Wealth – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 28 May 2026 13:24:28 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตือนนักลงทุน ระวังการซื้อขายหุ้นกลุ่ม ‘อิเล็กทรอนิกส์’ หลังพบเก็งกำไรสูง P/E พุ่งเกินพื้นฐาน https://thestandard.co/set-warns-etron-speculation/ Thu, 28 May 2026 13:24:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1212112 ภาพกราฟแสดงการเตือนของตลาดหลักทรัพย์ฯ เกี่ยวกับหุ้นอิเล็กทรอนิกส์

วันนี้ (28 พ.ค.2569) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลาดห […]

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตือนนักลงทุน ระวังการซื้อขายหุ้นกลุ่ม ‘อิเล็กทรอนิกส์’ หลังพบเก็งกำไรสูง P/E พุ่งเกินพื้นฐาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟแสดงการเตือนของตลาดหลักทรัพย์ฯ เกี่ยวกับหุ้นอิเล็กทรอนิกส์

วันนี้ (28 พ.ค.2569) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลาดหลักทรัพย์ฯ) ติดตามความเคลื่อนไหวของสภาพการซื้อขายหลักทรัพย์ในหมวดธุรกิจ ETRON พบว่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาและปริมาณการซื้อขายปรับตัวเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนหนึ่งได้อานิสงส์บวกจากการประกาศผล การดำเนินงานที่ออกมาดีและแผนการลงทุนของบริษัทที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องกับ AI และ Data center ทั้งในและต่างประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม บางหลักทรัพย์ในหมวดธุรกิจดังกล่าวมีระดับราคา ปริมาณการซื้อขาย และอัตราการหมุนเวียนเปลี่ยนมือ (Turnover ratio) ปรับตัวขึ้นอย่างมาก โดยมีอัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรสุทธิ (P/E) และอัตราส่วนราคาตลาด ต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) อยู่ในระดับสูง ซึ่งสะท้อนถึงสภาพการเก็งกำไรสูง กว่าปัจจัยพื้นฐานของหลักทรัพย์ในหมวดธุรกิจดังกล่าว

 

ทั้งนี้หากพบสภาพการซื้อขายผิดปกติ เช่น ราคาปริมาณหรืออัตราการหมุนเวียน เปลี่ยนมือ ที่สะท้อนถึงภาวะ การเก็งกำไรสูง โดยไม่มีปัจจัยพื้นฐานสนับสนุน หรือเมื่อเข้ามาตรการกำกับ การซื้อขายแล้ว สภาพการซื้อขาย ยังคงไม่สอดรับกับปัจจัยพื้นฐาน

 

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะพิจารณาใช้มาตรการกำกับการซื้อขายระดับ 1 หรือยกระดับมาตรการกำกับการซื้อขาย (ระดับ 2และ 3) ต่อไป ปัจจุบันมีหลักทรัพย์ CCET และหลักทรัพย์ SMT อยู่ในมาตรการกำกับการซื้อขายระดับ 1 และหลักทรัพย์ DELTA ที่ยังอยู่ใน Cooling period ซึ่งอาจพิจารณายกระดับมาตรการได้

 

ดังนั้น ขอให้ผู้ลงทุนพิจารณาข้อมูลปัจจัยพื้นฐานและข้อมูลสารสนเทศอื่นๆ ที่สำคัญ ก่อนตัดสินใจซื้อขาย

 

หมายเหตุ :

 

  • มาตรการกำกับการซื้อขายให้สมาชิกดำเนินการ ดังนี้

 

ระดับ 1: ห้ามคำนวณวงเงินซื้อขาย และ Cash Balance (ซื้อด้วยเงินสด 100%)

 

ระดับ 2: ระดับ 1 + ห้าม Net settlement และให้ซื้อขายด้วยวิธี Auction

 

ระดับ 3: หยุดพักการซื้อขาย 1 วัน ในวันทำการแรก และเมื่อให้กลับมาซื้อขายได้ จะยังคงใช้มาตรการระดับที่ 2

 

  • Cooling period คือ ในช่วงเวลา 1 เดือนหลังพ้นจากมาตรการ หากพบความผิดปกติ หลักทรัพย์จะถูกนำกลับเข้ามาในมาตรการ หรือนำกลับเข้ามาในระดับมาตรการที่สูงขึ้นหากสภาพการซื้อขายผิดปกติมากขึ้น

 

ภาพ: Summit Art Creations/ Shutterstock

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตือนนักลงทุน ระวังการซื้อขายหุ้นกลุ่ม ‘อิเล็กทรอนิกส์’ หลังพบเก็งกำไรสูง P/E พุ่งเกินพื้นฐาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สตม.ใช้เทคโนโลยี AWS Cloud ยกระดับแอป THIM หวังช่วยนักท่องเที่ยวกรอกใบตม.ไม่เกิน 3 นาที https://thestandard.co/immigration-thim-app-aws-tourists/ Thu, 28 May 2026 12:31:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1212088 สมาร์ทโฟนแสดงแอปพลิเคชัน THIM พร้อมข้อความระบุว่า สตม.ไทยใช้ AWS Cloud ช่วยลดเวลากรอกใบตม.ของนักท่องเที่ยวเหลือไม่เกิน 3 นาที

การเดินทางเข้าประเทศที่สะดวกรวดเร็วถือเป็นความประทับใจแ […]

The post สตม.ใช้เทคโนโลยี AWS Cloud ยกระดับแอป THIM หวังช่วยนักท่องเที่ยวกรอกใบตม.ไม่เกิน 3 นาที appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาร์ทโฟนแสดงแอปพลิเคชัน THIM พร้อมข้อความระบุว่า สตม.ไทยใช้ AWS Cloud ช่วยลดเวลากรอกใบตม.ของนักท่องเที่ยวเหลือไม่เกิน 3 นาที

การเดินทางเข้าประเทศที่สะดวกรวดเร็วถือเป็นความประทับใจแรกสำหรับนักท่องเที่ยว แต่หนึ่งใน Pain Point สำคัญที่นักท่องเที่ยวต่างชาติมักเผชิญคือคิวยาว ณ ด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ซึ่งเกิดจากความยุ่งยากในการกรอกเอกสารกระดาษและกระบวนการตรวจสอบที่ใช้เวลานาน

 

 
 

เพื่อแก้ปัญหานี้ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) จึงได้จับมือกับบริษัท ดิจิทัล ไอเดนติตี้ จำกัด พัฒนาระบบบริหารจัดการตรวจคนเข้าเมืองของประเทศไทย หรือ Thailand Immigration Management System (THIM) ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันเว็บและมือถือระดับประเทศแห่งแรกที่ทำงานบนโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ของ Amazon Web Services (AWS) โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับการให้บริการนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 30 ล้านคนต่อปีให้รวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น

 

ยกระดับตม.ไทย สู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ

 

แอปพลิเคชัน THIM ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะ โดยนักท่องเที่ยวสามารถลงทะเบียนเข้าประเทศในรูปแบบดิจิทัลได้ล่วงหน้าก่อนเดินทางมาถึงประเทศไทย ซึ่งระบบจะช่วยลดระยะเวลาในการกรอกใบตรวจคนเข้าเมือง (ใบตม.) เหลือเพียงไม่เกิน 3 นาที สำหรับการใช้งานครั้งแรก และไม่เกิน 1 นาที สำหรับการเดินทางครั้งถัดๆ ไป เนื่องจากระบบจะจดจำข้อมูลพื้นฐานไว้ ทำให้ผู้ใช้กรอกเพียงแค่ข้อมูลการเดินทางล่าสุดเท่านั้น

 

พล.ต.ต. ปรัชญา ประสานสุข รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เปิดเผยว่า ในอดีตการใช้กระดาษเปลืองทั้งงบประมาณและเวลาอย่างมาก แม้ปีก่อนจะเริ่มยกเลิกระบบกระดาษและเปลี่ยนมาใช้ระบบดิจิทัลผ่านเว็บไซต์ ซึ่งมีผู้ใช้งานแล้วกว่า 10 ล้านคน แต่ก็ยังมีข้อร้องเรียนว่าต้องกรอกข้อมูลใหม่ทั้งหมดทุกครั้งที่เดินทาง จึงเป็นที่มาของการพัฒนาแอปพลิเคชัน THIM ที่ตั้งเป้าให้เป็น Super App สำหรับชาวต่างชาติ

 

“เราต้องการบาลานซ์ระหว่างความมั่นคงกับการอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว เป้าหมายคืออยากให้ใช้แอปพลิเคชันนี้ทั้งหมด เป็นการ Modernize ตม. กระบวนการพบเจ้าหน้าที่ ตม. ต้องไม่เกิน 40 วินาทีต่อคน” พล.ต.ต. ปรัชญา กล่าว

 

นอกจากเรื่องระยะเวลากรอกข้อมูลแล้ว การปรับมาใช้แอปพลิเคชันแทนเว็บไซต์ยังช่วยแก้ปัญหาสแกมเมอร์ที่มักสร้างเว็บไซต์ปลอมเพื่อหลอกเก็บเงินจากนักท่องเที่ยว ซึ่งการใช้แอปพลิเคชันจะช่วยขจัดปัญหานี้ได้

 

นอกจากนี้ สตม. ยังมีแผนพัฒนาฟังก์ชันอื่นๆ ในแอป THIM เพื่อให้กลายเป็น Super App เช่น การแจ้งที่อยู่ในไทยทุกๆ 90 วัน การขอเอกสารรับรองทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือแม้กระทั่งการมอบโปรโมชันและเอกสิทธิ์พิเศษให้กับชาวต่างชาติที่ใช้งานแอปพลิเคชันนี้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

 

ปัจจุบัน แอปพลิเคชัน THIM เปิดให้ดาวน์โหลดแล้วในโครงการนำร่องผ่าน App Store และ Play Store โดยมียอดดาวน์โหลดหลักแสนครั้ง รองรับ 4 ภาษา ได้แก่ อังกฤษ รัสเซีย ญี่ปุ่น และจีน และตั้งเป้าจะเพิ่มเป็น 15 ภาษาภายในวันที่ 1 ตุลาคมนี้

 

ทำไมถึงต้องใช้ AWS Cloud?

 

เบื้องหลังการทำงานที่รวดเร็วและปลอดภัยของ THIM คือโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์จาก AWS ซึ่งเข้ามาช่วยสนับสนุนใน 3 ด้านหลัก ได้แก่

 

  • การตรวจสอบเอกสาร โดยใช้เทคโนโลยี Optical Character Recognition (OCR) ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ดึงข้อความจากหนังสือเดินทางเพื่อยืนยันตัวตนแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-KYC) ซึ่งให้ความถูกต้องแม่นยำ 100%
  • การคำนวณและการประสานงาน รองรับการปรับขนาดการใช้งานได้อย่างยืดหยุ่น โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศจำนวนมาก (Rush hour)
  • ความปลอดภัยและการปฏิบัติตามข้อกำหนด มีระบบรักษาความปลอดภัยและการเข้ารหัสข้อมูลแบบ End-to-End เพื่อคุ้มครองข้อมูลสำคัญของนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด

 

วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ Country Manager ของ AWS ประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาครัฐต้องปรับตัวและตื่นตัวในการนำเทคโนโลยีมาใช้ การลงทุนในแพลตฟอร์มคลาวด์เป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย (Sovereign by design) ที่ทำให้สามารถเชื่อมต่อกับโลกได้ แต่ยังคงเก็บข้อมูลไว้ภายในประเทศ ซึ่งเป็นจุดเด่นสำคัญของ AWS

 

“ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรากำลังเห็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญในมุมมองของภาครัฐต่อโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล จากเดิมที่เป็นเพียงการยกระดับระบบหลังบ้าน สู่การเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขันของประเทศและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน” วัตสันกล่าว

 

องค์กรไทยใช้ AI มากขึ้น แต่ยังติดปัญหาขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ

 

นอกเหนือจากการนำโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์มาปรับใช้แล้ว วัตสันยังได้ฉายภาพเกี่ยวกับความตื่นตัวในการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในองค์กรของไทย โดยระบุว่า แม้การใช้งานในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังเป็นแบบพื้นฐาน แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับองค์กรที่จะขยับขยายไปสู่การใช้ AI ในระดับ Enterprise ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

 

จากการสำรวจพบว่า สัดส่วนขององค์กรในไทยที่ตอบว่ามีการใช้ AI นั้นเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากประมาณ 32% ในปีก่อนหน้า ขยับสูงขึ้นเป็น 43% ในปีนี้ หากประเมินในแง่ของปริมาณ จะครอบคลุมถึงองค์กรและหน่วยงานทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่รวมกว่า 220,000 แห่ง ซึ่งถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวอย่างเป็นรูปธรรม

 

ทั้งนี้ องค์กรสูงถึง 68% ต่างให้ระดับความสำคัญกับการนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อทรานส์ฟอร์มธุรกิจ แต่ที่น่ากังวลคือ องค์กรถึง 51% ยอมรับว่าไม่สามารถหาบุคลากรที่มีทักษะมารองรับการทำงานดังกล่าวได้

 

กล่าวคือ องค์กรเกินกว่าครึ่งมีความต้องการที่จะใช้งานเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง AI แต่ต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญในการหาคนมาทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการหาบุคลากรใหม่เข้ามาเติมเต็มไม่ได้ หรือแม้แต่คนในองค์กรเองก็ยังมีทักษะที่ไม่เพียงพอต่อการนำ AI มาใช้จริง ความท้าทายนี้จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องเร่งยกระดับทักษะแรงงาน เพื่อไม่ให้การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลของประเทศต้องหยุดชะงัก

 

ภาพ: gguy/ Shutterstock

 

The post สตม.ใช้เทคโนโลยี AWS Cloud ยกระดับแอป THIM หวังช่วยนักท่องเที่ยวกรอกใบตม.ไม่เกิน 3 นาที appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ดร.สันติธาร’ เตือนคลื่นยักษ์ 3 ระลอก! มองโลกเข้าสู่ยุค Security First หวังไทยฉวยจังหวะ FDI ทะลัก สร้างเศรษฐกิจยุคใหม่เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้นักลงทุน https://thestandard.co/santithan-three-waves-security-fdi/ Thu, 28 May 2026 12:20:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1212075 ดร.สันติธาร เสถียรไทย กำลังบรรยายบนเวที

‘ดร.สันติธาร’ มองโลกเข้าสู่ยุค Security First ดันไทยขึ้ […]

The post ‘ดร.สันติธาร’ เตือนคลื่นยักษ์ 3 ระลอก! มองโลกเข้าสู่ยุค Security First หวังไทยฉวยจังหวะ FDI ทะลัก สร้างเศรษฐกิจยุคใหม่เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้นักลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร.สันติธาร เสถียรไทย กำลังบรรยายบนเวที

‘ดร.สันติธาร’ มองโลกเข้าสู่ยุค Security First ดันไทยขึ้นแท่นพื้นที่ปลอดภัย นักลงทุนชี้ไทยต้องใช้จังหวะ FDI ทะลัก สร้างคน-สร้าง SMEs รับเศรษฐกิจยุคใหม่ เตือนไทยเจอคลื่นยักษ์ 3 ระลอก จี้เปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจเครื่องยนต์ใหม่

 

 
 

วันนี้ (28 พฤษภาคม) ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวบนเวที ‘Thailand Next…’ ในงานสัมมนา ‘Thailand Next : THE SUCCESSOR เชื่อมรุ่น สร้างอนาคต’ จัดโดยประชาชาติธุรกิจ ว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่ความมั่นคงกลายเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจทางเศรษฐกิจและการลงทุน ส่งผลให้ประเทศไทยกำลังถูกมองเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Haven) ของนักลงทุนต่างชาติ

 

ดร.สันติธารระบุว่า เดิมโลกขับเคลื่อนด้วยแนวคิด Efficiency First หรือการผลิตและค้าขายกับผู้ที่มีต้นทุนต่ำที่สุด ภายใต้ระบบการค้าเสรีและกติกาพหุภาคี แต่ปัจจุบันโลกเปลี่ยนเข้าสู่ยุค Security First ที่ภาคธุรกิจและประเทศต่างๆ ให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พลังงาน และห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น

 

“เราอาจไม่ซื้อของจากซัพพลายเออร์ที่ให้ราคาถูกที่สุดอีกต่อไป หากไม่มั่นใจว่าพรุ่งนี้ เขาจะยังเป็นซัพพลายเออร์ของเราอยู่หรือเปล่า จะโดนกำแพงภาษีจากคู่ค้าหรือไม่ ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องความมั่นคง และความสามารถในการปรับตัวกลายเป็นความสามารถในการแข่งขัน” ดร.สันติธารกล่าว

 

ภายใต้บริบทดังกล่าว ไทยจึงกลายเป็นจุดหมายสำคัญของการลงทุนใหม่ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เอไอ ดาต้าเซนเตอร์ เศรษฐกิจสีเขียว และโรบอติกส์ ซึ่งปี 2568 ไทยสามารถดึงดูดการลงทุนได้ราว 2 ล้านล้านบาท ขณะที่ไตรมาสแรกของปี 2569 มีมูลค่าการลงทุนแล้วกว่า 1.01 ล้านล้านบาท

 

ฉวยจังหวะเงินทุนทะลัก เชื่อมห่วงโซ่อุปทานไทยเข้ากับโลก

 

อย่างไรก็ตาม ดร.สันติธารมองว่า ไทยไม่สามารถใช้นโยบายตั้งรับได้อีกต่อไป แต่ต้องเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ผ่านการใช้เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติในการยกระดับแรงงานไทยและ SMEs ไทยควบคู่กันไป

 

“โจทย์สำคัญไม่ใช่แค่เงินลงทุนเข้ามาเท่าไร แต่คือคนไทยและ SMEs ไทยได้ประโยชน์มากแค่ไหน เราได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีมากพอหรือไม่” ดร.สันติธารกล่าว

 

พร้อมเสนอว่า ภาครัฐจะต้องทำงานร่วมกับนักลงทุนต่างชาติและมหาวิทยาลัย เพื่อออกแบบหลักสูตรที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมใหม่ สร้างแรงงานทักษะสูงรองรับเศรษฐกิจอนาคต และทำให้การลงทุนต่างชาติกลายเป็นเครื่องมือพัฒนาศักยภาพคนไทยไปพร้อมกัน

 

เตือนไทยเจอคลื่นยักษ์ 3 ระลอก จี้เปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจเครื่องยนต์ใหม่

 

ดร.สันติธารยังเปรียบประเทศไทยเป็น ‘เรือลำหนึ่ง’ ที่กำลังเผชิญความท้าทายสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่

 

1. เครื่องยนต์เศรษฐกิจเริ่มชะลอ

 

ไทยกำลังเผชิญปัญหาคนวัยแรงงานลดลง ส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัว จากเดิมที่ GDP เคยเติบโตได้ 5-6% เหลือต่ำกว่า 3% ขณะที่แรงงานที่หายไปกด GDP ลงอีกราว 1% ต่อปี ไทยจึงต้องเร่งพัฒนาทักษะแรงงานเดิม พร้อมเดินหน้าสู่อุตสาหกรรมอนาคต เช่น AI เศรษฐกิจสีเขียว และสุขภาพ

 

2. จุดเปราะบางด้านพลังงาน

 

ดร.สันติธารมองว่า ความมั่นคงทางพลังงานคือ ‘รอยรั่ว’ สำคัญของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในระดับสูง ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังใช้พลังงานจำนวนมากต่อการสร้าง GDP ทำให้ต้นทุนเศรษฐกิจไทยผันผวนตามราคาพลังงานโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

3. คลื่นยักษ์จากโลกใหม่

 

ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจาก 3 ปัจจัยพร้อมกัน ได้แก่ พลังงานแพง ของแพง และกำลังซื้ออ่อนแรง โดยแม้เงินเฟ้อปัจจุบันอยู่ที่ราว 2.9% แต่มีโอกาสกลับขึ้นไปแตะระดับ 4-5% ได้อีกครั้ง ขณะที่ทั้งภาคธุรกิจและประชาชนกำลังเผชิญภาวะ Double Squeeze หรือต้นทุนสูง แต่ขายสินค้าและบริการได้ยากขึ้น ท่ามกลางหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงถึง 87% ของ GDP

 

สุดท้ายนี้ ดร.สันติธารกล่าวว่า แม้โลกใหม่จะเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่ไทยมีโอกาส ‘เปลี่ยนเครื่องยนต์’ ทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เพื่อส่งต่อประเทศที่แข็งแรงกว่าเดิมให้กับคนรุ่นถัดไป

 

“เรามีทางเลือกว่าจะส่งต่อเรือลำนี้แบบไหนให้คนรุ่นใหม่ จะยังใช้เครื่องยนต์เก่า หรือใช้วิกฤตครั้งนี้เปลี่ยนผ่านสู่เครื่องยนต์ใหม่ ที่วิ่งได้เร็วขึ้น แข็งแรงขึ้น และไม่เปราะบางเหมือนเดิม” ดร.สันติธารกล่าว

The post ‘ดร.สันติธาร’ เตือนคลื่นยักษ์ 3 ระลอก! มองโลกเข้าสู่ยุค Security First หวังไทยฉวยจังหวะ FDI ทะลัก สร้างเศรษฐกิจยุคใหม่เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้นักลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลังมั่นใจเคลียร์สิทธิ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ทัน 29 พ.ค. ยันไม่เปิดลงทะเบียนเพิ่มหรือขยายเวลา หากสมัครไม่ถึง 30 ล้านสิทธิ https://thestandard.co/thai-chuay-thai-plus-rights-deadline/ Thu, 28 May 2026 12:08:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1212070 โลโก้โครงการไทยช่วยไทย พลัส พร้อมข้อความไม่มีรอบเก็บตก สมัครเท่าไหนใช้สิทธิเท่านั้น

กระทรวงการคลังมั่นใจเร่งยืนยันสิทธิผู้ลงทะเบียน ‘ไทยช่ว […]

The post คลังมั่นใจเคลียร์สิทธิ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ทัน 29 พ.ค. ยันไม่เปิดลงทะเบียนเพิ่มหรือขยายเวลา หากสมัครไม่ถึง 30 ล้านสิทธิ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้โครงการไทยช่วยไทย พลัส พร้อมข้อความไม่มีรอบเก็บตก สมัครเท่าไหนใช้สิทธิเท่านั้น

กระทรวงการคลังมั่นใจเร่งยืนยันสิทธิผู้ลงทะเบียน ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ได้ทัน 29 พฤษภาคมนี้ ยืนยันหากยอดผู้สมัครไม่เต็ม 30 ล้านสิทธิ จะไม่มีการขยายเวลาเปิดรับ หรือเปิดลงทะเบียนเพิ่มในภายหลัง

 

วันนี้ (28 พฤษภาคม) วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังจะสามารถยืนยันสิทธิผู้เข้าร่วมโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ พร้อมเร่งเคลียร์ปัญหาบัญชีผู้ใช้งาน ได้ทันตามกรอบเวลาที่กำหนด

 

“ผมคิดว่า 2-3 วันนี้ก็เร่งได้นะครับ ยอดที่เข้ามาเราก็ตามทางธนาคารอยู่ พรุ่งนี้วันสุดท้ายแล้ว ก็ต้องเคลียร์เรื่องบัญชีอะไรให้จบ” วินิจกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม วินิจยืนยันว่า หากถึงกำหนดปิดลงทะเบียนวันที่ 29 พฤษภาคม เวลา 22.00 น. แล้วมีผู้ลงทะเบียนไม่ครบ 30 ล้านสิทธิ รัฐบาลจะไม่มีการเปิดรับเพิ่มเติม โดยจะใช้จำนวนผู้ผ่านการลงทะเบียนสำเร็จตามจริงเป็นเกณฑ์สุดท้าย

 

โดยข้อมูล ณ วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.00 น. พบว่า มีประชาชนมาลงทะเบียนแล้ว 26,026,190 คน โดยลงทะเบียนสำเร็จ 25,444,929 คน อยู่ระหว่างรอตรวจสอบคุณสมบัติ 112,640 คน และลงทะเบียนไม่สำเร็จ 468,621 คน

 

ในจำนวนผู้ลงทะเบียนไม่สำเร็จ ส่วนใหญ่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 466,114 คน ขณะที่อีก 2,507 คน เป็นกรณีอื่น เช่น ผู้เสียชีวิต ย้ายถิ่นฐานไปต่างประเทศ หรือเคยทำผิดเงื่อนไขโครงการคนละครึ่ง

 

ส่งผลให้ ณ เวลา 18.50 น. ยังเหลือสิทธิประชาชนอีก 4,311,798 สิทธิ

The post คลังมั่นใจเคลียร์สิทธิ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ทัน 29 พ.ค. ยันไม่เปิดลงทะเบียนเพิ่มหรือขยายเวลา หากสมัครไม่ถึง 30 ล้านสิทธิ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เซ็นทรัลพัฒนา’ วางเป้าลงทุนเวียดนามสูงสุด 6.6 หมื่นล้านบาท เริ่มจาก MOU ศึกษามิกซ์ยูส 3 เมืองกับซัน กรุ๊ป https://thestandard.co/cpn-vietnam-investment-sun-group/ Thu, 28 May 2026 12:04:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1212054 ภาพผู้บริหารเซ็นทรัลพัฒนาและซัน กรุ๊ป ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ศึกษาโครงการในเวียดนาม

เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับซัน […]

The post ‘เซ็นทรัลพัฒนา’ วางเป้าลงทุนเวียดนามสูงสุด 6.6 หมื่นล้านบาท เริ่มจาก MOU ศึกษามิกซ์ยูส 3 เมืองกับซัน กรุ๊ป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บริหารเซ็นทรัลพัฒนาและซัน กรุ๊ป ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ศึกษาโครงการในเวียดนาม

เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับซัน กรุ๊ป ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจท่องเที่ยวรายใหญ่ของเวียดนาม เพื่อศึกษาโอกาสพัฒนาโครงการรีเทลและมิกซ์ยูสในเมืองเศรษฐกิจสำคัญ 3 แห่ง ได้แก่ ดานัง, โฮจิมินห์ซิตี้ และฟู้โกว๊ก ควบคู่กับการวางกรอบลงทุนในเวียดนามสูงสุด 2 พันล้านดอลลาร์ (ราว 6.6 หมื่นล้านบาท) ในช่วง 15-20 ปีข้างหน้า

 

พิธีลงนามจัดขึ้นในงาน Thailand-Vietnam Business Forum 2026 ที่กรุงเทพฯ โดยมีอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย และพลเอกโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์และประธานาธิบดีเวียดนาม ร่วมเป็นสักขีพยาน ในวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม ซึ่งทั้งสองประเทศตั้งเป้าผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันสู่ระดับ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 8.25 แสนล้านบาท)

 

ฝ่ายเซ็นทรัลพัฒนา ลงนามโดย ชนวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ร่วมกับ ดั้ง มิงห์ เจื่อง ประธานบริษัทซัน กรุ๊ป โดยมี วัลยา จิราธิวัฒน์ ประธานกลุ่มเซ็นทรัล และผู้บริหารระดับสูงของทั้งสองฝ่ายร่วมเป็นสักขีพยาน

 

ทั้งนี้ MOU กับซัน กรุ๊ป เป็นข้อตกลงร่วมศึกษาโอกาสการพัฒนาโครงการ ยังไม่มีการสรุปรายละเอียดหรือข้อตกลงลงทุน ขณะที่กรอบเงินลงทุน 2 พันล้านดอลลาร์ เป็นแผนการลงทุนระยะยาวในเวียดนามที่บริษัทระบุไว้นอกเหนือจากความร่วมมือครั้งนี้ แต่ได้ระบุถึงการเปิดกว้างโอกาสในการพัฒนาและต่อยอดความร่วมมือกับพันธมิตรเวียดนามผู้มีศักยภาพรายอื่นๆ ด้วย

 

ภายใต้ MOU ทั้งสองฝ่ายจะศึกษาแนวทางพัฒนาโครงการในแต่ละเมืองตามศักยภาพที่ต่างกัน ที่ดานัง มุ่งศึกษาโครงการเชิงพาณิชย์และไลฟ์สไตล์ขนาดใหญ่บริเวณริมแม่น้ำฮาน

 

ส่วนโฮจิมินห์ซิตี้ เน้นโครงการรีเทลและมิกซ์ยูสในพื้นที่ศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่ (New CBD) ขณะที่ฟู้โกว๊ก วางแนวทางพัฒนาเป็นจุดหมายปลายทางด้านรีเทลและไลฟ์สไตล์ระดับลักชัวรี เพื่อรองรับการเติบโตของเกาะในฐานะแหล่งท่องเที่ยว

 

บริษัทระบุว่า โครงการที่จะเกิดขึ้นมุ่งสู่ระดับแลนด์มาร์ก ผสานศูนย์การค้า ที่อยู่อาศัย และพื้นที่ไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน แต่ยังไม่มีการเปิดเผยมูลค่าการลงทุนรายโครงการหรือกำหนดเวลาก่อสร้างที่แน่นอน

 

เซ็นทรัลพัฒนาเป็นหนึ่งในผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของไทยในกลุ่มเซ็นทรัล ปัจจุบันบริหารศูนย์การค้า 45 แห่ง โครงการที่อยู่อาศัย 53 โครงการ อาคารสำนักงาน 11 แห่ง โรงแรม 13 แห่ง และคอมมูนิตี้มอลล์ 16 แห่งทั่วประเทศ โดยมีเซ็นทรัลเวิลด์ใจกลางกรุงเทพฯ เป็นโครงการมิกซ์ยูสต้นแบบที่ผสานพื้นที่รีเทล ไลฟ์สไตล์ และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน

 

บริษัทยังพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสในเมืองหลักของไทยอย่างภูเก็ต, เชียงใหม่, นครราชสีมา, ขอนแก่น และชลบุรี ซึ่งกลายเป็นฐานประสบการณ์ที่ตั้งใจต่อยอดสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเวียดนามเป็นตลาดที่กลุ่มเซ็นทรัลมีการลงทุนต่อเนื่องอยู่แล้วผ่านธุรกิจหลายประเภท

The post ‘เซ็นทรัลพัฒนา’ วางเป้าลงทุนเวียดนามสูงสุด 6.6 หมื่นล้านบาท เริ่มจาก MOU ศึกษามิกซ์ยูส 3 เมืองกับซัน กรุ๊ป appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลังยอมรับร้านค้ากังวลภาษีเหมาจ่าย ลังเลร่วม ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ แนะผู้ประกอบการใช้ ‘AI นกกระซิบ’ ช่วยทำบัญชี-สร้างเครดิตกู้แบงก์ https://thestandard.co/finance-shops-tax-ai-accounting-credit/ Thu, 28 May 2026 11:56:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1212044 ภาพกราฟิกแสดงข้อความร้านค้ากังวลภาษีเหมาจ่ายและโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ พร้อมการแนะนำ ‘นกกระซิบ’

กระทรวงการคลังเผยร้านค้าส่วนใหญ่ยังลังเลร่วม ‘ไทยช่วยไท […]

The post คลังยอมรับร้านค้ากังวลภาษีเหมาจ่าย ลังเลร่วม ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ แนะผู้ประกอบการใช้ ‘AI นกกระซิบ’ ช่วยทำบัญชี-สร้างเครดิตกู้แบงก์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข้อความร้านค้ากังวลภาษีเหมาจ่ายและโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ พร้อมการแนะนำ ‘นกกระซิบ’

กระทรวงการคลังเผยร้านค้าส่วนใหญ่ยังลังเลร่วม ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ห่วงถูกเก็บภาษีแบบเหมาจ่าย ยันเร่งทำความเข้าใจ พร้อมเตรียมระบบ ‘นกกระซิบ’ ช่วยร้านค้าจัดทำบัญชีอย่างง่าย ลดปัญหาขาดหลักฐานรายจ่าย และต่อยอดสร้างเครดิตทางการเงินเพื่อเข้าถึงสินเชื่อในระบบ

 

วันนี้ (28 พฤษภาคม) วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ยอมรับว่าร้านค้าส่วนใหญ่ยังลังเลที่จะเข้าร่วมโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ เพราะกังวลเรื่องภาษีและการจัดทำบัญชี โดยเฉพาะกลุ่มร้านค้ารายย่อยที่กังวลว่าไม่มีหลักฐานต้นทุนเพียงพอ จนอาจถูกประเมินภาษีแบบเหมาจ่าย

 

“ก็ยอมรับแบบไม่อายเลย ทุกๆ ร้านค้าก็กลัวว่าจะไม่มีหลักฐานเพียงพอ แล้วจะโดนภาษีแบบเหมาจ่าย” วินิจกล่าว

 

ทั้งนี้ ในกรณีที่ไม่มีหลักฐานต้นทุนการใช้จ่าย ระบบการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา จะสมมติว่าร้านค้ามีกำไรอยู่ราว 40% ของยอดขาย และมีต้นทุนราว 60% ของยอดขาย ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากรู้สึกว่าถูกประเมินกำไรสูง แม้ในความเป็นจริงจะมีกำไรเพียง 5-10% ก็ตาม

 

ขณะที่การเสียภาษีแบบมีหลักฐานค่าใช้จ่ายจริง จะสามารถนำต้นทุนต่างๆ มาหักได้ตามจริง ทำให้การคำนวณภาษีแบบขั้นบันไดสะท้อนกำไรสุทธิของกิจการได้แม่นยำและเหมาะสมมากกว่า

 

อย่างไรก็ตาม วินิจยืนยันว่ากระทรวงการคลังกำลังเร่งทำความเข้าใจในข้อกังวลดังกล่าว โดยมองว่าปัญหาหลักของร้านค้าจำนวนมากไม่ใช่เรื่องภาษีโดยตรง แต่เป็นเพราะขาดการจัดเก็บข้อมูลรายจ่ายอย่างเป็นระบบ จึงทำให้ไม่สามารถนำต้นทุนมาหักภาษีได้ครบถ้วน

 

เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว กระทรวงการคลังจึงเตรียมระบบ ‘นกกระซิบ’ เพื่อช่วยร้านค้าจัดทำบัญชีอย่างง่าย ลดปัญหาขาดหลักฐานรายจ่าย และต่อยอดสร้างเครดิตทางการเงินเพื่อเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้น โดยแนะให้ร้านค้าทำการใช้จ่ายซื้อวัตถุดิบด้วยแอป ‘เป๋าตัง’ เพื่อเชื่อมข้อมูลรายจ่ายเข้าบัญชีร้านค้าอัตโนมัติ ทำให้สามารถคำนวณกำไรสุทธิได้ชัดเจนขึ้น

 

ทั้งนี้ นกกระซิบคือ AI บนแอปพลิเคชัน ‘ถุงเงิน’ ที่ช่วยรวบรวมประวัติการจ่ายเงินและรับเงิน เปลี่ยนให้เป็น statement นอกจากนี้ ยังช่วยในการวิเคราะห์และสรุปข้อมูลหลังบ้านของธุรกิจ เช่น วิเคราะห์ยอดขาย สรุปสต็อกสินค้า เป็นต้น รวมทั้งการแจ้งเตือนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของราคาวัตถุดิบ

 

วินิจมองว่า การเข้าสู่ระบบดังกล่าวจะช่วยให้ร้านค้ามี Statement ที่น่าเชื่อถือ สามารถใช้เป็นข้อมูลขอสินเชื่อจากธนาคารของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน ได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ

 

“พอนกกระซิบคำนวณ Statement ให้เสร็จ ก็ไปธนาคารออมสิน ไปกู้สินเชื่อสร้างเครดิตได้เลย” วินิจกล่าว

 

ทั้งนี้ วินิจระบุว่า ร้านค้าหลายรายอาจกังวลเรื่องภาษีมากเกินไป ท่ามกลางภาวะธุรกิจที่กำลังเผชิญต้นทุนในระดับสูง กระทรวงการคลังจึงช่วยออกแบบระบบเก็บข้อมูลรายจ่ายอย่างครบถ้วน เพื่อช่วยลดภาระด้านภาษีได้อย่างมีนัยสำคัญ

The post คลังยอมรับร้านค้ากังวลภาษีเหมาจ่าย ลังเลร่วม ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ แนะผู้ประกอบการใช้ ‘AI นกกระซิบ’ ช่วยทำบัญชี-สร้างเครดิตกู้แบงก์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
มองข้ามช็อตสงคราม คาด Fed -แบงก์ชาติ ‘คงดอกเบี้ย’ สวนทางตลาด ชี้เงินบาทส่อแววอ่อนค่าระยะสั้น ก่อนฟื้นตัวปลายปีแตะ 32 บาท https://thestandard.co/fed-bot-hold-rates-baht-forecast/ Thu, 28 May 2026 11:53:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1212036 fed-bot-hold-rates-baht-forecast

ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ตลาดก […]

The post มองข้ามช็อตสงคราม คาด Fed -แบงก์ชาติ ‘คงดอกเบี้ย’ สวนทางตลาด ชี้เงินบาทส่อแววอ่อนค่าระยะสั้น ก่อนฟื้นตัวปลายปีแตะ 32 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
fed-bot-hold-rates-baht-forecast

ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ตลาดการเงินทั่วโลกต่างเผชิญกับความผันผวนอย่างหนัก ขณะที่มุมมองของนักลงทุนเปลี่ยนจากความกังวลเรื่องภาวะ Stagflation ไปสู่ภาวะ Reflation

 

 
 

วชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ระบุว่า ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผลกระทบจากสงครามได้ส่งผลให้ตลาดพันธบัตรรัฐบาล (Bond Market) มีปฏิกิริยา (Reaction) ที่รุนแรงกว่าตลาดอัตราแลกเปลี่ยน (FX) สาเหตุหลักมาจากการที่ตลาดเกิดการประเมินราคาใหม่ (Reprice) เนื่องจากมองว่าสงครามอาจจะไม่จบลงง่ายๆ ภายใน 1-2 เดือนตามที่เคยคาดไว้

 

ประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจของทั้งสหรัฐอเมริกาและไทย ไม่ว่าจะเป็นเงินเฟ้อหรือการจ้างงาน ต่างออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้มุมมองของนักลงทุนเปลี่ยนจากความกังวลเรื่องภาวะ Stagflation คือภาวะเงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจแย่ ไปสู่ภาวะ Reflation หรือเงินเฟ้อมาและเศรษฐกิจยังดี

 

ความเชื่อมั่นนี้ทำให้นักลงทุนกังวลว่าธนาคารกลางอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยช้าเกินไป (Behind the curve) จึงเกิดแรงเทขายพันธบัตร (Sell-off) ดันให้บอนด์ยีลด์พุ่งสูงขึ้น ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า และกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง

 

มองต่างตลาด คาด Fed และ กนง. ‘คงดอกเบี้ย’

 

ปัจจุบัน ตลาดให้โอกาสสูงถึง 80% ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และมองว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทยมีโอกาส 70% ที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ธนาคารไทยพาณิชย์ประเมินต่างจากมุมมองของตลาด โดยวิเคราะห์จากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ (Fundamental) ว่าเป็นไปได้ยากที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

 

แม้ว่าเงินเฟ้ออาจพุ่งทะลุระดับ 5% ในช่วงปลายปีถึงต้นปีหน้า แต่หากพิจารณาตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น การบริโภคและการจ้างงาน จะพบว่ายังคงมีความอ่อนแอซ่อนอยู่ การที่ตลาดคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยอย่างรุนแรงนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการโยกย้ายเม็ดเงิน (Rotation) จากตลาดพันธบัตรที่ถูกเทขายไปยังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ยังคงเดินหน้าทำ New High อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้การมองปัจจัยพื้นฐานอาจถูกบิดเบือนไปบ้าง

 

ทางด้านประธาน Fed คนใหม่ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) แม้จะออกมาให้ความเห็นว่าโอกาสการขึ้นและลดดอกเบี้ยอยู่ที่ 50-50 แต่เชื่อว่านั่นเป็นเพียงการให้สัมภาษณ์เพื่อลดแรงกดดันทางการเมือง หากประเมินในเชิงลึก วอร์ชให้ความสำคัญกับมาตรวัดเงินเฟ้อแบบ Trimmed Mean Inflation ที่ตัดความผันผวนจากราคาพลังงานออกไป ซึ่งสะท้อนว่าในระยะถัดไป หากสงครามเริ่มคลี่คลาย Fed ก็อาจมีโอกาสกลับมาปรับลดดอกเบี้ย (Dovish) ได้ในปีหน้า

 

สอดคล้องกับฝั่ง กนง. ของไทย ที่คาดว่าจะเลือกมองข้ามปัจจัยเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นชั่วคราวนี้ไปก่อน ตราบใดที่สงครามไม่ยืดเยื้อเกินกว่ากรณีฐาน (Baseline) โดยคาดว่า กนง. จะเลือกคงดอกเบี้ยเพื่อมุ่งเน้นการดูแลการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Growth) และการบริโภคเป็นหลัก

 

ไม่ใช่ภาวะ Behind the Curve เมื่อเทียบกับวิกฤตปี 2022

 

หลายคนมักนำสถานการณ์ปัจจุบันไปเปรียบเทียบกับวิกฤตพลังงาน (Energy Shock) ในปี 2022 ที่ทำให้ธนาคารกลางต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย แต่คุณวชิรวัฒน์ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน ได้แก่

 

  • การเติบโตทางเศรษฐกิจน้อยกว่า: ปัจจุบันคาดการณ์ GDP ไทยปี 2026 โตเพียง 2% (ซึ่งมีเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจมาช่วยพยุงด้วย) เทียบกับปี 2022 ที่เติบโตได้ 2.6%
  • เงินเฟ้อต่ำกว่า: ค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อปัจจุบันแม้จะสูงแต่ก็ยังต่ำกว่าปี 2022 ที่พุ่งสูงถึงเฉลี่ย 6%
  • ปัญหา Supply Chain น้อยลง: ปัญหาการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานและการขนส่งไม่ได้รุนแรงเหมือนช่วงหลังโควิด-19 ใหม่ๆ
  • ภาวะการเงินตึงตัวอยู่แล้ว: ดอกเบี้ยไม่ได้อยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เหมือนในอดีต ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยแรงๆ

 

อย่างไรก็ดี มีความเสี่ยงสำคัญคือ หากสงครามยืดเยื้อข้ามไปถึงไตรมาส 3 และราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานยืนเหนือ 100-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอย่างต่อเนื่องยาวนาน เงินเฟ้อที่คาดว่าจะเกิดขึ้นชั่วคราวอาจกลายเป็นความยืดเยื้อ ซึ่งจุดนั้นอาจต้องนำโมเดลการประเมินดอกเบี้ยมาพิจารณากันใหม่อีกครั้ง

 

คาดเงินบาทอ่อนค่าระยะสั้น เตรียมกลับมาแข็งค่าแตะ 32 บาทปลายปี

 

สำหรับทิศทางค่าเงินบาท ในระยะสั้นมีโอกาส อ่อนค่า ลงได้อีก ตราบใดที่สงครามยังมีความไม่แน่นอน เนื่องจากขณะนี้ค่าเงินบาทมีความสัมพันธ์ (Correlation) วิ่งตามทิศทางราคาน้ำมันในระดับที่สูงมาก แซงหน้าความสัมพันธ์ที่มีกับราคาทองคำไปแล้ว นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเผชิญแรงกดดันจากการขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้น เพราะต้องนำเข้าน้ำมันในราคาที่แพง

 

แต่ในทางกลับกัน หากมองไปในช่วงครึ่งหลังของปี ถ้าสงครามสามารถจบลงได้ในช่วงกลางปี ค่าเงินบาทจะกลับเข้าสู่เทรนด์ แข็งค่า ได้ สาเหตุมาจากความต้องการถือครองเงินดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยจะลดลง ประกอบกับการคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบจะย่อตัวลงมาอยู่แถว 80 กว่าดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันต่อเงินบาทได้

 

นอกจากนี้ หากบอนด์ยีลด์ปรับตัวลดลงตามคาด จะส่งผลบวกให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น (Inverse Correlation) ซึ่งจะกลับมาเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นได้เช่นกัน โดย SCB ให้กรอบเป้าหมายค่าเงินบาทในช่วงปลายปีอยู่ที่ระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีแนวรับสำคัญอยู่ที่ราว 31.90 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นการแข็งค่าจากปัจจุบัน แต่คงไม่กลับไปแข็งค่าเท่ากับช่วงก่อนเกิดสงครามที่ระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์อย่างแน่นอน

 

ภาพ: Kenishirotie / Shutterstock

The post มองข้ามช็อตสงคราม คาด Fed -แบงก์ชาติ ‘คงดอกเบี้ย’ สวนทางตลาด ชี้เงินบาทส่อแววอ่อนค่าระยะสั้น ก่อนฟื้นตัวปลายปีแตะ 32 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอร์ด BCPG อนุมัติขายหุ้นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐ https://thestandard.co/bcpg-sells-us-power-plant/ Thu, 28 May 2026 11:41:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1212024 ภาพกราฟิกแสดงการอนุมัติขายหุ้นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติของ BCPG ในสหรัฐฯ

คณะกรรมการบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG มีมติ […]

The post บอร์ด BCPG อนุมัติขายหุ้นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงการอนุมัติขายหุ้นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติของ BCPG ในสหรัฐฯ

คณะกรรมการบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG มีมติเห็นชอบการจำหน่ายเงินลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 2 แห่งในรัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา รวมกำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น 426 เมกะวัตต์ คิดเป็นมูลค่ากิจการรวมกว่า 575 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 18,754 ล้านบาท โดยคาดว่าจะสามารถโอนหุ้นและรับชำระเงินได้ภายในไตรมาส 3 ปี 2569 ซึ่งจะช่วยเสริมสภาพคล่องและรองรับแผนการลงทุนตามยุทธศาสตร์ของบริษัทฯ ในอนาคต

 

รวี บุญสินสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตามที่บริษัทย่อยของ BCPG ได้เข้าลงทุนในสัดส่วนร้อยละ 25 ใน Hamilton Holdings II, LLC (Hamilton) ซึ่งถือหุ้นในโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 2 แห่ง ได้แก่ โครงการ Hamilton Liberty กำลังการผลิตติดตั้ง 848 เมกะวัตต์ และโครงการ Hamilton Patriot กำลังการผลิตติดตั้ง 857 เมกะวัตต์ ในรัฐเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา คิดเป็นกำลังการผลิตตามสัดส่วนรวมประมาณ 426 เมกะวัตต์ นั้น

 

วันนี้ (28 พฤษภาคม 2569) ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ครั้งที่ 7/2569 ได้มีมติเห็นชอบให้เข้าทำธุรกรรมการจำหน่ายเงินลงทุนดังกล่าว และให้นำเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติ โดยกำหนดจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2569 ในวันอังคารที่ 7 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.30 น. ในรูปแบบการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-Meeting)

 

โดยการจำหน่ายหุ้นดังกล่าว เป็นการจำหน่ายหุ้นร่วมกับผู้ถือหุ้นใน Hamilton รายอื่นทั้งหมด ภายใต้เงื่อนไขสิทธิบังคับเข้าร่วมขายหุ้น (Drag-along Rights) ซึ่งบริษัทฯ ได้รับแจ้งเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569

 

ทั้งนี้ การจำหน่ายหุ้นดังกล่าวจะทำให้บริษัทฯ ได้รับเงินสดประมาณ 354 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเมื่อรวมกับเงินปันผลที่บริษัทฯ ได้รับมาแล้วจากโครงการดังกล่าวอีกประมาณ 72 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จะทำให้บริษัทฯ ได้รับเงินสดจากการลงทุนดังกล่าวรวมคิดเป็น 1.6 เท่าของเงินลงทุนที่เคยลงทุนไป

 

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากการจำหน่ายหุ้นดังกล่าว บริษัทฯ ยังคงมีการลงทุนในประเทศสหรัฐอเมริกาอีกจำนวน 2 โครงการ ได้แก่ Carroll County Energy LLC (CCE) และ South Field Energy LLC (SFE) รวมกำลังการผลิดติดตั้งตามสัดส่วนการถือหุ้น 431 เมกะวัตต์ ซึ่งยังคงสนับสนุนความมั่นคงของผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ต่อไป

 

“การทำธุรกรรมนี้จะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งด้านฐานะการเงินและสภาพคล่องของบริษัทฯ พร้อมเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินเพื่อรองรับโอกาสการทางธุรกิจใหม่ๆ ในอนาคต โดยคาดว่าจะสามารถรับรู้กำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนดังกล่าวได้ภายในไตรมาส 3 ปี 2569” รวีกล่าวเพิ่มเติม

 

ทั้งนี้ บริษัทฯ มีแผนนำเงินที่ได้รับไปลงทุนตามยุทธศาสตร์ในธุรกิจพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวเนื่อง ตลอดจนชำระคืนเงินกู้บางส่วน และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อสนับสนุนการเติบโตของบริษัทฯ อย่างยั่งยืนในระยะยาว

The post บอร์ด BCPG อนุมัติขายหุ้นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงพาณิชย์ เตรียมเปิดโครงการ ‘ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME’ ดึงร้านค้าขายของบนแพลตฟอร์ม E-Commerce สัญชาติไทย ไม่เสียค่า GP แถมคูปองส่วนลด https://thestandard.co/commerce-sme-ecommerce-thailand/ Thu, 28 May 2026 10:06:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1212001 ภาพผู้ประกอบการหญิง 2 คนกำลังทำงานในธุรกิจขนาดเล็ก

วันนี้ (28 พ.ค.2569) กระทรวงพาณิชย์ เตรียมเปิดโครงการ ‘ […]

The post กระทรวงพาณิชย์ เตรียมเปิดโครงการ ‘ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME’ ดึงร้านค้าขายของบนแพลตฟอร์ม E-Commerce สัญชาติไทย ไม่เสียค่า GP แถมคูปองส่วนลด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้ประกอบการหญิง 2 คนกำลังทำงานในธุรกิจขนาดเล็ก

วันนี้ (28 พ.ค.2569) กระทรวงพาณิชย์ เตรียมเปิดโครงการ ‘ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย’ จับมือ 2 แพลตฟอร์มออนไลน์สัญชาติไทย ‘ThailandPostMart’ และ ‘Nex Gen Commerce’ กระตุ้นยอดขายผู้ประกอบการชุมชนรายย่อยระยะยาว โดยไม่เก็บค่าธรรมเนียม (GP) ตลอดโครงการฯ ช่วยลดต้นทุน เพิ่มกำไรให้ผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม เตรียมอบรมเสริมแกร่งความรู้ SME นำนวัตกรรมเทคโนโลยีเข้าช่วยบริหารจัดการธุรกิจ

 

 
 

พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เตรียมต่อยอดความสำเร็จโครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ ซึ่งเป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาลที่ต้องการช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพให้พี่น้องประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบของสถานการณ์โลก วิกฤตด้านพลังงาน และการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจทั้งของไทยและทั่วโลก พร้อมกับดูแลผู้ประกอบการไทยทุกระดับ โดยเฉพาะผู้ประกอบการชุมชน ผู้ประกอบการรายย่อย และ SME ทั่วประเทศ เนื่องจากเป็นฟันเฟืองที่คอยหมุนระบบเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไปข้างหน้าตั้งแต่ระดับท้องถิ่น จนถึงระดับประเทศ

 

‘ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย’ คืออะไร

 

โครงการ ‘ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย’ เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กับ 2 แพลตฟอร์มออนไลน์สายเลือดไทยระดับประเทศ ได้แก่ ThailandPostMart และ Nex Gen Commerce เพื่อนำสินค้าผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ ขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งเป็นช่องทางการตลาดที่กำลังได้รับความนิยม สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ในวงกว้าง ช่วยเสริมศักยภาพให้ผู้ประกอบการเข้าถึงช่องทางการค้าใหม่ๆ ยกระดับรายได้ให้ผู้ประกอบการไทย และรักษาเสถียรภาพทางธุรกิจให้อยู่รอดท่ามกลางวิกฤตรอบด้าน

 

โดยร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียม (GP: Gross Profit) บนแพลตฟอร์มของ ThailandPostMart และ Nex Gen Commerce ตลอดโครงการฯ

 

นอกจากนี้ รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ยังช่วยสนับสนุนคูปองส่วนลดให้ 100 บาท

 

รวม 500,000 ใบ และค่าขนส่งฟรี

 

สำหรับประชาชนที่เข้าซื้อสินค้าบน 2 แพลตฟอร์ม ภายใต้โครงการ ‘ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย’ ก็จะได้สินค้าคุณภาพดีในราคาพิเศษ เป็นการช่วยอุดหนุนสินค้าผู้ประกอบการของไทย

 

ตลอดโครงการฯ กรมฯ และเจ้าหน้าที่ 2 แพลตฟอร์มจะคอยเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น จนสามารถผลักดันให้เป็นผู้ค้าออนไลน์มืออาชีพ และใช้ตลาดออนไลน์เป็นช่องทางหลักควบคู่กับหน้าร้านในการจำหน่ายสินค้าเพื่อเพิ่มยอดขายและเพิ่มการรับรู้สินค้าให้กว้างขวางมากขึ้น

 

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์เตรียมต่อยอดความรู้ เสริมแกร่งผู้ประกอบการรายย่อย ชุมชน

 

และ SME ด้วยการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการธุรกิจ เพิ่มยอดขายและสร้างรายได้ให้ธุรกิจ ผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยเดินหน้าสู่ดิจิทัล คอมเมิร์ซเต็มรูปแบบ

 

‘ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย’ สมัครที่ไหน เมื่อไร

 

เบื้องต้น หน่วยงานต่างๆ ภายในกระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ได้ร่วมกันรับสมัครและคัดเลือกผู้ประกอบการรายย่อย ผู้ประกอบการชุมชน และ SME ที่มีศักยภาพเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 2,000 ราย เพื่อเข้าเปิดร้านค้าบน

 

2 แพลตฟอร์มดังกล่าว ตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2569 หรือจนกว่าจะเต็ม โดยสมัครได้ทาง www.ไทยช่วยไทย.net

 

สินค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ทั้งหมดเป็นสินค้าจาก SME และจากชุมชน โดยเป็นสินค้าอุปโภค/บริโภคที่ใช้วัตถุดิบและผลิตในประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งเป็นสินค้าที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน เป็นการสนับสนุนใช้สินค้าไทย ทดแทนการนำเข้าสินค้า และกระตุ้นให้เกิดการบริโภคสินค้าไทย ที่สร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการไทยระยะยาว

 

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เตรียมจัดพิธีเปิดโครงการ ‘ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย’ โดยได้รับเกียรติจากรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ เป็นประธานในพิธี

 

รวมถึงหน่วยงานพันธมิตรและผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ มาร่วมแสดงศักยภาพภายในงานฯ

 

พร้อมกับจัดกิจกรรมให้ทุกคนได้กดตะกร้าเพื่อเลือกซื้อสินค้า อุดหนุนผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ ด้วย งานจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน 2569 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร กระทรวงพาณิชย์ พร้อมถ่ายทอดสดพิธีเปิดงาน ผ่านระบบออนไลน์ (Facebook Live) ของกระทรวงพาณิชย์และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า”

 

ภาพ: NT_Studio / Shutterstock

The post กระทรวงพาณิชย์ เตรียมเปิดโครงการ ‘ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME’ ดึงร้านค้าขายของบนแพลตฟอร์ม E-Commerce สัญชาติไทย ไม่เสียค่า GP แถมคูปองส่วนลด appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มบริษัทบางจาก ชี้แจงดีลซื้อคลังน้ำมันเพชรบุรี 9 พันล้านบาท ย้ำลงทุนโปร่งใส-คุ้มค่า https://thestandard.co/bangchak-phetchaburi-oil-deal/ Thu, 28 May 2026 09:53:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1211851 ผู้บริหารกลุ่มบางจาก ชี้แจงดีลลงทุนคลังน้ำมันเพชรบุรี

กลุ่มบริษัทบางจาก นำโดย ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้า […]

The post กลุ่มบริษัทบางจาก ชี้แจงดีลซื้อคลังน้ำมันเพชรบุรี 9 พันล้านบาท ย้ำลงทุนโปร่งใส-คุ้มค่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้บริหารกลุ่มบางจาก ชี้แจงดีลลงทุนคลังน้ำมันเพชรบุรี

กลุ่มบริษัทบางจาก นำโดย ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (BCP)

 

พร้อมด้วย บัณฑิต หรรษาไพบูลย์ รักษาการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการตลาด บมจ. บางจาก คอร์ปอเรชั่น และ รวี บุญสินสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. บีซีพีจี (BCPG)

 

โดยเปิดแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงประเด็น BCPG เข้าลงทุน 9,000 ล้านบาทในโครงการคลังน้ำมันเพชรบุรี เมื่อปี 2565 โดยยืนยันว่ากระบวนการทั้งหมดผ่านบอร์ดบริหารอย่างโปร่งใส มีการประเมินมูลค่าอย่างรัดกุม

 

ชัยวัฒน์ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของดีลนี้มาจากข้อจำกัดของโรงกลั่นบางจากพระโขนง ที่เรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่ไม่สามารถแล่นเข้าแม่น้ำเจ้าพระยาได้ ทำให้ที่ผ่านมาต้องอาศัยคลังลอยน้ำและการเช่าคลังที่ศรีราชามาโดยตลอด บริษัทได้จ้างที่ปรึกษาทางวิศวกรรมศึกษาการสร้างคลังแห่งใหม่ที่ศรีราชา แต่พบว่าต้นทุนก่อสร้างคลัง ท่อใต้น้ำ และท่าเรือขนาดใหญ่ ต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 10,000-12,000 ล้านบาท การซื้อกิจการคลังน้ำมันเพชรบุรีที่ใช้งานได้ทันทีจึงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าเมื่อเทียบกับการสร้างใหม่

 

อีกทั้ง BCPG ถูกวางบทบาทให้เป็นผู้ดูแลพอร์ตโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ของกลุ่มบริษัทบางจาก ซึ่งจะให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอช่วยสร้างกระแสเงินสดที่มีเสถียรภาพ เพื่อลดความผันผวนของธุรกิจโรงกลั่น โดยโครงการนี้สามารถสร้างรายได้ตามเป้า 900 ล้านบาทต่อปี

 

สำหรับการตั้งข้อสังเกตการเปรียบเทียบมูลค่าดีล 9,000 ล้านบาท กับราคาเสนอขาย 3,000 ล้านบาทเมื่อ 13 ปีก่อน ชัยวัฒน์ชี้แจงว่าเป็นการเปรียบเทียบที่ไม่เป็นธรรม ชัยวัฒน์ชี้แจงว่าการนำราคาจากเมื่อกว่า 10 ปีก่อนมาเปรียบเทียบกับมูลค่าปัจจุบัน อาจไม่สะท้อนข้อเท็จจริงของสินทรัพย์ที่ได้รับการพัฒนาและขยายศักยภาพอย่างมีนัยสำคัญ

 

นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานยังได้รับการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจำนวนถังเก็บน้ำมันที่เพิ่มจาก 16 เป็น 20 ถัง ความจุเพิ่มจาก 500ลิตร เป็น 720 ล้านลิตร ท่อส่งน้ำมันใต้ทะเลเพิ่มจาก 3 เป็น 5 เส้น ท่าเทียบเรือขยายจาก 2 เป็น 6 จุด และศักยภาพรองรับเรือขยายจากขนาด 30,000 ตัน เป็น 120,000 ตัน ซึ่งหากประเมินมูลค่าก่อสร้างส่วนต่อขยายเหล่านี้ขึ้นมาใหม่ (Replacement Cost) จะต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มอีกราว 5,000 ล้านบาท

 

ชี้แจงมีการศึกษาก่อนตัดสินใจลงทุนอย่างรอบคอบ

 

ขณะที่ บัณฑิต ฉายภาพให้เห็นถึงความสำคัญของระบบโลจิสติกส์คลังน้ำมันที่มีต่อธุรกิจโรงกลั่นของบางจาก โดยเฉพาะ ‘โรงกลั่นบางจาก พระโขนง’ ซึ่งมีข้อจำกัดด้านที่ตั้งที่แตกต่างจากโรงกลั่นแห่งอื่นๆ เนื่องจากไม่ได้ตั้งอยู่ริมทะเล แต่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานครริมแม่น้ำเจ้าพระยา

 

การรับน้ำมันดิบทางเรือซึ่งเป็นช่องทางหลักและต้องอาศัยเรือขนาดใหญ่จากต่างประเทศ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่โรงกลั่นพระโขนงจะต้องพึ่งพา คลังน้ำมันขนาดใหญ่ภายนอก เพื่อรองรับเรือขนส่งเหล่านี้ ซึ่งความจำเป็นดังกล่าวตามมาด้วยต้นทุนค่าใช้บริการคลังน้ำมันที่สูงถึงระดับ พันล้านบาทต่อปี ทำให้ทีมงานต้องพิจารณาหาทางเลือกต่างๆ อย่างรอบคอบและละเอียดมาโดยตลอด

 

ทั้งนี้การตัดสินใจเข้าลงทุนในครั้งนี้จึงเป็นผลลัพธ์จากการศึกษาและพิจารณาอย่างรอบคอบมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์และสร้างความมั่นคงทางโลจิสติกส์ให้กับโรงกลั่นพระโขนงในระยะยาว

 

คลังน้ำมันเพชรบุรี สร้างรายได้ตามเป้า 900 ล้านบาท/ปี ทำ IRR ที่ 8-9%

 

ด้าน รวีอธิบายเพิ่มเติมการประเมินมูลค่าที่ 9,000 ล้านบาทนั้น ใช้วิธีคิดลดกระแสเงินสด (Discounted Cash Flow: DCF) โดยตั้งสมมติฐานที่ระมัดระวัง (Conservative) อย่างมาก เช่น กำหนดอัตราใช้บริการที่ 85-90% และใช้อัตราคิดลด (Discount rate) 7-8% รวมถึงหักส่วนลดค่าเช่าจากราคาตลาดลงไปอีกถึง 30-50%

 

อีกทั้งในขั้นตอนการทำสัญญาซื้อขายยังกำหนดเงื่อนไขที่มีความรัดกุมว่า BCPG ต้องการปิดความเสี่ยงและภาระแอบแฝงจากผู้ขาย จึงกำหนดให้โอนเฉพาะสินทรัพย์ สัญญา และใบอนุญาต มายังบริษัทย่อยใหม่ (ALT) เพื่อให้การรับโอนเป็นไปอย่างชัดเจนและแยกความเสี่ยงจากธุรกิจเดิม ซึ่งกระบวนการเปลี่ยนผ่าน 5 เดือนนี้เป็นเรื่องปกติของการทำ M&A

 

ด้านการบันทึกบัญชี BCPG ย้ำว่าต้องทำกระบวนการปันส่วนราคาซื้อ (Purchase Price Allocation: PPA) ภายใน 12 เดือนตามมาตรฐานบัญชี เพื่อแจกแจงมูลค่า 9,000 ล้านบาท ออกเป็นดังนี้ สินทรัพย์ที่มีตัวตน 6,490-6,500 ล้านบาท, สินทรัพย์ไม่มีตัวตน 1,900 ล้านบาท, สินทรัพย์ทางภาษีฯ 170 ล้านบาท และที่เหลือบันทึกเป็นค่าความนิยม (Goodwill) โดยผลรวมยังคงเท่ากับ 9,000 ล้านบาท พร้อมยืนยันว่า ‘ไม่มีการด้อยค่า (Impairment) ของสินทรัพย์แต่อย่างใด’ อีกทั้งยังได้แต่งตั้งที่ปรึกษาอิสระ จำนวน 2 รายเพื่อทำการศึกษาในการลงทุนในดีลนี้อย่างรอบครอบ

 

สำหรับตัวเลขผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นว่า คลังน้ำมันเพชรบุรีสามารถสร้างรายได้ตามเป้าหมายที่ 900 ล้านบาทต่อปี มีอัตราผลตอบแทน (IRR) อยู่ในช่วง 8-9% และสามารถสร้างกระแสเงินสดสุทธิกลับเข้าบริษัทได้สูงถึงปีละ 700-800 ล้านบาท โดยในอนาคต BCPG ตั้งเป้าที่จะเพิ่มสัดส่วนกำไรจากกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน ให้ก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับ 50:50 เมื่อเทียบกับธุรกิจโรงไฟฟ้า นอกจากนี้ คลังเพชรบุรียังมีพื้นที่เหลือสำหรับการขยายตัว และมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นฮับ (Hub) สำหรับทำ Trading เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (Upside) ในอนาคตได้อีกด้วย

 

ในช่วงท้าย ชัยวัฒน์ยืนยันความโปร่งใสว่า ตลอด 14 ปีที่ตนนั่งเป็นกรรมการและผู้บริหารบางจากฯ บริษัทที่ปรึกษาเดิมของตนไม่เคยรับงานใดๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อมให้กลุ่มบริษัทบางจากเลย กลุ่มบริษัทบางจากและ BCPG ย้ำว่า ธุรกรรมทั้งหมดผ่านขั้นตอนบริษัทจดทะเบียนอย่างครบถ้วน โปร่งใส และยึดมั่นหลักธรรมาภิบาล การตัดสินใจทุกอย่างทำด้วยเหตุผลและเพื่อการเติบโตอย่างมั่นคงขององค์กร

The post กลุ่มบริษัทบางจาก ชี้แจงดีลซื้อคลังน้ำมันเพชรบุรี 9 พันล้านบาท ย้ำลงทุนโปร่งใส-คุ้มค่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากเสาหลักเศรษฐกิจไทย 40 กว่าปี ทุนญี่ปุ่นค่อยๆ ถอย ทยอยเรียกพนักงานกลับบริษัทแม่ ใบอนุญาตทำงานเหลือ 21,898 ใบ ขณะที่จีนพุ่งแตะ 53,000 ใบ https://thestandard.co/japan-thailand-china-work-permits/ Thu, 28 May 2026 08:45:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1211972 ภาพผู้คนเดินบนถนนในญี่ปุ่น พร้อมข้อความระบุทุนญี่ปุ่นถอยจากไทย

ภาพรวมการลงทุนต่างชาติในไทยกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้ง […]

The post จากเสาหลักเศรษฐกิจไทย 40 กว่าปี ทุนญี่ปุ่นค่อยๆ ถอย ทยอยเรียกพนักงานกลับบริษัทแม่ ใบอนุญาตทำงานเหลือ 21,898 ใบ ขณะที่จีนพุ่งแตะ 53,000 ใบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้คนเดินบนถนนในญี่ปุ่น พร้อมข้อความระบุทุนญี่ปุ่นถอยจากไทย

ภาพรวมการลงทุนต่างชาติในไทยกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อธุรกิจญี่ปุ่นที่เคยเป็นเสาหลักเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนาน เริ่มปรับลดจำนวนพนักงานต่างชาติลงอย่างเห็นได้ชัด การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง, เงินบาทแข็งค่า และการขยายอิทธิพลของทุนจีน

 

 
 

ยู ทาเคฮิสะ เลขาธิการหอการค้าญี่ปุ่นกรุงเทพฯ ให้สัมภาษณ์กับ Nikkei Asia ว่า “บริษัทญี่ปุ่นกำลังลดจำนวนพนักงานที่ถูกส่งตัวมาจากประเทศแม่ลง โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อกระจายอำนาจการบริหารให้คนท้องถิ่น และปรับปรุงผลกำไรขององค์กร”

 

สอดคล้องกับ คัตสึฮิโระ แจ็ก นากามูระ ซีอีโอของ Asian Identity บริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการระดับภูมิภาคซึ่งตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ มา 12 ปีที่กล่าวกับ Nikkei Asia ว่า “สิ่งนี้มาจากนโยบายที่เข้มงวดของสำนักงานใหญ่ที่ต้องการลดต้นทุน รวมถึงต้องการให้องค์กรมีความเป็นท้องถิ่นมากขึ้น”

 

ผู้สังเกตการณ์ชาวญี่ปุ่นรายหนึ่งเสริมว่า ปรากฏการณ์นี้มาจากปัญหาขาดแคลนคนทำงานในญี่ปุ่นเพราะประชากรลดลง พร้อมเตือนว่าบริษัทญี่ปุ่นในไทย ‘ยังไม่ถึงจุดสิ้นสุด’ ของการลดจำนวนพนักงาน

 

สัญญาณถดถอยผ่านตัวเลขประชากร

 

ข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศของไทยชี้ว่า ประชากรญี่ปุ่นในไทยลดลง 15% ตั้งแต่ช่วงโควิดระบาด โดยปัจจุบันเหลือ ‘ประมาณ 70,000 คน’ ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขใบอนุญาตทำงานที่เคยสูงถึง 36,622 ใบในปี 2015 แต่กลับลดลงเหลือเพียง 21,898 ใบในปีที่ผ่านมา


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ญี่ปุ่นมองอนาคตอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยอย่างไร ในวันที่จีนกำลังเปลี่ยนเกม ญี่ปุ่นมองอนาคตอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยอย่างไร ในวันที่จีนกำลังเปลี่ยนเกม
26 พ.ค. 2569 | 17:56
ศึกครองตลาดรถยนต์ไทย ค่ายรถจีนท้าชน ค่าย ‘ญี่ปุ่น’ แชมป์เก่า กระแส EV โตแรง แค่ 3 ปี กินส่วนแบ่งตลาดแล้ว 13% ศึกครองตลาดรถยนต์ไทย ค่ายรถจีนท้าชน ค่าย ‘ญี่ปุ่น’ แชมป์เก่า กระแส EV โตแรง แค่ 3 ปี กินส่วนแบ่งตลาดแล้ว 13%
27 พ.ค. 2569 | 12:36
หมดยุค ‘Made in Japan’ แล้วจริงหรือ? เมื่อ BYD ไล่บี้ Toyota หนักสุดรอบทศวรรษ ค่ายรถ EV จีนกวาดเรียบ ตลาดใหม่ออสเตรเลีย อินเดีย ไทย หมดยุค ‘Made in Japan’ แล้วจริงหรือ? เมื่อ BYD ไล่บี้ Toyota หนักสุดรอบทศวรรษ ค่ายรถ EV จีนกวาดเรียบ ตลาดใหม่ออสเตรเลีย อินเดีย ไทย
21 พ.ค. 2569 | 0:58

 

ในขณะที่จำนวนใบอนุญาตทำงานของชาวจีนกลับเติบโตสวนทางและแซงหน้าญี่ปุ่นไปแล้วตั้งแต่ปี 2023 โดยข้อมูลจนถึงเดือนสิงหาคมปีที่แล้วระบุว่า ตัวเลขใบอนุญาตของชาวจีนพุ่งสูงขึ้นไปแตะระดับเกือบ 53,000 ใบ

 

ดร.ภวิดา ปานะนนท์ ศาสตราจารย์ด้านบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า “ในแง่บวก บริษัทเหล่านี้อาจกำลังหันมาจ้างงานคนในพื้นที่มากขึ้น และส่งเสริมให้คนไทยได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นไปรับผิดชอบงานระดับสูงแบบที่พวกเขาเคยทำ”

 

ทว่าเธอก็มองในมุมกลับว่า “ในแง่ลบ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าไม่มีการลงทุนใหม่ๆ เข้ามาจากญี่ปุ่น” และ “กระแสเงินลงทุนจากจีนได้เข้ามาแทนที่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เรารู้ดีว่ากลุ่มทุนจีนกำลังรุกคืบเข้ามาอย่างหนัก ในขณะที่ชาวญี่ปุ่นกำลังค่อยๆ ทยอยจากไป”

 

ญี่ปุ่นเคยครองสัดส่วนการลงทุนจากต่างประเทศในไทยถึง 40% ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 แต่ปัจจุบันผลกระทบจากการถดถอยได้ลามไปถึงภาคสังคม โดยโรงเรียนสมาคมไทย-ญี่ปุ่น ซึ่งเปิดขึ้นสำหรับครอบครัวชาวญี่ปุ่นที่ทำงานในโรงงานและนิคมอุตสาหกรรมตามแนวชายฝั่งทะเลตะวันออก โดยรับเฉพาะนักเรียนชาวญี่ปุ่นเท่านั้น

 

โดยวิทยาเขตหลักในกรุงเทพฯ เคยมีนักเรียนสูงสุดราว 3,000 คนในปี 2013 แต่ในปี 2025 กลับเหลือเพียง 2,038 คน ส่วนวิทยาเขตศรีราชาก็ลดลงจาก 500 คนเหลือ 400 คน เช่นเดียวกับสนามกอล์ฟบางพระที่เคยเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวญี่ปุ่นบริหารโดยชาวญี่ปุ่น ปัจจุบันมีนักกอล์ฟเกาหลีใต้มาใช้บริการมากกว่าชาวญี่ปุ่นถึง 4 ต่อ 1 และถูกบริหารโดยคนไทยแทนแล้ว

 

พ่ายแพ้ศึกยานยนต์และปัญหาค่าตอบแทน

 

นากามูระชี้ให้เห็นการแข่งขันที่ดุเดือดว่า “ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนได้เข้ามาบุกตลาดอย่างหนัก และโดยรวมแล้วบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นได้สูญเสีย ‘ส่วนแบ่งการตลาด’ ในไทยไปถึง 10-15%”

 

เขาเล่าถึงเหตุการณ์สำคัญว่า “ตอนที่ BYD เข้ามาตั้งโรงงานแห่งใหม่ในไทย พวกเขาพยายามอย่างหนักในการดึงตัววิศวกรและผู้จัดการฝ่ายผลิตที่มีความสามารถจาก Mitsubishi และ Suzuki” ซึ่งท้ายที่สุด “Suzuki ได้ตัดสินใจปิดโรงงานของตนลง”

 

ซีอีโอของ Asian Identity ซึ่งมีลูกค้าองค์กรระดับท็อปอย่าง Honda, Panasonic Automotive, Asahi Kasei, Denso และ Jetro วิเคราะห์สาเหตุความถดถอยว่า “การลดลงของบริษัทญี่ปุ่นในไทย เป็นผลมาจากปัจจัยภายนอก เช่น เงินเยนอ่อนค่า, ความล่าช้าในการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า และคู่แข่งชาวจีน”

 

เขายังระบุถึงปัจจัยภายในว่า “รวมถึงระบบการจัดการประเมินผลงานและโครงสร้าง ‘ค่าตอบแทน’ ที่ล้าหลัง และความล่าช้าในการพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น” โดยพบว่าเงินเดือนเฉลี่ยพนักงานไทยในบริษัทญี่ปุ่นต่ำกว่าบริษัทคู่แข่งระดับนานาชาติถึง 20-30%

 

ธุรกิจรายย่อยเข้าแทนที่ท่ามกลางการแข่งเดือด

 

ข้อมูลจากองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) พบว่า ปัจจุบันมีบริษัทญี่ปุ่นในไทยราว 6,000 แห่ง โดยมีจำนวนเพิ่มขึ้นประมาณ 200 แห่งในช่วงปี 2020-2024 ซึ่งเป็นการเข้ามาของธุรกิจร้านอาหารและการท่องเที่ยว เพื่อแทนที่บริษัทผลิตขนาดใหญ่ที่ถอนตัวไป

 

ด้านหอการค้าญี่ปุ่นกรุงเทพฯ ปัจจุบันมีสมาชิกราว 1,680 แห่ง ลดลงจากจุดสูงสุดในปี 2019 ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนี้ Asian Identity ก็เริ่มมองเห็นโอกาสใหม่และเตรียมขยายสำนักงานแห่งที่สองไปยังเวียดนามและอินเดียภายในปีนี้

 

ส่วนหอการค้าอเมริกันที่มีขนาดเล็กกว่าญี่ปุ่นเกือบสามเท่าก็เผชิญภาวะถดถอยเล็กน้อยตั้งแต่ปี 2015 โดยปีที่แล้วอเมริกามีใบอนุญาตทำงานไม่ถึง 6,500 ใบ และมีแนวโน้มว่าอาจถูกไต้หวันที่ส่งคนเข้ามามากขึ้นตั้งแต่ปี 2010 แซงหน้าไปได้ในปีนี้

 

ตัวเลขใบอนุญาตทำงานกว่า 6,000 ใบของไต้หวันเมื่อปีที่แล้ว ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงอิทธิพลทางธุรกิจของกลุ่มคนเชื้อสายจีน ที่กำลังก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญมากขึ้นในเศรษฐกิจของไทย

 

ภาพ: borisk.photos / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post จากเสาหลักเศรษฐกิจไทย 40 กว่าปี ทุนญี่ปุ่นค่อยๆ ถอย ทยอยเรียกพนักงานกลับบริษัทแม่ ใบอนุญาตทำงานเหลือ 21,898 ใบ ขณะที่จีนพุ่งแตะ 53,000 ใบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัสพอร์ตลงทุนสู้ศึกยุค AI และโลกแบ่งขั้ว แนะจับตาหุ้นกลุ่ม ‘HALO’ โครงสร้างพื้นฐานที่ AI แย่งงานไม่ได้ https://thestandard.co/ai-geopolitical-investment-halo/ Thu, 28 May 2026 08:24:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1211954 ภาพประกอบแนวคิด AI และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมข้อความ '2 เรื่องใหญ่ AI - โลกแบ่งขั้ว จุดเปลี่ยนการลงทุนโลก'

ภูมิทัศน์การลงทุนทั่วโลกกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำค […]

The post ถอดรหัสพอร์ตลงทุนสู้ศึกยุค AI และโลกแบ่งขั้ว แนะจับตาหุ้นกลุ่ม ‘HALO’ โครงสร้างพื้นฐานที่ AI แย่งงานไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิด AI และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมข้อความ '2 เรื่องใหญ่ AI - โลกแบ่งขั้ว จุดเปลี่ยนการลงทุนโลก'

ภูมิทัศน์การลงทุนทั่วโลกกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อกระแสของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด โคจรมาพบกับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น นักลงทุนควรปรับพอร์ตรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร

 

 
 

เกษรี อายุตตะกะ, CFP SVP, Head of Investment Research, SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth โดยชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของตลาดทุนที่กำลังก้าวข้ามจากยุคของ สินทรัพย์เบา ไปสู่ สินทรัพย์หนักที่ AI ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้

 

เกษรี ระบุต่อว่า ตลาดทุนโลกในปัจจุบันกำลังถูกขับเคลื่อนด้วย 2 ปัจจัยเชิงโครงสร้างขนาดใหญ่ (Mega Forces) ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ได้แก่

 

  • การเติบโตของเทคโนโลยี AI
  • การแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Fragmentation)

 

ปัจจัยเหล่านี้ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนผ่านความสนใจของนักลงทุน จากเดิมที่เคยให้มูลค่าสูงกับอุตสาหกรรม ซอฟต์แวร์และบริการดิจิทัล หรือ สินทรัพย์เบา ซึ่งมีอัตราการเติบโตเร็วและกำไรสูง ไปสู่อุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐานเชิงกายภาพ (Physical Infrastructure) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจ

 

หมดยุคทองของ ‘ซอฟต์แวร์’ สู่การผงาดของกลุ่ม ‘HALO’

 

ในอดีต หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์เคยเป็นที่นิยมอย่างมาก แต่เมื่อ AI เข้ามา โมเดลธุรกิจเดิมเริ่มเผชิญกับความเสี่ยง เนื่องจากนักลงทุนมองว่าเทคโนโลยี AI สามารถลอกเลียนแบบและเข้ามาทดแทนซอฟต์แวร์เหล่านั้นได้ง่าย

 

ในทางกลับกัน การที่ AI จะขยายตัวได้นั้น จำเป็นต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานเชิงกายภาพแบบใหม่จำนวนมหาศาล เช่น เหมืองแร่ โครงข่ายไฟฟ้า และระบบทำความเย็น ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ไม่สามารถสร้างขึ้นมาทดแทนได้ในเวลาอันรวดเร็ว

 

ข้อมูลสถิติชี้ให้เห็นว่า การก่อสร้าง AI Data Center ขาดกำลังผลิตไฟฟ้า 1 กิกะวัตต์ ต้องใช้เงินลงทุนสูงถึงประมาณ 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมทั้งต้นทุนที่ดิน โครงข่ายสายส่ง และระบบทำความเย็นขนาดใหญ่ ขณะที่กลุ่ม Hyperscaler ในสหรัฐฯ มีแผนจะลงทุนสูงถึงเกือบ 800,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030 ส่งผลให้ความต้องการผลิตไฟฟ้าเพื่อรองรับศูนย์ข้อมูลทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

นอกจากนี้ ปัจจัยด้านความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังบีบให้ประเทศต่างๆ หันมามุ่งเน้นความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) และย้ายฐานการผลิตโครงสร้างพื้นฐานกลับสู่ประเทศตนเอง (Reshoring) รวมถึงเพิ่มงบประมาณด้านพลังงานและกลาโหม

 

การบรรจบกันของ 2 ปัจจัยนี้ ทำให้เกิด ภาวะคอขวดของเศรษฐกิจ(Economic Bottleneck) ที่มีความต้องการสูงมากแต่ซัพพลายตามไม่ทัน ประกอบกับอุตสาหกรรมเหล่านี้มีกำแพงการเข้าถึง (Barrier to Entry) สูง และต้องใช้เวลาก่อสร้างนาน ตลาดทุนจึงเริ่มหันมาให้มูลค่าส่วนเพิ่ม (Premium) กับธุรกิจกลุ่มที่ครอบครองสินทรัพย์ที่เป็นคอขวดเหล่านี้ ซึ่งในทางอักษรย่อทางการเงินเรียกว่ากลุ่ม HALO (Heavy Asset, Low Obsolescence) หรือกลุ่มสินทรัพย์หนักที่มีความเสี่ยงล้าสมัยต่ำนั่นเอง

 

ส่องกลุ่ม ‘ผู้ชนะ – ผู้แพ้’ ในภูมิทัศน์ใหม่

 

เกษรีได้แบ่งกลุ่มสินทรัพย์ที่จะได้รับผลกระทบออกเป็น 2 ฝั่งอย่างชัดเจน ดังนี้

 

  • กลุ่มที่ได้รับส่วนเพิ่มมูลค่า (Premium): คือกลุ่มสินทรัพย์ที่จับต้องได้ มีความยืดหยุ่นสูง ถูกดิสรัปต์ (Disrupt) ได้ต่ำ เช่น โครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้า ผู้ผลิตหม้อแปลง/สายส่งพลังงาน, ระบบทำความเย็นขั้นสูงใน Data Center, ผู้ครอบครองที่ดินศักยภาพ, โรงไฟฟ้า, ท่อส่งก๊าซ, ผู้ผลิตเครื่องจักรกล รวมถึงแร่ธาตุสำคัญอย่าง ทองแดง ที่ต้องใช้วางระบบสายไฟ และ ยูเรเนียม สำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ตลอดจนกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ยุทธศาสตร์ความมั่นคง และอาวุธยุทโธปกรณ์
  • กลุ่มที่เสียมูลค่า (Penalty): คือกลุ่มธุรกิจที่ลอกเลียนหรือทดแทนได้ง่าย เช่น ซอฟต์แวร์ดั้งเดิม, หุ้นเติบโตที่ราคาตึงตัวแต่ไม่สามารถสร้างกำไรได้ตามคาด, ธุรกิจสินทรัพย์เบาที่กระแสเงินสดไม่ชัดเจน รวมถึงกลุ่มที่มีหนี้สูงและขาดอำนาจในการตั้งราคา ซึ่งในปัจจุบันพบว่ากลุ่มพลังงาน (Energy) และสาธารณูปโภค (Utility) สามารถทำผลงานได้เหนือกว่าดัชนี MSCI Country World Index อย่างเห็นได้ชัด

 

เจาะลึกคำแนะนำจัดพอร์ตสไตล์ SCB CIO ใช้ Barbell Strategy

 

สำหรับนักลงทุนที่มีหุ้นเทคโนโลยีหรือ AI และได้กำไรมาค่อนข้างมาก คุณเกษรีแนะนำว่า AI ยังคงเป็น ธีมระยะยาว ที่สามารถลงทุนต่อได้ แต่ไม่ควรลงทุนกระจุกตัว (Concentrate) อยู่แค่กลุ่มชิปหรือเซมิคอนดักเตอร์เพียงอย่างเดียว ควรจัดพอร์ตในลักษณะ Barbell Strategy ดังนี้

 

  • หุ้นต่างประเทศ (Equities): จับคู่การลงทุนระหว่าง กลุ่มเทคโนโลยี/ฮาร์ดแวร์ AI ที่เติบโตสูง ควบคู่ไปกับ กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน/HALO เช่น Energy และ Materials ที่มีความทนทานต่อสภาวะดอกเบี้ยและเงินเฟ้อสูง มีอำนาจในการตั้งราคาและทดแทนได้ยาก
  • ภูมิภาคที่น่าสนใจ: ให้น้ำหนักเชิงบวกกับ ตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย(Emerging Asia) โดยเฉพาะเกาหลีใต้และไต้หวัน ซึ่งเป็นแกนหลักของห่วงโซ่อุปทานฮาร์ดแวร์โลก และมีการคาดการณ์กำไร (EPS Growth) ในอีก 12 เดือนข้างหน้าเติบโตสูงกว่า 100%
  • ภูมิภาคที่ควรระวัง: มีมุมมอง “เป็นกลาง” สำหรับตลาดหุ้นยุโรป เนื่องจากมีความเปราะบางจากวิกฤตพลังงานนำเข้า

 

  • ตราสารหนี้ (Fixed Income): แนะนำให้ หลีกเลี่ยงตราสารหนี้ระยะยาว เนื่องจากนักลงทุนมีความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและการขาดดุลการคลัง ทำให้เรียกร้องส่วนชดเชยความเสี่ยงที่สูงขึ้น ควรเน้นลงทุนในพันธบัตรและหุ้นกู้ ระยะสั้น ของสหรัฐอเมริกาแทน

 

  • สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities): ควรมี ทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองแดง น้ำมัน ติดพอร์ตไว้ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง (Hedge) จากภาวะเงินเฟ้อและเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงวิกฤตสงคราม โดยเฉพาะแร่ธาตุอุตสาหกรรมที่ยังคงได้รับอานิสงส์มหาศาลจากความต้องการในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ AI

 

โดยสรุป ในยุคที่ AI โตระเบิดท่ามกลางโลกที่แบ่งขั้ว การกระจายการลงทุนอย่างมีกลยุทธ์ จากแค่ชิปไปสู่โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ จากสหรัฐฯ ขยายมายังภูมิภาคเอเชีย พร้อมทั้งปกป้องพอร์ตด้วยตราสารหนี้ระยะสั้นและทองคำ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้พอร์ตการลงทุนเติบโตได้อย่างยั่งยืน

 

ภาพ: OMG_Studio, Phonlamai Photo/ Shutterstock

The post ถอดรหัสพอร์ตลงทุนสู้ศึกยุค AI และโลกแบ่งขั้ว แนะจับตาหุ้นกลุ่ม ‘HALO’ โครงสร้างพื้นฐานที่ AI แย่งงานไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมดยุคทำการตลาดกับคน? เจาะลึก Marketing 7.0 เมื่อแบรนด์ต้องหาวิธีทำให้ ‘AI’ มองเห็น ในวันที่ซื้อสินค้าแทนลูกค้า https://thestandard.co/marketing-7-0-ai-brand-visibility/ Thu, 28 May 2026 05:39:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1211870 ภาพกราฟิกแสดงการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI ในการเลือกซื้อสินค้า

ภาพที่ผู้บริโภคให้ AI ช่วยเลือกซื้อสินค้าแทนตัวเองกำลัง […]

The post หมดยุคทำการตลาดกับคน? เจาะลึก Marketing 7.0 เมื่อแบรนด์ต้องหาวิธีทำให้ ‘AI’ มองเห็น ในวันที่ซื้อสินค้าแทนลูกค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI ในการเลือกซื้อสินค้า

ภาพที่ผู้บริโภคให้ AI ช่วยเลือกซื้อสินค้าแทนตัวเองกำลังกลายเป็นโจทย์ใหม่ของวงการการตลาด เมื่อ AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือสร้างสรรค์งาน แต่ขยับขึ้นเป็น ‘Augmented Human’ ที่ช่วยตัดสินใจซื้อ ส่งผลให้คำถามสำคัญของแบรนด์เปลี่ยนไป จากเดิมที่ต้องคิดว่าจะดึงดูดลูกค้าอย่างไร กลายเป็นต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้ AI ‘เห็น’ และแนะนำแบรนด์ของตัวเองให้ลูกค้า

 

 
 

ประเด็นดังกล่าวเป็นหนึ่งในใจความสำคัญของหัวข้อ ‘Welcome to Marketing 7.0’ ในงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 ของสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) ที่ถอดทิศทางการตลาดยุคใหม่ภายใต้แนวคิด Human Harmony with Intelligence Layers หรือการที่เทคโนโลยีและมนุษย์ต้องทำงานสอดประสานกัน โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การใช้ AI เป็นเครื่องมือเสริม ไม่ใช่ตัวแทนทั้งหมดของความคิดสร้างสรรค์มนุษย์

 

ก่อนเข้าสู่ยุค 7.0 การตลาดผ่านวิวัฒนาการมาแล้ว 6 ยุค ที่สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทของสินค้า, ข้อมูล และเทคโนโลยีในการตัดสินใจของผู้บริโภค

 

  • Marketing 1.0 (Product-centric) เน้นสินค้าเป็นศูนย์กลาง เชื่อว่าสินค้าดีพอก็ขายได้เอง การตลาดโฟกัสที่คุณสมบัติ คุณภาพ และกระบวนการผลิต ผ่านการสื่อสารทางเดียวจากแบรนด์สู่ผู้บริโภคด้วยแนวคิด 4Ps
  • Marketing 2.0 (Consumer-oriented) เมื่อการแข่งขันสูงขึ้น แบรนด์ต้องเข้าใจลูกค้ามากขึ้น จึงเกิด CRM, บัตรสมาชิก และการวิเคราะห์พฤติกรรม เพื่อรักษาลูกค้าให้อยู่กับแบรนด์นานที่สุด
  • Marketing 3.0 (Values-driven) ลูกค้าเริ่มเลือกแบรนด์จากคุณค่าและจุดยืน เรื่องสิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบต่อสังคม และจริยธรรมทางธุรกิจ กลายเป็นปัจจัยตัดสินใจซื้อ
  • Marketing 4.0 (Digital & Connected) ลูกค้าออนไลน์ตลอดเวลาและเชื่อมต่อหลายแพลตฟอร์ม การตลาดต้องออกแบบ Customer Journey แบบไร้รอยต่อทั้งออนไลน์และออฟไลน์ผ่าน Omnichannel และ MarTech
  • Marketing 5.0 (Technology for Humanity) AI, Big Data และ IoT เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการตลาด แบรนด์เข้าใจพฤติกรรมและบริบทของลูกค้ารายบุคคลได้ลึกขึ้น เน้น Personalization อย่างจริงจัง
  • Marketing 6.0 (Immersive Marketing) โลกจริงและโลกดิจิทัลหลอมรวมกันเป็น Phygital ประสบการณ์กลายเป็นสินทรัพย์สำคัญ และ AI เริ่มทำงานร่วมกับความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์

 

จนมาถึง Marketing 7.0 ที่ AI ถูกนำมาใช้แบบเต็มรูปแบบ ทั้ง Generative AI, ระบบ Automation และการวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาล แต่หัวใจยังคงเป็น Human-AI Collaboration ที่ใช้ AI เพื่อเสริมความเข้าใจมนุษย์ พร้อมให้น้ำหนักกับ Responsible AI หรือการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ และความยั่งยืน

 

Cognitive Technology หัวใจของ Marketing 7.0

 

จุดที่ทำให้ Marketing 7.0 แตกต่างจากยุคก่อนคือการก้าวข้ามการใช้ Big Data ของยุค 5.0 และโลกเสมือนของยุค 6.0 ไปสู่ Cognitive Technology หรือเทคโนโลยีที่เน้นความเข้าใจในกระบวนการทางสมองและจิตใจของมนุษย์ ซึ่ง MAT มองว่านักการตลาดต้องเข้าถึง 3 แกนหลักเพื่อครองใจผู้บริโภค

 

แกนแรกคือ Attention การสร้างความน่าสนใจในระดับเสี้ยววินาที เพราะผู้บริโภคยุคนี้มีเวลาให้คอนเทนต์น้อยลงเรื่อยๆ แกนที่สองคือ Social Connection การสร้างจุดเชื่อมโยงทางสังคมและการมีส่วนร่วม ทำให้แบรนด์กลายเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาในสังคม และแกนที่สามคือ Reward Motivation การใช้รางวัลหรือคุณค่าที่แตกต่างเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจ

 

ทั้ง 3 แกนสะท้อนว่า การตลาดยุคนี้ไม่สามารถพึ่งข้อมูลพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเข้าใจว่าทำไมผู้บริโภคถึงทำสิ่งนั้น และอะไรเป็นตัวกระตุ้นการตัดสินใจในระดับจิตใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ทำได้ในมุมประมวลผล แต่การตีความและวางกลยุทธ์ยังต้องอาศัยมุมมองของมนุษย์

 

ปม Paradox ของ AI ที่นักการตลาดต้องเผชิญ

 

แม้ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างสรรค์ผลงานได้รวดเร็วและประหยัดงบประมาณ แต่ในทางกลับกัน ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งกลับรู้สึกว่างานที่ AI สร้างขาดจิตวิญญาณและความเคารพในศิลปะ กลายเป็นความย้อนแย้ง (Paradox) แรกที่นักการตลาดต้องบริหารจัดการ

 

ความย้อนแย้งที่สองอยู่ที่บทบาทใหม่ของ AI ในฐานะ ‘Augmented Human’ ที่เข้ามาช่วยตัดสินใจซื้อแทนมนุษย์ หรือที่เรียกว่า AI Shopping เมื่อผู้บริโภคให้ AI ช่วยเปรียบเทียบและเลือกสินค้าให้ บทบาทของแบรนด์จึงเปลี่ยนจากการสื่อสารตรงกับผู้บริโภค ไปสู่การสร้างตัวตนให้ AI ‘มองเห็น’ และเลือกแนะนำได้

 

โจทย์ที่ตามมาคือ แบรนด์จะหลีกเลี่ยงความจำเจของ AI ที่มักแนะนำกลยุทธ์คล้ายคลึงกัน (Bias) ได้อย่างไร เพราะหาก AI หลายตัวมีตรรกะใกล้กัน แบรนด์ที่ไม่มีจุดแตกต่างที่ชัดเจนพอ ก็เสี่ยงถูกแทนที่ด้วยคู่แข่งในการแนะนำของ AI

 

ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีที่ทำให้ Product Life Cycle สั้นลงอย่างมหาศาล จากการออกสินค้าใหม่ที่ใช้เวลาเป็นปี เหลือเพียงหลักชั่วโมง ก็ทำให้ความจดจำของแบรนด์ลดลงไปด้วย

 

ด้วยเหตุนี้ภาคธุรกิจจึงต้องนำ Performance Marketing ที่เน้นสร้างยอดขายฉับไว มาทำงานควบคู่กับ Brand Building ที่สร้างความผูกพันระยะยาว เพื่อไม่ให้สินค้าถูกลืมไปพร้อมวงจรผลิตภัณฑ์ที่หมุนไว

 

กลยุทธ์ ‘Lipstick Effect’ และ 5 กุญแจรับมือ

 

ในวันที่โลกผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ MAT มองว่านักการตลาดต้องนำหลักการ ‘Lipstick Effect’ มาใช้ คือการสร้างความสุขเล็กๆ ที่คุ้มค่าต่อใจ (High Emotional Value) ให้ผู้บริโภคในช่วงลำบาก โดยเน้นการสื่อสารผ่าน Nano หรือ Micro-Influencer ที่สร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกระแส มากกว่าการทุ่มงบโฆษณาเพียงอย่างเดียว

 

MAT ยังสรุป 5 กุญแจที่องค์กรต้องปรับตัวสำหรับการตลาดยุคใหม่

 

  1. Balance Strategic รักษาสมดุลระหว่างยอดขายระยะสั้นและการสร้างแบรนด์ระยะยาว
  2. Human is the Differentiator ใช้ AI เป็นเครื่องมือ แต่ใช้ Human Insight สร้างความแตกต่าง
  3. Understand Augmented Human เข้าใจกระบวนการตัดสินใจของผู้บริโภคที่มีเทคโนโลยีเสริมศักยภาพ
  4. Stay Adaptive ปรับตัวให้ทันต่อความผันผวนของโลกและพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไว
  5. Deep Value Creation สร้างคุณค่าธุรกิจจากความเข้าใจความเป็นมนุษย์อย่างถ่องแท้

 

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือมุมมองว่าอนาคตของการตลาดอาจไม่ได้เดินไปสู่ Marketing 8.0 แบบที่หลายคนคาดเดา แต่อาจเป็นการรีเซ็ตกลับไปทำความเข้าใจมนุษย์ใหม่ภายใต้แนวคิด ‘Marketing 0.1’ หรือ ‘Customer 0.1’ เพราะผู้บริโภคยุคนี้มีหลายตัวตนในแต่ละแพลตฟอร์ม และพฤติกรรมไม่สามารถอธิบายด้วย Demographic แบบเดิมได้ การตลาดจึงต้องเข้าใจมนุษย์รายบุคคลในแต่ละบริบทของชีวิตและแพลตฟอร์มที่ต่างกัน

 

มุมที่ MAT ทิ้งท้ายไว้คือ แม้ AI จะเลียนแบบพฤติกรรมของมนุษย์ได้ดีเพียงใด แต่ยังไม่สามารถทดแทนประสบการณ์ชีวิต, ค่านิยม และทัศนคติ (Value & Attitude) ของมนุษย์ได้ทั้งหมด แบรนด์ที่หาช่องว่างและสร้างคุณค่าในมุมนี้ได้ จึงมีแนวโน้มเป็นผู้ชนะในระยะยาว

 

ภาพ: Summit Art Creations / Shutterstock

The post หมดยุคทำการตลาดกับคน? เจาะลึก Marketing 7.0 เมื่อแบรนด์ต้องหาวิธีทำให้ ‘AI’ มองเห็น ในวันที่ซื้อสินค้าแทนลูกค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
Knight Frank ชี้ตลาดออฟฟิศกรุงเทพฯ Q1/69 อาคาร ‘เกรด A’ กระจายออกนอก CBD แถมราคาถูกกว่า ฉุดการเช่า ‘เพลินจิต-ชิดลม’ หดตัว ดัน ‘พระราม 9-รัชดา’ เติบโต https://thestandard.co/bangkok-office-market-non-cbd-growth/ Thu, 28 May 2026 05:35:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1211866 ภาพมุมสูงของอาคารสำนักงานในกรุงเทพฯ แสดงให้เห็นย่านธุรกิจที่กำลังเติบโต

ตลาดสำนักงานในกรุงเทพฯ ไตรมาส 1 ปี 2569 เริ่มเห็นการพลิ […]

The post Knight Frank ชี้ตลาดออฟฟิศกรุงเทพฯ Q1/69 อาคาร ‘เกรด A’ กระจายออกนอก CBD แถมราคาถูกกว่า ฉุดการเช่า ‘เพลินจิต-ชิดลม’ หดตัว ดัน ‘พระราม 9-รัชดา’ เติบโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงของอาคารสำนักงานในกรุงเทพฯ แสดงให้เห็นย่านธุรกิจที่กำลังเติบโต

ตลาดสำนักงานในกรุงเทพฯ ไตรมาส 1 ปี 2569 เริ่มเห็นการพลิกเกมของอุปสงค์อย่างชัดเจน เมื่อพื้นที่นอกศูนย์กลางธุรกิจ (Non-CBD) ขึ้นมาเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาด แทนพื้นที่ศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ที่เคยเป็นทำเลหลักของการเช่าสำนักงานมาตลอด

 

 
 

บริษัท ไนท์ แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยรายงานตลาดสำนักงานไตรมาส 1 ปี 2569 ที่พบว่าพื้นที่ Non-CBD มีอัตราการดูดซับสุทธิ 59,000 ตร.ม. ในไตรมาสนี้ และ 159,000 ตร.ม. สะสมรายปี เทียบกับพื้นที่ CBD ที่ดูดซับเพียง 11,000 ตร.ม. ในไตรมาสนี้ และ 13,000 ตร.ม. สะสมรายปี หรือคิดเป็นความแตกต่างราว 5 เท่าและ 12 เท่าตามลำดับ

 

ตัวเลขสะท้อนการพลิกเกมของตลาด

 

ข้อมูลของ Knight Frank ระบุว่า พื้นที่ CBD ในไตรมาส 1 ปี 2569 มีราคาเสนอเช่าเฉลี่ยที่ 962 บาท/ตร.ม./เดือน ลดลง 0.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน แต่ยังเพิ่มขึ้น 0.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อัตราการครอบครอง (Occupancy Rate) อยู่ที่ 78% เพิ่มขึ้น 0.6% จากไตรมาสก่อน และ 0.1% จากปีก่อน

 

เมื่อแยกตามทำเลในกลุ่ม CBD พบว่า เพลินจิต-ชิดลม-วิทยุ มีค่าเช่าสูงสุดที่ 1,072 บาท/ตร.ม./เดือน แต่ลดลง 1.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน และมีอัตราการครอบครองที่ 74% ส่วนนานา-อโศก-พร้อมพงษ์ มีค่าเช่าที่ 908 บาท ลดลงถึง 3.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่สีลม-สาทร-พระราม 4 มีค่าเช่าที่ 988 บาท เพิ่มขึ้น 1.7% จากปีก่อน

 

ฝั่ง Non-CBD มีราคาเสนอเช่าเฉลี่ยที่ 685 บาท/ตร.ม./เดือน เพิ่มขึ้น 0.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และ 2.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน อัตราการครอบครองอยู่ที่ 80% เพิ่มขึ้น 1.1% จากไตรมาสก่อน และ 1.6% จากปีก่อน ซึ่งทั้งสองตัวเลขสูงกว่าฝั่ง CBD อย่างชัดเจน

 

เมื่อแยกตามทำเลในกลุ่ม Non-CBD พบว่า เพชรบุรี-พระราม 9-รัชดา มีอัตราการครอบครองสูงสุดในตลาดที่ 83% ค่าเช่าอยู่ที่ 731 บาท/ตร.ม./เดือน ตามด้วยพหลโยธิน-วิภาวดี ที่ 716 บาท ซึ่งโดดเด่นด้วยอัตราเติบโตของค่าเช่าสูงสุดในตลาดที่ 4.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนบางนา-ศรีนครินทร์ มีค่าเช่าต่ำสุดที่ 635 บาท แต่เพิ่มขึ้น 2.4% จากปีก่อน

 

ฝั่งพื้นที่เช่าครอง CBD รวมอยู่ที่ 2,880,000 ตร.ม. โดยสีลม-สาทร-พระราม 4 ใหญ่ที่สุดที่ 1,396,000 ตร.ม. ขณะที่ Non-CBD มีพื้นที่เช่าครองรวม 2,187,000 ตร.ม. โดยเพชรบุรี-พระราม 9-รัชดา ใหญ่ที่สุดที่ 801,000 ตร.ม.

 

เมื่อ ‘เกรด A’ กระจายออกนอก CBD

 

จุดเปลี่ยนที่ทำให้ Non-CBD ขยับขึ้นมาเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ของตลาด มาจากการพัฒนาอาคารระดับเกรด A ในทำเลนอกศูนย์กลางธุรกิจที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้เช่าเข้าถึงอาคารคุณภาพสูงในมาตรฐานใกล้เคียง CBD ในขณะที่จ่ายค่าเช่าน้อยกว่า โดย Knight Frank มองว่าเป็นการกระจายตัวของ ‘คุณภาพอาคาร’ ที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างการแข่งขันของตลาด

 

อีกปัจจัยที่ผลักดันให้ผู้เช่าหันมาเลือก Non-CBD คือเรื่องการเดินทางของพนักงาน โดยผู้เช่าหลายรายเริ่มนำข้อมูลการเดินทางของพนักงานมาวิเคราะห์ประกอบการตัดสินใจเลือกทำเล ซึ่งในหลายกรณี Non-CBD ตอบโจทย์ด้านการเข้าถึงได้ดีกว่า และช่วยลดผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของพนักงาน

 

ตัวเลขรายโซนสะท้อนภาพดังกล่าวชัดเจน โดยเพชรบุรี-พระราม 9-รัชดา มีอัตราการดูดซับสุทธิสูงสุดในตลาดที่ 34,000 ตร.ม. ในไตรมาสนี้ และ 54,000 ตร.ม. สะสมรายปี ตามด้วยพหลโยธิน-วิภาวดี ที่ 20,000 และ 44,000 ตร.ม. ตามลำดับ

 

ในทางตรงข้าม ฝั่ง CBD เริ่มเห็นการลดลงของพื้นที่เช่าครองในบางโซน โดยเฉพาะเพลินจิต-ชิดลม-วิทยุ ที่มีการดูดซับสุทธิติดลบ 5,000 ตร.ม. ในไตรมาสนี้ และติดลบถึง 34,000 ตร.ม. สะสมรายปี

 

แรงกดดันราคาใน CBD และอนาคตที่ทำเลถูกนิยามใหม่

 

แม้ CBD จะยังคงมีบทบาทเป็นศูนย์กลางธุรกิจหลักของกรุงเทพฯ แต่แรงกดดันด้านราคาเริ่มเห็นชัดขึ้น โดยค่าเช่าเฉลี่ยลดลง 0.6% เมื่อเทียบไตรมาสก่อน ขณะที่ Non-CBD ยังคงเสถียรและขยับขึ้นเล็กน้อย

 

Knight Frank ประเมินว่า แนวโน้มการกระจายตัวของอุปสงค์จะยังคงดำเนินต่อไปในระยะข้างหน้า โดยมีอุปทานใหม่ในทำเล Non-CBD เข้ามาเสริมเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยเพิ่มทางเลือกให้ผู้เช่ามากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม CBD ยังไม่ได้สูญเสียบทบาทไปทั้งหมด เพราะยังมีกลุ่มผู้เช่าที่ให้น้ำหนักกับความเป็นศูนย์กลางการเดินทาง, การเชื่อมต่อขนส่งสาธารณะ และภาพลักษณ์ของทำเล

 

แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ CBD จะไม่ใช่ตัวเลือกเดียวอีกต่อไป เมื่ออาคารมาตรฐานสูงในทำเลรองสามารถเทียบเคียงได้ในหลายมิติ และตลาดออฟฟิศกรุงเทพฯ กำลังเข้าสู่จังหวะที่บทบาทของทำเลถูกนิยามใหม่ จากการแข่งขันบนแกนที่ตั้ง สู่การแข่งขันบนแกนของคุณภาพอาคารและความสะดวกของพนักงาน

 

ภาพ: Tavarius / Shutterstock

The post Knight Frank ชี้ตลาดออฟฟิศกรุงเทพฯ Q1/69 อาคาร ‘เกรด A’ กระจายออกนอก CBD แถมราคาถูกกว่า ฉุดการเช่า ‘เพลินจิต-ชิดลม’ หดตัว ดัน ‘พระราม 9-รัชดา’ เติบโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์พลังงานโลก: ถอดรหัสวิกฤตฮอร์มุซ 2026 สู่โครงสร้างราคาใหม่ และยุทธศาสตร์ ‘Green Leapfrog’ ของเอเชีย https://thestandard.co/hormuz-crisis-energy-green-leapfrog/ Thu, 28 May 2026 05:25:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1211836 ภาพปกบทความเกี่ยวกับวิกฤตฮอร์มุซ 2026 และการเปลี่ยนแปลงระเบียบพลังงานโลก

New normal ของตลาดน้ำมันโลก : จุดจบที่จุดเริ่ม ฮอร์มุซ […]

The post จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์พลังงานโลก: ถอดรหัสวิกฤตฮอร์มุซ 2026 สู่โครงสร้างราคาใหม่ และยุทธศาสตร์ ‘Green Leapfrog’ ของเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปกบทความเกี่ยวกับวิกฤตฮอร์มุซ 2026 และการเปลี่ยนแปลงระเบียบพลังงานโลก

New normal ของตลาดน้ำมันโลก : จุดจบที่จุดเริ่ม ฮอร์มุซ 2026 กับระเบียบพลังงานที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน

 

วิกฤตพลังงานโลกในปี 2026 จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อาจไม่ใช่เพียงแรงกระแทกระยะสั้นของราคาน้ำมัน แต่เป็นจุดเร่งสำคัญของการเปลี่ยนผ่านระเบียบพลังงานโลก

 

วิกฤตพลังงานโลกในปี 2026 ที่มีชนวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของระเบียบพลังงานโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันไม่ได้ถูกกำหนดโดยกลไกด้านอุปสงค์-อุปทาน แต่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงานและการบริหารความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น

 

การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวสะท้อนผ่านหลายมิติสำคัญของตลาดพลังงานโลก ทั้งการที่ราคาน้ำมันเริ่มสะท้อน ‘ค่าความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์’ (Geopolitical Risk Premium) ในระดับโครงสร้างมากขึ้น ความพยายามของประเทศผู้ผลิตในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเส้นทางขนส่งสำรองเพื่อลดความเสี่ยงจาก Chokepoints

 

อย่างช่องแคบฮอร์มุซ ตลอดจนแนวโน้มการแข่งขันด้านกำลังการผลิต (Capacity-driven Competition) ที่เพิ่มสูงขึ้น หลังเอกภาพของ OPEC+ อ่อนแอลงจากการถอนตัวของ UAE

 

สำหรับภูมิภาคเอเชีย วิกฤตครั้งนี้คือบททดสอบความมั่นคงที่รุนแรงที่สุดที่นำไปสู่การเร่งการเปลี่ยนผ่านไปยังพลังงานทางเลือก

 

จีนและญี่ปุ่นต้องยกระดับการสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve : SPR) ให้เข้มงวดในระดับที่อยู่รอดได้นานนับร้อยวันแม้เส้นทางเดินเรือจะถูกตัดขาด ปรากฏการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดปรากฏการณ์ ‘The Green Leapfrog’ หรือ ‘การก้าวกระโดด’ สู่พลังงานสีเขียวที่รวดเร็วขึ้น เพื่อหลุดพ้นจากกับดักฟอสซิลนำเข้าที่ควบคุมไม่ได้และกลายเป็นอาวุธทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ย้อนกลับมาทำลายเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของภูมิภาคในระยะยาว

 

ในมิติของประเทศไทย รัฐบาลได้ตอบสนองต่อ New normal ของพลังงานโลกนี้ด้วยการประกาศ ‘ยุทธศาสตร์ความมั่นคงพลังงานรูปแบบใหม่’

 

ภาครัฐจึงเริ่มผลักดันมาตรการในหลายมิติ ทั้งการศึกษาการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และการสำรองพลังงาน การเร่งสำรวจแหล่งพลังงานใหม่ในพื้นที่อันดามัน การผลักดันการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนตาม MOU 44 (OCA) รวมถึงการลงทุนในระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) และโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid)

 

และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอื่น ๆ ผ่านมาตรการทางการคลังและวงเงินสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบพลังงานไทยในระยะยาว

The post จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์พลังงานโลก: ถอดรหัสวิกฤตฮอร์มุซ 2026 สู่โครงสร้างราคาใหม่ และยุทธศาสตร์ ‘Green Leapfrog’ ของเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่อง 15 หุ้นอสังหาฯ เน้นพัฒนาที่อยู่อาศัย รายได้-กำไร หดตัวต่อเนื่อง คนซื้อบ้านใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ลดลงครึ่งหนึ่ง https://thestandard.co/thai-property-stocks-revenue-decline/ Thu, 28 May 2026 03:18:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1211743 ภาพมุมสูงกรุงเทพมหานคร

ส่อง 15 หุ้นกลุ่มอสังหาฯ ที่เน้นพัฒนาโครงการที่อยู่อาศั […]

The post ส่อง 15 หุ้นอสังหาฯ เน้นพัฒนาที่อยู่อาศัย รายได้-กำไร หดตัวต่อเนื่อง คนซื้อบ้านใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ลดลงครึ่งหนึ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงกรุงเทพมหานคร

ส่อง 15 หุ้นกลุ่มอสังหาฯ ที่เน้นพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย ส่วนใหญ่เผชิญกับการลดลงของรายได้และกำไร ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางภาวะอุตสาหกรรมที่ชะลอลงอย่างหนัก

 

สรพงษ์ จักรธีรังกูร ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย บอกว่า ในอดีตดีมานด์ต่อที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑลจะอยู่ที่ประมาณ 1 แสนยูนิตต่อปี แต่ปัจจุบันลดลงมาเหลือประมาณ 5 หมื่นยูนิต ขณะที่อุปทานบ้านใหม่ในอดีตอยู่ที่เกือบ 2 แสนยูนิตต่อปี แต่ปัจจุบันยังถือว่าลดลงมาน้อยมาก

 

หนึ่งในประเด็นที่ต้องจับตากันหลังจากนี้คือ ปัญหาสภาพคล่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องระมัดระวัง ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในหุ้นอสังหาฯ หรือหุ้นกู้ที่บริษัทอสังหาฯ บางแห่งออกขาย หลังจากบางบริษัทเริ่มขาดสภาพคล่องทำให้ไม่สามารถชำระคืนหนี้ได้ หรือแม้กระทั่งไม่สามารถจ่ายเงินเดือนพนักงาน

 

ทั้งนี้ การสกรีนความเสี่ยงเรื่องสภาพคล่อง สามารถดูได้เบื้องต้นจาก อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) โดยเฉพาะบริษัทที่มี D/E สูงเกิน 1 เท่า ในขณะที่แนวโน้มรายได้เริ่มชะลอลง จะเป็นสัญญาณเตือนให้นักลงทุนต้องเข้าไปดูรายละเอียดอย่างถี่ถ้วน

 

ภาพ: wuttipong charoensub / gettyimages

 

ภาพมุมสูงกรุงเทพมหานคร 1

The post ส่อง 15 หุ้นอสังหาฯ เน้นพัฒนาที่อยู่อาศัย รายได้-กำไร หดตัวต่อเนื่อง คนซื้อบ้านใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ลดลงครึ่งหนึ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธุรกิจอสังหาไทยเจอวิกฤตสภาพคล่อง? จับตาคลื่นผิดนัดชำระ เหตุกระแสเงินสดไม่พอจ่ายหนี้จะครบกำหนดใน 1 ปี https://thestandard.co/thai-property-liquidity-crisis-debt/ Thu, 28 May 2026 02:08:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1211704 ภาพประกอบลูกระเบิดหนี้กำลังพุ่งเข้าใส่บ้านหรู สื่อถึงวิกฤตหนี้ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ยอดผิดนัดชำระหุ้นกู้เฉียด 8 พันล้านบาทของบริษัทอสังหาริ […]

The post ธุรกิจอสังหาไทยเจอวิกฤตสภาพคล่อง? จับตาคลื่นผิดนัดชำระ เหตุกระแสเงินสดไม่พอจ่ายหนี้จะครบกำหนดใน 1 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบลูกระเบิดหนี้กำลังพุ่งเข้าใส่บ้านหรู สื่อถึงวิกฤตหนี้ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ยอดผิดนัดชำระหุ้นกู้เฉียด 8 พันล้านบาทของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ไทยในช่วงต้นปีนี้อาจเป็นแค่ ‘ยอดภูเขาน้ำแข็ง’ เท่านั้น เนื่องจากธุรกิจอสังหาฯ ไทยกำลังเผชิญกับปัญหาสภาพคล่องหนัก หลังยอดโอนฯ จ่อติดลบเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน ท่ามกลางภาวะหนี้สูง โดยอัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ (DSCR) ของบริษัทอสังหาฯ ไทยราว 60 แห่งในไตรมาส 1 ของปีนี้อยู่ที่ประมาณ 0.30 เท่านั้น สะท้อนว่า กระแสเงินสดมีน้อยกว่าภาระหนี้ ที่จะครบกำหนดภายใน 1 ปี จับตาครึ่งหลังปี 2569 จ่อท้าทายหนัก เหตุพิษตะวันออกกลางจ่อลามกำลังซื้อและดันต้นทุนพุ่ง

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

บริษัทอสังหาฯ ไทยผิดนัดชำระหุ้นกู้เฉียด 8 พันล้านบาทแล้วในปีนี้

 

ตามข้อมูลจากสมาคมตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) แสดงให้เห็นว่า ตั้งแต่ต้นปี 2569 มีบริษัทในภาคอสังหาฯ ผิดนัดชำระหนี้ (Default) หุ้นกู้ไปแล้ว 3 บริษัท รวมมูลค่าหุ้นกู้กว่า 7,756 ล้านบาท ดังนี้

 

  • บริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ A ผิดนัดชำระหุ้นกู้จำนวน 6 รุ่น รวมมูลค่า 3,102 ล้านบาท และปรับโครงสร้าง (Restructure) 14 รุ่น 4,625 ล้านบาท
  • บริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ GRAND ผิดนัดชำระหุ้นกู้จำนวน 6 รุ่น มูลค่า 2,807 ล้านบาท
  • บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) หรือ PF ผิดนัดชำระหุ้นกู้จำนวน 5 รุ่น รวมกว่า 1,847 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ตาม ในกรณีของพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค (PF) เปิดเผยว่า ได้ชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้ครบทั้ง 10 รุ่นที่ครบกำหนดในเดือนพฤษภาคม 2569 แล้ว พร้อมเดินหน้าแผนขายสินทรัพย์ ทั้งตึกสีลมและที่ดินริมแม่น้ำ เพื่อเร่งจ่ายเงินเดือนพนักงานให้ครบ ปรับลดขนาดองค์กรในครึ่งปีหลัง และปรับกลยุทธ์ใหม่กระตุ้นยอดขาย สร้างบ้านมาตรฐานใหม่ และศูนย์สุขภาพใกล้บ้าน

 

กระนั้น แนวโน้มระยะข้างหน้ายังต้องระวัง เนื่องจากโดยตามข้อมูลจาก ThaiBMA ระบุว่า ในไตรมาส 2 ถึงไตรมาส 4 ของปี 2569 นี้ กลุ่มอสังหาฯ ยังมีหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดอีกกว่า 1.21 แสนล้านบาท ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะหลังเกิดสงครามในตะวันออกกลาง

 

เปิดสาเหตุ ทำไมบริษัทอสังหาฯ ไทยเผชิญ ‘ปัญหาสภาพคล่อง’

 

  • ยอดขายชะลอตัว สต็อกบ้านคงค้างสูง กำลังซื้ออ่อนแอ

 

สรพงษ์ จักรธีรังกูร ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า หนึ่งในสาเหตุบริษัทอสังหาฯ ไทยเผชิญปัญหาสภาพคล่องมาจากอุปสงค์ที่ลดลง สะท้อนจากยอดขายที่ลดลง 3 ปีติดต่อกัน

 

“ถ้าดูตัวเลขปีก่อน เฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล ดีมานด์หายไปครึ่งหนึ่งจากปี 2565 ซึ่งแต่ละบริษัทไม่ได้คาดการณ์ว่าตัวเลขจะหายไปเยอะขนาดนี้ภายใน 3 ปี” สรพงษ์กล่าว

 

ย้อนไปในปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงหลังโควิด-19 อุปสงค์บ้านใหม่เพิ่มขึ้นมาก ทำให้ผู้ประกอบการคาดหวังโมเมนตัมเชิงบวกต่อเนื่องในปี 2566 – 2567 แต่ด้วยหลายปัจจัย เช่น เศรษฐกิจที่ชะลอลง สงครามและภาษีการค้า รวมทั้งเหตุการณ์แผ่นดิน ทำให้อุปสงค์ลดลง ทำให้โครงการหลายแห่งยอดขายไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

 

ก่อนหน้านี้อุปสงค์บ้านใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล อยู่ที่ 1 แสนหน่วยต่อปี ส่วนอุปทานซึ่งรวมโครงการที่ยังสร้างไม่เสร็จ อยู่ที่เกือบ 2 แสนหน่วยต่อปี แต่ปัจจุบันอุปสงค์ลดลงมาเหลือเพียง 5 หมื่นหน่วยต่อปี ขณะที่อุปทานลดลงเพียงเล็กน้อย

 

  • บางบริษัทมีปัญหาจากการบริหารเงินทุน

 

สรพงษ์ กล่าวว่า อีกปัญหาที่สำคัญคือ ปัญหาจากการบริหารเงินทุนและสภาพคล่องของบางบริษัท โดยเฉพาะบริษัทที่ออกหุ้นกู้ระยะสั้น 1-2 ปี เพื่อมาพัฒนาโครงการ 2-3 ปี จนประสบปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ เพราะไม่สามารถออกหุ้นกู้ชุดใหม่มาทดแทนชุดเก่า (Rollover) ได้สำเร็จ

 

“ปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ หรือค้างจ่ายเงินเดือนพนักงาน โดยสรุปมาจาก 2 ส่วนคือ อุปสงค์และอุปทานที่ไม่สอดคล้องกัน และการบริหารเงินแบบเสี่ยงมากขึ้น” สรพงษ์กล่าว

 

  • ภาระหนี้สินสูง กระแสเงินสดไม่พอจ่ายหนี้จ่อครบกำหนดใน 1 ปี

 

ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch)

 

เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า จากข้อมูลบริษัทอสังหาฯ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ประมาณ 60 แห่งชี้ให้เห็นว่า ผู้พัฒนาโครงการกำลังเผชิญโจทย์ด้านสภาพคล่องและแนวโน้มการระดมทุนที่ยากขึ้น โดยความตึงตัวทางการเงินของผู้พัฒนาอสังหาฯ นี้สะท้อนผ่านอัตราส่วนทางการเงิน อ่อนแอลงตลอด 3 ปีที่ผ่านมา

 

โดยเฉพาะอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E) ซึ่งอยู่ในระดับสูงประมาณ 1.3-1.4 เท่า ขณะที่อัตราส่วนความสามารถในการชำระภาระผูกพัน (Debt Service Coverage Ratio: DSCR) อยู่ที่ประมาณ 0.30 เท่า ซึ่งสะท้อนว่า กระแสเงินสดจากการดำเนินงานน้อยกว่าภาระหนี้ที่จะครบกำหนดภายใน 1 ปี โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการที่มีสต็อกคงค้างสูงและพึ่งพาแหล่งเงินทุนภายนอกเป็นหลัก

 

แรงกดดันดังกล่าวเริ่มส่งผ่านไปยังความเสี่ยงด้านเครดิต โดยเห็นสัญญาณการปรับลดอันดับเครดิตในกลุ่มบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยนับจากต้นปี 2569 จนถึงวันที่ 27 พฤษภาคม TRIS Rating ได้ปรับลดอันดับเครดิต (Downgrade) บริษัทอสังหาริมทรัพย์ไปแล้ว 6 แห่ง

 

ภาพประกอบลูกระเบิดหนี้กำลังพุ่งเข้าใส่บ้านหรู สื่อถึงวิกฤตหนี้ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 1

 

  • ระดมทุนใหม่ยากขึ้น เหตุนักลงทุนระมัดระวัง

 

ดร.กาญจนา กล่าวต่อว่า เริ่มเห็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า บริษัทอสังหาฯ ระดมทุนในตลาดหุ้นกู้ได้ยากขึ้น ตัวอย่างเช่น ยอดการเสนอขายหุ้นกู้เทียบกับยอดที่ระดมทุนได้จริง (Success Rate) ในกลุ่มอสังหาฯ ที่เหลือประมาณ 80% สะท้อนว่า มีบางรายไม่สามารถระดมทุนได้เต็มจำนวนตามที่ต้องการ

 

โดยสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากนักลงทุนมีความกังวลและระมัดระวังมากขึ้น หลังจากมีข่าวบริษัทอสังหาฯ บางรายผิดนัดชำระหนี้หรือขอปรับโครงสร้าง ทำให้บางบริษัทไม่สามารถออกหุ้นกู้ได้ตามเป้าหมาย

 

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการสามารถออกหุ้นกู้ระยะยาวได้ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และต้องหันมาออกตราสารหนี้ระยะสั้น เช่น Commercial Paper มากขึ้น

 

โดยปริมาณการออกตราสารหนี้ระยะยาวช่วง 4 เดือนแรกปี 2569 ลดลง -27.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ส่วนทางกับยอดออกตราสารหนี้ระยะสั้น 4 เดือนแรกปี 2569 ที่เพิ่มขึ้น 25.52%

 

ภาพประกอบลูกระเบิดหนี้กำลังพุ่งเข้าใส่บ้านหรู สื่อถึงวิกฤตหนี้ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 2

 

ส่องการผิดนัดชำระหนี้แบงก์: บริษัทอสังหาฯ เจอปัญหาระดมสินเชื่อด้วย

 

ดร.กาญจนา กล่าวต่อว่า ในทำนองเดียวกัน การระดมทุนผ่านสินเชื่อธนาคารก็มีความท้าทาย เห็นได้จากยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัย (Pre-Financing) ของผู้ประกอบการอสังหาฯ ในระบบธนาคารพาณิชย์กลับมาหดตัวลง -6.5% YoY ในไตรมาส 1/2569 โดยเป็นการลดลงทั้งในส่วนที่อยู่อาศัยแนวราบและคอนโด (-7.9% YoY และ -4.0% YoY ตามลำดับ) ท่ามกลางสัญญาณระมัดระวังทั้งในฝั่งสถาบันการเงินและผู้ประกอบการสอดคล้องกับแนวโน้มการชะลอการเปิดโครงการใหม่ เน้นระบายสต็อกและรักษาสภาพคล่องมากกว่าการขยายการลงทุน

 

โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ภาพดังกล่าวมีโอกาสลากยาวเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของปี คาดว่า สินเชื่อ Pre-Financing เพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยของระบบแบงก์มีแนวโน้มหดตัวลงประมาณ -3.0% ถึง -2.0% ในปี 2569 เทียบกับที่ขยายตัว 2.2% ในปี 2568

 

ทั้งนี้ ปัจจุบัน ผู้ประกอบการอสังหาฯ พึ่งพาแหล่งเงินทุนจากสินเชื่อธนาคาร (Pre-Financing) อยู่ที่ประมาณ 60% ขณะที่การหาแหล่งเงินทุนจากการออกหุ้นกู้อยู่ที่ประมาณ 40% เท่านั้น

 

เมื่อมาพิจารณาในฝั่งคุณภาพสินเชื่อ ดร.กาญจนา เปิดเผยว่า ในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ หนี้กลุ่ม Stage 2 ที่ผิดนัดชำระ 1-3 เดือน เพิ่มสูงขึ้นเป็น 8.66% ในไตรมาส 1 ปีนี้จาก 8.61% ในไตรมาส 4 ปีที่แล้ว ขณะที่หนี้เสีย (NPL) ที่ผิดนัดชำระเกิน 90 วันขยับขึ้นมาทะลุระดับ 4% ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว อยู่ที่ 4.32% ในไตรมาส 4 ของปี 2568 และยังคงทรงตัวในระดับสูงที่ 4.20% ในไตรมาส 1 ของปีนี้

 

สำหรับในระยะต่อไป ดร.กาญจนามองว่า แนวโน้มคุณภาพหนี้ (Quality) จะยังเป็นประเด็นสำคัญที่สถาบันการเงินต้องระมัดระวังและติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันยังคงมีความเปราะบางสูง

 

ภาพประกอบลูกระเบิดหนี้กำลังพุ่งเข้าใส่บ้านหรู สื่อถึงวิกฤตหนี้ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 3

 

เตือน! แนวโน้มช่วงที่เหลือของปีนี้ ‘ท้าทายขึ้น’

 

ดร.กาญจนา กล่าวว่า สถานการณ์ในภาคอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่เหลือของปี (ไตรมาสที่ 2-4) น่าจะมีความท้าทายเพิ่มขึ้นค่อนข้างเยอะ เมื่อเทียบกับตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 1 ที่ออกมาค่อนข้างดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะเมื่อรวมกับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ที่อาจทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจอ่อนแอลง กดดันให้กำลังซื้อของผู้บริโภค และเพิ่มภาระต้นทุนในการดำเนินงานให้กับผู้ประกอบการ

 

สอดคล้องกับ ดร.ณรงค์พล ประภานิรินธน์ รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานการตลาด รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) กล่าวถึงแนวโน้มสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยปี 2569 โดยคาดการณ์ว่าจะมีจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ประมาณ 312,814 หน่วย ลดลง 1.1% และมีมูลค่าประมาณ 845,235 ล้านบาทลดลง 2.3% (ในกรณีฐาน) ซึ่งนับเป็นการหดตัวเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน

 

ภาพประกอบลูกระเบิดหนี้กำลังพุ่งเข้าใส่บ้านหรู สื่อถึงวิกฤตหนี้ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 4

 

โดยณรงค์พล ยังมองว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางคาดว่า จะทำให้ราคาบ้านใหม่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะถูกส่งผ่านไปยังราคาบ้าน โดยคาดการณ์ว่าราคาบ้านในอนาคตจะปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 5-10%

 

“แม้ในไตรมาส 1 ปี 2569 ดัชนีราคาก่อสร้างจะเพิ่มขึ้นเพียง 1.2% เนื่องจากยังไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานอย่างเต็มที่ แต่คาดว่าผลกระทบที่แท้จริงจะเริ่มเห็นชัดเจนในไตรมาสที่ 2 โดยคาดว่าจะดัชนีราคาก่อสร้างจะเพิ่มขึ้นเป็น 10% โดยต้นทุนที่สูงขึ้นประกอบกับเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูงเกือบ 3% จะกระทบต่อความสามารถในการกู้เงินและการตัดสินใจซื้อของประชาชนด้วย” ดร.ณรงค์พลกล่าว

 

ภาพประกอบลูกระเบิดหนี้กำลังพุ่งเข้าใส่บ้านหรู สื่อถึงวิกฤตหนี้ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 5

 

KSecurities หวั่นลุกลามอุตสาหกรรมอื่น แต่อาจไม่ลุกลามถึงขั้นวิกฤต

 

สรพงษ์กล่าวต่อว่า แม้หลายบริษัทจะประสบปัญหายอดขายชะลอตัวหนัก แต่ก็ยังมีบางบริษัทขนาดใหญ่ที่ยังประคองยอดขายไว้ได้ เช่น บมจ.เอพี (ประเทศไทย) หรือ บมจ.แสนสิริ

 

ส่วนหลายบริษัทที่ยอดขายชะลอลงก็เริ่มหยุดพัฒนาโครงการใหม่ๆ ในหลายทำเล รวมทั้งชะลอการซื้อที่ดิน เพื่อรักษาสภาพคล่อง

 

“แต่ถ้าจะบอกว่าปัญหาไม่ลุกลามออกไปนอกอุตสาหกรรมเลย ก็คงจะมองโลกแง่ดีเกินไป เพราะอสังหาฯ มี Multiplier Effect สูง และมี Supply Chain กว้าง ทำให้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจมีมาก”

 

อย่างไรก็ตาม สรพงษ์เชื่อว่าปัญหาจะไม่ลุกลามไปถึงขั้นวิกฤตเศรษฐกิจ เพราะธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมาตลอด ทั้งนี้ การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมอสังหาฯ จะเกิดขึ้นได้เมื่ออุปสงค์ฟื้นตัว เพราะการลดอุปทานทำได้ไม่เร็วนัก

 

สำหรับนักลงทุนไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในหุ้นหรือหุ้นกู้ของกลุ่มอสังหาฯ​ สรพงษ์กล่าวว่า ต้องระมัดระวังบริษัทที่มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) สูง โดยเฉพาะบริษัทที่มี D/E สูงเกิน 1 เท่าไปมาก สวนทางกับยอดขายที่ลดลงต่อเนื่อง

The post ธุรกิจอสังหาไทยเจอวิกฤตสภาพคล่อง? จับตาคลื่นผิดนัดชำระ เหตุกระแสเงินสดไม่พอจ่ายหนี้จะครบกำหนดใน 1 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลจากป่าคอนกรีต! คาดปี 2050 กทม. เผชิญวันร้อนจัดทะลุ 120 วันต่อปี พุ่งเกือบ 3 เท่าจากวันนี้ ซ้ำเติมคนรายได้น้อยหนักสุด https://thestandard.co/bangkok-urban-heat-island-2050/ Wed, 27 May 2026 12:52:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1211660 ภาพมุมสูงของกรุงเทพมหานครที่มีตึกสูงจำนวนมาก แสดงถึงปรากฏการณ์เกาะความร้อนเมืองและผลกระทบจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น

กรุงเทพฯ กำลังติดกลุ่มเมืองที่เสี่ยงเผชิญความร้อนจัดรุน […]

The post ผลจากป่าคอนกรีต! คาดปี 2050 กทม. เผชิญวันร้อนจัดทะลุ 120 วันต่อปี พุ่งเกือบ 3 เท่าจากวันนี้ ซ้ำเติมคนรายได้น้อยหนักสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงของกรุงเทพมหานครที่มีตึกสูงจำนวนมาก แสดงถึงปรากฏการณ์เกาะความร้อนเมืองและผลกระทบจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น

กรุงเทพฯ กำลังติดกลุ่มเมืองที่เสี่ยงเผชิญความร้อนจัดรุนแรงที่สุดในอาเซียน หลังรายงานล่าสุดของศูนย์พลังงานอาเซียน (ACE) คาดการณ์ว่าภายในปี 2050 เมืองหลวงของไทยอาจต้องเจอวันที่ร้อนจัด หรือวันที่อุณหภูมิทะลุ 35 องศาเซลเซียส (°C) มากถึง 120 วันต่อปี เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าจากปัจจุบันที่ราว 45 วัน

 

 
 

สัญญาณวิกฤตเริ่มชัดเจนขึ้นแล้ว เมื่อกรุงเทพฯ ต้องเผชิญดัชนีความร้อนระดับ ‘อันตราย’ ซึ่งสะท้อนถึงอุณหภูมิที่ร่างกายรู้สึกได้จริงเมื่อรวมความชื้น ติดต่อกันอย่างน้อย 19 วันจนถึงกลางเดือนเมษายน จนทางการต้องเร่งออกมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง

 

313 ศูนย์คลายร้อน ด่านรับมือเฉพาะหน้าของ กทม.

 

หนึ่งในมาตรการที่เห็นผลคือการเปิด ‘ศูนย์คลายร้อน’ เช่นที่ห้องสมุดประชาชนเขตดินแดง ที่มีผู้คนทั้งเด็กและผู้สูงอายุครั้งละราว 20 คน แวะเข้ามาพักจากความร้อนบนท้องถนน “อากาศร้อนมาก เลยมาเกือบทุกวัน ชอบนั่งอ่านหนังสือในห้องที่เย็นสบาย” ประชาชนคนหนึ่งเล่า

 

ปัจจุบันมีศูนย์คลายร้อนทั่วกรุงเทพฯ ถึง 313 แห่ง ทั้งในโรงเรียน, วิทยาลัยอาชีวศึกษา, ศูนย์บริการสาธารณสุข และสำนักงานเขต รวมถึงจุดคลายร้อนกลางแจ้งอีก 279 จุด โดยตลอดเดือนที่ผ่านมามีผู้ใช้บริการแล้วกว่า 120,000 คน และกว่า 80% เดินจากบ้านมาถึงได้

 

พีรนันท์ โตวชิราภรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย (ADPC) ระบุว่า กรุงเทพมหานครน่าชื่นชมที่มองความร้อนเป็นความเสี่ยงด้านภัยพิบัติ ไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อมตามฤดูกาล พร้อมย้ำว่าศูนย์คลายร้อนและระบบแจ้งเตือนช่วยรักษาชีวิตผู้คนในช่วงที่ความร้อนรุนแรง

 

ACE ชี้วันร้อนจัดพุ่ง 3 เท่า ต้นตอจากป่าคอนกรีต

 

ตัวเลข 120 วันต่อปีนี้มาจากรายงานของ ACE องค์กรระหว่างรัฐบาลที่สนับสนุนความร่วมมือด้านพลังงานของ 10 ชาติอาเซียน ซึ่งชี้ว่าความร้อนจัดกำลังกลายเป็นวิกฤตเชิงโครงสร้างระยะยาวของเมืองต่างๆ ในภูมิภาค โดยกรุงเทพฯ อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงสุด คาดว่าอุณหภูมิพื้นผิวสูงสุดรายวันอาจแตะ 38.1°C ภายในกลางศตวรรษ จากที่เคยอยู่ที่ 33.3°C ในปี 2000

 

เมืองใหญ่อื่นก็เสี่ยงไม่ต่างกัน ทั้งจาการ์ตา, มะนิลา, โฮจิมินห์ และกัวลาลัมเปอร์ ที่อุณหภูมิมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 4.5°C เทียบกับปี 2000 ส่วนสิงคโปร์คาดว่าวันที่อุณหภูมิเกิน 35°C อาจเพิ่มจาก 25 วันเป็น 85 วันต่อปี อิรมา รามาดัน เจ้าหน้าที่อาวุโสของ ACE และผู้ร่วมเขียนรายงาน ระบุว่าการขยายตัวของเมืองที่รวดเร็วผนวกกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กำลังก่อให้เกิดความร้อนในระดับที่แทบทนไม่ไหว

 

เบื้องหลังความร้อนที่พุ่งสูงคือปรากฏการณ์ ‘เกาะความร้อนเมือง’ (Urban Heat Island) ที่สะสมจากการพัฒนาเมืองตลอดหลายทศวรรษ ซึ่งแทนที่พื้นที่ธรรมชาติด้วยคอนกรีตและยางมะตอย พื้นผิวเหล่านี้ดูดซับความร้อนตอนกลางวันแล้วค่อยๆ คายออกมาตอนกลางคืน ทำให้เมืองยังร้อนแม้พระอาทิตย์ลับขอบฟ้า

 

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่ากลางคืนอันตรายไม่แพ้กลางวัน เพราะเมื่ออุณหภูมิไม่ลดลง ร่างกายจะฟื้นตัวยาก เสี่ยงต่อภาวะเพลียแดดและฮีทสโตรก

 

ปัญหานี้รุนแรงเป็นพิเศษในกรุงเทพฯ เพราะพื้นที่สีเขียวต่อหัวประชากรต่ำกว่ามาตรฐานโลกมาก โดย ADPC พบว่าเขตใจกลางเมืองร้อนกว่าเขตชานเมืองที่เย็นที่สุดถึง 3°C ซึ่งช่องว่างนี้อธิบายได้แทบทั้งหมดจากการใช้ที่ดิน ทั้งพื้นผิวที่น้ำซึมผ่านไม่ได้, ร่มเงาต้นไม้น้อย และพื้นที่สีเขียวจำกัด โดยเขตที่หนักที่สุดคือ สัมพันธวงศ์, ป้อมปราบศัตรูพ่าย และบางรัก

 

ความเหลื่อมล้ำที่กว้างขึ้นจากความร้อน

 

ความร้อนจัดยังกระทบกลุ่มคนรายได้น้อย, แรงงานกลางแจ้ง และผู้อาศัยในชุมชนแออัดหนักกว่าคนกลุ่มอื่น โดยกรุงเทพฯ มีแรงงานกลางแจ้งราว 1.3 ล้านคน หรือราว 1 ใน 4 ของกำลังแรงงานทั้งหมด ที่ประสิทธิภาพการทำงานลดลงในช่วงอากาศร้อนจัดอยู่แล้ว

 

และหากปล่อยไว้โดยไม่ปรับตัว ความสูญเสียด้านประสิทธิภาพแรงงานจากความร้อนและความชื้นอาจสูงถึง 1.56 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5.08 แสนล้านบาท) ต่อปีภายในปี 2050 หรือราว 6% ของผลผลิตทางเศรษฐกิจของเมือง

 

อีกทั้งตามข้อมูลของ Climate Resilience Center ภายใต้ Atlantic Council ของสหรัฐฯ ยิ่งร้อนมากเท่าไร ช่องว่างความเหลื่อมล้ำก็ยิ่งถ่างกว้าง เพราะเครื่องปรับอากาศช่วยปกป้องคนที่มีกำลังจ่ายได้ แต่กับคนที่เข้าไม่ถึง ผลกระทบกลับหนักหน่วงกว่ามาก “หากไม่มีการเข้าไปแก้ไข ช่องว่างระหว่างคนที่มีเงินซื้อความเย็นหนีร้อนได้ กับคนที่ทำไม่ได้ จะยิ่งกว้างขึ้น” พีรนันท์กล่าว

 

ทว่าการแห่กันพึ่งเครื่องปรับอากาศก็ดันความต้องการพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลให้สูงขึ้น กลายเป็นวงจรที่ยิ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกและคืนความร้อนกลับสู่เมือง

 

สถานการณ์อาจถูกซ้ำเติมจากปรากฏการณ์ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ (Super El Niño) ที่หน่วยงานด้านสภาพอากาศของไทยเตือนว่าอาจลากยาวถึง 18 เดือน ปรากฏการณ์นี้เกิดจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกสูงผิดปกติ และมักเป็นตัวเร่งที่ดันอุณหภูมิให้สูงขึ้นพร้อมยืดคลื่นความร้อนให้ยาวนานกว่าเดิม

 

โดยสำนักงานบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA) ประเมินโอกาสราว 60% ที่ปรากฏการณ์นี้จะเกิดช่วงกลางปีและลากยาวไปอย่างน้อยถึงปลายปี 2026

 

สำหรับทางออกระยะยาว ผู้เชี่ยวชาญชูแนวคิด ‘Passive Cooling’ หรือการออกแบบเมืองให้เย็นลงโดยไม่ต้องพึ่งเครื่องปรับอากาศ ผ่านการระบายอากาศ, การสร้างร่มเงา, การใช้วัสดุสะท้อนความร้อน และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ซึ่ง ACE ประเมินว่าหากทำจริงจังจะช่วยลดการใช้พลังงานเพื่อความเย็นได้ 20-30%

 

ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญมองว่าไทยพร้อมรับมืออนาคตที่ร้อนขึ้นได้ดีกว่าหลายประเทศ จากการให้ความสำคัญกับการปรับตัวและพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน โดย ACE จัดอันดับความสามารถในการปรับตัวของไทยอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง เป็นรองเพียงสิงคโปร์, มาเลเซีย และบรูไน

 

“กรุงเทพฯ วันนี้พร้อมกว่าเมื่อ 5 ปีก่อนมาก และไม่มีอะไรที่หลีกเลี่ยงไม่ได้” พีรนันท์กล่าวทิ้งท้าย

 

อ้างอิง:

The post ผลจากป่าคอนกรีต! คาดปี 2050 กทม. เผชิญวันร้อนจัดทะลุ 120 วันต่อปี พุ่งเกือบ 3 เท่าจากวันนี้ ซ้ำเติมคนรายได้น้อยหนักสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Ferrari ไร้เสียงคำรามเป็นครั้งแรก เปิดตัวรถไฟฟ้า ‘Luce’ 20.9 ล้านบาท ดีไซน์ Jony Ive แต่ถูกวิจารณ์ยับ ฉุดหุ้นร่วงเกือบ 8% https://thestandard.co/ferrari-ev-luce-jony-ive-stock-drop/ Wed, 27 May 2026 12:19:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1211628 ภาพรถยนต์ไฟฟ้า Ferrari Luce สีแดง

Ferrari ผู้ผลิตรถสปอร์ตหรูสัญชาติอิตาลี เปิดตัวรถยนต์ไฟ […]

The post Ferrari ไร้เสียงคำรามเป็นครั้งแรก เปิดตัวรถไฟฟ้า ‘Luce’ 20.9 ล้านบาท ดีไซน์ Jony Ive แต่ถูกวิจารณ์ยับ ฉุดหุ้นร่วงเกือบ 8% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรถยนต์ไฟฟ้า Ferrari Luce สีแดง

Ferrari ผู้ผลิตรถสปอร์ตหรูสัญชาติอิตาลี เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าคันแรกในประวัติศาสตร์ภายใต้ชื่อ ‘Luce’ (ลูเช) ที่แปลว่า ‘แสง’ ในภาษาอิตาลี โดยตั้งราคาเริ่มต้นที่ 5.5 แสนยูโร (ประมาณ 20.9 ล้านบาท) แต่การเปิดตัวกลับไม่ได้รับเสียงตอบรับที่ดีนัก เมื่อทั้งนักลงทุนและแฟนรถต่างผิดหวัง จนหุ้นของบริษัทร่วงเกือบ 8% ในตลาดมิลาน และกว่า 5% ในตลาดนิวยอร์ก

 

 
 

บทวิเคราะห์จาก Bloomberg ระบุว่า ความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นครั้งนี้สะท้อนความตึงเครียดที่มาพร้อมกับการทำ Ferrari ที่เป็นรถไฟฟ้า แม้ Luce จะเร็ว หายาก และอัดแน่นด้วยเทคโนโลยี แต่ก็เป็นการขอให้ผู้ซื้อยอมรับรถที่ไร้ทั้งเสียงคำราม แรงสั่นสะเทือน และพละกำลังของเครื่องยนต์ ซึ่งเคยเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ตราม้าลำพองมีมูลค่ามหาศาล

 

 

 

โดย Bloomberg เปรียบเทียบว่า สำหรับคนที่ยังกังขา การเปลี่ยนแปลงนี้อาจเหมือนแชมเปญที่ปราศจากแอลกอฮอล์ ที่แม้ฉลากจะเหมือนเดิม แต่ต้องพิสูจน์ว่ายังให้ความรู้สึกแบบเดิมได้หรือไม่

 

ดีไซน์สุดล้ำฝีมือ Jony Ive ที่แฟนๆ ไม่ปลื้ม

 

จุดที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือรูปลักษณ์ของ Luce ซึ่งออกแบบโดย โจนี ไอฟ์ (Jony Ive) อดีตหัวหน้าฝ่ายออกแบบของ Apple ผ่านบริษัท LoveFrom ที่เขาก่อตั้งร่วมกับ มาร์ก นิวสัน โดยรถสปอร์ตอิตาลีนั้นขึ้นชื่อเรื่องการเปลี่ยนโลหะให้เป็นงานศิลปะมานาน ด้วยฝีมือการหล่อ ขึ้นรูป และปั้นแต่งตัวถัง แต่ Luce กลับมีเส้นสายที่ลื่นและกลมมนกว่า จนดูเหมือนอุปกรณ์ไฮเทคระดับพรีเมียมที่ติดตราม้าลำพอง มากกว่าจะเป็นรถสปอร์ตที่มีเครื่องยนต์ทรงพลังซ่อนอยู่

 

แฟรงก์ สตีเฟนสัน นักออกแบบผู้เคยฝากผลงานทั้ง Ferrari F430 และ McLaren P1 วิจารณ์ว่า Luce ขาดความประณีตของตัวถังที่ปั้นแต่งด้วยมือ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของซูเปอร์คาร์อิตาลี และ “ดูไม่เหมือน Ferrari ที่แท้จริง” ขณะที่ ปิแอร์-โอลิวิเยร์ เอสซิก หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ AIR Capital ระบุเจาะจงกว่านั้นว่ารูปลักษณ์ของรถดูเหมือน “ลูกผสมระหว่าง Honda Accord ไฟฟ้า กับ Tesla Model 3”

 

อย่างไรก็ตาม เสียงตอบรับบนโซเชียลมีเดียก็แบ่งเป็นสองฝ่ายชัดเจน ตั้งแต่ที่บอกว่า “ส่งไปกองขยะได้เลย” ไปจนถึง “งานออกแบบชั้นครู” ด้าน ฟลาวิโอ มันโซนี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายออกแบบของ Ferrari ยอมรับว่าแนวคิด Ferrari ไฟฟ้าที่มาพร้อมดีไซน์ใหม่นั้น ‘สร้างความเห็นแตกต่าง’ แต่เชื่อว่าผู้คนจะเริ่มชื่นชมมันในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

 

ลายเซ็นของไอฟ์ยังปรากฏในการออกแบบภายใน โดยตัวถังครึ่งบนและส่วนประกอบหลายชิ้นของ Luce ทำจากกระจกที่ส่วนใหญ่มาจาก Corning ผู้ผลิตกระจกสัญชาติสหรัฐฯ ขณะที่หน้าจอเลือกใช้เทคโนโลยี OLED เพื่อให้ดูเป็นธรรมชาติมากกว่าจอทั่วไป แต่ยังคงพวงมาลัย, ปุ่ม และคันโยกแบบดั้งเดิมไว้

 

ซึ่งจอห์น เอลคานน์ ประธานของ Ferrari ย้ำว่ารถยนต์ไฟฟ้าไม่จำเป็นต้องกลายเป็นเพียงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อันเป็นความผิดพลาดที่อุตสาหกรรมรถยนต์ทำมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

 

แรงจัดแต่วิ่งไม่ไกล ปริศนาของ Ferrari ไฟฟ้า

 

ในแง่สมรรถนะ Luce ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว ตัวละ 1 ล้อ ทำให้เร่งจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง (ราว 96 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ได้ในเวลาราว 2.5 วินาที และทำความเร็วสูงสุดเกิน 190 ไมล์ต่อชั่วโมง (ราว 305 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) อีกทั้งยังเป็น Ferrari รุ่นแรกที่มี 5 ที่นั่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบบส่งกำลังแบบเครื่องยนต์ดั้งเดิมทำไม่ได้

 

ทว่าจุดที่ชวนตั้งคำถามคือระยะทางวิ่ง แม้ Luce จะมาพร้อมแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ถึง 122 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งใหญ่กว่าที่ Mercedes-Benz ใช้ใน G-Class ไฟฟ้า และที่ BMW ใส่ในลิมูซีน i7 แต่กลับวิ่งได้เพียงราว 330 ไมล์ (ราว 530 กิโลเมตร) ตามมาตรฐาน WLTP ของยุโรป ซึ่งถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับรุ่นใหม่ของ BMW และ Volvo ที่วิ่งได้เกิน 500 ไมล์ (ราว 800 กิโลเมตร)

 

โดย Bloomberg ตั้งข้อสังเกตว่า การขับ Ferrari แบบเร่งสุดแรงและขับเร็วต่อเนื่องเป็นระยะทางไกล ล้วนรีดพลังแบตเตอรี่อย่างหนัก ทำให้จากเดิมที่ผู้ขับเคยจ้องมาตรวัดรอบเครื่องยนต์ ต่อไปอาจต้องคอยลุ้นเปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่ที่เหลือแทน

 

Ferrari พยายามชดเชยเสียงเครื่องยนต์ที่หายไป ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์ ด้วยการติดตั้งระบบขยายเสียงภายนอก (External Amplification System) ที่นำเสียงจริงจากเพลาไฟฟ้ามาขยายแล้วปล่อยออกสู่ภายนอกรถ ทั้งยังเปิดเสียงนี้ในห้องโดยสารได้เมื่ออยู่ในโหมดสมรรถนะ เพื่อให้ผู้ขับสัมผัสถึงการตอบสนองของรถ โดยบริษัทเปรียบแนวทางนี้กับกีตาร์ไฟฟ้า

 

เดิมพันครั้งใหญ่ ท่ามกลางคู่แข่งที่ถอยทัพ

 

แม้จะเสี่ยง แต่ Ferrari ก็มีเหตุผลที่ต้องเดินหน้า เพราะกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ กำลังจำกัดพื้นที่ของเครื่องยนต์สันดาปลงทุกที แม้แต่ Ferrari เองก็ต้องเตรียมรับมือกับโลกที่เต็มไปด้วยเขตปลอดมลพิษและกลุ่มผู้ซื้อรุ่นใหม่ที่หันมาเลือก EV

 

ประธานของ Ferrari ระบุว่าบริษัทมองการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นโอกาสในการทดลองสิ่งที่ไม่เคยทำได้มาก่อน การเดินหน้าครั้งนี้สะท้อนผ่านการตัดสินใจครั้งสำคัญ เมื่อ Ferrari ดึงตัว เบเนเดตโต วินญา อดีตผู้บริหารจากวงการไมโครชิป มานั่งเก้าอี้ซีอีโอในปี 2022 เพื่อนำทัพสู่ยุคไฟฟ้า โดยวินญาเล่าว่าตอนที่เขาเข้ามา “พนักงานต่างหวาดกลัวที่จะทำรถไฟฟ้า” พร้อมย้ำว่าบริษัทจะหยุดอยู่กับความสำเร็จในอดีตไม่ได้ แต่ต้องเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม

 

ที่น่าสนใจคือ Ferrari เดินหน้าลุย EV สวนทางกับคู่แข่งที่พากันชะลอแผน ทั้ง Lamborghini เพื่อนร่วมชาติที่ล้มเลิกแผนรถสปอร์ตไฟฟ้าหันไปทำไฮบริดแทน และ Porsche จากเยอรมนีที่ลดเป้าหมายด้าน EV ลง ท่ามกลางความต้องการที่ซบเซาและการแข่งขันดุเดือดจากแบรนด์จีนที่ผลิตได้เร็วและถูกกว่า

 

Ferrari ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในยุโรป อาศัยกลยุทธ์การขายรถที่มีความพิเศษเฉพาะตัวสูง ซึ่งช่วยปกป้องบริษัทจากแรงกดดันที่คู่แข่งเผชิญได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ในปีที่ผ่านมาหุ้นของ Ferrari กลับร่วงลงกว่า 30% สอดคล้องกับภาวะซบเซาของแบรนด์หรูทั่วโลก หลังเงินเฟ้อบั่นทอนกำลังซื้อสินค้าระดับบน

 

คำถามที่ยากที่สุดจึงไม่ใช่ว่า Ferrari จะขาย Luce ได้หรือไม่ เพราะบริษัทน่าจะขายได้แน่นอนจากฐานลูกค้าที่ภักดี แต่เป็นคำถามที่ว่าการก้าวสู่โลกไฟฟ้าครั้งนี้จะยิ่งเสริมตำนานของม้าลำพอง หรือค่อยๆ กัดกร่อนมันลงทีละน้อย เพราะเมื่อเครื่องยนต์ที่เคยเป็นหัวใจหายไป ตลาดก็กำลังตั้งคำถามว่ามนตร์เสน่ห์ของ Ferrari จะยังหลงเหลืออยู่มากแค่ไหน

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ยูโร เท่ากับ 37.92 บาท ณ วันที่ 27 พฤษภาคม 2569

 

ภาพ: Courtesy of Ferrari

 

อ้างอิง:

 

The post Ferrari ไร้เสียงคำรามเป็นครั้งแรก เปิดตัวรถไฟฟ้า ‘Luce’ 20.9 ล้านบาท ดีไซน์ Jony Ive แต่ถูกวิจารณ์ยับ ฉุดหุ้นร่วงเกือบ 8% appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นไทยทดสอบจุดสูงสุดของปี ถึงเวลาระวังหรือไปต่อ https://thestandard.co/thai-stocks-high-caution-risks/ Wed, 27 May 2026 10:52:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1211579 หุ้นไทยทดสอบจุดสูงสุดของปี ถึงเวลาระวังหรือไปต่อ

ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกเผชิญความผัน […]

The post หุ้นไทยทดสอบจุดสูงสุดของปี ถึงเวลาระวังหรือไปต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นไทยทดสอบจุดสูงสุดของปี ถึงเวลาระวังหรือไปต่อ

ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกเผชิญความผันผวนมากขึ้น จากแรงกดดันหลายด้าน ทั้งความยืดเยื้อและไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ โดย Moody’s ซึ่งทำให้ครบทั้ง 3 สถาบันหลักที่ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ลงจากระดับสูงสุด รวมถึงความกังวลด้านเงินเฟ้อที่เร่งตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ตลาดตราสารหนี้มีความผันผวนสูง และ Bond Yield ปรับขึ้นทั่วโลก จนตลาดต้องปรับมุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ยกันใหม่

 

ท่ามกลางปัจจัยลบรอบด้าน ตลาดหุ้นไทยกลับยืนหยัดได้ดีกว่าที่หลายคนคาด SET Index สามารถปรับขึ้นไปทำจุดสูงสุดของปี แรงหนุนจากความคาดหวังเชิงบวกต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มผ่อนคลายลง GDP ไทย 1Q26 ที่ออกมา +2.8% ดีกว่าตลาดคาดไว้ที่ +2.2% ขณะที่ภาพรวมกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยที่ประกาศออกมาถือว่าน่าพอใจในระดับหนึ่ง หลายอุตสาหกรรมมีกำไรสุทธิสูงกว่าที่ตลาดประเมิน และกำไรรวมยังเติบโต YoY ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 รวมถึงหุ้น DELTA ซึ่งมีน้ำหนักมากในตลาดได้รับการเพิ่มน้ำหนักในดัชนี MSCI

 

อย่างไรก็ดี ภาพที่ดูดีนี้ไม่ได้แปลว่าควรประมาท คำถามสำคัญสำหรับนักลงทุนในระยะนี้จึงอาจไม่ใช่แค่ ‘ตลาดจะไปต่อได้หรือไม่’ แต่ควรเป็น ‘มีปัจจัยใดบ้างที่ต้องระมัดระวัง’

 

ประเด็นแรกที่ต้องระวังคือ Valuation ที่เริ่มตึงตัวขึ้น หลังราคาหุ้นปรับขึ้นมาพอสมควร โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่บางตัวที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของดัชนี หากการปรับขึ้นของตลาดกระจุกตัวอยู่ในหุ้นเพียงไม่กี่กลุ่ม ความเสี่ยงจากการพักฐานของหุ้นนำตลาดอาจกระทบดัชนีโดยรวมได้มากกว่าที่คาด

 

ประเด็นถัดมาคือ Bond Yield ที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญต่อทั้งตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ ณ วันที่ 19 พฤษภาคม 2026 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี อยู่ที่ระดับสูงสุดประมาณ 4.7% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 15 เดือน ส่วนพันธบัตรอายุ 30 ปีนั้นยิ่งน่าตกใจกว่า เพราะขึ้นไปแตะ 5.2% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 18 ปี โดยแรงกดดันหลักมาจาก 3 ปัจจัยที่เสริมกัน ได้แก่ ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เพิ่มความเสี่ยงต่อราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ ปัญหาการคลังของสหรัฐฯ ที่ทำให้นักลงทุนเรียกร้องผลตอบแทนชดเชยความเสี่ยงระยะยาวที่สูงขึ้น และท่าทีของ Fed ที่ยังไม่รีบลดดอกเบี้ย ตราบใดที่เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ Bond Yield มีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อไป และอาจกดดันสินทรัพย์เสี่ยงผ่านต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น

 

ผลกระทบที่เห็นได้ชัดคือหุ้นกลุ่ม Growth และเทคโนโลยี ซึ่งมักถูกประเมินมูลค่าบนสมมติฐานของอัตราคิดลดที่ต่ำ เมื่อ Yield สูงขึ้น มูลค่าของกำไรในอนาคตจะถูก Discount ลงมามากขึ้น ทำให้ราคาหุ้นกลุ่มนี้อ่อนไหวต่อแรงขายมากกว่ากลุ่มอื่น สำหรับตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทย อาจเผชิญแรงกดดันจาก Fund Flow ที่ไหลกลับไปหาสินทรัพย์ปลอดภัยในสหรัฐฯ ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงขึ้น อย่างไรก็ดี ภาวะ Yield สูงไม่ได้เป็นลบกับทุกสินทรัพย์ เพราะยังเป็นบวกต่อบางกลุ่ม เช่น ธนาคารที่อาจได้ประโยชน์จากส่วนต่างดอกเบี้ย และตราสารหนี้ระยะสั้นที่ให้ผลตอบแทนน่าสนใจโดยมีความเสี่ยง Duration ต่ำ

 

อีกปัจจัยที่ยังไม่ควรวางใจคือ ความเสี่ยงจากตะวันออกกลาง แม้ตลาดจะตอบรับข่าวเชิงบวกจากการเจรจาเป็นระยะ แต่สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง หากความตึงเครียดกลับมาปะทุ ราคาน้ำมันอาจปรับขึ้นแรง และส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อ ต้นทุนภาคธุรกิจ และกำลังซื้อของผู้บริโภคในระยะถัดไป

 

สำหรับตลาดหุ้นไทย แม้ผลประกอบการ 1Q26 จะออกมาดีกว่าคาด แต่ยังต้องระวังว่าแรงส่งจากกำไรอาจเริ่มจำกัดลง หากเศรษฐกิจในประเทศยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง หรือการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนยังไม่กลับมาแข็งแรงมากพอ การปรับขึ้นของตลาดในระยะถัดไปจึงอาจต้องอาศัยปัจจัยใหม่เข้ามาสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เห็นผลจริง การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ หรือการไหลเข้าของเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ

 

ดังนั้น ในภาวะที่ตลาดขึ้นมาอยู่ในระดับสูงและปัจจัยลบยังรายล้อม กลยุทธ์การลงทุนควรเน้นความระมัดระวังมากกว่าการไล่ซื้อ นักลงทุนอาจทยอยลดความเสี่ยงในหุ้นที่ราคาปรับขึ้นแรงเกินพื้นฐาน และหันมาให้ความสำคัญกับหุ้นที่มีงบการเงินแข็งแรง กระแสเงินสดดี หนี้ต่ำ และยังรักษาอัตรากำไรได้ในภาวะต้นทุนผันผวน

 

ในเชิงพอร์ตการลงทุน การกระจายความเสี่ยงยังเป็นหัวใจสำคัญ โดยอาจเพิ่มน้ำหนักในตราสารหนี้คุณภาพดีระยะสั้นถึงกลาง หรือกองทุนตลาดเงิน เพื่อช่วยลดแรงกระแทกหากตลาดเกิดการพักฐาน ขณะที่ฝั่งหุ้นควรเน้นการคัดเลือกหุ้นรายตัว เพราะในช่วงที่ดัชนีอยู่ในจุดสูงสุดของปี โอกาสในการสร้างผลตอบแทนจะขึ้นอยู่กับการคัดเลือกหุ้นมากกว่าการอาศัยแรงหนุนจากภาพรวมตลาดเพียงอย่างเดียว

 

ผู้ลงทุนควรจัดพอร์ตให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงและเป้าหมายทางการเงินของตัวเอง และสิ่งที่ผู้ลงทุนควรถามตัวเองอาจไม่ใช่แค่ว่า ‘จะได้กำไรอีกเท่าไร’ แต่คือ ‘หากตลาดไม่เป็นไปตามคาด เราพร้อมรับมือแค่ไหน’

 

ภาพ: janews / Shutterstock

The post หุ้นไทยทดสอบจุดสูงสุดของปี ถึงเวลาระวังหรือไปต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>