บริษัทอยากได้คนมีประสบการณ์ แต่ถ้าไม่มีใครให้โอกาสเริ่มงาน คนรุ่นใหม่จะเอาประสบการณ์มาจากไหน? เวที Youth Dialogue with First Deputy Managing Director ในงาน IMF-World Bank 2026 ที่กรุงเทพฯ ชวนผู้ประกอบการ นักลงทุน และตัวแทนเยาวชนมาคุยถึงโจทย์นี้ ตั้งแต่ทักษะที่นายจ้างต้องการไปจนถึงการสร้างธุรกิจ เพราะเมื่อ AI ทำงานได้มากขึ้น เราต้องคิดด้วยว่าคนจะเรียนรู้จากตรงไหน และการเติบโตจะสร้างงานที่มีคุณภาพให้คนรุ่นใหม่ได้อย่างไร
🟡 1. คนรุ่นใหม่กังวลว่าจะพร้อมสำหรับงานใหม่หรือไม่
คนรุ่นใหม่ใช้ AI ค้นข้อมูล หาไอเดีย และวางแผนงานอยู่แล้ว ความกังวลจึงอยู่ที่ว่าทักษะที่มีจะทันกับงานที่เปลี่ยนไปหรือไม่ เมื่อบริษัทต้องการทั้งประสบการณ์และความคล่องในการใช้ AI เกรดกับกิจกรรมในมหาวิทยาลัยก็อาจไม่พอ ฝั่งธุรกิจที่พึ่งพาเงินลงทุนแบบ Venture Capital ยังเผชิญเงินทุนตึงตัวในบางภูมิภาค รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การพัฒนาทักษะจึงต้องเดินคู่กับการเปิดโอกาสให้คนได้ทำงานจริง
🟡 2. บริษัทมองหาคนที่เพิ่มคุณค่าจากสิ่งที่ AI ทำได้
เมื่อ AI ช่วยทำงานได้มากขึ้น การจ้างคนแต่ละคนต้องตอบให้ได้ว่าจะเพิ่มคุณค่าให้ธุรกิจอย่างไร มุมจากผู้ประกอบการและนักลงทุนบนเวทีให้น้ำหนักกับความคิดสร้างสรรค์ การคิดเชิงวิพากษ์ วิจารณญาณ และการสื่อสาร คนทำงานต้องตั้งโจทย์เป็น ตรวจสอบคำตอบได้ และตัดสินใจด้วยตัวเอง โดยเข้าใจบริบทของงานและทำงานร่วมกับคนอื่นได้ดี
🟡 3. เข้าใจงานจริงก่อน จึงจะใช้ AI ได้ดี
คนที่ไม่ได้เป็นแพทย์อาจถาม AI ถึงวิธีผ่าตัดได้ แต่คำตอบละเอียดไม่ได้ทำให้พร้อมรักษาผู้ป่วย หลักเดียวกันใช้กับธุรกิจ หากยังไม่เข้าใจขั้นตอนและข้อจำกัดของงาน ก็ยากจะสั่ง AI ได้ตรงหรือจับข้อผิดพลาดได้ ข้อเสนอจากเวทีคือ ลองทำด้วยตัวเองให้เข้าใจกระบวนการก่อน แล้วค่อยใช้ AI ช่วย เพื่อให้ประเมินได้ว่าคำตอบบนหน้าจอใช้กับสถานการณ์จริงได้แค่ไหน
🟡 4. การศึกษาต้องปรับคุณภาพและเชื่อมกับโลกการทำงาน
การถกเรื่องชั่วโมงเรียนต้องมองความพร้อมของครู อุปกรณ์ และโครงสร้างพื้นฐานควบคู่กัน บนเวทีมีตัวอย่างสถานศึกษาในอินโดนีเซียที่มีคอมพิวเตอร์ไม่เพียงพอ และครูบางส่วนไม่ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม การเตรียมคนเข้าสู่ตลาดแรงงานจึงต้องพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ พร้อมเปิดให้สัมผัสงานจริงผ่านการฝึกงาน การเยี่ยมชมธุรกิจ หรือกิจกรรมร่วมกับสถานประกอบการ
🟡 5. โอกาสเรียนรู้ AI ยังไม่เท่ากัน
ภาษา อุปกรณ์ และอินเทอร์เน็ตยังเป็นอุปสรรค โดยเฉพาะเยาวชนในชนบทและชุมชนที่ขาดโอกาส การมีเนื้อหาให้เรียนจึงต้องตามด้วยความพร้อมที่จะเข้าถึงและเข้าใจ กรณี AI Ready ASEAN ที่เล่าบนเวทีระบุว่าเข้าถึงเยาวชนมากกว่า 350,000 คน และสถานศึกษามากกว่า 500 แห่งในฟิลิปปินส์และไทย เป็นตัวอย่างความร่วมมือที่ช่วยขยายการเรียนรู้ โดยต้องคำนึงถึงข้อจำกัดของผู้เรียนแต่ละกลุ่มด้วย
🟡 6. AI เปิดโอกาสให้เกษตรกรเพิ่มผลิตภาพและเข้าถึงตลาดใหม่
กรณีแพลตฟอร์มเกษตรที่นำมาเล่าบนเวทีระบุว่ามีเกษตรกรในไทยใช้งานเกือบหนึ่งล้านราย พร้อมเสนอว่า AI อาจช่วยให้เกษตรกรดูแลพื้นที่ได้มากขึ้นในภาคเกษตรที่เผชิญแรงงานขาดแคลน อีกโอกาสคือการใช้ AI ช่วยงานเอกสารและทำความเข้าใจข้อกำหนดด้านคุณภาพกับการรับรองของผู้ซื้อในต่างประเทศ เพื่อเตรียมผลผลิตให้เข้าถึงตลาดที่เดิมมีอุปสรรค
🟡 7. ไทยควรนำ AI ไปเสริมสาขาที่มีจุดแข็ง
เกษตร อาหาร ท่องเที่ยว และสุขภาพกับเวลเนส คือสาขาที่ถูกเสนอให้ใช้ AI เพิ่มมูลค่า ตั้งแต่ยกระดับคุณภาพไปจนถึงเข้าถึงตลาดต่างประเทศ หากสร้างงานและรายได้ในพื้นที่ได้มากขึ้น คนก็อาจมีทางเลือกมากกว่าการย้ายเข้ากรุงเทพฯ ส่วนบริการพื้นฐานในชนบท เช่น การศึกษา สุขภาพ และการเงิน ยังเป็นพื้นที่สร้างธุรกิจที่ต้องพัฒนาควบคู่กับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
🟡 8. AI ช่วยให้ผู้ประกอบการเรียนรู้ข้ามศาสตร์
บนเวทีมีกรณีผู้ประกอบการที่มีพื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์ ใช้ AI ช่วยเรียนรู้ชีววิทยาและเคมี เพื่อต่อยอดธุรกิจแปรรูปเศษวัสดุเกษตรเป็นไบโอคาร์บอนสำหรับใช้ในซีเมนต์และคอนกรีต วัตถุดิบอย่างแกลบ ฟางข้าว และเศษไม้ ซึ่งบางส่วนถูกเผาจนก่อปัญหา PM2.5 จึงกลายเป็นโอกาสพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ กรณีนี้แสดงให้เห็นการใช้ AI เรียนรู้เรื่องนอกความเชี่ยวชาญเดิม แล้วนำไปเชื่อมกับการลงมือทำธุรกิจ
🟡 9. กรณีข้าวคาร์บอนต่ำชี้ว่า เงินกู้ 0% ต้องมาพร้อมความรู้และตลาด
โครงการข้าวคาร์บอนต่ำที่เล่าบนเวทีมีสินเชื่อดอกเบี้ย 0% แต่ช่วงเริ่มต้นมีคนเข้าร่วมไม่มาก เกษตรกรยังต้องการรู้ว่าจะขายให้ใคร รายได้เพิ่มหรือไม่ และต้องรับความเสี่ยงอะไร ทีมจึงต้องให้ทั้งการฝึกทางเทคนิคและความรู้เรื่องตลาดควบคู่กับเงินทุน ลูกค้าต้องเห็นว่าการเปลี่ยนวิธีทำงานคุ้มอย่างไร ธุรกิจจึงควรอธิบายประโยชน์และความเสี่ยงให้ชัดพอๆ กับความสามารถของเครื่องมือ
🟡 10. คนรุ่นใหม่ควรได้เตรียมตัวเป็นผู้ประกอบการด้วย
การเตรียมเยาวชนเข้าสู่เศรษฐกิจควรเปิดทางให้สร้างธุรกิจเอง ตั้งแต่เรียนรู้การรับความเสี่ยง พัฒนาไอเดีย ไปจนถึงใช้ AI สร้างและทดสอบผลิตภัณฑ์ขั้นต่ำ หรือ MVP เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้ทีมที่มีเงินและคนจำกัดทดลองได้เร็วขึ้น ส่วนธุรกิจที่มองตลาดต่างประเทศตั้งแต่ต้นก็มีโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนกว้างขึ้น โดยยังต้องเข้าใจวัฒนธรรม กฎระเบียบ และพันธมิตรในแต่ละพื้นที่
🟡 11. ระบบสนับสนุนธุรกิจต้องทันกับความเร็วของเทคโนโลยี
กรอบ Ecosystem 6 ที่นำเสนอบนเวทีประกอบด้วยภาครัฐและนโยบาย บุคลากร เงินทุน ระบบสนับสนุน การเข้าถึงตลาด และผลลัพธ์ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจพร้อมผลตอบแทนนักลงทุน ทุกส่วนต้องเชื่อมกัน มีการยกตัวอย่างว่าใบอนุญาตบางประเภทในไทยอาจใช้เวลา 6–12 เดือน ขณะที่บริษัทเล็กบางแห่งมีเงินสดพออยู่เพียงไม่กี่เดือน ผลิตภัณฑ์ที่พร้อมแล้วจึงอาจไปไม่ถึงตลาด หากขั้นตอนอนุญาตกินเวลาจนเงินทุนหมด
🟡 12. งานแรกคือการลงทุนในกำลังคนของวันข้างหน้า
หนึ่งในข้อเสนอคือให้รัฐช่วยอุดหนุนต้นทุนการจ้างคนรุ่นใหม่บางส่วน เพื่อให้บริษัทเปิดโอกาสได้ในช่วงที่ต้องควบคุมค่าใช้จ่าย แนวคิดนี้ยังเป็นข้อเสนอจากเวที เหตุผลสำคัญคือ หากองค์กรไม่รับคนเริ่มต้นอาชีพ อีก 10–20 ปีจะหาคนจากไหนมาเติบโตเป็นผู้จัดการหรือผู้บริหาร การใช้ AI จึงต้องคิดคู่กับเส้นทางเรียนรู้ที่ช่วยให้คนใหม่พัฒนาความสามารถและรับผิดชอบงานได้มากขึ้น
🟡 13. คนรุ่นใหม่ต้องร่วมกำหนดนโยบายตั้งแต่ต้น
ข้อเสนอจากเวทีคือให้มีคณะที่ปรึกษาเยาวชนถาวร ร่วมตั้งแต่ออกแบบนโยบาย ดำเนินงาน จนถึงประเมินผล โดยคัดเลือกอย่างโปร่งใสและมีตัวแทนจากชนบท ชุมชนที่ขาดโอกาส และผู้พิการ หลักคิดคือสร้างนโยบายร่วมกับเยาวชน เพื่อให้คนที่ได้รับผลกระทบช่วยกำหนดโจทย์ตั้งแต่ต้น และติดตามได้ว่านโยบายตอบความต้องการในชีวิตจริงหรือไม่
สำหรับคนทำงาน จุดเริ่มต้นคือฝึกใช้ AI พร้อมเข้าใจงานและพัฒนาการตัดสินใจของตัวเอง สำหรับเจ้าของธุรกิจ ต้องคิดว่าการเพิ่มผลิตภาพจะเดินคู่กับโอกาสให้คนใหม่เติบโตได้อย่างไร การเติบโตทางเศรษฐกิจควรส่งต่อเป็นงานที่มีคุณภาพ เพราะโอกาสเรียนรู้ที่เราเปิดให้คนรุ่นใหม่วันนี้ คือส่วนหนึ่งของกำลังคนที่จะพาธุรกิจไปต่อในวันข้างหน้า