สำรวจแนวคิด Career Minimalism และ Happiness Trifecta ความก้าวหน้า

The Secret Sauce: สื่อธุรกิจเพื่อผู้ประกอบการและผู้นำองค์กร

Insights ล่าสุด

Interview: บทสัมภาษณ์ผู้บริหารและผู้ประกอบการ

Expertise Room: กลยุทธ์และเครื่องมือธุรกิจ

Personal Effectiveness: พัฒนาตัวเองและการทำงาน

Books: สรุปหนังสือธุรกิจน่าอ่าน

Editor's Note

สำรวจแนวคิด Career Minimalism และ Happiness Trifecta ความก้าวหน้าไม่ใช่เรื่องตำแหน่งสำหรับคนยุคใหม่

สำรวจแนวคิด Career Minimalism และ Happiness Trifecta ความก้าวหน้าไม่ใช่เรื่องตำแหน่งสำหรับคนยุคใหม่

22.10.2025

องค์กรทั่วโลกเริ่มเจอกับความเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่อัตราการลาออกที่สูงขึ้น พนักงานใหม่อยู่ได้ไม่นาน ไปจนถึงปรากฏการณ์อย่าง Quiet Quitting, Bare Minimum Mondays (การทำงานน้อยๆ ในวันจันทร์ เพื่อไม่ให้หมดแรงตั้งแต่ต้นสัปดาห์) และ Productivity Theater (แกล้งยุ่งเหมือนมุ่งแต่งาน) ทั้งหมดนี้สะท้อนสัญญาณเดียวกันว่าคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z และ Millennials ไม่ได้มองความก้าวหน้าในงานแบบเดิมอีกต่อไป

 

 

 

และนี่คือโจทย์สำคัญ เพราะภายในปี 2030 กลุ่มคนเหล่านี้จะคิดเป็น 74% ของแรงงานทั้งหมด และกำลังก้าวขึ้นเป็นผู้นำรุ่นใหม่ ถ้าความก้าวหน้าไม่ใช่การไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งบริหาร นิยามใหม่ของความก้าวหน้าและการใช้ชีวิตทำงานควรเป็นอย่างไร?

 

Career Minimalism: ความก้าวหน้าแบบมินิมอล

 

Gen Z ไม่ได้ฝันถึงโต๊ะผู้บริหาร แต่เลือกความเรียบง่ายและสมดุลเป็นเป้าหมาย พวกเขาให้ความสำคัญกับเวลาหลังเลิกงานมากกว่าเวลาทำงาน และเชื่อว่าความทะเยอทะยานไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปของตำแหน่งสูงๆ

 

68% ของ Gen Z หลีกเลี่ยงการเป็นหัวหน้า เพราะมองว่าหน้าที่บริหารที่ไม่มีค่าตอบแทนเพิ่มเติมคือการลดระดับความสุขอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน 57% ของพวกเขายังทำงานเสริมอย่างน้อยหนึ่งอย่าง เพื่อเติมเต็มตัวตนในมิติอื่น

 

Happiness Trifecta: นิยามใหม่ของความก้าวหน้า

 

จากรายงาน Deloitte Global Gen Z & Millennial Survey 2025 คนรุ่นใหม่ให้นิยามความก้าวหน้าไว้ชัดเจนว่าคือการทำงานที่มีความหมาย มั่นคง และมีสุขภาวะที่ดี หรือที่เรียกว่า Happiness Trifecta หากขาดเสาหลักใดเสาหลักหนึ่ง ความสุขก็สั่นคลอน และการลาออกกลายเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล

 

1. เงินยังสำคัญ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด
มากกว่าครึ่งของ Gen Z และ Millennials ใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน และในกลุ่มที่กังวลค่าครองชีพสูง มี Gen Z เพียง 36% และ Millennials 39% เท่านั้นที่รู้สึกว่าตัวเองมีความสุข

 

2. งานต้องมีความหมาย ไม่ใช่แค่เงินเดือน
89% ของ Gen Z และ 92% ของ Millennials ต้องการทำงานที่ตอบโจทย์ความหมายในชีวิต หลายคนพร้อมสละความมั่นคงเพื่อเริ่มต้นธุรกิจเล็ก ๆ หรือไล่ล่าความฝัน หากองค์กรไม่สามารถตอบคำถามว่า “ทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร?”

 

3. สุขภาวะที่ดีคือเรื่องไม่ควรมองข้าม
40% ของ Gen Z รู้สึกเครียดหรือวิตกกังวลอยู่เสมอ และต้นตอหลักคือ ‘งาน’ ตั้งแต่ชั่วโมงทำงานยาวนาน การขาดการยอมรับ ไปจนถึงวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นพิษ นอกจากนี้ 23% ของ Gen Z และ 22% ของ Millennials ยังพิจารณานโยบายสิ่งแวดล้อมของบริษัทก่อนตอบรับงาน แสดงให้เห็นว่า Well-being ไม่ได้หยุดอยู่ที่เรื่องสุขภาพจิตเท่านั้น

 

เมื่อ AI กลายเป็นพันธมิตร ไม่ใช่ศัตรู

 

เกือบ 1 ใน 3 ของคนรุ่นใหม่เลือกไม่เรียนต่อในระดับอุดมศึกษา เพราะมองว่าวุฒิไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป แต่สิ่งที่พวกเขาเปิดรับอย่างจริงจังคือ AI

 

57% ของ Gen Z และ 56% ของ Millennials ใช้ AI ในงานประจำ และเหตุผลสำคัญที่สุดไม่ใช่แค่เพิ่มคุณภาพงาน แต่คือการ “คืนเวลา” ให้ตัวเอง เฉลี่ยแล้ว AI สามารถช่วยประหยัดเวลาได้ถึง 1 ชั่วโมงต่อวัน หรือเทียบเท่ากับเวลากว่า 1 เดือนครึ่งต่อปี

 

 3 ข้อหากอยากไปต่อ

 

หากอยากรักษาคนเก่งให้อยู่กับองค์กรนานๆ คำตอบไม่ใช่แค่เงินเดือนหรือโปรโมชัน แต่คือการออกแบบประสบการณ์การทำงานให้ตอบโจทย์ Happiness Trifecta และใช้เทคโนโลยีอย่าง AI เพื่อสนับสนุนชีวิตการทำงานแบบใหม่

 

  • ใช้ AI เพื่อช่วยสร้างสมดุลชีวิต ไม่ใช่แค่เพิ่มประสิทธิภาพ
  • เปลี่ยน Career Path แนวดิ่ง เป็น Growth Path ที่ส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาทักษะต่อเนื่อง
  • สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เข้าใจมนุษย์ ทั้งในมุมของความเครียด ความมั่นคง และพื้นที่ปลอดภัยในการแสดงออก

 

 

เพราะสุดท้ายแล้ว ความก้าวหน้าไม่ได้วัดจากตำแหน่งหรือจำนวนเงินในบัญชีเสมอไป แต่วัดจากความรู้สึกว่า “ฉันได้เติบโต ฉันมีความสุข และชีวิตฉันมีความหมาย”

 

องค์กรที่เข้าใจและปรับตัวทัน ไม่เพียงจะรักษาคนเก่งไว้ได้ แต่จะกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดคนรุ่นใหม่ในโลกการทำงานยุคต่อไป


EDITOR’S PICK


1

2

3

4

5

6

7