NEWSLETTER 27 กันยายน – 3 ตุลาคม 2569
สวัสดีผู้ติดตาม THE STANDARD ทุกท่าน
เศรษฐกิจไทยปี 2569 อาจโต 1.9%, 2.0% หรือ 2.5% ขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังอ่านประมาณการของสำนักไหน
IMF ประเมินไว้ที่ 1.9% ADB อยู่ที่ 2.0% ขณะที่ KKP Research มองบวกกว่าที่ 2.5% และเมื่อมองไปถึงปี 2570 ความแตกต่างยิ่งชัดขึ้น – ADB คาด 1.9%, IMF 2.2% ขณะที่ KKP มองถึง 2.7%
แต่ประเด็นสำคัญอาจไม่ใช่ว่าใครทายตัวเลขได้แม่นที่สุด
Key Point
ความแตกต่างของประมาณการกำลังสะท้อนคำถามที่ใหญ่กว่า: เศรษฐกิจไทยกำลังสร้างเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ได้จริง หรือเพียงได้รับแรงส่งชั่วคราวจากวัฏจักรเทคโนโลยีและเศรษฐกิจโลก
จุดร่วม: เทคโนโลยีกำลังเป็นแรงส่งใหม่
สิ่งที่หลายสำนักเห็นตรงกันคือ การส่งออกสินค้าเทคโนโลยี การลงทุนภาคเอกชน และวัฏจักรการลงทุน AI ของโลกกำลังช่วยพยุงเศรษฐกิจไทย
IMF ระบุว่าไทยอยู่ในกลุ่มประเทศผู้ส่งออกสุทธิฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI รายสำคัญ ขณะที่ ADB และ KKP ต่างมองเห็นแรงส่งจากอิเล็กทรอนิกส์ Data Storage และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
ถือเป็นสัญญาณบวก เพราะเศรษฐกิจไทยกำลังมีเครื่องยนต์ใหม่เข้ามาเสริมการท่องเที่ยว การผลิต และการส่งออกแบบเดิม
แต่จุดที่แต่ละสำนักมองต่างกันคือ เครื่องยนต์ใหม่นี้จะไปได้ไกลและนานเพียงใด
ADB ระมัดระวังกว่า โดยมองว่าวัฏจักรสินค้าเทคโนโลยีอาจเริ่มกลับสู่ภาวะปกติในปีหน้า ขณะที่ไทยยังเผชิญความเสี่ยงจากมาตรการทางการค้า ภูมิรัฐศาสตร์ หนี้ครัวเรือน และข้อจำกัดทางการคลัง
KKP กลับมองว่าแรงลงทุนจาก AI การส่งออก และการลงทุนภาคเอกชนยังมีโอกาสต่อเนื่องไปถึงปีหน้า จึงให้ตัวเลขปี 2570 สูงกว่ามาก
ช่องว่างระหว่าง 1.9% กับ 2.7% จึงไม่ได้บอกเพียงความเห็นต่างเรื่องเศรษฐกิจปีหน้า แต่สะท้อนความไม่แน่นอนว่า ไทยจะสามารถเปลี่ยนแรงส่งจากภายนอกให้กลายเป็นความสามารถในการเติบโตของตัวเองได้มากเพียงใด
จาก GDP สู่คำถามเรื่อง Value Added
นี่คือจุดที่ต้องมองลึกกว่าตัวเลขการส่งออกหรือยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน
ถ้าเครื่องจักร เทคโนโลยี วัตถุดิบ และเจ้าของทุนส่วนสำคัญยังมาจากต่างประเทศ ขณะที่บริษัทและแรงงานไทยเข้าไปอยู่เพียงบางส่วนของห่วงโซ่ มูลค่าเพิ่มที่เหลือในประเทศไทยอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกับตัวเลขการลงทุน
ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยยังมีลักษณะ K-Shaped มากขึ้น ธุรกิจที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีและตลาดโลกเติบโตได้เร็ว ขณะที่ SMEs อุตสาหกรรมดั้งเดิม และครัวเรือนจำนวนมากยังเผชิญกำลังซื้ออ่อนแอ ต้นทุนสูง และข้อจำกัดด้านสินเชื่อ
ดังนั้นโจทย์จึงไม่ใช่เพียง ทำอย่างไรให้ GDP กลับไปโตเกิน 3% แต่คือ การเติบโตนั้นสร้างผลิตภาพ ทักษะ บริษัทไทย และรายได้ที่สูงขึ้นตามไปด้วยหรือไม่
Reinvent Thailand: พยายามเปลี่ยนจาก ‘แรงส่ง’ เป็น ‘ศักยภาพ’
แนวคิด Reinvent Thailand ที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. กำลังผลักดันร่วมกับภาครัฐ จึงเข้ามาอยู่ตรงกลางของคำถามนี้พอดี
กรอบล่าสุดตั้งเป้าใช้ Investment-led Growth ยกระดับเศรษฐกิจให้เติบโตไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี เพิ่มสัดส่วนการลงทุนขึ้นเป็นอย่างน้อย 30% ของ GDP และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของไทยสู่ 20 อันดับแรกของโลก
แทนที่จะกระจายทรัพยากรไปทุกอุตสาหกรรม Reinvent Thailand เลือก 7 กลุ่มที่ไทยมีฐานเดิมและยังมีโอกาสเพิ่มมูลค่า ได้แก่ เกษตรและอาหาร ยานยนต์ การค้า อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและบริการดิจิทัล การแพทย์และเวลเนส การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยมีโครงสร้างพื้นฐาน ดิจิทัลและ AI พลังงาน และระบบการเงินเป็นระบบสนับสนุน
แนวคิดนี้มีเหตุผลในเชิงเศรษฐศาสตร์ เพราะข้อจำกัดสำคัญของไทยไม่ใช่เพียงการขาดอุตสาหกรรมใหม่ แต่คือ การลงทุนและผลิตภาพที่โตช้า รวมถึงการเชื่อมโยงที่ยังไม่เพียงพอระหว่างบริษัทขนาดใหญ่ SMEs แรงงาน และเศรษฐกิจท้องถิ่น ธปท. เองชี้ว่าการลงทุนภาคเอกชนของไทยเติบโตเฉลี่ยลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับอดีต ขณะที่ปัญหาทักษะ ผลิตภาพ หนี้ครัวเรือน และประสิทธิภาพภาครัฐยังเป็นข้อจำกัดสำคัญ
แต่เป้าหมาย 3% หรือสัดส่วนการลงทุน 30% จะมีความหมายก็ต่อเมื่อเปลี่ยนจากเป้าหมายบนกระดาษไปสู่การปฏิรูปที่วัดผลได้
คำถามจึงไม่ใช่เพียง ลงทุนเท่าไร แต่ต้องถามต่อว่า ลงทุนในอะไร ใครได้รับประโยชน์ และสิ่งที่ลงทุนวันนี้เพิ่มความสามารถของประเทศไทยในอีกสิบปีหรือไม่
โอกาสของไทยอยู่ตรงไหน
มีอย่างน้อย 3 พื้นที่ที่ต้องจับตา
- เพิ่ม Value Added ในประเทศ ให้บริษัทไทยเข้าไปอยู่ใน Supply Chain ใหม่มากกว่าการเป็นฐานประกอบ ตั้งแต่ Advanced Electronics อาหารมูลค่าสูง Health & Wellness ไปจนถึง Digital Services
- เชื่อมการลงทุนใหม่เข้ากับ SMEs และแรงงานไทย เพราะหาก Growth Story ใหม่เกิดขึ้นเพียงในบริษัทต่างชาติหรือบริษัทขนาดใหญ่ ช่องว่างของเศรษฐกิจแบบ K-Shaped จะยิ่งกว้างขึ้น
- กระจายโอกาสออกจากกรุงเทพฯ ผ่านเมืองรองและ Regional Economic Clusters เพื่อให้การลงทุนใหม่สร้างฐานเศรษฐกิจหลายศูนย์ ไม่กระจุกอยู่ในพื้นที่เดิม
นี่คือความแตกต่างระหว่างการ ดึง Investment เข้าประเทศ กับ การสร้าง Capability ให้ประเทศ
IMF-World Bank 2026: โอกาสที่จะพูดเรื่อง Growth Model ของไทย
จังหวะนี้มีความหมายมากขึ้น เพราะวันที่ 12–18 ตุลาคม กรุงเทพฯ จะเป็นเจ้าภาพ IMF-World Bank Annual Meetings อีกครั้ง หลังจากครั้งล่าสุดเมื่อปี 1991
ประเด็นที่โลกกำลังถกเถียง – AI และ Productivity, Trade Fragmentation, Fiscal Space, Climate Finance, งานและทักษะในอนาคต – ล้วนเป็นคำถามที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่เช่นกัน
กกร. วาง Reinvent Thailand ให้เชื่อมต่อกับการประชุมครั้งนี้ โดยมองว่าเป็นโอกาสนำเสนอทิศทางการปฏิรูปและศักยภาพการลงทุนของไทยต่อผู้กำหนดนโยบายและนักลงทุนจากทั่วโลก
แต่โอกาสที่ใหญ่กว่าการประชาสัมพันธ์ประเทศ คือการใช้ช่วงเวลานี้ทดสอบว่า Growth Model ใหม่ของไทยมีความน่าเชื่อถือเพียงใด
เพราะท้ายที่สุดความแตกต่างระหว่าง GDP 1.9%, 2.0% หรือ 2.7% อาจสำคัญน้อยกว่าสิ่งที่จะเหลืออยู่หลังวัฏจักร AI และการลงทุนรอบนี้ผ่านไป
ประเทศไทยจะเหลือคนที่มีทักษะสูงขึ้น บริษัทไทยที่แข็งแรงขึ้น เทคโนโลยีที่ดีขึ้น เมืองที่มีโอกาสมากขึ้น และผลิตภาพที่สูงขึ้นหรือไม่
โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่เพียงทำให้เศรษฐกิจโตเร็วขึ้นในปีหน้า แต่คือเปลี่ยนแรงส่งของวันนี้ ให้กลายเป็นความสามารถในการเติบโตของประเทศในอีกสิบปีข้างหน้า
กองบรรณาธิการ THE STANDARD
Editor’s Pick
| เปิดสูตร ‘Reinvent Thailand’ เอกนิติ ดันลงทุน 30% ปั้น 7 อุตฯใหม่ ปูทางไทยสู่ประเทศรายได้สูงใน 12 ปี 21 ก.ย. 2569 | 19:37 |
| ธนาคารโลกแนะไทยใช้ ‘ระบบเมืองหลายศูนย์’ เพื่อก้าวสู่ประเทศรายได้สูง 22 ก.ย. 2569 | 18:18 |
| ADB หั่นประมาณการ GDP ไทยปี 2570 เหลือ 1.9% เตือนอานิสงส์ ‘วัฏจักรเทคโนโลยี’ อาจแผ่วในปีหน้า 23 ก.ย. 2569 | 18:45 |
| เมื่อการฟื้นตัวไม่ทั่วถึง เจาะสถานการณ์ธุรกิจ SME ไทยที่ยังเปราะบางท่ามกลางเศรษฐกิจ K-Shaped 24 ก.ย. 2569 | 15:03 |
| นายกฯ อนุทิน จับมือ FETCO-ตลท. เดินสายโรดโชว์ โตเกียว-นิวยอร์ก-ลอนดอน ดึงเม็ดเงินลงทุนทั่วโลก พร้อมเปิดสถิติหุ้นไทย พุ่ง 30% ฟันด์โฟลว์ไหลเข้าสุทธิแห่งเดียวในเอเชีย 22 ก.ย. 2569 | 10:27 |