- สัปดาห์ที่ผ่านมา โลกเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์! เพราะน้ำหนักของการเจรจา (De-escalation) เริ่มมีมากกว่าการขยายวงสงคราม แม้อิหร่านจะยังคงสงวนท่าทีต่อข้อเสนอ 15 ประเด็นของสหรัฐฯ แต่การส่ง ‘ทีมเจรจาระดับเฮฟวี่เวท’ จากทำเนียบขาวสะท้อนชัดว่ารอบนี้สหรัฐฯ เอาจริงกับการดับไฟสงครามเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก
- บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มองว่า สหรัฐฯ เปลี่ยนเกมไม่บีบอิหร่านจนจนมุม แต่เน้นคุมเข้มนิวเคลียร์และเปิดเส้นทางฮอร์มุซ โดยยอมให้รัฐบาลเดิมดำรงอยู่ได้ ซึ่งช่วยลด ‘ต้นทุนทางการเมือง’ ของอิหร่านในการยอมรับข้อตกลง
- สัญญาณ Stagflation เริ่มชัด เพราะแม้การเจรจาจะมีโมเมนตัมดี แต่ดัชนี PMI เดือน มี.ค. ทั่วโลกเริ่มชะลอตัวลงสวนทางกับดัชนีราคาที่พุ่งขึ้น เป็นสัญญาณอันตรายว่าโลกกำลังเผชิญภาวะ ‘เศรษฐกิจฝืดเคืองแต่ของแพง’ ซึ่งอาจบีบให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องเปลี่ยนทิศทางนโยบายการเงินกะทันหัน
- แม้คู่หลักจะเริ่มคุยกัน แต่ความไม่แน่นอนจากกลุ่ม GCC และอิสราเอลยังเป็น ‘ตัวแปรสอดแทรก’ ที่พร้อมป่วนโต๊ะเจรจาได้เสมอ ทำให้ความเสี่ยงในภาพรวมยังไม่หมดไปเสียทีเดียว
- เดิมพันครั้งนี้สูงมากสำหรับตลาดหุ้นไทย หากสันติภาพเกิดขึ้นถาวร SET Index มีลุ้นรีบาวด์แรงจากการฟื้นตัวของกำไร บจ. ที่เคยถูกกดดันจากวิกฤตพลังงาน แต่ในระหว่างที่ผลเจรจายังไม่นิ่ง
สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นโลกโดยรวมยังคงปรับลดลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 4 ท่ามกลางสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังไร้ข้อสรุปที่ชัดเจน แม้ความตึงเครียดจะผ่อนคลายลงบ้างหลังจาก ปธน. ทรัมป์ ประกาศเลื่อนเส้นตายการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของอิหร่านออกไปจนถึงวันที่ 6 เม.ย. เพื่อเปิดทางให้กับการเจรจาสันติภาพ 15 ข้อ ซึ่งรวมถึงการยกเลิกผลิตนิวเคลียร์ จำกัดขีปนาวุธ และเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่อิหร่านยังคงปฏิเสธข้อเสนอโดยระบุว่าเป็นเงื่อนไขที่สุดโต่ง
ส่งผลให้ตลาดเริ่มกังวลต่อการเตรียมกำลังทหารของสหรัฐฯ และการยกระดับปฏิบัติการทางทหารในระยะถัดไป ทำให้กลุ่มพลังงานยังปรับขึ้นต่อจากกังวลความไม่แน่นอนของอุปทาน
ส่วนกลุ่ม Defensive (สาธารณูปโภค การแพทย์ สินค้าจำเป็น) ปรับขึ้นหลังนักลงทุนปรับพอร์ตเข้าสู่โหมดตั้งรับจากความผันผวนของสงคราม ขณะที่กลุ่มเทคโนโลยีปรับลง กดดันจากพัฒนาการของ Google AI ที่มีวิธีที่ทำให้การประมวลผลใช้หน่วยความจำลดลง ซึ่งอาจกระทบอุปสงค์ฮาร์ดแวร์ในระยะสั้น
ด้านตลาด EM ปรับขึ้น 2% WoW สวนทางตลาดโลก โดยตั้งแต่กลางสัปดาห์ตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นในทิศทางเดียวกับภูมิภาค เนื่องจากมีแรงซื้อคืนจากความคาดหวังเชิงบวกต่อการเจรจาระหว่างสหรัฐและอิหร่าน แม้จะมีปัจจัยลบในประเทศจาก กบน. มีมติปรับขึ้นราคาน้ำมันขายปลีกทุกชนิด 6 บาท/ลิตร ซึ่งจะกดดันต้นทุนการผลิตและกำลังซื้อในระยะยาว
ด้านราคาน้ำมันโลกย่อตัวเล็กน้อย 0.8% WoW แต่ยังทรงตัวในระดับสูง เพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะ stagflation และราคาทองคำลดลง 5.8% WoW จากแรงกดดันเงินเฟ้อสูง อาจทำให้เฟดคงดอกเบี้ยสูงนานขึ้นและลดโอกาสปรับลดดอกเบี้ยลงในปีนี้
น้ำหนักของการเจรจาเริ่มมีมากกว่าการขยายวงสงคราม
บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ประเมินว่า โมเมนตัมของ de-escalation เริ่มมีน้ำหนักมากกว่า escalation ในระยะสั้น จาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่
- ระดับของทีมเจรจาที่ประกอบด้วยทั้ง JD Vance รองประธานาธิบดี และ Marco Rubio รัฐมนตรีต่างประเทศ และบุคคลใกล้ชิดระดับสูงสะท้อนว่า White House ให้น้ำหนักกับ diplomatic resolution อย่างจริงจัง
- credibility ของตัวกลางอย่างปากีสถาน
- โครงสร้างข้อเสนอที่ไม่บีบให้อิหร่านต้องยอมแพ้โดยสมบูรณ์ โดยสาระสำคัญของข้อเสนอ 15 ประเด็น บ่งชี้ว่า สหรัฐฯ กำลังเลือกแนวทาง ‘regime constraint’ แทน ‘regime change’ โดยเน้นการยุติโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธ การเปิดเสรีเส้นทางเดินเรือผ่าน Hormuz และการจัดระเบียบอำนาจใหม่ในลักษณะที่ยังเปิดทางให้รัฐบาลอิหร่านดำรงอยู่ได้ ซึ่งลด political cost ของการยอมรับข้อตกลง
อย่างไรก็ตาม อิหร่านยังคงปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว โดยระบุว่าแผนนี้ ‘สุดโต่งและไม่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง’ ทำให้ INVX มองว่าความเสี่ยงยังไม่หมดไป อีกทั้งความไม่แน่นอนจากฝั่ง GCC หรืออิสราเอลยังเป็นตัวแปรที่อาจ disrupt กระบวนการเจรจาได้
ขณะที่เศรษฐกิจโลกกำลังได้รับผลกระทบ สะท้อนจาก S&P Global PMI เดือน มี.ค. ที่ชะลอตัวลงพร้อมกับการเพิ่มขึ้นของดัชนีย่อยราคา (Prices) จากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลางเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะ stagflation และมีโอกาสทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องเปลี่ยนทิศทางการดำเนินนโยบายการเงิน
กลยุทธ์การลงทุนตลาดหุ้นไทย
นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ (มองบวกต่อการเจรจา): ให้ปรับพอร์ตตามกรอบเวลาและความผันผวน ดังนี้
- ระยะสั้น (1-4 สัปดาห์): เน้น Buy on Weakness หุ้นได้ประโยชน์จากน้ำมันปรับฐานและ Supply Chain ฟื้น อาทิ สายการบิน (AAV THAI) โรงไฟฟ้า SPP (GPSC BGRIM) ท่องเที่ยว (CENTEL ERW MINT) รพ. ระดับบน (BH BDMS) ยานยนต์ (AH SAT) รวมหุ้นเป้าหมาย Short Covering (LH WHA BTS AOT CPF AWC HMPRO OR)
- ระยะกลาง (3-6 เดือน): สะสมหุ้น Defensive ที่มี High Pricing Power รับมือเงินเฟ้อ (ADVANC TRUE BDMS BH CHG BCH CPALL CPAXT BJC CPN)
- ระยะยาว (6-12 เดือน+): ลงทุนกลุ่มพลังงานสะอาดและนิคมฯ ตามเทรนด์ลดการพึ่งพาฟอสซิล (GULF GPSC BGRIM GUNKUL WHA AMATA)
นักลงทุนที่รับความเสี่ยงต่ำ (กังวลการเจรจาล้มเหลว): เน้นถือเงินสด/ตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อลดผลกระทบ Bond Yield พุ่งและรอจังหวะซื้อเมื่อสถานการณ์ชัดเจน รวมทั้งทำ Strategic Hedging ด้วยหุ้นน้ำมัน (PTTEP PTTGC) และหุ้น High Dividend (Yield > 5%) ก่อนขึ้น XD เม.ย.-พ.ค. นี้ (KTB KTC KBANK KKP TISCO BAM AP TLI)
“ช่วงสั้นมอง SET มีโอกาสผันผวนตามผลการเจรจาในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ โดยหากได้ข้อตกลงสันติภาพที่ถาวรคาด SET มีโอกาสปรับขึ้นไปทดสอบที่ 1,500-1,530 จุด ซึ่งเป็นระดับที่สะท้อนการกลับมาของความเชื่อมั่นลงทุนและการฟื้นตัวของกำไร บจ. ที่เคยถูกกดดันจากวิกฤติพลังงานก่อนหน้านี้ แต่หากการเจรจาล้มเหลวหรือเกิดการเผชิญหน้าทางทหารคาด SET มีโอกาสเผชิญแรงขายลดความเสี่ยง ลงไปทดสอบจุดต่ำสุดเดิมหรือต่ำกว่าที่ 1,320-1,350 จุด ด้วยความผันผวนระหว่างทางที่ยังมีอยู่ กลยุทธ์ลงทุนจึงเน้นความไวและการปรับพอร์ตตามสถานการณ์ โดยแบ่งตามระดับความเสี่ยงของนักลงทุน” บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุไว้ในส่วนหนึ่งของบทวิเคราะห์
ปัจจัยต้องติดตามสัปดาห์นี้
- สถานการณ์ในตะวันออกกลางหลังกำลังเข้าสู่สัปดาห์ที่ 5 โดยจับตาผลการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน หลัง ปธน. ทรัมป์เลื่อนการโจมตีถึง 6 เม.ย.การจัดตั้ง ครม. และนโยบายที่จะแถลงต่อรัฐสภา และการ พ.ร.ก. เงินกู้เพื่อต่ออายุมาตรการควบคุมราคาน้ำมัน
- ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ PMI ภาคผลิตและบริการ ยอดค้าปลีก และ Nonfarm Payrolls ของสหรัฐฯ , รายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินไทย ก.พ.
หุ้นเด่นประจำสัปดาห์: TRUE - กำไรแกร่ง ทนทานต่อความเสี่ยง
แนะนำ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น หรือ TRUE เนื่องจากเหตุผลหลัก ดังนี้
- เป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่ที่สุดในแง่ของจำนวนผู้ใช้บริการและรายได้ของประเทศไทย โดยมีผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 50 ล้านราย และรายได้จากบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1.32 แสนลบ. (อ้างอิงกับข้อมูลปี 2025)
- โมเมนตัมกำไรยังแข็งแกร่ง โดย 1Q26 คาดกำไรปกติจะยังเติบโตทั้ง YoY และ QoQ แรงหนุนหลักจากการรับรู้ประโยชน์เต็มปีของต้นทุนคลื่นความถี่ที่ลดลง ค่าใช้จ่าย SG&A ที่ลดลง และการฟื้นตัวของธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ ส่วนทั้งปี 2026 คาดมีกำไรปกติอยู่ที่ราว 2.35 หมื่นลบ. เติบโต 22%YoY
- เป็นหุ้น Defensive และได้รับผลกระทบโดยตรงจำกัดจากวิกฤติในตะวันออกกลาง เนื่องจากต้นทุนการดำเนินงานไม่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับราคาน้ำมัน อีกทั้งมอง TRUE น่าสนใจกว่า ADVANC เพราะกำไรมีแนวโน้มเติบโตเด่นกว่า
- เราประเมินราคาเป้าหมายที่หุ้นละ 16 บาท อิงวิธี DCF (WACC 8.5% และอัตราเติบโตระยะยาว 1.5%) และมีเงินปันผลจ่ายที่เหลือจากกำไรปี 2025 อีกหุ้นละ 0.12 บาท (XD 8 พ.ค.) คิดเป็น Div. Yield ราว 0.9%
ธีมการลงทุนตลาดหุ้นโลก
งบ 4Q25 ของหุ้นจีนออกมาทิศทางค่อนข้างผสม โดยรายได้ยังเติบโตดี แต่ Margin Pressure จากการแข่งขัน นอกจากนี้แนวโน้มภาพรวมเห็นภาพเดียวกัน คือ การเร่งลงทุนใน AI และ Supply Chain เพื่อเสริมการแข่งขัน และเร่งการเติบโตในระยะยาว แต่ระยะสั้นมองกดดันทิศทางการทำกำไร ขณะที่เรามองบวกต่อ Tencent Alibaba Kuaishou ที่มีทิศทาง AI Monetization จาก Ecosystem ที่ดีสุด
- Xiaomi เผยงบใกล้คาด แม้ธุรกิจ EV โตแรง แต่ไม่สามารถชดเชยในส่วนกำไรที่หดตัว -24% ผลกระทบจากต้นทุน memory และ smartphone ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ระยะกลาง เราเชื่อว่ายังมี upside จาก EV scale และ AI ecosystem หาก monetize ได้
- Kuaishou เผยงบดีกว่าคาด โดยรายได้โตแกร่ง +12% และ กำไรดีกว่าคาด +16% หนุนจากธุรกิจโฆษณาและเริ่ม monetize AI ได้ แต่ margin ถูกกดดันจากต้นทุน AI ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ระยะสั้นกำไรโตจำกัด แต่ระยะกลาง เรายังมองบวกจากการ scale-up ของ Kling AI และโอกาส operating leverage
- PDD เผยรายได้โตตามคาด +12% แต่กำไร -11% ต่ำกว่าคาด เนื่องจากอยู่ในช่วงลงทุนเพื่อขยาย Temu ในต่างประเทศและยกระดับ Supply Chain แม้จะกดดันการทำกำไรระยะสั้น แต่ระยะยาวมองเป็นบวกจากการเติบโตของ Temu และการสร้าง moat
- Meituan เผยรายได้โตเล็กน้อย +4.1% แต่ พลิกเป็นขาดทุนต่ำกว่าคาด ผลจากสงครามราคาในธุรกิจ Food Delivery และค่าใช้จ่ายการตลาดที่พุ่งสูง +83% อย่างไรก็ดี เราคาดว่าสถานการณ์จะเริ่มดีขึ้นใน 1Q26 หลังภาครัฐเข้ามาควบคุมการแข่งด้านราคา
ภาพรวมหุ้นเทคฯใหญ่จีน เรามองบวกต่อ Tencent Alibaba Kuaishou ที่มีทิศทาง AI Montization จาก Ecosystem ที่ดีสุด
- ด้านกลุ่ม Physical AI เผยงบในทิศทางเติบโตดี โดย 1) Pony AI ทำกำไรครั้งแรก และแม้รายได้รวมจะลดลงแต่ดีกว่าที่ตลาดคาด โดยมีแรงหนุนจากการเปลี่ยนจากช่วงทดลองเข้าสู่ช่วงขยายตัวเชิงพาณิชย์ทั่วโลกผ่านแพลตฟอร์ม Uber 2) Horizon Robotics เผยรายได้โต +58% หนุนจากการติดตั้งระบบช่วยขับในรถยนต์จีน แต่ยังคงขาดทุนหนักจากการเพิ่มงบเพื่อพัฒนาชิปรุ่นใหม่ ด้วยภาพนี้ทำให้มองบวกต่อภาพระยะกลาง-ยาว แต่ระยะสั้นมองความผันผวนของกำไรยังสูง เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนเพิ่ม
มุมมองการลงทุนต่อสินทรัพย์ต่างๆ โดย SCB CIO
เงินสด / สภาพคล่อง
ได้แรงหนุนจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยกระดับขึ้น ทำให้เกิดความกังวลอุปทานน้ำมันที่อาจชะงักงัน และเพิ่มความเสี่ยงภาวะ Stagflation ปัจจัยข้างต้นกดดันให้ตลาดการเงินโลกอยู่ในภาวะ Risk-off หรือเฝ้าระวังสถานการณ์ โดยล่าสุด เพนตากอนกำลังพิจารณาส่งทหารภาคพื้นดินเพิ่มเติมสูงสุด 10,000 นายไปยังตะวันออกกลาง
ตราสารหนี้ / เงินฝากระยะยาว
UST Yield และ TH Bond Yield มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นระยะสั้น จากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่มาจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ทำให้เราคาดว่าธนาคารกลางจะชะลอการลดดอกเบี้ยในปีนี้ ทั้งนี้ เรามอง กนง.จะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในปีนี้ และยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ย จากเงินเฟ้อไม่ได้เพิ่มขึ้นถาวร ทั้งนี้ แนะนำพันธบัตรระยะสั้น-กลาง เพื่อลดความเสี่ยงด้าน Duration
U.S. Treasury & IG
แนะนำ UST และหุ้นกู้ US IG ตัวสั้น แม้ตลาดกังวลว่าราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อาจหนุนเงินเฟ้อ และทำให้ Fed คงดอกเบี้ยในระดับสูงนานขึ้น แต่เรายังมองเห็นโอกาสที่ Fed อาจจะลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในช่วงปลายปีนี้ ในขณะที่ ควรหลีกเลี่ยงตราสารหนี้ตัวยาว จากความกังวลหนี้ภาครัฐที่สูง
High Yield Bond
ความเสี่ยงที่ HY credit spread จะกว้างขึ้นยังมีอยู่ จากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นตามความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ และกระทบกำลังซื้อผู้บริโภค ขณะที่ เราคาดความแตกต่างของผลตอบแทนระหว่างผู้ออกตราสาร HY ที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง และผู้ที่มีฐานะการเงินอ่อนแอ จะเพิ่มขึ้น
สินทรัพย์ผสมกึ่งหนี้กึ่งทุนและ REITs
กองทุนสินทรัพย์ผสม ช่วยกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตลงทุน โดยลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท ลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดและสถานการณ์ภายนอก อีกทั้ง บริหารจัดการโดยผู้เชี่ยวชาญที่สามารถปรับสัดส่วนการลงทุนได้อย่างยืดหยุ่นตามภาวะเศรษฐกิจและความเสี่ยง
Asia REITs
REITs ในเอเชีย ได้รับแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่เพิ่มสูงขึ้น ตามความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อ ทำให้ Yield Spread แคบลง แต่เรายังมีมุมมองบวกต่อ Singapore REITs และ TH REITs ที่มีอัตราการจ่ายปันผลที่สูง ช่วยจำกัดการลดลงของราคาตลาด อย่างไรก็ดี แนะนำติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ก่อนทยอยเข้าลงทุน
Global Infrastructure
การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เป็นอุปสงค์เชิงโครงสร้างระยะยาว จาก Mega Trend ที่สำคัญ เช่น AI และการแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้น นำไปสู่การเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานทางเลือกและระบบสายส่งไฟฟ้า (Grid) รวมถึง Valuation ยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ ทั้งนี้ แนะนำติดตามสถานการณ์ ก่อนทยอยเข้าลงทุน
Private Asset *สำหรับนักลงทุน Ultra High Net Worth เท่านั้น
Private Credit ได้รับแรงกดดันจากความกังวลด้านสภาพคล่อง และคุณภาพสินเชื่อซึ่งแตกต่างกันสูงขึ้น ทำให้ต้องคัดเลือกอย่างระมัดระวัง จากการจำกัดเพดานในการไถ่ถอนเงินทุน และความเสี่ยงผิดชำระหนี้ที่ส่งสัญญาณเพิ่มขึ้น / Private Equity ได้แรงหนุนจากปริมาณ IPO และ M&A ที่เพิ่มขึ้น แนะนำติดตามสถานการณ์ ก่อนทยอยเข้าลงทุน
หุ้นประเทศพัฒนาแล้ว
หุ้นสหรัฐฯ ยังได้อานิสงส์หลักจากความเป็นผู้นำในธีม AI / หุ้นยุโรปได้แรงหนุนจากแนวนโยบายการคลังสำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและงบกลาโหม / หุ้นญี่ปุ่นได้แรงหนุนจากการปฏิรูปบรรษัทภิบาล และการอ่อนค่าของเงินเยน แม้ว่าอาจจะมีผลกระทบจากสงครามอิหร่าน แนะนำติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ก่อนทยอยเข้าลงทุน
หุ้นสหรัฐฯ
ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ มีแนวโน้มเผชิญความผันผวนในระยะสั้น จากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยกระดับขึ้น ซึ่งเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อและลดความหวังต่อการลดดอกเบี้ยของ Fed อย่างไรก็ดี ปัจจัยพื้นฐานในระยะกลางถึงยาวยังดี จากการผ่อนคลายกฎระเบียบภาคธนาคาร และความเป็นผู้นำด้าน AI ที่ยังหนุนการเติบโตของ EPS
หุ้นยุโรป
ดัชนีหุ้นยุโรปได้รับแรงกดดันจาก คาดการณ์โอกาสที่ ECB จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือน เม.ย.นี้ เพิ่มขึ้น ตามความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ทั้งนี้ ตลาดหุ้นมีโอกาสฟื้นตัวในระยะยาว หากสงครามคลี่คลาย และได้แรงหนุนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและกลาโหม ทำให้ EPS มีโอกาสฟื้นตัวได้ในช่วง 2H2026 แนะนำติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
หุ้นญี่ปุ่น
ดัชนีหุ้นญี่ปุ่น เผชิญความผันผวนในระยะสั้น จากการพึ่งพานำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางค่อนข้างสูง สร้างแรงกดดันเงินเฟ้อและต้นทุนการผลิต แต่แนวโน้มระยะยาวยังคงได้แรงหนุนจาก 1) เสถียรภาพรัฐบาลที่สูงขึ้นและมาตรการกระตุ้นการคลัง และ 2) การปฏิรูปธรรมาภิบาลหนุน ROE และยกระดับ P/BV ผ่านการซื้อหุ้นคืนและจ่ายปันผล
หุ้นประเทศตลาดเกิดใหม่
ตลาดหุ้น EM เอเชีย ถูกกดดันจากการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานอยู่ในระดับสูง กดดันทำให้เงินทุนไหลออก ส่งผลให้ค่าเงินยังมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อเนื่องระยะสั้น อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้น EM เอเชียระยะยาว ยังมีแรงหนุนจากการเป็นห่วงโซ่อุปทานด้าน AI เช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ ทั้งนี้ แนะนำติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ก่อนทยอยเข้าลงทุน
หุ้นอินเดีย
ดัชนีหุ้นอินเดีย ถูกกดดันจากความกังวลความเสี่ยง Stagflation ตามราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น ส่งผลให้ประมาณการ EPS มีโอกาสถูกปรับลง ขณะที่ แรงขายนักลงทุนต่างชาติยังมีแนวโน้มต่อเนื่อง ทั้งนี้ เราคาดว่า ภาครัฐจะทยอยออกมาตรการบรรเทาผลกระทบ โดยล่าสุดได้ปรับลดภาษีสรรพสามิตสำหรับการนำเข้าน้ำมันเบนซินและดีเซล
หุ้นไทย
แม้ดัชนีหุ้นไทย จะได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ที่ได้อานิสงส์จากราคาพลังงานที่ทรงตัวอยู่สูง และความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาล แต่อย่างไรก็ตาม ดัชนีฯ ยังเผชิญแรงกดดันในระยะสั้นจาก อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ตามราคาน้ำมันโลก ทำให้ กนง.ยังคงดอกเบี้ยไว้ระดับเดิม และเศรษฐกิจไทยยังคงโตต่ำ แนะนำติดตามสถานการณ์ก่อนเข้าลงทุน
หุ้นจีน All-Share
ดัชนีหุ้นจีน ได้แรงหนุนจากนโยบายภาครัฐที่ผลักดันการใช้เทคโนโลยี AI ขณะที่ ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจจีนยังอยู่ในวงจำกัด และภาครัฐยังมีเครื่องมือในการช่วยลดผลกระทบดังกล่าว แต่ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างจีน-สหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด ก่อนทยอยเข้าลงทุน
หุ้นเกาหลีใต้
ดัชนีหุ้นเกาหลีใต้ ถูกกดดันจากราคาน้ำมันที่ยังอยู่สูง และแรงขายหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิป หลัง Google เปิดตัว TurboQuant ที่สามารถบีบอัดหน่วยความจำ ซึ่งอาจทำให้อุปสงค์ชิปหน่วยความจำลดลง อย่างไรก็ดี เรามองว่าอุปสงค์ชิปหน่วยความจำยังเพิ่มขึ้นในระยะยาว จากความต้องการชิปสำหรับประมวลผลที่เร็วขึ้นในด้าน AI Inference
สินค้าโภคภัณฑ์ - ทองคำ
ราคาทองคำเผชิญแรงกดดันในระยะสั้นจาก US Bond Yield ที่ปรับเพิ่มขึ้น ตามคาดการณ์ว่า Fed จะยังคงดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง สกุลเงินดอลลาร์ สรอ.แข็งค่า และ การปิดสถานะซื้อเพื่อลดความเสี่ยง ขณะที่ระยะกลาง-ยาว ยังได้แรงหนุนจากแรงซื้อของธนาคารกลางต่างๆ แนะนำลงทุนในกองทุนทองคำเมื่อย่อตัว เพื่อใช้กระจายความเสี่ยงพอร์ต
ทองคำ
ราคาทองคำร่วงลงหนัก จาก UST Bond Yield ที่ปรับเพิ่มขึ้น ตามการปรับลดคาดการณ์การลดดอกเบี้ยของ Fed บนความเสี่ยงของเงินเฟ้อ และ เงินดอลลาร์ สรอ.แข็งค่า นอกจากนี้ ธนาคารกลางตุรกี ลดสัดส่วนถือทองคำเพื่อบริหารจัดการค่าเงินที่อ่อน เรามอง ราคาทองคำปรับฐานระยะสั้น แนะนำทยอยสะสม เมื่อราคาย่อตัว (Buy on Dips)
หุ้นกลุ่มธุรกิจพลังงานยั่งยืน
การลงทุนบน Data Center ที่ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ทำให้หุ้นกลุ่มธุรกิจพลังงานยั่งยืนได้รับอานิสงส์จากความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยหนุนการเติบโตของกำไร ทว่าความกังวลต่อแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อและดอกเบี้ย จากสงครามตะวันออกกลาง อาจสร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยง แนะนำติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ก่อนลงทุน
หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์
แม้หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ยังมีแนวโน้มได้แรงหนุนจากกระแสการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI และผลประกอบการที่แข็งแกร่ง แต่ความไม่แน่นอนสงครามตะวันออกกลาง และแนวโน้มดอกเบี้ยของ Fed ที่อาจตรึงอยู่สูงนานขึ้น ยังคงเป็นปัจจัยที่กดดันให้หุ้นกลุ่มนี้ มีความผันผวนสูง ทั้งนี้ แนะนำติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ก่อนทยอยเข้าลงทุน
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลก
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังคงเป็น Sector หลักที่ขับเคลื่อนการเติบโต จากธีมโครงสร้างระยะยาว เช่น AI และ Data Center อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้น อาจเพิ่มความผันผวนระยะสั้น จึงแนะนำรอให้ตลาดเริ่มนิ่งลงก่อนเข้าลงทุน และเน้นกลยุทธ์แบบ Active เพื่อคัดเลือกหุ้นที่มีศักยภาพการเติบโต และความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง
หุ้นตลาดเกิดใหม่ เอเชีย (ไม่รวมจีน)
แม้ดัชนีฯ จะผันผวนจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น และเงินดอลลาร์ สรอ.ที่แข็งค่า แต่เรายังคงมองบวกต่อตลาดหุ้นเกาหลีใต้ และไต้หวัน ที่ได้รับประโยชน์ในห่วงโซ่อุปทานด้าน AI โดยเฉพาะหลังงาน GTC ที่ผ่านมา ที่เน้นย้ำกระแสดังกล่าว อย่างไรก็ดี ยังต้องติดตามสถานการณ์ และพัฒนาการของสงครามในอิหร่านอย่างใกล้ชิด เน้นสะสมเมื่ออ่อนตัว
ภาพ: FabrikaSimf / Shutterstock

Facebook
Google
