Wealth – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 28 Jul 2026 07:24:15 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 TSD ยันหลักทรัพย์ยังปลอดภัยแม้ข้อมูลรั่วไหล 2 แสนบัญชี เตรียมย้ายระบบขึ้นแอป wiset เพิ่มความปลอดภัย https://thestandard.co/tsd-data-leak-securities-safe-wiset/ Tue, 28 Jul 2026 07:24:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1235918 ภาพประกอบแสดงถึงการรักษาความปลอดภัยข้อมูลของ TSD หลังข้อมูลรั่วไหล และการย้ายระบบสู่แอป wiset

บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) หรือ TSD ยืนยั […]

The post TSD ยันหลักทรัพย์ยังปลอดภัยแม้ข้อมูลรั่วไหล 2 แสนบัญชี เตรียมย้ายระบบขึ้นแอป wiset เพิ่มความปลอดภัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงถึงการรักษาความปลอดภัยข้อมูลของ TSD หลังข้อมูลรั่วไหล และการย้ายระบบสู่แอป wiset

บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) หรือ TSD ยืนยันว่า ยังไม่พบความเสียหายต่อหลักทรัพย์ แม้จะมี TSD ข้อมูลรั่วไหล จากระบบ TSD Investor Portal จำนวน 200,000 บัญชี จากทั้งหมด 5 ล้านบัญชี โดยข้อมูลที่หลุดไปไม่สามารถนำไปทำธุรกรรมได้ เนื่องจากเป็นการถูกแฮกเพียงระบบหน้าบ้านเท่านั้น ไม่กระทบระบบหลังบ้านที่เก็บข้อมูลการถือครองหลักทรัพย์ TSD ได้ส่งอีเมลแจ้งเตือนผู้ใช้งานที่ได้รับผลกระทบแล้ว และเตรียมย้ายระบบ Investor Portal ไปยังแอปพลิเคชัน wiset เพื่อเพิ่มความปลอดภัย

 

 

 

วันนี้ (28 ก.ค. 2569) บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) หรือ TSD อัปเดตความคืบหน้ากรณีระบบ TSD Investor Portal ถูกโจมตีทางไซเบอร์ ทำให้ข้อมูลผู้ใช้งานบางส่วนรั่วไหล จึงส่ง อีเมล แจ้งเตือนผู้ใช้งาน ให้ระวังการให้ข้อมูลส่วนตัวแก่เบอร์โทรศัพท์หรือคลิกลิงก์ที่ไม่ทราบที่มาเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

 

พิชยา ชมชัยยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากช่องโหว่โค้ดในส่วนของโปรไฟล์ผู้ใช้งาน (User Profile) เท่านั้น ไม่ได้กระทบกับระบบหลังบ้านที่ใช้เก็บข้อมูลการถือครองหลักทรัพย์ และช่องโหว่ที่เกิดขึ้นมาจากส่วนของระบบ เว็บไซต์ TSD Investor Portal ซึ่งเป็นคนละระบบกับบริการ TSD e-Service บนแอปพลิเคชัน wiset

 

โดยในช่วงเย็นของวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา ฝ่ายไอทีได้แจ้งเตือนความผิดปกติ และดำเนินการเข้าตรวจสอบระบบจนถึงเช้าวันที่ 26 กรกฎาคม จึงพบว่ามีการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานบางส่วน ต่อมาได้ดำเนินการส่ง ข้อความ แจ้งเตือนผู้ที่ได้รับผลกระทบทันที

 

โดยข้อมูลส่วนตัวที่รั่วไหล ประกอบด้วย

 

  • ชื่อ-นามสกุล, วันเดือนปีเกิด, เลขบัตรประจำตัวประชาชน และ ที่อยู่
  • หมายเลขโทรศัพท์ และอีเมล
  • ชื่อบริษัทหลักทรัพย์ และเลขบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์
  • ชื่อธนาคาร และเลขที่บัญชีธนาคาร

 

ปัจจุบันมีบัญชีที่ได้รับผลกระทบข้อมูลหลุดจำนวน 200,000 บัญชี จากบัญชีทั้งหมด

 

5 ล้านบัญชี อย่างไรก็ตามยังไม่มีรายงานความเสียหายเกิดขึ้น เนื่องจากข้อมูลที่หลุดไปนั้น ไม่สามารถนำไปทำธุรกรรมใดๆ ได้ ทั้งนี้ในอนาคตหากมีความเสียหายเกิดขึ้น TSD จะพิจารณา ข้อเท็จจริง และดำเนินการดูแลผู้เสียหายอย่างเหมาะสม

 

เตรียมย้ายระบบขึ้นแอปฯ wiset เพิ่มความปลอดภัย

 

สำหรับแนวทางยกระดับความปลอดภัยระบบ TSD Investor Portal ถิรพันธุ์ สรรพกิจ ในฐานะ IT ที่ดูแลระบบ TSD กล่าวว่า หลังตรวจพบความผิดปกติในระบบ TSD ได้ดำเนินการแก้ไขโค้ดในส่วนที่มีปัญหาโดยทันที และได้นำเทคโนโลยี AI มาช่วย สแกนโค้ดทั้งหมดของระบบเพื่อตรวจหาความเสี่ยงเพิ่มเติม หลังจากนี้จะมีการปรับปรุง ระบบยืนยันตัวตนให้มีความเข้มข้นขึ้น และจ้างผู้เชี่ยวชาญมาทดสอบการเจาะระบบ (Penetration test) เพื่อค้นหาความเสี่ยงที่อาจซ่อนอยู่

 

นอกจากนี้ในอนาคตจะมีการย้ายระบบ TSD Investor Portal ซึ่งให้บริการในรูปแบบ เว็บไซต์มานานกว่า 5 ปี ไปให้บริการบนแอปพลิเคชัน wiset ซึ่งมี เทคโนโลยี ที่ทันสมัยและรัดกุมกว่า

 

วิธีตรวจสอบว่าข้อมูลรั่วไหลหรือไม่

 

แนวทางการตรวจสอบว่าข้อมูลส่วนตัวรั่วไหลหรือไม่ พิชยา กล่าวว่า เบื้องต้นหลังเกิดเหตุ TSD ได้ส่งอีเมลและ SMS แจ้งเตือนไปยังผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงแล้ว หากได้รับข้อความจาก TSD แสดงว่าบุคคลนั้นคือผู้ที่ได้รับผลกระทบ

 

ทั้งนี้ TSD ได้ประสานความร่วมมือไปยังโบรกเกอร์และธนาคาร ในฐานะตัวกลางเชื่อมโยง ข้อมูลหลักทรัพย์ ส่ง SMS และอีเมลแจ้งเตือนไปยังลูกค้า ทั้งลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ และลูกค้าทั่วไป โดยจะไม่มีการแนบลิงก์ใดๆ ให้กดเด็ดขาด หากมีข้อความแนบลิงก์ อ้างว่ามาจาก TSD ขอให้ระมัดระวังว่าเป็นมิจฉาชีพ

 

ข้อมูลหลุดแบบไหนต้องแจ้งความ

 

ด้าน พ.ต.ท. พากฤต กฤตยพงษ์ สารวัตรกลุ่มงานรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ กองบังคับการตรวจสอบและวิเคราะห์อาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ตอท) เปิดเผย ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแกะรอยคนร้าย ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนการสืบสวน ยังไม่สามารถระบุได้ว่า การโจมตีทางไซเบอร์ที่เกิดขึ้นมาจากในประเทศหรือต่างประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม อยากขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก และมีสติระมัดระวัง มิจฉาชีพที่อาจอาศัยจังหวะช่วงที่เกิดปัญหา สร้างเรื่องหลอกลวงเพิ่มเติม จากข้อมูลที่หลุดไป โดยแอบอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่

 

สำหรับประชาชนที่ได้รับข้อความแจ้งเตือนว่าข้อมูลส่วนตัวหลุด ยังไม่จำเป็น ต้องรีบไปแจ้งความ หากยังไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น แต่หากพบความผิดปกติ หรือได้รับความเสียหายตามลักษณะต่อไปนี้ ให้รีบติดต่อสถาบันทางการเงิน ที่เกี่ยวข้องเพื่อระงับเหตุทันที หลังจากระงับเหตุแล้ว จึงค่อยเดินทางไปแจ้งความ กับพนักงานสอบสวน หรือสามารถโทรศัพท์ติดต่อศูนย์ AOC ที่เบอร์ 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

 

  • มีความพยายามล็อกอินเข้าสู่ระบบบัญชีต่างๆ ที่ได้ผูกไว้ เช่น บัญชีธนาคาร หรือบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์
  • ข้อมูลส่วนตัวถูกนำไปโพสต์ เผยแพร่ หรือแชร์ต่อบนโลกออนไลน์
  • ข้อมูลส่วนตัวถูกนำไปใช้ในการทำธุรกรรมต่างๆ โดยที่เจ้าของบัญชี ไม่ได้เป็นผู้ดำเนินการ

 

แนวทางป้องกันมิจฉาชีพหลอกเอาข้อมูล

 

  • ระมัดระวังอีเมล ข้อความ SMS หรือการติดต่อทางโทรศัพท์ ที่แอบอ้างเป็นหน่วยงานต่างๆ เพื่อหลอกขอข้อมูลส่วนบุคคล รหัสผ่าน หรือรหัสยืนยัน (OTP)
  • ไม่คลิกลิงก์ ดาวน์โหลดไฟล์ หรือเปิดเอกสารจากผู้ส่ง หรือแหล่งที่มา ที่ไม่สามารถยืนยันได้
  • ไม่เปิดเผยรหัสผ่าน รหัส OTP หรือข้อมูลส่วนบุคคลแก่บุคคลที่ติดต่อมา โดยไม่ทราบแหล่งที่มาหรือไม่สามารถยืนยันตัวตนได้
  • เปลี่ยนรหัสผ่านของบัญชีออนไลน์เป็นประจำ และหลีกเลี่ยงการใช้รหัส เดียวกันกับหลายบริการ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกนำข้อมูลไปใช้โดยมิชอบ
  • ตรวจสอบความผิดปกติของบัญชีและธุรกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ
  • หากได้รับอีเมลจาก TSD ขอให้ตรวจสอบให้มั่นใจว่าเป็นอีเมลที่มาจาก [email protected] เท่านั้น และต้องไม่มีลิงก์ใดๆ แนบไปด้วย เพื่อความมั่นใจสามารถโทรสอบถามข้อเท็จจริงหรือส่งอีเมลไปยัง TSD ได้

The post TSD ยันหลักทรัพย์ยังปลอดภัยแม้ข้อมูลรั่วไหล 2 แสนบัญชี เตรียมย้ายระบบขึ้นแอป wiset เพิ่มความปลอดภัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยิ่งด่ายิ่งดังจริงไหม? ไขงานวิจัยเบื้องหลังการตลาดสไตล์ Negative ว่าทำไมบางแบรนด์ยิ่งดัง แต่บางแบรนด์ยิ่งเจ็บตัว https://thestandard.co/negative-marketing-brands-success-fail/ Tue, 28 Jul 2026 06:27:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1235896 ภาพประกอบคอลลาจปากคน พร้อมข้อความ 'ยิ่งด่ายิ่งดังจริงไหม? ไขการตลาดสไตล์ Negative ทำไมบางแบรนด์ดัง แต่บางแบรนด์เจ็บตัว'

ในวงการตลาดมีความเชื่อที่ส่งต่อกันมานานว่า ไม่ว่าจะถูกพ […]

The post ยิ่งด่ายิ่งดังจริงไหม? ไขงานวิจัยเบื้องหลังการตลาดสไตล์ Negative ว่าทำไมบางแบรนด์ยิ่งดัง แต่บางแบรนด์ยิ่งเจ็บตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบคอลลาจปากคน พร้อมข้อความ 'ยิ่งด่ายิ่งดังจริงไหม? ไขการตลาดสไตล์ Negative ทำไมบางแบรนด์ดัง แต่บางแบรนด์เจ็บตัว'

ในวงการตลาดมีความเชื่อที่ส่งต่อกันมานานว่า ไม่ว่าจะถูกพูดถึงในแง่ดีหรือแง่ร้าย ขอแค่มีคนพูดถึงแบรนด์ก็ถือว่าได้ประโยชน์ไปแล้ว แต่คำถามที่นักการตลาดถามกันมาตลอดคือ การถูกด่า ถูกวิจารณ์ หรือถูกทัวร์ลง ช่วยให้แบรนด์ดังและขายดีขึ้นจริงหรือไม่ และถ้าจริง มันได้ผลในเงื่อนไขแบบไหน

 

 

 

คำตอบจากงานวิจัยหลายชิ้นตรงกันในจุดหนึ่ง คือการตลาดสไตล์ Negative ไม่ใช่สูตรสำเร็จที่ใช้ได้กับทุกแบรนด์ทุกสถานการณ์ บางกรณีเรียกยอดขายและการรับรู้ได้มหาศาล อย่างแคมเปญของ Nike ที่จุดกระแสเดือดจนมีคนเรียกร้องให้บอยคอต แต่กลับสร้างรายได้หลักหลายพันล้านดอลลาร์

 

ขณะที่บางแบรนด์เล่นเกมเดียวกันแล้วจบด้วยการขอโทษและถอดแคมเปญออกภายในไม่กี่ชั่วโมง เส้นแบ่งระหว่างสองผลลัพธ์นี้คือสิ่งที่งานวิจัยพยายามอธิบาย

 

‘ข่าวลบ’ ขายของได้จริง

 

หลักฐานวิชาการที่ตรงประเด็นที่สุดมาจากงานของ Jonah Berger, Alan Sorensen และ Scott Rasmussen ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Marketing Science เมื่อปี 2010 ในชื่อ ‘Positive Effects of Negative Publicity’ ทีมวิจัยตั้งคำถามตรงๆ ว่าข้อมูลด้านลบเกี่ยวกับสินค้าเพิ่มยอดขายได้หรือไม่ และเมื่อไร ทั้งที่งานวิจัยก่อนหน้าส่วนใหญ่พบแต่ผลเสียของข่าวลบ ไม่ว่าจะเป็นรีวิวแย่หรือการบอกต่อในทางไม่ดี ที่ล้วนฉุดการประเมินสินค้าและยอดขายให้ต่ำลง

 

ข้อค้นพบสำคัญคือ ‘ข่าวลบ’ เพิ่มโอกาสการซื้อและยอดขายได้ผ่านการเพิ่มการรับรู้ต่อสินค้า พูดง่ายๆ คือคนจะซื้อของได้ก็ต่อเมื่อรู้ว่าของนั้นมีอยู่ก่อน และข่าวลบก็ทำหน้าที่ปลุกการรับรู้นั้น ผลจึงต่างกันชัดเจนระหว่างแบรนด์ที่คนรู้จักดีอยู่แล้วกับแบรนด์ที่คนยังไม่รู้จัก

 

กลไกนี้สอดคล้องกับหลักการที่ว่า ยิ่งสินค้าถูกทำให้ปรากฏต่อสายตาบ่อยเท่าไร ก็ยิ่งถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาตอนตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าการปรากฏนั้นจะมาจากโฆษณา การบอกต่อ หรือแม้แต่ดราม่า

 

ตัวอย่างที่ทีมวิจัยใช้คือ รีวิวหนังสือเชิงลบใน The New York Times ทำให้ยอดขายหนังสือของนักเขียนที่มีชื่อเสียงลดลง แต่กลับดันยอดขายหนังสือของนักเขียนที่คนยังไม่ค่อยรู้จักให้สูงขึ้น เพราะสำหรับกลุ่มหลัง การถูกพูดถึงในแง่ลบยังดีกว่าการไม่ถูกพูดถึงเลย

 

นอกจากนี้ Berger และทีมยังชี้ว่าระยะเวลาห่างระหว่างการรับรู้ข่าวกับจังหวะที่ผู้บริโภคจะตัดสินใจซื้อจริงก็มีผลต่อเรื่องนี้ เพราะเมื่อเวลาผ่านไป ผู้คนมักจำได้ว่าเคยได้ยินชื่อสินค้านั้น แต่เลือนรางว่าได้ยินมาในแง่ดีหรือแง่ร้าย

 

ทำไม ‘สมองมนุษย์’ ถึงจดจ่อกับเรื่องลบ

 

เบื้องหลังปรากฏการณ์ ‘ยิ่งด่ายิ่งดัง’ คือกลไกทางจิตวิทยาที่เรียกว่า Negativity Bias งานสำรวจคลาสสิกของ Roy Baumeister และคณะ ในชื่อ ‘Bad Is Stronger Than Good’ ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Review of General Psychology ปี 2001 รวบรวมหลักฐานจากแทบทุกสาขาของจิตวิทยาแล้วได้ข้อสรุปตรงกันว่า ข้อมูลด้านลบมีผลต่อความสนใจ, ความจำ, อารมณ์ และการตัดสินใจ มากกว่าข้อมูลด้านบวกที่รุนแรงพอกัน คำวิจารณ์กระทบใจคนมากกว่าคำชม และความประทับใจแย่ก็ก่อตัวเร็วกว่าและลบออกยากกว่า

 

ผลของกลไกนี้สามารถวัดได้ โดยนักวิจัยรายหนึ่งเคยทดลองเขียนบทความสองชิ้นความยาวเท่ากันแล้วโพสต์พร้อมกัน ชิ้นหนึ่งพูดถึงอนาคตที่สดใส อีกชิ้นพูดถึงอนาคตที่มืดมน ผลปรากฏว่าชิ้นที่พูดถึงเรื่องมืดมนมีคนอ่านมากกว่าถึง 7 เท่า สะท้อนว่าคนเลือกเปิดอ่านเรื่องลบก่อนเรื่องบวกโดยแทบไม่รู้ตัว

 

พอย้ายมาอยู่บนโซเชียลมีเดีย กลไกนี้ยิ่งถูกขยาย งานวิจัยของ William Brady และคณะ ในวารสาร PNAS ปี 2017 วิเคราะห์ข้อความบนโซเชียลกว่า 5 แสนข้อความ แล้วพบว่ายิ่งข้อความมีคำที่สื่ออารมณ์เชิงศีลธรรมมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งถูกส่งต่อมากขึ้นเท่านั้น โดยทุกคำที่เพิ่มเข้าไปหนึ่งคำ ดันอัตราการส่งต่อขึ้นราว 20%

 

ทีมวิจัยเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Moral Contagion หรือการแพร่ระบาดทางศีลธรรม แต่มีข้อจำกัดสำคัญคือ เนื้อหาลักษณะนี้แพร่ได้แรงภายในกลุ่มที่คิดเหมือนกัน แต่ข้ามไปยังกลุ่มที่คิดต่างได้น้อย

 

งานวิจัยรุ่นถัดมายังพบว่า ภาษาที่โจมตีหรือลดทอนกลุ่มตรงข้าม คือสัญญาณที่บอกได้แม่นที่สุดว่าโพสต์ไหนจะมีคนกดไลก์และแชร์มาก เหนือกว่าปัจจัยอื่นทั้งหมดที่ทีมวิจัยวัด ข้อค้นพบนี้เป็นดาบสองคมสำหรับแบรนด์ เพราะมันหมายความว่าเนื้อหาที่จุดอารมณ์และแบ่งฝ่ายมักได้ยอดเอนเกจเมนต์สูง แต่ก็แลกมากับความเสี่ยงที่จะสร้างศัตรูไปพร้อมกัน

 

เมื่อ ‘ยิ่งด่ายิ่งดัง’ ได้ผล และเมื่อมันพังไม่เป็นท่า

 

ตัวอย่างที่มักถูกยกเป็นความสำเร็จของ Outrage Marketing คือแคมเปญของ Nike ที่ใช้ Colin Kaepernick อดีตนักอเมริกันฟุตบอลที่เคยประท้วงด้วยการคุกเข่าระหว่างเพลงชาติ เป็นพรีเซนเตอร์เมื่อปี 2018 แคมเปญนี้จุดกระแสไม่พอใจอย่างหนักและมีการเรียกร้องให้บอยคอต

 

แต่รายงานระบุว่าสุดท้าย Nike ทำรายได้จากแคมเปญนี้ราว 6 พันล้านดอลลาร์ (ราว 2.02 แสนล้านบาท) เพราะลูกค้าเดิมที่มีค่านิยมตรงกับแบรนด์รวมตัวสนับสนุนจนมากกว่าฝ่ายที่ไม่พอใจ

 

บทวิเคราะห์ที่อิงงานวิจัยชี้ว่า ความไม่พอใจสามารถเป็นประโยชน์ต่อแบรนด์ได้จริง หากความไม่พอใจนั้นปลุกให้กลุ่มคนที่เชื่อในสิ่งเดียวกับแบรนด์ออกมายืนข้างแบรนด์แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงที่จะผลักลูกค้าที่เห็นต่างออกไป โดยเฉพาะแบรนด์ที่มีฐานลูกค้าหลากหลายค่านิยม

 

กรณีของ Gillette ก็คล้ายกัน แม้โฆษณาที่ตั้งคำถามเรื่องความเป็นชายจะเจอกระแสต้านช่วงแรก แต่แบรนด์กลับได้การมีส่วนร่วมและความภักดีระยะยาวเพิ่มขึ้นจากผู้บริโภคกลุ่มอายุน้อย

 

อีกด้านหนึ่งของเหรียญคือแบรนด์ที่เล่นเกมนี้แล้วเจ็บตัวจริง กรณี Bud Light ที่ร่วมงานกับ Dylan Mulvaney อินฟลูเอนเซอร์ข้ามเพศเมื่อปี 2023 จุดกระแสบอยคอตจากผู้บริโภคกลุ่มอนุรักษนิยมจนกระทบยอดขายและรายได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

ส่วนโฆษณาของ Pepsi ที่ใช้ Kendall Jenner เมื่อปี 2017 ถูกวิจารณ์ว่าฉวยประเด็นความยุติธรรมทางสังคมมาใช้แบบฉาบฉวย จนแบรนด์ต้องถอดโฆษณาออกภายใน 24 ชั่วโมง แต่ความเสียหายก็เกิดขึ้นไปแล้ว

 

ความต่างระหว่าง Nike กับ Bud Light ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครกล้ากว่ากัน แต่อยู่ที่สองปัจจัยที่งานวิจัยชี้ตรงกัน ปัจจัยแรกคือระดับการรับรู้ต่อแบรนด์ งานของ Berger ชี้ว่ากลไกยิ่งด่ายิ่งดังได้ผลกับแบรนด์หรือสินค้าที่คนยังไม่รู้จักเป็นหลัก เพราะข่าวลบช่วยเพิ่มการรับรู้ที่ยังขาดอยู่ ขณะที่แบรนด์ใหญ่ที่คนรู้จักดีอยู่แล้วมักได้แต่ผลเสีย และผลด้านการรับรู้นี้ก็จางลงตามเวลา

 

ปัจจัยที่สองคือประเภทของการถูกด่า ต้องแยกให้ชัดระหว่างการถูกวิจารณ์เพราะแบรนด์เลือกยืนบนจุดยืนที่บางคนไม่เห็นด้วย กับการถูกวิจารณ์เพราะแบรนด์ทำสิ่งที่ถูกมองว่าละเมิดคุณค่าบางอย่าง กรณีหลังอย่างโฆษณาที่ถูกมองว่าเหยียดเชื้อชาติของ H&M หรือ Gucci มักจบด้วยการขอโทษและถอดแคมเปญ ไม่ใช่ยอดขายที่พุ่งขึ้น

 

อีกประเด็นที่ต้องไม่มองข้ามคือ แม้แต่แนวคิด Negativity Bias ที่เป็นรากฐานของเรื่องนี้ก็ยังถูกตั้งคำถามในแวดวงวิชาการ งานของ Jennifer Corns ในปี 2018 และบทวิเคราะห์รุ่นหลังโต้แย้งว่าแนวคิดนี้มักถูกนำเสนอเกินจริง

 

การที่คนจดจำเรื่องลบได้นานกว่าจริง แต่ไม่ได้แปลว่าเรื่องลบจะส่งผลรุนแรงกว่าในทุกสถานการณ์ สำหรับแบรนด์ที่คิดจะเดิมพันด้วยการตลาดสไตล์ Negative บทเรียนจากงานวิจัยจึงไม่ใช่คำตอบว่าควรทำหรือไม่ควรทำ แต่คือการประเมินให้ชัดก่อนลงมือว่าแบรนด์ของตัวเองอยู่ในเงื่อนไขที่กลไกนี้จะทำงานให้ หรืออยู่ในเงื่อนไขที่มันจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง

 

ภาพ: Roman Samborskyi / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ยิ่งด่ายิ่งดังจริงไหม? ไขงานวิจัยเบื้องหลังการตลาดสไตล์ Negative ว่าทำไมบางแบรนด์ยิ่งดัง แต่บางแบรนด์ยิ่งเจ็บตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. ขยายเวลา VAT 7% อีก 1 ปี ถึง 30 ก.ย. 2570 พยุงค่าครองชีพ-หนุนเศรษฐกิจต่อเนื่อง https://thestandard.co/vat-7-percent-extension/ Tue, 28 Jul 2026 06:12:54 +0000 https://thestandard.co/vat-7-percent-extension/ มือถือใบเสร็จ VAT พร้อมข้อความ ครม. ขยายเวลา VAT 7% อีก 1 ปี ถึง 30 ก.ย. 2570

คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบข้อเสนอของกรมสรรพากร กระ […]

The post ครม. ขยายเวลา VAT 7% อีก 1 ปี ถึง 30 ก.ย. 2570 พยุงค่าครองชีพ-หนุนเศรษฐกิจต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
มือถือใบเสร็จ VAT พร้อมข้อความ ครม. ขยายเวลา VAT 7% อีก 1 ปี ถึง 30 ก.ย. 2570

คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบข้อเสนอของกรมสรรพากร กระทรวงการคลังในขยายเวลาการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่อัตรา 7% ออกไปอีก 1 ปี จากเดิมที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2569 เป็นสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2570 เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน รักษากำลังซื้อในประเทศ และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

 

วานนี้ (27 กรกฎาคม) สมศักดิ์ อนันทวัฒน์ อธิบดีกรมสรรพากร เผยว่า ที่ประชุม ครม. อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อขยายระยะเวลาการลดอัตรา VAT จาก 10% เหลือ 7% (รวมภาษีท้องถิ่น) ออกไปอีก 1 ปี มีผลตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 – 30 กันยายน 2570

 

โดยสมศักดิ์ระบุว่า การต่ออายุมาตรการดังกล่าวเป็นการพิจารณาจากสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งยังเผชิญความไม่แน่นอน โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกันยังมีความจำเป็นต้องรักษาแรงส่งของเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

 

“การขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวจะช่วยชะลอการเพิ่มขึ้นของระดับราคาสินค้าและบริการ รักษาระดับการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ อันจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ตามเป้าหมาย” สมศักดิ์กล่าว

 

VAT ไทย 10% แต่เก็บจริง 7% มานานกว่า 20 ปี

 

แม้อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมายของไทยจะกำหนดไว้ที่ 10% แต่รัฐบาลได้ใช้อำนาจออกพระราชกฤษฎีกาปรับลดอัตราจัดเก็บเหลือ 7% ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2540 ภายหลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินเอเชีย หรือวิกฤตต้มยำกุ้ง เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ

 

นับจากนั้น รัฐบาลได้ต่ออายุมาตรการลด VAT เป็นรายปีอย่างต่อเนื่อง ทำให้อัตรา VAT ที่ประชาชนและภาคธุรกิจจ่ายจริงยังคงอยู่ที่ 7% จนถึงปัจจุบัน แม้อัตราตามกฎหมายจะยังอยู่ที่ 10% ก็ตาม

 

ภาพ: BLKstudio / Shutterstock

The post ครม. ขยายเวลา VAT 7% อีก 1 ปี ถึง 30 ก.ย. 2570 พยุงค่าครองชีพ-หนุนเศรษฐกิจต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดอสังหาฯ ฟื้นแค่ยอดโอน แต่ไม่ฟื้นมูลค่า KKP ชี้ผู้ซื้อหันหาของถูก-บ้านมือสอง กดดีเวลอปเปอร์ต้องเปลี่ยนเกม https://thestandard.co/real-estate-transfer-value-kkp/ Tue, 28 Jul 2026 06:08:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1235887 ภาพกราฟิกแสดงข้อมูลจาก KKP ระบุตลาดอสังหาริมทรัพย์กรุงเทพฯ และปริมณฑลฟื้นตัวด้านยอดโอน แต่ไม่ฟื้นมูลค่า

ตลาดอสังหาริมทรัพย์กรุงเทพฯ และปริมณฑลเริ่มส่งสัญญาณฟื้ […]

The post ตลาดอสังหาฯ ฟื้นแค่ยอดโอน แต่ไม่ฟื้นมูลค่า KKP ชี้ผู้ซื้อหันหาของถูก-บ้านมือสอง กดดีเวลอปเปอร์ต้องเปลี่ยนเกม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข้อมูลจาก KKP ระบุตลาดอสังหาริมทรัพย์กรุงเทพฯ และปริมณฑลฟื้นตัวด้านยอดโอน แต่ไม่ฟื้นมูลค่า

ตลาดอสังหาริมทรัพย์กรุงเทพฯ และปริมณฑลเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวในแง่จำนวนการโอนกรรมสิทธิ์ แต่เม็ดเงินในตลาดกลับยังไม่กลับมา สะท้อนว่ากำลังซื้อกำลังเคลื่อนจากบ้านใหม่ราคาสูงไปสู่คอนโดมิเนียมและที่อยู่อาศัยมือสองที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า ท่ามกลางข้อจำกัดด้านสินเชื่อและภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง

 

 

บทวิเคราะห์ของสายงานสินเชื่อธุรกิจ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) ซึ่งศึกษาตลาดอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพมหานครและ 5 จังหวัดปริมณฑล ได้แก่ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และนครปฐม ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 พบว่า แม้ยอดโอนกรรมสิทธิ์หลายพื้นที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่มูลค่าการโอนกลับขยายตัวต่ำกว่าหรือติดลบในบางจังหวัด สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาด

 

โดยข้อมูลของ KKP พบว่า กรุงเทพมหานครมียอดโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้น 17% แต่มูลค่าการโอนเพิ่มขึ้นเพียง 4.4% ขณะที่สมุทรปราการ แม้จำนวนยูนิตโอนเพิ่มขึ้น 7.4% แต่มูลค่าการโอนกลับลดลง 9.5% สะท้อนว่าตลาดยังมีธุรกรรมเกิดขึ้นต่อเนื่อง แต่ผู้ซื้อหันไปเลือกสินค้าราคาต่ำลง ทำให้ราคาเฉลี่ยของการซื้อขายลดลงตามไปด้วย

 

เจาะรายพื้นที่ ‘คอนโดฯ-บ้านมือสอง’ แรงขับเคลื่อนหลัก

 

เมื่อแยกตามประเภทที่อยู่อาศัย KKP พบว่าคอนโดมิเนียมและตลาดบ้านมือสองเป็นกลุ่มที่ยังเติบโต ขณะที่บ้านเดี่ยวและบ้านแฝดมือหนึ่ง โดยเฉพาะในระดับราคาสูง เริ่มชะลอตัวชัดเจน

 

กรุงเทพฯ มีคอนโดมิเนียมเป็นแรงหนุนสำคัญ โดยยอดโอนเพิ่มขึ้น 24.9% และมูลค่าเพิ่มขึ้น 16% ขณะที่บ้านเดี่ยวมียอดโอนลดลง 0.7% และมูลค่าลดลง 9% ส่วนอาคารพาณิชย์มือหนึ่งได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยมูลค่าการโอนลดลงถึง 48.4%

 

นนทบุรียังเติบโตจากคอนโดมิเนียม โดยเฉพาะตลาดมือสองที่มูลค่าการโอนเพิ่มขึ้น 31.4% ขณะที่บ้านแฝดมือหนึ่งมียอดโอนลดลงเกือบ 19%

 

ด้านปทุมธานี ตลาดทาวน์เฮาส์ยังขยายตัวได้ดี และบ้านเดี่ยวมือสองมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 20.1% แต่คอนโดมิเนียมมือหนึ่งกลับหดตัว 18.4%

 

ส่วนสมุทรปราการเป็นจังหวัดที่อ่อนแอที่สุดในแง่มูลค่า โดยบ้านเดี่ยวและบ้านแฝดมือหนึ่งมียอดโอนลดลงมากกว่า 15-20% มีเพียงคอนโดมิเนียมมือสองที่ยังเติบโตและช่วยพยุงตลาดไว้

 

ขณะที่สมุทรสาครเติบโตจากคอนโดมิเนียมและบ้านเดี่ยว ส่วนนครปฐมเป็นจังหวัดที่เติบโตโดดเด่นที่สุดในกลุ่มปริมณฑล โดยจำนวนยูนิตเพิ่มขึ้น 18.5% และมูลค่าการโอนเพิ่มขึ้น 12.1% จากแรงหนุนของคอนโดมิเนียมมือหนึ่งที่มียอดโอนเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว

 

เปิด 3 ปัจจัยกดดันมูลค่าตลาด

 

KKP ประเมินว่าการที่มูลค่าตลาดเติบโตช้ากว่าจำนวนยูนิตเกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่

 

1) การแข่งขันจากตลาดบ้านมือสอง ผู้ขายจำนวนมากยอมปรับลดราคาเพื่อเร่งขาย ส่งผลให้ราคาเฉลี่ยบ้านเดี่ยวมือสองในสมุทรปราการลดลงถึง 30.9% และกรุงเทพฯ ลดลง 10.9%

 

2) การเปลี่ยนโครงสร้างความต้องการ (Product Mix Shift) ผู้บริโภคหันไปเลือกคอนโดมิเนียมหรือบ้านแนวราบขนาดเล็กที่มีราคาจับต้องได้ แทนบ้านเดี่ยวราคาสูง

 

3) ข้อจำกัดด้านสินเชื่อและหนี้ครัวเรือน ทำให้ผู้ซื้อระดับกลางจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อสำหรับที่อยู่อาศัยราคาสูงได้

 

KKP แนะผู้ประกอบการเปลี่ยนจาก ‘บ้านแพง’ เป็น ‘บ้านซื้อไหว’ ในช่วงครึ่งปีหลัง

 

ทั้งนี้ KKP มองว่า ตลาดไม่ได้เผชิญปัญหาขาดอุปสงค์ แต่กำลังเผชิญภาวะที่สินค้าที่มีอยู่ไม่สอดคล้องกับกำลังซื้อของผู้บริโภค

 

ผู้ประกอบการจึงควรปรับกลยุทธ์ไปสู่ตลาด ‘Affordable Segment’ โดยเริ่มจากการประเมินกำลังผ่อนของลูกค้าเป็นตัวตั้ง ก่อนกำหนดราคา ขนาด และรูปแบบโครงการ พร้อมทยอยเปิดขายเป็นเฟสเพื่อลดความเสี่ยงด้านสต็อกและภาระดอกเบี้ย

 

นอกจากนี้ การแข่งขันกับตลาดบ้านมือสองจะไม่สามารถอาศัยราคาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างความแตกต่างผ่านคุณภาพการก่อสร้าง การบริการหลังการขาย และการออกแบบพื้นที่ใช้สอยที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง

 

ในภาพรวม ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 จึงกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านจากการแข่งขันด้านการเปิดโครงการใหม่ ไปสู่การแข่งขันด้าน ‘ความสามารถในการเข้าถึงของผู้ซื้อ’ มากขึ้น หากผู้ประกอบการยังคงพัฒนาโครงการในระดับราคาที่สูงกว่ากำลังซื้อจริง โอกาสในการระบายสต็อกอาจยิ่งยากขึ้น ขณะที่โครงการระดับราคาจับต้องได้และตอบโจทย์การอยู่อาศัยจริง มีแนวโน้มเป็นเซ็กเมนต์ที่ยังสามารถเติบโตได้ในช่วงที่เหลือของปี

The post ตลาดอสังหาฯ ฟื้นแค่ยอดโอน แต่ไม่ฟื้นมูลค่า KKP ชี้ผู้ซื้อหันหาของถูก-บ้านมือสอง กดดีเวลอปเปอร์ต้องเปลี่ยนเกม appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ เริ่มจัดเก็บภาษีมาตรา 301 กรณี Forced Labor ไทยโดน 12.5% ตามคาด SCB EIC ชี้ผลกระทบสั้นยังจำกัด แม้ส่งออก มิ.ย. โตแรง 20.8% แต่นำเข้าพุ่งดันดุลการค้าขาดดุลหนัก https://thestandard.co/us-section-301-forced-labor-thailand-tax/ Tue, 28 Jul 2026 05:56:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1235873 ภาพกราฟิกแสดงถึงภาษีมาตรา 301 ของสหรัฐฯ ที่เก็บจากไทย 12.5% และผลกระทบต่อการส่งออก

สหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้ภาษี Section 301 ระลอกใหม่เก็บไทยท […]

The post สหรัฐฯ เริ่มจัดเก็บภาษีมาตรา 301 กรณี Forced Labor ไทยโดน 12.5% ตามคาด SCB EIC ชี้ผลกระทบสั้นยังจำกัด แม้ส่งออก มิ.ย. โตแรง 20.8% แต่นำเข้าพุ่งดันดุลการค้าขาดดุลหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงถึงภาษีมาตรา 301 ของสหรัฐฯ ที่เก็บจากไทย 12.5% และผลกระทบต่อการส่งออก

สหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้ภาษี Section 301 ระลอกใหม่เก็บไทยที่ 12.5%

 

สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมภายใต้มาตรา 301 (Section 301) ประเด็นแรงงานบังคับ (Forced Labor) กับ 60 ประเทศคู่ค้า โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2026 เพื่อมาแทนที่มาตรการชั่วคราวเดิม (Section 122)

 

 

โดยประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ถูกจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมในอัตรา 12.5% ร่วมกับเวียดนาม จีน สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ เนื่องจาก USTR มองว่า ไทยยังไม่มีมาตรการหรือกฎหมายป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอ

 

วิเคราะห์ผลกระทบกรณีภาษี Section 301 (Forced Labor):

 

  • กระทบระยะสั้นจำกัด: SCB EIC ประเมินว่า อัตราภาษี 12.5% เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า และกระทบต่อการส่งออกไทยในระยะสั้นไม่มากนัก เนื่องจากขยับขึ้นจากอัตราเดิมเพียงเล็กน้อย (เดิมเก็บ 10% ภายใต้ Sec. 122) และสินค้าส่งออกสำคัญของไทยหลายหมวดยังได้รับการยกเว้นตามประกาศ Annex I และ II เช่น ชิปเซมิคอนดักเตอร์ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์บางรายการ วัตถุดิบธรรมชาติ และสินค้าเกษตรบางประเภท
  • จับตาประเด็นสอบสวน Excess Capacity: SCB EIC เตือนว่าความเสี่ยงหลักที่น่ากังวลกว่าอัตราภาษี คือการที่ไทยติด 1 ใน 16 ประเทศที่ถูกสอบสวนในประเด็น กำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) ซึ่งอาจนำไปสู่การตรวจสอบเรื่องถิ่นกำเนิดสินค้า (Country of Origin) กฎถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) และการสวมสิทธิสินค้าจากประเทศที่สาม (Transshipment) ที่เข้มงวดขึ้นอย่างมากในกลุ่มสินค้ายางล้อ ชิ้นส่วนยานยนต์ และเครื่องจักร

 

สำหรับภาพรวมการค้าไทยเดือน มิ.ย. 2026

 

  • ส่งออกโตกระฉูด 20.8%YOY: คิดเป็นมูลค่า 34,655.92 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้แรงหนุนหลักจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่โตถึง 66% (ตามวัฏจักรขาขึ้นของ AI) และการส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ ที่ขยายตัวแรง 44.3% จากกระแสเร่งนำเข้าสินค้าก่อนกำแพงภาษีบังคับใช้
  • นำเข้าพุ่ง 50.3%YOY ดันขาดดุลสูง: มูลค่านำเข้าอยู่ที่ 41,190.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (สูงสุดในรอบ 5 ปี) จากการเร่งนำเข้าทองคำ (โต 191.7%) และชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์ไอทีเพื่อรองรับการลงทุน Data Center ดันดุลการค้าเดือน มิ.ย. ขาดดุลสูงถึง -6,534.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์สำหรับภาคธุรกิจไทย SCB EIC ระบุว่า เพื่อตั้งรับภูมิทัศน์การค้าโลกที่เปลี่ยนไป ภาคธุรกิจไทยต้องเร่งปรับตัวใน 3 ด้านหลัก

 

  • Supply Chain Adaptation: เพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนและวัตถุดิบในประเทศ (Local Content) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและป้องกันข้อกล่าวหาเรื่องการสวมสิทธิ
  • Market Diversification: กระจายตลาดส่งออกไปยังอินเดีย ตะวันออกกลาง และอาเซียน ลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เพียงแห่งเดียว
  • Logistics Management: บริหารจัดการเวลาและวางเส้นทางขนส่งสำรอง เพื่อรองรับกระบวนการตรวจสอบทางศุลกากรที่อาจใช้เวลานานขึ้น

 

อ่านต่อบทวิเคราะห์ฉบับเต็ม: https://www.scbeic.com/th/detail/product/trade-240726

The post สหรัฐฯ เริ่มจัดเก็บภาษีมาตรา 301 กรณี Forced Labor ไทยโดน 12.5% ตามคาด SCB EIC ชี้ผลกระทบสั้นยังจำกัด แม้ส่งออก มิ.ย. โตแรง 20.8% แต่นำเข้าพุ่งดันดุลการค้าขาดดุลหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
แอสตัน มาร์ติน B-Spec เปลี่ยนอะไร จนทำให้กลับมาสู้ในกลุ่มกลางได้อีกครั้ง https://thestandard.co/aston-martin-b-spec-upgrade-f1/ Tue, 28 Jul 2026 05:38:25 +0000 https://thestandard.co/aston-martin-b-spec-upgrade-f1/ เฟอร์นันโด อลอนโซ่ ขับรถแข่งแอสตัน มาร์ติน AMR26

แอสตัน มาร์ติน ทำผลงานได้ดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตาที่ฮังกาเ […]

The post แอสตัน มาร์ติน B-Spec เปลี่ยนอะไร จนทำให้กลับมาสู้ในกลุ่มกลางได้อีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เฟอร์นันโด อลอนโซ่ ขับรถแข่งแอสตัน มาร์ติน AMR26

แอสตัน มาร์ติน ทำผลงานได้ดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตาที่ฮังกาเรียน กรังด์ปรีซ์ โดยจบอันดับที่ 13 และ 14 และเบื้องหลังของเรื่องนี้ คือการอัปเกรดที่เรียกว่า B-Spec และนี่คือรายละเอียดที่ THE STANDARD SPORT เอามาฝากกัน

 

ภาพ: SOPA Images, Mark Sutton – Formula 1, NurPhoto, Marco Canoniero, Sona Maleterova / Getty Images

 

เฟอร์นันโด อลอนโซ่ ขับรถแข่งแอสตัน มาร์ติน AMR26 1เฟอร์นันโด อลอนโซ่ ขับรถแข่งแอสตัน มาร์ติน AMR26 2เฟอร์นันโด อลอนโซ่ ขับรถแข่งแอสตัน มาร์ติน AMR26 3เฟอร์นันโด อลอนโซ่ ขับรถแข่งแอสตัน มาร์ติน AMR26 4เฟอร์นันโด อลอนโซ่ ขับรถแข่งแอสตัน มาร์ติน AMR26 5เฟอร์นันโด อลอนโซ่ ขับรถแข่งแอสตัน มาร์ติน AMR26 6เฟอร์นันโด อลอนโซ่ ขับรถแข่งแอสตัน มาร์ติน AMR26 7

The post แอสตัน มาร์ติน B-Spec เปลี่ยนอะไร จนทำให้กลับมาสู้ในกลุ่มกลางได้อีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก ‘มาตรา 301’ ทำไมผลกระทบต่อไทยอาจมากกว่าภาษี 12.5% เปิดรายชื่อสินค้าเสี่ยง เช็กพิกัด HS Code https://thestandard.co/us-section-301-thailand-tax-impact/ Tue, 28 Jul 2026 05:33:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1235854 ภาพกราฟิกแสดงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และข้อความเกี่ยวกับมาตรา 301 และภาษีการค้า

สรท. เตือน ‘โลกการค้าใหม่ไม่ได้แข่งกันแค่ราคา แต่แข่งกั […]

The post รู้จัก ‘มาตรา 301’ ทำไมผลกระทบต่อไทยอาจมากกว่าภาษี 12.5% เปิดรายชื่อสินค้าเสี่ยง เช็กพิกัด HS Code appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และข้อความเกี่ยวกับมาตรา 301 และภาษีการค้า

สรท. เตือน ‘โลกการค้าใหม่ไม่ได้แข่งกันแค่ราคา แต่แข่งกันที่มาตรฐาน’ ชี้โจทย์ใหญ่ของไทยคือการยกระดับห่วงโซ่อุปทานและความน่าเชื่อถือ มากกว่ารับมือภาษี 12.5% เพียงอย่างเดียว

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

สรท. เตือน ‘โลกการค้าใหม่ ไม่ได้แข่งกันแค่ราคา’

 

ธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า การที่สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าไทยในอัตรา 12.5% (จากกรอบ 10-15%) เป็นผลจากการใช้มาตรา 301 ของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ซึ่งประเมินว่าประเทศไทยยังมีมาตรการป้องกันสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับและแรงงานเด็กไม่เพียงพอ

 

ภาพกราฟิกแสดงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และข้อความเกี่ยวกับมาตรา 301 และภาษีการค้า 1

 

ทำให้ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่เสียภาษีสูงกว่าอีกหลายประเทศ แม้เรื่องดังกล่าวจะเป็นสิ่งที่ภาคเอกชนคาดการณ์ไว้แล้วก็ตาม

 

ธนากร มองว่า แม้ไทยจะได้รับผลกระทบ เพราะสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย คิดเป็นสัดส่วนกว่า 18.28% ของการส่งออกทั้งหมด แต่ผลกระทบจะยังไม่รุนแรงกับสินค้าทุกประเภท เนื่องจากสหรัฐฯ ยังมีรายการสินค้าที่ยกเว้นภาษี

 

ไทยเสียเปรียบคู่แข่งทันที เมื่อมาเลเซียเสียภาษีต่ำกว่า

 

อย่างไรก็ตาม สินค้าที่สหรัฐฯ สามารถหาซื้อจากประเทศคู่แข่งได้ เช่น สินค้าเกษตรและยางพารา จะได้รับผลกระทบมากกว่า

 

“โดยเฉพาะเมื่อมาเลเซียเสียภาษีเพียง 10% ขณะที่ไทยถูกเก็บ 12.5% ส่งผลให้ ‘สินค้าไทยเสียเปรียบ’ ด้านราคาในการแข่งขันทันที โดยเฉพาะสินค้าอาหาร สินค้ายาง ที่ไทยแข่งขันกับมาเลเซียอยู่แล้ว”

 

ภาพกราฟิกแสดงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และข้อความเกี่ยวกับมาตรา 301 และภาษีการค้า 2

 

ธนากร ระบุอีกว่า ความกังวลคงมี โดยเฉพาะการส่งเสริมการลงทุนใหม่จาก BOI ประเด็นที่ไทยควรเร่งแก้ไขไม่ใช่เพียงการใช้แรงงานภายในประเทศ เพราะเชื่อว่าไทยมีมาตรการด้านแรงงานอยู่ในระดับที่ดี

 

“แต่สิ่งที่สหรัฐฯ เล็งเป้าให้ความสำคัญคือระบบตรวจสอบย้อนกลับของวัตถุดิบ ชิ้นส่วนที่ไทยนำเข้าจากต่างประเทศ ว่า มีความเชื่อมโยงกับการใช้แรงงานเด็กหรือแรงงานบังคับหรือไม่ หากไม่มีระบบตรวจสอบที่ชัดเจน ไทยก็อาจตกเป็นเป้าการตรวจสอบของสหรัฐฯได้”

 

ดังนั้น เมื่อสหรัฐฯซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของไทย ส่งออกอันดับ 1 เอกชนขอเสนอให้รัฐบาลเร่งนำข้อมูลข้อเท็จจริงไปชี้แจงกับสหรัฐฯ (USTR) ได้อีกครั้ง

 

หากมีข้อกล่าวหาเรื่องแรงงานเด็กก็ควรระบุให้ชัดว่าเกิดในอุตสาหกรรมใด เพื่อให้สามารถตรวจสอบและแก้ไขได้ตรงจุด หากไทยสามารถชี้แจงได้ ปัญหาก็จบ

 

ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนต้องเร่งสำรวจห่วงโซ่อุปทานของตนเอง และนำระบบรับรองจากหน่วยงานอิสระ (Third-party Certification) มาใช้ เพื่อยืนยันว่าการผลิตและวัตถุดิบที่ใช้ปราศจากการใช้แรงงานผิดกฎหมาย

 

นอกจากนี้ ธนากรเสนอให้รัฐบาลตั้ง War Room ด้านการค้ากับสหรัฐฯ ที่มีทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมกันติดตามมาตรการการค้ารายสินค้าและรายตลาด เพื่อเตรียมข้อมูลสำหรับการเจรจา รวมถึงออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีรอบใหม่

 

พร้อมทิ้งท้ายว่า ขณะนี้เริ่มเก็บอัตราภาษีใหม่แล้ววิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เพียงต้นทุนที่ผู้ส่งออกต้องเผชิญ แต่เป็นสัญญาณเตือนว่า

 

“การแข่งขันการค้าโลกวันนี้ ไม่ได้วัดกันแค่ราคาอีกต่อไป แต่แข่งขันกันที่มาตรฐานแรงงาน ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือของห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบภาครัฐต้องเจรจาเชิงรุกและยกระดับมาตรฐานแรงงานเด็กซึ่งไทยแทบจะไม่มีข้อกังวลนี้”

 

อย่างไรก็ตาม ภาพเหล่านี้สะท้อนว่าประเทศไทยจำเป็น ต้องยกระดับมาตรฐานควบคู่ไปกับการเจรจาการค้า หากต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

 

ภาพกราฟิกแสดงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และข้อความเกี่ยวกับมาตรา 301 และภาษีการค้า 3

 

ทำความรู้จัก ‘มาตรา 301’ อาวุธการค้าของสหรัฐฯ ที่ไทยกำลังเผชิญ

 

การที่สหรัฐฯ ประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยเพิ่ม 12.5% รอบนี้ไม่ได้เป็นเพียงการขึ้นภาษีธรรมดา แต่เป็นผลจากการใช้ ‘มาตรา 301’ (Section 301) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการค้าที่ทรงอิทธิพลที่สุดของสหรัฐฯ

 

มาตรา 301 เป็นบทบัญญัติใน กฎหมายการค้า ค.ศ. 1974 (Trade Act of 1974) ที่ให้อำนาจแก่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ตรวจสอบประเทศคู่ค้าที่ถูกมองว่ามีนโยบายหรือมาตรการทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม กระทบต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ

 

ความแตกต่างจากกลไกการค้าระหว่างประเทศทั่วไปคือ หากสหรัฐฯ เห็นว่าประเทศใดมีพฤติกรรมเข้าข่าย ก็สามารถใช้มาตรการตอบโต้ได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นภาษีนำเข้า จำกัดการค้า หรือมาตรการอื่น โดยไม่จำเป็นต้องรอคำวินิจฉัยจากองค์การการค้าโลก (WTO)

 

มาตรา 301 ใช้สอบสวนอะไรบ้าง

 

กฎหมายฉบับนี้แบ่งการบังคับใช้ออกเป็น 2 ส่วนหลัก

 

  • Regular Section 301 ใช้ตรวจสอบการดำเนินนโยบายทางการค้าที่สหรัฐฯ เห็นว่าไม่เป็นธรรม เช่น การอุดหนุนอุตสาหกรรมภายในประเทศ การจำกัดการนำเข้าสินค้า หรือมาตรการที่สร้างความเสียเปรียบให้ผู้ประกอบการสหรัฐฯ
  • Special 301 เน้นเรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร และเครื่องหมายการค้า โดยสหรัฐฯ จะจัดทำบัญชีประเทศที่ต้องเฝ้าระวัง เช่น Watch List และ Priority Watch List

 

ไทยเคยถูกใช้มาตรา 301 มาแล้วหลายครั้ง

 

ที่ผ่านมา ไทยเคยตกเป็นเป้าของมาตรา 301 ในหลายประเด็นสำคัญ

 

  • ปัญหาทรัพย์สินทางปัญญา ช่วงทศวรรษ 1980-1990 ไทยถูกจัดอยู่ในบัญชี Priority Watch List จากการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ภาพยนตร์ เพลง และสิทธิบัตรยา ก่อนจะทยอยปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
  • การเปิดตลาดบุหรี่ สหรัฐฯ เคยกดดันให้ไทยยกเลิกข้อจำกัดการนำเข้าบุหรี่ต่างประเทศ จนนำไปสู่ข้อพิพาททางการค้าระหว่างสองประเทศ

 

รอบล่าสุด สหรัฐฯ เพ่งเล็งไทย 3 เรื่อง มีอะไรบ้าง

 

สำหรับการสอบสวนครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประเด็นภาษี แต่ครอบคลุมถึงข้อกังวลด้านห่วงโซ่อุปทานและมาตรฐานการผลิต โดยเฉพาะ

 

  • การใช้แรงงานบังคับและมาตรฐานแรงงาน
  • การป้องกันการสวมสิทธิ์สินค้า หรือการนำสินค้าจากประเทศที่ถูกเก็บภาษีสูงมาส่งออกผ่านไทย
  • ปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) ที่อาจทำให้สินค้าไหลเข้าสหรัฐฯ ในปริมาณมาก

 

จากการตรวจสอบของสหรัฐฯ มี 3 กลุ่มอุตสาหกรรม ที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ ได้แก่

 

  • ยานยนต์และชิ้นส่วน
  • เครื่องจักรและอุปกรณ์อุตสาหกรรม
  • ผลิตภัณฑ์ยาง

 

อุตสาหกรรมเหล่านี้มีความเสี่ยงถูกตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าและห่วงโซ่อุปทานอย่างเข้มงวดมากขึ้น หากพบการหลีกเลี่ยงภาษีหรือการสวมสิทธิ์ ก็อาจนำไปสู่มาตรการทางการค้าเพิ่มเติม

 

ทำไมมาตรา 301 จึงสำคัญ

 

แม้จะเป็นกฎหมายภายในของสหรัฐฯ แต่ในทางปฏิบัติ มาตรา 301 ส่งผลกระทบต่อการค้าโลกอย่างกว้างขวาง เพราะเปิดทางให้สหรัฐฯ ใช้มาตรการตอบโต้ประเทศคู่ค้าได้ฝ่ายเดียว

 

โดยไม่ต้องรอกระบวนการของ WTO ทำให้กฎหมายฉบับนี้กลายเป็น ‘อาวุธทางการค้า’ ที่หลายประเทศจับตา และผู้ส่งออกไทยต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงที่การแข่งขันและมาตรการกีดกันทางการค้าทั่วโลกทวีความเข้มข้นมากขึ้น

 

สินค้าไทยกลุ่มไหนได้รับผลกระทบ? เช็ก HS Code ที่ต้องจับตา

 

เอกสารของ USTR ระบุว่า สินค้าที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศไทยจะถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมตามมาตรา Section 301 ในอัตรา 12.5% โดยหลักการ ไม่ใช่การประกาศรายชื่อสินค้าที่ถูกเก็บภาษี แต่ใช้หลัก ‘เก็บทุกสินค้า เว้นแต่เป็นสินค้าที่ได้รับการยกเว้น’ ซึ่งระบุไว้ใน Annex I และ Annex II Part A

 

ด้วยเหตุนี้ ผู้ส่งออกไทยจึงต้องตรวจสอบ HS Code ของสินค้าเป็นรายพิกัดว่าเข้าข่ายได้รับการยกเว้นหรือไม่

 

กลุ่มสินค้าส่งออกไทยที่ควรตรวจสอบเป็นอันดับแรก

 

  • HS 84-85 : เครื่องจักร เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ และชิ้นส่วน
  • HS 87 : รถยนต์และชิ้นส่วน (ยกเว้นสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการ Section 232 อยู่แล้ว ซึ่งไม่ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มรอบนี้)
  • HS 40 : ยางและผลิตภัณฑ์ยาง
  • HS 39 : พลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติก
  • HS 16, 20 และ 21 : อาหารแปรรูป อาหารทะเลแปรรูป ซอส และเครื่องปรุงรส
  • HS 71 : อัญมณีและเครื่องประดับ
  • HS 94 : เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน
  • HS 61-63 : เสื้อผ้า สิ่งทอ และเครื่องนุ่งห่ม

 

สินค้ากลุ่มใดอาจได้รับการยกเว้น

 

สำหรับไทย มีสินค้าบางประเภทที่อาจเข้าข่ายได้รับการยกเว้นตามบัญชี Annex เช่น มะพร้าว กาแฟสำเร็จรูป วัตถุดิบอาหาร และสินค้าเกษตรบางรายการ

 

อย่างไรก็ตาม สินค้าส่งออกหลักของไทย ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหารแปรรูป ยางและผลิตภัณฑ์ยาง เฟอร์นิเจอร์ รวมถึงอัญมณีและเครื่องประดับ

 

ส่วนใหญ่ ยังไม่ได้รับการยกเว้นทั้งกลุ่ม ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องตรวจสอบ HS Code ของสินค้าแต่ละรายการอย่างละเอียด เพื่อประเมินว่าจะถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่ม 12.5% หรือเข้าข้อยกเว้นตามที่ USTR กำหนด

 

ภาพ: IAB Studio, Shutterstock AI/ Shutterstock

อ้างอิง:

  • USTR
  • กระทรวงพาณิชย์

The post รู้จัก ‘มาตรา 301’ ทำไมผลกระทบต่อไทยอาจมากกว่าภาษี 12.5% เปิดรายชื่อสินค้าเสี่ยง เช็กพิกัด HS Code appeared first on THE STANDARD.

]]>
อายิโนะโมะโต๊ะเผยพฤติกรรมคนไทย 2 ใน 3 เปรียบเทียบราคาก่อนซื้อ เป็นเหตุให้ต้องตรึงราคา-คุมเข้มต้นทุนสินค้า https://thestandard.co/ajinomoto-thais-compare-prices-costs/ Mon, 27 Jul 2026 09:43:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1235639 ซาโตชิ อุตากาวะ กรรมการผู้จัดการ อายิโนะโมะโต๊ะ ประเทศไทย

อายิโนะโมะโต๊ะ ประเทศไทย เผยภาพรวมการดำเนินธุรกิจในปีที […]

The post อายิโนะโมะโต๊ะเผยพฤติกรรมคนไทย 2 ใน 3 เปรียบเทียบราคาก่อนซื้อ เป็นเหตุให้ต้องตรึงราคา-คุมเข้มต้นทุนสินค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซาโตชิ อุตากาวะ กรรมการผู้จัดการ อายิโนะโมะโต๊ะ ประเทศไทย

อายิโนะโมะโต๊ะ ประเทศไทย เผยภาพรวมการดำเนินธุรกิจในปีที่ผ่านมา มีรายได้รวมราว 34,000 ล้านบาท มีแนวโน้มโตต่อเนื่อง โดยสินค้าเรือธงยังเป็นเครื่องปรุงรสกลุ่มรสดีที่มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 90% ตามด้วยผงชูรสที่ถือส่วนแบ่งตลาดราว 80% และกาแฟกระป๋องภายใต้แบรนด์เบอร์ดี้มีส่วนแบ่งตลาดราว 50% สะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์ต่างๆของบริษัทยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาดได้อย่างแข็งแกร่ง

 

ซาโตชิ อุตากาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ภายใต้สภาพเศรษฐกิจไทยที่ยังมีความไม่แน่นอน ทำให้ภาพรวมบริษัทในครึ่งปีแรกมีความท้าทายคล้ายๆ กับอุตสาหกรรมอื่นๆ โดยต้องเผชิญกับแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นถึง 30–50% ตลอดจนต้นทุนวัตถุดิบหลักอย่างแป้งมันสำปะหลังซึ่งใช้ในการผลิตผงชูรสก็มีการขึ้นราคาในปีนี้ ส่งผลให้บริษัทต้องบริหารจัดการต้นทุนอย่างเข้มงวด

 

เพื่อรับมือกับปัจจัยดังกล่าว บริษัทจึงนำมาตรการลดภาระต้นทุนมาใช้หลายด้าน เริ่มตั้งแต่การพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต ตามด้วยการควบคุมการใช้วัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ และบริหารจัดการด้านการขนส่ง รวมถึงการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยเสริมกระบวนการทำงาน เพื่อให้การดำเนินงานทั้งห่วงโซ่มีความคล่องตัวและคุ้มค่ามากขึ้น

 

เมื่อมองไปข้างหน้า ซาโตชิเน้นว่า ตลาดประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของอายิโนะโมะโต๊ะ แต่ต้องจับตามองพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยพบว่าผู้บริโภคประมาณ 2 ใน 3 คนเริ่มเปรียบเทียบราคาเป็นปัจจัยก่อนตัดสินใจซื้อ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความคุ้มค่ามากขึ้น ดังนั้นบริษัทจึงยังคงเดินหน้าพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับเทรนด์ความต้องการของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

 

โดยเฉพาะในตลาดกาแฟที่มีการแข่งขันสูง บริษัทจะเน้นสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์เบอร์ดี้เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจกาแฟ นอกจากนี้ยังมีแผนขยายไปยังกลุ่มธุรกิจใหม่ ได้แก่ อาหารเพื่อสุขภาพและโภชนาการ อาหารแช่แข็ง และอาหารเสริม ซึ่งคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตในระดับตัวเลขสองหลักจากกลุ่มธุรกิจเหล่านี้

 

สำหรับประเด็นราคาสินค้า ซาโตชิยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ที่บริษัทอาจต้องปรับขึ้นราคาสินค้าเพื่อรักษาคุณภาพและให้สามารถจัดหาสินค้าเข้าสู่ตลาดได้อย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตาม บริษัทจะพยายามตรึงราคาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของผู้บริโภค

 

อีกหนึ่งแนวทางที่บริษัทให้การสนับสนุนคือการช่วยยกระดับร้านอาหารและสตรีทฟู้ดไทย ผ่านการเปิดตัวโครงการ ‘อายิโนะโมะโต๊ะ คู่ร้าน’ ซึ่งเป็นพันธกิจใหม่ที่มุ่งเสริมศักยภาพให้กับร้านอาหารและพ่อครัวแม่ครัวทั่วประเทศ จุดเด่นของโครงการนี้คือช่วยลดต้นทุน ลดขั้นตอนการทำอาหาร และประหยัดเวลา เนื่องจากปัจจุบันเกือบ 50% ของคนไทยบริโภคอาหารพร้อมทานจากร้านอาหารทั้งในรูปแบบการนั่งทาน ซื้อกลับบ้าน และเดลิเวอรี

 

ท้ายที่สุด มร.ซาโตชิย้ำว่า บริษัทตั้งเป้าเติบโตของรายได้ในปี 2569 ให้เป็นตัวเลขหลักเดียว แม้ว่าจะไม่สามารถเปิดเผยสัดส่วนรายได้เป็นตัวเลขที่ชัดเจนได้ แต่ยืนยันว่ากลุ่มสินค้าเครื่องปรุงรสยังคงเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนรายได้ใหญ่ที่สุด รองลงมาคือกลุ่มกาแฟ ซึ่งจะเป็นหนึ่งในแกนหลักของการเติบโตในระยะต่อไป

The post อายิโนะโมะโต๊ะเผยพฤติกรรมคนไทย 2 ใน 3 เปรียบเทียบราคาก่อนซื้อ เป็นเหตุให้ต้องตรึงราคา-คุมเข้มต้นทุนสินค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยักษ์ใหญ่ร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่นดันแรงงานต่างชาติเฉียด 1.1 แสนคน ชงรัฐเปิดช่องวีซ่าทักษะเฉพาะทางดันขึ้นชั้นผู้จัดการ https://thestandard.co/japan-convenience-store-foreign-worker-visa/ Mon, 27 Jul 2026 09:13:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1235626 ร้านสะดวกซื้อ Lawson ในญี่ปุ่น พร้อมข้อความเกี่ยวกับแรงงานต่างชาติ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แรงงานต่างชาติกลายเป็นกำลังสำคั […]

The post ยักษ์ใหญ่ร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่นดันแรงงานต่างชาติเฉียด 1.1 แสนคน ชงรัฐเปิดช่องวีซ่าทักษะเฉพาะทางดันขึ้นชั้นผู้จัดการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ร้านสะดวกซื้อ Lawson ในญี่ปุ่น พร้อมข้อความเกี่ยวกับแรงงานต่างชาติ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แรงงานต่างชาติกลายเป็นกำลังสำคัญของเครือร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่นรายใหญ่หลายแบรนด์ เริ่มตั้งแต่ 7‑Eleven, Lawson และ FamilyMart โดยในปี 2025 พนักงานพาร์ตไทม์รวมกันของเครือเหล่านี้มีประมาณ 8 แสนคน ซึ่งในจำนวนนี้กว่า 1.1 แสนคนเป็นแรงงานต่างชาติ

 

ผู้บริหารฝ่ายสรรหาและหัวหน้าฝึกอบรม กล่าวว่า นอกจากจำนวนแรงงานต่างชาติจะเพิ่มขึ้นแล้ว คุณภาพการทำงานก็สูงกว่าที่คาด หลายคนสามารถสื่อสารกับลูกค้าญี่ปุ่นได้สุภาพและรวดเร็ว และสามารถรักษามาตรฐานการบริการของร้านได้ดี

 

แต่อีกด้านหนึ่งงานในร้านสะดวกซื้อมีความหลากหลายและท้าทายมาก พนักงานต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง และต้องคอยรับมือเหตุฉุกเฉิน และคอยตอบโต้ลูกค้าที่ไม่พอใจ โดยเฉพาะกะดึกที่มักมีพนักงานคนเดียวในร้าน ทำหน้าที่รับชำระเงิน, เตรียมอาหารสำเร็จรูป, จัดการพัสดุ, ทำความสะอาดและดูแลความเรียบร้อยของร้าน พนักงานจึงต้องฝึกทั้งทักษะปฏิบัติและทำความเข้าใจวิธีการทำงานในแบบญี่ปุ่น

 

เพื่อช่วยลดช่องว่างด้านภาษาและความแตกต่างทางวัฒนธรรม บริษัทใหญ่ๆ จึงนำเทคโนโลยีและสื่อการสอนหลายภาษาเข้ามาใช้ ยกตัวอย่างเด่นๆ คือ Lawson ตั้งแต่มีนาคมที่ผ่านมาได้เปิดระบบฝึกอบรมแบบ VR ซึ่งจำลองสถานการณ์การทำงานกว่า 300 กรณีและรองรับได้ถึง 13 ภาษา ระบบนี้ช่วยให้พนักงานฝึกตอบเหตุการณ์จริงในสภาพแวดล้อมเสมือนจริง ทำให้ลดความเสี่ยงจากการฝึกในร้านจริง และเร่งให้พนักงานคุ้นเคยกับมาตรฐานการบริการ

 

Lawson รายงานว่าพนักงานพาร์ตไทม์ที่มีประมาณ 1.8 แสนคน โดยแรงงานต่างชาติมากกว่า 3.1 หมื่นคน ราว 17% มาจากประเทศในเอเชียใต้ เช่น เนปาล บังกลาเทศ และ ศรีลังกา อีกส่วนหนึ่งเป็นนักเรียนต่างชาติที่ทำงานไม่เกิน 28 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

 

และเพื่อส่งเสริมทักษะให้พนักงาน Lawson จึงพัฒนาแอปภายในที่มีพจนานุกรม 9 ภาษา และคู่มือย่อสำหรับการอบรมพื้นฐานที่ใช้เวลาเรียนราว 15 ชั่วโมง คู่มือนี้ใช้แนวคิด ‘yasashii nihongo’ หรือภาษาญี่ปุ่นแบบง่าย เพื่อช่วยให้การสื่อสารในเหตุฉุกเฉินและการบริการสาธารณะชัดเจนขึ้น

 

ขณะที่ FamilyMart ก็มีการมอบรางวัลเป็นแรงจูงใจให้แรงงานต่างชาติเพิ่มทักษะด้านภาษาและการบริการ เพราะนอกจากภาษาแล้ว วัฒนธรรมการบริการและมารยาทก็สำคัญ เช่น วิธีต้อนรับลูกค้า, การเตรียมอาหาร, หรือลักษณะการใช้ภาชนะและอุปกรณ์ มักเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องฝึกฝนและอธิบายอย่างระมัดระวัง ดังนั้นการสอนเชิงปฏิบัติและการใช้ตัวอย่างจริงจึงสำคัญมาก

 

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังขอให้รัฐพิจารณารวมแรงงานร้านสะดวกซื้อไว้ในหมวด ‘Special Skilled Workers’ เพื่อเปิดโอกาสให้แรงงานเหล่านี้ทำงานระยะยาวและสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้จัดการร้านได้ หากสอบข้อกำหนดและได้รับวีซ่าในหมวดนี้ จะช่วยสร้างเส้นทางอาชีพที่ชัดเจนและลดการขาดแคลนแรงงานระยะยาว

 

ฝ่ายประชาสัมพันธ์มองว่า แรงงานต่างชาติจำนวนมากถือว่างานร้านสะดวกซื้อเป็นประตูสู่การทำงานครั้งแรกในญี่ปุ่น หากมีการปรับนโยบายด้านวีซ่าและพัฒนาระบบฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง แรงงานกลุ่มนี้มีศักยภาพจะกลายเป็นกำลังสำคัญที่เปลี่ยนโครงสร้างตลาดแรงงานของร้านสะดวกซื้อในระยะยาว

 

ภาพ: VTT Studio/ Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post ยักษ์ใหญ่ร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่นดันแรงงานต่างชาติเฉียด 1.1 แสนคน ชงรัฐเปิดช่องวีซ่าทักษะเฉพาะทางดันขึ้นชั้นผู้จัดการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความพิการไม่ใช่ข้อจำกัด: TBDN ชวนธุรกิจไทยมอง Disability Confidence เป็นกลยุทธ์เพื่อการเติบโต และอนาคตแรงงานไทย https://thestandard.co/disability-confidence-thai-business-growth/ Mon, 27 Jul 2026 08:47:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1235602 ภาพแสดงแนวคิด Disability Confidence เพื่อการเติบโตทางธุรกิจและโอกาสแรงงานไทย โดย TBDN

จากข้อมูลขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) 1 ใน 6 ของ […]

The post ความพิการไม่ใช่ข้อจำกัด: TBDN ชวนธุรกิจไทยมอง Disability Confidence เป็นกลยุทธ์เพื่อการเติบโต และอนาคตแรงงานไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงแนวคิด Disability Confidence เพื่อการเติบโตทางธุรกิจและโอกาสแรงงานไทย โดย TBDN

จากข้อมูลขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) 1 ใน 6 ของประชากรโลกมีความบกพร่องทางร่างกายหรือการรับรู้ และร้อยละ 80 ของกลุ่มนี้อยู่ในวัยทำงาน แต่อัตราการเข้าสู่ตลาดแรงงานของกลุ่มนี้ยังต่ำกว่าคนทั่วไปถึงร้อยละ 30 ธนาคารโลกประเมินว่า การกีดกันผู้พิการออกจากตลาดแรงงานอาจทำให้ประเทศกำลังพัฒนาสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 3-7% ของ GDP ต่อปี จากผลผลิตที่หายไปและรายได้ภาษีที่ลดลง และในกรณีของประเทศไทย หากลดอุปสรรคการจ้างงานผู้พิการได้สำเร็จ มีการประเมินว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นราว 17.40-40.60 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 635,000 ล้านบาทถึง 1.48 ล้านล้านบาท

 

 
 

ตัวเลขเหล่านี้กำลังเปลี่ยนกรอบการมองประเด็นการจ้างงานผู้พิการและบุคคลที่มีความหลากหลายทางการรับรู้ (neurodivergent) ในภาคธุรกิจไทย นอกจากเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายหรือกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ยังส่งผลต่อผลตอบแทนทางธุรกิจและการประเมินความยั่งยืนขององค์กรโดยตรง

 

ภาพแสดงแนวคิด Disability Confidence เพื่อการเติบโตทางธุรกิจและโอกาสแรงงานไทย โดย TBDN 1

 

TBDN ขับเคลื่อนแนวคิด Disability Confidence เพื่อโอกาสผู้พิการ 

 

เครือข่ายธุรกิจและคนพิการประเทศไทย (Thailand Business and Disability Network: TBDN) คือเครือข่ายพันธมิตรอย่างเป็นทางการในประเทศไทยของ ILO Global Business and Disability Network (GBDN) ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มหลักที่สนับสนุนภาคธุรกิจไทยในการวางกลยุทธ์เพื่อสร้างความพร้อมด้านการยอมรับความแตกต่าง หรือ Disability Confidence ให้เกิดขึ้นทั่วทั้งองค์กร โดยครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการสรรหาบุคลากร การพัฒนาศักยภาพทีมงาน การสร้างสรรค์ผู้นำ การบริหารห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงกลยุทธ์ด้าน ESG แทนที่จะจำกัดอยู่เพียงการทำตามโควตาจ้างงานตามกฎหมายหรือกิจกรรม CSR เป็นครั้งคราว

 

องค์กรสมาชิก TBDN มีทั้งบริษัทข้ามชาติ บริษัทเอกชนไทย และบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งจะได้เข้าถึงกิจกรรมขับเคลื่อนศักยภาพ เครือข่ายพันธมิตร การรับรองความเชี่ยวชาญ และเครื่องมือประเมินมาตรฐานที่แปลงกลยุทธ์ระดับสากลให้ใช้ได้จริงในบริบทไทย

 

เครื่องมือหนึ่งที่ TBDN ผลักดันให้สมาชิกนำไปใช้คือ กลุ่มทรัพยากรบุคคลภายในองค์กร (Employee Resource Groups: ERGs) ซึ่งช่วยเปิดพื้นที่ให้พนักงานร่วมค้นหาโอกาสปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวก นโยบาย และประสบการณ์การทำงาน แทนที่จะวัดผลเพียงตัวเลขจ้างงานตามโควตากฎหมาย ซึ่งเป็นกลไกที่ทำให้แนวคิด Disability Confidence ฝังตัวอยู่ในวัฒนธรรมองค์กรอย่างต่อเนื่อง มากกว่าเป็นเพียงโครงการระยะสั้น

 

ดร. อรุณฉัตร ฟูวงศ์เจริญ ผู้อำนวยการ TBDN ระบุว่า “การสร้างความพร้อมเพื่อเปิดรับความหลากหลาย หรือ Disability Confidence ไม่ใช่เรื่องของแผนกทรัพยากรบุคคล หรือเป็นเพียงกิจกรรม CSR อีกต่อไป แต่นี่คือวาระสำคัญในระดับผู้นำองค์กร”

 

ภาพแสดงแนวคิด Disability Confidence เพื่อการเติบโตทางธุรกิจและโอกาสแรงงานไทย โดย TBDN 2

 ดร. อรุณฉัตร ฟูวงศ์เจริญ ผู้อำนวยการ TBDN

 

ด้าน ดีปา บาราที (Deepa Bharati) ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านความเท่าเทียมและการยอมรับความแตกต่างจาก ILO มองว่าการเปิดรับความหลากหลายในที่ทำงานไม่ใช่แค่เรื่องสิทธิมนุษยชน แต่เป็น “กลยุทธ์ทางธุรกิจที่ชาญฉลาด” เนื่องจากบุคลากรกลุ่มนี้คือกลุ่มที่มีศักยภาพสูงและยังรอการเปิดพื้นที่อีกมาก

 

ภาพแสดงแนวคิด Disability Confidence เพื่อการเติบโตทางธุรกิจและโอกาสแรงงานไทย โดย TBDN 3

 ดีปา บาราที ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านความเท่าเทียมและการยอมรับความแตกต่างจาก ILO

 

หลักฐานจากภาคธุรกิจ

 

กรอบแนวคิดนี้ไม่ได้อยู่แค่ในระดับนโยบาย แต่มีตัวเลขรองรับจากสมาชิก TBDN ที่นำไปปฏิบัติจริง IHG Hotels & Resorts Thailand ดำเนินโครงการนำร่องด้านการจ้างงานแบบมีส่วนร่วมในโรงแรม 5 แห่งในกรุงเทพฯ เมื่อปี 2567 ผลลัพธ์พบว่าพนักงาน 71.5% เข้าใจความหลากหลายทางการรับรู้ลึกซึ้งขึ้น ความกังวลเรื่องต้นทุนปรับสภาพแวดล้อมลดจาก 60% เหลือ 36% และผู้จัดการโรงแรม 90% มั่นใจในการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสม พร้อมสร้างชั่วโมงการอบรมและโอกาสจ้างงานกว่า 7,000 ชั่วโมง คุณเคท เกอริทส์ (Kate Gerits) ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ ประเทศไทย ของ IHG ระบุว่าสถานที่ทำงานที่เปิดกว้างคือหัวใจสำคัญในการดึงดูดและรักษาคนเก่งขององค์กร

 

ภาพแสดงแนวคิด Disability Confidence เพื่อการเติบโตทางธุรกิจและโอกาสแรงงานไทย โดย TBDN 4

เคท เกอริทส์ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ ประเทศไทย

 

ขณะที่ PCS Thailand ในเครือ OCS Group หนึ่งในนายจ้างรายใหญ่ที่สุดของไทยด้วยพนักงานกว่า 30,000 คน มองว่าการปรับอาคารและสิ่งอำนวยความสะดวกให้เข้าถึงได้ไม่เพียงตอบโจทย์กฎหมาย แต่ยังเปิดโอกาสทางธุรกิจในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องรองรับสังคมสูงวัย และยกระดับภาพลักษณ์ ESG ในสายตานักลงทุน คุณวรพงศ์ ผดุงเกียรติสกุล กรรมการผู้จัดการ PCS ประเทศไทย กล่าวว่าบริษัทพร้อมออกแบบและปรับบทบาทหน้าที่ให้เหมาะกับพนักงานแต่ละคน โดยไม่จำกัดประชากรศาสตร์หรือข้อจำกัดส่วนบุคคล

 

ภาพแสดงแนวคิด Disability Confidence เพื่อการเติบโตทางธุรกิจและโอกาสแรงงานไทย โดย TBDN 5

วรพงศ์ ผดุงเกียรติสกุล กรรมการผู้จัดการ PCS ประเทศไทย

 

Disability Confidence กรอบคิดสำคัญที่องค์กรเริ่มให้น้ำหนัก

 

เมื่อประกอบตัวเลขผลกระทบทางเศรษฐกิจมหภาค และกรณีศึกษาจากภาคธุรกิจ ภาพที่ปรากฏคือกรอบ Disability Confidence ไม่ใช่ต้นทุนที่ธุรกิจต้องแบกรับ แต่เป็นกลไกที่ช่วยให้องค์กรเข้าถึงบุคลากร ตลาด และมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ยังไม่ถูกใช้อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นประเด็นที่นักลงทุนและองค์กรต่างๆ เริ่มให้น้ำหนักในการประเมินศักยภาพการเติบโตระยะยาวขององค์กร

The post ความพิการไม่ใช่ข้อจำกัด: TBDN ชวนธุรกิจไทยมอง Disability Confidence เป็นกลยุทธ์เพื่อการเติบโต และอนาคตแรงงานไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสิกรไทย-กรุงไทย คาด Fed คงดอกเบี้ยต่อ รอดูผลกระทบความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งใหม่ https://thestandard.co/fed-interest-rate-middle-east-conflict/ Mon, 27 Jul 2026 08:21:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1235584 กสิกรไทย กรุงไทย

กสิกรไทยและกรุงไทยคาด ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จ่อคงอัตรา […]

The post กสิกรไทย-กรุงไทย คาด Fed คงดอกเบี้ยต่อ รอดูผลกระทบความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสิกรไทย กรุงไทย

กสิกรไทยและกรุงไทยคาด ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จ่อคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 28-29 กรกฎาคมนี้ จากเงินเฟ้อที่แม้จะชะลอลง แต่ยังอยู่ระดับสูง หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางปะทุขึ้นอีกครั้ง จนทำให้ราคาพลังงานกลับมาปรับตัวสูง

 

 
 

KResearch คาด Fed คงดอกเบี้ยนัดนี้

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 28-29 กรกฎาคมนี้ เพื่อรอประเมินทิศทางเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กลับมายกระดับขึ้นอีกครั้ง ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานกลับมาปรับสูงขึ้นและอาจกดดันเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า

 

โดยเงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) ในเดือนมิถุนายน 2569 ของสหรัฐฯ ชะลอลงมาอยู่ที่ 3.5% YoY ตามการปรับลดลงของราคาพลังงานหลังสถานการณ์ตะวันออกกลางคลี่คลายลงในช่วงก่อนหน้า ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่ Fed ให้ความสำคัญ ยังคงอยู่เหนือ 3% และสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของ Fed สะท้อนแรงกดดันด้านราคาที่ยังมีความหนืดอยู่

 

ด้านเศรษฐกิจและตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงสะท้อนความแข็งแกร่ง แม้การฟื้นตัวจะมีลักษณะ K-shaped โดยอัตราการว่างงานในเดือนมิถุนายน 2569 ปรับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 4.2% ขณะที่จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ (5-11 กรกฎาคม 2569) ลดลงมากกว่าคาด นอกจากนี้ ยอดค้าปลีกยังขยายตัวได้ดี โดยได้รับแรงหนุนหลักจากการใช้จ่ายของครัวเรือนรายได้สูง

 

อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed ภายใต้ Kevin Warsh มีแนวโน้มยืดหยุ่นมากขึ้น และคาดการณ์ได้ยากขึ้น

 

นอกจากนี้ จากการประชุมครั้งก่อนหน้า Fed ได้ประกาศจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ 5 ชุด (5 Task Forces) เพื่อทบทวนและปฏิรูปกรอบนโยบายการเงินและการสื่อสารของ Fed ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าจะส่งผลให้ทิศทางนโยบายการเงินในระยะข้างหน้าเปลี่ยนแปลงไปดังนี้

 

  • คงดอกเบี้ยสูงยาวนานขึ้น (Higher for longer) จนกว่าจะมั่นใจว่าเงินเฟ้อกำลังกลับสู่เป้าหมาย 2% อย่างยั่งยืน
  • พึ่งพาข้อมูล (Data-dependent) มากขึ้น และลดการใช้นโยบายชี้นำล่วงหน้า (Forward guidance) ส่งผลให้ทิศทางนโยบายคาดการณ์ได้ยากขึ้น
  • ดำเนินนโยบายเชิงรุกต่อเงินเฟ้อ ลดการพึ่งพาข้อมูลย้อนหลัง และพร้อมตอบสนองเชิงรุกต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ (Persistent inflation) อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
  • มุ่งลดขนาดงบดุลในระยะยาว โดยใช้ QT เป็นเครื่องมือหลักในการปรับงบดุลสู่ภาวะปกติ อย่างไรก็ดี คาดว่าการปรับลดงบดุลจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปและขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจ

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.50-3.75% ตลอดช่วงที่เหลือของปี 2569 อย่างไรก็ดี โอกาสที่ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้งในช่วงที่เหลือของปีนี้ยังมีอยู่

 

จับตาโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง หากความขัดแย้งรุนแรงเกินคาด

 

แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะกลับมายกระดับความรุนแรงอีกครั้ง แต่ในกรณีฐาน คาดว่าความขัดแย้งได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ทำให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มผันผวนในกรอบ มากกว่าปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งหากสถานการณ์คลี่คลายลงและการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับสู่ภาวะปกติ ราคาน้ำมันอาจปรับลดลงได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากตลาดยังสะท้อนแนวโน้มอุปทานที่เพิ่มขึ้นควบคู่กับอุปสงค์ที่ชะลอลง

 

อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางรุนแรงกว่าคาดและผลักดันเงินเฟ้อให้สูงกว่าประมาณการ ยังมีโอกาสที่ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้งในช่วงที่เหลือของปีนี้ เนื่องจาก Fed ภายใต้การนำของ Kevin Warsh มีแนวโน้มให้น้ำหนักกับการรักษาเสถียรภาพด้านราคาเป็นสำคัญ ท่ามกลางเศรษฐกิจและตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ยังคงแข็งแกร่ง

 

กรุงไทยคาด Fed คงดอกเบี้ยไม่เอกฉันท์

 

Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินว่า คณะกรรมการ FOMC อาจมีมติไม่เอกฉันท์ให้คงดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 28-29 กรกฎาคมนี้ จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความร้อนแรงขึ้น และส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น

 

โดยผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา ถ้อยแถลงของประธาน FED ในช่วง Press Conference เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED (แม้อาจไม่ได้มีการเปิดเผย ข้อมูลมากนัก ไม่ต่างกับ Statement ผลการประชุม FOMC ที่อาจสั้นลงเช่นเดียวกับการประชุมในเดือนมิถุนายน)

 

นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ ทั้ง อัตราเงินเฟ้อ PCE อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที 2 ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) และ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Conference Board Consumer Confidence) พร้อมทั้งรอติดตาม พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

 

แม้ล่าสุดทั้งฝั่งสหรัฐฯ และอิหร่านได้หยุดการโจมตีตอบโต้ อีกทั้งเริ่มมีกระแสข่าวว่า ทั้งสองฝ่ายเริ่มกลับมาเจรจาหยุดยิงอีกครั้ง ทำให้ราคาพลังงานอย่างราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาปรับตัวลงแรงในช่วงเช้าตรู่ของวันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม รวมถึงรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้ เนื่องจากจะมีการรายงานผลประกอบการจากบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ และหุ้นธีม AI/Semiconductor พอสมควร

 

จับตาแรงหนุน Second Round Inflation มีมากขึ้น

 

Krungthai GLOBAL MARKETS กังวลว่า เงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจได้แรงหนุนในลักษณะ ‘เงินเฟ้อรอบสอง’ (Second Round Inflation) มากขึ้น หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น จนส่งผลให้ราคาพลังงานทรงตัวที่ระดับสูง เช่น ราคา น้ำมันดิบอยู่เหนือโซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นานเกิน 2 เดือน

 

แม้จะยังไม่เห็นสัญญาณของการเกิด Wage-Price spiral ที่ชัดเจน ทว่า Fed อาจมีความจำเป็นต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยบ้าง เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อก่อนที่จะยากต่อการแก้ไข ทำให้ Fed มีโอกาสเดินหน้า ขึ้นดอกเบี้ยถึง 3 ครั้ง สู่ระดับ 4.25-4.50% (Mid 4.375%) สอดคล้องกับคาดการณ์ของเจ้าหน้าที่ Fed ที่มีความ Hawkish ที่สุดใน Dot Plot เดือนมิถุนายน

The post กสิกรไทย-กรุงไทย คาด Fed คงดอกเบี้ยต่อ รอดูผลกระทบความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
CXMT ยักษ์ชิปจีนสร้างประวัติศาสตร์ IPO ไอพีโอพุ่ง 472% วันแรก มาร์เก็ตแคปทะลุ 3.3 ล้านล้านหยวน https://thestandard.co/cxmt-china-chip-ipo-surge/ Mon, 27 Jul 2026 05:22:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1235499 ภาพอาคารสำนักงาน CXMT ในเซี่ยงไฮ้

CXMT ค่ายชิปหน่วยความจำยักษ์ใหญ่ของจีน สร้างแรงสะเทือนท […]

The post CXMT ยักษ์ชิปจีนสร้างประวัติศาสตร์ IPO ไอพีโอพุ่ง 472% วันแรก มาร์เก็ตแคปทะลุ 3.3 ล้านล้านหยวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอาคารสำนักงาน CXMT ในเซี่ยงไฮ้

CXMT ค่ายชิปหน่วยความจำยักษ์ใหญ่ของจีน สร้างแรงสะเทือนทั่วตลาดการเงินโลก หลังนำหุ้นเข้าซื้อขายวันแรกในตลาด Shanghai STAR Market พุ่งทะยานถึง 472% หนุนมูลค่าบริษัทแตะ 3.3 ล้านล้านหยวน หลังระดมทุนใน IPO ใหญ่ที่สุดแห่งปีของเอเชีย สะท้อนแรงหนุนมหาศาลจากทั้งนักลงทุนรายย่อยและยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางเทคโนโลยีของปักกิ่ง

 

 

ราคาหุ้นของ CXMT Corp. (ChangXin Memory Technologies) ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำยักษ์ใหญ่ของจีน เปิดการซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ (STAR Market) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ด้วยการพุ่งขึ้นทันทีถึง 472% ส่งผลให้บริษัทขึ้นแท่นเป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่าสูงที่สุดในตลาดหุ้นจีน onshore ทันที

 

ความร้อนแรงในการลงสนามวันแรก เกิดขึ้นหลังจากที่ CXMT สามารถระดมทุนจากการทำ IPO ได้สูงถึง 6.66 แสนล้านหยวน (ราว 9,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งนับเป็นการเสนอขายหุ้น IPO ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ของตลาดหุ้นจีน เป็นรองเพียงการเสนอขายหุ้นมูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์ของ Agricultural Bank of China เมื่อปี 2010 เท่านั้น

 

ราคาหุ้น IPO ของ CXMT ที่กำหนดไว้ที่ 8.66 หยวน ทะยานขึ้นไปแตะระดับ 49.50 หยวน ณ ราคาเปิด ส่งผลให้มูลค่าบริษัท (Market Capitalization) พุ่งขึ้นสู่ระดับ 3.3 ล้านล้านหยวน

 

เบอร์ 4 ตลาด DRAM โลก หวังพึ่งพาตนเองสู้วิกฤต AI

 

CXMT ถือเป็น ‘แชมป์เทคโนโลยีแห่งชาติ’ และเป็นผู้ผลิตชิป DRAM (Dynamic Random-Access Memory) รายใหญ่อันดับ 4 ของโลก โดยมีส่วนแบ่งในตลาด DRAM โลกอยู่ที่ 7.67% ณ ไตรมาส 4 ของปี 2025

 

ชิปชนิดนี้คือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนอุปกรณ์ตั้งแต่สมาร์ทโฟน ไปจนถึงเซิร์ฟเวอร์ประมวลผล AI ขนาดใหญ่

 

การเติบโตอย่างรวดเร็วของ CXMT กลายเป็นความหวังสูงสุดของรัฐบาลจีนในการลดการพึ่งพาซัพพลายเออร์ต่างชาติ โดยเฉพาะในกลุ่ม High-Bandwidth Memory (HBM) ซึ่งเป็นชิปหน่วยความจำขั้นสูงที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับศูนย์ข้อมูล AI

 

เงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้ บริษัทระบุว่าจะนำไปใช้ในการขยายกำลังการผลิต Memory Wafer แบบมวลชน (Mass Production) รวมถึงการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยีให้ทัดเทียมคู่แข่งระดับโลกอย่าง Samsung Electronics, SK Hynix และ Micron Technology

 

ยอดจองร้อยเท่า และตัวเลขนำโชค 6 และ 8

 

มุมมองเชิงบวกที่มีต่อหุ้น CXMT นั้น สะท้อนผ่านยอดจองซื้อของนักลงทุนรายย่อยที่เกินจำนวนเสนอขาย (Oversubscribed) สูงถึง 212 เท่า โดยมีคำสั่งซื้อจากนักลงทุนบุคคลรวมกันกว่า 9.4 ล้านรายการ คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 7.07 ล้านล้านหยวน ซึ่งมากกว่ายอดคำสั่งซื้อของนักลงทุนรายย่อยใน IPO ประวัติศาสตร์ของ SpaceX ถึงประมาณ 10 เท่า

 

นอกจากนี้ การกำหนดราคา IPO และจำนวนหุ้นของ CXMT ที่ลงท้ายด้วยเลข 6 และเลข 8 ซึ่งเป็นเลขมงคลตามความเชื่อของจีนที่สื่อถึงความมั่งคั่งและความราบรื่น ยังสะท้อนถึงความตั้งใจและความสำคัญของดีลนี้ ในฐานะสัญลักษณ์แห่งความทะเยอทะยานด้านเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศจีน

 

ผลประกอบการพลิกจากขาดทุนสู่กำไรมหาศาล

 

ผลการดำเนินงานของ CXMT เติบโตอย่างก้าวกระโดดตามรอบการฟื้นตัวและราคาชิปหน่วยความจำที่พุ่งสูงขึ้น โดยในไตรมาสแรกของปี 2026 บริษัทพลิกกลับมากำไรจากการดำเนินงานสูงถึง 3.54 หมื่นล้านหยวน จากที่เคยขาดทุน 2.83 พันล้านหยวนในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

 

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีรายงานข่าวลือหนาหูว่า Apple ได้เริ่มทดสอบนำชิป DRAM ของ CXMT ไปใช้งานในอุปกรณ์ที่วางจำหน่ายภายในประเทศจีนแล้ว ซึ่งยิ่งเพิ่มความเชื่อมั่นให้นักลงทุน

 

นักวิเคราะห์จาก Huaxi Securities มองข้ามช็อต โดยประเมินว่ามูลค่าตลาดของ CXMT อาจเติบโตไปถึง 5 ล้านล้านหยวน โดยคาดการณ์ว่ารายได้ของบริษัทจะโตเกินสองเท่าแตะ 5.72 แสนล้านหยวนภายในปี 2028 ขณะที่กำไรสุทธิอาจสูงถึง 2.9 แสนล้านหยวน

 

จุดเริ่มต้นรอบใหม่ของเทคโนโลยีจีน

 

แม้ว่าการเข้าตลาดของหุ้นขนาดใหญ่ในอดีตของจีน มักจะตามมาด้วยแรงเทขายในภาพรวมของตลาด แต่บรรดานักลงทุนรายใหญ่และผู้จัดการกองทุนยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อ CXMT ในระยะยาว

 

“ไม่เหมือนกับ Mega IPO หลายๆ ตัวในอดีต CXMT ยังไม่ได้โตจนชนเพดาน ทั้งในแง่ของเทคโนโลยีหรือส่วนแบ่งทางการตลาด บริษัทนี้ยังมีพื้นที่ให้เติบโตได้อีกมหาศาล” เซิง จี๋ฉิง (Zeng Jiqing) ผู้จัดการกองทุนจาก Beijing Nuohua Investment Management กล่าว

 

ความสำเร็จในการเข้าตลาดของ CXMT ยังถูกมองว่าเป็นสัญญาณบวกที่อาจช่วยจุดชนวนความคึกคักให้กับบริษัทเทคโนโลยีจีนรายอื่นๆ ที่รอคิวเข้า IPO ไม่ว่าจะเป็น YMTC (Yangtze Memory Technologies) ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ NAND, Kunlunxin บริษัทออกแบบชิปของ Baidu รวมถึงสตาร์ทอัพ AI ร้อนแรงอย่าง DeepSeek ที่มีข่าวลือว่าอาจยื่นจดทะเบียนเข้าตลาดหุ้นภายในปีนี้เช่นกัน

 

ภาพ: NurPhoto / Contributor / Getty Images

อ้างอิง:

 

The post CXMT ยักษ์ชิปจีนสร้างประวัติศาสตร์ IPO ไอพีโอพุ่ง 472% วันแรก มาร์เก็ตแคปทะลุ 3.3 ล้านล้านหยวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนิติชี้ 2 ไฟแดงเศรษฐกิจไทย เงินเฟ้อและขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 6 แสนล้านบาท เร่งปฏิรูป 3 ด้าน พร้อมคืนสิทธิบัตรสวัสดิการฯ ให้ผู้ถูกหลอกเป็นกรรมการบริษัท https://thestandard.co/ekniti-economy-inflation-deficit-welfare-reform/ Mon, 27 Jul 2026 02:02:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1235403 เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทย

กระทรวงการคลังระบุว่าเศรษฐกิจไทยมี 2 จุดอันตรายที่ต้องจ […]

The post เอกนิติชี้ 2 ไฟแดงเศรษฐกิจไทย เงินเฟ้อและขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 6 แสนล้านบาท เร่งปฏิรูป 3 ด้าน พร้อมคืนสิทธิบัตรสวัสดิการฯ ให้ผู้ถูกหลอกเป็นกรรมการบริษัท appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทย

กระทรวงการคลังระบุว่าเศรษฐกิจไทยมี 2 จุดอันตรายที่ต้องจับตา คืออัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดราว 6 แสนล้านบาทในเวลาเพียง 2 เดือน พร้อมเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจ 3 ด้าน ทั้งการเปลี่ยนผ่านพลังงาน การรองรับสังคมสูงอายุ และการเพิ่มทักษะแรงงาน เพื่อดึงศักยภาพเศรษฐกิจกลับไปโต 3% ขึ้นไป

 

 
 

ขณะเดียวกันยังยืนยันพร้อมคืนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ผู้ที่พิสูจน์ได้ว่าถูกหลอกนำชื่อไปจดทะเบียนเป็นกรรมการบริษัทหรือผู้ถือหุ้น จนระบบประเมินว่ามีรายได้สูงกว่าความเป็นจริงและเสียสิทธิไป

 

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 หัวข้อ ‘ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยและมาตรการของรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ’ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 ครอบคลุมตั้งแต่ปัญหาการคัดกรองผู้ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แนวทางปฏิรูปเศรษฐกิจ ไปจนถึงความเสี่ยงที่ต้องจับตาในระยะข้างหน้า

 

ปัญหาอยู่ที่ฐานข้อมูล ไม่ใช่หลักเกณฑ์คัดกรอง

 

เอกนิติระบุว่า ไทยไม่ได้ปรับปรุงข้อมูลผู้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมากว่า 5 ปี การอัปเดตข้อมูลรอบนี้จึงมีขึ้นเพื่อให้คนที่ยากจนจริงเข้าสู่ระบบสวัสดิการได้ ซึ่งการคัดกรองครั้งนี้ดึงคนใหม่เข้ามาได้ 2.3 ล้านคน

 

ส่วนกรณีผู้ที่เคยมีสิทธิแล้วหายไป หรือผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิ เอกนิติมองว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่หลักเกณฑ์การคัดกรอง แต่อยู่ที่ข้อมูลของภาครัฐบางส่วนที่ไม่ได้อัปเดตเท่าที่ควร ทั้งข้อมูลการถือครองสินทรัพย์ของผู้ขอรับสิทธิและข้อมูลด้านอื่น

 

ขณะเดียวกัน การคัดกรองรอบนี้ยังทำให้ผู้ที่ถูกหลอกนำชื่อไปใช้เป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการบริษัทรู้ตัวและแก้ไขได้ โดยเอกนิติระบุว่ามีผู้เสียหายไปแจ้งความจำนวนมาก และรัฐบาลอยู่ระหว่างทำงานร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเพื่อจัดการกับบริษัทที่นำชื่อประชาชนไปใช้ ก่อนคืนสิทธิให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ

 

“ผมมองว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่หลักเกณฑ์ แต่อยู่ที่ข้อมูล ที่อาจจะไม่สมบูรณ์ หรือไม่ได้อัปเดทเท่าที่ควร ทั้งในส่วนของการถือสินทรัพย์ของผู้ขอรับสิทธิและอื่นๆ แต่ถ้าคิดอีกอย่าง หากไม่มีการสำรวจใหม่ เราก็จะไม่ทราบว่าข้อมูลของประเทศเป็นอย่างไร และไม่ได้มีการแก้ไข คนที่ถูกหลอกให้จดทะเบียนหรืออื่นๆ อาจจะมากกว่านี้ ซึ่งผมเห็นคนไปแจ้งความจำนวนมาก กรณีนี้หากพิสูจน์ได้ว่า เราถูกหลอก เราจะต้องช่วยเหลือและคืนสิทธิให้”

 

5 ล้านคนวัยทำงาน กับเป้าหมายพาออกจากระบบสวัสดิการ

 

ข้อมูลอีกชุดที่ได้จากการสำรวจรอบนี้คือ จากผู้ลงทะเบียนกว่า 18 ล้านคน มีผู้ผ่านเกณฑ์ราว 9 ล้านคน และในจำนวนนี้เป็นผู้ที่อยู่ในวัยทำงานอายุ 20-60 ปีมากกว่า 5 ล้านคน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีรายได้ไม่ถึง 100,000 บาทต่อปี

 

จุดนี้ต้องได้รับการแก้ไข เพราะการปล่อยให้คนกลุ่มนี้มีรายได้ระดับดังกล่าวต่อไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ทางออก รัฐบาลจึงจะนำข้อมูลส่วนนี้ไปออกมาตรการจัดหางานหรือเพิ่มทักษะแรงงาน เพื่อให้พึ่งพาตัวเองได้และหลุดจากความยากจนโดยไม่ต้องพึ่งสวัสดิการไปตลอด ขณะที่กลุ่มผู้สูงอายุและผู้พิการยังได้รับสวัสดิการในส่วนของตนเองตามปกติ

 

โดยงบประมาณไม่ใช่ข้อจำกัด เพราะแต่ละปีรัฐใช้งบสำหรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 70,000 ล้านบาทอยู่แล้ว ขณะที่ปัจจุบันไทยมีสวัสดิการดูแลประชาชนมากถึง 72 ประเภท แต่ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ไม่ได้รับการดูแล

 

“หลังจากการสำรวจและลงทะเบียนผู้ที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ในครั้งนี้สิทธิจะเพิ่มขึ้น หรือลดลงไม่ได้มีปัญหาในการจัดสรรงบประมาณ แต่เราต้องการที่จะช่วยคนที่ไม่มีอะไรเลยให้ได้ตรงกลุ่ม ตรงจุดจริงๆ” เอกนิติกล่าว

 

เครื่องมือหนึ่งที่รัฐบาลเตรียมใช้กับกลุ่มฐานรากคือโครงการ ไทยช่วยไทย Plus ซึ่งจะนำ AI ชื่อ ‘นกกระซิบ’ มาสอนพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนทั่วไปใช้งาน ทั้งการวิเคราะห์ยอดขาย วางแผนต้นทุน และทำบัญชีอย่างง่าย เพื่อให้นำข้อมูลไปใช้เป็นหลักฐานขอสินเชื่อจากธนาคาร และลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ

 

ปฏิรูป 3 ด้าน ดึงศักยภาพเศรษฐกิจกลับไปโต 3%

 

การเพิ่มทักษะแรงงานยังเป็นหนึ่งในสามด้านที่เอกนิติระบุว่าต้องปฏิรูป ประกอบด้วยการปฏิรูปเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ การปฏิรูปเพื่อรองรับเศรษฐกิจสูงอายุ และการปฏิรูปทักษะแรงงานไทยผ่านโครงการ Skill Bridge เพื่อให้แรงงานเข้าสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ได้

 

เอกนิติระบุว่าศักยภาพเศรษฐกิจไทยลดลงจากที่เคยโต 5-7% เหลือ 2.7% ขณะที่คนไทยเกิดน้อยลงและมีผู้สูงอายุมากขึ้น สิ่งที่ต้องทำจึงมี 3 เรื่อง คือทำอย่างไรให้คนไทยเก่งขึ้น, ทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุทำงานได้นานขึ้น และทำอย่างไรจะดึงคนเก่งเข้ามาทำงานในประเทศมากขึ้น โดยตั้งเป้าให้ศักยภาพเศรษฐกิจกลับไปโต 3% ขึ้นไป

 

นั่นเพราะโครงสร้างการค้าโลกที่เปลี่ยนไปทำให้ทุกประเทศพยายามจับกลุ่มและเจรจาการค้าระหว่างกัน การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) จึงเป็นเครื่องมือที่ไทยจำเป็นต้องใช้ ขณะเดียวกันการย้ายฐานการผลิตท่ามกลางความขัดแย้งทางการค้าก็เป็นโอกาสของไทย สะท้อนจากตัวเลขขอรับส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่เพิ่มขึ้นมาก และส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมอนาคต โดยได้เปิดทางให้ Direct PPA ดำเนินการได้โดยไม่มีโควตา เพื่อให้พลังงานสะอาดเกิดเร็วขึ้น สอดรับกับกฎเกณฑ์ CBAM ของยุโรป และการลงทุนด้าน AI และดาต้าเซนเตอร์ที่เข้ามามากขึ้น

 

เอกนิติยังระบุว่า เงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุนยุคใหม่จะเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ โดยกำหนดให้การลงทุนมาพร้อมการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้คนไทย ตัวอย่างที่เห็นแล้วคืออุตสาหกรรมรถยนต์สมัยใหม่จากจีนที่เข้ามาตั้งโรงงานในจังหวัดระยอง ซึ่งเริ่มใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศจากผู้ประกอบการไทยแล้วราว 40 ราย

 

ส่วนทักษะขั้นสูงที่ไทยยังขาดแคลน เช่น AI หรือยานยนต์สมัยใหม่ เอกนิติระบุว่ารัฐบาลร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงแรงงาน เตรียมพิจารณาออกวีซ่าประเภทพิเศษสำหรับแรงงานทักษะสูงจากต่างชาติ เพื่อเข้ามาทำงานและถ่ายทอดความรู้ในระยะแรก ควบคู่กับการลดขั้นตอนการขออนุญาตผ่านโครงการ BOI Fast Pass

 

อีกด้านคือการเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) โดยผู้ที่ใช้ระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) และระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์จะได้รับการคืนภาษีทันที ซึ่งเอกนิติระบุว่าไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมาคืนภาษีให้ SME ไปแล้วราว 80,000 ล้านบาทในไตรมาสเดียว

 

ไฟแดง 2 จุด เงินเฟ้อและขาดดุลบัญชีเดินสะพัด

 

เอกนิติเปรียบเศรษฐกิจไทยเป็นเครื่องบินที่บินเอียงมาตลอด เพราะพึ่งพาเครื่องยนต์เดียวคือการส่งออก เมื่อเศรษฐกิจโลกแย่ ไทยจึงแย่ตาม ขณะที่ภาพในประเทศยังอ่อนแอทั้งการลงทุนและการบริโภค ส่วนการที่ภาครัฐเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจก็ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 

แนวทางที่เอกนิติระบุว่าทำมาตลอด 7 เดือนในตำแหน่งคือการให้การลงทุนนำการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยการลงทุนภาคเอกชนโตราว 10% ในไตรมาสแรกของปีนี้ และต้องการให้การลงทุนภาครัฐทั้งหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจโต 9.4% เพราะการโตด้วยการลงทุนดีกว่าการโตด้วยการบริโภคที่ใช้แล้วหมดไป

 

อย่างไรก็ตาม เอกนิติระบุว่ายังมีไฟแดง 2 จุดที่ต้องจับตา จุดแรกคืออัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น จากที่ติดลบในไตรมาสแรกของปีนี้ มาอยู่ที่ 2.7% ในไตรมาส 2 ตามราคาพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อค่าครองชีพและการบริโภค

 

จุดที่สองคือการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งหมายถึงประเทศมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ โดย 2 เดือนที่ผ่านมาไทยขาดดุล 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6 แสนล้านบาท ซึ่งเอกนิติระบุว่าส่วนหนึ่งมาจากการที่ไทยยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง จึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดให้เร็วที่สุด

 

“ผมยังมีไฟแดงอยู่ 2 ตัวอันตรายที่ต้องจับตา คือ อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เพราะเครื่องบินของเราจะโตจากเครื่องยนต์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีน้ำมันดีๆ หยอดด้วย” เอกนิติกล่าว

 

สำหรับเม็ดเงินที่จะใช้ลงทุน เอกนิติระบุว่ามาจาก 3 ส่วนหลัก คือการลงทุนภาคเอกชน, การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน หรือ Future Fund ซึ่งภายในปีนี้คาดว่าจะเริ่มเบิกใช้ราว 20,000 ล้านบาทในโครงการสำคัญ เช่น การต่อยอดระบบทางด่วน และการขยายโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ที่รองรับพลังงานสะอาด

 

วางเอกชนเป็นกองหน้า รัฐเป็นกองกลาง

 

สำหรับวิธีทำงานร่วมกับภาคเอกชน เอกนิติเปรียบการทำงานภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เหมือนทีมฟุตบอล โดยให้เอกชนเป็นกองหน้า ส่วนรัฐบาลเป็นกองกลางที่คอยจ่ายบอลให้เอกชนทำประตู ผ่านงานด้านการคลัง การส่งเสริมการค้า การเพิ่มทักษะแรงงาน และการลดกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ

 

งานที่ทำภายใต้กรอบนี้ครอบคลุมทั้งการปรับโครงสร้างการผลิต การสร้างตาข่ายทางสังคมรองรับช่วงเปลี่ยนผ่าน การผลักดันโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการปรับกฎเกณฑ์ให้ทันสมัย

 

ขณะที่กองหลังในนิยามของเอกนิติคือเสถียรภาพเศรษฐกิจและวินัยการคลัง ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้ไทยได้รับความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือและนักลงทุนทั่วโลก

 

ความเชื่อมั่นดังกล่าวจะเห็นได้ชัดในเดือนตุลาคมนี้ ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพประชุมผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เป็นครั้งที่ 2 หลังเคยเป็นเจ้าภาพเมื่อปี 2534 โดยเอกนิติคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกว่า 15,000 คน และเกิดการจับคู่ธุรกิจระหว่างเอกชนไทยกับนักธุรกิจต่างชาติที่เดินทางมาพร้อมผู้นำและรัฐมนตรีคลังจากทั่วโลก

 

ในเวทีดังกล่าว ไทยเตรียมเสนอบทบาท ‘Connector Economy’ หรือการเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงประเทศมหาอำนาจที่กำลังแบ่งขั้วกัน พร้อมผลักดัน 4 ประเด็นหลัก คือการนำ AI มาช่วยเหลือผู้เดือดร้อนและพัฒนาทักษะประชาชน การเป็นต้นแบบการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การพัฒนาทักษะคนผ่านความร่วมมือกับต่างชาติ และบทบาทการเป็นผู้เชื่อมโยงเศรษฐกิจระดับโลก ควบคู่กับการนำเสนอสินค้าชุมชน อาหาร และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย

 

“การจะได้แชมป์ไม่ได้เป็นเรื่องง่ายๆ นักกีฬาทุกคนต้องทำงานหนัก และผมเห็นว่าต้องทำ เพราะวันนี้อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายของประเทศไทย” เอกนิติกล่าว

The post เอกนิติชี้ 2 ไฟแดงเศรษฐกิจไทย เงินเฟ้อและขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 6 แสนล้านบาท เร่งปฏิรูป 3 ด้าน พร้อมคืนสิทธิบัตรสวัสดิการฯ ให้ผู้ถูกหลอกเป็นกรรมการบริษัท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไขข้อสงสัยกาแฟกับหัวใจ สมาคมโรคหัวใจสหรัฐฯ ชี้วันละไม่เกิน 5 แก้วยังปลอดภัย แต่น้ำตาลและครีมอาจลบล้างประโยชน์ที่ควรได้ https://thestandard.co/coffee-heart-health-safe-sugar-cream/ Sun, 26 Jul 2026 13:12:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1235381 ชายกำลังดื่มกาแฟบนภูเขาสูง

สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (American Heart Associati […]

The post ไขข้อสงสัยกาแฟกับหัวใจ สมาคมโรคหัวใจสหรัฐฯ ชี้วันละไม่เกิน 5 แก้วยังปลอดภัย แต่น้ำตาลและครีมอาจลบล้างประโยชน์ที่ควรได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชายกำลังดื่มกาแฟบนภูเขาสูง

สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (American Heart Association: AHA) ออกแถลงการณ์ทางวิทยาศาสตร์ระบุว่า การบริโภคคาเฟอีนไม่เกินวันละ 400 มิลลิกรัม หรือเทียบเท่ากาแฟดำขนาด 8 ออนซ์ (ราว 240 มิลลิลิตร) ไม่เกิน 5 แก้ว ถือว่าปลอดภัยสำหรับผู้ใหญ่สุขภาพดีส่วนใหญ่ และยังสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อโรคหัวใจที่ลดลงด้วย

 

แถลงการณ์ดังกล่าวเผยแพร่เมื่อวันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา ในวารสาร Circulation โดยคณะผู้จัดทำได้รวบรวมและวิเคราะห์งานวิจัยหลายสิบชิ้นที่ศึกษาผลของกาแฟและคาเฟอีนต่อสุขภาพหัวใจ

 

ผลการทบทวนพบว่าการดื่มกาแฟในปริมาณดังกล่าวเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่ลดลงของภาวะหลายอย่าง ทั้งโรคหัวใจ, ภาวะหัวใจล้มเหลว, โรคหลอดเลือดสมอง, ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว, ความดันโลหิตสูง และเบาหวานชนิดที่ 2

 

ที่ผ่านมางานวิจัยเรื่องกาแฟและคาเฟอีนให้ผลลัพธ์ที่ขัดแย้งกันมาตลอด บางชิ้นชี้ว่ามีประโยชน์ ขณะที่บางชิ้นชี้ว่ามีความเสี่ยง แถลงการณ์ฉบับนี้จึงช่วยคลายความสับสนที่สะสมมานาน

 

ยูจีเนีย จีอาโนส (Eugenia Gianos) แพทย์โรคหัวใจจาก Northwell Health ในนิวยอร์ก และประธานสภาการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดของวิทยาลัยแพทย์โรคหัวใจแห่งอเมริกา ซึ่งให้ความเห็นในฐานะผู้เชี่ยวชาญภายนอก ระบุว่า ไม่เพียงประชาชนทั่วไปที่สับสนกับเรื่องนี้ แต่แพทย์จำนวนมากก็ยังไม่รู้ว่าจะแนะนำผู้ป่วยอย่างไร

 

เธอเสริมว่าเป็นเรื่องน่ายินดีที่เครื่องดื่มซึ่งผู้คนจำนวนมากดื่มเป็นประจำอาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพด้วย และในอนาคตอันใกล้แพทย์อาจถึงขั้นแนะนำให้คนดื่มกาแฟได้

 

เมื่อวิทยาศาสตร์เริ่มอธิบายได้ว่าทำไมกาแฟถึงดีต่อหัวใจ

 

เกรกอรี เอ็ม. มาร์คัส (Gregory M. Marcus) แพทย์โรคหัวใจและศาสตราจารย์ด้านการแพทย์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะผู้จัดทำแถลงการณ์ฉบับนี้ ระบุว่าหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันความปลอดภัยและประโยชน์ของกาแฟนั้นสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลา

 

นักวิทยาศาสตร์ยังคงพยายามหาคำตอบว่าเหตุใดคาเฟอีนในกาแฟจึงอาจส่งผลดีต่อหัวใจ โดยข้อสังเกตหนึ่งคือคนมักออกกำลังกายมากขึ้นในวันที่ดื่มกาแฟที่มีคาเฟอีน

 

ขณะเดียวกันกาแฟยังออกฤทธิ์ขับปัสสาวะซึ่งช่วยลดความดันโลหิตได้ ส่วนคาเฟอีนก็ไปยับยั้งสารที่อาจก่อให้เกิดภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว ซึ่งเป็นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่อาจนำไปสู่โรคหลอดเลือดสมอง

 

นอกจากคาเฟอีนแล้ว คณะผู้จัดทำยังระบุว่ากาแฟมีสารอื่นที่ดูจะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น สารกลุ่มโพลีฟีนอลที่อาจทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระและช่วยลดการอักเสบ

 

ข้อสันนิษฐานนี้อาจอธิบายได้ว่าทำไมงานวิจัยบางชิ้นจึงพบว่ากาแฟที่สกัดคาเฟอีนออกแล้วก็สัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลดลงของเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคหัวใจเช่นกัน ซึ่งบ่งชี้ว่าประโยชน์ที่พบอาจไม่ได้มาจากคาเฟอีนเพียงอย่างเดียว

 

สำหรับปริมาณที่งานวิจัยชี้ว่าน่าจะเหมาะที่สุดนั้นอยู่ที่ราว 2-4 แก้วต่อวัน โดยมาร์คัสอธิบายว่าปริมาณเท่านี้อาจไม่ได้แปลว่ายังไม่ถึงระดับที่เป็นพิษเท่านั้น แต่มากพอที่จะทำให้เกิดผลทางชีวภาพต่อร่างกายด้วย

 

อย่างไรก็ตาม หลักฐานส่วนใหญ่ที่คณะผู้จัดทำนำมาวิเคราะห์เป็นงานวิจัยเชิงสังเกต ซึ่งไม่สามารถพิสูจน์ความเป็นเหตุเป็นผลได้ แต่มาร์คัสระบุว่าในช่วงไม่กี่ปีมานี้เริ่มมีงานวิจัยแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม ซึ่งเป็นวิธีที่รัดกุมกว่าในทางวิทยาศาสตร์ ออกมามากขึ้นและชี้ไปในทางว่าการดื่มกาแฟส่งผลดีต่อสุขภาพหัวใจ

 

ดื่มอย่างไรสำคัญไม่แพ้ดื่มเท่าไร

 

ประเด็นที่แถลงการณ์เน้นย้ำคือ ประโยชน์ที่อาจได้รับจากกาแฟนั้นสามารถถูกเจือจางหรือหายไปทั้งหมด จากสิ่งที่หลายคนเติมลงไป ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาล, ไซรัป หรือครีมเทียมที่มีไขมันอิ่มตัวสูง

 

ลอเรน มานาเกอร์ (Lauren Manaker) นักโภชนาการจากรัฐเซาท์แคโรไลนา ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญภายนอกที่ไม่ได้ร่วมในงานวิจัยนี้ ระบุว่าวิธีที่ดื่มกาแฟสร้างความแตกต่างได้จริง เพราะประโยชน์จะปรากฏชัดที่สุดกับกาแฟดำล้วน

 

เธอเตือนว่าเมื่อเริ่มเติมน้ำตาล, ไซรัป และครีมเข้าไป ก็อาจเท่ากับกำลังแลกประโยชน์บางส่วนที่ตั้งใจจะได้รับออกไป

 

อีกปัจจัยที่แถลงการณ์ระบุคือวิธีชง โดยวิธีที่ดีต่อสุขภาพที่สุดคือการชงผ่านกระดาษกรองหรือใช้กาแฟสำเร็จรูป ขณะที่กาแฟซึ่งไม่ผ่านการกรองอย่างเอสเปรสโซนั้นสัมพันธ์กับระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีที่สูงขึ้น

 

ที่สำคัญคือคาเฟอีนไม่ได้ส่งผลต่อทุกคนเหมือนกัน โดยมาร์คัสระบุว่าแต่ละคนเผาผลาญคาเฟอีนด้วยความเร็วต่างกัน ซึ่งได้รับอิทธิพลจากพันธุกรรมและพฤติกรรมการบริโภคที่สั่งสมมา

 

มานาเกอร์เสริมในทำนองเดียวกันว่าไม่มีเพดานคาเฟอีนที่ใช้ได้กับทุกคน เพราะทั้งอายุ, ยาที่ใช้อยู่, พันธุกรรม และความเร็วในการขับคาเฟอีนออกจากร่างกาย ล้วนกำหนดการตอบสนองที่ต่างกันไป โดยปริมาณที่เพื่อนร่วมงานดื่มแล้วสบายดี อาจทำให้อีกคนใจสั่นหรือนอนไม่หลับจนถึงตีสองก็ได้

 

เส้นแบ่งระหว่างกาแฟกับเครื่องดื่มชูกำลัง

 

อีกประเด็นที่ AHA ย้ำเป็นพิเศษคือ ไม่ควรเหมารวมกาแฟเข้ากับเครื่องดื่มชูกำลัง เพราะเครื่องดื่มชูกำลังมักมีคาเฟอีนในปริมาณสูงกว่ากาแฟมาก

 

โดยเครื่องดื่มชูกำลังทั่วไปอาจมีคาเฟอีนมากกว่ากาแฟหนึ่งแก้วถึง 3-4 เท่า อีกทั้งยังมักผสมสารกระตุ้นและส่วนประกอบอื่นเพิ่มเข้าไปด้วย

 

งานวิจัยบางชิ้นพบว่าการบริโภคเครื่องดื่มเหล่านี้อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพ ทั้งภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะและความดันโลหิตสูง ทำให้มาร์คัสแนะนำให้ผู้คนหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ ขณะที่มานาเกอร์ระบุว่ากาแฟกับเครื่องดื่มชูกำลังไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และไม่ควรถูกปฏิบัติเหมือนกัน

 

แม้ภาพรวมจะเป็นข่าวดีสำหรับคนรักกาแฟ แต่คณะผู้จัดทำก็ยอมรับว่ายังมีอีกหลายคำถามที่รอคำตอบ

 

โดย แฟรงก์ หู (Frank Hu) ศาสตราจารย์ด้านโภชนาการและระบาดวิทยา และหัวหน้าภาควิชาโภชนาการ จาก Harvard T.H. Chan School of Public Health ซึ่งเป็นรองประธานคณะผู้จัดทำแถลงการณ์ ระบุว่าความเข้าใจเรื่องผลของคาเฟอีนต่อสุขภาพก้าวหน้าไปมาก แต่ก็ยังมีอีกมากที่ต้องเรียนรู้

 

เขาเรียกร้องให้มีการออกแบบงานวิจัยรูปแบบใหม่ที่จะช่วยตอบคำถามสำคัญ เช่น เหตุใดแต่ละคนจึงตอบสนองต่อคาเฟอีนต่างกัน และผลต่อสุขภาพจากคาเฟอีนที่มาจากแหล่งต่างกันเป็นอย่างไร

 

ภาพ: rinatphoto / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ไขข้อสงสัยกาแฟกับหัวใจ สมาคมโรคหัวใจสหรัฐฯ ชี้วันละไม่เกิน 5 แก้วยังปลอดภัย แต่น้ำตาลและครีมอาจลบล้างประโยชน์ที่ควรได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ช็อกโกแลตยังแพงต่อ แม้ต้นทุนวัตถุดิบร่วง 34% เหตุผู้ผลิตดัน ‘ช็อกโกแลตดูไบ’ สินค้าพรีเมียมแทนลดราคา https://thestandard.co/chocolate-cocoa-price-dubai-premium/ Sun, 26 Jul 2026 12:54:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1235355 ช็อกโกแลตดูไบเป็นชิ้นโรยหน้าด้วยถั่วพิสตาชิโอและคานาเฟ่

แม้ราคาโกโก้ในตลาดโลกจะปรับตัวลดลงแล้วกว่า 34% จากช่วงเ […]

The post ช็อกโกแลตยังแพงต่อ แม้ต้นทุนวัตถุดิบร่วง 34% เหตุผู้ผลิตดัน ‘ช็อกโกแลตดูไบ’ สินค้าพรีเมียมแทนลดราคา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ช็อกโกแลตดูไบเป็นชิ้นโรยหน้าด้วยถั่วพิสตาชิโอและคานาเฟ่

แม้ราคาโกโก้ในตลาดโลกจะปรับตัวลดลงแล้วกว่า 34% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังเคยพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงปลายปี 2024 แต่ราคาของช็อกโกแลตอาจยังไม่ลดลงเร็วๆ นี้

 

โดยผู้ผลิตช็อกโกแลตรายใหญ่ของโลกอย่าง Barry Callebaut, Lindt และ Nestlé ต่างระบุว่า ต้นทุนโกโก้ที่พุ่งขึ้นในช่วงก่อนหน้ายังคงกดดันผลประกอบการ แม้ราคาวัตถุดิบจะเริ่มผ่อนคลาย แต่บริษัทส่วนใหญ่ยังไม่เลือกใช้กลยุทธ์ลดราคา แต่หันไปผลักดันสินค้าพรีเมียมและสินค้าใหม่ที่กำลังเป็นกระแส เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคแทน

 

ปัจจุบันสัญญาซื้อขายล่วงหน้าโกโก้อยู่ที่ประมาณ 5,327 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ลดลง 34% จากปีก่อน หลังเคยทะยานขึ้นเกือบ 12,000 ดอลลาร์ต่อตัน ในช่วงปลายปี 2024 ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับราคาโกโก้ที่เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 2,000-3,000 ดอลลาร์ต่อตัน ตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ตาม การปรับลดลงของราคาโกโก้ยังไม่ถูกสะท้อนออกมายังราคาช็อกโกแลต เนื่องจากผู้ผลิตยังต้องรับภาระต้นทุนจากการทำสัญญาซื้อวัตถุดิบล่วงหน้า (Hedging) รวมถึงแรงกดดันจากเงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิต และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ยังอยู่ในระดับสูง

 

‘เอลนีโญ’ และ ‘ภาวะโลกรวน’ สาเหตุราคาโกโก้ดีดตัวสูง

 

สาเหตุที่ทำให้ราคาโกโก้พุ่งขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มาจากผลผลิตโกโก้ที่ลดลงอย่างหนักในแอฟริกาตะวันตก โดยเฉพาะ โกตดิวัวร์และกานา ซึ่งเป็นแหล่งผลิตโกโก้ราว 60-70% ของผลผลิตโกโก้ทั่วโลก

 

ปัจจัยสำคัญคือปรากฏการณ์ เอลนีโญ (El Niño) ที่ทำให้ภูมิภาคดังกล่าวเผชิญสภาพอากาศร้อนจัด แห้งแล้ง และฝนตกไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้ผลผลิตเสียหาย ขณะที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งทำให้ปี 2024 กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ ยิ่งซ้ำเติมปัญหาด้านอุปทานของตลาดโกโก้

 

แม้ Barry Callebaut จะมองว่าเอลนีโญอาจกลับมาส่งผลกระทบอีกครั้งในช่วงปี 2026-2027 แต่บริษัทประเมินว่าตลาดโกโก้ในฤดูกาลผลิต 2025-2026 จะมีผลผลิตส่วนเกินมากพอที่จะเป็น ‘กันชน’ ลดความเสี่ยงจากภาวะขาดแคลน แตกต่างจากสถานการณ์ในปี 2023-2024

 

ต้นทุนพุ่ง อุปทานผันผวน โจทย์ใหญ่ผู้ประกอบการ

 

Lindt เปิดเผยว่า การปรับขึ้นราคาสินค้าเฉลี่ย 11.8% ในช่วงครึ่งปีแรก ส่งผลให้ยอดขายช็อกโกแลตร่วงลง 7.5% เนื่องจากผู้บริโภคลดการซื้อสินค้า

 

โดย Adalbert Lechner ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Lindt กล่าวว่า ราคาโกโก้ที่ทำสถิติสูงสุดทำให้อุตสาหกรรมต้องปรับขึ้นราคาสินค้าในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ขณะที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และกำลังซื้อที่อ่อนแอ ยิ่งกดดันความต้องการบริโภค

 

นอกจากนี้ Lechner ยังระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อธุรกิจ Travel Retail ของบริษัท หลังนักท่องเที่ยวจากเอเชียและตะวันออกกลางเดินทางเข้ายุโรปลดลง ขณะที่ก่อนหน้านี้มาตรการภาษีตอบโต้ (tariff) ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังสร้างความผันผวนต่อห่วงโซ่อุปทานและราคาโกโก้ในระยะสั้นอีกด้วย

 

ด้าน Barry Callebaut ระบุว่า แม้ผู้บริโภคทั่วโลกซื้อช็อกโกแลตลดลง 4.4% แต่ยอดขายของบริษัทกลับเติบโต 5.7% ในไตรมาสล่าสุด ขณะที่ยอดขายโกโก้เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยเพิ่มขึ้น 18% ในไตรมาสที่ผ่านมา

 

ส่วน Nestlé เปิดเผยว่า ต้นทุนโกโก้และกาแฟที่สูงขึ้นส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกลดลง 2.8% แต่คาดว่าอัตรากำไรจะทยอยฟื้นตัวตามทิศทางราคาโกโก้ที่ลดลง

 

ขณะที่นักวิเคราะห์ของ UBS ประเมินว่า Lindt อาจประหยัดต้นทุนได้สูงถึง 500 ล้านฟรังก์สวิส หลังทำสัญญาซื้อขายโกโก้ล่วงหน้าสำหรับปี 2027 ในระดับราคาที่เอื้ออำนวย

 

ดัน ‘Dubai Chocolate’ แทนลดราคา

 

แทนที่จะลดราคาสินค้า ผู้ผลิตช็อกโกแลตกลับเลือกเพิ่มมูลค่าให้แบรนด์ผ่านสินค้าใหม่และการตลาดบนโซเชียลมีเดีย โดยหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ‘Dubai Chocolate’ ซึ่ง Lindt เปิดตัวในช่วงปลายปี 2024 เพื่อเกาะกระแสไวรัลบนโลกออนไลน์

 

ปัจจุบันกระแสดังกล่าวขยายไปยังผู้ค้าปลีกรายใหญ่หลายราย ตั้งแต่ Walmart, Trader Joe’s, Shake Shack ไปจนถึง Harrods

 

โดย Lechner ซีอีโอของ Lindt ระบุว่า ความสำเร็จของ Dubai Chocolate สะท้อนให้เห็นว่าโซเชียลมีเดียกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างการรับรู้และกระตุ้นความต้องการซื้อของผู้บริโภครุ่นใหม่ พร้อมยืนยันว่าบริษัทจะเพิ่มการลงทุนด้านการตลาดดิจิทัลมากขึ้น

 

เพิ่มลงทุน Digital Marketing ประคองกระแสช็อกโกแลตพรีเมียม

 

เช่นเดียวกันกับ Philipp Navratil ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Nestlé ที่ระบุว่า Nestlé เตรียมปรับกลยุทธ์การตลาดให้ ‘ดิจิทัลมากขึ้น โซเชียลมากขึ้น และสนุกมากขึ้น’ พร้อมเพิ่มการใช้ Influencer Marketing เพื่อให้แบรนด์เข้าถึงวิธีการเสพสื่อและการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภครุ่นใหม่

 

แม้ Lindt จะมีการปรับลดราคาสินค้าบางรายการลง ในตลาดสำคัญอย่างเยอรมนีและสวิตเซอร์แลนด์ช่วงเทศกาลคริสต์มาส แต่โดยรวมแล้ว ผู้ผลิตรายใหญ่ยังคงให้น้ำหนักกับการพัฒนาสินค้าพรีเมียม การขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ และการสร้างกระแสผ่านโซเชียลมีเดีย มากกว่าการแข่งขันด้านราคา เพื่อรักษาอัตรากำไรและภาพลักษณ์ของแบรนด์ในระยะยาว

 

ภาพ: New Africa / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ช็อกโกแลตยังแพงต่อ แม้ต้นทุนวัตถุดิบร่วง 34% เหตุผู้ผลิตดัน ‘ช็อกโกแลตดูไบ’ สินค้าพรีเมียมแทนลดราคา appeared first on THE STANDARD.

]]>
น้ำมันกลับสู่ 100 ดอลลาร์ ‘สันติธาร’ แนะเลี่ยงอุดหนุนราคา ชี้ผูกการคลังไว้กับน้ำมัน เสี่ยงกระทบการคลังและค่าเงิน https://thestandard.co/santitharn-oil-subsidies-fiscal/ Sun, 26 Jul 2026 08:20:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1235316 ภาพ ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง พร้อมกราฟราคาน้ำมัน

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) กลับมาแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร […]

The post น้ำมันกลับสู่ 100 ดอลลาร์ ‘สันติธาร’ แนะเลี่ยงอุดหนุนราคา ชี้ผูกการคลังไว้กับน้ำมัน เสี่ยงกระทบการคลังและค่าเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง พร้อมกราฟราคาน้ำมัน

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) กลับมาแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง หลังเพิ่งย่อลงไปต่ำกว่า 70 ดอลลาร์เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เตือนว่าไทยไม่ควรใช้วิธีอุดหนุนราคาน้ำมัน เพราะเสี่ยงกระทบฐานะการคลังและค่าเงินบาท หากถูกผูกติดกับราคาน้ำมันโลก แนะหันไปช่วยเหลือประชาชนโดยตรงแบบเฉพาะกลุ่มแทน

 

เมื่อวานนี้ (23 กรกฎาคม) ราคาน้ำมันดิบ Brent เพิ่มขึ้นราว 7% ในวันเดียว กลับมาแตะ 100 ดอลลาร์ เป็นครั้งแรกนับแต่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา สูงสุดในรอบ 8 สัปดาห์ โดยแรงส่งราคาน้ำมันรอบนี้มาจากความเสี่ยงด้านอุปทานที่กลับมาอีกครั้ง หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาปะทุอีกครั้ง

 

ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวบนเวที CFO Annual Conference on Capital Markets 2026 ว่า จุดอ่อนที่ชัดเจนที่สุดคือความมั่นคงด้านพลังงาน โดยไทยนำเข้าพลังงานสุทธิสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชีย เมื่อรวมทั้งน้ำมันและก๊าซแล้วคิดเป็นเกือบ 10% ของ GDP ทำให้เวลาราคาน้ำมันขึ้น ผลกระทบส่งถึงไทยรุนแรงกว่าประเทศอื่น สะท้อนผ่านตัวเลขการขาดดุลในเดือนเมษายนที่สูงเป็นประวัติการณ์ในระดับแสนล้านบาท ก่อนจะส่งต่อไปยังต้นทุนวัตถุดิบ ต้นทุนอาหาร และเงินเฟ้อในที่สุด

 

“นี่คือปัญหาที่มันเป็นทั้งห่วงโซ่เลย” เขาระบุ พร้อมย้ำว่าเป็นเรื่องที่ต้องเร่งแก้ ก่อนจะกลายเป็นปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

 

เมื่อประเทศเจอแรงกระแทกที่กระทบคนวงกว้าง ต้นทุนสูงขึ้นและกำลังซื้อลดลงพร้อมกัน ทางเลือกนโยบายช่วยเหลือเฉพาะหน้าที่ประเทศต่างๆ ใช้กันมี 2 แบบหลัก คือ หนึ่ง การอุดหนุนราคาน้ำมันหรือลดภาษีน้ำมัน และ สอง การช่วยเหลือประชาชนโดยตรง

 

“ถ้าคุยกับนักลงทุนต่างประเทศ คุยกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ คุยกับ OECD คุยกับ IMF ข้อความเหมือนกันหมด คือ อย่าทำแบบที่ 1 อย่าลดภาษีน้ำมัน อย่าอุดหนุนราคาน้ำมัน”

 

เหตุผลคือตราบใดที่ยังใช้กลไกอุดหนุน เท่ากับผูกฐานะการคลังไว้กับราคาน้ำมันโดยตรง เมื่อไรที่ราคาน้ำมันขึ้น ฐานะการคลังจะตกลงทันที และเมื่อหันไปดูประเทศที่ถูกเทขายจนค่าเงินอ่อนรุนแรงในรอบนี้ ก็จะพบว่าเป็นกลุ่มที่ใช้วิธีดังกล่าว

 

สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญนานาชาติแนะนำคือแบบที่ 2 นั่นคือการตัดความสัมพันธ์ระหว่างราคาน้ำมันกับฐานะการคลัง แล้วหันมาสนับสนุนประชาชนโดยตรง โดยให้ดีที่สุดคือการช่วยแบบเฉพาะกลุ่ม

 

แนวทางที่ไทยใช้ภายใต้นโยบายของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีลักษณะใกล้เคียงกับสิงคโปร์ คือเป็นการช่วยเหลือแบบหลายชั้น (Multi-tier) โดยกลุ่มเปราะบางที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้รับการช่วยเหลือมากที่สุด จากนั้นจึงขยายเป็นวงกว้างผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) และเพิ่มอีกชั้นด้วยการช่วยฝั่งผู้ขาย โดยจำกัดเฉพาะร้านค้าขนาดเล็กซึ่งเป็นกลุ่มที่สายป่านสั้นที่สุด

 

ดร.สันติธาร ยังชี้ให้เห็นเหตุผลที่มักไม่ค่อยถูกพูดถึงในสื่อ นั่นคือข้อมูลในอดีตชี้ว่าทุกครั้งที่ไทยเจอแรงกระแทกใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตต้มยำกุ้ง วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ หรือโควิด อัตราการเติบโตของไทยมักไม่กลับมาเท่าเดิม และหายไปเกือบ 1% ในระยะยาวทุกครั้ง

 

“เหมือนคนที่เป็นแผล แผลมันหาย แต่มันไม่หายสนิททุกครั้ง” ดร.สันติธารเปรียบเทียบ พร้อมอธิบายว่าสาเหตุมาจากการที่บางบริษัทล้มหายไปเลย และแรงงานบางส่วนตกงานแล้วต้องย้ายไปทำงานที่ไม่ตรงกับทักษะอย่างถาวร ซึ่งก่อให้เกิดแผลเป็นทางเศรษฐกิจ การช่วยเหลือจึงมีเป้าหมายเพื่อหยุดไม่ให้แผลเป็นเหล่านี้เกิดขึ้น

 

เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน-ปลดล็อกการลงทุน

 

ในโลกที่ความมั่นคงมาก่อน จุดอ่อนของประเทศจะเป็นจุดที่ถูกทดสอบมากที่สุด ดร.สันติธาร จึงเสนอให้ใช้จังหวะที่พลังงานราคาแพงนี้เป็นแรงผลักดันเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) ซึ่งวันนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องความยั่งยืนอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขัน

 

ด้านนโยบาย กระทรวงพลังงานเริ่มมีทิศทางปลดล็อกมากขึ้น ล่าสุดคือการเปิด Direct PPA ให้กว้างขึ้น ขณะที่ฝั่งกระทรวงการคลังมีพระราชกำหนดกู้เงิน 2 แสนล้านบาทเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

 

อีกส่วนของการเปลี่ยนผ่านคือการสร้างขีดความสามารถใหม่ ดร.สันติธาร ระบุว่าขณะนี้ไทยกำลังเป็นที่สนใจของทุนต่างชาติอย่างมาก แม้กระทั่งประเทศที่ไม่เคยใกล้ชิดกันมาก่อน แต่ความท้าทายคืองบประมาณภาครัฐมีจำกัด เพราะส่วนใหญ่ผูกอยู่กับรายจ่ายประจำ เหลือเป็นงบลงทุนราว 20% เท่านั้น

 

ปัญหาที่ผ่านมาคือยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงมาก แต่แปลงเป็นการลงทุนจริงได้ช้า เพราะติดข้อจำกัดหลายด้าน จึงเป็นที่มาของโครงการ BOI Fast Pass ที่ดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งน้ำ พลังงาน และที่ดิน มาอยู่ในห้องเดียวกันเพื่อปลดล็อกทีละประเด็น ซึ่งผลลัพธ์คือช่วยลดระยะเวลาจากการยื่นคำขอจนถึงการลงทุนจริงได้ราว 20-40% และกำลังจะขยายแนวทางนี้ให้กว้างกว่าบีโอไอ

 

โจทย์ต่อไปคือคำถามว่าเงินลงทุนที่เข้ามาแล้ว คนไทยได้ประโยชน์แค่ไหน ทั้งการจ้างงาน การเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน และการถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งบอร์ดบีโอไอเพิ่งหารือยุทธศาสตร์ใหม่ โดยจะเปลี่ยนตัวชี้วัดจากการดูเม็ดเงินอย่างเดียว มาเป็นการดูมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย

 

“ถ้าเราอยากได้อุตสาหกรรมแห่งอนาคต วันแรกมูลค่าเพิ่มมันไม่เยอะหรอก เพราะถ้ามันเยอะเราก็ทำเองได้อยู่แล้ว” เขาระบุ พร้อมชี้ว่าคำถามที่แท้จริงคือเมื่อเข้ามาแล้ว ไทยจะตั้งเงื่อนไขให้เกิดการสร้างคน ยกระดับห่วงโซ่อุปทานในประเทศ และทำวิจัยพัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยได้หรือไม่ ซึ่งเป็นโมเดลที่เคยเกิดขึ้นแล้วในอุตสาหกรรมยุคก่อน

 

เป้าหมายร่วมรัฐ-เอกชนใน 4 ปี

 

ดร.สันติธาร ยอมรับว่าการลงมือทำจริงไม่ใช่จุดแข็งที่สุดของภาครัฐ และคนที่ทำได้เก่งกว่าคือภาคเอกชน นี่คือที่มาของการรื้อฟื้นกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เพื่อจับมือกันตั้งเป้าหมายร่วม โดยเป้าหมายภายใน 4 ปี ประกอบด้วย

 

  1. กลับไปเติบโตเฉลี่ยมากกว่า 3% ต่อปี จากปัจจุบันที่อยู่ระดับ 2% ปลายๆ
  2. ดันสัดส่วนการลงทุนกลับสู่ราว 30% ของ GDP เพื่อทดแทนแรงงานที่หายไป
  3. ดันอันดับความสามารถในการแข่งขันขึ้นสู่ Top 20 ของโลก จากปัจจุบันอันดับ 26
  4. ผลักดัน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ภายใต้กรอบ Reinvent Thailand ที่ภาคเอกชนผลักดันอยู่แล้ว โดยนำมาประกบกับแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 เพื่อหาจุดที่ตรงกัน

 

ดร.สันติธาร ชี้ว่าจุดอ่อนระยะยาวของไทยไม่ใช่เสถียรภาพ แต่คือศักยภาพการเติบโต และเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ปัญหาของไตรมาสใดไตรมาสหนึ่ง

 

ในทางเศรษฐศาสตร์ การเติบโตของ GDP มาจาก 3 ส่วน คือ การเพิ่มจำนวนแรงงาน การเพิ่มผลิตภาพ และการเพิ่มทุนหรือเครื่องจักร สิ่งที่หายไปจากยุคก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งจนถึงปัจจุบันคือส่วนของแรงงาน เพราะไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้ในทุกๆ ปี อัตราการเติบโตจะหายไปโดยอัตโนมัติราว 1% จุด

 

นั่นแปลว่าหากไทยต้องการโตเท่าเดิม จะต้องเพิ่มผลิตภาพและเพิ่มการลงทุนในเครื่องจักรและเทคโนโลยีเพื่อชดเชยส่วนที่หายไป ซึ่งหมายถึงการลงทุนจำนวนมาก

 

แต่ตัวเลขจริงกลับสวนทาง สัดส่วนการลงทุนต่อ GDP ของไทยเคยอยู่ที่ 47% ก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งเขายอมรับว่าอาจสูงเกินไปจนเป็น Over Investment แต่หลังจากนั้นไทยไม่เคยกลับไปแตะระดับ 30% ได้อีกเลย และปัจจุบันอยู่ที่ราว 23-24% เท่านั้น

 

เหตุผลหนึ่งที่ไทยลงทุนน้อย คือการที่ไทยยังไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องมากพอในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง เห็นได้จากปัจจุบันที่การใช้จ่ายลงทุนของโลกเกือบทั้งหมดกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มปัญญาประดิษฐ์

The post น้ำมันกลับสู่ 100 ดอลลาร์ ‘สันติธาร’ แนะเลี่ยงอุดหนุนราคา ชี้ผูกการคลังไว้กับน้ำมัน เสี่ยงกระทบการคลังและค่าเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ดีพร้อม’ ปลุกเศรษฐกิจภาคใต้ ฟื้นหาดใหญ่หลัง 1 ปีน้ำท่วม ปั้นนักธุรกิจรุ่นใหม่ เชื่อมเครือข่าย ‘คพอ.’ กว่า 3 แสนล้าน https://thestandard.co/deeprom-southern-economy-hatyai-kpor/ Sun, 26 Jul 2026 06:45:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1235264 อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการในกิจกรรมพัฒนาธุรกิจภาคใต้

ดีพร้อมยกเครื่อง ‘คพอ.’ สู่กลไกเร่งเศรษฐกิจภาคใต้ ปั้น […]

The post ‘ดีพร้อม’ ปลุกเศรษฐกิจภาคใต้ ฟื้นหาดใหญ่หลัง 1 ปีน้ำท่วม ปั้นนักธุรกิจรุ่นใหม่ เชื่อมเครือข่าย ‘คพอ.’ กว่า 3 แสนล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการในกิจกรรมพัฒนาธุรกิจภาคใต้

ดีพร้อมยกเครื่อง ‘คพอ.’ สู่กลไกเร่งเศรษฐกิจภาคใต้ ปั้น 86 ผู้นำธุรกิจรุ่นใหม่ เชื่อมคลัสเตอร์อุตสาหกรรมใหม่ ต่อยอดซัพพลายเชน ดันอุตสาหกรรมอาหาร ท่องเที่ยว โลจิสติกส์ และค้าชายแดน สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน 300,000 ล้านบาท พร้อมเร่งฟื้นหาดใหญ่ครบ 1 ปีหลังน้ำท่วม

 

 
 

ณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ปี 2569 ดีพร้อมจัด กิจกรรมการพัฒนาผู้นำองค์กรสู่นักบริหารธุรกิจแบบมืออาชีพให้ดีพร้อม (ดีพร้อม คพอ.) จำนวน 12 รุ่นทั่วประเทศ โดยมุ่งพัฒนาผู้ประกอบการเชื่อมโยงผลลัพธ์ตั้งแต่ระดับบุคคล ธุรกิจ ไปจนถึงระบบเศรษฐกิจของพื้นที่ ผ่านการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ การวิเคราะห์ธุรกิจ การจัดทำแผนพัฒนาธุรกิจ การจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) และการติดตามผลด้านรายได้ การลดต้นทุน และการจ้างงาน ต่อยอดสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมไทยสู่มูลค่าสูงอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด คนเก่ง ธุรกิจแกร่ง พื้นที่เข้มแข็ง

 

ทั้งนี้ ภาคใต้ ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของโครงการ เนื่องจากมีศักยภาพทั้งด้านอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป การท่องเที่ยว การบริการ โลจิสติกส์ และการค้าชายแดน รวมถึงมีทำเลที่สามารถเชื่อมโยงการค้าและการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้านและอาเซียน จึงเป็นฐานเศรษฐกิจที่สามารถต่อยอดสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงได้ในอนาคต

 

ดีพร้อม

 

โดยปีนี้ ดีพร้อมจัดกิจกรรม คพอ. ในภาคใต้ 3 รุ่น ครอบคลุมจังหวัด นครศรีธรรมราช นราธิวาส และสงขลา มีผู้ประกอบการเข้าร่วม 86 ราย จากหลากหลายอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพของภาค

 

ได้แก่ ธุรกิจบริการและการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป ธุรกิจเทคโนโลยีและดิจิทัล ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ ธุรกิจแปรรูปอาหารทะเล และธุรกิจรังนก ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีโอกาสสร้าง มูลค่าเพิ่มและขยายตลาดในอนาคต

 

ณัฏฐิญา เผยอีกว่า ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมในปีนี้สะท้อนศักยภาพของเศรษฐกิจภาคใต้ได้อย่างชัดเจน อาทิ โรงแรมบุรีศรีภู จังหวัดสงขลา ที่มุ่งยกระดับการบริหารธุรกิจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ , บริษัท สยายปีกบิน จำกัด จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์รังนกแปรรูปมูลค่าสูง และ บริษัท อุตสาหกรรมทวีวงษ์ หาดใหญ่ จำกัด จังหวัดสงขลา ผู้ผลิตและแปรรูปอาหารทะเล ที่ยกระดับมาตรฐานการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน

 

สะท้อนให้เห็นว่า คพอ. สามารถต่อยอดศักยภาพผู้ประกอบการได้ทั้งภาคการผลิตและภาคบริการ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคใต้ได้อย่างดี

 

ดีพร้อม

ดีพร้อม

 

อธิบดี กล่าวอีกว่า การพัฒนาผู้ประกอบการในปัจจุบันไม่ได้ มุ่งเน้นเพียงการถ่ายทอดองค์ความรู้ แต่เริ่มจากการวิเคราะห์ศักยภาพและความต้องการของผู้ประกอบการแต่ละราย ก่อนออกแบบกระบวนการพัฒนาให้เหมาะสมกับบริบทธุรกิจ

 

พร้อมเพิ่มเนื้อหาที่ตอบโจทย์โลกธุรกิจยุคใหม่ ทั้งการใช้ AI, Power BI, การตลาดดิจิทัล เทรนด์ธุรกิจโลก ตลอดจนความรู้ด้านกฎหมายและกฎระเบียบ ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ เพื่อช่วยให้ SMEs และวิสาหกิจชุมชนสามารถยกระดับสู่ธุรกิจที่มีมาตรฐานมากขึ้น

 

ชูเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสะเดา-Rubber City

 

นอกจากนี้ หลักสูตรยังมุ่งสร้างเครือข่ายธุรกิจในรูปแบบ Cluster เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการในพื้นที่ให้สามารถแบ่งปันวัตถุดิบ เทคโนโลยี ตลาด และห่วงโซ่อุปทานร่วมกัน เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค มากกว่าการพัฒนาเฉพาะรายธุรกิจ

 

สำหรับภาคใต้ ซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ยังมีจุดแข็งในอุตสาหกรรมอาหารทะเลแปรรูป อาหารทะเลกระป๋อง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน อุตสาหกรรมชีวภาพ ตลอดจนธุรกิจบริการและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

 

โดยมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ ทั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสะเดา และ Rubber City ซึ่งสามารถต่อยอดสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง และสร้างโอกาสการลงทุนใหม่ในอนาคตได้

 

ครบ 1 ปีน้ำท่วม เร่งฟื้นเศรษฐกิจหาดใหญ่

 

THE STANDARD WEALTH ร่วมลงพื้นที่กับดีพร้อม ที่อ.หาดใหญ่ โดยอธิบดี ณัฏฐิญา ระบุถึง ภาพรวมเศรษฐกิจหลังครบรอบ 1 ปีหลังเหตุอุทกภัยใหญ่ในพื้นที่ หาดใหญ่และจังหวัดสงขลา

 

โดยดีพร้อมได้กำหนดให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยส่งทีมผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ช่วย ผู้ประกอบการซ่อมฟื้นเครื่องจักรที่ได้รับความเสียหาย วางแผนธุรกิจใหม่ และเชื่อมโยงตลาด เพื่อให้สถานประกอบการสามารถกลับมาผลิตได้ปกติโดยเร็ว ซึ่งขณะนี้ก็ผู้ประกอบการก็เริ่มกลับมายืนได้อย่างแข็งแกร่ง

 

“ช่วง 1 ปี เราผลักดันผู้ประกอบการให้ขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตอาหารทะเลแปรรูป ผู้ประกอบการ OEM ที่เริ่มพัฒนาแบรนด์ของตัวเอง รวมถึงการส่งเสริมธุรกิจ Soft Power เช่น ร้านอาหารและผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างเสน่ห์ใหม่ให้เศรษฐกิจภาคใต้ในระยะยาว”

 

ปัจจุบัน ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังเผชิญความท้าทาย 3 ด้าน ได้แก่ การกำหนดทิศทางการเติบโตของธุรกิจ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการ และการขยายเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจ ดีพร้อมจึงออกแบบหลักสูตรให้ผู้ประกอบการได้วิเคราะห์ธุรกิจ

 

พร้อมจัดทำแผนพัฒนาธุรกิจรายกิจการ แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้ประกอบการต่างอุตสาหกรรม และต่อยอดสู่ความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนหลังจบโครงการ พร้อมติดตามผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลไปพัฒนาหลักสูตรให้ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมในอนาคต

 

ดีพร้อม

 

ทั้งนี้ คพอ. เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของดีพร้อมที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2523 ตลอดระยะเวลากว่า 45 ปี ได้พัฒนาผู้ประกอบการแล้ว 437 รุ่น รวมกว่า 14,000 ราย ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ จนเกิดเป็นเครือข่ายผู้ประกอบการที่เข้มแข็ง สามารถต่อยอดความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างกัน

 

โดยปัจจุบันเครือข่ายดังกล่าว สร้างมูลค่าทางธุรกิจรวมกัน ไม่น้อยกว่า 300,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ดีพร้อมตั้งเป้าสร้างผลตอบแทน ทางเศรษฐกิจจากงบประมาณที่ลงทุน ไม่น้อยกว่า 7 เท่า ผ่านการยกระดับผู้ประกอบการไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

 

‘หาดใหญ่’ ประตูเชื่อมเศรษฐกิจใต้-มาเลเซีย

 

สำหรับ ‘หาดใหญ่’ ถือเป็นหัวใจเศรษฐกิจของจังหวัดสงขลาและเป็นประตูเศรษฐกิจภาคใต้ ด้วยบทบาทศูนย์กลางการค้า การบริการ โลจิสติกส์ การท่องเที่ยว และการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย ซึ่งเชื่อมโยงการลงทุนและการขนส่งสินค้าไปยังอาเซียน

 

ส่งผลให้จังหวัดสงขลามีขนาดเศรษฐกิจ (GPP) สูงที่สุดของภาคใต้ มูลค่า 251,480 ล้านบาท หรือคิดเป็นเกือบ 18% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคใต้ (GRP) มูลค่า 1.44 ล้านล้านบาท

 

โดยมีภาคอุตสาหกรรม การค้า และบริการเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ ดังนั้น การฟื้นตัวของหาดใหญ่หลังเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปีที่ผ่านมา จึงไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือผู้ประกอบการในพื้นที่ แต่ยังหมายถึงการเร่งฟื้นเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการจ้างงานของทั้งภูมิภาคอีกด้วย

The post ‘ดีพร้อม’ ปลุกเศรษฐกิจภาคใต้ ฟื้นหาดใหญ่หลัง 1 ปีน้ำท่วม ปั้นนักธุรกิจรุ่นใหม่ เชื่อมเครือข่าย ‘คพอ.’ กว่า 3 แสนล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาพันธ์ SME ไทย ยื่น ‘สมุดปกน้ำเงิน’ ถึงรัฐบาล ชง 5 วาระปฏิรูป MSME ดัน ‘MSME Plus’ เป็นวาระแห่งชาติ https://thestandard.co/thai-sme-blue-book-msme-reform/ Sun, 26 Jul 2026 06:14:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1235260 ภาพตัวแทนสมาพันธ์ SME ไทย ยื่นสมุดปกน้ำเงินให้รัฐบาล

สมาพันธ์ SME ไทย ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายผ่าน ‘สมุดปกน้ำเง […]

The post สมาพันธ์ SME ไทย ยื่น ‘สมุดปกน้ำเงิน’ ถึงรัฐบาล ชง 5 วาระปฏิรูป MSME ดัน ‘MSME Plus’ เป็นวาระแห่งชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพตัวแทนสมาพันธ์ SME ไทย ยื่นสมุดปกน้ำเงินให้รัฐบาล

สมาพันธ์ SME ไทย ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายผ่าน ‘สมุดปกน้ำเงิน’ ถึงรัฐบาลในงาน THAI MSME FORUM 2026 เสนอเร่งผลักดัน 5 วาระสำคัญเพื่อยกระดับผู้ประกอบการรายย่อยและเศรษฐกิจฐานราก พร้อมเสนอให้ ‘MSME Plus’ เป็นวาระแห่งชาติ

 

 
 

สมาพันธ์ SME ไทย จัดงาน THAI MSME FORUM 2026 ภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนนโยบายเป็นโอกาสทางธุรกิจ” ระหว่างวันที่ 24-26 กรกฎาคม 2569 โดยมีผู้ประกอบการ ภาครัฐ และภาคเอกชนเข้าร่วมกว่า 1,400 คน

 

ไฮไลต์ของงานคือการส่งมอบ “สมุดปกน้ำเงิน: ข้อเสนอเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ MSME และเศรษฐกิจฐานราก” ให้แก่รัฐบาล เพื่อใช้ประกอบการกำหนดนโยบายด้านผู้ประกอบการรายย่อย

 

ชง 5 วาระปฏิรูป MSME

 

ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย กล่าวว่า ข้อเสนอในสมุดปกน้ำเงินเกิดจากการรับฟังความคิดเห็นและระดมข้อเสนอจากเครือข่ายผู้ประกอบการทั่วประเทศตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เพื่อสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างและแนวทางแก้ไขที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ประกอบด้วย 5 วาระสำคัญ ได้แก่

 

  1. สร้างโอกาสทางการตลาด เพื่อเพิ่มช่องทางการค้า ขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ และส่งเสริมการเข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
  2. สร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน ด้วยกลไกทางการเงินที่เหมาะสม ลดข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ และเพิ่มโอกาสในการเติบโตของผู้ประกอบการ
  3. สร้างโอกาสผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเร่งการประยุกต์ใช้ AI เทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน
  4. สร้างโอกาสด้วยกติกาที่เป็นธรรม ผ่านการปรับปรุกฎหมาย ระเบียบ และขั้นตอนของภาครัฐ ให้สะดวกโปร่งใส และเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ
  5. สร้างโอกาสสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต ด้วยการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

 

ชงยกระดับ ‘MSME Plus’ เป็นวาระแห่งชาติ

 

นอกจากนี้ สมาพันธ์ SME ไทยยังเสนอให้รัฐบาลผลักดัน ‘MSME Plus’ เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้การสนับสนุนผู้ประกอบการรายเล็กเป็นนโยบายต่อเนื่องในทุกมิติ โดยมองว่า MSME เป็นฐานสำคัญของการจ้างงาน การสร้างรายได้ และการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ

 

“เราเชื่อมั่นว่า หากรัฐบาลกำหนด MSME Plus เป็นวาระแห่งชาติ และดำเนินการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถอยู่รอดเติบโต และแข่งขันได้ในเศรษฐกิจยุคใหม่ พร้อมยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน”ดร.ณพพงศ์ กล่าว

 

‘เอกนิติ’ ยัน พร้อมดัน MSME ไทยเข้าร่วมห่วงโซ่อุปทานรายใหญ่

 

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวบนเวทีเดียวกันว่า จากการรับฟังเสียงสะท้อนภาคธุรกิจในงาน ‘ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง’ ก็ได้มีข้อเสนอให้แบ่งการดูแล SME กับ MSME แยกออกจากกัน

 

หลังการรับฟังครั้งนั้น รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้จัดเตรียมมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดเล็ก เริ่มจากการทำระบบจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และภาษีธุรกิจเฉพาะผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งช่วยให้รัฐดำเนินงานได้อย่างสะดวกมากขึ้น และสามารถเร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม เพิ่มสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการได้อย่างรวดเร็ว

 

ในส่วนของการเข้าถึงแหล่งทุน กระทรวงการคลังกำลังร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทย พัฒนาระบบ Alternative Score (Alt Score) โดยนำข้อมูลการใช้ไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์มือถือ และข้อมูลดิจิทัลอื่น ๆ มาประกอบการประเมินความสามารถในการชำระหนี้ แทนการพึ่งพาประวัติเครดิตเพียงอย่างเดียว เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น หากทำสำเร็จจะสามารถต่อยอดเป็น อารีย์ สกอร์ (Ari Score) ได้

 

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมออกโครงการ ‘พี่ช่วยน้อง’ โดยให้พี่ใหญ่ที่เป็นบริษัทมหาชน และจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ช่วยเหลือน้องเล็ก ที่เป็นบริษัท SME ผ่านการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทขนาดใหญ่ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทาน

 

ที่สำคัญ รัฐยังมีระบบจัดซื้อจัดจ้างในระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) โดยกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางให้หน่วยงานรัฐและเอกชนทำธุรกรรมและตรวจสอบข้อมูลร่วมกัน

The post สมาพันธ์ SME ไทย ยื่น ‘สมุดปกน้ำเงิน’ ถึงรัฐบาล ชง 5 วาระปฏิรูป MSME ดัน ‘MSME Plus’ เป็นวาระแห่งชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB EIC หั่นเป้าเติบโต CLMV ปี 2569 เหลือ 6.2% พิษพิพาทตะวันออกกลางดันราคาพลังงานพุ่ง ชี้กระทบไทยส่งออกโตแผ่ว-ยอดเกินดุลการค้าลดลง https://thestandard.co/scb-eic-clmv-growth-cut-thailand/ Sun, 26 Jul 2026 05:29:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1235246 ภาพกราฟิกแสดงเศรษฐกิจ CLMV ปี 2569 ชะลอตัว รับมรสุมการค้าโลก

เศรษฐกิจ CLMV ชะลอลง ท่ามกลางศักยภาพในการรับมือแรงกระแท […]

The post SCB EIC หั่นเป้าเติบโต CLMV ปี 2569 เหลือ 6.2% พิษพิพาทตะวันออกกลางดันราคาพลังงานพุ่ง ชี้กระทบไทยส่งออกโตแผ่ว-ยอดเกินดุลการค้าลดลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงเศรษฐกิจ CLMV ปี 2569 ชะลอตัว รับมรสุมการค้าโลก

เศรษฐกิจ CLMV ชะลอลง ท่ามกลางศักยภาพในการรับมือแรงกระแทกจากภายนอกที่แตกต่างกัน

 

SCB EIC ประเมินว่าเศรษฐกิจกลุ่มประเทศ CLMV มีแนวโน้มขยายตัวที่ 6.2% ในปี 2569 ชะลอลงจาก 7.1% ในปี 2568 โดยเป็นการชะลอตัวในวงกว้างครอบคลุมทั้ง 4 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชาคาดว่าจะขยายตัว 3.7% ลดลงจาก 5.3% ในปี 2568 สปป.ลาว 4.1% จาก 4.8% ปีก่อน เวียดนาม 7.1% จาก 8.0% ปีก่อน และเมียนมา 2.6% จาก 3.4% ปีก่อน

 

 
 

การชะลอตัวของเศรษฐกิจ CLMV สะท้อนถึงสภาพแวดล้อมภายนอกที่ท้าทายมากขึ้น ประกอบกับข้อจำกัดของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจภายในประเทศ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้ออาจทำให้ราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูง ส่งผลให้แรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ค่าเงินสกุลท้องถิ่นอ่อนค่าลง และส่งผลให้การผ่อนคลายนโยบายการเงินล่าช้า ซึ่งจะกดดันอุปสงค์ภายในประเทศและเสถียรภาพระบบการเงิน ขณะเดียวกัน การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มกดดันการส่งออก

 

การท่องเที่ยว และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ขณะที่ปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินของจีนและการนำเข้าสินค้าจากจีนที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ผู้ผลิตในประเทศเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น นอกจากนี้ ความเสี่ยงจากการใช้มาตรการภาษีภายใต้มาตรา 301 ของสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ โดยเฉพาะต่อเวียดนามและกัมพูชา ซึ่งพึ่งพาตลาดส่งออกสหรัฐฯ ในสัดส่วนสูง

 

ปัจจัยสนับสนุนเฉพาะของแต่ละประเทศจะช่วยประคองเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง แต่ภาพรวมเศรษฐกิจ CLMV ยังมีแนวโน้มชะลอลง โดยเวียดนามยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของภูมิภาค ขณะที่กัมพูชา สปป.ลาว และเมียนมาจะพึ่งพาปัจจัยสนับสนุนเฉพาะด้านเพื่อบรรเทาแรงส่งทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอลง

 

เศรษฐกิจเวียดนาม มีแนวโน้มเติบโตได้แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่ม CLMV โดยได้รับแรงหนุนจากการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์โลก การส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI ภาคการท่องเที่ยวที่ยังฟื้นตัวดี เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง และนโยบายเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการเติบโต อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาการส่งออกในระดับสูงทำให้เวียดนามยังคงความเปราะบางต่ออุปสงค์โลกที่ชะลอลง ราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน และความเสี่ยงที่สหรัฐฯ อาจเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมภายใต้มาตรา 301

 

เศรษฐกิจกัมพูชา มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงมาก จากต้นทุนการนำเข้าพลังงานที่สูงขึ้น อุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และหนี้เสียที่อยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมเบาที่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนได้ เช่น สิ่งทอ การส่งออกที่ยังแข็งแกร่ง และทุนสำรองระหว่างประเทศที่เพียงพอจะช่วยรับมือกับแรงกดดัน

 

จากภายนอก รวมถึงความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายในระยะสั้นได้

 

เศรษฐกิจ สปป.ลาว มีแนวโน้มชะลอตัว เนื่องจากเงินกีบที่อ่อนค่าทำให้ต้นทุนสินค้านำเข้าและเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ธนาคารกลางมีข้อจำกัดในการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม การส่งออกไฟฟ้าและภาคการท่องเที่ยวยังเป็นแรงพยุงสำคัญ ขณะที่หนี้ต่างประเทศที่อยู่ในระดับสูงและพื้นที่เชิงนโยบายที่จำกัด ทำให้เสถียรภาพด้านต่างประเทศยังคงเปราะบาง

 

เศรษฐกิจเมียนมา มีแนวโน้มฟื้นตัวได้อย่างเปราะบาง แม้ได้รับแรงหนุนบางส่วนจากอุปสงค์ต่างประเทศ การส่งออกแร่หายาก และการฟื้นฟูประเทศหลังเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยังยืดเยื้อ ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง และเศรษฐกิจภายในประเทศที่อ่อนแอ จะยังคงเป็นปัจจัยหลักที่จำกัดการเติบโตของเศรษฐกิจ

 

นัยต่อประเทศไทย : ไทยมีแนวโน้มเกินดุลการค้ากับ CLMV ลดลง และเลือกลงทุนอุตสาหกรรมศักยภาพมากขึ้น

 

การเกินดุลการค้าของไทยกับกลุ่มประเทศ CLMV มีแนวโน้มลดลงในปี 2569 โดยการส่งออกไทยไปตลาดนี้อาจชะลอตามอุปสงค์ในภูมิภาคที่อ่อนแอและความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังดำเนินต่อเนื่อง ขณะที่การนำเข้าจากกลุ่มประเทศ CLMV มีแนวโน้มยังขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI จากเวียดนาม เช่น คอมพิวเตอร์ และเครื่องจักร

 

ขณะที่การลงทุนทางตรงของไทยในกลุ่มประเทศ CLMV มีแนวโน้มชะลอลง จากความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้ภาคธุรกิจระมัดระวังในการตัดสินใจลงทุน และมุ่งเลือกลงทุนเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม CLMV ยังคงมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อภาคธุรกิจไทยในระยะยาว จากความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ความได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิต ศักยภาพด้านการส่งออกของ CLMV ไปยังตลาดต่างประเทศ และบทบาทในการเชื่อมโยงกับตลาดภายในภูมิภาค

 

The post SCB EIC หั่นเป้าเติบโต CLMV ปี 2569 เหลือ 6.2% พิษพิพาทตะวันออกกลางดันราคาพลังงานพุ่ง ชี้กระทบไทยส่งออกโตแผ่ว-ยอดเกินดุลการค้าลดลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดเริ่มกังวล หลังเงินลงทุน AI พุ่งสูง ‘หุ้น-พันธบัตร’ ส่งสัญญาณ กังวลผลตอบแทนไม่คุ้มเม็ดเงินลงทุน https://thestandard.co/ai-investment-market-concern/ Sun, 26 Jul 2026 05:24:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1235242 แผนที่โลกพร้อมกราฟตลาดหุ้นและข้อความเตือนความกังวลการลงทุน AI

ตลาดการเงินเริ่มส่งสัญญาณกังวลว่าการลงทุนใน AI ที่พุ่งส […]

The post ตลาดเริ่มกังวล หลังเงินลงทุน AI พุ่งสูง ‘หุ้น-พันธบัตร’ ส่งสัญญาณ กังวลผลตอบแทนไม่คุ้มเม็ดเงินลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผนที่โลกพร้อมกราฟตลาดหุ้นและข้อความเตือนความกังวลการลงทุน AI

ตลาดการเงินเริ่มส่งสัญญาณกังวลว่าการลงทุนใน AI ที่พุ่งสูงอาจไม่คุ้มค่า โดยเฉพาะเมื่อ Alphabet ปรับเพิ่มประมาณการงบลงทุน (Capex) เพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ทำให้เกิดความกังวลว่าผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่อื่นๆ เช่น Amazon, Meta, Microsoft อาจทุ่มลงทุนในระดับเดียวกัน ซึ่งอาจทำให้บริษัทเหล่านี้ต้องพึ่งพาการระดมทุนมากขึ้น และนักลงทุนเริ่มตั้งคำถามถึงความสามารถในการสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าจากเม็ดเงินลงทุนมหาศาลนี้

 

 
 

กระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ผลักดันให้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เร่งสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) และขยายกำลังประมวลผลด้วยเม็ดเงินมหาศาล กำลังเผชิญบททดสอบครั้งใหม่ หลังนักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่า การลงทุนจำนวนมหาศาลเหล่านี้จะสร้างผลตอบแทนได้คุ้มค่าหรือไม่

 

สัญญาณดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเฉพาะในตลาดหุ้น แต่เริ่มลามไปยังตลาดตราสารหนี้ ซึ่งให้ความสำคัญกับความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดและการชำระหนี้ของบริษัทมากกว่าศักยภาพการเติบโตในอนาคต

 

ตลาดพันธบัตรเริ่มส่งสัญญาณเตือน หลัง AI ใช้เงินลงทุนพุ่ง

 

ชนวนความกังวลรอบล่าสุดเกิดขึ้นหลัง Alphabet ปรับเพิ่มประมาณการงบลงทุน (Capital Expenditure: Capex) เพื่อเร่งขยายโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ส่งผลให้นักลงทุนกังวลว่าผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่อื่น ๆ (Hyperscalers) ไม่ว่าจะเป็น Amazon, Meta และ Microsoft อาจเดินหน้าทุ่มลงทุนในระดับเดียวกัน

 

เบื้องหลังการเพิ่มงบลงทุนดังกล่าว มาจากต้นทุนการสร้างศูนย์ข้อมูลและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น จากความต้องการไฟฟ้าปริมาณมหาศาลเพื่อรองรับการประมวลผล AI ขณะที่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อและราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง

 

ผลที่ตามมาคือ ส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตร (Credit Spread) ของบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งเริ่มขยายตัว สะท้อนว่านักลงทุนต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงจากภาระการลงทุนที่เพิ่มขึ้น

 

นักวิเคราะห์ของ Mizuho ระบุว่า งบลงทุนด้าน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องกำลังทดสอบความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยประเมินว่า ภายในปีหน้า ผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่มีแนวโน้มใช้งบลงทุนรวมสูงกว่ากระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) ที่สร้างได้ ซึ่งหมายความว่าบริษัทอาจต้องพึ่งพาการระดมทุนมากขึ้น ขณะเดียวกัน นักลงทุนก็เริ่มตั้งคำถามว่าการลงทุนด้าน AI จะสามารถเปลี่ยนเป็นรายได้และผลกำไรที่คุ้มค่ากับเม็ดเงินลงทุนได้รวดเร็วเพียงใด

 

ความกังวลดังกล่าวสะท้อนผ่านต้นทุนการระดมทุนของบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่ง โดย Credit Default Swap (CDS) อายุ 5 ปีของ Oracle ปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี ขณะที่ S&P Global เพิ่งปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทลงมาอยู่ที่ BBB- เหนือระดับตราสารหนี้ความเสี่ยงสูง (Junk Bond) เพียงหนึ่งขั้น

 

ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังจับตาการระดมทุนของ Meta สำหรับโครงการศูนย์ข้อมูลในรัฐเท็กซัส มูลค่าราว 12,000 ล้านดอลลาร์ หลังมีรายงานว่าบริษัทอาจต้องเสนออัตราดอกเบี้ยสูงกว่าการระดมทุนโครงการก่อนหน้า สะท้อนว่านักลงทุนเรียกร้องผลตอบแทนมากขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยง และต้องการเห็นความชัดเจนว่าการลงทุนด้าน AI จะสร้างผลตอบแทนได้จริง

 

หุ้นเอเชียเริ่มหมุนพอร์ต ลดน้ำหนัก AI หันหาตลาดที่ผันผวนน้อยกว่า

 

ความระมัดระวังต่อธีม AI ยังสะท้อนผ่านตลาดหุ้นเอเชีย โดยผู้จัดการกองทุนหลายแห่งเริ่มลดน้ำหนักหุ้นที่ได้รับอานิสงส์จาก AI โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ในเกาหลีใต้และไต้หวัน ก่อนโยกเงินลงทุนไปยังตลาดที่มีความผันผวนน้อยกว่า รวมถึงหุ้นที่มีผลประกอบการชัดเจนและมูลค่าน่าสนใจกว่า เช่น หุ้นธนาคาร บริษัทสินค้าอุปโภคบริโภค และบริษัทอินเทอร์เน็ตของจีน

 

Fidelity International, BNP Paribas Asset Management และ M&G Investments เป็นหนึ่งในผู้จัดการกองทุนที่ปรับพอร์ตเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในจีน อินเดีย และอาเซียน ท่ามกลางความกังวลว่าหุ้น AI มีความผันผวนสูง ขณะที่ Citigroup ก็ปรับลดน้ำหนักหุ้นเกาหลีใต้และเพิ่มน้ำหนักหุ้นจีนเช่นกัน

 

ในเดือนกรกฎาคม นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นเกาหลีใต้ราว 4.4 พันล้านดอลลาร์ และหุ้นไต้หวันกว่า 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่ดัชนี MSCI ASEAN ปรับตัวขึ้น 5.8% สวนทางดัชนี MSCI Asia Pacific ที่ลดลงเกือบ 4% ส่งผลให้ตลาดหุ้นอาเซียนมีแนวโน้มทำผลงานเหนือกว่าตลาดหุ้นเอเชียมากที่สุดในรอบกว่าสองทศวรรษ

 

อย่างไรก็ตาม ผู้จัดการกองทุนจำนวนมากยังมองว่าการปรับพอร์ตครั้งนี้เป็นเพียงการลดความเสี่ยงในระยะสั้น มากกว่าจะเป็นการยุติธีม AI เนื่องจากยังเชื่อว่าความต้องการใช้ AI และแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมยังแข็งแกร่งในระยะยาว

 

จับตางบ Big Tech รอบใหม่ บทพิสูจน์ผลตอบแทนจริงจาก AI

 

ปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาต่อจากนี้ คือผลประกอบการของ Meta, Microsoft และ Apple รวมถึงแนวโน้มการลงทุนด้าน AI ของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ หลัง Alphabet, Microsoft, Amazon และ Meta คาดว่าจะใช้งบลงทุนรวมราว 725,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ และนักวิเคราะห์ของ Bloomberg ประเมินว่าตัวเลขดังกล่าวอาจเพิ่มขึ้นใกล้ 900,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2027

 

ท้ายที่สุด สิ่งที่ตลาดต้องการคำตอบอาจไม่ใช่ว่า AI จะเปลี่ยนโลกได้หรือไม่ แต่คือบริษัทเทคโนโลยีจะสามารถเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนมหาศาลให้กลายเป็นผลตอบแทนที่คุ้มค่าได้จริงหรือไม่ต่างหาก.

 

ภาพ: VADZIM SHUBICH / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ตลาดเริ่มกังวล หลังเงินลงทุน AI พุ่งสูง ‘หุ้น-พันธบัตร’ ส่งสัญญาณ กังวลผลตอบแทนไม่คุ้มเม็ดเงินลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>