย้ำว่า ปัจจุบัน ธปท.ยังไม่เคยให้ใบอนุญาตซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (FX) กับบุคคลหรือหน่วยงานอื่น ที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์

 

“ธปท. บอกมาตลอดว่า ไม่มีใครซื้อขาย FX ได้ยกเว้นแบงก์ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นบริษัททั่วไปมาชวนให้ไปลงทุนแปลว่า ถูกหลอกแน่นอน ส่วนบริษัทรับซื้อขายเงินต่างประเทศ (Money Changer) นั้นมีใบอนุญาตแลกเปลี่ยน (Changer) กับโอนเงิน (Transfer) เท่านั้นไม่มีสิทธิ์นำ FX ไปลงทุน (Trade) และไม่มีสิทธิ์ลงทุนแทนผู้อื่น”

 

ชญาวดีกล่าวต่อว่า สำหรับกรณีธุรกรรม Forex ที่เป็นการหลอกลงทุน DSI จะเป็นหน่วยงานหลักที่ดูแล ขณะที่ธปท.จะเข้าไปดูแลได้ก็ต่อเมื่อ บริษัทที่ได้รับใบอนุญาต (License) จากธปท.กระทำความผิดเท่านั้น แต่ในกรณีที่เป็นการหลอกลวงหรือฉ้อโกงโดยกลุ่มคนที่ไม่มีใบอนุญาตจะถือเป็นคดีหลอกลวงประชาชนซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของ DSI และเจ้าหน้าที่ตำรวจ

 

“ธปท.เป็นผู้ออกใบอนุญาต ถ้าผู้ถือใบอนุญาตทำผิด ธปท.จึงมีอำนาจลงโทษ แต่ถ้าบริษัทที่ไม่มีใบอนุญาตทำผิด เราก็ไปไม่ถึง เพราะไม่มีอำนาจทางกฎหมาย” ชญาวดีกล่าว

 

ชญาวดียังย้ำว่า สำหรับประชาชนที่สนใจลงทุนต้องตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่าผู้ที่เราจะลงทุนด้วยมีใบอนุญาตจริงหรือไม่ อย่างไรก็ตามในประเทศไทยไม่มีใครได้รับอนุญาตให้ซื้อขายหรือลงทุนเกี่ยวกับ Forex ยกเว้นธนาคารพาณิชย์เท่านั้น โดยประชาชนสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้องได้ด้วยตนเองผ่านเว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธปท.โทร. 1213 ก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง

 

 

The post ธปท.พร้อมให้ความร่วมมือ-สนับสนุนข้อมูลปฏิบัติการทลายเครือข่าย Forex เต็มที่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Omazz เปิดตัวแคมเปญ “The Journey of Peace” ในนิวยอร์กและกรุงเทพฯ ชวนกลับมาให้คุณค่ากับสุขภาพ และความสงบ https://thestandard.co/omazz-journey-peace-sonya-singha/ Wed, 17 Jun 2026 12:00:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1218997 ซอนญ่า สิงหะ ในแคมเปญ Omazz The Journey of Peace พร้อมวิวเมือง

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นิยามของความหรูหราได้เปลี่ยนไป จา […]

The post Omazz เปิดตัวแคมเปญ “The Journey of Peace” ในนิวยอร์กและกรุงเทพฯ ชวนกลับมาให้คุณค่ากับสุขภาพ และความสงบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซอนญ่า สิงหะ ในแคมเปญ Omazz The Journey of Peace พร้อมวิวเมือง

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นิยามของความหรูหราได้เปลี่ยนไป จากการถือครองทรัพย์สินจำนวนมาก เปลี่ยนเป็นการมีเวลาพักผ่อน มีสุขภาพดี และมีพื้นที่ให้ตัวเองหยุดพักจากโลกที่วุ่นวายภายนอก

 

Omazz แบรนด์ลักชัวรีด้านการนอนหลับและการพักผ่อนจากสหรัฐอเมริกาเห็นทิศทางที่เปลี่ยนไปจึงออกแคมเปญ “The Journey of Peace” ที่พูดถึงการให้คุณค่ากับสุขภาพ คุณภาพชีวิต และการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย โดยได้ซอนญ่า สิงหะ มาเป็น Omazz Brand Ambassador 2026 พร้อมเปิดตัวแคมเปญบนแลนด์มาร์กของสองเมืองใหญ่ของโลกที่วุ่นวาย ได้แก่มหานครนิวยอร์ก และกรุงเทพมหานคร

 

ซอนญ่า สิงหะ ในแคมเปญ Omazz The Journey of Peace พร้อมวิวเมือง 1

 

สำหรับ Omazz การเลือกสื่อสารพร้อมกันในสองมหานคร ไม่ได้เป็นเพียงการขยายการรับรู้ของแบรนด์ แต่เป็นการสะท้อนความเชื่อว่า ไม่ว่าผู้คนจะอยู่ในนิวยอร์ก กรุงเทพฯ หรือเมืองใดของโลก ต่างกำลังเผชิญความท้าทายที่คล้ายกัน นั่นคือ การค้นหาสมดุลระหว่างความสำเร็จ การทำงาน สุขภาพ และคุณภาพชีวิต และนี่คือการชักชวนจาก Omazz ให้ผู้คนที่อยู่ท่ามกลางจังหวะอันเร่งรีบ ได้กลับมาเห็นคุณค่าของความสงบทางจิตใจ  

 

ซอนญ่า สิงหะ ในแคมเปญ Omazz The Journey of Peace พร้อมวิวเมือง 2

 

Omazz ยังต่อยอดแนวคิด “The Journey of Peace” ด้วยการเปิดตัว Omazz PRIVÉ พื้นที่แห่งประสบการณ์สำหรับลูกค้าคนสำคัญของแบรนด์ ภายใต้แนวคิด “A Private World of Peace” โดยสมาชิกจะได้รับโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมด้าน Wellness, Lifestyle และ Community Experiences ที่ได้รับการออกแบบขึ้นเป็นพิเศษ รวมถึงกิจกรรมกับซอนญ่า สิงหะ และ Omazz Ambassadors เพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพและการใช้ชีวิตอย่างสมดุล ตอกย้ำปรัชญา “Peace is True Happiness” ที่ Omazz ยึดถือมาตลอด 

 

The Journey of Peace จึงไม่ใช่เพียงแคมเปญการสื่อสาร แต่เป็นการสะท้อนมุมมองของแบรนด์ต่อโลกยุคใหม่ โลกที่ผู้คนไม่ได้แสวงหาความสำเร็จเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลังมองหาความหมาย ความสมดุล และความสงบในการใช้ชีวิต

 

และอาจไม่มีภาพใดสะท้อนแนวคิดนี้ได้ชัดเจนไปกว่าการพูดถึง “ความสงบ” พร้อมกันในสองมหานครที่เต็มไปด้วยพลัง ความเคลื่อนไหว และความทะเยอทะยานอย่างนิวยอร์กและกรุงเทพมหานคร

The post Omazz เปิดตัวแคมเปญ “The Journey of Peace” ในนิวยอร์กและกรุงเทพฯ ชวนกลับมาให้คุณค่ากับสุขภาพ และความสงบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
น้ำมันร่วงแรง 28% ในไม่ถึงเดือน เหลือ 73 เหรียญ โรงกลั่นไทยเจอแรงกดดัน ‘Stock Loss’ เร็วกว่าที่คาด https://thestandard.co/oil-price-drop-thai-refineries-stock-loss/ Wed, 17 Jun 2026 10:18:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1219660 ภาพประกอบราคาน้ำมันดิบและโรงกลั่นน้ำมัน

ราคาน้ำมันร่วงต่อเนื่อง รับความหวังสันติภาพ-เปิดช่องแคบ […]

The post น้ำมันร่วงแรง 28% ในไม่ถึงเดือน เหลือ 73 เหรียญ โรงกลั่นไทยเจอแรงกดดัน ‘Stock Loss’ เร็วกว่าที่คาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบราคาน้ำมันดิบและโรงกลั่นน้ำมัน

ราคาน้ำมันร่วงต่อเนื่อง รับความหวังสันติภาพ-เปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่การฟื้นตัวของการขนส่งยังต้องใช้เวลาอีกนาน

 

 
 

ราคาน้ำมันโลกยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความคาดหวังของตลาดต่อความคืบหน้าด้านสันติภาพ และความเป็นไปได้ในการกลับมาเปิดใช้เส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

 

โดยราคาน้ำมันดิบเบรนต์ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม ภายหลังมีการลงนามในข้อตกลงกรอบเพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า การปรับลดลงของราคาน้ำมันในครั้งนี้ยังสะท้อนเพียงความเชื่อมั่นของตลาด มากกว่าปัจจัยพื้นฐานที่เปลี่ยนแปลงไปจริง

 

ดีลสันติภาพอาจปฏิบัติได้จริงยาก

 

วานดานา ฮารี ผู้ก่อตั้งบริษัทวิเคราะห์ตลาดน้ำมัน Vanda Insights ในสิงคโปร์ ระบุว่า แม้การประกาศบันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน จะช่วยคลายความกังวลของตลาดได้ในระดับหนึ่ง แต่ความท้าทายสำคัญยังอยู่ที่การนำข้อตกลงไปสู่การปฏิบัติจริง

 

“ส่วนที่ยากที่สุดคือการทำตามคำมั่นสัญญา ซึ่งยังมาไม่ถึง” ฮารี กล่าวกับสำนักข่าวอัลจาซีรา

 

ฮารี ระบุอีกว่า การปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันดิบในขณะนี้ เป็นผลมาจากความคาดหวังของตลาดเป็นหลัก

 

โดยนักลงทุนกำลังประเมินสถานการณ์ในกรณีที่ดีที่สุด (Best-case Scenario) ว่าช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดใช้งานได้ตามปกติ

 

อย่างไรก็ดี ตลาดอาจยังประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป เนื่องจากยังมีปัจจัยที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัว ทั้งด้านโลจิสติกส์และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง

 

ตลอดช่วงที่ผ่านมา การสัญจรทางทะเลผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ระหว่างอิหร่านและโอมาน ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากภัยคุกคามด้านความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นขีปนาวุธ โดรน และทุ่นระเบิดทางทะเล ส่งผลให้ปริมาณการขนส่งน้ำมันในตลาดโลกหายไปราว 14 ล้านบาร์เรลต่อวัน

 

แม้สถานการณ์ความขัดแย้งจะยุติลงแล้ว แต่ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า การฟื้นฟู แหล่งพลังงานโลกให้กลับสู่ภาวะปกติ อาจต้องใช้เวลานานหลายเดือน

 

โดยขณะนี้มีเรือสินค้ามากกว่า 500 ลำ รอเดินทางออกจากอ่าวเปอร์เซียเพื่อผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่กระบวนการตรวจสอบความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือ และการกวาดล้างทุ่นระเบิดทางทะเล คาดว่าจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยหลายสัปดาห์

 

ด้านสตีเฟน คอตตอน เลขาธิการสหพันธ์แรงงานขนส่งระหว่างประเทศ (ITF) ระบุว่า พิธีลงนามข้อตกลงที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จะเป็นเพียง ‘จุดเริ่มต้น’ของกระบวนการนำระบบการขนส่งกลับคืนสู่ภาวะปกติ

 

“ปัญหาเรือที่ตกค้างอยู่ในระบบ รวมถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนถ่ายลูกเรือและจัดสรรเวลาพักผ่อนที่เหมาะสม หมายความว่าการกลับสู่รูปแบบการขนส่งทางเรืออย่างเต็มรูปแบบ จะต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ หรืออาจยาวนานถึงหลายเดือน” คอตตอนกล่าว

 

ชี้ ’Stock Loss’ มาเร็วกว่าคาด จ่อกระทบโรงกลั่นไตรมาส 2

 

รายงานข่าวจากธุรกิจโรงกลั่นไทย ระบุว่า ราคาน้ำมันดิบดิ่งกว่า 28% ในเวลาไม่ถึงเดือน บีบโรงกลั่นแบกรับขาดทุนสต็อก ท่ามกลางข้อจำกัดด้านราคาที่กดดันความสามารถในการรับมือความเสี่ยงของธุรกิจพลังงานไทย ซึ่งจะพิสูจน์กลไก ‘Stock Loss’ มาเร็วกว่าคาด และเสี่ยงกระทบโรงกลั่นไตรมาส 2

 

ความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในสัปดาห์นี้ โดยราคาน้ำมันดิบดูไบ (Dubai Crude) ซึ่งเป็นราคาน้ำมันดิบอ้างอิงหลักของโรงกลั่นในภูมิภาคเอเชียและประเทศไทยปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วลงมาอยู่ที่ระดับ 73 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

 

การร่วงลงอย่างรวดเร็วของราคาน้ำมันดิบในครั้งนี้ กำลังส่งผลกระทบครั้งใหญ่ต่อกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันในประเทศ และเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สะท้อนถึงธรรมชาติที่แท้จริงของธุรกิจโรงกลั่นที่ต้องเผชิญกับภาวะกำไรและขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน (Stock Gain & Stock Loss) อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

 

จากการตรวจสอบข้อมูล พบว่า ราคาน้ำมันดิบดูไบปรับลดลงจากระดับเฉลี่ยราว 102-105 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในช่วงเดือนพฤษภาคม ลงมาเหลือเพียง 73 เหรียญสหรัฐฯ ในปัจจุบัน (ลดลงกว่า 28%) ภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน

 

ส่งผลให้โรงกลั่นน้ำมันทุกแห่งต้องบันทึกผลขาดทุนจากการประเมินมูลค่าสต็อกน้ำมัน (Stock Loss) ทันทีในงบการเงินไตรมาสที่ 2 ของปีนี้

 

“สถานการณ์ในไตรมาส 2 นี้ ถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญของกลุ่มโรงกลั่น เนื่องจากในช่วงก่อนหน้านี้ที่ค่าการกลั่น (GRM) ปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาดโลก แต่ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศกลับมีนโยบายควบคุมทั้งการส่งออกและแทรกแซงราคาจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง”

 

โดยการจำกัดเพดานกำไรในช่วงขาขึ้นของธุรกิจการกลั่นเช่นนี้ ส่งผลเชิงลบทำให้โรงกลั่นไม่สามารถสะสมกระแสเงินสดหรือสร้าง Financial Buffer ได้เต็มที่ตามกลไกตลาดปกติ และยิ่งไปกว่านั้น ยังส่งผลลบต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์การลงทุนในธุรกิจโรงกลั่นไทยในสายตาของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศในระยะยาวอีกด้วย

 

เมื่อสถานการณ์พลิกผัน ราคาน้ำมันดิบโลกเปลี่ยนทิศทางปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วในเดือนมิถุนายนกลไกความเสี่ยงทางบัญชีจึงทำงานเร็วกว่าที่คิด

 

เนื่องจากโรงกลั่นมีภาระหน้าที่ตามกฎหมายในการต้องสำรองน้ำมันดิบไว้ล่วงหน้าเพื่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศทำให้น้ำมันคงคลังที่จัดเก็บตามกฎหมายและเพื่อการค้าขายปกติที่ซื้อเข้ามาในราคาต้นทุนที่สูงมากช่วงก่อนหน้านี้ ต้องถูกปรับมูลค่าลดลงตามราคาตลาดโลกปัจจุบันทันที

 

“เปรียบเสมือนร้านค้าที่ช่วงของแพงถูกขอให้ขายในราคาต่ำ ทำให้ไม่มีกำไรสะสมสะสมไว้ แต่พอราคาสินค้าในตลาดโลกร่วงลงกะทันหัน ก็ต้องยอมรับสภาพขาดทุนในคลังสินค้าและแบกรับความเสี่ยงนี้ไปเพียงลำพัง”

 

ทั้งนี้ ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงทางธุรกิจว่า โรงกลั่นน้ำมันไม่สามารถกำหนดกำไรหรือราคาได้ แต่ต้องกลั่นและขายภายใต้กลไกราคาตลาดโลกอย่างแท้จริง ในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบขาขึ้น

 

“โรงกลั่นอาจจะมีกำไรจากสต็อก (Stock Gain) ทางบัญชีเข้ามาเสริม ซึ่งมักจะถูกสังคมและภาครัฐเพ่งเล็ง แต่ในทางกลับกันเมื่อราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วเช่นในปัจจุบัน โรงกลั่นก็ต้องเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงและผลขาดทุน (Stock Loss) คืนกลับไปด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นกลไกปกติของธุรกิจพลังงาน”

 

ภาพ : DIA TV/ Shutterstock

 

อ้างอิง

The post น้ำมันร่วงแรง 28% ในไม่ถึงเดือน เหลือ 73 เหรียญ โรงกลั่นไทยเจอแรงกดดัน ‘Stock Loss’ เร็วกว่าที่คาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต จากจุดเริ่มต้น ‘บอร์ดเอไอ’ ถึง ‘บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ’ ของ 3 ยุคนายกฯ สู่เป้าหมายฮับ ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ ในปี 2593 https://thestandard.co/thailand-chip-hub-ai-semiconductor/ Wed, 17 Jun 2026 09:49:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1219650 ภาพประกอบแสดงนายกรัฐมนตรี 3 ท่าน (เศรษฐา, แพทองธาร, อนุทิน) พร้อมข้อความเกี่ยวกับบอร์ด AI และเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ

ย้อนกลับไปช่วงต้นปี 2567 จุดเริ่มต้นสำคัญของการวางรากฐา […]

The post อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต จากจุดเริ่มต้น ‘บอร์ดเอไอ’ ถึง ‘บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ’ ของ 3 ยุคนายกฯ สู่เป้าหมายฮับ ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ ในปี 2593 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงนายกรัฐมนตรี 3 ท่าน (เศรษฐา, แพทองธาร, อนุทิน) พร้อมข้อความเกี่ยวกับบอร์ด AI และเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ

ย้อนกลับไปช่วงต้นปี 2567 จุดเริ่มต้นสำคัญของการวางรากฐานเทคโนโลยีแห่งอนาคตเกิดขึ้นเมื่อกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ดำเนินการปรับปรุงคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อพัฒนาประเทศไทย (National AI Committee) โดยในขณะนั้นมี เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการ มีการปรับปรุงและตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์ด้านเศรษฐกิจควบคู่กัน เพื่อให้ประเทศไทยมีแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สมบูรณ์แบบ สามารถเชื่อมโยงการทำงานตั้งแต่ ดาต้า เซ็นเตอร์ (Data Center) คลาวด์ (Cloud) ไปจนถึงระบบคอมพิวเตอร์ประมวลผลระดับสูง

 

 
 

ภาพประกอบแสดงนายกรัฐมนตรี 3 ท่าน (เศรษฐา, แพทองธาร, อนุทิน) พร้อมข้อความเกี่ยวกับบอร์ด AI และเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ 1

เศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี

 

ต่อมาในช่วงปลายปี 2567 การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีของไทยเริ่มชัดเจนยิ่งขึ้น ในยุคที่ แพทองธาร ชินวัตร นั่งนายกรัฐมนตรี ได้ลงนามแต่งตั้ง ‘บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ’ พร้อมนั่งเป็นประธานบอร์ดฯ ด้วยตนเอง โดยมี รองนายกรัฐมนตรี พิชัย ชุณหวชิร เป็นรองประธาน และเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เป็นเลขานุการ เพื่อเร่งกำหนดยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง พร้อมบูรณาการหน่วยงานรัฐและเอกชน เร่งพัฒนาบุคลากร สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน เพื่อยกระดับให้ไทยขึ้นแท่นเป็น ‘ฮับเซมิคอนดักเตอร์ของภูมิภาค’

 

ต่อมาในวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ความเคลื่อนไหวสำคัญได้ตอกย้ำวิสัยทัศน์ดังกล่าว เมื่อ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานการประชุมครั้งแรกของคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (National AI Committee) พร้อมด้วยคณะกรรมการชุดใหญ่ที่ครอบคลุมตั้งแต่ระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี, กระทรวง อว., กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงอุตสาหกรรม ไปจนถึงตัวแทนภาคเอกชน สภาอุตสาหกรรมฯ และหอการค้าไทย เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนา AI ในประเทศไทยอย่างเป็นระบบ มุ่งเป้ายกระดับระบบนิเวศ AI และเสริมศักยภาพการเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

ภาพประกอบแสดงนายกรัฐมนตรี 3 ท่าน (เศรษฐา, แพทองธาร, อนุทิน) พร้อมข้อความเกี่ยวกับบอร์ด AI และเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ 2

แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

 

ขณะที่ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ในขณะนั้น ระบุว่า ‘การพัฒนาบุคลากร’ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตในยุค AI

 

ปักธงสร้างบุคลากร 10 ล้านคน อุดช่องโหว่ขาดแคลนแรงงานดิจิทัล

 

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีบุคลากรด้านเอไอเพียง 21,631 อัตรา ซึ่งมากกว่าครึ่งทำงานในสายที่ไม่ใช่ด้านไอที ในขณะที่ประเทศยังมีความต้องการบุคลากรด้านนี้สูงกว่า 100,000 คน ที่ประชุมจึงได้กำหนดเป้าหมายหลักเร่งด่วนภายในระยะเวลา 2 ปี ที่จะต้องส่งเสริมให้มีบุคลากรที่สามารถใช้งาน AI (AI User) ได้อย่างน้อย 10 ล้านคน, สร้างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้าน AI (AI Professional) อย่างน้อย 90,000 คน และพัฒนานักพัฒนา AI (AI Developer) ให้ได้อย่างน้อย 50,000 คน

 

นอกจากนี้ กระทรวงดีอียังมีแผนดึงดูดชาวต่างชาติทักษะสูงผ่านการผลักดันวีซ่าสำหรับกลุ่ม Digital Nomad ร่วมกับบีโอไอ (BOI) รวมถึงการชูมาตรการ Global Digital Talent Visa และให้สิทธิลดหย่อนภาษีนิติบุคคล (CIT) สูงถึง 250% หากองค์กรมีการส่งพนักงานเข้าอบรมหลักสูตรด้านเอไอ เพื่อกระตุ้นการอัปสกิลและรีสกิลครั้งใหญ่

 

ดึงเม็ดเงินลงทุน 5 แสนล้านบาท พลิกโฉมโครงสร้างพื้นฐาน

 

ในด้านการลงทุน รัฐบาลมีแผนส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งระบบคลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ระบบประมวลผลด้วย GPU และแพลตฟอร์ม AI แบบโอเพ่นซอร์ส เพื่อลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจ พร้อมทั้งเร่งจัดตั้งศูนย์ข้อมูลกลาง (Data Bank) ให้หน่วยงานรัฐปรับเป็นดิจิทัลสมบูรณ์แบบภายในปี 2569 โดยคาดการณ์ว่าการดึงบริษัทชั้นนำระดับโลกมาร่วมลงทุน ประกอบกับการลงทุนจากภาครัฐและเอกชน จะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้ไม่ต่ำกว่า 500,000 ล้านบาท

 

นอกจากนั้น กระทรวงดีอียังเตรียมผลักดัน ‘กฎหมายเอไอฉบับแรกของประเทศ’ เพื่อวางกรอบจริยธรรมให้มีความโปร่งใส ควบคู่ไปกับการสนับสนุน Deep Tech และส่งเสริมการใช้งาน Large Language Model (โมเดลภาษาขนาดใหญ่) ที่เป็นภาษาไทย เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

 

โฟกัส 3 อุตสาหกรรมหลัก ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

 

สำหรับการประยุกต์ใช้ AI เชิงพาณิชย์ รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจระดับมหาภาค ได้แก่

 

  • ภาคสาธารณสุข นำ AI มาช่วยเพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพของบริการทางการแพทย์ ต่อยอดสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพระดับภูมิภาค
  • ภาคการท่องเที่ยว ใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมผู้เดินทาง เพื่อมอบประสบการณ์เฉพาะบุคคลและกระตุ้นเม็ดเงินรายได้เข้าประเทศ
  • ภาคการเกษตร ประยุกต์ใช้ AI ในการวางแผนการผลิต เพิ่มผลผลิต ลดความเสี่ยง และช่วยจับคู่ความต้องการของตลาดกับเกษตรกร

 

ในระยะถัดไป รัฐบาลจะเดินหน้าจัดตั้งศูนย์เฉพาะทางในแต่ละสาขาของ AI เพื่อรวบรวมองค์ความรู้จากหน่วยงานรัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา ให้ทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ เพื่อเปลี่ยนวิสัยทัศน์ด้านปัญญาประดิษฐ์ระดับชาติ ให้กลายเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยอย่างเป็นรูปธรรม

 

ก้าวล่าสุดยุค ‘อนุทิน’ ตั้งเป้าหมาย ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ ภายในปี 2593

 

เพื่อเป็นการต่อยอดห่วงโซ่อุปทานทางเทคโนโลยีขั้นสูง ล่าสุดในยุคของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มีการลงนามในคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 192/2569 แต่งตั้ง ‘คณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติ’ เพื่อสานต่อยุทธศาสตร์การนำประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของภูมิภาคอาเซียน

 

คณะกรรมการชุดนี้มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ และมี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธาน พร้อมด้วยการบูรณาการหน่วยงานภาครัฐ เช่น กระทรวงการต่างประเทศ, กระทรวง อว., กระทรวงดีอี, กระทรวงพลังงาน, กระทรวงอุตสาหกรรม และภาคเอกชน อย่างสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมการค้าอุตสาหกรรมไทยเซมิคอนดักเตอร์ โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนทำหน้าที่เป็นเลขานุการ

 

ภาพประกอบแสดงนายกรัฐมนตรี 3 ท่าน (เศรษฐา, แพทองธาร, อนุทิน) พร้อมข้อความเกี่ยวกับบอร์ด AI และเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ 3

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

 

รัฐบาลได้วางเป้าหมายความท้าทายใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ด้วยการตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนมูลค่าถึง 2.5 ล้านล้านบาท และเร่งสร้างบุคลากรทักษะสูงในสายงานนี้กว่า 230,000 คน เพื่อผลักดันให้เกิดผลิตภัณฑ์ ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ (Chip Made in Thailand) อย่างเป็นรูปธรรมภายในปี พ.ศ. 2593

 

หน้าที่หลักของบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ฯ ชุดนี้คือการเคาะทิศทางนโยบาย แผนแม่บท และพิจารณาแผนงานโครงการเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ตลอดจนการติดตามประเมินผล ซึ่งจะกลายเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ไทยสามารถก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ผ่านการสร้างความมั่นคงด้านโครงสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อให้ประเทศเติบโตได้อย่างยั่งยืน

 

ดันจุดแข็ง ‘Power Electronics’ สู่ฮับอาเซียน เปิด 2 ความท้าทายที่ต้องเร่งแก้

 

การผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลาง (Hub) อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ถือเป็นหนึ่งในวาระสำคัญระดับชาติ ทว่าในสมรภูมิเทคโนโลยีที่ขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือด จุดยืนของไทยควรอยู่ตรงไหน และต้องเดินหน้าอย่างไรเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย

 

ด้านวิบูลย์ รักสาสน์เจริญผล รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และอดีตคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่าในช่วงรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ต่อเนื่องมาถึงยุคแพทองธาร ชินวัตร บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ฯ ได้มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์และกำหนดตำแหน่ง (Positioning) ของประเทศไทยในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก (Global Supply Chain) ไว้อย่างชัดเจน พร้อมตั้งคณะอนุกรรมการ 2 ชุดเพื่อดูแลด้านแผนยุทธศาสตร์และการพัฒนากำลังคน

 

หากเปรียบเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์เหมือนร่างกายมนุษย์ จะประกอบด้วยส่วน Logic (สมอง/การคิด), Memory (ความจำ), Sensor (ประสาทสัมผัส) และ Energy หรือ Power (พลังงานที่ขับเคลื่อน) ซึ่งประเทศไทยพิจารณาแล้วว่าในส่วนของ ‘Logic’ เราไม่สามารถเข้าไปแข่งขันได้ทันแล้ว เนื่องจากมีรายใหญ่ครองตลาดอยู่

 

ภาพประกอบแสดงนายกรัฐมนตรี 3 ท่าน (เศรษฐา, แพทองธาร, อนุทิน) พร้อมข้อความเกี่ยวกับบอร์ด AI และเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ 4

 

วิบูลย์ รักสาสน์เจริญผล รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และอดีตคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ

 

ดังนั้น แผนยุทธศาสตร์จึงมุ่งเป้าไปที่กลุ่ม ‘Power Electronics’ เพราะไม่ว่าเทคโนโลยีจะวิวัฒนาการไปไกลแค่ไหน ก็ยังจำเป็นต้องใช้พลังงาน โดยกำหนดทิศทางขับเคลื่อนใน 2 แกนหลัก คือ

 

  • การดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) พยายามดึงนักลงทุนรายใหญ่ โดยเฉพาะจากไต้หวันและจีน ให้เข้ามาตั้งฐานการผลิต
  • การสร้างกำลังคน ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนสำคัญของไทยในการก้าวเข้าสู่สเกลระดับโลก จึงต้องเร่งแก้ไขเพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรม

 

‘Made in Thailand’ ในความหมายของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

 

ต่อประเด็นการผลักดันชิ้นส่วนที่ผลิตในไทย (Made in Thailand) ภายในปี 2050 วิบูลย์ขยายความว่า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้เน้นการสร้าง ‘แบรนด์สินค้า’ เหมือนเสื้อผ้า เพราะโมเดลธุรกิจคือการรับจ้างผลิต (OEM)

 

คำว่า Made in Thailand ในบริบทนี้ จึงหมายถึง ‘แบรนด์ระดับประเทศ ที่สะท้อนถึงการเป็นฐานการผลิตคุณภาพสูง (High Quality) และมีความแม่นยำสูง (High Precision) ในอุตสาหกรรมบริการรับจ้างผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (EMS: Electronic Manufacturing Service)

 

2 ความท้าทายหลักที่อุตสาหกรรมต้องการจากรัฐบาล

 

วิบูลย์มองว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนรัฐบาลไปกี่ชุด ปัญหาของอุตสาหกรรมยังคงเดิม โดยสิ่งที่ภาคเอกชนและนักลงทุนต้องการมากที่สุดมี 2 ประการ คือ

 

  • ความชัดเจนใน Global Positioning ประเทศไทยต้องระบุให้ชัดเจนว่าจะอยู่จุดไหนใน Value Chain ของโลก การพูดคุยกับนักลงทุนกลุ่มไฮเทคที่มีมูลค่าสูง ไม่ควรเน้นแค่การนำเสนอสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว เพราะกลุ่มนี้มีกำไรสูงอยู่แล้ว แต่รัฐต้องตอบให้ได้ว่าตำแหน่งของไทยในห่วงโซ่การผลิตคือจุดใด เพื่อให้นักลงทุนวางแผนธุรกิจและจับคู่พาร์ตเนอร์ได้ถูกต้อง
  • ความต่อเนื่อง (Continuity) เนื่องจากธุรกิจต้องวางแผนล่วงหน้าระยะยาว 3-5 ปี หากนโยบายภาครัฐเปลี่ยนไปมา เช่น วันนี้ให้เล่นตำแหน่ง ‘แบ็กขวา’ แต่วันหน้าจะให้เปลี่ยนไปเป็น ‘ศูนย์หน้า’ ย่อมทำให้นักลงทุนที่เตรียมเข้ามาทำงานร่วมกับไทยเกิดความสับสนและขาดความเชื่อมั่น

 

“กลไกตลาดยังไงก็ขับเคลื่อนด้วย Demand และ Supply ได้ด้วยตัวเองเหมือนรถที่เติมน้ำมันแล้วสตาร์ทวิ่งไปได้ แต่ถ้ามองในมุมผลประโยชน์ของประเทศ รัฐบาลต้องเข้ามานั่งเป็น ‘คนขับรถ’ เพื่อกำหนดทิศทางให้เกิดประโยชน์สูงสุด” วิบูลย์กล่าวเปรียบเทียบ

 

พร้อมย้ำว่าบอร์ดแห่งชาติมีหน้าที่สำคัญคือการจัดแนวทาง (Alignment) ให้ทุกหน่วยงานโฟกัสเป้าหมายเดียวกัน เป็น Single Message สู่สากล

 

ปรับโมเดลธุรกิจ เลี่ยงสงครามราคา EV สู่โอกาสใน Hyper Scaler

 

แม้ตำแหน่งด้าน Power Electronics จะยังคงเป็นมาสเตอร์แพลนที่ถูกต้อง แต่โมเดลธุรกิจจำเป็นต้องปรับเปลี่ยน วิบูลย์ชี้ว่า เดิมทีไทยตั้งเป้าตอบสนองความต้องการจากตลาดยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แต่ปัจจุบันตลาด EV ถูกครอบงำโดยแบรนด์จีนที่มีการกดราคาอย่างหนัก ทำให้การเจาะตลาดทำได้ยาก

 

ในขณะเดียวกัน ตลาดศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Hyper Scaler (Data Center) กำลังเติบโตสูงและมีความต้องการใช้ High Power Electronics อย่างมหาศาล แม้การตั้ง Hyper Scaler ในไทยจะใช้พลังงานเยอะแต่จ้างงานน้อย ทว่าจุดนี้คือโอกาสสำคัญที่รัฐต้องผลักดันให้ Local Supply Chain ของไทยสามารถเข้าไปเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์นับแสนชิ้นป้อนให้กับ Hyper Scaler เหล่านี้ให้ได้ เพื่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อภาพรวมของประเทศอย่างแท้จริง

 

ก้าวข้ามขีดจำกัดสู่ยุค ‘Electronics + Photonic’

 

วิบูลย์ได้เผยถึงเทรนด์แห่งอนาคตว่า ศักยภาพของอิเล็กทรอนิกส์แบบเดิมในการส่งมอบประสิทธิภาพขั้นสูงเริ่มถึงจุดอิ่มตัวและติดเพดานแล้ว (ตันแล้ว) ดังนั้น ในช่วง 10 ปีนับจากนี้ อุตสาหกรรมโลกจะก้าวเข้าสู่เทคโนโลยียุคถัดไป (Next Generation) นั่นคือการผสานรวมกันระหว่างอิเล็กทรอนิกส์และโฟโตนิกส์ หรือที่เรียกว่า Electronics + Photonic ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับคลื่นเทคโนโลยีระลอกใหม่นี้ให้ทัน

The post อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต จากจุดเริ่มต้น ‘บอร์ดเอไอ’ ถึง ‘บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ’ ของ 3 ยุคนายกฯ สู่เป้าหมายฮับ ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ ในปี 2593 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Wisesight เผยเทรนด์ ‘Generational Style Swap’ คนรุ่นใหม่หันหากล้องฟิล์ม คนรุ่นก่อนใส่ Streetwear สะท้อนอายุไม่ใช่ตัวกำหนดรสนิยม https://thestandard.co/wisesight-generational-style-swap-trends/ Wed, 17 Jun 2026 09:41:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1219641 ภาพประกอบแสดงการแลกเปลี่ยนสไตล์ข้ามรุ่น โดยมีคนรุ่นใหม่ใช้กล้องฟิล์มและคนรุ่นก่อนใส่ชุด Streetwear สะท้อนเทรนด์ Generational Style Swap

Wisesight Research วิเคราะห์บทสนทนาบนโซเชียลมีเดียผ่านบ […]

The post Wisesight เผยเทรนด์ ‘Generational Style Swap’ คนรุ่นใหม่หันหากล้องฟิล์ม คนรุ่นก่อนใส่ Streetwear สะท้อนอายุไม่ใช่ตัวกำหนดรสนิยม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงการแลกเปลี่ยนสไตล์ข้ามรุ่น โดยมีคนรุ่นใหม่ใช้กล้องฟิล์มและคนรุ่นก่อนใส่ชุด Streetwear สะท้อนเทรนด์ Generational Style Swap

Wisesight Research วิเคราะห์บทสนทนาบนโซเชียลมีเดียผ่านบริการ Topic Analysis ในไตรมาสแรกของปี 2569 เพื่อสำรวจว่าผู้บริโภคแต่ละ Generation กำลังพูดถึงอะไรและให้คุณค่ากับเรื่องใด พบว่าพฤติกรรมผู้บริโภคกำลังขยับจากความชอบตามวัย ไปสู่การแสดงออกผ่านตัวตนมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ, การทำงาน, การเงิน, ความสัมพันธ์ และการใช้ชีวิต

 

 
 

ผลวิเคราะห์ยังชี้ว่า Generation ในวันนี้สะท้อนความแตกต่างด้านวิธีคิดและความคาดหวัง มากกว่าจะเป็นเรื่องช่วงอายุ เพราะคนต่างวัยอาจมี Mindset หรือ Pain Point ร่วมกัน ขณะที่คนอายุใกล้กันกลับมีมุมมองต่อชีวิตต่างกัน

 

สาม Generation กับสามวิธีคิด

 

Wisesight Research พบว่า Gen Z มีพฤติกรรมหยิบสิ่งดั้งเดิมมาตีความใหม่ให้เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์และตัวตนบนโลกออนไลน์ เช่น กระแส Retro-Health ทั้งการชวนกันไปเต้นแอโรบิคหน้าสวนลุม และการนำกิจกรรมไทยดั้งเดิมอย่างการพับดอกบัวมาทำเป็นคอนเทนต์วิดีโอสั้น

 

ขณะเดียวกัน Gen Z ยังให้ความสำคัญกับ Healthy Workplace ทั้ง Work-life Balance, สุขภาพจิต และวัฒนธรรมองค์กร มากกว่ารายได้เพียงอย่างเดียว สะท้อนว่าคนกลุ่มนี้มองหาแบรนด์ที่เข้าใจวิธีใช้ชีวิตและคุณค่าที่พวกเขาให้ความสำคัญ

 

ฝั่ง Gen Y เริ่มโฟกัสกับการจัดระเบียบชีวิต บทสนทนาเต็มไปด้วยการวางแผนอนาคต ทั้งการเงิน, บ้าน, การลงทุน และคุณภาพชีวิตระยะยาว หัวข้อที่ถูกพูดถึงมากคือ Experiential Travel หรือการท่องเที่ยวเพื่อเก็บประสบการณ์หลังทำงานหนักมาหลายปี

 

นอกจากนี้ Gen Y ยังแชร์ประสบการณ์เลี้ยงลูก Gen Alpha มากขึ้น โดยให้น้ำหนักกับการพัฒนา EQ ควบคู่ทักษะวิชาการ สะท้อนว่าคนกลุ่มนี้มองหาความมั่นคงทั้งด้านการเงินและอารมณ์ไปพร้อมกัน

 

ส่วน Gen X อยู่ในจุดกึ่งกลางระหว่างโลกดั้งเดิมและดิจิทัล บทสนทนาสะท้อนทั้งความภูมิใจในรากวัฒนธรรมและความพยายามเชื่อมต่อกับโลกใหม่ ทั้งการสนับสนุนแบรนด์ไทย, การพูดถึง Soft Power และการทดลองทำวิดีโอสั้นหรือใช้คำแสลง อีกหัวข้อที่สำคัญคือ Mentorship & Management โดยเฉพาะการบริหารทีม Gen Z และการทำงานร่วมกันระหว่างคนต่างวัย

 

‘Generational Style Swap’ เมื่อแต่ละวัยสลับสไตล์กัน

 

อินไซต์สำคัญที่ Wisesight Research พบคือปรากฏการณ์ ‘Generational Style Swap’ หรือการสลับสไตล์ข้ามรุ่น โดยคนรุ่นใหม่เริ่มหันกลับไปหา Nostalgia ผ่านกล้องฟิล์ม, กล้อง CCD และแผ่นเสียง เพื่อมองหาความรู้สึกแบบ Authentic ที่ต่างจากโลกดิจิทัลที่สมบูรณ์แบบเกินไป

 

ในทางกลับกัน คนรุ่นก่อนเริ่มเปิดรับวัฒนธรรมของคนรุ่นใหม่มากขึ้น ทั้งการแต่งตัวแบบ Streetwear, การใช้คำแสลง และการทำคอนเทนต์วิดีโอสั้น

 

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่าอายุเริ่มมีผลต่อรสนิยมน้อยลง ขณะที่ตัวตนกลายเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคอยากสื่อสารมากกว่าเดิม ซึ่งเป็นสัญญาณว่าแบรนด์อาจแบ่งกลุ่มผู้บริโภคด้วย Demographic เพียงอย่างเดียวไม่ได้อีกต่อไป

 

5 เรื่องที่ทุกวัยพูดถึง แต่ตีความต่างกัน

 

แม้แต่ละ Generation จะคิดต่างกัน แต่ Wisesight Research พบว่าผู้บริโภคทุกวัยยังพูดถึง 5 เรื่องร่วมกัน ได้แก่ สุขภาพกายและใจ, การเงินและความมั่นคง, งานและความหมายของชีวิต, ครอบครัวและความสัมพันธ์ และความสุขเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน

 

สิ่งที่ต่างกันคือมุมมองที่แต่ละวัยใช้ตีความ โดย Gen Z มองสุขภาพผ่านมิติ Mental Health และ Self-healing, Gen Y ให้ความสำคัญกับ Work-life Balance และความมั่นคงระยะยาว ขณะที่ Gen X โฟกัสสุขภาพระยะยาว, การเกษียณ และบทบาทดูแลครอบครัว แม้พูดเรื่องเดียวกันแต่ความหมายเบื้องหลังต่างกัน

 

Wisesight Research มองว่าการสื่อสารที่ได้ผลในวันนี้ คือการเข้าใจว่าผู้บริโภคแต่ละ Generation เผชิญแรงกดดันอะไรและมองหาความมั่นคงแบบไหน มากกว่าการพูดให้ตรงวัยเพียงอย่างเดียว เพราะผู้บริโภคยุคนี้เลือกแบรนด์จากมากกว่าราคาหรือโปรโมชัน สิ่งที่แบรนด์ต้องแข่งขันจึงเป็นความสามารถในการเข้าไปอยู่ในบริบทชีวิตของผู้คนแต่ละวัยให้ได้จริง

 

ภาพ : Mongta Studio / Shutterstock

The post Wisesight เผยเทรนด์ ‘Generational Style Swap’ คนรุ่นใหม่หันหากล้องฟิล์ม คนรุ่นก่อนใส่ Streetwear สะท้อนอายุไม่ใช่ตัวกำหนดรสนิยม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะปรากฏการณ์หุ้น SpaceX พุ่งแซง Amazon สู่ Top 5 โลก ท่ามกลางคำเตือน ‘แชร์ลูกโซ่ในร่างมนุษย์’ ที่รายย่อยถูกบังคับให้เล่น https://thestandard.co/spacex-elon-musk-ponzi-scheme/ Wed, 17 Jun 2026 09:20:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1219619 อีลอน มัสก์ ยืนอยู่หน้าจรวด SpaceX พร้อมข้อความเกี่ยวกับหุ้น SpaceX และคำถามเรื่องแชร์ลูกโซ่

หุ้นของ SpaceX ภายใต้การนำของ อีลอน มัสก์ กำลังสร้างปรา […]

The post เจาะปรากฏการณ์หุ้น SpaceX พุ่งแซง Amazon สู่ Top 5 โลก ท่ามกลางคำเตือน ‘แชร์ลูกโซ่ในร่างมนุษย์’ ที่รายย่อยถูกบังคับให้เล่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
อีลอน มัสก์ ยืนอยู่หน้าจรวด SpaceX พร้อมข้อความเกี่ยวกับหุ้น SpaceX และคำถามเรื่องแชร์ลูกโซ่

หุ้นของ SpaceX ภายใต้การนำของ อีลอน มัสก์ กำลังสร้างปรากฏการณ์สั่นสะเทือนวอลล์สตรีท หลังจากการเสนอขายหุ้น IPO ครั้งประวัติศาสตร์บนกระดาน Nasdaq หุ้นของบริษัทพุ่งทะยานไปแล้วกว่า 50% ดันมูลค่าตลาดพุ่งแตะ 2.78 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 90 ล้านล้านบาท แซงหน้าอาณาจักรค้าปลีกอย่าง Amazon ที่มีมูลค่า 2.66 ล้านล้านดอลลาร์ ขึ้นแท่นเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดอันดับ 5 ของโลกเป็นที่เรียบร้อย

 

 
 

ความร้อนแรงล่าสุดนี้ เกิดขึ้นพร้อมกับการที่ SpaceX ประกาศทุ่มเงิน 6 หมื่นล้านดอลลาร์เข้าซื้อกิจการ Cursor สตาร์ทอัพด้าน AI สำหรับการเขียนโค้ด เพื่อนำมาผสานเข้ากับขุมพลังซูเปอร์คอมพิวเตอร์ Colossus ยกระดับธุรกิจ AI อย่าง xAI ในการสร้างโมเดลที่มีประโยชน์ที่สุดในโลก รวมถึงวิสัยทัศน์สุดล้ำอย่างการส่งศูนย์ข้อมูล AI ขึ้นสู่อวกาศ

 

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความตื่นเต้นที่ส่งให้มัสก์กลายเป็น “เศรษฐีล้านล้านดอลลาร์” (Trillionaire) คนแรกของโลก กลับมีเสียงเตือนจากนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง เจ้าของรางวัลโนเบลเมื่อปี 2008 ดังขึ้นมาว่า หรือ ‘อีลอน มัสก์ คือแชร์ลูกโซ่ในร่างมนุษย์’

 

เมื่อความศรัทธาสวนทางปัจจัยพื้นฐาน

 

แม้ SpaceX จะแซงหน้า Amazon ในแง่มูลค่าตลาด แต่หากกางงบการเงินดูจะพบความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ในไตรมาสแรกของปี 2026 Amazon ทำกำไรสุทธิได้ถึง 3.03 หมื่นล้านดอลลาร์ จากยอดขายมหาศาลกว่า 7.169 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2025 ในขณะที่ SpaceX กลับรายงานผลขาดทุน 4.3 พันล้านดอลลาร์ จากยอดขายเพียง 1.867 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีเดียวกัน

 

ปีเตอร์ บุกวาร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ One Point BFG Wealth Partners กล่าวว่า นักลงทุนในตอนนี้กำลัง “ซื้อขายกับเรื่องราว ความตื่นเต้น และความเป็นอีลอน มัสก์” แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง ปัจจัยพื้นฐานจะต้องเติบโตให้สอดคล้องกับความตื่นเต้นเหล่านั้น ซึ่งบริษัทจะต้องใช้เวลาอีกหลายปีเพื่อพิสูจน์ตัวเองให้คู่ควรกับมูลค่าอันมหาศาลนี้

 

สอดคล้องกับ ไอลีน เบอร์บริดจ์ นักลงทุน (VC) ที่มองว่า เทรดเดอร์จำนวนมากกำลังซื้อหุ้นตาม “โอกาสทางการตลาดที่ถูกนำเสนอมาอย่างดี” เพื่อลงทุนในวิสัยทัศน์ของมัสก์ มากกว่าจะดูจากปัจจัยพื้นฐานทางการเงินจริงๆ ของ SpaceX

 

พอล ครุกแมน ชี้ อีลอน มัสก์ คือแชร์ลูกโซ่ในร่างมนุษย์

 

พอล ครุกแมน นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ เมื่อปี 2008 เปิดเผยผ่านบทความบนเว็บไซต์ส่วนตัว โดยจั่วหัวว่า Elon Musk, Human Ponzi Scheme หรือแปลเป็นไทยได้ว่า อีลอน มัสก์ แชร์ลูกโซ่ในร่างมนุษย์

 

ครุกแมนบอกว่า นักลงทุนกำลังถูกบังคับให้ซื้อหุ้น SpaceX ด้วยกลไกของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และประเด็นสำคัญที่ครุกแมนกำลังตั้งคำถามคือ “จริงอยู่ว่า มัสก์ก็ประสบความสำเร็จจริงๆ อยู่บ้าง Tesla เป็นผู้นำในเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และ Starlink ก็เป็นบริการที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดรวมถึงเป็นธุรกิจที่สามารถทำกำไรได้จริง แต่ความสำเร็จเหล่านี้ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้มัสก์กลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกได้”

 

ในทางกลับกัน ความมั่งคั่งของเขามักจะตั้งอยู่บน Self-fulfilling faith นั่นคือ การที่นักลงทุนเชื่อมั่นในความอัจฉริยะของมัสก์ต่างพากันแห่ซื้อหุ้นในบริษัทที่เขาควบคุมอยู่ และมูลค่าที่เพิ่มสูงขึ้นของบริษัทเหล่านี้ก็ยิ่งเสริมสร้างชื่อเสียงความเป็นอัจฉริยะของเขาให้มากขึ้นไปอีก

 

เรามีคำเรียกสำหรับกิจการที่ดูเหมือนจะประสบความสำเร็จ เพราะพวกเขาสามารถดึงดูดนักลงทุนรายใหม่ๆ เข้ามาได้เรื่อยๆ และที่ดึงดูดนักลงทุนรายใหม่ได้เรื่อยๆ ก็เพราะมันดูเหมือนจะประสบความสำเร็จ สิ่งนี้เรียกว่า ‘แชร์ลูกโซ่’ (Ponzi schemes) และโดยพื้นฐานแล้ว อีลอน มัสก์ ก็คือแชร์ลูกโซ่ในร่างมนุษย์นี่เอง

 

ยิ่งไปกว่านั้น การทำ IPO ของ SpaceX ที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ ยิ่งทำให้เห็นชัดเจนกว่าที่เคยว่า ทักษะที่ยอดเยี่ยมที่สุดของมัสก์ไม่ใช่การพัฒนาผลิตภัณฑ์แห่งอนาคต แต่มันคือความเชี่ยวชาญในการเล่นกลลวงทางการเงิน และความสามารถของเขาในการใช้ประโยชน์จากอิทธิพลของคนวงใน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิทธิพลที่เขามีต่อคณะบริหารของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

 

ครุกแมนยังได้ชี้ให้เห็นถึงความผิดพลาดจากการเข้าซื้อ Twitter หรือ X ในปัจจุบัน ซึ่ง Wall Street Journal เคยบอกไว้ในเดือนสิงหาคม 2024 ว่าเป็น “การเข้าซื้อกิจการ Twitter ของอีลอน มัสก์ กลายเป็นการซื้อกิจการที่เลวร้ายที่สุดสำหรับธนาคารนับตั้งแต่วิกฤตการเงิน”

 

สำหรับ SpaceX บริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดเป็นอันดับ 5 ของโลกในปัจจุบัน กำลังถูกตั้งคำถามโดยนักลงทุนทั่วโลก รวมถึงตัวของครุกแมนว่า มูลค่าประเมินที่สูงลิ่วทะลุอวกาศขนาดนี้ มันจะสมเหตุสมผลได้อย่างไร? การทำ IPO ในครั้งนี้ส่วนหนึ่งตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า นักลงทุนรายย่อยจะเข้ามาซื้อหุ้น ไม่ใช่เพราะพวกเขาได้ประเมินมูลค่าของ SpaceX ในฐานะธุรกิจอย่างมีเหตุมีผล แต่เป็นเพราะพวกเขาเชื่อว่าพวกเขากำลังซื้อส่วนแบ่งในความอัจฉริยะของอีลอน มัสก์ ต่างหาก

 

แต่แค่จำนวนของผู้ศรัทธาอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้เกมกลลวงนี้ดำเนินต่อไปได้ ดังนั้น พันธมิตรในวอลล์สตรีทของมัสก์จึงเข้ามาช่วยจัดฉากในเกมนี้ด้วย ดัชนีหุ้นหลักบางตัว โดยเฉพาะ Nasdaq 100 และ FTSE Russell เพิ่งได้ทำการเปลี่ยนกฎเกณฑ์ของตนเพื่ออนุญาตให้ SpaceX เข้าคำนวณในดัชนีได้แทบจะในทันที

 

สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่าการนำหุ้นของบริษัทไปรวมอยู่ในดัชนีหุ้นหลักๆ นั้นนำมาซึ่งผลตอบแทนทางการเงินอย่างมหาศาล สัดส่วนการถือครองหุ้นจำนวนมากถูกถือครองโดย ‘กองทุนดัชนี’ (Index funds) ซึ่งเป็นกองทุนรวมที่ถือพอร์ตการลงทุนที่ออกแบบมาเพื่อเลียนแบบพฤติกรรมของดัชนีหลักๆ ดังนั้น มันจึงมีความต้องการหุ้นของบริษัทเหล่านั้นเกิดขึ้นมาในทันทีที่หุ้นของพวกเขาถูกเพิ่มเข้าไปในดัชนีหลัก เนื่องจากบรรดากองทุนดัชนีจำเป็นจะต้องเพิ่มหุ้นเหล่านั้นเข้าไปในพอร์ตการลงทุนของพวกเขาด้วย

 

ในอดีตที่ผ่านมา ดัชนีหลักๆ มักจะรออย่างน้อย 1 ปีหลังจากการทำ IPO ของบริษัท ก่อนที่จะพิจารณานำเข้าไปรวมอยู่ในมาตรวัดของตลาด เพื่อให้เวลาหุ้นได้เติบโตเต็มที่ การยอมบิดเบือนกฎเกณฑ์เพื่อ SpaceX ในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า มัสก์กำลังใช้อำนาจความสามารถของเขาเพื่อครอบงำและบ่อนทำลายสถาบันสำคัญๆ อีกครั้ง

 

ซึ่งนั่นก็นำผมมาสู่ประเด็นสุดท้าย แชร์ลูกโซ่มนุษย์ขนาดมหึมาที่เป็นตัวตนของ อีลอน มัสก์ ท้ายที่สุดแล้วมันก็จะต้องล่มสลายลง แต่แชร์ลูกโซ่แบบดั้งเดิมจะเอาเปรียบเฉพาะนักลงทุนที่เลือกจะเข้ามามีส่วนร่วมเท่านั้น ทว่าในครั้งนี้ เงินส่วนใหญ่ที่ช่วยพยุงการหลอกลวงของมัสก์จะมาจากคนอเมริกันธรรมดาทั่วไปที่ในทางปฏิบัติแล้วถูกบังคับให้ต้องซื้อหุ้น

 

ประมาณ 52% ของสินทรัพย์ในกองทุนรวมในขณะนี้ถูกนำไปลงทุนในกองทุนดัชนีหรือกองทุนที่อิงตามดัชนี และกว่า 50% ของครัวเรือนในอเมริกาล้วนมีการลงทุนในกองทุนรวม ด้วยการสมรู้ร่วมคิดระหว่างมัสก์และวอลล์สตรีท ซึ่งได้รับการอำนวยความสะดวกจากการรับรู้ที่ว่าฝ่ายบริหารของทรัมป์คอยหนุนหลังมัสก์อยู่ ทำให้นักลงทุนรายย่อยจำนวนมากหรืออาจจะส่วนใหญ่ จะต้องถูกลากเข้าไปเป็นเชื้อเพลิงให้กับเครื่องจักรทำเงินขนาดยักษ์ของมัสก์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

การเดิมพันที่ ‘แพง’ และ ‘อันตราย’

 

ความเสี่ยงนี้สะท้อนชัดเจนในตลาดออปชัน (Options) คริส เมอร์ฟี นักกลยุทธ์จากบริษัทการลงทุน Susquehanna ระบุว่า การซื้อขายออปชันของ SpaceX ในวันแรก แสดงให้เห็นถึงโอกาสประมาณ 15% ที่ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นอีก 50% ในเดือนกันยายน แต่ในขณะเดียวกันก็มีโอกาสถึง 13% ที่มูลค่าหุ้นจะร่วงลงครึ่งหนึ่งเช่นกัน

 

“คำสั่งซื้อ Call Options (เก็งกำไรขาขึ้น) สะท้อนความหวังว่าราคาจะพุ่งขึ้นอีก ขณะที่ Put Options (เก็งกำไรขาลง) สะท้อนความกังวลเรื่องอุปทานหุ้นที่จะถูกปลดล็อก ความเสี่ยงด้านมูลค่า และภาวะหมดความตื่นเต้น” เมอร์ฟีกล่าว

 

นอกจากนี้ การที่ปัจจุบันมีหุ้นเพียง 4% เท่านั้นที่เปิดให้ซื้อขายอย่างอิสระในตลาด ทำให้แดน ชีแฮน จาก Telos Wealth Advisors เตือนว่า รายย่อยอาจกำลังจ่ายราคาพรีเมียมที่แพงเกินจริง และอาจเผชิญภาวะมูลค่าหุ้นเจือจาง (Diluted) ทันทีที่นักลงทุนสถาบันเริ่มเทขาย

 

ปรากฏการณ์ SpaceX จึงเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของตลาดทุนโลก ว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการบุกเบิกอนาคตแห่งเทคโนโลยีและอวกาศ หรือเป็นเพียงเกมกลลวงทางการเงินที่อาศัยศรัทธาของมวลชนตามคำเตือนของนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล เวลาเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์

 

อ้างอิง:

 

The post เจาะปรากฏการณ์หุ้น SpaceX พุ่งแซง Amazon สู่ Top 5 โลก ท่ามกลางคำเตือน ‘แชร์ลูกโซ่ในร่างมนุษย์’ ที่รายย่อยถูกบังคับให้เล่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราคามะพร้าวดิ่งเหลือลูกละ 3 บาท เกษตรกรไทยอ่วมพิษทุนจีนครองตลาด รัฐเร่งกวาดล้างนอมินี สอบ 15 บริษัทเลี่ยงกฎหมายห้ามต่างชาติทำเกษตร https://thestandard.co/coconut-price-china-nominee-crackdown/ Wed, 17 Jun 2026 09:11:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1219615 ภาพมะพร้าวน้ำหอมพร้อมข้อความแสดงราคามะพร้าวตกต่ำและผลกระทบจากทุนจีน

ทางการไทยกำลังเร่งกวาดล้างธุรกิจที่อ้างว่าเป็นของคนไทย […]

The post ราคามะพร้าวดิ่งเหลือลูกละ 3 บาท เกษตรกรไทยอ่วมพิษทุนจีนครองตลาด รัฐเร่งกวาดล้างนอมินี สอบ 15 บริษัทเลี่ยงกฎหมายห้ามต่างชาติทำเกษตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมะพร้าวน้ำหอมพร้อมข้อความแสดงราคามะพร้าวตกต่ำและผลกระทบจากทุนจีน

ทางการไทยกำลังเร่งกวาดล้างธุรกิจที่อ้างว่าเป็นของคนไทย แต่แท้จริงอยู่ภายใต้การควบคุมของทุนต่างชาติ ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นต่ออิทธิพลของทุนจีนที่แผ่เข้าครอบงำภาคเกษตรกรรมของไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมมะพร้าวที่ราคาดิ่งลงอย่างหนักจนเกษตรกรแทบไม่เหลือกำไร

 

 
 

ตามรายงานของ Nikkei Asia ธันวา เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าววัย 53 ปี ในจังหวัดราชบุรี ที่สืบทอดสวนมะพร้าวกว่า 1,000 ต้นบนที่ดิน 48,000 ตารางเมตรจากพ่อเมื่อ 30 ปีก่อน เปิดเผยว่าสวนของเขาขาดทุนต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และ “หากบริษัทจีนยังครองอุตสาหกรรมมะพร้าวต่อไป ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะหาเลี้ยงชีพ”

 

สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไปราวปี 2024 เมื่อมีพ่อค้าคนกลางที่เชื่อมโยงกับกิจการจีนเข้ามาจำนวนมาก ทำให้ราคามะพร้าวเริ่มร่วงลง จนปัจจุบันเหลือเพียงลูกละ 3 บาท หรือไม่ถึงหนึ่งในสามของราคาเดิม โดยบริษัทจีนที่มีช่องทางจำหน่ายในจีนได้เปรียบเหนือห่วงโซ่อุปทานมะพร้าว และกดราคารับซื้อให้ต่ำที่สุด

 

รัฐกวาดล้างนอมินี ยกเป็นภัยความมั่นคง

 

ตามกฎหมายไทย บริษัทที่มีทุนต่างชาติถือหุ้นตั้งแต่ 50% ขึ้นไปจะถือเป็นบริษัทต่างชาติ ซึ่งถูกห้ามไม่ให้ประกอบธุรกิจภาคเกษตรหรือถือครองที่ดิน แต่จากข้อมูลของแหล่งข่าวภาครัฐที่ให้สัมภาษณ์กับ Nikkei Asia บริษัทจีนหลายแห่งเลี่ยงข้อจำกัดเหล่านี้ด้วยการยืมชื่อคนไทยมาถือหุ้นข้างมากในฐานะบริษัทสัญชาติไทย

 

แม้ในนามจะเป็นของคนไทย แต่อำนาจตัดสินใจที่แท้จริงกลับอยู่ในมือบริษัทจีนที่อยู่เบื้องหลัง และในบางกรณีบริษัทจีนยังใช้ผู้ถือหุ้นนอมินีเหล่านี้เข้าซื้อสวนมะพร้าวด้วย

 

พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุกับ Nikkei Asia ว่า การใช้คนไทยเป็นตัวแทนถือหุ้นแทนหรือ ‘นอมินี’ มีมานานและส่งผลกระทบร้ายแรงต่อความมั่นคงของชาติ ทั้งมิติสังคม เศรษฐกิจ และการค้าระหว่างประเทศ

 

ปัจจุบันกระทรวงพาณิชย์ได้เริ่มตรวจสอบบริษัทที่เชื่อมโยงกับทุนจีน 15 แห่ง ที่อาจเข้าข่ายละเมิดกฎระเบียบการลงทุนของต่างชาติ ซึ่งนอกจากการประกอบธุรกิจผิดกฎหมายแล้ว หลายกรณียังพบการแจ้งกำไรต่ำกว่าจริงและเลี่ยงภาษี โดยลักษณะคล้ายกันนี้ยังเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการด้วย

 

ขณะที่เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทางการได้เพิ่มเงื่อนไขการจดทะเบียนบริษัท โดยกำหนดให้ผู้ยื่นต้องแสดงเอกสารยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจการรับจ้างถือหุ้นแทน ส่วนผู้ฝ่าฝืนกฎหมายนอมินีต้องโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี และปรับสูงสุด 1 ล้านบาท

 

อิทธิพลทุนจีนที่แผ่ขยายในภาคเกษตร

 

การยืมชื่อทำธุรกิจเป็นปัญหาเรื้อรังที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตามการขยายอิทธิพลของจีน โดย Nikkei Asia ระบุว่า ณ เดือนพฤศจิกายน 2025 จำนวนใบอนุญาตทำงานที่ออกให้ชาวจีนเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับ 5 ปีก่อน แตะระดับ 56,202 ใบ

 

ขณะที่การลงทุนโดยตรงจากจีนที่ไทยอนุมัติเมื่อปีก่อนทำสถิติสูงสุดที่ 1.981 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% จากปี 2024

 

ด้าน สิทธิพล เลาหะวานิช สส. พรรคประชาชน ระบุกับ Nikkei Asia ว่า จากสถิติและข้อมูลของเจ้าหน้าที่รัฐ บริษัทจีนมีแนวโน้มเข้าไปเกี่ยวข้องกับการยืมชื่อทำธุรกิจจริง พร้อมเรียกร้องให้แก้กฎหมายเพิ่มบทลงโทษให้รุนแรงขึ้น

 

ทั้งนี้ South China Morning Post ซึ่งรายงานเรื่องนี้เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ระบุว่านักธุรกิจจีนควบคุมธุรกิจการค้าผลไม้ของไทยที่มีมูลค่าราว 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.96 แสนล้านบาท) โดยมีทั้งการร่วมกำหนดราคา, การถือครองสวนและโกดังอย่างผิดกฎหมาย และลามไปถึงตลาดทุเรียน, ส้มโอ, มะม่วง และมังคุด

 

อนึ่ง ทิศทางการกวาดล้างของไทยสอดคล้องกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเมื่อปีก่อนเวียดนามได้แก้กฎหมายให้ธุรกิจต้องเปิดเผยผู้ที่มีอำนาจควบคุมกิจการอย่างแท้จริง ส่วนกัมพูชาก็ออกกฎให้ตรวจสอบประวัติกรรมการและบุคลากรอย่างเข้มงวดขึ้น

 

กลไกกดราคาที่เกษตรกรไร้อำนาจต่อรอง

 

ผลกระทบต่อเกษตรกรสะท้อนชัดผ่านรายงานของ South China Morning Post เมื่อเดือนมีนาคม ที่ระบุว่า สุพล เห่าเจริญ เกษตรกรวัย 81 ปี และ ลำดวน ภรรยาวัย 74 ปี ในจังหวัดสมุทรสาคร ต้องดูแลต้นมะพร้าวน้ำหอมกว่า 300 ต้น ทั้งที่ราคาตกต่ำลงทุกปี

 

ลำดวนเล่าว่า ก่อนการระบาดของโควิด มะพร้าวน้ำหอมเคยขายได้ลูกละ 20 บาท แต่ราคาค่อยๆ ลดลงจาก 10 บาท เหลือ 5 บาท และเมื่อเดือนมีนาคมแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ลูกละ 2 บาท ซึ่งไม่เพียงพอแม้แต่จะซื้อปุ๋ย

 

South China Morning Post ระบุว่า ขณะนั้นอุตสาหกรรมมะพร้าวไทยถูกควบคุมโดยกลุ่มบริษัทที่ผูกขาดตลาดเพียง 6-7 ราย ที่จดทะเบียนในนามคนไทย แต่ถูกกล่าวหาว่ามีนักลงทุนจีนเป็นเจ้าของที่แท้จริง บริษัทเหล่านี้เป็นผู้กำหนดราคาเอง จนพ่อค้าคนกลางดั้งเดิมอย่าง ‘ล้ง’ ถูกลดบทบาท และบีบอัตรากำไรของเกษตรกรให้เหลือน้อยที่สุด

 

โดยเมื่อเดือนมีนาคม ตำรวจได้เข้าตรวจค้นโกดังและโรงงานแปรรูปในจังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้ามะพร้าวของไทย

 

ขณะที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางระบุว่า การผูกขาดห่วงโซ่อุปทานทำให้กลุ่มทุนเหล่านี้กดราคารับซื้อจากเกษตรกรไทยเหลือเพียงลูกละ 2-5 บาท แต่กลับส่งออกในราคาลูกละ 35-50 บาท สร้างกำไรมหาศาลที่ไหลออกนอกประเทศ

 

ขณิฏฐา ภาคินามหังค์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าเกษตรจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้สัมภาษณ์กับ South China Morning Post ว่า ในตลาดผลไม้ทุกชนิดที่ส่งไปจีน คำสั่งซื้อล้วนมาจากผู้ซื้อจีนที่กำหนดทั้งชนิด, ปริมาณ และราคา ขณะที่เกษตรกรไทยตัวเล็ก กระจัดกระจาย และทำตามฤดูกาล จึงแทบไม่มีอำนาจต่อรอง

 

เธอเตือนว่าทุนจีนมีขนาดใหญ่และคล่องตัวพอที่จะแทรกเข้าไปได้ในธุรกิจทุกชั้น จึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดการครอบครองตลาดอย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งเป็นระบบที่ออกแบบมาเพื่อผลักความเสี่ยงทั้งหมดให้ตกอยู่กับเกษตรกรไทย

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.63 บาท ณ วันที่ 14 มิถุนายน 2569

 

 อ้างอิง:

 

The post ราคามะพร้าวดิ่งเหลือลูกละ 3 บาท เกษตรกรไทยอ่วมพิษทุนจีนครองตลาด รัฐเร่งกวาดล้างนอมินี สอบ 15 บริษัทเลี่ยงกฎหมายห้ามต่างชาติทำเกษตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
RISE ผนึก Harvard Business Impact เปิดตัว ‘HBR Spark’ อาวุธลับพัฒนาผู้นำให้ชนะทุกเกมในยุค AI [Advertorial] https://thestandard.co/rise-harvard-hbr-spark-ai-leaders/ Wed, 17 Jun 2026 09:00:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1219086 RISE Harvard Business Impact เปิดตัว HBR Spark เสริมศักยภาพผู้นำในยุค AI

เบื้องหลังการประกาศทิศทางองค์กรว่ากำลังก้าวสู่การเป็น A […]

The post RISE ผนึก Harvard Business Impact เปิดตัว ‘HBR Spark’ อาวุธลับพัฒนาผู้นำให้ชนะทุกเกมในยุค AI [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
RISE Harvard Business Impact เปิดตัว HBR Spark เสริมศักยภาพผู้นำในยุค AI

เบื้องหลังการประกาศทิศทางองค์กรว่ากำลังก้าวสู่การเป็น AI-First กลับพบว่ามีองค์กรจำนวนมากที่ตอบไม่ได้ว่าตอนนี้อยู่ขั้นไหนของ AI และควรพัฒนาอะไรต่อ

 

จากผลสำรวจ Global Leadership Development Study ปี 2025 ของ Harvard Business Publishing ซึ่งสำรวจผู้นำกว่า 1,100 คนใน 14 ประเทศ พบว่า มีผู้นำเพียง 36% เท่านั้นที่รู้แน่ชัดว่า AI ต้องเป็นองค์ประกอบหลักของกลยุทธ์องค์กร

 

นั่นหมายความว่า มีผู้นำอีกกว่า 64% กำลังนำทัพธุรกิจแบบคลุมเครือ พวกเขาอาจจะรู้ว่า AI สำคัญ แต่กลับยังไม่ยอมรับ หรือไม่มีความรู้ความเข้าใจมากพอที่จะบรรจุเทคโนโลยีนี้ลงไปในแผนยุทธศาสตร์หลักของบริษัท สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือการปล่อยให้องค์กรลองผิดลองถูกแบบไร้ทิศทาง โดยเฉพาะเมื่อ World Economic Forum ระบุไว้ใน Future of Jobs Report ว่าราว 4 ใน 10 ของทักษะที่ใช้อยู่ในปัจจุบันจะล้าสมัยก่อนปี 2030

 

ลงทุน AI แล้วทำไมยังไม่เห็นผล

 

นั่นเป็นเหตุผลที่ AI กลายเป็นวาระสำคัญในหลายองค์กร จะเห็นได้ว่าแทบทุกแห่งเริ่มบรรจุ AI ไว้ในแผนกลยุทธ์ ลงทุนกับเครื่องมือใหม่ และนำมาทดลองใช้งานจริง

 

ข้อมูลจาก McKinsey & Company ปี 2025 ชี้ให้เห็นว่า แม้ 88% ขององค์กรจะกำลังทดลองใช้ AI อย่างจริงจัง แต่มีเพียง 1–6% เท่านั้นที่เกิดการปรับปรุงกระบวนการอย่างเป็นรูปธรรมหรือเห็นผลลัพธ์ทางการเงินในระดับบริษัท

 

สาเหตุเพราะองค์กรทุ่มเวลาและเงินมากถึง 60% ไปกับโมเดล อีก 20% ทุ่มงบไปกับโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคนิคและข้อมูล ในขณะที่บุคลากรกลับได้รับความสนใจเพียง 10–20% เท่านั้น

 

สุมนา ปาจริยานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ RISE บริษัทด้านนวัตกรรมองค์กรและการพัฒนาผู้นำในประเทศไทย มองว่า สิ่งที่วัดความได้เปรียบที่แท้จริงคือ “ความเร็วในการพัฒนาขีดความสามารถของผู้นำในองค์กร” เพราะเมื่อไรก็ตามที่ผู้นำมีวิสัยทัศน์ชัดเจนและรู้ว่าองค์กรของตัวเองกำลังเดินอยู่จุดไหน จะสามารถตัดสินใจลงทุนและพัฒนาได้อย่างตรงจุด

 

RISE Harvard Business Impact เปิดตัว HBR Spark เสริมศักยภาพผู้นำในยุค AI 1

 

รู้จักบันได 7 ขั้น: กรอบประเมินความพร้อม AI ขององค์กร 

 

เพื่อช่วยให้องค์กรมองเห็นภาพนี้อย่างเป็นระบบ Harvard Business Publishing ได้พัฒนากรอบแนวคิด ‘AI Maturity Model’ หรือกรอบประเมินความพร้อมด้าน AI ขององค์กร เพื่อให้รู้ว่าตอนนี้องค์กรอยู่จุดไหน และควรพัฒนาอะไรต่อ และสำหรับผู้นำองค์กร AI Maturity Model จะเป็นกลยุทธ์สำหรับผู้นำที่ต้องการเปลี่ยนองค์กรให้เป็น AI-Native 

‘AI Maturity Model’ แบ่งระดับความพร้อมด้าน AI ขององค์กรออกเป็น 7 ระดับ ไล่ตั้งแต่ขั้นแรกที่องค์กรเพียง “รับรู้” ว่า AI คืออะไร ไปจนถึงขั้นสูงสุดที่องค์กรใช้ AI สร้างความได้เปรียบทิ้งห่างคู่แข่ง

แต่ละขั้นวัดจาก 4 องค์ประกอบที่ต้องไปด้วยกัน ได้แก่ ความรู้ (Knowledge), กรอบความคิด (Mindset), ทักษะ (Skills) และภาวะผู้นำ (Leadership)

 

  • ขั้นที่ 1 Knowing (รับรู้): องค์กรรู้ว่า AI คืออะไร เข้าใจคำศัพท์และหลักการใช้อย่างรับผิดชอบ ผู้นำเริ่มตั้งกรอบกติกาเบื้องต้น
  • ขั้นที่ 2 Exploring (สำรวจ): องค์กรเริ่มนำ AI มาสำรวจและทดลองใช้ โดยผู้นำเปิดพื้นที่ให้ทดลองได้
  • ขั้นที่ 3 Applying (ประยุกต์ใช้): องค์กรนำ AI ไปใช้กับโจทย์งานจริงและประเมินผลได้ ผู้นำสนับสนุนการนำร่องและการเรียนรู้จากผลลัพธ์
  • ขั้นที่ 4 Integrating (ผสานเข้างาน): AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิธีการทำงาน มีการออกแบบกระบวนการใหม่และทำงานร่วมกันระหว่างคนกับ AI ผู้นำทำหน้าที่โค้ชและวางมาตรฐาน
  • ขั้นที่ 5  Scaling (ขยายผล): ทั้งองค์กรคิดและทำงานแบบ AI-first ผู้นำฝัง AI เข้าไปในโครงสร้างการทำงาน  
  • ขั้นที่ 6  Inventing (สร้างสรรค์): องค์กรเริ่มสร้างโซลูชันใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI เป็นของตัวเอง ผู้นำสนับสนุนนวัตกรรมเพื่อสร้างความแตกต่าง
  • ขั้นที่ 7 (Re)Imagining (นิยามใหม่): องค์กรกลายเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม ผู้สามารถคาดการณ์ความเปลี่ยนแปลงและกล้าเปลี่ยนทิศทาง ไม่รอให้วิกฤตมาบังคับ

 

RISE Harvard Business Impact เปิดตัว HBR Spark เสริมศักยภาพผู้นำในยุค AI 2

 

‘HBR Spark’ อาวุธลับพัฒนาศักยภาพผู้นำ 

 

หากมองบันไดทั้ง 7 ขั้น จะเห็นว่าสิ่งที่ทำให้องค์กร ‘ไต่ระดับ’ ได้ ล้วนเริ่มจากผู้นำทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการวางกติกา การเปิดพื้นที่ให้ทดลอง การโค้ชทีม ไปจนถึงการมองเกมล่วงหน้า จึงเป็นเหตุผลที่ RISE ให้น้ำหนักกับ Leadership เป็นพิเศษ

เพื่อเตรียมผู้นำให้พร้อมรับมือกับความท้าทายนี้ RISE และ Harvard Business Impact จึงพัฒนา ‘HBR Spark’ แพลตฟอร์มการเรียนรู้สำหรับผู้บริหารยุค AI ที่รวมองค์ความรู้ระดับโลกจาก Harvard Business Review พร้อมประสบการณ์การเรียนรู้แบบ AI-Personalized Learning เพื่อเติมเต็ม ‘Global Perspective’ หนึ่งในช่องว่างสำคัญของผู้บริหารไทย ช่วยให้มองเห็นบริบทโลก อ่านเกมธุรกิจได้เร็วขึ้น และตัดสินใจได้แม่นยำกว่าเดิม

“โจทย์ที่เราตั้งใจแก้ร่วมกับ Harvard Business Impact คือการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ยุค AI ให้ผู้บริหารไทยอย่างเป็นระบบ เพราะเราเชื่อมาโดยตลอดว่าการเปลี่ยนแปลงขององค์กรต้องเริ่มจากตัวผู้บริหาร”

 

 

HBR Spark มีระบบ Leader Profile ที่อ้างอิงจาก HBR Leadership Framework ช่วยวิเคราะห์จุดแข็งและช่องว่างด้านภาวะผู้นำเฉพาะบุคคล เมื่อผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ แพลตฟอร์มจะใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น เช่น ตำแหน่งงาน อุตสาหกรรม และเป้าหมายในการพัฒนาตัวเอง ก่อนออกแบบเส้นทางการเรียนรู้เฉพาะบุคคล (Learning Journey) ให้โดยอัตโนมัติ

 

จากนั้นระบบ AI Curator จะช่วยคัดเลือกเนื้อหาให้ตรงกับทักษะที่ผู้บริหารแต่ละคนควรพัฒนา ภายใต้คลังความรู้ขนาดใหญ่จาก Harvard Business Review ที่มีบทความมากกว่า 21,000 ชิ้น พอดแคสต์กว่า 1,750 ตอน วิดีโอมากกว่า 1,600 รายการ และกรณีศึกษาทางธุรกิจกว่า 70 เคส ทั้งหมดถูกออกแบบให้อยู่ในรูปแบบ Bite-sized Learning ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีต่อชิ้น เพื่อให้เหมาะกับผู้บริหารที่มีเวลาจำกัด และแม้เนื้อหาหลักเป็นภาษาอังกฤษ ผู้บริหารไทยสามารถตั้งคำถามและรับคำตอบเป็นภาษาไทยได้ทันที

 

การจับมือกันครั้งนี้ RISE จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมผู้บริหารของไทยที่ RISE ดูแลอยู่กว่า 25,000 ราย เปิดทางให้สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ระดับโลกบน HBR Spark ที่ออกแบบมาเพื่อผู้นำองค์กรยุคใหม่ที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว ทั้งด้าน AI, Digital Transformation และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในระดับภูมิภาค

 

“สิ่งที่ทำให้ HBR Spark ในประเทศไทยต่างออกไปคือ เราไม่ได้แค่นำแพลตฟอร์มระดับโลกเข้ามา แต่ผสานเข้ากับความเข้าใจบริบทองค์กรไทยที่สั่งสมมาจากการพัฒนาผู้บริหารกว่า 25,000 คนทั่วภูมิภาค ซึ่งจะเปลี่ยนองค์ความรู้ระดับโลกให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริงและวัดผลได้”

 

เป้าหมายต่อไปคือการนำ HBR Spark ไปผสานกับโปรแกรม Executive Education ภายในปี 2026 ตั้งแต่หลักสูตรผู้บริหาร Innovation Bootcamp และ Innovative Leadership Programs ไปจนถึง Leadership Labs ที่ให้ผู้บริหารได้ทดลองแก้ปัญหาจริงและรับฟีดแบ็กแบบเรียลไทม์ ยิ่งไปกว่านั้น อินไซต์ที่ได้จากการเรียนรู้จะถูกนำมาวิเคราะห์ปัญหาเชิงผู้นำและออกแบบแผนพัฒนาคนให้สอดคล้องกับทิศทางองค์กร

 

แล้ววันนี้ องค์กรของคุณกำลังยืนอยู่บนบันไดขั้นไหนในสมรภูมิ AI?

 

“เป้าหมายของ RISE คือการสนับสนุนให้ผู้บริหารและองค์กรไทยก้าวขึ้นบันไดนี้ได้อย่างรวดเร็วและมั่นคง ตามความตั้งใจของเราที่ต้องการผลักดัน GDP ของไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เติบโตขึ้นอีก 1% ” สุมนากล่าวทิ้งท้าย

 

ต้องการประเมินความพร้อมด้าน AI ขององค์กรหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร 094-445-5900 หรือ อีเมล [email protected]

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ HBR Spark: https://bit.ly/hbr-spark

The post RISE ผนึก Harvard Business Impact เปิดตัว ‘HBR Spark’ อาวุธลับพัฒนาผู้นำให้ชนะทุกเกมในยุค AI [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอร์ด ธ.ก.ส. ไฟเขียว ‘สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง’ เกษตรกรกู้ได้สูงสุด 1 แสนบาท ดอกเบี้ย 3% ชำระคืนไม่เกิน 12 เดือน https://thestandard.co/baac-loan-farmers-half-interest/ Wed, 17 Jun 2026 08:49:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1219590 ภาพทุ่งนาข้าวพร้อมโลโก้ ธ.ก.ส.

บอร์ด ธ.ก.ส. ไฟเขียว ‘สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง’ วงเงิน […]

The post บอร์ด ธ.ก.ส. ไฟเขียว ‘สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง’ เกษตรกรกู้ได้สูงสุด 1 แสนบาท ดอกเบี้ย 3% ชำระคืนไม่เกิน 12 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพทุ่งนาข้าวพร้อมโลโก้ ธ.ก.ส.

บอร์ด ธ.ก.ส. ไฟเขียว ‘สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง’ วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท รัฐช่วยจ่ายดอกเบี้ย 3% เกษตรกรจ่ายเอง 3% กู้ได้รายละไม่เกิน 1 แสนบาท กำหนดชำระคืนภายใน 12 เดือน

 

 
 

วันนี้ (17 มิถุนายน) ฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ธ.ก.ส. เห็นชอบดำเนินโครงการ ‘สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง’ ตามนโยบายรัฐบาล

 

กำหนดวงเงินกู้รายละไม่เกิน 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 6% ต่อปี โดยรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ 3% ต่อปี ทำให้เกษตรกรรับภาระดอกเบี้ยเพียง 3% ต่อปี ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด

 

ทั้งนี้ โครงการจะสนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกรนำไปใช้จัดซื้อปัจจัยการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการพัฒนาทักษะด้านการผลิตและการบริหารจัดการต้นทุน เพื่อเพิ่มรายได้และสร้างความยั่งยืนในภาคการเกษตร

 

เปิดเงื่อนไขเข้าร่วมโครงการ

 

เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการต้องเป็นลูกค้า ธ.ก.ส. และขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง โดยครอบคลุมพืชเศรษฐกิจ 7 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ยางพารา อ้อย และผลไม้

 

นอกจากนี้ ผู้กู้จะต้องผ่านการอบรมหรือพัฒนาทักษะด้านการบริหารจัดการต้นทุน (Reskill/Upskill) จาก ธ.ก.ส. หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การใช้ปุ๋ยตามผลวิเคราะห์ดิน และต้องนำเงินกู้ไปใช้จัดซื้อปุ๋ยผ่านสถาบันเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ หรือช่องทางอื่นตามที่ ธ.ก.ส. กำหนด

 

สำหรับเมล็ดพันธุ์และพันธุ์พืชที่ใช้ในโครงการ จะต้องเป็นพันธุ์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานตามคำแนะนำของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ ธ.ก.ส. กำหนด โดยกรมการค้าภายในจะกำกับดูแลราคาจำหน่ายให้เป็นไปตามมาตรฐาน

 

วงเงินกู้สูงสุด 1 แสนบาทต่อราย ชำระคืนภายใน 12 เดือน

 

ภายใต้โครงการดังกล่าว เกษตรกรสามารถกู้ได้ไม่เกินรายละ 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 6% ต่อปี โดยรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ 3% ต่อปี เมื่อผู้กู้ปฏิบัติตามเงื่อนไขโครงการครบถ้วน ส่งผลให้ภาระดอกเบี้ยที่เกษตรกรต้องรับผิดชอบเหลือเพียง 3% ต่อปี

 

ทั้งนี้ กำหนดระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ไม่เกิน 12 เดือน และต้องชำระหนี้ภายในวันที่ 30 เมษายน 2572 โดยผู้กู้ต้องรับชำระค่าผลผลิตผ่านบัญชีเงินฝากของ ธ.ก.ส. และยินยอมให้ธนาคารหักชำระหนี้จากบัญชีดังกล่าว

 

โครงการมีระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี นับตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการ ธ.ก.ส. มีมติเห็นชอบ จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2572 เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มโอกาสเข้าถึงเงินทุนของเกษตรกรในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่การทำเกษตรสมัยใหม่ตามนโยบายรัฐบาล.

The post บอร์ด ธ.ก.ส. ไฟเขียว ‘สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง’ เกษตรกรกู้ได้สูงสุด 1 แสนบาท ดอกเบี้ย 3% ชำระคืนไม่เกิน 12 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดกลยุทธ์ CardX การตั้งสำรองลดลง NPL ลดลง ในปีที่อุตสาหกรรมสินเชื่อไทยเผชิญแรงกดดัน https://thestandard.co/cardx-strategy-npl-reduction-credit-pressure/ Wed, 17 Jun 2026 03:00:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1212041

ปี 2568 คือปีที่ท้าทายของธุรกิจสินเชื่อในประเทศไทย ราคา […]

The post ถอดกลยุทธ์ CardX การตั้งสำรองลดลง NPL ลดลง ในปีที่อุตสาหกรรมสินเชื่อไทยเผชิญแรงกดดัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปี 2568 คือปีที่ท้าทายของธุรกิจสินเชื่อในประเทศไทย ราคาพลังงานที่ผันผวน ความตึงเครียดทางการค้าโลก และภาระหนี้ครัวเรือนที่สะสมมาหลายปี กดดันทั้งฝั่งผู้ให้กู้และผู้กู้พร้อมกัน สภาพแวดล้อมที่ยากเช่นนี้มักทดสอบว่าองค์กรใดเตรียมพร้อมมาอย่างแท้จริง

 

แต่ท่ามกลางภาวะที่บีบคั้น CardX บริษัทสินเชื่อและบัตรเครดิตในเครือ SCBX กลับเติบโตขึ้น เห็นจากรายงานผลประกอบการที่แสดงว่า NPL ลดลง การตั้งสำรองลดลง Siva R. Krishnan ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านความเสี่ยงของ CardX มองว่าความแตกต่างนี้ คือผลของการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่สั่งสมมาหลายปี

 

การตัดสินใจที่ทำให้ CardX แตกต่าง

 

เบื้องหลังตัวเลขการเติบโต คือปรัชญาที่ CardX ยึดถือมาตลอดว่าการปล่อยสินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบกับการเติบโตทางธุรกิจไม่ใช่สิ่งที่ขัดแย้งกัน “ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ยิ่งตอกย้ำความเชื่อของเราเรื่องการปล่อยสินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบ สิ่งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องทางจริยธรรม แต่คือกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ยั่งยืน” Siva กล่าว “การเติบโตระยะสั้นที่มาจากการปล่อยสินเชื่อที่ไม่รัดกุมไม่ใช่การเติบโต แต่คือการเลื่อนความเสี่ยงไปสู่อนาคต การบริหารความเสี่ยงที่เข้มงวดคือสิ่งที่ทำให้เรากล้าตั้งเป้าหมายการเติบโตได้อย่างมั่นใจ”

 

ปรัชญานี้ได้ถ่ายทอดมาเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยมี 3 ข้อ ดังนี้

 

ข้อแรกคือ ข้อมูลและการวิเคราะห์

 

CardX ยุติการพึ่งพาการติดตามหนี้แบบอิงกฎเกณฑ์ตายตัวและเปลี่ยนมาใช้แบบจำลองเชิงพฤติกรรมที่คาดการณ์ได้ ทำให้ทีมมองเห็นสัญญาณเสี่ยงได้ก่อนที่ลูกค้าจะผิดนัดชำระหนี้ เรื่องนี้คือความต่างระหว่างการ “ตามแก้” กับ “นำหน้าปัญหา”

 

ข้อสองคือคนและกรอบความคิด

 

CardX ปลูกฝังให้ทั้งองค์กรเข้าใจตรงกันว่าการติดตามหนี้คืองานบริการลูกค้า ไม่ใช่การเผชิญหน้า อาจฟังดูเป็นเรื่องนามธรรม แต่แนวคิดนี้ส่งผลต่อทุกบทสนทนาและทุกการตัดสินใจ

 

ข้อสามคือ พันธมิตรด้านเทคโนโลยี

 

CardXมองว่าเทคโนโลยีไม่ใช่แค่เครื่องมือแต่คือรากฐานที่กำหนดว่าองค์กรจะให้บริการลูกค้าได้ ดีแค่ไหน จึงจับมือร่วมกับพันธมิตรทางด้านเทคโนโลยีเพื่อปรับแนวทางการให้บริการลูกค้า

 

กลยุทธ์เหล่านี้สร้างรากฐานให้องค์กรสามารถยืนหยัดได้ท่ามกลางสภาพการณ์ที่ท้าทาย โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีที่เป็นกลยุทธ์สำคัญซึ่งเปลี่ยนบทบาทการทำงานของคนในทีมไปอย่างสิ้นเชิง

 

เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนบทบาท

 

เมื่อโครงสร้างพื้นฐานเดิมของบริษัทไม่สามารถรองรับการให้บริการลูกค้าแบบใหม่ได้อีกต่อไป เช่น การบริการแบบ personalisation หรือการตัดสินใจบนฐานข้อมูล

 

CardX จึงเลือกพันธมิตรด้านเทคโนโลยีเข้ามาเสริมความต้องการ โดย Siva กล่าวว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกพันธมิตรคือต้องมีวิสัยทัศน์ที่ตรงกัน เข้าใจตลาดไทย สร้างเทคโนโลยีที่ปฏิบัติตามข้อกฎหมาย ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางบนพื้นฐานของความเคารพและความเป็นธรรมและมีความเชี่ยวชาญในเชิงลึก “เรามองหาพาร์ตเนอร์ที่จะเติบโตไปพร้อมกัน” Siva กล่าว

 

ห้าปีก่อน ทีมติดตามหนี้ของ CardX ทำงานด้วยขั้นตอนแบบ manual ทีมวางตารางโทรหาลูกค้า และใช้สคริปต์ที่เป็นมาตรฐานในการพูดคุย วันนี้ภาพนั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ขั้นตอนงานเหล่านั้นถูกส่งต่อให้เทคโนโลยีดูแล ไม่ว่าจะเป็นการจัดลำดับความสำคัญของเคส การเลือกช่องทางติดต่อลูกค้า หรือการกำหนดจังหวะเข้าหาที่เหมาะสม ทีมงานจึงมีเวลาทุ่มเทกับสิ่งที่เทคโนโลยียังทำแทนไม่ได้ นั่นคือการสนทนาที่ต้องอาศัยวิจารณญาณและความเข้าอกเข้าใจอย่างแท้จริง

 

การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลพร้อมกันในหลายระดับ ตั้งแต่ทีมงานที่ทำงานได้มีประสิทธิภาพและมั่นใจขึ้น ลูกค้าที่ได้รับการสื่อสารที่ตรงจุดและทันเวลากว่าเดิม และผู้บริหารมีภาพรวมแบบ real-time เพื่อช่วยการตัดสินใจที่แม่นยำขึ้น “ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้นมาก แต่สิ่งที่ได้มากกว่าคือคุณภาพการพูดคุยกับลูกค้า” Siva กล่าว

 

ไม่เพียงเท่านั้น CardX กำลังพัฒนาการนำ AI มาใช้งาน โดยมุ่งเป้าสู่ระบบคาดการณ์ความต้องการของลูกค้าได้ก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้น ตั้งแต่การระบุสัญญาณ การผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่ต้น การเสนอแนวทางชำระที่ปรับให้เฉพาะคน ไปจนถึงการสร้างแบบจำลองพฤติกรรมในระดับสูงและการแบ่งกลุ่มลูกค้าที่ละเอียดยิ่งขึ้น โดยเป้าหมายของระบบนี้ไม่ใช่แค่ความเร็วหรือประสิทธิภาพ แต่คือ การเข้าไปแก้ปัญหาให้กับลูกค้าที่มากขึ้นด้วย

 

เทคโนโลยีกับความสำเร็จที่มากกว่าตัวเลข

 

NPL ที่ลดลงและอัตราการเรียกเก็บหนี้คืน (Recovery Rate) ที่ดีขึ้น เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จที่สำคัญของการใช้เทคโนโลยี แต่ Siva มองว่า สัญญาณที่มีความหมายกว่า คือผลลัพธ์ด้านความสัมพันธ์กับลูกค้า ลูกค้าที่กำลังมีปัญหาได้รับการดูแลทันเวลาไหม หลังจากแก้ไขหนี้แล้วยังอยากอยู่กับ CardX ต่อไหม และผ่านกระบวนการทั้งหมดมาโดยคงไว้ซึ่งความเชื่อมั่นและความไว้วางใจไว้ได้ไหม

 

“เทคโนโลยีที่ผลิตตัวเลขทางการเงินดีแต่ทำลายความสัมพันธ์กับลูกค้า ไม่ใช่เทคโนโลยีที่ดี มันแค่กำลังตอบโจทย์ผิดข้อ” Siva กล่าว

 

สำหรับการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้กับธุรกิจสินเชื่อ Siva เน้นย้ำความสำคัญของการตั้งปรัชญาการทำงานให้ชัดเจน และการพาทีมงานเดินหน้าไปในทางเดียวกัน เพื่อให้เทคโนโลยีตอบโจทย์การทำงานอย่างแท้จริง

 

“ความผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดขององค์กรคือซื้อเครื่องมือที่ซับซ้อนโดยยังไม่ได้ทำให้ทีมเข้าใจตรงกันว่า ‘ทำไมถึงต้องทำ’ งานติดตามหนี้ที่ดีคืองานบริการลูกค้า เป็นเรื่องของการช่วยลูกค้าแก้ปัญหาทางการเงิน ไม่ใช่การเรียกเก็บเงิน พอกรอบความคิดนี้ชัดและฝังแน่นในทีมแล้ว การเลือกเทคโนโลยีก็จะชัดตามมาเอง” Siva ย้ำ

 

Siva ยังเสริมถึงแนวทางที่ปฏิบัติได้จริงว่า องค์กรที่กำลังเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงควรเริ่มจากขนาดเล็ก วัดผลอย่างชัดเจน และพร้อมปรับเปลี่ยนในสิ่งที่ยังไม่ได้ผล ไม่ใช่การลงทุนครั้งเดียวแล้วรอผล แต่คือกระบวนการที่ต้องพัฒนาต่อเนื่อง “การเปลี่ยนแปลงนี้คุ้มค่าอย่างแน่นอน” เขากล่าว

 

ก้าวต่อไปของธุรกิจสินเชื่อ

 

ในระยะยาว Siva มองว่าไทยมีศักยภาพจริงที่จะเป็นผู้นำระดับภูมิภาคด้านนี้ ด้วยภาคการเงินที่มีความซับซ้อนสูง การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่แข็งแกร่ง และกฎระเบียบที่ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้บริโภคมากขึ้น

 

“ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า AI จะเปลี่ยนวิธีการระบุความเสี่ยง การติดต่อลูกค้า และการแก้ไขหนี้ไปอย่างสิ้นเชิง สถาบันการเงินไทยที่ลงทุนในเรื่อง AI อย่างมีจริยธรรมและเทคโนโลยีและเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลางตั้งแต่ตอนนี้ จะเป็นคนกำหนดมาตรฐานให้กับอาเซียน” Siva กล่าว

 

ผลลัพธ์ของ CardX พิสูจน์ให้เห็นว่ากลยุทธ์ที่ถูกต้อง เทคโนโลยีที่ใช่ และพันธมิตรที่มีวิสัยทัศน์ตรงกัน ไม่ใช่แค่สูตรในการรับมือกับวิกฤต แต่คือรากฐานของความได้เปรียบที่ยั่งยืน

 

The post ถอดกลยุทธ์ CardX การตั้งสำรองลดลง NPL ลดลง ในปีที่อุตสาหกรรมสินเชื่อไทยเผชิญแรงกดดัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
KResearch มองเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2 ปีนี้ เตือนแม้สหรัฐฯ-อิหร่านบรรลุดีลพักรบ ราคาพลังงานยังทรงตัวสูง ดันเงินเฟ้อพุ่งปลายปี https://thestandard.co/kresearch-thai-economy-inflation-energy/ Tue, 16 Jun 2026 12:51:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1219189 ภาพกราฟิกแสดงคำถามจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจไทย

KResearch จะคงประมาณการ GDP ไทยปี 2569 ไว้ที่ 2.0% ท่าม […]

The post KResearch มองเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2 ปีนี้ เตือนแม้สหรัฐฯ-อิหร่านบรรลุดีลพักรบ ราคาพลังงานยังทรงตัวสูง ดันเงินเฟ้อพุ่งปลายปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงคำถามจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจไทย

KResearch จะคงประมาณการ GDP ไทยปี 2569 ไว้ที่ 2.0% ท่ามกลางข่าวการเจรจายุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน โดยมองว่า เศรษฐกิจไทยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2 ของปีนี้ อย่างไรก็ตาม ยังเตือนว่า ราคาพลังงานที่ไม่ลดลงเร็ว จะทำให้เงินเฟ้อในช่วงครึ่งปีหลังเร่งตัวขึ้นต่อ ไปแตะระดับสูงสุด (Peak) หรือราว 5% ในไตรมาส 3-4 ของปีนี้ ส่วนทิศทางค่าเงินบาทอาจ ‘อ่อนค่า’ ลงจากปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย

 

 

วันนี้ (16 มิถุนายน) ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) เปิดเผยว่า KResearch ตัดสินใจคงประมาณการ GDP ไทยปี 2569 ไว้ที่ 2.0% โดยมองว่า เศรษฐกิจไทยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาส 2/2569 และทยอยฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะใน
ไตรมาส 3/2569 จากแรงหนุนของมาตรการภาครัฐ ขณะที่ความเสี่ยงเศรษฐกิจยังอยู่ที่ความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งอาจกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยในช่วงที่เหลือของปี

 

โดยแม้ภาคการส่งออกครึ่งแรกของปีนี้คาดว่า จะขยายตัวได้ดีถึงประมาณ 14% โดยได้รับแรงหนุนจากการเร่งนำเข้า (Front Loading) และสินค้ากลุ่ม AI อย่างไรก็ตาม ในครึ่งปีหลัง KResearch คาดว่า การส่งออกจะเติบโตต่ำกว่าครึ่งปีแรกอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากปัจจัยหนุนเริ่มหายไป และยังมีความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ เช่น มาตรา 301 เพิ่มเติมด้วย ส่งผลให้การส่งออกทั้งปีนี้คาดว่าจะโตที่ 8.2%

 

ภาพกราฟิกแสดงคำถามจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจไทย 1

 

สำหรับประเด็นการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในเมษายนที่ขาดดุลสูงสุด ตั้งแต่ช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งเกิดจากการนำเข้าที่เร่งตัวสูงกว่าการส่งออก ทั้งจากการนำเข้าพลังงาน การนำเข้าวัตถุดิบเพื่อผลิตส่งออก และการนำเข้าสินค้าจีน ในระยะสั้นอาจยังไม่ใช่เรื่องน่ากังวลหากราคาพลังงานเริ่มลดลง แต่ในระยะกลางจะเป็นโจทย์ท้าทายถึงความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกของไทย

 

ภาพกราฟิกแสดงคำถามจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจไทย 2

 

เตือน! แม้อิหร่าน-สหรัฐฯ บรรลุดีลสันติภาพ แต่ราคาพลังงานจะยังไม่ลงเร็ว

 

ณัฐพรกล่าวต่อว่า แม้สถานการณ์ระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ มีทิศทางที่เป็นข่าวดีมากขึ้น แต่ราคาพลังงานโลกก็คาดว่าจะไม่ลดลงเร็วมากนัก ทำให้การส่งผ่านต้นทุนราคาผู้ผลิตไปยังตะกร้าสินค้าผู้บริโภคจะยังคงมีต่อเนื่อง โดยคาดว่า จะยังเห็นเงินเฟ้อทั่วไปเร่งตัวต่อเนื่อง ไปแตะระดับสูงสุด (Peak) ใกล้ระดับ 5% ในไตรมาส 3-4 ของปีนี้ ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อทั้งปีอยู่ที่ 3.1% เทียบกับระดับ -0.1% ในปี 2568

 

อย่างไรก็ตาม ณัฐพรยังย้ำว่า ดีลสหรัฐฯ-อิหร่านเบื้องต้น เป็นลักษณะดีลพักรบ 60 วัน ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนอีกมาก โดยมองว่า ยังมีความเสี่ยงสำคัญที่อาจเป็นจุดที่ทำให้ดีลนี้สะดุดได้ คือ ประเด็นการครอบครองยูเรเนียม ที่เห็นไม่ตรงกันระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และประเด็นสินทรัพย์ของอิหร่านที่ถูกคว่ำบาตร (Sanction) อยู่

 

ภาพกราฟิกแสดงคำถามจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจไทย 3

 

ครึ่งปีหลังจ่อเห็นผลกระทบต่อภาคธุรกิจ ‘ชัดขึ้น’ แม้สงครามอาจยุติ

 

เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีหลังจะเห็นผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่กระทบภาคธุรกิจชัดเจนขึ้น แม้มีสัญญาณบวกแต่กว่าสถานการณ์จะเป็นปกติยังต้องใช้เวลา โดยการผลิตสินค้าส่วนใหญ่จะแผ่วลง (YoY) หลักๆ จากการแบกรับต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบปิโตรเคมีที่สูงขึ้น ผลจากภาษีสหรัฐฯ และการแข่งขันกับสินค้านำเข้า ส่งผลให้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) หดตัวเป็นปีที่ 4 ที่ -0.5%

 

ภาพกราฟิกแสดงคำถามจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจไทย 4

ภาพกราฟิกแสดงคำถามจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจไทย 5

 

ขณะเดียวกัน การปรับลดเที่ยวบินที่ยังเกิดขึ้น จะกระทบธุรกิจท่องเที่ยวโดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 3 ก่อนที่การเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลกจะช่วยหนุนการฟื้นตัวในไตรมาสสุดท้าย 
โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 30 ล้านคน แม้ยังมีโอกาสเพิ่มได้ แต่ยังต่ำกว่าระดับ 33 ล้านคนในปีก่อน เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวจากจีน อาจไม่พอชดเชยตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกลส่วนใหญ่ที่ลดลง

 

ภาพกราฟิกแสดงคำถามจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจไทย 6

 

‘เงินบาท’ ยังมีแนวโน้ม ‘อ่อนค่า’ จากปัจจัยพื้นฐานอ่อนแอ

 

ขณะที่ นางสาวธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า การเจรจายุติสงครามคาดว่า จะช่วยหนุนให้ดอลลาร์สหรัฐฯ กลับมาแข็งขึ้น ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยที่ยังค่อนข้างอ่อนแอ เช่น (1) อัตราการเติบโต GDP ที่ต่ำ (2) การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และ (3) อัตราดอกเบี้ยที่คาดว่าจะทรงตัวตลอดทั้งปี ทำให้มองว่า เงินบาทยังคงมีความเสี่ยงขาอ่อนค่าอยู่ (Downside) โดย KResearch มองว่า ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐจะปิดสิ้นปี 2569 ที่ 32.80 บาท จากระดับประมาณ 32.50-32.60 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในปัจจุบัน

 

ทั้งนี้ ตามประมาณการปัจจุบัน KResearch คาดว่า กนง.น่าจะรอติดตามสถานการณ์และเลือกคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.0% ไว้ตลอดทั้งปี

 

ภาพกราฟิกแสดงคำถามจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจไทย 7

 

นอกจากนี้ ธัญญลักษณ์กล่าวถึงแนวโน้มสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในช่วงครึ่งปีหลังว่า มีโอกาสฟื้นตัวอย่างจำกัด โดยแม้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจะปรับตัวเลขประมาณการสินเชื่อทั้งปี 2569 จากเดิมที่คาดว่าจะหดตัว -0.7% มาเป็นการขยายตัวเล็กน้อยที่ราว 0.5% แต่ก็เป็นการสะท้อนแรงส่งจากการเติบโตของสินเชื่อที่ขับเคลื่อนจากสินเชื่อภาครัฐ และธุรกิจรายใหญ่ มากกว่ารายย่อย

 

นอกจากนี้ ประเด็นที่ต้องติดตามเพิ่มเติมสำหรับภาคธุรกิจ ได้แก่ ต้นทุนการระดมทุนที่ยังมีแนวโน้มทรงตัวสูง และประเด็นความสำเร็จในการระดมทุนผ่านตลาดหุ้นกู้ ตลอดจนปัญหาหนี้เสีย (NPL) ของระบบธนาคารไทยที่ปัจจุบันอาศัยการปรับโครงสร้างหนี้และบริหารจัดการหนี้เชิงรุกในการประคองภาพรวมเอ็นพีแอลไม่ให้ถดถอยลงเร็ว

 

ภาพกราฟิกแสดงคำถามจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจไทย 8

The post KResearch มองเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2 ปีนี้ เตือนแม้สหรัฐฯ-อิหร่านบรรลุดีลพักรบ ราคาพลังงานยังทรงตัวสูง ดันเงินเฟ้อพุ่งปลายปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. ไฟเขียวแชร์ข้อมูล OECD เดินหน้า ‘Global Minimum Tax’ 15% สกัดธุรกิจข้ามชาติเลี่ยงภาษี หวังโกยรายได้เพิ่มหมื่นล้าน https://thestandard.co/cabinet-oecd-global-minimum-tax-data-share/ Tue, 16 Jun 2026 11:51:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1219176 ภาพอินโฟกราฟิกสรุปข่าว ครม. อนุมัติแลกเปลี่ยนข้อมูล OECD เดินหน้า Global Minimum Tax 15%

ครม. อนุมัติ แลกเปลี่ยนข้อมูล ‘Global Minimum Tax’ แก่ป […]

The post ครม. ไฟเขียวแชร์ข้อมูล OECD เดินหน้า ‘Global Minimum Tax’ 15% สกัดธุรกิจข้ามชาติเลี่ยงภาษี หวังโกยรายได้เพิ่มหมื่นล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกสรุปข่าว ครม. อนุมัติแลกเปลี่ยนข้อมูล OECD เดินหน้า Global Minimum Tax 15%

ครม. อนุมัติ แลกเปลี่ยนข้อมูล ‘Global Minimum Tax’ แก่ประเทศสมาชิก OECD เริ่มเดือนมิถุนายน 2570 ลดโอกาสเลี่ยงภาษีของธุรกิจข้ามชาติขนาดใหญ่ ‘เอกนิติ’ เล็งงัด Tax Credit ชดเชยผลกระทบ ‘Top-Up Tax’

 

วันนี้ (16 มิถุนายน) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่า ประเทศไทยในฐานะที่ได้เข้าร่วมเป็นภาคีในมาตรฐานต่างๆ ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งจำเป็นต้องดำเนินแนวทางตามเสาหลักที่ 2 (Pillar 2) ในการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลขั้นต่ำ (Global Minimum Tax) ที่ 15% จากบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ เพื่อลดการแข่งขันทางภาษีระหว่างประเทศ

 

โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบให้ประเทศไทยแลกเปลี่ยนข้อมูล Global Minimum Tax แก่ประเทศสมาชิก ตามพันธกรณีระหว่างประเทศ และจะเริ่มในเดือนมิถุนายน 2570 นี้ ซึ่งดร.เอกนิติระบุว่า การแลกเปลี่ยนข้อมูลดังกล่าวจะช่วยลดโอกาสของบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ในการหลบเลี่ยงภาษีระหว่างประเทศได้

 

ปัจจุบัน บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ต้องยื่นข้อมูล Global Minimum Tax ให้สรรพากรรวบรวม โดยกรมสรรพากรเคยประมาณการไว้ว่า Global Minimum Tax จะช่วยเพิ่มรายได้ภาครัฐสูงถึง 10,000 ล้านบาทต่อปี

 

นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม. ยังอนุมัติให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือผู้แทน สามารถเป็นผู้แทนประเทศไทยในการส่งข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ ให้ประเทศภาคีสมาชิก OECD และองค์กรระหว่างประเทศได้อีกด้วย

 

ทั้งนี้ แนวทางตามเสาหลักที่ 2 ของ OECD ถูกออกแบบมาเพื่อหยุดการแข่งขันด้านภาษีเพื่อดึงดูดการลงทุนระหว่างประเทศ และป้องกันการเลี่ยงภาษีของบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ ไม่ให้ย้ายกำไรไปยังบริษัทในเครือ ที่จดทะเบียนในประเทศที่มีฐานภาษีต่ำ

 

สำหรับประเทศไทย ซึ่งแม้จะมีการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลที่อัตรา 20% แต่ก็ยังมีหลายบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ผ่านการยกเว้นหรือลดหย่อนภาษี ทำให้อัตราภาษีที่แท้จริงอาจอยู่ต่ำกว่า 15% ซึ่งบริษัทดังกล่าวจะต้องถูกเก็บภาษีเพิ่ม (Top-Up tax) เพื่อให้ถึงขั้นต่ำที่ 15%

 

อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติระบุว่า ประเทศไทยยังมีแนวทางในการลดผลกระทบจากการเก็บภาษีเพิ่ม (Top-Up Tax) ผ่าน 2 แนวทางคือ 1. ให้เงินอุดหนุน และ 2. มาตรการให้เงินการให้เครดิตภาษี (Tax Credits)

 

ทั้งนี้ การให้เครดิตภาษีเป็นการคืนเงินภาษีในรูปแบบของเงินสดหรือสิ่งที่เทียบเท่า หากบริษัทสามารถปฏิบัติได้ตามเงื่อนไขที่รัฐบาลของประเทศผู้จัดเก็บภาษีกำหนด

 

ดร.เอกนิติระบุว่า ปัจจุบัน ประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับภาษีอากรต่างๆ ยังไม่อนุญาตให้ทำเครดิตภาษีได้ และจำเป็นต้องดำเนินการแก้กฎหมายภาษีในระยะต่อไป

The post ครม. ไฟเขียวแชร์ข้อมูล OECD เดินหน้า ‘Global Minimum Tax’ 15% สกัดธุรกิจข้ามชาติเลี่ยงภาษี หวังโกยรายได้เพิ่มหมื่นล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Cartier Women’s Initiative ปักหมุดกรุงเทพฯ ฉลอง 20 ปี หนุนผู้ประกอบการหญิงใช้ธุรกิจสร้างผลกระทบ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม https://thestandard.co/cartier-women-initiative-bangkok-impact/ Tue, 16 Jun 2026 11:16:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1219153 ภาพผู้ประกอบการหญิงในงาน Cartier Women’s Initiative ที่กรุงเทพมหานคร

ท่ามกลางความท้าทายที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญ ทั้งความเหลื […]

The post Cartier Women’s Initiative ปักหมุดกรุงเทพฯ ฉลอง 20 ปี หนุนผู้ประกอบการหญิงใช้ธุรกิจสร้างผลกระทบ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้ประกอบการหญิงในงาน Cartier Women’s Initiative ที่กรุงเทพมหานคร

ท่ามกลางความท้าทายที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญ ทั้งความเหลื่อมล้ำ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความเปราะบางทางสังคม บทบาทของ ‘ผู้ประกอบการหญิง’ กำลังได้รับการจับตามองมากขึ้นในฐานะพลังสำคัญที่ไม่ได้เพียงสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังใช้กลไกธุรกิจเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

 

 

ภาพดังกล่าวสะท้อนชัดผ่าน Cartier Women’s Initiative (CWI) โครงการระดับโลกที่สนับสนุนผู้ประกอบการหญิง ซึ่งเลือกกรุงเทพมหานครเป็นสถานที่จัดพิธีมอบรางวัลประจำปี 2026 เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปีของโครงการ ภายใต้แนวคิด ‘Women Lighting the Path’ หรือการที่ผู้หญิงเป็นผู้จุดประกายเส้นทางสู่อนาคต

 

การจัดงานครั้งนี้ ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่เพียงเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จของผู้ประกอบการหญิงจากทั่วโลก แต่ยังสะท้อนแนวคิดสำคัญว่า นิยามของความสำเร็จทางธุรกิจในยุคปัจจุบันไม่ได้วัดจากผลกำไรเพียงอย่างเดียว หากแต่รวมถึงความสามารถในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อผู้คน ชุมชน และโลกในระยะยาว

 

จาก ‘เงินทุน’ สู่ ‘ระบบนิเวศ’ ที่ช่วยปลดล็อกศักยภาพผู้หญิง

 

ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา Cartier Women’s Initiative ทำหน้าที่เป็นกลไกเร่งการเติบโต (Accelerator) ที่ช่วยลดข้อจำกัดด้านโอกาส เงินทุน และองค์ความรู้ของผู้หญิงในระบบเศรษฐกิจโลก

 

ในปี 2026 โครงการได้คัดเลือกผู้ประกอบการหญิงจำนวน 30 คนจาก 19 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุม 10 สาขารางวัล รวมถึง Science & Technology Pioneer Award ซึ่งมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการที่นำนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาแก้ไขปัญหาสำคัญของโลก

 

การสนับสนุนของโครงการแบ่งออกเป็น 2 มิติสำคัญ ได้แก่ การสนับสนุนด้านเงินทุน โดยผู้ชนะอันดับหนึ่งของแต่ละสาขาจะได้รับทุน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ผู้ได้รับรางวัลอันดับสองและสามจะได้รับทุน 60,000 ดอลลาร์สหรัฐ และ 30,000 ดอลลาร์สหรัฐตามลำดับ

 

ขณะเดียวกัน โครงการยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์ผ่าน Fellowship Program ระยะเวลา 1 ปี ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทั้ง 30 คนได้พัฒนาศักยภาพด้านธุรกิจ ภาวะผู้นำ และเชื่อมต่อกับเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญระดับโลก

 

ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา CWI ได้สนับสนุนผู้ประกอบการหญิงแล้วมากกว่า 330 คน จาก 67 ประเทศทั่วโลก พร้อมมอบเงินทุนสนับสนุนรวมกว่า 14.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสร้างเครือข่ายผู้นำหญิงมากกว่า 520 คน ครอบคลุมกว่า 80 ประเทศ ซึ่งกลายเป็นระบบนิเวศสำคัญในการผลักดันธุรกิจที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม

 

เมื่อผู้นำหญิงไม่ได้แค่เติบโตทางธุรกิจ แต่กำลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคม

 

ภายในงาน ผู้นำจากหลากหลายภาคส่วนได้ร่วมสะท้อนมุมมองต่อบทบาทของผู้หญิงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม

 

Yanina Novitskaia ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Cartier Southeast Asia and Oceania และ Cyrille Vigneron ประธานคณะกรรมการด้านวัฒนธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคมของ Cartier กล่าวตรงกันว่า ธุรกิจจำนวนมากที่ก่อตั้งโดยผู้หญิงกำลังมุ่งตอบโจทย์ความท้าทายเร่งด่วนของโลก ไม่ว่าจะเป็นประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ การศึกษา หรือความเหลื่อมล้ำ และสามารถขยายผลกระทบเชิงบวกไปสู่ผู้คนจำนวนมากได้อย่างต่อเนื่อง

 

ขณะที่ นวลพรรณ ล่ำซำ ประธานคณะกรรมการด้านการพัฒนาของ FIFA และนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ได้สะท้อนมุมมองเกี่ยวกับอคติทางเพศ (Gender Bias) และบทบาทของผู้หญิงในพื้นที่ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นพื้นที่ของผู้ชายมาอย่างยาวนาน

 

“การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงเกิดขึ้นเมื่อผู้หญิงกล้าก้าวเข้าไปในพื้นที่ที่เคยถูกบอกว่าไม่ใช่ของตนเอง กล้าที่จะไม่ยอมรับโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม และกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเหล่านั้น”

 

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของ Amal Clooney นักกฎหมายสิทธิมนุษยชนระดับโลก และผู้ร่วมก่อตั้ง Clooney Foundation for Justice ซึ่งขึ้นกล่าวปาฐกถาปิดท้าย โดยชี้ว่า Fellowship Program ของ Cartier Women’s Initiative ไม่ได้เป็นเพียงเวทีพัฒนาศักยภาพทางอาชีพ แต่ยังเป็นพื้นที่สร้างชุมชนของผู้หญิงที่พร้อมสนับสนุน ผลักดัน และเติบโตไปด้วยกัน เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่เปิดกว้างและเท่าเทียมมากขึ้น

 

ทลาย Impostor Syndrome อุปสรรคที่มองไม่เห็นของผู้นำหญิง

 

นอกเหนือจากพิธีมอบรางวัล Cartier Women’s Initiative ยังจัดเวทีเสวนา Cartier Dialogues ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ เพื่อสำรวจประเด็นเชิงลึกเกี่ยวกับภาวะผู้นำและความท้าทายที่ผู้หญิงต้องเผชิญในโลกการทำงาน

 

หนึ่งในหัวข้อสำคัญคือ “Unveiling Brilliance: Imposter Syndrome & The Path to Authentic Leadership” ซึ่ง Cyrille Vigneron และ Dr. Lisa Orbé-Austin นักจิตวิทยาชื่อดัง ร่วมกันวิเคราะห์ปรากฏการณ์ Impostor Syndrome หรือความรู้สึกว่าตนเองยังไม่เก่งพอ แม้จะประสบความสำเร็จแล้วก็ตาม

 

ทั้งสองมองว่า ความรู้สึกดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงปัญหาในระดับบุคคล แต่มีรากฐานมาจากโครงสร้างทางสังคมที่สร้างความคาดหวังและแรงกดดันต่อผู้หญิงในตำแหน่งผู้นำมากกว่าปกติ การตระหนักรู้และทำความเข้าใจกับอุปสรรคทางจิตวิทยานี้จึงเป็นก้าวสำคัญของการสร้างภาวะผู้นำที่แท้จริง หรือ Authentic Leadership

 

อีกหนึ่งเวทีที่ได้รับความสนใจคือเซสชัน “Strength Reimagined” ซึ่ง Amal Clooney ร่วมเสวนากับ Ramla Ali นักมวยโอลิมปิกและ UNICEF Ambassador โดยทั้งคู่เสนอว่า ความเข้มแข็งในโลกยุคใหม่ไม่ควรถูกนิยามผ่านความแข็งกร้าวเพียงอย่างเดียว แต่ควรประกอบด้วยความเห็นอกเห็นใจ การเข้าถึงความคุ้มครองทางกฎหมาย และโอกาสทางการศึกษา ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการเปิดประตูสู่โอกาสทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมสำหรับผู้หญิงทั่วโลก

 

ปักหมุด ‘อัมสเตอร์ดัม’ มุ่งสู่อนาคตที่ยั่งยืน

 

หลังจากเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 20 ปีในกรุงเทพฯ Cartier Women’s Initiative ได้เปิดรับสมัครผู้ประกอบการหญิงสำหรับโครงการประจำปี 2027 แล้ว โดยเปิดรับสมัครจนถึงวันที่ 16 มิถุนายน 2569 เวลา 19.00 น. ตามเวลาประเทศไทย

 

โครงการยังคงเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการหญิงผ่านการให้ทุน การสร้างเครือข่าย และการพัฒนาศักยภาพด้านภาวะผู้นำอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะประกาศผลและจัดพิธีมอบรางวัลครั้งต่อไปที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์

 

การเดินทางตลอดสองทศวรรษของ Cartier Women’s Initiative สะท้อนให้เห็นแนวโน้มสำคัญของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันว่า การเติบโตทางธุรกิจที่มุ่งสร้างผลกำไรเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ขณะที่โมเดลธุรกิจที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมกำลังได้รับความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ และในสมการใหม่นี้ ‘ผู้ประกอบการหญิง’ กำลังกลายเป็นหนึ่งในพลังขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยออกแบบอนาคตของเศรษฐกิจโลกให้เติบโตควบคู่ไปกับความยั่งยืน

The post Cartier Women’s Initiative ปักหมุดกรุงเทพฯ ฉลอง 20 ปี หนุนผู้ประกอบการหญิงใช้ธุรกิจสร้างผลกระทบ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สุโรจน์ แสงสนิท’ บิ๊ก MG นั่งนายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าต่ออีกสมัย นำทัพไทยสู่ฮับ EV อาเซียน https://thestandard.co/suroj-saengsnit-evat-president-thailand-ev-hub/ Tue, 16 Jun 2026 09:58:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1219134 ภาพสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย

สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) เคาะผลการเลือกตั้งนายกสมาคม […]

The post ‘สุโรจน์ แสงสนิท’ บิ๊ก MG นั่งนายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าต่ออีกสมัย นำทัพไทยสู่ฮับ EV อาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย

สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) เคาะผลการเลือกตั้งนายกสมาคมฯ และคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ โดยสมาชิกมีมติเป็นเอกฉันท์เลือก สุโรจน์ แสงสนิท ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยต่อเป็นวาระที่ 2 สะท้อนความเชื่อมั่นต่อบทบาทผู้นำในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก

 

สำหรับวาระการดำรงตำแหน่งปี 2569-2571 EVAT มุ่งสานต่อภารกิจในการพัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ครอบคลุมทั้งยานยนต์ไฟฟ้า 2 ล้อ 4 ล้อ รถโดยสาร และรถเพื่อการพาณิชย์ พร้อมผลักดันการพัฒนาเทคโนโลยี มาตรฐานความปลอดภัย โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ ระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ เทคโนโลยีแบตเตอรี่ และการพัฒนาบุคลากร เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย และผลักดันให้ไทยก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตและส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของภูมิภาคอาเซียน

 

ทั้งนี้ ความโดดเด่นของคณะกรรมการบริหารชุดใหม่นี้ คือการรวมผู้เชี่ยวชาญจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้ผลิตยานยนต์ ผู้ประกอบการชิ้นส่วน ภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษา และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี เข้ามาร่วมกำหนดทิศทางและขับเคลื่อนอุตสาหกรรม EV ไทยอย่างบูรณาการ

 

โดยเฉพาะการเพิ่มบทบาทด้านการพัฒนาผู้ประกอบการชิ้นส่วนและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เพื่อสนับสนุนผู้ผลิตไทยให้สามารถเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน EV ยุคใหม่และแข่งขันได้ในระดับสากล

 

โดยมีคณะกรรมการบริหารสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย วาระปี 2569-2571 ประกอบด้วยอุปนายกสมาคมฯ ทั้ง 5 ด้าน ได้แก่

 

  • อุเทน สุปัตติ อุปนายกฯ ฝ่ายวิชาการ
  • สยามณัฐ พนัสสรณ์ อุปนายกฯ ฝ่ายส่งเสริมการผลิตยานยนต์
  • สุทีป รัตนภาส อุปนายกฯ ฝ่ายส่งเสริมการผลิตชิ้นส่วนและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง
  • อัษฎายุทธ รุธิรโก อุปนายกฯ ฝ่ายส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
  • ธมลวรรณ ชลประทิน อุปนายกฯ ฝ่ายส่งเสริมการใช้และประชาสัมพันธ์

 

สุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า การทำงานในวาระที่ 2 นี้ยังคงยึดมั่นในเป้าหมายเดิม คือการทำงานเพื่อประเทศ เพื่อให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ แข่งขันได้ และเกิดประโยชน์ต่อทุกภาคส่วน

 

“EVAT จะทำหน้าที่เป็นเวทีกลางในการเชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคอุตสาหกรรม เพื่อผลักดันมาตรฐาน เทคโนโลยี การผลิต การพัฒนาชิ้นส่วน โครงสร้างพื้นฐาน และบุคลากรไทยให้พร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก พร้อมดึงดูดการลงทุนและการถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่เข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง”

 

ทั้งนี้ คณะกรรมการบริหารสมาคมยานยนต์ไฟฟ้า ไทยชุดใหม่อยู่ระหว่างจัดทำกรอบนโยบายและแผนการดำเนินงานสำหรับวาระปี 2569-2571 โดยมีกำหนดแถลงวิสัยทัศน์ ทิศทางการดำเนินงาน และนโยบายสำคัญของสมาคมฯ อย่างเป็นทางการในช่วงเดือนสิงหาคม 2569

 

สำหรับ สุโรจน์ แสงสนิท ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด ซึ่งดูแลแบรนด์เอ็มจี (MG) ในประเทศไทย โดยมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมายาวนาน และมีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยทำงานร่วมกับทั้งฝั่งผู้ประกอบการและผู้บริโภค

 

The post ‘สุโรจน์ แสงสนิท’ บิ๊ก MG นั่งนายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าต่ออีกสมัย นำทัพไทยสู่ฮับ EV อาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. อนุมัติขยายเวลา 3 มาตรการภาษีอีก 2 ปี ลด e-Withholding Tax เหลือ 1% หักค่าใช้จ่ายลงทุนระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ได้ 2 เท่า https://thestandard.co/cabinet-extend-tax-measures-e-withholding/ Tue, 16 Jun 2026 09:48:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1219127 ภาพกราฟิกแสดงชายกำลังถือแท็บเล็ตที่มีข้อความ e-Tax และข้อความ ครม. ขยายเวลา 3 มาตรการภาษี

ครม. อนุมัติขยายเวลา 3 มาตรการภาษีอีก 2 ปี ถึง 31 ธันวา […]

The post ครม. อนุมัติขยายเวลา 3 มาตรการภาษีอีก 2 ปี ลด e-Withholding Tax เหลือ 1% หักค่าใช้จ่ายลงทุนระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ได้ 2 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงชายกำลังถือแท็บเล็ตที่มีข้อความ e-Tax และข้อความ ครม. ขยายเวลา 3 มาตรการภาษี

ครม. อนุมัติขยายเวลา 3 มาตรการภาษีอีก 2 ปี ถึง 31 ธันวาคม 2570 ลด e-Withholding Tax เหลือ 1% พร้อมหักรายจ่ายลงทุนในระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ได้ 2 เท่า และหักบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษาและการกีฬาผ่านระบบ e-Donation ได้ 2 เท่า

 

วันนี้ (16 มิถุนายน) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ขยายระยะเวลามาตรการภาษี จำนวน 3 มาตรการ แบ่งเป็น

 

1) ขยายเวลาลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย ที่จ่ายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Withholding Tax) ลงเหลือ 1% อีกครั้ง หลังมาตรการดังกล่าวสิ้นสุดลงไปก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา

 

โดยเป็นการขยายเวลาต่ออีก 2 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 นับเป็นการลด e-Withholding Tax ลงจากอัตราปกติที่ หัก 1% สำหรับค่าขนส่ง, หัก 2% ค่าโฆษณา, หัก 3% ในจ้างงานเหมา และหัก 5% สำหรับค่าเช่า

 

เบื้องต้น ดร.เอกนิติ คาดว่าจะช่วยให้เกิดสภาพคล่องหมุนเวียนภาคเอกชนประมาณ 27,000 ล้านบาท

 

2) ขยายเวลาหักค่าใช้จ่ายลงทุนระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ได้ 2 เท่าของรายจ่าย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 เพื่อส่งเสริมการลงทุนในระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์

 

โดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สามารถหักรายจ่ายการลงทุน และรายจ่ายค่าใช้บริการระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt) ได้ 2 เท่า

 

ตลอดจนสามารถหักรายจ่ายลงทุนในระบบ e-Withholding Tax รวมถึงรายจ่ายค่าตรวจประเมินระบบสารสนเทศที่ผู้ให้บริการจัดทำหรือนำส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (Service Provider) จ่ายให้แก่สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) ได้ 2 เท่าของรายจ่ายที่จ่ายจริงเช่นกัน

 

3) ขยายระยะเวลาการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี 2 เท่า สำหรับการบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษาและการกีฬาผ่านระบบ e-Donation

 

ดร.เอกนิติระบุว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยลดหย่อนภาษี แบบเดียวกับการลดหย่อนเงินบริจาคให้วัด แต่รอบนี้เป็นการบริจาคให้กับการศึกษา และการกีฬา ที่มีสมาคมที่ได้รับการรับรอง

 

โดยต้องบริจาคผ่านสถานศึกษา ดังต่อไปนี้

 

1.1 สถานศึกษาของรัฐ

 

1.2 โรงเรียนเอกชน แต่ไม่รวมถึงโรงเรียนนอกระบบ

 

1.3 สถาบันอุดมศึกษาเอกชน

 

1.4 สถานศึกษาที่จัดตั้งขึ้นในประเทศไทยตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติ

 

1.5 สถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ

 

ส่วนการบริจาคเพื่อการกีฬา ต้องบริจาคดังต่อไปนี้

 

2.1 การกีฬาแห่งประเทศไทย

 

2.2 คณะกรรมการกีฬาจังหวัด

 

2.3 สมาคมกีฬาแห่งจังหวัด

 

2.4 สมาคมกีฬาที่ใช้คำว่า ‘แห่งประเทศไทย’ หรือกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ

 

ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการกีฬาแห่งประเทศไทย

 

2.5 กรมพลศึกษา

 

นอกจากนี้ พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่ากระทรวงการคลังได้ประมาณการว่า มาตรการภาษีเพื่อการศึกษาและการกีฬาจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ปีละประมาณ 1,600 ล้านบาท เมื่อรวม 3 ปีภาษี จะอยู่ที่ราว 4,800 ล้านบาท แบ่งเป็นการสูญเสียรายได้จากมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการศึกษาปีละ 1,540 ล้านบาท และมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการกีฬาปีละประมาณ 60 ล้านบาท

 

ภาพ: mayam_studio / Shutterstock

The post ครม. อนุมัติขยายเวลา 3 มาตรการภาษีอีก 2 ปี ลด e-Withholding Tax เหลือ 1% หักค่าใช้จ่ายลงทุนระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ได้ 2 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอกนัฏ’ รื้อโครงสร้างค่าไฟยกแผง ทบทวนไฟบ้านใช้สูงจ่ายแพง จ่อคลอดอัตรา ‘ค่าไฟ Data Center’ https://thestandard.co/ekanat-electricity-data-center-rates/ Tue, 16 Jun 2026 08:27:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1219079 ภาพ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

‘เอกนัฏ’ พร้อมทบทวนค่าไฟที่อยู่อาศัยจากเดิมให้บ้านที่ใช […]

The post ‘เอกนัฏ’ รื้อโครงสร้างค่าไฟยกแผง ทบทวนไฟบ้านใช้สูงจ่ายแพง จ่อคลอดอัตรา ‘ค่าไฟ Data Center’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

‘เอกนัฏ’ พร้อมทบทวนค่าไฟที่อยู่อาศัยจากเดิมให้บ้านที่ใช้ไฟสูงจ่ายแพง ควบคู่การแก้ปัญหาสัญญาไฟฟ้าที่ไม่เป็นธรรมกับรัฐ จ่อคลอดราคา ‘ค่าไฟ Data Center’ อัตราใหม่ พร้อมเร่งมาตรการรับซื้อไฟโซลาร์คืนจากประชาชนภายในเดือนนี้

 

 
 

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้าว่า กระทรวงพลังงานมีเป้าหมายหลักเพื่อให้ประชาชนได้ใช้ไฟฟ้าในราคาที่ยุติธรรมและสะท้อนต้นทุนจริง

 

โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เนื่องจากการปรับค่าไฟฟ้านั้นจะกระทบทั้งประชาชน และการไฟฟ้าฯ ซึ่งรอผลจากการรับฟังความคิดเห็นในเรื่องนี้

 

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตรัฐบาลมีความตั้งใจให้ประชาชนได้ใช้ไฟฟ้าถูกลง โดยในส่วนของการปรับอัตราค่าไฟฟ้าของบ้านที่อยู่อาศัยที่ให้ผู้ที่ใช้ไฟมากจ่ายค่าไฟฟ้าในอัตราที่สูงกว่าอาจจะมีการทบทวน เพราะในที่สุดในเรื่องค่าไฟฟ้าสิ่งที่รัฐบาลต้องทำมีหลายส่วนที่เกี่ยวข้องกัน

 

เช่น เรื่องของการแก้ปัญหาโรงไฟฟ้าที่มีรูปแบบสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับรัฐ (สัญญาทาส) เช่น ที่ขายไฟฟ้าในรูปแบบแอดเดอร์ ต้องมีการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งเรื่องของความสูญเสียในระบบที่เรียกว่าเป็น loss ในระบบเหมือนสายส่งสายจำหน่าย หรือเรื่องไฟสาธารณะก็นำมาบวกในค่าไฟฐานและบิลค่าไฟฟ้าของประชาชน พวกนี้ต้องจัดการใหม่ทั้งหมดให้มีประสิทธิภาพ

 

จ่อเคาะค่าไฟ Data Center ย้ำต้องจ่ายแพงกว่ากลุ่มอื่น

 

นอกจากนี้ ในมาตรการสำคัญในระยะต่อไปคือการกำหนดประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าใหม่ คือประเภทที่ 9 หรือกลุ่ม Data Center ให้จ่ายค่าไฟฟ้าแพงกว่ากลุ่มอื่น

 

“เนื่องจาก Data Center เป็นกลุ่มที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงมากและต้องใช้ก๊าซนำเข้าที่มีราคาสูงในการผลิตไฟฟ้า ดังนั้น อัตราค่าไฟของกลุ่มนี้จะต้องสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและอาจสูงกว่าค่าไฟบ้านเรือน เพื่อนำส่วนต่างมาช่วยอุดหนุนและลดภาระค่าไฟฟ้าให้กับภาคประชาชนและอุตสาหกรรมในประเทศ”

 

เอกนัฏยืนยันว่า พลังงานสะอาดรัฐบาลจะส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปอย่างต่อเนื่อง โดยจะเร่งรัดกระบวนการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินคืนจากภาคประชาชนให้เสร็จสิ้นภายในเดือนนี้

 

“มาตรการสนับสนุนงบประมาณของรัฐจะไม่ใช่การแจกเงินฟรี แต่เป็นการช่วยสนับสนุนเงินดาวน์หรือลดดอกเบี้ยผ่านธนาคารของรัฐ เพื่อจูงใจให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์และเปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยปรับเปลี่ยนโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศให้ยั่งยืนในระยะยาว” เอกนัฎ กล่าว

 

กกพ.ลุยรับซื้อไฟส่วนเกินรอบใหม่ 2.20 บาท/หน่วย 10 ปี

 

ด้านพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยเมื่อเร็วๆ นี้ ว่า กกพ. มีมติเห็นชอบให้นำร่างประกาศคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เรื่อง ประกาศเชิญชวนการรับซื้อไฟฟ้าโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา สำหรับภาคประชาชน ประเภทบ้านอยู่อาศัย พ.ศ. ….

 

โดยมติดังกล่าว เป็นการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar PV Rooftop) สำหรับภาคประชาชน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้าและบริหารจัดการพลังงานด้วยตนเอง สู่การปรับโครงสร้างภาคพลังงานของประเทศ

 

โดยที่ผ่านมาโครงการโซลาร์ภาคประชาชนได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นจำนวนมาก จึงเห็นควรดำเนินการส่งเสริมอย่างต่อเนื่องตามนโยบายของ กพช. ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2562

 

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว ยังเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมบทบาทของประชาชนในฐานะผู้ใช้ไฟฟ้าที่สามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองและจำหน่ายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบไฟฟ้า (Prosumer) ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว

 

สำหรับสาระสำคัญของร่างประกาศฯ กำหนดเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าไม่เกิน 500 เมกะวัตต์ กำหนดปริมาณพลังไฟฟ้าเสนอขายไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์รับซื้อไฟฟ้า อัตรารับซื้อไฟฟ้า 2.20 บาทต่อหน่วย ระยะเวลารับซื้อไฟฟ้า 10 ปี และกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบภายในปี 2570

 

นอกจากนี้ ยังได้กำหนดหลักเกณฑ์สำคัญเกี่ยวกับคุณสมบัติผู้ยื่นขอผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก ขั้นตอนและกรอบระยะเวลาดำเนินการ อำนาจหน้าที่ของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องในการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า รวมถึงแบบร่างสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของโครงการ

 

ทั้งนี้ กกพ.อยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นถึง 23 มิถุนายน 2569 จากผู้มีส่วนได้เสียและประชาชนทั่วไป ก่อนนำมาประกอบการพิจารณาปรับปรุงร่างประกาศให้มีความเหมาะสมต่อไป

 

ภาพ: Phonlamai photo / Shutterstock

The post ‘เอกนัฏ’ รื้อโครงสร้างค่าไฟยกแผง ทบทวนไฟบ้านใช้สูงจ่ายแพง จ่อคลอดอัตรา ‘ค่าไฟ Data Center’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธอส. ปรับเกมปล่อยกู้บ้าน ใช้ Credit Scoring ดึงฟรีแลนซ์-คนรุ่นใหม่เข้าถึงสินเชื่อ ตั้งเป้าดูแลคนมีบ้าน 6 ล้านครัวเรือน https://thestandard.co/ghb-credit-scoring-freelance-loans/ Tue, 16 Jun 2026 04:58:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1218877 ภาพผู้หญิงเอเชียกำลังทำงานพร้อมแก้วกาแฟกระดาษ โดยมีข้อความ ธอส. ปรับเกมปล่อยกู้บ้าน ใช้ Credit Scoring ดึงฟรีแลนซ์-คนรุ่นใหม่

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กำลังเดินหน้าปรับยุทธศาสตร์ […]

The post ธอส. ปรับเกมปล่อยกู้บ้าน ใช้ Credit Scoring ดึงฟรีแลนซ์-คนรุ่นใหม่เข้าถึงสินเชื่อ ตั้งเป้าดูแลคนมีบ้าน 6 ล้านครัวเรือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้หญิงเอเชียกำลังทำงานพร้อมแก้วกาแฟกระดาษ โดยมีข้อความ ธอส. ปรับเกมปล่อยกู้บ้าน ใช้ Credit Scoring ดึงฟรีแลนซ์-คนรุ่นใหม่

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กำลังเดินหน้าปรับยุทธศาสตร์การปล่อยสินเชื่อครั้งสำคัญ เพื่อขยายโอกาสให้กลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้ประกอบอาชีพอิสระเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยได้มากขึ้น ผ่านการนำระบบ Credit Scoring และข้อมูลทางเลือกมาใช้ประเมินความสามารถทางการเงิน ควบคู่กับการจัดทำแผนระยะยาว 5 ปี ที่ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนครัวเรือนที่ได้รับการสนับสนุนด้านที่อยู่อาศัยจาก 4.8 ล้านครัวเรือน เป็น 6 ล้านครัวเรือน

 

 
 

มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการ ธอส. เปิดเผยว่า ปัจจุบันสัดส่วนลูกค้ากลุ่มอาชีพอิสระของธนาคารอยู่ที่ประมาณ 8-9% ของพอร์ตสินเชื่อทั้งหมด โดยในระยะต่อไป ธอส. ต้องการเพิ่มสัดส่วนดังกล่าวขึ้นเป็น 10-15% เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไป และเปิดโอกาสให้กลุ่มคนอายุน้อยซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพอิสระ สามารถเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยได้มากขึ้น

 

ใช้ Credit Scoring ประเมินศักยภาพแทนเอกสารรายได้

 

หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือการนำระบบ Credit Scoring มาใช้ประเมินความสามารถทางการเงินของลูกค้า โดยอาศัยข้อมูลพฤติกรรมทางการเงิน อาทิ พฤติกรรมการออม การใช้จ่าย และรายได้จากแหล่งต่างๆ มาวิเคราะห์เป็นคะแนนเครดิต

 

ในอนาคต หากสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานภายนอกเพิ่มเติมได้ เช่น ผู้ให้บริการโทรคมนาคม (Telco) ธนาคารก็อาจนำข้อมูลการใช้งานมาประกอบการวิเคราะห์ เพื่อสะท้อนศักยภาพทางการเงินของผู้กู้ได้อย่างรอบด้านมากขึ้น

 

ขณะเดียวกัน ธอส. อยู่ระหว่างศึกษาพฤติกรรมการซื้อที่อยู่อาศัยของคนรุ่นใหม่ เพื่อหาคำตอบว่าความเชื่อที่ว่า “คนรุ่นใหม่ไม่อยากมีบ้านและเลือกเช่ามากกว่าซื้อ” สอดคล้องกับพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพื่อนำผลการศึกษาไปใช้กำหนดทิศทางการดำเนินงานในระยะต่อไป

 

ตั้งเป้าดูแลคนไทยมีบ้าน 6 ล้านครัวเรือน

 

นอกจากการขยายการเข้าถึงสินเชื่อแล้ว ธอส. ยังอยู่ระหว่างจัดทำแผนดำเนินงานระยะ 5 ปี โดยมีเป้าหมายเพิ่มจำนวนครัวเรือนที่ได้รับการสนับสนุนให้มีที่อยู่อาศัยจากปัจจุบัน 4.8 ล้านครัวเรือน เป็น 6 ล้านครัวเรือน ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในไตรมาส 3/2569

 

มหัทธนะย้ำว่า ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ธอส. มีภารกิจสำคัญในการสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัย ไม่ว่าเศรษฐกิจจะอยู่ในภาวะใดก็ตาม

 

“เราไม่ปฏิเสธลูกค้าที่วันนี้ยังไม่มีศักยภาพในการกู้ แต่จะช่วยให้ความรู้ด้านการออมและการบริหารการเงินผ่านโรงเรียนการออม เพื่อให้ลูกค้ามีความพร้อมและสามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ในอนาคต”

 

คุม NPL ไม่เกิน 5% เดินหน้าดูแลลูกหนี้เชิงรุก

 

พร้อมกับการขยายฐานลูกค้า ธอส. ยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารคุณภาพสินเชื่อ โดยตั้งเป้าควบคุมสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ไม่ให้เกิน 5% ของสินเชื่อรวม

 

ผู้บริหาร ธอส. ยอมรับว่าระดับ NPL ของธนาคารอาจสูงกว่าธนาคารพาณิชย์บางแห่ง เนื่องจากฐาฟนลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มรายได้ปานกลางและรายได้น้อยที่มีความเปราะบางทางเศรษฐกิจมากกว่า

 

อย่างไรก็ตาม ธนาคารจะใช้แนวทางบริหารจัดการเชิงรุก โดยติดตามกลุ่มลูกหนี้ที่เริ่มมีสัญญาณผิดนัดชำระ หรือกลุ่ม Special Mention (SM) ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็น NPL ในอนาคต

 

มั่นใจปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ตามเป้า 2.46 แสนล้านบาท

 

สำหรับผลการดำเนินงานปี 2569 ล่าสุด ณ วันที่ 10 มิถุนายน ธอส. ปล่อยสินเชื่อใหม่แล้ว 95,366.16 ล้านบาท หรือคิดเป็น 38.64% ของเป้าหมายทั้งปีที่ 246,795 ล้านบาท ส่งผลให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองเพิ่มขึ้น 100,424 บัญชี

 

ธนาคารคาดว่าในช่วงครึ่งแรกของปีจะสามารถปล่อยสินเชื่อได้ไม่น้อยกว่า 100,000 ล้านบาท และอีกประมาณ 150,000 ล้านบาทในช่วงครึ่งปีหลัง ทำให้ยังคงเป้าหมายสินเชื่อใหม่ทั้งปีไว้ที่ 246,795 ล้านบาท โดย 65% ของสินเชื่อทั้งหมดจะเป็นสินเชื่อสำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท

 

ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากสัญญาณฟื้นตัวของตลาดที่อยู่อาศัยในไตรมาสแรกของปี 2569 โดยจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศเพิ่มขึ้น 11.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้น 3.1%

 

ทั้งนี้ ธอส. พบว่า กว่า 60% ของการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในช่วงดังกล่าวเป็นการซื้อขายบ้านมือสอง สะท้อนว่าตลาดที่อยู่อาศัยระดับราคาจับต้องได้ยังคงมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจโดยรวมยังเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพและต้นทุนพลังงานที่อยู่ในระดับสูง

The post ธอส. ปรับเกมปล่อยกู้บ้าน ใช้ Credit Scoring ดึงฟรีแลนซ์-คนรุ่นใหม่เข้าถึงสินเชื่อ ตั้งเป้าดูแลคนมีบ้าน 6 ล้านครัวเรือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น SpaceX พุ่ง 42% หลังเข้าเทรดสองวันแรก มูลค่าเพิ่ม 4.1 แสนล้านดอลลาร์ จ่อแซง Amazon ขึ้น Top 5 หุ้นมูลค่าสูงสุดของโลก https://thestandard.co/spacex-stock-surge-amazon-top5/ Tue, 16 Jun 2026 03:40:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1218849 จรวด SpaceX กำลังทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

หุ้น SpaceX พุ่งขึ้นในการซื้อขายเป็นวันที่สอง (15 มิถุน […]

The post หุ้น SpaceX พุ่ง 42% หลังเข้าเทรดสองวันแรก มูลค่าเพิ่ม 4.1 แสนล้านดอลลาร์ จ่อแซง Amazon ขึ้น Top 5 หุ้นมูลค่าสูงสุดของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
จรวด SpaceX กำลังทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

หุ้น SpaceX พุ่งขึ้นในการซื้อขายเป็นวันที่สอง (15 มิถุนายน) โดยปรับตัวขึ้นต่อเนื่องอีก 20% หลังจากพุ่งขึ้นมาแล้ว 19% ในวันศุกร์ (14 มิถุนายน) ซึ่งเป็นวันแรกของการซื้อขาย ส่งผลให้มูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization) เพิ่มขึ้น 4.12 แสนล้านดอลลาร์ หรือราว 13.4 ล้านล้านบาท

 

 
 

ล่าสุด ราคาหุ้น SpaceX ปิดที่ 192.46 ดอลลาร์ สูงกว่าราคา IPO ที่ 135 ดอลลาร์มากกว่า 42% การเคลื่อนไหวดังกล่าวช่วยดันมูลค่าตลาดของบริษัทให้ทะลุ 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ หรือกว่า 81 ล้านล้านบาท ส่งผลให้บริษัทติดอันดับ 1 ใน 6 บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก

 

ด้วยมูลค่าตามราคาตลาดในปัจจุบัน ทำให้บริษัทมีมูลค่าน้อยกว่าอันดับ 5 อย่าง Amazon.com ซึ่งมีมูลค่าราว 2.64 ล้านล้านดอลลาร์ อยู่ไม่ถึง 1.4 แสนล้านดอลลาร์

 

ทั้งนี้ SpaceX ได้ใช้สิทธิการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Over-allotment option) ของการทำ IPO ซึ่งเปิดทางให้ผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย (Underwriters) สามารถขายหุ้นเพิ่มเติมได้อีก 83.3 ล้านหุ้น ตามแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ สิทธิดังกล่าว หรือที่เรียกกันว่า Greenshoe ทำให้ยอดการระดมทุนเพิ่มขึ้นเป็น 8.62 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 8.57 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อหักค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ 500 ล้านดอลลาร์ที่ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวนออกไปแล้ว

 

ข้อมูลจาก Vanda Research ระบุว่า นักลงทุนรายย่อยเข้าซื้อหุ้น SpaceX ในช่วง 2 วันแรกของการซื้อขายมากเท่ากับที่ซื้อหุ้นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งตลาดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

 

การทำ IPO ครั้งนี้ส่งผลให้ Elon Musk ผู้ก่อตั้ง กลายเป็นเศรษฐีล้านล้านดอลลาร์ (Trillionaire) คนแรกของโลก โดยมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิมากกว่า Larry Page ผู้ร่วมก่อตั้ง Google ซึ่งเป็นมหาเศรษฐีอันดับสองของโลกถึงกว่า 3 เท่า

 

เทรดสนั่น 500 ล้านหุ้น ในวันแรก!

 

การซื้อขายหุ้น SpaceX ในวันแรกที่เข้าซื้อขาย มีหุ้นถูกเปลี่ยนมือไปราว 244 ล้านหุ้น ปริมาณการซื้อขายเมื่อวันศุกร์ทะลุ 500 ล้านหุ้น เข้าใกล้สถิติการเปิดตัวของ Facebook ในปี 2012 ซึ่งมีการซื้อขายเกือบ 580 ล้านหุ้น

 

Elon Musk ซีอีโอของ SpaceX โพสต์บนแพลตฟอร์ม X เมื่อวันอาทิตย์ว่า บริษัท ‘อาจจะสามารถทำรายได้แตะระดับประมาณ’ 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2030

 

“และผมคงจะแปลกใจถ้ารายได้ไม่มากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2031”

 

ทั้งนี้ SpaceX รายงานรายได้ 1.87 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2025 โดยมีธุรกิจหลักจากการให้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink และดำเนินงานกองยานจรวดที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ ในเดือนกุมภาพันธ์ Musk ได้ควบรวมบริษัทเข้ากับ xAI ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพด้านปัญญาประดิษฐ์ของเขา SpaceX ขาดทุนเกือบ 5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 และการทำ IPO ที่ยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ได้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงกันว่า มูลค่าอันมหาศาลของบริษัทนั้นสมเหตุสมผลหรือไม่

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทวิจัย CFRA ได้เริ่มต้นให้คำแนะนำ ‘ขาย’ (Sell) และให้ราคาเป้าหมายในระยะ 12 เดือนที่ 115 ดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นความเสี่ยงราว 40% จากราคาปิดล่าสุด เนื่องจากกลยุทธ์การเติบโตที่ทะเยอทะยานอย่างมาก ความคาดหวังต่อการประเมินมูลค่าที่สูงลิ่ว และความเข้มข้นในการใช้เงินทุนอย่างมีนัยสำคัญของบริษัท

 

ขณะที่ค่าใช้จ่ายฝ่ายทุน (Capital expenditures) ของ SpaceX ในช่วง 3 เดือนสิ้นสุดเดือนมีนาคม มีมูลค่ารวม 1.01 หมื่นล้านดอลลาร์ เทียบกับ 4.1 พันล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ส่วนใหญ่ของเม็ดเงินดังกล่าวถูกนำไปใช้เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์

 

Nicolas Owens นักวิเคราะห์จาก Morningstar ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน โดยเขาระบุว่าทางบริษัทประเมินมูลค่าของ SpaceX ไว้ที่ 63 ดอลลาร์ต่อหุ้น และอธิบายว่าหุ้นตัวนี้มีมูลค่าสูงเกินจริง (Overvalued)

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์รายอื่นๆ มีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นตัวนี้มากกว่า เช่น NewStreet Research เริ่มต้นให้คำแนะนำครอบคลุม SpaceX ด้วยราคาเป้าหมายที่ 165 ดอลลาร์

 

James Ratzer หุ้นส่วนและนักวิเคราะห์อาวุโสจาก NewStreet Research กล่าวกับ CNBC ว่า คุณต้องมองข้ามไปในกรอบเวลาประมาณ 20 – 25 ปี ผมคิดว่าองค์ประกอบหลายอย่างถูกวางไว้เพื่อความสำเร็จแล้ว แต่มันเป็นเรื่องราวของหุ้นที่มีระยะเวลายาวนานกว่าปกติทั่วไปมากอย่างแน่นอน

 

Ratzer กล่าวว่า SpaceX มีความได้เปรียบอย่างน้อย 10 ปี เหนือคู่แข่งในแง่ของขีดความสามารถในการปล่อยจรวด ศูนย์ข้อมูลในวงโคจร ทุกสิ่งล้วนต้องเชื่อมโยงกลับไปสู่ความสำเร็จในการปล่อยจรวด และคุณดูในสิ่งที่พวกเขากำลังสร้างด้วย Starship ความได้เปรียบที่พวกเขาจะมีจากสิ่งนั้น มวลที่พวกเขาสามารถส่งขึ้นสู่วงโคจรได้ถือเป็นข้อได้เปรียบมหาศาล

 

ภาพ: berni0004 / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post หุ้น SpaceX พุ่ง 42% หลังเข้าเทรดสองวันแรก มูลค่าเพิ่ม 4.1 แสนล้านดอลลาร์ จ่อแซง Amazon ขึ้น Top 5 หุ้นมูลค่าสูงสุดของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ร้านกาแฟหรือธนาคาร? แบงก์กรุงเทพเปิดตัว Work Café ธนาคารสาขารูปแบบใหม่ มุ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกค้าที่เปลี่ยนไป https://thestandard.co/bangkok-bank-work-cafe-silom/ Tue, 16 Jun 2026 03:22:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1218816 ภาพบรรยากาศภายใน Work Café ของธนาคารกรุงเทพ ที่ผสานบริการธนาคารและร้านกาแฟเข้าด้วยกัน

ธนาคารกรุงเทพเปิดตัว Work Café ธนาคารสาขารูปแบบใหม่ ที่ […]

The post ร้านกาแฟหรือธนาคาร? แบงก์กรุงเทพเปิดตัว Work Café ธนาคารสาขารูปแบบใหม่ มุ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกค้าที่เปลี่ยนไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศภายใน Work Café ของธนาคารกรุงเทพ ที่ผสานบริการธนาคารและร้านกาแฟเข้าด้วยกัน

ธนาคารกรุงเทพเปิดตัว Work Café ธนาคารสาขารูปแบบใหม่ ที่ซิลลิค เฮ้าส์ ถนนสีลม ซึ่งผสานบริการทางการเงินเข้ากับความต้องการและไลฟ์สไตล์ลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป

 

 
 

ชานนท์ โสภณพนิช เจ้าหน้าที่ระดับ Senior Vice President สายลูกค้าธุรกิจรายกลางและสายลูกค้าธุรกิจรายปลีก กล่าวว่า Work Café มาจากความคิดที่ว่า ธนาคารกรุงเทพอยากสร้างพื้นที่ที่สามารถให้บริการลูกค้า เข้าใจลูกค้า เข้าถึงลูกค้าแล้ว และสามารถช่วยลูกค้าวางแผนการเงินไปด้วยกัน

 

“ธนาคารกรุงเทพมี Motto ที่ว่า ‘เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน’ ดังนั้นเราจึงอยากเป็นพาร์ตเนอร์กับลูกค้า และสร้างพื้นที่ที่ลูกค้าสามารถเข้ามาพักผ่อน ทำงาน เข้ามารับบริการทางการเงิน หรือแลกเปลี่ยนความคิดได้ด้วย นอกจากนี้ เรายังสังเกตว่า รูปแบบการทำธุรกรรมในสาขาของลูกค้าเริ่มเปลี่ยนแปลงไป เราจึงอยากตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงนี้ด้วย” ชานนท์กล่าว

 

ภาพบรรยากาศภายใน Work Café ของธนาคารกรุงเทพ ที่ผสานบริการธนาคารและร้านกาแฟเข้าด้วยกัน 1

 

นอกจากนี้ ณัชชา โสภณพนิช เจ้าหน้าที่บริหารระดับ Assistant Vice President ฝ่ายผู้จัดการใหญ่ยังกล่าวต่อว่า ภายใต้แนวคิด ‘A Taste of Perspective’ ธนาคารตั้งใจว่า อยากให้ลูกค้าเข้ามาที่พื้นที่นี้ได้รับสัมผัสและเปิดมุมมองใหม่ๆ ธนาคารจึงเตรียมวางแผนจัดอีเวนต์ในสาขานี้ไปเรื่อยๆ โดยหาคนที่มีประสบการณ์ในสาขาต่างๆ เช่น การเงินธุรกิจ หรือกาแฟ เพื่อช่วยให้ลูกค้าได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เป็นการตอบโจทย์ด้าน Lifestyle Experience ไปด้วย

 

ภาพบรรยากาศภายใน Work Café ของธนาคารกรุงเทพ ที่ผสานบริการธนาคารและร้านกาแฟเข้าด้วยกัน 2

 

เปิดบริการและเทคโนโลยีที่ Work Cafe ต่างจากสาขาอื่น

 

ณัชชายังเปิดเผยว่า Work Cafe มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาปรับใช้เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าให้สะดวกและสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์มากขึ้น ตัวอย่างเช่น

 

  • ระบบคิวและแจ้งเตือนผ่าน Line: เมื่อเข้ามาที่สาขา ลูกค้าสามารถสแกน QR Code เพื่อรับคิวทำธุรกรรมได้ โดยระบบจะส่งการแจ้งเตือน (Notification) ผ่านทาง Line เมื่อถึงคิวของตนเอง ซึ่งวิธีนี้ถูกนำมาใช้แทนการประกาศเรียกคิวด้วยเสียง เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมและบรรยากาศแบบคาเฟ่
  • การจองคิวปรึกษาทางการเงินล่วงหน้าผ่าน Line Official: ลูกค้าสามารถทำการนัดหมาย (Booking) ผ่าน Line Official เพื่อเลือกเวลาและหัวข้อในการเข้ามาปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญทางการเงิน นอกจากนี้ยังใช้จองคิวเพื่อเข้าร่วม Event และ Workshop ต่างๆ ที่สาขาจัดขึ้นได้ด้วย
  • การใช้แท็บเล็ต (Tablet) ในการให้บริการ: พนักงาน (Advisor) จะใช้แท็บเล็ตเป็นอุปกรณ์หลักในการพูดคุย ให้คำแนะนำ และเปิดข้อมูลเพื่อวางแผนทางการเงินไปพร้อมๆ กับลูกค้า
  • BBL Corner โซน Self-Service พร้อมเครื่องอัตโนมัติ: มีการจัดพื้นที่สำหรับลูกค้าที่ต้องการความรวดเร็วในการทำธุรกรรมด้วยตนเอง โดยมีตู้ ATM และเครื่องอัปเดตสมุดบัญชี (Passbook) คอยให้บริการ รวมถึงมีมุมสอบถามปัญหาการใช้งานโมบายแอปพลิเคชันโดยเฉพาะ

 

ภาพบรรยากาศภายใน Work Café ของธนาคารกรุงเทพ ที่ผสานบริการธนาคารและร้านกาแฟเข้าด้วยกัน 3

ภาพบรรยากาศภายใน Work Café ของธนาคารกรุงเทพ ที่ผสานบริการธนาคารและร้านกาแฟเข้าด้วยกัน 4

 

พจณี คงคาลัย ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายลูกค้าบุคคล ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า นอกจากบริการวางแผนการเงินแบบส่วนบุคคล (Private Financial Planning Coaching) และการจัดกิจกรรม (Workshop & Event) ที่จะจัดหมุนเวียนอย่างต่อเนื่องทั้งปีแล้ว

 

Work Cafe แห่งนี้ยังบริการห้องประชุม (Private Meeting Room) สำหรับการนัดหมายทางธุรกิจ รองรับความต้องการของลูกค้าในหลากหลายโอกาส และยังเพิ่มพื้นที่แห่งการพักผ่อนผ่าน ‘Café & Chill’ ที่เสิร์ฟกาแฟคุณภาพจาก BEANS Coffee Roaster

 

โดยเฉพาะเมนู Signature เฉพาะสาขา ได้แก่ ‘Active Blend’ เอสเพรสโซรสสดชื่นผสานโซดาและไซรัปผลไม้ และ ‘Truthful Brew’ เอสเพรสโซรสนุ่มละมุนผสานนม คาราเมล และอัลมอนด์ พร้อมพื้นที่ Workspace สำหรับจิบกาแฟและนั่งพักผ่อน ทำงาน หรือพูดคุยธุรกิจ

 

ทั้งนี้ Work Café ธนาคารกรุงเทพ สาขาซิลลิค เฮ้าส์ เปิดให้บริการวันจันทร์–ศุกร์ เวลา 07.00–17.00 น.

 

ภาพบรรยากาศภายใน Work Café ของธนาคารกรุงเทพ ที่ผสานบริการธนาคารและร้านกาแฟเข้าด้วยกัน 5

The post ร้านกาแฟหรือธนาคาร? แบงก์กรุงเทพเปิดตัว Work Café ธนาคารสาขารูปแบบใหม่ มุ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกค้าที่เปลี่ยนไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา BOJ จ่อขึ้นดอกเบี้ย 1% สูงสุดในรอบ 31 ปี กระทบตลาดหุ้น-ตลาดบอนด์เอเชียแค่ไหน Yen Carry Trade ไปต่อได้ไหม https://thestandard.co/boj-hike-yen-carry-trade/ Tue, 16 Jun 2026 03:09:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1218806 ภาพธนบัตร 10,000 เยนกำลังลุกไหม้

ทั่วโลกจับตาธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จ่อขึ้นดอกเบี้ย 1% […]

The post จับตา BOJ จ่อขึ้นดอกเบี้ย 1% สูงสุดในรอบ 31 ปี กระทบตลาดหุ้น-ตลาดบอนด์เอเชียแค่ไหน Yen Carry Trade ไปต่อได้ไหม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพธนบัตร 10,000 เยนกำลังลุกไหม้

ทั่วโลกจับตาธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จ่อขึ้นดอกเบี้ย 1% สูงสุดในรอบ 31 ปี ในการประชุมนโยบายการเงินวันที่ 16 มิ.ย. 2569 หากขึ้นดอกเบี้ยจริง นี่อาจไม่ใช่แค่จุดเปลี่ยนนโยบายการเงินญี่ปุ่น 

 

 

แต่เป็นบททดสอบสำคัญของสภาพคล่องโลก เมื่อ ‘เยน’ ที่เคยเป็นแหล่งเงินกู้ต้นทุนต่ำที่หล่อเลี้ยงการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก เริ่มมีต้นทุนสูงขึ้นท่ามกลางค่าเงินเยนที่ผันผวน ตลาดหุ้น-ตลาดบอนด์เอเชียกระทบแค่ไหน กลยุทธ์ Yen Carry Trade ยังไปต่อได้ไหม มีความเสี่ยงอะไรที่ต้องจับตา

 

สงวน จุงสกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย ให้มุมมองกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ตอนนี้ตลาดคาดว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยจากระดับ 0.75% สู่ 1.00% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี ในการประชุมนโยบายการเงินที่จะเกิดขึ้นในวันอังคารนี้ ซึ่งตลาดสะท้อนผลกระทบในราคาไปมากแล้ว (Price in) 

 

จะเห็นได้จากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี ที่ปรับขึ้นมาที่ประมาณ 2.6% ลดลงจากระดับ 2.8% ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับบอนด์ยีลด์ประเทศอื่นๆ โดยบอนด์ยีลด์ทั่วโลกปรับสูงขึ้นตั้งแต่สหรัฐฯ-อิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่าน  และทำจุดสูงสุดในเดือน พ.ค. ก่อนจะลดระดับลงมา เนื่องจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง มีท่าทีผ่อนคลายลง ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลงต่ำกว่าระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

BOJ ขึ้นดอกเบี้ย 1% กระทบตลาดหุ้น-ตลาดบอนด์เอเชียแค่ไหน? 

 

ทั้งนี้หาก BOJ ปรับขึ้นดอกเบี้ยตามคาดที่ระดับ 1% จะไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อตลาดเงินและตลาดหุ้นเอเชีย โดยกระแสเงินจะไม่ได้ไหลออกจากตลาดอื่น มาลงทุนในญี่ปุ่นเพิ่ม เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาแม้บอนด์ยีลด์ญี่ปุ่นจะปรับสูงขึ้น แต่ผลตอบแทนไม่ได้น่าดึงดูด เนื่องจากบอนด์ยีลด์ในกลุ่มประเทศเอเชียก็ปรับสูงขึ้นเช่นกัน ทำให้นักลงทุนหันมาถือครองพันธบัตรท้องถิ่นมากขึ้น เพราะให้ผลตอบแทนดีกว่าพันธบัตรต่างประเทศ

 

สอดคล้องกับข้อมูลล่าสุด ณ สิ้นปี 2568 พบว่า นักลงทุนต่างชาติถือครองพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นที่สัดส่วน 13% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากระดับ 12% เมื่อต้นปี ทั้งนี้อาจเห็นเงินเยนอ่อนค่าลงบ้าง หาก BOJ ตัดสินใจคงดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ แต่สุดท้ายจะต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยในครั้งหน้า เพื่อสกัดเงินเฟ้อและปกป้องค่าเงิน

 

อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้น้อยที่เงินเยนจะแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว  เนื่องจาก BOJ มีท่าทีระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการดำเนินนโยบายการเงินที่จะส่งผลกระทบรุนแรง ต่อตลาดเงินและตลาดหุ้น เช่น กระตุ้นให้เกิดแรงเทขาย หรือเงินเยนผันผวนหนัก โดยในช่วง 1 ปีข้างหน้า คาดว่า BOJ จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกประมาณ 1-2 ครั้ง สู่ระดับ 1.5% 

 

Yen Carry Trade ไปต่อ แม้ญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ย

 

หากญี่ปุ่นปรับขึ้นดอกเบี้ยที่ระดับ 1% คาดว่าจะทำให้การเปิดสถานะ Yen Carry Trade เข้าสู่จุดสมดุลมากขึ้น โดยการกระจุกตัวของการลงทุนรูปแบบนี้จะลดน้อยลงเนื่องจากนักลงทุนต้องเผชิญกับความผันผวนค่าเงิน และความเสี่ยงจากการเข้าแทรกแซงค่าเงิน (Intervention) ของรัฐบาลญี่ปุ่นเป็นระยะๆ โดยเฉพาะเมื่อเงินเยนอ่อนค่าไปแตะระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์ 

 

ทั้งนี้ กลยุทธ์ Yen Carry Trade ยังสามารถทำกำไร เนื่องจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่นยังกว้างมาก ในระยะข้างหน้าตลาดคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะยังมีท่าทีที่เข้มงวด (Hawkish) ต่อการดำเนินนโยบายการเงิน  และอาจถูกกดดันให้กลับมาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง เพื่อสกัดเงินเฟ้อ โดยล่าสุดเงินเฟ้อสหรัฐฯ ปรับขึ้นมาที่ระดับ 4.2% สูงสุด ในรอบ 3 ปี ท่ามกลางตัวเลขเศรษฐกิจและตลาดแรงงานของสหรัฐฯ ที่ยังคงแข็งแกร่ง 

 

ในขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) แม้จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย แต่เป็นการปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมเงินเยนไม่ได้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทำลายผลกำไรจากการ Carry Trade

 

สอดคล้องกับข้อมูลของ Commodity Futures Trading Commission (CFTC)  พบว่า ในช่วงสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 9 มิ.ย. กองทุนกลุ่ม Leveraged Funds เปิดสถานะ Short Yen เดิมพันว่าเงินเยนจะอ่อนค่าลง รวมมากกว่า 115,000 สัญญา ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 9 ปี  (ตั้งแต่ พ.ย. 2560) ขณะที่เงินเยนเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่ากลยุทธ์ Yen Carry Trade กำลังกลับมาได้รับความนิยม แม้ตลาดยังเผชิญความเสี่ยงจากการแทรกแซงค่าเงินของรัฐบาลญี่ปุ่น และความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันนี้ (16 มิถุนายน)

 

ด้านนักกลยุทธ์ของ JPMorgan Chase มองว่า ตลาดรับรู้ผลกระทบ (Price in) จากความเสี่ยงการขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ และการแทรกแซงค่าเงินของรัฐบาลญี่ปุ่นไปมากแล้ว ต่างจากในปี 2567 ที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นเซอร์ไพรส์ตลาด ด้วยการปรับขึ้นดอกเบี้ย พร้อมกับประกาศแผนลดการซื้อพันธบัตร เงินเยนจึงแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้นักลงทุนที่ถือสถานะ Yen Carry Trade ต้องเร่งลดสถานะ เพื่อปิดความเสี่ยงการขาดทุนค่าเงิน 

 

ในขณะที่ปัจจุบัน นักลงทุนส่วนใหญ่มองว่า การแทรกแซงค่าเงินของรัฐบาลทำให้เยนแข็งค่าขึ้นระยะสั้นเท่านั้น และถือเป็นโอกาสในการกลับเข้าไปขายเงินเยนอีกครั้ง สะท้อนจากสถานะ Short Yen ที่ปรับลดลงชั่วคราวในเดือน เม.ย.-พ.ค. หลังรัฐบาลญี่ปุ่นเข้ามาแทรกแซงค่าเงิน แต่หลังจากนั้นไม่นาน นักลงทุนก็กลับมาเปิดสถานะขายเงินเยนอีกครั้ง จนจำนวนสัญญากลับมาใกล้ระดับเดิมก่อนการแทรกแซงค่าเงิน

The post จับตา BOJ จ่อขึ้นดอกเบี้ย 1% สูงสุดในรอบ 31 ปี กระทบตลาดหุ้น-ตลาดบอนด์เอเชียแค่ไหน Yen Carry Trade ไปต่อได้ไหม appeared first on THE STANDARD.

]]>