Wealth – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 07 Jul 2026 13:47:48 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ก.ล.ต. สั่งสอบปม ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ยื่นแบบถือหุ้นทิพย์ หลังพบพิรุธ เคลมนั่งบอร์ดบจ. – อ้างครอบครองหลักทรัพย์ที่ไม่เคยมีอยู่จริง https://thestandard.co/sec-probe-supaporn-shares/ Tue, 07 Jul 2026 13:47:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1227871

ก.ล.ต. เร่งตรวจสอบเชิงลึกกรณีข่าว ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ส่งร […]

The post ก.ล.ต. สั่งสอบปม ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ยื่นแบบถือหุ้นทิพย์ หลังพบพิรุธ เคลมนั่งบอร์ดบจ. – อ้างครอบครองหลักทรัพย์ที่ไม่เคยมีอยู่จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ก.ล.ต. เร่งตรวจสอบเชิงลึกกรณีข่าว ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ส่งรายงานถือหุ้นใหญ่ในบจ. หลายแห่ง พบข้อมูลขัดแย้งกับข้อเท็จจริงอย่างรุนแรง ทั้งกรณีไม่มีชื่อในสมุดทะเบียน และยื่นถือหลักทรัพย์ที่บริษัทไม่เคยออก ย้ำหากพบจงใจส่งข้อมูลเท็จพร้อมดำเนินคดีโทษจำคุก-ปรับเงิน

 

 
 

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยความคืบหน้ากรณีที่มีกระแสข่าวและการแชร์ข้อมูลในตลาดทุน เกี่ยวกับรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ของบุคคลปริศนาชื่อ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ที่ทำรายการส่งข้อมูลเข้ามาในระบบว่าตนเองเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทจดทะเบียนหลายแห่ง (เช่น บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น หรือ TRUE และ บมจ.เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป หรือ MAJOR) จนสร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้ลงทุนในวงกว้าง

 

ปูพรมตรวจย้อนหลัง พบ 5 จุดพิรุธสำคัญ

 

ก.ล.ต. ระบุว่า จากการตรวจสอบระบบรับข้อมูลอัตโนมัติ พบว่าบุคคลดังกล่าวได้ส่งรายงานแบบ 246-2 เข้ามาในวันที่ 30 มิถุนายน และ 2 กรกฎาคม 2569 จำนวนทั้งหมด 7 รายงาน ครอบคลุม 6 หลักทรัพย์ โดยอ้างว่าเป็นรายการซื้อสะสมมาตั้งแต่ปี 2564

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อ ก.ล.ต. นำข้อมูลดังกล่าวมาตรวจสอบเชิงลึกร่วมกับบริษัทจดทะเบียน กลับพบข้อผิดปกติร้ายแรงดังนี้:

 

  • ไม่มีชื่ออยู่จริง: เมื่อเช็กวันปิดสมุดทะเบียนย้อนหลังในอดีตของ 5 หลักทรัพย์ ไม่พบชื่อ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ เป็นผู้ถือหุ้นตามที่กล่าวอ้าง (ส่วนอีก 1 หลักทรัพย์อยู่ระหว่างตรวจสอบ)
  • เคลมสินทรัพย์ที่ไม่มีอยู่จริง: มีการรายงานว่าตนเองถือครองหลักทรัพย์บางประเภท ที่บริษัทจดทะเบียนแห่งนั้น ‘ไม่เคยมีการออกเสนอขาย’ มาก่อนในประวัติศาสตร์ (เช่น หุ้นบุริมสิทธิ)
  • สัดส่วนไม่ตรงความจริง: ตัวเลขอัตราการถือหุ้นที่รายงาน ขัดแย้งกับข้อมูลโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่บริษัทจดทะเบียนแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ อย่างสิ้นเชิง
  • สวมรอยตำแหน่ง: บุคคลดังกล่าวมีการยื่นรายงานตามมาตรา 59 (รายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหุ้นของบอร์ด) ทั้งที่ตัวเธอ ไม่ได้มีตำแหน่งเป็นกรรมการหรือผู้บริหาร ของบริษัทเหล่านั้น ซึ่ง ก.ล.ต. ได้สั่งถอดข้อมูลส่วนนี้ออกจากระบบแล้ว
  • ขึ้นเครื่องหมายเตือนภัย: ปัจจุบัน ก.ล.ต. ได้เข้าไปแขวนข้อความเตือนนักลงทุนในแบบรายงานดังกล่าวแล้วว่า “อยู่ระหว่างตรวจสอบความถูกต้อง” เพื่อป้องกันไม่ให้นำข้อมูลไปใช้ผิดๆ

 

ลั่น หากพบตั้งใจ ‘ปั่นข้อมูลเท็จ’ โดนโทษหนัก

 

ก.ล.ต. ชี้แจงว่า โดยปกติระบบรายงานแบบ 246-2 ของสากล จะใช้แนวทางให้ผู้ถือหุ้นรับรองความถูกต้องด้วยตนเอง (Self-declared reporting) เพื่อความรวดเร็วในการเปิดเผยโครงสร้างกลุ่มทุนใหม่แก่นักลงทุน

 

อย่างไรก็ตาม หากผลการตรวจสอบเชิงลึกพบว่า ผู้รายงานไม่ได้มีหน้าที่แต่ตั้งใจส่งข้อมูลอันเป็นเท็จ หรือมีเจตนาอำพรางเพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญ จะถือเป็นความผิดตามมาตรา 302/1 พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท และหากพบว่าเข้าข่ายแฮกเกอร์หรือจงใจป้อนข้อมูลปลอมเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ จะประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ต่อไปทันที

The post ก.ล.ต. สั่งสอบปม ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ยื่นแบบถือหุ้นทิพย์ หลังพบพิรุธ เคลมนั่งบอร์ดบจ. – อ้างครอบครองหลักทรัพย์ที่ไม่เคยมีอยู่จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เหตุใดกรุงเทพฯ กำลังกลายเป็น Destination ของวัฒนธรรมนาฬิกา? อินไซต์จาก Siam Paragon Bangkok Watch Week [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/siam-paragon-bangkok-watch-week-2026/ Tue, 07 Jul 2026 12:30:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1225431

การเป็นจุดหมายปลายทางที่นาฬิกาหรูทำยอดขายได้มหาศาล อาจไ […]

The post เหตุใดกรุงเทพฯ กำลังกลายเป็น Destination ของวัฒนธรรมนาฬิกา? อินไซต์จาก Siam Paragon Bangkok Watch Week [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

การเป็นจุดหมายปลายทางที่นาฬิกาหรูทำยอดขายได้มหาศาล อาจไม่ใช่เรื่องยากเท่ากับการสร้างเมืองที่นักสะสมทั่วโลกยอมตีตั๋วบินข้ามประเทศเพื่อมาพบปะ แลกเปลี่ยนความรู้ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคอมมิวนิตี้เรือนเวลาอย่างแท้จริง

 

ในโลกของ Haute Horlogerie หรือก็คือ “ศิลปะการทำนาฬิกาชั้นสูง” ที่เปรียบเสมือน Haute Couture ของวงการแฟชั่น ได้พบว่าความแตกต่างนี้คือหัวใจสำคัญ เพราะนาฬิกาได้ถูกนิยามใหม่จากการเป็นเพียงสินค้าฟุ่มเฟือย แต่มันคือศาสตร์ที่ขับเคลื่อนด้วยเรื่องราว งานฝีมืออันประณีต ประวัติศาสตร์ ความหายาก และสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างแบรนด์กับเหล่านักสะสม

 

แต่ทำไมถึงเป็นประเทศไทย? เหตุผลอะไรที่ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนตัวเองไปสู่ Watch Destination หรือจุดหมายปลายทางของวัฒนธรรมของนาฬิกาจากคนทั่วโลก?

 

ยอดขายพุ่ง 92% ใน Siam Paragon Bangkok Watch Week

 

เริ่มจากความสำเร็จจากการเปิดตัว Siam Paragon Bangkok Watch Week ครั้งแรกในปีที่ผ่านมา พิสูจน์ได้จากตัวเลขที่น่าประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นยอดขายกลุ่มลักชัวรีที่พุ่งสูงถึง 92% จำนวนผู้เข้าชมงานกว่า 20,000 คน และนักสะสมนานาชาติอีกกว่า 200 คน 

 

 

การเติบโตของปี 2025 ส่งผลให้ปี 2026 นี้ งานเตรียมขยายความยิ่งใหญ่ด้วยการรวบรวมแบรนด์ชั้นนำเพิ่มขึ้นจาก 30 เป็นกว่า 45 แบรนด์ พร้อมตั้งเป้าดึงดูดผู้ร่วมงานกว่า 40,000 คน และนักสะสมระดับโลกกว่า 400 คน

 

แรงส่งที่เกิดขึ้นในตลาดลักชัวรีไทยสะท้อนผ่านสถิติเหล่านี้ แต่สิ่งที่น่าจับตามองยิ่งกว่าคือบทบาทใหม่ของกรุงเทพฯ ที่กำลังก้าวข้ามการเป็นเพียงเมืองที่มีศูนย์การค้าหรูหรือบูติกแบรนด์ดังใจกลางเมือง เพื่อมุ่งสู่การเป็นพื้นที่เชื่อมโยงระหว่างแบรนด์ ผู้สร้างสรรค์ นักสะสม และคนรุ่นใหม่ที่หลงใหลในศาสตร์แห่งเรือนเวลา

 

 

นั่นทำให้เกิดเป็นโจทย์ที่ใหญ่ที่ว่า กรุงเทพฯจะเปลี่ยนพลังซื้ออันมหาศาลให้กลายเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมของเมืองได้อย่างยั่งยืนหรือไม่

 

3 ทุนที่ทำให้กรุงเทพฯ เป็นมากกว่าเมืองชอปปิงนาฬิกา

 

การก้าวสู่ Watch Destination ต้องอาศัยการผสาน “ทุน” 3 ด้าน คือ ทุนทางธุรกิจ ทุนทางวัฒนธรรม และทุนจากคอมมิวนิตี้ เพื่อสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้ที่จะขับเคลื่อนวัฒนธรรมนาฬิกาอย่างยั่งยืน

 

  • ทุนแรก: ทุนทางธุรกิจ

การเพิ่มขึ้นของแบรนด์อิสระและ Haute Horlogerie กว่า 45 แบรนด์ในปี 2026 ย้ำว่ากรุงเทพฯ คือตลาดกลยุทธ์ที่นักสะสมเน้นคุณค่าของงานฝีมือและเรื่องราวมากกว่าแค่ชื่อเสียงแบรนด์ การเติบโตนี้สะท้อนรสนิยมที่ลุ่มลึกของนักสะสมไทย ซึ่งมองข้ามเครื่องแสดงฐานะไปสู่การถอดรหัสความซับซ้อนของกลไกและประวัติศาสตร์อันประณีต ก้าวสำคัญต่อไปคือบทบาทของแบรนด์ในการใช้กรุงเทพฯ เป็นเวทีเปิดตัวระดับโลก หรือสร้างรุ่นพิเศษเพื่อยกระดับเมืองสู่แผนที่กลยุทธ์โลกนาฬิกาอย่างแท้จริง

 

  • ทุนที่สอง: ทุนวัฒนธรรม

ในโลกนาฬิกาชั้นสูง ความรู้คือมูลค่าที่สร้างความต่างจากแฟชั่นทั่วไป นักสะสมจะมุ่งเน้นที่กลไกและประวัติศาสตร์ กิจกรรมอย่าง The Symposium, Watchmaking Class หรือ FHH Academy Lounge จึงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมความรู้และยกระดับให้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางศาสตร์แห่งเรือนเวลาอย่างแท้จริง

 

  • ทุนที่สาม: ทุนคอมมิวนิตี้

ความยั่งยืนของวัฒนธรรมนาฬิกามาจากคอมมิวนิตี้ที่เข้มแข็ง ซึ่งเปลี่ยนนักสะสมเป็นผู้ส่งต่อความรู้และสร้างมาตรฐานใหม่ผ่านความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น หากกรุงเทพฯ ดึงดูดนักสะสมต่างชาติได้ต่อเนื่อง จะยกระดับสู่ศูนย์กลางวัฒนธรรมระดับภูมิภาค โดยการร่วมมือกับ Fondation de la Haute Horlogerie เป็นก้าวสำคัญสู่พื้นที่วัฒนธรรมนาฬิกาชั้นสูงระดับโลก

 

 

FHH: จากงานนาฬิกา สู่เวทีที่โลก Haute Horlogerie ยอมรับ

 

ความร่วมมือกับ Fondation de la Haute Horlogerie หรือ FHH ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ลึกซึ้งกว่ายอดขาย เพราะบารมีของเมืองในโลกศิลปะนาฬิกาชั้นสูงวัดจากพื้นที่แห่งการเรียนรู้และการสร้างบทสนทนาที่มีสาระ

 

ปาสคาล ราเวซูด์ รองประธาน Fondation de la Haute Horlogerie ระบุว่าการปักหมุดในไทยครั้งนี้คือความภาคภูมิใจในการนำศาสตร์แห่งเรือนเวลาชั้นสูงมาสู่เอเชียเป็นครั้งแรก เพื่อเปลี่ยนภาพจำวัฒนธรรมนาฬิกาให้เข้าถึงง่ายแต่ยังคงความลุ่มลึกสำหรับนักสะสมยุคใหม่ พร้อมเชื่อมโยงผู้หลงใหลเข้าสู่คอมมิวนิตี้ระดับโลกผ่านจิตวิญญาณแห่งกลไกอันประณีต

 

 

หัวใจสำคัญของพันธกิจ FHH คือการเปลี่ยนพื้นที่นิทรรศการให้กลายเป็นเวทีสากลที่เชื่อมโยงนักสะสมเข้ากับมรดกทางวัฒนธรรมและความซับซ้อนของกลไกเบื้องหลังแต่ละเมซง

 

โดยมีกลไกขับเคลื่อนที่สำคัญดังนี้

 

  • The Symposium และ FHH Academy Lounge ทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองช่วยให้นักสะสมก้าวข้ามการรู้จักเพียงชื่อแบรนด์ ไปสู่การถอดรหัสคุณค่าของเรือนเวลาอย่างแท้จริง
  • การสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ เพื่อยกระดับสู่การเป็น Watch Destination ระดับโลกที่ยั่งยืน ผ่านคอมมิวนิตี้ที่เหนียวแน่นและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้

 

การผนึกกำลังครั้งนี้จึงเป็นการประกาศศักยภาพของกรุงเทพฯ ในการสร้างพื้นที่ทางวัฒนธรรมสำหรับโลกนาฬิกาชั้นสูงที่มีความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่าเพียงมูลค่าทางธุรกิจ

 

แต้มต่อของกรุงเทพฯ คือทำให้การซื้อนาฬิกากลายเป็นการเดินทาง

 

ความมุ่งมั่นนี้คือการสร้างวัฒนธรรมนาฬิกาที่ยั่งยืน โดยมองว่าเมืองแห่งเรือนเวลาไม่ได้วัดกันที่ยอดขาย แต่ตัดสินจากทัศนคติของผู้คนที่เห็นคุณค่าในประวัติศาสตร์ งานฝีมือ และรสนิยม ซึ่งเป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของเหล่านักสะสมจากทั่วโลกเข้าด้วยกัน

 

ธณพร ตันติยานนท์ กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารศูนย์การค้าสยามพารากอน กล่าวว่าเรามุ่งหวังให้ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มระดับสากลในการเชื่อมโยงเหล่าแบรนด์ผู้สร้างสรรค์ นักสะสม และผู้ที่หลงใหลในศิลปะแห่งเรือนเวลาทั่วโลก พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมลักชัวรี การท่องเที่ยว รวมถึงเศรษฐกิจของไทย เพื่อตอกย้ำความแข็งแกร่งของกรุงเทพมหานครในฐานะ Global Watch Destination แห่งภูมิภาคอย่างแท้จริง

 

 

ด้วยองค์ประกอบที่หลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืนเหล่านี้ จึงกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้กรุงเทพฯ สามารถประกาศศักยภาพและยืนหยัดบนแผนที่วัฒนธรรมนาฬิการะดับโลกได้อย่างภาคภูมิ

 

 

สุดท้าย ในปีนี้ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 ได้ดึงแบรนด์นาฬิกาชั้นนำระดับตำนานและเวิลด์คลาส มากกว่า 45 แบรนด์ อาทิ A. LANGE & SÖHNE , BIANCHET, BOUCHERON, BOVET, BREITLING, BVLGARI, CARTIER, CHOPARD, FRANCK MULLER, GRAND SEIKO, H. MOSER & CIE., HUBLOT, IWC SCHAFFHAUSEN, JAEGER-LECOULTRE,  LAURENT FERRIER, LOUIS ERARD,  PANERAI, PIAGET, TAG HEUER, TIFFANY & CO., ULYSSE NARDIN, VACHERON CONSTANTIN, VAN CLEEF & ARPELS, ZENITH  

 

รวมถึงแบรนด์ใหม่ที่เข้าร่วมในปีนี้ได้แก่ BLANCPAIN, BREGUET, BREMONT, CVSTOS, DAVID CANDAUX, GERALD CHARLES, GREUBEL FORSEY, JACOB & CO., L.LEROY, MB&F, NORQAIN, ORIS, PARMIGIANI FLEURIER, RESSENCE, ROGER DUBUIS, SPEAKE-MARIN, TUDOR และ UNIVERSAL GENEVE 

 

 

“Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026” จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-27 กันยายน 2569 ณ สยามพารากอน ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียด ความเคลื่อนไหว และลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ www.bangkokwatchweek.com และ Facebook : SIAMPARAGON

The post เหตุใดกรุงเทพฯ กำลังกลายเป็น Destination ของวัฒนธรรมนาฬิกา? อินไซต์จาก Siam Paragon Bangkok Watch Week [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
มหิดลวิจัยปลูกถ่ายอวัยวะจากหมูสู่คน หวังช่วยผู้ป่วยฟอกไตกว่า 1 แสนคน ดันยุทธศาสตร์ Holistic Wellbeing https://thestandard.co/mahidol-pig-human-organ-transplant/ Tue, 07 Jul 2026 10:33:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1227830 ภาพแพทย์กำลังถือไตจำลองประกอบกับภาพผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหิดล

มหาวิทยาลัยมหิดลเดินหน้างานวิจัยทางการแพทย์หลายโครงการท […]

The post มหิดลวิจัยปลูกถ่ายอวัยวะจากหมูสู่คน หวังช่วยผู้ป่วยฟอกไตกว่า 1 แสนคน ดันยุทธศาสตร์ Holistic Wellbeing appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแพทย์กำลังถือไตจำลองประกอบกับภาพผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหิดล

มหาวิทยาลัยมหิดลเดินหน้างานวิจัยทางการแพทย์หลายโครงการที่ตั้งเป้าแก้ปัญหาสุขภาพของคนไทยโดยตรง หนึ่งในโครงการที่น่าจับตาคือการปลูกถ่ายอวัยวะข้ามสายพันธุ์ (Xenotransplantation) ที่ใช้เทคโนโลยีตัดต่อยีน เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนอวัยวะบริจาคที่เป็นอุปสรรคใหญ่ของผู้ป่วยไทยมานาน

 

 
 

งานวิจัยเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ Holistic Wellbeing หรือสุขภาวะองค์รวม ที่มหิดลประกาศเพื่อผลักดันเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ของไทย

 

วิจัยปลูกถ่ายอวัยวะจากหมู แก้ปัญหาขาดแคลนไต

 

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า การวิจัยดังกล่าวจะเป็นการ นำเซลล์ต้นกำเนิดที่ผ่านการตัดต่อยีนจากนิวซีแลนด์เข้ามาเพาะเลี้ยงในหมูที่ไทย เนื่องจากสภาพภูมิอากาศเหมาะสมกว่า

 

ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการทดลองทำปฏิสนธิแบบนอกร่างกาย (IVF) ในหมูไทย ร่วมกับทีมวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลและคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหิดล และได้รับความสนใจจากกลุ่มบริษัทเบทาโกรที่เชี่ยวชาญการเลี้ยงหมูปลอดเชื้อ (SPF) โดยเตรียมตั้งบริษัทร่วมทุน และลงทุนสร้างโรงเรือนที่วิทยาเขตกาญจนบุรี

 

เบื้องต้นคาดว่าจะใช้เงินลงทุนเบื้องต้นกว่า 1,000 ล้านบาท ในระยะราว 10 ปี โดยคาดหวังว่าจะเริ่มเห็นผลสัมฤทธิ์ภายใน 5-10 ปี ขณะเดียวกันงานวิจัยนี้ยังเป็นการเพิ่มแหล่งอวัยวะปลูกถ่ายให้ผู้ป่วยไทยที่รอรับบริจาค และในระยะต่อไป ภาคเอกชนที่มีความพร้อมยังรองรับผู้ป่วยต่างชาติที่ต้องการเปลี่ยนไตได้ด้วย

 

“หากสำเร็จ โครงการนี้จะช่วยผู้ป่วยที่ต้องฟอกไตในไทยที่มีจำนวนล่าสุดกว่า 100,800 คน ซึ่งปัจจุบันต้องเสียเวลาฟอกไตสัปดาห์ละ 3 วัน หรือล้างไตทางหน้าท้องทุกคืน ขณะเดียวกันก็ช่วยลดงบประมาณของรัฐที่ใช้ดูแลผู้ป่วยโรคไตปีละกว่า 20,000 ล้านบาท”

 

อีกตัวอย่างของการรักษาโรคซับซ้อนคือการรักษาโรคธาลัสซีเมียด้วยการตัดต่อยีน ที่มหิดลระบุว่า หากรักษาในสหรัฐอเมริกามีค่าใช้จ่ายสูงถึง 23 ล้านบาท แต่หากทำได้ในไทย ต้นทุนอาจลดลงเหลือไม่ถึง 5 ล้านบาท

 

ในระยะแรกการรักษาราคาสูงเหล่านี้อาจต้องเริ่มจากกลุ่มผู้ป่วยที่มีกำลังทรัพย์และโรงพยาบาลเอกชน ก่อนที่ราคาจะลดลงตามปริมาณการใช้งานที่มากขึ้นจนประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ โดยมหิดลยกตัวอย่างโมเดลของศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ และศิริราช บางโพ ที่นำรายได้กลับมาสนับสนุนการดูแลผู้ป่วยด้อยโอกาส และเปิดให้ผู้ป่วยสิทธิ 30 บาทเข้าถึงเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูงได้

 

โจทย์ใหญ่คือการต่อยอดงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์

 

ความท้าทายสำคัญของระบบวิจัยไทยไม่ได้อยู่ที่การขาดงานวิจัย แต่อยู่ที่การนำงานวิจัยไปใช้ในเชิงพาณิชย์ เพราะงานวิจัยทางการแพทย์จำนวนมากติดอยู่ที่ขั้นตอนการทดลองในมนุษย์ (Clinical Trials) ที่ต้องใช้ทั้งเวลาและงบประมาณสูง

 

ตัวอย่างเช่น งานวิจัยการใช้เซลล์บำบัด (CAR T-cell) รักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว ที่ช่วงทดลองในห้องปฏิบัติการกับผู้ป่วย 5-10 คน อาจใช้งบราว 100 ล้านบาท แต่หากผลักดันสู่การขึ้นทะเบียนที่ต้องทดสอบในผู้ป่วยหลักร้อยคน ต้องใช้เงินเพิ่มอีก 300-400 ล้านบาท

 

อีกทั้งเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ไทยมีสัดส่วนงบวิจัยและพัฒนา (R&D) ต่อ GDP ไม่ถึง 2% ขณะที่เกาหลีใต้ลงทุนสูงราว 7% แม้กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) จะมีงบกว่าหมื่นล้านบาทต่อปี แต่ก็ยังไม่พอ

 

ทางออกที่หลายประเทศใช้คือการดึงภาคเอกชนและกลุ่มทุน (Venture Capital) เข้ามาร่วมลงทุน โดยรัฐช่วยสนับสนุนงบคนละครึ่งเพื่อลดความเสี่ยง แต่ในไทยยังมีเอกชนที่ลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูงแบบนี้ไม่มากนัก

 

จับมือ NVIDIA สร้างฐานข้อมูลสุขภาพคนไทย

 

อีกเป้าหมายในระยะ 5 ปีคือการใช้ปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ (AI in Medicine) โดยมหิดลมีข้อได้เปรียบจากการมีโรงพยาบาลในสังกัด 11 แห่ง ที่รวบรวมข้อมูลประวัติการรักษาย้อนหลังกว่า 20 ปี เมื่อนำมาผนวกกับข้อมูลพันธุกรรมของคนไทยและประมวลผลด้วย AI จะสร้างเป็นฐานข้อมูลสุขภาพระดับชาติ (Health Data Lake) ที่ตรงกับลักษณะพันธุกรรมคนไทย โดยไม่ต้องพึ่งข้อมูลจากต่างประเทศ

 

ข้อมูลนี้จะนำไปสู่การแพทย์เชิงป้องกันแบบแม่นยำ (Precision Preventive Medicine) ที่สามารถใช้อุปกรณ์สวมใส่ (Wearables) ติดตามพฤติกรรมประจำวันร่วมกับประวัติการรักษาและพันธุกรรม เพื่อทำนายความเสี่ยงของโรคล่วงหน้า 10-30 ปี พร้อมให้คำแนะนำการปรับพฤติกรรม

 

เพื่อให้เป้าหมายนี้เกิดขึ้น มหิดลร่วมมือกับ 9 มหาวิทยาลัยในไทย และเจรจากับ NVIDIA ที่ยินดีสนับสนุนมูลค่าราว 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,000 ล้านบาท) ในรูปหน่วยประมวลผล GPU และซอฟต์แวร์ โดยมีเงื่อนไขว่ารัฐบาลไทยต้องสนับสนุนงบในจำนวนเท่ากัน (Matching Fund) เพื่อผลิตบุคลากรระดับปริญญาเอก 100 คน

 

ทั้งนี้ โครงการเคยล่าช้าจากการเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี และมหิดลคาดว่าจะมีการประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการช่วงที่ เจนเซน หวง ซีอีโอ NVIDIA เดินทางเยือนไทยในเดือนตุลาคมนี้

 

อันดับ 1 โลก SDG 3 หนุนเป้าเศรษฐกิจสุขภาพ

 

อย่างไรก็ตาม ‘มหิดล’ ได้รับการจัดอันดับเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของโลกด้าน SDG 3: Good Health and Well-being จาก THE Sustainability Impact Ratings 2026 จากสถาบันทั่วโลก 1,254 แห่ง ด้วยคะแนน 93.6 จาก 100

 

มหิดลขยับจากอันดับ 77 ของโลกในปี 2563 มาสู่อันดับ 16, 7, 3 และขึ้นอันดับ 1 ในปีนี้ โดยปัจจัยหลักมาจากด้านความร่วมมือและบริการสุขภาพที่มีสัดส่วนคะแนน 38.40% และการผลิตบุคลากรด้านสุขภาพ 34.60%

 

ในภาพใหญ่ มหิดลมองว่าเศรษฐกิจสุขภาพเป็นภาคที่เติบโตเร็ว โดยอ้างข้อมูลจาก Global Wellness Institute ที่ระบุว่า ปี 2567 เศรษฐกิจสุขภาวะโลกมีมูลค่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2572

 

ขณะที่ตลาดในไทยมีมูลค่าราว 600,000-670,000 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ยราว 5% ต่อปี โดยไทยมีจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ติด 15 อันดับแรกของโลก ซึ่งมหิดลมองว่าเป็นโอกาสให้ไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาพของภูมิภาค

 

โดยก้าวต่อไปของมหาวิทยาลัยมหิดล คือการต่อยอดยุทธศาสตร์ Holistic Wellbeing เพื่อสร้างระบบนิเวศด้านสุขภาพและนวัตกรรมที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และการใช้ประโยชน์จริงเข้าด้วยกัน ผ่านการบูรณาการศาสตร์จากหลากหลายสาขา นวัตกรรม และเทคโนโลยีขั้นสูงควบคู่กับการผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ

 

นอกจากโมเดลบริการสุขภาพของ ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ และศิริราช บางโพ แล้วยังมีการต่อยอดสมุนไพรไทยสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง และเทคโนโลยี Gene Therapy เพื่อยกระดับการรักษาโรคซับซ้อน ซึ่งทั้งหมดนี้ได้สะท้อนศักยภาพของมหาวิทยาลัยในการเปลี่ยนองค์ความรู้และนวัตกรรมให้เป็นทั้งคุณค่าทางสังคมและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นฮับด้านสุขภาพและสุขภาวะของภูมิภาคต่อไปในอนาคต

 

ภาพ : sasirin pamai / Shutterstock

The post มหิดลวิจัยปลูกถ่ายอวัยวะจากหมูสู่คน หวังช่วยผู้ป่วยฟอกไตกว่า 1 แสนคน ดันยุทธศาสตร์ Holistic Wellbeing appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ถือหุ้น BCPG เห็นชอบขายหุ้นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 2 แห่งในสหรัฐฯ เสริมความแข็งแกร่งทางการเงิน รองรับการเติบโตระยะยาว https://thestandard.co/bcpg-sells-us-gas-plants/ Tue, 07 Jul 2026 10:25:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1227822 โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ

บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG ได้จัดการประชุม […]

The post ผู้ถือหุ้น BCPG เห็นชอบขายหุ้นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 2 แห่งในสหรัฐฯ เสริมความแข็งแกร่งทางการเงิน รองรับการเติบโตระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ

บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG ได้จัดการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2569 ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-Meeting) โดยมี ประสงค์ พูนธเนศ ประธานกรรมการ เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วย รวี บุญสินสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ คณะกรรมการ และผู้ถือหุ้นเข้าร่วมประชุม เพื่อพิจารณาอนุมัติการจำหน่ายเงินลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 2 แห่งในรัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งที่ประชุมมีมติอนุมัติตามที่คณะกรรมการบริษัทเสนอ

 

รวี บุญสินสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติอนุมัติการจำหน่ายเงินลงทุนในโครงการ Hamilton Holdings II, LLC (Hamilton) ซึ่งถือหุ้นในโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 2 แห่ง ได้แก่ โครงการ Hamilton Liberty และโครงการ Hamilton Patriot ในรัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา รวมกำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น 426 เมกะวัตต์ คิดเป็นมูลค่ากิจการรวม 575 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 18,754 ล้านบาท โดยเป็นการจำหน่ายหุ้นร่วมกับผู้ถือหุ้นรายอื่นทั้งหมดภายใต้เงื่อนไขสิทธิบังคับเข้าร่วมขายหุ้น (Drag-along Rights)

 

การทำธุรกรรมในครั้งนี้ บริษัทจะได้รับเงินสดประมาณ 354 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อรวมกับเงินปันผลที่ได้รับจากโครงการดังกล่าวแล้วอีกประมาณ 72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จะทำให้บริษัทได้รับเงินสดจากการลงทุนรวมคิดเป็น 1.6 เท่า ของเงินลงทุนที่เคยลงทุนไว้

 

โดยบริษัทจะนำเงินที่ได้รับไปเสริมความแข็งแกร่งด้านฐานะการเงิน เพิ่มสภาพคล่อง และเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารเงินทุน เพื่อรองรับการลงทุนตามยุทธศาสตร์ในธุรกิจพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทในอนาคต

 

“ภายหลังจากการจำหน่ายหุ้นดังกล่าว บริษัทยังคงมีการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกาอีกจำนวน 2 โครงการ ได้แก่ Carroll County Energy LLC (CCE) และ South Field Energy LLC (SFE) รวมกำลังการผลิตติดตั้งตามสัดส่วนการถือหุ้น 431 เมกะวัตต์ ซึ่งยังคงสนับสนุนความมั่นคงของผลการดำเนินงานของบริษัทต่อไป” รวีกล่าวเพิ่มเติม

 

ภาพ: tonton/ Shutterstock

The post ผู้ถือหุ้น BCPG เห็นชอบขายหุ้นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 2 แห่งในสหรัฐฯ เสริมความแข็งแกร่งทางการเงิน รองรับการเติบโตระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมศุลกากร เผยยกเลิก De Minimis เพิ่มรายได้เดือนละ 300 ล้านบาท แต่ยอดสั่งสินค้าจากต่างประเทศโดยตรงร่วง 30% https://thestandard.co/customs-de-minimis-revenue-imports-drop/ Tue, 07 Jul 2026 10:23:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1227818 ภาพกราฟิกแสดงรายได้กรมศุลกากรเพิ่มขึ้น 300 ล้านบาทต่อเดือน หลังยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าต่ำกว่า 1,500 บาท

กรมศุลกากร เผยยกเลิก De Minimis เพิ่มรายได้เดือนละ 300 […]

The post กรมศุลกากร เผยยกเลิก De Minimis เพิ่มรายได้เดือนละ 300 ล้านบาท แต่ยอดสั่งสินค้าจากต่างประเทศโดยตรงร่วง 30% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงรายได้กรมศุลกากรเพิ่มขึ้น 300 ล้านบาทต่อเดือน หลังยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าต่ำกว่า 1,500 บาท

กรมศุลกากร เผยยกเลิก De Minimis เพิ่มรายได้เดือนละ 300 ล้านบาท แต่ยอดสั่งสินค้าโดยตรงจากต่างประเทศลดลง 30% ส่วนยอดใช้สิทธิ FTA-BOI เพิ่ม กดดันรายได้อากรขาเข้า

 

 
 

วานนี้ (7 กรกฎาคม) พันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากรสามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นเดือนละประมาณ 300 ล้านบาท จากมาตรการจัดเก็บอากรขาเข้าจากสินค้านำเข้าตั้งแต่บาทแรก หรือการปรับลดเกณฑ์ De Minimis ซึ่งเป็นการยกเลิกการยกเว้นภาษีอากรสำหรับสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท

 

ทั้งนี้ สินค้านำเข้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท มีมูลค่าการนำเข้ารวมราว 10,000 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับมูลค่าการนำเข้ารวมประมาณ 10 ล้านล้านบาท ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา

 

พันธ์ทองกล่าวว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ประกอบการในประเทศ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME ที่ต้องแข่งขันกับสินค้านำเข้าราคาต่ำจากต่างประเทศ

 

ทั้งนี้ หลังดำเนินมาตรการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 พบว่ายอดการนำเข้าผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซลดลง เนื่องจากการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศโดยตรงลดลงประมาณ 30%

 

ประเมินจัดเก็บรายได้ปีนี้โตแต่ยังต่ำเป้า

 

กรมศุลกากรประเมินว่าการจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2569 จะขยายตัวจากปีก่อน แต่ยังต่ำกว่าประมาณการ เนื่องจากผู้นำเข้าใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มขึ้น ทั้งจากความตกลงการค้าเสรี (FTA) และมาตรการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

 

ในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงเดือนมิถุนายน 2569 กรมศุลกากรจัดเก็บรายได้รวม 476,106 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31,148 ล้านบาท หรือ 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

รายได้ดังกล่าวแบ่งเป็น อากรศุลกากรจากภาษีนำเข้า 85,766 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 85,318 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ยังต่ำกว่าประมาณการรายได้อยู่ที่ 5,833 ล้านบาท หรือคิดเป็น 6.4%

 

นอกจากนี้ กรมศุลกากรยังจัดเก็บรายได้แทนหน่วยงานอื่น ได้แก่ กรมสรรพากร 308,016 ล้านบาท กรมสรรพสามิต 43,725 ล้านบาท และกระทรวงมหาดไทย 38,596 ล้านบาท โดยรายได้ที่จัดเก็บได้จะนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินต่อไป

 

ใช้สิทธิ FTA – BOI เพิ่ม กดดันรายได้

 

พันธ์ทองกล่าวว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้รายได้อากรขาเข้าต่ำกว่าประมาณการ มาจากการใช้สิทธิ FTA สำหรับการนำเข้าสินค้าที่มีมูลค่าสูง แต่ไม่มีภาษีนำเข้า โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มพลังงาน เช่น น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และทองคำ

 

แม้สินค้ากลุ่มดังกล่าวจะมีมูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้น แต่รัฐไม่สามารถจัดเก็บอากรขาเข้าได้ ส่งผลให้รายได้จากอากรศุลกากรต่ำกว่ากรอบประมาณการ

 

ขณะเดียวกัน การใช้สิทธิส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ศุลกากรและกรมอื่นๆ จัดเก็บรายได้ได้น้อยลง สะท้อนจากการใช้สิทธิประโยชน์จาก BOI ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 การใช้สิทธิ BOI เพิ่มขึ้นถึง 40%

 

พันธ์ทองมองว่า การเพิ่มขึ้นดังกล่าวสะท้อนว่า BOI Fast Pass มีส่วนช่วยกระตุ้นการลงทุนในประเทศ แม้มาตรการส่งเสริมการลงทุนจะส่งผลให้รายได้ภาษีลดลงในระยะสั้น ทั้งจากการลดหย่อนและการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลที่อาจนานถึง 8 ปี

 

อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนที่รัฐคาดหวังคือการเพิ่มขึ้นของการลงทุน การจ้างงาน การหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการถ่ายทอดเทคโนโลยี ก่อนที่ภาครัฐจะสามารถกลับมาจัดเก็บรายได้ภาษีได้มากขึ้นเมื่อผู้ประกอบการสิ้นสุดระยะเวลาการได้รับสิทธิประโยชน์จาก BOI

The post กรมศุลกากร เผยยกเลิก De Minimis เพิ่มรายได้เดือนละ 300 ล้านบาท แต่ยอดสั่งสินค้าจากต่างประเทศโดยตรงร่วง 30% appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาคมตราสารหนี้เผยครึ่งปีแรกหุ้นกู้ผิดนัดชำระ 7 ราย มูลค่าสุทธิ 7.4 พันล้านบาท https://thestandard.co/thai-bond-default-first-half/ Tue, 07 Jul 2026 09:56:02 +0000 https://thestandard.co/thai-bond-default-first-half/ ชายใช้แว่นขยายส่องเอกสารหุ้นกู้ พร้อมข้อความ 'ตลาดหุ้นกู้ยังไม่ฟื้น! ครึ่งปีผิดนัดชำระ 7 ราย 7.4 พันล้านบาท'

ThaiBMA เผยสถานการณ์หุ้นกู้เอกชนยังไม่ฟื้นตัวดีนัก โดยเ […]

The post สมาคมตราสารหนี้เผยครึ่งปีแรกหุ้นกู้ผิดนัดชำระ 7 ราย มูลค่าสุทธิ 7.4 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชายใช้แว่นขยายส่องเอกสารหุ้นกู้ พร้อมข้อความ 'ตลาดหุ้นกู้ยังไม่ฟื้น! ครึ่งปีผิดนัดชำระ 7 ราย 7.4 พันล้านบาท'

ThaiBMA เผยสถานการณ์หุ้นกู้เอกชนยังไม่ฟื้นตัวดีนัก โดยเฉพาะปัญหาผิดนัดชำระหนี้ ครึ่งปีแรกมีจำนวน 7 ราย มูลค่าสุทธิ 7.4 พันล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่มี 8 ราย มูลค่า 8.3 พันล้านบาท

 

อริยา ติรณะประกิจ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า มูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทยณ สิ้นไตรมาส 2/69 เท่ากับ 18.3 ล้านล้านบาท (คิดเป็น 96% ของ GDP) เพิ่มขึ้น 2.0% จากสิ้นปี 68 ที่ผ่านมา เป็นการเพิ่มขึ้นของพันธบัตรรัฐบาลเป็นสำคัญ

 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการผิดนัดชำระ (Default) ยังคงมีต่อเนื่อง โดยช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมามีหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระจากผู้ออก 7 ราย มูลค่าสุทธิ 7,422 ล้านบาท และมีหุ้นกู้ที่ปรับโครงสร้างหนี้จากผู้ออก 7 ราย มูลค่าสุทธิ 1,188 ล้านบาท

 

ขณะที่การผิดนัดชำระในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ปี 2566 มีจำนวน 5 ราย มูลค่า 16,363 ล้านบาท ปี 2567 จำนวน 5 ราย มูลค่า 3,172 ล้านบาท และ ปี 2568 จำนวน 8 ราย มูลค่า 8,319 ล้านบาท

 

อริยากล่าวต่อว่า จากจำนวนหุ้นกู้ที่ครบกำหนดชำระในช่วงครึ่งปีหลังรวม 416,877 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่ม Non-rated อยู่ประมาณ 20,739 ล้านบาท และบางส่วนที่ได้ยืดหนี้ไปแล้ว จึงคาดว่าหุ้นกู้กลุ่มนี้คงไม่มาออกหุ้นกู้ชุดใหม่แล้วและมีความเป็นไปได้สูงที่จะดำเนินการยืดหนี้ต่อ รวมถึงคงไม่มีอะไรที่เป็นเซอร์ไพรส์สำหรับนักลงทุน

 

ทั้งนี้ การออกหุ้นกู้ใหม่ช่วงครึ่งปีแรก กลุ่มอุตสาหกรรมหลักยังคงเป็นพลังงาน ไฟแนนซ์ และอสังหาริมทรัพย์ โดยกลุ่มพลังงานและไฟแนนซ์ยังคงเห็นการออกหุ้นกู้เพิ่มขึ้น ขณะที่กลุ่มอสังหาฯ ออกหุ้นกู้ใหม่ลดลง

 

“กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ฯ บางส่วนสถานการณ์ไม่ค่อยดี และนักลงทุนระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนต้องหันไปพึ่งธนาคารแทน รวมทั้งบางบริษัทชะลอการออกหุ้นกู้ระยะยาว เพื่อรอดูทิศทางของดอกเบี้ย”

 

คาดหุ้นกู้เอกชนออกใหม่ปีนี้ 8.8 – 9 แสนล้านบาท

 

สมาคมตราสารหนี้คาดการณ์ว่า มูลค่าการหุ้นกู้เอกชนปีนี้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 880,000 – 900,000 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทขนาดใหญ่ยังมีความต้องการระดมทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริษัทที่เลื่อนมาออกจากช่วงครึ่งปีแรก ประกอบกับในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะมีหุ้นกู้ครบกำหนดชำระรวม 416,877 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นกู้ในกลุ่ม Investment Grade สัดส่วน 90% และกลุ่ม High Yield (รวม Non-rated bond) อีก 10%

 

โดยผู้ออกหุ้นกู้รายใหญ่ 10 อันดับแรกอยู่ในกลุ่ม Investment Grade มีอัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio) ระหว่าง 2.08 -10.6 เท่า ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt to Equity) ส่วนใหญ่อยู่ในระดับไม่เกิน 2 เท่า

 

ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีหุ้นกู้ครบกำหนดในช่วงครึ่งปีหลังมากสุดคือ กลุ่มพลังงาน มูลค่า 95,793 ล้านบาท รองลงมาคือ การเงิน 71,842 ล้านบาท,อสังหาฯ 69,482 ล้านบาท,ไอซีที 35,185 ล้านบาท และพาณิชย์ 34,148 ล้านบาท เป็นต้น

 

ภาพ: Andrii Yalanskyi / Shutterstock

The post สมาคมตราสารหนี้เผยครึ่งปีแรกหุ้นกู้ผิดนัดชำระ 7 ราย มูลค่าสุทธิ 7.4 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก ‘บอนด์ออมพลัส’ พันธบัตรรัฐบาลเปิดขายให้ประชาชน ดอกเบี้ยสูงกว่าตลาด ซื้อได้ทุกเดือน ขายผ่านตลาดรอง แอปฯ Streaming ได้ https://thestandard.co/bond-aomplus-government-savings-streaming/ Tue, 07 Jul 2026 09:19:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1227795 ภาพธนบัตรไทยจำนวนหนึ่งซ้อนกัน

มาแน่! คลังเตรียมออก ‘พันธบัตรออมทรัพย์’ สำหรับประชาชน […]

The post รู้จัก ‘บอนด์ออมพลัส’ พันธบัตรรัฐบาลเปิดขายให้ประชาชน ดอกเบี้ยสูงกว่าตลาด ซื้อได้ทุกเดือน ขายผ่านตลาดรอง แอปฯ Streaming ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพธนบัตรไทยจำนวนหนึ่งซ้อนกัน

มาแน่! คลังเตรียมออก ‘พันธบัตรออมทรัพย์’ สำหรับประชาชน รุ่นอายุ 3 และ 10 ปี การันตีดอกเบี้ยสูงกว่าตลาด ผ่าน 2 ช่องทาง ได้แก่ วอลเล็ต สบม. เริ่ม 31 ก.ค.นี้ วงเงิน 2 พันล้านบาท ขั้นต่ำ 100 บาท และ Bond Connect เริ่ม 3 ส.ค.นี้ วงเงิน 2 พันล้านบาท ขั้นต่ำ 1,000 บาท จ่ายผลตอบแทนทุก 3 เดือน เพิ่มความสะดวกการซื้อทั้งตลาดแรกและตลาดรองด้วย ‘Bond Connect Platform’

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

วันนี้ (7 กรกฎาคม) จินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังเตรียมจำหน่ายพันธบัตรรัฐบาลออมทรัพย์สำหรับประชาชน โดยใช้ชื่อว่า ‘ออมพลัส’ วงเงินรวม 8,000 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2569 นี้

 

รู้จัก ‘พันธบัตรออมพลัส’

 

พันธบัตร ‘ออมพลัส’ คือพันธบัตรรัฐบาลที่เปิดขายให้กับประชาชนทั่วไป โดยในครั้งนี้รัฐบาลได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการขาย โดยมี 4 จุดเด่นหลัก ได้แก่

 

  • พลัสทุกเดือน: มีจำหน่ายทุกเดือน เข้าถึงการออมได้ง่ายและทั่วถึง (จากก่อนหน้านี้มักขายเป็นล็อตใหญ่ๆ นานๆ ครั้ง)
  • พลัสผลตอบแทน: การันตีดอกเบี้ยสูงกว่าตลาด
  • พลัสตลาดรอง: เพิ่ม ‘กลไกตลาด’ รองรับ หวังช่วยสะท้อนราคาซื้อขายที่แท้จริงและโปร่งใส
  • พลัสช่องทางจำหน่าย: เพิ่มช่องทางจำหน่ายที่มากขึ้นผ่านทั้ง วอลเล็ต สบม. ธนาคารพาณิชย์ บริษัทหลักทรัพย์ และแอปพลิเคชัน Streaming

 

เริ่มขายงวดแรกเมื่อไหร่?

 

การจำหน่ายจะแบ่งออกเป็น 2 รอบ รอบละ 4,000 ล้านบาท โดยคาดว่าจะเปิดจำหน่ายในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมและเดือนสิงหาคม 2569 ประกอบด้วย พันธบัตร 2 รุ่นอายุ ได้แก่ 3 ปี และ 10 ปี และมีการจ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือนจนกว่าจะครบกำหนดไถ่ถอน

 

จ่ายดอกเบี้ยถี่แค่ไหน? อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่เท่าไหร่?

 

จินดารัตน์ยืนยันว่า อัตราดอกเบี้ยที่เสนอจะดีกว่าดอกเบี้ยเฉลี่ยในตลาด โดยรัฐบาลจะประกาศอัตราดอกเบี้ย ในวันแถลงข่าวที่ 16 กรกฎาคมนี้ อย่างไรก็ตาม สบน.จะระมัดระวังอัตราดอกเบี้ยไม่ให้สูงเกินไป จนส่งผลกระทบต่อการออกหุ้นกู้ของบริษัทเอกชน

 

“แม้หักภาษีแล้ว ผลตอบแทนยังอยู่ในระดับที่ดีกว่า” จินดารัตน์กล่าว

 

ทั้งนี้ สบน.เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) อายุ 3 ปี และ 10 ปี อยู่ที่ 1.24% และ 1.97% ตามลำดับ

 

เปิด 2 ช่องทางซื้อ ‘เป๋าตัง’ และ ‘Bond Connect Platform’

 

สำหรับการจำหน่ายในแต่ละรอบ สบน. จะแบ่งวงเงินจำหน่ายผ่าน 2 ช่องทาง ช่องทางละ 2,000 ล้านบาท ได้แก่

 

  • ช่องทางแรก คือ ‘วอลเล็ต สบม.’ บนแอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ ซึ่งเป็นช่องทางเดิมที่ประชาชนคุ้นเคย โดยจัดสรรแบบ First-come, First serve เปิดให้ซื้อขั้นต่ำ 100 บาท จำกัดวงเงินจองซื้อสูงสุด 3 ล้านบาทต่อครั้ง และจำกัดวงเงินซื้อสูงสุด 50 ล้านบาทต่อคน ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นี้ เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป
  • ช่องทางที่ 2 คือ ‘Bond Connect Platform’ ซึ่งเป็นช่องทางใหม่ที่พัฒนาร่วมกันระหว่าง สบน. บริษัท เซ็ทเทรด ดอท คอม จำกัด (Settrade) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD)

 

โดยกำหนดวงเงินจำหน่าย 2,000 ล้านบาทต่อรอบ จัดสรรแบบ Small Lot First เปิดให้จองซื้อขั้นต่ำ 1,000 บาท และไม่มีการกำหนดเพดานการซื้อ

 

ซึ่งผู้ที่มีบัญชีหุ้นไทยสามารถจองซื้อพันธบัตรออมพลัสผ่านช่องทางดังกล่าวได้ทันที โดยจะเปิดจองซื้อตลาดแรกในวันที่ 3 สิงหาคม 2569 และใช้เวลาจัดสรรแบบ Small Lot First รวม 3 วัน

 

เปิดทางซื้อขายตลาดรองครั้งแรก! ผ่าน Streaming

 

จินดารัตน์ ระบุว่า Bond Connect Platform จะช่วยให้ผู้ลงทุนรายย่อยสามารถจองซื้อพันธบัตรผ่านแอปพลิเคชันของธนาคารได้ ขณะที่การซื้อขายในตลาดรองจะดำเนินการผ่านแอปพลิเคชัน Streaming เท่านั้น โดยจะมีการกำหนดราคา Ceiling และ Floor ตามหลักเกณฑ์ปกติของตลาด

 

ทั้งนี้การจองซื้อพันธบัตรในตลาดแรกผ่านแพลตฟอร์ม Streaming จะไม่มีค่าธรรมเนียม เนื่องจากการออกพันธบัตรมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามปกติอยู่แล้ว

 

เปิดรายชื่อผู้จัดจำหน่ายภายใต้โครงการ ‘Bond Connect Platform’

 

ผู้จัดจำหน่ายที่เป็นธนาคาร

 

  • ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารออมสิน

 

ผู้จัดจำหน่ายที่เป็นบริษัทหลักทรัพย์

 

  • บริษัทหลักทรัพย์กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด
  • บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรี จำกัด (มหาชน)
  • บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
  • บริษัทหลักทรัพย์โกลเบล็ก จำกัด
  • บริษัทหลักทรัพย์ ทีทีบี เวลธ์ จำกัด (มหาชน)
  • บริษัทหลักทรัพย์ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
  • บริษัทหลักทรัพย์บียอนด์ จำกัด (มหาชน)
  • บริษัทหลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
  • บริษัทหลักทรัพย์แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)
  • บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส จำกัด
  • บริษัทหลักทรัพย์ไอร่า จำกัด (มหาชน)
  • บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด (มหาชน)
  • บริษัทหลักทรัพย์ทิสโก้ จำกัด
  • บริษัทหลักทรัพย์เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
  • บริษัทหลักทรัพย์อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด
  • บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด
  • บริษัทหลักทรัพย์ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด
  • บริษัทหลักทรัพย์ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

The post รู้จัก ‘บอนด์ออมพลัส’ พันธบัตรรัฐบาลเปิดขายให้ประชาชน ดอกเบี้ยสูงกว่าตลาด ซื้อได้ทุกเดือน ขายผ่านตลาดรอง แอปฯ Streaming ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอกนัฏ’ รับลูกนายกฯ เรียกถก กบง.-กบน.ด่วน เร่งลดราคาน้ำมัน ไม่รอราคาสิงคโปร์ https://thestandard.co/ekanat-oil-price-cut-urgent/ Tue, 07 Jul 2026 07:31:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1227728 ภาพเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

‘เอกนัฏ’ รับข้อสั่งการนายกฯ เรียกถก กบง.-กบน.ด่วนเย็นนี […]

The post ‘เอกนัฏ’ รับลูกนายกฯ เรียกถก กบง.-กบน.ด่วน เร่งลดราคาน้ำมัน ไม่รอราคาสิงคโปร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

‘เอกนัฏ’ รับข้อสั่งการนายกฯ เรียกถก กบง.-กบน.ด่วนเย็นนี้ เร่งลดราคาน้ำมันทันที หลังต้นทุนน้ำมันดิบโลกปรับลด ไม่รอราคาสิงคโปร์

 

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รับข้อสั่งการจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้เร่งดำเนินมาตรการปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ โดยได้เรียกประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เป็นการด่วนในช่วงเย็นวันนี้ เพื่อพิจารณาแนวทางลดราคาน้ำมันให้สอดคล้องกับต้นทุนที่ปรับลดลง

 

ทั้งนี้ การประชุม กบง. และ กบน. ในช่วงเย็นวันนี้ จะเร่งพิจารณามาตรการปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันโดยเร็ว เพื่อให้ราคาภายในประเทศสะท้อนต้นทุนที่ลดลง และให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องรอการอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์ หากต้นทุนน้ำมันดิบได้ปรับลดลงแล้ว

The post ‘เอกนัฏ’ รับลูกนายกฯ เรียกถก กบง.-กบน.ด่วน เร่งลดราคาน้ำมัน ไม่รอราคาสิงคโปร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
KKPS ประเมิน Virtual Bank 3 ราย กินแชร์ 1% ของระบบ คาดสินเชื่อรวม 2 แสนล้านบาทใน 5-6 ปี https://thestandard.co/kkps-virtual-bank-loan-share/ Tue, 07 Jul 2026 07:07:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1227711 ภาพกราฟิกแสดงการประเมิน Virtual Bank โดย KKPS

ท่ามกลางกระแสความสนใจต่อ CLICX ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Vi […]

The post KKPS ประเมิน Virtual Bank 3 ราย กินแชร์ 1% ของระบบ คาดสินเชื่อรวม 2 แสนล้านบาทใน 5-6 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงการประเมิน Virtual Bank โดย KKPS

ท่ามกลางกระแสความสนใจต่อ CLICX ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) รายแรกของไทยที่เพิ่งเปิดบริการเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 พร้อมแคมเปญเงินฝากดอกเบี้ยสูงและฟีเจอร์เลือกเลขบัญชีมงคล บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร (KKPS) ประเมินว่าการมาของธนาคารไร้สาขาทั้ง 3 รายจะยังไม่ได้เข้ามาเปลี่ยนภาพอุตสาหกรรมธนาคารไทย แต่เป็นเพียงการขยายขอบเขตการให้บริการของระบบเดิม

 

 
 

สรัชดา ศรทรง นักวิเคราะห์หุ้นกลุ่มธนาคาร บล.เกียรตินาคินภัทร (KKPS) ประเมินว่า ในกรอบเวลา 5-6 ปีแรก ผู้เล่น Virtual Bank ทั้ง 3 รายรวมกันน่าจะปล่อยสินเชื่อได้ราว 200,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1% ของสินเชื่อในระบบธนาคารไทยที่มีขนาดราว 22.5 ล้านล้านบาท (รวมธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ)

 

“การเข้ามาของธนาคารไร้สาขาไม่ใช่การมา disrupt แต่เป็นการขยายขอบเขตการให้บริการของภาพเดิม” สรัชดากล่าว พร้อมย้ำว่าตัวเลข 200,000 ล้านบาทเป็นการประเมิน Potential Market ที่อาจเป็นไปได้ ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นในเวลาอันใกล้

 

KKPS มองว่าสมรภูมิจริงของ Virtual Bank ไทยจะไม่ใช่สินเชื่อบ้านหรือบัตรเครดิต ซึ่งเป็นตลาดที่ธนาคารพาณิชย์แข่งขันกันดุเดือดอยู่แล้ว แต่จะเป็นสินเชื่อรายย่อยไม่มีหลักประกันในกลุ่มนาโนไฟแนนซ์ ที่มีเพดานวงเงิน 100,000 บาทต่อราย และคิดดอกเบี้ยได้สูงถึง 25-33% ตามระดับความเสี่ยงของลูกค้า

 

โมเดลอ้างอิงคือผู้เล่นดิจิทัลที่ทำอยู่แล้วอย่าง Monix และ FINNIX (บริษัทลูกในกลุ่ม SCBX) ซึ่งเน้นสินเชื่อวงเงินไม่สูงแต่เก็บดอกเบี้ยได้ค่อนข้างสูง เป้าหมายคือกลุ่มที่เข้าไม่ถึงธนาคาร ทั้งฟรีแลนซ์และผู้มีรายได้รายวันที่มีรายได้จริงแต่ไม่มีหลักฐานทางการเงินชัดเจน สอดคล้องกับที่ CLICX ระบุว่าจะใช้ฐานข้อมูลลูกค้าจากพันธมิตรรวมกันกว่า 50 ล้านราย มาประเมินศักยภาพการชำระหนี้ด้วยข้อมูลทางเลือก (alternative data) เช่น ประวัติการชำระค่าน้ำค่าไฟ แทนสลิปเงินเดือนหรือ bank statement แบบเดิม

 

สรัชดาย้ำว่า หัวใจความสำเร็จของ Virtual Bank ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีดีหรือหาลูกค้าได้มาก แต่อยู่ที่ การบริหารความเสี่ยงและการเก็บหนี้ ท่ามกลางโจทย์หนี้ครัวเรือนไทยที่อยู่ในระดับสูงทั้งในระบบและนอกระบบ

 

ต้นทุนหาลูกค้าใหม่หัวละ 150 บาท

 

ในมุมการหาลูกค้า KKPS ประเมินว่าแคมเปญเปิดตัวของ CLICX ที่ให้ดอกเบี้ยเงินฝากสูงสุด 4% ต่อปีสำหรับเงินฝาก 20,000 บาทแรก (นาน 3 เดือน ก่อนลดเหลือ 0.50%) และจำกัดเพียง 100,000 สิทธิ ทำให้ต้นทุนการหาลูกค้า 100,000 คนแรกตกเพียงไม่เกิน 150 บาทต่อคน ถือว่าเตรียมตัวมาดีในการดึงฐานลูกค้าด้วยต้นทุนต่ำ

 

อย่างไรก็ตาม การที่แคมเปญถูกจำกัดจำนวนสิทธิไว้สะท้อนว่าผู้เล่นตระหนักดีว่า หากเปิดรับเงินฝากดอกเบี้ยสูงแบบไม่จำกัด จะกลายเป็นการโหลดต้นทุนทางการเงินใส่ตัวเองในช่วงที่ยังปล่อยสินเชื่อไม่ทัน จุดนี้ตรงกับบทเรียนในอาเซียนที่ฐานเงินฝากมักหดตัวเมื่อโปรโมชันดอกเบี้ยสิ้นสุดลง สะท้อนว่าเป็นเงินฝากที่เช่ามามากกว่าจะยึดเป็นฐานทุนระยะยาวได้จริง

 

ปีแรกยังขาดทุน แต่ไม่กระทบบริษัทแม่

 

ในเชิงผลประกอบการ KKPS อ้างอิงค่าเฉลี่ยของ Virtual Bank ต่างประเทศ พบว่าปีแรกมักมี ROE ติดลบราว -19% และระยะเวลาคืนทุนกว้างมากตั้งแต่ 1-9 ปี ขึ้นอยู่กับโมเดลธุรกิจ โดยรายที่คืนทุนเร็วมักเป็นรายที่ต่อยอดจากฐานลูกค้าเดิม เช่น KakaoBank ของเกาหลีที่แปลงผู้ใช้โซเชียลแอปเดิมมาเป็นลูกค้าธนาคาร โดยไม่ต้องหาลูกค้าใหม่

 

สำหรับผลกระทบต่อบริษัทแม่ของผู้ถือหุ้นหลักอย่าง KTB และ SCB สรัชดาระบุว่า แทบไม่มีนัยสำคัญ เพราะผลขาดทุนในช่วงเริ่มต้นคิดเป็นสัดส่วนเพียงราว 1% ของกำไรบริษัทแม่ที่อยู่ในระดับ 40,000-50,000 ล้านบาท ทำให้ KKPS ไม่ได้รวมมูลค่าธุรกิจ Virtual Bank เข้าไปในการประเมินมูลค่าหุ้นกลุ่มธนาคาร และมองว่านักลงทุนสถาบันเองก็ยังไม่ได้ให้น้ำหนักว่าเป็นปัจจัยใหม่ที่จะดันราคาหุ้น

 

KKPS มองว่าไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานสูง ทั้งการเข้าถึงบริการธนาคารผ่านแอปที่แพร่หลายติดอันดับต้นๆ ของโลก ผู้ใช้พร้อมเพย์เกิน 90 ล้านราย รวมถึงการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดให้ทำ KYC ออนไลน์และใช้ข้อมูลทางเลือกประกอบการพิจารณาสินเชื่อได้ ทำให้โครงสร้างตลาดไทยใกล้เคียงกับเกาหลีใต้และสิงคโปร์ ที่ระบบธนาคารดั้งเดิมค่อนข้างแข็งแรง เพียงแต่เศรษฐกิจไทยอาจไม่ได้เติบโตสูงเท่าเกาหลีใต้

 

โดย ธปท. จะกำกับผู้เล่นทั้ง 3 รายในลักษณะ sandbox ในช่วง 3-5 ปีแรก พร้อมกำหนดให้ต้องมีแผนรองรับกรณีไปต่อไม่ได้ (exit plan) เพื่อคุ้มครองผู้ฝากเงิน และต้องเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 5,000 ล้านบาทเป็น 10,000 ล้านบาทเมื่อพ้นช่วงทดลอง

 

ทั้งนี้ ปัจจัยบวกสำคัญคือประชาชนมีทางเลือกมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่เข้าไม่ถึงระบบธนาคารเดิม ขณะที่ผู้ให้บริการก็ได้ตลาดใหม่เพื่อหาช่องทางเติบโต ส่วนความเสี่ยงหลักคือ สภาพเศรษฐกิจไทยที่ยังเปราะบางและหนี้ครัวเรือนสูง ทำให้การบริหารจัดการหนี้เสียอย่างมีระบบกลายเป็นโจทย์ชี้ขาดความอยู่รอด

 

The post KKPS ประเมิน Virtual Bank 3 ราย กินแชร์ 1% ของระบบ คาดสินเชื่อรวม 2 แสนล้านบาทใน 5-6 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส.อ.ท.เตือนงบปี 70 เงินรัฐตึงตัว ชง 5 สูตรเปลี่ยน ‘งบใช้จ่าย’ เป็น ‘งบลงทุนอนาคต’ https://thestandard.co/fti-warns-2027-budget-future-investment/ Tue, 07 Jul 2026 06:56:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1227699 อาคารรัฐสภาไทยในกรุงเทพมหานคร

ส.อ.ท. แนะงบประมาณปี 2570 ต้องเน้นงบลงทุนอนาคต เพื่อเพิ […]

The post ส.อ.ท.เตือนงบปี 70 เงินรัฐตึงตัว ชง 5 สูตรเปลี่ยน ‘งบใช้จ่าย’ เป็น ‘งบลงทุนอนาคต’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาคารรัฐสภาไทยในกรุงเทพมหานคร

ส.อ.ท. แนะงบประมาณปี 2570 ต้องเน้นงบลงทุนอนาคต เพื่อเพิ่มผลิตภาพประเทศ เปลี่ยนโครงสร้าง ไม่ใช่แค่ประคองเศรษฐกิจ

 

พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ต้องมองด้วยความเข้าใจต่อข้อจำกัดของภาครัฐ เพราะประเทศไทยอยู่ในช่วงที่ต้องดูแลเศรษฐกิจระยะสั้น ควบคู่กับการรักษาวินัยการคลัง และรับมือกับภาระรายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 

ดังนั้น ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียง ‘ใช้งบมากหรือน้อย’ แต่คือ ‘ใช้งบให้เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจได้จริงเพียงใด’

 

ข้อมูลภาพรวมงบประมาณปี 2570 สะท้อนข้อจำกัดดังกล่าวอย่างชัดเจน วงเงินงบประมาณอยู่ที่ประมาณ 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพียง 0.2%

 

ขณะที่ประมาณการรายได้สุทธิอยู่ที่ 3.0 ล้านล้านบาท ทำให้ต้องกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลประมาณ 788,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 3.8% ของ GDP

 

ในขณะเดียวกัน รายจ่ายประจำเพิ่มขึ้น 5.0% และมีสัดส่วนสูงถึง 73.6% ของวงเงินงบประมาณ ขณะที่รายจ่ายลงทุนลดลง 8.4% เหลือสัดส่วน 20.8% ของงบประมาณทั้งหมด

 

ตัวเลขนี้สะท้อนว่า พื้นที่ทางการคลังของประเทศแคบลง รัฐบาลจึงจำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณให้ชัดเจนกว่าเดิม

 

โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไทยปี 2570 ยังถูกประเมินว่าจะขยายตัวเพียง 1.7-2.7% ซึ่งยังไม่สูงพอจะทำให้ประเทศ หลุดจากปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งด้านผลิตภาพ ต้นทุนพลังงาน ทักษะแรงงาน ความสามารถในการแข่งขัน และการยกระดับอุตสาหกรรมสู่เทคโนโลยีใหม่

 

ทั้งนี้ ในมุมของ ส.อ.ท. งบประมาณปี 2570 ควรเป็นเครื่องมือปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว มากกว่าการกระจายงบเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นรายเรื่อง

 

“รัฐควรให้น้ำหนักกับโครงการที่เพิ่มผลิตภาพของประเทศ เช่น โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และดิจิทัล การพัฒนาทักษะแรงงานสมัยใหม่ การยกระดับ SMEs ให้ใช้เทคโนโลยีและ AI การลงทุนด้านพลังงานสะอาด การสนับสนุนนวัตกรรมและมาตรฐานสินค้าไทย รวมถึงมาตรการที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเชื่อมต่อกับห่วงโซ่อุปทานโลกได้มากขึ้น”

 

ข้อเสนอด้านการคลังที่สำคัญมี 5 เรื่อง ที่อยากให้ภาครัฐเร่งดำเนินการไปพร้อมกัน

 

  • จัดสรรงบประมาณโดยยึดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจเป็นหลัก งบลงทุนควรมุ่งไปที่โครงการที่วัดผลได้ว่าเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน เพิ่มการจ้างงาน เพิ่มรายได้ภาคธุรกิจ หรือสร้างขีดความสามารถใหม่ให้ประเทศ ไม่ควรกระจายงบจนขาดจุดเน้น
  • เพิ่มรายได้รัฐโดยขยายฐานเศรษฐกิจ รัฐควรทำให้เศรษฐกิจโตขึ้น ดึงธุรกิจเข้าสู่ระบบภาษีอย่างเป็นธรรม ใช้ดิจิทัลลดการรั่วไหล และส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง มากกว่าการขึ้นภาษีแบบเร่งด่วนที่อาจซ้ำเติมต้นทุนของภาคการผลิต
  • มีระบบติดตามและประเมินผลการใช้งบประมาณแบบเปิดเผยทุกโครงการสำคัญ ควรมีตัวชี้วัดชัดเจน ตั้งแต่ผลผลิต ผลลัพธ์ ไปจนถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ พร้อมเปิดข้อมูลความคืบหน้าให้ประชาชนและภาคเอกชนตรวจสอบได้ เพื่อให้งบประมาณไม่จบแค่การเบิกจ่าย แต่ต้องตอบได้ว่าเกิดประโยชน์จริงหรือไม่
  • เปิดโอกาสให้ประชาชนและภาคเอกชนมีส่วนร่วมมากขึ้น โดยงบประมาณที่ดีต้องสะท้อนความต้องการจริงของพื้นที่ โดยเฉพาะโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐาน แรงงาน พลังงาน และการพัฒนา SMEs ควรมีช่องทางรับฟังความเห็นจากผู้ใช้ประโยชน์โดยตรง เพื่อให้เม็ดเงินรัฐลงสู่โครงการที่ตรงจุดและสร้างผลคูณทางเศรษฐกิจได้สูงสุด

 

ภาพ: Bule Sky Studio/ Shutterstock

The post ส.อ.ท.เตือนงบปี 70 เงินรัฐตึงตัว ชง 5 สูตรเปลี่ยน ‘งบใช้จ่าย’ เป็น ‘งบลงทุนอนาคต’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอาจริง 100%! ‘เดอะพิซซ่า คอมปะนี’ ข้ามห้วยลุยสมรภูมิไก่ทอด 2.7 หมื่นล้าน ปั้น ‘Chicken Tendies’ ชิงเค้ก QSR https://thestandard.co/the-pizza-company-fried-chicken-tendies-qsr/ Tue, 07 Jul 2026 04:15:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1227577 ภาพผู้บริหาร เดอะพิซซ่า คอมปะนี พร้อมเมนูไก่ทอด Chicken Tendies

“ในปี 2568 ที่ผ่านมา เดอะพิซซ่า คอมปะนี ยังคงรักษาตำแหน […]

The post เอาจริง 100%! ‘เดอะพิซซ่า คอมปะนี’ ข้ามห้วยลุยสมรภูมิไก่ทอด 2.7 หมื่นล้าน ปั้น ‘Chicken Tendies’ ชิงเค้ก QSR appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บริหาร เดอะพิซซ่า คอมปะนี พร้อมเมนูไก่ทอด Chicken Tendies

“ในปี 2568 ที่ผ่านมา เดอะพิซซ่า คอมปะนี ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาดพิซซ่าเอาไว้ได้ โดยมียอดขายเติบโตขึ้น 50% จากกลยุทธ์การเปิดตัวสาขาและขยายโปรดักต์ใหม่ ควบคู่กับการพัฒนาโมเดลหน้าร้านในรูปแบบ Flagship Store ซึ่งสามารถตอบโจทย์ลูกค้าที่หลากหลายขึ้น” ปัทม์ พงษ์วิทยาพิพัฒน์ ผู้จัดการทั่วไป เดอะพิซซ่า คอมปะนี ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท เดอะไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าว

 

แม้ปัจจุบันตลาดพิซซ่าจะยังไม่อิ่มตัวและยังพอมีการเติบโตอยู่เฉลี่ย 2% อาจจะไม่โตเท่าเซกเมนต์อื่นๆ เช่น ฮอตพอตหรือชาบู ที่โตเร็วกว่า ซึ่งก็เป็นไปตามสภาพตลาด ทำให้วันนี้คนทำร้านอาหารเจอความท้าทายเกือบทุกแบรนด์ เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเร็ว และการสร้างนวัตกรรมโปรดักต์ใหม่เป็นเรื่องจำเป็น แต่ก็ต้องปรับให้ตรงกับจังหวะของตลาดด้วย ถึงจะเป็นสัญญาณที่ดี

 

สำหรับในครึ่งปีหลังนี้ แบรนด์จึงมองหาโอกาสใหม่ๆ และได้มองเห็นศักยภาพของธุรกิจอาหารบริการด่วน (QSR) ในประเทศไทยที่มีมูลค่ารวมกว่า 4.5 หมื่นล้านบาท เมื่อเจาะลึกลงไปจะพบว่าตลาดไก่ทอดใหญ่สุด โดยมีมูลค่า 2.76 หมื่นล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 8-10% ต่อปี ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคคนไทยยังนิยมรับประทานไก่ทอด โดยเฉพาะไก่ทอดคลุกซอสที่โตอย่างโดดเด่นในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา

 

จากโอกาสทั้งหมดจึงได้ปั้นโมเดล Digital Store พร้อมเปิดตัวเมนูไก่ทอด ภายใต้คอนเซปต์ Chicken Tendies หรือเท็นดี้ ไก่เต็มสิบ ตั้งใจทำมาเจาะกลุ่ม Gen Z และวัยทำงาน รวมถึงกลุ่มคนที่กินคนเดียวที่ต้องการความสะดวกและรวดเร็ว โดยโมเดลใหม่ประเดิมเปิดที่สาขาโรบินสัน สุวรรณภูมิเป็นที่แรก พร้อมปรับโฉมร้านให้เป็น Digital Store ด้วยการนำระบบ Self-Ordering มาใช้ผ่านตู้คีออสก์ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการสั่งซื้อได้มากขึ้น

 

จากนั้นจะทยอยนำโมเดลใหม่ไปปรับใช้ในสาขาอื่นๆ ซึ่งพิจารณาความเหมาะสมแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ส่วนในตลาดต่างจังหวัดจะได้เห็นโมเดลใหม่ในปี 2570 ซึ่งปัจจุบันโมเดลเดิมยังได้รับการตอบรับค่อนข้างดี

 

ปัทม์ มองว่า การเข้ามารุกตลาดไก่ทอด ส่วนตัวทำการบ้านหนักมาก ตั้งแต่วันแรกของการคิดและเปิดร้านขายจริงใช้เวลา 4 เดือน ถามว่าทำไมถึงเลือกสาขาดังกล่าวเป็นที่แรกของโมเดลใหม่ เป็นเพราะทำเลนี้มีทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวอาศัยอยู่จำนวนมาก บวกกับความพร้อมของหน้าร้าน จึงเลือกปรับตรงพื้นที่นี้ก่อน

 

ถึงอย่างไรแล้ว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ เดอะพิซซ่า คอมปะนี ได้กระโดดลงมาเล่นในตลาดไก่ทอด เพราะเมื่อช่วงปี 2569 ได้เคยแตกซับแบรนด์ ภายใต้ชื่อ Chick-A-Boom ไก่ทอดสไตล์อเมริกันมาก่อนแล้ว แต่ครั้งนี้ ผู้จัดการทั่วไป ย้ำว่า แม้ก่อนหน้านี้จะเคยทำตลาดไก่ทอดมาแล้ว แต่การกลับมารอบนี้จะค่อนข้างต่างกันกับที่เคยทำในที่ผ่านมาเลย เพราะเป็นการลงมาเล่นในตลาดไก่ทอดอย่างจริงจัง 100%

 

“พร้อมยอมรับว่าการทำตลาดไก่ทอดไม่ง่าย เนื่องจากตลาดไก่ทอดมีผู้เล่นรายใหญ่ๆ อยู่ 1-2 เจ้า ทำให้ต้องทำการบ้านหนักและเรียนรู้อินไซต์ ถ้าต้องขายไก่เหมือนคนอื่นคงต้องลงไปเล่นเรื่องราคาและอาจทำให้ธุรกิจไม่ยั่งยืน และต้องการสร้างความต่าง ดังนั้น การกลับมาครั้งนี้จึงมีความพร้อมในส่วนของโปรดักต์อย่างมาก โดยเฉพาะไก่ทอดชิ้นยาวที่มั่นใจว่าจะสามารถสร้างความต่างในตลาดได้ดี” ปัทม์ ย้ำ

 

หลังจากที่ได้ปรับโมเดลใหม่ จะเริ่มเห็นลูกค้ากลุ่มเล็กเข้ามาใช้บริการในร้านมากขึ้น โดยเฉพาะเด็กนักเรียน และกลุ่มคนทำงาน ยิ่งก่อนหน้านี้ยอดขายไดรฟ์อินจะอยู่ที่ 25% พอทำโมเดลนี้ยอดขายไดรฟ์อินและเทกอะเวย์เริ่มเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และแซงหน้าช่องทางเดลิเวอรี

 

โดยสินค้าขายดีเป็นกลุ่มไก่ทอดอันดับหนึ่ง ตามด้วยอันดับ 2 พิซซ่า 9 นิ้ว และอันดับ 3 พิซซ่าทั่วไป แสดงให้เห็นว่านอกจากจะเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ได้แล้วยังสามารถรักษาฐานลูกค้าเก่าเอาไว้ได้ด้วย

 

ในมุมมองของเศรษฐกิจโดยภาพรวม ปัทม์ มองว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันวันนี้เริ่มคลี่คลาย ต้นทุนต่างๆ เริ่มมีทิศทางดีขึ้น แต่ยังไม่นิ่งนอนใจ และถ้าดูจากกำลังซื้อ ผู้บริโภคเริ่มคิดก่อนจ่ายมากขึ้น และให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า

 

สิ่งเหล่านี้คือเทรนด์ของปีนี้และปีหน้า และหน้าที่ของแบรนด์ยังเดินหน้าลงทุนต่อ ใน 3 ปีข้างหน้า ยังมีแผนขยายร้านทั้งให้ได้ 100 สาขา ทั้งนอกห้างและในห้าง โดยปัจจุบันโครงสร้างรายได้ของไมเนอร์ฟู้ด ยังเป็นแบรนด์เดอะพิซซ่าคอมปะนี อยู่ที่สัดส่วน 25% ของรายได้รวมทั้งหมด

 

The post เอาจริง 100%! ‘เดอะพิซซ่า คอมปะนี’ ข้ามห้วยลุยสมรภูมิไก่ทอด 2.7 หมื่นล้าน ปั้น ‘Chicken Tendies’ ชิงเค้ก QSR appeared first on THE STANDARD.

]]>
บางจากฯ ทุ่ม 270 ล้านดอลลาร์ ปิดดีลซื้อกิจการ Chevron Hong Kong ปูทางบุกตลาดพลังงานเอเชียเหนือ เงินลงทุนที่จะคืนทุนภายใน 5 ปี https://thestandard.co/bangchak-acquires-chevron-hong-kong-north-asia/ Tue, 07 Jul 2026 03:24:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1227540 ภาพโลโก้บางจาก กรุ๊ป และผู้บริหาร พร้อมข้อความเกี่ยวกับการเข้าซื้อกิจการ Chevron Hong Kong

กลุ่มบริษัทบางจาก หรือ BCP ประกาศปิดดีลเข้าซื้อหุ้นทั้ง […]

The post บางจากฯ ทุ่ม 270 ล้านดอลลาร์ ปิดดีลซื้อกิจการ Chevron Hong Kong ปูทางบุกตลาดพลังงานเอเชียเหนือ เงินลงทุนที่จะคืนทุนภายใน 5 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโลโก้บางจาก กรุ๊ป และผู้บริหาร พร้อมข้อความเกี่ยวกับการเข้าซื้อกิจการ Chevron Hong Kong

กลุ่มบริษัทบางจาก หรือ BCP ประกาศปิดดีลเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ Chevron Hong Kong Limited (CHK) จาก Chevron Companies (Greater China) Limited (CCGC) ด้วยมูลค่าประมาณ 270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยปิดดีลเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 พร้อมเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Bangchak Hong Kong (BHK) เป็นกลยุทธ์ที่ปูทางบุกตลาดพลังงานเอเชียเหนือ โดยเงินลงทุนที่จะคืนทุนภายใน 5 ปี

 

 

ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP เปิดเผยว่า การตัดสินใจลงทุนในฮ่องกงครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำกลยุทธ์ของบริษัทที่มักเลือกลงทุนในประเทศที่พัฒนาแล้ว มีกฎระเบียบชัดเจน และเป็นตลาดเสรี เช่นเดียวกับการลงทุนในนอร์เวย์ สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ซึ่งฮ่องกงสามารถตอบโจทย์ในฐานะเมืองท่า และประตูการค้า (Gateway) สู่ภูมิภาคเอเชียเหนือ (North Asia) ทั้งจีน ไต้หวัน และเกาหลีใต้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

แม้ในการประมูลแข่งขันจะมีผู้เสนอราคาสูงกว่าบางจากถึงเกือบ 35% แต่สุดท้ายบริษัทก็สามารถเจรจาตกลงกับผู้ขายและคว้าดีลนี้มาได้สำเร็จ โดยมองว่าตลาดค้าปลีก (Retail) ในฮ่องกงเป็นตลาดเสรีที่สามารถสร้างผลตอบแทนในระดับที่ดีเยี่ยม แม้ราคาหน้าปั๊มจะค่อนข้างสูงเนื่องจากต้องสะท้อนต้นทุนราคาที่ดิน แต่บางจากเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองที่จะเข้าไปต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม ดั่งที่เคยพิสูจน์ให้เห็นแล้วจากการเข้าซื้อแหล่งน้ำมันในนอร์เวย์จาก Shell ที่เดิมคาดว่าจะหมดอายุในปี 2027 แต่บางจากสามารถบริหารจัดการจนยืดอายุการผลิตไปได้ถึงปี 2040 รวมถึงความสามารถในการบริหารค่าการกลั่นในช่วงวิกฤต

 

ภาพโลโก้บางจาก กรุ๊ป และผู้บริหาร พร้อมข้อความเกี่ยวกับการเข้าซื้อกิจการ Chevron Hong Kong 1

ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP

 

ปูพรมขยาย ‘เชื้อเพลิงชีวภาพ-SAF’ รุกเอเชียเหนือ

 

อีกหนึ่งแผนสำคัญ คือ การนำจุดแข็งด้านพลังงานสีเขียวของประเทศไทยเข้าไปขยายตลาดในต่างแดน นายชัยวัฒน์ให้มุมมองว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทั่วโลก ทั้งปั๊ม ถัง ท่อ และเรือขนส่ง ล้วนถูกสร้างมาเพื่อรองรับเชื้อเพลิงเหลว บางจากจึงเตรียมนำเสนอทางเลือกพลังงานที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอน โดยที่ผู้บริโภคไม่ต้องเปลี่ยนรถใหม่และไม่ต้องปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเดิม

 

โดยบริษัทมีแผนที่จะนำเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น การนำน้ำมัน B10 ไปผสม รวมถึงผลิตภัณฑ์อย่างไบโอดีเซลและไบโอเอทานอล ส่งจากโรงกลั่นในประเทศเข้าไปทำตลาดที่ฮ่องกง

 

นอกจากนี้ บางจากยังมีความพร้อมจากการเป็นผู้ผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) รายแรกในไทยด้วยงบลงทุนกว่าหมื่นล้านบาท และมีน้ำมันเชื้อเพลิงทางทะเลแบบผสมไบโอฟิวเอล (B24) ซึ่งทำให้บางจากมีผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงชีวภาพครอบคลุมทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ สอดรับกับเทรนด์ของภูมิภาคเอเชียเหนือ ทั้งฮ่องกง จีน และเกาหลีใต้ ที่มีแนวโน้มจะบังคับใช้ (Mandate) มาตรฐาน SAF ในช่วงปี 2028-2029

 

ใช้จุดแข็งฮ่องกง ฮับโลจิสติกส์-Financial Hub ต่อยอดธุรกิจพลังงาน

 

ปัจจุบัน บางจากมีศูนย์กลางการค้า (Trading) น้ำมันอยู่ที่สิงคโปร์และดูไบ ซึ่งเน้นการซื้อมาขายไป (Trading) แต่สำหรับการขยายฐานสู่ฮ่องกงในครั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าใช้ความได้เปรียบของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ และการเงิน (Financial Hub) เพื่อมาต่อยอดธุรกิจการค้าน้ำมัน เนื่องจากมูลค่าการเคลื่อนย้ายน้ำมันทั่วโลกนั้นสูงถึง 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นมูลค่าเกือบ 3 แสนล้านบาทต่อวัน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่แข็งแกร่งเข้ามารองรับ

 

สำหรับการลงทุนเพื่อขยายเข้าสู่เอเชียเหนือในครั้งนี้ ถือเป็นการเริ่มต้นแบบ Cherry-picking หรือเลือกลงทุนในสินทรัพย์เฉพาะที่ให้ผลตอบแทนดี มีความเสี่ยงต่ำ เพื่อใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการต่อยอดธุรกิจ

 

ชัยวัฒน์ เปรียบเทียบปรัชญาการบริหารความผันผวนของราคาน้ำมันไว้ว่า ในช่วงที่เป็นขาลงต้องรัดเข็มขัดให้รอด ส่วนช่วงที่เป็นขาขึ้นหรือ ‘ปีที่ฝนดีน้ำดี’ บริษัทต้องเร่งเก็บเกี่ยวผลกำไรเข้า ‘ยุ้งฉาง’ เพื่อกักตุนไว้ใช้ประโยชน์ในช่วงที่ตลาดผันผวน

 

ส่วนข้อสงสัยที่ว่าการเข้าซื้อสินทรัพย์ที่ฮ่องกงเป็นพลังงานฟอสซิลอาจสวนทางกับเป้าหมาย Net Zero หรือไม่นั้น

 

ชัยวัฒน์ชี้แจงว่า สินทรัพย์เดิมที่มีอยู่ในโลกล้วนเป็นโครงสร้างฟอสซิล หากต้องการพลังงานสีเขียวล้วนจะต้องสร้างใหม่ทั้งหมด ดังนั้น การเข้าซื้อสินทรัพย์ฟอสซิลเดิมแล้วนำมาปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อลดการใช้ไฟ ลดต้นทุนพลังงาน และลดการปล่อยคาร์บอนให้ต่ำที่สุด จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนได้เช่นกัน

 

ภาพโลโก้บางจาก กรุ๊ป และผู้บริหาร พร้อมข้อความเกี่ยวกับการเข้าซื้อกิจการ Chevron Hong Kong 2

สถานีบริการน้ำมันของ Bangchak Hong Kong (BHK)

 

ด้านจิราพรรณ เปาวรัตน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท Bangchak Hong Kong Limited (BHK) เปิดเผยว่า ข้อมูลผลประกอบการที่น่าสนใจคือ รายได้ของ CHK ในปี 20225 อยู่ที่ประมาณ 55 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เติบโตขึ้น 2-3% จากปี 2024 การเข้าซื้อกิจการที่มีกระแสเงินสดและรายได้มั่นคงในครั้งนี้ จึงเป็นการวางหมากตัวสำคัญเพื่อใช้ฮ่องกงเป็นประตู สู่ภูมิภาคเอเชียเหนือในอนาคต

 

สำหรับทิศทางธุรกิจที่น่าสนใจของ BHK ผ่าน 4 ประเด็นยุทธศาสตร์หลัก ดังนี้

 

1.สปริงบอร์ดสู่เอเชียเหนือและ Greater Bay Area

 

แม้ตลาดฮ่องกงอาจจะไม่ได้มีขนาดใหญ่มากเมื่อเทียบกับที่อื่น แต่มีความสำคัญในระดับยุทธศาสตร์ เพราะเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการค้าที่สำคัญของภูมิภาคเอเชีย บางจากมองว่าการตั้งฐานที่ฮ่องกงคือประตูไปสู่เอเชียเหนือ โดยเฉพาะการเชื่อมต่อกับพื้นที่ Greater Bay Area (GBA) ซึ่งครอบคลุม 9 มณฑลในจีนตอนใต้ มีประชากรกว่า 88 ล้านคน ซึ่งจะช่วยให้บริษัทสามารถเสริมสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ รู้จักคู่ค้าในระดับสากลมากขึ้น และเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ในอนาคต

 

  • สร้าง ‘ยอดขาย’ อยู่ที่น้ำมันเครื่องบิน-เดินเรือ แต่ค้าปลีกมี ‘มาร์จิ้นสูง’

 

เมื่อกางพอร์ตโฟลิโอยอดขายของ BHK ในปัจจุบัน จะพบว่าสัดส่วนยอดขายหลักมาจาก ธุรกิจน้ำมันอากาศยาน (Aviation) ประมาณ 40% และน้ำมันเชื้อเพลิงเรือเดินสมุทร (Marine) ประมาณ 35% ตามมาด้วยธุรกิจเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม (C&I) 23% ขณะที่ธุรกิจค้าปลีก (Retail) มีสัดส่วนเพียง 2% เท่านั้น

 

แต่เมื่อเจาะลึกถึง อัตรากำไร(Margin) ของแต่ละกลุ่มธุรกิจ กลับพบภาพที่สวนทางกับปริมาณยอดขาย โดยสามารถจัดเรียงลำดับกลุ่มธุรกิจที่มีมาร์จิ้นสูงที่สุด 4 อันดับ ดังนี้

 

  • อันดับ 1 ธุรกิจค้าปลีก (Retail) แม้สัดส่วนยอดขายจะน้อยที่สุด แต่เป็นกลุ่มที่สร้างรายได้หลักและมาร์จิ้นได้สูงที่สุด เนื่องจากโครงสร้างราคาน้ำมันหน้าสถานีบริการในฮ่องกงเป็นแบบตลาดกลไกเสรี (Free Market) ทำให้มีอัตรากำไรค่อนข้างดี
  • อันดับ 2 ธุรกิจเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม (Commercial and Industrial : C&I) กลุ่มนี้มีความได้เปรียบสูงจากการที่ BHK เป็น 1 ใน 4 ผู้เล่นในตลาดค้าปลีกฮ่องกงที่มี ‘คลังน้ำมัน’ เป็นของตัวเอง ทำให้มีศักยภาพในการแข่งขันสูง
  • อันดับ 3 ธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเรือเดินสมุทร (Marine) ตลาดน้ำมันเรือเดินสมุทรในฮ่องกงมีความต้องการสูงถึงราว 6,000 ล้านลิตรต่อปี มาร์จิ้นอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แต่อาจมีความผันผวนตามปัจจัยโลจิสติกส์โลก
  • อันดับ 4 ธุรกิจน้ำมันอากาศยาน (Aviation) ทำยอดขายได้สูงที่สุด แต่อัตรากำไรอยู่ในลำดับสุดท้ายและมีความผันผวน

 

ภาพโลโก้บางจาก กรุ๊ป และผู้บริหาร พร้อมข้อความเกี่ยวกับการเข้าซื้อกิจการ Chevron Hong Kong 3

จิราพรรณ เปาวรัตน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท Bangchak Hong Kong Limited (BHK)

 

  • ธุรกิจปั๊มน้ำมัน 31 แห่ง ไม่เน้นขยายสาขา แต่ลุยทยอยติดจุดชาร์จ EV

 

ปัจจุบัน BHK มีการดำเนินการธุรกิจค้าปลีกน้ำมันผ่านสถานีบริการในฮ่องกง รวม 31 แห่ง คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 17% จากสถานีบริการทั้งหมดราว 130-150 แห่งในฮ่องกง มียอดขายเฉลี่ยสูงถึง 380,000 ลิตรต่อปั๊มต่อเดือน ในด้านการสร้างแบรนด์ บริษัทมีแผนที่จะใช้แบรนด์ Chevron และ Techron ไปก่อนในช่วง 2-5 ปีแรก เพื่อศึกษาการยอมรับของผู้บริโภค ก่อนจะนำแบรนด์บางจากเข้าไปทำตลาด

 

ทั้งนี้ บริษัทยืนยันชัดเจนว่า ‘ไม่มีแผนที่จะเพิ่มจำนวนสถานีบริการ’ ที่มีอยู่รวม 31 แห่ง เนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่และต้นทุนการเช่าที่ดินจากรัฐบาลที่สูงมาก แต่เป้าหมายการเติบโตจะมาจากการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Add value) ให้กับสถานีบริการเดิมที่มีอยู่

 

โดยเฉพาะการรับมือกับเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มียอดจดทะเบียนรถยนต์ใหม่เป็น EV สูงถึงเกือบ 70% รัฐบาลฮ่องกงเองก็สนับสนุนให้มีการติดตั้ง EV อย่างจริงจัง บริษัทจึงมี แผนที่จะทยอยติดตั้งจุดชาร์จ EV เข้าไปในสถานีบริการ ซึ่งปัจจุบันได้เริ่มนำร่องเปิดให้บริการสถานีที่มีทั้งหัวจ่ายน้ำมันและจุดชาร์จ EV อยู่ในพื้นที่เดียวกันเป็นเจ้าแรกๆ ในตลาดแล้ว

 

ภาพโลโก้บางจาก กรุ๊ป และผู้บริหาร พร้อมข้อความเกี่ยวกับการเข้าซื้อกิจการ Chevron Hong Kong 4

สถานีชาร์จรถ EV ของ Bangchak Hong Kong (BHK) ในฮ่องกง

 

  • ปักธง ‘พลังงานสีเขียว’ รับนโยบายฮับเชื้อเพลิงเรือรักษ์โลก

 

อีกทั้งทิศทางที่สอดคล้องกันอย่างลงตัวกับบางจากฯ คือ รัฐบาลฮ่องกงได้ประกาศเป้าหมายที่จะเป็น ‘ฮับภูมิภาคของเชื้อเพลิงเรือเดินสมุทรสีเขียว’ บริษัทจึงมีแผนที่จะนำผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่เป็นจุดแข็งจากโรงกลั่นในไทย เช่น น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ B24 สำหรับเรือเดินสมุทร (Marine Biofuel) เข้าไปบุกตลาดในฮ่องกง

 

นอกจากนี้ ยังมีโอกาสสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) ซึ่งคาดว่าจะมีการกำหนดข้อบังคับ (Mandate) ในเร็วๆ นี้ โดยฮ่องกงมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ผลิตจึงต้องอาศัยการนำเข้าเป็นหลัก นี่จึงเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ BHK จะกลายเป็นช่องทางระบายผลิตภัณฑ์จากโรงกลั่นบางจาก ศรีราชา ในอนาคต หากมีปริมาณการผลิตที่ล้นตลาดในประเทศ รวมถึงการต่อยอดธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ (Trading) ของกลุ่ม BCPT สู่การซื้อขายคาร์บอนเครดิตในฮ่องกงอีกด้วย

 

 

DBS-OCBC ปล่อยกู้ 60% ชู IRR 15% คาดคืนทุนใน 5 ปี

 

ด้านภัทร์ภูรี ชินกุลกิจนิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบัญชีและการเงิน บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP เปิดเผยรายละเอียดโครงสร้างทางการเงินสำหรับการเข้าลงทุนซื้อหุ้นกิจการบริษัท Chevron Hong Kong Limited (CHK) มูลค่ารวม 270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยระบุว่าบริษัทได้เตรียมความพร้อมด้านแหล่งเงินทุนไว้อย่างครบถ้วน ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างเงินกู้ยืมสถาบันการเงินและกระแสเงินสดของบริษัท

 

สำหรับการเข้าทำรายการในครั้งนี้ BCP ได้วางสัดส่วนแหล่งเงินทุน แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ดังนี้

 

บริษัทใช้เงินกู้ยืมจำนวนประมาณ 170 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 60% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด โดยได้รับการสนับสนุนวงเงินกู้ร่วมกันจาก 2 ธนาคารชั้นนำ ได้แก่ ธนาคาร DBS และ ธนาคาร OCBC

 

โดยวงเงินดังกล่าวเป็นสินเชื่อระยะยาว (Term Loan) อายุ 5 ปี ซึ่งจะใช้วิธีการทยอยผ่อนชำระคืน โดยไม่ได้ใช้รูปแบบสินเชื่อระยะสั้น (Bridge Loan) แต่อย่างใด ในขณะที่ต้นทุนทางการเงิน (Cost of Funds) ถือว่าอยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้ (Competitive) โดยมีอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 5%

 

สำหรับวงเงินส่วนที่เหลือ บริษัทจะใช้กระแสเงินสด (Cash) ของบริษัทเองในการเข้าลงทุน โดยภัทร์ภูรีย้ำว่าดีลนี้บริษัท ไม่มีความจำเป็นต้องออกหุ้นกู้ ในอนาคตเพื่อมาใช้เป็นแหล่งเงินทุนเพิ่มเติม

 

ทั้งนี้การลงทุนในครั้งนี้ผลตอบแทนทางการเงิน (Financial Returns) จากการเข้าซื้อกิจการ CHK ในครั้งนี้ ถือว่าอยู่ในระดับที่ดี โดยดีลนี้มีมูลค่าคิดเป็นอัตราส่วน EV/EBITDA ที่ 5 เท่า ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทจะสามารถคืนทุนได้ภายในระยะเวลาเพียง 5 ปีเท่านั้น

 

อีกทั้งทีมลงทุนของ BCP ประเมินว่าโครงการนี้จะให้อัตราผลตอบแทนค่อนข้างสูง โดยมี IRR อยู่ที่ประมาณ 15% ซึ่งสอดคล้องกับเกณฑ์มาตรฐานผลตอบแทนที่บางจากมักจะมองหาในการลงทุนส่วนใหญ่

 

สำหรับระยะเวลาคืนทุน 5 ปีที่ประเมินไว้นั้น เป็นเพียงการคำนวณขั้นต่ำจากฐานธุรกิจสถานีบริการน้ำมันที่มีอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น หากในอนาคตบริษัทมีการต่อยอดขยายการลงทุนไปสู่ธุรกิจโลจิสติกส์อื่นๆ เพิ่มเติม ก็อาจทำให้ระยะเวลาคืนทุนรวดเร็วขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้

 

ภาพโลโก้บางจาก กรุ๊ป และผู้บริหาร พร้อมข้อความเกี่ยวกับการเข้าซื้อกิจการ Chevron Hong Kong 5

คณะผู้บริหาร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP เดินทางไปเปิดสำนักงาน Bangchak Hong Kong Limited (BHK) หลังปิดดีลซื้อกิจการ Chevron Hong Kong Limited (CHK)

The post บางจากฯ ทุ่ม 270 ล้านดอลลาร์ ปิดดีลซื้อกิจการ Chevron Hong Kong ปูทางบุกตลาดพลังงานเอเชียเหนือ เงินลงทุนที่จะคืนทุนภายใน 5 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมไทยต้องไปต่อ EV 4.0? คุยกับประธาน OMODA & JAECOO กับแผนสร้างซัปพลายเชน EV ในไทย ในวันที่แบรนด์รถจีน-ญี่ปุ่นแข่งเดือด https://thestandard.co/omoda-jaecoo-thailand-ev-supply-chain/ Mon, 06 Jul 2026 12:48:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1227433 ภาพประกอบ OMODA & JAECOO กับแผนสร้างซัปพลายเชน EV ในไทย

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไทยแข่งขันร้อนแรงต่อเนื่อง หลังผู้ […]

The post ทำไมไทยต้องไปต่อ EV 4.0? คุยกับประธาน OMODA & JAECOO กับแผนสร้างซัปพลายเชน EV ในไทย ในวันที่แบรนด์รถจีน-ญี่ปุ่นแข่งเดือด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบ OMODA & JAECOO กับแผนสร้างซัปพลายเชน EV ในไทย

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไทยแข่งขันร้อนแรงต่อเนื่อง หลังผู้ผลิตรถยนต์จีนเร่งขยายการลงทุนและเปิดตัวรถรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมี มากกว่า 10 แบรนด์ ที่เข้ามาทำตลาดอย่างเป็นทางการในไทยแล้ว ได้แก่ BYD, MG, Great Wall Motor (GWM), GAC Aion, Neta, Zeekr, XPeng, Leapmotor

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

และล่าสุด Chery Group OMODA & JAECOO เข้ามาทำตลาดและสร้างโรงงานผลิต โดยเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา CHERY Group และ OMODA & JAECOO ประเทศไทย เปิดวิสัยทัศน์ Intelligent Mobility และพลังงานแห่งอนาคต พร้อมยกระดับระบบนิเวศยานยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทย

 

ส่ง JAECOO 6T REEV ต่ำล้านท้าชิงตลาด

 

THE STANDARD WEALTH ร่วมสัมภาษณ์ เซดริก ชุย  ประธานบริษัท โอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) ถึงกลยุทธ์ของบริษัทในประเทศไทย ว่า หลังเริ่มเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยครั้งแรกในปี 2567 บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับ New Energy Vehicle (NEV) เป็นหัวใจหลัก

 

ซึ่งไม่เฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า BEV เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Electric Vehicle: PHEV) และรถยนต์ไฟฟ้าแบบเพิ่มระยะทางวิ่ง (Range-Extended Electric Vehicle: REEV) ที่จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมผ่านจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่ยานยนต์พลังงานใหม่

 

โดยล่าสุดได้เปิดตัว JAECOO 6T REEV วิ่งไกล 800 กม. ราคาเริ่มต้น 8.7 แสนบาท เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับตลาด

 

“เรามองว่าผู้บริโภคชาวไทยมีรูปแบบการใช้งานรถยนต์ที่หลากหลาย จึงไม่สามารถใช้เทคโนโลยีเพียงรูปแบบเดียวตอบโจทย์ได้ทั้งหมด”

 

ดังนั้น ในช่วง 5 ปีข้างหน้า Chery Group จะยังคงเดินหน้าพัฒนาและทำตลาดยานยนต์พลังงานทางเลือกทุกประเภทควบคู่กัน ทั้ง BEV, PHEV และ REEV โดยไม่ได้ปรับกลยุทธ์ไปเน้นเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่งเป็นพิเศษ แต่จะรักษาสมดุลของผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

 

สำหรับภาพรวมสัดส่วนยอดขายของรถยนต์แต่ละประเภท แม้ยังไม่สามารถระบุตัวเลขที่ชัดเจนได้ เนื่องจาก REEV เพิ่งเปิดตัวและยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการทำตลาด

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทเชื่อว่า BEV จะยังคงเป็นผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทต่อไป แม้ที่ผ่านมา BEV จะคิดเป็นสัดส่วนเกือบทั้งหมดของยอดขาย แต่เมื่อมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ทั้ง PHEV และ REEV สัดส่วนของรถยนต์แต่ละประเภทก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงตามความต้องการของตลาด

 

มอง 3-5 ปี ตลาด EV ไทย ขึ้นอยู่กับโครงสร้างพื้นฐาน

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่า ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ทิศทางของตลาดจะขึ้นอยู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย โดยเฉพาะระบบสถานีชาร์จ หากโครงสร้างพื้นฐานสามารถรองรับการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ BEV ก็จะยังคงเป็นกำลังหลักของตลาด แต่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน REEV และ PHEV จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการตอบโจทย์ผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น

 

มาตรการ EV ไทยสั้นเกินไป เทียบจีนใช้เวลา 10 ปี

 

สำหรับประเด็นที่รัฐบาลไทยเตรียมสิ้นสุดมาตรการสนับสนุน EV 3.5 ในปีหน้านั้น ผู้ผลิตรถยนต์ (OEM) และภาคอุตสาหกรรมกำลังหารือร่วมกันถึงความเป็นไปได้ของมาตรการ EV 4.0 เพื่อผลักดันการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว

 

“ผมมองว่า หากพิจารณาประสบการณ์ของประเทศจีน จะพบว่าการผลักดันตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ต้องอาศัยนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐต่อเนื่องนานกว่า 10 ปี จึงสามารถผลักดันให้รถยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์พลังงานใหม่มีสัดส่วนในตลาดเพิ่มขึ้นแตะระดับประมาณ 30-40%”

 

เมื่อเทียบกับประเทศไทย ระยะเวลาของมาตรการสนับสนุนในปัจจุบัน 4 ปี ยังถือว่าสั้นเกินไปที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง ทั้งในด้านพฤติกรรมของผู้บริโภค การลงทุนของผู้ผลิต และการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ

 

บริษัทเห็นว่า หากประเทศไทยต้องการบรรลุเป้าหมายด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในปี 2030 การสนับสนุนจากภาครัฐยังคงมีความจำเป็น ไม่เพียงเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคเท่านั้น

 

แต่ยังเป็นแรงจูงใจสำคัญให้ผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ตัดสินใจลงทุนผลิตชิ้นส่วนหลักภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว

 

แม้ว่าการคงอัตราภาษีนำเข้าไว้ในระดับเดิมจะถือเป็นสัญญาณเชิงบวก แต่บริษัทมองว่า มาตรการส่งเสริมด้านสิทธิประโยชน์และแรงจูงใจจากภาครัฐยังคงเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

 

สงครามและราคาพลังงานเพิ่มทางเลือก EV

 

เมื่อถามถึงความผันผวนของราคาน้ำมันและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ส่งผลต่อความต้องการรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นแค่ไหน “ปัจจัยดังกล่าวไม่ได้ส่งผลต่อทิศทางธุรกิจของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญประเทศจีนได้กำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์สู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าไว้อย่างชัดเจน”

 

นอกจากระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าแล้ว บริษัทจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะควบคู่กัน ทั้งระบบขับขี่อัตโนมัติ (Autonomous Driving) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแพลตฟอร์มยานยนต์รุ่นใหม่ ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญของผลิตภัณฑ์รุ่นต่อไปในอนาคต

 

บิล จาง

 

บิล จาง ผู้อำนวยการบริหารแบรนด์ OMODA & JAECOO ประเทศไทย กล่าวว่า รถยนต์ JAECOO 6T REEV ล็อตแรกจำนวน 1,000 คัน จะเดินทางถึงประเทศไทยภายในเดือนกรกฎาคมนี้ พร้อมตั้งเป้ายอดขายเบื้องต้นไว้ที่ 500 คันต่อเดือน

 

สำหรับเป้าหมายด้านยอดขายในประเทศไทย ปัจจุบันบริษัทดำเนินธุรกิจผ่าน 2 แบรนด์หลัก ได้แก่ OMODA & JAECOO และ CHERY

 

ทั้งสองแบรนด์มีการวางตำแหน่งทางการตลาด (Brand Positioning) และเครือข่ายผู้จำหน่าย (Dealer Network) แยกจากกันอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ ซึ่งกลุ่มลูกค้าแตกต่างกัน

 

รุกสร้างซัปพลายเชนในไทย หลังยอดขายโตเท่าตัว

 

ปัจจุบัน OMODA & JAECOO มียอดส่งมอบรถยนต์เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3,000-3,500 คันต่อเดือน ขณะที่แบรนด์ CHERY ซึ่งเพิ่งเริ่มทำตลาดในประเทศไทยและยังมีผลิตภัณฑ์จำหน่ายไม่มากนัก มียอดส่งมอบเฉลี่ยประมาณ 600-1,000 คันต่อเดือน

 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับการจัดสรรกำลัง การผลิตและการส่งมอบรถยนต์ในแต่ละช่วงเวลา โดยหลังจากมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เพิ่มเติมในช่วงครึ่งหลังของปี คาดว่าจะช่วยผลักดันยอดขายของทั้งสองแบรนด์ให้เติบโตต่อเนื่อง

 

ขณะที่ เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งบริษัทมีเพียง OMODA & JAECOO เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย มียอดขายเฉลี่ยประมาณ 500-800 คันต่อเดือน

 

“การเติบโตของบริษัทในปีนี้ถือว่าโดดเด่น โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรกที่ได้รับแรงหนุนจากยอดจองรถซึ่งต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา โดยยอดขายในประเทศไทยเติบโตมากกว่า 1 เท่าตัว เมื่อเทียบกับปีก่อน” Bill กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม Bill ย้ำว่า สิ่งที่ให้ความสำคัญไม่ได้มีเพียงตัวเลขยอดขาย แต่ยังรวมถึงการลงทุนสร้างซัปพลายเชนระยะยาวในประเทศไทย ทั้งชิ้นส่วน เครื่องจักร การสร้างเครือข่ายธุรกิจ การขยายฐานการผลิต และการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจที่จะดำเนินธุรกิจ และเติบโตในประเทศไทยอย่างจริงจัง

 

เล็งเพิ่มกำลังการผลิตรับ ‘REEV’

 

ขณะเดียวกัน โรงงานผลิตในประเทศไทยที่เปิดดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน สามารถรองรับความต้องการผลิตในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า บริษัทได้วางแผนลงทุนเพิ่มเติม เพื่อขยายศักยภาพของโรงงานอย่างต่อเนื่อง

 

โดยแผนการลงทุน ครอบคลุมการติดตั้งสายการผลิตและเครื่องจักรเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รองรับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ และยกระดับขีดความสามารถของโรงงานในประเทศไทย และ Local content

 

ปัจจุบัน โรงงานแห่งนี้ผลิตรถยนต์ Battery Electric Vehicle (BEV) เป็นหลัก แต่ในระยะต่อไป บริษัทมีแผนขยายการผลิตไปสู่รถยนต์พลังงานทางเลือกประเภทอื่น โดยเฉพาะ REEV

 

“การทำตลาดรถยนต์เทคโนโลยีใหม่อย่าง REEV ให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างยั่งยืน มากกว่าการเร่งสร้างยอดขายในระยะสั้น หากตลาดตอบรับดี บริษัทก็พร้อมจัดหาซัพพลายเพื่อส่งมอบรถให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง”

 

ตั้งราคาที่แข่งขันได้

 

ส่วนแนวทางการกำหนดราคาตั้งอยู่บนเป้าหมายให้ผู้บริโภคชาวไทยเข้าถึงเทคโนโลยีที่ดีในราคาที่เหมาะสม แม้การนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาทำตลาดจะต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากเพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจ

 

การเปิดตัว JAECOO 6T REEV จึงเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุน โดยบริษัทต้องการให้ผู้บริโภครู้จักเทคโนโลยี REEV มากขึ้น และตอบโจทย์ผู้ใช้ที่ยังมีข้อกังวลเรื่องระยะทางการขับขี่ของรถยนต์ไฟฟ้า

 

อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทสามารถตั้งราคาที่แข่งขันได้ คือ ศักยภาพด้านการผลิตของ Chery Group ซึ่งเป็นผู้ส่งออกรถยนต์อันดับ 1 ของจีนติดต่อกันเป็นปีที่ 23 ส่งผลให้มี Economy of Scale ช่วยลดต้นทุนการผลิต

 

ขณะที่จีนยังเป็นฐานการผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ของโลก ทำให้ต้นทุนแบตเตอรี่ลดลงตามไปด้วย

 

การแข่งขันแบรนด์จีน-ญี่ปุ่น ในมุมมอง Chery Group

 

สำหรับประเด็นการแข่งขันระหว่างผู้ผลิตรถยนต์จีนและญี่ปุ่น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก บริษัทขอมองการแข่งขันผ่านมิติของ ‘เทคโนโลยี’ มากกว่าการแข่งขันด้านสัญชาติของผู้ผลิต

 

 

บริษัท ชี้ว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Chery Group ลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) อย่างต่อเนื่องในระดับโลก โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ระบบขับขี่อัจฉริยะ (Autonomous Driving) ปัญญาประดิษฐ์ (AI)

 

การลงทุนดังกล่าวไม่ได้มุ่งตอบโจทย์ตลาดใดตลาดหนึ่งเป็นการเฉพาะ แต่เป็นการพัฒนาแพลตฟอร์มเทคโนโลยีระดับโลก (Global Technology Platform) ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละประเทศ

 

เทคโนโลยีรุ่นใหม่จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Chery Group สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

 

ขณะเดียวกัน ทีมงานในประเทศไทยยังทำหน้าที่รวบรวมความคิดเห็นและความต้องการของผู้บริโภค ก่อนส่งกลับไปยังสำนักงานใหญ่ในประเทศจีน เพื่อนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานในแต่ละตลาดได้ดียิ่งขึ้น

 

สะท้อนแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ให้ความสำคัญกับความต้องการของลูกค้าในแต่ละภูมิภาค มากกว่าการนำรถรุ่นเดียวกันไปจำหน่ายทั่วโลกโดยไม่ปรับให้เหมาะกับตลาด

 

ในส่วนของผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลกต่อห่วงโซ่อุปทาน ผู้บริหารยอมรับว่า ย่อมส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและการดำเนินธุรกิจของอุตสาหกรรมยานยนต์อยู่บ้าง แต่บริษัทได้เตรียมรับมือผ่านการบริหารจัดการซัปพลายเชนในระดับโลก และยังคงเดินหน้าลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง

 

“ในระยะยาว ปัจจัยที่จะกำหนดความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตรถยนต์จะไม่ใช่เพียงกำลังการผลิตหรือการแข่งขันด้านราคา แต่คือความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ นวัตกรรม และการตอบโจทย์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”

 

รู้จัก CHERY-OMODA & JAECOO แบรนด์น้องใหม่ที่เข้ามาทำตลาดในไทยเต็มสูบ

 

สำหรับ CHERY Automobile Co., Ltd. ก่อตั้งขึ้นในปี 2540 เป็นแบรนด์รถยนต์ระดับโลกที่ตั้งอยู่ในประเทศจีน ด้วยความมุ่งมั่นสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นอยู่เสมอ จึงก่อตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาขึ้นในประเทศจีน เยอรมนี สหรัฐอเมริกา และบราซิล

 

ปัจจุบัน CHERY ดำเนินธุรกิจในหลายภูมิภาคทั่วโลกครอบคลุม 110 ประเทศ และตั้งโรงงานในต่างประเทศ 16 แห่ง ส่วน OMODA & JAECOO ผู้พัฒนาแบรนด์รถยนต์ส่วนบุคคล ภายใต้บริษัท CHERY Automobile ผู้นำเทคโนโลยียานยนต์ชั้นนำระดับโลก

 

โรงงาน โอโมดา แอนด์ เจคู แฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) ตั้งอยู่ที่ อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง บนพื้นที่ 120,000 ตารางเมตร โรงงานแห่งนี้ตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางการผลิตและพัฒนารถยนต์ของภูมิภาค โดยมีกำลังการผลิตสูงสุด 80,000 คัน/ปี

The post ทำไมไทยต้องไปต่อ EV 4.0? คุยกับประธาน OMODA & JAECOO กับแผนสร้างซัปพลายเชน EV ในไทย ในวันที่แบรนด์รถจีน-ญี่ปุ่นแข่งเดือด appeared first on THE STANDARD.

]]>
FETCO ชงยกเว้นภาษีกำไร Capital gain ชั่วคราว ดึงเงินลงทุนกลับไทย หวังเพิ่มสภาพคล่องตลาดหุ้น พร้อมอัปเดตความคืบหน้า TISA https://thestandard.co/fetco-capital-gain-tax-thailand/ Mon, 06 Jul 2026 10:01:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1227340 ภาพไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธาน FETCO ซ้อนทับธงชาติไทยและเหรียญกษาปณ์

วันนี้ (6 ก.ค. 2569) ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิ […]

The post FETCO ชงยกเว้นภาษีกำไร Capital gain ชั่วคราว ดึงเงินลงทุนกลับไทย หวังเพิ่มสภาพคล่องตลาดหุ้น พร้อมอัปเดตความคืบหน้า TISA appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธาน FETCO ซ้อนทับธงชาติไทยและเหรียญกษาปณ์

วันนี้ (6 ก.ค. 2569) ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) แถลงวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์การดำเนินงานของสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ตั้งเป้าหมายยกระดับสถานะตลาดหุ้นไทยสู่ ‘ตลาดพัฒนาแล้ว’ ภายใน 15 ปี รับโจทย์รัฐบาลดันไทยเป็นประเทศรายได้สูง เล็งรื้อแนวคิดยกเว้นภาษี Capital gain ชั่วคราว หวังดึงเงินนักลงทุนไทยกลับประเทศ เพิ่มสภาพคล่องตลาด

 

 
 

นอกจากนี้ นักลงทุนยังหลีกเลี่ยงนำกำไรต่างประเทศกลับเข้าไทย เพราะต้องนำกำไรดังกล่าวมาคำนวณรวมกับเงินได้ในประเทศ เพื่อยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

 

ทั้งนี้ การยกเว้นภาษีกำไรชั่วคราว เพื่อแลกกับเงื่อนไข เช่น การนำเงินบางส่วนกลับมาลงทุนในประเทศ จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดหุ้นไทย

 

แนวคิดดังกล่าวเป็นหนึ่งในแนวทางขับเคลื่อนเป้าหมายระยะสั้น ยกระดับตลาดทุนไทยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น ผ่านการเพิ่มสภาพคล่องระยะยาวและฐานนักลงทุนที่เข้มแข็ง เพราะในช่วงที่ผ่านมา สาเหตุที่ตลาดทุนไทยซบเซา มีบริษัทเข้าระดมทุนน้อย เป็นผลมาจากการมีสภาพคล่องระยะสั้นมากกว่าระยะยาว ทำให้ตลาดโดยรวมค่อนข้างผันผวน

 

TISA ยกเลิกตัวคูณ-แยกวงเงินลดหย่อนภาษี

 

สำหรับความคืบหน้า TISA โครงการบัญชีออมและลงทุนส่วนบุคคลเพื่อการเกษียณ ซึ่ง FETCO, สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และกระทรวงการคลัง ได้หารือร่วมกันในช่วงที่ผ่านมา ปัจจุบันรายละเอียดโครงการคืบหน้าไปกว่า 90% เหลือเพียงการเคาะวงเงินลงทุนลดหย่อนภาษีจากกระทรวงการคลัง และกรอบเวลาเริ่มโครงการดังกล่าว ซึ่งจะมีการหารือร่วมกันอีกครั้ง โดยคาดว่าทุกอย่างจะเสร็จสิ้นภายในช่วงครึ่งหลังของปี 2569

 

ทั้งนี้ รายละเอียดเบื้องต้นที่มีความชัดเจนแล้ว คือ ยกเลิกเงื่อนไขตัวคูณ ซึ่งกำหนดเพดานลดหย่อนภาษี เนื่องจากสร้างความยุ่งยากและสับสนให้กับประชาชน หลังจากที่ก่อนหน้านี้กระทรวงการคลังกำหนดให้ผู้ที่มีเงินได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี จะได้สิทธิลดหย่อน 1.3 เท่า ส่วนผู้มีเงินได้เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี จะได้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ 0.7 เท่า โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ทำให้คนที่ฐานภาษีน้อยได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีมากขึ้น

 

นอกจากนี้ วงเงินลงทุนใน TISA จะไม่นับรวมกับวงเงินลดหย่อนภาษีเพื่อการเกษียณเดิม 500,000 บาท อย่าง RMF และ PVD ทำให้ผู้ลงทุนสามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้เพิ่มเติมจากสิทธิเดิม

 

สำหรับวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์การดำเนินงานของสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ภายใต้การนำของประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) คนใหม่ ซึ่งมีวาระ 2 ปี ไพบูลย์ มองว่า เป้าหมายของตลาดทุนไทยในวันนี้คือ ต้องมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศด้วยการเป็นแหล่งระดมทุนของภาคธุรกิจที่ได้มาตรฐานสากล เป็นไม่ใช่แค่แหล่งซื้อขายหุ้น สร้างความมั่งคั่งให้คนบางกลุ่ม เหมือนภาพจำในอดีต

 

ยุทธศาสตร์ 5 ด้าน ยกระดับตลาดทุนไทย

 

เพื่อผลักดันเป้าหมายดังกล่าว สภาธุรกิจตลาดทุนไทยจะดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์ 5 ด้าน ประกอบด้วย

 

  • Demand Side: ขยายฐานผู้ลงทุน

 

มุ่งสร้างฐานนักลงทุนระยะยาวของประเทศ ผ่านการส่งเสริมวัฒนธรรมการลงทุนด้วยโครงการ TISA ผลักดันการจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ ดึงดูดเงินลงทุนระยะยาวจากกองทุนต่างชาติและผู้มีความมั่งคั่งสูง (Global HNW) ตลอดจนสร้างแรงจูงใจให้เงินลงทุนของคนไทยในต่างประเทศไหลกลับเข้าสู่ตลาดทุนไทย รวมถึงผลักดันการแก้ไขกฎหมายเพื่อขยายโอกาสการลงทุนของภาคเอกชน

 

  • Supply Side: เพิ่มศักยภาพและความน่าสนใจของตลาดทุน

 

พัฒนาผลิตภัณฑ์และกลไกการระดมทุนให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่ ผ่านการเพิ่มสภาพคล่องของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนให้กิจการในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ผลักดันสิทธิประโยชน์สำหรับบริษัทในโครงการ Jump+ เพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนของ SMEs ขนาดใหญ่ และปรับปรุงกฎหมายเพื่อรองรับการระดมทุนของบริษัทเทคโนโลยี

 

  • Ecosystem & Infrastructure: พัฒนาโครงสร้างตลาดทุนและลดอุปสรรค

 

ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของตลาดทุน ผ่านการเชื่อมโยงตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล การพัฒนาระบบข้อมูลกลางด้านลงทุน การจัดตั้ง SME Credit Scoring Agency และการปรับปรุงกฎหมายทรัสต์ เพื่อรองรับการบริหารและวางแผนทรัพย์สิน

 

  • Trust & Confidence: ยกระดับธรรมาภิบาลและความเชื่อมั่น

 

ผลักดันการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด การกำกับดูแลเชิงรุก การจัดตั้งศาลตลาดทุน การแก้ไขกฎหมายล้มละลาย และการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับการคุ้มครองผู้ลงทุน

 

  • Investor Relations: ยกระดับการสื่อสารกับนักลงทุน

 

ผลักดันการจัด Government Outbound Roadshow เพื่อประชาสัมพันธ์ตลาดทุนไทยสู่ผู้ลงทุนทั่วโลก จัดกิจกรรม “ตลาดทุนพบภาครัฐ” อย่างสม่ำเสมอเพื่อสร้างความเชื่อมั่น จัดทำและเผยแพร่ดัชนี FETCO Investor Confidence Index ทุกเดือน และร่วมให้ข้อมูลเศรษฐกิจและการลงทุนผ่านเวทีสำคัญทั้งในประเทศและต่างประเทศ

 

สำหรับเป้าหมายระยะยาว FETCO มุ่งยกระดับสถานะตลาดทุนไทยสู่ ‘ตลาดพัฒนาแล้ว’ (Developed Market) ภายใน 15 ปี สอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการยกระดับประเทศไทยเป็นประเทศรายได้สูง ภายใน 12 ปี ถ้าทำได้ตามเป้าหมาย จะดึงดูดให้กองทุนทั่วโลกเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดทุนไทย

 

ทั้งนี้ การจะเป็นตลาดพัฒนาแล้ว จะต้องผ่าน 3 เกณฑ์ตามมาตรฐานสากล ดังนี้

 

  • ต้องเป็นประเทศรายได้สูงต่อเนื่อง 3 ปี
  • ขนาดตลาดหุ้นต้องใหญ่ มี market cap สูง และมีสภาพคล่องในการซื้อขายที่หนาแน่น
  • กฎเกณฑ์เป็นไปตามมาตรฐานสากล นักลงทุนทั่วโลกเข้าถึงการลงทุนได้จริง

 

ทั้งนี้ ปัจจุบัน ตลาดหุ้นไทยเริ่มเห็นสัญญาณเงินทุนต่างชาติไหลกลับ โดยมีทั้งเม็ดเงินระยะสั้นที่เข้ามาหนุนโมเมนตัม และเงินลงทุนระยะยาวที่เริ่มให้ความสนใจตลาดไทยมากขึ้น โดยส่วนใหญ่เป็นกองทุนต่างประเทศที่ทยอยเข้าสะสมหุ้นไทยมากขึ้น โดยปัจจัยหนุนหลักมาจาก การโยกเงินออกจากหุ้นเทคโนโลยีและหุ้น AI หลังราคาปรับขึ้นแรงและมีแรงขายทำกำไร รวมถึงความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไทยที่ปรับดีขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี

 

ภาพ: Dilok Klaisataporn/ Shutterstock

The post FETCO ชงยกเว้นภาษีกำไร Capital gain ชั่วคราว ดึงเงินลงทุนกลับไทย หวังเพิ่มสภาพคล่องตลาดหุ้น พร้อมอัปเดตความคืบหน้า TISA appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุลกากรตรวจเข้ม! ยกระดับมาตรการสกัดกั้นยาเสพติด ใช้ ‘เครื่องเอกซเรย์-สุนัข K-9’ ตรวจสัมภาระขาออก https://thestandard.co/customs-intercept-outbound-drugs-baggage/ Mon, 06 Jul 2026 09:46:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1227332 เจ้าหน้าที่ศุลกากรกำลังใช้เครื่องเอกซเรย์และสุนัข K-9 ตรวจสัมภาระขาออกเพื่อสกัดกั้นยาเสพติด

ศุลกากรยกระดับมาตรการสกัดกั้นยาเสพติด ใช้ ‘เครื่องเอกซเ […]

The post ศุลกากรตรวจเข้ม! ยกระดับมาตรการสกัดกั้นยาเสพติด ใช้ ‘เครื่องเอกซเรย์-สุนัข K-9’ ตรวจสัมภาระขาออก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่ศุลกากรกำลังใช้เครื่องเอกซเรย์และสุนัข K-9 ตรวจสัมภาระขาออกเพื่อสกัดกั้นยาเสพติด

ศุลกากรยกระดับมาตรการสกัดกั้นยาเสพติด ใช้ ‘เครื่องเอกซเรย์-สุนัข K-9’ ตรวจสัมภาระขาออก ดึง AI คัดกรองผู้โดยสาร เลี่ยงไม่ให้กระทบนักท่องเที่ยว

 

วันนี้ (6 กรกฎาคม) พันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากรได้ยกระดับมาตรการสกัดกั้นยาเสพติดไปยังต่างประเทศตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ผ่านการเพิ่มความเข้มงวดการตรวจสอบในส่วนของขาออกมากขึ้น ทั้งการนำเครื่องเอกซเรย์มาสแกนสัมภาระ รวมถึงนำสุนัขตำรวจ (K-9) มาดมหาสารเสพติด ก่อนโหลดกระเป๋าเดินทาง

 

“เริ่มมีการเอกซเรย์ขาออกแล้ว แต่ยังไม่สะดวกนัก เพราะต้องเอากระเป๋าที่สงสัยไป เอกซเรย์เครื่องขาเข้า นอกจากนี้ ยังเริ่มใช้ K9 ดมพัสดุภัณฑ์แล้วเช่นกัน” พันธ์ทองกล่าว

 

นอกจากนี้ กรมศุลกากรยังเพิ่มโทษปรับ กรณีลักลอบส่งออกกัญชาในอัตรากิโลกรัมละ 30,000 บาท พร้อมยึดของกลาง โดยมีผลตั้งแต่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อยกระดับการปราบปรามยาเสพติดอีกด้วย

 

ที่ผ่านมาประเทศไทยมุ่งเน้นเฉพาะการตรวจสอบผู้โดยสารขาเข้า และไม่ค่อยเข้มงวดกับผู้โดยสารขาออกมากนัก ซึ่งเป็นลักษณะการดำเนินงานปกติของศุลกากรทั่วโลก แต่ด้วยระบบสาธารณูปโภคที่ดี ทำให้ไทยถูกใช้เป็นทางผ่านในการลำเลียงยาเสพติด

 

“เมื่อก่อน เรากลัวว่าการตรวจสอบสัมภาระขาออกจะเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดี แต่วันนี้ เราต้องลองดู” พันธ์ทองกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม พันธ์ทองยอมรับว่า กรมศุลกากรไม่สามารถตรวจสอบนักเดินทางกว่า 85 ล้านคนต่อปี รวมถึงคอนเทนเนอร์ทั้ง 13 ล้านตู้ได้หมด กรมศุลกากรจึงจำเป็นต้องอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลความเสี่ยงผู้โดยสาร เป็นตาข่ายกรองเป็นขั้นต้น ผ่านระบบบริหารความเสี่ยง หรือ Risk Management ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อรักษาสมดุล ไม่ให้การตรวจสอบกระทบนักท่องเที่ยวมากจนเกินไป เนื่องจากเป็นรายได้หลักของประเทศ และเป็นจุดอ่อนสำคัญที่มิจฉาชีพพยายามแฝงตัว

 

ตลอด 9 เดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่ 1 ตุลาคมจนถึง 30 มิถุนายน กรมศุลกากรจับคดียาเสพติดไปแล้วกว่า 100 คดี นับเป็นมูลค่ากว่า 700-800 ล้านบาท ผ่านการบูรณาการร่วมกับ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ตลอดจนการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.)

 

“เมื่อวานเราจับยาเสพติดขาเข้าได้กว่า 100 กิโลกรัมที่แม่สาย ซึ่งพิสูจน์ได้ว่าบ้านเราไม่ใช่แหล่งผลิต” พันธ์ทองกล่าว

 

ทั้งนี้ พันธ์ทองระบุว่า กรมศุลกากรยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ ทำให้ยังไม่สามารถเพิ่มเครื่องเอกซเรย์ได้ครบทุกด่าน อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ AOT พิจารณาสนับสนุนกรมศุลกากร ในการเพิ่มเครื่องเอกซเรย์ประจำอาคารโดยสารขาออก ทั้งในส่วนผู้โดยสารและการขนส่งสินค้า

 

สุดท้ายนี้ พันธ์ทองให้คำมั่นว่า กรมศุลกากรจะเพิ่มความเข้มงวดให้ยาเสพติดเหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แม้จะไม่สามารถทำให้หมดไปได้

 

“ประเทศที่เข้มงวดที่สุดในโลกอย่างออสเตรเลีย ยังทำให้หมดไปไม่ได้เลย คือเราต้องพยายามที่จะให้มันน้อยที่สุด หรือแทบจะเป็นไปไม่ได้ ให้มันยุ่งยาก ให้มันลำบากกับแก๊งค้ายาเสพติดข้ามชาติ ไม่ให้มันสามารถดำเนินการในบ้านเราได้” พันธ์ทองกล่าว

The post ศุลกากรตรวจเข้ม! ยกระดับมาตรการสกัดกั้นยาเสพติด ใช้ ‘เครื่องเอกซเรย์-สุนัข K-9’ ตรวจสัมภาระขาออก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. เร่งสอบข้อเท็จจริง กรณี TRUE ชี้แจงรายงานได้มาหุ้น 3.2% อาจไม่ถูกต้อง ยันปัจจุบันไม่มีหุ้นบุริมสิทธิ https://thestandard.co/sec-investigates-true-share-report/ Mon, 06 Jul 2026 07:51:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1227274 โลโก้ ก.ล.ต. และ TRUE พร้อมข้อความ ก.ล.ต. เร่งสอบ ปมรายงานซื้อหุ้น TRUE อาจคลาดเคลื่อน

ก.ล.ต. พร้อมเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีมีผู้แจ้งรายงานกา […]

The post ก.ล.ต. เร่งสอบข้อเท็จจริง กรณี TRUE ชี้แจงรายงานได้มาหุ้น 3.2% อาจไม่ถูกต้อง ยันปัจจุบันไม่มีหุ้นบุริมสิทธิ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ ก.ล.ต. และ TRUE พร้อมข้อความ ก.ล.ต. เร่งสอบ ปมรายงานซื้อหุ้น TRUE อาจคลาดเคลื่อน

ก.ล.ต. พร้อมเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีมีผู้แจ้งรายงานการได้มาซึ่งหุ้น บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) จนสัดส่วนถือครองแตะระดับกว่า 7% ข้อมูลอาจคลาดเคลื่อน หลัง TRUE ทำหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ท้วงว่าข้อมูลในรายงานอาจไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะส่วนที่ระบุว่าเป็น ‘หุ้นบุริมสิทธิ’ ทั้งที่บริษัทยืนยันว่าปัจจุบันไม่มีหลักทรัพย์ประเภทดังกล่าวแล้ว

 

กรณีดังกล่าว มาจากสรุปแบบรายงานการได้มา/จำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ที่สำนักงาน ก.ล.ต. เผยแพร่ประจำวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ซึ่งระบุว่า ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ได้มาซึ่งหุ้นของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 คิดเป็น 3.2174% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมด ส่งผลให้ถือครองภายหลังการได้มาเพิ่มเป็น 7.0992%

 

ด้าน TRUE ทำหนังสือชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ระบุว่าจำนวนที่ได้มารวม 3.2174% นั้น แบ่งเป็นหุ้นสามัญราว 3.1786% และ หุ้นบุริมสิทธิราว 0.0388% ซึ่งเป็นจุดที่บริษัทตั้งข้อสังเกต เพราะ TRUE ไม่เคยเสนอขายหุ้นบุริมสิทธิให้บุคคลทั่วไป และปัจจุบันไม่มีหลักทรัพย์ประเภทหุ้นบุริมสิทธิแล้ว บริษัทจึงมองว่าข้อมูลในแบบ 246-2 อาจมีความไม่ถูกต้อง และได้แจ้งข้อเท็จจริงนี้ต่อ ก.ล.ต. ในวันเดียวกัน

 

อนึ่ง หุ้นบุริมสิทธิ คือ หุ้นที่ผู้ถือมีสิทธิ์ได้รับเงินปันผลก่อนหุ้นสามัญทั่วไป แต่ไม่มีสิทธิ์ออกเสียงในการบริหารบริษัท

 

TRUE ยังย้ำว่า ตามหมายเหตุบนหน้าเว็บไซต์แบบ 246-2 ของ ก.ล.ต. ข้อมูลดังกล่าวยังเป็นเพียง ‘ข้อมูลเบื้องต้น’ กล่าวคือยังไม่ครบถ้วนและ/หรืออยู่ระหว่างการสอบทาน โดยบริษัทรับทราบว่า ก.ล.ต. จะติดต่อสอบถามข้อเท็จจริงจากผู้ยื่นแบบต่อไป พร้อมประเมินว่ารายการนี้จะไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อทิศทางธุรกิจ การบริหารจัดการ หรือการดำเนินงานของบริษัท

 

ขณะที่ เอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษก ก.ล.ต. ระบุว่า ก.ล.ต. อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกระบวนการที่เกี่ยวข้อง โดยติดตามเรื่องนี้ตั้งแต่มีการรายงานเข้ามา และพบข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับความถูกต้องของข้อมูล จึงได้ทำเครื่องหมายเตือนผู้ลงทุนต่อรายงานแบบ 246-2 ฉบับดังกล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2569 ทั้งนี้ หากพบการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายหรือหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ก.ล.ต. จะพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป

 

ภาพ: ก.ล.ต. เร่งสอบ

The post ก.ล.ต. เร่งสอบข้อเท็จจริง กรณี TRUE ชี้แจงรายงานได้มาหุ้น 3.2% อาจไม่ถูกต้อง ยันปัจจุบันไม่มีหุ้นบุริมสิทธิ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศึกชิงอาณาจักร AI เดือด! Macron-Modi เปิดเกมดึงบิ๊กเทคเข้าประเทศ https://thestandard.co/macron-modi-ai-big-tech-investment/ Mon, 06 Jul 2026 07:50:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1227273 ภาพประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง และนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี

ประเทศต่างๆ ทั่วโลกกำลังเร่งเครื่องแข่งขันเพื่อไม่ให้ตก […]

The post ศึกชิงอาณาจักร AI เดือด! Macron-Modi เปิดเกมดึงบิ๊กเทคเข้าประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง และนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี

ประเทศต่างๆ ทั่วโลกกำลังเร่งเครื่องแข่งขันเพื่อไม่ให้ตกขบวนยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยผู้นำหลายชาติเริ่มลงสนามด้วยตนเองเพื่อดึงดูดบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ขนาดมหาศาล ขณะที่ประธานาธิบดี Emmanuel Macron ของฝรั่งเศส และนายกรัฐมนตรี Narendra Modi ของอินเดีย กลายเป็นสองผู้นำที่โดดเด่นที่สุดในการใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวเพื่อเกลี้ยกล่อมผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก

 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทั้งฝรั่งเศสและอินเดียต่างเร่งเดินหน้าสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) และระบบนิเวศ AI ภายในประเทศ เพื่อรองรับการเติบโตของเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยมุ่งดึงดูดการลงทุนและโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่จากบริษัทชั้นนำของโลก

 

Modi เดินหน้าพบปะผู้บริหารเทคโนโลยีรายใหญ่อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้หารือกับ Andy Jassy ซีอีโอของ Amazon และต้อนรับแผนลงทุนมูลค่า 4.8 หมื่นล้านดอลลาร์ในอินเดีย ซึ่งในจำนวนนี้กว่า 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ จะถูกใช้สำหรับโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และคลาวด์คอมพิวติ้ง ก่อนหน้านี้ Modi ยังได้พบกับ Satya Nadella ซีอีโอของ Microsoft, Sundar Pichai ซีอีโอของ Google และ Lip-Bu Tan ซีอีโอของ Intel ซึ่งต่างให้คำมั่นว่าจะมีส่วนช่วยพัฒนาระบบนิเวศ AI ของอินเดีย

 

ด้านฝรั่งเศส Macron ประสบความสำเร็จในการโน้มน้าว SoftBank ให้ลงทุนหลายหมื่นล้านดอลลาร์ในโครงการศูนย์ข้อมูล AI ภายในประเทศ โดย SoftBank ประกาศแผนสร้างศูนย์ข้อมูล AI กำลังการผลิตรวม 3.1 กิกะวัตต์ภายในปี 2031 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการลงทุนมูลค่า 7.5 หมื่นล้านยูโร เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI รวม 5 กิกะวัตต์ในฝรั่งเศส

 

การแข่งขันดึงดูดการลงทุน AI ในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่กลายเป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติที่ผู้นำประเทศต้องลงมาขับเคลื่อนด้วยตนเอง เพราะผู้ที่สามารถดึงดูดศูนย์ข้อมูล บุคลากร และเงินลงทุนได้มากที่สุด อาจกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งใหม่ของโลกในทศวรรษหน้า

 

ญี่ปุ่นส่งสัญญาณเตือนไปยังตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอีกครั้งในวันศุกร์ หลังจาก Satsuki Katayama รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังญี่ปุ่น กล่าวว่า รัฐบาลโตเกียวยังคงหารือกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับประเด็นค่าเงิน และพร้อมดำเนินการเพื่อพยุงค่าเงินเยน หากจำเป็น หลังจากเงินเยนฟื้นตัวขึ้นจากระดับอ่อนค่าที่สุดในรอบ 40 ปี

 

เงินเยนได้รับแรงหนุนบางส่วนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐในวงกว้าง หลังรายงานการจ้างงานสหรัฐฯ ที่ออกมาอ่อนแอกว่าคาดในวันพฤหัสบดี ทำให้นักลงทุนลดการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเร็ว ๆ นี้

 

Katayama กล่าวว่า “จุดยืนของเราไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลย เราพร้อมตอบสนองอย่างเหมาะสมได้ทุกเมื่อหากมีความจำเป็น” เธอยังระบุว่าหน่วยงานของญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ยังคงติดต่อประสานงานกันอย่างใกล้ชิดในประเด็นอัตราแลกเปลี่ยน “แม้ในวันที่สหรัฐฯ หยุดทำการ”

 

เมื่อวันพฤหัสบดี เงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ท่ามกลางการจับตาของนักลงทุนต่อความเป็นไปได้ที่ทางการญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงตลาด และความกังวลว่ารัฐบาลอาจใช้แนวทางใหม่ในการเข้าซื้อเงินเยน อย่างไรก็ตาม ผู้ค้าหลายรายมองว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวยังไม่รุนแรงพอที่จะบ่งชี้ว่ามีการแทรกแซงเกิดขึ้นจริง

 

ล่าสุด เงินเยนซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 161.2 เยนต่อดอลลาร์ในวันศุกร์ ฟื้นตัวจากระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปีที่ 162.84 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งทำไว้เมื่อวันอังคาร

 

การอ่อนค่าของเงินเยนอย่างต่อเนื่องกำลังสร้างความปวดหัวให้กับผู้กำหนดนโยบายญี่ปุ่น เนื่องจากทำให้ต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าสูงขึ้น ซ้ำเติมภาระของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่กำลังเผชิญกับราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นจากผลกระทบของสงครามอิหร่าน

 

ขณะเดียวกัน สัญญาณความเปราะบางในภาคธุรกิจญี่ปุ่นเริ่มปรากฏชัดขึ้น โดยรายงานจากสถาบันวิจัย Tokyo Shoko Research ระบุว่า จำนวนบริษัทที่ล้มละลายจากผลกระทบของเงินเยนอ่อนค่าอยู่ที่ 45 แห่งในช่วงครึ่งแรกของปี เพิ่มขึ้น 32.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

รายงานระบุว่า ต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าที่สูงขึ้นจากการอ่อนค่าของเงินเยนส่งผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะต่อธุรกิจค้าส่งที่มีอำนาจในการปรับขึ้นราคาสินค้าได้จำกัด พร้อมคาดการณ์ว่าการล้มละลายในลักษณะนี้มีแนวโน้มจะอยู่ในระดับสูงต่อไปในอนาคตอันใกล้

 

ภาพ: Alexandros Michailidis, Amit.pansuriya/ Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post ศึกชิงอาณาจักร AI เดือด! Macron-Modi เปิดเกมดึงบิ๊กเทคเข้าประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘อสมท’ ประกาศ 10 ก.ค. นี้ เริ่มขายเอกสารเปิดให้เช่าที่ดิน 50 ไร่ มูลค่า 9,000 ล้านบาท ทำเลรัชดา-พระราม 9 เปิดทางเอกชนลงทุนได้ทุกรูปแบบ https://thestandard.co/mcot-land-lease-ratchada-rama9/ Mon, 06 Jul 2026 07:48:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1227265 ภาพกราฟิกโครงการให้เช่าที่ดิน 50 ไร่ ย่านรัชดา-พระราม 9 ของ อสมท

‘อสมท’ ประกาศขายเอกสารโครงการให้เช่าที่ดิน 50 ไร่ ทำเลธ […]

The post ‘อสมท’ ประกาศ 10 ก.ค. นี้ เริ่มขายเอกสารเปิดให้เช่าที่ดิน 50 ไร่ มูลค่า 9,000 ล้านบาท ทำเลรัชดา-พระราม 9 เปิดทางเอกชนลงทุนได้ทุกรูปแบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกโครงการให้เช่าที่ดิน 50 ไร่ ย่านรัชดา-พระราม 9 ของ อสมท

‘อสมท’ ประกาศขายเอกสารโครงการให้เช่าที่ดิน 50 ไร่ ทำเลธุรกิจ CBD รัชดา – พระราม 9 มูลค่าทรัพย์สิน 9,000 ล้านบาท ดีเดย์ 10 ก.ค. นี้ เปิดกว้างเอกชนลงทุนได้ทุกรูปแบบ

 

ดร.ญาดา กาศยปนันทน์ กรรมการ รักษาการในตำแหน่ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) หรือ MCOT กล่าวว่า “ภายหลังจากที่ บมจ.อสมท ได้จัดประชุมรับฟังข้อเสนอแนะและข้อคิดเห็น (Market Sounding) จากนักลงทุนและนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต่อข้อกำหนดและหลักเกณฑ์การเข้าร่วมยื่นข้อเสนอโครงการให้เช่าเพื่อลงทุนพัฒนา และบริหารจัดการที่ดินเชิงพาณิชย์ ของ บมจ.อสมท เมื่อไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนจำนวนมาก โดย บมจ.อสมท ประกาศเปิดจำหน่ายเอกสารโครงการให้เช่าที่ดินฯระยะยาวด้วยวิธีการประมูล ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม – 26 สิงหาคม 2569

 

ดร ญาดา กาศยปนันทน์ กรรมการ รักษาการในตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่

ดร.ญาดา กาศยปนันทน์ กรรมการ รักษาการในตำแหน่ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) หรือ MCOT

 

โดยคาดว่า ด้วยศักยภาพของที่ดินจะได้รับความสนใจจากกลุ่มนักลงทุนอย่างมาก

 

สำหรับที่ดินผืนใหญ่ ย่านรัชดา – พระราม 9 นี้ มีเนื้อที่รวมกว่า 50 ไร่ เป็นสินทรัพย์ที่มีศักยภาพสูงตั้งอยู่ในย่านธุรกิจ ใกล้ถนนรัชดาภิเษก ด้านทิศเหนือติดศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย และกระทรวงวัฒนธรรม ด้านทิศใต้ติดถนนเทียมร่วมมิตร ด้านทิศตะวันออกติดลำชวดกระทุ่มโพลง ด้านทิศตะวันตกติดที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย และศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน มีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญครบครัน จุดเชื่อมต่อขนส่งสาธารณะที่สำคัญ ซึ่งเป็นสถานีร่วมของรถไฟฟ้า 2 สาย ได้แก่ สายสีส้ม (บางขุนนนท์ – ศูนย์วัฒนธรรม – มีนบุรี) และสายสีน้ำเงินช่วงบางซื่อท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค)

 

 

โครงการให้เช่าที่ดิน 50 ไร่ ทำเลธุรกิจ CBD รัชดา – พระราม 9 มูลค่าทรัพย์สิน 9,000 ล้านบาท

 

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและติดต่อซื้อเอกสารได้ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม – 26 สิงหาคม 2569 ที่ฝ่าย Asset Management ชั้น 4 อาคารอำนวยการ 1 บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ ถนนพระราม 9 หรือโทร.02-201-6195-6 และ 061-410-8841 หรือทาง www.mcot.net

The post ‘อสมท’ ประกาศ 10 ก.ค. นี้ เริ่มขายเอกสารเปิดให้เช่าที่ดิน 50 ไร่ มูลค่า 9,000 ล้านบาท ทำเลรัชดา-พระราม 9 เปิดทางเอกชนลงทุนได้ทุกรูปแบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบงก์ออมสินเตรียมหารือ สศค. ขอเพิ่มวงเงินปล่อยสินเชื่อเพื่อติดตั้งโซลาร์และซื้อรถอีวี หลังความต้องการทะลุ 2 หมื่นล้านบาท สูงกว่าวงเงินเดิมที่ตั้งไว้ 5 พันล้านบาท https://thestandard.co/gsb-loan-solar-ev-demand-surge/ Mon, 06 Jul 2026 07:44:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1227261 ภาพประกอบข่าวสินเชื่อโซลาร์และรถ EV ของธนาคารออมสิน ที่ความต้องการพุ่งสูง

แบงก์ออมสินเผยความต้องการสินเชื่อสำหรับติดตั้งโซลาร์และ […]

The post แบงก์ออมสินเตรียมหารือ สศค. ขอเพิ่มวงเงินปล่อยสินเชื่อเพื่อติดตั้งโซลาร์และซื้อรถอีวี หลังความต้องการทะลุ 2 หมื่นล้านบาท สูงกว่าวงเงินเดิมที่ตั้งไว้ 5 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าวสินเชื่อโซลาร์และรถ EV ของธนาคารออมสิน ที่ความต้องการพุ่งสูง

แบงก์ออมสินเผยความต้องการสินเชื่อสำหรับติดตั้งโซลาร์และซื้อรถ EV พุ่งทะลุ 2 หมื่นล้านบาท สูงกว่าวงเงินเดิมที่ตั้งไว้ 5 พันล้านบาท เตรียมหารือ สศค. ขอจัดสรรวงเงินสินเชื่อเพิ่ม หลัง 31 กรกฎาคมนี้

 

 
 

วันนี้ (6 กรกฎาคม) ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ยอดความต้องการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานมีจำนวนกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าวงเงินเดิมที่ 5,000 ล้านบาท ที่ธนาคารจัดสรรไว้ และจะมีการหารือกับ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เพื่อพิจารณาเกลี่ยหรือย้ายวงเงินจากส่วนอื่นมาเพิ่มเติมสินเชื่อดังกล่าว

 

ทรงพลกล่าวต่อว่า ในระยะแรก (Phase 1) ธนาคารออมสินจะกำหนดวงเงินให้สถาบันการเงินแต่ละแห่งไม่เกิน 500 ล้านบาท ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม จากนั้นจึงจะประเมินความต้องการและจัดสรรวงเงินใหม่ร่วมกับ สศค.

 

เบื้องต้น ทรงพลคาดว่า วงเงิน 5,000 ล้านบาทจะถูกใช้เต็มวงเงินภายในสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ แต่สินเชื่ออื่นๆ ภายใต้โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ‘GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย’ อาจใช้ไม่เต็มวงเงิน จึงจำเป็นต้องมีการโยกวงเงินให้สอดคล้องกับความต้องการที่เกิดขึ้นจริง

 

“กลุ่มรถ EV มีโอกาสสูงที่จะต้องขยายวงเงินเพิ่ม เนื่องจากวงเงินที่ตั้งไว้ 5,000 ล้านบาท อาจไม่เพียงพอกับความต้องการ ขณะที่ Soft Loan วงเงินรวม 100,000 ล้านบาท อาจมีบางประเภทใช้ไม่หมด หากวงเงิน EV เต็ม ธนาคารจะหารือกับ สศค. เพื่อโยกวงเงินส่วนที่เหลือมาเพิ่มเติม เพราะเป็นสินเชื่อที่สอดคล้องกับนโยบายเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ” ทรงพล กล่าว

 

ทั้งนี้ โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ‘GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย’ วงเงินรวม 100,000 ล้านบาท เป็นโครงการที่ธนาคารออมสินปล่อยสินเชื่อให้แก่สถาบันการเงินและผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank) เพื่อนำไปปล่อยต่อแก่ลูกค้ารายย่อยและผู้ประกอบการ แบ่งเป็น 3 วัตถุประสงค์ ได้แก่

 

  • สินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่อง วงเงิน 30,000 ล้านบาท
  • สินเชื่อเพื่อขยายธุรกิจ วงเงิน 65,000 ล้านบาท
  • สินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ‘ซื้อรถ EV ติดโซลาร์เซลล์’ วงเงิน 5,000 ล้านบาท

 

โดยสถาบันการเงินและ Non-Bank ที่เข้าร่วมโครงการต้องปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้าก่อน จึงจะสามารถมาเบิกวงเงินจากธนาคารออมสินได้

 

คุมดอกเบี้ยปลายทางต่ำกว่าตลาดลีสซิ่ง

 

ทั้งนี้ ทรงพลกล่าวว่า ธนาคารออมสินกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective Rate) ของสินเชื่อปลายทางให้ต่ำกว่าอัตราที่ธุรกิจลีสซิ่งปล่อยสินเชื่อตามปกติ เพื่อให้ผู้กู้ได้รับประโยชน์จากต้นทุนทางการเงินที่ลดลง

 

กรณีสินเชื่อรถยนต์ หากผู้ให้บริการคิดอัตราดอกเบี้ยแบบ Flat Rate 2.5% ต่อปี สำหรับระยะเวลา 5 ปี อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงจะอยู่ที่ประมาณ 4.75% ต่อปี หลังหัก 0.25%

 

ทั้งนี้ ธนาคารออมสินยืนยันว่า ความเสี่ยงจากค่าเสื่อมราคาของรถยนต์ไม่กระทบต่อความเสี่ยงของธนาคารโดยตรง เนื่องจากธนาคารไม่ได้ปล่อยสินเชื่อให้ผู้ซื้อรถยนต์โดยตรง แต่ปล่อยสินเชื่อให้แก่สถาบันการเงินและ Non-Bank ที่เข้าร่วมโครงการ

The post แบงก์ออมสินเตรียมหารือ สศค. ขอเพิ่มวงเงินปล่อยสินเชื่อเพื่อติดตั้งโซลาร์และซื้อรถอีวี หลังความต้องการทะลุ 2 หมื่นล้านบาท สูงกว่าวงเงินเดิมที่ตั้งไว้ 5 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง ยังมีความเปราะบางผ่านภาวะ พร้อมจับตา 2 ปัจจัยเสี่ยงใหญ่ Super El Nino-ภาษีสหรัฐฯ https://thestandard.co/thai-economy-h2-fragile-risks/ Mon, 06 Jul 2026 07:16:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1227230 ภาพกราฟิกแสดง 2 ความเสี่ยงใหญ่ที่อาจฉุดเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง

เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังส่อแววแผ่วปลายแม้ครึ่งปีแรกจะสามา […]

The post เจาะเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง ยังมีความเปราะบางผ่านภาวะ พร้อมจับตา 2 ปัจจัยเสี่ยงใหญ่ Super El Nino-ภาษีสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดง 2 ความเสี่ยงใหญ่ที่อาจฉุดเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง

เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังส่อแววแผ่วปลายแม้ครึ่งปีแรกจะสามารถฟื้นตัวได้ดี แต่ยังมีความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพรวมการเติบโตแบบกระจุกตัว (K-Shaped) พร้อมเปิดข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ที่ยากลำบากของครัวเรือนไทยผ่านภาวะ ‘3 ลด’ ซึ่งตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่ดูเหมือนจะปรับตัวลดลงนั้น แท้จริงแล้วกลับเป็น การลดหนี้ที่สุขภาพไม่ดี (Unhealthy Deleveraging) อันเกิดจากภาวะการเงินตึงตัวที่ทำให้ประชาชนและ SME เข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้น ไม่ใช่เกิดจากความสามารถในการชำระหนี้ที่ดีขึ้น ทิศทางเศรษฐกิจ นโยบายการเงินของ กนง. และปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตาต่อจากนี้จะมีอะไรบ้าง

 

 
 

ดร. ปุณยวัจน์ ศรีสิงห์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกที่ผ่านมาเติบโตได้เกือบ 3% ซึ่งถือว่าฟื้นตัวได้ไม่แย่เท่าที่คาดการณ์ไว้ โดยได้รับแรงหนุนหลักจากการส่งออกและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)

 

อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวยังมีความ กระจุกตัว (K-Shaped) สูง โดยจะดีเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จากเทคโนโลยี เช่น สินค้ากลุ่มชิปอิเล็กทรอนิกส์ และ Data Center ขณะที่ไตรมาสที่ 2 เศรษฐกิจอาจได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานและสงครามในตะวันออกกลาง

 

สำหรับแนวโน้มในครึ่งปีหลัง คาดว่าในไตรมาสที่ 3 จะยังมีแรงพยุงจากมาตรการภาครัฐ ทำให้เศรษฐกิจน่าจะเติบโตได้เกือบ 3% แต่ความน่ากังวลจะไปอยู่ที่ไตรมาสที่ 4 เนื่องจากเมื่อหมดมาตรการช่วยเหลือจากรัฐ อาจส่งผลให้การใช้จ่ายและการบริโภคชะลอตัวลงมาก และจะเป็นไตรมาสที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำที่สุดของปี

 

นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งปีหลังยังมี 2 ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่

 

  • ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Nino) คาดว่าจะมีความรุนแรงและส่งผลให้ปริมาณน้ำฝนของไทยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวถึง 12% ซึ่งจะกระทบโดยตรงต่อรายได้ของเกษตรกร (Farm Income) ให้หดตัวลงอย่างหนัก
  • มาตรการภาษีของสหรัฐฯ (Tariff) หลังช่วงกลางเดือนกรกฎาคม สหรัฐฯ เตรียมจะประกาศใช้มาตรการภาษีรูปแบบใหม่ (มาตรา 301) มาแทนที่มาตรการเดิม ซึ่งมีโอกาสค่อนข้างสูงที่ประเทศไทยจะถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมจากระดับ 10% เดิม

 

เปิดข้อมูล ‘3 ลด’ สะท้อนครัวเรือนไทยเข้าขั้นเปราะบาง

 

การฟื้นตัวแบบ K-Shaped ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในภาคธุรกิจ แต่ยังลุกลามถึงภาคครัวเรือน ข้อมูลจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บ่งชี้ถึงความเปราะบางของครัวเรือนไทยผ่าน ภาวะ 3 ลด ได้แก่

 

  • รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนไทยหดตัวลง 2.5% ในเกือบทุกหมวด โดยมีเพียงหมวดเดียวที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดคือ รายได้จากการช่วยเหลือของภาครัฐ ซึ่งสะท้อนว่าคนไทยต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือจากรัฐมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
  • รายจ่ายของครัวเรือนปรับตัวลดลงถึง 5.4% สะท้อนถึงพฤติกรรมการรัดเข็มขัด ประชาชนพยายามเอาตัวรอดและระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น
  • หนี้ลด แต่ไม่ยั่งยืน แม้ภาพรวมตัวเลขหนี้จะดูลดลง แต่เมื่อเจาะดูไส้ในกลับพบว่า กลุ่มผู้มีรายได้น้อย ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน ยังคงมีหนี้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภค ส่วนหนี้ที่ลดลงส่วนใหญ่มาจากหนี้บ้านและหนี้รถยนต์ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ธนาคารระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น

 

สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่ลดลง คือการลดหนี้ที่ ‘สุขภาพไม่ดี’

 

ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานตัวเลขสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ในไตรมาสแรกของปี ลดลงมาอยู่ที่ 85.9% ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดในรอบหลายปีนับตั้งแต่ช่วงโควิด-19

 

ดร. ปุณยวัจน์ อธิบายว่า แม้ตัวเลขดังกล่าวจะดูเหมือนเป็นข่าวดี แต่ในความเป็นจริง การลดลงนี้เกิดจากการที่ประชาชนและ SME เข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้น จากภาวะการเงินที่ตึงตัว ไม่ใช่การลดหนี้ลงเพราะประชาชนมีความสามารถในการชำระคืนได้ดีขึ้น (Healthy Deleveraging) จึงนับว่าเป็นการลดหนี้ที่มีสุขภาพไม่ดีนัก

 

ทั้งนี้ คาดว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP จะยังเป็นเทรนด์ขาลงไปอีก 1-2 ปีข้างหน้า เนื่องจาก Nominal GDP จะยังขยายตัวได้ดีจากปัจจัยเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ทำให้ฐานคำนวณใหญ่ขึ้น แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่าตัวเลขสัดส่วน คือ ความสามารถในการชำระหนี้ และคุณภาพสินเชื่อ (NPL) ที่ยังคงเปราะบาง สอดคล้องกับสถิติตลาดแรงงานที่เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว เช่น จำนวนการจ้างงาน ชั่วโมงการทำงาน และโอทีที่ลดลง

 

คาด กนง. น่าจะคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้ ก่อนพิจารณาผ่อนคลายปีหน้า

 

สำหรับทิศทางการดำเนินนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) SCB EIC ประเมินว่า ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางและสินเชื่อที่ยังคงตึงตัว กนง. อาจยัง ไม่มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ภายในปีนี้ การใช้ดอกเบี้ยสู้กับเงินเฟ้อในปัจจุบันอาจไม่จำเป็น เนื่องจากเงินเฟ้อมาจากฝั่งอุปทานเป็นหลัก เมื่อราคาน้ำมันลดลง เงินเฟ้อก็จะชะลอตาม

 

อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 SCB EIC ประเมินการเติบโตของเศรษฐกิจไทยไว้ที่ 1.9% ใกล้เคียงกับปีนี้ที่คาดว่าจะโตราว 2% ซึ่งถือว่ายังเติบโตต่ำกว่าศักยภาพมาก หากเงินเฟ้อชะลอตัวลงกลับเข้าสู่กรอบ ประกอบกับภาวะสินเชื่อที่ยังตึงตัว ก็ มีโอกาสที่ กนง. อาจจะพิจารณาผ่อนคลายนโยบายการเงิน หรือลดดอกเบี้ย ได้ในปีหน้า แต่ท้ายที่สุดแล้ว นโยบายดอกเบี้ยอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องใช้ มาตรการเฉพาะจุด เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ เข้ามาประคับประคองภาคการเงินและเศรษฐกิจควบคู่กันไปด้วย

 

ภาพ: 2p2play / Shutterstock

The post เจาะเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง ยังมีความเปราะบางผ่านภาวะ พร้อมจับตา 2 ปัจจัยเสี่ยงใหญ่ Super El Nino-ภาษีสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>