สุขภาพการคลังของประเทศไทยสามารถเรียกได้อยู่ในภาวะ ‘โคม่า’ และต้องการการผ่าตัด เนื่องจากเมื่อพิจารณาดูจาก ‘ประวัติผู้ป่วย’ หรือ ‘ดุลงบประมาณ’ ซึ่งเป็นผลรวมสุทธิของรายรับและรายจ่ายของรัฐบาล พบว่า ประเทศไทยมีรายจ่ายสูงกว่ารายรับ หรือ ‘ขาดดุลงบประมาณ’ มานานกว่า 20 ปีแล้ว ตั้งแต่ปี 2548
ประเด็นสำคัญ
- งบประมาณปี 2570 ‘ฝีแตก’ ภาพสะท้อนวิกฤตการคลัง
- หมอเอกนิติย้ำ ฝียังไม่แตก รัฐบาลแค่ ‘เปิดแผล’ เร่งผ่าตัด เพิ่มความโปร่งใส
- เปิดแผล ปม ‘รายจ่ายประจำ’ ที่ตัดทอนไม่ได้พุ่งแตะ 73.6% ของงบประมาณ
- รายจ่ายบุคลากรไทยแตะ 39.5% ของงบทั้งหมด สะท้อนค่าเสียโอกาสไทยสูงเทียบต่างชาติ
- เปิดแผน ‘ปฏิรูปราชการไทย’ ยุคใหม่ ‘รัฐจิ๋วแต่แจ๋ว’ ในแบบ ‘ปกรณ์ นิลประพันธ์’
- เปิดข้อเสนอ ‘ศ. ดร. อธิภัทร’: ทำ Mission Audit ลดขนาดระบบราชการ ก่อนลดคน
- เปิดข้อเสนอ ‘เพียงพนอ’ ย้ำเร่งกิโยตินกฎหมาย ลดบทบาทรัฐเป็น Facilitator
- เปิดข้อเสนอ ‘แพตทริเซีย’ หนุน Right Sizing-ยกเป็นนโยบายระดับชาติ
- ‘รายได้รัฐบาลไทย’ โตไม่ทันรายจ่าย อีกสาเหตุสำคัญของปัญหาการคลัง
- เปิดปมหนี้สาธารณะไทยยัง ‘ซุกซ่อน’ ความเสี่ยงอยู่
- เปิดห้อง กมธ. งบฯ ปี 70 ถ่ายทอดสดครั้งแรก
โดยภาวะที่รัฐบาลมีรายได้ ‘ไม่พอ’ รายจ่ายนี้ส่งผลให้รัฐบาลต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณมายาวนานกว่า 20 ปีจนทำให้มูลหนี้สาธารณะของไทยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อยู่ที่ 12.9 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 66.87% ต่อ GDP ณ 30 มิถุนายน 2569
เมื่อพิจารณาจากวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ได้กำหนดกรอบวงเงินงบประมาณ จำนวน 3,788,000 ล้านบาท โดยมีประมาณการรายได้สุทธิ 3,000,000 ล้านบาท พบว่าไทยจะต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณอีกปีจำนวน 788,000 ล้านบาท
แม้ในร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 ไทยเตรียมทำงบประมาณขาดดุลต่ออีกปี อย่างไรก็ตาม เมื่อดูไส้ในพบว่า รายจ่ายลงทุน ซึ่งเป็นเม็ดเงินขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญ กลับลดลง 8.4% จากปีก่อนหน้า สวนทางกับรายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นถึง 5% จากปีก่อนหน้า
“รายจ่ายลงทุนคือหัวใจของงบประมาณ เราจะเห็นว่า ประเทศจะพัฒนาไปทางไหน ขึ้นอยู่กับรายจ่ายลงทุน ถ้ารายจ่ายลงทุนน้อยเท่าไหร่ การเติบโตหรือว่าการพัฒนาประเทศก็เป็นไปได้ยาก” ฐากูร จุลินทร ผู้อำนวยการ สำนักงบประมาณของรัฐสภา (PBO) กล่าว
งบประมาณปี 2570 ‘ฝีแตก’ ภาพสะท้อนวิกฤตการคลัง
ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 25 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง ซึ่งมีวาระเรื่องด่วนในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งนำเสนอโดย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
โดยศิริกัญญา ตันสกุล สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ลุกขึ้นอภิปรายเป็นคนแรกของพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยระบุว่าโครงสร้างงบประมาณปี 2570 สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเรื้อรังทางการคลังที่เปรียบเสมือน ‘ฝีแตก’
พร้อมกล่าวต่อว่า แม้ภาพรวมงบประมาณจะเพิ่มขึ้นเพียง 7,400 ล้านบาท และมีการประมาณการรายได้ที่ 3 ล้านล้านบาท (เพิ่มขึ้น 79,000 ล้านบาท) แต่รัฐบาลยังคงต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลในระดับสูง การขาดดุลงบประมาณเกิน 3% ต่อ GDP ได้กลายเป็นความปกติใหม่ที่สะท้อนว่ารายได้ของรัฐขยับตามไม่ทันค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น
โดยรายจ่ายลงทุนถูกปรับลดลงไปถึง 70,000 ล้านบาท ขณะที่รายจ่ายประจำกลับเพิ่มขึ้นสวนทางกัน กว่า 70% ของหน่วยรับงบประมาณในระดับกรมได้รับงบประมาณลดลงจากปี 2569 โดยเฉพาะหน่วยงานที่ถืองบลงทุนจำนวนมาก
หมอเอกนิติย้ำ ฝียังไม่แตก รัฐบาลแค่ ‘เปิดแผล’ เร่งผ่าตัด เพิ่มความโปร่งใส
ขณะที่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวชี้แจงถึงสาเหตุที่ทำให้รายจ่ายลงทุนลดลง และรายจ่ายประจำเพิ่มขึ้นในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 มาจากการที่
ตนกำกับดูแลสำนักงบประมาณด้วย จึงได้กำชับให้สำนักงบประมาณ ‘เลิกทำแบบในอดีต’ หรือการตั้งงบประมาณแบบหมกเม็ดไว้ หรือตั้งให้ไม่เต็ม เมื่อหน่วยงานต่างๆ มีงบประมาณไม่พอ จึงค่อยไปล้วง ‘เงินคงคลัง’ แล้วค่อยไปใช้คืนทีหลัง
ดังนั้น เมื่อเลิกซุก เลิกหมกเม็ด รายจ่ายประจำจึงพุ่งขึ้นจากแผลเก่าในอดีตที่ไม่เคยเปิดเผย ทำให้งบลงทุนต้องลดลงไป 70,000 ล้านบาท เพราะรัฐบาลต้องการรักษาวินัยการคลัง หรือตั้งเป้าให้ลดจากขาดดุล 4.4% ของ GDP เหลือ 3.9% ของ GDP ก็คือตัวเลข 788,000 ล้านบาท ซึ่งลดการขาดดุลจากปีที่แล้ว 860,000 ล้านบาท
“วันนี้ ผมมองตัวเองเป็นหมอรักษาโรค เราต้องเปิดแผลเลยให้ชัดเจน งบต่างๆ ต้องทำให้โปร่งใส เปิดแผลให้ชัดจะได้รักษาให้ถูกต้อง ผมไม่ใช่หมอที่แค่มาบรรยายโรค แต่ผมตั้งใจที่จะมาผ่าตัดรักษาโรคของการที่งบประมาณเราขาดดุลเรื้อรังมาอย่างยาวนาน ฝีมันยังไม่แตกหรอกครับ เพราะเราเปิดเผยโปร่งใส แล้วเรามาช่วยกันรักษา มาช่วยกันผ่าตัด นี่คือความตั้งใจจริงๆ ครับ” ดร.เอกนิติกล่าว
เปิดแผล ปม ‘รายจ่ายประจำ’ ที่ตัดทอนไม่ได้พุ่งแตะ 73.6% ของงบประมาณ
ฐากูร จุลินทร ผู้อำนวยการ สำนักงบประมาณของรัฐสภา (PBO) กล่าวในงานสัมมนาวิชาการวิเคราะห์ ‘ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570’ ว่ารายจ่ายลงทุนในปีงบ 2570 ที่ 7.89 แสนล้านบาทนั้น มีสัดส่วนเพียง 20.8% ของงบประมาณทั้งหมด ซึ่งกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น (มาตรา 20 ไว้พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ ที่กำหนดให้ต้องมีรายจ่ายลงทุนไม่น้อยกว่า 20% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี)
โดยรายจ่ายลงทุนถูกเบียดบัง ส่วนหนึ่งเพราะรายจ่ายที่ยากต่อการลดทอนครองสัดส่วนไปถึง 73.6% ของงบประมาณแล้ว ได้แก่
- รายจ่ายบุคลากรภาครัฐ (เช่น เงินเดือน สวัสดิการ กบข. บุคลากรท้องถิ่น) คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 39.5%
- รายจ่ายชำระหนี้ (เงินต้น และดอกเบี้ย) คิดเป็นประมาณ 12.2%
- รายจ่ายเกี่ยวกับสวัสดิการสังคม (เช่น เรียนฟรี ประกันสังคม ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กองทุนประชารัฐ ซึ่งไม่สามารถตัดทอนได้) คิดเป็น 15%
- รายจ่ายชดใช้เงินคงคลังคิดเป็น 1.9%
- รายจ่ายคืนเงินให้รัฐวิสาหกิจ เนื่องจากจ่ายเงินแทนรัฐในกิจกรรมกึ่งการคลังคิดเป็น 0.4%
รายจ่ายบุคลากรไทยแตะ 39.5% ของงบทั้งหมด สะท้อนค่าเสียโอกาสไทยสูงเทียบต่างชาติ
เมื่อพิจารณาเข้าไปในไส้ในมากขึ้นพบว่า รายจ่ายด้านบุคลากรภาครัฐมีความน่าเป็นห่วงอย่างมาก โดยศ. ดร. อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า รายจ่ายบุคลากรภาครัฐในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 สูงกว่า 8 แสนล้านบาท โดยจำนวนนี้คิดเป็นภาระรวม 37.9% ของงบประมาณทั้งหมด ซึ่งนับเป็นสัดส่วนที่มีขนาดสูง เมื่อเทียบกับหลายประเทศ ตัวอย่างเช่น ประเทศที่มีระดับพัฒนาใกล้เคียงกันอย่าง ฟิลิปปินส์ (35%) และมาเลเซีย (29.6%) และสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศกลุ่มรายได้ปานกลางระดับสูง (Upper Middle Income) ซึ่งมีรายจ่ายบุคลากรภาครัฐคิดเป็นเพียง 20.9% ของงบประมาณทั้งหมดเท่านั้น
“รายจ่ายบุคลากรของไทยมีขนาดสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศ สะท้อนถึง ‘ค่าเสียโอกาส’ กล่าวคือ เวลาที่เราเก็บภาษีมาได้ 100 บาท เราต้องเสียเกือบ 40 บาทไปใช้กับเรื่องของบุคลากร ขณะที่ประเทศอื่นคู่แข่ง เช่น มาเลเซีย สามารถจัดสรรบริการภาครัฐได้ด้วยต้นทุนที่ถูกกว่าเราอย่างมีนัยสำคัญ” ศ. ดร. อธิภัทร กล่าว
ศ. ดร. อธิภัทร กล่าวต่อว่า รายจ่ายสวัสดิการบุคลากรภาครัฐไทยเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว (ราว 90%) จากระดับเกือบ 3 แสนล้านบาทในปี 2560 มาอยู่ที่เกือบ 6 แสนล้านบาทในปี 2570 ขณะที่จำนวนหรือกำลังคนภาครัฐในช่วงเวลาเดียวกันอยู่ค่อนข้างคงที่ระหว่าง 3.0-3.2 ล้านคน (ระหว่างปี 2561-2567) สะท้อนว่า รายจ่ายบุคลากรภาครัฐต่อคนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5% ต่อปี สะท้อนว่า โจทย์สำคัญอาจจะไม่ได้อยู่ที่การลดกำลังคน แต่ควรดูต้นทุนต่อคนมากกว่า

เปิดแผน ‘ปฏิรูปราชการไทย’ ยุคใหม่ ‘รัฐจิ๋วแต่แจ๋ว’ ในแบบ ‘ปกรณ์ นิลประพันธ์’
จากปัญหาต้นทุนบุคลากรภาครัฐดังกล่าวทำให้เกิดแนวคิด ‘ปฏิรูปราชการไทย’ ซึ่งได้รับการผลักดันโดย ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ซึ่งควบตำแหน่งผู้รับผิดชอบการปรับโครงสร้างข้าราชการไทยตามที่เคยได้นำเสนอในการแถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภา
โดยปกรณ์ได้นำเสนอยุทธศาสตร์ 4 ข้อ เพื่อขับเคลื่อนระบบราชการให้มีประสิทธิภาพ ทันสมัย โปร่งใส เพื่อตอบโจทย์โลกยุคใหม่และลดภาระทางการคลังของประเทศในระยะยาว
ข้อแรกคือการ ‘รีดไขมันส่วนเกิน’ รัฐบาลตั้งเป้าลดจำนวนข้าราชการจาก 3 ล้านคน ให้เหลือประมาณ 2 ล้านคน โดยใช้มาตรการ ‘ตรึงกำลังคน’ ไม่รับบุคลากรเพิ่ม และยุบตำแหน่งที่ว่างลงหลังเกษียณอายุ พร้อมกับปัดตกร่างแนวคิดขยายอายุเกษียณเกิน 60 ปี เพราะมองว่าเป็นการยืดปัญหาและปิดกั้นโอกาสของคนรุ่นใหม่ แต่จะกระตุ้นด้วยระบบ ‘เออร์ลีรีไทร์’ (Early Retirement) จ่ายเงินก้อนจูงใจ 8-12 เท่าของเงินเดือน สำหรับผู้ที่มีอายุ 40 หรือ 50 ปีขึ้นไป เพื่อนำงบประมาณที่ประหยัดได้ไปปรับเพิ่มฐานเงินเดือนและสวัสดิการให้ข้าราชการที่ยังอยู่ในระบบ
ภารกิจต่อมาคือ ‘ยุบและรื้อทิ้งสิ่งที่ซ้ำซ้อน’ เตรียมกวาดล้างหน่วยงานที่หมดความจำเป็น โดยจะประเดิมยุบสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (บจธ.) ตามด้วย ป.ย.ป. และองค์การมหาชนที่ไม่ผ่านการประเมิน รวมถึงการเดินหน้ายุบ ‘สำนักงานสาขาในภูมิภาค’ ของส่วนกลางที่ทำงานทับซ้อนกับผู้ว่าราชการจังหวัด
นอกจากนี้ ปกรณ์ยังเตรียมรื้อโครงสร้างค่าตอบแทนผู้บริหารท้องถิ่นเพื่ออุดช่องโหว่ความเหลื่อมล้ำระดับประเทศ โดยเปิดเผยว่าเป็นไปได้อย่างไรที่ปลัดเทศบาลมีเงินเดือนและค่าตอบแทนเยอะกว่าปลัดกระทรวง ซึ่งดูแลคนทั้งประเทศและรับผิดชอบภารกิจมหาศาล
รัฐบาลจึงเตรียมให้กรมบัญชีกลางเข้ามาคุมมาตรฐานบัญชีให้มีความโปร่งใส พร้อมดัน ‘นโยบายภาษีบ้านเกิดเมืองนอน’ เพื่อจูงใจให้ภาคเอกชนนำเงินมาบริจาคช่วยท้องถิ่นขนาดเล็ก แลกกับการลดหย่อนภาษี ปรับสวัสดิการของข้าราชการอย่างค่ารักษาพยาบาล ก็เล็งเปลี่ยนไปใช้รูปแบบ ‘ระบบประกันสุขภาพ’ แทน เพื่อให้รัฐสามารถคุมเพดานงบประมาณรายจ่ายในแต่ละปีได้อย่างชัดเจน
จิกซอว์ชิ้นสุดท้ายคือ Better Regulation for Better Life หรือการมีกฎหมายที่สมเหตุสมผลและมีเท่าที่จำเป็น รัฐบาลจะนำ AI และระบบออนไลน์มาทำงานธุรการแทนคนเพื่อความรวดเร็ว พร้อมมุ่งแก้ไขกฎกระทรวงที่เปิดช่องให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้ดุลพินิจมากเกินความจำเป็น ซึ่งเป็นต้นตอหลักของการเรียกรับสินบน

เปิดข้อเสนอ ‘ศ. ดร. อธิภัทร’: ทำ Mission Audit ลดขนาดระบบราชการ ก่อนลดคน
ศ. ดร. อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ. ดร. อธิภัทรเน้นย้ำว่า รัฐบาลไม่ควรเริ่มต้นการปฏิรูปด้วยการลดคนหรือทำโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retire) เพราะหากลดคนโดยไม่ลดขนาด สุดท้ายระบบราชการก็ต้องเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานหรือจ้างคนกลับเข้ามาใหม่อยู่ดี
ศ. ดร. อธิภัทร มุทิตาเจริญ ได้ยกกรณีศึกษาของ แคนาดา โดยระบุว่า ในช่วงปี 2537–2540 (ค. ศ. 1994–1997) แคนาดาได้ทำการปฏิรูประบบราชการเนื่องจากเผชิญกับวิกฤตการคลัง ขาดดุลปีงบประมาณต่อเนื่องยาวนานถึง 15–20 ปี ซึ่งมีสถานการณ์คล้ายคลึงกับประเทศไทยในปัจจุบัน
เมื่อมีการกลับมาทบทวนประเมินผลอีกครั้งในปี 2550 (ค. ศ. 2007) พบว่าแคนาดากลับประสบความล้มเหลวในบางมิติ เพราะสุดท้ายแล้วภาครัฐจำเป็นต้องว่าจ้างคนกลับเข้ามาทำงานใหม่อยู่ดี สาเหตุสำคัญมาจากบางหน่วยงานไม่ได้ลดขนาด แต่มุ่งลดคนเป็นหลัก โดยไม่ได้พิจารณาว่างานหรือภารกิจใดยังต้องทำอยู่
ดังนั้น ศ. ดร อธิภัทรจึงแนะต่อว่า ภาครัฐจึงควรเริ่มจากการทบทวนภารกิจ (Mission Audit) ก่อนว่า ภารกิจอะไรที่ยังต้องทำอยู่ ภารกิจใดควรที่ให้เอกชนทำ ภารกิจใดที่ตอนนี้ AI ทำได้หมดแล้ว แล้วค่อยมาปรับโครงสร้างของกระทรวงต่างๆ
เปิดข้อเสนอ ‘เพียงพนอ’ ย้ำเร่งกิโยตินกฎหมาย ลดบทบาทรัฐเป็น Facilitator
เพียงพนอ บุญกล่ำ ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวในรายการว่า รัฐบาลควรลดบทบาทเหลือเป็นเพียงผู้สนับสนุน (Facilitator) โดยหลีกเลี่ยงการทำธุรกิจแข่งกับเอกชนในตลาดที่มีการแข่งขันสมบูรณ์ เช่น ธุรกิจโทรคมนาคมและสื่อสาร แต่ให้รัฐเน้นบทบาทดูแลบริการสาธารณะที่จำเป็น เช่น การศึกษา สาธารณสุข และ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนและเอกชน
นอกจากนี้ รัฐบาลยังควรแบ่งภารกิจเป็น Core และ Non-core: โดยแยกแยะงานหลักที่รัฐต้องทำกับงานที่ไม่ใช่ภารกิจหลัก (Non-core) ออกจากกัน แล้วใช้วิธีการจ้างเหมาบริการภายนอก (Outsource) สำหรับภารกิจที่รัฐไม่จำเป็นต้องทำเอง โดยยกตัวอย่างกระทรวงต่างประเทศที่ให้เอกชนทำพาสปอร์ตหรือวีซ่า ซึ่งแม้จะเป็นข้อมูลส่วนตัวแต่ก็มีหลายประเทศที่บริหารจัดการด้วยการ outsource ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
พร้อมทั้งย้ำว่า รัฐบาลไม่ปฏิรูปด้วยการ ‘หารยาว’ (Across-the-board cuts) โดยไม่เห็นด้วยกับการสั่งลดงบประมาณหรือลดคนแบบเฉลี่ยเท่ากันทุกหน่วยงาน เช่น ตั้งเป้าตัดลด 10% เท่ากันหมด เพราะจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อหน่วยงานเฉพาะทางที่ยังขาดแคลนและจำเป็นต้องมีบุคลากร เช่น แพทย์ พยาบาล หรือฝ่ายกฎหมาย และผู้ตรวจคดีภาษีของกรมสรรพากร
นอกจากนี้ รัฐบาลยังควรยุบและควบรวมหน่วยงานที่ซ้ำซ้อน จากการพิจารณางบประมาณพบว่าบางหน่วยงานมีภารกิจคาบเกี่ยวซ้ำซ้อนจนแทบแยกไม่ออก จึงควรยุบหรือรวมหน่วยงานเหล่านี้เข้าด้วยกัน รวมถึงการทบทวนความซ้ำซ้อนในกลุ่มกองทุนต่างๆ องค์การมหาชน และรัฐวิสาหกิจ
และอีกแนวทางสำคัญ คือ ‘การกิโยตินกฎหมาย’ (Regulatory Guillotine) เพียงพนออ้างอิงข้อมูลจาก TDRI ว่าหากหั่นกฎหมายซ้ำซ้อนออกไปได้จะช่วยประหยัดงบประมาณของประเทศได้ถึง 1.3 แสนล้านบาทต่อปี พร้อมกับการจัดการปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน
“ไทยมีกฎหมายมากไปกว่าแสนฉบับ รวมพวกระเบียบกฎหมายลำดับรองด้วย แต่ถ้านับแค่กฎหมายหลักราวหมื่นหกฉบับ ขณะที่มีความพยายามกิโยตินกันมา 20 ปีแล้วก็ยังไม่ค่อยไปไหน” เพียงพนอกล่าว
เปิดข้อเสนอ ‘แพตทริเซีย’ หนุน Right Sizing-ยกเป็นนโยบายระดับชาติ
แพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ระบุว่า หนุนการปฏิรูปแบบหาขนาดที่เหมาะสมของระบบราชการ (Right Sizing) อย่างไรก็ตาม แพตทริเซียยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาข้อมูลกำลังคนและงบประมาณในปัจจุบันกระจัดกระจายไปตามหน่วยงานต่างๆ เช่น สำนักงาน ก.พ. ที่ดูแลข้าราชการพลเรือนเพียงส่วนเดียว ขณะที่องค์กรอิสระ องค์การมหาชน และท้องถิ่นต่างมีอำนาจบริหารจัดการและเพิ่มอัตรากำลังเองจนไม่มีใครมองเห็นภาพรวมทั้งหมด ดังนั้นจึงเสนอว่าควรมีนโยบายระดับชาติที่เข้ามาดูแลภาพรวมนี้อย่างเป็นระบบ (Holistic)
“รัฐบาลมีนโยบายทั้ง Early Retire, Downsizing, Rightsizing แพทมองว่า Wording ที่ถูกคือ Rightsizing ของระบบราชการ” แพตทริเซียกล่าว
แพตตริเซียอธิบายเพิ่มว่า “ปัจจุบัน ข้อมูลบุคลากรข้าราชการกระจายมาก และไม่มีใครที่ดูภาพรวมทั้งหมดว่า จริงๆ แล้วงบบุคลากรหรือว่า Right Size ทั้งหมดคืออะไร เนื่องจากองค์กรอิสระก็มีอำนาจส่วนตัวที่จะเพิ่มอัตราหรือเพิ่มเงินเดือน จึงควรมีนโยบายระดับชาติที่ดูภาพรวมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มคน หรือเพิ่มเงินเดือน ไม่ได้เป็นอำนาจ (Autonomy) ของแต่ละหน่วยงาน”
นอกจากนี้ แพตริเซียยังได้กล่าวถึงแนวคิดการปรับสวัสดิการและค่าตอบแทนสำหรับข้าราชการเข้าใหม่ (New Package for Newcomers) ว่าเริ่มมีการหารือในหลายเวที เนื่องจากมีความจำเป็นต้องปรับตัวและมองภาพรวมของการจัดการระบบข้าราชการบรรจุใหม่ทั้งหมด เพื่อปรับปรุงให้มีความเป็นธรรมให้ข้าราชการรุ่นใหม่สามารถอยู่ได้จริงในปัจจุบัน รวมถึงเพื่อดึงดูดและรักษาคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถ (Talents) เอาไว้ในระบบ
แพตริเซียกล่าวว่า สำหรับการรับข้าราชการเข้าใหม่ มีความเป็นไปได้สูงที่ระบบและข้อตกลงทุกอย่างอาจจะถูกเปลี่ยนใหม่ เช่นเดียวกับในอดีตที่รัฐบาลเคยเปลี่ยนรูปแบบมาใช้ระบบ กบข. มาแล้ว
‘รายได้รัฐบาลไทย’ โตไม่ทันรายจ่าย อีกสาเหตุสำคัญของปัญหาการคลัง
ตามข้อมูลจากกระทรวงการคลังพบว่า ผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลในปีงบประมาณ 2568 (ล่าสุด) อยู่ที่ 2,825,755 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 61,245 ล้านบาท (ต่ำกว่า 2.1%) จากการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจ และการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ ‘สัดส่วนรายได้ต่อ GDP’ ในปีงบประมาณ 2568 อยู่ที่ 14.96% ปรับตัวลดลงจากปีก่อน
ขณะที่สำนักงบประมาณของรัฐสภา (PBO) ได้ฉายภาพความเสี่ยงด้านการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลไทย ไว้ในรายงาน ‘วิเคราะห์ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570’ ไว้ ดังนี้
โครงสร้างการจัดเก็บรายได้ภาครัฐมีความเสี่ยงเชิงโครงสร้างจากการกระจุกตัวอยู่ใน 3 ภาษีหลักสูงถึง 62.14% ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (27.61%) ภาษีเงินได้นิติบุคคล (22.75%) และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (11.78%) ซึ่งมีความสัมพันธ์สอดคล้องกับ GDP (ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์สูงระหว่าง 0.97-0.99) โดยเมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว รายได้ของรัฐจะหดตัวอย่างรุนแรง
PBO ยังชี้ว่า ลักษณะการกระจุกตัวดังกล่าวก่อให้เกิดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่สำคัญ 2 ประการ ดังนี้
1) การกระจุกตัวของฐานรายได้ทำให้งบประมาณมีความเปราะบางต่อการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในระดับสูง เมื่อใดก็ตามที่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือเผชิญกับวิกฤตภายนอก ภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มมีแนวโน้มที่จะหดตัวพร้อมกัน เนื่องจากทั้งกำไรของภาคธุรกิจและการบริโภคภาคเอกชนได้รับผลกระทบในทิศทางเดียวกัน ภาวะดังกล่าวอาจส่งผลให้รายได้จัดเก็บจริงต่ำกว่าประมาณการอย่างมีนัยสำคัญ และส่งผลให้การขาดดุลงบประมาณสูงกว่าเป้าหมายที่แผนการคลังระยะปานกลางกำหนดไว้
2) ภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งเป็นแหล่งรายได้ขนาดใหญ่ที่สุดมีความอ่อนไหวต่อระดับการบริโภคของครัวเรือน ในสภาวะที่ค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น ทั้งจากราคาพลังงาน ราคาอาหาร หรือต้นทุนการขนส่ง ครัวเรือนมักปรับลดการใช้จ่ายในสินค้าที่ไม่จำเป็น ซึ่งจะส่งผลให้ฐานภาษีมูลค่าเพิ่มลดลงโดยตรง และเชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อประมาณการรายได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างรายได้การคลังอย่างเป็นระบบเพื่อยกระดับฐานะการเงินการคลังให้สามารถรองรับภาระรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการดำเนินโครงการเศรษฐกิจเชิงกระตุ้นและการขยายขอบเขตสวัสดิการสาธารณะ ซึ่งประกอบด้วยการขยายฐานภาษี การปิดช่องว่างในระบบภาษี การทบทวนการยกเว้นภาษี และการพัฒนาประสิทธิภาพการจัดเก็บ
เปิดปมหนี้สาธารณะไทยยัง ‘ซุกซ่อน’ ความเสี่ยงอยู่
แม้ปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยอยู่ในกรอบตามกฎหมายวินัยการเงินการคลัง กำหนดกรอบเพดานหนี้สาธารณะไว้ที่ไม่เกิน 70% ของ GDP โดยอยู่ที่ 66.87% ต่อ GDP ณ 30 มิถุนายน 2569 นอกจากนี้ ตามคำพูดของ ดร.เอกนิติ ยังยืนยันมาตลอดว่า จะรักษาวินัยการเงินการคลังไว้ โดยจะไม่ยอมให้ระดับหนี้สาธารณะของไทยเกินเพดานในระยะกลาง
อย่างไรก็ตาม งานศึกษา PBO ได้ประมาณการหนี้สาธารณะระยะ 5 ปี โดยใช้กรอบพลวัตหนี้สาธารณะของ IMF (Debt Dynamics Tool) พบว่าภายใต้ฉากทัศน์ฐาน (Baseline) สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP มีแนวโน้มทะลุเพดาน 70% ในปี 2571 ที่ระดับ 70.20% และแตะจุดสูงสุดที่ 70.37% ในปี 2572 ซึ่งสูงกว่าประมาณการของแผนการคลังระยะปานกลางฯ ที่ 69.78% และ 69.52% ตามลำดับ
โดยสาเหตุหลักมาจากการขาดดุลงบประมาณเบื้องต้น ประกอบกับภาระจากพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มสัดส่วนหนี้อีก 1.36% ต่อ GDP ในปี 2570
นอกจากนี้ หากคำนวณรวมภาระหนี้กึ่งการคลังตามมาตรา 28 เข้าไปด้วย พบว่า หนี้สาธารณะไทยได้เกินเพดาน 70% ตั้งแต่ปี 2569 (72.57%) และจะพุ่งแตะระดับสูงสุดถึง 76.73% ในปี 2572
นอกจากนี้ PBO ได้ทดสอบความอ่อนไหวต่อปัจจัยมหภาคทีละปัจจัย และการจำลองเชิงสถิติด้วย Monte Carlo Simulation โดยขนาดแรงกดดันอ้างอิงจากค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของตัวแปรมหภาคในอดีต พบว่า ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเป็นความเสี่ยงรุนแรงที่สุด โดยหากอัตราการเติบโต GDP ลดลง 2.63 จุดเปอร์เซนต์ (percentage point: pp.) จากกรณีฐาน สัดส่วนหนี้สาธารณะในปี 2573 จะสูงถึงร้อยละ 78.71 หรือสูงกว่ากรณีฐานถึง 8.69 pp.
เมื่อพิจารณาภาระชำระคืนต้นเงินกู้เพิ่มขึ้นเป็นระดับสูงสุดในช่วง 10 ปี มีรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 141,423.3 ล้านบาท คิดเป็น 3.7% ของวงเงินงบประมาณรวม สะท้อนถึงภาระหนี้เดิมที่เริ่มเบียดบังพื้นที่งบประมาณ และอาจลดความสามารถภาครัฐในการจัดสรรงบประมาณเพื่อภารกิจใหม่ หรือการลงทุนด้านอื่นๆ ที่จำเป็น
ตามข้อมูลรายงานความเสี่ยงทางการคลัง ประจำปีงบประมาณ 2568 ที่จัดทำโดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง พบว่า ในงบประมาณ 2568 สัดส่วนภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลต่อประมาณการรายได้ประจำปีงบประมาณที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องอยู่ที่ 10.24% สะท้อนถึงความสามารถในการจัดเก็บรายได้ที่ไม่สอดคล้องกับภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น (ความสามารถในการชำระหนี้ลดลง)
รายงานความเสี่ยงทางการคลังยังระบุว่า “แม้ว่าสภาพคล่องในการกู้ยืมเงินภายในประเทศที่ยังมีเสถียรภาพ แต่จากยอดหนี้คงค้างที่เพิ่มขึ้นในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปัจจัยลบเชิงโครงสร้างจากภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น อยู่ที่ประมาณ 1.5% ต่อ GDP เช่นกัน และทำให้ประเทศไทยไม่เหลือกันชน (Buffer) เชิงโครงสร้างที่เอื้อต่อการควบคุมระดับหนี้สาธารณะอีกต่อไป”
“ประเทศไทยอาจก้าวเข้าสู่จุดที่เริ่มสูญเสียความยั่งยืนด้านหนี้ได้ ดังนั้น นอกเหนือจากการดำเนินการปรับสมดุลทางการคลังให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัดแล้ว การเร่งรัดปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและระบบภาครัฐเพื่อให้เศรษฐกิจไทยในระยะปานกลางสามารถขยายตัวได้ใกล้เคียงศักยภาพ จึงเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญในการรักษาความยั่งยืนด้านหนี้ของประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” รายงานระบุ
เปิดห้อง กมธ. งบฯ ปี 70 ถ่ายทอดสดครั้งแรก
อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่เป็นพัฒนาใหม่ในปีนี้ คือการเปิดให้มีการถ่ายทอดสด (Live) ‘การประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายฯ 2570’ ให้ประชาชนทั่วไปได้รับฟังเป็นครั้งแรก ก็ยิ่งทำให้สาธารณชนมองเห็น ‘ความไม่มีประสิทธิภาพ’ ในการใช้เงินงบประมาณของภาครัฐ ที่มาจากภาษีของคนทั้งประเทศมากขึ้น
รวมถึงได้นำไปสู่การตีแผ่ความจริงและความน่ากังวลของงบประมาณรายจ่ายปี 2570 หลายประเด็น รวมไปถึงประเด็นเรื่อง ‘งบของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร’ ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้แสดงความเห็นในลักษณะของการ ‘ไม่รับรองงบการเงิน’ ซึ่งในทางมาตรฐานการบัญชีถือเป็นสถานการณ์ขั้นวิกฤตที่สะท้อนว่าผู้สอบบัญชีพบข้อจำกัดในการตรวจสอบอย่างกว้างขวางจนไม่สามารถยืนยันความถูกต้องของฐานะทางการเงินได้
โดยประเด็นดังกล่าวมาจากการอภิปรายของ เพียงพนอ บุญกล่ำ กรรมาธิการในสัดส่วนพรรคประชาชน ซึ่งได้หยิบยกรายงานผู้สอบบัญชีของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำหรับงบการเงินของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2568 ขึ้นมาพิจารณา
เพียงพนอระบุว่า สาเหตุหลักที่ทำให้ สตง. ปฏิเสธการรับรองงบการเงิน เกิดจากการพบรายการความผิดปกติที่มีมูลค่ารวมระดับแสนล้านบาทปรากฏอยู่ในหน้าแรกของรายงาน โดยประเด็นที่พบความบกพร่องของหลักฐานอย่างชัดเจนคือบัญชีลูกหนี้เกษตรกร ซึ่งระบุยอดรวมไว้ที่ 8,482 ล้านบาท
แต่เมื่อ สตง. เข้าทำการตรวจสอบ กลับพบว่ามีเอกสารหลักฐานที่สามารถยืนยันความมีอยู่จริงได้เพียงประมาณ 700 กว่าล้านบาทเท่านั้น ในขณะที่ยอดเงินอีกกว่า 7,000 ล้านบาท ไม่สามารถค้นหาเอกสารหลักฐานใดๆ มาประกอบได้
“งบที่ไม่สามารถเชื่อถือได้ เราจะตรวจสอบได้อย่างไร จะพูดได้อย่างไรว่านี่คือการทำงานที่โปร่งใส มีธรรมาภิบาล ถ้าเราเข้าใจความหมายของคำว่าธรรมาภิบาลจริง
“การที่มีงบหน้าตาแบบนี้ ไม่รู้ว่าใช้เงินอย่างไรไม่รู้ว่าลูกหนี้ มีจริงหรือไม่ นี่คือปัญหาใหญ่ และตัวเลขไม่ใช่น้อยๆ” เพียงพนอกล่าว
อีกประเด็นจากห้อง กมธ. งบฯ ปี 70 ที่ได้รับความสนใจคือ ‘คลาวด์กลางภาครัฐ’ ที่มีกรรมาธิการหลายคนให้ความสนใจกับงบที่เพิ่มขึ้นนี้ โดยพบว่างบก้อนใหญ่ทุ่มลงไปที่สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ซึ่งได้งบเพิ่มจากปีก่อนถึง 92% และในจำนวนนั้น เกินครึ่งใช้ไปกับการผลักดันโครงการระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) เกือบ 5 พันล้านบาท
โดยวทันยา บุนนาค กมธ. สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ห่วงเรื่องความซ้ำซ้อน แม้จะมีการจัดทำระบบคลาวด์กลางแบบรวมศูนย์ แต่ยังพบการจัดซื้อจัดจ้างคลาวด์แยกในหน่วยงานภายใต้กระทรวงเดียวกัน เช่น หน่วยงานความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) 86 ล้านบาท สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ 33 ล้านบาท และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) 10 ล้านบาท นอกจากนี้ รวมกระทรวงอื่นๆ มีถึง 26 กระทรวงที่จัดซื้อจัดจ้างชุดข้อมูล ด้วยงบประมาณรวม 7,680 ล้านบาท
ด้านวิสุทธิ์ ตันตินันท์ กมธ. สัดส่วนพรรคประชาชน มีความกังวลสอดคล้องกันต่อกรณีที่กระทรวง DE ของบประมาณคลาวด์กลางราว 5 พันล้านบาท แต่หน่วยงานอื่นก็มีการของบประมาณคลาวด์แยกไปอีกประมาณ 3 พันล้านบาท จึงสอบถามถึงสัดส่วนการใช้งานจริง เพราะยังมีหลายหน่วยงานสะท้อนว่า ระบบคลาวด์กลางเต็มและไม่สามารถจองพื้นที่ใช้งานได้
ขณะที่ เพียงพนอ บุญกล่ำ กมธ. สัดส่วนพรรคประชาชน ได้สอบถามความหมายของระบบคลาวด์กลางว่าแตกต่างจากคลาวด์ในรายงานประจำปีของ NT อย่างไร มีความทับซ้อนกันในเชิงงบประมาณและวัตถุประสงค์หรือไม่ และหากกระทรวงอื่นๆ เริ่มดำเนินการระบบคลาวด์ของตนเองไปแล้ว จะสามารถนำมารวมเป็นคลาวด์กลางได้อย่างไร
ท่ามกลางกระแสความกังวลว่า อาจไม่มีการเปิดให้ถ่ายทอดสดในห้องคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายฯ แล้ว
เพียงพนอ บุญกล่ำ กล่าวกับ THE STANDARD ว่าสนับสนุนให้มีการถ่ายทอดสดในห้องอนุกรรมาธิการฯ ด้วย อย่างไรก็ตาม อย่างน้อย การถ่ายทอดสดในห้อง กมธ. ก็ควรมีต่อไป เนื่องจากพัฒนาการนี้ทำให้ผู้มีส่วนร่วมทุกคนเตรียมตัวอย่างดีขึ้น ตัวอย่างเช่น คนถามก็ต้องถามมีเหตุมีผล คนตอบก็ต้องเตรียมข้อมูลมากขึ้น และเป็นแบบอย่างที่ดีของหลักการภาครัฐระบบเปิด (Open Government) ที่ช่วยทำให้ประชาชนผู้เสียภาษีรู้ว่า ภาษีของตนจะถูกใช้อย่างไร
สอดคล้องกับแพตตริเซีย มงคลวนิช ที่สนับสนุนแนวคิด Open Government เนื่องจากมองว่า เป็นสิ่งจำเป็นที่ภาครัฐต้องมีและต้องปรับตัว เนื่องจากปัจจุบันภาคประชาชนและประชาสังคมให้ความสนใจและเรียกร้องข้อมูลเพื่อนำไปใช้ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐมากขึ้น

